คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2015/2547
#410925
เปิดฉบับเต็ม

พยานโจทก์ทุกปากไม่มีสาเหตุกับจำเลยที่ 1 ทั้งเบิกความและให้การได้สอดคล้องเชื่อมโยงกัน มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นในขณะเกิดเหตุว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมชิงทรัพย์และใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ก่อนเกิดเหตุมีชาย 2 คน ซึ่งคล้ายจำเลยทั้งสองว่าจ้างผู้ตายขับรถยนต์รับจ้างออกไปจากโรงแรม ร. หลังจากนั้นไม่นานผู้ตายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตาย และทิ้งศพไว้ในที่เกิดเหตุ และต่อมาในวันเดียวกันจำเลยทั้งสองได้นำรถยนต์ของผู้ตายไปใช้เป็นยานพาหนะในการชิงทรัพย์ร้านทอง ทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ว่าจ้างผู้ตายให้ขับรถยนต์รับจ้างจากกรุงเทพมหานครไปส่งที่จังหวัดสระบุรี เมื่อไปถึงก็ได้ร่วมกันชิงทรัพย์รถยนต์คันดังกล่าวและฆ่าผู้ตาย เพียงแต่จำเลยที่ 1 บ่ายเบี่ยงว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเท่านั้น บ่งชี้ชัดว่า จำเลยที่ 1 ร่วมเป็นคนร้ายรายนี้จริง ที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่าไม่เคยไปพักที่โรงแรม ร. กับได้ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การโดยไม่ได้อ่านข้อความเนื่องจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายนั้น เมื่อพิจารณาคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ให้การกล่าวถึงการกระทำโดยละเอียดและยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 จึงไม่น่าเชื่อ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายร่วมกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์และฆ่าผู้ตายตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 พนักงานสอบสวนไม่ได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง โดยการแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงสิทธิของผู้ต้องหาตามวรรคหนึ่ง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการสอบสวนที่ชอบ ไม่ควรรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า การแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับให้ต้องระบุไว้ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน ทั้งจำเลยที่ 1 เพิ่งยกเรื่องการไม่แจ้งสิทธิดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาโดยในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยที่ 1 ทราบ อันจะเป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบและไม่อาจรับฟังบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นพยานหลักฐานได้

อนึ่ง คดีนี้ จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นที่สุด แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ได้ถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 288, 289, 339 วรรคท้าย พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ. 72, 72 ทวิ ริบกุญแจมือของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 697/2537 ของศาลจังหวัดปราจีนบุรี และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 635/2538 ของศาลจังหวัดปราจีนบุรี

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289 (4), 339 วรรคท้าย, 340 ตรี เป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 289 (4) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งมีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ให้ประหารชีวิต และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม สำหรับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดดังกล่าวตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่ต้องนำโทษตามความผิดกระทงอื่นมารวมเข้าด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบกุญแจมือของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 697/2537 ของศาลจังหวัดปราจีนบุรี และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 635/2538 ของศาลจังหวัดปราจีนบุรี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289 (6), 339 วรรคท้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 289 (6) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และให้ยกคำขอที่ให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายร่วมกันชิงทรัพย์รถยนต์เก๋งโตโยต้าหมายเลขทะเบียน 2 จ - 1729 กรุงเทพมหานคร ราคา 250,000 บาท ของนายนิวัติ พิบูรณ์ ผู้ตาย โดยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย แล้วทิ้งศพผู้ตายไว้ในที่เกิดเหตุ ต่อมาในวันเกิดเหตุเวลา 12.10 นาฬิกา จำเลยทั้งสองใช้รถยนต์คันดังกล่าวเป็นยานพาหนะไปชิงทรัพย์ที่ร้านทองในจังหวัดปราจีนบุรี มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายร่วมกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์และฆ่าผู้ตายตามฟ้องหรือไม่ คดีนี้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุ คงมีแต่พยานแวดล้อม โดยมีนายวิรัช กลิ่นอำไพ พนักงานบริการลูกค้าของโรงแรมโรสทาวน์เป็นพยานเบิกความว่า ผู้ตายเคยนำรถยนต์รับจ้างมาจอดที่คิวรถภายในโรงแรมเป็นเวลา 3 ถึง 4 ปี ก่อนเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุมีเจ้าพนักงานตำรวจนำภาพถ่ายจำเลยทั้งสองมาให้ดู พยานดูแล้วให้การไปว่าคล้ายกับชาย 2 คน ที่มากับหญิง 2 คน และเข้าพักที่ห้องเลขที่ 646 ของโรงแรมในคืนเกิดเหตุ สำหรับพยานโจทก์ปากนายนุดิษฐ์ แสงเพ็ญฉาย และนายไพศาล เรืองวิวัฒน์พันธ์ โจทก์ไม่ได้ตัวมาสืบ คงค้างส่งบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานทั้งสองตามเอกสารหมาย ป.จ.12 และ ป.จ.13 โดยนายนุดิษฐ์ให้การไว้ว่า ประกอบอาชีพขับรถยนต์รับจ้างอยู่ที่โรงแรมโรสทาวน์เช่นเดียวกับผู้ตายและจะพบผู้ตายทุกวัน วันที่ 14 กันยายน 2536 เวลา 23 นาฬิกาเศษ ผู้ตายซึ่งขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 2 จ - 1729 กรุงเทพมหานคร ได้คิวรับผู้โดยสารจากโรงแรม แต่ไม่ทราบว่าไปส่งที่ใด และนายไพศาลให้การว่า เป็นพนักงานบริการลูกค้าของโรงแรมโรสทาวน์ วันเกิดเหตุเวลา 0.45 นาฬิกา แขกทั้งสี่คนที่มาพักห้องเลขที่ 644 และ 646 ได้ว่าจ้างรถยนต์รับจ้างยี่ห้อโตโยต้า ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นของผู้ตายออกไปจากโรงแรม โจทก์ยังมีจ่าสิบตำรวจวันชัย เพ็งปาน ซึ่งเป็นผู้จับกุมจำเลยที่ 1 ตามหมายจับในคดีชิงทรัพย์ที่ร้านทองเป็นพยานเบิกความว่า ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชิงทรัพย์รถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้าและฆ่าเจ้าทรัพย์ถึงแก่ความตาย โดยจำเลยทั้งสองว่าจ้างผู้ตายให้ขับรถยนต์จากกรุงเทพมหานครไปส่งที่จังหวัดสระบุรี เมื่อไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย จากนั้นได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวไปก่อคดีชิงทรัพย์ที่ร้านทองในเขตจังหวัดปราจีนบุรีตามที่ได้ออกหมายจับไว้ มีร้อยตำรวจเอกชัยวัฒน์ ศรีอัศวอมร พนักงานสอบสวนคดีชิงทรัพย์ที่ร้านทองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้ จำเลยทั้งสองรับว่าได้ปล้นร้านทองในเขตจังหวัดปราจีนบุรี โดยก่อนหน้านี้ได้รถยนต์คันดังกล่าวมาจากการชิงทรัพย์และฆ่าเจ้าทรัพย์ที่จังหวัดสระบุรี และมีพันตำรวจโทสุรชาติ รอดพิทักษ์ พนักงานสอบสวนคดีนี้เป็นพยานเบิกความว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกันชิงทรัพย์รถยนต์และใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายจากนั้นได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปชิงทรัพย์ที่ร้านทองตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ป.จ.4 และ ป.จ.10 กับได้นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเอกสารหมาย ป.จ.5 และ ป.จ.11 เห็นว่า พยานโจทก์ทุกปากไม่มีสาเหตุกับจำเลยที่ 1 ทั้งเบิกความและให้การได้สอดคล้องเชื่อมโยงกัน มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นในขณะเกิดเหตุว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมชิงทรัพย์และใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ก่อนเกิดเหตุมีชาย 2 คน ซึ่งคล้ายจำเลยทั้งสองว่าจ้างผู้ตายขับรถยนต์รับจ้างออกไปจากโรงแรมโรสทาวน์ หลังจากนั้นไม่นานผู้ตายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตาย และทิ้งศพไว้ในที่เกิดเหตุ และต่อมาในวันเดียวกันจำเลยทั้งสองได้นำรถยนต์ของผู้ตายไปใช้เป็นยานพาหนะในการชิงทรัพย์ร้านทอง ทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ว่าจ้างผู้ตายให้ขับรถยนต์รับจ้างจากกรุงเทพมหานครไปส่งที่จังหวัดสระบุรี เมื่อไปถึงก็ได้ร่วมกันชิงทรัพย์รถยนต์คันดังกล่าวและฆ่าผู้ตาย เพียงแต่จำเลยที่ 1 บ่ายเบี่ยงว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนใช้อาวุธยิงผู้ตายเท่านั้น บ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 ร่วมเป็นคนร้ายรายนี้จริง ที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่าไม่เคยไปพักที่โรงแรมโรสทาวน์กับได้ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การโดยไม่ได้อ่านข้อความเนื่องจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายนั้น เมื่อพิจารณาคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ป.จ.4 แล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ให้การกล่าวถึงการกระทำโดยละเอียดและยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเอกสารหมาย ป.จ.5 ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 จึงไม่น่าเชื่อพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายร่วมกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์และฆ่าผู้ตายตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย ป.จ.4 พนักงานสอบสวนไม่ได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง โดยการแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงสิทธิของผู้ต้องหาตามวรรคหนึ่ง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการสอบสวนที่ชอบ ไม่ควรรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า การแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับให้ต้องระบุไว้ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน ทั้งจำเลยที่ 1 เพิ่งยกเรื่องการไม่แจ้งสิทธิดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกา โดยในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยที่ 1 ทราบแต่ประการใด จึงไม่น่าเชื่อว่าพนักงานสอบสวนจะไม่ได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยที่ 1 ทราบอันจะเป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบและไม่อาจรับฟังบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นพยานหลักฐานได้ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นที่สุดแต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ได้ถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 ม. 339
ป.วิ.อ. ม. 7 ทวิ ม. 39 ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายมาโนช จันทร์ปิยวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1995/2547
#411104
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุผู้ร้องให้บริษัท อ. เช่ารถยนต์บรรทุกของกลางไป และเนื่องจากเป็นการเช่ารถพร้อมพนักงานขับรถมีกำหนด 1 ปี ชำระค่าเช่าเป็นรายเดียน เจ้าของรถผู้ให้เช่าย่อมไม่ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการที่รถต้องบรรทุกน้ำหนักเพิ่มขึ้น เพราะไม่ได้คิดค่าเช่าตามอัตราน้ำหนักบรรทุก ทั้งยังมีข้อสัญญาห้ามผู้เช่านำรถที่เช่าไปใช้ในทางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกด้วย ผู้ร้องจึงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 และให้ริบรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 73 - 1821 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางซึ่งบริษัทเอ็กซ์เซลเมทัล ฟอจจิ้ง จำกัด เช่าไป ผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลาง ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 73 - 1821 กรุงเทพมหานคร ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังยุติได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 73 - 1821 กรุงเทพมหานคร ของกลางมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ผู้ร้องมีนายประกิต ปัทมวรกุลชัย กรรมการของผู้ร้องนางสาวฐิติรัตน์ นพวรประเสริฐ กับนายอำนวย สามพันพ่วง พนักงานของผู้ร้องนายชัยรัตน์ เหล็กเพชร ผู้จัดการบริษัทเอ็กซ์เซล เมทัล ฟอจจิ้ง จำกัด และจำเลยเป็นพยานเบิกความประกอบหนังสือมอบอำนาจให้ทำสัญญาเช่าเอกสารหมาย ร.3 หนังสือสัญญาเช่าเอกสารหมาย ร.5 และใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ป.ร.1 ถึง ป.ร.4 ได้ความว่า ระหว่างเกิดเหตุผู้ร้องได้ให้บริษัทเอ๊กซ์เซล เมทัล ฟอจจิ้ง จำกัด เช่ารถยนต์บรรทุกของกลางไปบรรทุกสินค้าโดยการเช่ารถพร้อมคนขับในอัตราค่าเช่าเดือนละ 35,000 บาท เห็นว่า พยานบุคคลทั้งห้าของผู้ร้องเป็นผู้ที่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการเช่ารถยนต์บรรทุกของกลาง และเบิกความถึงความเป็นมาของการเช่ารถได้สอดคล้องรับกันไม่มีข้อพิรุธ แม้นางสาวฐิติรัตน์กับนายอำนวยและจำเลยจะเป็นพนักงานของผู้ร้องแต่ก็มิได้มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีในอันที่จะจูงใจให้ต้องเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีฐานเบิกความเท็จ จึงไม่มีเหตุให้ต้องระแวงว่าจะเบิกความเข้าข้างผู้ร้อง ส่วนการที่สัญญาเช่าเอกสารหมาย ร.5 ระบุว่า ให้เช่ารถพร้อมพนักงานขับรถแต่จำเลยซึ่งเป็นคนขับรถยังคงได้รับเงินเดือนจากผู้ร้องนั้น เห็นว่า การเช่ารถพร้อมพนักงานขับรถ มีความหมายว่า พนักงานขับรถยังคงเป็นลูกจ้างของผู้ให้เช่าและรับค่าจ้างจากผู้ให้เช่า แต่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาสั่งงานของผู้เช่าเพื่อความสะดวกในการใช้รถให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้เช่า ซึ่งนายชัยรัตน์ผู้จัดการบริษัทเอ๊กซ์เซล เมทัล ฟอจจิ้ง จำกัด ผู้เช่าและจำเลยก็เบิกความยืนยันว่า ในวันเกิดเหตุนายชัยรัตน์เป็นผู้สั่งจำเลยให้นำรถยนต์บรรทุกของกลางไปบรรทุกเหล็กและเป็นผู้สั่งให้พนักงานแผนกขนย้ายเป็นผู้ขนเหล็กขึ้นใส่บนรถ สำหรับที่ผู้ร้องไม่ได้นำหลักฐานการเช่าไปยื่นแสดงต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งไม่ขอริบรถยนต์บรรทุกของกลางนั้น ก็ได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 เวลา 16 นาฬิกา และพนักงานอัยการฟ้องศาลด้วยวาจาในวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นการยากที่ผู้ร้องจะดำเนินการในชั้นพนักงานสอบสวนได้ จึงไม่อาจถือเป็นข้อพิรุธที่ทำให้พยานหลักฐานของผู้ร้องไม่น่าเชื่อถือแต่ประการใด เมื่อโจทก์มิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมารับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุผู้ร้องให้บริษัทเอ๊กซ์เซล เมทัลฟอจจิ้ง จำกัด เช่ารถยนต์บรรทุกของกลางไปตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย ร.5 จริงและเนื่องจากเป็นการเช่ารถพร้อมพนักงานขับรถมีกำหนด 1 ปี ชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เจ้าของรถผู้ให้เช่าย่อมไม่ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการที่รถต้องบรรทุกน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพราะมิได้คิดค่าเช่าตามอัตราน้ำหนักบรรทุก นอกจากนี้สัญญาเช่าข้อที่ 7 ยังห้ามผู้เช่านำรถที่เช่าไปใช้ในทางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกด้วย ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่วินิจฉัยว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย และพิพากษาให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
ผู้ร้อง — บริษัทแอล.เอช.พูร์ เซอร์วิส จำกัด
จำเลย — นายสนิท ต่อพิมาย
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1981/2547
#411164
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 มิได้มอบหมายหรือแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนขายรถยนต์คันพิพาทแก่โจทก์โดยแสดงออกชัด แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ซื้อรถยนต์คันดังกล่าวมาจากผู้ผลิตแล้วจำเลยที่ 2 ขายรถยนต์คันดังกล่าวแก่บริษัท ต. และยังยินยอมตรวจสภาพรถยนต์คันดังกล่าวตามระยะให้แก่โจทก์ โดยที่จำเลยที่ 2 มิได้ทักท้วงหรือกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้เห็นว่ามิได้เป็นตัวการ ทั้งปรากฏด้วยว่าจำเลยที่ 1 กับบริษัท ต. มีกรรมการบริษัทเป็นชุดเดียวกันและมีจำนวน 2 คนเช่นเดียวกัน คือ ช. และ ส. จึงน่าเชื่อว่าบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัท ต. เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน พฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงแห่งคดีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาให้บริษัท ต. จัดจำหน่ายรถยนต์คันดังกล่าวแทนตนโดยไม่กำหนดว่าต้องจัดการจำหน่ายอย่างไร เป็นการเชิดบริษัท ต. เป็นตัวแทนเชิดและบริษัท ต. ได้ใช้ชื่อของจำเลยที่ 1 ในการจำหน่ายรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ ซึ่งตามพฤติการณ์แห่งคดีเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้แล้วว่าบริษัท ต. โดยจำเลยที่ 1 จำหน่ายรถยนต์คันดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการจึงมีหน้าที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันไปจดโอนชื่อทางทะเบียนในใบคู่มือจดทะเบียนของกรมการขนส่งทางบกโอนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์คันดังกล่าวข้างต้นให้เป็นชื่อของโจทก์ และส่งมอบใบคู่มือจดทะเบียนของกรมการขนส่งทางบกให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ตามฟ้องพร้อมทั้งมอบใบคู่มือจดทะเบียนให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการขายรถยนต์คันพิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 มิได้มอบหมายหรือแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนขายรถยนต์คันพิพาทแก่โจทก์โดยแสดงออกชัด แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ซื้อรถยนต์คันดังกล่าวมาจากบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2539 ตามใบแจ้งการจำหน่ายเอกสารหมาย ล.3 แล้วจำเลยที่ 2 ขายรถยนต์คันดังกล่าวแก่บริษัทตากสิน อินเตอร์คาร์ จำกัด ตามใบสั่งขายและสำเนาใบส่งสินค้า เอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 และยังยินยอมตรวจสภาพรถยนต์คันดังกล่าวตามระยะให้แก่โจทก์ตามที่ปรากฏรายการตรวจในสมุดรับประกันเอกสารหมาย จ.6 โดยที่จำเลยที่ 2 มิได้ทักท้วงหรือกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้เห็นว่ามิได้เป็นตัวการ ทั้งปรากฏด้วยว่าบริษัทสามพราน ออโตเซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด จำเลยที่ 1 กับบริษัทตากสิน อินเตอร์คาร์ จำกัด มีกรรมการของบริษัทเป็นชุดเดียวกันและมีจำนวน 2 คนเช่นเดียวกัน คือ นายชวโรจน์ สุทธิชัยรัตนา นางสาวไพลิน หยึกประเสริฐ ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 และ จ.7 จึงน่าเชื่อว่า บริษัทสามพราน ออโตเซลส์ แอนส์ เซอร์วิส จำกัด จำเลยที่ 1 และบริษัทตากสิน อินเตอร์คาร์ จำกัด เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน พฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงแห่งคดีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาให้บริษัทตากสิน อินเตอร์คาร์ จำกัด จัดจำหน่ายรถยนต์คันดังกล่าวแทนตนโดยไม่กำหนดว่าต้องจัดการจำหน่ายอย่างไร เป็นการเชิดบริษัทตากสิน อินเตอร์คาร์ จำกัด เป็นตัวแทนเชิดและบริษัทตากสิน อินเตอร์คาร์ จำกัด ได้ใช้ชื่อของจำเลยที่ 1 ในการจำหน่ายรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ ซึ่งตามพฤติการณ์แห่งคดีเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 2 รู้แล้วว่าบริษัทตากสิน อินเตอร์คาร์ จำกัด โดยจำเลยที่ 1 จำหน่ายรถยนต์คันดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการจึงมีหน้าที่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริต โจทก์มีใบรับมอบรถยนต์และสมุดรับประกัน เอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ในครอบครอง โจทก์รับรถยนต์จากจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2539 และได้ชำระเงินจำนวน 528,000 บาท ซึ่งเป็นราคารถยนต์คันดังกล่าวรวมกับค่าประกันรถยนต์ ค่าโอนทะเบียนและค่าล้อแม็ก ตามใบรับเงินชั่วคราวเอกสารหมาย จ.4 โจทก์จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริต จำเลยที่ 2 รู้แล้วยอมให้บริษัทตากสิน อินเตอร์คาร์ จำกัด ใช้ชื่อจำเลยที่ 1 จำหน่ายรถยนต์คันดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้ซื้อรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริต โดยถือเสมือนว่าจำเลยที่ 1 ได้เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในการขายรถยนต์คันดังกล่าวแก่โจทก์ของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุภาพ กิจฉลอง
บริษัทสามพราน ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส
จำเลย — จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประดิษฐ์ ทรงฤกษ์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1968/2547
#112875
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ส่วนที่เหลือ" ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคสาม จะต้องพิจารณาจากที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนแปลงนั้น ๆ เป็นหลัก โดยที่ดินแปลงนั้น ๆ ไม่ได้ถูกเวนคืนทั้งหมด ส่วนที่ไม่ถูกเวนคืนจึงจะถือว่าเป็นส่วนที่เหลือจากการเวนคืนตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนที่ดินของโจทก์แปลงที่ไม่มีส่วนใดถูกเวนคืนเลย แม้จะปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกันกับที่ดินของโจทก์แปลงที่ถูกเวนคืนที่มีส่วนที่เหลือจากการเวนคืนก็ตาม ก็ไม่มีผลทำให้ที่ดินแปลงที่ไม่มีส่วนใดถูกเวนคืนเลยกลายเป็นที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนตามบทบัญญัติดังกล่าวไปได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินแปลงที่ไม่มีส่วนใดถูกเวนคืนเลยโดยอ้างว่าที่ดินมีราคาลดลงเนื่องจากการเวนคืน

ผู้ถูกเวนคืนที่ดินจะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจากการเวนคืนอย่างไร เพียงใดนั้น จะต้องเป็นไปตามที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 บัญญัติไว้เท่านั้น แต่ตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวหาได้มีบทบัญญัติให้ทางราชการจ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับความเสียหายเนื่องจากโจทก์จะต้องซื้อที่ดินข้างเคียงเพื่อทำเป็นทางออกให้แก่ที่ดินของโจทก์สู่ถนนสาธารณะตามที่โจทก์กล่าวอ้างไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๘๑๗,๕๑๓,๒๙๒.๒๕ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๒ ต่อปีในต้นเงินจำนวน ๗๐๘,๖๒๑,๗๕๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๗,๗๐๒,๒๕๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ ๑๒ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๓๘ จนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นว่า ตาม พ.ร.บ.การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๑ วรรคสาม ได้บัญญัติไว้ว่า "ถ้าต้องเวนคืนอสังหาริมทรัพย์แต่เพียงส่วนหนึ่ง และส่วนที่เหลือนั้นราคาลดลงให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้เฉพาะสำหรับส่วนที่เหลืออันราคาลดลงนั้นด้วย" คำว่า "ส่วนที่เหลือ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องพิจารณาจากที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนแปลงนั้น ๆ เป็นหลัก โดยที่ดินแปลงนั้น ๆ ไม่ได้ถูกเวนคืนทั้งหมด ส่วนที่ไม่ถูกเวนคืนจึงจะถือว่าเป็นส่วนที่เหลือจากการเวนคืนตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๔๖๙ และ ๗๐๖๘๓ ของโจทก์ไม่มีส่วนใดถูกเวนคืนเลย แม้จะปรากฏว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวอยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกันกับที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ ๓๑๗๑ และ ๘๗๔๘ ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนก็ตาม ก็ไม่มีผลทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๔๖๙ และ ๗๐๖๘๓ กลายเป็นที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนตามบทบัญญัติดังกล่าวไปได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินสองแปลงนี้โดยอ้างว่าที่ดินมีราคาลดลงเนื่องจากการเวนคืน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยอีกประการว่า หลังจากถูกเวนคืนแล้ว ที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนไม่มีส่วนใดติดถนนรามอินทราเหมือนเดิม จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงการพัฒนาที่ดินที่วางไว้เดิมโดยหันหน้าโครงการมาทางถนนเข้าสนามกอล์ฟปัญญาซึ่งโจทก์จะต้องซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๔๘๗ ที่คั่นอยู่ระหว่างที่ดินของโจทก์กับถนนเข้าสนามกอล์ฟปัญญามาทำเป็นทางออกที่ดินแปลงดังกล่าวมีราคาซื้อขายจำนวน ๘๖,๕๙๔,๕๐๐ บาท จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย เห็นว่า ผู้ถูกเวนคืนที่ดินจะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจากการเวนคืนอย่างไร เพียงใดนั้น จะต้องเป็นไปตามที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ บัญญัติไว้เท่านั้น แต่ตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวหาได้มีบทบัญญัติให้ทางราชการจ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับความเสียหายจากกรณีที่โจทก์อ้างดังกล่าวข้างต้นไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ได้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินธานี บิลด์ จำกัด
จำเลย — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1964/2547
#112840
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานย่อมมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 และโจทก์เป็นผู้ประสบภัยจากรถจึงเป็นผู้รับประโยชน์มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 บริษัท ศ. นายจ้างโจทก์จะมีสิทธิขอรับเงินทดแทนต่อจำเลยได้ก็แต่เฉพาะที่ได้ทดรองจ่ายเงินทดแทนไปก่อน แล้วไปขอรับคืนจากจำเลยตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 25 เท่านั้น และแม้บริษัท ศ. จะเป็นผู้เอาประกันภัยรถโดยสารคันที่โจทก์ทำงานและประสบอุบัติเหตุ แต่ก็มิใช่ผู้ประสบภัยจากรถ จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 การที่บริษัท ศ. จ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน และได้ขอรับคืนจากบริษัทผู้รับประกันภัยไปแล้ว เป็นการจ่ายแทนบริษัทผู้รับประกันภัยในฐานะผู้เอาประกันภัย มิใช่ทดรองจ่ายในฐานะนายจ้างตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 25 จึงไม่มีสิทธิมาขอรับเงินคืนจากจำเลยและไม่อาจสละสิทธิในเงินดังกล่าวได้ ทั้งการได้มาซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ตามกฎหมายอื่นไม่ตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 อีกตามมาตรา 7 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน แล้วบังคับให้จำเลยชำระเงิน ๒๓,๑๘๕ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลจำนวน ๒๓,๑๘๕ บาท จากจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัท ศ. ทำงานในตำแหน่งพนักงานประจำรถโดยสาร บริษัท ศ. เป็นผู้มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ และเป็นผู้เอาประกันภัยรถโดยสารคันที่โจทก์ทำงานตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ ต่อมารถโดยสารคันที่โจทก์ทำงานเกิดอุบัติเหตุ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ต้องเข้ารับการรักษาตัวและเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเป็นเงิน ๒๖,๑๐๙ บาท ซึ่งบริษัท ศ. ได้แจ้งเหตุประสบภัยพร้อมกับขอรับเงินค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นจากบริษัทผู้รับประกันภัยจำนวน ๑๕,๐๐๐ บาท และได้ทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลโจทก์จำนวน ๘,๑๘๕ บาท แล้วนำหลักฐานไปขอรับเงินดังกล่าวตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ และได้รับเงินจากบริษัทผู้รับประกันภัยจำนวน ๒๓,๑๘๕ บาท เรียบร้อยแล้ว ส่วนค่ารักษาพยาบาลที่เหลือจำนวน ๒,๙๒๔ บาท จำเลยได้จ่ายให้โจทก์แล้ว ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาลจำนวน ๒๓,๑๘๕ บาท แต่จำเลยปฏิเสธการจ่ายอ้างเหตุผลว่าเป็นสิทธิของบริษัท ศ. ซึ่งเป็นนายจ้าง และบริษัท ศ. ผู้เป็นนายจ้างได้สละสิทธิที่จะขอรับคืนจากจำเลยแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินทดแทนจำนวนนี้อีก เห็นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างผู้ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน ย่อมเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ และในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ประสบภัยจากรถ จึงเป็นผู้รับประโยชน์ที่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ ส่วนบริษัท ศ. ซึ่งเป็นนายจ้างจะมีสิทธิขอรับเงินทดแทนต่อจำเลยได้ก็แต่เฉพาะที่ได้ทดรองจ่ายเงินทดแทนไปก่อน แล้วขอรับเงินทดแทนที่ได้ทดรองจ่ายไปนั้นคืนจากจำเลย ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๒๕ เท่านั้น และแม้บริษัท ศ. จะเป็นผู้เอาประกันภัยรถโดยสารคันที่โจทก์ทำงานและประสบอุบัติเหตุ แต่บริษัทดังกล่าวก็ไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ เพราะมิใช่ผู้ประสบภัยจากรถ การที่บริษัท ศ. จ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อนแล้วมาขอรับเงินที่จ่ายไปคืนจากบริษัทผู้รับประกันภัยนั้น เป็นการทดรองจ่ายแทนบริษัทผู้รับประกันภัยในฐานะผู้เอาประกันภัย ไม่ใช่ทดรองจ่ายแทนจำเลยในฐานะนายจ้างตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๒๕ จึงไม่มีสิทธิมาขอรับเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลย กับทั้งเมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้จ่ายเงินคืนให้แก่บริษัท ศ. ไปแล้ว ย่อมทำให้สิทธิที่จะเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวของบริษัท ศ. ระงับสิ้นลงแล้ว ไม่อาจสละสิทธิในเงินจำนวนดังกล่าวนี้ได้ ประกอบกับ พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๗ บัญญัติว่า การเรียกร้องหรือการได้มาซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ตาม พ.ร.บ. นี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้ตามกฎหมายอื่น ดังนั้น แม้บริษัท ศ. จะทำหนังสือสละสิทธิไปยังจำเลยก็ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิที่โจทก์จะพึงได้รับในฐานะผู้ประสบอันตรายตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ แต่ประการใด ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิขอรับเงินค่ารักษาพยาบาลจำนวนดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้โจทก์ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ ๑๗๑/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนแก่โจทก์จำนวน ๒๓,๑๘๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 7 ม. 25
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนิตยา เชี่ยวธัญญกิจ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1964/2547
#410924
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างผู้ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน ย่อมเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตาม พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ และในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ประสบภัยจากรถจึงเป็นผู้รับประโยชน์ที่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ ส่วนบริษัท ศ. ซึ่งเป็นนายจ้างโจทก์จะมีสิทธิขอรับเงินทดแทนต่อจำเลยได้ก็แต่เฉพาะที่ได้ทดรองจ่ายเงินทดแทนไปก่อน แล้วขอรับเงินทดแทนที่ได้ทดรองจ่ายไปนั้นคืนจากจำเลยตาม พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ มาตรา 25 เท่านั้น และแม้บริษัท ศ. จะเป็นผู้เอาประกันภัยรถโดยสารและประสบอุบัติเหตุ แต่บริษัทดังกล่าวก็ไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ เพราะมิใช่ผู้ประสบภัยจากรถ การที่บริษัท ศ. จ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อนแล้วมาขอรับเงินที่จ่ายไปคืนจากบริษัทผู้รับประกันภัยนั้น เป็นการทดรองจ่ายแทนบริษัทผู้รับประกันภัยในฐานะผู้เอาประกันภัย ไม่ใช่ทดรองจ่ายแทนจำเลยในฐานะนายจ้าง ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ มาตรา 25 จึงไม่มีสิทธิมาขอรับเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลย กับเมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้จ่ายเงินคืนให้แก่บริษัท ศ. ไปแล้วย่อมทำให้สิทธิที่จะเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวของบริษัท ศ. ระงับสิ้นลงแล้วไม่อาจสละสิทธิในเงินจำนวนดังกล่าวนี้ได้ ประกอบกับ พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ มาตรา 7 บัญญัติว่า การเรียกร้องหรือการได้มาซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ตาม พ.ร.บ. นี้ไม่เป็นการตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้ตามกฎหมายอื่น ดังนี้ แม้บริษัท ศ. จะทำหนังสือสละสิทธิไปยังจำเลยก็ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิที่โจทก์จะพึงได้รับในฐานะผู้ประสบอันตรายตาม พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ แต่ประการใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทศรีมงคลขนส่ง จำกัด ในตำแหน่งพนักงานประจำรถโดยสาร จำเลยเป็นนิติบุคคลมีสำนักงานอยู่ทั่วประเทศรวมทั้งจังหวัดนครราชสีมาด้วย บริษัทศรีมงคลขนส่ง จำกัด นายจ้างโจทก์เป็นผู้มีหน้าที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทน และชำระเบี้ยประกันภัยบุคคลที่สามของรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 10 - 4302 นครราชสีมา เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2544 เวลากลางคืน รถโดยสารที่โจทก์ปฏิบัติงานให้นายจ้างประสบอุบัติเหตุชนกับรถบรรทุกเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินทั้งสิ้น 23,185 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว แต่จำเลยปฏิเสธ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ต่อมาคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของจำเลยเนื่องจากโจทก์ได้รับค่ารักษาพยาบาลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 แล้ว แต่โจทก์เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ประสบอันตรายจากการทำงานมีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว จำเลยจึงมีหน้าที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้โจทก์ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน แล้วบังคับให้จำเลยชำระเงิน 23,185 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการทำงานบริษัทศรีมงคลขนส่ง จำกัด นายจ้างได้จัดให้โจทก์ได้รับการรักษาพยาบาลและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโจทก์ บริษัทศรีมงคลขนส่ง จำกัด จึงเป็นผู้มีสิทธิที่จะขอรับเงินทดแทนคืนจากกองทุนเงินทดแทน ซึ่งบริษัทศรีมงคลขนส่ง จำกัดได้ใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และทำหนังสือสละสิทธิไม่ขอเบิกจากกองทุนเงินทดแทน จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รับค่ารักษาพยาบาลครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลจำนวน 23,185 บาท จากจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทศรีมงคลขนส่ง จำกัด ทำงานในตำแหน่งพนักงานประจำรถโดยสาร บริษัทศรีมงคลขนส่ง จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 และเป็นผู้เอาประกันภัยรถโดยสารคันที่โจทก์ทำงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ต่อมารถโดยสารคันที่โจทก์ทำงานเกิดอุบัติเหตุ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ต้องเข้ารับการรักษาตัวและเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเป็นเงิน 26,109 บาท ซึ่งบริษัทศรีมงคลขนส่ง จำกัด ได้แจ้งเหตุประสบภัยพร้อมกับขอรับเงินค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นจากบริษัทผู้รับประกันภัยจำนวน 15,000 บาท และได้ทดลองจ่ายค่ารักษาพยาบาลโจทก์จำนวน 8,185 บาท แล้วนำหลักฐานไปขอรับเงินดังกล่าวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และได้รับเงินจากบริษัทผู้รับประกันภัยจำนวน 23,185 บาท เรียบร้อยแล้ว ส่วนค่ารักษาพยาบาลที่เหลือจำนวน 2,924 บาท จำเลยได้จ่ายให้โจทก์แล้ว ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องรับเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาลจำนวน 23,185 บาท แต่จำเลยปฏิเสธการจ่ายอ้างเหตุผลว่าเป็นสิทธิของบริษัทศรีมงคลขนส่ง จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้าง และบริษัทศรีมงคลขนส่ง จำกัด ผู้เป็นนายจ้างได้สละสิทธิที่จะขอรับคืนจากจำเลยแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินทดแทนจำนวนนี้อีก เห็นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างผู้ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานย่อมเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 และในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ประสบภัยจากรถ จึงเป็นผู้รับประโยชน์ที่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ส่วนบริษัทศรีมงคลขนส่ง จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างจะมีสิทธิขอรับเงินทดแทนต่อจำเลยได้ก็แต่เฉพาะที่ได้ทดลองจ่ายเงินทดแทนไปก่อน แล้วขอรับเงินทดแทนที่ได้ทดลองจ่ายไปนั้นคืนจากจำเลยตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 25 เท่านั้น และแม้บริษัทศรีมงคลขนส่ง จำกัด จะเป็นผู้เอาประกันภัยรถโดยสารคันที่โจทก์ทำงานและประสบอุบัติเหตุ แต่บริษัทดังกล่าวก็ไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เพราะมิใช่ผู้ประสบภัยจากรถ การที่บริษัทศรีมงคลขนส่ง จำกัด จ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อนแล้วมาขอรับเงินที่จ่ายไปคืนจากบริษัทผู้รับประกันภัยนั้นเป็นการทดลองจ่ายแทนบริษัทผู้รับประกันภัยในฐานะผู้เอาประกันภัย ไม่ใช่ทดลองจ่ายแทนจำเลยในฐานะนายจ้างตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 25 จึงไม่มีสิทธิมาขอรับเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลย กับทั้งเมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้จ่ายเงินคืนให้แก่บริษัทศรีมงคลขนส่ง จำกัด ไปแล้วย่อมทำให้สิทธิที่จะเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวของบริษัทศรีมงคลขนส่ง จำกัด ระงับสิ้นลงแล้วไม่อาจสละสิทธิในเงินจำนวนดังกล่าวนี้ได้ ประกอบกับพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 7 บัญญัติว่า การเรียกร้องหรือการได้มาซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ไม่เป็นการตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้ตามกฎหมายอื่น ดังนั้น แม้บริษัทศรีมงคลขนส่ง จำกัด จะทำหนังสือสละสิทธิไปยังจำเลยก็ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิที่โจทก์จะพึงได้รับในฐานะผู้ประสบอันตรายตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 แต่ประการใด ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิขอรับเงินค่ารักษาพยาบาลจำนวนดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้โจทก์ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 171/2545 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2545 ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนแก่โจทก์จำนวน 23,185 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 7 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนิตยา เชี่ยวธัญญกิจ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1949/2547
#410915
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านพักของผู้เสียหายก็เพื่อข่มขู่ผู้เสียหายให้ตกใจกลัวโดยใช้อาวุธปืนจี้ผู้เสียหายที่ศีรษะและพูดขู่เข็ญผู้เสียหายว่าจะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยต่อเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียวเพื่อข่มขู่ผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำเพียงกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะแยกบรรยายการกระทำผิดของจำเลยมาในฟ้องเป็น 2 ข้อ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน และแม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 364, 365 (2), 371, 392 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ประกอบมาตรา 365 (2), 371, 392 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานบุกรุกเคหสถานจำคุก 1 ปี ฐานข่มขู่ผู้อื่นให้ตกใจกลัว จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 7 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 3 เดือน 15 วัน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายไว้พิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานบุกรุกเคหสถานและฐานข่มขู่ผู้อื่นให้ตกใจกลัว เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1. (ค.) ว่า จำเลยนี้โดยมีปืนติดตัวไปดังกล่าวในฟ้องข้อ 1. (ก) และ (ข) และโดยไม่มีเหตุอันสมควรได้บังอาจบุกรุกเข้าไปในบ้านพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหาย และบุคคลในครอบครัวโดยไม่ได้รับอนุญาต และบรรยายฟ้องข้อ 1. (ง) ว่า ภายหลังจากที่จำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวในฟ้องข้อ 1. (ค) แล้ว และได้พบผู้เสียหายในบ้านพักดังกล่าว จำเลยได้บังอาจทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวและตกใจโดยจำเลยใช้อาวุธปืนจี้ผู้เสียหายที่ศีรษะและพูดขู่เข็ญผู้เสียหายว่าจะใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้เสียหาย เห็นว่า การที่จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านพักของผู้เสียหายก็เพื่อข่มขู่ผู้เสียหายให้ตกใจกลัว การกระทำของจำเลยต่อเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียวเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายจึงเป็นการกระทำเพียงกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะแยกบรรยายการกระทำผิดของจำเลยมาในฟ้องเป็นข้อ 1. (ค) และ (ง) เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน และแม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานบุกรุกเคหสถานและฐานข่มขู่ผู้อื่นให้ตกในกลัวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานบุกรุกเคหสถานซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน เข้าด้วยแล้ว รวมจำคุกจำเลย 2 ปี 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 364 ม. 365 (2)
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นายควรหรือชด รุ่งไทย
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1948/2547
#112829
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องระบุการกระทำของจำเลยว่าจำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อพร้อมรถพ่วงด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าชนผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า เหตุเกิดที่แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร แต่โจทก์นำสืบถึงการกระทำของจำเลยเป็น 3 ตอน ตอนที่ 1 คือ จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อพร้อมรถพ่วงพุ่งเข้าชนผู้เสียหาย เหตุเกิดที่เชิงสะพานพระราม 7 ถนนวงศ์สว่าง ตอนที่ 2 คือ จำเลยขับรถคันดังกล่าวแล่นไปตามถนนจรัญสนิทวงศ์ขณะที่ผู้เสียหายยืนเกาะอยู่ที่ประตูรถในลักษณะที่อาจทำให้ผู้เสียหายตกจากรถได้ และตอนที่ 3 คือ จำเลยขับรถคันดังกล่าวพุ่งเข้าชนผู้เสียหายที่ถนนจรัญสนิทวงศ์หน้าร้าน ฮ. เฟอร์นิเจอร์ ดังนี้ การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบในตอนที่ 2 และตอนที่ 3 ย่อมเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องและไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่

พยานโจทก์ไม่สมเหตุผลไม่น่าเชื่อว่าจำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อในลักษณะที่จะพุ่งเข้าชนผู้เสียหาย อย่างไรก็ตามการที่จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อตรงไปในขณะที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานยืนโบกมืออยู่บนถนนเพื่อเรียกให้จำเลยจอดรถนั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่ารถอาจเฉี่ยวชนผู้เสียให้ได้รับอันตรายแก่กายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ความผิดฐานนี้รวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จึงลงโทษจำเลยฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘ , ๒๘๙ , ๘๐ , ๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๓๙ , ๑๕๔ และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาคดีก่อน

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง , ๒๘๙ (๒) , ๘๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๓๙ (๑) , ๑๕๔ (๒) เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย และฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย และฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานเดินรถบรรทุกสิบล้อในเวลาห้าม ปรับ ๕๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาคดีก่อน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชันนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อลากจูงรถพ่วงคันเกิดเหตุไปตามถนนรัชดาภิเษกผ่านสี่แยกวงศ์สว่าง ข้ามสะพานพระราม ๗ ไปยังถนนจรัญสนิทวงศ์ อันเป็นการเดินรถบรรทุกสิบล้อมีรถพ่วงท้ายในเวลาห้าม ซึ่งฝ่าฝืนข้อบังคับของเจ้าพนักงานจราจรเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๓๙ (๑) , ๑๕๔ (๒) ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่นติดตามจับกุมจำเลยได้ คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต่อสู้ขัดขวางและพยายามฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานขณะกระทำการตามหน้าที่หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ โจทก์บรรยายฟ้องระบุการกระทำของจำเลยว่า จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อพร้อมรถพ่วงด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าชนผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า เหตุเกิดที่แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร แต่โจทก์นำสืบถึงการกระทำของจำเลยเป็น ๓ ตอน ตอนที่ ๑ คือ จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อพร้อมรถพ่วงพุ่งเข้าชนผู้เสียหาย เหตุเกิดที่เชิงสะพานพระราม ๗ ถนนวงศ์สว่าง ตอนที่ ๒ คือจำเลยขับรถคันดังกล่าวแล่นไปตามถนนจรัญสนิทวงศ์ ขณะที่ผู้เสียหายยืนเกาะอยู่ที่ประตูรถในลักษณะที่อาจทำให้ผู้เสียหายตกจากรถได้ และตอนที่ ๓ คือจำเลยขับรถคันดังกล่าวพุ่งเข้าชนผู้เสียหายที่ถนนจรัญสนิทวงศ์บริเวณหน้าร้านฮั่วหลีเฟอร์นิเจอร์ ดังนี้ การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบในตอนที่ ๒ และตอนที่ ๓ ย่อมเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องและไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่งและวรรคสี่ การที่ศาลล่างทั้งสองนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาคงรับวินิจฉัยให้เฉพาะการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบในตอนที่ ๑ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้องเท่านั้น

ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา ๑๙.๐๐ นาฬิกา หลังชั่วโมงเร่งด่วนที่มีการจราจรคับคั่งเพียงเล็กน้อย เชื่อได้ว่าขณะเกิดเหตุยังมีรถยนต์และรถจักรยานยนต์แล่นอยู่ในถนนวงศ์สว่างค่อนข้างมาก อีกทั้งรถที่จำเลยขับเป็นรถบรรทุกสิบล้อซึ่งมีรถพ่วงมาอีกคันหนึ่งด้วย การเคลื่อนที่และเร่งความเร็วของรถที่จำเลยขับย่อมกระทำได้ช้า เมื่อพิจารณาถึงสภาพการจราจรที่เพิ่งจะคลายความคับคั่งลงด้วยแล้ว น่าสงสัยว่าจำเลยจะขับรถด้วยความเร็วถึง ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้หรือไม่ ยิ่งกว่านั้น หากจำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อพร้อมรถพ่วงด้วยความเร็วดังกล่าว ย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎกระทรวง ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง , ๑๕๒ แต่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายหรือสิบตำรวจโท ว. ได้แจ้งข้อหาเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อพร้อมรถพ่วงด้วยความเร็ว ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงดังที่ผู้เสียหายและสิบตำรวจโท ว. เบิกความ เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของรถบรรทุกสิบล้อพร้อมรถพ่วงที่คันใหญ่ มีความอุ้ยอ้ายประกอบด้วยแล้ว เชื่อว่าจำเลยขับรถไปโดยไม่สนใจที่จะจอดรถตามที่ผู้เสียหายโบกมือ ทำให้ดูคล้ายกับว่าจำเลยขับรถเข้าไปหาผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายต้องหลบเพราะเกรงจะถูกรถบรรทุกสิบล้อที่จำเลยขับเฉี่ยวชนเอา หากจำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อพุ่งเข้าชนผู้เสียหายจริง ผู้เสียหายก็น่าจะแจ้งข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ไว้ตั้งแต่เมื่อจับกุมจำเลยได้ มิใช่เขียนเล่าข้อเท็จจริงไว้ลอย ๆ ตามที่ปรากฏในบันทึกการจับกุมเท่านั้น ผู้เสียหายเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมทราบดีว่าการที่จำเลยขับรถบรรทุกขนาดใหญ่พุ่งเข้าหาตัวผู้เสียหายนั้นเป็นการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่แล้ว แต่ผู้เสียหายกลับมิได้แจ้งข้อหาดังกล่าวแก่จำเลยตั้งแต่ชั้นจับกุม จึงเป็นการไม่สมเหตุผล ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อในลักษณะที่จะพุ่งเข้าชนผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อตรงไปในขณะที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานยืนโบกมืออยู่บนถนนเพื่อเรียกให้จำเลยรถนั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่ารถอาจเฉี่ยวชนผู้เสียหายให้ได้รับอันตรายแก่กายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ความผิดฐานนี้รวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ด้วย จึงลงโทษจำเลยฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามที่พิจารณาได้ความได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง , ๒๙๖ ประกอบมาตรา ๘๐ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๒ ปี เมื่อรวมกับโทษฐานเดินรถบรรทุกสิบล้อในเวลาห้ามแล้ว คงจำคุก ๒ ปี และปรับ ๕๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 226
ป.อ. ม. 138 วรรคสอง วรรคสอง ม. 90 ม. 289 (2) ประกอบม. 80 ม. 269
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 139 (1) ม. 154 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสนิท ทองอาจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสิทธิชัย ลีลาโสภิต
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1925/2547
#411098
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงไม่อาจรอการลงโทษให้จำเลยได้ตาม ป.อ. มาตรา 56 และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้โจทก์ต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาแล้วจึงจะรอการลงโทษให้ไม่ได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาแล้วก็ตาม แต่ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งระบุว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาแล้ว เช่นนี้ ก็ไม่สามารถรอการลงโทษให้จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 33 และให้ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 6 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน แต่มีดของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงให้ริบ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ เมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้นหรือสภาพความผิด หรือเหตุอื่นอันควรปรานีแล้ว เห็นเป็นการสมควรศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษไว้ หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้...และตามรายงานสืบเสาะและพินิจที่จำเลยไม่โต้แย้งคัดค้าน ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุก 5 ปี ในความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 (เมทแอมเฟตามีน) ตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2238/2540 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์ และพ้นโทษเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2544 ดังนั้น จำเลยเป็นผู้ได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงไม่อาจรอการลงโทษให้จำเลยได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และเรื่องดังกล่าวกฎหมายมิได้บัญญัติให้โจทก์ต้องบรรยายมาในฟ้องแต่อย่างใด ซึ่งศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจในกำหนดโทษและพิพากษาลงโทษจำเลยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายสง่าหรือต้อม มิคะนุช
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1916/2547
#55096
เปิดฉบับเต็ม

การจะเป็นความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาจัดหางานตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528

ตามคำฟ้องของโจทก์ตอนแรกบรรยายว่า จำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นคนหางานไปทำงานรับจ้างทำถนนที่ไต้หวัน โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาต แต่คำฟ้องของโจทก์ตอนหลังที่ว่า จำเลยกับพวกสามารถหางานรับจ้างทำถนนในไต้หวัน และสามารถจัดให้ผู้เสียหายทำงานรับจ้างทำถนนในไต้หวันได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย และจะได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท อันเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถจัดหางานรับจ้างทำถนนในไต้หวันโดยถูกต้องตามกฎหมายและในอัตราค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท ได้ เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหาย คงมีแต่เจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้รับเงินจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง,82 แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟัง ป. ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า ผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงไม่ติดใจเรียกร้องจากจำเลยอีกต่อไป และขอถอนคำร้องทุกข์ โดยโจทก์รับว่าเป็นผู้เสียหายจริง ถือได้ว่าผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์โดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)

เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้วย่อมทำให้คำขอในส่วนคดีแพ่งที่ให้จำเลยใช้เงินแก่ผู้เสียหายตกไปด้วย ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 มิได้บัญญัติให้อำนาจพนักงานอัยการที่ยื่นฟ้องคดีอาญาในความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้ อีกทั้งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 ก็มิได้บัญญัติให้พนักงานอัยการมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหาย จึงต้องยกคำขอในส่วนคดีแพ่งของโจทก์เสียด้วยปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ใดไม่ปรากฏชัดเดือนกันยายน 2543 เวลากลางวันถึงวันที่ 20 มกราคม 2544 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยกับนายธวัชชัยหรืออ๊อดดอกโศก จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1170/2544 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ร่วมกันจัดหางานให้แก่นายประวัติ งามแยะผู้เสียหาย ซึ่งประสงค์จะไปทำงานในไต้หวัน โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยกับพวกดังกล่าวสามารถหางานในไต้หวัน และสามารถจัดให้ผู้เสียหายไปทำงานได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย ค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท โดยต้องเสียค่าบริการแก่จำเลยกับพวกเป็นเงิน 115,000 บาท อันเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถจัดหางานในไต้หวันโดยถูกต้องตามกฎหมายและในอัตราค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท ได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงมอบเงิน 115,000 บาท ให้แก่จำเลยกับพวกไปขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี และให้จำเลยใช้เงิน115,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปีรวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ให้จำเลยใช้เงิน115,000 บาท แก่นายประวัติ งามแยะ ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า การจะเป็นผู้กระทำความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาจัดหางานตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528คดีนี้แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ตอนแรกบรรยายว่า จำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานให้แก่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคนหางานไปทำงานรับจ้างทำถนนที่ไต้หวัน โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาต แต่คำฟ้องของโจทก์ตอนหลังที่ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยกับพวกสามารถหางานรับจ้างทำถนนในไต้หวัน และสามารถจัดให้ผู้เสียหายทำงานรับจ้างทำถนนในไต้หวันได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย และจะได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท อันเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถจัดหางานรับจ้างทำถนนในไต้หวันได้โดยถูกต้องตามกฎหมายและในอัตราค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท ได้ เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายคงมีแต่เจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้รับเงินจากผู้เสียหายเท่านั้นการกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟัง นายประวัติ งามแยะ ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่าผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงไม่ติดใจเรียกร้องจากจำเลยอีกต่อไป และขอถอนคำร้องทุกข์ โดยโจทก์รับว่าเป็นผู้เสียหายจริง ปรากฏตามคำร้องฉบับลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2546 ถือได้ว่าผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์โดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และสำหรับคำขอในส่วนคดีแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 115,000 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้ว ย่อมทำให้คำขอในส่วนคดีแพ่งของโจทก์ดังกล่าวตกไปด้วยประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 43 มิได้บัญญัติให้อำนาจพนักงานอัยการที่ยื่นฟ้องคดีอาญาในความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้ อีกทั้งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 ก็มิได้บัญญัติให้พนักงานอัยการมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด จึงเห็นสมควรยกคำขอในส่วนคดีแพ่งของโจทก์เสียด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยเช่นเดียวกัน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่งประกอบด้วย มาตรา 225

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยในความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายซึ่งเป็นคนหางานว่าจำเลยสามารถหางานที่ต่างประเทศให้แก่ผู้เสียหายได้ จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบเงินให้จำเลยกับพวกไปจำนวนมากถึง 115,000 บาท โดยความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศตามที่กล่าวอ้างได้นั้น ลักษณะของความผิดนับว่าเป็นการหลอกลวงและกระทำซ้ำเติมต่อประชาชนผู้ซึ่งยากไร้และด้อยโอกาสในสังคม ให้ได้รับความเดือดร้อนและทุกข์ยากมากยิ่งขึ้นพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย จนผู้เสียหายพอใจและขอถอนคำร้องทุกข์แล้วก็ตาม ก็มีผลเพียงแต่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(2) ดังที่วินิจฉัยไปข้างต้นแล้วเท่านั้น แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำและมิได้ระงับไปด้วยนั้นก็ยังคงเป็นเรื่องร้ายแรงอยู่ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 ให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานฉ้อโกงเสียจากสารบบความ และยกคำขอให้จำเลยใช้เงิน 115,000 บาท แก่ผู้เสียหาย"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 43 ม. 176 ม. 195
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 4 ม. 30 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นาย ศราวุธหรือศักดิ์ศิริหรือศิริศักดิ์ มีปากดี
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทราวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1916/2547
#410917
เปิดฉบับเต็ม

การจะเป็นผู้กระทำความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาจัดหางานตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 4 วรรคหนึ่ง แม้คำฟ้องของโจทก์ตอนแรกบรรยายว่าจำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานให้แก่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคนหางานไปทำงานรับจ้างทำถนนที่ไต้หวันโดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาต แต่คำฟ้องของโจทก์ตอนหลังที่ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยกับพวกสามารถหางานรับจ้างทำถนนในใต้หวัน และสามารถจัดให้ผู้เสียหายทำงานรับจ้างทำถนนในไต้หวันได้โดยถูกต้องตามกฎหมายและจะได้รับค่าจ้างอันเป็นความเท็จทั้งสิ้น เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหาย คงมีแต่เจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้รับเงินจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

ผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงไม่ติดใจเรียกร้องจากจำเลยอีกต่อไป และขอถอนคำร้องทุกข์ ถือได้ว่าผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์โดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อสวนตัวก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) สำหรับคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยใช้เงินแก่ผู้เสียหายนั้น เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้ว ย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ดังกล่าวตกไปด้วย ประกอบกับ ป.วิ.อ. มาตรา 43 มิได้บัญญัติให้อำนาจพนักงานอัยการที่ยื่นฟ้องคดีอาญาในความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้ อีกทั้ง พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ ก็มิได้บัญญัติให้พนักงานอัยการมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด จึงยกคำขอในส่วนคดีแพ่งของโจทก์ด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยเช่นเดียวกัน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี และให้จำเลยใช้เงิน 115,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ให้จำเลยใช้เงิน 115,000 บาท แก่นายประวัติ งามแยะ ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า การจะเป็นผู้กระทำความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาจัดหางานตามมาตรา 4 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 คดีนี้แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ตอนแรกบรรยายว่า จำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานให้แก่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคนหางานไปทำงานรับจ้างทำถนนที่ไต้หวัน โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาต แต่คำฟ้องของโจทก์ตอนหลังที่ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยกับพวกสามารถหางานรับจ้างทำถนนในไต้หวัน และสามารถจัดให้ผู้เสียหายทำงานรับจ้างทำถนนในไต้หวันได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย และจะได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท อันเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถจัดหางานรับจ้างทำถนนในไต้หวันได้โดยถูกต้องตามกฎหมายและในอัตราค้าจ้างเดือนละ 15,000 บาท ได้ เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหาย คงมีแต่เจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้รับเงินจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟัง นายประวัติ งามแยะ ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า ผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงไม่ติดใจเรียกร้องจากจำเลยอีกต่อไป และขอถอนคำร้องทุกข์โดยโจทก์รับว่าเป็นผู้เสียหายจริง ปรากฏตามคำร้องฉบับลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2546 ถือได้ว่าผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์โดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และสำหรับคำขอในส่วนคดีแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 115,000 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้ว ย่อมทำให้คำขอในส่วนคดีแพ่งของโจทก์ดังกล่าวตกไปด้วย ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 มิได้บัญญัติให้อำนาจพนักงานอัยการที่ยื่นฟ้องคดีอาญาในความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้ อีกทั้งเพราะราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2525 ก็มิได้บัญญัติให้พนักงานอัยการมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด จึงเห็นสมควรยกคำขอในส่วนคดีแพ่งของโจทก์เสียด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยเช่นเดียวกัน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกาแต่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 225

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยในความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายซึ่งเป็นคนหางานว่า จำเลยสามารถหางานที่ต่างประเทศให้แก่ผู้เสียหายได้ จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบเงินให้จำเลยกับพวกไปจำนวนมากถึง 115,000 บาท โดยความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศตามที่กล่าวอ้างได้นั้น ลักษณะของความผิดนับว่าเป็นการหลอกลวงและกระทำซ้ำเติมต่อประชาชนผู้ซึ่งยากไร้และด้อยโอกาสในสังคม ให้ได้รับความเดือดร้อนและทุกข์ยากมากยิ่งขึ้น พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย จนผู้เสียหายพอใจและขอถอนคำร้องทุกข์แล้วก็ตามก็มีผลเพียงแต่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ดังที่วินิจฉัยไปข้างต้นแล้วเท่านั้น แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำและมิได้ระงับไปด้วยนั้นก็ยังคงเป็นเรื่องร้ายแรงอยู่ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 ให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานฉ้อโกงเสียจากสารบบความ และยกคำขอให้จำเลยให้เงิน 115,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 43 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 30 วรรคหนึ่ง ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายศราวุธหรือศักดิ์สิริหรือสิริศักดิ์ มีปากดี
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1911/2547
#112914
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยิงผู้ตายเพราะผู้ตายจะใช้มีดแทง จำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันตัว แต่แม้จำเลยจะไม่มีหน้าที่ต้องหนีการที่จำเลยมีอาวุธปืนที่ร้ายแรงกว่า จำเลยอาจเลือกยิงร่างกายส่วนที่สำคัญน้อยหรือเป็นอันตรายน้อยเพียงเพื่อยับยั้งผู้ตาย แต่จำเลยกลับใช้อาวุธปืนเล็งยิงไปที่ใบหน้า จึงเป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีที่จำต้องกระทำเพื่อป้องกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ , ๗๒ ทวิ ป.อ. มาตรา ๓๒ , ๙๑ , ๒๘๘ ,๓๗๑ ริบของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน และรับสารภาพในความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ให้ปรับจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธปืน ๔,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง แล้วคงปรับ ๒,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับจัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙ , ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ความผิดฐานพาอาวุธปืนเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุผู้ตายนำต้นไม้ไปปลูกตามแนวเขตที่ดินด้านที่ติดต่อที่ดินจำเลย เวลาประมาณ ๑๗.๓๐ นาฬิกา ขณะที่ผู้ตายยืนอยู่กับนายอำนวย จำเลยออกจากบ้านไปที่ที่ดินของผู้ตาย มีการโต้เถียงกันเรื่องแนวเขตที่ดิน จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ๑ นัด เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วจำเลยหลบหนีไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำโดยป้องกันหรือไม่ โจทก์มีนายอำนวยเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยกับผู้ตายโต้เถียงกันเรื่องผู้ตายปลูกมะพร้าว ขณะนั้นทั้งสองยืนห่างกันประมาณ ๓ เมตร พยานยืนกั้นกลางพยายามพูดห้ามปรามแต่ทั้งคู่ไม่ฟัง ผู้ตายชักมีดจากเอวเดินเข้าหาจำเลย จำเลยจึงชักอาวุธปืนเล็งยิงไป ๑ นัด พยานโจทก์ปากนี้เป็นประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น คำเบิกความมีน้ำหนักน่าเชื่อ พนักงานสอบสวนทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา ระบุเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ผู้ตายจะใช้มีดปลายแหลมแทงจำเลย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิง เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์เป็นดังนี้จึงรับฟังได้ว่า จำเลยยิงผู้ตายเพราะผู้ตายใช้มีดแทง การที่ผู้ตายจะใช้มีดแทงจำเลยถือได้ว่าเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันตัว แต่เห็นว่าแม้จำเลยจะไม่มีหน้าที่ต้องหนี แต่จำเลยมีอาวุธปืนที่ร้ายแรงกว่า จำเลยอาจเลือกยิงร่างกายส่วนที่สำคัญน้อยหรือเป็นอันตรายน้อยเพียงเพื่อยับยั้งผู้ตายมิให้เข้ามาใช้มีดแทง แต่จำเลยกลับใช้อาวุธปืนเล็งยิงไปที่ใบหน้า จึงเป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีที่จำต้องกระทำเพื่อป้องกันตาม ป.อ. มาตรา ๖๙ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙ ให้จำคุก ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 69 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายสุพลหรือเที่ยง เพ็ชรพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายกฤษณ์ ฤตวิรุฬห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายนุรักษ์ มาประณีต
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2547
#411096
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งตามรายงานการสืบเสาะและพินิจ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 แถลงรับตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องโทษตามคดีอาญาดังกล่าวอีกคนละ 2 คดี ของศาลชั้นต้นจริง โดยใหรอการลงโทษไว้และภายในเวลาที่ศาลกำหนดไว้ในคดีก่อน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้มากระทำความผิดคดีนี้ เช่นนี้แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษคดีนี้ แต่เป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองจากรายงานการสืบเสาะและพินิจ ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น ศาลจึงต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนเรื่องนั้นของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 อายุ 17 ปี 6 เดือน ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 เดือน ให้บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1273/2544 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 29/2545 ของศาลจังหวัดสุรินทร์ เข้ากับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน และให้บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 394/2544 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1101/2544 ของศาลจังหวัดสุรินทร์ เข้ากับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามจำคุกคนละ 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 2 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 3 เดือน โดยพิพากษาแก้เฉพาะโทษ ส่วนบทลงโทษคงเดิม เป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสามฎีกาขอให้รอการลงโทษ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 บวกโทษจำคุกคดีนี้เข้ากับโทษจำคุกในคดีก่อนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งตามรายงานการสืบเสาะและพินิจและจำเลยที่ 1 และที่ 2 แถลงรับตามคดีอาญาดังกล่าวอีกคนละ 2 คดี ของศาลชั้นต้นจริงโดยให้รอการลงโทษไว้ และภายในเวลาที่ศาลกำหนดไว้ในคดีก่อน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้มากระทำความผิดคดีนี้ เช่นนี้แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษคดีนี้ แต่เป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองจากรายงานการสืบเสาะและพินิจ ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น ศาลจึงต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนเรื่องนั้นของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คดีนี้เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ละคนในคดีก่อนจึงชอบแล้ว และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุรินทร์
จำเลย — นายไพชยนต์ แก้วใส กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1890/2547
#410912
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกฐานความผิดทั้งสองไว้คนละข้อ แต่ถ้าอ่านคำฟ้องโจทก์ตลอดแล้วย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยกระทำผิดในคราวเดียวกันโดยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดว่าจำเลยกับพวกสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียได้ เมื่อโจทก์ฟ้องว่า ข. ยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความเท็จว่าจำเลยกับพวกสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานและส่งผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียได้ เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ด คงมีเจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้เงินจากผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดเท่านั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพศาลก็ลงโทษจำเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 918,400 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ด และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1754/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานให้ทำในต่างประเทศได้ กับร่วมกันฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี 12 เดือน ให้จำเลยกับพวก (ที่ถูกให้จำเลย) คืนเงินจำนวน 918,400 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ด คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์ฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายประการเดียวว่า จำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยเรียกและรับค่าบริการจากผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดเป็นเงินตอบแทนโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดฐานจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานหลอกลวงผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดว่าสามารถหางานทำให้ในต่างประเทศได้และความผิดฐานฉ้อโกง โจทก์แยกบรรยายฟ้องไว้คนละข้อและองค์ประกอบความผิดทั้งสองฐานแตกต่างกัน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตเนื่องจากการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วจำเลยจึงต้องมีความผิดฐานดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องแยกฐานความผิดทั้งสองไว้คนละข้อก็ตาม แต่ถ้าอ่านคำฟ้องโจทก์ตลอดแล้วย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยกระทำผิดในคราวเดียวกันโดยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดว่าจำเลยกับพวกสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียได้ เมื่อฟ้องโจทก์ข้อ ข. ยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความเท็จว่าจำเลยกับพวกสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานและส่งผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียได้เป็นเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ด คงมีเจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้เงินจากผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดเท่านั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 30 วรรคหนึ่ง ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายพนม ฤาชา
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1888/2547
#112899
เปิดฉบับเต็ม

เรื่องค่าเสียหายโจทก์บรรยายกล่าวไว้ในคำฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ และตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนว่าจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวแม้จำเลยทั้งสามไม่ให้การต่อสู้ในเรื่องค่าเสียหาย ศาลก็อาจกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายได้ การชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 182, 183 ไม่ได้กำหนดว่าในคดีแต่ละเรื่องนั้นให้มีการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทได้เพียงครั้งเดียวจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มเติมขึ้นมาในระหว่างการพิจารณาไม่ได้ และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสาม ให้อำนาจศาล เมื่อศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเป็นการจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเพิ่มเติม ให้ศาลทำการสืบพยานหลักฐานต่อไป ซึ่งอาจรวมทั้งการที่จะเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่ด้วย โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเรื่องค่าเสียหายของโจทก์ขึ้นในระหว่างการพิจารณา เนื่องจากเห็นว่าในการชี้สองสถานครั้งแรกกำหนดประเด็นไว้ไม่ครบถ้วน และกำหนดให้โจทก์จำเลยนำสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่กำหนดเพิ่ม ไม่ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการสืบพยานแต่อย่างใดจึงชอบแล้ว

การฟ้องขับไล่เป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์ปกป้องทรัพย์สินของตนไม่ให้จำเลยทั้งสามซึ่งไม่มีสิทธิเข้าเกี่ยวข้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ไม่มีกำหนดอายุความ ส่วนการเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 มีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และการนับอายุความนั้น ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินที่จำเลยที่ 1 นำมาขายฝากแก่โจทก์มาโดยตลอด เมื่อโจทก์อ้างว่าครบกำหนดไถ่คืนแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ไถ่คืน และโจทก์บอกกล่าวให้ออกไปจากที่ดินแล้วจำเลยทั้งสามไม่ยอมออกไปเป็นการอยู่โดยละเมิด ฉะนั้นตราบใดที่จำเลยทั้งสามไม่ยอมออกไป การละเมิดก็ยังคงมีอยู่ อายุความย่อมยังไม่เริ่มนับจนกว่าจะหยุดการทำละเมิดคดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยจำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากให้แก่โจทก์โดยมีเงื่อนไขว่าให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากภายใน 3 เดือน นับแต่วันจดทะเบียนการขายฝาก แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ถอนการขายฝากในกำหนด ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังร่วมกันครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิและนำที่ดินไปให้จำเลยที่ 3 เช่า โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสามออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวและให้ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยเป็นการละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามออกไปจากที่ดินดังกล่าว และส่งมอบการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ก่อนครบกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนการขายฝากดังกล่าวจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินทั้งสองแปลง โดยจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ไถ่ถอนการขายฝากให้แก่บิดาโจทก์ และโจทก์ก็รู้เห็นยินยอม ซึ่งเช็คฉบับดังกล่าวโจทก์เรียกเก็บเงินได้แล้ว ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ไถ่ถอนที่ดินที่ขายฝากในกำหนดเวลา แต่สำหรับที่ดินของจำเลยที่ 1 โจทก์ยังไม่ได้ไปทำการจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เนื่องจากจำเลยที่ 1 กับบิดาโจทก์และโจทก์ยังประกอบกิจการค้าขาย พึ่งพาซึ่งกันและกันมีความไว้วางใจกัน การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทเป็นการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินของตนเอง โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วเนื่องจากโจทก์มิได้ใช้สิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันทำละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิด ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ไปทำการจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากหากโจทก์ไม่ยอมขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนการขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์จริง แต่ชำระหนี้ไถ่ถอนการขายฝากแล้วโดยยังมิได้จดทะเบียนไถ่ถอน จำเลยที่ 3 มิใช่ผู้เช่าที่ดินเพียงแต่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเท่านั้น โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากที่ดินพิพาท ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ไม่ได้ฟ้องภายใน 1 ปี ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระหนี้ไถ่ถอนการขายฝากให้แก่โจทก์ จึงยังไม่มีการจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากให้แก่จำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามออกจากที่ดิน และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ในศาลชั้นต้น กับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินให้แก่โจทก์ กำหนดไถ่ถอนภายใน 3 เดือน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสาม ประการแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มเติมว่าค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใดนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เรื่องค่าเสียหายโจทก์บรรยายกล่าวไว้ในคำฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องไว้ จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ และตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนว่าจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวแม้จำเลยทั้งสามไม่ให้การต่อสู้ในเรื่องค่าเสียหาย ศาลก็อาจกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายได้ การชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 182, 183 ไม่ได้กำหนดว่าในคดีแต่ละเรื่องนั้นให้มีการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทได้เพียงครั้งเดียวจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มเติมขึ้นมาในระหว่างการพิจารณาไม่ได้ และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสาม ให้อำนาจศาล เมื่อศาล เห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเป็นการจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเพิ่มเติม ให้ศาลทำการสืบพยานหลักฐานต่อไป ซึ่งอาจรวมทั้งการที่จะเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่ด้วย โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเรื่องค่าเสียหายของโจทก์ขึ้นในระหว่างการพิจารณา เนื่องจากเห็นว่าในการชี้สองสถานครั้งแรกกำหนดประเด็นไว้ไม่ครบถ้วน และกำหนดให้โจทก์จำเลยนำสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่กำหนดเพิ่ม ไม่ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการสืบพยานแต่อย่างใด

ประการที่สอง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องขอให้ขับไล่ฐานละเมิดและเรียกค่าเสียหาย ไม่ได้บังคับตามสัญญาขายฝากหรือกล่าวหาว่าผิดสัญญาอันจะต้องกล่าวระบุรายละเอียดในข้อสัญญา โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายฟ้องเกี่ยวกับราคาขายฝากและสินไถ่ ฟ้องโจทก์เท่าที่บรรยายฟ้องมาได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง จึงไม่เคลือบคลุม

ประการที่สาม คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินแล้วไม่ไถ่คืนและไม่ยอมออกไปจากที่ดินนั้น เป็นการอยู่โดยละเมิด ทำให้โจทก์เสียหาย การฟ้องขับไล่นั้นเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์ปกป้องทรัพย์สินของตนไม่ให้จำเลยทั้งสามซึ่งไม่มีสิทธิเข้าเกี่ยวข้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ไม่มีกำหนดอายุความ ส่วนการเรียกค่าเสียหายนั้นเป็นการเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 มีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และการนับอายุความนั้น ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินที่จำเลยที่ 1 นำมาขายฝากแก่โจทก์มาโดยตลอด เมื่อโจทก์อ้างว่าครบกำหนดไถ่คืนแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ไถ่คืนและโจทก์บอกกล่าวให้ออกไปจากที่ดินแล้วจำเลยทั้งสามไม่ยอมออกไปเป็นการอยู่โดยละเมิด ฉะนั้น ตราบใดที่จำเลยทั้งสามไม่ยอมออกไป การละเมิดก็ยังคงมีอยู่ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ประการสุดท้าย พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสาม ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คให้แก่บิดาโจทก์ชำระหนี้ค่าสุกรเมื่อปี 2524 ก่อนมีการขายฝากที่ดินพิพาท ไม่ใช่เช็คชำระหนี้ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสิทธิของโจทก์

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 438 วรรคหนึ่ง ม. 448 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 86 วรรคสาม ม. 182 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลียว ธงชัยบริสุทธิ์
จำเลย — นางสุนีย์ ศรีอุบล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายประสาธน์ ตั้งศิริมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพันวะสา บัวทอง
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1888/2547
#411095
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนว่าจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ดังนั้น แม้จำเลยไม่ให้การต่อสู้ในเรื่องค่าเสียหาย ศาลอาจกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายได้

การชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 182, 183 ไม่ได้กำหนดว่าในคดีแต่ละเรื่องให้มีการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทได้เพียงครั้งเดียวจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มเติมขึ้นมาในระหว่างการพิจารณาไม่ได้ และ ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสาม ให้อำนาจศาลไว้ว่า เมื่อศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเป็นการจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเพิ่มเติมให้ศาลทำการสืบพยานหลักฐานต่อไป ซึ่งอาจรวมทั้งการที่จะเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่ด้วยโดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเรื่องค่าเสียหายของโจทก์ขึ้นในระหว่างการพิจารณา เนื่องจากเห็นว่าในการชี้สองสถานครั้งแรกกำหนดประเด็นไว้ไม่ครบถ้วนและกำหนดให้โจทก์จำเลยนำสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่กำหนดเพิ่ม จึงไม่ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการสืบพยาน

การใช้สิทธิฟ้องขับไล่ในฐานะเจ้าของทรัพย์ปกป้องทรัพย์สินของตนไม่ให้จำเลย ซึ่งไม่มีสิทธิเข้าเกี่ยวข้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ไม่มีกำหนดอายุความ ส่วนการเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 มีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และการนับอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินที่จำเลยที่ 1 นำมาขายฝากแก่โจทก์มาโดยตลอด เมื่อครบกำหนดไถ่คืนแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ไถ่คืนและโจทก์บอกกล่าวให้ออกไปจากที่ดินแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ยอมออกไปจึงเป็นการอยู่โดยละเมิด ตราบใดที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมออกไปการละเมิดก็ยังคงอยู่ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2759 เลขที่ดิน 104 ตำบลทุ่งกระพังโหม (ที่ถูก ตำบลกระพังโหม) อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยจำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2527 มีเงื่อนไขว่าให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากภายใน 3 เดือนนับแต่วันจดทะเบียนการขายฝาก แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ถอนการขายฝากภายในกำหนด ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2528 เป็นต้นมา จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ร่วมกันครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิและนำที่ดินไปให้จำเลยที่ 3 เช่า โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสามออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวและให้ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยเป็นการละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์สามารถนำที่ดินแปลงดังกล่าวไปให้บุคคลอื่นเช่าทำประโยชน์ได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 350 บาท นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2528 ถึงวันฟ้องเป็นค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 38,908 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2759 เลขที่ 104 ตำบลทุ่งกระพังโหม (ที่ถูก ตำบลกระพังโหม) อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และส่งมอบการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 38,908 บาท แก่โจทก์และค่าเสียหายอีกเดือนละ 350 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การกับฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ไปทำการจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 2759 ตำบลกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมให้แก่จำเลยที่ 1 ให้เสร็จสิ้น หากโจทก์ไม่ยอมไปทำการจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝาก ขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2759 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 350 บาท นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะออกจากที่ดินแปลงดังกล่าว ให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2527 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 2759 ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.1 ให้แก่โจทก์ในราคา 100,000 บาท กำหนดไถ่ถอนภายใน 3 เดือน ตกลงให้โจทก์เป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดิน ครบกำหนดตามสัญญาแล้วยังไม่ได้จดทะเบียนไถ่ถอนแต่โฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย ล.1 อยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 1 โจทก์ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 อ้างว่าโฉนดที่ดินสูญหาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสามประการแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2541 ว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใดนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เรื่องค่าเสียหายโจทก์บรรยายกล่าวไว้ในคำฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องไว้ จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนว่าจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวแม้จำเลยทั้งสามไม่ให้การต่อสู้ในเรื่องค่าเสียหาย ศาลก็อาจกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายได้ การชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 182, 183 ไม่ได้กำหนดว่าในคดีแต่ละเรื่องนั้นให้มีการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทได้เพียงครั้งเดียว จะกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มเติมขึ้นมาในระหว่างการพิจารณาไม่ได้ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสาม ให้อำนาจศาล เมื่อศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเป็นการจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเพิ่มเติม ให้ศาลทำการสืบพยานหลักฐานต่อไป ซึ่งอาจรวมทั้งการที่จะเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่ด้วย โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเรื่องค่าเสียหายของโจทก์ขึ้นในระหว่างการพิจารณา เนื่องจากเห็นว่าในการชี้สองสถานครั้งแรกกำหนดประเด็นไว้ไม่ครบถ้วน และกำหนดให้โจทก์จำเลยนำสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่กำหนดเพิ่ม ไม่ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการสืบพยานแต่อย่างใด ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่าเมื่อครั้งแรกศาลชั้นต้นชี้สองสถานไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทเรื่องค่าเสียหายและโจทก์ไม่คัดค้านถือว่าสละประเด็นเรื่องค่าเสียหายแล้วนั้นไม่อาจนำมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ฎีกาจำเลยทั้งสามประการที่สอง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 1 อ้างเป็นประเด็นว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินให้ไว้แก่โจทก์ กำหนดราคาขายฝากและสินไถ่จำนวนเท่าใด ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2527 จำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 2759 เลขที่ดิน 104 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ให้แก่โจทก์ กำหนดไถ่ถอนภายใน 3 เดือน ครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ถอนและไม่ยอมออกไปจากที่ดิน ทำให้เสียหาย ขอให้บังคับขับไล่และเรียกค่าเสียหาย ฟ้องโจทก์ดังกล่าวเป็นฟ้องขอให้ขับไล่ฐานละเมิดและเรียกค่าเสียหาย ไม่ได้ให้บังคับตามสัญญาขายฝากหรือกล่าวหาว่าผิดสัญญาอันจะต้องกล่าวระบุรายละเอียดในข้อสัญญา โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายฟ้องเกี่ยวกับราคาขายฝากและสินไถ่ ฟ้องโจทก์เท่าที่บรรยายฟ้องมาได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง จึงไม่เคลือบคลุม

ฎีกาจำเลยทั้งสามประการที่สาม คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินแล้วไม่ไถ่คืน และไม่ยอมออกไปจากที่ดินนั้นเป็นการอยู่โดยละเมิด ทำให้โจทก์เสียหาย การฟ้องขับไล่นั้นเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์ปกป้องทรัพย์สินของตนไม่ให้จำเลยทั้งสามซึ่งไม่มีสิทธิเข้าเกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ไม่มีกำหนดอายุความ ส่วนการเรียกค่าเสียหายนั้นเป็นการเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และการนับอายุความนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินที่จำเลยที่ 1 นำมาขายฝากแก่โจทก์มาโดยตลอด เมื่อโจทก์อ้างว่าครบกำหนดไถ่คืนแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ไถ่คืนและโจทก์บอกกล่าวให้ออกไปจากที่ดินแล้วจำเลยทั้งสามไม่ยอมออกไปเป็นการอยู่โดยละเมิด ฉะนั้น ตราบใดที่จำเลยทั้งสามไม่ยอมออกไป การละเมิดก็ยังคงมีอยู่ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายย้อนหลังไป 1 ปี นับแต่วันฟ้องชอบแล้ว

ฎีกาจำเลยทั้งสามประการสุดท้าย จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไถ่ถอนการขายฝากแล้วหรือไม่ จำเลยที่ 1 เบิกความว่าหลังจากจดทะเบียนการขายฝากไป 3 ถึง 4 วัน นายสมเกียรติ ธงชัยบริสุทธิ์ บิดาโจทก์ให้จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คจำนวน 1 ฉบับ จำนวนเงิน 300,000 บาท จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คให้ไปต่อหน้าผู้จัดการธนาคารทหารไทย จำกัด สาขากำแพงแสน เช็คลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2527 แต่จำเลยที่ 1 เขียนเลขปี พ.ศ. ย่อว่า 27 คล้ายเลข 24 ตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.2 เป็นการชำระหนี้ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินของนางสาวไผ่ เมฆปั้น ที่นำมาขายฝากกับโจทก์ด้วยจำนวน 200,000 บาท บิดาโจทก์ได้รับเงินตามเช็คไปแล้ว บิดาโจทก์เบิกความเป็นพยานโจทก์รับว่าได้รับเงินตามเช็คจำนวน 300,000 บาท ตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.2 จริง แต่เป็นการรับเงินเมื่อปี 2524 ในมูลหนี้ซื้อขายสุกรโดยจำเลยที่ 1 ซื้อสุกรไปจากฟาร์มของบิดาโจทก์ เห็นว่า จำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อนไม่อาจนำสืบผู้จัดการธนาคารทหารไทย จำกัด สาขากำแพงแสน ที่อ้างว่ารู้เห็นการชำระหนี้ไถ่ถอนการขายฝากด้วยเช็คตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.2 เนื่องจากหาตัวไม่พบ และไม่อาจนำสืบเอกสารการรับเงินตามเช็คดังกล่าวได้ว่าใครเป็นผู้รับเงินเนื่องจากธนาคารทำลายเอกสารแล้ว จำเลยที่ 2 ที่ 3 และนางสาวไผ่ เมฆปั้น เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไถ่ถอนการขายฝากแล้วก็โดยจำเลยที่ 1 เล่าเรื่องให้ฟังเป็นพยานบอกเล่า ไม่มีน้ำหนักเพียงพอแก่การรับฟัง นายสมเกียรติบิดาโจทก์เบิกความในภายหลังมีโอกาสปฏิเสธว่าไม่ได้รับเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.2 แต่เบิกความยอมรับว่าได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท ตามเช็คดังกล่าว แสดงถึงว่านายสมเกียรติเบิกความอย่างตรงไปตรงมา จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเคยซื้อสุกรจากฟาร์มของนายสมเกียรติหลายครั้ง ต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล. 2 ระบุลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 24 เป็นเลข 4 ที่ชัดเจน ไม่ใช่เลข 7 จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบเอกสารอื่นที่จำเลยที่ 1 เขียนเลข 7 ว่าเหมือนเลข 4 เพื่อเปรียบเทียบพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามคงมีเพียงคำเบิกความจำเลยที่ 1 ลอย ๆ ว่าเลข 4 ในช่องวันที่ต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.2 นั้นความจริงเป็นเลข 7 ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อตัวเลขที่ปรากฏ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสาม ฟังได้ว่าเช็คตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.2 จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายให้แก่บิดาโจทก์ชำระหนี้ค่าสุกรเมื่อปี 2524 ก่อนมีการขายฝากที่ดินพิพาทไม่ใช่เช็คชำระหนี้ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทตกเป็นสิทธิของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 420 ม. 438 ม. 448 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 86 วรรคสาม ม. 182 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลียว ธงชัยบริสุทธิ์
จำเลย — นายสุนีย์ ศรีอุบล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
สันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1887/2547
#112860
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ก่อนที่จำเลยจะจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท แต่โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์จะขอบังคับให้จำเลยไถ่จำนองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนอย่างหนึ่งไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1301

ธนาคารผู้รับจำนองเป็นบุคคลนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเป็นจำเลยด้วย ศาลก็ไม่อาจพิพากษาถึงธนาคารให้ยินยอมให้จดทะเบียนไถ่จำนองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง

ทุนทรัพย์ตามฟ้องเดิมในศาลชั้นต้น 80,000 บาท ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้จำเลยใช้แทนโจทก์เป็นเงิน 5,000 บาท เกินกว่าอัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลชั้นต้นตามตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ. และศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิที่ดินโฉนดตราจองที่ ๔๐๗๓ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๑ งาน ๒๘ ๕/๑๐ ตารางวา โจทก์ครอบครองที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ โดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว แต่จำเลยกลับนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดตราจองที่ ๔๐๗๓ เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ โดยการครอบครอง ให้จำเลยชำระหนี้และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หากไม่ชำระหนี้และไม่ไถ่ถอนจำนองให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองโดยถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ฟ้องแย้งและแก้ไขคำฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดตราจองที่ ๔๐๗๓ และครอบครองมาถึงปัจจุบัน โจทก์ครอบครองที่ดินบางส่วน โดยไม่มีเจตนาเป็นเจ้าของ แต่อาศัยที่ดินดังกล่าวปลูกบ้านเท่านั้น โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน การกระทำของโจทก์เป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลย ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์รื้อถอนบ้านเลขที่ ๑ หมู่ที่ ๖ ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ออกไปจากที่ดินของจำเลยโดยค่าใช้จ่ายของโจทก์เองกับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายปีละ ๑๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะรื้อถอนบ้านออกจากที่ดิน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดตราจองที่ ๔๐๗๓ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๘ ๒/๑๐ ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินส่วนดังกล่าวให้ปลอดภาระจำนอง หากไม่ไปให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองแทนได้โดยถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยชดใช้ค่าไถ่ถอนจำนองและค่าธรรมเนียมในการดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้โจทก์บังคับคดีต่อทรัพย์สินของจำเลยได้ ยกฟ้องแย้งจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอท้ายคำฟ้องที่เกี่ยวกับการชำระหนี้และการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ ๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจะบังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่จำนองได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ก่อนที่จำเลยจะจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท แต่โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์จะขอบังคับให้จำเลยจดทะเบียนไถ่จำนองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนอย่างหนึ่งไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๓๐๑ อีกทั้งธนาคารผู้รับจำนองเป็นบุคคลนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเป็นจำเลยด้วย ศาลก็ไม่อาจพิพากษาถึงธนาคารให้ยินยอมให้จดทะเบียนไถ่จำนองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทุนทรัพย์ตามฟ้องเดิมในศาลชั้นต้น ๘๐,๐๐๐ บาท ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้จำเลยใช้แทนโจทก์เป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท เกินกว่าอัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลชั้นต้นตามตาราง ๖ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน แต่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เพียง ๒,๐๐๐ บาท จำเลยไม่ได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคสอง ม. 1301
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคสอง ม. ตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเซี้ยม มีขำ
จำเลย — นางมัญชรี แสงทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายปริญญา เจียรนัยกุลวานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายลาชิต ไชยอนงค์
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1887/2547
#411102
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ก่อนที่จำเลยจะจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท แต่โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โจทก์จะขอบังคับให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนอย่างหนึ่งไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1301 อีกทั้งธนาคารผู้รับจำนองเป็นบุคคลนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเป็นจำเลยด้วย ศาลก็ไม่อาจพิพากษาถึงธนาคารให้ยินยอมให้จดทะเบียนไถ่จำนองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดตราจองที่ 4073 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ โดยการครอบครอง ให้จำเลยชำระหนี้และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หากไม่ชำระหนี้และไม่ไถ่ถอนจำนองให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองโดยถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์รื้อถอนบ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 6 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ออกไปจากที่ดินของจำเลยโดยค่าใช้จ่ายของโจทก์เอง กับให้โจกท์ชำระค่าเสียหายปีละ 10,000 บาท แก่จำเลยนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะรื้อถอนบ้านออกจากที่ดิน

โจทก์ให้การ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดตราจองที่ 4073 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 1 ไร่ 8 ตารางวา ภายในกรอบเส้นสีเขียวตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินส่วนดังกล่าวให้ปลอดภาระจำนอง หากไม่ไปให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองแทนได้โดยถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยชดใช้ค่าไถ่ถอนจำนองและค่าธรรมเนียให้การดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้โจทก์บังคับคดีต่อทรัพย์สินของจำเลยได้ ยกฟ้องแย้งจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอท้ายคำฟ้องที่เกียวกับการชำระหนี้และการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจะบังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่จำนองได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ก่อนที่จำเลยจะจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท แต่โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์จะขอบังคับให้จำเลยจดทะเบียนไถ่จำนองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนอย่างหนึ่งไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1301 อีกทั้งธนาคารผู้รับจำนองเป็นบุคคลนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเป็นจำเลยด้วย ศาลก็ไม่อาจพิพากษาถึงธนาคารให้ยินยอมให้จดทะเบียนไถ่จำนองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทุนทรัพย์ตามฟ้องเดิมในศาลชั้นต้น 80,000 บาท ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้จำเลยใช้แทนโจทก์เป็นเงิน 5,000 บาท เกินกว่าอัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลชั้นต้นตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1301
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเซี้ยม มีขำ
จำเลย — นางมัญชรี แสงทอง
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1880/2547
#411009
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยมาเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วน ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ครั้งแรก จำเลยมาศาลและแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยยังไม่ทราบจำนวนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ต้องชำระเพิ่มเติมและจำเลยยังไม่มีเงินพอที่จะชำระ ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไปก่อนตามคำขอของจำเลย ครั้นถึงวันนัดจำเลยมาศาลและแถลงว่ายังไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ต้องชำระเพิ่มเติมเนื่องจากไม่มีเงิน ขอให้ศาลพิจารณาสั่งตามรูปคดีต่อไป ศาลชั้นต้นจึงงดการอ่านคำพิพากษาและส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ดังนี้ คำแถลงของจำเลยทั้งสองครั้ง เป็นการยอมรับโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยทราบว่าจะต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมจากที่ได้ชำระไปบางส่วนแล้ว เมื่อจำเลยไม่ชำระตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด ถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 45573 ตำบลกระทุ่มล้ม อำเภอสามพราน (ตลาดใหม่) จังหวัดนครปฐม ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 กันยายน 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินดังกล่าวของโจทก์ ยกฟ้องแย้งจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า จำเลยมิได้ชำระค่าขึ้นศาลดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด โดยแถลงว่าไม่มีเงิน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงมีคำสั่งว่า จำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 7

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยมาเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วน ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2544 จำเลยมาศาลและแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยยังไม่ทราบจำนวนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ต้องชำระเพิ่มเติม และจำเลยยังไม่มีเงินพอที่จะชำระขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไปก่อน โดยจำเลยจะนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระเพิ่มเติมภายใน 15 วัน นับแต่วันดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 วันที่ 17 พฤษภาคม 2544 เวลา 9 นาฬิกา ครั้นถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 จำเลยมาศาลและแถลงว่ายังไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ต้องชำระเพิ่มเติมเนื่องจากไม่มีเงิน ขอให้ศาลพิจารณาสั่งตามรูปคดีต่อไป ศาลชั้นต้นจึงให้งดการอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ภาค 7 และส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ดังนี้ คำแถลงของจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2544 และวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 ดังกล่าวเป็นการยอมรับโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยทราบที่จะต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมจากที่ได้ชำระไปบางส่วนแล้ว เมื่อจำเลยไม่ชำระตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด ถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 7 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุภา วัฒโน
จำเลย — นางฉอ้อน แสงรักษา
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1875/2547
#411091
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่รับใบอนุญาต เพราะความผิดทั้งสองฐานมีเจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละเจตนาแตกต่างกัน และเป็นความผิดต่างฐานกัน แม้จำเลยจะกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้ในวาระเดียวกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91

แม้ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ จะเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง และ ป.อ. มาตรา 371 ต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด มิได้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 371 และตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ดังกล่าวมิได้มีบทบัญญัติให้ริบอาวุธปืนก็ตาม แต่อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนจึงเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด ซึ่งโจทก์ได้ขอให้ริบและอ้าง ป.อ. มาตรา 32 มาท้ายฟ้องแล้ว จึงริบอาวุธปืนของกลางได้

การที่ศาลสั่ริบอาวุธปืนของกลางตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ แม้จะมิได้ระบุกฎหมายที่ให้อำนาจริบไว้ก็ตาม ถือว่าศาลได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางครบถ้วนแล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบของกลางและนับโทษจำเลยต่อจากโทษอีกคดีหนึ่ง

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญา หมายเลขดำที่ 98/2546 หมายเลขแดงที่ 88/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในประการแรกว่า จำเลยพาอาวุธปืนและกระสุนของกลางไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยมีเหตุสมควรแก่พฤติการณ์เพราะจำเลยเป็นผู้หญิงอาศัยอยู่ในป่าเพียงคนเดียว และเลี้ยงโคไว้เป็นจำนวนมาก จำเลยจำเป็นต้องพาอาวุธปืนไปเพื่อปกป้องทรัพย์สินของจำเลย การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นั้น เห็นว่า เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ทั้งขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ จำเลยฎีกาในประการที่สองว่า ศาลล่างทั้งสองไม่มีอำนาจริบอาวุธปืนของกลางเพราะมิได้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ไม่ได้ให้อำนาจศาลสั่งริบ ทั้งศาลล่างทั้งสองมิได้อ้างบทกฎหมายที่ให้ริบของกลางเท่ากับไม่มีคำวินิจฉัยในเรื่องของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) นั้น เห็นว่า อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน จึงเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดทั้งโจทก์ได้ขอให้ริบอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางโดยอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 มาท้ายฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจริบอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว และการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาริบอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ แม้จะมิได้ระบุกฎหมายที่ให้อำนาจริบไว้ก็ตาม ถือว่าศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาในประการต่อมาว่า การที่จำเลยมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแม้จะเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายฉบับหลายมาตราต่างกัน แต่จำเลยประสงค์เพียงเพื่อการครอบครองเป็นเจตนาเดียว การกระทำความผิดของจำเลยเป็นวันเวลาเดียวกันมิใช่ต่างวันเวลากัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น เห็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เพราะความผิดทั้งสองฐานมีเจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละเจตนาแตกต่างกัน และเป็นความผิดต่างฐานกัน แม้จำเลยจะกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้ในวาระเดียวกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หาใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาในประการสุดท้ายขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเพียงฐานมีและพาอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ เท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะใช้อาวุธปืนนั้นก่ออาชญากรรมใด พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสองที่ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย เพราะโทษจำคุกระยะสั้นนอกจากจะไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยแล้ว ยังทำให้จำเลยมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ การรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่า ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ จึงให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง อนึ่ง เมื่อมิได้ลงโทษจำคุกจึงไม่อาจนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอื่นได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง โดยฐานมีอาวุธปืน ปรับ 15,000 บาท ฐานพาอาวุธปืน ปรับ 5,000 บาท รวมปรับ 20,000 บาท ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 186
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 72 ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นางมูล หมื่นถา
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ