คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1542/2547
#411068
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยงัดกลอนประตูบ้านและใช้กำลังผลักดันบานประตูจนเปิดออกแล้วเข้าไปในบ้านอันเป็นการกระทำความผิดฐานบุกรุกเคหสถานสำเร็จแล้วบทหนึ่ง หลังจากนั้นจำเลยใช้กำลังชกต่อยกอดปล้ำข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จนสำเร็จความใคร่ 2 ครั้ง อันเป็นการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราสำเร็จอีกบทหนึ่ง แต่การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว ได้กระทำในวาระเดียวกันและต่อเนื่องเชื่อมโยงติดต่อกันไปโดยไม่ขาดตอน แสดงว่าจำเลยมุ่งประสงค์ที่จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เป็นสำคัญ มิได้เจตนาแยกการกระทำความผิดของตนเป็นรายกรรม การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277 วรรคแรก, 364, 365 (1) (3) และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 365 (1) (3) เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกจำคุก 4 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุก 15 ปี รวมจำคุก 19 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษคดีนี้เป็นจำคุก 9 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง จำคุก 4 ปี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษเข้ากับโทษคดีนี้คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องว่าจำเลยได้งัดกลอนประตูบ้านแล้วใช้กำลังผลักดันบานประตูบ้านของนาง น. ผู้เสียหายที่ 1 โดยมีเด็กหญิง อ. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอยู่ภายในบ้านใช้มือผลักดันบานประตูบ้านมิให้จำเลยเปิดเข้าไป แต่ไม่สามารถทานกำลังของจำเลยได้ จำเลยจึงผลักดันบานประตูจนเปิดออกแล้วเข้าไปในบ้าน อันเป็นการกระทำความผิดฐานบุกรุกเคหสถานสำเร็จแล้วบทหนึ่ง หลังจากนั้นจำเลยใช้กำลังชกต่อยบริเวณท้องผู้เสียหายที่ 2 จนจุกเสียดล้มลงแล้วถอดเสื้อผ้ากอดปล้ำข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จนสำเร็จความใคร่ 2 ครั้ง อันเป็นการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราสำเร็จอีกบทหนึ่ง แต่การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวได้กระทำในวาระเดียวกันและต่อเนื่องเชื่อมโยงติดต่อกันไปโดยไม่ขาดตอน แสดงว่าจำเลยมุ่งประสงค์ที่จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เป็นสำคัญ มิได้เจตนาแยกการกระทำความผิดของตนเป็นรายกรรม การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ฎีกาอีกว่าขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย 2 กระทงความผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดเพียงกรรมเดียว แต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราซึ่งเป็นบทหนักที่สุดเพียงบทเดียว อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายเอกรินทร์ สุวรรณะ
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1528/2547
#410892
เปิดฉบับเต็ม

วันเกิดเหตุเป็นวันสงกรานต์ พ. เรียกผู้เสียหายให้ดื่มสุรา จำเลยเดินมายืนข้างหน้าผู้เสียหาย ช. ยืนข้างหลัง จำเลยขว้างแก้วที่วางอยู่บนโต๊ะใส่หน้าผู้เสียหายถูกหน้าผากเลือดไหล ผู้เสียหายลุกขึ้นยืนจะป้องกันตัว ช. กระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายจากด้านหลังขาดติดมือ จากนั้นจำเลยและ ช. ได้รุมชกต่อยผู้เสียหาย ง. และ ด. ใช้ไม้ฟืนยาว 1 เมตร คนละท่อนตีท้ายทอยผู้เสียหายแตก การกระทำของจำเลยน่าจะเกิดจากความคึกคะนองเมื่อได้ดื่มสุราเข้าไป และเป็นการพาลหาเรื่องมากกว่าจะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหาย การที่ ช. กระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายจากด้านหลังขาดติดมือไป เป็นการฉวยโอกาสเป็นส่วนตัวลำพังเพียงคนเดียว จำเลยไม่ได้สมรู้ร่วมคิดด้วย จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับพวกชิงทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2541 จำเลยกับพวกอีก 1 คน ที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันชิงสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น ราคา 12,000 บาท ของนายสาธิ ทองนาค ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ในการชิงทรัพย์ดังกล่าวจำเลยกับพวกต่อยและเตะผู้เสียหายหลายครั้ง และใช้แก้วขว้างถูกหน้าผากผู้เสียหายเป็นบาดแผลแตกแล้วได้กระชากสร้อยคอดังกล่าวไปโดยแรง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ทั้งนี้เพื่อให้ความสะดวกแก่การชิงทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม หลังจากจำเลยกับพวกกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยกับพวกอีก 3 คน ร่วมกันใช้ไม้ฟืนขนาดยาวประมาณ 1 เมตร 2 ท่อน เป็นอาวุธตีและร่วมกันชกต่อยผู้เสียหายหลายครั้ง ผู้เสียหายมีบาดแผลถลอกบวมแดงที่ร่างกายหลายแห่ง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 339 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาหลักทรัพย์เป็นเงิน 12,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม (ที่ถูกมาตรา 339 (1) (5) วรรคสาม), 295, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันชิงทรัพย์ จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 12,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันชิงทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2541 เวลากลางคืน นายสาธิ ทองนาค ผู้เสียหาย ถูกจำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ตามสำเนาผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ เอกสารหมาย จ.3 และผู้เสียหายอ้างว่าสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น ของผู้เสียหายถูกคนร้ายกระชากไป ปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่าในวันเกิดเหตุผู้เสียหายสวมสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น มาด้วยหรือไม่ โจทก์มีนายสาธิ ทองนาค ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าในวันเกิดเหตุขณะที่ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างผ่านหน้าร้านหมอยีนส์ที่เกิดเหตุ นายพัฒนาหรือเลน แรกคำนวณ เรียกผู้เสียหายให้ดื่มสุรา ผู้เสียหายจอดรถจักรยานยนต์พ่วงข้างและร่วมดื่มสุรา จำเลยเดินมายืนข้างหน้าผู้เสียหาย นายเดชาหรือเดียร์ เยี่ยงกุลเชาว์ ยืนข้างหลัง จำเลยหยิบแก้วที่วางบนโต๊ะขว้างใส่หน้าผู้เสียหาย ถูกเหนือหน้าผากเลือดไหล ผู้เสียหายลุกขึ้นยืนจะป้องกันตัว นายเดชาหรือเดียร์กระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายจากด้านหลังขาดติดมือไป จากนั้นจำเลยและนายเดชาหรือเดียร์ได้รุมชกต่อยผู้เสียหาย กับนายช้างและนายเด็ดใช้ไม้ฟืนยาว 1 เมตร คนละท่อนตีท้ายทอยผู้เสียหายแตก เมื่อผู้เสียหายร้องให้นายผิน มโนสาร ช่วย จำเลยกับพวกจึงหยุด ผู้เสียหายไปทำแผลที่โรงพยาบาลมหาราชแล้วไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำเลยและนายเดชาหรือเดียร์กับพวกร่วมกันชิงทรัพย์และทำร้ายร่างกาย เมื่อจับกุมจำเลยมาได้พันตำรวจโทประกฤษ สุคันธกุล พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาจำเลยว่า ร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า สร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น ของผู้เสียหายถูกคนร้ายกระชากเอาไป และพันตำรวจโทประกฤษพนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันว่าผู้เสียหายมาแจ้งความว่าถูกคนร้ายกระชากสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น ไปหลังจากที่จับจำเลยมาได้แล้วจึงแจ้งข้อหาจำเลยว่าร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ประกอบกับมีแผลบวมแดงที่ต้นคอขวา ตามสำเนาผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ เอกสารหมาย จ.3 น่าเชื่อว่าเกิดจากการกระชากสร้อยคอทองคำไป ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุผู้เสียหายสวมสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น ไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ยืนยันว่าผู้เสียหายถูกกระชากสร้อยคอทองคำที่หน้าร้านหมอยีนส์แตกต่างกับบันทึกการจับกุม เอกสารหมาย จ.5 ที่ระบุว่าผู้เสียหายถูกกระชากสร้อยคอทองคำหลังจากวิ่งหนีจากหน้าร้านหมอยีนส์ไปประมาณ 20 เมตร และข้อเท็จจริงที่ต่างกันนั้นเป็นเพียงพลความไม่อาจนำมาหักล้างพยานโจทก์ได้ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่ามีผู้เสียหายเพียงปากเดียวที่ยืนยันข้อเท็จจริงนี้ จึงเป็นข้อพิรุธนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า นายพัฒนา แรกคำนวณ เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุไม่ได้สังเกตว่าผู้เสียหายสวมสร้อยคอทองคำมาหรือไม่ และพยานปากอื่นอาจไม่เห็นผู้เสียหายสวมสร้อยคอทองคำ เนื่องจากผู้เสียหายเบิกความตอบคำถามค้านทนายความจำเลยว่าในวันเกิดเหตุสวมเสื้อยืดคอปกแขนสั้น คำพยานโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เป็นพิรุธ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยได้ร่วมกับพวกชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น ของผู้เสียหายไปหรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกับพวกมีพฤติการณ์ในการสมรู้ร่วมคิดกันมาก่อนว่าจำเลยกับพวกจะทำการชิงทรัพย์ผู้เสียหาย เพียงแต่ในวันเกิดเหตุนายพัฒนาหรือเลนเรียกผู้เสียหายให้ดื่มสุรา ผู้เสียหายจอดรถจักรยานยนต์พ่วงข้างและร่วมดื่มสุรา จำเลยเดินมายืนข้างหน้าผู้เสียหาย นายเดชาหรือเดียร์ยืนข้างหลัง จำเลยหยิบแก้วที่วางบนโต๊ะขว้างใส่หน้าถูกเหนือหน้าผากเลือดไหล ผู้เสียหายลุกขึ้นยืนจะป้องกันตัว นายเดชาหรือเดียร์กระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายจากด้านหลังขาดติดมือไป จากนั้นจำเลยและนายเดชาหรือเดียร์ได้รุมชกต่อยผู้เสียหาย กับนายช้างและนายเด็ดใช้ไม้ฟืนยาว 1 เมตร คนละท่อนตีท้ายทอยผู้เสียหายแตก ซึ่งลักษณะการกระทำของจำเลยน่าจะเกิดจากความคึกคะนองเมื่อได้ดื่มสุราเข้าไป เพราะในวันเกิดเหตุเป็นวันสงกรานต์มีการเล่นสาดน้ำกันตามประเพณีและเป็นการพาลหาเรื่องมากว่าจะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อประสงค์ต่อทรัพย์ผู้เสียหาย การที่นายเดชาหรือเดียร์กระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายจากด้านหลังขาดติดมือไป เป็นลักษณะของการฉวยโอกาสเป็นส่วนตัวลำพังเพียงคนเดียวของนายเดชาหรือเดียร์ จำเลยไม่ได้สมรู้ร่วมคิดด้วย จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับพวกชิงทรัพย์ ที่โจทก์นำนายคงศักดิ์ รัตนเสวี มาเบิกความว่าก่อนเกิดเหตุคดีนี้นายคงศักดิ์ถูกจำเลยกับพวกรุมต่อยและเตะ นายคงศักดิ์วิ่งหนีไปถึงบ้าน พบว่าเงินสดหายไป 3,000 บาท โดยไม่ทราบว่าถูกใครล้วงไปนั้น จะอนุมานว่าจำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายเพื่อประสงค์ต่อทรัพย์หาได้ไม่ จึงไม่อาจรับฟังมาเป็นโทษแก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในเหตุผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 339 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายอนุรักษ์หรือโจ๊ก วงศ์แข
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1522/2547
#410891
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะบาดแผลถูกแทงระหว่างต่อสู้กับจำเลยและ ศ. ในซอยเกิดเหตุ โดย ศ. เพียงคนเดียวมีอาวุธมีด จึงเชื่อว่า ศ. เป็นคนแทงผู้ตาย ส่วนจำเลยซึ่งเข้าช่วย ศ. ร่วมชกต่อยผู้ตายและวิ่งไล่ตามผู้ตายไปกับ ศ. โดยไม่ได้ร่วมทำร้ายผู้ตายอย่างใดอีก ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยมีอาวุธหรือมีสาเหตุโกรธเคืองร้ายแรงประการใดกับผู้ตายมาก่อนจนถึงกับจะต้องร่วมกับ ศ. ฆ่าผู้ตาย การที่ ศ. ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายโดยเจตนาฆ่าจึงเป็นการกระทำของ ศ. แต่โดยลำพัง จำเลยคงเป็นเพียงแต่ร่วมกับ ศ. ทำร้ายผู้ตายเท่านั้น แต่การร่วมกันทำร้ายมีผลให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตาม ป.อ. มาตรา 288 แต่ความผิดดังกล่าวย่อมรวมความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก อยู่ด้วย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83, 58 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83 ลงโทษจำคุก 20 ปี คำให้การชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 ปี และบวกโทษจำคุก 9 เดือน ที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7700/2543 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 รวมเป็นจำคุก 15 ปี 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะนายตุ๋ย เสือคำรณ ผู้ตายและนายเฉลียว ก้อนทอง เดินอยู่ในซอยทางเข้าหมู่บ้านปรีชาเพื่อกลับบ้าน ผู้ตายซึ่งเมาสุราเดินเซเข้าไปหารถจักรยานยนต์ที่นายศักดิ์ชัย ทองนิยม ขับตามมาเป็นเหตุให้ต้องหยุดรถและเกิดทะเลาะกันโดยนายศักดิ์ชัยถือมีด 1 เล่ม เฉพาะใบมีดยาวประมาณ 6 นิ้ว เป็นอาวุธ ระหว่างนั้นจำเลยซึ่งเป็นเพื่อนบ้านนายศักดิ์ชัยขี่รถจักรยานผ่านมาได้เข้าช่วยนายศักดิ์ชัยโดยจำเลยร่วมชกต่อยด้วย ผู้ตายและนายเฉลียววิ่งหนีไปทางปากซอยโดยจำเลยและนายศักดิ์ชัยถืออาวุธมีดวิ่งไล่ตาม ก่อนถึงปากซอยซึ่งเป็นซอยแคบมีรถยนต์กระบะคันหนึ่งแล่นสวนมา นายเฉลียวจึงกระโดดเหยียบกระโปรงรถยนต์กระบะปีนข้ามกำแพงรั้วออกไปได้ สักครู่ก็ปีนกำแพงรั้วกลับมา พบผู้ตายนอนคว่ำอยู่บนถนนหน้ารถยนต์กระบะคันดังกล่าว ผู้ตายมีบาดแผลถูกแทงที่แขนขวา 3 แผล หน้าอกซ้ายใต้ราวนมกับสีข้างซ้ายรวม 3 แผล และบริเวณหน้าอกใกล้ราวนมซ้ายลึกทะลุเข้าหัวใจเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายในวันเกิดเหตุตามรายงานการตรวจศพเอกสารหมาย จ.12 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาด้วยหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะบาดแผลถูกแทงระหว่างต่อสู้กับจำเลยและนายศักดิ์ชัยในซอยเกิดเหตุ โดยนายศักดิ์ชัยเพียงคนเดียวมีอาวุธมีด จึงน่าเชื่อว่านายศักดิ์ชัยเป็นคนแทงผู้ตาย ส่วนจำเลยซึ่งเข้าช่วยนายศักดิ์ชัยโดยร่วมชกต่อยผู้ตายและวิ่งไล่ตามผู้ตายไปกับนายศักดิ์ชัย แต่ก็ไม่ได้ความชัดเจนว่าจำเลยได้ร่วมทำร้ายผู้ตายอย่างใดอีก ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยมีอาวุธหรือมีสาเหตุโกรธเคืองร้ายแรงประการใดกับผู้ตายมาก่อนจนถึงกับจะต้องร่วมกับนายศักดิ์ชัยฆ่าผู้ตาย การที่นายศักดิ์ชัยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า จึงเป็นการกระทำของนายศักดิ์ชัยแต่โดยลำพัง พฤติการณ์ของจำเลยคงเป็นเพียงแต่ร่วมกับนายศักดิ์ชัยทำร้ายผู้ตายเท่านั้น แต่การร่วมกันทำร้ายมีผลให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก คดีนี้แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 แต่ความผิดดังกล่าวย่อมรวมความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก อยู่ด้วย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุก 3 ปี เมื่อบวกโทษที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7700/2543 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 แล้ว รวมจำคุก 3 ปี 9 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 290 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธวัชชัยหรือเจี๊ยบ จันทราพงศ์
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1518/2547
#112864
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อที่ว่า จำเลยไม่มีเจตนาทำร้ายร่างกาย ผู้เสียหาย เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จำเลยมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 และ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็มิได้มีคำวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวตามที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ทั้งมิได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ในข้อนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๒๙๗, ๘๐

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗ (ที่ถูก ๒๙๗ (๘)) จำคุก ๓ ปี คำรับสารภาพของจำเลยชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อที่ว่า จำเลยไม่มีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ และศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ก็มิได้มีคำวินิจฉัยในปัญหา ดังกล่าวตามที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นการคัดค้านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖ ทั้งมิได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๑ ในข้อนี้ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายฉัตรชัย รุ่งรัศมี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสมอาจ พิมพ์โพธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1515/2547
#266382
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 , 30 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุกจำเลย 1 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้จำเลยได้ชำระค่าปรับและรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติอันเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นครบถ้วนแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นไม่ปรับ จำเลยย่อมขอรับเงินค่าปรับที่ชำระไปแล้วคืนได้ ส่วนการรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติเป็นวิธีการแก้ไขไม่ให้จำเลยไปกระทำความผิดอีก มิใช่การลงโทษตามกฎหมาย ไม่ถือว่าจำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นเกินกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 , 83 , 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 9 เดือน และปรับ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 , 30 (ที่ถูก ยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่า)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จำคุก 1 เดือน ไม่ลดโทษให้ ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายถูกพวกของจำเลยใช้มีดปลายแหลมแทงประทุษร้ายได้รับบาดเจ็บจนล้มลงนอนที่พื้น แม้จำเลยมิได้ร่วมกับพวกใช้มีดปลายแหลมแทงผู้เสียหายก็ตาม แต่การที่จำเลยเข้าไปเตะผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมากนั้นอาจเป็นผลให้ผู้เสียหายถึงแก่ชีวิตได้ พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าร้ายแรง ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาว่า จำเลยได้ชำระค่าปรับและรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ อันเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นครบถ้วนแล้ว หากจำเลยถูกจำคุกอีก 1 เดือน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จำเลยจะต้องรับโทษหนักขึ้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โจทก์ก็ยังคงอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามฟ้อง คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงยังอาจใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ส่วนค่าปรับที่จำเลยชำระไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยย่อมขอรับเงินค่าปรับที่ชำระไปแล้วคืนได้ กรณีไม่ถือว่าจำเลยจะต้องรับโทษหนักขึ้นตามที่จำเลยฎีกา และที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบิดามารดาที่ชราภาพแล้วก็เป็นเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลย ซึ่งบุคคลทั่วไปในสถานะเช่นเดียวกันกับจำเลยต่างมีภาระหน้าที่ดังกล่าวเช่นเดียวกัน พฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายไพรัตน์หรือวิรัตน์หรือรัตน์ ใจแกล้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายชาญชัย ณ พิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายประสงค์ คุณาจิรภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1505/2547
#411177
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 35 ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศเสียได้เฉพาะกรณีใดกรณีหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 34 แห่งบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเท่านั้น มิได้รวมถึงกรณีที่อนุญาโตตุลาการต่างประเทศจะต้องทำคำชี้ขาดภายใน 180 วัน นับแต่วันตั้งอนุญาโตตุลาการคนสุดท้าย

ภาระการพิสูจน์ว่าคู่สัญญาอนุญาโตตุลาการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บกพร่องในเรื่องความสามารถหรือไม่ และผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้จะถูกบังคับได้ทราบล่วงหน้าโดยชอบถึงการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการหรือการพิจารณา หรือไม่สามารถเข้าต่อสู้ในชั้นอนุญาโตตุลาการเพราะเหตุประการอื่นหรือไม่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 34 (1) และ (3) ตามลำดับ กำหนดให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้จะถูกบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นผู้พิสูจน์ไม่ใช่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 4,999,384.38 ดอลลาร์สหรัฐ และ 363,367,000 ลีร์อิตาลี พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวทั้งสองจำนวน นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง และให้ผู้คัดค้านส่งมอบหนังสือค้ำประกันธนาคารเลขที่ 80190/608 วงเงิน 897,700 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งผู้ร้องมอบให้ผู้คัดค้านไว้คืนให้แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับตามคำชี้ของอนุญาโตตุลาการแห่งสมาคมหอการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงปารีส โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 4,999,384.38 ดอลลาร์สหรัฐ และ 363,367,000 ลีร์อิตาลี พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวทั้งสองจำนวนนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง โดยดอกเบี้ยคำนวณนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2542 จนถึงวันยื่นคำร้อง (วันที่ 13 กันยายน 2543) ไม่เกิน 124,984.61 ดอลลาร์สหรัฐ และ 9,084,175 ลีร์อิตาลี และให้ผู้คัดค้านส่งมอบหนังสือค้ำประกันธนาคารเลขที่ 80190/608 วงเงิน 897,700 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งผู้ร้องมอบให้ผู้คัดค้านไว้คืนให้แก่ผู้ร้อง กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 100,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศอิตาลี ประกอบธุรกิจค้าขายเครื่องจักร มีนายมาร์โค ปีรีซี่ เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับซื้อและจำหน่ายสินค้าจำพวกเหล็กเส้น เหล็กแผ่น เศษเหล็ก และผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยเหล็กทั้งภายในและต่างประเทศ และอื่น ๆ ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ร.9 ประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ฉบับนครนิวยอร์ค ตามเอกสารหมาย ร.6 โดยประเทศไทย ประเทศอิตาลี และประเทศฝรั่งเศส ต่างก็เป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาดังกล่าวตามเอกสารหมาย ร.7 เมื่อปี 2537 และ 2538 ผู้ร้องทำสัญญาซื้อขายเครื่องจักรกับผู้คัดค้านรวม 2 ฉบับ ตามเอกสารหมาย ร.14 และ ร.15 โดยผู้ร้องตกลงจัดหาเครื่องจักรให้แก่ผู้คัดค้านเพื่อให้ผู้คัดค้านนำมาติดตั้งในโรงงานผลิตเหล็กเส้นแห่งใหม่ของผู้คัดค้านในประเทศไทย ซึ่งผู้ร้องให้จัดหาเครื่องจักรไปติดตั้งในโรงงานของผู้คัดค้าน และผู้คัดค้านได้ชำระเงินบางส่วนให้แก่ผู้ร้องแล้ว ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านมีข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงยื่นฟ้องผู้ร้องเป็นคดีแพ่งที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ผู้ร้องได้ให้การพร้อมกับฟ้องแย้งและยื่นคำร้องขอให้ศาลจำหน่ายคดีไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ ศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งไม่รับฟ้องของผู้คัดค้านกับไม่รับฟ้องแย้งของผู้ร้อง และให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ ตามคดีหมายเลขแดงที่ 4372/2541 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ เอกสารหมาย ร.1 ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ผู้ร้องจึงเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการของสมาคมหอการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงปารีส เป็นผู้ชี้ขาด ต่อมาคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการแรกว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของสมาคมหอการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงปารีส เอกสารหมาย ร.10 ซึ่งทำเกิน 180 วัน นับแต่วันตั้งอนุญาโตตุลาการคนสุดท้ายเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มีผลผูกพันคู่กรณีนี้ด้วย เนื่องจากประเทศไทยเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ คำชี้ขาดดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องและขัดต่อกฎหมายหรือหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติระหว่างประเทศนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการทำสัญญากัน มาตรา 21 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยอนุญาโตตุลาการในประเทศ แต่คดีนี้เป็นเรื่องการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 หมวด 6 ซึ่งมีบทบัญญัติมาตรา 34 บัญญัติว่า "การขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศที่อยู่ในบังคับแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือ และการใช้บังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ฉบับนครนิวยอร์ค ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2501 (ค.ศ.1958) นั้น ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธเสียได้ ถ้าผู้ซึ่งจะถูกบังคับสามารถพิสูจน์ได้ว่า

(1) คู่สัญญาอนุญาโตตุลาการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บกพร่องในเรื่องความสามารถตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คู่สัญญาฝ่ายนั้น

(2) สัญญาอนุญาโตตุลาการไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายแห่งประเทศที่คู่กรณีได้ตกลงกันไว้ หรือตามกฎหมายแห่งประเทศที่ทำคำชี้ขาดนั้นในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงดังกล่าว

(3) ไม่มีการแจ้งให้ผู้ซึ่งจะถูกบังคับทราบล่วงหน้าโดยชอบถึงการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการหรือการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการหรือผู้ซึ่งจะถูกบังคับนั้นไม่สามารถเข้าต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการเพราะเหตุประการอื่น

(4) คำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ แต่ถ้าคำชี้ขาดที่วินิจฉัยเกินขอบเขตนั้นสามารถแยกออกได้จากคำชี้ขาดส่วนที่วินิจฉัยในขอบเขตแล้ว ศาลอาจบังคับตามคำชี้ขาดส่วนที่วินิจฉัยอยู่ในขอบเขตแห่งข้อตกลงนั้นให้ก็ได้

(5) องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการหรือผู้ชี้ขาดหรือวิธีพิจารณาของอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่กรณีได้ตกลงกันไว้ หรือมิได้เป็นไปตามกฎหมายของประเทศที่ทำคำชี้ขาดในกรณีที่มิได้ตกลงกันไว้ หรือ

(6) คำชี้ขาดยังไม่มีผลผูกพันเป็นยุติหรือได้ถูกเพิกถอนหรือระงับใช้เสียแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ หรือภายใต้กฎหมายของประเทศที่ทำคำชี้ขาด แต่ถ้าเพียงแต่มีการยื่นเรื่องราวขอให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจทำการเพิกถอน หรือระงับใช้ซึ่งคำชี้ขาดนั้นศาลอาจเลื่อนการพิจารณาคดีขอบังคับตามคำชี้ขาดไปได้ตามที่เห็นสมควร และหากคู่ความฝ่ายที่ขอบังคับตามคำชี้ขาดร้องขอ ศาลอาจสั่งให้คู่ความฝ่ายที่จะถูกบังคับหาประกันที่เหมาะสมก่อนก็ได้"

และมาตรา 35 บัญญัติว่า "ศลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดตามมาตรา 34 ได้ ถ้าปรากฏต่อศาลว่าคำชี้ขาดนั้นเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยทางอนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมายไทย หรือถ้าการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติระหว่างประเทศ"

เห็นได้ว่า ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดเสียได้เฉพาะกรณีใดกรณีหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งมิใช่กรณีที่อนุญาโตตุลาการต่างประเทศจะต้องทำคำชี้ขาดภายใน 180 วัน นับแต่วันตั้งอนุญาโตตุลาการคนสุดท้ายดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การแปลสัญญาจัดหาเครื่องจักรโรงงานรีดเหล็ก ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2537 เอกสารหมาย ร.14 และสัญญาจัดหาอุปกรณ์สำหรับเครื่องจักรรีดเหล็ก ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2538 เอกสารหมาย ร.15 ชอบหรือไม่ ปัญหานี้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า นางสาววารี ชินสิริกุล เป็นผู้แปลสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าว แต่ปรากฏว่านายสมชาย มานิตายง เป็นผู้รับรองจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 31 (3) กำหนดให้ผู้ขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศจะต้องมีคำแปลซึ่งเป็นภาษาไทยของคำชี้ขาดและสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้น โดยมีผู้แปลซึ่งได้สาบานตัวแล้ว เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศตัวแทนการทูตหรือกงสุลไทยเป็นผู้รับรองมาแสดงด้วยนั้น ก็โดยมีความมุ่งหมายให้เอกสารซึ่งเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศและสัญญาอนุญาโตตุลาการซึ่งได้กระทำที่ต่างประเทศเป็นที่น่าเชื่อถือและรับฟังได้ โดยไม่ได้จำกัดว่าจะต้องดำเนินการแต่เพียงเท่าที่กำหนดไว้เท่านั้น หากเอกสารดังกล่าวได้มีการแปลและผู้แปลได้สาบานตัวต่อหน้าศาลในระหว่างการพิจารณาของศาลแล้ว ศาลก็มีอำนาจรับฟังเอกสารเหล่านั้นได้ คดีนี้แม้จะมีนางสาววารี ชินสิริกุล เป็นผู้แปลเอกสารหมาย ร.14 และ ร.15 แต่ก็ได้ความว่ามีนายสมชาย มานิตายง เป็นล่ามในการแปลเอกสารดังกล่าว โดยนายสมชายเบิกความในฐานะเป็นล่ามได้ตรวจสอบเอกสารดังกล่าวแล้วรับว่าเป็นคำแปลที่ถูกต้อง ถือได้ว่าในระหว่างที่นายสมชายทำหน้าที่เป็นล่าม นายสมชายเป็นผู้แปลเอกสารหมาย ร.14 และ ร.15 และได้รับรองเอกสารดังกล่าวด้วย ทั้งก่อนที่นายสมชายจะเบิกความก็ได้สาบานต่อหน้าศาลแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าการดำเนินการดังกล่าวของผู้ร้องมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ผู้ร้องสามารถร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปในเรื่องผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้องโดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่าผู้ร้องซึ่งมีภาระการพิสูจน์ แต่นำสืบไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นสมาชิกประเภทใดขององค์การสหประชาชาติและมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศอิตาลีนั้น เห็นว่า ภาระการพิสูจน์ว่าคู่สัญญาอนุญาโตตุลาการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บกพร่องในเรื่องความสามารถตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 34 (1) กำหนดให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้จะถูกบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นผู้พิสูจน์ ภาระการพิสูจน์ในรื่องนี้จึงหาเป็นภาระของผู้ร้องไม่ อีกทั้งได้ความตามทางพิจารณาว่าผู้ร้องมีนายกรเกียรติ ชุณหสิการ เป็นพยานกับนางอลิซาเบธ เดล คาร์โล เสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและเป็นพยานเบิกความว่าประเทศไทย ประเทศอิตาลี และประเทศฝรั่งเศส เป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศฉบับนครนิวยอร์ค ตามเอกสารหมาย ร.6 และ ร.7 ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศอิตาลี ประกอบธุรกิจค้าขายเครื่องจักร มีนายมาร์โค ปีรีซี่ เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนในการยื่นคำร้องคดีนี้ ตามเอกสารพร้อมคำแปลหมาย ร.11 ถึง ร.13 เห็นว่า ผู้ร้องมีพยานบุคคลเบิกความประกอบเอกสารโดยเฉพาะเอกสารหมาย ร.11 ถึง ร.13 มีโนตารีปับลิกและสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี รับรอง ผู้คัดค้านเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ มิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศอิตาลี โดยมีนายมาร์โค ปีรีซี่ เป็นผู้มีอำนาจยื่นคำร้องกระทำการแทนผู้ร้องในคดีนี้ ซึ่งประเทศไทยและประเทศอิตาลีเป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ฉบับนครนิวยอร์ค

ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการต่างประเทศเพียงฝ่ายเดียว โดยผู้คัดค้านไม่ได้เข้าต่อสู้คดีและไม่ได้เข้าสู่กระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการ เป็นการดำเนินการโดยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ในการพิจารณาว่าผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้จะถูกบังคับได้ทราบล่วงหน้าโดยชอบถึงการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการหรือการพิจารณาหรือไม่สามารถเข้าต่อสู้ในชั้นอนุญาโตตุลาการเพราะเหตุประการอื่น ผู้คัดค้านเป็นผู้มีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว ตามบทบัญญัติในมาตรา 34 (3) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 แต่ผู้คัดค้านหาได้นำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ แต่กลับได้ความตามทางนำสืบของผู้ร้อง โดยนายอเนก ศรีสนิท อนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน เป็นพยานผู้ร้องเบิกความเป็นใจความว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการของสมาคมหอการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงปารีส นั้น ถูกต้องและครบถ้วนตามระเบียบกฎเกณฑ์ของสมาคมแล้ว ทั้งนายชาญชัย แพรวพรายกุล กรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านก็เบิกความเจือสมคำพยานของผู้ร้องว่านายชาญชัยได้ทราบเรื่องที่ผู้ร้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการที่ประเทศฝรั่งเศสแล้ว แต่ทางผู้คัดค้านไม่ได้ต่อสู้คดีเพราะเห็นว่ามีค่าใช้จ่ายสูง โดยนายชาญชัยคิดว่าเป็นจำนวนมากกว่า 10,000,000 บาท เห็นได้ว่า การที่ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการต่างประเทศจนกระทั่งอนุญาโตตุลาการต่างประเทศมีคำชี้ขาดแล้วนั้นได้ดำเนินการโดยชอบแล้ว

ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า อนุญาโตตุลาการต่างประเทศสั่งให้ผู้คัดค้านขาดนัดและตั้งนายอเนกซึ่งไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับผู้คัดค้านมาก่อนเป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้านทำให้นายอเนกไม่ทราบข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า เมื่อผู้คัดค้านได้ทราบการดำเนินกระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการแล้ว แต่มิได้เข้าต่อสู้คดี ที่อนุญาโตตุลาการต่างประเทศสั่งให้ผู้คัดค้านขาดนัดและดำเนินกระบวนพิจารณาไปจึงชอบแล้ว ส่วนการตั้งนายอเนกเป็นอนุญาโตตุลาการนั้น การตั้งอนุญาโตตุลาการย่อมพิจารณาจากคุณสมบัติของบุคคลนั้นเป็นสำคัญ หาใช่ต้องเลือกจากฝ่ายของคู่สัญญาไม่ ส่วนข้อเท็จจริงในคดีจะมีอย่างไรก็เป็นเรื่องคู่สัญญาซึ่งเป็นคู่กรณีจะต้องนำสืบให้ปรากฏ หาใช่เป็นข้อที่อนุญาโตตุลาการจะต้องรับทราบมาก่อนไม่ เมื่อผู้คัดค้านมิได้โต้แย้งว่านายอเนกมีคุณสมบัติบกพร่องอย่างไร การตั้งนายเอนกเป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้านจึงชอบแล้ว

ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้คัดค้านไม่เคยรู้จักคนชื่อประยงค์ผู้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในวันที่ 23 กันยายน 2542 ตามเอกสารหมาย ร.19 พร้อมคำแปล จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอันมีผลทำให้คำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของผู้ร้องขาดอายุความเนื่องจากมิได้กระทำภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ผู้คัดค้านได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น นางอลิซาเบธ เดล คาร์โล พยานผู้ร้องส่งบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2542 คณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดข้อพิพาทส่งไปยังสมาคมหอการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงปารีสและสมาคมหอการค้าระหว่างประเทศ ได้จัดส่งต้นฉบับคำชี้ขาดดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องและผู้คัดค้านคนละฉบับตามเอกสารหมาย จ.11 จ.17 ถึง จ.19 ในข้อนี้นายชาญชัยพยานผู้คัดค้านเบิกความตอบคำถามค้านของทนายผู้ร้องว่าพยานเคยได้รับคำชี้ขาดตามเอกสารหมาย ร.10 แต่จำไม่ได้ว่าเป็นเมื่อใด ดังนั้น เมื่อพิจารณาวันที่อนุญาโตตุลาการลงลายมือชื่อในคำชี้ขาดเอกสารหมาย ร.10 คือวันที่ 13 กันยายน 2542 แสดงว่าผู้คัดค้านได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหลังวันดังกล่าว คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องวันที่ 13 กันยายน 2543 จึงไม่เกินกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดถึงผู้คัดค้าน อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้คัดค้านค้างชำระเงินตามสัญญาแก่ผู้ร้องเพียงใด ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่าผู้คัดค้านค้างชำระเงินตามสัญญาแก่ผู้ร้องอยู่ร้อยละ 10 ของราคาจ้างตามสัญญาซึ่งอยู่ในรูปของหนังสือค้ำประกันธนาคาร ที่มีเงื่อนไขว่าผู้คัดค้านจะชำระเงินเมื่อมีการติดตั้งเครื่องจักรเรียบร้อยและสามารถเดินเครื่องจักรได้เต็มกำลังการผลิต แต่ผู้ร้องไม่สามารถเดินเครื่องจักรได้ ผู้คัดค้านจึงชอบที่จะไม่คืนหนังสือค้ำประกันให้แก่ผู้ร้องนั้น ข้อเท็จจริงจากสำนวนได้ความว่า ก่อนอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดในปี 2542 ผู้คัดค้านอ้างว่าได้ชำระเงินให้แก่ผู้ร้องตามเลตเตอร์ออฟเครดิตรวม 9 ฉบับ แต่ผู้ร้องอ้างว่าไม่อาจรับเงินจำนวนดังกล่าวได้ ผู้ร้องจึงนำคดีไปฟ้องที่ศาลในประเทศอิตาลี ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล เห็นว่า ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านเป็นข้อเท็จจริงที่จะต้องนำเสนอในชั้นการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ จะยกขึ้นอ้างในชั้นศาลหาได้ไม่ เนื่องจากกรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 34 และ 35 ของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 เมื่อผู้คัดค้านอ้างว่าได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องไปก่อนที่อนุญาโตตุลาการทำคำชี้ขาด ผู้คัดค้านควรต้องแสดงหลักฐานการชำระหนี้ต่ออนุญาโตตุลาการตามที่กล่าวอ้าง แต่ผู้คัดค้านก็หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ เมื่อผู้คัดค้านไม่อาจพิสูจน์ว่ามีเหตุที่ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้เช่นนี้ จึงต้องถือว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมีผลผูกพันเป็นยุติแล้ว ศาลไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไข

ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ในข้อสุดท้ายว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท โดยที่ไม่ปรากฏว่ามีการขอค่าทนายความในคำขอท้ายคำร้องมาด้วย เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดในเงินจำนวนดังกล่าวนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5) กำหนดให้คำพิพากษาต้องกล่าวถึงค่าฤชาธรรมเนียมด้วยโดยที่คู่ความไม่จำต้องมีคำขอ ค่าทนายความเป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งศาลมีอำนาจกำหนดให้ตามความยากง่ายแห่งคดี ความสุจริตในการต่อสู้คดี กับเทียบดูเวลาและงานที่ทนายความต้องปฏิบัติ ทั้งนี้ตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้มีทุนทรัพย์มากกว่า 200,000,000 บาท ทนายผู้ร้องต้องสืบพยานหลายปากและมีเอกสารเป็นจำนวนมาก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าทนายความตามจำนวนดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 40,000 บาท แทนผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 34 ม. 35
ชื่อคู่ความ
บริษัทโซซิเอต้า อินดูสเตรีย เมคคานิเตล
อัสเตรสซาตูเร กาเปนตาเรีย หรือ เอส.ไอ.เอ็ม.เอ.ซี
ผู้ร้อง — เอส.พี.เอ. หรือ ซีแมค เอส.พี.เอ
ผู้คัดค้าน — บริษัทมังกรไทยสตีลบาร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1504/2547
#411083
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีหกเดือนถึงเจ็ดปีหกเดือน และปรับตั้งแต่สามพันบาทถึงหนึ่งหมื่นห้าพันบาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 โดยลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว วางโทษจำคุก 4 ปี นั้น จึงเป็นการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เกินกว่าอัตราขั้นสูงที่กฎหมายกำหนด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ 357

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 (ที่ถูก มาตรา 357 วรรคแรก) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในกำหนด 1 ปีและให้ละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำผิดในทำนองเดียวกันอีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ลดมาตราส่วนโทษให้ด้วยกึ่งหนึ่ง โดยจำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งมีราคาสูงถึง 31,000 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์อีกหนึ่งคันเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด พาทรัพย์ไปและเพื่อให้พ้นจากการจับกุม โดยเฉพาะการลักรถจักรยานยนต์นั้นสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีรายได้ไม่สูงนักและลักษณะของความผิดยังถือเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของประชาชนและกระทบกระเทือนต่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวมอีกด้วย ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 18 ปี 6 เดือนเศษ นับว่าอยู่ในวัยที่มีวุฒิภาวะและมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีพอสมควรแล้ว แต่กลับกระทำความผิดดังกล่าวโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ทั้งภายหลังเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้พยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นให้แก่ผู้เสียหายด้วยแต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรงที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีหกเดือนถึงเจ็ดปีหกเดือนและปรับตั้งแต่สามพันบาทถึงหนึ่งหมื่นห้าพันบาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 โดยลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว วางโทษจำคุก 4 ปี นั้นจึงเป็นการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เกินกว่าอัตราขั้นสูงที่กฎหมายกำหนด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกาแต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยที่ 2 เสียใหม่ให้เหมาะสมด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายศิริวัฒน์หรือคิง คิดไมตรีจิตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1485/2547
#55086
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ ผู้บริหารของลูกหนี้ยื่นข้อคัดค้านว่าผู้ทำแผนไม่มีคุณสมบัติและไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้บริหารแผน ทั้งแผนมีรายละเอียดที่ขัดต่อกฎหมายและไม่เป็นธรรม ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บริษัทอ. มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดสามารถเป็นผู้บริหารแผนได้ ทั้งแผนฟื้นฟูกิจการชอบด้วยกฎหมายจึงพิพากษายืนตามคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่เห็นชอบด้วยแผน ต่อมาวันที่ 5 กันยายน2544 ผู้บริหารของลูกหนี้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาซึ่งมีข้อความเหมือนกับคำร้องฉบับลงวันที่เดียวกับที่ยื่นต่อศาลล้มละลายกลางขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งยกเลิกการแต่งตั้งผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนและมีคำสั่งว่าแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นโมฆะ และให้ยกเลิกแผนฟื้นฟูกิจการ และเนื่องจากที่ประชุมเจ้าหนี้ได้เลือกบริษัท ท. เป็นผู้ทำแผนอันดับ 2 เมื่อบริษัท อ. ไม่สามารถเป็นผู้ทำแผนได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งบริษัท ท. เป็นผู้ทำแผนแทนอันเป็นการขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และมีคำสั่งตั้งบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแทน ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้บริหารแผนลูกหนี้ เจ้าหนี้รายที่ 207 และที่ 270 อุทธรณ์ ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2545

ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้บริหารของลูกหนี้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2544 ต่อศาลล้มละลายกลางว่า ผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนในคดีนี้ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกันเป็นนิติบุคคลต่างด้าวไม่มีวัตถุประสงค์ในการรับจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการและบริการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบุคคลอื่น มีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลต่างด้าวทั้งหมด จึงเป็นบุคคลต่างด้าวตามความหมายที่กำหนดไว้ในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ข้อ 3ต้องห้ามมิให้ประกอบธุรกิจบริการซึ่งมีอยู่หลายประเภทตามบัญชีแนบท้ายของประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 281 เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์ ผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนได้รับหนังสือรับรองจากอธิบดีกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้ประกอบธุรกิจบริการให้คำปรึกษาและแนะนำในส่วนที่เกี่ยวกับด้านการเงิน ยกเว้นด้านการซื้อขายหลักทรัพย์ แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ บัญชีกฎหมาย โฆษณา สถาปัตยกรรม และวิศวกรรมโยธา ตามที่ได้รับบัตรส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเท่านั้น หน่วยงานราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวไม่ได้อนุญาตให้ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนประกอบธุรกิจให้บริการจัดทำแผนและจัดการกิจการและทรัพย์สินของบุคคลอื่นแต่อย่างใด การประกอบกิจการของบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟแพลนเนอร์ส จำกัด ในฐานะผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน กล่าวคือ การที่ได้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่ใช่การประกอบธุรกิจให้คำปรึกษาและแนะนำในส่วนที่เกี่ยวกับด้านการเงินตามใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจากอธิบดีกรมทะเบียนการค้าแต่เป็นการประกอบกิจการให้บริการอย่างอื่นที่ไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ จึงไม่มีอำนาจประกอบธุรกิจให้บริการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ แม้ว่าจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนจากศาลล้มละลายกลางก็ตาม การทำหน้าที่เป็นผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนของบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด จึงเป็นการกระทำนอกวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนไว้และไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ทำให้นิติกรรมต่าง ๆ ที่ผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนได้กระทำหรือจะกระทำต่อไปรวมทั้งการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับและไม่ผูกพันลูกหนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการแต่งตั้งผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนและมีคำสั่งว่าแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นโมฆะ และยกเลิกแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวและเนื่องจากในการประชุมเจ้าหนี้เพื่อเลือกผู้ทำแผน ที่ประชุมเจ้าหนี้ได้เลือกบริษัททีพีไอแพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผนเป็นอันดับ 2 เมื่อบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัดไม่สามารถเป็นผู้ทำแผนได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งบริษัททีพีไอ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผนแทน

ผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้านว่า บริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัดได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการสำนักงานสนับสนุนการค้าและการลงทุนประเภท 7.37 โดยระบุในคำขอข้อ 5 ว่า "เป็นการทำธุรกิจให้บริการและที่ปรึกษาเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหรือการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลายหรือการปรับโครงสร้างหนี้ตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งนี้ให้รวมถึงและไม่จำกัดเฉพาะการให้บริการในฐานะผู้ทำแผนในแผนฟื้นฟูกิจการ การเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ การจัดหาเงินทุน และการแก้ไขเกี่ยวกับสภาพคล่องของลูกหนี้" และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2540 ออกบัตรส่งเสริมเลขที่ 1522/2542 ให้แก่บริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟแพลนเนอร์ส จำกัด ตามที่ขอ แสดงว่า บริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการสำนักงานสนับสนุนการค้าและการลงทุนประเภท 7.37 หลังจากนั้นบริษัทได้จดทะเบียนรายละเอียดวัตถุประสงค์ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้สอดคล้องกับกิจการที่ได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและอธิบดีกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกหนังสือรับรองประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเพื่อแสดงว่าบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด มีสิทธิประกอบธุรกิจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ข้อ 6 บัญชี ค หมวด 3(1) "การประกอบธุรกิจบริการให้คำปรึกษาและคำแนะนำในส่วนที่เกี่ยวกับด้านการเงิน ยกเว้นด้านซื้อขายหลักทรัพย์ แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ บัญชี กฎหมาย โฆษณา สถาปัตยกรรม และวิศวกรรมโยธา ตามที่ได้รับบัตรส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน" สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครได้จดทะเบียนวัตถุประสงค์ของผู้ทำแผน ผู้บริหารแผนตามตัวอักษรที่ได้ระบุไว้ในบัตรส่งเสริมเพื่อมีความหมายตรงกับความหมายที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ แม้ว่าการจดทะเบียนวัตถุประสงค์จะไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า บริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟแพลนเนอร์ส จำกัด สามารถทำงานในฐานะผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนได้ก็ตาม แต่การจดวัตถุประสงค์ดังกล่าวเป็นการจดรายละเอียดตามวิธีปฏิบัติของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ซึ่งความจริงแล้วมีความหมายรวมถึงวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุมัติตามคำขอรับการส่งเสริม ลูกหนี้เคยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 22 มกราคม 2544โต้แย้งเกี่ยวกับประเด็นนี้ต่อศาลล้มละลายกลางขอให้มีคำสั่งว่าผู้ทำแผน ผู้บริหารแผนไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน และในครั้งนั้นเพื่อเป็นการยืนยันถึงการมีวัตถุประสงค์ในการทำแผน บริหารแผนฟื้นฟูกิจการได้ ผู้ทำแผนผู้บริหารแผนจึงได้ส่งหนังสือสอบถามไปยังคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อขอยืนยันว่าตามที่กิจการของผู้ทำแผน ผู้บริหารแผนที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนนั้นได้รวมถึงการเป็นผู้ทำแผน ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการด้วยหรือไม่ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ตอบเป็นหนังสือฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2544 ซึ่งระบุยืนยันชัดเจน การดำเนินงานของบริษัทเกี่ยวกับการบริหารแผนจึงอยู่ในขอบข่ายธุรกิจด้านการให้คำปรึกษาและแนะนำในส่วนที่เกี่ยวกับด้านการเงินของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนประเภท 7.37 และกรมทะเบียนการค้าได้ออกหนังสือรับรองว่าบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด ประกอบกิจการโดยมีวัตถุประสงค์เป็นผู้ทำแผน ผู้บริหารแผนได้ ที่ลูกหนี้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2544 ต่อศาลล้มละลายกลางในขณะที่ลูกหนี้ได้รับสำเนาหนังสือยืนยันของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2544 ซึ่งยืนยันว่าการดำเนินงานของบริษัทเกี่ยวกับการบริหารแผนอยู่ภายในขอบข่ายธุรกิจการให้คำปรึกษาและแนะนำในส่วนที่เกี่ยวกับด้านการเงินของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนประเภท 7.37 แล้ว ดังนั้น ลูกหนี้จึงรู้อยู่แล้วว่าผู้ทำแผนผู้บริหารแผน ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้เป็นผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนได้ รวมทั้งลูกหนี้รู้อยู่แล้วว่ากรมทะเบียนการค้าออกหนังสือรับรองประกอบธุรกิจคนต่างด้าวเพื่อยืนยันว่าบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด มีสิทธิประกอบธุรกิจตามที่ได้รับบัตรส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน รวมทั้งลูกหนี้ทราบว่า วัตถุประสงค์ของบริษัทข้อ 9 ย่อมหมายรวมถึงการเป็นผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนด้วยแต่ลูกหนี้กลับยื่นคำร้องโดยจงใจปกปิดข้อเท็จจริงและจงใจปกปิดเอกสารหนังสือยืนยันของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อให้ศาลล้มละลายกลางหลงผิดเข้าใจว่าไม่มีข้อเท็จจริงและไม่มีเอกสารยืนยันดังกล่าว การยื่นคำร้องดังกล่าวจึงเป็นการยื่นโดยเจตนาไม่สุจริต เป็นคำร้องที่ไม่สมควรแก่การพิจารณาวินิจฉัย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "เห็นว่า กรณีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่าการพิจารณาคำร้องของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้บริหารลูกหนี้ฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2544 ที่ยื่นต่อศาลล้มละลายกลางเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 หรือไม่ เห็นว่า ในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ ผู้บริหารของลูกหนี้ได้ยื่นข้อคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน ในข้อคัดค้านดังกล่าวผู้บริหารของลูกหนี้ได้คัดค้านว่าผู้ทำแผนไม่มีคุณสมบัติและไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้บริหารแผนได้ ทั้งแผนนั้นมีรายละเอียดที่ขัดต่อกฎหมายและไม่เป็นธรรม ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2545 หน้า 43 และหน้า 44 ว่า บริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัดมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดจึงสามารถเป็นผู้บริหารแผนได้ ทั้งแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่เห็นชอบด้วยแผน นอกจากนี้ในวันที่ 5 กันยายน 2544 ผู้บริหารของลูกหนี้ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาซึ่งมีข้อความเหมือนกับคำร้องฉบับลงวันที่เดียวกันที่ยื่นต่อศาลล้มละลายกลางโดยขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งยกเลิกการแต่งตั้งผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนและมีคำสั่งว่าแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นโมฆะ และให้ยกเลิกแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าว และเนื่องจากที่ประชุมเจ้าหน้าที่เพื่อเลือกผู้ทำแผนนั้นได้เลือกบริษัททีพีไอแพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผนอันดับ 2 เมื่อบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัดไม่สามารถเป็นผู้ทำแผนได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งบริษัททีพีไอ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผนแทน และศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเป็นคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 3747/2544 ว่า "คดีนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว และประเด็นตามคำร้องได้มีการวินิจฉัยในคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว ให้ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ" การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้บริหารของลูกหนี้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางอันมีข้อความทำนองเดียวกับที่ยื่นต่อศาลฎีกาในวันเดียวกัน กับทั้งประเด็นเดียวกับที่มีการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน อันเป็นการขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายพ.ศ. 2542 มาตรา 14 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ประชัย เลี่ยวไพรัตน์
ผู้คัดค้าน — บริษัท เอฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด
ผู้คัดค้าน — ลูกหนี้
ผู้คัดค้าน — บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1485/2547
#410998
เปิดฉบับเต็ม

ผู้บริหารของลูกหนี้ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาซึ่งมีข้อความเหมือนกับคำร้องฉบับลงวันที่เดียวกันที่ยื่นต่อศาลล้มละลายกลาง โดยขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งยกเลิกการแต่งตั้งผู้ทำแผนและมีคำสั่งว่าแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นโมฆะ และให้ยกเลิกแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าว โดยขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งบริษัท ท. เป็นผู้ทำแผนแทน ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยเป็นคำสั่งคำร้องศาลฎีกาว่า "คดีนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว และประเด็นตามคำร้องได้มีการวินิจฉัยในคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว ให้ยกคำร้อง..." การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้บริหารของลูกหนี้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางมีข้อความทำนองเดียวกับที่ยื่นต่อศาลฎีกาในวันเดียวกัน กับทั้งประเด็นเดียวกับที่มีการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน อันเป็นการขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และมีคำสั่งตั้งบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้บริหารแผนลูกหนี้ เจ้าหนี้รายที่ 207 และที่ 270 อุทธรณ์ ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2545

ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้บริหารของลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการแต่งตั้งผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนและมีคำสั่งว่าแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นโมฆะ และยกเลิกแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าว และเนื่องจากในการประชุมเจ้าหนี้เพื่อเลือกผู้ทำแผนที่ประชุมเจ้าหนี้ได้เลือกบริษัททีพีไอ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผนเป็นอันดับ 2 เมื่อบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด ไม่สามารถเป็นผู้ทำแผนได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งบริษัททีพีไอ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผนแทน

ผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้านว่า ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "กรณีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่าการพิจารณาคำร้องของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้บริหารลูกหนี้ฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2544 ที่ยื่นต่อศาลล้มละลายกลางเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 หรือไม่ เห็นว่า ในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ ผู้บริหารของลูกหนี้ได้ยื่นข้อคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน ในข้อคัดค้านดังกล่าวผู้บริหารของลูกหนี้ได้คัดค้านว่าผู้ทำแผนไม่มีคุณสมบัติและไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้บริหารแผนได้ ทั้งแผนนั้นมีรายละเอียดที่ขัดต่อกฎหมายและไม่เป็นธรรม ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2545 หน้า 43 และหน้า 44 บริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดจึงสามารถเป็นผู้บริหารแผนได้ ทั้งแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่เห็นชอบด้วยแผน นอกจากนี้ในวันที่ 5 กันยายน 2544 ผู้บริหารของลูกหนี้ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาซึ่งมีข้อความเหมือนกับคำร้องฉบับลงวันที่เดียวกันที่ยื่นต่อศาลล้มละลายกลาง โดยขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งยกเลิกการแต่งตั้งผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนและมีคำสั่งว่าแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นโมฆะ และให้ยกเลิกแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าว และเนื่องจากที่ประชุมเจ้าหนี้เพื่อเลือกผู้ทำแผนนั้นได้เลือกบริษัททีพีไอ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผนอันดับ 2 เมื่อบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด ไม่สามารถเป็นผู้ทำแผนได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งบริษัททีพีไอ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผนแทน และศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเป็นคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 3747/2544 ว่า "คดีนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว และประเด็นตามคำร้องได้มีการวินิจฉัยในคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ" การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้บริหารของลูกหนี้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางอันมีข้อความทำนองเดียวกับที่ยื่นต่อศาลฎีกาในวันเดียวกัน กับทั้งประเด็นเดียวกับที่มีการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน อันเป็นการขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้ร้อง — นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์
ผู้คัดค้าน — บริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด
บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย
ลูกหนี้ — จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1482/2547
#411080
เปิดฉบับเต็ม

การรับสภาพหนี้ด้วยการชำระหนี้ให้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงต้องกระทำก่อนที่หนี้จะขาดอายุความ จำเลยชำระหนี้ภายหลังขาดอายุความแล้วจึงไม่เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) แต่มีผลเพียงแต่ทำให้ลูกหนี้เรียกร้องเงินที่ชำระไปคืนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/28 วรรคหนึ่ง เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2544 และตั้งบริษัทจี.เค.แอสเซ็มบลี้ จำกัด เป็นผู้ทำแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ค่าพัสดุชำรุดเสียหายเป็นเงิน 810,912.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 288,365.71 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ รายละเอียดปรากฏตามบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่า หนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ขาดอายุความแล้วเพราะเจ้าหนี้มิได้ฟ้องคดีภายในเวลา 1 ปี นับแต่เวลาที่ได้พบเห็นความชำรุดบกพร่อง เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยค้างชำระที่พ้นกำหนด 5 ปี

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 วรรคสอง (1)

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านและแก้ไขคำร้องคัดค้านว่า เจ้าหนี้ได้ทำสัญญาซื้อสินค้าจากลูกหนี้ และลูกหนี้ได้ส่งมอบสินค้าตามสัญญาเลขที่ NRG12P - 20(B)87 และตามสัญญาเลขที่ NRE12P - 20(B)87A ซึ่งเจ้าหนี้พบเห็นความชำรุดบกพร่องของสินค้าตามสัญญาทั้งสองฉบับเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2530 และวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2531 ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2540 ลูกหนี้ได้นำเงินมาชำระหนี้เพื่อความชำรุดบกพร่องดังกล่าวแก่เจ้าหนี้จำนวน 10,000 บาท และการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นการรับสภาพหนี้ หนี้จึงไม่ขาดอายุความ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าหนี้พบเห็นความชำรุดบกพร่องของสินค้าตามสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2530 และวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2531 เมื่อนับถึงวันยื่นคำขอรับชำระหนี้จึงเกินเวลา 1 ปี นับแต่เวลาที่ได้พบเห็นความชำรุดบกพร่อง คดีจึงขาดอายุความแล้ว ส่วนการชำระค่าเสียหายเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2540 เป็นเวลาภายหลังจากคดีขาดอายุความแล้ว จึงไม่ใช่การรับสภาพหนี้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดการไต่สวน และมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า การที่ลูกหนี้ได้นำเงินมาชำระหนี้บางส่วนแก่เจ้าหนี้จำนวน 10,000 บาท เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2540 เป็นการรับสภาพหนี้ มีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 บัญญัติว่า "ในข้อรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ได้พบเห็นความชำรุดบกพร่อง" หลังจากลูกหนี้ได้ส่งมอบสินค้าตามสัญญาเลขที่ NRG12P -20(B)87 และตามสัญญาเลขที่ NRE12P - 20(B)87A ให้แก่เจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้พบเห็นความชำรุดบกพร่องของสินค้าตามสัญญาทั้งสองฉบับเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2530 และวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2531 ตามลำดับ เมื่อเจ้าหนี้ไม่ฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาที่ได้พบเห็นความชำรุดบกพร่อง สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้จึงขาดอายุความ การรับสภาพหนี้ด้วยการชำระหนี้ให้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงต้องกระทำก่อนที่หนี้จะขาดอายุความ คดีนี้จำเลยชำระหนี้ให้บางส่วนเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2540 เป็นการชำระหนี้ภายหลังขาดอายุความแล้ว จึงไม่เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) การชำระหนี้ภายหลังขาดอายุความแล้วมีผลเพียงแต่ทำให้ลูกหนี้เรียกเงินจำนวน 10,000 บาท ที่ชำระไปคืนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/28 วรรคหนึ่ง ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยสละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความตามมาตรา 193/24 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/28
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทกันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
เจ้าหนี้ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1472/2547
#113020
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขับรถยนต์โดยสารนำนักทัศนาจรไปเที่ยวและพาเข้าพักที่รีสอร์ท จึงมีหน้าที่ดูแลรักษารถยนต์โดยสารดังกล่าวในระหว่างที่พักอยู่ที่รีสอร์ทให้ปลอดภัยด้วย อันเป็นหน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 1 เมาสุราไม่เฝ้ารถยนต์โดยสารเอง แต่กลับให้ ก. พนักงานประจำรถนอนเฝ้ารถยนต์โดยสารแทน ทั้งที่ได้ยิน ก. พูดว่าจะออกไปเที่ยวข้างนอก และยังได้เสียบกุญแจรถไว้ที่สวิตช์ติดเครื่องยนต์ มิได้นำไปเก็บรักษาไว้ให้ปลอดภัย จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ ก. ถือโอกาสลักลอบขับรถยนต์โดยสารดังกล่าวไปเที่ยวข้างนอกและทำละเมิดต่อโจทก์ การที่ ก. ขับรถยนต์โดยสารดังกล่าวโดยประมาทเลินเล่อพลิกคว่ำเฉี่ยวชนราวเหล็กกันอันตรายพร้อมเสาของโจทก์เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกับ ก. ทำละเมิดต่อโจทก์ด้วย ความเสียหายดังกล่าวจึงเป็นผลโดยตรงจากการที่จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อไม่ควบคุมดูแลรักษารถยนต์โดยสารอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลให้ปลอดภัยตามหน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ร่วมทำละเมิดด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเป็นผู้ควบคุมดูแลและขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 30 - 0180 นนทบุรี ซึ่งเป็นยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล จำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์โดยสารดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ขับรถยนต์โดยสารดังกล่าวนำผู้โดยสารไปทัศนาจร ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้าง หลังจากที่จำเลยที่ 1 ส่งผู้โดยสารเข้าพักที่รีสอร์ทแล้ว จำเลยที่ 1 ทิ้งรถยนต์โดยสารดังกล่าวไว้เป็นเหตุให้นายโกวิทย์ พนักงานประจำรถ ลักลอบนำรถยนต์โดยสารคันดังกล่าวขับไปด้วยความเร็งสูงและประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำ มีผู้โดยสารถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 112,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 90,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้ประมาทเลินเล่อ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และไม่ได้เป็นผู้ขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 77,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้องกำหนดให้ไม่เกิน 22,500 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยดังกล่าวร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,500 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ในส่วนจำเลยที่ 5 ให้รับผิดเพียงเท่าทรัพย์มรดกของนายโกวิทย์หรือวันนาที่ตกทอดได้แก่ตน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นกรมให้สังกัดกระทรวงคมนาคม จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด และเป็นเจ้าของรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 30 - 0180 นนทบุรี จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์โดยสารดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 5 เป็นมารดาในฐานะทายาทผู้รับมรดกของนายโกวิทย์หรือวันนาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ขับรถยนต์โดยสารดังกล่าวนำผู้โดยสารไปทัศนาจร อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 หลังจากส่งผู้โดยสารเข้าพักที่รีสอร์ทแล้ว จำเลยที่ 1 ได้เข้าพักในห้องพักของรีสอร์ท โดยจอดรถยนต์โดยสารดังกล่าวไว้ที่ลานจอดรถและสั่งให้นายโกวิทย์นอนเฝ้าในรถยนต์โดยสารดังกล่าว ต่อมาในเวลากลางคืนนายโกวิทย์ได้ขโมยรถยนต์โดยสารดังกล่าวขับไปเที่ยวกับเพื่อน เมื่อถึงทางหลวงหมายเลข 323 นายโกวิทย์ขับรถยนต์โดยสารดังกล่าวด้วยความประมาทเลินเล่อและใช้ความเร็วจนรถยนต์โดยสารดังกล่าวเสียหลักพลิกคว่ำเฉี่ยวชนราวเหล็กกันอันตรายพร้อมเสาของโจทก์เสียหายเป็นเงิน 77,500 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายดังกล่าวหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขับรถยนต์โดยสารนำนักทัศนาจรไปเที่ยวและพาเข้าพักที่รีสอร์ท จึงมีหน้าที่ดูแลรักษารถยนต์โดยสารดังกล่าวในระหว่างที่พักอยู่ที่รีสอร์ทให้ปลอดภัยด้วย อันเป็นหน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 1 เมาสุราไม่เฝ้ารถยนต์โดยสารเอง แต่กลับให้นายโกวิทย์นอนเฝ้ารถยนต์โดยสารแทน ทั้งที่ได้ยินนายโกวิทย์พูดว่าจะออกไปเที่ยวข้างนอก และยังได้เสียบกุญแจรถไว้ที่สวิตซ์ติดเครื่องยนต์ มิได้นำไปเก็บรักษาไว้ให้ปลอดภัย จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายโกวิทย์ถือโอกาสลักลอบขับรถยนต์โดยสารดังกล่าวไปเที่ยวข้างนอกและทำละเมิดต่อโจทก์ การที่นายโกวิทย์ขับรถยนต์โดยสารดังกล่าวโดยประมาทเลินเล่อพลิกคว่ำเฉี่ยวชนราวเหล็กกันอันตรายพร้อมเสาของโจทก์เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกับนายโกวิทย์ทำละเมิดต่อโจทก์ด้วย ความเสียหายดังกล่าวจึงเป็นผลโดยตรงจากการที่จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อไม่ควบคุมดูแลรักษารถยนต์โดยสารอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลให้ปลอดภัยตามหน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ร่วมทำละเมิดด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 432 ม. 437
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — นายจำปา วันทาลี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายนิกร ทัสสโร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประยูร ณ ระนอง
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สายันต์ สุรสมภพ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1445/2547
#410835
เปิดฉบับเต็ม

การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดซึ่งอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแยกต่างหากจากกันได้ แม้เมทแอมเฟตามีนที่จำหน่ายไปจะเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยที่ 1 ได้จำหน่ายไปในเวลาที่ต่อเนื่องกันก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาแยกการมีเมทแอมเฟตามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายต่างหากจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตั้งแต่จำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ล่อซื้อแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และคืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาอื่น

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 7 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 12 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี และฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 8 ปี 6 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 กำหนด 6 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และคืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 (ที่แก้ไขใหม่) ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 4 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามและกึ่งหนึ่งตามลำดับแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 ปี 8 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 11 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 19 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 1 เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 143 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 3 เม็ด ให้แก่ผู้ล่อซื้อ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 3 เม็ด ที่จำหน่ายให้สายลับและจำนวน 140 เม็ด ที่ตรวจค้นพบที่จำเลยที่ 2 เป็นจำนวนเดียวกันกับที่จำเลยจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในราคาเดียวกันต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมเดียวมิใช่หลายกรรมตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1213/2533 และ 2534/2533 นั้น เห็นว่า การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดซึ่งอาศัยเจตนาในการกระทำความผิด แยกต่างหากจากกันได้ แม้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 3 เม็ด ที่จำหน่ายไปจะเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยที่ 1 ได้จำหน่ายไปในเวลาที่ต่อเนื่องกันก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาแยกการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายต่างหากจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตั้งแต่จำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ล่อซื้อแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมเดียวไม่ ส่วนคำพิพากษาที่จำเลยที่ 1 อ้างประกอบฎีกาว่า การกระทำของจำเลยตามฎีกาดังกล่าว เป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวนั้น ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายมนัส หร่ายกลาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1438/2547
#411067
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นตรวจคำขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 104 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพียง 2 ราย คือ เจ้าหนี้และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ศ. เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้กู้ยืมและจำนองโดยมีสำเนาสัญญากู้เงินและสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นหลักฐานประกอบคำขอรับชำระหนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีผู้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้และลูกหนี้ได้ให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยอมรับว่าเป็นเจ้าหนี้จริงและยังไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ กรณีจึงน่าเชื่อว่าหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้เป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและไม่ต้องห้ามที่จะขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2540

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้เงินกู้และจำนองเป็นเงิน 174,306.43 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันเหนือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1) เนื่องจากเจ้าหนี้มิได้นำพยานหลักฐานไปให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนให้ได้ความว่าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้มีอยู่จริงและไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

เจ้าหนี้ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า ในชั้นตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพียง 2 ราย คือ เจ้าหนี้และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้กู้ยืมและจำนองโดยมีสำเนาสัญญากู้เงินและสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นหลักฐานประกอบคำขอรับชำระหนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีผู้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้และลูกหนี้ได้ให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยอมรับว่าเป็นหนี้เจ้าหนี้จริงและยังไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ กรณีจึงน่าเชื่อว่าหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้เป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและไม่ต้องห้ามที่จะขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 174,306.43 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันเหนือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมัณฑนา พิกุลงาม
ธนาคารกรุงเทพฯ พณิชย์การ จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
เจ้าหนี้ — ผู้เข้าสวมสิทธิแทน
จำเลย — นายภิญโญ สุทธิภัทรธรรม
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1434/2547
#411146
เปิดฉบับเต็ม

แม้แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มิได้มีข้อกำหนดห้ามมิให้มีการหักกลบลบหนี้ในหนี้ของเจ้าหนี้ ผู้บริหารแผนชอบที่จะใช้สิทธิแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ระหว่างหนี้ที่ลูกหนี้กับเจ้าหนี้ต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันได้ก็ตาม แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในคดีฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้ ลูกหนี้คดีนี้โดยผู้บริหารแผนได้นำมูลหนี้ที่ขอหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้ดังกล่าวไปขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้ได้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้และขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ในหนี้ดังกล่าวจึงยังมีข้อต่อสู้อยู่ หาอาจจะเอามาหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 ได้ไม่

แม้เจ้าหนี้เพิ่งหยิบยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง โดยมิได้กล่าวอ้างมาก่อนในชั้นไต่สวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ตาม แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ต้องพิจารณาให้ได้ความจริงถึงสิทธิในการขอหักกลบลบหนี้ของผู้บริหารแผนว่าอาจจะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏอยู่ในสำนวนคดีและกระบวนการดำเนินการชั้นฟื้นฟูกิจการของทั้งสองฝ่ายแล้ว การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้หยิบยกข้อเท็จจริงถึงการเป็นหนี้ของลูกหนี้ที่ยังมีข้อต่อสู้ขึ้นมาวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ชอบและศาลชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2543 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2543 โดยมีบริษัทไชยปราการ จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ผู้บริหารแผนไม่ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามที่กำหนดในแผน แต่กลับนำหนี้ที่จะต้องชำระประจำงวดวันที่ 30 มกราคม 2544 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 วันที่ 30 มีนาคม 2544 วันที่ 30 เมษายน 2544 วันที่ 31 พฤษภาคม 2544 วันที่ 29 มิถุนายน 2544 วันที่ 31 กรกฎาคม 2544 วันที่ 31 สิงหาคม 2544 วันที่ 30 กันยายน 2544 วันที่ 31 ตุลาคม 2544 วันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 และวันที่ 28 ธันวาคม 2544 เป็นเงินงวดละ 1,364,347.81 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 16,372,173.72 บาท มาหักกลบลบหนี้ที่เจ้าหนี้จะต้องชำระให้แก่ลูกหนี้โดยมีแผนไม่มีข้อกำหนดให้กระทำได้ ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้บริหารแผนชำระหนี้ตามงวดดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้บริหารแผนที่มีอำนาจที่จะนำหนี้จำนวนที่ถึงกำหนดชำระแก่เจ้าหนี้แล้วมาหักกลบลบหนี้ที่เจ้าหนี้จะต้องชำระให้แก่ลูกหนี้ได้ ไม่ขัดต่อแผนหรือบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แต่อย่างใด ให้ยกคำร้อง

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และให้ผู้บริหารแผนชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามข้อกำหนดในแผน

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้บริหารแผนดำเนินการในส่วนของเจ้าหนี้ให้เป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ต่อไป

ลูกหนี้ ผู้บริหารแผน และเจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของลูกหนี้และผู้บริหารแผนว่า ผู้บริหารแผนสามารถใช้สิทธินำหนี้ที่จะต้องชำระตามแผนฟื้นฟูกิจการมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่เจ้าหนี้ค้างชำระต่อลูกหนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มิได้มีข้อกำหนดห้ามมิให้มีการหักกลบลบหนี้ในหนี้ของเจ้าหนี้ผู้บริหารแผนจึงชอบที่จะใช้สิทธิแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ระหว่างหนี้ที่ลูกหนี้กับเจ้าหนี้ต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันได้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำแถลงของเจ้าหนี้ลงวันที่ 30 เมษายน 2545 ประกอบเอกสารท้ายคำแถลงหมายเลข 5 ว่าในคดีฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้ตามคดีหมายเลขแดงที่ 434/2543 ลูกหนี้คดีนี้โดยผู้บริหารแผนได้นำมูลหนี้ที่ได้ขอหักกลบลบหนี้กันเจ้าหนี้ดังกล่าวไปขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้เป็นจำนวนเงินรวม 5,067,601,483.97 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ซึ่งเจ้าหนี้ได้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้และขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ในหนี้ดังกล่าวจึงยังมีข้อต่อสู้อยู่ หาอาจจะเอามาหักกลบลบหนี้ได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 แม้เจ้าหนี้จะเพิ่งหยิบยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลางโดยมิได้กล่าวอ้างมาก่อนในชั้นไต่สวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ตาม แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ต้องก็ต้องพิจารณาให้ได้ความจริงถึงสิทธิในการขอหักกลบลบหนี้ของผู้บริหารแผนว่าอาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏอยู่ในสำนวนคดีและกระบวนการดำเนินการชั้นฟื้นฟูกิจการของทั้งสองฝ่ายแล้ว การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้หยิบยกข้อเท็จจริงถึงการเป็นหนี้ของลูกหนี้ที่ยังมีข้อต่อสู้ขึ้นมาวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ชอบและศาลชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ หาใช่เป็นการนำข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นมาพิจารณาแต่อย่างใด ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของลูกหนี้และผู้บริหารแผนฟังไม่ขึ้น ทั้งไม่จำต้องพิจารณาอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายของเจ้าหนี้เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 344
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 146
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
เจ้าหนี้ — บริษัทพรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน)
ลูกหนี้ — บริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1433/2547
#410999
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง กำหนดแจ้งชัดว่า หนี้ที่จะขอรับชำระได้ต้องเป็นหนี้ที่มีมูลหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เท่านั้น แม้ว่าหนี้นั้นจะยังไม่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้หรือเป็นหนี้ที่ยังมีเงื่อนไขในการชำระหนี้ก็ตาม แต่จำนวนเงินค่าขึ้นศาลที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้เป็นค่าธรรมเนียมศาลซึ่งเจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องชำระแก่ศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 เพื่อเจ้าหนี้จะได้ใช้สิทธิดำเนินคดีทางแพ่งต่อลูกหนี้ตามกฎหมายเท่านั้น และเงินจำนวนนี้ไม่ใช่ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระแก่เจ้าหน้าที่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 แล้ว จึงมิใช่มูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้อันเจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2544 และตั้งบริษัทเชอร์ชิลล์ไพรซ์ แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ตามบันทึกข้อตกลงในการแปลงหนี้ใหม่จำนวน 291,960,924.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 145,901,673.07 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ รายละเอียดปรากฏตามบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่า เจ้าหนี้คำนวณดอกเบี้ยสูงกว่าสิทธิที่เจ้าหนี้จะเรียกร้องได้ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมศาลเพราะศาลยังไม่มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ต้องรับผิด

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นเงิน 291,261,300.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 145,901,673.07 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ โดยให้ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ในวงเงินตามสัญญาจำนำหุ้น ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 และหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ลงวันที่ 7 มีนาคม 2540 และหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากนางประภา วิริยะประไพกิจ นายวิทย์ วิริยะประไพกิจ หรือนายอีริค ไล ผู้ค้ำประกันแล้วเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ยกคำขอรับชำระหนี้ในเรื่องดอกเบี้ยบางส่วนไม่ถูกต้อง ตามบันทึกข้อตกลงในการแปลงหนี้ใหม่ข้อ 2.2 ได้กำหนดเกี่ยวกับเรื่องการชำระดอกเบี้ยไว้โดยกำหนดชำระดอกเบี้ยทุกวันสุดท้ายของแต่ละเดือนของแต่ละช่วงระยะเวลาดอกเบี้ย ส่วนการคำนวณดอกเบี้ยจะคำนวณดอกเบี้ยเป็นรายวันตามวันที่ผ่านพ้นไปจริง หากลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระเงินใด ๆ เมื่อถึงกำหนดชำระให้แก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้จะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดให้แก่เจ้าหนี้นับจากวันที่ผิดนัดจนถึงวันชำระเสร็จ วันที่ผิดนัดหมายถึงวันที่ลูกหนี้ค้างชำระดอกเบี้ยเป็นต้นไป (วันถัดจากวันชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย) มิใช่หมายถึงวันถัดจากวันที่ถึงกำหนดชำระดอกเบี้ยในแต่ละงวดแล้วลูกหนี้ไม่ชำระ วันถึงกำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นเพียงวันที่กำหนดให้ลูกหนี้ชำระดอกเบี้ยในงวดนั้น ๆ เท่านั้น เพราะดอกเบี้ยจะคำนวณเป็นรายวัน มิใช่เป็นรายเดือน หากลูกหนี้ไม่ชำระดอกเบี้ยเมื่อถึงวันที่กำหนดให้ชำระดอกเบี้ย จึงถือได้ว่าลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ค้างชำระดอกเบี้ยเป็นต้นไป ซึ่งลูกหนี้ค้างชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 และมีกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยงวดเดือนกุมภาพันธ์ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 เมื่อถึงวันที่กำหนดให้ชำระดอกเบี้ยดังกล่าว ลูกหนี้ไม่ชำระจึงถือได้ว่าลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 มิใช่วันที่ 1 มีนาคม 2540 ดังที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็น เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดได้ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไป และที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ในส่วนค่าธรรมเนียมศาลนั้นไม่ถูกต้องเพราะพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม เว้นแต่หนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี หรือหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้" ดังนั้น หนี้ค่าธรรมเนียมศาลในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 9385/2541 จำนวน 200,000 บาท ที่เจ้าหนี้ชำระต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จึงเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการที่เจ้าหนี้จำต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ เพราะหากเจ้าหนี้ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย และในภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระค่าธรรมเนียมศาลแทนเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ไม่อาจขอรับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมศาลจากลูกหนี้ได้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าหนี้และลูกหนี้ตกลงทำบันทึกข้อตกลงในการแปลงหนี้ใหม่ ฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 โดยมีต้นเงินที่ต้องชำระทั้งสิ้น 150,000,000 บาท และต้องชำระดอกเบี้ยในอัตรา MOR + 2% ต่อปี ซึ่ง ณ วันที่ทำบันทึกข้อตกลงอัตราดอกเบี้ย MOR = 13.917% ต่อปี และกำหนดชำระดอกเบี้ยในวันสุดท้ายของแต่ละเดือนปฏิทิน หากผิดนัดให้ใช้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดโดยคำนวณนับแต่วันเกิดเหตุผิดนัด ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 ลูกหนี้ชำระเงินต้นคืนเจ้าหนี้จำนวน 4,098,326.93 บาท คงเหลือต้นเงินค้างชำระ 145,901,673.07 บาท เมื่อถึงกำหนดชำระดอกเบี้ยครั้งแรก คือ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยเมื่อระยะเวลาให้ชำระดอกเบี้ยได้กำหนดไว้แน่นอน คือ วันสุดท้ายของแต่ละเดือนปฏิทิน ฉะนั้น ดอกเบี้ยของวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 จึงถึงกำหนดชำระในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระตามกำหนดจึงถือว่าลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ชอบที่จะคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันถัดจากวันที่ผิดนัด คือ วันที่ 1 มีนาคม 2540 ส่วนดอกเบี้ยของวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 ลูกหนี้ยังไม่ผิดนัดแต่อย่างใดเจ้าหนี้จึงคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราปกติตามที่ตกลงกันในบันทึกข้อตกลงเท่านั้น ส่วนอัตราดอกเบี้ยผิดนัด เจ้าหนี้มีหลักฐานยืนยันว่ามีสิทธิคิดได้ในอัตราร้อยละ 21, 24, 28 และ 18 ต่อปี ประกอบกับผู้ทำแผนไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงรับฟังได้ว่าเจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ในอัตราดังกล่าว เจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.917 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000,000 บาท นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นดอกเบี้ย 1,373,658.90 บาท อัตราร้อยละ 15.917 ต่อปี ของต้นเงิน 145,901,673.07 บาท นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นดอกเบี้ย 190,875.36 บาท อัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 145,901,673.07 บาท นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2540 ถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2540 เป็นดอกเบี้ย 12,507,570.82 บาท อัตราร้อยละ 24 ต่อปี ของต้นเงิน 145,901,673.07 บาท นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นดอกเบี้ย 20,434,228.84 บาท อัตราร้อยละ 28 ต่อปี ของต้นเงิน 145,901,673.07 บาท นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นดอกเบี้ย 40,628,619.32 บาท อัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 145,901,673.07 บาท นับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2544 เป็นดอกเบี้ย 70,224,673.76 บาท รวมเป็นดอกเบี้ยทั้งสิ้น 145,359,627 บาท ส่วนในประเด็นค่าธรรมเนียมศาลจำนวน 200,000 บาท ที่เจ้าหนี้ได้ชำระเมื่อยื่นฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีหมายเลขดำที่ 9385/2542 ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวโดยยังมิได้มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระค่าธรรมเนียมศาลแทนเจ้าหนี้ มูลแห่งหนี้ในค่าธรรมเนียมศาลจึงยังไม่เกิดแก่ลูกหนี้ ลูกหนี้ไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมศาลจำนวน 200,000 บาท แก่เจ้าหนี้

ศาลล้มละลายกลางกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องแล้ว เมื่อถึงวันนัดคู่ความแถลงร่วมกันว่าไม่ประสงค์สืบพยานโดยต่างยอมรับข้อเท็จจริงตามเอกสารท้ายคำร้องคัดค้านและคำคัดค้านกับที่ปรากฏในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ประการแรกว่า เจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามมูลหนี้บันทึกข้อตกลงในการแปลงหนี้ใหม่ในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดระหว่างวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 หรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า ตามบันทึกข้อตกลงในการแปลงหนี้ใหม่ข้อ 2.2 การคำนวณดอกเบี้ยจะคำนวณดอกเบี้ยเป็นรายวันตามวันที่ผ่านพ้นไปจริง หากลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระเงินใด ๆ เมื่อถึงกำหนดชำระให้แก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้จะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดให้แก่เจ้าหนี้นับจากวันที่ผิดนัดจนถึงวันชำระเสร็จ วันที่ผิดนัดหมายถึงวันที่ลูกหนี้ค้างชำระดอกเบี้ยเป็นต้นไป ไม่ใช่วันที่ถึงกำหนดชำระดอกเบี้ยในแต่ละงวด เพราะดอกเบี้ยจะคำนวณเป็นรายวันมิใช่เป็นรายเดือน ศาลฎีกาตรวจดูสำเนาบันทึกข้อตกลงในการแปลงหนี้ใหม่ ฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 เอกสารท้ายคำขอรับชำระหนี้หมายเลข 9 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยตามข้อ 2.2 และ 2.3 ระบุแต่เพียงว่าลูกหนี้ตกลงชำระดอกเบี้ยให้แก่เจ้าหนี้แต่ละรายในวันสุดท้ายของแต่ละเดือนปฏิทินหรือวันทำการวันสุดท้ายของเจ้าหนี้ก่อนหน้าวันสุดท้ายของเดือนปฏิทินนั้นหากวันสิ้นเดือนปฏิทินตรงกับวันที่มิใช่วันทำการของเจ้าหนี้และอัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้เริ่มคิดคำนวณนับแต่วันที่ที่เกิดเหตุผิดนัดจนถึงวันที่ที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เท่านั้น หาได้มีระบุข้อความดังที่เจ้าหนี้กล่าวอ้างในคำฟ้องอุทธรณ์ไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามที่เจ้าหนี้ยอมรับว่าลูกหนี้ค้างชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไป และถึงกำหนดชำระดอกเบี้ยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระดอกเบี้ยในวันที่ถึงกำหนดชำระดังกล่าว ลูกหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดและเจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดได้นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2540 เป็นต้นไป หาใช่ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 ดังที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ประการสุดท้ายว่า เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมศาลเป็นค่าขึ้นศาลจำนวน 200,000 บาท หรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า แม้ศาลจะยังไม่มีคำพิพากษาให้ผู้ใดต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมศาลก็ตาม หากเจ้าหนี้ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมศาลภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายไว้และในภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระค่าธรรมเนียมศาลแทนเจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้ก็ไม่อาจขอรับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมศาลจากลูกหนี้ได้อีก เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ได้บัญญัติเกี่ยวกับหนี้ที่จะขอรับชำระได้ไว้ในมาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง ว่า "เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม เว้นแต่หนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีหรือหนี้ที่จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดแจ้งชัดว่าหนี้ที่จะขอรับชำระได้ต้องเป็นหนี้ที่มีมูลหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เท่านั้น แม้ว่าหนี้นั้นจะยังไม่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้หรือเป็นหนี้ที่ยังมีเงื่อนไขในการชำระหนี้ก็ตาม เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ แต่จำนวนเงินค่าขึ้นศาลที่เจ้าหนี้ขอรับชำระมานี้เป็นค่าธรรมเนียมศาลซึ่งเจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องชำระแก่ศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 เพื่อเจ้าหนี้จะได้ใช้สิทธิดำเนินคดีทางแพ่งต่อลูกหนี้ตามกฎหมายเท่านั้น และเงินจำนวนนี้มิใช่ค่าธรรมเนียมที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระแก่เจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 แล้ว จึงมิใช่มูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้อันเจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ได้ ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ยกคำรับชำระหนี้ส่วนนี้ของเจ้าหนี้และที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/27
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — นายสุวิทย์ เวฬุวัน กับพวก
บริษัทบริหารสินทรัพย์ เอ็น เอฟ เอส จำกัด
เจ้าหนี้ — โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้สวมสิทธิ
ลูกหนี้ — บริษัทสหวิริยา ซิตี้ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1424/2547
#55085
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า มูลคดี หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง เมื่อใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลยระบุว่า สถานที่รับบัตรและส่งใบเรียกเงินคือที่ทำงานของจำเลย ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา มิใช่สำนักงานใหญ่ของธนาคารโจทก์ ดังนั้น การอนุมัติและการออกบัตรเครดิตโดยสำนักงานใหญ่ของโจทก์จึงเป็นเพียงขั้นตอนปฏิบัติของโจทก์เท่านั้น เมื่อจำเลยรับบัตรเครดิต ณ ที่ทำงานของจำเลย อันเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำเลยจะสามารถนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้แทนการชำระค่าสินค้าค่าบริการ หรือใช้ถอนเงินสดจากสถานประกอบกิจการค้าหรือธนาคารที่มีข้อตกลงในการรับบัตรของโจทก์ จนเป็นเหตุซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิและมูลหนี้ตามฟ้อง หากปราศจากเหตุและขั้นตอนสุดท้ายดังกล่าวเสียแล้ว โจทก์จำเลยย่อมไม่มีนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับบัตรเครดิตหรือสินเชื่อต่อกัน เช่นนี้ มูลคดีจึงมิได้เกิดขึ้น ณ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญาอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตจำนวน 33,150.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 23,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า เมื่อสถานที่ที่จำเลยระบุให้โจทก์ส่งบัตรเครดิตซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด และภูมิลำเนาของจำเลยล้วนอยู่นอกเขตอำนาจของศาลชั้นต้นโจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องที่ศาลชั้นต้น จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัย "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า มูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่าคำว่า มูลคดี หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง เมื่อพิจารณาสำเนาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ที่ระบุว่า สถานที่รับบัตรและส่งใบเรียกเงินคือที่ทำงานของจำเลย ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา มิใช่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ ดังนั้น การอนุมัติและการออกบัตรเครดิตโดยสำนักงานใหญ่ของโจทก์ จึงเป็นเพียงขั้นตอนปฏิบัติของโจทก์เท่านั้น เมื่อจำเลยรับบัตรเครดิต ณ ที่ทำงานของจำเลย อันเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำเลยจะสามารถนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้แทนการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือใช้ถอนเงินสดจากสถานประกอบกิจการค้าหรือธนาคารที่มีข้อตกลงในการรับบัตรของโจทก์ จนเป็นเหตุซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิและมูลหนี้ตามฟ้อง หากปราศจากเหตุและขั้นตอนสุดท้ายดังกล่าวเสียแล้ว โจทก์จำเลยย่อมไม่มีนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับบัตรเครดิตหรือสินเชื่อต่อกัน เช่นนี้ มูลคดีจึงมิได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ยูโอบีรัตนสิน จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย วิภาคย์ ขันโท
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมบาน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1415/2547
#112884
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าบันทึกตกลงช่วยเหลือค่าปลงศพที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์และจำเลยจะขึ้นต้นว่าเป็นการตกลงช่วยเหลือค่าปลงศพอย่างเดียวก็ตาม แต่ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับค่าช่วยเหลือค่าปลงศพ และช่วยเหลือในเรื่องค่าซ่อมรถจักรยานยนต์อีกด้วย ทั้งยังมีข้อความระบุโดยชัดแจ้งว่าฝ่ายผู้เสียหายไม่ติดใจที่จะฟ้องร้องทางแพ่งอีก นอกจากนั้นในส่วนคดีอาญาได้ความว่า การตกลงค่าเสียหายนั้นคู่กรณีสมัครใจตกลงค่าเสียหายกันเอง และคู่กรณีไม่ประสงค์จะฟ้องร้องคดีกันอีก ประกอบกับในคำพิพากษาส่วนคดีอาญาระบุว่า "ฝ่ายผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายเป็นที่พอใจ" บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเข้าลักษณะสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทในมูลหนี้ละเมิดทั้งหมดซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 850

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมหวัง บุญธรรม กับพวก
จำเลย — นายณรงค์ ละม่อมงาม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายวันชัย อินทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอร่าม เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
จำรูญ แสนภักดี
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1408/2547
#411065
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์บรรยายโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยแยกเป็น 3 ข้อ คือ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายข้อหนึ่ง ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายข้อหนึ่ง กับฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายอีกข้อหนึ่ง ซึ่งความผิดทั้งสามฐานเป็นคนละขั้นตอน อีกทั้งจำเลยทั้งสามก็ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนากระทำความผิดต่อผู้เสียหายทั้งสามแยกออกจากกัน ฉะนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83, 91

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83 ให้ลงโทษจำคุกระทงละ 3 เดือน รวม 3 กระทง รวมคนละ 9 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน 15 วัน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ให้รับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายไว้พิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อที่ว่า จำเลยทั้งสองมิได้ใช้แป๊บเหล็กเป็นอาวุธทำร้ายผู้เสียหายทั้งสามตามที่ระบุในคำฟ้อง แต่ความจริงแล้วจำเลยทั้งสามเพียงร่วมกันใช้ไม้ไผ่เป็นอาวุธนั้นเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสาม ต้องถือว่ามิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัย ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงชอบแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันโดยแยกเป็น 3 ข้อ คือ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายข้อหนึ่ง ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายข้อหนึ่ง กับฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายอีกข้อหนึ่ง ซึ่งความผิดทั้งสามฐานเป็นคนละขั้นตอน อีกทั้งจำเลยทั้งสามก็ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนากระทำความผิดต่อผู้เสียหายทั้งสามแยกออกจากกัน ฉะนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสามทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่
จำเลย — นายสวัสดิ์ มีปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1404/2547
#55084
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคดีอาญาอีกคดีหนึ่งของศาลจังหวัดชลบุรีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 หากศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้มีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงโดยพิพากษาแก้หรือกลับผลของคำพิพากษาศาลจังหวัดชลบุรีแล้ว จำเลยยังคงต้องถูกบังคับตามโทษในคดีอาญาดังกล่าว ศาลชั้นต้นชอบที่จะนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีนั้นต่อไปจนกว่าผลของคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลนั้นจะเปลี่ยนแปลงไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2545 เวลากลางวันจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 930 เม็ด น้ำหนัก 91.270 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 26.328 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยจำหน่ายโดยการขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 30 เม็ด น้ำหนัก 2.960 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.736 กรัม อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 3,000 บาท จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4051/2544 ของศาลจังหวัดชลบุรี ซึ่งพิพากษาลงโทษจำคุก 9 ปี 12เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของและนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4051/2544 ของศาลจังหวัดชลบุรี

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคสองด้วย), 66 วรรคหนึ่ง, 102การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 23 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 11 ปี 6 เดือน ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 13 ปี 12 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4051/2544 ของศาลจังหวัดชลบุรี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม)และวรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุก 20 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 10 ปี รวมกับโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เป็นจำคุก 12 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4051/2544 ของศาลจังหวัดชลบุรี ได้หรือไม่จำเลยฎีกาว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4051/2544 ของศาลจังหวัดชลบุรี อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่ถึงที่สุด จึงนับโทษต่อจากคดีนี้ไม่ได้ เห็นว่า เมื่อคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4051/2545 ของศาลจังหวัดชลบุรีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 หากศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้มีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง โดยพิพากษาแก้หรือกลับผลของคำพิพากษาศาลจังหวัดชลบุรี แล้ว จำเลยยังคงต้องถูกบังคับตามโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4051/2544 ของศาลจังหวัดชลบุรี ดังนี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4051/2544 ของศาลจังหวัดชลบุรี ต่อไปจนกว่าผลของคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลนั้น ๆ จะเปลี่ยนแปลงไป การที่ศาลชั้นต้นนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4051/2544 ของศาลจังหวัดชลบุรี มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน แต่ให้คืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง อริยา ปกรณ์ประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1404/2547
#410834
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาเรื่องก่อนยังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์ยังมิได้มีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง โดยพิพากษาแก้หรือกลับผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วจำเลยยังคงต้องถูกบังคับตามโทษของศาลชั้นต้น ดังนี้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษคดีอาญาเรื่องก่อนของศาลชั้นต้นต่อไปจนกว่าผลของคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลนั้นๆ จะเปลี่ยนแปลงไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4015/2544 ของศาลจังหวัดชลบุรี ซึ่งพิพากษาลงโทษจำคุก 9 ปี 12 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4051/2544 ของศาลจังหวัดชลบุรี

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคสองด้วย), 66 วรรคหนึ่ง, 102 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 23 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 11 ปี 6 เดือน ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 13 ปี 12 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4051/2544 ของศาลจังหวัดชลบุรี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) และวรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุก 20 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 ปี รวมกับโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เป็นจำคุก 12 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4051/2544 ของศาลจังหวัดชลบุรี ได้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4051/2544 ของศาลจังหวัดชลบุรี อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่ถึงที่สุด จึงนับโทษต่อจากคดีนี้ไม่ได้ เห็นว่า เมื่อคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4051/2545 ของศาลจังหวัดชลบุรีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 หากศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้มีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง โดยพิพากษาแก้หรือกลับผลของคำพิพากษาศาลจังหวัดชลบุรีแล้ว จำเลยยังคงต้องถูกบังคับตามโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4051/2544 ของศาลจังหวัดชลบุรี ดังนี้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4051/2544 ของศาลจังหวัดชลบุรีต่อไปจนกว่าผลของคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลนั้นๆ จะเปลี่ยนแปลงไป การที่ศาลชั้นต้นนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4051/2544 ของศาลจังหวัดชลบุรีมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า มีเหตุสมควรที่จะกำหนดโทษจำคุกจำเลยต่ำกว่าที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมาหรือไม่ ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยด้วยวิธีล่อซื้อและยึดเมทแอมเฟตามีนที่ได้จากตัวจำเลยจำนวน 900 เม็ด และที่จำหน่ายให้แก่สายลับอีก 30 เม็ด ซึ่งนับว่ามีจำนวนมาก แสดงว่าจำเลยมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาก่อนหน้านี้แล้ว ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้ต่ำกว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง การที่ศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาให้คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของนั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน แต่ให้คืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางอริยา ปกรณ์ประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ