คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 679/2547
#411140
เปิดฉบับเต็ม

การตีความสัญญาต้องเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 คือต้องถือหลักตามความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายจะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ นอกจากนี้การตีความสัญญายังต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 ด้วย เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับความหมายของข้อความในสัญญา ศาลจึงต้องแสวงหาเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายโดยค้นหาเอาจากข้อความในสัญญาทั้งฉบับ รวมทั้งพฤติการณ์ที่คู่สัญญาปฏิบัติต่อกันหลังจากทำสัญญานั้นด้วย จะถือเอาแต่เพียงชื่อของสัญญาเป็นเกณฑ์เด็ดขาดดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ได้ จากข้อความในสัญญาเห็นได้ว่าข้อความในสัญญาโอนลิขสิทธิ์ดนตรีกรรมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มีความหมายไม่ชัดเจนว่าเป็นสัญญาโอนขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงโดยเด็ดขาดหรือเป็นแต่เพียงสัญญาโอนขายมาสเตอร์เทป 1 ต้นแบบ หรือ 1 เวอร์ชั่น หาได้มีข้อความชัดเจนดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ข้อความในสัญญาและพฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ปฏิบัติต่อกันหลังจากทำสัญญานั้นประกอบกับพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสี่แสดงให้เห็นว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีเจตนาทำสัญญาเป็นสัญญาโอนขายมาสเตอร์เทป 1 ต้นแบบ หรือ 1 เวอร์ชั่นเท่านั้น มิได้มีเจตนาทำสัญญาโอนขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงดังกล่าวกันแต่อย่างใด ลิขสิทธิ์ในงานเพลงนั้นจึงยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อลิขสิทธิ์ในดนตรีกรรมคือเพลงทั้งสิบสี่เพลงตามคำฟ้องยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 มิได้โอนไปเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันผลิตมาสเตอร์เทปเพลงทั้งสิบสี่เพลงดังกล่าวเป็น 3 ชุด ซึ่งเป็นคนละเวอร์ชั่นกับมาสเตอร์เทปที่จำเลยที่ 1 โอนขายให้แก่โจทก์ ย่อมมิใช่การดัดแปลงงานดนตรีกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีความผิดตามคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28, 69 วรรคสอง และ 74

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูบ ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้แต่งคำร้องและทำนองเพลงชื่อ ร้อยบุปผา ฝากไว้ให้คิดถึง แรงเทียน รักที่อยากลืม พี่ชาย สวรรค์ชั้นเจ็ด กลกามแห่งความรัก สวรรค์บ้านนอก กำลังใจ รอยอดีต เพลงพิณ ออนซอนเด ฝากเพลงถึงเธอ และบินหลา รวม 14 เพลง ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมเกี่ยวกับเพลงดังกล่าวและเพลงช้างรวม 15 เพลง ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ได้ค่าตอบแทนจำนวน 360,000 บาท และเงินจากการจำหน่ายเทปเพลงข้างต้นตั้งแต่ม้วนที่ 30,000 บาท เป็นต้นไป อีกม้วนละ 12 บาท ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 หลังจากทำสัญญาแล้วโจทก์ผลิตเทปเพลงชุดฝากไว้ให้คิดถึงตามวัตถุพยานหมาย จ.2 ออกจำหน่ายแก่คนทั่วไป ครั้นวันที่ 1 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างผลิตมาสเตอร์เทปเพลงให้แก่จำเลยที่ 2 รวม 4 ชุด ตามสัญญาเอกสารหมาย ล.9 โดยเพลงชุดแรก "ฝากไว้ให้คิดถึง" ตามซีดีเพลงวัตถุพยานหมาย ล.33 มีเพลงรอยอดีต ร้อยบุปผา บินหลา สวรรค์บ้านนอก ออนซอนเด แรงเทียน รักที่อยากลืม และฝากไว้ให้คิดถึง เพลงชุดที่สอง "ครั้งหนึ่งความเป็นมา" ตามซีดีเพลงวัตถุพยานหมาย ล.34 มีเพลงกำลังใจ เพลงพิณ และฝากเพลงถึงเธอ และเพลงชุดที่สี่ "ฉันมาจากฟ้าสีทอง" ตามซีดีเพลงวัตถุพยานหมาย ล.36 มีเพลงพี่ชาย กลกามแห่งความรัก และสวรรค์ชั้นเจ็ด ซ้ำกับเพลงที่โจทก์ทำสัญญาไว้กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ส่วนเพลงชุดที่สาม "เลือดและน้ำตา" ตามซีดีเพลงวัตถุพยานหมาย ล.35 ไม่มีเพลงใดซ้ำกับเพลงที่โจทก์ทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ไว้กับจำเลยที่ 1 เพลงที่ทำซ้ำขึ้นดังกล่าวนี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับร้อง บริษัท ไอ.ฟินิกซ์ จำกัด เป็นผู้ทำดนตรีและให้ใช้ห้องบันทึกเสียง ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ผลิตเทปเพลงและซีดีเพลงข้างต้นออกวางจำหน่าย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สัญญาโอนลิขสิทธิ์ดนตรีกรรมลงวันที่ 30 ตุลาคม 2538 ตามเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3 มีข้อความโดยสรุปว่า จำเลยที่ 1 ผู้โอนตกลงโอนลิขสิทธิ์ในงานเพลงทั้งสิบสี่เพลงตามคำฟ้องกับเพลงช้างให้แก่โจทก์ตลอดอายุของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำ ถ่าย อัดเพลงและเสียงขับร้องลงในแถบบันทึกเสียงแม่แบบ (มาสเตอร์เทป) จำนวน 1 ชุด ทั้งนี้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น เพื่อโจทก์จะได้นำไปจัดทำ ถ่าย อัด บันทึกเสียงลงในแถบบันทึกเสียง หรือโสตทัศนวัสดุแล้วนำออกเผยแพร่หรือจัดเผยแพร่ จำหน่าย จ่ายโอน และแจกแก่สาธารณชนในทางการประกอบอาชีพ ในสัญญาดังกล่าว ข้อ 5 ระบุว่า จำเลยที่ 1 สัญญาว่าไม่เคยทำ (ที่ถูกไม่เคยทำ) ลิขสิทธิ์ในงานเพลงดังกล่าวและแม่แบบแถบบันทึกเสียง (มาสเตอร์เทป) ไปโอนและมอบให้ผู้ผลิตผู้ใดจัดทำแถบบันทึกเสียงและขับร้องเพลงตามสัญญานี้มาก่อนทั้งต่อไปจะไม่ยอมมอบให้ผู้ใดและหรือสนับสนุนให้ไปจัดทำเองเพื่อจำหน่าย จ่าย แจก ขาย อันเป็นการแข่งขันทางการค้ากับโจทก์ จากข้อความในสัญญาฉบับนี้นายสุวาณิชย์ กรานพิกุล ทนายโจทก์ซึ่งเคยไปเจรจากับจำเลยทั้งสี่มาแล้วเบิกความว่า จำเลยทั้งสี่ได้อ่านสัญญาเอกสารหมาย จ.1 แล้ว จำเลยทั้งสี่โต้แย้งว่าเป็นสัญญาซื้อขายมาสเตอร์เทป ไม่ใช่สัญญาโอนลิขสิทธิ์ นายบุญชัย เชื้อมั่นคง ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาดของโจทก์ก็เบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องยอมรับว่าตามสัญญาฉบับนี้ไม่แน่ใจว่าลิขสิทธิ์ในงานเพลงทั้งสิบสี่เพลงตามคำฟ้องตกเป็นของโจทก์แล้วหรือไม่ พยานโจทก์อีกคนหนึ่งคือนายประทีป บุญยโพธิกุล ก็ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า เงินจำนวน 360,000 บาท ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ไม่ใช่ค่าตอบแทนในการโอนลิขสิทธิ์ แต่เป็นเงินให้ไปทำมาสเตอร์เทป คำเบิกความของนายประทีปดังกล่าวสอดคล้องกับคำเบิกความของนายวิทยา กีฬา กรรมการบริหารสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยพยานจำเลยที่ 1 ที่มีความเห็นว่าเงินจำนวนนี้น่าจะเป็นเงินค่าใช้จ่ายในการผลิตมาสเตอร์เทปเพราะเป็นเงินจำนวนค่อนข้างน้อย และการที่โจทก์ให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการจำหน่ายเทปตั้งแต่ม้วนที่ 30,000 บาท เป็นต้นไป ในอัตราม้วนละ 12 บาท แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 4.1 ด้วย ยิ่งทำให้เข้าใจว่าสัญญาดังกล่าวมิใช่สัญญาโอนขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงดังกล่าวแต่เป็นเพียงสัญญาโอนขายมาสเตอร์เทปเท่านั้น เพราะถ้าหากเป็นการโอนขายลิขสิทธิ์เด็ดขาดโจทก์ก็ไม่จำต้องให้ผลประโยชน์ตอบแทนในส่วนนี้อีก และนายวิทยาเบิกความอีกว่าในกรณีที่ผู้โอนต้องจัดทำมาสเตอร์เทปด้วย ในวงการเพลงถือว่าเป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิ 1 ครั้ง ใน 1 ต้นแบบหรือ 1 เวอร์ชั่น นายสุรินทร์ ภาคศิริ นักแต่งเพลงกรรมการสมาคมดนตรีแหงประเทศไทยและสมาคมนักแต่งเพลงแห่งประเทศไทยพยานจำเลยที่ 1 ก็มีความเห็นเช่นเดียวกันว่าสัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นสัญญาโอนขายมาสเตอร์เทป ไม่ใช่การขายหรือโอนลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาดดังที่โจทก์เข้าใจ นอกจากนี้ถ้าสัญญาโอนลิขสิทธิ์ดนตรีกรรม ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2538 ตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นสัญญาที่จำเลยที่ 1 โอนขายลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวโดยเด็ดขาดให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์อุทธรณ์แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์จะต้องทำสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ในงานเพลงร้อยบุปผา กำลังใจ แรงเทียน ออนซอนเด รอยอดีต และสววรค์บ้านนอกจากจำเลยที่ 1 ซ้ำอีกตามสัญญาโอนลิขสิทธิ์ดนตรีกรรมลงวันที่ 18 มีนาคม 2539 เอกสารหมาย ล.1 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าสัญญาโอนลิขสิทธิ์ดนตรีกรรมเอกสารหมาย จ.1 มีข้อความชัดเจนแล้วว่าโจทก์เป็นผู้รับโอนลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรม โจทก์จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเพลงตามสัญญา จะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นั้น เห็นว่า การตีความตามสัญญาต้องเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 คือต้องถือตามหลักตามความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย จะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวไมได้ นอกจากนี้การตีความสัญญายังต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 ด้วย เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับความหมายของข้อความในสัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 ศาลจึงต้องแสดงหาเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายโดยค้นหาเอาจากข้อความในสัญญาทั้งฉบับ รวมทั้งพฤติการณ์ที่คู่สัญญาปฏิบัติต่อกันหลังจากทำสัญญานั้นด้วย จะถือเอาแต่เพียงชื่อของสัญญาเป็นเกณฑ์เด็ดขาดดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ได้ จากข้อความในสัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 ดังกล่าวข้างต้นเห็นได้ว่าข้อความในสัญญาโอนลิขสิทธิ์ดนตรีกรรมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.1 มีความหมายไม่ชัดเจนว่าเป็นสัญญาโอนขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงโดยเด็ดขาดหรือเป็นแต่เพียงสัญญาโอนขายมาสเตอร์เทป 1 ต้นแบบ หรือ 1 เวอร์ชั่น หาได้มีข้อความชัดเจนดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ข้อความในสัญญาเอกสารหมาย จ.1 และพฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ปฏิบัติต่อกันหลังจากทำสัญญานั้น ประกอบกับพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ดังได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีเจตนาทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นสัญญาโอนขายมาสเตอร์เทป 1 ต้นแบบหรือ 1 เวอร์ชั่น เท่านั้น มิได้มีเจตนาทำสัญญาโอนขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงดังกล่าวกันแต่อย่างใด ลิขสิทธิ์ในงานเพลงนั้นจึงยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อลิขสิทธิ์ในดนตรีกรรมคือเพลงทั้งสิบสี่เพลงตามคำฟ้องยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 มิได้โอนไปเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันผลิตมาสเตอร์เทปเพลงทั้งสิบสี่เพลงดังกล่าวเป็น 3 ชุด ซึ่งเป็นคนละเวอร์ชั่นกับมาสเตอร์เทปที่จำเลยที่ 1 โอนขายให้แก่โจทก์ ย่อมมิใช่การดัดแปลงงานดนตรีกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีความผิดตามคำฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 368
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 15 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พี.จี.เอ็ม. เร็คคอร์ด จำกัด
จำเลย — นายวิสา คัญทัพ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 670/2547
#410858
เปิดฉบับเต็ม

คดีของจำเลยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีหน้าที่พิจารณาเพียงว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดหรือไม่เท่านั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีไม่ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นการสั่งคดีโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้ และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 317, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน หลังเกิดเหตุจำเลยได้ขอขมาบิดามารดาผู้เสียหาย และบิดามารดาผู้เสียหายรวมทั้งผู้เสียหายต่างไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบสามปี จำคุก 7 ปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จึงคงจำคุกกระทงแรก 4 ปี 8 เดือน และจำคุกกระทงหลัง 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน หลังเกิดเหตุจำเลยได้ขอขมาบิดามารดาผู้เสียหาย และบิดามารดาผู้เสียหายรวมทั้งผู้เสียหายต่างไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง จึงคงจำคุกกระทงแรก 3 ปี 6 เดือน และจำคุกกระทงหลัง 2 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงแก้ไขเฉพาะกำหนดโทษซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาขอให้องค์คณะผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องขอให้อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 ของจำเลยว่า คดีไม่ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่ต้องพิจารณาสั่งคำร้องขอให้รับรองฎีกา และสั่งในฎีกาของจำเลยที่ยื่นเข้ามาพร้อมกับคำร้องดังกล่าวว่า จำเลยยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาที่ศาลอนุญาต รับฎีกาของจำเลยสำเนาให้โจทก์แก้ การส่งไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีของจำเลยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจำเลยย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีหน้าที่พิจารณาเพียงว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดหรือไม่เท่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีไม่ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นการสั่งคดีโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้ และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นในคำร้องและในคำฟ้องฎีกา ฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 208 (2) ม. 221 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายสนอง เอมแย้ม
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 648/2547
#411004
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณานับแต่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้โดยอ้างว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ และให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/58 วรรคสาม ประกอบมาตรา 90/48 วรรคสี่ กระบวนการต่าง ๆ ในคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จึงสิ้นสุดลง และอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้กลับเป็นของผู้บริหารของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/74 จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องอีกต่อไป ชอบที่จะจำหน่ายคดีจากสารบบความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 และตั้งบริษัทธนายง แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการโดยไม่ระบุชื่อและที่อยู่โดยชัดแจ้งของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในคำร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการกับบัญชีรายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/6 การดำเนินกระบวนพิจารณานับแต่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/9 และเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ และให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 วรรคสาม ประกอบมาตรา 90/48 วรรคสี่

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ และให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 วรรคสาม ประกอบมาตรา 90/48 วรรคสี่ แล้ว กระบวนการต่าง ๆ ในคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จึงสิ้นสุดลง และอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้กลับเป็นของผู้บริหารของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/74 ในชั้นนี้จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องอีกต่อไป"

ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/48 วรรคสี่ ม. 90/58 วรรคสาม ม. 90/74
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทธนายง จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 647/2547
#411003
เปิดฉบับเต็ม

การขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการต้องยื่นคำขอภายในกำหนดระยะเวลาหนึ่งเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/26 และก่อนการมีคำสั่งชี้ขาดเรื่องการขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เมื่อการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับชำระหนี้ที่จะต้องดำเนินการภายในกำหนดระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้นั้น พ.ร.บ.ล้มละลายฯ บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179, 180 มาอนุโลมใช้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทโรบินสันแพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นค่าหุ้นกู้และค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 43,603,888.88 ดอลลาร์สหรัฐ และ 38,088.64 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3.25 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ให้การฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน

ต่อมาเจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นเงิน 54,036,119.31 ดอลลาร์สหรัฐ และ 38,088.64 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3.25 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า เจ้าหนี้ขอแก้ไขจำนวนเงินต้นของหุ้นกู้ที่ผิดพลาดให้ตรงกับเอกสารหลักฐานแห่งหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ตั้งแต่แรก เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเพียงเล็กน้อยโดยสุจริต

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผนแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ประกาศโฆษณาคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนเพื่อให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2543 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าหุ้นกู้เป็นจำนวนเงินดอลลาร์สหรัฐ เงินปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายและดอกเบี้ยภายในกำหนดเวลา ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าหุ้นกู้ดังกล่าวในส่วนที่เป็นจำนวนเงินดอลลาร์สหรัฐหรือไม่ เห็นว่า แม้คำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการที่เจ้าหนี้ยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะได้แนบเอกสารอันเป็นหลักฐานทั้งปวงแห่งหนี้ โดยมีสัญญาแต่งตั้งผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้สำหรับหุ้นกู้ในส่วนที่เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐมีมูลค่า 49,760,000 ดอลลาร์สหรัฐ ดังที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ก็ตาม แต่คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ก็มิได้ระบุจำนวนเงินที่เจ้าหนี้ประสงค์ขอรับชำระหนี้เต็มตามมูลหนี้ในสัญญาดังกล่าวกลับมีข้อความและคำขอในจำนวนหนี้สอดคล้องกับบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ซึ่งแสดงรายละเอียดของจำนวนหนี้ที่เจ้าหนี้ยืนยันขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าวสำหรับต้นเงินเพียง 40,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น ซึ่งผู้ทำแผนได้ตรวจคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้แล้วก็เห็นว่าเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในต้นเงินจำนวนดังกล่าว จึงมิได้โต้แย้งคัดค้าน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงจะอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ต้นเงินเกินจำนวนนี้ไม่ได้ เพราะเป็นการเกินคำขอตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6746/2539 ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ได้เต็มจำนวนโดยมิได้กำหนดตัวเลขจำนวนเงินไว้ในคำสั่งนั้นย่อมมีความหมายแสดงชัดเจนอยู่ในตัวว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาแต่งตั้งผู้แทนผู้ถือหุ้นที่มีต้นเงินมูลค่าเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ 40,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 43,603,888.88 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้หาได้มีข้อเคลือบคลุมสงสัยอันไม่อาจโต้แย้งได้แต่อย่างใด การที่เจ้าหนี้มาร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้แก้ไขคำขอรับชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ดังกล่าวจากต้นเงิน 40,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ย 3,603,888.88 ดอลลาร์สหรัฐ มาเป็นต้นเงิน 49,570,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ย 4,466,119.31 ดอลลาร์สหรัฐ นั้น แม้จำนวนเงินที่แก้ไขเพิ่มเติมจะเป็นมูลหนี้และอาศัยหลักฐานเดียวกันกับที่เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับชำระหนี้ที่จะต้องยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหนี้ภายในกำหนดระยะเวลาหนึ่งเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1237/2532 และก่อนการมีคำสั่งชี้ขาดเรื่องการขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2544 ซึ่งล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ทั้งยังเป็นระยะเวลาภายหลังที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2543 และไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าว เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับชำระหนี้ได้ ทั้งการขอแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหนี้ที่จะต้องดำเนินการภายในกำหนดระยะเวลายื่นคำขอชำระหนี้นั้น พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179, 180 มาอนุโลมใช้ได้ดังที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1237/2532 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 259/2530 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของเจ้าหนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26
ชื่อคู่ความ
บริษัทห้างสรรพสินค้าโรบินสัน
ผู้ร้องขอ — จำกัด (มหาชน) กับพวก
บริษัทเดอะลอว์ดีเบนเช่อร์ทรัสต์
เจ้าหนี้ — คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน)
ลูกหนี้ — บริษัทห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 643/2547
#112837
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่าจำเลยยังไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาได้โปรดพิจารณาพิพากษาอีกชั้นหนึ่ง โดยมีข้อความเพียงว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เนื่องจากพยานโจทก์ที่นำสืบเป็นพยานบอกเล่าไม่ควรรับฟัง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุกจำเลย 12 ปี เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีความเห็นไม่ตรงกันเช่นนี้ สมควรที่คดีนี้จะขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุด เพื่อได้โปรดพิจารณาพิพากษาชี้ขาดเป็นที่สุด จำเลยก็พร้อมจะยอมรับตามคำพิพากษาของศาลฎีกาทุกประการ ฎีกาของจำเลยดังกล่าวมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา เพื่อให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๗

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๗ วรรคสอง จำคุก ๑๒ ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่า จำเลยยังไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ จึงฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาได้โปรดพิจารณาพิพากษาอีกชั้นหนึ่ง โดยมีข้อความเพียงว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เนื่องจากพยานโจทก์ที่นำสืบเป็นพยานบอกเล่าไม่ควรรับฟัง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุกจำเลย ๑๒ ปี เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีความเห็นไม่ตรงกันเช่นนี้ สมควรที่คดีนี้จะขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุด เพื่อได้โปรดพิจารณาพิพากษาชี้ขาดเป็นที่สุด จำเลยก็พร้อมจะยอมรับตามคำพิพากษาของศาลฎีกาทุกประการ เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวมิได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา เพื่อให้เห็นว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๔ คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นายจรัลหรือจรัญหรือฮวย เหมือนคิด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายชัชวาลย์ ไชยนาแพง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 637/2547
#410750
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่โจทก์ทั้งสามจะฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ โจทก์ทั้งสามได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่าจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดและประสงค์ให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 123 วรรคหนึ่ง ซึ่งในกรณีนี้โจทก์ทั้งสามอาจจะเลือกที่จะใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลแรงงานได้ โดยจะต้องใช้สิทธิในทางใดทางหนึ่ง แต่จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ เมื่อโจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้วโจทก์ทั้งสามย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางจนกว่าการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงานจะสิ้นสุด ศาลแรงงานย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามที่ฟ้องเรียกเอาเงินค่าจ้างค้างจ่ายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ข้อกฎหมายนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142, 246 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 33,400 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 65,400 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 23,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การร่วมกันว่า จำเลยทั้งสามไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับโจทก์ทั้งสาม ไม่เคยว่าจ้างโจทก์ทั้งสามตามตำแหน่งงานและอัตราค่าจ้างตามฟ้อง เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2543 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญารับจ้างเหมาปรับปรุงและก่อสร้างต่อเติมโรงจักรใหม่ พร้อมรางสายเคเบิล รางระบายน้ำ ที่ กฟอ. อุ้มผาง จังหวัดตาก โดยมี กฟจ. พิษณุโลกเป็นผู้ว่าจ้าง และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจ้างเหมาช่วงงานให้แก่นายพาน ศรีหะบุตร เป็นผู้รับจ้างต่อไป ดังนั้น โจทก์ทั้งสามกับนายพานจะมีข้อตกลงกันอย่างใดจำเลยทั้งสามไม่ทราบและไม่เคยสั่งการหรือควบคุมงาน โจทก์ทั้งสามทราบดีว่าได้รับจ้างนายพาน หากมีกรณีผิดสัญญาจ้างโจทก์ทั้งสามต้องเรียกร้องจากนายพาน นอกจากนี้โจทก์ทั้งสามเคยร้องทุกข์กล่าวหาจำเลยทั้งสามต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดตากและได้มีการสอบสวนแล้วสั่งยกคำร้องของโจทก์ทั้งสาม เนื่องจากโจทก์ทั้งสามไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้เรียกนายพาน ศรีหะบุตร เข้าเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับโจทก์ทั้งสาม ไม่เคยว่าจ้าง ไม่เคยตกลงจ่ายค่าจ้างและไม่มีหน้าที่สั่งงานแก่โจทก์ทั้งสาม แต่โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดพิจารณา ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การ และคำแถลงของคู่ความแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงสั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสาม แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 33,400 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 65,400 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 23,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าปีจากต้นเงินของโจทก์แต่ละคนนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 กันยายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องสำหรับจำเลยร่วม

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ตามแบบคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานในฐานะลูกจ้าง และบันทึกคำให้การของโจทก์ที่ 3 เอกสารท้ายคำฟ้องว่าเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2544 ก่อนที่โจทก์ทั้งสามจะฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ โจทก์ทั้งสามได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสามระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2543 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2544 วันที่ 1 ธันวาคม 2543 ถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2544 และวันที่ 26 ธันวาคม 2543 ถึงวันที่ 6 เมษายน 2544 ตามลำดับ และประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างจ่ายเงินค่าจ้างค้างจ่ายตามที่เรียกร้องแก่โจทก์ทั้งสาม อันเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสามร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่าจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดและประสงค์ให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง ซึ่งในกรณีนี้โจทก์ทั้งสามอาจจะเลือกที่จะใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลแรงงานก็ได้ โดยจะต้องใช้สิทธิในทางใดทางหนึ่ง แต่จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามสิทธิได้รับเงินของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวข้างต้นต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ว โจทก์ทั้งสามย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางจนกว่าการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงานจะสิ้นสุด ศาลแรงงานกลางย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามที่ฟ้องเรียกเอาเงินค่าจ้างค้างจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับฟ้องและพิพากษาคดีนี้จึงไม่ชอบ ข้อกฎหมายนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142, 246 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสามที่จะฟ้องคดีใหม่ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 ม. 244
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาลี คำมี กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดวังแก้วฟาร์ม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 636/2547
#410997
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดพิจารณา ศาลได้สอบถามจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองก็ได้แถลงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ต่อศาล การแถลงข้อเท็จจริงดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าเป็นคำให้การด้วยวาจา แม้ศาลจะมีคำสั่งว่าหากจำเลยประสงค์จะยื่นคำให้การให้ยื่นคำให้การภายใน 15 วัน ก็ตาม ก็เพียงแต่ให้จำเลยที่ 2 มีโอกาสยื่นคำให้การเป็นหนังสือเพิ่มเติมจากที่ได้ให้การด้วยวาจาเท่านั้น และแม้ศาลจะระบุในคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การก็หมายความว่า จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การเป็นหนังสือตามคำสั่งของศาลเท่านั้น เมื่อศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยให้จำเลยที่ 2 นำพยานเข้าสืบตามประเด็นในคำให้การแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การอีก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้หมายเรียก ธ. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้โอนค่าใช้จ่ายของโจทก์ในการเดินทางไปทำงานที่ไต้หวันให้แก่ ธ. ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการเข้ามาในคดีนี้แล้ว ธ. ย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม ธ. จึงไม่อาจถูกจำเลยที่ 2 ฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามความใน ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งโจทก์ไปทำงานต่างประเทศแต่ไม่ครบกำหนด เพราะนายจ้างล้มละลายไม่มีงานให้โจทก์ทำ ดังนี้ เป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ไม่สามารถทำงานได้จนสิ้นสุดระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางาน เพราะโจทก์ถูกเลิกจ้างโดยมิใช่สาเหตุจากโจทก์ และแม้เหตุดังกล่าวจะมิใช่เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมรับผิดคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากโจทก์ไปแล้วเป็นอัตราส่วนกับระยะเวลาที่โจทก์ได้ทำงานตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 46

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์สมัครไปทำงานกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่ามีงานให้ทำที่ไต้หวัน ค่าจ้างเดือนละ 15,840 ดอลลาร์ไต้หวัน โดยโจทก์เสียค่าใช้จ่ายและค่าบริการให้จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 185,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้โจทก์ไปทำสัญญากับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ส่งโจทก์ไปทำงานที่ไต้หวัน โจทก์ทำงานได้ 4 เดือน นายจ้างล้มละลายไม่สามารถจ้างโจทก์ต่อได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงิน 185,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 จัดส่งโจทก์ไปทำงานต่างประเทศโดยได้รับเงินเป็นค่าตอบแทน 30,000 บาท จากจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ติดต่อให้จำเลยที่ 1 จัดส่งโจทก์ไปแทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้รับเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายจากโจทก์ จำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดเป็นเงิน 30,000 บาท

จำเลยที่ 2 ให้การด้วยวาจาว่า จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนงานไปทำงานที่ต่างประเทศ จำเลยที่ 2 ได้รับเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายจากโจทก์ ต่อมาโจทก์ได้เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ แล้วโจทก์เดินทางกลับประเทศไทยและมาติดต่อขอรับเงินคืน จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 185,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางระบุว่าจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การจึงขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การนั้น เห็นว่า ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ ศาลแรงงานกลางได้สอบถามจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองก็ได้แถลงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ต่อศาลดังที่ศาลแรงงานกลางบันทึกคำแถลงไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 8 มีนาคม 2545 การแถลงข้อเท็จจริงดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าเป็นคำให้การด้วยวาจา แม้ศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่งว่า หากจำเลยประสงค์จะยื่นคำให้การให้ยื่นคำให้การภายใน 15 วัน ก็ตาม ก็เพียงแต่ให้จำเลยที่ 2 มีโอกาสยื่นคำให้การเป็นหนังสือเพิ่มเติมจากที่จำเลยที่ 2 ได้ให้การด้วยวาจาเท่านั้น และแม้ศาลแรงงานกลางจะระบุในคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การก็หมายความว่าจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การเป็นหนังสือตามคำสั่งของศาลแรงงานกลางเท่านั้น ทั้งศาลแรงงานกลางก็ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยให้จำเลยที่ 2 นำพยานเข้าสืบตามประเด็นในคำให้การแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การอีก อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้หมายเรียกนายธนาพร วงศ์คำแก้ว เข้ามาเป็นจำเลยร่วมนั้น เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 ที่ขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเรียกนายธนาพรเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ จำเลยที่ 2 อ้างในคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ได้โอนเงินค่าใช้จ่ายของโจทก์ในการเดินทางไปทำงานที่ไต้หวันให้แก่นายธนาพรซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นตัวการของนายธนาพร เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการเข้ามาในคดีนี้แล้ว นายธนาพรในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม นายธนาพรจึงไม่อาจถูกจำเลยที่ 2 ฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์อ้างว่า เหตุที่โจทก์ไม่ได้ทำงานต่อไปเพราะนายจ้างที่ไต้หวันล้มละลาย มิใช่เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 46 ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศไม่สามารถจัดให้คนหางานเดินทางได้ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 38 หรือในกรณีที่คนหางานไม่ได้งานตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางานหรือได้ค่าจ้างต่ำกว่าหรือได้ตำแหน่งงาน หรือสิทธิประโยชน์อื่นไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางาน และคนหางานไม่ประสงค์ที่จะทำงานนั้น ผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศต้องคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เรียกเก็บจากคนหางานไปแล้วทั้งหมดให้แก่คนหางานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาตามมาตรา 38 หรือนับแต่วันที่คนหางานเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วแต่กรณี

ในกรณีคนหางานไม่สามารถทำงานได้จนสิ้นสุดระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางานเพราะถูกเลิกจ้างโดยมิใช่สาเหตุจากคนหางาน ผู้รับอนุญาตต้องคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากคนหางานไปแล้วเป็นอัตราส่วนกับระยะเวลาที่คนหางานได้ทำงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คนหางานขอรับคืนฯลฯ" ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2543 โจทก์สมัครไปทำงานที่ไต้หวันกับจำเลยที่ 2 ที่บริษัทสยาม ที พี จำกัด โดยโจทก์ได้ชำระเงินจำนวน 185,000 บาท ให้แก่พนักงานของบริษัทสยาม ที พี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ไม่มีงานให้ทำจึงส่งโจทก์ไปให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดส่งไป ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งโจทก์ไปทำงานต่างประเทศ โจทก์เดินทางไปทำงานที่ไต้หวันแต่ได้ทำงานเพียง 4 เดือน ไม่ครบกำหนด นายจ้างล้มละลายไม่มีงานให้โจทก์ทำ โจทก์จึงเดินทางกลับประเทศไทย ดังนี้ เป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ไม่สามารถทำงานได้จนสิ้นสุดระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางานเพราะโจทก์ถูกเลิกจ้างโดยมิใช่สาเหตุจากโจทก์ แม้เหตุดังกล่าวจะมิใช่เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมรับผิดตามบทบัญญัติข้างตน ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าค่าใช้จ่ายในการส่งโจทก์ไปทำงานรวมทั้งค่าเครื่องบินก็เป็นเงินประมาณ 100,000 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 2 คืนเงินแก่โจทก์นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์อ้างว่า โจทก์ได้ทำงานที่ไต้หวันตามสัญญาเป็นเวลา 4 เดือน ก่อนที่นายจ้างจะล้มละลาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องให้จำเลยที่ 2 คืนเงินทั้งหมดให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะเพิ่งยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในชั้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาได้ความว่า โจทก์เดินทางไปทำงานที่ไต้หวัน แต่ได้ทำงานเพียง 4 เดือน ไม่ครบกำหนด ดังนี้ จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากโจทก์ไปแล้วเป็นอัตราส่วนกับระยะเวลาที่โจทก์ได้ทำงานตามบทบัญญัติกฎหมายข้างต้น แต่ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางมิได้รับฟังข้อเท็จจริงว่ากำหนดระยะเวลาทำงานตามสัญญาจัดหางานมีเพียงใด ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาจึงยังไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากโจทก์เป็นจำนวนเท่าใด จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงในส่วนนี้เสียก่อน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในส่วนจำนวนเงินที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระแก่โจทก์ แล้วให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่ากำหนดระยะเวลาทำงานของโจทก์ตามสัญญาจัดหางานมีเพียงใดแล้วกำหนดจำนวนเงินดังกล่าวเสียใหม่และมีคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายขวัญชัย หนองผือ
จำเลย — บริษัทจัดหางานฟอร์จูเนต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 631 -ที่ 635/2547
#410957
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2543 ตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดอันเป็นการเลิกสัญญาจ้างกันโดยความตกลงของทั้งสองฝ่าย โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 และจำเลยจึงมีสิทธิและหน้าที่ตามข้อตกลง ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มีสิทธิได้รับเงินชดเชย 6 เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้าย โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จึงมีสิทธิได้รับเงินชดเชย 6 เท่าของเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายเท่านั้น ส่วนโจทก์ที่ 3 พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เพราะเกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2543 แต่มติคณะรัฐมนตรีและประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ที่กำหนดให้พนักงานได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2544 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ที่ 3 พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไปแล้ว จึงไม่อาจใช้บังคับแก่โจทก์ที่ 3 ได้ โจทก์ทั้งห้าจึงมีสิทธิได้รับเงินชดเชยและเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเป็นจำนวนเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 6 เดือน หรือ 180 วัน เท่านั้น ไม่มีสิทธิได้รับจำนวนเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 8 เดือน และโจทก์ที่ 3 มีสิทธิได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 8 เดือน แต่จำเลยที่ 2 จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งห้าเพียงคนละ 6 เดือน ยังขาดอยู่คนละ 2 เดือน ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 และบังคับให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยหรือเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานที่ยังขาดให้แก่โจทก์ทั้งห้าเป็นเงิน 82,240 บาท 96,180 บาท 111,860 บาท 126,860 บาท และ 93,900 บาท ตามลำดับ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ทั้งห้าสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 สมัครใจเข้าร่วมโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดอันเป็นการลาออกเอง จำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้าง จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย และจำเลยที่ 2ได้จ่ายเงินต่างๆ ตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดรวมทั้งเงินเพิ่มพิเศษ 6 เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้ายเท่ากับค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไปครบถ้วนแล้ว ส่วนโจทก์ที่ 3 พ้นจากตำแหน่งเพราะเกษียณอายุไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย คงมีสิทธิได้รับแต่เงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานจำนวน 6 เท่าของเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ได้จ่ายให้แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าว่า โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิได้รับเงินชดเชยและเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเป็นจำนวนเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2543 ตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดอันเป็นการเลิกสัญญาจ้างกันโดยความตกลงของทั้งสองฝ่าย โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 และจำเลยจึงมีสิทธิและหน้าที่ตามข้อตกลง ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มีสิทธิได้รับเงินชดเชย 6 เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้าย โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จึงมีสิทธิได้รับเงินชดเชยเพียง 6 เท่าของเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายเท่านั้น ส่วนโจทก์ที่ 3 พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เพราะเกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2543 ในวันที่โจทก์ที่ 3 พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ที่ออกตามความในมาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ซึ่งบทเฉพาะกาลมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ยังให้ใช้บังคับต่อไป ข้อ 47 กำหนดให้พนักงานที่พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เพราะเกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับ หรือข้อกำหนดของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งได้ทำงานในช่วงก่อนเกษียณอายุติดต่อกันครบ 5 ปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานจำนวนเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน แม้บทเฉพาะกาลมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 จะบัญญัติว่า บรรดาคำร้อง คำร้องทุกข์ และข้อเสนอเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ได้ยื่นไว้ตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 และยังมิได้มีการพิจารณาวินิจฉัยถึงที่สุดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มีความหมายแต่เพียงว่าบรรดาคำร้อง คำร้องทุกข์ และข้อเสนอเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ได้ยื่นไว้ตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 และยังมิได้มีการพิจารณาวินิจฉัยถึงที่สุดยังคงมีอยู่ ไม่ตกไปหรือไม่สิ้นผลตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ที่ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ไปด้วย กระบวนการเกี่ยวกับคำร้อง คำร้องทุกข์ และข้อเสนอดังกล่าวยังต้องดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติแรงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 จนถึงที่สุดเท่านั้น โดยบทเฉพาะกาล มาตรา 96 มิได้บัญญัติให้ผลของการดำเนินการมีผลย้อนหลัง แม้ในวันที่ 22 ตุลาคม 2544 คณะรัฐมนตรีจะมีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างสำหรับลูกจ้างระดับผู้ปฏิบัติงาน (ผู้ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าผู้อำนวยการฝ่ายหรือตำแหน่งที่เทียบเท่าลงมา) ผู้มีสิทธิได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานซึ่งปฏิบัติงานในช่วงก่อนเกษียณอายุติดต่อกันครบ 15 ปีขึ้นไป ให้ได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน และต่อมาคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์จะได้ออกประกาศ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้าง ว่าด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การใช้แรงงานหญิง การหักเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด และการรับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงาน ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 ซึ่งในข้อ 7 ระบุให้ลูกจ้างผู้มีสิทธิได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าผู้อำนวยการฝ่ายหรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งเทียบเท่าตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายลงมา และได้ปฏิบัติงานในช่วงก่อนเกษียณอายุติดต่อกันครบ 15 ปีขึ้นไป ได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน มติคณะรัฐมนตรีและประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ดังกล่าวก็ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2544 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ที่ 3 พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไปแล้ว จึงไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่โจทก์ที่ 3 ได้ ฉะนั้นไม่ว่าการที่โจทก์ที่ 3 ร่วมร้องทุกข์ให้ปรับปรุงจำนวนเงินค่าชดเชยและเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 เพิ่มขึ้น จะเป็นการร้องทุกข์ตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ที่ยังมิได้มีการพิจารณาวินิจฉัยถึงที่สุดก่อนวันที่พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ใช้บังคับ ตามความในบทเฉพาะกาล มาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และส่งผลให้มีการปรับปรุงเพิ่มจำนวนเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานให้แก่พนักงานซึ่งเกษียณอายุที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าผู้อำนวยการฝ่ายหรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งเทียบเท่าตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายลงมา และได้ปฏิบัติงานในช่วงก่อนเกษียณอายุติดต่อกันครบ 15 ปีขึ้นไป เป็นจำนวนเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วันหรือไม่ โจทก์ที่ 3 ก็ไม่ได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงเพิ่มเติมดังกล่าว โจทก์ทั้งห้าจึงมีสิทธิได้รับเงินชดเชยและเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเป็นจำนวนเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 6 เดือนหรือ 180 วันเท่านั้น ไม่มีสิทธิได้รับเป็นจำนวนเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 11 (1) ม. 11 วรรคสอง
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างว่าด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การใช้แรงงานหญิง การหักเงินเดือนค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด และการรับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงาน
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสัมพันธ์ รัตนสุมาวงศ์ กับพวก
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 628/2547
#410748
เปิดฉบับเต็ม

ลักษณะการทำงานของโจทก์ไม่มีรูปแบบแผนที่แน่นอน ไม่เคร่งครัดเรื่องเวลาทำงาน ผิดไปจากลักษณะการทำงานของพนักงานอื่นในหน่วยงานของจำเลย การทำงานของโจทก์มีลักษณะเป็นการช่วยเหลือตามคำขอของ ส. กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลย มิใช่เป็นการทำงานตามคำสั่งของจำเลย ขณะที่โจทก์ทำงานให้จำเลย จำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์ แต่มีลักษณะว่าโจทก์มีอำนาจบริหารกิจการจำเลยทุกอย่างแล้วแต่โจทก์จะเห็นสมควรเอง แม้จะมีการจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์กับมีหนังสือของ ส. ขอให้โจทก์เข้ามาทำงานให้ก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวก็มิใช่นายจ้างและลูกจ้างกัน เมื่อโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างจำเลย โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเรียกค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายสมสวัสดิ์ รอดศัตรู เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของจำเลยและเดิมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539 จำเลยจ้างโจทก์ทำหน้าที่ประธานกรรมการบริหารของจำเลยมีหน้าที่บริหารงานทั่วไป โดยจำเลยตกลงจ้างโจทก์ในอัตราเดือนละ 80,000 บาท เมื่อหักภาษีและเงินประกันสังคมแล้วเหลือสุทธิ 71,275 บาท โจทก์ทำงานในตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของจำเลยเรื่อยมา แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงโดยไม่จ่ายเงินเดือนให้โจทก์ตั้งแต่เดือนกันยายน 2542 เป็นต้นมา จนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2544 โจทก์จึงลาออกจากการเป็นประธานกรรมการบริหารของจำเลย จำเลยติดค้างเงินเดือนตามข้อตกลงการจ้างรวมทั้งสิ้น 1,296,000 บาท โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างที่ค้างและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,379,160 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,296,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลย แต่เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยคนหนึ่ง เงินจำนวน 80,000 บาท ต่อเดือนไม่ใช่ค่าจ้าง แต่เป็นเงินที่กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยได้ตกลงแบ่งปันกันเพราะจำเลยมีกำไร กลางปี 2542 จำเลยขาดสภาพคล่องทางการเงิน จึงไม่มีเงินที่จะนำมาแบ่งปันกัน กรรมการของจำเลยก็ตกลงที่จะไม่รับเงินนี้ แต่พนักงานของจำเลยยังได้รับเงินเดือนทุกคน โจทก์ไปตั้งบริษัทเทรนเลสส์ เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด มีโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจและเป็นผู้บริหาร มีรายได้เป็นของตนเอง ส่วนบริษัทจำเลยโจทก์ไม่ได้บริหารงานอีกต่อไป โดยนายสมสวัสดิ์ รอดศัตรู เป็นผู้บริหารจนถึงปัจจุบัน โจทก์ไม่มีเงินเดือนและไม่มีการจ้างงานกันจริง เรื่องการนำส่งเงินภาษีที่หัก ณ ที่จ่าย และเงินประกันสังคมเป็นเรื่องของฝ่ายบัญชีที่ทำขึ้นและเป็นการภายใน โจทก์รู้และทราบดีว่าไม่มีการจ่ายเงินเดือนกันจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลย นายสมสวัสดิ์ได้ขอให้โจทก์มาช่วยบริหารกิจการให้จำเลยตั้งแต่ปี 2539 โจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลย โจทก์มีอำนาจบริหารกิจการจำเลยทุกอย่างจนเดือนกุมภาพันธ์ 2544 นายสมสวัสดิ์ได้จดทะเบียนให้โจทก์ออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยในการบริหารงานแล้วแต่โจทก์จะเห็นสมควรทำอย่างไรก็ได้ ไม่มีกำหนดเวลาทำงานแน่นอน โจทก์ไม่อยู่ใต้ข้อบังคับในการทำงานของจำเลย แต่จำเลยให้ค่าตอบแทนเดือนละ 100,000 บาท โดยมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายและเงินประกันสังคมด้วย เห็นว่า ลักษณะการทำงานของโจทก์ไม่มีรูปแบบแผนที่แน่นอน ไม่เคร่งครัดเรื่องเวลาทำงานผิดไปจากลักษณะการทำงานของพนักงานอื่นในหน่ายงานของจำเลย การทำงานของโจทก์มีลักษณะเป็นการช่วยเหลือตามคำขอของนายสมสวัสดิ์ มิใช่เป็นการทำงานตามคำสั่งของจำเลย ขณะที่โจทก์ทำงานให้จำเลย จำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์แต่มีลักษณะว่าโจทก์มีอำนาจบริหารกิจการจำเลยทุกอย่างแล้วแต่โจทก์จะเห็นสมควรเอง แม้จะมีการจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ กับมีหนังสือของนายสมสวัสดิ์ขอให้โจทก์เข้ามาทำงานให้ตามเอกสารหมาย ล.2 ก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าว จึงมิใช่นายจ้างและลูกจ้างกัน เมื่อโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างจำเลย โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเรียกค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยและไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับค่าจ้างตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบูรณ์เกียรติ เกษมสุวรรณ
จำเลย — บริษัทภค วิศวกรรม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 618/2547
#410956
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอขยายระยะเวลาสาบานตัวในการดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยอ้างแต่เพียงว่า จำเลยไม่สามารถมาสาบานพร้อมขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา จึงขอขยายระยะเวลาในการสาบานตัวออกไป 45 วัน โดยไม่ปรากฏว่าเพราะเหตุใดจำเลยจึงไม่สามารถมาสาบานตัวได้ กรณีถือได้ว่าไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งขยายระยะเวลาให้ได้ ดังนั้น คำร้องขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลย โดยจำเลยไม่ได้สาบานตัวให้คำชี้แจงว่า จำเลยไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาล คำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 264,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไป แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 18 พฤศจิกายน 2541) ไม่เกิน 19,728.80 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาและได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการสาบานตัว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาในการสาบานตัวว่า คำร้องดังกล่าวมิได้อ้างเหตุที่จำเลยมาศาลไม่ได้เพราะเหตุใด จึงถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่ศาลจะสั่งขยายเวลาให้ได้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และมีคำสั่งในคำร้องขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาว่า จำเลยยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาโดยมิได้สาบานตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคแรก และตามคำร้องขอขยายระยะเวลาสาบานตัว ไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษที่จำเลยมาสาบานตัวไม่ได้เพราะเหตุใด ศาลไม่อาจสั่งขยายระยะเวลาให้ได้ คำร้องขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง หากจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำค่าธรรมเนียมอุทธรณ์มาชำระภายใน 15 วัน

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการสาบานตัวอีกครั้งหนึ่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คำร้องขอขยายระยะเวลาในการสาบานตัวของจำเลยอ้างแต่เพียงว่า จำเลยไม่สามารถมาสาบานตัวพร้อมขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาจึงขอขยายเวลาในการสาบานตัวไป 45 วัน โดยไม่ปรากฏว่าเพราะเหตุใดจำเลยจึงไม่สามารถมาสาบานตัวได้ จึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งขยายระยะเวลาให้ได้ เมื่อคำร้องขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลย จำเลยไม่ได้สาบานตัวให้คำชี้แจงว่า จำเลยไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาล คำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาได้ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเคยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการสาบานตัวในคดีอื่นของศาลชั้นต้น โดยมีข้อความในคำร้องเช่นเดียวกันกับข้อความในคำร้องคดีนี้ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตทุกครั้งนั้น เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษที่ศาลจะออกคำสั่งขยายระยะเวลาให้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งต้องกันมาให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาในการสาบานตัวและคำร้องขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คำร้องอุทธรณ์คำสั่งหรือฎีกาคำสั่งในการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถา ไม่จำต้องเสียค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย ที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามาจึงไม่ถูกต้อง"

พิพากษายืน ถ้าจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ทราบคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุโรจน์ วัฒนกิจไกรเลิศ
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
สายันต์ สุรสมภพ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 616/2547
#55072
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 บัญญัติว่าทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ดังนั้น ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 หาจำต้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรงของผู้ตายทุกกรณีไม่ เมื่อผู้ร้องเป็นผู้รับมรดกของ ก. แทนที่ ช. บิดาผู้ร้อง และหลังจากที่ ก. ถึงแก่ความตายยังมิได้จัดแบ่งที่ดินตามกรรมสิทธิ์แห่งเจ้าของรวมระหว่าง ก. กับ ส. ผู้ตายทั้งสอง ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ด้วยส่วนหนึ่ง ถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินอันเป็นมรดกของ ส. ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกเฉพาะที่ดินอันเป็นมรดกของ ส. ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นทายาทและเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับทรัพย์มรดกของนางกาบจันทร์ เฉลิมพล ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2538 ด้วยโรคหัวใจและนายสวัสดิ์เฉลิมพล ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2543 ด้วยการไหลเวียนโลหิตล้มเหลวมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 1 แปลง ตั้งอยู่ตำบลเวียง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา โดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งสอง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นทายาทและมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนายสวัสดิ์ เฉลิมพล หรือนายนง อ่อนน้อม โดยเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนายสวัสดิ์หรือนายนง ผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2543 เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1060/2543 ผู้ร้องมิได้มีส่วนได้เสียหรือเป็นทายาทโดยธรรมหรือญาติของนายสวัสดิ์หรือนายนง ทรัพย์มรดกที่นายสวัสดิ์หรือนายนงมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางกาบจันทร์ทั้งหมดต้องตกทอดได้แก่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายสวัสดิ์หรือนายนงซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสวัสดิ์หรือนายนงเพราะนายสวัสดิ์หรือนายนงไม่มีบุตร ทั้งบิดามารดานายสวัสดิ์หรือนายนงก็ถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว ส่วนนางกาบจันทร์ภริยาของนายสวัสดิ์หรือนายนงถึงแก่กรรมไปก่อนหน้านี้แล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายสวัสดิ์หรือนายนงผู้ตาย ขอให้ยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายสวัสดิ์หรือนายนงผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์ เฉลิมพล และนางกาบจันทร์ เฉลิมพล ผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาผู้คัดค้านว่าการที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านเลื่อนคดีและงดสืบพยานผู้คัดค้านชอบหรือไม่เห็นว่า เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอจัดการมรดกนายสวัสดิ์ เฉลิมพล และนางกาบจันทร์เฉลิมพล ศาลชั้นต้นได้ประกาศและนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 14 ธันวาคม 2543 ซึ่งผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านในส่วนที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์หลังจากไต่สวนพยานของผู้ร้องแล้ว ผู้คัดค้านได้ขอเลื่อนการสืบพยานผู้คัดค้าน ซึ่งศาลได้อนุญาตให้เลื่อนการสืบพยานตามคำขอ แต่ครั้นถึงวันนัดผู้คัดค้านได้ขอเลื่อนการสืบพยานอีกอ้างว่า เอกสารยังไม่พร้อม ศาลอนุญาตให้ผู้คัดค้านเลื่อนการสืบพยานตามขอครั้นถึงวันนัดผู้คัดค้านขอเลื่อนคดีอีกหรือของดการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว เพื่อรอคดีที่ผู้คัดค้านร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์ซึ่งอยู่ระหว่างการส่งประเด็นไปสืบพยานที่ศาลแพ่ง และศาลจังหวัดปราจีนบุรีศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง จะเห็นได้ว่าศาลให้โอกาสแก่ผู้คัดค้านในการนำพยานมาสืบหักล้างคำร้องของผู้ร้องอย่างพอเพียงแล้ว ผู้คัดค้านกลับขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ ทั้งผู้คัดค้านไม่ได้เตรียมพยานมาสืบตามที่แถลงไว้ต่อศาลแต่อย่างใด พฤติการณ์ของผู้คัดค้านจึงเป็นการประวิงคดีให้ชักช้า ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านเลื่อนคดีหรือรอคดีไว้จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอจัดการมรดกนายสวัสดิ์ เฉลิมพลผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 บัญญัติว่าทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ดังนั้น ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 ดังกล่าวหาจำต้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรงของผู้ตายทุกกรณีไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับมรดกนางกาบจันทร์แทนที่นายชื่นบิดาผู้ร้อง และหลังจากที่นางกาบจันทร์ถึงแก่ความตายที่ดินโฉนดเลขที่ 9783 ยังมิได้จัดแบ่งตามกรรมสิทธิ์แห่งเจ้าของรวม ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ด้วยส่วนหนึ่ง ถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินโฉนดเลขที่ 9783 อันเป็นทรัพย์มรดกของนายสวัสดิ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกนายสวัสดิ์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 9783 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์ด้วยนั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่เพื่อมิให้เป็นการเสียหาย ศาลเห็นสมควรวางเงื่อนไขในคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์ผู้ตายด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องมีอำนาจจัดการมรดกของนายสวัสดิ์ เฉลิมพล ผู้ตายเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 9783 โดยอยู่ในเงื่อนไขที่ว่าถ้าจะจำหน่ายจ่ายโอนหรือก่อภาระติดพันให้แก่บุคคลที่มิใช่ทายาทของนายสวัสดิ์ เฉลิมพล ที่มีสิทธิรับมรดกหรือดำเนินการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวจะต้องขออนุญาตจากศาลก่อนเป็นกรณีไปนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย สิทธิชัย สุวรรณศิลป์
ผู้คัดค้าน — นาง สมนึก อ่อนน้อม
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สมชาย พงษธา
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 616/2547
#410856
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 บัญญัติว่า ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ดังนั้น ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตราดังกล่าวหาจำต้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรงของผู้ตายทุกกรณีไม่ เมื่อผู้ร้องเป็นผู้รับมรดกของ ก. แทนที่ ช. บิดาผู้ร้อง และหลังจากที่ ก. ถึงแก่ความตาย ที่ดินของ ก. และ ส. ยังมิได้จัดแบ่งตามกรรมสิทธิ์แห่งเจ้าของรวม ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ด้วยส่วนหนึ่งและถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ ส. ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ส. ในที่ดินโฉนดดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นทายาทและเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับทรัพย์มรดกของนางกาบจันทร์ เฉลิมพล และนายสวัสดิ์ เฉลิมพล มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 1 แปลง โดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งสอง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นทายาทและมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนายสวัสดิ์ เฉลิมพล หรือนายนง อ่อนน้อม โดยเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนายสวัสดิ์ ผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2543 เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1060/2543 ผู้ร้องมิได้มีส่วนได้เสียหรือเป็นทายาทโดยธรรมหรือญาติของนายสวัสดิ์ ทรัพย์มรดกที่นายสวัสดิ์มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางกาบจันทร์ทั้งหมดต้องตกทอดได้แก่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายสวัสดิ์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสวัสดิ์ เพราะนายสวัสดิ์ไม่มีบุตร ทั้งบิดามารดานายสวัสดิ์ก็ถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว ส่วนนางกาบจันทร์ภริยาของนายสวัสดิ์ถึงแก่กรรมไปก่อนหน้านี้แล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายสวัสดิ์ผู้ตาย ขอให้ยกคำร้องขอและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายสวัสดิ์ผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์ เฉลิมพล และนางกาบจันทร์ เฉลิมพล ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาผู้คัดค้านว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านเลื่อนคดีและงดสืบพยานผู้คัดค้านชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอจัดการมรดกนายสวัสดิ์ เฉลิมพล และนางกาบจันทร์ เฉลิมพล ศาลชั้นต้นได้ประกาศและนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 14 ธันวาคม 2543 ซึ่งผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านในส่วนที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์หลังจากไต่สวนพยานของผู้ร้องแล้ว ผู้คัดค้านได้ขอเลื่อนการสืบพยานผู้คัดค้าน ซึ่งศาลได้อนุญาตให้เลื่อนการสืบพยานตามคำขอ แต่ครั้นถึงวันนัดผู้คัดค้านได้ขอเลื่อนการสืบพยานอีกอ้างว่า เอกสารยังไม่พร้อม ศาลอนุญาตให้ผู้คัดค้านเลื่อนการสืบพยานตามขอ ครั้นถึงวันนัดผู้คัดค้านขอเลื่อนคดีอีกหรือของดการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวเพื่อรอคดีที่ผู้คัดค้านร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์ซึ่งอยู่ระหว่างการส่งประเด็นไปสืบพยานที่ศาลแพ่งและศาลจังหวัดปราจีนบุรี ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องจะเห็นได้ว่าศาลให้โอกาสแก่ผู้คัดค้านในการนำพยานมาสืบหักล้างคำร้องของผู้ร้องอย่างพอเพียงแล้ว ผู้คัดค้านกลับขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ ทั้งผู้คัดค้านไม่ได้เตรียมพยานมาสืบตามที่แถลงไว้ต่อศาลแต่อย่างใด พฤติการณ์ของผู้คัดค้านจึงเป็นการประวิงคดีให้ชักช้า ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านเลื่อนคดีหรือรอคดีไว้จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอจัดการมรดกนายสวัสดิ์ เฉลิมพล ผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 บัญญัติว่าทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ดังนั้น ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 ดังกล่าวหาจำต้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรงของผู้ตายทุกกรณีไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับมรดกนางกาบจันทร์แทนที่นายชื่นบิดาผู้ร้อง และหลังจากที่นางกาบจันทร์ถึงแก่ความตาย ที่ดินโฉนดเลขที่ 9783 ยังมิได้จัดแบ่งตามกรรมสิทธิ์แห่งเจ้าของรวม ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ด้วยส่วนหนึ่ง ถือว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินโฉนดเลขที่ 9783 อันเป็นทรัพย์มรดกของนายสวัสดิ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกนายสวัสดิ์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 9783 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์ด้วยนั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่เพื่อมิให้เป็นการเสียหาย ศาลเห็นสมควรวางเงื่อนไขในคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์ผู้ตายด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องมีอำนาจจัดการมรดกของนายสวัสดิ์ เฉลิมพล ผู้ตาย เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 9783 โดยอยู่ในเงื่อนไขที่ว่าถ้าจะจำหน่ายจ่ายโอนหรือก่อภาระติดพันให้แก่บุคคลที่มิใช่ทายาทของนายสวัสดิ์ เฉลิมพล ที่มีสิทธิรับมรดกหรือดำเนินการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวจะต้องขออนุญาตจากศาลก่อนเป็นกรณีไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสิทธิชัย สุวรรณศิลป์
ผู้คัดค้าน — นางสมนึก อ่อนน้อม
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สมชาย พงษธา
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 615/2547
#55071
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องที่ 2 และผู้คัดค้านต่างขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายคดีจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยเพียงว่าสมควรตั้งผู้ร้องที่ 2 หรือผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่โต้เถียงกันเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตายนั้นศาลไม่อาจก้าวล่วงไปวินิจฉัยได้ ผู้ร้องที่ 2 และผู้คัดค้านชอบที่จะไปดำเนินคดีเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ทั้งนี้ทายาทที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1713 หมายความถึงทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกหรือผู้มีส่วนได้เสีย แม้ผู้ร้องที่ 2 เป็นภริยาไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายแต่ได้อยู่กินร่วมกันจนผู้ตายถึงแก่ความตาย เมื่อมีทรัพย์สินได้มาในระหว่างนั้น ย่อมถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้ร้องที่ 2 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1713 ส่วนผู้คัดค้นซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายเป็นทายาทลำดับที่ 2 แต่ก็มีสิทธิรับมรดกเสมือนทายาทชั้นบุตรตามมาตรา 1630 วรรคสอง ศาลจึงตั้งบุคคลทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน เพื่อความเป็นธรรมแก่ทายาททุกฝ่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นบุตรของผู้ร้องที่ 2 กับนายอดุลย์เดชผดุง ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส และนายอดุลย์ได้รับรองผู้ร้องที่ 1 เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2538 นายอดุลย์ได้ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกไว้ ในระหว่างมีชีวิตอยู่ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 1 แปลงซึ่งผู้ตายและผู้ร้องที่ 2 นำไปจำนองไว้ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์กรณีมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก จึงขอให้ศาลแต่งตั้งผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ร้องที่ 2 ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จึงขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางบุญเรือน มาลัยนาค (ที่ถูกควรเป็นนางสาวบุญเรือนมาลัยนาค) ผู้ร้องที่ 2 และนายจำลอง เดชผดุง ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของนายอดุลย์ เดชผดุง ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า นายอดุลย์ เดชผดุง ผู้ตายเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้คัดค้าน กับนางไอ เดชผดุง ผู้ร้องที่ 2 อยู่กินกันฉันสามีภริยากับผู้ตาย แต่มิได้จดทะเบียนสมรสกันและมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ ผู้ร้องที่ 1 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2538 ผู้ตายได้ถึงแก่ความตายตามใบมรณบัตรเอกสารหมาย ร.6 หรือ ค.3 โดยผู้ตายและผู้ร้องที่ 2 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 158851 ตำบลบางเขน (สวนใหญ่) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.3 ซึ่งก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกไว้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า ผู้คัดค้านสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องที่ 2 หรือไม่ โดยคดีนี้ผู้ร้องทั้งสองนำสืบว่า ระหว่างที่ผู้ร้องที่ 2 กับผู้ตายอยู่กินด้วยกันนั้น ได้ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 158851 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.3 และร่วมกันปลูกสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าว ซึ่งผู้ร้องที่ 2 และผู้ตายได้กู้ยืมเงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์มาซื้อบ้านและที่ดิน โดยนำที่ดินดังกล่าวจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย ร.5 ซึ่งทั้งผู้ร้องที่ 2 และผู้ตายร่วมกันผ่อนชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเรื่อยมา ต่อมาในปี 2535 ผู้ตายประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์พลิกคว่ำจนพิการผู้ร้องที่ 2 จึงต้องรับภาระผ่อนส่งเงินให้แก่ธนาคารเพียงผู้เดียวจนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ร้องที่ 2 ก็ยังต้องรับภาระดังกล่าวอยู่ส่วนผู้คัดค้านนำสืบว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 158851 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.3 ที่ผู้ร้องที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ตายนั้น แท้จริงแล้วผู้ตายและนางละออ ซึ่งเป็นป้าผู้ตายร่วมกันออกเงินซื้อที่ดินดังกล่าว โดยผู้ตายออกเงินจำนวน 150,000 บาท นางละออออกเงินจำนวน 100,000 บาท แล้วตกลงแบ่งที่ดินกันโดยผู้ตายได้ที่ดินเป็นเนื้อที่ 25 ตารางวา ส่วนนางละออได้ที่ดินเป็นเนื้อที่ 20 ตารางวา สาเหตุที่ไม่มีชื่อนางละออในโฉนดที่ดินเพราะผู้ตายต้องการนำที่ดินไปจำนองเอาเงินปลูกสร้างบ้าน โดยตกลงว่าเมื่อผ่อนชำระเงินแก่ธนาคารหมดแล้วก็จะแบ่งที่ดินให้แก่นางละออ ก่อนที่ผู้ตายจะถึงแก่ความตายผู้ตายประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ ทำให้ร่างกายทุพพลภาพ ผู้คัดค้านจึงนำผู้ตายมาพักรักษาตัวที่บ้านของผู้คัดค้านโดยผู้ร้องที่ 2 ไม่ได้มาดูแล เพียงแต่มาเยี่ยมเดือนละ 2 ถึง 3 ครั้งและให้เงินครั้งละ 300 ถึง 400 บาท เท่านั้น ซึ่งผู้คัดค้านเพิ่งมาทราบภายหลังว่าเงินที่ผู้ร้องที่ 2 นำมาให้ผู้ตายเป็นเงินประกันสังคมของผู้ตาย ที่ผู้ตายมีสิทธิจะได้รับเดือนละประมาณ 3,000 บาท หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ผู้ร้องที่ 2 ก็มีสามีใหม่โดยมีบุตรด้วยกัน 1 คน เห็นว่า การที่ผู้ร้องที่ 2 และผู้คัดค้านต่างขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น มีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยเพียงว่า สมควรตั้งผู้ร้องที่ 2 หรือผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้หรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ผู้ร้องที่ 2 และผู้คัดค้านยกขึ้นโต้เถียงเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตายนั้น ศาลยังไม่อาจก้าวล่วงไปวินิจฉัยได้โดยผู้ร้องที่ 2 และผู้คัดค้านชอบที่จะไปดำเนินคดีเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากคดีนี้ ทั้งนี้ทายาทที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 หมายความถึงทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก หรือผู้มีส่วนได้เสีย แม้ผู้ร้องที่ 2 เป็นภริยาไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย แต่ได้อยู่กินร่วมกันจนผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อมีทรัพย์สินได้มาในระหว่างนั้น ย่อมถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้ร้องที่ 2 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1713 ส่วนผู้คัดค้านซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายแม้เป็นทายาทลำดับที่ 2 แต่ก็มีสิทธิรับมรดกเสมือนทายาทชั้นบุตรตามมาตรา 1630 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อผู้ร้องที่ 2 มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ส่วนผู้คัดค้านเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ประกอบกับผู้ร้องที่ 2 และผู้คัดค้านมีจุดประสงค์เดียวกันที่จะคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องที่ 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งผู้ร้องที่ 2 และผู้คัดค้านไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 จึงสมควรตั้งบุคคลทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน เพื่อความเป็นธรรมแก่ทายาททุกฝ่ายต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตั้งผู้ร้องที่ 2 เพียงผู้เดียวให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้แก้ไขเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนายจำลอง เดชผดุง ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนายอดุลย์ เดชผดุง ผู้ตายร่วมกับนางสาวบุญเรือน มาลัยนาค ผู้ร้องที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — เด็กชาย พงศกรหรือศักดา เดชผดุงฯ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นาย จำลอง เดชผดุง
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 613/2547
#411127
เปิดฉบับเต็ม

ค่าขึ้นศาลเฉพาะศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นกำหนดให้เป็นพับ แต่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ต้องวางเงินค่าขึ้นศาลจำนวนนี้ต่อศาลชั้นต้นเมื่อยื่นฎีกา เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษา ศาลฎีกากำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งรวมทั้งค่าขึ้นศาลเฉพาะในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ โดยระบุว่านอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนี้ย่อมหมายความว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าขึ้นศาลเฉพาะในศาลชั้นต้นยังมีผลบังคับแก่คู่ความอยู่ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งการกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมเพียงใดนั้นย่อมเป็นดุลพินิจของศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง โดยไม่จำต้องคำนึงถึงจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นที่สุดตามที่จำเลยที่ 2 อ้างมา คดีนี้จำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายแพ้คดีในจำนวนทุนทรัพย์ 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเมื่อคำนวณค่าขึ้นศาลทั้งสามชั้นศาลแล้วฎีกาจึงไม่กำหนดให้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเป็นพับไปด้วย ที่ศาลชั้นต้นไม่คืนค่าขึ้นศาลเฉพาะศาลชั้นต้นที่จำเลยที่ 2 วางใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นเงิน 42,602.50 บาท จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,389,898.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2538 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์จำนวน 1,500,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์จำนวน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวตามลำดับนับแต่วันที่ 29 เมษายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ครบถ้วนให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 27409 ตำบลแสมดำ (บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาด เอาเงินชำระหนี้จำนองแก่โจทก์ 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว กับให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โฉนดเลขที่ 14686 ตำบลราษฎร์บูรณะ (ราษฎร์บูรณะตะวันออก) อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามชำระจนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดใช้ค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์จำนวน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 27409 ตำบลแสมดำ (บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากยังไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ชำระจนครบนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียม (ค่าขึ้นศาล) ที่วางใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นเงิน 85,205 บาท คืน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้ตรวจคืนค่าขึ้นศาลเฉพาะชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งอันเป็นปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่คืนค่าขึ้นศาลเฉพาะในศาลชั้นต้นที่จำเลยที่ 2 วางใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นเงิน 42,602.50 บาท เป็นการชอบหรือไม่ สำหรับค่าขึ้นศาลเฉพาะชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 42,602.50 บาท นั้น จำเลยที่ 2 ได้รับคืนไปแล้ว ในปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว เห็นว่า ค่าขึ้นศาลเฉพาะศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นกำหนดให้เป็นพับ แต่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ต้องวางเงินค่าขึ้นศาลจำนวนนี้ต่อศาลชั้นต้นเมื่อยื่นฎีกา เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษา ศาลฎีกากำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งรวมทั้งค่าขึ้นศาลเฉพาะในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ โดยระบุด้วยว่านอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนี้ ย่อมหมายความว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าขึ้นศาลเฉพาะในศาลชั้นต้นยังคงมีผลบังคับแก่คู่ความอยู่ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งการกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมเพียงใดนั้นย่อมเป็นดุลพินิจของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง โดยไม่จำต้องคำนึงถึงจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นที่สุดตามที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในอุทธรณ์ คดีนี้จำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายแพ้คดีในจำนวนทุนทรัพย์ 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย เมื่อคำนวณค่าขึ้นศาลทั้งสามชั้นศาลแล้วศาลฎีกาจึงไม่กำหนดให้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเป็นพับไปด้วย ที่ศาลชั้นต้นไม่คืนค่าขึ้นศาลเฉพาะศาลชั้นต้นที่จำเลยที่ 2 วางใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นเงิน 42,602.50 บาท จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอนุรุทธ์ กุลนิตยาภรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 584/2547
#113059
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง ชำระค่าเช่าจำนวน 3 งวดต่อโจทก์ที่ 1 แทนจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 2 จึงรับช่วงสิทธิของโจทก์ที่ 1 ในอันที่จะใช้สิทธิของโจทก์ที่ 1 เรียกร้องจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้แก่ตนได้โดยผลของกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 229 (3) โดยไม่ต้องอาศัยหลักฐานหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องแต่อย่างใด

จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งแทนจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำกิจการดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นการส่วนตัวด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องผูกพันและรับผิดตามสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว

โจทก์มิได้บรรยายถึงสิทธิและไม่มีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่างวดที่ 4 และที่ 5 ไว้ในคำฟ้อง แม้จะกล่าวในคำขอบังคับว่า หากโจทก์ที่ 2 ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 เท่าใด ก็ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ให้เท่านั้น ก็ไม่ถือว่ามีคำขอให้จำเลยชำระค่าเช่างวดดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจบังคับให้ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 400,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นสถาบันการเงิน จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายของประเทศสวีเดน มีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเงินและให้สินเชื่อประเภทต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โจทก์ที่ 2 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสวีเดนมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมการส่งออกของประเทศสวีเดนโดยการทำสัญญาค้ำประกัน ให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาการเจริญเติบโตทางอุตสาหกรรมกับการพาณิชย์ และการแข่งขันระหว่างประเทศ จำเลยที่ 1 เป็นสถาบันการศึกษาเอกชนจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. สถาบันการศึกษาเอกชน พ.ศ. 2522 มีจำเลยที่ 2 เป็นอธิการบดี เมื่อประมาณต้นปี 2540 บริษัทโปรโซลเวีย คลารัส เอบี ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการสร้างดำเนินงานศูนย์ฝึกอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีเสมือนจริง (Vertual Reality Center) ต้องการขยายงานโดยการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวหลายแห่งทั่วโลก จึงได้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 เพื่อจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีเสมือนจริงขึ้นในสถานที่ของจำเลยที่ 1 ต่อมาบริษัทโปรโซลเวีย คลารัส เอบี โดยนายแดน เลเจอร์สคาร์ กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ตกลงทำสัญญาที่จะเปิดศูนย์เวอร์ชวลเรียลลิตี้และการฝึกหัดในมหาวิทยาลัย (Agreement for a University Based Virtual Reality and Training Center) โดยทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อในสัญญาเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2540 ต่อมาได้มีการติดต่อขอสินเชื่อจากโจทก์ที่ 1 เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งหมดที่บริษัทโปรโซลเวีย คลารัส เอบี เป็นผู้จัดหาตามสัญญาดังกล่าวเป็นเงินประมาณ 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ที่ 1 อนุมัติโดยให้บริษัทโปรโซลเวีย คลารัส เอบี กับจำเลยที่ 1 รับผิดชอบคนละกึ่งหนึ่ง และมีโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัทโปรโซลเวีย คลารัส เอบี และจำเลยที่ 1 ต่อมาได้มีการทำหนังสือสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งสำหรับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์แยกเป็น 2 ส่วน สัญญาเช่าแบบลิสซิ่งส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญามีมูลค่าคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์รวมเป็นเงิน 1,219,189 ดอลลาร์สหรัฐ แบ่งชำระเป็น 10 งวด เป็นงวดรายครึ่งปีงวดละ 129,742 ดอลลาร์สหรัฐ ตามสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งเอกสารหมาย จ. 6 หรือ จ. 32 ซึ่งมีลายมือชื่อคล้ายกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ลงไว้ในฐานะผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยระบุว่าลงลายมือชื่อไว้เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2540 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตามสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งครบถ้วนแล้ว แต่ไม่ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ที่ 1 เลย โจทก์ที่ 2 จึงต้องชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ที่ 1 ไป รวม 3 งวด คืองวดที่ 1 กำหนดชำระในวันที่ 11 ธันวาคม 2540 จำนวน 127,580.47 ดอลลาร์สหรัฐ งวดที่ 2 ถึงกำหนดชำระในวันที่ 11 มิถุนายน 2541 จำนวน 127,785.80 ดอลลาร์สหรัฐ และงวดที่ 3 ถึงกำหนดชำระในวันที่ 11 ธันวาคม 2541 จำนวน 127,923.85 ดอลลาร์สหรัฐ และได้รับโอนสิทธิเรียกร้องค่าเช่าจำนวน 3 งวด จากโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 เคยมีหนังสือลงวันที่ 16 มิถุนายน 2541 ทวงถามจำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าเช่า จำเลยทั้งสองปฏิเสธว่าไม่เคยทำสัญญาเช่าตามคำฟ้องกับโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2542 และวันที่ 31 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 2 ได้เข้าไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมากว่า มีผู้ปลอมลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งและในเอกสารภาคผนวกหมายเลข 1 ของสัญญาเช่าดังกล่าวที่โจทก์ทั้งสองนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2542 โจทก์ที่ 1 จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง เรียกให้จำเลยทั้งสองส่งมอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตามสัญญาเช่าดังกล่าวคืน และร่วมกันชำระค่าเช่าพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหาย แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นข้อแรกตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 ได้ชำระหนี้ค่าเช่าจำนวน 3 งวด ให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้วจริง จึงเป็นกรณีที่โจทก์ที่ 2 มีความผูกพันร่วมกับจำเลยที่ 1 หรือเพื่อจำเลยที่ 1 ในอันจะต้องใช้หนี้ มีส่วนได้เสียด้วยในการใช้หนี้ และเข้าใช้หนี้แทนจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 2 จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิของโจทก์ที่ 1 ในอันที่จะใช้สิทธิของโจทก์ที่ 1 เรียกร้องทวงถามจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้แก่ตนได้โดยผลของกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 229 (3) โดยไม่ต้องอาศัยหลักฐานหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องแต่อย่างใด ที่จำเลยทั้งสองแก้อุทธรณ์ว่า หนังสือโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 1 ไม่มีผลตามกฎหมายเพราะโจทก์ทั้งสองนำสืบไม่ได้ว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อในหนังสือดังกล่าวเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์ที่ 1 นั้น จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย

บริษัทโปรโซลเวีย คลารัส เอบี โดยนายแดน เลเจอร์สคาร์ กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ตกลงทำสัญญาร่วมกันจัดตั้งศูนย์เวอร์ชวลเรียลลิตี้และการฝึกหัดในมหาวิทยาลัยโดยนายแดน เลเจอร์สคาร์ กับจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2540 และถึงแม้ว่าจำเลยที่ 2 จะได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งตามเอกสารหมาย จ. 6 และ จ. 32 และลงลายมือชื่อในภาคผนวกหมายเลข 1 เอกสารหมาย จ. 11 โดยลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวในฐานะเป็นผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาคือในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 1 มีอำนาจกระทำกิจการแทนจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย แต่จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบถึงข้อจำกัดอำนาจของจำเลยที่ 2 ในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 1 เอาไว้แต่อย่างใด สัญญาเช่าแบบลิสซิ่งตามเอกสารหมาย จ. 6 หรือ จ. 32 จึงผูกพันจำเลยที่ 1 และในเมื่อการลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในสัญญาดังกล่าวเป็นการกระทำกิจการแทนจำเลยที่ 1 และโจทก์ทั้งสองไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำกิจการดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นการส่วนตัวด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องผูกพันและรับผิดตามสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งต่อโจทก์ทั้งสองเป็นการส่วนตัว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ทั้งสองต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าในงวดที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รวม 3 งวด ซึ่งถึงกำหนดชำระในวันที่ 11 ธันวาคม 2540 วันที่ 11 มิถุนายน 2541 และวันที่ 11 ธันวาคม 2541 ให้แก่โจทก์ที่ 1 และได้ความว่า โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันได้ชำระค่าเช่า 3 งวดดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 ไปแทนจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 2 จึงได้รับช่วงสิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าที่จ่ายแทนจำเลยที่ 1 ไปคืนจากจำเลยที่ 1 ได้ พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้จ่ายแทนไป ส่วนที่โจทก์ที่ 2 อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่างวดที่ 4 และที่ 5 ที่โจทก์ที่ 2 จ่ายแก่โจทก์ที่ 1 ไปแล้วด้วย เห็นว่า โจทก์มิได้บรรยายถึงสิทธิและมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่างวดที่ 4 และที่ 5 ไว้ขณะยื่นคำฟ้อง แม้จะกล่าวในคำขอบังคับว่า หากโจทก์ที่ 2 ได้ชำระหนี้แก่โจทก์ที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันจำนวนเท่าใด ก็ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ให้แก่โจทก์ที่ 2 ก็ตาม ก็ไม่ถือว่าโจทก์ได้กล่าวหรือมีคำขอในคำฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่างวดที่ 4 และที่ 5 ด้วย เพราะขณะฟ้องคดีนี้ โจทก์ที่ 2 ยังมิได้ชำระค่าเช่างวดที่ 4 และที่ 5 แก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ยังมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิในเงินค่าเช่างวดดังกล่าวในขณะยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่อาจบังคับให้ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยมาตรา 26 และ ป.วิ.พ. มาตรา 142

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตามสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งคืนโจทก์ที่ 1 หากคืนไม่ได้ ให้ใช้ราคา กับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเช่า ค่าเสียหาย และค่าความเห็นทางกฎหมาย รวมเป็นเงินจำนวน 848,999.49 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 383,263.12 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 127,580.47 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2540 ต้นเงินจำนวน 127,758.80 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2541 และต้นเงินจำนวน 127,923.85 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 300,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229 (3) ม. 820
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ฮานเดลส์บานเค่น ไฟแนนส์ เอบี กับพวก
จำเลย — มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
กำพล ภู่สุดแสวง
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 577/2547
#410747
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 48 บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีแรงงานให้ศาลแรงงานคำนึงถึงสภาพการทำงาน ภาวะค่าครองชีพ ความเดือดร้อนของลูกจ้าง... รวมทั้งฐานะแห่งกิจการของนายจ้าง... ประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดให้เป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่ายด้วย" การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเพียงว่าการเลิกจ้างโจทก์ในสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นคำวินิจฉัยลอยๆ โดยไม่มีเหตุผลประกอบ ทั้งๆ ที่จำเลยให้เหตุผลในการเลิกจ้างว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง และข้อที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยจ้างโจทก์มาตั้งแต่ปี 2540 และมีค่าจ้างสูงถึงเดือนละ 30,000 บาท หากไม่มีประสิทธิภาพตั้งแต่แรกจำเลยน่าจะเลิกจ้างเสียตั้งแต่แรก แต่กลับจ้างมานานหลายปีนั้น เหตุผลดังกล่าวไม่เพียงพอให้รับฟังว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง หรือไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานอันจะเป็นการหักล้างเหตุผลหรือข้ออ้างของจำเลย แสดงว่าศาลแรงงานกลางมิได้นำฐานะแห่งกิจการของจำเลยมาประกอบการพิจารณาด้วย จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าแผนกคอมพิวเตอร์ได้รับเงินเดือนเดือนละ 30,000 บาท ค่าตำแหน่ง 4,000 บาท ต่อมาจำเลยโอนย้ายโจทก์โดยไม่เป็นธรรมหลายครั้ง หลังสุดย้ายไปเป็นพนักงานหน่วยนิติการและติดตามหนี้สิน (FAX CLAM) ได้รับเงินเดือนเดือนละ 31,260 บาท โดยไม่มีค่าตำแหน่ง วันที่ 29 ตุลาคม 2544 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างเหตุการณ์ปรับโครงสร้างองค์การให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2544 อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะจำเลยมิได้แจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลในการเลิกจ้างและรายชื่อลูกจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงาน ทั้งมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าตามกฎหมาย ความจริงจำเลยไม่มีการปรับโครงสร้างองค์กร จำเลยถูกบริหารโดยผู้ทำแผนซึ่งเป็นบริษัทรับจ้างบริหารตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลางมีการบริหารไม่เป็นธรรม เล่นพรรคเล่นพวก โจทก์ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด และจำเลยไม่จำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับเงินเดือนสุดท้ายเดือนละ 31,260 บาท เป็นเวลา 15 ปี ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานโดยให้ได้รับค่าจ้างในอัตราค่าจ้างขณะเลิกจ้าง หรือให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 5,626,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้บริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์สคอร์ปอเรทรีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและตั้งบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2544 จึงมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการและตั้งบริษัทดังกล่าวเป็นผู้บริหารแผน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากจำเลยอยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ จำเลยมิได้กลั่นแกล้งหรือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม เนื่องจากภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจเป็นเหตุให้จำเลยต้องปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อความอยู่รอด โจทก์มีความรู้ความสามารถจริงด้านคอมพิวเตอร์ เมื่อย้ายให้ไปทำงานในตำแหน่งพนักงานบริการลูกค้าประกัน (FAX CLAM) ก็ไม่มีประสบการณ์และความรู้ด้านการแพทย์ในระดับดีพอที่จะปฏิบัติงานถึงขนาดที่จำเลยได้รับการร้องเรียนจากบริษัทประกันภัยเสมอ สาเหตุแท้จริงของการเลิกจ้างเนื่องจากโจทก์ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานตามหน้าที่และไม่มีมนุษยสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานของโจทก์ เหตุที่จำเลยระบุเหตุเลิกจ้างโจทก์เพียงว่าเนื่องจากปรับโครงสร้างองค์กรก็เพื่อไม่ให้โจทก์เสียโอกาสในการหางานใหม่ จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้โจทก์แล้ว จำเลยบอกเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2544 ให้มีผลวันที่ 1 ธันวาคม 2544 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเป็นเรื่องในอนาคต ไกลกว่าเหตุ ทั้งการรับโจทก์กลับเข้าทำงานจะก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 48 หรือไม่ และการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโดยมิได้นำความเสียหายของจำเลยอันเนื่องมาจากโจทก์ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องมาพิจารณาประกอบเหตุผลในการเลิกจ้าง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 48 เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า "การพิจารณาคดีแรงงานให้ศาลแรงงานคำนึงถึงสภาพการทำงาน ภาวะค่าครองชีพ ความเดือดร้อนของลูกจ้าง... รวมทั้งฐานะแห่งกิจการของนายจ้าง... ประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดให้เป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่ายด้วย" การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเพียงว่าการเลิกจ้างโจทก์ในสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นคำวินิจฉัยลอยๆ โดยไม่มีเหตุผลประกอบ ทั้งๆ ที่จำเลยให้เหตุผลในการเลิกจ้างว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง และข้อที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยจ้างโจทก์มาตั้งแต่ปี 2540 และมีค่าจ้างสูงถึงเดือนละ 30,000 บาท หากไม่มีประสิทธิภาพตั้งแต่แรกจำเลยน่าจะเลิกจ้างเสียแต่แรกแต่กลับจ้างมานานหลายปีนั้น เหตุผลดังกล่าวไม่เพียงพอให้รับฟังว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องหรือไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานอันจะเป็นการหักล้างเหตุผลหรือข้ออ้างของจำเลย แสดงว่าศาลแรงงานกลางมิได้นำฐานะแห่งกิจการของจำเลยมาประกอบการพิจารณาด้วยจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 48 ชอบที่ศาลแรงงานกลางจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงส่วนนี้ก่อนแล้วจึงวินิจฉัยข้อกฎหมาย นอกจากนี้คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่าข้ออ้างของจำเลยไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานด้วยเหตุผลในลักษณะเป็นเพียงความคิดเห็น โดยมิได้นำพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์จำเลยมาพิจารณาปะกอบแต่อย่างใด คำวินิจฉัยส่วนนี้จึงไม่ชอบเช่นกัน จึงมีเหตุสมควรยกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงใหม่และมีคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 48
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมเกียรติ แต้มทอง
จำเลย — บริษัทโรงพยาบาลพญาไทย 3 จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 569/2547
#410993
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2538 นับถึงวันที่ 17 มีนาคม 2544 ที่มีการทำสัญญาจ้างงานใหม่ โจทก์ทำงานติดต่อกันมาถึง 5 ปีเศษ สัญญาจ้างใหม่ระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดว่าเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นโจทก์เป็นลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยอยู่แล้ว สัญญาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่จะหลีกเลี่ยงไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ดังนั้น ระยะเวลาการทำงานของโจทก์กับจำเลยตามสัญญาจ้างเดิมจึงต้องนับรวมเข้ามาด้วย โจทก์มีอายุงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ต่อมาจำเลยได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 6 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย แต่จำเลยไม่ยอมจ่าย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 527,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานของจำเลยโดยได้ทำสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ตามกำหนดระยะเวลา โจทก์จึงเป็นลูกจ้างจำเลยเพียงระยะเวลาปีเศษ ไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 527,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์ได้สมัครเข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2538 เมื่อนับถึงวันที่ 17 มีนาคม 2544 ที่มีการทำสัญญาจ้างงานใหม่ตามเอกสารหมาย ล.3 โจทก์ทำงานติดต่อกันมาถึง 5 ปีเศษ มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพราะเหตุเลิกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานอยู่แล้ว การที่จำเลยทำสัญญาจ้างกับโจทก์ใหม่ ตามเอกสารหมาย ล.2 โดยข้อ 3 ระบุว่า ลูกจ้างได้เริ่มเข้าทำงานตามสัญญานี้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2544 และกำหนดสิ้นสุดการทำงานตามสัญญานี้ในวันที่ 15 มิถุนายน 2545 หรือสิ้นสุดสัญญางานโครงการและข้อ 6 ที่ว่า เมื่อกำหนดเวลาจ้างตามข้อ 3 สิ้นสุดลงแล้ว ให้สัญญาจ้างนี้เป็นอันเลิกต่อกันโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และลูกจ้างเข้าใจด้วยดีแล้วว่า การเลิกจ้างตามสัญญานี้ นายจ้างไม่มีความผูกพันที่จะต้องจ่ายค่าชดเชย และลูกจ้างไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกร้งอค่าชดเชยจากนายจ้างนั้น เป็นที่เห็นได้โดยชัดแจ้งว่ามีวัตถุประสงค์ที่จะหลีกเลี่ยงไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นลบูกจ้างตามสิทธิที่ลูกจ้างพึงมีพึงได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ดังนั้น ระยะเวลาการทำงานของโจทก์กับจำเลยตามสัญญาจ้างเดิมจึงต้องนับรวมเข้ามาด้วย ส่วนการที่ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย เอกสารหมาย ล.3 บทที่ 9 การสิ้นสุดการจ้าง ข้อ 3 การเลิกจ้างให้หมายถึงการเกษียณอายุด้วยนั้น มิใช่คุณสมบัติต้องห้ามมิให้บุคคลที่มีอายุเกิน 60 ปี เป็นพนักงานของจำเลย เป็นแต่เพียงเงื่อนไขที่กำหนดไว้ให้จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างลูกจ้างได้เท่านั้น ประกอบกับบทที่ 1 อันเป็นบททั่วไป ข้อ 2 นโยบายการจ้าง ข้อ 2.1 ด้านคุณสมบัติ กำหนดอายุบุคคลที่จะเป็นลูกจ้างไว้ว่า อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ เท่านั้น ไม่ได้กำหนดว่า อายุต้องไม่เกิน 60 ปี ไว้ด้วย จำเลยจึงทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างได้ไม่ขัดต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยแต่ประการใด การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย มีอายุงานครบ 6 ปีแต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายจำนวน 240 วัน จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — หม่อมหลวงปรารถนา เกษมสันต์
จำเลย — บริษัทเนชั่นแนล เอ็นยิเนียรริ่ง คอนซัลแตนส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 561/2547
#112844
เปิดฉบับเต็ม

อุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์สามารถขนย้ายออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนไปใช้งานในสถานที่อื่นได้ แม้โจทก์จะนำสืบว่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ดังกล่าวไม่มีผู้ประสงค์จะซื้อ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นความเสียหายโดยตรงอันเนื่องมาจากการที่โจทก์ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนนั้นตามความหมายของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคสุดท้าย

โจทก์ผู้ถูกเวนคืนจะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์เพียงใดนั้นจะต้องเป็นไปตามที่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 บัญญัติไว้ ตาม พ.ร.บ. นี้ไม่มีบทบัญญัติให้จ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับความเสียหายต่อธุรกิจของผู้ถูกเวนคืนช่วงก่อนวันที่ผู้ถูกเวนคืนจะออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายต่อธุรกิจของโจทก์ในช่วงก่อนวันที่โจทก์จะออกจากอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ที่ต้องเวนคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นจำนวน ๑๐๑,๒๖๔,๓๖๑ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๕ จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยชำระให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยชำระเงิน (เงินทดแทนเพิ่มขึ้นจากที่จำเลยวินิจฉัย) จำนวน ๔,๒๘๑,๑๕๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ศาลให้จำเลยชำระเพิ่มขึ้น นับแต่วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (แก่โจทก์) โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ กำหนดเป็นเงินจำนวน ๒๒,๖๔๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่ศาลกำหนดเพิ่มขึ้นให้นั้น นับแต่วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่หากโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนส่วนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ กำหนด (ที่ถูกส่วนที่จำเลยวินิจฉัยเพิ่มขึ้น) ให้ไปแล้วเท่าใดให้หักออกด้วย

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๓๖๕ และ ๗๗๓๓ ที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ดังกล่าวมีสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารสูง ๔ ชั้น ซึ่งโจทก์ใช้ประกอบกิจการโรงพยาบาลหูคอจมูก กับมีอาคารพาณิชย์สูง ๓ ชั้น จำนวน ๘ คูหา และสูง ๔ ชั้น จำนวน ๔ คูหา ที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ดังกล่าวอยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตาม พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตดุสิต เขตราชเทวี เขตปทุมวัน เขตห้วยขวาง เขตบางกะปิ เขตคลองเตย เขตประเวศ เขตบางคอแหลม และเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๕ และต่อมาถูกเวนคืนตาม พ.ร.บ. เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และเขตบางซื่อ เขตจตุจักร เขตพญาไท เขตราชเทวี เขตห้วยขวาง เขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตสาธร เขตบางคอแหลม เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๓๕ คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์ รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสิ้น ๗๓,๔๔๐,๐๐๐ บาท สิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน ๑๕,๘๑๑,๓๒๗.๗๖ บาท และไม้ยืนต้นเป็นเงิน ๔,๒๐๐ บาท ครั้นวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๓๘ โจทก์และการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ดังกล่าวตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ เพื่อสร้างทางพิเศษโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ ๒ สายพญาไท - ศรีนครินทร์ กรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทน โจทก์ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ กำหนดเว้นแต่เงินค่าทดแทนสำหรับสิ่งปลูกสร้างและไม้ยืนต้น จึงอุทธรณ์ต่อจำเลยเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๓๙ เพื่อขอเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นตามมาตรา ๒๑ วรรคสุดท้าย ได้แก่ ค่าเสียหายจากอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นเงิน ๖๙๑,๓๖๑ บาท และค่าเสียหายต่อธุรกิจอันเนื่องมาจากรัฐประกาศเวนคืนแล้วไม่ดำเนินการทำให้โจทก์เสียโอกาสในการดำเนินงานและขยายธุรกิจ เกิดความไม่แน่นอนในการบริหารและบริการทำให้รายได้ของโจทก์ลดลงเรื่อย ๆ นับตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ ที่เริ่มมีข่าวการเวนคืนแพร่ออกมาและประกาศในปี ๒๕๓๐ รายได้ของโจทก์ได้ลดลงเรื่อยมาจนถึงปี ๒๕๓๘ โจทก์ขอคิดเงินค่าทดแทนในส่วนนี้เป็นเงินจำนวน ๗,๖๑๐,๐๐๐ บาท จำเลยได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ เพื่อพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ และจำเลยได้เห็นชอบตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ เสนอคือให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์เป็นตารางวาละ ๒๒๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นอีก ๑๘,๐๘๐,๐๐๐ บาท และให้จ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา ๒๑ วรรคสุดท้ายแก่โจทก์ เป็นค่าติดตั้งและรื้อถอนเครื่องใช้ในอาคารที่ถูกเวนคืนและค่าขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยกำหนดไว้เป็นเงินจำนวน ๒๗๘,๘๕๐ บาท ส่วนค่าเสียหายในการดำเนินงานและขยายธุรกิจ (จำนวน ๗,๖๑๐,๐๐๐ บาท) นั้นไม่ใช่ค่าเสียหายตามกฎหมาย จึงไม่กำหนดให้ โจทก์ไม่พอใจในคำวินิจฉัยของจำเลย จึงยื่นฟ้องจำเลย

เห็นว่า ค่าเสียหายจากอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยไว้นั้น อุปกรณ์ทางการแพทย์ดังกล่าวเป็นสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์สามารถขนย้ายออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนไปใช้งานในสถานที่อื่นได้ แม้โจทก์จะนำสืบว่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ดังกล่าวไม่มีผู้ประสงค์จะซื้อ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นความเสียหายโดยตรงอันเนื่องมาจากการที่โจทก์ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนนั้นตามความหมายของมาตรา ๒๑ วรรคสุดท้าย ส่วนค่าเสียหายต่อธุรกิจของโจทก์ตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ ถึงปี ๒๕๓๘ อันเป็นค่าเสียหายก่อนที่โจทก์จะออกจากอสังหาริมทรัพย์ต้องเวนคืนนั้น เห็นว่า โจทก์ผู้ถูกเวนคืนจะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์เพียงใดนั้นจะต้องเป็นไปตามที่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ บัญญัติไว้ แต่ตาม พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวหาได้มีบทบัญญัติให้จ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับความเสียหายต่อธุรกิจของผู้ถูกเวนคืนช่วงก่อนวันที่ผู้ถูกเวนคืนจะออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนไว้ไม่ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ได้ในช่วงก่อนวันที่โจทก์จะออกจากอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ที่ต้องเวนคืน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินแก่โจทก์เพิ่มขึ้นจากที่จำเลยวินิจฉัยไว้อีก ๔,๑๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามอัตราและวันที่ศาลอุทธรณ์กำหนด นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21 วรรคสุดท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางงามพิศ โพธิ์พฤกษ์
จำเลย — นายเสนาะ เทียนทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัณธาน ขันทมณี
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ภักดีธนากุล
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 557/2547
#112843
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขนถ่ายสินค้ากระดาษของโจทก์และจำเลยที่ 3 จากเรืออริสโตเติลลงเรือฉลอมโดยประมาทเลินเล่อทำให้สินค้ากระดาษของโจทก์บางส่วนถูกสับเปลี่ยนและส่งมอบไปให้แก่จำเลยที่ 3 โดยโจทก์ได้รับสินค้ากระดาษของจำเลยที่ 3 มาแทน เมื่อหักกลบกันแล้ว จำเลยที่ 3 รับสินค้าของโจทก์เกินไป คิดเป็นเงิน 1,724,364 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะเจ้าของเรือ ผู้รับจ้างขนส่ง และนายจ้างหรือตัวการ จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้ากระดาษของโจทก์ และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบสินค้ากระดาษของโจทก์ไว้โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ร่วมกันชำระราคาสินค้าที่จำเลยที่ 3 รับเกินไปแก่โจทก์ กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิด ให้จำเลยที่ 4 รับผิดต่อโจทก์ฐานผิดสัญญาประกันภัย และให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ฐานรับมอบทรัพย์ของโจทก์ไว้โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย อันเป็นการใช้สิทธิของเจ้าของทรัพย์ในการติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มูลความแห่งคดีจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันได้ หาใช่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การต่อสู้เรื่องอายุความไว้ แต่จำเลยที่ 3 มิได้ให้การต่อสู้เรื่องอายุความไว้ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการต่อสู้เรื่องอายุความโดยจำเลยที่ 3 ด้วย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) เมื่อคดีของจำเลยที่ 3 ไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ แม้ศาลชั้นต้นจะได้หยิบยกประโยชน์แห่งอายุความให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ด้วย ก็เป็นการไม่ชอบ แม้โจทก์จะอุทธรณ์ในปัญหาเรื่องอายุความและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว สำหรับจำเลยที่ 3 แล้ว ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะเจ้าของเรือผู้รับจ้างขนส่งและนายจ้างหรือตัวการที่ใช้จ้างวานให้ลูกจ้างหรือตัวแทนกระทำตามคำสั่งในการขนถ่ายสินค้า และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับสินค้าของโจทก์ไปโดยไม่มีสิทธิกับจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่สินค้าของโจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 1,724,364 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนชี้สองสถานโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 1,724,326 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 กันยายน 2535) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 4 คงให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์ตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 624 นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขนถ่ายสินค้ากระดาษของโจทก์และของจำเลยที่ 3 จากเรืออริสโตเติลลงเรือฉลอมโดยประมาทเลินเล่อทำให้สินค้ากระดาษของโจทก์บางส่วนถูกสับเปลี่ยนและส่งมอบไปให้แก่จำเลยที่ 3 โดยโจทก์ได้รับสินค้ากระดาษของจำเลยที่ 3 มาแทน เมื่อหักกลบลบหนี้แล้วจำเลยที่ 3 รับสินค้ากระดาษของโจทก์เกินไปจำนวน 135,597.783 กิโลกรัม เป็นเงิน 1,724,364 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะเจ้าของเรือ ผู้รับจ้างขนส่ง และนายจ้างหรือตัวการ จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้ากระดาษของโจทก์ และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบสินค้ากระดาษของโจทก์ไว้โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ร่วมกันชำระราคาสินค้าที่จำเลยที่ 3 รับเกินไปแก่โจทก์ กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิด ให้จำเลยที่ 4 รับผิดต่อโจทก์ฐานผิดสัญญาประกันภัย และให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ฐานรับมอบทรัพย์ของโจทก์ไว้โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย อันเป็นการใช้สิทธิของเจ้าของทรัพย์ในการติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 มูลความแห่งคดีจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันได้ หาใช่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การต่อสู้เรื่องอายุความไว้ แต่จำเลยที่ 3 มิได้ให้การต่อสู้เรื่องอายุความไว้ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการต่อสู้เรื่องอายุความโดยจำเลยที่ 3 ด้วยตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) เมื่อคดีของจำเลยที่ 3 ไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ แม้ศาลชั้นต้นจะได้หยิบยกประโยชน์แห่งอายุความให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ด้วย ก็เป็นการไม่ชอบ แม้โจทก์จะอุทธรณ์ในปัญหาเรื่องอายุความและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว สำหรับจำเลยที่ 3 แล้วถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 177 ม. 225 ม. 249
ป.พ.พ. ม. 193/29 ม. 624
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคลังกระดาษ จำกัด
จำเลย — บริษัทบางกอกชิปปิ้งเอเย่นซี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอำนาจ พวงชมภู
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สายันต์ สุรสมภพ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 557/2547
#410758
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขนถ่ายสินค้ากระดาษของโจทก์และของจำเลยที่ 3 จากเรือ อ. ลงเรือ ฉ. โดยประมาทเลินเล่อทำให้สินค้ากระดาษของโจทก์บางส่วนถูกสับเปลี่ยนและส่งมอบไปให้แก่จำเลยที่ 3 โดยโจทก์ได้รับสินค้าของจำเลยที่ 3 มาแทน เมื่อหักกลบแล้วจำเลยที่ 3 รับสินค้ากระดาษของโจทก์เกินไปจำนวนหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ในฐานะเจ้าของเรือ ผู้รับจ้างขนส่ง และนายจ้างหรือตัวการ จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้ากระดาษของโจทก์ และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบสินค้ากระดาษของโจทก์ไว้โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ร่วมกันชำระราคาสินค้าที่จำเลยที่ 3 รับเกินไปแก่โจทก์ กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 รับผิดโจทก์ฐานละเมิด ให้จำเลยที่ 4 รับผิดต่อโจทก์ฐานผิดสัญญาประกันภัย และให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ฐานรับมอบทรัพย์ของโจทก์ไว้โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย อันเป็นการใช้สิทธิของเจ้าของทรัพย์ในการติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 มูลค่าแห่งคดีจึงเป็นการชำระหนี้ที่แบ่งแยกออกจากกันได้

จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 624 แต่ไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องดังกล่าวไว้ แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะให้การต่อสู้เรื่องอายุความไว้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการต่อสู้เรื่องอายุความโดยจำเลยที่ 3 ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) เมื่อคดีของจำเลยที่ 3 ไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ แม้ศาลชั้นต้นจะหยิบยกประโยชน์แห่งอายุความให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ด้วยก็เป็นการไม่ชอบ แม้โจทก์จะอุทธรณ์ในปัญหาเรื่องอายุความและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 3 แล้ว ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2534 โจทก์สั่งซื้อกระดาษพิมพ์หนังสือพิมพ์จากบริษัทไดอี เปเปอร์ส (ยู เอส เอ) คอร์ป ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นกระดาษความหนา 48.8 แกรม กว้าง 54 ถึง 55 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางม้วน 40 ถึง 45 นิ้ว จำนวน 1,538 ม้วน น้ำหนัก 1,304.044 เมตริกตัน โดยผู้ขายตกลงว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการขนส่งสินค้าดังกล่าวจากท่าเรือเมืองฮุสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา มายังท่าเรือกรุงเทพมหานคร โดยเรือชื่อ "อริสโตเติล" ของจำเลยที่ 2 เมื่อสินค้าบรรทุกลงเรือเรียบร้อยแล้วและผู้ขายได้รับชำระค่าสินค้าผ่านวิธีการทางธนาคารแล้ว จึงได้โอนใบตราส่งมาให้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้รับโอนสิทธิตามใบตราส่งจากผู้ขาย ในขณะเดียวกันนั้นเรืออริสโตเติลก็ได้บรรทุกสินค้าประเภทกระดาษพิมพ์หนังสือพิมพ์ที่จำเลยที่ 3 สั่งซื้อมาด้วยโดยมีขนาดความหนาความกว้างและเส้นผ่าศูนย์กลางม้วนเช่นเดียวกับสินค้าของโจทก์จำนวน 1,091 ม้วน คิดเป็นน้ำหนัก 915.988 เมตริกตัน และขนาดความหนา 48.8 แกรม ความกว้าง 27 ถึง 27นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางม้วน 10 ถึง 42 นิ้ว อีกจำนวน 303 ม้วน คิดเป็นน้ำหนัก 119.615 เมตริกตัน รวมจำนวนกระดาษทั้งสองชนิด 1,394 ม้วน ซึ่งเป็นกระดาษชนิดเดียวกันกับโจทก์ ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2534 เรืออริสโตเติลได้เดินทางมาถึงประเทศไทยที่เกาะสีชัง จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่จัดส่งสินค้ามอบให้แก่โจทก์ที่ท่าเรือกรุงเทพมหานคร ได้ทำการขนถ่ายสินค้าของโจทก์และของจำเลยที่ 3 ลงเรือฉลอมเพื่อนำส่งไปยังโกดังของโจทก์และของจำเลยที่ 3 แต่ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังของลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในการตรวจสอบและควบคุมการขนถ่ายสินค้าให้ดี ทำให้สินค้าของโจทก์บางส่วนถูกสับเปลี่ยนและถูกส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 3 และโจทก์ได้รับสินค้าของจำเลยที่ 3 มาแทน โดยสินค้าของโจทก์สูญหายไป 301 ม้วน น้ำหนักต่อม้วนโดยประมาท 897.882 กิโลกรัม คิดเป็นน้ำหนักรวม 255,212.783 กิโลกรัม แต่กลับได้รับสินค้าขนาดความกว้าง 27 ถึง 27นิ้ว ซึ่งเป็นสินค้าของจำเลยที่ 3 มาแทน จำนวน 303 ม้วน น้ำหนักต่อม้วนประมาณ 394.768 กิโลกรัม คิดเป็นน้ำหนักรวม 119,615 กิโลกรัม สินค้ากระดาษทั้งสองชนิดแม้จะมีน้ำหนักต่อม้วนแตกต่างกันมาก แต่มีราคาต่อหน่วยเท่ากัน คือราคา 1 เมตริกตัน หรือ 1,000 กิโลกรัม ราคา 495 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา คิดเป็นเงินไทย 12,716.55 บาท เมื่อนำสินค้าที่โจทก์และจำเลยที่ 3 รับสับเปลี่ยนกันไปมาหักกลบกันแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้รับสินค้าเกินไป 135,597.783 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน 1,724,364 บาท ซึ่งในขั้นต้นโจทก์เข้าใจว่าผู้ขายส่งสินค้ามาผิด แต่เมื่อตรวจสอบแล้วจึงทราบว่าผู้ขายส่งสินค้ามาถูกต้อง แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำไปส่งมอบผิดให้แก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะเจ้าของเรือผู้รับจ้างขนส่งและนายจ้างหรือตัวการที่ใช้จ้างวานให้ลูกจ้างหรือตัวแทนกระทำตามคำสั่งในการขนถ่ายสินค้า และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับสินค้าของโจทก์ไปโดยไม่มีสิทธิกับจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 1,724,364 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ไม่ได้ประกอบกิจการรับจ้างขนส่งสินค้าทางทะเลและไม่เคยกระทำการอย่างใดกับโจทก์หรือกับจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 1 เพียงแต่ประกอบกิจการเป็นตัวแทนของสายการเดินเรือหรือตัวแทนเรือ มีหน้าที่ติดต่อและรายงานเรือเข้า - ออก ต่อกรมเจ้าท่า กรมศุลกากร กองตรวจคนเข้าเมือง และการท่าเรือแห่งประเทศไทย แทนเจ้าของเรือหรือนายเรือ หาต้องรับผิดเป็นส่วนตัวไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้รับจ้างขนส่งจากผู้ใดหรือไม่ จำเลยที่ 1 ไม่ทราบ และจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการขนถ่ายสินค้าหรือว่าจ้างเรือลำเลียงไปส่งมอบสินค้าแต่อย่างใดเพราะผู้รับเหมาขนส่งเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งสิ้นไม่ใช่จำเลยที่ 1 เจ้าหน้าที่ฝ่ายเรือบรรทุกสินค้าได้ทำการขนถ่ายและส่งมอบสินค้าถูกต้องตามหลักฐานในการขนส่งสินค้าทางทะเลแล้วทุกประการ แต่โจทก์ได้รับสินค้าเกินไป 2 ม้วน เมื่อทางสายการเดินเรือมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ติดต่อเรียกคืนจากโจทก์ โจทก์ไม่ยอมคืนให้และนำคดีมาฟ้องจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยที่ 1 เคยเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะสินค้าชำรุดหรือฉีกขาดให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 4 ได้ชำระให้โจทก์ไปแล้วเป็นเงิน 77,985.03 บาท ซึ่งโจทก์พอใจโดยไม่ได้สงวนสิทธิใด ๆ ทั้งสิ้น สิทธิของโจทก์จึงระงับสิ้นไปแล้ว ทั้งคดีโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันส่งมอบสินค้า ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะขณะยื่นฟ้องผู้ลงชื่อมอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจไม่มีอำนาจทำการแทนโจทก์ และตราที่ประทับไม่ใช่ตราสำคัญของโจทก์ จำเลยที่ 3 สั่งซื้อสินค้ากระดาษพิมพ์หนังสือพิมพ์มาจริงตามฟ้องแต่สั่งซื้อต่างบริษัทจากที่โจทก์สั่งซื้อ การบรรจุหีบห่อสินค้าของโจทก์และของจำเลยที่ 3 มีเครื่องหมายระบุไว้แตกต่างกัน สามารถตรวจสอบได้ง่าย และขณะขนถ่ายสินค้าไม่ได้มีการสับเปลี่ยนสินค้ากันแต่อย่างใด เพราะตัวแทนของโจทก์และของจำเลยที่ 3 ต่างฝ่ายต่างตรวจสอบและตรวจนับร่วมกับตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตามเครื่องหมายที่ระบุไว้ที่หีบห่อ เมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับมอบสินค้าแล้วปรากฏว่าสินค้าของจำเลยที่ 3 หายไป 2 ม้วน จำเลยที่ 3 จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบ จำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบแล้วพบว่าสินค้าของจำเลยที่ 3 พลัดหลงไปในเรือลำเลียงที่ขนถ่ายสินค้าไปส่งมอบให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงได้ติดตามทวงถามคืนจากโจทก์ แต่โจทก์บ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืนให้และฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะจำเลยที่ 3 ไม่สามารถเข้าใจว่าสินค้าของโจทก์มีราคาต่อหน่วยเป็นเท่าไร ค่าเสียหายที่โจทก์คิดคำนวณมาอย่างไร ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า ได้รับประกันการขนส่งสินค้ากระดาษพิมพ์หนังสือพิมพ์ที่โจทก์สั่งซื้อจำนวน 1,538 ม้วน ต่อมาโจทก์ได้รับมอบสินค้าครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 4 กระดาษที่โจทก์สั่งซื้อมาจะมีความหนา ความกว้าง เส้นผ่าศูนย์กลางม้วนจริงตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 4 ไม่ทราบ เพราะใบตราส่งและใบกำกับสินค้าไม่ได้ระบุไว้ ดังนั้น การที่โจทก์รับมอบสินค้าผิดขนาด จึงไม่อยู่ในความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย ทั้งโจทก์ก็ไม่เคยโต้แย้งขณะรับมอบสินค้าผิดขนาดและน้ำหนักทั้ง ๆ ที่โจทก์เห็นอยู่แล้ว ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง คดีนี้โจทก์เคยเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการขนส่งสินค้าตามฟ้องที่ชำรุดเสียหายจำนวน 77,984.03 บาทแล้ว แต่โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่อ้างว่าได้รับสินค้าผิดขนาดหรือขาดน้ำหนักจากจำเลยที่ 4 แต่ประการใด ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 4 ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามที่เรียกร้องและโจทก์ได้ทำหนังสือปลดหนี้และสละสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกค่าเสียหายอีกจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทั้งคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วเพราะโจทก์ได้รับมอบสินค้าตั้งแต่วันที่ 16 ถึง 20 กันยายน 2534 แต่เพิ่งนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้ขนส่งให้รับผิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2535 เป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์แล้วจึงขาดอายุความ และทำให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องเสื่อมสิทธิที่จะไปไล่เบี้ยเอาคืนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้อีก ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนชี้สองสถานโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 1,724,326 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 กันยายน 2535) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 4 คงให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้รับสินค้ากระดาษขนาดกว้าง 54 ถึง 55 นิ้ว จำนวน 301 ม้วน สับเปลี่ยนกับสินค้ากระดาษของจำเลยที่ 3 ขนาดกว้าง 27 ถึง 27นิ้ว จำนวน 303 ม้วน ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้สินค้ากระดาษของโจทก์และจำเลยที่ 3 จะสั่งซื้อจากบริษัทต่างรายกัน แต่สินค้ากระดาษของโจทก์และจำเลยที่ 3 เป็นสินค้าชนิดเดียวกันสินค้ากระดาษของจำเลยที่ 3 บางส่วนก็มีขนาดเดียวกันกับสินค้ากระดาษของโจทก์ เครื่องหมายหีบห่อก็เหมือนกันมีลักษณะเป็นเครื่องหมายจากโรงงานผู้ผลิตไม่มีลักษณะชี้เฉพาะว่าเป็นเครื่องหมายหีบห่อของบริษัทผู้ขายรายใด ทั้งสินค้ากระดาษดังกล่าวบรรทุกมาในเรือลำเดียวกันและมีบางส่วนวางปะปนกันในระวางที่ 4 และที่ 5 ในการขนถ่ายสินค้ากระดาษดังกล่าวจากเรืออริสโตเติลลงเรือฉลอมจึงอาจสับสนและสับเปลี่ยนกันได้ การที่บริษัทจ้าวสมุทรขนส่ง จำกัด ส่งสินค้ากระดาษเกินให้โจทก์จำนวน 2 ม้วน และส่งให้จำเลยที่ 3 ขาดจำนวน 2 ม้วน และมีการโต้เถียงกันเกี่ยวกับจำนวนสินค้ากระดาษที่ขนถ่ายลงเรือฉลอมชื่อเรือโอเค 11 โดยทางบริษัทเอส จี เอส (ประเทศไทย) จำกัด นับได้จำนวน 306 ม้วน แต่ผู้ควบคุมเรือฉลอมนับได้จำนวน 300 ม้วน แสดงให้เห็นว่าในการขนถ่ายสินค้ารายพิพาทมีความสับสนและอาจมีการสับเปลี่ยนสินค้ากันได้ ทั้งการที่โจทก์ได้ว่าจ้างให้บริษัทเบลล์อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์เวอร์เยอร์ส แอนด์ แอ็ด จัสเตอร์ส จำกัด ตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าโจทก์ เมื่อสินค้ามาถึงโกดังของโจทก์ แสดงให้เห็นว่าโจทก์พบว่าสินค้ากระดาษของโจทก์ผิดขนาดแล้วบริษัทเบลล์อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์เวอร์เยอร์ส แอนด์ แอ็ด จัสเตอร์ จำกัด ได้ส่งนายวิชาญ พรหมจอม มาตรวจสอบสินค้ากระดาษร่วมกับนายสมชาย กิจประเสริฐศักดิ์ รองหัวหน้าโกดังของโจทก์ นายวิชาญรายงานว่าสินค้าไม่ตรงตามใบกำกับสินค้าจำนวน 303 ม้วน ตามรายงานการตรวจสอบสินค้าและภาพถ่าย และนายสมชายได้ทำบัญชีแสดงรายการกระดาษมีกระดาษทั้งหมด 1,540 ม้วน เป็นม้วนขนาด 54 ถึง 55 นิ้ว จำนวน 1,237 ม้วน ขนาด 27 ถึง 27นิ้ว จำนวน 303 ม้วน ตามบัญชีแสดงรายการกระดาษเอกสารหมาย จ.13 ซึ่งมีรายการกระดาษแต่ละม้วนทั้งขนาดและน้ำหนักโดยละเอียด น่าเชื่อว่าตรวจสอบกับม้วนกระดาษจริง เมื่อพิจารณาภาพถ่าย จ.12 ประกอบแล้ว เห็นว่า มีม้วนกระดาษขนาดเล็กหรือขนาด 27 ถึง 27นิ้ว จำนวนหลายม้วนซึ่งมากกว่าจำนวน 2 ม้วน ที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าส่งเกินมาที่โจทก์ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อว่ามีการขนถ่ายและส่งมอบสินค้ากระดาษม้วนเล็กหรือขนาด 27 ถึง 27นิ้ว จำนวน 303 ม้วน ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 3 มาให้โจทก์ และส่งมอบสินค้ากระดาษม้วนใหญ่หรือขนาด 54 ถึง 55 นิ้ว จำนวน 301 ม้วน ของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 3 จริง ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขนถ่ายสินค้ากระดาษของโจทก์และของจำเลยที่ 3 จากเรืออริสโตเติลลงเรือฉลอมโดยประมาทเลินเล่อทำให้สินค้ากระดาษของโจทก์บางส่วนถูกสับเปลี่ยนและส่งมอบไปให้แก่จำเลยที่ 3 โดยโจทก์ได้รับสินค้ากระดาษของจำเลยที่ 3 มาแทน เมื่อหักกลบกันแล้วจำเลยที่ 3 รับสินค้ากระดาษของโจทก์เกินไปจำนวน 135,597.783 กิโลกรัม เป็นเงิน 1,724,364 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะเจ้าของเรือผู้รับจ้างขนส่ง และนายจ้างหรือตัวการ จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้ากระดาษของโจทก์ และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบสินค้ากระดาษของโจทก์ไว้โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ร่วมกันชำระราคาสินค้าที่จำเลยที่ 3 รับเกินไปแก่โจทก์ กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิด ให้จำเลยที่ 4 รับผิดต่อโจทก์ฐานผิดสัญญาประกันภัย และให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ฐานรับมอบทรัพย์ของโจทก์ไว้โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย อันเป็นการใช้สิทธิของเจ้าของทรัพย์ในการติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มูลความแห่งคดีจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันได้ หาใช่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ให้การต่อสู้เรื่องอายุความไว้ แต่จำเลยที่ 3 มิได้ให้การต่อสู้เรื่องอายุความไว้ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการต่อสู้เรื่องอายุความโดยจำเลยที่ 3 ด้วยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) เมื่อคดีของจำเลยที่ 3 ไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ แม้ศาลชั้นต้นจะได้หยิบยกประโยชน์แห่งอายุความให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ด้วย ก็เป็นการไม่ชอบ แม้โจทก์จะอุทธรณ์ในปัญหาเรื่องอายุความและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 3 แล้ว ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคลังกระดาษ จำกัด
จำเลย — บริษัทบางกอกชิปปิ้งเอเย่นซี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สายันต์ สุรสมภพ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ