คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 759/2547
#410864
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจนับคะแนนประจำหน่วยเลือกตั้งโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน จำเลยที่ 1 ได้หยิบบัตรเลือกตั้งใส่ในเสื้อที่สวมใส่แล้วเดินออกไปยังจุดนัดพบกับ ต. เพื่อให้ ต. ต่อจากนั้นได้กลับมายังที่หน่วยเลือกตั้ง จนเวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขออนุญาตออกไปทำธุระข้างนอกและไปหา ต. กับพวกรวม 3 คน แล้วนำบัตรเลือกตั้งกลับมายังหน่วยเลือกตั้ง จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ล้วงเอาบัตรเลือกตั้งจากในเสื้อออกมาใส่กล่องบัตรดี บัตรเลือกตั้งทุกแผ่นมีการกากบาทเครื่องหมายไว้แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปโดยมีเจตนาที่จะมิให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ยังเป็นการทำให้บัตรเลือกตั้งเสียหายไม่อาจนำไปใช้การได้อีก อันถือได้ว่าเป็นการทำให้ผู้มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งครั้งนั้นได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 91, 83, 33 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พ.ศ.2482 มาตรา 28, 59, 70, 71 ริบบัตรเลือกตั้งของกลาง และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยทั้งสามมีกำหนด 4 ปี

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พ.ศ.2482 มาตรา 59, 70 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี คำรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 4 ปี นั้น เนื่องจากกฎหมายที่ศาลลงโทษไม่มีบทบัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ให้ยกคำขอในส่วนนี้ และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันแล้วรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ทางราชการได้กำหนดให้เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดในเขตเลือกตั้งอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ในการนี้จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งจากนายอำเภอเมืองนครปฐมให้เป็นเจ้าพนักงานโดยเป็นกรรมการตรวจคะแนน ประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 5 ตำบลบ่อพลับ ในระหว่างการเลือกตั้งเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยประจำหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวตรวจพบว่าจำเลยที่ 1 ได้นำบัตรเลือกตั้งเลขที่ 030201 ถึงเลขที่ 030400 ไปดำเนินการกากบาทลงเครื่องหมายเลข 3, 4, 5, และ 6 ซึ่งเป็นหมายเลขผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้แล้วนำไปใส่รวมไว้ในกล่องบัตรดี ซึ่งเป็นกล่องรวมบัตรลงคะแนนเลือกตั้งก่อนที่จะมีการนับคะแนนเลือกตั้ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขึ้นมาประการแรกว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วยหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาข้อนี้ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ในการตรวจดูบัตรประจำตัวประชาชนกับรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าตรงกันหรือไม่ ไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการจ่ายบัตรเลือกตั้งให้แก่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เห็นว่า ข้อนี้คดีได้ความจากคำเบิกความของนายพูลศักดิ์ ประณุทนรพาล พยานโจทก์ว่า ในวันเกิดเหตุพยานในฐานะนายอำเภอเมืองนครปฐมได้มีประกาศแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานโดยเป็นกรรมการตรวจคะแนนประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 5 ตำบลบ่อพลับ เขตเลือกตั้งอำเภอเมืองนครปฐม ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดนครปฐม รายละเอียดปรากฏตามประกาศอำเภอเมืองนครปฐม เอกสารหมาย จ.6 และมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ ซึ่งประกาศตามเอกสารหมาย จ.6 พยานในฐานะนายอำเภอเมืองนครปฐมได้ออกประกาศโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พ.ศ.2482 เมื่อเป็นเช่นนี้จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พ.ศ.2482 มีหน้าที่ดำเนินการเลือกตั้งตามประกาศดังกล่าว แม้ปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 3 (2) ถึง (7) ยกเลิกพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดฯ ทุกฉบับ แต่ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 30 บัญญัติว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้อำนวยการประจำหน่วยเลือกตั้ง กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเห็นได้ว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ยังคงบัญญัติให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาเช่นเดิม ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดอันจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วยหรือไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในส่วนนี้ โจทก์มีพลตำรวจดำรงชัย ภูษา เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ในวันเกิดเหตุขณะที่พยานดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในหน่วยเลือกตั้งอยู่นั้น พยานเห็นจำเลยที่ 1 เดินไปหยิบกล่องบัตรดีมาวางไว้ที่ด้านหลังจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 ล้วงเอาบัตรเลือกตั้งจากในเสื้อบริเวณเอว 2 มัด ออกมาใส่กล่องบัตรดีดังกล่าว พยานเห็นเช่นนั้นจึงเข้าไปขอตรวจสอบภายในกล่องนั้น พบบัตรเลือกตั้ง 2 มัด มัดละ 100 ฉบับ รวม 200 ฉบับ บัตรเลือกตั้งทุกแผ่นดังกล่าวมีการกากบาทลงเครื่องหมายเลข 3, 4, 5, และ 6 ไว้แล้ว พยานจึงส่งวิทยุแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกวิชัย แพ่งแจ่ม ทราบ ต่อมาร้อยตำรวจเอกวิชัยได้นำกำลังเจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมจำเลยที่ 1 ไปดำเนินคดี โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ในการเลือกตั้ง จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ ลงเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งซึ่งมิใช่ของตน โดยเจตนาทุจริตและลงคะแนนเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิเลือกตั้ง จำเลยที่ 1 ทราบข้อกล่าวหาแล้วได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา รายละเอียดปรากฏตามบันทึกการจับกุม เอกสารหมาย จ.1 นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกสามารถ เจริญยศ ซึ่งเป็นผู้สอบสวนคดีนี้มาเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า ในชั้นสอบสวนพยานได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับที่มีการแจ้งไว้ในชั้นจับกุม จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ พยานได้บันทึกคำรับของจำเลยที่ 1 ไว้ในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งตามบันทึกดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ให้การว่า ในวันเกิดเหตุได้มีนายตี๋ไม่ทราบนามสกุลไปพูดกับจำเลยที่ 1 ว่าถ้าเอาบัตรลงคะแนนออกมาได้จะให้เงิน 1,000 บาท จำเลยที่ 1 พยักหน้าแล้วเดินกลับไปนั่งข้าง ๆ จำเลยที่ 2 กรรมการตรวจคะแนนซึ่งมีหน้าที่แจกบัตรเลือกตั้ง จำเลยที่ 1 นั่งคุยอยู่กับจำเลยที่ 2 จนจำเลยที่ 2 เผลอ จำเลยที่ 1 จึงหยิบบัตรเลือกตั้งใส่ในเสื้อที่จำเลยที่ 1 สวมใส่อยู่แล้ว แล้วเดินออกไปยังจุดที่นัดกับนายตี๋เพื่อให้นายตี๋ ต่อจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้กลับมายังที่หน่วยเลือกตั้งอีก จนเวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขออนุญาตออกไปทำธุระข้างนอกและไปหานายตี๋กับพวกรวม 3 คน จำเลยที่ 1 เข้าไปหยิบบัตรเลือกตั้งในรถนายตี๋ซึ่งนายตี๋กับพวกรวม 3 คน ได้กากบาทหมายเลข 3, 4, 5 และ 6 ไว้ใส่ในเสื้อ แล้วจำเลยที่ 1 กลับมายังหน่วยเลือกตั้ง เมื่อถึงหน่วยเลือกตั้งได้เดินไปหยิบกล่องที่เขียนว่าบัตรดีเพื่อนำบัตรที่จำเลยที่ 1 ซุกซ่อนไว้ในเสื้อใส่ลงในกล่องกระดาษดังกล่าว ขณะเดียวกันนั้นมีเจ้าพนักงานตำรวจประจำหน่วยเลือกตั้งมาพบเห็นเข้าจึงจับจำเลยที่ 1 ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี พยานโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อนแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความใส่ร้ายจำเลยที่ 1 หรือทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จขึ้นเพื่อให้จำเลยที่ 1 ต้องได้รับโทษในทางอาญา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเป็นดังที่ได้ความจากพยานโจทก์ดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 เช่นที่กล่าวมาแล้วนั้นย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการดังกล่าวไปโดยมีเจตนาที่จะมิให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ยังเป็นการทำให้บัตรเลือกตั้งเสียหายไม่อาจนำไปใช้การได้อีก อันถือได้ว่าเป็นการทำให้ผู้มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งครั้งนั้นได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 3 (2) ถึง (7) ยกเลิกพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดฯ ทุกฉบับ โดยกฎหมายที่ใช้บังคับใหม่มาตรา 115 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า กรรมการเลือกตั้ง... หรือผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ จงใจไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ หรือกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือกระทำการหรือละเว้นการกระทำการโดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี แตกต่างจากกฎหมายเดิม มาตรา 59, 70 และ 71 ซึ่งต่างกำหนดให้ระวางโทษและให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดที่ต่ำกว่า ดังนั้น โทษและกำหนดระยะเวลาในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่า ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทกฎหมายมาจึงชอบแล้ว แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และไม่สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายธวัชชัย ช้างโต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 755/2547
#411024
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยออกเช็คโดยไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่าย ถือได้ว่าไม่มีวันที่ผู้ออกเช็คคือจำเลยกระทำความผิด การที่ พ. และโจทก์ตกลงกันลงวันที่สั่งจ่ายเช็คพิพาท ก็เป็นเพียงแต่ให้เช็คมีรายการต่าง ๆ สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพื่อฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ในทางแพ่งเท่านั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 910 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 989 วรรคหนึ่ง ที่ให้สิทธิผู้ทรงลงวันที่สั่งจ่ายที่แท้จริงได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4081/2537 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้ว ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า จำเลยและนายพิทักษ์ ชุติโกมล สามีของจำเลยซื้อหุ้นของโจทก์จากบริษัทบ้านพรพิทักษ์ จำกัด จำนวน 3,500 หุ้น รวมราคา 5,000,000 บาท จำเลยเป็นผู้ออกเช็คชำระค่าหุ้นให้โจทก์รวม 7 ฉบับ การเจรจาเพื่อตกลงซื้อหุ้นกระทำที่ที่ทำการของบริษัทบ้านพรพิทักษ์ จำกัด มีโจทก์และนายพิทักษ์เป็นคู่สัญญาซื้อขาย ขณะมีการเจรจาตกลงกันมีคนอื่นอยู่ด้วย แต่ไม่มีจำเลยร่วมในการเจรจาตกลงแต่อย่างใด นายพิทักษ์เป็นผู้มอบเช็คพิพาทให้โจทก์โดยตรงเพื่อชำระค่าหุ้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า ก่อนทำสัญญาซื้อขายหุ้นเอกสารหมาย จ.12 โจทก์และนายพิทักษ์จะใช้เวลานานก็น่าเชื่อว่าเป็นการตกลงกันระหว่างโจทก์และนายพิทักษ์ โดยจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นในการกำหนดวันที่สั่งจ่ายเช็ค ศาลตรวจดูเช็คเอกสารหมาย จ.7 แล้ว ปรากฏว่ารายละเอียดข้อความในเช็คเป็นตัวพิมพ์รวมทั้งวันที่สั่งจ่ายในเช็คด้วย ซึ่งเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ว่า เช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.7 จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายไว้โดยไม่ได้ลงรายการอื่น ในวันที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับนายพิทักษ์ มีพนักงานของบริษัทบ้านพรพิทักษ์ จำกัด เป็นผู้พิมพ์ข้อความทั้งหมดรวมทั้งวันที่สั่งจ่ายเช็คด้วย แสดงว่ากำหนดวันสั่งจ่ายเป็นการตกลงกันระหว่างโจทก์กับนายพิทักษ์เท่านั้น จำเลยหาได้รู้เห็นด้วยไม่ ดังนั้น การที่จำเลยออกเช็คโดยไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายเช่นนี้ถือได้ว่าไม่มีวันที่ผู้ออกเช็คคือจำเลยกระทำความผิด การที่นายพิทักษ์และโจทก์ตกลงกันลงวันที่สั่งจ่ายเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.7 ก็เป็นเพียงแต่ให้เช็คมีรายการต่าง ๆ สมบูรณ์ตามกฎหมายเพื่อฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ในทางแพ่งเท่านั้น ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 910 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 989 วรรคหนึ่ง ที่ให้สิทธิผู้ทรงลงวันที่สั่งจ่ายที่แท้จริงได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมเกียรติ หิรัญโสพรรณ
จำเลย — นางเสาวณีย์ ชุติโกมล
ชื่อองค์คณะ
ประดิษฐ์ ทรงฤกษ์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 751/2547
#410862
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ประกอบการกิจการสาธารณูปโภคตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้านครหลวงฯ โจทก์มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งการดำเนินการตามวัตถุประสงค์จะได้รับเงินงบประมาณแผ่นดินเป็นเงินทุนตามมาตรา 12 (3) ด้วยหรือไม่ เป็นความสัมพันธ์ของโจทก์กับรัฐ ส่วนการที่ทรัพย์สินของโจทก์ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 14 เป็นนิติสัมพันธ์ของโจทก์ฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่อยู่เหนือเอกชนเฉพาะการบังคับคดีเอากับทรัพย์สินของโจทก์เท่านั้น สำหรับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการจัดหาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าแก่ประชาชนของโจทก์นั้น เป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชนด้วยกันโดยเฉพาะคดีนี้เป็นการฟ้องเรียกร้องหนี้ค่ากระแสไฟฟ้าตามวัตถุประสงค์ โจทก์จึงตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบการค้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) เมื่อจำเลยผิดนัดซึ่งโจทก์อาจทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2540 อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2540 คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้ชำระเงินค่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้ผ่านเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าตามปกติ อันเป็นการเรียกร้องค่าการงานที่ได้ทำให้เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2543 ย่อมเกินกว่า 2 ปี สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าตามฟ้องจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 68,898.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 60,238.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ได้ค้างชำระค่ากระแสไฟฟ้าในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ฟ้อง และโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2540 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 59,834 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ศาลล่างทั้งสองรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการจัดหาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าแก่ประชาชนอันเป็นกิจการสาธารณูปโภค จำเลยเป็นผู้ขอใช้ไฟฟ้าและตกลงปฏิบัติตามข้อบังคับการบริหารและใช้ไฟฟ้าของโจทก์ โจทก์ติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเลขที่ ผ-72552 และจ่ายกระแสไฟฟ้าให้จำเลยใช้ และได้ความยุติตามฟ้องโจทก์ด้วยว่า จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่ากระแสไฟฟ้าแก่โจทก์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2540 ถึงวันที่โจทก์จดหน่วยการใช้กระแสไฟฟ้าครั้งสุดท้าย และถอดเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าดังกล่าวกลับไปในวันที่ 23 ธันวาคม 2540 มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ พิจารณาแล้วสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์เป็น "ผู้ประกอบการค้า" ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) หรือไม่ การที่โจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการสาธารณูปโภคตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501 มาตรา 7 นั้น เห็นได้ว่า โจทก์มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งการดำเนินการตามวัตถุประสงค์จะได้รับเงินงบประมาณแผ่นดินเป็นเงินทุนตามมาตรา 12 (3) ด้วยหรือไม่ เป็นความสัมพันธ์ของโจทก์กับรัฐ ส่วนการที่ทรัพย์สินของโจทก์ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 14 เป็นนิติสัมพันธ์ของโจทก์ในฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่อยู่เหนือเอกชนเฉพาะการบังคับคดีเอากับทรัพย์สินของโจทก์เท่านั้น สำหรับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการจัดหาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าแก่ประชาชนของโจทก์นั้น เป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชนด้วยกัน โดยเฉพาะคดีนี้เป็นการฟ้องเรียกร้องหนี้ค่ากระแสไฟฟ้าตามวัตถุประสงค์ โจทก์จึงตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบการค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) และข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยผิดนัดซึ่งโจทก์อาจทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2540 อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2540 เป็นต้นมา คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้ชำระเงินค่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้ผ่านเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าตามปกติ อันเป็นการเรียกร้องค่าการงานที่ได้ทำให้เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2543 ย่อมเกินกว่า 2 ปี สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าตามฟ้องจึงขาดอายุความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างถึงในฎีกา เป็นการฟ้องเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าส่วนที่ขาดไปจากการใช้กระแสไฟฟ้าผ่านเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าที่ชำรุดบกพร่อง เป็นกรณีแตกต่างกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า หนี้ค่ากระแสไฟฟ้าตามฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (1)
พ.ร.บ.การไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501 ม. 7 ม. 12 (3) ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — นางเยาวภา ลิ้มสวัสดิวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 749/2547
#55051
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฎีกาวันที่ 12 เมษายน 2544 พร้อมกับยื่นคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถาศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 แต่ไม่มีคู่ความมาศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่นำพยานมาไต่สวน ให้ยกคำร้อง ให้โจทก์นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาชำระภายใน 7 วัน ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 โจทก์ยื่นคำร้องขอยื่นฎีกาอย่างคนอนาถาใหม่ ดังนี้เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ฉบับแรกโดยวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของโจทก์แล้วว่า โจทก์ไม่ใช่คนอนาถาการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ ย่อมถือเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ซึ่งโจทก์จะต้องขออนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าโจทก์เป็นคนยากจน แต่คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ของโจทก์ มิได้ขอนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมโดยระบุถึงเหตุที่มิได้ระบุหรืออ้างไว้ในการไต่สวนครั้งแรกประกอบกับไม่มีการไต่สวนพยานโจทก์จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 156 วรรคสี่ ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ของโจทก์ไว้ไต่สวนจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินและจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่ 12 ไร่ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 จากด้านทิศเหนือตลอดแนวลงมาทางด้านทิศใต้ เนื้อที่จำนวน3 ไร่ ให้แก่โจทก์ ค่าใช้จ่ายให้ออกฝ่ายละครึ่ง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ยื่นฎีกาวันที่ 12 เมษายน 2544 พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอ 2 ครั้ง ถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2544 ครั้นถึงวันครบกำหนดโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 แต่ไม่มีคู่ความมาศาลในวันนัดโดยที่โจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่นำพยานมาไต่สวน ให้ยกคำร้องขออนาถาของโจทก์ ให้โจทก์นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาชำระภายใน 7 วัน ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 โจทก์ยื่นคำร้องขอยื่นฎีกาอย่างคนอนาถาใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องโจทก์แล้วมีคำสั่งในวันที่ 1 มีนาคม 2545 อนุญาตให้โจทก์ฎีกาอย่างคนอนาถา และมีคำสั่งรับฎีกาโจทก์ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ฉบับแรกว่าโจทก์ไม่นำพยานมาไต่สวน และให้ยกคำร้องขออนาถาของโจทก์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเท่ากับวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของโจทก์แล้วว่า โจทก์ไม่ใช่คนอนาถาจะใช้สิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่นั้น ย่อมถือเป็นการใช้สิทธิตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ซึ่งโจทก์จะต้องขออนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่า โจทก์เป็นคนยากจนแต่คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ของโจทก์ฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 นั้นหาได้กล่าวอ้างว่า โจทก์ขอนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมโดยระบุถึงเหตุที่มิได้ระบุหรืออ้างไว้ในการไต่สวนครั้งแรกไว้ไม่ เมื่อประกอบกับคดีนี้ไม่มีไต่สวนสืบพยานโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่ยื่นบัญชีระบุพยาน และไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนครั้งแรก กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ของโจทก์ไว้ไต่สวนจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 1 มีนาคม 2545 ที่อนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วย มาตรา 246 และมาตรา 247

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 1 มีนาคม 2545 ที่อนุญาตให้โจทก์ฎีกาอย่างคนอนาถา และคำสั่งรับฎีกาโจทก์เสีย หากโจทก์ประสงค์จะฎีกาต่อไปก็ให้เสียค่าธรรมเนียมและนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 มาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย หร่อเฉด มุหมีน
จำเลย — นาย หละ หมัดอะดำหรือหมัดอะด้ำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 749/2547
#112851
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ในชั้นฎีกาฉบับแรกว่าโจทก์ไม่นำพยานมาไต่สวน ให้ยกคำร้องขออนาถาของโจทก์ เท่ากับวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของโจทก์แล้วว่า โจทก์ไม่ใช่คนอนาถา ซึ่งโจทก์ต้องขออนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าโจทก์เป็นคนยากจนจริง เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่โดยไม่ได้ขอนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม ประกอบกับคดีนี้ไม่มีการไต่สวนสืบพยานเนื่องจากโจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานและไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนครั้งแรก จึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาฉบับใหม่ของโจทก์ไว้จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินและจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่ ๑๒ ไร่ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

วันนัดชี้สองสถาน จำเลยทั้งสองแถลงสละข้อต่อสู้ในประเด็นว่าฟ้องของโจทก์เป็นคดีอุทลุม

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามแผนที่พิพาทเนื้อที่จำนวน ๓ ไร่ ให้แก่โจทก์ ค่าใช้จ่ายให้ออกฝ่ายละครึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ยื่นฎีกาวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๔ พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอ ๒ ครั้ง ถึงวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ครั้นถึงวันครบกำหนดโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๔๔ แต่ไม่มีคู่ความมาศาลในวันนัดโดยที่โจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่นำพยานมาไต่สวน ให้ยกคำร้องขออนาถาของโจทก์ ให้โจทก์นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาชำระภายใน ๗ วัน ต่อมาวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ โจทก์ยื่นคำร้องขอยื่นฎีกาอย่างคนอนาถาใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องโจทก์แล้วมีคำสั่งในวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๕ อนุญาตให้โจทก์ฎีกาอย่างคนอนาถา และมีคำสั่งรับฎีกาโจทก์ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ฉบับแรกว่า โจทก์ไม่นำพยานมาไต่สวน และให้ยกคำร้องขออนาถาของโจทก์ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเท่ากับวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของโจทก์แล้วว่า โจทก์ไม่ใช่คนอนาถาจะใช้สิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่นั้น ย่อมถือเป็นการใช้สิทธิตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคสี่ ซึ่งโจทก์จะต้องขออนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่า โจทก์เป็นคนยากจน แต่คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ของโจทก์ ฉบับลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ นั้นหาได้กล่าวอ้างว่า โจทก์ขอนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมโดยระบุถึงเหตุที่มิได้ระบุหรืออ้างไว้ในการไต่สวนครั้งแรกไว้ไม่ เมื่อประกอบกับคดีนี้ไม่มีไต่สวนสืบพยานโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่ยื่นบัญชีระบุพยาน และไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนครั้งแรก กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคสี่ ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ของโจทก์ไว้ไต่สวนจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๕ ที่อนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๕ ที่อนุญาตให้โจทก์ฎีกาอย่างคนอนาถา และคำสั่งรับฎีกาโจทก์เสีย หากโจทก์ประสงค์จะฎีกาต่อไปก็ให้เสียค่าธรรมเนียมและนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ มาวางศาลภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 156 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหร่อเฉด มุหมีน
จำเลย — นายหละ หมัดอะดำหรือหมัดอะด้ำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายนพปฎล เมืองรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 749/2547
#410776
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ฉบับแรกว่าโจทก์ไม่นำพยานมาไต่สวน และให้ยกคำร้องขออนาถาของโจทก์ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเท่ากับวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของโจทก์แล้วว่า โจทก์ไม่ใช่คนอนาถาจะใช้สิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่นั้นย่อมถือเป็นการใช้สิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ ซึ่งโจทก์จะต้องขออนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่า โจทก์เป็นคนยากจน แต่คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ของโจทก์ หาได้กล่าวอ้างว่าโจทก์ขอนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมโดยระบุถึงเหตุที่มิได้ระบุหรืออ้างไว้ในการไต่สวนครั้งแรกไว้ไม่ เมื่อประกอบกับคดีนี้ไม่มีการไต่สวนสืบพยานโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่ยื่นบัญชีระบุพยานและไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนครั้งแรก กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ของโจทก์ไว้ไต่สวนจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินและจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่ 12 ไร่ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดชี้สองสถาน จำเลยทั้งสองแถลงสละข้อต่อสู้ในประเด็นว่าฟ้องของโจทก์เป็นคดีอุทลุม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามแผนที่พิพาทเอกสารหมายเลข จ.ล.1 จากด้านทิศเหนือตลอดแนวลงมาทางด้านทิศใต้เนื้อที่จำนวน 3 ไร่ ให้แก่โจทก์ ค่าใช้จ่ายออกฝ่ายละครึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ยื่นฎีกาวันที่ 12 เมษายน 2544 พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอ 2 ครั้ง ถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2544 ครั้นถึงวันครบกำหนดโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 แต่ไม่มีคู่ความมาศาลในวันนัดโดยที่โจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่นำพยานมาไต่สวน ให้ยกคำร้องขออนาถาของโจทก์ ให้โจทก์นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาชำระภายใน 7 วัน ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 โจทก์ยื่นคำร้องขอยื่นฎีกาอย่างคนอนาถาใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องโจทก์แล้วมีคำสั่งในวันที่ 1 มีนาคม 2545 อนุญาตให้โจทก์ฎีกาอย่างคนอนาถา และมีคำสั่งรับฎีกาโจทก์ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ฉบับแรกว่า โจทก์ไม่นำพยานมาไต่สวน และให้ยกคำร้องขออนาถาของโจทก์ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเท่ากับวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของโจทก์แล้วว่า โจทก์ไม่ใช่คนอนาถาจะใช้สิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่นั้น ย่อมถือเป็นการใช้สิทธิตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ซึ่งโจทก์จะต้องขออนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าโจทก์เป็นคนยากจน แต่คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 นั้น หาได้กล่าวอ้างว่าโจทก์ขอนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมโดยระบุถึงเหตุที่มิได้ระบุหรืออ้างไว้ในการไต่สวนครั้งแรกไว้ไม่ เมื่อประกอบกับคดีนี้ไม่มีการไต่สวนสืบพยานโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่ยื่นบัญชีระบุพยาน และไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนครั้งแรก กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ของโจทก์ไว้ไต่สวนจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 1 มีนาคม 2545 ที่อนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247"

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 1 มีนาคม 2545 ที่อนุญาตให้โจทก์ฎีกาอย่างคนอนาถาและคำสั่งรับฎีกาโจทก์เสีย หากโจทก์ประสงค์จะฎีกาต่อไปก็ให้เสียค่าธรรมเนียมและนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 มาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหร่อเฉด มุหมีน
จำเลย — นายหละ หมัดอะดำหรือหมัดอะด้ำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2547
#55050
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสั่งจ่ายเช็คให้ใช้เงินแก่ บ. หรือผู้ถือ มีผู้นำเช็คมาแลกเงินสดไปจากโจทก์โจทก์จึงเป็นผู้ทรงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตามเช็คได้ จำเลยหาอาจต่อสู้โจทก์ด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับผู้ทรงคนก่อน ๆ นั้นได้ไม่เว้นแต่การโอนจะได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 916 ประกอบด้วยมาตรา 989 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยให้การเพียงว่าเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายให้แก่ บ. ไม่มีมูลหนี้ต่อกันเพราะจำเลยได้ชำระเงินตามเช็คนั้นไปแล้ว เป็นการกล่าวถึงความเกี่ยวพันระหว่างจำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คกับผู้ทรงคนก่อนเท่านั้น จำเลยมิได้ให้การว่าโจทก์ได้รับโอนเช็คโดยการคบคิดกันฉ้อฉลกับผู้ทรงคนก่อนอย่างไร จำเลยจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ว่าเช็คไม่มีมูลหนี้ต่อกันไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา 916

จำเลยให้การว่าโจทก์ใช้อำนาจในการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตโดยมิได้บรรยายให้ชัดว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตอย่างไร จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท

จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท จำเลยจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์ตามมาตรา 914 ประกอบด้วยมาตรา 989 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาแกลง ลงวันที่ 15พฤศจิกายน 2538 สั่งจ่ายเงินจำนวน 350,000 บาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายชำระหนี้แก่ผู้มีชื่อ และผู้มีชื่อนำมาแลกเงินสดไปจากโจทก์ เมื่อถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน369,687 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่นายบิลลี่นารถมณี เพื่อชำระค่ารถยนต์หมายเลขทะเบียน 80 - 9039 ระยอง ซึ่งนายบิลลี่ขายให้แก่นายกิมเต็ก แซ่โก สามีจำเลย แต่นายบิลลี่ไม่สามารถโอนรถยนต์ให้ได้ เนื่องจากชื่อในทะเบียนรถยนต์เป็นของนายถาวร มัญชุนากร นายบิลลี่จึงให้จำเลยนำเงินไปชำระให้แก่นายถาวรจำนวน 508,800 บาท และจะนำเช็คพิพาทมาคืนจำเลยภายใน 7 วัน เช็คพิพาทจึงไม่มีมูลหนี้ที่ต้องชำระกันตามกฎหมาย โจทก์และจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์มีหนังสือทวงถามนายบิลลี่ แสดงว่ามีเจตนาไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 19,687 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้จากคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยว่า จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คสั่งจ่ายนายบิลลี่ นารถมณี หรือผู้ถือเป็นผู้รับเงินโจทก์ได้รับโอนเช็คพิพาทมาโดยมีผู้นำมาแลกเงินสดไปจากโจทก์ ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 ที่ว่า "อันผู้ทรงนั้นหมายความว่าบุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้ในครอบครองโดยฐานเป็นผู้รับเงินหรือเป็นผู้รับสลักหลัง ถ้าและเป็นตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ ผู้ถือก็นับว่าเป็นผู้ทรงเหมือนกัน" ฉะนั้นเมื่อเช็คพิพาทเป็นเช็คสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือโจทก์เป็นผู้ครอบครองเช็คพิพาท โจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตามเช็คพิพาทได้ จำเลยถูกฟ้องในมูลตั๋วเงินคือเช็คพิพาทหาอาจต่อสู้ผู้ทรงคือโจทก์ด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับผู้ทรงคนก่อน ๆ นั้นได้ไม่ เว้นแต่การโอนจะได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 916 ประกอบด้วยมาตรา 989 วรรคหนึ่งตามคำให้การของจำเลยให้การเพียงว่าเช็คพิพาทที่จำเลยสั่งจ่ายให้แก่นายบิลลี่ นารถมณีไม่มีมูลหนี้ต่อกันเพราะจำเลยได้ชำระเงินตามเช็คนั้นไปแล้ว คำให้การดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกล่าวถึงความเกี่ยวพันระหว่างจำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทกับผู้ทรงคนก่อนเท่านั้น จำเลยมิได้ให้การชัดแจ้งว่าโจทก์ได้รับโอนเช็คพิพาทโดยการคบคิดกันฉ้อฉลกับผู้ทรงคนก่อนอย่างไร ฉะนั้น จำเลยจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้ทรงเช็คพิพาทว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ต่อกันไม่ได้ ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 916 ดังกล่าว ที่จำเลยให้การว่า โจทก์ใช้อำนาจในการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้รับเช็คมาจากผู้ใด ชำระหนี้ค่าอะไร และมิได้บรรยายถึงนายบิลลี่ นารถมณี ตลอดจนไม่ได้ฟ้องนายบิลลี่ นารถมณี เป็นจำเลยด้วย แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาไม่สุจริตนั้น ก็เป็นเรื่องการใช้สิทธิในทางศาลของโจทก์ที่จะฟ้องบุคคลที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ได้ตามแต่จะเลือกและเมื่อจำเลยมิได้บรรยายให้ชัดว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตอย่างไร คำให้การของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี รูปคดีไม่จำต้องสืบพยานโจทก์จำเลยและคดีวินิจฉัยได้โดยไม่จำเป็นต้องพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบมาแล้ว การที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจำเลยจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตามมาตรา 900 วรรคหนึ่ง เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์ตามมาตรา 914 ประกอบด้วยมาตรา 989 วรรคหนึ่ง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยใช้เงินตามเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 ม. 914 ม. 916
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อรุณี เล้าอรุณ
จำเลย — นาง วาสนาหรือนางสาววาสนา แซ่อึ้งหรืออัศวินวินิจกุล
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 746/2547
#411535
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวซึ่งยังไม่ถึงที่สุด เมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ร่วมว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีอาญากับจำเลย โดยโจทก์และจำเลยไม่คัดค้าน ตามรูปคดีแสดงว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายประสงค์ที่จะถอนคำร้องทุกข์นั่นเอง แต่โจทก์ร่วมใช้ข้อความผิดไปเป็นถอนฟ้อง เนื่องจากคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ส่วนผู้เสียหายเป็นเพียงโจทก์ร่วมเช่นนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทส่งเสริมประกันภัย จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง โจทก์จำเลยไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาเห็นว่า "คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว และยังไม่ถึงที่สุดเมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ร่วมไม่ประสงค์จะดำเนินคดีอาญากับจำเลยโดยโจทก์และจำเลยไม่คัดค้าน ตามรูปคดีแสดงว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายประสงค์ที่จะถอนคำร้องทุกข์นั่นเอง แต่โจทก์ร่วมใช้ข้อความผิดไปเป็นถอนฟ้องเนื่องจากคดีนี้ พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ส่วนผู้เสียหายเป็นเพียงโจทก์ร่วมเช่นนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องแย้งย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 126
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุพรรณบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัทส่งเสริมประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายพิชัย รุ่งเรืองนพรัตน์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 739/2547
#55073
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับตามสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาเป็นเงิน540,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลดค่าปรับตามสัญญาให้ปรับจำเลยเป็นเงิน200,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ขอลดค่าปรับลงอีกโดยอุทธรณ์ว่าค่าปรับไม่ควรเกินสัญญาละ 50,000 บาท รวมสองสัญญาควรเป็นเงินไม่เกิน 100,000 บาท จำเลยมิได้อุทธรณ์ขอให้งดหรือยกเว้นค่าปรับแก่จำเลย ดังนี้ ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกเว้นค่าปรับจึงไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

จำนวนเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลจะกำหนดให้คู่ความฝ่ายหนึ่งใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นดุลพินิจของแต่ละศาลซึ่งจะกำหนดให้โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 161 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินค่าปรับที่กำหนดจำนวนแน่นอนตามสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาโจทก์ไม่อาจฟ้องโดยกำหนดทุนทรัพย์ให้ต่ำกว่าที่ข้อสัญญาระบุไว้ได้ ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องตามทุนทรัพย์ที่กำหนดในศาลชั้นต้นโดยสุจริต เมื่อศาลล่างทั้งสองได้ใช้ดุลพินิจลดค่าปรับตามสัญญาอันเป็นประโยชน์แก่จำเลยเช่นนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลแทนโจทก์เต็มตามที่โจทก์ฟ้องจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว

โจทก์แต่งตั้งพนักงานอัยการให้เป็นทนายความแก้ต่างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ศาลมีอำนาจที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีเสียค่าทนายความตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้แก่โจทก์ได้ตามมาตรา 161

โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาซึ่งเป็นหนี้เงิน เมื่อจำเลยผิดนัดโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2537 จำเลยทำสัญญาประกันตัวนายระดมพลแก้วประการ และนางสมัย เรือนทิศ ผู้ต้องหาจากความควบคุมของโจทก์โดยสัญญาว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาทั้งสองให้โจทก์ตามกำหนดนัด หากผิดสัญญายอมชดใช้เงินคนละ 270,000 บาท รวมเป็นเงิน 540,000 บาท ให้แก่โจทก์ และจำเลยนำ น.ส.3 เลขที่ 117มอบให้แก่โจทก์เพื่อยึดไว้เป็นหลักประกัน เมื่อครบกำหนดส่งตัวผู้ต้องหาทั้งสอง จำเลยไม่สามารถส่งตัวผู้ต้องหาทั้งสองให้โจทก์ตามสัญญา ถือว่าจำเลยผิดสัญญาประกันต้องชดใช้เงินให้แก่โจทก์จำนวน 540,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2537 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 124,385 บาท โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 664,385 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 540,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปจากโจทก์จริง ภายหลังผู้ต้องหาทั้งสองหลบหนี จำเลยพยายามติดตามผู้ต้องหาทั้งสองจนกระทั่งพบแล้วนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองส่งมอบแก่เจ้าพนักงานตำรวจ และพนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาลงโทษผู้ต้องหาทั้งสองแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2217/2538 ของศาลชั้นต้น ถือได้ว่าจำเลยได้บรรเทาความเสียหายบางส่วนแล้ว ที่โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาประกันสูงเกินส่วนที่จำเลยต้องรับผิดตามสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกดอกเบี้ยจากจำเลย โจทก์เสียหายไม่เกิน 10,000 บาท ขอให้ศาลลดค่าปรับให้แก่จำเลยด้วย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่4 เมษายน 2537 จำเลยทำสัญญาประกันตัวนายระดมพล แก้วประการ และนางสมัยเรือนทิศ ผู้ต้องหาคดีอาญาต่อโจทก์ โดยตกลงว่าถ้าผิดสัญญายอมใช้เงินคนละ 270,000 บาท ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาทั้งสองแก่โจทก์ ในวันที่ 19สิงหาคม 2537 จำเลยติดตามพบผู้ต้องหาทั้งสองและนำตัวส่งมอบแก่เจ้าพนักงานตำรวจหลังผิดนัดผิดสัญญาดังกล่าว 9 เดือนเศษ และศาลมีคำพิพากษาลงโทษผู้ต้องหาทั้งสองแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2217/2538 ของศาลชั้นต้นมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า สมควรลดค่าปรับลงอีกหรือยกเว้นค่าปรับให้แก่จำเลยหรือไม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับตามสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาเป็นเงิน 540,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลดค่าปรับตามสัญญาให้ปรับจำเลยเป็นเงิน200,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ขอลดค่าปรับลงอีกโดยอุทธรณ์ว่าค่าปรับไม่ควรเกินสัญญาละ 50,000 บาท รวมสองสัญญาควรเป็นเงินไม่เกิน 100,000 บาท จำเลยมิได้อุทธรณ์ขอให้งดหรือยกเว้นค่าปรับแก่จำเลย ดังนี้ ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกเว้นค่าปรับจึงไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนที่จำเลยฎีกาขอลดค่าปรับลงอีกนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยโดยพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยติดตามตัวผู้ต้องหาทั้งสองนำมามอบแก่พนักงานสอบสวนหลังจากจำเลยผิดสัญญาแล้ว 9 เดือนเศษ และลดค่าปรับลงเหลือเป็นเงิน 120,000 บาท สูงกว่าที่จำเลยอุทธรณ์ขอเพียง 20,000 บาท เช่นนี้จึงนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขลดค่าปรับให้แก่จำเลยอีก ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยควรรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่ากับค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีหรือไม่ เห็นว่า จำนวนเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลจะกำหนดให้คู่ความฝ่ายหนึ่งใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นดุลพินิจของแต่ละศาลซึ่งจะกำหนดให้โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 161 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินค่าปรับที่กำหนดจำนวนแน่นอนตามสัญญา กรณีเห็นได้ชัดแจ้งว่าโจทก์ไม่อาจฟ้องโดยกำหนดทุนทรัพย์ให้ต่ำกว่าที่ข้อสัญญาระบุไว้ได้ ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องตามทุนทรัพย์ที่กำหนดในศาลชั้นต้นโดยสุจริต เมื่อศาลล่างทั้งสองได้ใช้ดุลพินิจลดค่าปรับตามสัญญาอันเป็นประโยชน์แก่จำเลยเช่นนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลแทนโจทก์เต็มตามที่โจทก์ฟ้องจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ขอให้พนักงานอัยการเป็นทนายแก้ต่าง พนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติ จึงไม่มีเหตุผลตามกฎหมายที่จะให้จำเลยชำระค่าทนายความแทนโจทก์นั้น เห็นว่าโจทก์แต่งตั้งพนักงานอัยการให้เป็นทนายความแก้ต่างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีศาลมีอำนาจที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีเสียค่าทนายความตามมาตรา 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้แก่โจทก์ได้ตามมาตรา 161 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ของเงินเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินเมื่อจำเลยผิดนัดโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 161 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลคลองน้ำใส
จำเลย — นาย ทองหล่อ แก้วสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 734/2547
#411018
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้จัดหาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินมาด้วยตนเอง และเป็นผู้กรอกข้อความเอง ซึ่งปรากฏว่าโจทก์มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี หากเห็นว่าข้อความในหนังสือสัญญาไม่สัมพันธ์หรือใช้ไม่ได้กับการออกเช็คพิพาทในข้อสาระสำคัญ โจทก์ย่อมทราบดีและน่าจะทำการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ที่แท้จริง เมื่อหนังสือสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับมีข้อความตรงกันในข้อ 4 ว่า เพื่อเป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงิน จำเลยผู้กู้นำเช็คพิพาทแต่ละฉบับมอบให้ไว้แก่โจทก์ผู้ให้กู้เพื่อยึดไว้เป็นประกันเงินกู้ ข้อความดังกล่าวมีความหมายชัดเจนว่าเช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คที่จำเลยออกให้แก่โจทก์เป็นหลักประกันในการที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์มิใช่เช็คที่จำเลยออกให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (3) เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างโจทก์ 502,526 บาท จึงทำสัญญากู้ยืมเงิน 2 ฉบับ รวมจำนวนเงินเท่าที่ค้างชำระให้ไว้แก่โจทก์ ฉบับแรก 288,204 บาท กำหนดชำระต้นเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยภายในวันที่ 28 มกราคม 2541 ฉบับที่สอง 214,322 บาท กำหนดชำระต้นเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยภายในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.5 จ.6 ในวันเดียวกันนั้นจำเลยได้ออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 สั่งจ่ายเงินจำนวนเดียวกันกับที่กู้ยืมตามสัญญากู้แต่ละฉบับและลงวันที่ออกเช็คล่วงหน้าไว้ตรงกับกำหนดที่จะต้องชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมนั้น แต่เมื่อเช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับถึงกำหนดชำระ ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2541 และวันที่ 3 มีนาคม 2541 ตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.2 และ จ.4 ตามลำดับ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 มิใช่เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ ดังนั้น เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงต้องมีความผิดนั้น เห็นว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ข้อ 4 มีข้อความตรงกันว่าเพื่อเป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงิน จำเลยผู้กู้ได้นำเช็คพิพาทแต่ละฉบับมอบให้ไว้แก่โจทก์ผู้ให้กู้เพื่อยึดไว้เป็นประกันเงินกู้ ข้อความดังกล่าวมีความหมายชัดแจ้งว่าเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 ทั้งสองฉบับเป็นเช็คที่จำเลยได้ออกให้แก่โจทก์เป็นหลักประกันในการที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปมิใช่เช็คที่จำเลยออกให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ ที่โจทก์ฎีกาว่าหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 เป็นสัญญาแบบเก่า ข้อความในข้อ 4 มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ผู้กู้ให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้เป็นประกัน จึงนำมาใช้กับเช็คพิพาททั้งสองฉบับไม่ได้นั้น เห็นว่า ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์เป็นผู้จัดหาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 โจทก์เข้าใจข้อความในสัญญาทั้งหมดและเป็นผู้กรอกข้อความเอง ดังนั้น หากข้อความในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินทั้ง 2 ฉบับ ไม่สัมพันธ์หรือใช้ไม่ได้กับการออกเช็คพิพาท 2 ฉบับ ในข้อสาระสำคัญเพราะจำเลยออกให้เพื่อชำระหนี้ โจทก์ซึ่งมีการศึกษาระดับปริญญาตรีและเป็นผู้จัดทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินทั้ง 2 ฉบับ ก็น่าจะทราบดีและทำการแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงแต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำการอย่างใด ที่โจทก์อ้างว่าหากจำเลยออกเช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ เพื่อเป็นประกันจริง จำเลยก็น่าจะเพิ่มเติมข้อความในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ว่า ห้ามนำไปเรียกเก็บเงิน แต่จำเลยก็มิได้เพิ่มเติมข้อความอย่างใดนั้น เห็นว่า เมื่อข้อความในข้อ 4 มีความหมายชัดแจ้งว่าเป็นการออกเช็คเพื่อเป็นหลักประกันแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะต้องไปเพิ่มเติมข้อความดังที่โจทก์อ้างอีก พยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 เพื่อชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงคดีนี้จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวรวุฒิ เหลืองโสภากร
จำเลย — นายถนอมจิตต์ ไทรธนาพร
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 725/2547
#410966
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าสมควรรอการลงโทษให้จำเลยในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังจำเลย 1 เดือน แทนโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี และตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ริบของกลาง และให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์ ให้จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน ริบของกลาง ยกคำขอให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังจำเลย 1 เดือน แทนโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ไม่ได้ ดังนั้น ที่ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าสมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ จึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219 ตรี ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครเหนือ
จำเลย — นายโกศล ทรัพย์มี
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 721/2547
#410772
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ มาตรา 50 บัญญัติว่า ให้มีคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และมาตรา 51 (1) บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ส่วนมาตรา 52 วรรคสี่ บัญญัติว่า ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสนอคดีต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ได้

คำสั่งที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนนั้น แม้จะลงนามโดยจำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักการโยธา แต่ก็เป็นการลงนามในฐานะเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่น ดังนั้น ผู้ที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยตรงคือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 หาใช่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนไม่ ทั้งกรณีไม่ใช่การฟ้องให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

แม้โจทก์จะฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นออกใบอนุญาตตามคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารก็ตาม แต่ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิโดยชอบที่จะดัดแปลงอาคารพิพาทของโจทก์ชั้นที่ 5 ซึ่งเดิมใช้เป็นที่จอดรถยนต์ให้เป็นโรงมหรสพ ตามคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น แต่กลับบรรยายฟ้องยืนยันว่าคำขอดังกล่าวเป็นคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารพิพาทระหว่างชั้นที่ 6 และที่ 7 ซึ่งไม่ตรงกับข้อความที่ระบุในคำขออนุญาตดัดแปลงอาคาร เท่ากับโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 11 โต้แย้งสิทธิของโจทก์ในการขออนุญาตดัดแปลงอาคารพิพาทที่บริเวณชั้น 5 แม้โจทก์จะแนบสำเนาคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารมาท้ายฟ้องก็ไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์ เพราะตามคำฟ้องไม่มีประเด็นให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการดัดแปลงอาคารพิพาทที่บริเวณชั้น 5 ว่าเข้าข้อยกเว้นข้อ 49 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 33ฯ หรือไม่ ศาลไม่อาจพิพากษาบังคับคดีให้เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายไพโรจน์ โรจนเกียรติ ฟ้องคดีนี้ โจทก์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจการค้าได้ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 12 ชั้น (มีชั้นใต้ดิน 1 ชั้น) จำนวน 1 หลัง บนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 31484 ถึง 31488, 3985, 33089, 30217, 883, 12725 ถึง 12728, 33485 และ 3984 แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น และโจทก์ได้รับใบอนุญาตซึ่งใช้ได้นับตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2533 จนถึงวันที่ 7 กันยายน 2534 ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2535 โจทก์ได้ยื่นคำขออนุญาตเปลี่ยนแปลงการก่อสร้างภายในอาคารชั้นที่ 6 เพื่อให้เกิดความเหมาะสมโดยจัดเป็นที่จอดรถยนต์ให้มากขึ้นซึ่งไม่มีผลต่อโครงสร้างไม่เพิ่มจำนวนชั้น ไม่เพิ่มความสูง ไม่กระทบภายนอกอาคาร ครั้งปลายเดือนเมษายน 2536 โจทก์ได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อำนวยการสำนักการโยธาปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำเลยที่ 1 ตามคำสั่งเลขที่ กท 4000/453 ลงวันที่ 23 เมษายน 2536 แจ้งว่าแบบแปลงที่โจทก์ยื่นขออนุญาตแสดงส่วนที่ขออนุญาตดัดแปลงไม่ครบถ้วน ขัดต่อกฎกระทรวง ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2528) จัดที่จอดรถยนต์ไม่ถูกต้องตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2517) (ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2479) และแนบแปลนที่ยื่นขออนุญาตดัดแปลงระหว่างชั้นที่ 6 และชั้นที่ 7 ถือว่าเป็นการดัดแปลงโดยการเพิ่มชั้น จะต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) ซึ่งเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2536 โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ระหว่างอุทธรณ์ สำนักงานคณะกรรมการควบคุมอาคาร กรมโยธาธิการ มีหนังสือด่วนมาก ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2538 แจ้งให้โจทก์ไปชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อประกอบคำวินิจฉัย ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2538 โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามหนังสือที่ มท 0818/1096 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2538 ซึ่งโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เพราะไม่เปิดโอกาสให้โจทก์ได้รับทราบถึงเหตุผลและข้อบกพร่องเพื่อดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องตามกฎระเบียบและข้อบังคับในกฎกระทรวง คำสั่งที่ว่าโจทก์จัดที่จอดรถยนต์ไม่ถูกต้องตามกฎกระทรวงและแบบแปลนที่ขออนุญาต ดัดแปลงระหว่างชั้นที่ 6 และชั้นที่ 7 ถือเป็นการดัดแปลง การดัดแปลงเพิ่มชั้นจะต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) นั้น ที่จริงแล้วชั้นที่ 7 ตามแบบคำขออนุญาตไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด นอกจากนี้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) ข้อ 49 ได้บัญญัติไว้ว่า การก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเปลี่ยนการใช้อาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษที่ได้ยื่นคำขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารไว้แล้วก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ เมื่อใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทได้ออกให้แก่โจทก์ก่อนวันที่กฎกระทรวงฉบับนี้ใช้บังคับ โจทก์จึงสามารถดำเนินการดัดแปลงอาคารได้ สำหรับหนังสือขอเชิญประชุมนั้นไปถึงโจทก์ก่อนวันประชุมเพียง 1 วัน โดยพิมพ์วันนัดหมายคลาดเคลื่อน ทำให้โจทก์ไม่สามารถไปชี้แจงได้ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คลาดเคลื่อนต่อคำสั่งที่ออกและพยานหลักฐานที่โจทก์ได้ยื่นไว้แล้วและคลาดเคลื่อนต่อมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 โจทก์ไม่ได้ดำเนินการดัดแปลงตามความหมายของกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารในชั้นที่ 6 เพราะไม่ได้เพิ่มความสูง ไม่เพิ่มขนาด ไม่กระทบต่อภายนอกอาคารและไม่กระทบต่อโครงสร้าง เป็นการจัดสรรประโยชน์ใช้สอยในพื้นที่เพื่อเพิ่มที่จอดรถยนต์ให้สูงสุดเท่านั้น ขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ออกโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เลขที่ กท 4000/453 ลงวันที่ 23 เมษายน 2536 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ (ที่ 636 - 38/2538) ที่ออกโดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ซึ่งแจ้งให้โจทก์ทราบตามหนังสือที่ มท 0818/1096 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2538 กับให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นผู้มีอำนาจรับผิดชอบตามกฎหมายออกใบอนุญาตตามคำขอแก่โจทก์ตามคำขอเลขรับที่ 1151/2535 และ 1152/2535 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2535

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่นำสืบว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 โต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังตามคำสั่งเลขที่ กท 4000/453 เป็นคำสั่งที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย และตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 51 ให้อำนาจคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีหนังสือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณา แม้จะฟังว่ามีการกำหนดวันนัดประชุมผิดพลาดทำให้โจทก์ไม่มีโอกาสชี้แจง ก็ไม่ทำให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ การที่โจทก์ก่อสร้างเพิ่มชั้นระหว่างชั้นที่ 6 และชั้นที่ 7 ถือว่าเป็นการต่อเติมเพิ่มส่วนต่าง ๆ ของอาคารซึ่งได้ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม หาใช่เป็นการซ่อมแซมหรือดัดแปลงดังที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงแต่อย่างใดไม่ และเมื่อกระทำขึ้นภายหลังกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) ใช้บังคับแล้ว กรณีต้องขออนุญาตดัดแปลงเสียก่อน ดังนั้น การที่โจทก์ดัดแปลงโดยมิได้รับอนุญาต จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งแจ้งโจทก์ (ตามคำสั่งเลขที่ กท 4000/453 เอกสารหมาย จ.10) ว่า แบบแปลนและรายการที่โจทก์เสนอประกอบคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารไม่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ โดยยังไม่ถึงกับไม่อนุญาตให้โจทก์ดัดแปลงอาคารเสียทีเดียว เป็นการชอบด้วยเหตุผลและระเบียบปฏิบัติราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว กรณีไม่จำต้องพิจารณาว่าโครงสร้างอาคารเดิมสามารถรับน้ำหนักอาคารส่วนที่ดัดแปลงใหม่ได้หรือไม่ เพราะไม่ใช่ประเด็นแห่งคดี การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์เป็นคำวินิจฉัยที่ชอบแล้ว โดยไม่จำต้องให้โจทก์เข้าชี้แจงประกอบอุทธรณ์ เมื่อโจทก์ดำเนินการขออนุญาตดัดแปลงอาคารตามคำขอเลขรับที่ 1151/2535 และ 1152/2535 ไม่ครบถ้วนถูกต้องจึงไม่อาจบังคับให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นอนุญาตให้โจทก์ดัดแปลงอาคารตามคำขอได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นอีก พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 เป็นข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 อ้างว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 มิใช่เจ้าพนักงานท้องถิ่น แม้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 จะเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และมีคำสั่งยกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยยืนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ดัดแปลงอาคารพิพาท สิทธิของโจทก์ก็ถูกโต้แย้งโดยคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเป็นมูลฐาน มิได้ถูกโต้แย้งโดยคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 เป็นคดีนี้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 50 ได้บัญญัติว่า ให้มีคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และมาตรา 51 (1) บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ส่วนมาตรา 52 วรรคสี่ บัญญัติว่า ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสนอคดีต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ฟังไม่ขึ้น

สำหรับคดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งเลขที่ กท 4000/453 ลงวันที่ 23 เมษายน 2536 เอกสารหมาย จ.20 ที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนนั้น แม้จะลงนามโดยจำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักการโยธา แต่ก็เป็นการลงนามในฐานะเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่น จึงต้องถือว่าผู้ที่มีคำสั่งดังกล่าวคือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ดังนั้น ผู้ที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยตรงคือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 หาใช่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนจำเลยที่ 1 ไม่ ทั้งกรณีนี้ก็ไม่ใช่การฟ้องให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ได้ และเมื่อมีการแจ้งคำสั่งเลขที่ กท 4000/453 ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเจ้าพนักงานท้องถิ่นไปยังโจทก์นั้น โจทก์ผู้ได้รับคำสั่งหากไม่เห็นด้วยก็จะต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง โจทก์ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 ตามใบตอบรับในชุดเอกสารหมาย จ.10 แต่โจทก์เพิ่งทำหนังสืออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไว้ในข้ออุทธรณ์ประเด็นแรกตามอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.11 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2536 และนำไปยื่นต่อกองควบคุมอาคาร สำนักการโยธา เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2536 จึงพ้นกำหนดเวลาที่โจทก์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งเลขที่ กท 4000/453 ดังกล่าวหาได้ไม่ ปัญหาดังกล่าวมานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองก็มีอำนาจยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัย แล้วพิพากษาคดีไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์เป็นคำวินิจฉัยที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามเอกสารหมาย จ.11 นั้น โจทก์ได้ตั้งประเด็นไว้ในอุทธรณ์ 2 ข้อ โดยประเด็นข้อแรกโจทก์อุทธรณ์ว่า อาคารพิพาทของโจทก์ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างก่อนวันที่กฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) มีผลใช้บังคับ อาคารพิพาทของโจทก์จึงเข้าข้อยกเว้นข้อที่ 49 ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงฉบับนี้ การที่จำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานท้องถิ่นออกคำสั่งให้โจทก์แก้ไขแบบแปลนที่ยื่นขออนุญาตดัดแปลงระหว่างชั้นที่ 6 และชั้นที่ 7 ตามข้อ 1.3 (ของคำสั่งเลขที่ กท 4000/453) ย่อมเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะตามข้อเท็จจริงแล้วส่วนที่ต่อเติมระหว่างชั้นที่ 6 และชั้นที่ 7 ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือข้อบัญญัติอื่น ๆ แต่ประการใด และเป็นการดัดแปลงเฉพาะภายในอาคารเท่านั้น มิได้มีส่วนหนึ่งส่วนใดทำให้อาคารเพิ่มขนาดความสูงหรือเพิ่มขนาดความกว้างยาวออกไปนอกอาคารแต่อย่างใด ขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์ด้วย ส่วนประเด็นข้อสองโจทก์อุทธรณ์ว่า ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีความเห็นว่า โจทก์ดัดแปลงอาคารขัดต่อกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) จำเลยที่ 1 ก็ยังใช้อำนาจหน้าที่ไม่ถูกต้องอยู่ดี เนื่องจากโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าการนับชั้นไม่ตรงกับการนับชั้นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็มิได้ยกเหตุดังกล่าวมาพิจารณาและมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบข้อบกพร่องแต่อย่างใด กลับใช้อำนาจหน้าที่สั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ดัดแปลงอาคารตามคำสั่งเลขที่ กท 4000/1335 ขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกเลิกคำสั่งไม่อนุญาตให้ดัดแปลงอาคารของจำเลยที่ 1 ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า ประเด็นข้อแรกโจทก์โต้แย้งคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่สั่งให้โจทก์แก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนตามข้อ 1.3 ของเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งจำเลยที่ 1 ระบุไว้ว่าแบบแปลนที่โจทก์ยื่นขออนุญาตดัดแปลงระหว่างชั้นที่ 6 และชั้นที่ 7 ถือเป็นการดัดแปลงโดยการเพิ่มชั้น จะต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) แต่แบบแปลนที่โจทก์ยื่นไว้ยังไม่ถูกต้อง ในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สำหรับประเด็นการดัดแปลงอาคารของโจทก์ระหว่างชั้นที่ 6 และชั้นที่ 7 เพื่อใช้เป็นที่จอดรถยนต์นั้น จากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคารในส่วนนี้ จึงไม่จำต้องพิจารณาในส่วนนี้ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นว่า เป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยเหตุผลแล้ว เพราะตามทางพิจารณาโจทก์ได้ยื่นคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารเลขรับที่ 1151/2535 และ 1152/2535 ขออนุญาตดัดแปลงอาคารชั้นที่ 5 เป็นโรงมหรสพจำนวน 4 โรงเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารระหว่างชั้นที่ 6 และชั้นที่ 7 เพื่อใช้เป็นที่จอดรถยนต์ด้วยแต่อย่างใด กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการดัดแปลงอาคารของโจทก์ที่บริเวณระหว่างชั้นที่ 6 และชั้นที่ 7 ตามฟ้องเข้าข้อยกเว้นข้อ 49 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) หรือไม่อีก ส่วนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอาคารพิพาทของโจทก์มีความสูง 53.10 เมตร เข้าข่ายเป็นอาคารสูงตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2535 ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2535 โจทก์ได้ยื่นคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารดังกล่าวที่บริเวณชั้นที่ 5 เพื่อใช้เป็นโรงมหรสพ ภายหลังจากที่กฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) ใช้บังคับ ซึ่งกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวข้อ 3 กำหนดว่า อาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษต้องมีถนนหรือที่ว่างปราศจากสิ่งปกคลุมโดยรอบอาคารกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร แต่จากข้อเท็จจริงปรากฏว่า อาคารของโจทก์มีที่ว่างอันปราศจากสิ่งปกคลุมด้านทิศตะวันออก ด้านทิศใต้และด้านทิศตะวันตกมีความกว้างน้อยกว่า 6 เมตร ดังนั้น การดัดแปลงอาคารของโจทก์ที่บริเวณชั้นที่ 5 จึงไม่สามารถกระทำได้เนื่องจากขัดต่อกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว และไม่ได้รับการยกเว้นตามข้อ 49 ของกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่อนุญาตให้โจทก์ดัดแปลงอาคารจึงเป็นการถูกต้องแล้วนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เจ้าพนักงานท้องถิ่น (จำเลยที่ 1) ออกใบอนุญาตตามคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารเลขรับที่ 1151/2535 และ 1152/2535 ก็ตาม แต่ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิโดยชอบที่จะดัดแปลงอาคารพิพาทของโจทก์ชั้นที่ 5 ซึ่งเดิมเป็นที่จอดรถยนต์ให้เป็นโรงมหรสพจำนวน 4 โรง ตามคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์กลับบรรยายฟ้องยืนยันว่าคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารดังกล่าวเป็นคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารพิพาทระหว่างชั้นที่ 6 และชั้นที่ 7 เพื่อใช้เป็นที่จอดรถยนต์เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ตรงกับข้อความที่ระบุในคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารทั้งสองฉบับดังกล่าวข้างต้น ดังนี้ ตามคำฟ้องของโจทก์เท่ากับว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 11 ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ในการขออนุญาตดัดแปลงอาคารพิพาทที่บริเวณชั้นที่ 5 ซึ่งเดิมเป็นที่จอดรถยนต์ให้เป็นโรงมหรสพจำนวน 4 โรง แม้โจทก์จะแนบสำเนาคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารเลขรับที่ 1151/2535 และ 1152/2535 มาท้ายฟ้อง ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่คดีโจทก์ เพราะตามคำฟ้องไม่มีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับการดัดแปลงอาคารพิพาทชั้นที่ 5 ให้เป็นโรงมหรสพจำนวน 4 โรงว่าเข้าข้อยกเว้นในข้อ 49 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) หรือไม่ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองจึงไม่อาจพิพากษาบังคับคดีให้เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของโจทก์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่ว่าจะวินิจฉัยไปในทางใดก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษานี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาคณะคดีปกครองคงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 ม. 172
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 50 ม. 51 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง จำกัด
จำเลย — ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 713/2547
#410763
เปิดฉบับเต็ม

แม้การจัดให้มีการเล่นการพนันเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน และการเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันแทงผลการแข่งขันฟุตบอลทางโทรทัศน์ อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพอันทำให้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำบรรยายฟ้องนั้น ปรากฏว่าโจทก์บรรยายการกระทำผิดของจำเลยรวมกันมาในข้อเดียวว่าจำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและเข้าเล่นการพนันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้เพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตนโดยกระทำผิดในวันเวลาและสถานที่เดียวกัน รวมทั้งวิธีการในการจัดให้มีการเล่นและวิธีการเป็นเจ้ามือก็เหมือนกัน ทั้งไม่ได้ระบุด้วยว่าเป็นการกระทำที่ต่างกรรมกัน ดังนี้ แม้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดทั้งฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตนและฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ด้วยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่ได้ความตามคำบรรยายฟ้องดังกล่าวก็บ่งชี้ว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาอันเดียวกันคือรับพนันแทงผลการแข่งขันฟุตบอลในครั้งเกิดเหตุนั่นเอง การกระทำของจำเลยในคำบรรยายฟ้องของโจทก์แต่ละข้อจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเพียงว่าให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งไม่ใช่เป็นการพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ซึ่งตามมาตรา 221 ผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 219 ตรี ไม่ได้ ดังนั้น ที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในข้อที่รอการลงโทษอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงมาด้วยจึงเป็นการมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12 (ที่ถูกมาตรา 12 (2)), 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่น จำคุก 3 เดือน ฐานเข้าเล่นเป็นเจ้ามือ จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 เดือน 15 วัน รวม 2 กระทง จำคุก 2 เดือน 30 วัน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า การกระทำของจำเลยตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและเข้าเล่นเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้การจัดให้มีการเล่นการพนันเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน และการเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันแทงผลการแข่งขันฟุตบอลทางโทรทัศน์ อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องในคดีนี้ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ อันทำให้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำบรรยายฟ้องนั้น ปรากฏว่าโจทก์บรรยายการกระทำผิดของจำเลยรวมกันมาในข้อเดียวกันว่าจำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและเข้าเล่นพนันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้เพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตนโดยกระทำผิดในวันเวลาและสถานที่เดียวกัน รวมทั้งวิธีการในการจัดให้มีการเล่นและวิธีการเป็นเจ้ามือก็เหมือนกัน ทั้งไม่ได้ระบุด้วยว่าเป็นการกระทำที่ต่างกรรมกัน ดังนี้ แม้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดทั้งฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตนและฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ด้วยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่ได้ความตามคำบรรยายฟ้องดังกล่าวก็บ่งชี้ว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาอันเดียวกันคือ รับพนันแทงผลการแข่งขันฟุตบอลในครั้งเกิดเหตุนั่นเอง การกระทำของจำเลยในคำบรรยายฟ้องของโจทก์แต่ละข้อจึงเป็นเพียงการกระทำกรรมเดียวกัน มิใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน คงลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุด การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง เป็นว่าให้ลงโทษจำเลยเพียงกรรมเดียวในความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้ไขเพียงว่า ให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งไม่ใช่เป็นการพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ไม่ได้ ดังนั้น ที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาข้อที่ขอให้รอการลงโทษอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงมาด้วย จึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ จำคุก 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน โทษจำคุกให้เปลี่ยนเป็นกักขังแทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 219 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายวราวุธหรือวุธ สมทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 702/2547
#411017
เปิดฉบับเต็ม

แม้ความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ และ พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ จะไม่ใช่อาชญากรรมที่ร้ายแรงและมิได้เป็นภัยต่อสังคม แต่การกระทำของจำเลยก็เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศเจ้าของลิขสิทธิ์ อันไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย ไม่มีเหตุอันสมควรงดโทษปรับ

จำเลยกระทำความผิดโดยเปิดเป็นร้านแผงลอย แผ่นวีดีโอและดีวีดีภาพยนตร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดที่ยึดได้มีจำนวน 916 แผ่น ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ค้ารายใหญ่ จึงมีเหตุอันสมควรที่จะลดโทษปรับให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 61, 70, 75 และ 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6 และ 34 ให้แผ่นวีดีโอซีดีและดีวีดีของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 916 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญหาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (ที่ถูก 31 (1)) และ 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 (ที่ถูก มาตรา 6 วรรคหนึ่ง) และ 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นเพื่อการค้า ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 300,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน จำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษปรับ 20,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นจำคุก 1 ปี และปรับ 320,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน เป็นเวลา 1 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้แผ่นวิดีโอซีดีและดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของกลางจำนวน 916 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ จ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้งดหรือลดค่าปรับนั้น เห็นว่า แม้ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 จะไม่ใช่อาชญากรรมที่ร้ายแรงและมิได้เป็นภัยต่อสังคม แต่การกระทำของจำเลยก็เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศเจ้าของลิขสิทธิ์ อันไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย จึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะงดโทษปรับแก่จำเลยแต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จำเลยกระทำความผิดโดยเปิดเป็นร้านแผงลอย แผ่นวิดีโอซีดีและดีวีดีภาพยนตร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดที่ยึดได้มีจำนวน 916 แผ่น ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ค้ารายใหญ่ โทษปรับที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงแก่จำเลยทั้งสองข้อหานั้นหนักเกินไป สมควรแก้ไขเฉพาะโทษปรับให้เหมาะสม อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะโทษปรับในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) และ 70 วรรคสอง ให้ปรับ 200,000 บาท และความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง และ 34 ให้ปรับ 10,000 บาท รวมเป็นจำคุก 1 ปี และปรับ 210,000 บาท โทษจำคุกและการคุมความประพฤติของจำเลยคงให้รอการลงโทษไว้ตามกำหนดและเงื่อนไขเดิม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 20
ป.วิ.อ. ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทดีสนีย์ เอ็นเตอร์ไพรส์ อิงค์. กับพวก
จำเลย — นายสุชาติ ประจักษ์ศุภกุล
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 698/2547
#410861
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยและผู้ตายกอดปล้ำต่อสู้กัน จำเลยพลิกตัวขึ้นมานั่งคร่อมผู้ตายอยู่ด้านบน จึงย่อมสามารถใช้มีดแทงผู้ตายได้ถนัดและสามารถเลือกแทงได้ การที่จำเลยใช้มีดของกลางซึ่งเป็นมีดปลายแหลมขนาดใหญ่แทงไปที่บริเวณชายโครงขวาของผู้ตายจนเป็นบาดแผลฉกรรจ์ แสดงว่าจำเลยแทงโดยแรงถูกอวัยวะสำคัญ ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 33

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ลงโทษจำคุก 15 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่มีดของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงให้ริบ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยใช้มีดของกลางแทงผู้ตายโดยมีเจตนาฆ่าผู้ตายหรือไม่ โจทก์มีนายไพบูลย์ มูลธาธรรม บิดาของผู้ตายและนางบุญเลียน มัตถะปะโท เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ขณะที่จำเลยและผู้ตายกอดปล้ำต่อสู้กันอยู่นั้น พยานทั้งสองเห็นจำเลยขึ้นนั่งคร่อมผู้ตายที่นอนหงายอยู่ และจำเลยก็ให้การรับในชั้นสอบสวนว่า จำเลยพลิกตัวขึ้นมาอยู่ด้านบนก่อนจะใช้มีดแทงผู้ตาย เห็นว่า การที่จำเลยนั่งคร่อมผู้ตายอยู่ด้านบนนั้น ย่อมสามารถใช้มีดแทงผู้ตายได้ถนัดและสามารถเลือกแทงได้ การที่จำเลยใช้มีดของกลางซึ่งเป็นมีดปลายแหลมขนาดใหญ่แทงไปที่บริเวณชายโครงขวาของผู้ตาย จนเป็นบาดแผลฉกรรจ์ตามภาพถ่ายผู้ตาย แสดงว่าจำเลยแทงโดยแรงถูกที่อวัยวะสำคัญ ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงประหารชีวิต ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยเพียง 15 ปี ซึ่งเป็นโทษขั้นต่ำสุด แล้วลดโทษให้หนึ่งในสามเหลือจำคุก 10 ปี นั้น นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยอย่างยิ่งแล้ว ไม่มีเหตุที่จะลดโทษให้จำเลยอีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายธงชัย พิมพาทองดี
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 687/2547
#55049
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนซึ่งถึงที่สุดแล้วมีประเด็นว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลหรือไม่ และมีเหตุสมควรที่จะตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ จึงมีประเด็นต่างกัน แม้ในคดีก่อนศาลจะฟังว่าที่ดินเป็นของผู้ตายเพียงผู้เดียว ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นประเด็นที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วในคดีก่อน จึงไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวมาผูกพันจำเลยในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เลขที่ 312 เนื้อที่ 11 ไร่ 64 ตารางวา ตามพินัยกรรมของนางฟุ้งหรือคุ้ง ใจสนุกเจ้ามรดก ซึ่งยกที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยเป็นน้องของนายฟุ้งหรือคุ้งได้ปลูกบ้านเลขที่10 อาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าวบางส่วนทางด้านทิศเหนืออยู่ก่อนนางฟุ้งหรือคุ้งถึงแก่กรรมภายหลังจากโจทก์รับโอนที่ดินดังกล่าวแล้วโจทก์แจ้งให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไปจากที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยไม่ยอมออกไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ดินดังกล่าวอาจให้เช่าได้เดือนละ 5,000 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายนับแต่วันแจ้งให้จำเลยรื้อถอนวันที่ 23 มิถุนายน 2540 คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 3 เดือนเศษ รวมเป็นเงิน15,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 10 หมู่ที่ 3 ตำบลควนทอง(ท้องเนียน) อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโจทก์และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 15,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินโจทก์

จำเลยให้การว่า นางฟุ้งหรือคุ้ง ใจสนุก ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินทั้งแปลงแต่มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 แทนน้อง 3 คน คือนางล้อม ชูเขียวนายแพ ใจสนุก และจำเลย เนื่องจากเดิมที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของนายทอง และนางเล็ก ใจสนุก บิดามารดาของนางฟุ้งหรือคุ้ง นางล้อม นายแพและจำเลย ต่อมาในปี2475 นายทองและนางเล็กได้แบ่งปันและยกที่ดินดังกล่าวให้บุตรทั้ง 4 คน เพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัยเป็นส่วนสัดและจำเลยได้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในที่ดินดังกล่าว นางฟุ้งหรือคุ้งจึงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้งแปลงให้แก่โจทก์ และพินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ เนื่องจากเจ้ามรดกถูกหลอกให้พิมพ์ลายนิ้วมือในพินัยกรรม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่านายทองและนางเล็ก ใจสนุก มีบุตร 4 คน คือ นางฟุ้งหรือคุ้ง ใจสนุกนางล้อม ชูเขียว นายแพ ใจสนุก และจำเลย ส่วนโจทก์เป็นหลานของนางล้อม ที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 เอกสารหมาย จ.2 มีชื่อนางฟุ้งหรือคุ้งเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดิน ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.3 และมีจำเลยปลูกบ้านเลขที่ 10 อาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทในปี 2538 นางฟุ้งหรือคุ้งถึงแก่กรรมโจทก์จึงนำพินัยกรรมของนางฟุ้งหรือคุ้งตามเอกสารหมาย จ.8 ที่ยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 ให้โจทก์ไปจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางฟุ้งหรือคุ้งหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหานี้โจทก์มีตัวโจทก์ปากเดียวเป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางฟุ้งหรือคุ้ง โดยโจทก์ไม่มีพยานบุคคลอื่นมาสนับสนุน และแม้ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 ตามเอกสารหมาย จ.2 จะมีชื่อนางฟุ้งหรือคุ้งเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานในเบื้องต้นว่านางฟุ้งหรือคุ้งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เท่านั้น ไม่เป็นข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาด ฝ่ายจำเลยอาจนำสืบหักล้างได้ ส่วนที่จำเลยเคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางฟุ้งหรือคุ้ง และโจทก์ได้คัดค้าน ซึ่งต่อมาศาลพิพากษายกคำร้องขอของจำเลยตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.4 นั้นเห็นว่า ในคดีดังกล่าวมีประเด็นว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลหรือไม่ และมีเหตุสมควรที่จะตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางฟุ้งหรือคุ้งหรือไม่ จึงมีประเด็นต่างกัน แม้ในคดีก่อนศาลจะฟังว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 เป็นของนางฟุ้งหรือคุ้งผู้ตายเพียงผู้เดียว ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นประเด็นที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วในคดีก่อน จึงไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวในคดีก่อนมาผูกพันจำเลยในคดีนี้ได้ส่วนจำเลยเป็นฝ่ายปลูกบ้านอยู่อาศัยและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา เมื่อโจทก์ไปขอรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวและขอเปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ของที่ดินดังกล่าวเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ฝ่ายจำเลยก็ไปคัดค้านตลอดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.9 จ.10 และจ.15 จำเลยกับนายอรรถ พัชรัษเฐียร สามียังเบิกความถึงการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทว่าเดิมที่ดินดังกล่าวเป็นของนายทองและนางเล็ก ใจสนุก บิดามารดาของจำเลยและนางฟุ้งหรือคุ้งต่อมาประมาณปี 2475 นางเล็กได้ยกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินดังกล่าวให้จำเลย ขณะนั้นที่ดินยังไม่มีเอกสารสิทธิในปี 2476 จำเลยและนายอรรถได้ปลูกบ้านเลขที่ 10 ในที่ดินพิพาทตามภาพถ่ายหมายล.1 และปลูกต้นไม้ผลทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ต่อมาปี 2527 มีการตัดถนนสายขนอม - ดอนสัก ผ่านที่ดินดังกล่าวทำให้ที่ดินแบ่งออกเป็น 2 แปลง ที่ดินพิพาทอยู่ทางทิศเหนือของถนนจำเลยจึงปลูกบ้านหลังใหม่ตามภาพถ่ายหมาย ล.3 เพื่อหลบแนวถนน ส่วนนางฟุ้งหรือคุ้งได้ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ในที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงแทนน้องทุกคนรวมทั้งจำเลย จำเลยยังมีนายจรุง เสือทอง นายจรัส เสือทอง นายกระจ่างเมฆแดง ซึ่งล้วนเป็นคนดั้งเดิมของท้องที่ดังกล่าวและนางชฎาพร ชูรุจิพร บุตรของจำเลยเป็นพยานเบิกความสนับสนุน แม้ในเรื่องนายทองและนางเล็กยกที่ดินพิพาทให้จำเลยนายจรุงได้รับคำบอกเล่าจากนายแพและนางล้อม ส่วนนางชฎาพรได้รับคำบอกเล่าจากจำเลยและนายอรรถ แต่คำบอกเล่าดังกล่าวก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของจำเลยได้ ทั้งเมื่อพิจารณาสภาพบ้านเลขที่ 10 ของจำเลยทั้งสองหลังตามภาพถ่ายหมาย ล.1 และ ล.3 ก็แสดงว่าจำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลานานแล้ว และบ้านทั้งสองหลังก็ปลูกสร้างในลักษณะถาวรเหมือนปลูกสร้างในที่ดินของตนเอง ล้วนสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานจำเลยข้างต้น โจทก์เองก็ไม่ทราบว่าจำเลยเข้าปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทตั้งแต่เมื่อไรและโดยอาศัยสิทธิอะไรที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยว่าเมื่อจะทำอะไร เห็นจำเลยไปขออนุญาตนางฟุ้งหรือคุ้งทุกครั้งนั้น มีแต่โจทก์ปากเดียวเบิกความลอย ๆ ทำให้มีน้ำหนักน้อยพยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนางฟุ้งหรือคุ้งแต่เป็นของจำเลย นางฟุ้งหรือคุ้งจึงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามฟ้องที่จะมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ยุพินหรือธวัลพร พริกนุ่น
จำเลย — นาง แดง พัชรัษเฐียร
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 687/2547
#410860
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนมีประเด็นว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลหรือไม่ และมีเหตุสมควรที่จะตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ ฟ. หรือไม่ จึงมีประเด็นต่างกัน แม้ในคดีก่อนศาลจะฟังว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 312 เป็นของ ฟ. ผู้ตายเพียงผู้เดียว ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นประเด็นที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วในคดีก่อน จึงไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวในคดีก่อนมาผูกพันจำเลยในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 10 หมู่ที่ 3 ตำบลควนทอง (ท้องเนียน) อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโจทก์ และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 15,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินโจทก์

จำเลยให้การว่า นางฟุ้งหรือคุ้ง ใจสนุก ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินทั้งแปลงแต่มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 แทนน้อง 3 คน คือนางล้อม ชูเขียว นายแพ ใจสนุก และจำเลย เนื่องจากเดิมที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของนายทองและนางเล็ก ใจสนุก บิดามารดาของนางฟุ้งหรือคุ้ง นางล้อม นายแพ และจำเลย ต่อมาในปี 2475 นายทองและนางเล็กได้แบ่งปันและยกที่ดินดังกล่าวให้บุตรทั้ง 4 คน เพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัยเป็นส่วนสัด และจำเลยได้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในที่ดินดังกล่าว นางฟุ้งหรือคุ้งจึงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้งแปลงให้แก่โจทก์ และพินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะเนื่องจากเจ้ามรดกถูกหลอกให้พิมพ์ลายนิ้วมือในพินัยกรรม ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่เพียง 2 ไร่เศษ อาจให้เช่าได้ค่าเช่าเพียงปีละ 5,000 บาท และมีราคา 300,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า นายทองและนางเล็ก ใจสนุก มีบุตร 4 คน คือ นางฟุ้งหรือคุ้ง ใจสนุก นางล้อม ชูเขียว นายแพ ใจสนุก และจำเลย ส่วนโจทก์เป็นหลานของนางล้อม ที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 เอกสารหมาย จ.2 มีชื่อนางฟุ้งหรือคุ้งเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดิน ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.3 และมีจำเลยปลูกบ้านเลขที่ 10 อาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท ในปี 2538 นางฟุ้งหรือคุ้งถึงแก่กรรม โจทก์จึงนำพินัยกรรมของนางฟุ้งหรือคุ้งตามเอกสารหมาย จ.8 ที่ยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 ให้โจทก์ไปจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางฟุ้งหรือคุ้งหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหานี้โจทก์มีตัวโจทก์ปากเดียวเป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางฟุ้งหรือคุ้ง โดยโจทก์ไม่มีพยานบุคคลอื่นมาสนับสนุน และแม้ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 ตามเอกสารหมาย จ.2 จะมีชื่อนางฟุ้งหรือคุ้งเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานในเบื้องต้นว่านางฟุ้งหรือคุ้งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เท่านั้น ไม่เป็นข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาด ฝ่ายจำเลยอาจนำสืบหักล้างได้ ส่วนที่จำเลยเคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางฟุ้งหรือคุ้ง และโจทก์ได้คัดค้าน ซึ่งต่อมาศาลพิพากษายกคำร้องขอของจำเลยตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.4 นั้น เห็นว่า ในคดีดังกล่าวมีประเด็นว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลหรือไม่ และมีเหตุสมควรที่จะตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางฟุ้งหรือคุ้งหรือไม่ จึงมีประเด็นต่างกัน แม้ในคดีก่อนศาลจะฟังว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 เป็นของนางฟุ้งหรือคุ้งผู้ตายเพียงผู้เดียว ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นประเด็นที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วในคดีก่อน จึงไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวในคดีก่อนมาผูกพันจำเลยในคดีนี้ได้ ส่วนจำเลยเป็นฝ่ายปลูกบ้านอยู่อาศัยและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา เมื่อโจทก์ไปขอรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวและขอเปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ของที่ดินดังกล่าวเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ฝ่ายจำเลยก็ไปคัดค้านตลอดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.9 จ.10 และ จ.15 จำเลยกับนายอรรถ พัชรัษเฐียร สามียังเบิกความถึงการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทว่าเดิมที่ดินดังกล่าวเป็นของนายทองและนางเล็ก ใจสนุก บิดามารดาของจำเลยและนางฟุ้งหรือคุ้ง ต่อมาประมาณปี 2475 นางเล็กได้ยกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินดังกล่าวให้จำเลย ขณะนั้นที่ดินยังไม่มีเอกสารสิทธิ ในปี 2476 จำเลยและนายอรรถได้ปลูกบ้านเลขที่ 10 ในที่ดินพิพาทตามภาพถ่ายหมาย ล.1 และปลูกต้นไม้ผลทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ต่อมาปี 2527 มีการตัดถนนสายขนอม-ดอนสัก ผ่านที่ดินดังกล่าวทำให้ที่ดินแบ่งออกเป็น 2 แปลง ที่ดินพิพาทอยู่ทางทิศเหนือของถนน จำเลยจึงปลูกบ้านหลังใหม่ตามภาพถ่ายหมาย ล.3 เพื่อหลบแนวถนน ส่วนนางฟุ้งหรือคุ้งได้ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ในที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงแทนน้องทุกคนรวมทั้งจำเลย จำเลยยังมีนายจรุง เสือทอง นางจรัส เสือทอง นายกระจ่าง เมฆแดง ซึ่งล้วนเป็นคนดั้งเดิมของท้องที่ดังกล่าวและนางชฎาพร ชูรุจิพร บุตรของจำเลยเป็นพยานเบิกความสนับสนุน แม้ในเรื่องนายทองและนางเล็กยกที่ดินพิพาทให้จำเลย นายจรุงได้รับคำบอกเล่าจากนายแพและนางล้อม ส่วนนางชฎาพรได้รับคำบอกเล่าจากจำเลยและนายอรรถ แต่คำบอกเล่าดังกล่าวก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของจำเลยได้ ทั้งเมื่อพิจารณาสภาพบ้านเลขที่ 10 ของจำเลยทั้งสองหลังตามภาพถ่ายหมาย ล.1 และ ล.3 ก็แสดงว่าจำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลานานแล้ว และบ้านทั้งสองหลังก็ปลูกสร้างในลักษณะถาวรเหมือนปลูกสร้างในที่ดินของตนเอง ล้วนสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานจำเลยข้างต้น โจทก์เองก็ไม่ทราบว่าจำเลยเข้าปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทตั้งแต่เมื่อไรและโดยอาศัยสิทธิอะไร ที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยว่าเมื่อจะทำอะไรเห็นจำเลยไปขออนุญาตนางฟุ้งหรือคุ้งทุกครั้งนั้นมีแต่โจทก์ปากเดียวเบิกความลอย ๆ ทำให้มีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนางฟุ้งหรือคุ้งแต่เป็นของจำเลย นางฟุ้งหรือคุ้งจึงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามฟ้องที่จะมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางยุพินหรือธวัลพร พริกนุ่น
จำเลย — นางแดง พัชรัษเฐียร
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 686/2547
#411074
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาซื้อขายทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาดระหว่างผู้ร้องกับเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องจะต้องนำเงินที่ค้างชำระไปชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันซื้อ ถ้าไม่นำเงินที่เหลือมาชำระให้เสร็จภายในกำหนดดังกล่าว ผู้ร้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีริบเงินมัดจำที่ได้วางไว้ ฯลฯ เช่นนี้ เป็นสัญญาซื้อขายที่บริบูรณ์และเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ผู้ร้องขอรับเงินมัดจำคืนและเจ้าพนักงานบังคับคดียอมคืนเงินมัดจำให้แก่ผู้ร้องบางส่วนแต่ยังคงเหลือไว้ร้อยละ 5 ของราคาทรัพย์พิพาทนั้น เป็นการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการบรรเทาความเดือนร้อนให้แก่ผู้ร้องเพราะผู้ร้องยังไม่อาจจดทะเบียนรับโอนทรัพย์พิพาทพร้อมทั้งวางเงินค่าทรัพย์พิพาทที่เหลือทั้งหมดเนื่องจากจำเลยคัดค้านการขายทอดตลาดส่วนการที่จำเลยคัดค้านการขายทอดตลาดเป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่สามารถใช้สอยประโยชน์ในทรัพย์พิพาทได้ตามความประสงค์นั้นเป็นเรื่องความคาดหวังในการประกอบธุรกิจของผู้ร้องเอง แต่ทรัพย์พิพาทมิได้เสียหายแต่ประการใด ในทางตรงกันข้ามผู้ร้องยังกลับจะได้ประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิมเพราะระยะเวลาที่ผ่านไปหลายปีราคาทรัพย์พิพาทอาจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผู้ร้องยังสามารถซื้อทรัพย์พิพาทได้ในราคาเท่ากับเมื่อหลายปีที่ผ่านมาโดยวางเงินมัดจำเพียงร้อยละ 5 ของราคาทรัพย์พิพาทเท่านั้น กรณีมิใช่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 2 อันว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงมิอาจขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดและขอคืนเงินมัดจำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นโจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 34657, 7536 และ 34205 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยขายทอดตลาด ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์พิพาททั้งหมดดังกล่าวได้ในราคา 7,050,000 บาท

ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องว่า ทรัพย์พิพาทที่ขายทอดตลาดมีราคาสูงกว่า 10,000,000 บาท แต่ขายได้ราคาเพียง 7,050,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำมากทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและประกาศขายทอดตลาดใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องซื้อทรัพย์พิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 ได้ทำสัญญาซื้อขายกับเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยวางมัดจำไว้ร้อยละ 25 ของราคาที่ซื้อขาย แต่จำเลยคัดค้านการขายทอดตลาดเจ้าพนักงานบังคับคดีได้คืนเงินมัดจำบางส่วนแก่ผู้ร้อง คงเหลือไว้ร้อยละ 5 ของราคาที่ซื้อขาย แม้ศาลฎีกาจะพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลย แต่เวลาได้ล่วงเลยมาถึง 3 ปีเศษนับแต่วันที่ผู้ร้องซื้อทรัพย์พิพาทได้ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่สามารถโอนทรัพย์พิพาทให้ได้ ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอให้ยกเลิกการซื้อขาย ขอให้บังคับเจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินมัดจำส่วนที่เหลืออยู่แก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องซื้อทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2540 ผู้ร้องทำสัญญาซื้อขายทรัพย์พิพาทกับเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยวางเงินมัดจำร้อยละ 25 ของราคาที่ซื้อขาย แต่ในระหว่างนั้นจำเลยยื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงขอรับเงินมัดจำคืน เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินมัดจำให้แก่ผู้ร้องบางส่วน ยังคงเหลือมัดจำร้อยละ 5 ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทของจำเลย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องมีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายทรัพย์พิพาทหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายทรัพย์พิพาท ฉบับลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2540 ระหว่างผู้ร้องกับเจ้าพนักงานบังคับคดีข้อ 2 และข้อ 3 ผู้ร้องจะต้องนำเงินที่ค้างชำระอยู่รวมเป็นเงิน 5,287,500 บาท ไปชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันซื้อ ถ้าไม่นำเงินที่เหลือมาชำระให้เสร็จภายในกำหนดดังกล่าว ผู้ร้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีริบเงินมัดจำที่ได้วางไว้ ฯลฯ เช่นนี้ เป็นสัญญาซื้อขายที่บริบูรณ์และเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ผู้ร้องขอรับเงินมัดจำคืนและเจ้าพนักงานบังคับคดียอมคืนเงินมัดจำให้แก่ผู้ร้องบางส่วนแต่ยังคงเหลือไว้ร้อยละ 5 ของราคาทรัพย์พิพาทนั้นเป็นการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ร้องเพราะผู้ร้องยังไม่อาจจดทะเบียนรับโอนทรัพย์พิพาทพร้อมทั้งวางเงินค่าทรัพย์พิพาทที่เหลือทั้งหมดเนื่องจากจำเลยคัดค้านการขายทอดตลาด ส่วนการที่จำเลยคัดค้านการขายทอดตลาดเป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่สามารถใช้สอยประโยชน์ในทรัพย์พิพาทได้ตามความประสงค์นั้นเป็นเรื่องความคาดหวังในการประกอบธุรกิจของผู้ร้องเอง แต่ทรัพย์พิพาทมิได้เสียหายแต่ประการใด ในทางตรงกันข้ามผู้ร้องยังกลับจะได้ประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิมเพราะระยะเวลาที่ผ่านไปหลายปีราคาทรัพย์พิพาทอาจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผู้ร้องยังสามารถซื้อทรัพย์พิพาทได้ในราคาเท่ากับเมื่อหลายปีที่ผ่านมาโดยวางเงินมัดจำเพียงร้อยละ 5 ของราคาทรัพย์พิพาทเท่านั้นกรณีมิใช่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งภาค 4 ลักษณะ 2 อันว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงมิอาจขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดและขอคืนเงินมัดจำได้ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า เมื่อผู้ร้องซื้อทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาดได้แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทให้แก่ผู้ร้อง แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการโอนให้จนระยะเวลาผ่านไป 4 ปี นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้วฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางโสภิดา มั่นจิตร
จำเลย — นายอำนาจ ปรมาธิกุล
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 684/2547
#411007
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

จำเลยฎีกาว่า จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2541 แต่พนักงานสอบสวนยื่นคำขอผัดฟ้องเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2541 เกินกำหนดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี พนักงานสอบสวนขอผัดฟ้องภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ดังนี้ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาในวันใด เป็นการโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง หาใช่ข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 32, 43, 157, 160

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางศิริพร รุ่งเรืองหรือแซ่ลิ้ม มารดาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157, 160 (ที่ถูก มาตรา 43 (4) (8), 157, 160 วรรคสาม) เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ให้จำคุก 3 เดือน ปรับ 4,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โทษชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยยื่นฎีกาโดยอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะไม่ได้ผัดฟ้องภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อนี้มา ได้ตรวจดูฎีกาของจำเลยในข้อนี้แล้ว จำเลยฎีกาว่า จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2541 แต่พนักงานสอบสวนยื่นคำขอผัดฟ้องเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2541 เกินกำหนดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.2 พนักงานสอบสวนขอผัดฟ้องภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ดังนี้ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาในวันใด เป็นการโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง หาใช่ข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยนี้ไว้ จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางศิริพร รุ่งเรืองหรือแซ่ล้ม
จำเลย — นายบุญส่งหรือพัสกร วงศ์อนันตโชติ
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ประชา ประสงค์จรรยา
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 679/2547
#112985
เปิดฉบับเต็ม

การตีความตามสัญญาต้องเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 ด้วย จะถือเอาแต่เพียงชื่อของสัญญาเป็นเด็ดขาดไม่ได้ เมื่อข้อความในสัญญาประกอบกับพยานหลักฐานฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีเจตนาทำสัญญาโอนขายมาสเตอร์เทป 1 ต้นแบบเท่านั้น มิได้มีเจตนาทำสัญญาโอนขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงดังกล่าวแต่อย่างใด ลิขสิทธิ์ในงานเพลงจึงยังเป็นของจำเลยที่ 1 ดังนั้นการที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันผลิตมาสเตอร์เทปเพลงทั้ง 14 เพลงดังกล่าวเป็น 3 ชุด ซึ่งเป็นคนละเวอร์ชันกับมาสเตอร์เทปที่จำเลยที่ 1 โอนขายให้โจทก์ย่อมไม่ใช่การดัดแปลงงานดนตรีกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27 , 28 , 69 วรรคสอง และ 74

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้แต่งคำร้องและทำนองเพลงรวม 14 เพลง ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมเกี่ยวกับเพลงดังกล่าวและเพลงช้างรวม 15 เพลง ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ได้ค่าตอบแทนจำนวน 360,000 บาท และเงินจากการจำหน่ายเทปเพลงข้างต้นตั้งแต่ม้วนที่ 30,000 เป็นต้นไปอีกม้วนละ 12 บาท ตามสัญญา หลังจากทำสัญญาแล้วโจทก์ผลิตเทปเพลงชุดฝากไว้ให้คิดถึงตามวัตถุพยานหมาย จ. 2 ออกจำหน่ายแก่คนทั่วไป ครั้นวันที่ 1 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างผลิตมาสเตอร์เทปเพลงให้แก่จำเลยที่ 2 รวม 3 ชุด โดยมีเพลงซ้ำกับเพลงที่โจทก์ทำสัญญาไว้กับจำเลยที่ 1 เพลงที่ทำซ้ำขึ้นดังกล่าวนี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับร้อง บริษัทไอ. ฟินิกซ์ จำกัด เป็นผู้ทำดนตรีและให้ใช้ห้องบันทึกเสียง ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ผลิตเทปเพลงและซีดีเพลงข้างต้นออกวางจำหน่าย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สัญญาโอนลิขสิทธิ์ดนตรีกรรมลงวันที่ 30 ตุลาคม 2538 ตามเอกสารหมาย จ. 1 ข้อ 3 มีข้อความโดยสรุปว่า จำเลยที่ 1 ผู้โอนตกลงโอนลิขสิทธิ์ในงานเพลงทั้งสิบสี่เพลงตามคำฟ้องกับเพลงช้างให้แก่โจทก์ตลอดอายุของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำ ถ่าย อัดเพลงและเสียงขับร้องลงในแถบบันทึกเสียงแม่แบบ (มาสเตอร์เทป) จำนวน 1 ชุด ทั้งนี้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น เพื่อโจทก์จะได้นำไปจัดทำ ถ่าย อัด บันทึกเสียงลงในแถบบันทึกเสียงหรือโสตทัศนวัสดุแล้วนำออกเผยแพร่หรือจัดเผยแพร่ จำหน่าย จ่ายโอน และแจกแก่สาธารณชนในทางการประกอบอาชีพ ในสัญญาดังกล่าว ข้อ 5 ระบุว่า จำเลยที่ 1 สัญญาว่าไม่เคยนำลิขสิทธิ์ในงานเพลงดังกล่าวและแม่แบบแถบบันทึกเสียง (มาสเตอร์เทป) ไปโอนและมอบให้ผู้หนึ่งผู้ใดจัดทำแถบบันทึกเสียงและขับร้องเพลงตามสัญญานี้มาก่อน ทั้งต่อไปจะไม่ยอมมอบให้ผู้ใดและหรือสนับสนุนให้ไปจัดทำเองเพื่อจำหน่าย จ่าย แจก ขาย อันเป็นการแข่งขันทางการค้ากับโจทก์ จำเลยทั้งสี่โต้แย้งว่า เป็นสัญญาซื้อขายมาสเตอร์เทป ไม่ใช่สัญญาโอนลิขสิทธิ์ พยานโจทก์คนหนึ่งตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า เงินจำนวน 360,000 บาท ตามสัญญาไม่ใช่ค่าตอบแทนในการโอนลิขสิทธิ์ แต่เป็นเงินให้ไปทำมาสเตอร์เทป ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานจำเลยที่ 1 ที่มีความเห็นว่าเงินจำนวนนี้น่าจะเป็นเงินค่าใช้จ่ายในการผลิตมาสเตอร์เทปเพราะเป็นเงินจำนวนค่อนข้างน้อย และการที่โจทก์ให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการจำหน่ายเทปตั้งแต่ม้วนที่ 30,000 เป็นต้นไปในอัตราม้วนละ 12 บาท แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญา ข้อ 4.1 ด้วย ยิ่งทำให้เข้าใจว่าสัญญาดังกล่าวมิใช่สัญญาโอนขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงดังกล่าว แต่เป็นเพียงสัญญาโอนขายมาสเตอร์เทปเท่านั้น เพราะถ้าหากเป็นการโอนขายลิขสิทธิ์เด็ดขาด โจทก์ก็ไม่จำต้องให้ผลประโยชน์ตอบแทนในส่วนนี้อีก และในกรณีที่ผู้โอนต้องจัดทำมาสเตอร์เทปด้วย ในวงการเพลงถือว่าเป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิ 1 ครั้ง ใน 1 ต้นแบบ หรือ 1 เวอร์ชัน? ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าสัญญาโอนลิขสิทธิ์ดนตรีกรรมมีข้อความชัดเจนแล้วว่าโจทก์เป็นผู้รับโอนลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรม โจทก์จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเพลงตามสัญญา จะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นั้น เห็นว่า การตีความตามสัญญาต้องเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 คือต้องถือหลักตามความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย จะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ นอกจากนี้การตีความสัญญายังต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 ด้วย เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับความหมายของข้อความในสัญญา ศาลจึงต้องแสวงหาเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย โดยค้นหาเอาจากข้อความในสัญญาทั้งฉบับรวมทั้งพฤติการณ์ที่คู่สัญญาปฏิบัติต่อกันหลังจากทำสัญานั้นด้วย จะถือเอาแต่เพียงชื่อของสัญญาเป็นเกณฑ์เด็ดขาดดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ได้ เมื่อข้อความในสัญญาโอนลิขสิทธิ์ดนตรีกรรมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มีความหมายไม่ชัดเจนว่าเป็นสัญญาโอนขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงโดยเด็ดขาดหรือเป็นแต่เพียงสัญญาโอนขายมาสเตอร์เทป 1 ต้นแบบ หรือ 1 เวอร์ชัน และพฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ปฏิบัติต่อกันหลังจากทำสัญญานั้นประกอบกับพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ดังได้วินิจฉัยข้างต้นแล้ว แสดงให้เห็นว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีเจตนาทำสัญญาเป็นสัญญาโอนขายมาสเตอร์เทป 1 ต้นแบบ หรือ 1 เวอร์ชัน เท่านั้น มิได้มีเจตนาโอนขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงดังกล่าวกันแต่อย่างใด ลิขสิทธิ์ในงานเพลงนั้นจึงยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อลิขสิทธิ์ในดนตรีกรรมคือเพลงทั้งสิบสี่เพลงตามคำฟ้องยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 มิได้โอนไปเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันผลิตมาสเตอร์เทปเพลงทั้งสิบสี่เพลงดังกล่าวเป็น 3 ชุด ซึ่งเป็นคนละเวอร์ชันกับมาสเตอร์เทปที่จำเลยที่ 1 โอนขายให้แก่โจทก์ ย่อมมิใช่การดัดแปลงงานดนตรีกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีความผิดตามคำฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น.

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 368
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พี.จี.เอ็ม. เร็คคอร์ด จำกัด
จำเลย — นายวิสา คัญทัพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสุรพล คงลาภ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา