คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 511/2547
#411071
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีหลังตาม ป.อ. มาตรา 58 นั้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีความปรากฏแก่ศาลเองหรือปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานก็ตาม จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าจำเลยยอมรับหรือไม่คัดค้านในข้อที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกในคดีก่อน และโทษจำคุกนั้นศาลให้รอการลงโทษไว้ ศาลจึงจะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีหลังได้

คดีนี้จำเลยให้การว่า "ให้การรับสารภาพตลอดข้อหา" เป็นเพียงการยอมรับว่ากระทำผิดตามฟ้องเท่านั้น มิได้ยอมรับว่าเคยต้องโทษถึงที่สุดในคดีก่อนตามที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องที่ศาลชั้นต้นนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้จึงไม่ถูกต้องแต่การที่จำเลยบรรยายในคำฟ้องอุทธร์ว่า "เมื่อจำเลยต้องคำพิพากษาในคดีก่อนและศาลอุทธรณ์รอการลงโทษ" และในตอนท้ายอุทธรณ์ยังยอมรับอย่างชัดแจ้งว่าขอให้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยในสถานเบาและนำโทษที่ศาลอุทธรณ์ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7608/2543 ที่ศาลรอการลงโทษมาบวกเข้ากับคดีนี้ ถือได้ว่าความปรากฏแก่ศาลอุทธรณ์คดีนี้และจำเลยยอมรับในข้อที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาของศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์คดีดังกล่าวพิพากษาให้รอการลงโทษไว้ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7608/2543 แล้ว ดังนั้น ศาลอุทธรณ์จึงนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287, 33 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 ลงโทษจำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า หนังสือลามกของกลางมีเป็นจำนวนมาก เป็นภัยต่อศีลธรรมอันดีและสังคม ประกอบกับศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7608/2543 ลงวันที่ 15 กันยายน 2543 ให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีแล้วจำเลยกลับมากระทำความผิดในลักษณะเช่นเดียวกันโดยไม่สำนึก จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษและให้นำโทษจำคุกจำเลย 3 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3623/2543 ของศาลชั้นต้น บวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ รวมเป็นจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 3623/2543 ของศาลชั้นต้น โดยให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้นำโทษจำคุกในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายขอให้นำโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3623/2543 ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่าการที่จะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ศาลพิพากษาในคดีหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 นั้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานก็ตาม จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยยอมรับหรือไม่คัดค้านในข้อที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนที่ให้ลงโทษจำคุกและโทษจำคุกนั้นศาลให้รอการลงโทษไว้เสียก่อน ศาลจึงจะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีหลังได้ คดีนี้จำเลยให้การว่า "ให้การรับสารภาพตลอดข้อหา" อันเป็นเพียงการยอมรับว่ากระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น มิได้ยอมรับว่าเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนตามที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3623/2543 ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้จึงไม่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามการที่จำเลยบรรยายในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า "เมื่อจำเลยต้องคำพิพากษาในคดีก่อน และศาลอุทธรณ์รอการลงโทษ" และในตอนท้ายอุทธรณ์ยังยอมรับอย่างชัดแจ้งยิ่งขึ้นว่า ขอให้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยคดีนี้ในสถานเบาและ "นำโทษที่ศาลอุทธรณ์ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7608/2543 ที่ศาลรอการลงโทษมาบวกเข้ากับคดีนี้" ถือได้ว่าความปรากฏแก่ศาลอุทธรณ์คดีนี้และจำเลยยอมรับในข้อที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3623/2543 ของศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน และศาลอุทธรณ์คดีดังกล่าวพิพากษาให้รอการลงโทษไว้ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7608/2543 แล้ว ดังนั้น ศาลอุทธรณ์คดีนี้จึงชอบที่จะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3623/2543 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ การที่ศาลอุทธรณ์คดีนี้ยกคำขอให้บวกโทษของโจทก์ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางยุวบูรณ์ บุญเกษม
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 492 -ที่ 498/2547
#55070
เปิดฉบับเต็ม

การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เนื่องมาจากเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้ตามมาตรา 56 และ 56 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 19,23,87 ตรี,88/4,91/21 และ 123 ให้โจทก์ไปพบเจ้าพนักงานประเมินเพื่อทำการไต่สวน เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกไต่สวนโจทก์ตามมาตรา 23 ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาในการออกหมายเรียก

โจทก์มิใช่ตัวแทนของผู้ที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์แต่เป็นผู้ซื้อที่ดินมาจัดสรรแบ่งเป็นแปลงย่อยแปลงละ 5 ไร่ รวม 230 แปลง ขายให้แก่บุคคลทั่วไปโดยจัดให้มีสาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งในทางค้าหรือหากำไร เงินที่โจทก์ได้รับจากการขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี และเป็นรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะ

โจทก์มีภาระต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ภาษีการค้า และภาษีธุรกิจเฉพาะ เมื่อมีเงินได้และรายรับตามมาตรา 56,78(เดิม) และ 91/8 แห่งประมวลรัษฎากรเงินได้ในปีภาษีใดก็ต้องเสียภาษีในปีภาษีนั้น และรายรับในเดือนภาษีใดก็ต้องเสียภาษีในเดือนภาษีนั้น แม้จะยังมิได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันในปีภาษีนั้น ดังนั้น การที่โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจึงไม่ทำให้ภาระการเสียภาษีดังกล่าวที่โจทก์มีอยู่ก่อนแล้วหมดสิ้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเจ็ดสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

โจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากร เลขที่ 51/2538 ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 ตรวจสอบไต่สวนการเสียภาษีอากรของโจทก์ต่อมามีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) เลขที่04140130/1/100049 เลขที่ 04140130/1/100051 และเลขที่ 04140130/1/100053ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2541 ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2533 (ครึ่งปี) ปีภาษี2534 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2535 (ครึ่งปี) มีหนังสือแจ้งภาษีการค้า (ภ.ค.80) เลขที่04140130/4/100003 ถึงเลขที่ 04140130/4/100005 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2541 ประเมินภาษีการค้าเดือนเมษายนถึงธันวาคม 2532 มกราคมถึงธันวาคม 2533 และมกราคมถึงธันวาคม 2534 และมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภธ.73.1)เลขที่ 04140130/6/100001 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2541 ประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2535 โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ อย/0025/2543 เลขที่ อย/0027/2543 เลขที่ อย/0029/2543 และเลขที่ อย/0031/2543 ถึงเลขที่ อย/0034/2543 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 ตามลำดับโจทก์เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายกล่าวคือ โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตั้งแต่ปีภาษี 2528 ถึง 2539 ครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินต้องออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนภาษีอากรโจทก์ภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้ยื่นรายการ เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และนำเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาจตุจักร ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์นั้นไม่ถูกต้อง เพราะมิใช่เงินได้พึงประเมินจากการขายที่ดินตามที่โจทก์ถูกแจ้งการประเมิน แต่เป็นเงินของโจทก์กับภริยาโจทก์บางส่วน และเป็นเงินของสมาชิกชมรมไม้ผลแห่งประเทศไทยเป็นค่าใช้จ่ายในการทำสวนเกษตรกรรม เป็นค่ารดน้ำต้นไม้ ค่าปุ๋ย ค่าฉีดยาฆ่าแมลง ค่าปลูกไม้ผลยืนต้น ค่าสูบน้ำเข้าสวน ค่าปลูกเพิงที่พัก ค่าขุดร่องน้ำ ค่าท่อ ค่าวางท่อและค่าถมดินเป็นต้น โดยเป็นค่าใช้จ่ายปี 2532 จำนวน 2,000,000 บาทปี 2533 จำนวน 2,000,000 บาท ปี 2534 จำนวน 1,200,000 บาท และปี 2535 จำนวน220,000 บาท โจทก์มิได้จัดสรรที่ดินจำหน่าย โจทก์เป็นประธานชมรมไม้ผลแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนการจัดซื้อที่ดิน จัดทำสาธารณูปโภคและแบ่งแยกที่ดิน โดยเมื่อปี 2526สมาชิกชมรมร่วมกันใช้ชื่อโจทก์ซื้อที่ดินและรวมโฉนด ต่อมาแบ่งแยกให้เจ้าของแต่ละรายเพื่อทำการเกษตรเจตนาในการดำเนินการดังกล่าวมิใช่การจัดสรรที่ดินขาย ต่อมามีปัญหาเรื่องลำรางสาธารณะและปัญหาอื่น ๆ ไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินให้แก่สมาชิกได้ มีสมาชิกบางรายขอเงินคืน โดยทำหลักฐานในลักษณะสลักหลังสัญญาหรือใช้ใบถอนเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ให้ผู้ซื้อที่ดินรับเงินคืนจากธนาคารด้วยตนเอง โจทก์แบ่งที่ดินให้สมาชิก มิใช่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรสมาชิกชมรมไม้ผลแห่งประเทศไทยมอบอำนาจให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการรังวัดที่ดิน การรวมโฉนด และการแบ่งแยกที่ดิน ที่ดินที่มีการจดทะเบียนโอนทุกแปลง โจทก์ได้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะและถูกหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายแล้ว ยอดรายรับจากบัญชีเงินฝากของโจทก์มิใช่รายรับทั้งหมดของโจทก์ หากโจทก์ต้องเสียภาษีตามการประเมินเรียกเก็บของเจ้าพนักงานประเมินย่อมเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อน โจทก์ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีอากร ไปให้การและส่งมอบเอกสารที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งด้วยดีตลอดมา ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2533(ครึ่งปี) ปีภาษี 2534 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2535 (ครึ่งปี) ภาษีการค้าเดือนภาษีเมษายนถึงธันวาคม 2532 มกราคมถึงธันวาคม 2533 และมกราคมถึงธันวาคม 2534 กับภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีมกราคมถึงสิงหาคม 2535 ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) เลขที่ 04140130/1/100049 เลขที่ 04140130/1/100051 และเลขที่ 04140130/1/100053 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2541 หนังสือแจ้งภาษีการค้า (ภ.ค. 80) เลขที่ 04140130/4/100003 ถึงเลขที่ 04140130/4/100005 ลงวันที่ 21สิงหาคม 2541 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภธ. 73.1) เลขที่04140130/6/100001 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2541 คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ อย/0025/2543 เลขที่ อย/0027/2543 เลขที่ อย/0029/2543 และเลขที่ อย/0031/2543ถึงเลขที่ อย/0034/2543 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดสำนวนให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ข้อมูลจากสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขาเสนา และจากการตรวจสอบภาษีอากรว่าเมื่อประมาณปี 2528 โจทก์จัดสรรที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลแก้วฟ้า อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยารวม 135 โฉนด เนื้อที่ 2,123 ไร่ 2 งาน 62 ตารางวา ออกจำหน่าย มีการปรับปรุงที่ดินแล้วแบ่งเป็นแปลงย่อย แปลงละ 5 ไร่ ให้ผู้ซื้อปลูกบ้านอยู่อาศัยและทำสวนเกษตรโดยยังไม่ได้แบ่งแยกโฉนดให้แก่ผู้ซื้อ ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2533 โจทก์ยื่นคำร้องขอรวมโฉนดและแบ่งแยกออกเป็นโฉนดย่อยจำนวน 230 โฉนด แต่มีปัญหาเรื่องบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ จึงไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินได้ โจทก์ถูกพนักงานอัยการฟ้องคดีอาญาข้อหาบุกรุก ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษโจทก์คดีถึงที่สุดแล้วผู้ซื้อที่ดินบางรายให้การว่า ได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ โดยทำสัญญาระบุราคาที่ดินตารางวาละ12.50 บาท ค่าบริการที่ผู้จะขายจัดให้มีถนนใหญ่ ไฟฟ้า คลองส่งน้ำ คันป้องกันน้ำท่วมอีกตารางวาละ 87.50 บาท รวมตารางวาละ 100 บาท โดยจ่ายเงินจำนวนหนึ่งในวันทำสัญญา ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นรายเดือนรวม 60 เดือน เจ้าพนักงานประเมินได้รับอนุมัติขยายเวลาออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรโจทก์สำหรับปีภาษี 2528 ถึง 2535 จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 19, 23, 87 ตรี, 88/4, 91/21 และ 123 แห่งประมวลรัษฎากรออกหมายเรียกเลขที่ 51/2538 ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 เพื่อตรวจสอบภาษีอากรโจทก์สำหรับปีภาษีดังกล่าว พบว่าโจทก์มีเงินฝากเข้าบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาจตุจักร เป็นรายได้จากการผ่อนชำระราคาที่ดิน เจ้าพนักงานประเมินจึงรวบรวมยอดเงินฝากเข้าบัญชีแต่ละปี รายละเอียดดังนี้

ปี 2528 จำนวนเงินฝาก (บาท) 12,349,140.92

ปี 2529 จำนวนเงินฝาก (บาท) 2,140,675

ปี 2532 จำนวนเงินฝาก (บาท) 5,821,575.50

ปี 2533 จำนวนเงินฝาก (บาท) 12,865,777

ปี 2534 จำนวนเงินฝาก (บาท) 3,001,185.95

ปี 2535 จำนวนเงินฝาก (บาท) 220,320

เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าไม่ใช่ชมรมไม้ผลแห่งประเทศไทยซื้อที่ดินมาแบ่งระหว่างสมาชิก แต่โจทก์เป็นผู้จัดสรรที่ดินขายเองและมีลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรจึงต้องเสียภาษีการค้า ภาษีธุรกิจเฉพาะ และเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยนำเงินได้พึงประเมินจากยอดเงินฝากเข้าบัญชีดังกล่าวปี 2533,2534 และ 2535 รวมกับเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90) ปีนั้น ๆ ว่ามีเงินได้จากการเพาะพันธุ์ไม้ผลขาย รวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2533 (ครึ่งปี) ปีภาษี 2534 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2535(ครึ่งปี) ตามลำดับ โดยหักค่าใช้จ่ายให้เป็นการเหมา หักค่าลดหย่อนแล้วคำนวณภาษีเมื่อปรับปรุงคำนวณภาษีใหม่แล้วถือว่าโจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี เรียกเบี้ยปรับ 2 เท่า ของจำนวนภาษีตามมาตรา 26 แห่งประมวลรัษฎากร และคิดเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร คำนวณภาษีการค้าโดยถือว่าการประกอบกิจการของโจทก์เข้าลักษณะขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามประเภทการค้า 11 แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า โดยนำรายรับตั้งแต่เดือนเมษายนถึงธันวาคม 2532 มกราคมถึงธันวาคม 2533 มกราคมถึงธันวาคม 2534คำนวณภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 3.5 ของรายรับ โจทก์มิได้จดทะเบียนการค้าและมิได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีการค้า จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 87 (1), 87 ทวิ(1), 88, 88 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร เรียกเบี้ยปรับ 2 เท่า ของภาษี และเรียกเงินเพิ่มตามมาตรา 89 และ 89 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร คำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะโดยถือว่าโจทก์ประกอบกิจการจัดสรรที่ดินเข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ซึ่งต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตั้งแต่ปี 2535 ตามมาตรา 91/7 แห่งประมวลรัษฎากรโจทก์มิได้จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะและมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 91/15(1), 91/16(1), 91/21 แห่งประมวลรัษฎากร เรียกเก็บเบี้ยปรับ 2 เท่า ของภาษี และเงินเพิ่มตามมาตรา 91/21(6) ประกอบมาตรา 89(1), 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีดังกล่าวไปยังโจทก์ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว ข้ออ้างโจทก์ที่ว่ามีรายจ่ายปีภาษี 2532 ถึง 2535 นั้น เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ โจทก์ไม่เคยอ้างเรื่องนี้ในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงไม่มีสิทธินำประเด็นดังกล่าวมาฟ้องศาลการประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์ใช้เกณฑ์เงินสด โดยนำยอดเงินที่ปรากฏในบัญชีเงินฝากแต่ละปีถือเป็นเงินได้พึงประเมินและรายรับของโจทก์ ไม่เป็นการซ้ำซ้อนกับการเสียภาษีของโจทก์ขณะมีการจดทะเบียนโอนที่ดินในเวลาต่อมา โจทก์ไม่ส่งมอบบัญชีและเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีให้เจ้าพนักงานตรวจสอบ เจ้าพนักงานหาหลักฐานเกี่ยวกับรายได้ของโจทก์เอง โจทก์ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบไต่สวนจึงไม่มีเหตุอันควรผ่อนผันที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี2533 (ครึ่งปี) ปีภาษี 2534 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2535 (ครึ่งปี) ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลขที่ 04140130/1/100049 เลขที่ 04140130/1/100051 และเลขที่ 04140130/1/100053 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ อย/0025/2543 เลขที่ อย/0027/2543 เลขที่อย/0029/2543 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 โดยให้นำเงินได้พึงประเมินเงินฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาจตุจักร ของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 249 ถึง 338 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2533 มกราคมถึงมิถุนายน 2534 และมกราคมถึงมิถุนายน 2535 ตามลำดับ นำไปคำนวณภาษีตามมาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากร โดยหักค่าลดหย่อนตามมาตรา 47 แห่งประมวลรัษฎากร ให้กึ่งหนึ่ง นอกจากนั้นให้ยกเสีย และให้ยกฟ้องโจทก์สำนวนคดีหมายเลขดำที่ 63 ถึง 66/2544 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้สำหรับสำนวนที่ 3 และที่ 7

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกไต่สวนโจทก์เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยชอบหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า อธิบดีกรมสรรพากรมิได้อนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกไต่สวนโจทก์เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาการที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกไต่สวนโจทก์เกิน 2 ปี นับแต่วันโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเกินกำหนดเวลาตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์ เห็นว่า การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามฟ้องเป็นการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2533 (ครึ่งปี)ปีภาษี 2534 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2535 (ครึ่งปี) ซึ่งโจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการไว้ ตามหมายเรียกเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 450 ระบุว่าเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้ตามมาตรา 56 และ 56 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรปีภาษี 2528 ถึง 2535 ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 19, 23, 87 ตรี, 88/4, 91/21และ 123 ให้โจทก์ไปพบเจ้าพนักงานประเมินเพื่อทำการไต่สวน จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกไต่สวนโจทก์ตามมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาในการออกหมายเรียกการออกหมายเรียกไต่สวนโจทก์ของเจ้าพนักงานประเมินจึงกระทำโดยชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่าโจทก์เป็นตัวแทนของผู้ที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์อันเป็นมูลเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะตามฟ้องหรือไม่ที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นตัวแทนของสมาชิกชมรมไม้ผลแห่งประเทศไทยซึ่งซื้อที่ดินมาทำสวนผลไม้ แต่ได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันไว้เพื่อป้องกันโจทก์ฉ้อโกงโจทก์ในฐานะตัวแทนรับเงินจากบุคคลดังกล่าวเป็นค่าที่ดินและค่าปรับปรุงที่ดินนั้น เห็นว่าหากโจทก์เป็นตัวแทนดังที่นำสืบจริง เมื่อจะทำหลักฐานกันไว้เป็นหนังสือก็น่าจะทำหนังสือสัญญาตัวแทน ไม่มีเหตุจะทำเป็นหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเช่นนั้นตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 401 ถึง 497 มีรายละเอียดของที่ดินแปลงที่จะซื้อรวมทั้งราคาที่ดิน ค่าบริการและการผ่อนชำระราคาเป็นรายเดือนรวม 60 เดือน การที่บุคคลดังกล่าวผ่อนชำระราคาที่ดินแก่โจทก์เช่นนี้ ไม่ใช่ลักษณะของการตั้งตัวแทนไปซื้อที่ดินซึ่งตัวการย่อมจะต้องชำระราคาที่ดินแก่เจ้าของเดิมมิใช่มาผ่อนชำระแก่โจทก์ แม้โจทก์จะมีหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 68 ถึง 178 กับหนังสือสัญญาขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 70 ถึง 74 และแผ่นที่77 ถึง 82 ซึ่งระบุว่าสมาชิกชมรมไม้ผลแห่งประเทศไทยมอบอำนาจให้โจทก์ไปซื้อที่ดินกับรายงานการประชุมคณะกรรมการชมรมไม้ผลแห่งประเทศไทยเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 51 ถึง 54 ซึ่งระบุว่าให้โจทก์เป็นผู้จัดหาซื้อที่ดินมาเป็นพยาน เอกสารดังกล่าวขัดแย้งกับหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์ทำขึ้นเองและเป็นผลร้ายแก่โจทก์ที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นตัวแทนดังกล่าวจึงเลื่อนลอยและมีพิรุธจำเลยมีนางสาวเตือนใจคงตระกูล เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์โฆษณาขายที่ดินทางวิทยุ พยานซื้อไว้ 1 แปลงตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 88 และ 89 หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายหลายปี โจทก์ส่งหนังสือมอบอำนาจมาให้พยานลงชื่อแต่พยานไม่ได้ลงชื่อ กับมีนางสาวมธุรส สมันตรัฐ เบิกความสนับสนุนว่า นายมาโนช สมันตรัฐ บิดาพยานได้ซื้อที่ดินที่โจทก์จัดสรรขายด้วยเช่นกัน ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานจำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองโจทก์ทำนองว่ากลั่นแกล้งเบิกความให้เป็นผลร้ายแก่โจทก์นั้น เห็นว่าพยานจำเลยดังกล่าวเบิกความสอดคล้องกับหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์เป็นผู้ทำขึ้นเอง คำเบิกความไม่มีพิรุธ เชื่อว่าเบิกความตามความจริง พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มิใช่ตัวแทนของผู้ที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์แต่เป็นผู้ซื้อที่ดินมาจัดสรรแบ่งเป็นแปลงย่อยแปลงละ 5 ไร่ รวม 230 แปลง ขายให้แก่บุคคลทั่วไปโดยจัดให้มีสาธารณูปโภคต่าง ๆเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร เงินที่โจทก์ได้รับจากการขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี และเป็นรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ซื้อในปี 2540 และ 2541 ทั้งได้มีการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว การประเมินให้โจทก์เสียภาษีดังกล่าวอีกเป็นการไม่ชอบนั้นเห็นว่าโจทก์มีภาระต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ภาษีการค้า และภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อมีเงินได้และรายรับตามมาตรา 56, 78(เดิม) และ 91/8 แห่งประมวลรัษฎากรเงินได้ในปีภาษีใดก็ต้องเสียภาษีในปีภาษีนั้น และรายรับในเดือนภาษีใดก็ต้องเสียภาษีในเดือนภาษีนั้น แม้จะยังมิได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันในปีภาษีนั้นก็ตาม ดังนั้นการที่โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจึงไม่ทำให้ภาระการเสียภาษีดังกล่าวที่โจทก์มีอยู่ก่อนแล้วหมดสิ้นไปแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่าโจทก์ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า โจทก์กระทำการในฐานะตัวแทน ไม่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม เห็นว่า คดีฟังได้ตามที่วินิจฉัยมาแล้วว่าโจทก์มิได้กระทำในฐานะตัวแทน แต่เป็นผู้จัดสรรที่ดินขาย เงินที่โจทก์รับไว้เป็นเงินได้พึงประเมิน เมื่อโจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการจึงต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์สำนวนละ 600 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 23 ม. 40 ม. 56 ม. 56 ทวิ ม. 78 เดิม ม. 91/8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุภศักดิ์ ธนกาญจนบูรณ์ กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 492 -ที่ 498/2547
#112758
เปิดฉบับเต็ม

การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามฟ้องเป็นการประเมินภาษีเงินได้ซึ่งโจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการไว้ จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกไต่สวนโจทก์ตามมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาในการออกหมายเรียก การออกหมายเรียกไต่สวนโจทก์ของเจ้าพนักงานประเมินจึงกระทำโดยชอบ

โจทก์มิใช่ตัวแทนของผู้ที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ แต่โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินมาจัดสรรแบ่งเป็นแปลงย่อยแปลงละ 5 ไร่ รวม 230 แปลง ขายให้แก่บุคคลทั่วไปโดยจัดให้มีสาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร เงินที่โจทก์ได้รับจากการขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี และเป็นรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะ

โจทก์มีภาระต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ภาษีการค้า และภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อมีเงินได้และรายรับตามมาตรา 56 , 78 (เดิม) และ 91/8 แห่งประมวลรัษฎากร เงินได้ในปีภาษีใดก็ต้องเสียภาษีในปีภาษีนั้น และรายรับในเดือนภาษีใดก็ต้องเสียในเดือนภาษีนั้น แม้จะยังมิได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันในปีภาษีนั้นก็ตาม ดังนั้น การที่โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจึงไม่ทำให้ภาระการเสียภาษีดังกล่าวที่โจทก์มีอยู่ก่อนแล้วหมดสิ้นไปแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเจ็ดสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

โจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนฟ้องว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ ถึง ๒๕๓๙ ครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินต้องออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนภาษีอากรโจทก์ภายใน ๒ ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และนำเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาจตุจักร ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์นั้นไม่ถูกต้อง เพราะมิใช่เงินได้พึงประเมินจากการขายที่ดินตามที่โจทก์ถูกแจ้งการประเมิน แต่เป็นเงินของโจทก์กับภริยาโจทก์บางส่วน และเป็นเงินของสมาชิกชมรมไม้ผลแห่งประเทศไทย โจทก์มิได้จัดสรรที่ดินจำหน่าย โจทก์เป็นประธานชมรมไม้ผลแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนการจัดซื้อที่ดิน จัดทำสาธารณูปโภคและแบ่งแยกที่ดิน โดยเมื่อปี ๒๕๒๖ สมาชิกชมรมร่วมกันใช้ชื่อโจทก์ซื้อที่ดินและรวมโฉนด ต่อมาแบ่งแยกให้เจ้าของแต่ละรายเพื่อทำการเกษตร เจตนาในการดำเนินการดังกล่าวมิใช่การจัดสรรที่ดินขาย โจทก์แบ่งที่ดินให้สมาชิก มิใช่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โจทก์ได้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะและถูกหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายแล้ว ยอดรายรับจากบัญชีเงินฝากของโจทก์มิใช่รายรับทั้งหมดของโจทก์ หากโจทก์ต้องเสียภาษีตามการประเมินเรียกเก็บของเจ้าพนักงานประเมินย่อมเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อน ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี ๒๕๓๓ (ครึ่งปี) ปีภาษี ๒๕๓๔ (ครึ่งปี) และปีภาษี ๒๕๓๕ (ครึ่งปี) ภาษีการค้าเดือนภาษีเมษายนถึงธันวาคม ๒๕๓๒ มกราคมถึงธันวาคม ๒๕๓๓ และมกราคมถึงธันวาคม ๒๕๓๔ กับภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีมกราคมถึงสิงหาคม ๒๕๓๕

จำเลยทั้งเจ็ดสำนวนให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่า โจทก์เป็นผู้จัดสรรที่ดินขายเอง และมีลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร จึงต้องเสียภาษีการค้า ภาษีธุรกิจเฉพาะ และเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยนำเงินได้พึงประเมินจากยอดเงินฝากเข้าบัญชีดังกล่าวปี ๒๕๓๓ , ๒๕๓๔ และ ๒๕๓๕ รวมกับเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. ๙๐) ปีนั้น ๆ ว่ามีเงินได้จากการเพาะพันธุ์ไม้ผลขาย รวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี ๒๕๓๓ (ครึ่งปี) ปีภาษี ๒๕๓๔ (ครึ่งปี) และปีภาษี ๒๕๓๕ (ครึ่งปี) ตามลำดับ ถือว่าโจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี เรียกเบี้ยปรับ ๒ เท่า ของจำนวนภาษีตามมาตรา ๒๖ แห่งประมวลรัษฎากร และคิดเงินเพิ่มตามมาตรา ๒๗ แห่งประมวลรัษฎากร คำนวณภาษีการค้าโดยถือว่าการประกอบกิจการของโจทก์เข้าลักษณะขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามประเภทการค้า ๑๑ แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า โดยนำรายรับตั้งแต่เดือนเมษายนถึงธันวาคม ๒๕๓๒ มกราคมถึงธันวาคม ๒๕๓๓ มกราคมถึงธันวาคม ๒๕๓๔ คำนวณภาษีการค้าในอัตราร้อยละ ๓.๕ ของรายรับ โจทก์มิได้จดทะเบียนการค้าและมิได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีการค้า จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา ๘๗ (๑) , ๘๗ ทวิ (๑) , ๘๘ , ๘๘ ทวิ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร เรียกเบี้ยปรับ ๒ เท่า ของภาษี และเรียกเงินเพิ่มตามมาตรา ๘๙ และ ๘๙ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร คำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะโดยถือว่าโจทก์ประกอบกิจการจัดสรรที่ดินเข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ซึ่งต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ตามมาตรา ๙๑/๗ แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์มิได้จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะและมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา ๙๑/๑๕ (๑) , ๙๑/๑๖ (๑) , ๙๑/๒๑ แห่งประมวลรัษฎากร เรียกเก็บเบี้ยปรับ ๒ เท่า ของภาษี และเงินเพิ่มตามมาตรา ๙๑/๒๑ (๖) ประกอบมาตรา ๘๙ (๑) , ๘๙/๑ แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีดังกล่าวไปยังโจทก์ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว การประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์ใช้เกณฑ์เงินสด โดยนำยอดเงินที่ปรากฏในบัญชีเงินฝากแต่ละปีถือเป็นเงินได้พึงประเมินและรายรับของโจทก์ ไม่เป็นการซ้ำซ้อนกับการเสียภาษีของโจทก์ขณะมีการจดทะเบียนโอนที่ดินในเวลาต่อมา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี ๒๕๓๓ (ครึ่งปี) ปีภาษี ๒๕๓๔ (ครึ่งปี) และปีภาษี ๒๕๓๕ (ครึ่งปี) โดยให้นำเงินได้พึงประเมินเงินฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาจตุจักร ของโจทก์ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน ๒๕๓๓ มกราคมถึงมิถุนายน ๒๕๓๔ และมกราคมถึงมิถุนายน ๒๕๓๕ ตามลำดับ นำไปคำนวณภาษีตามมาตรา ๔๘ แห่งประมวลรัษฎากร โดยหักค่าลดหย่อนตามมาตรา ๔๗ แห่งประมวลรัษฎากร ให้กึ่งหนึ่ง นอกจากนั้นให้ยกเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้สำหรับสำนวนที่ ๓ และที่ ๗

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกไต่สวนโจทก์เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยชอบหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า อธิบดีกรมสรรพากรมิได้อนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกไต่สวนโจทก์เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกไต่สวนโจทก์เกิน ๒ ปี นับแต่วันโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเกินกำหนดเวลาตามมาตรา ๑๙ แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์ เห็นว่า การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามฟ้องเป็นการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี ๒๕๓๓ (ครึ่งปี) ปีภาษี ๒๕๓๔ (ครึ่งปี) และปีภาษี ๒๕๓๕ (ครึ่งปี) ซึ่งโจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการไว้ ตามหมายเรียกเอกสารหมาย ล. ๒ ระบุว่าเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้ตามมาตรา ๕๖ และ ๕๖ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ปีภาษี ๒๕๒๘ ถึง ๒๕๓๕ ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๙ , ๒๓ , ๘๗ ตรี , ๘๘/๔ , ๙๑/๒๑ และ ๑๒๓ ให้โจทก์ไปพบเจ้าพนักงานประเมินเพื่อทำการไต่สวน จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกไต่สวนโจทก์ตามมาตรา ๒๓ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาในการออกหมายเรียก การออกหมายเรียกไต่สวนโจทก์ของเจ้าพนักงานประเมินจึงกระทำโดยชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์เป็นตัวแทนของผู้ที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์อันเป็นมูลเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นตัวแทนของสมาชิกชมรมไม้ผลแห่งประเทศไทยซึ่งซื้อที่ดินมาทำสวนผลไม้ แต่ได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันไว้เพื่อป้องกันโจทก์ฉ้อโกง โจทก์ในฐานะตัวแทนรับเงินจากบุคคลดังกล่าวเป็นค่าที่ดินและค่าปรับปรุงที่ดินนั้น เห็นว่า หากโจทก์เป็นตัวแทนดังที่นำสืบจริง เมื่อจะทำหลักฐานกันไว้เป็นหนังสือก็น่าจะทำหนังสือสัญญาตัวแทน ไม่มีเหตุจะทำเป็นหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเช่นนั้น ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมีรายละเอียดของที่ดินแปลงที่จะซื้อรวมทั้งราคาที่ดิน ค่าบริการและการผ่อนชำระราคาเป็นรายเดือนรวม ๖๐ เดือน การที่บุคคลดังกล่าวผ่อนชำระราคาที่ดินแก่โจทก์เช่นนี้ ไม่ใช่ลักษณะของการตั้งตัวแทนไปซื้อที่ดินซึ่งตัวการย่อมจะต้องชำระราคาที่ดินแก่เจ้าของเดิมมิใช่มาผ่อนชำระแก่โจทก์ แม้โจทก์จะมีหนังสือมอบอำนาจกับหนังสือสัญญาขายที่ดิน ซึ่งระบุว่าสมาชิกชมรมไม้ผลแห่งประเทศไทยมอบอำนาจให้โจทก์ไปซื้อที่ดิน กับรายงานการประชุมคณะกรรมการชมรมไม้ผลแห่งประเทศไทย ซึ่งระบุว่าให้โจทก์เป็นผู้จัดหาซื้อที่ดินมาเป็นพยาน เอกสารดังกล่าวขัดแย้งกับหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์ทำขึ้นเองและเป็นผลร้ายแก่โจทก์ ที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์เป็นตัวแทนดังกล่าวจึงเลื่อนลอยและมีพิรุธ จำเลยมี ต. เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์โฆษณาขายที่ดินทางวิทยุ พยานซื้อไว้ ๑ แปลง หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายหลายปี โจทก์ส่งหนังสือมอบอำนาจมาให้พยานลงชื่อแต่พยานไม่ได้ลงชื่อ กับมี ม. เบิกความสนับสนุนว่า บิดาพยานได้ซื้อที่ดินที่โจทก์จัดสรรขายด้วยเช่นกัน ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานจำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองโจทก์ ทำนองว่ากลั่นแกล้งเบิกความให้เป็นผลร้ายแก่โจทก์นั้น เห็นว่า พยานจำเลยดังกล่าวเบิกความสอดคล้องกับหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์เป็นผู้ทำขึ้นเอง คำเบิกความไม่มีพิรุธ เชื่อว่าเบิกความตามความจริง พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มิใช่ตัวแทนของผู้ที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ แต่เป็นผู้ซื้อที่ดินมาจัดสรรแบ่งเป็นแปลงย่อยแปลงละ ๕ ไร่ รวม ๒๓๐ แปลง ขายให้แก่บุคคลทั่วไปโดยจัดให้มีสาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร เงินที่โจทก์ได้รับจากการขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี และเป็นรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ซื้อในปี ๒๕๔๐ และ ๒๕๔๑ ทั้งได้มีการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว การประเมินให้โจทก์เสียภาษีดังกล่าวอีกเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์มีภาระต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ภาษีการค้า และภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อมีเงินได้และรายรับตามมาตรา ๕๖ , ๗๘ (เดิม) และ ๙๑/๘ แห่งประมวลรัษฎากร เงินได้ในปีภาษีใดก็ต้องเสียภาษีในปีภาษีนั้น และรายรับในเดือนภาษีใดก็ต้องเสียภาษีในเดือนภาษีนั้น แม้จะยังมิได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันในปีภาษีนั้นก็ตาม ดังนั้น การที่โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจึงไม่ทำให้ภาระการเสียภาษีดังกล่าวที่โจทก์มีอยู่ก่อนแล้วหมดสิ้นไปแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์สำนวนละ ๖๐๐ บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 23 ม. 40 (8) ม. 56 ม. 78 (เดิม) ม. 91/2 (6) ม. 91/8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุภศักดิ์ ธนกาญจนบูรณ์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 482/2547
#410855
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสืบพยานโจทก์ได้ 3 ปาก ซึ่งปรากฏว่าเป็นพยานที่รู้เห็นถึงการกระทำผิดของจำเลยในครั้งเกิดเหตุเพียงปากเดียว จำเลยก็ขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้องตลอดข้อกล่าวหา และภายหลังจากที่โจทก์สืบพยานอีก 1 ปาก จำเลยยังได้แถลงรับข้อเท็จจริงบางประการ จนโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานอีกต่อไป ดังนี้ แม้จำเลยจะรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน และการที่จำเลยมิได้หลบหนีแต่กลับยินยอมให้จับกุมโดยดี ตลอดจนให้การรับสารภาพมาโดยตลอดตั้งแต่ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนนั้น ก็นับได้ว่าเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าหน้าที่พนักงานและให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลดโทษให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งจึงเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 16 วรรคสอง ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว แต่ก็เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบ 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า มีเหตุลดโทษให้จำเลย จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุกห้าสิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ควรลดโทษให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งเนื่องจากจำเลยรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน โดยหวังเพียงเพื่อจะให้ศาลลดโทษแก่จำเลย มิได้เป็นการลุแก่โทษหรือให้ความรู้แก่ศาลในการพิจารณาแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า เมื่อสืบพยานโจทก์ได้ 3 ปาก ซึ่งปรากฏว่าเป็นพยานที่รู้เห็นถึงการกระทำผิดของจำเลยในครั้งเกิดเหตุเพียงปากเดียว จำเลยก็ขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธ เป็นให้การรับสารภาพตามฟ้องตลอดข้อกล่าวหา และภายหลังจากที่โจทก์สืบพยานอีก 1 ปาก จำเลยยังได้แถลงรับข้อเท็จจริงบางประการจนโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานอีกต่อไป ดังนี้ แม้จำเลยจะรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐานและการที่จำเลยมิได้หลบหนี แต่กลับยินยอมให้จับกุมโดยดี ตลอดจนให้การรับสารภาพมาโดยตลอดตั้งแต่ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนนั้น ก็นับได้ว่าเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าหน้าที่พนักงานและให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลดโทษให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งจึงเป็นการเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายสมคิดหรือจรัญ กาสา
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 473/2547
#410854
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับ ศ. ผู้เยาว์มาจากในตัวเมืองเพชรบุรีแล้วพาไปที่ห้องพักของจำเลย จากนั้นจำเลยไดร่วมประเวณีกับ ศ. แม้ว่า ศ. ออกจากบ้านเองโดยจำเลยไม่ได้เป็นผู้ชักนำ แต่เมื่อจำเลยพบ ศ. ในบริเวณตลาดอำเภอเมืองเพชรบุรีแล้วพาไปค้างคืนที่ห้องพักของจำเลยโดย ศ. ยินยอมแต่ผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาผู้ใช้อำนาจปกครอง ศ. ไม่ได้ยินยอมอนุญาต ย่อมเป็นการพราก ศ. ไปจากอำนาจปกครองของผู้เสียหาย จำเลยร่วมประเวณีกับ ศ. โดยไม่ได้ประสงค์รับเป็นภริยา พฤติกรรมของจำเลยเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรในทางเพศตามครรลองครองธรรม ถือเป็นการกระทำเพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยเข้าองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก เป็นความผิดอาญาฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319, 276, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ศ. โดยนาง ว. มารดาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า นางสาว ศ. เกิดวันที่ 2 กันยายน 2522 เป็นบุตรอยู่ในอำนาจปกครองของนาง ว. มารดาซึ่งเป็นผู้เสียหาย ขณะเกิดเหตุนางสาว ศ. มีอายุ 16 ปีเศษ และรู้จักกับจำเลยมาก่อนเกิดเหตุ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายและนางสาว ศ. เบิกความเป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2539 นางสาว ศ. ออกจากบ้านพักและบอกผู้เสียหายว่าจะเดินทางไปบ้านย่าที่อำเภอเขาย้อย ระหว่างทางแวะรับประทานอาหารที่ร้านในตัวเมืองเพชรบุรี พบกับจำเลย จำเลยรับอาสาจะไปส่ง จึงขึ้นรถไปกับจำเลย แต่จำเลยพานางสาว ศ. ไปที่ห้องพัก นางสาว ศ. รักใคร่ชอบพอกับจำเลยและเคยร่วมประเวณีกันมาก่อน คืนนั้นนางสาว ศ. ค้างคืนที่ห้องพักจำเลยและร่วมประเวณีกับจำเลย วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายทราบว่านางสาว ศ. ไม่ได้ไปบ้านย่าจึงตามมาสอบถามจำเลย จำเลยให้นางสาว ศ. หลบอยู่ชั้นบนแล้วจำเลยบอกกับผู้เสียหายที่ชั้นล่างว่าไม่ได้พบกับนางสาว ศ. จากนั้นจำเลยให้นางสาว ศ. หลบไปพักอยู่บ้านกับเพื่อ จนถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2539 และพาไปพบกับผู้บังคับบัญชาที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเพชรบุรี ขอให้นางสาว ศ. บอกกับผู้บังคับบัญชาจำเลยว่าทะเลาะกับมารดาและหนีออกจากบ้านมาเองแล้วโทรศัพท์ไปบอกผู้เสียหายให้มารับ นางสาว ศ. เล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้เสียหายฟัง ผู้เสียหายจึงร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย เห็นว่า นางสาว ศ. เป็นหญิงสาว เบิกความว่าได้เสียร่วมประเวณีกับจำเลยเป็นเรื่องที่เสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติยศของตนและครอบครัวหากไม่จริงคงไม่กล่าวเช่นนั้น จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่าเคยคบหากับนางสาว ศ. ฉันคนรัก สิบตำรวจตรีวิโรจน์ พงศ์ไพศาลศรี เพื่อนจำเลยซึ่งพักอยู่ห้องพักเดียวกันเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า เมื่อเย็นวันที่ 7 พฤษภาคม 2539 หลังจากจำเลยกับพยานไปรับนางสาว ศ. มาแล้ว จำเลยกับนางสาว ศ. ขึ้นไปที่ชั้นบนของห้องพักส่วนพยานอยู่ห้องชั้นล่างซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนางสาว ศ. ประกอบกับพนักงานสอบสวนส่งตัวนางสาว ศ. ไปให้แพทย์ตรวจภายใน แพทย์หญิงวราพร ศิวะภรณ์พันธ์ แพทย์ผู้ตรวจเบิกความว่า ตรวจพบว่าเยื่อพรหมจารีของนางสาว ศ. มีรอยฉีกขาดเก่า แสดงว่าผ่านการร่วมประเวณีมาแล้ว พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยรับนางสาว ศ. มาจากในตัวเมืองเพชรบุรีแล้วพาไปที่ห้องพักของจำเลย จากนั้นจำเลยได้ร่วมประเวณีกับนางสาว ศ. จริง จริงอยู่แม้ว่านางสาว ศ. ออกจากบ้านเอง โดยจำเลยไม่ได้เป็นผู้ชักนำ แต่เมื่อจำเลยพบนางสาว ศ. ในบริเวณตลาดอำเภอเมืองเพชรบุรีแล้วพาไปค้างคืนที่ห้องพักของจำเลยโดยนางสาว ศ. ยินยอม แต่ผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาผู้ใช้อำนาจนาจปกครองนางสาว ศ. ไม่ได้ยินยอมอนุญาต ย่อมเป็นการพรากนางสาว ศ. ไปจากอำนาจปกครองของผู้เสียหาย จำเลยร่วมประเวณีกับนางสาว ศ. โดยไม่ได้ประสงค์รับนางสาว ศ. เป็นภริยา พฤติกรรมของจำเลยเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรในทางเพศตามครรลองครองธรรม ถือเป็นการกระทำเพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก เป็นความผิดอาญาฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร พยานหลักฐานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น แต่เห็นว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดหนักเกินไปสมควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม ประกอบกับจำเลยและนางสาว ศ. รักใคร่ชอบพอกันและเคยร่วมประเวณีกันมาก่อนเกิดเหตุ และนางสาว ศ. ได้ถอนคำร้องทุกข์ข้อหาข่มขืนกระทำชำเราแล้ว แสดงว่าไม่ติดใจเอาความกับจำเลยอีกต่อไป จำเลยรับราชการตำรวจไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรให้จำเลยมีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ แต่เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง"

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ถ้าจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 319 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — พลตำรวจกฤษณ เตียวพิพิธพร
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
วสันต์ ตรีสุวรรณ
วิบูลย์ นนทสูติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 469/2547
#410745
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โจทก์ย่อมมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความชัดเจนถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่โจทก์นำสืบเพียงว่าสายลับโทรศัพท์มาแจ้งร้อยตำรวจเอก ส. ว่าจะมีผู้นำยาเสพติดให้โทษไปส่งให้แก่ลูกค้า ร้อยตำรวจเอก ส. กับพวกจึงคอยดักจับกุม ต่อมาจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ เมื่อโจทก์มิได้นำสายลับมาเป็นพยานเบิกความว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่ายให้กับผู้ใด ที่ไหน อย่างไร พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่พอรับฟังว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่าย แม้โจทก์จะนำสืบว่าในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ แต่คำรับสารภาพของจำเลยเป็นเพียงพยานบอกเล่า มีน้ำหนักน้อย เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบประกอบ แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางจะมีจำนวนถึง 404 เม็ด แต่เมื่อคำนวณน้ำหนักเป็นสารบริสุทธิ์แล้วไม่ถึง 20 กรัม จึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่พอฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่าย

การที่จำเลยใช้กระดาษหนังสือนิตยสารห่อหุ้มเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ววางไว้ที่ตะแกรงด้านหน้ารถจักรยานยนต์ของกลางโดยเปิดเผย ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 103 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 12 ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และรถจักรยานยนต์ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 67 (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุก 9 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลย 6 ปี และไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 404 เม็ด น้ำหนักรวม 36.25 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 9.699 กรัม และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิหมายเลขทะเบียน ประจวบคีรีขันธ์ ต-9207 เป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ วีระกุล และสิบตำรวจโทอำนาจ จิตต์เพ็ชร ผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา ขณะพยานกับพวกกำลังออกตรวจพื้นที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีผู้หญิงอายุประมาณ 30 ปี ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ สีม่วง หมายเลขทะเบียน ประจวบคีรีขันธ์ ต-9207 นำยาเสพติดให้โทษมาส่งลูกค้าบริเวณถนนสาธารณะซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน หมู่ที่ 9 ตำบลทับสะแก อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พยานกับพวกจึงวางแผนจับกุมโดยแบ่งกำลังเฝ้าดักรอและสังเกตผู้ที่ขับรถผ่านไปมาบริเวณดังกล่าว จนกระทั่งเวลา 18.30 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์ซึ่งมีลักษณะตรงกับที่สายลับแจ้งผ่านมาจึงเรียกให้หยุดและทำการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 404 เม็ด เป็นลักษณะสีส้มจำนวน 400 เม็ด สีเขียว 4 เม็ด แยกบรรจุอยู่ในถุงพลาสติก 2 ถุง และห่อหุ้มด้วยกระดาษหนังสือนิตยสารอีกชั้นหนึ่งวางอยู่ในตะแกรงด้านหน้าของรถจักรยานยนต์จึงจับกุมจำเลยแจ้งข้อหาว่ามียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 เห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ ทั้งคำเบิกความก็สอดคล้องต้องกัน เชื่อว่าพยานเบิกความไปตามความเป็นจริงที่ได้รู้เห็น นอกจากนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกวุฒิชัย หอมกรุ่น พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ในชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหาจำเลยว่ามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งศาลเห็นว่า บันทึกคำให้การดังกล่าวจำเลยให้การทันทีระยะเวลาใกล้ชิดกับที่จำเลยถูกจับกุมเชื่อว่าจำเลยยังไม่มีโอกาสบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นเพื่อให้ตัวเองพ้นผิดแต่อย่างใด ทั้งยังสอดคล้องกับคำของพยานโจทก์ ทำให้คำของพยานโจทก์มีน้ำหนักยิ่งขึ้น ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยลงลายมือชื่อในคำให้การเพราะพนักงานสอบสวนบอกให้ลงชื่อรับสารภาพไปก่อนแล้วจึงขอปล่อยตัวชั่วคราวในภายหลังนั้น ก็มีเพียงตัวจำเลยมาเบิกความลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ ที่จำเลยนำสืบว่าขณะเกิดเหตุจำเลยไปที่บ้านของนางเฉลียวเพื่อสอบถามเรื่อห่อหมกย่างจนถูกจับกุมที่บ้านของนางเฉลียวนั้น ก็มีเพียงตัวจำเลยและบุตรชายมาเบิกความลอยๆ เท่านั้น จำเลยหานำนางเฉลียวหรือเพื่อนบ้านนางเฉลียวมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนไม่ พยานหลักฐานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือไม่สามารถหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองจริง ที่จำเลยฎีกาว่าพยานโจทก์เบิกความเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุเป็นพิรุธน่าสงสัยจะจับกุมจำเลยที่ใดแน่นั้น เห็นว่า แม้พยานโจทก์จะมิได้เบิกความยืนยันว่าจับกุมจำเลยได้ที่บริเวณหมู่บ้านตำรวจนั้นก็ตาม แต่พยานโจทก์ก็เบิกความว่าสายลับแจ้งว่าจะมีผู้นำยาเสพติดให้โทษมาส่งให้แก่ลูกค้าที่บนถนนสาธารณะซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน หมู่ที่ 9 ตำบลทับสะแก ก็เป็นการชัดเจนแล้วแม้จะมิได้ระบุว่าเป็นหมู่บ้านตำรวจก็ตาม หาเป็นพิรุธน่าสงสัยไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าพยานโจทก์เบิกความถึงเรื่องการวางแผนจับกุมขัดกันไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์และสิบตำรวจโทอำนาจ ต่างเบิกความยืนยันว่าร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ได้แบ่งกลุ่มกำลังเจ้าพนักงานตำรวจเป็น 3 ชุด โดยวางกำลังที่ปากซอยทางด้านทิศเหนือ 1 ชุด ปากซอยทางด้านทิศใต้ 1 ชุด และที่กลางซอยอีก 1 ชุด แม้สิบตำรวจโทอำนาจจะเบิกความเพิ่มเติมอีกระหว่างกึ่งกลางถนนกับทางด้านทิศเหนือและทิศใต้มีเจ้าพนักงานตำรวจแอบซุ่มดูอีกชุดละ 1 คน นั้น ก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยเพิ่มเติมจากที่ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์เบิกความถึงเท่านั้น หาขัดกันเป็นพิรุธจนถึงกับไม่อาจรับฟังเป็นความจริงดังที่พยานเบิกความไม่ และที่จำเลยฎีกาว่าพยานโจทก์เบิกความเกี่ยวกับการพบยาเสพติดของกลางขัดกันเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์และสิบตำรวจโทอำนาจ ขณะจับกุมจำเลยอยู่ด้วยกัน ดังนั้น เมื่อตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งอยู่ในถุงพลาสติกและห่อด้วยกระดาษหนังสือนิตยสารอีกชั้นหนึ่งวางอยู่ในตะแกรงหน้ารถจักรยานยนต์โดยเปิดเผยเช่นนี้ พยานทั้งสองย่อมรู้เห็น ผู้ใดจะอ้างว่าเป็นผู้ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางจึงหามีความสำคัญไม่ ที่ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์และสิบตำรวจโทอำนาจต่างเบิกความว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้นอาจจะสับสนไปก็ได้หาเป็นพิรุธไม่ และที่จำเลยฎีกาว่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจทราบว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้กับลูกค้าเจ้าพนักงานตำรวจน่าจะรอให้จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้ลูกค้าเสียก่อนจะได้จับกุมจำเลยพร้อมกับผู้อื่นด้วยนั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจอาจเห็นว่าสมควรตรวจค้นตัวจำเลยก่อนก็ได้ เพราะหากให้จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนไปแล้วขับรถติดตามจำเลยไป จำเลยอาจไหวตัวรู้ว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามมาก็จะหลบหนีทำให้ไม่สามารถจับตัวจำเลยได้ และการที่จำเลยให้การรับสารภาพแต่พนักงานสอบสวนมิได้ให้จำเลยไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพของจำเลยนั้น ก็หาขัดต่อกฎหมายไม่ เพราะเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะพิจารณาว่าพยานหลักฐานที่สอบสวนมามีน้ำหนักมั่นคงเพียงไร สมควรจะนำจำเลยไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพหรือไม่ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โจทก์ย่อมมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความชัดเจนถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่โจทก์นำสืบเพียงว่าสายลับโทรศัพท์มาแจ้งร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ว่าจะมีผู้นำยาเสพติดให้โทษไปส่งให้แก่ลูกค้า ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์กับพวกจึงคอยดักจับกุม ต่อมาจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 404 เม็ด แยกบรรจุอยู่ในถุงพลาสติก 2 ถุง ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.7 เท่านั้น เมื่อโจทก์มิได้นำสายลับมาเป็นพยานเบิกความว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่ายให้กับผู้ใด ที่ไหน อย่างไร พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่พอรับฟังว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่าย แม้โจทก์จะนำสืบว่าในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.7 ก็ตาม แต่คำรับสารภาพของจำเลยดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า มีน้ำหนักน้อย เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบประกอบให้ศาลเห็นว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่าย พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่พอฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางจะมีจำนวนถึง 404 เม็ด ก็ตาม แต่เมื่อคำนวณน้ำหนักเป็นสารบริสุทธิ์แล้วไม่ถึง 20 กรัม จึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่พอฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ประจวบคีรีขันธ์ ต-9207 ของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้กระดาษหนังสือนิตยสารห่อหุ้มเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ที่ตะแกรงด้านหน้ารถจักรยานยนต์ของกลางโดยเปิดเผย ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นางพวงพิศ นาคคงแก้ว
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เหลืองวิไล
ปัญญา สุทธิบดี
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 466/2547
#410982
เปิดฉบับเต็ม

มีดที่จำเลยใช้เป็นอาวุธเป็นมีดสปาต้ายาวประมาณ 1 ศอก นับว่าเป็นมีดขนาดใหญ่ที่อาจใช้เป็นอาวุธฟันทำอันตรายแก่บุคคลอื่นถึงแก่ความตายได้ และจำเลยเข้าไปฟันผู้เสียหายบริเวณใบหน้าในขณะที่ผู้เสียหายนอนอยู่ไม่ทันได้ระวังตัว ซึ่งจำเลยสามารถที่จะฟันโดยแรงให้ผู้เสียหายมีแผลฉกรรจ์ได้ แต่ปรากฏว่าบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับบริเวณดั้งจมูกมีขนาดยาวเพียง 2 เซนติเมตร ส่วนที่ศีรษะด้านหลังก็มีขนาดยาวเพียง 3 เซนติเมตร บาดแผลทั้งสองแห่งเป็นแผลตื้นใช้เวลารักษาประมาณ 15 วัน เท่านั้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยฟันโดยแรง นอกจากนี้ยังได้ความจากผู้เสียหายว่ามีดที่จำเลยใช้ฟันมีผ้าพันทั้งด้าม โดยจำเลยเพียงดึงผ้าที่พันทางด้านปลายมีดออกเล็กน้อยเท่านั้น แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์ให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายถึงชีวิต สำหรับสาเหตุที่จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายนั้น ปรากฏว่าผู้เสียหายไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าจำเลยมาก่อน คงได้ความตามทางนำสืบของจำเลยว่ามีสาเหตุมาจากจำเลยเห็นว่าผู้เสียหายเป็นวัยรุ่นหมู่บ้านปลาปากที่เคยทำร้ายเพื่อนของจำเลยซึ่งมิใช่สาเหตุร้ายแรงถึงกับจะต้องเอาชีวิตกัน พฤติการณ์จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า คงฟังเพียงว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดเพียงฐานทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 80

จำเลยให้การรับสารภาพฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร และรับว่าใช้มีดดังกล่าวเป็นอาวุธฟันทำร้ายผู้เสียหาย แต่ไม่มีเจตนาฆ่า

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร ปรับ 100 บาท สำหรับความผิดฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 50 บาท ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่า ทางพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน (ที่ถูก 6 ปี 8 เดือน) รวมจำคุก 7 ปี 6 เดือน (ที่ถูก 6 ปี 8 เดือน) และปรับ 50 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 กระทงหนึ่ง ให้จำคุก 1 ปี จำเลยให้การับสารภาพในความผิดฐานนี้ตลอดมา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน รวมโทษฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรด้วยแล้ว เป็นจำคุก 6 เดือน และปรับ 50 บาท ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยฟันผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่าขณะเกิดเหตุนอนอยู่ที่แคร่ข้างถนน จำเลยถือมีดสปาต้ายาวประมาณ 1 ศอก มีผ้าพันทั้งด้ามนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาจอดบริเวณแคร่ จากนั้นจำเลยดึงผ้าที่พันทางด้านปลายมีดออกเล็กน้อยแล้วใช้มีดฟันผู้เสียหาย 1 ครั้ง บริเวณใบหน้าถูกที่ดั้งจมูก ผู้เสียหายรีบลุกขึ้นวิ่งหนี จำเลยวิ่งตามไปทันบริเวณกลางเวทีรำวง และฟันผู้เสียหายอีก 1 ครั้ง ที่บริเวณศีรษะด้านหลัง ทำให้ผู้เสียหายล้มลงแล้วลุกขึ้นวิ่งหนีต่อไป จำเลยวิ่งตามแต่ไม่ทัน เห็นว่า มีดที่จำเลยใช้เป็นอาวุธเป็นมีดสปาต้ายาวประมาณ 1 ศอก นับว่าเป็นมีดขนาดใหญ่ที่อาจใช้เป็นอาวุธฟันทำอันตรายแก่บุคคลอื่นถึงแก่ความตายได้ และจำเลยเข้าไปฟันผู้เสียหายบริเวณใบหน้าในขณะที่ผู้เสียหายนอนอยู่ไม่ทันได้ระวังตัว ซึ่งจำเลยสามารถที่จะฟันโดยแรงให้ผู้เสียหายมีบาดแผลฉกรรจ์ได้ แต่ปรากฏว่าบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับบริเวณดั้งจมูกมีขนาดยาวเพียง 2 เซนติเมตร ส่วนที่ศีรษะด้านหลังก็มีขนาดยาวเพียง 3 เซนติเมตร และนายแพทย์อลงกต มณีกาศ พยานโจทก์ผู้ตรวจรักษาเบิกความว่าบาดแผลทั้งสองแห่งเป็นแผลตื้นใช้เวลารักษาประมาณ 15 วัน เท่านั้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยฟันโดยแรง นอกจากนี้ยังได้ความจากผู้เสียหายว่ามีดที่จำเลยใช้ฟันมีผ้าพันทั้งด้าม โดยจำเลยเพียงดึงผ้าที่พันทางด้านปลายมีดออกเล็กน้อยเท่านั้น แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์ให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายถึงชีวิต สำหรับสาเหตุที่จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายนั้น ปรากฏว่าผู้เสียหายไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าจำเลยมาก่อน คงได้ความตามทางนำสืบของจำเลยว่ามีสาเหตุมาจากจำเลย เห็นว่า ผู้เสียหายเป็นวัยรุ่นหมู่บ้านปลาปากที่เคยทำร้ายเพื่อนของจำเลย ซึ่งมิใช่สาเหตุร้ายแรงถึงกับจะต้องเอาชีวิตกัน พฤติการณ์จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า คงฟังได้เพียงว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดเพียงฐานทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 288 ม. 371
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นายเกียรติศักดิ์หรือตู่ ฝายทองหรือไกยฝาย
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 458/2547
#112821
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์สินผู้เยาว์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เยาว์ และอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมของผู้เยาว์ ในส่วนที่โจทก์ยกทรัพย์สินให้แก่เด็กหญิง ก. ผู้เยาว์ และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินดังกล่าวให้โจทก์กับมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้ผู้เยาว์ ซึ่งคำขอดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ในส่วนที่โจทก์ยกให้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยไม่ชอบ กรณีดังกล่าวโจทก์ในฐานะผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ย่อมถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการทรัพย์สินในส่วนดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1577 ประกอบมาตรา 56 และหากจำเลยที่ 2 ได้กระทำการโยกย้ายทรัพย์สินของผู้เยาว์จริง โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่โจทก์ยกให้เด็กหญิงกุลธิดา และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์กับมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้เด็กหญิงกุลธิดาด้วย

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้ว วินิจฉัยว่าไม่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์เป็นญาติของเด็กหญิงกุลธิดา ผู้เยาว์ ตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1582 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองผู้เยาว์ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องโจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์สินผู้เยาว์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เยาว์ และอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมของผู้เยาว์ ในส่วนที่โจทก์ยกทรัพย์สินให้แก่เด็กหญิงกุลธิดาผู้เยาว์ และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินดังกล่าวให้โจทก์กับมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้ผู้เยาว์ ซึ่งคำขอดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ในส่วนที่โจทก์ยกให้ จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยไม่ชอบ กรณีดังกล่าวโจทก์ในฐานะผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ย่อมถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการทรัพย์สินในส่วนดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1577 ประกอบมาตรา 56 และในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 โยกย้ายทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้เด็กหญิงกุลธิดาผู้เยาว์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ได้กระทำการโยกย้ายทรัพย์สินของผู้เยาว์จริง โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องได้ ที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรัชญา วิศาลเวทย์
จำเลย — นางวิภาดา กองทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายพิพัฒน์ นรัจฉริยางกูร
ศาลอุทธรณ์ — นายธานิศ เกศวพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
อำนวย เต้พันธ์
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 458/2547
#410952
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เยาว์และอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมของผู้เยาว์ในส่วนที่โจทก์ยกทรัพย์สินให้แก่ผู้เยาว์ และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินดังกล่าวให้โจทก์กับมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้ผู้เยาว์ คำขอดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ในส่วนที่โจทก์ยกให้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยไม่ชอบ กรณีดังกล่าวโจทก์ในฐานะผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ย่อมถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการทรัพย์สินในส่วนดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1577 ประกอบมาตรา 56

ในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 โยกย้ายทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้ผู้เยาว์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ได้กระทำการโยกย้ายทรัพย์สินของผู้เยาว์จริง โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เด็กหญิง ก. เป็นบุตรสาวคนเล็กของนายนพ โรจนวานิช กับจำเลยที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2530 หลังจากที่นายมานพและจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2530 เด็กหญิง ก. อยู่ภายใต้การดูแลของจำเลยที่ 1 โจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2529 และได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2530 แต่ได้จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2536 ระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่แม่บ้านดูแลทรัพย์สินบางส่วนของโจทก์และดูแลเด็กหญิง ก. ภายหลังจดทะเบียนสมรส โจทก์มีเจตนาที่จะมอบทรัพย์สินและรายได้ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นทุนการศึกษาในอนาคตของเด็กหญิง ก. แต่โจทก์ไม่ไว้วางใจเกรงว่าจำเลยที่ 1 จะนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ จึงกำหนดเงื่อนไขข้อตกลงว่า ถ้าโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะต้อแยกทางกันและจำเลยที่ 1 แต่งงานใหม่ โจทก์จะเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินในส่วนที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง ก. โจทก์ได้แบ่งทรัพย์สินส่วนหนึ่งให้เด็กหญิง ก. โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2531 ซึ่งในขณะนั้นเด็กหญิง ก. มีอายุเพียง 8 เดือน ทรัพย์สินบางส่วนที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง ก. โดยที่จำเลยที่ 1 ได้รับไว้ มีรายการดังต่อไปนี้

(ก) เดือนมกราคม 2531 ถึงเดือนกันยายน 2534 จำเลยที่ 1 รับเงินไว้เดือนละ 5,000 บาท รวม

เป็นเงิน 225,000 บาท

(ข) เดือนมกราคม 2533 ถึงเดือนกันยายน 2534 จำเลยที่ 1 รับเงินไว้เดือนละ 30,000 บาท รวม

เป็นเงิน 630,000 บาท

(ค) วันที่19 กุมภาพันธ์ 2533 โจทก์มอบเงินจำนวน 300,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 เพื่อไปซื้อสลาก

ออมสินจำนวน 10,000 บาท เลขที่ ล7639158 ถึง ล7649157 มีระยะเวลาครบกำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2533 ถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2536 โดยมอบรายได้จากรางวัลสลากออมสินทุกเดือนและดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดไถ่ถอนให้เด็กหญิง ก. และในวันเดียวกันโจทก์ได้ทำหนังสือระบุให้โจทก์เป็นผู้จัดการทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง ก. ถ้าจำเลยที่ 1 แต่งงานใหม่ตามเงื่อนไขที่โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 ก่อนจะยกทรัพย์สินให้เด็กหญิง ก. ต่อมาเมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากันแล้ว โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันหาผลประโยชน์จากอำนาจปกครองเด็กหญิง ก. โดยจำเลยที่ 1 ได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 ก่อนที่จะจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ และได้ร่วมกันโยกย้ายทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง ก. ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวและเพื่อปกปิดการกระทำดังกล่าว เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2536 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอต่อกรมประชาสงเคราะห์ว่าจำเลยที่ 2 ได้อุปการะเด็กหญิง ก. มาเป็นระยะเวลานานแล้ว และได้จดทะเบียนรับเด็กหญิง ก. เป็นบุตรบุญธรรมเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2536 และได้ใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายเข้ามาจัดการทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง ก. โดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขที่โจทก์ระบุถึงบุคคลที่จะเป็นผู้จัดการทรัพย์สิน และจำเลยทั้งสองไม่ยินยอมแจ้งให้โจทก์ทราบถึงรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าว อีกทั้งปรากฏว่าทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง ก. นั้นได้ถูกโยกย้ายและนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวจนหมดแล้ว โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงเงื่อนไขข้อตกลงห้ามจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจัดการทรัพย์สินดังกล่าว และโจทก์จะเป็นผู้จัดการทรัพย์สินซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1577 ที่บัญญัติรับรองการกำหนดเงื่อนไขของผู้ให้ และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบบัญชีรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าว พร้อมกับทรัพย์สินให้โจทก์เป็นผู้ดูแล แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธอ้างว่าการจัดการทรัพย์สินของเด็กหญิง ก. เป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1571 โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กหญิง ก. ไม่มีอำนาจปกครอง ไม่สามารถจัดการทรัพย์สิน และจำเลยที่ 2 ก็ไม่ยินยอมที่จะส่งมอบและแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สิน โดยอ้างเหตุผลตามมาตรา 1571 เช่นเดียวกัน ซึ่งโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวอ้างดังกล่าว เพราะในกรณีปกติในการจัดการทรัพย์สินทุกชนิดของผู้เยาว์ ผู้ใช้อำนาจปกครองจะเป็นผู้จัดการตาม มาตรา 1571 ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง แต่ก็มีกฎหมายมาตรา 1577 บัญญัติว่า ห้ามผู้ใช้อำนาจปกครองจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ เมื่อทรัพย์สินดังกล่าวมีเงื่อนไขให้บุคคลอื่นนอกจากผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้จัดการ ทรัพย์สินเช่นว่านี้ผู้ใช้อำนาจปกครองหรือบิดามารดาจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวจัดการไม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ให้ที่ได้ตกลงไว้กับจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ยังปรากฏด้วยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อำนาจปกครองเกี่ยวกับผู้เยาว์โดยมิชอบ และร่วมกันจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ในทางที่ผิด จนเกิดความเสียหายจนเป็นเหตุอันสมควรที่ถอนอำนาจจัดการทรัพย์สินกล่าวคือ

(ก) จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใช้เอกสารอันเป็นเท็จ และอำนาจปกครองโดยมิชอบ จำเลยที่ 2 อ้าง

เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามมาตรา 1571 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนเลิกรับเด็กหญิง ก. เป็นบุตรบุญธรรมเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2536 โดยความยินยอมของจำเลยที่ 1 แต่ไม่ยอมแก้ไขทะเบียนราษฎรให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง และจำเลยที่ 1 ยังยินยอมให้จำเลยที่ 2 ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ก. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตลอดมา

(ข) จำเลยทั้งสองได้ร่วมกัน นำทรัพย์สินที่โจทก์มอบให้เด็กหญิง ก. ไปใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

โดยไม่ยินยอมให้ผู้ใดเข้ามายุ่งเกี่ยว อ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นมารดา ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปกครองย่อมมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของเด็กหญิง ก. ได้ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง ก. และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ กับมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง ก. ด้วย

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้ว วินิจฉัยว่าไม่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์เป็นญาติของเด็กหญิง ก. ผู้เยาว์ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองผู้เยาว์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 แต่งงานใหม่อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 จะต้องมอบสิทธิดูแลเด็กหญิง ก. ผู้เยาว์พร้อมกับทรัพย์สินที่โจทก์มอบสิทธิให้จำเลยที่ 1 ดูแลแทนผู้เยาว์กลับคืนโจทก์ทั้งหมดตามบันทึกข้อตกลงเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์สินผู้เยาว์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เยาว์และอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมของผู้เยาว์ในส่วนที่โจทก์ยกทรัพย์สินให้แก่เด็กหญิง ก. ผู้เยาว์ และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินดังกล่าวให้โจทก์กับมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้ผู้เยาว์ ซึ่งคำขอดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ในส่วนที่โจทก์ยกให้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยไม่ชอบ กรณีดังกล่าวโจทก์ในฐานะผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ย่อมถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการทรัพย์สินในส่วนดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1577 ประกอบมาตรา 56 และในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 โยกย้ายทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง ก. ผู้เยาว์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวและมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ได้กระทำการโยกย้ายทรัพย์สินของผู้เยาว์จริง โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องได้ ที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 56 (3) ม. 1577
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรัชญา วิศาลเวทย์
จำเลย — นางวิภาดา กองทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
อำนวย เต้พันธ์
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 457/2547
#55069
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ทรงสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ดินและอาคารจากการเคหะแห่งชาติและจำเลยทำสัญญาจะขายสิทธิดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ได้ชำระเงินค่าซื้อสิทธิแก่จำเลยและผ่อนชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่โอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถโอนได้ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 157,080 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอดังกล่าวหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ส่วนการบังคับจำเลยให้โอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อเป็นเพียงผลจากการที่ศาลได้พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีแล้วเท่านั้น จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เมื่อที่ดินและอาคารมีทุนทรัพย์ตามที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระในกรณีไม่สามารถโอนได้เป็นเงิน157,080 บาท จึงอยู่ในอำนาจศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17ประกอบมาตรา 25(4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ทรงสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ดินและอาคารจากการเคหะแห่งชาติในฐานะผู้เช่าซื้อแฟลตห้องเลขที่ 13/44 ถนนสุขาภิบาลแขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ต่อมาจำเลยทำสัญญาจะขายสิทธิดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ชำระเงินค่าซื้อสิทธิแก่จำเลยและผ่อนชำระค่าเช่าซื้อต่อการเคหะแห่งชาติครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่โอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อระหว่างจำเลยกับการเคหะแห่งชาติให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถโอนได้ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 157,080 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องขอให้โอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์อันเป็นคำขอหลัก ซึ่งเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้จะมีคำขอให้ใช้ราคาแทนมาด้วย ก็เป็นคำขอรองหลังจากไม่อาจบังคับตามคำขอหลักได้แล้วเท่านั้น คดีโจทก์จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลนี้ ไม่รับฟ้องโจทก์คืนค่าขึ้นศาลให้ทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ทรงสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ดินและอาคารจากการเคหะแห่งชาติและจำเลย ทำสัญญาจะขายสิทธิดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ได้ชำระเงินค่าซื้อสิทธิแก่จำเลยและผ่อนชำระค่าเช่าซื้อต่อการเคหะแห่งชาติครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่โอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อระหว่างจำเลยกับการเคหะแห่งชาติให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถโอนได้ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน157,080 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดังนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับเอาแก่ที่ดินและอาคารซึ่งโจทก์อ้างว่าได้ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว เพราะว่าหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารดังกล่าว ส่วนการบังคับจำเลยให้โอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อเป็นเพียงผลจากการที่ศาลได้พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีแล้วเท่านั้นจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินและอาคารดังกล่าวมีราคาทุนทรัพย์ตามที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระในกรณีไม่สามารถโอนได้เป็นเงิน 157,080 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวง ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25(4) ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พิพัฒน์ สุวรรณเดช
จำเลย — นาย เรืองศักดิ์ อำไธสง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 457/2547
#112847
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ทรงสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ดินและอาคารจากการเคหะฯ และจำเลยทำสัญญาจะขายสิทธิดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ได้ชำระเงินค่าซื้อสิทธิแก่จำเลยและผ่อนชำระค่าเช่าซื้อต่อการเคหะฯ ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่โอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อระหว่างจำเลยกับการเคหะฯ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถโอนได้ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 157,080 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดังนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับเอาแก่ที่ดินและอาคารซึ่งโจทก์อ้างว่าได้ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว เพราะว่าหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารดังกล่าว ส่วนการบังคับจำเลยให้โอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อเป็นเพียงผลจากการที่ศาลได้พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีแล้วเท่านั้น จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินและอาคารดังกล่าวมีราคาทุนทรัพย์ตามที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระในกรณีไม่สามารถโอนได้เป็นเงิน 157,080 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวง ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ทรงสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ดินและอาคารจากการเคหะแห่งชาติในฐานะผู้เช่าซื้อแฟลต ห้องเลขที่ 13/44 ถนนสุขาภิบาล แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ต่อมาจำเลยทำสัญญาจะขายสิทธิดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ชำระเงินค่าซื้อสิทธิแก่จำเลยและผ่อนชำระค่าเช่าซื้อต่อการเคหะแห่งชาติครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่โอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อระหว่างจำเลยกับการเคหะแห่งชาติให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถโอนได้ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 157,080 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องขอให้โอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์อันเป็นคำขอหลัก ซึ่งเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แม้จะมีคำขอให้ใช้ราคาแทนมาด้วย ก็เป็นคำขอรองหลังจากไม่อาจบังคับตามคำขอหลักได้แล้วเท่านั้น คดีโจทก์จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลนี้ ไม่รับฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับเอาแก่ที่ดินและอาคารซึ่งโจทก์อ้างว่าได้ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว เพราะว่าหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารดังกล่าว ส่วนการบังคับจำเลยให้โอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อเป็นเพียงผลจากการที่ศาลได้พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีแล้วเท่านั้น จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินและอาคารดังกล่าวมีราคาทุนทรัพย์ตามที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระในกรณีไม่สามารถโอนได้เป็นเงิน 157,080 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวง ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาคดีต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 2
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิพัฒน์ สุวรรณเดช
จำเลย — นายเรืองศักดิ์ อำไธสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายกำธร พรหมขุนทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายไพรัช เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 435/2547
#55068
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะเป็นฟ้องซ้อนมิได้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจึงไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686ถ้าลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด เจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดได้แต่นั้นประกอบกับมาตรา 691 ถ้าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ผู้ค้ำประกันย่อมไม่มีสิทธิตามมาตรา 688,689 และ 690 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันที่ต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้น ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งพนักงานฝ่ายพัฒนาการขายมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงาน โดยไม่จำกัดวงเงิน เมื่อระหว่างเดือนกันยายน2543 ถึงเดือนมิถุนายน 2544 จำเลยที่ 1 ได้เก็บเงินค่าสินค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์จำนวน404,805.40 บาท กับได้เบียดบังสินค้าของโจทก์ไปหลายรายการเป็นเงิน 69,880 บาท ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินรวมกัน 474,685.40 บาท ได้ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าเสียหายดังกล่าวให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 404,805.40 บาท นับแต่วันครบกำหนดเก็บเงินตามใบวางบิลค่าสินค้าฉบับสุดท้ายคือวันที่ 29 กรกฎาคม 2544 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 9,149.71 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 69,880 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบสินค้าไปจากโจทก์ครั้งสุดท้ายคือวันที่ 16มิถุนายน 2544 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,766.15 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงินรวมกัน 485,601.26 บาท และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยเบียดบังสินค้าและเงินค่าสินค้าของโจทก์แต่โจทก์เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าไม่ได้ จึงบังคับให้จำเลยที่ 1 เซ็นชื่อรับผิดแทนลูกค้าขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์มีหน้าที่ขายสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์โดยไม่จำกัดวงเงินและยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ระหว่างการปฏิบัติงานโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 เบียดบังสินค้าที่นำไปจำหน่ายและเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินรวม 474,685.40 บาท ก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้โจทก์ได้นำมูลคดีนี้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ข้อหาฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ ซึ่งคดีอาญาดังกล่าวพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงพระนครเหนือแล้ว พร้อมทั้งมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์อันเป็นมูลหนี้ในคดีนี้ให้แก่โจทก์ด้วย ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวและพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้เบียดบังสินค้าของโจทก์และเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์ตามฟ้อง พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 474,685.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องคือวันที่ 16 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 หนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์จึงยังไม่แน่นอน ไม่อาจคำนวณหนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1รับผิดต่อโจทก์ได้ ต้องยกฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางมิได้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ถ้าลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด เจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดได้แต่นั้น ประกอบกับมาตรา 691 ถ้าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันย่อมไม่มีสิทธิตามมาตรา 688, 689 และ 690 เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันที่ต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้น ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ต่อไปได้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยเบียดบังยักยอกสินค้าของโจทก์และเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบแก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินรวม474,685.40 บาท จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 686 ม. 698
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ยูซี เทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — นาย ทวีศิลป์ ชนะสิทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 435/2547
#410852
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางมิได้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด ทั้งตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 ถ้าลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด เจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดได้แต่นั้นประกอบกับมาตรา 691 ถ้าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันไม่มีสิทธิตามมาตรา 688, 689 และ 690 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันที่ต้องรับผิดร่วมกับลูกหนี้ จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้น เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยเบียดบังยักยอกสินค้าของโจทก์ และเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบแก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งพนักงานฝ่ายพัฒนาการขาย มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงาน โดยไม่จำกัดวงเงิน เมื่อระหว่างเดือนกันยายน 2543 ถึงเดือนมิถุนายน 2544 จำเลยที่ 1 ได้เก็บเงินค่าสินค้าและไม่นำส่งโจทก์จำนวน 404,805.40 บาท กับได้เบียดบังสินค้าของโจทก์ไปหลายรายการเป็นเงิน 69,880 บาท ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินรวมกัน 474,685.40 บาท ได้ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าเสียหายดังกล่าวให้โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 404,805.40 บาท นับแต่วันครบกำหนดเก็บเงินตามใบวางบิลค่าสินค้าฉบับสุดท้าย คือวันที่ 29 กรกฎาคม 2544 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 9,149.71 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 69,880 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบสินค้าไปจากโจทก์ครั้งสุดท้ายคือวันที่ 16 มิถุนายน 2544 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,766.15 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงินรวมกัน 485,601.26 บาท และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยเบียดบังสินค้าและเงินค่าสินค้าของโจทก์ แต่โจทก์เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าไม่ได้ จึงบังคับให้จำเลยที่ 1 เซ็นชื่อรับผิดแทนลูกค้า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ มีหน้าที่ขายสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ โดยไม่จำกัดวงเงินและยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ระหว่างการปฏิบัติงานโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 เบียดบังสินค้าที่นำไปจำหน่ายและเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินรวม 474,685.40 บาท ก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้โจทก์ได้นำข้อมูลคดีนี้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ข้อหาฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ ซึ่งคดีอาญาดังกล่าวพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงพระนครเหนือแล้ว พร้อมทั้งมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์อันเป็นมูลหนี้ในคดีนี้ให้แก่โจทก์ด้วย ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว และพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้เบียดบังสินค้าของโจทก์และเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์ตามฟ้อง พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 474,685.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องคือวันที่ 16 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 หนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์จึงยังไม่แน่นอน ไม่อาจคำนวณหนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ได้ ต้องยกฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางมิได้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ถ้าลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด เจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดได้แต่นั้น ประกอบกับมาตรา 691 ถ้าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันย่อมไม่มีสิทธิตามมาตรา 688, 689 และ 690 เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันที่ต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้น ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ต่อไปได้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยเบียดบังยักยอกสินค้าของโจทก์ และเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบแก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินรวม 474,685.40 บาท จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 686 ม. 688 ม. 689 ม. 690 ม. 691
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูซี เทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — นายทวีศิลป์ ชนะสิทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 430/2547
#112783
เปิดฉบับเต็ม

บ. ครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2468 โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อจาก บ. และทายาท บ. แม้ที่ดินพิพาทจะอยู่ในเขตพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดิน ฯ พ.ศ. 2481 แต่เป็นที่ดินซึ่งราษฎรเข้าครอบครองทำประโยชน์ก่อนการหวงห้ามในปี 2481 จึงไม่ต้องห้ามที่จะออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทั้งสองตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความใน พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 หมวด 3 ข้อ 14 (4) คำสั่งของจำเลยที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทั้งสอง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ฟ้องคดีเพื่อมุ่งประสงค์จะขอให้ใช้อำนาจศาลบังคับให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทั้งสอง การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งของจำเลยเองที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทั้งสองเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

การที่ศาลล่างทั้งสองบังคับให้จำเลยดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทั้งสอง หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น ไม่อาจทำได้เพราะไม่ใช่กรณีที่ศาลบังคับจำเลยให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทั้งสอง ฉบับลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๐ และดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทั้งสองในที่ดินพิพาท ตั้งอยู่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทั้งสอง ฉบับลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๐ และดำเนินการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๘๕๕๗ เลขที่ดิน ๔๙๙ หน้าสำรวจ ๑๑๒๑ ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๓ งาน ๕๖ ตารางวา ให้โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน แต่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสองในศาลชั้นต้นเพียง ๓,๐๐๐ บาท กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ตั้งอยู่ในเขตพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดิน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ และอำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พ.ศ. ๒๔๘๑ เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ โจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายในที่ดินพิพาทที่โจทก์ซื้อมาจากทายาทของนายบุญ กันตะนันต์ เจ้าหน้าที่ที่ดินได้ทำการรังวัดที่ดินพิพาท ผลการรังวัดที่ดินพิพาทปรากฏว่าได้หมายเลขโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๘๕๕๗ เลขที่ดิน ๔๙๙ หน้าสำรวจ ๑๑๒๑ หมู่ที่ ๒ ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๓ งาน ๕๖ ตารางวา แต่จำเลยในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสอง อ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดิน จึงฟังได้ว่า นายบุญได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี ๒๔๖๘ โจทก์ทั้งสองได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อจากนายบุญและทายาทของนายบุญ แม้ที่ดินพิพาทจะอยู่ในเขตพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดิน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ และอำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พ.ศ. ๒๔๘๑ แต่เป็นที่ดินซึ่งราษฎรเข้าครอบครองทำประโยชน์ก่อนการหวงห้ามในปี ๒๔๘๑ จึงไม่ต้องห้ามที่จะออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ หมวด ๓ ข้อ ๑๔ (๔) คำสั่งของจำเลยที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องโจทก์แล้ว พอเข้าใจได้ว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อมุ่งประสงค์จะขอให้ใช้อำนาจศาลบังคับให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทั้งสอง การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทั้งสอง อันเป็นการบังคับให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งของตนเองนั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และการที่ศาลล่างทั้งสองบังคับให้จำเลยดำเนินการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๘๕๕๗ ให้โจทก์ทั้งสอง หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น ก็ไม่อาจทำได้เพราะไม่ใช่กรณีที่ศาลบังคับจำเลยให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทั้งสอง ฉบับลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๐ ให้จำเลยดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทั้งสอง ให้ยกคำขอที่ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 10
ป.ที่ดิน ม. 20 (3) (4) ม. 59
พ.ร.ฎ.กำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดิน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ และอำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พ.ศ.2481
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฟื้น เอมสมบุญ กับพวก
จำเลย — นายธาดา โกมลมาลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสุวรรณ จันทร์ดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 426/2547
#55067
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน เจ้าพนักงานย่อมมีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดและพนักงานสอบสวนก็มีอำนาจทำการสอบสวนได้ ไม่ว่าจะมีผู้เสียหายร้องทุกข์หรือมีผู้กล่าวโทษผู้กระทำผิดหรือไม่ แม้จะวินิจฉัยว่าการมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่มีผลทำให้การดำเนินคดีนี้แก่จำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

ศาลจังหวัดมุกดาหารดำเนินการสืบพยานหลักฐานของโจทก์ตามคำขอของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 47 วรรคสอง เมื่อศาลจังหวัดมุกดาหารเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมย่อมมีอำนาจอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมและสืบพยานเพิ่มเติมตามมาตรา 26 และ 30 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 45

พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 23 ที่ให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพสามิตออกประกาศเพื่อกำหนดราคายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตเพื่อใช้เป็นมูลค่าในการคำนวณค่าแสตมป์ยาสูบ ตามมาตรา 5 ตรี แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มิได้บังคับให้ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนี้ แม้ประกาศกรมสรรพสามิตจะมิได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็มีผลใช้บังคับในการนำไปคำนวณค่าปรับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ผู้เสียหายเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า สลากซองบุหรี่กรองทิพย์ เป็นใบสลากประกอบด้วยอักษรไทยคำว่า "รยส" อยู่ในกรอบรูปวงกลม อักษรโรมันคำว่า "KRONGTHIP" "FILTER" อักษรไทยคำว่า "กรองทิพย์""บุหรี่ก้นกรอง" "คำเตือนการสูบบุหรี่" เลขไทย "90" เลขอาระบิก "90" และ "20" ซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วในราชอาณาจักรในจำพวกสินค้าที่ 45 ประเภทบุหรี่ซิกาแรต เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายและเสนอจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไปซึ่งสินค้าประเภทบุหรี่ซิกาแรต ที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายดังกล่าวจำนวน 619 ซอง โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าบุหรี่ซิกาแรตดังกล่าวเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยซึ่งไม่ได้รับอนุญาตประกอบอุตสาหกรรมยาสูบ ได้มีไว้เพื่อขายซึ่งบุหรี่ซิกาแรตตรากรองทิพย์ 90 จำนวน 619 ซอง อันเป็นยาสูบตามกฎหมาย น้ำหนักรวม 12,380 กรัม อันเป็นการมีไว้ในครอบครองซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบเกินกว่า500 กรัม คิดเป็นราคา 12,380 บาท โดยยาสูบดังกล่าวมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 ซึ่งจะต้องปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎกระทรวงฉบับที่ 23 (พ.ศ. 2540) ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2540 ออกตามความในพระราชบัญญัติยาสูบพ.ศ. 2509 กำหนดให้ปิดแสตมป์ยาสูบเป็นจำนวนรวม 8,666 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4,108, 110, 115 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 4, 19, 24, 44, 49, 50ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบบุหรี่ซิกาแรตของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต และนับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 493/2542ของศาลจังหวัดมุกดาหารด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 19, 24, 44, 49 และ 50การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 150,000 บาท กระทงหนึ่ง ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 นั้น การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509มาตรา 50 ประกอบด้วยมาตรา 24 ฐานมีไว้เพื่อขายยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ปรับ129,990 บาท อีกกระทงหนึ่ง รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นจำคุก 2 ปี และปรับ279,990 บาทพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไปโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบบุหรี่ซิกาแรตของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 493/2542 ของศาลจังหวัดมุกดาหารนั้น ไม่ปรากฏว่าศาลจังหวัดมุกดาหารได้มีคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ยกคำขอส่วนนี้ของโจทก์เสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในคำฟ้อง นายนิยม ดีดวงพันธ์ เจ้าพนักงานสรรพสามิต 4 จ่าสิบตำรวจพิภพ พิมพ์สมแดง กับพวกร่วมกันจับจำเลยพร้อมกับยึดได้บุหรี่ที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลังจำนวน 619 ซองและเป็นบุหรี่ที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ ส่วนของเครื่องหมายการค้าปลอมที่แตกต่างจากเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของโรงงานยาสูบมีรายละเอียดดังนี้ ข้อความบนซองของคำว่า "รยส"จะมีเส้นทึบกว่า คำเตือนข้างซองของโรงงานยาสูบจะมีประมาณ 10 แบบ ไม่ใช่แบบเดียวตามข้างซองบุหรี่ของกลาง สายคาดสีแดงที่ซองบุหรี่ของโรงงานยาสูบจะมีลายน้ำ กว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร ตามมาตรฐานไม่ใช่ตามแบบบุหรี่ของกลาง ข้อความที่ซองบุหรี่ว่า "ชำระค่าอากรแสตมป์ยาสูบแล้ว" และเครื่องหมายนกวายุภักดิ์ที่อยู่ด้านบนข้อความดังกล่าวของโรงงานยาสูบ ชัดเจนกว่าซองบุหรี่ของกลางด้านข้างซองบุหรี่ของโรงงานยาสูบจะเขียนว่า "THAILAND TOBACCO MONOPOLY" แต่ซองบุหรี่ของกลางเขียนว่า "THAILAND TOBACCO MONOPOLY" เลข "20" และคำว่า "FILTER" ข้างซองบุหรี่ของโรงงานยาสูบ จะเป็นตัวหนากว่าของปลอม ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการแรกมีว่า จำเลยมีเจตนากระทำผิดตามฟ้องหรือไม่... ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนากระทำผิดตามฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อุทธรณ์ของจำเลยในประการที่สองมีว่า หนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ตามเอกสารหมาย จ.26 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ การมอบอำนาจให้ร้องทุกข์คดีนี้จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่าความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดินเจ้าพนักงานย่อมมีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดและพนักงานสอบสวนก็มีอำนาจทำการสอบสวนได้ ไม่ว่าจะมีผู้เสียหายร้องทุกข์หรือมีผู้กล่าวโทษผู้กระทำผิดหรือไม่ เมื่อการดำเนินคดีนี้มิใช่การดำเนินคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว จึงมิต้องมีการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย ดังนี้แม้จะวินิจฉัยว่าการมอบอำนาจให้ร้องทุกข์คดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยอุทธรณ์ก็หามีผลทำให้การดำเนินคดีนี้แก่จำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ข้ออุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการที่สามมีว่า การที่ศาลจังหวัดมุกดาหารอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมและสืบพยานเพิ่มเติมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลจังหวัดมุกดาหารดำเนินการสืบพยานหลักฐานของโจทก์ตามคำขอของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 47 วรรคสอง เมื่อศาลจังหวัดมุกดาหารเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมย่อมมีอำนาจอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมและสืบพยานเพิ่มเติม ตามมาตรา 26 และ 30 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 45 อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการที่สี่มีว่า ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง การกำหนดราคายาสูบเพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าปรับ ไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาจะนำมาใช้คำนวณค่าปรับได้หรือไม่ เห็นว่า ประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าวเป็นการประกาศของอธิบดีกรมสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 23 เพื่อกำหนดราคายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตเพื่อใช้เป็นมูลค่าในการคำนวณค่าแสตมป์ยาสูบตามมาตรา 5 ตรี แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 23 ดังกล่าวมิได้บังคับให้ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนี้ แม้ประกาศกรมสรรพสามิตนี้จะมิได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็มีผลใช้บังคับในการนำไปคำนวณค่าปรับได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110(1) ประกอบมาตรา 108 ให้วางโทษจำเลยจำคุก 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท เมื่อรวมโทษตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 แล้ว เป็นจำคุก6 เดือน และปรับ 179,990 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 4 เดือน 15 วันและปรับ 134,992.50 บาท โทษจำคุกคงให้รอการลงโทษไว้ตามกำหนดเดิม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 121
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 30 ม. 47
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — นาย เจริญ มุกดาไทยวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 414/2547
#410840
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ค่าอากรเกิดจากการที่โจทก์นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ส่วนหนี้เงินเพิ่มเกิดจากการที่โจทก์มิได้ชำระค่าอากรภายในกำหนด กล่าวคือมิได้เสียในเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบขนสินค้าให้ตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรนับแต่วันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจปล่อยสินค้าตามมาตรา 112 จัตวา หนี้ค่าอากรกับหนี้เงินเพิ่มจึงมิได้เป็นมูลหนี้รายเดียวกัน และเงินเพิ่มตามมาตรานี้มิใช่ดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 329 จึงไม่อาจนำมาตราดังกล่าวมาใช้บังคับได้ กรณีเป็นเรื่องลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย หนี้ถึงกำหนดชำระพร้อมกัน หนี้ค่าภาษีอากรเป็นรายที่ตกหนักที่สุดย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าอากรและเงินเพิ่มอากรขาเข้าจำนวน 455,994 บาท แก่โจทก์พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 276,360 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การนำเงินของผู้ค้ำประกันไปหักชำระค่าอากรก่อนเป็นการชอบหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า หนี้ค่าอากรและหนี้เงินเพิ่มเป็นมูลหนี้รายเดียวกัน ไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 มาใช้บังคับได้ ต้องบังคับตามมาตรา 329 นั้น เห็นว่า หนี้ค่าอากรเกิดจากการที่โจทก์นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ส่วนหนี้เงินเพิ่มเกิดจากการที่โจทก์มิได้ชำระค่าอากรภายในกำหนด กล่าวคือมิได้เสียในเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบขนสินค้าให้ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรนับแต่วันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจปล่อยสินค้าตามมาตรา 112 จัตวา หนี้ค่าอากรกับหนี้เงินเพิ่มจึงมิได้เป็นมูลหนี้รายเดียวกัน และเงินเพิ่มตามมาตรานี้มิใช่ดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 จึงไม่อาจนำมาตราดังกล่าวมาใช้บังคับได้ กรณีนี้เป็นเรื่องลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย หนี้ถึงกำหนดชำระพร้อมกัน หนี้ค่าภาษีอากรเป็นรายที่ตกหนักที่สุดย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำเงินของผู้ค้ำประกันไปหักชำระค่าอากรก่อนเป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 328 ม. 329
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ม. 112 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัท ซี.เอซ.การค้าสากล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 412/2547
#112782
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและเป็นผู้ครอบครองที่ดิน จำเลยไม่ยอมโอนใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ถึงแม้ว่าการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยจะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อันทำให้สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะก็ตาม แต่ขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดินยังไม่มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ มีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เมื่อจำเลยส่งมอบการครอบครอง โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

กำหนดเวลาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง เป็นระยะเวลาให้สิทธิฟ้องเรียกเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินมือเปล่า ไม่ใช่เรื่องอายุความ คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินส่วนของโจทก์ โดยโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน คดีจึงไม่มีประเด็นปัญหาการแย่งการครอบครองอันจะต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีได้แม้จะเกิน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยขอออกโฉนดที่ดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและห้ามจำเลยเกี่ยวข้องอีกต่อไป ขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยออกจากโฉนดที่ดินพิพาทแล้วให้ใส่ชื่อโจทก์แทน โดยให้จำเลยไปยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายเอง หากไม่ปฏิบัติตามโจทก์ขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนจากชื่อจำเลยเป็นชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินพิพาท โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โดยได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน ๓๕,๐๐๐ บาท

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน ๓๕,๐๐๐ บาท

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท โจทก์อ้างว่าจำเลยได้ขายที่ดินให้สองครั้งเนื้อที่รวม ๑๐ ไร่ คือ บริเวณที่แรเงาไว้ในโฉนดที่ดิน ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงโจทก์นำสืบว่าเดิมที่ดินเป็นของบิดายกให้จำเลยมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ปี ๒๕๒๙ จำเลยขายที่ดินบางส่วนจำนวน ๘ ไร่ ปี ๒๕๓๓ จำเลยขายให้อีก ๒ ไร่ การซื้อขายไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพียงแต่ส่งมอบการครอบครอง โจทก์เข้าครองครองทำประโยชน์ตลอดมา ปี ๒๕๓๗ จำเลยนำที่ดินไปขอออกโฉนดทั้งแปลง โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อออกโฉนดแล้วจะโอนที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์ให้ ต่อมาจำเลยเพิกเฉยและปฏิเสธ เห็นว่า โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและเป็นผู้ครอบครองที่ดิน จำเลยไม่ยอมโอนใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕ ถึงแม้ว่าการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยจะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อันทำให้สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะก็ตาม แต่ขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดินยังไม่มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ มีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เมื่อจำเลยส่งมอบการครอบครอง โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง?

ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดสิทธิเอาคืนซึ่งการครอบครองหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะไม่ได้ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน ๑ ปี นั้น เห็นว่า กำหนดเวลาตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๗๕ วรรคสอง เป็นระยะเวลาให้สิทธิฟ้องเรียกเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินมือเปล่า ไม่ใช่เรื่องอายุความ คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินส่วนของโจทก์ โดยโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน คดีจึงไม่มีประเด็นปัญหาการแย่งการครอบครองอันจะต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน ๑ ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีได้แม้จะเกิน ๑ ปี นับแต่วันที่จำเลยขอออกโฉนดที่ดิน?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 1375 ม. 1378
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรอด เรี่ยมทองขาว
จำเลย — นายบุญมี ศรียา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายวิชญ์ธรรมนาถ สุวรรณโกตา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปกรณ์ มหรรณพ
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
จำรูญ แสนภักดี
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2547
#112781
เปิดฉบับเต็ม

การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดมาตั้งแต่เริ่มครอบครองเป็นกรรมหนึ่ง และเมื่อพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในหมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยผิดกฎหมายก็เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๘ ทวิ , ๗๒ , ๗๒ ทวิ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔ , ๖ , ๑๖ , ๑๙ , ๒๒ , ๔๗ , ๕๑ , ๕๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ , ๓๗๑

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๗๒ วรรคหนึ่ง , ๗๒ ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีอาวุธปืน จำคุก ๑ ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า?

จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะข้อกฎหมายของจำเลยที่ ๑

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ ๑ ครอบครองอาวุธปืนติดตัวเข้าไปในหมู่บ้านตามฟ้องเป็นหมู่บ้านเดียวกับที่จำเลยที่ ๑ มีภูมิลำเนา ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านโดยผิดกฎหมายจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความผิดตั้งแต่เริ่มครอบครองจึงเป็นความผิดกรรมหนึ่ง และเมื่อได้พาอาวุธปืนติดตัวเข้าไปในหมู่บ้าน แม้จะเป็นหมู่บ้านเดียวกับที่จำเลยที่ ๑ มีภูมิลำเนาก็เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวเป็นความผิดสองกรรมนั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 371
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายอี๋ บัวบาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายเสรี จารุอรอุไร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 405/2547
#410757
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนของกลางติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยจะใช้อาวุธปืนนั้นก่ออาชญากรรมใด พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ เห็นควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยเพราะโทษจำคุกระยะสั้น นอกจากจะไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยแล้ว ยังทำให้มีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ การรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่า แต่เพื่อให้หลาบจำ จึงให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเพียงฐานมีและพาอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนของกลางติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะใช้อาวุธปืนนั้นก่ออาชญากรรมใด พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสองที่ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย เพราะโทษจำคุกระยะสั้น นอกจากจะไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยแล้วยังทำให้มีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ การรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่า ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำ จึงได้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง โดยฐานมีอาวุธปืนปรับ 15,000 บาท และฐานพาอาวุธปืน ปรับ 5,000 บาท ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานมีอาวุธปืน ปรับ 7,500 บาท และฐานพาอาวุธปืน ปรับ 2,500 บาท รวมสองกระทงลงโทษปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 371
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายบรรเจิด เอี๊ยะเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 376/2547
#410978
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ย. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ได้มอบอำนาจให้บริษัท ค. โดย พ. มีอำนาจร้องทุกข์และดำเนินคดีแก่ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ กับทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าวแทนผู้เสียหายได้ แสดงว่าผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายคือบริษัท ค. มิใช่ พ. เช่นนี้ พ. ในฐานะส่วนตัวจึงไม่อาจมอบอำนาจช่วงให้บุคคลใดไปร้องทุกข์แทนผู้เสียหายได้ การที่ พ. มอบอำนาจช่วงให้ ป. ไปแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะที่ พ. เองเป็นผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของลิขสิทธิ์ การแจ้งความร้องทุกข์โดย ป. ตามที่ได้รับมอบอำนาจจาก พ. จึงเป็นการร้องทุกข์โดยมิชอบเพราะกระทำไปโดยผู้ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ ดังนั้น พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องในข้อหาความผิดนี้ได้ ปัญหาเรื่องการสอบสวนและการฟ้องคดีชอบหรือไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ขึ้นมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6, 34 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31, 70, 75 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และสั่งให้วีดีโอเทปภาพยนตร์ของกลางตกเป็นของผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) และ 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง และ 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 5,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นจำคุก 3 เดือน และปรับ 55,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29 และ 30 แต่มิให้กักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปี ให้วิดีโอเทปภาพยนตร์ของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นจำนวน 1 ม้วน ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 34 กรณีฝ่าฝืนมาตรา 6 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษปรับจำเลยในความผิดข้อหาดังกล่าวเป็นจำนวน 5,000 บาท จึงต้องห้ามมิใช้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 39 ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าพยานของโจทก์ที่มาเบิกความไม่น่าเชื่อถือไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ซึ่งตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้นั้น ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า นายปรีชา ไพบูลย์สถิตย์วงศ์ เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย โดยนายปรีชาได้รับมอบอำนาจช่วงจากนายไพบูลย์ วิศวะกุล ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.6 แต่ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเป็นพยานเอกสารของโจทก์เองกลับได้ความว่า บริษัท ยู แอนด์ ไอ คอร์โปเรชั่น จำกัด ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์เรื่อง "ฟ้า" ได้มอบอำนาจให้บริษัทโคลีเซียม ฟิล์ม จำกัด โดยนายไพบูลย์ วิศวะกุล มีอำนาจร้องทุกข์และดำเนินคดีแก่ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ เรื่อง "ฟ้า" กับทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าวแทนผู้เสียหายได้ ดังนี้ แสดงว่าผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายคือ บริษัทโคลีเซียม ฟิล์ม จำกัด มิใช่นายไพบูลย์ นายไพบูลย์ในฐานะส่วนตัวจึงไม่อาจมอบอำนาจช่วงให้นายปรีชาไปแจ้งความร้องทุกข์แทนผู้เสียหายได้ แต่ปรากฏในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.6 ว่า นายไพบูลย์ได้มอบอำนาจช่วงให้นายปรีชาไปแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะที่นายไพบูลย์เองเป็นผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของลิขสิทธิ์ การแจ้งความร้องทุกข์โดยนายปรีชาตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายไพบูลย์จึงเป็นการร้องทุกข์โดยมิชอบเพราะกระทำไปโดยผู้ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ ดังนั้น พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องในข้อหาความผิดนี้ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ขึ้นมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 121 ม. 123 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 ม. 66 ม. 70 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นางราตรี เพชรมณี
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ