คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2547
#55052
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดขอให้ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ว่าเป็นของจำเลย จึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ เมื่อราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท จึงอยู่ในอำนาจศาลแขวง ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิตั้งอยู่หมู่ที่ 14 ตำบลดอนทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 14 ไร่ 2 งานเศษเมื่อระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2545 โจทก์ว่าจ้างคนงานเข้าไปถางหญ้าและตัดฟันต้นไม้เพื่อปลูกพืชไร่และทำสวนจำเลยได้เข้าไปถ่ายรูป ข่มขู่และห้ามคนงานของโจทก์มิให้เข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่าที่ดินเป็นของจำเลยมิฉะนั้นจะดำเนินคดีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ทำให้โจทก์และคนงานของโจทก์กลัวไม่กล้าเข้าไปในที่ดิน ทั้งนี้โดยจำเลยมีเจตนาแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากโจทก์นำที่ดินออกให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าปีละ 3,000 บาท ขอให้ห้ามมิให้จำเลยพร้อมบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยโดยจำเลยได้หักร้างถางพงและครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาตั้งแต่ปี 2510 โดยปลูกต้นยูคาลิปตัส ต่อมาระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2545 โจทก์ได้เข้าตัดทำลายต้นยูคาลิปตัสของจำเลย จำเลยห้ามปรามคนงานของโจทก์มิให้ตัดฟันต้นยูคาลิปตัสของจำเลยเท่านั้น ไม่ได้ข่มขู่โจทก์หรือทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากจำเลยนำที่ดินออกให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าปีละ 3,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและห้ามมิให้โจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลย ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายปีละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์และจำเลยแล้วกำหนดราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน47,500 บาท และให้ถือเป็นทุนทรัพย์พิพาทในคดีนี้

ระหว่างนัดสืบพยานจำเลยศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทซึ่งมีราคา 47,500 บาท อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงพิษณุโลก ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 18 จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปพิจารณาที่ศาลแขวงพิษณุโลกตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสาม

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลยจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์เมื่อราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงพิษณุโลก ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงพิษณุโลกซึ่งคดีอยู่ในเขตอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16วรรคสี่ ได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุธรรม ปาเฉย
จำเลย — นาย ประเทือง มากพิณ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 812/2547
#410761
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และภริยาซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1477 ถือว่าการที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทย่อมเป็นการสงวนบำรุงรักษาสินสมรสหรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรส โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากภริยา

จำเลยฎีกาว่าภริยาโจทก์อนุญาตให้จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ให้ครบถ้วนนั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีในปัญหาดังกล่าวไว้ แม้จะได้นำสืบในชั้นพิจารณาก็เป็นการนำสืบนอกคำให้การ ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ตำบลปากท่อ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 9 ตารางวา ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ตำบลปากท่อ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 80 ตำบลปากท่อ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 มีนาคม 2543) จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินดังกล่าวเสร็จสิ้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และภริยาโจทก์ จะต้องได้รับความยินยอมจากภริยาโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1477 บัญญัติว่า "สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับการสงวนบำรุงรักษาสินสมรส หรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรส..." ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทย่อมเป็นการสงวนบำรุงรักษาสินสมรสหรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรส โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากภริยาโจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ภริยาโจทก์อนุญาตให้จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ให้ครบถ้วนนั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีในปัญหาดังกล่าวไว้ แม้จะได้นำสืบในชั้นพิจารณาก็เป็นการสืบนอกคำให้การ ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1477
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชิต เพิ่มวงศ์นิติกร
จำเลย — นายผวน บุญนาค
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 810 -ที่ 811/2547
#411141
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอเข้าเป็นคู่ความตามมาตรา 57 (1) ต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ระหว่างพิจารณา เว้นแต่สิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น ส่วนมาตรา 57 (2) ต้องยื่นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนมีคำพิพากษา ดังนั้น ทั้งสองกรณีดังกล่าวต้องยื่นก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาเท่านั้น จะยื่นในระหว่างอุทธรณ์ไม่ได้

การอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องนั้นแม้จะเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา แต่ก็มีผลเท่ากับให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,685,907.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 40 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,031,826.68 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา หลังจากจำเลยยื่นคำให้การแล้วแต่ยังไม่สืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,031,826.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,385,231.97 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมเพื่อให้ได้รับการรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้อง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง กับพิพากษายกอุทธรณ์จำเลย

ผู้ร้องและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยฎีกาผู้ร้องว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของผู้ร้องชอบหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาอ้างว่ากรณีของผู้ร้องถือได้ว่าเป็นการร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) มิใช่มาตรา 57 (2) และไม่มีกฎหมายห้ามมิให้ขอในระหว่างอุทธรณ์ จึงขอในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้ เห็นว่า ไม่ว่ากรณีจะเป็นการร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 57 (1) ดังที่ผู้ร้องฎีกากล่าวอ้างไว้หรือไม่ก็ไม่เป็นเหตุให้ผลของการวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง เพราะการร้องขอเข้าเป็นคู่ความ ตามมาตรา 57 (1) ได้กำหนดว่า ต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา เว้นแต่สิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น ส่วนมาตรา 57 (2) ได้กำหนดว่าต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนมีคำพิพากษา ดังนั้น ทั้งสองกรณีดังกล่าวต้องยื่นก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาเท่านั้น จะยื่นในระหว่างอุทธรณ์ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้คำฟ้องนั้นต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องชอบหรือไม่เท่านั้นโดยมิได้กล่าวล่วงเข้าไปในประเด็นวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคสอง ให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับข้อพิพาทเช่นว่านี้ในคำสั่งชี้ขาดข้อพิพาทนั้น มิใช่กรณีที่จะต้องบังคับตามมาตรา 229 ซึ่งศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้จำเลยต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมใดๆ สำหรับข้อพิพาทในส่วนนี้ต่อโจทก์ กรณีจึงไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า การอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องนั้นแม้จะเป็นอุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาแต่ก็มีผลเท่ากับให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ต้องปฏิบัติขณะยื่นอุทธรณ์ เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคสอง ที่จำเลยอ้างในฎีกานั้นเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับข้อพิพาทที่ไม่เป็นประเด็นในคดีไปในคำสั่งชี้ขาดข้อพิพาทเสียทีเดียว กรณีไม่ตรงกับคดีนี้ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) (2) ม. 226 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคน จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล
จำเลย — บริษัทคอมมอนเวลธ์ โฮลดิ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สมชาย จุลนิติ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 803/2547
#410980
เปิดฉบับเต็ม

ศาลมีอำนาจพิเคราะห์ว่า กระบวนพิจารณาใดจำเป็นจะต้องกระทำเพียงใดหรือไม่ ถ้าเห็นว่ากระบวนพิจารณาใดเป็นการฟุ่มเฟือยเกินสมควรหรือประวิงให้ชักช้าหรือไม่เกี่ยวแก่ประเด็น ศาลย่อมมีอำนาจงดดำเนินกระบวนพิจารณาในทำนองนั้นเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสอง คดีนี้จำเลยขอเลื่อนนัดไต่สวนมาหลายนัดแล้ว ประกอบกับการเดินเผชิญสืบอาคารพิพาทก็ไม่เป็นประโยชน์แก่คดี ทั้งการออกคำสั่งกำหนดเดินเผชิญสืบก็เป็นเรื่องดุลพินิจของศาลโดยเฉพาะตาม ป.วิ.พ. มาตรา 99 วรรคแรก เมื่อศาลชั้นต้นไม่เห็นประโยชน์ที่จะทำการไต่สวนพยานจำเลยต่อไปโดยเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว การเดินเผชิญสืบตามคำขอของจำเลยก็มีแต่จะทำให้เกิดความล่าช้า ประวิง และยุ่งยาก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดไต่สวนคำร้องและไม่อนุญาตให้เดินเผชิญสืบอาคารพิพาท จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ 16781, 16782 ตำบลตลาดน้อย (สัมพันธวงศ์) อำเภอสัมพันธวงศ์ (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร ส่วนหลังอาคารและพื้นชั้นลอยส่วนที่เกินจากแบบที่ได้รับอนุญาต ถ้าจำเลยไม่รื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

ต่อมาศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับและหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเข้ายึดอาคารพิพาทของจำเลยและจัดการให้โจทก์รื้อถอนอาคารตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยยื่นคำร้องว่าโจทก์ไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยได้ เนื่องจากโจทก์บังคับคดีแก่จำเลยเกิน 10 ปี นับแต่คดีถึงที่สุด และการรื้อถอนอาคารพิพาทเป็นเหตุสุดวิสัยที่จะกระทำได้ เพราะวิศวกรให้ความเห็นว่า จะทำให้อาคารส่วนที่ถูกต้องตามแบบพังทลายลงมาด้วย เนื่องจากส่วนที่ถูกต้องตามแบบและไม่ถูกต้องตามแบบสร้างขึ้นพร้อมกันโดยมีโครงสร้างร่วมกัน หากอาคารพิพาททั้งหลังต้องพังทลายลงมานอกจากทำให้จำเลยต้องเสียหายเกินกว่าที่ควรจะเป็น ยังอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของเพื่อนบ้านอีกด้วย ขอให้มีคำสั่งยกเลิกการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2532 และออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้กำหนดรื้อถอนในวันที่ 21 กรกฎาคม 2542 จึงเป็นการบังคับคดีภายใน 10 ปี และการที่จำเลยไม่รื้ออาคารตามคำพิพากษาเป็นการที่จำเลยยังละเมิดต่อโจทก์อยู่ตลอดเวลา

ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานจำเลยไปได้ 1 ปาก แล้ววินิจฉัยว่า คดีพอวินิจฉัยได้ให้งดไต่สวนคำร้อง ส่วนคำขอเดินเผชิญสืบและคำแถลงขอระบุพยานเพิ่มเติมของจำเลยไม่จำเป็นต้องพิจารณาสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ศาลมีอำนาจที่จะพิเคราะห์ว่า กระบวนพิจารณาใดจำเป็นจะต้องกระทำเพียงใดหรือไม่ ถ้าเห็นว่ากระบวนพิจารณาใดเป็นการฟุ่มเฟือยเกินสมควรหรือประวิงให้ชักช้าหรือไม่เกี่ยวแก่ประเด็น ศาลย่อมมีอำนาจงดดำเนินกระบวนพิจารณาในทำนองนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง ซึ่งคดีนี้จำเลยได้เลื่อนคดีนัดไต่สวนมาหลายนัดแล้ว ประกอบกับการเดินเผชิญสืบอาคารพิพาทก็ไม่เป็นประโยชน์แก่คดี ทั้งการออกคำสั่งกำหนดเดินเผชิญสืบก็เป็นเรื่องดุลพินิจของศาลโดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 99 วรรคแรก เมื่อศาลชั้นต้นไม่เห็นประโยชน์ที่จะทำการไต่สวนพยานจำเลยต่อไปโดยเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว การเดินเผชิญสืบตามคำขอของจำเลยก็มีแต่จะทำให้เกิดความชักช้า ประวิง ยุ่งยาก ศาลชั้นต้นก็สั่งงดไต่สวนคำร้องและไม่อนุญาตให้เดินเผชิญสืบอาคารพิพาทได้ เป็นคำสั่งชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
จำเลย — นายอนันต์ โรจน์รุ่งเรืองกิจ
ชื่อองค์คณะ
ขวัญชัย ปิ่นรอด
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2547
#410876
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์แบ่งแยกออกมาจากที่ดินจำเลย ที่ดินโจทก์มีที่ดินบุคคลอื่นล้อมอยู่ทุกด้าน แม้จะมีทางเดินออกสู่ทางสาธารณะได้ก็ตาม แต่โจทก์ต้องผ่านที่ดินบุคคลอื่นอีกทั้งมีระยะทางไกลและรถยนต์ผ่านไม่ได้ ถือว่าที่ดินโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ทั้งสภาพบ้านเมืองปัจจุบันใช้รถยนต์เป็นพาหนะจำนวนมากทางที่ใช้เข้าออกสู่ที่ดินไม่ใช่เป็นทางเดินสถานเดียวแต่ต้องให้รถยนต์ผ่านด้วย โจทก์ซื้อที่ดินจากจำเลยประสงค์ใช้เป็นที่ปลูกบ้านและใช้ปลูกพืชผักต้องใช้รถยนต์กระบะผ่านเข้าออกสู่ที่ดิน ทางพิพาทเป็นทางที่ใกล้และสะดวกแก่การเดินทางออกสู่ทางสาธารณะพอแก่ความจำเป็น และเมื่อที่ดินโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินจำเลย โจทก์มีสิทธิใช้ทางจำเป็นในที่ดินจำเลยได้โดยไม่ต้องใช้ค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)จำเลยแบ่งขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ นายมี ทองเอม และนางมณฑา สงกระสินธุ์ ทำให้ที่ดินโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าวอยู่ระหว่างที่ดินนายมีกับที่ดินจำเลย โดยมีที่ดินนางมณฑาอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและเป็นเหตุให้ที่ดินโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ การซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยตกลงให้โจทก์ใช้ทางพิพาทในที่ดินจำเลยเป็นทางเดินออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาจำเลยได้นำเสาไม้มาปิดกั้นทางพิพาท ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางพิพาทเดินออกสู่ทางสาธารณะได้ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาไม้ที่ปักกั้นไว้ในที่ดินของจำเลยและยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเดินออกสู่ทางสาธารณะ หากจำเลยไม่รื้อถอนเสาไม้ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า จำเลยแบ่งขายที่ดินให้แก่โจทก์โดยมิได้มีข้อตกลงให้โจทก์ออกทางด้านทิศตะวันออกได้ โจทก์ใช้ทางเดินดังกล่าวมาตลอดจนถึงปัจจุบัน โจทก์ไม่เคยใช้ทางพิพาทเข้าออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยเคยอนุญาตให้โจทก์ใช้ทางพิพาทนำรถยนต์บรรทุกดินเข้าไปถมที่ดินของโจทก์เป็นการชั่วคราวเท่านั้น เหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยเนื่องจากโจทก์ต้องการที่ดินของจำเลยเป็นทางเข้าออกโดยไม่ยอมเสียค่าทดแทน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเปิดทางพิพาทตามรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.4 (ที่ถูกควรเป็นหมาย จ.3) กว้าง 3 เมตร ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินจำเลย หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าว หรือต่อมาเป็นที่ดินมีโฉนดที่ดินเป็นทางจำเป็นโดยให้รื้อรั้วไม้ที่ปิดกั้นทางพิพาทออกเสีย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1093 ตำบลหนองหญ้าปล้อง อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 78 ตารางวา โดยซื้อมาจากจำเลยเมื่อปี 2536 ซึ่งที่ดินดังกล่าวแบ่งแยกออกมาจากที่ดินจำเลยตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1091 ตำบลหนองหญ้าปล้อง อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ที่ดินโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า ซื้อที่ดินจากจำเลยเพื่อใช้เป็นที่ปลูกบ้านอยู่อาศัย ปลูกพืชไร่และผักสวนครัว จำเลยตกลงให้ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ใช้รถยนต์กระบะบรรทุกพืชผลเกษตรออกจากที่ดิน ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินโจทก์มีทางเดินตามคันนาผ่านที่ดินบุคคลอื่นหลายเจ้าของกว่าจะถึงทางสาธารณะ เป็นทางแคบ ๆ พอรถจักรยานยนต์ผ่านได้เท่านั้น รถยนต์ผ่านไม่ได้ และมีนายเผื่อน สมิงนรา นายสังวาลย์ แดงผา เจ้าของที่ดินทางด้านทิศเหนือที่ดินโจทก์เบิกความสนับสนุน ส่วนจำเลยเบิกความเป็นพยานว่า แบ่งขายที่ดินให้โจทก์ไม่มีข้อตกลงให้โจทก์ใช้ทางพิพาท ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินโจทก์ติดทางสาธารณะ กว้างประมาณ 2 เมตร เป็นทางในเขตที่ดินนางเที่ยง น่วมวัตร นายสังวาลย์ แดงผา และนายสวัสดิ์ มณีศรี โดยมีนางเที่ยงและนายวิชัย พวงผกา เบิกความสนับสนุน เห็นว่า นายเผื่อนและนายสังวาลย์ ซึ่งมีที่ดินอยู่ทางด้านทิศเหนือที่ดินโจทก์ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยอ้างปรากฏตำแหน่งที่ตั้งที่ดินของนายเผื่อนและนายสังวาล พยานทั้งสองปากไม่มีเหตุบาดหมางกับจำเลยหรือเกี่ยวพันเป็นญาติกับโจทก์ที่จะทำให้เห็นว่าเบิกความโดยมีอคติกับจำเลย นายเผื่อนเบิกความว่า ทางที่ผ่านที่ดินโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกซึ่งผ่านที่ดินนายเผื่อนมีสภาพเป็นทางเดินเล็ก ๆ เลาะไปตามคันนาแคบ ๆ เมื่อ 2 ถึง 3 ปี มานี้มีการถมทางให้กว้างขึ้นเป็นแนวยาวประมาณ 30 เมตร แต่ถัดออกไปก็ยังเป็นทางเดินเล็ก ๆ เหมือนเดิม ดินลูกรังที่ถมทางให้กว้างขึ้นไม่ถึงที่ดินโจทก์และต้องเดินอีก 100 กว่าเมตร จึงจะถึงที่ดินโจทก์ นายสังวาลย์ซึ่งมีที่ดินอยู่ทางด้านทิศเหนือที่ดินนายเผื่อนเบิกความว่า ทางดังกล่าวซึ่งผ่านที่ดินนายสังวาลย์ด้วย เป็นทางตามคันนาซึ่งล้วนสอดคล้องกับรูปแผนที่เอกสารหมาย ล.1 ทั้งตามรายงานกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นออกไปเผชิญสืบ ก็ปรากฏว่าสภาพทางเป็นทางเดินตามคันนากว้าง 1 เมตรเศษ บริเวณก่อนออกสู่ถนนสาธารณะเป็นทางกว้าง 2 เมตร สอดคล้องกับคำเบิกความของนายเผื่อนและนายสังวาลย์อีกด้วย แม้จำเลยจะมีนางเที่ยงซึ่งมีที่ดินอยู่ทางด้านทิศตะวันตกที่ดินโจทก์มาเบิกความว่า ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินโจทก์มีทางเดินกว้าง 4 ศอก แต่นางเที่ยงก็เบิกความว่าทางดังกล่าวต้องผ่านที่ดินนางเที่ยงและที่ดินบุคคลอื่นด้วยจึงจะออกสู่ทางสาธารณะได้ หากโจทก์จะขอขยายทางให้กว้างขึ้นเพื่อให้รถยนต์ผ่าน นางเที่ยงไม่ยอม ส่วนนายวิชัยพยานจำเลยอีกปากหนึ่งเบิกความว่า ทางเดินทางด้านทิศตะวันตกที่ดินโจทก์ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.3 และรูปแผนที่เอกสารหมาย ล.1 เป็นทางที่ใช้มานานแล้ว มีความกว้าง 2 เมตรเศษ และรูปแผนที่เอกสารหมาย ล.1 เป็นทางที่ใช้มานานแล้ว มีความกว้าง 2 เมตรเศษ และมีเสาไฟฟ้าปักอยู่ แม้นายวิชัยเป็นกำนันตำบลหนองหญ้าปล้องที่ที่ดินโจทก์จำเลยตั้งอยู่ รู้เห็นสภาพความเป็นจริงของที่ดินนั้นก็ตาม แต่นายวิชัยไม่ได้เบิกความระบุว่าทางเดินด้านทิศตะวันตกดังกล่าวเป็นทางบริเวณช่วงระยะใด ทั้งนายวิชัยก็เบิกความรับว่าไม่ได้ใช้ทางดังกล่าวมาเป็นเวลานาน 10 ปีแล้ว คำเบิกความจึงขาดความชัดเจน ส่วนเสาไฟฟ้าตามแนวทางดังกล่าวอาจปักโดยความยินยอมของเจ้าของที่ดินตามแนวคันนาที่เดินกันโดยวิสาสะเนื่องจากประโยชน์ร่วมกันในการใช้แสงสว่าง พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินโจทก์มีที่ดินบุคคลอื่นล้อมอยู่ทุกด้าน แม้จะมีทางเดินทางด้านทิศตะวันตกออกสู่ทางสาธารณะได้ก็ตาม แต่โจทก์ต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นอีก ทั้งมีระยะทางไกลและรถยนต์ผ่านไม่ได้ จึงถือได้ว่าที่ดินโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ทั้งสภาพบ้านเมืองปัจจุบันใช้รถยนต์เป็นพาหนะจำนวนมาก ทางที่ใช้เข้าออกสู่ที่ดินไม่ใช่เป็นทางเดินสถานเดียว แต่ต้องให้รถยนต์ผ่านด้วย โจทก์ซื้อที่ดินจากจำเลยประสงค์ใช้เป็นที่ปลูกบ้านและปัจจุบันใช้ปลูกพืชผักต่าง ๆ ต้องใช้รถยนต์กระบะผ่านเข้าออกสู่ที่ดิน เมื่อเปรียบเทียบทางด้านตะวันตกที่ดินโจทก์ซึ่งเป็นทางกว้าง 1 เมตรเศษ เป็นแนวยาวถึง 100 เมตร โดยสภาพทางแคบรถยนต์กระบะผ่านไม่ได้ กับทางพิพาทที่ติดกับที่ดินโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นทางตรงและมีระยะทางสั้นกว่ามาก ทั้งรถยนต์ผ่านเข้าออกได้ ทางพิพาทจึงเป็นทางที่ใกล้และสะดวกแก่การเดินทางของโจทก์ออกสู่ทางสาธารณะพอแก่ความจำเป็น และเมื่อที่ดินโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินจำเลย โจทก์มีสิทธิใช้ทางจำเป็นในที่ดินจำเลยได้โดยไม่ต้องใช้ค่าตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350

ที่จำเลยฎีกาอีกประการหนึ่งว่า โจทก์ไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสาร จึงรับฟังแผนที่เอกสารหมาย จ.4 เป็นพยานไม่ได้นั้น เห็นว่า รูปแผนที่ตามเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยจัดทำและแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.3 ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำ มีรูปที่ดินและตำแหน่งที่ตั้งสอดคล้องกับแผนที่เอกสารหมาย จ.4 ฉะนั้น จะรับฟังแผนที่เอกสารหมาย จ.4 หรือไม่ ก็ไม่ทำให้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลง ส่วนฎีกาจำเลยข้อที่โจทก์เคยเจรจาซื้อทางพิพาทนั้น ไม่เป็นสาระแก่การวินิจฉัย ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดาบตำรวจประทีป นาควัชระ
จำเลย — นายอำนวย เสมบุตร
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
วสันต์ ตรีสุวรรณ
วิบูลย์ นนทสูติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 788/2547
#410874
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับที่เข้าไปล่อซื้อจากจำเลยแล้ว 2 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าตรวจตัวจำเลยได้เมทแอมเฟตามีนอีก 95 เม็ด แสดงว่าเมื่อจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไปแล้ว จำเลยยังมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอีก 95 เม็ด ดังนั้น จำเลยจึงมีเมทแอมเฟตามีนไว้ครอบครองเพื่อจำหน่าย 97 เม็ด ถึงแม้เมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับจะเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยก็แยกได้เป็นสองกรรมต่างหากจากกันเพราะการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดที่มีเจตนาในการกระทำผิดแตกต่างแยกจากกันได้ การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และคืนธนบัตรจำนวน 140 บาท ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวมสองกระทงเป็นจำคุก 4 ปี 12 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรจำนวน 140 บาท ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นกรรมเดียวหรือสองกรรมต่างกัน เห็นว่า หลังจากจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับที่เข้าไปล่อซื้อจากจำเลยแล้ว 2 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจตัวจำเลยได้เมทแอมเฟตามีนอีก 95 เม็ด แสดงว่า เมื่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไปแล้ว จำเลยยังมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอีก 95 เม็ด จำเลยจึงมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 97 เม็ด แม้เมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับจะเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยก็แยกได้เป็นสองกรรมต่างหากจากกันเพราะการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดที่มีเจตนาในการกระทำผิดแตกต่างแยกจากกันได้ การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม หาใช่กรรมเดียวดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางเสมอหรือตุ๋ย สุดแสง
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุรพล เจียมจูไร
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 786/2547
#410760
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันเงินกู้หรือเงินเบิกเกินบัญชี แม้ไม่ระบุวงเงินค้ำประกันโดยตรงแต่ความในสัญญาค้ำประกันที่ระบุว่า เนื่องในการที่โจทก์ได้ยอมให้จำเลยที่ 1 กู้หรือเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาลงวันที่ 21 มกราคม 2528 เป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท ตามสัญญาลงวันที่ 3 มีนาคม 2532 เป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท และตามสัญญาลงวันที่ 27 มิถุนายน 2533 เป็นจำนวนเงิน 90,000 บาท นั้น ผู้ค้ำประกันยอมเข้าค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง แสดงให้เห็นว่าผู้ค้ำประกันมีเจตนาเข้าค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 เฉพาะต้นเงินที่เบิกเงินเกินบัญชีไม่เกิน 690,000 บาท เท่านั้น ส่วนที่ผู้ค้ำประกันตกลงยอมรับผิดจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิงโดยร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญานั้น หมายถึงผู้ค้ำประกันยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โดยสละสิทธิให้โจทก์เรียกร้องบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 1 หรือทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 691 เท่านั้น มิใช่เป็นข้อสัญญาให้ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวน ดังนั้น ตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้หรือเบิกเงินเกินบัญชีย่อมมีผลให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะในต้นเงินไม่เกิน 690,000 บาท กับดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวเท่านั้น ส่วนสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นเพียงการที่จำเลยที่ 3 ให้หลักประกันเพื่อเป็นการปฏิบัติตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ในต้นเงินไม่เกิน 690,000 บาท เท่านั้น ไม่ใช่เป็นการให้หลักประกันใหม่โดยไม่จำกัดจำนวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2528 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน 300,000 บาท ต่อมาเพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์อีก 2 ครั้ง รวมวงเงินทั้งสิ้น 690,000 บาท มีจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกับชำระเงินจำนวน 2,230,225.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,048,341.42 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าได้ไม่พอให้จำเลยทั้งสามใช้ส่วนที่ขาดจนครบแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 555,493.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 2019 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าได้ไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2528 จำเลยที่ 1 ได้เปิดบัญชีกระแสรายวันไว้กับโจทก์ และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน 300,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี กำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 21 มกราคม 2529 หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ยังคงเบิกจ่ายเงินอยู่อีกต่อไป ก็ให้ถือว่าเงินที่เบิกไปนั้นเป็นหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีทั้งสิ้นตามหนังสือสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์อีก 2 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2532 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 300,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 21 มกราคม 2533 ตามหนังสือสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.7 และเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2533 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 90,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี กำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 29 มกราคม 2534 ตามหนังสือสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.8 รวมเป็นเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีทั้งสิ้น 690,000 บาท และจำเลยที่ 3 ได้เข้าค้ำประกันหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีทั้ง 3 ครั้งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวในลักษณะยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกันกู้หรือเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.11 โดยตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้หรือเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.9 จำเลยที่ 3 ยินยอมให้ถือเอาการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2019 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารหมาย จ.14 ที่จำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2527 เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้หรือเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.9 นั้นด้วย และตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้หรือเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 จำเลยที่ 3 ยังได้มอบบัญชีเงินฝากประจำรวม 10 บัญชี และทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์สามารถนำเงินจากบัญชีดังกล่าวรวมทั้งดอกเบี้ยมาชำระหนี้แก่โจทก์โดยการหักกลบลบหนี้ได้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินเกินบัญชีและนำเงินเข้าบัญชีอันเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีเรื่อยมาจนถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2534 บัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเลิกกัน ซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์อยู่จำนวน 1,851,570.19 บาท และต่อมาโจทก์ได้โอนเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 ทั้ง 10 บัญชีมาหักชำระหนี้ดังกล่าวตามที่จำเลยที่ 3 ได้มอบอำนาจให้ไว้ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 จำเลยที่ 1 จึงคงเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์จำนวน 555,493.43 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวในฐานะที่เป็นผู้ค้ำประกันโดยไม่จำกัดวงเงินและในฐานะผู้จำนองตามสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้หรือเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.11 แม้ไม่ระบุวงเงินค้ำประกันโดยตรงก็ตามแต่ความในสัญญาค้ำประกันดังกล่าวในข้อ 1 ที่ระบุว่า เนื่องในการที่โจทก์ได้ยอมให้จำเลยที่ 1 กู้หรือเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาลงวันที่ 21 มกราคม 2528 เป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท ตามสัญญาลงวันที่ 3 มีนาคม 2532 เป็นจำนวน 300,000 บาท และตามสัญญาลงวันที่ 27 มิถุนายน 2533 เป็นจำนวนเงิน 90,000 บาท นั้นผู้ค้ำประกันยอมเข้าค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง ก็แสดงให้เห็นว่าผู้ค้ำประกันมีเจตนาเข้าค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 เฉพาะต้นเงินที่เบิกเงินเกินบัญชีไม่เกิน 690,000 บาท เท่านั้น มิได้หมายความว่าหากจำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีเกินวงเงิน 690,000 บาท ดังกล่าวแล้ว ผู้ค้ำประกันได้ตกลงค้ำประกันในหนี้ส่วนที่เบิกเกินวงเงินดังกล่าวด้วยแต่อย่างใด ส่วนที่ผู้ค้ำประกันตกลงยอมรับผิดจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิงโดยร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามความในตอนท้ายของสัญญาข้อ 1 และข้อ 3 วรรค 2 นั้นก็หมายถึงผู้ค้ำประกันยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 691 เท่านั้น มิใช่เป็นข้อสัญญาให้ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวนดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใด ดังนั้น ตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้หรือเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.11 ย่อมมีผลให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะในต้นเงินไม่เกิน 690,000 บาท กับดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวเท่านั้น ในส่วนสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.14 และ จ.15 นั้น คงเป็นเพียงการที่จำเลยที่ 3 ให้หลักประกันเพื่อเป็นการปฏิบัติตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ในต้นเงินไม่เกิน 690,000 บาท จึงมีความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองดังกล่าวแก่โจทก์ในต้นเงินไม่เกินจำนวน 690,000 บาท หาใช่ต้องรับผิดในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันฐานะหนึ่งและฐานเป็นผู้จำนองตามสัญญาจำนองอีกฐานะหนึ่งดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาไม่และเมื่อไม่ปรากฏว่าเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยตามบัญชีเงินฝากทั้ง 10 บัญชี ที่จำเลยที่ 3 มอบอำนาจให้โจทก์ถอนมาชำระหนี้ได้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 มีจำนวนไม่เพียงพอแก่การชำระหนี้ต้นเงิน 690,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์แต่ประการใดแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 691
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีสมบูรณ์วิศวกรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 782/2547
#55074
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2535 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 12มิถุนายน 2538 เวลากลางวัน จำเลยได้ปลอมใบถอนเงินเพื่อถอนเงินจากธนาคารผู้เสียหาย และใช้ใบถอนเงินดังกล่าวถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของ บ. และ ส. ลูกค้าของผู้เสียหายรวม 20 ครั้ง อันเป็นความผิดสำเร็จไปแล้วต่อมาระหว่างวันที่ 28มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 จำเลยจึงได้ทำการปลอมสมุดคู่ฝากที่ธนาคารผู้เสียหายออกให้แก่ บ. และ ส. โดยจำเลยพิมพ์ข้อความในช่องวัน เดือน ปีกับเติมและตัดทอนข้อความในช่องฝาก ช่องถอน ช่องคงเหลือและลงชื่อจำเลย แล้วมอบให้ บ. และ ส. เพื่อให้บุคคลทั้งสองหลงเชื่อว่าเป็นสมุดเงินฝากของธนาคารผู้เสียหายที่แท้จริงและเงินฝากของบุคคลทั้งสองมีอยู่ตามจำนวนที่จำเลยทำขึ้นอันเป็นการกระทำเพื่อปกปิดความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมของจำเลย ความผิดฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากจึงเป็นการกระทำต่อ บ. และ ส. ซึ่งเป็นผู้เสียหายคนละรายกับข้อหาความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอม จึงเป็นความผิดต่างกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยเป็นพนักงานของธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขายานนาวา ตำแหน่งเจ้าหน้าที่อำนวยบริการ 11 มีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของพนักงานในการรับฝากและถอนเงินของลูกค้าธนาคาร โดยจำเลยมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของธนาคาร กรณีถอนเงินครั้งละไม่เกิน 500,000 บาท และกรณีฝากครั้งละ1,000,000 บาท จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรม กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่22 กันยายน 2535 เวลากลางคืน ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2538 เวลากลางวันติดต่อกันตลอดมาจำเลยได้หลอกลวงธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยได้ปลอมใบถอนเงินอันเป็นเอกสารสิทธิขึ้นหลายฉบับ ถอนเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา อันเป็นสาขาหนึ่งของธนาคารผู้เสียหายออกจากบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์และบัญชีเงินฝากประจำประเภท 3 เดือน ของนางบรรจง ฉวีวงษ์ ลูกค้าของธนาคารจำนวน 18 ครั้ง และบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ของนายบุญส่ง ฉวีวงษ์ ลูกค้าของธนาคารอีกจำนวน 2 ครั้ง โดยจำเลยได้ลงลายมือชื่อปลอมของลูกค้าทั้งสองลงในช่องผู้รับเงินและผู้ถอนเงิน โดยที่ความจริงเจ้าของบัญชีดังกล่าวไม่ได้ถอนเงินและไม่ได้รับเงินแต่อย่างใด ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางบรรจง นายบุญส่ง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา และประชาชนและเมื่อจำเลยได้ปลอมใบถอนเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยได้ใช้และอ้างเอกสารใบถอนเงินปลอมดังกล่าวต่อพนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา คนอื่น ให้ลงชื่อในช่องผู้ลงบัญชีหรือบางครั้งจำเลยก็ลงชื่อของจำเลยในช่องผู้ลงบัญชี เพื่อให้เอกสารใบถอนเงินสมบูรณ์สามารถถอนเงินออกจากเครื่องจักรลงบัญชี (เครื่องคอมพิวเตอร์) และรับเงินไปได้ ต่อมาจำเลยได้จัดทำใบฝากเงินบางส่วนกลับเข้าสู่บัญชีเงินฝากของลูกค้าทั้งสอง โดยฝากเงินจำนวนน้อยกว่าจำนวนเงินที่ถอนออกมา การกระทำการดังกล่าวทำให้จำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา เป็นเงินรวมทั้งสิ้น985,915.19 บาท และเมื่อระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2539ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกันตลอดมา วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้ทำปลอมสมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝากประจำประเภท 3 เดือน และบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์อันเป็นเอกสารสิทธิของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ที่ออกให้แก่นางบรรจง ฉวีวงษ์ และทำปลอมสมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์อันเป็นเอกสารสิทธิของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ที่ออกให้แก่นายบุญส่ง ฉวีวงษ์ขึ้นแต่บางส่วนโดยจำเลยนำสมุดคู่ฝากดังกล่าวมาจากนางบรรจงและนายบุญส่ง แล้วพิมพ์ข้อความเท็จลงในสมุดคู่ฝากดังกล่าวอันเป็นเอกสารที่แท้จริงในช่องวัน เดือน ปีช่องฝาก ช่องถอน ช่องคงเหลือ แล้วลงชื่อจำเลยกำกับไว้ ซึ่งจำเลยได้กระทำการดังกล่าวเพื่อให้นางบรรจงและนายบุญส่ง เจ้าของบัญชีเงินฝาก หลงเชื่อว่ารายการที่ปรากฏในสมุดคู่ฝากดังกล่าวเป็นรายการที่แท้จริงที่ลูกค้าทั้งสองฝากและถอนเงินกับธนาคาร อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วยอดเงินฝากและถอนดังกล่าวเป็นยอดรายการที่จำเลยพิมพ์ขึ้นเอง ไม่ใช่ยอดเงินฝากที่แท้จริงของลูกค้าทั้งสองแต่อย่างใด และตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยได้ใช้และอ้างสมุดคู่ฝากปลอมดังกล่าวต่อนางบรรจงและนายบุญส่งธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา และประชาชนเหตุเกิดที่แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 341, 91 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน985,915.19 บาท แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา และนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268 วรรคหนึ่ง และมาตรา 341 ประกอบด้วยมาตรา 91 การที่จำเลยปลอมสมุดคู่ฝาก ก็โดยเจตนาเพื่อใช้ประกอบใบถอนเงินปลอม ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นหลักฐานร่วมกันในการเบิกถอนเงินไปจากบัญชีฝากเงินตามฟ้อง ถือได้ว่าเป็นความผิดที่เกี่ยวเนื่องกันตั้งแต่จำเลยปลอมไปจนถึงวันที่จำเลยใช้เอกสารปลอมเหล่านั้นถอนเงินจากบัญชีเงินฝาก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว หาได้เป็นความผิดต่างกรรมกันไม่ เมื่อจำเลยใช้สมุดคู่ฝากปลอมและใบถอนเงินปลอมอันเป็นเอกสิทธิร่วมกันถอนเงินจากบัญชีเงินฝากตามฟ้องรวมจำนวน 20 ครั้ง จึงเป็นความผิด 20 กระทง แต่ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและเป็นผู้ใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสองให้จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 60 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกมีกำหนด 30 ปีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่9167/2542 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าสำหรับความผิดฐานใช้ใบถอนเงินปลอม ฐานฉ้อโกง ฐานใช้สมุดคู่ฝากปลอม โจทก์จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกัน และผู้เสียหายก็เป็นรายเดียวกัน ถ้าโจทก์แยกฟ้องจำเลยแต่ละกระทงความผิดและศาลมีคำสั่งให้พิพากษาคดีรวมกัน ก็จะลงโทษจำเลยได้ไม่เกินกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(2) ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4378/2542 ของศาลชั้นต้น ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานใช้ใบถอนเงินปลอม 3 ปี และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานใช้ใบถอนเงินปลอม17 ปี และฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมอีก 6 ปี รวมจำคุก 23 ปี เมื่อนำโทษในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมในคดีนี้ไปรวมกับความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมในคดีดังกล่าวแล้ว จึงเกินกำหนด 20 ปี คดีนี้แม้ศาลกำหนดโทษจำคุกจำเลย30 ปี แต่เนื่องจากโจทก์แยกฟ้องทั้งที่เป็นคดีที่เกี่ยวพันกัน จึงต้องอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) ดังนั้นเมื่อโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4378/2542 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น ในความผิดเฉพาะฐานปลอมใบถอนเงินและใช้ใบถอนเงินปลอมเกินกว่า 20 ปีแล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนที่ให้นับโทษต่อ จำเลยคงรับโทษตามที่กำหนดไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4378/2542 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น เท่านั้นให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 985,915.19 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมสมุดคู่ฝากและใช้สมุดคู่ฝากอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมอีกกรรมหนึ่งต่างหาก จำเลยกระทำความผิดรวม3 กระทง ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้สมุดคู่ฝากอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปีลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี6 เดือน ให้นับโทษของจำเลยตามที่กำหนดขึ้นใหม่นี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2535 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2538 เวลากลางวัน จำเลยได้ปลอมใบถอนเงินเพื่อถอนเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวาของผู้เสียหายและใช้ใบถอนเงินดังกล่าว ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของนางบรรจงฉวีวงษ์และนายบุญส่ง ฉวีวงษ์ ลูกค้าของผู้เสียหายรวม 20 ครั้ง อันเป็นความผิดสำเร็จไปแล้ว ต่อมาระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 จำเลยจึงได้ทำการปลอมสมุดคู่ฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ออกให้แก่นางบรรจง และนายบุญส่ง โดยจำเลยพิมพ์ข้อความในช่องวัน เดือน ปี โดยเติมและตัดทอนข้อความในช่องฝาก ช่องถอน ช่องคงเหลือและลงชื่อจำเลย แล้วมอบให้แก่นางบรรจงและนายบุญส่งเพื่อให้บุคคลทั้งสองหลงเชื่อว่าเป็นสมุดเงินฝากของธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ที่แท้จริงและเงินฝากของบุคคลทั้งสองมีอยู่ตามจำนวนที่จำเลยทำขึ้นอันเป็นการกระทำเพื่อปกปิดความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมของจำเลย ความผิดฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมจึงเป็นการกระทำต่อนางบรรจงและนายบุญส่งผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เสียหายคนละรายกับความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมกับความผิดฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมเป็นความผิดต่างกรรมนั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ภัลพา พลับเจริญสุข
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 782/2547
#112759
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2538 จำเลยปลอมใบถอนเงินและใช้ใบถอนเงินดังกล่าวถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากลูกค้าของธนาคารผู้เสียหาย รวม 20 ครั้ง อันเป็นความผิดสำเร็จไปแล้ว ต่อมาระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 จำเลยได้ปลอมโดยพิมพ์ข้อความในสมุดคู่ฝากที่ธนาคารออกให้แก่นาง บ. และนาย ส. เพื่อให้บุคคลทั้งสองหลงเชื่อว่าเป็นสมุดบัญชีเงินฝากที่แท้จริง และบุคคลทั้งสองมีเงินฝากอยู่ในบัญชีตรงตามจำนวนที่จำเลยทำขึ้น อันเป็นการกระทำเพื่อปกปิดความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอม จึงเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายคนละคนกัน เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ , ๒๖๕ , ๒๖๘ , ๓๔๑ , ๙๑ ให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๙๘๕,๙๑๕.๑๙ บาท แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ , ๒๖๘ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๔๑ ประกอบด้วยมาตรา ๙๑ การที่จำเลยปลอมสมุดคู่ฝาก ก็โดยเจตนาเพื่อใช้ประกอบใบถอนเงินปลอม ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นหลักฐานร่วมกันในการเบิกถอนเงินไปจากบัญชีฝากเงินตามฟ้อง ถือได้ว่าเป็นความผิดที่เกี่ยวเนื่องกันตั้งแต่จำเลยปลอมไปจนถึงวันที่จำเลยใช้เอกสารปลอมเหล่านั้นถอนเงินจากบัญชีเงินฝาก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว หาได้เป็นความผิดต่างกรรมกันไม่ เมื่อจำเลยใช้สมุดคู่ฝากปลอมและใบถอนเงินปลอมอันเป็นเอกสารสิทธิร่วมกันถอนเงินจากบัญชีเงินฝากตามฟ้องรวมจำนวน ๒๐ ครั้ง จึงเป็นความผิด ๒๐ กระทง แต่ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและเป็นผู้ใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๒๖๘ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ ตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ให้จำคุกกระทงละ ๓ ปี รวมจำคุก ๖๐ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกมีกำหนด ๓๐ ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๙๘๕,๙๑๕.๑๙ บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมสมุดคู่ฝากและใช้สมุดคู่ฝากอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมอีกกรรมหนึ่งต่างหาก จำเลยกระทำความผิดรวม ๓ กระทง ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้สมุดคู่ฝากอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง จำคุกกระทงละ ๓ ปี รวม ๓ กระทง เป็นจำคุก ๙ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๔ ปี ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๓๕ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๓๘ เวลากลางวัน จำเลยได้ปลอมใบถอนเงินเพื่อถอนเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ของผู้เสียหาย และใช้ใบถอนเงินดังกล่าว ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของนาง บ. และนาย ส. ลูกค้าของผู้เสียหายรวม ๒๐ ครั้ง อันเป็นความผิดสำเร็จไปแล้ว ต่อมาระหว่างวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๓๙ จำเลยจึงได้กระทำการปลอมสมุดคู่ฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ออกให้แก่นาง บ. และนาย ส. โดยจำเลยพิมพ์ข้อความในช่องวัน เดือน ปี โดยเติมและตัดทอนข้อความในช่องฝาก ช่องถอน ช่องคงเหลือและลงชื่อจำเลย แล้วมอบให้แก่นาง บ. และนาย ส. เพื่อให้บุคคลทั้งสองหลงเชื่อว่าเป็นสมุดเงินฝากของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ที่แท้จริงและเงินฝากของบุคคลทั้งสองมีอยู่ตามจำนวนที่จำเลยทำขึ้น อันเป็นการกระทำเพื่อปกปิดความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมของจำเลย ความผิดฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมจึงเป็นการกระทำต่อนาง บ. และนาย ส. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้เสียหายคนละรายกับความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมกับความผิดฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมเป็นความผิดต่างกรรมนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 264 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางภัลพา พลับเจริญสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายคำแหง คมวุฒิการ
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 782/2547
#410871
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ปลอมใบถอนเงินเพื่อถอนเงินจากธนาคาร ก. ของผู้เสียหาย และใช้ใบถอนเงินดังกล่าวถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของ จ. และ ส. ลูกค้าของธนาคาร ก. อันเป็นความผิดสำเร็จไปแล้ว ต่อมาจำเลยจึงได้กระทำการปลอมสมุดคู่ฝากที่ธนาคาร ก. ออกให้แก่ จ. และ ส. อันเป็นการกระทำเพื่อปกปิดความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมของจำเลย ความผิดฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมจึงเป็นการกระทำต่อ จ. และ ส. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้เสียหายคนละรายกับความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอม ดังนั้น ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้ใบถอนเงินปลอมกับความผิดฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมจึงเป็นความผิดต่างกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยเป็นพนักงานของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา มีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของพนักงานในการรับฝากและถอนเงินของลูกค้าธนาคาร จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรม กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2535 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2538 เวลากลางวัน ติดต่อกันตลอดมา จำเลยได้หลอกลวงธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยได้ปลอมใบถอนเงินอันเป็นเอกสารสิทธิขึ้นหลายฉบับ ถอนเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ออกจากบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์และบัญชีเงินฝากประจำประเภท 3 เดือน ของนางบรรจง ฉวีวงษ์ ลูกค้าของธนาคารจำนวน 18 ครั้ง และบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ของนายบุญส่ง ฉวีวงษ์ ลูกค้าของธนาคารอีกจำนวน 2 ครั้ง โดยจำเลยได้ลงลายมือชื่อปลอมของลูกค้าทั้งสองลงในช่องผู้รับเงินและผู้ถอนเงิน โดยที่ความจริงเจ้าของบัญชีดังกล่าวไม่ได้ถอนเงินและไม่ได้รับเงินแต่อย่างใด ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางบรรจง นายบุญส่ง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา และประชาชน และเมื่อจำเลยได้ปลอมใบถอนเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยได้ใช้และอ้างเอกสารใบถอนเงินปลอมดังกล่าวต่อพนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ต่อมาจำเลยได้จัดทำใบฝากเงินบางส่วนกลับเข้าสู่บัญชีเงินฝากของลูกค้าทั้งสอง โดยฝากเงินจำนวนน้อยกว่าจำนวนเงินที่ถอนออกมา การกระทำดังกล่าวทำให้จำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 985,915.19 บาท และเมื่อระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกันตลอดมา วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้ทำปลอมสมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝากประจำประเภท 3 เดือน และบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์อันเป็นเอกสารสิทธิของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ซึ่งออกให้แก่นางบรรจง ฉวีวงษ์ และทำปลอมสมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์อันเป็นเอกสารสิทธิของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ที่ออกให้แก่นายบุญส่ง ฉวีวงษ์ ขึ้นแต่บางส่วน โดยจำเลยนำสมุดคู่ฝากดังกล่าวมาจากนางบรรจงและนายบุญส่ง แล้วพิมพ์ข้อความเท็จลงในสมุดคู่ฝากดังกล่าวอันเป็นเอกสารที่แท้จริงในช่องวัน เดือน ปี ช่องฝาก ช่องถอน ช่องคงเหลือ แล้วลงชื่อจำเลยกำกับไว้ ซึ่งจำเลยได้กระทำการดังกล่าวเพื่อให้นางบรรจงและนายบุญส่ง เจ้าของบัญชีเงินฝาก หลงเชื่อว่ารายการที่ปรากฏในสมุดคู่ฝากดังกล่าวเป็นรายการที่แท้จริงที่ลูกค้าทั้งสองฝากและถอนเงินกับธนาคาร อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วยอดเงินฝากและถอนดังกล่าวเป็นยอดรายการที่จำเลยพิมพ์ขึ้นเอง ไม่ใช่ยอดเงินฝากที่แท้จริงของลูกค้าทั้งสองแต่อย่างใด และตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยได้ใช้และอ้างสมุดคู่ฝากปลอมดังกล่าวต่อนางบรรจงและนายบุญส่ง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา และประชาชน จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 341, 91 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 985,915.19 บาท แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา และนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคหนึ่ง และมาตรา 341 ประกอบมาตรา 91 การที่จำเลยปลอมสมุดคู่ฝาก ก็โดยเจตนาเพื่อใช้ประกอบใบถอนเงินปลอม ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นหลักฐานร่วมกันในการเบิกถอนเงินไปจากบัญชีฝากเงินตามฟ้อง ถือได้ว่าเป็นความผิดที่เกี่ยวเนื่องกันตั้งแต่จำเลยปลอมไปจนถึงวันที่จำเลยใช้เอกสารปลอมเหล่านั้นถอนเงินจากบัญชีเงินฝาก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว หาได้เป็นความผิดต่างกรรมกันไม่ เมื่อจำเลยใช้สมุดคู่ฝากปลอมและใบถอนเงินปลอมอันเป็นเอกสารสิทธิร่วมกันถอนเงินจากบัญชีเงินฝากตามฟ้องรวมจำนวน 20 ครั้ง จึงเป็นความผิด 20 กระทง แต่ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและเป็นผู้ใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง ให้จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 60 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกมีกำหนด 30 ปี ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าสำหรับความผิดฐานใช้ใบถอนเงินปลอม ฐานฉ้อโกง ฐานใช้สมุดคู่ฝากปลอม โจทก์จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกัน และผู้เสียหายก็เป็นรายเดียวกัน ถ้าโจทก์แยกฟ้องจำเลยแต่ละกระทงความผิดและศาลมีคำสั่งให้พิพากษาคดีรวมกัน ก็จะลงโทษจำเลยได้ไม่เกินกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4378/2542 ของศาลชั้นต้น ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานใช้ใบถอนเงินปลอม 3 ปี และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานใช้ใบถอนเงินปลอม 17 ปี และฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมอีก 6 ปี รวมจำคุก 23 ปี เมื่อนำโทษในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมในคดีนี้ไปรวมกับความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมในคดีดังกล่าวแล้ว จึงเกินกำหนด 20 ปี คดีนี้แม้ศาลกำหนดโทษจำคุกจำเลย 30 ปี แต่เนื่องจากโจทก์แยกฟ้องทั้งที่เป็นคดีที่เกี่ยวพันกัน จึงต้องอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ดังนั้น เมื่อโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4378/2542 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น ในความผิดเฉพาะฐานปลอมใบถอนเงินและใช้ใบถอนเงินปลอมเกินกว่า 20 ปีแล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนที่ให้นับโทษต่อ จำเลยคงรับโทษตามที่กำหนดไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4378/2542 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น เท่านั้น ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 985,915.19 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมสมุดคู่ฝากและใช้สมุดคู่ฝากอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมอีกกรรมหนึ่งต่างหาก จำเลยกระทำความผิดรวม 3 กระทง ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้สมุดคู่ฝากอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้นับโทษของจำเลยตามที่กำหนดขึ้นใหม่นี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2535 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2538 เวลากลางวัน จำเลยได้ปลอมใบถอนเงินเพื่อถอนเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ของผู้เสียหาย และใช้ใบถอนเงินดังกล่าวถอนเงินออกจากบัญชีฝากของนางบรรจง ฉวีวงษ์ และนายบุญส่ง ฉวีวงษ์ ลูกค้าของผู้เสียหายรวม 20 ครั้ง อันเป็นความผิดสำเร็จไปแล้ว ต่อมาระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 จำเลยจึงได้กระทำการปลอมสมุดคู่ฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ออกให้แก่นางบรรจงและนายบุญส่ง โดยจำเลยพิมพ์ข้อความในช่องวัน เดือน ปี โดยเติมและตัดทอนข้อความในช่องฝาก ช่องถอน ช่องคงเหลือและลงชื่อจำเลย แล้วมอบให้แก่นางบรรจงและนายบุญส่งเพื่อให้บุคคลทั้งสองหลงเชื่อว่าเป็นสมุดเงินฝากของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ที่แท้จริง และเงินฝากของบุคคลทั้งสองมีอยู่ตามจำนวนที่จำเลยทำขึ้นอันเป็นการกระทำเพื่อปกปิดความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมของจำเลย ความผิดฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมจึงเป็นการกระทำต่อนางบรรจงและนายบุญส่งผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เสียหายคนละรายกับความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมกับความผิดฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมเป็นความผิดต่างกรรมนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 264 ม. 265 ม. 268 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางภัลพา พลับเจริญสุข
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 781/2547
#112823
เปิดฉบับเต็ม

ป. รัษฎากร มาตรา 87 ทวิ (6) (เดิม) เกี่ยวกับภาษีการค้า บัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดค่าบริการตามราคาตลาดเมื่อผู้ประกอบการค้าให้บริการโดยไม่มีค่าตอบแทน หรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ต่อมาเมื่อยกเลิกการจัดเก็บภาษีการค้าจากการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ และเปลี่ยนเป็นจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการประกอบกิจการดังกล่าวแทน ตามมาตรา 91/2 (5) เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยตามราคาตลาดในเวลาที่มีการกู้ยืมเงิน ในกรณีที่การให้กู้ยืมเงินนั้นไม่มีดอกเบี้ยหรือมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 91/16 (6) บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงว่าการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ที่ต้องเสียภาษีการค้าหรือภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น แม้ผู้ประกอบกิจการจะไม่ได้คิดดอกเบี้ยหรือค่าตอบแทน แต่เมื่อการไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าตอบแทนนั้นไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยที่ผู้ประกอบการควรได้รับจากการประกอบกิจการเพื่อใช้เป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีการค้าหรือภาษีธุรกิจเฉพาะได้ เมื่อโจทก์ให้บริษัท พ. กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยโดยไม่มีเหตุอันสมควร การที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินให้โจทก์เสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะโดยคำนวณจากดอกเบี้ยรับที่โจทก์ควรจะได้รับในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีจึงชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์มิได้ยกขึ้นอ้างในคำฟ้องว่าโจทก์มิได้ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะเพราะโจทก์มิได้ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ฯ มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

นิติบุคคลที่โจทก์จ่ายค่าแรงกับนิติบุคคลที่โจทก์ซื้อวัสดุเป็นนิติบุคคลต่างรายกัน แต่ละรายต่างมีรายรับรายจ่ายเป็นของตนเอง จึงไม่อาจถือได้ว่าผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาวัสดุด้วย แม้ว่าโจทก์กับผู้รับเหมาช่วงจะไม่ได้ทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือและนิติบุคคลผู้รับจ้างทำของกับนิติบุคคลผู้ขายวัสดุจะมีความสัมพันธ์กันโดยมีสถานประกอบการอยู่แห่งเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน หรือมีกรรมการหรือหุ้นส่วนคนเดียวกันก็ตาม เงินค่าวัสดุที่โจทก์จ่ายให้แก่นิติบุคคลผู้ขาย จึงมิใช่เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างทำของ โจทก์ไม่มีหน้าที่หักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส แห่ง ป. รัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หากเห็นว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรตามที่จำเลยประเมินก็ขอให้พิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับและภาษีบำรุงเทศบาล

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เป็นให้โจทก์รับผิดชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๔ และปี ๒๕๓๕ ฟ้องโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๔ และ ๒๕๓๕ โจทก์รับจ้างบริษัท ก. ก่อสร้างคลังเก็บสินค้า โจทก์มิได้ทำการก่อสร้างเอง แต่ได้จ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างหลายรายทำการก่อสร้าง โจทก์หักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลในส่วนที่โจทก์แยกไว้เป็นค่าแรง และในรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๔ ถึง ๒๕๓๗ โจทก์ให้บริษัท พ. กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๒ เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ภาษีการค้า ภาษีธุรกิจเฉพาะ และภาษีบำรุงเทศบาล โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมาย แต่มีเหตุอันควรผ่อนผันจึงลดเบี้ยปรับที่เรียกเก็บลงเหลือเรียกเก็บร้อยละ ๕๐ ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะจากดอกเบี้ยรับของเงินที่โจทก์ให้บริษัท พ. กู้ยืมหรือไม่นั้น เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๗ ทวิ (๖) (เดิม) ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับภาษีการค้า บัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดค่าบริการตามราคาตลาดเมื่อผู้ประกอบการค้าให้บริการโดยไม่มีค่าตอบแทน หรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ต่อมาเมื่อมีการยกเลิกการเก็บภาษีการค้าจากการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ และเปลี่ยนเป็นจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการประกอบกิจการดังกล่าวแทนตามมาตรา ๙๑/๒ (๕) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยตามราคาตลาดในเวลากู้ยืมเงิน ในกรณีที่การกู้ยืมเงินนั้นไม่มีดอกเบี้ยหรือมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา ๙๑/๑๖ (๖) แห่งประมวลรัษฎากร บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ที่ต้องเสียภาษีการค้าหรือภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น แม้ผู้ประกอบกิจการจะไม่ได้คิดดอกเบี้ย หรือค่าตอบแทน แต่เมื่อการไม่คิดดอกเบี้ย หรือค่าตอบแทนนั้นไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยที่ผู้ประกอบการควรได้รับจากการประกอบกิจการเพื่อใช้เป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีการค้าหรือภาษีธุรกิจเฉพาะได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ให้บริษัทดังกล่าวกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย โดยไม่มีเหตุอันสมควร การที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินให้โจทก์เสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะโดยคำนวณจากดอกเบี้ยรับที่โจทก์ควรจะได้รับในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีจึงชอบแล้ว

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงไม่ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น เห็นว่า โจทก์มิได้ยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นอ้างในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๙ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปที่ว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายสำหรับค่าวัสดุที่โจทก์จ่ายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซ. ในรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๔ และ ๒๕๓๕ กับที่จ่ายให้แก่บริษัท น. ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. หรือไม่นั้น โจทก์จ่ายค่าแรงให้แก่บริษัท ก. ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. และบริษัท อ. ตามลำดับ เห็นว่า นิติบุคคลที่โจทก์จ่ายค่าแรงกับนิติบุคคลที่โจทก์ซื้อวัสดุเป็นนิติบุคคลต่างรายกัน แต่ละรายต่างมีรายรับรายจ่ายเป็นของตนเอง จึงไม่อาจถือว่าโจทก์จ้างทำของทั้งจำนวน กล่าวคือ ผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาวัสดุได้ แม้ว่าโจทก์กับผู้รับเหมาช่วงไม่ได้ทำสัญญาจ้างทำของกันไว้เป็นหนังสือและนิติบุคคลผู้รับจ้างทำของกับผู้ขายวัสดุแต่ละคู่มีความสัมพันธ์กันโดยมีสถานประกอบการอยู่แห่งเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน หรือมีกรรมการหรือหุ้นส่วนคนเดียวกันก็ตาม เงินค่าวัสดุที่โจทก์จ่ายให้แก่นิติบุคคลผู้ขายจึงมิใช่ส่วนหนึ่งของเงินค่าจ้างทำของ โจทก์ไม่มีหน้าที่หักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย สำหรับเงินค่าวัสดุดังกล่าว ตามมาตรา ๓ เตรส แห่งประมวลรัษฎากร?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย เลขที่ สต. ๓๐๑๒๐๔๒/๒/๑๐๐๑๔๙-๑๐๐๑๕๐ ลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๒ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ. ๓ (อธ.๓)/๘๔๓-๘๔๔/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๔ เป็นให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๕ จำนวน ๖๖,๘๑๓ บาท กับเงินเพิ่มจำนวน ๖๖,๘๑๓ บาท รวมจำนวน ๑๓๓,๖๒๖ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ป.รัษฎากร ม. 3 เตรส ม. 87 ทวิ (6) (ภาษีก ม. 91/2 (5) ม. 91/16 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซากาตะ - ไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรณพ วิทูรากร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 781/2547
#410869
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้ออุปกรณ์เครนยกสินค้าจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ซึ่งมีทะเบียนการค้าและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรแตกต่างจากโรงงาน ส. ซึ่งโจทก์จ่ายค่าแรงติดตั้งเครนยกสินค้าให้ ดังนั้น โรงงาน ส. จึงเป็นบุคคลอีกบุคคลหนึ่งต่างหากจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. แม้จะมีภูมิลำเนาอยู่แห่งเดียวกัน แต่ก็มีเงินได้พึงประเมินเป็นของตนเองและมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีแยกจากกัน จึงไม่อาจถือว่าเงินที่โจทก์จ่ายชำระราคาอุปกรณ์เครนยกสินค้าดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างทำของที่โจทก์จ้างโรงงาน ส. ติดตั้งเครนยกสินค้า โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายสำหรับเงินที่จ่ายเป็นค่าซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 3 เตรส

การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ที่ต้องเสียภาษีการค้าหรือภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น แม้ผู้ประกอบกิจการจะไม่ได้คิดดอกเบี้ยหรือค่าตอบแทน แต่เมื่อการไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าตอบแทนนั้นไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยที่ผู้ประกอบการควรได้รับจากการประกอบกิจการเพื่อใช้เป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีการค้าหรือภาษีธุรกิจเฉพาะได้ตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 91/2 (5) และมาตรา 91/16 (6) ดังนั้น เมื่อโจทก์ให้บริษัท พ. กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย โดยไม่มีเหตุอันสมควร การที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินให้โจทก์เสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะโดยคำนวณจากดอกเบี้ยรับที่โจทก์ควรจะได้รับในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หากเห็นว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรตามที่จำเลยประเมินขอให้พิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับและภาษีบำรุงเทศบาล

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย เลขที่ สต.3012042/2/100149 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/843/2544 ลงวันที่ 22 มกราคม 2544 เป็นให้โจทก์รับผิดชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2534 เป็นเงินภาษีจำนวน 31,236 บาท เงินเพิ่มจำนวน 31,236 บาท รวมจำนวน 62,472 บาท กับให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย เลขที่ สต.3012042/2/100150 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/844/2544 ลงวันที่ 22 มกราคม 2544 เป็นให้โจทก์รับผิดชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 เป็นเงินภาษีจำนวน 96,398.04 บาท เงินเพิ่มจำนวน 96,398.04 บาท รวมจำนวน 192,796.08 บาท ฟ้องโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 และ 2535 โจทก์รับจ้างบริษัทกระจกไทยอาซาฮี จำกัด ก่อสร้างคลังเก็บสินค้าโจทก์มิได้ทำการก่อสร้างเอง แต่ได้จ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างหลายรายทำการก่อสร้าง โจทก์หักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลในส่วนที่โจทก์แยกไว้เป็นค่าแรง และในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ถึง 2537 โจทก์ให้บริษัทพิมแอสโซซิเอทส์ จำกัด กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2542 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 จำนวน 784,626.48 บาท เงินเพิ่มจำนวน 784,626.48 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 4 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 จำนวน 772,522.17 บาท เงินเพิ่มจำนวน 772,522.17 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 7 ภาษีการค้าประจำเดือนภาษีธันวาคม 2534 จำนวน 76,465.45 บาท เบี้ยปรับจำนวน 76,465.45 บาท เงินเพิ่มจำนวน 76,465.45 บาท ภาษีบำรุงเทศบาลจำนวน 22,939.63 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 2 ภาษีธุรกิจเฉพาะประจำเดือนภาษีธันวาคม 2535 จำนวน 76,343.45 บาท เบี้ยปรับจำนวน 152,686.90 บาท เงินเพิ่มจำนวน 76,343.45 บาท ภาษีบำรุงเทศบาลจำนวน 30,537.38 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 8 ประจำเดือนภาษีธันวาคม 2536 จำนวน 73,003.79 บาท เบี้ยปรับจำนวน 195,807.58 บาท เงินเพิ่มจำนวน 73,003.79 บาท ภาษีบำรุงเทศบาลจำนวน 34,181.52 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 76 ประจำเดือนภาษีธันวาคม 2537 จำนวน 71,195.12 บาท เบี้ยปรับจำนวน 198,790.25 บาท เงินเพิ่มจำนวน 59,803.90 บาท ภาษีบำรุงเทศบาลจำนวน 32,978.93 บาท ตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 78 โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมาย แต่มีเหตุอันควรผ่อนผันจึงลดเบี้ยปรับที่เรียกเก็บลงเหลือเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายตามเอกสารหมาย ล.5 แผ่นที่ 31 ถึง 36

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอทุธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายสำหรับค่าวัสดุที่โจทก์จ่ายให้แก่ห้างหุ้นสวนจำกัดสหบริบูรณ์ (1987) ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 จำนวน 1,040,200 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 จำนวน 986,168 บาท หรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 57, 60 และ 173 ระบุว่าโจทก์ซื้ออุปกรณ์เครนยกสินค้าจากห้างหุ้นส่วนจำกัดสหบริบูรณ์ (1987) ซึ่งมีทะเบียนการค้าเลขที่ 116006747 เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 3102411354 และตามเอกสารหมาย ล. 4 แผ่นที่ 63 และ 170 ระบุว่าโจทก์จ่ายค่าแรงติดตั้งเครนยกสินค้าให้แก่โรงงานสหบริบูรณ์ซึ่งมีทะเบียนการค้าเลขที่ 11603032 เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 1005237880 ดังนั้น โรงงานสหบริบูรณ์จึงเป็นบุคคลอีกบุคคลหนึ่งต่างหากจากห้างหุ้นส่วนจำกัดสหบริบูรณ์ (1987) แม้จะมีภูมิลำเนาอยู่แห่งเดียวกันก็มีเงินได้พึงประเมินเป็นของตนเองและมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีแยกจากกัน จึงไม่อาจถือว่าเงินที่โจทก์จ่ายชำระราคาอุปกรณ์เครนยกสินค้าดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างทำของที่โจทก์จ้างโรงงานสหบริบูรณ์ติดตั้งเครนยกสินค้า โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายสำหรับเงินที่จ่ายเป็นค่าซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะจากดอกเบี้ยรับของเงินที่โจทก์ให้บริษัทพิมแอสโซซิเอทส์ จำกัด กู้ยืมหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ประการแรกว่า การเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์ใช้เกณฑ์เงินสดเมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับดอกเบี้ยจากบริษัทพิมแอสโซซิเอทส์ จำกัด โจทก์จึงยังไม่ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 87 ทวิ (6) (เดิม) ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับภาษีการค้าบัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดค่าบริการตามราคาตลอดเมื่อผู้ประกอบการค้าให้บริการโดยไม่มีค่าตอบแทน หรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ต่อมาเมื่อมีการยกเลิกการเก็บภาษีการค้าจากการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ และเปลี่ยนเป็นจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการประกอบกิจการดังกล่าวแทนตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยตามราคาตลาดในเวลากู้ยืมเงิน ในกรณีที่การให้กู้ยืมเงินนั้นไม่มีดอกเบี้ยหรือมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามมาตรา 91/16 (6) แห่งประมวลรัษฎากร บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ที่ต้องเสียภาษีการค้าหรือภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น แม้ผู้ประกอบกิจการจะไม่ได้คิดดอกเบี้ยหรือค่าตอบแทน แต่เมื่อการไม่คิดดอกเบี้ย หรือค่าตอบแทนนั้นไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยที่ผู้ประกอบการควรได้รับจากการประกอบกิจการเพื่อใช้เป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีการค้าหรือภาษีธุรกิจเฉพาะได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ให้บริษัทดังกล่าวกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย โดยไม่มีเหตุอันสมควร การที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินให้โจทก์เสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะโดยคำนวณจากดอกเบี้ยรับที่โจทก์ควรจะได้รับในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีจึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงไม่ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น เห็นว่า โจทก์มิได้ยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นอ้างในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายสำหรับค่าวัสดุที่โจทก์จ่ายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดซีวิลซัพพลายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 และ 2535 กับที่จ่ายให้แก่บริษัทนิวโบเทคคอร์ปอเรชั่น จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดอินพีคอนส์เทรดดิ้ง บริษัทไทยจิระพัฒน์ จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดถิระพล ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 หรือไม่ สำหรับกรณีที่โจทก์จ่ายค่าวัสดุให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดซีวิลซัพพลาย บริษัทนิวโบเทคคอร์ปอเรชั่น จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดอินพีคอนส์เทรดดิ้ง นั้น โจทก์จ่ายค่าแรงให้แก่บริษัทเกียรติธานีคอนสตรัคชั่น (1990) จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด พี.เอส.วอเตอร์ และบริษัทอินฟินิทเอนจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด ตามลำดับ เห็นว่า นิติบุคคลที่โจทก์จ่ายค่าแรงกับนิติบุคคลที่โจทก์ซื้อวัสดุเป็นนิติบุคคลต่างรายกัน แต่ละรายต่างมีรายรับรายจ่ายเป็นของตนเอง จึงไม่อาจถือว่าโจทก์จ้างทำของทั้งจำนวน กล่าวคือ ผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาวัสดุได้ แม้ว่าโจทก์กับผู้รับเหมาช่วงไม่ได้ทำสัญญาจ้างทำของกันไว้เป็นหนังสือและนิติบุคคลผู้รับจ้างทำของกับผู้ขายวัสดุแต่ละคู่มีความสัมพันธ์กันโดยมีสถานประกอบการอยู่แห่งเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน หรือมีกรรมการหรือหุ้นส่วนคนเดียวกันก็ตาม เงินค่าวัสดุที่โจทก์จ่ายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดซีวิลซัพพลายกับบริษัทนิวโบเทคคอร์ปอเรชั่น จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดอินพีคอนส์เทรดดิ้ง จึงมิใช่ส่วนหนึ่งของเงินค่าจ้างทำของโจทก์ไม่มีหน้าที่หักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายสำหรับเงินค่าวัสดุดังกล่าวตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร

สำหรับค่าสินค้าที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทไทยจิระพัฒน์ จำกัด นั้น ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 120 ถึง 122 ว่า โจทก์ชำระค่าสินค้าให้แก่บริษัทไทยจิระพัฒน์ จำกัด รวมจำนวน 163,928 บาท และปรากฏตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 11 และ 12 ว่า โจทก์จ่ายค่าจ้างทำเฟอร์นิเจอร์ให้แก่บริษัทดังกล่าวรวมจำนวน 126,040 บาท โจทก์มีนายวิโรจน์ กัปปิยจรรยา เป็นพยานเบิกความว่า สินค้าตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 120 ถึง 122 เป็นสินค้าสำเร็จรูปที่โจทก์ซื้อมา มิใช่สินค้าที่โจทก์จ้างให้ทำขึ้น ส่วนค่าจ้างตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 11 และ 12 เป็นค่าจ้างทำเฟอร์นิเจอร์ที่ประกอบติดตั้งกับตัวอาคาร จำเลยนำสืบทำนองว่าค่าจ้างตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 11 และ 12 เป็นค่าจ้างทำเฟอร์นิเจอร์ตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 120 ถึง 122 เห็นว่า เฟอร์นิเจอร์ตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 120 ถึง 122 คือ โซฟา โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ กุญแจ และมู่ลี่ เป็นสินค้าที่มีจำหน่ายทั่วไป ซึ่งโจทก์ย่อมจัดซื้อมาได้ ทั้งค่าจ้างตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 11 และ 12 มีราคาใกล้เคียงกับราคาสินค้าตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 120 ถึง 122 ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะจ้างทำเฟอร์นิเจอร์ในราคาสูงเช่นนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สินค้าตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 120 ถึง 122 เป็นสินค้าสำเร็จรูปที่โจทก์ซื้อมา มิใช่สินค้าที่โจทก์จ้างให้บริษัทไทยจิระพัฒน์ จำกัด จัดทำขึ้น โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย สำหรับเงินราคาสินค้าดังกล่าวตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร

สำหรับค่าสินค้าที่โจทก์จ่ายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดถิระพล นั้น ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 13 ว่า โจทก์จ่ายเงินค่าสินค้าจำพวกโต๊ะ เก้าอี้ และตู้เหล็กชนิดต่าง ๆ ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดถิระพล รวมจำนวน 113,500 บาท นายวิโรจน์พยานโจทก์เบิกความว่า สินค้าตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวเป็นเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปที่วางจำหน่ายทั่วไปและโจทก์จัดซื้อมาโดยมิได้ว่าจ้างให้ทำขึ้น ซึ่งเมื่อพิจารณาลักษณะของสินค้าดังกล่าวก็เป็นดังที่โจทก์นำสืบจริง จำเลยมิได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ซื้อสินค้าตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 13 โดยมิได้ว่าจ้างให้ทำขึ้น โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายสำหรับราคาสินค้าดังกล่าวตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

เมื่อโจทก์ไม่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายสำหรับเงินที่โจทก์จ่ายชำระราคาอุปกรณ์เครนยกสินค้าแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหบริบูรณ์ (1987) ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 และ 2535 โจทก์จึงยังคงต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินค่าสินค้าที่โจทก์จ่ายเฉพาะในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ให้แก่บริษัทนิวโบเทค คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำนวน 1,920,000 บาท และบริษัทพี.เอส.เอนวิเทค จำกัด จำนวน 307,100 บาท รวมจำนวน 2,227,100 บาท ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย อัตราร้อยละ 3 เป็นเงินภาษีจำนวน 66,813 บาท กับเงินเพิ่มจำนวน 66,813 บาท"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย เลขที่ สต.3012042/2/100149 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/843/2544 ลงวันที่ 22 มกราคม 2544 และให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย เลขที่ สต.3012042/2/100150 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/844/2544 ลงวันที่ 22 มกราคม 2544 เป็นให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคลหัก ณ ที่จ่ายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 จำนวน 66,813 บาท กับเงินเพิ่มจำนวน 66,813 บาท รวมจำนวน 133,626 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3 เตรส ม. 91/2 (5) ม. 91/16 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซากาตะ - ไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 778/2547
#112854
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบริษัทจำกัด มี ว. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โจทก์จดทะเบียนเลิกบริษัทวันที่ 18 มิถุนายน 2541 มี ว. เป็นผู้ชำระบัญชี แต่โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 ดังนี้ เมื่อโจทก์จดทะเบียนเลิกบริษัทและมีการตั้งผู้ชำระบัญชีแล้ว อำนาจในการฟ้องคดีจึงตกอยู่แก่ผู้ชำระบัญชี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1259 โจทก์ฟ้องคดีนี้โดย ว. ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๓๗๙,๔๑๑.๑๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไป แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนาย ว. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ต่อมาโจทก์จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๑ โดยมีนาย ว. เป็นผู้ชำระบัญชี และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีในวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๑ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นตามที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยฎีกาว่าโจทก์จดทะเบียนเลิกบริษัทโดยมีนาย ว. เป็นผู้ชำระบัญชี จากนั้นโจทก์โดยนาย ว. ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ไม่ใช่ในฐานะผู้ชำระบัญชีบริษัทโจทก์ จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า จากคำฟ้องของโจทก์ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนาย ว. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โดยมิได้ระบุว่านาย ว. ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้ชำระบัญชีบริษัทโจทก์ ทั้งโจทก์ยังนำพยานโจทก์ปากนาย ว. เข้าเบิกความพร้อมอ้างส่งเอกสารเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๑ และวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๑ โดยนาย ว. เบิกความมีใจความว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีนาย ว. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ดังเดิมเช่นนี้ จึงเป็นการยืนยันว่า บริษัทโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยนาย ว. ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน เมื่อปรากฏว่าโจทก์จดทะเบียนเลิกบริษัทก่อนฟ้องคดีนี้ อำนาจในการฟ้องคดีจึงตกอยู่แก่ผู้ชำระบัญชี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๕๙ โจทก์โดยนาย ว. ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1259
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว. อรัญคอนสตรัคชั่น จำกัด
จำเลย — นางกนกพร นาคถ้ำแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชาตรี แตงเลี่ยน
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
ปัญญา สุทธิบดี
วิชัย เหลืองวิไล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 778/2547
#410975
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะนิติบุคคล มี ว. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โดยมิได้ระบุว่า ว. ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้ชำระบัญชีบริษัทโจทก์ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์จดทะเบียนเลิกบริษัทก่อนฟ้องแล้ว อำนาจในการฟ้องคดีจึงตกอยู่แก่ผู้ชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1259 โจทก์โดย ว. ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 379,411.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำร้องของจำเลยและคำแถลงรับของโจทก์ฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนาย ว อรัญ เวชโพธิ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ต่อมาโจทก์จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2541 โดยมีนาย ว อรัญเป็นผู้ชำระบัญชี และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีในวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นตามที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยฎีกาว่าโจทก์จดทะเบียนเลิกบริษัทโดยมีนาย ว อรัญ เป็นผู้ชำระบัญชี จากนั้นโจทก์โดยนาย ว อรัญ ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ไม่ใช่ในฐานะผู้ชำระบัญชีบริษัทโจทก์ จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า จากคำฟ้องของโจทก์ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนาย ว อรัญ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โดยมิได้ระบุว่านาย ว อรัญ ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้ชำระบัญชีบริษัทโจทก์ ทั้งโจทก์ยังนำพยานโจทก์ปากนาย ว อรัญ เข้าเบิกความพร้อมอ้างส่งเอกสารเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2541 และวันที่ 15 ธันวาคม 2541 โดยนาย ว อรัญ เบิกความมีใจความว่าโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีนาย ว อรัญ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ดังเดิมเช่นนี้ จึงเป็นการยืนยันว่าบริษัทโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยนาย ว อรัญ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน เมื่อปรากฏว่าโจทก์จดทะเบียนเลิกบริษัทก่อนฟ้องคดีนี้ อำนาจในการฟ้องคดีจึงตกอยู่แก่ผู้ชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1259 โจทก์โดยนาย ว อรัญ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1259
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว. อรัญคอนสตัคชั่น จำกัด
จำเลย — นางกนกพร นาคถ้ำแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
ปัญญา สุทธิบดี
วิชัย เหลืองวิไล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 776/2547
#410969
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อข้อ 5 ระบุว่า "ทรัพย์สินที่เช่าซื้อเสียหาย สูญหาย หรือถูกอายัด ถูกยึด ถูกริบ ไม่ว่าโดยเหตุสุดวิสัยหรือโดยเหตุใดๆ ผู้เช่าซื้อยอมรับผิดแต่ฝ่ายเดียวและจะแจ้งให้เจ้าของทราบทันที ยอมติดตามฟ้องร้องเอาคืน ยอมซ่อมแซมให้คืนสภาพเดิม และยอมชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบ หากเจ้าของได้จ่ายเงินไปเพื่อการดังกล่าว ผู้เช่าซื้อยินยอมชดใช้ให้ทั้งสิ้น" ข้อสัญญาดังกล่าวแสดงวัตถุประสงค์อยู่ในตัวว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อต้องการราคาเช่าซื้อเป็นสำคัญ โดยผู้เช่าซื้อจะนำทรัพย์ที่เช่าซื้อไปใช้อย่างไรก็ได้ เมื่อสัญญาเช่าซื้อมีข้อกำหนดดังกล่าวไว้ ผู้ร้องจึงมิได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย ทั้งได้ความว่าผู้ร้องมอบอำนาจให้ ย. ผู้เช่าซื้อไปติดต่อรับรถจักรยานยนต์ของกลางที่ถูกยึดไว้คืนจากพนักงานสอบสวน บ่งชี้ว่าผู้ร้องทราบแล้วว่าจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิด และเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาริบรถจักรยานยนต์ของกลางแล้ว ผู้ร้องก็มิได้บอกเลิกสัญญาต่อผู้เช่าซื้อ แต่ยังคงรับค่าเช่าซื้ออีก 2 งวด จนกระทั่งผู้เช่าซื้อไม่ชำระค่างวดอีกงวดหนึ่งจึงบอกเลิกสัญญา สาเหตุที่ผู้ร้องบอกเลิกสัญญาจึงหาใช่เกิดจากการที่จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปกระทำความผิดไม่ พฤติการณ์ของผู้ร้องที่มาขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง จึงเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้เช่าซื้อ เข้าลักษณะผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย จึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) (8), 134 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ และริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นบร กท 926 ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้สั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย การขอคืนของกลางของผู้ร้องเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นบร กท 926 ของกลาง ตามรายการจดทะเบียนเอกสารหมาย ร.3 โดยผู้ร้องได้ให้นายยุทธ เงินโพธิ์ เช่าซื้อรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวในราคา 52,402.80 บาท ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ร.4 ครั้นวันที่ 13 มกราคม 2544 จำเลยซึ่งเป็นบุตรของนายยุทธผู้เช่าซื้อได้นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดในคดีนี้ และถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมยึดรถจักรยานยนต์ของกลาง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยและสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลาง คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางหรือไม่ ผู้ร้องมีนายธนะรักษ์ อินทรทัต ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องเป็นพยานเบิกความว่า รถจักรยานยนต์ของกลางที่นายยุทธเช่าซื้อไปจากผู้ร้องตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ร.4 นั้น ผู้เช่าซื้อได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้ร้องเพียง 8 งวด หลังจากนั้นก็ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2544 ผู้เช่าซื้อได้แจ้งผู้ร้องว่า รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดไป ผู้ร้องจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย ร.5 ไปยังผู้เช่าซื้อ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ร.4 ข้อ 5 ระบุว่า "ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อเสียหาย สูญหาย หรือถูกอายัด ถูกยึด ถูกริบ ไม่ว่าโดยเหตุสุดวิสัยหรือโดยเหตุใดๆ ผู้เช่าซื้อยอมรับผิดแต่ฝ่ายเดียวและจะแจ้งให้เจ้าของทราบทันที ยอมติดตามฟ้องร้องเอาคืน ยอมซ่อมแซมให้คืนสภาพเดิม และยอมชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบ หากเจ้าของได้จ่ายเงินไปเพื่อการดังกล่าว ผู้เช่าซื้อยินยอมชดใช้ให้ทั้งสิ้น" ข้อสัญญาดังกล่าวแสดงวัตถุประสงค์อยู่ในตัวว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อต้องการราคาเช่าซื้อเป็นสำคัญ โดยผู้เช่าซื้อจะนำทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อไปใช้อย่างไรก็ได้ เมื่อสัญญาเช่าซื้อมีข้อกำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดต่อผู้ร้องในทุกกรณีอยู่แล้วเช่นนี้ ผู้ร้องจึงมิได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย อีกทั้งนายธนะรักษ์ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องเบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ยอมรับว่า ผู้ร้องได้มอบอำนาจให้นายยุทธผู้เช่าซื้อไปติดต่อรับรถจักรยานยนต์ของกลางที่ถูกยึดไว้คืนจากพนักงานสอบสวนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ค.1 บ่งชี้ว่าผู้ร้องได้ทราบแล้วว่าจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิด และเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาริบรถจักรยานยนต์ของกลางคันดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องก็มิได้บอกเลิกสัญญาต่อผู้เช่าซื้อ แต่ยังคงรับค่าเช่าซื้อในงวดที่ 7 และงวดที่ 8 ต่อมาอีก 2 งวด จนกระทั่งผู้เช่าซื้อไม่ชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่ 9 ผู้ร้องจึงบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น สาเหตุที่ผู้ร้องบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อก็เนื่องมาจากผู้เช่าซื้อในงวดต่อๆ มา หาใช่เกิดจากการที่จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปกระทำความผิดไม่ พฤติการณ์ของผู้ร้องที่มาขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง จึงเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้เช่าซื้อเข้าลักษณะผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันมาให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ — แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
ผู้ร้อง — บริษัทรัชตะกิจ จำกัด
จำเลย — นายเสริมชัย เงินโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
อมร วีรวงศ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 773/2547
#410777
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์คดีอย่างคนอนาถา จำเลยที่ 1 ได้ยื่นบัญชีระบุพยานรวม 5 ฉบับ อันดับที่ 5 ได้แก่หนังสือสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกัน ซึ่งเป็นพยานหลักฐานเดียวกันกับคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติม จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ยื่นพยานดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนคำร้อง และจำเลยที่ 1 ได้อ้างตนเองเป็นพยานในชั้นไต่สวนเบิกความว่า บ้านและที่ดินของจำเลยติดจำนองกับสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ประมาณ 600,000 บาท และภริยาของจำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพครู มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท แสดงว่าพยานหลักฐานที่จำเลยขออนุญาตเพิ่มเติมนั้นก็ไม่เป็นพยานหลักฐานใหม่ประกอบทั้งศาลล่างยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา เนื่องจากจำเลยที่ 1 เคยประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันและทำไม้ แต่กิจการขาดทุน ส่วนภริยารับราชการครู เงินเดือนเดือนละ 20,000 บาท และบุตรมีอาชีพทนายความ จำเลยที่ 1 มีบ้านและที่ดินเป็นของตนเองแต่จำเลยอ้างหนังสือสัญญากู้และค้ำประกันเพิ่มเติมสนับสนุนว่าบ้านและที่ดินติดจำนองนั้นก็เห็นได้ว่าศาลล่างยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาด้วยเหตุผลหลายประการ พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 ขออนุญาตเพิ่มเติมนั้นไม่เป็นประโยชน์ที่จะฟังว่าจำเลยที่ 1 ยากจน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 802,715.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 501,697.45 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 มีนาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มีนาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า ได้ความว่าเดิมจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันและทำไม้ แต่กิจการขาดทุน ส่วนภรรยารับราชการครู มีรายได้เป็นเงินเดือน เดือนละ 20,000 บาท บุตรมีอาชีพเป็นทนายความ จำเลยที่ 1 มีบ้านและที่ดินอยู่อาศัยเป็นของตนเอง แม้จะอ้างว่ามีรายจ่ายประจำครอบครัวมากจนรายได้ไม่เพียงพอ และบ้านกับที่ดินติดจำนอง แต่ก็ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน ข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังพอมีเงินและทรัพย์สินอื่นที่จะสามารถนำมาเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยากจนถึงขนาดไม่มีเงินเสียค่าธรรมเนียมศาลตามคำร้อง จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนยากจน ได้แก่ หนังสือสัญญากู้เงินและค้ำประกัน และใบรับเงินเดือนของภรรยา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หลักฐานที่จำเลยที่ 1 เสนอเป็นหลักฐานที่อ้างถึงในการไต่สวนอยู่แล้ว และที่ศาลไม่อนุญาตให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ไม่ใช่เพราะเหตุไม่มีหลักฐานมายืนยันเหตุเดียว กรณีไม่มีเหตุที่จะพิจารณาไต่สวนใหม่ ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน หากจำเลยที่ 1 ยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษา ให้คืนค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งจำนวน 40 บาท แก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่ามีเหตุที่จะพิจารณาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่หรือไม่ ปรากฏตามคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ว่าจำเลยที่ 1 ขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมคือหนังสือสัญญากู้และค้ำประกันกับใบรับเงินเดือนของภริยาจำเลยที่ 1 เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนยากจนนั้น เห็นว่า ในชั้นไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์คดีอย่างคนอนาถา จำเลยที่ 1 ได้ยื่นบัญชีระบุพยานรวม 5 อันดับ อันดับที่ 5 ได้แก่หนังสือสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกัน ซึ่งก็เป็นพยานหลักฐานเดียวกันกับคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติม จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ยื่นพยานดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนคำร้องและจำเลยที่ 1 ได้อ้างตนเองเป็นพยานในชั้นไต่สวนเบิกความว่า บ้านและที่ดินของจำเลยติดจำนองกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแพร่ประมาณ 600,000 บาท และภริยาของจำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพครู มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท แสดงว่าพยานหลักฐานที่จำเลยขออนุญาตเพิ่มเติมนั้นก็ไม่เป็นพยานหลักฐานใหม่ ประกอบทั้งศาลล่างยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา เนื่องจากจำเลยที่ 1 เคยประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันและทำไม้ แต่กิจการขาดทุน ส่วนภริยารับราชการครู เงินเดือนเดือนละ 20,000 บาท และบุตรมีอาชีพทนายความ จำเลยที่ 1 มีบ้านและที่ดินเป็นของตนเอง แต่จำเลยอ้างหนังสือสัญญากู้และค้ำประกันเพิ่มเติมสนับสนุนว่าบ้านและที่ดินติดจำนองนั้น ก็เห็นได้ว่าศาลล่างยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาด้วยเหตุผลหลายประการ พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 ขออนุญาตเพิ่มเติมนั้นไม่เป็นประโยชน์ที่จะฟังว่าจำเลยที่ 1 ยากจน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน หากจำเลยที่ 1 ยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 155
ชื่อคู่ความ
บริษัทธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายทรงเดชหรือสิทธิศักดิ์ กันกา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 772/2547
#112822
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยโอนอาคารพาณิชย์พร้อมสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์ตามสัญญา และยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี ตามคำร้องระบุเพียงว่าจำเลยให้การว่าวัดเจ้าของที่ดินมอบสิทธิการเช่าที่ดินและการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ให้แก่จำเลยร่วม กรณีไม่สามารถทราบได้ชัดแจ้งว่าเจ้าของที่ดินมอบสิทธิให้แก่ผู้ใด จึงขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเพื่อไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ โดยไม่ได้แสดงเหตุว่าโจทก์อาจฟ้องหรือถูกจำเลยร่วมฟ้องได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนถ้าศาลพิจารณาให้จำเลยร่วมแพ้คดี เป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมโอนสิทธิการเช่าที่ดินของวัดให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกวัด ส. และ ว. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม อ้างว่ากรณีไม่สามารถทราบได้ชัดแจ้งว่า วัด ส. มอบสิทธิให้แก่ผู้ใด และเพื่อไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกวัด ส. และ ว. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ ๑ และจำเลยร่วมที่ ๒ ตามลำดับ ว. ยื่นคำแถลงคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น

ระหว่างพิจารณาโจทก์แถลงขอถอนคำร้องที่ขอให้เรียกวัด ส. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต มีคำสั่งจำหน่ายคดีวัด ส. ออกจากสารบบความ

จำเลยร่วมที่ ๒ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันส่งมอบอาคารพาณิชย์ และโอนสิทธิการเช่าที่ดินของวัด ส. ให้โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยกับจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท

จำเลยร่วมที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ให้จำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยร่วมที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามคำร้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยร่วมไม่ได้เข้ามาในคดีด้วยความสมัครใจเอง แต่ถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดีตามคำร้องของโจทก์ โดยศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์อาจฟ้องหรือถูกจำเลยร่วมฟ้องได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนอันเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) (ก) ซึ่งบัญญัติให้คู่ความผู้ขอต้องทำเป็นคำร้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี แต่ตามคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีกล่าวความว่า จำเลยให้การว่าวัด ส. มอบสิทธิการเช่าที่ดินและการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ให้แก่จำเลยร่วม กรณีไม่สามารถทราบได้ชัดแจ้งว่าวัด ส. มอบสิทธิให้แก่ผู้ใด จึงขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเพื่อไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ โดยไม่ได้แสดงเหตุว่าโจทก์อาจฟ้องหรือถูกจำเลยร่วมฟ้องได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนถ้าศาลพิจารณาให้จำเลยร่วมแพ้คดี ตามที่บัญญัติในบทกฎหมายดังกล่าว แม้นำคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยมาพิจารณาประกอบกับคำร้องของโจทก์ ก็ไม่ได้ความว่าโจทก์หรือจำเลยมีความสัมพันธ์กับจำเลยร่วมอย่างไร โจทก์อาจฟ้องหรือถูกจำเลยร่วมฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือใช้ค่าทดแทนได้อย่างไร ถ้าศาลพิจารณาให้จำเลยร่วมแพ้คดี เป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) (ก) ศาลชั้นต้นควรที่จะสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์เสียตั้งแต่ต้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยร่วมข้ออื่นต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ ๒ เข้ามาในคดี และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยร่วม โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓๐,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ นิลุบล
จำเลย — นายอัครพล ไทยพิพัฒน์
จำเลยร่วม — วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางบุษยา รอดยินดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสามัคคี มณีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 771/2547
#112897
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดสรรที่ดิน โจทก์ทั้งหกสิบสองเป็นผู้ซื้อที่ดินในโครงการที่จำเลยที่ 1 จัดสรร เมื่อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เป็นส่วนที่ถูกจัดแบ่งไว้เป็นสาธารณูปโภคประเภทถนนและทะเลสาบเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินในโครงการ ที่ดินพิพาทจึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่บำรุงรักษาให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แก่ภาระจำยอมลดลงหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับขณะเกิดข้อพิพาท) และ ป.พ.พ. มาตรา 1390 แต่จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทย่อมมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ทั้งตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินมีอำนาจอุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณประโยชน์ หรือโอนให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งท้องที่ที่ดินจัดสรรอยู่ในเขตได้ การที่จำเลยที่ 1 โอนที่พิพาทจึงย่อมเป็นการโอนโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะโอนที่พิพาทจะได้ทำข้อตกลงและสัญญาให้โจทก์ที่ 1 กับพวกเข้าบริหารดูแลรักษาที่พิพาทก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการมอบหมายอำนาจหน้าที่บริหารดูแลบำรุงรักษาที่พิพาทให้คงสภาพดังเช่นที่จัดทำขึ้นโดยตลอดไปเท่านั้น หาใช่เป็นการยกกรรมสิทธิ์หรือยกภาระจำยอมในที่พิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหกสิบสองไม่ ข้อตกลงและสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงบุคคลสิทธิมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้นไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอก โจทก์ทั้งหกสิบสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนของจำเลยที่ 1 กับบุคคลภายนอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๐๔ และ ๒๐๐๕ ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์และห้ามจำเลยที่ ๑ กระทำการหรือนิติกรรมใด ๆ อันเป็นการทำให้โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๐๐๔ และ ๒๐๐๕ ต้องรับภาระเพิ่มขึ้นกว่าภาระที่มีอยู่กับโจทก์ทั้งหกสิบสองในขณะซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ ๑ และให้จำเลยที่ ๑ ปิดรั้วที่รื้อถอนออกให้กลับสู่สภาพเดิม หากจำเลยที่ ๑ ไม่ดำเนินการให้โจทก์ดำเนินการแทนและให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งหกสิบสองยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ไม่ค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ จำหน่ายคดีส่วนจำเลยที่ ๒ เสียจากสารบบความ

โจทก์ทั้งหกสิบสองแถลงสละประเด็นตามคำขอท้ายฟ้องข้อ ๓ ที่ขอให้จำเลยที่ ๑ ปิดรั้วที่รื้อถอนออกให้กลับสู่สภาพเดิม

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกสิบสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกสิบสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดสรรที่ดินโครงการวินด์มิลล์ พาร์ค ส่วนโจทก์ทั้งหกสิบสองเป็นผู้ซื้อที่ดินในโครงการดังกล่าว ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๐๔ และ ๒๐๐๕ ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ผู้จัดสรรที่ดินโครงการดังกล่าวและได้จัดแบ่งไว้เป็นสาธารณูปโภคประเภทถนนและทะเลสาบเพื่อประโยชน์ของโจทก์ทั้งหกสิบสองและผู้ซื้อที่ดินในโครงการซึ่งเป็นที่พิพาท เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ ได้ทำข้อตกลงและสัญญากับโจทก์ที่ ๑ โดยให้โจทก์ที่ ๑ กับพวกเข้าบริหารดูแลรักษาสาธารณูปโภคในโครงการ ต่อมาวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนโอนที่พิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกสิบสองว่า จำเลยที่ ๑ มีอำนาจจดทะเบียนโอนที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ได้หรือไม่ และโจทก์ทั้งหกสิบสองมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่พิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่พิพาทซึ่งเป็นถนนและทะเลสาบซึ่งจัดแบ่งไว้เป็นสาธารณูปโภคอันต้องตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ซึ่งผู้จัดสรรที่ดินคือจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่บำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แก่ภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๖ ข้อ ๓๐ วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะเกิดข้อพิพาท และ ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๙๐ แต่จำเลยที่ ๑ ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เพียงแต่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าของที่พิพาทอันเป็นภารยทรัพย์จะกระทำการใด ๆ ให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกไม่ได้ ดังนี้ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาทอันเป็นภารยทรัพย์ดังกล่าวย่อมมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายที่พิพาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๓๖ ถึงแม้ว่าจะมีการโอนที่พิพาทไปเป็นของผู้ใดก็ตาม ภาระจำยอมย่อมตกติดไปกับที่พิพาทเสมอ ไม่ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแต่ประการใด กล่าวคือ ภาระจำยอมยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรและโจทก์ทั้งหกสิบสองดังเดิม อีกทั้งตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๖ ข้อ ๓๐ วรรคสอง ยังบัญญัติให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้จัดสรรที่ดินมีอำนาจอุทิศที่พิพาทให้เป็นสาธารณประโยชน์หรือโอนให้แก่เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งท้องที่ที่ดินจัดสรรอยู่ในเขตได้ การที่จำเลยที่ ๑ โอนที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ย่อมเป็นการโอนโดยมีอำนาจที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย แม้ก่อนที่จำเลยที่ ๑ จะโอนที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ จำเลยที่ ๑ จะทำข้อตกลงและสัญญาให้โจทก์ที่ ๑ กับพวกเข้าบริหารดูแลรักษาที่พิพาทก็ตาม ข้อตกลงและสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงการมอบหมายอำนาจหน้าที่บริหารดูแลบำรุงรักษาที่พิพาทให้คงสภาพดังเช่นที่จัดทำขึ้นโดยตลอดไปเท่านั้น หาใช่เป็นการยกกรรมสิทธิ์หรือยกภาระจำยอมในที่พิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหกสิบสองไม่ ข้อตกลงและสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงก่อให้เกิดบุคคลสิทธิมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอก โจทก์ทั้งหกสิบสองจึงหามีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่พิพาทไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหกสิบสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งหกสิบสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1390
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ม. 30 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลอากาศโทหม่อมหลวงอธิศรพันธ์ อิศรศักดิ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทวินด์มิลล์ พาร์ค จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสุขุม นามวิเศษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปรีชา เชิดชู
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 771/2547
#410759
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่ดินพิพาทจะเป็นถนนและทะเลสาบซึ่งจัดแบ่งไว้เป็นสาธารณูปโภคอันต้องตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ซึ่งผู้จัดสรรที่ดินคือจำเลยที่ 1 มีหน้าที่บำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นตลอดไปและจะกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แก่ภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และ ป.พ.พ. มาตรา 1390 แต่จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เพียงแต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่พิพาทอันเป็นภารทรัพย์จะกระทำการใดๆ ให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือหรือเสื่อมความสะดวกไม่ได้ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายที่พิพาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ถึงแม้ว่าจะมีการโอนที่พิพาทไปเป็นของผู้ใดก็ตาม ภาระจำยอมย่อมตกติดไปกับที่พิพาทเสมอ ไม่ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแต่ประการใด การโอนที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ย่อมเป็นการโอนโดยมีอำนาจที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายอีกทั้งตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ยังบัญญัติให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดสรรที่ดินมีอำนาจอุทิศที่พิพาทไปเป็นสาธารณประโยชน์ได้ แม้ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะโอนที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ จำเลยที่ 1 จะทำข้อตกลงและสัญญาให้โจทก์ที่ 1 กับพวกเข้าบริหารดูแลรักษาทรัพย์ที่พิพาทให้คงสภาพดังเช่นที่จัดทำขึ้นโดยตลอดไปก็หาใช่เป็นการยกกรรมสิทธิ์หรือยกภาระจำยอมในที่พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 กับพวกไม่ ข้อตกลงและสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงก่อให้เกิดบุคคลสิทธิมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอก โจทก์ที่ 1 กับพวกจึงหามีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่พิพาทไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำการพัฒนาที่ดินทำหมู่บ้านจัดสรรจำหน่ายแก่ประชาชนใช้ชื่อโครงการว่า "วินด์มิลล์ พาร์ค" ที่ดินโฉนดเลขที่ 2004 และ 2005 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 46 ไร่ 66 ตารางวา และ 98 ไร่ 3 งาน 97 ตารางวา ตามลำดับ เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในโครงการที่แบ่งกันไว้เป็นสาธารณูปโภคประเภทถนนและทะเลสาบเพื่อประโยชน์ของผู้อาศัยในโครงการโดยเฉพาะ โจทก์ทั้งหกสิบสองเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและเข้าอยู่อาศัย โดยจำเลยที่ 1 ได้ก่อสร้างรั้วคอนกรีตล้อมรอบหมู่บ้านและเป็นผู้บริหารดูแลรักษาสาธารณูปโภคซึ่งจำเลยที่ 1 ได้เรียกเก็บเงินค่าบริการจากโจทก์และเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในโครงการ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รื้อรั้วคอนกรีตทางด้านทิศเหนือของโครงการเพื่อเชื่อมทางเข้ากับโครงการสนามกอล์ฟ "วินด์มิลล์ พาร์ค คันทรีคลับ" และโครงการอื่นที่อยู่ด้านหลังเพื่อให้ร่วมใช้ถนนของโครงการวินด์มิลล์ พาร์ค ผ่านเข้าออกสู่ถนนบางนา - ตราด ถือว่าเป็นการผิดต่อคำมั่นสัญญาและคำโฆษณาที่ได้ให้ไว้ ทำให้ในโครงการเหล่านั้นและผู้มาติดต่อมาใช้บริการผ่านเข้าออกถนนในหมู่บ้านของโจทก์ทั้งหกสิบสอง อันเป็นการรบกวนความเป็นอยู่โดยปกติสุข โจทก์ทั้งหกสิบสองได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตลอดจนขาดความเป็นส่วนตัว จำเลยที่ 1 ได้สัญญากับโจทก์ที่ 1 กับพวกโดยตกลงมอบให้โจทก์ที่ 1 กับพวกบริหารดูแลรักษาสาธารณูปโภคในหมู่บ้านเองเพื่อรอให้มีกฎหมายในเรื่องดังกล่าวออกมาใช้บังคับจึงจะยกกรรมสิทธิ์ในสาธารณูปโภคให้แก่นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นดูแลต่อไป ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2004 และ 2005 ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นผลให้ที่ดินดังกล่าวตกอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ที่จะเข้าสู่โครงการสนามกอล์ฟ วินด์มิลล์ พาร์ค คันทรีคลับ และโครงการที่อยู่ด้านหลัง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2004 และ 2005 ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์และห้ามจำเลยที่ 1 กระทำการหรือนิติกรรมใดๆ อันเป็นการทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2004 และ 2005 ต้องรับภาระเพิ่มขึ้นกว่าภาระที่มีอยู่กับโจทก์ทั้งหกสิบสองในขณะซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ปิดรั้วที่รื้อถอนออกให้กลับสู่สภาพเดิม หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้โจทก์ดำเนินการแทนและให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยโฆษณาว่าสาธารณูปโภคมีไว้ใช้สำหรับผู้อยู่อาศัยในโครงการวินด์มิลล์ พาร์ค เท่านั้น จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2004 และ 2005 เป็นถนนในโครงการ ที่ดินตกเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรของโครงการและเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะบำรุงรักษาให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นตลอดไปตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์และพวกมอบหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้โจทก์กับพวกเป็นการขัดต่อกฎหมายและเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเช่นเดิมและมีอำนาจที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินสาธารณูปโภคให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ได้ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคสอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวได้ การยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ไม่ทำให้ถนนหรือสาธารณูปโภคเสื่อมประโยชน์หรือเสื่อมความสะดวก โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อล่วงเลยระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่ปี 2535 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งหกสิบสองยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 จำหน่ายคดีส่วนจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ

โจทก์ทั้งหกสิบสองแถลงสละประเด็นตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 3 ที่ขอให้จำเลยที่ 1 ปิดรั้วที่รื้อถอนออกให้กลับสู่สภาพเดิม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งหกสิบสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งหกสิบสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดสรรที่ดินโครงการวินด์มิลล์ พาร์ค ส่วนโจทก์ทั้งหกสิบสองเป็นผู้ซื้อที่ดินในโครงการดังกล่าว ที่ดินโฉนดเลขที่ 2004 และ 2005 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ผู้จัดสรรที่ดินโครงการดังกล่าวและได้จัดแบ่งไว้เป็นสาธารณูปโภคประเภทถนนและทะเลสาบเพื่อประโยชน์ของโจทก์ทั้งหกสิบสองและผู้ซื้อที่ดินในโครงการซึ่งเป็นที่พิพาท ฉะนั้นที่พิพาทจึงต้องตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งหกสิบสองด้วยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะเกิดข้อพิพาทเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้ทำข้อตกลงและสัญญากับโจทก์ที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 กับพวกเข้าบริหารดูแลรักษาสาธารณูปโภคในโครงการรายละเอียดตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่พิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ตามสำเนาโฉนดเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 และ 4 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกสิบสองว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจจดทะเบียนโอนที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ได้หรือไม่และโจทก์ทั้งหกสิบสองมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่พิพาทหรือไม่ เห็นว่า การที่ที่พิพาทซึ่งเป็นถนนและทะเลสาบซึ่งจัดแบ่งไว้เป็นสาธารณูปโภคอันต้องตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ซึ่งผู้จัดสรรที่ดินคือจำเลยที่ 1 มีหน้าที่บำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แก่ภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1390 แต่จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เพียงแต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่พิพาทอันเป็นภารยทรัพย์จะกระทำการใดๆ ให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกไม่ได้ ดังนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาทอันเป็นภารยทรัพย์ดังกล่าวย่อมมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายที่พิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ถึงแม้ว่าจะมีการโอนที่พิพาทไปเป็นของผู้ใดก็ตาม ภาระจำยอมย่อมตกติดไปกับที่พิพาทเสมอ ไม่ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแต่ประการใด กล่าวคือ ภาระจำยอมยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรและโจทก์ทั้งหกสิบสองดังเดิม อีกทั้งตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคสอง ยังบัญญัติให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดสรรที่ดินมีอำนาจอุทิศที่พิพาทให้เป็นสาธารณประโยชน์หรือโอนให้แก่เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งท้องที่ที่ดินจัดสรรอยู่ในเขตได้ การที่จำเลยที่ 1 โอนที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ย่อมเป็นการโอนโดยมีอำนาจที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย แม้ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะโอนที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ จำเลยที่ 1 จะทำข้อตกลงและสัญญาให้โจทก์ที่ 1 กับพวกเข้าบริหารดูแลรักษาที่พิพาทก็ตามข้อตกลงและสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงการมอบหมายอำนาจหน้าที่บริหารดูแลบำรุงรักษาที่พิพาทให้คงสภาพดังเช่นที่จัดทำขึ้นโดยตลอดไปเท่านั้น หาใช่เป็นการยกกรรมสิทธิ์หรือยกภาระจำยอมในที่พิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหกสิบสองไม่ ข้อตกลงและสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงก่อให้เกิดบุคคลสิทธิมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้นไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอก โจทก์ทั้งหกสิบสองจึงหามีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่พิพาทไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหกสิบสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งหกสิบสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1390
ป.วิ.พ. ม. 55
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลอากาศโทหม่อมหลวงอธิศรพันธ์ อิศรศักดิ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทวินด์มิลล์ พาร์ค จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 760/2547
#410868
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเป็นข้อ ค. ว่า จำเลยบังอาจใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่มีไว้และพาไปอันเป็นความผิดตามฟ้องข้อ ก. และ ข. ซึ่งเป็นอาวุธปืนและกระสุนปืนที่ใช้ดินระเบิดยิงขึ้นฟ้า ในที่ชุมนุมชนที่จัดให้มีขึ้นในงานรื่นเริงมงคลสมรสและขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 376 ด้วย จำเลยให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องทุกข้อหาซึ่งหมายถึงรวมทั้งความผิดตามฟ้องโจทก์ข้อ ค. ด้วย แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดข้อหาอื่นเท่านั้น มิได้พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดข้อหานี้ด้วย จึงไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 376 ซึ่งโจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษมาโดยมิได้กำหนดโทษความผิดข้อหานี้อีกเป็นเพียงการพิพากษาให้ถูกต้องครบถ้วนเท่านั้น จึงมิใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 300, 371, 376 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในชุมนุมชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า เป็นกรณีร้ายแรง แม้จำเลยจะมีการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย และผู้เสียหายมาแถลงต่อศาลว่าไม่ติดใจเอาความแล้วก็ตาม ก็ไม่มีเหตุรอการลงโทษ ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง และจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ด้วย โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องเป็นข้อ ค. ว่าจำเลยบังอาจใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่มีไว้และพาไปอันเป็นความผิดตามฟ้องข้อ ก. และ ข. ซึ่งเป็นอาวุธปืนและกระสุนปืนที่ใช้ดินระเบิดยิงขึ้นฟ้าจำนวน 1 นัด ในที่ชุมนุมชนที่จัดให้มีขึ้นในงานรื่นเริงมงคลสมรสและขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ด้วย จำเลยให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องทุกข้อหาซึ่งหมายถึงรวมทั้งความผิดตามฟ้องโจทก์ข้อ ค. ด้วย แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดข้อหาอื่นเท่านั้น มิได้พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดข้อหานี้ด้วย จึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องและขอให้ลงโทษมาโดยมิได้กำหนดโทษความผิดข้อหานี้อีกเป็นเพียงการพิพากษาให้ถูกต้องครบถ้วนเท่านั้น จึงมิใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรกำหนดโทษให้เบาลงและรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนหลายข้อหาและยังใช้ปืนก่อเหตุยิงขึ้นฟ้าและกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าร้ายแรง แม้จำเลยจะได้ชดใช้ค่าเสียหายก็เป็นการบรรเทาความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับและจำเลยจะต้องรับผิดในทางแพ่ง ส่วนฎีกาของจำเลยประการอื่นล้วนเป็นเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยทั้งสิ้น ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อให้ลงโทษเบาลงและรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 376
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — นายเสน่ห์ ใจเย็น
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ