คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 367/2547
#410839
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามระบุว่า โจทก์ลาออกจากงานตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2544 โดยจำเลยทั้งสามจ่ายเงินผลประโยชน์พิเศษให้จำนวน 500,000 บาท และโจทก์จะไม่เรียกร้องสิทธิใด ๆ ที่เกิดขึ้นในวันที่หรือก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2544 นั้น มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และโจทก์ตกลงกับจำเลยทั้งสามตามข้อตกลงดังกล่าวโดยลงลายมือชื่อยอมรับภายหลังจากที่โจทก์แสดงความประสงค์จะลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 3 แล้ว โจทก์ย่อมมีอิสระที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของตนเองได้ ข้อตกลงตามเอกสารดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ และไม่ข้ดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลบังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าสิทธิประโยชน์อันเกิดจากการทำงานให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 2,159,750 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 415,624.75 บาท และจำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 90,373.39 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรือให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,665,748.14 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ...เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ตกลงรับเงินผลประโยชน์พิเศษจากจำเลยทั้งสามรวมเป็นเงินจำนวน 500,000 บาท และจะไม่เรียกร้องเงินค่าจ้างหรือสิทธิประโยชน์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่มีอยู่ในหรือก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2544 จากจำเลยทั้งสามด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่านายหน้าจากจำเลยทั้งสามได้อีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าหนังสือฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 ตามเอกสารหมาย ล.7 นายโวลฟ์ นิโคไล เอ็นซิอาน ลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ด้วย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่าการที่ศาลแรงงานกลางตีความหมายของหนังสือเอกสารหมาย ล.7 ว่า มีความหมายด้วยว่าโจทก์จะไม่เรียกร้องสิทธิใด ๆ ที่เกิดขึ้นในหรือก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2544 จากจำเลยที่ 3 ซึ่งหมายรวมถึงค่าตอบแทนการขายหรือค่าคอมมิชชั่นหรือค่านายหน้าด้วยนั้น ศาลแรงงานกลางยกขึ้นวินิจฉัยเองโดยจำเลยทั้งสามไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ทั้งศาลแรงงานกลางได้ตีความไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าสิทธิประโยชน์อันเกิดจากการทำงานของโจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า ระหว่างโจทก์ทำงานกับจำเลยทั้งสาม โจทก์ได้รับค่าจ้างตอบแทนรายเดือนครบถ้วนแล้ว ภายหลังโจทก์ลาออกจากการเป็นพนักงาน โจทก์ตกลงรับเงินผลประโยชน์พิเศษจากจำเลยทั้งสามจำนวน 500,000 บาท และตกลงว่าจะไม่เรียกร้องเงินค่าจ้างหรือสิทธิประโยชน์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่มีอยู่ในวันหรือก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2544 รายละเอียดปรากฏตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างหรือเงินสิทธิประโยชน์ใด ๆ จากจำเลยที่ 1 และปรากฏว่าเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1 ก็คือเอกสารหมาย ล.7 พร้อมคำแปล ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคำพยานโจทก์ พยานจำเลยทั้งสาม และคำแถลงรับข้อเท็จจริงของโจทก์และจำเลยทั้งสามแล้วแปลความตามเอกสารหมาย ล.7 ซึ่งมีข้อความว่าโจทก์จะไม่เรียกร้องสิทธิใด ๆ ที่เกิดขึ้นในหรือก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2544 จากจำเลยทั้งสาม ว่าความหมายรวมถึงค่าตอบแทนการขายหรือค่าคอมมิชชั่นหรือค่านายหน้าด้วย การวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยตามคำฟ้อง คำให้การ คำแถลงรับและพยานหลักฐานโจทก์จำเลยตามประเด็นข้อพิพาทในคดีแล้ว มิใช่ศาลแรงงานกลางยกขึ้นเองโดยจำเลยทั้งสามไม่ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ดังอุทธรณ์ของโจทก์ ทั้งเอกสารหมาย ล.7 พร้อมคำแปลก็ระบุว่า โจทก์ลาออกจากงานตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2544 โดยจำเลยทั้งสามจ่ายเงินผลประโยชน์พิเศษให้จำนวน 500,000 บาท และมีข้อความตอนท้ายว่าโจทก์ไม่มีข้อเรียกร้องใด ๆ ที่เกิดขึ้นในวันที่หรือก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2544 ต่อจำเลยทั้งสาม ซึ่งโจทก์มิได้คัดค้านว่าคำแปลดังกล่าวไม่ถูกต้อง ศาลแรงงานกลางแปลความดังกล่าวต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สองมีว่า ข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.7 ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า เอกสารหมาย ล.7 มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และโจทก์ได้ตกลงกับจำเลยทั้งสามตามข้อตกลงดังกล่าวโดยลงลายมือชื่อตกลงและยอมรับภายหลังจากที่โจทก์แสดงความประสงค์จะลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 3 แล้ว โจทก์ย่อมมีอิสระที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของตนเองได้ ข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.7 จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลใช้บังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะดังอุทธรณ์ของโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 850
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัชนี เองปัญญาเลิศ
บริษัทธิสเซ่นลิฟท์แอนด์เอสคาเลเตอร์ส
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 355/2547
#410756
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและเป็นการพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (8) เมื่อคดีอยู่ในระหว่างการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาถือว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น หากศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอีกศาลหนึ่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลฯ มาตรา 10 บัญญัติให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่ศาลรับฟ้องเห็นว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ถ้าศาลที่รับความเห็นมีความเห็นพ้องกับศาลที่ส่งความเห็น ให้แจ้งความเห็นไปยังศาลที่ส่งความเห็นเพื่อให้มีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลนั้นหรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ แต่ถ้าศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ให้ศาลที่ส่งความเห็นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติถึงกระบวนการชี้ขาดเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล กล่าวคือหากศาลยุติธรรมเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะต้องดำเนินการตามบทบัญญัตินี้

เมื่อศาลชั้นต้นที่เป็นศาลยุติธรรมเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองซึ่งกรณีนี้คือศาลปกครองเชียงใหม่ ศาลชั้นต้นต้องจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองเชียงใหม่ หากศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองเชียงใหม่ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะโอนคดีไปยังศาลปกครองเชียงใหม่หรือจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปฟ้องคดีที่ศาลปกครองเชียงใหม่ แต่ถ้าศาลปกครองเชียงใหม่มีความเห็นแตกต่างในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้ ศาลชั้นต้นก็ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ทันทีนั้นไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลฯ มาตรา 10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 102,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยหยุดการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยถ่านหินลิกไนต์จนกว่าจะมีวิธีการป้องกันฝุ่นแขวนลอยและสารซัลเฟอร์มิให้ฟุ้งกระจายไปในอากาศอย่างสมบูรณ์

ระหว่างการไต่สวนคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า บัดนี้ คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่าคดีที่มีมูลคดีและข้อพิพาทเช่นเดียวกับคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ เมื่อศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์แล้วจึงไม่อนุญาตให้โอนสำนวนไปดำเนินกระบวนพิจารณาต่อศาลปกครองเชียงใหม่ตามที่โจทก์ขอ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ทันทีเป็นการขัดต่อมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นเป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาและเป็นการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (8) เมื่อคดีอยู่ในระหว่างไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ถือว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น หากศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอีกศาลหนึ่ง พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 บัญญัติให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่ศาลรับฟ้องเห็นว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ถ้าศาลที่รับความเห็นมีความเห็นพ้องกับศาลที่ส่งความเห็น ให้แจ้งความเห็นไปยังศาลที่ส่งความเห็นเพื่อมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลนั้นหรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ แต่ถ้าศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ให้ศาลที่ส่งความเห็นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติถึงกระบวนการชี้ขาดเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล กล่าวคือหากศาลยุติธรรมเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของบทบัญญัตินี้ ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งกรณีนี้ได้แก่ศาลปกครองเชียงใหม่ ศาลชั้นต้นต้องจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองเชียงใหม่ หากศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองเชียงใหม่ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะโอนคดีไปยังศาลปกครองเชียงใหม่หรือจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปฟ้องคดีที่ศาลปกครองเชียงใหม่ แต่ถ้าศาลปกครองเชียงใหม่มีความเห็นแตกต่างในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้ ศาลชั้นต้นก็ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ทันทีนั้น ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (8)
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพัชดี พินิจจันทร์
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 325/2547
#410838
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสองว่าปิดกั้นทางสาธารณะซึ่งอยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง มีความกว้าง 3 เมตร เหลือเพียง 1.50 เมตร ทำให้โจทก์ทั้งสามและชาวบ้านใช้ทางสาธารณะไม่ได้หรือไม่สะดวก ขอให้เลิกปิดกั้น จำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ทางสาธารณะแต่เป็นที่ดินของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอนุญาตให้โจทก์และชาวบ้านใช้เดินผ่านเป็นครั้งคราว เช่นนี้มีประเด็นพิพาทเป็นข้อสำคัญว่ามีทางสาธารณะตามฟ้องและจำเลยทั้งสองทำการปิดกั้นจริงหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่สอบถามคู่ความและโจทก์ทั้งสองแถลงรับว่า ทางพิพาทในปัจจุบันเหลือเพียงกว้าง 1.50 เมตร โดยเดินเท้าหรือรถจักรยานยนต์ผ่านได้ ศาลชั้นต้นก็สั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งสามและพยานจำเลยทั้งสอง แล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่พิจารณาให้ได้ความตามประเด็นข้อพิพาทให้ถูกต้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยตามประเด็นข้อพิพาทแล้วพิพากษาใหม่จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทด้านทิศเหนือของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 18 หมู่ที่ 5 ตำบลขนอนหลวง อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กว้างประมาณ 3 เมตร ยาวผ่านไปสู่ด้านทิศตะวันออกประมาณ 100 เมตร เป็นทางสาธารณะ ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนหลักเสาคอนกรีต ลวดหนามหรือสิ่งกีดขวางอื่นใด มิให้ปิดกั้นทางสาธารณะหรือขัดขวางการใช้ทางของโจทก์ทั้งสามและปราชาชนอื่น และให้จำเลยทั้งสองขอยกเลิกหรือขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขาวังน้อย เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินของจำเลยทั้งสองในส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะโดยให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสองไม่ไปดำเนินการให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขาวังน้อย มีคำสั่งให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยตามประเด็นข้อพิพาท แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยตามประเด็นข้อพิพาทแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสองว่าปิดกั้นทางสาธารณะซึ่งอยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง มีความกว้าง 3 เมตร เหลือเพียง 1.50 เมตร ทำให้โจทก์ทั้งสามและชาวบ้านใช้ทางสาธารณะไม่ได้หรือไม่สะดวก ขอให้เลิกปิดกั้น จำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินตรงนั้นไม่ใช่ทางสาธารณะแต่เป็นที่ดินของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอนุญาตให้โจทก์และชาวบ้านใช้เดินผ่านเป็นครั้งคราว เช่นนี้มีประเด็นพิพาทเป็นข้อสำคัญว่า มีทางสาธารณะตามฟ้องและจำเลยทั้งสองทำการปิดกั้นจริงหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่สอบถามคู่ความและโจทก์ทั้งสามแถลงรับว่า ทางพิพาทในปัจจุบันเหลือเพียงกว้าง 1.50 เมตร โดยเดินเท้าหรือรถจักรยานยนต์ผ่านได้ ศาลชั้นต้นก็สั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งสามและพยานจำเลยทั้งสอง แล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่พิจารณาให้ได้ความตามประเด็นข้อพิพาทให้ถูกต้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์พยานจำเลยตามประเด็นข้อพิพาทแล้วพิพากษาใหม่จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 243 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมัย อ่อนละม้าย กับพวก
จำเลย — นางสาวเข็ม ชินศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 320/2547
#410754
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 136 ผู้ที่กฎหมายกำหนดให้มีอำนาจปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวและทำสัญญาประกันขณะผู้ต้องหายังอยู่ในความควบคุมของพนักงานสอบสวนคือพนักงานสอบสวนโดยตำแหน่ง มิใช่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาประกันย่อมเป็นการผิดสัญญาต่อพนักงานสอบสวนโดยตรง พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามสัญญาประกันที่ทำไว้ได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

จำเลยที่ 2 ผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์ตามวันเวลาที่กำหนดไว้ทั้งสองนัด โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ได้แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอผ่อนผันแต่อย่างใด ทั้งเมื่อโจทก์มีหนังสือเตือนให้จำเลยที่ 2 ส่งตัวผู้ต้องหาอีก 3 ครั้ง ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับโดยชอบแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ยังคงเพิกเฉยเช่นเดิม ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า หลังจากทราบเรื่องแล้วได้พยายามติดตามตัวผู้ต้องหา จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นจากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้ความสนใจหรือใส่ใจที่จะปฏิบัติตามสัญญาประกันแต่อย่างใด จนคดีของผู้ต้องหาขาดอายุความทำให้โจทก์ไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาฟ้องให้รับโทษตามกฎหมาย ทำให้โจทก์และผู้เสียหายในคดีดังกล่าวได้รับความเสียหาย ชอบที่จำเลยที่ 2 ในฐานะนายประกันจะต้องรับผิดชอบคือถูกปรับตามสัญญาประกัน แต่ความผิดที่ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาเป็นความผิดที่ไม่ร้ายแรง ประกอบกับจำเลยที่ 2 ไม่ใช่นายประกันอาชีพ จึงมีเหตุสมควรที่จะลดค่าปรับให้แก่จำเลยที่ 2 ลงบ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 700,000 บาท และ 1,000,000 บาท ตามลำดับนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 700,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 28 กันยายน 2542) ไม่เกิน 78,246.57 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องไม่เกิน 111,575.34 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 2 ให้ชำระเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ผู้มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มิใช่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลำผักชีนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 136 บัญญัติให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจที่จะปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาโดยไม่มีประกันเลย หรือมีประกัน หรือมีประกันและหลักประกันด้วยก็ได้ และมาตรา 106 (1) บัญญัติว่า คำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราว เมื่อผู้ต้องหาถูกควบคุมอยู่และยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาลให้ยื่นต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี ดังนั้น ผู้ที่กฎหมายกำหนดให้มีอำนาจปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวและทำสัญญาประกันขณะผู้ต้องหายังอยู่ในความควบคุมของพนักงานสอบสวนคือพนักงานสอบสวนโดยตำแหน่งมิใช่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาประกันย่อมเป็นการผิดสัญญาต่อพนักงานสอบสวนโดยตรง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลำผักชีจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามสัญญาประกันที่ทำไว้ได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ประการต่อไปมีว่า สมควรสั่งปรับจำเลยที่ 2 ฐานผิดสัญญาประกันเป็นจำนวนเงินเท่าใด ที่โจทก์ฎีกาขอให้ปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 1,000,000 บาท เต็มตามสัญญาประกัน ส่วนจำเลยที่ 2 ขอให้ลดค่าปรับลงเหลือไม่เกิน 100,000 บาท หรือให้มีจำนวนน้อยที่สุด เห็นว่า การที่ศาลจะใช้ดุลพินิจลดค่าปรับตามสัญญาประกันให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่เพียงใดนั้น นอกจากจะต้องคำนึงถึงส่วนได้เสียในทุกทางแล้ว จะต้องคำนึงพฤติการณ์ของนายประกันว่ามีความใส่ใจที่จะปฏิบัติตามสัญญาประกันมากน้อยเพียงใดด้วย ตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์ตามวันเวลาที่กำหนดไว้ทั้งสองนัด โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ได้แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอผ่อนผันแต่อย่างใด ทั้งเมื่อโจทก์มีหนังสือเตือนให้จำเลยที่ 2 ส่งตัวผู้ต้องหาอีก 3 ครั้ง ตามหนังสือขอให้ส่งตัวและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับโดยชอบแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ยังคงเพิกเฉยเช่นเดิม ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่าหลังจากทราบเรื่องแล้วได้พยายามติดตามตัวผู้ต้องหา จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็น จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้ความสนใจหรือใส่ใจที่จะปฏิบัติตามสัญญาแต่ประการใดจนคดีของผู้ต้องหาขาดอายุความทำให้โจทก์ไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาฟ้องให้รับโทษตามกฎหมาย ทำให้โจทก์และผู้เสียหายในคดีดังกล่าวได้รับความเสียหาย ชอบที่จำเลยที่ 2 ในฐานะนายประกันจะต้องรับผิดชอบ คือถูกปรับตามสัญญาประกัน แต่อย่างไรก็ตามความผิดตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ที่ผู้ต้องหาถูกกล่าวหา กฎหมายกำหนดโทษไว้เพียงปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับซึ่งเป็นความผิดที่ไม่ร้ายแรง ประกอบกับจำเลยที่ 2 ไม่ใช่นายประกันอาชีพ จึงมีเหตุสมควรที่จะลดค่าปรับให้แก่จำเลยที่ 2 ลงบ้าง แต่ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจลดค่าปรับให้จำเลยที่ 2 ลงเหลือเพียง 500,000 บาท นั้น ต่ำเกินไปไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรลดค่าปรับให้จำเลยที่ 2 ลงเหลือ 800,000 บาท ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 800,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 136
ชื่อคู่ความ
พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจ
โจทก์ — นครบาลลำผักชี
จำเลย — นายไพรัช พฤกษ์ประทานกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 318/2547
#410823
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายตั้งใจจะหาเรื่องจำเลย เนื่องจากมีสาเหตุทะเลาะวิวาทกันมาก่อน ถือได้ว่าการกระทำของผู้เสียหายเป็นอันตรายต่อจำเลย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงมีสิทธิที่จะกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดพอสมควรแก่เหตุเพื่อป้องกันตนเองได้ แต่การที่ผู้เสียหายเพียงแค่ใช้อาวุธมีดดาบปัดอาวุธปืนของจำเลยไปมาและท้าให้จำเลยยิงโดยมิได้เงื้ออาวุธมีดดาบขึ้นในลักษณะจะฟันทำร้ายจำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงผู้เสียหายถูกบริเวณไหปลาร้าขวาซึ่งเป็นส่วนสำคัญของร่างกายจึงไม่เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ แต่เป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตาม ป.อ. มาตรา 69

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 69 จำคุก 4 ปี จำเลยเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจและนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายและจำเลยกับพวกหลายคนร่วมดื่มสุรากันที่บ้านจำเลย ผู้เสียหายกับจำเลยมีเหตุโต้เถียงกันแล้วจำเลยถีบผู้เสียหายและไล่ผู้เสียหายออกจากบ้านจำเลยไป ประมาณ 30 นาทีต่อมา ผู้เสียหายย้อนกลับมาบ้านจำเลยโดยถือาวุธมีดดาบยาวประมาณ 80 เซนติเมตร มาด้วย เมื่อผู้เสียหายขึ้นมาบนบ้านและเดินเข้าหาจำเลย จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวจ้องใส่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายใช้อาวุธมีดดาบปัดอาวุธปืนของจำเลยไปมา และท้าให้จำเลยยิง จำเลยจึงยิงใส่ผู้เสียหายไป 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายบริเวณไหปลาร้าด้านขวาได้รับบาดเจ็บ มีบาดแผลตามรายงานชันสูตรบาดแผลของแพทย์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าเหตุเกิดขึ้นเนื่องจากผู้เสียหายเดินเข้ามาหาเรื่องจำเลย โดยผู้เสียหายถืออาวุธมีดดาบในลักษณะจะทำร้ายจำเลย จำเลยตกอยู่ในภาวะถูกต้อนจนมุมไม่อาจหลบเลี่ยงไปไหนได้ และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้อาวุธปืนที่มีอยู่ในมือยิงผู้เสียหายป้องกันตัว จำเลยตั้งใจยิงที่แขนเพื่อให้ผู้เสียหายหยุดใช้อาวุธมีดดาบ จำเลยไม่ได้มีเจตนาเล็งยิงบริเวณหน้าอก เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายเติม นาพิมพ์ นายสุนทร แพงวงศ์ และนายมนตรี สีสมน้อย ประจักษ์พยานโจทก์ได้ความสอดคล้องตรงกันว่า ก่อนจำเลยยิงผู้เสียหายนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนจ้องผู้เสียหายและบอกให้ผู้เสียหายถอยไปผู้เสียหายก็ใช้อาวุธมีดดาบปัดปากกระบอกปืนไปมาและทำให้จำเลยยิง จากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด และผู้เสียหายทรุดลง โดยพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวต่างเป็นญาติพี่น้องของผู้เสียหายและจำเลย จึงไม่มีเหตุระแวงว่าจะร่วมกันเบิกความให้ผิดจากที่ตนรู้เห็นเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายใด ที่จำเลยเบิกความปากเดียวลอย ๆ ว่า ผู้เสียหายเงื้ออาวุธมีดดาบขึ้นในลักษณะจะฟันจำเลยและต้อนจำเลยไปจนมุมไม่อาจหลบเลี่ยงนั้น จึงไม่อาจรับฟังหักล้างได้ ข้อเท็จจริงต้องฟังว่า การกระทำของผู้เสียหายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายตั้งใจจะหาเรื่องจำเลย เนื่องจากมีสาเหตุทะเลาะวิวาทกันมาก่อน ซึ่งถือได้ว่าการกระทำของผู้เสียหายเป็นอันตรายต่อจำเลย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงมีสิทธิที่จะกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดพอสมควรแก่เหตุเพื่อป้องกันตนเองได้ แต่การที่ผู้เสียหายเพียงแค่ใช้อาวุธมีดดาบปัดอาวุธปืนของจำเลยไปมาและท้าให้จำเลยยิงโดยมิได้เงื้ออาวุธมีดดาบขึ้นในลักษณะจะฟันทำร้ายจำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงผู้เสียหายถูกบริเวณไหปลาร้าขวาซึ่งเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย จึงไม่เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ แต่เป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยเนื่องจากจำเลยไม่เคยกระทำความผิดใด ๆ มาก่อนนั้น เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งมีอานุภาพทำลายร้ายแรงยิงใส่ผู้เสียหายจนได้รับบาดแผลฉกรรจ์ ซึ่งตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผล นายแพทย์ผู้ตรวจบันทึกไว้ว่า ถ้ารักษาไม่ทันท่วงทีผู้เสียหายจะถึงแก่ความตายจากบาดแผลนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดโทษจำคุกและลดโทษให้แก่จำเลย คงจำคุกเพียง 3 ปี นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว และคดีไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายนรินทร์ เดชรักษา
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 307/2547
#55066
เปิดฉบับเต็ม

เงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา กับเงินเพิ่มภาษีการค้าตามมาตรา 89 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่นมิใช่ดอกเบี้ยหรือค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ทั้งบทมาตราดังกล่าวมิใช่บทกฎหมายใกล้เคียงที่จะนำมาปรับใช้แก่คดี โจทก์ทั้งสองไม่อาจนำเงินที่ผู้ค้ำประกันชำระมาหักชำระหนี้เงินเพิ่มค่าภาษีก่อนได้ กรณีเป็นเรื่องลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย ในระหว่างหนี้สินหลายรายที่มีประกันเท่า ๆ กัน ให้รายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้เป็นอันได้เปลื้องไปก่อน เมื่อหนี้ค่าภาษีเป็นรายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้เพราะมีภาระเงินเพิ่มตามกฎหมายดังนี้ หนี้ค่าภาษีย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 328 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์นำเข้าและซื้อขายสินค้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เมื่อระหว่างเดือนธันวาคม 2533 ถึงเดือนกรกฎาคม2537 จำเลยนำสินค้าต่าง ๆ เข้ามาในราชอาณาจักร รวม 59 ใบขน โดยจำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าสำแดงว่าเป็นสินค้านำเข้ามาเพื่อผลิตเพื่อการส่งออกภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า และจำเลยแสดงความจำนงขอคืนอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 19 ทวิ โดยจำเลยสำแดงการนำเข้าสินค้า รายการสินค้า จำนวนเงินค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมพิเศษ พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงแล้ว เห็นว่าบางรายการต่ำกว่าราคาอันแท้จริงในท้องตลาดจึงแจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยยินยอมเพิ่มราคาสินค้าและเพิ่มค่าภาษี และถือเอาราคาสินค้าและจำนวนอากรดังกล่าวเป็นราคาสำแดงในการยื่นใบขนสินค้า เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับใบขนสินค้าที่มีการนำเข้าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2535 จำเลยชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วในการนำสินค้าเข้าตามใบขนสินค้าจำนวน 59ใบขนนี้ จำเลยยังมิได้ชำระค่าภาษีอากรตามที่สำแดงโดยขอให้ธนาคารค้ำประกันแทนโจทก์ที่ 1 ยอมรับหนังสือค้ำประกันของธนาคารและตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปแต่จำเลยมิได้นำสินค้ามาผลิตและส่งออกภายใน 1 ปี จำเลยจึงต้องชำระค่าภาษีอากรให้โจทก์ทั้งสอง กับต้องชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2569มาตรา 112 จัตวา ในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของอากรที่ค้างชำระ เงินเพิ่มภาษีการค้าตามมาตรา 89 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระแต่ไม่เกินจำนวนภาษี และต้องเสียเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่นร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มภาษีการค้า พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งจำนวนค่าภาษีและการประเมินซึ่งจำเลยต้องชำระให้จำเลยทราบโดยชอบแล้ว แต่จำเลยมิได้นำเงินค่าภาษีไปชำระและมิได้อุทธรณ์การประเมิน พนักงานเจ้าหน้าที่จึงแจ้งให้ธนาคารผู้ค้ำประกันนำเงินไปชำระ เมื่อธนาคารนำเงินมาชำระ พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้นำเงินที่ธนาคารชำระหักจากเงินเพิ่มซึ่งจำเลยต้องชำระดังกล่าวโดยคำนวณถึงวันที่ธนาคารนำเงินมาชำระและเงินที่เหลือหลังจากเงินเพิ่มแล้วจึงนำมาหักชำระเป็นค่าภาษีที่จำเลยต้องชำระ คงเหลือจำนวนเงินภาษีที่จำเลยต้องชำระเพิ่มตามใบขนสินค้าจำนวน 59ใบขนอีก จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และเงินเพิ่มภาษีการค้าตามมาตรา 89 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นและเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้คำนวณถึงวันฟ้องคิดเป็นเงินภาษีอากรทั้งสิ้นจำนวน 2,856,366.75 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากร ค่าธรรมเนียมพิเศษและเงินเพิ่มตามคำฟ้องรวมจำนวน 2,856,366.75บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าที่จำเลยชำระขาดตามใบขนสินค้าตามลำดับที่ 1 ถึง 39 รวมจำนวน1,706,623.87 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า จำเลยชำระค่าภาษีอากรให้โจทก์ทั้งสองแล้วตามหนังสือค้ำประกันของธนาคาร เมื่อจำเลยมิได้นำสินค้าตามฟ้องมาผลิตและส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นำเข้า เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะเรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มภายในระยะเวลาดังกล่าวทันที ถือเสมือนว่าจำเลยได้ชำระค่าภาษีอากรแล้ว จึงไม่มีหนี้ค่าภาษีอากรที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์ทั้งสองอีก และเมื่อธนาคารผู้ค้ำประกันนำเงินตามหนังสือค้ำประกันไปชำระแก่โจทก์ที่ 1 พนักงานเจ้าหน้าที่นำไปหักชำระเงินเพิ่มก่อนแล้วจึงนำมาหักชำระค่าภาษีที่จำเลยต้องชำระเป็นการไม่ถูกต้อง โจทก์ทั้งสองมิได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระค่าภาษีอากรโดยทันที เมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยได้นำเข้าสินค้าในราชอาณาจักร จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินเพิ่มหลังจากล่วงเลยกำหนด 1 ปีแล้ว จำเลยชำระค่าภาษีล่วงหน้าโดยหนังสือค้ำประกันของธนาคารแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกเอาเงินเพิ่มจากจำเลยอีก การคำนวณหักภาษีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เงินเพิ่มไม่ถือว่าเป็นเงินอากรที่จำเลยต้องชำระโจทก์ที่ 1 จึงฟ้องให้จำเลยชำระเงินเพิ่มนับแต่วันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปตามฟ้อง หรือจะให้จำเลยต้องรับผิดถัดจากวันฟ้องอีกไม่ได้ กรณีตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวาจะนำมาใช้บังคับจำเลยไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรที่ค้างชำระจำนวน2,247,896.96 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยคิดตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ชนะคดี กำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าระหว่างเดือนธันวาคม2533 ถึงเดือนกรกฎาคม 2537 จำเลยนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรรวม 59 ใบขนจำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าสำแดงว่าเป็นสินค้านำเข้ามาเพื่อผลิตเพื่อการส่งออกภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า และจำเลยแสดงความจำนงขอคืนอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482) มาตรา 19 ทวิ โดยให้ธนาคารทำสัญญาค้ำประกันค่าภาษีไว้ จำเลยมิได้นำสินค้ามาผลิตและส่งออกภายใน 1 ปี และมิได้นำเงินค่าภาษีไปชำระ จึงต้องชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา กับเงินเพิ่มภาษีการค้าตามมาตรา 89 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่นอัตราร้อยละ 10ของเงินเพิ่มภาษีการค้า พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้ผู้ค้ำประกันนำเงินไปชำระตามสัญญาค้ำประกัน เมื่อผู้ค้ำประกันนำเงินมาชำระ พนักงานเจ้าหน้าที่นำมาชำระเงินเพิ่มก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำมาชำระค่าภาษีซึ่งไม่เพียงพอยังคงค้างชำระอยู่จำนวนหนึ่ง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำเงินที่ผู้ค้ำประกันนำมาชำระไปหักชำระหนี้ค่าภาษีก่อนเป็นการชอบหรือไม่เห็นว่า เงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา กับเงินเพิ่มภาษีการค้าตามมาตรา 89 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่น มิใช่ดอกเบี้ยหรือค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ทั้งบทมาตราดังกล่าวหาใช่บทกฎหมายใกล้เคียงที่จะนำมาปรับใช้แก่คดีนี้ดังที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ไม่ โจทก์ทั้งสองไม่อาจนำเงินที่ผู้ค้ำประกันชำระมาหักชำระหนี้เงินเพิ่มค่าภาษีก่อนได้ กรณีนี้เป็นเรื่องลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย ในระหว่างหนี้สินหลายรายที่มีประกันเท่า ๆ กันให้รายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้เป็นอันได้เปลื้องไปก่อนเมื่อหนี้ค่าภาษีเป็นรายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้ เพราะมีภาระเงินเพิ่มตามกฎหมาย ดังนี้ หนี้ค่าภาษีย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำเงินไปหักชำระค่าภาษีก่อนเป็นการชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้ออื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 328 ม. 329
ป.รัษฎากร ม. 89 ทวิ
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท ฟาร์-ไซ้ท์การไฟฟ้า (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วินัย ชื่นชมพูนุท
วิรัช ลิ้มวิชัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 307/2547
#112820
เปิดฉบับเต็ม

เงินเพิ่มตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา กับเงินเพิ่มภาษีการค้าตามมาตรา 89 ทวิ แห่ง ป. รัษฎากร ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่นมิใช่ดอกเบี้ยหรือค่าฤชาธรรมเนียมตาม ป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ทั้งบทมาตราดังกล่าวหาใช่บทกฎหมายใกล้เคียงที่จะนำมาปรับใช้แก่คดีนี้ โจทก์ทั้งสองไม่อาจนำเงินที่ผู้ค้ำประกันชำระมาหักชำระหนี้เงินเพิ่มค่าภาษีก่อนได้ กรณีนี้เป็นเรื่องลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย ในระหว่างหนี้สินหลายรายที่มีประกันเท่า ๆ กัน ให้รายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้เป็นอันได้เปลื้องไปก่อน เมื่อหนี้ค่าภาษีเป็นรายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้ เพราะมีภาระเงินเพิ่มตามกฎหมาย ดังนี้ หนี้ค่าภาษีย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 วรรคสอง จึงต้องนำเงินที่ผู้ค้ำประกันชำระไปหักชำระค่าภาษีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากร ค่าธรรมเนียมพิเศษ และเงินเพิ่มแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ ๑ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าที่จำเลยชำระขาดตามใบขนสินค้า นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรที่ค้างชำระจำนวน ๒,๒๔๗,๘๙๖.๙๖ บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยคิดตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ชนะคดี กำหนดค่าทนายความให้ ๕,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ระหว่างเดือนธันวาคม ๒๕๓๓ ถึงเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๗ จำเลยนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรรวม ๕๙ ใบขน จำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าสำแดงว่าเป็นสินค้านำเข้ามาเพื่อผลิตเพื่อการส่งออกภายใน ๑ ปี นับแต่วันนำเข้า และจำเลยแสดงความจำนงขอคืนอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๑๙ ทวิ โดยให้ธนาคารทำสัญญาค้ำประกันค่าภาษีไว้ จำเลยมิได้นำสินค้ามาผลิตและส่งออกภายใน ๑ ปี และมิได้นำเงินค่าภาษีไปชำระ จึงต้องชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๑๒ จัตวา กับเงินเพิ่มภาษีการค้าตามมาตรา ๘๙ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่นอัตราร้อยละ ๑๐ ของเงินเพิ่มภาษีการค้า พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้ผู้ค้ำประกันนำเงินไปชำระตามสัญญาค้ำประกัน เมื่อผู้ค้ำประกันนำเงินมาชำระ พนักงานเจ้าหน้าที่นำมาชำระเงินเพิ่มก่อนส่วนที่เหลือจึงนำมาชำระค่าภาษี ซึ่งไม่เพียงพอยังคงค้างชำระอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำเงินที่ผู้ค้ำประกันนำมาชำระไปหักชำระหนี้ค่าภาษีก่อนเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า เงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๑๒ จัตวา กับเงินเพิ่มภาษีการค้าตามมาตรา ๘๙ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่นมิใช่ดอกเบี้ยหรือค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๙ วรรคหนึ่ง ทั้งบทมาตราดังกล่าวหาใช่บทกฎหมายใกล้เคียงที่จะนำมาปรับใช้แก่คดีนี้ดังที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ไม่ โจทก์ทั้งสองไม่อาจนำเงินที่ผู้ค้ำประกันชำระมาหักชำระหนี้เงินเพิ่มค่าภาษีก่อนได้ กรณีนี้เป็นเรื่องลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย ในระหว่างหนี้สินหลายรายที่มีประกันเท่า ๆ กัน ให้รายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้เป็นอันได้เปลื้องไปก่อน เมื่อหนี้ค่าภาษีเป็นรายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้เพราะมีภาระเงินเพิ่มตามกฎหมาย ดังนี้ หนี้ค่าภาษีย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๘ วรรคสอง ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำเงินไปหักชำระค่าภาษีก่อนเป็นการชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้ออื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
ป.รัษฎากร ม. 89 ทวิ
ป.พ.พ. ม. 328 วรรคสอง ม. 329 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทฟาร์ - ไซ้ท์การไฟฟ้า (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางกีรติ ตั้งธรรม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิรัช ลิ้มวิชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 307/2547
#410951
เปิดฉบับเต็ม

เงินเพิ่มตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ กับเงินเพิ่มภาษีการค้าตาม ป.รัษฎากรฯ และเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่น มิใช่ดอกเบี้ยหรือค่าฤชาธรรมเนียมตาม ป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวหาใช่บทกฎหมายใกล้เคียงที่จะนำมาปรับใช้แก่คดีนี้ กรณีเป็นเรื่องลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย ในระหว่างหนี้สินหลายรายที่มีประกันเท่าๆ กัน ให้รายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้เป็นอันได้เปลื้องไปก่อน เมื่อหนี้ค่าภาษีเป็นรายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้ เพราะมีภาระเงินเพิ่มตามกฎหมาย หนี้ค่าภาษีย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยนำสินค้าต่างๆ เข้ามาในราชอาณาจักร และแสดงความจำนงขอคืนอากร พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงแล้ว เห็นว่า บางรายการต่ำกว่าราคาอันแท้จริงในท้องตลาดจึงแจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยยินยอมเพิ่มราคาสินค้าและเพิ่มภาษี และถือเอาราคาสินค้าและจำนวนอากรดังกล่าวเป็นราคาสำแดงในการยื่นใบขนสินค้า ในการนำสินค้าเข้าตามใบขนสินค้าจำเลยยังมิได้ชำระค่าภาษีอากรตามที่สำแดงโดยขอให้ธนาคารค้ำประกันแทน โจทก์ที่ 1 ยอมรับหนังสือค้ำประกันของธนาคารและตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไป แต่จำเลยมิได้นำสินค้ามาผลิตและส่งออกภายใน 1 ปี จำเลยจึงต้องชำระค่าภาษีอากรให้โจทก์ทั้งสอง กับต้องชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่าอากรที่ค้างชำระ เงินเพิ่มภาษีการค้าอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน และต้องเสียเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่นร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มภาษีการค้า พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งจำนวนค่าภาษีและการประเมินซึ่งจำเลยต้องชำระให้จำเลยทราบ แต่จำเลยมิได้นำเงินค่าภาษีไปชำระและมิได้อุทธรณ์การประเมิน พนักงานเจ้าหน้าที่จึงแจ้งให้ธนาคารผู้ค้ำประกันนำเงินไปชำระ เมื่อธนาคารนำเงินมาชำระ พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้นำเงินที่ธนาคารชำระหักจากเงินเพิ่มซึ่งจำเลยต้องชำระดังกล่าวโดยคำนวณถึงวันที่ธนาคารนำเงินมาชำระและเงินที่เหลือหลังจากหักจากเงินเพิ่มแล้วจึงนำมาหักชำระเป็นค่าภาษีที่จำเลยต้องชำระ คงเหลือจำนวนเงินภาษีที่จำเลยต้องชำระเพิ่มตามใบขนสินค้าจำนวน 59 ใบขนอีก จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้า และเงินเพิ่มภาษีการค้า และเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่น ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากร ค่าธรรมเนียมพิเศษและเงินเพิ่มตามคำฟ้องรวมจำนวน 2,856,366.75 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าที่จำเลยชำระขาดตามใบขนสินค้าลำดับที่ 1 ถึง 39 รวมจำนวน 1,706,623.83 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า จำเลยชำระค่าภาษีอากรให้โจทก์ทั้งสองแล้วตามหนังสือค้ำประกันของธนาคาร เมื่อจำเลยมิได้นำสินค้าตามฟ้องมาผลิตและส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นำเข้า เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะเรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มภายในระยะเวลาดังกล่าวทันที ถือเสมือนว่าจำเลยได้ชำระค่าภาษีอากรแล้ว จึงไม่มีหนี้ค่าภาษีอากรที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์ทั้งสองอีกและเมื่อธนาคารผู้ค้ำประกันนำเงินตามหนังสือค้ำประกันไปชำระแก่โจทก์ที่ 1 พนักงานเจ้าหน้าที่นำไปหักชำระเงินเพิ่มก่อนแล้วจึงนำมาหักชำระค่าภาษีที่จำเลยต้องชำระเป็นการไม่ถูกต้อง จำเลยชำระค่าภาษีล่วงหน้าโดยหนังสือค้ำประกันของธนาคารแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกเอาเงินเพิ่มจากจำเลยอีก โจทก์ที่ 1 จึงฟ้องให้จำเลยชำระเงินเพิ่มนับแต่วันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปตามฟ้อง หรือจะให้จำเลยต้องรับผิดถัดจากวันฟ้องอีกไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรที่ค้างชำระจำนวน 2,247,896.96 บาท แก่โจทก์ทั้งสองให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำเงินที่ผู้ค้ำประกันนำมาชำระไปหักชำระหนี้ค่าภาษีก่อนเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า เงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา กับเงินเพิ่มภาษีการค้าตามมาตรา 89 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่น มิใช่ดอกเบี้ยหรือค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ทั้งบทมาตราดังกล่าวหาใช่บทกฎหมายใกล้เคียงที่จะนำมาปรับใช้แก่คดีนี้ดังที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ไม่ โจทก์ทั้งสองไม่อาจนำเงินที่ผู้ค้ำประกันชำระมาหักชำระหนี้เงินเพิ่มค่าภาษีก่อนได้ กรณีนี้เป็นเรื่องลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย ในระหว่างหนี้สินหลายรายที่มีประกันเท่าๆ กัน ให้รายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้เป็นอันได้เปลื้องไปก่อน เมื่อหนี้ค่าภาษีเป็นรายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้ เพราะมีภาระเงินเพิ่มตามกฎหมาย ดังนี้ หนี้ค่าภาษีย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำเงินไปหักชำระค่าภาษีก่อนเป็นการชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้ออื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 328 ม. 329
ป.รัษฎากร ม. 89 ทวิ
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทฟาร์-ไซ้ท์การไฟฟ้า (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิรัช ลิ้มวิชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 305/2547
#55065
เปิดฉบับเต็ม

องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 ผู้มั่วสุมต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 โดยการมั่วสุมยังไม่ถึงขั้นลงมือกระทำการอันเป็นความผิดตามมาตรา 215 แต่หากต่อมาผู้นั้นกระทำการดังที่มาตรา 215บัญญัติไว้ต่อไป ก็จะมีความผิดทั้งตามมาตรา 215 และมาตรา 216 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กับพวกรวมกัน 10 คน ชุมนุมปราศรัยด้วยความสงบ ไม่มีพฤติการณ์ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองแสดงว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 4 กับพวกมิได้มั่วสุมโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 215 แม้เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการมั่วสุมแล้วไม่เลิก จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ก็ไม่มีความผิดตามมาตรา 216

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม 2540 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 27พฤษภาคม 2540 เวลากลางคืนหลังเที่ยงติดต่อกัน จำเลยทั้งสี่กับพวกอีก 6 คน ร่วมกันย้ายศพนายกระจ่าง เกตุแก้ว จากบ้านเลขที่ 41/1 หมู่ 7 ตำบลที่วัง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช อันเป็นสถานที่และบ้านที่มีการตายไปยังบริเวณศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนผู้รับแจ้ง และจำเลยทั้งสี่ร่วมกันเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการให้มีการมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป โดยกล่าวปราศรัยโจมตีกล่าวหาเจ้าพนักงานตำรวจว่าไม่จับกุมคนร้ายที่ยิงนายกระจ่าง พูดชักชวนราษฎรจากอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราชให้มาร่วมในการมั่วสุมด้วย ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้จำเลยทั้งสี่เลิกทำการมั่วสุมดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ยอมเลิก เหตุเกิดที่ตำบลที่วัง อำเภอทุ่งสง และตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 215, 216 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎรพ.ศ. 2534 มาตรา 24, 47

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีพฤติกรรมแสดงว่าอาจก่อให้เกิดความวุ่นวาย จึงครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 นั้น พิเคราะห์แล้วประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกไป ผู้ใดไม่เลิก ต้องระวางโทษจำคุก..." ส่วนมาตรา 215บัญญัติว่า "ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือ กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้องระวางโทษจำคุก..." เห็นว่า องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 นั้น ผู้มั่วสุมนั้นต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 โดยการมั่วสุมนั้นยังไม่ถึงขั้นลงมือกระทำการอันเป็นความผิดตามมาตรา 215 แต่หากต่อมาผู้นั้นกระทำการดังที่มาตรา 215 บัญญัติไว้ต่อไป ก็จะมีความผิดทั้งตามมาตรา 215 และมาตรา 216 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กับพวกรวมกัน 10 คน ชุมนุมปราศรัยด้วยความสงบ ไม่มีพฤติการณ์ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 215 แสดงว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กับพวกมิได้มั่วสุมโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 แม้เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการมั่วสุมแล้วไม่เลิก จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ก็ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 215 ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย เริง เกตุแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 305/2547
#112757
เปิดฉบับเต็ม

องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 นั้น ผู้มั่วสุมต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 โดยการมั่วสุมนั้นยังไม่ถึงขั้นลงมือกระทำการอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 แต่หากผู้นั้นกระทำการดังที่มาตรา 215 บัญญัติไว้ ก็จะมีความผิดทั้งมาตรา 215 และมาตรา 216 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท การที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ชุมนุมปราศรัยด้วยความสงบ ไม่มีพฤติการณ์ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง แสดงว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กับพวกมิได้มั่วสุมโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 216 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๙๑ , ๒๑๕ , ๒๑๖ พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๒๔ , ๔๗

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ ๒ ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๒ ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๖ จำคุกคนละ ๑ ปี และปรับคนละ ๔,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๖ ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๖ บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา ๒๑๕ ให้เลิกไป ผู้ใดไม่เลิก ต้องระวางโทษจำคุก?" ส่วนมาตรา ๒๑๕ บัญญัติว่า "ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้องระวางโทษจำคุก?" เห็นว่า องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๖ นั้น ผู้มั่วสุมนั้นต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๕ โดยการมั่วสุมนั้นยังไม่ถึงขั้นลงมือกระทำการอันเป็นความผิดตามมาตรา ๒๑๕ แต่หากต่อมาผู้นั้นกระทำการดังที่มาตรา ๒๑๕ บัญญัติไว้ต่อไป ก็จะมีความผิดทั้งตามมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๑๖ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ กับพวกรวม ๑๐ คน ชุมนุมปราศรัยด้วยความสงบ ไม่มีพฤติการณ์ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑๕ แสดงว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ กับพวก มิได้มั่วสุมโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๕ การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๖ แม้เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการมั่วสุมแล้วไม่เลิก จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ก็ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๖ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 215 ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายเริง เกตุแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายอนุภาพ สุวรรณโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 305/2547
#410822
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กับพวกรวม 10 คน ชุมนุมปราศรัยด้วยความสงบ ไม่มีพฤติการณ์ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 215 แสดงว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กับพวกมิได้มั่วสุมโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 215 การกระทำของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 216 แม้เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการมั่วสุมแล้วไม่เลิก จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ก็ไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 216

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 215, 216 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 24, 47

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีพฤติกรรมแสดงว่าอาจก่อให้เกิดความวุ่นวาย จึงครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 นั้น พิเคราะห์แล้วประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกไป ผู้ใดไม่เลิก ต้องระวางโทษจำคุก..." ส่วนมาตรา 215 บัญญัติว่า "ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองต้องระวางโทษจำคุก..." เห็นว่า องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 นั้น ผู้มั่วสุมนั้นต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 โดยการมั่วสุมนั้นยังไม่ถึงขั้นลงมือกระทำการอันเป็นความผิดตามมาตรา 215 แต่หากต่อมาผู้นั้นกระทำการดังที่มาตรา 215 บัญญัติไว้ต่อไป ก็จะมีความผิดทั้งตามมาตรา 215 และมาตรา 216 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กับพวกรวม 10 คน ชุมนุมปราศรัยด้วยความสงบ ไม่มีพฤติการณ์ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 215 แสดงว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 แลที่ 4 กับพวกมิได้มั่วสุมโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 แม้เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการมั่วสุมแล้วไม่เลิก จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ก็ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 215 ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายเริง เกตุแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 299/2547
#112902
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมทำสัญญากับจำเลยซึ่งประกอบธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน โดยให้จำเลยมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องซื้อน้ำมันจากโจทก์ร่วมมาจำหน่ายเท่านั้น จำเลยผิดสัญญาโดยไปซื้อน้ำมันจากแหล่งอื่นมาจำหน่าย โจทก์ร่วมบอกเลิกสัญญาให้จำเลยส่งคืนสถานีบริการน้ำมันแก่โจทก์ร่วม รวมทั้งเพิกถอนความยินยอมให้ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม แต่จำเลยก็ยังคงประกอบการค้าต่อไปโดยซื้อน้ำมันจากที่อื่นมาจำหน่าย และยังคงติดป้ายเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมอยู่บริเวณสถานีบริการน้ำมัน โดยมิได้แสดงเครื่องหมายให้ประชาชนเข้าใจว่าสถานีบริการน้ำมันนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำมันของโจทก์ร่วม แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะขายสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าสินค้าที่จำเลยจำหน่ายนั้นเป็นสินค้าของโจทก์ร่วม จึงเป็นการขายของโดยหลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อในแหล่งกำเนิดแห่งของอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 271

โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลยเฉพาะในส่วนที่จำเลยได้ขายน้ำมันให้แก่ ส. และ อ. ซึ่งเป็นผู้ไปทำการล่อซื้อน้ำมันดังกล่าว โดยที่ ส. และ อ. มิได้หลงเชื่ออยู่แล้วว่าน้ำมันที่จำเลยนำออกจำหน่ายนั้นเป็นน้ำมันของโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล อันเป็นการพยายามกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 271 ประกอบมาตรา 80

ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พุทธศักราช 2474 มาตรา 49 เป็นความผิดที่บัญญัติลงโทษแก่ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งละเลยไม่ปิดป้ายเครื่องหมายไว้ ณ ที่ที่เห็นได้ง่ายตามมาตรา 9 เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สถานที่สำหรับการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิงคือห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. แม้จำเลยจะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตตามมาตรา 9 จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พุทธศักราช 2474 มาตรา 9 , 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 พ.ร.บ. ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พุทธศักราช 2474 มาตรา 9 , 49 พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ป.อ. มาตรา 33 , 90 , 91 , 271 และ 272 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พุทธศักราช 2474 มาตรา 9 , 49 ให้ลงโทษปรับ 1,000 บาท และมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 271 ประกอบมาตรา 80 มาตรา 272 (1) พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 271 ประกอบมาตรา 80 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 4 เดือน ปรับ 5,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นคนดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามมาตรา 29 , 30 ริบของกลาง คืนเงิน 50 บาท แก่เจ้าของ ข้อหาอื่นให้ยก

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมทำสัญญาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ซึ่งมีจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์ร่วม โดยให้มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องซื้อน้ำมันจากคลังน้ำมันของโจทก์ร่วมโดยตรงเท่านั้น หากปฏิบัติผิดเงื่อนไข โจทก์ร่วมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้และห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จะต้องส่งคืนสถานีบริการน้ำมันให้แก่โจทก์ร่วมทันที ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ผิดสัญญาโดยไม่ซื้อน้ำมันจากโจทก์ร่วม แต่กลับสั่งซื้อน้ำมันจากแหล่งอื่น โจทก์ร่วมจึงบอกเลิกสัญญาและแจ้งให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ส่งคืนสถานีบริการน้ำมัน รวมทั้งเพิกถอนความยินยอมที่ให้ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมด้วย แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. เพิกเฉยและยังคงประกอบการค้าต่อไปโดยซื้อน้ำมันจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยมาจำหน่าย และยังคงใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมกับสินค้าน้ำมันนั้นบริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมัน โดยมิได้ติดตั้งป้ายหรือเครื่องหมายใด ๆ ที่บริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมันเพื่อให้ประชาชนทราบว่าสินค้าที่จำเลยนำออกจำหน่ายไม่ใช่สินค้าของโจทก์ร่วม พฤติการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาที่จะขายสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม เพื่อให้ผู้ซื้อหลงเชื่อว่าสินค้าที่จำเลยจำหน่ายนั้นเป็นสินค้าของโจทก์ร่วม จึงเป็นการขายของโดยหลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อในแหล่งกำเนิดแห่งของอันเป็นเท็จ ตาม ป.อ. มาตรา 271 แต่การกระทำความผิดตามบทมาตรานี้จะเป็นความผิดสำเร็จต่อเมื่อผู้ซื้อหลงเชื่อการหลอกลวงนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำผิดของจำเลยเฉพาะในส่วนที่ขายน้ำมันแก่จ่าสิบตำรวจสมสิทธิ์และนางอ้อมกรซึ่งเป็นผู้ไปทำการล่อซื้อน้ำมันดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจ่าสิบตำรวจสมสิทธิ์และนางอ้อมกรผู้ซื้อสินค้าน้ำมันจากจำเลยมิได้หลงเชื่อว่าน้ำมันที่จำเลยนำออกจำหน่ายนั้นเป็นน้ำมันของโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลอันเป็นการพยายามกระทำความผิด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดนี้ตาม ป.อ. มาตรา 271 ประกอบมาตรา 80 ชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานละเลยไม่ปิดป้ายเครื่องหมายที่ได้รับอนุญาตให้เก็บน้ำมันเชื้อเพลิง ณ ที่ที่เห็นได้ง่ายตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พุทธศักราช 2474 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พุทธศักราช 2474 มาตรา 49 เป็นความผิดที่บัญญัติลงโทษแก่ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งละเลยไม่ปิดป้ายเครื่องหมายไว้ ณ ที่ที่เห็นได้ง่ายตามมาตรา 9 เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตให้ใช้สถานที่สำหรับการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิงคือห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. แม้จำเลยจะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ก็ถือไม่ได้ว่า จำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตตามมาตรา 9 จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พุทธศักราช 2474 มาตรา 9 , 49

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พุทธศักราช 2474 มาตรา 9 , 49 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 271
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2474 ม. 9 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
โจทก์ร่วม — บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชยานันท์หรือภิญโญ ปุระณะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสุทิน ปัทมราชวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 298/2547
#410743
เปิดฉบับเต็ม

นายวงแชร์คือบุคคลที่จัดให้มีการเล่นแชร์ขึ้น โดยมีหน้าที่จัดให้มีการประมูลแชร์รวบรวมเงินจากผู้ร่วมเล่นแชร์เพื่อมอบให้แก่ผู้ประมูลแชร์ได้ ต้องรับผิดชอบถ้าผู้ประมูลแชร์ได้รับเงินไม่ครบ นายวงแชร์จะได้รับผลตอบแทนโดยได้รับเงินจากผู้ร่วมเล่นแชร์เป็นอันดับแรกโดยไม่ต้องประมูล ดังนั้น เมื่อโจทก์ประมูลแชร์ได้ บ. นายวงแชร์จึงมอบเช็คของผู้ร่วมเล่นแชร์รวมทั้งเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คที่โจทก์ได้รับถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทั้ง 10 ฉบับ โจทก์จึงทวงถามให้ บ. ในฐานะเป็นนายวงแชร์รับผิดชอบและได้มอบเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินทั้ง 10 ฉบับให้แก่ บ. เพื่อนำไปเปลี่ยนเป็นเช็คฉบับใหม่หรือเปลี่ยนเป็นเงินสด หาใช่ บ. ไปรับเฉพาะเช็คพิพาทมาจากโจทก์เท่านั้น บ. จึงหาใช่ตัวแทนของจำเลยแต่เป็นตัวแทนของโจทก์ เมื่อ บ. นำเช็คพิพาทไปแลกเงินสดจากจำเลยได้แล้ว ย่อมถือได้ว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามเช็คให้แก่โจทก์แล้ว จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 107,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยมา โดยข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า โจทก์ จำเลยและบุคคลอื่นๆ รวม 23 คน ร่วมเล่นแชร์กัน โดยมีนายบุญโรจน์ ชัยประดับเกียรติ เป็นนายวงแชร์ เมื่อจำเลยประมูลแชร์ได้จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คหลายฉบับรวมทั้งเช็คพิพาทมอบให้แก่นายบุญโรจน์ไว้เพื่อมอบให้แก่ลูกวงแชร์คนอื่น ๆ ที่ประมูลแชร์ได้ในภายหลัง ต่อมาโจทก์ประมูลแชร์ได้และได้รับเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางเมฆขาว ลงวันที่ 16 กันยายน 2539 จำนวนเงิน 100,000 บาท เป็นเช็คผู้ถือที่จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายกับเช็คของผู้ร่วมเล่นแชร์คนอื่น เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันเดียวกับวันที่สั่งจ่ายเช็ค โจทก์ทวงถามให้นายบุญโรจน์รับผิดชอบ วันที่ 23 กันยายน 2539 นายบุญโรจน์ให้นายเจริญ ชัยประดับเกียรติ หลานชายมารับเช็คจำนวน 10 ฉบับที่โจทก์ได้รับจากการเล่นแชร์รวมทั้งเช็คพิพาทซึ่งถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับเพื่อไปเปลี่ยนเช็คฉบับใหม่หรือเปลี่ยนเป็นเงินสด ซึ่งข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับฟังมานั้นยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัย ฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยยังคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่นายบุญโรจน์แล้วหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย สำหรับปัญหาที่ว่าจำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่นายบุญโรจน์แล้วหรือไม่นั้น จำเลยนำสืบว่านางไพรินทร์ ชัยประดับเกียรติ ภริยานายบุญโรจน์ผู้เป็นนายวงแชร์ได้นำเช็คพิพาทมามอบให้แก่จำเลยพร้อมกับรับเงินสดจำนวน 100,000 บาท ไปจากจำเลย โจทก์ไม่ได้นำสืบหักล้างในข้อนี้ แต่นำสืบเจือสมข้อนำสืบของจำเลยว่า หลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทแล้ว โจทก์ได้ทวงถามนายบุญโรจน์ว่าจะรับผิดชอบอย่างไร แล้วต่อมานายบุญโรจน์ได้ให้นายเจริญมารับเช็คพิพาทรวมทั้งเช็คฉบับอื่นเพื่อไปเปลี่ยนเป็นเช็คฉบับใหม่หรือเปลี่ยนเป็นเงินสด อีกทั้งเช็คพิพาทก็อยู่ในความครอบครองของจำเลยด้วยเช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่า จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่นายบุญโรจน์นายวงแชร์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า นายวงแชร์เป็นตัวแทนของจำเลยในการไปรับเช็คพิพาทจากโจทก์เป็นการวินิจฉัยเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้ทรงฟ้องให้จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายรับผิดชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยให้นายบุญโรจน์ซึ่งเป็นนายวงแชร์ไปเอาเช็คพิพาทคืนจากโจทก์เพื่อมาแลกเงินสดจากจำเลย นายบุญโรจน์จึงเป็นตัวแทนของจำเลย เมื่อนายบุญโรจน์ไม่ได้นำเงินที่จำเลยชำระไปให้แก่โจทก์ จำเลยจึงต้องชำระตามเช็คให้แก่โจทก์เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้ตามเช็คให้แก่โจทก์นั่นเอง คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าวจึงไม่เกินจากคำฟ้อง ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การที่จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่นายบุญโรจน์นายวงแชร์แล้วรับเช็คพิพาทกลับคืนมานั้นมูลหนี้ตามเช็คระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า นายวงแชร์คือบุคคลที่จัดให้มีการเล่นแชร์ขึ้นโดยมีหน้าที่จัดให้มีการประมูลแชร์ รวบรวมเงินจากผู้ร่วมเล่นแชร์เพื่อมอบให้แก่ผู้ประมูลแชร์ได้ ต้องรับผิดชอบถ้าผู้ประมูลแชร์ได้รับเงินไม่ครบ ทั้งนี้นายวงแชร์ได้รับผลตอบแทนโดยได้รับเงินจากผู้ร่วมเล่นเป็นอันดับแรกโดยไม่ต้องประมูล ดังนั้น เมื่อโจทก์ประมูลแชร์ได้นายบุญโรจน์จึงมอบเช็คของผู้ร่วมเล่นแชร์รวมทั้งเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คที่โจทก์ได้รับถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทั้ง 10 ฉบับ โจทก์จึงทวงถามให้นายบุญโรจน์ในฐานะเป็นนายวงแชร์รับผิดชอบและได้มอบเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินทั้ง 10 ฉบับ ให้แก่นายบุญโรจน์เพื่อนำไปเปลี่ยนเป็นเช็คฉบับใหม่หรือเปลี่ยนเป็นเงินสด หาใช่นายบุญโรจน์ไปรับเฉพาะเช็คพิพาทมาจากโจทก์เท่านั้น นายบุญโรจน์จึงหาใช่ตัวแทนของจำเลย แต่เป็นตัวแทนของโจทก์เมื่อนายบุญโรจน์นำเช็คพิพาทไปแลกเงินสดจากจำเลยได้แล้ว ย่อมถือได้ว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามเช็คให้แก่โจทก์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า นายบุญโรจน์เป็นตัวแทนของจำเลย จำเลยจึงยังไม่ได้ชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยได้ชำระหนี้ตามเช็คพิพาทแล้ว ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีก ประเด็นที่จำเลยฎีกาว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาทฝ่าฝืนต่อกฎหมายเป็นโมฆะ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 ม. 820
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศุภกร ศรีอัษฎาวุธกุล
จำเลย — นางหรือนางสาวมุกดา ฉันทรัตนากร
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สายันต์ สุรสมภพ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 291/2547
#112873
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 1 ทำกับ ส. ระบุว่า จำเลยที่ 1 ได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของ ส. แล้วยักยอกเงินดังกล่าวไป จึงตกลงคืนเงินที่ยักยอกไปให้แก่ ส. นั้น เป็นเพียงหนังสือที่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นหนี้ ส. และยอมชำระหนี้แก่ ส. ไม่มีข้อความที่จำเลยที่ 1 กับ ส. ตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ อันจะทำให้หนี้จากมูลละเมิดระงับสิ้นไป

โจทก์เป็นธนาคารซึ่งได้รับฝากเงินของ ส. ผู้เป็นลูกค้า ย่อมมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ ส. ฝากไว้เมื่อ ส. ทวงถาม การที่จำเลยที่ 1 ได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของ ส. แล้วยักยอกเงินดังกล่าวไป ทำให้เงินในบัญชีเงินฝากของ ส. ขาดหายไป โจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ขาดหายไปให้แก่ ส. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 การที่โจทก์คืนเงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกไปให้แก่ ส. จึงมิใช่เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้ว่าไม่มีหนี้ต้องชำระ เมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่ ส. ไปแล้ว ย่อมมีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในเงินที่ชำระไปได้ตามมาตรา 420

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้รักษาเงิน สาขาขอนแก่น โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามความเป็นจริงแต่ไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท ระหว่างปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๓๘ และวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ได้กระทำทุจริตต่อหน้าที่และผิดสัญญาจ้างแรงงาน ได้ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของลูกค้าโจทก์ไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของบัญชีเงินฝาก และเบียดบังยักยอกเงินไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวเป็นเงิน ๙๕๐,๐๐๐ บาท และต่อมาโจทก์ได้ชดใช้คืนให้แก่ลูกค้าแทนจำเลยที่ ๑ ไป เป็นเงิน ๗๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชดใช้เงินจำนวน ๗๕๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๗๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไป โดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวจำนวน ๓,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การด้วยวาจาว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๗๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไป โดยคำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน ๓๘,๒๑๙.๑๗ บาท หากไม่ชำระให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในหนี้ดังกล่าวแทนเป็นเงิน ๓,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกเสีย

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า ระหว่างวันที่ ๒๕ และวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๓๘ มีผู้ปลอมลายมือชื่อลูกค้าและลายมือชื่อผู้อนุมัติให้ถอนเงินในใบถอนเงินแล้วนำไปถอนเงินจากบัญชีลูกค้าของโจทก์ สาขาขอนแก่น ชื่อ ส. เป็นเงิน ๔๕๐,๐๐๐ บาท และ ๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ยักยอกเงินดังกล่าวไป แล้วจำเลยที่ ๑ ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้กับ ส. เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของ ส. จำนวน ๙๕๐,๐๐๐ บาท แล้วยักยอกเงินดังกล่าวไป โดยตกลงจะชำระเงินคืนให้แก่ ส. ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๓๙ โดยชำระด้วยเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนหน้าเมือง ในวันที่ทำบันทึกได้ชำระคืนแล้วจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท มอบให้ ส.

ที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมชำระหนี้อันเกิดจากมูลละเมิดให้ ส. แล้ว ทำให้หนี้ละเมิดระงับสิ้นไป ต้องบังคับให้ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่ง ส. เท่านั้นมีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ได้ โจทก์ไม่มีภาระต้องชำระหนี้แก่ ส. การที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่ ส. โดยรู้ว่าไม่ต้องชำระ จึงเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ โจทก์ไม่สามารถไล่เบี้ยให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๕ นั้น เห็นว่า หนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ ๑ ทำกับ ส. ระบุว่า จำเลยที่ ๑ ได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของ ส. แล้วยักยอกเงินดังกล่าวไป จึงตกลงคืนเงินที่ยักยอกไปให้แก่ ส. นั้น เป็นเพียงหนังสือที่จำเลยที่ ๑ รับว่าเป็นหนี้ ส. และยอมชำระหนี้แก่ ส. ไม่มีข้อความที่จำเลยที่ ๑ กับ ส. ตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ อันจะทำให้หนี้จากมูลละเมิดระงับสิ้นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๘๕๐ ถึง ๘๕๒ โจทก์เป็นธนาคารซึ่งได้รับฝากเงินของ ส. ผู้เป็นลูกค้า ย่อมมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ ส. ฝากไว้เมื่อ ส. ทวงถาม การที่จำเลยที่ ๑ ได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของ ส. แล้วยักยอกเงินดังกล่าวไป ทำให้เงินในบัญชีเงินฝากของ ส. ขาดหายไป โจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ขาดหายไปให้แก่ ส. ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๗๒ ที่โจทก์คืนเงินที่จำเลยที่ ๑ ยักยอกไปให้แก่ ส. จึงมิใช่เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้ว่าไม่มีหนี้ต้องชำระ เมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้ที่เกิดจากจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดต่อโจทก์ให้แก่ ส. ไปแล้ว ย่อมมีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดในเงินที่ชำระไปได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๐ อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 407 ม. 420 ม. 672 ม. 850 ม. 851 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ขันติศีลชัยหรืองามชัด — นางสาวจารุนันท์หรือนางจารุนันท์หรือนางภัสสราพร
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนพรัตน์ รุพันธ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 291/2547
#410742
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 1 ทำกับ ส. ระบุว่าจำเลยที่ 1 ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของ ส. แล้วยักยอกเงินดังกล่าวไป จึงตกลงคืนเงินที่ยักยอกไปให้แก่ ส. นั้น เป็นเพียงหนังสือที่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นหนี้ ส. และยอมรับชำระหนี้แก่ ส. ไม่มีข้อความที่จำเลยที่ 1 กับ ส. ตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ อันจะทำให้หนี้จากมูลละเมิดระงันสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ถึง 852

โจทก์เป็นธนาคารซึ่งรับฝากเงินของ ส. ผู้เป็นลูกค้า ย่อมมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ ส. ฝากไว้เมื่อ ส. ทวงถาม การที่จำเลยที่ 1 ได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของ ส. แล้วยักยอกเงินดังกล่าวไป ทำให้เงินในบัญชีเงินฝากของ ส. ขาดหายไป โจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเงินที่หายไปให้แก่ ส. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 การที่โจทก์คืนเงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกไปให้แก่ ส. จึงมิใช่เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้ว่าไม่มีหนี้ต้องชำระ เมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้ที่เกิดจากจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ให้แก่ ส. ไปแล้ว ย่อมมีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในเงินที่ชำระไปได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 เมษายน 2542 เป็นต้นไป โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวจำนวน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2537 จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้รักษาเงินสาขาขอนแก่น มีหน้าที่ดูแลเงินสดรับจ่ายประจำวันเฉพาะ แต่ระหว่างพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยกัน ภายในสาขาขอนแก่นเท่านั้น โดยแต่ละวันจะรวบรวมเงินสดที่พนักงานแต่ละคนรับเข้าและเบิกถอนไปจากจำเลยที่ 1 เพื่อนำไปบริการแก่ลูกค้า ยอดเงินที่จำเลยที่ 1 รักษาจะต้องตรงกับยอดเงินที่ปรากฏในบัญชีที่สมุห์บัญชีทำขึ้นในแต่ละวันด้วย จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่รับฝากเงินหรือเบิกถอนเงินให้แก่ลูกค้าแต่อย่างใด กรณีลูกค้ารายนางสมคิด จันทร์แซม นั้นเป็นเรื่องนางสมคิดได้ทำความตกลงไว้กับนางสาวสะอาด ไตรเวทย์ ผู้จัดการของโจทก์สาขาขอนแก่น ในขณะนั้นว่านางสมคิดได้ติดต่อนำลูกค้ารายย่อยที่ซื้อที่ดินในโครงการจัดสรรของนางสมคิดชื่อโครงการวินแลนด์ไปขอกู้เงินจากโจทก์สาขาขอนแก่น โดยนางสาวสอาดและนางสมคิดได้ตกลงกันว่าหากโจทก์อนุมัติให้ลูกค้ารายใดกู้เงินให้นางสมคิดเปิดบัญชีเงินฝากในนามของนางสมคิด โดยให้ผู้ขอกู้แต่ละรายจะต้องฝากเงินไว้เป็นประกันการชำระหนี้จำนวนร้อยละสิบของเงินที่ขอกู้ ห้ามมิให้ถอนเงินฝากภายในเวลา 1 ปี และนางสาวสะอาดจะเป็นผู้เก็บสมุดเงินฝากไว้ หากลูกหนี้ในโครงการรายใดผิดนัดไม่ชำระหนี้ยินยอมให้โจทก์สาขาขอนแก่นหักเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวชำระหนี้ค่าเสียหายได้ตามบัญชีเงินฝากเลขที่ 04-11-00914-2 ต่อมามูลหนี้ในโครงการที่มาขอกู้เงินบางรายผิดนัดโจทก์สาขาขอนแก่นจึงได้หักเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสมคิดดังกล่าวไปชำระหนี้ จำเลยที่ 1 มิได้ถอนเงินไปจากบัญชีเงินฝากของนางสมคิดระหว่างวันที่ 25 และวันที่ 29 กันยายน 2538 หรือวันอื่นแต่อย่างใด การถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสมคิดแต่ละครั้งจะต้องมีสมุดเงินฝากประกอบการทำรายการด้วยการถอนเงินจำนวน 400,000 บาท ถึง 500,000 บาท ตามระเบียบแล้วจะต้องได้รับอนุมัติจากสมุห์บัญชีหรือผู้จัดการสาขาก่อน จึงจะทำรายการได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่เกี่ยวข้องกับการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสมคิดตามฟ้องแต่อย่างใด การที่โจทก์ชำระเงินให้แก่นางสมคิด จึงเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์เอง จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การด้วยวาจาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 เมษายน 2542 เป็นต้นไป โดยคำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 38,219.17 บาท หากไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 รับผิดในหนี้ดังกล่าวแทนเป็นเงิน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องวันที่ 22 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกเสีย

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในข้อ 2.1 ข้อ 2.2 และ ข้อ 2.8 สรุปได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมชำระหนี้อันเกิดจากมูลละเมิดให้นางสมคิดแล้ว ทำให้หนี้ละเมิดระงับสิ้นไป ต้องบังคับให้ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งนางสมคิดเท่านั้นมีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ได้ โจทก์ไม่มีภาระต้องชำระหนี้แก่นางสมคิด การที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่นางสมคิดโดยรู้ว่าไม่ต้องชำระจึงเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ โจทก์ไม่สามารถไล่เบี้ยให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 นั้น เห็นว่า หนังสือรับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ.25 ที่จำเลยที่ 1 ทำกับนางสมคิดระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสมคิดแล้วยักยอกเงินดังกล่าวไป จึงตกลงคืนเงินที่ยักยอกไปให้แก่นางสมคิดนั้นเป็นเพียงหนังสือที่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นหนี้นางสมคิด และยอมชำระหนี้แก่นางสมคิด ไม่มีข้อความที่จำเลยที่ 1 กับนางสมคิดตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ อันจะทำให้หนี้จากมูลละเมิดระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ถึง 852 โจทก์เป็นธนาคารซึ่งได้รับฝากเงินของนางสมคิดผู้เป็นลูกค้า ย่อมมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่นางสมคิดฝากไว้เมื่อนางสมคิดทวงถาม การที่จำเลยที่ 1 ได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสมคิดแล้วยักยอกเงินดังกล่าวไป ทำให้เงินในบัญชีเงินฝากของนางสมคิดขาดหายไป โจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ขาดหายไปให้แก่นางสมคิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 การที่โจทก์คืนเงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกไปให้แก่นางสมคิดจึงมิใช่เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้ว่าไม่มีหนี้ต้องชำระ เมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้ที่เกิดจากจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ให้แก่นางสมคิดไปแล้ว ย่อมมีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในเงินที่ชำระไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ทั้งสามข้อฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ข้อ 2.6 และข้อ 2.7 ว่า นางสะอาด ไตรเวทย์ ผู้จัดการสาขาขอนแก่น และนายธนพรรณ จิตตนนท์ สมุห์บัญชีมีส่วนร่วมประมาทเลินเล่อในการละเมิดคดีนี้ด้วย จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายด้วยนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังว่า จำเลยที่ 1 ได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสมคิดและยักยอกเงินดังกล่าวไป เป็นการกระทำละเมิดต่อนางสมคิดในทางการที่จ้าง โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้ชดใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกไปคืนแก่นางสมคิด และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่โจทก์ชำระแก่นางสมคิดคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ดังนั้น ไม่ว่าการกระทำละเมิดครั้งนี้ จะมีผู้อื่นร่วมกระทำละเมิดหรือไม่ และจะต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่เพียงใด ก็ไม่มีผลทำให้จำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดกลายเป็นไม่ต้องรับผิดแต่อย่างใด อุทธรณ์ทั้ง 2 ข้อของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 672 ม. 850 ม. 852
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
นางสาวจารุนันท์หรือนางจารุนันท์หรือ
จำเลย — นางภัสสราพร ขันติศีลชัยหรืองามชัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 285/2547
#410976
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ส. และร้อยตำรวจเอก อ. ได้ร่วมกันจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป ไม่ว่าด้วยวิธีใด ถือได้ว่าเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286ฯ อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ซึ่งมีใจความสำคัญในข้อ 1 ว่า "การจัดสรรที่ดิน" หมายความว่า การจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อย มีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไปด้วยวิธีใด โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเป็นค่าตอบแทน มีการให้คำมั่นหรือการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะหรือปรับปรุงที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยที่ประกอบการพาณิชย์หรือที่ประกอบอุตสาหกรรม ไม่ว่าผู้จัดสรรที่ดินนั้นจะได้รับอนุญาตหรือไม่ก็ตาม และข้อ 30 วรรคหนึ่งมีใจความสำคัญว่า สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ดังนี้ การที่ผู้จัดสรรที่ดินทำถนนตรงกลางระหว่างทาวน์เฮาส์ และทำทางพิพาทที่อยู่ด้านในผ่านที่ดินที่อยู่ด้านนอกเชื่อมกับถนนสาธารณะย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของผู้จัดสรรที่ดินว่าเพื่อต้องการให้เจ้าของที่ดินแปลงในมีทางออกสู่ถนนสาธารณะได้โดยสะดวก แม้ทางพิพาทจะเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยก็ตาม แต่เมื่อผู้จัดสรรที่ดินได้ทำถนนเชื่อมกับถนนสาธารณะย่อมถือได้ว่าเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน ทางพิพาทจึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทุกแปลง เมื่อจำเลยก่อสร้างกำแพงคอนกรีตและทำประตูรั้วเหล็กรุกล้ำเข้ามาในทางพิพาทซึ่งเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินจัดสรร ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และผู้อยู่อาศัยรายอื่น จำเลยจึงต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำดังกล่าวโดยไม่จำต้องคำนึงว่าทางพิพาทดังกล่าว จะมีผู้ใช้เดินมาแล้วเกิน 10 ปี หรือไม่ เพราะถือได้ว่าทางพิพาทมีสภาพเป็นทางภาระจำยอมโดยผลของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินบางส่วนทางทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดเลขที่ 79796 กว้าง 4 เมตร ยาว 5 เมตร เป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 80443 หรือเป็นทางสาธารณะ กับให้จำเลยรื้อถอนกำแพงคอนกรีตและประตูรั้วซึ่งปิดหน้าที่ดินของโจทก์และปิดกั้นถนนหน้าทาวน์เฮาส์ออกไป

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่ดินพิพาทไม่ใช่ทางสาธารณะและไม่ตกเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทตามแนวเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทเป็นภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 80443 ให้จำเลยรื้อถอนกำแพงคอนกรีตและประตูรั้วตามแนวเส้นสีแดงดังกล่าว

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมตามกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายสุชาติ พฤกษโชติ ซึ่งเป็นพี่ภริยาของร้อยตำรวจเอกอุทัย โพธิ์สุข และร้อยตำรวจเอกอุทัยร่วมกันแบ่งแยกที่ดินแปลงใหญ่ของตนออกเป็นแปลงย่อยฝ่ายละ 6 แปลง รวมเป็น 12 แปลง เพื่อปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ในที่ดินแต่ละแปลง รวม 12 ห้องออกขาย โดยให้มีถนนตรงกลางระหว่างทาวน์เฮาส์ที่แบ่งแยกจากโฉนดที่ดินเดิมเป็นถนนส่วนกลางเพื่อให้บุคคลที่ซื้อทาวน์เฮาส์ใช้ร่วมกันเป็นทางออกสู่ถนนสาธารณะ ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2539 จำเลยซึ่งเป็นผู้ซื้อทาวน์เฮาส์เลขที่ 151/14 ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับทาวน์เฮาส์เลขที่ 151/8 ของโจทก์ ได้ก่อสร้างกำแพงคอนกรีตปิดหน้าทาวน์เฮาส์เลขที่ 151/8 ของโจทก์ และทำประตูรั้วเหล็กต่อจากกำแพงคอนกรีตดังกล่าวเพื่อเป็นโรงรถปิดกั้นทางพิพาทตามภาพถ่ายหมาย จ.16 ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้เป็นทางเข้าออกได้เหมือนเดิม ดังนี้ เห็นว่า การที่นายสุชาติและร้อยตำรวจเอกอุทัยได้ร่วมกันจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไปไม่ว่าด้วยวิธีใด ถือได้ว่าเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ซึ่งมีใจความสำคัญในข้อ 1 ว่า "การจัดสรรที่ดิน" หมายความว่า การจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อย มีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไปไม่ว่าด้วยวิธีใด โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเป็นค่าตอบแทนและมีการให้คำมั่นหรือการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะหรือปรับปรุงที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยที่ประกอบการพาณิชย์หรือที่ประกอบอุตสาหกรรม ไม่ว่าผู้จัดสรรที่ดินนั้นจะได้รับอนุญาตหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นอีกเรื่องต่างหาก และข้อ 30 วรรคหนึ่งมีใจความสำคัญว่าสาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ดังนี้ การที่ผู้จัดสรรที่ดินทำถนนตรงกลางระหว่างทาวน์เฮาส์ และทำทางพิพาทที่อยู่ด้านในผ่านที่ดินที่อยู่ด้านนอกเชื่อมกับถนนสาธารณะ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของผู้จัดสรรที่ดินว่าเพื่อต้องการให้เจ้าของที่ดินแปลงในมีทางออกสู่ถนนสาธารณะได้โดยสะดวก แม้ทางพิพาทจะเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยก็ตาม แต่เมื่อผู้จัดสรรที่ดินได้ทำถนนเชื่อมกับถนนสาธารณะย่อมถือได้ว่าเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน ทางพิพาทจึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทุกแปลง เมื่อจำเลยก่อสร้างกำแพงคอนกรีตและทำประตูรั้วเหล็กรุกล้ำเข้ามาในทางพิพาทซึ่งเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินที่จัดสรร ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และผู้อยู่อาศัยรายอื่น จำเลยจึงต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำดังกล่าวโดยไม่จำต้องคำนึงว่าทางพิพาทดังกล่าวจะมีผู้ใช้เดินมาแล้วเกิน 10 ปี หรือไม่ เพราะถือได้ว่าทางพิพาทมีสภาพเป็นทางภาระจำยอมโดยผลของกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกำพล ทิพย์สงเคราะห์
จำเลย — นายสันติ อัสรางชัย
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 278/2547
#411063
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นให้โอกาสจำเลยที่ 5 ในการนำพยานมาสืบเกือบ 1 ปี แต่ก็ไม่สามารถนำพยานมาสืบได้โดยอ้างเหตุเดิมๆ คือ พยานติดธุระบ้าง ย้ายไปรับราชการที่อื่นบ้าง ส่งหมายเรียกให้ไม่ได้บ้างตลอดมา พฤติการณ์ของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นการประวิงคดีให้ชักช้าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยที่ 5 จึงชอบแล้ว

คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ขาดนัดพิจารณา จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 201 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

จำเลยที่ 5 อยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 9 การอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 5 จึงไม่ใช่การครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จำเลยที่ 5 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองปรปักษ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบพร้อมบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 7/62 ออกไปจากที่ดินของโจทก์และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและขอให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 69524 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) นครหลวงกรุงเทพธนบุรี ให้แก่จำเลยที่ 5 โดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมค่าภาษีและค่าใช้จ่ายต่างๆ หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ไม่ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 4 ที่ 7 และที่ 10 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันรื้อถอนบ้านเลขที่ 7/62 ออกไปจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 69524 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) นครหลวงกรุงเทพธนบุรี ห้ามจำเลยทั้งสิบเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไปให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 5

จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 9 ร่วมกันรื้อถอนบ้านเลขที่ 7/62 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 69524 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) นครหลวงกรุงเทพธนบุรี ห้ามจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 9 พร้อมบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 8 และที่ 10 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 5 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า บ้านเลขที่ 7/62 หมู่ที่ 9 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 69524 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) นครหลวงกรุงเทพธนบุรีตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 เมื่อประมาณปี 2514 จำเลยที่ 9 ซึ่งเป็นบิดาจำเลยที่ 5 ซื้อบ้านเลขที่ 7/62 จากนายไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ โดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาปี 2516 จำเลยที่ 9 ยกให้แก่จำเลยที่ 5 โดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ 5 ได้ครอบครองบ้านหลังดังกล่าวมากว่า 10 ปีแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 5 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลนัดสืบพยานจำเลยที่ 5 นัดแรกวันที่ 3 ธันวาคม 2539 วันดังกล่าวสืบพยานคือตัวจำเลยที่ 6 ได้ 1 ปาก ทนายจำเลยที่ 5 แถลงขอเลื่อนไปสืบพยานคือตัวจำเลยที่ 5 ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันนัดทนายจำเลยที่ 5 แถลงว่าจำเลยที่ 5 ติอประชุมขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยที่ 5 ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2540 โดยได้กำชับว่าให้เตรียมพยานมาให้พร้อมและจะไม่ให้เลื่อนคดีอีก ถึงวันนัดสืบพยานคือตัวจำเลยที่ 5 ได้ 1 ปากทนายจำเลยที่ 5 แถลงติดใจสืบพยานอีก 5 ปาก ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยที่ 5 วันที่ 7 กรกฎาคม 2540 พร้อมกำชับทนายจำเลยที่ 5 ให้เตรียมพยานมาให้พร้อม แต่ในวันนัดต่อๆ มาคือวันที่ 7 กรกฎาคม 2540 และวันที่ 11 กันยายน 2540 ทนายจำเลยที่ 5 แถลงว่าขอหมายเรียกพยานไว้ 3 ปากแต่พยานไม่สามารถมาศาลได้ขอเลื่อนคดี ในวันนัดทั้งสองวันดังกล่าวศาลได้กำชับทนายจำเลยที่ 5 ให้นำพยานมาศาลให้ได้ ในวันนัดวันที่ 7 ตุลาคม 2540 ทนายจำเลยที่ 5 แถลงขอเลื่อนคดีอ้างว่าติดใจสืบพยาน 4 ปาก แต่ส่งหมายให้พยานไม่ได้ เห็นว่า ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยที่ 5 นัดแรกวันที่ 3 ธันวาคม 2539 จนถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2540 จำเลยที่ 5 นำพยานมาสืบได้เพียง 2 ปาก เหลือพยานอีก 3 ปาก แต่ก็ไม่สามารถนำมาสืบได้ และในวันที่ 7 ตุลาคม 2540 ทนายจำเลยที่ 5 กลับแถลงว่าติดใจสืบพยานอีก 4 ปาก แต่ก็ไม่สามารถส่งหมายเรียกแก่พยานได้ ศาลชั้นต้นให้โอกาสจำเลยที่ 5 ในการนำพยานมาสืบเกือบ 1 ปี แต่ก็ไม่สามารถนำพยานมาสืบได้โดยอ้างเหตุเดิมๆ คือพยานติดธุระบ้าง ย้ายไปรับราชการที่อื่นบ้าง ส่งหมายเรียกให้ไม่ได้บ้างตลอดมา พฤติการณ์ของจำเลยที่ 5 ดังกล่าว เห็นได้ว่าเป็นการประวิงคดีให้ชักช้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยที่ 5 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่า โจทก์มอบอำนาจให้พันตำรวจโทชูศักดิ์ โล้กรุด ฟ้องคดีนี้หรือไม่ และฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4756/2534 หมายเลขแดงที่ 8273/2534 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทชูศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความประกอบหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.21 ว่า โจทก์มอบอำนาจให้พันตำรวจโทชูศักดิ์เป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 5 ให้การต่อสู้เพียงว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ฟ้องหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นหนังสือปลอม แต่จำเลยที่ 5 ไม่มีพยานมาสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์มอบให้พันตำรวจโทชูศักดิ์ดำเนินคดีแทน ส่วนปัญหาว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4756/2534 หมายเลขแดงที่ 8273/2534 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4756/2534 หมายเลขแดงที่ 8273/2534 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ขาดนัดพิจารณา จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ...

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่า จำเลยที่ 5 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นโดยโจทก์และจำเลยที่ 5 มิได้ฎีกาโต้แย้งว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 69524 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) นครหลวงกรุงเทพธนบุรี โจทก์ให้นายไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ และหม่อมหลวงคุทัณฑ์ สนิทวงศ์ เช่ามีกำหนดเวลา 10 ปี ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 บ้านเลขที่ 7/62 เป็นของนายไชยวัฒน์ปลูกในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 9 ซึ่งเป็นบิดาจำเลยที่ 5 ซื้อบ้านหลังดังกล่าวจากนายไชยวัฒน์ต่อมาจำเลยที่ 9 ยกให้แก่จำเลยที่ 5 จำเลยที่ 5 จึงอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าดังกล่าว สัญญาเช่าที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับนายไชยวัฒน์และหม่อมหลวงคุทัณฑ์ครบกำหนดเมื่อปี 2522 โจทก์มีนางสาวกรรณิการ์ โล้กรุด เบิกความเป็นพยานว่า หลังจากนั้นจำเลยทั้งสิบได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ต่อจากนายไชยวัฒน์และหม่อมหลวงคุทัณฑ์แต่ตามต้นขั้วใบเสร็จรับเงินค่าเช่าที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.22 ถึง จ.28 ระบุชื่อจำเลยที่ 9 เป็นผู้ชำระค่าเช่าที่ดินพิพาทจึงเชื่อว่าจำเลยที่ 9 ผู้เดียวเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ต่อจากนายไชยวัฒน์และหม่อมหลวงคุทัณฑ์จำเลยอื่นไม่ได้เป็นผู้เช่าที่ดินพิพาท นางสาวกรรณิการ์เบิกความว่า ให้เช่ามีกำหนดเวลา 10 ปี สอดคล้องกับต้นขั้วใบเสร็จรับเงินค่าเช่าที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.28 ว่าในวันที่ 5 มิถุนายน 2533 จำเลยที่ 9 ได้ชำระค่าเช่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ที่จำเลยที่ 5 อ้างว่าไม่ได้เช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ เป็นคำกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟังข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 อยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 9 การอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 5 จึงไม่ใช่ครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จำเลยที่ 5 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยที่ 5 จึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยที่ 5 รับว่าเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 7/62 โจทก์จึงฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 5 รื้อบ้านดังกล่าวออกจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 5 รื้อถอนบ้านเลขที่ 7/62 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 69524 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) นครหลวงกรุงเทพธนบุรี ของโจทก์ ห้ามจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 9 เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 86 ม. 148 ม. 201 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทองสุข โล้กรุด
จำเลย — นางยุพา คันธอุลิส กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 275/2547
#112819
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องของโจทก์ไม่ได้กล่าวหาและขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในฐานละเมิด แต่ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายในการที่โจทก์ต้องผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของโจทก์ที่ไม่สามารถโอนที่ดินตามสัญญาให้แก่ผู้จะซื้อได้ เพราะที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนอันเนื่องจากการดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ดังนั้นโจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพียงใดต้องเป็นไปตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 บัญญัติไว้ ซึ่งพระราชบัญญัตินี้บัญญัติเรื่องเงินค่าทดแทนไว้ในหมวด 2 เงินค่าทดแทน ซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้จ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับค่าเสียหายในการที่โจทก์ต้องผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของโจทก์เพราะที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืน ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดค่าเสียหายในส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนให้แล้วอีกจำนวน ๘,๖๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๓๘ จนกว่าจะชำระแล้วเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ ๑๒ ต่อปี ตามฟ้อง กับให้ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยเพิ่มให้แล้วอีกจำนวน ๔,๓๑๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า? โจทก์บรรยายฟ้องว่า เนื่องจากโจทก์มีความผูกพันตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทก่อนที่จำเลยทั้งสองได้บังคับซื้อที่ดินพิพาท จึงเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้จะซื้อได้ตามสัญญา โจทก์จึงตกเป็นผู้ผิดสัญญาและถูกบังคับเอาค่าเสียหายเป็นเงิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่ผู้จะซื้อแล้ว ความเสียหายในส่วนนี้จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชำระคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี เห็นว่า ฟ้องของโจทก์ส่วนนี้ไม่ได้กล่าวหาและขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในฐานละเมิด แต่ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์เพราะที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนอันเนื่องจากการดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ดังนั้น โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพียงใดต้องเป็นไปตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ บัญญัติไว้ ซึ่งพระราชบัญญัตินี้บัญญัติเรื่องเงินค่าทดแทนไว้ในหมวด ๒ เงินค่าทดแทน ซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้จ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับค่าเสียหายในการที่โจทก์ต้องผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์เพราะที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวถูกเวนคืน ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจินตนา พินธุโสภณ
จำเลย — กระทรวงมหาดไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายฐนยศ คีรีนารถ
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
จรูญ อินทจาร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 274/2547
#55064
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่ได้ร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่เจ้าหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ทำการวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนด 60 วัน เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่และโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยจัดทางเข้าออกที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 และมาตรา 142(5)

พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 26 วรรคหนึ่งบัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนนำคดีมาฟ้องต่อศาลภายในเวลาที่กำหนดไว้เป็น 2 กรณี กรณีแรกเป็นกรณีที่รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี กรณีที่สองเมื่อรัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวัน มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีเมื่อล่วงพ้นหกสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีได้รับคำอุทธรณ์โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2540 แต่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ซึ่งครบกำหนดวันสุดท้ายในวันที่ 6พฤษภาคม 2540 โจทก์จึงต้องฟ้องขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดหกสิบวันดังกล่าวคือภายในวันที่ 6 พฤษภาคม 2541

โจทก์ยื่นอุทธรณ์ฉบับเดียวกล่าวถึงที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวของข้าพเจ้าผู้อุทธรณ์ทั้งเจ็ดมีเนื้อที่ทั้งสิ้น 35 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา แต่ถูกเวนคืนไป 6 ไร่ 1 งาน 13 ตารางวา ทำให้ที่ดินที่ไม่ถูกเวนคืนเหลืออยู่อีก 29 ไร่ 2 งาน 51ตารางวา จะต้องเสียหายเป็นอย่างมาก ที่ดินแปลงดังกล่าวเปรียบเสมือนเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินทั้งหกแปลงที่อยู่ด้านหน้าติดถนนหมายเลข 346 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของข้าพเจ้า ซึ่งได้ถูกเวนคืนไปแล้วพร้อม ๆ กัน จึงเป็นเหตุให้ที่ดินแปลงที่เหลือไม่สามารถออกสู่ถนนสาธารณะได้ จึงใคร่ขอความกรุณาต่อฯพณฯ เพื่อเปิดทางให้แก่ที่ดินแปลงที่เหลือดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ไม่มีข้อความส่วนใดที่ขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงและราคาลดลงเป็นจำนวนเงินเท่าใด จึงถือไม่ได้ว่ามีการอุทธรณ์ขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลง

พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนนำคดีมาฟ้องต่อศาลภายในเวลาที่กำหนดไว้ 2 กรณี เมื่อรัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลขอเงินค่าทดแทนเพิ่มภายในหนึ่งปีนับแต่วันพ้นหกสิบวันที่รัฐมนตรีได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์ หาจำเป็นต้องรอให้รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ก่อนไม่ โจทก์ปล่อยให้ล่วงเลยกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วค่อยมาฟ้องอันเป็นเหตุให้โจทก์สิ้นสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มซึ่งเป็นการกระทำของโจทก์เอง มิใช่เกิดจากการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันรับคำอุทธรณ์ของโจทก์ จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่ถูกเวนคืน โจทก์จะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนเพียงใดต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 กำหนดไว้ ซึ่งพระราชบัญญัตินี้บัญญัติเรื่องค่าทดแทนไว้ในหมวด 2 เงินค่าทดแทน ไม่มีบทบัญญัติที่บังคับให้จำเลยต้องสร้างทางออกให้โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้จำเลยสร้างทางซึ่งจะต้องสร้างขึ้นในเขตทางพิเศษเพื่อให้ที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนมีทางออกสู่ถนนสาธารณะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1442 ตำบลบ้านใหม่อำเภอเชียงราก จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 35 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา ในปี 2539 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอบางปะอินอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอสามโคก อำเภอคลองหลวง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และเขตดอนเมืองกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2539 เป็นพื้นที่ที่จะทำการเวนคืนเพื่อทำการก่อสร้างทางพิเศษระบบทางด่วนสายบางปะอิน - ปากเกร็ด ของจำเลย เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวถูกเวนคืน ในวันที่ 13 ธันวาคม 2539 จำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กรณีไม่อาจตกลงกันได้ในจำนวนเงินค่าทดแทนกับโจทก์และผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจำนวน 6 ไร่1 งาน 13 ตารางวา กำหนดราคาซื้อขายเพียงตารางวาละ 17,000 บาท รวมเป็นเงิน42,721,000 บาท ผลการเวนคืนเป็นเหตุให้ที่ดินส่วนที่เหลือของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะสายรังสิต - ปทุมธานี ซึ่งเป็นถนนสายหลัก ทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือเสื่อมค่าลงโจทก์เห็นว่าเงินค่าทดแทนที่ดินไม่เป็นธรรมจึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2540 แต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 จำเลยแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ว่าไม่เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์ โจทก์เห็นว่าที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินแปลงใหญ่เหมาะสมที่จะทำการพัฒนาด้านธุรกิจเชิงพาณิชย์สามารถขายที่ดินได้ในราคาสูงเพราะอยู่ในที่ชุมชน การคมนาคมสะดวกมีสาธารณูปโภคครบถ้วน ใกล้สถานที่ราชการ หมู่บ้านขนาดใหญ่ ใกล้ธนาคาร และห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ควรมีราคาไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 150,000 บาท เนื้อที่ 2,513 ตารางวา เป็นเงิน 376,950,000บาท จำเลยชำระแล้ว 42,721,000 บาท จึงต้องชำระเพิ่มอีก 334,229,000 บาท และที่ดินส่วนที่เหลือมีราคาเสื่อมลงโจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้ตารางวาละ 75,000 บาทเนื้อที่ 11,851 ตารางวา เป็นเงิน 888,825,000 บาท รวมจำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ 1,223,054,000 บาท และการกระทำของจำเลยทำให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะสายรังสิต - ปทุมธานี จำเลยต้องมีหน้าที่จัดหาที่ดินให้เป็นทางออกจากที่ดินของโจทก์แปลงที่เหลืออยู่ออกสู่ถนนสาธารณะสายรังสิต - ปทุมธานี ขนาดไม่ต่ำกว่าความกว้าง 12 เมตรตลอดแนว ทั้งจำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยจากต้นเงิน1,223,054,000 บาท นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิได้รับเงินจากจำเลยในอัตราร้อยละ 12.25ต่อปี คือนับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2540 รวมเป็นดอกเบี้ย 224,725,148 บาท และเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดจากการที่ไม่ทำการวินิจฉัยอุทธรณ์ภายใน 60 วันตามกฎหมายซึ่งเกิดจากความจงใจและประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิการเรียกร้องที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิด ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ,447,779,148 บาท แก่โจทก์ และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.25 ต่อปี ของต้นเงิน 1,223,054,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจัดหาทางออกจากที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ของโจทก์สำหรับสร้างเป็นถนนขนาดความกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร โดยตลอดเพื่อออกสู่ถนนสาธารณะสายรังสิต - ปทุมธานี หรือให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าพนักงานวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ไม่กระทำการภายในระยะเวลาตามกฎหมายกำหนดในมูลความเสียหายตามคำขอท้ายฟ้องในจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องร้อง

จำเลยให้การว่า เงินค่าทดแทนที่ดินที่โจทก์ได้รับเป็นอัตราที่ถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินตาบอดไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะเป็นที่ลุ่มไม่มีการพัฒนาสภาพเป็นทุ่งนาและป่าหญ้า รูปที่ดินไม่เป็นรูปทรงทางเรขาคณิต ที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีคุณค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืน จำเลยไม่จำต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยตามที่โจทก์ฟ้อง หากต้องรับผิดก็มีอัตราไม่เกินร้อยละ 4.5 ต่อปี เท่านั้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแทนเจ้าของรวมคนอื่น และโจทก์มิได้อุทธรณ์เรียกค่าเสียหายในค่าที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนไว้จึงไม่อาจฟ้องเรียกได้อีก และโจทก์ไม่ฟ้องคดีเสียภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่พ้นกำหนดเวลาวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นให้งดการพิจารณาคดีไว้ก่อน และต่อมาวินิจฉัยว่าโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2540 รัฐมนตรีฯ ไม่ได้วินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ตามที่โจทก์ขอแก้ฟ้องและยอมรับมา เพราะฉะนั้นโจทก์จะต้องใช้สิทธิฟ้องร้องเสียภายใน 1 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลา 60 วันดังกล่าวตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530คือ ต้องฟ้องภายในวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 เมื่อโจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2541 จึงสิ้นสิทธิฟ้องร้องไม่มีอำนาจฟ้องอีกต่อไปในเรื่องค่าทดแทนเวนคืนที่ดิน สำหรับคำขอของโจทก์ส่วนที่ขอบังคับให้จำเลยจัดหาทางออกสู่ถนนสาธารณะและให้จำเลยรับผิดเรื่องไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ใน 60 วันนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องจัดหาทางออกสู่ถนนสาธารณะให้ผู้ถูกเวนคืนหรือต้องรับผิดหากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ มิได้วินิจฉัยภายในระยะเวลา 60 วัน การที่ที่ดินของโจทก์มีราคาเสื่อมลงเพราะไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะนั้น โจทก์ก็สามารถเรียกค่าทดแทนเป็นค่าเสื่อมราคาของที่ดินส่วนที่เหลือจากถูกเวนคืนได้ และการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน โจทก์ก็ย่อมใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ภายใน 1 ปีอยู่แล้วแต่โจทก์ก็มิได้ใช้สิทธิดังกล่าวเอง จะถือว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ในกรณีดังกล่าวมิได้ พิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่เจ้าหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ทำการวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนด 60 วัน เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่และโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยจัดทางเข้าออกที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่ ลักษณะคดีไม่สามารถที่จะวินิจฉัยชี้ขาดให้เสร็จสิ้นในประเด็นดังกล่าวได้เนื่องจากต้องมีการสืบข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงคลาดเคลื่อนต่อปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เห็นว่า ทั้งสองประเด็นที่ศาลชั้นต้นหยิบยกขึ้นวินิจฉัยนั้นเป็นปัญหาเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยในฐานละเมิดหรือไม่และมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยจัดทางเข้าออกที่ดินให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวได้ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 และมาตรา 142(5) โดยไม่จำเป็นต้องมีคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอให้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเสียก่อน ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติเฉพาะเจาะจงว่าต้องฟ้องคดีภายในกำหนด1 ปี นับแต่พ้นกำหนด 60 วัน กรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ ไม่ทำการวินิจฉัยในกำหนด เมื่อการวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นอำนาจของจำเลย โจทก์ไม่มีโอกาสทราบแน่ชัดว่าจำเลยพิจารณาอุทธรณ์ในวันใด จึงควรให้สิทธิแก่ฝ่ายที่เสียหายในการเลือกใช้อายุความที่ยาวกว่าควรจะต้องยึดถือวันที่ทราบเข้าประกอบด้วย โจทก์เพิ่งได้รับหนังสือแจ้งผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ ของจำเลยภายหลังฟ้องคดีนี้แล้ว การฟ้องคดีของโจทก์อยู่ในอายุความ เห็นว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า ในการพิจารณาอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายและผู้มีความรู้ความสามารถในการตีราคาอสังหาริมทรัพย์มีจำนวนทั้งหมดไม่น้อยกว่าห้าคน เป็นผู้พิจารณาเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรี ทั้งนี้ ให้รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีตามมาตรา 25หรือในกรณีที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสอง ให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีหรือนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว แล้วแต่กรณี มาตรา 26 วรรคหนึ่งนี้บัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนนำคดีมาฟ้องต่อศาลภายในเวลาที่กำหนดไว้เป็น 2 กรณี กรณีแรกเป็นกรณีที่รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ หากผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยนั้นก็อาจเสนอคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี กรณีที่สองเมื่อรัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีเมื่อล่วงพ้นหกสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีได้รับคำอุทธรณ์ สำหรับคดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2540 ตามสำเนาหนังสืออุทธรณ์ ฯ เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 12 แต่รัฐมนตรี ฯ มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ซึ่งครบกำหนดวันสุดท้ายในวันที่ 6 พฤษภาคม 2540 เข้ากรณีที่สองดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงต้องฟ้องขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดหกสิบวันดังกล่าว คือต้องฟ้องภายในวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน2541 ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว โจทก์ย่อมสิ้นสิทธิที่จะฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นอีก ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนซึ่งเสื่อมราคาลง สิทธิการฟ้องคดีในส่วนนี้จึงสิ้นสุดลงโดยผลของการไม่ยื่นอุทธรณ์นั้นคลาดเคลื่อนต่อปัญหาข้อกฎหมายในคำอุทธรณ์ของโจทก์ที่โจทก์ได้บรรยายถึงส่วนที่เหลืออยู่ต้องเสื่อมราคาไว้แล้วจึงถือว่ามีอุทธรณ์ในส่วนนี้และในการอุทธรณ์มิได้มีรูปแบบหรือข้อกำหนดระบุสาระสำคัญไว้ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำอุทธรณ์เพียงฉบับเดียวคือหนังสืออุทธรณ์ฯ ตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 12 ซึ่งกล่าวถึงที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนไว้ในข้อ 2 เพียงแห่งเดียวว่า "ที่ดินแปลงดังกล่าวข้างต้นของข้าพเจ้าผู้อุทธรณ์ทั้งเจ็ดมีเนื้อที่ทั้งสิ้นจำนวน 35 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา แต่ปรากฏว่าได้ถูกเวนคืนไปจำนวน 6 ไร่ 1 งาน 13 ตารางวา ทำให้ที่ดินที่ไม่ถูกเวนคืนเหลืออยู่อีกจำนวน 29 ไร่ 2 งาน 51 ตารางวา จะต้องเสียหายเป็นอย่างมาก ที่ดินแปลงดังกล่าวนั้นเปรียบเสมือนเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินทั้งหกแปลงที่อยู่ด้านหน้าติดถนนหมายเลข 346 บางพูน - รังสิต ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของข้าพเจ้าผู้อุทธรณ์เป็นแปลง ๆ ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวได้ถูกเวนคืนไปแล้วพร้อม ๆ กันนี้รายละเอียดตามเอกสารหมายเลข4, 5, 6 จึงเป็นเหตุให้ที่ดินแปลงที่เหลือดังกล่าวไม่สามารถออกสู่ถนนสาธารณะได้ข้าพเจ้าผู้อุทธรณ์จึงใคร่ขอความกรุณาต่อ ฯพณฯ เพื่อโปรดเปิดทางให้แก่ที่ดินแปลงที่เหลือดังกล่าว" อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่มีข้อความส่วนใดเลยที่ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงและราคาลดลงเป็นจำนวนเงินเท่าใด จึงถือไม่ได้ว่ามีการอุทธรณ์ขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้ว ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันรับคำอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนนำคดีมาฟ้องต่อศาลภายในเวลาที่กำหนดไว้ 2 กรณีดังได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว เมื่อรัฐมนตรีฯ มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลขอเงินค่าทดแทนเพิ่มภายในหนึ่งปี นับแต่วันพ้นหกสิบวันที่รัฐมนตรีฯ ได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์ หาจำเป็นต้องรอให้รัฐมนตรีฯวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ก่อนไม่ โจทก์ปล่อยให้ล่วงเลยกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วค่อยมาฟ้องเป็นคดีนี้อันเป็นเหตุให้โจทก์สิ้นสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มซึ่งเป็นการกระทำของโจทก์เอง มิใช่เกิดจากการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯไม่พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันรับคำอุทธรณ์ของโจทก์ จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยสร้างทางออกสู่ถนนสาธารณะสายรังสิต - ปทุมธานี หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ไม่ได้ระบุไว้ให้กระทำการตามที่โจทก์ขอ แต่ในผลแห่งกฎหมายเป็นการบังคับเอาที่ดินและกำหนดเงินค่าทดแทนโจทก์เห็นว่าการที่ไม่มีทางออกเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในลักษณะที่ไม่สามารถกำหนดเป็นตัวเงินและการสร้างทางออกสู่ถนนสาธารณะเป็นการทดแทนอีกรูปหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิตามกฎหมายจะเรียกร้องได้ เห็นว่า ในการเวนคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 1442 ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ดังนั้นโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินที่จะต้องเวนคืนจะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนเพียงใดต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 กำหนดไว้ ซึ่งพระราชบัญญัตินี้บัญญัติเรื่องค่าทดแทนไว้ในหมวด 2 เงินค่าทดแทนไม่มีบทบัญญัติที่บังคับให้จำเลยต้องสร้างทางออกให้สำหรับที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนสู่ทางสาธารณะและประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ประกาศ ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 2 ได้จัดตั้งการทางพิเศษแห่งประเทศไทยจำเลยให้เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ สร้างหรือจัดให้มีด้วยวิธีการใด ๆ ตลอดจนบำรุงและรักษาทางพิเศษ และข้อ 6(3) ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีอำนาจวางแผน สำรวจ ออกแบบเกี่ยวกับการสร้างหรือขยายทางพิเศษ ข้อ 29 วรรคหนึ่งห้ามมิให้ผู้ใดสร้างโรงเรือนหรือสิ่งอื่นหรือปลูกต้นไม้หรือพืชผลอย่างใด ๆ ในทางพิเศษหรือเพื่อเชื่อมติดต่อกับทางพิเศษ เว้นแต่ผู้ซึ่งดำเนินกิจการอันเป็นสาธารณูปโภค ซึ่งมีความจำเป็นต้องปักเสาพาดสาย หรือวางท่อเพื่อข้ามหรือลอดทางพิเศษ ให้ขออนุญาตและทำความตกลงกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเสียก่อน จึงจะกระทำการนั้นได้ และถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ในเหตุลักษณะของงาน หรือในเรื่องค่าเช่า ให้เสนอรัฐมนตรีเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด ข้อ 30 ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใด ๆ ให้ทางพิเศษอยู่ในลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจราจร ข้อ 31 ห้ามมิให้ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทางพิเศษ อันอาจเป็นอันตรายแก่รถหรือบุคคลซึ่งใช้ทางพิเศษ ดังนั้นเมื่อมีการเวนคืนที่ดินของโจทก์และของผู้อื่นเพื่อใช้สร้างทางพิเศษสายบางปะอิน - ปากเกร็ด แล้ว จำเลยจึงเป็นผู้มีอำนาจในการวางแผนสำรวจ ออกแบบเกี่ยวกับการสร้างหรือขยายทางพิเศษสายนี้และบำรุงรักษาทางพิเศษสายนี้ในที่ดินของโจทก์และของผู้อื่นที่ถูกเวนคืนมานั้น โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะขอให้จำเลยสร้างทางซึ่งจะต้องสร้างขึ้นในเขตทางพิเศษสายนี้เพื่อให้ที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนมีทางออกสู่ถนนสาธารณะสายรังสิต - ปทุมธานี ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน สรุปแล้วฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 142
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 25 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาอากาศตรี สุรศักดิ์ ทองสัมฤทธิ์
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
จรูญ อินทจาร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 274/2547
#112818
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าเจ้าหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ทำการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยจัดทางเข้าออกที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่ เป็นปัญหาเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยในฐานละเมิดหรือไม่และมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยจัดทางเข้าออกที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 และมาตรา 142 (5) โดยไม่จำเป็นต้องมีคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดร้องขอให้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเสียก่อน

ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง เมื่อรัฐมนตรี ฯ มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มภายในหนึ่งปีนับแต่วันพ้นหกสิบวันที่รัฐมนตรี ฯ ได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์ หาจำเป็นต้องรอให้รัฐมนตรี ฯ วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ก่อนไม่ โจทก์ปล่อยให้ล่วงเลยกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วค่อยมาฟ้องเป็นคดีนี้อันเป็นเหตุให้โจทก์สิ้นสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มซึ่งเป็นการกระทำของโจทก์เอง มิใช่เกิดจากการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ ไม่พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันรับคำอุทธรณ์ของโจทก์ จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่จะต้องเวนคืนจะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนเพียงใดต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 กำหนดไว้ ซึ่ง พ.ร.บ. นี้บัญญัติเรื่องค่าทดแทนไว้ในหมวด 2 เงินค่าทดแทน ไม่มีบทบัญญัติที่บังคับให้จำเลยต้องสร้างทางออกให้สำหรับที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนสู่ทางสาธารณะ และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ข้อ 2 ข้อ 6 (3) ข้อ 29 วรรคหนึ่ง ข้อ 30 และข้อ 31 ให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจในการวางแผน สำรวจ ออกแบบเกี่ยวกับการสร้างหรือขยายทางพิเศษสายนี้ และบำรุงรักษาทางพิเศษสายนี้ในที่ดินของโจทก์และของผู้อื่นที่ถูกเวนคืนมานั้น โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะขอให้จำเลยสร้างทางซึ่งจะต้องสร้างขึ้นในเขตทางพิเศษสายนี้เพื่อให้ที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนมีทางออกสู่ถนนสาธารณะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินและค่าเสียหายแก่โจทก์ กับให้จำเลยจัดหาทางออกจากที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ของโจทก์สำหรับสร้างเป็นถนนขนาดความกว้างไม่น้อยกว่า ๑๒ เมตร โดยตลอดเพื่อออกสู่ถนนสาธารณะสายรังสิต - ปทุมธานี หรือให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าพนักงานวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ไม่กระทำการภายในระยะเวลาตามกฎหมายกำหนด

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นให้งดการพิจารณาคดีไว้ก่อน และต่อมาพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ปัญหาทั้งสองประเด็นที่ศาลชั้นต้นหยิบยกขึ้นวินิจฉัยนั้นเป็นปัญหาเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยในฐานละเมิดหรือไม่และมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยจัดทางเข้าออกที่ดินให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔ และมาตรา ๑๔๒ (๕) โดยไม่จำเป็นต้องมีคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอให้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเสียก่อน ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๕ วรรคสอง บัญญัติว่า ในการพิจารณาอุทธรณ์? ให้รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ และมาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนนำคดีมาฟ้องต่อศาลภายในเวลาที่กำหนดไว้เป็น ๒ กรณี กรณีแรกเป็นกรณีที่รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ หากผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยนั้นก็อาจเสนอคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี กรณีที่สอง เมื่อรัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวัน ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีเมื่อล่วงพ้นหกสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีได้รับคำอุทธรณ์ สำหรับคดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๐ แต่รัฐมนตรี ฯ มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ซึ่งครบกำหนดวันสุดท้ายในวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เข้ากรณีที่สองดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงต้องฟ้องขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดหกสิบวันดังกล่าว คือต้องฟ้องภายในวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๔๑ แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว โจทก์ย่อมสิ้นสิทธิที่จะฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งการที่โจทก์ปล่อยให้ล่วงเลยกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วค่อยมาฟ้องนั้นเป็นการกระทำของโจทก์เอง มิใช่เกิดจากการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ ไม่พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันรับคำอุทธรณ์ของโจทก์ จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยสร้างทางออกสู่ถนนสาธารณะหรือไม่นั้น เห็นว่า ในการเวนคืนที่ดินซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ดังนั้นโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินที่จะต้องเวนคืนจะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนเพียงใด ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ กำหนดไว้ ซึ่งพระราชบัญญัตินี้บัญญัติเรื่องค่าทดแทนไว้ในหมวด ๒ เงินค่าทดแทน ไม่มีบทบัญญัติที่บังคับให้จำเลยต้องสร้างทางออกให้สำหรับที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนสู่ทางสาธารณะ และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๐ ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ ข้อ ๒ ได้จัดตั้งการทางพิเศษแห่งประเทศไทยจำเลยให้เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ สร้างหรือจัดให้มีด้วยวิธีการใด ๆ ตลอดจนบำรุงและรักษาทางพิเศษ และข้อ ๖ (๓) ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีอำนาจวางแผน สำรวจ ออกแบบเกี่ยวกับการสร้างหรือขยายทางพิเศษ ข้อ ๒๙ วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ผู้ใดสร้างโรงเรือนหรือสิ่งอื่นหรือปลูกต้นไม้หรือพืชผลอย่างใด ๆ ในทางพิเศษ หรือเพื่อเชื่อมติดต่อกับทางพิเศษ เว้นแต่ผู้ซึ่งดำเนินกิจการอันเป็นสาธารณูปโภค ซึ่งมีความจำเป็นต้องปักเสาพาดสาย หรือวางท่อเพื่อข้ามหรือลอดทางพิเศษ ให้ขออนุญาตและทำความตกลงกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเสียก่อน จึงจะกระทำการนั้นได้ และถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ในเหตุลักษณะของงาน หรือในเรื่องค่าเช่า ให้เสนอรัฐมนตรีเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด ข้อ ๓๐ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใด ๆ ให้ทางพิเศษอยู่ในลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจราจร ข้อ ๓๑ ห้ามมิให้ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทางพิเศษ อันอาจเป็นอันตรายแก่รถหรือบุคคลซึ่งใช้ทางพิเศษ ดังนั้นเมื่อมีการเวนคืนที่ดินของโจทก์และของผู้อื่นเพื่อใช้สร้างทางพิเศษสายบางปะอิน - ปากเกร็ด แล้ว จำเลยจึงเป็นผู้มีอำนาจในการวางแผน สำรวจ ออกแบบเกี่ยวกับการสร้างหรือขยายทางพิเศษสายนี้ และบำรุงรักษาทางพิเศษสายนี้ในที่ดินของโจทก์และของผู้อื่นที่ถูกเวนคืนมานั้น โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะขอให้จำเลยสร้างทางซึ่งจะต้องสร้างขึ้นในเขตทางพิเศษสายนี้เพื่อให้ที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนมีทางออกสู่ถนนสาธารณะ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน สรุปแล้วฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 142 (5)
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาอากาศตรีสุรศักดิ์ ทองสัมฤทธิ์
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ภักดีธนากุล
ชื่อองค์คณะ
จรูญ อินทจาร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา