คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4371/2564
#693678
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งอุทธรณ์ดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาตามลำดับชั้นศาล แต่ศาลชั้นต้นกลับส่งอุทธรณ์นั้นมายังศาลฎีกา อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 198 วรรคสอง แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษา

แม้ในภายหลังมี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่ง ป.อ. และให้ใช้ความใหม่แทน โดยความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราก็ตาม แต่มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 แห่ง ป.อ. และให้ใช้ความใหม่แทน โดยวรรคสี่บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของเด็กนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." ดังนั้น จากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ยังคงบัญญัติว่า การกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่น ซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของเด็กยังเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำอยู่ จึงเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) มิได้เป็นเรื่องกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ซึ่งเมื่อคดีของจำเลยถึงที่สุดแล้ว และโทษที่กำหนดสำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำซึ่งเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต โทษจำคุกขั้นสูงตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังจึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลจึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ด้วย จำเลยจึงไม่พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และการลงโทษดังกล่าวนั้นมิได้สิ้นสุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 80, 277 วรรคสาม, 279 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 2 กระทง ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 7 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 17 ปี 16 เดือน ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังและคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2557

ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2563 จำเลยยื่นคำร้องว่า ภายหลังมีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดต่อไป ขอให้การลงโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้นสิ้นสุดลงและปล่อยตัวจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเหตุตามคำร้องมิใช่กรณีกฎหมายที่บัญญัติขึ้นภายหลังว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดอีกต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งอุทธรณ์ดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาตามลำดับชั้นศาล แต่ศาลชั้นต้นกลับส่งอุทธรณ์นั้นมายังศาลฎีกาอันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคสอง แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษา โดยที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่จำเลยใช้นิ้วแหย่และพยายามใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย กฎหมายที่แก้ไขใหม่ภายหลังบัญญัติว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดอีกต่อไป เมื่อจำเลยรับโทษอยู่ การลงโทษจำเลยจึงสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง นั้น เห็นว่า แม้ในภายหลังมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน โดยความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราก็ตาม แต่มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน โดยวรรคสี่บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของเด็กนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." ดังนั้น จากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ยังคงบัญญัติว่า การกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่น ซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของเด็กยังเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำอยู่ จึงเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) มิได้เป็นเรื่องกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ซึ่งเมื่อคดีของจำเลยถึงที่สุดแล้ว และโทษที่กำหนดสำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำซึ่งเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต โทษจำคุกขั้นสูงตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังจึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลจึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ด้วย จำเลยจึงไม่พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และการลงโทษดังกล่าวนั้นมิได้สิ้นสุดลง ที่ศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 3 (1)
ป.วิ.อ. ม. 198 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ
โจทก์ร่วม — นาง ส.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาววริศรา สุรเดช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
วันชัย ศศิโรจน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4335/2564
#666872
เปิดฉบับเต็ม

โครงการหมู่บ้าน พ. มีลักษณะเป็นหมู่บ้านปิด มีรั้วกำแพงกั้นเขตล้อมรอบและมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะคือซอยท่าอิฐเพียงทางเดียวเท่านั้น การที่บริษัท พ. ในฐานะผู้จัดสรรทำถนนและรั้วกำแพงล้อมรอบที่ดินของโครงการที่จัดสรรย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการสัญจรและรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัยในโครงการโดยเฉพาะ มิได้หมายที่จะให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้ถนนร่วมกับผู้ซื้อที่ดินและบ้านในโครงการดังกล่าวด้วย ที่บริษัท พ. ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 172178 พร้อมบ้านในโครงการหมู่บ้าน พ. แล้วรื้อถอนบ้านและรั้วกำแพงออก ก่อสร้างเป็นถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้านทั้งสองโครงการเข้าด้วยกัน สภาพของถนนปูด้วยอิฐตัวหนอนมีลักษณะแตกต่างจากถนนภายในโครงการหมู่บ้าน พ. ที่ก่อสร้างเป็นคอนกรีตอย่างถาวรเจือสมกับสำเนาบันทึกถ้อยคำที่ ว. ตัวแทนบริษัท พ. และกรรมการบริษัท พ. ให้ถ้อยคำยืนยันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า การสร้างถนนเชื่อมกันข้างต้นเป็นเพียงชั่วคราวเพื่อให้ลูกค้าโครงการหมู่บ้าน น. ผ่านเข้าชมโครงการ และเพื่อการขนส่งวัสดุก่อสร้าง มิได้มีเจตนาเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการโดยเชื่อมหมู่บ้านทั้งสองเข้าด้วยกัน และจะทำการปิดกั้นถนนระหว่างโครงการทั้งสองให้เป็นไปตามแผนผังโครงการที่ขอจัดสรร กอปรกับตามแผนผังโครงการหมู่บ้าน น. มีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทางซอยท่าอิฐ - บางรักน้อย อยู่แล้ว และปัจจุบันใช้เป็นเส้นทางผ่านเข้าออกหมู่บ้านเช่นนี้ การก่อสร้างถนนปูด้วยอิฐตัวหนอนเชื่อมหมู่บ้านทั้งสองนั้น หาได้มีเจตนาตั้งแต่แรกที่จะให้ผู้อาศัยในโครงการหมู่บ้าน น. ผ่านเข้ามาใช้ถนนในโครงการหมู่บ้าน พ. ไม่ แม้ต่อมาบริษัท พ. ได้จดทะเบียนโอนถนนทั้งหมดภายในโครงการหมู่บ้าน พ. เป็นทางสาธารณประโยชน์ก็ตาม แต่เชื่อว่าได้กระทำไปเพียงเพื่อให้การเป็นไปตามประกาศของคณะปฏิบัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคสอง อันจะทำให้หน้าที่ในการเป็นผู้บำรุงรักษาถนนของบริษัท พ. ตามข้อ 30 วรรคหนึ่ง ตกแก่หน่วยงานของรัฐซึ่งปัจจุบันคือองค์การบริหารส่วนตำบล บ. เท่านั้น ถนนภายในโครงการหมู่บ้าน พ. ยังคงมีอยู่สำหรับการใช้ประโยชน์เฉพาะจำเลยที่ 1 และสมาชิกของจำเลยที่ 1 ในโครงการหมู่บ้าน พ. โจทก์ทั้งสองและสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ในโครงการหมู่บ้าน น. ไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะเข้ามาใช้ถนนดังกล่าวได้ ดังนี้จำเลยทั้งสิบหกย่อมใช้สิทธิขัดขวางด้วยการนำแท่งปูนมาวางปิดกั้นเพื่อไม่ให้โจทก์ทั้งสองและสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ผ่านเข้ามาใช้ถนนในโครงการหมู่บ้าน พ. ได้ ไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสิบหกจึงไม่จำต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบหกร่วมกันขนย้ายแท่งปูนหรือแท่งแบริเออร์ที่ปิดทางเข้าออกหมู่บ้านโจทก์ที่ 1 จำนวน 2 แห่ง และให้รื้อถอนป้อมยามที่ปิดทางเข้าออกทางสาธารณประโยชน์ หากจำเลยทั้งสิบหกไม่ดำเนินการ ให้ศาลแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ดำเนินการ โดยให้จำเลยทั้งสิบหกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการขนย้ายแท่งปูนหรือแท่งแบริเออร์ดังกล่าวออกไปจากทางสาธารณประโยชน์ ให้จำเลยทั้งสิบหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อไปอีกวันละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสิบหกจะหยุดการทำละเมิด เปิดเส้นทางเข้าออก 2 แห่ง และรื้อถอนป้อมยามที่ปิดทางเข้าออกอยู่

จำเลยทั้งสิบหกให้การในทำนองเดียวกันและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง การกระทำของโจทก์ทั้งสองและสมาชิกหมู่บ้าน น. ที่ใช้สาธารณูปโภคภายในหมู่บ้าน พ. โดยพลการ เป็นการจงใจทำละเมิดต่อจำเลยทั้งสิบหกและสมาชิกหมู่บ้าน พ. ขอให้บังคับห้ามโจทก์ทั้งสองและสมาชิกหมู่บ้าน น. ใช้ถนนเข้าออกภายในหมู่บ้าน พ. และห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องในหมู่บ้าน พ. อีกต่อไป ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าเสียหายเดือนละ 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะหยุดทำละเมิดแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสิบหกให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสิบหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 300 บาท แก่จำเลยทั้งสิบหก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสอง และจำเลยทั้งสิบหกฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร น. ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มีโจทก์ที่ 2 เป็นประธานคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ. ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หมู่บ้าน น. ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังหมู่บ้าน พ. บริษัท พ. ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินใช้ชื่อโครงการว่า "หมู่บ้าน พ." ต่อมาภายหลังเมื่อมีการจำหน่ายบ้านในโครงการหมดแล้ว บริษัท ร. ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินใช้ชื่อโครงการว่า "หมู่บ้าน น." โดยก่อนหน้านั้นบริษัท ร. ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจัดสรรที่ดินกลุ่มเดียวกับบริษัท พ. ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 172178 เนื้อที่ 85 ตารางวา พร้อมบ้านที่อยู่ภายในโครงการหมู่บ้าน พ. จากนายบัญชา แล้วทำการรื้อถอนบ้านและรั้วของโครงการหมู่บ้าน พ. ออก และสร้างถนนปูด้วยอิฐตัวหนอนเชื่อมระหว่างหมู่บ้านทั้งสองเข้าด้วยกัน ปี 2536 มีการร้องเรียนให้ตรวจสอบการจัดสรรที่ดินทั้งสองโครงการดังกล่าว สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีดำเนินการตรวจสอบ โดยนางสาววรินทิพ ในฐานะตัวแทนบริษัท ร. และกรรมการบริษัท พ. ให้ถ้อยคำยอมรับว่า การสร้างถนนเชื่อมกันข้างต้น เป็นการก่อสร้างถนนชั่วคราวเพื่อให้ลูกค้าโครงการหมู่บ้าน น. ผ่านเข้าชมโครงการและเพื่อการขนส่งวัสดุก่อสร้าง มิได้มีเจตนาเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการโดยเชื่อมหมู่บ้านทั้งสองเข้าด้วยกัน และจะทำการปิดกั้นถนนระหว่างโครงการทั้งสองให้เป็นไปตามแผนผังโครงการที่ขอจัดสรร แต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2543 ก่อนพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มีผลใช้บังคับบริษัท พ. นำถนนภายในโครงการหมู่บ้าน พ. เนื้อที่ 12 ไร่ 1 งาน 58 ตารางวา ไปจดทะเบียนโอนเป็นทางสาธารณประโยชน์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 โดยสั่งให้บริษัท พ. ผู้จัดสรรที่ดินดำเนินการจัดทำรั้ว กำแพง หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกันลงในขอบถนนของหมู่บ้าน พ. บริเวณแปลงที่ดินที่มีการรื้อถอนบ้านและรั้วกำแพงออก จำเลยทั้งสิบหกร่วมกันนำแท่งปูนไปวางปิดกั้นไม่ให้โจทก์ทั้งสองและสมาชิกในโครงการหมู่บ้าน น. เข้ามาใช้ถนนภายในโครงการหมู่บ้าน พ.

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองและสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ในโครงการหมู่บ้าน น. มีสิทธิใช้ถนนภายในโครงการหมู่บ้าน พ. หรือไม่ เห็นว่า โครงการหมู่บ้าน พ. มีลักษณะเป็นหมู่บ้านปิด มีรั้วกำแพงกั้นเขตล้อมรอบ และมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะคือซอยท่าอิฐเพียงทางเดียวเท่านั้น การที่บริษัท พ. ในฐานะผู้จัดสรรทำถนนและรั้วกำแพงล้อมรอบที่ดินของโครงการที่จัดสรร ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการสัญจรและรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้ที่อยู่อาศัยในโครงการโดยเฉพาะ มิได้หมายที่จะให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้ถนนร่วมกับผู้ซื้อที่ดินและบ้านในโครงการดังกล่าวด้วย ที่บริษัท ร. ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 172178 พร้อมบ้านในโครงการหมู่บ้าน พ. แล้วรื้อถอนบ้านและรั้วกำแพงออก ก่อสร้างเป็นถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้านทั้งสองโครงการเข้าด้วยกัน สภาพของถนนปูด้วยอิฐตัวหนอน มีลักษณะแตกต่างจากถนนภายในโครงการหมู่บ้าน พ. ที่ก่อสร้างเป็นคอนกรีตอย่างถาวร อันเจือสมกับสำเนาบันทึกถ้อยคำ ที่นางสาววรินทิพ ตัวแทน บริษัท ร. และกรรมการบริษัท พ. ให้ถ้อยคำยืนยันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า การสร้างถนนเชื่อมกันข้างต้นเป็นเพียงชั่วคราวเพื่อให้ลูกค้าโครงการหมู่บ้าน น. ผ่านเข้าชมโครงการ และเพื่อการขนส่งวัสดุก่อสร้าง มิได้มีเจตนาเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการโดยเชื่อมหมู่บ้านทั้งสองเข้าด้วยกัน และจะทำการปิดกั้นถนนระหว่างโครงการทั้งสองให้เป็นไปตามแผนผังโครงการที่ขอจัดสรร กอปรกับโครงการหมู่บ้าน น. มีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทางซอยท่าอิฐ - บางรักน้อย อยู่แล้ว และปัจจุบันใช้เป็นเส้นทางผ่านเข้าออกหมู่บ้าน เช่นนี้ การก่อสร้างถนนปูด้วยอิฐตัวหนอนเชื่อมหมู่บ้านทั้งสองนั้น หาได้มีเจตนาตั้งแต่แรกที่จะให้ผู้อาศัยในโครงการหมู่บ้าน น. ผ่านเข้ามาใช้ถนนในโครงการหมู่บ้าน พ. ไม่ แม้ต่อมาบริษัท พ. ได้จดทะเบียนโอนถนนทั้งหมดภายในโครงการหมู่บ้าน พ. เป็นทางสาธารณประโยชน์ก็ตาม แต่เชื่อว่าได้กระทำไปเพียงเพื่อให้การเป็นไปตามประกาศของคณะปฏิบัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคสอง อันจะทำให้หน้าที่ในการเป็นผู้บำรุงรักษาถนนของบริษัท พ. ตามข้อ 30 วรรคหนึ่ง ตกแก่หน่วยงานของรัฐซึ่งปัจจุบันคือองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักน้อยเท่านั้น ถนนภายในโครงการหมู่บ้าน พ. ยังคงมีอยู่สำหรับการใช้ประโยชน์เฉพาะจำเลยที่ 1 และสมาชิกของจำเลยที่ 1 ในโครงการหมู่บ้าน พ. โจทก์ทั้งสองและสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ในโครงการหมู่บ้าน น. ไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะเข้ามาใช้ถนนดังกล่าวได้ เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้วจำเลยทั้งสิบหกย่อมใช้สิทธิขัดขวางด้วยการนำแท่งปูนมาวางปิดกั้นเพื่อไม่ให้โจทก์ทั้งสองและสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ผ่านเข้ามาใช้ถนนในโครงการหมู่บ้าน พ. ได้ ไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสิบหกจึงไม่จำต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบหกว่า โจทก์ทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่เพียงใด และจำเลยทั้งสิบหกจะขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามโจทก์ทั้งสองกับสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ในโครงการหมู่บ้าน น. เข้าไปเกี่ยวข้องกับถนนพิพาทได้หรือไม่ คดีนี้คงมีเพียงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องแย้งให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 1 กับมีคำขอห้ามโจทก์ทั้งสองและสมาชิกในโครงการหมู่บ้าน น. เข้ามาใช้ถนนพิพาท จำเลยอื่นนอกนั้นขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 16 ในข้อนี้ และเห็นว่าที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาขอให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เดือนละ 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะหยุดทำละเมิดนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการนิติบุคคลโจทก์ที่ 1 ว่า ปัจจุบันสมาชิกในโครงการหมู่บ้าน น. สามารถเดินทางเข้าออกหมู่บ้านโดยใช้เส้นทางที่ทำขึ้นใหม่ทางด้านหลังของหมู่บ้าน แต่จะผ่านทางโครงการหมู่บ้าน พ. ไม่ได้ ขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ได้นำพยานหลักฐานอื่นใดมาสืบให้ปรากฏแน่ชัดว่า ภายหลังวันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องแย้งโจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองยังคงร่วมกันใช้ถนนพิพาทต่อไปอีก จึงเห็นสมควรไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อย่างไรก็ดีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชอบที่จะขอและศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งห้ามโจทก์ทั้งสองและสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ในโครงการหมู่บ้าน น. เข้าไปเกี่ยวข้องกับถนนพิพาทภายในโครงการหมู่บ้าน พ. อันเป็นการงดเว้นกระทำการซ้ำอีกในภายภาคหน้าได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามโจทก์ทั้งสองและสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ในโครงการหมู่บ้าน น. เข้าไปเกี่ยวข้องกับถนนพิพาทภายในโครงการหมู่บ้าน พ. อีกต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร น. กับพวก
จำเลย — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายอนันต์ งินเลิศวัฒนะชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สมพงษ์ เหมวิมล
ปวีณณา ศรีวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4296/2564
#687028
เปิดฉบับเต็ม

ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในการตรวจพิสูจน์จัดเป็นความเห็นช่วยเหลือศาลประกอบการพิจารณาวินิจฉัยอย่างหนึ่ง ซึ่งศาลมีดุลพินิจจะนํามารับฟังแค่ไหนเพียงใดก็ได้ หาเป็นการผูกมัดให้ศาลต้องรับฟังตามความเห็นนั้นเสมอไปไม่ เมื่อการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของจําเลยในใบสมัครบัตรเครดิตคดีนี้เกิดจากความสมัครใจของคู่ความทั้งสองฝ่าย และผลการตรวจไม่อาจลงความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ย่อมเป็นอำนาจของศาลที่จะรับฟังพยานหลักฐานอื่นที่คู่ความนํามาสืบแล้วชั่งน้ำหนักวินิจฉัยไปตามพยานหลักฐานนั้น เพราะคู่ความมิได้ตกลงท้ากันเอาผลการตรวจพิสูจน์เป็นข้อแพ้ชนะ จึงไม่อาจวินิจฉัยให้จําเลยเป็นฝ่ายชนะคดีไปตามภาระการพิสูจน์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 408,447.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 292,115.71 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 408,447.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 292,115.71 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 มีผู้สมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตกับโจทก์ โดยใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลย ลงลายมือชื่อเป็นชื่อจำเลยพร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเป็นเอกสารประกอบ หลังจากนั้นมีผู้ใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จากการสมัคร ในการซื้อสินค้า ชำระค่าบริการและเบิกถอนเงินสดเรื่อยมา วันที่ 17 พฤษภาคม 2559 มีผู้ใช้บัตรครั้งสุดท้ายเป็นเงิน 1,444.65 บาท และชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 12 มีนาคม 2559 เป็นเงิน 65,000 บาท เมื่อคำนวณยอดหนี้ ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2559 มียอดหนี้ค้างชำระตามการใช้บัตรเครดิต เป็นต้นเงิน 292,115.71 บาท ดอกเบี้ย 48,101.89 บาท ค่าธรรมเนียม 1,740 บาท รวมเป็นเงิน 341,957.60 บาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า ลายมือชื่อในใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิต เป็นลายมือชื่อของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในการตรวจพิสูจน์จัดเป็นความเห็นช่วยเหลือศาลประกอบการพิจารณาวินิจฉัยอย่างหนึ่ง ซึ่งศาลมีดุลพินิจจะนำมารับฟังแค่ไหนเพียงใดก็ได้ หาเป็นการผูกมัดให้ศาลต้องรับฟังตามความเห็นนั้นเสมอไปไม่ เมื่อการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อคดีนี้เกิดจากความสมัครใจของคู่ความทั้งสองฝ่ายดังที่ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 และผลการตรวจไม่อาจลงความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใดได้ย่อมเป็นอำนาจของศาลที่จะรับฟังพยานหลักฐานอื่นที่คู่ความนำมาสืบแล้วชั่งน้ำหนักวินิจฉัยไปตามพยานหลักฐานนั้น เพราะคู่ความมิได้ตกลงท้ากันเอาผลการตรวจพิสูจน์เป็นข้อแพ้ชนะ จึงไม่อาจวินิจฉัยให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีไปตามภาระการพิสูจน์ดังที่จำเลยฎีกา ในข้อนี้โจทก์นำสืบโดยมีนางสาวจุรีรัตน์ อดีตพนักงานธนาคารโจทก์ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ให้บริการและการขาย เบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 พยานไปให้บริการบัตรเครดิตที่บ้านของจำเลยในจังหวัดสมุทรสาคร จำเลยลงลายมือชื่อในใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตด้วยตนเอง โดยมีบุตรสาวและบุตรเขยจำเลย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ธนาคารอีก 2 คน อยู่ด้วย ส่วนจำเลยนำสืบโดยมีจำเลยเบิกความยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักกับนางสาวจุรีรัตน์และไม่เคยมีบ้านอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร นางสาเป็นนายจ้างบุตรสาวจำเลยมาทำบุญที่บ้านของจำเลยและอาสาจะทำประกันภัยกลุ่มให้ โดยนางสาขอบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมสำเนาของจำเลยและบุตรสาว รวมทั้งบุคคลในครอบครัวไป แต่จำเลยไม่ได้รับกรมธรรม์ และน่าจะเป็นสาเหตุที่นางสานำเอกสารของจำเลยไปสมัครสมาชิกบัตรเครดิตกับโจทก์ นางสาวนันท์นภัส บุตรจำเลย เบิกความว่า พยานทำงานเป็นลูกจ้างนางสาวณัฐสุภาคินี ที่อำเภอมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ตั้งแต่ปี 2555 ถึงปี 2558 นางสาวณัฐสุภาคินีขอบัตรประจำตัวประชาชนของพยานและบุคคลในครอบครัวตลอดจนลูกจ้างทุกคนที่ทำงานกับนางสาวณัฐสุภาคินีไปทำบัตรประกันชีวิตแบบกลุ่ม บัตรประกันสุขภาพ และประกันอุบัติเหตุกับโจทก์ แต่จำเลยไม่ได้รับบัตรดังกล่าวเนื่องจากเอกสารไม่พร้อม เมื่อพยานทวงถาม นางสาวณัฐสุภาคินีไม่คืนเอกสารให้แก่จำเลยอ้างว่าอยู่ระหว่างดำเนินการ ภายหลังโจทก์มีหนังสือแจ้งให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาส่งไปที่บ้านของจำเลยที่จังหวัดสุพรรณบุรี จำเลยจึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อพิจารณาข้อความในใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตโดยละเอียดแล้ว ในเอกสารแผ่นแรกระบุที่อยู่อาศัย 2 แห่ง คือบ้านเลขที่ 103 และบ้านเลขที่ 146/251 ระบุทั้งหมายเลขโทรศัพท์บ้าน หมายเลขโทรสาร และหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ด้วย กับสมัครรับการแจ้งยืนยันการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและสมัครรับการแจ้งข้อมูลครบกำหนดชำระบัตรเครดิต (SMS) ระบุการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี สถานภาพจดทะเบียนสมรส บุตร 2 คน ชื่อคู่สมรส สมศักดิ์ อาชีพค้าขาย รายได้คู่สมรส 25,000 บาท ระบุฐานะตนเองว่าเป็นเจ้าของกิจการ ลักษณะอาชีพแปรรูปและจำหน่าย สถานที่ทำงานบริษัทพีเอส พี โกลด์ โปรดักส์ จำกัด ประเภทธุรกิจ อาหารแปรรูปและจำหน่ายอาหารทะเลทุกชนิด แล้วลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารแผ่นที่ 3 ว่า "สมนึก" "วันที่ 28 พฤษภาคม 2558" ลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารแผ่นที่ 4 ในฐานะผู้สมัครบัตรหลัก ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 เอกสารแผ่นสุดท้ายเป็นใบยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลทางโทรสาร ระบุว่าทำที่ถนนเอกชัย-สมุทรสาคร วันที่ 28 พฤษภาคม 2558 ลงชื่อสมนึก ผู้ให้ความยินยอม และเจ้าหน้าที่ธนาคาร จุรีรัตน์ กับนัทพร เป็นพยานไว้สองคน เห็นได้ชัดว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีรายละเอียดมากจนยากที่บุคคลอื่นจะนำไปกรอกได้อย่างถูกต้อง หากเพียงแต่ได้รับบัตรประจำตัวประชาชนจากจำเลยไปเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหมายเลขโทรศัพท์ ชื่อคู่สมรส อาชีพและสถานที่ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต ส่งไปยังภูมิลำเนาจำเลยที่บ้านเลขที่ 103 อันเป็นภูมิลำเนาที่ปรากฏในใบสมัคร จำเลยเองก็ยอมรับมาในฎีกาว่าเอกสารดังกล่าวส่งไปที่ภูมิลำเนาของจำเลยจริง แต่อ้างบ่ายเบี่ยงในทำนองว่าเป็นเพราะนางสาวณัฐสุภาคินีทราบข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชนที่มอบให้ไป ซึ่งใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตที่ส่งไปยังภูมิลำเนาจำเลยสรุปยอดตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2558 จนถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2559 เป็นประจำทุกเดือน และปรากฏว่ามีรายการชำระหนี้เรื่อยมา แต่เหตุไฉนจำเลยมิได้โต้แย้งการใช้บัตรต่อโจทก์เสียตั้งแต่ในโอกาสแรก กลับเพิ่งมาโต้แย้งเมื่อโจทก์มีหนังสือให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา และไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรสามชุก เป็นเวลาห่างกันถึงหนึ่งปีเศษ นับเป็นข้อพิรุธ ยิ่งกว่านั้นในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน จำเลยยังแจ้งข้อเท็จจริงระบุว่านายจ้างบุตรชายจำเลยเป็นผู้ขอสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านไปทำประกันชีวิตกลุ่มแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่จำเลยและนางสาวนันท์นภัสเบิกความในชั้นพิจารณา แสดงให้เห็นถึงความไม่อยู่กับร่องกับรอยของจำเลย และยิ่งเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่าคำเบิกความของนางสาวจุรีรัตน์ ในฐานะเป็นพยานในใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตดังกล่าวมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้ส่งหลักฐานรายการเดินบัญชีของจำเลยที่โจทก์ใช้ในการพิจารณาอนุมัติวงเงินและหลักฐานที่อ้างว่าจำเลยเป็นผู้รับมอบบัตรเครดิตเป็นเรื่องปลีกย่อย เพราะจำเลยไม่เคยโต้แย้งทักท้วงรายการใช้บัตรเครดิตแต่ละเดือนที่โจทก์แจ้งไป ไม่ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์ลดลง ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับรายงานผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อซึ่งผู้เชี่ยวชาญไม่อาจลงความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยเหตุผลในประเด็นดังกล่าวไว้โดยละเอียดชัดแจ้งแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิต จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวตามฟ้องโจทก์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่ยื่นคำแก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธ.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายอภิรัฐ บุญทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4238/2564
#680500
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รถยนต์พิพาทของโจทก์ไฟไหม้คอนโซลหน้ารถได้รับความเสียหายขณะอยู่ในความครอบครองของจำเลย โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 จำเลยจึงต้องรับผิดชอบเพราะถือว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติของเหตุการณ์เป็นคุณต่อโจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว จำเลยนำสืบประกอบรายงานการตรวจหาร่องรอยหลักฐานในคดีเพลิงไหม้ ภาพจากกล้องวงจรปิด และภาพถ่าย ได้ว่าแม้ขณะเกิดเหตุไฟไหม้ รถยนต์พิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลย แต่เหตุที่ไฟไหม้คอนโซลเกิดจากตัวรถยนต์พิพาทเอง เหตุไฟไหม้ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยจึงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้รถยนต์พิพาทต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชดใช้เงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 กันยายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติได้เบื้องต้นในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท จำเลยเป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2559 รถยนต์พิพาทเครื่องปรับอากาศไม่เย็น โจทก์ว่าจ้างจำเลยซ่อม และในวันเดียวกันสามีของโจทก์นำรถยนต์คันพิพาทไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2559 ไม่สามารถติดเครื่องได้ โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยนำรถไปซ่อม ลูกจ้างของจำเลยขับรถยนต์พิพาทมาจอดไว้ที่อู่เพื่อซ่อม ต่อมาวันรุ่งขึ้นพบว่าไฟไหม้บริเวณคอนโซลหน้ารถยนต์พิพาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้รถยนต์คันพิพาทต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 บัญญัติว่า "คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์แต่เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ารถยนต์พิพาทของโจทก์ไฟไหม้ คอนโซลหน้ารถได้รับความเสียหายขณะอยู่ในความครอบครองของจำเลย โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นดังกล่าว โดยกรณีนี้ ไฟไหม้คอนโซลหน้ารถขณะรถยนต์พิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชอบเพราะถือว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติของเหตุการณ์เป็นคุณต่อโจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว โดยจำเลยนำสืบว่านายสุมิตร ลูกจ้างจำเลยขับรถยนต์พิพาทมาถึงอู่เวลาประมาณ 18 นาฬิกา ซึ่งอู่ปิดทำการแล้ว จึงจอดรถไว้ในอู่ ปิดล็อกประตูรถเรียบร้อย วันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 8 นาฬิกา พบรอยไฟไหม้บริเวณคอนโซลหน้ารถ ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่บริเวณมอเตอร์เครื่องปรับอากาศทำให้ไฟไหม้พลาสติกไฟเบอร์กล่องเครื่องปรับอากาศแล้วไฟลามไปตามช่องลมเครื่องปรับอากาศทะลุไปยังคอนโซล เมื่อเปิดกล้องวงจรปิดในอู่พบว่า เวลา 20.37 นาฬิกา รถยนต์พิพาทมีไฟกะพริบขึ้นแล้วมีควันไฟลอยขึ้นจากห้องโดยสาร สักครู่ควันไฟจางหายไป แต่ไฟยังกะพริบอยู่ตลอด และไม่พบผู้ใดยุ่งเกี่ยวกับรถยนต์พิพาท ซึ่งจำเลยก็จอดรถยนต์พิพาทไว้ในอู่เป็นปกติเหมือนรถยนต์คันอื่น ๆ และไม่มีผู้ใดเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับรถยนต์พิพาท สอดคล้องกับรายงานการตรวจหาร่องรอยหลักฐานในคดีเพลิงไหม้ว่า ลักษณะของสถานที่เกิดเหตุ รถยนต์พิพาทจอดไว้ในพื้นที่อู่โดยมีกุญแจเสียบไว้ที่ช่องเสียบกุญแจโดยไม่ได้เปิดสวิตช์ทิ้งไว้ ต่อมาเวลา 20.40 นาฬิกา ภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพบริเวณรถยนต์พิพาทปรากฏสัญญาณไฟเลี้ยวกะพริบขึ้นต่อเนื่องโดยไม่มีภาพบุคคลเข้าไปในบริเวณที่รถยนต์พิพาทจอดอยู่ อีกไม่นานเกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้นบริเวณคอนโซลด้านหน้ารถ ทั้งรายงานดังกล่าวผู้ตรวจสถานที่เกิดเหตุให้ความเห็นว่า เชื่อว่า เหตุของการเกิดเพลิงไหม้เกิดจากระบบไฟฟ้าหรือกลไกของอุปกรณ์ไฟฟ้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณตอนกลางด้านหลังของคอนโซลหน้ารถเกิดการทำงานผิดปกติหรือชำรุด จนเกิดความร้อนสะสมแล้วทำให้เกิดการลุกติดไฟขึ้นแล้วลามไหม้ในเวลาต่อมา จนเกิดความเสียหายดังที่ปรากฏ ทั้งนายนเรศ พยานโจทก์เบิกความว่า พยานจบการศึกษาชั้นปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เคยทำงานอยู่ที่ศูนย์บริการรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ และทำงานเกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไกของรถยนต์มาโดยตลอด กรณีรถยนต์พิพาทน่าจะเป็นการต่อไฟโดยตรงจากแบตเตอรี่เข้าสู่สวิตช์เปิดปิดรถยนต์โดยไม่มีฟิวส์คั่นกลางเพื่อตัดไฟ ดังนั้นเมื่อไฟจากแบตเตอรี่เดินเข้ามายังสวิตช์เปิดการทำงานของระบบเครื่องยนต์ขณะมีปัญหาที่ระบบไฟฟ้าของเครื่องยนต์ ความร้อนของไฟที่หล่อเลี้ยงเครื่องยนต์จะก่อให้เกิดความร้อนสะสมและเกิดไฟช็อตหรือไฟลุกไหม้ได้ อันเป็นการสนับสนุนพยานจำเลย แสดงให้เห็นว่าไฟไหม้รถยนต์พิพาทเกิดจากระบบไฟฟ้าของรถยนต์พิพาทเอง โดยที่จำเลยไม่ได้ดำเนินการซ่อมรถยนต์พิพาทก่อนแต่อย่างใด แม้รถยนต์พิพาทมีลูกกุญแจเสียบไว้ที่ช่องเสียบกุญแจโดยไม่ได้เปิดสวิตช์ทิ้งไว้ แต่นายนเรศก็เบิกความว่าไม่มีผลทำให้ระบบไฟลัดวงจร ดังนั้น แม้ขณะเกิดเหตุไฟไหม้ รถยนต์พิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลย แต่เหตุที่ไฟไหม้เกิดจากตัวรถยนต์พิพาทเอง ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยจึงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้รถยนต์พิพาทต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวนัทธมน วงศ์ทรายทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาววรรณดี วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4237/2564
#682377
เปิดฉบับเต็ม

การบอกล้างสัญญาประกันชีวิตภายใน 1 เดือน นับแต่วันทราบมูลอันจะบอกล้างได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคสอง จำเลยผู้รับประกันภัยให้การต่อสู้ว่า สัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นโมฆียะ และจำเลยได้บอกล้างแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความว่า จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ตั้งแต่เมื่อใด และได้บอกล้างสัญญาดังกล่าวแล้วภายใน 1 เดือน นับแต่ทราบมูลอันจะบอกล้างได้ ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยทราบเหตุอันบอกล้างโดยทราบข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 แต่ตามพยานหลักฐานจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยมอบหมายให้บุคดลใดเป็นผู้ตรวจสอบหรือจำเลยทำการตรวจสอบอย่างไร แต่ปรากฏจากสำเนาบัตรตรวจโรคโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ว่า โรงพยาบาลวารินชำราบ ส่งตัว ป. ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เกี่ยวกับโรคติดสุรา โดยระบุที่มุมด้านข้างของเอกสารว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2559 และมี ว. เจ้าพนักงานเวชสถิติชำนาญงาน เป็นผู้รับรองสำเนาถูกต้องเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความ ล. ว่าประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนจำเลยได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ตรวจสอบประวัติการรักษาของ ป. ไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ในช่วงเวลาดังกล่าวและโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ได้ออกเอกสารตามสำเนาบัตรตรวจโรคให้แก่จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 แล้ว กำหนดระยะเวลาหนึ่งเดือนในการใช้สิทธิบอกล้างโมฆียกรรม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคสอง จึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 ที่ตัวแทนของจำเลยได้รับสำเนาประวัติการตรวจรักษาของ ป. ซึ่งเป็นการทราบมูลอันจำเลยจะบอกล้างโมฆียกรรมได้ การที่จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 20 มิถุนายน 2559 บอกล้างสัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับไปยังโจทก์ และโจทก์ได้รับหนังสือบอกล้างดังกล่าววันที่ 26 มิถุนายน 2559 จึงพ้นกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างโมฆียกรรมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 พฤษภาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นมารดาของนายปรัชญาผู้เอาประกันภัย จำเลยเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนบริษัท ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (เขตบริหารพิเศษฮ่องกง) ได้รับหนังสือรับรองให้ประกอบธุรกิจบริการประกันภัยประเภทประกันชีวิตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2556 จำเลยตกลงทำสัญญาประกันชีวิตฉบับแรกให้แก่นายปรัชญาตามกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ ที 180544363 โดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญา วันที่ 18 กันยายน 2557 นายปรัชญายื่นหนังสือรับรองสุขภาพว่า ใน 1 ปี ที่ผ่านมานายปรัชญามิได้ดื่มสุราเป็นประจำเพื่อขอกลับคืนสู่สถานะเดิมของกรมธรรม์ประกันภัยตามสัญญาประกันชีวิตฉบับแรกเนื่องจากนายปรัชญามิได้ชำระเบี้ยประกันภัยประจำงวดวันที่ 16 มกราคม 2557 ให้แก่จำเลย และวันที่ 24 กันยายน 2557 จำเลยต่ออายุสัญญาประกันชีวิตฉบับแรกให้แก่นายปรัชญา ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 จำเลยตกลงทำสัญญาประกันชีวิตฉบับที่สองให้แก่นายปรัชญาตามกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ ที 195474305 โดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาเช่นกัน วันที่ 14 เมษายน 2559 นายปรัชญาเสียชีวิตด้วยสาเหตุติดเชื้อในปอด ตับแข็ง และเลือดออกในทางเดินอาหาร โจทก์ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับยื่นคำขอเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนมรณกรรมจากจำเลย จำเลยตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการรักษาของนายปรัชญา จึงทราบว่านายปรัชญาเคยเข้ารับการรักษาอาการเจ็บป่วยจากผลข้างเคียงของการใช้แอลกอฮอล์ (ALCOHOL USE) การบำบัดอาการติดสุรา โรคติดสุรา (ALCOHOL ADDICTION) หรือ (ALCOHOL DEPENDENCE SYNDROME) โรคตับอักเสบ (HEPATITIS) โรคตับอักเสบจากการใช้แอลกอฮอล์ (ALCOHOL HEPATITIS) โรคตับแข็งจากการใช้แอลกอฮอล์ (ALCOHOLIC CIRRHOSIS) ภาวะทางจิตจากการใช้แอลกอฮอล์ (ALCOHOLIC PSYCHOSIS) ภาวะตับโต (HEPATOMEGALY) ที่โรงพยาบาลวารินชำราบตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2557 เป็นต้นมา ดังนี้ การที่นายปรัชญามิได้ตอบคำถามตามความเป็นจริงหรือปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพในการตอบคำถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลขณะยื่นหนังสือรับรองสุขภาพเพื่อขอกลับคืนสู่สถานะเดิมของกรมธรรม์ประกันภัยตามสัญญาประกันชีวิตฉบับแรกและในใบคำขอเอาประกันชีวิตตามสัญญาประกันชีวิตฉบับที่สอง ทำให้สัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับดังกล่าวตกเป็นโมฆียะ วันที่ 20 มิถุนายน 2559 จำเลยมีหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับไปถึงโจทก์เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2559

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาแต่เพียงว่า จำเลยบอกล้างสัญญาประกันชีวิตพิพาททั้ง 2 ฉบับ ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า นายปรัชญาเอาประกันชีวิตไว้กับจำเลยรวมสองสัญญา ต่อมาระหว่างระยะเวลาเอาประกัน นายปรัชญาเสียชีวิตด้วยสาเหตุติดเชื้อในปอด ตับแข็ง และเลือดออกในทางเดินอาหาร จำเลยต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นโมฆียะ และจำเลยได้บอกล้างแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความว่า จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ตั้งแต่เมื่อใด และได้บอกล้างสัญญาดังกล่าวภายใน 1 เดือน นับแต่วันทราบมูลอันจะบอกล้างแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง หรือไม่ แต่ทางนำสืบของจำเลยมีนางสาวลัดดาภรณ์ เป็นพยานเบิกความแต่เพียงว่า หลังจากโจทก์ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับยื่นคำขอเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนมรณกรรมของนายปรัชญาจากจำเลยแล้ว ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนจำเลยได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 จำเลยได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ที่นายปรัชญารู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงหรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จอันทำให้สัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับเป็นโมฆียะ โดยไม่ปรากฏจากคำเบิกความของนางสาวลัดดาภรณ์ว่า นางสาวลัดดาภรณ์เป็นผู้ตรวจสอบหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวหรือไม่ หรือจำเลยมอบหมายให้ใครเป็นผู้ทำการตรวจสอบ ทั้งไม่ปรากฏด้วยว่าจำเลยทำการตรวจสอบอย่างไร และเหตุใดจำเลยจึงทราบข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการรักษานายปรัชญาจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 นอกจากนี้ยังปรากฏตามสำเนาบัตรตรวจโรคโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ นั้น ซึ่งมีข้อมูลระบุชัดว่าโรงพยาบาลวารินชำราบ ส่งตัวนายปรัชญาไปรับการตรวจและรักษาต่อที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เกี่ยวกับโรคติดสุรา เมื่อสำเนาเอกสารท้ายคำให้การดังกล่าวระบุที่มุมด้านซ้ายของเอกสารว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2559 และมีนายวิไชย เจ้าพนักงานเวชสถิติชำนาญงาน เป็นผู้รับรองสำเนาถูกต้องเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความนางสาวลัดดาภรณ์ที่ว่า ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนจำเลยได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ตรวจสอบประวัติการรักษาของนายปรัชญาไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ในช่วงเวลาดังกล่าวและโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ได้ออกเอกสารให้แก่จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 แล้ว ส่วนการที่นางสาวลัดดาภรณ์เบิกความว่าจำเลยได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการรักษาของนายปรัชญาจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ห่างจากวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 นานกว่า 2 สัปดาห์ นั้น ก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ กำหนดระยะเวลาหนึ่งเดือนในการใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 ที่ตัวแทนของจำเลยได้รับสำเนาประวัติการตรวจรักษาของนายปรัชญาซึ่งเป็นการทราบมูลอันจำเลยจะบอกล้างโมฆียะกรรมได้ การที่จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 20 มิถุนายน 2559 บอกล้างสัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับไปยังโจทก์ และโจทก์ได้รับหนังสือบอกล้างดังกล่าววันที่ 26 มิถุนายน 2559 กรณีจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยใช้สิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภค พิจารณาและพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ตามฟ้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายโดยชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ส่วนดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 พฤษภาคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 พฤษภาคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้นถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 865 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวภัทริน สิริวิทยาปกรณ์ มีเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวันชัย บัวเทียน
ชื่อองค์คณะ
รัชนี สุขใจ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
วิชัย ช้างหัวหน้า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4228/2564
#666593
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยจัดการสอนโครงการนานาชาติไม่เป็นไปตามที่โฆษณา แม้จำเลยจะเป็นส่วนราชการ การใช้จ่ายเงินใด ๆ ต้องเสนอของบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้างต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ก็ตาม แต่จำเลยเปิดการเรียนการสอนโครงการนานาชาติขึ้นนอกเหนือหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียนในอัตราสูง ย่อมไม่อาจนำข้ออ้างที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการมายกเว้นหน้าที่ในการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามคำโฆษณาได้ จึงต้องถือว่าจำเลยผิดสัญญาให้บริการทางการศึกษา ในส่วนที่โจทก์ขอค่าแรกเข้าหรือเงินบริจาคคืน นั้น แม้เงินค่าแรกเข้าจะตกเป็นของจำเลย แต่โจทก์ชำระเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยตามสัญญาให้บริการทางการศึกษาซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระหนี้ตอบแทนตามสัญญา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ค่าแรกเข้าเป็นเงินที่จำเลยเรียกเก็บเพียงครั้งเดียวเพื่อใช้ในการทัศนศึกษาของแต่ละคน แต่บุตรโจทก์ได้รับค่าสูท 1 ชุด ค่าสมัครสอบ TOEFL Junior 1 ครั้ง 500 บาท จัดติว 30 ชั่วโมง แต่ยังไม่ได้ไปทัศนศึกษายังต่างประเทศ และยังไม่ได้ทดสอบภาษาอีกหลายครั้ง โจทก์จึงได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยผิดสัญญาดังเหตุข้างต้น กรณีถือว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าแรกเข้าหรือเงินบริจาคคืนอันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215 ส่วนที่โจทก์ชำระค่ารักษาสภาพการเป็นนักเรียนให้แก่จำเลย 5,000 บาท นั้น เพื่อให้เด็กชาย ช. ยังคงมีสถานะเป็นนักเรียนโครงการนานาชาติของจำเลยในระหว่างที่เด็กชาย ช. ไปเรียนต่อยังต่างประเทศ ถือเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของโจทก์เอง ไม่ใช่ความเสียหายอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือคืนเงินได้ ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยคืนเงินค่ารักษาสภาพการเป็นนักเรียนแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 520,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มีนาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 95,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มีนาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยชดใช้ในนามของโจทก์เพียงเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้ตรวจคืนค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนในนามของโจทก์ส่วนที่จำเลยชำระไว้เกินในขณะยื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นมารดาของเด็กชาย ช. จำเลยเปิดการเรียนการสอนโครงการนานาชาติหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ โจทก์ให้เด็กชาย ช. เข้าเรียนหลักสูตรดังกล่าว ชั้น Year 8 (ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1) ปีการศึกษา 2559 โดยเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2559 โจทก์ชำระเงินค่าเรียนเตรียมความพร้อม 15,000 บาท และค่าแรกเข้า 100,000 บาท วันที่ 3 ตุลาคม 2559 ชำระค่าบำรุงการศึกษาภาคเรียนที่ 1 จำนวน 150,000 บาท และวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 ชำระค่าบำรุงการศึกษาภาคเรียนที่ 2 จำนวน 150,000 บาท หลังจากเรียนจบภาคเรียนที่ 2 โจทก์ขอพักการเรียนและรักษาสภาพการเป็นนักเรียนของเด็กชาย ช. มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2560 เพื่อส่งเด็กชาย ช. ไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยชำระค่ารักษาสภาพการเป็นนักเรียนให้แก่จำเลย 5,000 บาท ต่อมาโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 5 กันยายน 2560 แจ้งให้จำเลยคืนเงินค่าธรรมเนียมที่โจทก์ชำระไปทั้งหมด 420,000 บาท คณะกรรมการโครงการนานาชาติของจำเลยประชุมแล้วมีมติว่าไม่สามารถคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ได้ หลังจากครบกำหนดขอพักการเรียนแล้วเด็กชาย ช. ไม่ได้กลับมาเรียนโครงการนานาชาติของจำเลยอีก ในส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่าเรียนเตรียมความพร้อม 15,000 บาท และค่าบำรุงการศึกษาภาคเรียนละ 150,000 บาท กับที่ขอให้ชำระค่าเสียหาย 100,000 บาท นั้น ศาลอุทธรณ์ยกคำขอ โจทก์ไม่ฎีกา คำขอในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินค่าแรกเข้าหรือเงินบริจาคคืนหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อนี้จำต้องรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติเสียก่อนว่า จำเลยผิดสัญญาให้บริการทางการศึกษาหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่โจทก์ได้โต้แย้งมาในคำแก้ฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของโจทก์เสียก่อน เห็นว่า จำเลยจัดการเรียนการสอนตรงตามคำโฆษณาหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการให้บริการหรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่แก่จำเลยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 แต่จำเลยมีเพียงนายนรินทร์มาเบิกความถึงคุณสมบัติของครูผู้สอนว่าเฉพาะครูที่สอนวิชาภาษาอังกฤษเท่านั้นที่จะต้องมาจาก 5 ประเทศหลัก ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งยังขัดกับคุณสมบัติของครูผู้สอน ที่โจทก์ได้รับจากจำเลยซึ่งระบุไว้ในหน้าที่ 6 ข้อ 1 ว่า เป็นชาวตะวันตกที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในประเทศของตน โดยมิได้มีข้อความใดที่บ่งชี้ให้เห็นได้ว่าใช้เฉพาะกับครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษ คำเบิกความของนายนรินทร์จึงไม่อาจรับฟังได้ นอกจากนี้ข้อ 2 ของแผ่นพับโฆษณาดังกล่าวยังได้ระบุคุณสมบัติของครูผู้สอนอีกว่า สำเร็จการศึกษาขั้นต่ำในระดับปริญญาตรี โดยต้องมีสาขาวิชาเอกตรงกับวิชาที่สอน เมื่อได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศใช้ครูชาวฟิลิปปินส์เป็นผู้สอน วิชาคณิตศาสตร์ใช้ครูชาวอิหร่านเป็นผู้สอน วิชาดนตรีและวิชาพลศึกษาใช้ครูคนไทยเป็นผู้สอน และภาคเรียนที่ 1 ขาดครูสอนวิชาภาษาอังกฤษอยู่ 2 เดือน บางครั้งไม่มีครูมาสอน บางครั้งครูที่มาสอนแทนไม่ใช่ครูที่สอนวิชาภาษาอังกฤษ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยใช้ครูผู้สอนที่มีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่โฆษณา ส่วนห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และเครื่องดนตรีนั้น จำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้ง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โครงการของจำเลยไม่มีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และขาดเครื่องดนตรีตามที่โจทก์นำสืบ ที่นายนรินทร์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ขณะผู้ปกครองรวมทั้งโจทก์นำนักเรียนมาสมัครเรียน ได้แจ้งให้ทราบแล้วว่ามีการย้ายโรงเรียนจึงไม่มีความพร้อม นั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ซึ่งโจทก์ นางสาววลัยพรรณ และนางหทัยรัตน์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ปกครองนักเรียนดังกล่าวต่างก็เบิกความยืนยันว่าไม่เคยได้รับแจ้งในเรื่องนี้ อีกทั้งตามแผ่นพับโฆษณาก็ระบุเพียงว่าโรงเรียนจะย้ายไปที่ตั้งแห่งใหม่ มีความสะดวกและทันสมัยเหมาะกับการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของนักเรียนมากยิ่งขึ้น ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องความไม่พร้อมของห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และเครื่องดนตรีแต่อย่างใด ข้อแก้ตัวของจำเลยจึงไม่อาจรับฟังได้ ยิ่งกว่านั้น ยังได้ความนางสาววลัยพรรณ และนางหทัยรัตน์ เจ้าหน้าที่โครงการนานาชาติของจำเลย เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นักเรียนที่มาเรียนพร้อมเด็กชายชยุตมี 25 คน พอขึ้นชั้น Year 9 เหลือเพียง 7 คน เหตุที่นักเรียนออกเนื่องจากครูผู้สอนไม่มีความพร้อม ห้องเรียนและอุปกรณ์ก็ไม่พร้อม เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยจัดการเรียนการสอนโครงการนานาชาติไม่เป็นไปตามที่โฆษณา แม้จำเลยจะเป็นส่วนราชการ การใช้จ่ายเงินใด ๆ ต้องเสนอของบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้างต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก็ตาม แต่จำเลยเปิดการเรียนการสอนโครงการนานาชาติขึ้นนอกเหนือหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียนในอัตราสูง ย่อมไม่อาจนำข้ออ้างที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการมายกเว้นหน้าที่ในการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามคำโฆษณาได้ จึงต้องถือว่าจำเลยผิดสัญญาให้บริการทางการศึกษา

มีปัญหาต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินค่าแรกเข้า 100,000 บาท คืนหรือไม่ เห็นว่า แม้เงินค่าแรกเข้าจะตกเป็นของจำเลย แต่โจทก์ชำระเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยตามสัญญาให้บริการทางการศึกษาซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระหนี้ตอบแทนตามสัญญาด้วย ได้ความจากรายงานการดำเนินงานโครงการนานาชาติ ปีการศึกษา 2559 หน้าที่ 5 ประกอบคำเบิกความของนายนรินทร์และนางสาวแพรวพรรณ พยานจำเลย รวมทั้งคำเบิกความของโจทก์ว่า ค่าแรกเข้าจะเรียกเก็บเพียงครั้งเดียวตลอดระยะเวลาที่นักเรียนศึกษาอยู่ในระดับ Year 8 ถึง Year 13 ประกอบด้วย ค่าสูทประจำโครงการนานาชาติสำหรับนักเรียน 1 ชุด ค่าทดสอบความสามารถทางภาษา TOEFL Junior สำหรับนักเรียนที่สำเร็จชั้น Year 8 ค่าทดสอบความสามารถทางภาษา TOEIC สำหรับนักเรียนที่สำเร็จชั้น Year 9 ค่าทดสอบความสามารถทางภาษา CU-TEP สำหรับนักเรียนที่สำเร็จชั้น Year 10 ค่าทดสอบความสามารถทางภาษา IELTS สำหรับนักเรียนที่สำเร็จชั้น Year 11 ค่าทดสอบความสามารถทางภาษา IGCSE สำหรับนักเรียนที่สำเร็จชั้น Year 10-11 (5 วิชา) ค่าทดสอบความสามารถทางภาษา AS-Level / A-Level สำหรับนักเรียนที่สำเร็จชั้น Year 12-13 (3 วิชา) และค่าทัศนศึกษายังต่างประเทศสำหรับนักเรียน Year 8 ถึง Year 13 โดยเงินค่าแรกเข้าจำนวน 50,000 บาท จะใช้ในการไปทัศนศึกษาของนักเรียนแต่ละคน แต่ระหว่างเรียนอยู่โครงการนานาชาติของจำเลย เด็กชายชยุตได้รับสูทประจำโครงการ 1 ชุด จำเลยออกเงินค่าสมัครสอบ TOEFL Junior ให้ 1 ครั้ง 500 บาท และก่อนสอบ TOEFL Junior จำเลยจัดติวให้เป็นเวลา 30 ชั่วโมง โดยเด็กชาย ช. ยังไม่ได้ไปทัศนศึกษายังต่างประเทศ และยังไม่ได้ใช้สิทธิในการทดสอบความสามารถทางภาษาส่วนที่เหลืออีกหลายครั้ง โจทก์จึงได้รับความเสียหายในส่วนนี้ การที่โจทก์ให้เด็กชายชยุตเข้าเรียนโครงการนานาชาติของจำเลยย่อมมุ่งหวังที่จะให้เรียนจนจบหลักสูตร แต่จำเลยกลับจัดการเรียนการสอนไม่เป็นไปตามที่โฆษณา จึงเชื่อว่าโจทก์ให้เด็กชายชยุตออกจากโครงการนานาชาติของจำเลยไปเรียนยังต่างประเทศเป็นเพราะขาดความมั่นใจในคุณภาพการเรียนการสอนอันเป็นความผิดของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบ กรณีถือได้ว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยคืนเงินค่าแรกเข้าแก่โจทก์ 90,000 บาท จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าเป็นจำนวนที่สูงเกินไป ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 มาตรา 3 และมาตรา 4 บัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี โดยมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องบังคับตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษนั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่มีประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยต้องคืนเงินค่ารักษาสภาพการเป็นนักเรียนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ชำระค่ารักษาสภาพการเป็นนักเรียนให้แก่จำเลย 5,000 บาท เพื่อให้เด็กชายชยุตยังคงมีสถานะเป็นนักเรียนโครงการนานาชาติของจำเลยในระหว่างที่เด็กชายชยุตไปเรียนต่อยังต่างประเทศ ถือเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของโจทก์เอง ไม่ใช่ความเสียหายอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือคืนเงินได้ ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยคืนเงินค่ารักษาสภาพการเป็นนักเรียนแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง การที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้พิพากษากลับเป็นยกฟ้อง แม้จะเป็นการขอให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปด้วย แต่คำขอในส่วนนี้มิใช่เป็นคำขอให้ชำระค่าเสียหาย หรือเงินอื่น ๆ บรรดาที่ให้จ่ายมีกำหนดเป็นระยะเวลาในอนาคตตามตาราง 1 (4) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลอนาคตชั้นอุทธรณ์อีกส่วนหนึ่ง แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลอนาคตชั้นอุทธรณ์มา 100 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนนี้แก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยร้อยละ 2 ต่อปี คืนค่าขึ้นศาลอนาคตชั้นอุทธรณ์ 100 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215 ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ธ. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย ช.
จำเลย — โรงเรียนโยธินบูรณะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสนั่น สร้อยผา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุจิน ซื่อสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4227/2564
#681417
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นมาตรการทางกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และกำหนดมาตรการทางแพ่งในการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ใช่เป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไป แม้มาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้การดำเนินการทางศาลตามหมวดนี้ให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำป.วิ.พ. มาบังคับใช้โดยอนุโลม ก็ต้องเป็นกรณีที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ได้มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ และสามารถนำมาปรับใช้ได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดกับหลักการแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติเกี่ยวกับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีแพ่งไว้เป็นการเฉพาะแล้ว แม้ว่าหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องจะเป็นการอายัดไว้ก่อนที่ศาลแพ่งจะมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินก็ตาม แต่หากให้เจ้าหนี้สามัญยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราว ตามมาตรา 55 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้ อาจทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวไม่มีอยู่จนไม่มีมีเหตุที่จะทำการไต่สวนและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และหากต่อมาศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดินจะมีผลทางกฎหมายโดยนับแต่วันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดินเป็นต้นไป โจทก์ย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดี ไม่ว่าด้วยเหตุใดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1307 กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. ซึ่งเป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไปมาปรับใช้กับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวในคดีฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 อันเป็นกฎหมายที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีแพ่งโดยทั่วไปได้ และหากต่อมาศาลแพ่งมีคำสั่งให้สิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดินแล้ว แต่โจทก์เห็นว่าตนเป็นผู้มีสิทธิในเงินตามบัญชีเงินฝากของจำเลยโดยเป็นเจ้าของ ผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์ โจทก์ต้องไปดำเนินการในคดีฟอกเงินดังกล่าวตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินการเป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้สามัญไม่อาจดำเนินการบังคับคดีในคดีนี้เพื่อให้มีผลถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีฟอกเงินดังกล่าวได้ โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยส่งเงินที่อายัดตามคำพิพากษาไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากวันที่ 17 สิงหาคม 2560 ศาลชั้นต้นพิพากษาและออกคำบังคับให้จำเลยชำระเงิน 247,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤษภาคม 2560) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยมิได้ชำระเงินตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2561 โจทก์ขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ธนาคาร ล. ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยขอให้ส่งเงินที่อายัดเต็มตามคำพิพากษาไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับโจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2560 ศาลชั้นต้นพิพากษาและออกคำบังคับให้จำเลยชำระเงิน 247,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤษภาคม 2560) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยมิได้ชำระเงินตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2561 โจทก์ขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2561 โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ขออายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยในบัญชีธนาคารผู้คัดค้าน และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร มีคำสั่งอายัดแล้ว แต่ไม่สามารถส่งเงินจำนวนดังกล่าวได้เนื่องจากติดคำสั่งอายัดของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งพนักงานอัยการขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยอายัดเงินในบัญชีดังกล่าวต่อศาลแพ่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 ระหว่าง พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง เรื่อง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อันเป็นคำสั่งอายัดชั่วคราว แต่ผู้คัดค้านไม่สามารถส่งเงินได้เนื่องจากมีการแจ้งขออายัดบัญชีดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาตามสำเนาคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมและสำเนาคำสั่งของศาลแพ่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 ทั้งนี้เงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยในบัญชีธนาคารผู้คัดค้าน เป็นทรัพย์สินรายการที่ 616

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้คัดค้านต้องส่งเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตามหนังสือแจ้งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่มีสถานะเท่ากับพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่ศาลแพ่งมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยเป็นการชั่วคราว จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการขอคุ้มครองชั่วคราวมาใช้บังคับทั้งเป็นการอายัดไว้ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้เงินในบัญชีดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน โจทก์จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ผู้คัดค้านส่งเงินในบัญชีของจำเลยให้แก่เจ้าพนักงานเพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ได้ ไม่เป็นการอายัดซ้ำ ทั้งโจทก์ฟ้องเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงินจองและเงินดาวน์ โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้มีสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนและถือไม่ได้ว่าเงินในบัญชีดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ตกเป็นของแผ่นดินอันไม่อาจยึดเพื่อบังคับคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นมาตรการทางกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และกำหนดมาตรการทางแพ่งในการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ใช่เป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไป แม้มาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้การดำเนินการทางศาลตามหมวดนี้ให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาบังคับใช้โดยอนุโลม ก็ต้องเป็นกรณีที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ได้มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะและสามารถนำมาปรับใช้ได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดกับหลักการแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติเกี่ยวกับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีแพ่งไว้เป็นการเฉพาะแล้ว เมื่อปรากฏว่า ผู้คัดค้านมีหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2561 โดยอ้างถึงหนังสือจากสำนักงานบังคับคดี เรื่อง แจ้งอายัดสิทธิเรียกร้อง ฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ให้ผู้คัดค้านอายัดสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลย และให้ส่งเงินไปยังสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลแพ่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 มีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2559 ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ซึ่งเป็นคำสั่งที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย หรือยักย้ายไปเสียซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามพระราชบัญญัติดังกล่าว และคำสั่งดังกล่าวจะมีผลบังคับอยู่ตราบใดที่ศาลแพ่งยังไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น แม้ว่าหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องฉบับดังกล่าวจะเป็นการอายัดไว้ก่อนที่ศาลแพ่งจะมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินก็ตาม แต่หากให้เจ้าหนี้สามัญยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราว ตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้ อาจทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวไม่มีอยู่จนไม่มีเหตุที่จะทำการไต่สวนและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และหากต่อมาศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดิน จะมีผลทางกฎหมายโดยนับแต่วันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดินเป็นต้นไป โจทก์ย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งเป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไปมาปรับใช้กับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวในคดีฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 อันเป็นกฎหมายที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีแพ่งโดยทั่วไปได้ กรณีไม่ใช่ประเด็นการบังคับคดีซ้ำได้หรือไม่ตามที่โจทก์ฎีกา แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องฎีกามีข้อเท็จจริงแตกต่างจากคดีนี้ ไม่อาจนำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ได้และหากต่อมาศาลแพ่งมีคำสั่งให้สิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดินแล้ว แต่โจทก์เห็นว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิในเงินตามบัญชีเงินฝากของจำเลยโดยเป็นเจ้าของผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์ โจทก์ต้องไปดำเนินการในคดีฟอกเงินดังกล่าวตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินการเป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้สามัญไม่อาจดำเนินการบังคับคดีในคดีนี้เพื่อให้มีผลถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีฟอกเงินดังกล่าวได้ ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยส่งเงินที่อายัดตามคำพิพากษาไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1307
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 53 ม. 55 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ภ.
ผู้คัดค้าน — ธนาคาร ล.
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายอรรณพ พรกมลทัต
ศาลอุทธรณ์ — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4223/2564
#680827
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นมาตรการทางกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและเป็นมาตรการทางแพ่งในการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ใช่เป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไป แม้มาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้การดำเนินการตามหมวด 6 ให้นำ ป.วิ.พ. มาบังคับใช้โดยอนุโลม แต่ต้องเป็นกรณีที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ได้มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ และนำมาปรับใช้ได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดกับหลักการแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติวิธีการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินชั่วคราวไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. ซึ่งเป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไปมาปรับใช้กับการคุ้มครองชั่วคราวในคดีฟอกเงินได้ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องในขณะที่ศาลแพ่งมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นก่อนแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ต้องส่งเงินตามสิทธิเรียกร้องให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี และยังปรากฏว่าต่อมาศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดิน ดังนั้น นับแต่วันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดินเป็นต้นไป โจทก์ย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดี ไม่ว่าด้วยเหตุใดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1307 หากโจทก์เห็นว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิในเงินตามบัญชีเงินฝากของจำเลยโดยเป็นเจ้าของ ผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์ โจทก์ต้องไปดำเนินการในคดีฟอกเงินดังกล่าวตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินการเป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้สามัญไม่อาจดำเนินการบังคับคดีในคดีนี้เพื่อให้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีฟอกเงินดังกล่าวได้ โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 ส่งเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 335,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พฤษภาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝาก ของจำเลยเป็นจำนวนเงินตามคำพิพากษาไปยังผู้คัดค้านที่ 1 แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ส่งเงินให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเนื่องจากถูกอายัดไว้ชั่วคราวในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 ของศาลชั้นต้น

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยให้ส่งเงินที่ขออายัดไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์

ผู้คัดค้านทั้งสองขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 2 และโจทก์รับข้อเท็จจริงว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.10/2562 ให้ทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากผู้คัดค้านที่ 1 ของจำเลยเป็นจำนวนเงินตามคำพิพากษาไปยังผู้คัดค้านที่ 1 แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ส่งเงินให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเนื่องจากถูกอายัดไว้ชั่วคราวในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 ของศาลชั้นต้น ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.10/2562 ให้ทรัพย์สิน ซึ่งรวมสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ต้องส่งเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตามหนังสือแจ้งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นมาตรการทางกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและเป็นมาตรการทางแพ่งในการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด แต่ไม่ใช่เป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไป แม้มาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาบังคับใช้โดยอนุโลม แต่ต้องเป็นกรณีที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ได้มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ และสามารถนำมาปรับใช้ได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดกับหลักการแห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เมื่อมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติวิธีการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินชั่วคราวไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งเป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไปมาปรับใช้กับการคุ้มครองชั่วคราวในคดีฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้ เมื่อปรากฏว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยไปยังผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 อายัดสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากผู้คัดค้านที่ 1 จำนวนเงิน 384,608.28 บาท โดยห้ามไม่ให้จ่ายเงินตามสิทธิเรียกร้องให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ให้ส่งเงินไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งขณะนั้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไว้จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น รวมถึงเงินฝากในบัญชีของจำเลยตามคำร้องคดีหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 ของศาลชั้นต้นไว้ก่อนแล้ว อันเป็นคำสั่งที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย หรือยักย้ายไปเสียซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและคำสั่งดังกล่าวจะมีผลบังคับอยู่ตราบใดที่ศาลชั้นต้นในคดีฟอกเงินยังไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ต้องส่งเงินตามสิทธิเรียกร้องให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม 2561 นอกจากนี้ปรากฏว่าต่อมา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.10/2562 ให้ทรัพย์สินซึ่งรวมสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน ดังนั้น นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินซึ่งรวมสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยลูกหนี้ตามคำพิพากษาตกเป็นของแผ่นดินเป็นต้นไป ย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 แต่หากโจทก์เห็นว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิในเงินตามบัญชีเงินฝากของจำเลยนั้น โดยเป็นเจ้าของ ผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์ โจทก์ต้องไปดำเนินการในคดีฟอกเงินดังกล่าว ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินการเป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้สามัญ ไม่อาจดำเนินการบังคับคดีในคดีนี้เพื่อให้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีฟอกเงินดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 ส่งเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีและให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1307
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 53 ม. 55 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ร.
ผู้คัดค้าน — ธนาคาร ล. กับพวก
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางจรุงจิต โกสินตระกูลชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายฐานิต ศิริจันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ช้างหัวหน้า
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4215/2564
#684152
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะมีสิทธิใช้สอยกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 แต่ก็ต้องคำนึงว่าการใช้สอยนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของร่วมอื่นในอาคารชุดดังกล่าวด้วยหรือไม่ ซึ่งตามข้อบังคับของโจทก์ข้อ 11.8 กำหนดว่า ผู้ใดประกอบการค้าในอาคารชุด "การค้า" หมายถึง การตกลงแลกเปลี่ยนสินค้า หรือบริการ หรือทั้งสองอย่าง เช่น การให้เช่ารายชั่วโมง หรือการเปิดให้เป็นสถานบริการอื่น ๆ เป็นต้น เจ้าของร่วมต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดเพื่อให้การใช้ห้องชุดของตนเป็นการใช้ห้องชุดเพื่อเป็นการอยู่อาศัยของตน และ/หรือบริวาร และ/หรือผู้เช่ารายเดือนเท่านั้น ไม่อนุญาตให้การใช้ห้องชุดของตนให้เช่าเป็นที่พักอาศัยรายวัน ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 17/1 พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 และไม่อนุญาตให้ใช้ห้องชุดของตนเป็นที่ทำงานบริษัท ห้างร้าน ที่พักชั่วคราว อะพาร์ตเมนต์ให้เช่าระยะสั้น หรือการใช้ประเภทอื่นใดซึ่งผู้จัดการนิติบุคคลพิจารณาแล้วถือว่าเป็นการให้ใช้เพื่อพักชั่วคราว และข้อบังคับข้อ 11.12 กำหนดว่า หากเจ้าของร่วม หรือบริวาร ญาติ เพื่อน อันมีความสัมพันธ์กับเจ้าของร่วมไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับนี้ หรือผู้ใดฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด นิติบุคคลอาคารชุดแจ้งเตือนให้ปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติตามให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดแล้ว หากยังเพิกเฉย นิติบุคคลอาคารชุดจะถือว่าผู้นั้นจงใจฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับนี้ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และปรับอีกวันละห้าพันบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ ดังนั้น โจทก์จะมีสิทธิคิดค่าปรับเป็นค่าเสียหายตามข้อบังคับของโจทก์ได้ต่อเมื่อโจทก์แจ้งเตือนให้ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดแต่ละครั้งที่ทำการฝ่าฝืนแล้ว เมื่อจำเลยนำห้องชุดของจำเลยออกให้บุคคลทั่วไปเช่าเป็นรายวันฝ่าฝืนข้อบังคับข้อ 11.8 ของโจทก์ และโจทก์มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยยุติการนำห้องชุดออกให้เช่าตามสำเนาเรื่องให้ยุติการนำห้องชุดออกให้เช่ารายวันภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวทางไปรษณีย์ตอบรับแล้วเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2560 แต่เพิกเฉย ดังนั้น โจทก์ในฐานะผู้ดูแลอาคารชุดจึงมีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าปรับ 10,000 บาท ส่วนค่าปรับรายวันนั้น โจทก์จะมีสิทธิคิดได้ต่อเมื่อมีผู้เข้าพักอาศัยในห้องของจำเลยในฐานะผู้เช่ารายวันหากไม่มีผู้ใดเช่า โจทก์ก็ย่อมไม่มีสิทธิคิดค่าปรับรายวันจากจำเลย เพราะมิใช่กรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องอันจะทำให้มีสิทธิคิดค่าเสียหายต่อเนื่องได้ ซึ่งก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในช่วงวันที่ 30 เมษายน 2560 จนถึงวันฟ้อง มีผู้มาเช่าห้องเลขที่ของจำเลยหลายครั้ง ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้เป็นเงิน 300,000 บาท จึงเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ส่วนภายหลังวันฟ้องนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า มีผู้มาเช่าห้องดังกล่าวของจำเลยในวันที่ 6 กันยายน 2561 และวันที่ 20 ถึง 22 ธันวาคม 2561 มิได้เช่าต่อเนื่องกันไปแต่อย่างใด ซึ่งโจทก์ก็ชอบที่จะไปเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนั้นจากจำเลยเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยกระทำหรืองดเว้นการกระทำ หยุดการนำห้องชุดเลขที่ 107/124 ออกให้เช่ารายวันหรือรายสัปดาห์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และให้จำเลยชดใช้เงิน 300,000 บาท และชำระอีกวันละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะหยุดนำห้องชุดออกให้เช่ารายวันหรือรายสัปดาห์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยงดเว้นการกระทำหยุดการนำห้องชุดพิพาทเลขที่ 107/124 ออกให้เช่ารายวันหรือรายสัปดาห์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 300,000 บาท และค่าเสียหายอีกวันละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะหยุดนำห้องชุดพิพาทเลขที่ 107/124 ออกให้เช่ารายวันหรือรายสัปดาห์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุด ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 107/124 และเป็นเจ้าของรวมในอาคารชุดดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2560 โจทก์จดทะเบียนแก้ไขข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดตามมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมประจำปี 2558 โดยข้อบังคับข้อ 11.8 ห้ามผู้ใดประกอบการค้าในอาคารชุด ไม่อนุญาตให้มีการใช้ห้องชุดของตนให้เช่าเป็นที่พักอาศัยรายวัน และข้อ 11.12 หากเจ้าของร่วมหรือบริวาร ญาติ เพื่อน อันมีความสัมพันธ์กับเจ้าของร่วมไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับนี้ หรือผู้ใดฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด และนิติบุคคลอาคารชุดแจ้งเตือนให้ปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติตามให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดแล้ว หากยังเพิกเฉย นิติบุคคลอาคารชุดจะถือว่า ผู้นั้นจงใจฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับนี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และปรับอีกวันละห้าพันบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ ระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2561 ห้องชุดเลขที่ 107/124 ของจำเลยมีผู้เข้าใช้สิทธิพักอาศัยแทนจำเลยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จำนวน 209 คน จากนั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2560 โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยยุติการนำห้องชุดของจำเลยออกให้เช่ารายวัน และวันที่ 5 ตุลาคม 2560 จำเลยกับพวกมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือชี้แจงการใช้สอยทรัพย์สินของจำเลยกับพวกในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดโดยการให้เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และมาตรา 537

คดีมีปัญหาตามที่จำเลยได้รับอนุญาตฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์สูงเกินไปหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า การกำหนดค่าเสียหายของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบและสูงเกินไปนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะมีสิทธิใช้สอยกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่ก็ต้องคำนึงว่าการใช้สอยนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของร่วมอื่นในอาคารชุดดังกล่าวด้วยหรือไม่ เมื่อโจทก์จดทะเบียนแก้ไขข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดตามมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมประจำปี 2558 อันเป็นเสียงข้างมากของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วม ย่อมแสดงให้เห็นว่า เจ้าของร่วมอาคารชุดเสียงข้างมากเห็นว่าการนำห้องชุดออกให้เช่ารายวันก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของร่วมอื่นจึงจำต้องกำหนดให้มีข้อห้ามดังกล่าว ซึ่งตามข้อบังคับของโจทก์ข้อ 11.8 กำหนดว่า ผู้ใดประกอบการค้าในอาคารชุด "การค้า" หมายถึง การตกลงแลกเปลี่ยนสินค้า หรือบริการ หรือทั้งสองอย่าง เช่น การให้เช่ารายชั่วโมง หรือการเปิดให้เป็นสถานบริการอื่น ๆ เป็นต้น เจ้าของร่วมต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดเพื่อให้การใช้ห้องชุดของตนเป็นการใช้ห้องชุดเพื่อเป็นการอยู่อาศัยของตน และ/หรือบริวาร และ/หรือผู้เช่ารายเดือนเท่านั้น ไม่อนุญาตให้การใช้ห้องชุดของตนให้เช่าเป็นที่พักอาศัยรายวัน ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 17/1 พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 และไม่อนุญาตให้ใช้ห้องชุดของตนเป็นที่ทำงานบริษัท ห้างร้าน ที่พักชั่วคราว อะพาร์ตเมนต์ให้เช่าระยะสั้น หรือการใช้ประเภทอื่นใดซึ่งผู้จัดการนิติบุคคลพิจารณาแล้วถือว่าเป็นการให้ใช้เพื่อพักชั่วคราว และข้อบังคับข้อ 11.12 กำหนดว่า หากเจ้าของร่วม หรือบริวาร ญาติ เพื่อน อันมีความสัมพันธ์กับเจ้าของร่วมไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับนี้ หรือผู้ใดฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด นิติบุคคลอาคารชุดแจ้งเตือนให้ปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติตามให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดแล้ว หากยังเพิกเฉย นิติบุคคลอาคารชุดจะถือว่าผู้นั้นจงใจฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับนี้ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และปรับอีกวันละห้าพันบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ ดังนั้น โจทก์จะมีสิทธิคิดค่าปรับเป็นค่าเสียหายตามข้อบังคับของโจทก์ได้ต่อเมื่อโจทก์แจ้งเตือนให้ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดแต่ละครั้งที่ทำการฝ่าฝืนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยนำห้องชุดของจำเลยออกให้บุคคลทั่วไปเช่าเป็นรายวันฝ่าฝืนข้อบังคับข้อ 11.8 ของโจทก์ตามสำเนารายการสรุปการใช้ห้องเข้าพักรายวัน และใบลงทะเบียนการเข้าพักอาศัยในนิติบุคคลอาคารชุดของจำเลยที่ระบุรายชื่อบุคคลที่เข้าพักในห้องชุดของจำเลยในช่วงวันที่ 30 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2561 และมีสำเนาใบลงทะเบียนการเข้าพักอาศัยหลังจากนั้นเรื่อยมาจนถึงวันฟ้อง และโจทก์มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยยุติการนำห้องชุดออกให้เช่าตามสำเนาเรื่องให้ยุติการนำห้องชุดออกให้เช่ารายวันภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวทางไปรษณีย์ตอบรับแล้วเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2560 แต่เพิกเฉย ดังนั้น โจทก์ในฐานะผู้ดูแลอาคารชุดจึงมีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าปรับ 10,000 บาท ส่วนค่าปรับรายวันนั้น โจทก์จะมีสิทธิคิดได้ต่อเมื่อมีผู้เข้าพักอาศัยในห้องเลขที่ 107/124 ของจำเลยในฐานะผู้เช่ารายวันหากไม่มีผู้ใดเช่า โจทก์ก็ย่อมไม่มีสิทธิคิดค่าปรับรายวันจากจำเลย เพราะมิใช่กรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องอันจะทำให้มีสิทธิคิดค่าเสียหายต่อเนื่องได้ ซึ่งก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในช่วงวันที่ 30 เมษายน 2560 จนถึงวันฟ้อง มีผู้มาเช่าห้องเลขที่ 107/124 ของจำเลยหลายครั้ง ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้เป็นเงิน 300,000 บาท จึงเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนภายหลังวันฟ้องนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า มีผู้มาเช่าห้องเลขที่ดังกล่าวของจำเลยในวันที่ 6 กันยายน 2561 และวันที่ 20 ถึง 22 ธันวาคม 2561 มิได้เช่าต่อเนื่องกันไปแต่อย่างใด ซึ่งโจทก์ก็ชอบที่จะไปเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนั้นจากจำเลยเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าปรับรายวันนับถัดจากวันฟ้องด้วยนั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายรายวันนับแต่วันถัดจากวันฟ้องอีกวันละ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 17/1
พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด ว.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวพรรณิภา วิชิตะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
กิจชัย จิตธารารักษ์
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4212/2564
#664306
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดิน 84 แปลง ซึ่งไม่มีที่ดินโฉนดเลขที่ 3689 ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียวรวมอยู่ด้วย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นภริยาสามีกันโดยชอบด้วยกฎหมาย อันถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 2 ด้วยก็ตาม แต่เมื่อที่ดินดังกล่าวมิใช่ที่ดินที่พิพาทกันในคดีก่อน เป็นเพียงที่ดินที่จำเลยที่ 1 เสนอขายให้แก่โจทก์รวมไปกับที่ดิน 84 แปลง เพื่อระงับข้อพิพาทในคดีก่อนด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น โดยตกลงกันว่าหากโจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยที่ 1 บังคับคดีตามฟ้อง เมื่อโจทก์ผิดนัด จำเลยที่ 1 ก็บังคับคดีได้เพียงที่ดิน 84 แปลง ตามฟ้องในคดีก่อน ไม่อาจบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 3689 ได้ เพราะมิใช่ส่วนหนึ่งของฟ้องในคดีก่อน ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 3689 ที่ขอให้ขับไล่โจทก์จึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำ อันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3689 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 อ้างว่าทำเพื่ออำพรางการกู้เงินโดยมีที่ดินดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าสัญญาซื้อขายสมบูรณ์ โจทก์ขายที่ดินโดยสมัครใจ และฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์ออกไปจากที่ดินดังกล่าว โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งโดยยืนยันตามฟ้องเดิม จึงเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์เหนือที่ดิน หากผลคดีเป็นไปตามข้ออ้างของฝ่ายใด ฝ่ายนั้นย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามสัญญาซื้อขายที่ดินตกลงซื้อขายในราคา 145,000,000 บาท จึงถือว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในที่ดินแปลงนี้เท่ากับจำนวนเงินที่ซื้อขายกัน มิใช่ราคาประเมิน 18,400,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างอุทธรณ์ขอให้บังคับตามคำขอของแต่ละฝ่ายเช่นเดียวกันกับคำขอในศาลชั้นต้น ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น แม้ต่อมาโจทก์จะขอถอนอุทธรณ์ และศาลมีคำสั่งอนุญาต ก็ไม่ทำให้ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เปลี่ยนแปลงไป จำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) ก ท้าย ป.วิ.พ. เป็นเงิน 295,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกาฝ่ายเดียว โจทก์มิได้ฎีกา ปัญหากรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3689 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ คงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ และจำเลยที่ 2 ขอให้บังคับโจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินได้หรือไม่ คดีของจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกาจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตาม ตาราง 1 (2) ก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคสอง เป็นเงิน 200 บาท แต่จำเลยที่ 2 ชำระมา 295,000 บาท เกินมา 294,800 บาท จึงคืนให้แก่จำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16912 และที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวและให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 พร้อมด้วยหนังสือมอบอำนาจและเอกสารประกอบการโอนลอยคืนแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองรับชำระหนี้จากโจทก์ 297,878,333 บาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์ออกจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16912 โฉนดที่ดินเลขที่ 3689 และโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวโดยให้โจทก์ออกค่าใช้จ่าย และให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเดือนละ 650,000 บาท แก่จำเลยทั้งสองนับแต่วันที่ฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะออกจากที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 แก่จำเลยที่ 1 หากไม่ไปจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 ด้วย ยกฟ้องแย้งในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสอง 50,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกาคำพิพากษาและคำสั่ง โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางมณฑายื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นภริยาและสามีกัน เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2551 จำเลยที่ 1 มอบแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายเงิน 370,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ ในวันเดียวกันนั้น โจทก์ให้นางสาวอุราวัลย์ หลานของโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16912 แทนโจทก์ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 18 กันยายน 2551 โจทก์นำเงินบางส่วนตามแคชเชียร์เช็คดังกล่าวชำระหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1410/2548 ที่โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 3 ในวันเดียวกันนั้น หลังจากโจทก์ชำระหนี้ดังกล่าวแล้วโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ให้แก่จำเลยที่ 2 และวันที่ 22 กันยายน 2551 โจทก์มอบหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจพร้อมสำเนาเอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนโอนที่ดินและต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2555 จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 386/2555 คดีหมายเลขแดงที่ 218/2556 ขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินรวม 84 แปลง ที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์ โจทก์ให้การต่อสู้คดีว่า การซื้อขายที่ดินตามฟ้องเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้เงิน จำเลยที่ 1 กับโจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีดังกล่าว โดยโจทก์ยินยอมซื้อที่ดินตามฟ้อง 84 แปลง และที่ดินแปลงอื่นประกอบด้วยที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 40580, 92482, 92484 ห้องชุดเลขที่ 149/233 บนโฉนดที่ดินเลขที่ 52242 และที่ดินที่พิพาทกันในคดีนี้ 2 แปลง คือที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16912 กับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 จากจำเลยที่ 1 ในราคา 600,000,000 บาท โดยต้องชำระเงินภายในกำหนดระยะเวลาตามที่ระบุในสัญญา หากโจทก์ผิดนัดให้ถือว่าโจทก์ยอมแพ้คดีตามฟ้อง ให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิขอให้ศาลบังคับคดีตามคำขอท้ายฟ้องทุกประการตามกฎหมาย คดีในส่วนของโจทก์ในคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ แต่ต่อมาได้ขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต คดีในส่วนของโจทก์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคดีตามฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง สำหรับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16912 จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคดีในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงเหลือปัญหาจะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้เฉพาะคดีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 218/2556 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หรือไม่ เห็นว่า คดีหมายเลขแดงที่ 218/2556 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีที่จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลย ขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดิน 84 แปลง ซึ่งไม่มีที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียวรวมอยู่ด้วย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นภริยาสามีกันโดยชอบด้วยกฎหมายอันถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 2 ด้วยก็ตาม แต่เมื่อที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 มิใช่ที่ดินพิพาทกันในคดีดังกล่าว เป็นเพียงที่ดินที่จำเลยที่ 1 เสนอขายให้แก่โจทก์รวมไปกับที่ดิน 84 แปลง ที่พิพาทกันเพื่อเป็นการระงับข้อพิพาทในคดีด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น เมื่อโจทก์ผิดนัดไม่สามารถชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 1 ก็บังคับคดีได้เพียงที่ดินพิพาท 84 แปลง ตามฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 218/2556 ไม่อาจบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ได้ เพราะมิใช่ส่วนหนึ่งของฟ้องในคดีดังกล่าว ดังนั้นฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ที่ขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ อันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และโจทก์มิได้ให้การต่อสู้คดีว่า มิได้อยู่ในที่ดินหรือมีสิทธิอยู่ในที่ดินอย่างไร จึงต้องฟังว่า โจทก์อยู่ในที่ดินโดยไม่มีสิทธิเป็นละเมิดต่อจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องแย้งขับไล่โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาคำสั่งของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาล ตามตาราง 1 (1) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นเงิน 295,000 บาท ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าทำเพื่ออำพรางการกู้เงินโดยมีที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า เป็นการทำสัญญาซื้อขายที่สมบูรณ์ โจทก์ขายที่ดินให้โดยสมัครใจ และฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดิน โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งโดยยืนยันตามฟ้องเดิม จึงเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินดังกล่าวว่าใครมีสิทธิดีกว่ากัน หากผลของคดีเป็นไปตามข้ออ้างของฝ่ายใด ฝ่ายนั้นย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว คดีในส่วนนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินตกลงซื้อขายในราคาเป็นเงิน 145,000,000 บาท จึงถือว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในที่ดินแปลงนี้เท่ากับจำนวนเงินที่ตกลงซื้อขายกัน มิใช่ราคาประเมิน 18,400,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้ง เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างอุทธรณ์ขอให้บังคับตามคำขอของแต่ละฝ่ายเช่นเดียวกันกับคำขอในศาลชั้นต้น ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น แม้ต่อมาโจทก์จะขอถอนอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต ก็ไม่ทำให้ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เปลี่ยนแปลงไป จำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นเงิน 295,000 บาท ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาคำสั่งของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในชั้นฎีกาจำเลยที่ 2 ฎีกาฝ่ายเดียว โจทก์มิได้ฎีกาต่อมา ปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ คงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ และจำเลยที่ 2 จะขอให้บังคับโจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินได้หรือไม่ คดีของจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกาจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามตาราง 1 (2) (ก) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคสอง เป็นเงิน 200 บาท แต่จำเลยที่ 2 ชำระมาเป็นเงิน 295,000 บาท เกินมา 294,800 บาท จึงคืนให้แก่จำเลยที่ 2

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 294,800 บาท แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกนั้นในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 150 วรรคหนึ่ง ม. 150 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ม.
จำเลย — นาง ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายวิเชษฐ อุ่นอำนวยสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
เผด็จ ชมพานิชย์
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4210/2564
#683779
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์กับจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกันโดยมีมูลเหตุชักจูงใจเพื่อจะประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาททั้ง ๆ ที่มีกฎหมายห้ามไว้เช่นนี้จึงเป็นการที่จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับโจทก์โดยมีวัตถุประสงค์ในมูลเหตุชักจูงใจเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาเช่าจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252

เมื่อสัญญาเช่าเป็นโมฆะโจทก์จะมาเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ และเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจากจำเลยไม่ได้ ส่วนการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากสัญญาเช่าที่เป็นโมฆะจะต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แต่เมื่อโจทก์กับจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทโดยมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันเป็นการผิดกฎหมาย จึงถือว่าการที่โจทก์จำเลยกระทำการชำระหนี้ตามสัญญาเช่าเป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ทั้งโจทก์และจำเลยหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411 และเมื่อโจทก์กับจำเลยต่างก็กระทำการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายด้วยกันทั้งสองฝ่าย จำเลยจะมาฟ้องแย้งว่าโจทก์กระทำละเมิดหลอกลวงจำเลยด้วยการปกปิดความจริงในเหตุทั้งสาม ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างที่จำเลยนำสืบไม่ได้ ถือว่าเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าคงค้าง 243,450 บาท ค่าปรับรายวัน ๆ ละ 3,000 บาท นับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2560 จนถึงวันฟ้อง 102,000 บาท ค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้า 20,946.49 บาท ค่าติดตั้งประตูเหล็กบานเลื่อน 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 416,396.49 บาท ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากสถานที่เช่าโจทก์และส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีดังเดิมแก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นรายวัน ๆ ละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยพร้อมทั้งบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากสถานที่เช่า

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์คืนเงินค่าเช่าล่วงหน้า 240,000 บาท เงินประกันความเสียหาย 300,000 บาท และค่าเช่าที่ชำระไปแล้ว 1,120,000 บาท กับชดใช้ค่าเสียหายในค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปในการปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาท 2,890,518 บาท รวมเป็นเงิน 4,550,518 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่ความตาย นาง อ. ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์คืนเงินค่าเช่าล่วงหน้า 240,000 บาท เงินประกันค่าเสียหาย 300,000 บาท และค่าเช่าที่ได้รับจากจำเลย 1,120,000 บาท ให้แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 29 พฤษภาคม 2560) กับให้จำเลยส่งมอบอาคารพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 720,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 เมษายน 2560) เป็นต้นไป สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงินค่าเช่าล่วงหน้า 80,000 บาท เงินประกันความเสียหาย 300,000 บาท และค่าเช่าที่ได้รับจากจำเลย 960,000 บาท ให้แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งให้จำเลยชดใช้เฉพาะค่าเสียหายเป็นเงิน 720,000 บาท และค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าเป็นเงิน 20,946.49 บาท แก่โจทก์ โดยไม่มีดอกเบี้ยในจำนวนเงินดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ในส่วนคำฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์จำเลยยอมรับและไม่นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3718 เนื้อที่ 199 ตารางวา เป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดทรายพลเมือง โดยที่ดินตั้งอยู่ข้างวัดทางทิศใต้มีซอยมูลเมือง 1 คั่นกลาง โดยเหตุที่เป็นที่ดินแนวยาวจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตกด้านหน้าที่ดินทางทิศตะวันออกติดถนนมูลเมือง วันที่ 5 กรกฎาคม 2545 โจทก์จึงทำสัญญาเช่าที่ดินในส่วนด้านหน้าติดถนนซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์เนื้อที่ 49 ตารางวา จากวัดเพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 3 คูหา ออกให้บุคคลภายนอกเช่ามีกำหนดเวลา 22 ปี ครบกำหนดวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 ตกลงชำระค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท โดยโจทก์ตกลงให้อาคารตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดเมื่อครบกำหนดสัญญา ซึ่งวัดก็ยินยอมให้โจทก์เอาอาคารที่สร้างออกให้บุคคลภายนอกเช่าเพื่อประกอบกิจการพาณิชย์ได้แต่ต้องอยู่ภายใต้ประเพณีอันดีงามตามสัญญาเช่าและหนังสือยินยอมของวัด จากนั้นโจทก์สร้างอาคารพิพาทตึกแถว 3 ชั้น 3 คูหา เลขที่ 5/1 ถึง 2 บนที่ดินที่เช่าเพื่อประกอบกิจการพาณิชย์ โดยอาคารชั้นที่ 3 ด้านบนทั้งสามคูหา โจทก์ทำเป็นพื้นอาคารดาดฟ้าชั้นที่ 4 พร้อมกับก่อผนังอาคารด้านข้าง 2 ด้าน และด้านหลังต่อจากชั้นที่ 3 สูงขึ้นมาโดยมีหน้าต่างแล้วทำเป็นหลังคากระเบื้องปกคลุมพื้นดาดฟ้าชั้นที่ 4 ไว้โดยหลังคาอาคารด้านหน้าจะลาดเอียงลงไปถึงพื้นดาดฟ้าแทนผนังอาคารด้านหน้า ในลักษณะเป็นห้องโถงใต้หลังคาบนพื้นดาดฟ้าของอาคารทั้งสามคูหา ซึ่งโจทก์ทำเอาไว้เป็นที่วางแท็งก์น้ำของอาคาร เนื่องจากอาคารพิพาทตั้งอยู่ข้างวัดในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่กำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์วัฒนธรรม เทศบัญญัติของเทศบาลนครเชียงใหม่ เรื่องกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้างอาคารบางชนิดในท้องที่ตำบลพระสิงห์ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2531 ที่ออกมาโดยอาศัยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นจึงกำหนดให้ต้องทำการก่อสร้างอาคารแบบล้านนาไทยมีหลังคาหน้าจั่วกาแลเพื่อแสดงลักษณะสถาปัตยกรรมล้านนาไทย ดังนั้นเพื่อเป็นการปฏิบัติตามเทศบัญญัติที่บนหลังคาอาคารด้านหน้าแต่ละคูหาโจทก์จึงต้องทำตามแบบแปลนตามที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารจากเทศบาลนครเชียงใหม่ให้มีหลังคากาแลยื่นออกมาจากทางด้านหน้าหลังคาอาคารทั้งสามคูหา แต่ในส่วนตัวอาคารพิพาท 3 ชั้น มีห้องโถงใต้หลังคาที่โจทก์สร้างขึ้นนั้น ตามแบบแปลนเทศบาลอนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารเพียง 2 ชั้น มีชั้นลอยอยู่เหนือชั้นที่ 1 เท่านั้น ก่อนหน้านี้โจทก์ได้ให้โรงเรียนสอนดนตรี เช่าอาคารพิพาทอยู่ 3 ปี ซึ่งโรงเรียนได้ทำการตกแต่งอาคารเสียใหม่ด้วยการนำโลหะแผ่นเรียบมาปิดบังไว้ที่ด้านหน้าอาคารพิพาททั้งหมดบนโครงเหล็กที่ทำขึ้นตั้งแต่แนวระดับบนที่ยอดหลังคากาแลบนหลังคาอาคารด้านหน้าลงมาถึงพื้นอาคารชั้นที่ 2 โดยเว้นช่องหน้าต่างและกั้นด้วยไม้ทำเป็นลูกกรงไว้บางส่วนแล้วทำเป็นกันสาดยื่นออกมาและปลูกต้นไม้หน้าอาคารเพื่อให้เกิดความสวยงานแก่ตัวอาคาร หลังจากที่โรงเรียนผู้เช่าออกไปก็ยังคงทิ้งอาคารพิพาทในสภาพที่ตกแต่งไว้แล้วให้โจทก์ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 จำเลยจึงมาทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับโจทก์เพื่อประกอบกิจการพาณิชย์เป็นเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 โดยตกลงชำระค่าเช่าเดือนละ 80,000 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2559 เป็นต้นไป ซึ่งจำเลยสามารถปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทได้แต่ต้องได้รับการยินยอมเป็นหนังสือจากโจทก์ก่อน ในวันทำสัญญาจำเลยชำระค่าเช่าล่วงหน้าให้โจทก์ 3 เดือน เป็นเงิน 240,000 บาท เพื่อเป็นประกันการชำระค่าเช่าและจำเลยยังวางเงินไว้กับโจทก์อีก 300,000 บาท เพื่อเป็นประกันความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เช่า และหากสัญญาเช่าเลิกกัน จำเลยตกลงจะติดตั้งประตูเหล็กม้วนทางเข้าที่อยู่ด้านหน้าอาคารพิพาทชั้นที่ 1 ทั้งสามคูหาให้โจทก์มิฉะนั้นยอมให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยออกค่าใช้จ่ายในวงเงิน 50,000 บาท และจำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์อีกเป็นรายวัน วันละ 3,000 บาท จนกว่าจะออกไปจากอาคารพิพาท โดยขณะทำสัญญาเช่าโจทก์สอบถามจำเลยแล้วถึงวัตถุประสงค์ของการเช่าอาคารพิพาท ซึ่งจำเลยนำสืบอ้างว่า เนื่องจากจำเลยต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทตั้งแต่แรกในขณะทำสัญญาเช่าอันเป็นสาเหตุให้จำเลยมาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ ดังนั้น จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบในขณะทำสัญญาเช่าแล้วว่าจำเลยต้องการเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมโดยชั้นบนจะทำเป็นห้องพักและห้องอาหาร ส่วนชั้นล่างจะทำเป็นร้านค้ารวมถึงห้องโชว์สินค้าเซรามิก โจทก์จึงบอกจำเลยว่าจำเลยจะเช่าอาคารทำอะไรก็ได้แต่ต้องไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งอาคารพิพาทเป็นของโจทก์เองสามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้แต่จำเลยจะต้องปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทตามแบบแปลนที่โจทก์เห็นชอบก่อนเพื่อโจทก์จะได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าจะสามารถต่อเติมอาคารได้ตรงส่วนไหนอย่างไรก่อนที่จำเลยจะไปขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม โดยโจทก์จะเป็นผู้ไปขออนุญาตก่อสร้างอาคารให้จำเลยเองแต่โจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยไม่ต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมตั้งแต่แรกในขณะทำสัญญาเช่า โดยขณะทำสัญญาเช่าตอนแรกจำเลยต้องการประกอบธุรกิจทำเป็นห้องโชว์สินค้าเซรามิกในอาคารพิพาทเท่านั้นอันเป็นสาเหตุให้จำเลยมาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ ดังจะเห็นได้ว่าจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบในขณะทำสัญญาเช่าเพียงว่าจำเลยต้องการเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจสินค้าเซรามิกเท่านั้น จำเลยไม่ได้แจ้งว่าต้องการเช่าอาคารเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมในขณะทำสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่ได้บอกจำเลยว่าที่ดินที่อาคารพิพาทตั้งอยู่เป็นที่ธรณีสงฆ์ที่โจทกเช่าจากวัด ความต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทของจำเลยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์แล้วและรับฟังได้ต่อไปว่าเนื่องจากจำเลยต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมประเภท 2 ตามกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ.2551 ในอาคารพิพาทด้วยการทำอาคารชั้นที่ 1 ทั้งสามคูหาให้เป็นร้านค้าโดยคูหาที่ 1 ด้านขวา (ถ้าหันหน้าเข้าหาตัวอาคาร) เป็นห้องโชว์สินค้าเซรามิกซึ่งทำเป็นประตูกระจกทางเข้าด้านหน้าคูหาที่ 2 และ 3 ถัดไปเป็นร้านขายกาแฟและทำธุรกิจท่องเที่ยวพร้อมกับเป็นห้องรับรองลูกค้าส่วนด้านหลังทำเป็นห้องสปาซึ่งทำเป็นประตูเหล็กม้วนทางเข้าด้านหน้า อาคารชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ทั้งสามคู่หาทำเป็นห้องพักชั้นละ 4 ห้อง แต่ละชั้นห้องน้ำรวมแยกชายหญิง รวม 8 ห้องพักส่วนห้องโถงใต้หลังคาบนพื้นดาดฟ้าของอาคารทั้งสามคู่หาทำเป็นห้องอาหารสำหรับแขกที่มาพักในโรงแรม ที่นายบงกท เป็นผู้ออกแบบไว้ จำเลยจึงจำเป็นต้องปรับปรุงต่อเติมอาคาร วันที่ 31 ตุลาคม 2558 จำเลยส่งไลน์แสดงภาพสามมิติอาคารพิพาทที่ต้องปรับปรุงมาให้โจทก์ดูแล้ว ซึ่งโจทก์ส่งไลน์แสดงภาพสามมิติอาคารพิพาทกลับไปให้จำเลยอีกโดยโจทก์เขียนข้อความในภาพสามมิติแจ้งจำเลยไว้ด้วยว่า ห้ามจำเลยทุบผนังกำแพงด้านข้างอาคารทั้งสองด้านจะกระทบกับโครงสร้างและให้จำเลยช่วยแสดงรูปแบบโครงสร้างหลังคาอาคารด้วย จากนั้นจำเลยก็เริ่มปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทด้วยการว่าจ้างนายสุรชัย ให้รื้อถอนโครงเหล็กโลหะแผ่นเรียบด้านหน้าอาคารของผู้เช่าเดิมกับให้รื้อถอนโครงเหล็กหลังคารวมทั้งรื้อหลังคากาแลออกไปจนหมดคงเหลือแต่ตัวอาคาร และให้ทุบผนังกำแพงภายในอาคารทั้งสามชั้นออก ในการรื้อถอนโครงเหล็กหลังคาจำเลยส่งภาพทางไลน์แจ้งให้โจทก์ทราบ แต่เนื่องจากนายสุรชัย เอาโครงเหล็กหลังคาที่รื้อถอนของโจทก์ไปขายทำให้โจทก์ไม่พอใจวันที่ 12 มกราคม 2559 โจทก์ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจไว้เป็นหลักฐาน แต่จำเลยก็ปรับปรุงอาคารต่อไปด้วยการในวันที่ 5 มกราคม 2559 จำเลยว่าจ้างนายรุ่งโรจน์ ปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทให้เป็นไปตามแบบแปลนที่ 1 ตกลงค่าจ้าง 2,125,640 บาท กำหนดเวลาทำงานแล้วเสร็จภายใน 3 เดือนในวันที่ 5 เมษายน 2559 ในการปรับปรุงอาคารนายรุ่งโรจน์ ได้กระทำด้วยการกั้นห้องก่อผนังกำแพงติดประตูและหน้าต่างอะลูมิเนียมใหม่ทำห้องน้ำปูพื้นกระเบื้องใหม่ทำระบบไฟฟ้าพร้อมทาสีภายนอกภายในอาคารใหม่หมดทั้งอาคารพร้อมทำเป็นห้องพักในอาคารชั้นที่ 2 ชั้นที่ 3 ส่วนอาคารชั้นที่ 1 ทำเป็นร้านค้าและทำโครงเหล็กหลังคาใหม่เป็นหลังคาแผ่นเหล็กเมทัลชีทเพื่อทำเป็นห้องโถงใต้หลังคาเป็นห้องอาหารสำหรับแขกที่มาพักในโรงแรมตามแบบแปลนที่ 1 แต่ทำไม่เหมือนของเดิมเนื่องจากงานในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าได้ปรับปรุงต่อเดิมอาคารผิดเทศบัญญัติอันเป็นการผิดแบบแปลนจากที่โจทก์ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารเดิม ตอนเช่าที่ดินจากวัดโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคาร โดยเหตุที่ไม่มีหลังคากาแลยื่นออกมาจากทางด้านหน้าหลังคาอาคารทั้งสามคูหา และมีการยกระดับแนวหลังคาอาคารด้านหน้าให้เชิดสูงขึ้นกว่าแนวหลังคาเดิมเป็นอย่างมากเพื่อทำผนังอาคารด้านหน้าที่ใต้หลังคาเมื่อตรวจพบในระหว่างก่อสร้างวันที่ 3 มีนาคม 2559 เทศบาลนครเชียงใหม่มีหนังสือมาถึงโจทก์ในฐานะเจ้าของอาคารพิพาทให้ทำการแก้ไขให้ถูกต้องตามเทศบัญญัติพร้อมกับให้ยื่นคำขออนุญาตการก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ดำเนินการปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทให้ถูกต้อง และต่อมาวันที่ 5 และ 8 เมษายน 2559 เทศบาลก็มีคำสั่งห้ามโจทก์ใช้อาคารโดยให้โจทก์ทำการยื่นคำขออนุญาตให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่งตามไลน์ของโจทก์เอง แต่โจทก์เพิกเฉยไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งโดยกลับปล่อยให้จำเลยดำเนินการปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทต่อไปจนแล้วเสร็จด้วยการทำผนังอาคารด้านหน้าต่อจากชั้นที่ 3 สูงขึ้นมาด้วยไม้ระแนงแล้วเว้นช่องว่างไว้เป็นหน้าต่าง 2 ช่องใหญ่พร้อมกับทำราวกันตกที่ใต้หลังคาอาคารด้านหน้าเพื่อให้เป็นห้องโถงใต้หลังคาบนพื้นดาดฟ้าที่ไม่มีหลังคาอาคารด้านหน้าและหลังคากาแลมาปิดกั้นไว้เหมือนอย่างของเดิมอันเป็นการผิดเทศบัญญัติในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าที่ไม่มีหลังคากาแลโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคาร ในการปรับปรุงต่อเติมอาคารจำเลยส่งภาพทางไลน์แจ้งให้โจทก์ทราบเช่นกัน นอกจากนี้โจทก์จำเลยได้ส่งไลน์โต้ตอบกันตลอดเวลา ซึ่งจำเลยชำระค่าจ้างให้นายรุ่งโรจน์ รับไปครบถ้วนแล้วเมื่อเป็นดังนี้วันที่ 14 กันยายน 2559 เทศบาลนครเชียงใหม่จึงมีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนงานในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าทั้งหมดของอาคารพิพาทในส่วนที่ผิดเทศบัญญัติภายใน 30 วัน ต่อมาโจทก์จึงนัดจำเลยให้มาพบนายอติชาต ผู้อำนวยการส่วนการโยธา เทศบาลนครเชียงใหม่เพื่อหาทางแก้ไขงานในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าโดยโจทก์ให้นายอติชาต ออกแบบแก้ไขงานในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าให้ถูกต้องตามเทศบัญญัติด้วยการทำหลังคากาแลและลดระดับทำหลังคาอาคารด้านหน้าลาดเอียงลงมาให้เป็นไปตามแบบแปลนที่โจทก์ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารเดิมโดยไม่ต้องรื้อถอนเนื่องจากโจทก์มีหนังสือถึงเทศบาลขออนุญาตทำการแก้ไขให้ถูกต้องตามเทศบัญญัติพร้อมกับจะยื่นคำขออนุญาตการก่อสร้างอาคารของจำเลยให้ถูกต้องภายใน 45 วัน ซึ่งนายอติชาต ร่างแบบคร่าว ๆ ให้โจทก์ดูก่อนแล้วและโจทก์ก็ส่งไลน์ร่างแบบไปให้จำเลยดู โดยโจทก์ให้จำเลยจ่ายเงินค่าออกแบบแก่นาย อ. 10,000 บาท และจำเลยยังต้องจ่ายเงินให้โจทก์อีก 8,000 บาท เป็นค่าดำเนินการในการที่โจทก์ต้องยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างใหม่ต่อทางเทศบาลตามไลน์ที่โจทก์จำเลยส่งโต้ตอบกัน ในช่วงนั้นวันที่ 24 สิงหาคม 2559 จำเลยจึงว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. มีนายพลเพชร เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ตามที่นาย อ. แนะนำมาให้ทำการแก้ไขงานในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าให้ถูกต้องตามเทศบัญญัติด้วยการทำหลังคากาแลตามแบบแปลนที่ 2 ตกลงค่าจ้าง 155,100 บาท กำหนดเวลาทำงานแล้วเสร็จภายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งจำเลยชำระค่าจ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. รับไปครบถ้วนแล้ว แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ก็ยังแก้ไขทำหลังคากาแลไม่แล้วเสร็จแล้วทิ้งงานไปโดยส่วนที่ทำไปแล้วก็ไม่เหมือนของเดิม เนื่องจากยังไม่ได้ลดระดับทำหลังคาอาคารด้านหน้าลาดเอียงให้เหมือนของเดิม กลับทำหลังคากาแลทั้งสามคูหาลอยขึ้นไปติดอยู่บนหลังคาอาคารด้านหน้าในลักษณะต้องการจะรวมเว้นช่องว่างไว้ที่ใต้หลังคาอาคารด้านหน้าอย่างเดิมตามที่นายรุ่งโรจน์ ช่างคนเดิมทำไว้อย่างผิดแบบแปลน เมื่อเป็นดังนี้วันที่ 29 ธันวาคม 2559 จำเลยจึงส่งไลน์ไปต่อว่าโจทก์ในเรื่องห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ทิ้งงาน วันที่ 7 มีนาคม 2560 โจทก์ส่งไลน์โต้ตอบกลับมายังจำเลยว่าได้สอบถามนายพลเพชร แล้วสาเหตุมาจากจำเลยไม่ยอมไปตรวจงานเอง แต่จนกระทั่งบัดนี้โจทก์ในฐานะเจ้าของอาคารพิพาทก็ยังไม่ได้ไปยื่นคำขออนุญาตการก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ดำเนินการปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทแต่อย่างใด หลังจากนั้นจำเลยก็ยังพยายามหาผู้รับเหมารายใหม่มาทำการปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทให้แล้วเสร็จ แต่แม้มีปัญหาในระหว่างปรับปรุงอาคารจำเลยก็ยังชำระค่าเช่าให้โจทก์อยู่นับแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2559 เป็นเวลา 6 เดือน และต่อมาในเดือนกันยายน ถึงธันวาคม 2559 เป็นเวลา 4 เดือน ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2560 อีก 2 เดือน รวมเป็น 12 เดือน เป็นเงิน 960,000 บาท คงผิดนัดชำระค่าเช่า 3 เดือน ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2559 และมีนาคม 2560 เท่านั้น และในเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2560 จำเลยยังคงค้างชำระค่าไฟฟ้า 11,521 บาท และค้างชำระค่าน้ำประปา 9,424 บาท ที่จำเลยได้ใช้ไปรวม 20,946 บาท โดยโจทก์ได้ชำระแทนจำเลยไปแล้วจริง ซึ่งจำเลยนำสืบอ้างว่าเมื่อปรับปรุงต่อเติมอาคารใกล้แล้วเสร็จ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 จำเลยไปติดต่อขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทที่อำเภอเมืองเชียงใหม่จึงทราบความจริงในเหตุที่ 1 ว่า อาคารพิพาทไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้เนื่องจากที่ดินที่อาคารพิพาทตั้งอยู่เป็นที่ธรณีสงฆ์ที่โจทก์เช่าจากวัด และตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ที่ออกมาโดยอาศัยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในข้อ 4 อันดับ 38 แผ่นที่ 88 กับมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 14/2521 อันดับ 38 แผ่นที่ 96 การที่โจทก์เช่าที่ธรณีสงฆ์มีกำหนดเวลาเกิน 3 ปี เพื่อสร้างอาคารพาณิชย์จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก่อนและวัดจะต้องส่งแบบแปลนแผนผังการก่อสร้างและสัญญาก่อสร้าง ไปให้คณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำให้ความเห็นชอบอีกด้วยจึงจะทำสัญญาเช่าได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและคณะกรรมการดังกล่าวให้ความเห็นชอบ สัญญาเช่าที่ธรณีสงฆ์ที่โจทก์ทำกับวัดจึงมีผลบังคับเพียง 3 ปี เท่านั้น ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา อันดับ 104 ครบ 3 ปี โจทก์ต้องรื้อถอนอาคารพิพาทออกไปจากที่ดิน จึงส่งผลให้ในเหตุที่ 2 จำเลยผู้ขออนุญาตไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งอาคารพิพาทที่ประกอบธุรกิจโรงแรมเนื่องจากไม่ได้รับความยินยอมจากวัดซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน เมื่อเป็นดังนี้จึงทำให้จำเลยทราบความจริงในเหตุที่ 2 ทำให้อาคารพิพาทไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาการขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรมลงวันที่ 14 ตุลาคม 2552 ที่ออกมาโดยอาศัยพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในข้อ 4 (4) อันดับ 19 และการที่โจทก์สร้างอาคารพิพาทที่จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรมขึ้น 3 ชั้น มีห้องโถงใต้หลังคาทั้ง ๆ ที่ตามใบอนุญาตก่อสร้างอาคารเดิม เทศบาลอนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารเพียง 2 ชั้น มีชั้นลอยอยู่เหนือชั้นที่ 1 เท่านั้น ในเหตุที่ 3 จึงเป็นการที่โจทก์ก่อสร้างดัดแปลงอาคารผิดแบบแปลนจากที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารเดิมในส่วนตัวอาคารพิพาทที่ทำเป็นอาคาร 3 ชั้น ดังนั้นจึงทำให้จำเลยทราบความจริงในเหตุที่ 3 ทำให้อาคารพิพาทไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในข้อ 4 (5) และจำเลยนำสืบอ้างต่อไปว่าแต่ขณะทำสัญญาเช่าโจทก์กลับปกปิดความจริงไม่ยอมแจ้งให้จำเลยทราบถึงเหตุทั้งสามดังกล่าวว่าอาคารพิพาทไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้ จำเลยเพิ่งมาทราบความจริงภายหลังตอนที่ไปติดต่อที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ แต่โจทก์กลับแนะนำจำเลยให้ประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทต่อไปโดยไม่ต้องขออนุญาต จำเลยไม่ยินยอม จึงเป็นการที่จำเลยแสดงเจตนาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ไปโดยสำคัญผิดไม่ทราบความจริงในคุณสมบัติของทรัพย์สินอาคารพิพาทและความสำคัญผิดตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญเนื่องจากถ้าจำเลยทราบความจริงจำเลยคงไม่ทำสัญญาเช่ากับโจทก์ โดยเหตุที่จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์เนื่องจากขณะทำสัญญาเช่าจำเลยต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทเป็นสำคัญซึ่งจำเลยเข้าใจว่าสามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้ สัญญาเช่าจึงเป็นโมฆียะ เมื่อจำเลยบอกล้างแล้วจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 157 และ 176 คู่กรณีจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม เมื่อจำเลยไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้การเช่าอาคารพิพาทที่จำเลยทำสัญญากับโจทก์จึงเป็นอันไร้ประโยชน์ จำเลยจึงหยุดไม่ทำการปรับปรุงอาคารพิพาทต่อไปและเรียกร้องให้โจทก์คืนเงินตามฟ้องแย้งแต่โจทก์เพิกเฉย โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยตามฟ้องแย้ง แต่จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

โจทก์นำสืบปฏิเสธอ้างว่า ความต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทของจำเลยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์แล้วดังจะเห็นได้ว่าจำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงเรื่องนี้ในขณะทำสัญญาเช่าโดยจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบในขณะทำสัญญาเช่าเพียงว่าจำเลยต้องการเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจทำเป็นห้องโชว์สินค้าเซรามิกในอาคารพิพาทที่เช่าเท่านั้น และวัตถุประสงค์ของจำเลยในปี 2558 ขณะทำสัญญาเช่า มีแต่เพียงประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายเซรามิก จำเลยเพิ่งมาจดทะเบียนเปลี่ยนเพิ่มวัตถุประสงค์ เป็นประกอบธุรกิจโรงแรมในวันที่ 10 ตุลาคม 2559 ภายหลังจากทำสัญญาเช่า 1 ปี และตามอันดับ 102 แผ่นที่ 2 จำเลยยอมรับว่า จำเลยเป็นผู้ร่างสัญญาเช่าขึ้นมาเองส่งไปให้โจทก์ตรวจแก้ไข จากนั้นจำเลยก็ได้พิมพ์ข้อความตามร่างสัญญาเช่าขึ้นมาออกมาเป็นสัญญาเช่า แต่ในสัญญาเช่าก็ไม่ได้ระบุไว้เลยว่าจำเลยเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรม เมื่อเป็นดังนี้โจทก์จึงไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าที่ดินที่อาคารพิพาทตั้งอยู่เป็นที่ธรณีสงฆ์ไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้ อีกทั้งจำเลยตรวจสอบอาคารแล้วจำเลยทราบดีว่าอาคารพิพาทตั้งอยู่ข้างวัด จำเลยจะมาอ้างว่าทำสัญญาเช่าไปโดยสำคัญผิดไม่ทราบความจริงไม่ได้ เนื่องจากความสำคัญผิดของจำเลยในขณะทำสัญญาเช่าตามปกติไม่ถือว่าเป็นสาระสำคัญ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยตามฟ้องแย้ง และนับแต่ทำสัญญาเช่าโจทก์เข้าใจมาโดยตลอดว่าจำเลยทำการปรับปรุงอาคารภายในไม่มากจึงให้โอกาสแก่จำเลย 1 เดือน โดยไม่คิดค่าเช่า ซึ่งในการประกอบธุรกิจโรงแรมจำเลยปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทโดยพลการโดยโจทก์ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวและจำเลยไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากโจทก์ เนื่องจากไลน์ที่จำเลยส่งมาหาโจทก์จำเลยเพียงแสดงภาพสามมิติอาคารพิพาทมาให้โจทก์ดูเท่านั้นแต่จำเลยไม่ได้ส่งแบบแปลนที่ 1 ของอาคารพิพาทที่จำเลยต้องการปรับปรุงโดยมีวิศวกรรับรองมาให้โจทก์ดูเพื่อให้ความยินยอมเป็นหนังสือทั้ง ๆ ที่โจทก์ก็ไลน์แจ้งจำเลยไปแล้วว่าให้จำเลยช่วยแสดงรูปแบบโครงสร้างหลังคาอาคารให้โจทก์ดูด้วย อีกทั้งจำเลยดำเนินการปรับปรุงต่อเติมอาคารผิดเทศบัญญัติในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าที่ไม่มีกาแลโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคาร ทำให้เทศบาลนครเชียงใหม่มีหนังสือมาถึงโจทก์ในฐานะเจ้าของอาคารพิพาทให้ทำการแก้ไข และต่อมาเทศบาลมีคำสั่งให้โจทก์ในฐานะเจ้าของอาคารพิพาทรื้อถอนงานในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าทั้งหมด เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว โจทก์จึงต้องไปดำเนินการประสานงานกับทางเทศบาลให้จำเลยแก้ไขให้ถูกต้องตามแบบแปลนที่โจทก์ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารเดิมเท่านั้น แต่จำเลยก็ไม่ทำการแก้ไขทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้จำเลยยังผิดนัดชำระค่าเช่าอันเป็นการผิดสัญญา เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วมีผลในวันที่ 7 มีนาคม 2560 ตามหนังสือบอกกล่าวและใบตอบรับ ดังนั้นจำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องและรับฟังต่อไปได้ว่าภายหลังฟ้องวันที่ 8 สิงหาคม 2561 จำเลยและบริวารได้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาทแล้วในสภาพที่จำเลยยังไม่ได้แก้ไขทำหลังคากาแลให้แล้วเสร็จ ส่วนที่ทำไปแล้วก็ไม่เหมือนของเดิมอย่างตามแบบแปลนที่ 2 และตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 28 สิงหาคม 2561 จึงถือว่าในการปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทจำเลยยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ โดยจำเลยยังไม่ดำเนินการแก้ไขงานในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าให้แล้วเสร็จตามแบบแปลนที่โจทก์ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารเดิม

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกามีว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องและโจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยตามฟ้องแย้งหรือไม่ ก่อนอื่นต้องวินิจฉัยก่อนว่าจำเลยต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทตั้งแต่แรกในขณะที่ทำสัญญาเช่าหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยไม่ต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมตั้งแต่แรกในขณะทำสัญญาเช่าโดยขณะทำสัญญาเช่าตอนแรกจำเลยต้องการประกอบธุรกิจทำเป็นห้องโชว์สินค้าเซรามิกในอาคารพิพาทเท่านั้นอันเป็นสาเหตุให้จำเลยมาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ ความต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทของจำเลยเป็นเรื่องเกิดขึ้นภายหลังจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์แล้ว เห็นว่า เมื่อการเช่าอาคารพิพาทจำเลยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรม ดังจะเห็นได้ว่าในการที่จำเลยปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทจำเลยทำเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมทั้งสิ้น ซึ่งตามภาพถ่ายและจากข้อเท็จจริงที่กล่าวมาแล้วประกอบกับตามที่จำเลยนำสืบปรากฏชัดนับแต่การรื้อถอนโครงเหล็กโลหะแผ่นเรียบด้านหน้าของผู้เช่าเดิมกับการรื้อถอนโครงเหล็กหลังคารวมทั้งรื้อหลังคากาแลออกไปจนหมดคงเหลือแต่ตัวอาคารและทุบผนังกำแพงภายในอาคารทั้งสามชั้นออกจนโจทก์ไม่พอใจต้องไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจก็เป็นการทำเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรม ส่วนที่จำเลยดำเนินการปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทต่อไปด้วยการว่าจ้างนายวิโรจน์ นั้น จะเห็นได้ชัดว่าเป็นการทำเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมนั้นเอง เนื่องจากมีการกั้นห้องก่อผนังกำแพงติดประตูและหน้าต่างอะลูมิเนียมใหม่ ทำห้องน้ำปูพื้นกระเบื้องใหม่พร้อมทาสีภายนอกภายในอาคารใหม่หมดทั้งอาคารเพื่อทำเป็นห้องพักในอาคารชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ทั้งสามคูหาส่วนอาคารชั้นที่ 1 ทำเป็นร้านค้าทั้งสามคูหาก็เพื่อให้บริการแขกที่มาพักในโรงแรมนั้นเอง ตลอดถึงการทำโครงเหล็กหลังคาใหม่เป็นหลังคาแผ่นเหล็กเป็นเหตุให้ผิดเทศบัญญัติที่ไม่มีหลังคากาแลจนมีปัญหาไปถึงเทศบาลนครเชียงใหม่มีคำสั่งให้โจทก์ในฐานะเจ้าของอาคารรื้อถอน และโจทก์กับจำเลยก็ไปติดต่อนายอติชาต ผู้อำนวยการส่วนโยธาเพื่อหาทางแก้ไขทำหลังคากาแลจนจำเลยต้องไปว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ให้ทำการแก้ไขทำหลังคากาแลให้ถูกต้องตามเทศบัญญัติแต่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ก็ยังแก้ไขทำหลังคาไม่แล้วเสร็จแล้วทิ้งงานไปจนจำเลยต้องไปต่อว่าโจทก์ในเวลาต่อมาก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวกับงานปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทเพื่อทำเป็นห้องโถงใต้หลังคาบนพื้นดาดฟ้าของอาคารทั้งสามคูหาเพื่อเป็นห้องอาหารสำหรับแขกที่มาพักในโรงแรมอันเป็นการทำเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมนั้นเอง อีกทั้งเมื่อปรับปรุงต่อเติมอาคารใกล้แล้วเสร็จตอนที่จำเลยไปติดต่อที่อำเภอเมืองเชียงใหม่จนทราบความจริงถึงเหตุทั้งสามที่จำเลยนำสืบอ้างว่าเป็นเหตุให้อาคารพิพาทไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้จนมีเรื่องพิพาทกันกับโจทก์ก็เป็นการทำเพื่อขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมลำพังการประกอบธุรกิจสินค้าเซรามิกเพียงอย่างเดียวที่ทำเป็นเพียงห้องโชว์สินค้าเซรามิกที่อาคารคูหาหนึ่งเพียงชั้นที่ 1 ชั้นเดียวเท่านั้น ถ้าจำเลยต้องการประกอบธุรกิจสินค้าเซรามิกขณะทำสัญญาเช่าในตอนแรกอย่างที่โจทก์ฎีกา จำเลยไม่จำเป็นต้องมาลงทุนปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทเกือบหมดทั้งหลังทั้งสามคูหาจนมีการผิดเทศบัญญัติต้องไปติดต่อกับเทศบาลและไปติดต่อที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ในเวลาต่อมาจนมีเรื่องพิพาทกับโจทก์เช่นนี้นอกจากนี้ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 จำเลยก็แถลงอยู่ว่ารายได้จากการประกอบธุรกิจโรงแรมเป็นรายได้หลัก ลำพังรายได้จากร้านค้ารวมถึงห้องโชว์สินค้าเซรามิกไม่เพียงพอที่จะชำระค่าเช่าให้โจทก์ได้ถึงเดือนละ 80,000 บาท เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องแสดงว่าจำเลยต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทตั้งแต่แรกในขณะทำสัญญาเช่าแล้วนั้นเองเนื่องจากมิฉะนั้นคงไม่เป็นเช่นนี้จากเหตุดังกล่าว ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอย่างที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยต้องการประกอบธรุกิจโรงแรมในอาคารพิพาทตั้งแต่แรกในขณะทำสัญญาเช่าอันเป็นสาเหตุให้จำเลยมาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ดังนั้นจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบในขณะทำสัญญาเช่าแล้วว่าจำเลยต้องการเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจโรมแรม คำแก้ฎีกาจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาอย่างที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบในขณะทำสัญญาเช่าเพียงว่าจำเลยต้องการเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจสินค้าเซรามิกเท่านั้นรับฟังไม่ขึ้นเมื่อเป็นดังนี้ แม้จำเลยเพิ่งมาจดทะเบียนเปลี่ยนเพิ่มวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจโรงแรมในภายหลังจากทำสัญญาเช่าอีก 1 ปี และจำเลยเป็นผู้ร่างสัญญาเช่าขึ้นมาเองแล้วส่งไปให้โจทก์ ตรวจแก้ไขแต่ก็ไม่ได้ระบุไว้เลยว่าเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมโดยสัญญาเช่าเพียงระบุว่าเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบกิจการพาณิชย์เท่านั้นอย่างที่โจทก์ฎีกาก็ไม่ใช่เป็นข้อพิรุธของจำเลย น่าเชื่อว่าในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ทำสัญญากับโจทก์ก็อยู่บนความไว้เนื้อเชื่อใจกัน จำเลยถึงไม่ได้มาใส่ใจในรายละเอียดของเอกสารซึ่งเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย เนื่องจากขณะนั้นจำเลยยังไม่ได้พิพาทกับโจทก์เป็นคดีนี้ ดังจะเห็นได้ว่าสัญญาเช่าก็ไม่ได้ระบุไว้เลยว่าเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจสินค้าเซรามิกเช่นกันฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นแม้คำแก้ฎีกาจำเลยฟังขึ้นตามที่กล่าวมาแล้ว แต่เมื่อตามกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ.2551 ซึ่งออกมาโดยอาศัยพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจโรงแรม ไม่ได้ห้ามว่าถ้าที่ดินที่อาคารพิพาทตั้งอยู่เป็นที่ธรณีสงฆ์แล้วจะประกอบธุรกิจโรงแรมไม่ได้อย่างที่จำเลยนำสืบตามความจริงในเหตุที่ 1 เนื่องจากข้อ 3 (4) ของกฎกระทรวงซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับได้กำหนดห้ามไว้ทั้งหมดว่า ไม่ว่าอาคารพิพาทจะตั้งอยู่ในที่เอกชนหรือที่ธรณีสงฆ์หรือไม่ ถ้าอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับศาสนสถานแล้วก็ไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะไปวินิจฉัยอย่างที่จำเลยนำสืบเป็นผลให้ไปรับฟังว่าจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ไปโดยสำคัญผิดไม่ทราบความจริง ในเหตุที่ 1 ในเรื่องที่ธรณีสงฆ์ ทำให้สัญญาเช่าเป็นโมฆียะนั้นเป็นการวินิจฉัยคนละเรื่องกันเมื่อวัดทรายมูลเมืองเป็นวัดคู่เมืองเชียงใหม่ที่สร้างขึ้นมามากกว่า 500 ปีแล้ว โดยอาคารพิพาทก็ตั้งอยู่ข้างวัดนั้นเองซึ่งตามภาพถ่ายปรากฏชัดว่าเป็นเช่นนั้นจริง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยก็ต้องทราบแล้วในขณะทำสัญญาเช่าว่าอาคารพิพาทอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับวัดทรายมูลเมือง ซึ่งเป็นศาสนสถานที่ไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมโดยเหตุที่มีกฎหมายห้าม ส่วนโจทก์ก็ต้องทราบอยู่แล้วเช่นกันเนื่องจากเป็นผู้เช่าที่ดินจากวัดเอง แต่จำเลยก็ยังต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทตั้งแต่แรกในขณะที่ทำสัญญาเช่าอยู่อีกและโจทก์ก็ทราบถึงความต้องการจำเลยเนื่องจากจำเลยแจ้งให้ทราบตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วตามคำแก้ฎีกาจำเลย เมื่อโจทก์กับจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกันโดยมีมูลเหตุชักจูงใจเพื่อจะประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาททั้ง ๆ ที่มีกฎหมายห้ามไว้เช่นนี้จึงเป็นการที่จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับโจทก์โดยมีวัตถุประสงค์ในมูลเหตุชักจูงใจเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาเช่าจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 เมื่อสัญญาเช่าเป็นโมฆะโจทก์จะมาเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ และเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจากจำเลยไม่ได้ ส่วนการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากสัญญาเช่าที่เป็นโมฆะจะต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 172 วรรคสอง แต่เมื่อโจทก์กับจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทโดยมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันเป็นการผิดกฎหมาย จึงถือว่าการที่โจทก์จำเลยกระทำการชำระหนี้ตามสัญญาเช่าเป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ทั้งโจทก์และจำเลยหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 และเมื่อโจทก์กับจำเลยต่างก็กระทำการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายด้วยกันทั้งสองฝ่าย จำเลยจะมาฟ้องแย้งว่าโจทก์กระทำละเมิดมาหลอกลวงจำเลยด้วยการปกปิดความจริงในเหตุทั้งสามทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างที่จำเลยนำสืบไม่ได้ ถือว่าเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตด้วยเหตุนี้จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องด้วยการที่ต้องชำระหนี้ค่าเช่าที่ค้าง 243,450 บาท ชำระค่าปรับ 102,000 บาท ชำระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา 20,946 บาท และชำระค่าติดตั้งประตูเหล็กม้วน 50,000 บาท และโจทก์ก็ไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยตามฟ้องแย้งด้วยการคืนทรัพย์ที่ต้องคืนเงินค่าเช่าล่วงหน้า 240,000 บาท เงินประกันความเสียหาย 300,000 บาท ค่าเช่าที่ชำระไปแล้ว 1,120,000 บาท และไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายในค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปในการปรับปรุงอาคารพิพาทอีก 2,890,518 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยให้โจทก์กับจำเลยต่างรับผิดต่อกันนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา จากเหตุดังกล่าวจึงไม่จำเป็นต้องไปวินิจฉัยว่าสัญญาเช่าจะเป็นโมฆียะเนื่องจากจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ไปโดยสำคัญผิดไม่ทราบความจริงในเหตุที่ 1 ในเรื่องที่ธรณีสงฆ์และจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ไปโดยสำคัญผิดไม่ทราบความจริงในเหตุที่ 3 ที่โจทก์ก่อสร้างดัดแปลงอาคารพิพาทผิดแบบแปลนจากที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารเดิม และไม่จำเป็นต้องไปวินิจฉัยว่าจำเลยผิดสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่เพียงใด อย่างที่โจทก์ฎีกาและจำเลยแก้ฎีกาโต้เถียงกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องเดิมและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 172 วรรคสอง ม. 411 ม. 537
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว. โดยนาง อ. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวชลทิชา แข็งสาริกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายยอดชาย วีระพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ธนิต รัตนะผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4167/2564
#680826
เปิดฉบับเต็ม

แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่ทำหรือจัดการทรัพย์ของโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้าน แต่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 ข้อ 5 ให้คำนิยาม เจ้าหน้าที่พัสดุ หมายความว่า พนักงานส่วนตำบลหรือข้าราชการอื่นที่ปฏิบัติงานในองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ประธานกรรมการบริหารแต่งตั้งหรือมอบหมายให้มีหน้าที่หรือปฏิบัติงานเกี่ยวกับการพัสดุตามระเบียบนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่ทำหรือจัดการเงินที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมออนุมัติแล้วการที่จำเลยที่ 1 เสนอรายงานขอจ้างเหมาติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านตามโครงการดังกล่าวโดยวิธีตกลงราคาพร้อมรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างต่อจำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำและจัดการทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานทำหรือจัดการทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 (เดิม) และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 (เดิม) อันเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 157 (เดิม) ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ส่วนจำเลยที่ 2 คงได้ความแต่ว่า จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ มีหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้อบัญญัติ ระเบียบและข้อบังคับของทางราชการ มีอำนาจสั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการขององค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างองค์การบริหารส่วนตำบล กับมีอำนาจในการอนุมัติสั่งซื้อสั่งจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 ซึ่งจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเป็นผู้อนุมัติเห็นชอบตามที่จำเลยที่ 1 เสนอมาเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อทรัพย์ใด ๆ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 147, 151, 157 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 100,000 บาท แก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุก 3 ปี 4 เดือน ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนโยธา องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ มีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ มีอำนาจสั่งซื้อสั่งจ่ายให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 จำเลยที่ 3 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปและจำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้าง เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2547 สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอมีมติในการประชุมสมัยวิสามัญ สมัยที่ 1 ครั้งที่ 2 อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้าน เป็นเงิน 100,000 บาท โดยกำหนดรายละเอียดโครงการว่า ติดตั้งป้ายกระจกโค้ง จำนวน 10 ชุด ป้ายทางโค้ง จำนวน 6 ป้าย กันเลนบริเวณ 3 แยก 2 จุด ลูกระนาด จำนวน 30 จุด และป้ายลดความเร็ว จำนวน 6 ป้าย ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุเสนอรายงานขอจ้างเหมาติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านตามโครงการดังกล่าวโดยวิธีตกลงราคา แต่ไม่มีรายการประมาณการค่าดำเนินการแยกแต่ละรายการ และไม่มีการเสนอแต่งตั้งผู้ควบคุมงาน มีเพียงวงเงินรวมที่ตั้งไว้ พร้อมรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างต่อจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้สั่งจ้างพิจารณา จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นชอบและลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจการจ้าง วันที่ 15 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 3 เสนอทำงานดังกล่าวเป็นเงิน 100,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 6,542.10 บาท กำหนดเวลาส่งมอบงานภายใน 30 วัน นับถัดจากวันเริ่มทำสัญญา จำเลยที่ 2 ตกลงจ้างเหมาจำเลยที่ 3 ติดตั้งสัญลักษณ์จราจรดังกล่าว เป็นเงิน 100,000 บาท กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 14 เมษายน 2547 ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำบันทึกรายงานการก่อสร้างประจำวันโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้าน วันที่ 29 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 3 มีหนังสือขอส่งมอบงานต่อจำเลยที่ 2 ว่า ทำการแล้วเสร็จถูกต้องตามสัญญาจ้าง ขอให้คณะกรรมการตรวจการจ้างตรวจรับงาน หากถูกต้องแล้วขอให้เบิกจ่ายเงินให้จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกเสนอจำเลยที่ 2 ว่า เห็นควรแจ้งคณะกรรมการตรวจการจ้างตรวจรับงานจ้างเพื่อเบิกจ่ายเงินให้ผู้รับเหมาต่อไป จำเลยที่ 2 แจ้งคณะกรรมการตรวจการจ้างทราบ ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำบันทึกเสนอประธานคณะกรรมการตรวจการจ้างว่าได้ควบคุมงานตั้งแต่วันที่ผู้รับเหมาเริ่มทำงานและผู้รับเหมาทำงานเสร็จเรียบร้อยถูกต้องเป็นไปตามรายละเอียดแบบแปลนขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ วันที่ 31 มีนาคม 2547 คณะกรรมการตรวจการจ้างเสนอจำเลยที่ 2 ว่า ผู้รับเหมาส่งมอบงานถูกต้องครบถ้วนตามแบบ รูป และรายละเอียดทุกประการ สมควรเบิกจ่ายเงิน 100,000 บาท ให้ผู้รับเหมา จำเลยที่ 2 จึงอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินให้ผู้รับเหมา วันที่ 2 เมษายน 2547 มีการเบิกจ่ายเงิน 100,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 โดยหักภาษี ณ ที่จ่าย 1,000 บาท โดยการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสียสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น กับจำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 1 ปัญหาต้องพิจารณามีว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ทำและจัดการเงินจำนวน 100,000 บาท ที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมออนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนได้ความว่า เมื่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอมีมติอนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้าน เป็นเงิน 100,000 บาท แล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุเสนอรายงานขอจ้างเหมาติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านตามโครงการดังกล่าวโดยวิธีตกลงราคาพร้อมรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างต่อจำเลยที่ 2 แม้ข้อเท็จจริงทางไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่ทำหรือจัดการทรัพย์ของโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านก็ตาม แต่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 ข้อ 5 ให้คำนิยาม เจ้าหน้าที่พัสดุ หมายความว่า พนักงานส่วนตำบลหรือข้าราชการอื่นที่ปฏิบัติงานในองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ประธานกรรมการบริหารแต่งตั้งหรือมอบหมายให้มีหน้าที่หรือปฏิบัติงานเกี่ยวกับการพัสดุตามระเบียบนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่ทำหรือจัดการเงินจำนวน 100,000 บาท ที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมออนุมัติแล้ว การที่จำเลยที่ 1 เสนอรายงานขอจ้างเหมาติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านตามโครงการดังกล่าวโดยวิธีตกลงราคาพร้อมรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างต่อจำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำและจัดการทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานทำหรือจัดการทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ปัญหาต้องพิจารณามีว่า จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ซื้อ จ้างโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใด อย่างไร ได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ ให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้อบัญญัติ ระเบียบและข้อบังคับของทางราชการ มีอำนาจสั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการขององค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างองค์การบริหารส่วนตำบล กับมีอำนาจในการอนุมัติสั่งซื้อสั่งจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2538 ส่วนการซื้อการจ้างโดยวิธีตกลงราคาคดีนี้ ทางไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เสนอรายงานขอจ้างติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านตามโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านโดยวิธีตกลงราคาพร้อมรายชื่อคณะกรรมการตรวจการจ้างต่อจำเลยที่ 2 เพื่อให้ความเห็นชอบ ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ให้ความเห็นชอบตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ เห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเป็นผู้อนุมัติเห็นชอบตามที่จำเลยที่ 1 เสนอมาเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อทรัพย์ใด ๆ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) และเมื่อวินิจฉัยข้างต้นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) แล้ว ประกอบกับจำเลยที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ หรือจัดการทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ทั้งเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 157 (เดิม) ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตามศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่ 3 โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน เห็นว่า โทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้น เป็นอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่ำกว่านี้ได้อีก แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคำเบิกความของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นควรลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสาม ส่วนที่จำเลยที่ 3 ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการช่วยส่งเสริมให้เจ้าพนักงานกระทำโดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอและมีผลกระทบต่องบประมาณของรัฐในการพัฒนาประเทศทำให้รัฐต้องเสียหาย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ลำพังจำเลยที่ 3 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องรับผิดชอบต่อบุพการี ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์จำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี 2 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 147 ม. 151 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 — นายทิษณุ เพ็งไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4163/2564
#664350
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.1406/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรีซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 ได้ฟ้องโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้มอบอำนาจหรือยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าห้องชุดพิพาทกับโจทก์ โจทก์บุกรุกเข้าอาศัยในห้องชุดพิพาทเป็นการละเมิดจำเลยที่ 2 ขอให้โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องชุดพิพาทพร้อมชดใช้ค่าเสียหาย ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องชุดพิพาทกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ยินยอมหรือไม่ และโจทก์อยู่อาศัยในห้องชุดพิพาทเป็นการทำละเมิดต่อจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งตามสัญญาเช่า โจทก์ได้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าจนครบกำหนดเวลาเช่า ต่อมาโจทก์ จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจะไม่ได้ตกลงกันในทุกประเด็นที่มีการฟ้องก็ตาม ก็ถือได้ว่ามีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีแล้วและศาลจังหวัดมีนบุรีได้พิพากษาตามยอมมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 2 นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 ที่ระบุว่า โจทก์และจำเลย (จำเลยที่ 2 และโจทก์คดีนี้) ไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ กันอีกย่อมหมายรวมถึง ค่าเช่าล่วงหน้าตามสัญญาเช่าที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ด้วย โจทก์จึงถูกปิดปากด้วยข้อสัญญาดังกล่าวมิอาจฟ้องค่าเช่าล่วงหน้าที่โจทก์ยังอยู่อาศัยในห้องชุดพิพาทไม่ครบกำหนดได้ และการที่โจทก์ฟ้องขอเรียกค่าเช่าล่วงหน้าดังกล่าวเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำเฉพาะจำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองอ้างว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องชุดพิพาทกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เจ้าของห้องชุดพิพาท ในลักษณะจำเลยที่ 2 เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่ากับโจทก์ มิใช่กระทำเป็นส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าตามสัญญาเช่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินคืนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 8,947,805.36 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 8,933,120.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 8,947,805.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,933,120.78 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 222/363, 222/364 และ 222/406 จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 นำห้องชุดพิพาททั้งสามห้องมาให้โจทก์เช่าเป็นระยะเวลา 5 ปี โจทก์ชำระค่าเช่าล่วงหน้าครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2559 จำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดมีนบุรี คดีหมายเลขดำที่ 548/2559 หมายเลขแดงที่ พ.1406/2559 ขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากห้องชุดที่พิพาท วันที่ 22 สิงหาคม 2559 จำเลยที่ 2 ในฐานะโจทก์กับโจทก์ในฐานะจำเลยในคดีดังกล่าวได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า ข้อ 1 โจทก์และจำเลยตกลงกันได้โดยจำเลยยินยอมส่งมอบห้องชุดเลขที่ 222/363 และ 222/364 คืนให้โจทก์พร้อมขนย้ายทรัพย์สินภายในวันที่ 30 กันยายน 2559 ส่วนห้องชุดเลขที่ 222/406 จำเลยจะส่งมอบห้องเช่าคืนภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อ 2 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อ 1 ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากค่าเช่าที่โจทก์ไม่ได้รับของห้องชุด 222/363 และ 222/364 เดือนละ 100,000 บาท ข้อ 3 โจทก์และจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ กันอีก ข้อ 4 โจทก์และจำเลยตกลงตามข้อ 1 ถึงข้อ 3 และศาลจังหวัดมีนบุรีพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.1406/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรีหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.1406/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรีซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 ได้ฟ้องโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้มอบอำนาจหรือยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าห้องชุดพิพาทกับโจทก์ โจทก์บุกรุกเข้าอาศัยในห้องชุดพิพาทเป็นการละเมิดจำเลยที่ 2 ขอให้โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องชุดพิพาทพร้อมชดใช้ค่าเสียหาย ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องชุดพิพาทกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ยินยอมหรือไม่ และโจทก์อยู่อาศัยในห้องชุดพิพาทเป็นการทำละเมิดต่อจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งตามสัญญาเช่า โจทก์ได้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าจนครบกำหนดเวลาเช่า ต่อมาโจทก์ จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจะไม่ได้ตกลงกันในทุกประเด็นที่มีการฟ้องก็ตาม ก็ถือได้ว่ามีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีแล้วและศาลจังหวัดมีนบุรีได้พิพากษาตามยอมมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 2 นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ที่ระบุว่า โจทก์และจำเลย (จำเลยที่ 2 และโจทก์คดีนี้) ไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ กันอีกย่อมหมายรวมถึง ค่าเช่าล่วงหน้าตามสัญญาเช่าที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ด้วย โจทก์จึงถูกปิดปากด้วยข้อสัญญาดังกล่าวมิอาจฟ้องค่าเช่าล่วงหน้าที่โจทก์ยังอยู่อาศัยในห้องชุดพิพาทไม่ครบกำหนดได้ และการที่โจทก์ฟ้องขอเรียกค่าเช่าล่วงหน้าดังกล่าวเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำเฉพาะจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอ้างว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องชุดพิพาทกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เจ้าของห้องชุดพิพาท ในลักษณะจำเลยที่ 2 เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่ากับโจทก์ มิใช่กระทำเป็นส่วนตัวของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าตามสัญญาเช่าคืนแก่โจทก์ ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ป.
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวจิรารส พร้อมปริศนา
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ เย็นยิ่ง
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
รัชนี สุขใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4138/2564
#680733
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การต่อสู้ว่า ตนเองมีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทดีกว่าโจทก์ แต่จำเลยกลับให้การต่อมาว่า โจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ยอมชำระค่าเช่าตั้งแต่ปี 2553 ต่อมาปี 2555 โจทก์รับโอนที่ดินมาจากมารดา การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขับไล่จำเลยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2560 คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ จึงเห็นได้ว่าคำให้การในตอนต้นของจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่พิพาท ส่วนคำให้การในตอนหลังกลับยอมรับสิทธิของโจทก์เรื่องจำเลยไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ คำให้การของจำเลยจึงขัดแย้งกันเอง เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง

จำเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ แม้ที่ดินส่วนนี้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ตาม แต่ก็เพียงทำให้โจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้เท่านั้น แต่ระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นราษฎรด้วยกัน การที่จำเลยเช่าที่ดินส่วนที่ไม่มีเอกสารสิทธิเนื้อที่ 23 ไร่ 96 ตารางวาจากโจทก์ โดยจำเลยยอมเสียค่าเช่าหรือค่าตอบแทนแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลย การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการอาศัยสิทธิของโจทก์ จึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทส่วนนี้ดีกว่าจำเลย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารกับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 และที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิของโจทก์ ห้ามมิให้จำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ต่อไป และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 60,000 บาท กับค่าเสียหายรายปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวาร โดยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 และที่ดินมือเปล่ารวมเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ ตามกรอบสีแดงในแผนที่พิพาท กับห้ามมิให้จำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินแปลงพิพาทของโจทก์อีกต่อไป ให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 60,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นรายปี ๆ ละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 18 สิงหาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินแปลงพิพาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติม ต่อมาจำเลยยื่นคำแถลงขออนุญาตวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมและยื่นคำร้องขออ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์พร้อมขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีหมายแจ้งคำสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมให้ถูกต้องครบถ้วน แต่จำเลยและทนายจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วเพิกเฉยไม่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่ขาดให้ครบภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือได้ว่าจำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 ประกอบมาตรา 246 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 6 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 6,000 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ส่วนคำแถลงขออนุญาตวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำแถลงเกินระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ทั้งไม่ปรากฏเหตุขัดข้องที่จำเลยไม่อาจวางเงินภายในกำหนดเวลาได้ จึงไม่อนุญาต ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องขออ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์พร้อมบัญชีระบุพยานชั้นอุทธรณ์ คำร้องขอส่งคำคู่ความและคำแถลงประกอบการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 นั้น เห็นว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นเอกชนว่าใครเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทดีกว่ากัน มิใช่ข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับรัฐ เอกสารท้ายคำร้องและคำแถลงดังกล่าวของจำเลยจึงไม่ใช่พยานหลักฐานซึ่งจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานนั้นเพื่อให้การวินิจฉัยข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม ประกอบมาตรา 246 จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง ส่วนคำแถลงประกอบการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้รวมสำนวนไว้

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติว่า จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยระบุทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ 600,000 บาท เสียค่าขึ้นศาลมา 12,000 บาท และค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 19 มิถุนายน 2562 ว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 60,000 บาท และค่าเสียหายอีกปีละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท จำเลยอุทธรณ์ ขอให้พิพากษากลับเป็นยกฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 660,000 บาท ต้องชำระค่าขึ้นศาล 13,200 บาท แต่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลเพียง 12,000 บาท เป็นการไม่ถูกต้อง และให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อน หากจำเลยไม่ชำระภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นออกหมายนัดลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 แจ้งจำเลยและทนายจำเลยให้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 และปรากฏตามรายงานการเดินหมายว่าส่งหมายแจ้งให้จำเลยทราบโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2562 และส่งหมายแจ้งให้ทนายจำเลยทราบโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฝ่ายจำเลยไม่มาศาลและไม่ได้ติดต่อแจ้งเหตุขัดข้องและจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 เกี่ยวกับการชำระค่าขึ้นศาลให้ถูกต้อง ศาลชั้นต้นจึงงดอ่านคำพิพากษาและส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่ขาดให้ครบภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงถือว่าจำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 ประกอบมาตรา 246 และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความและอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ 526-527/2562 ฉบับลงวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ว่า จำเลยยื่นคำแถลงขออนุญาตวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมนั้น จำเลยยื่นคำแถลงดังกล่าวเกินระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ทั้งไม่ปรากฏเหตุขัดข้องที่จำเลยไม่อาจวางเงินภายในกำหนดเวลาได้ จึงไม่อนุญาต ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องขออ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์พร้อมบัญชีระบุพยานชั้นอุทธรณ์ คำร้องขอส่งคำคู่ความและคำแถลงประกอบการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า เอกสารท้ายคำร้องและคำแถลงดังกล่าวของจำเลยไม่ใช่พยานหลักฐานสำคัญซึ่งจำเป็น ต้องสืบพยานหลักฐานนั้น จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง ส่วนคำแถลงประกอบการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้รวมสำนวนไว้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาประการแรกของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ให้จำหน่ายคดีจำเลยเพราะจำเลยไม่วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมภายในกำหนดและคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ไม่อนุญาตให้จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 19 มิถุนายน 2562 ซึ่งศาลชั้นต้นได้ออกหมายนัดลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 แจ้งให้จำเลยและทนายจำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ยังขาดอยู่ก่อนหรือภายในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คือวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ศาลนำหมายนัดไปส่งให้จำเลยวันที่ 13 กรกฎาคม 2562 และทนายจำเลยวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 โดยวิธีปิดหมาย ซึ่งการส่งหมายด้วยวิธีดังกล่าวมีผลใช้ได้ต่อเมื่อกำหนดเวลา 15 วัน ได้ล่วงพ้นไปแล้วนับแต่วันที่ปิดหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง ดังนี้ เมื่อนับถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงยังไม่ล่วงพ้นเวลา 15 วันการส่งหมายนัดดังกล่าวให้แก่จำเลยและทนายจำเลยจึงยังไม่มีผลตามมาตรา 79 วรรคสองถือว่าจำเลยและทนายจำเลยยังไม่ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าจำเลยและทนายจำเลยทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยชอบแล้วและเพิกเฉยไม่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่ขาดให้ครบถือว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 6 นั้น จึงเป็นการไม่ชอบและเมื่อต่อมาจำเลยยื่นคำแถลงขอวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่อนุญาตเพราะอ้างว่าเกินระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเช่นกันฎีกาในข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น และเมื่อจำเลยได้วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมโดยศาลชั้นต้นรับเงินดังกล่าวไว้แล้ว ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมได้ ดังนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงต้องรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยเสียเองโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษา ส่วนฎีกาของจำเลยในปัญหาที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกคำร้องของจำเลยที่ขออ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์พร้อมบัญชีระบุพยานชั้นอุทธรณ์ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า บัญชีระบุพยานเพิ่มเติมชั้นอุทธรณ์ของจำเลยนั้นเป็นสำเนาหนังสือของส่วนราชการต่าง ๆ ได้แก่ สำเนาหนังสือของกรมที่ดิน สำเนาหนังสือของกรมป่าไม้ สำเนาหนังสือของสำนักงานที่ดินจังหวัดกำแพงเพชร สำเนาหนังสือของรองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชรและสำเนาหนังสือของสำนักงานจังหวัดกำแพงเพชร พร้อมพยานบุคคลซึ่งเป็นนักวิชาการที่ดินซึ่งเป็นพยานที่อยู่ในขั้นตอนการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 ของโจทก์ทั้งสิ้น ประกอบกับในชั้นฎีกาจำเลยยังยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมชั้นฎีกาอีกคือสำเนาหนังสือของทางราชการที่ระบุว่าอธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 อันเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลของการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์อันเป็นกระบวนการขั้นสุดท้ายต่อจากเอกสารที่จำเลยอ้างเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาจำต้องสั่งเรื่องการอ้างบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาของจำเลยอยู่แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยเรื่องจำเลยขออ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิเคราะห์แล้ว ต่อไปจะได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งมีข้อเท็จจริงของเนื้อหาแห่งคดีในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับบุคคลอื่นมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 ซึ่งทางราชการออกให้เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2516 โดยมีจำเลยทำประโยชน์อยู่ในที่ดินดังกล่าวกับทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิรวมเนื้อที่ดินพิพาทบริเวณกรอบสีแดงในแผนที่พิพาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยเช่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 จำนวนเนื้อที่กี่ไร่ และไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เช่าที่ดินตามกรอบสีแดงที่อยู่นอกเขตที่ดิน (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 จำนวนเนื้อที่กี่ไร่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 และที่ดินมือเปล่าบางส่วนรวมเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ จากมารดาโจทก์โดยตกลงคิดค่าเช่าเป็นราคาข้าวจำนวน 10 ถัง ต่อราคาค่าเช่า 1 ไร่ ต่อมาที่ดินตกเป็นของโจทก์กับพวก เมื่อประมาณปลายปี 2558 โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าที่ดินต่อไป จึงบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยและให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินแปลงพิพาทแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินแปลงพิพาทและให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 จำนวนเนื้อที่เท่าใดและเช่าที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิเนื้อที่เท่าใด แต่โจทก์ได้แนบเอกสารท้ายคำฟ้อง ซึ่งเป็นแผนที่พิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องแสดงแนวเขตที่ดินแปลงพิพาทซึ่งประกอบด้วยที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 และที่ดินมือเปล่าที่ไม่มีเอกสารสิทธิอยู่ในกรอบสีแดงซึ่งสามารถเข้าใจได้ว่า โจทก์อ้างว่าจำเลยเช่าที่ดินบริเวณใดบ้าง จึงถือว่าคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแหล่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า คดีนี้มีประเด็นเรื่องแย่งการครอบครองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่เคยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทมาตั้งแต่ปี 2510 โดยครอบครองต่อจากปู่ย่าตายาย ซึ่งตามคำให้การของจำเลยเป็นการต่อสู้ว่าตนเองมีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทดีกว่าโจทก์ แต่จำเลยกลับให้การต่อมาว่าโจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ยอมชำระค่าเช่าตั้งแต่ปี 2553 ต่อมาปี 2555 โจทก์รับโอนที่ดินมาจากมารดา การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขับไล่จำเลยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2560 คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ จึงเห็นได้ว่าคำให้การในตอนต้นของจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่พิพาท ส่วนคำให้การในตอนหลังกลับยอมรับสิทธิของโจทก์เรื่องจำเลยไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ คำให้การของจำเลยจึงขัดแย้งกันเอง เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจำเลยยอมรับเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าโจทก์เคยฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทแล้วโจทก์ได้ถอนฟ้องออกไป จึงถือว่าจำเลยยอมรับโดยปริยายแล้วว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ เมื่อจำเลยอ้างสิทธิการครอบครองของจำเลยในคดีนี้จึงถือว่าเป็นการแย่งการครอบครองจากโจทก์แล้วนั้น เห็นว่า จำเลยจะยกข้อเท็จจริงที่โจทก์ถอนฟ้องในคดีก่อนมาอ้างในคดีนี้ว่า จำเลยยอมรับโดยปริยายแล้วว่าที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นของโจทก์ โดยจำเลยมิได้ให้การในคดีนี้ยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหาได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นนี้มาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามอุทธรณ์ของจำเลยเท่ากับจำเลยยอมรับว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ 22 ตารางวา ซึ่งอยู่ในเขตหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 เป็นของโจทก์ ดังนั้น ปัญหาที่ว่าโจทก์ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 ชอบหรือไม่ จึงไม่มีประเด็นในชั้นอุทธรณ์อันส่งผลให้คำร้องขอระบุบัญชีพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาซึ่งเป็นหนังสือของกระทรวงมหาดไทยที่แจ้งเรื่องอธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 นั้นไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นโดยตรงในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาศาลฎีกาจึงไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานดังกล่าว คดีจึงมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปเพียงว่าจำเลยเช่าที่ดินในส่วนเนื้อที่ 23 ไร่ 96 ตารางวา จากโจทก์หรือไม่เท่านั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ แม้ที่ดินส่วนนี้อยู่ในเขตป่าสงวนซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ตาม แต่ก็เพียงทำให้โจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการต่อโจทก์ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่ระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นราษฎรด้วยกัน การที่จำเลยเช่าที่ดินส่วนที่ไม่มีเอกสารสิทธิเนื้อที่ 23 ไร่ 96 ตารางวา จากโจทก์ โดยจำเลยยอมเสียค่าเช่าหรือค่าตอบแทนแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลย การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการอาศัยสิทธิของโจทก์ จึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทส่วนนี้ดีกว่าจำเลยเมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทำประโยชน์ในที่ดินส่วนนี้ต่อไปโดยบอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่พิพาทแล้วจำเลยเพิกเฉย จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์เรื่อยมา โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกไปจากที่ดินและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ สำหรับค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเหมาะสมแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ 526 – 527/2562 เฉพาะเรื่องที่ไม่อนุญาตให้จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติม อนุญาตให้จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติม กับยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 1304 ม. 1367 ม. 1369
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 177
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายพงษ์ศักดิ์ ประสมทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4137/2564
#664349
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และเจ้าของรวมเป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1396, 1397 และ 2289 ซึ่งทางราชการออกให้เมื่อปี 2516 จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2555 โดยเสียค่าเช่ามาตลอด ต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินที่มีเอกสารสิทธิแทนโจทก์ แม้ต่อมาอธิบดีกรมที่ดินจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสามแปลงอันเป็นคำสั่งทางปกครองมีผลทำให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสามแปลงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ตาม แต่โจทก์ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวแล้ว แม้ในที่สุดผลคดีเป็นว่าคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินชอบแล้ว ทำให้ที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็เพียงแต่ทำให้โจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้เท่านั้น แต่ระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นราษฎรด้วยกัน เมื่อจำเลยเช่าที่ดินพิพาทโดยยอมรับสิทธิของโจทก์ จึงเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์นั่นเอง โจทก์จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย

จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา ส่วนโจทก์แก้ฎีกาโดยยื่นระบุบัญชีพยานเพิ่มเติมเช่นกัน โดยโจทก์และจำเลยต่างก็มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมพร้อมสำเนาเอกสารภายใน 15 วัน นับแต่วันสืบพยาน อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 วรรคสอง และมาตรา 90 วรรคสอง แต่เอกสารตามที่ระบุพยานเพิ่มเติมต่างเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นในคดีจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น ทั้งเอกสารดังกล่าวเพิ่งมีขึ้นหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วและมิได้อยู่ในความครอบครองของคู่ความมาแต่ต้น พฤติการณ์จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์และจำเลยยื่นบัญชีระบุพยานและสำเนาเอกสารดังกล่าวภายใน 15 วัน นับแต่วันสืบพยาน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังเอกสารดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) และเอกสารดังกล่าวแม้เป็นเพียงสำเนาเอกสาร แต่เมื่อมีเจ้าพนักงานรับรองสำเนาถูกต้อง จึงฟังได้ว่า เอกสารที่คู่ความทั้งสองฝ่ายอ้างเป็นของแท้จริงและถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวาร กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1396, 1397 และ 2289 และที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ และให้ชำระค่าเสียหาย 96,000 บาท และค่าเสียหายเป็นรายปี ปีละ 96,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทตามกรอบสีแดงของแผนที่พิพาท ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 40,000 บาท และค่าเสียหายปีละ 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 สิงหาคม 2560) จนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลอนาคตในศาลชั้นต้น 100 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ นายดำรงศิริ นายชำนาญ นายพิชัย และนายเลิศศิริ พี่น้องโจทก์มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1396, 1397 และ 2289 ซึ่งทางราชการออกให้เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2516 วันที่ 17 กันยายน 2516 และวันที่ 2 ตุลาคม 2516 ตามลำดับ โดยมีจำเลยทำประโยชน์อยู่บนที่ดินบางส่วนของทั้งสามแปลงเนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 68.4 ตารางวา เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา และเนื้อที่ 13 ไร่ 2 งาน 80.8 ตารางวา ตามลำดับ และทำประโยชน์บางส่วนของที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิอีกเนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา รวมเนื้อที่ดินพิพาท 45 ไร่ 1 งาน 17.6 ตารางวา บริเวณกรอบสีแดงในแผนที่พิพาท

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า ประเด็นปัญหาข้อนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยมิได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ ดังนั้น ฎีกาในปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทั้งไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่คู่ความจะมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหานี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาทตามกรอบสีแดงของแผนที่พิพาท และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ ฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 เช่นกัน แม้จำเลยจะได้รับอนุญาตให้ฎีกาแต่เมื่อปัญหาทั้งสองประเด็นดังกล่าวเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาก็ไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า จำเลยยื่นฎีกาโดยมีเอกสารแนบท้ายฎีกาเป็นสำเนาคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ 1677/2562 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2562 ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1397 และสำเนาคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ 2567/2562 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1396 และ 2289 เพราะเห็นว่าที่ดินทั้งสามแปลงออกเอกสารสิทธิในเขตป่าไม้ถาวร ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2508 และวันที่ 24 มกราคม 2547 ซึ่งปัจจุบันที่ดินดังกล่าวได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เมื่อปี พ.ศ.2520 และ พ.ศ.2522 จึงเป็นการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยฝ่าฝืนมาตรา 58 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และเป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ข้อ 8 (2) ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ข้อ 3 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น และกรมที่ดินมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบถึงคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินดังกล่าวแล้ว และจำเลยยังได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาลงวันที่ 25 ตุลาคม 2562 มา 7 อันดับ โดยอันดับที่ 1 และที่ 3 อ้างต้นฉบับหรือสำเนาคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ 1677/2562 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2562 และต้นฉบับหรือสำเนาคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ 1677/2562 (ที่ถูก 2567/2562) ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ส่วนบัญชีระบุพยานอันดับอื่นจำเลยอ้างต้นฉบับหรือสำเนาเอกสารซึ่งไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นแห่งคดี ส่วนฝ่ายโจทก์เมื่อได้รับคำฟ้องฎีกาพร้อมเอกสารแนบท้ายฎีกาของจำเลยแล้ว แก้ฎีกาว่า ตามสำเนาคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินแนบท้ายฎีกาของจำเลยนั้น โจทก์ใช้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาลปกครองพิษณุโลกขอให้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินทั้งสองคำสั่งดังกล่าวและศาลปกครองพิษณุโลกมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วเป็นคดีหมายเลขดำที่ 270/2562 และ 38/2563 ตามสำเนาคำฟ้องและใบแจ้งคำสั่งศาลปกครองพิษณุโลกเอกสารแนบท้ายคำแก้ฎีกาของโจทก์ โดยโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาลงวันที่ 30 กันยายน 2563 อ้างเอกสารแนบท้ายคำแก้ฎีกาดังกล่าวเป็นพยานมา 4 อันดับ เมื่อตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาของจำเลยลงวันที่ 25 ตุลาคม 2562 และบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาของโจทก์ลงวันที่ 30 กันยายน 2563 ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมพร้อมสำเนาเอกสารดังกล่าวภายในสิบห้าวันนับแต่วันสืบพยาน อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสอง และมาตรา 90 วรรคสอง แต่เอกสารแนบท้ายฎีกาของจำเลยตามที่ระบุพยานเพิ่มเติมอันดับที่ 1 และที่ 3 กับเอกสารแนบท้ายคำแก้ฎีกาของโจทก์ตามที่ระบุบัญชีพยานเพิ่มเติมของโจทก์ทุกอันดับต่างก็เป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นในคดีจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น ทั้งเอกสารดังกล่าวก็เพิ่งมีขึ้นหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วและมิได้อยู่ในความครอบครองของคู่ความที่กล่าวอ้างมาแต่ต้น พฤติการณ์จึงไม่เปิดช่องให้จำเลยและโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานและสำเนาเอกสารดังกล่าวได้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสืบพยาน ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังเอกสารแนบท้ายฎีกาของจำเลยและเอกสารแนบท้ายคำแก้ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) และเอกสารดังกล่าวแม้เป็นเพียงสำเนาเอกสารแต่เมื่อมีเจ้าพนักงานที่ดินรับรองสำเนาถูกต้องในเอกสารแนบท้ายฎีกาของจำเลย และเจ้าหน้าที่ศาลปกครองปฏิบัติการศาลปกครองพิษณุโลกรับรองสำเนาถูกต้องในเอกสารแนบท้ายคำแก้ฎีกาของโจทก์ จึงฟังได้ว่าเอกสารที่คู่ความทั้งสองฝ่ายอ้างเป็นของแท้จริงและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ข้อเท็จจริงในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่า อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งที่ 1677/2562 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2562 ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1397 และมีคำสั่งที่ 2567/2562 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1396 และ 2289 เพราะเห็นว่าออกในเขตป่าไม้ถาวรตามสำเนาเอกสารแนบท้ายฎีกาของจำเลย และโจทก์กับพวกได้ฟ้องคดีอธิบดีกรมที่ดินกับพวกต่อศาลปกครองพิษณุโลกขอให้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นคดีหมายเลขดำที่ 270/2562 และ 38/2563 ของศาลปกครองพิษณุโลก และศาลปกครองพิษณุโลกรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว คดีอยู่ระหว่างพิจารณา นอกจากนี้เมื่อศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาทตามกรอบสีแดงของแผนที่พิพาทจากโจทก์ โดยจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าจำเลยไม่ได้เช่าที่ดินดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยในข้างต้นมาแล้วว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่เคยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์เป็นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามมิให้ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติในชั้นนี้ได้อีกว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาทตามกรอบสีแดงของแผนที่พิพาทจากโจทก์จริง ดังนั้น ในปัญหาที่ว่าโจทก์หรือจำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1396, 1397 และ 2289 ทางราชการออกให้เมื่อปี 2516 และอธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2562 และวันที่ 26 สิงหาคม 2562 หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว ต้องถือว่าในขณะที่ยังไม่มีการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว ฝ่ายโจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่า โจทก์และเจ้าของรวมผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทั้งสามแปลงดังกล่าวมีสิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเช่าที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2555 โดยเสียค่าเช่าตลอดมา ต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่มีเอกสารสิทธินี้แทนโจทก์ ส่วนที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธินั้น เมื่อจำเลยเช่าจากโจทก์ก็ถือว่าจำเลยยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินส่วนนี้ดีกว่าจำเลย แม้ต่อมาอธิบดีกรมที่ดินจะมีคำสั่งที่ 1677/2562 และ 2567/2562 ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสามแปลงดังกล่าว อันเป็นคำสั่งทางปกครองมีผลทำให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสามแปลงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวแล้ว กรณีจึงยังไม่แน่ว่าผลคดีที่โจทก์ฟ้องที่ศาลปกครองพิษณุโลกเป็นที่สุดเช่นใด ทั้งหากแม้ในที่สุดแล้วผลคดีเป็นว่า คำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินชอบแล้วทำให้ที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็เพียงแต่ทำให้โจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้เท่านั้นซึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการต่อโจทก์ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่ระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นราษฎรด้วยกัน เมื่อจำเลยเช่าที่ดินพิพาทโดยยอมรับสิทธิของโจทก์จึงเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์นั่นเอง โจทก์จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย ส่วนที่จำเลยอ้างว่าสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำแพงเพชรสอบสวนสิทธิให้จำเลยมีสิทธิทำเกษตรกรรมในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้วนั้น ก็หาทำให้จำเลยเกิดสิทธิดีกว่าโจทก์ไม่ เพราะเป็นเรื่องระหว่างสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกับโจทก์ที่จะต้องว่ากล่าวกันต่อไป เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไปโดยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วจำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 87 ม. 88 วรรคสอง ม. 90 ม. 127
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายวีระชัย เดชดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายมงคล แสงอรุณ
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4127/2564
#664262
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ระบุว่า โจทก์ยอมชำระเงินให้จำเลย 2,000,000 บาท โดยได้ชำระให้จำเลยไปก่อนแล้ว 300,000 บาท และจะโอนให้จำเลยตามบัญชี... ภายในวันที่ 20 มีนาคม 2556 อีก 700,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 1,000,000 บาท จะชำระให้จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้โอนขายที่ดินพิพาทแล้ว แม้โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความไปแล้วรวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท แต่การที่โจทก์จะชำระเงินส่วนที่เหลืออีก 1,000,000 บาท นั้น มีข้อตกลงว่าโจทก์จะชำระภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้โอนขายที่ดินพิพาทแล้วตามสัญญา ข้อตกลงการชำระเงินในสัญญาส่วนนี้จึงตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่โจทก์จะต้องโอนขายที่ดินพิพาทเสียก่อนจึงจะชำระเงินส่วนนี้ให้แก่จำเลย แต่เงื่อนไขดังกล่าวนี้มิได้กำหนดระยะเวลาว่าโจทก์จะต้องขายที่ดินพิพาทเมื่อใด ซึ่งหากโจทก์ไม่ดำเนินการจนล่วงเลยกำหนดเวลาบังคับคดี โจทก์ก็อาจไม่ต้องจ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่จำเลย ที่โจทก์อ้างในคำแก้ฎีกาว่า ผู้ซื้อที่ดินต้องการให้โจทก์ทำการรังวัดและออกโฉนดที่ดินก่อนนั้น ก็ได้ความตามคำแก้ฎีกาของโจทก์เองว่าโจทก์เพิ่งดำเนินการเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมกว่า 5 ปี ส่วนที่อ้างว่าการออกโฉนดที่ดินที่ติดกับลำน้ำอิงมีข้อขัดข้องเรื่องการกำหนดแนวเขตที่ดิน จึงสามารถออกโฉนดที่ดินได้เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 นั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์พยายามปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยพลัน พฤติการณ์ส่อว่าหากโจทก์ขายที่ดินพิพาทเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยไม่ชักช้าอาจเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงปล่อยเวลาให้ผ่านไปจนเนิ่นนานโดยไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษา กรณีจึงเป็นการไม่แน่ชัดว่าโจทก์จะสามารถขายที่ดินพิพาทได้หรือไม่ หรือจะขายที่ดินนั้นได้เมื่อใดเพราะเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่มิใช่ว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่แท้กำหนดเวลาชำระหนี้โดยการกำหนดเงื่อนไขไว้เช่นนี้จึงไม่แน่นอน ผลเท่ากับเป็นหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ซึ่งเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ขายที่ดินพิพาทและจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 18 ตุลาคม 2561 แจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายที่ดินพิพาท แต่โจทก์เพิกเฉย จึงเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยจึงมีสิทธิดำเนินการเพื่อให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมได้

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์มีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อมิให้จำเลยได้รับชำระหนี้ตามที่ตกลงกัน จำเลยมีความประสงค์จะบังคับคดีเพื่อให้จำเลยได้รับชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 1,000,000 บาท ขอให้ศาลนัดไต่สวนคำร้องเพื่อมีคำสั่งเกี่ยวกับการบังคับคดี หรือออกหมายบังคับคดีเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดี เมื่อศาลได้มีหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ตามอำนาจหน้าที่ใน ป.วิ.พ. มาตรา 271 ที่กำหนดให้อำนาจหน้าที่ในการบังคับคดีเป็นอำนาจของศาล ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น เป็นเพียงเจ้าพนักงานที่จะต้องปฏิบัติการเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเท่านั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า ข้อตกลงข้อ 2 ที่ระบุว่า ส่วนที่เหลืออีก 1,000,000 บาท จะชำระให้จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนโอนที่พิพาทแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการโอนให้แก่บุคคลใด เงื่อนไขระยะเวลาดังกล่าวจึงไม่เริ่มนับ จะถือว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงไม่ได้ ให้ยกคำร้องขอยึดทรัพย์ของจำเลย อันเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีพิจารณาวินิจฉัยว่าการออกหมายบังคับคดีนั้นไม่ถูกต้องและไม่ดำเนินการยึดทรัพย์ตามที่จำเลยขอบังคับคดีโดยไม่มีเหตุตามกฎหมาย ซึ่งกระทำมิได้ หากเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าหมายบังคับคดีมีข้อบกพร่องหรือผิดพลาด ชอบที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องรายงานศาลเพื่อพิจารณาสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขหมายบังคับคดีตามที่เห็นสมควร ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 วรรคหนึ่ง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้องขอยึดทรัพย์ของจำเลย โดยอ้างเหตุว่าโจทก์ยังไม่ผิดนัดตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นการทบทวนคำสั่งศาลในการออกหมายบังคับคดีจึงไม่อาจกระทำได้ จึงต้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของเจ้าพนักงานบังคับคดีเสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3319 และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งระบุว่า

ข้อ 1. จำเลยยอมรับว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินพิพาทโดยถูกต้องตามกฎหมาย

ข้อ 2. โจทก์ยอมชำระเงินให้กับจำเลยจำนวน 2,000,000 บาท โดยได้ชำระให้จำเลยไปก่อนแล้วจำนวน 300,000 บาท และจะโอนให้จำเลยตามบัญชี...ภายในวันที่ 20 มีนาคม 2556 อีกจำนวน 700,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 1,000,000 บาท จะชำระให้จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้โอนขายที่ดินพิพาทแล้ว

ข้อ 3. โจทก์อนุญาตให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทจนกว่าโจทก์จะได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแล้วเสร็จ โดยเมื่อที่ดินพิพาทจดทะเบียนโอนขาย และโจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญา ข้อ 2. แล้ว จำเลยต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาททันที โดยไม่เรียกร้องสิ่งอื่นใดจากโจทก์อีก หากไม่ปฏิบัติตามสัญญายอมนี้ให้โจทก์บังคับคดีตามคำขอท้ายฟ้องได้ทันที

ข้อ 4. โจทก์จำเลยตกลงยอมกันตามสัญญานี้ และไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใด ๆ จากกันอีก ส่วนค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความให้ตกเป็นพับ

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของจำเลย แต่เมื่อจำเลยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์ของโจทก์ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีและมีคำสั่งให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3319 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2556 โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยอีกจำนวน 700,000 บาท และจำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยมีสิทธิขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วได้ความว่า โจทก์จะต้องชำระเงินให้จำเลยรวม 2,000,000 บาท เพื่อให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินตามข้อสัญญา ข้อ 2 ที่ระบุว่าโจทก์ยอมชำระเงินให้กับจำเลยจำนวน 2,000,000 บาท โดยได้ชำระให้จำเลยไปก่อนแล้วจำนวน 300,000 บาท และจะโอนให้จำเลยตามบัญชี...ภายในวันที่ 20 มีนาคม 2556 อีกจำนวน 700,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 1,000,000 บาท จะชำระให้จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้โอนขายที่ดินพิพาทแล้ว ดังนั้น แม้โจทก์จะชำระเงินให้แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความไปแล้วรวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท แต่การที่โจทก์จะชำระเงินในส่วนที่เหลืออีกจำนวน 1,000,000 บาท นั้น มีข้อตกลงว่าโจทก์จะชำระภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้โอนขายที่ดินพิพาทแล้วตามสัญญา ข้อตกลงการชำระเงินในสัญญาส่วนนี้จึงตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่โจทก์จะต้องโอนขายที่ดินพิพาทเสียก่อนจึงจะชำระเงินส่วนนี้ให้แก่จำเลย แต่เงื่อนไขดังกล่าวนี้มิได้กำหนดระยะเวลาว่าโจทก์จะต้องขายที่ดินพิพาทเมื่อใด ซึ่งหากโจทก์ไม่ดำเนินการจนล่วงเลยกำหนดเวลาบังคับคดี โจทก์ก็อาจไม่ต้องจ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่จำเลย ที่โจทก์อ้างในคำแก้ฎีกาว่า ผู้ซื้อที่ดินต้องการให้โจทก์ทำการรังวัดและออกโฉนดที่ดินก่อนนั้น ก็ได้ความจากคำแก้ฎีกาของโจทก์เองว่าโจทก์เพิ่งดำเนินการเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมกว่า 5 ปี ส่วนที่อ้างว่าการออกโฉนดที่ดินที่ติดกับลำน้ำอิงมีข้อขัดข้องเรื่องการกำหนดแนวเขตที่ดิน จึงสามารถออกโฉนดที่ดินได้เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 นั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์พยายามปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยพลัน พฤติการณ์ส่อว่าหากโจทก์ขายที่ดินพิพาทเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยไม่ชักช้าอาจเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงปล่อยเวลาให้ผ่านไปจนเนิ่นนานโดยไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษา กรณีจึงเป็นการไม่แน่ชัดว่า โจทก์จะสามารถขายที่ดินพิพาทได้หรือไม่ หรือจะขายที่ดินนั้นได้เมื่อใดเพราะเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่มิใช่ว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่แท้ กำหนดเวลาชำระหนี้โดยการกำหนดเงื่อนไขไว้เช่นนี้จึงไม่แน่นอน ผลเท่ากับเป็นหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ซึ่งเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ขายที่ดินพิพาทและจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 18 ตุลาคม 2561 แจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายที่ดินพิพาทแต่โจทก์เพิกเฉย จึงเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยจึงมีสิทธิดำเนินการเพื่อให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้เพิกถอนหมายบังคับคดี จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า ข้อตกลงข้อ 2. ที่ระบุว่า ส่วนที่เหลืออีก 1,000,000 บาท จะชำระให้จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการโอนให้แก่บุคคลใด เงื่อนไขระยะเวลาดังกล่าวจึงไม่เริ่มนับ จะถือว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงไม่ได้ ให้ยกคำร้องขอยึดทรัพย์ของจำเลย เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์มีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อมิให้จำเลยได้รับชำระหนี้ตามที่ตกลงกัน จำเลยมีความประสงค์จะบังคับคดีเพื่อให้จำเลยได้รับชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 1,000,000 บาท ขอให้ศาลนัดไต่สวนคำร้องเพื่อมีคำสั่งเกี่ยวกับการบังคับคดีหรือออกหมายบังคับคดีเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดี เช่นนี้ เมื่อศาลได้มีหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามอำนาจหน้าที่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ที่กำหนดให้อำนาจหน้าที่ในการบังคับคดีเป็นอำนาจของศาล ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น เป็นเพียงเจ้าพนักงานที่จะต้องปฏิบัติการเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเท่านั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมาพิจารณาวินิจฉัยว่าการออกหมายบังคับคดีนั้นไม่ถูกต้องและไม่ดำเนินการยึดทรัพย์ตามที่จำเลยขอบังคับคดีโดยไม่มีเหตุตามกฎหมายหาได้ไม่ หากเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าหมายบังคับคดีมีข้อบกพร่องหรือผิดพลาด ชอบที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องรายงานศาลเพื่อพิจารณาสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขหมายบังคับคดีตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 วรรคหนึ่ง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้องขอยึดทรัพย์ของจำเลย โดยอ้างเหตุว่าโจทก์ยังไม่ผิดนัดตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นการทบทวนคำสั่งศาลในการออกหมายบังคับคดีจึงไม่อาจกระทำได้ กรณีจำต้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของเจ้าพนักงานบังคับคดีเสีย

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยกคำร้องขอยึดทรัพย์ของจำเลย บังคับคดีไปตามคำพิพากษาตามยอมและหมายบังคับคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 295 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายชวลิต กิตตินันทะศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุภกิจ กิตสัมบันท์
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4124/2564
#664337
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าระหว่างเดือนพฤษภาคม 2551 ถึงเดือนธันวาคม 2551 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 10 ฉบับ แต่ละฉบับเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่นำเงินมาชำระ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 คงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว

โจทก์ทั้งสามได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประเด็นที่ว่าจำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้าหรือไม่ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาต้องถือตามเงินเพิ่มอากรขาเข้าส่วนที่เกินค่าอากรขาเข้าที่จำเลยต้องเสียคำนวณถึงวันฟ้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์ทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรค้างพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงินจำนวน 33,119,593.30 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม และเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากเงินค่าอากรขาเข้าจำนวน 4,297,772 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงินจำนวน 33,119,593.30 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม และชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากเงินค่าอากรขาเข้าจำนวน 4,297,772 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 แต่ทั้งนี้เงินเพิ่มมิให้เกินกว่าค่าอากรขาเข้าดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรค้างพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 32,383,396 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม คำขอในส่วนเงินเพิ่มที่เกินกว่าเงินอากรขาเข้าให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

โจทก์ทั้งสามฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 ถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2551 จำเลยนำเข้าสินค้ารถยนต์นั่งใหม่สำเร็จรูปหลายรุ่นหลายยี่ห้อซึ่งผลิตในประเทศญี่ปุ่น และจำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 10 ฉบับ ต่อพนักงานของโจทก์ที่ 1 โดยสำแดงปริมาณ ราคา และค่าภาษีอากรประเภทต่าง ๆ ที่ต้องชำระ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยชำระภาษีตามที่สำแดงแล้วจึงตรวจปล่อยสินค้า ภายหลังตรวจพบว่าข้อมูลที่จำเลยสำแดงราคาซื้อขายไว้ไม่ถูกต้อง โจทก์ที่ 1 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินราคาศุลกากรและค่าภาษีอากรรถยนต์ทำการตรวจสอบ และมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชี้แจงพร้อมจัดส่งเอกสารเพื่อทำการตรวจสอบประกอบคำชี้แจง แต่จำเลยไม่ไปพบและไม่ส่งเอกสารหลักฐานให้พนักงานเจ้าหน้าที่ภายในกำหนด พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงประเมินราคาเรียกเก็บภาษีอากรจากจำเลย รวมหนี้ภาษีอากรค้างตามการประเมินคิดเป็นอากรขาเข้ารวมจำนวน 4,297,772 บาท เงินเพิ่มอากร (คำนวณถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 และวันที่ 9 ธันวาคม 2560) จำนวน 4,790,202 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 1,151,356 บาท เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 1,151,356 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 1,151,356 บาท ภาษีสรรพสามิตจำนวน 6,161,752 บาท เบี้ยปรับภาษีสรรพสามิตจำนวน 6,161,752 บาท เงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตจำนวน 6,161,752 บาท ภาษีเพื่อมหาดไทยจำนวน 616,176 บาท เบี้ยปรับภาษีเพื่อมหาดไทยจำนวน 616,176 บาท เงินเพิ่มภาษีเพื่อมหาดไทยจำนวน 616,176 บาท รวมจำนวนภาษีตามการประเมินทั้งสิ้น 32,875,826 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งการประเมินภาษีอากรดังกล่าวให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 จำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีอากรปรากฏปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้าหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าระหว่างเดือนพฤษภาคม 2551 ถึงเดือนธันวาคม 2551 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 10 ฉบับ แต่ละฉบับเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่นำเงินมาชำระ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..."เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 คงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง โจทก์ทั้งสามได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประเด็นที่ว่าจำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้าหรือไม่ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาต้องถือตามเงินเพิ่มอากรขาเข้าส่วนที่เกินค่าอากรขาเข้าที่จำเลยต้องเสียคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 736,197.30 ต้องเสียค่าขึ้นศาล 14,723.95 บาท แต่โจทก์ทั้งสาม เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 19,881 บาท เกินมา 5,157.05 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์ทั้งสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้า ในส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่คำนวณจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่จำเลยไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่คำนวณนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 เว้นแต่เมื่อคำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 แล้ว เงินเพิ่มอากรขาเข้ายังไม่เท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินก็ให้คำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าต่อไปจนกว่าจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมิน คืนค่าขึ้นศาล 5,157.05 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
- นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จันทร์สว่าง
วรงค์พร จิระภาค
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4123/2564
#667226
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทในชั้นฎีกาว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) หรือไม่ และคดีดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้มีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4122/2564 วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18) ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทเดียวกันกับคดีนี้ ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความในคดีนี้ว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 ให้จำเลยคืนเงินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม 586,610.86 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 396,140.98 บาท นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2555 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 205,993.31 บาท และของต้นเงิน 190,469.88 บาท นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2559 จนถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 9,523.49 บาท รวมทั้งสิ้น 802,127.66 บาท ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงิน 586,610.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 ให้จำเลยประเมินภาษีอากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ใหม่ โดยให้นำรายจ่ายค่าเช่ารถที่โจทก์จ่ายให้แก่นายกิตติ และรายจ่ายดอกเบี้ยจ่ายที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัท ส. ตามตั๋วสัญญาใช้เงินในส่วนที่เกินอัตราร้อยละ 3 มาใช้คำนวณเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิภายในไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชีที่โจทก์จะนำมาใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 เสร็จแล้วให้จำเลยคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้นตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรคือวันที่ 24 ธันวาคม 2555 จนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินภาษีอากรแต่มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน และให้จำเลยคืนเงิน 190,469.62 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินภาษีอากร แต่มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 โดยให้นำรายจ่ายค่าเช่ารถรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท ไปหักในการคำนวณกำไรสุทธิรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 ให้นำรายจ่ายค่าเช่ารถรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท ไปหักในการคำนวณกำไรสุทธิ แต่ไม่ให้นำรายจ่ายดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่บริษัท ส. จำกัด รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 1,680,230.37 บาท ไปหักในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 และไม่ให้นำรายจ่ายดอกเบี้ยที่จ่ายให้บริษัท ส. จำกัด รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2553 จำนวน 660,252.90 บาท ไปหักในการคำนวณกำไรสุทธิรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2553 หากมีผลขาดทุนสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2553 ตามการคำนวณเท่าใด ให้นำไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (12) โดยไม่ให้นำรายจ่ายดอกเบี้ยจำนวน 444,832.75 บาท ไปหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 หากการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 ตามที่ปรับปรุงปรากฏว่า โจทก์มีสิทธิได้รับคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายหรือที่ชำระตามการประเมินเพียงใด ให้จำเลยคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับถัดจากวันครบกำหนดระยะเวลา 3 เดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืน แต่ทั้งนี้ไม่เกินกว่าจำนวนภาษีอากรที่ได้รับคืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 จำนวน 396,140.98 บาท เจ้าพนักงานของจำเลยตรวจสอบแล้ว เห็นว่า โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิยกมาของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 ที่ไม่สามารถนำมาใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 3,497,008.08 บาท และรายจ่ายต้นทุนบริการแสดงไว้สูงซึ่งประกอบด้วยค่าเช่ารถ 10,533,342 บาท และดอกเบี้ยจ่าย 1,680,230.37 บาท เมื่อปรับปรุงกำไรสุทธิแล้ว ทำให้โจทก์มีกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 11,172,465.78 บาท โจทก์จึงได้รับคืนภาษีเพียง 6,081.77 บาท เจ้าพนักงานของจำเลยเห็นว่า โจทก์ไม่มีรายจ่ายจากผลขาดทุนสุทธิที่จะนำไปใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2553 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 อีก จึงมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้ของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 เป็นภาษีเงินได้ 69,641.64 บาท เบี้ยปรับ 69,641.64 บาท และเงินเพิ่ม 50,141.98 บาท รวมเป็นเงิน 189,425.26 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์และคดียุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โดยไม่มีคู่ความขออนุญาตฎีกา สำหรับกรณีรายจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนที่เกินกว่าอัตราร้อยละ 3 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 1,680,230.37 บาท รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2553 จำนวน 660,252.90 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 จำนวน 444,832.75 บาท ต้องถือตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่าเป็นรายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง ซึ่งเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9) และรายจ่ายค่าเช่ารถให้นายกิตติในปี 2552 จำนวน 2,400,467 บาท เป็นรายจ่ายที่โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่า นายกิตติเป็นผู้รับอันเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18)

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (18) แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทในชั้นฎีกาว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) หรือไม่ และคดีดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้มีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4122/2564 วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทเดียวกันกับคดีนี้ ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความในคดีนี้ว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี (18)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวสุภา วิทยาอารีย์กุล
- นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
วรงค์พร จิระภาค
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4122/2564
#664342
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (1) และมาตรา 65 ตรี (18) มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายรายจ่าย ต้องพิสูจน์ตัวตนของผู้รับเงินได้ หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับก็ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งทางนำสืบของโจทก์มีรายละเอียดข้อมูลที่เกี่ยวกับ ก. เพียงสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของ ก. และบิลเงินสดที่ ก. ทำเรื่องเบิกเงินจากโจทก์ที่ปรากฏแต่ชื่อของ ก. เท่านั้น อ.ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ในชั้นที่เจ้าหน้าที่สรรพากรให้นำตัว ก. มาชี้แจง โจทก์ไม่สามารถติดต่อ ก. มาให้ถ้อยคำหรือชี้แจงได้ ซึ่งก็ได้ความจาก ว. เจ้าพนักงานตรวจสอบเช่นกันว่า โจทก์ไม่สามารถนำตัว ก. มาให้ถ้อยคำได้และยังไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ของ ก. เพื่อติดต่อด้วย ซึ่งมีข้อพิรุธที่โจทก์และ ก. ติดต่อทำธุรกิจกันมาเป็นระยะเวลานานมีมูลค่าหลายล้านบาท เฉพาะที่ปรากฏในชุดใบสำคัญจ่ายสำหรับการเช่ารถระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม 2551 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2551 มีการเช่ารถยนต์พร้อมคนขับจำนวนมาก โดยคนขับรถต้องไปรับพนักงานของโจทก์ในสถานที่แตกต่างกันเพื่อสำรวจข้อมูลทำแผนที่ เช่น จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดสุรินทร์ เป็นต้น ซึ่งในการเช่ารถดังกล่าวตามปกติแล้วย่อมจะต้องมีหมายเลขโทรศัพท์ของ ก. เพื่อติดต่อใช้รถในแต่ละครั้ง แต่โจทก์กลับไม่สามารถให้ข้อมูลติดต่อ ก. ได้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าโจทก์กับ ก. มีการทำหลักฐานเอกสารการเช่ากันเป็นลายลักษณ์อักษร และไม่มีการระบุตัวทรัพย์สินที่ให้เช่า คงมีเพียงตารางค่าเช่ารถเท่านั้น ซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของการทำธุรกิจให้เช่ารถจำนวนมาก นอกจากนี้ ฐ. กรรมการบริหารบริษัทโจทก์ยังเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัท อ. ซึ่งบริษัท อ. มี ณ.เป็นผู้ถือหุ้น และ ณ. ยังเป็นกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นบริษัท ม. ทำให้เห็นได้ว่าโจทก์กับบริษัท ม. มีความเกี่ยวข้องกัน โดยบริษัท ม. จ่ายค่าเช่ารถให้แก่ ก. สูงกว่าปกติ และบริษัท ม. ไม่สามารถนำตัว ก. มายืนยันว่ามีการรับเงินตามบิลเงินสดที่บริษัท ม. นำมาแสดงเป็นรายจ่ายต่อเจ้าพนักงานของจำเลยได้เช่นกัน เมื่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจปฏิบัติการสอบยัน ณ ภูมิลำเนาของ ก. ก็ไม่สามารถเข้าตรวจได้เนื่องจากสถานประกอบการมีลักษณะเป็นบ้านพักอาศัย ไม่มีลักษณะเป็นสถานประกอบการ ไม่มีผู้ใดพักอาศัยและไม่พบตัว ก. เจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงทำหนังสือเชิญ ก. ให้มาพบแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ ก. ก็ไม่มาพบ แม้โจทก์จะประกอบการจริงและรายจ่ายที่เป็นค่าเช่ายานพาหนะสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 ตามกระดาษทำการวิเคราะห์แบบ ภ.ง.ด.50 จำนวน 10,621,603.57 บาท คิดเป็นร้อยละ 8.71 ของรายได้ เป็นค่าเช่าที่จ่ายให้แก่ ก. 10,533,342 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าผู้ให้เช่ารายอื่น และโจทก์ชำระเงินค่าเช่ารถยนต์ให้แก่ ก. โดยสั่งจ่ายเช็คระบุชื่อ ก. และขีดคร่อมประทับตราว่า A/C PAYEE ONLY ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือออกและมีการเรียกเก็บเงินตามเช็คก็ตาม แต่โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ให้ได้ว่า ก. เป็นผู้ให้เช่ารถและผู้รับเงินค่าเช่ารถที่แท้จริง ทางนำสืบของโจทก์จึงยังไม่พอให้รับฟังได้ว่า ก. เป็นผู้ให้เช่ารถที่แท้จริง เพราะหาก ก. เป็นผู้ให้เช่ารถยนต์แล้วน่าจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับ ก. มากกว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรเลขที่ 09300011-25590317-002-00003 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2559 เป็นว่า จำเลยอนุมัติจ่ายคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล 3,085,321.50 บาทแก่โจทก์ หนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรเลขที่ 09300011-25590527-002-00007 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 เป็นว่า จำเลยอนุมัติจ่ายคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล 2,941,382.70 บาทแก่โจทก์ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของสรรพากรภาค 9 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรตามหนังสือที่ กค.0717 (กม) /14330 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 เป็นว่า การที่เจ้าพนักงานมีคำสั่งคืนเงินภาษีอากร 6,083.77 บาท ตามหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร เลขที่ 09300011-25590317-002-00003 ฉบับลงวันที่ 17 มีนาคม 2559 นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีสิทธิรับคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 3,085,321.50 บาท คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของสรรพากรภาค 9 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรตามหนังสือที่ กค.0717 (กม) /16751 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2559 เป็นว่า การที่เจ้าพนักงานมีคำสั่งคืนเงินภาษีอากร 1,986,705.23 บาท ตามหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร เลขที่ 09300011-25590527-002-00007 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีสิทธิรับคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคล 2,941,382.70 บาท ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรที่โจทก์ชำระไว้เกิน 4,033,917.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงินจำนวน 3,079,239.73 บาท นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2553 จนถึงวันฟ้อง และของต้นเงิน 954,677.47 บาท นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2554 รวม 6,904,454.63 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงินจำนวน 4,033,917.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร เลขที่ 09300011-25590317-002-00003 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2559 หนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรเลขที่ 09300011-25590527-002-00007 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 คำวินิจฉัยของสรรพากรภาค 9 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ที่ กค 0717 (กม)/14330 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 และคำวินิจฉัยของสรรพากรภาค 9 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ที่ กค 0717 (กม)/16751 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2559 โดยให้นำรายจ่ายค่าเช่ารถ 5,423,488 บาท ไปหักในการคำนวณผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 หากมีผลขาดทุนสุทธิตามการคำนวณเท่าใด ให้นำไปหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 และปี 2553 ตามหลักเกณฑ์แห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (12) และให้นำรายจ่ายค่าเช่ารถ 8,132,875 บาท ไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 หากการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 และปี 2553 ตามที่ปรับปรุงปรากฏว่า โจทก์มีสิทธิได้รับคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ชำระเกินเพียงใด ให้จำเลยคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับถัดจากวันครบกำหนดระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันสิ้นกำหนดระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 และปี 2553 หรือตามที่รับการขยายหรือเลื่อนให้ถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืน แต่ทั้งนี้ไม่เกินกว่าจำนวนภาษีอากรที่ได้รับคืนของแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 3,085,321.50 บาท แต่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีคำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรให้แก่โจทก์ 6,081.77 บาท เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าผลประกอบการขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 เกิดจากรายจ่ายค่าเช่ารถให้นายกิตติ 5,423,488 บาท ซึ่งเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) โจทก์ไม่อาจยกผลขาดทุนสุทธิดังกล่าวมาใช้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 ได้ รายจ่ายค่าเช่ารถให้นายกิตติ 10,533,342 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2552 เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) รายจ่ายดอกเบี้ย 1,680,230.37 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9) และโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ถึง 31 ธันวาคม 2553 จำนวน 2,941,382.70 บาท แต่เจ้าพนักงานประเมินมีคำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรให้แก่โจทก์ 1,986,705.23 บาท โดยเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่า ผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกินห้าปีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบันที่นำมาใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ไม่ถูกต้อง และโจทก์มีกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 จำนวน 11,172,465.78 บาท และรายจ่ายดอกเบี้ย 660,252.90 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9) โจทก์อุทธรณ์ตามหนังสืออุทธรณ์คำสั่งคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคล สรรพากรภาค 9 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรวินิจฉัยว่า หนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 และปี 2553 ชอบแล้ว และคดียุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดขออนุญาตฎีกาว่า รายจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 จำนวน 1,680,230.37 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 จำนวน 660,252.90 บาท เป็นรายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง อันเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (9) และรายจ่ายค่าเช่ารถให้นายกิตติในปี 2552 จำนวน 2,400,467 บาท เป็นรายจ่ายที่โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่านายกิตติเป็นผู้รับ อันเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18)

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ บัญญัติว่า "การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย..." และมาตรา 65 ตรี บัญญัติว่า "รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ...(18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวของอนุมาตรานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายรายจ่ายต้องพิสูจน์ตัวตนของผู้รับเงินได้ หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับก็ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร ซึ่งทางนำสืบของโจทก์มีรายละเอียดข้อมูลที่เกี่ยวกับนายกิตติเพียงสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายกิตติและบิลเงินสดที่นายกิตติทำเรื่องเบิกเงินจากโจทก์ ที่ปรากฏแต่ชื่อของนายกิตติ เท่านั้น นางอัญชลี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ในชั้นที่เจ้าหน้าที่สรรพากรให้นำตัวนายกิตติมาชี้แจง โจทก์ไม่สามารถติดต่อนายกิตติมาให้ถ้อยคำหรือชี้แจงได้ ซึ่งก็ได้ความจากนางสาววราภรณ์ เจ้าพนักงานตรวจสอบเช่นกันว่า โจทก์ไม่สามารถนำตัวนายกิตติมาให้ถ้อยคำได้และยังไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ของนายกิตติเพื่อติดต่อด้วย ซึ่งมีข้อพิรุธที่โจทก์และนายกิตติติดต่อทำธุรกิจกันมาเป็นระยะเวลานานมีมูลค่าหลายล้านบาท เฉพาะที่ปรากฏในชุดใบสำคัญจ่ายสำหรับการเช่ารถระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม 2551 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2551 มีการเช่ารถยนต์พร้อมคนขับจำนวนมาก โดยคนขับรถต้องไปรับพนักงานของโจทก์ในสถานที่แตกต่างกันเพื่อสำรวจข้อมูลทำแผนที่ เช่น จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดสุรินทร์ เป็นต้น ซึ่งในการเช่ารถดังกล่าวตามปกติแล้วย่อมจะต้องมีหมายเลขโทรศัพท์ของนายกิตติเพื่อติดต่อใช้รถในแต่ละครั้ง แต่โจทก์กลับไม่สามารถให้ข้อมูลติดต่อนายกิตติได้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าโจทก์กับนายกิตติมีการทำหลักฐานเอกสารการเช่ากันเป็นลายลักษณ์อักษร และไม่มีการระบุตัวทรัพย์สินที่ให้เช่าคงมีเพียงตารางค่าเช่ารถ เท่านั้น ซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของการทำธุรกิจให้เช่ารถจำนวนมาก นอกจากนี้นางสาวฐิรดา กรรมการบริหารบริษัทโจทก์ยังเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัท อ. ซึ่งบริษัท อ. มีนางสาวณัฐณิช เป็นผู้ถือหุ้น และนางสาวณัฐณิชยังเป็นกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นบริษัท ม. ทำให้เห็นได้ว่าโจทก์กับบริษัท ม. มีความเกี่ยวข้องกัน โดยบริษัท ม. จ่ายค่าเช่ารถให้แก่นายกิตติสูงกว่าปกติ และบริษัท ม. ไม่สามารถนำตัวนายกิตติมายืนยันว่ามีการรับเงินตามบิลเงินสดที่บริษัท ม. นำมาแสดงเป็นรายจ่ายต่อเจ้าพนักงานของจำเลยได้เช่นกัน เมื่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจปฏิบัติการสอบยัน ณ ภูมิลำเนาของนายกิตติก็ไม่สามารถเข้าตรวจได้เนื่องจากสถานประกอบการมีลักษณะเป็นบ้านพักอาศัย ไม่มีลักษณะเป็นสถานประกอบการ ไม่มีผู้ใดพักอาศัยและไม่พบตัวนายกิตติ เจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงทำหนังสือเชิญนายกิตติให้มาพบแล้วถึง 2 ครั้ง แต่นายกิตติก็ไม่มาพบ แม้โจทก์จะประกอบการจริงและรายจ่ายที่เป็นค่าเช่ายานพาหนะสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 10,621,603.57 บาท คิดเป็นร้อยละ 8.71 ของรายได้ เป็นค่าเช่าที่จ่ายให้แก่นายกิตติ 10,533,342 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าผู้ให้เช่ารายอื่น และโจทก์ชำระเงินค่าเช่ารถยนต์ให้แก่นายกิตติโดยสั่งจ่ายเช็คระบุชื่อนายกิตติและขีดคร่อมประทับตราว่า A/C PAYEE ONLY ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือออกและมีการเรียกเก็บเงินตามเช็คก็ตาม แต่โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ให้ได้ว่านายกิตติเป็นผู้ให้เช่ารถและผู้รับเงินค่าเช่ารถที่แท้จริง ทางนำสืบของโจทก์จึงยังไม่พอให้รับฟังได้ว่านายกิตติเป็นผู้ให้เช่ารถที่แท้จริง เพราะหากนายกิตติเป็นผู้ให้เช่ารถยนต์แล้วน่าจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับนายกิตติมากกว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อรายจ่ายค่าเช่ารถดังกล่าวเป็นรายจ่ายต้องห้ามแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (1) ม. 65 ตรี (18)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายภมร สัตตภรณ์พิภพ
- นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ไพจิตร สวัสดิสาร
วรงค์พร จิระภาค
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4112/2564
#666586
เปิดฉบับเต็ม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ธนาคาร N. เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุนหรือไม่ ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน ข้อ 11 ระบุว่า "... (4) แม้จะมีบทของวรรค 2 และ 3 อยู่ ดอกเบี้ยซึ่งเกิดขึ้นในรัฐทำสัญญารัฐหนึ่งจะได้รับยกเว้นภาษีในรัฐนั้น ถ้าดอกเบี้ยนั้นได้รับโดย (ก) รัฐทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง มลรัฐ (ลันด์) ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของอีกรัฐหนึ่งนั้น หรือ (ข) สถาบันการเงินใด ๆ ซึ่งรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง มลรัฐ (ลันด์) ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของอีกรัฐหนึ่งนั้นเป็นเจ้าของทั้งหมด และโดยเฉพาะในกรณีสหพันธ์สาธารณรัฐ โดย "ดอยซ์บุนเดสแบงก์"หรือ "เครดิตทันสตาลห์ฟือร์ วิเดอรัฟเบา" และในกรณีประเทศไทย โดย "ธนาคารแห่งประเทศไทย" หรือ (ค) โดยผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งจากพันธบัตรซึ่งออกจำหน่ายโดยรัฐบาลของรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรก ..." ธนาคาร N. ไม่เป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าวแต่อย่างใด เพราะเหตุผลสามประการประกอบกัน ประการที่หนึ่ง คำว่า เป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) หมายถึงเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น ไม่หมายรวมถึงการเป็นเจ้าของโดยอ้อมหรือโดยทางอ้อมด้วย ดังจะเห็นได้ว่า ตามความตกลงนี้หากกรณีที่ต้องการให้หมายรวมถึงโดยทางอ้อมด้วยก็จะระบุไว้ชัดเจน ดังที่ระบุไว้ในข้อ 9 และ ข้อ 23 ประการที่สอง เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบข้อ 11 (4) (ก) กับข้อ 11 (4) (ข) แล้วควรมีความสำคัญที่เท่าเทียมหรือเกือบเท่าเทียมกัน ซึ่งตามข้อ 11 (4) (ก) ถ้าดอกเบี้ยได้รับโดยรัฐ มลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ส่วนข้อ 11 (4) (ข) ผู้รับดอกเบี้ยมิใช่รัฐ แต่เป็นสถาบันการเงินโดยเป็นสถาบันการเงินซึ่งรัฐ... เป็นเจ้าของทั้งหมด การที่รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดของสถาบันการเงิน สถาบันการเงินจึงควรมีความสำคัญเท่ากับหรือเกือบเท่ากับรัฐตามข้อ 11 (4) (ก) นั่นคือต้องเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น เพราะหากเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางอ้อมด้วย ความสำคัญของสถาบันการเงินจะมีน้อยกว่ารัฐตามข้อ 11 (4) (ก) มาก เช่น หากรัฐเป็นเจ้าของทางอ้อมด้วย รัฐไม่อาจควบคุมดูแลสถาบันการเงินได้ดีเหมือนกับที่รัฐ ... เป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรง และประการที่สาม กรณีที่กระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีหนังสือ 2 ฉบับ ตอบมายังจำเลยโดยตอบมารวมความได้ว่า ธนาคาร N. มีหน่วยราชการส่วนท้องถิ่นถือหุ้นโดยทางอ้อมด้วย จึงไม่ได้เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ที่อาจอ้างสิทธิได้รับยกเว้นภาษีจากแหล่งเงินได้ ซึ่งเมื่อได้พิจารณาเหตุผล สามประการดังกล่าวประกอบกันแล้ว เห็นได้ชัดว่า ธนาคาร N. ไม่เป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย (ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร) เลขที่ เอ็นเอสเอ็น : ภงด 74.1 – 01003071 – 25571017 – 002 – 00001 ถึงเลขที่ เอ็นเอสเอ็น : ภงด 74.1 – 01003071 – 25571017 – 002 - 00006 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2557 รวม 6 ฉบับ และหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย (ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร) เลขที่ ภงด 74.1 – 01003071 – 25590805 – 002 – 00002 ถึงเลขที่ ภงด 74.1 – 01003071 – 25590805 – 002 – 00003 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2559 จำนวน 2 ฉบับ และมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.2)/184 – 189/2560 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1(อธ.1)/182 – 183/2560 รวมทั้งสิ้น 2 ฉบับ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย (ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร) เลขที่ เอ็นเอสเอ็น: ภงด 74.1 – 01003071 – 25571017 – 002 – 00001 ถึงเลขที่ เอ็นเอสเอ็น: ภงด 74.1 – 01003071 – 25571017 – 002 – 00006 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2557 รวม 6 ฉบับ และหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย (ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร) เลขที่ ภงด 74.1 – 01003071 – 25590805 – 002 – 00002 ถึงเลขที่ ภงด 74.1 – 01003071 – 25590805 – 002 – 00003 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2559 รวม 2 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.2)/184 - 189/2560 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/182 – 183/2560 รวม 2 ฉบับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนาย 50,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกัน คือ ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และจากทุน ทำ ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2510 ต้นฉบับ 6 ฉบับ เป็นภาษาเยอรมัน ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ภาษาละ 2 ฉบับ ทุกฉบับใช้ได้เท่าเทียมกัน เว้นแต่กรณีสงสัยให้ใช้ฉบับภาษาอังกฤษบังคับ มี 30 ข้อ ข้อที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้คือข้อ 9 ข้อ 11 ข้อ 23 ข้อ 24 และข้อ 25 โดยมีข้อความดังนี้

ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน

ข้อ 9

ในกรณีที่

(ก) วิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งเข้าร่วมโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมในการจัดการ การควบคุมหรือร่วมทุนของวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง หรือ

(ข) บุคคลเดียวกันเข้าร่วม โดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมในการจัดการ การควบคุมหรือร่วมทุนของวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งและวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง

และในแต่ละกรณีได้มีการวางหรือตั้งบังคับเงื่อนไขระหว่างวิสาหกิจทั้งสองในด้านความสัมพันธ์ทางการพาณิชย์หรือการเงินซึ่งแตกต่างไปจากเงื่อนไขอันพึงมีระหว่างวิสาหกิจอิสระ กำไรใด ๆ ซึ่งควรจะมีแก่วิสาหกิจหนึ่งหากมิได้มีเงื่อนไขเหล่านั้น แต่มิได้มีขึ้น โดยเหตุแห่งเงื่อนไขเหล่านั้นอาจรวมเข้าเป็นกำไรของวิสาหกิจนั้นและเก็บภาษีตามนั้น

ข้อ 11

(1) ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งและจ่ายแก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งอาจเก็บภาษีได้ในอีกรัฐหนึ่งนั้น

(2) อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยนั้นอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาที่ดอกเบี้ยเกิดขึ้น และเป็นไปตามกฎหมายของรัฐนั้นแต่ภาษีที่เรียกเก็บนั้นจะต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนดอกเบี้ยทั้งสิ้น

(3) แม้จะมีบทของวรรค 2 อยู่ ภาษีของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งที่เก็บจากดอกเบี้ยซึ่งได้รับโดยสถาบันการเงินใด ๆ (รวมทั้งบริษัทประกันภัย) ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งจะต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนดอกเบี้ยทั้งสิ้น ถ้าวิสาหกิจที่จ่ายดอกเบี้ยดำเนินกิจการอุตสาหกรรมตามความหมายของวรรค 4 อนุวรรค ข. ของข้อ 10

(4) แม้จะมีบทของวรรค 2 และ 3 อยู่ ดอกเบี้ยซึ่งเกิดขึ้นในรัฐทำสัญญารัฐหนึ่งจะได้รับยกเว้นภาษีในรัฐนั้น ถ้าดอกเบี้ยนั้นได้รับโดย

(ก) รัฐทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง มลรัฐ (ลันด์) ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของรัฐหนึ่งนั้น หรือ

(ข) สถาบันการเงินใด ๆ ซึ่งรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง มลรัฐ (ลันด์) ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของอีกรัฐหนึ่งนั้นเป็นเจ้าของทั้งหมด และโดยเฉพาะในกรณีสหพันธ์สาธารณรัฐ โดย "ดอยช์บุนเดสแบงค์ หรือ "เครดิตทันสตาลห์ฟือร์ วิเดอรัฟเบา" และในกรณีประเทศไทย โดย "ธนาคารแห่งประเทศไทย" หรือ

(ค) โดยผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งจากพันธบัตรซึ่งออกจำหน่ายโดยรัฐบาลของรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรก...

ข้อ 23

(1) คนชาติของรัฐผู้ทำสัญญาหนึ่งจะต้องไม่ถูกบังคับในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งให้เสียภาษีอากรใด ๆ หรือให้ปฏิบัติตามข้อประสงค์ใด ๆ เกี่ยวกับการนั้น ซึ่งเป็นการนอกเหนือไปจากหรือเป็นภาระหนักกว่าการเก็บภาษีอากรและข้อประสงค์ที่เกี่ยวข้องซึ่งคนชาติของอีกรัฐหนึ่งนั้นถูกหรืออาจถูกบังคับให้เสียหรือให้ปฏิบัติตามในพฤติการณ์เดียวกัน

(2) ภาษีอากรเก็บจากสถานประกอบการถาวรซึ่งวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งมีอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งจะต้องไม่ถูกเรียกเก็บในอีกรัฐหนึ่งนั้น โดยเป็นการอนุเคราะห์น้อยกว่าภาษีอากรที่เรียกเก็บจากวิสาหกิจของอีกรัฐหนึ่งนั้นที่ประกอบกิจการอย่างเดียวกัน

บทนี้มิให้แปลความเป็นการผูกพันกับรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งในอันที่จะให้ค่าลดหย่อนผ่อนผันหรือการหักลดส่วนบุคคลใด ๆ แก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งเพื่อการเก็บภาษีอากรตามสถานะของบุคคลหรือตามความรับผิดชอบทางครอบครองซึ่งรัฐนั้นให้แก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐของตน

(3) วิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง ซึ่งผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งคนเดียวหรือหลายคนเป็นเจ้าของหรือควบคุมทุนอยู่ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมจะต้องไม่ถูกบังคับในรัฐแรกให้เสียภาษีอากรใด ๆ หรือปฏิบัติตามข้อประสงค์ใด ๆ เกี่ยวกับการนั้น อันเป็นการนอกเหนือไปจากหรือเป็นภาระหนักกว่าภาษีอากรและข้อประสงค์ที่เกี่ยวข้องซึ่งวิสาหกิจอื่นที่คล้ายคลึงกันของรัฐแรกนั้นถูกหรืออาจถูกบังคับให้เสียหรือให้ปฏิบัติตาม

(4) ในข้อนี้ คำว่า "ภาษีอากร" หมายถึงอากรทุกชนิดทุกลักษณะ

ข้อ 24

(1) ในกรณีที่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐหนึ่งพิจารณาเห็นว่าการกระทำของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใดหรือสองรัฐมีผลหรือจะมีผลให้ตนต้องเสียภาษีอากรโดยไม่เป็นไปตามความตกลงนี้ ผู้นั้นอาจยื่นเรื่องราวของตนต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐผู้ทำสัญญาซึ่งตนมีถิ่นที่อยู่ แม้จะมีทางแก้ไขตามกฎหมายแห่งชาติของรัฐเหล่านั้นอยู่แล้วก็ตาม

(2) ถ้าข้อคัดค้านนั้นปรากฏแก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจว่ามีเหตุผลสมควรและถ้าตนไม่สามารถที่จะหาทางแก้ไขที่เหมาะสมได้เอง ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพยายามแก้ไขกรณีนั้น โดยความตกลงร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนอันไม่เป็นไปตามความตกลงนี้

(3) ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐผู้ทำสัญญาทั้งสองรัฐพยายามแก้ไขซึ่งข้อยุ่งยากหรือข้อสงสัยใด ๆ อันเกิดขึ้นเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้ความตกลงนี้โดยความตกลงร่วมกัน เจ้าหน้าที่ดังกล่าวยังอาจหารือกันเพื่อขจัดการเก็บภาษีซ้อนในบรรดากรณีที่มิได้บัญญัติในความตกลงนี้

(4) เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐผู้ทำสัญญาทั้งสองรัฐอาจติดต่อซึ่งกันและกันโดยตรงเพื่อให้มีความตกลงตามความหมายแห่งวรรคก่อน ๆ นั้นและเพื่อแลกเปลี่ยนข้อสนเทศตามที่กำหนดไว้ในข้อ 25

ข้อ 25

(1) ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐผู้ทำสัญญาทั้งสองรัฐแลกเปลี่ยนข้อสนเทศเช่นว่าที่จำเป็นแก่การปฏิบัติการตามความตกลงนี้ ข้อสนเทศใด ๆ ที่แลกเปลี่ยนกันนั้นให้ถือว่าเป็นความลับและมิให้เปิดเผยแก่บุคคลหรือเจ้าหน้าที่ใด ๆ นอกเหนือจากผู้เกี่ยวข้องกับการประเมิน รวมทั้งการวินิจฉัยทางศาล หรือการเก็บภาษีอากรที่อยู่ในขอบข่ายของความตกลงนี้

(2) ไม่ว่าในกรณีใดก็ตามมิให้แปลความบทของวรรค 1 เป็นการตั้งข้อผูกพันบังคับผู้ทำสัญญารัฐใดรัฐหนึ่งให้

(ก) ดำเนินมาตรการด้านบริหารโดยไม่ขัดกับกฎหมายหรือวิธีปฏิบัติด้านบริหารของรัฐผู้ทำสัญญารัฐนั้นหรือของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง

(ข) ให้รายละเอียดอันมิอาจจัดหาได้ตามกฎหมายหรือตามทางการบริหารตามปกติของรัฐผู้ทำสัญญารัฐนั้นหรือของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง

(ค) ให้ข้อสนเทศซึ่งจะเปิดเผยความลับทางการค้า ธุรกิจ อุตสาหกรรมการพาณิชย์หรือวิชาชีพ หรือกรรมวิธีการค้า หรือข้อสนเทศซึ่งหากเปิดเผย จะเป็นการขัดกับความสงบเรียบร้อย

ธนาคาร NORD/LB เป็นธนาคารที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2513 โดยกฎหมายเฉพาะของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีซึ่งโจทก์นำสืบว่ามีสำนักงานแห่งใหญ่ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มิได้ประกอบกิจการในราชอาณาจักรไทย แต่มีสาขาที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ด้วย ส่วนโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2547 ขณะจดทะเบียนชื่อ บริษัท อ. ทุนจดทะเบียน 250,000,000 บาท ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้แก่ ซ.นิติบุคคลสัญชาติสิงคโปร์ ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ไม่มีสำนักงานสาขา มิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการ ลงทุนในกลุ่มบริษัทในเครือ และบริการส่งเสริมด้านการตลาดและการขาย การบริหารจัดการและวางแผนด้านการตลาดและการขาย รวมถึงโฆษณาเผยแพร่และแนะนำผลิตภัณฑ์ตัวใหม่สำหรับบริษัทในเครือด้วย โจทก์ทำสัญญากู้เงินจากธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2547 จำนวน 140,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นำไปลงทุนโดยการซื้อหุ้นในบริษัทอื่นตามวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการของโจทก์ด้วย โจทก์เบิกเงินกู้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2547 มีกำหนดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยทุก 6 เดือน โจทก์ชำระดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2547 และต่อมาโจทก์ชำระดอกเบี้ยอีกหลายครั้ง ดอกเบี้ยเป็นเงินได้พึงประเมินของผู้ให้กู้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ก) ตามปกติ ผู้ให้กู้ต้องเสียภาษี โดยให้โจทก์ผู้จ่ายดอกเบี้ยหักภาษีดอกเบี้ยที่จ่ายจากหรือในประเทศไทยตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายดอกเบี้ย หากมิได้หักและนำส่ง โจทก์ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 แต่โจทก์มิได้หักและนำส่งแต่ประการใด เพราะโจทก์เห็นว่าธนาคาร NORD/LB ได้รับยกเว้นภาษีจากเงินได้ดอกเบี้ยตามข้อ 11 (4) (ข) แห่งความตกลงดังกล่าว และโจทก์อ้างว่าโจทก์ได้ชำระเงินต้นคืนและดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ครบถ้วนแล้วตั้งแต่ปี 2553 ข้างฝ่ายจำเลย เจ้าพนักงานของจำเลยได้รับเอกสารของธนาคาร NORD/LB ที่โจทก์ส่งมอบต่อเจ้าพนักงานของจำเลยว่าโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีตามความตกลงดังกล่าว เช่น ตามเอกสารหนังสือธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2547 ลงวันที่ 27 กันยายน 2548 และลงวันที่ 8 มิถุนายน 2549 ประกอบกันแนวทางการตอบข้อหารือของจำเลย ลงวันที่ 2 มีนาคม 2542 ลงวันที่ 30 กันยายน 2546 และลงวันที่ 2 ธันวาคม 2548 ซึ่งสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 นั้นรับผิดชอบในเขตพื้นที่ที่สำนักงานแห่งใหญ่ของโจทก์ตั้งอยู่ มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานสรรพากรภาค 1 เกี่ยวกับกรณีนี้ สรรพากรภาค 1 เห็นพ้องว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีและนำส่ง แต่จำเลยเห็นว่าโจทก์มีหน้าที่หักภาษีและนำส่ง จำเลยในฐานะที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหนังสือลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 และวันที่ 2 มีนาคม 2552 สอบถามไปยังกระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ทั้งนี้โดยอาศัยข้อ 24 และข้อ 25 แห่งความตกลงดังกล่าวต่อมากระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีหนังสือตอบมายังจำเลย 2 ฉบับ ทั้งสองฉบับเป็นภาษาเยอรมันและอังกฤษ

โดยสรุป ตามหนังสือ 2 ฉบับดังกล่าว กระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีแจ้งว่า ธนาคาร NORD/LB ไม่ได้เป็นสถาบันการเงินตามความตกลงดังกล่าวข้อ 11 (4) (ข) ที่จะได้รับยกเว้นภาษีจากเงินได้ดอกเบี้ย สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 จึงออกตรวจสภาพกิจการโจทก์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2555 แจ้งประเด็นที่กระทรวงการคลังสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีให้โจทก์ทราบ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 25 มกราคม 2556 ถึงโจทก์ 6 ฉบับ เป็นหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์จ่ายดอกเบี้ยแก่ธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ ระบุข้อความมีใจความด้วยว่า ธนาคาร NORD/LB ไม่เข้าลักษณะเป็นสถาบันการเงินที่ได้รับยกเว้นภาษีจากดอกเบี้ยไปตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว เนื่องจากมีรัฐบาลท้องถิ่นถือหุ้นเพียงบางส่วนและเป็นทางอ้อม ตามหนังสือของกระทรวงการคลังสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่ตอบมายังจำเลย โจทก์ต้องหักภาษีและนำส่งตามมาตรา 70 แต่โจทก์มิได้หักภาษีและนำส่งไว้ จึงต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย เป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2547 มิถุนายน 2548 ธันวาคม 2548 มิถุนายน 2549 ธันวาคม 2549 และมิถุนายน 2550 รวม 6 เดือนภาษี เป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มรวม 127,612,985.12 บาท ไม่มีเบี้ยปรับแต่อย่างใด โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่ทันได้วินิจฉัยอุทธรณ์ ทางจำเลยมีหนังสือแจ้งการยกเลิกใบแจ้งภาษีอากรตามหนังสือลงวันที่ 17 ตุลาคม 2557 ทั้งหกฉบับ เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินยังมิได้แจ้งให้โจทก์มาทำบันทึกคำให้การเพื่อรับทราบผลการตรวจวิเคราะห์ประเด็นความผิดพลาดที่เป็นเหตุให้ต้องชำระภาษีเพิ่มเติมไว้ แล้วเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือลงวันที่เดียวกันถึงโจทก์ 6 ฉบับ แจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 เหมือนกับ 6 ฉบับก่อน โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 5 สิงหาคม 2559 ถึงโจทก์ 2 ฉบับ ให้โจทก์นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 อีก 2 เดือนภาษี คือเดือนภาษีธันวาคม 2550 และมิถุนายน 2551 เป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มรวม 26,376,930.82 บาท ระบุข้อความมีใจความด้วยว่า ธนาคาร NORD/LB ไม่เข้าลักษณะเป็นสถาบันการเงินที่ได้รับยกเว้นภาษีจากดอกเบี้ยตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว เนื่องจากมีรัฐบาลท้องถิ่นถือหุ้นเพียงบางส่วนและเป็นทางอ้อม ตามหนังสือของกระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ลงวันที่ 2 มกราคม 2555 ที่ตอบมายังจำเลย โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ลงวันที่ 1 กันยายน 2559 ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2560 รวม 2 ฉบับ มีใจความด้วยว่า ธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินที่ไม่เข้าลักษณะตามข้อ 11 (4) (ข) แห่งความตกลงดังกล่าว ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฉบับ โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2560 ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ธนาคาร NORD/LB มีมลรัฐและส่วนราชการท้องถิ่นถือหุ้นทั้งหมดโดยทางตรงและทางอ้อมในระหว่างเดือนภาษีพิพาททั้งแปดเดือนภาษี จึงเป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว จึงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากดอกเบี้ยที่ได้รับจากโจทก์ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ไม่จำต้องพิจารณาประเด็นข้อพิพาทอื่นอีก พิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 ทั้งแปดฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งสองฉบับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ธนาคาร NORD/LB มิใช่สถาบันการเงินตามความหมายของข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบแล้ว พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale หรือ ธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และจากทุนหรือไม่ การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ธนาคาร NORD/LB ไม่เป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าวแต่อย่างใด เพราะเหตุผลสามประการประกอบกัน ประการที่หนึ่ง คำว่า เป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) หมายถึงเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น ไม่หมายรวมถึงการเป็นเจ้าของโดยอ้อมหรือโดยทางอ้อมด้วย ดังจะเห็นได้ว่า ตามความตกลงนี้หากกรณีที่ต้องการให้หมายรวมถึงโดยทางอ้อมด้วยก็จะระบุไว้ชัดเจน ดังที่ระบุไว้ในข้อ 9 และ ข้อ 23 ที่ยกมากล่าวไว้ข้างต้น ประการที่สอง เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบข้อ 11 (4) (ก) กับข้อ 11 (4) (ข) แล้วควรมีความสำคัญที่เท่าเทียมหรือเกือบเท่าเทียมกัน ซึ่งตามข้อ 11 (4) (ก) ถ้าดอกเบี้ยได้รับโดยรัฐ มลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ส่วนข้อ 11 (4) (ข) ผู้รับดอกเบี้ยมิใช่รัฐ แต่เป็นสถาบันการเงินโดยเป็นสถาบันการเงินซึ่งรัฐ...เป็นเจ้าของทั้งหมด การที่รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดของสถาบันการเงิน สถาบันการเงินจึงควรมีความสำคัญเท่ากับหรือเกือบเท่ากับรัฐตามข้อ 11 (4) (ก) นั่นคือต้องเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น เพราะหากเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางอ้อมด้วย ความสำคัญของสถาบันการเงินจะมีน้อยกว่ารัฐตามข้อ 11 (4) (ก) มาก เช่น หากรัฐเป็นเจ้าของทางอ้อมด้วย รัฐไม่อาจควบคุมดูแลสถาบันการเงินได้ดีเหมือนกับที่รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรง และประการที่สาม กรณีที่กระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีหนังสือ 2 ฉบับ ตอบมายังจำเลยดังที่ได้ยกขึ้นกล่าวมาแล้วข้างต้น โดยตอบมารวมความได้ว่า ธนาคาร NORD/LB มีหน่วยราชการส่วนท้องถิ่นถือหุ้นโดยทางอ้อมด้วย จึงไม่ได้เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ที่อาจอ้างสิทธิได้รับยกเว้นภาษีจากแหล่งเงินได้ ซึ่งเมื่อได้พิจารณาเหตุผลสามประการดังกล่าวประกอบกันแล้ว เห็นได้ชัดว่า ธนาคาร NORD/LB ไม่เป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว ที่โจทก์ฎีกาอีกว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้เทียบเคียงได้กับแนวปฏิบัติตามที่จำเลยตอบข้อหารือว่าไม่ต้องถูกหักภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 ตามหนังสือตอบข้อหารือลงวันที่ 2 มีนาคม 2542 วันที่ 30 กันยายน 2546 และวันที่ 2 ธันวาคม 2548 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงคดีนี้เทียบเคียงกับแนวปฏิบัติดังกล่าวได้หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ปรับได้กับข้อกฎหมายดังเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงต้องเป็นไปตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว และที่โจทก์ฎีกาด้วยว่า ธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ มีหนังสือถึงโจทก์ยืนยันว่า ธนาคาร NORD/LB มีมลรัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ของธนาคารออมสินของประชาชนในมลรัฐซึ่งมีเทศบาลและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นซึ่งมลรัฐเป็นเจ้าของและเป็นผู้ควบคุมการดำเนินการ จึงเป็นเจ้าของหุ้นทั้งหมดของธนาคาร NORD/LB ก็ดี กับที่ฎีกาว่า สำนักกฎหมาย Freshfields Bruckhaus Deringer แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ให้ความเห็นว่า ธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) รายละเอียดตามที่ยกขึ้นกล่าวมาแล้วข้างต้นก็ดี ก็เป็นความเห็นของธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ และความเห็นของสำนักกฎหมายดังกล่าว ซึ่งไม่ตรงกับที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้วินิจฉัยมา ส่วนฎีกาของโจทก์ประการอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่า ธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale หรือธนาคาร NORD/LB มิใช่สถาบันการเงินตาม ข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และจากทุน ที่จะได้รับยกเว้นภาษีจากเงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยในราชอาณาจักรไทย ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินทั้งแปดฉบับและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งสองฉบับชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 70
ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และจากทุน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกฤษฎา สกุลศรีประเสริฐ
- นายบุญเนตร์ พุ่มทิพย์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วรงค์พร จิระภาค
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา