คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4676/2564
#680285
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 2 และร่วมรู้เห็นเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ช่วยหานายทุนรับจำนำรถที่จำเลยที่ 1 เช่าจากร้าน ภ. แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ปฏิเสธเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีเอกสารเกี่ยวกับรถ รวมทั้งเหตุการณ์ในคดีนี้ที่จำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ช่วยหานายทุนรับจำนำรถที่จำเลยที่ 1 เช่าจากบริษัท ท. โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีเอกสารเกี่ยวกับรถเช่นเดียวกัน แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 กลับยินยอมช่วยหานายทุนรับจำนำรถให้และพากันขับรถไปจังหวัดลำปางแล้วร่วมกันจัดทำสำเนารายการจดทะเบียนรถปลอม โดยจำเลยที่ 3 ให้การรับว่า จำเลยที่ 2 จะได้ค่านายหน้าจากยอดเงินที่มีการจำนำจากเจ้าของรถในอัตราร้อยละ 5 บ่งชี้ว่า จำเลยที่ 3 รู้ว่ารถในคดีนี้ไม่สามารถนำไปจำนำโดยถูกต้องตามกฎหมายได้ เพราะไม่มีรายการจดทะเบียนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ได้อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ในเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ในการกระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำลเยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83) จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 (ที่ถูก 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 86) การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนการปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมด้วยตนเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม (ที่ถูก ฐานใช้เอกสารราชการปลอม) ตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 2 ปี ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มีกำหนดคนละ 1 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 เดือน 20 วัน

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 6 เดือน ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 3 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน โดยให้กักขังจำเลยแต่ละคนในบ้านของตนเอง ทั้งกำหนดเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) และห้ามออกจากบ้านพัก มีกำหนดคนละ 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23, 24 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่โจทก์ไม่ได้โต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 2 และที่ 5 เป็นนายหน้าหานายทุนรับจำนำรถ จำเลยที่ 3 อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 ประกอบอาชีพขายรถยนต์ใช้แล้วและเป็นสามีจำเลยที่ 5 พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่จังหวัดลำปาง ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เช่ารถยนต์ มีชื่อนายสมบูรณ์ เป็นผู้ครอบครองจากบริษัท ท. แล้วจำเลยทั้งห้าถูกร้อยตำรวจเอกภาคภูมิ กับดาบตำรวจสะอาด เจ้าพนักงานตำรวจประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมขณะพากันขับรถคันที่จำเลยที่ 1 เช่ามาจอดบริเวณลานจอดรถตลาด พร้อมยึดสำเนารายการจดทะเบียนรถปลอมเป็นของกลางนำส่งร้อยตำรวจเอกทรงศักดิ์ พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 คดีถึงที่สุดแล้ว

ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 กระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ร้อยตำรวจเอกภาคภูมิ ดาบตำรวจสะอาด และร้อยตำรวจเอก ทรงศักดิ์พยานโจทก์ไม่ได้เบิกความถึงการกระทำของจำเลยที่ 3 แต่ร้อยตำรวจเอกทรงศักดิ์เบิกความยืนยันว่า จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา ซึ่งจัดทำในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากจำเลยทั้งห้าถูกจับกุมมีใจความว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 นำรถกระบะของจำเลยที่ 1 ไปจำนำนายทุนและต้องการไถ่รถคืน จึงติดต่อจำเลยที่ 2 ให้ช่วยหานายทุนคนใหม่ จำเลยที่ 2 ติดต่อจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้ช่วยหานายทุนอีกทอดหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 2 กับที่ 3 เดินทางจากกรุงเทพมหานครไปพบจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 นายทุนคนเดิมและนายทุนคนใหม่ที่เชียงใหม่ แต่นายทุนคนเดิมไม่ได้นำรถของจำเลยที่ 1 ไปด้วย นายทุนคนใหม่ไม่เห็นรถจึงไม่ยอมรับจำนำ จำเลยที่ 1 ยังคงต้องการไถ่รถของจำเลยที่ 1 คืน และนำรถยนต์ ที่เช่าจากร้าน ภ. มาขอให้จำเลยที่ 2 ช่วยนำไปจำนำ แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีเอกสารคู่มือรถ จำเลยที่ 2 คาดคั้นจนจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นรถที่เช่ามา จึงให้จำเลยที่ 1 นำรถไปคืน จากนั้นจำเลยที่ 1 ติดต่อกลับมาอีกว่าจะจำนำรถยนต์ ให้จำเลยที่ 2 ไปพบและบอกว่าไม่มีเอกสารคู่มือรถ จำเลยที่ 2 ปรึกษากับจำเลยที่ 4 และที่ 5 จำเลยที่ 4 และที่ 5 บอกว่าจำนำได้โดยทำสำเนาคู่มือรถขึ้นมาใหม่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เดินทางไปพบจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยทั้งห้าพากันขับรถยนต์ไปจังหวัดลำปางเพื่อหานายทุนรับจำนำรถ ระหว่างทางได้แวะที่ร้านรับถ่ายเอกสาร จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เข้าไปในร้าน แล้วจำเลยที่ 2 กับที่ 5 ร่วมกันทำปลอมรายการจดทะเบียนรถ โดยจำเลยที่ 5 สแกนภาพถ่ายรายการจดทะเบียนรถที่เก็บไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้าโปรแกรมโฟโตชอป เพิ่มข้อมูลบางจุด ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง จำเลยที่ 2 ตรวจดูความเรียบร้อยแล้วพิมพ์ใส่กระดาษเอ 4 จากนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 กลับมาขึ้นรถ โดยจำเลยที่ 4 นั่งรอที่เบาะคนขับ ส่วนจำเลยที่ 3 นั่งหลับอยู่เบาะหลัง ต่อมาจำเลยที่ 4 และที่ 5 ติดต่อหานายทุนรับจำนำรถได้จึงพากันขับรถมาจอดรอที่ลานจอดรถหน้าตลาด แล้วถูกจับกุมพร้อมสำเนารายการจดทะเบียนรถปลอม จำเลยที่ 3 มิได้ถามค้านร้อยตำรวจเอกทรงศักดิ์เกี่ยวกับการจัดทำบันทึกคำให้การของจำเลยทั้งห้า ให้ปรากฏว่ามีข้อพิรุธน่าสงสัยอย่างใด ทั้งมิได้นำสืบความไม่ถูกต้องแห่งบันทึกคำให้การเหล่านั้น โดยเฉพาะบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 3 ที่ให้การว่า จำเลยที่ 3 เดินทางมาเป็นเพื่อนจำเลยที่ 2 เพราะขณะนั้นจำเลยที่ 2 ตั้งครรภ์ และระหว่างเดินทางไปกับจำเลยอื่น ๆ จำเลยที่ 3 นั่งหลับหรือไม่ก็นั่งเล่นเกมในโทรศัพท์เคลื่อนที่มิได้ร่วมรู้เห็นเกี่ยวกับการกระทำผิด จึงทำให้เชื่อว่าร้อยตำรวจเอกทรงศักดิ์บันทึกคำให้การของจำเลยที่ 3 ไปตามความจริงด้วยความสมัครใจของจำเลยที่ 3 บันทึกคำให้การของจำเลยที่ 3 ถือเป็นพยานบอกเล่าที่ต้องด้วยข้อยกเว้นให้รับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 2 ติดต่อจำเลยที่ 4 และที่ 5 เพื่อหานายทุนรับจำนำรถให้จำเลยที่ 1 เมื่อการเจรจาขอไถ่รถของจำเลยที่ 1 จากนายทุนคนเดิมเพื่อนำมาจำนำนายทุนคนใหม่ไม่สามารถดำเนินการได้แล้ว จำเลยที่ 3 ก็ควรจะพาจำเลยที่ 2 เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร แต่จำเลยที่ 3 ยังคงอยู่ร่วมกับจำเลยอื่น ๆ อีกต่อไป และร่วมรู้เห็นเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ช่วยหานายทุนรับจำนำรถที่จำเลยที่ 1 เช่าจากร้าน ภ. แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ปฏิเสธเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีเอกสารเกี่ยวกับรถ รวมทั้งเหตุการณ์ในคดีนี้ที่จำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ช่วยหานายทุนรับจำนำรถที่จำเลยที่ 1 เช่าจากบริษัท ท. โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีเอกสารเกี่ยวกับรถเช่นเดียวกัน แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 กลับยินยอมช่วยหานายทุนรับจำนำรถให้ และพากันขับรถไปจังหวัดลำปางแล้วร่วมกันจัดทำสำเนารายการจดทะเบียนรถปลอม โดยจำเลยที่ 3 ให้การไว้ รับว่า จำเลยที่ 2 จะได้ค่านายหน้าจากยอดเงินที่มีการจำนำจากเจ้าของรถในอัตราร้อยละ 5 บ่งชี้ว่า จำเลยที่ 3 รู้ว่ารถในคดีนี้ไม่สามารถนำไปจำนำโดยถูกต้องตามกฎหมายได้ เพราะไม่มีรายการจดทะเบียนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ได้อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ในเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 กระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาจึงปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 ให้ถูกต้องเท่านั้น ไม่มีอำนาจแก้โทษจำเลยที่ 3 เพื่อกำหนดโทษใหม่ตามความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่เนื่องจากจำเลยที่ 3 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 4 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาพอสมควร ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน โดยให้กักขังจำเลยที่ 3 ในบ้านของตนเอง ทั้งกำหนดให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) และห้ามออกจากบ้านพัก มีกำหนด 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23, 24 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 264 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายนครินทร์ ปกรณ์วณิชชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางจุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4661/2564
#693675
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยมีเจตนาซื้อขายที่ดินเนื้อที่เพียง 100 ตารางวา เท่านั้น แต่มีเจตนาลวงซื้อขายที่ดินพิพาทเนื้อที่ 58.2/10 ตารางวา รวมไปด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้มีการแบ่งแยกที่ดินตั้งแต่ 10 แปลง ขึ้นไป อันเป็นการจัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 4 โดยมีข้อตกลงให้โจทก์ชำระหนี้จำนองในส่วนที่ดินพิพาทและให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนโจทก์เมื่อพ้นกำหนด 3 ปี นิติกรรมการซื้อขายในส่วนที่ดินพิพาทจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยโจทก์และจำเลยสมรู้ร่วมกัน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง จำเลยต้องคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามมาตรา 172 วรรคสอง อย่างไรก็ดีกรณีเป็นเรื่องที่โจทก์กระทำการหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินโดยจัดสรรที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 21 การดำเนินการของโจทก์ยังคงต้องด้วยหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินโดยอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายที่ให้ผู้จัดสรรที่ดินจัดให้มีสาธารณูปโภคขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการ ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณูปโภคตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และเป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไปตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 อันเป็นเหตุให้จำเลยไม่อาจเข้าขัดขวางหน้าที่ของโจทก์ดังกล่าว และไม่อาจขับไล่โจทก์กับห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท โดยให้โจทก์รื้อถอนหรือขนย้ายสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่นำมาติดตั้งในที่ดินเพื่อจัดทำสาธารณูปโภคตามฟ้องแย้งได้ ปัญหาอำนาจฟ้องของจำเลยดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) แต่การกระทำการเพื่อชำระหนี้ของโจทก์ยังถือเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย โจทก์ไม่อาจเรียกคืนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่านิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 50880 เฉพาะเนื้อที่ 58.2/10 ตารางวา ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะและเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะเนื้อที่ 58.2/10 ตารางวา ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าภาษี ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งหมด หากไม่สามารถเพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าวได้ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 378,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามยุ่งเกี่ยว ให้รื้อถอนหรือนำสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่ติดตั้งในที่ดินพิพาทออกไป หากโจทก์ไม่จัดการ ให้บุคคลภายนอกจัดการแทนโดยให้โจทก์ออกค่าใช้จ่าย และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท กับค่าขาดประโยชน์จากการให้เช่าที่ดินเดือนละ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 50880 เฉพาะส่วน 58 ตารางวา (ที่ถูก 58.2/10 ตารางวา) บริเวณพื้นที่นอกกำแพงคอนกรีตให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย แต่ถ้าไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินให้ได้ ให้จำเลยชำระค่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ 378,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มิถุนายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ยกฟ้องแย้งจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ให้โจทก์รื้อถอนหรือขนย้ายสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่นำมาติดตั้งในที่ดินพิพาทออกไปภายใน 30 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่จำเลยเสียเกินมา 1,000 บาท แก่จำเลย

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาว่า โจทก์กับพวกร่วมกันทำโครงการหมู่บ้านจัดสรรชื่อบ้าน ส. บนที่ดินโฉนดเลขที่ 8783 โจทก์แบ่งแยกที่ดินเป็น 9 แปลง เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 50876 ถึงเลขที่ 50883 และโฉนดที่ดินแปลงคงเดิมอีกหนึ่งแปลง โดยที่ดิน 8 แปลง ที่แบ่งแยกออกไปนั้นโจทก์สร้างบ้านขาย จำเลยซึ่งเป็นเพื่อนของโจทก์มาก่อนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 50880 พร้อมบ้านหนึ่งหลังในราคา 2,500,000 บาท ที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่ 158.2/10 ตารางวา โดยที่ดินพิพาทเนื้อที่ 58.2/10 ตารางวา อยู่นอกแนวเขตกำแพงบ้านของจำเลยด้านทิศตะวันออกติดกับถนนสาธารณะหน้าหมู่บ้าน หลังจากจำเลยซื้อที่ดินแล้ว โจทก์เข้ามาปลูกหญ้าและต้นไม้บนที่ดินพิพาทและดูแลมาตลอด ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2561 โจทก์ให้ช่างเข้าไปก่อสร้างป้ายชื่อหมู่บ้านและศาลพระพรหมในที่ดินพิพาท จำเลยร้องทุกข์กล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่ดินของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยเจตนาลวงเพื่อหลีกเลี่ยงการจัดสรรที่ดินหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาแบบโครงการบ้าน ส. ที่โจทก์ยื่นต่อองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหลุมในแผ่นที่ 6 เป็นผังแบ่งที่ดินออกขายรวม 20 แปลง โดยที่ดินด้านหน้าติดถนนซึ่งเป็นที่ดินพิพาทระบุเป็นสำนักงานขายและจัดสวน แต่เมื่อโจทก์จัดสรรกลับปรากฏว่าโจทก์แบ่งแยกที่ดินออกเป็น 9 แปลง ทำให้เชื่อว่าโจทก์ไม่อาจขออนุญาตจัดสรรที่ดินได้เนื่องจากที่ดินอยู่ในเขตเกษตรกรรมต้องห้ามจัดสรรที่ดินตามที่นำสืบ ประกอบกับตามภาพถ่ายบ้านของจำเลยในขณะก่อสร้างมีการสร้างรั้วกั้นระหว่างที่ดินพิพาทและที่ดินที่ปลูกบ้านของจำเลย หากจำเลยประสงค์ที่จะซื้อบ้านที่ติดถนนตั้งแต่แรกตามที่นำสืบและโจทก์จะแบ่งขายที่ดินเต็มเนื้อที่ที่ดินที่ติดทางสาธารณะแล้วโจทก์ก็คงต้องสร้างรั้วรอบที่ดินทั้งหมดซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทด้วย ไม่มีเหตุให้ต้องกันที่ดินพิพาทออกไป นอกจากนี้โจทก์ยังเข้าไปปลูกต้นไม้ในลักษณะสวนหย่อมในที่ดินพิพาทตลอดมาโดยจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้าน อันทำให้เห็นว่าโจทก์มิได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยด้วย แต่ยังครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเป็นบริการสาธารณะแก่หมู่บ้านตามที่วางผังไว้ จำเลยเพิ่งมาโต้แย้งโจทก์หลังจากที่จำเลยไม่พอใจบ้านที่โจทก์สร้างและระบายความรู้สึกไม่พอใจในสื่อสังคมออนไลน์หรือเฟซบุ๊กของจำเลย แม้จำเลยจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าหนังสือสัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลย ซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่เจ้าพนักงานจัดทำขึ้นว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ก็ตาม แต่เหตุที่จำเลยรับโอนที่ดินเนื้อที่ 158.2/10 ตารางวา ทั้งที่ตามสัญญาจองและสัญญาจะซื้อจะขายระบุเนื้อที่ที่ดินประมาณ 100 ตารางวา ที่ดินส่วนที่เกินมากว่าร้อยละ 50 ซึ่งนับว่ามีมูลค่าสูงคู่สัญญากลับไม่มีการคิดราคาที่ดินเพิ่มขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติในการทำธุรกิจ และไม่มีเหตุให้โจทก์ต้องโอนที่ดินเช่นนั้น ข้อนำสืบของจำเลยกลับไม่สมเหตุสมผล ทำให้พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักน้อยลง และการที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยมากไปกว่าที่ได้ตกลงซื้อขายกันโดยมิได้โต้แย้งความไม่ถูกต้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินหรือพนักงานสินเชื่อของธนาคาร ย่อมมีสาเหตุเพื่อปกปิดการหลีกเลี่ยงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยประกอบพฤติการณ์ที่โจทก์นำสืบจึงมีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย โดยเชื่อได้ว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 50880 เนื้อที่เพียง 100 ตารางวา ภายในแนวเขตกำแพงคอนกรีตเท่านั้น แต่มีเจตนาลวงซื้อขายที่ดินพิพาทเนื้อที่ 58.2/10 ตารางวา รวมไปด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้มีการแบ่งแยกที่ดินตั้งแต่ 10 แปลง ขึ้นไป อันเป็นการจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 4 โดยมีข้อตกลงให้โจทก์ชำระหนี้จำนองในส่วนที่ดินพิพาทและให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนโจทก์เมื่อพ้นกำหนด 3 ปี นิติกรรมการซื้อขายในส่วนที่ดินพิพาทจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยโจทก์และจำเลยสมรู้ร่วมกันตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และจำเลยต้องคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ ตามมาตรา 172 วรรคสอง อย่างไรก็ดีกรณีเป็นเรื่องที่โจทก์กระทำการหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินโดยจัดสรรที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 การดำเนินการของโจทก์ยังคงต้องด้วยหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินโดยอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายที่ให้ผู้จัดสรรที่ดินจัดให้มีสาธารณูปโภคขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการ ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณูปโภคตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และเป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 อันเป็นเหตุให้จำเลยไม่อาจเข้าขัดขวางหน้าที่ของโจทก์ดังกล่าว และไม่อาจขับไล่โจทก์กับห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท โดยให้โจทก์รื้อถอนหรือขนย้ายสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่นำมาติดตั้งในที่ดินเพื่อจัดทำสาธารณูปโภคตามฟ้องแย้งได้ ปัญหาอำนาจฟ้องของจำเลยดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) แต่การกระทำการเพื่อชำระหนี้ของโจทก์ยังถือเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย โจทก์ไม่อาจเรียกคืนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

อนึ่ง จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท พร้อมกับเรียกค่าเสียหาย 100,000 บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ขายที่ดินให้แก่จำเลยเนื้อที่ 100 ตารางวา ส่วนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 58.2/10 ตารางวา เป็นการแสดงเจตนาลวงไม่มีเจตนาโอน และไม่ใช่ที่ดินของจำเลย อันเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้ง จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทและค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 478,300 บาท ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าคดีในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นมีทุนทรัพย์เพียง 100,000 บาท และสั่งคืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้แก่จำเลยจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งจำเลยด้วย ไม่ต้องคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 172 วรรคสอง ม. 411
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 4 ม. 21 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นางสาว ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางสาวภาณิกา ไกรรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจิตรกร พัฒนาศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4655/2564
#667232
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดในคดีนี้ สามารถแยกการกระทำและเจตนาในการกระทำออกจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 นั้น ไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงไม่อาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 1 ได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 11, 54, 55, 69, 72 ตรี, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 97 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง และบริวารออกไปจากเขตป่า ตลอดจนให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าออกไปจากเขตป่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม 1,052,168 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันกระทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ และจ่ายสินบนแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2), 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 14), 31 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันบุกรุก ก่อสร้าง แผ้วถาง ยึดถือ ครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี (ที่ถูก รวมจำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 7 ปี) ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 8 เดือน ริบไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป รถยนต์ เครื่องตัดหญ้า มีด ที่ขุดดิน จอบ เลื่อยมือ หน้ากากแบบใช้คลุมใบหน้า หมวกไม้ไผ่ ถุงมือยาง ของกลาง แต่ให้คืนรถจักรยานยนต์ 2 คัน ของกลางแก่เจ้าของ ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง และบริวารออกไปจากเขตป่า ตลอดจนให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าออกไปจากเขตป่า และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 1,052,168 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ เนื่องจากศาลมิได้ปรับจึงไม่อาจจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับได้ คำขอส่วนนี้และคำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมเป็นเงิน 741,625 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เรือนจำกลางลำปางแจ้งต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งถูกขังอยู่ที่เรือนจำดังกล่าวถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 โจทก์รับว่าจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) และเมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้ว คำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่งย่อมตกไปด้วย จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2562 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา นายศุภวิชญ์ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลป. 17 (แม่มอกตอนขุน) รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทหารว่ามีกลุ่มบุคคลร่วมกันบุกรุกป่าที่เกิดเหตุซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ จึงร่วมกับพวกไปที่เกิดเหตุ พบจำเลยทั้งสองถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวอยู่บริเวณหน้ากระท่อมในที่เกิดเหตุ โดยนายสายัญ พวกของจำเลยทั้งสองหลบหนีไปได้ พบไม้แดงอันยังมิได้แปรรูปกองอยู่ข้างกระท่อม และบริเวณรอบกระท่อมมีพื้นที่ถูกบุกรุกแผ้วถางเป็นบริเวณกว้างเนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา มีร่องรอยการตัดโค่นไม้ใหญ่ทั่วบริเวณด้วยเลื่อยมือ ไม้ที่ถูกตัดโค่นเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. เป็นไม้แดง 10 ท่อน ปริมาตร 0.2 ลูกบาศก์เมตร ไม้มะเกิ้ม 18 ท่อน ปริมาตร 0.94 ลูกบาศก์เมตร ไม้เหียง 52 ท่อน ปริมาตร 2.99 ลูกบาศก์เมตร ไม้มะม่วงป่า 4 ท่อน ปริมาตร 0.1 ลูกบาศก์เมตร ไม้ขมิ้นดำ 4 ท่อน ปริมาตร 0.1 ลูกบาศก์เมตร ไม้ตุ้มแต๋น 3 ท่อน ปริมาตร 0.25 ลูกบาศก์เมตร ไม้ประดู่ 9 ท่อน ปริมาตร 0.33 ลูกบาศก์เมตร ไม้ตีนนก 2 ท่อน ปริมาตร 0.09 ลูกบาศก์เมตร ไม้รกฟ้า 12 ท่อน ปริมาตร 0.56 ลูกบาศก์เมตร ไม้รัง 3 ท่อน ปริมาตร 0.11 ลูกบาศก์เมตร ไม้เปา 3 ท่อน ปริมาตร 0.14 ลูกบาศก์เมตร ไม้พะยอม 5 ท่อน ปริมาตร 0.34 ลูกบาศก์เมตร ไม้ลำไยป่า 1 ท่อน ปริมาตร 0.3 ลูกบาศก์เมตร และไม้เต็ง 4 ท่อน ปริมาตร 0.16 ลูกบาศก์เมตร รวม 130 ท่อน ปริมาตรรวม 6.35 ลูกบาศก์เมตร เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเลื่อยมือ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์การกระทำความผิดอื่น ๆ ในกระท่อมที่เกิดเหตุ จึงจับกุมจำเลยทั้งสองโดยแจ้งข้อหาว่าร่วมกันทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันบุกรุก ก่นสร้าง แผ้วถาง ยึดถือ ครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธว่ามารับซื้อกล้วยบริเวณดังกล่าว ไม่ทราบว่ากระท่อมและที่ดินที่เกิดเหตุเป็นของผู้ใด ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 มารับจ้างจำเลยที่ 1 ตัดหญ้าและทำถนน พนักงานสอบสวนส่งหมอนที่พบในกระท่อมที่เกิดเหตุไปตรวจดีเอ็นเอ พบดีเอ็นเอของจำเลยที่ 1 และพนักงานสอบสวนยังพบขวดยาแก้ไอและถุงพลาสติกใส่ยาลดความดันโลหิตของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีสภาพเก่ามีฝุ่นเกาะแขวนอยู่ข้างฝาในกระท่อมดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำไม้หรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยใช้เครื่องมือตัด และร่วมกันบุกรุก ก่นสร้าง ยึดถือ ครอบครองทำประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นในที่ดินท้องที่บริเวณป่าดอยเขาหนัง ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่มอก และจำเลยทั้งสองมีนายธัชชัย ช่างรังวัด เป็นพยานเบิกความว่า พยานได้รับคำร้องจากสำนักจัดหาที่ดินของกรมชลประทานซึ่งมีโครงการจะสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งผาก ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2562 พยานไปดำเนินการรังวัดที่ดินหลายแปลงรวมทั้งที่ดินของนายสายัญ นายสายัญนำชี้แนวเขตที่ดินที่แจ้งการครอบครองและลงลายมือชื่อไว้ พื้นที่ที่นายสายัญแจ้งการครอบครองมีเพิงพักปลูกอาศัยและตรงกับพื้นที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ที่เกิดเหตุเดิมเป็นของนายสายัญ แต่เมื่อพิจารณาสำเนาคำร้องขอรังวัดสำรวจในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิเป็นเรื่องที่นายสายัญยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 ก่อนเกิดเหตุปีเศษ และได้ความจากนายสิทธิชัย หัวหน้างานจัดหาที่ดินและรับผิดชอบโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งผาก พยานจำเลยว่า นายสายัญแจ้งขอสำรวจรังวัดโดยไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ มาแสดงต่อพยาน พยานไม่ทราบว่าชาวบ้านที่มาแจ้งการครอบครองที่ดินจะมีการครอบครองจริงหรือไม่ และจะมีผู้อื่นครอบครองแทนหรือไม่ อีกทั้งยังได้ความจากนายบุญลือ อดีตหัวหน้าฝ่ายจัดหาที่ดิน สำนักงานชลประทานที่ 2 พยานจำเลยว่า พื้นที่ที่สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งผาก กรมชลประทานยังไม่ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ และกรมป่าไม้ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว ในการสำรวจและการให้ชาวบ้านมายื่นคำร้องเพื่อสำรวจที่ดินที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำ เป็นการดำเนินการเพื่อจ่ายเงินทดแทน ไม่ใช่เป็นการรับรองสิทธิให้ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ ดังนั้น การที่กรมชลประทานให้ชาวบ้านที่ครอบครองที่ดินในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบกับการสร้างอ่างเก็บน้ำแจ้งการครอบครองก็เพื่อจ่ายเงินทดแทนให้เท่านั้น แต่ที่ดินที่ทำการสำรวจยังเป็นที่ดินที่อยู่ในความดูแลรักษาของกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่มอก การที่นายสายัญยื่นคำร้องขอรังวัดสำรวจแปลงที่ดินพื้นที่ที่เกิดเหตุจึงเป็นเพียงให้สิทธิแก่นายสายัญที่ครอบครองพื้นที่ที่เกิดเหตุที่จะได้รับค่าทดแทนจากกรมชลประทาน ทั้งการที่นายสายัญยื่นคำร้องขอรังวัดสำรวจแปลงที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 ภายหลังจากนั้นนายสายัญอาจขายที่ดินพื้นที่เกิดเหตุให้แก่ผู้อื่นไปแล้วก็เป็นได้ เมื่อพิจารณาบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนก็ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ซื้อที่ดินพื้นที่เกิดเหตุมานานแล้ว อีกทั้งจำเลยที่ 2 รับว่าที่เกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 1 ตนเพียงแต่เป็นผู้รับจ้างของจำเลยที่ 1 เท่านั้น เมื่อเดือนตุลาคม 2561 จำเลยที่ 2 รับจ้างตัดหญ้า ปลูกต้นไม้ และทำทางให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ข้าง ๆ พื้นที่เกิดเหตุ บางครั้งจะพักหลับนอนที่กระท่อมที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ให้การในวันที่ 18 มกราคม 2562 หลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ซึ่งเป็นการให้การในทันทีที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ยากที่จำเลยที่ 2 จะปรุงแต่งเรื่องขึ้นมาเองเพื่อปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ทั้งยังมีรายละเอียดตรงกับที่จำเลยที่ 2 ให้การไว้ในชั้นจับกุม แม้จะถือว่าเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันแต่ก็มิได้เป็นเรื่องปัดความผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ซัดทอดให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว คงเป็นการแจ้งเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 2 ประสบมาจึงมีเหตุผลที่จะรับฟังเป็นความจริง แม้ต่อมาภายหลังเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2562 จำเลยที่ 2 ขอให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนว่า ความจริงที่ดินที่เกิดเหตุเป็นของนายสายัญ เนื่องจากวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ตกใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนายสายัญวิ่งหลบหนีไป จำเลยที่ 2 กลัวความผิด จึงให้การไปว่าที่ดินและกระท่อมดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 เชื่อว่าเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 มีโอกาสไตร่ตรองทบทวนและหาข้อแก้ตัวให้จำเลยที่ 1 พ้นผิด คำให้การเพิ่มเติมของจำเลยที่ 2 ไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้โจทก์ยังมีสำเนาสมุดบันทึกการทำงานของจำเลยที่ 2 ที่พนักงานสอบสวนให้จำเลยที่ 2 ดู จำเลยที่ 2 ให้การรับว่าถูกต้องและลงลายมือชื่อรับรองไว้ ประกอบกับเมื่อร้อยตำรวจเอกพชรพนักงานสอบสวนส่งหมอนที่พบในกระท่อมที่เกิดเหตุไปตรวจดีเอ็นเอ พบดีเอ็นเอของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เข้าครอบครองที่พื้นที่ที่เกิดเหตุแทนนายสายัญแล้วทำประโยชน์ด้วยการโค่นไม้ใหญ่ที่ขึ้นกระจายอยู่ทั่วบริเวณ มีร่องรอยการตัดโค่นไม้ใหญ่ด้วยเลื่อยมือ ทั้งยังพบเลื่อย 2 ปื้น ในกระท่อมที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ที่ใต้ถุนกระท่อมที่เกิดเหตุยังพบกล้าพันธุ์ไม้จำพวกมะขาม บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการในการทำไม้หรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยใช้เครื่องมือตัดเพื่อปลูกไม้อื่น และร่วมกันบุกรุก ก่นสร้าง ยึดถือครอบครองทำประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต นั้น ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดในคดีนี้ สามารถแยกการกระทำและเจตนาในการกระทำออกจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ (ที่ถูก ลงโทษฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติฯ) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น ไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงไม่อาจแก้ไขโทษที่ลงแก่จำเลยที่ 1 ได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 และในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี และกรณีหนี้เงิน ให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยในค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหาย 741,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 มกราคม 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ามีการปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ โทษในส่วนของจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 72 ตรี วรรคหนึ่ง ม. 73 วรรคสอง (2)
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายอนุกูล นาคเรืองศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายศรชัย วรานิชสกุล
ชื่อองค์คณะ
ก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4612/2564
#680089
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามหนังสือสัญญาไม่มีข้อตกลงที่ระบุให้โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ แต่การไม่ส่งเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์แก่จำเลย ทำให้จำเลยไม่สามารถใช้งานเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ได้ตามกฎหมาย นอกจากนั้นโจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมกับผู้รับจ้างช่วง โดยยอมชำระเงินค่าจ้างที่ค้างให้ เมื่อบริษัทดังกล่าวดำเนินการจัดทำเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว แสดงให้เห็นว่า สัญญาว่าจ้างก่อสร้างและติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำมีข้อตกลงโดยปริยายที่โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบเอกสารรับรองความปลอดภัยแก่จำเลย เมื่อจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งเอกสารดังกล่าว แต่โจทก์เพิกเฉยไม่ส่งมอบให้ตามกำหนด โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,781,693.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 2,516,640 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,837,292.64 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารกับใช้ค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกันของธนาคาร 2,940 บาท ทุก 3 เดือน หากไม่คืนหนังสือค้ำประกันหรือใช้ค่าธรรมเนียมธนาคารให้ชดใช้ราคา 588,000 บาท แก่โจทก์แทน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชดใช้เงิน 3,850,598 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2560 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย กับให้โจทก์รับประกันความชำรุดบกพร่องของเครื่องกำเนิดไอน้ำ 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ตามกฎหมาย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,892,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,887,480 บาท นับถัดจากวันที่ 22 มิถุนายน 2558 ของต้นเงิน 629,160 บาท นับถัดจากวันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 และของต้นเงิน 352,800 บาท นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคาร คืนโจทก์ ให้จำเลยชำระเงิน 2,940 บาท ทุก 3 เดือน นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบหนังสือค้ำประกันดังกล่าวคืนโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,704,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 19 กันยายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยว่าจ้างโจทก์ทำงานระบบวิศวกรรมระบบประกอบอาคารควบคู่ไปกับจ้างเหมาก่อสร้างอาคารโรงงาน ซึ่งรวมถึงการติดตั้งเครื่องต้มน้ำร้อนด้วย วงเงิน 212,880,000 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ขออนุมัติระบบเครื่องกำเนิดไอน้ำแทนเครื่องต้มน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์ต่อบริษัท อ. ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาควบคุมงานและตรวจรับมอบงานของจำเลย วันที่ 21 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ว่าจ้างบริษัท ท. ผลิตเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ วันที่ 10 ธันวาคม 2556 บริษัท ท. นัดนำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ต่อจำเลยในวันที่ 16 ธันวาคม 2556 วันที่ 20 ธันวาคม 2556 บริษัท อ. อนุมัติแบบเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ วันที่ 24 กันยายน 2557 คณะกรรมการตรวจรับงานของจำเลยอนุมัติให้ยกเลิกการติดตั้งเครื่องต้มน้ำร้อน วันที่ 4 ตุลาคม 2557 โจทก์เสนอราคางานติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์วงเงิน 5,880,000 บาท แก่จำเลย แบ่งการทำงานเป็น 3 งวด กำหนดการติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์แล้วเสร็จส่งมอบในงวดที่ 2 และกำหนดการทดสอบกระบวนการทำงานแล้วเสร็จในงวดที่ 3 วันที่ 20 ตุลาคม 2557 จำเลยสั่งซื้อเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมติดตั้งวงเงิน 5,880,000 บาท จากโจทก์ วันที่ 8 ธันวาคม 2557 จำเลยส่งมอบพื้นที่ทำงานติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์แก่โจทก์ วันที่ 17 ธันวาคม 2557 โจทก์และจำเลยทำหนังสือยืนยันการจ้างติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ กำหนดระยะเวลาเริ่มทำงานในวันที่ 8 ธันวาคม 2557 ส่งมอบงานจ้างทั้งหมดในวันที่ 30 มกราคม 2558 กำหนดให้โจทก์มอบหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา และหลักประกันความรับผิดชอบของงานก่อสร้างออกโดยธนาคารมีมูลค่าร้อยละ 10 ของราคาค่าก่อสร้างแก่จำเลย และกำหนดชำระเงินค่าก่อสร้างแก่โจทก์ไม่เกินร้อยละ 60 หรือน้อยกว่า โดยต้องมีการลงนามในหนังสือว่าจ้างภายหลัง หากโจทก์ดำเนินงานล่าช้ากว่ากำหนดยินยอมชำระค่าปรับอัตราร้อยละ 0.2 ของมูลค่าสัญญาต่อวัน บริษัท ท. ได้ผลิตและดำเนินการติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำส่งมอบให้แก่จำเลยในนามของโจทก์ที่โรงงานเรียบร้อยแล้ว แต่โจทก์ไม่ชำระค่าจ้างให้แก่บริษัท ท. บริษัท ท. จึงฟ้องเรียกค่าจ้างที่ค้างชำระจากโจทก์ ภายหลังจากศาลทำการไกล่เกลี่ยแล้วโจทก์กับบริษัท ท. ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยโจทก์ตกลงชำระค่าจ้างที่ค้างชำระให้แก่บริษัท ท. และบริษัท ท. ต้องดำเนินการออกหนังสือรับรองการผลิต จัดทำเอกสารคู่มือการใช้งาน การตรวจสอบ การบำรุงรักษา จัดทำรายงานคู่มือการผลิต การตรวจสอบ และการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดไปยื่นต่อสำนักเทคโนโลยีความปลอดภัย กรมโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อให้จำเลยสามารถใช้งานเครื่องกำเนิดไอน้ำดังกล่าวได้ บริษัท ท. ได้ดำเนินการจัดทำเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวไปยื่นต่อสำนักเทคโนโลยีความปลอดภัย และส่งมอบเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้วเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 โจทก์จึงได้ชำระค่าจ้างให้แก่บริษัท ท. จำเลยต้องชำระเงินค่าจ้างที่ค้างชำระในงวดงานที่ 2 จำนวน 1,887,480 บาท งวดที่ 3 จำนวน 629,160 บาท และคืนเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาที่จำเลยหักไว้ร้อยละ 10 ของค่าจ้างงวดที่ 1 จำนวน 352,800 บาท และค่าธรรมเนียมการออกหนังสือคืนประกัน 23,520 บาท รวมเป็นเงิน 2,892,960 บาท ให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า ตามสัญญาไม่มีข้อตกลงให้โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ให้แก่จำเลย เห็นว่า แม้ตามหนังสือยืนยันการจ้างติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ และตามร่างสัญญาที่จำเลยส่งไปเพื่อให้โจทก์ลงนามจะไม่มีข้อตกลงที่ระบุให้โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ แต่คู่สัญญายังอาจมีข้อตกลงต่างหากที่ไม่ปรากฏในสัญญาได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาตามที่โจทก์เสนอราคางานติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์วงเงิน 5,880,000 บาท แก่จำเลย โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 3 งวด กำหนดการติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ให้แล้วเสร็จและส่งมอบในงวดที่ 2 ส่วนการส่งงานรับจ้างงวดที่ 3 เป็นการทดสอบกระบวนการทำงานของเครื่องกำเนิดไอน้ำที่โจทก์ติดตั้ง ซึ่งเป็นข้อเสนอที่มีมูลค่าสัญญาสูง ไม่เชื่อว่าจำเลยต้องการเพียงจ้างโจทก์ซื้อและติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำเท่านั้น แต่การว่าจ้างติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำนั้นต้องสามารถใช้งานได้ ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาในกฎกระทรวงกำหนดมาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับหม้อน้ำ หม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน และภาชนะรับแรงดันในโรงงาน พ.ศ.2549 ข้อ 3 (3) ที่กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานผลิตประกอบ ดัดแปลง หรือสร้างหม้อน้ำ หม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อนหรือภาชนะรับแรงดันต้องปฏิบัติจัดทำรายงานข้อมูลการผลิต การตรวจสอบ และการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ซึ่งในเรื่องนี้นายเซียว กรรมการโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า การไม่ส่งเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์แก่จำเลย ทำให้จำเลยไม่สามารถใช้งานเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ได้ตามกฎหมาย ทั้งการที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัท ท. โดยยอมชำระเงินค่าจ้างที่ค้างให้ เมื่อบริษัทดังกล่าวดำเนินการจัดทำเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ต่อสำนักเทคโนโลยีความปลอดภัย กรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว จากข้อเท็จจริงดังกล่าวมีเหตุผลแสดงให้เห็นว่า สัญญาว่าจ้างก่อสร้างติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงโดยปริยายที่โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์แก่จำเลย ตามข้อบังคับในกฎกระทรวงดังกล่าว จำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวภายในวันที่ 6 พฤษภาคม 2559 แต่โจทก์เพิกเฉย การที่โจทก์มีหน้าที่ตามสัญญาต้องส่งมอบเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวแก่จำเลย แต่โจทก์ไม่ส่งมอบให้ตามกำหนด โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ส่วนการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ระบุในคำพิพากษาว่า หนังสือที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ส่งมอบเอกสารรับรองความปลอดภัยเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ เป็นเอกสารหมาย จ.19 ซึ่งที่ถูกคือเอกสารหมาย ล.19 นั้น ถือเป็นข้อผิดหลงเล็กน้อย มิใช่เป็นการวินิจฉัยผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวนตามที่โจทก์ฏีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อต่อไปว่า ค่าปรับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดมานั้นสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสัญญาจำเลยจะมีสิทธิคิดเบี้ยปรับได้ในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคาค่าจ้างต่อวันนับแต่วันที่จำเลยถือว่าโจทก์ได้ปฏิบัติผิดสัญญาไม่ส่งมอบงานงวดสุดท้ายแก่จำเลย แต่ก็เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่โจทก์ไม่ชำระหนี้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง หากเบี้ยปรับสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ซึ่งเมื่อคิดคำนวณระยะเวลาจากวันที่ 6 พฤษภาคม 2559 ที่จำเลยกำหนดให้โจทก์ส่งมอบเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์จนถึงวันฟ้องเป็นเวลาถึง 402 วัน แต่เมื่อพิจารณาถึงผลงานของโจทก์และมูลค่าของสัญญาแล้ว เห็นควรกำหนดเบี้ยปรับให้จำเลยเป็นเงิน 800,000 บาท ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ซึ่งเมื่อนำเงินค่าปรับที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยหักออกจากค่าจ้างที่จำเลยค้างชำระให้แก่โจทก์สำหรับงานงวดที่ 2 และที่ 3 รวม 2,516,640 บาท เงินค่าประกันผลงานที่จำเลยหักออกจากเงินค่าจ้างงวดงานที่ 1 จำนวน 352,800 บาท ที่จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์ และเงินค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกันธนาคาร 23,520 บาท ที่จำเลยต้องชำระคืนให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยคงรับผิดชำระเงินให้โจทก์เพียง 2,092,960 บาท พร้อมดอกเบี้ย

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน และมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี และกรณีหนี้เงิน ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยในจำนวนหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,092,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2560 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 596 ม. 603 ม. 607
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จ.
จำเลย — บริษัท ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายสุมาศ อุดมจินดาสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไมตรี วงศ์ขจรศิลป์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
วันชัย ศศิโรจน์
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4602/2564
#686178
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นในคดีนี้ เป็นความผิดคนละประเภทกับความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้เข้าพักอาศัยโดยซ่อนเร้นให้พ้นจากการจับกุมตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 และยังเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมกันโดยอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ นอกจากนี้ยังเป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับซึ่งมีองค์ประกอบแห่งความผิดแตกต่างกันด้วย ทั้งเจตนาในการกระทำความผิดก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกัน สามารถแยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ แม้กระทำความผิดในคราวเดียวกัน ก็เป็นคนละกรรมกัน กรณีมิใช่โจทก์นำการกระทำกรรมเดียวกันมาแยกฟ้องเป็น 2 คดี เมื่อโจทก์ฟ้องและศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 คดีย่อมเสร็จเด็ดขาดไปเฉพาะกระทงความผิดดังกล่าวเท่านั้น ส่วนกระทงความผิดอื่นในคดีนี้ยังไม่ได้มีการวินิจฉัยในเนื้อหาความผิด จะถือว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วหาได้ไม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 11, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 310 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยชดใช้ให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเงินคนละ 144,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 เป็นเงิน 135,000 บาท

จำเลยทั้งสี่ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 (ที่ถูก มาตรา 310 วรรคแรก (เดิม)) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1) (2) (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 6 (2) (เดิม)), 9 วรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสอง และวรรคสาม (เดิม) (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสี่คนละ 20,000 บาท คำขอส่วนแพ่งอื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ของกลางพร้อมซิมการ์ดของจำเลยที่ 1 และคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ของกลางพร้อมซิมการ์ดแก่จำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสอง และวรรคสาม (เดิม) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก (เดิม) (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 9 วรรคหนึ่งด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี และฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี 3 กระทง ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี 1 กระทง ซึ่งความผิดทั้งสองฐานนี้กับความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือการทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี (ที่ถูก และฐานช่วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 52 วรรคสาม ประกอบมาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 ปี 8 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสี่คนละ 40,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อแรกมีว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1032/2560 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้เข้าพักอาศัยโดยซ่อนเร้นให้พ้นจากการจับกุมที่กระทำในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ( 4) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 11, 52 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 กับความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้เข้าพักอาศัยโดยซ่อนเร้นให้พ้นจากการจับกุมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 เป็นความผิดคนละประเภทกัน และยังเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมกันโดยอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ นอกจากนี้ยังเป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับซึ่งมีองค์ประกอบแห่งความผิดแตกต่างกันด้วย ทั้งเจตนาในการกระทำความผิดดังกล่าวก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกัน สามารถแยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ ดังนี้ แม้จำเลยที่ 3 กระทำความผิดในคราวเดียวกันก็ตาม ก็เป็นคนละกรรมกัน ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 3 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กรณีมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกันแล้วโจทก์นำการกระทำเดียวกันนั้นมาแยกฟ้องเป็น 2 คดี เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 และศาลพิพากษาลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1032/2560 ของศาลชั้นต้น ไปแล้ว คดีย่อมเสร็จเด็ดขาดไปเฉพาะกระทงความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เท่านั้น ส่วนกระทงความผิดฐานอื่นตามคดีนี้ยังหาได้มีการวินิจฉัยในเนื้อหาความผิดแต่อย่างใด จะถือว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดฐานดังกล่าวไปแล้วหาได้ไม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีนี้ได้อีก ไม่เป็นฟ้องซ้ำ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานค้ามนุษย์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่งหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบนั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ได้บรรยายแล้วว่า จำเลยที่ 3 กระทำไปเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 6 (เดิม) และมาตรา 9 (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะจำเลยที่ 3 กระทำความผิด ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานค้ามนุษย์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่งแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 และพักอาศัยอยู่บริเวณชั้นสองภายในบ้านเดียวกับจำเลยที่ 1 ที่ผู้เสียหายทั้งสี่ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังภายในห้องชั้นล่างของบ้าน ทั้งจำเลยที่ 2 ได้นำอาหารมาให้ผู้เสียหายทั้งสี่รับประทานบางครั้งอีกด้วย ซึ่งผิดปกติวิสัยของการดูแลแขกที่มาพักอาศัยในบ้านของตน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 กับพวกโดยคบคิดกันเป็นขบวนการในการรับผู้เสียหายทั้งสี่มาเป็นทอดๆ เพื่อส่งตัวไปบังคับใช้แรงงานที่ประเทศมาเลเซียนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 11, 52 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 อันเป็นคดีค้ามนุษย์ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่นำสืบในการกระทำความผิดไว้เป็นการเฉพาะและคดีนี้เป็นคดีอาญา โจทก์จึงมีหน้าที่นำพยานมาไต่สวนให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องจริง แต่ทางไต่สวนของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับการกักขังผู้เสียหายทั้งสี่ที่บ้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด โดยพวกของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างเป็นผู้นำผู้เสียหายทั้งสี่ไปกักขังไว้ในห้องที่บ้านหลังดังกล่าว ทั้งทางไต่สวนได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้พาผู้เสียหายทั้งสี่ขึ้นรถตู้โดยสารเดินทางไปอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อส่งมอบให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่รอรับผู้เสียหายทั้งสี่ จำเลยที่ 1 ติดต่อกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่กับแอปพลิเคชันไลน์ และจำเลยที่ 3 โอนเงิน 2,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่นำผู้เสียหายทั้งสี่ขึ้นรถตู้โดยสารจากจังหวัดนครศรีธรรมราชไปอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวที่ติดต่อกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ดังนี้ ลำพังข้อเท็จจริงทางไต่สวนได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกับจำเลยที่ 1 และเคยจัดอาหารให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่รับประทานเพียงครั้งเดียว จะสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และพวก โดยคบคิดกันเป็นขบวนการย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความว่า จำเลยที่ 2 เข้าใจว่าผู้เสียหายทั้งสี่เป็นญาติของญาติจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้อาหารแก่บุคคลดังกล่าวรับประทานเพราะสงสาร เช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 .ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 35 ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 สมคบคิดกับจำเลยและบุคคลอื่น จำเลยที่ 3 เป็นเครื่องมือให้จำเลยที่ 4 เท่านั้น เห็นว่า การกระทำใดที่จะเป็นความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามที่ได้สมคบกันตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม) และมาตรา 9 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง นั้น ต้องได้ความว่าผู้นั้นมีส่วนรู้เห็น ร่วมวางแผน ตัดสินใจร่วมกัน หรือแบ่งหน้าที่กันทำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ หรือการเอาคนลงเป็นทาส หรือการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามความหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยกระทำการเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก เมื่อทางไต่สวนข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 3 ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ทางโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ จำเลยที่ 3 โอนเงินจำนวน 2,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่นำผู้เสียหายทั้งสี่ขึ้นรถตู้โดยสารจากจังหวัดนครศรีธรรมราชไปอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้มารับผู้เสียหายทั้งสี่จากรถตู้โดยสารนำไปกักขังไว้ในบ้านของจำเลยที่ 3 ดังนี้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมรู้เห็น ร่วมวางแผน และแบ่งหน้าที่กันทำ โดยเป็นธุระจัดหา พามาจาก และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสี่โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานส่งไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย อันเป็นการกระทำความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามที่ได้สมคบกันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายทั้งสี่มีเพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นขบวนการ โดยผู้เสียหายทั้งสี่ถูกบังคับ กักขัง หน่วงเหนี่ยว ทำร้ายร่างกาย และส่งตัวเป็นทอด ๆ เป็นระยะเวลาหลายวัน เมื่อผู้เสียหายทั้งสี่ยังเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ค่าสินไหมทดแทนที่ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประชุมพิจารณากำหนดให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่จึงเหมาะสมแล้วนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จะกักขังผู้เสียหายทั้งสี่ไว้ในระยะเวลาอันสั้นก็ตาม แต่ทางไต่สวนข้อเท็จจริงได้ความว่า พวกของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 พาผู้เสียหายทั้งสี่เดินทางจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมามายังอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 จนกระทั่งวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 พันตำรวจตรี พ. กับพวกจึงช่วยเหลือผู้เสียหายทั้งสี่ได้ และระหว่างเดินทางพวกของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสี่ ทั้งบิดามารดาผู้เสียหายทั้งสี่ได้ส่งเงินให้พวกของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นเงิน 2,500,000 จ๊าด เช่นนี้ ความเสียหายที่ผู้เสียหายทั้งสี่ได้รับจึงไม่ได้มีเพียงเฉพาะเสรีภาพในร่างกายจากการที่ผู้เสียหายทั้งสี่ถูกกักขังที่บ้านจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเท่านั้น แต่ยังมีความเสียหายอันเกิดจากการพาผู้เสียหายทั้งสี่เดินทางมายัง จังหวัดสงขลา ความเสียหายเป็นตัวเงิน ความเสียหายจากการทำร้ายร่างกาย และความเสียหายทางด้านจิตใจ ดังนี้ การที่ที่ประชุมพิจารณาค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นค่าความเสียหายด้านร่างกาย ค่าถูกเรียกค่าไถ่ ค่าชดเชยตามจำนวนวันที่ถูกล่อลวง และค่าเสียหายด้านจิตใจ เป็นเงินคนละ 144,000 บาท กับกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 4 เป็นค่าความเสียหายด้านร่างกาย ค่าถูกเรียกค่าไถ่ และค่าเสียหายด้านจิตใจ เป็นเงิน 135,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสี่ตามจำนวนเงินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสี่คนละ 40,000 บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเงินคนละ 144,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 เป็นเงิน 135,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 310
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 (2) เดิม ม. 9 ม. 10 วรรคหนึ่ง ม. 52 วรรคสอง ม. 52 วรรคสาม
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ม. 8 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายวุฒิชัย เอียดเหลือ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4592/2564
#664352
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดที่ฟ้องก็ฟังได้แล้วว่าคดีมีมูล ไม่จำต้องรับฟังพยานหลักฐานจนปราศจากข้อสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้องจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้นเหมือนดังเช่นในชั้นพิจารณา แต่ข้อเท็จจริงที่ได้ความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ต้องมาจากพยานหลักฐานที่ไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังตามกฎหมายและต้องไม่มีข้อพิรุธอันเป็นที่ประจักษ์ด้วย หนังสือรับสภาพหนี้ที่อ้างว่าเป็นเอกสารปลอมถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ความผิดตามฟ้อง แต่โจทก์ทั้งสามไม่ได้นำมาแสดงต่อศาล หรือขอให้ศาลหมายเรียกจากผู้ครอบครองเอกสารมาอ้างเป็นพยาน ทำให้ไม่อาจตรวจสอบลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ได้ และก็ไม่ได้นำโจทก์ที่ 3 และ น. ซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่าลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ไม่ใช่ของตน คงมีโจทก์ที่ 2 มาเบิกความปากเดียว อันเป็นพยานบอกเล่า ทั้งที่โจทก์ที่ 3 และ น. มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและอยู่ในวิสัยที่จะติดตามมาเบิกความได้ จึงมิใช่กรณีมีเหตุจำเป็น และไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะให้รับฟังได้ จึงต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 คดีโจทก์ทั้งสามไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 3 นางสาวธันย์ชนก และนางสาวนัทธมน เป็นกรรมการของโจทก์ที่ 1 โดยกรรมการสองในสี่คนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หรือที่ 3 ลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 หรือที่ 7 รวมเป็นสองคนและประทับตราสำคัญของบริษัทมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 สั่งซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ปี 2549 แต่ภายหลังมีข้อพิพาทกันจำเลยที่ 1 จึงไม่ยอมขายให้อีก เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 จำเลยที่ 1 จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 40 (1/2561) เพื่อพิจารณาอนุมัติงบดุลและงบการเงินประจำปี 2560 ซึ่งตรวจสอบโดยนายนที ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต โดยระบุไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 12 ลูกหนี้มีปัญหาขาดสภาพคล่องว่า ลูกหนี้รายหนึ่งขาดสภาพคล่องขอผ่อนผันชำระหนี้ค้างนาน ตามหนังสือรับสภาพหนี้ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2560 จำนวน 166,619,313.20 บาท โดยชำระเป็นงวด ๆ เป็นระยะเวลา 7 ปี และขอมอบอำนาจในการจำนองที่ดินของบริษัทที่เกี่ยวข้องกันไว้เป็นหลักประกัน มีจำเลยที่ 2 และที่ 7 ลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินดังกล่าวว่าถูกต้องตามสำเนาหนังสือเชิญประชุมและงบการเงินพร้อมหมายเหตุประกอบงบการเงิน ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2561 จำเลยที่ 1 จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 เพื่อพิจารณาเพิกถอนมติของการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 40 (1/2561)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า คดีโจทก์ทั้งสามมีมูลหรือไม่ เห็นว่า แม้การรับฟังพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องกับชั้นพิจารณาจะแตกต่างกัน โดยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดที่ฟ้องก็ฟังได้แล้วว่าคดีมีมูลตามฟ้อง ไม่จำต้องรับฟังพยานหลักฐานจนปราศจากความสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้องจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้นเหมือนดังเช่นในชั้นพิจารณาก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่ได้ความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ต้องมาจากพยานหลักฐานที่ไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังตามกฎหมายและพยานหลักฐานนั้นต้องไม่มีข้อพิรุธอันเป็นที่ประจักษ์ชัดด้วย คดีนี้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ทั้งสามมีโจทก์ที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 40 (1/2561) โจทก์ที่ 2 สอบถามนายนทีในฐานะผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับหนังสือรับสภาพหนี้ที่มีการอ้างถึงในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 12 นายนทีจึงนำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวมาให้โจทก์ที่ 2 ตรวจดู พบว่ามีโจทก์ที่ 3 และนางสาวนัทธมนร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ที่ 1 ต่อมาโจทก์ที่ 2 ได้สอบถามโจทก์ที่ 3 และนางสาวนัทธมนแล้ว บุคคลทั้งสองแจ้งว่าไม่เคยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้มาก่อน เห็นว่า หนังสือรับสภาพหนี้ที่อ้างว่าเป็นเอกสารปลอม รวมทั้งโจทก์ที่ 3 และนางสาวนัทธมนที่อ้างว่าเป็นผู้ถูกปลอมลายมือชื่อ ถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ความผิดตามฟ้อง แต่โจทก์ทั้งสามไม่ได้นำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวมาแสดงต่อศาลหรือขอให้ศาลหมายเรียกจากผู้ครอบครองเอกสารมาอ้างเป็นพยาน ทำให้ไม่อาจตรวจสอบลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ได้ อีกทั้งไม่ได้นำโจทก์ที่ 3 และนางสาวนัทธมนซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่าลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ไม่ใช่ลายมือชื่อของตน คงมีเพียงโจทก์ที่ 2 มาเบิกความเพียงปากเดียว แต่คำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ที่อ้างถึงข้อความและลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ก็ดี ที่อ้างว่าโจทก์ที่ 3 และนางสาวนัทธมนไม่เคยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้มาก่อนก็ดี ล้วนเป็นพยานบอกเล่าซึ่งทั้งโจทก์ที่ 3 และนางสาวนัทธมนต่างเป็นพยานที่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะติดตามตัวมาเบิกความได้ จึงมิใช่กรณีมีเหตุจำเป็น ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะให้รับฟังได้ จึงต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า ภายหลังจากถูกโจทก์ที่ 2 ทักท้วงในการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 40 (1/2561) เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 ว่าโจทก์ที่ 1 ไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยที่ 1 จึงได้ส่งตัวอย่างหนังสือรับสภาพหนี้มาให้โจทก์ที่ 1 จัดทำหนังสือรับสภาพหนี้ย้อนหลังโดยลงวันที่ 29 ธันวาคม 2560 หากหนังสือรับสภาพหนี้ที่มีการอ้างถึงในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 12 ไม่ใช่เอกสารปลอมก็ไม่จำต้องให้โจทก์ที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ย้อนหลังให้อีกนั้น ได้ตรวจดูซองเอกสารที่อ้างว่าใช้ส่งตัวอย่างหนังสือรับสภาพหนี้แล้ว มีรอยฉีกขาดที่ชื่อผู้รับจนไม่อาจทราบได้ว่าผู้รับเป็นบุคคลใด ที่อยู่ของผู้รับก็เป็นบริษัทจำเลยที่ 1 มิใช่โจทก์ที่ 1 จึงมีข้อให้น่าสงสัยอยู่มากว่าตัวอย่างหนังสือรับสภาพหนี้ได้บรรจุมาในซองเอกสารดังกล่าวหรือไม่ อีกทั้งแสตมป์ค่าธรรมเนียมการส่งจดหมายที่ปิดอยู่บนหน้าซองระบุวันที่ 10 เมษายน 2561 ซึ่งเป็นวันก่อนวันประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 40 (1/2561) หากมีการส่งตัวอย่างหนังสือรับสภาพหนี้มาในซองเอกสารดังกล่าวจริง เท่ากับส่งมาก่อนโจทก์ที่ 2 จะทักท้วงในที่ประชุมเสียอีก อันเป็นการขัดกับฎีกาของโจทก์ทั้งสามเอง นอกจากนี้โจทก์ที่ 2 ยังเบิกความรับว่าโจทก์ที่ 1 เป็นหนี้ค่าสินค้าที่สั่งซื้อจากจำเลยที่ 1 ประมาณ 160,000,000 บาท สอดคล้องกับที่นางสาวธันย์ชนกกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อในใบตอบรับส่งไปยังผู้สอบบัญชีของจำเลยที่ 1 ยอมรับว่า ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2560 โจทก์ที่ 1 เป็นหนี้จำเลยที่ 1 อยู่ 167,186,089.80 บาท ซึ่งยอดหนี้มีจำนวนใกล้เคียงกับยอดหนี้ 166,619,313.20 บาท ตามหนังสือรับสภาพหนี้ที่มีการอ้างถึงในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 12 น่าเชื่อว่าหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวทำขึ้นตามความจริง พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสามในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้รับฟังได้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้ที่มีการอ้างถึงในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 12 เป็นเอกสารปลอม การระบุยอดหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวในงบการเงินของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เป็นการลงข้อความเท็จในบัญชี คดีโจทก์ทั้งสามไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 167 ม. 226/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ป. กับพวก
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายรวิศักดิ์ จันทรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
เผด็จ ชมพานิชย์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4542/2564
#683965
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 78 วรรคสาม กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในบทมาตราเดียวกัน เมื่อจำเลยร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนดังกล่าวเพื่อความประสงค์อันเดียวกันและร่วมกันใช้อาวุธปืนต่อเนื่องจากการร่วมกันมีอาวุธปืน ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 และเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซี่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

ในการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 เมื่อจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน การเพิ่มโทษจำเลยต้องเพิ่มโทษทุกกระทงความผิด เว้นแต่ในความผิดใดที่ศาลลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกเกินห้าสิบปี ตาม ป.อ. มาตรา 51 ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมิได้เพิ่มโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง และศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยและแก้ไขเป็นการไม่ชอบ แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์และฎีกาปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 92, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 55, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง จำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิตสถานเดียว เมื่อศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2557 เวลาประมาณ 17 ถึง 19 นาฬิกา ขณะที่ประชาชนเล่นน้ำประเพณีสงกรานต์บริเวณถนนสุทธิสารวิจัย แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร รวมทั้งบริเวณปากซอยอินทามระ 23 และ 25 มีคนร้ายหลายคนร่วมกันมีและพาอาวุธปืนสั้นและอาวุธปืนยาวหลายชนิดเดินมาจากปากซอยอินทามระ 23 ไปยังซอยอินทามระ 25 ระหว่างเดินใช้อาวุธปืนที่มีและพาดังกล่าวยิงขึ้นท้องฟ้าหลายนัด เมื่อถึงปากซอยอินทามระ 25 คนร้ายหยุดเดินและใช้อาวุธปืนระดมยิงเข้าไปในซอยอินทามระ 25 หลายนัด กระสุนปืนถูกนายแจ๊ค และนายศรัณย์ ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้นายแจ๊คถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานกลางไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืน กระสุนปืนและหัวกระสุนปืนหลายชนิดตกอยู่บนถนนจึงยึดไว้เป็นของกลาง พนักงานสอบสวนส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าเป็นกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) ใช้ยิงมาจากอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) เป็นกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. LUGER ใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ ส่วนปลอกกระสุนปืนเป็นปลอกกระสุนปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มม.) เป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ และเป็นปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) ปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. LUGER และปลอกกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 ตรวจสอบข้อมูลจำเลยแล้วไม่พบข้อมูลการได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน รวมทั้งไม่พบการได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องเป็นการโต้แย้งดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ โจทก์มีนางณัฐณิชา เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุเห็นกลุ่มวัยรุ่นใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในซอยอินทามระ 25 โดยในกลุ่มคนร้ายมีจำเลยรวมอยู่ด้วย จำเลยเป็นคนขับรถจักรยานยนต์สะพายปืนยาวไว้ด้านหลังและมีเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มคนร้ายซ้อนท้ายไปอีก 2 คน พยานเห็นจำเลยตั้งแต่ที่จำเลยกับพวกยืนเป็นรูปตัวยูปิดหน้าซอยอินทามระ 25 แล้ว พยานรู้จักจำเลยมาก่อน เนื่องจากอาศัยอยู่ในซอยเดียวกัน ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำภาพจากกล้องวงจรปิดซึ่งเป็นภาพของจำเลยมาให้พยานชี้ยืนยัน พยานก็ชี้ยืนยันว่าเป็นคนร้าย แม้ในคำให้การชั้นสอบสวน พยานจะให้การเกี่ยวกับคนร้ายไม่ระบุถึงตัวจำเลยด้วย แต่ในชั้นให้การเพิ่มเติม คือชั้นที่ดูภาพจากกล้องวงจรปิด พยานก็ยืนยันว่าวันเกิดเหตุเห็นจำเลยและพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย แต่จำเลยจะเอารถจักรยานยนต์มาขับหลบหนีภายหลังอย่างไรนั้น พยานไม่ทราบ ซึ่งการให้การเพิ่มเติมลักษณะดังกล่าวก็เป็นการให้การเพิ่มเติมในขณะที่ดูภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของคนร้ายต่าง ๆ ที่ร่วมก่อเหตุหลายคน ไม่ใช่เฉพาะแต่เพียงจำเลยเท่านั้น กรณีจึงไม่ถึงกับฟังเป็นพิรุธสำหรับข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานปากนี้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีพยานอื่นคือนางสาวน้องโบว์ เบิกความเกี่ยวกับการเห็นคนร้ายว่าคนร้ายมีหลายคน ส่วนที่ไม่ระบุชื่อทุกคน ก็เป็นไปตามการตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า พยานบอกชื่อวัยรุ่นที่ก่อเหตุเพียง 2 คน ซึ่งรู้จัก ส่วนวัยรุ่นที่เหลือไม่รู้จักพยานจึงไม่ได้ให้การถึง นอกจากนี้แล้วพันตรวจตรีสามารถ พยานโจทก์ซึ่งเป็นชุดสืบสวนก็เบิกความยืนยันว่า ได้มีการตรวจสถานที่เกิดเหตุ เปิดดูกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุพบว่ากล้องวงจรปิดจับภาพจำเลยได้ อีกทั้งวัยรุ่นที่ก่อเหตุและจำเลยนั้น พยานรู้จักดี เมื่อพิจารณาประกอบกันแล้วจึงต่างสนับสนุนถึงข้อเท็จจริงให้เห็นว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้ายที่ก่อเหตุในคดีนี้ ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ โดยจำเลยอ้างว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกมาหน้าปากซอยอินทามระ 10 ระหว่างนั้นเห็นนายสมพงศ์ ขับรถจักรยานยนต์จะเลี้ยวเข้ามาในซอยอินทามระ 10 แล้วรถจักรยานยนต์ล้มลง จำเลยจึงเข้าไปช่วย ระหว่างนั้นได้ยินเสียงปืน เมื่อช่วยนายสมพงศ์ยกรถขึ้นแล้วก็ขับรถนายสมพงศ์ไปบริเวณหน้าปากซอยอินทามระ 25 แต่นายสมพงศ์กลับเบิกความว่า ขณะที่ตนกลับมาถึงบ้าน จำเลยซึ่งอยู่บริเวณบ้านได้ยืมรถจักรยานยนต์ของพยานออกไปในช่วงเวลาใกล้ 19.00 นาฬิกา จึงขัดแย้งแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่จำเลยเบิกความ อีกทั้งในคำเบิกความของจำเลยก็กล่าวอ้างในลักษณะที่ว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการให้การช่วยเหลือผู้กระทำความผิดไป หากจะมีความผิดก็ผิดฐานช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดเพื่อไม่ให้ต้องรับโทษและช่วยพาหลบหนีไปจึงไม่ให้จับกุมตัวนั้น ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปในลักษณะดังที่จำเลยกล่าวอ้างว่าเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดไม่ได้ร่วมก่อเหตุ จำเลยสามารถที่จะกล่าวอ้างและนำสืบต่อสู้ยืนยันข้อเท็จจริงในส่วนนี้ให้เห็นชัดเจนบนพื้นฐานของพยานหลักฐาน กรณีกลับเป็นว่าพฤติการณ์ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จำเลยกล่าวเป็นเรื่องพัวพันเข้ามาในเหตุการณ์การก่อเหตุในคดีนี้ กรณีจึงฟังเป็นพิรุธสำหรับจำเลยอีกประการหนึ่ง พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างได้ ฟังได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในบทมาตราเดียวกัน เมื่อจำเลยร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนดังกล่าวเพื่อความประสงค์อันเดียวกันและร่วมกันใช้อาวุธปืนต่อเนื่องจากการร่วมกันมีอาวุธปืน ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้จึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง จำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว เมื่อศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจเพิ่มโทษโดยให้ยกคำขอเพิ่มโทษนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากในการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เมื่อจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน การเพิ่มโทษจำเลยต้องเพิ่มโทษทุกกระทงความผิดเว้นแต่ในความผิดฐานใดที่ศาลลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกเกินห้าสิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมิได้เพิ่มโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง และศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยและแก้ไขเป็นการไม่ชอบ แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์และฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 และ 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 51 ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 78 วรรคหนึ่ง ม. 78 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายกฤกย์ หงษ์สัมฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นางขนิษฐา อรุณวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ไพจิตร สวัสดิสาร
วิทยา ยิ่งวิริยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4537/2564
#667833
เปิดฉบับเต็ม

ค่ารายปีนั้น มาตรา 8 วรรคสองและวรรคสามแห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ให้ความหมายว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่าให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ จึงแสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร โจทก์ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าให้แก่บุคคลทั่วไป ดังนั้นโจทก์ย่อมได้รับประโยชน์ในส่วนที่เป็นพื้นที่ขายจากการจำหน่ายสินค้า ส่วนการนำอาคารห้างสรรพสินค้าให้ผู้อื่นเช่าย่อมได้ค่าเช่า ลักษณะการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินแตกต่างกัน พื้นที่ขายเป็นพื้นที่ที่โจทก์ใช้ประโยชน์เอง จึงเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ได้ แต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายอัตราตารางเมตรละ 640.70 บาท ต่อเดือน โดยวิธีเทียบเคียงจากพื้นที่ของโจทก์ที่นำออกให้บุคคลภายนอกเช่าซึ่งอยู่ในอาคารเดียวกันกับพื้นที่ขายของโจทก์เพียงประการเดียว ไม่เป็นการคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกัน ส่วนพื้นที่ลานจอดรถและพื้นที่ต่อเนื่อง เดิมพนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดค่ารายปีในอัตรา 6 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน ซึ่งจำเลยก็ได้ใช้อัตรานี้ในการกำหนดค่ารายปีของปีภาษี 2560 ด้วย แต่ปีภาษี 2561 จำเลยปรับขึ้นเป็น 10 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน โดยไม่ปรากฏว่า เมื่อคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ มีเหตุสมควรใดจึงปรับเพิ่มค่ารายปีดังกล่าว การประเมินค่ารายปีและคำชี้ขาดของจำเลยจึงไม่ชอบ และเมื่อศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า คำชี้ขาดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2559 ที่กำหนดค่ารายปีสำหรับพื้นที่ขายของโจทก์ในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือนชอบด้วยกฎหมายตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2613/2563 ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีปัจจัยอื่นที่จะทำให้ค่ารายปีในปีภาษี 2561 แตกต่างไปจากเดิม จึงเห็นควรกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายสำหรับปีภาษี 2561 ในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน และค่ารายปีพื้นที่ลานจอดรถและพื้นที่ต่อเนื่องในอัตราตารางเมตรละ 6 บาทต่อเดือน

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามี พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดให้หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งปัจจุบันอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และมาตรา 7 แห่ง พระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดดังกล่าว และอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 แห่ง ป.พ.พ. อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 4 เลขที่ 35 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 และใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 เล่มที่ 1 เลขที่ 2 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 ให้จำเลยคืนเงินภาษี 9,107,908.42 บาท แก่โจทก์ ภายในสามเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยเป็นเงิน 40,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขใบแจ้งรายการประเมิน ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 และใบแจ้งคำชี้ขาด ฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 โดยกำหนดค่ารายปีในส่วนพื้นที่ขายอัตรา 50 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน และกำหนดค่ารายปีในส่วนพื้นที่ลานจอดรถและพื้นที่ต่อเนื่องอัตรา 6 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 9,107,908.42 บาท แก่โจทก์ ภายในสามเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่เมื่อพ้นกำหนดสามเดือนจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ใช้ชื่อทางการค้าว่า ห้างสรรพสินค้า ท. จำเลยประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของห้างสรรพสินค้า ท. ประจำปีภาษี 2561 ในส่วนพื้นที่ขายที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการเองพื้นที่ 10,146.78 ตารางเมตร ค่ารายปี 78,012,503.35 บาท (เฉลี่ย 640.70 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน) ค่าภาษี 9,751,562.92 บาท พื้นที่ลานจอดรถและพื้นที่ต่อเนื่อง 19,559 ตารางเมตร ค่ารายปี 2,347,080 บาท (เฉลี่ย 10 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน) ค่าภาษี 293,385 บาท และพื้นที่ให้เช่า 27 รายการ ค่ารายปี 11,332,256.69 บาท ค่าภาษี 1,416,532.09 บาท รวมเป็นค่ารายปี 91,691,840.04 บาท ค่าภาษี 11,461,480.01 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ ต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 โจทก์ได้รับใบแจ้งคำชี้ขาดให้ประเมินค่ารายปีรวมเป็นเงิน 86,521,209.23 บาท และค่าภาษีรวมเป็นเงิน 10,815,151.15 บาท โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินแล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดจึงนำคดีมาฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ประจำปีภาษี 2561 ในส่วนพื้นที่ขายที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการเองกับพื้นที่ลานจอดรถและพื้นที่ต่อเนื่องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า สำหรับค่ารายปีนั้น มาตรา 8 วรรคสองและวรรคสามแห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ให้ความหมายว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่าให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ จึงแสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร โจทก์ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าให้แก่บุคคลทั่วไป ดังนั้นโจทก์ย่อมได้รับประโยชน์ในส่วนที่เป็นพื้นที่ขายจากการจำหน่ายสินค้า ส่วนการนำอาคารห้างสรรพสินค้าให้ผู้อื่นเช่าย่อมได้ค่าเช่า ลักษณะการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินแตกต่างกัน พื้นที่ขายเป็นพื้นที่ที่โจทก์ใช้ประโยชน์เอง จึงเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ได้ แต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายอัตราตารางเมตรละ 640.70 บาทต่อเดือน โดยวิธีเทียบเคียงจากพื้นที่ของโจทก์ที่นำออกให้บุคคลภายนอกเช่าซึ่งอยู่ในอาคารเดียวกันกับพื้นที่ขายของโจทก์เพียงประการเดียว ไม่เป็นการคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกัน ส่วนพื้นที่ลานจอดรถและพื้นที่ต่อเนื่อง เดิมพนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดค่ารายปีในอัตรา 6 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ซึ่งจำเลยก็ได้ใช้อัตรานี้ในการกำหนดค่ารายปีของปีภาษี 2560 ด้วย แต่ปีภาษี 2561 จำเลยปรับขึ้นเป็น 10 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน โดยไม่ปรากฏว่า เมื่อคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ มีเหตุสมควรใดจึงปรับเพิ่มค่ารายปีดังกล่าว การประเมินค่ารายปีและคำชี้ขาดของจำเลยจึงไม่ชอบ และเมื่อศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า คำชี้ขาดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2559 ที่กำหนดค่ารายปีสำหรับพื้นที่ขายของโจทก์ในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือนชอบด้วยกฎหมายตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2613/2563 ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีปัจจัยอื่นที่จะทำให้ค่ารายปีในปีภาษี 2561 แตกต่างไปจากเดิม จึงเห็นควรกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายสำหรับปีภาษี 2561 ในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน และค่ารายปีพื้นที่ลานจอดรถและพื้นที่ต่อเนื่องในอัตราตารางเมตรละ 6 บาทต่อเดือน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายอัตราตารางเมตรละ 50 บาทต่อเดือน มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดให้หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งปัจจุบันอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าว และอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดโรงเรือนพิพาทประจำปีภาษี 2561 โดยกำหนดค่ารายปีส่วนพื้นที่ขายในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกินให้แก่โจทก์ ภายในสามเดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกิน นับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — เทศบาลตำบลโคกหล่อ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
- นายวิชัย จิตตาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
วรงค์พร จิระภาค
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4500/2564
#680183
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันและจำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์บอกกล่าวทวงถามและมีหนังสือบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดจนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญาหรือหักทอนทางบัญชีกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ได้นำเงินเข้าบัญชีชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 กันยายน 2554 หลังจากนั้นไม่มีการเบิกถอนเงินอีก แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 และโจทก์ ไม่ประสงค์จะเดินสะพัดทางบัญชีต่อกันอีก สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงโดยปริยาย โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นกับจำเลยที่ 1 ได้อีก จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อโจทก์ทวงถาม โดยโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด จึงตกเป็นผู้ผิดนัด หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ต่อโจทก์ ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เงิน เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ครั้งสุดท้ายวันที่ 20 ธันวาคม 2559 แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระงวดถัดไป ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2560 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 จึงเป็นการบอกกล่าวภายในกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันไม่หลุดพ้นความรับผิด

สำหรับค่าเบี้ยประกันภัยและค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกันนั้น เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ และโจทก์บอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดแล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในค่าเบี้ยประกันภัยและค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกันที่โจทก์ทดรองจ่ายไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 8,893,807.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีของต้นเงิน 7,238,625.01 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัย 4,506.84 บาท และค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกัน 98,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามหนี้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ 3,051,458.80 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนด ลบ 0.5 ต่อปี ตามประกาศเรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดของโจทก์ของต้นเงิน 3,051,458.80 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 โดยดอกเบี้ยดังกล่าวปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลดแปรผันตามอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีตามประกาศของโจทก์ดังกล่าวที่ประกาศไว้แล้วก่อนฟ้อง และที่ประกาศโจทก์ให้มีผลบังคับต่อไปหลังวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2561 วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอและให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามหนี้สัญญาเงินกู้แก่โจทก์ 5,235,902.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 4,187,166.21 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มิถุนายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันจำนวน 4,506.84 บาท และค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกันที่โจทก์ทดรองจ่ายไปก่อนจำนวน 98,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ตามหนี้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ 3,051,458.80 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนด ลบ 0.5 ต่อปี ตามประกาศเรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดของโจทก์ของต้นเงิน 3,051,458.80 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 โดยดอกเบี้ยดังกล่าวปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลดแปรผันตามอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปตามประกาศของโจทก์ดังกล่าวที่ประกาศไว้แล้วก่อนฟ้อง และที่ประกาศโจทก์ให้มีผลบังคับต่อไปหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2561 วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนี้สัญญาเงินกู้แก่โจทก์ 5,235,902.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 4,187,166.21 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มิถุนายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันจำนวน 4,506.84 บาทและค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกันที่โจทก์ทดรองจ่ายไปก่อนจำนวน 98,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ให้ยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 68610 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่แล้วและที่จะมีขึ้นต่อไปภายหน้าตามสัญญากู้ยืมหนี้สินและภาระผูกพันทุกอย่างทุกประเภทของจำเลยที่มีต่อโจทก์ทั้งที่มีอยู่แล้วในขณะจำนอง และที่จะมีขึ้นในเวลาภายหน้าชำระหนี้ที่ประกันไว้จำนวน 3,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ และหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ 2,926,432.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเอ็ม โอ อาร์ ลบ 0.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป โดยอัตราดอกเบี้ยเอ็ม โอ อาร์ ให้ปรับเปลี่ยนไปตามประกาศของโจทก์ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดที่โจทก์ได้ประกาศไว้แล้วก่อนฟ้อง และที่โจทก์จะประกาศต่อ ๆ ไปหลังวันฟ้องตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2561 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในส่วนดอกเบี้ยเพียง 60 วัน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้แก่โจทก์ 4,187,166.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเอ็ม แอล อาร์ ลบ 0.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 มกราคม 2560 จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มิถุนายน 2561) โดยอัตราดอกเบี้ยเอ็ม แอล อาร์ ให้ปรับเปลี่ยนไปตามประกาศของโจทก์ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดที่โจทก์ได้ประกาศไว้แล้วก่อนฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในส่วนดอกเบี้ยเพียง 60 วัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัย 4,506.84 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมชำระค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 1,502.28 บาท แก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมชำระค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 172,448 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า แม้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระบุใจความว่า จำเลยที่ 1 ตกลงชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดตกลงให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินได้ และสัญญาดังกล่าวไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดใช้บังคับได้จนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญาหรือการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระหนี้คงเหลือก็ตาม แต่เมื่อพิจารณารายการเดินบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2559 จำเลยที่ 1 โอนเงินฝากเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ 47,573 บาท โจทก์นำไปหักชำระต้นเงินหักทอนบัญชีในวันดังกล่าว คงเหลือยอดเงินค้างชำระเป็นเงิน 2,926,432.96 บาท ซึ่งยอดเงินที่ค้างชำระใกล้เคียงกับวงเงินตามสัญญาแล้ว หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีอีก คงมีเพียงรายการคิดดอกเบี้ยซึ่งไม่ถือว่าเป็นการเดินสะพัดทางบัญชี และไม่ปรากฏว่าโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่าไม่ประสงค์ที่จะเดินสะพัดทางบัญชีกันต่อไป จึงต้องถือว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงโดยปริยายในวันที่ 30 กันยายน 2559 ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ 1 ต่อไป ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดเมื่อใดนั้น เห็นว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดจะถือว่ามีการผิดนัดก็ต่อเมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระหนี้ที่มีอยู่ต่อกัน ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์หักทอนบัญชีวันที่ 30 กันยายน 2559 และโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2560 กำหนดชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว แต่ส่งไม่ได้เนื่องจากไม่มารับตามกำหนด เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2560 ก็ตาม แต่ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในข้อ 15 ก็ถือว่าส่งให้จำเลยที่ 1 โดยชอบ ดังนั้น เมื่อครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 25 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีนับแต่วันที่ 26 กันยายน 2560 หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 มีผู้รับแทน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 ตามหนังสือแจ้งการผิดนัดพร้อมใบตอบรับไปรษณีย์เอกสารหมาย จ.30 และ จ.31 ซึ่งเป็นเวลาภายใน 60 วันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในต้นเงินและดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระดอกเบี้ยเพียง 60 วันนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 โดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีนับแต่วันดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินเพียงใดเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินครั้งสุดท้ายวันที่ 20 ธันวาคม 2559 แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ในงวดถัดไปประจำวันที่ 18 มกราคม 2560 กรณีจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตามสัญญากู้เงินตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2560 และปรากฏตามสำเนาหนังสือแจ้งการผิดนัดพร้อมใบตอบรับไปรษณีย์เอกสารท้ายฟ้องว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 โดยมีผู้รับแทน เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์จะไม่ได้นำเอกสารดังกล่าวมาสืบเป็นพยานก็ตาม แต่เอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหนังสือแจ้งการผิดนัดดังกล่าวที่โจทก์แนบมาท้ายคำฟ้อง ถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่าโจทก์มีหนังสือแจ้งการผิดนัดตามสัญญากู้เงินไปยังจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเวลาภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดแล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินในต้นเงินและดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระดอกเบี้ยเพียง 60 วันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามสัญญากู้เงินนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัยงวดที่ 2 กับงวดที่ 3 และค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงิน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดแล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในค่าเบี้ยประกันภัยงวดที่ 2 กับงวดที่ 3 และค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกันที่โจทก์ทดรองจ่ายไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดค่าเบี้ยประกันภัยงวดที่ 2 กับงวดที่ 3 และค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยสองชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินตามสัญญากู้เงินนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จในอัตราคงที่ตลอดไปนั้น เห็นว่า ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ โจทก์ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเป็นระยะ ๆ ดังนั้น หากนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปโจทก์ประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ต่อปี จะทำให้การคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ดังกล่าวเป็นการคิดดอกเบี้ยที่เกินกว่าประกาศของโจทก์ในช่วงนั้นได้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรแก้ไขโดยกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปที่ปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามประกาศของโจทก์ที่จะประกาศต่อ ๆ ไป แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ตามที่ศาลล่างพิพากษา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ 2,926,432.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเอ็ม โอ อาร์ ลบ 0.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไปโดยอัตราดอกเบี้ยเอ็ม โอ อาร์ ให้ปรับเปลี่ยนไปตามประกาศของโจทก์ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดที่โจทก์ได้ประกาศไว้แล้วก่อนฟ้อง และที่โจทก์จะประกาศต่อๆ ไปหลังวันฟ้องตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่ดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มิถุนายน 2561) ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้แก่โจทก์ 4,187,166.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเอ็ม แอล อาร์ ลบ 0.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 มกราคม 2560 จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มิถุนายน 2561) โดยอัตราดอกเบี้ยเอ็ม แอล อาร์ ให้ปรับเปลี่ยนไปตามประกาศของโจทก์ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดที่โจทก์ได้ประกาศไว้แล้วก่อนฟ้องและดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยทั้งสองรับผิดในอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดตามประกาศของโจทก์ที่จะประกาศต่อ ๆ ไปหลังวันฟ้องตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่อัตราดอกเบี้ยหลังวันฟ้องต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัย 4,506.84 บาท และค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกัน 98,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคแรก ม. 686 ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ย.
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวภูรีวรรณ์ ประเสริฐศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสุวิมล ทัสสโร
ชื่อองค์คณะ
ศุภมิตร บุญประสงค์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4478/2564
#693700
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่เกิดเหตุจะเป็นทางร่วมทางแยกที่มีทางเดินรถทางเอกตัดผ่านทางเดินรถทางโท และการที่จำเลยขับรถตู้ของโจทก์ไปตามถนนซอย 2 สายตรี มุ่งหน้าไปทางถนนเซาน์เทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเป็นทางโทไม่หยุดรถรอให้รถกระบะที่ ว. ขับมาตามถนนซอย 2 จากทางอำเภอกาญจนดิษฐ์ ซึ่งเป็นทางเอกผ่านไปก่อนแล้วจึงจะขับเข้าไปในทางร่วมทางแยก เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 71 (2) แต่การฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าวจะถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีประกอบด้วย เมื่อตามคำเบิกความของพยานโจทก์ปาก ช. ซึ่งขณะเกิดเหตุนั่งด้านหน้ารถคู่กับจำเลยบ่งชี้ให้เห็นว่า ในการขับรถตู้ของโจทก์ผ่านสี่แยกที่เกิดเหตุ จำเลยได้ใช้ความระมัดระวังในระดับหนึ่งแล้วแม้จะไม่ใช่ความระมัดระวังในระดับที่วิญญูชนในภาวะเช่นเดียวกับจำเลยจะต้องมีก็ตาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความประมาทเลินเล่อธรรมดาหาใช่ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และแม้จำเลยมีหน้าที่ขับรถให้แก่โจทก์ แต่ตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยนั้นไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดในเรื่องการใช้ความระมัดระวังไว้เป็นอย่างอื่น การพิจารณาในเรื่องความประมาทเลินเล่อจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 420 เมื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่จำเลยอยู่ในสังกัดขณะทำละเมิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 10 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 974,527.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 731,095.80 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยซึ่งเป็นหัวหน้างานพาหนะของโจทก์ขับรถตู้ของโจทก์ไปตามถนนซอย 2 สายตรี มุ่งหน้าไปทางถนนเซาน์เทิร์นซีบอร์ด เมื่อผ่านทางร่วมทางแยกตัดกับถนนซอย 2 นายวันชัย ขับรถกระบะแล่นมาตามถนนซอย 2 จากทางอำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชนรถที่จำเลยขับบริเวณกลางรถทางด้านซ้าย เป็นเหตุให้รถของโจทก์ได้รับความเสียหาย พนักงานสอบสวนมีความเห็นว่านายวันชัยเป็นฝ่ายประมาทและพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องนายวันชัยในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ซึ่งมีความเห็นว่า จำเลยไม่ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่กรมบัญชีกลางเห็นว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนอัตราร้อยละ 75 ของความเสียหายจำนวน 1,299,369.86 บาท จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษามีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยขับรถด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ที่เกิดเหตุจะเป็นทางร่วมทางแยกที่มีทางเดินรถทางเอกตัดผ่านทางเดินรถทางโท และการที่จำเลยขับรถตู้ของโจทก์ไปตามถนนซอย 2 สายตรี มุ่งหน้าไปทางถนนเซาน์เทิร์นซีบอร์ดซึ่งเป็นทางโทไม่หยุดรถรอให้รถกระบะที่นายวันชัยขับมาตามถนนซอย 2 จากทางอำเภอกาญจนดิษฐ์ ซึ่งเป็นทางเอกผ่านไปก่อนแล้วจึงจะขับเข้าไปในทางร่วมทางแยก เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 71 (2) ที่บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 21 และมาตรา 26 เมื่อผู้ขับขี่ขับรถมาถึงทางร่วมทางแยก ให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติดังนี้ (1)... (2) ถ้ามาถึงทางร่วมทางแยกพร้อมกันและไม่มีรถอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถที่อยู่ทางด้านซ้ายของตนผ่านไปก่อน เว้นแต่ในทางร่วมทางแยกใดมีทางเดินรถทางเอกตัดผ่านทางเดินรถทางโท ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางเอกมีสิทธิขับผ่านไปก่อน" แต่การฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าวจะถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีประกอบด้วย สำหรับคดีนี้โจทก์มีนายชูศักดิ์ ซึ่งขณะเกิดเหตุนั่งด้านหน้ารถคู่กับจำเลยเป็นพยานเบิกความตอบทนายโจทก์ซักถามว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยขับรถด้วยความเร็วประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เนื่องจากมีฝนตก เมื่อมาถึงบริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุจำเลยหยุดรถ และเนื่องจากไม่มีสัญญาณไฟจราจรและทางด้านซ้ายมือของจำเลยมีกอหญ้าขึ้นสูง ไม่สามารถมองเห็นทางฝั่งซ้ายได้ชัดเจนนัก จำเลยจึงชะลอความเร็วรถลง เมื่อรถแล่นมาถึงกลางสี่แยกถูกรถกระบะพุ่งชน และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะขับรถข้ามสี่แยกที่เกิดเหตุจำเลยชะลอความเร็วในลักษณะเกือบหยุดรถ ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายชูศักดิ์ดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า ในการขับรถตู้ของโจทก์ผ่านสี่แยกที่เกิดเหตุ จำเลยได้ใช้ความระมัดระวังในระดับหนึ่งแล้วแม้จะไม่ใช่ความระมัดระวังในระดับที่วิญญูชนในภาวะเช่นเดียวกับจำเลยจักต้องมีก็ตาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความประมาทเลินเล่อธรรมดา หาใช่ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีหน้าที่ขับรถให้แก่โจทก์ ย่อมมีความเชี่ยวชาญในการขับรถ จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษกว่าวิญญูชนทั่วไป เมื่อจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการขับรถข้ามสี่แยกที่เกิดเหตุในขณะฝนตก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนั้น เห็นว่า ตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยนั้นไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดในเรื่องการใช้ความระมัดระวังไว้เป็นอย่างอื่น การพิจารณาในเรื่องความประมาทเลินเล่อจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 มิใช่พิจารณาตามมาตรฐานที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่จำเลยอยู่ในสังกัดขณะทำละเมิด ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 10 วรรคหนึ่ง เมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในประเด็นค่าเสียหายอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 8 วรรคหนึ่ง ม. 10 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 71 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นางสาวน้ำผึ้ง แสนทวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิระ สุดแก้ว
ชื่อองค์คณะ
วิทยา ยิ่งวิริยะ
ไพจิตร สวัสดิสาร
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4456/2564
#681550
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดหลายกระทงรวมในฟ้องเดียวกัน ซึ่งแต่ละกระทงเป็นข้อหาแยกจากข้อหาอื่นได้ และศาลอาจสั่งให้แยกสำนวนพิจารณาความผิดกระทงใดต่างหากก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 เมื่อต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเนื่องจากเห็นว่าผู้ร้องและผู้เสียหายที่ 2 ถอนคำร้องทุกข์ และเป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ถือได้ว่าเป็นคำสั่งที่ทำให้ประเด็นแห่งคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นซึ่งแยกต่างหากจากข้อหาอื่นได้นั้นเสร็จสำนวนแล้ว คำสั่งศาลชั้นต้นที่จำหน่ายคดีความผิดฐานดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 284, 318

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณานาง ก. ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อมาผู้ร้องกับจำเลยสามารถตกลงค่าสินไหมทดแทนกันได้ ผู้ร้องขอถอนคำร้องในคดีส่วนแพ่ง และผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดข้อหาข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นและข้อหาพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง และมาตรา 284

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องในคดีส่วนแพ่ง และมีคำสั่งว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง และมาตรา 284 เป็นคดีความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายทั้งสองถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดข้อหาดังกล่าวย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 318 วรรคสาม จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปีรวมกับโทษในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารนั้น เห็นว่า ความผิดฐานดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษในความผิดฐานนี้ เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลชั้นต้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นของศาลชั้นต้นและพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวชอบหรือไม่โดยจำเลยฎีกาอ้างว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่จำหน่ายคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา การที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานอื่นด้วย จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดหลายกระทงรวมในฟ้องเดียวกัน ซึ่งเป็นข้อหาแยกจากข้ออื่นได้ และศาลอาจสั่งให้แยกสำนวนพิจารณาความผิดกระทงใดต่างหากก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 เมื่อต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเนื่องจากผู้ร้องและผู้เสียหายที่ 2 ถอนคำร้องทุกข์ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ถือได้ว่าเป็นคำสั่งที่ทำให้ประเด็นแห่งคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นซึ่งแยกต่างหากจากข้อหาอื่นได้นั้นเสร็จสำนวนแล้ว ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่จำหน่ายคดีความผิดฐานดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ เป็นการล่วงละเมิดทางเพศโดยหาได้คำนึงว่าการกระทำของตนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและอนาคตของผู้เสียหายที่ 2 ไม่ ทั้งยังสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งเป็นมารดา ผู้ปกครอง และผู้ดูแลผู้เสียหายที่ 2 พฤติการณ์ของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องและผู้เสียหายที่ 2 จนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะปรานีด้วยการรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องและผู้เสียหายที่ 2 จนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย นับว่าจำเลยรู้สำนึกในความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตนตามสมควรแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังคงลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ให้จำคุก 6 ปี ก่อนลดโทษ นับว่าหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้ว เป็นจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 วรรคหนึ่ง (ใหม่) ม. 281 (ใหม่) ม. 284
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 160 ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — นาง ก.
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายพงษ์ศักดิ์ ประสมทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายปกรณ์ แต้ประจิตร
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4451 -ที่ 4453/2564
#684170
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 22 วรรคแรก ไม่ได้บัญญัติให้ศาลต้องหักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษาเสมอไป ศาลมีดุลพินิจที่จะพิจารณาว่าสมควรหักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกหรือไม่ในแต่ละคดี เพียงแต่บัญญัติบังคับไว้ว่า หากเห็นว่าไม่สมควรหักก็ให้ศาลกล่าวไว้ในคำพิพากษา

จำเลยที่ 8 ถูกขังระหว่างสอบสวนและระหว่างพิจารณาในคดีสำนวนนี้และสำนวนอื่นในเวลาเดียวกันตามหมายขัง 134 คดี เป็นการขังซ้อนกันไป เมื่อศาลได้หักจำนวนวันที่จำเลยที่ 8 ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกในคดีกลุ่มอื่นแล้ว การที่จะหักจำนวนวันที่จำเลยที่ 8 ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกในสำนวนนี้อีกจึงเป็นการหักที่ซ้ำซ้อนซึ่งทำให้การบังคับโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เป็นไปตามความจริง ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจโดยกล่าวไว้ในคำพิพากษาว่า ไม่หักวันคุมขังคดีนี้ออกจากโทษจำคุกตามคำพิพากษาคดีนี้ เนื่องจากหักวันคุมขังในกลุ่มคดีอื่นที่จำเลยที่ 8 ถูกคุมขังแล้ว จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและยุติธรรมดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 264, 265, 268, 334, 335 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 500,000 บาท ที่เอาไปตามสำนวนแรก ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 10 ถึงที่ 12 ร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 280,000 บาท ที่เอาไปตามสำนวนที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 300,000 บาท ที่เอาไปตามสำนวนที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 200,000 บาท ที่เอาไปตามสำนวนที่ 4 แก่ผู้เสียหาย บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 6 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1128/2554 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 6 ในสำนวนแรกและสำนวนที่ 3 นับโทษจําเลยทั้งสิบสองติดต่อกันไปและติดต่อกับคดีดังกล่าวข้างต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 12 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 6 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อและที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 10 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 10 เป็นคดีใหม่ และจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 10 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 335 (7) (11) วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 335 (7) วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม เมื่อจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 เป็นผู้ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง โดยความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม ฐานร่วมกันลักทรัพย์ และฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ส่วนจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี จำเลยที่ 4 ที่ 5 รวม 4 กระทง จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยที่ 6 ที่ 11 และที่ 12 รวม 2 กระทง จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 รวม 3 กระทง จำคุกคนละ 3 ปี โดยไม่หักวันคุมขังคดีนี้ออกจากโทษจำคุกตามคำพิพากษาคดีนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 เนื่องจากหักวันคุมขังในกลุ่มคดีอื่นที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ถูกคุมขังแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคแรก ให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน 1,280,000 บาท แก่สหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย ให้จำเลยที่ 6 ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน 800,000 บาท แก่สหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย ให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน 1,000,000 บาท แก่สหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย ให้จำเลยที่ 11 และที่ 12 ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน 480,000 บาท แก่สหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ต่อจากคดีอื่นตามบัญชีแนบท้ายนั้น โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 แต่ละกระทงความผิดเป็นรายสำนวน ทั้งที่เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันและโจทก์อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง แต่ความผิดที่โจทก์ฟ้องมีโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี การนับโทษต่อจึงอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปี ไม่ได้ ให้นับโทษจำเลยที่ 4 และที่ 5 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1840 ถึง 1870/2562 ของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1893 ถึง 1897/2562 ของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 145 ถึง 262/2563 ของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 291 ถึง 348/2563 ของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 360 ถึง 520/2563 ของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 555 ถึง 616/2563 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 607 ถึง 617/2563 ของศาลชั้นต้น ให้นับโทษจำเลยที่ 6 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1893 ถึง 1897/2562 ของศาลชั้นต้น ให้นับโทษจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 145 ถึง 262/2563 ของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 291 ถึง 348/2563 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 607 ถึง 617/2563 ของศาลชั้นต้น ให้นับโทษจำเลยที่ 8 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 291 ถึง 348/2563 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 607 ถึง 617/2563 ของศาลชั้นต้น ให้นับโทษจำเลยที่ 9 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 145 ถึง 262/2563 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 607 ถึง 617/2563 ของศาลชั้นต้น ให้นับโทษจำเลยที่ 11 และที่ 12 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1893 ถึง 1897/2562 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 360 ถึง 520/2563 ของศาลชั้นต้น แต่ให้จำคุกไม่เกินคนละ 20 ปี ส่วนคดีอื่นนอกจากนี้ศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ในคดีที่ยังไม่มีคำพิพากษา และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1893 ถึง 1897/2562 ศาลพิพากษาให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้มาบวกกับโทษตามคำพิพากษาแล้วจึงไม่อาจบวกโทษจำเลยที่ 6 ได้อีก ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 อุทธรณ์

ระหว่างอุทธรณ์จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 และที่ 5 ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 1

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 8 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 8 ข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ จำเลยที่ 8 ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อความว่า คำขอกู้เงิน หนังสือกู้เงิน และใบรับเงินกู้ที่อ้างว่าจำเลยที่ 8 ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอมเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิระหว่างผู้เสียหายและผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน กับจำเลยทั้งสิบสองอย่างไรบ้าง จึงลงโทษจำเลยที่ 8 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และ 268 ไม่ได้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษ..." มาตรา 265 บัญญัติว่า "ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการ ต้องระวางโทษ..." มาตรา 268 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ" วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น หรือเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความนั้นเองให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่กระทงเดียว" คดีในกลุ่มที่ 16 นี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 8 จำนวน 3 คดี คือ คดีอาญาหมายเลขดำที่ 543/2560, 586/2560 และ 2169/2560 ซึ่งเป็นคดีสำนวนแรก สำนวนที่ 3 และสำนวนที่ 4 ตามลำดับ โจทก์บรรยายฟ้องคดีทั้งสามสำนวนดังกล่าวด้วยข้อความอย่างเดียวกันว่า เมื่อ (ระบุช่วงเวลากระทำความผิดแต่ละคดี) ต่อเนื่องกันตลอดมา วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลย (ระบุจำเลยทุกคนในแต่ละสำนวน) ร่วมกันทำปลอมขึ้นทั้งฉบับซึ่งเอกสารคำขอกู้เงินระยะปานกลาง หนังสือกู้เงินระยะปานกลาง (ระบุเลขที่ของหนังสือสัญญากู้ในแต่ละสำนวน) และใบรับเงินกู้ อันเป็นเอกสารสิทธิ โดยการนำแบบคำขอเงินกู้ แบบหนังสือกู้เงิน และแบบใบรับเงินกู้ของสหกรณ์ ก. ผู้เสียหายมากรอกข้อความด้วยลายมือเขียนและพิมพ์ข้อความลงในแบบเอกสารดังกล่าว มีสาระสำคัญว่า (ระบุชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน) ซึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้เสียหายขอกู้เงินระยะปานกลาง (ระบุจำนวนเงินและวัตถุประสงค์ในการกู้เงิน) และนำที่ดินมาเพื่อจำนองประกันเงินกู้ วงเงินจำนอง (ระบุจำนวนเงิน) และร่วมกันปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 (ระบุชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน) ลงในเอกสารคำขอกู้เงินระยะปานกลาง หนังสือกู้เงินระยะปานกลาง และใบรับเงินกู้ดังกล่าว เพื่อให้สหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย คณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจบัญชีสหกรณ์ หรือผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นหลงเชื่อว่า คำขอกู้เงินระยะปานกลาง หนังสือกู้เงินระยะปานกลาง และใบรับเงินกู้ที่จำเลยในแต่ละสำนวนร่วมกันทำปลอมขึ้นเป็นเอกสารที่แท้จริงที่แสดงว่า (ระบุชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน) ซึ่งเป็นสมาชิกของผู้เสียหายยื่นคำขอกู้เงินระยะปานกลาง และนำที่ดินมาจำนอง และได้รับเงินกู้ (ระบุจำนวนเงิน) ตามหนังสือกู้เงินระยะปานกลางและใบรับเงินกู้ที่จำเลยในแต่ละสำนวนร่วมกันทำปลอมขึ้นไปจากสหกรณ์ ก. ผู้เสียหายแล้ว ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย ผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน (ระบุชื่อ) คณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้อื่นหรือประชาชน เมื่อ (ระบุช่วงเวลากระทำความผิดแต่ละคดี) ต่อเนื่องกันตลอดมาวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ภายหลังจากที่จำเลย (ระบุจำเลยทุกคนในแต่ละสำนวน) ร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าว จำเลย (ระบุจำเลยทุกคนในแต่ละสำนวน) ร่วมกันใช้เอกสารคำขอกู้เงินระยะปานกลางและหนังสือกู้เงินระยะปานกลาง อันเป็นเอกสารสิทธิที่จำเลย (ระบุจำเลยทุกคนในแต่ละสำนวน) ร่วมกันทำปลอมขึ้น อ้างแสดงต่อสหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย คณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ ให้อนุมัติและเบิกจ่ายเงิน (ระบุจำนวนเงิน) ตามคำขอกู้เงินระยะปานกลางและหนังสือกู้เงินระยะปานกลางดังกล่าวให้แก่ (ระบุชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน) และร่วมกันใช้ใบรับเงินกู้อันเป็นเอกสารสิทธิที่จำเลย (ระบุจำเลยทุกคนในแต่ละสำนวน) ร่วมกัน ทำปลอมขึ้นแสดงต่อสหกรณ์ ก. ผู้เสียหายว่า (ระบุชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน) ได้รับเงิน (ระบุจำนวนเงิน) เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เงินจำนวนดังกล่าวมาอยู่ในความครอบครองของ (ระบุจำเลยทุกคนในแต่ละสำนวน) โดยมี (ระบุชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน) เป็นผู้ลงลายมือชื่อกู้เงินจากสหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย ผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน (ระบุชื่อ) คณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้อื่นหรือประชาชน แล้วจำเลย (ระบุจำเลยทุกคนในแต่ละสำนวน) ร่วมกันลักเอาเงิน (ระบุจำนวนเงิน) ของสหกรณ์ ก. ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 334 และ 335 ... ในเรื่องเอกสารสิทธิ โจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่า คำขอเงินกู้เป็นเอกสารที่ทำขึ้นและใช้เพื่อแสดงเป็นหลักฐานว่า มีการขอกู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย หนังสือกู้เงิน (หนังสือสัญญากู้เงิน) เป็นเอกสารที่ทำขึ้นและใช้เพื่อแสดงเป็นหลักฐานว่า ผู้เสียหายตกลงให้กู้เงินตามที่ขอกู้นั้น และใบรับเงินกู้เป็นเอกสารที่ทำขึ้นและใช้เพื่อแสดงเป็นหลักฐานว่า ผู้ที่กู้เงินได้รับเงินที่กู้แล้ว อันเป็นการแสดงถึงการก่อตั้งสิทธิ การระงับแห่งสิทธิ และความผูกพันระหว่างผู้กู้เงินกับผู้เสียหายแล้ว คำฟ้องของโจทก์ในสำนวนแรก สำนวนที่ 3 และสำนวนที่ 4 บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 8 ได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 8 เข้าใจข้อหาได้ดี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว คำฟ้องของโจทก์สำนวนแรก สำนวนที่ 3 และสำนวนที่ 4 จึงเป็นคำฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 8 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 8 ร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ จำเลยที่ 8 ฎีกาโดยสรุปว่า จำเลยที่ 8 ไม่ได้กระทำความผิด เพราะในทางปฏิบัติของผู้เสียหาย เมื่อสมาชิกมาขอกู้เงินและลงลายมือชื่อในเอกสารต่อหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ เมื่อมีการอนุมัติเงินกู้แล้ว ฝ่ายสินเชื่อจะติดต่อสมาชิกผู้กู้ให้มาลงลายมือชื่อในหนังสือกู้เงิน (หนังสือสัญญากู้เงิน) หลังจากที่ให้คณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ลงชื่อในช่องอนุมัติแล้ว การลงลายมือชื่อของผู้กู้มิได้กระทำต่อหน้าคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ จำเลยที่ 8 ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้จึงไม่อาจรู้ได้ว่าลายมือชื่อผู้กู้เป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ คณะกรรมการพิจารณาเงินกู้พิจารณาอนุมัติไปตามที่ผ่านการตรวจสอบจากฝ่ายสินเชื่อ หัวหน้าสินเชื่อ และผู้จัดการสหกรณ์ที่ตรวจสอบเอกสารความถูกต้องมาแล้วเท่านั้น คณะกรรมการพิจารณาเงินกู้มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี และมีการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ทุก ๆ 2 ปี จึงเป็นการยากที่คณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่จะเข้ามีส่วนร่วมขบวนการปลอมเอกสารกับฝ่ายจัดการซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย จำเลยที่ 8 ไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากผู้เสียหาย โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าได้มีการนำคำขอเงินกู้ หนังสือกู้เงิน และใบรับเงินกู้ไปใช้โดยถูกบันทึกในบัญชีเงินสด บัญชีลูกหนี้รายตัว งบทดรองประจำเดือน และงบดุลบัญชีของผู้เสียหายในปีที่เกิดเหตุ หรือเบิกจ่ายออกจากบัญชีใด พยานหลักฐานโจทก์จึงมีข้อพิรุธสงสัยตามสมควรนั้น เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ร่วมกันปลอมคำขอเงินกู้ หนังสือกู้เงิน และใบรับเงินกู้เพื่อให้ได้เงินมาจากผู้เสียหายแล้วร่วมกันลักเอาเงินดังกล่าวไปตามฟ้องทั้งสี่สำนวน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 10 ก็ให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ปลอมคำขอเงินกู้ หนังสือเงินกู้ และใบรับเงินกู้เพื่อให้ได้เงินมาจากผู้เสียหายแล้วร่วมกันลักเอาเงินดังกล่าวไป ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ส่วนจำเลยที่ 8 ปรากฏตามหนังสือกู้เงินระยะปานกลางเอกสารแผ่นที่ 2 ในสำนวนการสอบสวนสำนวนแรก และแผ่นที่ 2 ในสำนวนการสอบสวนสำนวนที่ 3 ว่า จำเลยที่ 8 ลงลายมือชื่อในช่องเลขานุการ (เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้) ในส่วนบันทึกการอนุมัติเงินกู้ของหนังสือกู้เงินทั้งสองฉบับ โดยหนังสือกู้เงินทั้งสองฉบับระบุว่า เป็นไปตามรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ชุดที่ 40 ครั้งที่ 3 วันที่ 9 มีนาคม 2555 เมื่อตรวจดูสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ ปรากฏว่า เป็นสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ชุดที่ 38 ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 ประชุมครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 จากนั้นเป็นการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ชุดที่ 39 ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2553 ถัดมาเป็นสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ชุดที่ 39 ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2553 วันที่ 8 ธันวาคม 2553 และวันที่ 1 มีนาคม 2554 ตามลำดับ ต่อจากนั้นเป็นสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ชุดที่ 40 ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2554 วันที่ 5 ตุลาคม 2554 และวันที่ 9 มีนาคม 2555 ตามลำดับ หลังจากนั้นเป็นสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ชุดที่ 41 ครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 3 และสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ชุดที่ 43 และชุดที่ 44 ต่อ ๆ กันไป ปรากฏชื่อจำเลยที่ 8 เข้าเป็นกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ตั้งแต่การประชุมชุดที่ 39 ครั้งที่ 1 วันที่ 17 สิงหาคม 2553 ติดต่อกันมาจนถึงการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ ชุดที่ 41 วันที่ 17 เมษายน 2555 นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในช่วงเวลาเดียวกันมีการปลอมคำขอเงินกู้ หนังสือกู้เงิน และใบรับเงินกู้แล้วเอาเงินของผู้เสียหายไปหลายร้อยฉบับ การปลอมเอกสารดังกล่าวจึงเป็นเรื่องใหญ่ ทำกันเป็นขบวนการ ยากที่จะปกปิดมิให้คนในองค์กรรู้เรื่องได้ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 8 อายุประมาณ 60 ปี เข้ามาเป็นกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้เป็นสมัยที่ 2 หรือสมัยที่ 3 บางช่วงดำรงตำแหน่งเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ จำเลยที่ 8 ย่อมรู้กิจการภายในโดยเฉพาะในเรื่องการให้กู้เงินของผู้เสียหายเป็นอย่างดี และรู้อยู่ว่าเอกสารการกู้ยืมดังกล่าวอันได้แก่ คำขอเงินกู้ หนังสือกู้เงิน และใบรับเงินกู้เป็นเอกสารปลอม การที่จำเลยที่ 8 ลงลายมือชื่อในหนังสือกู้เงินปลอมดังกล่าวจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 8 ร่วมปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอมและร่วมกันลักเอาเงินตามหนังสือกู้เงินดังกล่าวไปจริง ส่วนหนังสือกู้เงินระยะปานกลางเอกสารแผ่นที่ 2 ในสำนวนการสอบสวนสำนวนที่ 4 ไม่มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 8 ลงไว้ แต่หนังสือกู้เงินดังกล่าวระบุอ้างว่าเป็นไปตามรายงานคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ชุดที่ 41 ครั้งที่ 1 วันที่ 17 เมษายน 2555 เมื่อตรวจดูรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ดังกล่าวปรากฏว่า จำเลยที่ 8 มีชื่อเป็นกรรมการและลงลายมือชื่อเข้าร่วมประชุม ในรายงานการประชุมดังกล่าวมีการอนุมัติเงินกู้รายนางสาวประทุม จำนวนเงิน 200,000 บาท เพื่อซื้อที่ดิน 190,000 บาท ซื้อหุ้น 10,000 บาท กำหนดชำระคืนวันที่ 31 มีนาคม 2560 ตรงตามหนังสือกู้เงินระยะปานกลางเอกสารในสำนวนการสอบสวนสำนวนที่ 4 แผ่นที่ 2 ดังกล่าว เมื่อเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม ประกอบกับนางสาวประทุม มาให้การยืนยันต่อพนักงานสอบสวนว่าไม่ได้กู้เงินหรืออนุญาตให้ผู้ใดใช้ชื่อของนางสาวประทุมไปกู้เงินผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 8 ร่วมลงมติอนุมัติให้กู้เงินดังกล่าวทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีการกู้เงินกันจริง และคำขอเงินกู้ หนังสือกู้เงิน และใบรับเงินกู้ดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม จึงฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 8 ร่วมปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม และร่วมลักเอาเงินของผู้เสียหายไปในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำตามฟ้องจริง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 8 ต่อไปว่า มีเหตุต้องหักวันคุมขังคดีทั้งสามสำนวนนี้ออกจากโทษจำคุกตามคำพิพากษาในคดีนี้หรือไม่ จำเลยที่ 8 ฎีกาว่า จำเลยที่ 8 ถูกขังอยู่ในเรือนจำระหว่างรอการพิจารณาคดีโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนานถึง 2 ปีเศษ ถึงจะได้เริ่มมีการสืบพยานและมีคำพิพากษา การไม่หักวันคุมขังออกจากโทษจำคุกตามคำพิพากษาในคดีนี้จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม หรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 เห็นว่า กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้ศาลต้องหักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษาเสมอไป โดยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคแรก บัญญัติว่า "โทษจำคุก ให้เริ่มแต่วันมีคำพิพากษา แต่ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น" วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คำพิพากษากล่าวไว้เป็นอย่างอื่น โทษจำคุกตามคำพิพากษาเมื่อรวมจำนวนวันที่ถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษาในคดีเรื่องนั้นเข้าด้วยแล้ว ต้องไม่เกินอัตราโทษขั้นสูงของกฎหมายที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่ได้กระทำลงนั้น ทั้งนี้ ไม่เป็นการกระทบกระเทือนบทบัญญัติในมาตรา 91" จึงเห็นได้ว่า การหักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา ศาลมีดุลพินิจที่จะพิจารณาว่าสมควรหรือไม่ในแต่ละคดี เพียงแต่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติบังคับไว้ว่า หากเห็นว่าไม่สมควรหักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษาก็ให้ศาลกล่าวไว้ในคำพิพากษาและโทษจำคุกตามคำพิพากษาเมื่อรวมจำนวนวันที่ถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษาต้องไม่เกินอัตราโทษขั้นสูงของกฎหมายที่กำหนดไว้นั้น กรณีนี้จำเลยที่ 8 ถูกขังระหว่างสอบสวนและระหว่างพิจารณาในคดีสำนวนแรก สำนวนที่ 3 และสำนวนที่ 4 นี้และสำนวนอื่นในเวลาเดียวกันตามที่ปรากฏในหมายขังรวม 134 คดี เป็นการขังซ้อนกันไป คำพิพากษาศาลชั้นต้นระบุว่า ศาลได้หักจำนวนวันที่จำเลยที่ 8 ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกในคดีกลุ่มอื่นแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 8 ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งในเรื่องนี้ การที่จะหักจำนวนวันที่จำเลยที่ 8 ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกในสำนวนแรก สำนวนที่ 3 และสำนวนที่ 4 นี้อีกจึงเป็นการหักที่ซ้ำซ้อนซึ่งทำให้การบังคับโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เป็นไปตามความจริง คดีในสำนวนแรก สำนวนที่ 3 และสำนวนที่ 4 นี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 8 กระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี แต่ความผิดที่โจทก์ฟ้องมีโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี การนับโทษต่อจึงอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปี ไม่ได้ ให้นับโทษจำเลยที่ 8 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 291 ถึง 348/2563 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 607 ถึง 617/2563 ของศาลชั้นต้น แต่ให้จำคุกไม่เกิน 20 ปี ส่วนคดีอื่นนอกจากนี้ศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอให้นับโทษในส่วนคดีที่ยังไม่มีคำพิพากษานั้น นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 8 มากแล้ว การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจโดยกล่าวไว้ในคำพิพากษาว่า ไม่หักวันคุมขังคดีนี้ออกจากโทษจำคุกตามคำพิพากษาคดีนี้ให้แก่จำเลยที่ 8 เนื่องจากหักวันคุมขังในกลุ่มคดีอื่นที่จำเลยที่ 8 ถูกคุมขังแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคแรก จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและยุติธรรมดีแล้ว มิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม หรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ตามที่จำเลยที่ 8 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 8 มีความผิดแล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 8 โดยไม่หักวันคุมขังคดีสำนวนแรก สำนวนที่ 3 และสำนวนที่ 4 นี้ออกจากโทษจำคุกตามคำพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 8 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นาง ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายจิรายุ ศรีวรรณา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทินกร ก่อเพียรเจริญ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร สกุลคล้อย
ศิริชัย จันทร์สว่าง
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4426/2564
#680734
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์นำสืบแต่เพียงว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่า โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้ชัดเจนว่าเป็นป่าตามฟ้องประเภทใดก็ตาม แต่เมื่อที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่า ซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่สงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ก็ย่อมเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปหาพืชผักหรือปลาที่ไม่ใช่ของป่าหวงห้ามเพื่อการดำรงชีพได้ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาหาได้แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องอันจะเป็นเหตุให้ต้องยกฟ้องโจทก์ไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8954/2558 เป็นเรื่องที่ทายาทของ ส. อ้างว่าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ ฟ้องขับไล่ อ. ผู้บุกรุกและเรียกค่าเสียหาย จึงเป็นการที่ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันว่า ผู้ใดครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อน และใครมีสิทธิดีกว่ากัน หาได้มีการวินิจฉัยรับรองถึงสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นป่าหรือไม่ ทายาทของ ส. ผู้ชนะคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินและกระทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่แต่อย่างใด คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจึงไม่ได้ก่อสิทธิใดแก่ทายาทของ ส. ที่จะยกขึ้นต่อสู้รัฐได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยถูกดำเนินคดีนี้ แม้ที่ดินที่เกิดเหตุที่จำเลยครอบครองแทนทายาทของ ส. เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีแพ่งดังกล่าว ผลของคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวก็ไม่ได้ก่อให้เกิดสิทธิอันใดแก่จำเลยที่ยกขึ้นยันรัฐได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1, 4, 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกไปจากป่าที่เกิดเหตุ กับจ่ายเงินรางวัล ที่ถูก เงินสินบนนำจับ แก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกไปจากป่าที่เกิดเหตุ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสาม (ที่ถูก วรรคหนึ่ง วรรคสองและวรรคสาม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี ให้ยกคำขอจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ขณะจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 บริษัท ท. มีความประสงค์จะซื้อที่ดินในพื้นที่ หมู่ที่ 5 และที่ 7 ซึ่งขณะนั้นชาวบ้านได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว เมื่อปี 2531 จำเลยที่ 1 จึงรวบรวมที่ดินจากชาวบ้าน ได้ 2 แปลง เนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ และ 2,000 ไร่ แล้วขายให้บริษัท ท. ต่อมาปี 2533 บริษัทดังกล่าวได้ขายที่ดินเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ ให้นางอารีย์ และขายที่ดินเนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ ให้นายสุวรรณ หลังจากซื้อที่ดิน นายสุวรรณได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ดูแลทำประโยชน์ในที่ดิน โดยปลูกต้นปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และพืชผลอื่น ๆ และแบ่งแยกที่ดินให้บุตรเป็น 5 แปลง โดยยื่นเรื่องขอทำการรังวัดต่อเจ้าพนักงานที่ดินบ้านนาสาร นายสุวรรณได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) มาตลอด ต่อมาปี 2539 นายสุวรรณถึงแก่ความตาย ภริยาและบุตรของนายสุวรรณยังคงมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ดูแลที่ดินต่อไป ในปี 2541 รัฐประกาศยกเลิกการเก็บภาษีบำรุงท้องที่ ที่ดินดังกล่าวจึงไม่ได้เสียภาษีบำรุงท้องที่อีกเลย ปี 2549 นางอารีย์ขายที่ดินแปลงเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ ให้แก่บริษัท พ. หลังจากซื้อที่ดินมาแล้วบริษัท พ. เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน และได้รุกล้ำเข้ามาในที่ดินส่วนของนายสุวรรณ ทายาทของนายสุวรรณจึงฟ้องบริษัท พ. และนางอารีย์กับพวก ต่อศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นคดีแพ่ง เรื่องที่ดิน ขับไล่ ระหว่างพิจารณาทายาทของนายสุวรรณได้ถอนฟ้องจำเลยอื่นทั้งหมดยกเว้นนางอารีย์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 6 ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้นางอารีย์ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาท กับให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าเสียหายรายเดือนจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและเลิกเกี่ยวข้องหรือกระทำการอันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่เกิดเหตุคดีนี้ ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 นายยุทธภูมิ บุตรของจำเลยที่ 1 เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายในที่ดินที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 10.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เนื่องจากมีผู้แจ้งว่ามีรถแบ็กโฮเข้าไปปรับพื้นที่ พบจำเลยที่ 2 อยู่ในที่ดินที่เกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าเป็นผู้ดูแลแต่ไม่ทราบว่าที่ดินดังกล่าวมีเอกสารสิทธิหรือไม่ จำเลยที่ 2 ติดต่อจำเลยที่ 1 ทางโทรศัพท์ให้มายังที่ดินที่เกิดเหตุ นายจรัญ เจาพนักงานกรมป่าไม้สอบถามจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 แจ้งว่าที่ดินที่เกิดเหตุไม่มีเอกสารสิทธิมีเพียงคำพิพากษาของศาล จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลที่ดินและเป็นผู้ว่าจ้างให้นำรถแบ็กโฮมาปรับไถที่ดินที่เกิดเหตุ นายจรัญกับพวกจึงจับกุมจำเลยทั้งสองและยึดรถแบ็กโฮเป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีนี้ พื้นที่เกิดเหตุคำนวณเนื้อที่ได้ 404 ไร่ 2 งาน 21 ตารางวา สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในเบื้องต้นว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าไม้หรือไม่ โดย เห็นว่า แม้ที่ดินที่เกิดเหตุจะไม่มีสภาพเป็นพื้นที่ที่มีต้นไม้ต่าง ๆ ขึ้นเป็นป่าตามความเข้าใจของชาวบ้านทั่วไปก็ดี หรือมีผู้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์แล้วก็ดี หรือในท้องที่ที่ดินที่เกิดเหตุตั้งอยู่มีการออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ที่ครอบครองที่ดินแปลงอื่นไปแล้วก็ดี หาใช่เป็นเครื่องบ่งชี้แสดงให้เห็นว่า ที่ดินที่เกิดเหตุมิใช่ป่าไม้ ที่ดินแปลงใดจะเป็นป่าหรือไม่นั้น ต้องเป็นไปตามกฎหมาย โดยพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) นิยามคำว่า "ป่า" ว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ยอมรับข้อเท็จจริงว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน ซึ่งมีความหมายอยู่ในตัวว่าเป็นที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน ที่ดินที่เกิดเหตุจึงเป็นป่าตามบทนิยามของกฎหมายดังกล่าว สำหรับการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่มีประกาศกำหนดทำการเดินสำรวจและสอบเขตโฉนดที่ดินเพื่อออกเดินสำรวจแล้วออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่บุคคลที่ครอบครองทำประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนเจ้าพนักงานผู้เดินสำรวจได้เข้าไปสำรวจและจัดทำแผ่นที่นั้น เป็นเพียงขั้นตอนตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดไว้ เพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ไม่มีผลทำให้ที่ดินที่เกิดเหตุพ้นสภาพความเป็นป่า เนื่องจากยังมิได้มีการดำเนินการขั้นสุดท้าย คือการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์และมอบให้บุคคลที่ครอบครอง ซึ่งจะถือว่ามีบุคคลได้ที่ดินนั้นมาตามกฎหมายที่ดินแล้ว หากถือว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเพิกถอนความเป็นป่าทันทีดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นต่อสู้แล้ว ย่อมจะไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะปกปักรักษาป่าอันเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ และยังก่อให้เกิดช่องว่างที่จะหลบเลี่ยงกฎหมายขึ้นได้โดยง่ายตลอดจนจะเป็นการส่งเสริมให้บุคคลใด ๆ บุกรุกเข้าไปทำประโยชน์หรือเข้าครอบครองป่า โดยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม่ ฯ จึงชอบแล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ต่อมาว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินที่ราษฎรเข้าครอบครองและทำประโยชน์มาก่อนใช้บังคับประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อปี 2497 และมีการครอบครองต่อเนื่องเรื่อยมา ที่ดินที่เกิดเหตุจึงไม่ใช่ป่านั้น เห็นว่า ตามทางพิจารณา จำเลยที่ 1 นำสืบแต่เพียงว่า ที่ดินที่เกิดเหตุนั้น บิดามารดาของจำเลยที่ 1 และชาวบ้านต่างเข้าครอบครองทำประโยชน์มาโดยตลอด จำเลยที่ 1 มิได้นำสืบให้แจ้งชัดว่า บุคคลเหล่านั้นครอบครองทำประโยชน์มาแต่เมื่อใด ทั้งการที่ถือเอาปี 2492 อันเป็นปีที่จำเลยที่ 1 เกิด มาเป็นฐานอนุมานเวลาการครอบครองเพียงอย่างเดียวดั่งที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้าง โดยไม่พยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน ก็ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังว่า มีการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุมาก่อนมีการใช้บังคับประมวลกฎหมายที่ดินอันจะทำให้ที่ดินที่เกิดเหตุมิใช่ป่าตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อต่อไปว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปในป่าพรุ ป่าน้ำราด ป่ารกร้าง อันเป็นสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการหาปลา หาพืชผัก เพื่อการดำรงชีพ ทำให้รัฐได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โจทก์มีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 แต่ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์ที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ได้ความว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าประเภทใด และไม่ปรากฏว่าเป็นป่าพรุ ป่าน้ำราด ป่ารกร้าง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันดังที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ทำให้จำเลยที่ 1 หลงต่อสู้ ต้องยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง นั้น เห็นว่า แม้โจทก์นำสืบแต่เพียงว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่า โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้ชัดเจนว่าเป็นป่าตามฟ้องประเภทใดก็ตาม แต่เมื่อที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่า ซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่สงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ก็ย่อมเป็นที่สาธารณประโยชน์ของแผ่นดินที่ประชาชนคนทั่วไปสามารถเข้าไปหาพืชผักหรือปลาที่ไม่ใช่ของป่าหวงห้ามเพื่อการดำรงชีพได้ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาได้แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องอันจะเป็นเหตุให้ต้องยกฟ้องโจทก์ ดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อมาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รวบรวมที่ดินรวมทั้งที่ดินที่เกิดเหตุที่ชาวบ้านบุกรุกครอบครองทำประโยชน์มาขายให้บริษัท ท. จำเลยที่ 1 ย่อมทราบถึงความเป็นมาของที่ดินที่เกิดเหตุดีว่าเป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่รวบรวมนั้น จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการก็ย่อมทราบว่าที่ดินแปลงใดที่ไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ ตามกฎหมาย ที่ดินแปลงนั้นย่อมเป็นป่าและเป็นที่ดินของรัฐ จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยกขึ้นอ้างว่าไม่ทราบว่าที่ดินที่เกิดเหตุ เป็นป่าและเป็นที่ดินของรัฐได้ เมื่อขณะเกิดเหตุ ที่ดินที่เกิดเหตุยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดินและจำเลยที่ 1 รับว่า เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อมาว่า คำพิพากษาฎีกาที่ 8954/2558 ศาลฎีกาพิพากษารับรองสิทธิครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุของทายาทนายสุวรรณย่อมส่งผลให้ผู้มีสิทธิครอบครองได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายที่ดิน ทั้งในทางพิจารณาคดีดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของรัฐได้เบิกความว่า ไม่ใช่ที่สาธารณะ ไม่ใช่ป่าสงวน หรือที่ซึ่งราชการหวงห้าม และที่ดินไม่มีสภาพป่าตามความหมายของพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดีนี้ด้วยเหตุที่สืบเนื่องจากกรณีพิพาทในคดีแพ่งดังกล่าว จึงสามารถยกเอาคำพิพากษาศาลฎีกานี้ขึ้นกล่าวอ้างต่อสู้รัฐได้ นั้น เห็นว่า คำพิพากษาฎีกาที่ 8954/2558 เป็นเรื่องที่ทายาทของนายสุวรรณอ้างว่าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ ฟ้องขับไล่นางอารีย์ผู้บุกรุกและเรียกค่าเสียหาย จึงเป็นการที่ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันว่า ผู้ใดครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อน และใครมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน หาได้มีการวินิจฉัยรับรองถึงสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นป่าหรือไม่ ทายาทของนายสุวรรณผู้ชนะคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินและกระทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่แต่อย่างใด คำพิพากษาฎีกาที่ 8954/2558 จึงไม่ได้ก่อสิทธิใดแก่ทายาทของนายสุวรรณที่จะยกขึ้นยันรัฐได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดีนี้ แม้ที่ดินที่เกิดเหตุที่จำเลยที่ 1 ครอบครองแทนทายาทของนายสุวรรณเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีแพ่งดังกล่าว จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิอันหนึ่งอันใดที่เกิดจากผลของคำพิพากษาในการชนะคดีขึ้นยันรัฐได้เช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายว่า สมควรลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 สถานเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ที่ดินที่เกิดเหตุเนื้อที่ถึง 404 ไร่ 2 งาน 21 ตารางวา ซึ่งเป็นจำนวนค่อนข้างมากก็ตาม แต่ที่ดินดังกล่าวมีการบุกรุกเข้าไปครอบครองทำประโยชน์มานานแล้ว และตกทอดครอบครองต่อกันมาอีกหลายคน จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้ที่เข้าไปบุกรุกสร้างความเสียหายแก่รัฐตั้งแต่เริ่มแรก ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุแทนบุคคลอื่น และปัจจุบันที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการอาจออกเอกสารแสดงสิทธิให้ได้ ประกอบกับจำเลยที่ 1 มีอายุมากแล้ว กรณีจึงมีเหตุอันควรปราณี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยที่ 1 ภายหลังลดโทษให้แล้วจำคุก 8 ปี จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 174 ม. 192 วรรคสอง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเวียงสระ
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเวียงสระ — นางสาวภคินี ก่อคุณากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4423/2564
#681549
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันจะถือเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 83 ได้นั้น บุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด และมีการกระทำโดยเจตนาที่จะร่วมกันกระทำความผิดนั้น จึงจะเป็นตัวการตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ ตาม ป.อ. มาตรา 59 วรรคสาม เมื่อพวกของจำเลยที่ขับรถแบ็กโฮเข้าขุดดินในที่ดินของผู้เสียหาย มิได้รู้เท็จจริงว่าดินที่ขุดออกไปเป็นของผู้เสียหายโดยเข้าใจว่าเป็นการขุดดินของจำเลย ก็ย่อมจะถือไม่ได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง แต่ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความเองโดยอ้อมโดยใช้พวกของจำเลยเป็นตัวแทนโดยบริสุทธิ์ (Innocent Agent) เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดของจำเลยเอง เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่ได้ความกระจ่างชัดว่าพวกของจำเลยรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดและมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยอันจะถือเป็นการลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นคุณแก่จำเลยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 250,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 250,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายจรัล เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวมาเบิกความยืนยันว่า จำเลยให้คนขับรถแบ็กโฮมาขุดดินด้านทิศเหนือของผู้เสียหายแล้วนำไปถมในที่ดินของจำเลยด้านทิศใต้ โดยจำเลยเป็นผู้คุมการขุดด้วยตนเอง ส่วนคำเบิกความของพยานโจทก์ปากอื่น ๆ แม้จะเบิกความถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่ก็รับฟังมาจากคำบอกเล่าของนายจรัลอีกทอดหนึ่ง ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์จึงรับฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยให้คนขับรถแบ็กโฮมาขุดดินในที่ดินของโจทก์แล้วนำไปถมในที่ดินของตนเองเท่านั้น นอกจากนี้ ยังได้ความตามที่นายจรัลเบิกความว่าในขณะเกิดเหตุ พยานเข้าใจว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินของจำเลย และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงล้วนเข้าใจว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่ดินของจำเลย ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ว่าตั้งแต่ผู้เสียหายซื้อที่ดินเมื่อปี 2553 ผู้เสียหายเคยกลับไปดูที่ดิน 1 ครั้ง เมื่อปี 2557 ภายหลังจากนั้น ผู้เสียหายไม่ได้กลับมาดูที่ดินอีกจนกระทั่งทราบเหตุคดีนี้เมื่อเดือนสิงหาคม 2560 จึงเชื่อได้ว่าชาวบ้านผู้อยู่อาศัยในละแวกที่เกิดเหตุไม่ทราบว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินของผู้เสียหายแต่เข้าใจว่าเป็นที่ดินของจำเลย ดังนั้น จึงเป็นการไม่แน่ชัดว่าคนขับรถแบ็กโฮที่เข้ามาขุดดินในที่ดินของผู้เสียหายตามคำสั่งของจำเลยจะล่วงรู้ว่าเป็นการขุดดินในที่ดินของผู้เสียหายหรือไม่ ทั้งนี้ การกระทำอันจะถือเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ได้นั้น บุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด และมีการกระทำโดยเจตนาที่จะร่วมกันกระทำความผิดนั้น จึงจะเป็นตัวการตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสาม ดังนี้ หากพวกของจำเลยที่ขับรถแบ็กโฮเข้าขุดดินในที่ดินของผู้เสียหายมิได้รู้ข้อเท็จจริงว่าดินที่ขุดออกไปเป็นของผู้เสียหาย โดยเข้าใจว่าเป็นการขุดดินของจำเลย ก็ย่อมจะถือไม่ได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง แต่ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อมโดยใช้พวกของจำเลยเป็นตัวแทนโดยบริสุทธิ์ (Innocent Agent) เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดของจำเลยเอง เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่ได้ความกระจ่างชัดว่าพวกของจำเลยรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดและมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยอันจะถือเป็นการลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นคุณแก่จำเลยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสาม ม. 83 ม. 334 ม. 335 (7) ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายวิเศษ วิเศษจุมพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสนิท โพชนะกิจ
ชื่อองค์คณะ
อรพิน พรแสงจันทร์
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4418/2564
#685056
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยที่ 1 เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องในห้อง ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 หรือ ก. ได้รออยู่หน้าห้องเพื่อจะเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราเป็นคนต่อไปอันมีลักษณะเป็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน หลังจากจำเลยที่ 1 ออกไปนอกห้องแล้วก็ไม่มีผู้ใดเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องอีกจนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นถึงได้มี ก. เข้าไปขอร่วมประเวณีกับผู้ร้อง 1 ครั้ง ซึ่งการกระทำของ ก. ห่างจากการข่มขืนกระทำชำเราของจำเลยที่ 1 หลายชั่วโมง การกระทำของจำเลยที่ 1 และ ก. จึงมิใช่เป็นการร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง คงฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก

ขณะจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องในสวนปาล์ม จำเลยที่ 2 ก็อยู่ในบริเวณดังกล่าวจนจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราเสร็จและพาผู้ร้องออกมา จากนั้นจำเลยที่ 2 ก็ร่วมกันพาผู้ร้องไปที่บ้านร้างเกิดเหตุต่อ ครั้นจำเลยที่ 1 เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราอีกครั้งในบ้านร้าง จำเลยที่ 2 ก็อยู่ในบริเวณบ้านและรับรู้การกระทำของจำเลยที่ 1 โดยตลอด ตามพฤติการณ์ย่อมถือได้ว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ตามมาตรา 276 วรรคแรก เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 283 ทวิ, 310, 318, 336, 371 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินรัฐบาลมาเลเซีย 50 ริงกิต หรือใช้ราคาเป็นเงินประมาณ 380 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาว อ. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว ร. ผู้เสียหายที่ 2 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายแก่ร่างกาย อนามัย ชื่อเสียง เสรีภาพ และค่าทนทุกข์ทรมานทางกายและจิตใจเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก, 371 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500 บาท รวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 29 ปี 12 เดือน และปรับ 500 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 18 ปี 14 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินรัฐบาลมาเลเซีย 50 ริงกิต ที่เอาไป หรือใช้ราคาแทนเป็นเงินรัฐบาลไทยประมาณ 380 บาท แก่ผู้ร้อง และให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง เป็นเงินคนละ 250,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 371 ความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ฐานร่วมกันพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี ฐานลักทรัพย์ จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี ฐานลักทรัพย์ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน รวมโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี 1 เดือน และปรับ 500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้ร้องเป็นประจักษ์พยานเบิกความถึงเหตุการณ์ที่ถูกจำเลยที่ 2 และนาย ก. พาซ้อนรถจักรยานยนต์ไปในคืนวันที่ 27 เมษายน 2562 จนถึงบ่ายวันรุ่งขึ้นที่นาง น. และนางสาว ส. ไปรับตัวกลับได้อย่างละเอียด มั่นคง สมเหตุสมผล สอดคล้องกับข้อเท็จจริงแห่คดีและพยานหลักฐานที่รวบรวมได้หลังเกิดเหตุเป็นอย่างดี กล่าวคือ จากทางนำสืบของโจทก์ วันที่ 27 เมษายน 2562 เป็นวันที่ผู้ร้องเพิ่งกลับมาจากประเทศมาเลเซียและกินข้าวเย็นร่วมกันภายในครอบครัว จึงไม่ใช่เวลาที่ผู้ร้องน่าจะคิดออกไปเที่ยวนอกบ้าน ขณะที่จำเลยที่ 2 และนาย ก. มาพบและพาออกไปก็เป็นเวลาประมาณ 21 นาฬิกา และฝนตกซึ่งไม่เหมาะแก่การออกไปเที่ยวอย่างยิ่ง ยิ่งกว่านั้นยังมีจำเลยที่ 2 ซึ่งผู้ร้องไม่รู้จักมาด้วยอีก การจะให้ผู้ร้องซ้อนสามรถจักรยานยนต์ออกไปเช่นนั้นเชื่อว่าผู้ร้องซึ่งเป็นหญิงอายุ 16 ปีเศษไม่น่าจะเต็มใจไปด้วย ดังนั้น คำเบิกความของผู้ร้องที่ว่าผู้ร้องไม่ยินยอมไปด้วยเมื่อนาย ก. จะพานั่งรถต่อไปอีกหลังจากจอดคุยกันห่างจากบ้าน 50 เมตรแล้ว แต่ถูกนาย ก. บังคับขู่เข็ญให้ขึ้นรถไปจึงมีน้ำหนักรับฟังได้และยังเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องกับการทิ้งรองเท้าแตะของผู้ร้องลงบนถนนเพื่อเป็นหลักฐานในการติดตามตัวผู้ร้องเป็นอย่างดี ซึ่งในเช้าวันรุ่งขึ้นนาง ร. พี่สาวก็ไปพบรองเท้าแตะดังกล่าวตกอยู่บนถนนตามที่ผู้ร้องคาดคะเนไว้ ข้อเท็จจริงจึงฟ้องได้โดยปราศจากสงสัยว่าผู้ร้องมิได้เต็มใจไปกับจำเลยที่ 2 และนาย ก. ในคืนเกิดเหตุตามที่โจทก์นำสืบ ที่จำเลยฎีกาว่าผู้ร้องเต็มใจออกไปเพราะเป็นแฟนกับนายนาย ก. นั้น ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่าจำเลยที่ 1 ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเบิกความชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนตามเข้าไปในสวนปาล์มข้างนิคมสร้างตนเองในคืนวันที่ 27 เมษายน 2562 ขณะที่พยานคิดจะหลบหนี พอไปถึงจำเลยที่ 1 ก็ผลักพยานล้มลงพร้อมกับยกขวานขึ้นขู่และพูดว่า "เดี๋ยวโดน เดี๋ยวโดน" แล้วดึงกางเกงวอร์มของผู้ร้องลงมาที่เข่า พยายามจะสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของพยาน พยานดิ้นรนโดยใช้เท้าถีบแต่จำเลยที่ 1 ยกขวานทำท่าจะฟัน พยานจึงต้องยอมให้จำเลยที่ 1 ข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะพาพยานออกมาพบจำเลยที่ 1 ที่บริเวณบันไดปูนทางขึ้นสำนักงานนิคมสร้างตนเองครู่หนึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 มารับแล้ว จำเลยทั้งสองก็พาพยานขึ้นรถจักรยานยนต์ซ้อนสามไปพบกับนาย ก. ที่ปั้มน้ำมันระหว่างทาง ก่อนที่นาย ก. จะขึ้นมานั่งแทนจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 ก็ขับรถพาพยานกับนาย ก. ต่อมาที่บ้านร้างเกิดเหตุ ซึ่งมีจำเลยที่ 1 อยู่ที่บ้านก่อนแล้ว คืนนั้นหลังจากพยานถูกบังคับให้ไปนอนในห้อง ได้มีชายสวมหน้ากากเข้ามาข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง แล้วออกไปนอกห้อง เมื่อพยานแอบดูจากในห้องก็เห็นว่าชายดังกล่าวคือจำเลยที่ 1 คืนนั้นพยานนอนอยู่ในห้องจนรุ่งเช้าซึ่งในตอนเช้านาย ก. ได้เข้ามาร่วมประเวณีกับพยานอีก 1 ครั้ง ก่อนที่พยานจะถือโอกาสวิ่งหนีออกไปทางหลังบ้าน จากคำเบิกความดังกล่าวแสดงว่าตั้งแต่คืนที่ผู้ร้องถูกพาตัวมาจนกระทั่งบ่ายวันรุ่งขึ้นที่สามารถกลับบ้านได้ จำเลยที่ 1 ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้อง 2 ครั้งในเวลาและสถานที่ต่างกัน คืนที่ในสวนปาล์มข้างนิคมสร้างตนเอง 1 ครั้ง และที่บ้านร้างที่เกิดเหตุอีก 1 ครั้ง ซึ่งจากเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องและจำเลยที่ 1 อยู่กับผู้ร้องโดยตลอดย่อมไม่มีเหตุผลใดที่ผู้ร้องจะจำจำเลยที่ 1 ไม่ได้ ผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าผู้ร้องจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 หลังเกิดเหตุเมื่อไปแจ้งความร้องทุกข์ ผู้ร้องก็ระบุจำเลยที่ 1 ว่าเป็นคนร้ายและให้การยืนยันอย่างมั่นคงมาโดยตลอด ทั้งสภาพเสื้อผ้าและร่างกายของผู้ร้องที่เปื้อนเปรอะเลอะเทอะซึ่งฝ่ายจำเลยก็นำสืบรับว่าจำเลยที่ 1 ต้องหาเสื้อมาเปลี่ยนให้ ก็เจือสมกับคำเบิกความของผู้ร้องที่ว่าถูกจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราในสวนปาล์มเป็นอย่างดีส่วนการตรวจไม่พบเชื้ออสุจิของจำเลยที่ 1 ในช่องคลอดของผู้ร้องนั้นหาได้ฟังเป็นพิรุธไม่เพราะจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องในตอนกลางคืน ห่างจากรุ่งเช้าที่นาย ก. เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราซ้ำหลายชั่วโมง การไม่พบเชื้ออสุจิของจำเลยที่ 1 ตกค้างอยู่จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ในทางกลับกันการตรวจพบเชื้ออสุจิของนาย ก. ซึ่งเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราในตอนเช้านั้นยิ่งทำให้คำเบิกความของผู้ร้องทั้งหมดมีน้ำหนักให้รับฟังเป็นความจริงเพิ่มขึ้นไปอีก พิเคราะห์คำเบิกความของผู้ร้องประกอบพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องในคืนเกิดเหตุจริง ที่จำเลยทั้งสองและนาย ก. เบิกความว่า จำเลยที่ 1 เพียงแต่วิ่งเข้าไปช่วยจับผู้ร้องที่สวนปาล์มนิคมสร้างตนเองเนื่องจากผู้ร้องไม่อยากกลับบ้านและที่บ้านร้างเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เพียงแต่อยู่นอกห้องโดยไม่ได้เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องนั้นไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องที่สวนปาล์มนิคมสร้างตนเองแล้วก็รวมกับจำเลยที่ 2 และนาย ก. พาผู้ร้องมาข่มขืนและกระทำชำเราต่อที่บ้านร้างที่เกิดเหตุ เฉพาะความเกี่ยวกับเพศและความผิดต่อเสรีภาพ จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผิดฐานร่วมกันพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แต่สำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราที่โจทก์ฟ้องว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษตามฟ้องนั้น เห็นว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องในห้อง จากคำเบิกความของผู้ร้องไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 หรือนาย ก. ได้รออยู่หน้าห้องเพื่อเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราเป็นคนต่อไปอันมีลักษณะเป็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันแต่อย่างใด หลังจากจำเลยที่ 1 ออกไปนอกห้องแล้วก็ไม่มีผู้ใดเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องอีก จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นถึงได้มีนาย ก. เข้าไปขอร่วมประเวณีกับผู้ร้อง 1 ครั้ง ซึ่งการกระทำของนาย ก. นั้นห่างจากการข่มขืนกระทำชำเราของจำเลยที่ 1 หลายชั่วโมง การกระทำของจำเลยที่ 1 และนาย ก. จึงมิใช่เป็นการร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงดังที่โจทก์ฟ้อง คงฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรกเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นพิจารณาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าได้ร่วมกับนาย ก. ไปรับผู้ร้องมาจากบ้านตั้งแต่คืนวันที่ 27 เมษายน 2562 พฤติการณ์ที่ไปรับออกมาเช่นนั้น จำเลยที่ 2 ย่อมทราบดีว่านาย ก. จะพาผู้ร้องไปเพื่อการอนาจาร จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันพาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 283 ทวิ วรรคแรก ซึ่งมาตราดังกล่าว แม้ผู้ถูกพาตัวไปจะยินยอม ผู้กระทำก็มีความผิด สำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ขณะจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องในสวนปาล์มข้างนิคมสร้างตนเองจำเลยที่ 2 ก็อยู่ในบริเวณดังกล่าวจนจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราเสร็จและพาผู้ร้องออกมา จากนั้นจำเลยที่ 2 ก็ร่วมกันพาผู้ร้องไปที่บ้านร้างเกิดเหตุต่อ ครั้นจำเลยที่ 1 เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราอีกครั้งในบ้านร้าง จำเลยที่ 2 ก็อยู่ในบริเวณบ้านรับรู้การกระทำของจำเลยที่ 1 โดยตลอด ตามพฤติการณ์ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ตามมาตรา 276 วรรคแรก เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 อีกบทหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาทำนองว่าจำเลยที่ 2 เพียงแต่นอนอยู่บริเวณห้องโถงโดยมิได้รู้เห็นเหตุการณ์ภายในห้องเกิดเหตุด้วย ย่อมลงโทษจำเลยที่ 2 ไม่ได้นั้น ฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำกับจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 1 เดือน ปรับ 500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 276 วรรคแรก ม. 276 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — นางสาว อ. โดยนางสาว ร. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นางสาววรรณวิสาข์ ธนานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวีรศักดิ์ ขจีจิตต์
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
ชลิต กฐินะสมิต
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4414/2564
#684123
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอกันส่วนฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2562 มาก่อน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่มีพยานมาให้ไต่สวน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ตามคำร้องก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคาร อ. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4873 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงของศาลแพ่ง ซึ่งศาลแพ่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองของจำเลยในที่ดินโฉนดที่ 4873 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์จำนองที่ถูกยึดและขายทอดตลาดในคดีนี้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 322 (ใหม่) จึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ผู้ร้องได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 (5) กรณีตามคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2562 จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องขอกันส่วนฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2562 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 แต่อย่างใด และเมื่อได้ความว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาคำร้อง สำเนาคำร้องของผู้ร้องให้แก่โจทก์ จำเลย และเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยระบุด้วยว่าหากจะคัดค้านให้ยื่นคัดค้านก่อนหรือในวันนัด มิฉะนั้นถือว่าไม่คัดค้าน ซึ่งมีการส่งสำเนาคำร้องให้แก่บุคคลดังกล่าวแล้ว ครั้นถึงวันนัดพิจารณาคำร้องปรากฏว่าไม่มีคู่ความฝ่ายใดมาศาล ย่อมถือว่าคู่ความดังกล่าวไม่ได้คัดค้านคำร้องของผู้ร้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคาร อ. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินแปลงข้างต้น พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงดังกล่าวของศาลแพ่ง และศาลแพ่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเพียงพอที่จะวินิจฉัยคำร้องของผู้ร้องแล้ว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังกล่าวจึงเห็นสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิกันส่วนตามคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 287,564.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 260,047.21 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 ธันวาคม 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4873 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2562 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4873 และเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.637/2560 ของศาลแพ่ง จึงขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว แต่ผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องไม่มีพยานมาให้ไต่สวน ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ตามคำร้อง ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองตามคำพิพากษา ฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2562 ว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2557 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวได้ในราคา 1,620,000 บาท ผู้ร้องจึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง 2,199,294.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ของต้นเงิน 1,258,486.68 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องมาแล้ว การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอกันส่วนอีก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7) ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคาร อ. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4873 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเป็นเจ้าหนี้ที่ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.637/2560 ของศาลแพ่ง และศาลแพ่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2562 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่มีพยานมาไต่สวน ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ตามคำร้อง จึงมีคำสั่งยกคำร้องตามคดีสาขาแดง ผบ.ก. 11/2562 และผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2562 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องเมื่อถึงวันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นงดไต่สวนและมีคำสั่งว่าคำร้องของผู้ร้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2557 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยปลอดจำนองให้แก่นายนพดล ผู้ซื้อทรัพย์ ในราคา 1,620,000 บาท และต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาดอนเมือง ขอให้จดทะเบียนระงับการจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำร้องขอกันส่วนฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2562 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องขอกันส่วนฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2562 หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอกันส่วนฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2562 มาก่อน ในวันนัดไต่สวนคำร้อง ผู้ร้องไม่ได้มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องและไม่ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า ถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาให้ไต่สวนข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ตามคำร้องก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคาร อ. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4873 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.637/2560 ของศาลแพ่ง ซึ่งศาลแพ่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองของจำเลยในทรัพย์จำนองที่ถูกยึดและขายทอดตลาดในคดีนี้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 (ใหม่) จึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ผู้ร้องได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 (5) กรณีตามคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2562 จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องขอกันส่วนฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2562 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 แต่อย่างใด และเมื่อได้ความว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาคำร้อง สำเนาคำร้องของผู้ร้องให้แก่โจทก์ จำเลย และเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยระบุด้วยว่าหากจะคัดค้านให้ยื่นคัดค้านก่อนหรือในวันนัด มิฉะนั้นถือว่าไม่คัดค้าน ซึ่งมีการส่งสำเนาคำร้องให้แก่บุคคลดังกล่าวแล้ว ครั้นถึงวันนัดพิจารณาคำร้อง ปรากฏว่าไม่มีคู่ความฝ่ายใดมาศาล ย่อมถือว่าคู่ความดังกล่าวไม่ได้คัดค้านคำร้องของผู้ร้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคาร อ. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4873 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.637/2560 ของศาลแพ่ง และศาลแพ่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเพียงพอที่จะวินิจฉัยคำร้องของผู้ร้องแล้ว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังกล่าวจึงเห็นสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิกันส่วนตามคำร้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 4873 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองแก่ผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 (ใหม่) ตามจำนวนหนี้จำนองตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.637/2560 ของศาลแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 (5) ม. 322
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวแก้วตา หฤทัยพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ช้างหัวหน้า
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
รัชนี สุขใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4404/2564
#680495
เปิดฉบับเต็ม

แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญตาม ป.อ. มาตรา 392 แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายการกระทำดังกล่าวมาในคำฟ้อง ทั้งไม่ระบุในคำขอท้ายฟ้องไว้ จึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้

การที่จำเลยใช้อาวุธปืนเล็งข่มขู่ผู้ร้อง แม้จะไม่ได้ทำให้ผู้ร้องบาดเจ็บ แต่ก็เป็นการทำให้ผู้ร้องเสียหายแก่ร่างกายและอนามัยของผู้ร้อง เพราะการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ร้องตกใจกลัวเป็นความเสียหายเกี่ยวกับความรู้สึกด้านจิตใจ ซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 446 ผู้ร้องถูกกระทำละเมิดจึงชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ก่อนเริ่มสืบพยาน นาย ส. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อจิตใจ 50,000 บาท

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้อง 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 อีกกรรมหนึ่ง ลงโทษจำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 20 เดือน โดยในส่วนคดีแพ่งให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทน 30,000 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงคนเดียว จึงเป็นพยานเดี่ยวที่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง ได้ความจากคำเบิกความผู้เสียหายว่า ขณะที่ผู้เสียหายนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ จำเลยชักอาวุธปืนที่เหน็บอยู่ตรงเอวออกมาแล้วเล็งที่ใบหน้าผู้เสียหาย ผู้เสียหายมองเข้าไปในปากกระบอกปืนไม่เห็นเข็มแทงชนวนที่อยู่ด้านหลัง จึงเชื่อว่ามีกระสุนปืนบรรจุอยู่ แต่เมื่อพิจารณาในบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ผู้เสียหายไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนและให้การไว้หลังเกิดเหตุทันที กลับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในคำให้การว่า ขณะที่จำเลยเล็งอาวุธปืน ผู้เสียหายได้มองเข้าไปในปากกระบอกปืนของจำเลยไม่เห็นเข็มแทงชนวนที่อยู่ด้านหลัง จึงเชื่อว่ามีกระสุนปืนบรรจุอยู่ดังที่ผู้เสียหายเบิกความในชั้นพิจารณา อันเป็นข้อแตกต่างกันในสาระสำคัญ ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เสียหายควรจะให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้เสียแต่แรก การที่ผู้เสียหายเพิ่งมาเบิกความกล่าวอ้างในชั้นพิจารณาดังกล่าวมาข้างต้น จึงเชื่อว่าเป็นการเบิกความเพิ่มเติมจากที่ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวน ซึ่งส่อไปในทางให้เกิดเป็นผลร้ายแก่จำเลย ประกอบกับในสภาวะที่ผู้เสียหายกำลังถูกจำเลยใช้อาวุธปืนเล็งอยู่ในขณะนั้น ย่อมมีอาการตกใจกลัวภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ชีวิตของตนจึงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะอยู่ในวิสัยที่สามารถมองเข้าไปในปากกระบอกปืนจนสังเกตเห็นได้ว่ามีกระสุนปืนบรรจุอยู่ดังที่เบิกความ นอกจากนี้ที่ผู้เสียหายเบิกความอีกว่า เมื่อผู้เสียหายตอบคำถามจำเลยแล้ว จำเลยหันไปพูดกับนายสุทธิภัทรว่า "ลูกคอยดูนะ ว่าการยิงคนมันเป็นอย่างไร" นั้น ผู้เสียหายก็ไม่ได้ให้การถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในชั้นสอบสวนเช่นกัน ทั้งไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะพูดเช่นนั้นก่อนที่จะลงมือกระทำความผิดร้ายแรงต่อหน้าบุตรของตนซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยเป็นอย่างยิ่ง คำเบิกความของผู้เสียหายจึงเป็นพิรุธน่าสงสัย อีกทั้งคดีนี้ไม่ได้อาวุธปืนของกลางมาเป็นพยานวัตถุในคดีเพื่อตรวจพิสูจน์ยืนยันได้ว่าอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวมีกระสุนปืนบรรจุอยู่ในรังเพลิงจริงตามที่ผู้เสียหายเบิกความหรือไม่ แม้ว่าจุดที่จำเลยลงมือก่อเหตุมีสภาพเป็นสวนยางพาราปลูกอยู่ริมถนน แต่ในบริเวณนั้นก็ยังมีบ้านของดาบตำรวจเสรีตั้งอยู่ ซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 100 เมตร และได้ความว่าจำเลยยังจอดรถพูดคุยกับดาบตำรวจเสรีบนถนนบริเวณหน้าบ้านก่อนที่จะเกิดเหตุอีกด้วย จึงเชื่อว่าวันเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยมาพบกันโดยบังเอิญ หากจำเลยประสงค์จะเอาชีวิตของผู้เสียหายจริง ก่อนลงมือก่อเหตุ จำเลยคงไม่ไปปรากฏตัวให้เจ้าพนักงานตำรวจพบเห็น และไม่มีเหตุผลใดที่ต้องพาบุตรชายซึ่งในวันเกิดเหตุมีอายุเพียง 14 ปี มาด้วย อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกับผู้เสียหายเคยมีเหตุทะเลาะวิวาทถึงขนาดทำร้ายร่างกายกันมาก่อน จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยโกรธเคืองผู้เสียหายถึงขนาดจะทำร้ายเพื่อประสงค์เอาชีวิตผู้เสียหาย ดังนั้น ลำพังคำเบิกความผู้เสียหายที่อ้างว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหาย 2 ครั้ง เสียงดังแป้ก แต่กระสุนปืนไม่ลั่น จึงยังไม่อาจรับฟังได้โดยสนิทใจว่าผู้เสียหายเห็นกระสุนปืนบรรจุอยู่ในรังเพลิงและจำเลยลั่นไกปืนยิงใส่ผู้เสียหายจริงตามที่เบิกความ ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยมีเพียงเจตนาข่มขู่ผู้เสียหายเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์ จึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง พฤติการณ์ของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบมาคงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยใช้อาวุธปืนจ้องเล็งผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะข่มขู่ให้ผู้เสียหายตกใจกลัวเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดี แม้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายการกระทำดังกล่าวมาในคำฟ้อง ทั้งไม่ระบุในคำขอท้ายฟ้องไว้ จึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้

ส่วนความรับผิดในคดีส่วนแพ่งนั้น เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนเล็งข่มขู่ผู้ร้อง แม้จะไม่ได้ทำให้ผู้ร้องบาดเจ็บ แต่ก็เป็นการทำให้ผู้ร้องเสียหายแก่ร่างกายและอนามัยของผู้ร้อง เพราะการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ร้องตกใจกลัวเป็นความเสียหายเกี่ยวกับความรู้สึกด้านจิตใจ ซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 ผู้ร้องถูกกระทำละเมิดจึงชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้ได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงที่เกิดขึ้นแล้ว ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้อง 20,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 446
ป.อ. ม. 392
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
ผู้ร้อง — นาย ส.
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นางสาวภาธีณี บูรณะกิจไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายกอบเดช วรสิงห์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
อนันต์ เสนคุ้ม
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2564
#681775
เปิดฉบับเต็ม

แม้ก่อนหน้านี้โจทก์มีหนังสือให้พรรค ป. ส่งคืนเงินสนับสนุนตามโครงการและแผนงานประจำปี 2543 ที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่มิได้รวมถึงเงินสนับสนุนประจำปี 2542 ที่โจทก์ฟ้องด้วย ทั้งมิได้ระบุจำนวนเงินที่ต้องคืนแต่อย่างใด และหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค ป. แล้วก็ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบเพื่อสรุปจำนวนเงิน จึงยังไม่มีหนี้เป็นจำนวนแน่นอนที่พรรค ป. ต้องชำระ แต่เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองและโจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ในฐานะหัวหน้าพรรค ป. และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 และ นาย ค. ในฐานะกรรมการบริหารพรรค ป. คืนเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองประจำปี 2542 และ 2543 โดยกำหนดจำนวนเงินที่ต้องส่งคืนพร้อมดอกเบี้ยและกำหนดเวลาให้ชำระแล้ว จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 และ นาย ค. ไม่คืนภายในกำหนด จึงตกเป็นผู้ผิดนัด และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันพ้นกำหนดตามหนังสือบอกกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 3,808,609.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,700,142 บาท นับแต่ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ขอสละประเด็นข้อพิพาทอื่น โดยแถลงรับข้อเท็จจริงตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ แต่ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเฉพาะประเด็นเรื่องอายุความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชำระเงิน 1,700,142 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 นับถัดจากวันที่ 10 มกราคม 2558 และจำเลยที่ 11 นับถัดจากวันที่ 16 มกราคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ แต่ให้จำเลยที่ 11 รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนาย ค. ที่ตกให้แก่ตน

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกทายาทของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาตให้นางสาว น. บุตรของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน แต่ค่าฤชาธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดชำระต่อศาลในนามของโจทก์ ทั้งนี้ นางสาว น. ให้ร่วมรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 2 ตกทอดได้แก่ตน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสิบเอ็ดนับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 เนื่องจากโจทก์มีหนังสือแจ้งพรรค ป. คืนเงินสนับสนุนแล้ว แต่พรรค ป. เพิกเฉยไม่คืนเงินจนล่วงพ้นระยะเวลาที่กำหนด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดตามหนังสือดังกล่าวจากจำเลยทั้งสิบเอ็ดได้ การที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยผิดนัดดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค ป. คือนับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องโดยชอบด้วยกฎหมายจากหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหาร พ. โดยไม่ต้องบอกกล่าวแก่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคก่อน นั้น เห็นว่า ที่โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 26 ธันวาคม 2543 ให้พรรค ป. ส่งคืนเงินสนับสนุนตามโครงการและแผนงานประจำปี 2543 ที่เหลือจากการใช้จ่ายตามโครงการและแผนงานประจำปี 2543 ซึ่งได้เบิกจ่ายจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองไปแล้วภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับหนังสือแจ้ง ซึ่งเป็นการมีหนังสือแจ้งก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค ป. นั้น เป็นเรื่องการให้พรรค ป. คืนเงินสนับสนุนตามโครงการและแผนงานประจำปี 2543 ที่เหลือจากการใช้จ่ายตามโครงการและแผนงานประจำปี 2543 มิใช่คืนเงินสนับสนุนประจำปี 2542 ที่โจทก์ฟ้องด้วย ทั้งมิได้ระบุจำนวนเงินที่ต้องคืนแต่อย่างใด และปรากฏว่าหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค ป. สำนักบริหารการสนับสนุนโดยรัฐก็ทำบันทึกถึงโจทก์ เรื่องรายงานผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองในรอบปี 2542 และรายงานผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองในรอบปี 2543 ว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของพรรคประชารัฐ เพื่อสรุปจำนวนเงินที่ใช้จ่ายไม่ถูกต้องหรือไม่มีหลักฐานการจ่ายที่แน่นอนเพื่อคืนกองทุนและอยู่ระหว่างการชำระบัญชีของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและการตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน ซึ่งเป็นเอกสารที่ทำขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2544 และเดือนมกราคม 2545 ตามลำดับ ดังนี้ แม้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค ป. แล้ว ก็ยังไม่มีจำนวนหนี้ที่แน่นอนที่พรรค ป. จะต้องชำระ แต่เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารการเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของพรรคการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 37 และโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ในฐานะหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ป. และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 และนาย ค. ในฐานะกรรมการบริหารพรรค ป. คืนเงินสนับสนุน 1,700,142 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหนังสือบอกกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ได้รับหนังสือบอกกล่าววันที่ 11 ธันวาคม 2557 นาย ค. ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2557 โดยกำหนดจำนวนเงินที่จะต้องส่งคืนแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และนาย ค. ไม่คืนภายในกำหนด จึงตกเป็นผู้ผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 204 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันพ้นกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และนาย ค. จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชำระเงินดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 นับถัดจากวันที่ 10 มกราคม 2558 และจำเลยที่ 11 นับถัดจากวันที่ 16 มกราคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นั้น แม้จำเลยทั้งสิบเอ็ดจะมิได้ฎีกา ก็ปรากฏว่ามีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นตามกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

ค่าทนายความตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่ใช่ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ต้องชำระต่อศาลอันจะได้รับการยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 7 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ได้แต่งตั้งให้พนักงานอัยการเป็นทนายความดำเนินคดีแทนโจทก์ ศาลจึงชอบที่จะกำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีเป็นผู้ชำระค่าทนายความแทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนคำฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดให้จำเลยต้องชำระค่าทนายความต่อศาลในนามของโจทก์นั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชำระเงิน 1,700,142 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 นับถัดจากวันที่ 10 มกราคม 2558 และจำเลยที่ 11 นับถัดจากวันที่ 16 มกราคม 2558 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ถัดจากนั้นให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะค่าทนายความตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระให้แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทะเบียนพรรคการเมือง
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายเอกชัย นุชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุรชาญ พูลสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
กาญจนา ชัยคงดี
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4375/2564
#686977
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่มีการปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 กรณีมีเหตุเชื่อได้ว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธิ การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ย่อมลงโทษจำเลยได้เพียงฐานสนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ เมื่อจำเลยใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยเป็นผู้สนับสนุนให้ปลอมเอกสารสิทธินั้น จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 264, 265, 268, 341 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 637,200 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 708/2561 ของศาลจังหวัดหนองบัวลำภู เข้ากับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3147/2561, 3149/2561, 3165/2561 และ 3678/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นนางสาว น. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268 วรรคแรก, 341 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว และความผิดฐานฉ้อโกงกับความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ให้นำโทษจำคุก 1 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 708/2561 ของศาลจังหวัดหนองบัวลำภู บวกเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้ เป็นจำคุก 2 ปี 1 เดือน ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 637,200 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วม ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3147/2561, 3149/2561, 3165/2561 และ 3678/2561 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังมิได้พิพากษา จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมประกอบธุรกิจรับซื้ออ้อยจากชาวไร่อ้อยในเขตจังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดหนองบัวลำภู และจังหวัดเลย เพื่อส่งขายโรงงานน้ำตาล โจทก์ร่วมมีลูกจ้างในการจัดหาอ้อยโดยแบ่งเป็นทีม แต่ละทีมมีหัวหน้าเขตหรือหัวหน้าทีม 1 คน และลูกทีมอีก 4 คน จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม ตำแหน่งหัวหน้าเขตหรือหัวหน้าทีมมีหน้าที่หาซื้ออ้อยให้โจทก์ร่วมในพื้นที่อำเภอศรีบุญเรืองและอำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู โดยโจทก์ร่วมมอบอำนาจให้จำเลยทำสัญญาซื้อขายกับชาวไร่อ้อยแทนโจทก์ร่วม จำเลยจะติดต่อกับชาวไร่อ้อยด้วยตนเองหรือติดต่อผ่านนายหน้าก็ได้ ก่อนทำสัญญาซื้อขาย จำเลยและลูกทีมจะต้องใช้เครื่องจีพีเอสวัดรอบพิกัดแปลงไร่อ้อยเพื่อคำนวณเนื้อที่และจำนวนอ้อย แล้วต่อรองราคาจำเลยจะต้องซื้อในราคาไม่เกินกว่าที่โจทก์ร่วมกำหนด เมื่อตกลงราคากันได้ จำเลยจะทำสัญญาซื้อขายกับชาวไร่อ้อย วางเงินมัดจำ และจ่ายค่านายหน้า โดยใช้เงินที่โจทก์ร่วมโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย หลังจากนั้นจำเลยจะให้ลูกทีมนำหนังสือสัญญาซื้อขายและเอกสารประกอบ ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขาย เอกสารระบุพิกัดตำแหน่งที่ตั้งเนื้อที่ไร่อ้อย และจำนวนอ้อยที่ตกลงซื้อขายกัน รวมทั้งใบสำคัญการจ่ายเงินมัดจำและค่านายหน้า ในกรณีมีค่านายหน้า ไปส่งมอบให้โจทก์ร่วมที่สำนักงานของโจทก์ร่วม นางธนารัตน์ ลูกจ้างของโจทก์ร่วม ที่มีหน้าที่ดูแลด้านบัญชีจะตรวจสอบสัญญาซื้อขายและเอกสารประกอบ หากถูกต้องตามขั้นตอนการปฏิบัติ นางธนารัตน์จะบันทึกข้อมูลผู้ขาย เนื้อที่ไร่อ้อย จำนวนอ้อยราคาซื้อขาย และจำนวนเงินมัดจำที่จ่ายไปแล้วลงในคอมพิวเตอร์ หลังจากนั้นจะมีการโอนเงินส่วนที่เหลือเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเพื่อนำไปมอบให้ผู้ขายและนายหน้า เมื่อวันที่ 10 หรือ 12 กันยายน 2560 จำเลยให้นายภูวดล ลูกทีมของจำเลย นำสัญญาซื้อขายอ้อยระหว่างนางถวิล ผู้เสียหายที่ 2 ผู้ขาย กับโจทก์ร่วม ผู้ซื้อ ลงวันที่ 8 กันยายน 2560 มีข้อความระบุว่า ผู้เสียหายที่ 2 ตกลงขายอ้อยให้แก่โจทก์ร่วม เนื้อที่ 72 ไร่ ในราคา 630,000 บาท มีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 ลงไว้ในช่องผู้ขาย มีลายมือชื่อจำเลยในช่องผู้ซื้อ และมีลายมือชื่อของนายมิตร ลูกทีมของจำเลย และนายฤทธิรงค์ นายหน้า ในช่องพยาน ตามสัญญาซื้อขายไปมอบให้นางธนารัตน์ที่สำนักงานของโจทก์ร่วมพร้อมด้วยเอกสารประกอบ ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ 2 ที่มีลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 รับรองความถูกต้อง ใบสำคัญการจ่ายฉบับลงวันที่ 8 กันยายน 2560 มีข้อความระบุว่า จ่ายเงินมัดจำแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 50,000 บาท มีลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในช่องผู้รับเงิน และใบสำคัญการจ่ายฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2560 มีข้อความระบุว่า จ่ายเงินค่านายหน้าให้แก่นายฤทธิรงค์ 4 รายการ เป็นเงินรวม 17,400 บาท มีรายการจ่ายค่านายหน้าแปลงไร่อ้อยของผู้เสียหายที่ 2 ให้นายฤทธิรงค์รวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีเอกสารระบุพิกัดตำแหน่งที่ตั้ง เนื้อที่ไร่อ้อย และจำนวนอ้อยที่ตกลงซื้อขายกัน ต่อมาจำเลยส่งมอบใบสำคัญการจ่ายแก่นางธนารัตน์อันเป็นหลักฐานการจ่ายเงินค่าอ้อยให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 เป็นเงิน 100,000 บาท และวันที่ 24 มีนาคม 2561 เป็นเงิน 480,000 บาท ในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ร่วมโอนเงินเข้าบัญชีจำเลยเพื่อให้นำไปใช้ในการซื้ออ้อยรวม 4 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2560 เป็นเงิน 250,000 บาท วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 เป็นเงิน 1,200,000 บาท กับ 200,000 บาท และวันที่ 23 มีนาคม 2561 เป็นเงิน 3,000,000 บาท วันที่ 1 สิงหาคม 2561 โจทก์ร่วมมอบให้นายวิษณุไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรหนองหานให้ดำเนินคดีแก่จำเลย โดยกล่าวว่า จำเลยปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในสัญญาซื้อขาย และเอกสารประกอบ ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ 2 และใบสำคัญการจ่าย ต่อมาจำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีอื่น และเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาในคดีนี้แก่จำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารและเอกสารสิทธิปลอม และฉ้อโกง จำเลยให้การปฏิเสธทั้งในชั้นจับกุมและสอบสวน

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้อง ซึ่งโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารและเอกสารสิทธิปลอม และฉ้อโกง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมอันเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 รับรองความถูกต้องของสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ 2 ที่ถ่ายสำเนาเอกสารมาโดยโจทก์และโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวด้วย ความผิดฐานดังกล่าวย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานดังกล่าว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมเพียงว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ อันได้แก่ สัญญาซื้อขาย และใบสำคัญการจ่าย และฐานใช้เอกสารสิทธิดังกล่าวปลอม กับฐานฉ้อโกงหรือไม่ ปัญหาตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าว โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางถวิล ผู้เสียหายที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า พยานไม่เคยทำสัญญาซื้อขายอ้อยกับโจทก์ร่วม ลายมือชื่อในช่องผู้ขายในสัญญาซื้อขายดังกล่าวและใบสำคัญการจ่าย มิใช่ลายมือชื่อของพยาน พยานประกอบอาชีพทำนาและรับจ้างทั่วไป แปลงไร่อ้อยตามพิกัดมิใช่ของพยาน คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ดังกล่าวสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจโทเจริญศักดิ์ พนักงานสอบสวนที่ว่า ในชั้นสอบสวนพยานส่งสัญญาซื้อขาย รวมทั้งใบสำคัญการจ่าย ไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อที่แท้จริงของผู้เสียหายที่ 2 ที่กลุ่มงานตรวจเอกสาร ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 3 ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่ามีคุณสมบัติของการเขียนและรูปร่างลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกันผู้ตรวจพิสูจน์ลงความเห็นว่ามิใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ลายมือชื่อผู้ขายในสัญญาซื้อขาย และลายมือชื่อผู้รับเงินในใบสำคัญการจ่าย มิใช่ลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในสัญญาซื้อขายและใบสำคัญการจ่ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางธนารัตน์เป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม มีหน้าที่ดูแลด้านบัญชี ในช่วงเวลาเกิดเหตุปรากฏว่ามีการตัดอ้อยตามสัญญาซื้อขายที่จำเลยทำกับชาวไร่อ้อยแทนโจทก์ร่วมส่งเข้าโรงงานน้ำตาลเกือบครบทุกสัญญาแล้ว แต่จำนวนอ้อยตามที่ระบุในสัญญาซื้อขายยังขาดอยู่อีกเป็นจำนวนมาก พยานให้จำเลยพาไปดูแปลงไร่อ้อยที่ยังไม่ได้ตัด โดยไล่ดูไปตามสัญญาซื้อขายแต่ละฉบับ พยานไม่เคยพบเจ้าของไร่อ้อยเลย และพบว่าจำนวนเนื้อที่ไร่อ้อยที่ยังไม่ได้ตัดน้อยกว่าที่ระบุในสัญญาซื้อขายที่ทำไว้มาก จำเลยพาพยานไปดูแปลงไร่อ้อยที่ยังไม่ได้ตัดเป็นเวลา 3 วัน จนเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2561 จำเลยไม่ไปทำงาน หลังจากนั้นพยานไม่สามารถติดต่อกับจำเลยได้อีก และมีนายสำรวยเป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นหัวหน้าทีมหาซื้ออ้อยของโจทก์ร่วมอีกทีมหนึ่ง เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 โจทก์ร่วมให้พยานไปช่วยดูแลการตัดอ้อยภายในเขตที่จำเลยดูแลเนื่องจากยังไม่มีการตัดอ้อยตามสัญญาซื้อขายที่จำเลยไปทำไว้เป็นจำนวนมาก พยานทำงานกับจำเลยเพียง 2 วัน หลังจากนั้นจำเลยไม่ได้ไปทำงานอีก และพยานติดต่อจำเลยไม่ได้ คำเบิกความของนางธนารัตน์และนายสำรวยดังกล่าว แสดงว่ามีสัญญาซื้อขายในความรับผิดชอบของจำเลยที่ระบุเนื้อที่ไร่อ้อยและจำนวนอ้อยที่ตกลงซื้อขายกันไม่ตรงตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้จำนวนเนื้อที่ไร่อ้อยที่ยังไม่ได้ตัดน้อยกว่าที่ระบุในสัญญาซื้อขาย ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยไม่ทราบว่าลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในสัญญาซื้อขายและใบสำคัญการจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอม เพราะในช่วงเวลาเกิดเหตุจำเลยซื้ออ้อยจากนายนิติกร เนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ ซื้อขายกัน 4 รอบ โดยนายนิติกรไปหาซื้ออ้อยจากชาวไร่นำมาขายให้จำเลยอีกต่อหนึ่ง ในการซื้อขายรอบที่ 2 เนื้อที่ไร่อ้อยประมาณ 480 ไร่ นายนิติกรขอเงินมัดจำจากจำเลย 1,000,000 บาท แต่สำนักงานของโจทก์ร่วมสำรองเงินค่าใช้จ่ายให้จำเลยไม่เพียงพอ จำเลยจึงขอทำสัญญาซื้อขายกับชาวไร่อ้อยโดยตรงเพื่อจะได้ทยอยจ่ายเงินมัดจำให้นายนิติกร จำเลยมอบแบบฟอร์มสัญญาซื้อขายอ้อยให้นายนิติกรนำไปให้ชาวไร่อ้อยผู้ขายลงลายมือชื่อประมาณ 10 ฉบับ ต่อมาจำเลยได้รับสัญญาซื้อขายจากนายนิติกร ขณะนั้นมีลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในช่องผู้ขายแล้ว แต่ยังไม่มีการกรอกข้อความ จำเลยและนายมิตร ลูกทีมของจำเลยร่วมกันกรอกข้อความในสัญญาซื้อขายจนครบถ้วน จำเลยยังเบิกความด้วยว่า ก่อนจำเลยตกลงราคาซื้อขายอ้อยตามสัญญาซื้อขายอ้อยกับนายนิติกร จำเลยและลูกทีมเดินสำรวจวัดรอบแปลงไร่อ้อยแล้ว โดยจำเลยมีนายนิติกรมาเบิกความเป็นพยานว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุนายนิติกรทำสัญญาซื้อขายอ้อยกับจำเลยหลายครั้งรวมทั้งสัญญาซื้อขาย สำหรับที่มาของสัญญาซื้อขายและใบสำคัญการจ่ายนั้น นายนิติกรอ้างว่า นายนิติกรเคยเช่าที่ดินจากผู้เสียหายที่ 2 เพื่อปลูกอ้อย และเคยสอบถามผู้เสียหายที่ 2 ว่า หากนายนิติกรจะขอยืมชื่อผู้เสียหายที่ 2 ไปทำสัญญาซื้อขายอ้อยในฐานะผู้ขายและรับเงินได้หรือไม่ ผู้เสียหายที่ 2 ตอบว่าไม่ขัดข้อง ต่อมานายนิติกรจะขายอ้อยในไร่อ้อยแปลงตามสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นไร่อ้อยของนายทองอ้น ให้แก่จำเลย แต่นายทองอ้นไม่มีสำเนาทะเบียนบ้าน ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยไม่ได้ นายนิติกรจึงใช้ชื่อผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้ขายแทน และมอบหมายให้นางสาวเสาวภรณ์ ผู้ช่วยของนายนิติกรนำแบบฟอร์มสัญญาซื้อขายไปให้ผู้เสียหายที่ 2 ลงลายมือชื่อ ซึ่งต่อมาคนงานของโจทก์ร่วมก็ได้เข้าตัดอ้อยในแปลงไร่อ้อยตามสัญญาซื้อขาย และนายนิติกรจ่ายเงินค่าอ้อยให้นายทองอ้นไปแล้ว เห็นว่า ที่นายนิติกรอ้างว่า ผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้นายนิติกรยืมชื่อไปทำสัญญาซื้อขายนั้น ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 มีความใกล้ชิดสนิทสนมหรือได้รับประโยชน์ประการใดจากการให้นายนิติกรยืมชื่อ จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายที่ 2 จะยินยอมให้นายนิติกรยืมชื่อไปทำสัญญาซื้อขายดังที่อ้าง ส่วนที่นายนิติกรอ้างว่าไร่อ้อยตามพิกัดค่าจีพีเอสที่ระบุในสัญญาซื้อขายเป็นไร่อ้อยของนายทองอ้น และคนงานของโจทก์ร่วมเข้าตัดอ้อยในแปลงไร่อ้อยดังกล่าว อีกทั้งนายนิติกรยังจ่ายเงินค่าอ้อยให้นายทองอ้นไปแล้ว อันเป็นข้ออ้างในทำนองว่า ไร่อ้อยตามสัญญาซื้อขายมีอยู่จริงและโจทก์ร่วมไม่ได้รับความเสียหายประการใดนั้น จำเลยมิได้นำนายทองอ้นมาเป็นพยานยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว อีกทั้งได้ความจากนายสำรวยพยานโจทก์และโจทก์ร่วมด้วยว่า ภายหลังจำเลยไม่ไปทำงานและพยานติดต่อจำเลยไม่ได้ พยานไปตรวจสอบแปลงไร่อ้อยตามพิกัดค่าจีพีเอสที่ระบุในสัญญาซื้อขาย ปรากฏว่าบางส่วนเป็นป่ายูคาลิปตัส บางส่วนเป็นทุ่งนา มิได้มีลักษณะเป็นแปลงไร่อ้อย ข้ออ้างของนายนิติกรในส่วนนี้จึงรับฟังไม่ได้เช่นกัน และที่นายนิติกรอ้างด้วยว่ามอบหมายให้นางสาวเสาวภรณ์นำแบบฟอร์มสัญญาซื้อขายไปให้ผู้เสียหายที่ 2 ลงลายมือชื่ออันเป็นข้ออ้างในทำนองว่า จำเลยไม่ทราบว่าลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 ในสัญญาซื้อขายและเอกสารประกอบเป็นลายมือชื่อปลอม เพราะได้รับมาจากนางสาวเสาวภรณ์นั้นจำเลยมิได้นำนางสาวเสาวภรณ์มาเบิกความให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้รับมอบหมายจากนายนิติกรให้ดำเนินการดังกล่าวจริงหรือไม่ และลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 ปรากฏในเอกสารดังกล่าวได้อย่างไร ข้ออ้างของนายนิติกรในส่วนนี้จึงรับฟังไม่ได้อีกเช่นกัน กรณีมีเหตุให้เชื่อได้ว่านายนิติกรเบิกความเช่นนั้นเพื่อช่วยจำเลยให้พ้นผิด ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ไม่ทราบว่าลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในสัญญาซื้อขายและเอกสารประกอบเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 จริงหรือไม่ เพราะได้รับเอกสารดังกล่าวมาจากนายนิติกรนั้น ตามคำเบิกความของนายวิษณุ น้องโจทก์ร่วมปรากฏว่าจำเลยทำงานกับโจทก์ร่วมมานานประมาณ 15 ปี และจำเลยเป็นหัวหน้าทีมที่ทำงานกับโจทก์ร่วมนานที่สุด แสดงว่าจำเลยต้องมีประสบการณ์เกี่ยวกับการซื้อขายอ้อยกับชาวไร่เป็นอย่างดี ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะยอมทำสัญญาซื้อขายอ้อยกับชาวไร่อ้อยมีราคาซื้อขายสูงถึง 632,000 บาท โดยที่จำเลยหรือลูกทีมของจำเลยไม่เคยพบกับเจ้าของไร่อ้อยผู้ขายด้วยตนเอง เพราะหากผู้ขายกล่าวอ้างในภายหลังว่าไม่ได้ตกลงขายหรือไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายดังกล่าวย่อมจะต้องมีปัญหาเกิดขึ้นตามมามากมาย ดังเช่น จำเลยอาจหาซื้ออ้อยจากผู้ขายรายอื่นเพื่อส่งเข้าโรงงานไม่ทันเวลาปิดฤดูหีบอ้อย หรือหากจำเลยจ่ายเงินให้นายนิติกรไปแล้วก็ต้องเสียเวลาติดตามเรียกเงินคืน ส่วนที่จำเลยเบิกความด้วยว่า จำเลยและลูกทีมเดินสำรวจวัดรอบแปลงไร่อ้อยตามสัญญาซื้อขายก่อนตกลงราคากับนายนิติกรนั้น คำเบิกความของจำเลยดังกล่าวขัดแย้งกับคำเบิกความของนายสำรวยที่ว่า แปลงไร่อ้อยตามพิกัดค่าจีพีเอสที่ระบุในสัญญาซื้อขายบางส่วนเป็นป่ายูคาลิปตัส บางส่วนเป็นทุ่งนา จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยเคยไปเดินสำรวจวัดรอบแปลงไร่อ้อยตามสัญญาซื้อขายดังที่อ้าง อีกทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมมีนายมิตรลูกทีมจำเลยเองเป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นคนเขียนข้อความตามคำบอกของจำเลยในสัญญาซื้อขาย โดยจำเลยบอกให้เขียนตามข้อมูลที่จำเลยบันทึกไว้ในสมุดเล่มเล็ก ขณะนั้นมีลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 และพยานอีกคนหนึ่งในเอกสารดังกล่าวแล้ว นายมิตรยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยด้วยว่า ภายหลังกรอกข้อความแล้วเสร็จพยานลงลายมือชื่อเป็นพยานอีกคนหนึ่ง และให้จำเลยลงลายมือชื่อในฐานะผู้ซื้อ พยานปากดังกล่าวยังเบิกความด้วยว่าเป็นผู้กรอกข้อความในใบสำคัญการจ่ายอันเป็นหลักฐานที่แสดงว่ามีการจ่ายเงินมัดจำแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 50,000 บาท ขณะนั้นมีลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ลงไว้ในเอกสารดังกล่าวก่อนแล้วเช่นกัน นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายภูวดล เป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นคนเขียนข้อความตามคำบอกของจำเลยในใบสำคัญการจ่าย อันเป็นหลักฐานที่แสดงว่ามีจ่ายเงินค่านายหน้าให้แก่นายฤทธิรงค์รวม 4 รายการ มีแปลงไร่อ้อยของผู้เสียหายที่ 2 รวมอยู่ด้วย โดยขณะที่นายภูวดลเขียนข้อความดังกล่าว มีลายมือชื่อของนายฤทธิรงค์ในช่องผู้รับเงินอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน นายมิตรและนายภูวดลเป็นลูกทีมของจำเลยเอง ทั้งไม่ปรากฏว่านายมิตรและนายภูวดลได้ประโยชน์ประการใดจากการเบิกความเช่นนั้น คำเบิกความของนายมิตรและนายภูวดลดังกล่าวจึงมีน้ำหนักอันควรรับฟัง ตามคำเบิกความของนายมิตรและนายภูวดลดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้สัญญาซื้อขายและใบสำคัญการจ่าย อันเป็นเอกสารประกอบการเบิกจ่ายเงินจากโจทก์ร่วม มีความสมบูรณ์ก่อนนำไปส่งให้นางธนารัตน์เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการขอเบิกจ่ายเงินจากโจทก์ร่วม เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับคำเบิกความของนางธนารัตน์และนายสำรวยที่ว่า สัญญาซื้อขายในความรับผิดชอบของจำเลยมีปัญหาระบุเนื้อที่ไร่อ้อยและจำนวนอ้อยที่ซื้อขายไม่ตรงตามความเป็นจริง จนเป็นเหตุให้มีการตรวจสอบสัญญาซื้อขายที่จำเลยทำกับชาวไร่อ้อยแทนโจทก์ร่วม กรณีมีเหตุให้เชื่อได้ว่า จำเลยทราบดีว่าลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในสัญญาซื้อขายและใบสำคัญการจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอม และแม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมานำสืบว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในเอกสารดังกล่าว แต่การที่จำเลยเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่มีการปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในเอกสารดังกล่าว เพราะเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานที่จำเลยนำไปใช้อ้างเพื่อหักเงินที่โจทก์ร่วมโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปจ่ายชาวไร่อ้อยผู้ขายและนายหน้า ทั้งที่ไม่มีการซื้อขายจริง ซึ่งหมายความว่า จำเลยไม่จำต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปจ่ายแก่บุคคลใด และสามารถนำเงินดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวได้ โดยที่จำเลยเองก็ทราบดีว่าลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในเอกสารดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอม กรณีจึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อให้ผู้อื่นปลอมเอกสารดังกล่าว และเนื่องจากสัญญาซื้อขายและใบสำคัญการจ่ายดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ จึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ย่อมลงโทษจำเลยได้เพียงฐานสนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ นอกจากนี้การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการหลอกลวงโจทก์ร่วมให้ส่งมอบเงินจำนวน 637,200 บาท แก่จำเลยให้จำเลยรับไปเป็นประโยชน์ส่วนตน โดยกล่าวข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้งจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงอีกด้วย และเมื่อจำเลยหักเงินจำนวนดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิกระทำเช่นนั้น จำเลยย่อมมีหน้าที่คืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกฟ้องในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม และฐานฉ้อโกงมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ขอให้นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 708/2561 ของศาลจังหวัดหนองบัวลำภูบวกเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้นั้น เมื่อคดีนี้จำเลยก่อให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธิ แล้วจำเลยใช้เอกสารสิทธิปลอมหลอกลวงโจทก์ร่วมให้ส่งมอบเงินแก่จำเลยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2561 ก่อนที่ศาลในคดีดังกล่าวจะมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2561 จำเลยจึงมิได้กระทำความผิดคดีนี้ภายในเวลาที่ศาลกำหนดให้รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 จึงบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้ไม่ได้

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 86 มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 และมาตรา 341 จำเลยใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยเป็นผู้สนับสนุนให้ปลอมเอกสารสิทธินั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและฐานฉ้อโกงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 637,200 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วม ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3147/2561, 3149/2561, 3165/2561 และ 3678/2561 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวยังไม่ปรากฏผลคำพิพากษา จึงให้ยกคำขอส่วนนี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 265 ม. 268 วรรคแรก ม. 268 วรรคสอง ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
โจทก์ร่วม — นางสาว น.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาวศุภัททิยะ ศุภางคเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4373/2564
#667231
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์แยกบรรยายการกระทำซึ่งอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามลำดับเหตุการณ์ที่จำเลยปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์และปลอมลายมือชื่อโจทก์กับใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมกล่าวอ้างต่อผู้พิพากษา ฟ้องโจทก์ทั้งสองข้อหาเป็นความผิดหลายกระทงซึ่งโจทก์รวมมาในฟ้องเดียวกันได้ เพียงแต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ซึ่งการบรรยายการกระทำทั้งหลายตามลำดับเหตุการณ์เป็นการแยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องฟ้องแยกแต่ละกระทงเป็นข้อ ๆ ดังนั้น การที่ฟ้องโจทก์บรรยายข้อ 1 ข ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้ผู้พิพากษาหลงเชื่อว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้จำเลยตามหนังสือมอบอำนาจปลอม จึงไม่ได้แยกต่างหากจากฟ้องข้อ 1 ก และเท่ากับฟ้องโจทก์ได้บรรยายแล้วว่าจำเลยกระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง อันเป็นการบรรยายถึงเจตนาพิเศษในการกระทำของจำเลยแล้ว และเมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด จึงไม่อาจทำให้จำเลยเข้าใจว่าเป็นเจตนาพิเศษของบุคคลอื่นนอกจากจำเลยไปได้ จำเลยย่อมเข้าใจข้อหาได้ดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (ที่ถูก ต้องระบุว่า แต่กระทงเดียว) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก ไม่ต้องระบุมาตรา 90) จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นมารดานายสุจินดา เดิมนายสุจินดาทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากบริษัท ต. มีจำเลยและโจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน แต่นายสุจินดาผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ บริษัท ต. จึงเป็นโจทก์ฟ้องนายสุจินดากับจำเลยและโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดขอนแก่นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 2128/2559 ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาตามยอม โดยคดีดังกล่าวมีจำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจนายสุจินดาและโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัท ต.

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การบรรยายฟ้องต้องให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์ไม่มีข้อความใดที่ทำให้จำเลยไม่สามารถเข้าใจในข้อหาหรือการกระทำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ฟ้องต้องบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และฟ้องโจทก์ข้อหาปลอมเอกสารและข้อหาใช้หรืออ้างเอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคแรก ยังต้องบรรยายองค์ประกอบความผิดของข้อหาดังกล่าวให้ครบถ้วน โดยความผิดฐานปลอมเอกสารจำเลยต้องมีเจตนาพิเศษในการทำเอกสารปลอมเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ทั้งต้องปรากฏพฤติการณ์ประกอบการทำเอกสารปลอมนั้นด้วยว่าน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ส่วนความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมก็ต้องปรากฏพฤติการณ์ประกอบการใช้หรืออ้างเอกสารปลอมนั้นด้วยว่าน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนเช่นกัน การที่ฟ้องโจทก์แยกบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามลำดับเหตุการณ์ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยทำปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์และปลอมลายมือชื่อโจทก์ และในวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวอ้างแสดงต่อผู้พิพากษาศาลจังหวัดขอนแก่น เป็นฟ้องข้อ 1 ก และข้อ 1 ข ตามลำดับนั้น ฟ้องโจทก์ทั้งสองข้อหาเป็นความผิดหลายกระทง ซึ่งโจทก์รวมมาในฟ้องเดียวกันได้ เพียงแต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ซึ่งการที่โจทก์บรรยายการกระทำทั้งหลายตามลำดับเหตุการณ์นั้นเป็นการแยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องฟ้องแยกแต่ละกระทงเป็นข้อ ๆ ดังนั้น การที่ฟ้องโจทก์บรรยายในข้อ 1 ข ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้ผู้พิพากษาหลงเชื่อว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้จำเลยตามหนังสือมอบอำนาจปลอมจึงไม่ได้แยกต่างหากออกจากฟ้องข้อ 1 ก และเท่ากับฟ้องโจทก์ได้บรรยายแล้วว่าจำเลยกระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง อันเป็นการบรรยายถึงเจตนาพิเศษในการกระทำของจำเลยแล้ว เมื่อการกระทำทั้งหลายตามฟ้องทั้งสองข้อนั้นโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด จึงไม่อาจทำให้จำเลยเข้าใจว่าเป็นเจตนาพิเศษของบุคคลอื่นนอกจากจำเลยไปได้และจำเลยย่อมเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย เช่นนี้ ฟ้องโจทก์ฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก จึงชอบด้วยกฎหมายด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นและเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว อาจมีผลต่อการฎีกาตามกฎหมายได้ จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 วรรคแรก ม. 268 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 160 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ถ.
จำเลย — นาง ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นางสาวณัฏฐ์นิชา สุวรรณพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิรัตน์ สีดาคุณ
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แก้ว เวศอุไร
ภัฏ วิภูมิรพี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา