การขอคืนของกลางตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 36 ซึ่งเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดย่อมมีสิทธิขอคืนต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถกระบะของกลางเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2561 จำเลยย่อมใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 จำเลยไม่ได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ โจทก์ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์แต่ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในเวลาที่ขยายไว้ สิทธิที่ผู้ร้องจะขอคืนของกลางต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดจึงต้องนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด" คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของกรมที่ดินที่ยื่นฟ้องผู้ร้องไว้พิจารณา เนื่องจากมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้ต่อมากรมที่ดินจะนำข้อเท็จจริงเดียวกันไปยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลแขวงดอนเมืองซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ จนกระทั่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ก็ตาม ก็ไม่อาจถือว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครองขัดแย้งกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง เนื่องจากกรณีที่จะถือว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามบทบัญญัติดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่ศาลทั้งสองวินิจฉัยขัดแย้งกัน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา เนื่องจากคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองและยังไม่มีคำวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ดังนั้น แม้ต่อมากรมที่ดินนำข้อเท็จจริงในคดีเดียวกันนี้ไปฟ้องผู้ร้องต่อศาลแขวงดอนเมืองซึ่งเป็นศาลยุติธรรมและเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้จนกระทั่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุด วินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องเบิกค่าใช้จ่ายและได้รับการอนุมัติจากโจทก์เป็นการไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการอบรมหลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป. รับรองรุ่นที่ ๒ ได้ และคดีไม่ขาดอายุความ จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี และแม้ศาลอุทธรณ์จะเห็นว่าการที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยไปเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๓๖ ซึ่งไม่มีอายุความ ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า เป็นการวินิจฉัยที่ขัดกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุด แต่ก็จะเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลรับฟ้องคดีนี้ ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอายุความในคดีนั้นได้ ส่วนคำสั่งศาลปกครองสูงสุดเป็นคำสั่งที่ไม่รับฟ้องไว้พิจารณาเนื่องจากคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จึงไม่มีประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีใด ๆ ที่ศาลปกครองสูงสุดจำต้องวินิจฉัย ดังนั้น คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา กับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงไม่ขัดแย้งกัน ส่วนที่ผู้ร้องอ้างคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีอื่น ๆ ว่า เป็นคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมหลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตรฐาน ที่ ก.ศป. รับรอง รุ่นที่ ๒ รุ่นที่ ๖ และรุ่นที่ ๔ แต่ศาลปกครองสูงสุดรับไว้พิจารณาและพิพากษาแตกต่างจากคดีที่ผู้ร้องถูกฟ้องต่อศาลยุติธรรม ก็เป็นการอ้างว่าคำพิพากษาที่ถึงที่สุดในคดีอื่นขัดแย้งต่อคำพิพากษาที่ถึงที่สุดในคดีที่ผู้ร้องถูกฟ้อง เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความหรือคู่กรณีในคดีดังกล่าว กรณีจึงไม่ใช่การยื่นคำร้องโดยกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ตามนัยมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งบทบัญญัติมาตรานี้ให้สิทธิคู่ความหรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งที่มีการนำมูลความแห่งคดีเรื่องเดียวกันไปยื่นฟ้องคดีต่อศาลสองศาลต่างระบบกันและศาลทั้งสองนั้นตัดสินแตกต่างกัน เป็นเหตุให้คู่ความในคดีนั้นไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดนั้นได้ โดยคู่ความหรือบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ขัดกันนั้น อาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ ซึ่งมีความหมายว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งทั้งสองเรื่องต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ผู้ร้องเป็นคู่ความหรือเป็นผู้ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงเนื่องจากไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดของทั้งสองเรื่องนั้นได้ เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความในคดีของศาลปกครองสูงสุด ในคดีอื่น ๆ ตามที่กล่าวอ้าง คำร้องของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง จึงให้ยกคำร้อง
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ ๑ นายอำเภอ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกเจ้าพนักงานที่ดินเข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดินมือเปล่าต่อจากนาย ล. รวมเป็นเวลาติดต่อกันกว่า ๗๐ ปี เนื้อที่ประมาณ ๑๖ ไร่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ นำเจ้าพนักงานที่ดินมารังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงพร้อมทั้งนำป้ายที่ดินชุมชนและที่สาธารณประโยชน์แปลงป่าดอนกลางมาปิดไว้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยการสั่งการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีออกไปจากที่ดินพิพาท พร้อมทั้งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทและแจ้งว่าจะนำเจ้าพนักงานที่ดินมาทำการรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงอีกครั้ง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ห้ามออกคำสั่งใด ๆ เพื่อดำเนินการกับผู้ฟ้องคดี และห้ามออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกถอนคำสั่งที่ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งหมด ศาลปกครองอุบลราชธานีมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องข้อหาที่หนึ่งที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์แปลงป่าดอนกลางไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากรังวัดทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาห้ามมิให้ดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดิน ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ การรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "ป่าดอนกลาง" ไม่สามารถรังวัดได้เนื่องจากผู้ฟ้องคดีคัดค้านการรังวัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้รังวัดรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รอเรื่องการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีนี้โดยมีคำขอหลักให้ศาลพิพากษาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท อันเป็นคำขอที่ให้ศาลรับรองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยศาลจะต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครอง การขอรังวัดและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ดินพิพาทของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ การขอรังวัดและการรังวัดเพื่อออกโฉนดหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงย่อมชอบด้วยกฎหมาย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อลักษณะคดีเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพัทลุง สาขาควนขนุน จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ และมีคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ กับเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๔ และออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ตามคำขอ อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดิน จำเลยที่ ๓ ยื่นคำคัดค้านโดยอ้างว่า โจทก์นำรังวัดทับที่ดินมีโฉนดของจำเลยที่ ๓ จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส. ๓ ก. ที่โจทก์อ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของจำเลยที่ ๓ ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน อันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ซึ่งจำเลย ที่ ๔ มีอำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร โดยจำเลยที่ ๔ เห็นว่าจำเลยที่ ๓ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจึงมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์บางส่วน แม้จะเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๔ ใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ แต่เมื่อการวินิจฉัย สั่งการตามบทบัญญัตินี้เป็นกรณีการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๓ เฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์และเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๔ ที่ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๓ ไม่ใช่ของโจทก์ ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ ๓ ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นกรณีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองและรับรองสิทธิในที่ดินของโจทก์ ส่วนคำขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การไฟฟ้านครหลวง จำเลย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. ๒๕๐๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายใน ขอบแห่งวัตถุประสงค์ คือ ผลิต จัดให้ได้มาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การไฟฟ้านครหลวง รวมทั้งมีอำนาจในการเดินสายส่งศักย์สูงย่อยหรือสายส่งศักย์ต่ำไปใต้ เหนือ ตามหรือข้ามพื้นดินของบุคคลใด ๆ หรือปัก หรือตั้งเสา สับสเตชั่นหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ลงในหรือบนพื้นดินของบุคคลใด ๆ ในเมื่อพื้นดินนั้นไม่ใช่พื้นดินอันเป็นที่ตั้งโรงเรือน ตามมาตรา ๖ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. ๒๕๐๑ และระเบียบการไฟฟ้านครหลวง ว่าด้วยการปฏิบัติงานเพื่อประชาชนของการไฟฟ้านครหลวงที่กำหนดแล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๙๐ วัน พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๕ กำหนดว่า การขอย้ายเสา สายและอุปกรณ์ การไฟฟ้านครหลวงจะแจ้งค่าใช้จ่ายให้ทราบภายใน ๒๔ วันทำการ นับตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอ และจะดำเนินการย้ายเสา สายและอุปกรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๓ วันทำการ นับตั้งแต่วันที่ได้รับชำระค่าใช้จ่ายจำเลยจึงมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการปักเสาไฟฟ้าและติดตั้งสายยึดโยงเสาไฟฟ้า รวมทั้งย้ายเสา สายและอุปกรณ์ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าได้ยื่นคำขอต่อการไฟฟ้านครหลวง เขตราษฎร์บูรณะ ให้ดำเนินการย้ายเสาไฟฟ้าบริเวณข้างบ้านโจทก์และชำระค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย แต่กลับปักเสาไฟฟ้าโดยไม่ได้ใช้งานและไม่ได้เดินสายไฟฟ้าไปยังเสาไฟฟ้าดังกล่าว ปัจจุบันล่วงเลยระยะเวลากว่า ๙ ปีเศษ ขอให้จำเลยย้ายเสาไฟฟ้า คืนเงินที่เรียกเก็บเกินจริง และชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ตามที่ กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้เอกชนในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย ว. โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมสรรพากร จำเลย ต่อศาลจังหวัดแพร่ ว่า โจทก์เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย ว. เด็กชาย ว. เป็นบุตรของโจทก์กับนาย ร. ผู้ค้างภาษี จำเลยได้ออกคำสั่งให้อายัดทรัพย์ของผู้ค้างภาษีอากรของนาย ร. โดยจำเลยมีหนังสือไปถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรให้อายัดเงินในสมุดบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรของเด็กชาย ว. เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีอากรของนาย ร. โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๒ แห่งประมวลรัษฎากร คำสั่งอายัดบัญชีเงินฝากดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้เด็กชาย ว.ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีของจำเลยในการบังคับเอาทรัพย์สินของเด็กชาย ว. ให้จำเลยส่งมอบเงิน ๑๘,๘๐๑ บาท พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ได้รับเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ให้แก่เด็กชาย ว. จำเลยให้การและยื่นคำร้องว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากร ตามมาตรา ๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากร ศาลจังหวัดแพร่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๑๐ วรรคสอง ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร ภายหลังอ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์คดี ชำนัญพิเศษให้คู่ความฟัง ทนายจำเลยแถลงว่า เมื่อประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร จึงขอให้ส่งความเห็นไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อชี้ขาดตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลจังหวัดแพร่จึงมีคำสั่งให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ดังนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๙๒ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือ ศาลทหาร ให้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกไม่เกินสี่คนตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นกรรมการ" และวรรคสอง บัญญัติให้ "หลักเกณฑ์และวิธีการชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างศาลตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ" และพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ บัญญัติให้ "ศาล" หมายความว่า ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือศาลอื่น ดังนั้น การขัดแย้งกันในเรื่องเขตอำนาจศาลซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างศาลที่จะต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ต้องเป็นกรณีที่ความเห็นเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล ระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือศาลทหาร ซึ่งเป็นศาลต่างระบบ ขัดแย้งกัน มิใช่กรณีที่เขตอำนาจศาลในระบบเดียวกันขัดแย้งกัน ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดแพร่ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาด โดยเห็นว่า การที่กรมสรรพากรใช้สิทธิตามกฎหมายอายัดสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากของโจทก์เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากรค้างของนาย ร. และโจทก์มายื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดแพร่ และต่อมาประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำวินิจฉัยว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลภาษีอากร เป็นกรณีที่ศาลจังหวัดแพร่และศาลภาษีอากรมีความเห็นขัดแย้งกัน จึงให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดต่อไปนั้น เป็นการอ้างว่า เขตอำนาจของศาลจังหวัดแพร่และศาลภาษีอากรซึ่งเป็นศาลยุติธรรมที่อยู่ในระบบเดียวกันขัดแย้งกันเอง ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่จะวินิจฉัยชี้ขาดได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๙๒ ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓)
การเสนอเรื่องของศาลจังหวัดแพร่ให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดในคดีของศาลจังหวัดแพร่ ระหว่าง นาง พ. ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย ว. โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย จึงไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๙๒ ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ให้ยกคำร้อง
คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๓๖๖๕/๒๕๖๓ กับศาลปกครอง ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๐/๒๕๖๑ ขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๓๖๖๕/๒๕๖๓กับศาลปกครอง ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๐/๒๕๖๑ ขัดแย้งกันหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด" คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ ๔๐/๒๕๖๑ ไม่รับคำฟ้องของกรมที่ดินที่ยื่นฟ้องผู้ร้องไว้พิจารณา เนื่องจากมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้ต่อมากรมที่ดินจะนำข้อเท็จจริงเดียวกันไปยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลแขวงดอนเมืองซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๕๖/๒๕๖๒ จนกระทั่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๓๖๖๕/๒๕๖๓พิพากษาให้ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวชำระเงิน ๑๒๘,๑๐๔.๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๙๘,๐๐๐ บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ก็ตาม ก็ไม่อาจถือว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครองขัดแย้งกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง เนื่องจากกรณีที่จะถือว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามบทบัญญัติดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่ศาลทั้งสองวินิจฉัยขัดแย้งกัน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๐/๒๕๖๑ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา เนื่องจากคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษา
คดีที่เอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาราษีไศล ที่ ๒ นายอำเภอราษีไศล ที่ ๓ และองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแค ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี และผู้ร้องสอดทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ร้องสอดทั้งสองซึ่งออกโดยอาศัยหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ ที่แบ่งแยกมาจาก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๕ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีและทางสาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดิน แต่ยังไม่มีการเพิกถอน ขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๕ และเลขที่ ๓๐๐๖ โฉนดที่ดินพิพาท เพิกถอนรูปแปลงที่ปรากฏเส้นทางสาธารณประโยชน์ทางด้านทิศใต้ของ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า ทางสาธารณประโยชน์เกิดขึ้นในขณะเดินสำรวจออก น.ส. ๓ ก. ให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้ว การเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแปลงพิพาท จะต้องได้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติก่อน อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า ส่วน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๕ ปัจจุบันได้ออกเป็นโฉนดที่ดินรวม ๕ แปลง ผู้มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ การออก น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย ส่วนผู้ร้องสอด ทั้งสองให้การว่า รับให้ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ มาจากบิดามารดา แล้วออกเป็นโฉนดที่ดิน ๒ แปลง โดยไม่มีการคัดค้าน เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาราษีไศล ที่ ๒ นายอำเภอราษีไศล ที่ ๓ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแค ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๕ และเลขที่ ๓๐๐๖ โฉนดที่ดินพิพาท เพิกถอนรูปแปลงที่ปรากฏเส้นทางสาธารณประโยชน์ทางด้านทิศใต้ของ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่า โฉนดที่ดินพิพาทที่ออกสืบเนื่องมาจาก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี และทางสาธารณประโยชน์ อันเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๕ ซึ่งได้ออกเป็นโฉนดที่ดินรวม ๕ แปลง ผู้มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ ซึ่งได้ออกเป็นโฉนดที่ดินพิพาทมีชื่อผู้ร้องสอดที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามลำดับ และรูปแปลงที่ปรากฏเส้นทางสาธารณประโยชน์ทางด้านทิศใต้ของ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ ให้กลับเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีและทางสาธารณประโยชน์ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การสรุปได้ว่า การออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๕ ซึ่งได้ออกเป็นโฉนดที่ดินรวม ๕ แปลง และน.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ ซึ่งได้ออกเป็นโฉนดที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมาย และผู้ร้องสอดที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินพิพาท ก็โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนไม่ได้ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และทางสาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นสำคัญ โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี และทางสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ ซึ่งออกเป็นโฉนดที่ดินพิพาท ให้แก่ผู้ร้องสอดที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้กรุงเทพมหานคร โจทก์เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการทำสัญญาซื้อขายเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ชนิดหาบหาม จำนวน ๖๖ เครื่อง ตามฟ้อง เป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์โดยผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ ผู้ซื้อ กับบริษัทเอกชน จำเลย ผู้ขาย สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่ความฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาซื้อขายเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ชนิดหาบหาม จำนวน ๖๖ เครื่อง ซึ่งเป็นเพียงการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์เพื่อนำมาใช้ในงานของโจทก์เท่านั้น โดยโจทก์มีหน้าที่ชำระเงินเมื่อได้รับมอบสินค้าที่ซื้อขายและจำเลยมีหน้าที่ส่งมอบสินค้าตามที่ตกลงซื้อขายให้ครบถ้วนตามสัญญา สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาที่ให้จำเลยเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ ทั้งสัญญาพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานหรือสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือสัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือว่าเป็น "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น สัญญาซื้อขายเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ชนิดหาบหาม จำนวน ๖๖ เครื่อง ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นางสาว ส. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ ๑ นาง ก. ที่ ๒ จำเลย ว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ ด้วยวิธีการสอบคัดเลือกและด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการสรรหา โดยจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาจ้างโจทก์มีกำหนดระยะเวลาจ้างคราวละ ๔ ปี ดำรงตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายบริหารพื้นที่ธุรกิจ สังกัดสำนักงานจัดการทรัพย์สิน มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้บังคับบัญชา เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๒ กับพวกได้ร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์ด้วยการออกคำสั่งสำนักงานจัดการทรัพย์สินโอนย้ายโจทก์จากตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายบริหารพื้นที่ธุรกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ไปปฏิบัติงานเฉพาะภาระงานที่ผู้จัดการมอบหมาย ซึ่งลักษณะงานแตกต่างจากที่โจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่เดิม จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงหน้าที่งานและย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิม คำสั่งเปลี่ยนแปลงหน้าที่โจทก์จึงไม่เป็นธรรมอันเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อตกลงโดยที่จำเลยที่ ๒ ไม่มีอำนาจ และกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยการใช้ให้นาย ภ. ออกคำสั่งให้โจทก์ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีถูกร้องเรียนว่ามีการเอื้อประโยชน์ต่อบุคคลในครอบครัวในการประกอบกิจการร้านค้าที่ตลาดนัด ศูนย์อาหารและศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์รังสิต จากนั้นได้ออกคำสั่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ ๒ ที่โอนย้ายโจทก์จากตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายบริหารพื้นที่ธุรกิจ ให้ปฏิบัติงานเฉพาะภาระงานที่ผู้จัดการมอบหมาย และให้โจทก์กลับคืนตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายบริหารพื้นที่ธุรกิจ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้ถือคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า แม้ในขณะเกิดเหตุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำเลยที่ ๑ เป็นสถาบันอุดมศึกษาและเป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๓๑ มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ รับราชการในหน่วยงานของจำเลยที่ ๑ ตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและบริหารศูนย์รังสิต จำเลยที่ ๒ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ระเบียบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยสำนักงานจัดการทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๖ กำหนดให้สำนักงานจัดการทรัพย์สินมีฐานะเป็นหน่วยงานของจำเลยที่ ๑ ที่มิใช่ส่วนราชการ ทำหน้าที่รับผิดชอบบริหารจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ตามระเบียบนี้ โดยข้อ ๗ กำหนดให้สำนักงานเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ศูนย์รังสิต ที่เป็นอาคารและสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ ภายหลังการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ ๑๓ ตามมติคณะรัฐมนตรี หรือทรัพย์สินอื่นที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย และข้อ ๑๐ กำหนดว่า ในการบริหารจัดการทรัพย์สิน สำนักงานอาจหาประโยชน์โดยการให้เช่า ให้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน อาคาร หรือสิ่งปลูกสร้าง ให้อาศัยหรือให้สิทธิอย่างอื่นในทำนองเดียวกัน โดยมีค่าตอบแทนตามที่คณะกรรมการกำหนด สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จึงมีลักษณะเป็นหน่วยงานพิเศษที่ตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับเอกชน มิได้มีหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สัญญาที่จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่รองผู้จัดการฝ่ายบริหารพื้นที่ธุรกิจ สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จึงไม่ใช่สัญญาที่จำเลยที่ ๑ มอบหมายให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันจะถือได้ว่าเป็น "สัญญาทางปกครอง" ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ นาง ว. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง นายกเทศมนตรีตำบลไม้งาม ที่ ๑ นายอำเภอเมืองตาก ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๕๓๖ ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่เทศบาลตำบลไม้งามได้ยื่นคำขอรังวัดแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๓๑๔/๒๕๑๓ (หนองกระทุ่มสาธารณประโยชน์) ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีคำสั่งแก้ไขเนื้อที่ในหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงรุกล้ำแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจังหวัดตาก ที่ ๔๖๘/๒๕๕๓ เรื่อง แก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ รบกวนการครอบครองที่ดินตามแนวเขตที่ปรากฏในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๕๓๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หนองกระทุ่มตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๓๑๔/๒๕๑๓ มีการรังวัดแนวเขตที่ดินและมีการรับรองแนวเขตที่ดินข้างเคียงทุกด้าน การดำเนินงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้อง ที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งจังหวัดตากที่ ๔๖๘/๒๕๕๓ เรื่อง แก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๓๑๔/๒๕๑๓ แล้ว ส่วนผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่พิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๓๑๔/๒๕๑๓ ส่วนคำขอที่ให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งจังหวัดตาก ที่ ๔๖๘/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓ และห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ รบกวนการครอบครองที่ดินตามแนวเขตที่ปรากฏในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๕๓๖ เป็นเพียงผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งเป็นสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคลเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง เป็นบทบังคับเรื่องกำหนดเวลาในการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ไม่ใช่เรื่องอายุความ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง มาบังคับใช้กับกรณีนี้ได้ หากแต่กำหนดเวลาดังกล่าวเป็นระยะเวลาที่ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ขยายได้ตามหลักเกณฑ์ใน ป.วิ.พ. มาตรา 23 การดำเนินกระบวนพิจารณาของผู้ร้องทั้งสองเป็นไปตามความจำเป็นโดยสุจริต พฤติการณ์แห่งคดีถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ศาลชั้นต้นจะใช้อำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 สั่งให้ขยายระยะเวลาการยื่นคำร้องให้ก่อนที่จะสั่งรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสองในคดีไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แต่หากศาลชั้นต้นซึ่งได้พิจารณาในชั้นตรวจรับคำร้องเห็นว่าคำร้องยื่นเกินกำหนดระยะเวลา 90 วัน ผู้ร้องทั้งสองไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ก็ต้องมีคำสั่งให้ยกคำร้องนั้นเสีย มิใช่สั่งรับคำร้องขอไว้ก่อน อันทำให้เข้าใจได้ว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งขยายระยะเวลาเช่นว่านี้ให้แล้ว จึงเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นการสั่งไปโดยผิดหลงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ พันโท อ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการ ที่ ๑ เทศบาลตำบลบางปู ที่ ๒ กรมธนารักษ์ ที่ ๓ สหกรณ์เคหสถานคลองใหม่ร่วมใจพัฒนา จำกัด ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๒๗๐ ได้รับความเสียหายจากการที่กรมธนารักษ์โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้สหกรณ์เคหสถานคลองใหม่ร่วมใจพัฒนา จำกัด เช่าที่ราชพัสดุก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการกระทำละเมิด ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รื้อถอนถนนคอนกรีตที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ปรับสภาพพื้นที่ให้กลับสู่สภาพเดิม หากคืนไม่ได้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ รับผิดชดใช้ค่าเสียหายโดยซื้อที่ดินดังกล่าว กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายกรณีมีผู้ขอซื้อที่ดินแต่ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถขายที่ดินดังกล่าวได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามมาตรา ๖ และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ เป็นผู้ครอบครองดูแล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เช่าที่ดินเพื่อปลูกบ้านพักอาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงในที่ราชพัสดุ สิ่งปลูกสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ก่อสร้างอยู่ในแนวเขตชลประทานไม่ได้ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ไม่ต้องคืนที่ดินพิพาทและปรับพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมให้แก่ผู้ฟ้องคดีและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายโดยการซื้อที่ดินของผู้ฟ้องคดี และค่าเสียหายอื่น ขอให้ยกฟ้อง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า เจ้าของเดิมยอมให้ประชาชนใช้ถนนดังกล่าวโดยไม่เคยหวงกันอันเป็นการอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยาย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เทศบาลตำบลบางปู ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นมีฐานะเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ส่วนกรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีสถานะเป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงการคลัง ตามมาตรา ๑๑ (๓) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยมีสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานในสังกัดตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๓ (๑๘) ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้คู่กรณีโต้แย้งกันว่าที่ดินพิพาทที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เช่าเพื่อปลูกบ้านพักอาศัยนั้นเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ราชพัสดุ และที่ดินพิพาทที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนคอนกรีตเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนปัญหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว จึงบัญญัติให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะได้รับการพิจารณาจากศาลเพียงชั้นเดียว ยกเว้นเป็นคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกรณีมาตรา 45 (1) ถึง (5) จึงจะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ทำนองว่า คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทไม่เป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญา โดยมิได้พิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริง จึงเป็นการวินิจฉัยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น แต่เนื้อหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องล้วนเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยคดีผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด ข้ออ้างของผู้ร้องจึงเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับที่ผู้ร้องอุทธรณ์ทำนองว่า คณะอนุญาโตตุลาการไม่วินิจฉัยตามที่กำหนดประเด็นข้อพิพาท เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไปอีก คำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อประมวลจริยธรรมอันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร รวมทั้งอาจนำ ป.วิ.พ. ว่าด้วยพยานหลักฐานมาใช้ได้โดยอนุโลมตามมาตรา 25 วรรคสองและวรรคสาม คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว เพราะหากเห็นว่าประเด็นปัญหาใดแม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ก็อาจใช้ดุลพินิจไม่วินิจฉัยได้ อันเป็นอำนาจทั่วไป อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงเป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการและเหตุผลในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามมาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้กรมทางหลวง จำเลย เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่มาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติบทนิยามคำว่า "ทางหลวง" หมายความว่า ทางหรือถนนซึ่งจัดไว้เพื่อประโยชน์ในการจราจรสาธารณะทางบก ไม่ว่าในระดับพื้นดิน ใต้หรือเหนือพื้นดิน หรือใต้หรือเหนืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น นอกจากทางรถไฟ และหมายความรวมถึงที่ดิน พืช พันธุ์ไม้ทุกชนิด สะพาน ท่อหรือรางระบายน้ำ อุโมงค์ ร่องน้ำ กำแพงกันดิน เขื่อน รั้ว หลักสำรวจ หลักเขต หลักระยะป้ายจราจร เครื่องหมายจราจร เครื่องหมายสัญญาณ เครื่องสัญญาณไฟฟ้า เครื่องแสดงสัญญาณที่จอดรถ ที่พักคนโดยสาร ที่พักริมทาง เรือหรือพาหนะสำหรับขนส่งข้ามฟาก ท่าเรือสำหรับขึ้นหรือลงรถ และอาคารหรือสิ่งอื่นอันเป็นอุปกรณ์งานทางบรรดาที่มีอยู่หรือที่ได้จัดไว้ในเขตทางหลวงเพื่อประโยชน์แก่งานทางหรือผู้ใช้ทางหลวงนั้นด้วย และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๒ กำหนดว่า ให้กรมทางหลวงมีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง โดยให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง (๒) วิจัยและพัฒนางานก่อสร้างบูรณะและบำรุงรักษาทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน... จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นว่า จำเลยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการก่อสร้าง บูรณะและบำรุงรักษาทางหลวงในส่วนที่เกี่ยวกับทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง ซึ่งรวมถึงการบำรุงรักษาที่ดิน พืช พันธุ์ไม้ทุกชนิดที่มีอยู่ หรือที่ได้จัดไว้ในเขตทางหลวงดังกล่าวด้วย เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแล มิได้ตรวจ ตัดหรือแต่งกิ่งต้นไม้ในเขตทางหลวงให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและปลอดภัยต่อผู้ใช้ทางหลวง เป็นเหตุให้เมื่อมีฝนตกและลมกรรโชกพัดต้นไม้ขนาดใหญ่ริมทางหลวงล้มทับรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับเป็นเหตุให้ผู้ขับถึงแก่ความตายและรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย โดยมีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ผู้ร้องยื่นคำร้องให้ปล่อยทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2560 และประกาศขายทอดตลาดครั้งแรกในวันที่ 31 มกราคม 2561 โดยผู้ร้องยื่นคำร้องขอเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 ซึ่งตามมาตรา 288 (เดิม) ให้ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอก่อนการขายทอดตลาด แต่มาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่ มีผลให้ใช้บังคับเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 ให้ยื่นคำร้องขอภายใน 60 วัน นับแต่ที่มีการยึดทรัพย์สินนั้น แม้มาตรา 21 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2560 จะบัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ไม่มีผลกระทบถึงกระบวนพิจารณาของศาลและกระบวนวิธีการบังคับของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้กระทำไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" ก็ตาม แต่ก็มิได้มีข้อความบัญญัติต่อไปว่า และให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่เริ่มดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวจนถึงที่สุดแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2560 การยื่นคำร้องขัดทรัพย์นับแต่นั้นจึงต้องดำเนินการตามความในมาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมาตรา 323 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ยื่นคำร้องภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์สินนั้น แต่ถ้าไม่สามารถยื่นคำร้องขอภายในระยะเวลาดังกล่าว บุคคลนั้นจะยื่นคำร้องขอเมื่อพ้นระยะเวลาเช่นว่านั้นได้ก็ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และได้ยื่นคำร้องขอไม่ช้ากว่า 7 วัน ก่อนวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินนั้นเป็นครั้งแรก คดีนี้เมื่อมีการยึดที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างก่อนวันที่มาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่ ใช้บังคับเช่นนี้ การที่จะให้ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ในระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันที่กฎหมายใช้บังคับ ก็ไม่มีกฎหมายระบุให้เป็นเช่นนั้น กรณีถือว่ามีพฤติการณ์พิเศษแล้ว และการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ไม่ช้ากว่า 7 วัน ก่อนวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาดครั้งแรกจึงเป็นการยื่นคำร้องขัดทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมตามบทบัญญัติมาตรา 50, 54 วรรคหนึ่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 17, 45 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และมาตรา 4 นิยามศัพท์ "การศึกษาภาคบังคับ" "สถานศึกษา" "เด็ก" แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 เป็นบทบังคับให้ประชาชนผู้มีสัญชาติไทยมีหน้าที่เข้ารับการศึกษาภาคบังคับ และเป็นหน้าที่ของรัฐจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนผู้มีสัญชาติไทยตามที่กฎหมายบัญญัติ เริ่มตั้งแต่ก่อนวัยเรียน คือ ชั้นอนุบาล 1 ถึง 3 จนจบการศึกษาภาคบังคับ คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำเลยที่ 1 เปิดสอนการศึกษาภาคบังคับจึงเป็นสถานศึกษาตามนิยามศัพท์แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับฯ โดยไม่คำนึงว่าเป็นโรงเรียนเอกชนหรือรัฐ จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่จัดการศึกษาภาคบังคับให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แม้มาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ และมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับฯ ยังไม่ได้แก้ไขกำหนดอายุของเด็กก่อนวัยเรียนให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่จำนวนชั้นปีที่ต้องได้รับการศึกษาภาคบังคับตามกฎหมายทั้งสองฉบับสอดคล้องกับอายุเด็กซึ่งเริ่มตั้งแต่อายุย่างเข้าปีที่เจ็ดจนถึงอายุย่างเข้าปีที่สิบหก แสดงว่าการศึกษาภาคบังคับไม่ว่าเป็นการจัดการศึกษาโดยรัฐหรือเอกชนต้องทำอย่างต่อเนื่อง จะให้ออกกลางคันหรือจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียนโดยไม่มีเหตุตามกฎหมาย กฎหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องไม่ได้ ซึ่งมูลเหตุที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ออกจากโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ไม่ได้เกิดจากความผิดของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 โดยคณะกรรมการบริหารของโรงเรียนแสดงเจตนาให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 สิ้นสภาพการเป็นนักเรียนมีผลเป็นการจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียนโดยปราศจากอำนาจตามตราสารจัดตั้งนิติบุคคลโรงเรียนจำเลยที่ 1 และเป็นการกระทำผิดต่อหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายกระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ที่จะได้รับการศึกษาภาคบังคับอย่างต่อเนื่อง การกระทำของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจให้บริการทางการศึกษาจึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้บริโภค ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนจึงเป็นผู้แทนนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 24 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในผลแห่งละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และมาตรา 1167 ประกอบมาตรา 427 จำเลยที่ 4 ผู้อำนวยการโรงเรียนมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดทำทะเบียนนักเรียนกับปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามตราสารจัดตั้งของโรงเรียนตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฯ มาตรา 39 (4) (6) แต่กลับทำผิดหน้าที่จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับผิดในผลแห่งการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ประกอบมาตรา 432
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ และให้บริการอื่นที่เกี่ยวกับการเงิน รับฝากเงิน และให้บริการการใช้หรือโอนเงินทาง xxx application online ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่และคอมพิวเตอร์ จึงเป็นผู้รับฝากซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะ จำต้องใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการค้าขายหรืออาชีวะอย่างนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 659 วรรคสาม ปรากฏว่า ระหว่างเวลา 23.41 นาฬิกา ของวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 ถึงเวลา 2.01 นาฬิกา ของวันที่ 8 กรกฎาคม 2560 เงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากของผู้อื่นจำนวน 3 บัญชี รวม 12 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,099,999 บาท การโอนเงินที่เป็นการโอนจำนวนย่อยหลายครั้งติดต่อกันในช่วงเวลาเดียวกันในเวลากลางคืน จากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีเงินฝากของบุคคลอื่นโดยเป็นบัญชีเดียวกันหรือชื่อบัญชีเดียวกัน ย่อมเป็นพฤติกรรมในการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ จำเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะต้องทราบถึงวิธีการดังกล่าวและย่อมสังเกตได้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติและอาจเป็นการกระทำของมิจฉาชีพผู้ประกอบอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จำเลยจึงควรมีมาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันการกระทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ชอบดังกล่าวด้วย การที่จำเลยแจ้งเตือนให้แก่ลูกค้าผู้ใช้บริการต่าง ๆ ระมัดระวังอีเมลหลอกลวงจากมิจฉาชีพหรือที่เรียกว่า Phishing Email มาตลอด โดยมีข้อความแจ้งเตือนว่า "แจ้งเตือน กรุณาอย่าหลงเชื่ออีเมลปลอมจากมิจฉาชีพ xxx ไม่มีนโยบายในการส่งอีเมลใด ๆ เพื่อให้ลูกค้ากรอกข้อมูล ชื่อผู้ใช้งาน Password หรือข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ โดยเด็ดขาด" และ "แจ้งเตือนโปรดระวังอีเมลแอบอ้าง (Phishing Email) ว่าเป็นอีเมลจากธนาคารหลอกลวงให้คลิกเพื่อไปยังเว็บไซต์ปลอมเพื่อความปลอดภัยกรุณาพิมพ์ www.xxx.com" ตามเว็บไซต์ของจำเลยในการเข้าระบบ ลูกค้าต้องใช้ชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) ที่ลูกค้าสมัครไว้กับธนาคารเข้าสู่ระบบและต้องใส่รหัสโอทีพี (OTP หรือ One Time Password) ที่ระบบธนาคารส่งให้ที่หมายเลขโทรศัพท์ของลูกค้าเพื่อยืนยันการทำธุรกรรมอีกขั้นตอนหนึ่งจึงจะสามารถทำธุรกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับบัญชีของตนได้ มาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการป้องกันความเสียหายแก่การทำธุรกรรมทางการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อไม่ให้ลูกค้าที่ใช้บริการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงเพื่อให้ส่งมอบชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านให้เพื่อนำไปใช้กระทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ชอบซึ่งเป็นข้อควรระวังในด้านของลูกค้า แต่มาตรฐานของจำเลยในการป้องกันการโอนเงินที่เป็นการทำธุรกรรมทางการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ชอบดังกล่าวควรจะมีอยู่อย่างไร จำเลยควรจะป้องกันหรือระงับยับยั้งการโอนเงินที่มีความผิดปกติดังกล่าวเมื่อมีการโอนเงินผ่านไปแล้วกี่ครั้ง และเหตุใดพนักงานของจำเลยเพิ่งจะโทรศัพท์แจ้งเตือนไปยังโจทก์หลังจากที่มีการโอนเงินดังกล่าวครั้งที่ 12 และโอนเงินไปรวมเป็นเงิน 1,099,999 บาท แล้ว ซึ่งมาตรการในการป้องกันความเสียหายที่เหมาะสมหรือสมควรดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียว จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ในส่วนนี้ แต่จำเลยกลับแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้มีมาตรการในการป้องกันหากเกิดการโอนเงินหรือการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ชอบในส่วนนี้เลยและไม่ปรากฏว่าจำเลยมีมาตรการในการป้องกันความเสียหายในส่วนนี้อย่างเพียงพอ แม้ในการโอนเงินจำเลยได้มีข้อความแจ้งเตือนไปยังโจทก์ทุกครั้งที่ทำการโอนเงินรวม 12 ครั้ง และพนักงานของจำเลยได้โทรศัพท์ไปหาโจทก์หลังจากที่มีการโอนเงินครั้งที่ 12 แล้ว มาตรการดังกล่าวถือว่าไม่เพียงพอต่อการป้องกันการโอนเงินหรือการทำรายการหรือธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ชอบ นอกจากนี้ได้ความว่าโจทก์มิใช่รายแรกที่ถูกหลอกลวงในลักษณะนี้และมีอีกหลายรายที่ถูกหลอกลวงในลักษณะนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบถึงพฤติกรรมการหลอกลวงและวิธีการโอนเงินโดยไม่ชอบดังกล่าวเช่นเดียวกับคดีนี้มาก่อนทั้งเหตุเกิดซ้ำ ๆ กับลูกค้าจำนวนมาก จำเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะและในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมระบบมีความสามารถในการตรวจสอบหรือทราบถึงความผิดปกติในการทำรายการต่าง ๆ ได้แต่เพียงฝ่ายเดียวยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังและหามาตรการในการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายดังเช่นที่เกิดในคดีนี้อีก หาใช่ว่าหากมีการกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่สามารถยืนยันตัวตนได้แล้วบุคคลดังกล่าวจะสามารถดำเนินการธุรกรรมอย่างใดก็ได้โดยจำเลยไม่มีหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้มีการโอนเงินที่ไม่ถูกต้องแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการ ค้าขายหรืออาชีวะอย่างนั้นแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ได้รับอีเมลที่ไม่ได้มาจากจำเลยและมีข้อความเชื่อมโยงหรือลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่เลียนแบบเว็บไซต์ธนาคารจำเลย และโจทก์กรอกชื่อผู้ใช้ (username) และรหัสผ่าน (Password) ในเว็บไซต์ดังกล่าว ทำให้มีคนร้ายทราบถึงชื่อผู้ใช้ (username) และรหัสผ่าน (Password) ของโจทก์ และนำไปใช้สมัคร xxx App ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ และโจทก์ยังได้กรอกหมายเลขโอทีพี (OTP หรือ One Time password) ในเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นเหตุให้คนร้ายสามารถสมัครใช้บริการ xxx App ได้สำเร็จและเกิดการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีอื่น โจทก์เป็นผู้ใช้บริการธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตก่อนเกิดเหตุเป็นเวลากว่า 10 ปี ทั้งตามใบแจ้งรายการบัญชีออมทรัพย์โจทก์ก็ได้ทำธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตหลายครั้ง โจทก์ย่อมมีความเข้าใจในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางดังกล่าวและย่อมทราบถึงคำเตือนของจำเลยตามที่ปรากฏในเว็บไซต์ของจำเลย โจทก์จึงควรมีความระมัดระวังในการตรวจสอบก่อนทำธุรกรรมดังกล่าวมากกว่าที่ปรากฏในคดีนี้ จึงถือว่าโจทก์มีส่วนทำให้เกิดความเสียหายด้วย พฤติกรรมของโจทก์และจำเลยจึงถือว่ามีส่วนทำให้เกิดความเสียหายในคดีนี้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันและเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์เป็นเงิน 550,000 บาท เมื่อค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดเป็นหนี้เงินหากชำระล่าช้าย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งค่าเสียหายของหนี้เงินตามปกติย่อมคิดกันในรูปของดอกเบี้ย จึงเห็นควรกำหนดให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยดังกล่าวนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นต้นไป ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคหนึ่ง โดยควรให้ในอัตราเดียวกับอัตราดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่อัตราร้อยละ 5 ต่อปี
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมสัญญาค้ำประกันตอนแรกกำหนดวงเงินค้ำประกันแน่นอนเป็นเงิน 45,000,000 บาท แต่ตอนต่อมากลับระบุให้รวมดอกเบี้ยที่ค้างชำระโดยไม่จำกัดความรับผิด อันเป็นการขัดแย้งกันไม่แน่ชัดว่าเป็นการค้ำประกันโดยจำกัดความรับผิดหรือไม่ กรณีมีข้อสงสัย ต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้บริโภคคู่กรณีฝ่ายที่จะต้องเสียในมูลหนี้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 แปลความได้ว่าสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นสัญญาค้ำประกันจำกัดความรับผิดทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเงินไม่เกิน 45,000,000 บาท
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมค่าจ้างว่าความซึ่งโจทก์ตั้งเป็นมูลฟ้องจำเลยทั้งสองนั้นจะมีผลบังคับต่อเมื่อจำเลยที่ 1 บังคับคดีลูกหนี้ในคดีของศาลจังหวัดธัญบุรีได้เงินมา โจทก์ในฐานะทนายความของจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวได้ติดตามยึดทรัพย์ของลูกหนี้และอยู่ระหว่างการขายทอดตลาดอันเป็นขั้นตอนหนึ่งของการบังคับคดีในกรณีที่เป็นหนี้เงิน ตราบใดที่โจทก์ในฐานะทนายความของจำเลยที่ 1 ยังบังคับคดีเอาแก่ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ โจทก์ย่อมยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างว่าความได้ อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องจึงยังไม่เริ่มนับ เช่นนี้แม้จะได้ความว่าลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557 ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รับมอบงานที่โจทก์ทำและพึงใช้ค่าจ้างว่าความในวันดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 602 วรรคหนึ่ง เพราะไม่ใช่การกระทำของโจทก์ที่ส่งมอบงาน แต่เป็นเรื่องที่ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 เอง การที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกหนี้ของตนโดยไม่ได้แจ้งแก่โจทก์ถึงผลงานดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่อาจหยั่งรู้ได้ถึงจำนวนหนี้และกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 1 พึงใช้ค่าการงานที่ทำให้ และเมื่อโจทก์รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 ย่อมต้องถือว่าเป็นเวลาแรกที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องนั้นได้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่เมื่อโจทก์รู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกหนี้ของตนไปครบถ้วน เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 จึงไม่เกินกว่า 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (16) คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม