คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13/2565
#681416
เปิดฉบับเต็ม

การขอคืนของกลางตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 36 ซึ่งเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดย่อมมีสิทธิขอคืนต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถกระบะของกลางเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2561 จำเลยย่อมใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 จำเลยไม่ได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ โจทก์ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์แต่ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในเวลาที่ขยายไว้ สิทธิที่ผู้ร้องจะขอคืนของกลางต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดจึงต้องนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง และริบรถกระบะของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนรถกระบะของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2561 ศาลชั้นต้นพิพากษาริบรถกระบะของกลาง จำเลยไม่ได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ โจทก์ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในเวลาที่ขยายไว้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถกระบะของกลางเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า การขอคืนของกลางตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ซึ่งเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ย่อมมีสิทธิขอคืนต่อศาลได้ภายในหนึ่งปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถกระบะของกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 5333/2561 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2561 จำเลยย่อมใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 สิทธิที่ผู้ร้องจะขอคืนของกลางต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดจึงต้องนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ผู้ร้องมายื่นคำร้องในคดีนี้ขอคืนรถกระบะของกลางเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 จึงเป็นการยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.พ. ม. 147
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 246 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
ผู้ร้อง — บริษัท ต.
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายนนทพงศ์ กิมาคม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวอรุณี กระจ่างแสง
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 13/2565
#684522
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด" คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของกรมที่ดินที่ยื่นฟ้องผู้ร้องไว้พิจารณา เนื่องจากมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้ต่อมากรมที่ดินจะนำข้อเท็จจริงเดียวกันไปยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลแขวงดอนเมืองซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ จนกระทั่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ก็ตาม ก็ไม่อาจถือว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครองขัดแย้งกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง เนื่องจากกรณีที่จะถือว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามบทบัญญัติดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่ศาลทั้งสองวินิจฉัยขัดแย้งกัน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา เนื่องจากคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองและยังไม่มีคำวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ดังนั้น แม้ต่อมากรมที่ดินนำข้อเท็จจริงในคดีเดียวกันนี้ไปฟ้องผู้ร้องต่อศาลแขวงดอนเมืองซึ่งเป็นศาลยุติธรรมและเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้จนกระทั่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุด วินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องเบิกค่าใช้จ่ายและได้รับการอนุมัติจากโจทก์เป็นการไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการอบรมหลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป. รับรองรุ่นที่ ๒ ได้ และคดีไม่ขาดอายุความ จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี และแม้ศาลอุทธรณ์จะเห็นว่าการที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยไปเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๓๖ ซึ่งไม่มีอายุความ ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า เป็นการวินิจฉัยที่ขัดกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุด แต่ก็จะเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลรับฟ้องคดีนี้ ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอายุความในคดีนั้นได้ ส่วนคำสั่งศาลปกครองสูงสุดเป็นคำสั่งที่ไม่รับฟ้องไว้พิจารณาเนื่องจากคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จึงไม่มีประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีใด ๆ ที่ศาลปกครองสูงสุดจำต้องวินิจฉัย ดังนั้น คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา กับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงไม่ขัดแย้งกัน ส่วนที่ผู้ร้องอ้างคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีอื่น ๆ ว่า เป็นคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมหลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตรฐาน ที่ ก.ศป. รับรอง รุ่นที่ ๒ รุ่นที่ ๖ และรุ่นที่ ๔ แต่ศาลปกครองสูงสุดรับไว้พิจารณาและพิพากษาแตกต่างจากคดีที่ผู้ร้องถูกฟ้องต่อศาลยุติธรรม ก็เป็นการอ้างว่าคำพิพากษาที่ถึงที่สุดในคดีอื่นขัดแย้งต่อคำพิพากษาที่ถึงที่สุดในคดีที่ผู้ร้องถูกฟ้อง เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความหรือคู่กรณีในคดีดังกล่าว กรณีจึงไม่ใช่การยื่นคำร้องโดยกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ตามนัยมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งบทบัญญัติมาตรานี้ให้สิทธิคู่ความหรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งที่มีการนำมูลความแห่งคดีเรื่องเดียวกันไปยื่นฟ้องคดีต่อศาลสองศาลต่างระบบกันและศาลทั้งสองนั้นตัดสินแตกต่างกัน เป็นเหตุให้คู่ความในคดีนั้นไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดนั้นได้ โดยคู่ความหรือบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ขัดกันนั้น อาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ ซึ่งมีความหมายว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งทั้งสองเรื่องต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ผู้ร้องเป็นคู่ความหรือเป็นผู้ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงเนื่องจากไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดของทั้งสองเรื่องนั้นได้ เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความในคดีของศาลปกครองสูงสุด ในคดีอื่น ๆ ตามที่กล่าวอ้าง คำร้องของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง จึงให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ฉ.
คู่กรณี — คำสั่งศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 12/2565
#684665
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ ๑ นายอำเภอ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกเจ้าพนักงานที่ดินเข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดินมือเปล่าต่อจากนาย ล. รวมเป็นเวลาติดต่อกันกว่า ๗๐ ปี เนื้อที่ประมาณ ๑๖ ไร่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ นำเจ้าพนักงานที่ดินมารังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงพร้อมทั้งนำป้ายที่ดินชุมชนและที่สาธารณประโยชน์แปลงป่าดอนกลางมาปิดไว้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยการสั่งการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีออกไปจากที่ดินพิพาท พร้อมทั้งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทและแจ้งว่าจะนำเจ้าพนักงานที่ดินมาทำการรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงอีกครั้ง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ห้ามออกคำสั่งใด ๆ เพื่อดำเนินการกับผู้ฟ้องคดี และห้ามออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกถอนคำสั่งที่ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งหมด ศาลปกครองอุบลราชธานีมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องข้อหาที่หนึ่งที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์แปลงป่าดอนกลางไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากรังวัดทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาห้ามมิให้ดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดิน ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ การรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "ป่าดอนกลาง" ไม่สามารถรังวัดได้เนื่องจากผู้ฟ้องคดีคัดค้านการรังวัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้รังวัดรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รอเรื่องการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีนี้โดยมีคำขอหลักให้ศาลพิพากษาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท อันเป็นคำขอที่ให้ศาลรับรองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยศาลจะต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครอง การขอรังวัดและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ดินพิพาทของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ การขอรังวัดและการรังวัดเพื่อออกโฉนดหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงย่อมชอบด้วยกฎหมาย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อลักษณะคดีเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอุบลราชธานี
ผู้ฟ้องคดี — นาย ล.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งหวาย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 11/2565
#684655
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพัทลุง สาขาควนขนุน จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ และมีคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ กับเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๔ และออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ตามคำขอ อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดิน จำเลยที่ ๓ ยื่นคำคัดค้านโดยอ้างว่า โจทก์นำรังวัดทับที่ดินมีโฉนดของจำเลยที่ ๓ จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส. ๓ ก. ที่โจทก์อ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของจำเลยที่ ๓ ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน อันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ซึ่งจำเลย ที่ ๔ มีอำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร โดยจำเลยที่ ๔ เห็นว่าจำเลยที่ ๓ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจึงมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์บางส่วน แม้จะเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๔ ใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ แต่เมื่อการวินิจฉัย สั่งการตามบทบัญญัตินี้เป็นกรณีการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๓ เฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์และเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๔ ที่ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๓ ไม่ใช่ของโจทก์ ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ ๓ ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นกรณีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองและรับรองสิทธิในที่ดินของโจทก์ ส่วนคำขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2532) ว่าด้วยเงื่อนไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพัทลุง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
โจทก์ — พลตำรวจตรีหญิง ส.
จำเลย — กรมที่ดิน กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 10/2565
#686003
เปิดฉบับเต็ม

การไฟฟ้านครหลวง จำเลย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. ๒๕๐๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายใน ขอบแห่งวัตถุประสงค์ คือ ผลิต จัดให้ได้มาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การไฟฟ้านครหลวง รวมทั้งมีอำนาจในการเดินสายส่งศักย์สูงย่อยหรือสายส่งศักย์ต่ำไปใต้ เหนือ ตามหรือข้ามพื้นดินของบุคคลใด ๆ หรือปัก หรือตั้งเสา สับสเตชั่นหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ลงในหรือบนพื้นดินของบุคคลใด ๆ ในเมื่อพื้นดินนั้นไม่ใช่พื้นดินอันเป็นที่ตั้งโรงเรือน ตามมาตรา ๖ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. ๒๕๐๑ และระเบียบการไฟฟ้านครหลวง ว่าด้วยการปฏิบัติงานเพื่อประชาชนของการไฟฟ้านครหลวงที่กำหนดแล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๙๐ วัน พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๕ กำหนดว่า การขอย้ายเสา สายและอุปกรณ์ การไฟฟ้านครหลวงจะแจ้งค่าใช้จ่ายให้ทราบภายใน ๒๔ วันทำการ นับตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอ และจะดำเนินการย้ายเสา สายและอุปกรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๓ วันทำการ นับตั้งแต่วันที่ได้รับชำระค่าใช้จ่ายจำเลยจึงมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการปักเสาไฟฟ้าและติดตั้งสายยึดโยงเสาไฟฟ้า รวมทั้งย้ายเสา สายและอุปกรณ์ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าได้ยื่นคำขอต่อการไฟฟ้านครหลวง เขตราษฎร์บูรณะ ให้ดำเนินการย้ายเสาไฟฟ้าบริเวณข้างบ้านโจทก์และชำระค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย แต่กลับปักเสาไฟฟ้าโดยไม่ได้ใช้งานและไม่ได้เดินสายไฟฟ้าไปยังเสาไฟฟ้าดังกล่าว ปัจจุบันล่วงเลยระยะเวลากว่า ๙ ปีเศษ ขอให้จำเลยย้ายเสาไฟฟ้า คืนเงินที่เรียกเก็บเกินจริง และชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ตามที่ กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501
ป.พ.พ.
ระเบียบการไฟฟ้านครหลวง ว่าด้วยการปฏิบัติงานเพื่อประชาชนของการไฟฟ้านครหลวงที่กำหนดแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 90 วัน พ.ศ. 2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดำเกิงหรือโสภัณฑ์ ผลิพัฒน์
โจทก์ร่วม
จำเลย — นายสถิตย์ สวินทร กับพวก รวม 4 คน
จำเลยร่วม
โจทก์ — นายดำเกิงหรือโสภัณฑ์ ผลิพัฒน์
โจทก์ร่วม
จำเลย — นายสถิตย์ สวินทร กับพวก รวม 4 คน
จำเลยร่วม
โจทก์ — นายดำเกิงหรือโสภัณฑ์ ผลิพัฒน์
โจทก์ร่วม
จำเลย — นายสถิตย์ สวินทร กับพวก รวม 4 คน
จำเลยร่วม
โจทก์ — นายดำเกิงหรือโสภัณฑ์ ผลิพัฒน์
โจทก์ร่วม
จำเลย — นายสถิตย์ สวินทร กับพวก รวม 4 คน
จำเลยร่วม
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงพระนครใต้
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — การไฟฟ้านครหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 9/2565
#685936
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เอกชนในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย ว. โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมสรรพากร จำเลย ต่อศาลจังหวัดแพร่ ว่า โจทก์เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย ว. เด็กชาย ว. เป็นบุตรของโจทก์กับนาย ร. ผู้ค้างภาษี จำเลยได้ออกคำสั่งให้อายัดทรัพย์ของผู้ค้างภาษีอากรของนาย ร. โดยจำเลยมีหนังสือไปถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรให้อายัดเงินในสมุดบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรของเด็กชาย ว. เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีอากรของนาย ร. โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๒ แห่งประมวลรัษฎากร คำสั่งอายัดบัญชีเงินฝากดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้เด็กชาย ว.ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีของจำเลยในการบังคับเอาทรัพย์สินของเด็กชาย ว. ให้จำเลยส่งมอบเงิน ๑๘,๘๐๑ บาท พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ได้รับเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ให้แก่เด็กชาย ว. จำเลยให้การและยื่นคำร้องว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากร ตามมาตรา ๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากร ศาลจังหวัดแพร่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๑๐ วรรคสอง ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร ภายหลังอ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์คดี ชำนัญพิเศษให้คู่ความฟัง ทนายจำเลยแถลงว่า เมื่อประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร จึงขอให้ส่งความเห็นไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อชี้ขาดตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลจังหวัดแพร่จึงมีคำสั่งให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ดังนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๙๒ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือ ศาลทหาร ให้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกไม่เกินสี่คนตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นกรรมการ" และวรรคสอง บัญญัติให้ "หลักเกณฑ์และวิธีการชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างศาลตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ" และพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ บัญญัติให้ "ศาล" หมายความว่า ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือศาลอื่น ดังนั้น การขัดแย้งกันในเรื่องเขตอำนาจศาลซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างศาลที่จะต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ต้องเป็นกรณีที่ความเห็นเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล ระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือศาลทหาร ซึ่งเป็นศาลต่างระบบ ขัดแย้งกัน มิใช่กรณีที่เขตอำนาจศาลในระบบเดียวกันขัดแย้งกัน ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดแพร่ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาด โดยเห็นว่า การที่กรมสรรพากรใช้สิทธิตามกฎหมายอายัดสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากของโจทก์เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากรค้างของนาย ร. และโจทก์มายื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดแพร่ และต่อมาประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำวินิจฉัยว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลภาษีอากร เป็นกรณีที่ศาลจังหวัดแพร่และศาลภาษีอากรมีความเห็นขัดแย้งกัน จึงให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดต่อไปนั้น เป็นการอ้างว่า เขตอำนาจของศาลจังหวัดแพร่และศาลภาษีอากรซึ่งเป็นศาลยุติธรรมที่อยู่ในระบบเดียวกันขัดแย้งกันเอง ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่จะวินิจฉัยชี้ขาดได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๙๒ ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓)

การเสนอเรื่องของศาลจังหวัดแพร่ให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดในคดีของศาลจังหวัดแพร่ ระหว่าง นาง พ. ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย ว. โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย จึงไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๙๒ ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดแพร่
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 8/2565
#691707
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๓๖๖๕/๒๕๖๓ กับศาลปกครอง ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๐/๒๕๖๑ ขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๓๖๖๕/๒๕๖๓กับศาลปกครอง ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๐/๒๕๖๑ ขัดแย้งกันหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด" คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ ๔๐/๒๕๖๑ ไม่รับคำฟ้องของกรมที่ดินที่ยื่นฟ้องผู้ร้องไว้พิจารณา เนื่องจากมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้ต่อมากรมที่ดินจะนำข้อเท็จจริงเดียวกันไปยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลแขวงดอนเมืองซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๕๖/๒๕๖๒ จนกระทั่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๓๖๖๕/๒๕๖๓พิพากษาให้ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวชำระเงิน ๑๒๘,๑๐๔.๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๙๘,๐๐๐ บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ก็ตาม ก็ไม่อาจถือว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครองขัดแย้งกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง เนื่องจากกรณีที่จะถือว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามบทบัญญัติดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่ศาลทั้งสองวินิจฉัยขัดแย้งกัน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๐/๒๕๖๑ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา เนื่องจากคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษา

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง อ. หรือ ท.
คู่กรณี — ศาลอุทธรณ์
คู่กรณี — ศาลปกครองสูงสุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 7/2565
#682204
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาราษีไศล ที่ ๒ นายอำเภอราษีไศล ที่ ๓ และองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแค ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี และผู้ร้องสอดทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ร้องสอดทั้งสองซึ่งออกโดยอาศัยหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ ที่แบ่งแยกมาจาก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๕ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีและทางสาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดิน แต่ยังไม่มีการเพิกถอน ขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๕ และเลขที่ ๓๐๐๖ โฉนดที่ดินพิพาท เพิกถอนรูปแปลงที่ปรากฏเส้นทางสาธารณประโยชน์ทางด้านทิศใต้ของ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า ทางสาธารณประโยชน์เกิดขึ้นในขณะเดินสำรวจออก น.ส. ๓ ก. ให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้ว การเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแปลงพิพาท จะต้องได้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติก่อน อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า ส่วน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๕ ปัจจุบันได้ออกเป็นโฉนดที่ดินรวม ๕ แปลง ผู้มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ การออก น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย ส่วนผู้ร้องสอด ทั้งสองให้การว่า รับให้ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ มาจากบิดามารดา แล้วออกเป็นโฉนดที่ดิน ๒ แปลง โดยไม่มีการคัดค้าน เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาราษีไศล ที่ ๒ นายอำเภอราษีไศล ที่ ๓ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแค ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๕ และเลขที่ ๓๐๐๖ โฉนดที่ดินพิพาท เพิกถอนรูปแปลงที่ปรากฏเส้นทางสาธารณประโยชน์ทางด้านทิศใต้ของ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่า โฉนดที่ดินพิพาทที่ออกสืบเนื่องมาจาก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี และทางสาธารณประโยชน์ อันเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๕ ซึ่งได้ออกเป็นโฉนดที่ดินรวม ๕ แปลง ผู้มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ ซึ่งได้ออกเป็นโฉนดที่ดินพิพาทมีชื่อผู้ร้องสอดที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามลำดับ และรูปแปลงที่ปรากฏเส้นทางสาธารณประโยชน์ทางด้านทิศใต้ของ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ ให้กลับเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีและทางสาธารณประโยชน์ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การสรุปได้ว่า การออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๕ ซึ่งได้ออกเป็นโฉนดที่ดินรวม ๕ แปลง และน.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ ซึ่งได้ออกเป็นโฉนดที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมาย และผู้ร้องสอดที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินพิพาท ก็โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนไม่ได้ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และทางสาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นสำคัญ โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี และทางสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๐๖ ซึ่งออกเป็นโฉนดที่ดินพิพาท ให้แก่ผู้ร้องสอดที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดศรีสะเกษ
ผู้ฟ้องคดี — ด.ต. ป.
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 6/2565
#684652
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้กรุงเทพมหานคร โจทก์เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการทำสัญญาซื้อขายเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ชนิดหาบหาม จำนวน ๖๖ เครื่อง ตามฟ้อง เป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์โดยผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ ผู้ซื้อ กับบริษัทเอกชน จำเลย ผู้ขาย สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่ความฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาซื้อขายเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ชนิดหาบหาม จำนวน ๖๖ เครื่อง ซึ่งเป็นเพียงการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์เพื่อนำมาใช้ในงานของโจทก์เท่านั้น โดยโจทก์มีหน้าที่ชำระเงินเมื่อได้รับมอบสินค้าที่ซื้อขายและจำเลยมีหน้าที่ส่งมอบสินค้าตามที่ตกลงซื้อขายให้ครบถ้วนตามสัญญา สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาที่ให้จำเลยเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ ทั้งสัญญาพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานหรือสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือสัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือว่าเป็น "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น สัญญาซื้อขายเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ชนิดหาบหาม จำนวน ๖๖ เครื่อง ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — บริษัท ท. จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 5/2565
#681147
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นางสาว ส. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ ๑ นาง ก. ที่ ๒ จำเลย ว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ ด้วยวิธีการสอบคัดเลือกและด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการสรรหา โดยจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาจ้างโจทก์มีกำหนดระยะเวลาจ้างคราวละ ๔ ปี ดำรงตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายบริหารพื้นที่ธุรกิจ สังกัดสำนักงานจัดการทรัพย์สิน มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้บังคับบัญชา เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๒ กับพวกได้ร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์ด้วยการออกคำสั่งสำนักงานจัดการทรัพย์สินโอนย้ายโจทก์จากตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายบริหารพื้นที่ธุรกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ไปปฏิบัติงานเฉพาะภาระงานที่ผู้จัดการมอบหมาย ซึ่งลักษณะงานแตกต่างจากที่โจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่เดิม จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงหน้าที่งานและย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิม คำสั่งเปลี่ยนแปลงหน้าที่โจทก์จึงไม่เป็นธรรมอันเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อตกลงโดยที่จำเลยที่ ๒ ไม่มีอำนาจ และกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยการใช้ให้นาย ภ. ออกคำสั่งให้โจทก์ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีถูกร้องเรียนว่ามีการเอื้อประโยชน์ต่อบุคคลในครอบครัวในการประกอบกิจการร้านค้าที่ตลาดนัด ศูนย์อาหารและศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์รังสิต จากนั้นได้ออกคำสั่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ ๒ ที่โอนย้ายโจทก์จากตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายบริหารพื้นที่ธุรกิจ ให้ปฏิบัติงานเฉพาะภาระงานที่ผู้จัดการมอบหมาย และให้โจทก์กลับคืนตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายบริหารพื้นที่ธุรกิจ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้ถือคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า แม้ในขณะเกิดเหตุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำเลยที่ ๑ เป็นสถาบันอุดมศึกษาและเป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๓๑ มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ รับราชการในหน่วยงานของจำเลยที่ ๑ ตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและบริหารศูนย์รังสิต จำเลยที่ ๒ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ระเบียบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยสำนักงานจัดการทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๖ กำหนดให้สำนักงานจัดการทรัพย์สินมีฐานะเป็นหน่วยงานของจำเลยที่ ๑ ที่มิใช่ส่วนราชการ ทำหน้าที่รับผิดชอบบริหารจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ตามระเบียบนี้ โดยข้อ ๗ กำหนดให้สำนักงานเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ศูนย์รังสิต ที่เป็นอาคารและสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ ภายหลังการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ ๑๓ ตามมติคณะรัฐมนตรี หรือทรัพย์สินอื่นที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย และข้อ ๑๐ กำหนดว่า ในการบริหารจัดการทรัพย์สิน สำนักงานอาจหาประโยชน์โดยการให้เช่า ให้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน อาคาร หรือสิ่งปลูกสร้าง ให้อาศัยหรือให้สิทธิอย่างอื่นในทำนองเดียวกัน โดยมีค่าตอบแทนตามที่คณะกรรมการกำหนด สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จึงมีลักษณะเป็นหน่วยงานพิเศษที่ตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับเอกชน มิได้มีหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สัญญาที่จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่รองผู้จัดการฝ่ายบริหารพื้นที่ธุรกิจ สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จึงไม่ใช่สัญญาที่จำเลยที่ ๑ มอบหมายให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันจะถือได้ว่าเป็น "สัญญาทางปกครอง" ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2531
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแรงงานกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 4/2565
#681146
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ นาง ว. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง นายกเทศมนตรีตำบลไม้งาม ที่ ๑ นายอำเภอเมืองตาก ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๕๓๖ ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่เทศบาลตำบลไม้งามได้ยื่นคำขอรังวัดแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๓๑๔/๒๕๑๓ (หนองกระทุ่มสาธารณประโยชน์) ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีคำสั่งแก้ไขเนื้อที่ในหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงรุกล้ำแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจังหวัดตาก ที่ ๔๖๘/๒๕๕๓ เรื่อง แก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ รบกวนการครอบครองที่ดินตามแนวเขตที่ปรากฏในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๕๓๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หนองกระทุ่มตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๓๑๔/๒๕๑๓ มีการรังวัดแนวเขตที่ดินและมีการรับรองแนวเขตที่ดินข้างเคียงทุกด้าน การดำเนินงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้อง ที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งจังหวัดตากที่ ๔๖๘/๒๕๕๓ เรื่อง แก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๓๑๔/๒๕๑๓ แล้ว ส่วนผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่พิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๓๑๔/๒๕๑๓ ส่วนคำขอที่ให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งจังหวัดตาก ที่ ๔๖๘/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓ และห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ รบกวนการครอบครองที่ดินตามแนวเขตที่ปรากฏในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๕๓๖ เป็นเพียงผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งเป็นสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคลเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดตาก
ผู้ฟ้องคดี — นาง ว.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรี ตำบลไม้งาม กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2565
#683486
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง เป็นบทบังคับเรื่องกำหนดเวลาในการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ไม่ใช่เรื่องอายุความ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง มาบังคับใช้กับกรณีนี้ได้ หากแต่กำหนดเวลาดังกล่าวเป็นระยะเวลาที่ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ขยายได้ตามหลักเกณฑ์ใน ป.วิ.พ. มาตรา 23 การดำเนินกระบวนพิจารณาของผู้ร้องทั้งสองเป็นไปตามความจำเป็นโดยสุจริต พฤติการณ์แห่งคดีถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ศาลชั้นต้นจะใช้อำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 สั่งให้ขยายระยะเวลาการยื่นคำร้องให้ก่อนที่จะสั่งรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสองในคดีไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แต่หากศาลชั้นต้นซึ่งได้พิจารณาในชั้นตรวจรับคำร้องเห็นว่าคำร้องยื่นเกินกำหนดระยะเวลา 90 วัน ผู้ร้องทั้งสองไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ก็ต้องมีคำสั่งให้ยกคำร้องนั้นเสีย มิใช่สั่งรับคำร้องขอไว้ก่อน อันทำให้เข้าใจได้ว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งขยายระยะเวลาเช่นว่านี้ให้แล้ว จึงเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นการสั่งไปโดยผิดหลงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดและคำสั่งแก้ไขเพิ่มเติมคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 92/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 134/2561

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวน แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านไม่โต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องทั้งสองทำสัญญาว่าจ้างปรับปรุงสระว่ายน้ำบ้านสระสวน กับผู้คัดค้าน รวม 2 โครงการ มีข้อตกลงว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญา ตกลงกันให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ต่อมาผู้ร้องทั้งสองยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อเรียกร้องหนี้ค่าจ้างและเงินประกันผลงาน ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้ง ต่อมาเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 186,803.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ยื่นคำเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นและคำเสนอข้อพิพาทให้ยก ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขและเพิ่มเติมคำชี้ขาดต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2562 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งให้แก้ไขเพิ่มเติมในคำชี้ขาด โดยคณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งให้แก้คำชี้ขาดเดิมเป็นให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 504,551.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ยื่นคำเสนอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับประเด็นอื่นตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองได้ยุติและถึงที่สุดแล้ว ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้วินิจฉัยใหม่ ทั้งนี้ นอกจากที่แก้ไขคำชี้ขาดนี้ ให้เป็นไปตามคำชี้ขาดเดิม และให้ถือคำสั่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำชี้ขาด เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1729/2562 แต่ภายหลังเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องดังกล่าวโดยระบุเหตุผลว่าจะนำไปว่ากล่าวในชั้นของศาลปกครองศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดต่อศาลปกครองกลางแล้ว ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยวินิจฉัยว่าศาลปกครองกลางมิใช่ศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น โดยอ่านคำสั่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ผู้ร้องทั้งสองจึงมายื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองว่า ผู้ร้องทั้งสองมีอำนาจยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง กำหนดให้คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ โดยยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาด หรือถ้าเป็นกรณีมีการขอให้คณะอนุญาโตตุลาการแก้ไขหรือตีความคำชี้ขาด หรือชี้ขาดเพิ่มเติม นับแต่วันที่คณะอนุญาโตตุลาการได้แก้ไขหรือตีความคำชี้ขาดหรือทำคำชี้ขาดเพิ่มเติมแล้ว ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบังคับเรื่องกำหนดเวลาในการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ไม่ใช่เรื่องอายุความ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง มาบังคับใช้กับกรณีนี้ได้ หากแต่กำหนดเวลาดังกล่าวเป็นระยะเวลาที่ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ขยายได้ตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 คดีนี้เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2562 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งให้แก้ไขเพิ่มเติมคำชี้ขาดเดิม ต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1729/2562 อันเป็นการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คณะอนุญาโตตุลาการได้แก้ไขเพิ่มเติมคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง แล้ว การที่ภายหลังผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 ผู้ร้องทั้งสองระบุในคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านต่างสมัครใจที่จะนำข้อพิพาทในคดีนี้ไปว่ากล่าวในชั้นของศาลปกครองกลาง จึงประสงค์จะขอถอนคำร้องขอคดีนี้เพื่อนำไปยื่นต่อศาลปกครองกลาง โดยผู้คัดค้านลงชื่อรับทราบและไม่คัดค้านคำร้องดังกล่าว ประกอบกับคดีนี้ผู้ร้องทั้งสองอ้างในอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องทั้งสองมุ่งหมายที่จะนำคดีไปดำเนินการที่ศาลปกครองกลางให้ถูกต้องตามคำแนะนำของผู้พิพากษาอาวุโสผู้ไกล่เกลี่ยที่ศาลชั้นต้น สอดคล้องกับที่ผู้ร้องทั้งสองระบุในคำร้องต่อศาลปกครองกลางว่าผู้ร้องทั้งสองได้ขอถอนคำร้องในคดีของศาลชั้นต้นเพื่อนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองกลางตามคำแนะนำของผู้พิพากษาผู้ประนอมในชั้นไกล่เกลี่ย เมื่อผู้คัดค้านมิได้แก้อุทธรณ์โต้แย้งให้เห็นข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องทั้งสองถอนคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวเพื่อประสงค์จะดำเนินคดีต่อศาลปกครองกลาง แต่เมื่อผู้ร้องทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลปกครองกลาง ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยวินิจฉัยว่าศาลปกครองกลางมิใช่ศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น โดยอ่านคำสั่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ผู้ร้องทั้งสองจึงมายื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 ภายหลังศาลปกครองสูงสุดอ่านคำสั่งเพียง 1 เดือน แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องทั้งสองยังประสงค์ที่จะขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาตามคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองอยู่ต่อเนื่องตลอดมา และจำเป็นต้องทำคำร้องขอยื่นใหม่ต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาภายในเวลาพอสมควร อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามความจำเป็นโดยสุจริต พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวมาทั้งหมดถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ศาลชั้นต้นจะใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 สั่งให้ขยายระยะเวลาการยื่นคำร้องให้จนถึงวันที่ยื่นคำร้อง คือวันที่ 30 กันยายน 2563 เสียก่อนที่จะสั่งรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสองในคดีนี้ไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แต่หากศาลชั้นต้นซึ่งได้พิจารณาในชั้นตรวจรับคำร้องเห็นว่าคำร้องยื่นเกินกำหนดระยะเวลา 90 วัน ผู้ร้องทั้งสองไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ก็ต้องมีคำสั่งให้ยกคำร้องนั้นเสีย มิใช่สั่งรับคำร้องขอไว้ก่อน อันทำให้เข้าใจได้ว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งขยายระยะเวลาเช่นว่านี้ให้แล้ว จึงเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นการสั่งไปโดยผิดหลง เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณา ที่ผิดระเบียบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง โดยให้ขยายระยะเวลาให้ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 และเมื่อเป็นดังนี้แล้ว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง แล้ว จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับคำร้องฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2563 ของผู้ร้องทั้งสองไว้ไต่สวนแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 27
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท พ. กับพวก
ผู้คัดค้าน — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสิรพัชร์ สินมา
-
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 3/2565
#681145
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ พันโท อ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการ ที่ ๑ เทศบาลตำบลบางปู ที่ ๒ กรมธนารักษ์ ที่ ๓ สหกรณ์เคหสถานคลองใหม่ร่วมใจพัฒนา จำกัด ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๒๗๐ ได้รับความเสียหายจากการที่กรมธนารักษ์โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้สหกรณ์เคหสถานคลองใหม่ร่วมใจพัฒนา จำกัด เช่าที่ราชพัสดุก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการกระทำละเมิด ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รื้อถอนถนนคอนกรีตที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ปรับสภาพพื้นที่ให้กลับสู่สภาพเดิม หากคืนไม่ได้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ รับผิดชดใช้ค่าเสียหายโดยซื้อที่ดินดังกล่าว กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายกรณีมีผู้ขอซื้อที่ดินแต่ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถขายที่ดินดังกล่าวได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามมาตรา ๖ และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ เป็นผู้ครอบครองดูแล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เช่าที่ดินเพื่อปลูกบ้านพักอาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงในที่ราชพัสดุ สิ่งปลูกสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ก่อสร้างอยู่ในแนวเขตชลประทานไม่ได้ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ไม่ต้องคืนที่ดินพิพาทและปรับพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมให้แก่ผู้ฟ้องคดีและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายโดยการซื้อที่ดินของผู้ฟ้องคดี และค่าเสียหายอื่น ขอให้ยกฟ้อง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า เจ้าของเดิมยอมให้ประชาชนใช้ถนนดังกล่าวโดยไม่เคยหวงกันอันเป็นการอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยาย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เทศบาลตำบลบางปู ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นมีฐานะเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ส่วนกรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีสถานะเป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงการคลัง ตามมาตรา ๑๑ (๓) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยมีสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานในสังกัดตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๓ (๑๘) ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้คู่กรณีโต้แย้งกันว่าที่ดินพิพาทที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เช่าเพื่อปลูกบ้านพักอาศัยนั้นเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ราชพัสดุ และที่ดินพิพาทที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนคอนกรีตเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนปัญหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรปราการ
ผู้ฟ้องคดี — พันโท อ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการ กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2/2565
#690876
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว จึงบัญญัติให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะได้รับการพิจารณาจากศาลเพียงชั้นเดียว ยกเว้นเป็นคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกรณีมาตรา 45 (1) ถึง (5) จึงจะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ทำนองว่า คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทไม่เป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญา โดยมิได้พิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริง จึงเป็นการวินิจฉัยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น แต่เนื้อหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องล้วนเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยคดีผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด ข้ออ้างของผู้ร้องจึงเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับที่ผู้ร้องอุทธรณ์ทำนองว่า คณะอนุญาโตตุลาการไม่วินิจฉัยตามที่กำหนดประเด็นข้อพิพาท เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไปอีก คำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อประมวลจริยธรรมอันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร รวมทั้งอาจนำ ป.วิ.พ. ว่าด้วยพยานหลักฐานมาใช้ได้โดยอนุโลมตามมาตรา 25 วรรคสองและวรรคสาม คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว เพราะหากเห็นว่าประเด็นปัญหาใดแม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ก็อาจใช้ดุลพินิจไม่วินิจฉัยได้ อันเป็นอำนาจทั่วไป อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงเป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการและเหตุผลในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามมาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในคดีข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 77/2553 หมายเลขแดงที่ 142/2561 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่า ผู้ร้องได้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ธนาคาร ท. แล้ว และผู้ร้องได้โอนสิทธิเรียกร้องไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2547 ก่อนที่ผู้ร้องจะถูกพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจเข้ามาดำเนินคดีใช้สิทธิแทนผู้ร้องแล้ว กรณีก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเรียกร้องประเด็นอื่น ๆ ของผู้ร้องอีกต่อไป กับให้คณะอนุญาโตตุลาการในคดีดังกล่าวทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดให้ครบถ้วน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนศาลปกครองกลางมีความเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน ศาลชั้นต้นจึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 (1)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บริษัท น. จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจวางท่อน้ำมันและท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ส่วนผู้คัดค้านจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการปิโตรเลียม ก่อสร้าง วางท่อ ซื้อ ขาย ผลิตภัณฑ์ ปิโตรเลียม เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 บริษัท น. กับผู้คัดค้านตกลงทำสัญญา "ONSHORE PIPELINE SYSTEM FOR THIRD TRANSMISSION PIPELINE PROJECT CONTRACT NO. PTT/GAS/3/21/47" หรือโครงการวางท่อส่งก๊าซระยะที่สาม ระบบท่อส่งบนฝั่ง สัญญาเลขที่ พีทีที/จีเอเอส/3/21/47 โดยผู้คัดค้านว่าจ้างบริษัท น. ให้ดำเนินการก่อสร้างและวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นทางที่สามของระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกของผู้คัดค้าน เพื่อใช้เป็นท่อรับก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตในอ่าวไทย เริ่มตั้งแต่บริเวณชายฝั่งทะเลจังหวัดระยองจากสถานีชายฝั่งเข้าสู่โรงแยกก๊าซธรรมชาติของผู้คัดค้านในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และส่งผ่านท่อส่งก๊าซไปยังโรงไฟฟ้าบางปะกง รวมเป็นระยะทางประมาณ 115 กิโลเมตร ซึ่งต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดังกล่าวกันอีก 4 ครั้ง วันที่ 31 พฤษภาคม 2553 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัท น. เด็ดขาด ในคดีล้มละลายของศาลล้มละลายกลางคดีหมายเลขแดงที่ ล.6677/2553 ผู้ร้องแต่ผู้เดียวจึงมีอำนาจจัดการ เก็บรวบรวม ประนีประนอมยอมความ ฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของบริษัท น. ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 22 วันที่ 8 กันยายน 2553 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ขอให้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าว่าจ้างค้างชำระและค่าเสียหายอื่น ๆ แก่ผู้ร้อง อันได้แก่ ค่าว่าจ้างตามสัญญาเดิมและสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม ค่าว่าจ้างตามหนังสือเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ค่าว่าจ้างตามคำขอให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มเติม ดอกเบี้ย การสูญเสียโอกาสเนื่องจากการชำระเงินล่าช้า การเสื่อมเสียชื่อเสียงทางการค้าเนื่องจากการชำระเงินล่าช้า และค่าเสียหายเพิ่มเติมเนื่องจากการชำระเงินล่าช้าอันเกิดจากค่าใช้จ่ายในการจัดการและบริหารงาน ค่าวิชาชีพ กับค่าธรรมเนียมธนาคารสำหรับการคงไว้ซึ่งหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา รวมเป็นเงินจำนวน 6,576,076,914.12 บาท และ 42,574,820.14 ดอลลาร์สหรัฐ ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันถัดจากวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทไปจนกว่าผู้คัดค้านจะชำระเสร็จ ชำระค่าธรรมเนียมธนาคารในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี สำหรับหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาของผู้ร้องสองฉบับ นับแต่วันถัดจากวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทไปจนกว่าผู้ร้องจะได้รับหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาคืนจากผู้คัดค้าน ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีอนุญาโตตุลาการ ค่าวิชาชีพสำหรับอนุญาโตตุลาการ ค่าทนายความ และค่าวิชาชีพอื่น ๆ อันเกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการนี้แทนผู้ร้อง คืนหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาทุกฉบับที่เกี่ยวกับสัญญาโครงการวางท่อส่งก๊าซระยะที่สามซึ่งออกให้โดยธนาคาร ท. ให้แก่ผู้ร้อง ชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มในเงินทั้งหมดที่ต้องชำระข้างต้น สถาบันอนุญาโตตุลาการรับเป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 77/2553 วันที่ 17 มีนาคม 2554 ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้ง ขอให้คณะอนุญาโตตุลาการยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องรับผิดชดใช้เงินค่าปรับ เงินตามสิทธิการเรียกเงินคืน เงินตามสิทธิที่เกิดจากคำสั่งเปลี่ยนแปลงงานหมายเลข 034 และค่าว่าจ้างสำหรับการควบคุมงานก่อสร้างของที่ปรึกษาโครงการ พร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 149,959,771.78 บาท และ 5,029,131.18 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ผู้คัดค้าน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 112,250,621.46 บาท และ 3,722,596.72 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันยื่นข้อเรียกร้องแย้งไปจนกว่าผู้ร้องจะชำระเงินแก่ผู้คัดค้านจนครบถ้วน ให้ผู้ร้องชำระค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณา ค่าทนายความ และค่าใช้จ่ายทั้งปวงอันเกี่ยวเนื่องกับการอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทนี้เป็นอย่างสูงแทนผู้คัดค้านด้วย หากคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านต้องชำระเงินค่าจ้างหรือค่าเสียหายใด ๆ ตามข้อพิพาทนี้ให้แก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านขอให้คณะอนุญาโตตุลาการนำเงินจำนวนที่ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่ผู้คัดค้านตามคำคัดค้านนี้ไปหักกลบกับค่าว่าจ้างหรือเงินจำนวนใด ๆ ที่ผู้คัดค้านจะต้องชำระให้แก่ผู้ร้องตามคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการเสียก่อน คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาแล้วกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังนี้

1. ผู้ร้องมีอำนาจเรียกร้องหรือไม่ และเสนอข้อพิพาทโดยสุจริตหรือไม่

2. คำเสนอข้อพิพาทเคลือบคลุมหรือไม่

3. ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่

4. ผู้คัดค้านจะต้องรับผิดต่อผู้ร้องตามข้อเรียกร้องของผู้ร้องหรือไม่ เพียงใด

5. ผู้ร้องจะต้องรับผิดต่อผู้คัดค้านตามข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านหรือไม่ เพียงใด

6. ข้อเรียกร้องขาดอายุความหรือไม่

7. ผู้ร้องจะต้องรับผิดต่อผู้คัดค้านตามข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านหรือไม่ เพียงใด

8. ผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกร้องแย้งสำหรับค่าใช้จ่ายของที่ปรึกษาโครงการหรือไม่ เพียงใด

9. ข้อเรียกร้องแย้งเรื่องความชำรุดบกพร่องและที่ปรึกษาโครงการขาดอายุความหรือไม่

10. ข้อเรียกร้องแย้งในส่วนค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาโครงการของผู้คัดค้านเคลือบคลุมหรือไม่

วันที่ 21 มกราคม 2556 ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้บริษัท น. ลูกหนี้ล้มละลาย วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ยกคำร้องของผู้ร้องและยกคำร้องแย้งของผู้คัดค้าน โดยวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามประเด็นข้อ 1 ว่า ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ตามสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือไม่นั้น เห็นว่า กรณีถือว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนข้อกำหนดสัญญาอนุญาโตตุลาการแล้ว ผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องขอให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อเรียกร้องของตนได้ ส่วนปัญหาว่าผู้ร้องเสนอข้อพิพาทโดยสุจริตหรือไม่นั้น ยังไม่พอฟังว่าการกำหนดค่าเสียหายจำนวนมากอย่างผิดปกตินั้นเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต คำร้องของผู้ร้องจึงไม่เสียไป ปัญหาว่าผู้ร้องโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ธนาคาร ท. หรือไม่นั้น คณะอนุญาโตตุลาการฟังข้อเท็จจริงว่าการโอนสิทธิเรียกร้องสมบูรณ์แล้ว ที่ผู้ร้องอ้างว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเพียงสัญญาประกันหนี้อย่างหนึ่งนั้น ข้ออ้างดังกล่าวไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอที่จะให้รับฟังได้ เมื่อสิทธิเรียกร้องโอนไปยังผู้รับโอนก่อนแล้ว ผู้รับโอนย่อมเข้าสู่ฐานะเจ้าหนี้แทนที่ผู้โอน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจเข้ามาดำเนินคดีหรือใช้สิทธิแทน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้อเรียกร้องประเด็นอื่น ๆ ของผู้ร้องอีกต่อไป ส่วนปัญหาตามประเด็นข้อ 7 ว่าผู้ร้องจะต้องรับผิดต่อผู้คัดค้านตามข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านหรือไม่ เพียงใดนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องเด็ดขาดแล้ว การบังคับชำระหนี้จึงต้องเป็นไปตามกฎหมายล้มละลาย ผู้คัดค้านจึงไม่อาจยื่นคำร้องแย้งเพื่อบังคับให้ผู้ร้องชำระหนี้ในคดีนี้ได้ ตามสำเนาคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 142/2561 วันที่ 25 ธันวาคม 2561 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คณะอนุญาโตตุลาการทำคำชี้ขาดเพิ่มเติม และวันที่ 8 มกราคม 2562 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้แก้ไขข้อผิดพลาดหรือการพิมพ์ที่ผิดพลาด วันที่ 18 มกราคม 2562 คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาแล้ว เห็นว่า มีข้อผิดหลงเล็กน้อยเนื่องจากมีการพิมพ์ผิดพลาดจึงมีคำสั่งให้แก้ไขคำชี้ขาด

กรณีเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าอุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (4) ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา หรือ (5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาท ตามมาตรา 16 ..." พระราชบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สมดังเจตนาของคู่พิพาทที่เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการแทนการนำข้อพิพาทไปฟ้องคดีต่อศาล จึงบัญญัติให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะได้รับการพิจารณาจากศาลเพียงชั้นเดียว ยกเว้นเป็นคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกรณีมาตรา 45 (1) ถึง (5) จึงจะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ทำนองว่า คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทไม่เป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญาระหว่างบริษัท น. กับธนาคาร ท. ที่ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างกัน ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 และ 368 โดยเจตนาที่แท้จริงและประเพณีปฏิบัติระหว่างคู่สัญญาดังกล่าวหาใช่การโอนสิทธิเรียกร้องแต่เป็นเพียงการมอบอำนาจให้รับเงินแทนหรือเป็นเพียงการให้หลักประกันในการขอสินเชื่อเพื่อประโยชน์ในการอนุมัติสินเชื่อทางธุรกิจของธนาคาร ท. เท่านั้น ทั้งข้อเท็จจริงตามคำชี้ขาดคดีนี้กับข้อเท็จจริงในคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 38/2553 หมายเลขแดงที่ 27/2557 ก็เป็นข้อพิพาทระหว่างคู่ความรายเดียวกัน คือ บริษัท น. กับผู้คัดค้าน และเป็นการว่าจ้างก่อสร้างและวางท่อก๊าซธรรมชาติเช่นเดียวกับในคดีนี้ เพียงแต่แตกต่างกันในเรื่องของสถานที่ก่อสร้างเท่านั้น โดยคดีดังกล่าวมีประเด็นเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ธนาคาร ท. เช่นเดียวกัน แต่คณะอนุญาโตตุลาการในคดีดังกล่าววินิจฉัยว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างบริษัท น. กับธนาคาร ท. เป็นเพียงหลักประกันที่บริษัท น. วางไว้เพื่อประกันการชำระหนี้แก่ธนาคารเท่านั้น ไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาในคดีดังกล่าววินิจฉัยว่าการพิจารณาสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องนั้นต้องพิจารณาจากการแสดงเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5560 - 5563/2562 ผลคำวินิจฉัยของทั้งสองคดีจึงแตกต่างกันทั้งที่มีข้อเท็จจริงเหมือนกัน การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในคดีนี้โดยมิได้พิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงจึงเป็นการวินิจฉัยฝ่าฝืนต่อบทกฎหมาย นอกจากนี้ สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวยังตกเป็นโมฆะเนื่องจากข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้คัดค้านไม่ได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือก่อนการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ขัดต่อสัญญาโครงการพิพาทซึ่งผู้คัดค้านได้ปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่เคยให้ความยินยอมในการโอนสิทธิเรียกร้องค่าว่าจ้างตามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับเนื่องจากผู้คัดค้านไม่เคยลงลายมือชื่อในหนังสือให้ความยินยอม คำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทำให้การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าวแม้จะกล่าวอ้างว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่เนื้อหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องล้วนเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ เพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่ทำกันระหว่างบริษัท น. กับธนาคาร ท. นั้น แท้จริงแล้วคู่สัญญาดังกล่าวมิได้มีเจตนาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างกัน แต่เป็นเพียงการมอบอำนาจให้รับเงินแทนหรือเป็นเพียงการให้หลักประกันในการขอสินเชื่อเพื่อประโยชน์ในการอนุมัติสินเชื่อทางธุรกิจของธนาคาร ท. หรือเพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตกเป็นโมฆะ อันเป็นการโต้แย้งการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและดุลพินิจในการวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุญาโตตุลาการ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าข้อเท็จจริงตามคำชี้ขาดในคดีนี้ขัดกับข้อเท็จจริงตามคำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 27/2557 และคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5560 - 5563/2562 นั้น ได้ความว่า สัญญาว่าจ้างระหว่างบริษัท น. กับผู้คัดค้าน และคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวนั้น คือ สัญญาโครงการวางท่อก๊าซธรรมชาติไทรน้อย – โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ/ใต้ มีระยะทางในการวางท่อก๊าซตามสัญญาประมาณ 66.5 กิโลเมตร ซึ่งตกลงทำสัญญากันวันที่ 9 มีนาคม 2548 ส่วนสัญญาว่าจ้างในคดีนี้ คือ สัญญาโครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติระยะที่สาม เริ่มตั้งแต่บริเวณชายฝั่งทะเลจังหวัดระยองจากสถานีชายฝั่งเข้าสู่โรงแยกก๊าซธรรมชาติของผู้คัดค้านในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และส่งผ่านท่อส่งก๊าซไปยังโรงไฟฟ้าบางปะกง รวมระยะทางประมาณ 115 กิโลเมตร ซึ่งตกลงทำสัญญากันวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 กรณีจึงเห็นได้ว่า สัญญาพิพาทในคดีที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างกับคดีนี้เป็นสัญญาคนละฉบับกัน ตกลงทำสัญญาและดำเนินการต่างช่วงเวลากัน ทั้งสถานที่และระยะทางในการปฏิบัติตามสัญญาก็แตกต่างกัน แม้สัญญาพิพาทในคดีดังกล่าวจะมีคู่สัญญาเดียวกันและมีการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องไปยังธนาคาร ท. เช่นเดียวกับในคดีนี้ แต่ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของคู่สัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงการนำสืบพยานหลักฐานของคู่พิพาทในชั้นอนุญาโตตุลาการของแต่ละคดีย่อมมีความแตกต่างกัน การที่คณะอนุญาโตตุลาการในคดีที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างรับฟังพยานหลักฐานที่คู่พิพาทในคดีดังกล่าวนำสืบแล้วนำมาประกอบการวินิจฉัยว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในคดีมีผลอย่างไรย่อมไม่มีผลผูกพันคณะอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ให้ต้องวินิจฉัยไปในทางเดียวกัน คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับในคดีนี้ เมื่อตามคำชี้ขาดในคดีนี้คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังข้อเท็จจริงว่าการโอนสิทธิเรียกร้องสมบูรณ์แล้ว ส่วนข้ออ้างของผู้ร้องที่ว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเพียงสัญญาประกันหนี้อย่างหนึ่งนั้นไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้ โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยคดีผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด ศาลย่อมไม่อาจตรวจสอบการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการในเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวนี้ซ้ำได้อีก ข้ออ้างตามอุทธรณ์ดังกล่าวข้อผู้ร้องจึงเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

สำหรับที่ผู้ร้องอุทธรณ์ทำนองว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการไม่วินิจฉัยตามที่กำหนดประเด็นข้อพิพาทให้ครบทุกประเด็นเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจหรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยปราศจากขอบเขต ไร้หลักเกณฑ์ ขัดต่อประมวลจริยธรรมอนุญาโตตุลาการ ข้อบังคับของสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ และไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ส่วนที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการที่คณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้วินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไปอีกเป็นการรับฟังพยานหลักฐาน ชั่งน้ำหนัก และใช้ดุลพินิจในการพิจารณาตามกรอบอำนาจที่มี ยังถือไม่ได้ว่ากระบวนการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทตกลงกันไว้นั้น เป็นคำวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย คำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อประมวลจริยธรรมอันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทำให้การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า ในการดำเนินกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการนั้น ในกรณีที่คู่พิพาทไม่ได้ตกลงกันหรือพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร รวมทั้งอาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยพยานหลักฐานมาใช้ได้โดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง และวรรคสาม เมื่อข้อเท็จจริงตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ได้ความว่า บริษัท น. ได้โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาว่าจ้างพิพาทไปยังธนาคาร ท. แล้วตั้งแต่ปี 2547 ก่อนที่จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดภายหลังในปี 2553 ผู้ร้องในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมไม่มีอำนาจดำเนินคดีต่อผู้คัดค้านโดยใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวของบริษัท น. ได้ การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าที่คณะอนุญาโตตุลาการไม่วินิจฉัยประเด็นอื่นของผู้ร้องต่อไปเพราะประเด็นที่เหลือไม่จำเป็น ต้องวินิจฉัยนั้นเป็นการวินิจฉัยที่ใช้ดุลพินิจปกติและเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบแล้ว เนื่องจากคณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่เห็นสมควร รวมทั้งมีอำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงและอาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยพยานหลักฐานมาใช้โดยอนุโลมได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 นั้น คำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลชั้นต้นจึงเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบแล้ว เพราะในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น หากเห็นว่าประเด็นปัญหาใดแม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ก็อาจใช้ดุลพินิจไม่วินิจฉัยในประเด็นปัญหาดังกล่าวได้ อันเป็นอำนาจทั่วไป เหตุที่ผู้ร้องยกขึ้นอุทธรณ์จึงเป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุญาโตตุลาการและโต้แย้งการให้เหตุผลในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อดังกล่าวของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 25 วรรคสอง ม. 25 วรรคสาม ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท น.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอำพล ใจแผ้ว
-
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 2/2565
#681144
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้กรมทางหลวง จำเลย เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่มาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติบทนิยามคำว่า "ทางหลวง" หมายความว่า ทางหรือถนนซึ่งจัดไว้เพื่อประโยชน์ในการจราจรสาธารณะทางบก ไม่ว่าในระดับพื้นดิน ใต้หรือเหนือพื้นดิน หรือใต้หรือเหนืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น นอกจากทางรถไฟ และหมายความรวมถึงที่ดิน พืช พันธุ์ไม้ทุกชนิด สะพาน ท่อหรือรางระบายน้ำ อุโมงค์ ร่องน้ำ กำแพงกันดิน เขื่อน รั้ว หลักสำรวจ หลักเขต หลักระยะป้ายจราจร เครื่องหมายจราจร เครื่องหมายสัญญาณ เครื่องสัญญาณไฟฟ้า เครื่องแสดงสัญญาณที่จอดรถ ที่พักคนโดยสาร ที่พักริมทาง เรือหรือพาหนะสำหรับขนส่งข้ามฟาก ท่าเรือสำหรับขึ้นหรือลงรถ และอาคารหรือสิ่งอื่นอันเป็นอุปกรณ์งานทางบรรดาที่มีอยู่หรือที่ได้จัดไว้ในเขตทางหลวงเพื่อประโยชน์แก่งานทางหรือผู้ใช้ทางหลวงนั้นด้วย และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๒ กำหนดว่า ให้กรมทางหลวงมีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง โดยให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง (๒) วิจัยและพัฒนางานก่อสร้างบูรณะและบำรุงรักษาทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน... จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นว่า จำเลยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการก่อสร้าง บูรณะและบำรุงรักษาทางหลวงในส่วนที่เกี่ยวกับทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง ซึ่งรวมถึงการบำรุงรักษาที่ดิน พืช พันธุ์ไม้ทุกชนิดที่มีอยู่ หรือที่ได้จัดไว้ในเขตทางหลวงดังกล่าวด้วย เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแล มิได้ตรวจ ตัดหรือแต่งกิ่งต้นไม้ในเขตทางหลวงให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและปลอดภัยต่อผู้ใช้ทางหลวง เป็นเหตุให้เมื่อมีฝนตกและลมกรรโชกพัดต้นไม้ขนาดใหญ่ริมทางหลวงล้มทับรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับเป็นเหตุให้ผู้ขับถึงแก่ความตายและรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย โดยมีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเดชอุดม
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นางสาว อ. กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6248/2564
#692685
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องให้ปล่อยทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2560 และประกาศขายทอดตลาดครั้งแรกในวันที่ 31 มกราคม 2561 โดยผู้ร้องยื่นคำร้องขอเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 ซึ่งตามมาตรา 288 (เดิม) ให้ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอก่อนการขายทอดตลาด แต่มาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่ มีผลให้ใช้บังคับเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 ให้ยื่นคำร้องขอภายใน 60 วัน นับแต่ที่มีการยึดทรัพย์สินนั้น แม้มาตรา 21 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2560 จะบัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ไม่มีผลกระทบถึงกระบวนพิจารณาของศาลและกระบวนวิธีการบังคับของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้กระทำไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" ก็ตาม แต่ก็มิได้มีข้อความบัญญัติต่อไปว่า และให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่เริ่มดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวจนถึงที่สุดแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2560 การยื่นคำร้องขัดทรัพย์นับแต่นั้นจึงต้องดำเนินการตามความในมาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมาตรา 323 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ยื่นคำร้องภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์สินนั้น แต่ถ้าไม่สามารถยื่นคำร้องขอภายในระยะเวลาดังกล่าว บุคคลนั้นจะยื่นคำร้องขอเมื่อพ้นระยะเวลาเช่นว่านั้นได้ก็ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และได้ยื่นคำร้องขอไม่ช้ากว่า 7 วัน ก่อนวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินนั้นเป็นครั้งแรก คดีนี้เมื่อมีการยึดที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างก่อนวันที่มาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่ ใช้บังคับเช่นนี้ การที่จะให้ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ในระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันที่กฎหมายใช้บังคับ ก็ไม่มีกฎหมายระบุให้เป็นเช่นนั้น กรณีถือว่ามีพฤติการณ์พิเศษแล้ว และการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ไม่ช้ากว่า 7 วัน ก่อนวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาดครั้งแรกจึงเป็นการยื่นคำร้องขัดทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์คดีถึงที่สุด แล้วจำเลยทั้งสองผิดนัด โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 63514 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่ผู้ร้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2526 ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 วันที่ 17 กันยายน 2545 ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 63514 พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยใส่ชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน วันที่ 7 มีนาคม 2546 ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่าโดยมีข้อตกลงแบ่งทรัพย์สิน คือ ผู้ร้องได้ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ส่วนจำเลยที่ 1 ได้รถยนต์และออกไปอยู่อาศัยที่อื่น วันที่ 8 สิงหาคม 2560 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งผู้ร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แล้ว วันที่ 1 ธันวาคม 2560 เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 4 นัด โดยนัดที่ 1 ในวันที่ 31 มกราคม 2561 และวันที่ 24 มกราคม 2561 ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์คดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งต่อผู้ร้องเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2560 ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างไว้แล้ว อันเป็นการยึดทรัพย์สินก่อนที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 จะใช้บังคับในวันที่ 5 กันยายน 2560 ซึ่งแม้มาตรา 21 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจะบัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ไม่มีผลกระทบถึงกระบวนพิจารณาของศาลและกระบวนวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้กระทำไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" ก็ตาม แต่ก็มิได้มีข้อความบัญญัติต่อไปว่า และให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่เริ่มดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวจนถึงที่สุดแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2560 การยื่นคำร้องขัดทรัพย์นับแต่นั้นจึงต้องดำเนินการตามความในมาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมาตรา 323 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ยื่นคำร้องภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์สินนั้น แต่ถ้าไม่สามารถยื่นคำร้องขอภายในระยะเวลาดังกล่าว บุคคลนั้นจะยื่นคำร้องขอเมื่อพ้นระยะเวลาเช่นว่านั้นได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และได้ยื่นคำร้องขอไม่ช้ากว่า 7 วัน ก่อนวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาด หรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินนั้นเป็นครั้งแรก คดีนี้เมื่อมีการยึดที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างก่อนวันที่มาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่ใช้บังคับเช่นนี้ การที่จะให้ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ภายในระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันยึดทรัพย์สินนั้นโดยที่กฎหมายยังไม่ใช้บังคับจึงไม่อาจเป็นไปได้ และจะให้เริ่มนับเวลา 60 วัน นับแต่วันที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับ ก็ไม่มีกฎหมายระบุให้เป็นเช่นนั้น กรณีจึงถือว่ามีพฤติการณ์พิเศษแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ไม่ช้ากว่า 7 วัน ก่อนวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาดครั้งแรก จึงเป็นการยื่นคำร้องขัดทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอและขณะเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้าง ศาลยังมิได้มีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างโดยการครอบครองปรปักษ์ก็ตาม แต่ได้ความตามคำร้องขอว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างโดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว อันทำให้ผู้ร้องเป็นผู้อยู่ใฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนในที่ดินพิพาทได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่ ผู้ร้องย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขัดทรัพย์ได้ ส่วนผู้ร้องจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ผู้ร้องนำสืบในชั้นพิจารณาได้ หาทำให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขัดทรัพย์ไม่ ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้าง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 288 (เดิม) ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ล.
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายกรด จันทร์ประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชัยวัฒน์ เตชะวิจิตรชัย
ชื่อองค์คณะ
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6234/2564
#683066
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติมาตรา 50, 54 วรรคหนึ่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 17, 45 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และมาตรา 4 นิยามศัพท์ "การศึกษาภาคบังคับ" "สถานศึกษา" "เด็ก" แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 เป็นบทบังคับให้ประชาชนผู้มีสัญชาติไทยมีหน้าที่เข้ารับการศึกษาภาคบังคับ และเป็นหน้าที่ของรัฐจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนผู้มีสัญชาติไทยตามที่กฎหมายบัญญัติ เริ่มตั้งแต่ก่อนวัยเรียน คือ ชั้นอนุบาล 1 ถึง 3 จนจบการศึกษาภาคบังคับ คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำเลยที่ 1 เปิดสอนการศึกษาภาคบังคับจึงเป็นสถานศึกษาตามนิยามศัพท์แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับฯ โดยไม่คำนึงว่าเป็นโรงเรียนเอกชนหรือรัฐ จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่จัดการศึกษาภาคบังคับให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แม้มาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ และมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับฯ ยังไม่ได้แก้ไขกำหนดอายุของเด็กก่อนวัยเรียนให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่จำนวนชั้นปีที่ต้องได้รับการศึกษาภาคบังคับตามกฎหมายทั้งสองฉบับสอดคล้องกับอายุเด็กซึ่งเริ่มตั้งแต่อายุย่างเข้าปีที่เจ็ดจนถึงอายุย่างเข้าปีที่สิบหก แสดงว่าการศึกษาภาคบังคับไม่ว่าเป็นการจัดการศึกษาโดยรัฐหรือเอกชนต้องทำอย่างต่อเนื่อง จะให้ออกกลางคันหรือจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียนโดยไม่มีเหตุตามกฎหมาย กฎหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องไม่ได้ ซึ่งมูลเหตุที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ออกจากโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ไม่ได้เกิดจากความผิดของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 โดยคณะกรรมการบริหารของโรงเรียนแสดงเจตนาให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 สิ้นสภาพการเป็นนักเรียนมีผลเป็นการจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียนโดยปราศจากอำนาจตามตราสารจัดตั้งนิติบุคคลโรงเรียนจำเลยที่ 1 และเป็นการกระทำผิดต่อหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายกระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ที่จะได้รับการศึกษาภาคบังคับอย่างต่อเนื่อง การกระทำของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจให้บริการทางการศึกษาจึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้บริโภค ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนจึงเป็นผู้แทนนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 24 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในผลแห่งละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และมาตรา 1167 ประกอบมาตรา 427 จำเลยที่ 4 ผู้อำนวยการโรงเรียนมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดทำทะเบียนนักเรียนกับปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามตราสารจัดตั้งของโรงเรียนตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฯ มาตรา 39 (4) (6) แต่กลับทำผิดหน้าที่จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับผิดในผลแห่งการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ประกอบมาตรา 432

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายทั้งหมดเป็นเงิน 6,976,485 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเป็นสองเท่าของทุนทรัพย์ตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งสามด้วย

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 200,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 677,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 พฤษภาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามแต่ละคน และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสาม โดยในส่วนที่โจทก์ทั้งสามได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยทั้งสี่นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีสัญชาติไทย เป็นบุตรโจทก์ที่ 3 เกิดกับนายคอสติกา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนในระบบประเภทนานาชาติ เปิดสอนชั้นเรียนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจร่วมกับจำเลยที่ 3 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ และมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2557 โจทก์ที่ 3 นำโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไปเข้าเรียนที่โรงเรียนจำเลยที่ 1 ต่อมาในปีการศึกษา 2560 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ 3 ชำระเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่โจทก์ที่ 3 เห็นว่าหนังสือดังกล่าวไม่มีรายละเอียดของเงินที่เรียกเก็บ โจทก์ที่ 3 จึงขอให้จำเลยที่ 1 ชี้แจงรายละเอียด นอกจากนี้ โจทก์ที่ 3 ยังได้ร้องเรียนเรื่องการเก็บเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาของจำเลยที่ 1 ไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลสถานศึกษาในเขตพื้นที่ จำเลยที่ 1 จึงเชิญให้โจทก์ที่ 3 ไปพบกับผู้บริหารโรงเรียนจำเลยที่ 1 เพื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าว 2 ครั้ง แต่โจทก์ที่ 3 ไม่ไปพบ ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 ส่งไปถึงโจทก์ที่ 3 โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ลงนามในฐานะกรรมการบริหารโรงเรียนจำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ที่ 3 และสามีโจทก์ที่ 3 พิจารณาย้ายโรงเรียนให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2560 จนกระทั่งวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 1 ได้มีประกาศเรื่อง อัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ประจำปีการศึกษา 2560 ถึง 2562 เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ประจำปีการศึกษา 2558 ถึง 2559 ปรากฏว่าอัตราค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บในชั้นเรียนต่าง ๆ สูงกว่าประจำปีการศึกษา 2558 ถึง 2559 ร้อยละ 14 ถึง 29 ต่อมาโจทก์ที่ 3 จึงให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ออกจากโรงเรียนจำเลยที่ 1 และไปสมัครศึกษาต่อที่โรงเรียนอื่น แล้วโจทก์ทั้งสามจึงมาฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ว่าร่วมกันกระทำละเมิดและขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสี่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประเด็นแรกว่าจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดแก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 50 บัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้...(4) เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ... มาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ...พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 17 บัญญัติว่า ให้มีการศึกษาภาคบังคับจำนวนเก้าปี โดยให้เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดเข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่สอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับ... มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้สถานศึกษาเอกชนจัดการศึกษาได้ทุกระดับและทุกประเภทการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด โดยรัฐต้องกำหนดนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของเอกชนในด้านการศึกษา... พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 มาตรา 4 นิยามศัพท์ "การศึกษาภาคบังคับ" หมายความว่า การศึกษาชั้นปีที่หนึ่งถึงชั้นปีที่เก้าของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ "สถานศึกษา" หมายความว่าสถานศึกษาที่จัดการศึกษาภาคบังคับ "เด็ก" หมายความว่า เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดจนถึงอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่เด็กที่สอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับแล้ว บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นบทบังคับให้ประชาชนผู้มีสัญชาติไทยมีหน้าที่ต้องเข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ ขณะเดียวกันยังเป็นหน้าที่ของรัฐจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนผู้มีสัญชาติไทยตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนวัยเรียน คือ ชั้นอนุบาล 1 ถึง 3 จนจบการศึกษาภาคบังคับ คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย จำเลยที่ 1 เป็นโรงเรียนเอกชนในระบบประเภทนานาชาติ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 เปิดสอนชั้นเรียนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งรวมถึงการจัดการศึกษาภาคบังคับตั้งแต่ก่อนวัยเรียน คือ ชั้นอนุบาล 1 ถึง 3 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วย จึงเป็น "สถานศึกษา" ตามนิยามศัพท์ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 โดยไม่จำต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 1 เป็นโรงเรียนเอกชนหรือของรัฐ จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่จัดการศึกษาภาคบังคับให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ต้องจัดการศึกษาภาคบังคับตามหลักสูตรที่ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนมีอำนาจในการกำกับดูแล การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาเช่นเดียวกับสถานศึกษาของรัฐ รวมทั้งการควบคุมการกำหนดค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นหากโรงเรียนในระบบแสวงหากำไรเกินควร ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 13 และมาตรา 33 นอกจากนี้ แม้ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 จะยังมิได้แก้ไขกำหนดอายุของเด็กก่อนวัยเรียน คือ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่เมื่อเทียบจำนวนชั้นปีที่เด็กต้องได้รับการศึกษาภาคบังคับตามกฎหมายทั้งสองฉบับจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จะสอดคล้องกับอายุเด็กซึ่งเริ่มตั้งแต่อายุย่างเข้าปีที่เจ็ดจนถึงอายุย่างเข้าปีที่สิบหก แสดงให้เห็นว่าการศึกษาภาคบังคับไม่ว่าจะเป็นการจัดการศึกษาโดยรัฐหรือเอกชนต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง จะให้เด็กออกกลางคันหรือดำเนินการจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียนเพื่อให้เด็กพ้นสภาพจากโรงเรียนที่เรียนอยู่โดยไม่มีเหตุตามกฎหมาย กฎหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องหาได้ไม่ ทั้งนี้เพราะเด็กไทยทุกคนต้องได้รับโอกาสในการศึกษาภาคบังคับเพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันก่อนที่เด็กจะมีวุฒิภาวะในการเลือกตัดสินใจที่จะศึกษาต่อในภาคการศึกษาที่มิใช่ภาคบังคับหรือประกอบอาชีพตามความถนัดของตนเองต่อไปส่วนการบริหารจัดการการศึกษาประการอื่น นอกเหนือจากการกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน โรงเรียนเอกชนย่อมมีอำนาจดำเนินการให้บริการทางการศึกษาได้โดยอิสระภายในขอบเขตของกฎหมายและข้อสัญญาระหว่างบิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กกับโรงเรียนเอกชนนั้น หาใช่กระทำได้ตามอำเภอใจดังที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาแต่อย่างใดไม่ สำหรับมูลเหตุที่โจทก์ที่ 1 และ ที่ 2 ออกจากโรงเรียนของจำเลยที่ 1 นั้น ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าในปีการศึกษา 2560 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ 3 ชำระเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่โจทก์ที่ 3 เห็นว่า หนังสือดังกล่าวไม่มีรายละเอียดของเงินที่เรียกเก็บ โจทก์ที่ 3 จึงขอให้จำเลยที่ 1 ชี้แจงรายละเอียดโดยมีการโต้ตอบระหว่างกัน เมื่อโจทก์ที่ 3 ไม่ได้รับคำชี้แจงอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 13 มีนาคม 2560 โจทก์ที่ 3 จึงมีหนังสือถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ตขอสำเนาประกาศ เรื่อง อัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ของโรงเรียนจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 เชิญให้โจทก์ที่ 3 ไปพบกับผู้บริหารโรงเรียน เพื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าว 2 ครั้ง แต่โจทก์ที่ 3 ไม่ไปพบ จนนำไปสู่เหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 ส่งไปยังโจทก์ที่ 3 เห็นได้ชัดว่า ก่อนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จะออกจากโรงเรียนของจำเลยที่ 1 มิใช่เกิดจากการกระทำความผิดใด ๆ ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่เกิดจากการที่โจทก์ที่ 3 ต้องการทราบรายละเอียดอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นของโรงเรียนจำเลยที่ 1 ที่เรียกเก็บ อันเป็นสิทธิของโจทก์ที่ 3 ที่จะได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารดังกล่าวตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 32 วรรคท้าย เพราะมิฉะนั้นโจทก์ที่ 3 ย่อมไม่อาจทราบได้อย่างแจ้งชัดว่าค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นครอบคลุมรายการใดบ้าง โดยเฉพาะกรณีที่อาจมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในระหว่างปีการศึกษา เมื่อพิจารณาข้อความในตอนต้นกล่าวถึงการที่จำเลยที่ 1 มีคำเชิญให้โจทก์ที่ 3 เข้าร่วมประชุมสำคัญที่โรงเรียน แต่โจทก์ที่ 3 ไม่มาและเนื้อความตอนท้ายของหนังสือระบุว่า ขอให้โจทก์ที่ 3 พิจารณาย้ายโรงเรียนแก่บุตรโจทก์ที่ 3 ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2560 ข้อความดังกล่าวมีความชัดเจนไม่จำต้องแปลความแต่อย่างใดเลยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์ให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ศึกษาต่อที่โรงเรียนของจำเลยที่ 1 ต่อไปดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมา ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า การออกหนังสือเป็นไปตามมติของคณะกรรมการบริหารโรงเรียนโดยมีความมุ่งหมายเพียงเพื่อกดดันให้โจทก์ที่ 3 เข้ามาเจรจาปรับความเข้าใจกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อันเป็นมาตรการสุดท้ายที่มีความเหมาะสม มิได้ต้องการให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ออกจากโรงเรียนนั้น ในวันดังกล่าว โจทก์ที่ 3 ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังจำเลยที่ 4 ขอทราบสาเหตุว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดอย่างไรอันเป็นเหตุให้ต้องออกจากโรงเรียน ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 4 ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ในนามคณะกรรมการบริหารโรงเรียนโต้ตอบกลับมายังโจทก์ที่ 3 มีข้อความตอนหนึ่งว่า "...การให้นักเรียนสิ้นสภาพการเป็นนักเรียนของโรงเรียนนั้น ไม่ได้มาจากเหตุที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมหรือผลการเรียนของตัวนักเรียนแต่อย่างใด ในทางกลับกันนักเรียนทั้งสองคนนี้นั้นเป็นนักเรียนที่ดีของโรงเรียนและทางโรงเรียนก็มีความยินดีที่จะออกหนังสือรับรองผลการเรียนของนักเรียนทั้งสองในช่วงที่ศึกษาที่โรงเรียนจำเลยที่ 1 ให้แก่ผู้ปกครอง..." ข้อความดังกล่าวนี้ยิ่งเป็นการย้ำชัดให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่มีความประสงค์ให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 สิ้นสภาพการเป็นนักเรียนของโรงเรียนจำเลยที่ 1 ทั้งที่ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระหว่างโจทก์ที่ 3 กับจำเลยทั้งสี่ ส่วนที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาอีกว่าโรงเรียนจำเลยที่ 1 ยังมีที่ว่างในชั้นปีที่ 3 และชั้นปีที่ 10 อย่างละ 1 ที่ สำหรับโจทก์ที่ 2 และที่ 1 เนื่องจากทางโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จากผู้ปกครองนักเรียนในวันที่ 17 และวันที่ 18 สิงหาคม 2560 ตามลำดับว่า เด็กนักเรียนในความปกครองไม่อาจมาเรียนได้ พร้อมคำแปล นั้น เห็นว่า เมื่อมีการประกาศรายชื่อนักเรียนประจำปีการศึกษา 2560 พร้อมคำแปลปรากฏว่าในชั้นปีที่ 3 และชั้นปีที่ 10 ซึ่งมีนักเรียนห้องเรียนละ 24 คน อย่างละ 2 ห้อง ไม่มีชื่อของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์ที่ 3 จะไม่รีบเร่งขวนขวายหาที่เรียนให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ใหม่ เพราะโรงเรียนจะเปิดภาคเรียนในปีการศึกษาใหม่ในวันที่ 21 สิงหาคม 2560 การที่ไม่มีชื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เมื่อมีการประกาศรายชื่อนักเรียน และจำเลยที่ 1 โดยคณะกรรมการบริหารของโรงเรียนแสดงเจตนาให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 สิ้นสภาพจากการเป็นนักเรียนของโรงเรียนจำเลยที่ 1 ย่อมมีผลเท่ากับเป็นการจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียน ซึ่งตามตราสารจัดตั้งนิติบุคคลโรงเรียนจำเลยที่ 1 ข้อ 27 กำหนดเหตุที่จะจำหน่ายนักเรียนเพียง 4 กรณี คือ 1.เมื่อจบหลักสูตร 2.เมื่อลาออก 3.เมื่อตาย และ 4.เมื่อขาดเรียนเกิน 1 ปีการศึกษาขึ้นไป กรณีดังกล่าวจึงเป็นการจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียนโดยปราศจากอำนาจ ทั้งยังเป็นการกระทำที่ผิดต่อหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย อันมีผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ที่จะได้รับการศึกษาภาคบังคับอย่างต่อเนื่อง จะให้ออกจากโรงเรียนกลางคันเสียมิได้ดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจให้บริการทางการศึกษา จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้บริโภค ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสามนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน อยู่ในฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 24 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในผลแห่งการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 1167 ประกอบมาตรา 427 ส่วนจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดทำทะเบียนนักเรียน กับปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามตราสารจัดตั้งของโรงเรียนตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 39 (4) (6) แต่กลับกระทำผิดต่อหน้าที่เสียเอง จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับผิดในผลแห่งการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามเช่นกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ประกอบมาตรา 432 ฎีกาอื่นของจำเลยทั้งสี่ในประเด็นพิพาทข้อนี้เป็นรายละเอียดปลีกย่อยไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสี่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประเด็นสุดท้ายมีว่าจำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเพียงใด สำหรับค่าเสียหายในส่วนค่าเล่าเรียน อันเป็นค่าธรรมเนียมการศึกษา ซึ่งโจทก์ที่ 3 ชำระให้แก่โรงเรียนแห่งใหม่ นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ออกจากโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ได้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียน น. ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนในระบบที่จังหวัดภูเก็ตเช่นกัน โจทก์ที่ 3 ต้องเสียค่าธรรมเนียมการศึกษาในส่วนของโจทก์ที่ 1 รวม 3 ภาคเรียน เป็นเงินปีละ 198,937.50 บาท และโจทก์ที่ 2 รวม 3 ภาคเรียน เป็นเงินปีละ 198,937.50 บาท หากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยังคงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนของจำเลยที่ 1 จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการศึกษาในชั้นปีเดียวกัน เป็นเงินปีละ 400,000 บาท และ 350,000 บาท ตามลำดับโจทก์ที่ 3 มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาเป็นปกติอยู่แล้วและไม่ได้เสียค่าธรรมเนียมการศึกษาในโรงเรียนใหม่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ ส่วนการที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ย้ายไปศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในปีการศึกษา 2561 ที่โรงเรียน ภ. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นความสมัครใจย้ายโรงเรียนของโจทก์ทั้งสามเอง เป็นความเสียหายที่ไกลกว่าเหตุ โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ที่ 3 รวมกันมาเป็นเงิน 677,000 บาท ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนค่าเสียหายอันเนื่องมาจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ต้องเสียโอกาสในการศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนของจำเลยที่ 1 นั้น รายละเอียดเกี่ยวกับกิจการของจำเลยที่ 1 แนบท้ายใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน ระบุเป็นการเรียนการสอนโดยใช้หลักสูตรของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ของประเทศอังกฤษ จำเลยที่ 4 เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านยอมรับว่า มาตรฐานของหลักสูตรจะใช้ข้อสอบที่ส่งมาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ บางชั้นปีต้องส่งข้อสอบกลับไปตรวจที่ประเทศอังกฤษ ดังนั้น นักเรียนที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็จะมีโอกาสเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์หากได้รับการตอบรับ แต่นักเรียนที่ออกจากโรงเรียนของจำเลยที่ 1 หากไปศึกษาในหลักสูตรภาษาไทย อาจมีปัญหาหากขาดความสันทัดจัดเจนในการใช้ภาษาไทย การที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ต้องออกจากโรงเรียนของจำเลยที่ 1 กลางคันย่อมต้องเสียเวลาในการปรับตัวในด้านต่าง ๆ เพื่อศึกษาในหลักสูตรอื่นทำให้ขาดความต่อเนื่องทางการศึกษา และอาจเสียโอกาสในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อประกอบอาชีพในอนาคต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 200,000 บาท เหมาะสมแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 เดิม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายโดยชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระหนี้เสร็จ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 พฤษภาคม 2561) เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่ละคน อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้ยกฟ้องในส่วนความรับผิดระหว่างโจทก์ที่ 3 กับจำเลยทั้งสี่นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 3 กับจำเลยทั้งสี่ในชั้นอุทธรณ์ และระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสี่ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 427 ม. 432 ม. 1167
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ม. 50 ม. 54
พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ม. 17 ม. 45
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม. 24 ม. 39 (4) ม. 39 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชาย จ. โดยนางสาว พ. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — บริษัท ฮ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวกมลชนก กฐินะสมิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6233/2564
#682864
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ และให้บริการอื่นที่เกี่ยวกับการเงิน รับฝากเงิน และให้บริการการใช้หรือโอนเงินทาง xxx application online ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่และคอมพิวเตอร์ จึงเป็นผู้รับฝากซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะ จำต้องใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการค้าขายหรืออาชีวะอย่างนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 659 วรรคสาม ปรากฏว่า ระหว่างเวลา 23.41 นาฬิกา ของวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 ถึงเวลา 2.01 นาฬิกา ของวันที่ 8 กรกฎาคม 2560 เงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากของผู้อื่นจำนวน 3 บัญชี รวม 12 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,099,999 บาท การโอนเงินที่เป็นการโอนจำนวนย่อยหลายครั้งติดต่อกันในช่วงเวลาเดียวกันในเวลากลางคืน จากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีเงินฝากของบุคคลอื่นโดยเป็นบัญชีเดียวกันหรือชื่อบัญชีเดียวกัน ย่อมเป็นพฤติกรรมในการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ จำเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะต้องทราบถึงวิธีการดังกล่าวและย่อมสังเกตได้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติและอาจเป็นการกระทำของมิจฉาชีพผู้ประกอบอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จำเลยจึงควรมีมาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันการกระทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ชอบดังกล่าวด้วย การที่จำเลยแจ้งเตือนให้แก่ลูกค้าผู้ใช้บริการต่าง ๆ ระมัดระวังอีเมลหลอกลวงจากมิจฉาชีพหรือที่เรียกว่า Phishing Email มาตลอด โดยมีข้อความแจ้งเตือนว่า "แจ้งเตือน กรุณาอย่าหลงเชื่ออีเมลปลอมจากมิจฉาชีพ xxx ไม่มีนโยบายในการส่งอีเมลใด ๆ เพื่อให้ลูกค้ากรอกข้อมูล ชื่อผู้ใช้งาน Password หรือข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ โดยเด็ดขาด" และ "แจ้งเตือนโปรดระวังอีเมลแอบอ้าง (Phishing Email) ว่าเป็นอีเมลจากธนาคารหลอกลวงให้คลิกเพื่อไปยังเว็บไซต์ปลอมเพื่อความปลอดภัยกรุณาพิมพ์ www.xxx.com" ตามเว็บไซต์ของจำเลยในการเข้าระบบ ลูกค้าต้องใช้ชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) ที่ลูกค้าสมัครไว้กับธนาคารเข้าสู่ระบบและต้องใส่รหัสโอทีพี (OTP หรือ One Time Password) ที่ระบบธนาคารส่งให้ที่หมายเลขโทรศัพท์ของลูกค้าเพื่อยืนยันการทำธุรกรรมอีกขั้นตอนหนึ่งจึงจะสามารถทำธุรกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับบัญชีของตนได้ มาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการป้องกันความเสียหายแก่การทำธุรกรรมทางการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อไม่ให้ลูกค้าที่ใช้บริการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงเพื่อให้ส่งมอบชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านให้เพื่อนำไปใช้กระทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ชอบซึ่งเป็นข้อควรระวังในด้านของลูกค้า แต่มาตรฐานของจำเลยในการป้องกันการโอนเงินที่เป็นการทำธุรกรรมทางการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ชอบดังกล่าวควรจะมีอยู่อย่างไร จำเลยควรจะป้องกันหรือระงับยับยั้งการโอนเงินที่มีความผิดปกติดังกล่าวเมื่อมีการโอนเงินผ่านไปแล้วกี่ครั้ง และเหตุใดพนักงานของจำเลยเพิ่งจะโทรศัพท์แจ้งเตือนไปยังโจทก์หลังจากที่มีการโอนเงินดังกล่าวครั้งที่ 12 และโอนเงินไปรวมเป็นเงิน 1,099,999 บาท แล้ว ซึ่งมาตรการในการป้องกันความเสียหายที่เหมาะสมหรือสมควรดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียว จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ในส่วนนี้ แต่จำเลยกลับแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้มีมาตรการในการป้องกันหากเกิดการโอนเงินหรือการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ชอบในส่วนนี้เลยและไม่ปรากฏว่าจำเลยมีมาตรการในการป้องกันความเสียหายในส่วนนี้อย่างเพียงพอ แม้ในการโอนเงินจำเลยได้มีข้อความแจ้งเตือนไปยังโจทก์ทุกครั้งที่ทำการโอนเงินรวม 12 ครั้ง และพนักงานของจำเลยได้โทรศัพท์ไปหาโจทก์หลังจากที่มีการโอนเงินครั้งที่ 12 แล้ว มาตรการดังกล่าวถือว่าไม่เพียงพอต่อการป้องกันการโอนเงินหรือการทำรายการหรือธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ชอบ นอกจากนี้ได้ความว่าโจทก์มิใช่รายแรกที่ถูกหลอกลวงในลักษณะนี้และมีอีกหลายรายที่ถูกหลอกลวงในลักษณะนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบถึงพฤติกรรมการหลอกลวงและวิธีการโอนเงินโดยไม่ชอบดังกล่าวเช่นเดียวกับคดีนี้มาก่อนทั้งเหตุเกิดซ้ำ ๆ กับลูกค้าจำนวนมาก จำเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะและในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมระบบมีความสามารถในการตรวจสอบหรือทราบถึงความผิดปกติในการทำรายการต่าง ๆ ได้แต่เพียงฝ่ายเดียวยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังและหามาตรการในการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายดังเช่นที่เกิดในคดีนี้อีก หาใช่ว่าหากมีการกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่สามารถยืนยันตัวตนได้แล้วบุคคลดังกล่าวจะสามารถดำเนินการธุรกรรมอย่างใดก็ได้โดยจำเลยไม่มีหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้มีการโอนเงินที่ไม่ถูกต้องแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการ ค้าขายหรืออาชีวะอย่างนั้นแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ได้รับอีเมลที่ไม่ได้มาจากจำเลยและมีข้อความเชื่อมโยงหรือลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่เลียนแบบเว็บไซต์ธนาคารจำเลย และโจทก์กรอกชื่อผู้ใช้ (username) และรหัสผ่าน (Password) ในเว็บไซต์ดังกล่าว ทำให้มีคนร้ายทราบถึงชื่อผู้ใช้ (username) และรหัสผ่าน (Password) ของโจทก์ และนำไปใช้สมัคร xxx App ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ และโจทก์ยังได้กรอกหมายเลขโอทีพี (OTP หรือ One Time password) ในเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นเหตุให้คนร้ายสามารถสมัครใช้บริการ xxx App ได้สำเร็จและเกิดการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีอื่น โจทก์เป็นผู้ใช้บริการธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตก่อนเกิดเหตุเป็นเวลากว่า 10 ปี ทั้งตามใบแจ้งรายการบัญชีออมทรัพย์โจทก์ก็ได้ทำธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตหลายครั้ง โจทก์ย่อมมีความเข้าใจในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางดังกล่าวและย่อมทราบถึงคำเตือนของจำเลยตามที่ปรากฏในเว็บไซต์ของจำเลย โจทก์จึงควรมีความระมัดระวังในการตรวจสอบก่อนทำธุรกรรมดังกล่าวมากกว่าที่ปรากฏในคดีนี้ จึงถือว่าโจทก์มีส่วนทำให้เกิดความเสียหายด้วย พฤติกรรมของโจทก์และจำเลยจึงถือว่ามีส่วนทำให้เกิดความเสียหายในคดีนี้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันและเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์เป็นเงิน 550,000 บาท เมื่อค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดเป็นหนี้เงินหากชำระล่าช้าย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งค่าเสียหายของหนี้เงินตามปกติย่อมคิดกันในรูปของดอกเบี้ย จึงเห็นควรกำหนดให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยดังกล่าวนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นต้นไป ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคหนึ่ง โดยควรให้ในอัตราเดียวกับอัตราดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่อัตราร้อยละ 5 ต่อปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,181,723 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,100,119 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ฎีกาว่า โจทก์เป็นลูกค้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับจำเลย สาขาโรงพยาบาลราชวิถี ต่อมาโจทก์สมัครใช้บริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต และใช้บริการต่อเนื่องมา โดยโจทก์ต้องมีชื่อผู้ใช้ (username) และรหัสผ่าน (password) สำหรับทำรายการผ่านระบบ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 โจทก์ได้รับอีเมลอ่านได้ว่าจาก ถึง kancwc1eo@k-hv8we.th มีข้อความถึงคุณ ดูได้ผ่าน Internet Banking และเข้าถึงข่าวสารทาง https://www.xxxx.com/login.asp หากมีคำถามติดต่อหมายเลข 0 2777 7776 โจทก์กรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของโจทก์ลงไปและมีข้อความให้โจทก์กรอกหมายเลขรหัสประเภทรหัสใช้ครั้งเดียว (OTP) และมีหมายเลข OTP เข้ามาที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ โจทก์จึงกรอกหมายเลข OTP ไป กลับมีการแสดงโฆษณาบริการต่าง ๆ โจทก์จึงปิดหน้าเพจ ระหว่างเวลา 23.41 นาฬิกา ของวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 ถึงเวลา 2.01 นาฬิกา ของวันที่ 8 กรกฎาคม 2560 เงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากของผู้อื่นรวม 12 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,099,999 บาท โดยเป็นการโอนเข้าบัญชีเงินฝากของผู้อื่นที่ธนาคารจำเลย ยกเว้นครั้งที่ 7 และครั้งที่ 8 เป็นการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้อื่นที่ธนาคาร ธ. โดยในวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 โอน 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 500,000 บาท และวันที่ 8 กรกฎาคม 2560 โอน 8 ครั้ง รวมเป็นเงิน 599,999 บาท ซึ่งการทำธุรกรรมการโอนเงินดังกล่าวเกิดจากการกระทำของกลุ่มมิจฉาชีพ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดใช้เงินที่ถูกโอนทางอิเล็กทรอนิกส์ไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ รวม 12 ครั้ง พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ และให้บริการอื่นที่เกี่ยวกับการเงิน รับฝากเงิน และให้บริการการใช้หรือโอนเงินทาง application online ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่และคอมพิวเตอร์ จำเลยจึงเป็นผู้รับฝากซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะ จำต้องใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการค้าขายหรืออาชีวะอย่างนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 659 วรรคสาม ปรากฏว่า ระหว่างเวลา 23.41 นาฬิกา ของวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 ถึงเวลา 2.01 นาฬิกา ของวันที่ 8 กรกฎาคม 2560 เงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์บัญชีถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากของผู้อื่นจำนวน 3 บัญชี อันได้แก่ บัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ชื่อบัญชีนางสาวกาญจนา บัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ชื่อบัญชีนางสาวกาญจนา หรือนางสาวนพรัตน์ และบัญชีเงินฝากธนาคาร ธ. ชื่อบัญชีนางสาวกาญจนา รวม 12 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,099,999 บาท พฤติกรรมการโอนเงินที่เป็นการโอนจำนวนย่อยหลายครั้งติดต่อกันในช่วงเวลาเดียวกันและเป็นการโอนเงินในเวลากลางคืน จากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีเงินฝากของบุคคลอื่นโดยเป็นบัญชีเดียวกันหรือชื่อบัญชีเดียวกัน ย่อมต้องถือว่าเป็นพฤติกรรมในการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ จำเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะย่อมต้องทราบถึงวิธีการดังกล่าวและย่อมสังเกตได้ว่าพฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินดังกล่าวเป็นเรื่องผิดปกติและอาจเป็นการกระทำของมิจฉาชีพผู้ประกอบอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จำเลยจึงควรมีมาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันการกระทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ชอบดังกล่าวด้วย จำเลยเพียงแต่นำสืบต่อสู้ว่าจำเลยมีการแจ้งเตือนให้แก่ลูกค้าผู้ใช้บริการต่าง ๆ ระมัดระวังอีเมลหลอกลวงจากมิจฉาชีพหรือที่เรียกว่า Phishing Email มาตลอด โดยมีข้อความแจ้งเตือนว่า "แจ้งเตือน กรุณาอย่าหลงเชื่ออีเมลปลอมจากมิจฉาชีพ ไม่มีนโยบายในการส่งอีเมลใด ๆ เพื่อให้ลูกค้ากรอกข้อมูล ชื่อผู้ใช้งาน Password หรือข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ โดยเด็ดขาด" และ "แจ้งเตือนโปรดระวังอีเมลแอบอ้าง (Phishing Email) ว่าเป็นอีเมลจากธนาคารหลอกลวงให้คลิกเพื่อไปยังเว็บไซต์ ปลอมเพื่อความปลอดภัยกรุณาพิมพ์ www.xxxx.com" ตามเว็บไซต์ของจำเลย ในการเข้าระบบ ลูกค้าต้องใช้ชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) ที่ลูกค้าสมัครไว้กับธนาคารเข้าสู่ระบบและต้องใส่รหัสโอทีพี (OTP หรือ One Time Password) ที่ระบบธนาคารส่งให้ที่หมายเลขโทรศัพท์ของลูกค้าเพื่อยืนยันการทำธุรกรรมอีกขั้นตอนหนึ่งจึงจะสามารถทำธุรกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับบัญชีของตนได้ และในการขอใช้ xxx App จะต้องมีการขอหมายเลขโอทีพี หรือ OTP ส่งไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ โดยมีข้อความว่า "Register xxx App with within 5 minutes" อันเป็นการแจ้งให้ทราบว่ากำลังมีการสมัครใช้งาน xxx App มาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการในการป้องกันความเสียหายแก่การทำธุรกรรมทางการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อไม่ให้ลูกค้าที่ใช้บริการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงเพื่อให้ส่งมอบชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านให้เพื่อนำไปใช้กระทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ชอบซึ่งเป็นข้อควรระวังในด้านของลูกค้า แต่จำเลยกลับไม่ได้นำสืบถึงการป้องกันที่เหมาะสมในส่วนของจำเลยว่ามีอยู่อย่างไรหากเกิดการกระทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ชอบดังที่เกิดขึ้นในคดีนี้ ทั้งจำเลยก็ไม่ได้นำสืบให้รับฟังได้ว่า มาตรฐานในการป้องกันการโอนเงินที่เป็นการทำธุรกรรมทางการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ชอบดังกล่าวควรจะมีอยู่อย่างไร จำเลยควรจะป้องกันหรือระงับยับยั้งการโอนเงินที่มีความผิดปกติดังกล่าวเมื่อมีการโอนเงินผ่านไปแล้วกี่ครั้ง และเหตุใดพนักงานของจำเลยเพิ่งจะโทรศัพท์แจ้งเตือนไปยังโจทก์หลังจากที่มีการโอนเงินดังกล่าวครั้งที่ 12 และโอนเงินไปรวมเป็นเงิน 1,099,999 บาท แล้ว ซึ่งมาตรการในการป้องกันความเสียหายที่เหมาะสมหรือสมควรดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียว จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ในส่วนนี้ แต่กลับปรากฏจากคำเบิกความของนายภิญโญ ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมสืบสวนการทุจริตทางเทคโนโลยีของจำเลย เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องเฝ้าอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และไม่มีหน้าที่ต้องประจำอยู่ ณ สาขาธนาคาร กลับแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้มีมาตรการในการป้องกันหากเกิดการโอนเงินหรือการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ชอบในส่วนนี้เลย จำเลยอ้างแต่เพียงว่า ระบบธนาคารทางอินเทอร์เน็ต ของจำเลยเป็นระบบให้ความสะดวกแก่ลูกค้าที่สามารถทำธุรกรรมได้ด้วยตนเอง ตลอด 24 ชั่วโมง แต่กลับไม่ปรากฏว่าจำเลยมีมาตรการในการป้องกันความเสียหายในส่วนนี้อย่างเพียงพอย่อมไม่ถูกต้อง แม้จะปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า ในการโอนเงินจำเลยได้มีข้อความแจ้งเตือนไปยังโจทก์ทุกครั้งที่ทำการโอนเงินรวม 12 ครั้ง และพนักงานของจำเลยได้โทรศัพท์ไปหาโจทก์หลังจากที่มีการโอนเงินครั้งที่ 12 แล้ว มาตรการดังกล่าวถือว่าไม่เพียงพอต่อการป้องกันการโอนเงินหรือการทำรายการหรือธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ชอบ แม้จำเลยจะนำสืบว่า โจทก์เคยเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวหลายครั้งและบางครั้งมีจำนวนสูงถึง 7,000,000 บาท ดังนั้น การโอนเงินครั้งละ 50,000 บาท ถึง 200,000 บาท จึงเป็นเรื่องที่ไม่ผิดปกติวิสัย แต่ตามใบแจ้งรายการบัญชีออมทรัพย์ ก็ไม่เคยปรากฏว่าโจทก์ได้มีการเบิกถอนเงินหรือโอนเงินไปยังบัญชีเงินฝากอื่น จำนวนครั้งละ 50,000 บาท ถึง 200,000 บาท ในระยะเวลาใกล้เคียงกันหลาย ๆ ครั้งจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีเงินฝากของบุคคลอื่นโดยเป็นบัญชีเดียวกันหรือชื่อบัญชีเดียวกันดังที่เกิดขึ้นในคดีนี้ นอกจากนี้ยังปรากฏจากคำเบิกความของนายภิญโญด้วยว่า โจทก์มิใช่รายแรกที่ถูกหลอกลวงในลักษณะนี้ และมีอีกหลายรายที่ถูกหลอกลวงในลักษณะนี้ นอกจากนี้นายภิญโญยังได้ตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ด้วยว่า มีลูกค้าถูกหลอก 6 รายและมีการทำรายการหลายราย แต่โอนเงินไม่สำเร็จ ลูกค้าบางรายไม่ติดใจดำเนินคดีและอีกหลายรายอยู่ระหว่างการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวน ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบถึงพฤติกรรมการหลอกลวงและวิธีการโอนเงินโดยไม่ชอบดังกล่าวเช่นเดียวกับคดีนี้มาก่อนทั้งเหตุเกิดซ้ำ ๆ กับลูกค้าจำนวนมาก จำเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะและในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมระบบมีความสามารถในการตรวจสอบหรือทราบถึงความผิดปกติในการทำรายการต่าง ๆ ได้แต่เพียงฝ่ายเดียวยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังและหามาตรการในการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายดังเช่นที่เกิดในคดีนี้อีก หาใช่เป็นดังที่จำเลยนำสืบกล่าวอ้างว่าหากมีการกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่สามารถยืนยันตัวตนได้แล้วบุคคลดังกล่าวจะสามารถดำเนินการธุรกรรมอย่างใดก็ได้โดยจำเลยไม่มีหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้มีการโอนเงินที่ไม่ถูกต้องแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการ ค้าขายหรืออาชีวะอย่างนั้นแล้ว อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 โจทก์ได้รับอีเมลที่ไม่ได้มาจากจำเลยและมีข้อความเชื่อมโยงหรือลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่เลียนแบบเว็บไซต์ธนาคารจำเลย และโจทก์ได้กรอกชื่อผู้ใช้ (username) และรหัสผ่าน (Password) ของโจทก์ลงไปในเว็บไซต์ดังกล่าว ทำให้มีคนร้ายทราบถึงชื่อผู้ใช้ (username) และรหัสผ่าน (Password) ของโจทก์ และนำไปใช้สมัคร xxx App ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ และโจทก์ยังได้กรอกหมายเลขโอทีพี (OTP หรือ One Time password) ในเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นเหตุให้คนร้ายสามารถสมัครใช้บริการ xxx App ได้สำเร็จและเกิดการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีอื่นอันไม่ชอบในคดีนี้ ทั้งที่หมายเลขโอทีพีดังกล่าวมีข้อความว่า เป็นการลงทะเบียนเพื่อสมัครใช้ xxx App โจทก์เป็นผู้ใช้บริการธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต มาตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2549 ก่อนเกิดเหตุในคดีนี้เป็นเวลากว่า 10 ปี ทั้งตามใบแจ้งรายการบัญชีออมทรัพย์ โจทก์ก็ได้ทำธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตหลายครั้ง โจทก์ย่อมมีความเข้าใจในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางดังกล่าวและย่อมทราบถึงคำเตือนของจำเลยตามที่ปรากฏในเว็บไซต์ของจำเลย โจทก์จึงควรมีความระมัดระวังในการตรวจสอบก่อนทำธุรกรรมดังกล่าวมากกว่าที่ปรากฏในคดีนี้ พฤติกรรมจึงถือว่าโจทก์มีส่วนทำให้เกิดความเสียหายด้วย พฤติกรรมของโจทก์และจำเลยจึงถือว่ามีส่วนทำให้เกิดความเสียหายในคดีนี้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันและเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์เป็นเงิน 550,000 บาท ส่วนที่โจทก์ขอดอกเบี้ยผิดนัดโดยนับแต่วันเกิดเหตุมาด้วยนั้น เนื่องจากคดีนี้ตั้งแต่เกิดเหตุโจทก์และจำเลยยังมีข้อโต้แย้งต่อกันเพราะต่างอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งขาดความระมัดระวังในการดำเนินกิจการของตนเอง ทั้งค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าเสียหายที่ศาลกำหนดให้จำเลยต้องรับผิดชอบแก่โจทก์อันเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเมื่อศาลมีคำพิพากษาซึ่งไม่อาจถือว่าจำเลยผิดนัดก่อนหน้านั้นได้ อย่างไรก็ตามเมื่อค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดเป็นหนี้เงินหากชำระล่าช้าย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งค่าเสียหายของหนี้เงินตามปกติย่อมคิดกันในรูปของดอกเบี้ย จึงเห็นควรกำหนดให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยดังกล่าวนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นต้นไป ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 222 วรรคหนึ่ง ส่วนจะให้ในอัตราเท่าใดนั้นเห็นว่า ควรให้ในอัตราเดียวกับอัตราดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่อัตราร้อยละ 5 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคมีคำวินิจฉัยว่า จำเลยในฐานะผู้รับฝากเงินไม่มีส่วนผิด จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินที่โอนไปจากบัญชีของโจทก์และพิพากษายกฟ้อง นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าจำเลยสามารถอายัดเงินจำนวน 51,000 บาท จากบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ชื่อบัญชีนางสาวกาญจนา แม้จะปรากฏว่าเป็นเงินที่โอนไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีเงินฝากดังกล่าวโดยไม่ชอบ แต่เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่จำเลยรับฝากไว้ในอารักขาของตนจึงอยู่ในความครอบครองของจำเลย และเนื่องจากคู่ความไม่ได้มีการฟ้องเกี่ยวกับเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวมาด้วย ศาลฎีกาจึงไม่อาจมีคำพิพากษาให้มีผลไปถึงบุคคลภายนอกคดีได้ และเป็นหน้าที่ของโจทก์และจำเลยที่จะไปไล่เบี้ยเอาจากผู้ที่เกี่ยวข้องดังกล่าวต่อไป

พิพากษากลับ ให้จำเลยชดใช้เงิน 550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่คู่ความฟังเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 วรรคหนึ่ง ม. 223 ม. 224 ม. 659
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — ธนาคาร ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีระ กิ่งแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
กาญจนา ชัยคงดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6232/2564
#681806
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันตอนแรกกำหนดวงเงินค้ำประกันแน่นอนเป็นเงิน 45,000,000 บาท แต่ตอนต่อมากลับระบุให้รวมดอกเบี้ยที่ค้างชำระโดยไม่จำกัดความรับผิด อันเป็นการขัดแย้งกันไม่แน่ชัดว่าเป็นการค้ำประกันโดยจำกัดความรับผิดหรือไม่ กรณีมีข้อสงสัย ต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้บริโภคคู่กรณีฝ่ายที่จะต้องเสียในมูลหนี้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 แปลความได้ว่าสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นสัญญาค้ำประกันจำกัดความรับผิดทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเงินไม่เกิน 45,000,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเงิน 84,096,734.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี ของต้นเงิน 49,841,139.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งแปดไม่ชำระให้ยึดและอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งแปดและหรือทรัพย์จำนองห้องชุดเลขที่ 39/9 ชั้นที่ 1 ห้องชุดเลขที่ 39/110, 39/111, 39/112, 39/113, 39/114 ห้องชุดเลขที่ 43/110 และห้องชุดเลขที่ 49/59 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 7/2538 พร้อมส่วนควบตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 752 ถึง 758, 760, 1261, 102495, 127144 พร้อมส่วนควบ และยึดทรัพย์จำนำหุ้นบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ตามใบหุ้นเลขที่ 06050100001033 จำนวน 25,000,000 หุ้น ใบหุ้นเลขที่ 06050100001032 จำนวน 10,000,000 หุ้น ใบหุ้นเลขที่ 06050100001031 จำนวน 5,000,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 8 ออกจากสารบบความ

ก่อนสืบพยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 7 สละคำให้การในข้อที่ 1 ถึงข้อที่ 4 และข้อที่ 9 ถึงข้อที่ 10

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี 23,146,817.15 บาท สัญญากู้ยืมเงิน 2,195,253.37 บาท และสัญญาสินเชื่อตั๋วเงิน 24,822,526.79 บาท รวมเป็นเงิน 50,164,597.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 49,841,139.02 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระในวงเงิน 4,500,000 บาท และจำเลยที่ 7 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระในวงเงิน 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของจำนวนวงเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงิน 383,084.42 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และเงิน 23,250,000 บาท มาหักชำระหนี้ดังกล่าวด้วย โดยให้หักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเหลือจึงให้หักชำระต้นเงิน หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองคือ ห้องชุดเลขที่ 39/9, 39/110, 39/111, 39/112, 39/113, 39/114, 43/110 และเลขที่ 49/59 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 7/2538 พร้อมส่วนควบซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 752 ถึง 758, 760, 1261, 102495 และ 127144 พร้อมส่วนควบ และยึดทรัพย์จำนำหุ้นบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ใบหุ้นเลขที่ 06050100001033 จำนวน 25,000,000 หุ้น ใบหุ้นเลขที่ 06050100001032 จำนวน 10,000,000 หุ้น ใบหุ้นเลขที่ 06050100001031 จำนวน 5,000,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และ ที่ 6 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี 22,878,438.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่ทบต้นตามอัตราที่โจทก์คิดแก่จำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ฝากชำระในวันที่ 31 มีนาคม 2552 จำนวน 527,000 บาท วันที่ 30 เมษายน 2552 จำนวน 527,000 บาท วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 จำนวน 527,000 บาท วันที่ 30 มิถุนายน 2552 จำนวน 527,000 บาท วันที่ 3 สิงหาคม 2552 จำนวน 140,000 บาท วันที่ 31 สิงหาคม 2552 จำนวน 143,000 บาท วันที่ 30 กันยายน 2552 จำนวน 140,000 บาท วันที่ 30 ตุลาคม 2552 จำนวน 140,000 บาท วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 จำนวน 140,000 บาท วันที่ 30 ธันวาคม 2552 จำนวน 140,000 บาท และวันที่ 16 มิถุนายน 2553 จำนวน 338,084.42 บาท หักชำระหนี้ด้วย โดยให้หักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเหลือจึงหักชำระต้นเงินและให้นำเงินที่เบิกถอนรวมเข้าเป็นยอดหนี้ค้างชำระและคิดดอกเบี้ยในวันที่ 31 มีนาคม 2552 จำนวน 332,930.88 บาท วันที่ 30 เมษายน 2552 จำนวน 312,122.70 บาท วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 จำนวน 312,614.35 บาท และวันที่ 30 มิถุนายน 2552 จำนวน 332,930.88 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน 2,195,253.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 2,194,321.87 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระเงินตามสัญญาสินเชื่อตั๋วเงิน 24,822,526.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 24,500,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดห้องชุดเลขที่ 43/110 พร้อมส่วนควบ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงิน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์ห้องชุดเลขที่ 39/112 ร่วมกับห้องชุดของจำเลยที่ 3 เลขที่ 39/110, 39/111 และ 39/114 และห้องชุดของจำเลยที่ 4 เลขที่ 39/113 ในวงเงิน 8,000,000 บาท หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้ให้ยึดห้องชุดดังกล่าวและส่วนควบขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดชำระหนี้ในวงเงิน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบ ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนองห้องชุดเลขที่ 39/110, 39/111 และ 39/114 ร่วมกับห้องชุดเลขที่ 39/112 และ 39/113 ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ตามลำดับในวงเงิน 8,000,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ชำระหนี้ให้ยึดห้องชุดดังกล่าวพร้อมด้วยส่วนควบของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ในวงเงิน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบ และให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 5 และที่ 6 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 4,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 6 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาสินเชื่อตั๋วเงินร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 6 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์ห้องชุดเลขที่ 39/9 ในวงเงิน 4,500,000 บาท หากจำเลยที่ 1 และที่ 6 ไม่ชำระหนี้ให้ยึดห้องชุดดังกล่าวพร้อมด้วยส่วนควบขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 6 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ในวงเงิน 4,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบ และให้จำเลยที่ 6 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนำตราสารใบหุ้นบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ในหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 15,000,000 บาท หากจำเลยที่ 6 ไม่ชำระให้นำหุ้นบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ใบหุ้นเลขที่ 0605010000-742 จำนวน 10,000,000 หุ้น และเลขที่ 0605010000-743 จำนวน 5,000,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 6 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในวงเงิน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกคำพิพากษาศาลขั้นต้นที่ให้ยึดทรัพย์จำนำหุ้นบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ใบหุ้นเลขที่ 0605010000-1033 จำนวน 25,000,000 หุ้น ของจำเลยที่ 8 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 8 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2549 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคาร ท. และทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีวงเงิน 3,500,000 บาท โดยใช้บัญชีกระแสรายวันดังกล่าวเป็นบัญชีเดินสะพัดต่อกัน ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2549 จำเลยที่ 1 เพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีอีก 20,000,000 บาท รวมเป็นวงเงิน 23,500,000 บาท และทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคาร ท. วันที่ 11 มกราคม 2549 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 8,000,000 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 8,000,000 บาท วันที่ 13 มกราคม 2549 จำเลยที่ 3 ทำสัญญาจำนองห้องชุดเลขที่ 39/110, 39/111, 39/114 เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 และ/หรือจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 8,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์ห้องชุดเลขที่ 39/112 เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามจำนวนเงิน เงื่อนไข และสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 3 ทำไว้ดังกล่าว และจำเลยที่ 4 ทำสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์ห้องชุดเลขที่ 39/113 เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามจำนวนเงิน เงื่อนไข และสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 3 ทำไว้ดังกล่าว วันที่ 25 พฤษภาคม 2549 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาสินเชื่อตั๋วเงินกับธนาคาร ท. วงเงิน 4,500,000 บาท ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจำนองห้องชุดเลขที่ 43/110 เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,500,000 บาท โดยจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 4,500,000 บาท และจำเลยที่ 3 ทำสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์ห้องชุดเลขที่ 49/59 ตามจำนวนเงิน เงื่อนไข และสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 1 ทำไว้ดังกล่าว และจำเลยที่ 6 ทำสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์ห้องชุดเลขที่ 39/9 ตามจำนวนเงิน เงื่อนไข และสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 1 ทำไว้ดังกล่าว วันที่ 17 พฤศจิกายน 2549 จำเลยที่ 7 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 45,000,000 บาท วันที่ 4 ธันวาคม 2549 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาสินเชื่อตั๋วเงินกับธนาคาร ท. วงเงิน 15,000,000 บาท โดยวันดังกล่าวจำเลยที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000,000 บาท และจำเลยที่ 6 ทำสัญญาจำนำตราสารใบหุ้นของบริษัท ด. จำนวน 10,000,000 หุ้น จำนวนเงิน 10,000,000 บาท แก่ธนาคาร ท. และวันที่ 11 มกราคม 2550 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาสินเชื่อตั๋วเงินกับธนาคาร ท. วงเงิน 5,000,000 บาท โดยวันดังกล่าวจำเลยที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 5,000,000 บาท และจำเลยที่ 6 ทำสัญญาจำนำตราสารใบหุ้นของบริษัท ด. จำนวน 5,000,000 หุ้น จำนวนเงิน 5,000,000 บาท แก่ธนาคาร ท.

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคในส่วนการบังคับทรัพย์จำนองและจำนำถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาให้บังคับจำนองห้องชุดเลขที่ 49/59 ของจำเลยที่ 3 อันเป็นการทำคำพิพากษาตกหล่น และพิพากษาให้บังคับจำนำหุ้นระบุเลขที่ใบหุ้นไม่ถูกต้องตรงความจริง นั้น เห็นว่า ในส่วนของการบังคับจำนองห้องชุดเลขที่ 49/59 ของจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ 3 ไว้ในคำพิพากษาหน้า 32 ว่า "...และจำเลยที่ 3 จำนองเพิ่มหลักทรัพย์ห้องชุดเลขที่ 49/59 ในวงเงินเดิม 4,500,000 บาท จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 8,000,000 บาท และร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 5 และที่ 6 ในฐานะผู้ค้ำประกันในวงเงิน 4,500,000 บาท กับต้องรับผิดตามสัญญาจำนองห้องชุดดังกล่าว..." อันเป็นการวินิจฉัยให้จำเลยที่ 3 รับผิดตามสัญญาจำนองห้องชุดเลขที่ 49/59 แล้ว แต่ในส่วนพิพากษาศาลอุทธรณ์กลับมิได้ระบุเรื่องการบังคับจำนองห้องชุดเลขที่ 49/59 ไว้ ไม่สอดคล้องตรงตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้องครบถ้วน ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนการบังคับจำนำหุ้นนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าเดิมที่จำเลยที่ 6 นำมาจำนำไว้แก่ธนาคาร ท. เป็นหุ้นของบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ใบหุ้นเลขที่ 0605010000-742 และเลขที่ 0605010000-743 ต่อมามีการเปลี่ยนใบหุ้นใหม่เป็นใบหุ้นเลขที่ 06050100001031 และเลขที่ 06050100001032 ดังนี้ ใบหุ้นเดิมเป็นอันยกเลิกเพิกถอนไปโดยปริยายไม่อาจใช้เป็นหลักฐานแสดงการถือหุ้นได้อีกต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ยังคงพิพากษาให้บังคับจำนำหุ้นของบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ตามใบหุ้นเลขที่เดิม น่าเชื่อว่าเกิดจากความผิดหลงอันถือเป็นกรณีคำพิพากษามีข้อผิดพลาดเล็กน้อย โจทก์จึงชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นให้ถูกต้องได้ กรณีมีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยแก้ไขเลขที่ใบหุ้นเป็นเลขที่ 06050100001031 และเลขที่ 06050100001032 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 7 ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 7 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคาร ท. ทุกลักษณะหนี้ ทั้งหนี้ที่มีอยู่แล้วในขณะทำสัญญาและหนี้ที่จะมีขึ้นในภายหน้า จำเลยที่ 7 จึงต้องรับผิดชำระหนี้ 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาค้ำประกันจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และหากจำเลยที่ 7 ไม่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ศาลต้องมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 7 นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ในปัญหาแรกตามสัญญาค้ำประกันข้อ 1 กำหนดให้จำเลยที่ 7 ค้ำประกันการชำระหนี้ในหนี้ทุกประเภท ของจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีอยู่ก่อนวันทำสัญญา ในวันทำสัญญาหรือที่จะมีต่อไปในภายหน้าของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 45,000,000 บาท รวมทั้งดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระด้วย โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมโดยไม่จำกัดความรับผิด เห็นว่า ข้อสัญญาตอนแรกกำหนดวงเงินค้ำประกันแน่นอนเป็นเงิน 45,000,000 บาท แต่ตอนต่อมากลับระบุให้รวมดอกเบี้ยที่ค้างชำระโดยไม่จำกัดความรับผิด อันเป็นการขัดแย้งกันไม่แน่ชัดว่าเป็นการค้ำประกันโดยจำกัดความรับผิดหรือไม่ กรณีมีข้อสงสัย ต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้บริโภคคู่กรณีฝ่ายซึ่งจะต้องเสียในมูลหนี้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 แปลความได้ว่าสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นสัญญาค้ำประกันจำกัดความรับผิดรวมทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเงินไม่เกิน 45,000,000 บาท อย่างไรก็ตาม กรณีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระหนี้ ต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้ค้ำประกันก็ต้องร่วมรับผิดด้วย ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดในลักษณะเป็นเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป จำเลยที่ 7 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในหนี้ที่ค้างชำระตามวงเงินค้ำประกัน 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราและนับแต่วันเวลาเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ไม่ใช่นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2549 อันเป็นวันทำสัญญาค้ำประกันดังที่โจทก์ฎีกา ปัญหาประการที่สอง กรณีที่จำเลยที่ 7 ไม่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ศาลต้องมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 7 นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่ากระบวนการในชั้นบังคับคดีเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งภายหลังศาลมีคำพิพากษาและจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โดยให้อำนาจแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับตามคำพิพากษาและคำสั่ง ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุผลตามคำพิพากษาโดยคำพิพากษาไม่ต้องกล่าวถึงวิธีการบังคับคดีแต่ละกรณีไว้ด้วย คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 7 ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันอันเป็นความรับผิดในมูลหนี้สามัญและเป็นหนี้เงิน ดังนี้ แม้ไม่ได้กล่าวไว้ในคำพิพากษาให้อำนาจโจทก์ยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 7 กรณีจำเลยที่ 7 ไม่ชำระหนี้ตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษา โจทก์ก็ชอบที่จะร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษานำออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 เพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์ห้องชุดเลขที่ 49/59 ร่วมกับห้องชุดเลขที่ 39/9 ของจำเลยที่ 6 ในวงเงิน 4,500,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 ไม่ชำระหนี้ให้ยึดห้องชุดดังกล่าวพร้อมด้วยส่วนควบขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 และที่ 6 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ในวงเงิน 4,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบ ให้จำเลยที่ 6 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนำตราสารใบหุ้นบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ในหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 15,000,000 บาท หากจำเลยที่ 6 ไม่ชำระให้นำหุ้นบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ใบหุ้นเลขที่ 060650100001031 จำนวน 5,000,000 หุ้น และเลขที่ 0605010000132 จำนวน 10,000,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 6 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในวงเงิน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสิริน เหมนาค
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6187/2564
#684175
เปิดฉบับเต็ม

ค่าจ้างว่าความซึ่งโจทก์ตั้งเป็นมูลฟ้องจำเลยทั้งสองนั้นจะมีผลบังคับต่อเมื่อจำเลยที่ 1 บังคับคดีลูกหนี้ในคดีของศาลจังหวัดธัญบุรีได้เงินมา โจทก์ในฐานะทนายความของจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวได้ติดตามยึดทรัพย์ของลูกหนี้และอยู่ระหว่างการขายทอดตลาดอันเป็นขั้นตอนหนึ่งของการบังคับคดีในกรณีที่เป็นหนี้เงิน ตราบใดที่โจทก์ในฐานะทนายความของจำเลยที่ 1 ยังบังคับคดีเอาแก่ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ โจทก์ย่อมยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างว่าความได้ อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องจึงยังไม่เริ่มนับ เช่นนี้แม้จะได้ความว่าลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557 ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รับมอบงานที่โจทก์ทำและพึงใช้ค่าจ้างว่าความในวันดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 602 วรรคหนึ่ง เพราะไม่ใช่การกระทำของโจทก์ที่ส่งมอบงาน แต่เป็นเรื่องที่ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 เอง การที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกหนี้ของตนโดยไม่ได้แจ้งแก่โจทก์ถึงผลงานดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่อาจหยั่งรู้ได้ถึงจำนวนหนี้และกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 1 พึงใช้ค่าการงานที่ทำให้ และเมื่อโจทก์รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 ย่อมต้องถือว่าเป็นเวลาแรกที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องนั้นได้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่เมื่อโจทก์รู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกหนี้ของตนไปครบถ้วน เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 จึงไม่เกินกว่า 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (16) คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 297,571.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 235,118 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 208,571.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ค่าทนายความให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความรับกันในศาลว่า โจทก์ประกอบวิชาชีพทนายความ เมื่อปี 2552 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ให้ฟ้องร้องเรียกค่าสินค้าจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. กับพวกรวม 4 คน โดยตกลงค่าจ้างว่าความอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ได้รับจากลูกหนี้ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2552 โจทก์ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าสินค้าจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดธัญบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1663/2552 และเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2552 ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,731,738.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 ชั้นบังคับคดี เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกหนี้ไปครบถ้วนแล้ว เป็นเงิน 2,350,000 บาท โดยโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าคิดเป็นค่าจ้างว่าความตามที่ตกลงกับโจทก์ 235,118 บาท และคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2557 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสองได้รับเงินจากลูกหนี้จนถึงวันฟ้อง คือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นดอกเบี้ย 62,453.22 บาท โดยคู่ความรับกันถึงยอดหนี้ค่าจ้างว่าความที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระแก่โจทก์ 208,571.22 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ปัญหาข้อนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์เริ่มนับตั้งแต่เมื่อใดและคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ยกเหตุผลประกอบข้อฎีกาว่า แม้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2557 จำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ แต่โจทก์ยังไม่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ เพราะโจทก์ไม่รู้ถึงเหตุการณ์ที่ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้อันจะทำให้โจทก์สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 602 วรรคหนึ่ง โจทก์ยังไม่ได้ส่งมอบงานแก่จำเลยที่ 1 เพราะงานที่โจทก์รับจ้างยังไม่แล้วเสร็จ อายุความยังไม่เริ่มนับ โจทก์พยายามติดตามยึดทรัพย์ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ ในการเจรจากับลูกหนี้ จำเลยที่ 1 ไม่เคยแจ้งผลการเจรจาให้โจทก์ทราบและแจ้งว่า ยังไม่ได้รับชำระหนี้ จนกระทั่งกลางเดือนพฤศจิกายน 2559 โจทก์ทราบจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ว่าได้ชำระหนี้หมดแล้ว จึงทวงถามตามหนังสือทวงถามลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 เอกสารแนบท้ายฎีกา และเมื่อตรวจสำนวนคดีดังกล่าวในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 จึงทราบว่าจำเลยที่ 1 ถอนการยึดและถอนการบังคับคดีเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557 เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ... กรณีจึงต้องพิจารณาถึงสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในเรื่องนี้ว่า โจทก์สามารถบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เมื่อใด ค่าจ้างว่าความซึ่งโจทก์ตั้งเป็นมูลฟ้องจำเลยทั้งสองนั้นจะมีผลบังคับต่อเมื่อจำเลยที่ 1 บังคับคดีลูกหนี้ในคดีของศาลจังหวัดธัญบุรีได้เงินมา โจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้คัดค้านตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 เมษายน 2561 ว่าโจทก์ในฐานะทนายความได้ติดตามยึดทรัพย์ของลูกหนี้ในคดีดังกล่าวและอยู่ระหว่างการขายทอดตลาด อันเป็นขั้นตอนหนึ่งของการบังคับคดีในกรณีที่เป็นหนี้เงินเช่นนี้ แม้จะได้ความว่าลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557 ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รับมอบงานที่โจทก์ทำและพึงใช้ค่าจ้างว่าความในวันนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 602 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกขึ้นมาปรับแก่คดี เพราะไม่ใช่การกระทำของโจทก์ที่ส่งมอบงานเช่นนั้น แต่เป็นเรื่องที่ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 เองกรณีนี้เป็นเรื่องที่ยังมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ ค่าจ้างว่าความจะเกิดขึ้นเมื่อโจทก์บังคับคดีลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้แล้ว ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการฟ้องเรียกค่าจ้างว่าความจะเกิดขึ้นต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ เพราะตราบใดที่โจทก์ในฐานะทนายความของจำเลยที่ 1 ยังบังคับคดีเอาแก่ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ โจทก์ย่อมยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างว่าความได้ อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องจึงยังไม่เริ่มนับ การที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกหนี้ของตนโดยไม่ได้แจ้งแก่โจทก์ถึงผลงานดังกล่าวโจทก์ย่อมไม่อาจหยั่งรู้ได้ถึงจำนวนหนี้และกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 1 พึงใช้เป็นค่าการงานที่ทำให้และเมื่อโจทก์รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 ย่อมต้องถือว่าเป็นเวลาแรกที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องนั้นได้หาใช่นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2557 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกหนี้ของตนไม่ เพราะไม่ใช่เวลาที่โจทก์เกิดสิทธิเรียกร้องในค่าจ้างว่าความและจะถือว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยไม่บังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนไม่ได้เพราะหากยังไม่มีจำนวนหนี้ที่แน่นอนและไม่ถึงกำหนดชำระหนี้ อายุความยังไม่เริ่มนับ ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่เมื่อโจทก์รู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกหนี้ของตนไปครบถ้วน คือวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 จึงไม่เกินกว่าสองปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (16) คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ โดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดของค่าจ้างว่าความจำนวน 208,571.22 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทบัญญัติเดิมก่อนมีการแก้ไข และรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลย 1 ชำระเงิน 208,571.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในชั้นอุกทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/34 (16) ม. 602 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — บริษัท น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายธวัช พงศ์สุธางค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายปกรณ์ แต้ประจิตร
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา