คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3787/2564
#664344
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีภายหลังจากที่ ป.วิ.พ. มาตรา 274 ที่แก้ไขเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่30) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ การบังคับคดีของโจทก์จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 274 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่

ส. เป็นบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความในคดีที่ถูกฟ้องแต่แรก แต่ ส. ยินยอมเข้ามาในคดีโดยตกลงยอมรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างลูกหนี้ร่วมและได้ลงลายมือชื่อผูกพันตนว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ในสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมแล้วด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงมีผลผูกพัน ส. ในฐานะเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ต้องปฏิบัติตาม เมื่อ ส. ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับคดี ส. ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมว่า จำเลยนำนายเสริมวงศ์ เข้าเป็นลูกหนี้ร่วม ตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ 3,600,000 บาท โดยนายเสริมวงศ์ ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 188236 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร 3 ชั้น ให้แก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยเดือนละ 10,000 บาท ให้แก่โจทก์จนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้วเสร็จ หากจำเลยและนายเสริมวงศ์ผิดสัญญาถือว่าผิดนัด จำเลยและนายเสริมวงศ์ยอมให้บังคับคดีได้ทันทีโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยและนายเสริมวงศ์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ผิดหลงไม่ได้แถลงให้ศาลทราบถึงการยินยอมเข้าเป็นลูกหนี้ร่วมของนายเสริมวงศ์ กับจำเลย ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีนายเสริมวงศ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีตามคำร้องขอของโจทก์และโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์เป็นที่ดิน 6 แปลง โฉนดเลขที่ 170669 และ 170685 ถึง 170689 ต่อมานางเปรมฤดี และนายภาณุวัฒน์ ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินทั้ง 6 แปลง ดังกล่าว อ้างว่าไม่ใช่ที่ดินของนายเสริมวงศ์แต่เป็นของบุคคลทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ใหม่ว่าโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของนายเสริมวงศ์ บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่จำเลยอันเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้กระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการมาทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลเห็นสมควรมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และเพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ เพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันนายเสริมวงศ์ หรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วระบุให้จำเลยนำนายเสริมวงศ์ เข้าเป็นลูกหนี้ร่วม ตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ 3,600,000 บาท โดยนายเสริมวงศ์ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 188236 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร 3 ชั้น ให้แก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท จนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์จนแล้วเสร็จ หากจำเลยและนายเสริมวงศ์ลูกหนี้ร่วมผิดสัญญาถือว่าผิดนัด จำเลยและนายเสริมวงศ์ยอมให้บังคับคดีได้ทันทีโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป แม้นายเสริมวงศ์เป็นบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความในคดีที่ถูกฟ้องแต่แรก แต่นายเสริมวงศ์ก็ยินยอมเข้ามาในคดีโดยตกลงยอมรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างลูกหนี้ร่วมและได้ลงลายมือชื่อผูกพันตนว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวด้วย ประกอบกับบทบัญญัติมาตรา 274 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2560 เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีวันที่ 20 มีนาคม 2561 ภายหลังจากบทบัญญัติมาตรา 274 ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว การบังคับคดีของโจทก์จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของวรรคหนึ่งแห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวที่แก้ไขใหม่ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดี..." สัญญาประนีประนอมยอมและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงมีผลผูกพันนายเสริมวงศ์ในฐานะเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ต้องปฏิบัติตาม เมื่อนายเสริมวงศ์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับคดีนายเสริมวงศ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ที่ศาลล่างทั้งสองให้เพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 274 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นางหรือนางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายณฐกร ต้องวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมศักดิ์ เอี่ยมพลับใหญ่
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3785/2564
#664266
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จำเลยไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายตามบันทึกข้อตกลงซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดเป็นเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ เป็นกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติที่ศาลกำหนดตาม ป.อ. มาตรา 56 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการคุมความประพฤติและให้ลงโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้แก่จำเลย ดังนี้ จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 มาตรา 34 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 3 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลย 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง และกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายขุนทึง ผู้เสียหายตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2560 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ต่อมาจำเลยมิได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้เป็นไปตามจำนวนและระยะเวลาตามบันทึกข้อตกลง

ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการลงโทษจำเลย

ศาลชั้นต้นนัดสอบถาม โจทก์ จำเลย พนักงานคุมประพฤติ และผู้เสียหาย คงมีโจทก์ ผู้เสียหาย และจำเลยมาศาล แล้วผู้เสียหายให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายโดยนัดพร้อมตามระยะเวลาที่ตกลงกัน แต่จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายบางส่วนแล้วไม่ชำระอีก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2560 อันเป็นเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลย จึงให้เพิกถอนการคุมความประพฤติของจำเลยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า กรณีที่จำเลยไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายตามบันทึกข้อตกลงซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดเป็นเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ เป็นกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติที่ศาลกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการคุมความประพฤติและให้ลงโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้แก่จำเลย ดังนี้ จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ.2559 มาตรา 34 วรรคสอง จำเลยจะฎีกาไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นางสาวศิวาพร ศิริกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางรุ่งรัตน์ วิจิตรจงกล
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ไชยผล สุรวงษ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3781/2564
#666596
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าทำความตกลงกับผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องคดีนี้ได้ และจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การใหม่ขอแก้ไขคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพตามฟ้องทุกข้อกล่าวหา ซึ่งไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง แต่การยื่นคำร้องและคำให้การใหม่ดังกล่าวถือเป็นการรับข้อเท็จจริงว่ากระทำความผิดโดยไม่โต้แย้งคำพิพากษาลงโทษของศาลชั้นต้น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานโจทก์ที่นำสืบมามีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง แม้จำเลยที่ 1 จะแถลงขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิด ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ดังนั้น โจทก์ย่อมสามารถฎีกาได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 297, 335 และ 371 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพว่าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายด้วยการชกต่อย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายอมรเทพ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นที่เกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาล ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้ และค่าเสียหายที่ได้รับความทุกข์ทรมานหรือค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน รวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 146,870 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องเรียกร้องนั้นสูงเกินส่วน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 1,000 บาท จำเลยที่ 2 รับข้อเท็จจริงบางส่วนในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน และปรับ 1,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 31,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 11 สิงหาคม 2562 (ที่ถูก 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ส่วนข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า ทำความตกลงกับผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องคดีนี้ได้ และจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การใหม่ขอแก้ไขคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพตามฟ้องทุกข้อกล่าวหา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองอีก 50,000 บาท ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งหรือทางอาญาใด ๆ เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามฟ้องคดีนี้อีก และขอถอนคำร้องที่เรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 ด้วย

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 แถลงรับข้อเท็จจริงในชั้นอุทธรณ์เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 3 เดือนต่อครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 371, 83 ด้วย ให้ยกคำร้องของผู้ร้องลงวันที่ 10 มีนาคม 2563 ที่ขอถอนคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทน และยกคำร้องขอของผู้ร้องในคดีส่วนแพ่งลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ผู้เสียหาย นายธนาศักดิ์ และนายธนาวุฒิ ไปที่โต๊ะสนุกเกอร์ที่อยู่ภายในอู่ซ่อมรถยนต์ไม่มีชื่อ ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ ได้พบกับจำเลยทั้งสอง นายพรสวัสดิ์ และนายเอกวิทย์ จำเลยที่ 2 เข้าไปพูดคุยกับผู้เสียหายเกี่ยวกับการเล่นพนันไฮโลกันในครั้งก่อน แล้วจำเลยที่ 2 ต่อว่าผู้เสียหายในทำนองว่าผู้เสียหายโกง จึงเกิดการโต้เถียงกัน จำเลยที่ 2 ไม่พอใจและต่อยผู้เสียหายที่บริเวณใบหน้าและตามร่างกายผู้เสียหายอีกหลายครั้ง ผู้เสียหายเดินหนีออกไปที่บริเวณหน้าอู่ซ่อมรถ จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 2 คน ตามผู้เสียหายออกไป พวกของจำเลยทั้งสองใช้ขวดสุราตีและใช้อาวุธมีดฟันแทงผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ สร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำและนาฬิกาข้อมือที่ผู้เสียหายสวมใส่อยู่สูญหายไป หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้ ร้อยตำรวจโทบดินทร์ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับเพียงว่าชกต่อยทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่ามีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีประจักษ์พยานถึง 2 ปาก คือ ผู้เสียหายและนายธนาวุฒิ ที่เบิกความยืนยันตรงกันว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกชกต่อยทำร้ายผู้เสียหาย แม้ขณะเกิดเหตุจะเป็นเวลากลางคืน แต่ได้ความจากพยานโจทก์ทั้ง 3 ปาก ตรงกันว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากโต๊ะสนุกเกอร์และแสงไฟจากบ้านเรือนผู้พักอาศัยในบริเวณนั้นส่องสว่างสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน การที่ผู้เสียหายกับนายธนาวุฒิ เบิกความถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองและพวกแต่ละคนได้ถูกต้องตรงกัน ทั้งยังสอดคล้องกับคำเบิกความของนายธนาศักดิ์ ด้วย ก็เป็นข้อสนับสนุนให้คำเบิกความเรื่องแสงสว่างในที่เกิดเหตุมีน้ำหนักให้รับฟัง และยังได้ความจากจำเลยที่ 2 กับนายกังวาน พยานจำเลยทั้งสองตรงกันอีกด้วยว่า บริเวณโต๊ะสนุกเกอร์และด้านข้างโต๊ะสนุกเกอร์มีไฟนีออนส่องสว่างสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ส่วนบริเวณลานจอดรถไม่มีไฟ แต่มีแสงไฟจากบ้านเรือนที่อยู่ด้านข้างซึ่งห่างประมาณ 30 เมตร ส่องสว่าง จึงเชื่อว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างอย่างเพียงพอที่จะทำให้ผู้เสียหายและนายธนาวุฒิ กับนายธนาศักดิ์ สามารถมองเห็นเหตุการณ์และเห็นหน้าบุคคลที่ทำร้ายผู้เสียหายได้อย่างชัดเจน ประกอบกับผู้เสียหาย นายธนาวุฒิ และนายธนาศักดิ์ เห็นจำเลยที่ 1 กับพวกครั้งแรกที่โต๊ะสนุกเกอร์ซึ่งมีแสงสว่างมากมองเห็นได้ชัดเจน และเห็นเป็นเวลานานหลายนาทีก่อนที่ผู้เสียหายจะชกต่อยกับจำเลยที่ 2 แล้วหนีออกไปที่หน้าอู่ซ่อมรถ นอกจากนั้นผู้เสียหายและนายธนาวุฒิ ก็รู้จักกับจำเลยที่ 2 และนายโจ้ มาก่อน ส่วนนายธนาศักดิ์รู้จักและทราบชื่อของจำเลยที่ 1 กับพวกทุกคน เพราะจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นรุ่นพี่นายธนาศักดิ์และเคยพักอาศัยอยู่ในซอยเดียวกันมาก่อน จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้พยานโจทก์ทั้งสามสามารถจดจำได้ว่าใครทำอะไรผู้เสียหายบ้าง ซึ่งผู้เสียหายและนายธนาวุฒิเบิกความยืนยันตรงกันว่า จำเลยที่ 1 เข้าชกต่อยผู้เสียหายด้วย แม้ผู้เสียหายและนายธนาวุฒิจะไม่ได้เบิกความในรายละเอียดว่า จำเลยที่ 1 ชกต่อยที่ส่วนใดของร่างกายผู้เสียหาย และชกต่อยกี่ครั้ง ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย เนื่องจากฝ่ายจำเลยมีพวกถึง 4 คน และทุกคนต่างเข้าทำร้ายผู้เสียหาย การที่ผู้เสียหายเบิกความว่า พวกของจำเลยแต่ละคนทำอะไรต่อผู้เสียหายบ้าง ก็เป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผลโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธแต่ประการใด ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงที่นายธนาศักดิ์ และนายธนาวุฒิเบิกความไว้ และยังสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่นายธนาวุฒิให้การไว้ในชั้นสอบสวนที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้มือชกบริเวณใบหน้าผู้เสียหาย จึงเป็นข้อสนับสนุนที่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายและนายธนาวุฒิเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ชกต่อยทำร้ายผู้เสียหายมีน้ำหนักให้รับฟัง แม้นายธนาศักดิ์ เบิกความว่า ไม่เห็นจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหาย ก็ไม่ได้เป็นข้อที่จะนำมาใช้ยืนยันได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำร้ายผู้เสียหาย เพราะในขณะที่จำเลยที่ 1 เข้าชกต่อยผู้เสียหายนั้น นายธนาศักดิ์อาจหันไปดูทางอื่นหรือกำลังสนใจกับสิ่งอื่น หรือสนใจอยู่กับการกระทำของพวกของจำเลยที่ 1 คนอื่นอยู่ก็เป็นได้ ประกอบกับหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แล้ว ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ก็ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความใด ๆ ต่อไป ทั้งจำเลยที่ 1 ยังยื่นคำแถลงในทำนองยอมรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดด้วย จึงยิ่งสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายและนายธนาวุฒิ เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ให้มีน้ำหนักรับฟังได้มากยิ่งขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่า จำเลยที่ 1 เข้าไปช่วยห้ามไม่ให้พวกของจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายนั้น เห็นว่า หากข้อเท็จจริงเป็นตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างจริงแล้ว เชื่อว่าผู้เสียหายและนายนายธนาวุฒิ คงไม่ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ชกต่อยผู้เสียหาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนายธนาศักดิ์ ซึ่งรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อนเพราะจำเลยที่ 1 เป็นรุ่นพี่ที่เคยอาศัยอยู่ในซอยเดียวกันและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ย่อมจะต้องเบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่เข้าห้ามพวกของจำเลยที่ 1 ไม่ให้ทำร้ายผู้เสียหายโดยการดึงตัวพวกของจำเลยที่ 1 ออกจากผู้เสียหายถึง 3 คน คนละคราวกัน แต่นายธนาศักดิ์ก็ไม่ได้เบิกความถึงข้อเท็จจริงดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมา ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่นำสืบ และข้อกล่าวอ้างในคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุผลและไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกชกต่อยทำร้ายผู้เสียหาย และจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือไม่และยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า สมควรวางโทษจำเลยที่ 1 เพียงใด เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ร่วมกับพวกทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสนั้น จำเลยที่ 1 เพียงแต่ใช้กำลังชกต่อยผู้เสียหายโดยไม่ได้ใช้อาวุธใด ๆ และในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 50,000 บาท นับว่าจำเลยที่ 1 รู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น ประกอบกับผู้เสียหายแถลงไม่ติดใจเอาโทษจำเลยที่ 1 ต่อไป เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยรับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกไว้ แต่เพื่อให้จำเลยที่ 1 หลาบจำจึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 แถลงรับข้อเท็จจริงในชั้นอุทธรณ์เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 500 บาท รวมเป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 5,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 3 เดือนต่อครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 163 วรรคสอง ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 215 ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นาย อ.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสุรวุฒิ อนุกูลกิจ
ศาลชั้นต้น — นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
นันทวัน เจริญชาศรี
กาญจนา ชัยคงดี
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3771/2564
#681803
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือเตือนตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จะต้องประกอบด้วยข้อความซึ่งแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างให้เพียงพอที่ลูกจ้างจะเข้าใจการกระทำของตนและต้องมีข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้ลูกจ้างกระทำเช่นนั้นซ้ำอีก หากทำผิดซ้ำอีกจะถูกลงโทษ หนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 มีข้อความเฉพาะในส่วนที่แสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่ง โดยไม่มีข้อความที่ระบุในทำนองว่า โจทก์ยังให้โอกาสจำเลยที่ 2 มีโอกาสปรับปรุงตัวอีกครั้ง และไม่ได้ระบุว่าโจทก์ได้ลงโทษทางวินัยสำหรับการกระทำความผิดครั้งนี้ของจำเลยที่ 2 อย่างไร ส่วนข้อความว่า "...ทั้งนี้พนักงานเคยมีประวัติการทำผิดกฎระเบียบของบริษัทฯ ดังกล่าว และบริษัทฯ ได้ดำเนินการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว แต่ลูกจ้างยังคงกระทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องเดิม ซึ่งถือว่าบริษัทฯ ให้โอกาสพนักงานในการแก้ไขปรับปรุงตัวแล้ว แต่พนักงานยังคงกระทำผิดซ้ำคำเตือนเรื่องเดิมในเรื่องการขาดความรับผิดชอบในการบริหาร ซึ่งบริษัทฯ ได้แจ้งเตือนแล้วว่า หากพนักงานกระทำผิดซ้ำคำเตือนอีก บริษัทฯ จะพิจารณาตามกฎหมายแรงงาน คือการเลิกจ้างทันทีโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยหรือค่าบอกกล่าวใด ๆ ทั้งสิ้น..." หาได้เป็นข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้ลูกจ้างกระทำเช่นนั้นซ้ำอีก หากทำผิดซ้ำอีกจะถูกลงโทษด้วยไม่ ทั้งไม่มีข้อความในส่วนใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นกรณีที่โจทก์ได้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทางวินัยด้วย จึงไม่เป็นหนังสือเตือนตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และไม่ใช่การลงโทษทางวินัยด้วยเช่นเดียวกัน หนังสือตักเตือนดังกล่าวจึงเป็นเพียงหนังสือที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซ้ำกับที่โจทก์เคยมีหนังสือเตือนจำเลยที่ 2 และโจทก์มีสิทธิลงโทษสถานหนักด้วยการเลิกจ้างจำเลยที่ 2 โดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ตามที่เคยเตือนไว้เท่านั้น การที่โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ในวันที่ 16 มีนาคม 2559 จึงไม่ใช่การลงโทษทางวินัยจำเลยที่ 2 ซ้ำซ้อนกับการออกหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันกับคดีหมายเลขแดงที่ รย.106/2562 ของศาลแรงงานภาค 2 โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนนี้และจำเลยในสำนวนดังกล่าวว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนนี้ว่าจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนนี้และโจทก์ในสำนวนดังกล่าวว่าจำเลยที่ 2 แต่คดีหมายเลขแดงที่ รย.106/2562 ถึงที่สุดไปแล้ว คงขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 161/2559 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2559 (ที่ถูก ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 161/2559 เฉพาะในส่วนที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2)

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 161/2559 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2559 (ที่ถูก เพิกถอนเฉพาะในส่วนที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2)

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2557 โจทก์จ้างจำเลยที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายงานความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 66,200 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ขณะที่จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ ได้รับมอบหมายให้บริหารงานในโครงการล้างถังเก็บน้ำมันของบริษัท บ. จำเลยที่ 2 ทำหน้ากากออกซิเจนซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์หายไป 1 ชุด อันเป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 24.1.3 โจทก์ลงโทษจำเลยที่ 2 โดยการออกหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 12,000 บาท ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 บริษัท บ. แจ้งมายังโจทก์ว่าช่วงระหว่างวันที่ 27 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 ไม่มีพนักงานของโจทก์เข้าไปล้างถังเก็บน้ำมัน ทั้งมีการทิ้งขยะและอุปกรณ์การทำงานไว้ที่บริเวณหน้างาน ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่ผู้รับเหมารายอื่น จึงสั่งให้โจทก์ดำเนินการขนย้ายออกจากพื้นที่หากไม่ดำเนินการบริษัทจะจ้างผู้รับเหมารายอื่นมาขนย้ายแทนโดยคิดค่าใช้จ่ายจากโจทก์ ทำให้นายสิฐิฑิกร ผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 ต้องรีบเข้าไปแก้ไขอย่างเร่งด่วน โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 2 ขาดความรับผิดชอบในการบริหารจัดการ ขาดการประสานงานที่ดี ทำให้งานในโครงการดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ จนถูกลูกค้าตำหนิส่งผลเสียหายต่อโจทก์โดยตรง เป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 24.1.3 จึงลงโทษจำเลยที่ 2 โดยการออกหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 หลังจากนั้นวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 โจทก์โอนย้ายจำเลยที่ 2 ไปทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายงานความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่ดูแลงานด้านความปลอดภัยสิ่งแวดล้อมและงานด้านการขนย้ายของเสีย (Waste) ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2559 โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 2 เนื่องจากเมื่อเดือนมีนาคม 2559 จำเลยที่ 2 ขาดการประสานงานกับพนักงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ พนักงานของบริษัท อ. และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในการขนย้ายของเสีย (Waste) บริเวณหน้างานที่บริษัท อ. โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิบัติงานตามขั้นตอนที่โจทก์กำหนด ทำให้ไม่สามารถขนย้ายของเสียดังกล่าวได้ จนทำให้บริษัท อ. แจ้งงดการจ่ายเงินค่าจ้างในงวดงานขนย้ายของเสียน้ำมันปนเปื้อนไว้ก่อนจนกว่าโจทก์จะจัดส่งเอกสารตามที่บริษัทดังกล่าวกำหนดแล้ว ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการขาดความรับผิดชอบในการบริหารจัดการงานตามที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์และเป็นการกระทำผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 24.1.3 อันเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 โจทก์จึงมีสิทธิเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) และการที่โจทก์มีหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงที่ 15 มีนาคม 2559 ก่อนการเลิกจ้างจำเลยที่ 2 นั้น เพียงเพื่อให้มีหลักฐานยืนยันถึงสาเหตุการเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ว่าได้กระทำผิดซ้ำคำเตือนเท่านั้น จึงมิใช่การลงโทษซ้ำซ้อนในความผิดเดิมที่ได้ลงโทษตักเตือนเป็นหนังสือแต่อย่างใด โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 2 ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การที่โจทก์มีหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 กรณีที่จำเลยที่ 2 ขาดความรับผิดชอบในการบริหารงาน ขาดการประสานงานที่ดี ไม่สามารถนำเทคนิคในการปฏิบัติงานมาปรับใช้ในงานได้ ส่งผลให้งานในความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยไม่ประสบความสำเร็จและได้รับคำตำหนิจากลูกค้าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง และมีข้อความด้วยว่าหากจำเลยที่ 2 กระทำผิดซ้ำคำเตือนอีก โจทก์จะพิจารณาเลิกจ้างทันที โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เห็นได้ว่าโจทก์ลงโทษจำเลยที่ 2 ด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว การที่ต่อมาโจทก์มีหนังสือเลิกจ้าง ฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2559 อ้างว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับทำงาน ข้อ 24.1.3 อีก จึงเป็นการลงโทษซ้ำซ้อนกับความผิดเดิมที่ได้ลงโทษตักเตือนเป็นหนังสือไปแล้ว และมิใช่การกระทำผิดซ้ำคำเตือนภายใน 1 ปีนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 161/2559 ในส่วนที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 โจทก์ทำขึ้นโดยมีเจตนาเพื่อเป็นหลักฐานว่าโจทก์ได้มีการสอบสวนและพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำผิดซ้ำกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์เคยมีหนังสือตักเตือน ฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และ วันที่ 18 มิถุนายน 2558 เท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่าข้อความในหนังสือตักเตือน ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 มีลักษณะเป็นการบรรยายให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ตามหนังสือตักเตือนนี้เป็นการกระทำความผิดซ้ำกับที่โจทก์เคยมีหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และวันที่ 18 มิถุนายน 2558 โดยไม่ปรากฏข้อความใด ๆ ที่ระบุว่าโจทก์ออกหนังสือตักเตือนฉบับนี้เพื่อลงโทษทางวินัยจำเลยที่ 2 ดังนั้นการที่โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ในวันที่ 16 มีนาคม 2559 จึงไม่ใช่การลงโทษทางวินัยจำเลยที่ 2 ซ้ำซ้อนกับการออกหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 คำสั่งของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า หนังสือตักเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จะต้องประกอบด้วยข้อความซึ่งแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างให้เพียงพอที่ลูกจ้างจะเข้าใจการกระทำของตนและต้องมีข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้ลูกจ้างกระทำเช่นนั้นซ้ำอีก หากทำผิดซ้ำอีกจะถูกลงโทษ เมื่อพิจารณาหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่15 มีนาคม 2559 แล้ว แม้จะมีรูปแบบเช่นเดียวกับหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ก็ตาม แต่หนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 มีข้อความที่เป็นสาระสำคัญของหนังสือเตือนตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แตกต่างจากหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 กล่าวคือ หนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 นอกจากจะมีข้อความซึ่งแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งของโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างให้เพียงพอที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างจะเข้าใจการกระทำของตนว่า จากการสอบสวนเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2558 และวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ตามลำดับ จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดกฎระเบียบของโจทก์ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวด 7 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 24.1.3 แล้ว ในหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งสองฉบับดังกล่าวยังมีข้อความต่อไปด้วยว่า "...ดังนั้นเพื่อให้โอกาสพนักงานได้มีโอกาสปรับปรุงตัวอีกครั้ง บริษัทฯ พิจารณาลงโทษความผิดดังกล่าวข้างต้น ดังนี้คือ ออกหนังสือเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่หากในอนาคตพนักงานยังคงกระทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องดังกล่าวอีกบริษัทฯ จะลงโทษโดยอ้างอิงตามกฎหมายแรงงาน คือ การเลิกจ้างทันทีโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยหรือค่าบอกกล่าวล่วงหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น..." ซึ่งเป็นข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้จำเลยที่ 2 กระทำเช่นนั้นซ้ำ หากทำผิดซ้ำอีกโจทก์จะลงโทษด้วยการเลิกจ้างทันทีโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงเป็นหนังสือเตือนตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และเป็นการลงโทษทางวินัยจำเลยที่ 2 ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน บทที่ 2 โทษทางวินัย ข้อ 25.2 ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย แต่สำหรับหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 คงมีข้อความเฉพาะในส่วนที่แสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างจะเข้าใจการกระทำของตนว่าจากการสอบสวนเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2559 จำเลยที่ 2 ยอมรับต่อที่ประชุมว่าได้กระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน โดยไม่ยินยอมลงนามในหนังสือตักเตือนนี้โดยไม่มีข้อความที่ระบุในทำนองว่า โจทก์ยังให้โอกาสจำเลยที่ 2 มีโอกาสปรับปรุงตัวอีกครั้งและไม่ได้ระบุว่าโจทก์ได้ลงโทษทางวินัยสำหรับการกระทำความผิดครั้งนี้ของจำเลยที่ 2 อย่างไร ส่วนข้อความว่า "...ทั้งนี้พนักงานเคยมีประวัติการทำผิดกฎระเบียบของบริษัทฯ ดังกล่าว และบริษัทฯ ได้ดำเนินการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ตามหนังสือเตือนฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และวันที่ 28 (ที่ถูก วันที่ 18) มิถุนายน 2558 แต่ลูกจ้างยังคงกระทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องเดิม ซึ่งถือว่าบริษัทฯ ให้โอกาสพนักงานในการแก้ไขปรับปรุงตัวแล้ว แต่พนักงานยังคงกระทำผิดซ้ำคำเตือนเรื่องเดิมในเรื่องการขาดความรับผิดชอบในการบริหาร ซึ่งบริษัทฯ ได้แจ้งเตือนแล้วว่า หากพนักงานกระทำผิดซ้ำคำเตือนอีก บริษัทฯ จะพิจารณาตามกฎหมายแรงงาน คือการเลิกจ้างทันทีโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยหรือค่าบอกกล่าวใด ๆ ทั้งสิ้น..." มีลักษณะเป็นเพียงการอ้างอิงถึงประวัติการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 ครั้งที่ผ่านมา และโจทก์เคยให้โอกาสจำเลยที่ 2 ปรับปรุงตัวด้วยการลงโทษทางวินัยด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือแล้วเท่านั้น หาได้เป็นข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้ลูกจ้างกระทำเช่นนั้นซ้ำอีก หากทำผิดซ้ำอีกจะถูกลงโทษด้วยไม่ ทั้งไม่มีข้อความในส่วนใดที่แสดงให้เห็นว่าหนังสือตักเตือนฉบับนี้เป็นกรณีที่โจทก์ได้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานบทที่ 2 โทษทางวินัยข้อ 25 ด้วย หนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 จึงไม่เป็นหนังสือเตือนตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และไม่ใช่การลงโทษทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน บทที่ 2 โทษทางวินัยข้อ 25.2 ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ด้วยเช่นเดียวกัน หนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 จึงเป็นเพียงหนังสือที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซ้ำกับที่โจทก์เคยมีหนังสือเตือนจำเลยที่ 2 ตามหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 และโจทก์ย่อมมีสิทธิลงโทษสถานหนักด้วยการเลิกจ้างจำเลยที่ 2 โดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ตามที่เคยเตือนไว้ในหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ดังนั้นการที่โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ในวันที่ 16 มีนาคม 2559 จึงไม่ใช่การลงโทษทางวินัยจำเลยที่ 2 ซ้ำซ้อนกับการออกหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ระหว่างวันที่ 27 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ดูแลจัดการบริหารงานในโครงการต่าง ๆ ที่โจทก์รับจ้างทำงานให้แก่ผู้ว่าจ้าง แต่จำเลยที่ 2 ไม่จัดให้มีพนักงานของโจทก์เข้าไปปฏิบัติงานล้างถังเก็บน้ำมันให้แก่ลูกค้าของโจทก์ และมีการทิ้งวัสดุและอุปกรณ์การทำงานไว้ในพื้นที่ปฏิบัติงาน อันเป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 24.1.3 ตามหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ต่อมาประมาณเดือนมีนาคม 2559 จำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมและดูแลงานด้านของเสียหรือขยะอุตสาหกรรม แต่จำเลยที่ 2 ขาดการประสานงานกับพนักงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ และขาดประสานงานกับพนักงานของลูกค้าของโจทก์เกี่ยวกับการขนย้ายของเสีย อันเป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 24.1.3 ซึ่งเป็นการกระทำผิดในหน้าที่ของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการดูแลรับผิดชอบเอาใจใส่งานในโครงการของลูกค้าของโจทก์ให้ถูกต้องครบถ้วนตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 24.1.3 ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดทั้งสองครั้งในเรื่องเดียวกัน เมื่อโจทก์เคยมีหนังสือเตือนจำเลยที่ 2 มาก่อนแล้วจำเลยที่ 2 กระทำผิดในเรื่องเดียวกันอีกภายในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 กระทำผิดตามหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 2 ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย คำสั่งของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การที่โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2559 เป็นการลงโทษซ้ำซ้อนกับความผิดเดิมที่โจทก์ได้ลงโทษจำเลยที่ 2 ด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือตามหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 และมิใช่การกระผิดซ้ำคำเตือนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำผิดตามมาตรา119 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2 คำสั่งของจำเลยที่ 1 ชอบแล้วนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 161/2559 เฉพาะในส่วนที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นางสาว ป. ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายอาทิตย์ พนาจันทร์
- นายวิชชุพล สุขสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3766/2564
#681553
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงซื้อสินค้าทั้งห้ารายการจากโจทก์ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อของตนและประทับตราของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาท 5 ฉบับ ให้แก่โจทก์โดยมอบให้แก่พนักงานขายของโจทก์ แล้วพนักงานขายของโจทก์ออกใบรับเงินค่าสินค้าทั้งห้ารายการมอบให้แก่จำเลยทั้งสองย่อมก่อให้เกิดสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และมีผลบังคับโดยสมบูรณ์นับแต่เวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีหนี้ที่จะต้องชำระแก่โจทก์คือการชำระราคาค่าสินค้าที่ซื้อ และโจทก์มีหนี้ที่จะต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 คือการส่งมอบสินค้าที่ซื้อขาย ส่วนจำเลยที่ 1 กับโจทก์จะตกลงให้ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายหรือจะชำระราคากันเมื่อใดนั้น ไม่เกี่ยวกับความสมบูรณ์และบังคับได้ของสัญญาซื้อขาย สัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์จึงเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายตั้งแต่เวลาที่จำเลยทั้งสองกับโจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายกันดังกล่าว เมื่อความปรากฏว่า โจทก์มอบสินค้าที่ซื้อขายให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 4 รายการ ในวันที่ 12 เมษายน 2561 อันเป็นวันเดียวกับวันที่โจทก์ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 1 อีก 1 รายการ ในวันที่ 25 เมษายน 2561 จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องชำระราคาซื้อขายสินค้าทั้งห้ารายการให้แก่โจทก์ภายในวันที่ลงในเช็คแต่ละฉบับ เมื่อเช็คพิพาททั้งห้าฉบับถูกธนาคารปฏิเสธการใช้เงินเพราะจำเลยทั้งสองเปลี่ยนลายมือชื่อผู้มีสิทธิสั่งจ่ายเช็คของจำเลยที่ 1 ก่อนที่จะถึงวันที่ลงในเช็คฉบับที่ 1 เพียง 1 วัน และจำเลยทั้งสองมีคำสั่งห้ามมิให้ธนาคารใช้เงินตามเช็ค การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น และออกเช็คโดยห้ามมิให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริตตามฟ้องโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และนับโทษจำเลยทั้งสองในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2288/2562 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (5) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 60,000 บาท รวม 5 กระทง เป็นปรับ 300,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 20 เดือน คำให้การและทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสี่สำหรับจำเลยที่ 1 คงปรับ 225,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 คงจำคุก 15 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 2288/2562 ของศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 1 ศาลพิพากษาลงโทษปรับ คำขอให้นับโทษต่อสำหรับจำเลยที่ 1 จึงให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อสินค้าประเภทกล่องรับสัญญาณดาวเทียมมินิสกายและเอชดีไวร์จากโจทก์ 5 รายการ แล้วจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์สำหรับสินค้าแต่ละรายการรวม 5 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 เป็นเงิน 585,000 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2561 เป็นเงิน 546,000 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 เป็นเงิน 585,000 บาท ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 เป็นเงิน 546,000 บาท และฉบับที่ 5 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 เป็นเงิน 585,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,847,000 บาท ตามต้นฉบับเช็คและใบรับเงิน ขณะที่สั่งจ่ายเช็ค จำเลยที่ 2 ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่เป็นผู้อำนาจสั่งจ่ายเช็คจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2561 จำเลยทั้งสองยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จากชื่อจำเลยที่ 2 เป็นนางสาว ช. ต่อมาเมื่อถึงกำหนดวันที่ลงในเช็คแต่ละฉบับ โจทก์นำเช็คไปยื่นแก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงินแต่ธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คทุกฉบับ โดยเช็คฉบับที่ 1 ธนาคารให้เหตุผลว่ามีเงินในบัญชีพอจ่าย แต่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะมีคำสั่งระงับการจ่าย เช็คฉบับที่ 2 และที่ 3 ธนาคารให้เหตุผลว่ามีเงินในบัญชีพอจ่าย แต่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายไม่ถูกต้องตามที่เงื่อนไขที่ให้ไว้กับธนาคาร เช็คฉบับที่สี่และที่ห้า ธนาคารให้เหตุผลว่าเพราะลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายไม่ถูกต้องตามที่เงื่อนไขที่ให้ไว้กับธนาคาร ประกอบกับไม่มีเงินในบัญชีพอจ่าย คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองต้องด้วยองค์ประกอบความผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าขณะที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อของตนและประทับตราของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งห้าฉบับแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองกับโจทก์เพียงแต่ตกลงซื้อขายสินค้าแล้วเสร็จเท่านั้น แต่โจทก์ยังมิได้ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายให้แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงยังไม่มีหน้าที่ต้องชำระราคาซื้อขายแก่โจทก์ เมื่อหนี้ของจำเลยทั้งสองยังไม่ถึงกำหนดชำระในขณะที่จำเลยทั้งสองออกเช็คหนี้ดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมายอันเป็นองค์ประกอบความผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงซื้อสินค้าทั้งห้ารายการจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อของตนและประทับตราของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาท 5 ฉบับ ให้แก่โจทก์โดยมอบให้แก่พนักงานขายของโจทก์แล้วพนักงานขายของโจทก์ออกใบรับเงินค่าสินค้าทั้งห้ารายการลงวันที่ 12 เมษายน 2561 มอบให้แก่จำเลยทั้งสอง ย่อมก่อให้เกิดสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และมีผลบังคับโดยสมบูรณ์ตั้งแต่เวลาดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 มีหนี้ที่จะต้องชำระแก่โจทก์คือการชำระราคาค่าสินค้าที่ซื้อ และโจทก์มีหนี้ที่จะต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 คือการส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายในขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ซื้อมีสิทธิเรียกให้โจทก์ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายเมื่อถึงกำหนดเวลาส่งมอบ ส่วนโจทก์ในฐานะผู้ขายมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระราคาตามเวลาที่กำหนด ส่วนจำเลยที่ 1 กับโจทก์จะตกลงให้ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายหรือจะชำระราคากันเมื่อใดนั้น เป็นคนละเรื่องไม่เกี่ยวกับความสมบูรณ์และบังคับได้ของสัญญาซื้อขายแต่อย่างใดสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์จึงเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายตั้งแต่เวลาที่จำเลยทั้งสองกับโจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายกันดังกล่าวแล้ว เมื่อความปรากฏว่าโจทก์ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 4 รายการ ในวันที่ 12 เมษายน 2561 อันเป็นวันเดียวกับวันที่โจทก์ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 1 อีก 1 รายการ ในวันที่ 25 เมษายน 2561 จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องชำระราคาซื้อขายสินค้าทั้งห้ารายการให้แก่โจทก์ภายในวันที่ลงในเช็คแต่ละฉบับ เมื่อเช็คพิพาททั้งห้าฉบับถูกธนาคารปฏิเสธการใช้เงินเพราะจำเลยทั้งสองเปลี่ยนลายมือชื่อผู้มีสิทธิสั่งจ่ายเช็คของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 14 มิถุนายน 2561 อันเป็นวันก่อนที่จะถึงวันที่ลงในเช็คฉบับที่ 1 เพียง 1 วัน และจำเลยทั้งสองมีคำสั่งห้ามมิให้ธนาคารใช้เงินตามเช็ค การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น และออกเช็คโดยห้ามมิให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริตตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายอุทัย พิศวง
ศาลอุทธรณ์ — นายสนอง เล่าศรีวรกต
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3755/2564
#664267
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 10 ฉบับแต่ละฉบับเกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายน 2551 ถึงเดือนกรกฎาคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตาม พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออกจนถึงวันที่นำเงินมาชำระ.." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "…โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 คงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 22 ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามฟ้อง รวม 139,127,286.59 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้าที่ชำระขาดตามใบขนสินค้าขาเข้า 10 ฉบับ จำนวน 1,220,661 บาท 1,220,661 บาท 1,219,568 บาท 1,104,763 บาท 1,388,818 บาท 1,388,818 บาท 1,388,818 บาท 1,280,078 บาท 1,265,109 บาท และ 1,280,078 บาท ตามลำดับ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวมจำนวน 125,022,250 บาท ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของอากรที่ต้องเสียเพิ่มโดยไม่คิดทบต้น จำนวน 1,220,661 บาท นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2551 เป็นต้นไป จำนวน 1,220,661 บาท นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2551 เป็นต้นไป จำนวน 1,219,568 บาท นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2551 เป็นต้นไป จำนวน 1,104,763 บาท นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไป จำนวน 1,388,818 บาท นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป จำนวน 1,388,818 บาท นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป จำนวน 1,388,818 บาท นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป จำนวน 1,280,078 บาท นับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไป จำนวน 1,265,109 บาท นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไป จำนวน 1,280,078 บาท นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไป จนถึงวันที่จำเลยนำเงินมาชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียเพิ่มแต่ละจำนวนดังกล่าว และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 7 เมษายน 2551 ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 จำเลยนำเข้ารถยนต์นั่งใหม่โดยทางเรือ และยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 10 ฉบับ ภายหลังจากตรวจปล่อยแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจพบว่า จำเลยสำแดงราคารถยนต์ดังกล่าวต่ำกว่าราคาที่บริษัท อ. เคยนำเข้ารถยนต์คันดังกล่าวและส่งกลับออกไปต่างประเทศ เป็นเหตุให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรขาดไป คิดเป็นเงินค่าอากรขาเข้า 12,757,372 บาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 4,465,081 บาท ค่าภาษีสรรพสามิต 31,893,431 บาท และค่าภาษีเพื่อมหาดไทย 3,189,342 บาท รวมเป็นเงิน 52,305,226 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 แจ้งการประเมินภาษีอากรแก่จำเลยตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) จำเลยได้รับแจ้งการประเมินโดยชอบแล้ว แต่มิได้อุทธรณ์การประเมินและไม่ได้ชำระเงินตามการประเมินดังกล่าว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสามว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยให้จำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้านับแต่วันที่ส่งมอบรถยนต์ถึงวันที่จำเลยนำเงินมาชำระโดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มนั้นชอบหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 10 ฉบับ แต่ละฉบับเกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายน 2551 ถึงเดือนกรกฎาคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออกจนถึงวันที่นำเงินมาชำระ.." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 คงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่คำนวณจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 แต่จำเลยไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่คำนวณนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 เว้นแต่ เมื่อคำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 แล้ว เงินเพิ่มอากรขาเข้า ยังไม่เท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินก็ให้คำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าต่อไป จนกว่าจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูชัย สุทธิสว่างวงศ์
- นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
วรงค์พร จิระภาค
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3724/2564
#685058
เปิดฉบับเต็ม

ค่าขาดแรงงานในครัวเรือน ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 445 เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 บรรยายคำร้องว่า ค่าขาดทำการงานให้เป็นคุณแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลในครัวเรือน และนำสืบว่า ผู้ตายประกอบอาชีพทำสวน มีสวนยางพารา 15 ไร่ มีรายได้เดือนละประมาณ 25,000 บาท จึงฟังได้ว่า ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายได้ประกอบอาชีพทำสวนยางพาราเลี้ยงดูโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นการงานที่ผู้ตายกระทำในครัวเรือนเป็นประโยชน์แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 แต่ผู้ตายหามีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องทำการงานให้เป็นคุณในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 445 โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดแรงงานตามคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ก. และเด็กชาย ธ. บุตรนายสุรชัย ผู้ตาย กับนาย ส. บิดาผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืน โจทก์ร่วมทั้งสามไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสามยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะนางสาว ก. และเด็กชาย ธ. คนละ 500,000 บาท ค่าขาดทำงานให้เป็นคุณแก่นางสาว ก. และเด็กชาย ธ. ซึ่งเป็นบุคคลในครัวเรือน คนละ 250,000 บาท ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการทำศพและค่าปลงศพเป็นเงิน 250,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนของนางสาว ก. เป็นเงิน 1,000,000 บาท เด็กชาย ธ. เป็นเงิน 1,000,000 บาท และนาย ส. เป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ร่วมที่ 3 ถึงแก่ความตาย นางสาวอุบลรัตน์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 43 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 60, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาด เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบของกลาง ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 700,000 บาท (ที่ถูก ให้จำเลยชำระค่าปลงศพแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้อง 100,000 บาท และชำระค่าขาดไร้อุปการะกับค่าขาดแรงงานในครัวเรือนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นเงินคนละ 300,000 บาท) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 ธันวาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามและผู้ร้อง (ที่ถูก โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้อง) ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 ผู้ร้อง และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 ผู้ร้อง และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตเป็นประหารชีวิตนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ฎีกาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว และที่จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องซึ่งรวมถึงความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตด้วย เมื่อความผิดฐานดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาจำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยในข้อดังกล่าว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาดกับจำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 มีพิรุธไม่สามารถเชื่อได้โดยสนิทใจว่าผู้เสียหายที่ 2 เห็นเหตุการณ์ตามที่เบิกความ คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ขัดกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 นายเพชร และนายสมพร ซึ่งฟังได้ว่าขณะที่เสียงปืนดังขึ้น 3 นัด ผู้เสียหายที่ 2 กำลังร้องเพลงคู่กับผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งต้องหันหลังให้ผู้ที่นั่งรับประทานอาหารจึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้เสียหายที่ 2 จะหันไปเห็นจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เมื่อพิเคราะห์บาดแผลของผู้เสียหายทั้งสองแล้ว แสดงว่าขณะผู้เสียหายทั้งสองถูกกระสุนปืนนั้น ผู้เสียหายทั้งสองต้องยืนอยู่ใกล้กัน คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่ว่าไม่ได้ยืนใกล้ผู้เสียหายที่ 1 จึงเชื่อถือไม่ได้ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ยืนใกล้ผู้เสียหายที่ 1 และกำลังร่วมกันร้องเพลงจึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้เสียหายที่ 2 จะเห็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ผู้เสียหายที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวนไม่ตรงกับที่เบิกความในเรื่องสีของอาวุธปืนและการนั่งในงานเลี้ยง หากผู้เสียหายที่ 2 เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงต้องให้การต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความตรงกัน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 มีพิรุธไม่อาจเชื่อถือได้ว่าจำเลยเป็นคนร้าย เมื่อจำเลยไม่ใช่ผู้กระทำความผิดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้องนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 มีผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายนั่งอยู่ใกล้นายศุภพงศ์ ส่วนจำเลยนั่งฝั่งตรงข้าม ต่อมาเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ผู้ตายขยับจากฝั่งตรงข้ามมานั่งใกล้จำเลย ผู้เสียหายที่ 2 เดินออกไปขอเพลงที่นายเพชร เมื่อเดินกลับมาเห็นจำเลยกับผู้ตายลุกขึ้นยืนคุยกอดกันแล้วผู้เสียหายที่ 2 ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จำเลยกับผู้ตายล้มลงไปด้วยกันและมีเสียงปืนดังขึ้นอีก 1 นัด จากนั้นมีเสียงปืนดังขึ้นอีก 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 2 แล้วจำเลยลุกขึ้นยืนเดินออกจากที่เกิดเหตุไป และผู้เสียหายที่ 2 ให้การชั้นสอบสวนว่า จำเลยและผู้ตายนั่งดื่มสุราติดกันแล้วทั้งคู่ลุกขึ้นยืน ผู้ตายกอดคอจำเลย แล้วจำเลยชักอาวุธปืนออกจากกระเป๋ากางเกงมาถือด้วยมือซ้ายทิ่มไปที่หน้าอกของผู้ตายแล้วเหนี่ยวไกปืนทันที ทำให้จำเลยและผู้ตายล้มลงไปด้วยกัน แล้วจำเลยได้ขึ้นนั่งทับผู้ตายและยิงซ้ำอีกนัด และมีการยิงอีกนัด กระสุนปืนจึงไปถูกผู้เสียหายทั้งสอง เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 มีผู้เสียหายที่ 2 เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่หากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 มีน้ำหนักมั่นคงประกอบด้วยเหตุผลน่าเชื่อถือก็สามารถรับฟังลงโทษจำเลยได้ เมื่อพิเคราะห์รายงานการชันสูตรพลิกศพ ซึ่งระบุว่า บาดแผลกระสุนทางเข้า รวม 2 แห่ง บริเวณ 3.1 หน้าใบหูขวา ระดับหางตา ห่างจากหางตาขวา 2.0 เซนติเมตร ขนาด 0.9 X 0.6 เซนติเมตร ร่วมกับพบรอยสักดินปืนและรอยแดง ๆ ที่เกิดจากการไหม้รอบบาดแผล กระสุนปืนทะลุหนังศีรษะและกะโหลกศีรษะบริเวณกระดูกขมับขวาและกระดูกเบ้าตาขวา ถากสมองกลีบขมับขวาแล้วไปฝังอยู่บริเวณฐานกะโหลกศีรษะซีกขวาหลังกระดูกเบ้าตา 3.2 หน้าอกด้านขวา ห่างจากแนวกึ่งกลางหน้าอกมาทางด้านขวา 2.0 เซนติเมตร สูงจากระดับราวนม 9.5 เซนติเมตร ขนาด 0.9 X 0.4 เซนติเมตร ร่วมกับพบรอยประทับปากกระบอกปืนรอบบาดแผล กระสุนปืนทะลุผิวหนังและกล้ามเนื้อหน้าอกด้านขวา ทะลุกระดูกซี่โครงซีกขวาด้านหน้าซี่ที่ 1 และที่ 2 ตัดขั้วหัวใจบริเวณห้องบนขวา ทะลุปอดขวากลีบบนและข้อต่อระหว่างกระดูกซี่โครงซีกขวาซี่ที่ 7 และกระดูกสันหลังระดับอกข้อที่ 7 ทะลุกล้ามเนื้อหลังแล้วไปฝังอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณใต้สะบักขวา เช่นนี้ การที่พบรอยสักดินปืนและรอยแดง ๆ ที่เกิดจากการไหม้รอบบาดแผลกับรอยประทับปากกระบอกปืนรอบบาดแผลของผู้ตาย บ่งชี้ให้เห็นว่าขณะที่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้น คนร้ายต้องอยู่ประชิดตัวผู้ตาย ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 ดังกล่าวข้างต้นที่ว่าผู้ตายและจำเลยยืนกอดกันแล้วจำเลยยิงผู้ตาย เมื่อจำเลยกับผู้ตายล้มลงแล้ว จำเลยนั่งทับผู้ตายแล้วยิงผู้ตายอีก ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ถามค้านว่า ขณะเกิดเหตุภายในบ้านที่เกิดเหตุเปิดไฟประมาณ 3 ดวง ซึ่งแสงไฟส่องสว่างสามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน เป็นหลอดไฟนีออนยาว ส่วนด้านหน้าเป็นหลอดสั้น เมื่อจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้เถียงเกี่ยวกับแสงสว่างจากไฟฟ้าในที่เกิดเหตุ จึงฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากไฟฟ้าสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 อยู่ห่างจากจุดที่จำเลยยิงผู้ตายประมาณ 2 เมตรดังคำเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ถามค้าน เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 2 เห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 จึงมีน้ำหนักมั่นคงประกอบด้วยเหตุผลน่าเชื่อถือ ส่วนที่ผู้เสียหายที่ 1 นายเพชร และนายสมพร เบิกความว่า ขณะเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด ผู้เสียหายที่ 2 กำลังร้องเพลงคู่กับผู้เสียหายที่ 1 นั้น เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ลุกขึ้นไปขอเพลงกับนายเพชร ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ และได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 ถึง 3 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 ที่ขาขวา แต่เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านและทนายโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ถามติงว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ร้องเพลงคู่อยู่กับผู้เสียหายที่ 2 นายเพชร เบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองยืนร้องเพลงอยู่ด้วยกัน และผู้เสียหายที่ 2 ได้เดินลงจากบริเวณที่พยานอยู่แล้ว แต่เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ผู้เสียหายทั้งสองร้องเพลงยังไม่ทันจบจึงมีการแตกตื่นชุลมุน ซึ่งมีการวิ่งออกทางประตูด้านหน้าเพียงทางเดียว ซึ่งพยานก็เช่นกัน นายสมพร เบิกความว่า ขณะที่พยานกำลังเต้นรำอยู่ที่หน้าคาราโอเกะ มีผู้เสียหายทั้งสองร้องเพลง พยานได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมาจากด้านหลัง 3 นัด พยานได้วิ่งออกไปข้างนอก แต่ให้การชั้นสอบสวน ว่า เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ขณะที่พยานนั่งดื่มสุราและรู้สึกมึนเมาแล้วเนื่องจากดื่มสุราขาวและสุราแดง พยานได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด ติด ๆ กัน ดังมาจากทางที่ผู้ตายนั่ง พยานรู้สึกตกใจลุกจากโต๊ะยืนขึ้น เห็นร่างของผู้ตายนอนที่พื้นแล้ว ซึ่งนายสมพรเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ว่า พยานอ่านบันทึกคำให้การ และเข้าใจข้อความดี แสดงให้เห็นถึงคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 นายเพชร และนายสมพร ไม่อยู่กับร่องกับรอยจึงไม่มีน้ำหนักอันควรแก่การเชื่อถือรับฟังไม่ได้ว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 กำลังร้องเพลงคู่กับผู้เสียหายที่ 1 และที่ผู้เสียหายที่ 2 ให้การชั้นสอบสวนต่อพนักงานสอบสวนไม่ตรงกับที่เบิกความในเรื่องสีของอาวุธปืนและการนั่งในงานเลี้ยงนั้นก็เป็นเพียงรายละเอียดมิใช่สาระสำคัญจนถึงกับทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 มีน้ำหนักลดน้อยลงไป พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 นำสืบจึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายและกระสุนพลาดไปถูกผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาด เมื่อข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้อง จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้อง ฎีกาจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่ามีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาดกับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้องมีว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้องเพียงใด โดยโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้องฎีกาขอให้ศาลฎีกากำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้องตามคำร้องนั้น โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้องมีนางสาวอรอุมา ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เบิกความว่า ก่อนตายผู้ตายส่งเสียโจทก์ร่วมที่ 1 เดือนละประมาณ 6,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 2 เดือนละประมาณ 4,000 บาท ผู้ตายไม่มีโรคประจำตัว ประกอบอาชีพทำสวน มีสวนยางพารา 15 ไร่ มีรายได้เดือนละประมาณ 25,000 บาท พยานประกอบพิธีศพผู้ตายประมาณ 5 วัน เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 100,000 บาท แต่ไม่ได้ทำบันทึกไว้เป็นหลักฐาน สำหรับค่าปลงศพ เห็นว่า นางสาวอรอุมา เบิกความถึงค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น โดยไม่มีพยานหลักฐานภาพถ่ายและหลักฐานการชำระเงินหรือรายละเอียดค่าใช้จ่ายใด ๆ มาแสดงต่อศาล ทั้งยังเบิกความรับว่าเสียค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพเป็นเงินประมาณ 100,000 บาทด้วย ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น เป็นเงิน 100,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ค่าขาดไร้อุปการะ เห็นว่า เมื่อผู้ตายมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามกฎหมาย โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จึงมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสาม ซึ่งศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามสมควรได้ เมื่อพิจารณาถึงอายุของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ซึ่งขณะเกิดเหตุมีอายุ 16 ปี และ 3 ปี ตามลำดับ ส่วนผู้ตายมีอายุ 37 ปี ย่อมเห็นได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 มีโอกาสได้รับอุปการะตามกฎหมายได้ไม่น้อยกว่า 4 ปี และ 17 ปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 คนละ 200,000 บาทนั้น จึงยังไม่เหมาะสม เห็นสมควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 300,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 500,000 บาท ส่วนค่าขาดแรงงานในครัวเรือน ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 445 เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 บรรยายคำร้องว่า ค่าขาดทำการงานให้เป็นคุณแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลในครัวเรือน และนำสืบว่า ผู้ตายประกอบอาชีพทำสวน มีสวนยางพารา 15 ไร่ มีรายได้เดือนละประมาณ 25,000 บาท จึงฟังได้ว่า ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายได้ประกอบอาชีพทำสวนยางพาราเลี้ยงดูโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นการงานที่ผู้ตายกระทำในครัวเรือนเป็นประโยชน์แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 แต่ผู้ตายหามีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องทำการงานให้เป็นคุณในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 445 โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดแรงงานตามคำร้อง กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ที่ขอให้ศาลฎีกากำหนดค่าขาดแรงงานเพิ่มขึ้น ฎีกาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2564 มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ใช้บังคับ โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้งให้ใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละสามต่อปี และในกรณีหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่จำเลยต้องร่วมกันรับผิดจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน 900,000 บาทและให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 ธันวาคม 2559) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องแต่อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หากกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามนั้น ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 445
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
โจทก์ร่วม — นางสาว ก. กับพวก
ผู้ร้อง — นาย ส. โดยนางสาว อ. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายศุภโชค ก่อเกื้อ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3721/2564
#667224
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ให้ผู้รับประเมินชำระภาษีปีละครั้งตามค่ารายปีของทรัพย์สิน มาตรา 8 วรรคสาม วางหลักว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่าให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้... ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์..." ซึ่งคดีนี้ข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2560 สำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่โดยไม่แสดงขนาดพื้นที่ แสดงจำนวนร้านค้าขาดไปและโจทก์นำส่งสัญญาเช่าร้านค้าที่อยู่ในพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ไม่ครบถ้วน ค่าเช่าที่โจทก์แสดงหลักฐานสัญญาเช่าจึงมิใช่จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรจะให้เช่าได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยย่อมมีอำนาจประเมินค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์โดยเทียบเคียงกับค่ารายปีทรัพย์สินของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งมีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันได้ โดยในการนำทรัพย์สินมาเทียบเคียงกันนั้น ทรัพย์ที่มีขนาดและพื้นที่เท่ากันควรจะมีค่ารายปีและค่าภาษีที่เท่ากันหรืออย่างน้อยต้องมีความใกล้เคียงกันจึงจะตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แต่เมื่อได้ความจาก ร. เจ้าพนักงานประเมินพยานจำเลยว่า จำเลยทำการประเมินภาษีโจทก์โดยการนำค่ารายปีเฉลี่ยที่เทียบเคียงได้จากห้างสรรพสินค้า ท. ให้เช่าพื้นที่ขนาดใหญ่ ในปีภาษี 2558 มาเป็นฐานในการคำนวณภาษี โดยใช้วิธีการนำค่ารายปีที่ห้างสรรพสินค้า ท. ให้เช่าพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ในแต่ละร้านมาหารด้วยจำนวนเดือนที่ห้างสรรพสินค้า ท. นำออกให้เช่าแล้วหารด้วยพื้นที่ที่ได้จากการวัดจริงของร้านนั้น ๆ ในห้างสรรพสินค้า ท. จะได้ค่าเฉลี่ยต่อเดือนของร้านค้านั้น แล้วนำค่าเช่าเฉลี่ยทั้งหมดมารวมกัน ได้ค่าเฉลี่ยรวมทั้งสิ้น 80,561 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือนต่อ 36 ร้าน จะได้ค่าเช่าเฉลี่ย 2,238 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน เมื่อนำมาคำนวณกับพื้นที่ของโจทก์แล้ว คิดเป็นค่ารายปี 76,383,808 บาท ค่าภาษี 9,547,976 บาท จึงเห็นได้ว่าวิธีการที่จำเลยใช้ค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนต่อร้านมารวมคำนวณแล้วหารด้วยจำนวนร้านเป็นวิธีการคำนวณที่ไม่คำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยของแต่ละร้านทั้งที่มีพื้นที่ใช้สอยแตกต่างกันจึงทำให้ไม่สะท้อนถึงค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่รวมของทุกร้านอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากการนำค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนตามวิธีการคำนวณของจำเลยไปใช้คำนวณกับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งเป็นทรัพย์สินเทียบเคียง กลับได้ค่ารายปีและค่าภาษีไม่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่ห้างสรรพสินค้า ท. ได้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลย ซึ่งวิธีการคำนวณที่เหมาะสมเมื่อนำค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนไปใช้กับทรัพย์สินที่มีขนาดหรือพื้นที่เท่ากับพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า ท. แล้ว ทรัพย์สินนั้นก็ควรจะมีค่ารายปีและค่าภาษีที่ใกล้เคียงหรือเท่ากับค่ารายปีและค่าภาษีของห้างสรรพสินค้า ท. วิธีการที่จำเลยใช้ในการหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนเพื่อนำมาคำนวณหาค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์จึงไม่เหมาะสม สำหรับวิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนั้น เป็นการนำค่ารายปีของทุกร้านที่เช่าพื้นที่ในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของห้างสรรพสินค้า ท. มาหารพื้นที่รวมของทุกร้านเพื่อหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนของพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ก่อนแล้วค่อยนำไปคำนวณกับพื้นที่ของโจทก์และระยะเวลาการใช้ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณที่คำนึงถึงค่าเช่าพื้นที่ของแต่ละร้านประกอบกัน จึงเป็นวิธีการคำนวณหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่รวมของทุกร้านในส่วนของพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่แล้ว เพราะเมื่อนำกลับไปคำนวณกับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของห้างสรรพสินค้า ท. แล้วจะได้ค่าภาษีที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงกับค่าภาษีของห้างสรรพสินค้า ท. วิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงเป็นวิธีการที่เหมาะสม และคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้นและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

หนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน ปกติโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 39 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ท่านให้คืนเงินส่วนที่ลดนั้นภายในสามเดือน โดยไม่คิดค่าอย่างใด" จึงเป็นบทยกเว้นความรับผิดเกี่ยวกับดอกเบี้ยของจำเลยที่จะต้องชำระแก่โจทก์ แต่มีระยะเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้น เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว หากจำเลยยังไม่ชำระ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดตามกฎหมายแก่จำเลยได้ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยจึงชอบแล้ว แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดให้หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งปัจจุบันอัตราร้อยละห้าต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าวและอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 อาจปรับเปลี่ยนโดย พระราชกฤษฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2560 ที่ กจ 52002/1765 และเพิกถอนคำชี้ขาดการพิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2560 ที่ กจ 52002/3354 กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 7,946,830.48 บาท ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยเพิกเฉยไม่คืนภายในกำหนด ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดโดยให้กำหนดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 4,025,849.26 บาท และให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์ 6,848,310.74 บาท ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการค้าด้านสินค้าอุปโภคบริโภคหรือห้างสรรพสินค้าเพื่อการจำหน่ายส่งและจำหน่ายปลีก รวมทั้งให้เช่า ให้เช่าช่วงอาคารสำนักงานเพื่อใช้เป็นสำนักงานหรือสถานประกอบการค้า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2560 สำหรับทรัพย์สินที่โจทก์ใช้ดำเนินกิจการห้างสรรพสินค้า บ. จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินดังกล่าวประจำปีภาษี 2560 แก่โจทก์ ประเมินเรียกเก็บภาษีจากโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ 7 รายการ คิดค่ารายปีพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก ศูนย์อาหาร เครื่องเล่นเด็ก และลานจอดรถของโจทก์ โดยการเทียบเคียงกับค่าเช่าพื้นที่เฉลี่ยต่อตารางเมตรในแต่ละพื้นที่ของบริษัท อ. หรือห้างสรรพสินค้า ท. ส่วนพื้นที่เก็บสินค้าและพื้นที่ที่โจทก์ประกอบการค้าเอง จำเลยคิดค่ารายปีเป็นกรณีหาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง เป็นค่ารายปี 86,993,280 บาท ภาษีโรงเรือนและที่ดิน 10,874,160 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่โดยขอให้ลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินลงเหลือ 2,927,329.52 บาท คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินมีมติให้ยืนตามการประเมินและมีหนังสือแจ้งคำชี้ขาดแก่โจทก์ ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินให้แก่จำเลยแล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้โดยโต้แย้งเฉพาะการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินทรัพย์สิน 3 รายการ ได้แก่ พื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก และพื้นที่ศูนย์อาหาร ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีอำนาจกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับทรัพย์สินดังกล่าวโดยเทียบเคียงกับค่ารายปีของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งมีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันได้ และการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพื้นที่ให้เช่าขนาดเล็กและพื้นที่ศูนย์อาหารของโจทก์ตามการประเมินชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแล้ว โจทก์ไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดเล็กและพื้นที่ศูนย์อาหาร ข้อเท็จจริงในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดเล็กและพื้นที่ศูนย์อาหารจึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า วิธีกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ในโรงเรือนของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ให้ผู้รับประเมินชำระภาษีปีละครั้งตามค่ารายปีของทรัพย์สิน มาตรา 8 วรรคสาม วางหลักว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้... ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์..." ซึ่งคดีนี้ข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2560 สำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่โดยไม่แสดงขนาดพื้นที่ แสดงจำนวนร้านค้าขาดไปและโจทก์นำส่งสัญญาเช่าร้านค้าที่อยู่ในพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ไม่ครบถ้วน ค่าเช่าที่โจทก์แสดงหลักฐานสัญญาเช่าจึงมิใช่จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรจะให้เช่าได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยย่อมมีอำนาจประเมินค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์โดยเทียบเคียงกับค่ารายปีทรัพย์สินของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งมีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันได้ โดยในการนำทรัพย์สินมาเทียบเคียงกันนั้น ทรัพย์ที่มีขนาดและพื้นที่เท่ากันควรจะมีค่ารายปีและค่าภาษีที่เท่ากันหรืออย่างน้อยต้องมีความใกล้เคียงกันจึงจะตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แต่เมื่อได้ความจากนางรณิดา เจ้าพนักงานประเมินพยานจำเลยว่า จำเลยทำการประเมินภาษีโจทก์โดยการนำค่ารายปีเฉลี่ยที่เทียบเคียงได้จากบริษัท อ. หรือห้างสรรพสินค้า ท. ให้เช่าพื้นที่ขนาดใหญ่ ในปีภาษี 2558 มาเป็นฐานในการคำนวณภาษี โดยใช้วิธีการนำค่ารายปีที่ห้างสรรพสินค้า ท. ให้เช่าพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ในแต่ละร้านมาหารด้วยจำนวนเดือนที่ห้างสรรพสินค้า ท. นำออกให้เช่าแล้วหารด้วยพื้นที่ที่ได้จากการวัดจริงของร้านนั้น ๆ ในห้างสรรพสินค้า ท. จะได้ค่าเฉลี่ยต่อเดือนของร้านค้านั้น แล้วนำค่าเช่าเฉลี่ยทั้งหมดมารวมกัน ได้ค่าเฉลี่ยรวมทั้งสิ้น 80,561 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน ต่อ 36 ร้าน จะได้ค่าเช่าเฉลี่ย 2,238 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน เมื่อนำมาคำนวณกับพื้นที่ของโจทก์แล้ว คิดเป็นค่ารายปี 76,383,808 บาท ค่าภาษี 9,547,976 บาท ซึ่งปรากฏตามสรุปรายการคำนวณค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปี พ.ศ.2560 พื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ จึงเห็นได้ว่าวิธีการที่จำเลยใช้ค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนต่อร้านมารวมคำนวณแล้วหารด้วยจำนวนร้านเป็นวิธีการคำนวณที่ไม่คำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยของแต่ละร้านทั้งที่มีพื้นที่ใช้สอยแตกต่างกันจึงทำให้ไม่สะท้อนถึงค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่รวมของทุกร้านอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากการนำค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนตามวิธีการคำนวณของจำเลยไปใช้คำนวณกับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งเป็นทรัพย์สินเทียบเคียง กลับได้ค่ารายปีและค่าภาษีไม่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่ห้างสรรพสินค้า ท. ได้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลย ซึ่งวิธีการคำนวณที่เหมาะสมเมื่อนำค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนไปใช้กับทรัพย์สินที่มีขนาดหรือพื้นที่เท่ากับพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า ท. แล้ว ทรัพย์สินนั้นก็ควรจะมีค่ารายปีและค่าภาษีที่ใกล้เคียงหรือเท่ากับค่ารายปีและค่าภาษีของห้างสรรพสินค้า ท. วิธีการที่จำเลยใช้ในการหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนเพื่อนำมาคำนวณหาค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์จึงไม่เหมาะสม สำหรับวิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนั้น เป็นการนำค่ารายปีของทุกร้านที่เช่าพื้นที่ในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของห้างสรรพสินค้า ท. มาหารพื้นที่รวมของทุกร้านเพื่อหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนของพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ก่อนแล้วค่อยนำไปคำนวณกับพื้นที่ของโจทก์และระยะเวลาการใช้ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณที่คำนึงถึงค่าเช่าพื้นที่ของแต่ละร้านประกอบกัน จึงเป็นวิธีการคำนวณหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่รวมของทุกร้านในส่วนของพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่แล้ว เพราะเมื่อนำกลับไปคำนวณกับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของห้างสรรพสินค้า ท. แล้วจะได้ค่าภาษีที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงกับค่าภาษีของห้างสรรพสินค้า ท. วิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงเป็นวิธีการที่เหมาะสม และคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้นและชอบด้วยกฎหมายแล้ว และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2563 ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับวิธีการกำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่โรงเรือนของโจทก์สำหรับปีภาษี 2558 โดยกำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่เท่ากับ 676.72 บาท เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์แห่งคดีว่าพื้นที่โรงเรือนของโจทก์มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการใช้แตกต่างไปจากปีภาษี 2558 แต่อย่างใด จึงให้กำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่สำหรับปีภาษี 2560 เท่ากับ 676.72 บาท ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ จำนวน 623.82 บาท มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า หากจำเลยต้องคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะมีอำนาจกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน จนกว่าจะชำระเสร็จหรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน ปกติโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 39 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ท่านให้คืนเงินส่วนที่ลดนั้นภายในสามเดือน โดยไม่คิดค่าอย่างใด"จึงเป็นบทยกเว้นความรับผิดเกี่ยวกับดอกเบี้ยของจำเลยที่จะต้องชำระแก่โจทก์ แต่มีระยะเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้น เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว หากจำเลยยังไม่ชำระ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดตามกฎหมายแก่จำเลยได้ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดให้หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งปัจจุบันอัตราร้อยละห้าต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าวและอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปีภาษี 2560 และใบแจ้งคำชี้ขาด ประจำปีภาษี 2560 โดยกำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ 676.72 บาท กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกินให้แก่โจทก์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — เทศบาลเมืองกาญจนบุรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
- นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จันทร์สว่าง
วรงค์พร จิระภาค
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3720/2564
#664283
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ซึ่งได้ความว่าสาเหตุที่ต้องประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) เนื่องจากจำเลยคำนวณค่ารายปีและค่าภาษี ปีภาษี 2558 ไม่ถูกต้องครบถ้วนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก ศูนย์อาหาร และเครื่องเล่นเด็ก จึงได้คำนวณใหม่และมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) แก่โจทก์เพื่อเรียกเก็บภาษีในส่วนที่ขาด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) คดีนี้เป็นการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินเพิ่มเติมจากการประเมินในปีภาษี 2558 และเป็นภาษีคนละจำนวนกับการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 ประกอบกับจำเลยได้มีหนังสือแจ้งคำชี้ขาดสำหรับการประเมิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) แก่โจทก์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2559 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องเพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 เป็นคดีต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีหมายเลขคดีดำที่ ภ.2/2559 ไว้ก่อนแล้ว และต่อมาคดีดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้มีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2563 ดังนั้น ที่จำเลยฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ในคดีนี้ จึงไม่เป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันและไม่เป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17

ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าหลักฐานและสัญญาเช่าที่โจทก์นำส่งไม่สมบูรณ์และโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแสดงพื้นที่โรงเรือนขาดไป ค่าเช่าที่โจทก์ตกลงกับผู้เช่าจึงมิใช่จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรจะให้เช่าได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยย่อมมีอำนาจประเมินค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์โดยเทียบเคียงกับค่ารายปีทรัพย์สินของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งมีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันได้ซึ่งโจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีเกี่ยวกับการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2563 โดยวินิจฉัยว่า วิธีการที่จำเลยใช้ในการคำนวณหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนเพื่อนำมาคำนวณหาค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ไม่เหมาะสม สำหรับวิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนั้น เป็นการนำค่ารายปีของทุกร้านที่เช่าพื้นที่แบ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่และพื้นที่ขนาดเล็กของห้างสรรพสินค้า ท. มาหารพื้นที่รวมของทุกร้านตามที่แบ่งพื้นที่เพื่อหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนก่อนแล้วค่อยนำไปคำนวณกับพื้นที่ของโจทก์และระยะเวลาการใช้ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นวิธีการที่คำนึงถึงค่าเช่าและพื้นที่ของแต่ละร้านประกอบกันจึงเป็นวิธีการคำนวณหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่รวมของทุกร้านตามที่แบ่งพื้นที่แล้ว เพราะเมื่อนำไปคำนวณกลับกับพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า ท. แล้วจะได้ค่าภาษีที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงกับค่าภาษีของห้างสรรพสินค้า ท. วิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมและคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้นแล้ว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรในคดีดังกล่าวจึงกำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่เท่ากับ 676.72 บาท เมื่อคดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะแต่ในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในปีภาษี 2559 มีการใช้ทรัพย์สินในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของโจทก์แตกต่างไปจากการใช้ทรัพย์สินของโจทก์ในปีภาษี 2558 อย่างไร จึงให้กำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่สำหรับปีภาษี 2559 เท่ากับ 676.72 บาท

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามี พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความใหม่แทนโดยกำหนดให้หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีซึ่งปัจจุบันอัตราร้อยละห้าต่อปีและมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว กำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับจึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าว และอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ที่ กจ 52002/1390 คำวินิจฉัยอุทธรณ์การพิจารณาประเมินภาษีใหม่ของจำเลย ที่ กจ 52002/3273 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2559 ที่ กจ 52002/2605 และวินิจฉัยอุทธรณ์การพิจารณาประเมินภาษีของจำเลย ที่ กจ 52002/3274 ให้จำเลยคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) 2,221,730 บาท และคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2559 จำนวน 7,649,914.83 บาท ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยไม่คืนภายในกำหนด ให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

จำเลยให้การขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2559 ตามใบแจ้งการประเมินเล่มที่ 20 เลขที่ 1 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 และใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 1 เลขที่ 8 ลงวันที่ 22 กันยายน 2559 ให้โจทก์ชำระค่าภาษี 3,842,806.85 บาท และให้จำเลยคืนเงินค่าภาษี 6,817,039.15 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.50 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2559 และใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลย โดยกำหนดค่ารายปี 31,263,538.12 บาท ค่าภาษี 3,907,942.26 บาท และให้จำเลยคืนเงินค่าภาษี 6,751,903.74 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.50 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการค้าด้านสินค้าอุปโภคบริโภค ประเภทห้างสรรพสินค้าและให้เช่าอาคารสำนักงานหรือสถานที่ภายในอาคารสำนักงาน โจทก์มีพื้นที่ในอาคารและพื้นที่นอกอาคารรวมพื้นที่ 36,593.37 ตารางเมตร แยกพื้นที่เป็น 7 ประเภท คือ 1. พื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ 2. พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก 3. ศูนย์อาหาร 4. เครื่องเล่นเด็ก 5. สต็อกเก็บสินค้า 6. พื้นที่โจทก์ประกอบกิจการเอง และ 7. ลานจอดรถ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) 2,816,395.95 บาท แก่โจทก์ โดยให้เหตุผลว่าในการประเมินตามใบแจ้งการประเมิน (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 12 เลขที่ 11 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 พนักงานเจ้าหน้าที่นำค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนมาคำนวณเป็นภาษีโรงเรือนและที่ดินซึ่งไม่ครบถ้วนถูกต้อง และวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปีภาษี 2559 จำนวน 10,659,846 บาท แก่โจทก์ จำเลยคำนวณค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยการเทียบเคียงราคาค่าเช่าพื้นที่เฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่ให้เช่าของบริษัท อ. หรือห้างสรรพสินค้า ท. ห่างจากสาขาของโจทก์ประมาณ 8 กิโลเมตร เป็นเกณฑ์ในการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมาจำเลยมีคำชี้ขาดสำหรับการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ให้ลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินลง 594,730 บาท คงเหลือค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 2,221,665.95 บาท ส่วนปีภาษี 2559 ให้ยืนตามการประเมิน โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็กและพื้นที่ศูนย์อาหารจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินทั้งสองฉบับแก่จำเลยแล้ว การประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก โจทก์มิได้โต้แย้งในคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2559 จึงถือว่าโจทก์พอใจการประเมิน ส่วนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินพื้นที่ศูนย์อาหารของโจทก์ชอบแล้ว โจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดเล็กและศูนย์อาหารจึงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 ส่วนคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ซึ่งได้ความจากนางรณิดา พยานจำเลยซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ตามบันทึกถ้อยคำพยานที่บันทึกไว้ล่วงหน้าว่า สาเหตุที่ต้องประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) เนื่องจากจำเลยคำนวณค่ารายปีและค่าภาษี ปีภาษี 2558 ไม่ถูกต้องครบถ้วนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก ศูนย์อาหาร และเครื่องเล่นเด็ก จึงได้คิดคำนวณใหม่และมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) แก่โจทก์เพื่อเรียกเก็บภาษีในส่วนที่ขาด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) คดีนี้เป็นการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินเพิ่มเติมจากการประเมินในปีภาษี 2558 และเป็นภาษีคนละจำนวนกับการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 ประกอบกับจำเลยได้มีหนังสือแจ้งคำชี้ขาดสำหรับการประเมิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) แก่โจทก์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2559 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องเพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 เป็นคดีต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีหมายเลขคดีดำที่ ภ.2/2559 ไว้ก่อนแล้ว และต่อมาคดีดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้มีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2563 ดังนั้น ที่จำเลยฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ในคดีนี้ จึงไม่เป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันและไม่เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 และเมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2563 ได้วินิจฉัยโดยคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีที่โจทก์ต้องชำระตามระยะเวลาที่โจทก์เปิดดำเนินการเฉพาะที่โจทก์นำคดีมาฟ้อง 3 รายการ ได้แก่ พื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก และพื้นที่ลานจอดรถ ส่วนพื้นที่อื่นยุติและพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าภาษีรวมในปีภาษี 2558 แล้ว เป็นเงิน 3,290,224.81 บาท และให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่โจทก์ 2,616,893.19 บาท ดังนั้น คดีนี้ จึงไม่มีเหตุให้จำเลยต้องประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่และพื้นที่ให้เช่าขนาดเล็กแก่โจทก์อีก ส่วนรายการอื่นโจทก์ไม่นำสืบในรายละเอียด จึงให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ที่ กจ 52002/1390 และแก้ไขคำชี้ขาด ที่ กจ 52002/3273 โดยให้เรียกเก็บภาษีเฉพาะศูนย์อาหารและเครื่องเล่นเด็ก และให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระเพิ่มเติมสำหรับภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) แก่โจทก์ 2,106,100.95 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า วิธีกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ในโรงเรือนของโจทก์สำหรับปีภาษี 2559 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 วางหลักว่า "ค่ารายปี" หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ค่าเช่าที่จะถือเป็นค่ารายปีนั้นต้องเป็นค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้ หากค่าเช่าที่เจ้าของทรัพย์สินตกลงไว้กับผู้เช่า มิใช่เป็นค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้หรือมิใช่เป็นค่าเช่าอันแท้จริง พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ซึ่งคดีนี้ข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าหลักฐานและสัญญาเช่าที่โจทก์นำส่งไม่สมบูรณ์และโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแสดงพื้นที่โรงเรือนขาดไป ค่าเช่าที่โจทก์ตกลงกับผู้เช่าจึงมิใช่จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรจะให้เช่าได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยย่อมมีอำนาจประเมินค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์โดยเทียบเคียงกับค่ารายปีทรัพย์สินของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งมีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันได้ ซึ่งโจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีเกี่ยวกับการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2563 โดยวินิจฉัยว่า วิธีการที่จำเลยใช้ค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนต่อร้านมารวมคำนวณแล้วหารด้วยจำนวนร้านเป็นวิธีการคำนวณที่ไม่คำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยของแต่ละร้านทั้งที่มีพื้นที่ใช้สอยแตกต่างกันจึงทำให้ไม่สะท้อนถึงค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่รวมของทุกร้านอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากการนำค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนตามวิธีการคำนวณของจำเลยไปใช้คำนวณกับพื้นที่ขนาดใหญ่และพื้นที่ขนาดเล็กของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งเป็นทรัพย์สินเทียบเคียงกลับได้ค่ารายปีและค่าภาษีไม่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่ห้างสรรพสินค้า ท. ได้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลย ซึ่งวิธีการคำนวณที่เหมาะสมเมื่อนำค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนไปใช้กับทรัพย์สินที่มีขนาดหรือพื้นที่เท่ากับพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า ท. แล้ว ทรัพย์สินนั้นก็ควรจะมีค่ารายปีและค่าภาษีที่ใกล้เคียงหรือเท่ากับค่ารายปีและค่าภาษีของห้างสรรพสินค้า ท. วิธีการที่จำเลยใช้ในการคำนวณหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนเพื่อนำมาคำนวณหาค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์จึงไม่เหมาะสม สำหรับวิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนั้น เป็นการนำค่ารายปีของทุกร้านที่เช่าพื้นที่แบ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่และพื้นที่ขนาดเล็กของห้างสรรพสินค้า ท. มาหารพื้นที่รวมของทุกร้านตามที่แบ่งพื้นที่เพื่อหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนก่อนแล้วค่อยนำไปคำนวณกับพื้นที่ของโจทก์และระยะเวลาการใช้ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นวิธีการที่คำนึงถึงค่าเช่าและพื้นที่ของแต่ละร้านประกอบกัน จึงเป็นวิธีการคำนวณหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่รวมของทุกร้านตามที่แบ่งพื้นที่แล้วเพราะเมื่อนำไปคำนวณกลับกับพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า ท. แล้วจะได้ค่าภาษีที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงกับค่าภาษีของห้างสรรพสินค้า ท. วิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมและคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้นแล้ว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรในคดีดังกล่าวจึงกำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่เท่ากับ 676.72 บาท เมื่อคดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะแต่ในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในปีภาษี 2559 มีการใช้ทรัพย์สินในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของโจทก์แตกต่างไปจากการใช้ทรัพย์สินของโจทก์ในปีภาษี 2558 อย่างไร จึงให้กำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่สำหรับปีภาษี 2559 เท่ากับ 676.72 บาท ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ จำนวน 623.82 บาท มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดให้หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีซึ่งปัจจุบันอัตราร้อยละห้าต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าว และอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) และใบแจ้งคำชี้ขาด ประจำปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษี 2,106,100.95 บาท ให้แก่โจทก์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด และให้แก้ไขการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2559 และใบแจ้งคำชี้ขาด ประจำปีภาษี 2559 โดยกำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ 676.72 บาท กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกินให้แก่โจทก์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — เทศบาลเมืองกาญจนบุรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูชัย สุทธิสว่างวงศ์
- นายบุญเขตร์ พุ่มทิพย์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
วรงค์พร จิระภาค
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3719/2564
#664256
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เคยเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 จึงต้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าภาษีที่ต้องชำระแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระสะสางกิจการของจำเลยที่ 1 ให้เสร็จสิ้นไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของจำเลยที่ 1 รวมทั้งถ้าเจ้าหนี้คนใดมิได้ทวงถามให้ใช้หนี้ต้องมีหน้าที่วางเงินเท่าจำนวนหนี้นั้น ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องชำระหนี้ภาษีอากรค้างของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ก่อนหรือวางเงินเท่ากับจำนวนหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ตามกฎหมายก่อนที่จะจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี แต่จำเลยที่ 2 มิได้ชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวให้แก่โจทก์และได้แบ่งคืนทรัพย์สินไป ถือว่าจำเลยที่ 2 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 และเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายจากการที่ทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระ แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำละเมิดต่อโจทก์ คงรับผิดไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี จำเลยที่ 1 มีหนี้ภาษีธุรกิจเฉพาะค้างชำระแก่โจทก์เป็นเงินภาษี 1,493,353.17 บาท เบี้ยปรับ 746,676.59 บาท พร้อมเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องและภาษีส่วนท้องถิ่นเพิ่มเติม รวมจำนวนทั้งสิ้น 3,351,084.21 บาท แต่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีปรากฏว่า จำเลยที่ 1 มีเงินสดคงเหลือมากกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดแก่โจทก์ในหนี้ค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระจำนวน 3,351,084.21 บาท แม้จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2555 แต่ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยไปพบเจ้าพนักงานและยินยอมให้เจ้าพนักงานประเมินภาษีตามผลการตรวจสอบ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีและเบี้ยปรับเงินเพิ่มแก่โจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้วโดยชอบเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ภาษีอากรและเบี้ยปรับเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์จำนวน 3,351,084.21 บาท ซึ่งไม่เกินวงเงินที่เป็นทรัพย์สินคงเหลือ ณ วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรืออัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากร 3,351,084.21 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน แต่ไม่เกินภาษีที่ต้องชำระ พร้อมทั้งชำระภาษีส่วนท้องถิ่นร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มดังกล่าวที่ค้างชำระ 1,493,353.17 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากร 3,351,084.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,351,084.21 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเสร็จสิ้นการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2555 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในฐานะส่วนตัว ดังนั้น คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 จึงไม่รับฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิพากษากลับ ให้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาต่อไป สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลภาษีอากรกลางและชั้นอุทธรณ์ให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าภาษีอากรที่ค้างชำระแก่โจทก์จำนวน 3,351,084.21 บาท โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน แต่ไม่เกินภาษีที่ค้างชำระ พร้อมทั้งชำระภาษีท้องถิ่นร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มดังกล่าวที่ค้างชำระจำนวน 1,493,353.17 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,351,084.21 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 รับผิดในมูลละเมิดชำระเงินค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ 1,493,353.17 บาท พร้อมเบี้ยปรับกึ่งหนึ่งและเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน และชำระภาษีท้องถิ่นอัตราร้อยละ 10 ของเงินค่าภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าว โดยเงินเพิ่มคิดคำนวณตั้งแต่วันจดทะเบียนขายอสังหาริมทรัพย์วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 จนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2555 อันเป็นวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชี โดยจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2555 แต่จากการตรวจปฏิบัติการของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์พบว่า เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลภายนอกเป็นเงิน 61,778,439 บาท แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีธุรกิจเฉพาะตามจำนวนทุนทรัพย์ในหนังสือสัญญาขายที่ดินซึ่งระบุว่าขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 12,000,000 บาท เจ้าพนักงานประเมินจึงมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้จำเลยที่ 1 ชำระเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีท้องถิ่นรวมเป็นเงิน 2,808,997.32 บาท ภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 แล้วไม่อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และไม่ได้ชำระค่าภาษีให้ครบถ้วน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระในส่วนเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นเพิ่มเติมหรือดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าภาษีอากรค้างชำระพร้อมเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นเพิ่มเติมรวมถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น 3,351,084.21 บาท จำเลยที่ 2 เคยเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 จึงต้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าภาษีที่ต้องชำระแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระสะสางกิจการของจำเลยที่ 1 ให้เสร็จสิ้นไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของจำเลยที่ 1 รวมทั้งถ้าเจ้าหนี้คนใดมิได้ทวงถามให้ใช้หนี้ต้องมีหน้าที่วางเงินเท่าจำนวนหนี้นั้น ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องชำระหนี้ภาษีอากรค้างของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ก่อนหรือวางเงินเท่ากับจำนวนหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ตามกฎหมายก่อนที่จะจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ซึ่งจำเลยที่ 1 มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 2,537,197.01 บาท ลูกหนี้การค้าจำนวน 1,408,344.66 บาท ดอกเบี้ยรับ 481,356.16 บาท รายได้อื่น 50,872.02 บาท และเงินขายที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ 1,316,209.97 บาท โดยตามงบแสดงฐานะการเงิน ณ วันจดทะเบียนเลิกบริษัท จำเลยที่ 1 ยังเหลือส่วนของผู้ถือหุ้นสุทธิ 54,705,965.36 บาท และมีหนี้สินหมุนเวียน 16,440.68 บาท แต่จำเลยที่ 2 มิได้ชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวให้แก่โจทก์และได้แบ่งคืนทรัพย์สินไป ถือว่าจำเลยที่ 2 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 และเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายจากการกระทำของตนที่ทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระ แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำละเมิดต่อโจทก์นี้จำเลยที่ 2 คงรับผิดไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ข้อนี้ได้ความว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ภาษีธุรกิจเฉพาะค้างชำระแก่โจทก์เป็นเงินภาษี 1,493,353.17 บาท เบี้ยปรับ 746,676.59 บาท พร้อมเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องและภาษีส่วนท้องถิ่นเพิ่มเติม รวมจำนวนทั้งสิ้น 3,351,084.21 บาท แต่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีปรากฏว่า จำเลยที่ 1 มีเงินสดคงเหลือ 2,537,197.01 บาท ลูกหนี้การค้า 1,408,344.66 บาท ดอกเบี้ยรับ 481,356.16 บาท รายได้อื่น 50,872.02 บาท และเงินขายที่ดินอาคารและอุปกรณ์ 1,316,209.97 บาท เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเงินสดคงเหลือที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีมากกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดแก่โจทก์ในหนี้ค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระจำนวน 3,351,084.21 บาท แม้จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2555 แต่ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 เคยไปพบเจ้าพนักงานและให้การต่อเจ้าพนักงานว่าจำเลยที่ 1 จะชำระภาษีอากรจำนวนดังกล่าวแต่ขาดสภาพคล่องทางการเงินจึงยินยอมให้เจ้าพนักงานประเมินภาษีตามผลการตรวจสอบ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีและเบี้ยปรับเงินเพิ่มแก่โจทก์ เมื่อต่อมาเจ้าพนักงานได้ส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้วโดยชอบเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ภาษีอากรและเบี้ยปรับเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์จำนวน 3,351,084.21 บาท ซึ่งไม่เกินวงเงินที่เป็นทรัพย์สินคงเหลือ ณ วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,351,084.21 บาท ตามที่โจทก์ขอและฎีกา แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดให้หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีซึ่งเวลานี้เป็นอัตราร้อยละห้าต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว กำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าวและอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์จำนวน 3,351,084.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรืออัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1250 ม. 1259 (2) ม. 1259 (4) ม. 1264 ม. 1269
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6) ม. 89 (3) ม. 89/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท ซ. โดยนาย ฉ. ผู้ชำระบัญชี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกังวาฬ โป๊ะลำพงษ์
- นางสาวผจงธรณ์ วรินทรเวช
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
วรงค์พร จิระภาค
ไพจิตร สวัสดิสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3716/2564
#666585
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลงวันที่ 10 สิงหาคม 2544 ให้โจทก์ทั้งสองชำระหนี้ภาษีอากร 104,731,200 บาท หลังจากโจทก์ทั้งสองได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้วไม่นำเงินภาษีอากรมาชำระให้แก่จำเลยภายในกำหนดถือเป็นภาษีอากรค้าง จำเลยย่อมมีสิทธิใช้อำนาจยึดที่ดินของโจทก์ทั้งสองเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 12 การที่จำเลยมีประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 ให้ยึดที่ดินพิพาทของโจทก์หลังแจ้งการประเมิน ประมาณเพียง 3 เดือน จึงถือได้ว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนในการขอให้บังคับเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 12 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) แล้ว แม้โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองโดยส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2545 ต่อมาโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมิน ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง โดยศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2550 และการบังคับที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างยังไม่แล้วเสร็จก็ไม่ทำให้จำเลยหมดสิทธิในการบังคับที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างแต่อย่างใด จำเลยย่อมมีอำนาจดำเนินการบังคับที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นได้

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.648/2553 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 ว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งว่าลูกหนี้ที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ขณะที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องคดีล้มละลาย ลูกหนี้ที่ 2 ไม่อาจเป็นคู่ความได้ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จึงไม่อาจยื่นฟ้องคดีล้มละลายในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ต่อศาลได้ เมื่อศาลมีคำสั่งรับฟ้องลูกหนี้ที่ 2 และมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้ที่ 2 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง จึงให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นตั้งแต่ชั้นรับฟ้องลูกหนี้ที่ 2 ทั้งหมดและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะลูกหนี้ที่ 2 เสียจากสารบบความ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวมีผลเท่ากับว่า โจทก์ที่ 2 ไม่เคยถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดมาก่อน กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นปัญหาว่าจำเลยยื่นคำขอรับชำระหนี้โจทก์ที่ 2 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2553 โดยไม่ระบุถึงที่ดินพิพาทที่จำเลยยึดไว้ถือว่าจำเลยสละสิทธิการยึดที่ดินพิพาทหรือไม่ สิทธิการยึดทรัพย์ของจำเลยระงับไปตั้งแต่ยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยได้ดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองไว้แล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยยึดหรืออายัดหรือขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองที่ยังไม่ได้ดำเนินการขายในส่วนที่กล่าวมาซึ่งเกินกว่า 10 ปีด้วย

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2548 ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ทั้งสอง ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ทั้งสอง 104,731,200 บาท และเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 จำเลยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากรมาตรา 12 ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 428, 12313, 13163 และ 15189 ที่ดินโฉนดเลขที่ 862 ที่ดินโฉนดเลขที่ 2116, 2117 และ 32308 และที่ดินโฉนดเลขที่ 2272 รวม 9 แปลง ต่อมาโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินทั้งหมดของโจทก์ทั้งสอง ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้จำเลยเพิกถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2550 พิพากษากลับให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ และมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6340/2549 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2550 ต่อมาจำเลยมีประกาศกรมสรรพากร ณ วันที่ 4 มีนาคม 2556 ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 428 คงเหลือที่ดินพิพาทในชั้นนี้ 8 แปลง อยู่ระหว่างการยึดเพื่อรอขายทอดตลาด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า จำเลยบังคับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างเกินกว่าสิบปีทำให้จำเลยไม่มีสิทธิยึดอายัดหรือขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่ง ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง" วรรคสอง บัญญัติว่า "เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง..." วรรคสาม บัญญัติว่า "ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอมีอำนาจเช่นเดียวกับอธิบดีตามวรรคสอง ภายในเขตท้องที่จังหวัดหรืออำเภอนั้น..." วรรคสี่ บัญญัติว่า "วิธีการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สิน ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม..." ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลงวันที่ 10 สิงหาคม 2544 ให้โจทก์ทั้งสองชำระหนี้ภาษีอากร 104,731,200 บาท หลังจากโจทก์ทั้งสองได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้วไม่นำเงินภาษีอากรมาชำระให้แก่จำเลยภายในกำหนดถือเป็นภาษีอากรค้าง จำเลยย่อมมีสิทธิใช้อำนาจยึดที่ดินของโจทก์ทั้งสองเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 การที่จำเลยมีประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 ให้ยึดที่ดินพิพาทของโจทก์หลังแจ้งการประเมินประมาณเพียง 3 เดือน จึงถือได้ว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนในการขอให้บังคับเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) แล้ว แม้โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองโดยส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2545 ต่อมาโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมิน ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง โดยศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2550 และการบังคับที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างยังไม่แล้วเสร็จก็ไม่ทำให้จำเลยหมดสิทธิในการบังคับที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างแต่อย่างใด จำเลยย่อมมีอำนาจดำเนินการบังคับที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า จำเลยยื่นคำขอรับชำระหนี้โจทก์ที่ 2 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2553 โดยไม่ระบุถึงที่ดินพิพาทที่จำเลยยึดไว้ถือว่าจำเลยสละสิทธิการยึดที่ดินพิพาท สิทธิการยึดทรัพย์ของจำเลยระงับไปตั้งแต่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ และเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 จำเลยไม่เคยใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ยึดทรัพย์สินอื่นรวมถึงที่ดินพิพาทอีก จำเลยจึงไม่อาจยึดและอายัดและขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้อีกต่อไป นั้น เห็นว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.648/2553 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 ว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งว่าลูกหนี้ที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ขณะที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องคดีล้มละลาย ลูกหนี้ที่ 2 ไม่อาจเป็นคู่ความได้ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จึงไม่อาจยื่นฟ้องคดีล้มละลายในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ต่อศาลได้ เมื่อศาลมีคำสั่งรับฟ้องลูกหนี้ที่ 2 และมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้ที่ 2 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง จึงให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นตั้งแต่ชั้นรับฟ้องลูกหนี้ที่ 2 ทั้งหมดและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะลูกหนี้ที่ 2 เสียจากสารบบความ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวมีผลเท่ากับว่า โจทก์ที่ 2 ไม่เคยถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดมาก่อน กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นปัญหานี้อีกต่อไป ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 (เดิม)
ป.รัษฎากร ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส. กับพวก
ผู้ร้อง — นาง อ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายภาณุ รังสีสหัส
- นายบุญเขตร์ พุ่มทิพย์
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
วรงค์พร จิระภาค
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3715/2564
#664254
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 มาตรา 7 จะบัญญัติให้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในวันที่ 1 มกราคมของปีใด มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีนั้นจากราคาปานกลางของที่ดิน โดยมาตรา 24 บัญญัติให้เจ้าของที่ดินยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเป็นรายแปลงตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดก็ตาม แต่ตามความในหมวด 5 เรื่องการชำระภาษีบำรุงท้องที่ ให้เจ้าพนักงานประเมินคำนวณภาษีบำรุงท้องที่และแจ้งการประเมินภายในเดือนมีนาคมแรกหลังจากการตีราคาปานกลางของที่ดิน และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเดือนเมษายนของทุกปี แต่ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ได้รับแจ้งการประเมินภายหลังเดือนมีนาคมตามมาตรา 33 วรรคสาม ให้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา 35 แสดงให้เห็นว่าหนี้ค่าภาษีบำรุงท้องที่เกิดขึ้นเมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินและแจ้งการประเมินให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ทราบแล้ว โจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินไปยังจำเลยให้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดินพิพาท ในปีภาษี 2550 ถึงปีภาษี 2559 พร้อมเงินเพิ่มรวม 1,711,718 บาท โดยจำเลยได้รับเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 หนี้ค่าภาษีบำรุงท้องที่จึงเกิดขึ้นภายหลังจากวันที่ 21 มีนาคม 2558 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลายแล้ว โจทก์จึงสามารถฟ้องจำเลยเป็นคดีต่อศาลภาษีอากรกลางได้โดยไม่จำต้องฟ้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ภาษีบำรุงท้องที่และเงินเพิ่มค้างชำระเป็นเงิน 1,740,486 บาท เงินเพิ่มภาษีบำรุงท้องที่ร้อยละ 24 ต่อปีของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ 719,210 บาท เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระภาษีบำรุงท้องที่เสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีบำรุงท้องที่และเงินเพิ่มค้างชำระเป็นเงิน 1,740,486 บาท เงินเพิ่มภาษีบำรุงท้องที่ร้อยละ 24 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ 719,210 บาท เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน ตามมาตรา 45 (4) แห่งพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 เมษายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระภาษีบำรุงท้องที่เสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ระหว่างปีภาษี 2539 ถึงปีภาษี 2559 จำเลยเป็นเจ้าของที่ดิน 7 แปลง โฉนดเลขที่ 78003 เนื้อที่ 1,191 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา โฉนดเลขที่ 84808 เนื้อที่ 22 ตารางวา โฉนดเลขที่ 84818 เนื้อที่ 2 งาน 35 ตารางวา โฉนดเลขที่ 84820 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 41 ตารางวา โฉนดเลขที่ 77992 เนื้อที่ 765 ไร่ 2 งาน 71 ตารางวา โฉนดเลขที่ 84804 เนื้อที่ 74 ไร่ 87 ตารางวา โฉนดเลขที่ 84805 เนื้อที่ 963 ไร่ 16 ตารางวา รวมเนื้อที่ 2,996 ไร่ 2 งาน 67 ตารางวา จำเลยไม่เคยชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินฉบับลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 ไปยังจำเลยให้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปีภาษี 2550 ถึง 2559 รวมทั้งเงินเพิ่ม สำหรับที่ดินมีโฉนดทั้ง 7 แปลงดังกล่าว จำเลยได้รับแจ้งการประเมินแล้วไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินภายในกำหนด เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2554 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลาย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระภาษีบำรุงท้องที่ในปีภาษี 2550 ถึง 2559 หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า สำหรับภาษีบำรุงท้องที่นั้น พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ให้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในวันที่ 1 มกราคมของปีใด มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีนั้นจากราคาปานกลางของที่ดิน ตามบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่ท้ายพระราชบัญญัตินี้" มาตรา 24 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้เจ้าของที่ดินซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเป็นรายแปลงตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด" มาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีแรกของการตีราคาปานกลางของที่ดิน ... ให้เจ้าพนักงานประเมินคำนวณภาษีบำรุงท้องที่และแจ้งการประเมินภายในเดือนมีนาคมแรกหลังจากการตีราคาปานกลางของที่ดินตามวิธีการดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่ที่ดินอยู่ในเขตเทศบาลหรือนอกเขตเทศบาลที่ไม่มีกำนัน ให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังผู้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ (2) ในกรณีที่ที่ดินอยู่นอกเขตเทศบาลที่มีกำนัน ให้เจ้าพนักงานประเมินปิดประกาศแจ้งการประเมินไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนัน และที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน" วรรคสอง บัญญัติว่า "การประเมินภาษีบำรุงท้องที่ที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้เป็นการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับในปีต่อไปจนครบรอบระยะเวลาสี่ปี..." และมาตรา 35 บัญญัติว่า "ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเดือนเมษายนของทุกปี ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา 31 หรือมาตรา 32 หรือภายหลังเดือนมีนาคมตามมาตรา 33 วรรคสาม ให้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน" จากบทบัญญัติข้างต้นแสดงให้เห็นว่า แม้มาตรา 7 จะบัญญัติให้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในวันที่ 1 มกราคมของปีใด มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีนั้นจากราคาปานกลางของที่ดิน โดยมาตรา 24 บัญญัติให้เจ้าของที่ดินยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเป็นรายแปลงตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดก็ตาม แต่ตามความในหมวด 5 เรื่องการชำระภาษีบำรุงท้องที่ ให้เจ้าพนักงานประเมินคำนวณภาษีบำรุงท้องที่และแจ้งการประเมินภายในเดือนมีนาคมแรกหลังจากการตีราคาปานกลางของที่ดิน และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเดือนเมษายนของทุกปี แต่ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ได้รับแจ้งการประเมินภายหลังเดือนมีนาคมตามมาตรา 33 วรรคสาม ให้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา 35 แสดงให้เห็นว่าหนี้ค่าภาษีบำรุงท้องที่เกิดขึ้นเมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินและแจ้งการประเมินให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ทราบแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลง โจทก์มีหนังสือเรื่อง แจ้งการประเมินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ ฉบับลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 แจ้งการประเมินไปยังจำเลยให้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดินพิพาทในปีภาษี 2550 ถึงปีภาษี 2559 พร้อมเงินเพิ่มรวม 1,711,718 บาท โดยจำเลยได้รับเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 หนี้ค่าภาษีบำรุงท้องที่จึงเกิดขึ้นภายหลังจากวันที่ 21 มีนาคม 2558 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลายแล้ว โจทก์จึงสามารถฟ้องจำเลยเป็นคดีต่อศาลภาษีอากรกลางได้โดยไม่จำต้องฟ้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อน และพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 มาตรา 48 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่มิได้ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินตามมาตรา 24 ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจแจ้งการประเมินย้อนหลังได้ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทราบว่าเจ้าของที่ดินยังมิได้ยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน" และมาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของที่ดินผู้ใดได้รับแจ้งการประเมินภาษีบำรุงท้องที่แล้วเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง มีสิทธิอุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ โดยยื่นอุทธรณ์แก่เจ้าพนักงานประเมินตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน" คดีนี้โจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินฉบับลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 ให้จำเลยชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดินพิพาทในปีภาษี 2550 ถึงปีภาษี 2559 พร้อมเงินเพิ่ม ซึ่งจำเลยได้รับในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 เมื่อจำเลยได้รับแจ้งการประเมินแล้วไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 49 ถือว่าจำเลยพอใจการประเมินที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณภาษีบำรุงท้องที่ที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลง โดยคิดราคาปานกลางของที่ดินจังหวัดปทุมธานี ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2520 ในราคาไร่ละ 6,000 บาท คิดเป็นอัตราภาษีไร่ละ 24 บาท จำเลยจึงต้องชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ดังกล่าวพร้อมเงินเพิ่มในส่วนที่จำเลยไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินและไม่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเวลาที่กำหนดตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดเฉพาะต้นเงินในหนี้ภาษีบำรุงท้องที่ที่เกิดก่อนจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเท่านั้น โดยไม่ต้องรับผิดในเงินเพิ่ม เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยต้องชำระภาษีบำรุงท้องที่ในปีภาษี 2550 ถึงปีภาษี 2559 พร้อมเงินเพิ่มแล้ว ประกอบกับจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลง ตั้งแต่ปี 2539 แต่ไม่เคยชำระภาษีบำรุงท้องที่เลย กรณีจึงไม่มีเหตุงดเงินเพิ่มให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีบำรุงท้องที่ตามฟ้องพร้อมเงินเพิ่มแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ม. 7 ม. 24 วรรคหนึ่ง ม. 33 ม. 35 ม. 48
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลลำไทร
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูชัย สุทธิสว่างวงศ์
- นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จันทร์สว่าง
วรงค์พร จิระภาค
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3692/2564
#670396
เปิดฉบับเต็ม

พยานโจทก์และพยานจำเลยเบิกความยันกันอยู่ว่าโจทก์จำนำหรือขายฝากรถยนต์ ยากที่รับฟังว่าฝ่ายใดเบิกความตามจริง แต่ตามคำเบิกความของโจทก์และ ส. ได้ความว่า โจทก์ชำระหนี้จำนำรถยนต์แก่จำเลย 5 ครั้ง และ ส. เบิกความตอบคำถามติงทนายโจทก์ว่าโจทก์และจำเลยเข้าใจตรงกันว่าให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน นอกจากนั้น จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์รับว่า โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยและข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์เป็นการติดต่อระหว่างโจทก์และจำเลย โดยข้อความดังกล่าวระบุว่าเป็นการโอนเงินชำระดอกเบี้ยไม่ได้ระบุว่าเป็นค่าซื้อรถยนต์คืนจากจำเลย ตามพฤติการณ์จึงเชื่อว่า โจทก์ส่งมอบรถยนต์ให้จำเลยเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้อันเป็นการจำนำรถยนต์ อีกทั้งการขายฝากนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายฝากย่อมตกเป็นของผู้ซื้อฝากตั้งแต่เมื่อทำสัญญาขายฝาก แต่ตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ปรากฏว่าจำเลยหักเงินที่จ่ายให้โจทก์เป็นค่าจอดรถยนต์และค่าดูแลรักษาไว้ด้วย ส่อแสดงว่าจำเลยถือว่ารถยนต์ดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และตามสำเนาสัญญาขายฝากรถยนต์ มีข้อความว่า "ข้อ 1 ผู้ขายตกลงขายฝากและผู้ซื้อตกลงซื้อรถยนต์...ในราคา 90,000 บาท...ผู้ขายได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว จึงได้มอบรถพร้อมใบคู่มือจดทะเบียน...ให้แก่ผู้ซื้อไว้เพื่อกระทำการโอนรถได้หากพ้นกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนแล้ว ข้อ 2 ผู้ขายฝากจะกระทำการไถ่รถในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ทำสัญญามิฉะนั้นถือว่าสละสิทธิ์ ข้อ 6 ถ้าในระหว่างสัญญาขายฝาก...จะด้วยเหตุผลใดก็ตามทำให้รถที่ขายฝากไม่สามารถที่จะกระทำการโอนได้ในภายหลังที่ผู้ขายฝากสละสิทธิ์ไถ่รถ...ผู้ขายฝากจะต้องคืนเงินที่รับไปตามข้อ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ย...ให้แก่ผู้ซื้อ..." ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายเพียงว่า โจทก์จะยอมให้รถยนต์ตกไปยังจำเลยก็ต่อเมื่อโจทก์ไม่ชำระเงิน 90,000 บาท คืนแก่จำเลยเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตกไปยังจำเลยทันทีโดยมีข้อตกลงกันว่าโจทก์อาจไถ่รถยนต์นั้นคืนได้ในภายหลัง อันจะต้องด้วยลักษณะของสัญญาขายฝากตาม ป.พ.พ. มาตรา 491 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาผูกพันตามสัญญาจำนำ หาได้มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาขายฝากไม่ สัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนำจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญาจำนำตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง เมื่อจำเลยไม่รับชำระหนี้จำนำในส่วนที่เหลือ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับชำระหนี้จำนำในส่วนที่เหลือกับขอให้จำเลยคืนรถยนต์ตามฟ้องได้ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับชำระหนี้จำนำ 15,000 บาท จากโจทก์ และให้จำเลยคืนรถยนต์ ในสภาพเดิมแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยใช้ราคาแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนถึงวันที่จำเลยคืนรถยนต์ในสภาพเดิมแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ส่งมอบเอกสารทางทะเบียนรถยนต์ กับชำระค่าเสียหายแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งจำเลยเนื่องจากไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับชำระเงินต้นและดอกเบี้ยค่าไถ่ถอนจำนำรถยนต์ 15,000 บาท กับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์แก่โจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินแก่โจทก์ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษาวันที่ 31 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์หรือใช้ราคาแทนจนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 89,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยรับชำระเงินจากโจทก์และให้จำเลยคืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนำรถยนต์ และทำให้สัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์นำรถยนต์ไปมอบแก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากจำเลย และโจทก์ก็ชำระหนี้แก่จำเลยหลายครั้ง แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญาจำนำรถยนต์ แต่โจทก์กับจำเลยทำเป็นสัญญาขายฝากรถยนต์ไว้เป็นเงิน 90,000 บาท โดยจำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์เพียง 85,000 บาท และจำเลยหักเงินไว้เป็นค่าจอดรถยนต์ 5,000 บาท บ่งชี้ว่าสัญญาขายฝากรถยนต์เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนำรถยนต์ ปัญหานี้โจทก์และนางสาวสิริรักษ์ บุตรโจทก์เบิกความว่า วันที่ 22 ธันวาคม 2557 โจทก์นำรถยนต์ตามฟ้องไปจำนำไว้กับจำเลยเป็นเงิน 90,000 บาท มีกำหนด 1 ปี แต่จำเลยให้โจทก์ลงชื่อในสัญญากู้เงินขายฝากรถยนต์ในราคา 90,000 บาท มีกำหนดไถ่ภายใน 1 เดือน โจทก์ชำระหนี้จำนำรถยนต์แก่จำเลย 5 ครั้ง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 วันที่ 11 มีนาคม 2560 วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 และวันที่ 6 สิงหาคม 2560 รวมเป็นเงิน 89,000 บาท ส่วนจำเลยเบิกความว่า โจทก์ขายฝากรถยนต์ตามฟ้องให้แก่จำเลย โดยโจทก์รับเงินไปครบถ้วนแล้ว เห็นว่า พยานโจทก์และพยานจำเลยเบิกความยันกันอยู่ว่าโจทก์จำนำหรือขายฝากรถยนต์ ยากที่รับฟังว่าฝ่ายใดเบิกความตามความจริง แต่ตามคำเบิกความของโจทก์และนางสาวสิริรักษ์ ได้ความว่าโจทก์ชำระหนี้จำนำรถยนต์แก่จำเลย 5 ครั้ง และนางสาวสิริรักษ์ เบิกความตอบคำถามติงทนายโจทก์ว่าโจทก์และจำเลยเข้าใจตรงกันว่าให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน นอกจากนั้น ตามสำเนาใบโอนเงินและข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์รับว่าโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยตามสำเนาใบโอนเงินดังกล่าว กับข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ดังกล่าวเป็นการติดต่อระหว่างโจทก์และจำเลย และข้อความสนทนาดังกล่าวก็ระบุว่าเป็นการโอนเงินชำระดอกเบี้ย ไม่ได้ระบุว่าเป็นค่าซื้อรถยนต์คืนจากจำเลยดังที่จำเลยเบิกความตอบคำถามติงทนายจำเลย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงเชื่อว่าโจทก์ส่งมอบรถยนต์ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้อันเป็นการจำนำรถยนต์ อีกทั้งการขายฝากนั้นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายฝากย่อมตกเป็นของผู้ซื้อฝากตั้งแต่เมื่อทำสัญญาขายฝาก แต่ตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ของจำเลยปรากฏว่าจำเลยหักเงินที่จ่ายให้โจทก์เป็นค่าจอดรถยนต์และค่าดูแลรักษาไว้ด้วย ส่อแสดงว่าจำเลยถือว่ารถยนต์ดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และตามสำเนาสัญญาขายฝากรถยนต์ มีข้อความว่า "ข้อ 1 ผู้ขายตกลงขายฝากและผู้ซื้อตกลงซื้อรถยนต์…ในราคา 90,000 บาท...ผู้ขายฝากได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว จึงได้มอบรถพร้อมใบคู่มือจดทะเบียน...ให้แก่ผู้ซื้อไว้เพื่อกระทำการโอนรถได้หากพ้นกำหนดระยะเวลาไถ่แล้ว ข้อ 2 ผู้ขายฝากจะกระทำการไถ่รถในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ทำสัญญา มิฉะนั้นถือว่าสละสิทธิ์ ข้อ 6 ถ้าในระหว่างระยะเวลาสัญญาขายฝาก...จะด้วยเหตุผลใดก็ตามทำให้รถที่ขายฝากไม่สามารถที่จะกระทำการโอนได้ในภายหลังที่ผู้ขายฝากสละสิทธิ์ไถ่รถ...ผู้ขายฝากจะต้องคืนเงินที่รับไปตามข้อ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ย...ให้แก่ผู้ซื้อ..." ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายเพียงว่าโจทก์จะยอมให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตกไปยังจำเลยก็ต่อเมื่อโจทก์ไม่ชำระเงิน 90,000 บาท คืนแก่จำเลยเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตกไปยังจำเลยทันทีโดยมีข้อตกลงกันว่าโจทก์อาจไถ่รถยนต์นั้นคืนได้ในภายหลัง อันจะต้องด้วยลักษณะของสัญญาขายฝากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาจะผูกพันตามสัญญาจำนำ หาได้มีเจตนาที่จะผูกพันกันตามสัญญาขายฝากไม่ ดังนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนำ จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญาจำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่รับชำระหนี้จำนำในส่วนที่เหลือ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับชำระหนี้จำนำในส่วนที่เหลือ กับขอให้จำเลยคืนรถยนต์ตามฟ้องได้ และหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 155 วรรคสอง ม. 491 ม. 758
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ม.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวรุ่งระวี โสขุมา
ศาลชั้นต้น — นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3676/2564
#664264
เปิดฉบับเต็ม

แม้การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้กับคดีอื่น ๆ ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จะเป็นการกระทำด้วยเจตนาเหมือนกัน และมีการดำเนินการในลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายต่างรายกัน ทั้งการกระทำความผิดเกิดขึ้นคนละสถานที่และต่างวันเวลากัน คดีแต่ละสำนวนจึงมิได้เกี่ยวพันกัน แม้โดยรูปคดีอาจพิจารณาไปด้วยกันได้ก็เป็นเพราะจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันเพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาคดีเท่านั้น เมื่อศาลมีคำพิพากษาแต่ละคดีและให้นับโทษต่อกันตาม ป.อ. มาตรา 22 แล้ว มีกำหนดระยะเวลาจำคุกเกินกว่า 20 ปี ก็ย่อมพิพากษาให้บังคับเช่นนี้ได้ หาได้อยู่ในบังคับตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 341, 343 ให้จำเลยคืนเงิน 1,101,900 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ด เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2562 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3292/2561, อ.3564/2561, อ.656/2562, อ.658/2562, อ.659/2562, อ.661/2562, อ.662/2562 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1617/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ ฐานฉ้อโกงประชาชน และฐานนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 11 กระทง เป็นจำคุก 33 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำคุกจำเลยนั้น เนื่องจากในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1022/2557 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี จำเลยหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา และศาลออกหมายจับจำเลยเพื่อบังคับโทษตามคำพิพากษา โดยหมายจับมีอายุความ 5 ปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2557 ขณะนี้พ้นกำหนดอายุความแล้ว ไม่อาจบังคับโทษจำเลยในคดีดังกล่าวได้อีก ต้องถือว่าจำเลยยังไม่เคยได้รับโทษหรือพ้นโทษในคดีก่อน จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยในคดีนี้ตามที่โจทก์ขอ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกรวม 11 ปี 66 เดือน กับให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,101,900 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ด นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2562 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3292/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3564/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.656/2562 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.658/2562 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.659/2562 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.661/2562 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.662/2562 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1617/2562 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3468/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การนับโทษในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอื่นตามที่โจทก์ขอ จะนับโทษต่อได้ไม่เกิน 20 ปี หรือไม่ เห็นว่า แม้การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้กับคดีอื่น ๆ ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จะเป็นการกระทำด้วยเจตนาเหมือนกัน และมีการดำเนินการในลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายต่างรายกัน ทั้งการกระทำความผิดเกิดขึ้นคนละสถานที่และต่างวันเวลากัน คดีแต่ละสำนวนจึงมิได้เกี่ยวพันกัน แม้โดยรูปคดีอาจพิจารณาไปด้วยกันได้ก็เป็นเพราะจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันเพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาคดีเท่านั้น เมื่อศาลมีคำพิพากษาแต่ละคดีและให้นับโทษต่อกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 แล้ว มีกำหนดระยะเวลาจำคุกเกินกว่า 20 ปี ก็ย่อมพิพากษาให้บังคับเช่นนี้ได้ หาได้อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ไม่ ดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 91 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายธนทร ผดุงธิติฐ์
ศาลชั้นต้น — นางวราภรณ์ สุระพัฒน์พิชัย
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอี่ยมอธิคม
วัฒนา วิทยกุล
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3662/2564
#664335
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อผู้เสียหายที่ 1 ว่าจำเลยเป็นผู้เสียหายที่ 2 ให้ผู้เสียหายที่ 1 จดข้อความเท็จลงในใบแจ้งการย้ายที่อยู่ (ท.ร.6) อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน และเป็นเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่น เพื่อย้ายชื่อผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านเลขที่ 131 หมู่ที่ 6 ตำบลนครชุม อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร และนำชื่อย้ายเข้าบ้านเลขที่ 3/2 หมู่ที่ 3 ตำบลเนินทราย อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด แล้วจำเลยลงลายมือชื่อปลอมเป็นผู้เสียหายที่ 2 ในเอกสารราชการดังกล่าว ต่อมาจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อผู้เสียหายที่ 3 ว่า จำเลยเป็นผู้เสียหายที่ 2 ได้ตรวจบัตรประจำตัวประชาชนของตนเองปรากฏว่าสูญหาย/ถูกทำลาย เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 3 จดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในบันทึกการรับแจ้งเอกสารเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชนสูญหายหรือถูกทำลาย (บ.ป.7) อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน จากนั้นจำเลยกับ ย. ร่วมกันยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ต่อผู้เสียหายที่ 3 และผู้เสียหายที่ 4 โดยใช้บันทึกคำให้การรับรองบุคคลเอกสารราชการอันเป็นเท็จอันเกิดจากการกระทำความผิดของ ย. ประกอบคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน (บ.ป.1) โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นผู้เสียหายที่ 2 จนทำให้ผู้เสียหายที่ 3 หลงเชื่อออกบัตรประจำตัวประชาชนให้จำเลย เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียว คือ เพื่อให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 267, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 6 จัตวา, 14 (2) พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 4, 50

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 267, 268, 83 (ที่ถูก 265 (เดิม), 267 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 83) พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) (ที่ถูก มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง) พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ปลอมเอกสารราชการใช้เอกสารราชการปลอม และฐานทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือกระทำการเพื่อให้ตนเอง หรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 3 ปี ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 2 ปี ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ จำคุก 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อผู้เสียหายที่ 1 ว่าจำเลยเป็นผู้เสียหายที่ 2 ให้ผู้เสียหายที่ 1 จดข้อความเท็จลงในใบแจ้งการย้ายที่อยู่ (ท.ร.6) อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน และเป็นเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่น เพื่อย้ายชื่อผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านเลขที่ 131 และนำชื่อย้ายเข้าบ้านเลขที่ 3/2 แล้วจำเลยลงลายมือชื่อปลอมเป็นผู้เสียหายที่ 2 ในเอกสารราชการดังกล่าว ต่อมาจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อผู้เสียหายที่ 3 ว่า จำเลยเป็นผู้เสียหายที่ 2 ได้ตรวจบัตรประจำตัวประชาชนของตนเองปรากฏว่าสูญหาย/ถูกทำลาย เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 3 จดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในบันทึกการรับแจ้งเอกสารเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชนสูญหายหรือถูกทำลาย (บ.ป.7) อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน จากนั้นจำเลยกับนางเยาวลักษณ์ร่วมกันยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ต่อผู้เสียหายที่ 3 และผู้เสียหายที่ 4 โดยใช้บันทึกคำให้การรับรองบุคคลเอกสารราชการอันเป็นเท็จอันเกิดจากการกระทำความผิดของนางเยาวลักษณ์ ประกอบคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน (บ.ป.1) โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นผู้เสียหายที่ 2 จนทำให้ผู้เสียหายที่ 3 หลงเชื่อออกบัตรประจำตัวประชาชนให้จำเลย เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียว คือ เพื่อให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ต้องลงโทษฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมนั้น จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่อีกกระทงหนึ่ง จึงไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการสร้างพยานหลักฐานเท็จทางทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและสังคมโดยรวม ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติ พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยอ้างว่ามีอายุมากแล้ว หรือมีฐานะยากจน หรือผู้เสียหายที่ 2 ไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยให้เบาลงและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารราชการปลอมให้จำคุก 1 ปี และไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมนั้น จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 265 (เดิม) ม. 268 วรรคแรก ม. 268 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายคมกฤษณ์ ขำทัศน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
อนุวัตร มุทิกากร
ศรีวิไล ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3644/2564
#666537
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้นำข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมาเป็นเหตุผลในการตัดสินตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 ขอให้เพิกถอนการพิจารณาวินิจฉัยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เท่ากับ เป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพิกถอนคำวินิจฉัยเดิมและวินิจฉัยพยานหลักฐานใหม่ อันเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยมิใช่เป็นการแก้ไขถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาดหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย จึงขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 143 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 โจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ข้อที่อ้างว่า โจทก์ต้องห้ามมิให้ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หาก่อให้เกิดสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14, 16/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ลบข้อความในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และโฆษณาคำพิพากษาในสื่อดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธและให้การต่อสู้ในคดีส่วนแพ่งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ต่อมาทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในส่วนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์ หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดังกล่าวอย่างไรก็ชอบที่จะใช้สิทธิฎีกาตามกฎหมายต่อไป กรณีมิใช่เรื่องที่จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้ยกคำร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 และไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีความเห็นแย้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 โจทก์จึงไม่สามารถใช้สิทธิฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แต่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้นำข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความมาเป็นเหตุผลในการตัดสินเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 โจทก์จึงขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้นั้น เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ โดยอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้นำข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมาเป็นเหตุผลในการตัดสิน เป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมหรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการพิจารณาพยานหลักฐาน ขอให้เพิกถอนการพิจารณาวินิจฉัยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เท่ากับเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพิกถอนคำวินิจฉัยเดิมแล้ววินิจฉัยพยานหลักฐานเสียใหม่ อันมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยมิใช่เป็นการแก้ไขถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาดหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ จึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 โจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า โจทก์ต้องห้ามมิให้ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หาก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ไม่ ฎีกาของโจทก์นอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นสาระแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 186
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 143 ม. 190
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — พันเอก พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายลักษณ์พงศ์ จันทระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤช เจริญเลิศ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ชัยพัฒน์ ชินวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3628/2564
#693705
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำรถจักรยานยนต์ไปซ่อม เมื่อซ่อมเสร็จแล้วนำใบแจ้งหนี้ไปขอเบิกค่าซ่อมจากผู้เสียหายครั้นได้เงินค่าซ่อมมาแล้ว จำเลยไม่ไปรับรถจักรยานยนต์คืน ทั้งยังหลอก จ. ผู้รับซ่อมรถจักรยานยนต์ว่ารถเป็นของจำเลยและจำเลยไม่มีเงินชำระค่าซ่อมและให้ จ. ขายแยกชิ้นส่วนเพื่อหักชำระค่าซ่อม ถือได้ว่าเป็นการแย่งการครอบครองทรัพย์ไปจากผู้เสียหายเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เป็นการลักรถจักรยานยนต์ไปจากผู้เสียหายโดยใช้ จ. เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด เมื่อการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นขั้นตอนสุดท้ายอันถือว่าเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จ เข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากเจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์ของกลางได้โดยไม่ปรากฏว่า จ. แยกชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ตามที่ถูกหลอก จำเลยจึงมีความผิดข้อหาพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 334, 335 และนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 246/2563 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (11) วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง จำคุก 1 ปี ฐานพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง จำคุก 2 ปี 8 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง คงจำคุก 8 เดือน ฐานพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน 40 วัน รวมจำคุก 1 ปี 16 เดือน 40 วัน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 246/2563 ของศาลชั้นต้นนั้น เมื่อคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก จำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยฟัง ยกฟ้องข้อหาพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง ส่วนคำขอที่ให้นับโทษจำเลยต่อและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นางสาววรรณวลี ผู้เสียหาย และนายอุดร สามีผู้เสียหายร่วมกันประกอบกิจการร้านขายกระจก อลูมิเนียมและวัสดุก่อสร้าง ชื่อร้าน ด. ส่วนจำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายในตำแหน่งพนักงานทั่วไป ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยลักคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง ราคา 16,600 บาท ของผู้เสียหายไปส่วนรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นดรีม จำนวน 1 คัน ราคา 15,000 บาท ซึ่งจดทะเบียนในนามของนายอุดรและเก็บรักษาไว้ในร้าน ด. ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายได้หายไป ต่อมาผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย จากนั้นพนักงานสอบสวนยึดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและรถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้จากร้าน ร. และร้าน ช. เป็นของกลางตามลำดับ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 พนักงานสอบสวนสอบปากคำนางจิตติมา ผู้รับซ่อมรถจักรยานยนต์ของกลางจากจำเลย ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 เจ้าพนักงานจับจำเลยได้ตามหมายจับ

คดีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้างตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยลักรถจักรยานยนต์ของกลางที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไป แต่โจทก์มีผู้เสียหายและนายโชคดีเป็นพยานพฤติเหตุแวดล้อมเบิกความสอดคล้องต้องกันตั้งแต่ผู้เสียหายตรวจสอบพบว่ารถจักรยานยนต์ของกลางสูญหายไป เมื่อสอบถามนายโชคดีทราบว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางออกไปจากร้านของผู้เสียหาย จนกระทั่งผู้เสียหายสืบทราบว่ารถจักรยานยนต์ของกลางกำลังจะถูกแยกชิ้นส่วนที่ร้าน ช. จึงไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจสอบที่ร้านดังกล่าวก็พบรถจักรยานยนต์ของกลางตามที่ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายจริง โดยไม่ปรากฏข้อพิรุธใด ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยยังนำสืบรับว่าจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปซ่อมที่ร้านดังกล่าวจริง เพียงแต่บ่ายเบี่ยงในทำนองว่าจำเลยไม่เคยแจ้งแก่นางจิตติมาให้แยกชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเท่านั้น เมื่อในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน จำเลยและทนายจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่านางจิตติมาเป็นเจ้าของร้านรับซ่อมรถจักรยานยนต์ของกลางจากจำเลยและให้การไว้ โจทก์จึงแถลงไม่ติดใจสืบพยานโจทก์ปากดังกล่าว ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2563 ย่อมถือว่าจำเลยรับว่านางจิตติมาให้การตามบันทึกคำให้การดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (3) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามบันทึกคำให้การดังกล่าวว่าในชั้นสอบสวนนางจิตติมาให้การว่า จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปให้นางจิตติมาซ่อม เมื่อซ่อมเสร็จแล้วนางจิตติมาโทรศัพท์แจ้งให้จำเลยไปรับพร้อมกับชำระค่าซ่อม แต่จำเลยแจ้งว่าไม่มีเงิน ขอให้นางจิตติมาขายรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อหักเป็นค่าซ่อมโดยแจ้งว่ารถจักรยานยนต์เป็นของจำเลย เมื่อนางจิตติมาขอสมุดคู่มือจดทะเบียนรถจักรยานยนต์จากจำเลย จำเลยกลับแจ้งว่าสูญหายจึงให้นางจิตติมาขายแบบแยกชิ้นส่วน เมื่อนางจิตติมาไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะแกล้งให้การปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษและเชื่อว่าให้การไปตามความเป็นจริง แม้การที่จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปซ่อมจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยตามปกติก็ตาม แต่ได้ความตามที่จำเลยนำสืบรับว่าเมื่อรถจักรยานยนต์ซ่อมเสร็จแล้วจำเลยได้นำใบแจ้งหนี้ไปขอเบิกค่าซ่อมจากผู้เสียหาย ครั้นได้รับเงินค่าซ่อมมาแล้วจำเลยไม่ได้ไปรับรถจักรยานยนต์ของกลางคืน ทั้งยังหลอกนางจิตติมาว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของจำเลยและจำเลยไม่มีเงินชำระค่าซ่อมโดยให้นางจิตติมาขายแยกชิ้นส่วนเพื่อหักชำระค่าซ่อม ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการแย่งการครอบครองทรัพย์ไปจากผู้เสียหายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการลักรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้างโดยใช้นางจิตติมาเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด เมื่อการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นขั้นตอนสุดท้ายอันถือว่าเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จเข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากเจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์ของกลางได้โดยไม่ปรากฏว่านางจิตติมาแยกชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ของกลางตามที่ถูกหลอก จำเลยจึงมีความผิดข้อหาพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง แม้คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของผู้เสียหาย แต่ข้อเท็จจริงที่พิจารณากลับได้ความว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของนายอุดรสามีผู้เสียหาย แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียด มิใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องในความผิดข้อหาดังกล่าวมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นลูกจ้างผู้เสียหายควรปฏิบัติต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่จำเลยกลับลักทรัพย์ของผู้เสียหายและพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปหลายรายการ เมื่อขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 50 ปี ควรมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้ว แต่จำเลยกลับกระทำความผิดโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองหรือคำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้เสียหาย ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 335 วรรคแรก (11)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหัวหิน
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นางสาวพัชรินทร์ บุญศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวจิตฤดี วีระเวสส์
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
สันทัด สุจริต
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3616/2564
#683282
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะเป็นผู้ประกันตนตั้งแต่ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ใช้บังคับก็ตาม แต่โจทก์จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีต่าง ๆ นั้น ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามกฎหมายดังกล่าว โดยเรื่องประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 76 กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่า ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม ซึ่งตามบทเฉพาะกาล มาตรา 104 วรรคสอง กำหนดให้การจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพจะเริ่มดำเนินการเมื่อใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งนี้ต้องไม่ช้ากว่าวันที่ 31 ธันวาคม 2541 การจัดเก็บเงินสมทบเพื่อให้ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพนี้จึงหาได้นับตั้งแต่วันที่โจทก์เริ่มจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมงวดแรก เนื่องจากวันดังกล่าวโจทก์ยังไม่ได้มีการจ่ายเงินสมทบเพื่อให้ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย เมื่อ พ.ร.ฎ.กำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ พ.ศ.2541 มาตรา 3 กำหนดให้ดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป จึงต้องนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 เป็นวันเริ่มการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย บทบัญญัติดังกล่าวหาใช่เป็นการตัดสิทธิการนับระยะเวลาส่งเงินสมทบเพื่อได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพของโจทก์ และมิใช่มีผลเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงหรือเลื่อนกำหนดระยะเวลาในการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ ดังนั้น ตามคำสั่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 16 เมษายน 2560 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1345/2560 ลงวันที่ 28 กันยายน 2560 ที่กำหนดให้คำนวณจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ โดยคำนวณจำนวนการส่งเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จึงชอบแล้ว ส่วนการจ่ายเงินบำนาญชราภาพนั้น ตามกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ.2550 ข้อ 2 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้จ่ายเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละยี่สิบของค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงนั้น เมื่อผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพอาจเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือมาตรา 39 ก็ได้ แล้วแต่กรณี การคำนวณจ่ายเงินบำนาญชราภาพจึงต้องคำนวณจากจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนในแต่ละกรณี หรือทั้งสองกรณีประกอบกัน หาใช่คำนวณจากค่าจ้างเฉพาะที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ มิฉะนั้น การเป็นผู้ประกันตนเฉพาะแต่เพียงตามมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ผู้ประกันตนมิได้เป็นลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง ก็มิอาจมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพไปได้ เนื่องจากไม่มีค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณจ่ายเงินดังกล่าว ดังนั้น ค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบเพื่อจ่ายเงินบำนาญชราภาพตามกฎกระทรวงดังกล่าวจึงหมายถึงค่าจ้างที่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ได้รับจากนายจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ และจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งไม่มีนายจ้างด้วย และตามมาตรา 39 วรรคสอง ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2538) ออกตามความใน พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ข้อ 1 กำหนดให้เป็นจำนวนเดือนละ 4,800 บาท เมื่อมาตรา 42 ให้นับระยะเวลาประกันตนตามมาตรา 33 และหรือมาตรา 39 ทุกช่วงเวลาเข้าด้วยกันเพื่อก่อสิทธิในการขอรับประโยชน์ทดแทนของผู้ประกันตน การที่โจทก์เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ในช่วงเวลาหกสิบเดือนสุดท้ายก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และได้รับประโยชน์จากมาตรา 42 ในการก่อสิทธิเพื่อขอรับประโยชน์ทดแทน จึงต้องนำเงินค่าจ้างที่เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบตามกฎกระทรวงที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งเสมือนเป็นค่าจ้างมารวมเฉลี่ยเพื่อคำนวณเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนให้แก่โจทก์ คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 16 เมษายน 2560 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1345/2560 ลงวันที่ 28 กันยายน 2560 ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 16 เมษายน 2560 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1345/2560 ลงวันที่ 28 กันยายน 2560 โดยให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่เดือนที่โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นต้นไป

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงยุติโดยไม่มีคู่ความโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตั้งแต่เดือนมีนาคม 2534 โจทก์มีข้อมูลการส่งเงินสมทบ นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 เป็นต้นมา บางช่วงโจทก์เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 บางช่วงเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงในวันที่ 1 สิงหาคม 2559 โจทก์จ่ายเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพรวม 188 เดือน โจทก์ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานีพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไป เดือนละ 1,164 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยและอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว คณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยที่ 1345/2560 ลงวันที่ 28 กันยายน 2560 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ พ.ศ.2541 กำหนดให้ดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป ผู้ประกันตนจึงเริ่มมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเมื่อจ่ายเงินสมทบนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของโจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2534 เป็นกรณีที่โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีอื่นหาใช่ในกรณีชราภาพไม่ เมื่อโจทก์จ่ายเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพจำนวน 188 เดือน และกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2538) ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ระบุให้จำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง ต้องส่งเข้ากองทุนประกันสังคมเป็นจำนวนเดือนละ 4,800 บาท จึงถือเสมือนเป็นค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เพื่อนำมาคำนวณเป็นเงินบำนาญชราภาพได้ หาใช่คำนวณจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เท่านั้น คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 16 เมษายน 2560 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1345/2560 ลงวันที่ 28 กันยายน 2560 ชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเพิ่งจะจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ พ.ศ.2541 การก่อสิทธิในการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่มีการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเป็นต้นไป กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ.2550 ข้อ 2 ให้ถือเกณฑ์ค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเป็นฐานในการคำนวณ ซึ่งค่าจ้างดังกล่าวกฎหมายมิได้บัญญัติว่าต้องเป็นค่าจ้างที่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้รับจากนายจ้างเท่านั้น การเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 โดยสภาพไม่มีนายจ้าง มาตรา 39 วรรคสอง จึงให้ใช้จำนวนเงินที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2538) ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ข้อ 1 เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่ผู้ประกันตนต้องจ่าย ดังนั้นการคำนวณเงินเพื่อการจ่ายบำนาญชราภาพสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จึงต้องใช้จำนวนเงิน 4,800 บาท ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าว การเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เป็นความสมัครใจของผู้ประกันตน ทั้งตลอดระยะเวลาดังกล่าวผู้ประกันตนยังอาจมีสิทธิในการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีอื่นตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โจทก์จะเลือกเอาเฉพาะค่าจ้างส่วนที่เป็นประโยชน์แก่ตนฝ่ายเดียวมาเป็นฐานในการคำนวณหาได้ไม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 16 เมษายน 2560 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1345/2560 ลงวันที่ 28 กันยายน 2560 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นผู้ประกันตนตั้งแต่พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ใช้บังคับก็ตาม แต่โจทก์จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีต่าง ๆ นั้น ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามกฎหมายดังกล่าว โดยเรื่องประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 76 กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่า ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม ซึ่งตามบทเฉพาะกาล มาตรา 104 วรรคสอง กำหนดให้การจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพจะเริ่มดำเนินการเมื่อใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งนี้ต้องไม่ช้ากว่าวันที่ 31 ธันวาคม 2541 การจัดเก็บเงินสมทบเพื่อให้ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพนี้จึงหาได้นับตั้งแต่วันที่โจทก์เริ่มจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมงวดแรกดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เนื่องจากวันดังกล่าวโจทก์ยังไม่ได้มีการจ่ายเงินสมทบเพื่อให้ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย เมื่อพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ พ.ศ.2541 มาตรา 3 กำหนดให้ดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป จึงต้องนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 เป็นวันเริ่มการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย บทบัญญัติดังกล่าวหาใช่เป็นการตัดสิทธิการนับระยะเวลาส่งเงินสมทบเพื่อได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพของโจทก์ และมิใช่มีผลเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงหรือเลื่อนกำหนดระยะเวลาในการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพดังฎีกาของโจทก์ไม่ ดังนั้น ตามคำสั่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 16 เมษายน 2560 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1345/2560 ลงวันที่ 28 กันยายน 2560 ที่กำหนดให้คำนวณจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ โดยคำนวณจำนวนการส่งเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จึงชอบแล้ว ส่วนการจ่ายเงินบำนาญชราภาพนั้น ตามกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ.2550 ข้อ 2 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้จ่ายเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละยี่สิบของค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงนั้น เมื่อผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพอาจเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือมาตรา 39 ก็ได้ แล้วแต่กรณี การคำนวณจ่ายเงินบำนาญชราภาพจึงต้องคำนวณจากจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนในแต่ละกรณี หรือทั้งสองกรณีประกอบกัน หาใช่คำนวณจากค่าจ้างเฉพาะที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ มิฉะนั้น การเป็นผู้ประกันตนเฉพาะแต่เพียงตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ผู้ประกันตนมิได้เป็นลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง ก็มิอาจมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพไปได้ เนื่องจากไม่มีค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณจ่ายเงินดังกล่าว ดังนั้น ค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบเพื่อจ่ายเงินบำนาญชราภาพตามกฎกระทรวงดังกล่าวจึงหมายถึงค่าจ้างที่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ได้รับจากนายจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ และจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งไม่มีนายจ้างด้วย ซึ่งตามมาตรา 39 วรรคสอง ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2538) ตามกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ข้อ 1 กำหนดให้เป็นจำนวนเดือนละ 4,800 บาท เมื่อมาตรา 42 ให้นับระยะเวลาประกันตนตามมาตรา 33 และหรือมาตรา 39 ทุกช่วงเวลาเข้าด้วยกันเพื่อก่อสิทธิในการขอรับประโยชน์ทดแทนของผู้ประกันตน การที่โจทก์เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ในช่วงเวลาหกสิบเดือนสุดท้ายก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และได้รับประโยชน์จากมาตรา 42 ในการก่อสิทธิเพื่อขอรับประโยชน์ทดแทน จึงต้องนำเงินค่าจ้างที่เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบตามกฎกระทรวงที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งเสมือนเป็นค่าจ้างมารวมเฉลี่ยเพื่อคำนวณเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนให้แก่โจทก์ คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 16 เมษายน 2560 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1345/2560 ลงวันที่ 28 กันยายน 2560 ชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 33 ม. 39 ม. 42 ม. 76 ม. 104 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางอัจฉรา จรรยามั่น
- นายไพรัช โปร่งแสง
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3606/2564
#664258
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้แถลงข้อเท็จจริงที่ร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือโต้แย้งคัดค้านการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช และจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องดังกล่าวก่อนวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพียง 1 วัน อันแสดงว่าจำเลยมิได้ยอมรับว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบแต่อย่างใด และมิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่จะต้องให้จำเลยแถลงหรือโต้แย้งคัดค้านอีก ซึ่งในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยไม่มีทนายความ ทั้งการที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบเป็นความผิดพลาดของศาลชั้นต้น จึงไม่สมควรให้จำเลยต้องรับผลร้ายดังกล่าว การที่จำเลยไม่ได้แถลงหรือโต้แย้งคัดค้านในวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงหาเป็นการให้สัตยาบันยอมรับการผิดระเบียบ เห็นได้จากจำเลยยังฎีกาโต้แย้งในปัญหาดังกล่าว ดังนั้น เมื่อคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งเองให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์และรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 กับต่อมารับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ตลอดจนศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง โดยไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องพิจารณาพิพากษาใหม่ และผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความ จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาใหม่ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 243 (1), 252 ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 92, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามกฎหมายและนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 271/2562 และหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายอำนวย บิดาของนางสาวสุภาภรณ์ ผู้ตายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะ 720,000 บาท และค่าปลงศพ 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 920,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ฐานใช้อาวุธปืนดังกล่าวไปฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นจำคุก 8 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวมจำคุก 16 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีก คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 271/2562 และหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น ริบอาวุธปืนกลมือ (M 3) ขนาด .45 (11 มม.) ซองกระสุนปืน 1 อัน หัวกระสุนปืนขนาด .45 (11 มม.) 4 หัว ปลอกกระสุนปืนขนาด .45 (11 มม.) 5 ปลอก กระสุนปืนขนาด .45 (11 มม.) 25 นัด กระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 13 นัด กระสอบข้าวสาร ถุงพลาสติกสีน้ำเงิน และกระเป๋าสะพายสีดำ ของกลาง กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 300,000 บาท ยกคำร้องของโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง ตามฟ้องข้อ 1 (ก) ฐานมีเครื่องกระสุนปืนขนาด .45 (11 มม.) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามฟ้องข้อ 1 (ข) (จ) ฐานใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามฟ้องข้อ 1 (ง) เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เป็นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และรับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 22 เมษายน 2563 ที่ให้เพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นรับอุทธรณ์และยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 6 กันยายน 2562 ที่ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โดยสั่งเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 ว่าอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาอุทธรณ์จนถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2562 ซึ่งน้อยกว่าระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ร้องขอ โดยศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในวันเดียวกันกับที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องและไม่ได้แจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทราบ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ทราบคำสั่งที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์น้อยกว่าที่จำเลยที่ 1 ขอ อันไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 13 เมษายน 2563 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ผิดระเบียบดังกล่าวต่อพัศดีเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยที่ 1 ฟัง จึงถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่จะพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงต้องส่งคำร้องดังกล่าวไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพื่อพิจารณาสั่งต่อไป แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งเสียเองเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2563 ให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่อนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 22 เมษายน 2563 แล้วรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ต่อมาก็รับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ร่วม โดยก่อนหน้านั้นศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง และศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยวิธีประชุมทางจอภาพวันที่ 14 เมษายน 2563 โดยในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยที่ 1 ไม่ได้แถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำร้องฉบับลงวันที่ 13 เมษายน 2563 ที่ร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือโต้แย้งคัดค้านการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต่อศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่แถลงข้อเท็จจริงที่ร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือโต้แย้งคัดค้านการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต่อศาลชั้นต้นดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้สัตยาบันยอมรับกระบวนพิจารณาผิดระเบียบแล้ว จึงไม่อาจยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้แถลงข้อเท็จจริงที่ร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังกล่าวหรือโต้แย้งคัดค้านการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช และจำเลยที่ 1 ก็ได้ยื่นคำร้องดังกล่าวแล้วในวันที่ 13 เมษายน 2563 ก่อนวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพียง 1 วัน อันแสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้ยอมรับว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบแต่อย่างใด และมิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่จะต้องให้จำเลยที่ 1 แถลงหรือโต้แย้งคัดค้านอีก ซึ่งในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีทนายความ ทั้งการที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบก็เป็นความผิดพลาดของศาลชั้นต้น จึงไม่สมควรให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผลร้ายดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้แถลงหรือโต้แย้งคัดค้านดังกล่าวในวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงหาเป็นการให้สัตยาบันยอมรับการผิดระเบียบดังศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยไม่ เห็นได้จากจำเลยที่ 1 ยังฎีกาโต้แย้งในปัญหาดังกล่าว ดังนั้น เมื่อคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งเองให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ และรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 กับต่อมารับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ตลอดจนศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง โดยไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องพิจารณาพิพากษาใหม่ และผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความ จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1), 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาและมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 22 เมษายน 2563 ที่ให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่อนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาอุทธรณ์กับรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และรับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ร่วม เป็นให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่อนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 22 เมษายน 2563 กับรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และรับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ยกคำพิพากษาและคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 245
ป.วิ.พ. ม. 7 ม. 243 (1) ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเวียงสระ
โจทก์ร่วม — นาย อ.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเวียงสระ — นางสาววรวัลคุ์ ชาญสตบุตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจุมพล กล้าประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3588/2564
#664303
เปิดฉบับเต็ม

มูลเหตุที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกอุทธรณ์ของจำเลย เนื่องจาก ส. ขณะทำคำแก้อุทธรณ์และอุทธรณ์ไม่ปรากฏว่าเป็นทนายความ จึงต้องห้ามมิให้เป็นผู้เรียงคำแก้อุทธรณ์และอุทธรณ์ ตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นคำคู่ความและคำฟ้องอุทธรณ์ตามลำดับที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายในส่วนที่เป็นรูปแบบซึ่งสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ ในส่วนคำแก้อุทธรณ์ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งให้จำเลยแก้ไขคำแก้อุทธรณ์ให้ถูกต้องเสียก่อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ในส่วนอุทธรณ์เมื่อจำเลยอุทธรณ์โดย ส. ผู้รับมอบอำนาจจำเลยลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียง และผู้พิมพ์ เช่นเดียวกันกับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับไปแล้ว คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215 ถือเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ให้อำนาจแก่ศาลที่จะสั่งให้จำเลยแก้ฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้องได้ แต่ศาลชั้นต้นกลับสั่งรับฟ้องอุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ชอบที่จะเพิกถอนการรับฟ้องอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาใหม่ หรือศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดำเนินการเสียเองให้จำเลยแก้ไขให้ถูกต้องก่อนก็ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยเสียทีเดียว จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ข้อเท็จจริงปรากฏในชั้นฎีกาว่า จำเลยโดย ส. ผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นใบแต่งทนายความแต่งตั้ง ส. ให้ใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาได้แล้ว อันไม่จำต้องดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 17, 92 จำคุก 1 ปี และปรับ 120,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง จ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ สำเนาให้จำเลยแก้

จำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2563 จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจให้นายสมนึก เป็นผู้รับมอบอำนาจ ทำคำแก้อุทธรณ์ในคดีนี้ และนายสมนึกได้ทำคำแก้อุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 5 ตุลาคม 2563 โดยนายสมนึกลงชื่อเป็นผู้แก้อุทธรณ์ ผู้เรียง และผู้พิมพ์คำแก้อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลตรวจสำนวนแล้วไม่ปรากฏใบแต่งทนายความของผู้รับมอบอำนาจของจำเลยจึงไม่มีอำนาจทำคำแก้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 และมิใช่กรณีการมอบอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 64 จึงไม่รับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์โดยนายสมนึกลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียง และผู้พิมพ์อุทธรณ์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะทำหนังสือมอบอำนาจให้นายสมนึกมีอำนาจในการอุทธรณ์ได้ แต่นายสมนึกไม่ใช่คู่ความตามความหมายที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (15) บัญญัติไว้ และเมื่อไม่ปรากฏว่านายสมนึกจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความหรือเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่นตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ย่อมไม่อาจแต่งฟ้องอุทธรณ์ได้ การที่นายสมนึกลงชื่อเป็นผู้เรียงในอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งมีความหมายว่าเป็นผู้แต่งอุทธรณ์คำสั่งตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ชอบ และการที่จำเลยโดยผู้รับมอบอำนาจจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งโดยนายสมนึกผู้รับมอบอำนาจจำเลยยังคงลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียงเช่นเดียวกับคำแก้อุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 5 ตุลาคม 2563 อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัย ให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย จำเลยฎีกาโดยนายสมนึกผู้รับมอบอำนาจของจำเลยได้แต่งตั้งตนเองเป็นทนายความ แล้วแต่งฎีกาและลงชื่อเป็นผู้ฎีกา ผู้เรียง และผู้พิมพ์ฎีกา เป็นฎีกาฉบับที่จะได้วินิจฉัยต่อไปนี้

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุให้รับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า มูลเหตุที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกอุทธรณ์ของจำเลย เนื่องจากนายสมนึกขณะทำคำแก้อุทธรณ์และอุทธรณ์ไม่ปรากฏว่าเป็นทนายความ จึงต้องห้ามมิให้เป็นผู้เรียงคำแก้อุทธรณ์และอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 คำแก้อุทธรณ์และอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นคำคู่ความและคำฟ้องอุทธรณ์ตามลำดับที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายในส่วนที่เป็นรูปแบบซึ่งสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ ในส่วนคำแก้อุทธรณ์ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งให้จำเลยแก้ไขคำแก้อุทธรณ์ให้ถูกต้องเสียก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ในส่วนอุทธรณ์เมื่อจำเลยอุทธรณ์โดยนายสมนึกผู้รับมอบอำนาจจำเลยลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียง และผู้พิมพ์ เช่นเดียวกันกับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับไปแล้ว คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215 ถือเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ให้อำนาจแก่ศาลที่จะสั่งให้จำเลยแก้ฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้องได้ แต่ศาลชั้นต้นกลับสั่งรับฟ้องอุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ชอบที่จะเพิกถอนการรับฟ้องอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาใหม่ หรือศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดำเนินการเสียเองให้จำเลยแก้ไขให้ถูกต้องก่อนก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยเสียทีเดียว จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงปรากฏในชั้นฎีกาว่า จำเลยโดยนายสมนึกผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นใบแต่งทนายความแต่งตั้งนายสมนึกให้ใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาได้แล้ว อันไม่จำต้องดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีก

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย แล้วส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาอุทธรณ์โจทก์ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (15) ม. 15 ม. 158 (7) ม. 161 วรรคหนึ่ง ม. 215
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 27 ม. 64
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายสรวิชญ์ อินพรหม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวัชรชัย แสงอุไร
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
เผด็จ ชมพานิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา