คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4864/2564
#666873
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นบริษัทร้างซึ่งนายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนแล้วตามความในมาตรา 1273/3 แห่ง ป.พ.พ. เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 เช่นนี้ จำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อจำเลยที่ 2 ออกเสียจากทะเบียน ซึ่งเป็นกรณีการถอนทะเบียนบริษัทจำกัดร้าง มิใช่เป็นกรณีที่บริษัทเลิกกันอันให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1249 โจทก์ยื่นฟ้องในวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยที่ 2 สิ้นสภาพนิติบุคคลแล้ว ดังนั้น ขณะฟ้องจำเลยที่ 2 จึงไม่มีสภาพความเป็นนิติบุคคลที่จะให้โจทก์ฟ้องได้ ประกอบกับข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งจดชื่อจำเลยที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนเสียก่อนที่จะฟ้องตามมาตรา 1273/4 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) และมาตรา 55

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 2,613,136 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,368,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 พฤษภาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 992,409 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมชื่อบริษัท จ. ต่อมาจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท อ. และบริษัท น. ตามลำดับ ครั้งสุดท้ายเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ด. มีวัตถุประสงค์รวมถึงประกอบกิจการห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ให้เช่าหรือเก็บผลประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ โดยเป็นเจ้าของโครงการศูนย์การค้า อ. ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บ. ตั้งบนที่ดินเอกสารสิทธิของการรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 2 เดิมจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์รวมถึงประกอบกิจการบริหารจัดการพื้นที่ให้เช่าในอาคารสำนักงาน อาคารที่พักอาศัย สถานที่ทำการ และเป็นบริษัทร้างซึ่งนายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนแล้วตามความในมาตรา 1273/3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 จำเลยที่ 2 ตกลงกับจำเลยที่ 1 ที่จะเช่าพื้นที่บางส่วนของศูนย์การค้าดังกล่าว จำนวน 80 ยูนิต ห้องเลขที่ 19 – 24, 29 – 44, 47 – 56, 65 – 72, 81 – 92, 97 - 104, 109 – 116 ชั้น 3 B และห้องเลขที่ 19 – 24, 39 – 44 ชั้น 3 A ชำระค่าตอบแทนการให้สิทธิการเช่าแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 171,750,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 มีสิทธิโอนสิทธิการเช่าของตนให้แก่บุคคลภายนอกได้ วันที่ 31 มีนาคม 2555 โจทก์จองพื้นที่โครงการ อ. กับจำเลยที่ 2 จำนวน 1 ยูนิต ห้องเลขที่ 47 B ชั้น 3 ขนาดพื้นที่โดยประมาณ 7.50 ตารางเมตร ในราคา 2,860,000 บาท โดยวางเงินจอง 50,000 บาท วันที่ 27 เมษายน 2555 โจทก์กับจำเลยที่ 2 ทำสัญญาตอบแทนการให้สิทธิการเช่าพื้นที่ที่จองไว้ มีระยะเวลาการเช่า 30 ปี นับแต่วันที่ส่งมอบพื้นที่ โดยในวันนั้นโจทก์ได้ชำระเงินค่าตอบแทนการให้สิทธิการเช่าแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 200,000 บาท และชำระเงินดาวน์รวม 3 งวด ในคราวเดียวเป็นเช็คธนาคาร ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2555 วันที่ 27 มิถุนายน 2555 และวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 ฉบับละ 107,400 บาท รวมเป็นเงิน 322,200 บาท วันที่ 10 กรกฎาคม 2556 โจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาตอบแทนการให้สิทธิการเช่า (สวมสิทธิ) และโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าพื้นที่ที่จองไว้เพื่อใช้เป็นร้านจำหน่ายสินค้าแฟชั่นซึ่งเปลี่ยนเลขที่ห้องเป็น 146 พื้นที่ประมาณ 6.86 ตารางเมตร ในตำแหน่งเดิม โดยโจทก์ชำระเงินเพิ่มก่อนโอนสิทธิการเช่า 237,800 บาท แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 30 สิงหาคม 2556 โจทก์ทำสัญญาบริการ (ระยะยาว) กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงให้บริการดูแลและบำรุงรักษาพื้นที่ส่วนกลางในอาคารศูนย์การค้า อันได้แก่ การรักษาความสะอาดพื้นที่ใช้สอย การจัดยามรักษาการณ์ การจัดไฟแสงสว่างในพื้นที่ใช้สอย ระบบปรับอากาศ ลิฟต์ บันไดเลื่อนหรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่น ๆ น้ำประปา การระบายน้ำ การบำรุงรักษาสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ที่มีไว้ในพื้นที่ส่วนกลาง (เช่น หลอดไฟ ลิฟต์ บันไดเลื่อน เป็นต้น) การโฆษณา (ถ้าหากมี) รวมทั้งบริการส่วนกลางใด ๆ เพื่อประโยชน์ของโจทก์ร่วมกับผู้เช่าอาคารรายอื่น ๆ การปรับปรุงอาคารอันจะมีผลให้โจทก์ใช้ประโยชน์และ/หรือดำเนินกิจการได้ดีขึ้น และโจทก์ได้ชำระเงินประกันความเสียหายส่วนกลาง เงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า ค่าประตูม้วนเหล็ก รวมเป็นเงิน 28,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 วันเดียวกันโจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนการเช่าพื้นที่ที่จองที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาจตุจักร มีกำหนด 30 ปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2586 อัตราค่าเช่า 100 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน ปรับขึ้นทุกปี ปีละ 10 % รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,354,115 บาท และโจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,340,000 บาท ชำระแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 420,209 บาท โดยได้รับส่วนลด 239,791 บาท เนื่องจากพื้นที่ที่เช่ามีเนื้อที่น้อยกว่าเดิม วันที่ 30 กรกฎาคม 2557 และวันที่ 2 กันยายน 2557 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์รับมอบพื้นที่เช่าและเข้าตกแต่งพื้นที่ วันที่ 2 มิถุนายน 2560 และวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์เข้าประชุมและเข้าตกแต่งพื้นที่ แต่โจทก์ปฏิเสธ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 1 ส่งใบแจ้งหนี้ค่าเช่า – เซ้ง ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2561 จำนวน 1,001.56 บาท แก่โจทก์ วันที่ 28 มีนาคม 2561 โจทก์ได้ทำหนังสือขอยกเว้นค่าเช่าและค่าส่วนกลางและหนังสือขอให้จำเลยที่ 1 รับซื้อพื้นที่ที่เช่าคืนในราคาที่โจทก์ชำระเงินไป ครั้นวันที่ 2 เมษายน 2561 โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือขอยกเลิกสัญญาและขอให้ชำระเงินคืน จำเลยทั้งสองได้รับแล้วแต่เพิกเฉย และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561

ตามปัญหาที่โจทก์ฎีกามานั้น เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาอำนาจฟ้องก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า บริษัทจำเลยที่ 2 เลิกกันโดยเหตุอื่นนอกจากล้มละลายต้องมีการชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1251 เมื่อยังไม่มีการชำระบัญชี ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ยังคงตั้งอยู่ตามมาตรา 1249 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ข้อนี้ได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นบริษัทร้างซึ่งนายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนแล้วตามความในมาตรา 1273/3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 เช่นนี้ จำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อจำเลยที่ 2 ออกเสียจากทะเบียน ซึ่งเป็นกรณีการถอนทะเบียนบริษัทจำกัดร้าง มิใช่เป็นกรณีที่บริษัทเลิกกันอันให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 โจทก์ยื่นฟ้องในวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยที่ 2 สิ้นสภาพนิติบุคคลแล้ว ดังนั้น ขณะฟ้องจำเลยที่ 2 จึงไม่มีสภาพความเป็นนิติบุคคลที่จะให้โจทก์ฟ้องได้ ประกอบกับข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งจดชื่อจำเลยที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนเสียก่อนที่จะฟ้องตามมาตรา 1273/4 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) และมาตรา 55 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเนื่องจากไม่สามารถเปิดศูนย์การค้าได้ตามสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่สามารถเปิดศูนย์การค้าได้ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจเปิดร้านทำการค้าขายได้ตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยทั้งสองคืนเงินที่รับไปนั้น โจทก์ได้อ้างสัญญาเช่าพื้นที่มาเป็นมูลเหตุทำให้โจทก์เข้าจองพื้นที่ในโครงการศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 และทำสัญญาตอบแทนการให้สิทธิการเช่ากับจำเลยที่ 2 ซึ่งต่อมามีการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้โจทก์เป็นผู้รับสิทธิการเช่าพื้นที่ และโจทก์ทำสัญญาบริการ (ระยะยาว) กับจำเลยที่ 1 แม้โจทก์บรรยายข้ออ้างว่าอาคารศูนย์การค้ายังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญาบริการ (ระยะยาว) แต่เมื่อพิจารณาฟ้องโจทก์โดยตลอดแล้วเป็นเรื่องโจทก์ประสงค์จะเรียกร้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าและบันทึกข้อตกลงที่โจทก์ได้รับสิทธิการเช่ามาประกอบกับข้อผูกพันตามสัญญาบริการ จึงต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวหรือไม่ โจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเรื่องขอเชิญรับมอบพื้นที่เช่าและเข้าตกแต่งพื้นที่เช่าโครงการ อ. ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2557 โจทก์ได้เข้าตรวจดูพื้นที่แล้วเห็นว่าอาคารยังไม่แล้วเสร็จ วันที่ 2 กันยายน 2557 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเรื่องขอให้มารับมอบพื้นที่เช่าและตกแต่งร้าน ซึ่งโจทก์เข้าตรวจดูพื้นที่อีกครั้งเห็นว่าอาคารยังไม่แล้วเสร็จ วันที่ 2 มิถุนายน 2560 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเรื่องนัดประชุมเกี่ยวกับการเข้าตกแต่งพื้นที่และเปิดพื้นที่เช่า ให้เหตุผลว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงภายในโครงการหลายอย่าง และต้องประสบปัญหาหลายด้านเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 กับการรถไฟแห่งประเทศไทย การจดทะเบียนการเช่า รวมทั้งการร้องเรียนจากกลุ่มผู้เช่าพื้นที่ในโครงการ เป็นเหตุให้ไม่สามารถเปิดศูนย์การค้าได้ตามปกติเหมือนศูนย์การค้าทั่วไป ขอนัดประชุมผู้เช่าในโครงการเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้ามาตกแต่งพื้นที่และเปิดประกอบกิจการในพื้นที่เช่าโดยพร้อมเพรียงกัน ซึ่งโจทก์ได้เข้าร่วมประชุมและตรวจดูพื้นที่อีกครั้งเห็นว่าอาคารยังไม่แล้วเสร็จ และวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้เข้าตกแต่งพื้นที่เช่าเพื่อเปิดร้านค้า ให้ปฏิบัติตามสัญญาเช่าและสัญญาบริการ โดยอ้างว่าศูนย์การค้าได้เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2560 ขอให้โจทก์เข้าเปิดร้านค้าตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญา โดยจำเลยที่ 1 ได้ยกเว้นค่าเช่าพื้นที่ตามสัญญาเช่าและค่าส่วนกลางตามสัญญาบริการ โจทก์เข้าตรวจดูพื้นที่แล้วเห็นว่าอาคารยังไม่แล้วเสร็จ เห็นว่า วัตถุประสงค์ที่โจทก์เช่าพื้นที่ในอาคารศูนย์การค้าโครงการ อ. ห้องเลขที่ 146 โซน B ชั้น 3 ก็เพื่อใช้เป็นร้านจำหน่ายสินค้าแฟชั่น ข้ออ้างที่ว่าอาคารยังไม่แล้วเสร็จ นั้น ไม่ปรากฏรายละเอียดที่พาดพิงหรือเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่โจทก์เช่าในทางใด ร้านจำหน่ายสินค้าของโจทก์นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์การค้า โจทก์ไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับพื้นที่เช่าอันเป็นเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถเข้าไปตกแต่งพื้นที่เช่าเพื่อเปิดร้านค้า คงอ้างแต่เพียงลอย ๆ ด้วยเห็นว่าอาคารยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งมีเงื่อนไขการให้บริการต่าง ๆ สำหรับพื้นที่เช่าในสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 1 ตกลงให้บริการดูแลและบำรุงรักษาพื้นที่ส่วนกลางในอาคารศูนย์การค้า อันได้แก่ การรักษาความสะอาดพื้นที่ใช้สอย การจัดยามรักษาการณ์ การจัดไฟแสงสว่างในพื้นที่ใช้สอย ระบบปรับอากาศ ลิฟต์ บันไดเลื่อนหรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่น ๆ น้ำประปา การระบายน้ำ การบำรุงรักษาสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ที่มีไว้ในพื้นที่ส่วนกลาง (เช่น หลอดไฟ ลิฟต์ บันไดเลื่อน เป็นต้น) การโฆษณา (ถ้าหากมี) รวมทั้งบริการส่วนกลางใด ๆ เพื่อประโยชน์ของโจทก์ร่วมกับผู้เช่าอาคารรายอื่น ๆ การปรับปรุงอาคารอันจะมีผลให้โจทก์ใช้ประโยชน์และ/หรือดำเนินกิจการได้ดีขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สัญญาบริการ (ระยะยาว) เป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับกำหนดเวลาในการก่อสร้างชอบด้วยเหตุผลแล้ว อีกประการหนึ่งที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า เหตุที่โจทก์ไม่ยอมรับมอบพื้นที่เช่าเพราะเห็นว่าอาคารศูนย์การค้ายังไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา นั้น ก็ปรากฏว่าโจทก์ทำสัญญาเช่าพื้นที่กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 และจดทะเบียนการเช่าเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2556 โดยมีกำหนดเวลาเช่า 30 ปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2586 และทำสัญญาบริการ (ระยะยาว) เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2556 เป็นเวลา 30 ปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2556 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2586 อันเป็นเวลาที่ล่วงพ้นกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในข้อสัญญาตามที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวมา ปัญหาเรื่องกำหนดเวลาดังกล่าวย่อมไม่ใช่สาระสำคัญ และที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2557 เรื่องขอเชิญรับมอบพื้นที่เช่าและเข้าตกแต่งพื้นที่เช่าโครงการ อ. และหนังสือลงวันที่ 2 กันยายน 2557 เรื่องขอให้มารับมอบพื้นที่เช่าและตกแต่งร้าน และมีหนังสือลงวันที่ 2 มิถุนายน 2560 เรื่องนัดประชุมเกี่ยวกับการเข้าตกแต่งพื้นที่และเปิดพื้นที่เช่า กับหนังสือลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 เรื่องแจ้งให้เข้าตกแต่งพื้นที่เช่าเพื่อเปิดร้านค้า ให้ปฏิบัติ ซึ่งหนังสือฉบับนี้ระบุว่า ศูนย์การค้าได้เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2560 โจทก์ก็มิได้โต้แย้งความถูกต้องแท้จริง คงอ้างแต่เพียงลอย ๆ ว่าโจทก์เข้าตรวจดูพื้นที่แล้วเห็นว่า อาคารยังไม่แล้วเสร็จ และอ้างมาในฎีกาว่า เป็นกุศโลบายของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ข้อที่โจทก์ขอยกเว้นค่าเช่าและค่าส่วนกลางตามหนังสือลงวันที่ 28 มีนาคม 2561 ก็มิได้อ้างว่าอาคารไม่แล้วเสร็จ คงอ้างแต่เพียงความไม่พร้อมของโครงการในแง่สิ่งอำนวยความสะดวก การส่งเสริมการขาย และที่ขอให้โครงการรับซื้อคืนพื้นที่เช่าตามหนังสือลงวันที่เดียวกันก็อ้างเหตุทำนองเดียวกันว่าโครงการมิได้มีการพัฒนาส่งเสริมการขายที่เป็นรูปธรรม มีการปิดการใช้พื้นที่มาโดยตลอด นายวิษณุกรณ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า อาคารโครงการศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 สร้างเสร็จตั้งแต่ต้นปี 2556 พร้อมส่งมอบพื้นที่เช่าและจดทะเบียนการเช่าพื้นที่แก่ผู้เช่าทุกรายภายในศูนย์การค้ามีสิ่งอำนวยความสะดวก ลิฟต์ในอาคาร บันไดเลื่อน สะพานลอยคนข้ามพร้อมบันไดเลื่อนเชื่อมระหว่างตลาดนัดจตุจักรกับอาคารศูนย์การค้าชั้น 2 ลิฟต์แก้วด้านหน้าอาคารศูนย์การค้า ลานจอดรถ ระบบไฟฟ้า ประปา สัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เสร็จครบถ้วนพร้อมที่จะเปิดให้บริการเป็นศูนย์การค้าและพร้อมให้ผู้เช่าเข้ามาดำเนินการเปิดร้านค้าประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์ของการเช่าแล้ว ปี 2556 จำเลยที่ 1 เปิดใช้ศูนย์การค้าโดยจัดงานโอทอปภายในพื้นที่โครงการศูนย์การค้าทั้งหมดตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 6 และมีผู้เข้ามาเปิดร้านค้าขายจำนวนมากเพื่อส่งเสริมการขายประชาสัมพันธ์ศูนย์การค้า และมีความประสงค์ดึงดูดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาใช้บริการศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ภายหลังก่อสร้างศูนย์การค้าเสร็จ จำเลยที่ 1 แจ้งให้ลูกค้าทุกรายนำเงินส่วนที่เหลือมาชำระ ตรวจรับมอบพื้นที่ และจดทะเบียนการเช่า จำเลยที่ 1 จัดงานแสดงและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ดึงดูดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาใช้บริการศูนย์การค้าอยู่ตลอด เหตุที่ศูนย์การค้าไม่สามารถเปิดบริการได้อย่างปกติเป็นเพราะโจทก์และผู้เช่าบางส่วนไม่ยอมเข้ามาตกแต่งและเปิดร้านโดยพร้อมเพรียงกัน ปัจจุบันศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ได้เปิดดำเนินการเพื่อให้ผู้เช่าเข้ามาเปิดร้านค้าและเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าใช้บริการแล้ว ห้องเลขที่ 194 และ 195 ชั้น 3 โซน B ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับห้องเช่าของโจทก์ได้นำห้องเช่าออกหาประโยชน์โดยการให้เช่าช่วง มีการตกแต่งและเปิดร้านค้าขายตามปกติ รวมถึงบริเวณเดียวกันกับห้องเช่าของโจทก์ ก็มีลูกค้าของจำเลยที่ 1 ตกแต่งร้านและเปิดร้านค้าขายแล้วหลายร้าน เห็นว่า ภาพถ่ายหมาย ล.13 แสดงให้เห็นถึงสภาพภายนอกและภายในอาคารศูนย์การค้า ส่วนภาพถ่ายหมาย ล.14 ที่ระบุว่าเป็นงาน OTOP แม้แผ่นที่ 2 พื้นที่ชั้น 1 ภาพบนด้านขวาจะมีลักษณะเป็นการประชุม แต่ก็ยังมีภาพอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงสภาพการจัดงานดังกล่าว สำหรับภาพถ่ายหมาย ล.16 แม้จะปรากฏเป็นการประชุมผู้ประกอบการ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 แต่ยังมีภาพกิจกรรมอื่น ๆ ด้วย ได้ความจากนายวิษณุกรณ์พยานจำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า เป็นการจัดกิจกรรมด้านหน้าศูนย์การค้าตามฤดูกาลหมุนเวียนกันไป ไม่ใช่ในลักษณะจัดเป็นการถาวร มีเหตุผลชี้ให้เห็นว่าเป็นกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการขายและประชาสัมพันธ์ศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ทั้งตามภาพถ่ายหมาย ล.20 แสดงถึงสภาพด้านหน้าอาคารศูนย์การค้าและภายในศูนย์การค้าตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 6 ที่เปิดเป็นศูนย์การค้าเช่นเดียวกับศูนย์การค้าทั่วไป มีร้านค้าที่เปิดเพื่อจำหน่ายสินค้าและมีประชาชนเข้าไปใช้บริการ แม้จะเป็นภาพถ่ายในช่วงเวลาที่นายวิษณุกรณ์พยานจำเลยที่ 1 เบิกความไว้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ก็ตาม แต่หนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 2 เมษายน 2561 เรื่อง ขอยกเลิกสัญญาและขอให้ชำระเงินคืน คงอ้างแต่เพียงว่าเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่อาจนำพื้นที่เช่าตามสัญญาเปิดเป็นศูนย์การค้าที่เป็นอย่างเดียวกันกับศูนย์การค้าชั้นนำทั่ว ๆ ไปได้ เป็นเหตุให้สถานที่เช่าไม่เหมาะสมแก่การใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์หรือตามเจตนาในกิจการที่เช่า อันมีลักษณะที่โจทก์นำศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ไปเปรียบเทียบกับศูนย์การค้าชั้นนำแล้วเห็นว่าพื้นที่เช่าไม่สมประโยชน์ตามวัตถุประสงค์หรือเจตนาของตนมากกว่าที่จะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาที่ไม่สามารถเปิดศูนย์การค้าได้ เพราะก่อนหน้านี้จำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์รับมอบพื้นที่เช่าและเข้าตกแต่งพื้นที่เช่าถึง 2 ครั้ง ตามหนังสือลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2557 ที่แจ้งถึงผู้เช่าและผู้ลงทุน และวันที่ 2 กันยายน 2557 ที่แจ้งถึงลูกค้าผู้จดทะเบียนรับสิทธิการเช่าและผู้เช่าพื้นที่ ต่อจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังนัดประชุมเกี่ยวกับการเข้าตกแต่งพื้นที่และเปิดพื้นที่เช่า และครั้งสุดท้ายจำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์เข้าตกแต่งพื้นที่เช่าเพื่อเปิดร้านค้า ให้ปฏิบัติตามสัญญาเช่าและสัญญาบริการ อีกประการหนึ่งปรากฏว่าศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 พื้นที่ชั้น 3 โซน B ห้องเลขที่ 194 และ 195 เปิดจำหน่ายสินค้าแล้วตามภาพถ่าย โดยเฉพาะร้านข้างเคียงที่อยู่บริเวณเดียวกันกับห้องเช่าเลขที่ 146 ของโจทก์ก็เช่นกันได้เปิดจำหน่ายสินค้าแล้ว โจทก์ไม่ได้ฎีกาคัดค้านความถูกต้องแท้จริงในข้อนี้ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าการที่โจทก์ไม่ยอมรับมอบพื้นที่เช่าและดำเนินการตกแต่งร้านเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิจารณาข้อสัญญา เงื่อนไขของโครงการ ข้อ 17 และสัญญาตอบแทนการให้สิทธิการเช่า เงื่อนไขของโครงการ ข้อ 17 ว่า จำเลยทั้งสองจะต้องคืนเงิน 90% ของเงินที่จำเลยทั้งสองได้รับไปจากโจทก์แล้วหรือไม่ เพียงใด โดยยกเหตุผลว่าหากศาลฎีกาฟังทำนองเดียวกันกับศาลอุทธรณ์ว่าขณะเกิดเหตุพิพาทคดีนี้ จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเสร็จสมบูรณ์สามารถเปิดเป็นศูนย์การค้าได้เช่นเดียวกับศูนย์การค้าทั่วไป เมื่อโจทก์ไม่ไปดำเนินการเปิดร้านเพื่อประกอบธุรกิจตามสัญญาเช่าเกินกว่า 7 วัน จำเลยทั้งสองต้องริบห้องคืน โดยโจทก์มีสิทธิรับเงินค่าเช่าคืน 90% ของราคาค่าเช่าที่โจทก์ได้ชำระไปให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว เงื่อนไขของโครงการ ข้อ 17 และสัญญาตอบแทนการให้สิทธิการเช่า เงื่อนไขของโครงการ ข้อ 17 นั้น เป็นเรื่องที่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่าได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ข้อนี้ปรากฏตามสำนวนความว่า ในการยื่นอุทธรณ์นั้นจำเลยที่ 1 ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาล 62,062 บาท ตามใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 51884 เลขที่ 55 แม้เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงานจะบันทึกรายงานต่อผู้พิพากษาว่าเป็นเงิน 83,798 บาท ตามใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 51884 เลขที่ 56 อันเป็นการไม่ถูกต้องตามใบเสร็จรับเงินดังกล่าวและตามบัญชีค่าฤชาธรรมเนียมก็ตาม คดีย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1249 ม. 1273/3 ม. 1273/4
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — บริษัท จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปรีชา พันธไชย
ศาลอุทธรณ์ — นายธนิต สุธีพรหม
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ศิริชัย จันทร์สว่าง
เรวัตร สกุลคล้อย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4794/2564
#681418
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 ไม่ได้บัญญัติบังคับให้นำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วมาเป็นค่ารายปีของปีต่อมาโดยตรง เพียงแต่ให้นำมาเป็นหลักในการคำนวณเท่านั้น เนื่องจากค่ารายปีย่อมอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้วแต่พฤติการณ์และความเป็นจริง สำหรับค่ารายปีนั้น มาตรา 8 วรรคสองและวรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2495 ให้ความหมายว่า คือ จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่นให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ จึงแสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร จากข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าให้แก่บุคคลทั่วไป ดังนั้นโจทก์ย่อมได้รับประโยชน์ในส่วนที่เป็นพื้นที่ขายมากกว่าส่วนที่ใช้เป็นพื้นที่สำนักงาน และการนำอาคารห้างสรรพสินค้าให้ผู้อื่นเช่าย่อมได้ค่าเช่ามากกว่าอาคารที่ใช้เป็นพื้นที่สำนักงาน เมื่อลักษณะการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินแตกต่างกัน ค่ารายปีในส่วนพื้นที่ขายย่อมสูงกว่าพื้นที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน พื้นที่ขายเป็นพื้นที่ที่โจทก์ใช้ประโยชน์เองจึงเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ได้ ดังนั้น การที่ปีภาษี 2561 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดอัตราค่ารายปีในพื้นที่ขายของโจทก์สูงกว่าพื้นที่สำนักงานจึงชอบแล้ว แต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีพื้นที่สำนักงานอัตราตารางเมตรละ 80 บาทต่อเดือน ซึ่งแตกต่างกันมากกับพื้นที่ขายที่กำหนดอัตราตารางเมตรละ 1,441.50 บาทต่อเดือน จากการใช้วิธีนำค่าเฉลี่ยจากค่าเช่าและอัตราค่าเช่าของเฉพาะผู้ประกอบการที่เช่าในพื้นที่ของโจทก์ โดยไม่คำนึงถึงค่าเช่าของโรงเรือนใกล้เคียงนั้น ไม่เป็นการคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกัน การประเมินค่ารายปีและคำชี้ขาดของจำเลยจึงไม่ชอบ เมื่อพิจารณาค่าเช่าของผู้ประกอบการที่เช่าพื้นที่ของโจทก์กับค่าเช่าโรงเรือนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับโจทก์มาเทียบเคียงเพื่อกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายของโจทก์ ที่แม้ทรัพย์สินที่นำมาเทียบเคียงดังกล่าวจะมีพื้นที่และลักษณะการประกอบกิจการแตกต่างจากโจทก์ แต่ต่างก็อยู่ในทำเลที่ตั้งและได้รับบริการสาธารณะประโยชน์เช่นเดียวกับโจทก์อันสามารถนำค่าเช่าดังกล่าวมาเทียบเคียงเพื่อกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายของโจทก์ได้ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จึงเห็นควรกำหนดค่ารายปีส่วนพื้นที่ขายในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน

การที่จำเลยแก้ไขค่ารายปีของโจทก์เพิ่มขึ้นจากปีที่ล่วงแล้วจะต้องมีเหตุผลอันสมควรหรือมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เห็นได้ว่ามีการพัฒนาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการสภาพบ้านเมืองและสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันหรือมีการจัดให้มีบริการสาธารณะที่ดียิ่งขึ้นแก่โจทก์กว่าปีที่ล่วงมา เมื่อราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ของจำเลยประเภทห้างสรรพสินค้าในส่วนสำนักงานและพื้นที่ต่อเนื่อง ตามบัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรในเขตเทศบาลตำบลโคกหล่อ ปี 2561 ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังได้ว่าเป็นอัตราที่มีเหตุผลตามภาวะเศรษฐกิจของเขตจำเลย จึงไม่อาจจะนำราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ของจำเลยประเภทห้างสรรพสินค้าในส่วนสำนักงานและพื้นที่ต่อเนื่องดังกล่าว มาเป็นเกณฑ์ในการประเมินค่ารายปีได้ เมื่อคดีนี้จำเลยเพียงแต่นำราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ของจำเลยมาเป็นเกณฑ์ประเมิน และทางนำสืบไม่ปรากฏหลักเกณฑ์อื่นที่เหมาะสมพอจะใช้คำนวณได้ ประกอบกับทรัพย์สินของโจทก์ส่วนพื้นที่สำนักงานและห้องน้ำ ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า พื้นที่ด้านหลังที่เก็บเงินซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนที่โจทก์ใช้งานเอง มิได้ใช้ประโยชน์ในลักษณะแสดงสินค้าเหมือนกับพื้นที่ขาย ส่วนพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้าที่จำเลยอ้างว่ามีการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจมากกว่าและก่อให้เกิดรายได้มากกว่าลานจอดรถนั้น ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าลักษณะการใช้งานพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้าของโจทก์จะมีลักษณะแตกต่างไปจากพื้นที่ที่ให้รถเข้ามาจอดและขนส่งสินค้าขึ้นลงและก่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจมากกว่าลานจอดรถอย่างไร ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดค่ารายปีพื้นที่สำนักงานและห้องน้ำ ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า และพื้นที่ด้านหลังที่เก็บเงิน อัตรา 50 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน และพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้า อัตรา 10 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือนเท่ากับลานจอดรถนับว่าเป็นอัตราที่เหมาะสมแก่จำเลยในการจัดเก็บภาษีแล้ว

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามี พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดให้หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งเวลานี้เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าว และอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 แห่ง ป.พ.พ. อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2561 ตามใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 4 เลขที่ 31 ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 และเพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาดลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 โดยกำหนดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ประจำปีภาษี 2561 เป็นเงิน 384,191.38 บาท และให้จำเลยคืนเงิน 12,031,263 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและคำชี้ขาด ตามหนังสือเลขที่ ตง 53503/445 ใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 4 เลขที่ 31 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามหนังสือเลขที่ ตง 53503/632 และตามใบแจ้งคำชี้ขาด ฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 โดยกำหนดค่ารายปีในส่วนพื้นที่ขาย 3,334,800 บาท ค่าภาษี 416,850 บาท กำหนดค่ารายปีในส่วนพื้นที่สำนักงานและห้องน้ำ 168,600 บาท ค่าภาษี 21,075 บาท กำหนดค่ารายปีในส่วนพื้นที่ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า 238,200 บาท ค่าภาษี 29,775 บาท กำหนดค่ารายปีในส่วนพื้นที่ด้านหลังที่เก็บเงิน ทางเข้า-ออก 128,400 บาท ค่าภาษี 16,050 บาท กำหนดค่ารายปีในส่วนพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้า 51,000 บาท ค่าภาษี 6,375 บาท และกำหนดค่ารายปีรวมเป็นเงิน 6,169,531.05 บาท ค่าภาษีรวมเป็นเงิน 771,191.38 บาท ให้จำเลยคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 11,644,263 บาท แก่โจทก์ ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนด ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบระยะเวลา 3 เดือน เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 9915 ใช้ชื่อว่า บริษัท ส. โดยประกอบกิจการค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคและบริโภค โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปีภาษี 2561 ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยกำหนดค่ารายปีทรัพย์สินโจทก์เป็นเงิน 99,323,635.05 บาท ค่าภาษี 12,415,454.38 บาท ตามใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 8) โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่มีคำชี้ขาดยืนตามการประเมิน โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2561 จำนวน 12,415,454.38 บาท แก่จำเลยแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดในส่วนพื้นที่ขาย สำนักงานและห้องน้ำ ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า พื้นที่ด้านหลังเก็บเงิน พื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้า ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องคืนภาษีให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด พิเคราะห์แล้ว โจทก์มีนายธำรงค์ศักดิ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นางสาวศรันยา พนักงานโจทก์เบิกความทำนองเดียวกันว่า นับตั้งแต่สาขาโจทก์เริ่มดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยกำหนดราคาค่าเช่าเพื่อประโยชน์ในการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ไว้ในอัตรา 50 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน มาโดยตลอด โดยเป็นการรวมพื้นที่สำนักงานและพื้นที่ขายด้วยกัน ต่อมาในปีภาษี 2561 จำเลยประเมินค่ารายปีพื้นที่ขายเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเดิม 28 เท่า ทั้งที่ทรัพย์สินของโจทก์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพของทรัพย์สินและการใช้งานในสาระสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ขายสินค้าของโจทก์คิดค่ารายปีเพิ่มขึ้นเป็นอัตราตารางเมตรละ 1,441.50 บาท ต่อเดือน โดยจำเลยไม่ได้เทียบเคียงอาคารที่มีลักษณะ ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ได้รับประโยชน์เช่นเดียวกับโจทก์ ขณะที่เขตเทศบาลนครตรัง ได้ประกาศกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) สำหรับอาคารประเภทห้างสรรพสินค้าไว้ในอัตรา 20 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านควนได้ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2559 ของบริษัท ฮ. ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกับโจทก์ห่างจากโจทก์ไปประมาณ 500 เมตร ไว้ในอัตราตารางเมตรละ 6 บาทต่อเดือน จำเลยประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยไม่นำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วเป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีที่จะต้องเสียในปีต่อมา การประเมินภาษีของจำเลยจึงไม่ชอบ ส่วนจำเลยมีนายฤกษ์นริศ ปลัดเทศบาล และนายมาโนช รองนายกเทศมนตรีของจำเลยเบิกความในทำนองเดียวกันว่า สภาพแวดล้อมโดยรวมในบริเวณที่ตั้งทรัพย์สินของโจทก์เปลี่ยนในทางที่ดีขึ้นทั้งหมด จึงมีเหตุทำให้ค่ารายปีในปีภาษี 2561 ที่พิพาทสูงกว่าปีก่อน ๆ เดิมพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ใช้บัญชีอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ในเขตเทศบาลตำบลโคกหล่อปี 2552 เป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์ แต่ในปีภาษี 2561 เทศบาลตำบลโคกหล่อได้มีการประกาศใช้บัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ใหม่ เนื่องจากของเดิมใช้มาเป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่มีความเจริญเติบโตขึ้นเป็นลำดับ จำเลยจึงอาศัยอำนาจตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0307/ว 2393 ลงวันที่ 10 กันยายน 2536 ที่อ้างถึงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2536 แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการประเมินค่ารายปีขึ้น เพื่อพิจารณาจัดทำบัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ใหม่ เพื่อใช้บังคับกับผู้รับประเมินทุกรายในเขตเทศบาลตำบลโคกหล่อ มิได้เป็นการเลือกปฏิบัติเฉพาะกับรายของโจทก์เท่านั้น ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยใช้บัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ที่จัดทำขึ้นใหม่ดังกล่าวมาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์จึงชอบด้วยเหตุผล ข้อเท็จจริง และกฎหมายแล้ว สำหรับพื้นที่ขายเป็นบริเวณเดียวกันกับที่โจทก์แบ่งพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายอื่นเช่าประกอบการขายสินค้า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าแม้โจทก์จะใช้พื้นที่ขายสินค้าเองแต่สามารถเปรียบเทียบค่าเช่าได้จากการที่โจทก์แบ่งให้บุคคลภายนอกเช่า ซึ่งพื้นที่ให้เช่าและพื้นที่ประกอบการของโจทก์อยู่ในโรงเรือนเดียวกัน จึงทำการประเมินค่ารายปีในส่วนของพื้นที่ขายโดยเทียบเคียงกับค่าเฉลี่ยจากค่าเช่าและอัตราค่าเช่าที่โจทก์แจ้งมาตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) คือ อัตราตารางเมตรละ 1,441.50 บาท ต่อเดือน คิดเป็นค่ารายปี 96,142,284 บาท ค่าภาษี 12,017,785.50 บาท ส่วนสำนักงานและห้องน้ำ ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า พื้นที่ด้านหลังที่เก็บเงิน และพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้า ก็ชอบที่จะใช้บัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ซึ่งแบ่งทำเลตามข้อเท็จจริงโดยพื้นที่จำเลยอยู่ในทำเลที่ 1 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 บัญญัติว่า "ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้น ท่านให้เป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา" จะเห็นได้ว่ากฎหมายไม่ได้บัญญัติบังคับให้นำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วมาเป็นค่ารายปีของปีต่อมาโดยตรง เพียงแต่ให้นำมาเป็นหลักในการคำนวณเท่านั้น เนื่องจากค่ารายปีย่อมอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้วแต่พฤติการณ์และความเป็นจริง สำหรับค่ารายปีนั้น มาตรา 8 วรรคสองและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ให้ความหมายว่า คือ จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ จึงแสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร จากข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าให้แก่บุคคลทั่วไป ดังนั้น โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์ในส่วนที่เป็นพื้นที่ขายมากกว่าส่วนที่ใช้เป็นพื้นที่สำนักงาน และการนำอาคารห้างสรรพสินค้าให้ผู้อื่นเช่าย่อมได้ค่าเช่ามากกว่าอาคารที่ใช้เป็นพื้นที่สำนักงาน เมื่อลักษณะการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินแตกต่างกัน ค่ารายปีในส่วนพื้นที่ขายย่อมสูงกว่าพื้นที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน พื้นที่ขายเป็นพื้นที่ที่โจทก์ใช้ประโยชน์เองจึงเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ได้ ดังนั้น การที่ปีภาษี 2561 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดอัตราค่ารายปีในพื้นที่ขายของโจทก์สูงกว่าพื้นที่สำนักงานจึงชอบแล้ว แต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีพื้นที่สำนักงานอัตราตารางเมตรละ 80 บาทต่อเดือน ซึ่งแตกต่างกันมากกับพื้นที่ขายที่กำหนดอัตราตารางเมตรละ 1,441.50 บาทต่อเดือน จากการใช้วิธีนำค่าเฉลี่ยจากค่าเช่าและอัตราค่าเช่าของเฉพาะผู้ประกอบการที่เช่าในพื้นที่ของโจทก์ โดยไม่คำนึงถึงค่าเช่าของโรงเรือนใกล้เคียงนั้น ไม่เป็นการคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกัน การประเมินค่ารายปีและคำชี้ขาดของจำเลยจึงไม่ชอบ เมื่อพิจารณาค่าเช่าของผู้ประกอบการที่เช่าพื้นที่ของโจทก์กับค่าเช่าโรงเรือนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับโจทก์มาเทียบเคียงเพื่อกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายของโจทก์ ที่แม้ทรัพย์สินที่นำมาเทียบเคียงดังกล่าวจะมีพื้นที่และลักษณะการประกอบกิจการแตกต่างจากโจทก์ แต่ต่างก็อยู่ในทำเลที่ตั้งและได้รับบริการสาธารณะประโยชน์เช่นเดียวกับโจทก์อันสามารถนำค่าเช่าดังกล่าวมาเทียบเคียงเพื่อกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายของโจทก์ได้ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จึงเห็นควรกำหนดค่ารายปีส่วนพื้นที่ขายในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายอัตราตารางเมตรละ 50 บาท ต่อเดือน มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า พื้นที่สำนักงานและห้องน้ำ ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า พื้นที่ด้านหลังที่เก็บเงิน และพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้า ก็ชอบที่จะใช้บัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ในเขตเทศบาลตำบลโคกหล่อปี 2561 ซึ่งแบ่งทำเลตามข้อเท็จจริงโดยพื้นที่จำเลยอยู่ในทำเลที่ 1 โดยนายฤกษ์นริศเบิกความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีสำหรับพื้นที่สำนักงานและห้องน้ำ ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า และพื้นที่ด้านหลังที่เก็บเงิน ในอัตรา 80 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน สำหรับพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้า ในอัตรา 15 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน ตามบัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ในเขตเทศบาลตำบลโคกหล่อ ปี 2561 รหัสที่ 5.11 ห้างสรรพสินค้า – สำนักงาน ทำเลที่ 1 และรหัสที่ 5.11 ห้างสรรพสินค้า – พื้นที่ต่อเนื่อง ทำเลที่ 1 โดยคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการประเมินค่ารายปีเห็นว่าค่าครองชีพในจังหวัดเพิ่มสูงขึ้นและเศรษฐกิจโดยรวมก็มีความเจริญขึ้นมาก การพัฒนาพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเมื่อสิบปีที่แล้ว ราคาประเมินที่ดินปัจจุบันได้ปรับขึ้นและราคาซื้อขายจริงก็สูงกว่าราคาที่เคยกำหนดมากจึงเห็นว่าเพื่อความถูกต้องและเป็นธรรม ต้องมีการแบ่งทำเลและเก็บภาษีตามข้อเท็จจริงโดยมีการแบ่งออกเป็น 3 ทำเล คือ ทำเลที่ 1 เป็นทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในแหล่งที่ใช้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจได้ดีที่สุดในท้องถิ่น ทำเลที่ 2 เป็นทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในแหล่งที่ใช้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจได้ดีเป็นอันดับรองจากทำเลที่ 1 และทำเลที่ 3 เป็นทรัพย์สินที่ตั้งอยู่นอกเหนือจากทำเลที่ 1 และทำเลที่ 2 คือ หมู่ที่ 11 และหมู่ที่ 12 เนื่องจากพื้นที่ยังคงสภาพเหมือนเดิม เป็นพื้นที่เกษตรไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก โจทก์ได้รับบริการสาธารณะจากจำเลยเพิ่มขึ้น กล่าวคือ การซ่อมแซมปรับปรุงถนนหนทางให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดีอยู่เสมอ มีป้ายบอกการจราจรที่ชัดเจน การจัดให้มีไฟฟ้าสาธารณะอย่างทั่วถึงทั้งพื้นที่ รวมทั้งได้จัดกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งทำให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของบุคลากรของโจทก์รวมทั้งลูกค้าที่มาใช้บริการมากขึ้น มีการเตรียมการป้องกันอุบัติภัยต่าง ๆ จำเลยได้จัดให้มีการฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้แก่โจทก์ทุกปี ซึ่งใช้ทั้งงบประมาณของรัฐ และงบประมาณของท้องถิ่นรวมทั้งบุคลากรของจำเลย ซึ่งถือว่าเป็นบริการสาธารณะที่โจทก์ได้รับจากจำเลย นอกจากนี้ยังมีการดูแลด้านสุขอนามัย มีการฉีดละอองฝอยเพื่อป้องกันโรคระบาด ยุงลาย กรณีเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน จำเลยก็ได้จัดให้มีหน่วยกู้ชีพ แพทย์ฉุกเฉิน โดยมีรถคอยให้บริการจำนวนสองคัน โจทก์และลูกค้าก็ได้รับบริการเหล่านี้โดยทั่วถึงกันนั้น เห็นว่า การที่จำเลยแก้ไขค่ารายปีของโจทก์เพิ่มขึ้นจากปีที่ล่วงแล้ว จะต้องมีเหตุผลอันสมควรหรือมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เห็นได้ว่ามีการพัฒนาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการสภาพบ้านเมืองและสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันหรือมีการจัดให้มีบริการสาธารณะที่ดียิ่งขึ้นแก่โจทก์กว่าปีที่ล่วงมา จำเลยนำสืบเพียงว่าบัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) เดิมของจำเลย ใช้มาตั้งแต่ปี 2552 เป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว และคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองประเมินค่ารายปีเห็นว่าค่าครองชีพในจังหวัดเพิ่มสูงขึ้นและเศรษฐกิจโดยรวมก็มีความเจริญขึ้นมาก การพัฒนาพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเมื่อสิบปีที่แล้ว โดยไม่มีหลักฐานใดสนับสนุนและไม่ปรากฏชัดเจนแน่นอนว่าการจัดให้มีบริการสาธารณะต่าง ๆ ที่จำเลยนำสืบดังกล่าวเป็นการบริการสาธารณะที่โจทก์ได้รับเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างไร อีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดตรังเจริญขึ้นมากกว่าเดิม ประกอบกับรายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดฉบับลงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ระบุว่าเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดตรังไม่ได้เจริญขึ้นซึ่งสอดคล้องกับตารางสรุปภาพรวมภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มจังหวัดตรังในส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ณ ราคาปัจจุบัน (Gross Provincial Products Current Prices) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดระบุว่าเศรษฐกิจของจังหวัดตรังตกต่ำลงทุกปี มิได้เจริญขึ้นมากตามที่จำเลยกล่าวอ้าง และเมื่อเทียบเคียงราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ประเภทอาคารห้างสรรพสินค้าของพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ เทศบาลนคร กำหนดไว้ในอัตราตารางเมตรละ 20 บาท และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านควน กำหนดไว้ในอัตราตารางเมตรละ 6 บาท ล้วนกำหนดไว้ต่ำกว่าจำเลยหลายเท่า แสดงให้เห็นว่าราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ของจำเลยประเภทห้างสรรพสินค้าในส่วนสำนักงานและพื้นที่ต่อเนื่อง ตามบัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ในเขตเทศบาลตำบลโคกหล่อ ปี 2561 ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังได้ว่าเป็นอัตราที่มีเหตุผลตามภาวะเศรษฐกิจของเขตจำเลย จึงไม่อาจจะนำราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ของจำเลยประเภทห้างสรรพสินค้าในส่วนสำนักงานและพื้นที่ต่อเนื่องดังกล่าว มาเป็นเกณฑ์ในการประเมินค่ารายปีได้ เมื่อคดีนี้จำเลยเพียงแต่นำราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ของจำเลยมาเป็นเกณฑ์ประเมิน และทางนำสืบไม่ปรากฏหลักเกณฑ์อื่นที่เหมาะสมพอจะใช้คำนวณได้ ประกอบกับทรัพย์สินของโจทก์ส่วนพื้นที่สำนักงานและห้องน้ำ ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า พื้นที่ด้านหลังที่เก็บเงินซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนที่โจทก์ใช้งานเอง มิได้ใช้ประโยชน์ในลักษณะแสดงสินค้าเหมือนกับพื้นที่ขาย ส่วนพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้าที่จำเลยอ้างว่ามีการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจมากกว่าและก่อให้เกิดรายได้มากกว่าลานจอดรถนั้น ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าลักษณะการใช้งานพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้าของโจทก์จะมีลักษณะแตกต่างไปจากพื้นที่ที่ให้รถเข้ามาจอดและขนส่งสินค้าขึ้นลงและก่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจมากกว่าลานจอดรถอย่างไร ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดค่ารายปีพื้นที่สำนักงานและห้องน้ำ ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า และพื้นที่ด้านหลังที่เก็บเงิน อัตรา 50 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน และพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้า อัตรา 10 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือนเท่ากับลานจอดรถนับว่าเป็นอัตราที่เหมาะสมแก่จำเลยในการจัดเก็บภาษีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้นศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในส่วนนี้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทนโดยกำหนดให้หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งเวลานี้เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าว และอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดโรงเรือนพิพาทประจำปีภาษี 2561 โดยกำหนดค่ารายปีส่วนพื้นที่ขายในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกินให้แก่โจทก์ ภายในสามเดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกิน นับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7, 224
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — เทศบาลตำบลโคกหล่อ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูชัย สุทธิสว่างวงศ์
- นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
วรงค์พร จิระภาค
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4790/2564
#680725
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ระบุว่า จำเลยมีและพกพาอาวุธปืนแบลงก์กัน ขนาด 9 มม. P.A.K. ผลิตเลียนแบบปืนพกออโตเมติก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน เลขหมายประจำปืน 0000170629 พร้อมซองกระสุนปืน 1 อัน และกระสุนปืนออโตเมติก (BLANK) ขนาด 9 มม. P.A. 16 นัด ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ซึ่งจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ที่ระบุข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งของว่าของกลางถูกผลิตขึ้นเพื่อเลียนแบบอาวุธปืนพกออโตเมติก ของกลางดังกล่าวจึงอาจเป็นเพียงสิ่งซึ่งมีรูปและลักษณะอันน่าจะทำให้หลงเชื่อว่าเป็นอาวุธปืนเพราะเกิดจากการกระทำเลียนแบบ แม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่าของกลางดังกล่าวเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมาย และเมื่อศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยโจทก์จำเลยต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยานก็ตาม แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง หาได้มีความหมายว่า ในชั้นพิจารณา คดีที่มิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นดังเช่นคดีนี้ ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะต้องพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปเท่านั้นไม่ หากศาลเห็นว่ากรณีมีข้อสงสัยว่าจำเลยอาจมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยอาจไม่เป็นความผิด ศาลชั้นต้นก็ควรใช้อำนาจของศาลค้นหาความจริงด้วยการสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าวจนสิ้นกระแสความเสียก่อนที่จะมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 228 หรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 อาจมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานแล้วส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค ๗ เพื่อวินิจฉัยต่อไปตามมาตรา 208 (1) ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจทำให้ผลแห่งคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะของกลางที่เป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนกับสิ่งเทียมอาวุธปืนมีความรับผิดทางอาญาตามข้อหาที่โจทก์ฟ้องแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อคดีนี้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วก็ชอบที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานและพิพากษาใหม่ ทั้งนี้ ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน ซองพกในหนัง กระเป๋าถือผ้าทรงเหลี่ยม และกระเป๋าสำหรับบรรจุกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน ซองพกในหนัง กระเป๋าถือผ้าทรงเหลี่ยม และกระเป๋าสำหรับบรรจุกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่า อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องเป็นปืนอัดลมเบา (B.B GUN) ใช้ยิงกับลูกกระสุนพลาสติกทรงกลม ไม่สามารถส่งเครื่องกระสุนปืนได้ จึงไม่มีอานุภาพร้ายแรงที่สามารถใช้ทำอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย รูปและลักษณะของกลางเป็นเพียง "สิ่งเทียมอาวุธปืน" มิใช่ "อาวุธปืน" ตามนิยามศัพท์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 นั้น เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ระบุว่า จำเลยมีและพกพาอาวุธปืนแบลงก์กัน ขนาด 9 มม. P.A.K. ผลิตเลียนแบบปืนพกออโตเมติก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน เลขหมายประจำปืน 0000170629 พร้อมซองกระสุนปืน 1 อัน และกระสุนปืนออโตเมติก (BLANK) ขนาด 9 มม. P.A. 16 นัด ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรซึ่งจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์นั้นเองที่ระบุข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งของว่าของกลางถูกผลิตขึ้นเพื่อเลียนแบบอาวุธปืนพกออโตเมติก ของกลางดังกล่าวจึงอาจเป็นเพียงสิ่งซึ่งมีรูปและลักษณะอันน่าจะทำให้หลงเชื่อว่าเป็นอาวุธปืนเพราะเกิดจากการกระทำเลียนแบบแม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่าของกลางดังกล่าวเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายและเมื่อศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยโจทก์จำเลยต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยานก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง หาได้มีความหมายว่า ในชั้นพิจารณา คดีที่มิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นดังเช่นคดีนี้ ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะต้องพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปเท่านั้นไม่ หากศาลเห็นว่ากรณีมีข้อสงสัยว่าจำเลยอาจมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยอาจไม่เป็นความผิด ศาลชั้นต้นก็ควรใช้อำนาจของศาลค้นหาความจริงด้วยการสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าวจนสิ้นกระแสความเสียก่อนที่จะมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 หรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 อาจมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานแล้วส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อวินิจฉัยต่อไปตามมาตรา 208 (1) ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจทำให้ผลแห่งคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะของกลางที่เป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนกับสิ่งเทียมอาวุธปืนมีความรับผิดทางอาญาตามข้อหาที่โจทก์ฟ้องแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อคดีนี้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วก็ชอบที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานและพิพากษาใหม่ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง, 208 (1) (2), 225, 228
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางสาวพัชรมาศ แพร่กิจธรรมชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4777/2564
#682378
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคาร ก. เป็นธนาคารพาณิชย์อันเป็นสถาบันการเงิน การคิดดอกเบี้ยจึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นและกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด เมื่อตามคำสั่งที่ 34/2539 เรื่องอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดของธนาคาร ก. อันเป็นคำสั่งหรือประกาศที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญากู้และสัญญาจำนองฉบับพิพาทกำหนดอัตราดอกเบี้ยปกติไว้ร้อยละ 16.5 ต่อปี และอัตราผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขร้อยละ 19 ต่อปี การที่สัญญากู้และสัญญาจำนองฉบับพิพาทระหว่างธนาคาร ก. กับจำเลยและ พ. ระบุดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไข ทั้งที่ในขณะนั้นจำเลยและ พ. ผู้เป็นลูกหนี้ยังมิได้ผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใดจึงเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคาร ก. อันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ข้อตกลงในส่วนดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ แม้ว่าความเป็นจริงแล้วโจทก์จะยังมิได้คิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวในขณะที่ลูกหนี้ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามที่โจทก์อ้างมาในฎีกา ก็หาเป็นผลให้ข้อกำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะกลับกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้

โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลย อันเป็นเวลาภายหลังจากวันที่ ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 มีผลใช้บังคับแล้ว การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์จึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย กล่าวคือ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรเสียก่อนซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและจำเลยละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว โจทก์จึงจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดได้ โดยความในมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 บัญญัติให้ใช้มาตรา 728 ที่แก้ไขเพิ่มเติมบังคับแก่การบังคับจำนองที่ทำขึ้นนับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย ดังนั้น เมื่อหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ กำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้จำนองภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือบอกกล่าว การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์จึงกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้สั้นกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้และเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองที่ไม่ชอบ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,482,544.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 539,384.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 60424 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นำเงินที่จำเลยและนาย พ. ได้ชำระแก่โจทก์นับแต่วันทำสัญญากู้ (วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540) จนถึงวันที่ 27 มกราคม 2541 ไปหักออกจากต้นเงิน 543,000 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยชำระต้นเงินคงเหลือจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยและนาย พ. ได้ชำระตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2541 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 มาชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือให้นำไปชำระต้นเงิน แต่จำเลยในฐานะทายาทของนาย พ. รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนาย พ. ที่ตกทอดแก่จำเลย หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 60424 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินที่จำเลยและนาย พ. ได้ชำระแก่ธนาคาร ก. และโจทก์นับแต่วันทำสัญญากู้ (วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540) จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 ไปหักออกจากต้นเงิน 543,000 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใด ให้จำเลยชำระต้นเงินคงเหลือจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยและนาย พ. ผู้ตาย ร่วมกันกู้เงินจากธนาคาร ก. 543,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และตกลงผ่อนชำระหนี้เงินกู้แก่ธนาคาร ก. เป็นรายเดือน ในอัตราเดือนละ 7,400 บาท เริ่มผ่อนชำระตั้งแต่เดือนมีนาคม 2540 เป็นต้นไป กำหนดชำระหนี้เสร็จสิ้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 หากจำเลยและนาย พ. ผิดนัดยินยอมให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคาร และเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้จำเลยและนาย พ. ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 60424 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้ต่อธนาคาร ก. ในวงเงิน 543,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยและนาย พ. ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ธนาคารจนครบถ้วน ภายหลังจากทำสัญญาจำเลยและนาย พ. ผิดนัดไม่ชำระหนี้ โดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2557 เป็นเงิน 2,000 บาท ซึ่งก่อนหน้านั้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2542 ธนาคารได้โอนสิทธิเรียกร้องรวมถึงหลักประกันแห่งหนี้ของจำเลยและนาย พ. ให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องและบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้กับบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า ดอกเบี้ยตามสัญญากู้และสัญญาจำนองตกเป็นโมฆะหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาอ้างว่า แม้การทำสัญญากู้และสัญญาจำนองระหว่างธนาคาร ก กับจำเลยและนาย พ. จะมีการกำหนดดอกเบี้ยตามสัญญาไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แต่ในความเป็นจริงธนาคาร ก. คิดดอกเบี้ยจากจำเลยไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี การคิดดอกเบี้ยของธนาคารดังกล่าวและโจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยโดยชอบด้วยกฎหมาย หาได้ตกเป็นโมฆะทั้งหมด โจทก์ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ตามประกาศธนาคาร ก. และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย นั้น เห็นว่า ธนาคาร ก. เป็นธนาคารพาณิชย์อันเป็นสถาบันการเงิน การคิดดอกเบี้ยจึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นและกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด เมื่อตามคำสั่งที่ 34/2539 เรื่องอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดของธนาคาร ก. อันเป็นคำสั่งหรือประกาศที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญากู้และสัญญาจำนองฉบับพิพาทกำหนดอัตราดอกเบี้ยปกติไว้ร้อยละ 16.5 ต่อปี และอัตราผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขร้อยละ 19 ต่อปี การที่สัญญากู้และสัญญาจำนองฉบับพิพาทระหว่างธนาคาร ก. กับจำเลยและนาย พ. ระบุดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไข ทั้งที่ในขณะนั้นจำเลยและนาย พ. ผู้เป็นลูกหนี้ยังมิได้ผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใดจึงเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคาร ก. อันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ข้อตกลงในส่วนดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ แม้ว่าความเป็นจริงแล้วโจทก์จะยังมิได้คิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวในขณะที่ลูกหนี้ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามที่โจทก์อ้างมาในฎีกา ก็หาเป็นผลให้ข้อกำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะกลับกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่กำหนดไว้ในสัญญากู้และสัญญาจำนองเป็นโมฆะ จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลย ตามหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 อันเป็นเวลาภายหลังจากวันที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 มีผลใช้บังคับแล้ว การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์จึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย กล่าวคือ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรเสียก่อนซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและจำเลยละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว โจทก์จึงจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดได้ โดยความในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 บัญญัติให้ใช้มาตรา 728 ที่แก้ไขเพิ่มเติมบังคับแก่การบังคับจำนองที่ทำขึ้นนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย ดังนั้น เมื่อหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 กำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้จำนองภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือบอกกล่าว การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์จึงกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้สั้นกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้และเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองที่ไม่ชอบ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้บังคับแก่ทรัพย์สินจำนองในกรณีที่จำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

นอกจากนี้ เมื่อในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี..." มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 224 หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี..." และมาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น คดีนี้แม้จำเลยจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดของต้นเงินค้างชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 แต่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดในช่วงเวลาภายหลังจากวันที่พระราชกำหนดนี้มีผลใช้บังคับ ย่อมต้องนำบทบัญญัติมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับด้วย โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดของหนี้เงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2554 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทบัญญัติเดิมก่อนมีการแก้ไข และคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามมาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เท่ากับอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ปัญหาทั้งสองกรณีดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินที่จำเลยและนาย พ. ได้ชำระแก่ ธนาคาร ก. และโจทก์ นับแต่วันทำสัญญากู้ (วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540) จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 ไปหักออกจากต้นเงิน 543,000 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใด ให้จำเลยชำระต้นเงินคงเหลือจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินคงเหลือนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 60424 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3 (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — นาง อ. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศักดิ์เทวินทร์ โมราชาติ
ศาลชั้นต้น — นายสุทธิ จันทรสุทธิ
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4776/2564
#682379
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ 1 ให้คำรับรองแก่โจทก์ทั้งหกว่าจะนำที่ดินพิพาทไปก่อสร้างอาคารพาณิชย์ การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงเป็นการซื้อขายโดยสุจริต ต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทไปให้จำเลยที่ 3 เช่าโดยจำเลยที่ 3 นำที่ดินที่เช่าไปขออนุญาตปลูกสร้างและขออนุญาตประกอบกิจการสถานีบริการแก๊สถูกต้องตามกฎหมายโดยก่อนที่จะออกใบอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ตั้งสถานีบริการแก๊สได้นั้นต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานราชการหลายหน่วยงานด้วยกัน โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและผลกระทบต่าง ๆ การที่โจทก์ทั้งหกอ้างว่าการก่อสร้างสถานีบริการแก๊สอาจมีผลกระทบต่อความปลอดภัยต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย และทรัพย์สินรวมทั้งสภาพความเป็นอยู่ของโจทก์ทั้งหกจึงเกิดจากการคาดคะเนของโจทก์ทั้งหกเอง ซึ่งกรณีที่โจทก์ทั้งหกจะได้รับความเดือดร้อนถึงกับต้องใช้สิทธิเพื่อยังความเดือดร้อนให้สิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1337 นั้น จะต้องได้ความว่าเป็นความเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรการที่จำเลยที่ 3 ใช้สิทธิใช้สอยทรัพย์พิพาทที่จำเลยที่ 3 เช่าจากจำเลยที่ 2 โดยมีการขออนุญาตปลูกสร้างและขออนุญาตประกอบกิจการสถานีบริการแก๊สโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว จึงเป็นการใช้สิทธิโดยปกติ โดยมีเหตุสมควรถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิเกินส่วนซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งหก หรือเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งหกเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมาย อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งหกตาม ป.พ.พ. มาตรา 421 และมาตรา 1337 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งหก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสถานีบริการแก๊สทั้งหมดออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 70865 และ 79452 - 79458 หรือร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 คนละ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าทำเลที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 200,000 บาท แก่โจทก์ที่ 4 และที่ 5 คนละ 150,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสถานีบริการแก๊สทั้งหมดออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 70865, 79452 - 79458 และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นเงินคนละ 15,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 สิงหาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คืนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งหก กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลที่โจทก์ทั้งหกได้รับการยกเว้นแทนโจทก์ทั้งหก เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระแทนเท่าที่โจทก์ทั้งหกชนะคดี โดยให้จำเลยทั้งสามนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งหก โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ต่างทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินในโครงการบ้าน ป. จากจำเลยที่ 1 ก่อนฟ้องคดีโจทก์ที่ 2 ยกบ้านพร้อมที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 3 บ้านพร้อมที่ดินที่โจทก์ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ทำสัญญาจะซื้อจะขายอยู่ด้านหน้าของโครงการและอยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 อีกแปลงหนึ่งคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 70865 ทางด้านทิศเหนือของที่ดินแปลงดังกล่าวในขณะทำสัญญาเป็นที่ว่างเปล่าและอยู่ห่างจากบ้านพร้อมที่ดินที่โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายประมาณ 18 เมตร หลังจากจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในบ้านพร้อมที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ตามสัญญาแล้ว ในวันที่ 7 ตุลาคม 2552 จำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 70865 ไปแบ่งแยกในนามเดิมอีก 7 แปลง หลังจากนั้นโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 นำที่ดินออกให้จำเลยที่ 3 เช่าเพื่อทำสถานีบริการแก๊สสำหรับรถยนต์ โดยจำเลยที่ 3 ได้ขออนุญาตก่อสร้างและขออนุญาตประกอบกิจการสถานีบริการแก๊สถูกต้องตามกฎหมาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งหกหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 3 เช่าที่ดินพิพาทและต่อมาจำเลยที่ 3 ขออนุญาตปลูกสร้างและประกอบกิจการสถานีบริการแก๊สถูกต้องตามกฎหมายเป็นการใช้สิทธิในที่ดินของตนเองไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์ทั้งหกเพื่อให้ได้รับความเดือดร้อนและไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต จึงไม่เป็นการละเมิดและไม่ทำให้โจทก์ทั้งหกเกิดความเสียหายเดือดร้อนเกินควรแต่อย่างใด เห็นว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ 1 ให้คำรับรองแก่โจทก์ทั้งหกว่าจะนำที่ดินพิพาทไปก่อสร้างอาคารพาณิชย์การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงเป็นการซื้อขายโดยสุจริต ต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทไปให้จำเลยที่ 3 เช่าโดยจำเลยที่ 3 นำที่ดินที่เช่าไปขออนุญาตปลูกสร้างและขออนุญาตประกอบกิจการสถานีบริการแก๊สถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้ความจากนายนราธิป ผู้อำนวยการเขตคลองสามวาซึ่งเป็นผู้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า ก่อนออกใบอนุญาตดังกล่าวผู้ขออนุญาตต้องได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอาคารและใช้อาคารจากสำนักการโยธากรุงเทพมหานครต้องมีใบอนุญาตของกรมธุรกิจพลังงานที่อนุญาตให้เปิดสถานีบริการแก๊สได้ มีการจดทะเบียนนิติบุคคล การดำเนินการขออนุญาตทำทางเดินเท้าบริเวณสถานีบริการแก๊สจากทางเข้าสถานีบริการแก๊ส ดูหนังสือผังเมืองที่อนุญาตให้เปิดสถานีบริการแก๊ส ตรวจสอบสุขลักษณะของสถานีบริการแก๊ส เช่น มีอาคารประกอบสำนักงาน ห้องน้ำชายหญิง เครื่องดับเพลิงความสะอาดโดยทั่วไป ระบบระบายน้ำที่จะใช้ในสถานีบริการดังกล่าว เมื่อเห็นว่าถูกต้องจึงออกใบอนุญาตให้จำเลยที่ 3 และมีนายชัยรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนสถานีบริการและสถานที่บรรจุ สำนักความปลอดภัยธุรกิจก๊าซปิโตรเลียมเหลว กรมธุรกิจพลังงาน เบิกความว่า ก่อนออกใบอนุญาตประกอบกิจการบรรจุก๊าซ ผู้ยื่นคำขอจะต้องแสดงหลักฐาน คือ ใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร ใบอนุญาตเชื่อมทางเจ้าของถนนที่อยู่ติดกับสถานที่ที่จะสร้างและหนังสือรับรองการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมายผังเมือง ซึ่งระบุว่าที่ดินที่ขออนุญาตก่อสร้างสถานีบริการแก๊สไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ห้ามสร้างสถานีบริการแก๊ส หลังจากนั้นหน่วยงานของพยานจะพิจารณาระยะห่างความปลอดภัยของสถานีบริการแก๊สกับสถานที่ข้างเคียงและจะต้องห่างสถานที่เรียน สนามกีฬา โรงพยาบาล สถานทูต ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับในการจัดตั้ง ต้องตรวจสอบระยะความปลอดภัยในสถานีบริการแก๊ส เช่น ถังบรรจุแก๊สต้องห่างจากกำแพงกันไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตร ตรวจสอบระบบท่อแก๊สต้องได้มาตรฐานความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนด ถังบรรจุแก๊สต้องฝังอยู่ใต้ดินและต้องเป็นถังที่ได้มาตรฐานออกแบบถูกต้องตามหลักวิชาการ ในส่วนของจำเลยที่ 3 ได้ทำถูกต้องตามหลักเกณฑ์และข้อบังคับที่กฎหมายกำหนด กรมธุรกิจพลังงานจึงออกใบอนุญาตให้แก่จำเลยที่ 3 จากคำเบิกความของพยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว แสดงว่าก่อนที่จะออกใบอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ตั้งสถานีบริการแก๊สได้นั้นต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานราชการหลายหน่วยงานด้วยกัน โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและผลกระทบต่าง ๆ การที่โจทก์ทั้งหกอ้างว่าการก่อสร้างสถานีบริการแก๊สอาจมีผลกระทบต่อความปลอดภัยต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย และทรัพย์สินรวมทั้งสภาพความเป็นอยู่ของโจทก์ทั้งหกจึงเกิดจากการคาดคะเนของโจทก์ทั้งหกเอง ซึ่งกรณีที่โจทก์ทั้งหกจะได้รับความเดือดร้อนถึงกับต้องใช้สิทธิเพื่อยังความเดือดร้อนให้สิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 นั้น จะต้องได้ความว่าเป็นความเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร การที่จำเลยที่ 3 ใช้สิทธิใช้สอยทรัพย์พิพาทที่จำเลยที่ 3 เช่าจากจำเลยที่ 2 โดยมีการขออนุญาตปลูกสร้างและขออนุญาตประกอบกิจการสถานีบริการแก๊สโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว จึงเป็นการใช้สิทธิโดยปกติ โดยมีเหตุสมควรถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิเกินส่วนซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งหก หรือเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งหกเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมาย อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งหกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 421 และมาตรา 1337 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งหก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสถานีบริการแก๊สทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 มาตรา 3 และมาตรา 4 บัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีโดยมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องบังคับตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นเงินคนละ 15,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 20,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 สิงหาคม 2554) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ยกคําขอของโจทก์ทั้งหกในส่วนที่ขอให้บังคับจําเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสถานีบริการแก๊สทั้งหมดออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 70865 และ 79452 – 79458 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 421 ม. 1337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว. กับพวก
จำเลย — บริษัท ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางสาวจิราภรณ์ แสงจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายมงคล พันธ์ฟัก
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4775/2564
#680501
เปิดฉบับเต็ม

สมาชิกของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระค่าบริการสาธารณูปโภคตามที่คณะกรรมการหมู่บ้านกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกมีมติเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากให้จัดเก็บ โดยการจัดเก็บเป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง วรรคห้า และระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ.2545 หมวด 1 ข้อ 5 เมื่อพิจารณาตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินฯ และระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางฯ ดังกล่าวแล้ว ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าการจัดเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคอาจจะจัดเก็บแยกประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินแปลงจัดสรรหรือขนาดพื้นที่ มิได้กำหนดเป็นระเบียบไว้ว่า ที่ดินแปลงย่อยที่ใช้ประโยชน์ประเภทเดียวกันดังกรณีคดีนี้ที่ใช้ประโยชน์ที่ดินแปลงจัดสรรภายในหมู่บ้านทุกแปลงเพื่อการอยู่อาศัย ให้กำหนดค่าบริการสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนตามขนาดพื้นที่ที่หมายถึงจำนวนพื้นที่ของที่ดินเป็นตารางวาคำนวณเป็นตารางวาตามความกว้างและความยาวของที่ดินที่สร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัย จะนำจำนวนชั้นของบ้านหรือขนาดพื้นที่ใช้สอยเป็นที่อยู่อาศัยเป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าใช้จ่ายในอัตราที่แตกต่างกันไม่ได้ นอกจากนี้ ตามบทบัญญัติมาตรา 49 วรรคหนึ่ง และระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางดังกล่าวที่ใช้ถ้อยคำทำนองเดียวกันว่า "...อาจกำหนดค่าใช้จ่ายในอัตราที่แตกต่างกันที่จะจัดเก็บจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลงในอัตราตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือขนาดพื้นที่..." แสดงว่าบทบัญญัติและระเบียบดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางหรือคำแนะนำให้จำเลยที่ 1 ใช้ในการกำหนดอัตราค่าบริการสาธารณูปโภคเท่านั้น มิใช่บทบังคับให้ต้องปฏิบัติตาม อัตราค่าบริการสาธารณูปโภคที่กำหนดตามความสูงหรือจำนวนชั้นของบ้านจึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินฯ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง วรรคห้า และระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประกาศหรือการเรียกเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคของจำเลยทั้งสองที่ประกาศหรือเรียกเก็บจากโจทก์และสมาชิกลูกบ้านคนอื่น ๆ ประเภทบ้านไม่เกิน 3 ชั้น ในอัตรา 27 บาท ต่อตารางวาต่อเดือน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประกาศหรือการเรียกเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคของจำเลยทั้งสองซึ่งประกาศหรือเรียกเก็บจากโจทก์และสมาชิกเจ้าของบ้านคนอื่น ๆ ในประเภทบ้านพักอาศัยไม่เกิน 3 ชั้น ในอัตรา 27 บาท ต่อตารางวาต่อเดือน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของคู่ความที่ไม่ขัดแย้งกันรับฟังได้ว่า หมู่บ้านจัดสรร น. เป็นโครงการบ้านพักอาศัย 2 ชั้น มีการจัดตั้งนิติบุคคลจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2548 โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 54777 พร้อมบ้านเลขที่ 126/289 เนื้อที่ 102.80 ตารางวา ในหมู่บ้านดังกล่าว ต่อมาโจทก์ขออนุญาตแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบบ้านเป็น 3 ชั้น เป็นหลังแรกตั้งแต่ปี 2554 เดิมจำเลยที่ 1 เรียกเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคจากสมาชิกในหมู่บ้านตามขนาดพื้นที่ในอัตรา 14 บาท ต่อตารางวาต่อเดือน และมีการปรับขึ้นค่าบริการสาธารณูปโภคจากสมาชิกในหมู่บ้านตามขนาดพื้นที่ในอัตรา 18 บาท ต่อตารางวาต่อเดือน หลังจากนั้นมีเจ้าของที่ดินแปลงอื่นอีก 3 ราย ที่อยู่ติดกันกับบ้านของโจทก์ขออนุญาตแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบบ้านเป็น 3 ชั้น เช่นเดียวกับโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2559 จำเลยที่ 2 จัดประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2559 เพื่อพิจารณาจัดเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคเพิ่มเติมสำหรับบ้าน 3 ชั้น เป็น 27 บาท ต่อตารางวาต่อเดือน โดยโจทก์เข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมใหญ่มีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 74 เสียง ต่อ 55 เสียง เห็นชอบตามที่ประธานของจำเลยที่ 1 เสนอ โจทก์ทำหนังสือแจ้งจำเลยที่ 2 ขอคัดค้านการขึ้นค่าบริการสาธารณูปโภคเพิ่มเติมสำหรับบ้าน 3 ชั้น เป็นอัตราตารางวาละ 27 บาท ต่อเดือน และขอชำระค่าบริการสาธารณูปโภคในอัตราตารางวาละ 18 บาท ต่อเดือน จำเลยที่ 1 ทำหนังสือปฏิเสธไปยังโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 จะต้องปฏิบัติตามมติที่ประชุมใหญ่และขอให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่ค้างอยู่ 9,437.84 บาท ภายในวันที่ 10 กันยายน 2560 เจ้าของบ้าน 3 ชั้น หลังอื่น ๆ รวม 3 ราย ยินยอมชำระค่าบริการสาธารณูปโภคในอัตราตารางวาละ 27 บาท ต่อเดือนแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า อัตราค่าบริการสาธารณูปโภคที่กำหนดตามความสูงหรือจำนวนชั้นของบ้านขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง วรรคห้า และระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ.2545 ข้อ 5 หรือไม่ เห็นว่า สมาชิกของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระค่าบริการสาธารณูปโภคตามที่คณะกรรมการหมู่บ้านกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกมีมติเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากให้จัดเก็บ โดยการจัดเก็บเป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ให้จัดเก็บเป็นรายเดือนจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลง ทั้งนี้ อาจกำหนดค่าใช้จ่ายในอัตราที่แตกต่างกันตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือขนาดพื้นที่ได้ตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด" วรรคห้า บัญญัติว่า "หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด" และตามระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ.2545 หมวด 1 ข้อ 5 กำหนดว่า "นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นหรือผู้ซึ่งดำเนินการเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการตามมาตรา 44 (2) อาจกำหนดค่าใช้จ่ายที่จะจัดเก็บจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลงในอัตราตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือขนาดพื้นที่ ดังต่อไปนี้ (1) ที่ดินที่ใช้เพื่อประกอบการอุตสาหกรรม (2) ที่ดินที่ใช้เพื่อประกอบการพาณิชยกรรม (3) ที่ดินที่ใช้เพื่อเกษตรกรรม (4) ที่ดินที่ใช้เพื่ออยู่อาศัย (5) ที่ดินเปล่า" เมื่อพิจารณาข้อความดังกล่าวแล้ว ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าการจัดเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคอาจจะจัดเก็บแยกประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินแปลงจัดสรรหรือขนาดพื้นที่ มิได้กำหนดเป็นระเบียบไว้ว่า ที่ดินแปลงย่อยที่ใช้ประโยชน์ประเภทเดียวกันดังกรณีคดีนี้ที่ใช้ประโยชน์ที่ดินแปลงจัดสรรภายในหมู่บ้านทุกแปลงเพื่อการอยู่อาศัย ให้กำหนดค่าบริการสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนตามขนาดพื้นที่ที่หมายถึงจำนวนพื้นที่ของที่ดินเป็นตารางวาคำนวณเป็นตารางวาตามความกว้างและความยาวของที่ดินที่สร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยดังที่ศาลอุทธรณ์กล่าวนั้น จะนำจำนวนชั้นของบ้านหรือขนาดพื้นที่ใช้สอยเป็นที่อยู่อาศัยเป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าใช้จ่ายในอัตราที่แตกต่างกันไม่ได้ ทั้งได้ความจากว่าที่ร้อยตรีประธาน นักวิชาการที่ดินชำนาญการ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขาธนบุรี พยานจำเลยทั้งสองว่า การกำหนดค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้วแต่จะตีความบางครั้งก็ใช้ตามขนาดพื้นที่ที่ดิน บางครั้งก็ใช้ตามขนาดพื้นที่ใช้สอยเป็นเกณฑ์ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของมาตรา 49 วรรคหนึ่ง และระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางฯ หมวด 1 ข้อ 5 ดังกล่าวที่ใช้ถ้อยคำทำนองเดียวกันว่า "...อาจกำหนดค่าใช้จ่ายในอัตราที่แตกต่างกันที่จะจัดเก็บจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลงในอัตราตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือขนาดพื้นที่..." แสดงว่าบทบัญญัติและระเบียบดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางหรือคำแนะนำให้จำเลยที่ 1 ใช้ในการกำหนดอัตราค่าบริการสาธารณูปโภคเท่านั้น มิใช่บทบังคับให้ต้องปฏิบัติตาม สอดคล้องกับคำเบิกความของนางสามินทร์ นักวิชาการที่ดินชำนาญการ สำนักส่งเสริมอสังหาริมทรัพย์ พยานโจทก์ที่ตอบทนายโจทก์ถามติงว่า ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินฯ มาตรา 49 วรรคห้า เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บซึ่งเป็นแนวทางตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนดเท่านั้น นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของนายครรชิต อดีตกรรมการจำเลยที่ 1 พยานจำเลยทั้งสอง ถึงสาเหตุที่มีแก้ไขเปลี่ยนแปลงอัตราค่าบริการสาธารณูปโภคว่า เนื่องจากเดิมโครงการหมู่บ้าน น. เป็นหมู่บ้านแบบ 2 ชั้น ต่อมาโจทก์และเจ้าของบ้านอื่นอีก 4 หลัง ได้ขอเปลี่ยนแปลงเป็นแบบ 3 ชั้น ซึ่งพยานและคณะกรรมการนิติบุคคลในขณะนั้นเห็นว่าไม่เป็นธรรมแก่สมาชิกผู้อาศัยคนอื่น ๆ ภายในหมู่บ้านและไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย จึงนัดเรียกประชุมสมาชิกแก้ไขค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคในอัตราตามมติที่ประชุมใหญ่จะกำหนดและอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมทางสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ภายหลังมีมติแล้ว บ้านที่ดัดแปลงเป็นบ้าน 3 ชั้นจำนวนอีก 4 หลัง ยินยอมชำระค่าส่วนกลางตามมติที่ประชุมดังกล่าว ทั้งโจทก์ก็มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ยอมรับเห็นชอบด้วยกับการจัดเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคในอัตราใหม่เพราะสอดคล้องกับการใช้สอยในปัจจุบัน เพียงแต่โต้แย้งว่าไม่ควรนำมาใช้บังคับกับโจทก์และสมาชิกลูกบ้านอื่นที่ก่อสร้างบ้านก่อนมีการปรับปรุงข้อบังคับและระเบียบปฏิบัติ ปี 2554 เท่านั้น ดังนี้แล้ว แสดงว่า นอกจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญของสมาชิกมีมติเห็นชอบกับอัตราค่าบริการสาธารณูปโภคที่เปลี่ยนแปลงใหม่แล้ว สมาชิกส่วนใหญ่ในที่ประชุมรวมเจ้าของบ้านประเภท 3 ชั้น และโจทก์ยังเห็นว่าอัตราค่าบริการสาธารณูปโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดความเป็นธรรม ทั้งยังเป็นการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยแก่สมาชิก จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองอาศัยมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญมาบีบบังคับให้โจทก์และสมาชิกเจ้าของบ้านพักอาศัยอีก 3 ราย จำต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำรุงและการจัดการสาธารณูปโภคในอัตราสูงกว่าสมาชิกเจ้าของบ้านพักอาศัยรายอื่นแบบ 2 ชั้น อัตราค่าบริการสาธารณูปโภคที่กำหนดตามความสูงหรือจำนวนชั้นของบ้านจึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง วรรคห้า และระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ.2545 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การจัดเก็บค่าส่วนกลางบ้านที่พักอาศัยแบบ 3 ชั้น ให้สูงกว่าบ้านที่พักอาศัยแบบ 2 ชั้น ขัดต่อพระราชบัญญัติและระเบียบดังกล่าว ไม่มีผลใช้บังคับได้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 49 วรรคหนึ่ง ม. 49 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ช.
จำเลย — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางฤมล ทาสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุจิน ซื่อสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4765/2564
#680496
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง กฎหมายมุ่งประสงค์ลงโทษผู้ดำเนินการที่ทำหน้าที่ควบคุม ดูแล และรับผิดชอบในการดำเนินการสถานที่ซึ่งจัดไว้เพื่อการประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม หากมีการดำเนินการดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขึ้นเมื่อใด ย่อมเป็นความผิดสำเร็จทันที ส่วนความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมในการตรวจโรค วินิจฉัยโรค บำบัดโรค ป้องกันโรค และอื่น ๆ ที่กระทำต่อมนุษย์ โดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง กฎหมายมุ่งคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนให้ปลอดภัยจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมดังกล่าวที่ไม่ได้มาตรฐาน การกระทำความผิดแต่ละข้อหาจึงมีการกระทำและเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกัน เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 265, 268 พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 4, 24, 57 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 4, 26, 43 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 26, 43 พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง, 57 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารจึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี ฐานดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 18 เดือน ริบใบรับรองแพทย์และใบเสร็จรับเงินของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดครั้งเดียว และจำเลยตรวจรักษาผู้ป่วย ออกใบรับรองแพทย์กับใบเสร็จรับเงิน ก็เป็นการกระทำในเหตุการณ์เดียวกันจึงถือเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เห็นว่า การกระทำความผิดแต่ละข้อหาของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายต่างฉบับกัน ความผิดฐานดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้ดำเนินการที่ทำหน้าที่ควบคุม ดูแล และรับผิดชอบในการดำเนินการสถานที่ซึ่งจัดไว้เพื่อการประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม หากมีการดำเนินการดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขึ้นเมื่อใด ย่อมเป็นความผิดสำเร็จทันที แตกต่างจากความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมในการตรวจโรค วินิจฉัยโรค บำบัดโรค ป้องกันโรค และอื่น ๆ ที่กระทำต่อมนุษย์ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายมุ่งคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนให้ปลอดภัยจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมดังกล่าวที่ไม่ได้มาตรฐาน การกระทำความผิดแต่ละข้อหา จำเลยจึงมีการกระทำและเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกัน ส่วนความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นการกระทำโดยมีเจตนาด้วยประสงค์ต่อผลในการปลอมเอกสารสิทธิและนำเอกสารสิทธิปลอมนั้นไปใช้เป็นหลักฐานว่ามีการตรวจรักษาโรคโดยแพทย์ผู้ตรวจและชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่แพทย์ผู้นั้นจริง เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 3 กระทง ไม่ใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยรวม 3 กระทง จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91, 264 วรรคแรก, 265, 268
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ม. 26 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายพงศ์ภัทร อะสีติรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4717/2564
#680722
เปิดฉบับเต็ม

การรวมโทษของจำเลยทุกคดีแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 20 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) นั้น จะต้องปรากฏว่าการกระทำความผิดของจำเลยทุกคดีมีลักษณะเกี่ยวพันกันจนอาจจะฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง หรือรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ แต่โจทก์กลับแยกฟ้องเป็นหลายคดีและไม่มีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน แต่สำหรับคดีนี้และคดีที่นับโทษต่อ จำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนกัน คดีแต่ละสำนวนไม่เกี่ยวพันกันและไม่อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ศาลย่อมนับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกันอันอาจทำให้จำเลยต้องโทษจำคุกทุกคดีเกิน 20 ปีได้ หาได้อยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (2) ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93, 341 ให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 100,000 บาท ขอเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย และนับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1022/2557 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2562 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3292/2561, อ.3564/2561, อ.656/2562, อ.658/2562, อ.659/2562, อ.661/2562, อ.662/2562, อ.3468/2562, อ.2674/2562, อ.2468/2562, และ อ.3465/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2562 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3292/2561, อ.3564/2561, อ.656/2562, อ.658/2562, อ.659/2562, อ.661/2562, อ.662/2562, อ.3468/2562, อ.2674/2562, อ.2468/2562 และ อ.3465/2562 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1022/2557 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เนื่องจากคดีดังกล่าว ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ศาลออกหมายจับจำเลยเพื่อบังคับตามคำพิพากษา พ้นกำหนดอายุความไม่อาจบังคับโทษแก่จำเลยในคดีดังกล่าวได้ จึงไม่อาจเพิ่มโทษหรือนับโทษต่อในคดีนี้ตามที่โจทก์ขอ ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี ส่วนการนับโทษต่อและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าการนับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่นจะนับโทษต่อรวมกันได้ไม่เกิน 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นั้น เห็นว่า การรวมโทษของจำเลยทุกคดีแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นั้น จะต้องปรากฏว่าการกระทำผิดของจำเลยทุกคดีมีลักษณะเกี่ยวพันกันจนอาจจะฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง หรือรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ แต่โจทก์กลับแยกฟ้องเป็นหลายคดีและไม่มีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน แต่สำหรับคดีนี้และคดีที่นับโทษต่อ จำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนกัน คดีแต่ละสำนวนไม่เกี่ยวพันกันและไม่อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ศาลย่อมนับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกันอันอาจทำให้จำเลยต้องโทษจำคุกทุกคดีเกิน 20 ปี ได้ หาอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (2)
ป.วิ.อ. ม. 160 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางพรชนก ณ ถลาง
ศาลชั้นต้น — นายปริญญา อิทธิวิกุล
ชื่อองค์คณะ
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4677/2564
#681479
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลอมลายมือชื่อ ธ. ในฐานะผู้แทนนิติบุคคลผู้เสียหายที่ 1 ในสัญญาเงินกู้จำนวน 4,200,000 บาท สัญญาเงินกู้เบิกเกินบัญชีจำนวน 1,800,000 บาท และสัญญามอบสิทธิเรียกร้องเงินฝากเป็นประกันจำนวน 1,800,000 บาท และปลอมลายมือชื่อ ธ. ในฐานะส่วนตัว ในสัญญาค้ำประกันสองฉบับเพื่อค้ำประกันสัญญาเงินกู้ข้างต้น หลังจากนั้นจำเลยนำสัญญาทุกฉบับไปใช้อ้างแสดงต่อพนักงานของโจทก์ร่วมเพื่อขอกู้ยืมเงินในเวลาเดียวกัน ดังนี้ แม้สัญญาดังกล่าวจะเป็นเอกสารคนละฉบับกัน แต่จำเลยทำขึ้นโดยมีเจตนาเดียวกันคือเพื่อมุ่งหมายที่จะให้ได้เงินจากโจทก์ร่วมเป็นหลัก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 8,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 8 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของนาย ธ. กรรมการผู้แทนนิติบุคคลผู้เสียหายที่ 1 ในสัญญาสินเชื่อ B. (เงินกู้ระยะยาวสำหรับธุรกิจ SME ที่ประสบอุทกภัย) จำนวน 4,200,000 บาท สัญญาสินเชื่อ B. (เงินกู้เบิกเกินบัญชีสำหรับธุรกิจ SME ที่ประสบอุทกภัย) จำนวน 1,800,000 บาท และสัญญามอบสิทธิเรียกร้องเงินฝากเป็นประกัน จำนวน 1,800,000 บาท ทั้งปลอมลายมือชื่อของนาย ธ.ผู้เสียหายที่ 3 ในฐานะส่วนตัว ตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้สินเชื่อ B. รวม 2 ฉบับ วงเงิน 4,200,000 บาท และวงเงิน 1,800,000 บาท ตามลำดับ หลังจากนั้นจำเลยนำสัญญาดังกล่าวทุกฉบับไปใช้อ้างแสดงต่อพนักงานของโจทก์ร่วมเพื่อขอกู้ยืมเงินตามฟ้องในวันและเวลาเดียวกัน แสดงว่าแม้สัญญาดังกล่าวจะเป็นเอกสารคนละฉบับกัน แต่ก็เป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นโดยมีเจตนาเดียวกันคือเพื่อมุ่งหมายจะให้ได้เงินจากโจทก์ร่วมเป็นหลัก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่หลายกรรมต่างกันไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยปรากฏว่า การที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของนาย ธ. ในสัญญาสินเชื่อ B. สัญญาค้ำประกัน และสัญญามอบสิทธิเรียกร้องเงินฝากเป็นประกันตามฟ้อง จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นสถาบันการเงินหลงเชื่อและอนุมัติปล่อยสินเชื่อเงินกู้ให้ไปเป็นเงินจำนวนมากถึง 6,000,000 บาท เพื่อต้องการนำเงินมาหมุนเวียนประกอบธุรกิจและใช้จ่ายภายในครอบครัว อันเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยชำระเงินคืนให้โจทก์ร่วมซึ่งได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินเพียงบางส่วน ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะเงินต้นไม่รวมดอกเบี้ยพบว่ายังค้างชำระอยู่ถึง 3,400,000 บาทเศษ ดังนั้น แม้จำเลยจะแก้ฎีกาอ้างว่า จำเลยบรรเทาผลร้ายโดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จนเป็นที่พอใจ ทั้งจำเลยเจ็บป่วยเป็นโรคร้าย มีภาระต้องเลี้ยงดูบุตร 3 คน หรือมีเหตุอื่นที่อ้างตามคำแก้ฎีกา ก็ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายปกครอง เปรมดิษฐกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4676/2564
#680285
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 2 และร่วมรู้เห็นเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ช่วยหานายทุนรับจำนำรถที่จำเลยที่ 1 เช่าจากร้าน ภ. แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ปฏิเสธเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีเอกสารเกี่ยวกับรถ รวมทั้งเหตุการณ์ในคดีนี้ที่จำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ช่วยหานายทุนรับจำนำรถที่จำเลยที่ 1 เช่าจากบริษัท ท. โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีเอกสารเกี่ยวกับรถเช่นเดียวกัน แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 กลับยินยอมช่วยหานายทุนรับจำนำรถให้และพากันขับรถไปจังหวัดลำปางแล้วร่วมกันจัดทำสำเนารายการจดทะเบียนรถปลอม โดยจำเลยที่ 3 ให้การรับว่า จำเลยที่ 2 จะได้ค่านายหน้าจากยอดเงินที่มีการจำนำจากเจ้าของรถในอัตราร้อยละ 5 บ่งชี้ว่า จำเลยที่ 3 รู้ว่ารถในคดีนี้ไม่สามารถนำไปจำนำโดยถูกต้องตามกฎหมายได้ เพราะไม่มีรายการจดทะเบียนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ได้อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ในเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ในการกระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำลเยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83) จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 (ที่ถูก 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 86) การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนการปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมด้วยตนเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม (ที่ถูก ฐานใช้เอกสารราชการปลอม) ตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 2 ปี ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มีกำหนดคนละ 1 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 เดือน 20 วัน

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 6 เดือน ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 3 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน โดยให้กักขังจำเลยแต่ละคนในบ้านของตนเอง ทั้งกำหนดเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) และห้ามออกจากบ้านพัก มีกำหนดคนละ 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23, 24 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่โจทก์ไม่ได้โต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 2 และที่ 5 เป็นนายหน้าหานายทุนรับจำนำรถ จำเลยที่ 3 อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 ประกอบอาชีพขายรถยนต์ใช้แล้วและเป็นสามีจำเลยที่ 5 พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่จังหวัดลำปาง ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เช่ารถยนต์ มีชื่อนายสมบูรณ์ เป็นผู้ครอบครองจากบริษัท ท. แล้วจำเลยทั้งห้าถูกร้อยตำรวจเอกภาคภูมิ กับดาบตำรวจสะอาด เจ้าพนักงานตำรวจประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมขณะพากันขับรถคันที่จำเลยที่ 1 เช่ามาจอดบริเวณลานจอดรถตลาด พร้อมยึดสำเนารายการจดทะเบียนรถปลอมเป็นของกลางนำส่งร้อยตำรวจเอกทรงศักดิ์ พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 คดีถึงที่สุดแล้ว

ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 กระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ร้อยตำรวจเอกภาคภูมิ ดาบตำรวจสะอาด และร้อยตำรวจเอก ทรงศักดิ์พยานโจทก์ไม่ได้เบิกความถึงการกระทำของจำเลยที่ 3 แต่ร้อยตำรวจเอกทรงศักดิ์เบิกความยืนยันว่า จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา ซึ่งจัดทำในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากจำเลยทั้งห้าถูกจับกุมมีใจความว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 นำรถกระบะของจำเลยที่ 1 ไปจำนำนายทุนและต้องการไถ่รถคืน จึงติดต่อจำเลยที่ 2 ให้ช่วยหานายทุนคนใหม่ จำเลยที่ 2 ติดต่อจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้ช่วยหานายทุนอีกทอดหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 2 กับที่ 3 เดินทางจากกรุงเทพมหานครไปพบจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 นายทุนคนเดิมและนายทุนคนใหม่ที่เชียงใหม่ แต่นายทุนคนเดิมไม่ได้นำรถของจำเลยที่ 1 ไปด้วย นายทุนคนใหม่ไม่เห็นรถจึงไม่ยอมรับจำนำ จำเลยที่ 1 ยังคงต้องการไถ่รถของจำเลยที่ 1 คืน และนำรถยนต์ ที่เช่าจากร้าน ภ. มาขอให้จำเลยที่ 2 ช่วยนำไปจำนำ แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีเอกสารคู่มือรถ จำเลยที่ 2 คาดคั้นจนจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นรถที่เช่ามา จึงให้จำเลยที่ 1 นำรถไปคืน จากนั้นจำเลยที่ 1 ติดต่อกลับมาอีกว่าจะจำนำรถยนต์ ให้จำเลยที่ 2 ไปพบและบอกว่าไม่มีเอกสารคู่มือรถ จำเลยที่ 2 ปรึกษากับจำเลยที่ 4 และที่ 5 จำเลยที่ 4 และที่ 5 บอกว่าจำนำได้โดยทำสำเนาคู่มือรถขึ้นมาใหม่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เดินทางไปพบจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยทั้งห้าพากันขับรถยนต์ไปจังหวัดลำปางเพื่อหานายทุนรับจำนำรถ ระหว่างทางได้แวะที่ร้านรับถ่ายเอกสาร จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เข้าไปในร้าน แล้วจำเลยที่ 2 กับที่ 5 ร่วมกันทำปลอมรายการจดทะเบียนรถ โดยจำเลยที่ 5 สแกนภาพถ่ายรายการจดทะเบียนรถที่เก็บไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้าโปรแกรมโฟโตชอป เพิ่มข้อมูลบางจุด ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง จำเลยที่ 2 ตรวจดูความเรียบร้อยแล้วพิมพ์ใส่กระดาษเอ 4 จากนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 กลับมาขึ้นรถ โดยจำเลยที่ 4 นั่งรอที่เบาะคนขับ ส่วนจำเลยที่ 3 นั่งหลับอยู่เบาะหลัง ต่อมาจำเลยที่ 4 และที่ 5 ติดต่อหานายทุนรับจำนำรถได้จึงพากันขับรถมาจอดรอที่ลานจอดรถหน้าตลาด แล้วถูกจับกุมพร้อมสำเนารายการจดทะเบียนรถปลอม จำเลยที่ 3 มิได้ถามค้านร้อยตำรวจเอกทรงศักดิ์เกี่ยวกับการจัดทำบันทึกคำให้การของจำเลยทั้งห้า ให้ปรากฏว่ามีข้อพิรุธน่าสงสัยอย่างใด ทั้งมิได้นำสืบความไม่ถูกต้องแห่งบันทึกคำให้การเหล่านั้น โดยเฉพาะบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 3 ที่ให้การว่า จำเลยที่ 3 เดินทางมาเป็นเพื่อนจำเลยที่ 2 เพราะขณะนั้นจำเลยที่ 2 ตั้งครรภ์ และระหว่างเดินทางไปกับจำเลยอื่น ๆ จำเลยที่ 3 นั่งหลับหรือไม่ก็นั่งเล่นเกมในโทรศัพท์เคลื่อนที่มิได้ร่วมรู้เห็นเกี่ยวกับการกระทำผิด จึงทำให้เชื่อว่าร้อยตำรวจเอกทรงศักดิ์บันทึกคำให้การของจำเลยที่ 3 ไปตามความจริงด้วยความสมัครใจของจำเลยที่ 3 บันทึกคำให้การของจำเลยที่ 3 ถือเป็นพยานบอกเล่าที่ต้องด้วยข้อยกเว้นให้รับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 2 ติดต่อจำเลยที่ 4 และที่ 5 เพื่อหานายทุนรับจำนำรถให้จำเลยที่ 1 เมื่อการเจรจาขอไถ่รถของจำเลยที่ 1 จากนายทุนคนเดิมเพื่อนำมาจำนำนายทุนคนใหม่ไม่สามารถดำเนินการได้แล้ว จำเลยที่ 3 ก็ควรจะพาจำเลยที่ 2 เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร แต่จำเลยที่ 3 ยังคงอยู่ร่วมกับจำเลยอื่น ๆ อีกต่อไป และร่วมรู้เห็นเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ช่วยหานายทุนรับจำนำรถที่จำเลยที่ 1 เช่าจากร้าน ภ. แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ปฏิเสธเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีเอกสารเกี่ยวกับรถ รวมทั้งเหตุการณ์ในคดีนี้ที่จำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ช่วยหานายทุนรับจำนำรถที่จำเลยที่ 1 เช่าจากบริษัท ท. โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีเอกสารเกี่ยวกับรถเช่นเดียวกัน แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 กลับยินยอมช่วยหานายทุนรับจำนำรถให้ และพากันขับรถไปจังหวัดลำปางแล้วร่วมกันจัดทำสำเนารายการจดทะเบียนรถปลอม โดยจำเลยที่ 3 ให้การไว้ รับว่า จำเลยที่ 2 จะได้ค่านายหน้าจากยอดเงินที่มีการจำนำจากเจ้าของรถในอัตราร้อยละ 5 บ่งชี้ว่า จำเลยที่ 3 รู้ว่ารถในคดีนี้ไม่สามารถนำไปจำนำโดยถูกต้องตามกฎหมายได้ เพราะไม่มีรายการจดทะเบียนที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ได้อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ในเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 กระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาจึงปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 ให้ถูกต้องเท่านั้น ไม่มีอำนาจแก้โทษจำเลยที่ 3 เพื่อกำหนดโทษใหม่ตามความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่เนื่องจากจำเลยที่ 3 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 4 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาพอสมควร ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน โดยให้กักขังจำเลยที่ 3 ในบ้านของตนเอง ทั้งกำหนดให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) และห้ามออกจากบ้านพัก มีกำหนด 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23, 24 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 264 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายนครินทร์ ปกรณ์วณิชชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางจุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4661/2564
#693675
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยมีเจตนาซื้อขายที่ดินเนื้อที่เพียง 100 ตารางวา เท่านั้น แต่มีเจตนาลวงซื้อขายที่ดินพิพาทเนื้อที่ 58.2/10 ตารางวา รวมไปด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้มีการแบ่งแยกที่ดินตั้งแต่ 10 แปลง ขึ้นไป อันเป็นการจัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 4 โดยมีข้อตกลงให้โจทก์ชำระหนี้จำนองในส่วนที่ดินพิพาทและให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนโจทก์เมื่อพ้นกำหนด 3 ปี นิติกรรมการซื้อขายในส่วนที่ดินพิพาทจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยโจทก์และจำเลยสมรู้ร่วมกัน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง จำเลยต้องคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามมาตรา 172 วรรคสอง อย่างไรก็ดีกรณีเป็นเรื่องที่โจทก์กระทำการหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินโดยจัดสรรที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 21 การดำเนินการของโจทก์ยังคงต้องด้วยหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินโดยอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายที่ให้ผู้จัดสรรที่ดินจัดให้มีสาธารณูปโภคขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการ ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณูปโภคตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และเป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไปตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 อันเป็นเหตุให้จำเลยไม่อาจเข้าขัดขวางหน้าที่ของโจทก์ดังกล่าว และไม่อาจขับไล่โจทก์กับห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท โดยให้โจทก์รื้อถอนหรือขนย้ายสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่นำมาติดตั้งในที่ดินเพื่อจัดทำสาธารณูปโภคตามฟ้องแย้งได้ ปัญหาอำนาจฟ้องของจำเลยดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) แต่การกระทำการเพื่อชำระหนี้ของโจทก์ยังถือเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย โจทก์ไม่อาจเรียกคืนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่านิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 50880 เฉพาะเนื้อที่ 58.2/10 ตารางวา ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะและเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะเนื้อที่ 58.2/10 ตารางวา ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าภาษี ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งหมด หากไม่สามารถเพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าวได้ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 378,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามยุ่งเกี่ยว ให้รื้อถอนหรือนำสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่ติดตั้งในที่ดินพิพาทออกไป หากโจทก์ไม่จัดการ ให้บุคคลภายนอกจัดการแทนโดยให้โจทก์ออกค่าใช้จ่าย และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท กับค่าขาดประโยชน์จากการให้เช่าที่ดินเดือนละ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 50880 เฉพาะส่วน 58 ตารางวา (ที่ถูก 58.2/10 ตารางวา) บริเวณพื้นที่นอกกำแพงคอนกรีตให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย แต่ถ้าไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินให้ได้ ให้จำเลยชำระค่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ 378,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มิถุนายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ยกฟ้องแย้งจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ให้โจทก์รื้อถอนหรือขนย้ายสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่นำมาติดตั้งในที่ดินพิพาทออกไปภายใน 30 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่จำเลยเสียเกินมา 1,000 บาท แก่จำเลย

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาว่า โจทก์กับพวกร่วมกันทำโครงการหมู่บ้านจัดสรรชื่อบ้าน ส. บนที่ดินโฉนดเลขที่ 8783 โจทก์แบ่งแยกที่ดินเป็น 9 แปลง เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 50876 ถึงเลขที่ 50883 และโฉนดที่ดินแปลงคงเดิมอีกหนึ่งแปลง โดยที่ดิน 8 แปลง ที่แบ่งแยกออกไปนั้นโจทก์สร้างบ้านขาย จำเลยซึ่งเป็นเพื่อนของโจทก์มาก่อนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 50880 พร้อมบ้านหนึ่งหลังในราคา 2,500,000 บาท ที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่ 158.2/10 ตารางวา โดยที่ดินพิพาทเนื้อที่ 58.2/10 ตารางวา อยู่นอกแนวเขตกำแพงบ้านของจำเลยด้านทิศตะวันออกติดกับถนนสาธารณะหน้าหมู่บ้าน หลังจากจำเลยซื้อที่ดินแล้ว โจทก์เข้ามาปลูกหญ้าและต้นไม้บนที่ดินพิพาทและดูแลมาตลอด ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2561 โจทก์ให้ช่างเข้าไปก่อสร้างป้ายชื่อหมู่บ้านและศาลพระพรหมในที่ดินพิพาท จำเลยร้องทุกข์กล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่ดินของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยเจตนาลวงเพื่อหลีกเลี่ยงการจัดสรรที่ดินหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาแบบโครงการบ้าน ส. ที่โจทก์ยื่นต่อองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหลุมในแผ่นที่ 6 เป็นผังแบ่งที่ดินออกขายรวม 20 แปลง โดยที่ดินด้านหน้าติดถนนซึ่งเป็นที่ดินพิพาทระบุเป็นสำนักงานขายและจัดสวน แต่เมื่อโจทก์จัดสรรกลับปรากฏว่าโจทก์แบ่งแยกที่ดินออกเป็น 9 แปลง ทำให้เชื่อว่าโจทก์ไม่อาจขออนุญาตจัดสรรที่ดินได้เนื่องจากที่ดินอยู่ในเขตเกษตรกรรมต้องห้ามจัดสรรที่ดินตามที่นำสืบ ประกอบกับตามภาพถ่ายบ้านของจำเลยในขณะก่อสร้างมีการสร้างรั้วกั้นระหว่างที่ดินพิพาทและที่ดินที่ปลูกบ้านของจำเลย หากจำเลยประสงค์ที่จะซื้อบ้านที่ติดถนนตั้งแต่แรกตามที่นำสืบและโจทก์จะแบ่งขายที่ดินเต็มเนื้อที่ที่ดินที่ติดทางสาธารณะแล้วโจทก์ก็คงต้องสร้างรั้วรอบที่ดินทั้งหมดซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทด้วย ไม่มีเหตุให้ต้องกันที่ดินพิพาทออกไป นอกจากนี้โจทก์ยังเข้าไปปลูกต้นไม้ในลักษณะสวนหย่อมในที่ดินพิพาทตลอดมาโดยจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้าน อันทำให้เห็นว่าโจทก์มิได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยด้วย แต่ยังครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเป็นบริการสาธารณะแก่หมู่บ้านตามที่วางผังไว้ จำเลยเพิ่งมาโต้แย้งโจทก์หลังจากที่จำเลยไม่พอใจบ้านที่โจทก์สร้างและระบายความรู้สึกไม่พอใจในสื่อสังคมออนไลน์หรือเฟซบุ๊กของจำเลย แม้จำเลยจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าหนังสือสัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลย ซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่เจ้าพนักงานจัดทำขึ้นว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ก็ตาม แต่เหตุที่จำเลยรับโอนที่ดินเนื้อที่ 158.2/10 ตารางวา ทั้งที่ตามสัญญาจองและสัญญาจะซื้อจะขายระบุเนื้อที่ที่ดินประมาณ 100 ตารางวา ที่ดินส่วนที่เกินมากว่าร้อยละ 50 ซึ่งนับว่ามีมูลค่าสูงคู่สัญญากลับไม่มีการคิดราคาที่ดินเพิ่มขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติในการทำธุรกิจ และไม่มีเหตุให้โจทก์ต้องโอนที่ดินเช่นนั้น ข้อนำสืบของจำเลยกลับไม่สมเหตุสมผล ทำให้พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักน้อยลง และการที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยมากไปกว่าที่ได้ตกลงซื้อขายกันโดยมิได้โต้แย้งความไม่ถูกต้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินหรือพนักงานสินเชื่อของธนาคาร ย่อมมีสาเหตุเพื่อปกปิดการหลีกเลี่ยงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยประกอบพฤติการณ์ที่โจทก์นำสืบจึงมีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย โดยเชื่อได้ว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 50880 เนื้อที่เพียง 100 ตารางวา ภายในแนวเขตกำแพงคอนกรีตเท่านั้น แต่มีเจตนาลวงซื้อขายที่ดินพิพาทเนื้อที่ 58.2/10 ตารางวา รวมไปด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้มีการแบ่งแยกที่ดินตั้งแต่ 10 แปลง ขึ้นไป อันเป็นการจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 4 โดยมีข้อตกลงให้โจทก์ชำระหนี้จำนองในส่วนที่ดินพิพาทและให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนโจทก์เมื่อพ้นกำหนด 3 ปี นิติกรรมการซื้อขายในส่วนที่ดินพิพาทจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยโจทก์และจำเลยสมรู้ร่วมกันตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และจำเลยต้องคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ ตามมาตรา 172 วรรคสอง อย่างไรก็ดีกรณีเป็นเรื่องที่โจทก์กระทำการหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินโดยจัดสรรที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 การดำเนินการของโจทก์ยังคงต้องด้วยหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินโดยอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายที่ให้ผู้จัดสรรที่ดินจัดให้มีสาธารณูปโภคขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการ ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณูปโภคตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และเป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 อันเป็นเหตุให้จำเลยไม่อาจเข้าขัดขวางหน้าที่ของโจทก์ดังกล่าว และไม่อาจขับไล่โจทก์กับห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท โดยให้โจทก์รื้อถอนหรือขนย้ายสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่นำมาติดตั้งในที่ดินเพื่อจัดทำสาธารณูปโภคตามฟ้องแย้งได้ ปัญหาอำนาจฟ้องของจำเลยดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) แต่การกระทำการเพื่อชำระหนี้ของโจทก์ยังถือเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย โจทก์ไม่อาจเรียกคืนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

อนึ่ง จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท พร้อมกับเรียกค่าเสียหาย 100,000 บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ขายที่ดินให้แก่จำเลยเนื้อที่ 100 ตารางวา ส่วนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 58.2/10 ตารางวา เป็นการแสดงเจตนาลวงไม่มีเจตนาโอน และไม่ใช่ที่ดินของจำเลย อันเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้ง จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทและค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 478,300 บาท ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าคดีในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นมีทุนทรัพย์เพียง 100,000 บาท และสั่งคืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้แก่จำเลยจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งจำเลยด้วย ไม่ต้องคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 172 วรรคสอง ม. 411
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 4 ม. 21 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นางสาว ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางสาวภาณิกา ไกรรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจิตรกร พัฒนาศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4655/2564
#667232
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดในคดีนี้ สามารถแยกการกระทำและเจตนาในการกระทำออกจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 นั้น ไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงไม่อาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 1 ได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 11, 54, 55, 69, 72 ตรี, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 97 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง และบริวารออกไปจากเขตป่า ตลอดจนให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าออกไปจากเขตป่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม 1,052,168 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันกระทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ และจ่ายสินบนแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2), 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 14), 31 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันบุกรุก ก่อสร้าง แผ้วถาง ยึดถือ ครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี (ที่ถูก รวมจำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 7 ปี) ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 8 เดือน ริบไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป รถยนต์ เครื่องตัดหญ้า มีด ที่ขุดดิน จอบ เลื่อยมือ หน้ากากแบบใช้คลุมใบหน้า หมวกไม้ไผ่ ถุงมือยาง ของกลาง แต่ให้คืนรถจักรยานยนต์ 2 คัน ของกลางแก่เจ้าของ ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง และบริวารออกไปจากเขตป่า ตลอดจนให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าออกไปจากเขตป่า และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 1,052,168 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ เนื่องจากศาลมิได้ปรับจึงไม่อาจจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับได้ คำขอส่วนนี้และคำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมเป็นเงิน 741,625 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เรือนจำกลางลำปางแจ้งต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งถูกขังอยู่ที่เรือนจำดังกล่าวถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 โจทก์รับว่าจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) และเมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้ว คำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่งย่อมตกไปด้วย จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2562 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา นายศุภวิชญ์ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลป. 17 (แม่มอกตอนขุน) รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทหารว่ามีกลุ่มบุคคลร่วมกันบุกรุกป่าที่เกิดเหตุซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ จึงร่วมกับพวกไปที่เกิดเหตุ พบจำเลยทั้งสองถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวอยู่บริเวณหน้ากระท่อมในที่เกิดเหตุ โดยนายสายัญ พวกของจำเลยทั้งสองหลบหนีไปได้ พบไม้แดงอันยังมิได้แปรรูปกองอยู่ข้างกระท่อม และบริเวณรอบกระท่อมมีพื้นที่ถูกบุกรุกแผ้วถางเป็นบริเวณกว้างเนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา มีร่องรอยการตัดโค่นไม้ใหญ่ทั่วบริเวณด้วยเลื่อยมือ ไม้ที่ถูกตัดโค่นเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. เป็นไม้แดง 10 ท่อน ปริมาตร 0.2 ลูกบาศก์เมตร ไม้มะเกิ้ม 18 ท่อน ปริมาตร 0.94 ลูกบาศก์เมตร ไม้เหียง 52 ท่อน ปริมาตร 2.99 ลูกบาศก์เมตร ไม้มะม่วงป่า 4 ท่อน ปริมาตร 0.1 ลูกบาศก์เมตร ไม้ขมิ้นดำ 4 ท่อน ปริมาตร 0.1 ลูกบาศก์เมตร ไม้ตุ้มแต๋น 3 ท่อน ปริมาตร 0.25 ลูกบาศก์เมตร ไม้ประดู่ 9 ท่อน ปริมาตร 0.33 ลูกบาศก์เมตร ไม้ตีนนก 2 ท่อน ปริมาตร 0.09 ลูกบาศก์เมตร ไม้รกฟ้า 12 ท่อน ปริมาตร 0.56 ลูกบาศก์เมตร ไม้รัง 3 ท่อน ปริมาตร 0.11 ลูกบาศก์เมตร ไม้เปา 3 ท่อน ปริมาตร 0.14 ลูกบาศก์เมตร ไม้พะยอม 5 ท่อน ปริมาตร 0.34 ลูกบาศก์เมตร ไม้ลำไยป่า 1 ท่อน ปริมาตร 0.3 ลูกบาศก์เมตร และไม้เต็ง 4 ท่อน ปริมาตร 0.16 ลูกบาศก์เมตร รวม 130 ท่อน ปริมาตรรวม 6.35 ลูกบาศก์เมตร เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเลื่อยมือ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์การกระทำความผิดอื่น ๆ ในกระท่อมที่เกิดเหตุ จึงจับกุมจำเลยทั้งสองโดยแจ้งข้อหาว่าร่วมกันทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันบุกรุก ก่นสร้าง แผ้วถาง ยึดถือ ครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธว่ามารับซื้อกล้วยบริเวณดังกล่าว ไม่ทราบว่ากระท่อมและที่ดินที่เกิดเหตุเป็นของผู้ใด ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 มารับจ้างจำเลยที่ 1 ตัดหญ้าและทำถนน พนักงานสอบสวนส่งหมอนที่พบในกระท่อมที่เกิดเหตุไปตรวจดีเอ็นเอ พบดีเอ็นเอของจำเลยที่ 1 และพนักงานสอบสวนยังพบขวดยาแก้ไอและถุงพลาสติกใส่ยาลดความดันโลหิตของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีสภาพเก่ามีฝุ่นเกาะแขวนอยู่ข้างฝาในกระท่อมดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำไม้หรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยใช้เครื่องมือตัด และร่วมกันบุกรุก ก่นสร้าง ยึดถือ ครอบครองทำประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นในที่ดินท้องที่บริเวณป่าดอยเขาหนัง ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่มอก และจำเลยทั้งสองมีนายธัชชัย ช่างรังวัด เป็นพยานเบิกความว่า พยานได้รับคำร้องจากสำนักจัดหาที่ดินของกรมชลประทานซึ่งมีโครงการจะสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งผาก ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2562 พยานไปดำเนินการรังวัดที่ดินหลายแปลงรวมทั้งที่ดินของนายสายัญ นายสายัญนำชี้แนวเขตที่ดินที่แจ้งการครอบครองและลงลายมือชื่อไว้ พื้นที่ที่นายสายัญแจ้งการครอบครองมีเพิงพักปลูกอาศัยและตรงกับพื้นที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ที่เกิดเหตุเดิมเป็นของนายสายัญ แต่เมื่อพิจารณาสำเนาคำร้องขอรังวัดสำรวจในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิเป็นเรื่องที่นายสายัญยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 ก่อนเกิดเหตุปีเศษ และได้ความจากนายสิทธิชัย หัวหน้างานจัดหาที่ดินและรับผิดชอบโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งผาก พยานจำเลยว่า นายสายัญแจ้งขอสำรวจรังวัดโดยไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ มาแสดงต่อพยาน พยานไม่ทราบว่าชาวบ้านที่มาแจ้งการครอบครองที่ดินจะมีการครอบครองจริงหรือไม่ และจะมีผู้อื่นครอบครองแทนหรือไม่ อีกทั้งยังได้ความจากนายบุญลือ อดีตหัวหน้าฝ่ายจัดหาที่ดิน สำนักงานชลประทานที่ 2 พยานจำเลยว่า พื้นที่ที่สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งผาก กรมชลประทานยังไม่ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ และกรมป่าไม้ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว ในการสำรวจและการให้ชาวบ้านมายื่นคำร้องเพื่อสำรวจที่ดินที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำ เป็นการดำเนินการเพื่อจ่ายเงินทดแทน ไม่ใช่เป็นการรับรองสิทธิให้ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ ดังนั้น การที่กรมชลประทานให้ชาวบ้านที่ครอบครองที่ดินในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบกับการสร้างอ่างเก็บน้ำแจ้งการครอบครองก็เพื่อจ่ายเงินทดแทนให้เท่านั้น แต่ที่ดินที่ทำการสำรวจยังเป็นที่ดินที่อยู่ในความดูแลรักษาของกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่มอก การที่นายสายัญยื่นคำร้องขอรังวัดสำรวจแปลงที่ดินพื้นที่ที่เกิดเหตุจึงเป็นเพียงให้สิทธิแก่นายสายัญที่ครอบครองพื้นที่ที่เกิดเหตุที่จะได้รับค่าทดแทนจากกรมชลประทาน ทั้งการที่นายสายัญยื่นคำร้องขอรังวัดสำรวจแปลงที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 ภายหลังจากนั้นนายสายัญอาจขายที่ดินพื้นที่เกิดเหตุให้แก่ผู้อื่นไปแล้วก็เป็นได้ เมื่อพิจารณาบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนก็ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ซื้อที่ดินพื้นที่เกิดเหตุมานานแล้ว อีกทั้งจำเลยที่ 2 รับว่าที่เกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 1 ตนเพียงแต่เป็นผู้รับจ้างของจำเลยที่ 1 เท่านั้น เมื่อเดือนตุลาคม 2561 จำเลยที่ 2 รับจ้างตัดหญ้า ปลูกต้นไม้ และทำทางให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ข้าง ๆ พื้นที่เกิดเหตุ บางครั้งจะพักหลับนอนที่กระท่อมที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ให้การในวันที่ 18 มกราคม 2562 หลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ซึ่งเป็นการให้การในทันทีที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ยากที่จำเลยที่ 2 จะปรุงแต่งเรื่องขึ้นมาเองเพื่อปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ทั้งยังมีรายละเอียดตรงกับที่จำเลยที่ 2 ให้การไว้ในชั้นจับกุม แม้จะถือว่าเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันแต่ก็มิได้เป็นเรื่องปัดความผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ซัดทอดให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว คงเป็นการแจ้งเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 2 ประสบมาจึงมีเหตุผลที่จะรับฟังเป็นความจริง แม้ต่อมาภายหลังเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2562 จำเลยที่ 2 ขอให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนว่า ความจริงที่ดินที่เกิดเหตุเป็นของนายสายัญ เนื่องจากวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ตกใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนายสายัญวิ่งหลบหนีไป จำเลยที่ 2 กลัวความผิด จึงให้การไปว่าที่ดินและกระท่อมดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 เชื่อว่าเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 มีโอกาสไตร่ตรองทบทวนและหาข้อแก้ตัวให้จำเลยที่ 1 พ้นผิด คำให้การเพิ่มเติมของจำเลยที่ 2 ไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้โจทก์ยังมีสำเนาสมุดบันทึกการทำงานของจำเลยที่ 2 ที่พนักงานสอบสวนให้จำเลยที่ 2 ดู จำเลยที่ 2 ให้การรับว่าถูกต้องและลงลายมือชื่อรับรองไว้ ประกอบกับเมื่อร้อยตำรวจเอกพชรพนักงานสอบสวนส่งหมอนที่พบในกระท่อมที่เกิดเหตุไปตรวจดีเอ็นเอ พบดีเอ็นเอของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เข้าครอบครองที่พื้นที่ที่เกิดเหตุแทนนายสายัญแล้วทำประโยชน์ด้วยการโค่นไม้ใหญ่ที่ขึ้นกระจายอยู่ทั่วบริเวณ มีร่องรอยการตัดโค่นไม้ใหญ่ด้วยเลื่อยมือ ทั้งยังพบเลื่อย 2 ปื้น ในกระท่อมที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ที่ใต้ถุนกระท่อมที่เกิดเหตุยังพบกล้าพันธุ์ไม้จำพวกมะขาม บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการในการทำไม้หรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยใช้เครื่องมือตัดเพื่อปลูกไม้อื่น และร่วมกันบุกรุก ก่นสร้าง ยึดถือครอบครองทำประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต นั้น ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดในคดีนี้ สามารถแยกการกระทำและเจตนาในการกระทำออกจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ (ที่ถูก ลงโทษฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติฯ) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น ไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงไม่อาจแก้ไขโทษที่ลงแก่จำเลยที่ 1 ได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 และในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี และกรณีหนี้เงิน ให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยในค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหาย 741,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 มกราคม 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ามีการปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ โทษในส่วนของจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 72 ตรี วรรคหนึ่ง ม. 73 วรรคสอง (2)
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายอนุกูล นาคเรืองศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายศรชัย วรานิชสกุล
ชื่อองค์คณะ
ก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4612/2564
#680089
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามหนังสือสัญญาไม่มีข้อตกลงที่ระบุให้โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ แต่การไม่ส่งเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์แก่จำเลย ทำให้จำเลยไม่สามารถใช้งานเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ได้ตามกฎหมาย นอกจากนั้นโจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมกับผู้รับจ้างช่วง โดยยอมชำระเงินค่าจ้างที่ค้างให้ เมื่อบริษัทดังกล่าวดำเนินการจัดทำเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว แสดงให้เห็นว่า สัญญาว่าจ้างก่อสร้างและติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำมีข้อตกลงโดยปริยายที่โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบเอกสารรับรองความปลอดภัยแก่จำเลย เมื่อจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งเอกสารดังกล่าว แต่โจทก์เพิกเฉยไม่ส่งมอบให้ตามกำหนด โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,781,693.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 2,516,640 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,837,292.64 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารกับใช้ค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกันของธนาคาร 2,940 บาท ทุก 3 เดือน หากไม่คืนหนังสือค้ำประกันหรือใช้ค่าธรรมเนียมธนาคารให้ชดใช้ราคา 588,000 บาท แก่โจทก์แทน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชดใช้เงิน 3,850,598 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2560 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย กับให้โจทก์รับประกันความชำรุดบกพร่องของเครื่องกำเนิดไอน้ำ 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ตามกฎหมาย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,892,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,887,480 บาท นับถัดจากวันที่ 22 มิถุนายน 2558 ของต้นเงิน 629,160 บาท นับถัดจากวันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 และของต้นเงิน 352,800 บาท นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคาร คืนโจทก์ ให้จำเลยชำระเงิน 2,940 บาท ทุก 3 เดือน นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบหนังสือค้ำประกันดังกล่าวคืนโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,704,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 19 กันยายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยว่าจ้างโจทก์ทำงานระบบวิศวกรรมระบบประกอบอาคารควบคู่ไปกับจ้างเหมาก่อสร้างอาคารโรงงาน ซึ่งรวมถึงการติดตั้งเครื่องต้มน้ำร้อนด้วย วงเงิน 212,880,000 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ขออนุมัติระบบเครื่องกำเนิดไอน้ำแทนเครื่องต้มน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์ต่อบริษัท อ. ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาควบคุมงานและตรวจรับมอบงานของจำเลย วันที่ 21 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ว่าจ้างบริษัท ท. ผลิตเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ วันที่ 10 ธันวาคม 2556 บริษัท ท. นัดนำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ต่อจำเลยในวันที่ 16 ธันวาคม 2556 วันที่ 20 ธันวาคม 2556 บริษัท อ. อนุมัติแบบเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ วันที่ 24 กันยายน 2557 คณะกรรมการตรวจรับงานของจำเลยอนุมัติให้ยกเลิกการติดตั้งเครื่องต้มน้ำร้อน วันที่ 4 ตุลาคม 2557 โจทก์เสนอราคางานติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์วงเงิน 5,880,000 บาท แก่จำเลย แบ่งการทำงานเป็น 3 งวด กำหนดการติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์แล้วเสร็จส่งมอบในงวดที่ 2 และกำหนดการทดสอบกระบวนการทำงานแล้วเสร็จในงวดที่ 3 วันที่ 20 ตุลาคม 2557 จำเลยสั่งซื้อเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมติดตั้งวงเงิน 5,880,000 บาท จากโจทก์ วันที่ 8 ธันวาคม 2557 จำเลยส่งมอบพื้นที่ทำงานติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์แก่โจทก์ วันที่ 17 ธันวาคม 2557 โจทก์และจำเลยทำหนังสือยืนยันการจ้างติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ กำหนดระยะเวลาเริ่มทำงานในวันที่ 8 ธันวาคม 2557 ส่งมอบงานจ้างทั้งหมดในวันที่ 30 มกราคม 2558 กำหนดให้โจทก์มอบหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา และหลักประกันความรับผิดชอบของงานก่อสร้างออกโดยธนาคารมีมูลค่าร้อยละ 10 ของราคาค่าก่อสร้างแก่จำเลย และกำหนดชำระเงินค่าก่อสร้างแก่โจทก์ไม่เกินร้อยละ 60 หรือน้อยกว่า โดยต้องมีการลงนามในหนังสือว่าจ้างภายหลัง หากโจทก์ดำเนินงานล่าช้ากว่ากำหนดยินยอมชำระค่าปรับอัตราร้อยละ 0.2 ของมูลค่าสัญญาต่อวัน บริษัท ท. ได้ผลิตและดำเนินการติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำส่งมอบให้แก่จำเลยในนามของโจทก์ที่โรงงานเรียบร้อยแล้ว แต่โจทก์ไม่ชำระค่าจ้างให้แก่บริษัท ท. บริษัท ท. จึงฟ้องเรียกค่าจ้างที่ค้างชำระจากโจทก์ ภายหลังจากศาลทำการไกล่เกลี่ยแล้วโจทก์กับบริษัท ท. ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยโจทก์ตกลงชำระค่าจ้างที่ค้างชำระให้แก่บริษัท ท. และบริษัท ท. ต้องดำเนินการออกหนังสือรับรองการผลิต จัดทำเอกสารคู่มือการใช้งาน การตรวจสอบ การบำรุงรักษา จัดทำรายงานคู่มือการผลิต การตรวจสอบ และการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดไปยื่นต่อสำนักเทคโนโลยีความปลอดภัย กรมโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อให้จำเลยสามารถใช้งานเครื่องกำเนิดไอน้ำดังกล่าวได้ บริษัท ท. ได้ดำเนินการจัดทำเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวไปยื่นต่อสำนักเทคโนโลยีความปลอดภัย และส่งมอบเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้วเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 โจทก์จึงได้ชำระค่าจ้างให้แก่บริษัท ท. จำเลยต้องชำระเงินค่าจ้างที่ค้างชำระในงวดงานที่ 2 จำนวน 1,887,480 บาท งวดที่ 3 จำนวน 629,160 บาท และคืนเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาที่จำเลยหักไว้ร้อยละ 10 ของค่าจ้างงวดที่ 1 จำนวน 352,800 บาท และค่าธรรมเนียมการออกหนังสือคืนประกัน 23,520 บาท รวมเป็นเงิน 2,892,960 บาท ให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า ตามสัญญาไม่มีข้อตกลงให้โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ให้แก่จำเลย เห็นว่า แม้ตามหนังสือยืนยันการจ้างติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ และตามร่างสัญญาที่จำเลยส่งไปเพื่อให้โจทก์ลงนามจะไม่มีข้อตกลงที่ระบุให้โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ แต่คู่สัญญายังอาจมีข้อตกลงต่างหากที่ไม่ปรากฏในสัญญาได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาตามที่โจทก์เสนอราคางานติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์วงเงิน 5,880,000 บาท แก่จำเลย โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 3 งวด กำหนดการติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ให้แล้วเสร็จและส่งมอบในงวดที่ 2 ส่วนการส่งงานรับจ้างงวดที่ 3 เป็นการทดสอบกระบวนการทำงานของเครื่องกำเนิดไอน้ำที่โจทก์ติดตั้ง ซึ่งเป็นข้อเสนอที่มีมูลค่าสัญญาสูง ไม่เชื่อว่าจำเลยต้องการเพียงจ้างโจทก์ซื้อและติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำเท่านั้น แต่การว่าจ้างติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำนั้นต้องสามารถใช้งานได้ ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาในกฎกระทรวงกำหนดมาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับหม้อน้ำ หม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน และภาชนะรับแรงดันในโรงงาน พ.ศ.2549 ข้อ 3 (3) ที่กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานผลิตประกอบ ดัดแปลง หรือสร้างหม้อน้ำ หม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อนหรือภาชนะรับแรงดันต้องปฏิบัติจัดทำรายงานข้อมูลการผลิต การตรวจสอบ และการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ซึ่งในเรื่องนี้นายเซียว กรรมการโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า การไม่ส่งเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์แก่จำเลย ทำให้จำเลยไม่สามารถใช้งานเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ได้ตามกฎหมาย ทั้งการที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัท ท. โดยยอมชำระเงินค่าจ้างที่ค้างให้ เมื่อบริษัทดังกล่าวดำเนินการจัดทำเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ต่อสำนักเทคโนโลยีความปลอดภัย กรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว จากข้อเท็จจริงดังกล่าวมีเหตุผลแสดงให้เห็นว่า สัญญาว่าจ้างก่อสร้างติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงโดยปริยายที่โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์แก่จำเลย ตามข้อบังคับในกฎกระทรวงดังกล่าว จำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวภายในวันที่ 6 พฤษภาคม 2559 แต่โจทก์เพิกเฉย การที่โจทก์มีหน้าที่ตามสัญญาต้องส่งมอบเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวแก่จำเลย แต่โจทก์ไม่ส่งมอบให้ตามกำหนด โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ส่วนการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ระบุในคำพิพากษาว่า หนังสือที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ส่งมอบเอกสารรับรองความปลอดภัยเครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์ เป็นเอกสารหมาย จ.19 ซึ่งที่ถูกคือเอกสารหมาย ล.19 นั้น ถือเป็นข้อผิดหลงเล็กน้อย มิใช่เป็นการวินิจฉัยผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวนตามที่โจทก์ฏีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อต่อไปว่า ค่าปรับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดมานั้นสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสัญญาจำเลยจะมีสิทธิคิดเบี้ยปรับได้ในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคาค่าจ้างต่อวันนับแต่วันที่จำเลยถือว่าโจทก์ได้ปฏิบัติผิดสัญญาไม่ส่งมอบงานงวดสุดท้ายแก่จำเลย แต่ก็เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่โจทก์ไม่ชำระหนี้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง หากเบี้ยปรับสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ซึ่งเมื่อคิดคำนวณระยะเวลาจากวันที่ 6 พฤษภาคม 2559 ที่จำเลยกำหนดให้โจทก์ส่งมอบเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำพร้อมอุปกรณ์จนถึงวันฟ้องเป็นเวลาถึง 402 วัน แต่เมื่อพิจารณาถึงผลงานของโจทก์และมูลค่าของสัญญาแล้ว เห็นควรกำหนดเบี้ยปรับให้จำเลยเป็นเงิน 800,000 บาท ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ซึ่งเมื่อนำเงินค่าปรับที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยหักออกจากค่าจ้างที่จำเลยค้างชำระให้แก่โจทก์สำหรับงานงวดที่ 2 และที่ 3 รวม 2,516,640 บาท เงินค่าประกันผลงานที่จำเลยหักออกจากเงินค่าจ้างงวดงานที่ 1 จำนวน 352,800 บาท ที่จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์ และเงินค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกันธนาคาร 23,520 บาท ที่จำเลยต้องชำระคืนให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยคงรับผิดชำระเงินให้โจทก์เพียง 2,092,960 บาท พร้อมดอกเบี้ย

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน และมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี และกรณีหนี้เงิน ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยในจำนวนหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,092,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2560 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 596 ม. 603 ม. 607
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จ.
จำเลย — บริษัท ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายสุมาศ อุดมจินดาสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไมตรี วงศ์ขจรศิลป์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
วันชัย ศศิโรจน์
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4602/2564
#686178
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นในคดีนี้ เป็นความผิดคนละประเภทกับความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้เข้าพักอาศัยโดยซ่อนเร้นให้พ้นจากการจับกุมตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 และยังเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมกันโดยอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ นอกจากนี้ยังเป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับซึ่งมีองค์ประกอบแห่งความผิดแตกต่างกันด้วย ทั้งเจตนาในการกระทำความผิดก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกัน สามารถแยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ แม้กระทำความผิดในคราวเดียวกัน ก็เป็นคนละกรรมกัน กรณีมิใช่โจทก์นำการกระทำกรรมเดียวกันมาแยกฟ้องเป็น 2 คดี เมื่อโจทก์ฟ้องและศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 คดีย่อมเสร็จเด็ดขาดไปเฉพาะกระทงความผิดดังกล่าวเท่านั้น ส่วนกระทงความผิดอื่นในคดีนี้ยังไม่ได้มีการวินิจฉัยในเนื้อหาความผิด จะถือว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วหาได้ไม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 11, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 310 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยชดใช้ให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเงินคนละ 144,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 เป็นเงิน 135,000 บาท

จำเลยทั้งสี่ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 (ที่ถูก มาตรา 310 วรรคแรก (เดิม)) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1) (2) (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 6 (2) (เดิม)), 9 วรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสอง และวรรคสาม (เดิม) (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสี่คนละ 20,000 บาท คำขอส่วนแพ่งอื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ของกลางพร้อมซิมการ์ดของจำเลยที่ 1 และคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ของกลางพร้อมซิมการ์ดแก่จำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสอง และวรรคสาม (เดิม) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก (เดิม) (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 9 วรรคหนึ่งด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี และฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี 3 กระทง ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี 1 กระทง ซึ่งความผิดทั้งสองฐานนี้กับความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือการทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี (ที่ถูก และฐานช่วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 52 วรรคสาม ประกอบมาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 ปี 8 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสี่คนละ 40,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อแรกมีว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1032/2560 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้เข้าพักอาศัยโดยซ่อนเร้นให้พ้นจากการจับกุมที่กระทำในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ( 4) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 11, 52 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 กับความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้เข้าพักอาศัยโดยซ่อนเร้นให้พ้นจากการจับกุมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 เป็นความผิดคนละประเภทกัน และยังเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมกันโดยอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ นอกจากนี้ยังเป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับซึ่งมีองค์ประกอบแห่งความผิดแตกต่างกันด้วย ทั้งเจตนาในการกระทำความผิดดังกล่าวก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกัน สามารถแยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ ดังนี้ แม้จำเลยที่ 3 กระทำความผิดในคราวเดียวกันก็ตาม ก็เป็นคนละกรรมกัน ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 3 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กรณีมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกันแล้วโจทก์นำการกระทำเดียวกันนั้นมาแยกฟ้องเป็น 2 คดี เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 และศาลพิพากษาลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1032/2560 ของศาลชั้นต้น ไปแล้ว คดีย่อมเสร็จเด็ดขาดไปเฉพาะกระทงความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เท่านั้น ส่วนกระทงความผิดฐานอื่นตามคดีนี้ยังหาได้มีการวินิจฉัยในเนื้อหาความผิดแต่อย่างใด จะถือว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดฐานดังกล่าวไปแล้วหาได้ไม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีนี้ได้อีก ไม่เป็นฟ้องซ้ำ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานค้ามนุษย์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่งหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบนั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ได้บรรยายแล้วว่า จำเลยที่ 3 กระทำไปเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 6 (เดิม) และมาตรา 9 (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะจำเลยที่ 3 กระทำความผิด ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานค้ามนุษย์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่งแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 และพักอาศัยอยู่บริเวณชั้นสองภายในบ้านเดียวกับจำเลยที่ 1 ที่ผู้เสียหายทั้งสี่ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังภายในห้องชั้นล่างของบ้าน ทั้งจำเลยที่ 2 ได้นำอาหารมาให้ผู้เสียหายทั้งสี่รับประทานบางครั้งอีกด้วย ซึ่งผิดปกติวิสัยของการดูแลแขกที่มาพักอาศัยในบ้านของตน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 กับพวกโดยคบคิดกันเป็นขบวนการในการรับผู้เสียหายทั้งสี่มาเป็นทอดๆ เพื่อส่งตัวไปบังคับใช้แรงงานที่ประเทศมาเลเซียนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 11, 52 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 อันเป็นคดีค้ามนุษย์ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่นำสืบในการกระทำความผิดไว้เป็นการเฉพาะและคดีนี้เป็นคดีอาญา โจทก์จึงมีหน้าที่นำพยานมาไต่สวนให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องจริง แต่ทางไต่สวนของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับการกักขังผู้เสียหายทั้งสี่ที่บ้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด โดยพวกของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างเป็นผู้นำผู้เสียหายทั้งสี่ไปกักขังไว้ในห้องที่บ้านหลังดังกล่าว ทั้งทางไต่สวนได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้พาผู้เสียหายทั้งสี่ขึ้นรถตู้โดยสารเดินทางไปอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อส่งมอบให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่รอรับผู้เสียหายทั้งสี่ จำเลยที่ 1 ติดต่อกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่กับแอปพลิเคชันไลน์ และจำเลยที่ 3 โอนเงิน 2,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่นำผู้เสียหายทั้งสี่ขึ้นรถตู้โดยสารจากจังหวัดนครศรีธรรมราชไปอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวที่ติดต่อกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ดังนี้ ลำพังข้อเท็จจริงทางไต่สวนได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกับจำเลยที่ 1 และเคยจัดอาหารให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่รับประทานเพียงครั้งเดียว จะสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และพวก โดยคบคิดกันเป็นขบวนการย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความว่า จำเลยที่ 2 เข้าใจว่าผู้เสียหายทั้งสี่เป็นญาติของญาติจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้อาหารแก่บุคคลดังกล่าวรับประทานเพราะสงสาร เช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 .ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 35 ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 สมคบคิดกับจำเลยและบุคคลอื่น จำเลยที่ 3 เป็นเครื่องมือให้จำเลยที่ 4 เท่านั้น เห็นว่า การกระทำใดที่จะเป็นความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามที่ได้สมคบกันตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม) และมาตรา 9 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง นั้น ต้องได้ความว่าผู้นั้นมีส่วนรู้เห็น ร่วมวางแผน ตัดสินใจร่วมกัน หรือแบ่งหน้าที่กันทำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ หรือการเอาคนลงเป็นทาส หรือการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามความหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยกระทำการเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก เมื่อทางไต่สวนข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 3 ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ทางโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ จำเลยที่ 3 โอนเงินจำนวน 2,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่นำผู้เสียหายทั้งสี่ขึ้นรถตู้โดยสารจากจังหวัดนครศรีธรรมราชไปอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้มารับผู้เสียหายทั้งสี่จากรถตู้โดยสารนำไปกักขังไว้ในบ้านของจำเลยที่ 3 ดังนี้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมรู้เห็น ร่วมวางแผน และแบ่งหน้าที่กันทำ โดยเป็นธุระจัดหา พามาจาก และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสี่โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานส่งไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย อันเป็นการกระทำความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามที่ได้สมคบกันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายทั้งสี่มีเพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นขบวนการ โดยผู้เสียหายทั้งสี่ถูกบังคับ กักขัง หน่วงเหนี่ยว ทำร้ายร่างกาย และส่งตัวเป็นทอด ๆ เป็นระยะเวลาหลายวัน เมื่อผู้เสียหายทั้งสี่ยังเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ค่าสินไหมทดแทนที่ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประชุมพิจารณากำหนดให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่จึงเหมาะสมแล้วนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จะกักขังผู้เสียหายทั้งสี่ไว้ในระยะเวลาอันสั้นก็ตาม แต่ทางไต่สวนข้อเท็จจริงได้ความว่า พวกของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 พาผู้เสียหายทั้งสี่เดินทางจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมามายังอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 จนกระทั่งวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 พันตำรวจตรี พ. กับพวกจึงช่วยเหลือผู้เสียหายทั้งสี่ได้ และระหว่างเดินทางพวกของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสี่ ทั้งบิดามารดาผู้เสียหายทั้งสี่ได้ส่งเงินให้พวกของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นเงิน 2,500,000 จ๊าด เช่นนี้ ความเสียหายที่ผู้เสียหายทั้งสี่ได้รับจึงไม่ได้มีเพียงเฉพาะเสรีภาพในร่างกายจากการที่ผู้เสียหายทั้งสี่ถูกกักขังที่บ้านจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเท่านั้น แต่ยังมีความเสียหายอันเกิดจากการพาผู้เสียหายทั้งสี่เดินทางมายัง จังหวัดสงขลา ความเสียหายเป็นตัวเงิน ความเสียหายจากการทำร้ายร่างกาย และความเสียหายทางด้านจิตใจ ดังนี้ การที่ที่ประชุมพิจารณาค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นค่าความเสียหายด้านร่างกาย ค่าถูกเรียกค่าไถ่ ค่าชดเชยตามจำนวนวันที่ถูกล่อลวง และค่าเสียหายด้านจิตใจ เป็นเงินคนละ 144,000 บาท กับกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 4 เป็นค่าความเสียหายด้านร่างกาย ค่าถูกเรียกค่าไถ่ และค่าเสียหายด้านจิตใจ เป็นเงิน 135,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสี่ตามจำนวนเงินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสี่คนละ 40,000 บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเงินคนละ 144,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 เป็นเงิน 135,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 310
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 (2) เดิม ม. 9 ม. 10 วรรคหนึ่ง ม. 52 วรรคสอง ม. 52 วรรคสาม
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ม. 8 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายวุฒิชัย เอียดเหลือ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4592/2564
#664352
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดที่ฟ้องก็ฟังได้แล้วว่าคดีมีมูล ไม่จำต้องรับฟังพยานหลักฐานจนปราศจากข้อสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้องจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้นเหมือนดังเช่นในชั้นพิจารณา แต่ข้อเท็จจริงที่ได้ความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ต้องมาจากพยานหลักฐานที่ไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังตามกฎหมายและต้องไม่มีข้อพิรุธอันเป็นที่ประจักษ์ด้วย หนังสือรับสภาพหนี้ที่อ้างว่าเป็นเอกสารปลอมถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ความผิดตามฟ้อง แต่โจทก์ทั้งสามไม่ได้นำมาแสดงต่อศาล หรือขอให้ศาลหมายเรียกจากผู้ครอบครองเอกสารมาอ้างเป็นพยาน ทำให้ไม่อาจตรวจสอบลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ได้ และก็ไม่ได้นำโจทก์ที่ 3 และ น. ซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่าลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ไม่ใช่ของตน คงมีโจทก์ที่ 2 มาเบิกความปากเดียว อันเป็นพยานบอกเล่า ทั้งที่โจทก์ที่ 3 และ น. มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและอยู่ในวิสัยที่จะติดตามมาเบิกความได้ จึงมิใช่กรณีมีเหตุจำเป็น และไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะให้รับฟังได้ จึงต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 คดีโจทก์ทั้งสามไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 3 นางสาวธันย์ชนก และนางสาวนัทธมน เป็นกรรมการของโจทก์ที่ 1 โดยกรรมการสองในสี่คนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หรือที่ 3 ลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 หรือที่ 7 รวมเป็นสองคนและประทับตราสำคัญของบริษัทมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 สั่งซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ปี 2549 แต่ภายหลังมีข้อพิพาทกันจำเลยที่ 1 จึงไม่ยอมขายให้อีก เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 จำเลยที่ 1 จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 40 (1/2561) เพื่อพิจารณาอนุมัติงบดุลและงบการเงินประจำปี 2560 ซึ่งตรวจสอบโดยนายนที ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต โดยระบุไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 12 ลูกหนี้มีปัญหาขาดสภาพคล่องว่า ลูกหนี้รายหนึ่งขาดสภาพคล่องขอผ่อนผันชำระหนี้ค้างนาน ตามหนังสือรับสภาพหนี้ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2560 จำนวน 166,619,313.20 บาท โดยชำระเป็นงวด ๆ เป็นระยะเวลา 7 ปี และขอมอบอำนาจในการจำนองที่ดินของบริษัทที่เกี่ยวข้องกันไว้เป็นหลักประกัน มีจำเลยที่ 2 และที่ 7 ลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินดังกล่าวว่าถูกต้องตามสำเนาหนังสือเชิญประชุมและงบการเงินพร้อมหมายเหตุประกอบงบการเงิน ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2561 จำเลยที่ 1 จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 เพื่อพิจารณาเพิกถอนมติของการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 40 (1/2561)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า คดีโจทก์ทั้งสามมีมูลหรือไม่ เห็นว่า แม้การรับฟังพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องกับชั้นพิจารณาจะแตกต่างกัน โดยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดที่ฟ้องก็ฟังได้แล้วว่าคดีมีมูลตามฟ้อง ไม่จำต้องรับฟังพยานหลักฐานจนปราศจากความสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้องจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้นเหมือนดังเช่นในชั้นพิจารณาก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่ได้ความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ต้องมาจากพยานหลักฐานที่ไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังตามกฎหมายและพยานหลักฐานนั้นต้องไม่มีข้อพิรุธอันเป็นที่ประจักษ์ชัดด้วย คดีนี้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ทั้งสามมีโจทก์ที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 40 (1/2561) โจทก์ที่ 2 สอบถามนายนทีในฐานะผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับหนังสือรับสภาพหนี้ที่มีการอ้างถึงในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 12 นายนทีจึงนำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวมาให้โจทก์ที่ 2 ตรวจดู พบว่ามีโจทก์ที่ 3 และนางสาวนัทธมนร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ที่ 1 ต่อมาโจทก์ที่ 2 ได้สอบถามโจทก์ที่ 3 และนางสาวนัทธมนแล้ว บุคคลทั้งสองแจ้งว่าไม่เคยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้มาก่อน เห็นว่า หนังสือรับสภาพหนี้ที่อ้างว่าเป็นเอกสารปลอม รวมทั้งโจทก์ที่ 3 และนางสาวนัทธมนที่อ้างว่าเป็นผู้ถูกปลอมลายมือชื่อ ถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ความผิดตามฟ้อง แต่โจทก์ทั้งสามไม่ได้นำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวมาแสดงต่อศาลหรือขอให้ศาลหมายเรียกจากผู้ครอบครองเอกสารมาอ้างเป็นพยาน ทำให้ไม่อาจตรวจสอบลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ได้ อีกทั้งไม่ได้นำโจทก์ที่ 3 และนางสาวนัทธมนซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่าลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ไม่ใช่ลายมือชื่อของตน คงมีเพียงโจทก์ที่ 2 มาเบิกความเพียงปากเดียว แต่คำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ที่อ้างถึงข้อความและลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ก็ดี ที่อ้างว่าโจทก์ที่ 3 และนางสาวนัทธมนไม่เคยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้มาก่อนก็ดี ล้วนเป็นพยานบอกเล่าซึ่งทั้งโจทก์ที่ 3 และนางสาวนัทธมนต่างเป็นพยานที่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะติดตามตัวมาเบิกความได้ จึงมิใช่กรณีมีเหตุจำเป็น ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะให้รับฟังได้ จึงต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า ภายหลังจากถูกโจทก์ที่ 2 ทักท้วงในการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 40 (1/2561) เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 ว่าโจทก์ที่ 1 ไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยที่ 1 จึงได้ส่งตัวอย่างหนังสือรับสภาพหนี้มาให้โจทก์ที่ 1 จัดทำหนังสือรับสภาพหนี้ย้อนหลังโดยลงวันที่ 29 ธันวาคม 2560 หากหนังสือรับสภาพหนี้ที่มีการอ้างถึงในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 12 ไม่ใช่เอกสารปลอมก็ไม่จำต้องให้โจทก์ที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ย้อนหลังให้อีกนั้น ได้ตรวจดูซองเอกสารที่อ้างว่าใช้ส่งตัวอย่างหนังสือรับสภาพหนี้แล้ว มีรอยฉีกขาดที่ชื่อผู้รับจนไม่อาจทราบได้ว่าผู้รับเป็นบุคคลใด ที่อยู่ของผู้รับก็เป็นบริษัทจำเลยที่ 1 มิใช่โจทก์ที่ 1 จึงมีข้อให้น่าสงสัยอยู่มากว่าตัวอย่างหนังสือรับสภาพหนี้ได้บรรจุมาในซองเอกสารดังกล่าวหรือไม่ อีกทั้งแสตมป์ค่าธรรมเนียมการส่งจดหมายที่ปิดอยู่บนหน้าซองระบุวันที่ 10 เมษายน 2561 ซึ่งเป็นวันก่อนวันประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 40 (1/2561) หากมีการส่งตัวอย่างหนังสือรับสภาพหนี้มาในซองเอกสารดังกล่าวจริง เท่ากับส่งมาก่อนโจทก์ที่ 2 จะทักท้วงในที่ประชุมเสียอีก อันเป็นการขัดกับฎีกาของโจทก์ทั้งสามเอง นอกจากนี้โจทก์ที่ 2 ยังเบิกความรับว่าโจทก์ที่ 1 เป็นหนี้ค่าสินค้าที่สั่งซื้อจากจำเลยที่ 1 ประมาณ 160,000,000 บาท สอดคล้องกับที่นางสาวธันย์ชนกกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อในใบตอบรับส่งไปยังผู้สอบบัญชีของจำเลยที่ 1 ยอมรับว่า ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2560 โจทก์ที่ 1 เป็นหนี้จำเลยที่ 1 อยู่ 167,186,089.80 บาท ซึ่งยอดหนี้มีจำนวนใกล้เคียงกับยอดหนี้ 166,619,313.20 บาท ตามหนังสือรับสภาพหนี้ที่มีการอ้างถึงในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 12 น่าเชื่อว่าหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวทำขึ้นตามความจริง พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสามในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้รับฟังได้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้ที่มีการอ้างถึงในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 12 เป็นเอกสารปลอม การระบุยอดหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวในงบการเงินของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เป็นการลงข้อความเท็จในบัญชี คดีโจทก์ทั้งสามไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 167 ม. 226/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ป. กับพวก
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายรวิศักดิ์ จันทรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
เผด็จ ชมพานิชย์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4542/2564
#683965
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 78 วรรคสาม กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในบทมาตราเดียวกัน เมื่อจำเลยร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนดังกล่าวเพื่อความประสงค์อันเดียวกันและร่วมกันใช้อาวุธปืนต่อเนื่องจากการร่วมกันมีอาวุธปืน ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 และเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซี่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

ในการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 เมื่อจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน การเพิ่มโทษจำเลยต้องเพิ่มโทษทุกกระทงความผิด เว้นแต่ในความผิดใดที่ศาลลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกเกินห้าสิบปี ตาม ป.อ. มาตรา 51 ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมิได้เพิ่มโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง และศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยและแก้ไขเป็นการไม่ชอบ แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์และฎีกาปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 92, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 55, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง จำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิตสถานเดียว เมื่อศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2557 เวลาประมาณ 17 ถึง 19 นาฬิกา ขณะที่ประชาชนเล่นน้ำประเพณีสงกรานต์บริเวณถนนสุทธิสารวิจัย แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร รวมทั้งบริเวณปากซอยอินทามระ 23 และ 25 มีคนร้ายหลายคนร่วมกันมีและพาอาวุธปืนสั้นและอาวุธปืนยาวหลายชนิดเดินมาจากปากซอยอินทามระ 23 ไปยังซอยอินทามระ 25 ระหว่างเดินใช้อาวุธปืนที่มีและพาดังกล่าวยิงขึ้นท้องฟ้าหลายนัด เมื่อถึงปากซอยอินทามระ 25 คนร้ายหยุดเดินและใช้อาวุธปืนระดมยิงเข้าไปในซอยอินทามระ 25 หลายนัด กระสุนปืนถูกนายแจ๊ค และนายศรัณย์ ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้นายแจ๊คถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานกลางไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืน กระสุนปืนและหัวกระสุนปืนหลายชนิดตกอยู่บนถนนจึงยึดไว้เป็นของกลาง พนักงานสอบสวนส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าเป็นกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) ใช้ยิงมาจากอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) เป็นกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. LUGER ใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ ส่วนปลอกกระสุนปืนเป็นปลอกกระสุนปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มม.) เป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ และเป็นปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) ปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. LUGER และปลอกกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 ตรวจสอบข้อมูลจำเลยแล้วไม่พบข้อมูลการได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน รวมทั้งไม่พบการได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องเป็นการโต้แย้งดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ โจทก์มีนางณัฐณิชา เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุเห็นกลุ่มวัยรุ่นใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในซอยอินทามระ 25 โดยในกลุ่มคนร้ายมีจำเลยรวมอยู่ด้วย จำเลยเป็นคนขับรถจักรยานยนต์สะพายปืนยาวไว้ด้านหลังและมีเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มคนร้ายซ้อนท้ายไปอีก 2 คน พยานเห็นจำเลยตั้งแต่ที่จำเลยกับพวกยืนเป็นรูปตัวยูปิดหน้าซอยอินทามระ 25 แล้ว พยานรู้จักจำเลยมาก่อน เนื่องจากอาศัยอยู่ในซอยเดียวกัน ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำภาพจากกล้องวงจรปิดซึ่งเป็นภาพของจำเลยมาให้พยานชี้ยืนยัน พยานก็ชี้ยืนยันว่าเป็นคนร้าย แม้ในคำให้การชั้นสอบสวน พยานจะให้การเกี่ยวกับคนร้ายไม่ระบุถึงตัวจำเลยด้วย แต่ในชั้นให้การเพิ่มเติม คือชั้นที่ดูภาพจากกล้องวงจรปิด พยานก็ยืนยันว่าวันเกิดเหตุเห็นจำเลยและพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย แต่จำเลยจะเอารถจักรยานยนต์มาขับหลบหนีภายหลังอย่างไรนั้น พยานไม่ทราบ ซึ่งการให้การเพิ่มเติมลักษณะดังกล่าวก็เป็นการให้การเพิ่มเติมในขณะที่ดูภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของคนร้ายต่าง ๆ ที่ร่วมก่อเหตุหลายคน ไม่ใช่เฉพาะแต่เพียงจำเลยเท่านั้น กรณีจึงไม่ถึงกับฟังเป็นพิรุธสำหรับข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานปากนี้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีพยานอื่นคือนางสาวน้องโบว์ เบิกความเกี่ยวกับการเห็นคนร้ายว่าคนร้ายมีหลายคน ส่วนที่ไม่ระบุชื่อทุกคน ก็เป็นไปตามการตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า พยานบอกชื่อวัยรุ่นที่ก่อเหตุเพียง 2 คน ซึ่งรู้จัก ส่วนวัยรุ่นที่เหลือไม่รู้จักพยานจึงไม่ได้ให้การถึง นอกจากนี้แล้วพันตรวจตรีสามารถ พยานโจทก์ซึ่งเป็นชุดสืบสวนก็เบิกความยืนยันว่า ได้มีการตรวจสถานที่เกิดเหตุ เปิดดูกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุพบว่ากล้องวงจรปิดจับภาพจำเลยได้ อีกทั้งวัยรุ่นที่ก่อเหตุและจำเลยนั้น พยานรู้จักดี เมื่อพิจารณาประกอบกันแล้วจึงต่างสนับสนุนถึงข้อเท็จจริงให้เห็นว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้ายที่ก่อเหตุในคดีนี้ ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ โดยจำเลยอ้างว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกมาหน้าปากซอยอินทามระ 10 ระหว่างนั้นเห็นนายสมพงศ์ ขับรถจักรยานยนต์จะเลี้ยวเข้ามาในซอยอินทามระ 10 แล้วรถจักรยานยนต์ล้มลง จำเลยจึงเข้าไปช่วย ระหว่างนั้นได้ยินเสียงปืน เมื่อช่วยนายสมพงศ์ยกรถขึ้นแล้วก็ขับรถนายสมพงศ์ไปบริเวณหน้าปากซอยอินทามระ 25 แต่นายสมพงศ์กลับเบิกความว่า ขณะที่ตนกลับมาถึงบ้าน จำเลยซึ่งอยู่บริเวณบ้านได้ยืมรถจักรยานยนต์ของพยานออกไปในช่วงเวลาใกล้ 19.00 นาฬิกา จึงขัดแย้งแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่จำเลยเบิกความ อีกทั้งในคำเบิกความของจำเลยก็กล่าวอ้างในลักษณะที่ว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการให้การช่วยเหลือผู้กระทำความผิดไป หากจะมีความผิดก็ผิดฐานช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดเพื่อไม่ให้ต้องรับโทษและช่วยพาหลบหนีไปจึงไม่ให้จับกุมตัวนั้น ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปในลักษณะดังที่จำเลยกล่าวอ้างว่าเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดไม่ได้ร่วมก่อเหตุ จำเลยสามารถที่จะกล่าวอ้างและนำสืบต่อสู้ยืนยันข้อเท็จจริงในส่วนนี้ให้เห็นชัดเจนบนพื้นฐานของพยานหลักฐาน กรณีกลับเป็นว่าพฤติการณ์ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จำเลยกล่าวเป็นเรื่องพัวพันเข้ามาในเหตุการณ์การก่อเหตุในคดีนี้ กรณีจึงฟังเป็นพิรุธสำหรับจำเลยอีกประการหนึ่ง พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างได้ ฟังได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในบทมาตราเดียวกัน เมื่อจำเลยร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนดังกล่าวเพื่อความประสงค์อันเดียวกันและร่วมกันใช้อาวุธปืนต่อเนื่องจากการร่วมกันมีอาวุธปืน ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้จึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง จำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว เมื่อศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจเพิ่มโทษโดยให้ยกคำขอเพิ่มโทษนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากในการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เมื่อจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน การเพิ่มโทษจำเลยต้องเพิ่มโทษทุกกระทงความผิดเว้นแต่ในความผิดฐานใดที่ศาลลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกเกินห้าสิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมิได้เพิ่มโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริง และศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยและแก้ไขเป็นการไม่ชอบ แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์และฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 และ 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 51 ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 78 วรรคหนึ่ง ม. 78 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายกฤกย์ หงษ์สัมฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นางขนิษฐา อรุณวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ไพจิตร สวัสดิสาร
วิทยา ยิ่งวิริยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4537/2564
#667833
เปิดฉบับเต็ม

ค่ารายปีนั้น มาตรา 8 วรรคสองและวรรคสามแห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ให้ความหมายว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่าให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ จึงแสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร โจทก์ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าให้แก่บุคคลทั่วไป ดังนั้นโจทก์ย่อมได้รับประโยชน์ในส่วนที่เป็นพื้นที่ขายจากการจำหน่ายสินค้า ส่วนการนำอาคารห้างสรรพสินค้าให้ผู้อื่นเช่าย่อมได้ค่าเช่า ลักษณะการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินแตกต่างกัน พื้นที่ขายเป็นพื้นที่ที่โจทก์ใช้ประโยชน์เอง จึงเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ได้ แต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายอัตราตารางเมตรละ 640.70 บาท ต่อเดือน โดยวิธีเทียบเคียงจากพื้นที่ของโจทก์ที่นำออกให้บุคคลภายนอกเช่าซึ่งอยู่ในอาคารเดียวกันกับพื้นที่ขายของโจทก์เพียงประการเดียว ไม่เป็นการคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกัน ส่วนพื้นที่ลานจอดรถและพื้นที่ต่อเนื่อง เดิมพนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดค่ารายปีในอัตรา 6 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน ซึ่งจำเลยก็ได้ใช้อัตรานี้ในการกำหนดค่ารายปีของปีภาษี 2560 ด้วย แต่ปีภาษี 2561 จำเลยปรับขึ้นเป็น 10 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน โดยไม่ปรากฏว่า เมื่อคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ มีเหตุสมควรใดจึงปรับเพิ่มค่ารายปีดังกล่าว การประเมินค่ารายปีและคำชี้ขาดของจำเลยจึงไม่ชอบ และเมื่อศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า คำชี้ขาดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2559 ที่กำหนดค่ารายปีสำหรับพื้นที่ขายของโจทก์ในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือนชอบด้วยกฎหมายตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2613/2563 ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีปัจจัยอื่นที่จะทำให้ค่ารายปีในปีภาษี 2561 แตกต่างไปจากเดิม จึงเห็นควรกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายสำหรับปีภาษี 2561 ในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน และค่ารายปีพื้นที่ลานจอดรถและพื้นที่ต่อเนื่องในอัตราตารางเมตรละ 6 บาทต่อเดือน

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามี พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดให้หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งปัจจุบันอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และมาตรา 7 แห่ง พระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดดังกล่าว และอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 แห่ง ป.พ.พ. อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 4 เลขที่ 35 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 และใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 เล่มที่ 1 เลขที่ 2 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 ให้จำเลยคืนเงินภาษี 9,107,908.42 บาท แก่โจทก์ ภายในสามเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยเป็นเงิน 40,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขใบแจ้งรายการประเมิน ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 และใบแจ้งคำชี้ขาด ฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 โดยกำหนดค่ารายปีในส่วนพื้นที่ขายอัตรา 50 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน และกำหนดค่ารายปีในส่วนพื้นที่ลานจอดรถและพื้นที่ต่อเนื่องอัตรา 6 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 9,107,908.42 บาท แก่โจทก์ ภายในสามเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่เมื่อพ้นกำหนดสามเดือนจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ใช้ชื่อทางการค้าว่า ห้างสรรพสินค้า ท. จำเลยประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของห้างสรรพสินค้า ท. ประจำปีภาษี 2561 ในส่วนพื้นที่ขายที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการเองพื้นที่ 10,146.78 ตารางเมตร ค่ารายปี 78,012,503.35 บาท (เฉลี่ย 640.70 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน) ค่าภาษี 9,751,562.92 บาท พื้นที่ลานจอดรถและพื้นที่ต่อเนื่อง 19,559 ตารางเมตร ค่ารายปี 2,347,080 บาท (เฉลี่ย 10 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน) ค่าภาษี 293,385 บาท และพื้นที่ให้เช่า 27 รายการ ค่ารายปี 11,332,256.69 บาท ค่าภาษี 1,416,532.09 บาท รวมเป็นค่ารายปี 91,691,840.04 บาท ค่าภาษี 11,461,480.01 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ ต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 โจทก์ได้รับใบแจ้งคำชี้ขาดให้ประเมินค่ารายปีรวมเป็นเงิน 86,521,209.23 บาท และค่าภาษีรวมเป็นเงิน 10,815,151.15 บาท โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินแล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดจึงนำคดีมาฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ประจำปีภาษี 2561 ในส่วนพื้นที่ขายที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการเองกับพื้นที่ลานจอดรถและพื้นที่ต่อเนื่องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า สำหรับค่ารายปีนั้น มาตรา 8 วรรคสองและวรรคสามแห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ให้ความหมายว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่าให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ จึงแสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร โจทก์ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าให้แก่บุคคลทั่วไป ดังนั้นโจทก์ย่อมได้รับประโยชน์ในส่วนที่เป็นพื้นที่ขายจากการจำหน่ายสินค้า ส่วนการนำอาคารห้างสรรพสินค้าให้ผู้อื่นเช่าย่อมได้ค่าเช่า ลักษณะการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินแตกต่างกัน พื้นที่ขายเป็นพื้นที่ที่โจทก์ใช้ประโยชน์เอง จึงเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ได้ แต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายอัตราตารางเมตรละ 640.70 บาทต่อเดือน โดยวิธีเทียบเคียงจากพื้นที่ของโจทก์ที่นำออกให้บุคคลภายนอกเช่าซึ่งอยู่ในอาคารเดียวกันกับพื้นที่ขายของโจทก์เพียงประการเดียว ไม่เป็นการคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกัน ส่วนพื้นที่ลานจอดรถและพื้นที่ต่อเนื่อง เดิมพนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดค่ารายปีในอัตรา 6 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ซึ่งจำเลยก็ได้ใช้อัตรานี้ในการกำหนดค่ารายปีของปีภาษี 2560 ด้วย แต่ปีภาษี 2561 จำเลยปรับขึ้นเป็น 10 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน โดยไม่ปรากฏว่า เมื่อคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ มีเหตุสมควรใดจึงปรับเพิ่มค่ารายปีดังกล่าว การประเมินค่ารายปีและคำชี้ขาดของจำเลยจึงไม่ชอบ และเมื่อศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า คำชี้ขาดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2559 ที่กำหนดค่ารายปีสำหรับพื้นที่ขายของโจทก์ในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือนชอบด้วยกฎหมายตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2613/2563 ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีปัจจัยอื่นที่จะทำให้ค่ารายปีในปีภาษี 2561 แตกต่างไปจากเดิม จึงเห็นควรกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายสำหรับปีภาษี 2561 ในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน และค่ารายปีพื้นที่ลานจอดรถและพื้นที่ต่อเนื่องในอัตราตารางเมตรละ 6 บาทต่อเดือน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายอัตราตารางเมตรละ 50 บาทต่อเดือน มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดให้หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งปัจจุบันอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าว และอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดโรงเรือนพิพาทประจำปีภาษี 2561 โดยกำหนดค่ารายปีส่วนพื้นที่ขายในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกินให้แก่โจทก์ ภายในสามเดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกิน นับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — เทศบาลตำบลโคกหล่อ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
- นายวิชัย จิตตาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
วรงค์พร จิระภาค
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4500/2564
#680183
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันและจำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์บอกกล่าวทวงถามและมีหนังสือบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดจนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญาหรือหักทอนทางบัญชีกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ได้นำเงินเข้าบัญชีชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 กันยายน 2554 หลังจากนั้นไม่มีการเบิกถอนเงินอีก แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 และโจทก์ ไม่ประสงค์จะเดินสะพัดทางบัญชีต่อกันอีก สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงโดยปริยาย โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นกับจำเลยที่ 1 ได้อีก จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อโจทก์ทวงถาม โดยโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด จึงตกเป็นผู้ผิดนัด หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ต่อโจทก์ ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เงิน เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ครั้งสุดท้ายวันที่ 20 ธันวาคม 2559 แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระงวดถัดไป ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2560 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 จึงเป็นการบอกกล่าวภายในกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันไม่หลุดพ้นความรับผิด

สำหรับค่าเบี้ยประกันภัยและค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกันนั้น เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ และโจทก์บอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดแล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในค่าเบี้ยประกันภัยและค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกันที่โจทก์ทดรองจ่ายไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 8,893,807.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีของต้นเงิน 7,238,625.01 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัย 4,506.84 บาท และค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกัน 98,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามหนี้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ 3,051,458.80 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนด ลบ 0.5 ต่อปี ตามประกาศเรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดของโจทก์ของต้นเงิน 3,051,458.80 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 โดยดอกเบี้ยดังกล่าวปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลดแปรผันตามอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีตามประกาศของโจทก์ดังกล่าวที่ประกาศไว้แล้วก่อนฟ้อง และที่ประกาศโจทก์ให้มีผลบังคับต่อไปหลังวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2561 วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอและให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามหนี้สัญญาเงินกู้แก่โจทก์ 5,235,902.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 4,187,166.21 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มิถุนายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันจำนวน 4,506.84 บาท และค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกันที่โจทก์ทดรองจ่ายไปก่อนจำนวน 98,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ตามหนี้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ 3,051,458.80 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนด ลบ 0.5 ต่อปี ตามประกาศเรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดของโจทก์ของต้นเงิน 3,051,458.80 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 โดยดอกเบี้ยดังกล่าวปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลดแปรผันตามอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปตามประกาศของโจทก์ดังกล่าวที่ประกาศไว้แล้วก่อนฟ้อง และที่ประกาศโจทก์ให้มีผลบังคับต่อไปหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2561 วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนี้สัญญาเงินกู้แก่โจทก์ 5,235,902.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 4,187,166.21 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มิถุนายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันจำนวน 4,506.84 บาทและค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกันที่โจทก์ทดรองจ่ายไปก่อนจำนวน 98,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ให้ยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 68610 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่แล้วและที่จะมีขึ้นต่อไปภายหน้าตามสัญญากู้ยืมหนี้สินและภาระผูกพันทุกอย่างทุกประเภทของจำเลยที่มีต่อโจทก์ทั้งที่มีอยู่แล้วในขณะจำนอง และที่จะมีขึ้นในเวลาภายหน้าชำระหนี้ที่ประกันไว้จำนวน 3,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ และหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ 2,926,432.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเอ็ม โอ อาร์ ลบ 0.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป โดยอัตราดอกเบี้ยเอ็ม โอ อาร์ ให้ปรับเปลี่ยนไปตามประกาศของโจทก์ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดที่โจทก์ได้ประกาศไว้แล้วก่อนฟ้อง และที่โจทก์จะประกาศต่อ ๆ ไปหลังวันฟ้องตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2561 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในส่วนดอกเบี้ยเพียง 60 วัน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้แก่โจทก์ 4,187,166.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเอ็ม แอล อาร์ ลบ 0.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 มกราคม 2560 จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มิถุนายน 2561) โดยอัตราดอกเบี้ยเอ็ม แอล อาร์ ให้ปรับเปลี่ยนไปตามประกาศของโจทก์ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดที่โจทก์ได้ประกาศไว้แล้วก่อนฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในส่วนดอกเบี้ยเพียง 60 วัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัย 4,506.84 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมชำระค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 1,502.28 บาท แก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมชำระค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 172,448 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า แม้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระบุใจความว่า จำเลยที่ 1 ตกลงชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดตกลงให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินได้ และสัญญาดังกล่าวไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดใช้บังคับได้จนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญาหรือการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระหนี้คงเหลือก็ตาม แต่เมื่อพิจารณารายการเดินบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2559 จำเลยที่ 1 โอนเงินฝากเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ 47,573 บาท โจทก์นำไปหักชำระต้นเงินหักทอนบัญชีในวันดังกล่าว คงเหลือยอดเงินค้างชำระเป็นเงิน 2,926,432.96 บาท ซึ่งยอดเงินที่ค้างชำระใกล้เคียงกับวงเงินตามสัญญาแล้ว หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีอีก คงมีเพียงรายการคิดดอกเบี้ยซึ่งไม่ถือว่าเป็นการเดินสะพัดทางบัญชี และไม่ปรากฏว่าโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่าไม่ประสงค์ที่จะเดินสะพัดทางบัญชีกันต่อไป จึงต้องถือว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงโดยปริยายในวันที่ 30 กันยายน 2559 ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ 1 ต่อไป ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดเมื่อใดนั้น เห็นว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดจะถือว่ามีการผิดนัดก็ต่อเมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระหนี้ที่มีอยู่ต่อกัน ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์หักทอนบัญชีวันที่ 30 กันยายน 2559 และโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2560 กำหนดชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว แต่ส่งไม่ได้เนื่องจากไม่มารับตามกำหนด เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2560 ก็ตาม แต่ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในข้อ 15 ก็ถือว่าส่งให้จำเลยที่ 1 โดยชอบ ดังนั้น เมื่อครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 25 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีนับแต่วันที่ 26 กันยายน 2560 หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 มีผู้รับแทน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 ตามหนังสือแจ้งการผิดนัดพร้อมใบตอบรับไปรษณีย์เอกสารหมาย จ.30 และ จ.31 ซึ่งเป็นเวลาภายใน 60 วันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในต้นเงินและดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระดอกเบี้ยเพียง 60 วันนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 โดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีนับแต่วันดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินเพียงใดเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินครั้งสุดท้ายวันที่ 20 ธันวาคม 2559 แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ในงวดถัดไปประจำวันที่ 18 มกราคม 2560 กรณีจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตามสัญญากู้เงินตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2560 และปรากฏตามสำเนาหนังสือแจ้งการผิดนัดพร้อมใบตอบรับไปรษณีย์เอกสารท้ายฟ้องว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 โดยมีผู้รับแทน เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์จะไม่ได้นำเอกสารดังกล่าวมาสืบเป็นพยานก็ตาม แต่เอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหนังสือแจ้งการผิดนัดดังกล่าวที่โจทก์แนบมาท้ายคำฟ้อง ถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่าโจทก์มีหนังสือแจ้งการผิดนัดตามสัญญากู้เงินไปยังจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเวลาภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดแล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินในต้นเงินและดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระดอกเบี้ยเพียง 60 วันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามสัญญากู้เงินนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัยงวดที่ 2 กับงวดที่ 3 และค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงิน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดแล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในค่าเบี้ยประกันภัยงวดที่ 2 กับงวดที่ 3 และค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกันที่โจทก์ทดรองจ่ายไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดค่าเบี้ยประกันภัยงวดที่ 2 กับงวดที่ 3 และค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยสองชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินตามสัญญากู้เงินนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จในอัตราคงที่ตลอดไปนั้น เห็นว่า ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ โจทก์ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเป็นระยะ ๆ ดังนั้น หากนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปโจทก์ประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ต่อปี จะทำให้การคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ดังกล่าวเป็นการคิดดอกเบี้ยที่เกินกว่าประกาศของโจทก์ในช่วงนั้นได้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรแก้ไขโดยกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปที่ปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามประกาศของโจทก์ที่จะประกาศต่อ ๆ ไป แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ตามที่ศาลล่างพิพากษา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ 2,926,432.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเอ็ม โอ อาร์ ลบ 0.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไปโดยอัตราดอกเบี้ยเอ็ม โอ อาร์ ให้ปรับเปลี่ยนไปตามประกาศของโจทก์ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดที่โจทก์ได้ประกาศไว้แล้วก่อนฟ้อง และที่โจทก์จะประกาศต่อๆ ไปหลังวันฟ้องตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่ดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มิถุนายน 2561) ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้แก่โจทก์ 4,187,166.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเอ็ม แอล อาร์ ลบ 0.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 มกราคม 2560 จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มิถุนายน 2561) โดยอัตราดอกเบี้ยเอ็ม แอล อาร์ ให้ปรับเปลี่ยนไปตามประกาศของโจทก์ เรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดที่โจทก์ได้ประกาศไว้แล้วก่อนฟ้องและดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยทั้งสองรับผิดในอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดตามประกาศของโจทก์ที่จะประกาศต่อ ๆ ไปหลังวันฟ้องตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่อัตราดอกเบี้ยหลังวันฟ้องต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัย 4,506.84 บาท และค่าธรรมเนียมในการต่ออายุหนังสือค้ำประกัน 98,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคแรก ม. 686 ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ย.
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวภูรีวรรณ์ ประเสริฐศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสุวิมล ทัสสโร
ชื่อองค์คณะ
ศุภมิตร บุญประสงค์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4478/2564
#693700
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่เกิดเหตุจะเป็นทางร่วมทางแยกที่มีทางเดินรถทางเอกตัดผ่านทางเดินรถทางโท และการที่จำเลยขับรถตู้ของโจทก์ไปตามถนนซอย 2 สายตรี มุ่งหน้าไปทางถนนเซาน์เทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเป็นทางโทไม่หยุดรถรอให้รถกระบะที่ ว. ขับมาตามถนนซอย 2 จากทางอำเภอกาญจนดิษฐ์ ซึ่งเป็นทางเอกผ่านไปก่อนแล้วจึงจะขับเข้าไปในทางร่วมทางแยก เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 71 (2) แต่การฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าวจะถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีประกอบด้วย เมื่อตามคำเบิกความของพยานโจทก์ปาก ช. ซึ่งขณะเกิดเหตุนั่งด้านหน้ารถคู่กับจำเลยบ่งชี้ให้เห็นว่า ในการขับรถตู้ของโจทก์ผ่านสี่แยกที่เกิดเหตุ จำเลยได้ใช้ความระมัดระวังในระดับหนึ่งแล้วแม้จะไม่ใช่ความระมัดระวังในระดับที่วิญญูชนในภาวะเช่นเดียวกับจำเลยจะต้องมีก็ตาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความประมาทเลินเล่อธรรมดาหาใช่ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และแม้จำเลยมีหน้าที่ขับรถให้แก่โจทก์ แต่ตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยนั้นไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดในเรื่องการใช้ความระมัดระวังไว้เป็นอย่างอื่น การพิจารณาในเรื่องความประมาทเลินเล่อจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 420 เมื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่จำเลยอยู่ในสังกัดขณะทำละเมิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 10 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 974,527.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 731,095.80 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยซึ่งเป็นหัวหน้างานพาหนะของโจทก์ขับรถตู้ของโจทก์ไปตามถนนซอย 2 สายตรี มุ่งหน้าไปทางถนนเซาน์เทิร์นซีบอร์ด เมื่อผ่านทางร่วมทางแยกตัดกับถนนซอย 2 นายวันชัย ขับรถกระบะแล่นมาตามถนนซอย 2 จากทางอำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชนรถที่จำเลยขับบริเวณกลางรถทางด้านซ้าย เป็นเหตุให้รถของโจทก์ได้รับความเสียหาย พนักงานสอบสวนมีความเห็นว่านายวันชัยเป็นฝ่ายประมาทและพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องนายวันชัยในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ซึ่งมีความเห็นว่า จำเลยไม่ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่กรมบัญชีกลางเห็นว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนอัตราร้อยละ 75 ของความเสียหายจำนวน 1,299,369.86 บาท จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษามีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยขับรถด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ที่เกิดเหตุจะเป็นทางร่วมทางแยกที่มีทางเดินรถทางเอกตัดผ่านทางเดินรถทางโท และการที่จำเลยขับรถตู้ของโจทก์ไปตามถนนซอย 2 สายตรี มุ่งหน้าไปทางถนนเซาน์เทิร์นซีบอร์ดซึ่งเป็นทางโทไม่หยุดรถรอให้รถกระบะที่นายวันชัยขับมาตามถนนซอย 2 จากทางอำเภอกาญจนดิษฐ์ ซึ่งเป็นทางเอกผ่านไปก่อนแล้วจึงจะขับเข้าไปในทางร่วมทางแยก เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 71 (2) ที่บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 21 และมาตรา 26 เมื่อผู้ขับขี่ขับรถมาถึงทางร่วมทางแยก ให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติดังนี้ (1)... (2) ถ้ามาถึงทางร่วมทางแยกพร้อมกันและไม่มีรถอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถที่อยู่ทางด้านซ้ายของตนผ่านไปก่อน เว้นแต่ในทางร่วมทางแยกใดมีทางเดินรถทางเอกตัดผ่านทางเดินรถทางโท ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางเอกมีสิทธิขับผ่านไปก่อน" แต่การฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าวจะถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีประกอบด้วย สำหรับคดีนี้โจทก์มีนายชูศักดิ์ ซึ่งขณะเกิดเหตุนั่งด้านหน้ารถคู่กับจำเลยเป็นพยานเบิกความตอบทนายโจทก์ซักถามว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยขับรถด้วยความเร็วประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เนื่องจากมีฝนตก เมื่อมาถึงบริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุจำเลยหยุดรถ และเนื่องจากไม่มีสัญญาณไฟจราจรและทางด้านซ้ายมือของจำเลยมีกอหญ้าขึ้นสูง ไม่สามารถมองเห็นทางฝั่งซ้ายได้ชัดเจนนัก จำเลยจึงชะลอความเร็วรถลง เมื่อรถแล่นมาถึงกลางสี่แยกถูกรถกระบะพุ่งชน และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะขับรถข้ามสี่แยกที่เกิดเหตุจำเลยชะลอความเร็วในลักษณะเกือบหยุดรถ ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายชูศักดิ์ดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า ในการขับรถตู้ของโจทก์ผ่านสี่แยกที่เกิดเหตุ จำเลยได้ใช้ความระมัดระวังในระดับหนึ่งแล้วแม้จะไม่ใช่ความระมัดระวังในระดับที่วิญญูชนในภาวะเช่นเดียวกับจำเลยจักต้องมีก็ตาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความประมาทเลินเล่อธรรมดา หาใช่ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีหน้าที่ขับรถให้แก่โจทก์ ย่อมมีความเชี่ยวชาญในการขับรถ จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษกว่าวิญญูชนทั่วไป เมื่อจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการขับรถข้ามสี่แยกที่เกิดเหตุในขณะฝนตก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนั้น เห็นว่า ตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยนั้นไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดในเรื่องการใช้ความระมัดระวังไว้เป็นอย่างอื่น การพิจารณาในเรื่องความประมาทเลินเล่อจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 มิใช่พิจารณาตามมาตรฐานที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่จำเลยอยู่ในสังกัดขณะทำละเมิด ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 10 วรรคหนึ่ง เมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในประเด็นค่าเสียหายอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 8 วรรคหนึ่ง ม. 10 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 71 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นางสาวน้ำผึ้ง แสนทวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิระ สุดแก้ว
ชื่อองค์คณะ
วิทยา ยิ่งวิริยะ
ไพจิตร สวัสดิสาร
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4456/2564
#681550
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดหลายกระทงรวมในฟ้องเดียวกัน ซึ่งแต่ละกระทงเป็นข้อหาแยกจากข้อหาอื่นได้ และศาลอาจสั่งให้แยกสำนวนพิจารณาความผิดกระทงใดต่างหากก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 เมื่อต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเนื่องจากเห็นว่าผู้ร้องและผู้เสียหายที่ 2 ถอนคำร้องทุกข์ และเป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ถือได้ว่าเป็นคำสั่งที่ทำให้ประเด็นแห่งคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นซึ่งแยกต่างหากจากข้อหาอื่นได้นั้นเสร็จสำนวนแล้ว คำสั่งศาลชั้นต้นที่จำหน่ายคดีความผิดฐานดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 284, 318

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณานาง ก. ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อมาผู้ร้องกับจำเลยสามารถตกลงค่าสินไหมทดแทนกันได้ ผู้ร้องขอถอนคำร้องในคดีส่วนแพ่ง และผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดข้อหาข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นและข้อหาพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง และมาตรา 284

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องในคดีส่วนแพ่ง และมีคำสั่งว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง และมาตรา 284 เป็นคดีความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายทั้งสองถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดข้อหาดังกล่าวย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 318 วรรคสาม จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปีรวมกับโทษในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารนั้น เห็นว่า ความผิดฐานดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษในความผิดฐานนี้ เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลชั้นต้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นของศาลชั้นต้นและพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวชอบหรือไม่โดยจำเลยฎีกาอ้างว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่จำหน่ายคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา การที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานอื่นด้วย จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดหลายกระทงรวมในฟ้องเดียวกัน ซึ่งเป็นข้อหาแยกจากข้ออื่นได้ และศาลอาจสั่งให้แยกสำนวนพิจารณาความผิดกระทงใดต่างหากก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 เมื่อต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเนื่องจากผู้ร้องและผู้เสียหายที่ 2 ถอนคำร้องทุกข์ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ถือได้ว่าเป็นคำสั่งที่ทำให้ประเด็นแห่งคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นซึ่งแยกต่างหากจากข้อหาอื่นได้นั้นเสร็จสำนวนแล้ว ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่จำหน่ายคดีความผิดฐานดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ เป็นการล่วงละเมิดทางเพศโดยหาได้คำนึงว่าการกระทำของตนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและอนาคตของผู้เสียหายที่ 2 ไม่ ทั้งยังสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งเป็นมารดา ผู้ปกครอง และผู้ดูแลผู้เสียหายที่ 2 พฤติการณ์ของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องและผู้เสียหายที่ 2 จนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะปรานีด้วยการรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องและผู้เสียหายที่ 2 จนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย นับว่าจำเลยรู้สำนึกในความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตนตามสมควรแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังคงลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ให้จำคุก 6 ปี ก่อนลดโทษ นับว่าหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้ว เป็นจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 วรรคหนึ่ง (ใหม่) ม. 281 (ใหม่) ม. 284
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 160 ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — นาง ก.
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายพงษ์ศักดิ์ ประสมทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายปกรณ์ แต้ประจิตร
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา