คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4111/2564
#680732
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและออกแบบการบริการ เป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาทำงาน 2 ปี และมีการต่อสัญญาทุก 2 ปี ฉบับสุดท้ายมีกำหนดระยะเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2559 จนถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 เห็นได้ว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจ้างกันไว้ 3 ฉบับติดต่อกัน สัญญาแต่ละฉบับกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้มีวันเริ่มต้นและสิ้นสุดเป็นการแน่นอน แม้จะมีข้อความในสัญญาจ้าง ฉบับที่ 2 และฉบับที่ 3 ข้อ 6 ข้อกำหนดอื่น ๆ (ง) การบอกเลิกสัญญา วรรคหนึ่ง ว่า "ตลอดระยะเวลาของการทดลองงานนานสี่ (4) เดือน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาฉบับนี้โดยแจ้งล่วงหน้าสอง (2) สัปดาห์ และไม่ต้องอ้างเหตุผล" แต่ก็ไม่มีผลบังคับเพราะโจทก์ทำงานและทำสัญญาจ้างกับจำเลยมาเป็นเวลาคราวละ 2 ปี รวม 3 ครั้ง โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์และจำเลยประสงค์ให้มีระยะเวลาการทดลองงานมาใช้บังคับแก่กันเมื่อมีการต่อสัญญาจ้างใหม่ และการเลิกจ้างคดีนี้ก็เป็นกรณีเลิกจ้างเมื่อสิ้นสุดกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างฉบับที่ 3 อีกด้วย ส่วนที่มีการกำหนดเงื่อนไขไว้อีกว่า ตลอดระยะเวลาทดลองงานนายจ้างมีสิทธิบอกเลิกการจ้างลูกจ้างหากลูกจ้างฝ่าฝืนข้อตกลงในสัญญาฉบับนี้หรือลูกจ้างกระทำความผิดกฎหมายแห่งประเทศไทย ก็มีความหมายเพียงว่า ถ้าโจทก์ทำผิดสัญญาไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดโจทก์ยอมให้จำเลยเลิกจ้างหรือไล่โจทก์ออกจากงานได้ทันทีก่อนที่จะครบกำหนดเลิกจ้างตามสัญญาได้เท่านั้น มิใช่ข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่ทำให้ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรม โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและออกแบบการบริการ มีหน้าที่และความรับผิดชอบหลัก ได้แก่ ดูแลเกี่ยวกับการจัดการออกแบบเชิงสร้างสรรค์จากแนวความคิดไปสู่กระบวนการผลิต บริหารจัดการบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์ออกแบบปฏิบัติงานกับผู้แทนกลุ่มตลาดรวมทั้งเจ้าหน้าที่จัดลำดับชิ้นงาน เพื่อให้มีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์และบริการ โดยต้องรายงานผลไปยังรองประธานฝ่ายการตลาดของจำเลย อันไม่ใช่การจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยผู้เป็นนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี โดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ และเมื่อได้ความว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 และถือได้ว่าโจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 20 และครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จะได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (4)

การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นต้องพิเคราะห์ถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างมีเหตุอันสมควรหรือเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และได้ความว่าจำเลยเลิกจ้างเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2561 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญาจ้างดังกล่าว จำเลยย่อมทำได้ตามที่ตกลงกันไว้ การเลิกจ้างไม่ได้กระทำโดยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ ถือว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

เงินโบนัสไม่มีกฎหมายบังคับว่านายจ้างต้องจ่ายเสมอไป หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ่ายเงินโบนัสหรือสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับเงินโบนัส จึงต้องเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง คดีนี้มีข้อตกลงระหว่างจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกับโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ข้อ 4 (ค) ว่า "การพิจารณาผลงานและการให้โบนัส-นายจ้างจะพิจารณาทบทวนผลงานของลูกจ้างเป็นระยะ ๆ เพื่อพิจารณาการปรับเงินเดือนรวมทั้งโบนัส ถ้ามี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายจ้างแต่เพียงฝ่ายเดียว" เมื่อจำเลยใช้ดุลพินิจพิจารณาไม่จ่ายโบนัสตามข้อตกลงดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับโบนัสตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 1,222,480 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,222,480 บาท เงินโบนัส 458,430 บาท และค่าจ้างค้างจ่าย 152,810 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชย 1,222,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับให้ชำระค่าโบนัส 221,574.50 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 916,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยสำหรับเงินส่วนนี้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

โจทก์และจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 จำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและออกแบบการบริการ เป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาทำงาน 2 ปี และมีการต่อสัญญาทุก 2 ปี ฉบับสุดท้ายกำหนดระยะเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2559 จนถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 152,810 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 28 ของเดือน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2560 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุว่าครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างในวันที่ 8 มกราคม 2561 แล้วและไม่มีการต่อสัญญากันอีกต่อไป โจทก์ทำงานกับจำเลยถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 เป็นสุดท้าย แล้ววินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง บัญญัติ "ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง..." วรรคสามบัญญัติว่า "ความในวรรคหนึ่งมิให้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น" และวรรคสุดท้ายบัญญัติว่า "การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสาม จะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอนหรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงานหรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น…" ได้ความว่า จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรมตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และโจทก์ทำให้จำเลยในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและออกแบบการบริการ มีหน้าที่และความรับผิดชอบหลัก ได้แก่ดูแลเกี่ยวกับการจัดการออกแบบเชิงสร้างสรรค์จากแนวความคิดไปสู่กระบวนการผลิตบริหารจัดการบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์ ออกแบบปฏิบัติงานกับผู้แทนกลุ่มตลาดรวมถึงหน้าที่จัดลำดับชิ้นงาน เพื่อให้มีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์และบริการโดยต้องรายงานผลไปยังรองประธานฝ่ายการตลาด ซึ่งถือว่าขอบเขตการทำงานของโจทก์เป็นงานอันเป็นธุรกิจปกติของจำเลย ไม่ใช่งานในโครงการหรืองานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงานหรือเป็นงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาล สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่เข้าลักษณะสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคท้าย ที่จำเลยอ้างเหตุเลิกสัญญาจ้างเนื่องจากครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจึงไม่ถูกต้อง ฉะนั้นการเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเหตุเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยต้องจ่ายค่าชดเลยให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย คิดเป็นเงิน 1,222,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง เมื่อการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างเหตุว่าสัญญาสิ้นสุดลงตามสัญญาจ้างแรงงานที่กำหนดระยะเวลาไว้นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและได้ความตามสัญญาจ้างแรงงาน ข้อ 6 (ฉ) ที่ระบุข้อสัญญาไว้ทำนองว่าจำกัดสิทธิมิให้โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ นั้น เพราะคู่สัญญาเป็นชาวต่างชาติจึงเขียนสัญญาลักษณะปิดไม่ให้เรียกค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น แต่กับคนไทยจะไม่เขียนสัญญาในลักษณะดังกล่าวไว้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาทำสัญญาเอาเปรียบชาวต่างประเทศ และใช้ข้อสัญญานี้เป็นข้ออ้างประกอบในการเลิกจ้างโดยไม่ให้สิทธิการเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ โดยมีคำนึงถึงความชอบด้วยกฎหมาย กรณีถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้เป็นเงิน 916,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (เดิม) และในส่วนเงินโบนัสประจำปี 2560 เห็นว่าตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2560 นายทินกฤติ ผู้จัดการฝ่ายบุคคล มีจดหมายถึงพนักงานของจำเลยทุกคนว่าจำเลยอนุมัติเงินโบนัส 1.45 เดือน ให้แก่พนักงานที่ทำงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 โดยจะจ่ายให้ในวันที่ 28 ธันวาคม 2560 โจทก์ทำงานให้จำเลยมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 จนถึงวันที่จำเลยออกจดหมายฉบับดังกล่าว เงินเดือนโจทก์อัตราสุดท้ายกำหนดไว้เดือนละ 152,810 บาท โจทก์จึงชอบที่จะได้เงินโบนัสตามจำนวนที่ระบุในจดหมายดังกล่าวเป็นเงิน 221,574.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำเลยได้จ่ายค่าจ้างในเดือนธันวาคม 2560 และเดือนมกราคม 2561 ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาที่กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน โดยฉบับสุดท้ายครบกำหนดวันที่ 8 มกราคม 2561 ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลย และคำแปลสัญญาจ้างแรงงาน ล้วนมีข้อสัญญาที่กำหนดไว้ว่า "ระหว่างระยะเวลาทดลองงาน 4 เดือน คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจบอกเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องแจ้งเหตุผลแต่ต้องแจ้งล่วงหน้า 2 สัปดาห์" ข้อสัญญาในส่วนนี้ทำให้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา นอกจากนี้ตามสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าว ข้อ 2 ระบุว่า โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและออกแบบการบริการทำงานประจำที่ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ทได้ความว่า โจทก์มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการดูแลการจัดการออกแบบเชิงสร้างสรรค์บริหารจัดการบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์ออกแบบปฏิบัติงานกับผู้แทนกลุ่มตลาดรวมถึงเจ้าหน้าที่จัดลำดับชิ้นงานเพื่อให้มีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์และบริการ โดยต้องรายงานต่อรองประธานฝ่ายการตลาด จะเห็นได้ว่างานของโจทก์มีลักษณะเป็นงานประจำของธุรกิจโรงแรมที่จำเป็นต้องมีการโฆษณาและออกแบบการบริการตามสื่อต่าง ๆ เพื่อเชิญชวนให้ลูกค้ามาใช้บริการโรงแรมของจำเลยอันถือได้ว่าจำเลยจ้างโจทก์ให้ทำงานเกี่ยวกับงานอันเป็นปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลย จึงไม่ต้องพิจารณาต่อไปว่าการจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจะเข้าหลักเกณฑ์ประการอื่นของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2551 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่หรือไม่ เมื่อจำเลยไม่ต้องสัญญาจ้างกับโจทก์อีกต่อไปถือเป็นการเลิกจ้าง เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเหตุเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีหนึ่งกรณีใดตามมาตรา 119 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง และการที่จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ฉบับแรกตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2555 กำหนดระยะเวลาทำงานไว้ 2 ปี และมีการต่อสัญญาทุก 2 ปี ฉบับสุดท้ายกำหนดระยะเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 อันเป็นการทำงานกับจำเลยติดต่อกันไปโดยไม่ขาดตอนเป็นระยะเวลาครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี หาได้ขาดตอนจากกันดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ สำหรับเงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ลูกจ้าง ตอบแทนการทำงานที่ผ่านมาและจูงใจให้ลูกจ้างทำงานให้นายจ้างต่อไปไม่มีกฎหมายบังคับว่านายจ้างต้องจ่ายเสมอไป หลักเกณฑ์และเงื่อนการจ่ายเงินโบนัสหรือสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับเงินโบนัสหรือสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับเงินโบนัสจึงต้องเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างลูกจ้างและนายจ้างที่ให้ไว้แก่กัน เมื่อพิจารณาตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ระบุว่า ผู้จัดการฝ่ายบุคคลแจ้งว่าจำเลยอนุมัติเงินโบนัส 1.45 เดือน ให้แก่พนักงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมซึ่งทำงานมาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 โดยจะจ่ายให้ในวันที่ 28 ธันวาคม 2560 ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในคำประกาศของจำเลย เรื่อง การจ่ายเงินรางวัล (โบนัส) 2560 ที่คณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทนและสรรหาได้พิจารณาอนุมัติการจ่ายไปโบนัสให้แก่พนักงานที่มีสิทธิได้รับตามกฎเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด และต้องเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยอีกด้วย ซึ่งตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ 4 (ค) ระบุให้การพิจารณาผลงานและการให้เงินโบนัส นายจ้างจะพิจารณาทบทวนผลงานของลูกจ้างเป็นระยะ ๆ เพื่อพิจารณาการปรับเงินเดือนรวมทั้งเงินโบนัส ถ้ามี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายจ้างฝ่ายเดียว แสดงว่าการพิจารณาให้เงินโบนัสแก่ลูกจ้างของจำเลยนั้น ย่อมอยู่ในดุลพินิจและการพิจารณาทบทวนผลงานของลูกจ้างแต่ละคน การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงในวันที่ 8 มกราคม 2561 ไม่มีการต่อสัญญาอีกต่อไปและยืนยันว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสของปี 2560 ถือเป็นการใช้ดุลพินิจและพิจารณาทบทวนผลงานของโจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานและประกาศของจำเลย เรื่อง การจ่ายเงินรางวัล (โบนัส) 2560 ดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปี 2560 สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยฉบับสุดท้าย ข้อ 1 กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 เป็นระยะเวลา 24 เดือน จึงเป็นการตกลงกันระหว่างโจทก์และจำเลยว่า จำเลยจะทำงานให้โจทก์ในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่ชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยจ้างโจทก์ถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 เป็นข้อตกลงที่ใช้บังคับได้ไม่ขัดต่อกฎหมาย เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวสัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงในวันที่ 8 มกราคม 2561 ไม่มีการต่อสัญญาอีกต่อไป ถือได้ว่าสัญญาจ้างเป็นอันสิ้นสุดลงตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอันจำเลยจะต้องชดใช้ค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยอ้างว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเพราะเป็นการจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ ดังนี้ จึงต้องพิจารณาเสียก่อนว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญามีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ หรือไม่ เสียก่อน เมื่อได้ความว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและออกแบบการบริการ เป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาทำงาน 2 ปี และมีการต่อสัญญาทุก 2 ปี ฉบับสุดท้ายมีกำหนดระยะเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2559 จนถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 เห็นได้ว่าโจทก์กับจำเลยทำสัญญาจ้างกันไว้ 3 ฉบับ ติดต่อกัน สัญญาแต่ละฉบับกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้มีวันเริ่มต้นและสิ้นสุดเป็นการแน่นอน แม้จะมีข้อความในสัญญาจ้าง ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 9 มกราคม 2557 และสัญญาจ้างฉบับที่ 3 ลงวันที่ 9 มกราคม 2559 เช่นใน ข้อ 6 ข้อกำหนดอื่น ๆ (ง) การบอกเลิกสัญญา วรรคหนึ่ง ว่า "ตลอดระยะเวลาของการทดลองงานนานสี่ (4) เดือน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาฉบับนี้โดยแจ้งล่วงหน้าสอง (2) สัปดาห์ และไม่ต้องอ้างเหตุผล" หรือที่ระบุว่า "ตลอดระยะเวลาทดลองงานฝ่ายนายจ้างมีสิทธิบอกเลิกการจ้างลูกจ้าง หากลูกจ้างฝ่าฝืนข้อตกลงในสัญญาฉบับนี้หรือลูกจ้างกระทำความผิดกฎหมายแห่งประเทศไทย" ดังนี้ ข้อกำหนดในข้อ 6 ของสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวเกี่ยวกับเรื่องการทดลองงาน แม้จะระบุไว้ในสัญญาแต่ก็ไม่มีผลบังคับเพราะโจทก์ทำงานและทำสัญญาจ้างกับจำเลยมาเป็นเวลาคราวละ 2 ปี รวม 3 ครั้ง โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์และจำเลยประสงค์ให้มีระยะเวลาการทดลองงานที่จะนำข้อกำหนดในเรื่องดังกล่าวมาใช้บังคับแก่กันเมื่อมีการต่อสัญญาจ้างใหม่ไม่ และการเลิกจ้างคดีนี้ก็เป็นกรณีเลิกจ้างเมื่อสิ้นสุดกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างฉบับที่ 3 อีกด้วย ส่วนที่มีการกำหนดเงื่อนไขไว้อีกว่า ตลอดระยะเวลาทดลองงานนายจ้างมีสิทธิบอกเลิกการจ้างลูกจ้างหากลูกจ้างฝ่าฝืนข้อตกลงในสัญญาฉบับนี้หรือลูกจ้างกระทำความผิดกฎหมายแห่งประเทศไทย ก็มีความหมายเพียงว่า ถ้าโจทก์ทำผิดสัญญาไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดโจทก์ยอมให้จำเลยเลิกจ้างหรือไล่โจทก์ออกจากงานได้ทันทีก่อนที่จะครบกำหนดเลิกจ้างตามสัญญาได้เท่านั้น มิใช่ข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่ทำให้ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน นอกจากนี้ยังได้ความอีกว่า จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรมตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และโจทก์ทำงานให้จำเลยในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและออกแบบการบริการ มีหน้าที่และความรับผิดชอบหลัก ได้แก่ ดูแลเกี่ยวกับการจัดการออกแบบเชิงสร้างสรรค์จากแนวความคิดไปสู่กระบวนการผลิต บริหารจัดการบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์ ออกแบบปฏิบัติงานกับผู้แทนกลุ่มตลาดรวมถึงเจ้าหน้าที่จัดลำดับชิ้นงานเพื่อให้มีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์และบริการ โดยต้องรายงานผลไปยังรองประธานฝ่ายการตลาด อีกด้วยเช่นนี้ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ และเมื่อได้ความว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 แม้โจทก์ทำสัญญาจ้างกับจำเลยโดยมีการแบ่งสัญญาจ้างเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 2 ปี จำนวน 3 ฉบับ ก็ตาม แต่ต่อเนื่องกัน ซึ่งถือได้ว่าโจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 20 และครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จะได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (4) โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 152,810 บาท คิดเป็นค่าชดเชยได้จำนวน 1,222,480 บาท โดยค่าชดเชยจำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายให้โจทก์เมื่อเลิกจ้าง หากผิดนัดโจทก์จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ได้จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์เมื่อเลิกจ้าง แต่โจทก์มีคำขอให้จำเลยรับผิดนับแต่วันฟ้อง จำเลยจึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปตามที่โจทก์ขอ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และจำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นต้องพิเคราะห์ถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างมีเหตุอันสมควรหรือเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ เมื่อได้ความตามที่ได้วินิจฉัยในปัญหาตามฎีกาของจำเลยมาแล้วว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง เป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาทำงาน 2 ปี และมีการต่อสัญญาทุก 2 ปี ฉบับสุดท้ายมีกำหนดระยะเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2559 จนถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 ซึ่งสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และได้ความว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2561 เห็นได้ว่าตามสัญญาฉบับสุดท้ายจำเลยจ้างโจทก์ทำงานโดยมีกำหนดระยะเวลาจ้าง 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2559 จนถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2561 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญาจ้างดังกล่าว จำเลยย่อมทำได้ตามที่ตกลงกันไว้ การเลิกจ้างไม่ได้กระทำโดยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ ถือว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปี 2560 หรือไม่ เห็นว่า เงินโบนัสไม่มีกฎหมายบังคับว่านายจ้างต้องจ่ายเสมอไป หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ่ายเงินโบนัสหรือสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับเงินโบนัส จึงต้องเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง คดีนี้มีข้อตกลงระหว่างจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกับโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ข้อ 4 (ค) ว่า "การพิจารณาผลงานและการให้โบนัส-นายจ้างจะพิจารณาทบทวนผลงานของลูกจ้างเป็นระยะ ๆ เพื่อพิจารณาการปรับเงินเดือนรวมทั้งโบนัส ถ้ามี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายจ้างแต่เพียงฝ่ายเดียว" การที่จำเลยมีการแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเงินโบนัสปี 2560 (ปี ค.ศ. 2017) โดยมีนายทินกฤต ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลได้แจ้งให้พนักงานทุกคนรวมทั้งโจทก์ทราบเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 (ส่วนคำแปล) ว่า "แจ้งเพื่อทราบว่าขณะนี้คุณธีระยุทธ ได้อนุมัติเงิน โบนัส จำนวน 1.45 เดือน ให้แก่พนักงานที่ทำงานมาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 โดยโบนัสและค่าจ้างเดือนธันวาคมจะถูกจ่ายพร้อมกันในวันที่ 28 ธันวาคม 2560" และแผ่นที่ 3 ซึ่งเป็นประกาศของนายธีระยุทธ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) เรื่อง การจ่ายเงินรางวัล (โบนัส) 2560 ซึ่งมีข้อความว่า "ในนามของฝ่ายบริหารโรงแรมและรีสอร์ทในเครือ ผมมีความยินดีจะประกาศให้ทราบว่าจากผลการดำเนินงานในรอบปี 2560 คณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทนและสรรหาได้พิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินรางวัล (โบนัส) ปี 2560 จำนวนเท่ากับเงินเดือน 1.45 เดือน ให้กับพนักงานที่มีสิทธิได้รับตามกฎเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด...ประกาศ ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2560" เป็นเพียงการแจ้งให้พนักงานของจำเลยทราบว่าจำเลยจ่ายเงินโบนัสในอัตราดังกล่าวให้แก่พนักงานที่มีสิทธิได้รับตามหลักเกณฑ์ที่จำเลยกำหนดมิใช่เป็นการแจ้งเวลาโจทก์ได้รับโบนัสประจำปีตามหลักเกณฑ์ของจำเลยแล้ว เมื่อหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายเงินโบนัส กำหนดให้การพิจารณาผลงานการให้เงินโบนัสนายจ้างจะพิจารณาทบทวนผลงานของลูกจ้างเป็นระยะ เพื่อพิจารณาเงินโบนัส ถ้ามี โดยให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างฝ่ายเดียวตามที่กำหนดไว้ ข้อ 4 (ค) การที่จำเลยได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงในวันที่ 8 มกราคม 2561 ไม่มีการต่อสัญญาอีกต่อไปและยืนยันว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสของปี 2560 ถือว่าจำเลยได้ใช้ดุลพินิจพิจารณาการให้เงินโบนัสตามข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปี 2560 ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 20 ม. 118 วรรคหนึ่ง (4) ม. 118 วรรคสาม ม. 118 วรรคสี่ ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ม.
จำเลย — บริษัท ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายมานพ จรัสจรรยาวงศ์
- นายปณิธาน วิสุทธากร
ชื่อองค์คณะ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4105/2564
#670397
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งโดยไม่ได้สั่งคืนค่าขึ้นศาล ซึ่งไม่ถูกต้อง จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง 10,000 บาท มาวางศาลโดยจำเลยนำเงินค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งซึ่งจำเลยยังไม่ได้รับเงินดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมใช้แทน เมื่อเงินค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งซึ่งจำเลยยังไม่ได้รับเงินดังกล่าวคืน 30,100 บาท รวมกับเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ที่จำเลยนำมาวางศาล 10,000 บาท ดังกล่าว เกินกว่าค่าธรรมเนียมใช้แทนที่จำเลยต้องวางศาล จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจที่จะไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 คดีจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลให้ถูกต้องแล้วมีคำสั่งหรือพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระค่าทดแทน 1,026,095.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าทดแทน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม อาศัยอำนาจตามมาตรา 27 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องแย้ง และไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นในส่วนฟ้องแย้งทั้งหมดให้แก่จำเลย คืนค่าขึ้นศาลอนาคตในศาลชั้นต้น 100 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยนำเงินค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่งให้คืนและจำเลยยังไม่ได้รับเงินดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมใช้แทน ถือได้ว่าจำเลยไม่จงใจกระทำฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย..." ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งโดยไม่ได้สั่งคืนค่าขึ้นศาล ซึ่งไม่ถูกต้อง จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง 10,000 บาท มาวางศาลตามรายงานเจ้าหน้าที่และใบรับเงินในราชการศาลยุติธรรมซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งนำฝาก และศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว เมื่อเงินค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง ซึ่งจำเลยยังไม่ได้รับเงินดังกล่าวคืน 30,100 บาท รวมกับเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ที่จำเลยนำมาวางศาล 10,000 บาท ดังกล่าวเกินกว่าค่าธรรมเนียมใช้แทนที่จำเลยต้องวางศาล ข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์ของจำเลยจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 คดีจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลให้ถูกต้องแล้วมีคำสั่งหรือพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าจำเลยนำค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ไม่ถูกต้องครบถ้วน จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้วางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 21,272 บาท มาแล้ว ตามใบรับเงินในราชการศาลยุติธรรม ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 จึงไม่จำต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมใช้แทนให้ถูกต้องครบถ้วนอีก

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยใหม่แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครปฐม — นายกฤติธัส พิสิษภาสกร
- นายชินวิทย์ จินดา เต็มแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
วิทยา ยิ่งวิริยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
#681548
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน ถือได้ว่าจำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) การที่จำเลยพาโจทก์และบุตรทั้งสามไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนด้วยกันเป็นเพียงการดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรตามสมควรเท่านั้นยังไม่เพียงพอให้ถือว่าเป็นการที่โจทก์ได้ให้อภัยจำเลยในเหตุที่โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518

โจทก์มีอาชีพรับราชการถือว่าเป็นอาชีพมั่นคงมีรายได้แน่นอน ส่วนจำเลยมีอาชีพขายสลากกินแบ่งรัฐบาลถือเป็นอาชีพมีรายได้ไม่มั่นคงเท่ากับโจทก์ ประกอบกับได้ความว่าโจทก์เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรที่อยู่กับโจทก์ในทุกเรื่อง ทั้งยังอุปการะดูแลชำระค่าเล่าเรียนและให้ค่าใช้จ่ายรายวันแก่บุตรอีกคนซึ่งอยู่กับจำเลยด้วย บุตรที่อยู่กับโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีลักษณะส่อไปในทางไม่เหมาะสม ส่วนบุตรที่อยูในความดูแลของจำเลยกลับมีอุปนิสัยเปลี่ยนไปในทางก้าวร้าวเอาแต่ใจ และขาดเรียนบ่อยครั้ง นอกจากนี้การให้บุตรทั้งสองซึ่งเป็นพี่น้องกันได้อยู่ใกล้ชิดร่วมกัน รวมทั้งได้อยู่กับมารดาและพี่สาวซึ่งเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ก่อนน่าจะเป็นผลดียิ่งกว่า จึงเห็นควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว แต่จำเลยซึ่งเป็นบิดายังคงมีสิทธิที่จะติดต่อกับบุตรทั้งสองได้ตามควรแก่พฤติการณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1584/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. บุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 มีบุตรด้วยกัน 2 คนคือ เด็กชาย ต. กับเด็กชาย ป. เดิมโจทก์จำเลยรวมทั้งบุตรชายทั้งสองกับ เด็กหญิง ร. บุตรโจทก์ที่เกิดจากสามีคนก่อนอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ต่อมาประมาณเดือนกรกฎาคม 2555 ขณะที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่วิสัญญีพยาบาล ที่โรงพยาบาลที่โจทก์ทำงานอยู่ นางสาว ร. ไปผ่าตัดคลอดบุตรที่โรงพยาบาลดังกล่าวโดยมีข้อเท็จจริงปรากฏในเอกสารประวัติและสมุดบันทึกการตั้งครรภ์ของนางสาว ร. ว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรในครรภ์ โดยนางสาว ร. ยืนยันว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรในครรภ์ตน โจทก์กับจำเลยจึงทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนแยกกันอยู่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาประมาณกลางปี 2557 จำเลยขอคืนดีกับโจทก์ โจทก์เห็นแก่ครอบครัวจึงพาบุตรกลับไปอยู่ร่วมกับจำเลยอีกครั้งเป็นเวลาเกือบสามปี ในระหว่างช่วงเวลานี้จำเลยทะเลาะวิวาทกับพี่สาวและพี่ชายของโจทก์ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับโจทก์โดยมีความรุนแรงถึงขนาดฟ้องร้องกันทั้งทางแพ่งและอาญา โจทก์และจำเลยก็มีเรื่องทะเลาะกันหลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 โจทก์และเด็กชาย ต. กับเด็กหญิง ร. ออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น หลังจากนั้นในวันที่ 23 ตุลาคม 2560 โจทก์ จำเลย เด็กหญิง ร. เด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. ร่วมเดินทางไปเที่ยวและพักค้างคืนด้วยกันที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี และวันที่ 2 ธันวาคม 2560 จำเลยพาโจทก์และบุตรทั้งสามไปเที่ยวและพักค้างคืนด้วยกันอีกที่จังหวัดมุกดาหาร

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนางสาว ร. นั้น จำเลยไม่ได้ยกย่องนางสาว ร. เป็นภริยา และไม่ได้เป็นผู้แจ้งว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรที่เกิดกับนางสาว ร. การที่โจทก์ จำเลย กับเด็กหญิง ร. เด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. ไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนด้วยกันนั้น ถือได้ว่าโจทก์ได้ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ผ่านมาแล้ว ทั้งเมื่อโจทก์พาลูก ๆ กลับมาอยู่ร่วมกับจำเลยอีกครั้ง ในระหว่างนั้นจำเลยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับพี่น้องของโจทก์หลายครั้ง เป็นเหตุให้โจทก์กับจำเลยมีเรื่องขัดแย้งทะเลาะกันด้วย เวลาที่โจทก์จำเลยทะเลาะกัน โจทก์ก็จะหนีออกจากบ้านไปอยู่กับพี่สาว เมื่อหายโกรธแล้วก็จะกลับมาคืนดีกับจำเลย เป็นเช่นนี้อยู่เนือง ๆ จำเลยไม่เคยขับไล่โจทก์และบุตรออกจากบ้าน กรณีไม่มีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์จะฟ้องหย่าได้ เหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าเป็นเพราะโจทก์ต้องการมีสามีใหม่ ในปัญหานี้โจทก์นำสืบว่า หลังจากเดือนกรกฎาคม 2555 ที่โจทก์ทราบเรื่องที่นางสาว ร. แจ้งทางโรงพยาบาลที่โจทก์ทำงานอยู่ว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรในครรภ์นางสาว ร. แล้ว โจทก์กับจำเลยทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนมีการตัดความสัมพันธ์และแยกกันอยู่จนถึงประมาณกลางปี 2557 จำเลยขอคืนดีกับโจทก์และให้โจทก์กลับไปอยู่ร่วมกับครอบครัวอีกครั้ง โจทก์ยินยอมโดยกลับไปอยู่ร่วมกับครอบครัวอีกเป็นเวลาเกือบสามปี ระหว่างนั้นจำเลยทะเลาะวิวาทกับพี่น้องของโจทก์ถึงขนาดฟ้องร้องกันทั้งทางแพ่งและอาญา จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2560 จำเลยขับไล่โจทก์ เด็กชาย ต. และเด็กหญิง ร. ออกจากบ้านเพราะจำเลยหมดรักโจทก์ ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากอยู่ด้วย โจทก์จึงพาเด็กชาย ต. และเด็กหญิง ร. ออกไปอยู่ที่อื่นจนถึงปัจจุบัน ส่วนจำเลยนำสืบยอมรับว่ามีเรื่องทะเลาะกับพี่น้องของโจทก์ถึงขนาดฟ้องร้องกันจริง แต่จำเลยไม่เคยยกย่องนางสาว ร. ฉันภริยา จำเลยไม่เคยขับไล่โจทก์และบุตรออกจากบ้าน โจทก์พาบุตรออกไปจากบ้านโดยไม่ทราบสาเหตุ จำเลยไม่ได้จงใจทิ้งร้างโจทก์เกิน 1 ปี หลังจากโจทก์ออกจากบ้านไปแล้วเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2560 และวันที่ 2 ธันวาคม 2560 จำเลยพาโจทก์กับบุตรทั้งสามไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนร่วมห้องเดียวกันโดยโจทก์จำเลยนอนเตียงเดียวกันด้วย เห็นว่า เรื่องนางสาว ร. นั้น เป็นเรื่องเดิมที่เป็นมูลเหตุสำคัญทำให้โจทก์กับจำเลยต้องทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนถึงขนาดที่โจทก์ตัดสินใจออกจากบ้านที่อยู่กับจำเลยและบุตรอีกสามคนไปอยู่ที่หอพักพยาบาลกับเพื่อนเป็นเวลานานเกือบสามปี เชื่อได้ว่าเรื่องนางสาว ร. เป็นเรื่องจริงตามที่โจทก์อ้าง อย่างไรก็ตามเมื่อประมาณกลางปี 2557 จำเลยขอคืนดีกับโจทก์ โจทก์คำนึงถึงสถาบันครอบครัวจึงยอมกลับมาอยู่ร่วมกับจำเลยและบุตรทั้งสามอีกครั้งหนึ่ง แต่ในระหว่างที่โจทก์กลับมาอยู่ร่วมกับจำเลยและครอบครัวอีกครั้งนั้นก็เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันระหว่างจำเลยกับพี่น้องของโจทก์เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินหลายครั้งถึงขนาดมีการฟ้องร้องกันทั้งทางแพ่งและอาญา ทำให้เกิดปัญหาลุกลามมาถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจนทั้งสองฝ่ายต้องทะเลาะกันเองหลายครั้ง จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2560 โจทก์ต้องพาเด็กชาย ต. และเด็กหญิง ร. ออกจากบ้านไปอยู่กับพี่สาว ในส่วนนี้โจทก์เบิกความว่า จำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้านด้วยสาเหตุว่า หมดรักแล้ว ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากอยู่ด้วยให้โจทก์ขนของออกจากบ้านภายในสามวัน โจทก์จึงพาเด็กชาย ต. และเด็กหญิง ร. ย้ายออกจากบ้านไปโดยไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สำนักงานตำรวจภูธรวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เด็กหญิง ร. และเด็กชาย ต. เบิกความเป็นพยานโจทก์เช่นเดียวกันว่า ถูกจำเลยขับไล่ออกจากบ้าน ส่วนจำเลยเบิกความว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 โจทก์พาเด็กหญิง ร. กับเด็กชาย ต. ออกไปจากบ้านโดยไม่ทราบสาเหตุ จำเลยไม่เคยขับไล่โจทก์และบุตรทั้งสองออกจากบ้าน เห็นได้ว่าหลังจากโจทก์กลับมาอยู่กับจำเลยและบุตรทั้งสามแล้ว โจทก์กับจำเลยมีเรื่องทะเลาะกันหลายครั้งแต่ก็ไม่ถึงขั้นที่โจทก์จะต้องพาบุตรออกจากบ้านไปแต่อย่างใด ส่วนจำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ว่า ไม่ทราบว่าโจทก์ออกจากบ้านเพราะเหตุใด ที่โจทก์และเด็กหญิง ร. กับเด็กชาย ต. เบิกความตรงกันว่า จำเลยขับไล่ทั้งสามคนออกจากบ้านโดยโจทก์ได้นำเรื่องไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจด้วยจึงมีน้ำหนักให้เชื่อถือยิ่งกว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้านจริง ส่วนที่ได้ความว่า เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2560 และวันที่ 2 ธันวาคม 2560 จำเลยพาโจทก์กับบุตรทั้งสามคนไปเที่ยวพักผ่อนมีการค้างคืนโดยนอนร่วมห้องเดียวกันและจำเลยกับโจทก์นอนเตียงเดียวกันด้วยนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยช่วยกันดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรในฐานะบิดามารดาเท่าที่พอจะเป็นไปได้สำหรับครอบครัวที่บิดามารดาแยกกันอยู่ ทั้งปรากฏว่าหลังจากจำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้านแล้วก็มีเพียงการไปเที่ยวค้างคืนด้วยกันสองครั้งที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน ถือได้ว่าจำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ทั้งการที่จำเลยพาโจทก์และบุตรทั้งสามไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนด้วยกันตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงการดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรตามสมควรเท่านั้นยังไม่เพียงพอให้ถือว่าเป็นการที่โจทก์ได้ให้อภัยจำเลยในเหตุที่โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า โจทก์สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. บุตรทั้งสองเพียงผู้เดียวตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาหรือไม่นั้น ได้ความว่าโจทก์มีอาชีพรับราชการ ถือได้ว่าเป็นอาชีพมั่นคงมีรายได้แน่นอน ส่วนจำเลยนั้นโจทก์อ้างว่าจำเลยไม่มีอาชีพแม้จำเลยอ้างว่าตนมีอาชีพขายสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ก็ถือเป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่มั่นคงเท่ากับโจทก์ ประกอบกับได้ความว่าโจทก์เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ต. ซึ่งอยู่กับโจทก์ในทุกเรื่อง ทั้งยังอุปการะดูแลชำระค่าเทอมและให้ค่าใช้จ่ายรายวันแก่เด็กชาย ป. ซึ่งอยู่กับจำเลยด้วย เด็กชาย ต. ซึ่งอยู่กับโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีลักษณะส่อไปในทางไม่เหมาะสมอย่างใดทั้งสิ้น ส่วนเด็กชาย ป. ซึ่งอยูในความดูแลของจำเลยกลับมีอุปนิสัยเปลี่ยนไปในทางก้าวร้าวเอาแต่ใจ และขาดเรียนบ่อยครั้ง นอกจากนี้การให้บุตรทั้งสองซึ่งเป็นพี่น้องกันได้อยู่ใกล้ชิดร่วมกัน รวมทั้งได้อยู่กับมารดาและพี่สาวอีกคนซึ่งเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ก่อนน่าจะเป็นผลดียิ่งกว่า ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์จะมีสามีใหม่นั้น จำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนแต่อย่างใด ข้ออ้างดังกล่าวจึงเป็นเพียงการคาดคะเนของจำเลยเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. บุตรทั้งสองเพียงผู้เดียวนั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1584/1 บัญญัติว่า บิดาหรือมารดาย่อมมีสิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามควรแก่พฤติการณ์ ไม่ว่าบุคคลใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองก็ตาม ฉะนั้น จำเลยซึ่งเป็นบิดายังคงมีสิทธิติดต่อกับบุตรทั้งสองได้ตามควรแก่พฤติการณ์ด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (6) ม. 1518 ม. 1584/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บ.
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี — นายเกรียงไกร วิกร
- นางสาวอินทิรา ฉิวรัมย์
ชื่อองค์คณะ
อรุณี วีระรัศมี
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4099/2564
#681547
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์มีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณงาน ความคับแคบของสถานที่ทำงานของสาขาที่เกิดเหตุ รวมทั้งวิธีปฏิบัติของโจทก์ในการ OVERDRIVE ที่ผู้อนุมัติรายการจำเป็นต้องมาทำรายการที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงานการเงินที่ทำรายการเกินวงเงินนั้น ๆ โดยใช้วิธีพิมพ์รหัสเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ข้อจำกัดเรื่องปริมาณงานและสถานที่ทำงาน ประกอบกับระเบียบเกี่ยวกับการรักษารหัสผ่านของโจทก์ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพการทำงานภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว จึงมีส่วนทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รักษารหัสผ่านให้เป็นความลับได้ไม่สมบูรณ์ และทำให้ ส. กระทำทุจริตได้ง่ายขึ้น อันเป็นกรณีที่การละเมิดนั้นเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การกำหนดความรับผิดและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ผู้กระทำละเมิดต้องชดใช้แก่หน่วยงานของรัฐ ดังนั้นในการพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทั้งหมดตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 8 โดยจะต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในลักษณะที่อาจแยกพิจารณามาตรา 8 เป็นรายวรรค หรือพิจารณามาตรา 8 ทั้งหมดแล้วนำมาวินิจฉัยรวมกันไปก็ได้ แต่การที่ศาลแรงงานกลางแยกพิจารณาความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามมาตรา 8 แยกเป็นรายวรรค เมื่อได้ความว่าความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการกระทำทุจริตของ ส. มากกว่าความบกพร่องหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมของโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้หักส่วนแห่งความรับผิดของโจทก์ออกสูงถึงร้อยละ 90 ของจำนวนค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ได้รับจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 อันมีผลเท่ากับว่าโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดได้เพียงร้อยละ 10 ของความเสียหายที่โจทก์ได้รับ อีกทั้งยังกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับผิดในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหายหลังจากหักส่วนแห่งความรับผิดข้างต้นออกแล้ว ตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หรือคิดคำนวณโดยรวมแล้วศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เหลือเพียงร้อยละ 8 ของความเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ได้รับ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ไม่ได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา และไม่เป็นไปตามสัดส่วนแห่งความรับผิดที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคสอง และวรรคสาม การใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีผลให้ความรับผิดของจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชอบไปด้วย คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่กำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 524,197.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 497,418.35 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 4,188,874.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,974,884.32 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 25,223,410.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 23,934,716.92 บาท จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และจำเลยที่ 5 ชำระเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความ

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษากลับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดต่อโจทก์อันเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ ให้จำเลยที่ 4 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นเรื่องค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ว่ามีเพียงใด และจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพียงใด โดยการกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ให้คำนึงถึงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบด้วย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดี

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้เงิน 39,793.46 บาท จำเลยที่ 2 ชดใช้เงิน 317,990.74 บาท จำเลยที่ 3 ชดใช้เงิน 1,048,442.34 บาท แต่จำเลยที่ 4 รับผิดไม่เกินวงเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 11 มีนาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 397,934.68 บาท จำเลยที่ 2 จำนวน 2,781,972.77 บาท และจำเลยที่ 3 จำนวน 18,610,173.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2552 (ที่ถูก วันที่ 23 มิถุนายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดไม่เกิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 11 มีนาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์, จำเลยที่ 1, ที่ 2, ที่ 4 และจำเลยที่ 3 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 ดำเนินกิจการธนาคาร เป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง เหตุคดีนี้เกิดขึ้นระหว่างปี 2548 ถึงปี 2552 นาย ส. ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งพนักงานธุรกิจสาขาอาวุโส สาขาเซ็นต์หลุยส์ 3 กระทำการทุจริตโดยการปลอมสลิปถอนเงินจากบัญชีเงินฝากลูกค้า โดยสร้างรายการค่าใช้จ่ายประเภทบัญชีดอกเบี้ยจ่ายเงินฝากประจำธนาคารโจทก์ สำนักงานพระราม 9 และสาขาเซ็นต์หลุยส์ 3 ขณะเดียวกันก็ทำบันทึกการนำเงินฝากเข้าบัญชีของตนหรือผู้เกี่ยวข้องในจำนวนเดียวกันกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่สร้างขึ้นนำไปเป็นประโยชน์ของตนหรือผู้อื่น และใช้รหัสผ่านของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในการทำทุจริตถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของลูกค้า นาย ส. กระทำการทุจริตต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย 65,750,336.62 บาท โจทก์ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดซึ่งทำการสอบสวนแล้วมีมติว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ต่อมากรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พิจารณาแล้วเห็นว่าการที่นาย ส. สามารถกระทำการทุจริตเงินของธนาคารไปได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งในขั้นตอนการใช้รหัสผ่าน และขั้นตอนการควบคุมดูแลและตรวจสอบเมื่อสิ้นวันทำการที่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเพียงพอ มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 497,418.25 บาท 1,989,673.41 บาท และ 23,934,716.92 บาท ตามลำดับ และศาลฎีกามีคำวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6725/2560 ว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ไม่ระมัดระวังรักษารหัสผ่านของตนไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ และไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความระมัดระวังเป็นเหตุให้เกิดการทุจริตขึ้นทำให้โจทก์รวมทั้งประชาชนผู้ฝากเงินไว้กับโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 6725/2560 ฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2560 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและพิพากษากลับโดยให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเฉพาะในประเด็นเรื่องค่าเสียหายว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์เพียงใด และจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพียงใด โดยให้คำนึงถึงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคสอง และวรรคสาม ประกอบด้วย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ต่อมาศาลแรงงานกลางได้มีคำพิพากษาฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2561 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางขึ้นมาแต่อย่างใด คดีจึงยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6725/2560 แล้วว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คงเหลือประเด็นเฉพาะการกำหนดค่าเสียหายและการหักส่วนความรับผิดของนายจ้างเท่านั้น ดังนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 จึงไม่อาจฎีกาในประเด็นข้ออื่นขึ้นมาได้อีก ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 ต่อมามีว่า การกำหนดค่าเสียหายของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบด้วยพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคสอง และวรรคสาม หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ข้อจำกัดเรื่องปริมาณงาน ความคับแคบของสถานที่รวมทั้งวิธีปฏิบัติของโจทก์ในการ OVERDRIVE มิใช่ความหมายของความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบดำเนินงานส่วนรวม อันจะนำมาหักเป็นส่วนลดของความเสียหายตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์มีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณงานความคับแคบของสถานที่ทำงานของสาขาที่เกิดเหตุ รวมทั้งวิธีปฏิบัติของโจทก์ในการ OVERDRIVE ที่ผู้อนุมัติรายการจำเป็นต้องมาทำรายการที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงานการเงินที่ทำรายการเกินวงเงินนั้น ๆ โดยใช้วิธีพิมพ์รหัสเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ข้อจำกัดเรื่องปริมาณงานและสถานที่ทำงาน ประกอบกับระเบียบเกี่ยวกับการรักษารหัสผ่านของโจทก์ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพการทำงานภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว จึงมีส่วนทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รักษารหัสผ่านให้เป็นความลับได้ไม่สมบูรณ์ และทำให้นาย ส. กระทำทุจริตได้ง่ายขึ้นอันเป็นกรณีที่การละเมิดนั้นเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของโจทก์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 แล้ว ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 บัญญัติวิธีการคำนวณค่าเสียหายไว้เป็นลำดับขั้นตอนตามที่กำหนดในวรรคสอง และวรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้วินิจฉัยความเสียหายรวมมานั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เห็นว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การกำหนดความรับผิดและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ผู้กระทำละเมิดต้องชดใช้แก่หน่วยงานของรัฐ ดังนั้น ในการพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทั้งหมดตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 8 โดยจะต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในลักษณะที่อาจแยกพิจารณามาตรา 8 เป็นรายวรรค หรือพิจารณามาตรา 8 ทั้งหมดแล้ว นำมาวินิจฉัยรวมกันไปก็ได้ แต่เมื่อพิจารณาคำพิพากษาศาลแรงงานกลางแล้ว แม้ศาลแรงงานกลางจะแยกพิจารณาความรับผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามมาตรา 8 แยกเป็นรายวรรค แต่ในส่วนของการกำหนดค่าเสียหายนั้น เมื่อได้ความว่าการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการรักษารหัสผ่านอย่างเคร่งครัด ทั้งไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมและตรวจสอบการทำงานให้ถูกต้อง กับความบกพร่องและการดำเนินงานส่วนรวมของโจทก์ที่เกิดจากข้อจำกัดด้านปริมาณงานกับสถานที่ทำงาน และวิธีปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการรักษารหัสผ่านแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่าความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการกระทำทุจริตของนาย ส. มากกว่าความบกพร่องหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมของโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้หักส่วนแห่งความรับผิดของโจทก์ออกสูงถึงร้อยละ 90 ของจำนวนค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ได้รับจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 อันมีผลเท่ากับว่าโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดได้เพียงร้อยละ 10 ของความเสียหายที่โจทก์ได้รับ อีกทั้งยังกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับผิดในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหายหลังจากหักส่วนแห่งความรับผิดข้างต้นออกแล้ว ตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หรือคิดคำนวณโดยรวมแล้วศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เหลือเพียงร้อยละ 8 ของความเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ได้รับ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ไม่ได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา และไม่เป็นไปตามสัดส่วนแห่งความรับผิดที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคสอง และวรรคสาม การใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีผลให้ความรับผิดของจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชอบไปด้วย คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่กำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อการกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลพินิจของศาลแรงงานกลางอันเป็นข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่สามารถกำหนดจำนวนค่าเสียหายเองได้ ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ให้แก่โจทก์ใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณากำหนดค่าเสียหายและพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่รับผิดแก่โจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนของการคิดอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคำฟ้องโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้คิดนับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2552 (ที่ถูก วันที่ 23 มิถุนายน 2556) อันเป็นวันผิดนัด เป็นการพิพากษาเกินจากคำขอท้ายฟ้อง โดยมิได้อ้างเหตุเพื่อความเป็นธรรมจึงเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกคำขอไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ประกอบมาตรา 57 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยในประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่อโจทก์ และที่จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันว่ามีเพียงใด และแก้ไขวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยใหม่ให้ถูกต้อง แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 8 วรรคสอง ม. 8 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ.
จำเลย — นางสาว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวอรนุช อาชาทองสุข
- นายดำรงค์ ทรัพยผล
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4092 -ที่ 4096/2564
#682384
เปิดฉบับเต็ม

เงื่อนไขการหักเงินตามแผนบำเหน็จบำนาญทุกฉบับมีความหมายในทำนองเดียวกันว่า เงินบำเหน็จที่จำเลยจะจ่ายเป็นเงินก้อนจำนวนเท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีของอายุงานและคูณด้วยตัวประกอบที่ใช้คูณตามที่กำหนดไว้ในตารางซึ่งพนักงานของจำเลยมีสิทธิได้รับนั้น หากมีในกรณีที่พนักงานได้รับประโยชน์จากแหล่งใด ๆ ที่จำเลยได้จ่ายในลักษณะอื่นใดเพื่อให้มีการจ่ายประโยชน์แก่พนักงานเกี่ยวกับการเลิกจ้าง จำเลยมีสิทธิลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนบำเหน็จบำนาญนี้ลงเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับประโยชน์ต่าง ๆ ที่พนักงานได้รับจากแหล่งอื่น ๆ นั้นได้ด้วย และลดได้เท่าจำนวนที่จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเมื่อมีการเลิกจ้าง ซึ่งมีความหมายรวมถึงจำเลยมีสิทธิที่จะหักเงินที่จำเลยได้จ่ายเป็นค่าชดเชยแก่พนักงานอันเป็นเงินที่จ่ายเพราะการเลิกจ้างออกจากเงินบำเหน็จที่พนักงานของจำเลยมีสิทธิได้รับ ดังนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยได้หักหรือลดเงินบำเหน็จของโจทก์ทั้งห้าไปบางส่วนเท่ากับจำนวนที่จำเลยจ่ายเป็นค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งห้า จึงเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามแผนบำเหน็จบำนาญดังกล่าว และถือว่าจำเลยได้จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ทั้งห้าชอบตามแผนบำเหน็จบำนาญดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามฟ้องอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และเรียกจำเลยทั้งห้าสำนวนว่าจำเลย

รายชื่อโจทก์ปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

โจทก์ทั้งห้าสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 4,561,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 5,484,260 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 3,443,450 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 2,230,000 บาท และโจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 940,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ กับจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 255,415 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งห้าสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาแล้ว รับฟังข้อเท็จจริงและปรากฏข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันยุติว่า แผนบำเหน็จบำนาญจำเลยกำหนดไว้ในคู่มือสำหรับพนักงานฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2526 ว่าเป็นแผนสวัสดิการโดยระบุแผนบำเหน็จบำนาญว่าเพื่อให้เป็นหลักประกันความมั่นคงทางการเงินแก่พนักงานที่ทำงานมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและขยันหมั่นเพียร ในเมื่อพนักงานจำต้องพ้นสภาพการเป็นพนักงานไม่ว่าจะโดยเหตุครบเกษียณอายุ ลาออก หรือปลดออกโดยไม่มีความผิด บริษัทในเครือ ก. รวมถึงจำเลยมีข้อตกลงจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่พนักงานเป็นไปตามแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีผลใข้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2523 แผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีการแก้ไขปรับปรุงเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2532 ตามคู่มือพนักงานฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2532 และแผนบำเหน็จบำนาญฉบับเดือนธันวาคม 2540 ในระหว่างจำเลยมีแผนบำเหน็จบำนาญนี้ประมาณปี 2540 จำเลยยังได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงซีพสำหรับพนักงาน ที่มีเงื่อนไขว่าเมื่อพนักงานที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกษียณอายุจะได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยไม่มีเงื่อนไขนำค่าชดเชยหรือเงินจากการเกษียณอายุมาหักออกจากเงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์ทั้งห้าไม่ได้เลือกเข้าแผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จำเลยจัดขึ้น โจทก์ทั้งห้าเคยเป็นลูกจ้างจำเลย มีวันเริ่มงาน ตำแหน่งหน้าที่สุดท้ายและอัตราค่าจ้างเป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน และโจทก์ที่ 1 ยังได้รับเงินประจำตำแหน่งเดือนละ 22,000 บาท จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนบำเหน็จบำนาญจากอายุเกษียณ 55 ปี เป็น 60 ปี ตัดข้อความเงื่อนไขของเงินบำเหน็จเมื่อพนักงานทำงานครบ 5 ปี และข้อความ ข้อ 13 ที่ว่า "ที่บริษัทได้สมทบหรือจะต้องสมทบหรือจ่ายเงินในลักษณะอื่นใด" ออก และเปลี่ยนแปลงข้อความ ข้อ 13 จากที่ว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ลง" เป็นว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้เอง" เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2561 วันที่ 1 สิงหาคม 2559 วันที่ 1 มีนาคม 2552 วันที่ 1 กันยายน 2558 และวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ตามลำดับ โจทก์ทั้งห้าพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยเนื่องจากเกษียณอายุและจำเลยได้จ่ายเงินให้โจทก์ที่ 1 เป็นค่าชดเชย 4,561,000 บาท เงินบำเหน็จ 16,764,163 บาทเงินรางวัลอายุงานที่เหลืออยู่ 14,216,775 บาท แผนเงินออม 2,386,787 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 10,642 บาท และเงินได้พิเศษประจำปี 434,100 บาท รวมทั้งสิ้น 38,373,467 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นค่าชดเชย 5,484,260 บาท เงินบำเหน็จ 18,492,942 บาท เงินรางวัลอายุงานที่เหลืออยู่ 15,984,801 บาท แผนเงินออม 2,254,322 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 511,864 บาท และเงินได้พิเศษประจำปี 302,415 บาท รวมทั้งสิ้น 43,030,604 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นค่าชดเชย 3,443,450 บาท เงินบำเหน็จ 5,876,525 บาท เงินรางวัลอายุงานที่เหลืออยู่ 4,452,877 บาท แผนเงินออม 28,030 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 562,430 บาท และเงินได้พิเศษประจำปี 46,717 บาท รวมทั้งสิ้น 14,410,029 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นค่าชดเชย 2,230,000 บาท เงินบำเหน็จ 4,752,500 บาท เงินรางวัลอายุงานที่เหลืออยู่ 3,336,083 บาท แผนเงินออม 678,221 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 218,540 บาท และเงินได้พิเศษประจำปี 140,000 บาท รวมทั้งสิ้น 11,355,344 บาท และโจทก์ที่ 5 เป็นค่าชดเชย 940,000 บาท เงินบำเหน็จ 3,595,500 บาท เงินรางวัลอายุงานที่เหลืออยู่ 3,023,667 บาท แผนเงินออม 405,366 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 96,507 บาท และเงินได้พิเศษประจำปี 31,333 บาท รวมทั้งสิ้น 8,092,373 บาท โดยจำเลยหักหรือลดเงินบำเหน็จโจทก์ทั้งห้าไปบางส่วนเท่ากับจำนวนที่จำเลยจ่ายเป็นค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 4,561,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 5,484,260 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 3,443,450 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 2,230,000 บาท และโจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 940,000 บาท เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 โจทก์ทั้งห้าได้มีหนังสือทวงถามทางไปรษณีย์ตอบรับให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จนับจากวันที่ได้รับหนังสือทวงถามแล้ว และจำเลยได้รับแล้วเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า แผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยปี 2523 ปี 2526 และปี 2532 ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นการจัดสวัสดิการให้แก่พนักงาน ถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ต่อมาจำเลยได้มีแผนบำเหน็จบำนาญปี 2540 โดยได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจากอายุเกษียณ 55 ปี เป็น 60 ปี ตัดข้อความเงื่อนไขของเงินบำเหน็จเมื่อพนักงานทำงานครบ 5 ปี และข้อความข้อ 13 ที่ว่า "บริษัทได้สมทบหรือจะต้องสมทบหรือจ่ายเงินในลักษณะอื่นใด" ออก และเปลี่ยนแปลงข้อความ ข้อ 13 จากที่ว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ลง" เป็นว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้เอง" ซึ่งการที่จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงอายุเกษียณจาก 55 ปี เป็น 60 ปี และตัดข้อความเงื่อนไขของเงินบำเหน็จเมื่อพนักงานทำงานครบ 5 ปี ออก เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า ส่วนการที่จำเลยตัดข้อความข้อ 13 ที่ว่า "บริษัทได้สมทบหรือจะต้องสมทบหรือจ่ายเงินในลักษณะอื่นใด" ออก และเปลี่ยนแปลงข้อความ ข้อ 13 จากที่ว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ลง" เป็นว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้เอง" เป็นการแก้ไขเพียงรายละเอียดที่ไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายที่จะเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิม จำเลยสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งห้าก่อน จึงไม่ขัดกับพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 เมื่อแผนบำเหน็จบำนาญ ปี 2540 ข้อ 13 การหักเงินในกรณีที่มีการจ่ายเงินตามกฎหมายหรือแผนสวัสดิการอื่น ระบุว่า "ในกรณีที่พนักงานหรือกองมรดก หรือผู้รับประโยชน์ของพนักงานหรือทายาทของพนักงานได้รับหรือจะได้รับ หรือมีสิทธิได้รับประโยชน์ใด ๆ จากแหล่งใด ๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม กรมประชาสงเคราะห์ บริษัทประกันภัยหน่วยราชการ หรือองค์การเอกชนอื่นใด เพื่อให้มีการจ่ายประโยชน์แก่พนักงานหรือผู้รับประโยชน์หรือทายาทของพนักงานเกี่ยวกับการตายและทุพพลภาพ (ยกเว้นเฉพาะ กรณีการตายและทุพพลภาพ เนื่องจากการทำงานให้แก่บริษัทหรือการป้องกันรักษาประโยชน์แก่บริษัท ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายแรงงานที่กำหนดให้ได้ค่าทดแทน) ครบเกษียณอายุ การเลิกจ้าง การว่างงาน หรือการออมทรัพย์ของพนักงาน หรือสำหรับพนักงานผู้นั้นและในกรณีที่บริษัท หรือบริษัทในเครือได้ให้ จะให้หรือมีหน้าที่ต้องให้ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งเป็นส่วนบริจาคแก่ประโยชน์ที่ให้นั้นหรือค่าแห่งประโยชน์นั้น บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้เอง เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับประโยชน์ต่าง ๆ ที่พนักงานหรือผู้รับประโยชน์ หรือทายาทของพนักงานได้รับจากแหล่งอื่น ๆ นั้น การลดจำนวนเงินผลประโยชน์ที่จะต้องจ่ายนี้ บริษัทอาจทำได้โดยไม่ต้องคำนึงว่า ผู้รับประโยชน์ตามแผนนี้และผู้รับประโยชน์จากแหล่งอื่น จะเป็นบุคคลคนเดียวกัน หรือจำนวนเท่ากันหรือไม่ นอกจากนี้บริษัทอาจจะระงับการจ่ายเงินไว้ทั้งหมด หรือแต่บางส่วนจนกว่าจะได้กำหนดจำนวนเงินที่จะลดหรือหักออกก่อนก็ได้" นั้น มีความหมายว่า เงินบำเหน็จที่จำเลยจ่ายเป็นเงินก้อนจำนวนเท่ากับเงินเดือนหรือค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีของอายุงานและคูณด้วยตัวประกอบตามที่ได้กำหนดไว้ในตารางตามที่กล่าวไว้ในข้อ 4 ซึ่งพนักงานของจำเลยมีสิทธิได้รับนั้น จำเลยมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์หรือลดบำเหน็จที่จะจ่ายให้พนักงานของจำเลยเท่าจำนวนที่จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเมื่อพนักงานเกษียณอายุ การเลิกจ้าง การว่างงานหรือการออมทรัพย์ ซึ่งมีความหมายรวมถึงจำเลยมีสิทธิที่จะหักเงินที่จำเลยได้จ่ายเป็นค่าชดเชยแก่พนักงานอันเป็นเงินที่จ่ายเพราะการเลิกจ้างออกจากเงินบำเหน็จที่พนักงานของจำเลยมีสิทธิได้รับ โดยมิได้มีลักษณะเป็นการยกเว้นไม่จ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จึงไม่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ใช้บังคับได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยจ่ายค่าชดเชยจากการเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุให้แก่โจทก์ทั้งห้าแล้ว กรณีดังกล่าวเป็นการหักลดผลประโยชน์ที่จะต้องจ่าย จำเลยจึงมีสิทธิหักเงินค่าชดเชยออก โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินบำเหน็จที่อ้างว่าจำเลยค้างจ่ายอีก จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้โจทก์ที่ 1 ครบถ้วนแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องอีก พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยมีแผนบำเหน็จบำนาญปี 2540 โดยได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนบำเหน็จบำนาญจากอายุเกษียณ 55 ปี เป็น 60 ปี และตัดข้อความเงื่อนไขของเงินบำเหน็จเมื่อพนักงานทำงานครบ 5 ปี และข้อความข้อ 13 ที่ว่า "บริษัทได้สมทบหรือจะต้องสมทบหรือจ่ายเงินในลักษณะอื่นใด" ออก และเปลี่ยนแปลงข้อความ ข้อ 13 จากที่ว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยขน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ลง" เป็นว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้เอง" เป็นการแก้ไขเพียงรายละเอียดที่ไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายที่จะเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิม จำเลยสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งห้าก่อน จึงไม่ขัดกับพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 เมื่อแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีจ่ายตามที่กำหนดในข้อ 13 แสดงว่าโจทก์ทั้งห้าและจำเลยมีข้อตกลงว่าเงินบำเหน็จที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ทั้งห้านั้นมีเงื่อนไขด้วยว่า จำเลยมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์หรือลดบำเหน็จที่จะจ่ายให้พนักงานได้เท่าจำนวนที่จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่าย เช่น ในกรณีที่พนักงานเกษียณอายุ การเลิกจ้าง การว่างงานหรือการออมทรัพย์ ประกอบกับเมื่อพิจารณาว่าการจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่พนักงานของจำเลยนั้น ตามข้อ 4 กำหนดว่า จำเลยจะจ่ายเป็นเงินก้อนจำนวนเท่ากับเงินเดือนหรือค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีของอายุงานและคูณด้วยตัวประกอบที่ใช้คูณตามที่ได้กำหนดไว้ในตารางตามข้อ 4 ซึ่งเป็นวิธีคำนวณที่แตกต่างจากวิธีคำนวณการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทั้งเมื่อพิจารณาจากหลักเกณฑ์ดังกล่าว เห็นได้ชัดว่าการจ่ายเงินบำเหน็จของจำเลยนั้นมีลักษณะเป็นเงินตอบแทนเพื่อจูงใจให้ลูกจ้างทำงานกับนายจ้างเป็นเวลานาน และมีลักษณะเป็นเงินสวัสดิการช่วยเหลือเพื่อให้เป็นหลักประกันความมั่นคงทางการเงินแก่พนักงานที่ทำงานมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและขยันหมั่นเพียร จึงไม่ใช่การยกเว้นเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ย่อมใช้บังคับได้ เมื่อจำเลยจ่ายค่าชดเชยจากการเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุให้แก่โจทก์ทั้งห้าแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิหักเงินค่าชดเชยออกจากเงินบำเหน็จที่จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งห้าได้ ดังนั้น โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามฟ้อง ส่วนอุทธรณ์โจทก์ที่ 1 ที่ขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งคดีแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง พิพากษายืน

โจทก์ทั้งห้าฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า จำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งห้าหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งห้าฎีกาใน ข้อ 2 ประการที่สาม สรุปได้ว่า เงินบำเหน็จบำนาญเป็นเงินประเภทอื่นที่นายจ้างตกลงจ่ายให้ลูกจ้างเกษียณอายุเมื่อ 55 ปี หรือ 60 ปี แล้วแต่กรณีเพื่อจูงใจให้ลูกจ้างทำงานกับจำเลยเป็นเวลานานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและขยันหมั่นเพียร ส่วนค่าชดเชยเป็นเงินที่กฎหมายคือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และมาตรา 118 บังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเมื่อนายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานโดยไม่มีความผิด มีกำหนดอัตราจ่ายที่แน่นอนตามมาตรา 118 จึงเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายนอกเหนือจากเงินประเภทอื่นที่นายจ้างตกลงต้องจ่ายตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งเป็นเงินคนละประเภทกันกับเงินบำเหน็จที่เป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามคำจำกัดความว่าเงินบำเหน็จตามคู่มือพนักงานปี 2526 โดยมีหลักเกณฑ์การคำนวณเงินบำเหน็จในคู่มือพนักงานปี 2523 และคู่มือพนักงานปี 2532 จำเลยจึงไม่สามารถนำมาหักจ่ายเป็นค่าชดเชยได้ นอกจากนี้ในระหว่างที่จำเลยมีแผนบำเหน็จบำนาญนี้ จำเลยได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับพนักงาน ซึ่งโจทก์ทั้งห้ามีสิทธิจะเลือกออกจากแผนบำเหน็จบำนาญและเข้าร่วมได้ โดยหากโจทก์ทั้งห้าเข้าร่วมเมื่อเกษียณอายุจะได้รับเงินตามแผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับพนักงาน ซึ่งจะไม่มีเงื่อนไขในการนำค่าชดเชยหรือเงินจากการเกษียณอายุมาหักออกจากเงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าว เห็นได้ว่าแม้แต่เงินที่ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นเงินได้ของพนักงานจากแหล่งอื่น จำเลยก็ไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าชดเชยได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่าเงินทั้งสองประเภทนี้มีการคำนวณและการจ่ายที่เกิดขึ้นก่อนและหลัง ด้วยเจตนาของกฎหมายต้องการให้นายจ้างจ่ายเงินตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับลูกจ้างก่อนเสร็จแล้วจึงให้คำนวณจ่ายค่าชดเชย หาใช่จ่ายค่าชดเชยก่อนและนำมาหักออกจากเงินบำเหน็จตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย ซึ่งมีแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาวางไว้เป็นบรรทัดฐานคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10572/2559 ที่ 2635/2524 และที่ 977/2556 นั้น เห็นว่า คดีนี้ได้ความว่า บริษัทในเครือ ก. รวมถึงจำเลยมีข้อตกลงจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่พนักงานเป็นไปตามแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2523 และตามแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีการแก้ไขปรับปรุงเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2532 ตามคู่มือพนักงานฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2532 และแผนบำเหน็จบำนาญฉบับเดือนธันวาคม 2540 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2528 วันที่ 1 ตุลาคม 2528 วันที่ 2 มกราคม 2530 และวันที่ 1 กรกฎาคม 2536 ตามลำดับ บริษัท ส. จ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง และเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2528 บริษัท ซ. จ้างโจทก์ที่ 5 เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2546 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2546 วันที่ 1 เมษายน 2546 วันที่ 1 มีนาคม 2548 และปี 2551 ตามลำดับ บริษัททั้งสองดังกล่าวได้โยกย้ายโจทก์ทั้งห้าให้ไปปฏิบัติงานที่บริษัทจำเลย ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน โดยจำเลยตกลงรับโอนอายุการทำงานและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของโจทก์จากบริษัทเดิม เมื่อได้ความว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 เข้าทำงานในช่วงเวลาตามแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2523 แม้ได้ความว่าต่อมาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2532 จำเลยได้แก้ไขปรับปรุงแผนบำเหน็จบำนาญตามคู่มือพนักงานฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2532 และแผนบำเหน็จบำนาญฉบับเดือนธันวาคม 2540 ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ไว้ในข้อ 13 โดยตัดข้อความข้อ 13 ที่ว่า "บริษัทได้สมทบหรือจะต้องสมทบหรือจ่ายเงินในลักษณะอื่นใด" ออก และเปลี่ยนแปลงข้อความ ข้อ 13 จากที่ว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ลง" เป็นว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้เอง" โดยการแก้ไขปรับปรุงดังกล่าวได้ความว่าไม่ปรากฏว่าได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ก็ตาม เมื่อตามแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2523 ในข้อ 19 การยกเลิก เพิกถอน แก้ไข และเปลี่ยนแปลงแผนนี้ ระบุว่า "บริษัทสงวนสิทธิ์ไม่ว่าในเวลาใดที่จะยกเลิก เพิกถอน แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงแผนนี้ทั้งหมด หรือบางส่วน ตามที่บริษัทพิจารณาเห็นสมควร แต่การยกเลิก เพิกถอน แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงจะไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิที่พนักงานมีอยู่ก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว" เช่นนี้การแก้ไขปรับปรุงดังกล่าวหากกระทบกระเทือนถึงสิทธิที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 มีอยู่ก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมได้รับการคุ้มครองตามสิทธิเดิมคือแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2523 สำหรับโจทก์ที่ 4 เข้าทำงานในช่วงตามแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีการแก้ไขปรับปรุงเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2532 ตามคู่มือพนักงานฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2532 และแผนบำเหน็จบำนาญฉบับเดือนธันวาคม 2540 เมื่อเงื่อนไขที่กำหนดให้สิทธิจำเลยจะหักหรือลดเงินผลประโยชน์ตามแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2523 ที่ข้อ 13 การหักเงินในกรณีที่มีการจ่ายเงินตามกฎหมาย หรือแผนสวัสดิการอื่นระบุว่า "ในกรณีที่พนักงานหรือกองมรดกหรือผู้รับประโยชน์ของพนักงาน หรือทายาทของพนักงานได้รับหรือจะได้รับ หรือมีสิทธิได้รับประโยชน์ใด ๆ จากแหล่งใด ๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะกรมแรงงาน กรมประชาสงเคราะห์ บริษัทประกันภัย หน่วยราชการหรือองค์การเอกชนอื่นใด ที่บริษัทได้สมทบ หรือจะต้องสมทบทุนหรือจ่ายเงินในลักษณะอื่นใด เพื่อให้มีการจ่ายประโยชน์แก่พนักงานหรือผู้รับประโยชน์หรือทายาทของพนักงานเกี่ยวกับการตายและทุพพลภาพ (ยกเว้นเฉพาะ กรณีการตายและทุพพลภาพ เนื่องจากการทำงานให้แก่บริษัทหรือการป้องกันรักษาประโยชน์แก่บริษัท ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายแรงงานที่กำหนดให้ได้ค่าทดแทน) ครบเกษียณอายุ การเลิกจ้าง การว่างงานหรือการออมทรัพย์หรือสำหรับพนักงานผู้นั้นและในกรณีที่บริษัทหรือบริษัทในเครือได้ให้ จะให้ หรือมีหน้าที่ต้องให้ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งเป็นส่วนบริจาคแก่ประโยชน์ที่ให้นั้น หรือค่าแห่งประโยชน์นั้น บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ลงเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับประโยชน์ต่าง ๆ ที่พนักงานหรือผู้รับประโยชน์หรือทายาทของพนักงานได้รับจากแหล่งอื่น ๆ นั้น" แผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่จำเลยแก้ไขปรับปรุงเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2532 ตามคู่มือพนักงานฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2532 การหักเงินในกรณีที่มีการจ่ายเงินตามกฎหมายหรือแผนสวัสดิการอื่น ข้อ 13 ระบุว่า "ในกรณีที่พนักงาน หรือกองมรดก หรือผู้รับประโยชน์ของพนักงานหรือทายาทของพนักงาน ได้รับหรือจะได้รับ หรือมีสิทธิได้รับประโยชน์ใด ๆ จากแหล่งใด ๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะกรมแรงงาน กรมประชาสงเคราะห์ บริษัทประกันภัย หน่วยราชการ หรือองค์การเอกชนอื่นใด เพื่อให้มีการจ่ายประโยชน์แก่พนักงานหรือผู้รับประโยชน์หรือทายาทของพนักงานเกี่ยวกับการตายและทุพพลภาพ (ยกเว้นเฉพาะ กรณีการตายและทุพพลภาพ เนื่องจากการทำงานให้แก่บริษัทหรือการป้องกันรักษาประโยชน์แก่บริษัท ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายแรงงานที่กำหนดให้ได้ค่าทดแทน) ครบเกษียณอายุ การเลิกจ้าง การว่างงาน หรือการออมทรัพย์ของพนักงาน หรือสำหรับพนักงานผู้นั้นและในกรณีที่บริษัท หรือบริษัทในเครือได้ให้ จะให้หรือมีหน้าที่ต้องให้ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งเป็นส่วนบริจาคแก่ประโยชน์ที่ให้นั้นหรือค่าแห่งประโยชน์นั้นบริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ลง เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับประโยชน์ต่าง ๆ ที่พนักงานหรือผู้รับประโยชน์ หรือทายาทของพนักงานได้รับจากแหล่งอื่น ๆ นั้น..." และตามแผนบำเหน็จบำนาญ ฉบับเดือนธันวาคม 2540 ข้อ 13 การหักเงินในกรณีที่มีการจ่ายเงินตามกฎหมายหรือแผนสวัสดิการอื่น ที่ระบุว่า "ในกรณีที่พนักงาน หรือกองมรดก หรือผู้รับประโยชน์ของพนักงานหรือทายาทของพนักงานได้รับหรือจะได้รับหรือมีสิทธิได้รับประโยชน์ใด ๆ จากแหล่งใด ๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม กรมประชาสงเคราะห์ บริษัทประกันภัย หน่วยราชการ หรือองค์กรเอกชนอื่นใด เพื่อให้มีการจ่ายประโยชน์แก่พนักงานหรือผู้รับประโยชน์หรือทายาทของพนักงานเกี่ยวกับการตายหรือทุพพลภาพ (ยกเว้นเฉพาะ กรณีการตายและทุพพลภาพ เนื่องจากการทำงานให้แก่บริษัทหรือการป้องกันรักษาประโยชน์แก่บริษัท ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายแรงงานที่กำหนดให้ได้ค่าทดแทน) ครบเกษียณอายุ การเลิกจ้าง การว่างงาน หรือการออมทรัพย์ของพนักงาน หรือสำหรับพนักงานผู้นั้น และในกรณีที่บริษัท หรือบริษัทในเครือได้ให้ หรือจะให้หรือมีหน้าที่ต้องให้ทั้งโดยตรง และโดยอ้อม ซึ่งเป็นส่วนบริจาคแก่ประโยชน์ที่ให้นั้นหรือคำแห่งประโยชน์นั้น บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จ่ายตามแผนนี้เอง เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับประโยชน์ต่าง ๆ ที่พนักงานหรือผู้รับประโยชน์ หรือทายาทของพนักงานได้รับจากแหล่งอื่น ๆ นั้น..." จึงเห็นได้ว่า เงื่อนไขการหักเงินตามแผนบำเหน็จบำนาญทุกฉบับดังกล่าวมีความหมายในทำนองเดียวกันว่า เงินบำเหน็จที่จำเลยจะจ่ายเป็นเงินก้อนจำนวนเท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีของอายุงานและคูณด้วยตัวประกอบที่ใช้คูณตามที่กำหนดไว้ในตารางตามที่กล่าวไว้ในข้อ 5 กับในข้อ 4 ซึ่งพนักงานของจำเลยมีสิทธิได้รับนั้น หากมีในกรณีที่พนักงานได้รับประโยชน์จากแหล่งใด ๆ ที่จำเลยได้จ่ายในลักษณะอื่นใดเพื่อให้มีการจ่ายประโยชน์แก่พนักงานเกี่ยวกับการเลิกจ้าง จำเลยมีสิทธิลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนบำเหน็จบำนาญนี้ลงเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับประโยชน์ต่าง ๆ ที่พนักงานได้รับจากแหล่งอื่น ๆ นั้นได้ด้วย และลดได้เท่าจำนวนที่จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเมื่อมีการเลิกจ้าง ซึ่งมีความหมายรวมถึงจำเลยมีสิทธิที่จะหักเงินที่จำเลยได้จ่ายเป็นค่าชดเชยแก่พนักงานอันเป็นเงินที่จ่ายเพราะการเลิกจ้างออกจากเงินบำเหน็จที่พนักงานของจำเลยมีสิทธิได้รับ ดังนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยได้หักหรือลดเงินบำเหน็จของโจทก์ทั้งห้าไปบางส่วนเท่ากับจำนวนที่จำเลยจ่ายเป็นค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 4,561,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 5,484,260 บาท แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 3,443,450 บาท แก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 2,230,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 940,000 บาท จึงเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามแผนบำเหน็จบำนาญ ข้อ 13 ดังกล่าว และถือว่าจำเลยได้จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ทั้งห้าชอบตามแผนบำเหน็จบำนาญดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามฟ้องอีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5,118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจีรวัฒน์ สุวัตถิกุล
- นายธีระพล ศรีอุดมขจร
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2564
#664268
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 5 ปี จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนด ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่ในกรณีที่เป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 180 ต้องห้ามฎีกา" ดังนั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 371 ริบหัวกระสุนปืนของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 51/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางสาวนิตติยา มารดาผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหาอื่นไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสี่อายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษลงคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 8 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 4 ปี 2 เดือน 30 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 2 เดือน 30 วัน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสี่ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 มีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 5 ปี ริบหัวกระสุนปืนของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 51/2561 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งยุติคดีและจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษหรือลดระยะเวลาการควบคุมเพื่อฝึกอบรมให้น้อยลง ส่วนจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ในทำนองขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) แต่ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไว้มีกำหนดคนละ 4 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฟัง โดยให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไว้ตลอดระยะเวลารอการลงโทษ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไปรายงานตัวที่ศูนย์ให้คำปรึกษาแนะนำและประสานการประชุมของศาลชั้นต้นเพื่อรับคำปรึกษาแนะนำจากนักจิตวิทยา 3 เดือน ต่อครั้ง ตลอดระยะเวลาที่คุมความประพฤติ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะและเข้าร่วมโครงการกับศาลชั้นต้นตามที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนดอย่างน้อย 2 โครงการ ห้ามจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดี กับห้ามเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนหรือเข้าไปในสถานเริงรมย์ทุกประเภท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 144 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีและพาอาวุธปืนลูกซองสั้น ซึ่งเป็นอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานพร้อมกระสุนปืนติดตัวไปที่บริเวณถนนไตรรัตน์ ตำบลท่ามะกา อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนกระบอกดังกล่าวยิง 1 นัด กระสุนปืนที่จำเลยที่ 2 ลั่นไกยิงดังกล่าวถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 2 สถานเบาหรือรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน มีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 5 ปี จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนด ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่ในกรณีที่เป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 180 ต้องห้ามฎีกา" ดังนั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 180 ม. 182/1 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชุมพร
โจทก์ร่วม — นางสาว น.
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชุมพร — นายปวเมษ คล้ายสมบัติ
- นายอุเทน ศิริสมรรถการ
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4081/2564
#686970
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ผู้เสียหายฟ้องเองโดยตรง สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งต้องถือคดีอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา แต่หากคดีส่วนอาญาต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาหรือยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ คดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กล่าวคือ จำเลยจะฎีกาได้ต่อเมื่อยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาและได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92, 352 และขอให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน สีดำ คืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนในส่วนคดีอาญา แต่ให้จำเลยคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อยี่ห้อโฟล์คสวาเกน สีดำ แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ผู้เสียหายฟ้องเองโดยตรง สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งต้องถือคดีอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา แต่หากคดีส่วนอาญาต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาหรือยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ คดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 สำหรับคดีนี้ คดีส่วนอาญาไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาจึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดังนั้น สิทธิในการฎีกาคดีส่วนแพ่งจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 จำเลยจะฎีกาได้ต่อเมื่อยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาและได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าในการยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้น จำเลยได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาแล้ว แต่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกา เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง" และสั่งรับฎีกาของจำเลยนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 จึงอนุญาตให้จำเลยฎีกาและรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา แม้คำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้นเป็นการไม่ชอบดังที่วินิจฉัยข้างต้น แต่เมื่อศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาและศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์แก้ และโจทก์ได้ยื่นคำแก้ฎีกาแล้ว กรณีจึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อส่งสำเนาให้โจทก์แก้อีกแต่อย่างใด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เพิ่มเติมฟ้องเฉพาะคดีในส่วนแพ่งเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะคดีอาญาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา หลังจากนั้นศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การปฏิเสธ ในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องในส่วนคำขอท้ายฟ้องว่า ขอให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน สีดำ คืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นการเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดคดีในส่วนแพ่ง ซึ่งคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น หมายถึง คดีที่การกระทำผิดอาญานั้นก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางแพ่งติดตามมาด้วย เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีส่วนอาญาแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องและหมายเรียกจำเลยแก้คดี ย่อมเป็นการสั่งรับฟ้องคดีส่วนอาญาและคำฟ้องคดีส่วนแพ่งด้วย โดยไม่จำต้องสั่งรับฟ้องคดีส่วนแพ่งอีก ดังนี้ ในการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโจทก์จึงต้องฟ้องคดีแพ่งมาพร้อมกับคดีอาญาตั้งแต่แรก แต่คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะคดีในส่วนอาญา จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องและจำเลยให้การต่อสู้คดีแล้ว โจทก์จึงมายื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดในคดีส่วนแพ่ง ซึ่งการขอเพิ่มเติมฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 นั้น ฟ้องเดิมจะต้องสมบูรณ์อยู่แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเฉพาะคดีอาญาแล้วต่อมาได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในทางแพ่ง จึงถือได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างความรับผิดทางแพ่งของจำเลยขึ้นมาใหม่ ซึ่งโจทก์จะมาขอเพิ่มเติมฟ้องเช่นนี้ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยคดีในส่วนแพ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยคดีในส่วนแพ่งของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยต้องคืนรถยนต์แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ ต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในคดีส่วนแพ่ง ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์และจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40
ป.วิ.พ. ม. 247 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
จำเลย — นางสาว ด.
โจทก์ — บริษัท ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นางสาวสุภัทรา กรอุไร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชัยยุทธ วัชรานนท์
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4081/2564
#687694
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92, 352 และขอให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน สีดำ หมายเลขทะเบียน 4 กณ 3222 กรุงเทพมหานคร คืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนในส่วนคดีอาญา แต่ให้จำเลยคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อยี่ห้อโฟล์คสวาเกน สีดำ หมายเลขทะเบียน 4 กณ 3222 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ผู้เสียหายฟ้องเองโดยตรง สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งต้องถือคดีอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา แต่หากคดีส่วนอาญาต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาหรือยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ คดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 สำหรับคดีนี้ คดีส่วนอาญาไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาจึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดังนั้น สิทธิในการฎีกาคดีส่วนแพ่งจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 จำเลยจะฎีกาได้ต่อเมื่อยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาและได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าในการยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้น จำเลยได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาแล้ว แต่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกา เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง" และสั่งรับฎีกาของจำเลยนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 จึงอนุญาตให้จำเลยฎีกาและรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา แม้คำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้นเป็นการไม่ชอบดังที่วินิจฉัยข้างต้น แต่เมื่อศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาและศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์แก้ และโจทก์ได้ยื่นคำแก้ฎีกาแล้ว กรณีจึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อส่งสำเนาให้โจทก์แก้อีกแต่อย่างใด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เพิ่มเติมฟ้องเฉพาะคดีในส่วนแพ่งเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะคดีอาญาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา หลังจากนั้นศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การปฏิเสธ ในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องในส่วนคำขอท้ายฟ้องว่า ขอให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน สีดำ หมายเลขทะเบียน 4 กณ 3222 กรุงเทพมหานคร คืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นการเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดคดีในส่วนแพ่ง ซึ่งคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น หมายถึง คดีที่การกระทำผิดอาญานั้นก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางแพ่งติดตามมาด้วย เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีส่วนอาญาแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องและหมายเรียกจำเลยแก้คดี ย่อมเป็นการสั่งรับฟ้องคดีส่วนอาญาและคำฟ้องคดีส่วนแพ่งด้วย โดยไม่จำต้องสั่งรับฟ้องคดีส่วนแพ่งอีก ดังนี้ ในการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโจทก์จึงต้องฟ้องคดีแพ่งมาพร้อมกับคดีอาญาตั้งแต่แรก แต่คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะคดีในส่วนอาญา จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องและจำเลยให้การต่อสู้คดีแล้ว โจทก์จึงมายื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดในคดีส่วนแพ่ง ซึ่งการขอเพิ่มเติมฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 นั้น ฟ้องเดิมจะต้องสมบูรณ์อยู่แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเฉพาะคดีอาญาแล้วต่อมาได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในทางแพ่ง จึงถือได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างความรับผิดทางแพ่งของจำเลยขึ้นมาใหม่ ซึ่งโจทก์จะมาขอเพิ่มเติมฟ้องเช่นนี้ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยคดีในส่วนแพ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยคดีในส่วนแพ่งของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยต้องคืนรถยนต์แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ ต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในคดีส่วนแพ่ง ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์และจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.พ. ม. 244/1 ม. 247 วรรคหนึ่ง ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 164 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — นางสาว ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4076/2564
#664275
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของ ว. ในคดีแพ่งและเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ที่มีชื่อ ว. ผู้ประกันจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ซึ่งถูกยึดเพื่อขายทอดตลาดในคดีนี้ การที่ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองจึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ผู้ร้องที่ 1 ได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 (5) และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ก่อนเจ้าหนี้อื่นแล้ว เมื่อผู้ร้องที่ 1 โอนขายสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อ ว. รวมทั้งบุริมสิทธิจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ผู้ร้องที่ 2 ย่อมยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนผู้ร้องที่ 1 ในคดีนี้ได้ โดยได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 (5) เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปรับนายวีรพล ผู้ประกันจำเลย 300,000 บาท ตามสัญญาประกันในคดีนี้เนื่องจากไม่นำตัวจำเลยมารายงานตัวต่อศาลตามกำหนด นายวีรพลไม่ชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 มีชื่อนายวีรพลเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าปรับ ต่อมาผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของนายวีรพลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.487/2555 ของศาลชั้นต้น ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ก่อนเจ้าหนี้อื่น วันที่ 23 มิถุนายน 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม สินเชื่อและหลักประกันที่มีต่อนายวีรพล ให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนผู้ร้องที่ 1 ในการได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองต่อไปตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541

ผู้ร้องที่ 1 นายวีรพล ผู้ประกันจำเลยและเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่คัดค้าน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปรับนายวีรพล ผู้ประกันจำเลย 300,000 บาท ตามสัญญาประกันและเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 มีชื่อนายวีรพลเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อดำเนินการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลวันที่ 8 มิถุนายน 2555 ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.487/2555 มีคำพิพากษาตามยอมให้นายวีรพลชำระเงินแก่ผู้ร้องที่ 1 โดยผ่อนชำระเป็นงวดภายใน 3 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ได้ทันที ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายวีรพลได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ก่อนเจ้าหนี้อื่น หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560 ผู้ร้องที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อนายวีรพลให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ตามสัญญาซื้อขายมาตรฐานการประมูลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.487/2555 ของศาลชั้นต้น แทนผู้ร้องที่ 1 ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำสั่งอนุญาต และในวันเดียวกันนั้น ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองแทนผู้ร้องที่ 1 ในคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 2 มีว่า ผู้ร้องที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนผู้ร้องที่ 1 ในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของนายวีรพล ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.487/2555 ของศาลชั้นต้น และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ที่มีชื่อนายวีรพลผู้ประกันจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ซึ่งถูกยึดเพื่อขายทอดตลาดในคดีนี้ การที่ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองจึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ผู้ร้องที่ 1 ได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 (5) และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ก่อนเจ้าหนี้อื่นแล้ว เมื่อผู้ร้องที่ 1 โอนขายสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อนายวีรพลรวมทั้งบุริมสิทธิจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ผู้ร้องที่ 2 ย่อมยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.487/2555 ของศาลชั้นต้นและยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนผู้ร้องที่ 1 ในคดีนี้ได้ โดยได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 (5) เช่นเดียวกัน แม้ผู้ร้องที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนผู้ร้องที่ 1 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.487/2555 ของศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนผู้ร้องที่ 1 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 แล้วก็ตาม ผู้ร้องที่ 2 ก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้จำนองผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนผู้ร้องที่ 1 ในคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 โดยเห็นว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.487/2555 ของศาลชั้นต้นนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องที่ 2 ฟังขึ้น ส่วนปัญหาว่ากรณีมีเหตุอันควรอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนผู้ร้องที่ 1 หรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาใหม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ร้องที่ 2 รับโอนสิทธิเรียกร้องที่ผู้ร้องที่ 1 มีต่อนายวีรพลตลอดจนหลักประกันคือที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 มาโดยชอบ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนผู้ร้องที่ 1 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.487/2555 ของศาลชั้นต้นแล้ว ผู้ร้องที่ 2 ย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นแทนผู้ร้องที่ 1 ในคดีนี้ได้

พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนผู้ร้องที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
ผู้ร้อง — ธนาคาร อ. กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายกมลศักดิ์ ชัยชนะวิชชกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
รัชนี สุขใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4028/2564
#664330
เปิดฉบับเต็ม

เหตุแห่งการทำสัญญาประกันภัยเป็นผลสืบเนื่องมาจากที่ ว. เช่าซื้อรถจักรยานยนต์จากบริษัท ก. ซึ่งตามกรมธรรม์ประกันภัยแนบท้าย หมวด 2 ข้อตกลงคุ้มครอง และหมวด 4 เงื่อนไขทั่วไป ข้อ 9 ระบุว่า หากทรัพย์สินที่เอาประกันภัยสูญหายจากการลักทรัพย์ โจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อไม่เกินมูลค่าหนี้ค่าเช่าซื้อที่เหลืออยู่ตามสัญญา ณ วันที่เกิดความสูญหาย ส่วนที่เหลือ (ถ้ามี) โจทก์จะจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ สูงสุดไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย แสดงให้เห็นว่าภัยที่ผู้เอาประกันภัยยกขึ้นเอาประกันกับโจทก์คือสิทธิและความรับผิดที่เกิดมีขึ้นตามสัญญาเช่าซื้อ และตามข้อตกลงแห่งกรมธรรม์ยังชี้ให้เห็นถึงภัยซึ่งโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรับเสี่ยงมีลักษณะเป็นการคุ้มครองสิทธิและความรับผิดที่เกิดมีขึ้นตามสัญญาเช่าซื้อเช่นกัน เพราะนำมูลค่าหนี้ค่าเช่าซื้อที่เหลืออยู่ตามสัญญามาเป็นเงื่อนไขแห่งความรับผิดในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ผู้รับประกันภัยโดยมีบริษัท ก. ผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้รับประโยชน์ แต่ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยนอกจากจะระบุรายละเอียดสัญญาเช่าซื้อไว้ยังได้ระบุถึงทรัพย์สินที่เอาประกันภัยและระบุความคุ้มครองถึงการสูญหายหรือเสียหายโดยสิ้นเชิงของรถจักรยานยนต์ อันเป็นการกำหนดรายการวัตถุที่เอาประกันภัย ถือได้ว่าเป็นการประกันภัยตัวรถจักรยานยนต์คันที่เช่าซื้อ อีกประการหนึ่งด้วย และเงื่อนไขแห่งความรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ตามสัญญาประกันภัยรวมถึง ภัยที่จะเกิดแก่รถจักรยานยนต์ด้วย หาใช่เพียงสิทธิหรือความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อเท่านั้นไม่ บริษัท ก. ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์และ ว. ในฐานะผู้ครอบครองจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวัตถุที่เอาประกันภัย กรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมีผลผูกพันคู่สัญญา เมื่อรถจักรยานยนต์ถูกโจรกรรมสูญหายไปโดยความประมาทของจำเลย และโจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยแล้ว โจทก์ย่อม เข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยเรียกให้จำเลยผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ได้

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีการประกาศใช้ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไข ป.พ.พ. มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 40,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 40,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561) ต้องไม่เกิน 1,500 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน 5 กอ กรุงเทพมหานคร 2061 ไว้จากบริษัท ก. และ/หรือนางสาววรรณศิลป์ ผู้เอาประกันภัย ระยะเวลาเริ่มต้นวันที่ 27 ตุลาคม 2559 เวลา 12 นาฬิกา สิ้นสุดวันที่ 27 ตุลาคม 2561 เวลา 12 นาฬิกา มีข้อตกลงคุ้มครองการสูญหายหรือความเสียหายโดยสิ้นเชิงของรถจักรยานยนต์ 40,500 บาท เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 เวลาประมาณ 19.22 นาฬิกา รถจักรยานยนต์ดังกล่าวสูญหายไปขณะจอดอยู่ที่ใกล้ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า ท. ของจำเลย โดยนางสาววรรณศิลป์ขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปจอดยังที่เกิดเหตุเพื่อใช้บริการจากธนาคาร ก. ซึ่งตั้งอยู่ภายในห้างครั้นวันที่ 18 กรกฎาคม 2560 บริษัท ก. ผู้ให้เช่าซื้อซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ได้รับเงินจากโจทก์เป็นค่าสินไหมทดแทนรถจักรยานยนต์ 40,500 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยยกเหตุผลประกอบข้อฎีกาว่า กรมธรรม์ประกันภัยการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ เป็นการประกันภัยสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ให้เช่าซื้อจะได้รับชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบถ้วน โดยโจทก์นำเอาความสูญหายของรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อมาเป็นเพียงเงื่อนไขในการที่โจทก์จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์เท่านั้น ที่โจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามมูลค่าหนี้ค่าเช่าซื้อที่เหลืออยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ณ วันที่เกิดความสูญหาย ไม่ใช่การประกันภัยตัวรถจักรยานยนต์คันที่เช่าซื้อ เมื่อรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปมีผลให้สัญญาเช่าซื้อระงับ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือ ดังนั้น ที่นางสาววรรณศิลป์เอาประกันภัยหนี้ค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือย่อมถือว่า ผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสียในวัตถุที่เอาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 863 กรมธรรม์ประกันภัยการเช่าซื้อไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับประโยชน์ ดังนั้น โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์มาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 เห็นว่า คดีได้ความจากนางสาววรรณศิลป์ พยานโจทก์ว่า พยานทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากบริษัท ก. มีราคาเงินสด 50,700 บาท ซึ่งยังไม่รวมดอกเบี้ยตามสัญญาเช่าซื้อ ในวันที่ทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์นั้น บริษัท ก. ให้พยานทำสัญญาประกันภัยรถจักรยานยนต์คันที่เช่าซื้อพยานเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัย เห็นได้ว่า เหตุแห่งการทำสัญญาประกันภัยเป็นผลสืบเนื่องมาจากที่นางสาววรรณศิลป์เช่าซื้อรถจักรยานยนต์จากบริษัท ก. เป็นกรมธรรม์ประกันภัยการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ผู้เอาประกันภัยคือบริษัท ก. ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์ และ/หรือนางสาวรรณศิลป์ ในฐานะผู้เอาประกันภัย และ/หรือผู้ได้รับความคุ้มครอง ผู้รับประโยชน์คือบริษัท ก. ซึ่งในข้อ 5 ระบุรายละเอียดสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อ (ผู้ครอบครอง) คือนางสาววรรณศิลป์ ผู้ให้เช่าซื้อ (ผู้ถือกรรมสิทธิ์) คือ บริษัท ก. ราคาเช่าซื้อ 40,500 บาท ข้อ 6 ทรัพย์สินที่เอาประกันภัย (รถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญา) ข้อ 7 ข้อตกลงคุ้มครองการสูญหายหรือความเสียหายโดยสิ้นเชิงของรถจักรยานยนต์ 40,500 บาท ซึ่งตามกรมธรรม์ประภัยแนบท้ายหมวด 2 ข้อตกลงคุ้มครอง และหมวดที่ 4 เงื่อนไขทั่วไป ข้อ 9 ระบุความว่าหากทรัพย์สินที่เอาประกันภัยสูญหายจากการลักทรัพย์ โจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อไม่เกินมูลค่าหนี้ค่าเช่าซื้อที่เหลืออยู่ตามสัญญา ณ วันที่เกิดความสูญหายส่วนที่เหลือ (ถ้ามี) โจทก์จะจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ สูงสุดไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย แสดงให้เห็นว่าภัยที่ผู้เอาประกันภัยยกขึ้นเอาประกันกับโจทก์คือสิทธิและความรับผิดที่เกิดมีขึ้นตามสัญญาเช่าซื้อดังที่ระบุรายละเอียดไว้ และตามข้อตกลงแห่งกรมธรรม์ประกันภัยยังชี้ให้เห็นถึงภัยซึ่งโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรับเสี่ยงมีลักษณะเป็นการคุ้มครองสิทธิและความรับผิดที่เกิดมีขึ้นตามสัญญาเช่าซื้อเช่นกันเพราะนำมูลค่าหนี้ค่าเช่าซื้อที่เหลืออยู่ตามสัญญามาเป็นเงื่อนไขแห่งความรับผิดในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ผู้รับประกันภัยโดยมีบริษัท ก. ผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้รับประโยชน์ แต่ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัย นอกจากจะระบุรายละเอียดสัญญาเช่าซื้อไว้ ยังได้ระบุถึงทรัพย์สินที่เอาประกันภัยคือ รถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาไว้ในข้อ 6 โดยมีรายละเอียดของตัวรถจักรยานยนต์และระบุความคุ้มครองถึงการสูญหายหรือความเสียหายโดยสิ้นเชิงของรถจักรยานยนต์ (TOTAL LOSS) จำนวนเงินเอาประกันภัย 40,500 บาท ในข้อ 7 อันเป็นการกำหนดรายการวัตถุที่เอาประกันภัย ถือได้ว่าเป็นการประกันภัยตัวรถจักรยานยนต์คันที่เช่าซื้ออีกประการหนึ่งด้วย และเงื่อนไขแห่งความรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ตามสัญญาประกันภัยรวมถึงภัยที่จะเกิดแก่รถจักรยานยนต์ด้วย หาใช่เพียงสิทธิหรือความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อเท่านั้นไม่ บริษัท ก. ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์และนางสาววรรณศิลป์ในฐานะผู้ครอบครองจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวัตถุที่เอาประกันภัย กรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมีผลผูกพันคู่สัญญา เมื่อรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวถูกโจรกรรมสูญหายไปโดยความประมาทของจำเลย และโจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยแล้วโจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยเรียกให้จำเลยผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 40,500 บาท นับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 40,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 863
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฟ.
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายธีระชัย กระแสทรง
ศาลชั้นต้น — นายสาธิต สุทธิสัตยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4019/2564
#667225
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับ ป. ส่งข้อความทางแอปพลิเคชันเมสเซนเจอร์โต้ตอบกัน เนื่องจาก ศ. ไปขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจาก ป. ที่บ้านจำเลย แต่ ป. ไม่ทราบว่าจำเลยซุกซ่อนไว้ที่ใด บ่งชี้ว่า ป. ทราบดีว่าจำเลยเก็บเมทแอมเฟตามีนไว้ภายในบ้านและ ป. ต้องการนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายให้แก่ ศ. ซึ่งจำเลยก็ประสงค์ให้ ป. นำเมทแอมเฟตามีนที่เก็บไว้ไปจำหน่ายให้แก่ ศ. เช่นกัน พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ส่วนการที่จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ป. เสพที่บ้านจำเลยและให้ ป.จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่ลูกค้าผู้ซื้อไปด้วย จึงเป็นการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกัน ไม่ถือว่าเป็นการจำหน่าย เพราะคำว่า จำหน่าย ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 หมายถึง การจำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกที่มิใช่ผู้กระทำความผิดด้วยกัน จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามฟ้อง ข้อ ก. และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง ข้อ ข. กับฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ข้อ ค. และ ข้อ ง. เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง ข้อ ข. กับฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ข้อ ค. และ ข้อ ง. รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง ข้อ ข. กับฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ข้อ ค. และข้อ ง. รวม 3 กระทง เป็นจำคุกกระทงละ 6 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 18 ปี 9 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 ปี 4 เดือน 15 วัน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่ลดโทษให้ เมื่อรวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 4 เดือน 15 วัน ให้ยกฟ้องฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันกับฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่า บ้านเลขที่ 262 ซึ่งเป็นบ้านของจำเลย มีกลุ่มคนมั่วสุมเสพยาเสพติดและอาจมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ วันเกิดเหตุตามฟ้องเวลา 14.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจเดินทางไปตรวจสอบที่บ้านหลังดังกล่าว พบนางสาวปิยธิดา คนรักของจำเลย กับนายศีลไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง อยู่ภายในห้องนอนพร้อมอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีน จากการตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนางสาวปิยธิดาพบว่า ก่อนเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นไม่เกิน 2 ชั่วโมง นางสาวปิยธิดาส่งข้อความทางแอปพลิเคชันเมสเซนเจอร์ โต้ตอบกับจำเลยได้ความว่า นางสาวปิยธิดาสอบถามที่ซ่อนของเมทแอมเฟตามีน จำเลยแจ้งว่ามีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด อยู่ในถุงผ้าบริเวณหลังบ้าน และมีเมทแอมเฟตามีนอีก 19 เม็ด อยู่ในกล่องลูกอมวางอยู่ที่ห้องนอน เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ก่อนหน้านั้นเวลา 0.30 นาฬิกา จำเลยให้เมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด แก่นางสาวปิยธิดาเพื่อเสพ ต่อมาเวลา 16.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมจำเลยได้ที่โรงแรม จำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพและไม่มีคู่ความอุทธรณ์ ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่มีคู่ความฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยกับนางสาวปิยธิดาส่งข้อความทางแอปพลิเคชันเมสเซนเจอร์โต้ตอบกันเนื่องจากนายศีลไปขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนางสาวปิยธิดาที่บ้านของจำเลย แต่นางสาวปิยธิดาไม่ทราบว่าจำเลยซุกซ่อนไว้ที่ใด บ่งชี้ว่านางสาวปิยธิดาทราบดีว่าจำเลยเก็บเมทแอมเฟตามีนไว้ภายในบ้านและนางสาวปิยธิดาต้องการนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายแก่นายศีล ส่วนจำเลยก็ประสงค์ให้นางสาวปิยธิดานำเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยเก็บไว้ไปจำหน่ายให้แก่นายศีลเช่นกัน พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อจำเลยกับนางสาวปิยธิดาสมคบกันเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดโดยร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ส่วนการที่จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่นางสาวปิยธิดาเสพที่บ้านของจำเลยและให้นางสาวปิยธิดาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่ลูกค้าผู้ซื้อไปด้วย จึงเป็นการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกัน ไม่ถือว่าเป็นการจำหน่าย เพราะคำว่า จำหน่ายตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 หมายถึง การจำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกที่มิใช่ผู้กระทำความผิดด้วยกัน จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฝาง
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฝาง — นายคำปุน ภูธรศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายพีระ จุ่งพิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อนุวัตร มุทิกากร
ศรีวิไล ธรรมดุษฎี
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3986/2564
#664336
เปิดฉบับเต็ม

ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอมอยู่ในความครอบครองของจำเลยมาแต่แรก เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบของกลางทั้งหมดภายในบ้านจำเลย หาได้กระทำการใดอันเป็นการก่อให้จำเลยจัดหามาไว้ในความครอบครองของตนซึ่งธนบัตรปลอมดังกล่าว การล่อซื้อน้ำยาเคมีล้างกระดาษให้กลายเป็นธนบัตรดอลลาร์สหรัฐของเจ้าพนักงานตำรวจเป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยเท่านั้น มิใช่จำเลยขาดเจตนากระทำความผิดมาแต่แรกแล้วเจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้ชักจูงใจหรือก่อให้จำเลยกระทำความผิดอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย การสอบสวนชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

จำเลยเก็บธนบัตรปลอมไว้ในบ้านจำนวนมากลักษณะที่พร้อมจะนำออกมาใช้เองหรือมอบต่อให้ผู้อื่นใช้ดังเช่นธนบัตรจริง กับนำออกแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้ล่อซื้อเพื่อให้หลงเชื่อหรือสนใจซื้อน้ำยาเคมีจากจำเลยด้วย ถือเป็นการมีธนบัตรปลอมไว้ในครอบครองเพื่อนำออกใช้แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 240, 244, 247, 248 นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1155/2562 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 ประกอบมาตรา 247, 244 ประกอบมาตรา 247 เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเงินตราซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้ และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเงินตราปลอมซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้ ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 ประกอบมาตรา 247 แต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 248 จำคุก 7 ปี นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.210/2563 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247 ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมเงินตราซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 ประกอบมาตรา 247 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2562 พันตำรวจเอกวชิระ ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีบุคคลจำหน่ายน้ำยาเคมีที่สามารถล้างกระดาษสีดำให้กลายเป็นธนบัตรดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ จึงวางแผนล่อซื้อโดยให้สายลับแจ้งหมายเลขโทรศัพท์ของพันตำรวจเอกวชิระแก่บุคคลดังกล่าว ในวันและเวลาเกิดเหตุจำเลยโทรศัพท์ติดต่อพันตำรวจเอกวชิระให้เดินทางไปพบที่ร้านกาแฟภายในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. แล้วจำเลยเปิดภาพเคลื่อนไหวในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนให้พันตำรวจเอกวชิระดูเพื่อสาธิตการใช้น้ำยาเคมีล้างกระดาษให้กลายเป็นธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ และจำเลยเสนอขายน้ำยาเคมีแก่พันตำรวจเอกวชิระราคาหลอดละ 4,300,000 บาท จากนั้นจำเลยพาพันตำรวจเอกวชิระไปยังที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านจำเลยเพื่อดูธนบัตรปลอมที่ล้างด้วยน้ำยาเคมีแล้ว ระหว่างที่จำเลยให้พันตำรวจเอกวชิระดูธนบัตรดอลลาร์สหรัฐที่เป็นของปลอม เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้นำหมายค้นของศาลชั้นต้น เข้าตรวจค้นที่เกิดเหตุ ผลการตรวจค้นพบธนบัตรดอลลาร์สหรัฐที่เป็นของปลอมฉบับละ 100 ดอลลาร์ จำนวน 5,637 ฉบับ คิดเป็นเงินไทย 15,098,497.50 บาท และของกลางอื่น สำหรับความผิดฐานปลอมเงินตราซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเงินตราปลอม ซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้หรือไม่ เห็นว่า ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐที่เป็นของปลอมอันเป็นของกลางคดีนี้อยู่ในความครอบครองของจำเลยมาแต่แรก โดยเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมตรวจค้นพบของกลางทั้งหมดภายในบ้านจำเลย พันตำรวจเอกวชิระหาได้กระทำการใดอันเป็นการก่อให้จำเลยจัดหามาไว้ในความครอบครองของตนซึ่งธนบัตรปลอมดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ การล่อซื้อของพันตำรวจเอกวชิระเป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยเท่านั้น กรณีมิใช่จำเลยขาดเจตนากระทำความผิดมาแต่แรกแล้วพันตำรวจเอกวชิระเป็นผู้ชักจูงใจหรือก่อให้จำเลยกระทำความผิดอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย การสอบสวนชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ข้ออ้างของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ธนบัตรปลอมดังกล่าวเป็นของนายบุญธรรมซึ่งถูกเก็บไว้อย่างมิดชิดในกระเป๋าโดยจำเลยมิได้นำออกใช้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าพันตำรวจเอกวชิระล่อซื้อน้ำยาเคมีล้างกระดาษสีดำให้กลายเป็นธนบัตรดอลลาร์สหรัฐที่เป็นของปลอมจากจำเลย แล้วจำเลยพาพันตำรวจเอกวชิระไปยังที่เกิดเหตุเพื่อดูธนบัตรปลอม พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเห็นได้ว่า จำเลยต้องการแสดงให้เห็นว่าธนบัตรปลอมดังกล่าวมีสภาพเหมือนธนบัตรจริงโดยจำเลยเก็บธนบัตรปลอมนั้นไว้ในบ้านของตนเองเป็นจำนวนมากในลักษณะที่พร้อมจะนำออกมาใช้เองหรือมอบต่อให้ผู้อื่นใช้ดังเช่นธนบัตรจริง กับนำออกแสดงต่อพันตำรวจเอกวชิระเพื่อให้หลงเชื่อหรือสนใจจะซื้อน้ำยาเคมีจากจำเลยด้วย อันถือเป็นการมีธนบัตรปลอมไว้ในครอบครองเพื่อนำออกใช้แล้ว โดยมิพักต้องคำนึงถึงว่าธนบัตรปลอมดังกล่าวจะเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใด อีกทั้งข้อนำสืบของจำเลยที่อ้างว่าธนบัตรปลอมดังกล่าวเป็นของนายบุญธรรมที่บรรจุใส่กระเป๋าแล้วนำมาฝากไว้กับจำเลยโดยจำเลยไม่เคยเปิดกระเป๋าและไม่ทราบว่ามีธนบัตรปลอมของกลางบรรจุอยู่ภายในกระเป๋านั้น จำเลยเพียงแต่อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความกล่าวอ้างขึ้นลอย ๆ โดยปราศจากพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุนให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนบัตรปลอมของกลางมีจำนวนมากถึง 5,637 ฉบับ จึงย่อมขัดต่อวิสัยของปุถุชนที่จะรับฝากกระเป๋าที่บรรจุสิ่งของจำนวนมากเช่นนั้นไว้กับตัวโดยที่ไม่ทราบหรือสอบถามว่าสิ่งของนั้นคืออะไร ข้ออ้างของจำเลยจึงรับฟังไม่ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักเพียงพอให้เชื่อโดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเงินตราปลอมซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำคุกจำเลยเบาลงหรือไม่ เห็นว่า แม้ธนบัตรปลอมของกลางจะมีจำนวนมาก แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าของกลางยังคงถูกเก็บรักษาอยู่ภายในบ้านจำเลยอย่างมิดชิด ประกอบกับคดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจพบการกระทำความผิดของจำเลยเพราะปฏิบัติการล่อซื้อน้ำยาเคมีล้างกระดาษ หาใช่การล่อซื้อธนบัตรปลอมไม่ ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าจำเลยกำลังจะนำธนบัตรปลอมออกใช้ให้เป็นที่แพร่หลายต่อสาธารณชนอันจะเป็นภัยร้ายแรงแก่สังคมในระยะเวลาอันใกล้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยให้จำคุก 7 ปี จึงนับเป็นโทษที่หนักเกินกว่าสภาพความผิด ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยให้เบาลง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 240 ม. 247 ม. 248
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาง ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวนงลักษณ์ วันฟั่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสนิท โพชนะกิจ
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3979/2564
#693681
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่มีพยานมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมคบคิดกับจำเลยที่ 1 ที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองมาตั้งแต่แรก การที่จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง พาอาวุธปืน และใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่า ออกมาแล้ว ยิงตะ ๆ เป็นการยุยงส่งเสริมให้จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้เสียหายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด อันเป็นความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 84 ดังนี้ จะลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาดไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด เป็นการแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แต่การที่จำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ให้ยิงผู้เสียหายที่ 1 เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกให้ผู้อื่นกระทำความผิดเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ด้วย ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการจึงไม่เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 60, 80, 83, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง นำโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 254/2562 ของศาลชั้นต้น มาบวกกับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 คดีนี้ และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 511/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 60, 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยพลาด เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิต เป็นจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 แล้ว คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 33 ปี 12 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษจำคุก 4 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 254/2562 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้นั้น เนื่องจากมีการนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวไปบวกกับโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 688/2562 ของศาลชั้นต้นแล้ว จึงให้ยกคำขอ นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 511/2562 (หมายเลขแดงที่ 688/2562) ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 60, 80 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาด เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 18 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้ยกคำขอนับโทษต่อในส่วนจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2562 เวลาประมาณ 24 นาฬิกา ขณะที่นายอิสระพงษ์ ผู้เสียหายที่ 1 กับนายตุ๊และนายวีระชิต นั่งดื่มและรับประทานอาหารที่หน้าร้านต้องใจคาราโอเกะที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 และนางสาวกัญญาภัทร ภริยาเข้าไปนั่งดื่มและรับประทานอาหารภายในร้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นนายภัทรพงศ์ กับพวกเดินออกจากร้านที่เกิดเหตุเพื่อกลับบ้านและได้พูดกับนายตุ๊และนายวีระชิตว่าจำเลยที่ 1 พูดโวยวาย นายตุ๊และนายวีระชิตจึงชักชวนนายภัทรพงศ์กับพวกให้นั่งร่วมโต๊ะด้วย แล้วผู้เสียหายที่ 1 เดินเข้าไปภายในร้านที่เกิดเหตุพูดตักเตือนจำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 1 กับนางสาวกัญญาภัทรออกจากร้านที่เกิดเหตุไป ครั้นเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ของวันที่ 15 เมษายน 2562 ร้านที่เกิดเหตุปิด ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกจึงเข้าไปนั่งดื่มและรับประทานอาหารภายในร้านที่เกิดเหตุโดยปิดประตูร้านไว้ ซึ่งภายในร้านที่เกิดเหตุมีนายธีระวัฒน์ ผู้เสียหายที่ 2 นั่งดื่มและรับประทานอาหารกับหญิงบริการของร้านด้วย ต่อมาเวลาประมาณ 2 นาฬิกา มีคนมาขย่มประตูร้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นประมาณ 20 นาที ผู้เสียหายที่ 1 ไปเปิดประตูร้านที่เกิดเหตุโดยโผล่ศีรษะและลำตัวออกไปนอกประตูประมาณครึ่งลำตัว เห็นคนร้าย 2 คนยืนอยู่ที่ซุ้มนั่งรับประทานอาหารของร้านที่เกิดเหตุ คนร้ายคนหนึ่งพูดว่า ออกมาแล้ว ยิงตะ ๆ คนร้ายอีกคนหนึ่งจึงเล็งอาวุธปืนไปที่ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 ปิดประตูร้านแล้ววิ่งเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุ ขณะเดียวกันมีเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด กระสุนถูกผู้เสียหายที่ 1 บริเวณกลางหลัง และพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 บริเวณขาทั้งสองข้าง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายสาหัส ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบยังมีข้อพิรุธมีเหตุสงสัยไม่น่าเชื่อถือว่าเป็นความจริง เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกมีว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า หลังจากที่คนร้ายขย่มประตูร้านที่เกิดเหตุนานประมาณ 20 นาที แล้ว ผู้เสียหายที่ 1 จึงไปเปิดประตูร้านโดยใช้มือขวาผลักประตูออกไปแล้วโผล่ศีรษะและยื่นลำตัวออกนอกประตูประมาณครึ่งลำตัว เห็นจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ในซุ้มรับประทานอาหารห่างประมาณ 5 เมตร และเห็นชายอีกคนหนึ่งซึ่งมองไม่ออกว่าเป็นใครยืนห่างจากจำเลยที่ 1 ประมาณ 1 เมตร โดยหน้าร้านที่เกิดเหตุเปิดไฟนีออนหลอดยาวไว้ จากนั้นพวกของจำเลยที่ 1 พูดกับจำเลยที่ 1 ว่า ออกมาแล้ว ยิงตะ ๆ ผู้เสียหายที่ 1 เห็นจำเลยที่ 1 จ้องเล็งอาวุธปืนไปที่ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 จึงรีบปิดประตูและได้ยินเสียงปืนดัง 2 ถึง 3 นัด ในลักษณะยิงต่อเนื่องกัน ผู้เสียหายที่ 1 ถูกยิงบริเวณหลัง เมื่อขณะเกิดเหตุบริเวณหน้าร้านที่เกิดเหตุเปิดไฟนีออนหลอดยาวไว้ ดังนี้ บริเวณหน้าร้านที่เกิดเหตุจึงมีแสงสว่างจากไฟฟ้าสามารถมองเห็นได้ชัดเจน จำเลยที่ 1 อยู่ห่างจากผู้เสียหายที่ 1 ประมาณ 5 เมตร ทั้งก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ได้พบและพูดกับจำเลยที่ 1 ที่ร้านที่เกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุเมื่อพนักงานสอบสวนให้ผู้เสียหายที่ 1 ดูภาพของจำเลยที่ 1 จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 มีโอกาสเห็นและจดจำจำเลยที่ 1 ได้ว่าเป็นคนร้ายไม่ผิดตัว เมื่อขณะเกิดเหตุคนร้ายอีกคนหนึ่งยืนอยู่ห่างจากจำเลยที่ 1 ประมาณ 1 เมตร การที่ผู้เสียหายที่ 1 เห็นและจดจำจำเลยที่ 1 ได้ แสดงให้เห็นได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ต้องมีโอกาสเห็นและจดจำคนร้ายอีกคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่บริเวณเดียวกับจำเลยที่ 1 ได้เช่นเดียวกัน ผู้เสียหายที่ 1 ให้การชั้นสอบสวน เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2562 หลังเกิดเหตุเพียง 7 วัน ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่ยืนอยู่กับจำเลยที่ 1 และพูดบอกจำเลยที่ 1 ว่า ออกมาแล้ว ยิงตะ ๆ กับยืนยันภาพจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 ประกอบกับผู้เสียหายที่ 1 รู้จักจำเลยที่ 2 มาตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 จดจำจำเลยที่ 2 ได้เช่นกัน ทั้งโจทก์มีร้อยตำรวจเอกประเทือง พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การมีข้อความตอนหนึ่งว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เห็นจำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวซ้ายไปทางบ่อล้อ จำเลยที่ 2 จึงเลี้ยวรถกลับไปที่ร้านที่อยู่ติดกับร้านที่เกิดเหตุเพื่อรอรับคนรักที่นั่งอยู่ในร้านอีกร้านหนึ่งทางทิศใต้ของร้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขับรถคันเดิมกลับมาอีกครั้งหนึ่งและมาจอดที่หน้าร้านที่เกิดเหตุ จากนั้นลงจากรถเดินไปที่หน้าร้านที่เกิดเหตุและได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด จำเลยที่ 2 จึงเดินไปดูใกล้ ๆ บริเวณซุ้มของร้านที่เกิดเหตุ ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 เดินออกจากหน้าร้านที่เกิดเหตุและกลับไปขึ้นรถ แม้จำเลยที่ 2 เบิกความว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 2 เห็นจำเลยที่ 1 กลับออกไปแล้วขับรถกระบะคันเดิมกลับมายังที่เกิดเหตุอีกครั้งก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ก็เบิกความลอย ๆ โดยไม่ได้แสดงถึงเหตุผลว่าเหตุใดจึงปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ยังเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 2 ให้การเกี่ยวกับรายละเอียดต่าง ๆ ในบันทึกคำให้การจริง จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ให้การชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 จึงรับฟังได้ ซึ่งข้อเท็จจริงจากคำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเท่ากับจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 อยู่บริเวณร้านที่เกิดเหตุ อันเป็นการสนับสนุนให้คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 ที่ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นญาติภริยาของจำเลยที่ 2 เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 เบิกความบ่ายเบี่ยงว่าจำเลยที่ 2 มิใช่คนร้ายเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 2 คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นจริงยิ่งกว่าคำเบิกความ ดังนี้ คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 จึงรับฟังได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 แล้วพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่พูดกับจำเลยที่ 1 ว่า ออกมาแล้ว ยิงตะ ๆ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยถึงเหตุการณ์ที่คนร้ายขย่มประตูร้านที่เกิดเหตุและพูดในขณะขย่มประตูร้านที่เกิดเหตุกับเสียงของคนร้ายดังกล่าวเป็นเสียงของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของการรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายเปลี่ยนแปลงไป

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เบิกความรับว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ได้พูดว่ากล่าวตักเตือนจำเลยที่ 1 จริง ประกอบกับผู้เสียหายที่ 1 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่เหตุที่จะต้องเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 เบิกความเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุตามความเป็นจริง การที่ผู้เสียหายที่ 1 ว่ากล่าวตักเตือนจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ออกไปจากร้านที่เกิดเหตุ โดยบอกผู้เสียหายที่ 1 ว่าอย่าไปไหน จำเลยที่ 1 จะกลับไปเอาปืนมายิง แล้วจำเลยที่ 1 ไปเอาอาวุธปืนกลับมายังร้านที่เกิดเหตุโดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง นับเป็นเวลาเพียงพอที่จำเลยที่ 1 สามารถระงับสติอารมณ์ทำให้ความไม่พอใจผู้เสียหายที่ 1 ที่ว่ากล่าวตักเตือนจำเลยที่ 1 ระงับสิ้นไปและกลับมามีสติสัมปชัญญะได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เดินทางกลับมายังร้านที่เกิดเหตุแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 จึงมิใช่เป็นการตัดสินใจในทันทีทันใดนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ตระเตรียมการพร้อมที่จะกลับไปฆ่าผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่ถึงแก่ความตายและกระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งไม่ถึงแก่ความตายด้วย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฆ่าพยายามผู้เสียหายที่ 1 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ซุ้มรับประทานอาหารบริเวณร้านที่เกิดเหตุก็ตาม แต่โจทก์ไม่มีพยานมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมคบคิดกับจำเลยที่ 1 ที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองมาตั้งแต่แรก การที่จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง พาอาวุธปืน และใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่า ออกมาแล้ว ยิงตะ ๆ เป็นการยุยงส่งเสริมให้จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้เสียหายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด อันเป็นความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ดังนี้ จะลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาดไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด เป็นการแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง แต่การที่จำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ให้ยิงผู้เสียหายที่ 1 เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกให้ผู้อื่นกระทำความผิดเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ด้วย ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการจึงไม่เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 289 (4) ประกอบมาตรา 60, 80 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 86, 289 (4) ประกอบมาตรา 60, 80, 86 และไม่ปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ในความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตสำหรับจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไต่รตรองไว้ก่อน และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 22 ปี 2 เดือน 20 วัน เมื่อรวมกับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 12 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 คดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 688/2562 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 84 ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายวิมลชัย ส้มเขียวหวาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2564
#685884
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ตั้งแต่งวดที่ 14 เป็นต้นมา 3 งวดติดกัน เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รับหนังสือ แม้ปรากฏว่าการส่งหนังสือบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับส่งให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มารับภายในกำหนด แต่กรณีนี้ในข้อสัญญาเช่าซื้อถือว่าได้มีการส่งคำบอกกล่าวชอบแล้ว เมื่อเนื้อความในหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญาของโจทก์เป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 10 (ก) ที่ข้อสัญญามีข้อความครบถ้วนที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2555 ข้อ 4 (4) ที่ประกาศนี้กำหนดให้สัญญาเช่าซื้อที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องมีข้อสัญญานี้จึงส่งผลให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อก่อนกำหนดเวลา 30 วันได้ และในทางกลับกันจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อยังมีสิทธิชำระค่าเช่าซื้อตามหนังสือบอกกล่าวได้ภายใน 30 วัน ตามหนังสือบอกกล่าวเพื่อมิให้โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อไม่รอเวลาให้ครบ 30 วัน ตามหนังสือบอกกล่าว จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ โดยไม่มีข้อพิพาทหรือโต้แย้งมีผลเท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าจะไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายในกำหนดแน่นอน และไม่ประสงค์จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เพื่อให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะเหตุที่โจทก์บอกกล่าวเลิกสัญญาให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบแล้ว ทั้งถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาข้อ 12 ที่กำหนดให้ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ ก็ได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคา ตามข้อสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 33,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 105,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ไปจากโจทก์ในราคา 851,214.96 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 11,822.43 บาท กับภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 827.57 บาท รวม 72 งวด กำหนดชำระภายในวันที่ 1 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 สิงหาคม 2556 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 13 งวด และผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างและค่าปรับชำระหนี้ล่าช้าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา โดยส่งทางไปรษณีย์ไปยังที่อยู่ตามที่ให้ไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แต่ส่งหนังสือดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เนื่องจากไม่มารับภายในกำหนด ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปคืนให้แก่โจทก์จากนั้นโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 27 เมษายน 2558 ถึงจำเลยทั้งสองให้ใช้สิทธิซื้อรถยนต์คืนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากเพิกเฉยจะนำรถยนต์ออกประมูลขาย แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย วันที่ 21 พฤษภาคม 2558 โจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวออกประมูลขายได้ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 535,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดราคาเป็นเงิน 72,000 บาท ค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 33,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ปัญหาเรื่องค่าขาดประโยชน์ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าว แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับหนังสือดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ก่อนครบกำหนดเวลาในหนังสือดังกล่าว สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกัน การที่จำเลยที่ 1 นำรถไปส่งมอบคืนและโจทก์รับมอบโดยมิได้โต้แย้งคัดค้านจึงเป็นเรื่องสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย ทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิหน้าที่ใด ๆ ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาข้อ 13 และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2555 ข้อ 4 (5) ก. และ ข. โจทก์มิได้ขายรถยนต์ตามสภาพที่รับมาจากจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 เป็นต้นมา 3 งวดติดกัน โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ทวงถามให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างรวม 6 งวด ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่รับหนังสือ หากพ้นกำหนดแล้วไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทันที ซึ่งแม้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาปรากฏเหตุขัดข้องที่ส่งหนังสือบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะเหตุว่าจำเลยที่ 1 ไม่มารับภายในกำหนด แต่กรณีดังกล่าวสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 17 วรรคสาม ให้ถือว่าได้มีการส่งหนังสือบอกกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว โดยเนื้อความในหนังสือบอกกล่าวข้างต้นเป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10 (ก) ที่ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2555 ข้อ 4 กำหนดให้สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องมีข้อสัญญานี้ด้วย ด้วยข้อสัญญาดังกล่าวมีผลให้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อก่อนครบกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวได้ กลับกันจำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างตามที่บอกกล่าวภายใน 30 วัน เพื่อมิให้โจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่าซื้อเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญา แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าวันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปส่งมอบคืนให้แก่โจทก์ไม่รอให้ล่วงพ้นกำหนดเวลา 30 วัน โดยไม่มีข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งอย่างอื่น พฤติการณ์เท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่า อย่างไรเสียก็จะไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเป็นแน่ และไม่ประสงค์ที่จะชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเพื่อให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันต่อไป ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถดำเนินการได้เนื่องจากไม่มีข้อสัญญาห้ามมิให้ผู้เช่าซื้อกระทำเช่นนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาเพราะเหตุที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อทราบโดยชอบแล้ว โดยที่โจทก์หาจำต้องโต้แย้งคัดค้านการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแต่อย่างใดไม่ ทั้งการส่งมอบรถยนต์คืนเช่นนี้มิใช่เป็นกรณีจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12 ที่กำหนดให้สิทธิจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ เสียก็ได้ ด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีให้แก่โจทก์ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาและที่โจทก์แก้ฎีกา เนื่องจากข้อ 12 ดังกล่าวกำหนดว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาอยู่ในเวลานั้นทันทีด้วย และถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยายดังที่ฎีกา ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า โจทก์ปฏิบัติฝ่าฝืนสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ข้อ 4 (5) ก. และ ข. นั้น แม้สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 กำหนดว่า โจทก์จะมีหนังสือแจ้งชื่อผู้ทำการขาย วัน เวลา สถานที่ที่ทำการขาย ราคาที่ขายได้ และรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขายเพียงเท่าที่ได้ใช้จ่ายไปจริงโดยประหยัดตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร รวมทั้งจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา ในกรณีการขายโดยวิธีประมูลหรือขายทอดตลาดที่เหมาะสมให้จำเลยที่ 1 ทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทำการขาย แต่สัญญาข้อ 13 ดังกล่าว ตลอดจนประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ข้อ 4 (5) ข. หาได้กำหนดว่า หากโจทก์ไม่แจ้งรายละเอียดต่าง ๆ ข้างต้นแล้ว ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดในส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาแต่อย่างใดไม่ ทั้งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ข้อ 4 (5) ก. กำหนดว่า ก่อนขายให้บุคคลอื่น ผู้ให้เช่าซื้อต้องแจ้งล่วงหน้าให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันทราบ เป็นหนังสือไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ประกาศฉบับดังกล่าวหาได้กำหนดว่า ก่อนนำรถยนต์ออกขายให้บุคคลอื่น ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อทราบชื่อผู้ทำการขาย วัน เวลา สถานที่ที่ทำการขายก่อนแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่สัญญาข้อ 13 กำหนดด้วยว่า โจทก์จะนำรถยนต์ตามสภาพที่รับคืนออกขายให้แก่บุคคลอื่น แต่ระยะทางการใช้งานตามที่ระบุในหนังสือแสดงเจตนาคืนรถกับรายงานการประมูลและบันทึกการขายรถยึด แสดงให้เห็นว่ามีการใช้งานรถยนต์คันที่เช่าซื้อภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบคืนแก่โจทก์แล้วนั้น เนื่องจากโดยปกติรถยนต์สามารถเคลื่อนย้ายได้ด้วยการขับ เมื่อจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโจทก์ ก็มีความจำเป็นที่โจทก์จะต้องนำไปเก็บรักษารวมถึงนำออกขายซึ่งจะต้องมีการเคลื่อนย้ายด้วยการขับไปยังที่ต่าง ๆ และเมื่อพิจารณาถึงระยะทางที่ระบุเปรียบเทียบกันแล้ว จะเห็นได้ว่าในวันที่นำออกขายรถยนต์คันดังกล่าวมีระยะทางการใช้งานเพิ่มขึ้นอีกเพียง 52 กิโลเมตร ซึ่งนายสอาด ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ว่า ระยะทางที่แตกต่างกันน่าจะเป็นช่วงที่มีการเคลื่อนย้ายรถไปเก็บหรือนำไปประมูลขาย กรณีจึงยังไม่พอให้รับฟังว่าโจทก์นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปใช้ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ส่วนที่หนังสือแสดงเจตนาคืนรถและตรวจสภาพรับรถระบุถึงสภาพตัวถังรถเพียงว่า มีรอยขีดข่วนรอบคัน บังโคลนมีรอยขีดข่วนลึก แต่รายงานการประมูลและบันทึกการขายรถยึดกลับระบุว่า สภาพรถกระจกหน้าแตก กันชนหน้าซ้ายครูด ไฟเลี้ยวกระจกมองข้างซ้ายแตก กระบะซ้ายครูด กระบะขวาบุบ กันชนท้ายบุบ ขูดขีดรอบคัน นั้น แม้หากรับฟังว่าเกิดความเสียหายแก่รถยนต์คันดังกล่าวเพิ่มขึ้นภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์แล้ว แต่ความเสียหายตามที่ระบุในเพิ่มขึ้นนี้ เห็นได้ว่าเป็นเพียงรอยครูด รอยบุบ กระจกหน้าและไฟเลี้ยวกระจกมองข้างซ้ายแตก เป็นความเสียหายในส่วนสภาพภายนอกของรถยนต์เพียงเล็กน้อยและไม่มีผลกับโครงสร้างหลักของรถยนต์ตลอดจนเครื่องยนต์ที่จะส่งผลกระทบต่อการขับขี่อันจะเป็นเหตุให้ราคาของรถยนต์ต้องลดน้อยถอยลงไปอย่างมาก ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวออกประมูลขายได้ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 535,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่า รถยนต์ยี่ห้อและรุ่นเดียวกันนี้ซึ่งมีสภาพ อายุการใช้งาน ตลอดจนระยะทางการใช้งานที่ใกล้เคียงกันมีราคาซื้อขายในท้องตลาดเท่าใด จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ว่า ต้องขายได้มากกว่า 535,000 บาท ประกอบกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็วินิจฉัยปรับลดค่าขาดราคาลงจากที่โจทก์เรียกร้องมา 150,000 บาท คงให้จำเลยที่ 1 รับผิดเพียง 72,000 บาท ดังได้วินิจฉัยมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 วรรคหนึ่ง เป็นเงิน 72,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นางสาว ฑ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นางสาวชลทิชา แข็งสาริกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
ประมวญ รักศิลธรรม
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2564
#688044
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 เป็นต้นมา 3 งวด ติดกัน เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ 6 งวด ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่รับหนังสือ หากพันกำหนดแล้วไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทันที ซึ่งแม้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาปรากฏเหตุขัดข้องที่ส่งหนังสือบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะเหตุว่าจำเลยที่ 1 ไม่มารับภายในกำหนด แต่กรณีดังกล่าวสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 17 วรรคสาม ให้ถือว่าได้มีการส่งหนังสือบอกกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว โดยเนื้อความในหนังสือบอกกล่าวเป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10 (ก) ที่ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ซึ่งกำหนดให้สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องมีข้อสัญญานี้ด้วย ด้วยข้อสัญญาดังกล่าวมีผลให้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อก่อนครบกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวได้ แต่จำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระตามที่บอกกล่าวภายใน 30 วัน เพื่อมิให้โจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่าซื้อเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญา แต่เมื่อปรากฏว่าเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปส่งมอบคืนให้แก่โจทก์ โดยไม่รอให้ล่วงพ้นกำหนดเวลา 30 วัน โดยไม่มีข้อโต้แย้ง พฤติการณ์เท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่า อย่างไรเสียก็จะไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเป็นแน่ และไม่ประสงค์ที่จะชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเพื่อให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันต่อไป ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถดำเนินการได้เนื่องจากไม่มีข้อสัญญาห้ามมิให้ผู้เช่าซื้อกระทำเช่นนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะเหตุที่ใจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อทราบโดยชอบแล้ว โดยโจทก์หาจำต้องโต้แย้งคัดค้านการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแต่อย่างใดไม่ ทั้งการส่งมอบรถยนต์คืนเช่นนี้มิใช่เป็นกรณีจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาข้อ 12 ที่กำหนดให้สิทธิจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ เสียก็ได้ด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีให้แก่โจทก์เนื่องจากสัญญาข้อ 12 ดังกล่าวกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาอยู่ในเวลานั้นทันที และไม่ได้เป็นการสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยายดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 33,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 105,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ไปจากโจทก์ในราคา 851,214.96 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 11,822.43 บาท กับภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 827.57 บาท รวม 72 งวด กำหนดชำระภายในวันที่ 1 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 สิงหาคม 2556 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 13 งวด และผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างและค่าปรับชำระหนี้ล่าช้าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา โดยส่งทางไปรษณีย์ไปยังที่อยู่ตามที่ให้ไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แต่ส่งหนังสือดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เนื่องจากไม่มารับภายในกำหนด ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปคืนให้แก่โจทก์ จากนั้นโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 27 เมษายน 2558 ถึงจำเลยทั้งสองให้ใช้สิทธิซื้อรถยนต์คืนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากเพิกเฉยจะนำรถยนต์ออกประมูลขาย แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย วันที่ 21 พฤษภาคม 2558 โจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวออกประมูลขายได้ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 535,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดราคาเป็นเงิน 72,000 บาท ค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 33,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ปัญหาเรื่องค่าขาดประโยชน์ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 เป็นต้นมา 3 งวดติดกัน โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าว ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ทวงถามให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างรวม 6 งวด ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่รับหนังสือ หากพ้นกำหนดแล้วไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทันที ซึ่งแม้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาปรากฏเหตุขัดข้องที่ส่งหนังสือบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะเหตุว่าจำเลยที่ 1 ไม่มารับภายในกำหนด แต่กรณีดังกล่าวสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 17 วรรคสาม ให้ถือว่าได้มีการส่งหนังสือบอกกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว โดยเนื้อความในหนังสือบอกกล่าวข้างต้นเป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10 (ก) ที่ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 4 กำหนดให้สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องมีข้อสัญญานี้ ด้วยข้อสัญญาดังกล่าวมีผลให้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อก่อนครบกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวได้ กลับกันจำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างตามที่บอกกล่าวภายใน 30 วัน เพื่อมิให้โจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่าซื้อเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญา แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าวันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปส่งมอบคืนให้แก่โจทก์ไม่รอให้ล่วงพ้นกำหนดเวลา 30 วัน โดยไม่มีข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งอย่างอื่น พฤติการณ์เท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่า อย่างไรเสียก็จะไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเป็นแน่ และไม่ประสงค์ที่จะชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเพื่อให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันต่อไป ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถดำเนินการได้เนื่องจากไม่มีข้อสัญญาห้ามมิให้ผู้เช่าซื้อกระทำเช่นนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาเพราะเหตุที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อทราบโดยชอบแล้ว โดยที่โจทก์หาจำต้องโต้แย้งคัดค้านการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแต่อย่างใดไม่ ทั้งการส่งมอบรถยนต์คืนเช่นนี้มิใช่เป็นกรณีจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12 ที่กำหนดให้สิทธิจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ เสียก็ได้ ด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีให้แก่โจทก์ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาและที่โจทก์แก้ฎีกา เนื่องจากข้อ 12 ดังกล่าวกำหนดว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาอยู่ในเวลานั้นทันทีด้วย และถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยายดังที่ฎีกา ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า โจทก์ปฏิบัติฝ่าฝืนสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ข้อ 4 (5) ก. และ ข. นั้น แม้สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 กำหนดว่า โจทก์จะมีหนังสือแจ้งชื่อผู้ทำการขาย วัน เวลา สถานที่ที่ทำการขาย ราคาที่ขายได้ และรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขายเพียงเท่าที่ได้ใช้จ่ายไปจริงโดยประหยัดตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร รวมทั้งจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา ในกรณีการขายโดยวิธีประมูลหรือขายทอดตลาดที่เหมาะสมให้จำเลยที่ 1 ทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทำการขาย แต่สัญญาข้อ 13 ดังกล่าว ตลอดจนประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ข้อ 4 (5) ข. หาได้กำหนดว่า หากโจทก์ไม่แจ้งรายละเอียดต่าง ๆ ข้างต้นแล้ว ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดในส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาแต่อย่างใดไม่ ทั้งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ข้อ 4 (5) ก. กำหนดว่า ก่อนขายให้บุคคลอื่น ผู้ให้เช่าซื้อต้องแจ้งล่วงหน้าให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันทราบ เป็นหนังสือไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ประกาศฉบับดังกล่าวหาได้กำหนดว่า ก่อนนำรถยนต์ออกขายให้บุคคลอื่น ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อทราบชื่อผู้ทำการขาย วัน เวลา สถานที่ที่ทำการขายก่อนแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่สัญญาข้อ 13 กำหนดด้วยว่า โจทก์จะนำรถยนต์ตามสภาพที่รับคืนออกขายให้แก่บุคคลอื่น แต่ระยะทางการใช้งาน แสดงให้เห็นว่ามีการใช้งานรถยนต์คันที่เช่าซื้อภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบคืนแก่โจทก์แล้วนั้น เนื่องจากโดยปกติรถยนต์สามารถเคลื่อนย้ายได้ด้วยการขับ เมื่อจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโจทก์ ก็มีความจำเป็นที่โจทก์จะต้องนำไปเก็บรักษารวมถึงนำออกขายซึ่งจะต้องมีการเคลื่อนย้ายด้วยการขับไปยังที่ต่าง ๆ และเมื่อพิจารณาถึงระยะทางที่ระบุใน เปรียบเทียบกันแล้ว จะเห็นได้ว่าในวันที่นำออกขายรถยนต์คันดังกล่าวมีระยะทางการใช้งานเพิ่มขึ้นอีกเพียง 52 กิโลเมตร ซึ่งนายสอาด ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ว่า ระยะทางที่แตกต่างกันน่าจะเป็นช่วงที่มีการเคลื่อนย้ายรถไปเก็บหรือนำไปประมูลขาย กรณีจึงยังไม่พอให้รับฟังว่าโจทก์นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปใช้ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ส่วนที่หนังสือแสดงเจตนาคืนรถและตรวจสภาพรับรถระบุถึงสภาพตัวถังรถเพียงว่า มีรอยขีดข่วนรอบคัน บังโคลนมีรอยขีดข่วนลึก แต่รายงานการประมูลและบันทึกการขายรถยึดกลับระบุว่า สภาพรถกระจกหน้าแตก กันชนหน้าซ้ายครูด ไฟเลี้ยวกระจกมองข้างซ้ายแตก กระบะซ้ายครูด กระบะขวาบุบ กันชนท้ายบุบ ขูดขีดรอบคัน นั้น แม้หากรับฟังว่าเกิดความเสียหายแก่รถยนต์คันดังกล่าวเพิ่มขึ้นภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์แล้ว แต่ความเสียหายที่เพิ่มขึ้นนี้ เห็นได้ว่าเป็นเพียงรอยครูด รอยบุบ กระจกหน้าและไฟเลี้ยวกระจกมองข้างซ้ายแตก เป็นความเสียหายในส่วนสภาพภายนอกของรถยนต์เพียงเล็กน้อยและไม่มีผลกับโครงสร้างหลักของรถยนต์ตลอดจนเครื่องยนต์ที่จะส่งผลกระทบต่อการขับขี่อันจะเป็นเหตุให้ราคาของรถยนต์ต้องลดน้อยถอยลงไปอย่างมาก ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวออกประมูลขายได้ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 535,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่า รถยนต์ยี่ห้อและรุ่นเดียวกันนี้ซึ่งมีสภาพ อายุการใช้งาน ตลอดจนระยะทางการใช้งานที่ใกล้เคียงกันมีราคาซื้อขายในท้องตลาดเท่าใด จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ว่า ต้องขายได้มากกว่า 535,000 บาท ประกอบกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็วินิจฉัยปรับลดค่าขาดราคาลงจากที่โจทก์เรียกร้องมา 150,000 บาท คงให้จำเลยที่ 1 รับผิดเพียง 72,000 บาท ดังได้วินิจฉัยมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 วรรคหนึ่ง เป็นเงิน 72,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นางสาว ฑ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นางสาวชลทิชา แข็งสาริกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
ประมวญ รักศิลธรรม
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3884/2564
#680493
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำเบิกความของ ส. จะสอดคล้องกับบันทึกถ้อยคำที่ ส. ให้ถ้อยคำไว้ในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดมุกดาหารดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย แต่บันทึกถ้อยคำของ ส. ดังกล่าวไม่ใช่พยานหลักฐานอื่นที่มีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหากจากคำเบิกความของ ส. อันเป็นพยานหลักฐานที่ต้องการพยานหลักฐานประกอบนั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคสอง คำเบิกความของ ส. ที่มีลักษณะเป็นคำซัดทอดจึงไม่มีพยานหลักฐานอื่นมารับฟังประกอบเพื่อลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้เงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 1 ปีและปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้คู่ความฟัง หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้เงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายสุรศักดิ์ จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2747/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นพนักงานขับรถขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองเอี่ยน ผู้เสียหาย นำรถยนต์ของผู้เสียหายไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการน้ำมัน โดยใช้บิลน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้เสียหาย ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดมุกดาหารดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามหนังสือร้องเรียนที่กล่าวหาว่ามีการใช้บิลน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้เสียหายไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งพนักงานไต่สวนประจำสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดังกล่าวไต่สวนพยานไว้หลายคนรวมทั้งนายสุรศักดิ์ด้วย โดยนายสุรศักดิ์ให้ถ้อยคำว่า เมื่อนายสุรศักดิ์ขอบิลน้ำมันเชื้อเพลิง 1,000 บาท เพื่อนำไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ของผู้เสียหาย จำเลยและเจ้าหน้าที่อื่นของผู้เสียหายจะขอแบ่งเติมน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย 200 บาท โดยนายสุรศักดิ์เติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ของผู้เสียหายเพียง 800 บาท และจำเลยกับเจ้าหน้าที่อื่นจะนำรถยนต์ไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงส่วนที่เหลือ 200 บาทปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับพวกลักทรัพย์น้ำมันเชื้อเพลิงของผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายสุรศักดิ์ที่อ้างว่า เมื่อนายสุรศักดิ์รับบิลน้ำมันเชื้อเพลิง 1,000 บาท เพื่อนำไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ของผู้เสียหาย จำเลยขอแบ่งน้ำมันเชื้อเพลิงจากนายสุรศักดิ์ 200 บาท ก็ดี นายสุรศักดิ์เติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ของผู้เสียหายเพียง 800 บาท และแจ้งพนักงานสถานีบริการน้ำมันว่าจะมีคนมาเติมน้ำมันเชื้อเพลิงในภายหลังอีก 200 บาท ก็ดี นั้น ไม่ปรากฏว่าพนักงานสถานีบริการน้ำมันเป็นผู้ใด ส่วนตามคำเบิกความของนายศักดา พนักงานสถานีบริการน้ำมัน พยานโจทก์อีกปากหนึ่งได้ความเพียงว่าพนักงานขับรถยนต์ของผู้เสียหายนำรถยนต์ 2 คัน ของผู้เสียหายไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงคันละ 500 บาท โดยใช้บิลน้ำมันเชื้อเพลิง 1,000 บาท เท่านั้น และไม่ปรากฏว่าจำเลยไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ส่วนตัวในภายหลังโดยใช้บิลน้ำมันของผู้เสียหาย หรือมีการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงในลักษณะที่นายสุรศักดิ์เบิกความกล่าวอ้าง คำเบิกความของนายสุรศักดิ์ที่มีลักษณะเป็นคำซัดทอดดังกล่าวจึงเลื่อนลอยปราศจากพยานสนับสนุน ไม่มีเหตุผลอันหนักแน่นในการรับฟัง แม้คำเบิกความของนายสุรศักดิ์จะสอดคล้องกับบันทึกถ้อยคำที่นายสุรศักดิ์ให้ถ้อยคำไว้ในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดมุกดาหารดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย แต่บันทึกถ้อยคำของนายสุรศักดิ์ดังกล่าวไม่ใช่พยานหลักฐานอื่นที่มีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหากจากคำเบิกความของนายสุรศักดิ์อันเป็นพยานหลักฐานที่ต้องการพยานหลักฐานประกอบนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคสอง คำเบิกความของนายสุรศักดิ์ที่มีลักษณะเป็นคำซัดทอดจึงไม่มีพยานหลักฐานอื่นมารับฟังประกอบเพื่อลงโทษจำเลยได้ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกลักน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้เสียหายตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายประวิทย์ นามจุมจัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพรไชย วงศ์เมธานุเคราห์
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชลิต กฐินะสมิต
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3837/2564
#667228
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ต้องบังคับตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 204 ซึ่งหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน แม้สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ที่มีการหักทอนบัญชีครั้งสุดท้าย แต่การชำระหนี้ย่อมต้องปฏิบัติตามวิธีการของสัญญาบัญชีเดินสะพัด กล่าวคือ ให้กระทำเมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระเงินคงเหลือโดยดุลยภาค ตาม ป.พ.พ. มาตรา 856 ผลของการเลิกสัญญาจึงก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือหลังจากหักทอนบัญชีกันแล้ว และแม้เจ้าหนี้จะมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 แต่วันที่สัญญาเลิกกัน ก็ไม่ใช่กำหนดเวลาชำระหนี้ที่ได้กำหนดไว้ตามวันแห่งปฏิทินอันจะถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยพลัน กรณีจะถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดจึงต้องได้ความว่ามีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้คงเหลือ โดยต้องมีการบอกกล่าวทวงถามแล้ว เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ และจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดลงวันที่ 10 มกราคม 2561 ไปยังจำเลยที่ 3 และที่ 5 กับลงวันที่ 24 มกราคม 2561 ไปยังจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน จึงเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้ว จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 9,955,392.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,427,213.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จำนอง จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 9,210,821.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 9,043,628.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ชำระแทนเป็นเงิน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2560 และหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1277, 1282, 1285, 2412, 2413, 1426 ของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งหก ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์ด้วยการทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน 9,000,000 บาท มีจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ต่อโจทก์ตามวงเงินดังกล่าวพร้อมทั้งดอกเบี้ย โดยจำเลยที่ 4 ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 3 ให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าว นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังจดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1277, 1282, 1285, 2412, 2413 และ 2426 เพื่อเป็นประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ไว้แก่โจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 31 ธันวาคม 2559 สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเลิกกัน คิดเพียงวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 คงค้างชำระหนี้ 9,043,628.40 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 และวันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 ตามลำดับ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉย โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดลงวันที่ 10 มกราคม 2561 ไปยังจำเลยที่ 3 และที่ 5 กับลงวันที่ 24 มกราคม 2561 ไปยังจำเลยที่ 6 ซึ่งจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 หรือไม่ เห็นว่า การที่จะถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ต้องบังคับตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว" และวรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้ ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว" สำหรับหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าได้กำหนดเวลาชำระหนี้กันไว้ตามวันแห่งปฏิทิน แม้สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2559 แต่การชำระหนี้ย่อมต้องปฏิบัติตามวิธีการของสัญญาบัญชีเดินสะพัด กล่าวคือ ให้กระทำเมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระเงินคงเหลือโดยดุลยภาค ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 856 ผลของการเลิกสัญญาจึงก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือหลังจากหักทอนบัญชีกันแล้ว และแม้เจ้าหนี้จะมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 แต่วันที่สัญญาเลิกกัน ก็ไม่ใช่กำหนดเวลาชำระหนี้ที่ได้กำหนดกันไว้ตามวันแห่งปฏิทินอันจะถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยพลัน กรณีจะถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดจึงต้องได้ความว่ามีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระเงินคงเหลือ กล่าวคือ ต้องมีการบอกกล่าวทวงถามแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ และจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 มิใช่ผิดนัดในวันที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดความรับผิดมา เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดลงวันที่ 10 มกราคม 2561 ไปยังจำเลยที่ 3 และที่ 5 กับลงวันที่ 24 มกราคม 2561 ไปยังจำเลยที่ 6 จึงเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้ว จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวการผิดนัดไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน และพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 รับผิดในดอกเบี้ยดังกล่าวเพียง 60 วัน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดนับแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดกรณีผิดนัดชำระหนี้นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 จึงเป็นการไม่ชอบ โดยในระหว่างที่ยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด ช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2561 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราปกติเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตรา เอ็ม โอ อาร์ โดยให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่มีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา สำหรับต้นเงินในวงเงินเบิกเกินบัญชี 9,000,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราสูงสุดกรณีปกติ โดยให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่มีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา สำหรับต้นเงินส่วนที่เกินวงเงินเบิกเกินบัญชี 43,628.40 บาท และตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 ที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,043,628.40 บาท สำหรับดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แบบคงที่นั้น หากโจทก์เปลี่ยนแปลงประกาศอัตราดอกเบี้ยภายหลังวันฟ้อง โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยกรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ต่ำกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จะทำให้การคิดดอกเบี้ยแบบคงที่เกินกว่าประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ในช่วงเวลานั้นได้ จึงเห็นสมควรกำหนดให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องโดยอ้างอิงตามอัตราดอกเบี้ยกรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่มีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ฟ้อง ในส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ค้ำประกันนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดนับแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 และโจทก์บอกกล่าวการผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้ว จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 แต่ตามคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์ขอให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 รับผิดในดอกเบี้ยอัตราผิดนัด โดยระบุวันที่ 2 มกราคม 2561 เป็นวันผิดนัดที่เริ่มคิดดอกเบี้ย ส่วนดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระอยู่ก่อนนั้น โจทก์มิได้ขอให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 รับผิดด้วย จึงต้องกำหนดให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 รับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามที่วินิจฉัยมา นอกจากนี้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนนั้น ตามหนังสือสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง ข้อ 5 ระบุว่า "...กรณีที่ผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินเป็นประกันหนี้ของบุคคลอื่น ผู้จำนองไม่ต้องรับผิดเกินราคาทรัพย์สินซึ่งจำนองในเวลาที่บังคับจำนองหรือเอาทรัพย์จำนองหลุด" เมื่อจำเลยที่ 2 จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 จำนองทรัพย์สินของตนเป็นประกันหนี้ของบุคคลอื่น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเกินราคาทรัพย์สินซึ่งจำนองในเวลาที่บังคับจำนองตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวมานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

อนึ่ง โจทก์ฟ้องและมีคำขอให้บังคับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2426 แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1426 ทั้งยังระบุให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาด ซึ่งขัดต่อคำวินิจฉัยที่ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 อันเป็นข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้ไขในส่วนคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงเติมข้อความที่ถูกต้องในวงเล็บเท่านั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ชัดเจน นอกจากนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ค้ำประกันร่วมกันรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,000,000 บาท นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2561 เป็นต้นไป โดยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 210,821.91 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะปัญหาว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จึงเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกา 210,821 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาล 4,216 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 9,210,821 บาท เป็นเงิน 184,216 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมา 180,000 บาท แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำนวนหนี้ 9,043,628.40 บาท นั้น ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราเอ็ม โอ อาร์ ของต้นเงิน 9,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2561 กับดอกเบี้ยอัตราสูงสุดกรณีปกติ ของต้นเงิน 43,628.40 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2561 โดยให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่มีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา และดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,043,628.40 บาท นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,000,000 บาท นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต้องชำระนับถัดจากวันฟ้อง ให้ปรับเปลี่ยนไปตามอัตราดอกเบี้ยกรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่มีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1277, 1282, 1285, 2412, 2413 และ 2426 ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 180,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 ม. 204 ม. 686 ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายวิญญา พลศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางณัฐสิร์ นิตยะประภา
ชื่อองค์คณะ
วิไล จิวังกูร
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3829/2564
#664286
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อันว่าหุ้นนั้นย่อมโอนกันได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมของบริษัท เว้นแต่เมื่อเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นซึ่งมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และข้อบังคับจำเลยที่ 1 ข้อ 2 ระบุว่า หุ้นของบริษัทเป็นหุ้นสามัญชนิดระบุชื่อ ส่วนข้อ 3 ระบุด้วยว่า การโอนหุ้นนั้น ผู้จะโอนจะต้องบอกกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน และหลังจากนั้นแล้ว 30 วัน หากไม่มีผู้ใดประสงค์จะรับโอน จึงจะโอนให้แก่บุคคลภายนอกได้ และจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการด้วย แม้จำเลยที่ 1 ไม่มีการจัดทำใบหุ้นให้ผู้ถือหุ้นแต่ละราย แต่เมื่อหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 มีการออกเลขหมายใบหุ้นแล้ว กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ด้วย แม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยมีการตั้งคณะกรรมการ แต่เมื่อข้อบังคับบริษัทซึ่งได้จดทะเบียนไว้และผูกพันเป็นสัญญาในระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัทกำหนดให้การโอนหุ้นต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ย่อมเป็นหน้าที่ของบริษัทต้องดำเนินการให้มีคณะกรรมการบริษัทเพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับ การไม่มีคณะกรรมการบริษัทมิใช่เหตุที่จะยกขึ้นปฏิเสธการปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการโอนหุ้นดังกล่าว ทั้งข้อบังคับจำเลยที่ 1 มิได้มีข้อยกเว้นว่า ถ้าเป็นการโอนหุ้นให้แก่บุคคลภายในครอบครัวหรือการโอนหุ้นให้แก่บุตรแล้วมิต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ 3 การที่ จ. โอนหุ้นตามฟ้องให้จำเลยที่ 3 บุตรของ จ. ซึ่งไม่ใช่ผู้ถือหุ้นเดิมแต่เป็นบุคคลภายนอก โดยมิได้บอกกล่าวให้แก่โจทก์และผู้ถือหุ้นเดิมคนอื่น ๆ ทราบเพื่อให้โจทก์และผู้ถือหุ้นเดิมมีโอกาสรับโอนหุ้นจาก จ. ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของจำเลยที่ 1 เสียก่อนจึงไม่เป็นไปตามข้อบังคับและเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นที่ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับนั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างนายเจริญกับจำเลยที่ 3 ทั้งหมด ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับใหม่ซึ่งมีชื่อนายเจริญเป็นผู้ถือหุ้น 22,500 หุ้น เช่นเดิม พร้อมทั้งไปจดแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างนายเจริญ ผู้ตาย กับจำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับใหม่ให้มีชื่อนายเจริญ ผู้ตาย เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 จำนวน 22,500 หุ้น ดังที่เป็นอยู่เดิม พร้อมดำเนินการจดแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 เพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความศาลละ 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ 1 มีผู้ถือหุ้นรวม 7 คน คือ นายไพบูลย์ ถือหุ้น 5,000 หุ้น นายวิเชียร ถือหุ้น 6,000 หุ้น จำเลยที่ 2 ถือหุ้น 6,000 หุ้น นายส่งศักดิ์ ถือหุ้น 3,000 หุ้น นางปิยาภรณ์ ถือหุ้น 5,000 หุ้น นายวิสูตร ถือหุ้น 12,500 หุ้น และโจทก์ถือหุ้น 12,500 หุ้น วันที่ 1 ตุลาคม 2557 โจทก์และนายวิสูตรโอนหุ้น 10,000 หุ้น และ 12,500 หุ้น ตามลำดับ ให้แก่นายเจริญ เดือนมิถุนายน 2560 นายเจริญโอนหุ้นของตนทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 3 มีการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับใหม่และนำไปจดแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทแล้ว โดยอ้างมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2560 แต่นายเจริญโอนหุ้นดังกล่าวโดยมิได้บอกกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมก่อนดังที่ระบุไว้ในข้อบังคับของจำเลยที่ 1 นายเจริญถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างนายเจริญกับจำเลยที่ 3 ตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "อันว่าหุ้นนั้นย่อมโอนกันได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมของบริษัท เว้นแต่เมื่อเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นซึ่งมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น" และข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 2 ระบุว่า หุ้นของบริษัทเป็นหุ้นสามัญชนิดระบุชื่อ ส่วนข้อ 3 ระบุด้วยว่า การโอนหุ้นนั้น ผู้จะโอนจะต้องบอกกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน และหลังจากนั้นแล้ว 30 วัน หากไม่มีผู้ใดประสงค์จะรับโอน จึงจะโอนให้แก่บุคคลภายนอกได้ และจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการด้วย แม้คู่ความนำสืบรับกันว่า บริษัทจำเลยที่ 1 ไม่มีการจัดทำใบหุ้นให้ผู้ถือหุ้นแต่ละรายแต่เมื่อหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 มีการออกเลขหมายใบหุ้นแล้ว กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ด้วย ดังนั้น การที่นายเจริญโอนหุ้นของตนตามฟ้องซึ่งเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อให้แก่จำเลยที่ 3 นายเจริญจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าว แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 3 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งปรากฏว่า ก่อนที่นายเจริญจะโอนหุ้นตามฟ้องให้จำเลยที่ 3 ซึ่งไม่ใช่ผู้ถือหุ้นเดิม แต่เป็นบุคคลภายนอก นายเจริญมิได้บอกกล่าวให้แก่โจทก์และผู้ถือหุ้นเดิมคนอื่น ๆ ทราบเพื่อให้โจทก์และผู้ถือหุ้นเดิมมีโอกาสรับโอนหุ้นจากนายเจริญภายในเวลาที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของจำเลยที่ 1 เสียก่อน การโอนหุ้นของนายเจริญให้แก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 3 อ้างว่า นายเจริญโอนหุ้นให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตร ถือเป็นบุคคลภายในครอบครัว มิใช่บุคคลภายนอก จึงไม่จำต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ นั้น ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมิได้มีข้อยกเว้นว่าถ้าเป็นการโอนหุ้นให้แก่บุคคลภายในครอบครัวหรือการโอนหุ้นให้แก่บุตรแล้วมิต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ 3 แต่อย่างใด ทั้งการโอนหุ้นต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ข้อที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่าบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีการตั้งคณะกรรมการ แสดงว่าในทางปฏิบัติผู้ถือหุ้นมิได้ถือปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัทอย่างเคร่งครัดนั้น เมื่อข้อบังคับบริษัทซึ่งได้จดทะเบียนไว้และผูกพันเป็นสัญญาในระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัทกำหนดให้การโอนหุ้นต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการย่อมเป็นหน้าที่ของบริษัทต้องดำเนินการให้มีคณะกรรมการบริษัทเพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับ การไม่มีคณะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 มิใช่เหตุที่จะยกขึ้นปฏิเสธการปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการโอนหุ้นดังที่จำเลยที่ 3 นำสืบแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยที่ 3 โต้แย้งว่า นายวิสูตรและโจทก์เคยโอนหุ้นให้แก่นายเจริญโดยมิได้ปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ 3 นั้น ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า การโอนหุ้นดังกล่าวเป็นกรณีนายวิสูตรและโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนโอนหุ้นคืนให้แก่นายเจริญผู้เป็นตัวการซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริงที่ได้ร่วมถือหุ้นฝ่ายละกึ่งหนึ่งกับครอบครัวฝ่ายนายไพบูลย์ กรณีมิใช่เป็นการโอนหุ้นให้แก่บุคคลภายนอกที่จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัท ที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่า ภายหลังจำเลยที่ 3 รับโอนหุ้นแล้ว ในวันประชุมผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2561 ตัวแทนโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านการที่จำเลยที่ 3 เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้ถือหุ้นและเป็นประธานที่ประชุม และโจทก์มิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นดังกล่าว แต่มาฟ้องคดีนี้หลังนายเจริญถึงแก่ความตาย จึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตนั้น ได้ความว่า หลังจากการประชุมผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2561 แล้ว ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2561 โจทก์ทำหนังสือไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเพื่อขอให้เพิกถอนการโอนหุ้น จากนั้นวันที่ 25 มิถุนายน 2561 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ดำเนินการโอนหุ้นตามฟ้องกลับคืนมาอยู่ในชื่อนายเจริญ อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยังคงโต้แย้งการโอนหุ้นตามฟ้อง หาใช่ไม่โต้แย้งคัดค้านดังที่จำเลยที่ 3 นำสืบและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ และคดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นที่ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 หาได้ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2560 ตามมาตรา 1195 แต่อย่างใด เมื่อการโอนหุ้นตามฟ้องไม่เป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น โจทก์จึงขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างนายเจริญกับจำเลยที่ 3 ตามฟ้องได้ กรณีหาใช่โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้เพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างนายเจริญ กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นให้มีชื่อนายเจริญ ถือหุ้นจำเลยที่ 1 จำนวน 22,500 หุ้น และจดแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1129
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นายวิสุทธิ์ จินดาดำรงเวช
ศาลอุทธรณ์ — นางบุษยา รอดยินดี
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
พิศิฎฐ์ สุดลาภา
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3828/2564
#664326
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ การทำคำเสนอซื้อเพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ ข้อ 54 กำหนดว่า ให้นำข้อกำหนดในหมวด 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งในหมวด 4 ข้อ 18 กำหนดให้ผู้ทำคำเสนอซื้อยื่นคำเสนอซื้อตามแบบ 247 - 4 พร้อมแบบตอบรับคำเสนอซื้อต่อสำนักงานโดยมีที่ปรึกษาทางการเงินเป็นผู้จัดเตรียมคำเสนอซื้อ และที่ปรึกษาทางการเงินตามนิยามข้อ 1 ของประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนฉบับดังกล่าว หมายความว่า ที่ปรึกษาทางการเงินที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่สำนักงานให้ความเห็นชอบ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำคำเสนอซื้อและเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบ เมื่อตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 มิได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าที่ปรึกษาทางการเงินจะต้องเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นอิสระ แม้ต่อมาจะมีประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทก.50/2559 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ (ฉบับที่ 3) ข้อ 3 ให้ยกเลิกความใน (4) ของข้อ 56 แห่งประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 โดยให้ใช้ข้อความว่า มูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการซึ่งประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินอิสระแทนก็ตาม แต่ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทก.50/2559 ข้อ 4 ระบุว่า ก่อนการแก้ไขโดยประกาศฉบับนี้ ให้ถือว่ามูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการที่ประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ 56 (4) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศฉบับนี้แล้ว ดังนั้น ขณะเกิดเหตุคดีนี้ประกาศที่ใช้บังคับคือ ประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 เมื่อประกาศฉบับใหม่ไม่มีผลย้อนหลัง จึงถือว่ามูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการซึ่งประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินตามข้อความในข้อ 56 (4) ฉบับก่อนแก้ไขกระทำได้แม้มิได้ประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นอิสระ

ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วยการให้ความเห็นชอบที่ปรึกษาทางการเงินและขอบเขตการดำเนินงาน พ.ศ.2552 ข้อ 25 ที่ห้ามมิให้ที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของผู้ถือหุ้นตามข้อ 24 ในกรณีที่ที่ปรึกษาทางการเงินมีความเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการ การเป็นที่ปรึกษาของผู้ถือหุ้นตามข้อ 24 เป็นการให้ความเห็นต่อผู้ถือหลักทรัพย์ของกิจการที่ถูกเสนอซื้อเกี่ยวกับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งหมายถึงหลักทรัพย์ของกิจการจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกิจการที่ถูกเสนอซื้อหลักทรัพย์ หาใช่กิจการจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกิจการที่เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อแต่อย่างใดไม่ ข้อ 24 ตามประกาศดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับที่ปรึกษาทางการเงินของจำเลยที่ 1 ผู้ทำคำเสนอซื้อ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ตั้งตนเองเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของตนเองในการดำเนินการจัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โดยที่ปรึกษาทางการเงินเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้ทำคำเสนอซื้อจึงไม่ต้องห้ามตามกฎหมายและสามารถทำได้โดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ยกเลิกคำเสนอซื้อหลักทรัพย์จดทะเบียนของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ทำหนังสือยกเลิกคำขอเพิกถอนหลักทรัพย์จดทะเบียนส่งถึงกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และประธาน/เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หากไม่ปฏิบัติตามขอให้พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นโมฆะกรรม

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การ โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ (ที่ถูก ต้องสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดสำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย) คดีในส่วนนี้ถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ได้

ระหว่างสืบพยานโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ด คู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงท้ากันให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อพร้อมแบบตอบรับคำเสนอซื้อโดยจำเลยที่ 1 เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของตนเอง และได้รับความเห็นชอบในการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นการทำได้โดยชอบตามกฎหมายหรือไม่ โดยหากทำได้และทำโดยชอบ ฝ่ายโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดยอมแพ้คดี ส่วนหากทำไม่ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ฝ่ายจำเลยที่ 1 ยอมแพ้คดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อพร้อมแบบตอบรับคำเสนอซื้อโดยจำเลยที่ 1 เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของตนเอง และได้รับความเห็นชอบในการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นการทำได้โดยชอบตามกฎหมาย โดยทำได้และทำโดยชอบ ฝ่ายโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดจึงต้องแพ้คดีตามคำท้า โดยถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 10 ที่ 13 ถึงที่ 18 และที่ 20 ถึงที่ 27 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของจำเลยที่ 2 โดยคิดเป็นร้อยละ 94.66 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยในบริษัทจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2531 เมื่อประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 1 โดยกรรมการผู้มีอำนาจได้ประกาศต่อสาธารณชนและแจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจำเลยที่ 1 จะดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอถอนหุ้นที่ซื้อขายออกจากการเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเนื่องจากจำเลยที่ 2 มีผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนร้อยละ 5.34 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งเป็นการที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการกระจายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นรายย่อยน้อยกว่าเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่มีนโยบายในการลดสัดส่วนการถือครองหุ้นของจำเลยที่ 1 ในจำเลยที่ 2 ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีเพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมรายปีที่ต้องชำระตามปกติ และหากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถแก้ไขสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อยได้จะมีผลต่อชื่อเสียงของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของจำเลยที่ 2 จึงแจ้งให้จำเลยที่ 2 เพิกถอนหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 2 เพื่อพิจารณาและมีมติในเรื่องดังกล่าว โดยได้มีการแต่งตั้งบริษัท อ. เป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระของผู้ถือหุ้นทั่วไปเพื่อทำรายงานเสนอความเห็นและชี้แจงต่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการขอเพิกถอนหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 2 มีมติอนุมัติให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ต่อมาคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้พิจารณาคำขอเพิกถอนหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์อนุมัติให้เพิกถอนหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามที่จำเลยที่ 2 ขอมาตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสาร ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 (แบบ 247 - 4) โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อและจัดเตรียมคำเสนอซื้อ จำเลยที่ 1 เป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 10 ที่ 13 ถึงที่ 18 และที่ 20 ถึงที่ 27 ว่า ที่จำเลยที่ 1 ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนนั้น การที่ที่ปรึกษาทางการเงินเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้ทำคำเสนอซื้อทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า หลักเกณฑ์การเพิกถอนหลักทรัพย์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มีขั้นตอนในการขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น โดยบริษัทจะต้องมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้น มีการเสนอความเห็นของที่ปรึกษาทางการเงินในเรื่องของราคาหุ้นที่เหมาะสม ที่ประชุมมีมติเห็นชอบไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด หลังจากได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น บริษัทต้องยื่นคำขอเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อพิจารณาอนุมัติ เมื่อได้รับอนุมัติจึงมีการจัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์จากผู้ถือหุ้น เสร็จแล้วให้รายงานผลไปที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณากำหนดวันเพิกถอนหลักทรัพย์ ซึ่งในการจัดทำคำเสนอซื้อจำเป็นต้องมีที่ปรึกษาทางการเงินเข้าร่วมในการจัดทำคำเสนอซื้อด้วย โดยในคดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำคำเสนอซื้อและเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้ความเห็นชอบ ทั้งได้มีการแจ้งการดำเนินการไปยังคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว และได้มีการอนุมัติให้เพิกถอนหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว ซึ่งเมื่อพิจารณาตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 12/2554 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ การทำคำเสนอซื้อเพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ ข้อ 54 กำหนดว่า ให้นำข้อกำหนดในหมวด 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งในหมวด 4 ข้อ 18 กำหนดให้ผู้ทำคำเสนอซื้อยื่นคำเสนอซื้อตามแบบ 247 – 4 พร้อมแบบตอบรับคำเสนอซื้อต่อสำนักงาน โดยมีที่ปรึกษาทางการเงินเป็นผู้จัดเตรียมคำเสนอซื้อ และที่ปรึกษาทางการเงินตามนิยามข้อ 1 ของประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนฉบับดังกล่าว หมายความว่า ที่ปรึกษาทางการเงินที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่สำนักงานให้ความเห็นชอบ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำคำเสนอซื้อและเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบ เมื่อตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 มิได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าที่ปรึกษาทางการเงินจะต้องเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นอิสระ แม้ต่อมาจะมีประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทก.50/2559 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ (ฉบับที่ 3) ข้อ 3 ให้ยกเลิกความใน (4) ของข้อ 56 แห่งประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 โดยให้ใช้ข้อความว่า มูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการซึ่งประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินอิสระแทนก็ตาม แต่ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทก.50/2559 ข้อ 4 ระบุว่า ก่อนการแก้ไขโดยประกาศฉบับนี้ ให้ถือว่ามูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการที่ประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ 56 (4) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศฉบับนี้แล้ว ดังนั้น ขณะเกิดเหตุคดีนี้ประกาศที่ใช้บังคับคือประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 เมื่อประกาศฉบับใหม่ไม่มีผลย้อนหลัง จึงถือว่ามูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการซึ่งประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินตามข้อความในข้อ 56 (4) ฉบับก่อนแก้ไขกระทำได้แม้มิได้ประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นอิสระ ที่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 10 ที่ 13 ถึงที่ 18 และที่ 20 ถึงที่ 27 ฎีกาว่า การทำหน้าที่ของที่ปรึกษาทางการเงินจะต้องปฏิบัติตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วยการให้ความเห็นชอบที่ปรึกษาทางการเงินและขอบเขตการดำเนินงาน พ.ศ.2552 ในส่วนของที่ปรึกษาทางการเงินในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ ข้อ 25 ที่ห้ามมิให้ที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของผู้ถือหุ้นตามข้อ 24 ในกรณีที่ที่ปรึกษาทางการเงินมีความเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการ ที่ปรึกษาทางการเงินจึงไม่อาจมีความเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการ ไม่อาจเป็นบุคคลคนเดียวกันได้ เห็นว่า ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วยการให้ความเห็นชอบที่ปรึกษาทางการเงินและขอบเขตการดำเนินงาน พ.ศ.2552 ข้อ 25 ที่ห้ามมิให้ที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของผู้ถือหุ้นตามข้อ 24 ในกรณีที่ที่ปรึกษาทางการเงินมีความเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการ ที่ปรึกษาทางการเงินจึงไม่อาจมีความเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการนั้น การเป็นที่ปรึกษาของผู้ถือหุ้นตามข้อ 24 เป็นการให้ความเห็นต่อผู้ถือหลักทรัพย์ของกิจการที่ถูกเสนอซื้อเกี่ยวกับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งในคดีนี้หมายถึงหลักทรัพย์ของกิจการจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกิจการที่ถูกเสนอซื้อหลักทรัพย์ หาใช่กิจการจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกิจการที่เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อแต่อย่างใดไม่ ข้อ 24 ตามประกาศดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับที่ปรึกษาทางการเงินของจำเลยที่ 1 ผู้ทำคำเสนอซื้อ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ตั้งตนเองเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของตนเองในการดำเนินการจัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โดยที่ปรึกษาทางการเงินเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้ทำคำเสนอซื้อจึงไม่ต้องห้ามตามกฎหมายและสามารถทำได้โดยชอบ อีกทั้งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยตามคำท้าครบถ้วนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เข้าทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้แก่ตนเองเพื่อการดังกล่าวจึงกระทำได้โดยชอบ โจทก์ทั้งหมดต้องแพ้คดีตามคำท้า ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 10 ที่ 13 ถึงที่ 18 และที่ 20 ถึงที่ 27 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. กับพวก
จำเลย — ธนาคาร ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัมพันธ์ ผาสุก
ศาลอุทธรณ์ — นายสมคิด แสงธรรม
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
สันทัด สุจริต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3800/2564
#666495
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การและคำเบิกความของจำเลยที่ 2 แม้จะปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าใบรับรองแพทย์ที่ซื้อมาจากจำเลยที่ 3 เป็นเอกสารปลอม แต่จำเลยที่ 2 ก็รับว่าไม่ได้พาคนต่างด้าวไปตรวจสุขภาพจริง เท่ากับยอมรับว่าซื้อใบรับรองแพทย์ดังกล่าวมาโดยไม่ถูกต้อง จึงไม่ได้เป็นการปัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 3 แต่เพียงลำพัง หากเป็นการให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสั่งซื้อใบรับรองแพทย์ปลอมของกลาง ทั้งจำเลยที่ 2 ได้ให้การถึงเรื่องดังกล่าวทันทีในวันที่เจ้าพนักงานตำรวจเชิญตัวไปสถานีตำรวจ จึงถือเป็นพยานซัดทอดที่มีเหตุผลอันหนักแน่น มีน้ำหนักรับฟังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง

ป.อ. มาตรา 91 มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดในวันเดียวกันหรือวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันจะเป็นความผิดหลายกรรมไม่ได้ เมื่อตามฟ้องโจทก์บรรยายไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน และมีคำขอตาม ป.อ. มาตรา 91 แม้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ใบรับรองแพทย์ปลอมทั้ง 16 ฉบับ ยื่นแสดงต่อนาย ส. ในคราวเดียวและวันเดียวกัน แต่โดยสภาพการกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวย่อมมีผลถึงคนต่างด้าวแต่ละรายแยกต่างหากจากกัน อันเป็นการบรรยายฟ้องที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาในการกระทำความผิดให้เกิดผลแตกต่างแยกต่างหากจากกันแล้ว จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 16 กระทง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 91, 264, 265, 268 และริบใบรับรองแพทย์ของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 จำคุกคนละ 2 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือนรวม 16 กระทง เป็นจำคุกคนละ 96 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 64 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากบริษัท ว. และบริษัท ด. นายจ้างของคนต่างด้าวกับคนต่างด้าว 16 คน ตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งชาติอื่นแทนคนต่างด้าวดังกล่าว พร้อมยื่นเอกสารและหลักฐานประกอบ ซึ่งมีใบรับรองแพทย์ปลอม 16 ฉบับ ของกลาง รวมอยู่ด้วย ต่อนายสุเมธ นักวิชาการแรงงาน ประจำสำนักงานจัดหางานจังหวัดปทุมธานี เพื่อขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอาชีพรับจ้างจดทะเบียนใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว โดยจำเลยที่ 2 เป็นญาติกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซื้อใบรับรองแพทย์ปลอมของกลางนำไปมอบให้จำเลยที่ 1 เพื่อใช้ประกอบการยื่นคำร้องคำขอเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมรวม 16 กระทง โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา คดีในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ สำหรับปัญหานี้เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ก่อน โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพเป็นพยาบาลของบริษัทโรงพยาบาล บ. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับงานจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว จำเลยที่ 1 เพียงแต่ช่วยงานจำเลยที่ 2 เฉพาะเวลาที่มีงานเร่งด่วน โดยได้รับสินน้ำใจตอบแทนจากการช่วยงานในฐานะญาติเท่านั้น เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนจัดตั้งและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท อ. ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการให้บริการรับทำหนังสือเดินทาง รับทำวีซ่ารับทำใบอนุญาตทำงานทั้งคนไทยต่างชาติ และรับรายงานตัวคนต่างด้าว โดยจำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของบริษัท บริษัท ว. และบริษัท ด. ว่าจ้างบริษัทดังกล่าวดำเนินการขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานของลูกจ้างซึ่งเป็นคนต่างด้าวในคดีนี้ โดยข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้พิมพ์ข้อความในแบบคำขอเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว ทั้งเป็นผู้จัดเตรียมและตรวจสอบเอกสารประกอบซึ่งรวมถึงใบรับรองแพทย์ปลอมของกลาง ที่บ้านของจำเลยที่ 2 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการยื่นคำขอดังกล่าวด้วยตนเอง แสดงให้เห็นว่านอกจากอาชีพพยาบาลแล้ว จำเลยที่ 1 ยังประกอบกิจการรับจ้างจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวร่วมกับจำเลยที่ 2 ในนามบริษัทด้วย มิใช่เพียงช่วยงานในฐานะญาติดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกา และจำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 เนื่องจากไม่ทราบว่าใบรับรองแพทย์ที่จำเลยที่ 2 นำมามอบให้เป็นเอกสารปลอมนั้น ได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่า รัฐบาลประกาศให้นายจ้างเร่งดำเนินการจดทะเบียนต่ออายุใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 31 มีนาคม 2561 ขณะเกิดเหตุจึงมีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมาก ทำให้การไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลต้องรอคิวเป็นเวลานานจนไม่สามารถจดทะเบียนได้ทัน ทำให้จำเลยที่ 2 ตัดสินใจซื้อใบรับรองแพทย์ปลอม แสดงว่า ปัญหาเกี่ยวกับการขอใบรับรองแพทย์ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยทั่วไป ผู้ประกอบกิจการรับจ้างจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวน่าจะทราบปัญหาดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการรับจ้างจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวร่วมกับจำเลยที่ 2 ดังวินิจฉัยข้างต้น ทั้งจำเลยที่ 1 เบิกความรับว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลเร่งให้ดำเนินการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวจริงแล้ว เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ทราบถึงปัญหาเกี่ยวกับการขอใบรับรองแพทย์ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 2 ในการซื้อใบรับรองแพทย์ปลอมของกลางจริงแล้ว เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยถึงวิธีการได้มาซึ่งใบรับรองแพทย์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวมาข้างต้น จำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของบริษัท อ. ซึ่งเป็นคู่สัญญากับบริษัท ว. และบริษัท ด. ทั้งยังเป็นผู้รับมอบอำนาจจากทั้งสองบริษัทดังกล่าวและคนต่างด้าวทั้ง 16 คน ในการยื่นคำขอเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว จึงมีหน้าที่ตรวจสอบว่าใบรับรองแพทย์ซึ่งเป็นเอกสารประกอบที่ได้รับมาจากจำเลยที่ 2 เป็นใบรับรองแพทย์ที่คนต่างด้าวได้มาจากการตรวจสุขภาพจริงหรือไม่ ก่อนที่จะนำไปใช้อ้างแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งจบการศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตและมีประสบการณ์ทำงานในโรงพยาบาลด้วย กลับให้การในชั้นสอบสวน เพียงว่า จำเลยที่ 1 โทรศัพท์สอบถามชื่อแพทย์ผู้ตรวจจากโรงพยาบาล ล. เมื่อรับแจ้งว่ามีชื่อแพทย์ผู้ตรวจที่ลงนามในใบรับรองแพทย์ดังกล่าวก็เชื่อว่าเป็นใบรับรองแพทย์ที่ออกจากโรงพยาบาลจริง โดยไม่แม้แต่จะขอคำยืนยันจากคนต่างด้าวที่เป็นผู้รับการตรวจสุขภาพก่อน ซึ่งมิใช่พฤติการณ์ที่ผู้มีความรู้และประกอบอาชีพเช่นจำเลยที่ 1 พึงกระทำ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้จึงไม่สมเหตุผล ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเช่นเดียวกัน สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 3 นั้น ข้อที่จำเลยที่ 3 ฎีกาเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ว่า จำเลยที่ 3 นำสืบยอมรับว่ารู้จักและเคยรับเงินที่โอนจากจำเลยที่ 2 แต่อ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับใบรับรองแพทย์ปลอมของกลาง จำเลยที่ 2 โอนเงินให้เป็นค่าจ้างบริการจดทะเบียนการทำงานของคนต่างด้าวโดยในการรับจดทะเบียนจำเลยที่ 3 จะเป็นผู้จัดเตรียมเอกสารที่รับมาจากฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างด้วยตนเอง หลังจากเอกสารครบถ้วนแล้วจะนำตัวคนต่างด้าวไปตรวจสุขภาพเพื่อออกใบรับรองแพทย์ แต่จำเลยที่ 3 กลับเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 3 ไม่เคยจัดเตรียมหรือจัดทำเอกสารใดๆ ให้แก่จำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ซึ่งขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 3 อ้างว่า เงินที่รับโอนมาจากจำเลยที่ 2 เป็นเงินค่าจ้างบริการจดทะเบียนการทำงานของคนต่างด้าว พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์นั้น จำเลยที่ 3 ฎีกาในข้อนี้ว่า ประเด็นดังกล่าวทนายจำเลยที่ 2 ตั้งคำถามจำเลยที่ 3 ว่า พยานก็เคยจัดทำใบรับรองแพทย์ให้แก่จำเลยที่ 2 ใช่หรือไม่ จำเลยที่ 3 จึงเบิกความตอบไปว่า ไม่เคยจัดเตรียมหรือจัดทำเอกสารใดๆ ให้แก่จำเลยที่ 2 ในการต่อใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวแต่อย่างใด ซึ่งนอกจากจะเป็นการอ้างคำเบิกความไม่ตรงกับที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้แล้ว จำเลยที่3 ยังไม่ได้โต้แย้งเหตุผลตามข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวข้างต้นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบเพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีเพียงคำให้การซัดทอดของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยที่ 3 ได้นั้น ปัญหาดังกล่าวโจทก์มีร้อยตำรวจเอกเกริกชัย รองสารวัตรป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจภูธรสวนพริกไทย เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากโรงพยาบาล ล. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ผู้ที่ปลอมและใช้ใบรับรองแพทย์ปลอมของกลางแล้ว เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 พยานเชิญตัวจำเลยที่ 1 มาสอบถามจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นผู้ยื่นคำขอเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว พร้อมยื่นเอกสารและหลักฐานประกอบซึ่งมีใบรับรองแพทย์ปลอมของกลาง โดยจำเลยที่ 1 รับเอกสารดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 2 ต่อมาในวันเดียวกันพยานสืบทราบว่าจำเลยที่ 2 ไปที่ห้างสรรพสินค้า ซ. พยานกับพวกจึงเดินทางไปเชิญตัวจำเลยที่ 2 มาสอบถามจำเลยที่ 2 ให้การรับว่ารับใบรับรองแพทย์ปลอมของกลางมาจากจำเลยที่ 3 โดยคนต่างด้าวไม่ต้องไปตรวจสุขภาพ พยานจึงส่งตัวจำเลยที่ 2 ให้แก่พนักงานสอบสวน และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกนิติพงศ์ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การไว้ซึ่งปรากฏรายละเอียดอย่างชัดเจนว่า จำเลยที่ 3 แจ้งว่าสามารถซื้อใบรับรองแพทย์ในราคาฉบับละ 450 บาท โดยไม่ต้องนำคนต่างด้าวไปตรวจ จำเลยที่ 2 เห็นว่าราคาถูกและสะดวกรวดเร็ว จึงติดต่อขอซื้อใบรับรองแพทย์ดังกล่าวจากจำเลยที่ 3 โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 3 วัน จากนั้นจำเลยที่ 2 จึงโอนเงินให้จำเลยที่ 3 เข้าบัญชีธนาคาร ก. ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสองปากต่างปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 3 มาก่อนและเบิกความได้เชื่อมโยงกับเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ปรากฏข้อพิรุธให้น่าระแวงสงสัย ทั้งสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ซื้อใบรับรองแพทย์ปลอมของกลางมาจากจำเลยที่ 3 ในราคาฉบับละ 450 บาท จำเลยที่ 2 จะส่งชื่อคนต่างด้าวหน้าหนังสือเดินทาง และหลักฐานการโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 3 ผ่านทางโปรแกรมไลน์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 จะนำใบรับรองแพทย์มาส่งให้จำเลยที่ 2 ตามที่ได้นัดหมายต่อไป โดยจำเลยที่ 2 เคยติดต่อซื้อขายใบรับรองแพทย์กับจำเลยที่ 3 ทำนองเดียวกับใบรับรองแพทย์คดีนี้ ดังนี้ แม้คำให้การและคำเบิกความของจำเลยที่ 2 จะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกันตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกาก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 หาได้ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานซัดทอดเสียทีเดียวไม่ หากแต่ศาลพึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ซึ่งคำให้การและคำเบิกความของจำเลยที่ 2 แม้จะปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าใบรับรองแพทย์ที่ซื้อมาจากจำเลยที่ 3 เป็นเอกสารปลอมก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ก็รับว่าไม่ได้พาคนต่างด้าวไปตรวจสุขภาพจริง เท่ากับยอมรับว่าซื้อใบรับรองแพทย์ดังกล่าวมาโดยไม่ถูกต้อง จึงไม่ได้เป็นการปัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 3 แต่เพียงลำพังเท่านั้น หากเป็นการให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสั่งซื้อใบรับรองแพทย์ปลอมของกลาง ทั้งจำเลยที่ 2 ได้ให้การถึงเรื่องดังกล่าวทันทีในวันที่เจ้าพนักงานตำรวจเชิญตัวไปสถานีตำรวจ คำเบิกความและคำให้การของจำเลยที่ 2 จึงถือเป็นพยานซัดทอดที่มีเหตุผลอันหนักแน่น มีน้ำหนักรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง เมื่อประมวลพยานหลักฐานของโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีเข้าด้วยกันแล้วจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 2 ซื้อใบรับรองแพทย์ปลอมของกลางมาจากจำเลยที่ 3 จริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการต่อมาว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมเป็นความผิดหลายกรรมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดในวันเดียวกันหรือวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันจะเป็นความผิดหลายกรรมไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์บรรยายไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันและมีคำขอตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยฟ้องข้อ 1.2 มีใจความว่า ภายหลังจำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมใบรับรองแพทย์ทั้ง 16 ฉบับ ดังกล่าวในฟ้องข้อ 1.1 แล้ว จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้และอ้างใบรับรองแพทย์ทั้ง 16 ฉบับดังกล่าว ยื่นแสดงต่อนายสุเมธ นักวิชาการแรงงาน ประจำสำนักงานจัดหางานจังหวัดปทุมธานี ประกอบการยื่นคำขอเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าวทั้ง 16 คน เพื่อขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานในราชอาณาจักรไทย ซึ่งแม้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ใบรับรองแพทย์ปลอมทั้ง 16 ฉบับ ดังกล่าวยื่นแสดงต่อนายสุเมธในคราวเดียวและวันเดียวกันแต่โดยสภาพการกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวย่อมมีผลถึงคนต่างด้าวแต่ละรายแยกต่างหากจากกัน อันเป็นการบรรยายฟ้องที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาในการกระทำความผิดให้เกิดผลแตกต่างแยกต่างหากจากกันแล้ว จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 16 กระทง เมื่อจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ใบรับรองแพทย์ปลอมทั้ง 16 ฉบับ ดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นความผิดหลายกรรม รวม 16 กรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ใบรับรองแพทย์อันเป็นเอกสารราชการปลอม เพื่อนำไปใช้อ้างเป็นหลักฐานประกอบการยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว ว่าคนต่างด้าวผ่านการตรวจสุขภาพจริงนอกจากจะเป็นการกระทำที่มุ่งแต่เพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของทางราชการที่จะได้รับแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโรคร้ายที่อาจแฝงมากับคนต่างด้าวโดยไม่รู้ตัวได้ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด ประกอบกับข้อที่จำเลยที่ 3 อ้างว่า การใช้ใบรับรองแพทย์ปลอมในคดีนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง เนื่องจากคนต่างด้าวทั้ง 16 คน ได้ผ่านการแพทย์ตรวจสุขภาพ ไม่พบว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรงและได้ต่อใบอนุญาตทำงาน จนปัจจุบันเดินทางกลับประเทศไปแล้วนั้น ยังแสดงให้เห็นถึงความไม่สำนึกในการกระทำความผิดของตน และที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกไว้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227/1
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายกมลสิทธิ์ รอดภาษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวมาลัย สมานธารณ์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
น้ำเพชร ปานะถึก
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา