คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5997/2564
#667233
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องว่า จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงและบอกปัดไม่ให้ความช่วยเหลือโจทก์ในขณะที่จำเลยสามารถที่จะให้ความช่วยเหลือได้ โดยจำเลยกล่าวว่า "แล้วแต่พวกมึงจะไปอยู่ที่ไหนอีแก่มึงเป็นคนไม่ยุติธรรม" และอีกข้อความหนึ่งว่า "แล้วแต่พวกมึงจะพากันไปตายที่ไหน กูไม่สนใจ มึงตายกูก็จะไม่ไปเผามึง" แต่ตามทางนำสืบของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยด่าโจทก์ว่า อีแก่ หรือมึงตายกูก็ไม่ไปเผามึง แม้ ส. จะเบิกความว่า จำเลยด่าโจทก์ว่าไม่มีความยุติธรรมซึ่งตรงตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง แต่ก็เป็นเพียงการกล่าวด้วยความน้อยใจว่าโจทก์รักบุตรแต่ละคนไม่เท่ากัน หาใช่เจตนาทำให้โจทก์ต้องเสียชื่อเสียงหรือเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 29749 คืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 29749 คืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นบุตรโจทก์กับนายเหงี่ยง เดิมโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 29749 เนื้อที่ประมาณ 1 งาน 71 เศษ 6 ส่วน 10 ตารางวา เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2541 โจทก์จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย สำหรับเหตุถอนคืนการให้ที่โจทก์บรรยายในฟ้องทำนองว่าจำเลยบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ โดยอ้างว่า จำเลยขายที่ดินที่โจทก์และนางสุวินันท์หรือสนั่น อยู่อาศัยแก่บุคคลอื่น ทั้งที่ทราบว่าโจทก์ไม่มีที่อยู่อาศัยอื่นนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้วินิจฉัย และโจทก์ไม่ได้ยกขึ้นฎีกา จึงถือว่ายุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยไม่จำต้องวินิจฉัย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า มีเหตุเรียกถอนคืนการให้เพราะจำเลยซึ่งเป็นผู้รับหมิ่นประมาทโจทก์ผู้ให้อย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อความอันเป็นเหตุแห่งการประพฤติเนรคุณว่าจำเลยกล่าวหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวจริงตามฟ้อง ซึ่งโจทก์บรรยายมาในคำฟ้องว่า จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงและบอกปัดไม่ให้ความช่วยเหลือโจทก์ในขณะที่จำเลยสามารถที่จะให้ความช่วยเหลือได้ โดยจำเลยกล่าวว่า "แล้วแต่พวกมึงจะไปอยู่ที่ไหนอีแก่ มึงเป็นคนไม่ยุติธรรม" และอีกข้อความหนึ่งว่า "แล้วแต่พวกมึงจะพากันไปตายที่ไหน กูไม่สนใจ มึงตายกูก็จะไม่ไปเผามึง" แต่ทางพิจารณากลับมีตัวโจทก์เบิกความเพียงว่า จำเลยด่าโจทก์ว่า "รักลูกไม่เท่ากัน แม่หมา ๆ รักลูกไม่เท่ากัน" เพียงเท่านั้น โดยมิได้มีถ้อยคำดังที่ปรากฏตามคำฟ้องแต่อย่างใด นอกจากนั้น พยานโจทก์ปากนางสุวินันท์หรือสนั่น บุตรสาวโจทก์เบิกความว่า ได้ยินจำเลยด่าโจทก์ว่ารักลูกไม่เท่ากัน ด่าว่าเหมือนหมู เหมือนหมา และแม่ไม่มีความยุติธรรม ด่าโจทก์อีกหลายคำ กับนายบุญสาร บุตรเขยโจทก์ เบิกความว่า จำเลยด่าโจทก์ทำนองว่ารักลูกไม่เท่ากัน มรดกทุกอย่างยกให้แก่นางสุวินันท์เพียงคนเดียว ไม่ให้ลูกคนอื่น ลำเอียง แม่หมา ๆ เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยด่าโจทก์ว่า อีแก่ หรือมึงตายกูก็ไม่ไปเผามึง แม้นางสุวินันท์จะเบิกความว่า จำเลยด่าโจทก์ว่าไม่มีความยุติธรรมซึ่งตรงตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้องแต่ก็เป็นเพียงการกล่าวด้วยความน้อยใจว่าโจทก์รักบุตรแต่ละคนไม่เท่ากัน หาใช่เจตนาทำให้โจทก์ต้องเสียชื่อเสียงหรือเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นชอบด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาง ห.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมแพ — นายเอกชัย นุชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมชาย วรรณลุ
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5992/2564
#688320
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยชำระหนี้ต้นเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ แต่มิได้นำดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์แถลงต่อศาลประสงค์ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย กรณีถือได้ว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนสิ้นเชิง จึงไม่มีผลให้หนี้ดังกล่าวสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงถือไม่ได้ว่าคดีเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 431/2560 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 552/2560 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 553/2560 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงว่า จำเลยชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 (ที่ถูกคือเช็คฉบับที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7) ตามฟ้องให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่ติดใจจะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตามเช็คฉบับที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 (ที่ถูกคือเช็คฉบับที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7) ขอถอนฟ้องจำเลยตามเช็คทั้งห้าฉบับดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในส่วนของเช็คฉบับที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 (ที่ถูกคือเช็คฉบับที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7) จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 553/2560 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 431/2560 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 552/2560 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาแล้ว คำขอในส่วนนี้จึงให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็ค 7 ฉบับ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์รวมเป็นเงิน 10,384,125 บาท โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คฉบับแรกได้เพียงฉบับเดียว ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จำเลยนำเงินมาชำระหนี้ตามเช็คหลายครั้ง โจทก์นำไปหักชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7 และบางส่วนของเช็คฉบับที่ 3 ซึ่งโจทก์และจำเลยยอมรับตรงกันว่ามีหนี้ค้างชำระตามเช็คฉบับที่ 3 เป็นเงิน 6,084,125 บาท โจทก์ถอนฟ้องจำเลยตามเช็คฉบับที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7 แล้ว ระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ จำเลยนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์อีก 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,384,125 บาท และระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา จำเลยนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 3,000,000 บาท คงเหลือหนี้ตามเช็คในคดีนี้เพียง 1,700,000 บาท นอกจากนี้ยังได้ความจากคำร้องของโจทก์และฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค 4 คดี คิดเป็นเงินตามเช็ครวมทั้งสิ้น 63,096,625 บาท จำเลยนำเงินมาชำระหนี้ตามเช็คทั้งสี่คดีเป็นเงิน 54,584,125 บาทแล้ว จึงเหลือหนี้ที่ค้างชำระทั้งสิ้นเพียง 8,512,500 บาท เมื่อพิจารณาจำนวนเงินที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ทั้งสี่คดีเปรียบเทียบกับจำนวนเงินที่จำเลยนำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ นับว่าจำนวนเงินที่จำเลยนำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นสัดส่วนมากกว่าหนี้ที่คงเหลือเป็นอันมาก และต่อมาในระหว่างฎีกาจำเลยนำเงินต้นส่วนที่ต้องชำระอีก 1,700,000 บาท มาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่มิได้นำดอกเบี้ยในหนี้เงินต้นดังกล่าวมาชำระให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์แถลงต่อศาลว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยชำระดอกเบี้ยดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2565 กรณีถือได้ว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนสิ้นเชิง จึงไม่มีผลให้หนี้ดังกล่าวสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่าคดีเลิกกัน จากพฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าจำเลยขวนขวายนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์เรื่อยมา แสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้สำนึกในการกระทำความผิดของตนและพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นให้แก่โจทก์อย่างเต็มความสามารถแล้ว ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กรณีเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำไม่กลับมากระทำความผิดซ้ำ เห็นควรให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 553/2560 ของศาลชั้นต้น แต่ปรากฏว่าระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาดังกล่าวได้ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้ยกคำขอให้นับโทษต่อจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาบังคับใช้ในศาลจังหวัด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 30,000 บาท อีกสถานหนึ่งลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 15,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นจำคุก 3 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 553/2560 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ศ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นางสาวมยุรี จันทะศรี
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีย์ ทัศนา
ชื่อองค์คณะ
สิริกานต์ มีจุล
วิชัย ช้างหัวหน้า
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5984/2564
#680829
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 จำเลยฎีกาพร้อมยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาแล้วไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 ว่า ไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่รับฎีกาของจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 224 และไม่ใช่กรณีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามกฎหมายจะฎีกาไม่ได้อันจะให้ถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เพราะคดีไม่ต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย และคู่ความอาจฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้โดยปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ดังนี้ คดีของจำเลยจึงถึงที่สุดนับแต่สิ้นระยะเวลายื่นฎีกาโดยคู่ความไม่ได้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 คือ วันที่ 26 เมษายน 2563 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ อันเป็นวันหยุดราชการ ระยะเวลายื่นฎีกาจึงสิ้นสุดลงวันที่ 27 เมษายน 2563 อันเป็นวันเริ่มทำการใหม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 264 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 ต่อมาวันที่ 30 มีนาคม 2563 จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาแล้วไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 ว่า ไม่รับฎีกาของจำเลย ระหว่างนั้น เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2563 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกัน ให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำเลยและโจทก์ฟังเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563 และวันที่ 6 ตุลาคม 2563 ตามลำดับ ครั้นวันที่ 7 ตุลาคม 2563 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด โดยระบุว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 7 ตุลาคม 2563 จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 ขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดจากเดิมที่ระบุว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 7 ตุลาคม 2563 เป็นวันที่ 26 มีนาคม 2563

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุแก้ไข

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า คดีของจำเลยถึงที่สุดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2563 ให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยนับแต่วันที่ 27 เมษายน 2563

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ขอให้ศาลฎีกาแก้ไขวันคดีถึงที่สุดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 เมษายน 2563 เป็นคดีถึงที่สุดวันที่ 26 มีนาคม 2563 นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 ต่อมาวันที่ 30 มีนาคม 2563 จำเลยฎีกาพร้อมยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาแล้วไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 ว่า ไม่รับฎีกาของจำเลยจำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่รับฎีกาของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 และไม่ใช่กรณีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามกฎหมายจะฎีกาไม่ได้อันจะให้ถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพราะคดีไม่ต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย และคู่ความอาจฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้โดยปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ส่วนการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง โดยโจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ได้อ่านให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 ดังนี้ คดีของจำเลยจึงถึงที่สุดนับแต่สิ้นระยะเวลายื่นฎีกาโดยคู่ความไม่ได้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 คือ วันที่ 26 เมษายน 2563 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ อันเป็นวันหยุดราชการ ระยะเวลายื่นฎีกาจึงสิ้นสุดลงวันที่ 27 เมษายน 2563 อันเป็นวันเริ่มทำการใหม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยนับแต่วันที่ 27 เมษายน 2563 จึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังนั้น เห็นว่า หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดที่ 1646/2564 ของศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลย 1 ปี (หนึ่งปี) นับตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยถูกคุมขังตามคำพิพากษา โดยระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จำเลยไม่เคยถูกคุมขังมาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา จึงไม่มีวันที่จำเลยถูกคุมขังให้หักออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/8
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 221 ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายเจนณรงค์ อุปเถย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวันชัย ธำรงพิริยะพันธ์
ชื่อองค์คณะ
เมธี ประจงการ
เรวัตร สกุลคล้อย
เชด กวีบริบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5980/2564
#680064
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2521 และจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 ในระหว่างจำเลยกับผู้ร้องอยู่กินเป็นสามีภริยากัน เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2538 ผู้ร้องดำเนินการจัดให้มีการทำสัญญาประกันภัยเอาประกันชีวิตของจำเลยกับบริษัทประกันภัย ในลักษณะสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) จำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท ชำระเบี้ยประกันปีละ 75,000 บาท มีระยะเวลา 20 ปี ระบุให้บุตร 2 คน เป็นผู้รับผลประโยชน์ โดยจำเลยเป็นคนลงนามในคำขอเอาประกันชีวิต และบริษัทประกันภัย ออกกรมธรรม์ให้ในชื่อจำเลย แสดงว่า ผู้ร้องกับจำเลยร่วมรับรู้ในการทำประกันชีวิตจำเลย สัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) มีลักษณะเป็นการประกันความเสี่ยง ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเสียชีวิตของจำเลยเพื่อความมั่นคงของครอบครัว ทั้งยังมีลักษณะเป็นการออมทรัพย์และการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ที่บริษัทตกลงจะจ่ายคืนในอนาคตด้วย ประกอบกับได้ความว่าผู้ร้องได้นำเงินรายได้ที่ทำมาหาได้ในระหว่างสมรสกับจำเลยไปชำระเบี้ยประกันก่อนมีการหย่า งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 5 งวดละ 75,000 บาท งวดที่ 6 ถึงงวดที่ 9 และงวดที่ 11 งวดละ 54,400 บาท รวม 10 งวด เป็นเงิน 647,000 บาท สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) ตามกรมธรรม์ จึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยและผู้ร้องได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) และเป็นสินสมรสที่มีอยู่ขณะที่มีการหย่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าภายหลังมีการหย่า จำเลยกับผู้ร้องได้มีการตกลงแบ่งสินสมรสตามสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) ตามกรมธรรม์ สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) ตามกรมธรรม์ จึงยังคงมีสภาพเป็นสินสมรสที่ยังมิได้แบ่ง และเมื่อกรมธรรม์ ครบกำหนดในวันที่ 26 ธันวาคม 2558 บริษัทผู้รับประกันภัยจ่ายเงินคืนตามกรมธรรม์ จำนวน 671,000 บาท เป็นสินสมรสที่จำเลยกับผู้ร้องมีส่วนคนละครึ่ง ผู้คัดค้านคงมีอำนาจจัดการและรวบรวมทรัพย์สินของจำเลย แต่ไม่มีอำนาจรวบรวมเอาเงินส่วนของผู้ร้องเข้ากองทรัพย์สินของจำเลย และต้องคืนเงินส่วนนี้ให้แก่ผู้ร้องครึ่งหนึ่ง ส่วนที่จำเลยและผู้ร้องจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 อันทำให้การสมรสสิ้นสุดลง ต่อมาในวันที่ 30 มกราคม 2550 ผู้ร้องนำเงินส่วนตัวไปชำระเงินค่าเบี้ยประกันจำนวน 54,400 บาท เป็นการที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าชำระหนี้แทนจำเลย เงินจำนวนนี้มิใช่เงินที่ผู้ร้องจะได้รับในฐานเป็นสินสมรสในคดีนี้ หากแต่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องไปว่ากล่าวเป็นกรณีอื่นต่างหาก เมื่อผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับเงินที่ชำระไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2550 คืนในคดีนี้และเงินที่บริษัทผู้รับประกันภัยคืนมาจำนวน 671,000 บาท รวมเงินจำนวนดังกล่าวไว้ด้วย จึงต้องหักเงิน 54,400 บาท ออกจากเงินบริษัทผู้รับประกันภัยคืนมา โดยคำนวณเทียบเป็นสัดส่วนร้อยละ คงเหลือเงินสินสมรส 618,957.80 บาท และผู้ร้องมีสิทธิได้รับคืนครึ่งหนึ่งจำนวน 309,478.90 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 มีคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้าน ขอให้เพิกถอนการยึดและคืนเงินครบกำหนดสัญญาประกันภัย ตามกรมธรรม์ เป็นเงิน 671,000 บาท และค่าสินไหมมรณกรรมซึ่งจำเลยมีสิทธิได้รับในฐานะผู้รับประโยชน์ ตามสัญญาประกันภัยกรมธรรม์ เป็นเงิน 117,025.50 บาท ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งผู้คัดค้านและคืนเงินตามกรมธรรม์ทั้งสองฉบับแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติว่า ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2521 และจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 ระหว่างอยู่กินด้วยกันเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2538 ได้มีการทำสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) กับบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด มีจำเลยเป็นผู้เอาประกันภัย มีเด็กชายยิ่งยง และเด็กชายพิชิต บุตรของจำเลยกับผู้ร้องเป็นผู้รับประโยชน์ ระยะเวลาประกันภัย 20 ปี เริ่มสัญญาประกันภัยวันที่ 26 ธันวาคม 2538 ครบกำหนดสัญญาวันที่ 26 ธันวาคม 2558 เบี้ยประกันภัยราย 12 เดือน งวดละ 75,000 บาท ระหว่างที่จำเลยกับผู้ร้องยังเป็นสามีภริยากัน มีการชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จำนวน 647,000 บาท และภายหลังจำเลยกับผู้ร้องหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา มีการชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จำนวน 54,400 บาท วันที่ 31 สิงหาคม 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยรวมทั้งเงินที่บริษัทประกันภัย จ่ายให้จำเลยเมื่อกรมธรรม์ ครบกำหนดอายุสัญญา เข้ากองทรัพย์สินของจำเลยด้วย สำหรับกรมธรรม์ ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนนี้จึงเป็นยุติไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า กรมธรรม์ทำในระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยา เงินที่ชำระเบี้ยประกันภัยกรมธรรม์ ส่วนหนึ่งเป็นเงินสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย ผู้ร้องมีสิทธิในเงินที่บริษัทประกันภัย ผู้รับประกันภัยคืนเมื่อกรมธรรม์ ครบกำหนดหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องมิได้กล่าวอ้างในคำร้องและคำร้องขอจึงถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นสอบสวนของผู้คัดค้านและในศาลล้มละลายกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัย คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า ปัญหาข้อนี้ต้องห้ามอุทธรณ์เพราะเหตุมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นสอบสวนของผู้คัดค้านและในศาลล้มละลายกลางหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นต่อสู้ในชั้นสอบสวนของผู้คัดค้านโดยตรง แต่ผู้ร้องก็ได้ให้การชั้นสอบสวนแล้วว่า ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยากัน หากจำเลยถึงแก่ความตายจะทำให้ผู้ร้องและครอบครัวได้รับความเดือดร้อน จึงได้มีการทำคำขอเอาประกันภัยชีวิตจำเลย เป็นการสร้างหลักประกันให้แก่ครอบครัว และผู้ร้องได้ชำระเบี้ยประกันภัยอยู่ช่วงหนึ่งก่อนที่ผู้ร้องจะหย่าขาดจากจำเลยในปี 2549 และเมื่อผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องก็ได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้านและมีคำสั่งคืนเงินที่ยึดตามกรมธรรม์แก่ผู้ร้อง โดยคำร้องหน้าที่ 14 และ 15 กล่าวว่า กรมธรรม์ประกันชีวิตที่พิพาทมีส่วนแรกที่เกิดขึ้นในวันเริ่มต้นทำประกันเกิดขึ้นในขณะที่ผู้ร้องและจำเลยนั้นยังมีชีวิตคู่ดังเช่นสามีภริยา ทั้งผู้ร้องและจำเลยได้ร่วมกันประกอบอาชีพ การจัดทำประกันขึ้นถือได้ว่าเป็นสินสมรส ซึ่งแปลได้แล้วว่าผู้ร้องได้อ้างสิทธิรับเงินคืนตามกรมธรรม์ในฐานที่เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ร้องด้วย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล้มละลายกลาง แม้ศาลล้มละลายกลางจะมิได้วินิจฉัยปัญหานี้ ผู้ร้องก็มีสิทธิยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ปัญหานี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นสอบสวนของผู้คัดค้านและในศาลล้มละลายกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าเงินที่ชำระเบี้ยประกันภัยกรมธรรม์ ส่วนหนึ่งเป็นเงินสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย ผู้ร้องมีสิทธิในเงินที่บริษัทประกันภัย ผู้รับประกันภัยคืนเมื่อกรมธรรม์ครบกำหนดหรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหานี้ แต่คดีได้มีการสืบพยานมาครบถ้วนแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไป โดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในระหว่างจำเลยกับผู้ร้องอยู่กินเป็นสามีภริยากัน เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2538 ผู้ร้องดำเนินการจัดให้มีการทำสัญญาประกันภัยเอาประกันชีวิตของจำเลยกับบริษัทประกันภัย ในลักษณะสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) จำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท ชำระเบี้ยประกันภัยราย 12 เดือนหรือปีละ 75,000 บาท มีระยะเวลา 20 ปี ระบุให้บุตร 2 คน เป็นผู้รับประโยชน์ โดยจำเลยเป็นคนลงนามในคำขอเอาประกันภัย และบริษัทประกันภัย ออกกรมธรรม์ ให้ในชื่อจำเลย แสดงว่าผู้ร้องกับจำเลยร่วมรับรู้ในการทำประกันชีวิตจำเลยครั้งนี้ สัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) มีลักษณะเป็นการประกันความเสี่ยง ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเสียชีวิตของจำเลยเพื่อความมั่นคงของครอบครัว ทั้งยังมีลักษณะเป็นการออมทรัพย์และการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ที่บริษัทตกลงจะจ่ายคืนในอนาคตด้วย ประกอบกับได้ความว่าผู้ร้องได้นำเงินรายได้ที่ทำมาหาได้ในระหว่างสมรสกับจำเลยไปชำระเบี้ยประกันภัยก่อนมีการหย่า งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 5 งวดละ 75,000 บาท งวดที่ 6 ถึงงวดที่ 9 และงวดที่ 11 งวดละ 54,400 บาท รวม 10 งวด เป็นเงิน 647,000 บาท สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) ตามกรมธรรม์ จึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยและผู้ร้องได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) และเป็นสินสมรสที่มีอยู่ขณะที่มีการหย่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าภายหลังมีการหย่าจำเลยกับผู้ร้องได้มีการตกลงแบ่งสินสมรสตามสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) ตามกรมธรรม์ สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) ตามกรมธรรม์ พิพาทจึงยังคงมีสภาพเป็นสินสมรสที่ยังมิได้แบ่ง และเมื่อกรมธรรม์ครบกำหนดในวันที่ 26 ธันวาคม 2558 บริษัทผู้รับประกันภัยจ่ายเงินคืนตามกรมธรรม์ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เงินที่บริษัทผู้รับประกันภัยจ่ายคืนจำนวน 671,000 บาท นี้เป็นสินสมรสที่จำเลยกับผู้ร้องมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วย ผู้คัดค้านคงมีอำนาจจัดการและรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินของจำเลย แต่ไม่มีอำนาจรวบรวมเอาเงินส่วนของผู้ร้องเข้ากองทรัพย์สินของจำเลยในคดีล้มละลาย และต้องคืนเงินส่วนนี้ให้แก่ผู้ร้อง ส่วนที่จำเลยและผู้ร้องจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 อันทำให้การสมรสสิ้นสุดลง ต่อมาในวันที่ 30 มกราคม 2550 ผู้ร้องนำเงินส่วนตัวไปชำระค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 54,400 บาท เป็นการที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าชำระหนี้แทนจำเลย เงินจำนวนนี้มิใช่เงินที่ผู้ร้องจะได้รับในฐานเป็นสินสมรสในคดีนี้ หากแต่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องไปว่ากล่าวเป็นกรณีอื่นต่างหาก เมื่อผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับเงินที่ชำระไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2550 คืนในคดีนี้และเงินที่บริษัทผู้รับประกันภัยคืนมาจำนวน 671,000 บาท รวมเงินจำนวนดังกล่าวไว้ด้วย จึงต้องหักเงิน 54,400 บาท ออกจากเงินที่ผู้รับประกับภัยคืนมา โดยคำนวณเทียบเป็นสัดส่วนคงเหลือเงินสินสมรส 618,957.80 บาท และผู้ร้องมีสิทธิได้รับคืนครึ่งหนึ่งจำนวน 309,478.90 บาท ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งหมด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และแก้คำสั่งศาลล้มละลายกลางเป็นว่า ให้ถอนการยึดและคืนเงินตามกรมธรรม์ จำนวน 309,478.90 บาท ให้แก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
ผู้ร้อง — นาง จ.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชัลวาลย์ สุวรรณศักดิ์
- นายสถาพร วิสาพรหม
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5958/2564
#688314
เปิดฉบับเต็ม

ตามทางไต่สวนได้ความถึงอาการบาดเจ็บของโจทก์ว่า นอกจากการรักษาโดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นแพทย์กระดูกและข้อแล้ว ยังมีขั้นตอนการรักษาหลอดเลือดที่แพทย์หลอดเลือดเข้ามารักษาอาการของโจทก์ โดยนายแพทย์ ว. ตรวจพบอาการเกิดตุ่มน้ำพองใสบริเวณขาซ้ายและข้อเท้าซ้ายมีสีคล้ำเกรงจะเกิดภาวะขาดเลือด เมื่อดำเนินการฉีดสีพบว่าเส้นเลือดที่เป็นเส้นหลักในการส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงขาซ้ายไม่ปรากฏในผลการตรวจ นายแพทย์ ว. ได้ปรึกษาผู้บริหารและปรึกษาแพทย์ทางโรงพยาบาลที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่และนายแพทย์ ก. ได้แนะนำให้ทำบายพาสด่วนโดยหาทีมแพทย์ท้องถิ่นหรือส่งต่อทางเครื่องบิน แต่นายแพทย์ ว. ส่งโจทก์ไปรักษาที่กรุงเทพมหานครด้วยรถพยาบาลของจำเลยที่ 1 โดยอ้างข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายโจทก์ด้วยเฮลิคอปเตอร์ว่าใช้ระยะเวลาในการประสานงาน การรอคิวว่างของเฮลิคอปเตอร์ที่ว่าต้องรออีก 2 ถึง 3 วัน การลงจอดรับผู้ป่วยต้องลงจอดที่สถานีตำรวจท้องที่นอกบริเวณโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีรายละเอียดถึงข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายนับเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นเช่นนั้นตามภาระการพิสูจน์ ทั้งได้ความจากโจทก์ว่าญาติของโจทก์ขอให้เคลื่อนย้ายทางเฮลิคอปเตอร์ที่จำเลยที่ 1 จัดให้บริการเรียกว่า SKY ICU จำเลยที่ 1 แจ้งว่าเฮลิคอปเตอร์ไม่ว่างและไม่สามารถบินกลางคืนได้ โดยจำเลยที่ 1 มิได้ถามค้านโจทก์เพื่อหักล้างสมรรถนะของเฮลิคอปเตอร์ดังที่โจทก์เบิกความ คดีย่อมฟังได้ว่า เฮลิคอปเตอร์ที่จำเลยที่ 1 ให้บริการรับส่งผู้ป่วยทางอาการมิได้มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถบินในเวลากลางคืนได้ เมื่อคำโฆษณาประชาสัมพันธ์ของจำเลยที่ 1 ระบุว่า โรงพยาบาลมีบริการรับส่งผู้ป่วยทางอากาศ (Air Ambulance) แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีผู้ใช้บริการมากราย หรือเฮลิคอปเตอร์ไม่มีคิวว่างที่จะเคลื่อนย้ายโจทก์ในวันนั้น คำโฆษณาประชาสัมพันธ์ของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์เชื่อว่า จำเลยที่ 1 มีบริการเช่นนั้นจริง นายแพทย์ ต. พยานจำเลย เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า การทำบายพาสเร่งด่วนให้ได้ภายใน 6 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เนื้อเยื่อหรือกล้ามเนื้อได้รับความเสียหาย เมื่อการเคลื่อนย้ายโจทก์ได้รับความยินยอมจากมารดาของโจทก์เมื่อเวลา 22 นาฬิกา และสามารถเคลื่อนย้ายด้วยรถพยาบาลเมื่อเวลา 3 นาฬิกา ของวันที่ 12 กำหนดถึงโรงพยาบาลที่กรุงเทพมหานครเวลาประมาณ 15 นาฬิกา เท่ากับใช้เวลาก่อนออกเดินทาง 5 ชั่วโมง เวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง จำเลยที่ 1 ย่อมตระหนักดีว่าระยะเวลาในการเคลื่อนย้ายโจทก์เป็นข้อสำคัญที่ต้องดำเนินการทันท่วงที การเคลื่อนย้ายด้วยรถพยาบาลที่ต้องใช้เวลาดังกล่าวย่อมไม่สอดคล้องกับคำแนะนำและไม่เป็นผลดีต่อการรักษาอาการของโจทก์ เป็นการเลือกใช้วิธีเคลื่อนย้ายโจทก์ไปรักษาที่ไม่เหมาะสมแก่โจทก์ในสภาวการณ์เช่นนั้น คดีฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ใช้ความพยายามตามวิธีการและมาตรฐานในการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียในการรักษาและเคลื่อนย้ายโจทก์ตามสถานการณ์และอาการบาดเจ็บของโจทก์ในขณะนั้น การที่โจทก์ต้องถูกตัดขาเป็นผลสืบเนื่องมาจากการส่งตัวโจทก์ไปรักษาที่ล่าช้าเนิ่นนานเกินไป อันแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์เช่นโรงพยาบาลผู้มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งอาจใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้ แต่หาใช้ให้เพียงพอไม่ นับเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ในการดูแลรักษาโจทก์และเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 50,000,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 321,784,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 พฤษภาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท โดยส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยที่ 1 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า โจทก์เป็นคนเชื้อชาติไทยอเมริกัน สัญชาติไทย อาชีพนักกีฬาและครูผู้ฝึกสอนกีฬาแก่เยาวชน เป็นนักกีฬาทีมชาติไทยประเภทกีฬาทางน้ำเวคบอร์ด สังกัดสมาคมเอ็กซ์ตรีมแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการสถานพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน รับรักษาคนไข้และคนป่วย โดยใช้ชื่อว่าโรงพยาบาล ก. จำเลยที่ 2 เป็นแพทย์แผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อประจำโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2559 โจทก์เป็นตัวแทนนักกีฬาเวคบอร์ดของทีมประเทศไทยลงแข่งขันไอดับบลิวดับบลิวเอฟเอเชี่ยนคัพ (IWWF Asian Cup) จัดขึ้นที่ภูเก็ต วอเตอร์ ปาร์ค อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต โดยมีรถพยาบาลของจำเลยที่ 1 จอดให้บริการฉุกเฉิน ระหว่างแข่งขันโจทก์ประสบอุบัติเหตุตกจากเวคบอร์ดขากระแทกพื้นน้ำมีอาการปวดบวมที่ขาข้างซ้าย รถปฐมพยาบาลนำโจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ที่ประเมินอาการบาดเจ็บของโจทก์ในเบื้องต้นพบว่าเข่าซ้ายมีการผิดรูปอย่างชัดเจน หลอดเลือดแดงไม่สามารถไหลไปยังปลายเท้าได้ สาเหตุเกิดจากการหนีบทับหรือบาดเจ็บรุนแรงของหลอดเลือดจนเลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ ผลการตรวจพบการเคลื่อนของข้อเข่าและการบาดเจ็บของหลอดเลือดแดงขาพับด้านซ้ายทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน การรักษานอกจากผ่าตัดขาซ้ายนำลิ่มเลือดออกและซ่อมเส้นเลือดแดงที่ฉีกขาดแล้วโจทก์ยังได้รับการรักษาด้วยเครื่องออกซิเจนแรงดันสูง (HBO) เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้บริเวณขาซ้าย และตรวจพบว่าบริเวณขาซ้ายเกิดภาวะความดันสูงภายในช่องกล้ามเนื้อ ครั้นวันที่ 11 พฤษภาคม 2559 โจทก์มีภาวะขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงขาซ้าย จำเลยที่ 1 ส่งโจทก์ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร โดยเคลื่อนย้ายโจทก์ด้วยรถพยาบาลของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ที่จำเลยที่ 1 จัดให้บริการที่เรียกว่า SKY ICU ซึ่งเป็นของบริษัท EUROCOPTER รุ่น EC 145 ระหว่างเดินทางมารดาของโจทก์ประสงค์ให้ส่งโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพมหานคร แพทย์ของโรงพยาบาลรามาธิบดีรับโจทก์ไว้รักษาโดยได้ตัดขาซ้ายของโจทก์ตั้งแต่ช่วงเข่าลงไป ความรับผิดของจำเลยที่ 2 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพราะโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา คดีคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะความรับผิดของจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อในการดูแลรักษาโจทก์ ต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด โจทก์ยกเหตุผลประกอบข้อฎีกาว่า (1) จำเลยที่ 1 เลือกใช้วิธีการรักษาที่ผิดพลาด ข้อที่ว่าคิวตารางบินเต็ม โดยมีคิวเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินที่จังหวัดอื่น เป็นข้ออ้างลอย ๆ ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นเช่นนั้นตามภาระการพิสูจน์ การทำบายพาสคือการผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดโดยแพทย์ท้องถิ่นสามารถทำได้ เพราะนายแพทย์วิรุฬ เป็นแพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือด และทำงานนอกเวลาที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตสามารถทำงานร่วมกับแพทย์ประจำโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตตามที่นายแพทย์ชวลิต แพทย์โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตพยานโจทก์เบิกความ หรือมิเช่นนั้นก็ส่งแพทย์จากสำนักงานใหญ่มาผ่าตัดที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 แทน จะสามารถมาได้เร็วกว่า (2) เหตุการณ์ที่ย้ายโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเกิดขึ้นภายหลังที่เกิดข้อผิดพลาดแล้วคำแนะนำการรักษาโจทก์ไม่ได้ให้ส่งด้วยรถพยาบาล และ (3) รถพยาบาลที่ใช้ส่งโจทก์เป็นรถเก่า นายแพทย์ชวลิต พยานโจทก์เบิกความถึงการเฝ้าระวังภาวะความดันสูงภายในช่องกล้ามเนื้อต้องกระทำภายใน 8 ชั่วโมง หากเกินกว่านั้นมีโอกาสสูงที่จะต้องถูกตัดขา จำเลยที่ 1 เลือกใช้วิธีส่งโจทก์ไปรักษาต่อด้วยรถพยาบาลซึ่งใช้เวลาเดินทางกว่า 11 ชั่วโมง การที่โจทก์ถูกตัดขาเป็นผลโดยตรงจากการรักษาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้แม้โจทก์จะกล่าวในฎีกาถึงการจะไปรักษาที่สาธารณรัฐสิงคโปร์แต่โจทก์ก็ไม่ได้ฎีกาคัดค้านข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในเรื่องนี้คงปรากฏตามที่เน้นข้อความไว้ดังที่สรุปความได้เป็นฎีกาข้อ (3) อันเป็นข้อฎีกาถึงเรื่องที่จำเลยที่ 1 เลือกวิธีส่งโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร ด้วยรถพยาบาล อีกประการหนึ่งตามฟ้องโจทก์ไม่ได้อ้างว่าการทำบายพาสโดยแพทย์ท้องถิ่นสามารถทำได้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ร่วมกับแพทย์โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตผ่าตัดบายพาสและไม่ได้อ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ส่งแพทย์จากโรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานครมาร่วมรักษาโจทก์ที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ด้วยเหตุนี้เพื่อให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้แต่เพียงว่าที่จำเลยที่ 1 ส่งโจทก์ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร ด้วยรถพยาบาลไม่ใช้เฮลิคอปเตอร์ในการเคลื่อนย้ายโจทก์เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อในการดูแลรักษาโจทก์หรือไม่ ตามทางไต่สวนได้ความถึงอาการบาดเจ็บของโจทก์ว่านอกจากการรักษาโดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นแพทย์กระดูกและข้อแล้ว ยังมีขั้นตอนการรักษาหลอดเลือดที่แพทย์หลอดเลือดเข้ามารักษาอาการของโจทก์ โดยนายแพทย์วิรุฬ ตรวจพบอาการเกิดตุ่มนํ้าพองใสบริเวณขาซ้ายและข้อเท้าซ้ายมีสีคลํ้าเกรงจะเกิดภาวะขาดเลือด เมื่อดำเนินการฉีดสีพบว่าเส้นเลือดที่เป็นเส้นหลักในการส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงขาข้างซ้ายไม่ปรากฏในผลการตรวจ ปรากฏแต่ภาพเส้นเลือดสาขาที่ยังคงหล่อเลี้ยงเลือดบริเวณขาซ้ายของโจทก์ นายแพทย์วิรุฬ ได้ปรึกษาผู้บริหารคือนายแพทย์ณรงค์ฤทธิ์ ได้ให้ปรึกษาแพทย์ทางโรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ และนายแพทย์กมล แพทย์หลอดเลือดอาวุโสแนะนำให้ทำบายพาสด่วนโดยหาทีมแพทย์ท้องถิ่น หรือส่งต่อให้เลือกส่งต่อโดยทางเครื่องบินแต่นายแพทย์วิรุฬ ส่งโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร ด้วยรถพยาบาลของจำเลยที่ 1 โดยอ้างข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายโจทก์ด้วยเฮลิคอปเตอร์ว่าใช้ระยะเวลาในการประสานงาน การรอคิวว่างของเฮลิคอปเตอร์ที่ว่าต้องรออีก 2 ถึง 3 วัน การลงจอดรับผู้ป่วยต้องลงจอดที่สถานีตำรวจท้องที่นอกบริเวณโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 ข้อนี้แม้จะมีนายแพทย์เอกพงศ์ ที่เดินทางไปกับรถพยาบาลในฐานะแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน กับนางสาวนาฎกมล เจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาคุณภาพประจำโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 มาเบิกความสนับสนุน แต่ไม่มีรายละเอียดถึงข้อจำกัดเหล่านั้น นับว่าเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอย ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นเช่นนั้นตามภาระการพิสูจน์ ได้ความจากโจทก์ว่าญาติของโจทก์ขอให้เคลื่อนย้ายทางเฮลิคอปเตอร์ที่จำเลยที่ 1 จัดให้บริการที่เรียกว่า SKY ICU ซึ่งเป็นของบริษัท EUROCOPTER รุ่น EC 145 แต่จำเลยที่ 1 แจ้งว่าเฮลิคอปเตอร์ไม่ว่างและไม่สามารถบินกลางคืนได้เพราะสภาพอากาศไม่ดีจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายโจทก์ด้วยรถพยาบาล เฮลิคอปเตอร์ดังกล่าวติดตั้งอุปกรณ์การแพทย์ชั้นสูงนำมาให้บริการแก่ผู้ป่วยที่ต้องการความเร่งด่วนในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย มีสมรรถนะสูง มีอุปกรณ์ทันสมัยสามารถบินกลางคืนได้ มีอุปกรณ์เตือนสภาพอากาศ ทิศทาง และความเร็วลมช่วยในการบินฝ่าสภาพอากาศเลวร้าย จำเลยที่ 1 มิได้ถามค้านโจทก์เพื่อหักล้างสมรรถนะของเฮลิคอปเตอร์ดังที่โจทก์เบิกความ คดีย่อมฟังได้ว่าเฮลิคอปเตอร์ที่จำเลยที่ 1 ให้บริการรับส่งผู้ป่วยทางอากาศว่ามิได้มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถบินในเวลากลางคืนได้ นายแพทย์ต่อพล แพทย์ประจำโรงพยาบาลศิริราช พยานจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลว่าการทำบายพาสโดยปกติต้องทำโดยเร่งด่วนให้ได้ภายใน 6 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เนื้อเยื่อหรือกล้ามเนื้อได้รับความเสียหาย ข้อนี้ได้ความจากนายแพทย์เอกพงศ์ ถึงการเคลื่อนย้ายโจทก์ว่าได้รับความยินยอมจากมารดาของโจทก์ เมื่อเวลา 22 นาฬิกา และสามารถเคลื่อนย้ายโจทก์ด้วยรถพยาบาลเมื่อเวลา 3 นาฬิกา ของวันที่ 12 กำหนดถึงโรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร เวลาประมาณ 15 นาฬิกา เท่ากับใช้เวลาก่อนออกเดินทาง 5 ชั่วโมง กำหนดใช้เวลาเดินทางถึงโรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร 12 ชั่วโมง นางสาวนาฎกมล กล่าวถึงคำโฆษณาประชาสัมพันธ์ของจำเลยที่ 1 ว่าโรงพยาบาลมีบริการรับส่งผู้ป่วยทางอากาศ (Air Ambulance) ข้อนี้ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใช้บริการนี้จำนวนมากราย ชอบที่จำเลยที่ 1 จะนำหลักฐานการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยเฮลิคอปเตอร์มาแสดงต่อศาลได้ว่าไม่มีคิวว่างที่จะเคลื่อนย้ายโจทก์ในวันนั้นจริง หรือมีการล็อกลำดับการใช้บริการในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยรายอื่นไว้ก่อนแล้ว คำโฆษณาประชาสัมพันธ์ของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์เชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีบริการเช่นนั้นจริง การบอกปัดไม่ส่งโจทก์ไปรักษาต่อด้วยเฮลิคอปเตอร์ต้องชอบด้วยเหตุผล ในกรณีของโจทก์ที่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายไปผ่าตัดบายพาสที่โรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร ตามคำแนะนำของนายแพทย์กมล แพทย์หลอดเลือดอาวุโส จำเลยที่ 1 ย่อมตระหนักดีว่าระยะเวลาในการเคลื่อนย้ายโจทก์เป็นข้อสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างทันท่วงที การเคลื่อนย้ายด้วยรถพยาบาลที่ต้องใช้เวลาดังกล่าวย่อมไม่สอดคล้องกับคำแนะนำ และไม่เป็นผลดีต่อการรักษาอาการของโจทก์เป็นการเลือกใช้วิธีเคลื่อนย้ายโจทก์ไปรักษาที่ไม่เหมาะสมแก่โจทก์ในสภาวการณ์เช่นนั้น คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้ความพยายามตามวิธีการและมาตรฐานในการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียในการรักษาและเคลื่อนย้ายโจทก์ตามสถานการณ์และอาการบาดเจ็บของโจทก์ในขณะนั้น ส่วนที่มารดาของโจทก์ประสงค์ให้ส่งโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพมหานคร อาจเป็นเหตุผลในการไว้วางใจและเชื่อถือการรักษาพยาบาล ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็เห็นว่าโรงพยาบาลดังกล่าวเป็นโรงพยาบาลของรัฐขนาดใหญ่มีความพร้อมและทีมแพทย์พยาบาลและอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์และมีประวัติการรักษาของโจทก์จากโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ส่งพร้อมไปด้วย ทั้งเป็นสิทธิของผู้ป่วยในการเปลี่ยนสถานพยาบาลเช่นนี้ คดีไม่มีเหตุผลถึงขนาดที่จะชี้ว่าการที่โจทก์ต้องถูกตัดขาเป็นเพราะโจทก์ยอมรับความเสี่ยงภัยในการตัดสินใจย้ายโรงพยาบาลกะทันหันในภาวะเช่นนั้น แต่เพราะเป็นผลสืบเนื่องมาจากการส่งตัวโจทก์ไปรักษาที่ล่าช้าเนิ่นนานเกินไป อันแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์เช่นโรงพยาบาลผู้มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งอาจใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้แต่หาใช้ให้เพียงพอไม่ นับเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ในการดูแลรักษาโจทก์และเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด ข้อนี้ความปรากฏตามฟ้องข้อ 4 ถึงค่าเสียหายที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิด คือ (1) จำเลยที่ 1 ส่งโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีล่าช้าเป็นเหตุให้โจทก์ต้องถูกตัดขา ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่ารถพยาบาล 70,000 บาท เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้เคลื่อนย้ายโจทก์ด้วยเฮลิคอปเตอร์ แต่การเคลื่อนย้ายด้วยรถพยาบาลย่อมมีค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเป็นผู้ชำระเมื่อใช้บริการ ค่ารักษาพยาบาลก็เช่นกันซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์เอง จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และ (2) ค่าเสียหายจากการทุกข์ทรมานและไม่สามารถเข้าร่วมเป็นตัวแทนทีมชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับประเทศและต่างประเทศ ขาดโอกาสสร้างชื่อเสียง สูญเสียโอกาสในการทำงานและสร้างรายได้ เพราะโจทก์เป็นนักกีฬาอาชีพ เป็นผู้รับจ้างฝึกสอนเยาวชน ได้รับค่าจ้างชั่วโมงละ 2,000 บาท ต่อคน อย่างต่ำวันละ 3 ชั่วโมง จะมีรายได้อย่างต่ำวันละ 6,000 บาท คิดค่าเสียหาย 50,000,000 บาท เห็นว่า แม้การที่โจทก์ต้องถูกตัดขาซ้ายเนื่องมาจากการส่งโจทก์ไปรักษาที่ล่าช้าและการเลือกใช้วิธีเคลื่อนย้ายที่ไม่สอดคล้องกับคำแนะนำการรักษาโจทก์ แต่ที่มารดาของโจทก์ประสงค์ให้ส่งโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพมหานคร นับเป็นเหตุแทรกแซงที่ทำให้ระยะเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายโจทก์เนิ่นช้าออกไปกว่าเดิมซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการรักษา และการตัดสินใจย้ายโรงพยาบาลกะทันหันในภาวะเช่นนั้นนับว่ามีผลกระทบต่อแผนการรักษาเช่นกัน โดยได้ความว่ารถพยาบาลของจำเลยที่ 1 ไปส่งโจทก์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อเวลา 16 นาฬิกา แต่แพทย์ของโรงพยาบาลรามาธิบดีผ่าตัดโจทก์เมื่อเวลาภายหลัง 22 นาฬิกา อาการบาดเจ็บของโจทก์เป็นผลสืบเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่โจทก์เข้าร่วมแข่งขันกีฬาเวคบอร์ด โจทก์อายุ 26 ปี เป็นนักกีฬาทีมชาติไทย ขณะเกิดเหตุบริษัท อ. ว่าจ้างเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนและการตลาดฝ่ายอุปกรณ์ อัตราเงินเดือน เดือนละ 60,000 บาท ภายหลังเกิดอุบัติเหตุและถูกตัดขาเป็นเหตุให้บริษัทเลิกจ้างโจทก์ ได้ความจากโจทก์ตอบถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลว่ากีฬาที่โจทก์เล่นหรือเอ็กซ์ตรีมประเภทเวคบอร์ดนั้น เป็นกีฬาที่มีความเสี่ยงสูง มีความท้าทายและอันตราย การเข้าไปเป็นนักกีฬาทีมชาติมีการแข่งขันสูง และตอบถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลว่าผู้ที่เล่นเวคบอร์ดส่วนใหญ่จะมีอายุเฉลี่ย 20 ถึง 30 ปี อีกประการหนึ่งที่โจทก์รับจ้างเป็นครูสอนนั้นอยู่ในงานของบริษัท อ. (บริษัทบอร์ดสกี) เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ 5,000,000 บาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่โจทก์ขอดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าเสียหายซึ่งถือเป็นหนี้เงิน เมื่อมีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัด ปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยน โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 พฤษภาคม 2560) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และให้ปรับดอกเบี้ยตามอัตราที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยที่ 1 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกาโดยกำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ม.
จำเลย — บริษัท ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายวิภัตต์ รุจิปเวสสน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5553 -ที่ 5952/2564
#681551
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาด มีผลเพียงทำให้จำเลยที่ 2 ไม่อาจดำเนินการได้ด้วยตนเอง ต้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการแทนตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 หามีผลทำให้ความเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 2 และความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างกับโจทก์ทั้งสี่ร้อยซึ่งเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลงหรือระงับลงในทันทีเพราะเหตุที่จำเลยที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไม่ ดังนั้น ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 2 ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ร้อยในวันดังกล่าว

เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงยุติว่า ภายหลังจากวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่เคยเข้าไปในสถานที่ทำงานของจำเลยที่ 2 หรือจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และไม่ได้กระทำการใดที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของจำเลยที่ 2 ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป จนกระทั่งเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ร้อย พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ประสงค์ให้โจทก์ทั้งสี่ร้อยซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ อันเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ร้อย โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ตามมาตรา 118 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ร้อยสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 29/2561 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2561 และบังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี พร้อมดอกเบี้ย ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยที่ 1 ทุกสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 29/2561 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2561 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ย ตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 1

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ร้อย

โจทก์ทั้งสี่ร้อยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ร้อยข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ร้อยหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาด มีผลเพียงทำให้จำเลยที่ 2 ไม่อาจดำเนินกิจการได้ด้วยตนเอง ต้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการแทนตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 หามีผลทำให้ความเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 2 และความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างกับโจทก์ทั้งสี่ร้อยซึ่งเป็นลูกจ้างสิ้นสุดหรือระงับลงในทันทีเพราะเหตุที่จำเลยที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไม่ ดังนั้น ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 2 ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ร้อยในวันดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ภายหลังจากวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่เคยเข้าไปในสถานที่ทำงานของจำเลยที่ 2 หรือจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และไม่ได้กระทำการใดที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของจำเลยที่ 2 ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป จนกระทั่งเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ร้อย พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ประสงค์ให้โจทก์ทั้งสี่ร้อยซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ อันเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ร้อย โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ตามมาตรา 118 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ร้อยในข้อนี้ฟังขึ้น ข้ออ้างอื่นของโจทก์ทั้งสี่ร้อยไม่จำต้องวินิจฉัยอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีในส่วนนี้เปลี่ยนแปลง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ร้อยข้อต่อไปว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 หรือไม่ และโจทก์ทั้งสี่ร้อยมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่ เพียงใด สำหรับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติได้ความว่า จำเลยที่ 2 ตกลงจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ร้อยเดือนละครั้งในวันที่ 30 ของทุกเดือน การที่จำเลยที่ 2 โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ร้อยในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 อันเป็นวันครบกำหนดจ่ายค่าจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและโจทก์ทั้งสี่ร้อยไม่ได้กระทำความผิด จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสี่ร้อยเท่ากับค่าจ้างที่โจทก์แต่ละคนควรได้รับนับแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2560 ซึ่งจะเท่ากับค่าจ้างจำนวนหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง และวรรคสาม ที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสี่ร้อยไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น จึงไม่ถูกต้อง ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนี้เงิน โจทก์ทั้งสี่ร้อยจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกรณีดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดของค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในขณะเกิดเหตุคดีนี้ และเมื่อโจทก์ทั้งสี่ร้อยขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ศาลฎีกาจึงกำหนดให้ตามขอ อย่างไรก็ตาม เมื่อในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นมา โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความผ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง โจทก์ทั้งสี่ร้อยจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของค่าจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้าในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ร้อย ส่วนค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนั้น เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า ภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ร้อยโดยโจทก์ทั้งสี่ร้อยไม่ได้กระทำความผิด ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่มีสิทธิได้รับแก่โจทก์ทั้งสี่ร้อยตามที่โจทก์ทั้งสี่ร้อยมีสิทธิได้รับเงินในแต่ละประเภท คำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ว่า โจทก์ทั้งสี่ร้อยไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จึงไม่ถูกต้อง สำหรับจำนวนค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่จำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสี่ร้อย ตามที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับเงินในแต่ละประเภทนั้น ในส่วนของการคำนวณค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (เดิม) อายุงานของโจทก์ที่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยต้องเริ่มนับตั้งแต่วันเข้าทำงานตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิได้รับจนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ส่วนค่าจ้างอัตราสุดท้ายให้ถือตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ส่วนการคำนวณค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง จำนวนวันหยุดพักผ่อนประจำปีคงเหลือในปี 2560 ของโจทก์ที่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวให้นับถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 และอัตราค่าจ้างให้ถือตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน ที่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว และเมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 เป็นวันเลิกจ้าง ซึ่งอาจทำให้โจทก์บางคนมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นจำนวนตามที่กฎหมายกำหนดเกินไปกว่าที่โจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวขอมาในคำฟ้องได้ ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ประกอบมาตรา 57/1 วรรคสอง เห็นควรพิพากษาให้โจทก์ที่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว ซึ่งเมื่อคำนวณค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนตามที่กฎหมายกำหนดแล้วจะได้รับเงินเป็นจำนวนที่เกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ก็ให้โจทก์ดังกล่าวนั้นมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นจำนวนเงินตามที่กฎหมายกำหนด และแม้โจทก์ที่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จะมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (เดิม) โดยค่าชดเชยมีสิทธิได้รับนับแต่วันเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (เดิม) ส่วนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีมีสิทธิได้รับเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคสอง (เดิม) ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ที่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว มีคำขอดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวมานับแต่วันฟ้อง จึงเห็นควรกำหนดให้ตามที่ขอ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสี่ร้อยไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และคำสั่งของจำเลยที่ 1 ชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ร้อยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 29/2561 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2561 ของจำเลยที่ 1 ในส่วนของโจทก์ทั้งสี่ร้อย และให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินเท่ากับค่าจ้างจำนวนหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้าง โดยคำนวณจากอัตราค่าจ้างที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 เมษายน 2561) เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ร้อย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน ให้จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินจำนวนเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามจำนวนวันที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) (เดิม) โดยการคำนวณค่าชดเชย อายุงานให้คิดจากระยะเวลาการทำงานของโจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิได้รับนับถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 สำหรับค่าจ้างอัตราสุดท้ายให้เป็นไปตามที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิได้รับ กับจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนเป็นจำนวนเงินเท่ากับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่พึงมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง โดยการคำนวณวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนให้นับถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ส่วนอัตราค่าจ้างสุดท้ายที่นำมาคำนวณ จำนวนเงินที่พึงได้รับให้เป็นไปตามที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิได้รับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสี่ร้อยตามที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับเงินในแต่ละประเภท โดยให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการจ่ายจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ. กับพวก
จำเลย — นาง พ. ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นางสุวิมล ศรีสงวน สุพรรณพงษ์
- นายสุรพงษ์ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5520/2564
#687029
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 175 โมฆียะกรรมในนิติกรรมที่เกิดจากความบกพร่องในความสามารถเพราะเหตุเป็นผู้เยาว์ ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ การแสดงเจตนาเพราะสำคัญผิดถูกฉ้อฉลหรือถูกข่มขู่ รวมถึงบุคคลวิกลจริต และบัญญัติให้มีสิทธิบอกล้างได้ และตามมาตรา 177 ยังบัญญัติว่าอาจให้สัตยาบันเพื่อให้เป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์ตั้งแต่เริ่มแรกได้ จึงชี้ชัดว่าโมฆียะกรรมไม่ใช่บทบังคับให้นิติกรรมเสียไปเลยเป็นโมฆะกรรม แต่ขึ้นอยู่กับคู่สัญญาที่แสดงเจตนาทราบเหตุแห่งโมฆียะกรรมแล้วยังคงประสงค์ที่จะให้นิติกรรมดังกล่าวนั้นมีผลบังคับหรือไม่ บทบัญญัติเกี่ยวกับการบอกล้างโมฆียะกรรมจึงไม่ใช่บทบัญญัติเคร่งครัดและเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คู่สัญญาจึงสามารถตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการบอกล้างโมฆียะกรรมโดยแตกต่างไปจากบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคสอง ได้ กรณีที่สมาชิกผู้เอาประกันไม่เปิดเผยความจริงหรือแถลงข้อความเท็จ บริษัทจะบอกล้างสัญญาภายในหนึ่งปีนับแต่วันทำสัญญา ทั้งตามเอกสารหมาย ล.6 ส่วนที่ 3 ข้อกำหนดทั่วไปข้อที่ 2 ระบุว่าบริษัทจะไม่โต้แย้งหรือคัดค้านความไม่สมบูรณ์ของสัญญาประกันภัยที่มีผลบังคับมาเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่กรมธรรม์มีผลบังคับ สัญญาจึงมีผลผูกพันผู้ตายกับจำเลย จำเลยไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกล้างเกินกว่าระยะเวลาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่า สัญญาประกันชีวิตยังคงมีผลสมบูรณ์ต่อไปตามที่จำเลยรับทำประกันและออกสัญญาประกันชีวิตให้ กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันชีวิตเป็นเงิน 3,582,730 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า สัญญาประกันชีวิตมีผลสมบูรณ์ ให้จำเลยชำระเงิน 3,280,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในส่วนฟ้องโจทก์ที่ 1 สำหรับเงินที่โจทก์ที่ 2 ได้รับต้องนำไปชำระหนี้ที่นายพรชัย ผู้ตายค้างชำระธนาคาร ย. หากมีเหลือโจทก์ที่ 2 ได้รับร้อยละ 70 และนางสาวอรพิน ได้รับร้อยละ 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองศาลให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยในศาลชั้นต้นที่โจทก์ที่ 2 ได้รับยกเว้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ที่ 2 และในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2559 ผู้ตายได้สมัครทำประกันชีวิตกลุ่มคุ้มครองสินเชื่อกับจำเลยโดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ จำเลยพิจารณาใบคำขอเอาประกันชีวิตกลุ่มคุ้มครองสินเชื่อของผู้ตายแล้วได้รับทำประกันชีวิตและออกกรมธรรม์ให้กับผู้ตายเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตกลุ่มคุ้มครองสินเชื่อระยะเวลาเอาประกันภัย 15 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2559 ครบกำหนดวันที่ 14 มกราคม 2574 จำนวนเงินเอาประกันภัยคุ้มครองชีวิตและทุพพลภาพสูงสุด 3,378,000 บาท โดยจำนวนเงินเอาประกันภัยหลักจะลดลงตามที่ได้แสดงไว้ในตารางจำนวนเงินเอาประกันภัย ผู้ตายได้ชำระเบี้ยประกันภัยแบบครั้งเดียวครบถ้วนแล้วเป็นเงิน 271,355 บาท ผู้รับประโยชน์หลักตามเงื่อนไขของกรมธรรม์คือธนาคาร ย. เท่ากับจำนวนหนี้ที่ผู้ตายค้างชำระ หากมีเหลือให้จ่ายแก่โจทก์ที่ 2 ในอัตรารับผลประโยชน์ร้อยละ 70 และลำดับสามนางสาวอรพิน รับผลประโยชน์ร้อยละ 30 ตามสำเนาหนังสือรับรองการประกันชีวิตและเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์เอกสารหมาย ล.6 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2559 ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากขาดอากาศหายใจจากการสำลักอาหารลงปอด เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2560 จำเลยได้รับประวัติการรักษาพยาบาลของผู้ตายจากโรงพยาบาล ว. พบว่าผู้ตายมีประวัติป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและได้เข้ารับการรักษาโรคดังกล่าวก่อนทำประกันชีวิตกับจำเลย และเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 จำเลยได้แจ้งบอกล้างสัญญาประกันชีวิตไปยังโจทก์ที่ 2 และนางสาวอรพิน โดยอ้างว่าข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ตายได้แสดงข้อความโดยปกปิดข้อความจริงที่เกี่ยวกับสุขภาพซึ่งเป็นสาระสำคัญในช่วงก่อนและระหว่างการทำสัญญาประกันภัยต่อจำเลย ทำให้สัญญาประกันภัยดังกล่าวตกเป็นโมฆียะ จำเลยจึงบอกล้างโมฆียะกรรมตามสัญญาประกันภัยดังกล่าวพร้อมทั้งคืนเบี้ยประกันจำนวน 271,355 บาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคตีความบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง คลาดเคลื่อนต่อเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ในการบัญญัติกฎหมายมาตราดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 175 โมฆียะกรรมในนิติกรรมที่เกิดจากความบกพร่องในความสามารถเพราะเหตุเป็นผู้เยาว์ ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ การแสดงเจตนาเพราะสำคัญผิด ถูกฉ้อฉลหรือถูกข่มขู่ รวมถึงบุคคลวิกลจริต และบัญญัติให้มีสิทธิบอกล้างได้ กับทั้งตามมาตรา 177 ยังบัญญัติว่าอาจให้สัตยาบันเพื่อให้เป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์ตั้งแต่เริ่มแรกได้ จึงชี้ชัดว่าโมฆียะกรรมไม่ใช่บทบังคับให้นิติกรรมเสียไปเลยเป็นโมฆะกรรม แต่ขึ้นอยู่กับคู่สัญญาที่แสดงเจตนาทราบเหตุแห่งโมฆียะกรรมแล้วยังคงประสงค์ที่จะให้นิติกรรมดังกล่าวนั้นมีผลบังคับหรือไม่ บทบัญญัติเกี่ยวกับการบอกล้างโมฆียะกรรมจึงไม่ใช่บทบัญญัติที่ใช้บังคับเคร่งครัดและเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คู่สัญญาจึงสามารถตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการบอกล้างโมฆียกรรม โดยแตกต่างไปจากบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง ได้ เมื่อตามสำเนาหนังสือรับรองการประกันชีวิต ข้อ 2.4.1 ระบุว่า กรณีที่สมาชิกผู้เอาประกันภัยไม่เปิดเผยความจริงหรือแถลงข้อความเท็จ บริษัทจะบอกล้างสัญญาภายในหนึ่งปีนับแต่วันทำสัญญา ทั้งตามเอกสารหมาย ล.6 ส่วนที่ 3 ข้อกำหนดทั่วไปข้อที่ 2 ระบุว่าบริษัทจะไม่โต้แย้งหรือคัดค้านความไม่สมบูรณ์ของสัญญาประกันภัยที่มีผลใช้บังคับมาเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่กรมธรรม์มีผลบังคับ สัญญาจึงมีผลผูกพันผู้ตายและจำเลย จำเลยไม่อาจใช้สิทธิบอกล้างเกินกว่าระยะเวลาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายโดยชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าวมาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อจำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันชีวิตอันเป็นหนี้เงินแก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ที่ 2 แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์ที่ 2 ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,280,950 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ที่ 2 แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ที่ 2 ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 175 ม. 177 ม. 865 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. กับพวก
จำเลย — บริษัท พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวบังเอิญ เนียมศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายกำพล ษมาคุณากร
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5518/2564
#682231
เปิดฉบับเต็ม

มาตรการทางแพ่งตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มุ่งป้องปรามมิให้มีการนำทรัพย์สินที่ได้มาหรือเกี่ยวกับการกระทำความผิดไปใช้สนับสนุนการก่ออาชญากรรมต่อไป จึงมิใช่การดำเนินคดีแพ่งโดยทั่วไป แม้ตามมาตรา 56 และ 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จะบัญญัติให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินในหมวด 6 ให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ก็ต้องเป็นกรณีที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ได้มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ และสามารถนำมาปรับใช้ได้เท่าที่ไม่ขัดกับหลักการแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติเกี่ยวกับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองชั่วคราว ตาม ป.วิ.พ. มาปรับใช้กับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินชั่วคราวในคดีฟอกเงินได้

แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องบัญชีเงินฝากของจำเลยไว้ก่อนที่ศาลชั้นต้นในคดีฟอกเงินจะมีคำสั่งให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินก็ตาม แต่หากเจ้าหนี้สามัญมีสิทธิยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งอายัดไว้ชั่วคราวได้ อาจทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวไม่มีอยู่ จนไม่มีเหตุที่จะไต่สวนและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน และหากต่อมาศาลในคดีฟอกเงินมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของจำเลยรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดิน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นต้นไป ห้ามมิให้ยึดหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยดังกล่าวเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1307 หากโจทก์เห็นว่าตนเป็นผู้มีสิทธิในเงินตามบัญชีเงินฝากของจำเลย โจทก์ต้องไปดำเนินการในคดีฟอกเงินตามมาตรา 53 ซึ่งบัญญัติถึงขั้นตอนในการดำเนินการไว้เป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้สามัญ ไม่อาจดำเนินการบังคับคดีเพื่อให้มีผลถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีฟอกเงินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 213,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤษภาคม 2560) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ธนาคารส่งเงินจำนวนตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องบัญชีเงินฝากธนาคาร จำนวน 243,537.61 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งอายัดบัญชีดังกล่าวแก่ธนาคารแล้ว แต่ธนาคารไม่ส่งเงินให้ โดยแจ้งว่าสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีดังกล่าวชั่วคราว ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีเกี่ยวด้วยความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ธนาคารต้องส่งเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชีแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งอายัดหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดทั้งความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยความผิดอาญาและโทษทางอาญามุ่งบังคับแก่ตัวบุคคล ส่วนมาตรการทางแพ่งมุ่งบังคับแก่ตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้มีการกระทำความผิดมูลฐานโดยตัดวงจรการกระทำความผิด มิให้ทรัพย์สินที่ได้มาหรือเกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของผู้กระทำความผิด ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้ใด เพื่อมิให้มีการนำทรัพย์สินนั้นไปใช้สนับสนุนการก่ออาชญากรรมต่อไป ดังนั้น หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐาน ไม่ว่าจะจับตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกิดขึ้น และแม้เจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดและไม่ได้ถูกฟ้องก็ดำเนินมาตรการทางแพ่งแก่ตัวทรัพย์สินนั้นได้ จึงไม่ใช่เป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไป แม้มาตรา 56 และ 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินในหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ก็ต้องเป็นกรณีที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ได้มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะและสามารถนำมาปรับใช้ได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดกับหลักการแห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เมื่อมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวเป็นการเฉพาะแล้ว ทั้งเป็นคำสั่งที่ออกโดยมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่ายหรือยักย้ายไปเสียซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด อันเป็นมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งย่อมจะมีผลบังคับอยู่ตราบใดที่ศาลชั้นต้นในคดีฟอกเงินยังไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และแม้ในคดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องบัญชีเงินฝากของจำเลย ก่อนที่ศาลชั้นต้นในคดีฟอกเงินจะมีคำสั่งให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินก็ตาม แต่หากเจ้าหนี้สามัญมีสิทธิยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้ อาจทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวไม่มีอยู่จนไม่มีเหตุที่จะทำการไต่สวนและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและหากต่อมาศาลชั้นต้นในคดีฟอกเงินมีคำสั่งให้ทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดิน ก็จะมีผลเป็นว่านับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นต้นไปห้ามมิให้ยึดหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยดังกล่าวเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 ดังนี้แล้ว กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองชั่วคราวโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาปรับใช้กับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวในคดีฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้ คำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้จึงไม่อาจทำให้คำสั่งอายัดชั่วคราวในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.220/2560 ของศาลแพ่งสิ้นผล แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องฎีกามีข้อเท็จจริงแตกต่างจากคดีนี้ ไม่อาจนำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ได้ ธนาคารจึงไม่ต้องส่งเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชีแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งอายัดแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หากต่อมาศาลชั้นต้นในคดีฟอกเงินมีคำสั่งให้สิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดินแล้ว แต่โจทก์เห็นว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิในเงินตามบัญชีเงินฝากของจำเลยโดยเป็นเจ้าของ ผู้รับโอน หรือผู้รับประโยชน์ โจทก์ต้องไปดำเนินการในคดีฟอกเงินดังกล่าวตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินการเป็นการเฉพาะแล้วโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้สามัญไม่อาจดำเนินการบังคับคดีในคดีนี้เพื่อให้มีผลถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีฟอกเงินดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1307
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 53 ม. 55 ม. 56 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายชาตรี ใหม่วิจิตร
ศาลอุทธรณ์ — นายอุทิศ สุภาพ
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5511/2564
#682862
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 1273/3 และมาตรา 1273/4 จะบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่า ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทย่อมสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทออกเสียจากทะเบียนและห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนสู่ทะเบียนมีฐานะนิติบุคคลอีกครั้งต่อเมื่อศาลสั่งให้จดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน โดยให้ถือว่าห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย แต่ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่โจทก์จะฟ้องคดีได้ การที่ต่อมาในระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครจดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนอันเป็นผลให้ถือว่าจำเลยที่ 1 คงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกจากทะเบียนเลยก็ตาม แต่ผลของกฎหมายที่กำหนดให้ถือว่าบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย เป็นเพียงการรับรองสภาพนิติบุคคลภายหลังจากศาลมีคำสั่งเท่านั้น หามีผลทำให้โจทก์ซึ่งไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้นกลับกลายเป็นมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้โดยชอบแต่อย่างใด และเมื่อจำเลยทั้งห้ายกข้อต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความ ย่อมเป็นภาระการพิสูจน์ของโจทก์ที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ความจริงว่า ฟ้องของตนไม่ขาดอายุความ เมื่อข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 เป็นเงิน 15,000 บาท ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 อันเป็นวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันหยุดทำการ จะไม่ทำให้คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์คงมีคำพยานของพนักงานติดตามเร่งรัดหนี้สินของโจทก์มาเบิกความ โดยไม่ปรากฏว่าพยานรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องโดยตรงในการรับชำระหนี้แต่อย่างใด แม้โจทก์จะอ้างอิงรายการคำนวณภาระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยค้างรับเป็นพยานประกอบคำเบิกความ แต่เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ฝ่ายเจ้าหนี้เป็นผู้จัดทำขึ้นเองฝ่ายเดียว ทั้งยังไม่มีข้อความตอนใดในเอกสารยืนยันได้ว่า รายการนำเงินเข้าบัญชี 15,000 บาท เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 เป็นการกระทำของฝ่ายจำเลยทั้งห้า ประกอบกับโจทก์ไม่มีหลักฐานการนำเงินเข้าฝากมาแสดงและมิได้ติดตามพยานที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการจัดทำเอกสารหรือการรับชำระหนี้มาเบิกความเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงกับให้โอกาสจำเลยทั้งห้าซึ่งปฏิเสธเรื่องการชำระหนี้ได้ซักค้านหาความจริงตามกระบวนความ ลำพังคำพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์ที่นำสืบมาจึงนับว่ายังมีข้อควรตำหนิและไม่พึงเชื่อถือรับฟังเป็นแน่นอนตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 หรือลูกหนี้คนใดได้ชำระหนี้ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 การที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยของงวดถัดจากวันทำสัญญา คือ วันที่ 31 ตุลาคม 2550 สิทธิเรียกร้องที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ย่อมเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 ล่วงพ้นกำหนดเวลาสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 20,457,863.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2550 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ธนาคารประเภทสัญญาการใช้วงเงินตั๋วเงิน ในวงเงิน 8,000,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และนายยิ่งยง เป็นผู้ค้ำประกันได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารยอมรับว่า ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2550 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้วงเงินขายตั๋ว P/N ต่อ BOT เป็นต้นเงิน 4,400,000 บาท ดอกเบี้ยค้างชำระ 9,643.36 บาท และหนี้วงเงินขายตั๋ว P/N ต่อ BAY เป็นต้นเงิน 3,600,000 บาท ดอกเบี้ยค้างชำระ 30,760.29 บาท ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ดังกล่าวจากธนาคารและโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องและบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ไปยังจำเลยทั้งห้า แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย ภายหลังจากนั้น วันที่ 30 กันยายน 2554 นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียน โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายทะเบียนจดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนสู่ทะเบียน ระหว่างไต่สวนคำร้อง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีนี้ ครั้นวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครจดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนสู่ทะเบียน และให้ถือว่าบริษัทจำเลยที่ 1 ยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกจากทะเบียน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1273/3 และมาตรา 1273/4 จะบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่า ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทย่อมสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทออกเสียจากทะเบียนและห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนสู่ทะเบียนมีฐานะนิติบุคคลอีกครั้งต่อเมื่อศาลสั่งให้จดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน โดยให้ถือว่าห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย แต่เมื่อในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 อันเป็นวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีฐานะนิติบุคคลที่โจทก์จะฟ้องคดีได้ การที่ต่อมาในระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครจดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 อันเป็นผลให้ถือว่าจำเลยที่ 1 คงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกจากทะเบียนเลยก็ตามดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/4 แต่ผลของกฎหมายที่กำหนดให้ถือว่าบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย เป็นเพียงการรับรองสภาพนิติบุคคลภายหลังจากศาลมีคำสั่งเท่านั้น หามีผลทำให้โจทก์ซึ่งไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้นกลับกลายเป็นมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้โดยชอบแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งห้ายกข้อต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความเพื่อปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ ประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ย่อมเป็นภาระการพิสูจน์ของโจทก์ที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ความจริงว่า ฟ้องของตนไม่ขาดอายุความ หากโจทก์ไม่นำสืบหรือนำสืบไม่ได้ ย่อมต้องถือว่าคดีโจทก์ขาดอายุความและศาลไม่อาจพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ ในข้อนี้ แม้โจทก์จะนำสืบอ้างว่า ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิม จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 เป็นเงิน 15,000 บาท และหากนับจากวันดังกล่าวถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 อันเป็นวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการ จึงไม่ทำให้คดีโจทก์ขาดอายุความ แต่เมื่อข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 ซึ่งมีผลต่อการนับอายุความใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างและนำสืบมานั้น โจทก์คงมีคำพยานของนางสาวนงนุช พนักงานติดตามเร่งรัดหนี้สินของโจทก์มาเบิกความ โดยไม่ปรากฏว่านางสาวนงนุชเป็นพยานผู้รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องโดยตรงในการรับชำระหนี้รายนี้แต่อย่างใด แม้โจทก์จะอ้างอิงรายการคำนวณภาระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยค้างรับ เป็นพยานหลักฐานสนับสนุนถ้อยคำของนางสาวนงนุช และเอกสารดังกล่าวมีรายการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากสอดคล้องกับเอกสารที่ธนาคารเจ้าหนี้เดิมส่งต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งเรียกพยานเอกสารฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 ที่ระบุรายการเคลื่อนไหวของบัญชีอันเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ว่า วันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 มีการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากจำนวน 15,000 บาท แต่เอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นเอกสารที่ฝ่ายเจ้าหนี้เป็นผู้จัดทำขึ้นเองฝ่ายเดียว ทั้งยังไม่มีข้อความตอนใดในเอกสารที่จะพิสูจน์หรือยืนยันได้ว่า รายการนำเงินเข้าบัญชี 15,000 บาท เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 เป็นการกระทำของฝ่ายจำเลยทั้งห้าผู้เป็นลูกหนี้หรือเกิดจากการชำระหนี้ของบุคคลใด ประกอบกับโจทก์ไม่มีหลักฐานการนำเงินเข้าฝากมาแสดงและมิได้ติดตามพยานที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการจัดทำเอกสารหรือการรับชำระหนี้มาเบิกความเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงกับให้โอกาสจำเลยทั้งห้าซึ่งปฏิเสธเรื่องการชำระหนี้ได้ซักค้านหาความจริงตามกระบวนความ ลำพังคำพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงนับว่ายังมีข้อควรตำหนิและไม่พึงเชื่อถือรับฟังเป็นแน่นอนตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อธนาคารจำเลยที่ 1 หรือลูกหนี้คนใดได้ชำระหนี้ตามสัญญาให้แก่ธนาคารเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 การที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยของงวดถัดจากวันทำสัญญา คือ วันที่ 31 ตุลาคม 2550 และตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ข้อ 5 ระบุว่า หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด เช่นนี้สิทธิเรียกร้องของธนาคารที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ย่อมเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 เมื่อโจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของธนาคาร นำคดีมาฟ้องวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 ล่วงพ้นกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ดังที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1273/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.
จำเลย — บริษัท จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายธีรวุฒิ กองมะลิกันแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ศุภมิตร บุญประสงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5501/2564
#664353
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลอมเช็คของผู้เสียหายที่ 1 รวม 3 ฉบับ และนำเช็คที่ทำปลอมขึ้นดังกล่าว 2 ฉบับ ไปใช้อ้างต่างกรรมต่างวาระ รวม 3 ครั้ง จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอม รวม 3 กระทง ตามจำนวนครั้งที่นำตั๋วเงินปลอมออกใช้ แต่สำหรับเช็คฉบับเลขที่ 00134343 ซึ่งจำเลยทำปลอมขึ้นนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำออกใช้ จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมตั๋วเงินสำหรับเช็คฉบับนี้ตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) ด้วยอีกกระทงหนึ่ง

การปลอมตั๋วเงินตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) เป็นความผิดต่างกรรมกับการใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก เพียงแต่มาตรา 268 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ใช้ตั๋วเงินปลอม ซึ่งเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินนั้นรับโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียว เมื่อจำเลยทำปลอมเช็คฉบับเลขที่ 00134446 และใช้แสดงต่อ ภ. จึงต้องลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก แต่เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่เมื่อต่อมาจำเลยใช้เช็คฉบับนี้แสดงต่อ ณ. โดยไม่ได้ปลอมเช็คดังกล่าวขึ้นอีก จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามมาตรา 266 (4) อีก คงมีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 264, 266, 268, 334, 335 และให้จำเลยคืนเช็ค 11 ฉบับ หรือชดใช้ราคา 165 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 335 (11) วรรคแรก, 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและฐานลักทรัพย์นายจ้าง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานปลอมตั๋วเงิน จำคุก 1 ปี ฐานปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานลักทรัพย์นายจ้าง คงจำคุก 6 เดือน ฐานปลอมตั๋วเงิน คงจำคุก 6 เดือน ฐานใช้ตั๋วเงินปลอม คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน 3 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน รวมจำคุก 30 เดือน ให้จำเลยคืนเช็ค 11 ฉบับ หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 165 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษฐานปลอมตั๋วเงิน แต่ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอม จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 24 เดือน ยกคำขอให้จำเลยคืนเช็ค 11 ฉบับ หรือใช้ราคา 165 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอม รวม 3 กระทง แต่ไม่ลงโทษในความผิดฐานปลอมตั๋วเงินอีก 1 กระทง เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ระบุท้ายฎีกาเป็นทำนองขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยลงโทษจำเลยฐานปลอมตั๋วเงิน 1 กระทง และฐานใช้ตั๋วเงินปลอม 2 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอม รวม 3 กระทงหาใช่ 2 กระทง ข้อความท้ายฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงน่าจะเกิดจากการผิดหลงในการเรียงและพิมพ์ ประกอบกับเมื่อพิจารณาข้อฎีกาของโจทก์ในตอนต้นซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว เช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ในการยื่นฎีกาของโจทก์ว่าประสงค์ให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมรวม 3 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 กับลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมตั๋วเงินอีกกระทงหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย ซึ่งในข้อนี้เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยปลอมเช็คธนาคาร ท. ของผู้เสียหายที่ 1 รวม 3 ฉบับ คือฉบับเลขที่ 00134343 เลขที่ 00134446 และเลขที่ 00134308 จากนั้นนำเช็คที่ทำปลอมขึ้น ฉบับเลขที่ 00134446 ไปใช้แสดงต่อนายภวิช และใช้แสดงต่อนายณตฤณ กับนำเช็คที่ทำปลอมขึ้น ฉบับเลขที่ 00134308 ไปใช้แสดงต่อลูกค้าของผู้เสียหายที่ 1 ดังนี้ การที่จำเลยนำเช็คที่ทำปลอมขึ้นดังกล่าว 2 ฉบับ ไปใช้อ้างต่างกรรมต่างวาระ รวม 3 ครั้ง จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอม รวม 3 กระทง ตามจำนวนครั้งที่นำตั๋วเงินปลอมออกใช้ แต่สำหรับเช็ค ฉบับเลขที่ 0013443 ซึ่งจำเลยทำปลอมขึ้นนั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้นำออกใช้ จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมตั๋วเงินสำหรับเช็คฉบับนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) ด้วยอีกกระทงหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม การปลอมตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) เป็นความผิดต่างกรรมกับการใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก เพียงแต่มาตรา 268 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ใช้ตั๋วเงินปลอมซึ่งเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินนั้นรับโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียว ดังนั้น เมื่อจำเลยทำปลอมเช็ค ฉบับเลขที่ 00134446 และใช้แสดงต่อนายภวิชจึงต้องลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก แต่เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่เมื่อต่อมาจำเลยใช้เช็ค ฉบับเลขที่ 00134446 ดังกล่าวแสดงต่อนายณตฤณ โดยจำเลยไม่ได้ปลอมเช็คฉบับเลขที่ดังกล่าวขึ้นอีก จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามมาตรา 266 (4) คงมีความผิดเพียงฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ซึ่งต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 266 (4) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี สำหรับความผิดฐานปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) ซึ่งจำเลยเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี และมีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกรวม 24 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว เป็นจำคุก 30 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 266 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวขวัญกมล สาระธนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกิตติชัย ภูมิมาโนช
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ประจุมาศ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ศิริชัย ศิริกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5500/2564
#669796
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยบอกให้ บ. ไปเรียกผู้เสียหายกับ พ. มาที่ห้องเช่าซึ่งจำเลยเข้าไปนอนรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อถึงห้องเช่า บ. กระชากตัว พ. เข้าไปในห้องแล้วหยิบไม้หน้าสามขึ้นมาถือขู่ ขณะเดียวกันจำเลยจับคอผู้เสียหายกระชากตัวไปยังที่นอนก่อนที่จะลงมือข่มขืนกระทำชำเรา พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดว่าจำเลยกับ บ. มีเจตนาร่วมกันที่จะกระทำความผิดต่อผู้เสียหายและ พ. มาตั้งแต่แรก ห้องที่เกิดเหตุเป็นห้องโล่งขนาดเล็กมีเพียงที่นอนปูไว้ที่พื้น ส่วนไม้หน้าสามมีขนาดใหญ่เท่าท่อนแขนของคนอ้วน เมื่อ บ. กระชากตัว พ. เข้าไปในห้องแล้วก็หยิบไม้หน้าสามขึ้นมาขู่ทันที แสดงว่าไม้หน้าสามวางอยู่ในห้องก่อนแล้ว จำเลยเข้าไปนอนรอในห้องที่แคบเช่นนั้น ย่อมเห็นหรือรู้ถึงการมีอยู่ของไม้หน้าสาม หลังจาก บ. หยิบไม้หน้าสามมาขู่ จำเลยก็เริ่มข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย โดย บ. ถือไม้หน้าสามคอยคุ้มกันอยู่ตลอด เพื่อมิให้ พ. เข้ามาขัดขวางการกระทำความผิดของจำเลย ทั้งเมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราเสร็จ บ. กับจำเลยก็หลบหนีออกจากห้องที่เกิดเหตุไปพร้อมกัน การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการกระทำชำเราผู้เสียหายโดยใช้อาวุธ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 277 และเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก และวรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 4 ปี ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต เมื่อศาลวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี ไม่ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยฟังได้ว่า จำเลยรู้จักกับนาย อ. บิดาผู้เสียหาย เป็นอย่างดี ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 13 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายนั่งเล่นอยู่กับนาย พ. พี่ชาย ซึ่งมีอายุ 17 ปี ที่บริเวณเชิงสะพานปากซอยชุมชน ห่างจากห้องเช่าของผู้เสียหายและนาย พ. ประมาณ50 เมตร จำเลยได้ให้นาย บ. ไปเรียกผู้เสียหายและนาย พ. กลับไปที่ห้องเช่า ซึ่งจำเลยนอนรออยู่บนที่นอนในห้องเช่าก่อนแล้ว เมื่อไปถึงนาย บ. กระชากตัวนาย พ. เข้าไปในห้อง นาย พ. เห็นแล้วคาดว่าจำเลยน่าจะทำสิ่งที่ไม่ดีแก่ตนจึงพยายามวิ่งออกจากห้อง แต่ถูกจำเลยจับตัวไว้แล้วเอาศีรษะโขกกับกำแพงห้องพร้อมเดินไปล็อกประตูห้อง ขณะเดียวกันนาย บ. ก็หยิบไม้หน้าสาม ขนาดใหญ่เท่าท่อนแขนคนอ้วน ยาวประมาณ 1 ช่วงแขนมาขู่ไม่ให้นาย พ. เข้าไปช่วยผู้เสียหาย โดยบังคับให้นาย พ. นั่งลงกับพื้นจากนั้นจำเลยเข้ามาบีบคอผู้เสียหายและกระชากตัวไปยังที่นอน ห้ามไม่ให้ผู้เสียหายร้องและดิ้นพร้อมกับต่อยท้องและฉีกเสื้อผ้าผู้เสียหายจนขาด ถอดกางเกงผู้เสียหายออกแล้วถอดเสื้อกางเกงของจำเลยก่อนที่จะขึ้นมาคร่อมตัวผู้เสียหายและสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยะเพศของผู้เสียหายอยู่ประมาณ 5 นาที จนจำเลยสำเร็จความใคร่ ขณะจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย นาย บ. ได้บังคับเอาเงิน 400 บาท ไปจากนาย พ. จากนั้นทั้งสองคนก็ออกจากห้องไปโดยจำเลยพูดขู่ห้ามไม่ให้ไปบอกผู้ใด มิฉะนั้นจะถูกจำเลยกระทืบ แต่ผู้เสียหายไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนบ้านฟังและโทรศัพท์บอกให้นาย อ. บิดาทราบ นาย อ. จึงพาผู้เสียหายเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาล ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและนาย บ. ชั้นสอบสวนหลังจากขออนุมัติออกหมายจับจำเลยและนาย บ. แล้ว เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลจับจำเลยได้ก่อน แจ้งข้อหาร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำเลยให้การปฏิเสธแล้วหลบหนีระหว่างสอบสวน พนักงานสอบสวนจึงขออนุมัติออกหมายจับใหม่ ซึ่งต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2562 จำเลยได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนพร้อมให้การรับสารภาพ โดยให้การว่าได้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 25,000 บาท จนเป็นที่พอใจแก่ผู้เสียหายแล้ว สำหรับนาย บ. ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ตามหมายจับ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่าชิงทรัพย์และร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม แล้วดำเนินการสอบสวนและส่งฟ้องก่อนจำเลยคดีนี้ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษในส่วนความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีว่า นาย บ. มีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 83 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3341/2557 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หรือฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยจำเลยฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยมิได้รู้เห็นในการใช้ไม้หน้าสามเป็นอาวุธกับนาย บ. ด้วย จำเลยจึงกระทำความผิดโดยไม่ได้ใช้อาวุธตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว เห็นว่า จำเลยเป็นคนบอกให้นาย บ. ไปเรียกผู้เสียหายกับนาย พ. มาที่ห้องเช่าซึ่งจำเลยเข้าไปนอนรออยู่บนที่นอนในห้องเช่าก่อนแล้ว เมื่อเรียกแล้วนาย บ. ก็เดินตามผู้เสียหายและนาย พ. ไป เมื่อมาถึงห้องเช่านาย บ. กระชากตัวนาย พ. เข้าไปในห้องแล้วหยิบไม้หน้าสามขึ้นมาถือขู่ ขณะเดียวกันจำเลยจับคอผู้เสียหายกระชากตัวไปยังที่นอนก่อนที่จะลงมือข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นเด่นชัดว่าจำเลยกับนาย บ. มีเจตนาร่วมกันที่จะกระทำผิดต่อผู้เสียหายและนาย พ. มาตั้งแต่แรก ห้องที่เกิดเหตุเป็นห้องโล่งขนาดเล็กที่มีเพียงที่นอนปูไว้ที่พื้น ส่วนไม้หน้าสามมีขนาดใหญ่เท่าท่อนแขนของคนอ้วน เมื่อนาย บ. กระชากตัวนาย พ. เข้าไปในห้องแล้วก็หยิบไม้หน้าสามขึ้นมาขู่ทันที แสดงว่าไม้หน้าสามดังกล่าวต้องวางอยู่ในห้องก่อนแล้ว จำเลยเข้าไปนอนรอในห้องที่แคบเช่นนั้น ย่อมเห็นหรือรู้ถึงการมีอยู่ของไม้หน้าสามดังกล่าวอย่างแน่นอน หลังจากนาย บ. หยิบไม้หน้าสามมาขู่ จำเลยก็เริ่มข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยขณะข่มขืนนาย บ. ได้ถือไม้หน้าสามคอยคุ้มกันตลอดเพื่อมิให้นาย พ. เข้ามาขัดขวางการกระทำความผิดของจำเลย ทั้งเมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราเสร็จ นาย บ. กับจำเลยก็หลบหนีออกจากห้องที่เกิดไปพร้อมกัน การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการกระทำชำเราผู้เสียหายโดยใช้อาวุธตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ว่านาย บ. ใช้อาวุธในการกระทำผิดเฉพาะการชิงทรัพย์ของนาย บ. โดยจำเลยไม่มีส่วนรับรู้ด้วยนั้นฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสี่ (เดิม) ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางณัชชา พาณิชวราห์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุวนี นภาภาค
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
ชลิต กฐินะสมิต
กีรติ เชียงปวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5480/2564
#681805
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นสถานบริการเอกชน ในความหมายของกรมบัญชีกลางและไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 แต่ให้ความร่วมมือกับนโยบายของรัฐบาลโดยจะไม่ปฏิเสธให้การรักษาผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน ความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงเป็นนิติสัมพันธ์ในทางแพ่งว่าด้วยสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจากจำเลยทั้งสองได้

พฤติการณ์ที่โจทก์ไม่ดำเนินการย้ายจำเลยที่ 1 ไปรักษายังโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิของจำเลยที่ 1 ตามความประสงค์ของจำเลยทั้งสองในวันที่ 11 เม.ย. 56 ซึ่งเป็นวันที่โรงพยาบาลดังกล่าวมีเตียงว่าง โดยมีเหตุผลเพียงว่า จำเลยทั้งสองยังไม่ชำระค่ารักษาพยาบาลหรือทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ ถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจได้ใช้สิทธิแห่งตนโดยไม่ได้คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 12 ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 เฉพาะที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่ 24 มี.ค. 56 ถึงวันที่ 11 เม.ย. 56 แก่โจทก์เท่านั้น

จำเลยร่วมทำหน้าที่เป็นหน่วยเบิกจ่ายกลาง (Clearing House) สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้สถานบริการนอกเครือข่าย 3 กองทุน ที่ให้บริการกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติโดยสถานบริการสามารถให้บริการได้โดยไม่ต้องตรวจสอบสิทธิก่อน โดยจำเลยร่วมจะจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลตามหลักเกณฑ์และอัตราที่แต่ละกองทุนหรือหน่วยบริการต้นสังกัดกำหนด และจะเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายคืนจากกองทุนหรือหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ป่วยต่อไป แต่นโยบายดังกล่าวไม่มีกฎหมายรองรับหรือบังคับไม่ให้โรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บเงินส่วนเกินจากผู้ป่วยได้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้อาศัยสิทธิจากกองทุนสวัสดิการข้าราชการ มิใช่ผู้ที่ได้ยื่นคำขอลงทะเบียนเพื่อเลือกหน่วยบริการเป็นหน่วยบริการประจำตามกฎหมายที่กำหนด จึงไม่อาจนำข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้บริการสาธารณสุข กรณีที่มีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุ หรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน พ.ศ.2555 มาใช้บังคับได้ เมื่อจำเลยร่วมทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลของจำเลยที่ 1 ไปตามแนวทางปฏิบัติในการขอรับค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการสาธารณสุข ตามนโยบายบูรณาการ 3 กองทุน กรณีอุบัติเหตุฉุกเฉินแล้ว จำเลยร่วมย่อมไม่อาจร่วมกับจำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์อีกเนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้

การประชาสัมพันธ์และการให้ข้อมูลของเจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 ไม่ได้ทำให้จำเลยทั้งสองเข้าใจผิดว่าผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติจะไม่ต้องชำระค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่เป็นสถานบริการนอกเครือข่ายบริการ 3 กองทุน จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกเอาเหตุดังกล่าวมาให้จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดหรือรับผิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นแทนจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 446,255.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 418,239.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) และจำเลยที่ 1 ขอให้ตั้งนาง พ. บุตรของจำเลยที่ 1 เป็นผู้แทนเฉพาะคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยร่วม

จำเลยร่วมยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครอง

ศาลชั้นต้นและศาลปกครองมีความเห็นแตกต่างกัน ศาลชั้นต้นโดยสำนักงานศาลยุติธรรมจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าจำเลยร่วมต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายแทนหรือแบ่งส่วนความรับผิดกับจำเลยทั้งสองหรือไม่ เป็นประเด็นเกี่ยวพันและมีผลต่อความรับผิดตามสัญญาเข้ารับการรักษาพยาบาลของจำเลยทั้งสองที่มีต่อโจทก์ ซึ่งเป็นข้อพิพาททางแพ่ง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นาง พ. ผู้แทนเฉพาะคดีจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 418,239.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 กันยายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท และให้ยกฟ้องจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมของจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการโรงพยาบาล รับตรวจ รักษาพยาบาลทางการแพทย์ให้แก่บุคคลทั่วไป จำเลยร่วมเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 เมื่อปี 2555 รัฐบาลมีนโยบาย "เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ทั่วถึงทุกคน" ที่ต้องการให้ประชาชนทุกสิทธิสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้โดยเป็นการบูรณาการระบบร่วมกันของกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และไม่มีการยุบรวมกองทุน เมื่อผู้ป่วยเข้ารับบริการกรณีอุบัติเหตุ และหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินที่สถานบริการนอกเครือข่ายบริการ 3 กองทุน (เอกชนที่ไม่ใช่คู่สัญญาของประกันสังคม หรือหน่วยบริการประจำหรือคู่สัญญาของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า) สถานบริการสามารถให้บริการโดยไม่ต้องตรวจสอบสิทธิก่อน ภายหลังให้บริการแล้วสถานบริการสามารถเรียกเก็บเงินได้ ทั้งนี้มอบให้จำเลยร่วมทำหน้าที่เป็นหน่วยเบิกจ่ายกลาง (Clearing House) และให้มีผลในทางปฏิบัตินับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 เป็นต้นไป ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม 2556 ถึงวันที่ 18 เมษายน 2556 จำเลยที่ 1 เป็นผู้อาศัยสิทธิเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ.2553 เข้ารับการตรวจรักษาและนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลโจทก์ด้วยโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดที่เข้าข่ายเป็นกรณีฉุกเฉินวิกฤต โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในแบบบันทึกการรับผู้ป่วยเข้ารักษาพยาบาลและผู้รับผิดชอบผู้ป่วย และให้จำเลยทั้งสองวางเงินมัดจำไว้เป็นเงิน 5,000 บาท ตามใบคำแนะนำทางด้านการเงิน ต่อมาโจทก์ประสานตั้งเบิกสิทธิตามนโยบายบูรณาการ 3 กองทุน ซึ่งจำเลยร่วมพิจารณาแล้วอนุมัติเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ 53,008.20 บาท โดยเป็นการสำรองจ่ายแทนกรมบัญชีกลาง ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแนวทางปฏิบัติในการขอรับค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการสาธารณสุข ตามนโยบายบูรณาการ 3 กองทุน กรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 ส่วนที่เกินจากที่จำเลยร่วมอนุมัติอีกเป็นเงิน 418,239.30 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอ้างเหตุในทำนองเดียวกัน ฉะนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะคัดลอกอุทธรณ์มาเป็นฎีกา ก็ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว หาใช่เป็นการโต้แย้งเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น ดังที่โจทก์แก้ฎีกาไม่ ซึ่งการที่โจทก์เป็นสถานบริการเอกชนในความหมายของกรมบัญชีกลาง และไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 แต่ให้ความร่วมมือกับนโยบายของรัฐบาลโดยจะไม่ปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินวิกฤต เมื่อให้การรักษาผู้ป่วยที่ขอใช้สิทธิตามนโยบายของรัฐบาลแล้วโจทก์จะประสานตั้งเบิกเงินค่าใช้จ่ายจากจำเลยร่วม โดยจะต้องส่งข้อมูลการรักษาให้จำเลยร่วมพิจารณาก่อนว่าเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือไม่ ไม่ใช่โจทก์เป็นผู้พิจารณาเอง หากจำเลยร่วมพิจารณาแล้วว่าเป็นกรณีฉุกเฉินวิกฤตก็จะอนุมัติให้จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแนวทางปฏิบัติในการขอรับค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการสาธารณสุข ตามนโยบายบูรณาการ 3 กองทุน กรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน แต่หากจำเลยร่วมพิจารณาแล้วไม่ใช่กรณีฉุกเฉินวิกฤตจำเลยร่วมก็จะไม่จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้ตามที่ขอ ตามที่โจทก์และจำเลยร่วมนำสืบมานั้น ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีสถานะเป็นฝ่ายปกครอง เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ได้ความไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองในกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงกรณีของโรงพยาบาลเอกชนที่ให้ความร่วมมือกับนโยบายของรัฐบาล ความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงยังคงเป็นนิติสัมพันธ์ในทางแพ่งว่าด้วยสัญญา โจทก์มีสิทธิเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจากจำเลยทั้งสองในช่วงเวลาดังกล่าวได้ดังเช่นกรณีที่โจทก์ให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยตามปกติทั่วไป ฉะนั้น การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในแบบบันทึกการรับผู้ป่วยเข้ารักษาพยาบาลและผู้รับผิดชอบผู้ป่วย จึงผูกพันจำเลยที่ 2 และใช้บังคับระหว่างกันได้ แม้ในขณะนั้นยังไม่แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ต้องรับผิดชอบมีจำนวนเท่าใดแน่ ส่วนที่ฎีกาว่าโจทก์ละเลยหน้าที่ไม่ประสานหาเตียงแล้วย้ายจำเลยที่ 1 ไปยังโรงพยาบาลตามสิทธิ โดยจำเลยทั้งสองต้องขวนขวายหาเตียงโรงพยาบาลตามสิทธิเองนั้น พยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมาไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องประสานหาเตียงเพื่อย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลตามสิทธิ หากแต่เป็นว่าทางปฏิบัติโจทก์จะช่วยติดต่อหาเตียงให้ทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งญาติของผู้ป่วยก็จะต้องหาด้วย ตามที่นางวันดี ผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของโจทก์ กับที่นางสาวอิสรีย์ หัวหน้างานสำนักบริหารการจัดสรรและชดเชยค่าบริการของจำเลยร่วมเบิกความ ส่วนที่ฎีกาว่าโจทก์พยายามเหนี่ยวรั้งจำเลยที่ 1 ไว้ โดยเจตนาไม่สุจริตมุ่งแสวงหาผลประโยชน์จากการเข้าร่วมนโยบายฉุกเฉิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจากจำเลยทั้งสอง เนื่องจากจำเลยทั้งสองแสดงเจตนาชัดเจนว่าต้องการไปรักษาต่อ ณ โรงพยาบาลตามสิทธิและไม่ประสงค์ให้โจทก์รักษาอีกต่อไป โดยญาติได้ประสานหาเตียงโรงพยาบาลของรัฐที่จะรับย้ายจำเลยที่ 1 ได้แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 ออกจากโรงพยาบาลโดยปราศจากเหตุอันสมควรมีลักษณะเป็นการกักตัวเพื่อเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลนั้น ในข้อนี้แม้ข้อเท็จจริงได้ความจากที่นางวันดี พยานโจทก์เบิกความว่าวันที่ 27 มีนาคม 2556 ญาติของจำเลยที่ 1 แจ้งความประสงค์จะขอย้ายจำเลยที่ 1 ไปรักษาที่อื่น ตามแบบรับรองการขอใช้สิทธิตามความร่วมมือภาวะอุบัติเหตุ/เจ็บป่วยฉุกเฉิน 3 แต่ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองนำสืบมาปรากฏว่าในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่สามารถหาเตียงของโรงพยาบาลตามสิทธิที่จะรับย้ายจำเลยที่ 1 ได้ อย่างไรก็ตาม นาง พ. พยานจำเลยทั้งสองได้เบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2556 พันจ่าเอกทรงพล บุตรของจำเลยที่ 1 ประสานหาเตียงจากโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าได้รับแจ้งว่ามีเตียงว่างให้ย้ายจำเลยที่ 1 ไปรักษาก่อนเวลา 14 นาฬิกาของวันดังกล่าว พยานจึงไปติดต่อเจ้าหน้าที่หน้าห้องผู้ป่วย CCU ของโจทก์ว่าติดต่อหาเตียงที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าได้จะขอย้ายจำเลยที่ 1 ไปรักษาต่อ เจ้าหน้าที่ของโจทก์บอกให้ไปติดต่อเจ้าหน้าที่การเงินเพื่อลงลายมือชื่อรับสภาพหนี้ แต่พยานไม่ได้ไปติดต่อเจ้าหน้าที่การเงิน เนื่องจากขณะนั้นทราบแล้วว่ามีหนี้ค่ารักษาเป็นเงินประมาณ 300,000 บาทเศษ หลังจากนั้นได้โทรศัพท์ติดต่อเจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 เพื่อแจ้งว่าหาเตียงย้ายแล้วแต่โจทก์ไม่ยอมย้ายให้ ต้องทำหนังสือรับสภาพหนี้ก่อน ขอให้ช่วยเจรจากับโจทก์ให้ย้ายจำเลยที่ 1 เจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 แจ้งว่าติดต่อกับโจทก์แล้ว โจทก์ให้จำเลยทั้งสองชำระครึ่งหนึ่งก่อน ที่เหลือให้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ และเจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 แนะนำต่อว่าหากโจทก์ไม่ให้ย้ายไปรักษาที่อื่นก็ให้อยู่รักษาต่อ ส่วนโจทก์คงมีนางสาววันดี พยานเบิกความเพียงลอย ๆ ว่า จำเลยร่วมได้แจ้งมายังโจทก์ว่า สามารถหาเตียงย้ายจำเลยที่ 1 ไปรักษาต่อได้ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองไม่มีเอกสารของโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้ามาแสดงว่าวันเวลาดังกล่าวมีเตียงว่างจริง เพราะเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าแจ้งพันจ่าเอกทรงพลโดยแจ้งผ่านทางโทรศัพท์ แต่จำเลยทั้งสองอ้างส่งบันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์ของฝ่ายจำเลยทั้งสองกับเจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมเป็นพยานสนับสนุนข้อเท็จจริงที่เบิกความ ซึ่งมีรายละเอียดข้อเท็จจริงว่า วันที่ 11 เมษายน 2556 ญาติฝ่ายจำเลยทั้งสองติดต่อกลับมาที่สายด่วน สปสช. 1330 แจ้งว่าโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าจะรับย้ายผู้ป่วย แต่เกรงว่าโจทก์จะไม่ให้ย้าย เนื่องจากว่าญาติยังไม่ได้ชำระค่ารักษาพยาบาล โดยเมื่อเวลา 11.47 นาฬิกา หลานของจำเลยที่ 1 ติดต่อแจ้งเจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 ว่า โจทก์จะไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 ย้ายไปที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ญาติต้องดำเนินการอย่างไร เจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 แนะนำว่าให้ญาติตกลงกับเจ้าหน้าที่ของโจทก์เอง เนื่องจากเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ สปสช. ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ของโจทก์แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ก็ไม่ยอม ต่อมาเวลา 16.42 นาฬิกา เจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 ติดต่อหลานของจำเลยที่ 1 แจ้งขอยุติการประสานหาเตียงไปก่อน แต่จะให้โจทก์เป็นผู้ประสานไปโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าเอง หลานของจำเลยที่ 1 สอบถามว่าหากโจทก์ไม่ให้จำเลยที่ 1 ย้ายไปจะทำอย่างไร จะฟ้องร้องได้ที่ไหน เจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 แจ้งว่าญาติไม่ต้องทำอะไรเพราะเจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 คุยไว้ให้แล้ว เรื่องการฟ้องร้องก็ยังไม่ต้องดำเนินการอะไรก็ได้ในตอนนี้ แต่ถ้าครั้งที่ 2 แล้ว โจทก์ยังไม่ให้ย้ายอีกก็ให้โทรศัพท์มาที่สายด่วน สปสช. 1330 อีกครั้ง และมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมระบุว่า จากการประสานต่อมาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2556 ญาติได้ติดต่อกลับมายังสายด่วน สปสช. 1330 ว่า วันที่ 17 เมษายน 2556 จำเลยที่ 1 ได้เตียงที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมให้ย้าย สอบถามว่าญาติจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 แนะนำให้ญาติคุยกับผู้บริหารของโจทก์เพื่อตกลงรายละเอียดกับโจทก์ต่อไป โดยที่เอกสารนี้ จำเลยร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐส่งให้แก่นาง พ. เมื่อครั้งที่มีการแจ้งผลการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ หาใช่ว่าจำเลยทั้งสองจัดทำขึ้นเอง และหากในวันที่ 11 เมษายน 2556 ฝ่ายจำเลยทั้งสองไม่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าว่ามีเตียงรับย้ายจริง ก็ไม่มีเหตุที่จะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมไปเช่นนั้น ข้อเท็จจริงที่ได้ความนี้จึงน่าเชื่อว่ามีมูลความจริง ไม่มีพิรุธให้ต้องระแวงสงสัยว่าเป็นการกุสร้างเรื่องขึ้น พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้ามีเตียงว่างพร้อมรับย้ายจำเลยที่ 1 ไปรักษาต่อตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2556 แล้ว แต่โจทก์กลับไม่ดำเนินการย้ายจำเลยที่ 1 ไปโรงพยาบาลดังกล่าวตามความประสงค์ของจำเลยทั้งสองโดยมีเหตุผลเพียงว่าจำเลยทั้งสองยังไม่ชำระค่ารักษาพยาบาลหรือทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้ อันเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจได้ใช้สิทธิแห่งตนโดยมิได้คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 12 เพราะหากโจทก์ส่งจำเลยที่ 1 ไปรักษาพยาบาลต่อที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2556 ก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2556 ถึงวันที่ 18 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 นอนพักรักษาอยู่กับโจทก์ ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 เฉพาะที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2556 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2556 แก่โจทก์เท่านั้น แต่เนื่องจากโจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์กลับนำสืบถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ไม่ชัดแจ้ง กล่าวคือ โจทก์คงมีนางสาวพินิจ เจ้าหน้าที่รับจองห้องเป็นพยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มาติดต่อขอจองห้อง นางสาวพินิจแจ้งราคาห้อง CCU มีอัตราวันละ 2,700 บาท ค่าอาหารวันละ 420 บาท ค่าบริการทางการพยาบาลวันละ 2,200 บาท ค่าบริการโรงพยาบาล 500 บาท รวมเป็นเงิน 5,820 บาท ส่วนเอกสารที่แสดงถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 ทั้งหมด โจทก์อ้างส่งใบแจ้งหนี้ค่ารักษาพยาบาลเพียงฉบับเดียว ซึ่งเอกสารดังกล่าวระบุถึงรายการค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2556 ถึงวันที่ 18 เมษายน 2556 รวม 26 วัน ไม่ได้แจกแจงแยกย่อยค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแต่ละวันว่ามีจำนวนเท่าใด ประกอบกับได้ความจากนาง พ. พยานจำเลยทั้งสองเบิกความถึงเหตุการณ์ในวันที่ 11 เมษายน 2556 ว่า เจ้าหน้าที่ของโจทก์บอกให้พยานไปติดต่อเจ้าหน้าที่การเงินเพื่อลงลายมือชื่อรับสภาพหนี้ แต่พยานไม่ได้ไปติดต่อ เนื่องจากขณะนั้นพยานทราบแล้วว่ามีหนี้ค่ารักษาเป็นเงินประมาณ 300,000 บาทเศษ ดังนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรกำหนดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในช่วงเวลานับตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2556 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2556 รวม 19 วัน ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 320,000 บาท เมื่อหักเงิน 53,008.20 บาท ที่จำเลยร่วมอนุมัติเบิกจ่ายให้แก่โจทก์ กับที่จำเลยทั้งสองชำระไว้ล่วงหน้าอีก 5,000 บาท แล้ว คงเหลือที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 261,991.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2556 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันครบกำหนดตามหนังสือทวงถามตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด เมื่อวินิจฉัยมาดังนี้ปัญหาอื่นตามคำแก้ฎีกาของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยร่วมต้องร่วมกับจำเลยทั้งสองหรือรับผิดแทนจำเลยทั้งสองต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยร่วมมีนางสาวจรรยา หัวหน้างานสำนักกฎหมายของจำเลยร่วมเป็นพยานเบิกความถึงนโยบาย "เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ทั่วถึงทุกคน" ว่า เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชนทุกสิทธิสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ ซึ่งเป็นการบูรณาการระบบร่วมกันของกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และไม่มีการยุบรวมกองทุน โดยมอบหมายให้จำเลยร่วมทำหน้าที่เป็นหน่วยเบิกจ่ายกลาง (Clearing House) สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่สถานบริการนอกเครือข่ายบริการ 3 กองทุน ที่ให้บริการกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต โดยสถานบริการสามารถให้บริการโดยไม่ต้องตรวจสอบสิทธิก่อนให้บริการ ซึ่งจำเลยร่วมจะจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลตามหลักเกณฑ์และอัตราที่แต่ละกองทุนหรือหน่วยบริการต้นสังกัดกำหนด และจะเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายไปคืนจากกองทุนหรือหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ป่วยต่อไป โดยให้มีผลในทางปฏิบัตินับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 เป็นต้นไป แต่นโยบายดังกล่าวยังไม่มีกฎหมายรองรับหรือบังคับไม่ให้โรงพยาบาลเอกชนเก็บเงินส่วนเกินจากผู้ป่วยได้ จากนโยบายดังกล่าวจึงได้จัดทำบันทึกความร่วมมือเพื่อบูรณาการสิทธิด้านหลักประกันสุขภาพของ 3 กองทุน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ระหว่างกรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สถานบริการสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร เครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันการแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน โดยหน่วยงานทั้งสามกองทุน มีการชี้แจงนโยบายและวิธีปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลให้ผู้เกี่ยวข้องทราบก่อนวันที่ 1 เมษายน 2555 แล้ว ทั้งในการดำเนินนโยบายดังกล่าวได้มอบหมายให้แต่ละกองทุนไปปรับปรุงแก้ไข กฎ ระเบียบให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว ซึ่งข้อเท็จจริงก็ได้ความตามเอกสารว่าคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มีมติเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 ออกข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุข กรณีที่มีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุ หรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน พ.ศ.2555 กำหนดนิยามคำว่า "กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน" "กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน" "กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต" "สถานบริการอื่น" และ "ผู้มีสิทธิ" กำหนดให้ผู้มีสิทธิมีสิทธิเข้ารับบริการสาธารณสุขจากสถานบริการอื่นที่อยู่ใกล้หรือเข้ารับบริการได้อย่างรวดเร็ว กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต หรือกรณีที่มีเหตุสมควร และสถานบริการอื่นที่ให้บริการดังกล่าวนี้มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจากจำเลยร่วมตามอัตราที่กำหนด รวมถึงอัตราค่าพาหนะกรณีที่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้มีสิทธิที่ได้รับบริการจนอาการปลอดภัยคงที่แล้วไปสถานบริการอื่นหรือหน่วยบริการอื่น กำหนดหลักเกณฑ์การส่งข้อมูลและบันทึกข้อมูลเพื่อเรียกเก็บค่าใช้จ่ายตลอดจนกำหนดเวลาในการร้องเรียนหรืออุทธรณ์ต่อเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ โดยที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือจำเลยร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่ภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ไม่อาจใช้อำนาจหรือออกข้อบังคับดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้ตามนโยบายของรัฐบาลเกินเลยไปกว่าที่พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 กำหนดไว้ได้ นอกจากนี้ปรากฏตามเอกสารว่า กรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม และจำเลยร่วมได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการขอรับค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการสาธารณสุขตามนโยบายบูรณาการ 3 กองทุน กรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน ซึ่งแนวทางปฏิบัตินี้ก็ได้กำหนดนิยามคำว่า "ผู้มีสิทธิ" "สถานบริการ" "เจ็บป่วยฉุกเฉิน" วันให้บริการ ขอบเขตการให้บริการสาธารณสุข อัตราและเงื่อนไขการจ่ายเงินชดเชย ค่าพาหนะในการรับส่งต่อ ตลอดจนขั้นตอนการบริการและส่งข้อมูลเพื่อขอรับค่าใช้จ่ายและการอุทธรณ์ค่าใช้จ่าย ซึ่งนางสาวจรรยาก็เบิกความต่อไปว่า กรณีของจำเลยทั้งสองไม่อาจนำข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุข กรณีที่มีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุ หรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน พ.ศ.2555 มาใช้บังคับได้ เนื่องจากข้อบังคับดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งบุคคลที่จะได้รับสิทธิบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติดังกล่าวตามมาตรา 6 และมาตรา 7 กำหนดว่าต้องเป็นผู้ที่ได้ยื่นคำขอลงทะเบียน เพื่อเลือกหน่วยบริการเป็นหน่วยบริการประจำตามกฎหมายที่กำหนดไว้ แต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ที่อาศัยสิทธิจากกองทุนสวัสดิการข้าราชการ กรณีนี้จำเลยร่วมทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์โดยยึดตามแนวทางปฏิบัติ และจำเลยร่วมไม่อาจร่วมรับผิดชอบกับจำเลยทั้งสองได้เนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ จำเลยร่วมดำเนินการได้เพียงรวบรวมข้อมูลเรื่องร้องเรียนเพื่อพิจารณาจัดทำรายงานเสนอคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและรัฐบาลเพื่อทราบปัญหา และส่งเรื่องให้หน่วยงานที่ดูแลโดยตรงตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กฎหมายให้อำนาจไว้โดยตรงว่าด้วยเรื่องการประกอบกิจการและการดำเนินการสถานพยาบาลเพื่อช่วยพิจารณาประกาศกำหนดให้สิทธิแก่ผู้ป่วยทั้งสามกองทุนกรณีผู้ป่วยฉุกเฉินให้ได้รับสิทธิรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลเอกชน หรือประกาศกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาที่สถานพยาบาลเอกชนปฏิเสธนโยบายรัฐบาล เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่ต้องทดรองจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลไปก่อน เนื่องจากจำเลยร่วมมีหน้าที่เพียงเป็นหน่วยเบิกจ่ายกลาง (Clearing House) หรือสำรองเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่สถานพยาบาลเอกชนตามหลักเกณฑ์หรืออัตราที่กองทุนอื่นหรือหน่วยงานอื่นกำหนดให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉินเท่านั้น โดยนางสาวจรรยาเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า จำเลยร่วมจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2555 และเบิกความตอบทนายจำเลยร่วมถามติงว่า จำเลยร่วมสำรองจ่ายค่ารักษากรณีฉุกเฉินซึ่งเป็นไปตามนโยบายบูรณาการ 3 กองทุน ส่วนหลักเกณฑ์การจ่ายจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของแต่ละกองทุนที่กำหนด ข้อเท็จจริงที่ได้ความมาข้างต้นจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยร่วมออกข้อบังคับไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลเป็นเหตุให้ต้องรับผิดต่อจำเลยทั้งสอง ส่วนที่จำเลยร่วมดำเนินการประชาสัมพันธ์ กับที่เจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 ให้ข้อมูลแก่ฝ่ายจำเลยทั้งสองตามที่ปรากฏในข้อมูลบันทึกการประสานงานว่า การใช้สิทธิ 3 กองทุน เป็นนโยบายของรัฐบาลโดยเริ่มวันที่ 1 เมษายน 2555 กรณีผู้ป่วยเจ็บป่วยฉุกเฉินตามคำนิยามของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน สามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องร่วมจ่าย โรงพยาบาลจะทำเรื่องเบิกมาที่จำเลยร่วม แต่หากไม่เข้าเกณฑ์ฉุกเฉิน ผู้ป่วยจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองนั้น ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 แจ้งให้ฝ่ายจำเลยทั้งสองทราบเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2556 ว่า นโยบายนี้เป็นนโยบายการขอความร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งยังไม่ได้ออกมาเป็นกฎหมายบังคับโรงพยาบาลเอกชน และแนะนำว่าหากโจทก์ยืนยันว่าญาติต้องสำรองจ่าย ญาติต้องไปทำข้อตกลงกับโจทก์เอง แต่หากญาติไม่มีค่าใช้จ่ายก็ให้แจ้งกับโจทก์ว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป ทั้งอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน 3 กองทุน หากอาการเข้าเกณฑ์จริง จำเลยร่วมจะจ่ายแบบเหมาจ่ายรายโรค ไม่ได้จ่ายให้โจทก์ทั้งหมด และวันที่ 10 เมษายน 2556 เจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 ก็แจ้งอีกว่าตอนนี้ยังไม่มีข้อบังคับโจทก์ได้ แนะนำให้ญาติอย่าเพิ่งทำอะไรกรณีที่เจ้าหน้าที่การเงินของโจทก์แจ้งจำเลยทั้งสองว่าจะต้องร่วมจ่ายส่วนต่าง ประกอบกับช่วงเวลาก่อนวันที่ 9 เมษายน 2556 ที่ไม่อาจย้ายจำเลยที่ 1 ไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลอื่นได้เพราะไม่มีเตียงรับย้าย นาง พ. พยานจำเลยทั้งสองเบิกความยอมรับว่า พยานทราบว่าจำเลยที่ 1 สามารถใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินวิกฤตจากจำเลยร่วมได้ แต่ยังประสงค์จะย้ายจำเลยที่ 1 ไปรักษาที่อื่นต่อ เนื่องจากไม่ทราบว่าจะใช้สิทธิค่ารักษาพยาบาลได้มากน้อยเท่าใด คงทราบจากข้อมูลเพียงว่ากรณีโจทก์รับตัวจำเลยที่ 1 ไว้รักษากรณีฉุกเฉินวิกฤตแล้วจะต้องรีบย้ายจำเลยที่ 1 ออกไปภายใน 72 ชั่วโมง เช่นนี้ แสดงว่าจำเลยทั้งสองยังไม่เชื่อมั่นในสิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉินว่าไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหรือไม่ กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า การประชาสัมพันธ์และการให้ข้อมูลของเจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 ดังกล่าวจะทำให้จำเลยทั้งสองเข้าใจผิดว่ากรณีผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตผู้ป่วยไม่ต้องชำระค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่เป็นสถานบริการนอกเครือข่ายบริการ 3 กองทุน ไม่ใช่คู่สัญญาของประกันสังคม หรือหน่วยบริการประจำหรือคู่สัญญาของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กรณีดังกล่าวจึงไม่ใช่ต้นเหตุหรือสาเหตุโดยตรงที่ทำให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม 2556 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2556 ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกเอาความเข้าใจผิดมาเป็นเหตุให้จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดหรือต้องรับผิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นแทนจำเลยทั้งสองได้ เมื่อวินิจฉัยมาดังนี้ปัญหาอื่นตามคำแก้ฎีกาของจำเลยร่วมจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีในส่วนของจำเลยร่วมเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายโดยชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่าหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติในมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 17 กันยายน 2556 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์ยังคงมีสิทธิคิดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

จำเลยทั้งสองเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณา ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 วันที่ 30 มีนาคม 2561 จำเลยทั้งสองชำระค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความจำนวน 600 บาท 400 บาท 400 บาท และ 400 บาท ตามลำดับ จึงต้องคืนเงินดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 261,991.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2556 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี คืนค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์จำนวน 1,800 บาท แก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 12
พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ม. 6 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ร.
จำเลย — นาง ส. โดยนาง พ. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
จำเลยร่วม — สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นางสาวเบญจมาศ กองทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5469/2564
#670364
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องโดยมุ่งประสงค์ขอให้ศาลทำการไต่สวนและออกหมายเรียกจำเลยทั้งสองกับบุคคลอื่นมาให้ถ้อยคำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 277 โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ขายสินค้าแล้วนำเงินเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 กับบุคคลอื่นอันเป็นกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า ทรัพย์สินใดเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ซึ่งมาตรา 277 บัญญัติให้ศาลทำการไต่สวนออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่เชื่อว่าอยู่ในฐานะที่จะให้ถ้อยคำอันจะเป็นประโยชน์มาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหรือวัตถุพยานซึ่งอยู่ในความยึดถือหรืออำนาจของผู้นั้นเพื่อให้ได้ความเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเรียกบุคคลผู้เคยเป็นกรรมการผู้ถือหุ้นและพนักงานบัญชีของจำเลยที่ 1 มาให้ถ้อยคำและทำการไต่สวนเกี่ยวกับการขายสินค้าและการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากดังกล่าวอันเป็นการอนุญาตตามคำร้องของโจทก์แล้ว ศาลจึงไม่จำต้องมีคำสั่งใด ๆ ตามคำร้องของโจทก์อีก ส่วนการที่ตามทางไต่สวนจะได้ข้อเท็จจริงเป็นประการใดเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องไปดำเนินการขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามที่พิจารณาได้ความต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 298 ต่อไป โดยมาตรา 277 หาได้บัญญัติให้อำนาจศาลในการมีคำวินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าวไปเสียทีเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นของจำเลยที่ 1 และมีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทั้งสองดังกล่าวโดยให้โจทก์วางเงินประกันความเสียหายมานั้น เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 31,358,033.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,267,113.54 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คดีถึงที่สุดแล้วแต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์แล้ว ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2561 โจทก์ยื่นคำร้องว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนายชเนตร และจำเลยที่ 2 กับบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. ชื่อบัญชีจำเลยที่ 2 และนายชเนตร เป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด และเป็นทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีสิทธิยึดอายัดเพื่อบังคับคดี ขอให้หมายเรียกจำเลยทั้งสองและนายชเนตร มาไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 277 กับมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 และนายชเนตร นำส่งสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ต่อศาลชั้นต้น มีคำสั่งแสดงว่าเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. และในบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. เป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด มีคำสั่งอายัดเงินฝากในบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีนำส่งศาลชั้นต้น และให้โจทก์รับเงินทั้งหมดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า กรณีนี้กฎหมายไม่ให้อำนาจศาลต้องมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการไต่สวน ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องมีคำสั่ง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร โดยให้โจทก์วางเงินประกันสำหรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อบุคคลภายนอกเป็นจำนวนตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแต่ไม่เกิน 500,000 บาท และให้ดำเนินการต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276 วรรคสาม และวรรคสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ เห็นว่า ตามคำคัดค้านของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2561 มิได้ยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นคัดค้าน และเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำแก้อุทธรณ์ จำเลยทั้งสองก็มิได้ยกประเด็นข้อนี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์เช่นกัน จำเลยทั้งสองเพิ่งหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ปัญหาข้อนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นของจำเลยที่ 1 และพิพากษาให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทั้งสองบัญชีดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 โดยมุ่งประสงค์ขอให้ศาลทำการไต่สวนและออกหมายเรียกจำเลยทั้งสองกับบุคคลอื่นมาให้ถ้อยคำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 277 โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ขายสินค้าแล้วนำเงินเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 กับบุคคลอื่นอันเป็นกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า ทรัพย์สินใดเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ซึ่งมาตรา 277 บัญญัติให้ศาลทำการไต่สวนออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่เชื่อว่าอยู่ในฐานะที่จะให้ถ้อยคำอันจะเป็นประโยชน์มาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหรือวัตถุพยานซึ่งอยู่ในความยึดถือหรืออำนาจของผู้นั้นเพื่อให้ได้ความเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเรียกบุคคลผู้เคยเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้นและพนักงานบัญชีของจำเลยที่ 1 มาให้ถ้อยคำและทำการไต่สวนเกี่ยวกับการขายสินค้าและการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากดังกล่าวอันเป็นการอนุญาตตามคำร้องของโจทก์แล้ว ศาลจึงไม่จำต้องมีคำสั่งใด ๆ ตามคำร้องของโจทก์อีก ส่วนการที่ตามทางไต่สวนจะได้ข้อเท็จจริงเป็นประการใดเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องไปดำเนินการขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามที่พิจารณาได้ความต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 298 ต่อไป โดยมาตรา 277 หาได้บัญญัติให้อำนาจศาลในการมีคำวินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าวไปเสียทีเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นของจำเลยที่ 1 และมีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทั้งสองดังกล่าวโดยให้โจทก์วางเงินประกันความเสียหายมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับเป็นว่า คดีเสร็จสิ้นการไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 277 ให้โจทก์ดำเนินการบังคับคดีตามสิทธิและหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 277 ม. 298
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางจิราภรณ์ แสงจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายมุขมนตรี กลั่นนุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5465/2564
#683320
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 หมวดที่ 10 การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ ข้อ 41 ระบุว่า "การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับให้กระทำโดยมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกและมติเกี่ยวกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับต้องได้รับคะแนนเสียง 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม" เมื่อปรากฏตามรายงานการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติให้แก้ไขข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ด้วยคะแนนเสียง 155 เสียง ต่อ 10 เสียง อันเป็นคะแนนเสียงมากกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมตามที่ข้อบังคับข้อ 41 กำหนดไว้ มติดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อข้อบังคับของจำเลยที่ 1 และ พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้" บทกฎหมายมาตรานี้บัญญัติขึ้นเพื่อห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินกระทำการใด ๆ อันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินจัดให้มีขึ้นตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรลดไปหรือเสื่อมความสะดวกไป ไม่มีข้อความใดที่ระบุห้ามมิให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรกระทำการดังกล่าว แม้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจะเป็นผู้รับโอนสาธารณูปโภคมาจากผู้จัดสรรที่ดินตามมาตรา 44 (1) แต่ก็มีที่มาต่างกันโดยมาตรา 4 กำหนดคำนิยามของ "ผู้จัดสรรที่ดิน" หมายความว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินและให้หมายความรวมถึงผู้รับโอนใบอนุญาตด้วย ส่วน "นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร" เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตาม มาตรา 45 และ 46 แม้มีหน้าที่รับโอนทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภคตามมาตรา 44 (1) ด้วยก็ตาม แต่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไม่ได้เป็นผู้จัดสรรที่ดินโดยตรง และไม่ได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน ดังนั้น "นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร" จึงไม่ใช่ "ผู้จัดสรรที่ดิน" ตามนัยของกฎหมายข้างต้น บทบัญญัติมาตรา 43 วรรคหนึ่ง ย่อมไม่อาจนำมาบังคับใช้แก่จำเลยที่ 1 ได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 48 ที่บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์สาธารณูปโภค... (5) จัดให้มีบริการสาธารณะเพื่อสวัสดิการของสมาชิกหรือจัดสรรเงินหรือทรัพย์สินเพื่อสาธารณะประโยชน์...." ก็มิได้มีบทบังคับว่านิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 43 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใดด้วย เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากผู้จัดสรรที่ดินเป็นเพียงผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเป็นบุคคลภายนอกเมื่อจัดสรรที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตเสร็จสิ้นครบถ้วนแล้วก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินจัดสรรอีก แต่สำหรับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรหรือสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรนั้นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในที่ดินจัดสรรและสิ่งปลูกสร้างซึ่งต้องอยู่ร่วมกันกับสมาชิกอื่นด้วย สมาชิกแต่ละคนจึงมีสิทธิในทรัพย์สินส่วนกลางและมีดุลพินิจได้อย่างกว้างขวางที่จะกำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินส่วนกลาง และเพื่อเป็นการป้องกันมิให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรดำเนินการตามอำเภอใจไม่เป็นไปตามเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิก มาตรา 48 วรรคท้าย ก็กำหนดว่าการดำเนินการใดบ้างจะต้องได้รับความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่สมาชิก อันเป็นหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคมระบอบประชาธิปไตย นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรโดยความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกย่อมมีอำนาจวางข้อกำหนดเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะได้อย่างอิสระโดยไม่ถูกจำกัดด้วยมาตรา 43 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่ที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกจำเลยที่ 1 มีมติให้แก้ไขข้อบังคับข้อ 40 แม้การแก้ไขดังกล่าวจะมีผลทำให้การใช้ประโยชน์จากสาธารณประโยชน์ลดน้อยลงก็มีอำนาจกระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 2/2559 ที่ให้แก้ไขข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 40

จำเลยทั้งสิบสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนเริ่มสืบพยาน คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การและเอกสารในสำนวน แล้วขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นเดียวว่า ข้อบังคับจำเลยที่ 1 ข้อ 40 ที่ถูกแก้ไขตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ว. สมัยวิสามัญครั้งที่ 2/2559 ที่มีข้อความไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง เป็นข้อบังคับที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสิบสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสามได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การแก้ไขข้อบังคับตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 หมวดที่ 10 การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ ข้อ 41 ระบุว่า "การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับให้กระทำโดยมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกและมติเกี่ยวกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับต้องได้รับคะแนนเสียง 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการประชุมว่าที่ประชุมมีมติให้แก้ไขข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ด้วยคะแนนเสียง 155 เสียง ต่อ 10 เสียง (งดออกเสียง 1 เสียง) อันเป็นคะแนนเสียงมากกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมตามที่ข้อบังคับข้อ 41 กำหนดไว้ มติดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า ข้อบังคับข้อ 40 ของจำเลยที่ 1 ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่งนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้" บทกฎหมายมาตรานี้บัญญัติขึ้นเพื่อห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินกระทำการใด ๆ อันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินจัดให้มีขึ้นซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรลดไปหรือเสื่อมความสะดวกไปไม่มีข้อความใดที่ระบุห้ามมิให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรกระทำการดังกล่าว แม้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจะเป็นผู้รับโอนสาธารณูปโภคมาจากผู้จัดสรรที่ดินตามมาตรา 44 (1) ก็ตาม แต่ก็มีที่มาต่างกันโดยมาตรา 4 กำหนดคำนิยามของ "ผู้จัดสรรที่ดิน" หมายความว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินและให้หมายความรวมถึงผู้รับโอนใบอนุญาตด้วย ส่วน"นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร" เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นมาตาม มาตรา 45 และ 46 แม้จะมีหน้าที่รับโอนทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภคตามมาตรา 44 (1) ด้วยก็ตาม แต่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไม่ได้เป็นผู้จัดสรรที่ดินโดยตรง และไม่ได้เป็นผู้ได้รับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน ดังนั้น "นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร" จึงไม่ใช่ "ผู้จัดสรรที่ดิน" ตามนัยของกฎหมายข้างต้น บทบัญญัติตามมาตรา 43 วรรคหนึ่ง ย่อมไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่จำเลยที่ 1 ได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 48 ที่บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์สาธารณูปโภค ... (5) จัดให้มีบริการสาธารณะเพื่อสวัสดิการของสมาชิกหรือจัดสรรเงินหรือทรัพย์สินเพื่อสาธารณประโยชน์ ..." ก็มิได้มีบทบังคับว่านิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 43 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใดด้วย เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากผู้จัดสรรที่ดินเป็นเพียงผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเป็นบุคคลภายนอกเมื่อจัดสรรที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตเสร็จสิ้นครบถ้วนแล้วก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินจัดสรรอีก แต่สำหรับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรหรือสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรนั้นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินจัดสรรและสิ่งปลูกสร้างซึ่งต้องอยู่ร่วมกันกับสมาชิกอื่นด้วย สมาชิกแต่ละคนจึงมีสิทธิในทรัพย์สินส่วนกลางและมีดุลพินิจได้อย่างกว้างขวางที่จะกำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินส่วนกลาง และเพื่อเป็นการป้องกันมิให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรดำเนินการตามอำเภอใจไม่เป็นไปตามเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิก มาตรา 48 วรรคท้าย ก็กำหนดว่าการดำเนินการใดบ้างจะต้องได้รับความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก อันเป็นหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคมตามระบอบประชาธิปไตย นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรโดยความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกย่อมมีอำนาจวางข้อกำหนดเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะได้อย่างอิสระโดยไม่ถูกจำกัดด้วยมาตรา 43 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่ที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกจำเลยที่ 1 มีมติให้แก้ไขข้อบังคับข้อ 40 แม้การแก้ไขดังกล่าวจะมีผลทำให้การใช้ประโยชน์จากสาธารณประโยชน์ลดน้อยลงจึงมีอำนาจกระทำได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 4 ม. 43 ม. 44 (1) ม. 45 ม. 46 ม. 48
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. กับพวก
จำเลย — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายโฆษฤทธิ์ นาสมใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายยอดชาย วีระพงศ์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5452/2564
#682199
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกัน ให้ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน และให้ร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความ และทำให้จำเลยทั้งสี่มีสถานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ นอกจากโจทก์ชอบจะร้องขอให้มีการบังคับคดีต่อไปได้ในกรณีที่จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว การที่จำเลยทั้งสี่ละเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ หากโจทก์ได้รับความเสียหายประการใด โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสี่เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นได้อีก ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อน จำเลยทั้งสี่มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี และมิได้ใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ จนกระทั่งโจทก์ติดตามรถยนต์คืนมาในสภาพชำรุดเสียหาย ทำให้นำรถยนต์ขายทอดตลาดได้เงินต่ำกว่าราคารถยนต์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในคดีก่อน จึงต้องถือว่าการละเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นราคารถยนต์ส่วนที่ขาดไป จำเลยทั้งสี่ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ซึ่งค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าสินไหมทดแทนอันสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน มิใช่ค่าเสียหายที่มีหลักแหล่งข้อหาตามสัญญาเช่าซื้อหรือข้ออ้างที่อาศัยความผูกพันกันตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเลิกกันไปแล้วและศาลชั้นต้นในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดจนเสร็จสิ้น จึงไม่มีเหตุที่ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบอกกล่าวผู้ค้ำประกันให้ทราบการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 185,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มีนาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 3,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมา 2,400 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จากโจทก์ในราคา 604,059.84 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรวม 72 งวด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เพียง 25 งวด และผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 26 ประจำวันที่ 15 กันยายน 2558 เป็นต้นมา อันเป็นการผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวด ติดต่อกัน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสี่โดยมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2559 จากนั้นโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้ร่วมกันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 390,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559 โจทก์ติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้ และเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้ เป็นเงิน 224,299.07 บาท หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ราคารถยนต์ที่ขาดอยู่ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดราคา 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในค่าขาดราคารถยนต์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า มูลหนี้ราคาเช่าซื้อส่วนที่ขาดหรือค่าขาดราคาเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเลิกสัญญาและผู้ให้เช่าซื้อได้กลับเข้าครอบครองรถแล้วแจ้งให้จำเลยทั้งสี่มีโอกาสซื้อรถยนต์ก่อนขายแก่บุคคลอื่น หลังจากจำเลยทั้งสี่ไม่ซื้อ โจทก์จึงขายทอดตลาดให้แก่บุคคลอื่น หนี้ค่าขาดราคาตามสัญญาก็จะเกิดขึ้น โจทก์จึงทราบว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีเท่าใด อันมิใช่ค่าสินไหมทดแทนอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ แต่เป็นหนี้ประธาน นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า ก่อนคดีนี้ โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกัน ให้ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 390,000 บาท ตามคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2925/2559 ผลแห่งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความ และทำให้จำเลยทั้งสี่มีสถานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 และมาตรา 274 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 นอกจากนี้ หากการละเลยเสียไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นประการใด โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสี่เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นได้อีกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ดังนั้น หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2925/2559 แล้ว จำเลยทั้งสี่มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี และมิได้ใช้ราคาแทนรถยนต์ให้แก่โจทก์ กระทั่งโจทก์ต้องขวนขวายติดตามรถยนต์คืนมาในสภาพชำรุดเสียหายกันชนด้านหน้าและด้านหลังครูด ประตูด้านหน้าขวาบุบ เบาะขาด และช่วงล่างหลวม ทำให้เมื่อนำรถยนต์ออกขายทอดตลาดได้เงินจากการขายเพียง 224,299.07 บาท ต่ำกว่าราคารถยนต์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในคำพิพากษาในคดีก่อน กรณีจึงต้องถือว่าการละเลยเสียไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสี่ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นราคารถยนต์ส่วนที่ขาดไป ซึ่งจำเลยทั้งสี่ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาผู้ละเลยต่อหน้าที่ของตนต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์ ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าสินไหมทดแทนอันสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน มิใช่ค่าเสียหายที่มีหลักแหล่งแห่งข้อหาตามสัญญาเช่าซื้อหรือข้ออ้างที่อาศัยความผูกพันกันตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเลิกกันไปแล้ว และศาลชั้นต้นในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดจนเสร็จสิ้น กรณีจึงไม่มีเหตุที่ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบอกกล่าวผู้ค้ำประกันให้ทราบการผิดนัดของผู้เป็นลูกหนี้ว่าได้มีการบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพราะเหตุที่โจทก์มิได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกันทราบถึงการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ จำเลยที่ 1 ผิดนัด เป็นผลให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนซึ่งละเลยการชำระหนี้และควรต้องรับผิดไม่แตกต่างไปจากจำเลยที่ 1 ต้องหลุดพ้นไปเสียจากความรับผิดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยกฎหมายโดยชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีบริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดราคา 130,000 บาท ต่อโจทก์ จึงเป็นหนี้เงิน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มีนาคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีและค่าทนายความแทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215 ม. 222
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — นางสาว ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายสรวิชญ์ อินพรหม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจีรพัฒน์ พันธุ์ทวี
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5435/2564
#680127
เปิดฉบับเต็ม

แม้แผงค้าพิพาทมีการก่อสร้างที่ผิดต่อ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กฎกระทรวงฉบับที่ 50 (พ.ศ.2540) และกฎกระทรวงฉบับที่ 55 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 โดยสำนักงานเขตจตุจักรแจ้งการรถไฟแห่งประเทศไทยกับโจทก์ให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตและห้ามใช้อาคารแล้ว ต่อมาสำนักงานเขตจตุจักรมีคำสั่งให้รื้อถอนแผงค้าพิพาท แต่คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 (1) เพื่อดำเนินการมีคำสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงาน ผู้ดำเนินการ ลูกจ้าง หรือบริวารของบุคคลดังกล่าว ระงับการกระทำในกรณีที่มีการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งผู้ได้รับคำสั่งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งตามมาตรา 52 ของ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กรณีมิใช่เป็นเรื่องแผงค้าพิพาทมีการก่อสร้างต่อเติมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 (1) ซึ่งเป็นโมฆะเกิดจากกฎหมาย (ภาวะวิสัย) และมิใช่โมฆะที่เกิดจากการแสดงเจตนา (อัตวิสัย) อันจะเป็นเหตุให้สัญญาเช่าระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร จ. เพื่อดำเนินการจัดหาประโยชน์ตามสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ให้เช่า กับบริษัท บ. และเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2558 การรถไฟแห่งประเทศไทยอนุญาตให้บริษัทดังกล่าวโอนสิทธิการเช่าที่มีกับการรถไฟแห่งประเทศไทยให้แก่โจทก์ ซึ่งสิทธิการเช่าดังกล่าวอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ จึงเป็นทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 138 เมื่อบริษัทดังกล่าวโอนสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์ โดยได้รับความยินยอมจากการรถไฟแห่งประเทศไทย และเป็นการโอนสิทธิในการจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินซึ่งให้เช่า สัญญาเช่าพื้นที่ด้านหน้าอาคาร จ. ระหว่างบริษัท บ. กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจึงไม่ระงับไปเพราะเหตุดังกล่าว และโจทก์ผู้รับโอนสิทธิการเช่าพื้นที่ดังกล่าวจากบริษัท บ. ผู้โอน ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อจำเลยที่ 1 ผู้เช่านั้นด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร จ. ของการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ย่อมอาศัยสิทธิการเช่าพื้นที่ที่รับโอนมาจากบริษัท บ. เป็นฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากแผงค้าพิพาทและชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกจากพื้นที่ด้านหน้าอาคาร จ. แผงค้าพิพาทเลขที่ 15 เลขที่ 16 เลขที่ 17 และเลขที่ 18 ชั้น 1 และส่งมอบพื้นที่คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับแผงค้าพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 254,138.48 บาท และเดือนละ 8,837 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากแผงค้าพิพาทและส่งมอบคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิการเช่าจากบริษัท บ. ปฏิบัติตามสัญญาเช่าที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับบริษัท บ. หรือเพิกถอนสัญญาโอนสิทธิการเช่า

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากพื้นที่แผงค้าด้านหน้าอาคาร จ. แผงค้าพิพาทเลขที่ 15 เลขที่ 16 เลขที่ 17 และเลขที่ 18 ชั้น 1 รวม 4 แผง ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบพื้นที่ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับพื้นที่ดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นค่าเช่าที่ค้างชำระ 224,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่แผงค้าพิพาทและส่งมอบพื้นที่ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเดือนละ 8,000 บาท นับจากวันที่ 14 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่แผงค้าพิพาทและส่งมอบพื้นที่ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีโรงเรือน 30,138.48 บาท และค่าภาษีโรงเรือนเดือนละ 837 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่แผงค้าพิพาทและส่งมอบพื้นที่ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2558 โจทก์รับโอนสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร จ. ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ให้เช่า กับบริษัท บ. ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่า บริษัท น. ผู้เช่า โดยโจทก์และการรถไฟแห่งประเทศไทยทำสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่าอาคารพิพาทมีกำหนดเวลาเช่า 7 ปี 1 เดือน นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2557 บริษัท บ. ตกลงให้จำเลยที่ 1 เช่าพื้นที่ด้านหน้าอาคาร จ. แผงค้าพิพาทเลขที่ 15 เลขที่ 16 เลขที่ 17 และเลขที่ 18 ชั้น 1 มีกำหนดระยะเวลาเช่า 3 ปี นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2557 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2560

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกามีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ ประเด็นนี้แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า แผงค้าพิพาทมีการก่อสร้างที่ผิดต่อพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กฎกระทรวงฉบับที่ 50 (พ.ศ.2540) และกฎกระทรวงฉบับที่ 55 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 โดยสำนักงานเขตจตุจักรแจ้งการรถไฟแห่งประเทศไทยกับโจทก์ให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายอาคารจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตและห้ามใช้อาคารแล้ว และปัจจุบันสำนักงานเขตจตุจักรมีคำสั่งให้รื้อถอนแผงค้าพิพาท แต่คำสั่งของสำนักงานเขตจตุจักรดังกล่าวเป็นเพียงอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 (1) เพื่อดำเนินการมีคำสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงาน ผู้ดำเนินการ ลูกจ้าง หรือบริวารของบุคคลดังกล่าว ระงับการกระทำในกรณีที่มีการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งผู้ได้รับคำสั่งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งตามมาตรา 52 ของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กรณีมิใช่เป็นเรื่องแผงค้าพิพาทมีการก่อสร้างต่อเติมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 (1) ซึ่งเป็นโมฆะเกิดจากกฎหมาย (ภาวะวิสัย) และมิใช่โมฆะที่เกิดจากการแสดงเจตนา (อัตวิสัย) อันจะเป็นเหตุให้สัญญาเช่าระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แต่ประการใด เมื่อโจทก์ยืนยันข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่า โจทก์รับโอนสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร จ. เพื่อดำเนินการจัดหาประโยชน์ที่ดินบริเวณย่านพหลโยธิน (ริมถนนกำแพงเพชร 2) แปลง 5 กลุ่ม 2 ตามสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ให้เช่า กับบริษัท บ. และเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2558 การรถไฟแห่งประเทศไทยอนุญาตให้บริษัท บ. โอนสิทธิการเช่าที่มีกับการรถไฟแห่งประเทศไทยให้แก่โจทก์ ซึ่งสิทธิการเช่าระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับบริษัท บ. อาจมีราคาและอาจถือเอาได้ จึงเป็นทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 เมื่อบริษัท บ. โอนสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์ โดยได้รับความยินยอมจากการรถไฟแห่งประเทศไทย และเป็นการโอนสิทธิในการจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินซึ่งให้เช่า สัญญาเช่าพื้นที่ด้านหน้าอาคาร จ. ระหว่างบริษัท บ. กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจึงไม่ระงับไปเพราะเหตุดังกล่าว และโจทก์ผู้รับโอนสิทธิการเช่าพื้นที่ดังกล่าวจากบริษัท บ. ผู้โอน ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของบริษัท บ. ผู้โอน ที่มีต่อจำเลยที่ 1 ผู้เช่านั้นด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร จ. ของการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ย่อมอาศัยสิทธิการเช่าพื้นที่ที่รับโอนมาจากบริษัท บ. เป็นฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากแผงค้าพิพาทและชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ และฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นเดียวกับที่เคยยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์มิได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีในส่วนฟ้องโจทก์ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องโจทก์ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 138 ม. 150
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 40 (1) ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ต.
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวสุกัลยา ตรีเนตร
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ ท้วมเจริญ
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ธงชัย จันทร์วิรัช
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5425/2564
#682200
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุ จำเลยไปหาผู้ร้องและหยิบอาวุธปืนของกลางออกมาเพื่อใช้ซ้อมยิงปืนในค่ายทหารซึ่งเป็นกิจกรรมที่จำเลยกระทำอยู่เป็นประจำ ภายหลังจากนั้นจำเลยพาอาวุธปืนของกลางติดตัวมาใช้ก่อเหตุ อันแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมิได้เข้มงวดกวดขันในการอนุญาตให้จำเลยนำอาวุธปืนของกลางไปใช้อย่างแท้จริง และการที่จำเลยสามารถหยิบอาวุธปืนของกลางไปใช้ได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าววัตถุประสงค์ให้ผู้ร้องทราบก่อน ย่อมแสดงว่าผู้ร้องอนุญาตโดยปริยายให้จำเลยนำอาวุธปืนของกลางไปใช้ได้ตลอดเวลาโดยไม่คำนึงถึงว่าจำเลยจะนำไปใช้ในกิจกรรมใด ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนอาวุธปืนของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 ริบอาวุธปืนกับกระสุนปืนที่เหลือจากการทดลองยิง ลูกกระสุนปืน (ตะกั่ว) และปลอกกระสุนปืนของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า จำเลยกับผู้ร้องต่างเป็นบุตรของนายวิรัตน์ เดิมนายวิรัตน์ เป็นเจ้าของอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 เครื่องหมายทะเบียน นศ.8/7854 ต่อมานายวิรัตน์ ได้ถึงแก่กรรม ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิรัตน์ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2561 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมยึดอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของกลาง โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นขอให้ลงโทษในความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยและให้ริบอาวุธปืนของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของอาวุธปืนของกลางแท้จริงหรือไม่ เห็นว่า อาวุธปืนของกลางเป็นกรรมสิทธิ์ของนายวิรัตน์ มาแต่เดิม ครั้นนายวิรัตน์ ถึงแก่กรรม อาวุธปืนของกลางย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของนายวิรัตน์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคแรก และมาตรา 1600 แม้จะปรากฏว่าผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิรัตน์ มีหน้าที่รวบรวมทรัพย์มรดกของนายวิรัตน์ เพื่อแบ่งให้แก่ทายาททุกคนที่มีสิทธิได้รับมรดกก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านับแต่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิรัตน์ แล้วผู้ร้องได้ดำเนินการขอนายทะเบียนท้องที่ให้ออกใบอนุญาตใหม่เพื่อโอนอาวุธปืนของกลางให้แก่จำเลย หรือทายาททุกคนยินยอมให้อาวุธปืนของกลางตกเป็นของจำเลย ทั้งจำเลยก็มิได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ให้มีและใช้อาวุธปืน ประกอบกับได้ความตามที่ผู้ร้องเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุ อาวุธปืนของกลางถูกเก็บรักษาไว้ที่บ้านของผู้ร้อง ซึ่งสอดคล้องกับที่จำเลยและผู้ร้องให้การไว้ในชั้นสอบสวน อันแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องยังมิได้ส่งมอบการครอบครองอาวุธปืนของกลางให้แก่จำเลยอย่างเด็ดขาด ดังนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า อาวุธปืนของกลางยังคงเป็นทรัพย์มรดกของนายวิรัตน์ ที่ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกยังจัดการแบ่งให้แก่ทายาททั้งหลายของนายวิรัตน์ ไม่แล้วเสร็จ และผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครองอาวุธปืนของกลางในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิรัตน์ อันเป็นการครอบครองแทนทายาททุกคนของนายวิรัตน์ ซึ่งรวมถึงผู้ร้องด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของอาวุธปืนของกลางและไม่มีสิทธิร้องขอคืนของกลางนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการสุดท้ายว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเพียงแต่อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ว่า ผู้ร้องได้รับแจ้งจากจำเลยว่าจำเลยเข้าไปหยิบอาวุธปืนของกลางจากภายในห้องนอนของนางสาว น.นพวรรณ์ น้องสาวผู้ร้องซึ่งอาศัยอยู่บ้านเดียวกันกับผู้ร้อง และเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ผู้ร้องให้นางสาว น.นพวรรณ์ เก็บรักษาอาวุธปืนของกลางไว้ภายหลังจากที่จำเลยมีอาการผิดปกติทางจิตแล้ว แต่ผู้ร้องกลับให้การในชั้นสอบสวนว่า ก่อนเกิดเหตุ ผู้ร้องอยู่ที่บ้านจังหวัดนครศรีธรรมราชและได้มอบอาวุธปืนของกลางให้จำเลยเก็บรักษาไว้ ผู้ร้องมาทราบภายหลังเกิดเหตุว่า จำเลยไปหาเพื่อนที่จังหวัดพังงาและนำอาวุธปืนของกลางไปด้วย โดยปกติแล้วจำเลยนำอาวุธปืนของกลางไปใช้ซ้อมยิงที่ค่ายทหารในจังหวัดนครศรีธรรมราช จะเห็นว่าผู้ร้องให้การต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาไม่นาน น่าเชื่อว่าผู้ร้องไม่มีเวลาคิดเสริมแต่งเหตุการณ์ให้ผิดไปจากความเป็นจริง แต่เป็นการให้การต่อพนักงานสอบสวนไปตามความสมัครใจด้วยความสัตย์จริง สอดคล้องกับที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยไปหาผู้ร้องและหยิบอาวุธปืนของกลางออกมาเพื่อใช้ซ้อมยิงปืนในค่ายทหารซึ่งเป็นกิจกรรมที่จำเลยกระทำอยู่เป็นประจำ ภายหลังจากนั้นจำเลยพาอาวุธปืนของกลางติดตัวมาใช้ก่อเหตุ อันแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมิได้เข้มงวดกวดขันในการอนุญาตให้จำเลยนำอาวุธปืนของกลางไปใช้อย่างแท้จริง และการที่จำเลยสามารถหยิบอาวุธปืนของกลางไปใช้ได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าววัตถุประสงค์ให้ผู้ร้องทราบก่อน ย่อมแสดงว่าผู้ร้องอนุญาตโดยปริยายให้จำเลยนำอาวุธปืนของกลางไปใช้ได้ตลอดเวลาโดยไม่คำนึงถึงว่าจำเลยจะนำไปใช้ในกิจกรรมใด ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนอาวุธปืนของกลาง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นชอบด้วยผล ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า
ผู้ร้อง — นางสาว น.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายพรเทพ ศรีสว่าง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุล
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5392/2564
#684124
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยอ้างสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลยเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความของจำเลยในคดีแพ่ง ผู้เสียหายที่แท้จริงในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมคือมารดาโจทก์เพราะการอ้างเอกสารดังกล่าวอาจมีผลให้มารดาโจทก์แพ้คดี โจทก์เป็นเพียงผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่มารดาโจทก์ในคดีแพ่ง มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลเสร็จไปแทนผู้ตายเท่านั้น โจทก์มิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดของจำเลย ทั้งมิใช่บุคคลผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 4, 5, 6

แม้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้องแล้ว และป.วิ.อ. มาตรา 170 บัญญัติว่า คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด กรณีดังกล่าวเพียงแต่หมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นให้คดีมีมูลได้ แต่หากคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์และเห็นว่าโจทก์มิใช่ผู้เสียหาย คดีไม่มีมูลความผิด ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานดังกล่าวได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 264, 265 และ 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาใช้เอกสารสิทธิปลอม (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2555) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาใช้เอกสารสิทธิปลอม (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 ) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า จำเลยกับพวกอีกรวม 5 คน เป็นโจทก์ฟ้องนาง จ. มารดาโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 91/2553 ขอให้มีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 296 เป็นของจำเลยกับพวกตามส่วนที่จำเลยกับพวกครอบครอง ห้ามนาง จ. และบริวารยุ่งเกี่ยว และให้นาง จ. ไปจดทะเบียนแบ่งแยกโอนสิทธิครอบครองทางทะเบียนให้จำเลยกับพวก ถ้านาง จ. ไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลย จำเลยกล่าวอ้างว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2539 นาง จ. แบ่งขายที่ดินเนื้อที่ประมาณ 2 งานให้แก่จำเลย โดยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายและไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลย และเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2542 นาง จ. แบ่งขายที่ดินให้จำเลยเพิ่มอีกเนื้อที่ประมาณ 1 งาน โดยมีการทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองแก่จำเลย แต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นาง จ. ให้การต่อสู้คดี โดยในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลย นาง จ. ให้การว่า ไม่เคยแบ่งขายที่ดินให้แก่จำเลย สัญญาซื้อขายที่ดินที่จำเลยอ้างเป็นเอกสารปลอม ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว นาง จ. ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เข้าเป็นคู่ความแทนนาง จ. ในวันสืบพยานจำเลยกับพวกในคดีดังกล่าว จำเลยอ้างส่งสัญญาซื้อขายระหว่างนาง จ.กับจำเลยต่อศาลชั้นต้น ประกอบคำเบิกความของจำเลยที่ว่า นาง จ. แบ่งขายที่ดินแก่จำเลย ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยกับพวกเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 607/2555 หลังจากนั้นโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง จ. ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาคดีนี้ กล่าวหาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 91/2553 หมายเลขแดงที่ 607/2555 ฐานปลอมสัญญาซื้อขาย ฐานใช้เอกสารปลอม เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 อันเป็นวันที่จำเลยนำสัญญาซื้อขายฉบับดังกล่าวไปยื่นต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว และฐานใช้เอกสารปลอม เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 อันเป็นวันที่จำเลยอ้างส่งสัญญาซื้อขายฉบับดังกล่าวประกอบคำเบิกความของจำเลย ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานปลอมเอกสารกับใช้เอกสารปลอม เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานปลอมเอกสารกับใช้เอกสารปลอม เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานเบิกความเท็จ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้ฎีกา ความผิดฐานเบิกความเท็จจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า ความผิดฐานใช้เอกสารปลอม เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่ผู้เสียหาย พิพากษายกฟ้องนั้น มีมูลหรือไม่ เห็นว่า บุคคลซึ่งจะมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล ต้องเป็นพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 และผู้เสียหายหมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 ตามมาตรา 2 (4) การที่จำเลยอ้างสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนาง จ. กับจำเลยเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความของจำเลยในคดีแพ่งดังกล่าว ผู้เสียหายที่แท้จริงคือนาง จ. เพราะการที่จำเลยอ้างส่งเอกสารดังกล่าวอาจมีผลทำให้นาง จ. แพ้คดี โจทก์เป็นเพียงผู้เข้าเป็นคู่ความแทนนาง จ. ในคดีแพ่ง มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลเสร็จไปแทนผู้ตายเท่านั้น โจทก์จึงมิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลย ทั้งมิใช่บุคคลผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 อีกด้วย ประกอบกับพยานหลักฐานในสำนวนไม่ปรากฏว่า คดีแพ่งดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลมีคำพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายระหว่างนาง จ. กับจำเลยเป็นสัญญาปลอมดังข้อต่อสู้ของนาง จ. โจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนาง จ. จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาคดีนี้เพราะเหตุจากการที่จำเลยอ้างส่งสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนาง จ. กับจำเลยเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งดังกล่าว และแม้คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ความผิดฐานใช้เอกสารปลอม เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 บัญญัติว่าคำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด กรณีดังกล่าวเพียงแต่หมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นให้คดีมีมูลได้ แต่หากคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหาย คดีไม่มีมูลความผิดฐานใช้เอกสารปลอม เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานดังกล่าวได้ เพราะปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 4 ม. 5 ม. 6 ม. 170 ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ภ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง จ.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นางสาวชรินพร ศรีวิไล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5392/2564
#687520
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลซึ่งจะมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล ต้องเป็นพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 และผู้เสียหายหมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 ตามมาตรา 2 (4)

จำเลยอ้างสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่าง จ. กับจำเลยเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความของจำเลยในคดีแพ่ง ผู้เสียหายที่แท้จริงคือ จ. เพราะการที่จำเลยอ้างส่งเอกสารดังกล่าวอาจมีผลทำให้ จ. แพ้คดี โจทก์เป็นเพียงผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จ. ในคดีแพ่ง มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลเสร็จไปแทนผู้ตายเท่านั้น โจทก์จึงมิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลย ทั้งมิใช่บุคคลผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 อีกด้วย ประกอบกับพยานหลักฐานในสำนวนไม่ปรากฏว่า คดีแพ่งดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลมีคำพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายระหว่าง จ. กับจำเลยเป็นสัญญาปลอมดังข้อต่อสู้ของ จ. โจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของ จ. จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาคดีนี้เพราะเหตุจากการที่จำเลยอ้างส่งสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่าง จ. กับจำเลยเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งดังกล่าว และแม้คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ความผิดฐานใช้เอกสารปลอม มีมูลความผิดตาม ป.อ. มาตรา 268 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา และ ป.วิ.อ. มาตรา 170 บัญญัติว่าคำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด กรณีดังกล่าวเพียงแต่หมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลได้ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหาย คดีไม่มีมูลความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ตาม ป.อ. มาตรา 268 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานดังกล่าวได้เพราะปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 264, 265 และ 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาใช้เอกสารสิทธิปลอม (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2555) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาใช้เอกสารสิทธิปลอม (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 ) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า จำเลยกับพวกอีกรวม 5 คน เป็นโจทก์ฟ้องนางจันทร์ติ๊บ มารดาโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 91/2553 ขอให้มีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 296 เป็นของจำเลยกับพวกตามส่วนที่จำเลยกับพวกครอบครอง ห้ามนางจันทร์ติ๊บและบริวารยุ่งเกี่ยว และให้นางจันทร์ติ๊บไปจดทะเบียนแบ่งแยกโอนสิทธิครอบครองทางทะเบียนให้จำเลยกับพวก ถ้านางจันทร์ติ๊บไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลย จำเลยกล่าวอ้างว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2539 นางจันทร์ติ๊บแบ่งขายที่ดินเนื้อที่ประมาณ 2 งาน ให้แก่จำเลย โดยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายและไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลย และเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2542 นางจันทร์ติ๊บแบ่งขายที่ดินให้จำเลยเพิ่มอีกเนื้อที่ประมาณ 1 งาน โดยมีการทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองแก่จำเลย แต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นางจันทร์ติ๊บให้การต่อสู้คดี โดยในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลย นางจันทร์ติ๊บให้การว่า ไม่เคยแบ่งขายที่ดินให้แก่จำเลย สัญญาซื้อขายที่ดินที่จำเลยอ้างเป็นเอกสารปลอม ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว นางจันทร์ติ๊บถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เข้าเป็นคู่ความแทนนางจันทร์ติ๊บ ในวันสืบพยานจำเลยกับพวกในคดีดังกล่าวจำเลยอ้างส่งสัญญาซื้อขายระหว่างนางจันทร์ติ๊บกับจำเลยต่อศาลชั้นต้น ประกอบคำเบิกความของจำเลยที่ว่า นางจันทร์ติ๊บแบ่งขายที่ดินแก่จำเลย ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยกับพวกเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 607/2555 หลังจากนั้นโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางจันทร์ติ๊บฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาคดีนี้ กล่าวหาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 91/2553 หมายเลขแดงที่ 607/2555 ฐานปลอมสัญญาซื้อขาย ฐานใช้เอกสารปลอม เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 อันเป็นวันที่จำเลยนำสัญญาซื้อขายฉบับดังกล่าวไปยื่นต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว และฐานใช้เอกสารปลอมเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 อันเป็นวันที่จำเลยอ้างส่งสัญญาซื้อขายฉบับดังกล่าวประกอบคำเบิกความของจำเลย ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานปลอมเอกสารกับใช้เอกสารปลอมเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานปลอมเอกสารกับใช้เอกสารปลอมเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานเบิกความเท็จ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้ฎีกา ความผิดฐานเบิกความเท็จจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่ผู้เสียหาย พิพากษายกฟ้องนั้น มีมูลหรือไม่ เห็นว่า บุคคลซึ่งจะมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล ต้องเป็นพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 และผู้เสียหายหมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 ตามมาตรา 2 (4) การที่จำเลยอ้างสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนางจันทร์ติ๊บกับจำเลยเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความของจำเลยในคดีแพ่งดังกล่าว ผู้เสียหายที่แท้จริงคือนางจันทร์ติ๊บเพราะการที่จำเลยอ้างส่งเอกสารดังกล่าวอาจมีผลทำให้นางจันทร์ติ๊บแพ้คดี โจทก์เป็นเพียงผู้เข้าเป็นคู่ความแทนนางจันทร์ติ๊บในคดีแพ่ง มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลเสร็จไปแทนผู้ตายเท่านั้น โจทก์จึงมิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลย ทั้งมิใช่บุคคลผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 อีกด้วย ประกอบกับพยานหลักฐานในสำนวนไม่ปรากฏว่า คดีแพ่งดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลมีคำพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายระหว่างนางจันทร์ติ๊บกับจำเลยเป็นสัญญาปลอมดังข้อต่อสู้ของนางจันทร์ติ๊บ โจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนางจันทร์ติ๊บจึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาคดีนี้เพราะเหตุจากการที่จำเลยอ้างส่งสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนางจันทร์ติ๊บกับจำเลยเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งดังกล่าว และแม้คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 บัญญัติว่าคำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด กรณีดังกล่าวเพียงแต่หมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลได้ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหาย คดีไม่มีมูลความผิดฐานใช้เอกสารปลอมเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานดังกล่าวได้เพราะปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 268 ม. 264
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 4 ม. 5 ม. 6 ม. 170 ม. 195 วรรคสอง ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ภ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง จ.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นางสาวชรินพร ศรีวิไล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4871/2564
#684169
เปิดฉบับเต็ม

จําเลยรับและให้ผู้เสียหายทั้งสองทํางานเป็นเด็กนั่งดริ๊งก์บริการลูกค้า ลูกค้าที่ร่วมโต๊ะจะกอด จูบ ลูบ คลําตัวผู้เสียหายทั้งสอง ค่านั่งดริ๊งก์ชั่วโมงละ 120 บาท จําเลยหักไว้ 20 บาท จําเลยบอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปมีเพศสัมพันธ์กับลูกค้า ได้ค่าตัว 1,500 บาท จําเลยหักไว้ 500 บาท และบอกให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกไปกับลูกค้าแต่ผู้เสียหายที่ 2 ปฏิเสธเนื่องจากมีประจำเดือน การกระทำของจำเลยทําให้อํานาจปกครองของ ท. และ ณ. ถูกรบกวน โดย ท. และ ณ. ไม่รู้เห็นยินยอม เป็นการพรากผู้เสียหายทั้งสองไปจากอํานาจปกครองเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551มาตรา 4, 6, 35, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 282, 317, 319 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 4, 26, 78 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3, 4, 26 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 50, 148/2 ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงินจำนวน 130,490 บาท และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงินจำนวน 110,480 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ และไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2), 35, 52 วรรคสองและวรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสองและวรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสองและวรรคสาม, 317 วรรคสาม, 319 วรรคแรก พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3), 78 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3 (2), 4 วรรคหนึ่ง, 26 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 50 (3), 148/2 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคสอง ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ฐานชักจูง ส่งเสริม ยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิดเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 ปี จำนวน 4 กระทงเป็นจำคุก 24 ปี ฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคสาม ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานชักจูง ส่งเสริมยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 8 ปี จำนวน 2 กระทง เป็นจำคุก 16 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุก 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 2 เดือน ฐานเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 47 ปี 8 เดือน ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 130,490 บาท และชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 110,480 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้เสียหายที่ 2ตามฟ้องข้อ 1.8 และข้อ 1.9 ให้ลงโทษฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 10 ปี จำนวน 2 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุก 51 ปี 8 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ร้อยตำรวจเอก อ. เบิกความเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อร้อยตำรวจเอก อ. ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนสิบตำรวจโทวทัญญูพยานโจทก์เบิกความว่า หลังจากมีผู้มาแจ้งว่ามีการขายบริการทางเพศหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ร้าน ว. คาราโอเกะ ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้สิบตำรวจโท ว. ไปสืบสวนหาข่าว ในวันที่ 9 สิงหาคม 2560 สิบตำรวจโท ว กับสายลับอีกหนึ่งคนไปที่ร้าน ไปถึงเวลาประมาณ 23 นาฬิกา ร้านมีลักษณะเป็นร้านคาราโอเกะจำหน่ายเครื่องดื่ม ภายในร้านเปิดไฟสลัว ขณะนั้นมีลูกค้าใช้บริการอยู่ 1 โต๊ะ มีเด็กเสิร์ฟเป็นหญิง 2 คน ลักษณะตัวเล็ก คาดว่าอายุไม่น่าจะเกิน 18 ปี กำลังให้บริการลูกค้าอยู่ สิบตำรวจโท ว. กับพวกไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง หลังจากลูกค้าโต๊ะแรกลุกออกไป เด็กเสิร์ฟทั้งสองย้ายมานั่งที่โต๊ะของสิบตำรวจโท ว. สิบตำรวจโท ว สอบถามทราบว่าคนหนึ่งอายุ 19 ปี และอีกคนหนึ่งอายุ 17 ปี สิบตำรวจโท ว. กับพวกพูดคุยและพยายามชวนเด็กเสิร์ฟทั้งสองออกไป ในราคา 1,500 บาท เด็กเสิร์ฟทั้งสองปฏิเสธอ้างว่าเพิ่งเจอสิบตำรวจโท ว. กับพวกเป็นครั้งแรก สักครู่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้านมานั่งที่โต๊ะ สิบตำรวจโท ว. สอบถาม จำเลยตกลงราคาของเด็กเสิร์ฟทั้งสองแบบค้างคืนคนละ 2,000 บาท แต่เด็กเสิร์ฟทั้งสองยังคงปฏิเสธอ้างว่ามีประจำเดือนและเพิ่งเจอสิบตำรวจโทวทัญญูกับพวกเป็นครั้งแรก ขอผัดไปครั้งหน้า สิบตำรวจโท ว. กับพวกนั่งดื่มต่อสักพัก ก็ชำระเงินและออกจากร้านไป ขณะสิบตำรวจโท ว. กับพวกพูดคุยกับเด็กเสิร์ฟทั้งสอง สิบตำรวจโท ว. กับพวกโอบกอดเด็กเสิร์ฟทั้งสอง เด็กเสิร์ฟทั้งสองไม่ได้ขัดขืน ก่อนหน้านี้สิบตำรวจโท ว. เห็นลูกค้าอีกโต๊ะหนึ่งปฏิบัติเช่นเดียวกัน เห็นว่า แม้สิบตำรวจโท ว. จะเบิกความตอบอัยการโจทก์ขออนุญาตศาลถามและตอบทนายจำเลยขออนุญาตศาลถามว่า ในวันที่ไปที่ร้าน ว. คาราโอเกะ สายลับนั่งคู่กับเด็กอายุ 17 ปี ชื่อว่า ป. คือหญิงตามภาพในข้อมูลทะเบียนราษฎรแผ่นที่ 2 (ภาพของผู้เสียหายที่ 1) จึงแตกต่างกับผู้เสียหายที่ 1 ที่เบิกความว่าหนีออกจากร้าน ว. คาราโอเกะในวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 ก่อนวันที่สิบตำรวจโท ว. ไปล่อซื้อก็ดีหรือสิบตำรวจโท ว. เบิกความตอบทนายจำเลยขออนุญาตศาลถามว่า จำชื่อสายลับไม่ได้ก็ดีในวันดังกล่าวสิบตำรวจโท ว. ไปล่อซื้อแต่การล่อซื้อไม่สำเร็จ สิบตำรวจโท ว. อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ในวันนั้นมากนัก เมื่อสิบตำรวจโท ว. มาเบิกความต่อศาลหลังจากไปล่อซื้อที่ร้านจำเลยนานถึง 1 ปีเศษ อาจจำไม่ได้หรือจำผิดพลาดไปบ้าง ข้อแตกต่างจึงเป็นเพียงข้อปลีกย่อยไม่ใช่สาระสำคัญที่เป็นพิรุธถึงกับทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาทั้งหมดเสียไป ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายทั้งสองโกรธเคืองจำเลยเพราะถูกจำเลยดุด่าและผู้เสียหายทั้งสองก็ไม่ได้ถูกจับกุมที่ร้านจำเลยนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสองให้การหลังจากถูกร้อยตำรวจ อ. เรียกสอบถามที่ร้าน ฮ. ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ผู้เสียหายทั้งสองหนีออกจากร้าน ว. คาราโอเกะแล้ว จึงไม่มีสาเหตุที่ผู้เสียหายทั้งสองจะต้องปรักปรำให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยให้ต้องรับโทษทางอาญาที่หนักเช่นนี้ และการที่ผู้เสียหายทั้งสองไม่ได้ถูกจับกุมที่ร้านจำเลยก็ไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด ไม่ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาเสียไป ส่วนจำเลยนำสืบโดยจำเลยเบิกความว่า ร้านจำเลยมีการจำหน่ายเครื่องดื่มและกับแกล้ม มีบริการร้องเพลงคาราโอเกะ ผู้เสียหายที่ 1 มาขอทำงานที่ร้าน จำเลยทราบว่าผู้เสียหายที่ 1 อายุต่ำกว่า 18 ปี แต่เห็นว่าเป็นลูกเป็นหลานและมีภูมิลำเนาเดียวกัน จำเลยจึงรับผู้เสียหายที่ 1 เข้าทำงานให้ช่วยงานเสิร์ฟอาหารและล้างจาน ระหว่างที่ทำงานอยู่กับจำเลย ผู้เสียหายที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 2 มาของานทำจำเลยปฏิเสธ เพราะผู้เสียหายที่ 2 อายุต่ำกว่า 18 ปี และไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดง ผู้เสียหายที่ 2 ขอพักอยู่ 1 คืน ก็หนีไปพร้อมกับผู้เสียหายที่ 1 การดูแลลูกค้าหมายถึงการเสิร์ฟอาหาร พูดคุยกับลูกค้า ไม่ใช่การนั่งให้ลูกค้ากอด จูบ จำเลยไม่เคยหักค่านั่งดริ๊งก์ของผู้เสียหายทั้งสอง แต่ทางนำสืบของจำเลยข้างต้น จำเลยมีเพียงบันทึกยืนยันข้อเท็จจริงที่ระบุว่า นาย ร. ชอบมานั่งดื่มกินในร้านจำเลย ในร้านมีโต๊ะนั่งกิน มีทีวี มีเพลงฟัง มีพนักงานเสิร์ฟอาหารเครื่องดื่ม แต่ละคนอายุน่าจะเกิน 25 ปี นาย ร. ไม่เคยเห็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ลูกค้านั่งดื่มกินปกติ ไม่มีโต๊ะไหนนั่งกอด จูบ ลูบ คลำพนักงานเสิร์ฟ ไม่มีการเก็บค่านั่งดริ๊งก์ แต่จำเลยก็ไม่นำนาย ร. มาเบิกความสนับสนุนให้เห็นตามที่อ้าง พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์ที่ได้ความจากพยานทั้งห้าปากมีน้ำหนักมั่นคง ไม่ได้เป็นพิรุธในสาระสำคัญและเบิกความขัดแย้งกันเองตามที่จำเลยฎีกา เชื่อว่า จำเลยรับผู้เสียหายทั้งสองเข้าทำงานที่ร้านวังสาว คาราโอเกะให้ทำงานเป็นเด็กนั่งดริ๊งก์บริการลูกค้า ลูกค้าที่ร่วมโต๊ะจะกอด จูบ ลูบ คลำตัวผู้เสียหายทั้งสองผู้เสียหายทั้งสองได้ค่านั่งดริ๊งก์ชั่วโมงละ 120 บาท จำเลยหักไว้ 20 บาท และผู้เสียหายที่นั่งดริ๊งก์ได้รับ 100 บาท จำเลยบอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปกับลูกค้า ให้ไปร่วมหลับนอนกับลูกค้า ได้ค่าตัว 1,500 บาท จำเลยหักไว้ 500 บาท และผู้เสียหายที่ 1 ได้รับ1,000 บาท ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปมีเพศสัมพันธ์กับลูกค้าที่โรงแรม ศ. และโรงแรม ม. จำเลยบอกให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกไปกับลูกค้า แต่ผู้เสียหายที่ 2 ปฏิเสธเนื่องจากมีประจำเดือน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า จำเลยได้รับอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ ประเภทคาราโอเกะ และได้รับใบอนุญาตให้ขายสุราตามใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์และใบอนุญาตขายสุรา ประเภทที่ 3 ไม่มีบริการในรูปแบบหญิงพนักงานเสิร์ฟปรนนิบัติลูกค้าที่มาใช้บริการ ผู้เสียหายที่ 1 รู้จักจำเลย จำเลยจึงให้ที่พักอาศัย และให้ผู้เสียหายที่ 1 ช่วยงานเสิร์ฟและล้างจานเท่านั้น เสมือนบุคคลในครอบครัว ไม่มีการจ้างประจำ ไม่มีเงินเดือน เพียงให้อยู่อาศัยช่วยเหลือในฐานะคนรู้จัก ส่วนผู้เสียหายที่ 2 รู้จักผู้เสียหายที่ 1 และมาอยู่ที่ร้านจำเลยได้ 2 วันจำเลยไม่ได้รับเข้าทำงาน จำเลยไม่ได้ใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จำเลยจึงไม่ได้กระทำความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.2 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3 บัญญัติว่า "สถานบริการ" หมายความว่า สถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในทางการค้าดังต่อไปนี้ ... (2) สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการโดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้า..." และมาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งสถานบริการ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่..." และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ในพระราชบัญญัตินี้ "เด็ก" หมายความว่าบุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์..." และมาตรา 26 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการ ดังต่อไปนี้... (3) บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด..." เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังวินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่า จำเลยประกอบกิจการร้านขายอาหารใช้ชื่อว่า "ว." จำเลยให้ผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 17 ปีเศษ และผู้เสียหายที่ 2 อายุ 14 ปีเศษ ทำงานเป็นเด็กนั่งดริ๊งก์บริการลูกค้า ลูกค้าที่ร่วมโต๊ะจะกอด จูบ ลูบ คลำตัวผู้เสียหายทั้งสอง ค่านั่งดริ๊งก์ชั่วโมงละ 120 บาท จำเลยหักไว้ 20 บาท และผู้เสียหายที่นั่งดริ๊งก์ได้รับ 100 บาท เมื่อจำเลยได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ ประเภทคาราโอเกะ และได้รับอนุญาตให้ขายสุราตามใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์และใบอนุญาตขายสุรา ประเภทที่ 3 ไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งสถานบริการตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 และจำเลยจัดให้ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปี คอยบำเรอปรนนิบัติบริการลูกค้าจำเลยจึงกระทำความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.2 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยไม่เคยให้ผู้เสียหายทั้งสองทำงานนั่งดริ๊งก์บริการลูกค้า จำเลยให้ผู้เสียหายที่ 1 ช่วยงานเสิร์ฟและล้างจานเท่านั้น เสมือนบุคคลในครอบครัว ไม่มีการจ้างประจำ ไม่มีเงินเดือนเพียงให้อยู่อาศัยช่วยเหลือในฐานะคนรู้จัก จำเลยไม่เคยให้ผู้เสียหายที่ 1 ขายบริการทางเพศเพื่อแลกกับค่าจ้าง ส่วนผู้เสียหายที่ 2 จำเลยไม่เคยชักชวนหรือเรียกให้มาพักอาศัยอยู่ที่ร้านจำเลยและไม่ได้รับเข้าทำงาน ผู้เสียหายที่ 2 รู้จักผู้เสียหายที่ 1 และมาอยู่ที่ร้านจำเลยเพียงระยะเวลาสั้น จำเลยไม่ได้ว่าจ้างผู้เสียหายที่ 2 หรือจ่ายค่าตอบแทน จำเลยจึงไม่ได้กระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามฟ้องข้อ 1.7 และข้อ 1.10 และไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 130,490 บาท และผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 110,480 บาท นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 17 ปีเศษ เป็นบุตรและอยู่ในปกครองของนายทองสา และผู้เสียหายที่ 2 อายุ 14 ปีเศษเป็นบุตรและอยู่ในปกครองของนาย ณ. จำเลยรับผู้เสียหายทั้งสองเข้าทำงานที่ร้าน ว. ให้ทำงานเป็นเด็กนั่งดริ๊งก์บริการลูกค้า ลูกค้าที่ร่วมโต๊ะจะกอด จูบ ลูบ คลำตัวผู้เสียหายทั้งสอง ผู้เสียหายทั้งสองได้ค่านั่งดริ๊งก์ชั่วโมงละ 120 บาท จำเลยหักไว้ 20 บาท และผู้เสียหายที่นั่งดริ๊งก์ได้รับ 100 บาท จำเลยบอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปกับลูกค้า ให้ไปร่วมหลับนอนกับลูกค้า ได้ค่าตัว 1,500 บาท จำเลยหักไว้ 500 บาท และผู้เสียหายที่ 1 ได้รับ 1,000 บาท ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปมีเพศสัมพันธ์กับลูกค้าที่โรงแรม ศ. และโรงแรม ม. จำเลยบอกให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกไปกับลูกค้า แต่ผู้เสียหายที่ 2 ปฏิเสธเนื่องจากมีประจำเดือน เมื่อขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุยังไม่เกินสิบแปดปี และผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกินสิบห้าปี ผู้เสียหายทั้งสองเป็นบุตรและอยู่ในปกครองของนาย ท. และนาย ณ. ตามลำดับ การที่จำเลยให้ผู้เสียหายทั้งสองทำงานเป็นเด็กนั่งดริ๊งก์บริการลูกค้า ลูกค้าที่ร่วมโต๊ะจะกอด จูบ ลูบ คลำตัวผู้เสียหายทั้งสอง ค่านั่งดริ๊งก์ชั่วโมงละ 120 บาท จำเลยหักไว้ 20 บาท และผู้เสียหายที่นั่งดริ๊งก์ได้รับ 100 บาท จำเลยให้ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปมีเพศสัมพันธ์กับลูกค้า ได้ค่าตัว 1,500 บาท จำเลยหักไว้ 500 บาทและผู้เสียหายที่ 1 ได้รับ 1,000 บาท ทำให้อำนาจปกครองของนาย ท. และนาย ณ. ถูกรบกวน โดยนาย ท.และนาย ณ. ไม่รู้เห็นยินยอม เป็นการพรากผู้เสียหายทั้งสองไปจากอำนาจปกครองของนาย ท. และนาย ณ. ตามลำดับ เพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามฟ้องข้อ 1.7 และข้อ 1.10 และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสอง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกันที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบด้วยเหตุและผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 ม. 319
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายปริญญา ปานเพชร
ศาลอุทธรณ์ — นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ชื่อองค์คณะ
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา