คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 33/2565
#684666
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ การเคหะแห่งชาติ โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทเอกชน ที่ ๑ ธนาคารพาณิชย์ ที่ ๒ จำเลย ว่า โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชนโครงการอาคารเช่ามาตรฐานรองสุขาภิบาล ๑ จำนวน ๑,๔๐๐ หน่วย เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำไปบรรจุผู้เช่าช่วงเพื่อการอยู่อาศัยและให้จำเลยที่ ๑ บริหารชุมชน มีกำหนดเวลา ๓ ปี แต่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าเช่าแก่โจทก์ ภายหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดลงจำเลยที่ ๑ ยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่เช่าตลอดมา ขอให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าขาดประโยชน์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ ๑ และบริวารจะส่งมอบที่ดินและอาคารพิพาทคืนให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินตามภาระค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา แต่ โดยที่การเคหะแห่งชาติ โจทก์ เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ โจทก์มีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ทั้งในลักษณะ ที่เป็นการใช้อำนาจทางปกครอง และในลักษณะของการดำเนินการที่เป็นการประกอบกิจการในเชิงธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง และโดยที่การจัดให้มีเคหะเพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัย รวมตลอดถึงจัดให้มีสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัย ทำนุบำรุง ปรับปรุง และพัฒนาบรรดาเคหะดังกล่าว รวมทั้งพัฒนาผู้อยู่อาศัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เป็นการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชนโครงการอาคารเช่ามาตรฐานรองสุขาภิบาล ๑ จำนวน ๑,๔๐๐ หน่วย เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำไปบรรจุผู้เช่าช่วงเพื่อการอยู่อาศัย และให้จำเลยที่ ๑ บริหารจัดการชุมชนรวมถึงดูแลระบบสาธารณูปโภคภายในโครงการ เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยภายในโครงการมีสภาพความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดีจึงเป็นการให้จำเลยที่ ๑ เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การเคหะแห่งชาติ พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — การเคหะแห่งชาติ
จำเลย — บริษัท ร. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 32/2565
#701469
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้การประปาส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2522 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมธุรกิจการประปาโดยการสำรวจ จัดหาแหล่งน้ำดิบ และจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบ เพื่อใช้ในการผลิต จัดส่ง และจำหน่ายน้ำประปา รวมทั้งการดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับธุรกิจการประปา เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่การให้บริการสาธารณูปโภค โดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและสุขภาพอนามัยของประชาชนเป็นสำคัญ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างโครงการปรับปรุงระบบงานทางธุรกิจ (Upgrade SAP) การประปาส่วนภูมิภาค ระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสี่กับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อปรับปรุงระบบงานทางธุรกิจ (Upgrade SAP) ที่ใช้อยู่เดิม SAP R/3 Version 4.6 C และระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร SAP BW Version 3.0 เป็น SAP BW Version 7.3 รวมทั้งจัดซื้อและติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอุปกรณ์เครือข่ายของระบบงานทางธุรกิจ (SAP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ การตัดสินใจของผู้บริหารและสอดคล้องกับเทคโนโลยีปัจจุบัน พร้อมทั้งฝึกอบรมบุคลากรของผู้ถูกฟ้องคดี ให้สามารถใช้ระบบงานทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพให้บริการสนับสนุนภายในองค์กรรองรับมาตรฐานบัญชีใหม่ (International Financial Reporting Standards : IFRS) รวมทั้งปรับปรุงระบบและวิธีการใช้งานให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่มีอยู่ใน SAP Version ECC 6.0 เพื่อรองรับงานในอนาคตทั้งในด้านของความต้องการใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นและการปรับปรุงการบริหารงานองค์กรต่าง ๆ เท่านั้น ลักษณะของสัญญาจ้างโครงการปรับปรุงระบบงานทางธุรกิจ (Upgrade SAP) เป็นเพียงสัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีว่าจ้างให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ปรับปรุงงานทางธุรกิจของผู้ถูกฟ้องคดีในการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการและการบริหารในรูปแบบการบูรณาการ เพื่อรองรับและสนับสนุนภารกิจการทำงานของผู้ถูกฟ้องคดีอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาจ้างปรับปรุงระบบงานทางธุรกิจ (Upgrade SAP) ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีกับผู้ฟ้องคดีทั้งสี่จึงเป็นสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ.2522
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ฟ. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — การประปาส่วนภูมิภาค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 31/2565
#701468
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่วิทยาลัย น. ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 กรณีผู้ร้องได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1227/2564 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3254/2561 ที่พิพากษาขัดแย้งกัน โดยในคดีของศาลยุติธรรม ศาลฎีกาพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้ผู้ร้อง ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางสาว ว. โจทก์ร่วมที่ 7 และนางสาว ก. โจทก์ร่วมที่ 73 เป็นเงินจำนวน 924,000 บาท และ 282,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ย ส่วนคดีของศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางสาว ว. และนางสาว ก. ผู้ฟ้องคดี คนละ 178,768 บาท พร้อมดอกเบี้ย มูลความแห่งคดี สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ร้องซึ่งเป็นสถาบันศึกษาเอกชนเปิดสอนหลักสูตรสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์โดยไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาจากสภาการพยาบาลเป็นเหตุให้นักศึกษาที่เข้าเรียนหลักสูตรดังกล่าวไม่สามารถสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลได้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลยุติธรรมตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3254/2561 ในคดีส่วนแพ่ง กับข้อเท็จจริงในคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลปกครองตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1227/2564 จึงเป็นข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันอันเกิดมาจากมูลความแห่งคดีเดียวกัน ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยในคดีส่วนแพ่งว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมเช่นเดียวกับ คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เพียงแต่ศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยกำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันนั้นแตกต่างกัน เป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับความเป็นธรรม ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า คณะกรรมการจะวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดในส่วนการกำหนดค่าสินไหมทดแทน กรณีนางสาว ว. และนางสาว ก. อย่างไร ซึ่งตามมาตรา 14 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 บัญญัติให้คณะกรรมการพิจารณาโดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรมและความเป็นไปได้

ในการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล แล้วให้กำหนดแนวทางการปฏิบัติตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3254/2561 กับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1227/2564 เป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน โดยศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางสาว ว. โจทก์ร่วมที่ 7 เป็นเงิน 924,000 บาท และให้แก่นางสาว ก. โจทก์ร่วมที่ 73 เป็นเงิน 282,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กรกฎาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 2 นำมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหลายรับไปแล้วหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิด ซึ่งต่อมา วิทยาลัย น. จำเลยที่ 1 (ผู้ร้อง) ได้เจรจาประนีประนอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางสาว ว. และนางสาว ก. จำนวน 1,200,000 บาท และ 460,000 บาท ตามลำดับ โดยนางสาว ว. และนางสาว ก. ยื่นคำร้องขอสละสิทธิการบังคับคดีกับจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดนครราชสีมาแล้ว นางสาว ว. กับนางสาว ก. ไม่ได้ชี้แจงโต้แย้งข้อเท็จจริงในส่วนนี้เป็นอย่างอื่น จึงฟังว่า ผู้ร้องกับพวกได้ชดใช้ความเสียหายจากการกระทำของตนให้แก่นางสาว ว. และนางสาว ก. และปรากฏตามหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความ ค่าสินไหมทดแทน ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2563 กับบันทึกการรับเงินและขอสละสิทธิการบังคับคดีเฉพาะราย ลงวันที่ 17 มีนาคม 2564 ระบุว่านางสาว ก. ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาอื่นใดจากผู้ร้องอีก และนางสาว ว. ได้รับชำระหนี้จนเป็นที่พอใจแล้ว ไม่ประสงค์จะบังคับคดีกับ ผู้ร้องในคดีนี้ต่อไป จึงขอสละสิทธิการบังคับคดี ดังนี้ เมื่อผู้ร้องได้ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำของตนที่เกิดขึ้นในคราวเดียวกันนั้นให้แก่นางสาว ว. และนางสาว ก. จนพอใจและสละสิทธิในการบังคับคดีดังกล่าวแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงไม่ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.วิ.พ.
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546
ชื่อคู่ความ
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
ผู้ร้อง — วิทยาลัย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 30/2565
#701467
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ เอกชน ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง สาขาแจ้ห่ม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นเอกชน อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามใบจอง ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีชื่อโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวมาจากผู้มีชื่อจึงไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมายไม่มีเหตุให้เพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซื้อที่ดินตามโฉนดดังกล่าวมาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง สาขาแจ้ห่ม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นเอกชน โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามใบจอง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ออกโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งปัจจุบันมีชื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วน ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งหมายที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย เนื้อหาประเด็นหลักตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตนเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดลำปาง
ผู้ฟ้องคดี — นาง ช.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 29/2565
#701466
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชน ยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 นางสาว ท. ผู้ฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามน.ส. 3 ก. ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีคำสั่งเพิกถอน น.ส. 3 ก. ดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าเจ้าของเดิมได้แสดงเจตนายกที่ดินให้แก่ทางราชการแล้ว และที่ดินบางแปลงได้มีการขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ ปัจจุบันพื้นที่ทั้งหมดได้ใช้ก่อสร้างอนุสรณ์สถานสมเด็จย่าที่ดินจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่เพิกถอน น.ส. 3 ก. และให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินต่อไป กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินตาม น.ส. 3 ก. จำนวน 8 แปลง เจ้าของเดิมได้ทำหนังสือแสดงเจตนาอุทิศให้แก่ทางราชการ (กรมตำรวจ) โดยที่ดินดังกล่าวรวมทั้งที่ดินอีก 1 แปลง ได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้ว จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ คำสั่งเพิกถอน น.ส. 3 ก. ทั้ง 9 แปลงจึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) พิพาทอันเป็นคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวผู้ฟ้องคดีทั้งสี่อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 นางสาว ท. ผู้ฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามอ้างว่า น.ส. 3 ก. พิพาทออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกในที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 นางสาว ท. ผู้ฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 หรือเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งยังไม่อาจหา ข้อยุติกันได้ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมี คำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 นางสาว ท. ผู้ฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 กรณี จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิ ในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 นางสาว ท. ผู้ฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 หรือเป็นของรัฐ ส่วนคำขอให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินต่อไป และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายนั้น ก็ล้วนแต่เป็นเพียงผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นาย ว.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 28/2565
#701465
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ นาวาเอก ศ. โจทก์ ยื่นฟ้อง สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) จำเลย ว่า โจทก์ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้อำนวยการส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศของจำเลย จำเลยทำสัญญาว่าจ้างทดลองงานกับโจทก์ โดยมีหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารเรือขอให้โจทก์ลาออกจากราชการชั่วคราว โจทก์ผ่านการประเมินผลการทดลองงานตามระเบียบของจำเลย จำเลยจึงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างในตำแหน่งดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้รับการพิจารณาต่ออายุสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไม่เกิน 4 ปี โดยอาจต่ออายุสัญญาจ้างได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่จำเลยกำหนด เมื่อใกล้ครบกำหนดการลาออกจากราชการชั่วคราว โจทก์ได้แจ้งความประสงค์ต่อจำเลยว่าจะมาปฏิบัติงานกับจำเลยต่อเนื่อง จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่ายังไม่มีข้อบังคับ ระเบียบใด กำหนดหลักเกณฑ์ให้รับเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวกลับไปปฏิบัติงานกับจำเลยต่อเนื่อง หากโจทก์มีความประสงค์จะปฏิบัติงานกับจำเลย โจทก์สามารถดำเนินการได้โดยผ่านกระบวนการสรรหาตามข้อบังคับ ระเบียบที่จำเลยกำหนด โจทก์ขอให้จำเลยทบทวนผลการพิจารณา แต่จำเลยยืนยันผลการพิจารณาเช่นเดิม โจทก์อุทธรณ์ผลการพิจารณาประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศมีหนังสือตอบโจทก์ว่า เมื่อโจทก์กลับไปบรรจุเข้ารับราชการมีผลให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลง การกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาและเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าจ้างรายเดือนค้างจ่าย ค่ารักษาพยาบาล ค่าช่วยเหลือบุตรและค่าชดเชยเป็นเงินพร้อมดอกเบี้ย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ย

กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาว่าจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 บัญญัติว่า "สัญญาทางปกครอง" หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และบัญญัติว่า "หน่วยงานทางปกครอง" หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่นอื่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง เมื่อคดีนี้ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. 2562 มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการด้านศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เป็นศูนย์ข้อมูลความรู้ด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้แก่กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานของรัฐเพื่อใช้ในการกำหนดนโยบายและแผนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ อันเป็นหน้าที่สำคัญและเกี่ยวเนื่องกับภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ ตามความในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์โดยมีวัตถุประสงค์ให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศมีหน้าที่และอำนาจ ตามมาตรา 37 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. 2562 และมาตรา 21 วรรคสาม บัญญัติว่า กิจการของสถาบันไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ดังนั้นสัญญาจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเป็นสัญญาเพื่อจัดหาบุคคลมาปฏิบัติงานเพื่อให้การดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศบรรลุผล มีลักษณะเป็นสัญญาที่จำเลยตกลงให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง โจทก์และจำเลยมีสถานะและความสัมพันธ์กันตามกฎหมายมหาชน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายเอกชน สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ดังนั้น ข้อพิพาทตามสัญญาในคดีนี้กรณีเกี่ยวกับค่าจ้างรายเดือนค้างจ่าย ค่ารักษาพยาบาลและค่าช่วยเหลือบุตร ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ. เทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. 2562
พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542
พ.ร.ก. จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2551
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแรงงานภาค ๑
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาวาเอก ศ.
จำเลย — สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 27/2565
#701464
เปิดฉบับเต็ม

คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองได้นั้น ต้องเป็นคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจในทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองของฝ่ายบริหารหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายปกครอง แต่โดยที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดโครงสร้างการบริหาร และการปกครองคณะสงฆ์ในประเทศไทยให้เป็นไปโดยเรียบร้อย เพื่อประโยชน์แห่งพระพุทธศาสนา การดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกิจการทางศาสนา มิใช่กิจการทางปกครอง และไม่ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ทั้งนี้ ตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง (9) การดำเนินการเพื่อพิจารณาแต่งตั้งเจ้าอาวาสหรือการออกคำสั่งแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสจึงไม่ใช่การพิจารณาทางปกครองหรือคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่จะอยู่ในอำนาจการตรวจสอบของศาลปกครอง

คดีนี้โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นพระภิกษุ สังกัดวัด บ. ฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นพระภิกษุ โดยจำเลยที่ 1 เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัด บ. จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าคณะตำบล จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าคณะอำเภอ จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าคณะจังหวัด จำเลยที่ 5 เป็นรักษาการแทนเจ้าคณะภาค กระทำการที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 19 (พ.ศ. 2536) ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส และฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งและถอดถอนพระสังฆาธิการ โดยการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ดำเนินการเลือก และมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัด บ. ซึ่งเป็นพระภิกษุนอกเขตปกครองของตนเอง ให้เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัด บ. จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจกระทำการใด ๆ ในฐานะผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัด บ. ทั้งยังปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่รักษาการแทนเจ้าอาวาสเกินกว่า 1 ปี ไม่ชอบด้วยกฎมหาเถรสมาคม ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ กระทำการใด ๆ ในฐานะรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัด บ. ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันดำเนินการและจัดกิจการต่าง ๆ ของวัด บ. จนกว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จะดำเนินการคัดเลือกเจ้าอาวาสและพิจารณาแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัด บ. โดยถูกต้องตามกฎหมาย และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำหน้าที่เลือกเจ้าอาวาสในตำบลท่านั่ง – บางคลาน จากพระภิกษุที่มีคุณสมบัติ ตามข้อ 6 และข้อ 26 ของกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งและถอดถอนพระสังฆาธิการ แล้วให้จำเลยที่ 3 รายงานเสนอจำเลยที่ 4 เพื่อพิจารณาแต่งตั้ง และหากพระภิกษุผู้นั้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ให้จำเลยที่ 3 รายงานเสนอจำเลยที่ 4 เพื่อให้จำเลยที่ 5 พิจารณาแต่งตั้งต่อไป ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกิจการทางศาสนา มิใช่การใช้อำนาจหรือการดำเนินกิจการทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายปกครอง จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ประกอบมาตรา 5 และมาตรา 4 วรรคหนึ่ง (9) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพิจิตร
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
โจทก์ — พระ บ. ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — พระครู พ. ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 26/2565
#684350
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นาง จ. โจทก์ ยื่นฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลย อ้างว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโท ฐ. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางแก้ว ให้ดำเนินคดีกับนาย ธ. ในความผิดข้อหาฉ้อโกง ต่อมานาย ธ. ถูกจับกุมตามหมายจับและนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางแก้วเพื่อดำเนินคดี แต่พันตำรวจโท ฐ. ไม่ส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นฟ้องคดีต่อศาลแขวงสมุทรปราการได้ทันภายในกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย เป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งคืนหลักประกัน ทำให้โจทก์ในฐานะผู้เสียหายไม่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลแขวงสมุทรปราการเพื่อเรียกค่าเสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ได้ ดังนั้นจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่พันตำรวจโท ฐ. สังกัดอยู่จึงมีหน้าที่ต้องรับผิดจากการกระทำของพันตำรวจโท ฐ. ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด และมีปัญหาต้องพิจารณาว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ความรับผิดทางละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น ต้องเป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง หรือการดำเนินกิจการทางปกครอง หรือการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครองเท่านั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า พันตำรวจโท ฐ. พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนไม่ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาให้พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสมุทรปราการ เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลแขวงสมุทรปราการให้ทันภายในกำหนดระยะเวลาผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้าย ทำให้โจทก์ในฐานะผู้เสียหายไม่อาจใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ได้ ดังนั้นการกระทำละเมิดตามคำฟ้องจึงเป็นการกระทำของพนักงานสอบสวนในการสอบสวนคดีอาญาและเสนอความเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาต่อพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา กรณีตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การละเลยต่อหน้าที่ในการดำเนินกิจการทางปกครองหรือการใช้อำนาจทางปกครอง คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเมื่อศาลยุติธรรมเป็นศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๑) การตรวจสอบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของพันตำรวจโท ฐ. ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๖) สังกัดจำเลย จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรปราการ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 25/2565
#701463
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลดงมูลเหล็ก จำเลย เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วสรุปได้ว่า โจทก์อ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลย โดยแยกเป็นสองข้อหา ดังนี้ ข้อหาที่หนึ่ง การที่จำเลยไม่พิจารณาคำขอของโจทก์ที่ขออนุญาต นำสุกรมาเลี้ยงที่ฟาร์มโดยอ้างว่าได้ออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวซึ่งอยู่ระหว่างการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เห็นว่า เป็นการฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ในการพิจารณาคำขอออกใบอนุญาตประกอบกิจการเลี้ยงสุกรตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เหตุละเมิดตามฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนข้อหาที่สอง โจทก์ฟ้องว่าการที่จำเลยสมคบกับชาวบ้านบริเวณรอบฟาร์มเลี้ยงสุกรของโจทก์จัดให้มีการประชุมชาวบ้านเพื่อลงมติว่าจะให้โจทก์เลี้ยงสุกรที่ฟาร์มต่อไปหรือไม่ ทั้งมีหนังสือแจ้งบริษัทคู่ค้าของโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่าฟาร์มสุกรของโจทก์สร้างมลภาวะทางกลิ่นเหม็น น้ำเสียและแมลงวัน ทำให้บริษัทดังกล่าวไม่ส่งลูกสุกรมาให้โจทก์เลี้ยง ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า เมื่อเหตุละเมิดที่โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องในส่วนนี้เป็นข้อพิพาทที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจของจำเลยและมีมูลเหตุจากการที่จำเลยไม่พิจารณาคำขอออกใบอนุญาตของโจทก์ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ข้อหาตามฟ้องในส่วนนี้ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับข้อหาแรก จึงสมควรที่จะได้รับการวินิจฉัยในศาลเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551
ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลดงมูลเหล็ก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 24/2565
#701462
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 นั้น จะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน โดยมีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน กล่าวคือ มูลความแห่งคดีเดียวกันแต่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสองศาล และศาลทั้งสองศาลนั้นตัดสินขัดแย้งกันจนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม และไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลได้ เมื่อคดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งผู้ร้องเป็นจำเลยในคดีที่กรมที่ดินฟ้องเรียกคืนเงินค่าใช้จ่ายในการอบรมหลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป. รับรอง รุ่นที่ 1 ที่รับไปโดยไม่มีสิทธิ ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด แต่เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นคู่กรณีในคดีของศาลปกครองดังกล่าวและมูลความแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดมิใช่มูลความแห่งคดีเดียวกัน การที่กรมที่ดินฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยต่อศาลยุติธรรมแต่เพียงแห่งเดียว โดยมิได้นำข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ฟ้องผู้ร้องต่อศาลปกครองด้วย กรณีจึงไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ที่จะเป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือมีเหตุที่ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้นได้ กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงเป็นเพียงการอ้างว่า ศาลยุติธรรมในคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ผู้ร้องเป็นจำเลย วินิจฉัยขัดแย้งกับแนวคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีเป็นอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลที่รับฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นคู่กรณีในเรื่องเดียวกัน ในมูลความแห่งคดีเดียวกันนี้ที่ศาลปกครองด้วย กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง จึงให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
ผู้ร้อง — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 23/2565
#701461
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลปกครอง ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด กับศาลยุติธรรม ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานี ขัดแย้งกัน ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า กองทัพบก โจทก์ เคยยื่นฟ้องผู้ร้อง ต่อศาลจังหวัดอุดรธานี เรียกคืนเงินเบี้ยหวัด บำนาญ บำเหน็จดำรงชีพ และเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ สืบเนื่องจากผู้ร้องได้รับเงินดังกล่าวไปโดยไม่มีสิทธิ และได้มีการดำเนินการเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 โดยศาลจังหวัดอุดรธานีและศาลปกครองอุดรธานีมีความเห็นพ้องกันว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ศาลจังหวัดอุดรธานีจึงมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลปกครองอุดรธานี ต่อมาศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดี ตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ประกอบกับ คดีที่ยื่นฟ้องนี้มิได้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมและไม่มีเหตุจำเป็นอื่นตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ศาลปกครองอุดรธานีจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดี ตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และการฟ้องคดีนี้ไม่เกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะที่จะยื่นฟ้องคดีเมื่อใดก็ได้ หรือเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมที่ศาลปกครอง จะรับไว้พิจารณาได้ตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้น ข้อพิพาทระหว่าง กองทัพบก กับผู้ร้อง เกี่ยวกับการเรียกคืนเงินเบี้ยหวัด บำนาญ บำเหน็จดำรงชีพ และเงินช่วยค่าครองชีพ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) จึงเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด การที่กองทัพบกนำคดีที่มีข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ไปฟ้องผู้ร้องต่อศาลจังหวัดอุดรธานีเรียกให้ผู้ร้องคืนเงินเบี้ยหวัด บำนาญ บำเหน็จดำรงชีพ และเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญอีกครั้ง จนกระทั่งศาลจังหวัดอุดรธานีมีคำพิพากษาว่า แม้เงินที่จำเลยได้รับไปจะเป็นการได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ แต่เมื่อเป็นการได้มาโดยมิชอบก็หาใช่เรื่องลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 โจทก์ในฐานะเจ้าของเงินที่ส่งมอบให้จำเลยไปโดยสำคัญผิดย่อมมีสิทธิติดตามเอาเงินของโจทก์คืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับหรือยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 โดยไม่มีกำหนดอายุความ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า คำสั่งศาลปกครองสูงสุดและคำพิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานี ขัดแย้งกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าคณะกรรมการจะวินิจฉัยให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดนั้นอย่างไร เห็นว่า เมื่อคดีนี้กองทัพบกได้เคยยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลจังหวัดอุดรธานีมาแล้ว และได้มีการดำเนินการเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 โดยศาลยุติธรรมและศาลปกครองมีความเห็นพ้องกันว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองอันเป็นกรณีตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง (2) จนมีการโอนสำนวนไปพิจารณาพิพากษาที่ศาลปกครองแล้วตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน กรณีย่อมถือว่า ศาลยุติธรรม ศาลปกครองและคู่ความยอมรับเขตอำนาจศาลปกครองในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ทั้งมาตรา 10 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 บัญญัติให้คำสั่งของศาลและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) เป็นที่สุด และมิให้ศาลที่อยู่ในลำดับสูงขึ้นไปของศาลตามวรรคหนึ่งยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นพิจารณาอีก ซึ่งมีความหมายว่าคำสั่งของศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ให้โอนคดีไปพิจารณาพิพากษาที่ศาลปกครองอุดรธานี เนื่องจากทั้งสองศาลเห็นพ้องกันว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 นั้น เป็นที่สุด และย่อมผูกพันศาลและคู่ความว่าคดีพิพาทตามฟ้องโจทก์เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง การที่กองทัพบกนำคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ไปฟ้องยังศาลจังหวัดอุดรธานีซึ่งเป็นศาลยุติธรรมอีกครั้ง ภายหลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ย่อมเป็นการขัดต่อมาตรา 10 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการให้คำสั่งของศาล ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) หรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการในเรื่องเขตอำนาจศาลนั้น เป็นที่สุด เมื่อการกระทำของโจทก์ที่นำคดีซึ่งศาลยุติธรรมและศาลปกครองมีความเห็นพ้องกันในเรื่องเขตอำนาจและคดีถึงที่สุดแล้วไปฟ้องยังศาลยุติธรรมอีกครั้ง อันเป็นการขัดต่อมาตรา 10 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ศาลจังหวัดอุดรธานีในคดีหลัง จึงไม่อาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาได้ ให้คู่ความปฏิบัติไปตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.พ.
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
คู่กรณี — คำสั่งศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานี
ผู้ร้อง — นาย ป. หรือ จ่าเอก ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 21/2565
#684450
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง เทศบาลนครนครราชสีมา ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดิน เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ๓ ตารางวา ผู้ฟ้องคดีได้ยินยอมยกที่ดินบางส่วนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๖๔ ผู้ฟ้องคดีตรวจพบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้ว่าจ้างเอกชนก่อสร้างถนน ค.ส.ล. และก่อสร้างท่อระบายน้ำ ค.ส.ล. จากแนวถนนเดิมรุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี เนื้อที่ประมาณ ๒๘.๕ ตารางวา ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดียุติการก่อสร้างและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉยและยังคงดำเนินการก่อสร้างต่อไป ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนน ค.ส.ล. บ่อพัก และท่อระบายน้ำ ค.ส.ล. หรือสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำในที่ดิน พร้อมปรับแต่งที่ดินให้คงอยู่ในสภาพเดิม ห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป และให้ชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดิน หากผู้ถูกฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ราคาที่ดินที่รุกล้ำพร้อมดอกเบี้ย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การปรับปรุงผิวจราจรเป็นถนน ค.ส.ล. ซอยท่าตะโก ผู้ฟ้องคดีได้มอบอำนาจให้ทนายความเข้าตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างและแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีว่าเจ้าของที่ดินมีความยินยอมให้ก่อสร้างถนน ค.ส.ล. บนแนวเขตที่ดินของตนเองได้จนถึงแนวเขตถนน ค.ส.ล. เดิม และอนุญาตให้คงแนวท่อประปาบ่อพักพร้อมท่อระบายน้ำบางส่วนไว้ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่แจ้งให้ผู้ควบคุมงานทำการย้ายฝาบ่อพักไปไว้บริเวณในแนวถนน ค.ส.ล. พร้อมทั้งยอมรับแนวการก่อสร้างถนน ท่อระบายน้ำ ท่อประปาและบ่อพักในตำแหน่งดังกล่าว ย่อมถือว่าผู้ฟ้องคดีได้ยอมรับด้วยเช่นกัน ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดที่ดินรุกล้ำทางหลวงท้องถิ่นมีพื้นที่ ๓๙.๔๒ ตารางวา ซึ่งมีสภาพเป็นถนนคอนกรีตพร้อมไหล่ทางมา ๕๐ ปี ทางพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินโครงการปรับปรุงผิวจราจร ค.ส.ล. จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้รุกล้ำแดนกรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เทศบาลนครนครราชสีมา เป็นราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทำถนน ค.ส.ล. บ่อพัก และท่อระบายน้ำ ค.ส.ล. หรือสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การโต้แย้งว่า ผู้ฟ้องคดียินยอมให้ก่อสร้างถนน ค.ส.ล. บนแนวเขตที่ดินของตนเองได้บางส่วน และโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าปัจจุบันที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนน ค.ส.ล. ท่อระบายน้ำ ท่อประปาและบ่อพักของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแล้วจะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครราชสีมา
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลนครนครราชสีมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 20/2565
#701460
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชน ยื่นฟ้องนายอำเภอพนมสารคาม ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาพนมสารคาม ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นเจ้าของบ้านซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้แทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เข้ารังวัดที่ดินแนวเขตทางสาธารณประโยชน์ แล้วอ้างว่ากำแพงคอนกรีตที่ปลูกสร้างบนที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 2 รุกล้ำเขตทางสาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 คัดค้านการรังวัด ขอให้ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีที่ 2 ให้ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่อยู่ในโฉนด และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แก้ไขหลักเขต รูปแผนที่ และจำนวนเนื้อที่ดินให้ถูกต้องตามที่ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ครอบครองจริง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตรวจสอบกรณีมีการร้องเรียนว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 สร้างกำแพงคอนกรีตรุกล้ำถนนสาธารณะ ผลการรังวัดปรากฏว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ จึงแจ้งให้เทศบาลตำบลท่าถ่านดำเนินคดีผู้ฟ้องคดีที่ 1 ตามกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเจ้าของเดิมได้จดทะเบียนแบ่งหักเป็นทางสาธารณประโยชน์ จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้รังวัดโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย และไม่มีเหตุให้แก้ไขหลักเขต รูปแผนที่และเนื้อที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้ แม้นายอำเภอพนมสารคาม ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาพนมสารคาม ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินขอรังวัดสอบเขตทางสาธารณประโยชน์กรณีมีการร้องเรียนว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 สร้างกำแพงรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบ แต่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 คัดค้านการรังวัดที่ดินดังกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ทางสาธารณประโยชน์ หากแต่เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิ ในที่ดิน และเมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 2 ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ลักษณะคดีปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา
ผู้ฟ้องคดี — นาง ป. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอพนมสารคาม ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ ครพ.สว.ที่ 20/2565
#691441
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเคยยื่นฎีกาฉบับลงวันที่ 22 มีนาคม 2564 ต่อมาศาลฎีกายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกา และมีคำสั่งเป็นว่าไม่รับฎีกาของจำเลย ศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งให้คู่ความฟังแล้ว คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกาฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2565 เป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา ตามคำร้องอ้างเพียงเหตุว่าศาลฎีกาไม่รับฎีกาฉบับลงวันที่ 22 มีนาคม 2564 เนื่องจากไม่มีคำร้องขออนุญาตฎีกา จำเลยจึงยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกาฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2565 อันเป็นเหตุที่เกิดจากความบกพร่องของจำเลยเอง มิใช่เหตุที่จำเลยจะยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาได้อีก ให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกาและไม่รับฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2565

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง วรรคสาม พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง วรรคสาม, 26/4, 26/5 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ก่นสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 13,333.33 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับทางนำสืบของจำเลยแล้ว โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี คุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ภายในเวลา 2 ปี ห้ามจำเลยกระทำความผิดที่เป็นการทำลายสภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติในลักษณะเดียวกันภายในระหว่างเวลาที่คุมความประพฤติ และให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 40 ชั่วโมง กับให้จำเลยเข้ารับการอบรมโครงการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าไม้และรักษาสิ่งแวดล้อมตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง และบริวารออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่ทำละเมิดจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นให้แก่กรมป่าไม้ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในส่วนแพ่งให้เป็นพับ (อันดับ 49)

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ (อันดับ 60)

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (อันดับ 70)

จำเลยยื่นฎีกา (อันดับ 75)

ศาลฎีกามีคำสั่งที่ ครพ.สว.5772/2564 โดยให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกา และมีคำสั่งเป็นว่าไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยไม่ชำระค่าธรรมเนียมศาล จึงไม่มีค่าขึ้นศาลจะคืนให้ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ (อันดับ 95)

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกานี้ (อันดับ 97, 98)

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ฉบับวันที่ 5 เมษายน 2565 พร้อมคำฟ้องฎีกาฉบับวันที่ 5 เมษายน 2565 นั้น เห็นว่า จำเลยเคยยื่นฎีกาฉบับวันที่ 22 มีนาคม 2564 ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งที่ ครพ.สว.5772/2564 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาชอบที่จะยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและมีคำสั่งใหม่ และเมื่อจำเลยยื่นฎีกาโดยมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาด้วย จึงมีคำสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกา และมีคำสั่งเป็นว่าไม่รับฎีกาของจำเลย ศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความฟังแล้ว คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกาฉบับวันที่ 5 เมษายน 2565 เป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา ตามคำร้องก็อ้างเพียงเหตุว่าศาลฎีกาไม่รับฎีกาฉบับวันที่ 22 มีนาคม 2564 เนื่องจากไม่มีคำร้องขออนุญาตฎีกา จำเลยจึงยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกาฉบับวันที่ 5 เมษายน 2565 อันเป็นเหตุผลที่เกิดจากความบกพร่องของจำเลยเอง มิใช่เหตุที่จำเลยจะยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาได้อีก ให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกาและไม่รับฎีกาของจำเลยฉบับวันที่ 5 เมษายน 2565
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 244/1 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย -
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 -
ชื่อองค์คณะ
เผด็จ ชมพานิชย์
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 19/2565
#685937
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำเลย จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกรในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร ฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกร ได้รับเงินส่วนหนึ่งจากทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้และเงินอุดหนุนจากรัฐบาลหรือที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี และในกรณีกองทุนมีจำนวนเงินไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสำนักงานและ ค่าภาระต่าง ๆ ที่เหมาะสม มาตรา ๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้รัฐพึงจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเข้าสมทบกองทุนเท่าจำนวนที่จำเป็น โดยมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติให้กองทุน ไม่เป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำเลย จึงมีลักษณะเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

แต่สัญญาพิพาทเป็นสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินประเภทที่ดินระหว่างนาย ว. กับจำเลย ซึ่งมีสาระสำคัญว่า นาย ว. ในฐานะผู้เช่าซื้อได้ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินกับจำเลยในฐานะผู้ให้เช่าซื้อในราคา ๑,๑๐๔,๗๕๕ บาท พร้อมค่าบริการในอัตราร้อยละ ๔ ต่อปี แบ่งชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายปี ปีละ ๒๔๘,๑๕๗.๙๓ บาท โดยจะชำระให้แล้วเสร็จใน ๕ งวด เมื่อผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อจะโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในทรัพย์สินที่เช่าซื้อให้แก่ผู้เช่าซื้อโดยตรงโดยไม่ชักช้า ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินทั่วไปที่พบเห็นได้ในการทำนิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชน สัญญาพิพาทไม่มีข้อกำหนดให้อำนาจผู้ให้เช่าซื้อบังคับการให้เป็นไปตามสัญญาฝ่ายเดียวที่จะแสดงให้เห็นถึงเอกสิทธิ์ของฝ่ายปกครอง และมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือ แสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องว่าได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วแต่จำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญา ขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญา ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. 2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครนายก
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาง ฟ. กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 18/2565
#685938
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ บริษัท ค. จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เทศบาลเมืองเพชรบุรี ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์จากผู้เอาประกันภัย ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ต้นไม้ ของผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งปลูกไว้บนทางเท้าหรือบาทวิถีริมถนนภูมิรักษ์หักโค่นตกลงมาใส่รถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดี รับประกันภัยได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้วจึงใช้สิทธิไล่เบี้ยฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาล ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" เมื่อเทศบาลเมืองเพชรบุรี ผู้ถูกฟ้องคดี มีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามมาตรา ๗๐ (๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๕๓ (๑) ประกอบมาตรา ๕๐ (๒) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ดังนั้น ต้นไม้ของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งปลูกไว้บนทางเท้าหรือบาทวิถีริมถนนภูมิรักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ดังกล่าวเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องดูแล บำรุงรักษาต้นไม้บนถนนภายในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบเพื่อให้เกิดความความปลอดภัยอย่างเพียงพอแก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับปล่อยปละละเลยให้มีต้นไม้ริมถนนขนาดใหญ่แตกกิ่งก้านสาขาออกเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้ต้นไม้หักโค่นตกใส่รถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีรับประกันภัย และผู้ฟ้องคดีได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้วใช้สิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้ถูกฟ้องคดี คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบุรี
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ค. จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลเมืองเพชรบุรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 17/2565
#685939
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ เรือโท ม. ในฐานะทายาทโดยธรรมของ นาย ก. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ก. ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดี สถานีตำรวจภูธรน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ตรวจตราหรือดูแลความสงบเรียบร้อยของผู้ต้องหาที่อยู่ภายในห้องควบคุมบนสถานีตำรวจภูธรน้ำพอง จนเป็นเหตุให้ นาย น. ซึ่งเป็นผู้ต้องหาอีกคนซึ่งอยู่ในห้องควบคุมเดียวกันใช้เท้าเตะบริเวณคางของนาย ก. จนล้มลง และเตะบริเวณใบหน้าอย่างแรงอีกหลายครั้ง จากนั้นได้ลากนาย ก.ไปที่ห้องสุขาในห้องควบคุมดังกล่าว จนเป็นเหตุให้นาย ก. ถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุขาดอากาศจากการบีบรัดที่คอ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะเป็นสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี เป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การเสียชีวิตของนาย ก. เกิดจากการกระทำของนาย น. ซึ่งมีอาการป่วยทางจิตเวช และเป็นผู้กระทำผิดโดยตรง จากการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน นาย น. กระทำโดยเจตนาประสงค์ต่อชีวิตของนาย ก. ถือเป็นการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายโดยมิได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อหรือละทิ้งหน้าที่ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๘๔/๑ บัญญัติว่า "… ในกรณีที่ต้องส่งตัวผู้ถูกจับไปยังศาล แต่ไม่อาจส่งไปได้ในขณะนั้นเนื่องจากเป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการ ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่รับตัวผู้ถูกจับไว้มีอำนาจปล่อยผู้ถูกจับชั่วคราวหรือควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้ จนกว่าจะถึงเวลาศาลเปิดทำการ" เป็นขั้นตอนการดำเนินการที่กำหนดให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ อันเป็นอำนาจหน้าที่โดยเฉพาะเพื่อนำไปสู่การฟ้องคดีและลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดี สถานีตำรวจภูธรน้ำพอง จังหวัดขอนแก่นได้รับตัวนาย ก. ผู้ต้องหาคดียาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมายไว้ ระหว่างควบคุมตัวที่ห้องควบคุมตัวผู้ต้องหา นาย ก. ถูกนาย น. ผู้ต้องหา คดีพยายามฆ่าและเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย ซึ่งถูกควบคุมตัวไว้ในห้อง ควบคุมตัวเดียวกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้นาย ก. ถึงแก่ความตาย เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงมาจากการที่ผู้ตาย ถึงแก่ความตายขณะอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำการสอบสวนผู้ต้องหาและนำตัวผู้กระทำความผิดไปลงโทษตามกฎหมาย ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจเกี่ยวกับคดีอาญา ย่อมมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบขั้นตอน ตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจ ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดขอนแก่น
ผู้ฟ้องคดี — เรือโท ม.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 16/2565
#685983
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ จะต้องเป็นกรณีการขัดแย้งกันในคดีที่ได้อาศัยข้อเท็จจริง ที่เป็นเรื่องเดียวกัน แต่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสองศาลต่างระบบ และศาลทั้งสองศาลนั้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดในประเด็นของเนื้อหาแห่งคดีนั้นแตกต่างกัน คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๗ คดีหมายเลขแดงที่ ลต ๑/๒๕๖๔ ขัดแย้งกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คร. ๔๖๓/๒๕๖๔ ซึ่งคำพิพากษาหรือคำสั่งทั้งสองศาลเป็นคดีที่ผู้ร้องนำข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมและศาลปกครอง กรณีผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลวังกะ แต่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลตำบลวังกะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลวังกะ โดยระบุในส่วนของผู้ร้องว่า "ไม่รับสมัคร" ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้วินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี จึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๕๐ (๒๐) และมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องจึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ซึ่งต่อมาได้มีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ ลต ๑/๒๕๖๔ ให้ยกคำร้อง เนื่องจากเป็นกรณีผู้ร้องใช้สิทธิดำเนินการตามมาตรา ๕๕ แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคที่มีเขตอำนาจดังเช่นกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยให้ถอนรายชื่อออกจากรายชื่อผู้สมัครเพราะเหตุไม่มีสิทธิรับเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๕๖ ผู้ร้องจึงนำคดีเรื่องเดียวกันนี้ไปฟ้องต่อศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ คร. ๔๖๓/๒๕๖๔ ยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยวินิจฉัยว่าการที่ผู้ฟ้องคดี (ผู้ร้อง) ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครอง โดยมีเจตนาโต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ดังนี้ คณะกรรมการเห็นว่ากรณีไม่อาจถือว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๗ คดีหมายเลขแดงที่ ลต ๑/๒๕๖๔ ขัดแย้งกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คร. ๔๖๓/๒๕๖๔ เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ร้องไว้พิจารณาด้วยเหตุที่คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม ส่วนคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๗ มิได้ปฏิเสธเขตอำนาจศาลยุติธรรมในการพิจารณาคดีตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ หากแต่มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องด้วยเหตุผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องนี้ต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๗ เนื่องจากมาตรา ๕๕ แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาว ร.
คู่กรณี — คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7
คู่กรณี — คำสั่งศาลปกครองสูงสุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 15/2565
#685984
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น ต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลสองศาลขัดแย้งกันจนเป็นเหตุให้คู่ความหรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดนั้นได้ เนื่องจากในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดนั้นย่อมบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีผลผูกพันคู่ความให้ต้องปฏิบัติตามข้อความและผลแห่งคำพิพากษานั้น ตามคำร้องนี้แม้คดีที่ผู้ร้องถูกศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งเรียกให้เข้ามาในคดีเป็นผู้ร้องสอดในฐานะผู้ถูกฟ้องคดี เป็นเรื่องที่นาย ส. ฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติโดยไม่ดำเนินการต่อผู้ร้องกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบการรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ตรวจสอบพบว่าผู้ร้องสร้างกำแพงรุกล้ำคูน้ำสาธารณประโยชน์ และนายอำเภอ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้รื้อถอนรั้วกำแพงแล้ว แต่ผู้ร้องยังคงเพิกเฉย ส่วนในคดีของศาลยุติธรรม เป็นเรื่องที่ผู้ร้องฟ้องขอให้นาย ส. จำเลย ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่นาย ส. กลั่นแกล้งผู้ร้องกับพวกโดยการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าผู้ร้องกับพวกบุกรุกที่ดินของจำเลย ซึ่งเจ้าพนักงานรังวัดยืนยันว่าเป็นเหมืองสาธารณประโยชน์ มิใช่ที่ดินของจำเลย ทั้งต่อมายังแจ้งความซ้ำว่าผู้ร้องกับพวกบุกรุกเหมืองสาธารณประโยชน์อันเป็นสถานที่เดียวกัน ซึ่งศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชได้มีคำพิพากษาตามยอมตามที่ผู้ร้องกับพวกและนาย ส. จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมรับว่าที่ดินเป็นของผู้ร้อง โดยที่ดินทางด้านทิศใต้จดเหมืองสาธารณประโยชน์ โดยนาย ส. ไม่ขอโต้แย้งสิทธิใด ๆ และผู้ร้องกับพวก ก็จะไม่ขอโต้แย้งสิทธิใด ๆ ในเหมืองสาธารณประโยชน์อีก โดยขอถือเอารูปแผนที่ที่เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำ เป็นอันถูกต้องแนบท้ายสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอม ดังนั้น มูลความแห่งคดีที่ผู้ร้องฟ้องนาย ส. ต่อศาลยุติธรรม จึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องกล่าวหาว่า นาย ส. แจ้งความผู้ร้องกับพวกต่อพนักงานสอบสวนโดยเจตนากลั่นแกล้งประจานผู้ร้องกับพวก ซึ่งเป็นคนละข้อหากับที่นาย ส. ฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อศาลปกครอง และภายหลังศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งเรียกผู้ร้องเข้ามาในคดี แม้จะปรากฏว่าในคดีของศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่า กำแพงรั้วของผู้ร้องรุกล้ำคูน้ำสาธารณประโยชน์ ซึ่งผู้ร้องโต้แย้งต่อคณะกรรมการวินิจฉัย ชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับการรังวัดใหม่ตามคำสั่ง ของศาลยุติธรรม แต่ในคดีของศาลยุติธรรม ปัญหาว่าผู้ร้องก่อสร้างรั้วกำแพงรุกล้ำคูน้ำสาธารณประโยชน์หรือไม่ ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมิได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นนี้ จึงไม่มีกรณีที่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช จะวินิจฉัยข้อเท็จจริงขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ดังนี้ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และ คำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่าง ศาลปกครองกับศาลยุติธรรมจึงไม่ขัดแย้งกัน จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ย.
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 14/2565
#685985
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด" คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของกรมที่ดินที่ยื่นฟ้องผู้ร้องไว้พิจารณา เนื่องจากมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้ต่อมากรมที่ดินจะนำข้อเท็จจริงเดียวกันไปยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลแขวงดอนเมือง ซึ่งเป็นศาลที่มี เขตอำนาจ จนกระทั่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยก็ตาม ก็ไม่อาจถือว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครองขัดแย้งกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง เนื่องจากกรณีที่จะถือว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามบทบัญญัติดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่ศาล ทั้งสองวินิจฉัยขัดแย้งกัน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา เนื่องจากคดี ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองและยังไม่มีคำวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ดังนั้น แม้ต่อมากรมที่ดินนำข้อเท็จจริงในคดีเดียวกันนี้ไปฟ้องผู้ร้องต่อศาลแขวงดอนเมืองซึ่งเป็นศาลยุติธรรมและเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ จนกระทั่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องเบิกค่าใช้จ่ายและได้รับการอนุมัติจากโจทก์เป็นการไม่ชอบ จึงพิพากษาให้ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยชี้ขาด ข้อพิพาทแห่งคดีและแม้ศาลอุทธรณ์จะเห็นว่าการที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยไปเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ ซึ่งไม่มีอายุความซึ่งผู้ร้องเห็นว่า เป็นการวินิจฉัยที่ขัดกับคำสั่ง ศาลปกครองสูงสุด แต่ก็จะเห็นได้ว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าว เป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลรับฟ้องคดีนี้ ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอายุความในคดีนั้นได้ ส่วนคำสั่งศาลปกครองสูงสุด เป็นคำสั่งที่ไม่รับฟ้องไว้พิจารณาเนื่องจากคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จึงไม่มีประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีใด ๆ ที่ศาลปกครองสูงสุดจำต้องวินิจฉัย ดังนั้น คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณากับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ขัดแย้งกัน

ส่วนที่ผู้ร้องอ้างคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีอื่น ๆ ว่าเป็นคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมหลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป. รับรอง รุ่นที่ ๒ รุ่นที่ ๖ และรุ่นที่ ๔ แต่ศาลปกครองสูงสุดรับไว้พิจารณาและพิพากษาแตกต่างจากคดีที่ผู้ร้องถูกฟ้องต่อศาลยุติธรรม ก็เป็นการอ้างว่าคำพิพากษาที่ถึงที่สุดในคดีอื่นขัดแย้งต่อคำพิพากษาที่ถึงที่สุดในคดีที่ผู้ร้องถูกฟ้อง เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความหรือคู่กรณีในคดีดังกล่าว กรณีจึงไม่ใช่การยื่นคำร้องโดยกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือ ไม่ได้รับความเป็นธรรม ตามนัยมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งบทบัญญัติมาตรานี้ให้สิทธิคู่ความหรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งที่มีการนำมูลความ แห่งคดีเรื่องเดียวกันไปยื่นฟ้องคดีต่อศาลสองศาลต่างระบบกันและศาลทั้งสองนั้นตัดสินแตกต่างกัน เป็นเหตุให้คู่ความในคดีนั้นไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดนั้นได้ โดยคู่ความหรือบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ขัดกันนั้น อาจยื่นคำร้อง ต่อคณะกรรมการ เพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ ซึ่งมีความหมายว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งทั้งสองเรื่องต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ผู้ร้องเป็นคู่ความหรือเป็นผู้ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงเนื่องจากไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดของทั้งสองเรื่องนั้นได้ เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความในคดี ของศาลปกครองสูงสุดในคดีอื่น ๆ ตามที่กล่าวอ้าง คำร้องของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วย การวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง จึงให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ป.
คู่กรณี — คำสั่งศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ