คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5501/2564
#664353
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลอมเช็คของผู้เสียหายที่ 1 รวม 3 ฉบับ และนำเช็คที่ทำปลอมขึ้นดังกล่าว 2 ฉบับ ไปใช้อ้างต่างกรรมต่างวาระ รวม 3 ครั้ง จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอม รวม 3 กระทง ตามจำนวนครั้งที่นำตั๋วเงินปลอมออกใช้ แต่สำหรับเช็คฉบับเลขที่ 00134343 ซึ่งจำเลยทำปลอมขึ้นนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำออกใช้ จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมตั๋วเงินสำหรับเช็คฉบับนี้ตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) ด้วยอีกกระทงหนึ่ง

การปลอมตั๋วเงินตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) เป็นความผิดต่างกรรมกับการใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก เพียงแต่มาตรา 268 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ใช้ตั๋วเงินปลอม ซึ่งเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินนั้นรับโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียว เมื่อจำเลยทำปลอมเช็คฉบับเลขที่ 00134446 และใช้แสดงต่อ ภ. จึงต้องลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก แต่เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่เมื่อต่อมาจำเลยใช้เช็คฉบับนี้แสดงต่อ ณ. โดยไม่ได้ปลอมเช็คดังกล่าวขึ้นอีก จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามมาตรา 266 (4) อีก คงมีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 264, 266, 268, 334, 335 และให้จำเลยคืนเช็ค 11 ฉบับ หรือชดใช้ราคา 165 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 335 (11) วรรคแรก, 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและฐานลักทรัพย์นายจ้าง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานปลอมตั๋วเงิน จำคุก 1 ปี ฐานปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานลักทรัพย์นายจ้าง คงจำคุก 6 เดือน ฐานปลอมตั๋วเงิน คงจำคุก 6 เดือน ฐานใช้ตั๋วเงินปลอม คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน 3 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน รวมจำคุก 30 เดือน ให้จำเลยคืนเช็ค 11 ฉบับ หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 165 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษฐานปลอมตั๋วเงิน แต่ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอม จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 24 เดือน ยกคำขอให้จำเลยคืนเช็ค 11 ฉบับ หรือใช้ราคา 165 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอม รวม 3 กระทง แต่ไม่ลงโทษในความผิดฐานปลอมตั๋วเงินอีก 1 กระทง เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ระบุท้ายฎีกาเป็นทำนองขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยลงโทษจำเลยฐานปลอมตั๋วเงิน 1 กระทง และฐานใช้ตั๋วเงินปลอม 2 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอม รวม 3 กระทงหาใช่ 2 กระทง ข้อความท้ายฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงน่าจะเกิดจากการผิดหลงในการเรียงและพิมพ์ ประกอบกับเมื่อพิจารณาข้อฎีกาของโจทก์ในตอนต้นซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว เช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ในการยื่นฎีกาของโจทก์ว่าประสงค์ให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมรวม 3 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 กับลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมตั๋วเงินอีกกระทงหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย ซึ่งในข้อนี้เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยปลอมเช็คธนาคาร ท. ของผู้เสียหายที่ 1 รวม 3 ฉบับ คือฉบับเลขที่ 00134343 เลขที่ 00134446 และเลขที่ 00134308 จากนั้นนำเช็คที่ทำปลอมขึ้น ฉบับเลขที่ 00134446 ไปใช้แสดงต่อนายภวิช และใช้แสดงต่อนายณตฤณ กับนำเช็คที่ทำปลอมขึ้น ฉบับเลขที่ 00134308 ไปใช้แสดงต่อลูกค้าของผู้เสียหายที่ 1 ดังนี้ การที่จำเลยนำเช็คที่ทำปลอมขึ้นดังกล่าว 2 ฉบับ ไปใช้อ้างต่างกรรมต่างวาระ รวม 3 ครั้ง จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอม รวม 3 กระทง ตามจำนวนครั้งที่นำตั๋วเงินปลอมออกใช้ แต่สำหรับเช็ค ฉบับเลขที่ 0013443 ซึ่งจำเลยทำปลอมขึ้นนั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้นำออกใช้ จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมตั๋วเงินสำหรับเช็คฉบับนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) ด้วยอีกกระทงหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม การปลอมตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) เป็นความผิดต่างกรรมกับการใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก เพียงแต่มาตรา 268 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ใช้ตั๋วเงินปลอมซึ่งเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินนั้นรับโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียว ดังนั้น เมื่อจำเลยทำปลอมเช็ค ฉบับเลขที่ 00134446 และใช้แสดงต่อนายภวิชจึงต้องลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก แต่เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่เมื่อต่อมาจำเลยใช้เช็ค ฉบับเลขที่ 00134446 ดังกล่าวแสดงต่อนายณตฤณ โดยจำเลยไม่ได้ปลอมเช็คฉบับเลขที่ดังกล่าวขึ้นอีก จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามมาตรา 266 (4) คงมีความผิดเพียงฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ซึ่งต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 266 (4) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี สำหรับความผิดฐานปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) ซึ่งจำเลยเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี และมีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกรวม 24 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว เป็นจำคุก 30 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 266 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวขวัญกมล สาระธนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกิตติชัย ภูมิมาโนช
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ประจุมาศ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ศิริชัย ศิริกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5500/2564
#669796
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยบอกให้ บ. ไปเรียกผู้เสียหายกับ พ. มาที่ห้องเช่าซึ่งจำเลยเข้าไปนอนรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อถึงห้องเช่า บ. กระชากตัว พ. เข้าไปในห้องแล้วหยิบไม้หน้าสามขึ้นมาถือขู่ ขณะเดียวกันจำเลยจับคอผู้เสียหายกระชากตัวไปยังที่นอนก่อนที่จะลงมือข่มขืนกระทำชำเรา พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดว่าจำเลยกับ บ. มีเจตนาร่วมกันที่จะกระทำความผิดต่อผู้เสียหายและ พ. มาตั้งแต่แรก ห้องที่เกิดเหตุเป็นห้องโล่งขนาดเล็กมีเพียงที่นอนปูไว้ที่พื้น ส่วนไม้หน้าสามมีขนาดใหญ่เท่าท่อนแขนของคนอ้วน เมื่อ บ. กระชากตัว พ. เข้าไปในห้องแล้วก็หยิบไม้หน้าสามขึ้นมาขู่ทันที แสดงว่าไม้หน้าสามวางอยู่ในห้องก่อนแล้ว จำเลยเข้าไปนอนรอในห้องที่แคบเช่นนั้น ย่อมเห็นหรือรู้ถึงการมีอยู่ของไม้หน้าสาม หลังจาก บ. หยิบไม้หน้าสามมาขู่ จำเลยก็เริ่มข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย โดย บ. ถือไม้หน้าสามคอยคุ้มกันอยู่ตลอด เพื่อมิให้ พ. เข้ามาขัดขวางการกระทำความผิดของจำเลย ทั้งเมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราเสร็จ บ. กับจำเลยก็หลบหนีออกจากห้องที่เกิดเหตุไปพร้อมกัน การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการกระทำชำเราผู้เสียหายโดยใช้อาวุธ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 277 และเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก และวรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 4 ปี ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต เมื่อศาลวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี ไม่ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยฟังได้ว่า จำเลยรู้จักกับนาย อ. บิดาผู้เสียหาย เป็นอย่างดี ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 13 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายนั่งเล่นอยู่กับนาย พ. พี่ชาย ซึ่งมีอายุ 17 ปี ที่บริเวณเชิงสะพานปากซอยชุมชน ห่างจากห้องเช่าของผู้เสียหายและนาย พ. ประมาณ50 เมตร จำเลยได้ให้นาย บ. ไปเรียกผู้เสียหายและนาย พ. กลับไปที่ห้องเช่า ซึ่งจำเลยนอนรออยู่บนที่นอนในห้องเช่าก่อนแล้ว เมื่อไปถึงนาย บ. กระชากตัวนาย พ. เข้าไปในห้อง นาย พ. เห็นแล้วคาดว่าจำเลยน่าจะทำสิ่งที่ไม่ดีแก่ตนจึงพยายามวิ่งออกจากห้อง แต่ถูกจำเลยจับตัวไว้แล้วเอาศีรษะโขกกับกำแพงห้องพร้อมเดินไปล็อกประตูห้อง ขณะเดียวกันนาย บ. ก็หยิบไม้หน้าสาม ขนาดใหญ่เท่าท่อนแขนคนอ้วน ยาวประมาณ 1 ช่วงแขนมาขู่ไม่ให้นาย พ. เข้าไปช่วยผู้เสียหาย โดยบังคับให้นาย พ. นั่งลงกับพื้นจากนั้นจำเลยเข้ามาบีบคอผู้เสียหายและกระชากตัวไปยังที่นอน ห้ามไม่ให้ผู้เสียหายร้องและดิ้นพร้อมกับต่อยท้องและฉีกเสื้อผ้าผู้เสียหายจนขาด ถอดกางเกงผู้เสียหายออกแล้วถอดเสื้อกางเกงของจำเลยก่อนที่จะขึ้นมาคร่อมตัวผู้เสียหายและสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยะเพศของผู้เสียหายอยู่ประมาณ 5 นาที จนจำเลยสำเร็จความใคร่ ขณะจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย นาย บ. ได้บังคับเอาเงิน 400 บาท ไปจากนาย พ. จากนั้นทั้งสองคนก็ออกจากห้องไปโดยจำเลยพูดขู่ห้ามไม่ให้ไปบอกผู้ใด มิฉะนั้นจะถูกจำเลยกระทืบ แต่ผู้เสียหายไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนบ้านฟังและโทรศัพท์บอกให้นาย อ. บิดาทราบ นาย อ. จึงพาผู้เสียหายเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาล ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและนาย บ. ชั้นสอบสวนหลังจากขออนุมัติออกหมายจับจำเลยและนาย บ. แล้ว เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลจับจำเลยได้ก่อน แจ้งข้อหาร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำเลยให้การปฏิเสธแล้วหลบหนีระหว่างสอบสวน พนักงานสอบสวนจึงขออนุมัติออกหมายจับใหม่ ซึ่งต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2562 จำเลยได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนพร้อมให้การรับสารภาพ โดยให้การว่าได้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 25,000 บาท จนเป็นที่พอใจแก่ผู้เสียหายแล้ว สำหรับนาย บ. ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ตามหมายจับ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่าชิงทรัพย์และร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม แล้วดำเนินการสอบสวนและส่งฟ้องก่อนจำเลยคดีนี้ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษในส่วนความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีว่า นาย บ. มีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 83 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3341/2557 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หรือฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยจำเลยฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยมิได้รู้เห็นในการใช้ไม้หน้าสามเป็นอาวุธกับนาย บ. ด้วย จำเลยจึงกระทำความผิดโดยไม่ได้ใช้อาวุธตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว เห็นว่า จำเลยเป็นคนบอกให้นาย บ. ไปเรียกผู้เสียหายกับนาย พ. มาที่ห้องเช่าซึ่งจำเลยเข้าไปนอนรออยู่บนที่นอนในห้องเช่าก่อนแล้ว เมื่อเรียกแล้วนาย บ. ก็เดินตามผู้เสียหายและนาย พ. ไป เมื่อมาถึงห้องเช่านาย บ. กระชากตัวนาย พ. เข้าไปในห้องแล้วหยิบไม้หน้าสามขึ้นมาถือขู่ ขณะเดียวกันจำเลยจับคอผู้เสียหายกระชากตัวไปยังที่นอนก่อนที่จะลงมือข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นเด่นชัดว่าจำเลยกับนาย บ. มีเจตนาร่วมกันที่จะกระทำผิดต่อผู้เสียหายและนาย พ. มาตั้งแต่แรก ห้องที่เกิดเหตุเป็นห้องโล่งขนาดเล็กที่มีเพียงที่นอนปูไว้ที่พื้น ส่วนไม้หน้าสามมีขนาดใหญ่เท่าท่อนแขนของคนอ้วน เมื่อนาย บ. กระชากตัวนาย พ. เข้าไปในห้องแล้วก็หยิบไม้หน้าสามขึ้นมาขู่ทันที แสดงว่าไม้หน้าสามดังกล่าวต้องวางอยู่ในห้องก่อนแล้ว จำเลยเข้าไปนอนรอในห้องที่แคบเช่นนั้น ย่อมเห็นหรือรู้ถึงการมีอยู่ของไม้หน้าสามดังกล่าวอย่างแน่นอน หลังจากนาย บ. หยิบไม้หน้าสามมาขู่ จำเลยก็เริ่มข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยขณะข่มขืนนาย บ. ได้ถือไม้หน้าสามคอยคุ้มกันตลอดเพื่อมิให้นาย พ. เข้ามาขัดขวางการกระทำความผิดของจำเลย ทั้งเมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราเสร็จ นาย บ. กับจำเลยก็หลบหนีออกจากห้องที่เกิดไปพร้อมกัน การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการกระทำชำเราผู้เสียหายโดยใช้อาวุธตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ว่านาย บ. ใช้อาวุธในการกระทำผิดเฉพาะการชิงทรัพย์ของนาย บ. โดยจำเลยไม่มีส่วนรับรู้ด้วยนั้นฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสี่ (เดิม) ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางณัชชา พาณิชวราห์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุวนี นภาภาค
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
ชลิต กฐินะสมิต
กีรติ เชียงปวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5480/2564
#681805
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นสถานบริการเอกชน ในความหมายของกรมบัญชีกลางและไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 แต่ให้ความร่วมมือกับนโยบายของรัฐบาลโดยจะไม่ปฏิเสธให้การรักษาผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน ความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงเป็นนิติสัมพันธ์ในทางแพ่งว่าด้วยสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจากจำเลยทั้งสองได้

พฤติการณ์ที่โจทก์ไม่ดำเนินการย้ายจำเลยที่ 1 ไปรักษายังโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิของจำเลยที่ 1 ตามความประสงค์ของจำเลยทั้งสองในวันที่ 11 เม.ย. 56 ซึ่งเป็นวันที่โรงพยาบาลดังกล่าวมีเตียงว่าง โดยมีเหตุผลเพียงว่า จำเลยทั้งสองยังไม่ชำระค่ารักษาพยาบาลหรือทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ ถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจได้ใช้สิทธิแห่งตนโดยไม่ได้คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 12 ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 เฉพาะที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่ 24 มี.ค. 56 ถึงวันที่ 11 เม.ย. 56 แก่โจทก์เท่านั้น

จำเลยร่วมทำหน้าที่เป็นหน่วยเบิกจ่ายกลาง (Clearing House) สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้สถานบริการนอกเครือข่าย 3 กองทุน ที่ให้บริการกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติโดยสถานบริการสามารถให้บริการได้โดยไม่ต้องตรวจสอบสิทธิก่อน โดยจำเลยร่วมจะจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลตามหลักเกณฑ์และอัตราที่แต่ละกองทุนหรือหน่วยบริการต้นสังกัดกำหนด และจะเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายคืนจากกองทุนหรือหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ป่วยต่อไป แต่นโยบายดังกล่าวไม่มีกฎหมายรองรับหรือบังคับไม่ให้โรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บเงินส่วนเกินจากผู้ป่วยได้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้อาศัยสิทธิจากกองทุนสวัสดิการข้าราชการ มิใช่ผู้ที่ได้ยื่นคำขอลงทะเบียนเพื่อเลือกหน่วยบริการเป็นหน่วยบริการประจำตามกฎหมายที่กำหนด จึงไม่อาจนำข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้บริการสาธารณสุข กรณีที่มีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุ หรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน พ.ศ.2555 มาใช้บังคับได้ เมื่อจำเลยร่วมทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลของจำเลยที่ 1 ไปตามแนวทางปฏิบัติในการขอรับค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการสาธารณสุข ตามนโยบายบูรณาการ 3 กองทุน กรณีอุบัติเหตุฉุกเฉินแล้ว จำเลยร่วมย่อมไม่อาจร่วมกับจำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์อีกเนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้

การประชาสัมพันธ์และการให้ข้อมูลของเจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 ไม่ได้ทำให้จำเลยทั้งสองเข้าใจผิดว่าผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติจะไม่ต้องชำระค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่เป็นสถานบริการนอกเครือข่ายบริการ 3 กองทุน จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกเอาเหตุดังกล่าวมาให้จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดหรือรับผิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นแทนจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 446,255.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 418,239.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) และจำเลยที่ 1 ขอให้ตั้งนาง พ. บุตรของจำเลยที่ 1 เป็นผู้แทนเฉพาะคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยร่วม

จำเลยร่วมยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครอง

ศาลชั้นต้นและศาลปกครองมีความเห็นแตกต่างกัน ศาลชั้นต้นโดยสำนักงานศาลยุติธรรมจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าจำเลยร่วมต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายแทนหรือแบ่งส่วนความรับผิดกับจำเลยทั้งสองหรือไม่ เป็นประเด็นเกี่ยวพันและมีผลต่อความรับผิดตามสัญญาเข้ารับการรักษาพยาบาลของจำเลยทั้งสองที่มีต่อโจทก์ ซึ่งเป็นข้อพิพาททางแพ่ง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นาง พ. ผู้แทนเฉพาะคดีจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 418,239.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 กันยายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท และให้ยกฟ้องจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมของจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการโรงพยาบาล รับตรวจ รักษาพยาบาลทางการแพทย์ให้แก่บุคคลทั่วไป จำเลยร่วมเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 เมื่อปี 2555 รัฐบาลมีนโยบาย "เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ทั่วถึงทุกคน" ที่ต้องการให้ประชาชนทุกสิทธิสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้โดยเป็นการบูรณาการระบบร่วมกันของกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และไม่มีการยุบรวมกองทุน เมื่อผู้ป่วยเข้ารับบริการกรณีอุบัติเหตุ และหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินที่สถานบริการนอกเครือข่ายบริการ 3 กองทุน (เอกชนที่ไม่ใช่คู่สัญญาของประกันสังคม หรือหน่วยบริการประจำหรือคู่สัญญาของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า) สถานบริการสามารถให้บริการโดยไม่ต้องตรวจสอบสิทธิก่อน ภายหลังให้บริการแล้วสถานบริการสามารถเรียกเก็บเงินได้ ทั้งนี้มอบให้จำเลยร่วมทำหน้าที่เป็นหน่วยเบิกจ่ายกลาง (Clearing House) และให้มีผลในทางปฏิบัตินับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 เป็นต้นไป ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม 2556 ถึงวันที่ 18 เมษายน 2556 จำเลยที่ 1 เป็นผู้อาศัยสิทธิเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ.2553 เข้ารับการตรวจรักษาและนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลโจทก์ด้วยโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดที่เข้าข่ายเป็นกรณีฉุกเฉินวิกฤต โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในแบบบันทึกการรับผู้ป่วยเข้ารักษาพยาบาลและผู้รับผิดชอบผู้ป่วย และให้จำเลยทั้งสองวางเงินมัดจำไว้เป็นเงิน 5,000 บาท ตามใบคำแนะนำทางด้านการเงิน ต่อมาโจทก์ประสานตั้งเบิกสิทธิตามนโยบายบูรณาการ 3 กองทุน ซึ่งจำเลยร่วมพิจารณาแล้วอนุมัติเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ 53,008.20 บาท โดยเป็นการสำรองจ่ายแทนกรมบัญชีกลาง ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแนวทางปฏิบัติในการขอรับค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการสาธารณสุข ตามนโยบายบูรณาการ 3 กองทุน กรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 ส่วนที่เกินจากที่จำเลยร่วมอนุมัติอีกเป็นเงิน 418,239.30 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอ้างเหตุในทำนองเดียวกัน ฉะนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะคัดลอกอุทธรณ์มาเป็นฎีกา ก็ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว หาใช่เป็นการโต้แย้งเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น ดังที่โจทก์แก้ฎีกาไม่ ซึ่งการที่โจทก์เป็นสถานบริการเอกชนในความหมายของกรมบัญชีกลาง และไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 แต่ให้ความร่วมมือกับนโยบายของรัฐบาลโดยจะไม่ปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินวิกฤต เมื่อให้การรักษาผู้ป่วยที่ขอใช้สิทธิตามนโยบายของรัฐบาลแล้วโจทก์จะประสานตั้งเบิกเงินค่าใช้จ่ายจากจำเลยร่วม โดยจะต้องส่งข้อมูลการรักษาให้จำเลยร่วมพิจารณาก่อนว่าเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือไม่ ไม่ใช่โจทก์เป็นผู้พิจารณาเอง หากจำเลยร่วมพิจารณาแล้วว่าเป็นกรณีฉุกเฉินวิกฤตก็จะอนุมัติให้จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแนวทางปฏิบัติในการขอรับค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการสาธารณสุข ตามนโยบายบูรณาการ 3 กองทุน กรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน แต่หากจำเลยร่วมพิจารณาแล้วไม่ใช่กรณีฉุกเฉินวิกฤตจำเลยร่วมก็จะไม่จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้ตามที่ขอ ตามที่โจทก์และจำเลยร่วมนำสืบมานั้น ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีสถานะเป็นฝ่ายปกครอง เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ได้ความไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองในกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงกรณีของโรงพยาบาลเอกชนที่ให้ความร่วมมือกับนโยบายของรัฐบาล ความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงยังคงเป็นนิติสัมพันธ์ในทางแพ่งว่าด้วยสัญญา โจทก์มีสิทธิเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจากจำเลยทั้งสองในช่วงเวลาดังกล่าวได้ดังเช่นกรณีที่โจทก์ให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยตามปกติทั่วไป ฉะนั้น การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในแบบบันทึกการรับผู้ป่วยเข้ารักษาพยาบาลและผู้รับผิดชอบผู้ป่วย จึงผูกพันจำเลยที่ 2 และใช้บังคับระหว่างกันได้ แม้ในขณะนั้นยังไม่แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ต้องรับผิดชอบมีจำนวนเท่าใดแน่ ส่วนที่ฎีกาว่าโจทก์ละเลยหน้าที่ไม่ประสานหาเตียงแล้วย้ายจำเลยที่ 1 ไปยังโรงพยาบาลตามสิทธิ โดยจำเลยทั้งสองต้องขวนขวายหาเตียงโรงพยาบาลตามสิทธิเองนั้น พยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมาไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องประสานหาเตียงเพื่อย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลตามสิทธิ หากแต่เป็นว่าทางปฏิบัติโจทก์จะช่วยติดต่อหาเตียงให้ทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งญาติของผู้ป่วยก็จะต้องหาด้วย ตามที่นางวันดี ผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของโจทก์ กับที่นางสาวอิสรีย์ หัวหน้างานสำนักบริหารการจัดสรรและชดเชยค่าบริการของจำเลยร่วมเบิกความ ส่วนที่ฎีกาว่าโจทก์พยายามเหนี่ยวรั้งจำเลยที่ 1 ไว้ โดยเจตนาไม่สุจริตมุ่งแสวงหาผลประโยชน์จากการเข้าร่วมนโยบายฉุกเฉิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจากจำเลยทั้งสอง เนื่องจากจำเลยทั้งสองแสดงเจตนาชัดเจนว่าต้องการไปรักษาต่อ ณ โรงพยาบาลตามสิทธิและไม่ประสงค์ให้โจทก์รักษาอีกต่อไป โดยญาติได้ประสานหาเตียงโรงพยาบาลของรัฐที่จะรับย้ายจำเลยที่ 1 ได้แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 ออกจากโรงพยาบาลโดยปราศจากเหตุอันสมควรมีลักษณะเป็นการกักตัวเพื่อเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลนั้น ในข้อนี้แม้ข้อเท็จจริงได้ความจากที่นางวันดี พยานโจทก์เบิกความว่าวันที่ 27 มีนาคม 2556 ญาติของจำเลยที่ 1 แจ้งความประสงค์จะขอย้ายจำเลยที่ 1 ไปรักษาที่อื่น ตามแบบรับรองการขอใช้สิทธิตามความร่วมมือภาวะอุบัติเหตุ/เจ็บป่วยฉุกเฉิน 3 แต่ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองนำสืบมาปรากฏว่าในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่สามารถหาเตียงของโรงพยาบาลตามสิทธิที่จะรับย้ายจำเลยที่ 1 ได้ อย่างไรก็ตาม นาง พ. พยานจำเลยทั้งสองได้เบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2556 พันจ่าเอกทรงพล บุตรของจำเลยที่ 1 ประสานหาเตียงจากโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าได้รับแจ้งว่ามีเตียงว่างให้ย้ายจำเลยที่ 1 ไปรักษาก่อนเวลา 14 นาฬิกาของวันดังกล่าว พยานจึงไปติดต่อเจ้าหน้าที่หน้าห้องผู้ป่วย CCU ของโจทก์ว่าติดต่อหาเตียงที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าได้จะขอย้ายจำเลยที่ 1 ไปรักษาต่อ เจ้าหน้าที่ของโจทก์บอกให้ไปติดต่อเจ้าหน้าที่การเงินเพื่อลงลายมือชื่อรับสภาพหนี้ แต่พยานไม่ได้ไปติดต่อเจ้าหน้าที่การเงิน เนื่องจากขณะนั้นทราบแล้วว่ามีหนี้ค่ารักษาเป็นเงินประมาณ 300,000 บาทเศษ หลังจากนั้นได้โทรศัพท์ติดต่อเจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 เพื่อแจ้งว่าหาเตียงย้ายแล้วแต่โจทก์ไม่ยอมย้ายให้ ต้องทำหนังสือรับสภาพหนี้ก่อน ขอให้ช่วยเจรจากับโจทก์ให้ย้ายจำเลยที่ 1 เจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 แจ้งว่าติดต่อกับโจทก์แล้ว โจทก์ให้จำเลยทั้งสองชำระครึ่งหนึ่งก่อน ที่เหลือให้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ และเจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 แนะนำต่อว่าหากโจทก์ไม่ให้ย้ายไปรักษาที่อื่นก็ให้อยู่รักษาต่อ ส่วนโจทก์คงมีนางสาววันดี พยานเบิกความเพียงลอย ๆ ว่า จำเลยร่วมได้แจ้งมายังโจทก์ว่า สามารถหาเตียงย้ายจำเลยที่ 1 ไปรักษาต่อได้ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองไม่มีเอกสารของโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้ามาแสดงว่าวันเวลาดังกล่าวมีเตียงว่างจริง เพราะเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าแจ้งพันจ่าเอกทรงพลโดยแจ้งผ่านทางโทรศัพท์ แต่จำเลยทั้งสองอ้างส่งบันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์ของฝ่ายจำเลยทั้งสองกับเจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมเป็นพยานสนับสนุนข้อเท็จจริงที่เบิกความ ซึ่งมีรายละเอียดข้อเท็จจริงว่า วันที่ 11 เมษายน 2556 ญาติฝ่ายจำเลยทั้งสองติดต่อกลับมาที่สายด่วน สปสช. 1330 แจ้งว่าโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าจะรับย้ายผู้ป่วย แต่เกรงว่าโจทก์จะไม่ให้ย้าย เนื่องจากว่าญาติยังไม่ได้ชำระค่ารักษาพยาบาล โดยเมื่อเวลา 11.47 นาฬิกา หลานของจำเลยที่ 1 ติดต่อแจ้งเจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 ว่า โจทก์จะไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 ย้ายไปที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ญาติต้องดำเนินการอย่างไร เจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 แนะนำว่าให้ญาติตกลงกับเจ้าหน้าที่ของโจทก์เอง เนื่องจากเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ สปสช. ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ของโจทก์แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ก็ไม่ยอม ต่อมาเวลา 16.42 นาฬิกา เจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 ติดต่อหลานของจำเลยที่ 1 แจ้งขอยุติการประสานหาเตียงไปก่อน แต่จะให้โจทก์เป็นผู้ประสานไปโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าเอง หลานของจำเลยที่ 1 สอบถามว่าหากโจทก์ไม่ให้จำเลยที่ 1 ย้ายไปจะทำอย่างไร จะฟ้องร้องได้ที่ไหน เจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 แจ้งว่าญาติไม่ต้องทำอะไรเพราะเจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 คุยไว้ให้แล้ว เรื่องการฟ้องร้องก็ยังไม่ต้องดำเนินการอะไรก็ได้ในตอนนี้ แต่ถ้าครั้งที่ 2 แล้ว โจทก์ยังไม่ให้ย้ายอีกก็ให้โทรศัพท์มาที่สายด่วน สปสช. 1330 อีกครั้ง และมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมระบุว่า จากการประสานต่อมาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2556 ญาติได้ติดต่อกลับมายังสายด่วน สปสช. 1330 ว่า วันที่ 17 เมษายน 2556 จำเลยที่ 1 ได้เตียงที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมให้ย้าย สอบถามว่าญาติจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 แนะนำให้ญาติคุยกับผู้บริหารของโจทก์เพื่อตกลงรายละเอียดกับโจทก์ต่อไป โดยที่เอกสารนี้ จำเลยร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐส่งให้แก่นาง พ. เมื่อครั้งที่มีการแจ้งผลการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ หาใช่ว่าจำเลยทั้งสองจัดทำขึ้นเอง และหากในวันที่ 11 เมษายน 2556 ฝ่ายจำเลยทั้งสองไม่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าว่ามีเตียงรับย้ายจริง ก็ไม่มีเหตุที่จะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมไปเช่นนั้น ข้อเท็จจริงที่ได้ความนี้จึงน่าเชื่อว่ามีมูลความจริง ไม่มีพิรุธให้ต้องระแวงสงสัยว่าเป็นการกุสร้างเรื่องขึ้น พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้ามีเตียงว่างพร้อมรับย้ายจำเลยที่ 1 ไปรักษาต่อตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2556 แล้ว แต่โจทก์กลับไม่ดำเนินการย้ายจำเลยที่ 1 ไปโรงพยาบาลดังกล่าวตามความประสงค์ของจำเลยทั้งสองโดยมีเหตุผลเพียงว่าจำเลยทั้งสองยังไม่ชำระค่ารักษาพยาบาลหรือทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้ อันเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจได้ใช้สิทธิแห่งตนโดยมิได้คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 12 เพราะหากโจทก์ส่งจำเลยที่ 1 ไปรักษาพยาบาลต่อที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2556 ก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2556 ถึงวันที่ 18 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 นอนพักรักษาอยู่กับโจทก์ ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 เฉพาะที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2556 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2556 แก่โจทก์เท่านั้น แต่เนื่องจากโจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์กลับนำสืบถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ไม่ชัดแจ้ง กล่าวคือ โจทก์คงมีนางสาวพินิจ เจ้าหน้าที่รับจองห้องเป็นพยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มาติดต่อขอจองห้อง นางสาวพินิจแจ้งราคาห้อง CCU มีอัตราวันละ 2,700 บาท ค่าอาหารวันละ 420 บาท ค่าบริการทางการพยาบาลวันละ 2,200 บาท ค่าบริการโรงพยาบาล 500 บาท รวมเป็นเงิน 5,820 บาท ส่วนเอกสารที่แสดงถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 ทั้งหมด โจทก์อ้างส่งใบแจ้งหนี้ค่ารักษาพยาบาลเพียงฉบับเดียว ซึ่งเอกสารดังกล่าวระบุถึงรายการค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2556 ถึงวันที่ 18 เมษายน 2556 รวม 26 วัน ไม่ได้แจกแจงแยกย่อยค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแต่ละวันว่ามีจำนวนเท่าใด ประกอบกับได้ความจากนาง พ. พยานจำเลยทั้งสองเบิกความถึงเหตุการณ์ในวันที่ 11 เมษายน 2556 ว่า เจ้าหน้าที่ของโจทก์บอกให้พยานไปติดต่อเจ้าหน้าที่การเงินเพื่อลงลายมือชื่อรับสภาพหนี้ แต่พยานไม่ได้ไปติดต่อ เนื่องจากขณะนั้นพยานทราบแล้วว่ามีหนี้ค่ารักษาเป็นเงินประมาณ 300,000 บาทเศษ ดังนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรกำหนดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในช่วงเวลานับตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2556 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2556 รวม 19 วัน ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 320,000 บาท เมื่อหักเงิน 53,008.20 บาท ที่จำเลยร่วมอนุมัติเบิกจ่ายให้แก่โจทก์ กับที่จำเลยทั้งสองชำระไว้ล่วงหน้าอีก 5,000 บาท แล้ว คงเหลือที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 261,991.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2556 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันครบกำหนดตามหนังสือทวงถามตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด เมื่อวินิจฉัยมาดังนี้ปัญหาอื่นตามคำแก้ฎีกาของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยร่วมต้องร่วมกับจำเลยทั้งสองหรือรับผิดแทนจำเลยทั้งสองต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยร่วมมีนางสาวจรรยา หัวหน้างานสำนักกฎหมายของจำเลยร่วมเป็นพยานเบิกความถึงนโยบาย "เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ทั่วถึงทุกคน" ว่า เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชนทุกสิทธิสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ ซึ่งเป็นการบูรณาการระบบร่วมกันของกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และไม่มีการยุบรวมกองทุน โดยมอบหมายให้จำเลยร่วมทำหน้าที่เป็นหน่วยเบิกจ่ายกลาง (Clearing House) สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่สถานบริการนอกเครือข่ายบริการ 3 กองทุน ที่ให้บริการกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต โดยสถานบริการสามารถให้บริการโดยไม่ต้องตรวจสอบสิทธิก่อนให้บริการ ซึ่งจำเลยร่วมจะจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลตามหลักเกณฑ์และอัตราที่แต่ละกองทุนหรือหน่วยบริการต้นสังกัดกำหนด และจะเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายไปคืนจากกองทุนหรือหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ป่วยต่อไป โดยให้มีผลในทางปฏิบัตินับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 เป็นต้นไป แต่นโยบายดังกล่าวยังไม่มีกฎหมายรองรับหรือบังคับไม่ให้โรงพยาบาลเอกชนเก็บเงินส่วนเกินจากผู้ป่วยได้ จากนโยบายดังกล่าวจึงได้จัดทำบันทึกความร่วมมือเพื่อบูรณาการสิทธิด้านหลักประกันสุขภาพของ 3 กองทุน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ระหว่างกรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สถานบริการสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร เครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันการแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน โดยหน่วยงานทั้งสามกองทุน มีการชี้แจงนโยบายและวิธีปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลให้ผู้เกี่ยวข้องทราบก่อนวันที่ 1 เมษายน 2555 แล้ว ทั้งในการดำเนินนโยบายดังกล่าวได้มอบหมายให้แต่ละกองทุนไปปรับปรุงแก้ไข กฎ ระเบียบให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว ซึ่งข้อเท็จจริงก็ได้ความตามเอกสารว่าคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มีมติเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 ออกข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุข กรณีที่มีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุ หรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน พ.ศ.2555 กำหนดนิยามคำว่า "กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน" "กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน" "กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต" "สถานบริการอื่น" และ "ผู้มีสิทธิ" กำหนดให้ผู้มีสิทธิมีสิทธิเข้ารับบริการสาธารณสุขจากสถานบริการอื่นที่อยู่ใกล้หรือเข้ารับบริการได้อย่างรวดเร็ว กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต หรือกรณีที่มีเหตุสมควร และสถานบริการอื่นที่ให้บริการดังกล่าวนี้มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจากจำเลยร่วมตามอัตราที่กำหนด รวมถึงอัตราค่าพาหนะกรณีที่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้มีสิทธิที่ได้รับบริการจนอาการปลอดภัยคงที่แล้วไปสถานบริการอื่นหรือหน่วยบริการอื่น กำหนดหลักเกณฑ์การส่งข้อมูลและบันทึกข้อมูลเพื่อเรียกเก็บค่าใช้จ่ายตลอดจนกำหนดเวลาในการร้องเรียนหรืออุทธรณ์ต่อเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ โดยที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือจำเลยร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่ภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ไม่อาจใช้อำนาจหรือออกข้อบังคับดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้ตามนโยบายของรัฐบาลเกินเลยไปกว่าที่พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 กำหนดไว้ได้ นอกจากนี้ปรากฏตามเอกสารว่า กรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม และจำเลยร่วมได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการขอรับค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการสาธารณสุขตามนโยบายบูรณาการ 3 กองทุน กรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน ซึ่งแนวทางปฏิบัตินี้ก็ได้กำหนดนิยามคำว่า "ผู้มีสิทธิ" "สถานบริการ" "เจ็บป่วยฉุกเฉิน" วันให้บริการ ขอบเขตการให้บริการสาธารณสุข อัตราและเงื่อนไขการจ่ายเงินชดเชย ค่าพาหนะในการรับส่งต่อ ตลอดจนขั้นตอนการบริการและส่งข้อมูลเพื่อขอรับค่าใช้จ่ายและการอุทธรณ์ค่าใช้จ่าย ซึ่งนางสาวจรรยาก็เบิกความต่อไปว่า กรณีของจำเลยทั้งสองไม่อาจนำข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุข กรณีที่มีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุ หรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน พ.ศ.2555 มาใช้บังคับได้ เนื่องจากข้อบังคับดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งบุคคลที่จะได้รับสิทธิบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติดังกล่าวตามมาตรา 6 และมาตรา 7 กำหนดว่าต้องเป็นผู้ที่ได้ยื่นคำขอลงทะเบียน เพื่อเลือกหน่วยบริการเป็นหน่วยบริการประจำตามกฎหมายที่กำหนดไว้ แต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ที่อาศัยสิทธิจากกองทุนสวัสดิการข้าราชการ กรณีนี้จำเลยร่วมทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์โดยยึดตามแนวทางปฏิบัติ และจำเลยร่วมไม่อาจร่วมรับผิดชอบกับจำเลยทั้งสองได้เนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ จำเลยร่วมดำเนินการได้เพียงรวบรวมข้อมูลเรื่องร้องเรียนเพื่อพิจารณาจัดทำรายงานเสนอคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและรัฐบาลเพื่อทราบปัญหา และส่งเรื่องให้หน่วยงานที่ดูแลโดยตรงตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กฎหมายให้อำนาจไว้โดยตรงว่าด้วยเรื่องการประกอบกิจการและการดำเนินการสถานพยาบาลเพื่อช่วยพิจารณาประกาศกำหนดให้สิทธิแก่ผู้ป่วยทั้งสามกองทุนกรณีผู้ป่วยฉุกเฉินให้ได้รับสิทธิรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลเอกชน หรือประกาศกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาที่สถานพยาบาลเอกชนปฏิเสธนโยบายรัฐบาล เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่ต้องทดรองจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลไปก่อน เนื่องจากจำเลยร่วมมีหน้าที่เพียงเป็นหน่วยเบิกจ่ายกลาง (Clearing House) หรือสำรองเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่สถานพยาบาลเอกชนตามหลักเกณฑ์หรืออัตราที่กองทุนอื่นหรือหน่วยงานอื่นกำหนดให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉินเท่านั้น โดยนางสาวจรรยาเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า จำเลยร่วมจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2555 และเบิกความตอบทนายจำเลยร่วมถามติงว่า จำเลยร่วมสำรองจ่ายค่ารักษากรณีฉุกเฉินซึ่งเป็นไปตามนโยบายบูรณาการ 3 กองทุน ส่วนหลักเกณฑ์การจ่ายจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของแต่ละกองทุนที่กำหนด ข้อเท็จจริงที่ได้ความมาข้างต้นจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยร่วมออกข้อบังคับไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลเป็นเหตุให้ต้องรับผิดต่อจำเลยทั้งสอง ส่วนที่จำเลยร่วมดำเนินการประชาสัมพันธ์ กับที่เจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 ให้ข้อมูลแก่ฝ่ายจำเลยทั้งสองตามที่ปรากฏในข้อมูลบันทึกการประสานงานว่า การใช้สิทธิ 3 กองทุน เป็นนโยบายของรัฐบาลโดยเริ่มวันที่ 1 เมษายน 2555 กรณีผู้ป่วยเจ็บป่วยฉุกเฉินตามคำนิยามของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน สามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องร่วมจ่าย โรงพยาบาลจะทำเรื่องเบิกมาที่จำเลยร่วม แต่หากไม่เข้าเกณฑ์ฉุกเฉิน ผู้ป่วยจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองนั้น ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 แจ้งให้ฝ่ายจำเลยทั้งสองทราบเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2556 ว่า นโยบายนี้เป็นนโยบายการขอความร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งยังไม่ได้ออกมาเป็นกฎหมายบังคับโรงพยาบาลเอกชน และแนะนำว่าหากโจทก์ยืนยันว่าญาติต้องสำรองจ่าย ญาติต้องไปทำข้อตกลงกับโจทก์เอง แต่หากญาติไม่มีค่าใช้จ่ายก็ให้แจ้งกับโจทก์ว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป ทั้งอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน 3 กองทุน หากอาการเข้าเกณฑ์จริง จำเลยร่วมจะจ่ายแบบเหมาจ่ายรายโรค ไม่ได้จ่ายให้โจทก์ทั้งหมด และวันที่ 10 เมษายน 2556 เจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 ก็แจ้งอีกว่าตอนนี้ยังไม่มีข้อบังคับโจทก์ได้ แนะนำให้ญาติอย่าเพิ่งทำอะไรกรณีที่เจ้าหน้าที่การเงินของโจทก์แจ้งจำเลยทั้งสองว่าจะต้องร่วมจ่ายส่วนต่าง ประกอบกับช่วงเวลาก่อนวันที่ 9 เมษายน 2556 ที่ไม่อาจย้ายจำเลยที่ 1 ไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลอื่นได้เพราะไม่มีเตียงรับย้าย นาง พ. พยานจำเลยทั้งสองเบิกความยอมรับว่า พยานทราบว่าจำเลยที่ 1 สามารถใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินวิกฤตจากจำเลยร่วมได้ แต่ยังประสงค์จะย้ายจำเลยที่ 1 ไปรักษาที่อื่นต่อ เนื่องจากไม่ทราบว่าจะใช้สิทธิค่ารักษาพยาบาลได้มากน้อยเท่าใด คงทราบจากข้อมูลเพียงว่ากรณีโจทก์รับตัวจำเลยที่ 1 ไว้รักษากรณีฉุกเฉินวิกฤตแล้วจะต้องรีบย้ายจำเลยที่ 1 ออกไปภายใน 72 ชั่วโมง เช่นนี้ แสดงว่าจำเลยทั้งสองยังไม่เชื่อมั่นในสิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉินว่าไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหรือไม่ กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า การประชาสัมพันธ์และการให้ข้อมูลของเจ้าหน้าที่สายด่วน สปสช. 1330 ดังกล่าวจะทำให้จำเลยทั้งสองเข้าใจผิดว่ากรณีผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตผู้ป่วยไม่ต้องชำระค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่เป็นสถานบริการนอกเครือข่ายบริการ 3 กองทุน ไม่ใช่คู่สัญญาของประกันสังคม หรือหน่วยบริการประจำหรือคู่สัญญาของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กรณีดังกล่าวจึงไม่ใช่ต้นเหตุหรือสาเหตุโดยตรงที่ทำให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม 2556 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2556 ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกเอาความเข้าใจผิดมาเป็นเหตุให้จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดหรือต้องรับผิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นแทนจำเลยทั้งสองได้ เมื่อวินิจฉัยมาดังนี้ปัญหาอื่นตามคำแก้ฎีกาของจำเลยร่วมจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีในส่วนของจำเลยร่วมเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายโดยชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่าหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติในมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 17 กันยายน 2556 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์ยังคงมีสิทธิคิดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

จำเลยทั้งสองเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณา ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 วันที่ 30 มีนาคม 2561 จำเลยทั้งสองชำระค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความจำนวน 600 บาท 400 บาท 400 บาท และ 400 บาท ตามลำดับ จึงต้องคืนเงินดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 261,991.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2556 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี คืนค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์จำนวน 1,800 บาท แก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 12
พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ม. 6 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ร.
จำเลย — นาง ส. โดยนาง พ. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
จำเลยร่วม — สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นางสาวเบญจมาศ กองทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5469/2564
#670364
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องโดยมุ่งประสงค์ขอให้ศาลทำการไต่สวนและออกหมายเรียกจำเลยทั้งสองกับบุคคลอื่นมาให้ถ้อยคำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 277 โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ขายสินค้าแล้วนำเงินเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 กับบุคคลอื่นอันเป็นกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า ทรัพย์สินใดเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ซึ่งมาตรา 277 บัญญัติให้ศาลทำการไต่สวนออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่เชื่อว่าอยู่ในฐานะที่จะให้ถ้อยคำอันจะเป็นประโยชน์มาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหรือวัตถุพยานซึ่งอยู่ในความยึดถือหรืออำนาจของผู้นั้นเพื่อให้ได้ความเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเรียกบุคคลผู้เคยเป็นกรรมการผู้ถือหุ้นและพนักงานบัญชีของจำเลยที่ 1 มาให้ถ้อยคำและทำการไต่สวนเกี่ยวกับการขายสินค้าและการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากดังกล่าวอันเป็นการอนุญาตตามคำร้องของโจทก์แล้ว ศาลจึงไม่จำต้องมีคำสั่งใด ๆ ตามคำร้องของโจทก์อีก ส่วนการที่ตามทางไต่สวนจะได้ข้อเท็จจริงเป็นประการใดเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องไปดำเนินการขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามที่พิจารณาได้ความต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 298 ต่อไป โดยมาตรา 277 หาได้บัญญัติให้อำนาจศาลในการมีคำวินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าวไปเสียทีเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นของจำเลยที่ 1 และมีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทั้งสองดังกล่าวโดยให้โจทก์วางเงินประกันความเสียหายมานั้น เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 31,358,033.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,267,113.54 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คดีถึงที่สุดแล้วแต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์แล้ว ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2561 โจทก์ยื่นคำร้องว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนายชเนตร และจำเลยที่ 2 กับบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. ชื่อบัญชีจำเลยที่ 2 และนายชเนตร เป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด และเป็นทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีสิทธิยึดอายัดเพื่อบังคับคดี ขอให้หมายเรียกจำเลยทั้งสองและนายชเนตร มาไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 277 กับมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 และนายชเนตร นำส่งสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ต่อศาลชั้นต้น มีคำสั่งแสดงว่าเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. และในบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. เป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด มีคำสั่งอายัดเงินฝากในบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีนำส่งศาลชั้นต้น และให้โจทก์รับเงินทั้งหมดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า กรณีนี้กฎหมายไม่ให้อำนาจศาลต้องมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการไต่สวน ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องมีคำสั่ง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร โดยให้โจทก์วางเงินประกันสำหรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อบุคคลภายนอกเป็นจำนวนตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแต่ไม่เกิน 500,000 บาท และให้ดำเนินการต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276 วรรคสาม และวรรคสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ เห็นว่า ตามคำคัดค้านของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2561 มิได้ยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นคัดค้าน และเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำแก้อุทธรณ์ จำเลยทั้งสองก็มิได้ยกประเด็นข้อนี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์เช่นกัน จำเลยทั้งสองเพิ่งหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ปัญหาข้อนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นของจำเลยที่ 1 และพิพากษาให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทั้งสองบัญชีดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 โดยมุ่งประสงค์ขอให้ศาลทำการไต่สวนและออกหมายเรียกจำเลยทั้งสองกับบุคคลอื่นมาให้ถ้อยคำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 277 โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ขายสินค้าแล้วนำเงินเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 กับบุคคลอื่นอันเป็นกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า ทรัพย์สินใดเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ซึ่งมาตรา 277 บัญญัติให้ศาลทำการไต่สวนออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่เชื่อว่าอยู่ในฐานะที่จะให้ถ้อยคำอันจะเป็นประโยชน์มาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหรือวัตถุพยานซึ่งอยู่ในความยึดถือหรืออำนาจของผู้นั้นเพื่อให้ได้ความเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเรียกบุคคลผู้เคยเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้นและพนักงานบัญชีของจำเลยที่ 1 มาให้ถ้อยคำและทำการไต่สวนเกี่ยวกับการขายสินค้าและการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากดังกล่าวอันเป็นการอนุญาตตามคำร้องของโจทก์แล้ว ศาลจึงไม่จำต้องมีคำสั่งใด ๆ ตามคำร้องของโจทก์อีก ส่วนการที่ตามทางไต่สวนจะได้ข้อเท็จจริงเป็นประการใดเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องไปดำเนินการขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามที่พิจารณาได้ความต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 298 ต่อไป โดยมาตรา 277 หาได้บัญญัติให้อำนาจศาลในการมีคำวินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าวไปเสียทีเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นของจำเลยที่ 1 และมีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทั้งสองดังกล่าวโดยให้โจทก์วางเงินประกันความเสียหายมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับเป็นว่า คดีเสร็จสิ้นการไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 277 ให้โจทก์ดำเนินการบังคับคดีตามสิทธิและหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 277 ม. 298
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางจิราภรณ์ แสงจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายมุขมนตรี กลั่นนุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5465/2564
#683320
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 หมวดที่ 10 การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ ข้อ 41 ระบุว่า "การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับให้กระทำโดยมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกและมติเกี่ยวกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับต้องได้รับคะแนนเสียง 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม" เมื่อปรากฏตามรายงานการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติให้แก้ไขข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ด้วยคะแนนเสียง 155 เสียง ต่อ 10 เสียง อันเป็นคะแนนเสียงมากกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมตามที่ข้อบังคับข้อ 41 กำหนดไว้ มติดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อข้อบังคับของจำเลยที่ 1 และ พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้" บทกฎหมายมาตรานี้บัญญัติขึ้นเพื่อห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินกระทำการใด ๆ อันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินจัดให้มีขึ้นตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรลดไปหรือเสื่อมความสะดวกไป ไม่มีข้อความใดที่ระบุห้ามมิให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรกระทำการดังกล่าว แม้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจะเป็นผู้รับโอนสาธารณูปโภคมาจากผู้จัดสรรที่ดินตามมาตรา 44 (1) แต่ก็มีที่มาต่างกันโดยมาตรา 4 กำหนดคำนิยามของ "ผู้จัดสรรที่ดิน" หมายความว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินและให้หมายความรวมถึงผู้รับโอนใบอนุญาตด้วย ส่วน "นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร" เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตาม มาตรา 45 และ 46 แม้มีหน้าที่รับโอนทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภคตามมาตรา 44 (1) ด้วยก็ตาม แต่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไม่ได้เป็นผู้จัดสรรที่ดินโดยตรง และไม่ได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน ดังนั้น "นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร" จึงไม่ใช่ "ผู้จัดสรรที่ดิน" ตามนัยของกฎหมายข้างต้น บทบัญญัติมาตรา 43 วรรคหนึ่ง ย่อมไม่อาจนำมาบังคับใช้แก่จำเลยที่ 1 ได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 48 ที่บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์สาธารณูปโภค... (5) จัดให้มีบริการสาธารณะเพื่อสวัสดิการของสมาชิกหรือจัดสรรเงินหรือทรัพย์สินเพื่อสาธารณะประโยชน์...." ก็มิได้มีบทบังคับว่านิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 43 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใดด้วย เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากผู้จัดสรรที่ดินเป็นเพียงผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเป็นบุคคลภายนอกเมื่อจัดสรรที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตเสร็จสิ้นครบถ้วนแล้วก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินจัดสรรอีก แต่สำหรับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรหรือสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรนั้นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในที่ดินจัดสรรและสิ่งปลูกสร้างซึ่งต้องอยู่ร่วมกันกับสมาชิกอื่นด้วย สมาชิกแต่ละคนจึงมีสิทธิในทรัพย์สินส่วนกลางและมีดุลพินิจได้อย่างกว้างขวางที่จะกำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินส่วนกลาง และเพื่อเป็นการป้องกันมิให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรดำเนินการตามอำเภอใจไม่เป็นไปตามเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิก มาตรา 48 วรรคท้าย ก็กำหนดว่าการดำเนินการใดบ้างจะต้องได้รับความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่สมาชิก อันเป็นหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคมระบอบประชาธิปไตย นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรโดยความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกย่อมมีอำนาจวางข้อกำหนดเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะได้อย่างอิสระโดยไม่ถูกจำกัดด้วยมาตรา 43 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่ที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกจำเลยที่ 1 มีมติให้แก้ไขข้อบังคับข้อ 40 แม้การแก้ไขดังกล่าวจะมีผลทำให้การใช้ประโยชน์จากสาธารณประโยชน์ลดน้อยลงก็มีอำนาจกระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 2/2559 ที่ให้แก้ไขข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 40

จำเลยทั้งสิบสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนเริ่มสืบพยาน คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การและเอกสารในสำนวน แล้วขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นเดียวว่า ข้อบังคับจำเลยที่ 1 ข้อ 40 ที่ถูกแก้ไขตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ว. สมัยวิสามัญครั้งที่ 2/2559 ที่มีข้อความไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง เป็นข้อบังคับที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสิบสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสามได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การแก้ไขข้อบังคับตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 หมวดที่ 10 การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ ข้อ 41 ระบุว่า "การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับให้กระทำโดยมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกและมติเกี่ยวกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับต้องได้รับคะแนนเสียง 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการประชุมว่าที่ประชุมมีมติให้แก้ไขข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ด้วยคะแนนเสียง 155 เสียง ต่อ 10 เสียง (งดออกเสียง 1 เสียง) อันเป็นคะแนนเสียงมากกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมตามที่ข้อบังคับข้อ 41 กำหนดไว้ มติดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า ข้อบังคับข้อ 40 ของจำเลยที่ 1 ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่งนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้" บทกฎหมายมาตรานี้บัญญัติขึ้นเพื่อห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินกระทำการใด ๆ อันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินจัดให้มีขึ้นซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรลดไปหรือเสื่อมความสะดวกไปไม่มีข้อความใดที่ระบุห้ามมิให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรกระทำการดังกล่าว แม้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจะเป็นผู้รับโอนสาธารณูปโภคมาจากผู้จัดสรรที่ดินตามมาตรา 44 (1) ก็ตาม แต่ก็มีที่มาต่างกันโดยมาตรา 4 กำหนดคำนิยามของ "ผู้จัดสรรที่ดิน" หมายความว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินและให้หมายความรวมถึงผู้รับโอนใบอนุญาตด้วย ส่วน"นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร" เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นมาตาม มาตรา 45 และ 46 แม้จะมีหน้าที่รับโอนทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภคตามมาตรา 44 (1) ด้วยก็ตาม แต่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไม่ได้เป็นผู้จัดสรรที่ดินโดยตรง และไม่ได้เป็นผู้ได้รับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน ดังนั้น "นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร" จึงไม่ใช่ "ผู้จัดสรรที่ดิน" ตามนัยของกฎหมายข้างต้น บทบัญญัติตามมาตรา 43 วรรคหนึ่ง ย่อมไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่จำเลยที่ 1 ได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 48 ที่บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์สาธารณูปโภค ... (5) จัดให้มีบริการสาธารณะเพื่อสวัสดิการของสมาชิกหรือจัดสรรเงินหรือทรัพย์สินเพื่อสาธารณประโยชน์ ..." ก็มิได้มีบทบังคับว่านิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 43 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใดด้วย เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากผู้จัดสรรที่ดินเป็นเพียงผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเป็นบุคคลภายนอกเมื่อจัดสรรที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตเสร็จสิ้นครบถ้วนแล้วก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินจัดสรรอีก แต่สำหรับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรหรือสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรนั้นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินจัดสรรและสิ่งปลูกสร้างซึ่งต้องอยู่ร่วมกันกับสมาชิกอื่นด้วย สมาชิกแต่ละคนจึงมีสิทธิในทรัพย์สินส่วนกลางและมีดุลพินิจได้อย่างกว้างขวางที่จะกำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินส่วนกลาง และเพื่อเป็นการป้องกันมิให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรดำเนินการตามอำเภอใจไม่เป็นไปตามเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิก มาตรา 48 วรรคท้าย ก็กำหนดว่าการดำเนินการใดบ้างจะต้องได้รับความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก อันเป็นหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคมตามระบอบประชาธิปไตย นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรโดยความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกย่อมมีอำนาจวางข้อกำหนดเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะได้อย่างอิสระโดยไม่ถูกจำกัดด้วยมาตรา 43 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่ที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกจำเลยที่ 1 มีมติให้แก้ไขข้อบังคับข้อ 40 แม้การแก้ไขดังกล่าวจะมีผลทำให้การใช้ประโยชน์จากสาธารณประโยชน์ลดน้อยลงจึงมีอำนาจกระทำได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 4 ม. 43 ม. 44 (1) ม. 45 ม. 46 ม. 48
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. กับพวก
จำเลย — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายโฆษฤทธิ์ นาสมใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายยอดชาย วีระพงศ์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5452/2564
#682199
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกัน ให้ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน และให้ร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความ และทำให้จำเลยทั้งสี่มีสถานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ นอกจากโจทก์ชอบจะร้องขอให้มีการบังคับคดีต่อไปได้ในกรณีที่จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว การที่จำเลยทั้งสี่ละเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ หากโจทก์ได้รับความเสียหายประการใด โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสี่เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นได้อีก ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อน จำเลยทั้งสี่มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี และมิได้ใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ จนกระทั่งโจทก์ติดตามรถยนต์คืนมาในสภาพชำรุดเสียหาย ทำให้นำรถยนต์ขายทอดตลาดได้เงินต่ำกว่าราคารถยนต์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในคดีก่อน จึงต้องถือว่าการละเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นราคารถยนต์ส่วนที่ขาดไป จำเลยทั้งสี่ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ซึ่งค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าสินไหมทดแทนอันสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน มิใช่ค่าเสียหายที่มีหลักแหล่งข้อหาตามสัญญาเช่าซื้อหรือข้ออ้างที่อาศัยความผูกพันกันตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเลิกกันไปแล้วและศาลชั้นต้นในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดจนเสร็จสิ้น จึงไม่มีเหตุที่ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบอกกล่าวผู้ค้ำประกันให้ทราบการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 185,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มีนาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 3,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมา 2,400 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จากโจทก์ในราคา 604,059.84 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรวม 72 งวด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เพียง 25 งวด และผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 26 ประจำวันที่ 15 กันยายน 2558 เป็นต้นมา อันเป็นการผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวด ติดต่อกัน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสี่โดยมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2559 จากนั้นโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้ร่วมกันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 390,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559 โจทก์ติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้ และเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้ เป็นเงิน 224,299.07 บาท หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ราคารถยนต์ที่ขาดอยู่ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดราคา 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในค่าขาดราคารถยนต์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า มูลหนี้ราคาเช่าซื้อส่วนที่ขาดหรือค่าขาดราคาเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเลิกสัญญาและผู้ให้เช่าซื้อได้กลับเข้าครอบครองรถแล้วแจ้งให้จำเลยทั้งสี่มีโอกาสซื้อรถยนต์ก่อนขายแก่บุคคลอื่น หลังจากจำเลยทั้งสี่ไม่ซื้อ โจทก์จึงขายทอดตลาดให้แก่บุคคลอื่น หนี้ค่าขาดราคาตามสัญญาก็จะเกิดขึ้น โจทก์จึงทราบว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีเท่าใด อันมิใช่ค่าสินไหมทดแทนอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ แต่เป็นหนี้ประธาน นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า ก่อนคดีนี้ โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกัน ให้ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 390,000 บาท ตามคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2925/2559 ผลแห่งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความ และทำให้จำเลยทั้งสี่มีสถานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 และมาตรา 274 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 นอกจากนี้ หากการละเลยเสียไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นประการใด โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสี่เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นได้อีกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ดังนั้น หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2925/2559 แล้ว จำเลยทั้งสี่มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี และมิได้ใช้ราคาแทนรถยนต์ให้แก่โจทก์ กระทั่งโจทก์ต้องขวนขวายติดตามรถยนต์คืนมาในสภาพชำรุดเสียหายกันชนด้านหน้าและด้านหลังครูด ประตูด้านหน้าขวาบุบ เบาะขาด และช่วงล่างหลวม ทำให้เมื่อนำรถยนต์ออกขายทอดตลาดได้เงินจากการขายเพียง 224,299.07 บาท ต่ำกว่าราคารถยนต์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในคำพิพากษาในคดีก่อน กรณีจึงต้องถือว่าการละเลยเสียไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสี่ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นราคารถยนต์ส่วนที่ขาดไป ซึ่งจำเลยทั้งสี่ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาผู้ละเลยต่อหน้าที่ของตนต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์ ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าสินไหมทดแทนอันสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน มิใช่ค่าเสียหายที่มีหลักแหล่งแห่งข้อหาตามสัญญาเช่าซื้อหรือข้ออ้างที่อาศัยความผูกพันกันตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเลิกกันไปแล้ว และศาลชั้นต้นในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดจนเสร็จสิ้น กรณีจึงไม่มีเหตุที่ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบอกกล่าวผู้ค้ำประกันให้ทราบการผิดนัดของผู้เป็นลูกหนี้ว่าได้มีการบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพราะเหตุที่โจทก์มิได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกันทราบถึงการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ จำเลยที่ 1 ผิดนัด เป็นผลให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนซึ่งละเลยการชำระหนี้และควรต้องรับผิดไม่แตกต่างไปจากจำเลยที่ 1 ต้องหลุดพ้นไปเสียจากความรับผิดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยกฎหมายโดยชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีบริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดราคา 130,000 บาท ต่อโจทก์ จึงเป็นหนี้เงิน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มีนาคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีและค่าทนายความแทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215 ม. 222
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — นางสาว ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายสรวิชญ์ อินพรหม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจีรพัฒน์ พันธุ์ทวี
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5435/2564
#680127
เปิดฉบับเต็ม

แม้แผงค้าพิพาทมีการก่อสร้างที่ผิดต่อ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กฎกระทรวงฉบับที่ 50 (พ.ศ.2540) และกฎกระทรวงฉบับที่ 55 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 โดยสำนักงานเขตจตุจักรแจ้งการรถไฟแห่งประเทศไทยกับโจทก์ให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตและห้ามใช้อาคารแล้ว ต่อมาสำนักงานเขตจตุจักรมีคำสั่งให้รื้อถอนแผงค้าพิพาท แต่คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 (1) เพื่อดำเนินการมีคำสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงาน ผู้ดำเนินการ ลูกจ้าง หรือบริวารของบุคคลดังกล่าว ระงับการกระทำในกรณีที่มีการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งผู้ได้รับคำสั่งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งตามมาตรา 52 ของ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กรณีมิใช่เป็นเรื่องแผงค้าพิพาทมีการก่อสร้างต่อเติมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 (1) ซึ่งเป็นโมฆะเกิดจากกฎหมาย (ภาวะวิสัย) และมิใช่โมฆะที่เกิดจากการแสดงเจตนา (อัตวิสัย) อันจะเป็นเหตุให้สัญญาเช่าระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร จ. เพื่อดำเนินการจัดหาประโยชน์ตามสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ให้เช่า กับบริษัท บ. และเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2558 การรถไฟแห่งประเทศไทยอนุญาตให้บริษัทดังกล่าวโอนสิทธิการเช่าที่มีกับการรถไฟแห่งประเทศไทยให้แก่โจทก์ ซึ่งสิทธิการเช่าดังกล่าวอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ จึงเป็นทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 138 เมื่อบริษัทดังกล่าวโอนสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์ โดยได้รับความยินยอมจากการรถไฟแห่งประเทศไทย และเป็นการโอนสิทธิในการจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินซึ่งให้เช่า สัญญาเช่าพื้นที่ด้านหน้าอาคาร จ. ระหว่างบริษัท บ. กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจึงไม่ระงับไปเพราะเหตุดังกล่าว และโจทก์ผู้รับโอนสิทธิการเช่าพื้นที่ดังกล่าวจากบริษัท บ. ผู้โอน ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อจำเลยที่ 1 ผู้เช่านั้นด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร จ. ของการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ย่อมอาศัยสิทธิการเช่าพื้นที่ที่รับโอนมาจากบริษัท บ. เป็นฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากแผงค้าพิพาทและชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกจากพื้นที่ด้านหน้าอาคาร จ. แผงค้าพิพาทเลขที่ 15 เลขที่ 16 เลขที่ 17 และเลขที่ 18 ชั้น 1 และส่งมอบพื้นที่คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับแผงค้าพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 254,138.48 บาท และเดือนละ 8,837 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากแผงค้าพิพาทและส่งมอบคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิการเช่าจากบริษัท บ. ปฏิบัติตามสัญญาเช่าที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับบริษัท บ. หรือเพิกถอนสัญญาโอนสิทธิการเช่า

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากพื้นที่แผงค้าด้านหน้าอาคาร จ. แผงค้าพิพาทเลขที่ 15 เลขที่ 16 เลขที่ 17 และเลขที่ 18 ชั้น 1 รวม 4 แผง ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบพื้นที่ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับพื้นที่ดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นค่าเช่าที่ค้างชำระ 224,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่แผงค้าพิพาทและส่งมอบพื้นที่ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเดือนละ 8,000 บาท นับจากวันที่ 14 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่แผงค้าพิพาทและส่งมอบพื้นที่ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีโรงเรือน 30,138.48 บาท และค่าภาษีโรงเรือนเดือนละ 837 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่แผงค้าพิพาทและส่งมอบพื้นที่ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2558 โจทก์รับโอนสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร จ. ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ให้เช่า กับบริษัท บ. ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่า บริษัท น. ผู้เช่า โดยโจทก์และการรถไฟแห่งประเทศไทยทำสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่าอาคารพิพาทมีกำหนดเวลาเช่า 7 ปี 1 เดือน นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2557 บริษัท บ. ตกลงให้จำเลยที่ 1 เช่าพื้นที่ด้านหน้าอาคาร จ. แผงค้าพิพาทเลขที่ 15 เลขที่ 16 เลขที่ 17 และเลขที่ 18 ชั้น 1 มีกำหนดระยะเวลาเช่า 3 ปี นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2557 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2560

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกามีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ ประเด็นนี้แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า แผงค้าพิพาทมีการก่อสร้างที่ผิดต่อพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กฎกระทรวงฉบับที่ 50 (พ.ศ.2540) และกฎกระทรวงฉบับที่ 55 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 โดยสำนักงานเขตจตุจักรแจ้งการรถไฟแห่งประเทศไทยกับโจทก์ให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายอาคารจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตและห้ามใช้อาคารแล้ว และปัจจุบันสำนักงานเขตจตุจักรมีคำสั่งให้รื้อถอนแผงค้าพิพาท แต่คำสั่งของสำนักงานเขตจตุจักรดังกล่าวเป็นเพียงอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 (1) เพื่อดำเนินการมีคำสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงาน ผู้ดำเนินการ ลูกจ้าง หรือบริวารของบุคคลดังกล่าว ระงับการกระทำในกรณีที่มีการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งผู้ได้รับคำสั่งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งตามมาตรา 52 ของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กรณีมิใช่เป็นเรื่องแผงค้าพิพาทมีการก่อสร้างต่อเติมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 (1) ซึ่งเป็นโมฆะเกิดจากกฎหมาย (ภาวะวิสัย) และมิใช่โมฆะที่เกิดจากการแสดงเจตนา (อัตวิสัย) อันจะเป็นเหตุให้สัญญาเช่าระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แต่ประการใด เมื่อโจทก์ยืนยันข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่า โจทก์รับโอนสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร จ. เพื่อดำเนินการจัดหาประโยชน์ที่ดินบริเวณย่านพหลโยธิน (ริมถนนกำแพงเพชร 2) แปลง 5 กลุ่ม 2 ตามสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ให้เช่า กับบริษัท บ. และเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2558 การรถไฟแห่งประเทศไทยอนุญาตให้บริษัท บ. โอนสิทธิการเช่าที่มีกับการรถไฟแห่งประเทศไทยให้แก่โจทก์ ซึ่งสิทธิการเช่าระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับบริษัท บ. อาจมีราคาและอาจถือเอาได้ จึงเป็นทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 เมื่อบริษัท บ. โอนสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์ โดยได้รับความยินยอมจากการรถไฟแห่งประเทศไทย และเป็นการโอนสิทธิในการจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินซึ่งให้เช่า สัญญาเช่าพื้นที่ด้านหน้าอาคาร จ. ระหว่างบริษัท บ. กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจึงไม่ระงับไปเพราะเหตุดังกล่าว และโจทก์ผู้รับโอนสิทธิการเช่าพื้นที่ดังกล่าวจากบริษัท บ. ผู้โอน ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของบริษัท บ. ผู้โอน ที่มีต่อจำเลยที่ 1 ผู้เช่านั้นด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร จ. ของการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ย่อมอาศัยสิทธิการเช่าพื้นที่ที่รับโอนมาจากบริษัท บ. เป็นฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากแผงค้าพิพาทและชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ และฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นเดียวกับที่เคยยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์มิได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีในส่วนฟ้องโจทก์ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องโจทก์ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 138 ม. 150
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 40 (1) ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ต.
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวสุกัลยา ตรีเนตร
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ ท้วมเจริญ
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ธงชัย จันทร์วิรัช
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5425/2564
#682200
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุ จำเลยไปหาผู้ร้องและหยิบอาวุธปืนของกลางออกมาเพื่อใช้ซ้อมยิงปืนในค่ายทหารซึ่งเป็นกิจกรรมที่จำเลยกระทำอยู่เป็นประจำ ภายหลังจากนั้นจำเลยพาอาวุธปืนของกลางติดตัวมาใช้ก่อเหตุ อันแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมิได้เข้มงวดกวดขันในการอนุญาตให้จำเลยนำอาวุธปืนของกลางไปใช้อย่างแท้จริง และการที่จำเลยสามารถหยิบอาวุธปืนของกลางไปใช้ได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าววัตถุประสงค์ให้ผู้ร้องทราบก่อน ย่อมแสดงว่าผู้ร้องอนุญาตโดยปริยายให้จำเลยนำอาวุธปืนของกลางไปใช้ได้ตลอดเวลาโดยไม่คำนึงถึงว่าจำเลยจะนำไปใช้ในกิจกรรมใด ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนอาวุธปืนของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 ริบอาวุธปืนกับกระสุนปืนที่เหลือจากการทดลองยิง ลูกกระสุนปืน (ตะกั่ว) และปลอกกระสุนปืนของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า จำเลยกับผู้ร้องต่างเป็นบุตรของนายวิรัตน์ เดิมนายวิรัตน์ เป็นเจ้าของอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 เครื่องหมายทะเบียน นศ.8/7854 ต่อมานายวิรัตน์ ได้ถึงแก่กรรม ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิรัตน์ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2561 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมยึดอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของกลาง โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นขอให้ลงโทษในความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยและให้ริบอาวุธปืนของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของอาวุธปืนของกลางแท้จริงหรือไม่ เห็นว่า อาวุธปืนของกลางเป็นกรรมสิทธิ์ของนายวิรัตน์ มาแต่เดิม ครั้นนายวิรัตน์ ถึงแก่กรรม อาวุธปืนของกลางย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของนายวิรัตน์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคแรก และมาตรา 1600 แม้จะปรากฏว่าผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิรัตน์ มีหน้าที่รวบรวมทรัพย์มรดกของนายวิรัตน์ เพื่อแบ่งให้แก่ทายาททุกคนที่มีสิทธิได้รับมรดกก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านับแต่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิรัตน์ แล้วผู้ร้องได้ดำเนินการขอนายทะเบียนท้องที่ให้ออกใบอนุญาตใหม่เพื่อโอนอาวุธปืนของกลางให้แก่จำเลย หรือทายาททุกคนยินยอมให้อาวุธปืนของกลางตกเป็นของจำเลย ทั้งจำเลยก็มิได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ให้มีและใช้อาวุธปืน ประกอบกับได้ความตามที่ผู้ร้องเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุ อาวุธปืนของกลางถูกเก็บรักษาไว้ที่บ้านของผู้ร้อง ซึ่งสอดคล้องกับที่จำเลยและผู้ร้องให้การไว้ในชั้นสอบสวน อันแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องยังมิได้ส่งมอบการครอบครองอาวุธปืนของกลางให้แก่จำเลยอย่างเด็ดขาด ดังนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า อาวุธปืนของกลางยังคงเป็นทรัพย์มรดกของนายวิรัตน์ ที่ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกยังจัดการแบ่งให้แก่ทายาททั้งหลายของนายวิรัตน์ ไม่แล้วเสร็จ และผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครองอาวุธปืนของกลางในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิรัตน์ อันเป็นการครอบครองแทนทายาททุกคนของนายวิรัตน์ ซึ่งรวมถึงผู้ร้องด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของอาวุธปืนของกลางและไม่มีสิทธิร้องขอคืนของกลางนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการสุดท้ายว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเพียงแต่อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ว่า ผู้ร้องได้รับแจ้งจากจำเลยว่าจำเลยเข้าไปหยิบอาวุธปืนของกลางจากภายในห้องนอนของนางสาว น.นพวรรณ์ น้องสาวผู้ร้องซึ่งอาศัยอยู่บ้านเดียวกันกับผู้ร้อง และเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ผู้ร้องให้นางสาว น.นพวรรณ์ เก็บรักษาอาวุธปืนของกลางไว้ภายหลังจากที่จำเลยมีอาการผิดปกติทางจิตแล้ว แต่ผู้ร้องกลับให้การในชั้นสอบสวนว่า ก่อนเกิดเหตุ ผู้ร้องอยู่ที่บ้านจังหวัดนครศรีธรรมราชและได้มอบอาวุธปืนของกลางให้จำเลยเก็บรักษาไว้ ผู้ร้องมาทราบภายหลังเกิดเหตุว่า จำเลยไปหาเพื่อนที่จังหวัดพังงาและนำอาวุธปืนของกลางไปด้วย โดยปกติแล้วจำเลยนำอาวุธปืนของกลางไปใช้ซ้อมยิงที่ค่ายทหารในจังหวัดนครศรีธรรมราช จะเห็นว่าผู้ร้องให้การต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาไม่นาน น่าเชื่อว่าผู้ร้องไม่มีเวลาคิดเสริมแต่งเหตุการณ์ให้ผิดไปจากความเป็นจริง แต่เป็นการให้การต่อพนักงานสอบสวนไปตามความสมัครใจด้วยความสัตย์จริง สอดคล้องกับที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยไปหาผู้ร้องและหยิบอาวุธปืนของกลางออกมาเพื่อใช้ซ้อมยิงปืนในค่ายทหารซึ่งเป็นกิจกรรมที่จำเลยกระทำอยู่เป็นประจำ ภายหลังจากนั้นจำเลยพาอาวุธปืนของกลางติดตัวมาใช้ก่อเหตุ อันแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมิได้เข้มงวดกวดขันในการอนุญาตให้จำเลยนำอาวุธปืนของกลางไปใช้อย่างแท้จริง และการที่จำเลยสามารถหยิบอาวุธปืนของกลางไปใช้ได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าววัตถุประสงค์ให้ผู้ร้องทราบก่อน ย่อมแสดงว่าผู้ร้องอนุญาตโดยปริยายให้จำเลยนำอาวุธปืนของกลางไปใช้ได้ตลอดเวลาโดยไม่คำนึงถึงว่าจำเลยจะนำไปใช้ในกิจกรรมใด ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนอาวุธปืนของกลาง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นชอบด้วยผล ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า
ผู้ร้อง — นางสาว น.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายพรเทพ ศรีสว่าง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุล
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5392/2564
#684124
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยอ้างสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลยเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความของจำเลยในคดีแพ่ง ผู้เสียหายที่แท้จริงในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมคือมารดาโจทก์เพราะการอ้างเอกสารดังกล่าวอาจมีผลให้มารดาโจทก์แพ้คดี โจทก์เป็นเพียงผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่มารดาโจทก์ในคดีแพ่ง มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลเสร็จไปแทนผู้ตายเท่านั้น โจทก์มิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดของจำเลย ทั้งมิใช่บุคคลผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 4, 5, 6

แม้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้องแล้ว และป.วิ.อ. มาตรา 170 บัญญัติว่า คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด กรณีดังกล่าวเพียงแต่หมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นให้คดีมีมูลได้ แต่หากคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์และเห็นว่าโจทก์มิใช่ผู้เสียหาย คดีไม่มีมูลความผิด ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานดังกล่าวได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 264, 265 และ 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาใช้เอกสารสิทธิปลอม (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2555) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาใช้เอกสารสิทธิปลอม (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 ) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า จำเลยกับพวกอีกรวม 5 คน เป็นโจทก์ฟ้องนาง จ. มารดาโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 91/2553 ขอให้มีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 296 เป็นของจำเลยกับพวกตามส่วนที่จำเลยกับพวกครอบครอง ห้ามนาง จ. และบริวารยุ่งเกี่ยว และให้นาง จ. ไปจดทะเบียนแบ่งแยกโอนสิทธิครอบครองทางทะเบียนให้จำเลยกับพวก ถ้านาง จ. ไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลย จำเลยกล่าวอ้างว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2539 นาง จ. แบ่งขายที่ดินเนื้อที่ประมาณ 2 งานให้แก่จำเลย โดยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายและไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลย และเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2542 นาง จ. แบ่งขายที่ดินให้จำเลยเพิ่มอีกเนื้อที่ประมาณ 1 งาน โดยมีการทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองแก่จำเลย แต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นาง จ. ให้การต่อสู้คดี โดยในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลย นาง จ. ให้การว่า ไม่เคยแบ่งขายที่ดินให้แก่จำเลย สัญญาซื้อขายที่ดินที่จำเลยอ้างเป็นเอกสารปลอม ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว นาง จ. ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เข้าเป็นคู่ความแทนนาง จ. ในวันสืบพยานจำเลยกับพวกในคดีดังกล่าว จำเลยอ้างส่งสัญญาซื้อขายระหว่างนาง จ.กับจำเลยต่อศาลชั้นต้น ประกอบคำเบิกความของจำเลยที่ว่า นาง จ. แบ่งขายที่ดินแก่จำเลย ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยกับพวกเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 607/2555 หลังจากนั้นโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง จ. ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาคดีนี้ กล่าวหาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 91/2553 หมายเลขแดงที่ 607/2555 ฐานปลอมสัญญาซื้อขาย ฐานใช้เอกสารปลอม เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 อันเป็นวันที่จำเลยนำสัญญาซื้อขายฉบับดังกล่าวไปยื่นต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว และฐานใช้เอกสารปลอม เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 อันเป็นวันที่จำเลยอ้างส่งสัญญาซื้อขายฉบับดังกล่าวประกอบคำเบิกความของจำเลย ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานปลอมเอกสารกับใช้เอกสารปลอม เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานปลอมเอกสารกับใช้เอกสารปลอม เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานเบิกความเท็จ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้ฎีกา ความผิดฐานเบิกความเท็จจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า ความผิดฐานใช้เอกสารปลอม เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่ผู้เสียหาย พิพากษายกฟ้องนั้น มีมูลหรือไม่ เห็นว่า บุคคลซึ่งจะมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล ต้องเป็นพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 และผู้เสียหายหมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 ตามมาตรา 2 (4) การที่จำเลยอ้างสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนาง จ. กับจำเลยเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความของจำเลยในคดีแพ่งดังกล่าว ผู้เสียหายที่แท้จริงคือนาง จ. เพราะการที่จำเลยอ้างส่งเอกสารดังกล่าวอาจมีผลทำให้นาง จ. แพ้คดี โจทก์เป็นเพียงผู้เข้าเป็นคู่ความแทนนาง จ. ในคดีแพ่ง มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลเสร็จไปแทนผู้ตายเท่านั้น โจทก์จึงมิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลย ทั้งมิใช่บุคคลผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 อีกด้วย ประกอบกับพยานหลักฐานในสำนวนไม่ปรากฏว่า คดีแพ่งดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลมีคำพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายระหว่างนาง จ. กับจำเลยเป็นสัญญาปลอมดังข้อต่อสู้ของนาง จ. โจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนาง จ. จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาคดีนี้เพราะเหตุจากการที่จำเลยอ้างส่งสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนาง จ. กับจำเลยเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งดังกล่าว และแม้คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ความผิดฐานใช้เอกสารปลอม เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 บัญญัติว่าคำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด กรณีดังกล่าวเพียงแต่หมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นให้คดีมีมูลได้ แต่หากคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหาย คดีไม่มีมูลความผิดฐานใช้เอกสารปลอม เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานดังกล่าวได้ เพราะปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 4 ม. 5 ม. 6 ม. 170 ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ภ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง จ.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นางสาวชรินพร ศรีวิไล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5392/2564
#687520
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลซึ่งจะมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล ต้องเป็นพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 และผู้เสียหายหมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 ตามมาตรา 2 (4)

จำเลยอ้างสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่าง จ. กับจำเลยเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความของจำเลยในคดีแพ่ง ผู้เสียหายที่แท้จริงคือ จ. เพราะการที่จำเลยอ้างส่งเอกสารดังกล่าวอาจมีผลทำให้ จ. แพ้คดี โจทก์เป็นเพียงผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จ. ในคดีแพ่ง มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลเสร็จไปแทนผู้ตายเท่านั้น โจทก์จึงมิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลย ทั้งมิใช่บุคคลผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 อีกด้วย ประกอบกับพยานหลักฐานในสำนวนไม่ปรากฏว่า คดีแพ่งดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลมีคำพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายระหว่าง จ. กับจำเลยเป็นสัญญาปลอมดังข้อต่อสู้ของ จ. โจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของ จ. จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาคดีนี้เพราะเหตุจากการที่จำเลยอ้างส่งสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่าง จ. กับจำเลยเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งดังกล่าว และแม้คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ความผิดฐานใช้เอกสารปลอม มีมูลความผิดตาม ป.อ. มาตรา 268 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา และ ป.วิ.อ. มาตรา 170 บัญญัติว่าคำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด กรณีดังกล่าวเพียงแต่หมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลได้ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหาย คดีไม่มีมูลความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ตาม ป.อ. มาตรา 268 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานดังกล่าวได้เพราะปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 264, 265 และ 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาใช้เอกสารสิทธิปลอม (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2555) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาใช้เอกสารสิทธิปลอม (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 ) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า จำเลยกับพวกอีกรวม 5 คน เป็นโจทก์ฟ้องนางจันทร์ติ๊บ มารดาโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 91/2553 ขอให้มีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 296 เป็นของจำเลยกับพวกตามส่วนที่จำเลยกับพวกครอบครอง ห้ามนางจันทร์ติ๊บและบริวารยุ่งเกี่ยว และให้นางจันทร์ติ๊บไปจดทะเบียนแบ่งแยกโอนสิทธิครอบครองทางทะเบียนให้จำเลยกับพวก ถ้านางจันทร์ติ๊บไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลย จำเลยกล่าวอ้างว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2539 นางจันทร์ติ๊บแบ่งขายที่ดินเนื้อที่ประมาณ 2 งาน ให้แก่จำเลย โดยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายและไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลย และเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2542 นางจันทร์ติ๊บแบ่งขายที่ดินให้จำเลยเพิ่มอีกเนื้อที่ประมาณ 1 งาน โดยมีการทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองแก่จำเลย แต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นางจันทร์ติ๊บให้การต่อสู้คดี โดยในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลย นางจันทร์ติ๊บให้การว่า ไม่เคยแบ่งขายที่ดินให้แก่จำเลย สัญญาซื้อขายที่ดินที่จำเลยอ้างเป็นเอกสารปลอม ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว นางจันทร์ติ๊บถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เข้าเป็นคู่ความแทนนางจันทร์ติ๊บ ในวันสืบพยานจำเลยกับพวกในคดีดังกล่าวจำเลยอ้างส่งสัญญาซื้อขายระหว่างนางจันทร์ติ๊บกับจำเลยต่อศาลชั้นต้น ประกอบคำเบิกความของจำเลยที่ว่า นางจันทร์ติ๊บแบ่งขายที่ดินแก่จำเลย ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยกับพวกเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 607/2555 หลังจากนั้นโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางจันทร์ติ๊บฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาคดีนี้ กล่าวหาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 91/2553 หมายเลขแดงที่ 607/2555 ฐานปลอมสัญญาซื้อขาย ฐานใช้เอกสารปลอม เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 อันเป็นวันที่จำเลยนำสัญญาซื้อขายฉบับดังกล่าวไปยื่นต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว และฐานใช้เอกสารปลอมเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 อันเป็นวันที่จำเลยอ้างส่งสัญญาซื้อขายฉบับดังกล่าวประกอบคำเบิกความของจำเลย ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานปลอมเอกสารกับใช้เอกสารปลอมเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานปลอมเอกสารกับใช้เอกสารปลอมเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานเบิกความเท็จ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้ฎีกา ความผิดฐานเบิกความเท็จจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่ผู้เสียหาย พิพากษายกฟ้องนั้น มีมูลหรือไม่ เห็นว่า บุคคลซึ่งจะมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล ต้องเป็นพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 และผู้เสียหายหมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 ตามมาตรา 2 (4) การที่จำเลยอ้างสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนางจันทร์ติ๊บกับจำเลยเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความของจำเลยในคดีแพ่งดังกล่าว ผู้เสียหายที่แท้จริงคือนางจันทร์ติ๊บเพราะการที่จำเลยอ้างส่งเอกสารดังกล่าวอาจมีผลทำให้นางจันทร์ติ๊บแพ้คดี โจทก์เป็นเพียงผู้เข้าเป็นคู่ความแทนนางจันทร์ติ๊บในคดีแพ่ง มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลเสร็จไปแทนผู้ตายเท่านั้น โจทก์จึงมิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลย ทั้งมิใช่บุคคลผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 อีกด้วย ประกอบกับพยานหลักฐานในสำนวนไม่ปรากฏว่า คดีแพ่งดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลมีคำพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายระหว่างนางจันทร์ติ๊บกับจำเลยเป็นสัญญาปลอมดังข้อต่อสู้ของนางจันทร์ติ๊บ โจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนางจันทร์ติ๊บจึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาคดีนี้เพราะเหตุจากการที่จำเลยอ้างส่งสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนางจันทร์ติ๊บกับจำเลยเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งดังกล่าว และแม้คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 บัญญัติว่าคำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด กรณีดังกล่าวเพียงแต่หมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลได้ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหาย คดีไม่มีมูลความผิดฐานใช้เอกสารปลอมเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานดังกล่าวได้เพราะปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 268 ม. 264
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 4 ม. 5 ม. 6 ม. 170 ม. 195 วรรคสอง ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ภ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง จ.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นางสาวชรินพร ศรีวิไล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4871/2564
#684169
เปิดฉบับเต็ม

จําเลยรับและให้ผู้เสียหายทั้งสองทํางานเป็นเด็กนั่งดริ๊งก์บริการลูกค้า ลูกค้าที่ร่วมโต๊ะจะกอด จูบ ลูบ คลําตัวผู้เสียหายทั้งสอง ค่านั่งดริ๊งก์ชั่วโมงละ 120 บาท จําเลยหักไว้ 20 บาท จําเลยบอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปมีเพศสัมพันธ์กับลูกค้า ได้ค่าตัว 1,500 บาท จําเลยหักไว้ 500 บาท และบอกให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกไปกับลูกค้าแต่ผู้เสียหายที่ 2 ปฏิเสธเนื่องจากมีประจำเดือน การกระทำของจำเลยทําให้อํานาจปกครองของ ท. และ ณ. ถูกรบกวน โดย ท. และ ณ. ไม่รู้เห็นยินยอม เป็นการพรากผู้เสียหายทั้งสองไปจากอํานาจปกครองเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551มาตรา 4, 6, 35, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 282, 317, 319 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 4, 26, 78 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3, 4, 26 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 50, 148/2 ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงินจำนวน 130,490 บาท และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงินจำนวน 110,480 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ และไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2), 35, 52 วรรคสองและวรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสองและวรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสองและวรรคสาม, 317 วรรคสาม, 319 วรรคแรก พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3), 78 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3 (2), 4 วรรคหนึ่ง, 26 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 50 (3), 148/2 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคสอง ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ฐานชักจูง ส่งเสริม ยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิดเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 ปี จำนวน 4 กระทงเป็นจำคุก 24 ปี ฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคสาม ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานชักจูง ส่งเสริมยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 8 ปี จำนวน 2 กระทง เป็นจำคุก 16 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุก 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 2 เดือน ฐานเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 47 ปี 8 เดือน ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 130,490 บาท และชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 110,480 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้เสียหายที่ 2ตามฟ้องข้อ 1.8 และข้อ 1.9 ให้ลงโทษฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 10 ปี จำนวน 2 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุก 51 ปี 8 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ร้อยตำรวจเอก อ. เบิกความเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อร้อยตำรวจเอก อ. ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนสิบตำรวจโทวทัญญูพยานโจทก์เบิกความว่า หลังจากมีผู้มาแจ้งว่ามีการขายบริการทางเพศหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ร้าน ว. คาราโอเกะ ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้สิบตำรวจโท ว. ไปสืบสวนหาข่าว ในวันที่ 9 สิงหาคม 2560 สิบตำรวจโท ว กับสายลับอีกหนึ่งคนไปที่ร้าน ไปถึงเวลาประมาณ 23 นาฬิกา ร้านมีลักษณะเป็นร้านคาราโอเกะจำหน่ายเครื่องดื่ม ภายในร้านเปิดไฟสลัว ขณะนั้นมีลูกค้าใช้บริการอยู่ 1 โต๊ะ มีเด็กเสิร์ฟเป็นหญิง 2 คน ลักษณะตัวเล็ก คาดว่าอายุไม่น่าจะเกิน 18 ปี กำลังให้บริการลูกค้าอยู่ สิบตำรวจโท ว. กับพวกไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง หลังจากลูกค้าโต๊ะแรกลุกออกไป เด็กเสิร์ฟทั้งสองย้ายมานั่งที่โต๊ะของสิบตำรวจโท ว. สิบตำรวจโท ว สอบถามทราบว่าคนหนึ่งอายุ 19 ปี และอีกคนหนึ่งอายุ 17 ปี สิบตำรวจโท ว. กับพวกพูดคุยและพยายามชวนเด็กเสิร์ฟทั้งสองออกไป ในราคา 1,500 บาท เด็กเสิร์ฟทั้งสองปฏิเสธอ้างว่าเพิ่งเจอสิบตำรวจโท ว. กับพวกเป็นครั้งแรก สักครู่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้านมานั่งที่โต๊ะ สิบตำรวจโท ว. สอบถาม จำเลยตกลงราคาของเด็กเสิร์ฟทั้งสองแบบค้างคืนคนละ 2,000 บาท แต่เด็กเสิร์ฟทั้งสองยังคงปฏิเสธอ้างว่ามีประจำเดือนและเพิ่งเจอสิบตำรวจโทวทัญญูกับพวกเป็นครั้งแรก ขอผัดไปครั้งหน้า สิบตำรวจโท ว. กับพวกนั่งดื่มต่อสักพัก ก็ชำระเงินและออกจากร้านไป ขณะสิบตำรวจโท ว. กับพวกพูดคุยกับเด็กเสิร์ฟทั้งสอง สิบตำรวจโท ว. กับพวกโอบกอดเด็กเสิร์ฟทั้งสอง เด็กเสิร์ฟทั้งสองไม่ได้ขัดขืน ก่อนหน้านี้สิบตำรวจโท ว. เห็นลูกค้าอีกโต๊ะหนึ่งปฏิบัติเช่นเดียวกัน เห็นว่า แม้สิบตำรวจโท ว. จะเบิกความตอบอัยการโจทก์ขออนุญาตศาลถามและตอบทนายจำเลยขออนุญาตศาลถามว่า ในวันที่ไปที่ร้าน ว. คาราโอเกะ สายลับนั่งคู่กับเด็กอายุ 17 ปี ชื่อว่า ป. คือหญิงตามภาพในข้อมูลทะเบียนราษฎรแผ่นที่ 2 (ภาพของผู้เสียหายที่ 1) จึงแตกต่างกับผู้เสียหายที่ 1 ที่เบิกความว่าหนีออกจากร้าน ว. คาราโอเกะในวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 ก่อนวันที่สิบตำรวจโท ว. ไปล่อซื้อก็ดีหรือสิบตำรวจโท ว. เบิกความตอบทนายจำเลยขออนุญาตศาลถามว่า จำชื่อสายลับไม่ได้ก็ดีในวันดังกล่าวสิบตำรวจโท ว. ไปล่อซื้อแต่การล่อซื้อไม่สำเร็จ สิบตำรวจโท ว. อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ในวันนั้นมากนัก เมื่อสิบตำรวจโท ว. มาเบิกความต่อศาลหลังจากไปล่อซื้อที่ร้านจำเลยนานถึง 1 ปีเศษ อาจจำไม่ได้หรือจำผิดพลาดไปบ้าง ข้อแตกต่างจึงเป็นเพียงข้อปลีกย่อยไม่ใช่สาระสำคัญที่เป็นพิรุธถึงกับทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาทั้งหมดเสียไป ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายทั้งสองโกรธเคืองจำเลยเพราะถูกจำเลยดุด่าและผู้เสียหายทั้งสองก็ไม่ได้ถูกจับกุมที่ร้านจำเลยนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสองให้การหลังจากถูกร้อยตำรวจ อ. เรียกสอบถามที่ร้าน ฮ. ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ผู้เสียหายทั้งสองหนีออกจากร้าน ว. คาราโอเกะแล้ว จึงไม่มีสาเหตุที่ผู้เสียหายทั้งสองจะต้องปรักปรำให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยให้ต้องรับโทษทางอาญาที่หนักเช่นนี้ และการที่ผู้เสียหายทั้งสองไม่ได้ถูกจับกุมที่ร้านจำเลยก็ไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด ไม่ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาเสียไป ส่วนจำเลยนำสืบโดยจำเลยเบิกความว่า ร้านจำเลยมีการจำหน่ายเครื่องดื่มและกับแกล้ม มีบริการร้องเพลงคาราโอเกะ ผู้เสียหายที่ 1 มาขอทำงานที่ร้าน จำเลยทราบว่าผู้เสียหายที่ 1 อายุต่ำกว่า 18 ปี แต่เห็นว่าเป็นลูกเป็นหลานและมีภูมิลำเนาเดียวกัน จำเลยจึงรับผู้เสียหายที่ 1 เข้าทำงานให้ช่วยงานเสิร์ฟอาหารและล้างจาน ระหว่างที่ทำงานอยู่กับจำเลย ผู้เสียหายที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 2 มาของานทำจำเลยปฏิเสธ เพราะผู้เสียหายที่ 2 อายุต่ำกว่า 18 ปี และไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดง ผู้เสียหายที่ 2 ขอพักอยู่ 1 คืน ก็หนีไปพร้อมกับผู้เสียหายที่ 1 การดูแลลูกค้าหมายถึงการเสิร์ฟอาหาร พูดคุยกับลูกค้า ไม่ใช่การนั่งให้ลูกค้ากอด จูบ จำเลยไม่เคยหักค่านั่งดริ๊งก์ของผู้เสียหายทั้งสอง แต่ทางนำสืบของจำเลยข้างต้น จำเลยมีเพียงบันทึกยืนยันข้อเท็จจริงที่ระบุว่า นาย ร. ชอบมานั่งดื่มกินในร้านจำเลย ในร้านมีโต๊ะนั่งกิน มีทีวี มีเพลงฟัง มีพนักงานเสิร์ฟอาหารเครื่องดื่ม แต่ละคนอายุน่าจะเกิน 25 ปี นาย ร. ไม่เคยเห็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ลูกค้านั่งดื่มกินปกติ ไม่มีโต๊ะไหนนั่งกอด จูบ ลูบ คลำพนักงานเสิร์ฟ ไม่มีการเก็บค่านั่งดริ๊งก์ แต่จำเลยก็ไม่นำนาย ร. มาเบิกความสนับสนุนให้เห็นตามที่อ้าง พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์ที่ได้ความจากพยานทั้งห้าปากมีน้ำหนักมั่นคง ไม่ได้เป็นพิรุธในสาระสำคัญและเบิกความขัดแย้งกันเองตามที่จำเลยฎีกา เชื่อว่า จำเลยรับผู้เสียหายทั้งสองเข้าทำงานที่ร้านวังสาว คาราโอเกะให้ทำงานเป็นเด็กนั่งดริ๊งก์บริการลูกค้า ลูกค้าที่ร่วมโต๊ะจะกอด จูบ ลูบ คลำตัวผู้เสียหายทั้งสองผู้เสียหายทั้งสองได้ค่านั่งดริ๊งก์ชั่วโมงละ 120 บาท จำเลยหักไว้ 20 บาท และผู้เสียหายที่นั่งดริ๊งก์ได้รับ 100 บาท จำเลยบอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปกับลูกค้า ให้ไปร่วมหลับนอนกับลูกค้า ได้ค่าตัว 1,500 บาท จำเลยหักไว้ 500 บาท และผู้เสียหายที่ 1 ได้รับ1,000 บาท ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปมีเพศสัมพันธ์กับลูกค้าที่โรงแรม ศ. และโรงแรม ม. จำเลยบอกให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกไปกับลูกค้า แต่ผู้เสียหายที่ 2 ปฏิเสธเนื่องจากมีประจำเดือน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า จำเลยได้รับอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ ประเภทคาราโอเกะ และได้รับใบอนุญาตให้ขายสุราตามใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์และใบอนุญาตขายสุรา ประเภทที่ 3 ไม่มีบริการในรูปแบบหญิงพนักงานเสิร์ฟปรนนิบัติลูกค้าที่มาใช้บริการ ผู้เสียหายที่ 1 รู้จักจำเลย จำเลยจึงให้ที่พักอาศัย และให้ผู้เสียหายที่ 1 ช่วยงานเสิร์ฟและล้างจานเท่านั้น เสมือนบุคคลในครอบครัว ไม่มีการจ้างประจำ ไม่มีเงินเดือน เพียงให้อยู่อาศัยช่วยเหลือในฐานะคนรู้จัก ส่วนผู้เสียหายที่ 2 รู้จักผู้เสียหายที่ 1 และมาอยู่ที่ร้านจำเลยได้ 2 วันจำเลยไม่ได้รับเข้าทำงาน จำเลยไม่ได้ใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จำเลยจึงไม่ได้กระทำความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.2 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3 บัญญัติว่า "สถานบริการ" หมายความว่า สถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในทางการค้าดังต่อไปนี้ ... (2) สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการโดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้า..." และมาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งสถานบริการ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่..." และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ในพระราชบัญญัตินี้ "เด็ก" หมายความว่าบุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์..." และมาตรา 26 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการ ดังต่อไปนี้... (3) บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด..." เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังวินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่า จำเลยประกอบกิจการร้านขายอาหารใช้ชื่อว่า "ว." จำเลยให้ผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 17 ปีเศษ และผู้เสียหายที่ 2 อายุ 14 ปีเศษ ทำงานเป็นเด็กนั่งดริ๊งก์บริการลูกค้า ลูกค้าที่ร่วมโต๊ะจะกอด จูบ ลูบ คลำตัวผู้เสียหายทั้งสอง ค่านั่งดริ๊งก์ชั่วโมงละ 120 บาท จำเลยหักไว้ 20 บาท และผู้เสียหายที่นั่งดริ๊งก์ได้รับ 100 บาท เมื่อจำเลยได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ ประเภทคาราโอเกะ และได้รับอนุญาตให้ขายสุราตามใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์และใบอนุญาตขายสุรา ประเภทที่ 3 ไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งสถานบริการตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 และจำเลยจัดให้ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปี คอยบำเรอปรนนิบัติบริการลูกค้าจำเลยจึงกระทำความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.2 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยไม่เคยให้ผู้เสียหายทั้งสองทำงานนั่งดริ๊งก์บริการลูกค้า จำเลยให้ผู้เสียหายที่ 1 ช่วยงานเสิร์ฟและล้างจานเท่านั้น เสมือนบุคคลในครอบครัว ไม่มีการจ้างประจำ ไม่มีเงินเดือนเพียงให้อยู่อาศัยช่วยเหลือในฐานะคนรู้จัก จำเลยไม่เคยให้ผู้เสียหายที่ 1 ขายบริการทางเพศเพื่อแลกกับค่าจ้าง ส่วนผู้เสียหายที่ 2 จำเลยไม่เคยชักชวนหรือเรียกให้มาพักอาศัยอยู่ที่ร้านจำเลยและไม่ได้รับเข้าทำงาน ผู้เสียหายที่ 2 รู้จักผู้เสียหายที่ 1 และมาอยู่ที่ร้านจำเลยเพียงระยะเวลาสั้น จำเลยไม่ได้ว่าจ้างผู้เสียหายที่ 2 หรือจ่ายค่าตอบแทน จำเลยจึงไม่ได้กระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามฟ้องข้อ 1.7 และข้อ 1.10 และไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 130,490 บาท และผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 110,480 บาท นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 17 ปีเศษ เป็นบุตรและอยู่ในปกครองของนายทองสา และผู้เสียหายที่ 2 อายุ 14 ปีเศษเป็นบุตรและอยู่ในปกครองของนาย ณ. จำเลยรับผู้เสียหายทั้งสองเข้าทำงานที่ร้าน ว. ให้ทำงานเป็นเด็กนั่งดริ๊งก์บริการลูกค้า ลูกค้าที่ร่วมโต๊ะจะกอด จูบ ลูบ คลำตัวผู้เสียหายทั้งสอง ผู้เสียหายทั้งสองได้ค่านั่งดริ๊งก์ชั่วโมงละ 120 บาท จำเลยหักไว้ 20 บาท และผู้เสียหายที่นั่งดริ๊งก์ได้รับ 100 บาท จำเลยบอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปกับลูกค้า ให้ไปร่วมหลับนอนกับลูกค้า ได้ค่าตัว 1,500 บาท จำเลยหักไว้ 500 บาท และผู้เสียหายที่ 1 ได้รับ 1,000 บาท ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปมีเพศสัมพันธ์กับลูกค้าที่โรงแรม ศ. และโรงแรม ม. จำเลยบอกให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกไปกับลูกค้า แต่ผู้เสียหายที่ 2 ปฏิเสธเนื่องจากมีประจำเดือน เมื่อขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุยังไม่เกินสิบแปดปี และผู้เสียหายที่ 2 อายุยังไม่เกินสิบห้าปี ผู้เสียหายทั้งสองเป็นบุตรและอยู่ในปกครองของนาย ท. และนาย ณ. ตามลำดับ การที่จำเลยให้ผู้เสียหายทั้งสองทำงานเป็นเด็กนั่งดริ๊งก์บริการลูกค้า ลูกค้าที่ร่วมโต๊ะจะกอด จูบ ลูบ คลำตัวผู้เสียหายทั้งสอง ค่านั่งดริ๊งก์ชั่วโมงละ 120 บาท จำเลยหักไว้ 20 บาท และผู้เสียหายที่นั่งดริ๊งก์ได้รับ 100 บาท จำเลยให้ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปมีเพศสัมพันธ์กับลูกค้า ได้ค่าตัว 1,500 บาท จำเลยหักไว้ 500 บาทและผู้เสียหายที่ 1 ได้รับ 1,000 บาท ทำให้อำนาจปกครองของนาย ท. และนาย ณ. ถูกรบกวน โดยนาย ท.และนาย ณ. ไม่รู้เห็นยินยอม เป็นการพรากผู้เสียหายทั้งสองไปจากอำนาจปกครองของนาย ท. และนาย ณ. ตามลำดับ เพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามฟ้องข้อ 1.7 และข้อ 1.10 และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสอง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกันที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบด้วยเหตุและผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 ม. 319
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายปริญญา ปานเพชร
ศาลอุทธรณ์ — นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ชื่อองค์คณะ
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4864/2564
#666873
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นบริษัทร้างซึ่งนายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนแล้วตามความในมาตรา 1273/3 แห่ง ป.พ.พ. เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 เช่นนี้ จำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อจำเลยที่ 2 ออกเสียจากทะเบียน ซึ่งเป็นกรณีการถอนทะเบียนบริษัทจำกัดร้าง มิใช่เป็นกรณีที่บริษัทเลิกกันอันให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1249 โจทก์ยื่นฟ้องในวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยที่ 2 สิ้นสภาพนิติบุคคลแล้ว ดังนั้น ขณะฟ้องจำเลยที่ 2 จึงไม่มีสภาพความเป็นนิติบุคคลที่จะให้โจทก์ฟ้องได้ ประกอบกับข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งจดชื่อจำเลยที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนเสียก่อนที่จะฟ้องตามมาตรา 1273/4 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) และมาตรา 55

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 2,613,136 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,368,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 พฤษภาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 992,409 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมชื่อบริษัท จ. ต่อมาจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท อ. และบริษัท น. ตามลำดับ ครั้งสุดท้ายเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ด. มีวัตถุประสงค์รวมถึงประกอบกิจการห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ให้เช่าหรือเก็บผลประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ โดยเป็นเจ้าของโครงการศูนย์การค้า อ. ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บ. ตั้งบนที่ดินเอกสารสิทธิของการรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 2 เดิมจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์รวมถึงประกอบกิจการบริหารจัดการพื้นที่ให้เช่าในอาคารสำนักงาน อาคารที่พักอาศัย สถานที่ทำการ และเป็นบริษัทร้างซึ่งนายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนแล้วตามความในมาตรา 1273/3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 จำเลยที่ 2 ตกลงกับจำเลยที่ 1 ที่จะเช่าพื้นที่บางส่วนของศูนย์การค้าดังกล่าว จำนวน 80 ยูนิต ห้องเลขที่ 19 – 24, 29 – 44, 47 – 56, 65 – 72, 81 – 92, 97 - 104, 109 – 116 ชั้น 3 B และห้องเลขที่ 19 – 24, 39 – 44 ชั้น 3 A ชำระค่าตอบแทนการให้สิทธิการเช่าแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 171,750,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 มีสิทธิโอนสิทธิการเช่าของตนให้แก่บุคคลภายนอกได้ วันที่ 31 มีนาคม 2555 โจทก์จองพื้นที่โครงการ อ. กับจำเลยที่ 2 จำนวน 1 ยูนิต ห้องเลขที่ 47 B ชั้น 3 ขนาดพื้นที่โดยประมาณ 7.50 ตารางเมตร ในราคา 2,860,000 บาท โดยวางเงินจอง 50,000 บาท วันที่ 27 เมษายน 2555 โจทก์กับจำเลยที่ 2 ทำสัญญาตอบแทนการให้สิทธิการเช่าพื้นที่ที่จองไว้ มีระยะเวลาการเช่า 30 ปี นับแต่วันที่ส่งมอบพื้นที่ โดยในวันนั้นโจทก์ได้ชำระเงินค่าตอบแทนการให้สิทธิการเช่าแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 200,000 บาท และชำระเงินดาวน์รวม 3 งวด ในคราวเดียวเป็นเช็คธนาคาร ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2555 วันที่ 27 มิถุนายน 2555 และวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 ฉบับละ 107,400 บาท รวมเป็นเงิน 322,200 บาท วันที่ 10 กรกฎาคม 2556 โจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาตอบแทนการให้สิทธิการเช่า (สวมสิทธิ) และโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าพื้นที่ที่จองไว้เพื่อใช้เป็นร้านจำหน่ายสินค้าแฟชั่นซึ่งเปลี่ยนเลขที่ห้องเป็น 146 พื้นที่ประมาณ 6.86 ตารางเมตร ในตำแหน่งเดิม โดยโจทก์ชำระเงินเพิ่มก่อนโอนสิทธิการเช่า 237,800 บาท แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 30 สิงหาคม 2556 โจทก์ทำสัญญาบริการ (ระยะยาว) กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงให้บริการดูแลและบำรุงรักษาพื้นที่ส่วนกลางในอาคารศูนย์การค้า อันได้แก่ การรักษาความสะอาดพื้นที่ใช้สอย การจัดยามรักษาการณ์ การจัดไฟแสงสว่างในพื้นที่ใช้สอย ระบบปรับอากาศ ลิฟต์ บันไดเลื่อนหรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่น ๆ น้ำประปา การระบายน้ำ การบำรุงรักษาสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ที่มีไว้ในพื้นที่ส่วนกลาง (เช่น หลอดไฟ ลิฟต์ บันไดเลื่อน เป็นต้น) การโฆษณา (ถ้าหากมี) รวมทั้งบริการส่วนกลางใด ๆ เพื่อประโยชน์ของโจทก์ร่วมกับผู้เช่าอาคารรายอื่น ๆ การปรับปรุงอาคารอันจะมีผลให้โจทก์ใช้ประโยชน์และ/หรือดำเนินกิจการได้ดีขึ้น และโจทก์ได้ชำระเงินประกันความเสียหายส่วนกลาง เงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า ค่าประตูม้วนเหล็ก รวมเป็นเงิน 28,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 วันเดียวกันโจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนการเช่าพื้นที่ที่จองที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาจตุจักร มีกำหนด 30 ปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2586 อัตราค่าเช่า 100 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน ปรับขึ้นทุกปี ปีละ 10 % รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,354,115 บาท และโจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,340,000 บาท ชำระแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 420,209 บาท โดยได้รับส่วนลด 239,791 บาท เนื่องจากพื้นที่ที่เช่ามีเนื้อที่น้อยกว่าเดิม วันที่ 30 กรกฎาคม 2557 และวันที่ 2 กันยายน 2557 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์รับมอบพื้นที่เช่าและเข้าตกแต่งพื้นที่ วันที่ 2 มิถุนายน 2560 และวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์เข้าประชุมและเข้าตกแต่งพื้นที่ แต่โจทก์ปฏิเสธ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 1 ส่งใบแจ้งหนี้ค่าเช่า – เซ้ง ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2561 จำนวน 1,001.56 บาท แก่โจทก์ วันที่ 28 มีนาคม 2561 โจทก์ได้ทำหนังสือขอยกเว้นค่าเช่าและค่าส่วนกลางและหนังสือขอให้จำเลยที่ 1 รับซื้อพื้นที่ที่เช่าคืนในราคาที่โจทก์ชำระเงินไป ครั้นวันที่ 2 เมษายน 2561 โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือขอยกเลิกสัญญาและขอให้ชำระเงินคืน จำเลยทั้งสองได้รับแล้วแต่เพิกเฉย และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561

ตามปัญหาที่โจทก์ฎีกามานั้น เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาอำนาจฟ้องก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า บริษัทจำเลยที่ 2 เลิกกันโดยเหตุอื่นนอกจากล้มละลายต้องมีการชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1251 เมื่อยังไม่มีการชำระบัญชี ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ยังคงตั้งอยู่ตามมาตรา 1249 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ข้อนี้ได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นบริษัทร้างซึ่งนายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนแล้วตามความในมาตรา 1273/3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 เช่นนี้ จำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อจำเลยที่ 2 ออกเสียจากทะเบียน ซึ่งเป็นกรณีการถอนทะเบียนบริษัทจำกัดร้าง มิใช่เป็นกรณีที่บริษัทเลิกกันอันให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 โจทก์ยื่นฟ้องในวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยที่ 2 สิ้นสภาพนิติบุคคลแล้ว ดังนั้น ขณะฟ้องจำเลยที่ 2 จึงไม่มีสภาพความเป็นนิติบุคคลที่จะให้โจทก์ฟ้องได้ ประกอบกับข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งจดชื่อจำเลยที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนเสียก่อนที่จะฟ้องตามมาตรา 1273/4 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) และมาตรา 55 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเนื่องจากไม่สามารถเปิดศูนย์การค้าได้ตามสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่สามารถเปิดศูนย์การค้าได้ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจเปิดร้านทำการค้าขายได้ตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยทั้งสองคืนเงินที่รับไปนั้น โจทก์ได้อ้างสัญญาเช่าพื้นที่มาเป็นมูลเหตุทำให้โจทก์เข้าจองพื้นที่ในโครงการศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 และทำสัญญาตอบแทนการให้สิทธิการเช่ากับจำเลยที่ 2 ซึ่งต่อมามีการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้โจทก์เป็นผู้รับสิทธิการเช่าพื้นที่ และโจทก์ทำสัญญาบริการ (ระยะยาว) กับจำเลยที่ 1 แม้โจทก์บรรยายข้ออ้างว่าอาคารศูนย์การค้ายังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญาบริการ (ระยะยาว) แต่เมื่อพิจารณาฟ้องโจทก์โดยตลอดแล้วเป็นเรื่องโจทก์ประสงค์จะเรียกร้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าและบันทึกข้อตกลงที่โจทก์ได้รับสิทธิการเช่ามาประกอบกับข้อผูกพันตามสัญญาบริการ จึงต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวหรือไม่ โจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเรื่องขอเชิญรับมอบพื้นที่เช่าและเข้าตกแต่งพื้นที่เช่าโครงการ อ. ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2557 โจทก์ได้เข้าตรวจดูพื้นที่แล้วเห็นว่าอาคารยังไม่แล้วเสร็จ วันที่ 2 กันยายน 2557 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเรื่องขอให้มารับมอบพื้นที่เช่าและตกแต่งร้าน ซึ่งโจทก์เข้าตรวจดูพื้นที่อีกครั้งเห็นว่าอาคารยังไม่แล้วเสร็จ วันที่ 2 มิถุนายน 2560 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเรื่องนัดประชุมเกี่ยวกับการเข้าตกแต่งพื้นที่และเปิดพื้นที่เช่า ให้เหตุผลว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงภายในโครงการหลายอย่าง และต้องประสบปัญหาหลายด้านเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 กับการรถไฟแห่งประเทศไทย การจดทะเบียนการเช่า รวมทั้งการร้องเรียนจากกลุ่มผู้เช่าพื้นที่ในโครงการ เป็นเหตุให้ไม่สามารถเปิดศูนย์การค้าได้ตามปกติเหมือนศูนย์การค้าทั่วไป ขอนัดประชุมผู้เช่าในโครงการเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้ามาตกแต่งพื้นที่และเปิดประกอบกิจการในพื้นที่เช่าโดยพร้อมเพรียงกัน ซึ่งโจทก์ได้เข้าร่วมประชุมและตรวจดูพื้นที่อีกครั้งเห็นว่าอาคารยังไม่แล้วเสร็จ และวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้เข้าตกแต่งพื้นที่เช่าเพื่อเปิดร้านค้า ให้ปฏิบัติตามสัญญาเช่าและสัญญาบริการ โดยอ้างว่าศูนย์การค้าได้เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2560 ขอให้โจทก์เข้าเปิดร้านค้าตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญา โดยจำเลยที่ 1 ได้ยกเว้นค่าเช่าพื้นที่ตามสัญญาเช่าและค่าส่วนกลางตามสัญญาบริการ โจทก์เข้าตรวจดูพื้นที่แล้วเห็นว่าอาคารยังไม่แล้วเสร็จ เห็นว่า วัตถุประสงค์ที่โจทก์เช่าพื้นที่ในอาคารศูนย์การค้าโครงการ อ. ห้องเลขที่ 146 โซน B ชั้น 3 ก็เพื่อใช้เป็นร้านจำหน่ายสินค้าแฟชั่น ข้ออ้างที่ว่าอาคารยังไม่แล้วเสร็จ นั้น ไม่ปรากฏรายละเอียดที่พาดพิงหรือเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่โจทก์เช่าในทางใด ร้านจำหน่ายสินค้าของโจทก์นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์การค้า โจทก์ไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับพื้นที่เช่าอันเป็นเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถเข้าไปตกแต่งพื้นที่เช่าเพื่อเปิดร้านค้า คงอ้างแต่เพียงลอย ๆ ด้วยเห็นว่าอาคารยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งมีเงื่อนไขการให้บริการต่าง ๆ สำหรับพื้นที่เช่าในสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 1 ตกลงให้บริการดูแลและบำรุงรักษาพื้นที่ส่วนกลางในอาคารศูนย์การค้า อันได้แก่ การรักษาความสะอาดพื้นที่ใช้สอย การจัดยามรักษาการณ์ การจัดไฟแสงสว่างในพื้นที่ใช้สอย ระบบปรับอากาศ ลิฟต์ บันไดเลื่อนหรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่น ๆ น้ำประปา การระบายน้ำ การบำรุงรักษาสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ที่มีไว้ในพื้นที่ส่วนกลาง (เช่น หลอดไฟ ลิฟต์ บันไดเลื่อน เป็นต้น) การโฆษณา (ถ้าหากมี) รวมทั้งบริการส่วนกลางใด ๆ เพื่อประโยชน์ของโจทก์ร่วมกับผู้เช่าอาคารรายอื่น ๆ การปรับปรุงอาคารอันจะมีผลให้โจทก์ใช้ประโยชน์และ/หรือดำเนินกิจการได้ดีขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สัญญาบริการ (ระยะยาว) เป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับกำหนดเวลาในการก่อสร้างชอบด้วยเหตุผลแล้ว อีกประการหนึ่งที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า เหตุที่โจทก์ไม่ยอมรับมอบพื้นที่เช่าเพราะเห็นว่าอาคารศูนย์การค้ายังไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา นั้น ก็ปรากฏว่าโจทก์ทำสัญญาเช่าพื้นที่กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 และจดทะเบียนการเช่าเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2556 โดยมีกำหนดเวลาเช่า 30 ปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2586 และทำสัญญาบริการ (ระยะยาว) เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2556 เป็นเวลา 30 ปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2556 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2586 อันเป็นเวลาที่ล่วงพ้นกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในข้อสัญญาตามที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวมา ปัญหาเรื่องกำหนดเวลาดังกล่าวย่อมไม่ใช่สาระสำคัญ และที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2557 เรื่องขอเชิญรับมอบพื้นที่เช่าและเข้าตกแต่งพื้นที่เช่าโครงการ อ. และหนังสือลงวันที่ 2 กันยายน 2557 เรื่องขอให้มารับมอบพื้นที่เช่าและตกแต่งร้าน และมีหนังสือลงวันที่ 2 มิถุนายน 2560 เรื่องนัดประชุมเกี่ยวกับการเข้าตกแต่งพื้นที่และเปิดพื้นที่เช่า กับหนังสือลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 เรื่องแจ้งให้เข้าตกแต่งพื้นที่เช่าเพื่อเปิดร้านค้า ให้ปฏิบัติ ซึ่งหนังสือฉบับนี้ระบุว่า ศูนย์การค้าได้เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2560 โจทก์ก็มิได้โต้แย้งความถูกต้องแท้จริง คงอ้างแต่เพียงลอย ๆ ว่าโจทก์เข้าตรวจดูพื้นที่แล้วเห็นว่า อาคารยังไม่แล้วเสร็จ และอ้างมาในฎีกาว่า เป็นกุศโลบายของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ข้อที่โจทก์ขอยกเว้นค่าเช่าและค่าส่วนกลางตามหนังสือลงวันที่ 28 มีนาคม 2561 ก็มิได้อ้างว่าอาคารไม่แล้วเสร็จ คงอ้างแต่เพียงความไม่พร้อมของโครงการในแง่สิ่งอำนวยความสะดวก การส่งเสริมการขาย และที่ขอให้โครงการรับซื้อคืนพื้นที่เช่าตามหนังสือลงวันที่เดียวกันก็อ้างเหตุทำนองเดียวกันว่าโครงการมิได้มีการพัฒนาส่งเสริมการขายที่เป็นรูปธรรม มีการปิดการใช้พื้นที่มาโดยตลอด นายวิษณุกรณ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า อาคารโครงการศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 สร้างเสร็จตั้งแต่ต้นปี 2556 พร้อมส่งมอบพื้นที่เช่าและจดทะเบียนการเช่าพื้นที่แก่ผู้เช่าทุกรายภายในศูนย์การค้ามีสิ่งอำนวยความสะดวก ลิฟต์ในอาคาร บันไดเลื่อน สะพานลอยคนข้ามพร้อมบันไดเลื่อนเชื่อมระหว่างตลาดนัดจตุจักรกับอาคารศูนย์การค้าชั้น 2 ลิฟต์แก้วด้านหน้าอาคารศูนย์การค้า ลานจอดรถ ระบบไฟฟ้า ประปา สัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เสร็จครบถ้วนพร้อมที่จะเปิดให้บริการเป็นศูนย์การค้าและพร้อมให้ผู้เช่าเข้ามาดำเนินการเปิดร้านค้าประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์ของการเช่าแล้ว ปี 2556 จำเลยที่ 1 เปิดใช้ศูนย์การค้าโดยจัดงานโอทอปภายในพื้นที่โครงการศูนย์การค้าทั้งหมดตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 6 และมีผู้เข้ามาเปิดร้านค้าขายจำนวนมากเพื่อส่งเสริมการขายประชาสัมพันธ์ศูนย์การค้า และมีความประสงค์ดึงดูดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาใช้บริการศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ภายหลังก่อสร้างศูนย์การค้าเสร็จ จำเลยที่ 1 แจ้งให้ลูกค้าทุกรายนำเงินส่วนที่เหลือมาชำระ ตรวจรับมอบพื้นที่ และจดทะเบียนการเช่า จำเลยที่ 1 จัดงานแสดงและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ดึงดูดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาใช้บริการศูนย์การค้าอยู่ตลอด เหตุที่ศูนย์การค้าไม่สามารถเปิดบริการได้อย่างปกติเป็นเพราะโจทก์และผู้เช่าบางส่วนไม่ยอมเข้ามาตกแต่งและเปิดร้านโดยพร้อมเพรียงกัน ปัจจุบันศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ได้เปิดดำเนินการเพื่อให้ผู้เช่าเข้ามาเปิดร้านค้าและเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าใช้บริการแล้ว ห้องเลขที่ 194 และ 195 ชั้น 3 โซน B ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับห้องเช่าของโจทก์ได้นำห้องเช่าออกหาประโยชน์โดยการให้เช่าช่วง มีการตกแต่งและเปิดร้านค้าขายตามปกติ รวมถึงบริเวณเดียวกันกับห้องเช่าของโจทก์ ก็มีลูกค้าของจำเลยที่ 1 ตกแต่งร้านและเปิดร้านค้าขายแล้วหลายร้าน เห็นว่า ภาพถ่ายหมาย ล.13 แสดงให้เห็นถึงสภาพภายนอกและภายในอาคารศูนย์การค้า ส่วนภาพถ่ายหมาย ล.14 ที่ระบุว่าเป็นงาน OTOP แม้แผ่นที่ 2 พื้นที่ชั้น 1 ภาพบนด้านขวาจะมีลักษณะเป็นการประชุม แต่ก็ยังมีภาพอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงสภาพการจัดงานดังกล่าว สำหรับภาพถ่ายหมาย ล.16 แม้จะปรากฏเป็นการประชุมผู้ประกอบการ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 แต่ยังมีภาพกิจกรรมอื่น ๆ ด้วย ได้ความจากนายวิษณุกรณ์พยานจำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า เป็นการจัดกิจกรรมด้านหน้าศูนย์การค้าตามฤดูกาลหมุนเวียนกันไป ไม่ใช่ในลักษณะจัดเป็นการถาวร มีเหตุผลชี้ให้เห็นว่าเป็นกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการขายและประชาสัมพันธ์ศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ทั้งตามภาพถ่ายหมาย ล.20 แสดงถึงสภาพด้านหน้าอาคารศูนย์การค้าและภายในศูนย์การค้าตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 6 ที่เปิดเป็นศูนย์การค้าเช่นเดียวกับศูนย์การค้าทั่วไป มีร้านค้าที่เปิดเพื่อจำหน่ายสินค้าและมีประชาชนเข้าไปใช้บริการ แม้จะเป็นภาพถ่ายในช่วงเวลาที่นายวิษณุกรณ์พยานจำเลยที่ 1 เบิกความไว้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ก็ตาม แต่หนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 2 เมษายน 2561 เรื่อง ขอยกเลิกสัญญาและขอให้ชำระเงินคืน คงอ้างแต่เพียงว่าเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่อาจนำพื้นที่เช่าตามสัญญาเปิดเป็นศูนย์การค้าที่เป็นอย่างเดียวกันกับศูนย์การค้าชั้นนำทั่ว ๆ ไปได้ เป็นเหตุให้สถานที่เช่าไม่เหมาะสมแก่การใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์หรือตามเจตนาในกิจการที่เช่า อันมีลักษณะที่โจทก์นำศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ไปเปรียบเทียบกับศูนย์การค้าชั้นนำแล้วเห็นว่าพื้นที่เช่าไม่สมประโยชน์ตามวัตถุประสงค์หรือเจตนาของตนมากกว่าที่จะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาที่ไม่สามารถเปิดศูนย์การค้าได้ เพราะก่อนหน้านี้จำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์รับมอบพื้นที่เช่าและเข้าตกแต่งพื้นที่เช่าถึง 2 ครั้ง ตามหนังสือลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2557 ที่แจ้งถึงผู้เช่าและผู้ลงทุน และวันที่ 2 กันยายน 2557 ที่แจ้งถึงลูกค้าผู้จดทะเบียนรับสิทธิการเช่าและผู้เช่าพื้นที่ ต่อจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังนัดประชุมเกี่ยวกับการเข้าตกแต่งพื้นที่และเปิดพื้นที่เช่า และครั้งสุดท้ายจำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์เข้าตกแต่งพื้นที่เช่าเพื่อเปิดร้านค้า ให้ปฏิบัติตามสัญญาเช่าและสัญญาบริการ อีกประการหนึ่งปรากฏว่าศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 พื้นที่ชั้น 3 โซน B ห้องเลขที่ 194 และ 195 เปิดจำหน่ายสินค้าแล้วตามภาพถ่าย โดยเฉพาะร้านข้างเคียงที่อยู่บริเวณเดียวกันกับห้องเช่าเลขที่ 146 ของโจทก์ก็เช่นกันได้เปิดจำหน่ายสินค้าแล้ว โจทก์ไม่ได้ฎีกาคัดค้านความถูกต้องแท้จริงในข้อนี้ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าการที่โจทก์ไม่ยอมรับมอบพื้นที่เช่าและดำเนินการตกแต่งร้านเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิจารณาข้อสัญญา เงื่อนไขของโครงการ ข้อ 17 และสัญญาตอบแทนการให้สิทธิการเช่า เงื่อนไขของโครงการ ข้อ 17 ว่า จำเลยทั้งสองจะต้องคืนเงิน 90% ของเงินที่จำเลยทั้งสองได้รับไปจากโจทก์แล้วหรือไม่ เพียงใด โดยยกเหตุผลว่าหากศาลฎีกาฟังทำนองเดียวกันกับศาลอุทธรณ์ว่าขณะเกิดเหตุพิพาทคดีนี้ จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเสร็จสมบูรณ์สามารถเปิดเป็นศูนย์การค้าได้เช่นเดียวกับศูนย์การค้าทั่วไป เมื่อโจทก์ไม่ไปดำเนินการเปิดร้านเพื่อประกอบธุรกิจตามสัญญาเช่าเกินกว่า 7 วัน จำเลยทั้งสองต้องริบห้องคืน โดยโจทก์มีสิทธิรับเงินค่าเช่าคืน 90% ของราคาค่าเช่าที่โจทก์ได้ชำระไปให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว เงื่อนไขของโครงการ ข้อ 17 และสัญญาตอบแทนการให้สิทธิการเช่า เงื่อนไขของโครงการ ข้อ 17 นั้น เป็นเรื่องที่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่าได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ข้อนี้ปรากฏตามสำนวนความว่า ในการยื่นอุทธรณ์นั้นจำเลยที่ 1 ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาล 62,062 บาท ตามใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 51884 เลขที่ 55 แม้เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงานจะบันทึกรายงานต่อผู้พิพากษาว่าเป็นเงิน 83,798 บาท ตามใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 51884 เลขที่ 56 อันเป็นการไม่ถูกต้องตามใบเสร็จรับเงินดังกล่าวและตามบัญชีค่าฤชาธรรมเนียมก็ตาม คดีย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1249 ม. 1273/3 ม. 1273/4
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — บริษัท จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปรีชา พันธไชย
ศาลอุทธรณ์ — นายธนิต สุธีพรหม
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ศิริชัย จันทร์สว่าง
เรวัตร สกุลคล้อย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4794/2564
#681418
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 ไม่ได้บัญญัติบังคับให้นำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วมาเป็นค่ารายปีของปีต่อมาโดยตรง เพียงแต่ให้นำมาเป็นหลักในการคำนวณเท่านั้น เนื่องจากค่ารายปีย่อมอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้วแต่พฤติการณ์และความเป็นจริง สำหรับค่ารายปีนั้น มาตรา 8 วรรคสองและวรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2495 ให้ความหมายว่า คือ จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่นให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ จึงแสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร จากข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าให้แก่บุคคลทั่วไป ดังนั้นโจทก์ย่อมได้รับประโยชน์ในส่วนที่เป็นพื้นที่ขายมากกว่าส่วนที่ใช้เป็นพื้นที่สำนักงาน และการนำอาคารห้างสรรพสินค้าให้ผู้อื่นเช่าย่อมได้ค่าเช่ามากกว่าอาคารที่ใช้เป็นพื้นที่สำนักงาน เมื่อลักษณะการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินแตกต่างกัน ค่ารายปีในส่วนพื้นที่ขายย่อมสูงกว่าพื้นที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน พื้นที่ขายเป็นพื้นที่ที่โจทก์ใช้ประโยชน์เองจึงเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ได้ ดังนั้น การที่ปีภาษี 2561 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดอัตราค่ารายปีในพื้นที่ขายของโจทก์สูงกว่าพื้นที่สำนักงานจึงชอบแล้ว แต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีพื้นที่สำนักงานอัตราตารางเมตรละ 80 บาทต่อเดือน ซึ่งแตกต่างกันมากกับพื้นที่ขายที่กำหนดอัตราตารางเมตรละ 1,441.50 บาทต่อเดือน จากการใช้วิธีนำค่าเฉลี่ยจากค่าเช่าและอัตราค่าเช่าของเฉพาะผู้ประกอบการที่เช่าในพื้นที่ของโจทก์ โดยไม่คำนึงถึงค่าเช่าของโรงเรือนใกล้เคียงนั้น ไม่เป็นการคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกัน การประเมินค่ารายปีและคำชี้ขาดของจำเลยจึงไม่ชอบ เมื่อพิจารณาค่าเช่าของผู้ประกอบการที่เช่าพื้นที่ของโจทก์กับค่าเช่าโรงเรือนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับโจทก์มาเทียบเคียงเพื่อกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายของโจทก์ ที่แม้ทรัพย์สินที่นำมาเทียบเคียงดังกล่าวจะมีพื้นที่และลักษณะการประกอบกิจการแตกต่างจากโจทก์ แต่ต่างก็อยู่ในทำเลที่ตั้งและได้รับบริการสาธารณะประโยชน์เช่นเดียวกับโจทก์อันสามารถนำค่าเช่าดังกล่าวมาเทียบเคียงเพื่อกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายของโจทก์ได้ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จึงเห็นควรกำหนดค่ารายปีส่วนพื้นที่ขายในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน

การที่จำเลยแก้ไขค่ารายปีของโจทก์เพิ่มขึ้นจากปีที่ล่วงแล้วจะต้องมีเหตุผลอันสมควรหรือมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เห็นได้ว่ามีการพัฒนาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการสภาพบ้านเมืองและสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันหรือมีการจัดให้มีบริการสาธารณะที่ดียิ่งขึ้นแก่โจทก์กว่าปีที่ล่วงมา เมื่อราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ของจำเลยประเภทห้างสรรพสินค้าในส่วนสำนักงานและพื้นที่ต่อเนื่อง ตามบัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรในเขตเทศบาลตำบลโคกหล่อ ปี 2561 ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังได้ว่าเป็นอัตราที่มีเหตุผลตามภาวะเศรษฐกิจของเขตจำเลย จึงไม่อาจจะนำราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ของจำเลยประเภทห้างสรรพสินค้าในส่วนสำนักงานและพื้นที่ต่อเนื่องดังกล่าว มาเป็นเกณฑ์ในการประเมินค่ารายปีได้ เมื่อคดีนี้จำเลยเพียงแต่นำราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ของจำเลยมาเป็นเกณฑ์ประเมิน และทางนำสืบไม่ปรากฏหลักเกณฑ์อื่นที่เหมาะสมพอจะใช้คำนวณได้ ประกอบกับทรัพย์สินของโจทก์ส่วนพื้นที่สำนักงานและห้องน้ำ ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า พื้นที่ด้านหลังที่เก็บเงินซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนที่โจทก์ใช้งานเอง มิได้ใช้ประโยชน์ในลักษณะแสดงสินค้าเหมือนกับพื้นที่ขาย ส่วนพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้าที่จำเลยอ้างว่ามีการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจมากกว่าและก่อให้เกิดรายได้มากกว่าลานจอดรถนั้น ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าลักษณะการใช้งานพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้าของโจทก์จะมีลักษณะแตกต่างไปจากพื้นที่ที่ให้รถเข้ามาจอดและขนส่งสินค้าขึ้นลงและก่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจมากกว่าลานจอดรถอย่างไร ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดค่ารายปีพื้นที่สำนักงานและห้องน้ำ ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า และพื้นที่ด้านหลังที่เก็บเงิน อัตรา 50 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน และพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้า อัตรา 10 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือนเท่ากับลานจอดรถนับว่าเป็นอัตราที่เหมาะสมแก่จำเลยในการจัดเก็บภาษีแล้ว

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามี พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดให้หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งเวลานี้เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าว และอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 แห่ง ป.พ.พ. อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2561 ตามใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 4 เลขที่ 31 ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 และเพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาดลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 โดยกำหนดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ประจำปีภาษี 2561 เป็นเงิน 384,191.38 บาท และให้จำเลยคืนเงิน 12,031,263 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและคำชี้ขาด ตามหนังสือเลขที่ ตง 53503/445 ใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 4 เลขที่ 31 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามหนังสือเลขที่ ตง 53503/632 และตามใบแจ้งคำชี้ขาด ฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 โดยกำหนดค่ารายปีในส่วนพื้นที่ขาย 3,334,800 บาท ค่าภาษี 416,850 บาท กำหนดค่ารายปีในส่วนพื้นที่สำนักงานและห้องน้ำ 168,600 บาท ค่าภาษี 21,075 บาท กำหนดค่ารายปีในส่วนพื้นที่ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า 238,200 บาท ค่าภาษี 29,775 บาท กำหนดค่ารายปีในส่วนพื้นที่ด้านหลังที่เก็บเงิน ทางเข้า-ออก 128,400 บาท ค่าภาษี 16,050 บาท กำหนดค่ารายปีในส่วนพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้า 51,000 บาท ค่าภาษี 6,375 บาท และกำหนดค่ารายปีรวมเป็นเงิน 6,169,531.05 บาท ค่าภาษีรวมเป็นเงิน 771,191.38 บาท ให้จำเลยคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 11,644,263 บาท แก่โจทก์ ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนด ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบระยะเวลา 3 เดือน เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 9915 ใช้ชื่อว่า บริษัท ส. โดยประกอบกิจการค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคและบริโภค โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปีภาษี 2561 ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยกำหนดค่ารายปีทรัพย์สินโจทก์เป็นเงิน 99,323,635.05 บาท ค่าภาษี 12,415,454.38 บาท ตามใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 8) โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่มีคำชี้ขาดยืนตามการประเมิน โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2561 จำนวน 12,415,454.38 บาท แก่จำเลยแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดในส่วนพื้นที่ขาย สำนักงานและห้องน้ำ ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า พื้นที่ด้านหลังเก็บเงิน พื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้า ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องคืนภาษีให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด พิเคราะห์แล้ว โจทก์มีนายธำรงค์ศักดิ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นางสาวศรันยา พนักงานโจทก์เบิกความทำนองเดียวกันว่า นับตั้งแต่สาขาโจทก์เริ่มดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยกำหนดราคาค่าเช่าเพื่อประโยชน์ในการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ไว้ในอัตรา 50 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน มาโดยตลอด โดยเป็นการรวมพื้นที่สำนักงานและพื้นที่ขายด้วยกัน ต่อมาในปีภาษี 2561 จำเลยประเมินค่ารายปีพื้นที่ขายเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเดิม 28 เท่า ทั้งที่ทรัพย์สินของโจทก์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพของทรัพย์สินและการใช้งานในสาระสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ขายสินค้าของโจทก์คิดค่ารายปีเพิ่มขึ้นเป็นอัตราตารางเมตรละ 1,441.50 บาท ต่อเดือน โดยจำเลยไม่ได้เทียบเคียงอาคารที่มีลักษณะ ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ได้รับประโยชน์เช่นเดียวกับโจทก์ ขณะที่เขตเทศบาลนครตรัง ได้ประกาศกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) สำหรับอาคารประเภทห้างสรรพสินค้าไว้ในอัตรา 20 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านควนได้ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2559 ของบริษัท ฮ. ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกับโจทก์ห่างจากโจทก์ไปประมาณ 500 เมตร ไว้ในอัตราตารางเมตรละ 6 บาทต่อเดือน จำเลยประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยไม่นำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วเป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีที่จะต้องเสียในปีต่อมา การประเมินภาษีของจำเลยจึงไม่ชอบ ส่วนจำเลยมีนายฤกษ์นริศ ปลัดเทศบาล และนายมาโนช รองนายกเทศมนตรีของจำเลยเบิกความในทำนองเดียวกันว่า สภาพแวดล้อมโดยรวมในบริเวณที่ตั้งทรัพย์สินของโจทก์เปลี่ยนในทางที่ดีขึ้นทั้งหมด จึงมีเหตุทำให้ค่ารายปีในปีภาษี 2561 ที่พิพาทสูงกว่าปีก่อน ๆ เดิมพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ใช้บัญชีอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ในเขตเทศบาลตำบลโคกหล่อปี 2552 เป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์ แต่ในปีภาษี 2561 เทศบาลตำบลโคกหล่อได้มีการประกาศใช้บัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ใหม่ เนื่องจากของเดิมใช้มาเป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่มีความเจริญเติบโตขึ้นเป็นลำดับ จำเลยจึงอาศัยอำนาจตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0307/ว 2393 ลงวันที่ 10 กันยายน 2536 ที่อ้างถึงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2536 แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการประเมินค่ารายปีขึ้น เพื่อพิจารณาจัดทำบัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ใหม่ เพื่อใช้บังคับกับผู้รับประเมินทุกรายในเขตเทศบาลตำบลโคกหล่อ มิได้เป็นการเลือกปฏิบัติเฉพาะกับรายของโจทก์เท่านั้น ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยใช้บัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ที่จัดทำขึ้นใหม่ดังกล่าวมาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์จึงชอบด้วยเหตุผล ข้อเท็จจริง และกฎหมายแล้ว สำหรับพื้นที่ขายเป็นบริเวณเดียวกันกับที่โจทก์แบ่งพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายอื่นเช่าประกอบการขายสินค้า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าแม้โจทก์จะใช้พื้นที่ขายสินค้าเองแต่สามารถเปรียบเทียบค่าเช่าได้จากการที่โจทก์แบ่งให้บุคคลภายนอกเช่า ซึ่งพื้นที่ให้เช่าและพื้นที่ประกอบการของโจทก์อยู่ในโรงเรือนเดียวกัน จึงทำการประเมินค่ารายปีในส่วนของพื้นที่ขายโดยเทียบเคียงกับค่าเฉลี่ยจากค่าเช่าและอัตราค่าเช่าที่โจทก์แจ้งมาตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) คือ อัตราตารางเมตรละ 1,441.50 บาท ต่อเดือน คิดเป็นค่ารายปี 96,142,284 บาท ค่าภาษี 12,017,785.50 บาท ส่วนสำนักงานและห้องน้ำ ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า พื้นที่ด้านหลังที่เก็บเงิน และพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้า ก็ชอบที่จะใช้บัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ซึ่งแบ่งทำเลตามข้อเท็จจริงโดยพื้นที่จำเลยอยู่ในทำเลที่ 1 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 บัญญัติว่า "ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้น ท่านให้เป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา" จะเห็นได้ว่ากฎหมายไม่ได้บัญญัติบังคับให้นำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วมาเป็นค่ารายปีของปีต่อมาโดยตรง เพียงแต่ให้นำมาเป็นหลักในการคำนวณเท่านั้น เนื่องจากค่ารายปีย่อมอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้วแต่พฤติการณ์และความเป็นจริง สำหรับค่ารายปีนั้น มาตรา 8 วรรคสองและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ให้ความหมายว่า คือ จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ จึงแสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร จากข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าให้แก่บุคคลทั่วไป ดังนั้น โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์ในส่วนที่เป็นพื้นที่ขายมากกว่าส่วนที่ใช้เป็นพื้นที่สำนักงาน และการนำอาคารห้างสรรพสินค้าให้ผู้อื่นเช่าย่อมได้ค่าเช่ามากกว่าอาคารที่ใช้เป็นพื้นที่สำนักงาน เมื่อลักษณะการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินแตกต่างกัน ค่ารายปีในส่วนพื้นที่ขายย่อมสูงกว่าพื้นที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน พื้นที่ขายเป็นพื้นที่ที่โจทก์ใช้ประโยชน์เองจึงเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ได้ ดังนั้น การที่ปีภาษี 2561 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดอัตราค่ารายปีในพื้นที่ขายของโจทก์สูงกว่าพื้นที่สำนักงานจึงชอบแล้ว แต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีพื้นที่สำนักงานอัตราตารางเมตรละ 80 บาทต่อเดือน ซึ่งแตกต่างกันมากกับพื้นที่ขายที่กำหนดอัตราตารางเมตรละ 1,441.50 บาทต่อเดือน จากการใช้วิธีนำค่าเฉลี่ยจากค่าเช่าและอัตราค่าเช่าของเฉพาะผู้ประกอบการที่เช่าในพื้นที่ของโจทก์ โดยไม่คำนึงถึงค่าเช่าของโรงเรือนใกล้เคียงนั้น ไม่เป็นการคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกัน การประเมินค่ารายปีและคำชี้ขาดของจำเลยจึงไม่ชอบ เมื่อพิจารณาค่าเช่าของผู้ประกอบการที่เช่าพื้นที่ของโจทก์กับค่าเช่าโรงเรือนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับโจทก์มาเทียบเคียงเพื่อกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายของโจทก์ ที่แม้ทรัพย์สินที่นำมาเทียบเคียงดังกล่าวจะมีพื้นที่และลักษณะการประกอบกิจการแตกต่างจากโจทก์ แต่ต่างก็อยู่ในทำเลที่ตั้งและได้รับบริการสาธารณะประโยชน์เช่นเดียวกับโจทก์อันสามารถนำค่าเช่าดังกล่าวมาเทียบเคียงเพื่อกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายของโจทก์ได้ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จึงเห็นควรกำหนดค่ารายปีส่วนพื้นที่ขายในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายอัตราตารางเมตรละ 50 บาท ต่อเดือน มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า พื้นที่สำนักงานและห้องน้ำ ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า พื้นที่ด้านหลังที่เก็บเงิน และพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้า ก็ชอบที่จะใช้บัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ในเขตเทศบาลตำบลโคกหล่อปี 2561 ซึ่งแบ่งทำเลตามข้อเท็จจริงโดยพื้นที่จำเลยอยู่ในทำเลที่ 1 โดยนายฤกษ์นริศเบิกความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีสำหรับพื้นที่สำนักงานและห้องน้ำ ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า และพื้นที่ด้านหลังที่เก็บเงิน ในอัตรา 80 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน สำหรับพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้า ในอัตรา 15 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน ตามบัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ในเขตเทศบาลตำบลโคกหล่อ ปี 2561 รหัสที่ 5.11 ห้างสรรพสินค้า – สำนักงาน ทำเลที่ 1 และรหัสที่ 5.11 ห้างสรรพสินค้า – พื้นที่ต่อเนื่อง ทำเลที่ 1 โดยคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการประเมินค่ารายปีเห็นว่าค่าครองชีพในจังหวัดเพิ่มสูงขึ้นและเศรษฐกิจโดยรวมก็มีความเจริญขึ้นมาก การพัฒนาพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเมื่อสิบปีที่แล้ว ราคาประเมินที่ดินปัจจุบันได้ปรับขึ้นและราคาซื้อขายจริงก็สูงกว่าราคาที่เคยกำหนดมากจึงเห็นว่าเพื่อความถูกต้องและเป็นธรรม ต้องมีการแบ่งทำเลและเก็บภาษีตามข้อเท็จจริงโดยมีการแบ่งออกเป็น 3 ทำเล คือ ทำเลที่ 1 เป็นทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในแหล่งที่ใช้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจได้ดีที่สุดในท้องถิ่น ทำเลที่ 2 เป็นทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในแหล่งที่ใช้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจได้ดีเป็นอันดับรองจากทำเลที่ 1 และทำเลที่ 3 เป็นทรัพย์สินที่ตั้งอยู่นอกเหนือจากทำเลที่ 1 และทำเลที่ 2 คือ หมู่ที่ 11 และหมู่ที่ 12 เนื่องจากพื้นที่ยังคงสภาพเหมือนเดิม เป็นพื้นที่เกษตรไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก โจทก์ได้รับบริการสาธารณะจากจำเลยเพิ่มขึ้น กล่าวคือ การซ่อมแซมปรับปรุงถนนหนทางให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดีอยู่เสมอ มีป้ายบอกการจราจรที่ชัดเจน การจัดให้มีไฟฟ้าสาธารณะอย่างทั่วถึงทั้งพื้นที่ รวมทั้งได้จัดกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งทำให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของบุคลากรของโจทก์รวมทั้งลูกค้าที่มาใช้บริการมากขึ้น มีการเตรียมการป้องกันอุบัติภัยต่าง ๆ จำเลยได้จัดให้มีการฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้แก่โจทก์ทุกปี ซึ่งใช้ทั้งงบประมาณของรัฐ และงบประมาณของท้องถิ่นรวมทั้งบุคลากรของจำเลย ซึ่งถือว่าเป็นบริการสาธารณะที่โจทก์ได้รับจากจำเลย นอกจากนี้ยังมีการดูแลด้านสุขอนามัย มีการฉีดละอองฝอยเพื่อป้องกันโรคระบาด ยุงลาย กรณีเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน จำเลยก็ได้จัดให้มีหน่วยกู้ชีพ แพทย์ฉุกเฉิน โดยมีรถคอยให้บริการจำนวนสองคัน โจทก์และลูกค้าก็ได้รับบริการเหล่านี้โดยทั่วถึงกันนั้น เห็นว่า การที่จำเลยแก้ไขค่ารายปีของโจทก์เพิ่มขึ้นจากปีที่ล่วงแล้ว จะต้องมีเหตุผลอันสมควรหรือมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เห็นได้ว่ามีการพัฒนาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการสภาพบ้านเมืองและสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันหรือมีการจัดให้มีบริการสาธารณะที่ดียิ่งขึ้นแก่โจทก์กว่าปีที่ล่วงมา จำเลยนำสืบเพียงว่าบัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) เดิมของจำเลย ใช้มาตั้งแต่ปี 2552 เป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว และคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองประเมินค่ารายปีเห็นว่าค่าครองชีพในจังหวัดเพิ่มสูงขึ้นและเศรษฐกิจโดยรวมก็มีความเจริญขึ้นมาก การพัฒนาพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเมื่อสิบปีที่แล้ว โดยไม่มีหลักฐานใดสนับสนุนและไม่ปรากฏชัดเจนแน่นอนว่าการจัดให้มีบริการสาธารณะต่าง ๆ ที่จำเลยนำสืบดังกล่าวเป็นการบริการสาธารณะที่โจทก์ได้รับเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างไร อีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดตรังเจริญขึ้นมากกว่าเดิม ประกอบกับรายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดฉบับลงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ระบุว่าเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดตรังไม่ได้เจริญขึ้นซึ่งสอดคล้องกับตารางสรุปภาพรวมภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มจังหวัดตรังในส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ณ ราคาปัจจุบัน (Gross Provincial Products Current Prices) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดระบุว่าเศรษฐกิจของจังหวัดตรังตกต่ำลงทุกปี มิได้เจริญขึ้นมากตามที่จำเลยกล่าวอ้าง และเมื่อเทียบเคียงราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ประเภทอาคารห้างสรรพสินค้าของพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ เทศบาลนคร กำหนดไว้ในอัตราตารางเมตรละ 20 บาท และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านควน กำหนดไว้ในอัตราตารางเมตรละ 6 บาท ล้วนกำหนดไว้ต่ำกว่าจำเลยหลายเท่า แสดงให้เห็นว่าราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ของจำเลยประเภทห้างสรรพสินค้าในส่วนสำนักงานและพื้นที่ต่อเนื่อง ตามบัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ในเขตเทศบาลตำบลโคกหล่อ ปี 2561 ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังได้ว่าเป็นอัตราที่มีเหตุผลตามภาวะเศรษฐกิจของเขตจำเลย จึงไม่อาจจะนำราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ของจำเลยประเภทห้างสรรพสินค้าในส่วนสำนักงานและพื้นที่ต่อเนื่องดังกล่าว มาเป็นเกณฑ์ในการประเมินค่ารายปีได้ เมื่อคดีนี้จำเลยเพียงแต่นำราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ของจำเลยมาเป็นเกณฑ์ประเมิน และทางนำสืบไม่ปรากฏหลักเกณฑ์อื่นที่เหมาะสมพอจะใช้คำนวณได้ ประกอบกับทรัพย์สินของโจทก์ส่วนพื้นที่สำนักงานและห้องน้ำ ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า พื้นที่ด้านหลังที่เก็บเงินซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนที่โจทก์ใช้งานเอง มิได้ใช้ประโยชน์ในลักษณะแสดงสินค้าเหมือนกับพื้นที่ขาย ส่วนพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้าที่จำเลยอ้างว่ามีการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจมากกว่าและก่อให้เกิดรายได้มากกว่าลานจอดรถนั้น ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าลักษณะการใช้งานพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้าของโจทก์จะมีลักษณะแตกต่างไปจากพื้นที่ที่ให้รถเข้ามาจอดและขนส่งสินค้าขึ้นลงและก่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจมากกว่าลานจอดรถอย่างไร ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดค่ารายปีพื้นที่สำนักงานและห้องน้ำ ห้องเครื่อง ห้อง A.H.U. และห้องไฟฟ้า และพื้นที่ด้านหลังที่เก็บเงิน อัตรา 50 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน และพื้นที่รับสินค้าและที่พักสินค้า อัตรา 10 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือนเท่ากับลานจอดรถนับว่าเป็นอัตราที่เหมาะสมแก่จำเลยในการจัดเก็บภาษีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้นศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในส่วนนี้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทนโดยกำหนดให้หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งเวลานี้เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าว และอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดโรงเรือนพิพาทประจำปีภาษี 2561 โดยกำหนดค่ารายปีส่วนพื้นที่ขายในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกินให้แก่โจทก์ ภายในสามเดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกิน นับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7, 224
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — เทศบาลตำบลโคกหล่อ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูชัย สุทธิสว่างวงศ์
- นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
วรงค์พร จิระภาค
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4790/2564
#680725
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ระบุว่า จำเลยมีและพกพาอาวุธปืนแบลงก์กัน ขนาด 9 มม. P.A.K. ผลิตเลียนแบบปืนพกออโตเมติก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน เลขหมายประจำปืน 0000170629 พร้อมซองกระสุนปืน 1 อัน และกระสุนปืนออโตเมติก (BLANK) ขนาด 9 มม. P.A. 16 นัด ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ซึ่งจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ที่ระบุข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งของว่าของกลางถูกผลิตขึ้นเพื่อเลียนแบบอาวุธปืนพกออโตเมติก ของกลางดังกล่าวจึงอาจเป็นเพียงสิ่งซึ่งมีรูปและลักษณะอันน่าจะทำให้หลงเชื่อว่าเป็นอาวุธปืนเพราะเกิดจากการกระทำเลียนแบบ แม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่าของกลางดังกล่าวเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมาย และเมื่อศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยโจทก์จำเลยต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยานก็ตาม แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง หาได้มีความหมายว่า ในชั้นพิจารณา คดีที่มิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นดังเช่นคดีนี้ ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะต้องพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปเท่านั้นไม่ หากศาลเห็นว่ากรณีมีข้อสงสัยว่าจำเลยอาจมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยอาจไม่เป็นความผิด ศาลชั้นต้นก็ควรใช้อำนาจของศาลค้นหาความจริงด้วยการสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าวจนสิ้นกระแสความเสียก่อนที่จะมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 228 หรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 อาจมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานแล้วส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค ๗ เพื่อวินิจฉัยต่อไปตามมาตรา 208 (1) ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจทำให้ผลแห่งคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะของกลางที่เป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนกับสิ่งเทียมอาวุธปืนมีความรับผิดทางอาญาตามข้อหาที่โจทก์ฟ้องแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อคดีนี้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วก็ชอบที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานและพิพากษาใหม่ ทั้งนี้ ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน ซองพกในหนัง กระเป๋าถือผ้าทรงเหลี่ยม และกระเป๋าสำหรับบรรจุกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน ซองพกในหนัง กระเป๋าถือผ้าทรงเหลี่ยม และกระเป๋าสำหรับบรรจุกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่า อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องเป็นปืนอัดลมเบา (B.B GUN) ใช้ยิงกับลูกกระสุนพลาสติกทรงกลม ไม่สามารถส่งเครื่องกระสุนปืนได้ จึงไม่มีอานุภาพร้ายแรงที่สามารถใช้ทำอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย รูปและลักษณะของกลางเป็นเพียง "สิ่งเทียมอาวุธปืน" มิใช่ "อาวุธปืน" ตามนิยามศัพท์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 นั้น เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ระบุว่า จำเลยมีและพกพาอาวุธปืนแบลงก์กัน ขนาด 9 มม. P.A.K. ผลิตเลียนแบบปืนพกออโตเมติก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน เลขหมายประจำปืน 0000170629 พร้อมซองกระสุนปืน 1 อัน และกระสุนปืนออโตเมติก (BLANK) ขนาด 9 มม. P.A. 16 นัด ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรซึ่งจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์นั้นเองที่ระบุข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งของว่าของกลางถูกผลิตขึ้นเพื่อเลียนแบบอาวุธปืนพกออโตเมติก ของกลางดังกล่าวจึงอาจเป็นเพียงสิ่งซึ่งมีรูปและลักษณะอันน่าจะทำให้หลงเชื่อว่าเป็นอาวุธปืนเพราะเกิดจากการกระทำเลียนแบบแม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่าของกลางดังกล่าวเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายและเมื่อศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยโจทก์จำเลยต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยานก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง หาได้มีความหมายว่า ในชั้นพิจารณา คดีที่มิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นดังเช่นคดีนี้ ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะต้องพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปเท่านั้นไม่ หากศาลเห็นว่ากรณีมีข้อสงสัยว่าจำเลยอาจมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยอาจไม่เป็นความผิด ศาลชั้นต้นก็ควรใช้อำนาจของศาลค้นหาความจริงด้วยการสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าวจนสิ้นกระแสความเสียก่อนที่จะมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 หรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 อาจมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานแล้วส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อวินิจฉัยต่อไปตามมาตรา 208 (1) ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจทำให้ผลแห่งคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะของกลางที่เป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนกับสิ่งเทียมอาวุธปืนมีความรับผิดทางอาญาตามข้อหาที่โจทก์ฟ้องแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อคดีนี้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วก็ชอบที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานและพิพากษาใหม่ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง, 208 (1) (2), 225, 228
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางสาวพัชรมาศ แพร่กิจธรรมชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4777/2564
#682378
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคาร ก. เป็นธนาคารพาณิชย์อันเป็นสถาบันการเงิน การคิดดอกเบี้ยจึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นและกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด เมื่อตามคำสั่งที่ 34/2539 เรื่องอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดของธนาคาร ก. อันเป็นคำสั่งหรือประกาศที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญากู้และสัญญาจำนองฉบับพิพาทกำหนดอัตราดอกเบี้ยปกติไว้ร้อยละ 16.5 ต่อปี และอัตราผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขร้อยละ 19 ต่อปี การที่สัญญากู้และสัญญาจำนองฉบับพิพาทระหว่างธนาคาร ก. กับจำเลยและ พ. ระบุดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไข ทั้งที่ในขณะนั้นจำเลยและ พ. ผู้เป็นลูกหนี้ยังมิได้ผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใดจึงเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคาร ก. อันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ข้อตกลงในส่วนดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ แม้ว่าความเป็นจริงแล้วโจทก์จะยังมิได้คิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวในขณะที่ลูกหนี้ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามที่โจทก์อ้างมาในฎีกา ก็หาเป็นผลให้ข้อกำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะกลับกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้

โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลย อันเป็นเวลาภายหลังจากวันที่ ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 มีผลใช้บังคับแล้ว การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์จึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย กล่าวคือ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรเสียก่อนซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและจำเลยละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว โจทก์จึงจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดได้ โดยความในมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 บัญญัติให้ใช้มาตรา 728 ที่แก้ไขเพิ่มเติมบังคับแก่การบังคับจำนองที่ทำขึ้นนับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย ดังนั้น เมื่อหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ กำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้จำนองภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือบอกกล่าว การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์จึงกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้สั้นกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้และเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองที่ไม่ชอบ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,482,544.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 539,384.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 60424 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นำเงินที่จำเลยและนาย พ. ได้ชำระแก่โจทก์นับแต่วันทำสัญญากู้ (วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540) จนถึงวันที่ 27 มกราคม 2541 ไปหักออกจากต้นเงิน 543,000 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยชำระต้นเงินคงเหลือจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยและนาย พ. ได้ชำระตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2541 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 มาชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือให้นำไปชำระต้นเงิน แต่จำเลยในฐานะทายาทของนาย พ. รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนาย พ. ที่ตกทอดแก่จำเลย หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 60424 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินที่จำเลยและนาย พ. ได้ชำระแก่ธนาคาร ก. และโจทก์นับแต่วันทำสัญญากู้ (วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540) จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 ไปหักออกจากต้นเงิน 543,000 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใด ให้จำเลยชำระต้นเงินคงเหลือจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยและนาย พ. ผู้ตาย ร่วมกันกู้เงินจากธนาคาร ก. 543,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และตกลงผ่อนชำระหนี้เงินกู้แก่ธนาคาร ก. เป็นรายเดือน ในอัตราเดือนละ 7,400 บาท เริ่มผ่อนชำระตั้งแต่เดือนมีนาคม 2540 เป็นต้นไป กำหนดชำระหนี้เสร็จสิ้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 หากจำเลยและนาย พ. ผิดนัดยินยอมให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคาร และเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้จำเลยและนาย พ. ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 60424 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้ต่อธนาคาร ก. ในวงเงิน 543,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยและนาย พ. ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ธนาคารจนครบถ้วน ภายหลังจากทำสัญญาจำเลยและนาย พ. ผิดนัดไม่ชำระหนี้ โดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2557 เป็นเงิน 2,000 บาท ซึ่งก่อนหน้านั้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2542 ธนาคารได้โอนสิทธิเรียกร้องรวมถึงหลักประกันแห่งหนี้ของจำเลยและนาย พ. ให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องและบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้กับบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า ดอกเบี้ยตามสัญญากู้และสัญญาจำนองตกเป็นโมฆะหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาอ้างว่า แม้การทำสัญญากู้และสัญญาจำนองระหว่างธนาคาร ก กับจำเลยและนาย พ. จะมีการกำหนดดอกเบี้ยตามสัญญาไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แต่ในความเป็นจริงธนาคาร ก. คิดดอกเบี้ยจากจำเลยไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี การคิดดอกเบี้ยของธนาคารดังกล่าวและโจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยโดยชอบด้วยกฎหมาย หาได้ตกเป็นโมฆะทั้งหมด โจทก์ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ตามประกาศธนาคาร ก. และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย นั้น เห็นว่า ธนาคาร ก. เป็นธนาคารพาณิชย์อันเป็นสถาบันการเงิน การคิดดอกเบี้ยจึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นและกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด เมื่อตามคำสั่งที่ 34/2539 เรื่องอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดของธนาคาร ก. อันเป็นคำสั่งหรือประกาศที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญากู้และสัญญาจำนองฉบับพิพาทกำหนดอัตราดอกเบี้ยปกติไว้ร้อยละ 16.5 ต่อปี และอัตราผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขร้อยละ 19 ต่อปี การที่สัญญากู้และสัญญาจำนองฉบับพิพาทระหว่างธนาคาร ก. กับจำเลยและนาย พ. ระบุดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไข ทั้งที่ในขณะนั้นจำเลยและนาย พ. ผู้เป็นลูกหนี้ยังมิได้ผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใดจึงเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคาร ก. อันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ข้อตกลงในส่วนดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ แม้ว่าความเป็นจริงแล้วโจทก์จะยังมิได้คิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวในขณะที่ลูกหนี้ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามที่โจทก์อ้างมาในฎีกา ก็หาเป็นผลให้ข้อกำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะกลับกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่กำหนดไว้ในสัญญากู้และสัญญาจำนองเป็นโมฆะ จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลย ตามหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 อันเป็นเวลาภายหลังจากวันที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 มีผลใช้บังคับแล้ว การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์จึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย กล่าวคือ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรเสียก่อนซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและจำเลยละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว โจทก์จึงจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดได้ โดยความในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 บัญญัติให้ใช้มาตรา 728 ที่แก้ไขเพิ่มเติมบังคับแก่การบังคับจำนองที่ทำขึ้นนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย ดังนั้น เมื่อหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 กำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้จำนองภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือบอกกล่าว การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์จึงกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้สั้นกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้และเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองที่ไม่ชอบ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้บังคับแก่ทรัพย์สินจำนองในกรณีที่จำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

นอกจากนี้ เมื่อในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี..." มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 224 หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี..." และมาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น คดีนี้แม้จำเลยจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดของต้นเงินค้างชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 แต่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดในช่วงเวลาภายหลังจากวันที่พระราชกำหนดนี้มีผลใช้บังคับ ย่อมต้องนำบทบัญญัติมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับด้วย โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดของหนี้เงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2554 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทบัญญัติเดิมก่อนมีการแก้ไข และคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามมาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เท่ากับอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ปัญหาทั้งสองกรณีดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินที่จำเลยและนาย พ. ได้ชำระแก่ ธนาคาร ก. และโจทก์ นับแต่วันทำสัญญากู้ (วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540) จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 ไปหักออกจากต้นเงิน 543,000 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใด ให้จำเลยชำระต้นเงินคงเหลือจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินคงเหลือนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 60424 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3 (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — นาง อ. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศักดิ์เทวินทร์ โมราชาติ
ศาลชั้นต้น — นายสุทธิ จันทรสุทธิ
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4776/2564
#682379
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ 1 ให้คำรับรองแก่โจทก์ทั้งหกว่าจะนำที่ดินพิพาทไปก่อสร้างอาคารพาณิชย์ การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงเป็นการซื้อขายโดยสุจริต ต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทไปให้จำเลยที่ 3 เช่าโดยจำเลยที่ 3 นำที่ดินที่เช่าไปขออนุญาตปลูกสร้างและขออนุญาตประกอบกิจการสถานีบริการแก๊สถูกต้องตามกฎหมายโดยก่อนที่จะออกใบอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ตั้งสถานีบริการแก๊สได้นั้นต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานราชการหลายหน่วยงานด้วยกัน โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและผลกระทบต่าง ๆ การที่โจทก์ทั้งหกอ้างว่าการก่อสร้างสถานีบริการแก๊สอาจมีผลกระทบต่อความปลอดภัยต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย และทรัพย์สินรวมทั้งสภาพความเป็นอยู่ของโจทก์ทั้งหกจึงเกิดจากการคาดคะเนของโจทก์ทั้งหกเอง ซึ่งกรณีที่โจทก์ทั้งหกจะได้รับความเดือดร้อนถึงกับต้องใช้สิทธิเพื่อยังความเดือดร้อนให้สิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1337 นั้น จะต้องได้ความว่าเป็นความเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรการที่จำเลยที่ 3 ใช้สิทธิใช้สอยทรัพย์พิพาทที่จำเลยที่ 3 เช่าจากจำเลยที่ 2 โดยมีการขออนุญาตปลูกสร้างและขออนุญาตประกอบกิจการสถานีบริการแก๊สโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว จึงเป็นการใช้สิทธิโดยปกติ โดยมีเหตุสมควรถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิเกินส่วนซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งหก หรือเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งหกเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมาย อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งหกตาม ป.พ.พ. มาตรา 421 และมาตรา 1337 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งหก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสถานีบริการแก๊สทั้งหมดออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 70865 และ 79452 - 79458 หรือร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 คนละ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าทำเลที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 200,000 บาท แก่โจทก์ที่ 4 และที่ 5 คนละ 150,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสถานีบริการแก๊สทั้งหมดออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 70865, 79452 - 79458 และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นเงินคนละ 15,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 สิงหาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คืนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งหก กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลที่โจทก์ทั้งหกได้รับการยกเว้นแทนโจทก์ทั้งหก เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระแทนเท่าที่โจทก์ทั้งหกชนะคดี โดยให้จำเลยทั้งสามนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งหก โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ต่างทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินในโครงการบ้าน ป. จากจำเลยที่ 1 ก่อนฟ้องคดีโจทก์ที่ 2 ยกบ้านพร้อมที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 3 บ้านพร้อมที่ดินที่โจทก์ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ทำสัญญาจะซื้อจะขายอยู่ด้านหน้าของโครงการและอยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 อีกแปลงหนึ่งคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 70865 ทางด้านทิศเหนือของที่ดินแปลงดังกล่าวในขณะทำสัญญาเป็นที่ว่างเปล่าและอยู่ห่างจากบ้านพร้อมที่ดินที่โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายประมาณ 18 เมตร หลังจากจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในบ้านพร้อมที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ตามสัญญาแล้ว ในวันที่ 7 ตุลาคม 2552 จำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 70865 ไปแบ่งแยกในนามเดิมอีก 7 แปลง หลังจากนั้นโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 นำที่ดินออกให้จำเลยที่ 3 เช่าเพื่อทำสถานีบริการแก๊สสำหรับรถยนต์ โดยจำเลยที่ 3 ได้ขออนุญาตก่อสร้างและขออนุญาตประกอบกิจการสถานีบริการแก๊สถูกต้องตามกฎหมาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งหกหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 3 เช่าที่ดินพิพาทและต่อมาจำเลยที่ 3 ขออนุญาตปลูกสร้างและประกอบกิจการสถานีบริการแก๊สถูกต้องตามกฎหมายเป็นการใช้สิทธิในที่ดินของตนเองไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์ทั้งหกเพื่อให้ได้รับความเดือดร้อนและไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต จึงไม่เป็นการละเมิดและไม่ทำให้โจทก์ทั้งหกเกิดความเสียหายเดือดร้อนเกินควรแต่อย่างใด เห็นว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ 1 ให้คำรับรองแก่โจทก์ทั้งหกว่าจะนำที่ดินพิพาทไปก่อสร้างอาคารพาณิชย์การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงเป็นการซื้อขายโดยสุจริต ต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทไปให้จำเลยที่ 3 เช่าโดยจำเลยที่ 3 นำที่ดินที่เช่าไปขออนุญาตปลูกสร้างและขออนุญาตประกอบกิจการสถานีบริการแก๊สถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้ความจากนายนราธิป ผู้อำนวยการเขตคลองสามวาซึ่งเป็นผู้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า ก่อนออกใบอนุญาตดังกล่าวผู้ขออนุญาตต้องได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอาคารและใช้อาคารจากสำนักการโยธากรุงเทพมหานครต้องมีใบอนุญาตของกรมธุรกิจพลังงานที่อนุญาตให้เปิดสถานีบริการแก๊สได้ มีการจดทะเบียนนิติบุคคล การดำเนินการขออนุญาตทำทางเดินเท้าบริเวณสถานีบริการแก๊สจากทางเข้าสถานีบริการแก๊ส ดูหนังสือผังเมืองที่อนุญาตให้เปิดสถานีบริการแก๊ส ตรวจสอบสุขลักษณะของสถานีบริการแก๊ส เช่น มีอาคารประกอบสำนักงาน ห้องน้ำชายหญิง เครื่องดับเพลิงความสะอาดโดยทั่วไป ระบบระบายน้ำที่จะใช้ในสถานีบริการดังกล่าว เมื่อเห็นว่าถูกต้องจึงออกใบอนุญาตให้จำเลยที่ 3 และมีนายชัยรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนสถานีบริการและสถานที่บรรจุ สำนักความปลอดภัยธุรกิจก๊าซปิโตรเลียมเหลว กรมธุรกิจพลังงาน เบิกความว่า ก่อนออกใบอนุญาตประกอบกิจการบรรจุก๊าซ ผู้ยื่นคำขอจะต้องแสดงหลักฐาน คือ ใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร ใบอนุญาตเชื่อมทางเจ้าของถนนที่อยู่ติดกับสถานที่ที่จะสร้างและหนังสือรับรองการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมายผังเมือง ซึ่งระบุว่าที่ดินที่ขออนุญาตก่อสร้างสถานีบริการแก๊สไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ห้ามสร้างสถานีบริการแก๊ส หลังจากนั้นหน่วยงานของพยานจะพิจารณาระยะห่างความปลอดภัยของสถานีบริการแก๊สกับสถานที่ข้างเคียงและจะต้องห่างสถานที่เรียน สนามกีฬา โรงพยาบาล สถานทูต ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับในการจัดตั้ง ต้องตรวจสอบระยะความปลอดภัยในสถานีบริการแก๊ส เช่น ถังบรรจุแก๊สต้องห่างจากกำแพงกันไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตร ตรวจสอบระบบท่อแก๊สต้องได้มาตรฐานความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนด ถังบรรจุแก๊สต้องฝังอยู่ใต้ดินและต้องเป็นถังที่ได้มาตรฐานออกแบบถูกต้องตามหลักวิชาการ ในส่วนของจำเลยที่ 3 ได้ทำถูกต้องตามหลักเกณฑ์และข้อบังคับที่กฎหมายกำหนด กรมธุรกิจพลังงานจึงออกใบอนุญาตให้แก่จำเลยที่ 3 จากคำเบิกความของพยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว แสดงว่าก่อนที่จะออกใบอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ตั้งสถานีบริการแก๊สได้นั้นต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานราชการหลายหน่วยงานด้วยกัน โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและผลกระทบต่าง ๆ การที่โจทก์ทั้งหกอ้างว่าการก่อสร้างสถานีบริการแก๊สอาจมีผลกระทบต่อความปลอดภัยต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย และทรัพย์สินรวมทั้งสภาพความเป็นอยู่ของโจทก์ทั้งหกจึงเกิดจากการคาดคะเนของโจทก์ทั้งหกเอง ซึ่งกรณีที่โจทก์ทั้งหกจะได้รับความเดือดร้อนถึงกับต้องใช้สิทธิเพื่อยังความเดือดร้อนให้สิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 นั้น จะต้องได้ความว่าเป็นความเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร การที่จำเลยที่ 3 ใช้สิทธิใช้สอยทรัพย์พิพาทที่จำเลยที่ 3 เช่าจากจำเลยที่ 2 โดยมีการขออนุญาตปลูกสร้างและขออนุญาตประกอบกิจการสถานีบริการแก๊สโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว จึงเป็นการใช้สิทธิโดยปกติ โดยมีเหตุสมควรถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิเกินส่วนซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งหก หรือเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งหกเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมาย อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งหกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 421 และมาตรา 1337 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งหก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสถานีบริการแก๊สทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 มาตรา 3 และมาตรา 4 บัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีโดยมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องบังคับตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นเงินคนละ 15,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 20,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 สิงหาคม 2554) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ยกคําขอของโจทก์ทั้งหกในส่วนที่ขอให้บังคับจําเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสถานีบริการแก๊สทั้งหมดออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 70865 และ 79452 – 79458 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 421 ม. 1337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว. กับพวก
จำเลย — บริษัท ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางสาวจิราภรณ์ แสงจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายมงคล พันธ์ฟัก
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4775/2564
#680501
เปิดฉบับเต็ม

สมาชิกของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระค่าบริการสาธารณูปโภคตามที่คณะกรรมการหมู่บ้านกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกมีมติเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากให้จัดเก็บ โดยการจัดเก็บเป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง วรรคห้า และระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ.2545 หมวด 1 ข้อ 5 เมื่อพิจารณาตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินฯ และระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางฯ ดังกล่าวแล้ว ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าการจัดเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคอาจจะจัดเก็บแยกประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินแปลงจัดสรรหรือขนาดพื้นที่ มิได้กำหนดเป็นระเบียบไว้ว่า ที่ดินแปลงย่อยที่ใช้ประโยชน์ประเภทเดียวกันดังกรณีคดีนี้ที่ใช้ประโยชน์ที่ดินแปลงจัดสรรภายในหมู่บ้านทุกแปลงเพื่อการอยู่อาศัย ให้กำหนดค่าบริการสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนตามขนาดพื้นที่ที่หมายถึงจำนวนพื้นที่ของที่ดินเป็นตารางวาคำนวณเป็นตารางวาตามความกว้างและความยาวของที่ดินที่สร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัย จะนำจำนวนชั้นของบ้านหรือขนาดพื้นที่ใช้สอยเป็นที่อยู่อาศัยเป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าใช้จ่ายในอัตราที่แตกต่างกันไม่ได้ นอกจากนี้ ตามบทบัญญัติมาตรา 49 วรรคหนึ่ง และระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางดังกล่าวที่ใช้ถ้อยคำทำนองเดียวกันว่า "...อาจกำหนดค่าใช้จ่ายในอัตราที่แตกต่างกันที่จะจัดเก็บจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลงในอัตราตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือขนาดพื้นที่..." แสดงว่าบทบัญญัติและระเบียบดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางหรือคำแนะนำให้จำเลยที่ 1 ใช้ในการกำหนดอัตราค่าบริการสาธารณูปโภคเท่านั้น มิใช่บทบังคับให้ต้องปฏิบัติตาม อัตราค่าบริการสาธารณูปโภคที่กำหนดตามความสูงหรือจำนวนชั้นของบ้านจึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินฯ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง วรรคห้า และระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประกาศหรือการเรียกเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคของจำเลยทั้งสองที่ประกาศหรือเรียกเก็บจากโจทก์และสมาชิกลูกบ้านคนอื่น ๆ ประเภทบ้านไม่เกิน 3 ชั้น ในอัตรา 27 บาท ต่อตารางวาต่อเดือน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประกาศหรือการเรียกเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคของจำเลยทั้งสองซึ่งประกาศหรือเรียกเก็บจากโจทก์และสมาชิกเจ้าของบ้านคนอื่น ๆ ในประเภทบ้านพักอาศัยไม่เกิน 3 ชั้น ในอัตรา 27 บาท ต่อตารางวาต่อเดือน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของคู่ความที่ไม่ขัดแย้งกันรับฟังได้ว่า หมู่บ้านจัดสรร น. เป็นโครงการบ้านพักอาศัย 2 ชั้น มีการจัดตั้งนิติบุคคลจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2548 โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 54777 พร้อมบ้านเลขที่ 126/289 เนื้อที่ 102.80 ตารางวา ในหมู่บ้านดังกล่าว ต่อมาโจทก์ขออนุญาตแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบบ้านเป็น 3 ชั้น เป็นหลังแรกตั้งแต่ปี 2554 เดิมจำเลยที่ 1 เรียกเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคจากสมาชิกในหมู่บ้านตามขนาดพื้นที่ในอัตรา 14 บาท ต่อตารางวาต่อเดือน และมีการปรับขึ้นค่าบริการสาธารณูปโภคจากสมาชิกในหมู่บ้านตามขนาดพื้นที่ในอัตรา 18 บาท ต่อตารางวาต่อเดือน หลังจากนั้นมีเจ้าของที่ดินแปลงอื่นอีก 3 ราย ที่อยู่ติดกันกับบ้านของโจทก์ขออนุญาตแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบบ้านเป็น 3 ชั้น เช่นเดียวกับโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2559 จำเลยที่ 2 จัดประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2559 เพื่อพิจารณาจัดเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคเพิ่มเติมสำหรับบ้าน 3 ชั้น เป็น 27 บาท ต่อตารางวาต่อเดือน โดยโจทก์เข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมใหญ่มีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 74 เสียง ต่อ 55 เสียง เห็นชอบตามที่ประธานของจำเลยที่ 1 เสนอ โจทก์ทำหนังสือแจ้งจำเลยที่ 2 ขอคัดค้านการขึ้นค่าบริการสาธารณูปโภคเพิ่มเติมสำหรับบ้าน 3 ชั้น เป็นอัตราตารางวาละ 27 บาท ต่อเดือน และขอชำระค่าบริการสาธารณูปโภคในอัตราตารางวาละ 18 บาท ต่อเดือน จำเลยที่ 1 ทำหนังสือปฏิเสธไปยังโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 จะต้องปฏิบัติตามมติที่ประชุมใหญ่และขอให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่ค้างอยู่ 9,437.84 บาท ภายในวันที่ 10 กันยายน 2560 เจ้าของบ้าน 3 ชั้น หลังอื่น ๆ รวม 3 ราย ยินยอมชำระค่าบริการสาธารณูปโภคในอัตราตารางวาละ 27 บาท ต่อเดือนแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า อัตราค่าบริการสาธารณูปโภคที่กำหนดตามความสูงหรือจำนวนชั้นของบ้านขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง วรรคห้า และระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ.2545 ข้อ 5 หรือไม่ เห็นว่า สมาชิกของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระค่าบริการสาธารณูปโภคตามที่คณะกรรมการหมู่บ้านกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกมีมติเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากให้จัดเก็บ โดยการจัดเก็บเป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ให้จัดเก็บเป็นรายเดือนจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลง ทั้งนี้ อาจกำหนดค่าใช้จ่ายในอัตราที่แตกต่างกันตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือขนาดพื้นที่ได้ตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด" วรรคห้า บัญญัติว่า "หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด" และตามระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ.2545 หมวด 1 ข้อ 5 กำหนดว่า "นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นหรือผู้ซึ่งดำเนินการเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการตามมาตรา 44 (2) อาจกำหนดค่าใช้จ่ายที่จะจัดเก็บจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลงในอัตราตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือขนาดพื้นที่ ดังต่อไปนี้ (1) ที่ดินที่ใช้เพื่อประกอบการอุตสาหกรรม (2) ที่ดินที่ใช้เพื่อประกอบการพาณิชยกรรม (3) ที่ดินที่ใช้เพื่อเกษตรกรรม (4) ที่ดินที่ใช้เพื่ออยู่อาศัย (5) ที่ดินเปล่า" เมื่อพิจารณาข้อความดังกล่าวแล้ว ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าการจัดเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคอาจจะจัดเก็บแยกประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินแปลงจัดสรรหรือขนาดพื้นที่ มิได้กำหนดเป็นระเบียบไว้ว่า ที่ดินแปลงย่อยที่ใช้ประโยชน์ประเภทเดียวกันดังกรณีคดีนี้ที่ใช้ประโยชน์ที่ดินแปลงจัดสรรภายในหมู่บ้านทุกแปลงเพื่อการอยู่อาศัย ให้กำหนดค่าบริการสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนตามขนาดพื้นที่ที่หมายถึงจำนวนพื้นที่ของที่ดินเป็นตารางวาคำนวณเป็นตารางวาตามความกว้างและความยาวของที่ดินที่สร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยดังที่ศาลอุทธรณ์กล่าวนั้น จะนำจำนวนชั้นของบ้านหรือขนาดพื้นที่ใช้สอยเป็นที่อยู่อาศัยเป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าใช้จ่ายในอัตราที่แตกต่างกันไม่ได้ ทั้งได้ความจากว่าที่ร้อยตรีประธาน นักวิชาการที่ดินชำนาญการ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขาธนบุรี พยานจำเลยทั้งสองว่า การกำหนดค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้วแต่จะตีความบางครั้งก็ใช้ตามขนาดพื้นที่ที่ดิน บางครั้งก็ใช้ตามขนาดพื้นที่ใช้สอยเป็นเกณฑ์ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของมาตรา 49 วรรคหนึ่ง และระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางฯ หมวด 1 ข้อ 5 ดังกล่าวที่ใช้ถ้อยคำทำนองเดียวกันว่า "...อาจกำหนดค่าใช้จ่ายในอัตราที่แตกต่างกันที่จะจัดเก็บจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลงในอัตราตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือขนาดพื้นที่..." แสดงว่าบทบัญญัติและระเบียบดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางหรือคำแนะนำให้จำเลยที่ 1 ใช้ในการกำหนดอัตราค่าบริการสาธารณูปโภคเท่านั้น มิใช่บทบังคับให้ต้องปฏิบัติตาม สอดคล้องกับคำเบิกความของนางสามินทร์ นักวิชาการที่ดินชำนาญการ สำนักส่งเสริมอสังหาริมทรัพย์ พยานโจทก์ที่ตอบทนายโจทก์ถามติงว่า ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินฯ มาตรา 49 วรรคห้า เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บซึ่งเป็นแนวทางตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนดเท่านั้น นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของนายครรชิต อดีตกรรมการจำเลยที่ 1 พยานจำเลยทั้งสอง ถึงสาเหตุที่มีแก้ไขเปลี่ยนแปลงอัตราค่าบริการสาธารณูปโภคว่า เนื่องจากเดิมโครงการหมู่บ้าน น. เป็นหมู่บ้านแบบ 2 ชั้น ต่อมาโจทก์และเจ้าของบ้านอื่นอีก 4 หลัง ได้ขอเปลี่ยนแปลงเป็นแบบ 3 ชั้น ซึ่งพยานและคณะกรรมการนิติบุคคลในขณะนั้นเห็นว่าไม่เป็นธรรมแก่สมาชิกผู้อาศัยคนอื่น ๆ ภายในหมู่บ้านและไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย จึงนัดเรียกประชุมสมาชิกแก้ไขค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคในอัตราตามมติที่ประชุมใหญ่จะกำหนดและอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมทางสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ภายหลังมีมติแล้ว บ้านที่ดัดแปลงเป็นบ้าน 3 ชั้นจำนวนอีก 4 หลัง ยินยอมชำระค่าส่วนกลางตามมติที่ประชุมดังกล่าว ทั้งโจทก์ก็มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ยอมรับเห็นชอบด้วยกับการจัดเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคในอัตราใหม่เพราะสอดคล้องกับการใช้สอยในปัจจุบัน เพียงแต่โต้แย้งว่าไม่ควรนำมาใช้บังคับกับโจทก์และสมาชิกลูกบ้านอื่นที่ก่อสร้างบ้านก่อนมีการปรับปรุงข้อบังคับและระเบียบปฏิบัติ ปี 2554 เท่านั้น ดังนี้แล้ว แสดงว่า นอกจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญของสมาชิกมีมติเห็นชอบกับอัตราค่าบริการสาธารณูปโภคที่เปลี่ยนแปลงใหม่แล้ว สมาชิกส่วนใหญ่ในที่ประชุมรวมเจ้าของบ้านประเภท 3 ชั้น และโจทก์ยังเห็นว่าอัตราค่าบริการสาธารณูปโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดความเป็นธรรม ทั้งยังเป็นการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยแก่สมาชิก จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองอาศัยมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญมาบีบบังคับให้โจทก์และสมาชิกเจ้าของบ้านพักอาศัยอีก 3 ราย จำต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำรุงและการจัดการสาธารณูปโภคในอัตราสูงกว่าสมาชิกเจ้าของบ้านพักอาศัยรายอื่นแบบ 2 ชั้น อัตราค่าบริการสาธารณูปโภคที่กำหนดตามความสูงหรือจำนวนชั้นของบ้านจึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง วรรคห้า และระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ.2545 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การจัดเก็บค่าส่วนกลางบ้านที่พักอาศัยแบบ 3 ชั้น ให้สูงกว่าบ้านที่พักอาศัยแบบ 2 ชั้น ขัดต่อพระราชบัญญัติและระเบียบดังกล่าว ไม่มีผลใช้บังคับได้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 49 วรรคหนึ่ง ม. 49 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ช.
จำเลย — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางฤมล ทาสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุจิน ซื่อสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4765/2564
#680496
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง กฎหมายมุ่งประสงค์ลงโทษผู้ดำเนินการที่ทำหน้าที่ควบคุม ดูแล และรับผิดชอบในการดำเนินการสถานที่ซึ่งจัดไว้เพื่อการประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม หากมีการดำเนินการดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขึ้นเมื่อใด ย่อมเป็นความผิดสำเร็จทันที ส่วนความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมในการตรวจโรค วินิจฉัยโรค บำบัดโรค ป้องกันโรค และอื่น ๆ ที่กระทำต่อมนุษย์ โดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง กฎหมายมุ่งคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนให้ปลอดภัยจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมดังกล่าวที่ไม่ได้มาตรฐาน การกระทำความผิดแต่ละข้อหาจึงมีการกระทำและเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกัน เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 265, 268 พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 4, 24, 57 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 4, 26, 43 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 26, 43 พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง, 57 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารจึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี ฐานดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 18 เดือน ริบใบรับรองแพทย์และใบเสร็จรับเงินของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดครั้งเดียว และจำเลยตรวจรักษาผู้ป่วย ออกใบรับรองแพทย์กับใบเสร็จรับเงิน ก็เป็นการกระทำในเหตุการณ์เดียวกันจึงถือเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เห็นว่า การกระทำความผิดแต่ละข้อหาของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายต่างฉบับกัน ความผิดฐานดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้ดำเนินการที่ทำหน้าที่ควบคุม ดูแล และรับผิดชอบในการดำเนินการสถานที่ซึ่งจัดไว้เพื่อการประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม หากมีการดำเนินการดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขึ้นเมื่อใด ย่อมเป็นความผิดสำเร็จทันที แตกต่างจากความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมในการตรวจโรค วินิจฉัยโรค บำบัดโรค ป้องกันโรค และอื่น ๆ ที่กระทำต่อมนุษย์ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายมุ่งคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนให้ปลอดภัยจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมดังกล่าวที่ไม่ได้มาตรฐาน การกระทำความผิดแต่ละข้อหา จำเลยจึงมีการกระทำและเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกัน ส่วนความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นการกระทำโดยมีเจตนาด้วยประสงค์ต่อผลในการปลอมเอกสารสิทธิและนำเอกสารสิทธิปลอมนั้นไปใช้เป็นหลักฐานว่ามีการตรวจรักษาโรคโดยแพทย์ผู้ตรวจและชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่แพทย์ผู้นั้นจริง เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 3 กระทง ไม่ใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยรวม 3 กระทง จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91, 264 วรรคแรก, 265, 268
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ม. 26 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายพงศ์ภัทร อะสีติรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4717/2564
#680722
เปิดฉบับเต็ม

การรวมโทษของจำเลยทุกคดีแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 20 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) นั้น จะต้องปรากฏว่าการกระทำความผิดของจำเลยทุกคดีมีลักษณะเกี่ยวพันกันจนอาจจะฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง หรือรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ แต่โจทก์กลับแยกฟ้องเป็นหลายคดีและไม่มีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน แต่สำหรับคดีนี้และคดีที่นับโทษต่อ จำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนกัน คดีแต่ละสำนวนไม่เกี่ยวพันกันและไม่อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ศาลย่อมนับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกันอันอาจทำให้จำเลยต้องโทษจำคุกทุกคดีเกิน 20 ปีได้ หาได้อยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (2) ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93, 341 ให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 100,000 บาท ขอเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย และนับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1022/2557 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2562 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3292/2561, อ.3564/2561, อ.656/2562, อ.658/2562, อ.659/2562, อ.661/2562, อ.662/2562, อ.3468/2562, อ.2674/2562, อ.2468/2562, และ อ.3465/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2562 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3292/2561, อ.3564/2561, อ.656/2562, อ.658/2562, อ.659/2562, อ.661/2562, อ.662/2562, อ.3468/2562, อ.2674/2562, อ.2468/2562 และ อ.3465/2562 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1022/2557 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เนื่องจากคดีดังกล่าว ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ศาลออกหมายจับจำเลยเพื่อบังคับตามคำพิพากษา พ้นกำหนดอายุความไม่อาจบังคับโทษแก่จำเลยในคดีดังกล่าวได้ จึงไม่อาจเพิ่มโทษหรือนับโทษต่อในคดีนี้ตามที่โจทก์ขอ ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี ส่วนการนับโทษต่อและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าการนับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่นจะนับโทษต่อรวมกันได้ไม่เกิน 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นั้น เห็นว่า การรวมโทษของจำเลยทุกคดีแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นั้น จะต้องปรากฏว่าการกระทำผิดของจำเลยทุกคดีมีลักษณะเกี่ยวพันกันจนอาจจะฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง หรือรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ แต่โจทก์กลับแยกฟ้องเป็นหลายคดีและไม่มีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน แต่สำหรับคดีนี้และคดีที่นับโทษต่อ จำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนกัน คดีแต่ละสำนวนไม่เกี่ยวพันกันและไม่อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ศาลย่อมนับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกันอันอาจทำให้จำเลยต้องโทษจำคุกทุกคดีเกิน 20 ปี ได้ หาอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (2)
ป.วิ.อ. ม. 160 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางพรชนก ณ ถลาง
ศาลชั้นต้น — นายปริญญา อิทธิวิกุล
ชื่อองค์คณะ
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4677/2564
#681479
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลอมลายมือชื่อ ธ. ในฐานะผู้แทนนิติบุคคลผู้เสียหายที่ 1 ในสัญญาเงินกู้จำนวน 4,200,000 บาท สัญญาเงินกู้เบิกเกินบัญชีจำนวน 1,800,000 บาท และสัญญามอบสิทธิเรียกร้องเงินฝากเป็นประกันจำนวน 1,800,000 บาท และปลอมลายมือชื่อ ธ. ในฐานะส่วนตัว ในสัญญาค้ำประกันสองฉบับเพื่อค้ำประกันสัญญาเงินกู้ข้างต้น หลังจากนั้นจำเลยนำสัญญาทุกฉบับไปใช้อ้างแสดงต่อพนักงานของโจทก์ร่วมเพื่อขอกู้ยืมเงินในเวลาเดียวกัน ดังนี้ แม้สัญญาดังกล่าวจะเป็นเอกสารคนละฉบับกัน แต่จำเลยทำขึ้นโดยมีเจตนาเดียวกันคือเพื่อมุ่งหมายที่จะให้ได้เงินจากโจทก์ร่วมเป็นหลัก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 8,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 8 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของนาย ธ. กรรมการผู้แทนนิติบุคคลผู้เสียหายที่ 1 ในสัญญาสินเชื่อ B. (เงินกู้ระยะยาวสำหรับธุรกิจ SME ที่ประสบอุทกภัย) จำนวน 4,200,000 บาท สัญญาสินเชื่อ B. (เงินกู้เบิกเกินบัญชีสำหรับธุรกิจ SME ที่ประสบอุทกภัย) จำนวน 1,800,000 บาท และสัญญามอบสิทธิเรียกร้องเงินฝากเป็นประกัน จำนวน 1,800,000 บาท ทั้งปลอมลายมือชื่อของนาย ธ.ผู้เสียหายที่ 3 ในฐานะส่วนตัว ตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้สินเชื่อ B. รวม 2 ฉบับ วงเงิน 4,200,000 บาท และวงเงิน 1,800,000 บาท ตามลำดับ หลังจากนั้นจำเลยนำสัญญาดังกล่าวทุกฉบับไปใช้อ้างแสดงต่อพนักงานของโจทก์ร่วมเพื่อขอกู้ยืมเงินตามฟ้องในวันและเวลาเดียวกัน แสดงว่าแม้สัญญาดังกล่าวจะเป็นเอกสารคนละฉบับกัน แต่ก็เป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นโดยมีเจตนาเดียวกันคือเพื่อมุ่งหมายจะให้ได้เงินจากโจทก์ร่วมเป็นหลัก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่หลายกรรมต่างกันไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยปรากฏว่า การที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของนาย ธ. ในสัญญาสินเชื่อ B. สัญญาค้ำประกัน และสัญญามอบสิทธิเรียกร้องเงินฝากเป็นประกันตามฟ้อง จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นสถาบันการเงินหลงเชื่อและอนุมัติปล่อยสินเชื่อเงินกู้ให้ไปเป็นเงินจำนวนมากถึง 6,000,000 บาท เพื่อต้องการนำเงินมาหมุนเวียนประกอบธุรกิจและใช้จ่ายภายในครอบครัว อันเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยชำระเงินคืนให้โจทก์ร่วมซึ่งได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินเพียงบางส่วน ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะเงินต้นไม่รวมดอกเบี้ยพบว่ายังค้างชำระอยู่ถึง 3,400,000 บาทเศษ ดังนั้น แม้จำเลยจะแก้ฎีกาอ้างว่า จำเลยบรรเทาผลร้ายโดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จนเป็นที่พอใจ ทั้งจำเลยเจ็บป่วยเป็นโรคร้าย มีภาระต้องเลี้ยงดูบุตร 3 คน หรือมีเหตุอื่นที่อ้างตามคำแก้ฎีกา ก็ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายปกครอง เปรมดิษฐกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา