คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 2/2547
#415572
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒/๒๕๔๗

วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ประกอบกับ พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โจทก์ ได้ยื่นฟ้องนายดาบตำรวจสมปอง แก้วโกต ที่๑ พลตำรวจตรีทวีพร นามเสถียร ที่ ๒ พันตำรวจเอกสมศักดิ์ แสนชื่น ที่ ๓ พันตำรวจเอกอำรุง จิตรภักดี ที่ ๔ พันตำรวจโทมารุต จันทร์นวล ที่ ๕ นางสาววรรณวดี รื่นสำราญ ที่ ๖พันตำรวจโทสงคราม เสงี่ยมพักตร์ ที่ ๗ พันตำรวจโทธวัช ปิ่นประยงค์ ที่ ๘ พันตำรวจตรีชูเวช หล่อจิตต์ ที่ ๙ ร้อยตำรวจเอกนัทธี นารี ที่ ๑๐ ร้อยตำรวจเอกสุธีหรือพีรวัส อุดมทรัพย์ที่๑๑ ร้อยตำรวจโทนเรศ สนอ่วม ที่ ๑๒ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๕๕๔/๒๕๔๕ ความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ และ ที่ ๗ ถึงที่ ๑๒ กับพันตำรวจโทหญิงสุภาพันธ์ รื่นสำราญ รับราชการตำรวจในสังกัดโจทก์ ประจำกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน ต่อมา พันตำรวจโทหญิงสุภาพันธ์ รื่นสำราญ ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๖ จึงเป็นทายาทโดยธรรมซึ่งได้รับมรดกแต่เพียงผู้เดียว ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๓๗ ถึงเดือนมีนาคม๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของข้าราชการตำรวจและลูกจ้างประจำในสังกัดกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน ที่ได้รับมาจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตรวจพบว่ามีรายชื่อข้าราชการตำรวจและลูกจ้างประจำที่ลาออก ถูกให้ออก ปลดออก ไล่ออก เสียชีวิต และย้ายไปดำรงตำแหน่งในสังกัดอื่นฯ ที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนและค่าจ้างมาเบิกจ่ายในบัญชีเงินเดือนข้าราชการตำรวจและลูกจ้างประจำ กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน จำนวน ๑๐ ราย แต่ไม่รายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น เพื่อแจ้งให้แผนกการเงิน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ทำการแก้ไขให้ถูกต้อง แต่กลับจัดทำใบเบิกจ่ายเงินเพื่อใช้จ่ายในราชการ (แบบ ๓๕๐) ให้มียอดเงินเดือนและค่าจ้างของข้าราชการตำรวจและลูกจ้างประจำที่ไม่มีสิทธิเบิกเงินดังกล่าวรวมอยู่ด้วยเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นลงนามในฐานะผู้เบิก กับจัดทำบัญชีจ่ายเงินเดือนโดยระบุชื่อข้าราชการตำรวจและลูกจ้างประจำที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนมาเบิกจ่ายในบัญชีเงินเดือนของข้าราชการตำรวจและลูกจ้างประจำ สังกัดกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน เสนอผู้กำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน ลงนามส่งไปยังแผนกการเงิน กองบัญชาการตำรวจนครบาล เป็นเหตุให้แผนกการเงินเข้าใจว่าใบเบิกจ่ายและบัญชีเงินเดือนดังกล่าวถูกต้องและอนุมัติเบิกจ่ายเงินไปเท่ากับจำนวนเงินเดือนและเงินที่ต้องหักชำระหนี้ของข้าราชการตำรวจและลูกจ้างประจำที่ไม่มีสิทธิเบิก โดยโอนเงินเดือนเข้าบัญชีกระแสรายวันของกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวช ต่อมาจำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๔ หรือจำเลยที่ ๑๑ ได้ร่วมกันลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คถอนเงินที่หักไว้ชำระหนี้ รวมทั้งเงินเดือนของข้าราชการตำรวจและลูกจ้างประจำที่ไม่มีสิทธิเบิกออกจากบัญชีกระแสรายวันดังกล่าว แล้วจำเลยที่ ๑ เบียดบังยักยอกเอาเงินดังกล่าวไปเป็นจำนวน ๑,๗๒๖,๗๗๙ บาท จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ และจำเลยที่ ๗ถึงที่ ๑๒ กับพันตำรวจโทหญิงสุภาพันธ์ รื่นสำราญ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่งและแบบแผนของทางราชการที่กำหนดไว้เกี่ยวกับการตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินเดือนและค่าจ้าง จำนวนเงินที่ขอเบิกและบัญชีเงินเดือนเป็นช่องทางให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริต ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสองชดใช้ค่าเสียหาย โดยให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๒ ร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ทั้งช่วงเวลากระทำละเมิดก่อนวันที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ใช้บังคับและหลังจากวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับตามอัตราส่วนเฉพาะตัวที่จะต้องรับผิดในช่วงเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่

จำเลยที่ ๕ ให้การว่าคดีขาดอายุความ และโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๙ ให้การว่ามิได้กระทำละเมิดตามฟ้อง นอกจากนี้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและคดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแพ่งพิเคราะห์แล้วมีความเห็นว่า โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ถึงที่ ๑๒ กับจำเลยที่ ๖ ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของพันตำรวจโทหญิงสุภาพันธ์ รื่นสำราญ ข้าราชการในสังกัดกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน หน่วยงานหนึ่งของโจทก์ให้ร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิด โดยโจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างถึงการใช้อำนาจตามกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ถึงที่ ๑๒ กับพันตำรวจโทหญิงสุภาพันธ์ ตั้งแต่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ใช้บังคับ คือระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๓๙ และตั้งแต่วันที่ ๑๕มีนาคม ๒๕๓๙ ถึงเดือนมีนาคม ๒๕๔๑ หลังจากพระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแล้ว ดังนั้นการจะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสิบสองจะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด สำหรับการกระทำที่เกิดก่อนวันที่บังคับใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว ย่อมต้องเป็นไปตามหลักความรับผิดเพื่อละเมิด และค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาก็คือศาลยุติธรรม และแม้ต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแล้ว ก็ไม่ปรากฏจากคำฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ได้กระทำการหรือจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ถึงที่ ๑๒ กับพันตำรวจโทสุภาพันธ์ ได้ละเลยต่อหน้าที่อื่นใดอีก แสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำละเมิดในลักษณะเดียวกันตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๓๗ ถึงเดือนมีนาคม ๒๕๔๑ ซึ่งศาลสามารถวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ในคราวเดียวกัน เพียงแต่เมื่อพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ใช้บังคับแล้ว โจทก์ระบุถึงจำนวนค่าเสียหายที่ให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๒ ร่วมรับผิดตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งศาลยุติธรรมสามารถพิพากษาในส่วนของความรับผิดในค่าเสียหายให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินั้นได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิเคราะห์แล้วมีความเห็นว่า ขณะเกิดเหตุละเมิดในคดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐ ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ด้านการเงินและตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินเดือนและค่าจ้าง ถูกกล่าวหาว่าได้อาศัยโอกาสจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเบียดบังหรือยักยอกเงินของทางราชการไปโดยทุจริต จนเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนจำเลยที่ ๒ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ถึงที่ ๑๒ และพันตำรวจโทหญิงสุภาพันธ์ รื่นสำราญ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินของกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน และเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ อาศัยช่องทางดังกล่าว ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตยักยอกเงินของทางราชการไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้การกระทำละเมิดจะได้เกิดขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ใช้บังคับก็ตาม แต่เมื่อวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสิบสอง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ประกาศใช้บังคับแล้วและได้มีประกาศเปิดทำการศาลปกครองกลางแล้ว ศาลปกครองกลางย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองดังกล่าวได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองกลางตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่จะต้องพิจารณา คือ การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่ แล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา ๒๗๖ ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

ข้อเท็จจริงตามฟ้องกล่าวอ้างว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ถึงที่ ๑๒ กับพันตำรวจโทหญิงสุภาพันธ์ รื่นสำราญ รับราชการตำรวจสังกัดกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินและตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานการเบิกจ่ายเงินเดือนของข้าราชการตำรวจและค่าจ้างของลูกจ้างประจำ ในสังกัดกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ถึงที่ ๑๒ กับพันตำรวจโทหญิงสุภาพันธ์ รื่นสำราญ เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานการเบิกจ่ายเงินของกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน ดังนั้น จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ถึงที่ ๑๒ กับพันตำรวจโทหญิงสุภาพันธ์ รื่นสำราญจึงเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้อาศัยโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่เบียดบังยักยอกเงินของทางราชการไปโดยทุจริต เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย โดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ถึงที่ ๑๒ กับพันตำรวจโทหญิงสุภาพันธ์ รื่นสำราญ ผู้บังคับบัญชาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่งและแบบแผนของทางราชการที่กำหนดไว้เกี่ยวกับการตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินเดือนและค่าจ้าง จำนวนเงินที่ขอเบิก บัญชีเงินเดือน เป็นช่องทางให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตยักยอกเงินดังกล่าวไป คดีจึงมีประเด็นพิพาทว่าเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติตามหน้าที่ตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ หรือไม่ ฉะนั้น จึงถือว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ในส่วนของจำเลยที่ ๖ ที่โจทก์ฟ้องในฐานะทายาทโดยธรรมซึ่งได้รับมรดกของพันตำรวจโทหญิงสุภาพันธ์นั้น กรณีนี้ยังถือว่าเป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นคดีละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีเกี่ยวกับการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โจทก์ นายดาบตำรวจสมปอง แก้วโกต ที่ ๑ พลตำรวจตรีทวีพร นามเสถียร ที่ ๒ พันตำรวจเอกสมศักดิ์ แสนชื่น ที่ ๓ พันตำรวจเอกอำรุง จิตรภักดี ที่ ๔ พันตำรวจโทมารุต จันทร์นวล ที่ ๕ นางสาววรรณวดี รื่นสำราญ ที่ ๖ พันตำรวจโทสงคราม เสงี่ยมพักตร์ ที่ ๗ พันตำรวจโทธวัช ปิ่นประยงค์ ที่ ๘ พันตำรวจตรีชูเวช หล่อจิตต์ ที่ ๙ ร้อยตำรวจเอกนัทธี นารี ที่ ๑๐ ร้อยตำรวจเอกสุธีหรือพีรวัส อุดมทรัพย์ ที่ ๑๑ร้อยตำรวจโทนเรศ สนอ่วม ที่ ๑๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลปกครองกลาง

(ลงชื่อ) อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท อัฎฐพร เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(อัฎฐพร เจริญพานิช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จำเลย — นายดาบตำรวจสมปอง แก้วโกต ที่ 1 กับพวกรวม 12 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 1/2547
#415571
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑/๒๕๔๗

วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นางสุขเกษม สว่างบำรุง ยื่นฟ้องสำนักงานเกษตรอำเภอมหาราช ที่ ๑ กรมส่งเสริมการเกษตร ที่ ๒ กระทรวงการคลัง ที่ ๓ ต่อศาลปกครองกลาง ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๓ ตำบลหัวไผ่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเนื้อที่ ๑๑ ไร่๓ งาน ๖๔ ตารางวา (ต่อมาได้แบ่งขายให้ผู้อื่นไปบางส่วนคงเหลือที่ดินจำนวน ๑๐ ไร่ ๒ งาน๓๐ ตารางวา) โดยในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ผู้ฟ้องคดีได้จดทะเบียนให้ที่ดินแก่กระทรวงการคลัง เพื่อใช้ในราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื้อที่ ๒งาน ๑๔ตารางวา โดยแบ่งแยกจากที่ดินแปลงดังกล่าวออกเป็นโฉนดใหม่คือ โฉนดเลขที่๑๐๓๑๐ เลขที่ดิน๕๒๘ ตำบลหัวไผ่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งต่อมาสำนักงานเกษตรอำเภอมหาราชได้ทำการปลูกสร้างอาคารสำนักงานและอาคารเก็บวัสดุบนที่ดินแปลงที่ผู้ฟ้องคดียกให้ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ผู้ฟ้องคดีได้ทำการขอแบ่งแยกรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดี (โฉนดเลขที่๒๕๓) และได้นำช่างรังวัดมาทำการรังวัดที่ดิน ช่างรังวัดที่ดินได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า อาคารเก็บวัสดุสำนักงานเกษตรอำเภอมหาราชได้ก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีประมาณ ๔๐ตารางวา ผู้ฟ้องคดีจึงติดต่อกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขมาโดยตลอด (ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๒) โดยสามารถลำดับเหตุการณ์ได้ดังนี้

- ๒ กันยายน ๒๕๓๙ ผู้ฟ้องคดีทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ทำการรื้อถอนอาคารที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเช่าหรือซื้อที่ดินในส่วนที่รุกล้ำ ซึ่งต่อมากระทรวงเกษตรฯ แจ้งว่า ได้มีหนังสือแจ้งให้กรมส่งเสริมการเกษตรตรวจสอบแล้ว

- ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๐ สำนักงานราชพัสดุจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบผลการตรวจสอบที่ดินว่า อาคารดังกล่าวไม่ได้รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี

- ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๐ กรมส่งเสริมการเกษตรมีหนังสือแจ้งว่า พื้นที่อาคารเก็บวัสดุรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีจำนวน ๔.๓ ตารางวา และนัดให้ผู้ฟ้องคดีไปเจรจาแต่เมื่อผู้ฟ้องคดีไปที่กรมส่งเสริมการเกษตรตามกำหนดกลับไม่พบเจ้าหน้าที่จึงไม่มีการเจรจากันแต่ประการใด

- ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ผู้ฟ้องคดีได้รับโทรเลขจากสำนักงานเกษตรอำเภอมหาราชให้ผู้ฟ้องคดีไปทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทภายในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ผู้ฟ้องคดีได้เดินทางไปที่สำนักงานเกษตรอำเภอมหาราชเพื่อตกลงทำสัญญาเช่าที่ดินตามที่เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมไว้ แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อมาแต่ประการใด

ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานเกษตรอำเภอมหาราช กรมส่งเสริมการเกษตรมาทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท หากไม่เช่าผู้ฟ้องคดีจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป แต่ไม่มีการตอบรับจากกรมส่งเสริมการเกษตร

- ๘ เมษายน ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีไปติดต่อสำนักงานที่ดินอำเภอท่าเรือเพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ดินไกล่เกลี่ยที่ดินพิพาทกับธนารักษ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่ที่ดินแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า ธนารักษ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่ระหว่างดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบการปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งต่อมาทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้มีหนังสือที่ อย ๐๐๑๒/๐๓๔๓๔ ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๒ แจ้งว่าคณะทำงานตรวจสอบการปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบแล้วพบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดียกให้เป็นของทางราชการซึ่งได้ปักหลักเขตไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๙

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การกระทำของกรมธนารักษ์หรือธนารักษ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กระทรวงการคลัง หรือคณะทำงานตรวจสอบการปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี การกระทำของสำนักงานเกษตรอำเภอมหาราช กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบซึ่งเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิในทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๘ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ยกเลิกคำสั่งหรือคำชี้ขาดของคณะทำงานตรวจสอบการปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ให้สำนักงานเกษตรอำเภอมหาราช กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน ๕๔๐,๐๐๐บาท ให้สำนักงานเกษตรอำเภอมหาราชรื้อถอนอาคารเก็บวัสดุที่สร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีแต่ถ้าการรื้อถอนดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ตามสภาพหรือก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งขึ้น ให้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ซื้อที่ดินส่วนที่รุกล้ำ๔๐ ตารางวา โดยผู้ฟ้องคดีขายให้ในราคาตารางวาละ ๑๐,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า อาคารเก็บวัสดุการเกษตรตามคำฟ้องคดีนี้เป็นของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรอำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อาคารดังกล่าวก่อสร้างขึ้นเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๒๙ ตามคำสั่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และไม่มีส่วนใดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๓ เนื่องจากที่ดินทั้งหมดเป็นที่ราชพัสดุ โดยพื้นที่ส่วนหนึ่งได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ สำนักงานเกษตรอำเภอมหาราชได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินจำนวน๒ แปลง เนื้อที่ ๓ งาน ๘ ตารางวา ติดต่อกันโดยสงบและเปิดเผยมีเจตนาเป็นเจ้าของมาตั้งแต่การส่งมอบการให้ แม้ว่าเนื้อที่ที่ดินตามหลักฐานในโฉนดมีเพียง ๒ งาน ๔๔ ตารางวา ก็ตาม เมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้านหรือโต้แย้งจนเลยระยะเวลา ๑๐ ปีย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนเกิน นางสุขเกษม สว่างบำรุง ไม่มีสิทธิในที่ดินนี้

ในระหว่างพิจารณา ศาลปกครองกลางเห็นว่า คู่กรณีต่างโต้แย้งกันในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาท โดยมีประเด็นที่จะพิจารณา ๒ ประเด็นคือ

ประเด็นที่ ๑ การกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินของผู้ฟ้องคดี ประเด็นนี้ผู้ฟ้องคดีมีวัตถุประสงค์เพื่อขอให้ศาลปกครองพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชดใช้เงินหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นการเยียวยาในการกระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นการใช้อำนาจเสมอปัจเจกชนบุคคลโดยทั่วไป คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ประเด็นที่ ๒ การโต้แย้งเกี่ยวกับการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ประเด็นนี้ การโต้แย้งดังกล่าวมิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือใช้อำนาจปกครอง หรือการดำเนินการทางปกครองที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจพิเศษเหนือปัจเจกบุคคล แต่เป็นการโต้แย้งสิทธิเสมอหนึ่งเป็นปัจเจกบุคคลทั่วไปในการอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเห็นด้วยกับความเห็นของศาลปกครองกลางว่าคดีนี้อยู่ใน

เขตอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยประสงค์ที่จะให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งหรือคำชี้ขาดของคณะทำงานที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาตั้งขึ้น และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีอันเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปลูกสร้างอาคารสำนักงานและอาคารที่พักรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีรวมทั้งงดเว้นการกระทำอันเป็นการละเมิดเป็นหลักแห่งข้อหา จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องมาจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ และการแก้ไขบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้งนั้นต้องมีคำบังคับตามที่กำหนดในมาตรา ๗๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจะกล่าวอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้วก็ตามแต่มูลคดีนี้เป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดมิใช่เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยตรง ทั้งข้อกล่าวอ้างของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยอมรับว่าที่ดินพิพาทอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๓ ของผู้ฟ้องคดีจริงประเด็นต้องวินิจฉัยจึงมีว่าการที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐปลูกสร้างอาคารสำนักงานและอาคารที่พักรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำละเมิดหรือไม่ ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางตามมาตรา ๔๒ ประกอบมาตรา ๙ (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และขอให้มีคำสั่งตามมาตรา ๗๒ (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ด้วย ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองกลางศาลยุติธรรมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี

คำวินิจฉัย

ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า สำนักงานเกษตรอำเภอมหาราชได้ก่อสร้างอาคารเก็บวัสดุรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงติดต่อกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขมาโดยตลอด แต่หน่วยราชการดังกล่าวกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้นหรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบซึ่งไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิในทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๘ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ยกเลิกคำสั่งหรือคำชี้ขาดของคณะทำงานตรวจสอบการปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี รวมถึงให้รื้อถอนอาคารเก็บวัสดุที่สร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ถ้าการรื้อถอนดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ตามสภาพหรือก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งขึ้น ให้กรมธนารักษ์กระทรวงการคลัง ซื้อที่ดินส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีได้ให้การว่า อาคารเก็บวัสดุก่อสร้างขึ้นโดยไม่มีส่วนใดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๓ เพราะที่ดินทั้งหมดเป็นที่ราชพัสดุ โดยพื้นที่ส่วนหนึ่งได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดีได้ครอบครองและทำประโยชน์ติดต่อกันโดยสงบและเปิดเผยมีเจตนาเป็นเจ้าของมาตั้งแต่การส่งมอบการให้ เมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้านหรือโต้แย้งจนเลยระยะเวลา ๑๐ ปี ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนเกินผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท ดังนั้นประเด็นหลักแห่งคดีจึงเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท

ปัญหาที่จะต้องพิจารณา คือ การพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้คู่กรณีโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ จึงจะสามารถพิจารณาเกี่ยวกับความเสียหายของผู้ฟ้องคดีได้ จึงเป็นกรณีพิพาทอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ทรัพย์สิน มาตรา ๑๒๙๘และมาตรา ๑๓๐๔ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ระหว่าง นางสุขเกษม สว่างบำรุง ผู้ฟ้องคดี กับสำนักงานเกษตรอำเภอมหาราช ที่ ๑ กรมส่งเสริมการเกษตร ที่ ๒กระทรวงการคลัง ที่ ๓ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

(ลงชื่อ) อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท อัฏฐพร เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(อัฏฐพร เจริญพานิช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสุขเกษม สว่างบำรุง
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานเกษตรอำเภอมหาราช ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10897/2546
#112814
เปิดฉบับเต็ม

ในการฟื้นฟูกิจการนั้นจะมีการดำเนินการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มต่าง ๆ โดยรวม เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ผู้ทำแผนจะนำหนี้ดังกล่าวไปจัดอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ต่าง ๆ ตามมาตรา 90/42 ทวิ และกำหนดการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มต่าง ๆ ไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ย่อมเป็นไปตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในแผน เช่นนี้แม้ว่าจะมีคำสั่งถึงที่สุดให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้แล้ว การที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จริงจากการฟื้นฟูกิจการเป็นจำนวนเท่าใด จะต้องนำจำนวนหนี้ดังกล่าวนั้นมาปรับกับแผนฟื้นฟูกิจการก่อน เจ้าหนี้จะถือว่าตนมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและขอบังคับคดีเช่นเดียวกับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหาได้ไม่

ผู้ร้องและลูกหนี้เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ผู้ร้องเรียกร้องค่าธรรมเนียมอันเกิดจากสัญญายืมใบหุ้นที่ผู้ร้องนำใบหุ้นของตนไปทำสัญญาจำนำกับธนาคาร ก. เพื่อประกันสินเชื่อที่ลูกหนี้มีต่อธนาคารดังกล่าว ในการที่จะวินิจฉัยว่า หนี้นี้มีลักษณะเป็นหนี้การค้าหรือหนี้อื่น ๆ ตามแผนฟื้นฟูกิจการ จะต้องพิจารณาจากเนื้อความในแผนและความมุ่งหมายของแผนฟื้นฟูกิจการนั้น เมื่อหนี้การค้าจะต้องเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นตามปกติการค้าของการประกอบธุรกิจและจะมีการชำระหนี้ส่วนนี้คืนตามข้อกำหนดในสัญญาหรือข้อตกลงเดิมที่มีอยู่ ที่ผู้ร้องให้บริษัทในเครือเดียวกันยืมใบหุ้นไปจำนำเพื่อประกันหนี้นั้นมีลักษณะเป็นการเอื้อเฟื้อช่วยเหลือลูกหนี้ทางด้านการเงิน ถือว่าเป็นหนี้อื่น ๆ มิใช่เจ้าหนี้การค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผน และต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยมีบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้บริหารแผน ผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และค่าเสียหาย ตามสัญญายืมใบหุ้นจำนวน ๑,๓๐๓,๙๔๐,๕๔๙.๓๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าธรรมเนียมจำนวน ๓,๓๒๘,๘๕๙.๓๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก ผู้บริหารแผนยื่นคำร้องคัดค้าน ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง คดีถึงที่สุด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้บริหารแผนดำเนินการตามแผนโดยชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องทันที

ผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้านว่า? เมื่อผู้บริหารแผนได้ทราบคำสั่งศาลในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องแล้ว ผู้บริหารแผนได้ดำเนินการตรวจสอบหนี้เพื่อจัดสรรชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนปรับโครงสร้างหนี้โดยไม่ได้เพิกเฉยแต่อย่างใด ในหนี้ส่วนของผู้ร้องนั้น ผู้บริหารแผนได้คำนวณจัดสรรหนี้รายนี้เสร็จแล้ว โดยจะสามารถชำระหนี้ดอกเบี้ยประจำงวดที่จะถึงกำหนดต่อไปสำหรับหนี้ชั้นที่ ๑ พร้อมทั้งจะจัดสรรชำระหนี้ดอกเบี้ยในงวดอื่น ๆ ที่ผ่านมาตามสิทธิที่เจ้าหนี้จะได้รับดังที่ระบุไว้ในแผน ส่วนหนี้เงินต้นของหนี้ที่จัดสรรเป็นหนี้ชั้นที่ ๑ และชั้นที่ ๒ ผู้บริหารแผนจะจัดสรรชำระหนี้ให้เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ตามที่ระบุไว้ในแผนคือวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๗

ศาลล้มละลายกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ให้งดไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการแรกว่า การที่ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดในสำนวนคำขอรับชำระหนี้อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมจำนวน ๓,๓๒๘,๘๕๙.๓๘ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้ร้องจะขอให้ผู้บริหารแผนชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องโดยทันทีได้หรือไม่ เห็นว่า ในการฟื้นฟูกิจการนั้นจะมีการดำเนินการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มต่าง ๆ โดยรวม โดยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๒๖ และมาตรา ๙๐/๒๗ ได้กำหนดให้เจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน ๑ เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งสำเนาคำขอรับชำระหนี้ให้ผู้ทำแผนโดยไม่ชักช้า จากนั้นผู้ทำแผนก็จะนำหนี้ดังกล่าวไปจัดอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ต่าง ๆ ตามมาตรา ๙๐/๔๒ ทวิ และกำหนดการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มต่าง ๆ ไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้รับการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้และศาลเห็นชอบด้วยแล้ว การชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการย่อมเป็นไปตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในแผน เช่นนี้แม้ว่าจะมีคำสั่งถึงที่สุดให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้แล้ว การที่เจ้าหนี้รายนี้จะได้รับชำระหนี้จริงจากการฟื้นฟูกิจการเป็นจำนวนเท่าไร จะต้องนำจำนวนหนี้ดังกล่าวนั้นมาปรับกับแผนฟื้นฟูกิจการก่อน ผู้ร้องจะถือว่าตนมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและขอบังคับคดีเช่นเดียวกับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหาได้ไม่ อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ร้องมีฐานะเป็นเจ้าหนี้การค้าตามแผนฟื้นฟูกิจการหรือไม่ และผู้ร้องมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามแผนอย่างไร? ผู้ร้องและลูกหนี้เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ผู้ร้องเรียกร้องค่าธรรมเนียมอันเกิดจากสัญญายืมใบหุ้นที่ผู้ร้องนำใบหุ้นของตนไปทำสัญญาจำนำกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อประกันสินเชื่อที่ลูกหนี้มีต่อธนาคารดังกล่าวในการที่จะวินิจฉัยว่าหนี้นี้มีลักษณะเป็นหนี้การค้า หรือหนี้อื่น ๆ ตามแผนฟื้นฟูกิจการ จะต้องพิจารณาจากเนื้อความในแผนและความมุ่งหมายของแผนฟื้นฟูกิจการนั้น เมื่อหนี้การค้านั้นจะต้องเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นตามปกติการค้าของการประกอบธุรกิจ และจะมีการชำระหนี้ส่วนนี้คืนตามข้อกำหนดในสัญญาหรือข้อตกลงเดิมที่มีอยู่ ผู้ร้องจึงมิได้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้การค้า แต่การที่ผู้ร้องให้บริษัทในเครือเดียวกันยืมใบหุ้นไปจำนำเพื่อประกันหนี้นั้นมีลักษณะเป็นการเอื้อเฟื้อช่วยเหลือลูกหนี้ทางด้านการเงินถือว่าเป็นหนี้อื่น ๆ ตามแผนฟื้นฟูกิจการหน้า ๔๐ ข้อ (ข) (๑) ข การที่ผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้จึงเป็นไปตามข้อ (๒) ข กล่าวคือ ผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้คืนในหลักการพื้นฐานเช่นเดียวกับหนี้ตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ทางการเงินในชั้นที่ ๑ และชั้นที่ ๒ อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26 ม. 90/27
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัทเลี่ยวไพรัตน์วิสาหกิจ จำกัด
ลูกหนี้ — บริษัททีพีไอ อะโรเมติกส์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายอรรถวุฒิ สุวรรณมงคล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10889/2546
#51073
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติของพระราชกฤษฎีกาไม่ใช่บทบัญญัติของกฎหมายในความหมายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 6 และ 264 วรรคหนึ่ง ศาลภาษีอากรจึงไม่ต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกฤษฎีกาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

มาตรา 91/2(6) แห่งประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติว่าการขายอสังหาริมทรัพย์กรณีใดเป็นการขายที่เข้าลักษณะเป็นทางค้าหรือหากำไร แต่ได้บัญญัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาซึ่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ให้ถือว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ลักษณะใดบ้างที่ถือเป็นการขายในทางค้าหรือหากำไรตามที่มาตรา 91/2(6) ให้อำนาจไว้ พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจึงมิได้ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 91/2(6) ทั้งมิได้ขัดต่อมาตรา 91/1(1) กับ มาตรา 91/5(6) เพราะมาตรา 91/1(1) เป็นบทบัญญัติกำหนดความหมายของคำว่า "รายรับ" ส่วนมาตรา 91/5(6) ก็เป็นบทบัญญัติกำหนดฐานภาษีเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ

การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มา มิใช่ว่าจะเป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไปพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 จึงได้กำหนดข้อยกเว้นไว้บางกรณี การที่โจทก์ได้ที่ดินมาแล้วจดทะเบียนให้ที่ดินนั้นแก่ จ. บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ไปในวันเดียวกัน แม้จะถือว่าเป็นการขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1(4) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อผู้ที่โจทก์โอนที่ดินให้โดยเสน่หาเป็นบุตรโจทก์ การโอนที่ดินดังกล่าวจึงไม่ใช่กรณีที่ทำเป็นทางการค้าหรือหากำไร โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการและชำระค่าภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้ง ๆ ที่ตนไม่มีหน้าที่ต้องชำระ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้นแต่ไม่เกินกว่าจำนวนเงินค่าภาษีอากรที่ได้รับคืนตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากรตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรดังกล่าวจนถึงวันที่อธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายมีหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินตามกฎกระทรวงฉบับที่ 161(พ.ศ. 2526) ข้อ 1(2) และข้อ 1 วรรคท้าย เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินค่าภาษีอากรดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานของจำเลยเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2543 และฟ้องขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจากเงินภาษีที่ต้องคืนดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิรับดอกเบี้ยจากเงินค่าภาษีอากรที่ได้รับคืนในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544เป็นต้นไปจนถึงวันที่อธิบดีกรมสรรพากรมีหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินดังกล่าว แต่ไม่เกินจำนวนเงินค่าภาษีที่ได้รับคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินแผ่นดิน ภาษีอากรการรัษฎากร และอื่น ๆ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคล โดยเป็นกรมในสังกัดจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2538 โจทก์ได้จดทะเบียนให้ที่ดินเฉพาะส่วนรวม 4 แปลง แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์โดยเสน่หา ไม่มีค่าตอบแทนต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2541โจทก์ได้ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเงินเพิ่ม และรายได้ส่วนท้องถิ่นรวมเป็นเงินทั้งสิ้น67,590.60 บาท ให้แก่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ 15 โจทก์เห็นว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีดังกล่าว จึงได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (แบบ ค.10) ต่อจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรดังกล่าวให้โจทก์ โจทก์เห็นว่าการเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะเงินเพิ่ม และรายได้ส่วนท้องถิ่นของจำเลยที่ 2 โดยอาศัยประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2(6) และ 91/5(6) เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 96 กล่าวคือ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว บุคคลใดจะมีหน้าที่เสียภาษีหรือไม่ต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัด ส่วนบทบัญญัติว่าด้วยการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/5(6) และ 91/2(6) บัญญัติว่าฐานภาษีสำหรับการประกอบกิจการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้แก่รายรับจากการประกอบกิจการซึ่งเป็นรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้รับหรือพึงได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการ เมื่อโจทก์ไม่มีรายรับเป็นเงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆ จากการให้ที่ดินทั้งสี่แปลงแก่บุตร โจทก์จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีของโจทก์ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1(1), 91/5(6) และ91/2(6) แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ามีอำนาจเรียกเก็บภาษีดังกล่าวได้โดยอาศัยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 แต่พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อรัฐธรรมนูญและประมวลรัษฎากรไม่มีผลบังคับ จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินภาษีอากรจำนวน 67,950.60 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2541 ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน15,693.98 บาท รวมกับเงินต้นเป็นเงิน 83,284.58 บาท ขอให้พิพากษาว่าพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2543 เป็นกฎหมายที่ออกโดยไม่ชอบ ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 69 และขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1(1), 91/5(6), 91/2(6) ตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 83,284.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 67,950.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2(6) ได้บัญญัติให้การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรเป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ และตามมาตรา 91/1(4) บัญญัติคำนิยามว่า "ขาย" หมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝากแลกเปลี่ยน ให้ ให้เช่าซื้อหรือจำหน่ายจ่ายโอน ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ดังนั้นการทำสัญญาให้อสังหาริมทรัพย์จึงถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ เมื่อโจทก์ทำสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนแก่บุตรของโจทก์ภายในห้าปีนับแต่วันที่โจทก์ได้อสังหาริมทรัพย์นั้นมาจึงเข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3(6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 โจทก์ในฐานะผู้โอนจึงถือเป็นผู้ประกอบการและถือว่ามีรายรับจากการประกอบกิจการจึงมีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งฐานภาษีสำหรับการประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 91/2(6) คือรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ตามมาตรา 91/5(6) แห่งประมวลรัษฎากร รายรับในการทำสัญญาให้ดังกล่าวจึงได้แก่มูลค่าของที่ดินที่โอนโดยคิดตามราคาที่ลงไว้ในสัญญา สำหรับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2534 และมาตรา 91/2(6) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 จึงเป็นการออกโดยชอบด้วย การที่โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะตามฟ้องจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายดังที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 96 กำหนดไว้โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอคืนเงินภาษีธุรกิจเฉพาะที่ได้ชำระไว้พร้อมดอกเบี้ยจากจำเลย การจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะอยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของจำเลยที่ 2 เท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่จัดเก็บภาษีหรือคืนภาษีให้โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2538 โจทก์จดทะเบียนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 59111 และ 59027 กับที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 814 และ 874 ที่ดินตั้งอยู่ที่ ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่น ในวันเดียวกันโจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนของโจทก์แก่นายจิรวัฒน์ อยู่วิทยา บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์โดยเสน่หา และไม่มีค่าตอบแทน โดยกำหนดราคาที่ดินในการจดทะเบียนรวมเป็นเงิน 1,330,000 บาท ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2541 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.40) พร้อมกับชำระเงินค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นแก่จำเลยที่ 2 เป็นเงินรวม 67,590.60 บาท แล้วโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลภาษีอากรกลางขอคืนเงินค่าภาษีดังกล่าว คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องเนื่องจากโจทก์ยังมิได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีจากจำเลยทั้งสองอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4276/2543 โจทก์จึงยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีต่อจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีดังกล่าวแก่โจทก์ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ศาลภาษีอากรกลางจะต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย" และในมาตรา 6 มีความบัญญัติว่า "รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้" เมื่อพระราชกฤษฎีกามิใช่กฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เป็นเพียงกฎหมายที่ออกโดยองค์กรฝ่ายบริหารซึ่งอาศัยอำนาจแห่งรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท ดังนั้น บทบัญญัติของพระราชกฤษฎีกาจึงไม่ใช่เป็นบทบัญญัติของกฎหมายในความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และ 264 วรรคหนึ่ง ศาลภาษีอากรกลางจึงไม่จำต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยดังที่โจทก์อุทธรณ์

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244)พ.ศ. 2534 มาตรา 3 ขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1(1), 91/5(6) และ 91/2(6)นั้น เห็นว่า มาตรา 91/2(6) แห่งประมวลรัษฎากร มิได้บัญญัติไว้แจ้งชัดว่าการขายอสังหาริมทรัพย์กรณีใดเป็นการขายที่เข้าลักษณะเป็นทางค้าหรือหากำไร แต่ได้บัญญัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาซึ่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ได้ตราขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่ให้ถือว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ลักษณะใดบ้างที่ถือเป็นการขายในทางค้าหรือหากำไร ตามที่มาตรา 91/2(6) ให้อำนาจไว้ พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจึงมิได้ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 91/2(6) และทั้งมิได้ขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1(1) กับมาตรา 91/5(6) เพราะมาตรา 91/1(1) เป็นบทบัญญัติกำหนดความหมายของคำว่า"รายรับ" ส่วนมาตรา 91/5(6) ก็เป็นบทบัญญัติกำหนดฐานภาษีเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่าจำเลยทั้งสองต้องคืนเงินภาษีพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ในปัญหานี้ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้

(1)... (6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาด้วยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งในขณะที่โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินตามฟ้องแก่บุตรของโจทก์นั้น พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ว่า ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2(6) แห่งประมวลรัษฎากร มีดังต่อไปนี้ (1)... (6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1)(2)(3)(4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นเว้นแต่... แสดงว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มา มิได้เป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจึงได้กำหนดข้อยกเว้นไว้บางกรณี การที่โจทก์ได้ที่ดินตามฟ้องทั้งสี่แปลงมาแล้วจดทะเบียนให้ที่ดินนั้นแก่นายจิรวัฒน์ อยู่วิทยา บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ไปในวันเดียวกัน แม้จะถือว่าเป็นการขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1(4) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ที่โจทก์โอนที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวให้โดยเสน่หาเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ การโอนที่ดินดังกล่าวจึงไม่ใช่กรณีที่ทำเป็นทางการค้าหรือหากำไร โจทก์จึงไม่จำต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ดังนั้น เมื่อโจทก์ชำระเงินภาษีธุรกิจเฉพาะตามที่จำเลยทั้งสองเรียกเก็บไปแล้วจำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์แต่ที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2541 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 2รับชำระเงินค่าภาษีแก่โจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการและชำระค่าภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้ง ๆ ที่ตนไม่มีหน้าที่ต้องชำระ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้นแต่ไม่เกินกว่าจำนวนเงินค่าภาษีอากรที่ได้รับคืน ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากรตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรดังกล่าวจนถึงวันที่อธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายมีหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) ข้อ 1(2) และข้อ 1 วรรคท้ายเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินค่าภาษีอากรดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานของจำเลยเมื่อวันที่ 22พฤศจิกายน 2543 และฟ้องขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจากเงินภาษีที่ต้องคืนดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิรับดอกเบี้ยจากเงินค่าภาษีอากรที่ได้รับคืนในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไปจนถึงวันที่อธิบดีกรมสรรพากร มีหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินดังกล่าว แต่ไม่เกินจำนวนเงินค่าภาษีที่ได้รับคืนที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 67,950.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 จนกว่าอธิบดีกรมสรรพากรจะมีหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินค่าภาษีอากรแก่โจทก์ แต่ไม่เกินจำนวนค่าภาษีที่ได้รับคืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์กำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 6 ม. 264
ป.รัษฎากร ม. 4 ทศ ม. 91/1 ม. 91/2 ม. 91/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เฉลียว อยู่วิทยา
จำเลย — กระทรวงการคลัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10889/2546
#112765
เปิดฉบับเต็ม

พระราชกฤษฎีกามิใช่กฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เป็นเพียงกฎหมายที่ออกโดยองค์กรฝ่ายบริหารซึ่งอาศัยอำนาจแห่งรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท ดังนั้น บทบัญญัติของพระราชกฤษฎีกาจึงไม่ใช่เป็นบทบัญญัติของกฎหมายในความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และ 264 วรรคหนึ่ง ศาลจึงไม่ต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ตามที่คู่ความร้องขอ

มาตรา 91/2 (6) แห่ง ป. รัษฎากร มิได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าการขายอสังหาริมทรัพย์กรณีใดเป็นการขายที่เข้าลักษณะเป็นทางค้าหรือหากำไร แต่ได้บัญญัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่ง พ.ร.ฎ. ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ได้ตราขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ให้ถือว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะใดบ้างที่ถือเป็นการขายในทางค้าหรือหากำไร ตามที่มาตรา 91/2 (6) ให้อำนาจไว้ พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อบทบัญญัติ มาตรา 91/2 (6)

พระราชกฤษฎีกา ฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 มาตรา 3 (6) ซึ่งออกตามความในมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เว้นแต่? แสดงว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มามิได้เป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจึงได้กำหนดข้อยกเว้นไว้บางกรณี การที่โจทก์ได้ที่ดินมาแล้วโอนที่ดินดังกล่าวให้โดยเสน่หาแก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของตนไปภายในวันเดียวกัน แม้จะถือว่าเป็นการขายตาม ป. รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อผู้ที่โจทก์โอนที่ดินดังกล่าวให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ การโอนที่ดินดังกล่าวจึงไม่ใช่กรณีที่ทำเป็นทางค้าหรือหากำไร โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการและชำระค่าภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้ง ๆ ที่ตนไม่มีหน้าที่ต้องชำระ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น แต่ไม่เกินกว่าจำนวนเงินค่าภาษีอากรที่ได้รับคืน ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร ตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรดังกล่าว จนถึงวันที่อธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย มีหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) ข้อ 1 (2) และข้อ 1 วรรคท้าย เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินค่าภาษีอากรดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานของจำเลยเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2543 และฟ้องขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจากเงินภาษีที่ต้องคืนดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิรับดอกเบี้ยจากเงินค่าภาษีอากรที่ได้รับคืนในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไป จนถึงวันที่อธิบดีกรมสรรพากรมีหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินดังกล่าว แต่ไม่เกินจำนวนค่าภาษีที่ได้รับคืน.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ ๒๔๔) พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นกฎหมายที่ออกโดยไม่ชอบ ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖๙ และขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๑/๑ (๑) , ๙๑/๕ (๖) , ๙๑/๒ (๖) ตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าภาษีอากรพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จคืนแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ โจทก์จดทะเบียนซื้อที่ดินมีโฉนดและที่ดิน น.ส. ๓ ก. รวม ๔ แปลง โดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่น ในวันเดียวกันโจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์โดยเสน่หา และไม่มีค่าตอบแทน โดยกำหนดราคาที่ดินในการจดทะเบียนรวมเป็นเงิน ๑,๓๓๐,๐๐๐ บาท ต่อมาวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๑ โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. ๔๐) พร้อมกับชำระค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นแก่จำเลยที่ ๒ เป็นเงินรวม ๖๗,๕๙๐.๖๐ บาท แล้วโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลภาษีอากรกลางขอคืนเงินค่าภาษีดังกล่าว คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องเนื่องจากโจทก์ยังมิได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีจากจำเลยทั้งสองอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีต่อจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีดังกล่าวแก่โจทก์ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ศาลภาษีอากรกลางจะต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ ๒๔๔) พ.ศ. ๒๕๓๔ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๖๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๖ และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย" และในมาตรา ๖ มีความบัญญัติว่า "รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้" เมื่อพระราชกฤษฎีกามิใช่กฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เป็นเพียงกฎหมายที่ออกโดยองค์กรฝ่ายบริหารซึ่งอาศัยอำนาจแห่งรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท ดังนั้น บทบัญญัติของพระราชกฤษฎีกาจึงไม่ใช่เป็นบทบัญญัติของกฎหมายในความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ และ ๒๖๔ วรรคหนึ่ง ศาลภาษีอากรกลางจึงไม่จำต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยดังที่โจทก์อุทธรณ์

มาตรา ๙๑/๒ (๖) แห่งประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติไว้แจ้งชัดว่าการขายอสังหาริมทรัพย์กรณีใดเป็นการขายที่เข้าลักษณะเป็นทางค้าหรือหากำไร แต่ได้บัญญัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งพระราชกฤษฎีกา ฯ (ฉบับที่ ๒๔๔) พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้ตราขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ให้ถือว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ลักษณะใดบ้างที่ถือเป็นการขายในทางค้าหรือหากำไร ตามที่มาตรา ๙๑/๒ (๖) ให้อำนาจไว้ พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจึงมิได้ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา ๙๑/๒ (๖) และทั้งมิได้ขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๑/๑ (๑) กับมาตรา ๙๑/๕ (๖) เพราะมาตรา ๙๑/๑ (๑) เป็นบทบัญญัติกำหนดความหมายของคำว่า "รายรับ" ส่วนมาตรา ๙๑/๕ (๖) ก็เป็นบทบัญญัติกำหนดฐานภาษีเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๑/๒ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา ๙๑/๔ การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้

(๑)?(๖) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาด้วยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา" ซึ่งในขณะที่โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินตามฟ้องแก่บุตรของโจทก์นั้น พระราชกฤษฎีกา ฯ (ฉบับที่ ๒๔๔) พ.ศ. ๒๕๓๔ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ ว่า ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา ๙๑/๒ (๖) แห่งประมวลรัษฎากร มีดังต่อไปนี้ (๑)?(๖) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เว้นแต่? แสดงว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มา มิได้เป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจึงได้กำหนดข้อยกเว้นไว้บางกรณี การที่โจทก์ได้ที่ดินตามฟ้องทั้งสี่แปลงมาแล้วจดทะเบียนให้ที่ดินนั้นแก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ไปในวันเดียวกัน แม้จะถือว่าเป็นการขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๑/๑ (๔) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ที่โจทก์โอนที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวให้โดยเสน่หาเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ การโอนที่ดินดังกล่าวจึงไม่ใช่กรณีที่ทำเป็นทางค้าหรือหากำไร โจทก์จึงไม่จำต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ดังนั้น เมื่อโจทก์ชำระเงินภาษีธุรกิจเฉพาะตามที่จำเลยทั้งสองเรียกเก็บไปแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่ที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๑ อันเป็นวันที่จำเลยที่ ๒ รับชำระเงินค่าภาษีจากโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการและชำระค่าภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่จำเลยที่ ๒ ทั้ง ๆ ที่ตนไม่มีหน้าที่ต้องชำระ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑ ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น แต่ไม่เกินกว่าจำนวนเงินค่าภาษีอากรที่ได้รับคืน ตามมาตรา ๔ ทศ แห่งประมวลรัษฎากรตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรดังกล่าว จนถึงวันที่อธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายมีหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๖๑ (พ.ศ. ๒๕๒๖) ข้อ ๑ (๒) และข้อ ๑ วรรคท้าย เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินค่าภาษีอากรดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานของจำเลยเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ และฟ้องขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจากเงินค่าภาษีที่ต้องคืนดังกล่าวในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิรับดอกเบี้ยจากเงินค่าภาษีอากรที่ได้รับคืนในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ เป็นต้นไป จนถึงวันที่อธิบดีกรมสรรพากรมีหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินดังกล่าว แต่ไม่เกินจำนวนค่าภาษีที่ได้รับคืน ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินคืนแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ จนกว่าอธิบดีกรมสรรพากรจะมีหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินค่าภาษีอากร แต่ไม่เกินจำนวนค่าภาษีที่ได้รับคืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความรวม ๔,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 6 ม. 264 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 224
ป.รัษฎากร ม. 4 ทศ ม. 91/1 (4) ม. 91/2 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3 (6)
กฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ม. 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลียว อยู่วิทยา
จำเลย — กระทรวงการคลัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรณพ วิทูรากร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10881/2546
#55044
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำหนังสือให้แก่โจทก์เพื่อรับรองว่าจำเลยยังมีหนี้ค่าจ้างก่อสร้างค้างชำระแก่โจทก์อยู่ โดยทำหนังสือขึ้นหลังจากมูลหนี้ค่าจ้างก่อสร้างขาดอายุความไปแล้ว จึงไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) แต่มีลักษณะเป็นหนังสือรับสภาพความรับผิดที่จำเลยกระทำเป็นหลักฐานให้แก่โจทก์ อันก่อสิทธิเรียกร้องแก่โจทก์ตามมาตรา 193/35 ซึ่งมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิด

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นอื่น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ และเห็นว่าศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์และจำเลยมาจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้วศาลอุทธรณ์ชอบที่จะวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่แล้วในสำนวนนั้นได้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243

จำเลยได้ยกเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การแต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ครั้นโจทก์อุทธรณ์จำเลยก็ไม่ได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมขึ้นตั้งประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ปลูกสร้างอาคารแบบต่าง ๆ จำนวนหลายหลังต่อมาโจทก์และจำเลยเลิกสัญญาต่อกัน ก่อนเลิกสัญญาโจทก์ก่อสร้างอาคารไปบ้างแล้วและจำเลยค้างชำระค่าจ้างซึ่งจ่ายตามผลสำเร็จของงานเป็นเงินจำนวน 1,540,200 บาทวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 จำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างที่ค้างแก่โจทก์จำนวน 514,496 บาท โดยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ แต่จำเลยชำระให้แก่โจทก์เพียง 100,000 บาท ยังคงค้างชำระอยู่จำนวน 414,496 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยตามกฎหมายในเงินที่ค้างชำระจำนวน 46,630 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 30,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 444,496 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 414,496 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายชัดแจ้งว่าจำเลยว่าจ้างโจทก์ปลูกสร้างบ้านเมื่อไร จำนวนกี่หลัง ราคาค่าจ้างหลังละเท่าไร มีข้อตกลงจ่ายค่าจ้างกันอย่างไรโจทก์ทำการก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จเพียงใด โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างเมื่อไร จำนวนเงินเท่าใด และจำเลยผิดนัดชำระค่าจ้างอย่างไร เมื่อไร จำนวนเท่าใดฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุมจำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ้าน 8 หลังกำหนดเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 200 วัน ตกลงจ่ายค่าจ้างตามผลสำเร็จของงานรวม 9 งวด และจำเลยได้จ่ายค่าจ้างแต่ละงวดตามสัญญาเรื่อยมา เมื่อครบกำหนดตามสัญญา โจทก์ยังก่อสร้างบ้านทั้ง 8 หลัง ไม่แล้วเสร็จ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิรับเงินค่าจ้างในงวดที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จและจำเลยได้คิดเอาค่าปรับตามสัญญากรณีที่โจทก์ทำงานล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาเรื่อยมาต่อมากลางปี 2538 โจทก์ละทิ้งงานทั้งหมด จำเลยจึงว่าจ้างให้บุคคลอื่นก่อสร้างแทนโจทก์และจำเลยได้จ่ายค่าจ้างเกินกว่าราคาค่าจ้างโจทก์เป็นเงินจำนวนมาก วันที่ 7 พฤศจิกายน2540 จำเลยได้ทำหนังสือรับรองมูลค่างานก่อสร้างที่โจทก์ได้ก่อสร้างบ้านและจำเลยยังไม่ได้ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ทราบ หนังสือดังกล่าวไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้และมิได้มีการตกลงจ่ายเงินกัน การที่มีการจ่ายเงินกันหลังจากวันทำหนังสือดังกล่าว 3 ครั้ง เป็นการจ่ายเงินสำรองให้แก่โจทก์ไปก่อนเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการชำระหนี้ค่าจ้าง อีกทั้งเมื่อคิดค่าปรับที่โจทก์ก่อสร้างล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามสัญญาและค่าจ้างที่จำเลยต้องจ้างบุคคลอื่นมาก่อสร้างแทนโจทก์ซึ่งมีจำนวนมากกว่าจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ประกอบการค้ารับเหมาก่อสร้าง แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกเอาค่าของและค่าการก่อสร้างภายใน 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างส่วนหนังสือรับสภาพหนี้และการชำระหนี้บางส่วนจำนวน 3 ครั้ง เป็นการกระทำภายหลังที่หนี้ของโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 414,496 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกินจำนวน 30,000 บาทตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2537 จำเลยว่าจ้างโจทก์ปลูกสร้างอาคารจำนวน 8 หลัง ตามสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคารเอกสารหมาย ล.1 โจทก์ทำงานไปบางส่วน แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ก็มีการบอกเลิกสัญญาต่อกัน จำเลยจะต้องชำระค่างวดงานแก่โจทก์ในวันที่ 8 ตุลาคม 2538 แต่จำเลยมิได้ชำระจนกระทั่งหนี้ค่าจ้างก่อสร้างดังกล่าวขาดอายุความ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540จำเลยทำหนังสือรับรองมูลค่างานก่อสร้าง ตามเอกสารหมาย จ.1 หลังจากนั้นจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 100,000 บาท ตามใบสำคัญจ่ายเงินเอกสารหมาย จ.3 จ.7 และ จ.8 แล้วไม่ชำระอีกเลย โจทก์เคยมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.4 ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วตามใบตอบรับเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความและจำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเอกสารหมาย จ.1 ให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่าโจทก์ยอมรับว่าหนี้ค่าจ้างที่จำเลยค้างชำระโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคารเอกสารหมาย ล.1 นั้น ขาดอายุความแล้ว แต่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำหนังสือตามเอกสารหมาย จ.1 รับที่จะชดใช้เงินจำนวน 514,496 บาท ให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับชำระบางส่วนจำนวนเงิน 100,000 บาท แล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินจำนวนที่ค้างอยู่อีก 414,496 บาท ให้แก่โจทก์ ดังนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินตามเอกสารหมาย จ.1 เมื่อได้พิจารณาหนังสือตามเอกสารหมาย จ.1 จะเห็นได้ว่าแม้จำเลยจะพิมพ์หัวเรื่องว่าเป็นเรื่องรับรองมูลค่างานก่อสร้าง แต่เมื่ออ่านข้อความในเอกสารดังกล่าวโดยตลอดแล้วจะได้ใจความว่างานก่อสร้างที่โจทก์จำเลยทำสัญญากันตามสภาพไม่สามารถคืนหน้าไปได้ด้วยปัจจัยหลายอย่าง แต่งานก่อสร้างที่โจทก์ทำมาแล้วนั้นมีมูลค่างานที่ยังไม่ได้รับชำระจากจำเลย 7 รายการ เป็นเงินรวม 514,496 บาท หนังสือตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นหนังสือที่จำเลยทำให้แก่โจทก์เพื่อรับรองว่าจำเลยยังมีหนี้ค่าจ้างก่อสร้างค้างชำระแก่โจทก์อยู่ ประกอบกับเอกสารหมาย จ.1 ทำขึ้นหลังจากมูลหนี้ค่าจ้างก่อสร้างขาดอายุความไปแล้ว จึงไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความของมูลหนี้ค่าจ้างก่อสร้างสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) แต่มีลักษณะเป็นหนังสือรับสภาพความผิดที่จำเลยกระทำเป็นหลักฐานให้แก่โจทก์ ส่วนที่นายถาวร สุวรรณละออง กรรมการของจำเลยเบิกความว่าขณะทำเอกสารหมาย จ.1 จำเลยยังคำนวณค่าปรับที่โจทก์ก่อสร้างล่าช้าและค่าจ้างที่จำเลยต้องจ้างบุคคลอื่นมาก่อสร้างแทนโจทก์ไม่แล้วเสร็จซึ่งหนี้ดังกล่าวมีจำนวนมากกว่าจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้อง เอกสารหมาย จ.1 จึงไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้นั้นก็ขัดต่อเหตุผลเพราะหากจำเลยทราบอยู่แล้วว่า โจทก์มีหนี้ที่ต้องชำระแก่จำเลยจำนวนมากกว่าที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลย จำเลยคงไม่ทำหนังสือรับรองว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยตามเอกสารหมาย จ.1 และหลังจากนั้นจำเลยยังชำระเงินให้แก่โจทก์อีก 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน100,000 บาท พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยรับฟังได้ว่า เอกสารหมาย จ.1 เป็นหนังสือรับสภาพความผิดที่จำเลยรับผิดต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้โดยมีหลักฐานเป็นหนังสืออันก่อสิทธิเรียกร้องแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 ซึ่งบัญญัติให้มีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิด จำเลยทำเอกสารหมาย จ.1 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความจำเลยต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1 เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินที่ค้างอยู่อีก 414,496 บาท ตามหนังสือและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 เมื่อวันที่ 14มีนาคม 2541 ครบกำหนดชำระในวันที่ 14 เมษายน 2541 จำเลยไม่ชำระจึงย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนที่ค้างชำระดังกล่าวนับแต่วันดังกล่าวนั้นเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นว่าจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1 โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก่อนชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นอื่น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ และเห็นว่าศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์และจำเลยมาจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่แล้วในสำนวนนั้นได้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก่อนจึงชอบแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมขึ้นต่อสู้ในคำให้การ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ครั้นโจทก์อุทธรณ์ จำเลยก็ไม่ได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมขึ้นตั้งประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/28 ม. 193/35 ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 243 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทคโน ทีม จำกัด
จำเลย — บริษัทพูนสิน ลีฟวิ่ง โฮม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10881/2546
#112850
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือที่จำเลยทำให้แก่โจทก์เพื่อรับรองว่าจำเลยยังมีหนี้ค่าจ้างก่อสร้างค้างชำระแก่โจทก์อยู่ตามเอกสารหมาย จ. 1 ทำขึ้นภายหลังจากมูลหนี้ค่าจ้างก่อสร้างขาดอายุความไปแล้ว จึงไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) แต่มีลักษณะเป็นหนังสือรับสภาพความรับผิดที่จำเลยรับผิดต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ อันก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/35 ซึ่งบัญญัติให้มีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับสภาพความผิด จำเลยทำเอกสารหมาย จ. 1 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมจำนวน ๔๔๔,๔๙๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๑๔,๔๙๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน ๔๑๔,๔๙๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน ๓,๐๐๐ บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๑๕,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ปลูกสร้างอาคารจำนวน ๘ หลัง ตามสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคาร โจทก์ทำงานไปบางส่วน แต่ยังไม่เสร็จ ก็มีการบอกเลิกสัญญาต่อกัน จำเลยจะต้องชำระค่างวดงานแก่โจทก์ในวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๓๘ แต่จำเลยมิได้ชำระ จนกระทั่งหนี้ค่าจ้างก่อสร้างดังกล่าวขาดอายุความ ต่อมาเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ จำเลยทำหนังสือรับรองมูลค่างานก่อสร้าง ตามเอกสารหมาย จ. ๑ หลังจากนั้นจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๓ ครั้ง รวมเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แล้วไม่ชำระอีกเลย โจทก์เคยมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ และจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความและจำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเอกสารหมาย จ. ๑ ให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ยอมรับว่าหนี้ค่าจ้างที่จำเลยค้างชำระโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคารนั้น ขาดอายุความแล้ว แต่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำหนังสือตามเอกสารหมาย จ. ๑ รับที่จะชดใช้เงินจำนวน ๕๑๔,๔๙๖ บาท ให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับชำระบางส่วนจำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินจำนวนที่ค้างอยู่อีก ๔๑๔,๔๙๖ บาท ให้แก่โจทก์ ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินตามเอกสารหมาย จ. ๑ เมื่อได้พิจารณาหนังสือตามเอกสารหมาย จ. ๑ จะเห็นได้ว่า แม้จำเลยจะพิมพ์หัวเรื่องว่าเป็นเรื่องรับรองมูลค่างานก่อสร้าง แต่เมื่ออ่านข้อความในเอกสารดังกล่าว จะได้ใจความว่า งานก่อสร้างที่โจทก์จำเลยทำสัญญากันตามสภาพไม่สามารถคืนหน้าไปได้ด้วยปัจจัยหลายอย่าง แต่งานก่อสร้างที่โจทก์ทำมาแล้วนั้นมีมูลค่างานที่ยังไม่ได้รับชำระจากจำเลย ๗ รายการ เป็นเงินรวม ๕๑๔,๔๙๖ บาท หนังสือตามเอกสารหมาย จ. ๑ จึงเป็นหนังสือที่จำเลยทำให้แก่โจทก์เพื่อรับรองว่าจำเลยยังมีหนี้ค่าจ้างก่อสร้างค้างชำระแก่โจทก์อยู่ ประกอบกับเอกสารหมาย จ. ๑ ทำขึ้นหลังจากมูลหนี้ค่าจ้างก่อสร้างขาดอายุความไปแล้ว จึงไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความของมูลหนี้ค่าจ้างก่อสร้างสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) แต่มีลักษณะเป็นหนังสือรับสภาพความรับผิดที่จำเลยกระทำเป็นหลักฐานให้แก่โจทก์ เมื่อรับฟังได้ว่า เอกสารหมาย จ. ๑ เป็นหนังสือรับสภาพความรับผิดที่จำเลยรับผิดต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้โดยมีหลักฐานเป็นหนังสืออันก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๕/๓๕ ซึ่งบัญญัติให้มีอายุความ ๒ ปี นับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิด จำเลยทำเอกสารหมาย จ. ๑ เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ. ๑ เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินที่ค้างอยู่อีก ๔๑๔,๔๙๖ บาท เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๑ ครบกำหนดชำระในวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๔๑ จำเลยไม่ชำระจึงย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงินจำนวนที่ค้างชำระดังกล่าวนับแต่วันดังกล่าวนั้นเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/28 วรรคสอง ม. 193/35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทคโน ทีม จำกัด
จำเลย — บริษัทพูนสิน ลิฟวิ่ง โฮม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายไชยรัตน์ บุตรแพ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10872/2546
#113154
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับ ส. เป็นเพียงบุคคลสิทธิซึ่งผูกพันเฉพาะคู่กรณี แม้ศาลจะพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ก็เพียงแต่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนเท่านั้น แต่สิทธิของผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นด้วยผลของกฎหมาย เมื่อศาลพิพากษาถึงที่สุดยืนยันสิทธิดังกล่าว ผลของคำพิพากษาย่อมผูกพัน ส. กับพวก ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกันทุกคน และผลของคำพิพากษานั้นใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 (2) คำสั่งของจำเลยทั้งสองที่ให้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ก่อนการจดทะเบียนสิทธิให้แก่โจทก์จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสิงห์บุรี จำเลยที่ 2 เป็นส่วนราชการระดับกรมมีอธิบดีกรมที่ดินเป็นผู้กระทำการแทน และจำเลยทั้งสองมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ใน ป. ที่ดิน และ ป.พ.พ. เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2539 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4649 ส่วนของนางสาวสมคิด นพวรรณ พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดแล้วต่อจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่รับจดทะเบียนให้อ้างว่าต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวแก่ผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 รวม 5 คดีก่อน โดยอ้างคำสั่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งสั่งตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา โจทก์มีสิทธิดีกว่าผู้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินแปลงดังกล่าว เนื่องจากคดีที่โจทก์ฟ้องนางสาวสมคิดถึงที่สุดก่อนคดีที่ผู้ครอบครองปรกปักษ์ร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ยอมรับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของนางสาวสมคิดพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4649 ส่วนของนางสาวสมคิดพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ก่อนผู้ครอบครองปรปักษ์และให้จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งศาล

จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อปี 2533 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทส่วนของนางสาวสมคิดพร้อมยุ้งข้าว 1 หลัง ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ขณะเดียวกันนายเหรียญ โอกาศ กับพวกรวม 10 คน ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทบางส่วนโดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินต้องสอบสวนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเสียก่อน ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 74 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2497) ออกตามความใน พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ข้อ 2 โดยจำเลยที่ 2 หารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วแจ้งให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่ผู้ครอบครองปรปักษ์ทั้งหมดก่อนตามมาตรา 78 แห่ง ป. ที่ดิน เพื่อให้ทราบจำนวนที่ดินคงเหลือที่นางสาวสมคิดและเจ้าของรวมอื่นยังคงมีกรรมสิทธิ์อยู่ แล้วจึงจดทะเบียนโอนที่ดินส่วนของนางสาวสมคิดให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อไป จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิดีกว่าผู้ครอบครองปรปักษ์ เพราะคำพิพากษาที่วินิจฉัยว่าผู้ครอบครองปรปักษ์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมผูกพันนางสาวสมคิดและใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ โจทก์คงมีสิทธิเท่าส่วนของนางสาวสมคิดที่เหลืออยู่ในที่ดินพิพาทเท่านั้น อนึ่ง ก่อนโจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับนางสาวสมคิด โจทก์ทราบความจริงแล้วว่าที่ดินพิพาทถูกครอบครองปรปักษ์แล้ว และราคาซื้อขายก็ต่ำกว่าราคาที่แท้จริงมาก ทั้งโจทก์นำคดีมาฟ้องบังคับตามสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทหลังจากนางสาวสมคิดผิดสัญญาถึง 2 ปี และการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลระหว่างโจทก์กับนางสาวสมคิดเกิดขึ้นเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีดังกล่าวเพียง 9 วัน พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่าโจทก์ประสงค์จะนำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามยอมนั้นมาเป็นข้อต่อสู้ผู้ครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยทั้งสองกระทำการไปตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิดีกว่าผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เพราะคดีระหว่างโจทก์กับนางสาวสมคิดถึงที่สุดก่อนนั้น เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับนางสาวสมคิดเป็นเพียงบุคคลสิทธิผูกพันเฉพาะคู่กรณี แม้ศาลจะพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ก็เพียงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนเท่านั้น แต่สิทธิของผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นด้วยผลของกฎหมาย เมื่อศาลพิพากษาถึงที่สุดยืนยันสิทธิดังกล่าว ผลของคำพิพากษาย่อมผูกพันนางสาวสมคิดกับพวกซึ่งถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกันทุกคน และผลของคำพิพากษานั้นใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 (2) คำสั่งของจำเลยทั้งสองที่ให้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ก่อนการจดทะเบียนสิทธิให้แก่โจทก์จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีระหว่างโจทก์กับนางสาวสมคิดจะถึงที่สุดก่อนคดีร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 หรือไม่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคดีเป็นอย่างอื่น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 145 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยงยุทธ ศุภารักษ์สืบวงศ์
จำเลย — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสิงห์บุรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นายศรศักดิ์ ได้สำเภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมชาย สินเกษม
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
กำพล ภู่สุดแสวง
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10866/2546
#112841
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และ ธ. ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินพิพาทได้นำที่ดินพิพาทมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. แม้จะไม่มีการจดทะเบียนโอนในโฉนดที่ดิน ที่ดินพิพาทก็ย่อมเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. เป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้าง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งให้อายัดและยึดที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนคำสั่งยึดและอายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 743 ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เมื่อปี 2516 โจทก์กับนายเว้ง ชาญวนิชวงศ์ นางสร้อยฟ้า ลี้ไพโรจน์กุล นายธงชัย ลี้ไพโรจน์กุล และนางสนธยา ลี้ไพโรจน์กุล ร่วมกันลงหุ้นประกอบกิจการค้าขายยางพารา โดยตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน มีนายธงชัยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และในปีเดียวกันนั้นโจทก์ให้นายธงชัยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาท ต่อมาปี 2518 โจทก์กับพวกดังกล่าวได้ร่วมกันลงหุ้นจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีชื่อว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดระยองยางพารา ในการร่วมกันลงหุ้นดังกล่าวโจทก์และนายธงชัยได้นำที่ดินพิพาทมาลงเป็นหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว ตีราคาคนละ 300,000 บาท โดยโจทก์ นายเว้ง นางสร้อยฟ้า และนางสนธยา เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ส่วนนายธงชัยเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ครั้นต่อมาปี 2522 โจทก์ นายเว้ง และนางสร้อยฟ้าได้ออกจากการเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดระยองยางพาราดังกล่าว และมีนายสุขชัย ลี้ไพโรจน์กุล บุตรนายธงชัยและนางสนธยา เข้าเป็นหุ้นส่วนใหม่และเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์และนายธงชัยซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิร่วมกันในที่ดินพิพาทได้นำที่ดินพิพาทมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดระยองยางพารา ดังนี้ แม้จะไม่มีการจดทะเบียนโอนในโฉนดที่ดิน ที่ดินพิพาทก็ย่อมเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนระยองยางพารา อีกทั้งยังปรากฏตามหนังสือสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมมีข้อความระบุว่า (1) ให้ถอนชื่อนายวิสูตร ชาญวนิชวงศ์ (โจทก์) ออกจากการเป็นหุ้นส่วนโดยเหตุโอนทรัพย์สินที่ลงหุ้นทั้งหมดให้แก่นายสุขชัย ลี้ไพโรจน์กุล จำนวน 300,000 บาท กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่าการที่โจทก์ออกจากการเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดระยองยางพารานั้น เพราะเหตุที่โจทก์ได้โอนทรัพย์สิน (ซึ่งก็คือที่ดินพิพาท) ที่ลงหุ้นทั้งหมดให้แก่นายสุขชัย และนายสุขชัยได้นำทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้รับโอนจากโจทก์ดังกล่าวลงเป็นหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดระยองยางพาราต่อไป ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดระยองยางพาราอยู่ต่อไป แม้จะมีชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์อยู่ก็ตาม และเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดระยองยางพาราเป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้าง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 อาศัยอำนาจตาม ป. รัษฎากร มาตรา 12 จึงมีคำสั่งยึดและอายัดที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัดระยองยางพารา มิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของโจทก์กับนางสร้อยฟ้า และพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 1030 ม. 1299
ป.รัษฎากร ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิสูตร ชาญวนิชวงศ์
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายสุทัศน์ สงวนปรางค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10863/2546
#113140
เปิดฉบับเต็ม

นอกจากอุทธรณ์ของจำเลยจะขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพื่อให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องแล้ว ยังมีส่วนที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางด้วย จึงถือว่าเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยเสียแต่ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท แต่ไม่วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา จึงเป็นอุทธรณ์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ 3 ฉบับ เพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ผู้ขายได้ส่งสินค้ามาให้ เมื่อถึงกำหนดชำระค่าสินค้า โจทก์ได้จ่ายค่าสินค้าให้ผู้ขายแทนจำเลยที่ 1 ครั้นสินค้ามาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระ จึงขอรับเอกสารการออกสินค้าจากโจทก์ไปออกสินค้าก่อน โดยทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์รวม 3 ฉบับ มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 4 ได้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ เมื่อครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีท จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 11,714,282.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,194,447 บาท และร้อยละ 17.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 989,688 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระ ให้บังคับจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 4 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 75,480 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 18 มกราคม 2541 และอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 มกราคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำนวน 75,150 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2540 และอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ และจำนวน 20,640 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2541 และอัตราร้อยละ 17.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระ ให้บังคับจากทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้า หากจำเลยทั้งห้าจะชำระหนี้เป็นเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ แต่เมื่อคำนวณทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแล้วต้องไม่เกินจำนวน 11,714,282.26 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์การยื่นคำให้การและถามค้านของทนายจำเลยทั้งห้าแล้ว ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 100,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้านอกจากจะขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพื่อให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องแล้ว ยังมีส่วนที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางด้วย จึงถือว่าเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยทั้งห้าจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยทั้งห้าเสียแต่ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท แต่ไม่วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้า คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท แก่จำเลยทั้งห้า.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทแฟร์ดีล จำกัด หรือบริษัทนาวิน เอ็กซิม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวัส ติงสมิตร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10855/2546
#55043
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2538 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ว่าจำเลยค้างชำระค่าไม้แปรรูปที่ซื้อจากโจทก์ที่ 1 จำนวน 600,000 บาท และค้างชำระค่าวัสดุก่อสร้างที่ซื้อจากโจทก์ที่ 2 จำนวน 400,000 บาท จำเลยจะชำระเงินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2539 เมื่อถึงกำหนดจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ดังนี้ คำฟ้องโจทก์ทั้งสองได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ คือจำเลยเป็นหนี้โจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นคือหลักฐานหนังสือรับสภาพหนี้จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ข้อที่ว่าจำเลยซื้อสินค้าและค้างชำระตั้งแต่เมื่อใดเป็นเงินเท่าใด ส่งมอบสินค้าแก่ผู้ใด ล้วนเป็นรายละเอียดที่คู่ความสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงไม่เคลือบคลุม

โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า จำเลยสั่งซื้อไม้แปรรูปและวัสดุก่อสร้างจากโจทก์ตั้งแต่ปลายปี 2535 ถึงต้นปี 2536 จำเลยไม่ชำระค่าสินค้า ซึ่งอายุความให้ชำระหนี้ค่าของที่ได้ส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 มีกำหนด2 ปี และอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 คือนับตั้งแต่ปลายปี 2535 ถึงต้นปี 2536 ซึ่งเป็นเวลาส่งมอบสินค้า จำเลยทำบันทึกข้อตกลงยอมรับชำระหนี้แก่โจทก์ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2538 เกินกำหนด2 ปี นับตั้งแต่โจทก์ส่งมอบสินค้าให้จำเลย จึงไม่เป็นหนังสือรับสภาพหนี้ ซึ่งจะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 แต่เป็นหลักฐานที่จำเลยรับสภาพความรับผิดตามมาตรา 193/28 วรรคสอง ซึ่งมีผลให้สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยรับสภาพความรับผิดมีกำหนดอายุความ 2 ปี นับตั้งแต่วันทำบันทึกข้อตกลงตามมาตรา 193/35 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2539 จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2538 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ว่าจำเลยค้างชำระค่าไม้แปรรูปที่ซื้อจากโจทก์ที่ 1 จำนวน 600,000 บาท และค้างชำระค่าวัสดุก่อสร้างที่ซื้อจากโจทก์ที่ 2 จำนวน 400,000 บาท รวมค้างชำระโจทก์ทั้งสอง 1,000,000 บาท จำเลยจะชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31พฤษภาคม 2539 หากจำเลยไม่ชำระภายในกำหนดดังกล่าว ยินยอมให้โจทก์ทั้งสองยึดบังกะโลเขาทองรีสอร์ทพร้อมที่ดินในหมู่ที่ 3 ตำบลเขาทอง อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่เนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ ออกขายทอดตลาด นำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองจนครบ เมื่อครบกำหนดเวลาชำระเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ทั้งสองจนครบ

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุม เพราะโจทก์ทั้งสองไม่ได้บรรยายว่าจำเลยซื้อสินค้าและค้างค่าชำระสินค้าแก่โจทก์ทั้งสองเมื่อใดเป็นจำนวนเงินเท่าใด ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ใด และไม่ได้แสดงหลักฐานการซื้อขายและรับมอบสินค้าระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสอง ทำให้จำเลยไม่อาจเข้าใจข้อหาได้ ฟ้องของโจทก์ทั้งสองขาดอายุความเพราะหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวทำขึ้นหลังจากซื้อขายสินค้า 2 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุมหรือไม่นั้น เห็นว่าตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองได้บรรยายว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2538 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ว่าจำเลยค้างชำระค่าไม้แปรรูปที่ซื้อจากโจทก์ที่ 1 จำนวน 600,000 บาท และค้างชำระค่าวัสดุก่อสร้างที่ซื้อจากโจทก์ที่ 2 จำนวน 400,000 บาท รวมค้างชำระโจทก์ทั้งสอง 1,000,000 บาท จำเลยจะชำระเงินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2539 เมื่อถึงกำหนดจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ดังนี้ คำฟ้องโจทก์ทั้งสองได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับคือจำเลยเป็นหนี้โจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นคือหลักฐานหนังสือรับสภาพหนี้ฉะนั้น คำฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยซื้อสินค้าและค้างชำระตั้งแต่เมื่อใด เป็นเงินเท่าใด ส่งมอบสินค้าแก่ผู้ใด ล้วนเป็นรายละเอียดที่คู่ความสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาของศาลได้ คำฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงไม่เคลือบคลุม...

ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่นั้น โจทก์ทั้งสองนำสืบได้ความว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ประกอบการค้า จำเลยสั่งซื้อไม้แปรรูปและวัสดุก่อสร้างจากโจทก์ทั้งสองตั้งแต่ปลายปี 2535 ถึงต้นปี 2536 จำเลยไม่ชำระค่าสินค้า ซึ่งอายุความให้ชำระหนี้ค่าของที่ได้ส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 มีกำหนด2 ปี และอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 คือนับตั้งแต่ปลายปี 2535 ถึงต้นปี 2536 ซึ่งเป็นเวลาส่งมอบสินค้าจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.1 ยอมรับชำระหนี้ค่าซื้อไม้แปรรูปและวัสดุก่อสร้างโจทก์ทั้งสอง ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2538 เกินกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่โจทก์ทั้งสองส่งมอบสินค้าให้จำเลยจึงไม่เป็นหนังสือรับสภาพหนี้ ซึ่งจะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 แต่หนังสือดังกล่าวเป็นหลักฐานที่จำเลยผู้เป็นลูกหนี้รับสภาพความรับผิดตามมาตรา 193/28 วรรคสอง ซึ่งมีผลให้สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยรับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือดังกล่าวมีกำหนดอายุความ 2 ปี นับตั้งแต่วันทำบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.1 ตามมาตรา 193/35 โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2539 คดีโจทก์ทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความจำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งสอง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้วฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 ม. 193/12 ม. 193/14 ม. 193/28 ม. 193/35
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพัฒน์ ซ้ายเส้ง กับพวก
จำเลย — นายอาทร มาลาศรี
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
จำรูญ แสนภักดี
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10815/2546
#112764
เปิดฉบับเต็ม

แม้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ต้องด้วย พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง , 66 วรรคสอง และ พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ต้องระวางโทษหนังขึ้นเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้ในมาตรา 66 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ก็ตาม แต่โทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง บัญญัติไว้ให้จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว ซึ่งก็ไม่อาจวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ได้ ทั้งไม่อาจนำมาตรา 10 แห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาปรับด้วยได้ จำเลยที่ 2 คงมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง , 66 วรรคสอง เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ วรรคสอง , ๑๐๒ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓ , ๑๐ ริบของกลาง

จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง , ๖๖ วรรคสอง , ๑๐๒ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ และจำเลยที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง , ๑๖ วรรคสอง , ๑๐๒ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต เมื่อศาลลงโทษจำเลยที่ ๒ จำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจวางโทษสามเท่าของโทษที่กำหนดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ ได้ จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ ๓๗ ปี ๖ เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ , ๖๖ วรรคสอง , ๑๐๒ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ส่วนโทษจำคุกเมื่อคิดลดโทษแล้ว คงให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๓๓ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ มีอาชีพทำนา จำเลยที่ ๒ มีอาชีพรับราชการเป็นครู ในวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้ขณะที่จำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์กระบะคันของกลางของจำเลยที่ ๒ ไปถึงบริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรตำบลคำย่อ โดยพันตำรวจโทวิเศษ ชัยสงคราม กับพวกซึ่งตั้งด่านตรวจได้เรียกให้หยุดรถและจับกุมจำเลยทั้งสองกล่าวหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แล้วนำจำเลยทั้งสองไปดำเนินคดีพร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนและรถยนต์กระบะเป็นของกลาง? พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลมั่นคงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาให้วางโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ สามเท่าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ นั้น ยังไม่ถูกต้องเนื่องจากว่าแม้การกระทำความผิดของจำเลยที่ ๒ ต้องตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง , ๖๖ วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ เป็นเรื่องที่จะต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ แต่โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคสอง ระวางโทษไว้ให้จำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจที่จะระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ ได้ ทั้งนำมาตรา ๑๐ แห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาปรับด้วยไม่ได้ จำเลยที่ ๒ คงมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง , ๖๖ วรรคสอง เท่านั้น จึงเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง?

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง , ๖๖ วรรคสอง , ๑๐๒ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ เมื่อลดโทษให้แก่จำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๓ แล้วคงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๒๕ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง ม. 66 วรรคสอง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นายบรรลือ ชัชวาลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นางสาวมาลินี สิริภาพโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10721/2546
#55042
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 รับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน แม้ขณะจดทะเบียนจำนองจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาทแต่พฤติการณ์ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้จำเลยที่ 1 เป็นการเปิดโอกาสให้จำเลยที่ 1และที่ 2 นำไปใช้ในกิจการอื่นถือว่าโจทก์ที่ 1 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์ที่ 1 จะยกเอาผลที่เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนมาฟ้องจำเลยที่ 3ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตขอให้เพิกถอนการจำนองหาได้ไม่

เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่สามารถฟ้องเพิกถอนการจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ได้ ที่ดินพิพาทจึงยังติดจำนองอยู่ซึ่งจำเลยที่ 3 สามารถบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินพิพาทได้ไม่ว่าที่ดินพิพาทจะถูกโอนกลับไปเป็นของโจทก์ที่ 1 หรือไม่ดังนั้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีผลกระทบต่อจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3จึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ประกอบด้วยมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากัน และเป็นบิดามารดาจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นภริยาจำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 3963 ซึ่งโจทก์ที่ 1 จำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) ต่อมาเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 บอกโจทก์ที่ 1 ว่าจะไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท ขอให้โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจของกรมที่ดินซึ่งยังมิได้กรอกข้อความและเอกสารที่เกี่ยวข้อง โจทก์ที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจและเอกสารอื่นให้จำเลยที่ 1 ไป ต่อมาโจทก์ทั้งสองทราบว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทไปเป็นของตน จึงไปตรวจสอบสารบบที่ดินพิพาทที่สำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ พบว่าเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อันเป็นการปลอมหนังสือมอบอำนาจหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฉบับลงวันที่ 14 มิถุนายน 2539 จึงเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีสิทธิจำนองที่ดินพิพาทต่อจำเลยที่ 3 สัญญาจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ฉบับลงวันที่ 14 มิถุนายน 2538 จึงเป็นโมฆะ จำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยรู้ว่าเป็นหนังสือมอบอำนาจปลอม เป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 ขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3963 ตำบลเหนือคลอง อำเภอเมืองกระบี่ (ปัจจุบันกิ่งอำเภอเหนือคลอง) จังหวัดกระบี่ ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2538 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยปลอดภาระผูกพันกลับมาเป็นของโจทก์ที่ 1 โดยให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้รับผิดชอบชำระอากร ค่าธรรมเนียม ค่าภาษีและค่าใช้จ่าย ถ้าจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้กรอกข้อความ ถือเป็นการกระทำที่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกรับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต โจทก์ที่ 1จึงต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 3 นิติกรรมซื้อขายที่ดินและจำนองไม่เป็นโมฆะ ทั้งการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินที่ได้จากการกู้ยืมเงินและจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 3 ไปชำระไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผลทำให้โจทก์ที่ 1ในฐานะผู้จำนองได้รับผลประโยชน์ที่ไม่ต้องถูกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บังคับให้ชำระหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องจำเลยที่ 4

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่3963 ตำบลเหนือคลอง อำเภอเมืองกระบี่ (กิ่งอำเภอเหนือคลอง) จังหวัดกระบี่ ฉบับลงวันที่ 14 มิถุนายน 2538 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ก่อนยื่นฎีกา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายอนันต์ เอ่งฉ้วน บุตรโจทก์ที่ 1 ทายาทโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากัน จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 เป็นภริยาของจำเลยที่ 2โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 3963 ตำบลเหนือคลอง อำเภอเมืองกระบี่ (ปัจจุบันกิ่งอำเภอเหนือคลอง) จังหวัดกระบี่ ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.5 โจทก์ที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1และที่ 2 ไว้ต่อธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 300,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.12 เมื่อเดือนมิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 บอกโจทก์ที่ 1 ว่าจะไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท โจทก์ที่ 1 จึงลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่กรอกข้อความมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 ได้กรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวและนำไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวันเดียวกันนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทต่อจำเลยที่ 3 ตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลังสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.5สำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.3 และหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารหมาย ล.9

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ได้หรือไม่ โจทก์ทั้งสองนำสืบว่าโจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมายจ.2 ซึ่งยังไม่กรอกข้อความมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท ซึ่งจำนองไว้ต่อธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แต่จำเลยที่ 1 กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นว่าโจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้นำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามข้ออ้างของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1และที่ 2 ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 เป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอม จึงถือว่านิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทมิได้เกิดขึ้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังคงเป็นของโจทก์ที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 นำสืบว่ารับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยสุจริต เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้ร่วมรู้เห็นกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขณะจำเลยที่ 3 รับจำนองจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท ย่อมทำให้จำเลยที่ 3 เข้าใจว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท เรื่องระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1และที่ 2 จะเป็นอย่างไร จำเลยที่ 3 มิรู้เห็นด้วย จึงถือว่าจำเลยที่ 3 รับจำนองโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน แม้ขณะจดทะเบียนจำนองจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท แต่พฤติการณ์ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้จำเลยที่ 1 เป็นการเปิดโอกาสให้จำเลยที่ 1และที่ 2 นำไปใช้ในกิจการอื่นถือว่าโจทก์ที่ 1 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์ที่ 1 จะยกเอาผลที่เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนมาฟ้องจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตหาได้ไม่ ฎีกาโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่สามารถฟ้องเพิกถอนการจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ได้ ที่ดินพิพาทยังติดจำนองอยู่ซึ่งจำเลยที่ 3 สามารถบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินพิพาทได้ไม่ว่าที่ดินพิพาทจะถูกโอนกลับไปเป็นของโจทก์ที่ 1 หรือไม่ก็ตาม ดังนั้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีผลกระทบต่อจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ประกอบด้วยมาตรา 247 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 223 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหกล่อง เอ่งฉ้วน กับพวก
จำเลย — นางบังอร เอ่งฉ้วน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10700/2546
#55041
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้แล้ว ย่อมมีสิทธิเพียงไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นลูกหนี้เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใด ๆเพราะการค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคหนึ่ง เท่านั้น แม้ในวรรคสองบัญญัติว่า ผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วย และสัญญาค้ำประกันระบุให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับช่วงสิทธิที่เจ้าของมีอยู่ไม่ว่าตามกฎหมายหรือตามสัญญาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อ ก็คงมีความหมายเพียงว่าผู้ค้ำประกันชอบที่จะใช้สิทธิบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเองตามมาตรา 226 เท่านั้น การที่โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1หาทำให้โจทก์มีสิทธิในรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 เช่าซื้อไปจากจำเลยที่ 1 ไม่ เนื่องจากรถจักรยานยนต์ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ที่โจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อแทนจำเลยที่ 2 ไปครบถ้วนแล้วโดยผลของมาตรา 572 โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 2 ทั้งไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์และให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถจักรยานยนต์แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 2 ม - 7283 ไปจากจำเลยที่ 1 ในราคา72,392 บาท จำเลยที่ 2 ชำระค่าเช่าซื้อวันทำสัญญา 11,553 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระ24 งวด งวดละ 2,535 บาท ทุกวันที่ 20 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 สิงหาคม2539 โดยโจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 แทนจำเลยที่ 2 ไปจนครบจำนวน จึงรับช่วงสิทธิในรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 และมีสิทธิรับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าหนี้อยู่แต่เดิมของจำเลยที่ 1 ด้วยโจทก์จึงขอบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 2 เพื่อเรียกให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถจักรยานยนต์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ กับขอริบเงินค่าเช่าซื้อส่วนที่จำเลยที่ 2 ชำระไว้แล้ว และหักกลบลบหนี้ราคาค่าเช่าซื้อกับจำเลยที่ 1 โจทก์รับช่วงสิทธิในการถือกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 โดยผลแห่งกฎหมายและตามสัญญาค้ำประกัน ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 2 ม - 7283 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการจดทะเบียนโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบทะเบียนรถจักรยานยนต์ดังกล่าว ให้จำเลยที่ 2 มอบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 2 ม - 7283 ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และยอมให้โจทก์ริบเงินค่าเช่าซื้องวดแรกของจำเลยที่ 2 จำนวน 11,553 บาท และยอมให้โจทก์หักกลบลบหนี้ราคาค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์กับจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาและโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้จำเลยที่ 1จนครบถ้วนแล้วโจทก์มีสิทธิตามกฎหมายที่จะไล่เบี้ยเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ แต่ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติรับรองให้โจทก์รับช่วงสิทธิเพื่อฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อต้องโอนรถจักรยานยนต์ให้โจทก์หรือให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้เช่าซื้อต้องส่งมอบรถจักรยานยนต์ให้แก่โจทก์ จึงให้ยกฟ้อง

ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2543 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องจากข้อความเดิมที่ว่า"ผู้เป็นเจ้าหนี้อยู่แต่เดิมของจำเลยที่ 1 ด้วย" เป็นข้อความใหม่ว่า "ผู้เป็นเจ้าหนี้อยู่แต่เดิมของจำเลยที่ 2 ด้วย และโจทก์ยังต้องใช้สิทธิเรียกร้องต่างจำเลยที่ 2 ได้ด้วย"

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลยกฟ้องโจทก์แล้ว จึงให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สมควรรับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกัน เมื่อได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 แทนจำเลยที่ 2 ไปแล้ว โจทก์ย่อมได้รับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1 โดยผลของกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคสอง และโดยผลของสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายคำฟ้องข้อ 3 ที่ระบุให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับช่วงสิทธิทั้งหลายที่เจ้าของมีอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าตามกฎหมายหรือตามสัญญาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อเมื่อโจทก์ได้รับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์จึงมีสิทธิได้รับช่วงกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ค้ำประกันซึ่งได้ชำระหนี้แล้วย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใด ๆ เพราะการค้ำประกันนั้น" และวรรคสองบัญญัติว่า"ผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วย" ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้แล้ว โจทก์มีสิทธิเพียงไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใด ๆ เพราะการค้ำประกันเท่านั้น แม้ในวรรคสองบัญญัติว่าผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วยและสัญญาค้ำประกัน ข้อ 3 ระบุให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับช่วงสิทธิทั้งหลายที่เจ้าของมีอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าตามกฎหมายหรือตามสัญญาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อก็ตาม ก็คงมีความหมายเพียงว่าผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 บัญญัติไว้เท่านั้นการที่โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1 บรรดามีเหนือจำเลยที่ 2 หาทำให้โจทก์มีสิทธิในรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 เช่าซื้อไปจากจำเลยที่ 1 ไม่ เนื่องจากรถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อแทนจำเลยที่ 2ไปแล้วโดยผลของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 2 ทั้งไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนรถจักรยานยนต์ และฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2 เพื่อต้นเงินและดอกเบี้ยที่โจทก์ชำระแทนไปตามสิทธิของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้วส่วนที่โจทก์ฎีกาในส่วนที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเพื่อให้คำฟ้องถูกต้องสมบูรณ์พอที่จำเลยทั้งสองจะเข้าใจข้อหาได้ดี และไม่ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบ สมควรอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ และไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2ส่งมอบรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ แม้จะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง โจทก์ก็ไม่อาจชนะคดีได้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องจึงชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 572 ม. 693
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสัน อาจยาเมือง
จำเลย — บริษัทจีเอ็น ลิสซิ่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10700/2546
#112801
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันได้ชำระค่าเช่าซื้อแทนจำเลยที่ 2 ผู้เช่าซื้อแล้ว โจทก์มีสิทธิเพียงไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใด ๆ เพราะการค้ำประกันเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคหนึ่ง แม้ตามวรรคสองบัญญัติว่า "ผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วย" และสัญญาค้ำประกัน ข้อ 3 ระบุให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับช่วงสิทธิทั้งหลายที่เจ้าของมีอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าตามกฎหมายหรือตามสัญญาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อก็ตาม ก็คงมีความหมายเพียงว่า ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 การที่โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1 บรรดามีเหนือของจำเลยที่ 2 หาทำให้โจทก์มีสิทธิในรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 เช่าซื้อไปจากจำเลยที่ 1 ไม่ เนื่องจากรถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อแทนจำเลยที่ 2 ไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 2 ทั้งไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ และบังคับให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ โอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร ๒ ม - ๗๒๘๓ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ดำเนินการจดทะเบียนโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบทะเบียนรถจักรยานยนต์ดังกล่าว ให้จำเลยที่ ๒ มอบรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร ๒ ม - ๗๒๘๓ ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และยอมให้โจทก์ริบเงินค่าเช่าซื้องวดแรกของจำเลยที่ ๒ จำนวน ๑๑,๕๕๓ บาท และยอมให้โจทก์หักกลบลบหนี้ราคาค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์กับจำเลยที่ ๑

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่ ๒ เมื่อจำเลยที่ ๒ ผิดสัญญาและโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้จำเลยที่ ๑ จนครบถ้วนแล้ว โจทก์มีสิทธิตามกฎหมายที่จะไล่เบี้ยเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ ๒ ได้ แต่ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติรับรองให้โจทก์รับช่วงสิทธิเพื่อฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อต้องโอนรถจักรยานยนต์ให้โจทก์หรือให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้เช่าซื้อต้องส่งมอบรถจักรยานยนต์ให้แก่โจทก์ จึงให้ยกฟ้อง

ต่อมาวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๓ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องจากข้อความเดิมที่ว่า "ผู้เป็นเจ้าหนี้อยู่แต่เดิมของจำเลยที่ ๑ ด้วย" เป็นข้อความใหม่ว่า "ผู้เป็นเจ้าหนี้อยู่แต่เดิมของจำเลยที่ ๒ ด้วย และโจทก์ยังต้องใช้สิทธิเรียกร้องต่างจำเลยที่ ๒ ได้ด้วย"

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลยกฟ้องโจทก์แล้ว จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สมควรรับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกัน เมื่อได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ ๑ แทนจำเลยที่ ๒ ไปแล้ว โจทก์ย่อมได้รับช่วงสิทธิของจำเลยที่ ๑ โดยผลของกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๓ วรรคสอง และโดยผลของสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้อง ข้อ ๓ ที่ระบุให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับช่วงสิทธิทั้งหลายที่เจ้าของมีอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าตามกฎหมายหรือตามสัญญาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อ เมื่อโจทก์ได้รับช่วงสิทธิของจำเลยที่ ๑ แล้วโจทก์จึงมีสิทธิได้รับช่วงกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ค้ำประกันซึ่งได้ชำระหนี้แล้ว ย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใด ๆ เพราะการค้ำประกันนั้น" และวรรคสองบัญญัติว่า "ผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วย" ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้แล้ว โจทก์มีสิทธิเพียงไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกหนี้เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใด ๆ เพราะการค้ำประกันเท่านั้น แม้ในวรรคสองบัญญัติว่า ผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วย และสัญญาค้ำประกัน ข้อ ๓ ระบุให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับช่วงสิทธิทั้งหลายที่เจ้าของมีอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าตามกฎหมายหรือตามสัญญาเกี่ยวกับสัญญเช่าซื้อก็ตาม ก็คงมีความหมายเพียงว่า ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๖ บัญญัติไว้เท่านั้น การที่โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของจำเลยที่ ๑ บรรดามีเหนือจำเลยที่ ๒ หาทำให้โจทก์มีสิทธิในรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ ๒ เช่าซื้อไปจากจำเลยที่ ๑ ไม่ เนื่องจากรถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อแทนจำเลยที่ ๒ ไปแล้วโดยผลของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๒ โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิของจำเลยที่ ๑ บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ ๒ ทั้งไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนรถจักรยานยนต์ และฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๒ ส่งมอบรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ ๒ เพื่อต้นเงินและดอกเบี้ยที่โจทก์ชำระแทนไปตามสิทธิของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว? ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 573 ม. 693
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสัน อาจยาเมือง
จำเลย — บริษัทจีเอ็น ลีสซิ่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขงพระนครเหนือ — นายยุคนธร พาณิชปฐมพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิทยา บุญชู
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10669/2546
#55040
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและอยู่ในระหว่างจำเลยยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์จึงต้องห้ามมิให้บุคคลที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 39 การที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทที่เป็นโมฆะ ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใด ๆขึ้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยเพราะมิใช่เป็นผลจากการผิดสัญญา แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ ซึ่งตามมาตรา 412 บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เป็นลาภมิควรได้นั้น เป็นเงินจำนวนหนึ่ง ท่านว่าต้องคืนเต็มจำนวนนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเรื่องลาภมิควรได้ จึงมิใช่เป็นการพิพากษานอกคำฟ้องนอกประเด็น

โจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน จึงไม่ใช่โจทก์กระทำการตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามมาตรา 407 จำเลยต้องคืนเงินซึ่งได้รับไว้แก่โจทก์ตามมาตรา 406

หลังจากจำเลยทั้งสองไม่สามารถโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าที่ดิน 2,872,718 บาท คืนแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถชำระได้ให้จำเลยที่ 2 แจ้งให้ ย. ซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์ 2,000,000 บาท ต่อมา ย. ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์2,600,000 บาท อันเป็นหนี้จำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ได้หักหนี้ 2,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 ยอมให้โจทก์หักหนี้ดังกล่าวได้ ดังนี้เงิน 2,000,000 บาท จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 872,718 บาท เท่านั้น

จำเลยไม่ได้ยกอายุความเรื่องลาภมิควรได้ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2537 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่า ตั้งอยู่ที่ตำบลสาย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 38 ไร่ 76 ตารางวา ได้เสนอขายที่ดิน โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสทำสัญญาจะขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 4,363,589 บาท โจทก์วางมัดจำเป็นเงิน 2,872,718บาท ในวันทำสัญญาวันที่ 25 ตุลาคม 2537 โดยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินวันที่ 31 สิงหาคม 2538 หากผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินที่ได้รับไว้แล้วพร้อมเบี้ยปรับจำนวนหนึ่งเท่าของเงินดังกล่าวและเบี้ยปรับอีกเดือนละ 30,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองผิดสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 6,283,341บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 5,925,436 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท โจทก์ทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ แต่โจทก์รับว่าสามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทได้จำเลยทั้งสองได้รับเงินมัดจำตามสัญญาไว้เพียง 872,718 บาทและได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 872,718 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มิถุนายน 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสและนายยศ บำรุงธรรม ร่วมกันถือครองที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินโครงการที่จำแนกป่าห้วยสัก - ป่าแม่กก (หมายเลข 43)เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2537 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ที่ดินพิพาทเพื่อประกอบเกษตรกรรม ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2537 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 4,363,589 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 และนายยศ บำรุงธรรม ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา ในวันดังกล่าวโจทก์ชำระราคาค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน2,872,718 บาท เป็นเช็คธนาคารเอเซีย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงราย ลงวันที่ 25ตุลาคม 2537 จำนวนเงิน 872,718 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เงินอีก 2,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ยอมให้โจทก์หักหนี้ที่นายยศเป็นหนี้โจทก์โดยถือว่าเป็นราคาที่ดินบางส่วน ส่วนที่เหลืออีก 1,490,871 บาท โจทก์จะชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินวันที่ 31 สิงหาคม 2538 หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญายอมคืนเงิน 2,872,718 บาท พร้อมเบี้ยปรับจำนวนหนึ่งเท่าของเงินดังกล่าวและชำระเบี้ยปรับเดือนละ 30,000 บาท ให้แก่โจทก์ ครั้นถึงกำหนดจำเลยทั้งสองไม่อาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทเอกสารหมาย จ.2 นั้น โจทก์ทราบว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน และไม่สามารถโอนกันได้หรือไม่ปัญหานี้โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน จำเลยที่ 2 มาเสนอขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่กรุงเทพมหานคร โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 สามารถออกเอกสารสิทธิได้และจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้คดีโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ทราบมาก่อนว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน คงให้การเพียงว่า ขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองแจ้งให้โจทก์ทราบว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าและไม่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น จึงเป็นฎีกานอกคำให้การ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน เมื่อที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและอยู่ในระหว่างจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ที่ดินพิพาท จึงต้องห้ามมิให้บุคคลที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่น เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกรหรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 39 การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.2 เป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โดยไม่คำนึงว่าเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดเพราะจำเลยที่ 1 ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองมีว่าจำเลยทั้งสองจะต้องคืนเงินให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.2เป็นโมฆะดังที่วินิจฉัยมาแล้ว ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใด ๆ ขึ้น คู่สัญญาปราศจากข้อผูกพันในอันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาเสมือนหนึ่งไม่มีข้อสัญญาด้วยกันนั่นเอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยทั้งสอง เพราะมิใช่เป็นผลจากการผิดสัญญาแต่อย่างใด แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับซึ่งตามมาตรา 412 บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เป็นลาภมิควรได้นั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ท่านว่าต้องคืนเต็มจำนวนนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเรื่องลาภมิควรได้ จึงมิใช่เป็นการพิพากษานอกคำฟ้องนอกประเด็นดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา เมื่อโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 โดยไม่ทราบมาก่อนว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน จึงไม่ใช่โจทก์กระทำการตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามมาตรา 407 แต่เป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินซึ่งได้รับไว้แก่โจทก์ตามมาตรา 406 แม้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ระบุว่าในวันทำสัญญาจำเลยที่ 1ได้รับชำระราคาค่าที่ดินจากโจทก์ไว้แล้วเป็นเงิน 2,872,718 บาท ก็ตาม แต่โจทก์ก็เบิกความว่า ความจริงโจทก์ชำระราคาค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วยเช็คธนาคารเอเซีย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงราย ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2537 จำนวนเงิน 872,718 บาท ส่วนเงินอีก 2,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ยอมให้โจทก์หักหนี้ที่นายยศเป็นหนี้โจทก์ โดยถือว่าเป็นราคาค่าที่ดินบางส่วน และเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองว่าหลังจากจำเลยทั้งสองไม่สามารถโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2ชำระหนี้ หากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถชำระหนี้ได้ให้จำเลยที่ 2 แจ้งให้นายยศชำระหนี้แก่โจทก์ 2,000,000 บาท ต่อมานายยศได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 2,600,000 บาท อันเป็นหนี้จำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ได้หักหนี้ 2,000,000 บาท ตามที่โจทก์เบิกความข้างต้น ซึ่งก็คือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ค.1 นั้นเอง ดังนี้ เงิน 2,000,000 บาท ดังกล่าวเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 872,718 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยเท่านั้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว เพราะโจทก์รู้ถึงสิทธิในการฟ้องเรียกลาภมิควรได้ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2537 อันเป็นวันทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 21 มิถุนายน 2539 เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ยกอายุความเรื่องลาภมิควรได้ขึ้นต่อสู้จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองทั้งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 172 ม. 380 ม. 406 ม. 407
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 249
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประเสริฐ จิรกิติ
จำเลย — นางสาว ประนอม กาใจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10668/2546
#267502
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 26 ได้บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การ" แสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวจะนำมาใช้บังคับได้เฉพาะในกรณีที่สถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการอยู่ในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินแล้วเท่านั้น และเมื่อคดีรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินให้แก้ไขฟื้นฟูฐานะตามแผนที่จำเลยที่ 2 เสนอเช่นนี้ โจทก์จะอ้างบทกฎหมายดังกล่าวมาเป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์หาได้ไม่ เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญของจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จำเลยที่ 2 ค้างชำระแก่โจทก์ตามประกาศคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 (3) และ 16 (3) แห่ง พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 โจทก์จึงต้องอยู่ในบังคับของหลักเกณฑ์ตามประกาศดังกล่าว ซึ่งตามประกาศดังกล่าวข้อ 3.2 เจ้าหนี้ของสถาบันการเงินที่ถูกคำสั่งให้ระงับกิจการที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ต่อคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินตามมาตรา 30 ของพระราชกำหนดดังกล่าวต้องให้ความยินยอมที่จะไม่ฟ้องคดีสถาบันการเงินนั้น ซึ่งตามข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้รายนี้ไว้ต่อคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเท่ากับว่า โจทก์ต้องผูกพันตามข้อกำหนดในการยินยอมที่จะไม่ฟ้องสถาบันการเงินนั้นเป็นคดีต่อศาลด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,045,827,733.49 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 826,314,317.45 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,045,827,733.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 826,314,317.45 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 30 กันยายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 826,314,317.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเดียวกัน (ที่ถูกต้องระบุวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยในต้นเงินแต่ละจำนวนที่โจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 พร้อมอัตราดอกเบี้ยลอยตัวซึ่งปรับเปลี่ยนตามประกาศธนาคารโจทก์ในช่วงก่อนฟ้องมาด้วย) จนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 80,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 26 บัญญัติว่า ห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลายเท่านั้น มิได้ห้ามบุคคลใดฟ้องคดีแพ่งสามัญทั่วไป และตามข้อ 3 ของประกาศคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้นั้น ใช้บังคับเฉพาะสำหรับเจ้าหนี้ที่มีความประสงค์จะขอรับชำระหนี้ตามประกาศดังกล่าวเท่านั้นที่จะต้องให้ความยินยอมที่จะไม่ฟ้องสถาบันการเงินเป็นจำเลยในคดีแพ่งนั้น เป็นการตีความตามกฎหมายที่คลาดเคลื่อนต่อเจตนารมณ์ของการออกกฎหมายดังกล่าว กล่าวคือ ตามประกาศคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้นั้นเป็นการออกมาตรการและเงื่อนไขเพื่อการชำระบัญชีของสถาบันการเงินที่ถูกคำสั่งระงับกิจการโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ทั้งนี้เพื่อให้การชำระบัญชีเป็นไปโดยเรียบร้อยและรวดเร็ว ดังนั้นบุคคลที่เป็นเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินที่ถูกคำสั่งระงับกิจการดังกล่าวจึงต้องปฏิบัติตามประกาศดังกล่าว ซึ่งตามข้อ 3 ของประกาศดังกล่าว เจ้าหนี้ของสถาบันการเงินที่ถูกคำสั่งให้ระงับกิจการที่ยื่นคำรับขอชำระหนี้ไว้ต่อคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินตามมาตรา 30 ของพระราชกำหนดฉบับข้างต้นต้องให้ความยินยอมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ 3.2 ที่จะไม่ฟ้องคดีสถาบันการเงินนั้น ซึ่งตามข้อเท็จจริง โจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รายนี้ไว้ต่อคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เช่นกัน จึงเท่ากับว่า โจทก์ต้องผูกพันตามข้อกำหนดในการยินยอมที่จะไม่ฟ้องสถาบันการเงินนั้นเป็นคดีต่อศาลด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้

เมื่อศาลได้พิจารณาจากพยานโจทก์แล้วคดีจึงฟังได้ว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ต่อคณะกรรมการที่คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินแต่งตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 30 ตามประกาศคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งจำเลยที่ 2 เคยเสนอแผนการฟื้นฟูฐานะของจำเลยที่ 2 ต่อคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเพื่อพิจารณาแล้วแต่คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่อาจฟื้นฟูฐานะและไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินไม่ให้ความเห็นชอบตามแผนการแก้ไขฟื้นฟูฐานะของจำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 2 เสนอนั่นเอง และตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 26 ได้บัญญัติไว้ว่า "ห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การ" แสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวจะนำมาใช้บังคับได้เฉพาะในกรณีที่สถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการอยู่ในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินแล้วเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินให้แก้ไขฟื้นฟูฐานะตามแผนที่จำเลยที่ 2 เสนอเช่นนี้ โจทก์จะอ้างบทกฎหมายดังกล่าวมาเป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์หาได้ไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกบทบัญญัติในมาตรา 26 ขึ้นอ้างเป็นเหตุผลสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ที่อ้างว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีแพ่งได้จึงไม่ถูกต้อง และเมื่อคดีรับฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญของจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ที่จำเลยที่ 2 ค้างชำระแก่โจทก์ ตามประกาศคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 (3) และ 16 (3) แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 โจทก์จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของหลักเกณฑ์ในประกาศฉบับดังกล่าว ซึ่งประกาศฉบับดังกล่าวในข้อ 3.2 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า เจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามประกาศนี้จะต้องตกลงให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรตามแบบที่คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินกำหนด โดยความยินยอมดังกล่าวจะกำหนดไว้ในข้อ 3.2.1 ของประกาศนี้ กล่าวคือ การยินยอมที่จะไม่ฟ้องสถาบันการเงินเป็นจำเลยในคดีแพ่ง หรือล้มละลาย หรือคดีแรงงาน หรือคดีภาษีอากร หรือบังคับคดีแก่สถาบันการเงิน รวมทั้งจะไม่เสนอข้อพิพาทที่สถาบันการเงินนั้นๆ จะต้องรับผิดหรือชดใช้ค่าเสียหายต่ออนุญาตโตตุลาการในระหว่างเวลาตั้งแต่ยื่นขอรับชำระหนี้ตามประกาศนี้ จนถึงเมื่อผลการจัดสรรเงินครั้งแรกเป็นที่สุด เพื่อที่องค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงินจะได้ดำเนินการจัดสรรเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินชำระคืนแก่เจ้าหนี้ และหากได้ฟ้องสถาบันการเงินเป็นจำเลยอยู่แล้ว หรืออยู่ในระหว่างการบังคับคดี หรือได้มีการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการแล้ว จะดำเนินการถอนฟ้อง หรือถอนการบังคับคดี หรือถอนการดำเนินการในชั้นอนุญาโตตุลาการแล้วแต่กรณีโดยทันที มิฉะนั้นให้ถือว่าเจ้าหนี้นั้นตกลงยินยอมสละสิทธิการขอรับชำระหนี้ตามประกาศนี้ สำหรับเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ โดยที่ขณะยื่นคำขอรับชำระหนี้เจ้าหนี้ยังมิได้ยื่นฟ้องสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการซึ่งไม่อาจฟื้นฟูฐานะและไม่อาจดำเนินงานต่อไปได้ ซึ่งหมายความว่าเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้จะต้องตกลงยินยอมสละสิทธิที่จะฟ้องสถาบันการเงินดังกล่าวเป็นคดีประเภทต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น เมื่อเจ้าหนี้ตกลงยินยอมสละสิทธิในการฟ้องคดีแล้ว ย่อมมีผลผูกพันเจ้าหนี้ ทำให้เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องสถาบันการเงินผู้เป็นลูกหนี้เป็นคดีแพ่งหรือคดีล้มละลาย หรือคดีแรงงาน หรือคดีภาษีอากรจนกว่าผลการจัดสรรเงินครั้งแรกเป็นที่สุด... เมื่อโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ภายหลังจากที่โจทก์ได้ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ของจำเลยที่ 2 ต่อคณะกรรมการตามมาตรา 30 ดังกล่าวแล้ว อันเป็นการยื่นฟ้องภายหลังจากที่โจทก์ตกลงให้ความยินยอมต่อคณะกรรมการดังกล่าวที่จะไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยในคดีแพ่งไว้ก่อนแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ได้อีก...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง 80,000 บาท แทนจำเลยที่ 2 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 นอกนั้นให้เป็นพับนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 7 (3) ม. 16 (3) ม. 26 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอสแอลซี ลิสซิ่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10659 -ที่ 10665/2546
#267519
เปิดฉบับเต็ม

การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หมายความถึงการที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีสาเหตุ หรือแม้จะมีสาเหตุบ้างแต่ก็ไม่ใช่สาเหตุที่จำเป็นหรือสมควรจะต้องถึงกับเลิกจ้าง สาเหตุการเลิกจ้างอาจเกิดจากฝ่ายลูกจ้างฝ่ายเดียว เมื่อสาเหตุและความจำเป็นที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์มาจากการประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง จำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและลดจำนวนพนักงานลงเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับคุ้มทุน มิฉะนั้นจะไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ และตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในเรื่องข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างก็ให้สิทธิจำเลยในการที่จะเลิกจ้างลูกจ้างได้ ทั้งเหตุที่ต้องยุบหน่วยงานที่โจทก์ทำงานและโอนงานไปรวมกับหน่วยงานอื่นก็เป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการและสัญญาผู้ประกอบการจำหน่ายที่จำเลยทำกับเจ้าหนี้ ดังนั้น การที่จำเลยใช้สิทธิตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเลิกจ้างโจทก์พร้อมกับพนักงานในหน่วยงานที่ถูกปรับยุบทั้งหมด เพราะมีสาเหตุมาจากการประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องมิได้เลือกปฏิบัติกลั่นแกล้งเฉพาะโจทก์เท่านั้น จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนกรณีที่จำเลยประกาศรับสมัครผู้จัดการในหน่วยงานอื่นของจำเลยซึ่งโจทก์ทั้งสองมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะสมัครเข้าไปทำงานได้นั้น จำเลยก็ได้ดำเนินการหลังจากเลิกจ้างโจทก์เป็นเวลานาน เนื่องจากความจำเป็นทางด้านการบริหารจัดการที่เพิ่งเกิดมีขึ้นใหม่ในภายหลังตามความประสงค์ของบริษัท ว. ซึ่งจำเลยมีความผูกพันตามสัญญาตัวแทนจำหน่ายที่จะต้องปฏิบัติ เหตุดังกล่าวจึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเช่นกัน

จำเลยประกอบธุรกิจจำหน่ายรถยนต์และอะไหล่และให้บริการเกี่ยวกับรถยนต์ รายได้ที่จะมีผลต่อกำไรหรือขาดทุนในการประกอบธุรกิจของจำเลยย่อมขึ้นอยู่กับการดำเนินงานในส่วนธุรกิจรถยนต์ การที่จำเลยประกาศจ่ายรางวัลพิเศษเพิ่มให้แก่พนักงาน จึงมุ่งหมายถึงผลประกอบการในการดำเนินธุรกิจรถยนต์โดยตรง ซึ่งได้แก่ การขายรถยนต์ใหม่ การขายรถยนต์เก่าการขายอะไหล่ การให้บริการซ่อมบำรุง และการให้เช่ารถยนต์ ส่วนการขายสินทรัพย์ หนี้สูญได้รับคืน รายได้อื่นๆ และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทย่อยและบริษัทร่วมของจำเลย มิใช่การประกอบกิจการอันเป็นธุรกิจรถยนต์ของจำเลยดังกล่าว จึงไม่อาจถือเป็นรายได้ที่จะนำมาคำนวณเป็นผลกำไรในส่วนธุรกิจรถยนต์ เมื่อการดำเนินงานในส่วนธุรกิจรถยนต์ไม่มีผลกำไร โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับรางวัลพิเศษจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเจ็ดสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 7

โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงินคนละ 2,025,000 บาท 2,880,750 บาท 1,576,167 บาท 747,846 บาท 1,029,000 บาท 926,250 บาท และ 1,218,750 บาท ตามลำดับ นอกจากนั้นจำเลยได้มีประกาศว่าหากปรากฏว่าในปี 2544 จำเลยมีผลกำไร จะจ่ายเงินรางวัลพิเศษเพิ่มให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 7 และพนักงานเท่ากับเงินเดือนสุดท้ายครึ่งเดือน ซึ่งจำเลยมีผลกำไรในการประกอบการ จำเลยจึงต้องจ่ายเงินรางวัลดังกล่าวให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 7 คนละ 22,843 บาท 27,685 บาท 24,500 บาท 23,750 บาท และ 23,750 บาท ตามลำดับ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเจ็ดคนละ 2,025,000 บาท 2,880,750 บาท 1,576,167 บาท 747,846 บาท 1,029,000 บาท 926,250 บาท และ 1,218,750 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มีนาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายเงินรางวัลพิเศษแก่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 7 คนละ 22,843 บาท 27,685 บาท 24,500 บาท 23,750 บาท และ 23,750 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 900,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,085,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินค่าเสียหายของแต่ละคนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 พฤษภาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 7

โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 7 และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า การเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นบริษัทมหาชน ประกอบกิจการจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นลูกจ้างจำเลยมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการหน่วยงานต่างๆ ของจำเลย เมื่อปี 2540 เกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทยและรัฐบาลได้ประกาศลดค่าเงินบาท เป็นเหตุให้จำเลยต้องขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินและประสบการขาดทุนสะสมตลอดมา จนต้องปรับลดจำนวนพนักงานและทำแผนฟื้นฟูกิจการกับเจ้าหนี้ รวมทั้งลดบทบาทจากการเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ในประเทศไทยมาเป็นตัวแทนจำหน่ายเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครโดยทำสัญญาผู้ประกอบการจำหน่ายกับบริษัทวอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่อมาในปี 2544 จำเลยมีกำไร 25,000,000 บาทเศษ แต่ก็ยังขาดทุนสะสมอยู่อีก 1,900,000,000 บาทเศษ จำเลยจึงต้องปรับโครงสร้างองค์กรและลดจำนวนพนักงานลงอีก และในเดือนมีนาคม 2544 จำเลยได้ปรับโครงสร้างองค์กรอีกครั้ง โดยยุบหน่วยงานในสำนักงานใหญ่พร้อมกับโอนงานที่มีลักษณะเช่นเดียวกันไปให้สำนักงานสาขารับผิดชอบ ส่วนงานธุรกิจเสริมโอนไปสังกัดศูนย์ธุรกิจบางนาตามภาระหน้าที่ที่จำเลยต้องปฏิบัติภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการกับเจ้าหนี้และสัญญาผู้ประกอบการจำหน่ายกับบริษัทวอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานอยู่ในหน่วยงานที่ถูกปรับยุบ จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ด เห็นว่า การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธิพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หมายความถึงการที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีสาเหตุ หรือแม้จะมีสาเหตุบ้างแต่ก็ไม่ใช้สาเหตุที่จำเป็นหรือสมควรจะต้องถึงกับเลิกจ้างลูกจ้าง สาเหตุการเลิกจ้างอาจเกิดจากฝ่ายลูกจ้างหรือฝ่ายนายจ้างก็ได้ ไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องเกิดจากฝ่ายลูกจ้างเท่านั้น เมื่อมูลเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 สืบเนื่องมาจากเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้จำเลยประสบการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง มีหนี้สิ้นจำนวนมาก จำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและลดจำนวนพนักงานลงเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับคุ้มทุน มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ซึ่งตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหมวดที่ 9 ข้อ 1.1 อันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้สิทธิแก่จำเลยในการที่จะเลิกจ้างลูกจ้างได้ ส่วนเหตุผลที่ต้องยุบหน่วยงานที่โจทก์ทั้งสองทำงานเป็นเพราะลักษณะงานมีทำอยู่ที่หน่วยงานอื่นของจำเลยแล้ว จึงต้องถูกปรับยุบและโอนงานไปรวมกับหน่วยงานอื่นตามแผนฟื้นฟูกิจการและสัญญาผู้ประกอบการจำหน่ายที่จำเลยทำไว้กับเจ้าหนี้ เมื่อหน่วยงานที่โจทก์ทั้งสองทำงานถูกย่อมทำให้ตำแหน่งงานของโจทก์ทั้งสองต้องถูกยุบตามไปด้วย จึงเห็นได้ชัดว่าขณะที่จำเลยใช้สิทธิตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหมวดที่ 9 ข้อ 1.1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองพร้อมกับพนักงานในหน่วยงานที่ถูกปรับยุบทั้งหมดเพราะมีสาเหตุมาจากการประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องดังกล่าวมิได้เลือกปฏิบัติกลั่นแกล้งเฉพาะโจทก์ทั้งสองเท่านั้นจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนกรณีที่จำเลยประกาศรับสมัครผู้จัดการในหน่วยงานอื่นของจำเลยซึ่งโจทก์ทั้งสองมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะสมัครเข้าไปทำงานได้นั้น จำเลยได้ดำเนินการหลังจากเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเวลานาน ด้วยเหตุผลความจำเป็นทางด้านการบริหารจัดการที่เพิ่งเกิดมีขึ้นใหม่ในภายหลัง ทั้งนี้เป็นไปตามความประสงค์ของบริษัทวอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจำเลยมีความผูกพันตามสัญญาตัวแทนจำหน่ายที่จะต้องปฏิบัติ การที่ศาลแรงงานกลางหยิบยกเอาเหตุดังกล่าวมาวินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาประการต่อมามีว่า โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 7 มีสิทธิได้รับรางวัลพิเศษจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกอบกิจการจำหน่ายรถยนต์และอะไหล่ และให้บริการเกี่ยวกับรถยนต์ รายได้ที่จะมีผลต่อกำไรหรือขาดทุนในการประกอบธุรกิจของจำเลยย่อมขึ้นอยู่กับการดำเนินงานในส่วนธุรกิจรถยนต์ ดังนั้น จุดประสงค์ที่จำเลยประกาศจ่ายรางวัลพิเศษเพิ่มให้แก่พนักงาน จึงมุ่งหมายถึงผลประกอบการในการดำเนินธุรกิจรถยนต์โดยตรง ซึ่งได้แก่ การขายรถยนต์ใหม่ การขายรถยนต์เก่า การขายอะไหล่ การให้บริการซ่อมบำรุง และการให้เช่ารถยนต์ ส่วนการขายสินทรัพย์ หนี้สูญได้รับคืน รายได้อื่นๆ และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทย่อยและบริษัทร่วมของจำเลย มิใช่การประกอบกิจการอันเป็นธุรกิจรถยนต์ของจำเลยดังกล่าว จึงไม่อาจถือเป็นรายได้ที่จะนำมาคำนวณเป็นผลกำไรในส่วนธุรกิจรถยนต์ เมื่อปรากฏว่าการดำเนินงานในส่วนธุรกิจรถยนต์ไม่มีผลกำไร การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 7 ไม่มีสิทธิได้รับรางวัลพิเศษจากจำเลยจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 7 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโยธิน กุลแก้ว กับพวก
จำเลย — บริษัทสวีเดนมอเตอร์ส จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10617/2546
#112763
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสำเนาหนังสือมอบอำนาจและสำเนาแบบคำขอโอนและรับโอนทะเบียนรถยนต์ซึ่งเป็นเอกสารปลอมและฉ้อโกงผู้เสียหาย แต่หนังสือมอบอำนาจเป็นเพียงเอกสารซึ่งผู้มอบอำนาจมอบหมายให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจจัดการทำนิติกรรมแทน มิได้เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ จึงไม่เป็นเอกสารสิทธิ ทั้งมิใช่เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ จึงไม่เป็นเอกสารราชการ ส่วนสำเนาแบบคำขอโอนและรับโอนทะเบียนรถยนต์แม้จะเป็นแบบพิมพ์ของกรมการขนส่งทางบก แต่ก็เป็นแบบพิมพ์สำหรับผู้ที่ประสงค์จะจดทะเบียนโอนและรับโอนรถยนต์นำไปกรอกข้อความลงไปได้เอง แล้วนำไปยื่นต่อนายทะเบียนเพื่อจดทะเบียนเท่านั้น มิใช่เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ จึงไม่เป็นเอกสารราชการ อีกทั้งมิได้เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ จึงไม่เป็นเอกสารสิทธิ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ตาม ป.อ. มาตรา 266 (1) และใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) จำเลยคงมีความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก กระทงหนึ่ง , มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และ 341 ที่ศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนโดยมิได้แก้ไข จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๙๑ , ๒๖๔ , ๒๖๕ , ๒๖๖ , ๒๖๘ และ ๓๔๑ ริบของกลาง และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน จำนวน ๖๕,๓๖๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ , ๒๖๖ (๑) กระทงหนึ่ง , ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๑) และ ๓๔๑ อีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๑) เพียงกระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง จำคุก ๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว? ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทำสำเนาหนังสือมอบอำนาจและสำเนาแบบคำขอโอนและรับโอนทะเบียนรถยนต์ปลอมนั้น หนังสือมอบอำนาจเป็นเพียงเอกสารซึ่งบุคคลหนึ่งเป็นผู้มอบอำนาจ มอบหมายให้บุคคลอีกคนหนึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจ ให้มีอำนาจจัดการทำนิติกรรมแทน มิได้เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ จึงไม่เป็นเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๙) ทั้งมิใช่เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ จึงไม่เป็นเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๘) ส่วนสำเนาแบบคำขอโอนและรับโอนทะเบียนรถยนต์ แม้จะเป็นแบบพิมพ์ของกรมการขนส่งทางบก แต่ก็เป็นแบบพิมพ์สำหรับผู้ที่ประสงค์จะจดทะเบียนโอนและรับโอนรถยนต์นำไปกรอกข้อความลงไปได้เอง แล้วนำไปยื่นต่อนายทะเบียนเพื่อดำเนินการแก้ไขรายการจดทะเบียนในใบคู่มือจดทะเบียนเท่านั้น มิใช่เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ จึงไม่เป็นเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๘) อีกทั้งแบบคำขอโอนและรับโอนทะเบียนรถยนต์ดังกล่าว มิได้เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ จึงไม่เป็นเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๙) การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๖ (๑) และใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๑) จำเลยคงมีความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก กระทงหนึ่ง , มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก และ ๓๔๑ อีกกระทงหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง และศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืนโดยมิได้แก้ไข จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก กระทงหนึ่ง , มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก และ ๓๔๑ อีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก เพียงกระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (8) (9) ม. 264 ม. 266 (1) ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
โจทก์ร่วม — บริษัทอาร์เฮงวัฒนา จำกัด
จำเลย — นายสุวิทย์ ใจเที่ยง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายลือเดช ทับทิมพรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10600/2546
#112762
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 มาตรา 19 เป็นกรณีที่กำหนดให้มีการดำเนินการก่อนฟ้องผู้ต้องหาและต้องไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหานั้นต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยตกเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถ อันเป็นการกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นความผิดฐานอื่นที่มีโทษจำคุก ทั้งจำเลยถูกฟ้องต่อศาลแล้ว ดังนั้น ไม่ว่ากระบวนการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 จะเป็นคุณแก่จำเลยเพียงใด บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวก็ไม่เปิดช่องให้นำมาใช้บังคับแก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๕๗ , ๙๑ พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ (๓ ทวิ) , ๑๒๗ ทวิ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ , ๑๕๗ ทวิ และสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า ๖ เดือน

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗ , ๙๑ (ที่ถูกมาตรา ๙๑ ที่แก้ไขใหม่) พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ (๓ ทวิ) , ๑๒๗ ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๑๕๗ ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๑๕๗ ทวิ วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ (๓ ทวิ) , ๑๒๗ ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทลงโทษบทหนักมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๑๕๗ ทวิ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗ , ๙๑ (ที่ถูกมาตรา ๙๑ ที่แก้ไขใหม่) เพียงบทเดียว ลงโทษจำคุก ๑ ปี ๔ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ๗๘ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๘ เดือน และให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด ๖ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย ๘ เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก ๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายขอให้ใช้พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๙ ในหมวด ๓ มาบังคับใช้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติของมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมีความว่า "ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครองครองเพื่อจำหน่าย เสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด? ฯลฯ" ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ต้องหาที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แต่บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นกรณีที่กำหนดให้มีการดำเนินการก่อนฟ้องผู้ต้องหาและต้องไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหานั้นต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยตกเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถ อันเป็นการกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นความผิดฐานอื่นที่มีโทษจำคุก ทั้งจำเลยถูกฟ้องต่อศาลแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่ากระบวนการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ จะเป็นคุณแก่จำเลยเพียงใด บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวก็ไม่เปิดช่องให้นำมาใช้บังคับแก่จำเลยได้ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงเป็นไปโดยชอบ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 102 (3 ทวิ) ม. 127 ทวิ วรรคสอง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 157 ทวิ วรรคสอง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดนางรอง
จำเลย — นายทองนาค ใสแสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นายสุรัฐพล ฤทธิ์รักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีระศักดิ์ นิศามณี
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา