คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10206/2546
#112761
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ในช่วงเวลาระหว่างวันที่โจทก์รับจ้างตกแต่งร้านค้าให้จำเลยที่ 1 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2538 จนถึงวันที่ทำการตกแต่งร้านค้าเสร็จเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2538 และได้ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2540 อยู่ในเวลาสองปีนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจ้างตามฟ้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1068 ประกอบมาตรา 1080 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๙๒,๐๘๒ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน ๔๐,๑๖๑ บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อประมาณต้นเดือนกันยายน ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ตกแต่งร้านค้าของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ได้ชำระค่าจ้างบางส่วนให้แก่โจทก์ โดยสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๙ คงค้างชำระอีกจำนวนหนึ่ง?

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระค่าจ้างที่ค้างชำระตามฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าขณะที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ ๒ ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ในการว่าจ้างโจทก์ จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า โจทก์มีหนังสือรับรองซึ่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครออกให้ ณ วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๐ ระบุว่า จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนนิติบุคคลเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๕ มีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งจำเลยที่ ๒ ก็เบิกความรับว่า ในปี ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ และได้ลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวเมื่อปลายเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ในช่วงเวลาระหว่างวันที่โจทก์รับจ้างตกแต่งร้านค้าให้จำเลยที่ ๑ ตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๓๘ จนถึงวันที่ทำการตกแต่งร้านค้าเสร็จเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๘ โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ อยู่ในเวลาสองปีนับแต่วันที่จำเลยที่ ๒ ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ดังนั้น จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินค่าจ้างตามฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๖๘ ประกอบมาตรา ๑๐๘๐ วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1068 ม. 1080
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสรีราภรณ์ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดคลอธเวิลด์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายครรชิต วงศ์ไทย
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ประดิษฐ์ ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9407/2546
#51069
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่คู่ความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นต้องส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่งโดยไม่ชักช้า โดยศาลชั้นต้นไม่มีหน้าที่จะตรวจสั่งไม่รับคำร้องเช่นว่านั้นเหมือนอย่างชั้นสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา 232 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นเกินกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 234 เสียเอง โดยไม่ได้ส่งไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาสั่งจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน1,774,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,680,000 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้องพร้อมกับยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 3พฤษภาคม 2545 ว่า คดีเรื่องเดียวกันนี้จำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2544 ก่อนที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทเดียวกันจึงควรให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทนี้ก่อน ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองกลางเป็นเรื่องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองจึงมิใช่คดีที่มีประเด็นข้อพิพาทเดียวกัน ให้ยกคำร้อง ค่าธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2545 ว่า คำสั่งที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ไม่ใช่คำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ทั้งคำสั่งดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 และ 228 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1) จึงไม่รับ

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2545 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2545 หากจำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต้องยื่นเสียภายใน 15 วันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์วันนี้ล่วงเลยระยะเวลาดังกล่าว จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่งนี้

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่าเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2545 การที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จะต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือน หรือภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องโจทก์เรื่องเดียวกันนี้ต่อศาลปกครองกลาง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว เช่นนี้ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์นั้นไปยังศาลอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 232 และเมื่อศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้อุทธรณ์ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2545 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ย่อมต้องตกอยู่ภายในบังคับของมาตรา 234คือต้องยื่นภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจึงฟังไม่ขึ้น แต่กรณีที่คู่ความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์นั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นส่งคำร้องเช่นว่านี้ไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่งโดยไม่ชักช้า ซึ่งคดีนี้ได้แก่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยศาลชั้นต้นไม่มีหน้าที่จะตรวจสั่งไม่รับคำร้องเช่นว่านั้นเหมือนอย่างชั้นสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 เสียเอง โดยไม่ได้ส่งไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาสั่งย่อมไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว จึงให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพื่อพิจารณาสั่งและเมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2545 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ในวันที่ 21 มิถุนายน 2545 ย่อมเกินกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จึงไม่อาจรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไว้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 232 ม. 234 ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
จำเลย — บริษัท คลีนเทคโนโลยี่ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9407/2546
#112726
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เช่นนี้ จำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 ซึ่งกรณีนี้ ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นส่งคำร้องเช่นนี้ไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งโดยไม่ชักช้า โดยศาลชั้นต้นไม่มีหน้าที่ จะตรวจสั่งไม่รับคำร้องเช่นว่านั้นเหมือนอย่างชั้นสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 232 การที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเสียเองย่อมไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาจึงให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เสีย แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยเสียทีเดียวโดยไม่ต้อง ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง และเมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์เกินกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์ จึงไม่อาจรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ไว้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน ๑,๗๗๔,๕๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๖๘๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้องพร้อมกับยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ว่า คดีเรื่องเดียวกันนี้จำเลยที่ ๑ ได้ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๔ ก่อนที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ปรากฏตามสำเนาคำฟ้องของจำเลยที่ ๑ สำเนาคำให้การและคำให้การเพิ่มเติมของโจทก์ กับคำคัดค้านคำให้การของจำเลยที่ ๑ ที่แนบท้ายคำร้อง ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทเดียวกันจึงควรให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทนี้ก่อน ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนคดีที่จำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองกลางเป็นเรื่องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง จึงมิใช่คดีที่มีประเด็นข้อพิพาทเดียวกัน ให้ยกคำร้อง ค่าธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ว่า คำสั่งที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ไม่ใช่คำสั่ง ชี้ขาดตัดสินคดี ทั้งคำสั่งดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๗ และ ๒๒๘ จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ (๑) จึงไม่รับ

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๕ อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๕ หากจำเลยที่ ๑ จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต้องยื่นเสียภายใน ๑๕ วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ จำเลยที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์วันนี้ล่วงเลยระยะเวลาดังกล่าว จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งจำเลยที่ ๑ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่งนี้

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วเห็นว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๕ การที่จำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ จะต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือน หรือภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากจำเลยที่ ๑ ได้ฟ้องโจทก์เรื่องเดียวกันนี้ต่อศาลปกครองกลาง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ ๑ ได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว เช่นนี้ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์นั้นไปยังศาลอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๒ และเมื่อศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์จำเลยที่ ๑ ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้อุทธรณ์ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดสิบห้าวัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่ง ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๕ อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ย่อมต้องตกอยู่ภายในบังคับของมาตรา ๒๓๔ คือต้องยื่นภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๑ ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจึงฟังไม่ขึ้น แต่กรณีที่คู่ความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์นั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นส่งคำร้องเช่นว่านี้ไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่งโดยไม่ชักช้า ซึ่งคดีนี้ได้แก่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ โดยศาลชั้นต้นไม่มีหน้าที่จะตรวจสั่งไม่รับคำร้องเช่นว่านั้นเหมือนอย่างชั้นสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๒ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๑ เสียเอง โดยไม่ได้ส่งไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิจารณาสั่งย่อมไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว จึงให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ เพื่อพิจารณาสั่ง และเมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๕ การที่จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ในวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๕ ย่อมเกินกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จึงไม่อาจรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวไว้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ ม. 232 ม. 234 ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
จำเลย — บริษัทคลีนเทคโนโลยี่ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายเมธี เลขานุกิจ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9326/2546
#112755
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติจากกรมป่าไม้ ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาเช่า และจำเลยได้ครอบครองอยู่ในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อปลูกต้นปาล์มน้ำมัน จึงเป็นกรณีครอบครองอยู่ในที่ดินที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน จำเลยจึงเป็นเจ้าของที่ดินตามความในมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ และต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินดังกล่าว

โจทก์ประเมินให้จำเลยรับผิดชำระภาษีบำรุงท้องที่ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ตาม พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ ฯ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินนั้นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน และตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากร ฯ บัญญัติให้ฟ้องคดีได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาในการคัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการและได้มีการชี้ขาดคำคัดค้านหรืออุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว การห้ามฟ้องคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความรวมถึงการยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคดีด้วย จำเลยจึงไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ถูกต้องมาเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในคดี

การยื่นแบบแสดงรายการที่ดินตาม พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ ฯ มาตรา 30 วรรคสอง แบบแสดงรายการดังกล่าวใช้ได้ทุกปีในรอบระยะเวลาสี่ปี เมื่อเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินแทนจำเลยในปีภาษี พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการตีราคาปานกลางของที่ดินเพื่อคำนวณภาษีบำรุงท้องที่ตามมาตรา 24 วรรคสองแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการที่ดินในปีภาษี พ.ศ. 2542 ถึง 2544 ซึ่งเป็นปีที่สองถึงที่สี่อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีบำรุงท้องที่พร้อมเงินเพิ่มแก่โจทก์จำนวน ๓๙๗,๖๖๔ บาท กับเงินเพิ่มในอัตราร้อยละยี่สิบสี่ต่อปีของเงินต้นค่าภาษี ๒๗๕,๒๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น โดยเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน

จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ - สลุย ในลักษณะการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยมิใช่เจ้าของที่ดิน การเสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นภาระของกรมป่าไม้ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน และข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่าพื้นที่ที่จำเลยครอบครองในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหงษ์เจริญมีพื้นที่เท่าใด การประเมินที่โจทก์กล่าวอ้างจึงไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่และเงินเพิ่มเนื่องจากการไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อเสียภาษีภายในกำหนด สำหรับปีภาษี พ.ศ. ๒๕๔๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นเงิน ๒๖๔,๘๘๐ บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ ๔,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบท้องที่เขตตำบลหงษ์เจริญ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร รวมทั้งการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ จำเลยได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้ครอบครองและทำประโยชน์ปลูกต้นปาล์มน้ำมันในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ - สลุย ซึ่งอยู่ในท้องที่ตำบลสลุยและตำบลหงษ์เจริญ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร มีกำหนด ๓๐ ปี นับแต่ พ.ศ. ๒๕๒๒ จำเลยได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ ฯ สำหรับที่ดินที่อยู่ในเขตตำบลหงษ์เจริญ ในปีภาษี พ.ศ. ๒๕๔๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๔ เจ้าพนักงานประเมินและเจ้าพนักงานสำรวจได้ทำการสำรวจและยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ประจำปีภาษี พ.ศ. ๒๕๔๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๔ แทนจำเลย ที่ดินดังกล่าวอยู่นอกเขตเทศบาลที่มีกำนัน เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินโดยวิธีประกาศแจ้งการประเมินไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอท่าแซะ ที่ทำการกำนันตำบลหงษ์เจริญ และที่ทำการผู้ใหญ่บ้านที่ที่ดินตั้งอยู่ตามประกาศอำเภอท่าแซะเรื่องแจ้งการประเมินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ประจำปีภาษี พ.ศ. ๒๕๔๑ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๔ แต่จำเลยไม่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อแรกว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระภาษีบำรุงท้องที่ตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าจำเลยมิใช่เจ้าของที่ดิน จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดินนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๗ บัญญัติว่า "ให้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในวันที่ ๑ มกราคม ของปีใด มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีนั้นจากราคาปานกลางของที่ดิน?" มาตรา ๖ บัญญัติว่า "ในพระราชบัญญัตินี้

"ที่ดิน" หมายความว่า พื้นที่ดิน และให้หมายความรวมถึงพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือที่มีน้ำด้วย

"เจ้าของที่ดิน" หมายความว่า บุคคลหรือคณะบุคคลไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือครอบครองอยู่ในที่ดินที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน

"ปี"?" บทกฎหมายดังกล่าวมีความหมายชัดแจ้งว่า บุคคลหรือคณะบุคคลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือมิได้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่เป็นผู้ครอบครองอยู่ในที่ดินที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน ในวันที่ ๑ มกราคมของปีใด เป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีนั้นโดยคำนวณภาษีบำรุงท้องที่จากราคาปานกลางของที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือที่ได้ครอบครองอยู่สำหรับที่ดินที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าในปีภาษีที่พิพาทจำเลยได้ครอบครองอยู่ในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ - สลุย เพื่อปลูกต้นปาล์มน้ำมัน ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติจากกรมป่าไม้ ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาเช่า จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลครอบครองอยู่ในที่ดินที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน จำเลยจึงเป็นเจ้าของที่ดินผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น กรณีหาได้มีปัญหาต้องตีความกฎหมายดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติไม่ใช่ที่ดินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๘ (๑) ถึง (๑๑) ทั้งไม่ปรากฏว่ามีกฎกระทรวงกำหนดให้ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ - สลุย ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๘ (๑๒) และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจกรมป่าไม้หรือปลัดกระทรวงมหาดไทยสั่งงดการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ จำเลยจึงต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่า จำเลยต้องชำระภาษีบำรุงท้องที่และเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่จำเลยครอบครองและอัตราภาษีบำรุงท้องที่ตามการประเมินไม่ถูกต้องนั้น เป็นการโต้แย้งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๔๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินนั้นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน กรณีจึงเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๗ (๑) ซึ่งมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากร ฯ บัญญัติให้ฟ้องคดีภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาในการคัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงาน หรือคณะกรรมการ และได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรืออุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว การห้ามฟ้องคดีตามบทบัญญัติมาตรานี้หมายความรวมถึงการยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคดีด้วย จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ของเจ้าพนักงานประเมินต่อผู้ว่าราชการจังหวัด จึงไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ถูกต้องมาเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในคดี และต้องรับผิดชำระภาษีบำรุงท้องที่ตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน การที่ศาลภาษีอากรกลางรับวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขการประเมินให้จำเลยเสียภาษีบำรุงท้องที่ลดลงจากการประเมินเป็นการไม่ถูกต้อง แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงให้จำเลยเสียภาษีบำรุงท้องที่เพิ่มขึ้นเท่ากับจำนวนที่ประเมินไม่ได้ จำเลยไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินภายในเวลาที่กำหนดจึงต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๔๕ (๑) แต่แบบแสดงรายการที่ดินดังกล่าวใช้ได้ทุกปีในรอบระยะเวลาสี่ปีตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๓๐ วรรคสอง เมื่อเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินแทนจำเลยในปีภาษี พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการตีราคาปานกลางของที่ดินเพื่อคำนวณภาษีบำรุงท้องที่ตามมาตรา ๒๔ วรรคสองแล้ว จำเลยก็ไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการที่ดินในปีภาษี พ.ศ. ๒๕๔๒ ถึง ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นปีที่สองถึงที่สี่อีก จำเลยจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มสำหรับการไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเฉพาะปีภาษี พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นปีแรกเป็นเงิน ๖,๐๒๐ บาท เท่านั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางให้จำเลยเสียเงินเพิ่มสำหรับการไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินทั้งสี่ปีเป็นเงินรวม ๒๔,๐๘๐ บาท ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน และมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคดี ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเดือนเมษายนของทุกปี หรือชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา ๓๕ จำเลยไม่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเวลาที่กำหนด จึงต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละยี่สิบสี่ต่อปีของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือนแต่ไม่ให้นำเงินเพิ่มสำหรับการไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินมาคำนวณเพื่อเสียเงินเพิ่มในการนี้ด้วยตามมาตรา ๔๕ (๔) อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ภาษีบำรุงท้องที่และเงินเพิ่มตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางคำนวณถึงเดือนฟ้อง (มิถุนายน ๒๕๔๔) ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เป็นจำนวน ๓๔๗,๙๕๖ บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๐ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๑๗ คิดเป็นค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ๘,๗๐๐ บาท จำเลยเสียมา ๙,๘๐๕ บาท เกินมา ๑,๑๐๕ บาท จึงให้คืนแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีภาษี พ.ศ. ๒๕๔๑ ถึง ๒๕๔๔ และเงินเพิ่มสำหรับการไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินรวมเป็นเงิน ๒๔๖,๘๒๐ บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เกินมา ๑,๑๐๕ บาท แก่จำเลย ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 177
ป.พ.พ. ม. 1367
พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ม. 6 ม. 30 วรรคสอง ม. 49 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลหงษ์เจริญ
จำเลย — บริษัทสหไทยน้ำมันพืช จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางกีรติ ตั้งธรรม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9308/2546
#112798
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยถูกผู้เสียหายชกด้วยสนับมือที่หูซ้ายก่อนและผู้เสียหายจะชกด้วยสนับมือซ้ำอีก ผู้เสียหายจึงเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อนและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การที่จำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายในขณะนั้นเพียง 1 ครั้ง เป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุ จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ , ๘๐ , ๒๘๘ กับริบมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๘๐ จำคุก ๑๐ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ ปี ๘ เดือน ริบมีดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยใช้มีดปลายแหลมแทงผู้เสียหาย ๑ ครั้ง ถูกที่ชายโครงซ้ายทะลุเข้าปอด เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ. ๔ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยถูกผู้เสียหายชกด้วยสนับมือที่หูซ้ายก่อนและผู้เสียหายจะชกด้วยสนับมือซ้ำอีก ผู้เสียหายจึงเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อนและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การที่จำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายในขณะนั้นเพียง ๑ ครั้ง เป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุ จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบมีดของกลาง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายกฟ้องโดยไม่ได้ระบุให้คืนมีดของกลางเพราะมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน และให้คืนมีดของกลางแก่เจ้าของ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายสุรินทร์หรือแว่ว ลาภวานิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายวรวัฒน์ คงสถาพรกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภาติยะ ดวงมณี
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สุรพล เจียมจูไร
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9307/2546
#51068
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยขุดร่องและทำคันดินรอบที่ดินของโจทก์ กำหนดค่าจ้างคิดเหมาจากจำนวนดินที่นำมาถมทำเป็นคันดินในราคาคิวละ 14 บาท ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 เมษายน 2540 จำเลยได้ถมดินให้โจทก์ 157,324 คิว เป็นเงิน 2,202,536 บาทโจทก์ได้จ่ายเงินให้จำเลยไปรวม 1,300,000 บาท หลังจากวันที่ 15 เมษายน 2540 โจทก์ยังยินยอมให้จำเลยเบิกเงินอีก 50,000 บาท ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2540 แสดงว่า โจทก์จำเลยมิได้มีเจตนาถือเอากำหนดเวลาในสัญญาเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่จำเลยไปพบโจทก์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2540 อ้างว่างานเรียบร้อยแล้วขอให้โจทก์ลงชื่อรับมอบงานแต่โจทก์โต้เถียงว่างานยังไม่เรียบร้อย ซึ่งหากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญา โจทก์จะต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เมื่อจำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาได้ แต่โจทก์มิได้บอกกล่าวเลิกสัญญา อย่างไรก็ตามการที่โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 บอกเลิกสัญญาและเรียกร้องเอาเงินค่าปรับจากจำเลย และไปว่าจ้างผู้อื่นให้มาไถและปรับแต่งที่ดินจนแล้วเสร็จเป็นเงิน 80,000 บาทจำเลยทราบเรื่องจึงไปแจ้งความไว้ถือว่าโจทก์จำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยายแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายย่อมกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โจทก์จึงต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานของจำเลยให้จำเลยตามมาตรา 391 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2539 โจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างเหมาให้จำเลยขุดร่องและทำคันดินรอบที่ดินโฉนดเลขที่ 4483 เนื้อที่ 52 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวาให้คันดินมีความกว้าง 50 เมตร ตลอดแนวทั้งสี่ด้าน สูงจากพื้นดินเดิม 1.5 เมตร โดยให้ขุดร่องรอบนอกจากแนวเขตที่ดินเข้าไปในที่ดินกว้าง 3 เมตร และขุดร่องที่ดินรอบในส่วนต่อจากแนวคันดินเอาดินขึ้นมาถมเป็นคันดินให้พอกับความสูง 1.5 เมตร กับให้ผิวคันดินและร่องคันดินทั้งรอบในและรอบนอกให้เรียบร้อยเสร็จแล้วให้นำน้ำเข้าร่อง คิดค่าจ้างเหมาจากจำนวนดินเอามาถมเป็นคันดินในราคาคิวละ 14 บาท จ่ายค่าจ้างเป็นงวด ๆการแบ่งงวดงานให้ถือเอาการขุดดินถมเป็นคันดินและปรับแต่งพื้นที่เสร็จทุก 5 ไร่ เป็นหนึ่งงวดงาน โดยจ่ายค่าจ้างให้ครึ่งหนึ่งของงานที่ทำได้แต่ละงวด กำหนดให้งานเสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ 15 เมษายน 2540 หากจำเลยผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง จำเลยยินยอมให้ปรับวันละ 2,000 บาท เมื่อจำเลยทำสัญญากับโจทก์แล้ว ครบกำหนดวันที่15 เมษายน 2540 จำเลยยังทำงานไม่แล้วเสร็จจนถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2540 งานที่จำเลยทำมาแล้วคือ ขุดร่องรอบในและรอบนอกเอาดินขึ้นมาถมเป็นคันดิน ทิศเหนือได้คันดินยาว 234.45 เมตร กว้าง 42.40 สูงจากพื้นดินเดิม 1.84 เมตร คิดเป็นจำนวนดินที่ใช้ถม 18,419.5 คิว ทางทิศใต้ได้คันดินยาว 401.78 เมตร กว้าง 42.40 เมตร สูง1.84 เมตร คิดเป็นจำนวนดินที่ใช้ถม 31,419.5 คิว ทิศตะวันออกได้คันดินยาว 164.64 เมตร กว้าง 42.40 เมตร สูง 1.84 เมตร คิดเป็นจำนวนดินที่ใช้ถม 12,875 คิว ทิศตะวันตก ได้คันดินยาว 203.94 เมตร กว้าง 42.40 เมตร สูง 1.84 เมตร คิดเป็นจำนวนดินที่ใช้ถม 15,948 คิว รวมจำนวนดินที่ใช้ถมทั้งหมด 78,662 คิว และยังไม่ปรับผิวคันดินบางส่วน ยังไม่ปรับร่องคันดินรอบในและนำน้ำเข้าร่อง วันที่ 4 กรกฎาคม2540 โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและใช้สิทธิปรับจำเลยเป็นรายวัน วันละ 2,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2540 ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่สัญญาเลิกกันเป็นเวลา 77 วัน รวมเป็นเงินค่าปรับ 154,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ได้ว่าจ้างนายถวิล สุกาวาศ และนายสมยศ แย้มทัศนา มาทำงานต่อจากจำเลยจนแล้วเสร็จเสียค่าจ้างเป็นเงิน 80,000 บาท จำเลยได้ขอเบิกเงินสำรองจากโจทก์ไปเป็นเงินจำนวน 1,300,000 บาทแต่จำเลยทำงานได้ผลงานคิดเป็นเงิน 1,101,268 บาท เมื่อนำค่าจ้างจำนวน 80,000 บาทที่โจทก์จ่ายให้แก่บุคคลอื่นมาหักออกจะเหลือเงินจำนวน 1,021,268 บาท ดังนั้น จำเลยจึงต้องคืนเงินส่วนที่เบิกเกินไปให้แก่โจทก์จำนวน 278,732 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับและคืนเงินส่วนที่เบิกไปเกินเป็นเงิน 432,732 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2539 โจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาจ้างเหมาขุดร่องและทำคันดินรอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสี่ด้าน และเมื่อประมาณเดือนมกราคม 2540 ได้มีการทำบันทึกเพิ่มเติมตามสัญญาจ้างปรับถมดิน จำเลยได้ทำงานให้โจทก์ตามที่ตกลงว่าจ้างและสามารถทำงานแล้วเสร็จตามสัญญาแต่ในช่วงปลายปี 2539 ถึงต้นปี 2540 มีเหตุที่ต้องทำงานล่าช้าไปบ้างเนื่องจากฝนตกน้ำท่วมทำให้ขอบคันดินไหลเสียหายเล็กน้อยซึ่งจำเลยได้ทำการปรับตกแต่งให้เรียบร้อยแล้วและเมื่อประมาณต้นเดือนมีนาคม 2540 โจทก์และจำเลยต่างนำช่างของแต่ละฝ่ายมารังวัดคิดคำนวณดินที่จำเลยนำมาถม เมื่อวัดจำนวนดินที่ถมแต่ละด้านแล้วนำมาคำนวณคิวดิน ทางด้านทิศเหนือคิดเป็นจำนวนดินที่ใช้ถม 36,839 คิว ทิศใต้คิดเป็นจำนวนดินที่ใช้ถม 62,839 คิว ทิศตะวันออกคิดเป็นจำนวนดินที่ใช้ถม 25,750 คิว ทิศตะวันตกคิดเป็นจำนวนดินที่ใช้ถม 31,896 คิว รวมจำนวนดินที่ใช้ถมทั้งสี่ด้าน 157,324 คิว คิดเป็นเงิน 2,202,536 บาท ซึ่งจำเลยได้รับเงินค่าจ้างในการทำงานจากโจทก์รวม 8 งวดเป็นเงิน 1,300,000 บาท ซึ่งเงินดังกล่าวมิใช่เงินสำรองจ่ายดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ดังนั้นโจทก์จะต้องจ่ายค่าจ้างเหมาขุดร่องและถมดินตามสัญญาให้แก่จำเลยอีกจำนวน 902,536 บาท ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทำงานคิดผลงานเป็นเงินเพียง 1,021,268 บาท และจำเลยต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ 278,732 บาท นั้นไม่ถูกต้อง และจำเลยไม่ต้องรับผิดในการที่โจทก์ไปว่าจ้างบุคคลอื่นมาทำงานเป็นเงินจำนวน 80,000 บาท ด้วย จำเลยไม่เคยผิดสัญญา และมิได้ละทิ้งงาน จำเลยทำงานให้แก่โจทก์แล้วเสร็จตามสัญญา จำเลยไม่รับรู้ข้อเสนอบอกกล่าวทวงถามและสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยยังไม่เลิกกัน โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าปรับเป็นเงิน 154,000 บาท และไม่มีสิทธิเรียกเงินคืน เพราะโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงินค่าจ้างที่ค้างอีกจำนวน 902,536 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งยืนยันตามคำฟ้องของโจทก์และขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 902,536 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยและให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ถึงแก่กรรม นายยศ ศิริกิตติกุล ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 668,536 บาท แก่จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 สิงหาคม 2540)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังในเบื้องต้นได้ว่า เมื่อวันที่ 17กรกฎาคม 2539 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยให้ขุดร่องและทำคันดินรอบที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 4483 ตำบลโพศรี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี โดยกำหนดให้คันดินมีความกว้างด้านละ 50 เมตร ตลอดแนวทั้งสี่ด้านสูงจากพื้นดินเดิม 1.5 เมตร กับให้ปรับผิวคันดินร่องคันดินทั้งรอบในและรอบนอกให้เรียบร้อยเสร็จแล้วให้นำน้ำเข้าร่องกำหนดค่าจ้างคิดเหมาจากจำนวนดินที่นำมาถมทำเป็นคันดินในราคาคิวละ 14 บาท ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 เมษายน 2540 หากจำเลยผิดสัญญายอมให้โจทก์ปรับเป็นเงินวันละ 2,000 บาท ตามสัญญาจ้างทำของและบันทึกเพิ่มเติมตามสัญญาจ้างปรับถมดินเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 จำเลยได้ถมดินให้โจทก์ 157,324 คิว เป็นเงิน 2,202,536 บาท โดยโจทก์ได้จ่ายเงินตามสัญญาจ้างให้จำเลยไปรวมทั้งสิ้น 1,300,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.8 หลังจากนั้นวันที่ 12 มิถุนายน 2540 จำเลยแจ้งให้โจทก์ไปรับมอบงานแต่โจทก์เห็นว่างานไม่เรียบร้อยจึงไม่รับมอบ ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างตามเอกสารหมาย จ.9 ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความว่า หลังครบกำหนดเวลาตามสัญญา โจทก์ไปพบจำเลยในวันที่ 11 พฤษภาคม 2540 แจ้งให้ทราบว่าให้จำเลยทำงานให้เสร็จภายใน 15 วัน ไม่เช่นนั้นจำเลยจะต้องจ่ายค่าปรับ และโจทก์จะว่าจ้างบุคคลอื่นทำงานแทน ในวันดังกล่าวโจทก์จ่ายเงินให้จำเลยอีก 50,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งหลังจากนั้นวันที่ 12 มิถุนายน 2540 จำเลยแจ้งให้โจทก์ไปรับมอบงานโจทก์ตรวจงานแล้วเห็นว่ายังไม่เรียบร้อย จึงได้บันทึกในเอกสารหมาย ล.2 ว่า "...ได้ไปตรวจงานแล้วปรากฏว่ายังไม่เป็นที่เรียบร้อยจำนวนเนื้อที่ถ้าส่งงานเป็นที่เรียบร้อย ถึงจะได้ตรวจเช็คเนื้อที่เป็นที่แน่นอน" ซึ่งคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยว่า โจทก์ไม่ยอมรับมอบงาน เพราะเหตุงานไม่เรียบร้อยซึ่งจำเลยก็เบิกความรับว่า งานไม่เรียบร้อยบางส่วน เนื่องจากฝนตกลงมา แต่ได้นำรถเข้าไปตกแต่งหน้าดินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้โทรศัพท์แจ้งโจทก์และทวงเงินค่าจ้างหลายครั้งแต่โจทก์ไม่ชำระเห็นว่า หลังจากวันที่ 15 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาจ้างทำของเอกสารหมายจ.2 โจทก์ยังยินยอมให้จำเลยเบิกเงินอีก 50,000 บาท ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2540รวมเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้จำเลยไปทั้งสิ้น 1,300,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งเอกสารดังกล่าวระบุว่า "...เป็นการเบิกเงินสำรองจ่ายงวดสุดท้าย การเบิกเงินครั้งต่อไปจะจ่ายก็ต่อเมื่อได้มีการลงชื่อตรวจงาน รับงาน เป็นการถูกต้องตามสัญญาจ้างปรับถมดิน...ซึ่งการลงชื่อตรวจงาน รับงานจะกระทำก็ต่อเมื่อนางดวงแข...ได้ทำหนังสือส่งงานมายังผู้ว่าจ้างภายในกำหนด 10 วัน...ผู้ว่าจ้าง...ได้ตรวจงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...จึงจะลงชื่อในหนังสือส่งงาน...จึงถือว่าได้รับส่งมอบงานโดยสมบูรณ์ตามสัญญา..." ซึ่งย่อมแสดงว่า โจทก์จำเลยมิได้มีเจตนาถือเอากำหนดเวลาในสัญญาจ้างทำของเดิมคือวันที่ 15 เมษายน 2540 เป็นสำคัญดังนั้น การที่จำเลยไปพบกับโจทก์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2540 โดยเอาบันทึกเอกสารหมาย ล.2 ไปด้วย และอ้างกับโจทก์ว่างานเรียบร้อยแล้วเพื่อให้โจทก์ลงชื่อรับมอบงาน แต่โจทก์โต้เถียงว่างานยังไม่เรียบร้อยและได้จดแจ้งข้อความลงในเอกสารหมาย ล.2 ดังกล่าวด้วยว่าได้ไปตรวจงานแล้วยังไม่เรียบร้อย ดังนี้ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์เห็นว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง ซึ่งหากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญา โจทก์จะต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เมื่อจำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาได้ หากโจทก์ยังมิได้ปฏิบัติดังกล่าวโจทก์ก็ยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา แต่อย่างไรก็ตามที่โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 4 กรกฎาคม2540 บอกเลิกสัญญาและเรียกร้องเอาเงินค่าปรับจากจำเลยตามหนังสือเอกสารหมายจ.9 และไปว่าจ้างนายถวิล สุกาวาศ กับนายสมยศ แย้มทัศนา เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม2540 ให้มาไถและปรับแต่งที่ดินจนแล้วเสร็จสิ้นเป็นเงิน 80,000 บาท และเมื่อจำเลยทราบเรื่องจึงไปแจ้งความไว้ตามรายงานประจำวันแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย ล.7 นั้น พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าโจทก์จำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยายแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายย่อมกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โดยเฉพาะโจทก์ต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานของจำเลยด้วยนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยได้ถมดินในที่ดินของโจทก์ทั้งหมด 157,324 คิวราคาคิวละ 14 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 2,202,536 บาท แต่จำเลยได้รับเงินค่าจ้างส่วนหนึ่งจากโจทก์ในระหว่างทำงานเป็นเงิน 1,300,000 บาท เมื่อนำเงินดังกล่าวมาหักเงินจากที่จำเลยจะได้รับล่วงหน้าแล้ว โจทก์จึงต้องชำระค่าถมดินแก่จำเลยอีก 902,536บาท และเมื่อสัญญาดังกล่าวเลิกกันแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้นำเงินค่าจ้างที่โจทก์ว่าจ้างนายถวิลและนายสมยศจำนวน 80,000 บาท และให้นำเงินค่าปรับวันละ2,000 บาท ซึ่งคิดเป็นเงิน 154,000 บาท มาหักออกจากค่าจ้างที่โจทก์จะต้องจ่ายให้แก่จำเลยไปนั้นจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย มนต์ชัย ศิริกิตติกุล ฯ
จำเลย — นาง ดวงแข แสงพันตา
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9296/2546
#55039
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 135(พ.ศ. 2539)เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2539 บัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135(พ.ศ. 2539) ลำดับที่ 20 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา อันเป็นการแสดงมาในฟ้องแล้วว่าประกาศดังกล่าวมีอยู่จริง แม้โจทก์จะไม่ได้แนบประกาศมาท้ายฟ้องก็ไม่ใช่สาระสำคัญอันจะทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ คำฟ้องของโจทก์จึงสมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)

จำเลยทราบประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135(พ.ศ. 2539) เรื่องระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แล้วหรือไม่เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยในปัญหาดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้ไขบทลงโทษและโทษจำคุกที่ลงแก่จำเลย แต่การแก้ไขบทลงโทษเป็นการปรับบทลงโทษบทเดิมตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงเป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อย และต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2533 เวลากลางวันจำเลยกับพวกอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นเยาวชนและได้แยกไปดำเนินคดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมาได้ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 59 เม็ด น้ำหนัก5.69 กรัม ไว้ในครอบครอง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเหตุเกิดที่ตำบลห้วยบง อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยกับพวกได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจึงยึดไว้เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 83 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 67 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก4 ปี ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลงโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี8 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุก 2 ปีลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 โดยอาศัยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 เป็นองค์ประกอบความผิด แต่ประกาศดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงเมื่อโจทก์ไม่ได้แสดงมาในฟ้องว่า ประกาศมีอยู่จริงหรือไม่ โดยโจทก์ไม่ได้แนบประกาศมาท้ายฟ้อง ถือว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่าฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) เรื่องระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2539 บัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) ลำดับที่ 20 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจำเลยกับพวกได้ทราบข้อความในประกาศฉบับดังกล่าวแล้ว อันเป็นการแสดงมาในฟ้องแล้วว่าประกาศดังกล่าวมีอยู่จริง แม้โจทก์จะไม่ได้แนบประกาศมาท้ายฟ้องด้วยก็ไม่ใช่สาระสำคัญอันจะทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ประกาศกระทรวงสาธารณะสุขฉบับดังกล่าวไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบว่าจำเลยได้ทราบประกาศฉบับนี้แล้ว เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยได้ทราบประกาศแล้วจึงลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่าจำเลยได้ทราบประกาศฉบับดังกล่าวแล้วหรือไม่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่ข้อกฎหมายดังที่จำเลยอ้าง ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้ไขบทลงโทษและโทษจำคุกที่ลงแก่จำเลย แต่การแก้ไขบทลงโทษเป็นการปรับบทลงโทษบทเดิมตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่แต่ก็ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงเป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แต่อย่างไรก็ดีขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปี ยังเป็นนักเรียน ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของจำเลยแล้วที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี 4เดือน โดยไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้นหนักเกินไป ยังไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยสักครั้ง เพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีและศึกษาเล่าเรียนต่อไป ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมมากกว่าที่จะจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว แต่เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย แต่โทษปรับที่จะลงแก่จำเลยนั้นตามกฎหมายเดิมมาตรา 67 เป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดอันเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 67 (เดิมและที่แก้ไขใหม่) โดยปรับจำเลย 30,000 บาท อีกสถานหนึ่งเมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงปรับจำเลย20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปีนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด และให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่)นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นาย อนุรักษ์ บนขุนทด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9296/2546
#265572
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องถึงประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจำเลยกับพวกได้ทราบข้อความดังกล่าวแล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้แนบประกาศมาท้ายฟ้องก็ไม่ใช่สาระสำคัญ คำฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

การที่จำเลยอ้างว่าประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวไม่ใช่กฎหมาย โจทก์จึงต้องมีหน้าที่นำสืบว่าจำเลยได้ทราบประกาศฉบับนี้แล้วหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้ไขบทลงโทษและโทษจำคุก แต่เป็นการปรับบทลงโทษบทเดิมตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 ป.อ. มาตรา 32, 83 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 จำคุก 4 ปี ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 โดยอาศัยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 เป็นองค์ประกอบความผิด แต่ประกาศดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริง เมื่อโจทก์ไม่ได้แสดงมาในฟ้องว่า ประกาศมีอยู่จริงหรือไม่ โดยโจทก์ไม่ได้แนบประกาศมาท้ายฟ้อง ถือว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า ฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2539 บัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) ลำดับที่ 20 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจำเลยกับพวกได้ทราบข้อความในประกาศฉบับดังกล่าวแล้ว อันเป็นการแสดงมาในฟ้องแล้วว่าประกาศดังกล่าวมีอยู่จริง แม้โจทก์จะไม่ได้แนบประกาศมาท้ายฟ้องด้วยก็ไม่ใช่สาระสำคัญอันจะทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าวไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบว่าจำเลยได้ทราบประกาศฉบับนี้แล้ว เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยได้ทราบประกาศแล้วจึงลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า จำเลยได้ทราบประกาศฉบับดังกล่าวแล้วหรือไม่เป็นปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่ข้อกฎหมายดังที่จำเลยอ้าง ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้ไขบทลงโทษและโทษจำคุกที่ลงแก่จำเลย แต่การแก้ไขบทลงโทษเป็นการปรับบทลงโทษบทเดิมตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ แต่ก็ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงเป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แต่อย่างไรก็ดีขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปี ยังเป็นนักเรียน ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของจำเลยแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้นหนักเกินไป ยังไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยสักครั้ง เพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีและศึกษาเล่าเรียนต่อไป ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมมากกว่าที่จะจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว แต่เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย แต่โทษปรับที่จะลงแก่จำเลยนั้นตามกฎหมายเดิม มาตรา 67 เป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดอันเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด ตาม ป.อ. มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 (เดิมและที่แก้ไขใหม่) โดยปรับจำเลย 30,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้วคงปรับจำเลย 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด และให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตาม ป.อ. มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายอนุรักษ์ บนขุนทด
วรรคหนึ่ง — ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), 218
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายไชยรัตน์ บุตรแพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสุรีพร อัชฌานนท์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9266/2546
#51067
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2542 ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2542 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์หยุดราชการ วันที่ 24 พฤษภาคม2542 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 15 วัน โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในวันที่เริ่มทำการใหม่ได้ แต่การนับระยะเวลาที่ขอขยายออกไปก็ต้องนับต่อจากวันสุดท้ายที่ครบกำหนดระยะเวลาเดิมคือเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 24พฤษภาคม 2542 หากศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาตามที่โจทก์ต้องการเพียง 15 วัน ก็จะครบกำหนดในวันที่ 7 มิถุนายน 2542 มิใช่วันที่ 8 มิถุนายน 2542 และการขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีอำนาจทั่วไปที่จะอนุญาตขยายให้เท่าใดก็ได้ตามเหตุผลที่เห็นสมควร โดยไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลานั้น ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 18 มิถุนายน2542 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เลขที่ 240 เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยหรือบริวารโต้แย้งขัดขวางการครอบครองที่ดินของโจทก์และให้จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะทำนิติกรรมโอนขายที่ดินให้แก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2542 และยกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์คดีนี้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตหรือไม่เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่23 เมษายน 2542 ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2542 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์หยุดราชการ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2542 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 15 วัน โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในวันที่เริ่มทำการใหม่ได้และเป็นการร้องขอขยายภายในกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่การนับระยะเวลาที่ขอขยายออกไปก็ต้องนับต่อจากวันสุดท้ายที่ครบกำหนดระยะเวลาเดิมคือเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2542 หากศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาตามที่โจทก์ต้องการเพียง 15 วัน ก็จะครบกำหนดในวันที่ 7 มิถุนายน 2542 หาใช่วันที่ 8 มิถุนายน2542 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยไม่ และการขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีอำนาจทั่วไปที่จะอนุญาตขยายให้เท่าใดก็ได้ตามเหตุผลที่เห็นสมควรโดยไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลานั้นว่าให้เพราะเหตุใดดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2542และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ และคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ยื่นภายในกำหนดดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจทั่วไปของศาลที่มีอยู่และเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2542 โดยอ้างว่า ศาลชั้นต้นน่าจะสั่งโดยผิดพลาดหรือผิดหลง เพราะศาลชั้นต้นมิได้ระบุเหตุผลที่ให้เวลาโจทก์เกินกว่าที่โจทก์ขอให้ชัดเจนแล้วมีคำสั่งยกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยอ้างว่ายื่นเกินกำหนดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาที่ศาลชั้นต้นเรียกจากโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่พิพาทนั้น เห็นว่า ยังไม่ถูกต้อง โจทก์ควรเสียเพียง 200 บาท ตามตาราง 1(2)(ข) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาคดีต่อไปตามรูปคดี และให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกินจำนวน 6,400 บาท แก่โจทก์ ค่าทนายความในชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง คลี่ นาคประดิษฐ์
จำเลย — นาง เรณู ช่วยชนะ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9266/2546
#112750
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 15 วัน หากศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาตามคำร้องขอ ก็จะต้องยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 7 มิถุนายน 2542 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2542 มากกว่าที่โจทก์ร้องขอ เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้อำนาจทั่วไปที่มีอยู่ และจะอนุญาตขยายระยะเวลาให้เท่าใดก็ได้ ตามเหตุผลที่เห็นสมควร โดยไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งอนุญาตนั้นว่าเพราะเหตุใด กรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว จะถือว่าศาลชั้นต้นสั่งโดยผิดหลง โดยมิได้ระบุเหตุผลที่ให้เวลาแก่โจทก์เกินกว่าที่โจทก์ร้องขอให้ชัดเจน ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๔๐ หมู่ที่ ๔ ตำบลบางโพธิ์ อำเภอเมืองสุราษฎรณ์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยหรือบริวารโต้แย้งขัดขวางการครอบครองที่ดินของโจทก์และให้จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะทำนิติกรรมโอนขายที่ดินให้แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๒ และยกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๒ ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์หยุดราชการ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๒ โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด ๑๕ วัน โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในวันที่เริ่มทำการใหม่ได้และเป็นการร้องขอขยายภายในกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่การนับระยะเวลาที่ขอขยายออกไปก็ต้องนับต่อจากวันสุดท้ายที่ครบกำหนดระยะเวลาเดิม คือเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๒ หากศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาตามที่โจทก์ต้องการเพียง ๑๕ วัน ก็จะครบกำหนดในวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๒ หาใช่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๒ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัยไม่ และการขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีอำนาจทั่วไปที่จะอนุญาตขยายให้เท่าใดก็ได้ตามเหตุผลที่เห็นสมควร โดยไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลานั้นว่าให้เพราะเหตุใด ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๒ และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ และคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ยื่นภายในกำหนดดังกล่าว จึงเป็นการใช้อำนาจทั่วไปของศาลที่มีอยู่และเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๒ โดยอ้างว่าศาลชั้นต้นน่าจะสั่งโดยผิดพลาดหรือผิดหลง เพราะศาลชั้นต้นมิได้ระบุเหตุผลที่ให้เวลาโจทก์เกินกว่าที่โจทก์ขอให้ชัดเจนแล้วมีคำสั่งยกอุทธรณ์ของโจทก์โดยอ้างว่ายื่นเกินกำหนดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาคดีต่อไปตามรูปคดี ค่าทนายความในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 27 ม. 141 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางคลี่ นาคประดิษฐ์
จำเลย — นางเรณู ช่วยชนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสิริรัตน์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9119/2546
#112767
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ปฏิบัติหน้าที่เป็นยามรักษาการณ์ การมาปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่ที่รับผิดชอบเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและดูแลรักษาทรัพย์สินของจำเลยจึงเป็นหัวใจสำคัญของงาน แต่โจทก์กลับละทิ้งหน้าที่แล้วมาลงเวลาย้อนหลังเพื่อแสดงว่าตนมาทำงานในเวลาดังกล่าว จึงไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีเหตุที่จำเลยจะลงโทษไล่โจทก์ออกได้ตามข้อบังคับ คำสั่งของจำเลยให้ไล่โจทก์ออกจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง

ตามข้อบังคับของจำเลยเป็นเรื่องเมื่อสั่งให้รับพนักงานกลับเข้าทำงานตามเดิม ไม่ให้รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์อื่นในช่วงลงโทษ ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ว่า เมื่อโจทก์มิได้ทำงานให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ แต่ตามคำฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยจ่ายเงินในระหว่างพักงาน มิใช่ขอเป็นค่าจ้างหรือเงินเดือน จึงเป็นการขอค่าเสียหายจากกรณีที่ไม่ได้รับค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ตาม ป.พ.พ. ลักษณะจ้างแรงงาน ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์สามารถทำงานให้แก่จำเลย การที่โจทก์ไม่ได้ทำงานในช่วงเวลาดังกล่าว มิใช่ความสมัครใจของโจทก์ แต่เป็นเพราะจำเลยมีคำสั่งไม่ให้โจทก์เข้าทำงาน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานโดยให้ได้รับเงินเดือนอัตราเดิม หากจำเลยไม่รับโจทก์เข้าทำงาน ให้จำเลยจ่ายเงินระหว่างที่โจทก์ถูกพักงาน 50,400 บาท เงินบำเหน็จ 169,670 บาท และค่าชดเชย 89,300 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าเสียหายนับแต่วันที่เลิกจ้างโจทก์ตามคำสั่งที่ 302/2542 ของจำเลยจนถึงวันที่โจทก์กลับเข้าทำงานตามคำสั่งที่ 571/2542 ของจำเลย 50,400 บาท ค่าชดเชย 51,480 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 150,000 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยปฏิบัติหน้าที่ยามรักษาการณ์ ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 8,580 บาท จำเลยมีระเบียบว่าด้วยยามรักษาการณ์ พ.ศ. 2523 และข้อบังคับฉบับที่ 46 ว่าด้วยวินัย การสอบสวน การลงโทษ และการอุทธรณ์การลงโทษพนักงาน พ.ศ. 2524 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 จำเลยมีคำสั่งที่ 302/2542 เลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชย โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาจำเลยยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างและรับโจทก์กลับเข้าทำงานต่อโดยมีอายุการทำงานต่อเนื่อง แต่มิได้จ่ายค่าจ้างระหว่างที่ถูกพักงาน เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 โจทก์มิได้มาปฏิบัติหน้าที่ยามรักษาการณ์ที่อู่บางบัวทองเคหะ แต่มาลงชื่อในสมุดลงเวลาในวันรุ่งขึ้น จำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้วและมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากการเป็นพนักงาน ตามคำสั่งที่ 430/2544 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2544 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งลงโทษโจทก์ที่ 430/2544 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2544 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 30 มีนาคม 2544 แต่มาลงชื่อในสมุดลงเวลาย้อนหลัง และจำเลยจ่ายค่าจ้างกับเบี้ยขยันสำหรับเดือนมีนาคม 2544 ให้โจทก์ไปเต็มเดือน โดยในส่วนของค่าจ้างโจทก์ได้รับเป็นรายเดือน แม้โจทก์ลางานในวันดังกล่าวจำเลยก็ต้องจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เต็มเดือน แต่สำหรับเบี้ยขยัน ตามระเบียบว่าด้วย เงินเบี้ยขยันของพนักงาน โจทก์จะมีสิทธิได้รับเบี้ยขยันเดือนละ 150 บาท เมื่อมาทำงานครบ 22 วัน และการลงเวลาย้อนหลังของโจทก์ดังกล่าวทำให้วันทำงานของโจทก์ครบ 22 วัน จำเลยจึงจ่ายเบี้ยขยันสำหรับเดือนดังกล่าวแก่โจทก์ ซึ่งเป็นผลมาจากการกระทำโดยไม่ซื่อสัตย์สุจริตของโจทก์ อีกทั้งโจทก์ปฏิบัติหน้าที่เป็นยามรักษาการณ์ การมาปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่ที่รับผิดชอบเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและดูแลรักษาทรัพย์สินของจำเลยจึงเป็นหัวใจสำคัญของงาน แต่โจทก์กลับละทิ้งหน้าที่แล้วมาลงเวลาย้อนหลังเพื่อแสดงว่าตนมาทำงานในวันดังกล่าว จึงไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีเหตุที่จำเลยจะลงโทษไล่โจทก์ออกได้ตามข้อ 8.1 กรณีไม่จำต้องพิเคราะห์ว่าการกระทำของโจทก์เป็นความผิดวินัยตามข้อบังคับข้อ 4.3 และ 4.7 หรือไม่อีกต่อไป คำสั่งของจำเลยให้ไล่โจทก์ออกไม่ขัดต่อข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 46 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้น เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ย่อมไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างแต่อย่างใด และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแทนการรับโจทก์กลับเข้าทำงานชอบหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป คำพิพากษาศาลแรงงานกลางส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินในระหว่างพักงานหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 46 ข้อ 57.1.1 เป็นเรื่องเมื่อสั่งให้รับพนักงานกลับเข้าทำงานตามเดิม ไม่ให้รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์อื่นในช่วงถูกลงโทษ ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ว่า เมื่อโจทก์มิได้ทำงานให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ แต่ตามคำฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยจ่ายเงินในระหว่างพักงาน มิใช่ขอเป็นค่าจ้างหรือเงินเดือน จึงเป็นการขอค่าเสียหายจากกรณีที่ไม่ได้รับค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน และศาลแรงงานกลางก็วินิจฉัยให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายส่วนนี้ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาพักงาน กรณีเป็นการพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. ลักษณะจ้างแรงงาน โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ มิใช่เป็นการกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าจ้างในระหว่างพักงานแก่โจทก์ ฉะนั้นเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์สามารถทำงานให้แก่จำเลย และการที่โจทก์ไม่ได้ทำงานในช่วงเวลาดังกล่าวมิใช่ความสมัครใจของโจทก์ แต่เป็นเพราะจำเลยมีคำสั่งไม่ให้โจทก์เข้าทำงาน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์ได้รับเงินเป็นค่าเสียหายในระหว่างพักงาน มิใช่ให้จ่ายเป็นค่าจ้างจึงชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215 ม. 575 ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 116 ม. 117 ม. 119 (1) (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจันทา สังเสวี
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจารุณี ตันตยาคม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9096/2546
#112895
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 นิยามศัพท์คำว่า ค่าจ้าง หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ ฯลฯ เมื่อตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน วัตถุประสงค์ของการที่จำเลยจ่ายค่าเช่าบ้านแก่ลูกจ้างเพื่อเป็นการช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัย ค่าเช่าบ้านจึงเป็นเพียงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้าง มิใช่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติ แม้จะมีการจ่ายเงินจำนวนนี้แน่นอนทุกเดือนก็มิใช่ค่าจ้าง

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหมวด 10 ว่าด้วยวินัยและโทษทางวินัย ข้อ 3.3 ความซื่อสัตย์สุจริต ข้อ 3.3.2 พนักงานต้องแจ้งข้อมูลส่วนตัวของตนตามที่บริษัท ฯ ต้องการแก่บริษัท ฯ ตามความเป็นจริง และถ้าข้อมูลที่ได้แจ้งแล้วไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงไม่ว่าด้วยเหตุผลใด พนักงานต้องรายงานข้อมูลที่ถูกต้องให้บริษัท ฯ ทราบโดยเร็วที่สุดนั้น ย่อมมีผลใช้บังคับแก่บุคคลที่เป็นลูกจ้างของจำเลยแล้วเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันไปถึงบุคคลภายนอกด้วย ขณะที่โจทก์กรอกข้อความลงในใบสมัครงานโจทก์ยังไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลย และเป็นบุคคลภายนอกซึ่งไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ส่วนที่ตอนท้ายของใบสมัครงานมีข้อความว่า ข้าพเจ้าขอรับรองว่ารายละเอียดดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นความสัตย์จริงทุกประการ หากภายหลังที่ได้เข้ามาทำงานแล้วปรากฏว่ามีข้อความที่ไม่ตรงกับความจริงหรือเป็นความเท็จ บริษัท ฯ มีสิทธิที่จะลงโทษและ/หรือเลิกจ้างโดยให้ข้าพเจ้าออกจากงานได้ทันทีตามแต่กรณีนั้น อาจเป็นเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญาว่าจ้างที่ให้สิทธิแก่นายจ้างลงโทษลูกจ้างหรือเลิกสัญญาจ้างได้เป็นการเฉพาะราย แต่ก็มิใช่ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่นายจ้างต้องจัดให้มีตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ดังนั้น แม้จะได้ความว่าโจทก์กรอกข้อความในใบสมัครงานเป็นเท็จ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอาศัยเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ทั้งไม่สูญเสียสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ต่าง ๆ อันพึงมีพึงได้ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

นับตั้งแต่ที่จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานควบคุมเครื่องจักร โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และขยันหมั่นเพียร จนได้รับเบี้ยขยันและได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเป็นพนักงานของจำเลย แม้โจทก์จะเคยถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญามาก่อน แต่ก็เป็นความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์และคดีระงับสิ้นลงแล้วก่อนที่จะมาเป็นพนักงานของจำเลยประมาณ 2 ปี ทั้งเป็นความผิดที่ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมเครื่องจักรให้แก่จำเลย จึงมิใช่เรื่องร้ายแรง การที่จำเลยอาศัยเหตุดังกล่าวเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่เหตุผลอันสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 11,790 บาท ค่าชดเชยจำนวน 94,320 บาท เงินค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ลาของโจทก์เป็นเงิน 2,358 บาท และค่าเสียหายเพราะเหตุเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เป็นเงินจำนวน 1,500,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ได้ยื่นใบสมัครเข้าทำงานกับจำเลย โดยปกปิดข้อเท็จจริงด้วยการระบุในใบสมัครเข้าทำงานว่า โจทก์ไม่เคยต้องคดีใด ๆ มาก่อน อันเป็นความเท็จ ความจริงโจทก์เคยตกเป็นผู้ต้องหาของกรมตำรวจในข้อหายักยอกทรัพย์ หากจำเลยทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้แต่แรก จำเลยจะไม่รับโจทก์เข้าทำงาน เมื่อจำเลยได้ทราบข้อเท็จจริงในภายหลังซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ จึงเป็นการผิดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ถือว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามที่โจทก์ฟ้องมา การเลิกจ้างโจทก์ไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าเช่าบ้านเดือนละ 1,500 บาท ไม่ได้จ่ายให้เพื่อตอบแทนการทำงาน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 11,790 บาท เงินค่าชดเชยจำนวน 87,919.20 บาท เงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2537 ตำแหน่งพนักงานควบคุมเครื่องจักรในแผนกผลิตแผ่นใสซีพีพี และได้เลื่อนตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตแผนกดังกล่าวได้รับเงินเดือน 9,490 บาท ค่าที่พัก 1,500 บาท ค่าทำงานกะ 400 บาท เบี้ยขยัน 400 บาท เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2545 จำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุว่า จำเลยตรวจสอบประวัติพบว่าโจทก์กรอกข้อความเป็นเท็จในใบสมัครงานว่าไม่เคยต้องคดี แต่ความจริงปรากฏว่าเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2535 โจทก์เป็นผู้ต้องหาฐานยักยอกทรัพย์ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง และต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2535 พนักงานอัยการมีหนังสือแจ้งคำสั่งยุติการดำเนินคดีแก่โจทก์ เนื่องจากผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ค่าเช่าบ้านที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทุกเดือน เดือนละ 1,500 บาท เป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 นิยามศัพท์คำว่าค่าจ้าง หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ ฯลฯ แต่เมื่อพิจารณาจากข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวด 9 สวัสดิการ ระบุว่า

1. วัตถุประสงค์ บริษัท ฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในหมวดนี้ขึ้นเพื่อให้พนักงานทุกคนของบริษัท ฯ เป็นผู้มีสุขภาพพลานัยสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ มีความสามัคคีในหมู่คณะตลอดจนเพื่อช่วยให้พนักงานและครอบครัว มีมาตรฐานการดำรงชีพสูงขึ้นจากที่ควรจะเป็น ตามอัตราเงินเดือนของพนักงานแต่ละคน อันจะเป็นผลให้พนักงานทำงานได้โดยปราศจากข้อบกพร่องหรือมีข้อบกพร่องน้อยที่สุดและผลที่บริษัท ฯ ได้รับในที่สุดก็คือการดำเนินการอย่างราบรื่นมีสมานฉันท์และประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของบริษัท ฯ

2. นโยบาย บริษัท ฯ จะให้สวัสดิการต่าง ๆ แก่พนักงานตามที่บริษัท ฯ เห็นสมควรโดยจะพิจารณาจากประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ในการจัดสวัสดิการ ตามความเหมาะสมของสภาพแวดล้อม และสภาพการณ์ประกอบกับความสามารถของบริษัท ฯ ในการจัดสวัสดิการนั้น ๆ

ย่อมเห็นได้ว่า จำเลยจ่ายค่าเช่าบ้านแก่ลูกจ้างเพื่อเป็นการช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัย ค่าเช่าบ้านจึงเป็นเพียงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้าง มิใช่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติ แม้จะมีการจ่ายเงินจำนวนนี้แน่นอนทุกเดือน ก็มิใช่ค่าจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าเช่าบ้านเป็นค่าตอบแทนการทำงานปกติของวันทำงานและนำมารวมกับเงินเดือนเป็นค่าจ้างนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับคือเงินเดือน เดือนละ 9,490 บาท เท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยประการที่สองมีว่า การยื่นใบสมัครเข้าทำงานของโจทก์ที่ระบุว่าไม่เคยต้องคดีใด ๆ มาก่อนนั้น เป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยโดยเฉพาะ หมวด 10 ว่าด้วยวินัยและโทษทางวินัย ข้อ 3.3 ความซื่อสัตย์สุจริต ข้อ 3.3.2 พนักงานต้องแจ้งข้อมูลส่วนตัวของตนตามที่บริษัท ฯ ต้องการแก่บริษัท ฯ ตามความเป็นจริง และถ้าข้อมูลที่ได้แจ้งแล้วไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงไม่ว่าด้วยเหตุผลใด พนักงานต้องรายงานข้อมูลที่ถูกต้องให้บริษัท ฯ ทราบโดยเร็วที่สุดนั้น ย่อมมีผลใช้บังคับแก่บุคคลที่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของจำเลยแล้วเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันไปถึงบุคคลภายนอกด้วย แต่ขณะที่โจทก์กรอกข้อความลงในใบสมัครงาน โจทก์ยังไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลย และเป็นบุคคลภายนอกซึ่งไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ส่วนที่ตอนท้ายของใบสมัครงานมีข้อความว่าข้าพเจ้าขอรับรองว่า รายละเอียดดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นความสัตย์จริงทุกประการ หากภายหลังที่ได้เข้ามาทำงานแล้ว ปรากฏว่ามีข้อความที่ไม่ตรงกับความจริงหรือเป็นความเท็จ บริษัท ฯ มีสิทธิที่จะลงโทษและ/หรือเลิกจ้างโดยให้ข้าพเจ้าออกจากงานได้ทันทีตามแต่กรณีนั้น อาจเป็นเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญาว่าจ้างที่ให้สิทธิแก่นายจ้างลงโทษลูกจ้างหรือเลิกสัญญาจ้างได้เป็นการเฉพาะราย แต่ก็มิใช่ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่นายจ้างต้องจัดให้มีตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กรณีจึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรง มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อได้วินิจฉัยว่า ค่าเช่าบ้านมิใช่ค่าจ้างแล้ว ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางนำค่าเช่าบ้านมารวมกับเงินเดือนเป็นค่าจ้างเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย จึงยังคลาดเคลื่อน ที่ถูกจำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 35 วัน เป็นเงิน 11,071.50 บาท และค่าชดเชยจำนวน 240 วัน เป็นเงิน 75,920 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า การเลิกจ้างของจำเลยไม่เป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยอ้างว่าความมุ่งหมายของจำเลยที่ให้ผู้สมัครงานกรอกประวัติการทำงานของตนและอื่น ๆ ลงในใบสมัครงาน ก็เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาคุณสมบัติของบุคคลผู้ยื่นใบสมัครงานว่า เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่จำเลยจะรับเข้าทำงานหรือไม่ และตอนท้ายของใบสมัครงานจะมีข้อความว่าหากรายละเอียดไม่ตรงตามความจริงหรือเป็นเท็จ จำเลยมีสิทธิลงโทษและ/หรือเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีตามแต่กรณีนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า นับตั้งแต่ที่จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานควบคุมเครื่องจักรประจำแผนกผลิตแผ่นใสซีพีพี ในปี 2537 เป็นต้นมา โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และขยันหมั่นเพียร จนได้รับเบี้ยขยันและได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกงานดังกล่าว อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเป็นพนักงานของจำเลย แม้โจทก์จะเคยถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญามาก่อน แต่ก็เป็นความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์และคดีระงับสิ้นลงแล้วก่อนที่จะมาเป็นพนักงานของจำเลยประมาณ 2 ปี ทั้งเป็นความผิดที่ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมเครื่องจักรให้แก่จำเลย จึงมิใช่เรื่องร้ายแรง จำเลยอาศัยเหตุดังกล่าวเลิกจ้างโจทก์ จึงมิใช่เหตุผลอันสมควร ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 11,071.50 บาท ค่าชดเชยจำนวน 75,920 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 10
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ ตั๊นมาก
จำเลย — บริษัทไทยฟิล์มอินดัสตรี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศิริชัย คุณจักร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9086/2546
#112835
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทำสัญญาจ้างให้ก่อสร้างงานหลัก โดยมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการว่า หากมีกรณีพิพาทให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน ต่อมาโจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้ตกลงตามสัญญาหยุดงานชั่วคราว ให้โจทก์ทั้งสองหยุดงานไว้ก่อนเพราะภาวะเศรษฐกิจด้านการเงินที่จำเลยประสบอยู่ จำเลยไม่อาจจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสองให้ครบถ้วนตามกำหนดได้ เจตนารมณ์ของโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ทำสัญญาหยุดงานก่อสร้างไว้ชั่วคราว ทั้งสองฝ่ายยังมีเจตนาจะผูกพันกันตามสัญญาว่าจ้างให้ก่อสร้างงานหลักต่อกันอยู่ สัญญาหยุดงานชั่วคราวจึงหาใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ไม่ และเมื่อโจทก์ทั้งสองบอกเลิกสัญญาเพื่อจะใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ผิดสัญญาตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญาหยุดงานชั่วคราว โจทก์ทั้งสองจึงต้องนำข้อพิพาทเสนออนุญาโตตุลาการเพื่อวินิจฉัยก่อน ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาว่าจ้างให้ก่อสร้างงานหลัก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้ค่าจ้างก่อสร้างอาคารที่ค้างชำระรวมภาษีมูลค่าเพิ่มตามข้อตกลงในสัญญาหยุดงานชั่วคราว พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๓๑,๙๘๒,๘๘๐.๒๐ บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๓.๒๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๙๙,๖๔๙,๑๒๘.๔๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ข้อพิพาทตามคำฟ้องเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยตามสัญญาว่าจ้างให้ก่อสร้างงานหลักซึ่งมีข้อตกลงกำหนดให้คู่สัญญาที่พิพาทกันตามสัญญาดังกล่าวต้องเสนอข้อพิพาทผ่านการวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการก่อนนำคดีมาฟ้องศาล การที่โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องต่อศาลโดยมิได้เสนอข้อพิพาทผ่านการวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงตามสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานโจทก์ทั้งสอง จำเลยยื่นคำร้องว่า ข้อพิพาทตามคำฟ้องเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยตามสัญญาว่าจ้างให้ก่อสร้างงานหลักซึ่งมีข้อตกลงว่าคู่สัญญาต้องเสนอข้อพิพาทผ่านการวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการก่อนนำคดีมาสู่ศาล ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการเสียก่อน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๐

โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ทั้งสองมิได้ฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดตามสัญญาว่าจ้างให้ก่อสร้างงานหลัก การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าจ้างที่จำเลยค้างชำระซึ่งจำเลยตกลงยอมรับจะชำระให้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาหยุดงานชั่วคราวเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามหลักสัญญาต่างตอบแทน จึงไม่จำต้องเสนอข้อพิพาทผ่านการวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการเสียก่อน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการเสียก่อน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๐ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสอง ข้อ ๒ และ ข้อ ๓ ที่ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์จึงขอทำสัญญาหยุดงานชั่วคราว การที่โจทก์ฟ้องจึงมิใช่การฟ้องตามสัญญาจ้างให้ก่อสร้างงานหลักที่จะต้องนำคดีไปสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการก่อน แต่เป็นคำฟ้องที่อาศัยข้อตกลงตามสัญญาหยุดงานชั่วคราว ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงคลาดเคลื่อนต่อกฎหมายและข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์หาได้คลาดเคลื่อนต่อบทบัญญัติของกฎหมายและเจตนารมณ์ของคู่สัญญาไม่ เพราะศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่มาแห่งสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองกับจำเลย โดยอาศัยข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายจากสัญญาตามเอกสารสัญญาว่าจ้างให้ก่อสร้างงานหลักเป็นหลัก ซึ่งเอกสารสัญญาดังกล่าวนี้ ทั้งโจทก์ทั้งสองกับจำเลยมิได้โต้เถียงกันให้ฟังได้เป็นอย่างอื่นว่า หากมีข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่เกิดจากหรือเกี่ยวเนื่องจากสัญญาว่าจ้างให้ก่อสร้างงานหลักแล้วจะต้องเสนอข้อพิพาทดังกล่าวให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยก่อน หากฝ่ายใดไม่พอใจจึงฟ้องเป็นคดีต่อศาล ปัญหาตามกรณีดังกล่าวเห็นว่าทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้โดยชัดแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของทั้งสองฝ่ายว่ามีความประสงค์จะปฏิบัติต่อกันเช่นใดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปให้เป็นไปตามข้อตกลงที่ตกลงกันไว้ และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของทั้งสองฝ่ายแล้ว มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า สัญญาหยุดงานชั่วคราวนั้นถือได้หรือไม่ว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามนัยที่บัญญัติไว้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐ ตามข้อตกลงตามสัญญาหยุดงานชั่วคราวดังกล่าวนั้นปรากฏข้อความชัดเจนว่า สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกรณีที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน แต่เป็นการที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยตกลงให้โจทก์หยุดงานก่อสร้างไว้ชั่วคราวก่อนเท่านั้น โดยโจทก์ทั้งสองกับจำเลยหาได้มีเจตนาที่จะระงับสิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยตามสัญญาว่าจ้างให้ก่อสร้างงานหลักแต่อย่างใดไม่ เหตุที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยต้องทำสัญญาหยุดงานก่อสร้างไว้ชั่วคราวก่อนนั้นเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจด้านการเงินที่จำเลยกำลังประสบอยู่โดยจำเลยไม่สามารถจะจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ครบถ้วนตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้สำหรับงานบางส่วนที่โจทก์ทั้งสองได้ก่อสร้างไปแล้วในสัญญาว่าจ้างให้ก่อสร้าง จึงเป็นที่เห็นเจตนารมณ์ของโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ทำสัญญาหยุดงานก่อสร้างไว้ชั่วคราวก่อนว่า ทั้งสองฝ่ายยังมีเจตนาที่จะผูกพันกันตามสัญญาว่าจ้างให้ก่อสร้างงานหลักต่อกันอยู่ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยเพราะจำเลยไม่แจ้งข้อมูลให้โจทก์ทราบ อันเป็นผลให้สัญญาหยุดงานก่อสร้างไว้ชั่วคราว และสัญญาว่าจ้างให้ก่อสร้างงานหลักต้องเลิกกันนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสองบอกเลิกสัญญาก็เพื่อประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสองกับจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมเพื่อโจทก์ทั้งสองจะได้ใช้สิทธิฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย เพราะจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญาหยุดงานชั่วคราว อันเป็นจุดประสงค์ของโจทก์ทั้งสองว่า ต้องการให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างที่จำเลยยังค้างชำระอยู่นั้นให้จำเลยทำการชำระให้แก่โจทก์นั่นเอง ดังจะเห็นได้จากเงื่อนไขตามสัญญาหยุดงานชั่วคราว ข้อ ๑๐ ที่กำหนดไว้ว่า หากโจทก์ทั้งสองพร้อมที่จะดำเนินการก่อสร้างต่อไป และโจทก์ทั้งสองไม่อาจตกลงในรายละเอียดเกี่ยวกับการเริ่มก่อสร้างในครั้งใหม่นี้ได้ เนื่องจากจำเลยไม่แจ้งข้อมูลให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โดยจะต้องนำข้อพิพาทเสนออนุญาโตตุลาการเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดพิพาทตามที่กำหนดไว้ในสัญญาว่าจ้างให้ก่อสร้างงานหลักก่อน ดังนั้น สัญญาหยุดงานชั่วคราวจึงหาใช่สัญญาประนีประนอมยอมความตามนัยที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘๕๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาในประเด็นดังกล่าวนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งข้อ ๒ และข้อ ๓ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ป.พ.พ. ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลย — บริษัทอัลฟา เมโมรี่ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมจิตร์ ทองศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายปิ่น ศรีเมือง
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8917/2546
#55038
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายกับจำเลยไม่เคยรักใคร่ชอบพอกันมาก่อนและระหว่างที่ถูกฉุดไปผู้เสียหายพยายามหลบหนีถึง 2 ครั้ง แต่ก็ถูกจำเลยทำร้ายและข่มขู่บังคับไม่ให้หลบหนีแม้การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปยังต่างจังหวัดในที่ต่าง ๆ หลายแห่งและหลายวัน จะเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องมาจากความประสงค์เดียวกับการข่มขืนกระทำชำเรา แต่จำเลยก็ได้ทำร้ายและข่มขู่บังคับไม่ให้ผู้เสียหายหลบหนี ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังอีกกระทงหนึ่งต่างหากจากความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงซึ่งเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว ปัญหานี้แม้โจทก์จำเลยจะไม่ได้ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกับพวกอีก 1 คนร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาว ญ. ผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาจำเลย โดยขู่เข็ญและใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง และระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ถึงวันที่ 25มิถุนายน 2542 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกันจำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายอีกหลายครั้งโดยขู่เข็ญและใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เหตุเกิดที่แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี เกี่ยวพันกันขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,276, 310

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก วรรคสอง, 310 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก 8 ปีฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก 20 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 30 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 20 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษจำคุก 20 ปีจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก13 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นนี้ฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกับพวกอีก 1 คน ได้พาผู้เสียหายจากบ้านและชุมชนแฟลตกระป๋องแขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ขึ้นรถยนต์ตู้ไปบ้านเพื่อนจำเลยที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนพวกจำเลยขับรถยนต์ตู้กลับกรุงเทพมหานคร ต่อจากนั้นจำเลยพาผู้เสียหายไปมาและค้างคืนด้วยกันระหว่างจังหวัดเพชรบูรณ์กับจังหวัดลพบุรี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีนางสาว ญ. ผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ขณะที่ผู้เสียหายและนางสาวน้องหรือวันดี ทวีสุข อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุในชุมชนแฟลตกระป๋อง แขวงบางซื่อเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร จำเลยมาเรียกให้นางสาวน้องเปิดประตู แล้วฉุดผู้เสียหายพาไปขึ้นรถยนต์ตู้ที่มีนายพายัพ ใจหาญ พวกจำเลยเป็นคนขับจอดรออยู่และขับพาหนีไปที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยจำเลยให้ผู้เสียหายนั่งเบาะแถวหน้าหลังคนขับ ระหว่างทางจำเลยข่มขู่ไม่ให้ผู้เสียหายหลบหนี แล้วจำเลยกับนายพายัพผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายบนรถยนต์ตู้คนละ 1 ครั้ง เมื่อถึงจังหวัดเพชรบูรณ์จำเลยพาผู้เสียหายไปบ้านเพื่อนจำเลย ส่วนนายพายัพขับรถยนต์ตู้กลับกรุงเทพมหานคร ระหว่างนั้นจำเลยทำร้ายและข่มขู่ไม่ให้ผู้เสียหายหลบหนีแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย 1 ครั้ง จากนั้นจำเลยพาผู้เสียหายไปนอนค้างคืนที่บ้านน้าจำเลยที่จังหวัดลพบุรี แต่ไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเพราะผู้เสียหายมีประจำเดือน วันรุ่งขึ้นจำเลยพาผู้เสียหายไปบ้านเพื่อนจำเลยที่จังหวัดเพชรบูรณ์แล้วพากลับไปนอนค้างคืนที่บ้านน้าจำเลยที่จังหวัดลพบุรีอีก ระหว่างนั้นจำเลยถือมีดออกมาขู่และข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย 1 ครั้ง วันต่อมาผู้เสียหายพยายามจะหลบหนีจึงถูกจำเลยทำร้าย จำเลยห้ามไม่ให้ผู้เสียหายบอกน้าจำเลย แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอีก 1 ครั้ง โดยโจทก์มีนางสาวน้องหรือวันดีเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยฉุดผู้เสียหายพาขึ้นรถยนต์ตู้ไปจริง นอกจากนี้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การรับสารภาพโดยไม่ปรากฏว่ามีการล่อลวงขู่เข็ญหรือให้สัญญาเพื่อจูงใจให้จำเลยให้การแต่อย่างใด จึงใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในการพิจารณาได้ ประกอบกับผู้เสียหายกับจำเลยไม่เคยรักใคร่ชอบพอกันมาก่อน เพียงเห็นหน้ากันไม่นานนักจึงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะยินยอม ซึ่งหากผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราดังที่จำเลยฎีกา ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เสียหายจะต้องชี้ยืนยันให้ร้อยตำรวจเอกสามารถพรหมชาติ จับกุมจำเลยทันที และยังให้การด้วยว่าที่จังหวัดเพชรบูรณ์นั้นผู้เสียหายพยายามหลบหนีถึง 2 ครั้ง แต่ไม่สามารถกระทำได้ ทั้งแพทย์ได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายแล้วพบว่าที่แคมเล็กข้างซ้ายและแคมใหญ่ข้างขวามีรอยบวมแดงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร และ 4 เซนติเมตร ตามลำดับ ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุอันควรระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำหรือใส่ร้ายจำเลยให้ต้องรับโทษ ที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราและจำเลยไม่ได้หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายนั้น ก็ขัดกับที่จำเลยเคยให้การไว้ในชั้นจับกุมตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.2 และในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมายจ.5 ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักพยานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง และฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง นั้น ปัญหาว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันฉุดผู้เสียหายพาขึ้นรถยนต์ตู้ไปยังต่างจังหวัดในที่ต่าง ๆ หลายแห่งและหลายวันโดยวันแรกระหว่างเดินทางจำเลยกับพวกได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงในรถยนต์ตู้คนละ 1 ครั้ง และระหว่างผู้เสียหายอยู่กับจำเลยที่ต่างจังหวัดตามลำพังจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอีกหลายครั้ง โดยระหว่างนั้นผู้เสียหายพยายามหลบหนี 2 ครั้ง ก็ถูกจำเลยทำร้ายและข่มขู่ไม่ให้หลบหนีจนกระทั่งต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจติดตามช่วยเหลือผู้เสียหายและจับกุมจำเลยได้ ดังนี้ การกระทำของจำเลยในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าผู้เสียหายกับจำเลยไม่เคยรักใคร่ชอบพอกันมาก่อนและระหว่างที่ถูกฉุดไปนั้นผู้เสียหายพยายามหลบหนีถึง 2 ครั้ง แต่ก็ถูกจำเลยทำร้ายและข่มขู่บังคับไม่ให้หลบหนี แม้การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปยังต่างจังหวัดในที่ต่าง ๆ หลายแห่งและหลายวัน จะเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องมาจากความประสงค์เดียวกับการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายก็ตาม แต่การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปยังที่ต่าง ๆ หลายวันโดยได้ทำร้ายและข่มขู่บังคับไม่ให้ผู้เสียหายหลบหนี นั้นถือได้ว่าเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่งต่างหากจากความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว หาใช่เป็นกรรมเดียวไม่ ปัญหาดังกล่าวนี้แม้โจทก์จำเลยจะไม่ได้ฎีกาแต่ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกัน เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงกรรมหนึ่งและฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังอีกกรรมหนึ่ง แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจกำหนดโทษในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังอีก เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง กับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย โกวิทหรือตุ๋ยหรือดุ่ย ใจหาญ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8917/2546
#112887
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันฉุดผู้เสียหายพาขึ้นรถยนต์ตู้ไปยังต่างจังหวัดในที่ต่าง ๆ หลายแห่งและหลายวัน โดยวันแรกระหว่างเดินทางจำเลยกับพวกได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงในรถยนต์ตู้คนละ 1 ครั้ง และระหว่างผู้เสียหายอยู่กับจำเลยที่ต่างจังหวัดตามลำพัง จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอีกหลายครั้ง โดยระหว่างนั้นผู้เสียหายพยายามหลบหนี 2 ครั้ง ก็ถูกจำเลยทำร้ายและข่มขู่ไม่ให้หลบหนี แม้การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปยังต่างจังหวัดในที่ต่าง ๆ หลายแห่ง และหลายวัน จะเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องมาจากความประสงค์เดียวกับการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายก็ตาม แต่การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปยังที่ต่าง ๆ หลายวัน โดยได้ทำร้ายและข่มขู่บังคับไม่ให้ผู้เสียหายหลบหนีนั้น ถือได้ว่าเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่งต่างหากจากความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว หาใช่เป็นกรรมเดียวไม่

ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกัน เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงกรรมหนึ่ง และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังอีกกรรมหนึ่ง แต่โจทก์ก็มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจกำหนดโทษในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังอีก เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

(ประชุมใหญ่)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๘๓, ๒๗๖, ๓๑๐

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก วรรคสอง, ๓๑๐ วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก ๘ ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก ๒๐ ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น จำคุก ๒ ปี รวมจำคุก ๓๐ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒๐ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ วางโทษจำคุก ๒๐ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๑๓ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ขณะที่ผู้เสียหายและนางสาวน้องหรือวันดี ทวีสุข อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุในชุมชนแฟลตกระป๋อง แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร จำเลยมาเรียกให้นางสาวน้องเปิดประตู แล้วฉุดผู้เสียหายพาไปขึ้นรถยนต์ตู้ที่มีนายพายัพ ใจหาญ พวกจำเลยเป็นคนขับจอดรออยู่และขับพาหนีไปที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ระหว่างทางจำเลยข่มขู่ไม่ให้ผู้เสียหายหลบหนี แล้วจำเลยกับนายพายัพผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายบนรถยนต์ตู้คนละ ๑ ครั้ง เมื่อถึงจังหวัดเพชรบูรณ์จำเลยพาผู้เสียหายไปบ้านเพื่อนจำเลย ส่วนนายพายัพขับรถยนต์ตู้กลับกรุงเทพมหานคร ระหว่างนั้นจำเลยทำร้ายและข่มขู่ไม่ให้ผู้เสียหายหลบหนีแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ๑ ครั้ง จากนั้นจำเลยพาผู้เสียหายไปนอนค้างคืนที่บ้านน้าจำเลยที่จังหวัดลพบุรี แต่ไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย วันรุ่งขึ้นจำเลยพาผู้เสียหายไปบ้านเพื่อนจำเลยที่จังหวัดเพชรบูรณ์แล้วพากลับไปนอนค้างคืนที่บ้านน้าจำเลยที่จังหวัดลพบุรีอีก ระหว่างนั้นจำเลยถือมีดออกมาขู่และข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ๑ ครั้ง วันต่อมาผู้เสียหายพยายามจะหลบหนีจึงถูกจำเลยทำร้าย แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอีก ๑ ครั้ง โดยโจทก์มีนางสาวน้องเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยฉุดผู้เสียหายพาขึ้นรถยนต์ตู้ไปจริง ผู้เสียหายกับจำเลยไม่เคยรักใคร่ชอบพอกันมาก่อน เพียงเห็นหน้ากันไม่นานนัก จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะยินยอม ซึ่งหากผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราดังที่จำเลยฎีกา ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เสียหายจะต้องชี้ยืนยันให้ร้อยตำรวจเอกสามารถ พรหมชาติ จับกุมจำเลยทันที และยังให้การด้วยว่าที่จังหวัดเพชรบูรณ์นั้นผู้เสียหายพยายามหลบหนีถึง ๒ ครั้ง แต่ไม่สามารถกระทำได้ ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราและจำเลยไม่ได้หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายนั้น ก็ขัดกับที่จำเลยเคยให้การไว้ในชั้นจับกุมตามบันทึกการจับกุม และในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การข้อต่อสู้ของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนัก พยานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง และฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ โดยให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๖ วรรคสอง นั้น ปัญหาว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันฉุดผู้เสียหายพาขึ้นรถยนต์ตู้ไปยังต่างจังหวัดในที่ต่าง ๆ หลายแห่งและหลายวัน โดยวันแรกระหว่างเดินทางจำเลยกับพวกได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงในรถยนต์ตู้คนละ ๑ ครั้ง และระหว่างผู้เสียหายอยู่กับจำเลยที่ต่างจังหวัดตามลำพังจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเรา ผู้เสียหายอีกหลายครั้ง โดยระหว่างนั้นผู้เสียหายพยายามหลบหนี ๒ ครั้ง ก็ถูกจำเลยทำร้ายและข่มขู่ไม่ให้หลบหนี จนกระทั่งต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจติดตามช่วยเหลือผู้เสียหายและจับกุมจำเลยได้ ดังนี้ การกระทำของจำเลยในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง กับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ผู้เสียหายกับจำเลยไม่เคยรักใคร่ชอบพอกันมาก่อนและระหว่างที่ถูกฉุดไปนั้นผู้เสียหายพยายามหลบหนีถึง ๒ ครั้ง แต่ก็ถูกจำเลยทำร้ายและข่มขู่บังคับไม่ให้หลบหนี แม้การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปยังต่างจังหวัดในที่ต่าง ๆ หลายแห่งและหลายวัน จะเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องมาจากความประสงค์เดียวกับการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายก็ตาม แต่การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปยังที่ต่าง ๆ หลายวัน โดยได้ทำร้ายและข่มขู่บังคับไม่ให้ผู้เสียหายหลบหนี นั้น ถือได้ว่าเป็นความผิดอีกระทงหนึ่งต่างหากจากความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว หาใช่เป็นกรรมเดียวไม่ ปัญหาดังกล่าวนี้แม้โจทก์จำเลยจะไม่ได้ฎีกา แต่ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกัน เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงกรรมหนึ่ง และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังอีกกรรมหนึ่ง แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจกำหนดโทษในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังอีก เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๒ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง กับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 91 ม. 276 วรรคแรก วรรคสอง ม. 310 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายโกวิทหรือตุ่ยหรือดุ่ย ใจหาญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายยงยุทธ สมัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสมควร วิเชียรวรรณ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8915/2546
#51066
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่องการกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5(6) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 2(4) กำหนดเพียงว่า ภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและต่อมาได้ขายไปภายใน 3 ปี นับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์เป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม มิได้กำหนดว่าอาคารที่ขายต้องก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์หรือต้องขายในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ดังนั้น แม้อาคารที่โจทก์จะขายยังก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์และขายให้แก่บริษัทซึ่งประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีซื้อดังกล่าวก็ต้องห้ามมิให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

วัตถุที่โจทก์นำมาก่อสร้างอาคารเป็นวัตถุมีรูปร่างย่อมเป็นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 แล้ว มิใช่ว่าหากนำมาก่อสร้างอาคารจะเป็นทรัพย์เมื่อก่อสร้างอาคารเสร็จสมบูรณ์ อาคารดังกล่าวติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 139 การที่โจทก์ขายอาคารจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ และการที่โจทก์ก่อสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นโรงงานผลิตปูนซีเมนต์เป็นการประกอบกิจการของโจทก์ จึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการ แม้โจทก์จะยังมิได้ใช้อาคารดังกล่าวก็ตาม

คำฟ้องของโจทก์จะมีกี่ข้อมิใช่อยู่ที่โจทก์ขายทรัพย์สินกี่ครั้งหากแต่อยู่ที่สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องซึ่งตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละฉบับรวม 17 ฉบับกับการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 1 ฉบับไม่ถูกต้อง ซึ่งการประเมินแต่ละรายไม่เกี่ยวข้องกันสามารถแยกออกจากกันได้ คำฟ้องจึงมี 18 ข้อหา ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 17 ฉบับ และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 1 ฉบับ ทุกฉบับลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ตป. 1.3 01005290/5/102105 ถึงเลขที่ ตป. 1.3 01005290/5/102121 แจ้งว่าโจทก์มียอดขายและภาษีขายตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่ยื่นไว้ตรงตามผลการตรวจสอบของเจ้าพนักงาน แต่มียอดซื้อและภาษีซื้อสูงกว่าผลการตรวจสอบ รวมทั้งสิ้นจำนวน 14,961,399.29 บาท รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้นจำนวน153,750,636.98 บาท และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ ตป. 1.301005290/6/100097 แจ้งว่าจากผลการตรวจสอบภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานในเดือนภาษีมีนาคม 2539 ปรากฏว่าโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์และมีรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 908,506,703.70 บาท แต่มิได้ยื่นนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอัตราร้อยละ 3 ของรายรับจำนวน 27,255,201.11 บาท เบี้ยปรับตามมาตรา 91/21(6) จำนวน 54,510,402.22 บาท เงินเพิ่มตามมาตรา 91/21(6)จำนวน 17,579,604.72 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 9,934,520.80 บาท รวมจำนวน 109,279,728.85 บาท รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะทั้งสิ้นจำนวน263,030,365.83 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าว จึงได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผันจึงพิจารณาลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ส่วนเงินเพิ่มตามการประเมินไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ.(004)/58/2543 ถึงเลขที่ศภญ. (004)/75/2543 โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย กล่าวคือ โจทก์ประกอบกิจการผลิตสินค้าปูนซีเมนต์ มีโรงงานผลิตสินค้าปูนซีเมนต์ 4 แห่ง เมื่อต้นปี 2536 โจทก์ต้องการสร้างโรงงานผลิตปูนซีเมนต์แห่งใหม่ที่อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง โดยเริ่มขออนุญาตใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อตั้งโรงงานและเริ่มก่อสร้างโรงงานประมาณกลางปี 2537เมื่อก่อสร้างได้ระยะหนึ่งโจทก์ได้รับการขอร้องจากจังหวัดลำปางขอให้แยกโรงงานลำปางออกมาจัดตั้งเป็นบริษัทต่างหากเพื่อเป็นหน้าตาของจังหวัดและเพื่อเสียภาษีให้แก่จังหวัดอันเป็นประโยชน์แก่ท้องถิ่นเพื่อเป็นการให้ความร่วมมือกับทางราชการ โจทก์จึงจัดตั้งบริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2537 โดยโจทก์ถือหุ้น100 เปอร์เซ็นต์ แล้วดำเนินการขายโครงการทั้งหมด โอนใบอนุญาตใช้ที่ดินและโอนค่าใช้จ่ายของโครงการโรงงานผลิตปูนซีเมนต์แห่งใหม่ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดลำปางให้แก่บริษัทปูนซีเมนต์ (ลำปาง) จำกัด เป็นมูลค่าทั้งสิ้นจำนวน 5,525,234,809 บาท ซึ่งมูลค่าของโครงการโอนดังกล่าวนี้มีงานระหว่างก่อสร้างรวมอยู่ด้วยเป็นมูลค่า 908,506,703.70 บาทโดยโจทก์ได้จัดทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สิน 3 ฉบับ แยกประเภททรัพย์สินที่โอนดังนี้ฉบับที่ 1 สัญญาซื้อขายทรัพย์สิน ฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2539 ขายทรัพย์สินระหว่างก่อสร้างจำพวกงานระหว่างก่อสร้างมูลค่า 908,506,703.70 บาท ฉบับที่ 2 สัญญาซื้อขายทรัพย์สินฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 ขายเครื่องจักรที่ใช้ผลิตปูนซีเมนต์ผงมูลค่า206,294,938 บาท ฉบับที่ 3 สัญญาซื้อขายทรัพย์สินฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2539ขายทรัพย์สินระหว่างก่อสร้างจำพวกเครื่องจักรที่อยู่ระหว่างการติดตั้งมูลค่า4,410,433,168.31 บาท การโอนขายโครงการส่วนที่เป็นงานระหว่างก่อสร้างตามสัญญาซื้อขายทรัพย์สินฉบับที่ 1 โจทก์ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยเรียกเก็บจากบริษัทปูนซีเมนต์ไทย(ลำปาง) จำกัด จำนวน 63,595,469.26 บาท โจทก์ไม่ได้ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเนื่องจากไม่เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์หากเป็นการขายโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ ที่เจ้าพนักงานประเมินอ้างว่าโจทก์มียอดซื้อและภาษีซื้อในเดือนภาษีตุลาคม2537 ถึงเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2539 สูงเกินไป เป็นภาษีซื้อสูงเกินไปทั้งสิ้นจำนวน61,478,965.26 บาท ยอดภาษีซื้อดังกล่าวเป็นภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารและอสังหาริมทรัพย์อื่นเพื่อใช้ในการประกอบกิจการผลิตปูนซีเมนต์ เป็นยอดภาษีซื้อที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มก่อสร้างอาคารและอสังหาริมทรัพย์อื่นจนถึงวันที่โจทก์โอนงานระหว่างการก่อสร้างอาคารและอสังหาริมทรัพย์อื่นที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ให้แก่บริษัทปูนซีเมนต์(ลำปาง) จำกัด และเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าเข้าลักษณะเป็นการขายอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 27,255,201.11 บาท จากการโอนงานระหว่างก่อสร้างดังกล่าว โดยเห็นว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กล่าวคือ ตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2(4) กำหนดว่า ภาษีซื้อซึ่งไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรนั้นได้แก่ภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่น เพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และต่อมาได้ขายหรือให้เช่าหรือนำไปใช้ในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้เฉพาะที่ได้กระทำภายในสามปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์จึงมีองค์ประกอบสามประการคือ (1) ภาษีซื้อต้องเกิดจากการก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์ และการก่อสร้างนั้นต้องเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (2) ต่อมาได้ขายหรือให้เช่าหรือนำไปใช้ในกิจการที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (3) การขายให้เช่าหรือนำไปใช้ต้องกระทำภายในสามปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ แต่กรณีของโจทก์เป็นการนำเอาการก่อสร้างทั้งโครงการของโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทแม่ไปแยกการดำเนินงานเป็นบริษัทลูกหรือบริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด แต่ทุนและการดำเนินงานทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ยังเป็นของโจทก์และโจทก์ก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ในกิจการของโจทก์ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแต่การนำเอาไปให้บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูก บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ก็เป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อเท็จจริงจึงไม่เข้าเงื่อนไขข้อ 2 ส่วนเงื่อนไขข้อ 3โจทก์ไม่ได้โอนให้บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ภายใน 3 ปี นับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ เนื่องจากเป็นการยกโครงการที่กำลังก่อสร้างให้บริษัทปูนซีเมนต์ไทย(ลำปาง) จำกัด โดยที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ เมื่อกรณีของโจทก์ไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2(4) ตามที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัย นอกจากนี้กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการของตนนั้น ทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้มาคือทรัพย์สินที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยหรือเสร็จสมบูรณ์สามารถใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ของการก่อสร้างนั้นแล้ว ซึ่งภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างนั้น เป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ประกาศของอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2(4) ได้กำหนดเป็นเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องใช้ทรัพย์สินจำพวกอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นที่ได้มาเป็นเวลาสามปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ หากผู้ประกอบการจดทะเบียนกระทำผิดเงื่อนไข กล่าวคือ ขายหรือให้เช่าหรือนำไปใช้ในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มภายในสามปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ก็จะทำให้ภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นดังกล่าวเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5(6) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นที่เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าช่วงระยะเวลาที่ถือว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนกระทำผิดเงื่อนไขและทำให้ภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5(6) คือ ภายในสามปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ไม่ใช่ระยะเวลาก่อนการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ซึ่งถือว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนยังไม่ได้ทรัพย์สินนั้นมากรณีของโจทก์ได้ขายโครงการตั้งโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นงานระหว่างการก่อสร้างอาคารสำนักงาน อาคารโรงงานผลิตปูนซีเมนต์และอสังหาริมทรัพย์อื่นก่อนที่โจทก์จะได้ทรัพย์สินดังกล่าวมา จึงมิใช่เป็นการขายอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นภายในสามปีนับแต่เดือนภาษีที่สร้างเสร็จสมบูรณ์โจทก์ย่อมนำภาษีซื้องานระหว่างก่อสร้างดังกล่าวไปใช้หักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรและงานระหว่างก่อสร้างที่ผู้รับเหมายังก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ โจทก์ยังไม่ได้รับมอบงานจากผู้รับเหมา สิ่งก่อสร้างเหล่านั้นยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับเหมาโจทก์ยังไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น ทำให้ทรัพย์สินที่โจทก์ขายย่อมได้แก่ สิทธิตามสัญญาจ้างเหมาในระหว่างก่อสร้าง ซึ่งบริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ในฐานะผู้รับโอนจะได้รับมอบสิ่งก่อสร้างเมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วจากผู้รับเหมาอันเข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่ง โจทก์จึงมีหน้าที่เพียงชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและกรณีภาษีธุรกิจเฉพาะที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยอ้างการประเมินตามมาตรา 91/2(6) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งเป็นการอ้างตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 244) อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะนั้นได้บัญญัติความหมายของการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือกำไรไว้ในมาตรา 3(5) โดยบัญญัติว่าหมายถึงการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในการเกษตรกรรม ซึ่งแปลความได้ว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะเป็นทางค้าหรือหากำไรนั้นต้องเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการเท่านั้น กรณีของโจทก์ข้อเท็จจริงปรากฏว่าการก่อสร้างโรงงานผลิตปูนซีเมนต์แห่งที่ 5 ที่จังหวัดลำปางซึ่งเป็นการแบ่งการผลิตจากบริษัทโจทก์นั้นกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ดังนั้น อาคารดังกล่าวจึงไม่เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบกิจการหรือเพื่อใช้ในการประกอบกิจการและไม่เป็นอาคารที่มีไว้ในการประกอบกิจการเพราะยังไม่เป็นอาคารจึงไม่เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการอันจะทำให้เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร โจทก์มีเจตนาโดยสุจริตเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของส่วนราชการ และมิได้ก่อให้เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบระหว่างผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบธุรกิจเฉพาะการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินภาษีของจำเลยและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ตป. 1.3 01005290/5/102105ถึงเลขที่ ตป. 1.3 01005290/5/102121 รวม 17 ฉบับ ทุกฉบับลงวันที่ 12 พฤศจิกายน2542 และเพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ ตป. 1.3 01005290/6/100097 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (004)/58/2543 ถึงเลขที่ ศภญ. (004)/74/2543 รวม 17 ฉบับ ทุกฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม 2543 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (004)/75/2543 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2543

จำเลยให้การว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิต ขายส่ง ขายปลีกส่งออกปูนซีเมนต์ได้ดำเนินการก่อสร้างโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ที่จังหวัดลำปาง โดยเริ่มต้นงานก่อสร้างเมื่อต้นปี 2538 และได้ทำสัญญาจ้างบริษัทต่าง ๆ ก่อสร้างอาคารโรงงานพร้อมอาคารที่พักและอาคารสวัสดิการพนักงานรวมทั้งสิ้น 49 สัญญา ต่อมาวันที่ 25 มีนาคม 2539 โจทก์ทำสัญญาขายทรัพย์สินระหว่างก่อสร้างให้แก่บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด โดยออกใบกำกับภาษีขาย จำนวน 908,506,703.70 บาท ภาษีขายจำนวน 63,595,469.26บาท เป็นราคาที่ปรากฏในบัญชี ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2539 ผู้รับเหมาก่อสร้างสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามสัญญา อาคารบางหลังได้ก่อสร้างเสร็จตามสัญญาแล้วและบางสัญญากำลังดำเนินการพร้อมติดตั้งเครื่องจักรเป็นกรณีที่โจทก์ก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งยังก่อสร้างไม่เสร็จและได้ขายอาคารดังกล่าวไป ดังนั้น ภาษีที่โจทก์ขอคืนไปแล้วแต่ละเดือนภาษี จึงเป็นภาษีซื้อที่ไม่สามารถนำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามข้อ 2(4) แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่องกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5(6) แห่งประมวลรัษฎากร จากการตรวจสอบปรากฏว่าโจทก์ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตั้งแต่เดือนภาษีตุลาคม 2537 ถึงเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2539 รวมจำนวน 153,750,636.98 บาท ส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะโจทก์ขายโรงงานระหว่างก่อสร้างแม้ว่ายังไม่แล้วเสร็จแต่โดยเจตนาแล้วคู่สัญญาให้เป็นโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ย่อมถือว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ติดกับที่ดินและไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายและได้กระทำภายในสามปีและเป็นอสังหาริมทรัพย์มีไว้ในการประกอบกิจการ จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2(6) การที่โจทก์ได้ขายโรงงานระหว่างก่อสร้างจำนวน 908,506,703.70 บาท ต้องรับผิดเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 27,255,201.11 บาท พร้อมทั้งเบี้ยปรับจำนวน 54,510,402.22 บาท กับเงินเพิ่มจำนวน 17,579,604.72 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 9,934,520.80 บาท รวมจำนวน 109,279,728.85 บาท สำหรับประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2(4) สืบเนื่องมาจากภาษีซื้อเกิดจากการก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และต่อมาได้ขายหรือให้เช่าหรือนำไปใช้ในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ภายในสามปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ห้ามนำภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อป้องกันมิให้ผู้ประกอบการซึ่งจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้รับเหมาและนำภาษีซื้อไปหักในการคำนวณภาษีแล้วต่อมานำอาคารสำนักงานแห่งนั้นไปให้ผู้อื่นเช่าหรือขาย จึงกำหนดไม่ให้นำภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารซึ่งจะขายหรือให้เช่าหรือนำไปใช้ในกิจการที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ภายในกำหนดสามปี เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การเฉลี่ยภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ในกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและกิจการที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 29) เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการเฉลี่ยภาษีซื้อ ตามมาตรา 82/6แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 9 มีนาคม 2535 การที่โจทก์ขายอาคารดังกล่าวไปก่อนที่จะสร้างเสร็จสมบูรณ์ยังไม่ได้ใช้อาคารดังกล่าวเลย จึงไม่อาจนำภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีซื้อดังกล่าวเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของโจทก์เนื่องจากเมื่อโจทก์ขายอาคารไประหว่างก่อสร้างจึงยังไม่มีการใช้สอยอาคาร ภาษีซื้อดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการการประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยถูกต้องและชอบแล้ว กรณีภาษีธุรกิจเฉพาะผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นเพียงผู้รับจ้างทำของตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารที่คู่สัญญามีการตกลงเฉพาะในเรื่องค่าจ้าง และค่าวัสดุก่อสร้าง โดยไม่มีการทำสัญญาระบุให้ผู้รับจ้างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้าง และเมื่อพิจารณาสัญญาซื้อขายทรัพย์สินมีการตกลงซื้อขายระบุเป็นทรัพย์สินระหว่างก่อสร้างและค่าใช้จ่ายเมื่อได้พิจารณาจากใบกำกับภาษีในการซื้อขายงานระหว่างก่อสร้างดังกล่าว คู่สัญญาถือราคาบัญชีซึ่งเป็นราคาทรัพย์สินที่สร้างแล้วเสร็จตามส่วนงาน จึงไม่ใช่การซื้อขายสิทธิอันเป็นสังหาริมทรัพย์ตามที่โจทก์อ้างแต่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการอันเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2(6) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับอาคารที่ได้ก่อสร้างดังกล่าวได้ก่อสร้างเสร็จตามสัญญา และมีบางสัญญาต้องดำเนินการติดตั้งเครื่องจักรซึ่งไม่สามารถรื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายได้ การที่โจทก์ขายอาคารโรงงานระหว่างก่อสร้าง แม้ยังคงไม่แล้วเสร็จ แต่ก็ได้มีการลงมือปรับปรุงพื้นที่บริเวณก่อสร้างและมีการก่อสร้างอาคารไปแล้วบางส่วนโดยมีการจ่ายเงินค่าก่อสร้างไปแล้วจำนวน808,506,703.70 บาท จึงเป็นสิ่งที่ปลูกสร้างที่ติดกับที่ดินอันมีลักษณะเป็นการถาวรเป็นอสังหาริมทรัพย์ การประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยจึงถูกต้องและชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์ประกอบกิจการผลิตและขายปูนซีเมนต์ เมื่อปี 2537 โจทก์ก่อสร้างโรงงานผลิตปูนซีเมนต์เพื่อใช้ในการประกอบกิจการอีก 1 แห่ง ที่อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง บนที่ดินที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ โดยทำสัญญาจ้างผู้อื่นทำการก่อสร้างรวม 39 สัญญาตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.41 โจทก์นำภาษีซื้อจากการก่อสร้างดังกล่าวไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาเดือนมีนาคม 2539 โจทก์ขายโรงงานซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างให้แก่บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ราคา 908,506,703.70 บาท โดยเปลี่ยนสัญญาก่อสร้างเป็นบริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ผู้ว่าจ้าง ตามเอกสารหมาย จ.1แผ่นที่ 73 ถึง 98 โจทก์เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด จำนวน 63,595,469.26 บาท เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าโจทก์ขายโรงงานที่โจทก์ก่อสร้างเพื่อใช้ประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีซื้อจากการก่อสร้างดังกล่าวจำนวน61,478,965.26 บาท เป็นภาษีซื้อที่ไม่อาจนำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจึงได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ตป. 1.3 01005290/5/102105 ถึง102121 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 ให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมจำนวน 153,750,636.98 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 9 ถึง 25 นอกจากนี้เจ้าพนักงานประเมินยังเห็นว่าการขายโรงงานดังกล่าวเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร จึงมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ ตป. 1.3 01005290/6/100097 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 ให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมจำนวน 109,279,728 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 26 โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าการประเมินชอบแล้ว แต่มีเหตุอันควรผ่อนผันจึงลดเบี้ยปรับให้ คงเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (004)/58/2543 ถึงเลขที่ ศภญ. (004)/75/2543 เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 37 ถึง 54 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่าโจทก์มิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นเป็นข้ออ้างในคำฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นนี้มาเป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่าภาษีซื้อตั้งแต่เริ่มก่อสร้างโรงงานจนถึงวันที่โจทก์ขายโรงงานเป็นภาษีซื้อที่สามารถนำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้หรือไม่โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่จะทำให้ภาษีซื้อต้องห้ามมิให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) นั้น อสังหาริมทรัพย์ที่ก่อสร้างจะต้องเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้และขายภายในสามปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แก่ผู้ที่มิได้ประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่โจทก์ขายอาคารให้แก่บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง)จำกัด ซึ่งประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนการก่อสร้างอาคารเสร็จสมบูรณ์ภาษีซื้อตามฟ้องจึงไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้ามมิให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเห็นว่า ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่อง การกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5(6) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 2 ระบุว่า "ภาษีซื้อดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร...

(4) ภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและต่อมาได้ขายหรือให้เช่า หรือนำไปใช้ในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ เฉพาะที่ได้กระทำภายในสามปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์..."

ตามข้อ 2(4) ของประกาศดังกล่าวกำหนดเพียงว่า ภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และต่อมาได้ขายไปภายในสามปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์เป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม มิได้กำหนดว่าอาคารที่ขายต้องก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์หรือต้องขายในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น แม้อาคารที่โจทก์ขายจะยังก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์และขายให้แก่บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ซึ่งประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีซื้อตามฟ้องก็ต้องห้ามไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่าการที่โจทก์ขายทรัพย์สินให้บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า โจทก์ขายงานระหว่างก่อสร้างไม่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ เพราะทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 หมายถึงวัตถุมีรูปร่างบริบูรณ์ใช้งานได้เห็นว่า วัตถุที่โจทก์นำมาก่อสร้างอาคารเป็นวัตถุมีรูปร่างย่อมเป็นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 แล้วหาใช่ว่าหากนำมาก่อสร้างอาคารจะเป็นทรัพย์เมื่อก่อสร้างอาคารเสร็จสมบูรณ์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ อาคารที่ก่อสร้างดังกล่าวติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 การที่โจทก์ขายอาคารดังกล่าวจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าอาคารที่ขายอยู่ระหว่างก่อสร้างมิใช่อาคารที่มีไว้ในการประกอบกิจการเพราะยังมิได้ใช้อาคารดังกล่าวนั้น เห็นว่า โจทก์ก่อสร้างอาคารดังกล่าวเพื่อใช้เป็นโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ เป็นการประกอบกิจการของโจทก์ อาคารดังกล่าวจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการ แม้โจทก์จะยังมิได้ใช้อาคารดังกล่าวก็ตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่าศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลแยกเป็นรายตามข้อหารวม 18 ข้อหาชอบหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามฟ้องเกิดจากมูลคดีเดียว คือการขายงานระหว่างก่อสร้างเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2539 คำฟ้องจึงมีข้อหาเดียว เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์จะมีกี่ข้อหามิใช่อยู่ที่โจทก์ขายทรัพย์สินกี่ครั้งหากแต่อยู่ที่สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องซึ่งตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละฉบับรวม 17 ฉบับ กับการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 1 ฉบับไม่ถูกต้องซึ่งการประเมินแต่ละรายไม่เกี่ยวข้องกัน สามารถแยกออกจากกันได้คำฟ้องของโจทก์จึงมีข้อหารวม 18 ข้อหา ตามหนังสือแจ้งการประเมินแต่ละฉบับ หาใช่มีข้อหาเดียวดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 139
ป.วิ.พ. ม. 150
ป.รัษฎากร ม. 82/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8915/2546
#112788
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2 (4) ภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และต่อมาได้ขายไปภายในสามปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์เป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ประกาศดังกล่าวมิได้กำหนดว่าอาคารที่ขายต้องก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์หรือต้องขายในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย แม้อาคารที่โจทก์ขายจะยังก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ และขายให้แก่บริษัท ป. จำกัด ซึ่งประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีซื้อดังกล่าวก็ต้องห้ามไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

อาคารแม้จะก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร จึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 139 การที่โจทก์ขายอาคารดังกล่าวจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 139 การที่โจทก์ขายอาคารดังกล่าวจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์

ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละฉบับรวม 17 ฉบับ กับการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 1 ฉบับ ไม่ถูกต้อง ซึ่งการประเมินแต่ละรายไม่เกี่ยวข้องกัน สามารถแยกออกจากกันได้ คำฟ้องของโจทก์จึงมีข้อหารวม 18 ข้อหา ตามหนังสือแจ้งการประเมินแต่ละฉบับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ตป. ๑.๓ ๐๑๐๐๕๒๙๐/๕/๑๐๒๑๐๕ ถึงเลขที่ ตป. ๑.๓ ๐๑๐๐๕๒๙๐/๕/๑๐๒๑๒๑ รวม ๑๗ ฉบับ ทุกฉบับลงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ และเพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ ตป. ๑.๓ ๐๑๐๐๕๒๙๐/๖/๑๐๐๐๙๗ ลงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (๐๐๔)/๕๘/๒๕๔๓ ถึงเลขที่ ศภญ. (๐๐๔)/๗๔/๒๕๔๓ รวม ๑๗ ฉบับ ทุกฉบับลงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๓ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (๐๐๔)/๗๕/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๓

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า ภาษีซื้อตั้งแต่เริ่มก่อสร้างโรงงานจนถึงวันที่โจทก์ขายโรงงานเป็นภาษีซื้อที่สามารถนำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่จะทำให้ภาษีซื้อต้องห้ามมิให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๔๒) นั้น อสังหาริมทรัพย์ที่ก่อสร้างจะต้องเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้และขายภายในสามปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แก่ผู้ที่มิได้ประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่โจทก์ขายอาคารให้แก่บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ซึ่งประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนการก่อสร้างอาคารเสร็จสมบูรณ์ ภาษีซื้อตามฟ้องจึงไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้ามมิให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม เห็นว่า ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๔๒) เรื่อง การกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๕ (๖) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ ๒ ระบุว่า "ภาษีซื้อดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๓ แห่งประมวลรัษฎากร?

(๔) ภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและต่อมาได้ขายหรือให้เช่า หรือนำไปใช้ในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ เฉพาะที่ได้กระทำภายในสามปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์?"

ตามข้อ ๒ (๔) ของประกาศดังกล่าวกำหนดเพียงว่า ภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และต่อมาได้ขายไปภายในสามปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์เป็นภาษีซื้อที่ไมให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม มิได้กำหนดว่าอาคารที่ขายต้องก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์หรือต้องขายในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ดังนั้น แม้อาคารที่โจทก์ขายจะยังก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ และขายให้แก่บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ซึ่งประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีซื้อตามฟ้องก็ต้องห้ามไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า การที่โจทก์ขายทรัพย์สินให้บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า โจทก์ขายงานระหว่างก่อสร้างไม่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ เพราะทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗ หมายถึงวัตถุมีรูปร่างบริบูรณ์ใช้งานได้ เห็นว่า วัตถุที่โจทก์นำมาก่อสร้างอาคารเป็นวัตถุมีรูปร่างย่อมเป็นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗ แล้ว หาใช่ว่าหากนำมาก่อสร้างอาคารจะเป็นทรัพย์เมื่อก่อสร้างอาคารเสร็จสมบูรณ์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ อาคารที่ก่อสร้างดังกล่าวติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรจึงเป็นอสังริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๙ การที่โจทก์ขายอาคารดังกล่าวจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า อาคารที่ขายอยู่ระหว่างก่อสร้างมิใช่อาคารที่มีไว้ในการประกอบกิจการเพราะยังมิได้ใช้อาคารดังกล่าวนั้น เห็นว่า โจทก์ก่อสร้างอาคารดังกล่าวเพื่อใช้เป็นโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ เป็นการประกอบกิจการของโจทก์ อาคารดังกล่าวจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการ แม้โจทก์จะยังมิได้ใช้อาคารดังกล่าวก็ตาม อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลแยกเป็นรายข้อหารวม ๑๘ ข้อหาชอบหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามฟ้องเกิดจากมูลคดีเดียว คือการขายงานระหว่างก่อสร้าง เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๙ คำฟ้องจึงมีข้อหาเดียว เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์จะมีกี่ข้อหามิใช่อยู่ที่โจทก์ขายทรัพย์สินกี่ครั้ง หากแต่อยู่ที่สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องซึ่งตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละฉบับรวม ๑๗ ฉบับ กับการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน ๑ ฉบับไม่ถูกต้อง ซึ่งการประเมินแต่ละรายไม่เกี่ยวข้องกัน สามารถแยกออกจากกันได้ คำฟ้องของโจทก์จึงมีข้อหารวม ๑๘ ข้อหา ตามหนังสือแจ้งการประเมินแต่ละฉบับ หาใช่มีข้อหาเดียวดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 137 ม. 139
ป.รัษฎากร ม. 82/5 (6)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8114 -ที่ 8868/2546
#266845
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งหมดและจำเลยมีการตกลงเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างทุกปีตลอดมาจนเป็นปกติวิสัยโดยไม่ได้ยึดถือหรือคำนวณจากผลประกอบการหรือกำไรสุทธิเป็นเกณฑ์ แต่ยึดอายุงานและความขยันหมั่นเพียรไม่ขาด สาย ป่วย ลา เกินกำหนด เป็นสำคัญ จึงถือได้ว่าเป็นสภาพการจ้างที่ตกลงกันโดยปริยายซึ่งมีผลผูกพันโจทก์ทั้งหมดดังกล่าวและจำเลยให้ต้องปฏิบัติตาม จำเลยจะออกประกาศ ระเบียบหรือกฎเกณฑ์ใดให้ขัดหรือแย้งกับสภาพการจ้างเรื่องการจ่ายเงินโบนัสนั้นไม่ได้เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง เมื่อจำเลยออกประกาศเรื่องการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2544 ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ทั้งหมดมากกว่าสภาพการจ้างเดิม ประกาศของจำเลยฉบับดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับแก่โจทก์รายใดจึงขึ้นอยู่กับโจทก์รายนั้น ๆ ให้ความยินยอมรับเอาเงินโบนัสตามประกาศของจำเลยเป็นสำคัญ

เงินโบนัสประจำปีมีประเพณีปฏิบัติกำหนดจ่ายภายในวันสิ้นปี จึงเป็นหนี้ที่มีกำหนดชำระตามวันแห่งปฏิทิน ดังนั้น โจทก์รายที่ยังไม่ได้รับเงินโบนัส และโจทก์รายที่ได้รับเงินโบนัสประจำปีไปแล้วบางส่วน เมื่อถึงกำหนดจ่ายเงินโบนัสประจำปี จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ดังกล่าว การที่จำเลยไม่จ่ายจึงตกเป็นผู้ผิดนัด แม้ได้ความว่าจำเลยได้ปิดประกาศเรื่องการจ่ายเงินโบนัสให้ลูกจ้างทราบอันอาจถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติการขอชำระหนี้ก็ตาม แต่ตามประกาศนั้นกำหนดเงินโบนัสที่จะจ่ายน้อยกว่าสิทธิที่โจทก์แต่ละรายจะพึงมีสิทธิได้รับตามข้อตกลงในส่วนที่เป็นสภาพการจ้าง การที่โจทก์เหล่านั้นปฏิเสธจึงมีมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ ทั้งกรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์สละสิทธิในการรับเงินโบนัสประจำปีพิพาท เมื่อจำเลยไม่จ่ายเงินโบนัสประจำปีตามวันที่กำหนดย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดร้อยห้าสิบห้าสำนวนฟ้องและขอแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2544 จำนวนตามฟ้องแต่ละสำนวน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2544 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งเจ็ดร้อยห้าสิบห้าคน

จำเลยทั้งเจ็ดร้อยห้าสิบห้าสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินโบนัสประจำปี 2544 แก่โจทก์ทั้งเจ็ดร้อยห้าสิบห้าสำนวน ตามจำนวนเงินที่ปรากฏในบัญชีท้ายคำพิพากษา พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับโจทก์ที่ได้รับเงินโบนัสจากจำเลยไปแล้วมากน้อยเพียงใดให้หักออกจากจำนวนตามคำพิพากษา คงชำระส่วนที่ขาดกับดอกเบี้ยของเงินที่ขาดเท่านั้น

จำเลยทั้งเจ็ดร้อยห้าสิบห้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งเจ็ดร้อยห้าสิบห้าคนและจำเลยมีการตกลงเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างทุกปีตลอดมาจนเป็นปกติวิสัยโดยไม่ได้ยึดถือหรือคำนวณจากผลประกอบการหรือกำไรสุทธิเป็นเกณฑ์ แต่ยึดอายุงานและความขยันหมั่นเพียร ไม่ขาด สาย ป่วย ลา เกินกำหนด เป็นสำคัญ จึงถือได้ว่าเป็นสภาพการจ้างที่ตกลงกันโดยปริยาย ซึ่งมีผลผูกพันโจทก์ทั้งเจ็ดร้อยห้าสิบห้าคนและจำเลยให้ต้องปฏิบัติตาม จำเลยจะออกประกาศ ระเบียบหรือกฎเกณฑ์ใดให้ขัดหรือแย้งกับสภาพการจ้างเรื่องการจ่ายเงินโบนัสดังกล่าวไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง แต่ปรากฏว่าจำเลยออกประกาศเรื่องการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2544 ฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ว่า จำเลยเสนอจ่ายเงินโบนัสแก่ลูกจ้างให้เลือกทางใดทางหนึ่งในสามทางเลือก คือ ทางเลือกที่ 1 จ่ายเงินโบนัสอัตราร้อยละ 80 ของเงินเดือน แบ่งเป็น 2 งวด (ในเดือนธันวาคม 2544 และในเดือนมิถุนายน 2545) หรือทางเลือกที่ 2 จ่ายเงินโบนัสอัตราร้อยละ 75 ของเงินเดือน รับครั้งเดียวในเดือนธันวาคม 2544 หรือทางเลือกที่ 3 ใช้อัตราร้อยละ 50 ของวิธีการคำนวณตามประกาศการจ่ายเงินโบนัสปี 2543 รับได้ในเดือนธันวาคม 2544 ซึ่งแต่ละทางเลือกไม่เป็นคุณแก่โจทก์ทั้งเจ็ดร้อยห้าสิบห้าคนมากกว่าสภาพการจ้างเดิมแต่ประการใด ประกาศของจำเลยฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับแก่โจทก์รายใด จึงขึ้นอยู่กับโจทก์รายนั้น ๆ ให้ความยินยอมรับเอาเงินโบนัสตามประกาศของจำเลยเป็นสำคัญ ปรากฏว่าโจทก์ที่ 37 โจทก์ที่ 62 โจทก์ที่ 185 โจทก์ที่ 241 โจทก์ที่ 295 โจทก์ที่ 348 โจทก์ที่ 349 โจทก์ที่ 409 โจทก์ที่ 468 โจทก์ที่ 489 โจทก์ที่ 507 โจทก์ที่ 527 โจทก์ที่ 537 โจทก์ที่ 546 โจทก์ที่ 548 โจทก์ที่ 550 โจทก์ที่ 560 โจทก์ที่ 608 โจทก์ที่ 664 โจทก์ 703 โจทก์ที่ 705 โจทก์ที่ 707 โจทก์ที่ 751 โจทก์ที่ 752 โจทก์ที่ 770 โจทก์ที่ 785 โจทก์ที่ 799 โจทก์ที่ 805 โจทก์ที่ 808 โจทก์ที่ 809 และโจทก์ที่ 830 ได้ทำหนังสือแสดงความประสงค์ขอรับเงินโบนัสประจำปี 2544 ในทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งในสามทางเลือกตามประกาศของจำเลยแล้ว โดยตอนท้ายของหนังสือแสดงความประสงค์ขอรับเงินโบนัสของโจทก์แต่ละรายดังกล่าวมีข้อความเหมือนกันทุกฉบับว่า "ข้าพเจ้าขอให้สัญญาว่าจะยอมรับเงินโบนัสประจำปี 2544 ในอัตราเท่ากับเงินเดือน 1 เดือน ถ้าผลการดำเนินการของบริษัทฯ ทำให้มีกำไรเพียงพอ และข้าพเจ้าจะถอนตัวไม่ฟ้องร้องเรียกเงินโบนัสประจำปี 2544 อีกต่อไป?" แสดงให้เห็นว่า โจทก์ทุกคนดังกล่าวสมัครใจยินยอมรับเงินโบนัสเพียงเท่าจำนวนที่จำเลยประกาศหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัส และปรากฏว่าโจทก์เหล่านี้ได้รับเงินโบนัสแล้ว ยกเว้นโจทก์ที่ 348 และโจทก์ที่ 546 ที่ยังไม่ได้รับเงินโบนัส ทำให้ประกาศของจำเลยมีผลใช้บังคับแก่โจทก์ทุกคนดังกล่าวแล้ว สำหรับโจทก์ที่ 243 โจทก์ที่ 442 และโจทก์ที่ 474 ทำหนังสือแสดงความประสงค์ขอรับเงินโบนัสประจำปี 2545 (2544) ในทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งตามประกาศของจำเลยแล้วเช่นกัน โดยตอนท้ายของหนังสือมีข้อความเหมือนกันทุกฉบับว่า "ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอกำหนดจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2544 ให้แก่พนักงานที่มีความประสงค์จะรับเงินโบนัสในงวดสิ้นเดือนกรกฎาคม 2545 นี้" ซึ่งแสดงให้เห็นว่า โจทก์ทั้งสามคนนี้ได้สมัครใจยินยอมรับเงินโบนัสเพียงเท่าจำนวนที่จำเลยประกาศให้ตามหลักเกณฑ์อันจะมีผลให้โจทก์ทั้งสามคนต้องผูกพันตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวของจำเลยต่อไป แต่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 474 ได้รับเงินโบนัสแล้ว ส่วนโจทก์ที่ 243 และโจทก์ที่ 442 ยังไม่ได้รับเงินโบนัส สำหรับโจทก์อื่นนอกจากนี้ได้ทำหนังสือแสดงความประสงค์ขอรับเงินโบนัสประจำปี 2544 ตามหลักเกณฑ์ทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งในสามทางเลือกตามประกาศของจำเลยแล้วเช่นเดียวกัน แต่ในตอนท้ายหนังสือของโจทก์แต่ละรายมีข้อความเหมือนกันว่า "บริษัทฯ ขอกำหนดจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2544 ให้แก่พนักงานที่มีความประสงค์จะรับเงินโบนัสในงวดสิ้นเดือนกรกฎาคม 2545 นี้ อนึ่ง การฟ้องร้องที่ศาลแรงงานเกี่ยวกับเงินโบนัส หากศาลพิจารณาตัดสินเป็นประการใด บริษัทฯ จะดำเนินการตามนั้น" ข้อความตอนท้ายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งหมดที่ได้ทำหนังสือไว้นี้ไม่ได้สมัครใจยินยอมจะรับเงินโบนัสเพียงเท่าที่จำเลยประกาศให้เท่านั้น ถ้าศาลแรงงานตัดสินให้มีสิทธิได้รับมากกว่าที่จำเลยประกาศให้ โจทก์ทุกคนก็ประสงค์จะรับตามที่ศาลตัดสินให้ ประกาศหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสของจำเลยจึงไม่มีผลใช้บังคับแก่โจทก์ดังกล่าว สำหรับโจทก์ที่ 817 และโจทก์ที่ 819 ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะมีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปี การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินโบนัสประจำปีพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 817 และโจทก์ที่ 819 ด้วย จึงคลาดเคลื่อน

ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ดังกล่าวแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อตกลงในส่วนที่เป็นสภาพการจ้างเรื่องเงินโบนัสประจำปีมีประเพณีปฏิบัติกำหนดจ่ายภายในวันสิ้นปี จึงเป็นหนี้ที่มีกำหนดชำระตามวันแห่งปฏิทิน คือ ภายในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี ดังนั้นสำหรับโจทก์รายที่ยังไม่ได้รับเงินโบนัส รวมทั้งโจทก์รายที่ได้รับเงินโบนัสประจำปีไปแล้วบางส่วน เมื่อถึงกำหนดจ่ายเงินโบนัสประจำปีในวันที่ 31 ธันวาคม 2544 จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ที่ยังไม่ได้รับ รวมทั้งจ่ายเงินโบนัสที่เหลือให้แก่โจทก์รายที่เคยได้รับภายในกำหนดเวลาดังกล่าว การที่จำเลยไม่จ่ายจึงตกเป็นผู้ผิดนัด ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ยังไม่ได้รับและโจทก์บางรายที่ได้รับเงินโบนัสเพียงบางส่วนดังกล่าวแล้ว ส่วนโจทก์อื่น ๆ ที่ยังไม่ได้รับเงินโบนัสประจำปีพิพาท แม้จะได้ความว่าจำเลยได้ปิดประกาศเรื่องการจ่ายเงินโบนัสให้ลูกจ้างทราบอันอาจถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติการขอรับชำระหนี้ของจำเลยก็ตาม แต่ตามประกาศนั้นกำหนดเงินโบนัสที่จะจ่ายน้อยกว่าสิทธิที่โจทก์แต่ละรายจะพึงมีสิทธิได้รับตามข้อตกลงในส่วนที่เป็นสภาพการจ้าง การที่โจทก์เหล่านั้นปฏิเสธไม่ยอมรับเงินโบนัสประจำปีตามประกาศของจำเลยจึงมีมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ ทั้งกรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ดังกล่าวได้สละสิทธิในการรับเงินโบนัสประจำปีพิพาทตามที่จำเลยอุทธรณ์ เมื่อจำเลยไม่จ่ายเงินโบนัสประจำปีตามวันที่กำหนดย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ข้างต้น อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2544 แก่โจทก์ที่ 243 โจทก์ที่ 348 โจทก์ที่ 442 และโจทก์ที่ 546 ตามหนังสือแสดงความประสงค์ขอรับเงินโบนัสประจำปี 2544 ของโจทก์แต่ละรายดังกล่าว ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 37 โจทก์ที่ 62 โจทก์ที่ 185 โจทก์ที่ 241 โจทก์ที่ 295 โจทก์ที่ 349 โจทก์ที่ 409 โจทก์ที่ 468 โจทก์ที่ 474 โจทก์ที่ 489 โจทก์ที่ 507 โจทก์ที่ 527 โจทก์ที่ 537 โจทก์ที่ 548 โจทก์ที่ 550 โจทก์ที่ 560 โจทก์ที่ 608 โจทก์ที่ 664 โจทก์ที่ 703 โจทก์ที่ 705 โจทก์ที่ 707 โจทก์ที่ 751 โจทก์ที่ 752 โจทก์ที่ 770 โจทก์ที่ 785 โจทก์ที่ 799 โจทก์ที่ 805 โจทก์ที่ 808 โจทก์ที่ 809 โจทก์ที่ 817 โจทก์ที่ 819 โจทก์ที่ 830 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 207 ม. 224
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 12 ม. 19 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุสรณ์ เสนามนตรี กับพวก
จำเลย — บริษัทรอยัล อินดัสตรีส์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8466/2546
#112710
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานหลักทรัพย์และเอาไปเสียซึ่งเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 188 และ 335 (3) วรรคแรก โดยความผิดฐานหลักทรัพย์กับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานหลักทรัพย์อื่นเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี กับมีความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก และ 268 รวม 5 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เพียงว่า จำเลยกระทำผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก 265 และ 268 วรรคแรก ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสอง โดยวางโทษตาม มาตรา 265 รวม 4 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายสุเทพ กิตติวัชราพงษ์ กับพวก
จำเลย — นายสมเดช บุญมี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพาณิช
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงธรรม สุดสวาสดิ์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8113/2546
#112797
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 12 วรรคสาม คำว่า "สิทธิในที่ดินที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน" นั้น เมื่อพิจารณาจาก พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติรับรองถึงสิทธิของผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ สิทธิในที่ดินที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดินจึงหมายรวมถึงสิทธิครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ด้วย เมื่อ พ. ได้ขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่มีสิทธิครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ให้แก่จำเลย และจำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา จึงแสดงให้เห็นว่า พ. ได้สละสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและโอนที่ดินพิพาทโดยการส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยรับโอนมาโดยชอบ จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 59 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจนำที่ดินที่พิพาทมาใช้ในการปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรม ตาม พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 26 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย และเพิกถอนคำขอออกโฉนดที่ดินของจำเลย กับมีคำสั่งว่าที่ดินที่จำเลย (ที่ถูกที่ดินที่จำเลยขอออกโฉนดที่ดิน) เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทต่อไป

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำบอกกล่าวขอถอนคำฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ ๙,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตท้องที่อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีกฎกระทรวงฉบับที่ ๓๖๙ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ลงวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๑๑ ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ กำหนดให้ป่าเมืองไผ่ซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ และต่อมาเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ ได้มีพระราชกฤษฎีกา ซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ กำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินของโจทก์ เดิมเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เอกสารหมาย ล. ๒ มีนายพล เสือชุมแสง ถือสิทธิครอบครอง ต่อมานายพลได้ขายให้แก่จำเลยพร้อมกับมอบแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ให้ด้วย หลังจากนั้นจำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ต่อมาจำเลยได้นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง โจทก์คัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินได้สอบสวนเปรียบเทียบแล้ว มีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่านายพล เสือชุมแสง เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นที่ดินของรัฐ เป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๕๔ และ ๗๒ ตรี การแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทของนายพลจึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ นั้น เห็นว่า ประเด็นดังกล่าวโจทก์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เป็นฎีกาที่มิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๑๒ วรรคสาม บัญญัติว่า ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กรณีสิทธิในที่ดินที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งสิทธิในที่ดินที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดินไม่รวมสิทธิครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ด้วยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๕ บัญญัติรับรองถึงสิทธิของผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ดังนั้น สิทธิในที่ดินที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดินจึงหมายรวมถึงสิทธิครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่านายพลได้ขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่มีสิทธิครอบครองให้แก่จำเลย และจำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์โดยทำเป็นสวนผลไม้ ปลูกต้นมะพร้าว กล้วย และมะม่วง พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่านายพลได้สละสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและโอนที่ดินพิพาทโดยการส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลย จำเลยรับโอนมาโดยชอบ จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามนัยแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๕๙ วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทมาใช้ในการปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๖ (๔) แต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาชอบแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367
ป.ที่ดิน ม. 59 วรรคสอง
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 5
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 26 (4)
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 12 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — นางคนึง เรือโป๊ะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายบุญชัย วงษาพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายจรูญ อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา