คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10561/2546
#112813
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 3 ให้อำนาจอธิบดีกรมศุลกากรผู้ทำการแทนกรมศุลกากรออกข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการของกรมศุลกากรเป็นไปโดยเรียบร้อยตามหน้าที่ รวมทั้งอำนาจยึดทรัพย์สินอันพึงริบตามมาตรา 24 แต่บทกฎหมายดังกล่าวก็ไม่ได้บัญญัติว่าการกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้เฉพาะกรมศุลกากรโดยอธิบดีกรมศุลกากรเท่านั้น ที่มีอำนาจดำเนินการแก่ผู้กระทำผิดหรือมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำผิด โดยหากไม่มีการร้องทุกข์แล้วเจ้าพนักงานตำรวจจะไม่มีอำนาจดำเนินการสอบสวนในความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนคดีในความผิดต่อพระราชบัญญัติดังกล่าวได้เช่นเดียวกับคดีอาญาแผ่นดินทั่วไป เมื่อความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้าม หรือข้อจำกัดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ดังนั้น เมื่อมีการกระทำผิดเกิดขึ้นและเกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ ย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของเจ้าพนักงานตำรวจที่จะสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิด และพนักงานสอบสวนย่อมทำการสอบสวนเอาความผิดแก่ผู้กระทำผิดอาญาทั้งปวง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 17 และมาตรา 18 ประกอบด้วยมาตรา 121 ได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าอธิบดีกรมศุลกากรจะได้มอบหมายให้ผู้ใดแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อดำเนินการเอาผิดแก่จำเลยหรือไม่ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนกระทำโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒ , ๒๗ ทวิ , ๑๐๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ , ๘๓ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๔ , ๕ , ๖ , ๗ , ๘ , ๙ ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ ให้ปรับ ๒,๖๕๐,๔๓๘.๗๒ บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกินสองปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ริบรถยนต์ของกลาง กับให้จ่ายสินบนร้อยละ ๓๐ ของราคาของกลางแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลร้อยละ ๒๕ ของราคาของกลางแก่เจ้าพนักงานจับกุม ในกรณีที่ไม่อาจขายของกลางได้ให้จ่ายจากเงินค่าปรับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๗ , ๘

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ กำหนดให้กรมศุลกากรโดยอธิบดีกรมศุลกากรเป็นผู้มีอำนาจตรวจยึดรถยนต์ที่ผ่านเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ชำระค่าภาษีอากรขาเข้า รวมถึงแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้ที่ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย และรับไว้ซึ่งรถยนต์ดังกล่าวด้วย เจ้าพนักงานตำรวจไม่มีอำนาจ เมื่ออธิบดีกรมศุลกากรมิได้มอบหมายให้ผู้ใดไปแจ้งความร้องทุกข์ - ดำเนินคดีแก่จำเลย การสอบสวนของพนักงานสอบสวนในคดีนี้จึงมิชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าแม้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๓ จะให้อำนาจอธิบดีกรมศุลกากรผู้ทำการแทนกรมศุลกากรออกข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการของกรมศุลกากรเป็นไปโดยเรียบร้อยตามหน้าที่ รวมทั้งให้อำนาจยึดทรัพย์สินอันพึงริบตามมาตรา ๒๔ ได้ก็ตาม แต่บทกฎหมายดังกล่าวก็ไม่ได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เฉพาะกรมศุลกากรโดยอธิบดีกรมศุลกากรเท่านั้นที่มีอำนาจดำเนินการแก่ผู้กระทำผิด หรือมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำผิด โดยหากไม่มีการร้องทุกข์แล้ว เจ้าพนักงานตำรวจจะไม่มีอำนาจดำเนินการสอบสวนในความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ นี้ ฉะนั้น พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนคดีในความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้เช่นเดียวกันกับคดีอาญาแผ่นดินทั่วไป เมื่อความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้าม หรือข้อจำกัด ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ เป็นความผิดอาญาแผ่นดินซึ่งเมื่อได้เกิดหรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดและก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ ย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของเจ้าพนักงานตำรวจที่มีอำนาจสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพื่อเอาความผิดแก่ผู้กระทำความผิดอาญาทั้งปวง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ ประกอบด้วยมาตรา ๑๒๑ วรรคหนึ่ง ตามลำดับ โดยไม่คำนึงว่าอธิบดีกรมศุลกากรจะได้มอบหมายให้ผู้ใดไปดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์เอาผิดแก่จำเลยดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเป็นการกระทำโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 3 ม. 24 ม. 27 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 17 ม. 18 ม. 120 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุภัทร์ รัตน์รวีวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายจตุรงค์ ฉินวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10544/2546
#112861
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์แข่งกันไปตามถนน โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือให้แข่งรถได้จากเจ้าพนักงานจราจรโดยชอบด้วยกฎหมาย กับการที่จำเลยขับรถด้วยความประมาทโดยใช้ความเร็วสูงเป็นเหตุให้ ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย จำเลยกระทำโดยมีเจตนาเดียวคือขับรถจักรยานยนต์แข่งกันไปตามถนนโดยใช้ความเร็วสูงและเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและ ทรัพย์สินเสียหาย ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๙๑, ๓๐๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๓๔, ๑๖๐ ทวิ และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๓๐๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๓๔, ๑๖๐ ทวิ (ที่ถูก มาตรา ๔๓ (๔), ๑๓๔, ๑๕๗, ๑๖๐ ทวิ) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานขับรถแข่งในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจร จำคุก ๒ เดือน ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายและผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๒ เดือน รวมจำคุก ๔ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ในส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุก นั้น เห็นว่า การที่จำเลยร่วมกับพวกอีกหลายคนขับรถจักรยานยนต์แข่งกันไปตามถนนวงแหวนทิศใต้ โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือให้แข่งรถได้จากเจ้าพนักงานจราจรโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีเหตุได้รับการยกเว้นโทษตามกฎหมาย และจำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยใช้ความเร็วสูงในบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจนำแผงเหล็ก กรวยยางสะท้อนแสงและรถกระบะของทางราชการเปิดสัญญาณไฟวาบวับกั้นถนนไว้ เป็นเหตุให้รถที่จำเลยขับพุ่งชนแผงเหล็กกั้นถนน รถเสียหลักพุ่งไปชนด้านหน้ารถกระบะคันดังกล่าวได้รับความเสียหาย นางสาวฤทัยรัตน์ซึ่งนั่งซ้อนท้ายมากับรถที่จำเลยขับได้รับอันตรายสาหัส แสดงให้เห็นว่าจำเลยขับรถด้วยความประมาทโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของบุคคลอื่น ทั้งขาดสำนึกและไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่นและสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน รวมทั้งผู้ที่สัญจรไปมาในบริเวณดังกล่าวตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะได้ชดใช้ค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายให้แก่มารดาผู้เสียหาย จนมารดาผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยและผู้เสียหายเป็นคนรักของจำเลย ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยสมัครเป็นนักศึกษาอยู่ก็ตาม ก็ยังไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์แข่งกันไปตามถนน โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือให้แข่งรถได้จากเจ้าพนักงานจราจรโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีเหตุได้รับการยกเว้นโทษตามกฎหมาย กับการที่จำเลยขับรถด้วยความประมาทโดยใช้ความเร็วสูง เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย จำเลยกระทำ โดยมีเจตนาเดียวคือขับรถจักรยานยนต์แข่งกันไปตามถนนโดยใช้ความเร็วสูง และเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยเป็นสองกรรม จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๒ เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๑ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 300
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 134 ม. 157 ม. 160 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธีรนันต์ ภูติอนันต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายชัยรักษ์ จยาวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10534/2546
#112792
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับอยู่ในฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีเจตนาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่ผู้ซื้อทั่ว ๆ ไป ดังนั้น เมื่อจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้บุคคลใดไม่ว่าจะเป็นสายลับหรือไม่ จำเลยย่อมมีการกระทำอันเป็นความผิดสำเร็จ คือ การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจยังค้นพบเมทแอมเฟตามีนจากตัวจำเลยอีก ย่อมเห็นได้ว่าจำเลยมีการกระทำอันเป็นความผิดตามเจตนาอีกกรรมหนึ่งต่างหากจากการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่เป็นความผิดสำเร็จไปแล้ว คือ ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นสองกรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายศาสตรา ชื่นรัมย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายสุวิทย์ พิพัฒนชัยพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10518/2546
#112800
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยโดยลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ คงจำคุกตลอดชีวิต โจทก์มิได้อุทธรณ์ว่าไม่ควรลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แสดงว่าโจทก์พอใจที่ศาลชั้นต้นลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้ว เมื่อจำเลยอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต แต่ก็ยังคงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่โจทก์กลับมายื่นฎีกาคัดค้านว่าไม่สมควรลดโทษให้จำเลยนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๑๕ , ๖๖ , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘ , ๘๓ บวกโทษจำเลยที่ ๑ ในคดีก่อนเข้ากับโทษของจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง , ๖๖ วรรคสอง (ที่ถูกต้องประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓) ให้ประหารชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๒ (๒) คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต คำขอให้บวกโทษจำเลยที่ ๑ ให้ยกเสีย ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๓ แล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๒๕ ปี ให้นำโทษจำคุก ๖ เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๔๖๖/๒๕๔๑ ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ ๑ ด้วย รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้ ๒๕ ปี ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ที่โจทก์ฎีกาว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐานจึงไม่สมควรลดโทษให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง , ๖๖ วรรคสอง ให้ประหารชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๒ (๒) คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต โจทก์มิได้อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นไม่ควรลดโทษให้จำเลยทั้งสองกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แสดงว่าโจทก์พอใจที่ศาลชั้นต้นลดโทษให้จำเลยทั้งสองกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต แต่ก็ยังคงลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ที่โจทก์กลับมายื่นฎีกาคัดค้านว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน ไม่สมควรที่ศาลจะลดโทษให้จำเลยทั้งสองนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๕ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายประดับ บุญมาก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายชัชวาลย์ สุวรรณศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10510 -ที่ 10512/2546
#266840
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามเป็นคนหางานฟ้องเรียกเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศที่จำเลยที่ 1 บริษัทผู้จัดหางานเรียกเก็บไปจากโจทก์ทั้งสามคืน ตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 46 ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลรับผิดในฐานะที่จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้าง จึงไม่อาจนำความในมาตรา 5 (2) แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาปรับใช้เพื่อบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเพียงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดในฐานะที่เป็นนายจ้างด้วย กรณีต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 และมาตรา 820, 821 เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในขอบอำนาจ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาพิพากษาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสามคนละ 177,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ทั้งสามสำนวนขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสามคนละ 177,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26 เมษายน 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสามด้วยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นคนหางานฟ้องเรียกเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทผู้จัดหางานเรียกเก็บไปจากโจทก์ทั้งสามคืน ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 46 โจทก์ทั้งสามไม่ได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลรับผิดในฐานะที่จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้าง จึงไม่อาจนำความในมาตรา 5 (2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาปรับใช้เพื่อบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเพียงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดในฐานะที่เป็นนายจ้างด้วย กรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 และมาตรา 820, 821 เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในขอบอำนาจ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับจำเลยที่ 3 แม้จะไม่ได้อุทธรณ์ แต่กรณีเป็นเรื่องการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820 ม. 821 ม. 1167
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 46
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมใจ ถุงทรัพย์
จำเลย — บริษัทจัดหางานไทยชาญ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจารุณี ตันตยาคม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10468/2546
#112836
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาร่วมลงทุนระหว่างโจทก์กับพวกฝ่ายหนึ่ง และบริษัท อ. อีกฝ่ายหนึ่ง จัดตั้งบริษัทจำเลยขึ้นมาให้มีฐานะเป็นบริษัทร่วมทุน และกำหนดให้จำเลยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาทุกประการ แต่จำเลยหามีฐานะเป็นคู่สัญญาตามสัญญาร่วมลงทุนไม่ ดังนั้น แม้ในสัญญามีข้อกำหนดว่า ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติสัญญานี้และคู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด ก็เป็นข้อบังคับใช้ระหว่างโจทก์กับพวกและบริษัท อ. เท่านั้น โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยโดยไม่จำต้องเสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน

จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด การแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการจักต้องอยู่ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1151 ซึ่งระบุเฉพาะแต่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเท่านั้นจึงจะกระทำได้ รวมตลอดทั้งหากตำแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ กรรมการที่ยังมีอยู่แห่งนิติบุคคลนั้นมีสิทธิเลือกผู้อื่นตั้งขึ้นใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างได้ ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1155 บัญญัติไว้ ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการตามข้อกำหนดในสัญญาร่วมทุน และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ในเหตุนี้ ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัย

หมายเหตุ วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 9/2546

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการจากนายบุญมี จันทรวงศ์ เป็นนายอนันต์ ชำนาญกิจ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะตามสัญญาร่วมลงทุนกำหนดว่า ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้ ถ้าคู่สัญญาไม่อาจตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด โจทก์จึงต้องเสนอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทจากนายบุญมี จันทรวงศ์ เป็นนายอนันต์ ชำนาญกิจ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครภายใน ๑๔ วัน มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยโดยมิได้เสนอข้อโต้แย้งต่ออนุญาโตตุลาการก่อนเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า สัญญาร่วมลงทุนตั้งบริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมนั้น เป็นการทำสัญญาร่วมกันสองฝ่ายระหว่างองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย โจทก์ กับพวกฝ่ายหนึ่ง และบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด อีกฝ่ายหนึ่ง โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจัดตั้งบริษัทจำกัดขึ้นมาให้มีฐานะเป็นบริษัทร่วมทุน ใช้ชื่อว่าบริษัทนมไทย - เดนมาร์ค จำกัด คือจำเลย และตามสัญญาข้อ ๗ กำหนดให้จำเลยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาทุกประการ ดังนี้ จำเลยจึงหามีฐานะเป็นคู่สัญญาตามสัญญาร่วมลงทุนตั้งบริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไม่ แม้สัญญาข้อ ๒๒ กำหนดว่าในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติสัญญานี้และคู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด ก็เป็นข้อบังคับใช้ระหว่างโจทก์กับพวกและบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น จำเลยไม่อาจยกสัญญาข้อ ๒๒ มาใช้อ้างต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยโดยไม่จำต้องเสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าจำเลยมิใช่บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญากับโจทก์ตามสัญญาร่วมลงทุนตั้งบริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม โดยจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดต่างหากอีกรายหนึ่ง การแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการจักต้องอยู่ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๕๑ ซึ่งระบุเฉพาะแต่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเท่านั้นจึงจะกระทำได้ รวมตลอดทั้งหากตำแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ กรรมการที่ยังมีอยู่แห่งนิติบุคคลนั้นมีสิทธิเลือกผู้อื่นตั้งขึ้นใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างได้ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๕๕ บัญญัติไว้ ดังนี้ โจทก์จึงหามีสิทธินำข้อกำหนดข้อ ๙ แห่งสัญญาดังกล่าวมาเป็นเหตุฟ้องจำเลยได้ไม่เช่นกัน ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้คดีในเหตุนี้ ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และ ๒๔๗ เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองรับวินิจฉัยและพิพากษาต้องกันมาให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการจากนายบุญมี จันทรวงศ์ เป็นนายอนันต์ ชำนาญกิจ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครมานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ป.พ.พ. ม. 55 ม. 1151 ม. 1155
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทนมไทย - เดนมาร์ค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิศล พิรุณ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10443/2546
#112890
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กู้เงินจากจำเลยและมอบหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้โดยไม่กรอกข้อความให้แก่จำเลยยึดถือไว้ โดยมีข้อตกลงด้วยว่าหากโจทก์ไม่มีเงินชำระคืนตามกำหนด ให้จำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยได้ การที่ต่อมาโจทก์ไม่สามารถหาเงินมาชำระคืนจำเลยได้และจำเลยได้กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวแล้วนำไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย เป็นไปตามที่ตกลงกัน จำเลยจึงมีอำนาจกระทำได้ หนังสือมอบอำนาจจึงไม่ใช่เอกสารปลอม และนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) จำเลยอ้างว่าโจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยทำนิติกรรมขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลย หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม เพราะโจทก์ไม่เคยทำหนังสือมอบอำนาจเพื่อทำนิติกรรมขายที่ดินให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินทำนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลย ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะ ให้จำเลยคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นหนี้เงินกู้จำเลยจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ โจทก์จึงโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเพื่อเป็นการชำระหนี้ โดยโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาท พร้อมกับมอบสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการของโจทก์เพื่อเป็นหลักฐานไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า นิติกรรมการจดทะเบียนของจำเลยเป็นโมฆะ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค ๗ รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กู้เงินจากจำเลย โดยมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) สำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการ สำเนาทะเบียนบ้าน และหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้โดยไม่ได้กรอกข้อความให้แก่จำเลยยึดถือไว้ โดยมีข้อตกลงด้วยว่า หากโจทก์ไม่มีเงินชำระคืนตามกำหนด ให้จำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยได้ มิใช่มอบให้แก่จำเลยยึดถือไว้เป็นประกันเงินกู้เท่านั้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีอำนาจกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้โดยไม่ได้กรอกข้อความแล้วนำไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินพาทเป็นของจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์กู้เงินจากจำเลย และไม่สามารถหาเงินมาชำระคืนจำเลยได้ การที่จำเลยกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำไปทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย เป็นไปตามที่ตกลงกัน จำเลยจึงมีอำนาจทำได้โดยชอบ หนังสือมอบอำนาจจึงไม่ใช่เอกสารปลอม และนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยจึงไม่เป็นโมฆะ ที่โจทก์ฎีกาว่า การกู้เงินไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีได้ ต้องห้ามมิให้นำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร และจำเลยไม่อาจยึดถือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) และที่ดินพิพาทต่อไปได้นั้น เห็นว่า เป็นเรื่องนอกประเด็น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 797
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอรุณศรี ชูพินิจ
จำเลย — นางสาวศรีวรรณ ภู่หิรัญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายโสภณ พรหมสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10418/2546
#51072
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากเจ้าของรถ มีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 ถึงวันที่ 1 กันยายน 2542 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2540จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัย แต่การแปลคำฟ้องมิได้พิจารณาเฉพาะข้อความที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องเท่านั้น ต้องพิจารณาเอกสารท้ายฟ้องซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องประกอบด้วย เมื่อเอกสารที่แนบมาท้ายฟ้องอันได้แก่แผนที่เกิดเหตุ รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและหนังสือทวงถามให้ชดใช้ค่าเสียหายต่างระบุตรงกันว่าเหตุละเมิดเกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2542 จึงเห็นได้ชัดว่าโจทก์พิมพ์ปีที่เกิดเหตุละเมิดผิดพลาด ซึ่งเป็นความผิดพลาดเล็กน้อยอันเป็นรายละเอียดแห่งคำฟ้อง ถือได้ว่าโจทก์ได้อ้างในคำฟ้องแล้วว่าเหตุละเมิดเกิดในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย ส่วนเอกสารท้ายฟ้องจะรับฟังได้หรือไม่เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดในมูลละเมิดได้ แม้โจทก์จะมิได้แก้ไขคำฟ้องในส่วนที่พิมพ์ผิดพลาดดังกล่าวและจำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้ในเรื่องนี้หรือไม่ ก็ไม่มีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ษ - 2128 กรุงเทพมหานคร ไว้จากบริษัทนานาบริการ จำกัด เพื่อวินาศภัยทุกชนิด มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 ถึงวันที่ 1 กันยายน 2542 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 7632 สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 17 มกราคม2540 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างหรือตามที่ได้รับมอบหมายหรือยินยอมของจำเลยที่ 2 เฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยซึ่งมีนายอุดม รัมมณีย์เป็นผู้ขับจากสามแยกวิทยาลัยสารพัดช่างมุ่งหน้าไปทางถนนเลี่ยงเมืองผ่านสี่แยกอาชาโดยจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์จากสถานีรถไฟสุพรรณบุรีมุ่งหน้าเข้าถนนม้าสีหมอกตัดเข้าสี่แยกอาชาด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง กล่าวคือบริเวณจุดเกิดเหตุเป็นทางร่วมทางแยก รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้แล่นอยู่บนถนนที่เป็นทางเอกย่อมมีสิทธิที่จะใช้ช่องเดินรถก่อนจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมหยุดรถกลับขับพุ่งเข้าไปในทางร่วมทางแยกเพื่อชิงความได้เปรียบในเส้นทางเดินรถ เป็นเหตุให้ชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเสียหาย ขณะเกิดเหตุยังอยู่ในความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัย โจทก์จึงได้จัดการซ่อมรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยรวมเป็นเงิน 259,318.07 บาท จำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินถึงวันฟ้องเป็นเงิน 18,152.26 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน277,470.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 259,318 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 7632 สุพรรณบุรีโดยซื้อจากจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2540 แต่ยังไม่ได้โอนทางทะเบียน นายอุดมรัมมณีย์ ผู้ขับรถหมายเลขทะเบียน 9 ษ - 2128 กรุงเทพมหานคร เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อแต่ผู้เดียว จำเลยที่ 1 มิได้ประมาท โจทก์เสียหายไม่เกิน 60,000 บาท โจทก์ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่วันที่อ้างว่า จำเลยที่ 1 ทำละเมิดจึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ในวันชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินเป็นเงิน6,737.50 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องความว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ษ - 2128 กรุงเทพมหานคร ไว้จากเจ้าของรถดังกล่าว โดยมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 ถึงวันที่ 1 กันยายน 2542 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 7632 สุพรรณบุรีของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างหรือตามที่ได้รับมอบหมายหรือยินยอมของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายซึ่งหากพิจารณาข้อความที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เหตุละเมิดเกิดก่อนวันที่สัญญาประกันภัยมีผลคุ้มครองแต่ในการแปลคำฟ้องนั้นมิได้พิจารณาเฉพาะข้อความที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องเท่านั้น ต้องพิจารณาเอกสารท้ายฟ้องซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องประกอบด้วยและเมื่อได้พิจารณาเอกสารที่โจทก์แนบมาท้ายฟ้องอันได้แก่แผนที่เกิดเหตุ รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและหนังสือทวงถามให้ชดใช้ค่าเสียหายประกอบด้วยแล้วปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวต่างระบุตรงกันว่าเหตุละเมิดเกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2542 ซึ่งอยู่ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย กรณีจึงเห็นได้ชัดว่าโจทก์พิมพ์ปีที่เกิดเหตุละเมิดผิดพลาด คือ พิมพ์ปี 2542 เป็นปี 2540 ซึ่งถือว่าเป็นความผิดพลาดเล็กน้อยอันเป็นรายละเอียดแห่งคำฟ้อง กรณีถือได้ว่าโจทก์ได้อ้างในคำฟ้องแล้วว่า เหตุละเมิดเกิดในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย ส่วนเอกสารท้ายฟ้องจะรับฟังได้หรือไม่เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณาและศาลเป็นผู้วินิจฉัยดังนั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างหรือตัวการให้ร่วมรับผิดในมูลละเมิดดังกล่าวได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง แม้โจทก์จะมิได้แก้ไขคำฟ้องในส่วนที่พิมพ์ผิดพลาดดังกล่าวและไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้ในเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่มีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งสองและถือเอาคำฟ้องที่พิมพ์ผิดพลาดมาเป็นข้อวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจึงไม่ถูกต้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 880
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สนั่น แจ้งพันธุ์หรือแจ้งพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10418/2546
#112733
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ษ - 2128 กรุงเทพมหานคร ไว้จากเจ้าของรถยนต์ดังกล่าว โดยมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 ถึงวันที่ 1 กันยายน 2542 ซึ่งเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 7632 สุพรรณบุรี ของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างหรือตามที่ได้รับมอบหมายหรือยินยอมของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย ซึ่งหากพิจารณาข้อความที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเหตุละเมิดเกิดก่อนวันที่สัญญาประกันภัยมีผลคุ้มครอง แต่ในการแปลคำฟ้องนั้นมิได้พิจารณาเฉพาะข้อความที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องเท่านั้น ต้องพิจารณาเอกสารท้ายฟ้องซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องประกอบด้วยเมื่อพิจารณาเอกสารที่โจทก์แนบมาท้ายฟ้องต่างระบุตรงกันว่าเหตุละเมิดเกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2542 เห็นได้ชัดว่าโจทก์พิมพ์ปีที่เกิดเหตุละเมิดผิดพลาด ซึ่งถือว่าเป็นความผิดพลาดเล็กน้อยอันเป็นรายละเอียดแห่งคำฟ้อง กรณีถือได้ว่าโจทก์ได้อ้างในคำฟ้องแล้วว่า เหตุละเมิดเกิดในระหว่างอายุสัญญาประกัน ดังนั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ทำละเมิด และจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างหรือตัวการให้ร่วมรับผิดในมูลละเมิดดังกล่าวได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง แม้โจทก์จะมิได้ขอแก้ไขคำฟ้องในส่วนที่พิมพ์ผิดพลาดดังกล่าวและไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้ในเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่มีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๗๗,๔๗๐.๓๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๕๙,๓๑๘ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลอุทธรณ์ส่วนที่เกินเป็นเงิน ๖,๗๓๗.๕๐ บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องความว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๙ ษ - ๒๑๒๘ กรุงเทพมหานคร ไว้จากเจ้าของรถยนต์ดังกล่าว โดยมีกำหนดระยะเวลา ๑ ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๒ เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - ๗๖๓๒ สุพรรณบุรี ของจำเลยที่ ๒ ในทางการที่จ้างหรือตามที่ได้รับมอบหมายหรือยินยอมของจำเลยที่ ๒ ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย ซึ่งหากพิจารณาข้อความที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเหตุละเมิดเกิดก่อนวันที่สัญญาประกันภัยมีผลคุ้มครอง แต่ในการแปลคำฟ้องนั้นมิได้พิจารณาเฉพาะข้อความที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องเท่านั้น ต้องพิจารณาเอกสารท้ายฟ้องซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องประกอบด้วย และเมื่อได้พิจารณาเอกสารที่โจทก์แนบมาท้ายฟ้องอันได้แก่แผนที่เกิดเหตุ รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและหนังสือทวงถามให้ชดใช้ค่าเสียหายประกอบด้วยแล้วปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวต่างระบุตรงกันว่าเหตุละเมิดเกิดเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย กรณีจึงเห็นได้ชัดว่าโจทก์พิมพ์ปีที่เกิดเหตุละเมิดผิดพลาด คือ พิมพ์ปี ๒๕๔๒ เป็นปี ๒๕๔๐ ซึ่งถือว่าเป็นความผิดพลาดเล็กน้อยอันเป็นรายละเอียดแห่งคำฟ้อง กรณีถือได้ว่าโจทก์ได้อ้างในคำฟ้องแล้วว่า เหตุละเมิดเกิดในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย ส่วนเอกสารท้ายฟ้องจะรับฟังได้หรือไม่เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณาและศาลเป็นผู้วินิจฉัย ดังนั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ทำละเมิด และจำเลยที่ ๒ ในฐานะนายจ้างหรือตัวการให้ร่วมรับผิดในมูลละเมิดดังกล่าวได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง แม้โจทก์จะมิได้ขอแก้ไขคำฟ้องในส่วนที่พิมพ์ผิดพลาดดังกล่าวและไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้ในเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่มีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสนั่น แจ้งพันธุ์หรือแจ้งพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายนิติธร ศรีบุตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10385/2546
#51071
เปิดฉบับเต็ม

ใบถอนเงินที่จำเลยทำปลอมขึ้นและนำไปใช้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย เป็นหลักฐานที่ใช้แสดงว่าผู้เสียหายได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารไปแล้ว เป็นเอกสารอันก่อให้เกิดสิทธิในการรับเงินจากธนาคาร จึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9) การที่จำเลยนำแบบพิมพ์ใบถอนเงินของธนาคารมาเขียนชื่อ ศ. ในช่องชื่อบัญชี เขียนเลขที่บัญชี จำนวนเงิน และลงลายมือชื่อปลอมของ ศ. ในช่องผู้รับเงินและในช่องผู้ถอนเงิน แล้วนำไปยื่นต่อพนักงานของธนาคารซึ่งหลงเชื่อว่าเป็นใบถอนเงินที่แท้จริงจึงจ่ายเงินให้จำเลยไป เป็นการทำเอกสารสิทธิปลอมขึ้นทั้งฉบับ จึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมทั้งสองฉบับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2540 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 13 ตุลาคม2540 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยปลอมใบถอนเงินของธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิ โดยกรอกข้อความว่า นางสาวศิริพันธ์ ตำหนิดี บัญชีเลขที่ 0010492924 ขอถอนเงินจำนวน 70,000 บาท และลงลายมือชื่อปลอมของนางสาวศิริพันธ์ ตำหนิดี ในช่องลงชื่อผู้รับเงินและผู้ถอนเงิน เพื่อให้ผู้พบเห็นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2540 เวลากลางวันจำเลยใช้ใบถอนเงินปลอมดังกล่าวอ้างแสดงต่อพนักงานของธนาคารดังกล่าวประจำสาขาอยุธยา เพื่อเป็นหลักฐานในการถอนเงินในบัญชีเงินฝากของนางสาวศิริพันธ์ไปเป็นจำนวน 70,000 บาท และเมื่อระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยปลอมใบถอนเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิโดยกรอกข้อความว่านางสาวศิริพันธ์ ตำหนิดี บัญชีเลขที่0010492924 ขอถอนเงินจำนวน 40,000 บาท และลงลายมือชื่อปลอมของนางสาวศิริพันธ์ในช่องลงชื่อผู้รับเงินและผู้ถอนเงินเพื่อให้ผู้พบเห็นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยใช้ใบถอนเงินปลอมดังกล่าวอ้างแสดงต่อพนักงานของธนาคารดังกล่าวประจำสาขาอยุธยา เพื่อเป็นหลักฐานในการถอนเงินในบัญชีเงินฝากของนางสาวศิริพันธ์ไปเป็นจำนวน 40,000 บาท ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางสาวศิริพันธ์ ธนาคารและพนักงานของธนาคารดังกล่าวและประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32,33, 91, 264, 265 และ 268 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264,265 และ 268 (ที่ถูก 265 และ 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265) เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ละกระทงลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง เป็นความผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ริบใบถอนเงินของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ใบถอนเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่จำเลยนำไปยื่นต่อพนักงานของธนาคารดังกล่าวประจำสาขาอยุธยา เป็นเอกสารสิทธิหรือไม่ เห็นว่า ใบถอนเงินที่จำเลยทำปลอมขึ้นและนำไปใช้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายดังกล่าวเป็นหลักฐานที่ใช้แสดงว่าผู้เสียหายได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารไปแล้ว ใบถอนเงินดังกล่าวจึงเป็นเอกสารอันก่อให้เกิดสิทธิในการรับเงินจากธนาคาร จึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9) การที่จำเลยได้นำแบบพิมพ์ใบถอนเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มากรอกข้อความโดยเขียนชื่อนางสาวศิริพันธ์ตำหนิดี ในช่องชื่อบัญชี เขียนเลขที่บัญชี จำนวนเงิน และลงลายมือชื่อปลอมของนางสาวศิริพันธ์ในช่องผู้รับเงินและในช่องผู้ถอนเงิน แล้วนำใบถอนเงินไปยื่นต่อพนักงานของธนาคารดังกล่าว ประจำสาขาอยุธยา ซึ่งหลงเชื่อว่าเป็นใบถอนเงินที่แท้จริงจึงจ่ายเงินให้จำเลยไป ดังนี้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำเอกสารสิทธิปลอมขึ้นทั้งฉบับเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และก่อให้เกิดความเสียหายแก่นางสาวศิริพันธ์ ธนาคารและพนักงานของธนาคารแล้ว จึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมทั้งสองฉบับไม่ใช่เป็นเพียงการปลอมเอกสารธรรมดาดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ใบถอนเงินดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 2 กระทง กระทงละ 2,000 บาท รวมปรับ 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ระหว่างรอการลงโทษให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย นิติศาสตร์หรือจุก ใจพราหมณ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10385/2546
#112791
เปิดฉบับเต็ม

ใบถอนเงินที่จำเลยทำปลอมขึ้นและนำไปใช้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย เป็นหลักฐานที่ใช้แสดงว่าผู้เสียหายได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากไปแล้ว ใบถอนเงินจึงเป็นเอกสารอันก่อให้เกิดสิทธิในการรับเงินจากธนาคารจึงเป็นเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๙๑ , ๒๖๔ , ๒๖๕ และ ๒๖๘ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ , ๒๖๕ และ ๒๖๘ (ที่ถูก ๒๖๕ และ ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕) เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ แต่ละกระทงลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง เป็นความผิด ๒ กระทง จำคุกกระทงละ ๒ ปี รวมจำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ ๑ ปี รวมจำคุก ๒ ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี ริบใบถอนเงินของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ใบถอนเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่จำเลยนำไปยื่นต่อพนักงานของธนาคารดังกล่าว ประจำสาขาอยุธยา เป็นเอกสารสิทธิหรือไม่ เห็นว่า ใบถอนเงินที่จำเลยทำปลอมขึ้นและนำไปใช้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายดังกล่าว เป็นหลักฐานที่ใช้แสดงว่าผู้เสียหายได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารไปแล้ว ใบถอนเงินดังกล่าวจึงเป็นเอกสารอันก่อให้เกิดสิทธิในการรับเงินจากธนาคาร จึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๙) การที่จำเลยได้นำแบบพิมพ์ใบถอนเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มากรอกข้อความโดยเขียนชื่อนางสาวศิริพันธ์ ตำหนิดี ในช่องชื่อบัญชี เขียนเลขที่บัญชี จำนวนเงิน และลงลายมือชื่อปลอมของนางสาวศิริพันธ์ ในช่องผู้รับเงินและในช่องผู้ถอนเงิน แล้วนำใบถอนเงินไปยื่นต่อพนักงานของธนาคารดังกล่าว ประจำสาขาอยุธยา ซึ่งหลงเชื่อว่าเป็นใบถอนเงินที่แท้จริงจึงจ่ายเงินให้จำเลยไป ดังนี้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการทำเอกสารสิทธิปลอมขึ้นทั้งฉบับ เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และก่อให้เกิดความเสียหายแก่นางสาวศิริพันธ์ ธนาคาร และพนักงานธนาคารแล้ว จึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมทั้งสองฉบับ ไม่ใช่เป็นเพียงการปลอมเอกสารธรรมดาดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยว่า ใบถอนเงินดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย ๒ กระทง กระทงละ ๒,๐๐๐ บาท รวมปรับ ๔,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงปรับ ๒,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ระหว่างรอการลงโทษให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ ๔ ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด ๒๐ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ และ ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 91 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายนิติศาสตร์หรือจุก ใจพราหมณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางพยางคศิริ วิทยาผาสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10330/2546
#112812
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 122) พ.ศ. 2540 กำหนดสินค้าต้องห้ามคือ เครื่องเล่นเกม ซึ่งใช้เครื่องกล พลังไฟฟ้า พลังแสงสว่าง หรือพลังอื่นใด ทั้งที่เป็นเครื่องครบชุดสมบูรณ์ หรือมีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญที่ทำให้เห็นได้ว่าเป็นเครื่องครบชุดสมบูรณ์หรือแต่บางส่วน ตามพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทย่อย 9504.30 , 9504.901 และ 9504.909 ของประเภท 95.04 ซึ่งโดยสภาพจะใช้เล่นอันจะทำให้แพ้ชนะกันได้ไม่ว่าด้วยการนับแต้ม หรือเครื่องหมายใด ๆ หรือไม่ก็ตาม เครื่องคีบตุ๊กตาของโจทก์เป็นสินค้าในพิกัดที่ 95.04 เมื่อมีลักษณะการทำงานให้ผู้เล่นหยอดเหรียญ แล้วกดปุ่มให้เครื่องคนตุ๊กตา จากนั้นผู้เล่นจะยกตัวคีบตุ๊กตาไปคีบตุ๊กตา หากคีบได้จะได้ตุ๊กตา หากคีบไม่ได้จะเสียเงิน 10 บาทให้เจ้าของตู้ เครื่องเล่นของโจทก์จึงเพื่อประสงค์จะเล่นให้ได้ตุ๊กตาในตู้เท่านั้น การเล่นเพิ่มให้ได้ตุ๊กตาจึงเป็นการเล่นเพียงให้เกิดผลแพ้ชนะได้ ถือได้ว่าเจ้าของเครื่องเป็นผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่ง เครื่องคีบตุ๊กตาจึงเป็นของต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องคีบตุ๊กตาของโจทก์ไม่ใช่สินค้าต้องห้ามนำเข้าตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 122) พ.ศ. 2540 และให้จำเลยส่งมอบเครื่องคีบตุ๊กตาจำนวน 43 เครื่อง คืนให้แก่โจทก์ โดยแบ่งเป็นรุ่น WMF 118 จำนวน 35 เครื่อง รุ่น WMF 202 (MINI) จำนวน 6 เครื่อง และรุ่น Rotary Star จำนวน 2 เครื่อง ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนให้ไม่ได้หรือส่งมอบคืนในสภาพชำรุดบกพร่องให้จำเลยชดใช้เป็นเงินแทนในราคาเครื่องคีบตุ๊กตาเครื่องละ 40,000 บาท รวม 43 เครื่อง เป็นเงิน 1,720,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2542 จำนวน 27 เครื่อง (1,080,000 บาท) จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน 99,234 บาท นับตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 จำนวน 16 เครื่อง (640,000 บาท) จนถึงวันฟ้องเป็นค่าดอกเบี้ยจำนวน 33,967 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,853,201 บาท

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง? คดีขาดอายุความแล้ว? ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องคีบตุ๊กตา จำนวน 43 เครื่อง ที่ถูกเจ้าพนักงานของจำเลยยึดไว้ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในประการแรกว่า เครื่องคีบตุ๊กตาดังกล่าวเป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 122) พ.ศ. 2540 หรือไม่ ตามประกาศฉบับดังกล่าวกำหนดสินค้าต้องห้ามมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรไว้ในข้อ 4 ซึ่งระบุว่า สินค้าที่ต้องห้ามดังกล่าวคือ เครื่องเล่นเกม ซึ่งใช้เครื่องกล พลังไฟฟ้า พลังแสงสว่าง หรือพลังอื่นใด ทั้งที่เป็นเครื่องครบชุดสมบูรณ์ หรือมีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญที่ทำให้เห็นได้ว่าเป็นเครื่องครบชุดสมบูรณ์ หรือแต่บางส่วน ตามพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทย่อย 9504.30 , 9504.901 และ 9504.909 ของประเภท 95.04 ซึ่งโดยสภาพของเครื่องสามารถจะใช้เล่นด้วยวิธีใด ๆ อันจะทำให้แพ้ชนะกันโดยไม่ว่าด้วยการนับแต้ม หรือเครื่องหมายใด ๆ หรือไม่ก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความว่า เครื่องคีบตุ๊กตาของโจทก์มีวิธีการเล่นโดยการหยอดเหรียญ 10 บาท ลงไปช่องหยอดเหรียญ หลังจากนั้นผู้เล่นจะต้องกดปุ่มเพื่อให้เครื่องทำการคนตุ๊กตาที่อยู่ภายในตู้ แล้วผู้เล่นจะใช้เครื่องคีบตุ๊กตาโดยมีคันโยกให้เครื่องคีบค้นหาตุ๊กตาตัวที่ต้องการ หากสามารถคีบได้ ผู้เล่นจะได้ตุ๊กตาไป หากคีบไม่ได้เครื่องจะให้คูปอง 1 ใบ สะสมไว้แลกของสมนาคุณจากทางร้าน ดังนั้น จากลักษณะของเครื่องดังกล่าว จึงเห็นได้ว่าเครื่องคีบตุ๊กตาของโจทก์เป็นสินค้าประเภทเครื่องเล่นเกมที่ใช้เครื่องกล หรือพลังงานไฟฟ้าในการทำงาน สินค้าดังกล่าวจึงเป็นสินค้าในพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภท 95.04 พิกัดย่อยที่ 9504.30 ตามที่ระบุไว้ในประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับดังกล่าวข้างต้น ปัญหาจะต้องวินิจฉัยต่อไปจึงมีว่า เครื่องคีบตุ๊กตาดังกล่าวสามารถทำให้แพ้ชนะกันได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการเล่นเครื่องคีบตุ๊กตาของโจทก์ ผู้เล่นจะต้องหยอดเหรียญ 10 บาท ลงไปแล้วกดปุ่มให้เครื่องทำการคนตุ๊กตาในตู้ หลังจากนั้นผู้เล่นจะโยกตัวคีบตุ๊กตาให้ตรงกับตุ๊กตาตัวที่ตนต้องการแล้วปล่อยตัวคีบลงไปคีบ หากคีบได้จะได้ตุ๊กตาตัวดังกล่าวไป หากไม่ได้ก็จะเสียเงินจำนวน 10 บาท ให้แก่เจ้าของเครื่องไป เห็นว่า ในการเล่นเครื่องเล่นของโจทก์นั้น ผู้เล่นประสงค์ที่จะเล่นเพื่อให้ได้ตุ๊กตาที่อยู่ในตู้ไปเท่านั้น การกดปุ่มในการคนตุ๊กตาในตู้เป็นเพียงการกดปุ่มให้ตู้เครื่องเล่นทำงานโดยตัวของเครื่องเอง เมื่อเครื่องทำการคนตุ๊กตาแล้ว ผู้เล่นก็จะโยกตัวคีบลงไปคีบตุ๊กตาขึ้นมา การเล่นดังกล่าวผู้เล่นไม่ได้ประสงค์จะเล่นเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน หรือเล่นเพื่อให้เกิดทักษะเพิ่มขึ้นแต่เพียงอย่างเดียว แต่จุดประสงค์ส่วนใหญ่เป็นเพียงเพื่อให้ได้ตุ๊กตาที่อยู่ในตู้มาเท่านั้น การเล่นเพื่อให้ได้ตุ๊กตาดังกล่าวมา จึงเป็นการเล่นเพื่อให้เกิดผลแพ้ชนะได้ เมื่อผู้เล่นคีบตุ๊กตาในเครื่องมา ถือว่าเป็นการชนะแก่เจ้าของเครื่อง จะได้ตุ๊กตาของเจ้าของเครื่องเล่นมาเป็นรางวัล หากคีบไม่ได้ ถือว่าเป็นการแพ้แก่เจ้าของเครื่อง เจ้าของเครื่องก็จะได้เงินจำนวน 10 บาท จากผู้เล่นไป ในกรณีเช่นนี้จึงถือได้ว่าเจ้าของเครื่องเป็นผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่ง หาใช่มีผู้เล่นฝ่ายเดียวดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ เครื่องคีบตุ๊กตาของโจทก์จึงเป็นเครื่องเล่นเกมที่สามารถทำให้เกิดผลแพ้ชนะได้ ดังนั้น เครื่องคีบตุ๊กตาของโจทก์จึงเป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 122) พ.ศ. 2540 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า การที่เจ้าพนักงานของจำเลยไปตรวจยึดเครื่องคีบตุ๊กตาของโจทก์ไป เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ข้อนี้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เครื่องคีบตุ๊กตาของโจทก์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว การที่เจ้าพนักงานของจำเลยไปตรวจค้นและยึดเครื่องคีบตุ๊กตาของโจทก์ไป จึงเป็นการกระทำไปตามหน้าที่ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์แต่ประการใด และเมื่อไม่เป็นการกระทำละเมิดแล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายและเรื่องอายุความ ตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อต่อไปอีก ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ม. 27 ทวิ ม. 31 ม. 32
ประกาศกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 122) พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพรรณ องค์คุณารักษ์
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10325/2546
#113244
เปิดฉบับเต็ม

รถยนต์ที่โจทก์รับประกันไว้ นาย ส.ค. เป็นผู้เช่าซื้อ โดยมี นาย ส.พ. เป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อ ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชอบแต่ผู้เดียวในบรรดาอุบัติเหตุที่เกิดจากการใช้รถยนต์ ส่วนตามสัญญาค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันจำต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้อด้วยในฐานะลูกหนี้ร่วม นาย ส.พ. ผู้ค้ำประกันจึงมีส่วนได้เสียในความเสียหายของรถยนต์คันดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัยตามสัญญาค้ำประกัน สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์และนาย ส.พ. จึงมีผลผูกพันตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ แม้จะมิได้หยิบยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 แล้วเกิดเฉี่ยวชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยทั้งสองฝ่ายประมาทพอ ๆ กัน หรือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แล้วพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็หาได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทหรือไม่ และจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างซึ่งขับรถไปในทางการที่จ้างหรือไม่ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 510,569 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 330,667 บาท โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าเสียหายส่วนที่ยังขาดอยู่อีก 179,902 บาท แก่โจทก์ ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในชั้นฎีกา จึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเพียงฝ่ายเดียว เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญารับประกันรถยนต์บรรทุกไว้จากนายสมพล จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 87 - 4759 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 87 - 4759 กรุงเทพมหานคร ในทางการที่จ้างหรือทางการอันมีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วสูงและขับแซงรถยนต์ซึ่งแล่นนำหน้าในบริเวณที่เกิดเหตุอันเป็นทางโค้งห้ามแซง แล่นล้ำช่องเดินรถสวน เป็นเหตุให้รถคันที่จำเลยที่ 1 ขับพุ่งเข้าเฉี่ยวชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย เป็นเหตุให้คนขับรถคันดังกล่าวถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ลากรถและนำรถคันที่รับประกันภัยไว้ไปซ่อมแซม ต้องเสียค่าใช้จ่าย โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิในค่าเสียหายดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิด และจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างหรือในฐานะตัวการของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมกันรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 510,569 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 496,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นเจ้าของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 87 - 4759 กรุงเทพมหานคร ในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นแต่เพียงผู้เช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากผู้มีชื่อ และในระหว่างเกิดเหตุจำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าว เนื่องจากได้ให้ผู้มีชื่อเช่าไป นอกจากนั้นจำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างและไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ 1 วันเกิดเหตุมีผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 87 - 4759 กรุงเทพมหานคร เฉี่ยวชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้จริง แต่ผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าวจะใช่จำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 2 ไม่ทราบและเหตุที่รถเฉี่ยวชนกันขึ้นเกิดจากความประมาทของคนขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทน ได้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไปในทางการที่จ้างของนายสมพล ผู้เอาประกันภัย และจากการที่รถเฉี่ยวชนกันทำให้รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 87 - 4759 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยที่ 2 เช่าซื้อมาได้รับความเสียหายหลายรายการ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้เช่าซื้อ ได้ซ่อมแซมรถยนต์คันดังกล่าวต้องเสียค่าซ่อมแซมเป็นเงิน 265,698 บาท จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย หากเสียหายก็ไม่เกิน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 265,698 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 87 - 4759 กรุงเทพมหานคร และเป็นนายจ้างซึ่งใช้จ้างวานให้จำเลยที่ 1 ขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ในขณะเกิดเหตุ เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 มิใช่ความประมาทของคนขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ จำเลยที่ 2 มิได้จ่ายค่าซ่อมแซมรถเป็นเงิน 265,698 บาท เนื่องจากรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 87 - 4759 กรุงเทพมหานคร เสียหายไม่เกิน 20,000 บาท ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ก่อนสืบพยาน โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกนางพรพรหม รอดแก้ว เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมมิใช่นายจ้างและมิได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 จ้างวานให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 87 - 4759 กรุงเทพมหานคร จำเลยร่วมเป็นแต่เพียงผู้ส่งสินค้าไปกับรถยนต์คันดังกล่าวเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยร่วม เพราะนายสมพลไม่ใช่เจ้าของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 5671 นครศรีธรรมราช จึงไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะนำรถยนต์คันดังกล่าวไปทำสัญญาประกันภัยไว้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่รถยนต์คันดังกล่าว แม้โจทก์จะซ่อมแซมรถยนต์คันดังกล่าว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิรับช่วงสิทธิจากนายสมพลจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 330,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ แม้ปัญหาดังกล่าวจะมิได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ และเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า รถยนต์คันเกิดเหตุที่โจทก์รับประกันภัยไว้ นายสมคิดเป็นผู้เช่าซื้อ โดยมีนายสมพลเป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อแล้วนายสมพลนำรถยนต์คันดังกล่าวประกันภัยไว้กับโจทก์ ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อระบุว่าตลอดเวลาการเช่าซื้อนี้ ผู้เช่าซื้อจะรับผิดชอบทั้งปวงแต่ผู้เดียวในบรรดาอุบัติเหตุ สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทั้งหลายที่เกิดจากการใช้รถยนต์ของผู้เช่าซื้อหรือบุคคลใด ๆ ส่วนสัญญาค้ำประกันยังระบุว่า ผู้ค้ำประกันยอมร่วมรับผิดกับผู้เช่าซื้อในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม จากข้อความดังกล่าวเมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อไปเกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหายในระหว่างอายุสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น และนายสมพลในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้อด้วยในฐานะลูกหนี้ร่วม ดังนั้นนายสมพลจึงมีส่วนได้เสียในความเสียหายของรถยนต์คันดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัยตามสัญญาค้ำประกัน สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์และนายสมพลจึงมีผลผูกพันตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทหรือไม่ และจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างซึ่งขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 แล้วเกิดเฉี่ยวชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ โดยทั้งสองฝ่ายประมาทพอ ๆ กันหรือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แล้วพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็หาได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมเป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยร่วมเป็นเจ้าของสินค้าในรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 บรรทุกมา เมื่อเกิดเหตุเฉี่ยวชนแล้วจำเลยร่วมไปเจรจาเรื่องค่าเสียหายด้วยซึ่งต้องถือว่าจำเลยร่วมและจำเลยที่ 2 ร่วมกันเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดร่วมกัน เห็นว่า โจทก์มีเพียงนายเชฏษ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความอ้างว่า จำเลยร่วมเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีหลักฐานใดมาประกอบเป็นแต่คำกล่าวอ้างลอย ๆ ข้อที่ว่าจำเลยร่วมเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 หรือไม่ นั้น โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง เมื่อจำเลยร่วมให้การปฏิเสธภาระในการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์ การที่โจทก์นำสืบกล่าวอ้างลอย ๆ เมื่อจำเลยร่วมปฏิเสธย่อมเท่ากับว่าโจทก์ไม่สามารถนำสืบว่าจำเลยร่วมเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยร่วมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า เหตุที่รถยนต์ทั้งสองคันเกิดเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 510,569 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 330,667 บาท ค่าเสียหายส่วนที่โจทก์ไม่ได้รับเต็มตามคำขอท้ายฟ้องเป็นเงิน 179,902 บาท เมื่อโจทก์ฎีกาว่าเหตุเฉี่ยวชนเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่ฝ่ายเดียวเท่ากับขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าเสียหายส่วนที่ยังขาดอยู่อีก 179,902 บาท แก่โจทก์ ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในชั้นฎีกาจึงไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ประมาทด้วยกันทั้งสองฝ่าย โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเพียงฝ่ายเดียว เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 863 ม. 880
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายเอกชัย แสงอาวุธ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายปกรณ์ บุญญกูล
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สายันต์ สุรสมภพ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10294/2546
#51070
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อศาลฎีกาพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์คดีนี้กับจำเลยที่ 1 และพวกต่างมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน และได้มีการด่าว่าโต้เถียงกัน จนในที่สุดได้มีการทำร้ายร่างกายกันจึงเป็นเรื่องสมัครใจวิวาทกัน ศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว เมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกัน เป็นกรณีที่ต่างฝ่ายต่างสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยยอมรับอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ตนจากการทะเลาะวิวาทนั้น แม้โจทก์ได้รับบาดเจ็บก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1กระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2538 จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์โดยมีเจตนาฆ่า โดยจำเลยที่ 2 จับและกอดรัดตัวโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ใช้มีดโต้เป็นอาวุธฟันโจทก์ถูกที่บริเวณศีรษะ ลำคอด้านหลังบริเวณใบหู ลำตัวด้านหลัง แขนซ้ายและแขนขวา แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ไม้ตีโจทก์ถูกบริเวณศีรษะและลำตัว ส่วนจำเลยที่ 4ชกใบหน้าโจทก์และผลักโจทก์ล้มลงจนศีรษะกระแทกพื้น ทำให้โจทก์หมดสติ โจทก์ไม่ถึงแก่ความตายเพราะแพทย์สามารถช่วยชีวิตได้ทัน แต่เป็นเหตุให้ใบหูด้านขวาขาดมีบาดแผลจากคมมีดบริเวณศีรษะด้านหลังถึงลำคอด้านหลังยาว 7 นิ้ว ลึก 2 นิ้ว ลึกถึงกล้ามเนื้อคอ กระดูกคอ และกะโหลกศีรษะ กับบาดแผลที่ลำตัวด้านหลัง ที่แขนซ้ายและแขนขวา เป็นเหตุให้เส้นประสาทที่มีหน้าที่บังคับปากและแขนขวาใช้การไม่ได้ ทำให้ปากเบี้ยวและแขนขวาใช้การไม่ได้ตามปกติตลอดชีวิต โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาบาดแผลเป็นเงิน 30,000 บาท แต่ปัจจุบันโจทก์ยังมีอาการเจ็บปวดต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอยู่ตลอดแพทย์ให้ความเห็นว่าไม่สามารถรักษาแขนขวาให้ทำงานได้ตามปกติทำให้โจทก์ต้องทุพพลภาพไปตลอดชีวิต โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน250,000 บาท แพทย์ให้ความเห็นว่าไม่สามารถรักษาปากโจทก์ให้หายเบี้ยวได้ ทำให้โจทก์เจ็บปวดและทุพพลภาพไปตลอดชีวิต โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้ 250,000บาท โจทก์ปากเบี้ยวทำให้หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 100,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 4โจทก์เป็นพี่น้องร่วมมารดาเดียวกันกับจำเลยที่ 3 นายเลื่อน ธรรมรัตน์ เป็นพี่โจทก์ วันเกิดเหตุ โจทก์และนายเลื่อนใช้ไม้ขาเก้าอี้และไม้ไผ่ตีทำร้ายจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จะเข้าไปห้ามและป้องกันไม่ให้โจทก์ทำร้ายจำเลยที่ 2 แต่โจทก์และนายเลื่อนกลับเข้ามาทำร้ายจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงป้องกันตัวเองโดยใช้มีดที่ถือมายกขึ้นรับไว้ ทำให้มีดถูกโจทก์และเกิดการชุลมุลกันจำเลยที่ 3 เข้าไปอุ้มบุตรจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในที่ชุลมุนดังกล่าวเพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย โดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้ทำร้ายร่างกายโจทก์ จำเลยที่ 4 เพียงแต่เข้าไปพาจำเลยที่ 3 และโจทก์ออกจากที่ชุลมุนกันเพื่อนำไปรับการรักษา โดยจำเลยที่ 4 ไม่ได้ทำร้ายร่างกายโจทก์ มูลเหตุที่โจทก์ทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพราะโจทก์เข้าใจว่าจำเลยทั้งสี่ยุยงให้นางเฟื่องซึ่งเป็นมารดาโจทก์ฟ้องเพิกถอนการให้ที่ดินเพราะเหตุที่นายเลื่อนประพฤติเนรคุณทั้งโจทก์เป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับโจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25มีนาคม 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนเพียงเท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวมเป็นเงิน 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 โจทก์ นายเลื่อน ธรรมรัตน์ และจำเลยที่ 3 เป็นพี่น้องกันวันเกิดเหตุโจทก์และนายเลื่อนทะเลาะวิวาทกับจำเลยทั้งสี่ เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลยทั้งสี่ไปดำเนินคดี ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดหนองคายได้ฟ้องคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น 2 คดี คดีแรก พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายฟ้องนายเลื่อน โจทก์คดีนี้และนายบัวหลั่น คุธินาคุณ เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ ข้อหาความผิดต่อร่างกายโดยมีจำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นโจทก์ร่วม ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1001/2538 หมายเลขแดงที่ 3356/2539 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต่อมาเป็นคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1181/2542คดีที่สอง พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายฟ้องจำเลยทั้งสี่คดีนี้เป็นจำเลย ข้อหาความผิดต่อชีวิต พยายาม ความผิดต่อร่างกาย โดยมีโจทก์คดีนี้และนายเลื่อนเป็นโจทก์ร่วม ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1377/2538 หมายเลขแดงที่ 3423/2539 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต่อมาเป็นคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6828/2542 คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ 2 ข้อ คือ 1. จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจงใจทำร้ายโจทก์ตามฟ้องหรือไม่และ 2. โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่ได้หรือไม่ เพียงใด ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นสอบคู่ความเกี่ยวกับประเด็นข้อแรกคู่ความแถลงร่วมกันว่า ให้ถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1377/2538 ของศาลชั้นต้นเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นจึงให้คู่ความนำสืบเฉพาะประเด็นเรื่องค่าเสียหาย

จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อแรกว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา คือคดีอาญาหมายเลขแดงที่3423/2539 ของศาลชั้นต้น โดยรับฟังว่าโจทก์เป็นผู้เริ่มต้นก่อเหตุทะเลาะวิวาทโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 คดีส่วนอาญาคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1377/2538 หมายเลขแดงที่ 3423/2539ของศาลชั้นต้น ซึ่งต่อมาคือคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6828/2542 อีกทั้งคู่ความแถลงร่วมกันว่าให้ถือข้อเท็จจริงในคดีนี้ตามที่ปรากฏในคดีอาญาดังกล่าวเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วดังนี้เมื่อศาลฎีกาพิพากษาคดีส่วนอาญาในคำพิพากษาฎีกาที่ 6828/2542 ว่าข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายและโจทก์คดีนี้นำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์คดีนี้กับจำเลยที่ 1 และพวกต่างมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน และได้มีการด่าว่าโต้เถียงกัน จนในที่สุดได้มีการใช้กำลังเข้าทำร้ายร่างกายกันจึงเป็นเรื่องสมัครใจเข้าวิวาทกัน คดีนี้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว เมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกัน เป็นกรณีที่ต่างฝ่ายต่างสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยยอมรับอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ตนจากการทะเลาะวิวาทนั้น แม้โจทก์ได้รับบาดเจ็บก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นและคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง วงเดือน ทัศดร
จำเลย — นาย สงัด ยศราวาส กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10294/2546
#112790
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 อีกทั้งคู่ความแถลงร่วมกันว่าให้ถือข้อเท็จจริงในคดีนี้ตามที่ปรากฏในคดีอาญาเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ เมื่อศาลฎีกาพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุ โจทก์คดีนี้กับจำเลยที่ 1 และพวกต่างมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนและด่าว่าโต้เถียงกันจนมีการใช้กำลังเข้าทำร้ายร่างกายกัน จึงเป็นเรื่องสมัครใจเข้าวิวาทกัน คดีนี้ศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว เมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกัน เป็นกรณีที่ต่างฝ่ายต่างสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยยอมรับอันตรายหรือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ตนจากการทะเลาะวิวาท แม้โจทก์ได้รับบาดเจ็บก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 มีนาคม 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนเพียงเท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวมเป็นเงิน 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อแรกว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา คือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3423/2539 ของศาลชั้นต้น โดยรับฟังว่าโจทก์เป็นผู้เริ่มต้นก่อเหตุทะเลาะวิวาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 คดีส่วนอาญาคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1377/2538 หมายเลขแดงที่ 3423/2539 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต่อมาคือคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6828/2542 อีกทั้งคู่ความแถลงร่วมกันว่าให้ถือข้อเท็จจริงในคดีนี้ตามที่ปรากฏในคดีอาญาดังกล่าวเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ เมื่อศาลฎีกาพิพากษาคดีส่วนอาญาในคำพิพากษาฎีกาที่ 6828/2542 ว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายและโจทก์คดีนี้นำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์คดีนี้กับจำเลยที่ 1 และพวกต่างมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน และได้มีการด่าว่าโต้เถียงกัน จนในที่สุดได้มีการใช้กำลังเข้าทำร้ายร่างกายกัน จึงเป็นเรื่องสมัครใจเข้าวิวาทกัน คดีนี้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว เมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกัน เป็นกรณีที่ต่างฝ่ายต่างสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยยอมรับอันตรายหรือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ตนจากการทะเลาะวิวาทนั้น แม้โจทก์ได้รับบาดเจ็บก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวงเดือน ทัศดร
จำเลย — นายสงัด ยศราวาส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวญ รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10293/2546
#266839
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยร่วมเป็นพนักงานของโจทก์ระดับผู้บริหารและได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่แทนโจทก์ ถือว่าจำเลยร่วมเป็นนายจ้างตามความหมายของคำว่า นายจ้าง ใน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 แต่สถานะความเป็นนายจ้างของจำเลยร่วมตามความในมาตราดังกล่าวใช้เฉพาะแก่บุคคลอื่น ซึ่งไม่ใช่โจทก์ผู้เป็นนายจ้างที่แท้จริง ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมยังต้องถือว่าโจทก์เป็นนายจ้างและจำเลยร่วมเป็นลูกจ้างเช่นเดิม จำเลยร่วมจึงมีสิทธิร่วมลงลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อโจทก์ได้ การลงลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้องของจำเลยร่วมมีผลตามกฎหมาย จำเลยร่วมจึงได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518

บทบัญญัติตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ไม่ลบล้างหรือทำให้บทบัญญัติตามมาตรา 121 ไม่มีผลใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องด้วยทั้งมาตรา 31 และมาตรา 121 กล่าวคือ ลูกจ้างมีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานได้โดยตรงกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนมาตรา 31 หรือลูกจ้างมีสิทธิไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนมาตรา 121 โดยลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิดังกล่าวในทางใดทางหนึ่ง เมื่อเลือกใช้สิทธิในทางใดแล้ว ต้องถือว่าสละสิทธิทางอื่นอยู่ในตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เลิกจ้างนางนุสรา ลูกจ้างซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล ต่อมานางนุสราได้ยื่นคำร้องกล่าวหาโจทก์ต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่า โจทก์เลิกจ้างเพราะเหตุที่นางนุสรายื่นข้อเรียกร้องและเป็นผู้แทนเจรจาข้อเรียกร้อง จำเลยทั้งแปดในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้พิจารณาข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เลิกจ้างนางนุสราเนื่องจากนางนุสรายื่นข้อเรียกร้องและเป็นผู้แทนเจรจาข้อเรียกร้อง เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 มีคำสั่งที่ 170/2544 ลงวันที่ 18 เมษายน 2544 ให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายแก่นางนุสรา 603,336 บาท คำสั่งของจำเลยทั้งแปดไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะนางนุสรากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 31 (1) (2) (3) และโจทก์เลิกจ้างนางนุสราในระหว่างการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน หากนางนุสราเห็นว่าไม่ถูกต้องนางนุสราจะต้องนำคดีไปฟ้องต่อศาลแรงงาน มิใช่ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคำร้องของนางนุสรา และนางนุสราได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนโจทก์ มีอำนาจบังคับบัญชาผู้ใต้บังคับบัญชา จึงเป็นนายจ้าง ไม่อาจยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์ การยื่นข้อเรียกร้องของนางนุสราไม่มีผลตามกฎหมาย ไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 170/2544 ลงวันที่ 18 เมษายน 2544

จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา นางนุสรา อมราภิบาล ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 4 ว่า จำเลยร่วมเป็นพนักงานระดับบริหาร ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่าย ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของโจทก์ มีผู้ใต้บังคับบัญชา จึงเป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 ไม่มีสิทธิร่วมลงลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์ การลงลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้องของจำเลยร่วมไม่มีผลตามกฎหมาย จำเลยร่วมจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 นั้น เห็นว่า จำเลยร่วมเป็นลูกจ้างโดยเป็นพนักงานของโจทก์ แม้จะมีระดับเป็นผู้บริหารและได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่แทนโจทก์ ซึ่งถือว่าเป็นนายจ้างตามความหมายของคำว่า นายจ้าง ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 สถานะความเป็นนายจ้างของจำเลยร่วมตามความในมาตราดังกล่าวก็ใช้เฉพาะแก่บุคคลอื่น ซึ่งไม่ใช่โจทก์ผู้เป็นนายจ้างที่แท้จริง ในความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมยังต้องถือว่าโจทก์เป็นนายจ้างและจำเลยร่วมเป็นลูกจ้างเช่นเดิม จำเลยร่วมจึงมีสิทธิร่วมลงลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อโจทก์ได้ การลงลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้องของจำเลยร่วมมีผลตามกฎหมาย จำเลยร่วมจึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2 ว่า โจทก์เลิกจ้างจำเลยร่วมในระหว่างการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 31 ไม่ใช่กรณีตามมาตรา 121 จำเลยร่วมต้องนำคดีไปฟ้องต่อศาลแรงงาน ไม่มีสิทธิร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคำร้องของจำเลยร่วม คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า บทบัญญัติตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เป็นบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการสหภาพแรงงาน กรรมการสหพันธ์แรงงาน สหภาพแรงงานและสหพันธ์แรงงานไม่ให้ถูกนายจ้างกระทำการอันเป็นการขัดขวางการใช้สิทธิต่าง ๆ โดยตรง จึงได้กำหนดให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายยื่นคำร้องกล่าวหานายจ้างผู้ฝ่าฝืนต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ และให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยชี้ขาดและออกคำสั่งตามมาตรา 124, 125 ถ้าการกระทำของนายจ้างเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ย่อมมีอำนาจตามมาตรา 41 (4) ที่จะสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือให้จ่ายค่าเสียหาย หรือให้ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร อันเป็นวิธีการแก้ไขเยียวยาอีกทางหนึ่งนอกเหนือจากการลงโทษทางอาญาแก่นายจ้างผู้ฝ่าฝืน ส่วนบทบัญญัติตามมาตรา 31 เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้มีการกระทำอันมีผลกระทบต่อกระบวนการเจรจา การไกล่เกลี่ย หรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่มีข้อห้ามทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง และมีแต่บทลงโทษทางอาญาแก่ผู้ฝ่าฝืน โดยมิได้มีบทกำหนดวิธีการเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายไว้ในทำนองเดียวกับกรณีการฝ่าฝืนมาตรา 121 เพียงแต่ข้อห้ามไม่ให้นายจ้างกระทำตามมาตรา 31 นั้น มีผลให้ฝ่ายลูกจ้างได้รับการคุ้มครองไม่ต้องถูกเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานไปด้วยอยู่ในตัว เช่นเดียวกับที่ข้อห้ามของฝ่ายลูกจ้างก็มีผลให้นายจ้างได้รับการคุ้มครองจากการนัดหยุดงานอยู่ในตัวด้วยเท่านั้น บทบัญญัติตามมาตรา 31 จึงไม่ลบล้างหรือทำให้บทบัญญัติตามมาตรา 121 ไม่มีผลใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องด้วยทั้งมาตรา 31 และมาตรา 121 กล่าวคือ ลูกจ้างมีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานได้โดยตรงกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนมาตรา 31 หรือลูกจ้างมีสิทธิไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนมาตรา 121 โดยลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิดังกล่าวในทางใดทางหนึ่ง เมื่อเลือกใช้สิทธิในทางใดแล้ว ต้องถือว่าสละสิทธิทางอื่นอยู่ในตัว เมื่อการกระทำของโจทก์ในคดีนี้ต้องด้วยมาตรา 121 จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ได้รับความเสียหายจึงมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องของจำเลยร่วมได้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 31 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหลักทรัพย์เอกธำรง เค จี ไอ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประชิด ประดับสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยงยุทธ สมัย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10277 -ที่ 10288/2546
#112789
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสิบสองคนยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่าจำเลยเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยไม่ชอบ แม้ไม่ได้ร้องเรียนเรื่องค่าจ้างโดยตรง แต่ก็เห็นได้ว่าโจทก์กับจำเลยจะต้องพิพาทกันด้วยเงินค่าจ้างในระหว่างวันเวลาที่จำเลยไม่ยินยอมให้โจทก์ทำงาน จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่าจำเลยผู้เป็นนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใด และประสงค์ให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าจ้างจากจำเลย ซึ่งมีมูลคดีสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างดังกล่าวต่อศาลแรงงานกลางจนกว่าการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงานจะสิ้นสุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

โจทก์ทั้งสิบสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสิบสองคน พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสิบสองคน

จำเลยทั้งสิบสองสำนวน ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสิบสองคน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสิบสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนที่โจทก์ทั้งสิบสองคนจะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โจทก์ทั้งสิบสองคนได้ร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานสำนักเขตบึงกุ่มว่าจำเลยได้เปลี่ยนแปลงรอบเวลาการทำงานปกติจากเดิมซึ่งมีกะเดียวเวลา 07.00 นาฬิกา ถึง 16.00 นาฬิกา โดยจำเลยเพิ่มรอบเวลาทำงานเป็นสองกะคือ กะแรกเวลา 07.00 นาฬิกา ถึง 16.00 นาฬิกา กะที่สองเวลา 16.30 นาฬิกา ถึง 01.30 นาฬิกา ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2545 เป็นต้นไป อันเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2545 ถึง 19 เมษายน 2545 โจทก์ทั้งสิบสองคนไปทำงานตามปกติเวลา 07.00 นาฬิกา แต่จำเลยไม่ยินยอมให้โจทก์ทั้งสิบสองคนเข้าไปภายในบริเวณโรงงานของจำเลย และจำเลยถือว่าโจทก์ทั้งสิบสองคนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ให้โจทก์ทั้งสิบสองคนทำงานในกะที่สอง จำเลยจึงลงโทษโจทก์ทั้งสิบสองคนเป็นหนังสือเตือนและพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 20 ถึง 26 เมษายน 2545 ดังนี้ แม้เรื่องที่โจทก์ทั้งสิบสองคนได้ร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานจะไม่มีกรณีที่โจทก์ทั้งสิบสองคนร้องเรียนว่าจำเลยหักค่าจ้างในช่วงระหว่างเวลาที่จำเลยไม่ยอมให้โจทก์ทั้งสิบสองคนเข้าไปภายในบริเวณโรงงานจำเลย กับช่วงระหว่างเวลาที่จำเลยพักงานโจทก์ทั้งสิบสองคนดังที่โจทก์ฟ้องต่อศาลแรงงานกลางก็ตาม แต่คดีนี้และกรณีที่โจทก์ทั้งสิบสองคนร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานก็มีมูลคดีสืบเนื่องจากการที่จำเลยเปลี่ยนแปลงรอบเวลาทำงานปกติจากกะเดียวเป็นสองกะโดยไม่ชอบ และเมื่อโจทก์ทั้งสิบสองคนจะเข้าทำงานตามรอบเวลาทำงานปกติ จำเลยไม่ยินยอมให้โจทก์ทั้งสิบสองคนเข้าไปภายในบริเวณโรงงานจำเลย ซึ่งจะเห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสิบสองคนกับจำเลยจะต้องพิพาทกันด้วยเงินค่าจ้างในระหว่างวันเวลาที่จำเลยไม่ยินยอมให้โจทก์ทั้งสิบสองคนเข้าไปภายในบริเวณโรงงานจำเลย ทั้งยังปรากฏในเวลาต่อมาว่าจำเลยมีคำสั่งลงโทษโจทก์ทั้งสิบสองคนโดยพักงานและไม่จ่ายค่าจ้างให้ จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสิบสองคนร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่าจำเลยผู้เป็นนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใด และประสงค์ให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง นั่นเอง ซึ่งในกรณีนี้โจทก์ทั้งสิบสองคนอาจจะเลือกที่จะใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลแรงงานก็ได้ โดยจะต้องใช้สิทธิในทางใดทางหนึ่ง แต่จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสิบสองคนยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานกล่าวหาว่าจำเลยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินของโจทก์ทั้งสิบสองคนดังกล่าวข้างต้นต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ว โจทก์ทั้งสิบสองคนย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางจนกว่าการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงานจะสิ้นสุด ศาลแรงงานกลางย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสองคนที่ฟ้องเรียกเงินค่าจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับฟ้องและพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงไม่ชอบ ข้อกฎหมายนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 , 246 ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสกุล เขื่อนคำ กับพวก
จำเลย — บริษัทอัลมอนด์ (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางอุไรวรรณ ประชุมจิตร ไชยพร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10252/2546
#112727
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารหมาย จ. 4 เป็นเอกสารที่โจทก์อ้างอิงและยื่นต่อศาลภาษีอากรกลางก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ตามข้อ 15 แห่งข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ดังนั้น แม้ไม่มีพยานโจทก์ปากใดเบิกความถึงเอกสาร ดังกล่าว โจทก์ย่อมสามารถหยิบยกเอกสารดังกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้

เอกสารหมาย จ. 4 เป็นหนังสือทั่วไปที่สำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่ 10 แจ้งไปยังกรรมการผู้จัดการ ของธนาคารจำเลยที่ 4 รวมทั้งแจ้งถึงผู้จัดการธนาคารอื่นว่า จำเลยที่ 1 และบุคคลอื่นตามบัญชีรายชื่อผู้ค้างชำระภาษีอากรดังกล่าว มีบัญชีเงินฝากอยู่ที่ธนาคารหรือไม่ หากมีเป็นเงินฝากประเภทใด เลขที่บัญชีใด จำนวนเท่าใด แล้วแจ้งให้สำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่ 10 ทราบ โดยไม่ได้แจ้งว่าโจทก์กำลังจะบังคับชำระหนี้ที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 จำนองไว้กับจำเลยที่ 4 เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 รู้ว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้าง ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ถือว่าจำเลยที่ 4 ได้จดทะเบียนรับจำนอง ที่ดินพิพาทโดยมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ จำเลยที่ 4 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริต ก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอนการฉ้อฉล การเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ย่อมไม่กระทบถึงสิทธิของจำเลยที่ 4 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 238

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๒๙๘๒ ตำบลบางแก้ว (บางนา) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ และเพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าว ระหว่างจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ โดยให้กลับเป็นที่ดินของจำเลยที่ ๑ ดังเดิม โดยให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่โอนที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินตามฟ้อง จดทะเบียนขายให้จำเลยที่ ๒ และ ที่ ๓ แล้วจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จดทะเบียนจำนองกับจำเลยที่ ๔ จริง แต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กระทำโดยสุจริตเสียค่าตอบแทน?

จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๔ ไม่เคยทราบว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง การรับจำนองที่ดินแปลงพิพาทจากจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นไปโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนมิได้รู้ถึงความจริงว่าเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ จำเลยที่ ๔ เป็นบุคคลภายนอกได้สิทธิมาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีนี้ โจทก์มิได้ใช้สิทธิทางศาลภายในเวลา ๑ ปี นับแต่วันทำนิติกรรมซื้อขาย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๒๙๘๒ ตำบลบางแก้ว (บางนา) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ที่ได้จดทะเบียน เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ให้กลับเป็นชื่อของจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ ออกค่าใช้จ่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๔ ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ศาลภาษีอากรกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามธุระกิจ ๙๔ โดยเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ห้างดังกล่าวและจำเลยที่ ๑ ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. ๗๓.๑) จากโจทก์ ให้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม คิดถึงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ จำนวน ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ห้างดังกล่าวโดยจำเลยที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๒๙๘๒ ตำบลบางแก้ว (บางนา) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีชื่อ จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แล้วโอนขายให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แล้วในวันเดียวกัน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวแก่จำเลยที่ ๔ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว จากจำเลยที่ ๑ โดยรู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ส่วนจำเลยที่ ๔ นั้น เป็นบุคคลภายนอกรับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดี การเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของจำเลย ที่ ๔ พิพากษายกฟ้อง สำหรับจำเลยที่ ๔ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๔ รับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ โดยสุจริตก่อนฟ้องคดีขอเพิกถอนหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาคดีที่ศาลภาษีอากรกลาง แม้ฝ่ายโจทก์ไม่มีพยานปากใดเบิกความถึงการที่โจทก์มีหนังสือเอกสารหมาย จ. ๔ แจ้งให้จำเลยที่ ๔ ทราบว่าจำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าภาษีอากรโจทก์ แต่เอกสารหมาย จ. ๔ ดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์ได้อ้างอิงและยื่นต่อศาลภาษีอากรกลางก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ตามข้อ ๑๕ แห่งข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ดังนั้น ประเด็นว่าโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ ๔ ทราบว่าจำเลยที่ ๔ ค้างชำระภาษีอากรโจทก์ตามหนังสือเอกสารหมาย จ. ๔ นั้น จึงได้มีการนำสืบมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง โจทก์ย่อมสามารถหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ ๔ ทราบว่าจำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าภาษีอากรโจทก์ตามเอกสารหมาย จ. ๔ แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปอีกว่าจำเลยที่ ๔ ได้ทำนิติกรรมจดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ โดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอนการฉ้อฉลหรือไม่ เห็นว่า เอกสารหมาย จ. ๔ เป็นหนังสือทั่วไปที่สำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่ ๑๐ แจ้งไปยังกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ ๔ รวมทั้งแจ้งถึงผู้จัดการธนาคารอื่นว่าจำเลยที่ ๑ และบุคคลอื่นตามบัญชีรายชื่อผู้ค้างภาษีอากร เป็นผู้ค้างชำระภาษีอากรขอให้จำเลยที่ ๔ และธนาคารอื่นช่วยตรวจสอบว่า ผู้ค้างชำระภาษีอากรดังกล่าวมีบัญชีเงินฝากอยู่ที่ธนาคารหรือไม่ หากมีเป็นบัญชีเงินฝากประเภทใด เลขที่บัญชีใด จำนวนเท่าใด แล้วแจ้งให้สำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่ ๑๐ ทราบ โดยไม่ได้แจ้งว่าโจทก์กำลังจะบังคับชำระหนี้ที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ ๔ และข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๔ รู้ว่าจำเลย ที่ ๑ โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้างทำให้โจทก์เสียเปรียบ ถือว่าจำเลยที่ ๔ ได้จดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ โดยมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ จำเลยที่ ๔ จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอนการฉ้อฉล การเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นั้นย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของจำเลยที่ ๔ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๘ วรรคหนึ่ง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๔ นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 238
ป.รัษฎากร ม. 12
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 20
ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายภูมิธเนศ รุ่งเช้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูเกียรติ ดิลกแพทย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10251/2546
#112799
เปิดฉบับเต็ม

ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การประเมินค่ารายปีและภาษีโรงเรือนและที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย และคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับโรงเรือนพิพาทตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาสัญญาการให้ใช้สิทธิดำเนินการสถานีบริการซึ่งเป็นโรงเรือนพิพาทที่ปรากฏในสำนวนแล้ววินิจฉัยว่า การที่โจทก์ได้รับค่าใช้สิทธิตามสัญญาดังกล่าวนั้น มีสาระสำคัญเช่นเดียวกับการเช่า เพราะเป็นสัญญาที่ตกลงให้คู่สัญญาสามารถใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินและคู่สัญญาต้องเสียค่าตอบแทนในการเข้าไปใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน ค่าใช้สิทธิที่โจทก์ได้รับจึงเป็นเพียงค่าเช่าบางส่วน การที่จำเลยกำหนดค่ารายปีสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ต่ำกว่าอัตราค่าเช่าที่โจทก์ได้รับ นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว เป็นการวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงในสำนวนแล้วปรับกับข้อกฎหมายตามประเด็นข้อพิพาท จึงมิได้เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง นอกประเด็นพิพาทตามที่โจทก์อุทธรณ์

โจทก์ทำสัญญาให้บริษัท ฮ. เข้าเป็นผู้ดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเพื่อจำหน่ายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ของโจทก์ โดยสัญญาให้ใช้สิทธิดำเนินการสถานีบริการดังกล่าวมีเงื่อนไขในสัญญาว่า โจทก์อนุญาตให้บริษัทดังกล่าวเข้าเป็นผู้ดำเนินการสถานีบริการน้ำมันและผลิตภัณฑ์ของโจทก์ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยี เครื่องหมายการค้า เทคนิคการบริหาร การตลาดและการใช้เครื่องบริภัณฑ์ และระบบต่าง ๆ ของโจทก์ โดยบริษัทดังกล่าวต้องจ่ายค่าใช้สิทธิในสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวให้โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 85,000 บาท และแต่ละเดือนบริษัทดังกล่าวต้องซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ของโจทก์ไม่น้อยกว่าปริมาณที่กำหนดไว้ในสัญญา มิฉะนั้นจะต้องจ่ายค่าปรับตามอัตราที่ตกลงกัน นอกจากนี้ผู้ใช้บริการมีเพียงสิทธิอาศัยในสถานีบริการน้ำมันและที่ดินโดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน สัญญาดังกล่าวไม่ได้มีสาระสำคัญเช่นเดียวกับการเช่า ไม่อาจถือได้ว่าค่าใช้สิทธิตามสัญญาดังกล่าวรวมค่าเช่าโรงเรือนรวมอยู่ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขใบแจ้งรายการประเมิน เล่มที่ - เลขที่ , ๑๓๑ - ๑ ลงวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ , ๕๘ - ๒๐ ลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๒ , ๒๔ - ๒๒ , ๒๒ - ๑๘ ลงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๒ , ๔๙ - ๑๒ ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๒ , ๔๕ - ๑๒ ลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๒ และใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ ๒๓ เลขที่ ๙๔ , ๙๕ , ๑๐๐ , ๗๖ และเล่มที่ ๒๔ เลขที่ ๒ ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ ตามลำดับ โดยกำหนดค่ารายปีใหม่ตามที่โจทก์ฟ้อง ให้จำเลยคืนเงินภาษี ๕๓๗,๗๒๘.๗๔ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยคืนเงินให้โจทก์จำนวน ๓๓๖,๔๙๖.๕๐ บาท ภายในกำหนดสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ครบกำหนดสามเดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าค่าใช้สิทธิที่โจทก์ได้รับจากบริษัทไฮ - ปิโตร จำกัด นั้นเป็นค่าเช่าส่วนหนึ่งและนำมากำหนดเป็นค่ารายปี เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น เห็นว่า ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยและคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาจากสัญญาให้ใช้สิทธิดำเนินการสถานีบริการเอกสารหมาย ล. ๓ แผ่นที่ ๑๘ ถึง ๒๖ แล้ววินิจฉัยว่า การที่โจทก์ได้รับค่าใช้สิทธิจากบริษัทไฮ - ปิโตร จำกัด นั้น มีสาระสำคัญเช่นเดียวกับการเช่า เพราะเป็นสัญญาที่ตกลงให้คู่สัญญาสามารถใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินและคู่สัญญาต้องเสียค่าตอบแทนในการเข้าไปใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน ค่าใช้สิทธิที่โจทก์ได้รับตามสัญญาจึงเป็นเพียงค่าเช่าบางส่วน การที่จำเลยกำหนดค่ารายปีสถานีบริการน้ำมันของโจทก์เลขที่ ๓๒/๕๖๓ ถนนสุขาภิบาล ๑ แขวงคันนายาว เดือนละ ๘๐,๘๕๐.๕๐ บาท ซึ่งต่ำกว่าอัตราค่าเช่าที่โจทก์ได้รับ นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์อย่างยิ่งแล้ว การประเมินของจำเลยและคำชี้ขาดของผู้ว่ากรุงเทพมหานครจึงชอบด้วยกฎหมาย และเป็นธรรมแก่โจทก์นั้น เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงในสำนวนแล้วปรับกับข้อกฎหมายตามประเด็นข้อพิพาท จึงมิได้วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นข้อพิพาทตามที่โจทก์อุทธรณ์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสองว่า การประเมินค่ารายปีและค่าภาษีรวมทั้งคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สำหรับสถานีบริการน้ำมันของโจทก์เลขที่ ๓๒/๕๖๓ ถนนสุขาภิบาล ๑ แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร นั้น ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า สถานีบริการน้ำมันของโจทก์ดังกล่าวโจทก์ได้ทำสัญญาอนุญาตให้บริษัทไฮ - ปิโตร จำกัด เข้าเป็นผู้ดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเพื่อจำหน่ายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ของโจทก์โดยบริษัทไฮ - ปิโตร จำกัด ต้องจ่ายค่าใช้สิทธิในสถานีบริการน้ำมันเดือนละ ๘๕,๐๐๐ บาท โดยมีเงื่อนไขในสัญญาว่าหากบริษัทไฮ - ปิโตร จำกัด ซื้อน้ำมันของโจทก์ไปจำหน่ายน้อยกว่าที่ตกลงไว้จะต้องถูกปรับลิตรละ ๑๕ สตางค์ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าเงินค่าใช้สิทธิดำเนินการสถานีบริการน้ำมันที่โจทก์ได้รับจากบริษัทไฮ - ปิโตร จำกัด นั้น ไม่ใช่ค่าเช่าและเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้จึงคำนวณค่ารายปีตามลักษณะของทรัพย์สิน ขนาดพื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับโดยคิดเป็นค่ารายปีเฉลี่ยตารางเมตรละ ๒๔.๕๕ บาท ต่อเดือน คิดเป็นค่ารายปีสำหรับปี ๒๕๔๑ จำนวน ๑,๐๘๐,๒๐๐ บาท คิดเป็นค่าภาษี ๑๓๕,๐๒๕ บาท สำหรับปีภาษี ๒๕๔๒ คิดเป็นค่ารายปีจำนวน ๑,๑๗๘,๔๐๐ บาท ค่าภาษี ๑๔๗,๓๐๐ บาท ต่อมาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้กำหนดค่ารายปีให้ใหม่สำหรับปี ๒๕๔๑ คิดเป็นค่ารายปีจำนวน ๘๘๙,๓๕๕.๕๐ บาท ค่าภาษีจำนวน ๑๑๑,๑๖๙.๔๔ บาท สำหรับปี ๒๕๔๒ ค่ารายปีจำนวน ๙๗๐,๒๐๖ บาท ค่าภาษีจำนวน ๑๒๑,๒๗๕.๗๕ บาท ส่วนโจทก์เห็นว่าสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ดังกล่าวควรมีค่ารายปีปีละ ๔๖๔,๕๕๘.๖๐ บาท ค่าภาษี ๕๘,๐๖๙.๘๐ บาท เห็นว่า ตามสัญญาให้ใช้สิทธิดำเนินการสถานีบริการ เอกสารหมาย ล. ๓ แผ่นที่ ๑๘ ถึง ๒๖ เป็นเรื่องที่โจทก์อนุญาตให้บริษัทไฮ - ปิโตร จำกัด เข้าเป็นผู้ดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเพื่อจำหน่ายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ของโจทก์ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยี เครื่องหมายการค้า เทคนิคการบริหาร การตลาดและการใช้เครื่องบริภัณฑ์ และระบบต่าง ๆ ของโจทก์ โดยบริษัทดังกล่าวต้องจ่ายค่าใช้สิทธิในสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน และแต่ละเดือนบริษัทดังกล่าวต้องซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ของโจทก์ไม่น้อยกว่าปริมาณที่กำหนดไว้ในสัญญา มิฉะนั้นจะต้องจ่ายค่าปรับตามอัตราที่ตกลงกัน นอกจากนี้ผู้ใช้บริการมีเพียงสิทธิอาศัยในสถานีบริการน้ำมันและที่ดินโดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน สัญญาดังกล่าวจึงไม่ได้มีสาระสำคัญเช่นเดียวกับการเช่า และไม่อาจถือได้ว่าค่าใช้สิทธิตามสัญญาดังกล่าวรวมค่าเช่าโรงเรือนอยู่ด้วย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า ค่าใช้สิทธิที่โจทก์ได้รับเป็นค่าเช่าส่วนหนึ่ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาต่อไปมีว่า ค่ารายปีของโรงเรือนพิพาทควรเป็นเท่าใด ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าเงินค่าใช้สิทธิดำเนินการสถานีบริการน้ำมันที่โจทก์ได้รับจากบริษัทไฮ - ปิโตร จำกัด นั้นไม่ใช่ค่าเช่า จึงคำนวณค่ารายปีตามลักษณะของทรัพย์สิน ขนาดพื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับ โดยนำค่าเช่าที่ดินที่โจทก์ชำระให้เจ้าของที่ดินมารวมคำนวณเป็นส่วนหนึ่งของค่ารายปีด้วย คิดเป็นค่ารายปีเฉลี่ยเป็นเงิน ๒๔.๔๕ บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน โจทก์ยื่นคำร้องขอพิจารณาการประเมินใหม่โดยอ้างว่าโรงเรือนใกล้เคียงกับโรงเรือนพิพาท พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินค่ารายปีเฉลี่ยในอัตรา ๒๐.๑๗ บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน ต่อมาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกำหนดค่ารายปีสำหรับโรงเรือนพิพาทดังกล่าวใหม่ เนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ เห็นว่า การที่พนักงานเจ้าหน้าที่นำค่าเช่าที่ดินที่โจทก์ชำระให้เจ้าของที่ดินมากำหนดเทียบเป็นค่ารายปีไม่ถูกต้อง การกำหนดค่ารายปีต้องพิจารณาจากสภาพแวดล้อมและโรงเรือนใกล้เคียง รวมทั้งบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้ประโยชน์ แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการนำโรงเรือนมาเทียบประกอบการพิจารณากำหนดค่ารายปี จึงกำหนดค่ารายปีเฉลี่ย ๒๐.๒๐ บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน เป็นค่ารายปี ๙๗๐,๒๐๖ บาท เห็นว่า โรงเรือนของโจทก์และที่ดินต่อเนื่องมีพื้นที่ ๔,๐๐๒ ตารางเมตร ผู้ว่าราชการของจำเลยกำหนดค่ารายปีใหม่คำนวณเฉลี่ยเป็นค่ารายปี ๒๐.๒๐ เมตร ต่อตารางเมตรต่อเดือน ใกล้เคียงกับค่ารายปีโดยเฉลี่ยของโรงเรือนที่อยู่ในพื้นที่บริเวณเดียวกับโรงเรือนพิพาท จึงเป็นอัตราที่เหมาะสมแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์เกี่ยวกับโรงเรือนพิพาทดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 183
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10239/2546
#112809
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยที่ 2 จดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 1 แล้ว โดยมีข้อตกลงกันว่าให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจปกครองเพื่อจัดการดูแลบุตรผู้เยาว์ตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป การที่จำเลยที่ 3 ไปกระทำละเมิดต่อผู้อื่น จะนำ ป.พ.พ. มาตรา 429 มาปรับใช้บังคับในส่วนที่เกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ ไม่ได้

หลังจากจดทะเบียนหย่าแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่ได้พักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 แม้จำเลยที่ 2 ยังมีชื่อในทะเบียนบ้านร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 และภายหลังเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ได้ไปเจรจาค่าเสียหายกับโจทก์หรือไปดูแลจำเลยที่ 3 เป็นครั้งคราว พฤติการณ์เหล่านี้ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับดูแลจำเลยที่ 3 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 430 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 339,097 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,697 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2539 จำเลยที่ 3 บุตรของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อายุ 19 ปี ซึ่งเป็นผู้เยาว์ได้ขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 1 แล้ว โดยจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2539 มีข้อตกลงกันว่า ให้จำเลยที่ 3 และเด็กชายอิทธิพล สมบัติแก้ว ซึ่งเป็นบุตรอยู่ในอำนาจปกครองของจำเลยที่ 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการทำละเมิดของจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงจดทะเบียนหย่ากัน โดยให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจปกครองจำเลยที่ 3 แต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจปกครองเพื่อจัดการดูแลบุตรผู้เยาว์ตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป การที่จำเลยที่ 3 ไปกระทำละเมิดต่อผู้อื่น จะนำมาตรา 429 มาปรับใช้บังคับในส่วนที่เกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ ไม่ได้ แม้ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ในคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ยังมีชื่อในทะเบียนบ้านร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 และภายหลังเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ได้ไปเจรจาค่าเสียหายกับโจทก์ในวันที่ 27 สิงหาคม 2540 ก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็เบิกความยืนยันว่า หลังจากจดทะเบียนหย่าแล้วก็ไม่ได้อยู่ร่วมบ้านเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยไปเช่าบ้านพักบริเวณถนนพหลโยธิน แต่ไม่ได้แจ้งย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลบุตร ส่วนจำเลยที่ 2 ไปดูแลจำเลยที่ 3 เป็นครั้งคราวเท่านั้น พฤติการณ์เหล่านี้ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับดูแลจำเลยที่ 3 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 430 จำเลยที่ 2 จึงหาต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 3 นั้นไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 429 ม. 430
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญส่ง บูชาถ่ายเทศ
จำเลย — นายจิตติ สมบัติแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายเอกรัฐ กะการดี
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรชัย พิริยชนานันท์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
ชวลิต ตุลยสิงห์
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา