คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6459/2546
#50925
เปิดฉบับเต็ม

สำนักงานสาขาอุดรธานีของบริษัทจำเลยที่ 3 เป็นสำนักงานสาขาของจำเลยที่ 3 แต่ไม่ปรากฏว่าสำนักงานสาขาอุดรธานีของจำเลยที่ 3 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 2 คงได้ความเพียงว่าโจทก์ได้ไปติดต่อให้สำนักงานสาขาอุดรธานีชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เท่านั้นซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังเกิดเหตุละเมิดแล้ว กรณียังถือไม่ได้ว่าถิ่นอันเป็นที่ตั้งของสำนักงานสาขาอุดรธานีของจำเลยที่ 3 เป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 3 ในส่วนกิจการอันได้กระทำเกี่ยวกับการประกันภัยรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 69 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลจังหวัดอุดรธานี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2537 นายเผ่า ศรีภูมิ ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-1508 เลย และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 80-2964 เลย ของโจทก์ไปตามถนนพหลโยธิน จากตลาดประตูน้ำพระอินทร์มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร เมื่อถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 48 ถึง 49 จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน72-7705 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยประมาทด้วยความเร็วสูงชนท้ายรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน875,480 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 875,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า เหตุคดีนี้เกิดในเขตศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลจังหวัดอุทัยธานี จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลจังหวัดสมุทรปราการ ส่วนจำเลยที่ 3 มีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 3 ตามฟ้องเป็นเพียงสำนักงานตัวแทนนายหน้าประกันของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โจทก์ฟ้องคดีผิดเขตศาล ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดอุดรธานี) หรือไม่ เห็นว่า แม้สำนักงานสาขาอุดรธานีของจำเลยที่ 3 จะเป็นสำนักงานสาขาของจำเลยที่ 3 แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าสำนักงานสาขาอุดรธานีของจำเลยที่ 3 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 2 อย่างใด คงได้ความเพียงว่าโจทก์ได้ไปติดต่อให้สำนักงานสาขาอุดรธานีชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เท่านั้นซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังเกิดเหตุละเมิดแล้ว กรณียังถือไม่ได้ว่าถิ่นอันเป็นที่ตั้งของสำนักงานสาขาอุดรธานีของจำเลยที่ 3 เป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 3 ในส่วนกิจการอันได้กระทำเกี่ยวกับการประกันภัยรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 69 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดอุดรธานี) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 69
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ทองพูล ศรีภูมิ
จำเลย — นาย บุรี สุขจันทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6459/2546
#112648
เปิดฉบับเต็ม

เหตุคดีนี้เกิดในเขตศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลจังหวัดอุทัยธานี จำเลยที่ 2 เจ้าของรถยนต์และนายจ้างของจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลจังหวัดสมุทรปราการ ส่วนจำเลยที่ 3 บริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 2 มีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ แม้สำนักงานสาขาอุดรธานีของจำเลยที่ 3 จะเป็นสำนักงานสาขาของจำเลยที่ 3 แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า สำนักงานสาขาอุดรธานีของจำเลยที่ 3 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 2 อย่างใด คงได้ความเพียงว่าโจทก์ได้ไปติดต่อให้สำนักงานสาขาอุดรธานีชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เท่านั้นซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังเกิดเหตุละเมิดแล้ว กรณียังถือไม่ได้ว่าถิ่นอันเป็นที่ตั้งของสำนักงานสาขาอุดรธานีของจำเลยที่ 3 เป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 3 ในส่วนกิจการอันได้กระทำเกี่ยวกับการประกันภัยรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 69 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้น ( ศาลจังหวัดอุดรธานี) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๘๗๕,๔๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า ? โจทก์ฟ้องคดีผิดเขตศาล? โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง?ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดอุดรธานี) หรือไม่ เห็นว่า แม้สำนักงานสาขาอุดรธานีของจำเลยที่ ๓ จะเป็นสำนักงานสาขาของจำเลยที่ ๓ แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า สำนักงานสาขาอุดรธานีของจำเลยที่ ๓ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประกันภัยรถยนต์ของ จำเลยที่ ๒ อย่างใด คงได้ความเพียงว่าโจทก์ได้ไปติดต่อให้สำนักงานสาขาอุดรธานีชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังเกิดเหตุละเมิดแล้ว กรณียังถือไม่ได้ว่าถิ่นอันเป็นที่ตั้งของสำนักงานสาขาอุดรธานีของจำเลยเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๓ ในส่วนกิจการอันได้กระทำเกี่ยวกับการประกันภัยรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดอุดรธานี) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔ (๑) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 69 ม. 420 ม. 861
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทองพูล ศรีภูมิ
จำเลย — นายบุรี สุขจันทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสมัย เฮงมีชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6444/2546
#112745
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานประกอบโรคศิลปะ สาขาเวชกรรม โดยฝ่าฝืน พ.ร.บ. ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 มาตรา 11 ซึ่งความผิดดังกล่าวมีบัญญัติไว้แล้วใน พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 มาตรา 21 จึงถือว่าความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 ในส่วนที่เกี่ยวกับสาขาเวชกรรมถูกยกเลิกโดย พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2511 เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2544 เวลากลางวัน จำเลยได้กระทำความผิดฐานประกอบโรคศิลปะ สาขาเวชกรรม โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 มาตรา 4 , 11 , 21 ที่แก้ไขแล้ว เท่ากับเป็นการขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายที่ถูกยกเลิกแล้ว ซึ่งมีผลเท่ากับโจทก์ไม่ได้อ้างกฎหมายอันใดมาเลย ไม่ใช่เรื่องอ้างกฎหมายผิด ศาลจะพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 ไม่ได้ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๔ , ๑๑ , ๒๑ พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๐๔ มาตรา ๓ พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๐๙ มาตรา ๖ พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔ , ๑๔ , ๑๖ , ๒๔ , ๕๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ , ๙๑ และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๔ , ๑๑ , ๒๑ พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๐๔ มาตรา ๓ พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๐๙ มาตรา ๖ พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔ , ๑๔ , ๑๖ , ๒๔ (ที่ถูก มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง , ๒๔ วรรคหนึ่ง) , ๕๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ , ๙๑ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๔ เดือน ฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๔ เดือน รวมจำคุก ๘ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๔ เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานประกอบโรคศิลปะสาขาเวชกรรมโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๑๑ ซึ่งความผิดดังกล่าวมีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๒๑ จึงถือว่าความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๔๗๙ ในส่วนที่เกี่ยวกับสาขาเวชกรรมถูกยกเลิกแล้วโดยพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๔ เวลากลางวัน จำเลยได้กระทำความผิดฐานประกอบโรคศิลปะ สาขาเวชกรรม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๔ , ๑๑ , ๒๑ ที่แก้ไขแล้ว จึงเป็นการขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายที่ถูกยกเลิกแล้วซึ่งมีผลเท่ากับโจทก์ไม่ได้อ้างกฎหมายอันใดมาเลย ไม่ใช่เรื่องอ้างบทกฎหมายผิด ศาลจะพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๔๗๙ ไม่ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๕๔/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมเป็นจำคุกจำเลย ๔ เดือน และให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๔๗๙ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมการประกอบโรคศิลป พ.ศ.2479 ม. 11
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2511 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นายวิชัยหรือยีเลาะ สุลง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นายอาคม นิตยากรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุจินต์ สรรเพชร์นิยม
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6433/2546
#50924
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายซึ่งเป็นพระภิกษุเขียนพินัยกรรมขึ้นเองทั้งฉบับ มีการลงวัน เดือน ปี และลายมือชื่อของผู้ตายไว้ครบถ้วนถูกต้องตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1675 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ โดยเฉพาะข้อกำหนดในพินัยกรรมข้อ 1 ที่ระบุว่า"ทรัพย์สินเงินทองและเข้าของต่างของข้าพเจ้า ที่อยู่ในห้องของข้าพเจ้านี้มอบให้กับทายาทของข้าพเจ้า ในเมื่อข้าพเจ้าตายไปแล้ว" นั้น ก็มีความหมายชัดแจ้งอยู่ในตัวแล้วว่า ผู้ตายประสงค์จะยกทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดซึ่งรวมทั้งเงินในสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารที่พบในห้องนอนของผู้ตายให้แก่ทายาทเมื่อผู้ตายมรณภาพ การที่ผู้ตายเขียนข้อความเพิ่มเติมต่อไปว่า "และสมุดฝากในธนาคารต่าง ๆ ด้วย" แม้จะไม่ชอบตามมาตรา 1657 วรรคสอง เพราะผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ก็มีผลเพียงว่าไม่มีการเติมข้อความดังกล่าว เท่านั้นส่วนข้อความอื่นยังคงสมบูรณ์ หามีผลทำให้พินัยกรรมที่สมบูรณ์อยู่แล้วต้องตกเป็นโมฆะไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับพระภิกษุเปลื้องสีสมหรือศรีสม ผู้ตายซึ่งมรณภาพเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2539 ด้วยสาเหตุอุบัติเหตุรถชน ก่อนมรณภาพผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่บรรดาทายาทมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดก ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งนายฤชา ศรีสม และนางลำจวน มั่งคั่ง ซึ่งไม่เป็นผู้ต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

นางลำจวน มั่งคั่ง ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับพระภิกษุเปลื้อง เป็นทายาทมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของพระภิกษุเปลื้องประสงค์จะขอจัดการทรัพย์มรดกของพระภิกษุเปลื้องร่วมกับนายฤชา ศรีสม และนายเกษม ทองเพชร

วัดเขาบันไดอิฐยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องและนางลำจวนไม่ใช่ทายาทตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์มรดกของพระภิกษุเปลื้องตกเป็นของวัดเขาบันไดอิฐ เพราะเป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุเปลื้องได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศและขณะมรณภาพมีภูมิลำเนาอยู่ที่วัดเขาบันไดอิฐพินัยกรรมและข้อกำหนดในพินัยกรรมตกเป็นโมฆะเนื่องจากมีการปลอมลายมือของพระภิกษุเปลื้องในพินัยกรรมข้อ 1 ที่มีข้อความว่า "และสมุดฝากในธนาคารต่าง ๆ ด้วย" โดยใช้ปากกาคนละสี ทั้งไม่มีลายมือชื่อพระภิกษุเปลื้องลงชื่อกำกับไว้ ผู้คัดค้านมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของพระภิกษุเปลื้อง ประสงค์จะขอเป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุเปลื้อง ขอให้ศาลพิพากษาว่าพินัยกรรมตกเป็นโมฆะ และยกคำร้องขอของผู้ร้องและคำร้องคัดค้านของนางลำจวน และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุเปลื้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องและนางลำจวน มั่งคั่ง ตกลงให้นางลำจวนและนายฤชาศรีสม เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน และเพื่อความสะดวกในการพิจารณาศาลชั้นต้นให้เรียกผู้ร้องว่า ผู้ร้องที่ 1 เรียกนางลำจวนว่า ผู้ร้องที่ 2 และเรียกวัดเขาบันไดอิฐว่า ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตั้งนายฤชา ศรีสม และนางสาวลำจวน มั่งคั่ง (ที่ถูกนางลำจวน มั่งคั่ง) ผู้ร้องที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุเปลื้อง สีสม หรือศรีสม ผู้ตาย ให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับพระภิกษุเปลื้อง ศรีสม ผู้ตาย ซึ่งขณะมรณภาพจำพรรษาอยู่ที่วัดผู้คัดค้าน หลังจากผู้ตายมรณภาพได้มีการเปิดห้องหรือกุฎิผู้ตายพบเงิน สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร พระเครื่อง และทรัพย์สินอื่น ๆ อันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ตามบันทึกมติของคณะกรรมการเก็บรักษาทรัพย์สินพระเปลื้อง รายการสำรวจทรัพย์สินภายในห้องพระเปลื้องเอกสารหมาย ร.6 และพินัยกรรมที่ผู้ตายเขียนเองทั้งฉบับเอกสารหมาย ร.7 ระบุยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ทายาทผู้ตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.7 เป็นโมฆะหรือไม่ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า พินัยกรรมดังกล่าวมีการเติมข้อความว่า "และสมุดฝากในธนาคารต่าง ๆ ด้วย" โดยไม่มีลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมลงกำกับไว้เป็นการไม่ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดจึงตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ข้อความดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของผู้ตายที่เขียนต่อเนื่องกับข้อความอื่นและอยู่ในบรรทัดเดียวกัน แม้จะมีสีหมึกเข้มกว่าข้อความอื่น ก็หาเป็นข้อบ่งชี้เด็ดขาดที่แสดงให้เห็นว่ามีการตกเติมข้อความแต่อย่างใดไม่ ทั้งปรากฏว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.7 เป็นพินัยกรรมที่ผู้ตายเขียนขึ้นเองทั้งฉบับ มีการลงวัน เดือน ปี และลายมือชื่อของผู้ตายไว้ครบถ้วนถูกต้องตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1675 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ โดยเฉพาะข้อกำหนดในพินัยกรรมข้อ 1 ระบุว่า "ทรัพย์สินเงินทองและเข้าของต่างของข้าพเจ้า (น่าจะเป็นข้าวของต่าง ๆของข้าพเจ้า) ที่อยู่ในห้องของข้าพเจ้านี้มอบให้กับทาญาติ (น่าจะเป็นทายาท) ของข้าพเจ้า ในเมื่อข้าพเจ้าตายไปแล้ว" นั้น ก็มีความหมายชัดแจ้งอยู่ในตัวแล้วว่า ผู้ตายประสงค์จะยกทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดซึ่งรวมทั้งเงินในสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารที่พบในห้องนอนของผู้ตายตามรายการสำรวจทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.6 ให้แก่ทายาทเมื่อผู้ตายมรณภาพ ลำพังข้อกำหนดดังกล่าวย่อมทำให้พินัยกรรม เอกสารหมาย จ.7เป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ตามกฎหมายอยู่แล้ว การที่ผู้ตายเขียนข้อความเพิ่มเติมต่อไปว่า"และสมุดฝากในธนาคารต่าง ๆ ด้วย" แม้จะไม่ชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1657 วรรคสอง เพราะผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ก็ตามก็มีผลเพียงว่าไม่มีการเติมข้อความคำว่า "และสมุดฝากในธนาคารต่าง ๆ ด้วย เท่านั้นส่วนข้อความอื่นยังคงสมบูรณ์ หามีผลทำให้พินัยกรรมที่สมบูรณ์อยู่แล้วต้องตกเป็นโมฆะแต่อย่างใดไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีทรัพย์สินอันจะตกเป็นสมบัติแก่วัดผู้คัดค้านเพราะผู้ตายได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมไปหมดแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1623 ผู้คัดค้านจึงไม่เป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายอันจะยื่นคำร้องคัดค้านการร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ร้องได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7วินิจฉัยว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย จ.7 ชอบด้วยกฎหมาย ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1657
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย อินทร์ ศรีสม กับพวก
ผู้คัดค้าน — วัด เขาบันไดอิฐ
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6433/2546
#112674
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารนี้ผู้ตายเขียนขึ้นเองทั้งฉบับ มีการลงวัน เดือน ปี และลงลายมือชื่อผู้ตายไว้ครบถ้วนเป็นพินัยกรรม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1657 วรรคหนึ่งแล้ว การที่ผู้ตายเขียนข้อความเพิ่มเติมต่อไปว่า "และสมุดฝากในธนาคารต่างๆ ด้วย" แม้จะไม่ชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 1657 วรรคสอง เพราะผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ก็ตาม ก็มีผลเพียงว่าไม่มีเพิ่มเติมข้อความที่ว่า "และสมุดฝากในธนาคารต่างๆ ด้วย" เท่านั้น ส่วนข้อความอื่นในพินัยกรรมยังคงมีผลสมบูรณ์ หามีผลทำให้พินัยกรรมที่สมบูรณ์อยู่แล้วตกเป็นโมฆะแต่อย่างใด

เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีทรัพย์สินอันจะตกเป็นสมบัติแก่วัดผู้คัดค้านเพราะผู้ตายได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมแล้วตาม ป.พ.พ.มาตรา 1623 ผู้คัดค้านจึงไม่เป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย อันจะยื่นคำร้องคัดค้านการร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับพระภิกษุ ป. ผู้ตาย ก่อนมรณภาพ ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่บรรดาทายาท มีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดก ขอให้ศาลมีคำสั่ง ตั้ง ฤ. และ ล. ซึ่งไม่เป็นผู้ต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ล. ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับพระภิกษุ ป. เป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสีย ในทรัพย์มรดกของพระภิกษุ ป. ประสงค์จะขอจัดการทรัพย์มรดกของพระภิกษุ ป. ร่วมกับ ฤ. และ ก. ด้วย

วัดเขาบันไดอิฐยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ศาลพิพากษาว่าพินัยกรรมตกเป็นโมฆะ และยกคำร้องขอของผู้ร้องและคำร้องคัดค้านของ ล. และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุ ป.

ระหว่างพิจารณาผู้ร้องและ ล. ตกลงให้ ล. และ ฤ. เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน และเพื่อความสะดวกในการพิจารณาศาลชั้นต้นให้เรียกผู้ร้องว่าผู้ร้องที่ ๑ เรียก ล. ว่าผู้ร้องที่ ๒ และเรียกวัดเขาบันไดอิฐว่าผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ตั้ง ฤ. และ ล. ผู้ร้องที่ ๒ ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุ ป. ผู้ตาย ให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับพระภิกษุ ป. ผู้ตาย ซึ่งขณะมรณภาพจำพรรษาอยู่ที่วัดผู้คัดค้าน หลังจากผู้ตายมรณภาพได้มีการเปิดห้องหรือกุฏิผู้ตายพบเงินสด สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร พระเครื่องและทรัพย์สินอื่น ๆ อันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย และพินัยกรรมที่ผู้ตายเขียนเองทั้งฉบับ ระบุยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ทายาทผู้ตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า พินัยกรรมเป็นโมฆะหรือไม่ ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า พินัยกรรมดังกล่าวมีการเติมข้อความว่า "และสมุดฝากในธนาคารต่าง ๆ ด้วย" โดยไม่มีลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมลงกำกับไว้ เป็นการไม่ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดจึงตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ข้อความดังกล่าวเป็นลายมือของผู้ตายที่เขียนต่อเนื่องกับข้อความอื่นและในบรรทัดเดียวกันแม้จะมีสีหมึกเข้มกว่า ข้อความอื่นก็หาเป็นข้อบ่งชี้เด็ดขาดที่แสดงให้เห็นว่ามีตกเติมข้อความแต่อย่างใดไม่ ทั้งปรากฏว่าเป็นพินัยกรรมที่ผู้ตายเขียนขึ้นเองทั้งฉบับ มีการลงวัน เดือน ปี และลายมือชื่อของผู้ตายไว้ครบถ้วนถูกต้องตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ โดยเฉพาะข้อกำหนดในพินัยกรรมข้อ ๑ ระบุว่า "ทรัพย์สินเงินทองและเข้าของต่างของข้าพเจ้า (น่าจะเป็นข้าวของต่าง ๆ ของข้าพเจ้า) ที่อยู่ในห้องของข้าพเจ้านี้มอบให้กับทาญาติ (น่าจะเป็นทายาท) ของข้าพเจ้า ในเมื่อข้าพเจ้าตายไปแล้ว" นั้น ก็มีความหมายชัดแจ้งอยู่ในตัวแล้วว่า ผู้ตายประสงค์จะยกทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดซึ่งรวมทั้งเงินในสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารที่พบในห้องนอนของผู้ตายให้แก่ทายาทเมื่อผู้ตาย มรณภาพ ลำพังข้อกำหนดดังกล่าวย่อมทำให้เป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ตามกฎหมายอยู่แล้ว การที่ผู้ตายเขียนข้อความ เพิ่มเติมต่อไปว่า "และสมุดฝากในธนาคารต่าง ๆ ด้วย" แม้จะไม่ชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๗ วรรคสอง เพราะผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ก็ตาม ก็มีผลเพียงว่าไม่มีการเติมข้อความคำว่า "และสมุดฝากในธนาคารต่าง ๆ ด้วย" เท่านั้น ส่วนข้อความอื่นยังคงสมบูรณ์หามีผลทำให้พินัยกรรมที่สมบูรณ์อยู่แล้วต้องตกเป็นโมฆะแต่อย่างใดไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีทรัพย์สินอันจะตกเป็นสมบัติแก่วัดผู้คัดค้านเพราะผู้ตายได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมไปหมดแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๓ ผู้คัดค้านจึงไม่เป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของ ผู้ตายอันจะยื่นคำร้องคัดค้านการร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ร้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่าพินัยกรรม ชอบด้วยกฎหมาย ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้วพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1623 ม. 1657 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายอินทร์ ศรีสม กับพวก
ผู้คัดค้าน — วัดเขาบันไดอิฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายมนูภาน ยศธแสนย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนึก หนูเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6428/2546
#51033
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ครอบครองที่ดินประมาณ 700 ไร่ เมื่อทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยกำหนดให้ผู้ครอบครองขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ไม่เกินคนละ 50 ไร่ โจทก์ได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในชื่อโจทก์ ภริยาโจทก์และบุตรโจทก์อีก 6 คน แล้ว ยังเหลืออีกประมาณ 100 ไร่ โจทก์จึงให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวในชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละแปลง โดยตกลงว่า จะโอนคืนแก่โจทก์ในภายหลัง ดังนี้ ที่ดินทั้งสองแปลงจึงเป็นที่ดินส่วนที่โจทก์ไม่อาจขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ตามกฎหมายการที่โจทก์สมคบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จึงเป็นการหลีกเลี่ยงเงื่อนไขของกฎหมาย อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าโดยสงบเปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของ เนื้อที่ประมาณ 700 ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 19 ตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ โดยไม่ได้แจ้งการครอบครอง ต่อมาปี 2520 ทางราชการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองทำประโยชน์โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศให้แก่ราษฎรผู้ครอบครองที่ดินที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิในเขตท้องที่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ไม่อาจขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินที่โจทก์ครอบครองได้หมด จึงขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นชื่อบุตรโจทก์ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้แจ้งการครอบครองที่ดินและขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์จำนวน 2 แปลงแทนโจทก์ คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3062 และเลขที่ 3064 โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงกันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว ไม่มีสิทธิในที่ดินทั้งสองแปลง และหากโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินทั้งสองแปลง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็พร้อมจะโอนให้แก่โจทก์โดยไม่อิดเอื้อน แต่โจทก์เป็นผู้เก็บรักษาหนังสือรับรองการทำประโยชน์และเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวตลอดมา ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาทุจริตขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และในวันที่ 19 พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 1 และที่ 2 สมคบกับจำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 โดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3062 และเลขที่ 3064 ตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาวจังหวัดนครสวรรค์ เป็นของโจทก์และเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสองแปลงคืนแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้เป็นตัวแทนของโจทก์ในการยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงจากโจทก์ตั้งแต่ปี 2519 ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินทั้งสองแปลงและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงตลอดมา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายที่ดินทั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ 3 โดยสุจริต มีค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า เมื่อประมาณปี 2517 โจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำนวน 20,000 บาท จึงขายที่ดินทั้งสองแปลงและส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เมื่อทางราชการออกหนังสือสำคัญเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ครอบครองทำประโยชน์ในฐานะเป็นเจ้าของตลอดมา จำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริตและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงต่อเนื่องจากเจ้าของเดิมตลอดมา ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นางวรรณ จันทร์สาร ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3062 และเลขที่ 3064 ตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นของโจทก์ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3062 และเลขที่ 3064 ตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3062 และเลขที่ 3064 ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 19ตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ มีชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินหมู่ที่ 19 ตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ประมาณ 700 ไร่ เป็นเวลาประมาณ 2 ปีแล้ว ต่อมาเมื่อประมาณปี 2521 ทางราชการได้ออกหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเป็นการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งตำบลโดยกำหนดให้ผู้ครอบครองที่ดินขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ไม่เกินคนละ 50 ไร่ โจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในชื่อโจทก์ภริยาโจทก์ และบุตรโจทก์ที่บรรลุนิติภาวะอีก 6 คน แล้ว ยังเหลือที่ดินอีกประมาณ 100 ไร่ โจทก์จึงให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวในชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละแปลง คือที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยตกลงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะโอนคืนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ในภายหลัง ดังนี้ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเป็นที่ดินส่วนที่โจทก์ไม่อาจขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ใส่ชื่อโจทก์ได้ตามกฎหมาย การที่โจทก์สมคบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 แทนโจทก์ จึงเป็นการหลีกเลี่ยงเงื่อนไขของกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารสิทธิในที่ดิน อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนชื่อตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นต่อไปอีก"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สวัสดิ์ เทศสรฯ
จำเลย — นาย หลุ่ม มากเมือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6428/2546
#112730
เปิดฉบับเต็ม

ทางราชการได้ออกหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเป็นการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งตำบล โดยกำหนดให้ผู้ครอบครองที่ดินขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ ไม่เกินคนละ 50 ไร่ โจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในชื่อโจทก์ ภริยาโจทก์ และบุตรโจทก์ที่บรรลุนิติภาวะอีก 6 คน แล้ว ยังเหลือที่ดินที่พิพาทอีกประมาณ 100 ไร่ ซึ่งโจทก์ไม่อาจขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในชื่อโจทก์ได้ โจทก์จึงสมคบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 แทนโจทก์ โดยตกลงจะโอนคืนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ในภายหลัง ดังนี้ เป็นการเลี่ยงเงื่อนไขของกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารสิทธิในที่ดิน อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนชื่อตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๐๖๒ และเลขที่ ๓๐๖๔ ตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นของโจทก์ และเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสองแปลงคืนแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงจากโจทก์ตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ ต่อมาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินทั้งสองแปลงและขายที่ดินทั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ ๓ โดยสุจริต มีค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า เมื่อประมาณปี ๒๕๑๗ โจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท จึงขายที่ดินทั้งสองแปลงและส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่อมจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จำเลยที่ ๓ ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริต และเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงต่อเนื่องจากเจ้าของเดิมตลอดมา ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นางวรรณ จันทร์สาร ทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๐๖๒ และเลขที่ ๓๐๖๔ ตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นของโจทก์ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ และให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๐๖๒ และเลขที่ ๓๐๖๔ ตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓๐,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่เสียมาเกินเป็นเงิน ๒๐๐ บาท แก่โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินหมู่ที่ ๑๙ ตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ประมาณ ๗๐๐ ไร่ เป็นเวลาประมาณ ๒๑ ปีแล้ว ต่อมาเมื่อประมาณปี ๒๕๒๑ ทางราชการได้ออกหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งเป็นการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งตำบล โดยกำหนดให้ผู้ครอบครองที่ดินขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ไม่เกินคนละ ๕๐ ไร่ โจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในชื่อโจทก์ ภริยาโจทก์ และบุตรโจทก์ที่บรรลุนิติภาวะอีก ๖ คน แล้ว ยังเหลือที่ดินอีกประมาณ ๑๐๐ ไร่ โจทก์จึงให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวในชื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คนละแปลง คือที่ดินพิพาททั้งสองแปลง โดยตกลงว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะโอนคืนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ในภายหลัง ดังนี้ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเป็นที่ดินส่วนที่โจทก์ไม่อาจขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ใส่ชื่อโจทก์ได้ตามกฎหมาย การที่โจทก์สมคบกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แทนโจทก์ จึงเป็นการหลีกเลี่ยงเงื่อนไขของกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารสิทธิในที่ดิน อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โอนชื่อตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 58 ม. 58 ทวิ
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวัสดิ์ เทศสร โดยนางวรรณ จันทร์สาร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายหลุ่ม มากเมือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6398/2546
#112685
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้อนุมัติให้จัดซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนตามคำร้องขอของโจทก์แล้ว อันเป็นการจัดซื้อที่ดินตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง ซึ่งวรรคสองให้นำบทบัญญัติมาตรา 10 มาตรา 11 และมาตรา 33 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจัดซื้อที่ดินของโจทก์ทั้งที่เจ้าหน้าที่เวนคืนไม่ได้ปฏิเสธคำร้องขอของโจทก์ และยังไม่มีการอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง การฟ้องคดีของโจทก์ไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจัดซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนในราคาตามฟ้องของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๖๐,๖๒๗,๒๓๘ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๒ ต่อปี หรือในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินจากต้นเงิน ๒๒๙,๕๒๐,๕๖๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๓๐๘ และ ๓๔๓๐๙ ที่เหลือจากการเวนคืนนั้น เจ้าหน้าที่เวนคืนได้อนุมัติ ให้จัดซื้อที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์แล้ว ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการเบิกจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินมาชำระ ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๒๑,๘๓๗,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกินร้อยละ ๑๒ ต่อปี ตามขอ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชา ธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๑๐๐,๐๐๐ บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๓๐๘, ๓๔๓๐๙ เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๕ มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวง แผ่นดินหมายเลข ๓๕๑ สายต่อเขตกรุงเทพมหานครควบคุม (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒๐๒ (เขตบึงกุ่ม) พ.ศ. ๒๕๓๕ ออกใช้บังคับการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ทำให้ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืน

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๓๐๘ และ ๓๔๓๐๙ ที่เหลือจากการเวนคืนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้ทำหนังสือลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ ไปยังจำเลยที่ ๒ ขอให้จัดซื้อหรือเวนคืนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนครั้งนี้ และจำเลยที่ ๑ ได้อนุมัติให้จัดซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนตาม คำร้องขอของโจทก์แล้ว อันเป็นการจัดซื้อที่ดินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง ซึ่งวรรคสองให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๓๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือ เจ้าหน้าที่เวนคืนมีอำนาจตกลงซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนกับโจทก์ หากไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องราคาที่จัดซื้อ โจทก์ต้องสงวนสิทธิในการอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา ๖ หรือรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับนั้น แล้วอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีตามความในมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง เพื่อขอให้เพิ่มราคาที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนก่อน หากโจทก์ยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๕ วรรคสอง โจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องขอให้เพิ่มเงินค่าจัดซื้อที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจัดซื้อที่ดินของโจทก์ ทั้งที่เจ้าหน้าที่เวนคืนไม่ได้ปฏิเสธคำร้องขอของโจทก์ และยังไม่มีการอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง การฟ้องคดีของโจทก์ไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจัดซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๓๐๘ และ ๓๔๓๐๙ ที่เหลือจากการเวนคืนในราคาตามฟ้องของโจทก์ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๙,๒๓๔,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ และดอกเบี้ยในอัตราสูงสุด ของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๑๒ ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ของต้นเงิน ๑๐,๑๘๔,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ และของต้นเงิน ๙,๐๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น และศาลฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕๐,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คำขอนอกจากนี้ให้ยก.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 11 ม. 20 ม. 25 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุภา โพธิรัตนังกูร
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวีระวัตร บุณยบุตร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6395/2546
#112651
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นนัดชี้สองสถานวันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 ถึงวันนัดทนายความโจทก์ก็ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นเลื่อนการชี้สองสถานไปวันที่ 7 ธันวาคม 2542 เมื่อศาลชั้นต้นชี้สองสถานแล้วกำหนดให้นัดสืบพยานโจทก์วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ก็เพิ่งยื่นบัญชีระบุพยานวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 อันเป็นการยื่นบัญชีระบุพยานหลังวันชี้สองสถานถึงสองเดือนเศษ โดยคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานของโจทก์อ้างแต่เพียงว่า โจทก์เข้าใจว่าได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้วโดยความจริงยังไม่ปรากฏว่ามีการยื่นบัญชีระบุพยานดังที่โจทก์อ้างความเข้าใจผิดของโจทก์ดังกล่าวไม่เป็นเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาที่ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2539 ข้อ 10 กำหนดไว้ได้ การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นชี้สองสถานวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๒ และนัดสืบพยานโจทก์วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ต่อมาก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานของโจทก์ตามคำร้องลงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ศาลชั้นต้นมี คำสั่งยกคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานของโจทก์นั้นเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๐ และข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อ ๖๐ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ได้กำหนดให้คู่ความยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน เมื่อระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว ถ้าคู่ความซึ่งมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานแสดงให้เป็นที่พอใจ แก่ศาลได้ว่ามีเหตุอันควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลานั้นได้ คู่ความดังกล่าวนั้นอาจยื่นคำร้องพร้อมทั้งบัญชีระบุพยานไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษาคดีขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้น คดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่า ศาลชั้นต้นนัดชี้สองสถานครั้งแรกวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ แต่ถึงวันนัดทนายความโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นได้เลื่อนการชี้สองสถานให้โดยนัดในวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๒ ครั้นเมื่อศาลชั้นต้นชี้ สองสถานและกำหนดให้นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ โจทก์เพิ่งยื่นบัญชีระบุพยานในวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ อันเป็นการยื่นบัญชีระบุพยานหลังวันชี้สองสถานถึง ๒ เดือนเศษ ในเมื่อคำร้องขอยื่นบัญชี ระบุพยานของโจทก์ก็อ้างเพียงว่า โจทก์เข้าใจว่าได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้ว โดยความจริงยังไม่ปรากฏว่ามีการ ยื่นบัญชีระบุพยานดังอ้าง ความเข้าใจผิดของโจทก์ดังกล่าวย่อมไม่อาจรับฟัง เป็นเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดได้ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอระบุพยานของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อโจทก์มีภาระพิสูจน์ในประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องซึ่งศาลชั้นต้นชี้สองสถานไว้ว่า การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้อง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่โจทก์ไม่มีพยานนำสืบพิสูจน์ตามข้อกล่าวอ้าง กรณีจึงต้องฟังว่าการประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓๐,๐๐๐ บาท แทนจำเลยทั้งสี่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 20
ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2539 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บ. ไทยวิวัฒน์เคหะ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6384 -ที่ 6394/2546
#112754
เปิดฉบับเต็ม

ในสถานประกอบกิจการของผู้ร้องมีปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างกับสหภาพแรงงานแอมพาส ฯ ที่ตกลงกันไม่ได้ มีการเลิกจ้างลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานและกรรมการสหภาพแรงงานหลายคนโดยไม่จ่ายค่าชดเชย รวมทั้งผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดก็อยู่ระหว่างถูกผู้ร้องขออนุญาตศาลเลิกจ้าง ทำให้ได้รับความเดือดร้อน ผู้คัดค้านกับพวกจึงร่วมกันออกแถลงการณ์ส่งไปขอความช่วยเหลือจากสหภาพแรงงานอื่นเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน แม้ข้อความบางตอนในคำแถลงการณ์จะกล่าวหาว่าผู้ร้องเข้าแทรกแซงการทำงานและต้องการล้มสหภาพแรงงานแอมพาส ฯ แต่ก็เป็นการกล่าวในฐานะที่ผู้คัดค้านเป็นผู้สังกัดอยู่ในสหภาพแรงงานดังกล่าว โดยผู้คัดค้านที่ 1 เป็นประธานสหภาพแรงงาน และกำลังถูกผู้ร้องดำเนินการขอเลิกจ้าง ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ร้องได้เลิกจ้างกรรมการสหภาพไปหลายคนแล้ว หากไม่มีกรรมการ สหภาพแรงงานก็อยู่ไม่ได้ ถือได้ว่าการกระทำของผู้คัดค้านเป็นการกล่าวหรือแสดงข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) จึงไม่เป็นการหมิ่นประมาทผู้ร้อง แต่ข้อความที่กล่าวพาดพิงถึงคุณภาพสินค้าที่ผู้ร้องผลิตว่าขาดคุณภาพ ขอให้สหภาพแรงงานอื่นตรวจสอบและช่วยกดดันผู้ร้อง เป็นเจตนาที่มุ่งหวังผลจะทำลายชื่อเสียงหรือเกียรติคุณในทางการค้าของผู้ร้อง เพื่อเป็นข้อต่อรองกดดันให้ผู้ร้องยอมปฏิบัติตามความประสงค์ของผู้คัดค้าน เป็นการจงใจทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ผู้ร้องจึงมีเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบเอ็ดสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกผู้คัดค้านว่าผู้คัดค้านที่ ๑ ถึงที่ ๑๑ ตามลำดับ

ผู้ร้องทั้งสิบเอ็ดสำนวนยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้อง ขอให้อนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดโดยให้มีผลตั้งแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไป

ผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องและมีคำสั่งให้ผู้ร้องรับผู้คัดค้านทั้งหมดกลับเข้าทำงานต่อไป

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดได้กระทำการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของผู้ร้องจริง แต่ยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีร้ายแรง จึงพิพากษาให้ลงโทษผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดโดยตักเตือนเป็นหนังสือและพักงานคนละ ๑๕ วัน โดยไม่จ่ายค่าจ้าง คำขออื่นให้ยก

ผู้ร้องทั้งสิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างได้ร่วมกับลูกจ้างแจ้งข้อเรียกร้องขอแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแก่ผู้ร้อง แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ต่อมาผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดได้ออกคำแถลงการณ์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การที่ผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดออกคำแถลงการณ์นั้น เป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายหรือไม่ เห็นว่า คำแถลงการณ์มีข้อความว่า "นับตั้งแต่ที่พนักงานของบริษัทแอมพาสอินดัสตรี จำกัด บางส่วนได้รวมตัวกันก่อตั้งสหภาพแรงงานแอมพาสแห่งประเทศไทย คณะกรรมการบริหารสหภาพ ฯ ไม่สามารถที่จะดำเนินการบริหารได้ด้วยดี เพราะได้รับการแทรกแซงและขัดขวางการทำงานจากบริษัท ฯ โดยที่บริษัท ฯ ได้จ้างอดีตผู้นำแรงงานมาทำหน้าที่แรงงานสัมพันธ์ แต่พฤติกรรมของบุคคลผู้นี้ไม่ได้ทำหน้าที่แรงงานสัมพันธ์ที่ดีเลย แต่มาเพื่อที่จะเอาประสบการณ์ที่เคยเป็นผู้นำแรงงานมาทำลายองค์กรของผู้ใช้แรงงานด้วยกัน ซึ่งพิสูจน์ได้จากเหตุการณ์ที่คณะกรรมการสหภาพแรงงานแอมพาส ฯ พร้อมทั้งสมาชิก ๑๙ คน ได้ถูกฝ่ายบริหารของบริษัท ฯ เรียกเข้าพบโดยผู้บริหารแจ้งว่าบริษัท ฯ ไม่สามารถยอมรับองค์กรสหภาพแรงงานที่ลูกจ้างก่อตั้งขึ้นมาให้ดำเนินการต่อไปได้ บริษัท ฯ ได้พยายามต่อรองกับคณะกรรมการสหภาพแรงงานแอมพาส ฯ เพื่อที่จะล้มสหภาพแรงงาน แต่คณะกรรมการสหภาพแรงงานและสมาชิกทุกคนยืนยันที่จะมีองค์กรของลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานต่อไป ทำให้ฝ่ายบริหารไม่พอใจในคำตอบ จึงมีคำสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวแก่พนักงานทั้ง ๑๙ คน และทางบริษัท ฯ ยังได้มีคำสั่งเลิกจ้างกรรมการสหภาพ ฯ อนุกรรมการและสมชิก ฯ ๘ คน โดยไม่จ่ายค่าชดเชยใด ๆ ทั้งสิ้น พร้อมทั้งขออนุญาตต่อศาลเลิกจ้างกรรมการลูกจ้าง ๑๑ คน ขณะนี้สมาชิกสหภาพ ฯ ส่วนหนึ่งถูกกดดันภายในบริษัท ฯ และกลั่นแกล้งสมาชิกทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เข้าปฏิบัติหน้าที่ที่เคยทำอยู่ โดยบริษัท ฯ อ้างว่าสหภาพ ฯ ทำให้บริษัท ฯ เสียหาย และทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อบริษัท ฯ จากเหตุการณ์นี้ทำให้พนักงานที่ปฏิบัติงานไม่มีขวัญกำลังใจในการทำงาน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้สินค้าที่ส่งไปยังบริษัทของท่านไม่มีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดเนื่องจากบริษัทแอมพาส ฯ ได้รับพนักงานรับเหมาช่วง (Subcontract) เข้ามาปฏิบัติงานภายในบริษัท ฯ ซึ่งไม่มีความชำนาญ ก่อให้เกิดปัญหาด้านคุณภาพ สหภาพแรงงานแอมพาส ฯ จึงอยากให้บริษัท ฯ ของท่านตรวจสอบคุณภาพของสินค้าที่ทางบริษัทแอมพาส ฯ จัดส่งไปด้วย เพราะบริษัท ฯ อาจส่งสินค้าที่ขาดคุณภาพหรือมีคุณภาพไม่ตรงตามที่ท่านต้องการให้แก่บริษัทของท่าน และสหภาพแรงงานแอมพาส ฯ ใคร่ขอความช่วยเหลือให้ทางสหภาพ ฯ ของท่านช่วยดำเนินการกดดันบริษัทแอมพาส ฯ เพราะตอนนี้เพื่อนผู้ใช้แรงงานของท่านโดนกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรมโดยไม่ให้กลับเข้าทำงาน" และข้อความตอนท้ายระบุว่า "ทางสหภาพแรงงานแอมพาส ฯ หวังว่าคงได้รับความช่วยเหลือจากท่านเพื่อให้บริษัทแอมพาส ฯ ได้รับรู้ถึงการกระทำและเลิกแทรกแซงการกระทำของสหภาพแรงงานแอมพาส ฯ พร้อมทั้งรับพนักงานทั้งหมดที่โดนพักงานและโดนเลิกจ้างทุกคนกลับเข้าทำงานเหมือนเดิม" ซึ่งแปลความได้ว่า ขณะออกคำแถลงการณ์นั้น ในสถานประกอบกิจการของผู้ร้องมีปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างผู้ร้องกับสหภาพแรงงานแอมพาส ฯ ที่ตกลงกันไม่ได้ มีการเลิกจ้างลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานและกรรมการสหภาพแรงงานหลายคนโดยไม่จ่ายค่าชดเชย รวมทั้งผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดก็อยู่ระหว่างถูกผู้ร้องขออนุญาตศาลเลิกจ้างทำให้ได้รับความเดือดร้อน ผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดกับพวกจึงร่วมกันออกคำแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวส่งไปขอความช่วยเหลือจากสหภาพแรงงานอื่นเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนดังเหตุผลที่ศาลแรรงานกลางวินิจฉัยมา แม้มีข้อความบางตอนกล่าวหาผู้ร้องว่าเข้าแทรกแซงการทำงาน และต้องการจะล้มล้างสหภาพแรงงานแอมพาส ฯ อยู่ด้วย แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่า ผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดกล่าวในฐานะที่เป็นผู้สังกัดอยู่ในสหภาพแรงงานดังกล่าว โดยผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นประธานสหภาพแรงงาน ฯ และกำลังถูกผู้ร้องดำเนินการขอเลิกจ้าง ทั้งก่อนหน้านี้ผู้ร้องได้เลิกจ้างกรรมการสหภาพแรงงานไปแล้วหลายคน ซึ่งหากไม่มีกรรมการดังกล่าว สหภาพแรงงานอันเป็นองค์กรของลูกจ้างก็ดำรงอยู่ต่อไปไม่ได้ จึงพอถือได้ว่าเป็นการกล่าวหรือแสดงข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙ (๑) ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่ในส่วนข้อความที่กล่าวพาดพิงถึงคุณภาพสินค้าที่ผู้ร้องผลิตว่าขาดคุณภาพ ขอให้สหภาพแรงงานอื่นตรวจสอบคุณภาพของสินค้าและขอให้ช่วยกดดันผู้ร้องนั้น เมื่ออ่านข้อความทั้งหมดแล้ว จะเห็นเจตนาของผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดได้ว่ามุ่งหวังผลที่จะทำลายชื่อเสียงหรือเกียรติคุณในทางการค้าของผู้ร้องเพื่อเป็นข้อต่อรองกดดันให้ผู้ร้องจำยอมปฏิบัติตามความประสงค์ของตนอันเป็นการจงใจทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย ผู้ร้องจึงมีสิทธิเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดได้ ดังนั้น แม้กรณีจะยังถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาหมิ่นประมาทนายจ้าง แต่การที่ผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย จึงมีเหตุอันสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดได้ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้นบางส่วน ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ร้องไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทแอมพาสอินดัสตรี จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายมนตรี ปานแดง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยงยุทธ สมัย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6288 -ที่ 6383/2546
#267542
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทจำเลยมีคำสั่งให้ลูกจ้างรวมถึงโจทก์ทั้งเก้าสิบหกหยุดงาน โดยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันที่ไม่มาทำงานร้อยละห้าสิบของค่าจ้างปกติ ต่อมาตัวแทนโจทก์ทั้งเก้าสิบหกได้ร้องเรียนเกี่ยวกับการออกคำสั่งดังกล่าวต่อพนักงานตรวจแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนแก่โจทก์ลูกจ้างที่ให้หยุดงานชั่วคราว จำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วไม่ได้ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง แต่จำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครมีคำสั่งไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาของพนักงานตรวจแรงงาน แต่การดำเนินการดังกล่าวของจำเลยผู้เป็นนายจ้างหาชอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 ไม่ เนื่องจากตามบทบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติให้นายจ้างซึ่งไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจะต้องนำคดีไปสู่ศาลแรงงาน เมื่อจำเลยมิได้นำคดีไปสู่ศาลแรงงานกลางเพื่อฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานย่อมเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 แสดงให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรม ทั้งมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 3 กรณีดังกล่าวจึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเก้าสิบหกสำนวนนี้กับคดีหมายเลขดำที่ 7760/2543, 7782/2543, 7785/2543 และ 7786/2543 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 100 ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 66 ที่ 88 ที่ 91 และที่ 92 ในคดีทั้งสี่สำนวนดังกล่าวขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางอนุญาตและจำหน่ายคดีจากสารบบความ จึงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีทั้งเก้าสิบหกสำนวนนี้

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 65 ที่ 67 ถึงที่ 87 ที่ 89 ถึงที่ 90 และที่ 93 ถึงที่ 100 รวมเก้าสิบหกสำนวนฟ้องใจความทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งเก้าสิบหกอีกคนละร้อยละ 50 สำหรับปี 2541, 2542 และ 2543 ตามบัญชีหน้าคำฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 วันที่ 1 มกราคม 2543 และวันที่ 1 มกราคม 2544 ตามลำดับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งเก้าสิบหกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 65 ที่ 67 ถึงที่ 87 ที่ 89 ถึงที่ 90 และที่ 93 ถึงที่ 100 ตามบัญชีรายชื่อท้ายคำพิพากษา พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม ของปีถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งเก้าสิบหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีทั้งเก้าสิบหกสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติได้ความว่า จำเลยประกอบกิจการเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสิ่งทอ โจทก์ทั้งเก้าสิบหกเป็นลูกจ้างจำเลย ทำงานในฝ่ายผลิต จำเลยมีคำสั่งให้ลูกจ้างในฝ่ายผลิตซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งเก้าสิบหกหยุดงานโดยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันที่ไม่มาทำงานร้อยละห้าสิบของค่าจ้างปกติ เมื่อเดือนกันยายน 2542 ตัวแทนโจทก์ทั้งเก้าสิบหกได้ร้องเรียนเกี่ยวกับการออกคำสั่งให้ลูกจ้างในฝ่ายผลิตหยุดทำงานโดยจ่ายค่าจ้างร้อยละห้าสิบต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วมีคำสั่งที่ 7/2542 ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งเก้าสิบหกเต็มจำนวนที่หยุดงานชั่วคราว จำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วไม่ได้ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง แต่จำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสมทุรสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครมีคำสั่งว่าอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ (จำเลย) ฟังขึ้น จึงไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาของพนักงานตรวจแรงงาน ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าหลังจากพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 7/2542 ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนแก่ลูกจ้างที่ให้หยุดงานชั่วคราว แม้จำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครมีคำสั่งไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาของพนักงานตรวจแรงงานก็ตาม แต่การดำเนินการดังกล่าวของจำเลยผู้เป็นนายจ้างหาชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ไม่ เนื่องจากตามบทบัญญัติข้างต้นได้บัญญัติทางแก้ไว้โดยเฉพาะสำหรับนายจ้างซึ่งไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานโดยจะต้องนำคดีไปสู่ศาลแรงงาน ดังจะเห็นได้ว่าสำหรับนายจ้างผู้เป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาลแรงงานยังจะต้องวางเงินต่อศาลแรงงานตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้นด้วย เมื่อจำเลยมิได้นำคดีไปสู่ศาลแรงงานกลางเพื่อฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตามบทบัญญัติข้างต้น แสดงให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรม ทั้งมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 3 กรณีดังกล่าว จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 จำเลยจำต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานโดยต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งเก้าสิบหกดังที่ปรากฏในบัญชีท้ายคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการที่จำเลยสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานชั่วคราวโดยจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างร้อยละห้าสิบตลอดระยะเวลาในการหยุดงานนั้นเป็นการกระทำที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 ดังที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพาณี สุราศรี กับพวก
จำเลย — บริษัทบริติช - ไทย ซินเทติคส์เท็กสไทล์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6273/2546
#112729
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงไม่ได้ความจากผู้เสียหายว่า จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ร่วมกันโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนว่าในการกู้ยืมเงินของสมาชิกนั้น บริษัท ค. จะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างของบริษัท ค. สามีของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นชาวต่างชาติใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ค. แทน ก่อนจำเลยที่ 1 จะถอนชื่อออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท ค. จำเลยที่ 1 ไม่ทราบการดำเนินการของบริษัท ค. จึงฟังได้ว่า การลงทุนของผู้เสียหายมิได้เกิดจากการโฆษณาหรือประกาศชักชวนของจำเลยทั้งสี่โดยตรง จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 , 12

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ , ๓๔๓ , ๘๓ , ๙๑ พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๔ , ๕ , ๙ , ๑๒ , ๑๕ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินจำนวน ๔,๕๐๓,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี นับแต่วันลงทุนจนกว่าจะคืนต้นเงินเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๔ , ๑๒ จำคุกคนละ ๕ ปี คำเบิกความของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ ๓ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่แต่เพียงว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๔ ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๔ ที่บังคับใช้ในขณะเกิดเหตุคดีนี้บัญญัติว่า "ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่า ในการกู้ยืมเงิน ตนหรือบุคคลใดจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นจะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน หรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ และในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน" คดีนี้โจทก์มีผู้เสียหายหลายรายมาเบิกความเป็นประจักษ์พยานได้ความว่า หลังจากผู้เสียหายบางคนทราบจากประกาศโฆษณาชักชวนของบริษัทคอสเมติกส์ ดีเวลอปเม้นท์ส จำกัด ต่างพากันไปยังที่ทำการของบริษัท จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อธิบายการเข้าเป็นสมาชิกร่วมลงทุนกับบริษัท และกรรมวิธีผสมหัวเชื้อแบคทีเรีย แล็คติคส์ แอซิส เพื่อผลิตเป็นวัตถุดิบส่งบริษัท โดยมอบแผ่นพับโฆษณาและกระดาษแนะนำเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในการผลิตให้แก่สมาชิก กับได้ขายหัวเชื้อให้แก่สมาชิก รับซื้อวัตถุดิบที่สมาชิกผลิตได้ รวมทั้งรับและจ่ายเงินให้แก่สมาชิก ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ได้กล่าวอภิปรายต่อที่ประชุมที่โรงแรมปอยหลวง จังหวัดเชียงใหม่ และสาธิตการหมักหัวเชื้อให้สมาชิกดู โดยที่ไม่ได้ความจากผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ร่วมกันโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนว่า ในการกู้ยืมเงินของสมาชิกนั้นบริษัทคอสเมติคส์ ดีเวลอปเม้นท์ส จำกัด จะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ การอธิบายกรรมวิธีผสมหัวเชื้อแบคทีเรีย แล็คติคส์ แอซิส การรับและจ่ายเงินให้สมาชิกผู้ร่วมลงทุนของจำเลยดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างของบริษัท และได้ความจากนายเอนก ธำรงวรางกูร พยานโจทก์ผู้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทคอสเมติคส์ ดีเวลอปเม้นท์ส จำกัด ว่า สามีของจำเลยที่ ๑ ได้ใส่ชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือหุ้นแทน ก่อนที่จำเลยที่ ๑ จะถอนชื่อออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท จำเลยที่ ๑ ไม่ทราบการดำเนินการของบริษัท จำเลยที่ ๑ เป็นเพียงผู้ถือหุ้นของบริษัทเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า การลงทุนของผู้เสียหายมิได้เกิดจากการโฆษณาหรือประกาศชักชวนของจำเลยทั้งสี่โดยตรง จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๔ , ๑๒ ตามที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๔ , ๑๒ เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ม. 3 ม. 4 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวสุปราณี สังข์น้ำมนต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพิศิฏฐ์ สุดลาภา
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6255/2546
#113170
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าโจทก์ทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยประสงค์จะทำสัญญาซื้อขายต่อไป แต่จำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ให้ทำสัญญาจำนอง โจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญาจำนองและไม่มีเจตนาทำนิติกรรมจำนอง ขอให้เพิกถอนสัญญาจำนอง จำเลยทั้งสองให้การว่าสัญญาจำนองกระทำโดยชอบและสุจริต ไม่มีเหตุเพิกถอนตามคำคู่ความดังกล่าว จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าการทำสัญญาจำนองเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ ทั้งปัญหาว่าสัญญาจำนองเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ มิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกปัญหาว่าสัญญาจำนองเป็นนิติกรรมอำพรางขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

ปัญหาว่าศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ยกขึ้นกล่าวในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ก็สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

ตามคำคู่ความมีประเด็นเพียงว่า โจทก์มีเจตนาทำนิติกรรมจำนองเพื่อประกันเงินกู้และโจทก์ได้รับเงินตามสัญญากู้หรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าสัญญาจำนองที่ดินเป็นโมฆียะเพราะโจทก์กระทำโดยถูกจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กลฉ้อฉลหรือไม่นั้น จึงไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาตามประเด็นที่ถูกต้องศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัย แต่เนื่องจากคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน

โจทก์ประสงค์ทำนิติกรรมจะขายที่ดินโดยไม่มีเจตนาทำนิติกรรมจำนองที่ดินแก่จำเลยที่ 2 ดังนั้น การทำสัญญาจำนองของโจทก์จึงเป็นการกระทำไปโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรม สัญญาจำนองจึงตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองสมคบกันหลอกลวงโจทก์ไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปากช่อง ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ให้ทำสัญญาจำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันเงินกู้จำนวน 1,400,000 บาท โจทก์ไม่เคยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีเจตนาที่จะทำนิติกรรมจำนองขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 2232 ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ลงวันที่ 21 เมษายน 2538

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 2232 ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ลงวันที่ 21 เมษายน 2538 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นายสมบูรณ์ พรรษา ทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองเพราะเป็นนิติกรรมอำพรางเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า ตามคำคู่ความดังกล่าวไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าการทำสัญญาจำนองเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ ทั้งปัญหาว่าสัญญาจำนองเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ มิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกปัญหาว่าสัญญาจำนองเป็นนิติกรรมอำพรางขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง อนึ่ง ปัญหาที่ว่า ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ยกขึ้นกล่าวในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ก็สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า สัญญาจำนองที่ดินเป็นโมฆียะเพราะโจทก์กระทำโดยถูกจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กลฉ้อฉลหรือไม่นั้น จึงเป็นการไม่ถูกต้อง เนื่องจากตามคำคู่ความมีประเด็นพิพาทว่า โจทก์มีเจตนาทำนิติกรรมจำนองเพื่อประกันเงินกู้และโจทก์ได้รับเงินตามสัญญากู้หรือไม่ ซึ่งปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยแต่เนื่องจากคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ซึ่งตามปัญหาดังกล่าว โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 2232 ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 18 ไร่ ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2538 โจทก์ทำสัญญาจะขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 รวมราคา 2,700,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 วางมัดจำเป็นเงิน 100,000 บาท ตามเช็คธนาคารนครธน จำกัด สาขาปากช่อง ที่เหลือตกลงชำระเป็นงวด งวดละ 500,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2538 จำเลยที่ 1 พาโจทก์ไปพบจำเลยที่ 2 ที่สำนักงานที่ดิน อำเภอปากช่อง จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 จะเป็นหุ้นส่วนที่จะซื้อที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินสอบถามโจทก์ว่าจะนำที่ดินมาจำนองหรือไม่ โจทก์แจ้งว่าโจทก์ประสงค์จะขายที่ดินเท่านั้น คำเบิกความของโจทก์มีเหตุผล และสอดคล้องกับสัญญาจะซื้อจะขายตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 กระทำต่อกัน ซึ่งมีการชำระเงินบางส่วนแล้ว ตามเช็คแสดงว่าโจทก์ประสงค์จะทำสัญญาซื้อขาย แม้ข้อเท็จจริงต่อมาปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นนิติกรรมจำนองนั้น ในเรื่องนี้ โจทก์เบิกความว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเอกสารมาให้โจทก์ลงชื่อ โดยโจทก์อ่านหนังสือไม่ออก ซึ่งก็มีเหตุผลให้รับฟังเพราะตามใบมอบอำนาจที่ฝ่ายจำเลยทั้งสองอ้างส่งก็ปรากฏว่าโจทก์ได้ลงชื่อไว้ในเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้โดยยังมิได้กรอกข้อความอันแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีความประสงค์จะทำสัญญาซื้อขายเท่านั้น แต่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารที่เกี่ยวข้องด้วยความเชื่อใจว่าจำเลยทั้งสองจะนำไปดำเนินการจดทะเบียนซื้อขายที่ดิน ส่วนที่จำเลยที่ 2 นำสืบโดยมีจำเลยที่ 1 เบิกความว่าหลังจากที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแล้ว โจทก์มาพบจำเลยที่ 1 แจ้งว่าที่ดินอยู่ในระยะเวลาห้ามโอนไม่อาจขายที่ดินได้ จำเลยที่ 1 จึงบอกเลิกสัญญาซื้อขายแต่โจทก์ต้องการเงิน จำเลยที่ 1 จึงแนะนำให้โจทก์กู้เงินจากจำเลยที่ 2 โดยข้อนี้ จำเลยที่ 2 มีนายสุนทร รวยดี ทนายจำเลยที่ 2 เบิกความว่าจำเลยที่ 2 มีอาชีพให้กู้ยืม เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2538 โจทก์และจำเลยที่ 1 ไปติดต่อกู้ยืมเงินจำเลยที่ 2 โดยทำสัญญากู้ยืมกันที่สำนักงานของนายสุนทร นายสุนทรเห็นว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์มีข้อกำหนดห้ามโอน จึงแนะนำว่าทำนิติกรรมให้ไม่ได้ แต่ให้ไปจดทะเบียนจำนองที่สำนักงานที่ดินแทนจริง ที่นายสุนทรเบิกความอ้างว่าโจทก์ประสงค์จะมากู้ยืม แต่ที่ดินดังกล่าวมีข้อกำหนดห้ามโอน ทำนิติกรรมไม่ได้ นายสุนทรจึงแนะนำให้ไปทำสัญญาจำนองแทนนั้นคำเบิกความของนายสุนทรมีพิรุธและขัดเหตุผล เนื่องจากหากโจทก์ประสงค์จะทำสัญญากู้ยืมจากจำเลยที่ 2 จริง ก็ไม่มีข้อขัดข้องในการทำนิติกรรมเนื่องจากลักษณะของการทำนิติกรรมกู้ยืมกับจำนองสามารถกระทำได้ไม่ต้องห้าม ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์จะมีข้อห้ามก็โดยการโอนขายที่ดินเท่านั้น เนื่องจากมีข้อกำหนดห้ามโอนไว้ นอกจากนี้คำเบิกความของนายสุนทรก็ยังขัดกับคำให้การจำเลยที่ 2 ซึ่งให้การว่า โจทก์ทำสัญญากู้และจดทะเบียนจำนอง และขัดกับสัญญาจำนองที่ระบุว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ด้วย ยิ่งกว่านั้น ตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าในวันจดทะเบียนจำนอง จำเลยที่ 2 ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์แล้ว โดยชำระเป็นเงินสดจำนวน 844,000 บาท และแคชเชียร์เช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาปากช่อง จำนวน 600,000 บาท แก่โจทก์ คำเบิกความของจำเลยที่ 2 ก็ขัดเหตุผล เนื่องจากหากจำเลยที่ 2 จะชำระเงินให้แก่โจทก์จริงก็น่าจะจัดทำเป็นแคชเชียร์เช็คมาทั้งหมด หรือชำระแก่โจทก์เป็นเงินสดไปทั้งหมด เพราะตามบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 มีการเบิกเงินสด เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2538 ซึ่งเป็นวันก่อนทำจำนอง จำนวน 200,000 บาท และเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2538 ซึ่งเป็นวันทำจำนอง จำนวน 1,300,000 บาท โดยมาทำการเบิกที่อำเภอปากช่อง จึงไม่น่าจะจัดทำเป็นแคชเชียร์เช็คส่วนหนึ่งและชำระเป็นเงินสดมาอีกมาอีกส่วนอันก่อความยุ่งยากแก่ตัวจำเลยที่ 2 เองและโจทก์โดยไม่จำเป็น ทั้งไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าโจทก์ได้รับเงินสดและแคชเชียร์เช็คแต่อย่างใด ทั้งที่จำเลยที่ 2 มีอาชีพปล่อยเงินกู้มีนายสุนทรเป็นทรายความคอยให้คำปรึกษา ส่วนที่จำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 1 มาเบิกความยืนยันว่าโจทก์ได้รับเงินไปตามสัญญาจำนองแล้วโดยเบิกความว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์ไปขึ้นเงินตามแคชเชียร์เช็คจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาปากช่อง แต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับเงินจากธนาคารเพราะโจทก์ไม่เข้าใจแล้วโจทก์คืนเงินที่ได้รับให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท โดยให้โจทก์นำเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเงินเป็นค่ามัดจำไว้นั้นไปขึ้นเงินเอง คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงขัดแย้งกันเองและขัดเหตุผล เพราะหากโจทก์ไม่เข้าใจการเบิกเงินตามแคชเชียร์เช็ค โจทก์ก็ย่อมไม่เข้าใจการขึ้นเงินตามเช็คด้วยเช่นกัน เมื่อโจทก์ไม่เข้าใจในการเบิกเงินจากธนาคารก็ไม่มีความจำเป็นที่จะให้โจทก์จะนำเช็คไปขึ้นเงินเอง โดยจำเลยที่ 1 ควรมอบเงินที่เบิกตามแคชเชียร์เช็คให้แก่โจทก์แล้วขอเช็คคืน ย่อมจะเป็นการสะดวกกว่า อนึ่งถ้าโจทก์ไปธนาคารกับจำเลยที่ 1 จริง ก็น่าจะให้โจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในการรับเงินตามแคชเชียร์เช็ค เพราะแม้แต่เช็คก็ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับเงินตามเช็ค พยานหลักฐานตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ที่ว่าได้ทำสัญญาจำนองไปโดยชอบจึงมีพิรุธและขัดต่อเหตุผล ไม่อาจรับฟังได้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ประสงค์ทำนิติกรรมจะขายที่ดินโดยไม่มีเจตนาทำนิติกรรมจำนองที่ดินแก่จำเลยที่ 2 ทั้งมิได้รับเงินตามสัญญากู้ ส่วนการรับเงินตามเช็คนั้น เป็นการรับเงินตามสัญญาจะซื้อจะขาย ดังนั้น การทำสัญญาจำนองของโจทก์จึงเป็นการกระทำไปโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรม สัญญาจำนองจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมจำนองที่ดินนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 ม. 156 ม. 159 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 142 (5) ม. 183 ม. 243 ม. 247 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดำ พรรษา โดยนายสมบูรณ์ พรรษา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายไพโรจน์ เสือคำรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นางสาวอรนุช อาชาทองสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายจรูญ อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6158 -ที่ 6220/2546
#112621
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดเนื่องจากสัญญาเช่าโรงงานสุราบางยี่ขันระหว่างจำเลยกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมสิ้นสุดลง เป็นเหตุให้ใบอนุญาตการผลิตและจำหน่ายสุราของจำเลยสิ้นสุดไปด้วย จำเลยไม่สามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ จึงต้องเลิกกิจการและส่งมอบโรงงานคืนแก่กรมโรงงานอุตสาหกรรม การเลิกจ้างครั้งนี้เป็นการเลิกจ้างพนักงานของจำเลยทุกคน ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติหรือมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ทั้งหมด จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสิบสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๖๓ ตามลำดับ

โจทก์ทั้งหกสิบสามสำนวนฟ้องใจความว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดเพราะเหตุสัญญาเช่าโรงงานสิ้นสุด ซึ่งมิใช่ความผิดของโจทก์ทั้งหมด การเลิกจ้างจึงไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ทั้งหมด ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งหมด กลับเข้าทำงานตามตำแหน่งเดิมและอัตราค่าจ้างเดิม หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ ให้จ่ายค่าเสียหายตามระยะเวลาการทำงานของโจทก์ทั้งหมดปีละหนึ่งเดือนกับค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้ายทุกเดือนตามจำนวนระยะเวลาทำงานที่เหลือจนกว่าจะเกษียณอายุ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จตามคำขอ ท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งหกสิบสามสำนวนให้การว่า จำเลยได้รับสิทธิเป็นผู้เช่าโรงงานสุราบางยี่ขันจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม จึงจ้างโจทก์ทั้งหมดเป็นลูกจ้างตามกำหนดอายุสัญญาเช่า ต่อมากระทรวงอุตสาหกรรมโดยมติคณะรัฐมนตรีประกาศขายกิจการโรงงานสุราบางยี่ขันโดยการเปิดประมูล มีนิติบุคคลรายอื่นประมูลซื้อได้และเริ่มประกอบกิจการตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๓ จำเลยจึงต้องเลิกกิจการและคืนโรงงานที่เช่าแก่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อส่งมอบแก่ผู้ประมูลซื้อได้ และบอกเลิกสัญญาจ้างแก่พนักงานทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งหมด โดยได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และเลิกจ้างพนักงานทุกคนทั้งโรงงาน มิได้กลั่นแกล้งเลิกจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม ทั้งนี้จำเลยได้จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งหมดรับไปครบถ้วนแล้วตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งจ่ายสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น โบนัส โบนัสพิเศษ และเงินบำเหน็จตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งหกสิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า เดิมโจทก์ทั้งหมดเป็นลูกจ้างของบริษัทสุรามหาคุณ จำกัด ซึ่งเป็นผู้เช่าดำเนินกิจการโรงงานสุราบางยี่ขันจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม หลังจากสิ้นสุด สัญญาเช่ากับบริษัทดังกล่าว จำเลยเป็นผู้ประมูลเช่ารายใหม่ จึงได้ทำสัญญาเช่ากับกรมโรงงานอุตสาหกรรมและเข้าดำเนิน กิจการโรงงานสุราบางยี่ขันในการผลิตและจำหน่ายสุรา รวมทั้งรับโอนพนักงานของบริษัทสุรามหาคุณ จำกัด ผู้เช่าเดิม รวมโจทก์ทั้งหมดด้วยมาเป็นลูกจ้างของจำเลยและให้ทำงานต่อเนื่องมานับตั้งแต่วันเริ่มสัญญาเช่าในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๓ จนถึงวันสิ้นสุดสัญญาเช่าในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๒ หลังจากสิ้นสุดสัญญาเช่าผู้ประมูลซื้อกิจการไม่รับโอนโจทก์ทั้งหมด ไปเป็นลูกจ้าง จึงจ่ายเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย ๙๐ วัน แก่โจทก์ทั้งหมดและโจทก์ทั้งหมดได้รับค่าชดเชยครบถ้วนตามกฎหมายรวมทั้งโบนัส โบนัสพิเศษ และเงินบำเหน็จตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยจากจำเลยแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหมดว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า สาเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดเนื่องจากสัญญาเช่าโรงงานสุราบางยี่ขันระหว่างจำเลยกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมสิ้นสุดลง เป็นเหตุให้ใบอนุญาตการผลิตและจำหน่ายสุราของจำเลยสิ้นสุดไปด้วย จำเลยไม่สามารถประกอบธุรกิจ ดังกล่าวต่อไปได้ จึงต้องเลิกกิจการและส่งมอบโรงงานคืนแก่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อส่งมอบแก่ผู้ประมูลซื้อ กิจการ เดิมโจทก์ทั้งหมดเป็นลูกจ้างของบริษัทสุรามหาคุณ จำกัด ซึ่งจำเลยรับโอนมาเป็นลูกจ้างเมื่อประมูลการเช่า กิจการโรงงานสุราบางยี่ขันได้ โจทก์ทั้งหมดจึงทราบอยู่แล้วว่า เมื่อสัญญาเช่าของจำเลยสิ้นสุดลง จะต้องมีการโอนพนักงานต่อไปยังผู้ดำเนินกิจการรายใหม่ดังที่เคยปฏิบัติมา ทั้งก่อนสิ้นสุดอายุสัญญาเช่าจำเลยได้ออกประกาศเรื่อง การเลิกจ้างพนักงานและแจ้งสิทธิประโยชน์ของพนักงานเมื่อสิ้นสุดการเช่าแล้ว โดยประกาศ ณ วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ระบุว่า เลิกจ้างตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๓ ซึ่งมีระยะเวลากว่า ๑ เดือน อันเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญาเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๒ แล้ว ปัญหาว่าการตกลงว่าจ้างโจทก์ทั้งหมดจะมีกำหนดระยะเวลาแน่นอนหรือไม่ จึงมิใช่ข้อสาระสำคัญ ที่โจทก์ทั้งหมดอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่าการตกลงว่าจ้างโจทก์ทั้งหมดไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย ส่วนข้อที่โจทก์ทั้งหมดอุทธรณ์ว่า เมื่อผู้ประมูลซื้อกิจการ ไม่รับโอนโจทก์ทั้งหมดไปเป็นลูกจ้าง โจทก์ทั้งหมดจึงยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลยต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๗ วรรคแรก นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดแล้ว โจทก์ทั้งหมดจึงมิได้เป็น ลูกจ้างของจำเลยอีกต่อไป นอกจากนี้ยังปรากฏด้วยว่า การเลิกจ้างครั้งนี้เป็นการเลิกจ้างพนักงานของจำเลยทุกคน เนื่องจากความจำเป็นที่จำเลยต้องเลิกกิจการ ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติหรือมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ทั้งหมด ทั้งจำเลย ยังได้จ่ายค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์ทั้งหมดพึงได้รับตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยไปจนครบถ้วน และโจทก์ทั้งหมดยังได้รับเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย ๙๐ วัน จากผู้ประมูลซื้อกิจการซึ่งมิได้รับโอนโจทก์ทั้งหมด ไปเป็นลูกจ้างแล้วด้วย กรณีจึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหมดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประวัติ สุทธิอุดมรัตน์
จำเลย — บริษัทสุรามหาราษฎร จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางเมธินี ทิพย์มณเฑียร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6157/2546
#112673
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของโจทก์ที่อ้างว่างานที่โจทก์ทำไม่เข้าลักษณะงานตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ซึ่งออกตามมาตรา 6 และมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินประกัน การทำงานที่เก็บไปให้แก่โจทก์นั้น แม้มิใช่ข้อที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง แต่เป็นการอุทธรณ์เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายจากการทำงานตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์มีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

โจทก์มิใช่พนักงานการเงิน แต่โจทก์เป็นผู้จัดการอาคารชุด มีสิทธิรับเงินจากลูกค้าและออกใบเสร็จรับเงิน ในนามตนเอง ควบคุมกำกับดูแลการจัดเก็บเงินและค่าใช้จ่ายต่างๆ ควบคุมการนำส่งทางการเงินและบัญชี ควบคุมพนักงานการเงินให้จัดเก็บเงินให้ถูกต้องตามความเป็นจริง และมีอำนาจตรวจสอบความถูกต้องทางการเงินด้วย โจทก์จึงเป็นผู้มีหน้าที่ควบคุมเงินของนายจ้างอันเป็นงานตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ 4 (6) นายจ้างเรียกเก็บเงินประกันการทำงานจากโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินประกันการทำงานเป็นเงิน ๑๒,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินประกันการทำงาน ๑,๕๕๗ บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๕๕๗ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคล ประเภทบริษัทจำกัด ได้รับโจทก์เป็นลูกจ้าง จ่ายค่าจ้างเป็นเดือนทุกวันสิ้นเดือน โจทก์ทำงานติดต่อกันจนถึงวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ซึ่งในขณะนั้นโจทก์เป็นผู้จัดการอาคารชุดโครงการนิติบุคคลอาคารชุดเคหะชุมชนร่มเกล้า ๑ จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าจ้างให้โจทก์เดือนละ ๑๓,๗๕๙ บาท ครั้นวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ เป็นต้นไป โจทก์ไม่ได้มาทำงาน กับจำเลยที่ ๑ ตามปกติ ระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ นั้น จำเลยที่ ๑ ได้หักเงินประกันการทำงานจากเงินเดือนของโจทก์รวม ๑๒,๐๐๐ บาท โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๑ หักเงินเดือนของโจทก์เป็นเงินประกันการทำงานเดือนละ ๑,๒๐๐ บาท ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๐ ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เป็นเงิน ๑๒,๐๐๐ บาท ซึ่งงานของโจทก์ที่ลงลายมือชื่อ ในใบเสร็จรับเงิน บางครั้งก็ไปเก็บเงินจากลูกค้าเนื่องจากพนักงานการเงินไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากลูกค้าได้ทันนั้นเป็นเพียงการให้บริการแก่ลูกค้า โจทก์ไม่ใช่พนักงานเก็บและจ่ายเงิน งานที่โจทก์ทำไม่เข้าลักษณะงาน ๖ ประเภทงานที่นายจ้างจะเรียกเงินประกันการทำงานจากลูกจ้างได้ ตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ซึ่ง ออกตามมาตรา ๖ และมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ จึงต้องคืนเงินประกัน การทำงานดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามมาตรา ๑๐ วรรคสุดท้าย ไม่มีสิทธินำไปหักชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ ๑ นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้แม้จะมิใช่ข้อที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง แต่เป็นอุทธรณ์เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ ที่นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายจากการทำงานตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์มีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ เห็นว่า แม้โจทก์จะมิใช่พนักงานการเงิน แต่การที่โจทก์เป็นผู้จัดการอาคารชุดมีสิทธิที่จะรับเงินจากลูกค้าและออกใบเสร็จรับเงินในนามของตนเองได้ ควบคุมกำกับดูแลในการจัดเก็บเงิน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ควบคุมการนำส่งทางการเงินและบัญชีควบคุมพนักงานการเงินให้จัดเก็บเงินให้ถูกต้องตาม ความเป็นจริงและมีอำนาจตรวจสอบความถูกต้องทางการเงินด้วย โจทก์จึงเป็นผู้มีหน้าที่ควบคุมเงินของนายจ้าง อันเป็นงานในข้อ ๔ (๖) ที่นายจ้างสามารถเรียกเก็บเงินประกันการทำงานจากโจทก์ได้ ตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหาย ในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องคืนเงินประกันการทำงานตามฟ้องให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 6 ม. 10
ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ม. 4 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรชนก วิภูษณะ
จำเลย — บริษัทจัดการทรัพย์สินและชุมชน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ธรรมฤาชุ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6102/2546
#50923
เปิดฉบับเต็ม

ตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นดำเนินกิจการในทางช่วยเหลือส่งเสริมอาชีพของเกษตรกรหรือดำเนินการของเกษตรกรโดยตรง จึงถือว่าเป็นกิจการอย่างอื่นที่ธนาคารโจทก์กระทำเพื่อให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของธนาคารได้นอกเหนือจากการให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 และเมื่อกิจการตลาดกลางเกษตรขอนแก่นเป็นกิจการของโจทก์รายได้จากกิจการดังกล่าวจึงถือเป็นรายได้ของโจทก์ ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 มีวัตถุประสงค์ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่เกษตรกรกลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตร ประกอบธุรกิจอื่น อันเป็นการส่งเสริมหรือสนับสนุนการประกอบเกษตรกรรมและดำเนินกิจการตลาดผลิตผลการเกษตร และผลิตภัณฑ์จากผลิตผลการเกษตรได้ตามกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 มาตรา 9(2) จำเลยเป็นนิติบุคคล เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง โจทก์ดำเนินกิจการตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่น ตั้งแต่ปี 2533 เจ้าพนักงานประเมินได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2541 จากโจทก์ รวมเป็นเงิน 52,944 บาท โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า การประเมินสำหรับเดือนพฤษภาคม 2541 ชอบแล้ว ให้งดเบี้ยปรับเงินเพิ่มต้องชำระตามกฎหมาย เป็นเงิน 12,582 บาท ส่วนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนมิถุนายน 2541 จำนวน 13,616.01 บาท ให้ลดลง 7,948.87 บาท ผลทำให้เงินเพิ่มลดลง 1,669.26 บาท เบี้ยปรับให้งด ให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มเป็นเงิน 6,857 บาท โดยให้เหตุผลว่าตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นแม้เป็นกิจการของโจทก์ แต่ลักษณะการประกอบกิจการ และวัตถุประสงค์ของตลาด มิใช่การประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ของธนาคาร ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 จึงไม่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนการประเมินภาษีกรณีมีรายรับจากการรับฝากสินค้าในฉางข้าวถือเป็นรายรับจากการให้บริการรับฝากสินค้า มิใช่เป็นการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยเพราะตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นเป็นกิจการของโจทก์มิใช่เป็นนิติบุคคลต่างหากจากโจทก์ วัตถุประสงค์ของตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นจึงเป็นกิจการตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 มาตรา 98(2) ตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่น จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2529 รัฐบาลสมัยนั้นได้มอบหมายให้โจทก์ดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกจากชาวนา เพื่อช่วยเหลือชาวนาให้สามารถเก็บข้าวเปลือกไว้รอราคาและเพื่อให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาในระยะยาวรัฐบาลโดยคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองและอนุมัติโครงการเร่งรัดฟื้นฟูการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (ก.ฟ.ค.) ได้อนุมัติเงินงบประมาณแผ่นดินวงเงิน 34 ล้านบาท ให้โจทก์ใช้จัดสร้างตลาดกลางข้าวเปลือกระดับภาคซึ่งกรรมการของโจทก์มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานได้อนุมัติให้โจทก์จัดสร้างตลาดกลางสินค้าเกษตรที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2530 ดังนั้น การดำเนินการตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นของโจทก์ จึงเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2529 และมติคณะกรรมการโจทก์ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 มาตรา 13 ซึ่งบังคับใช้อยู่ในขณะนั้น โดยให้อำนาจโจทก์กระทำกิจการอย่างอื่นที่เกี่ยวเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อส่งเสริมอาชีพการเกษตรหรือดำเนินงานของเกษตรกรซึ่งต่อมากระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงรองรับให้โจทก์สามารถประกอบธุรกิจตลาดผลิตผลการเกษตรได้ กิจการของโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 มาตรา 41 ที่บัญญัติให้โจทก์ได้รับยกเว้นการเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร โดยโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีอากรรวมทั้งภาษีการค้าสำหรับกิจการตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นและประมวลรัษฎากร มาตรา 77/3 ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่กิจการของโจทก์ เนื่องจากเป็นกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/3(1) แห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 77/3 ได้บัญญัติยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่กิจการของโจทก์ทุกกิจกรรมที่โจทก์ประกอบการภายใต้วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรพ.ศ. 2509 หากกฎหมายประสงค์จะยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะหรือภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์เฉพาะกิจการธนาคารหรือกิจการใดก็น่าจะบัญญัติโดยชัดแจ้ง ดังเช่นกิจการของสหกรณ์ออมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/3(3) ซึ่งยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่กิจการให้กู้ยืมเงินแก่สมาชิกเท่านั้น ส่วนกิจการอื่นจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะตามลักษณะธุรกิจซึ่งหากกฎหมายประสงค์จะยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่โจทก์เฉพาะกิจการธนาคารหรือกิจการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 ก็จะต้องบัญญัติมาตรา 91/3 ไว้ว่าให้ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการดังต่อไปนี้ "(1)...กิจการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเฉพาะการประกอบกิจการตามมาตรา 91/2" ซึ่งเป็นผลให้กฎหมายไม่ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้โจทก์ กิจการของโจทก์นอกเหนือจากประกอบกิจการตามมาตรา 91/2จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่อาจตีความว่าโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะหรือภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะบางกิจการเท่านั้นและเมื่อพิจารณาบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 ที่ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่การประกอบกิจการต่าง ๆ ของเอกชนแล้ว จะเห็นว่าการขายสินค้าและบริการแก่เกษตรกรจะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การขายพืชผลการเกษตร ยากำจัดศัตรูพืช ขายปุ๋ยและการให้บริการสีข้าวเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรมิให้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งโจทก์ได้สนองนโยบายของรัฐบาลโดยคิดค่าบริการตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นในราคาถูก เป็นผลให้ขาดทุนจากการดำเนินการมาโดยตลอด นอกจากนี้โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อที่ประเมินรายรับจากการให้เช่าฉางข้าวเป็นรายรับจากการให้ฝากสินค้าซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อพ่อค้าจะมาซื้อข้าวเปลือกที่เกษตรกรนำมาขายที่ตลาดกลางโดยที่การซื้อข้าวเปลือกแต่ละวันมีจำนวนไม่แน่นอน จึงต้องมีสถานที่เก็บรวบรวมเพื่อขนส่งโดยรถบรรทุก ดังนั้น พ่อค้าจึงต้องเช่าฉางข้าวของโจทก์เพื่อใช้เก็บข้าวเปลือกโดยโจทก์ได้ส่งมอบการครอบครองฉางข้าว ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 12 ห้องให้แก่พ่อค้าซึ่งมาซื้อข้าวเปลือกที่ตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นแต่ละห้องโดยพ่อค้าผู้เช่าฉางข้าวตกลงชำระค่าเช่าฉางข้าวให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกเดือน โดยจะมีหรือไม่มีข้าวเปลือกของตนอยู่ในฉางข้าวที่เช่าก็ตามและพ่อค้าผู้เช่าต้องดูแลรับผิดชอบข้าวเปลือกในฉางข้าวเอง หากข้าวเปลือกสูญหายโจทก์ไม่ต้องรับผิดชดใช้ให้แก่ผู้เช่าและโจทก์มีสิทธิเข้าตรวจฉางข้าวห้องที่มีผู้เช่าเป็นครั้งคราวในเวลาและระยะเวลาอันสมควร ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 ซึ่งตามประมวลรัษฎากรมาตรา 91/2 บัญญัติให้กิจการธนาคารต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่มีบทบัญญัติมาตรา 91/3 ยกเว้นให้กิจการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและอยู่ในบังคับมาตรา 77/3 ให้ได้รับยกเว้นการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแต่ทั้งนี้กิจการธนาคารโจทก์ย่อมต้องเป็นกิจการที่อยู่ในขอบเขตวัตถุประสงค์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 มาตรา 9 และเป็นกิจการที่ธนาคารโจทก์มีอำนาจกระทำได้ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ตามมาตรา 10 ที่ใช้ในขณะความรับผิดทางภาษีของโจทก์เกิดขึ้น ซึ่งตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2535 ที่ใช้บังคับในขณะนั้นบัญญัติไว้ว่า "ธนาคารมีวัตถุประสงค์ให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อส่งเสริมอาชีพการเกษตรหรือการดำเนินการของเกษตรกรกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์การเกษตร ตลอดจนส่งเสริมให้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตรสามารถประกอบอาชีพอย่างอื่นที่เกี่ยวเนื่องในการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้แก่ครอบครัว" แต่กิจการตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นของโจทก์เป็นกิจการที่โจทก์จัดตั้งขึ้นและเป็นผู้ดำเนินกิจการดังกล่าวเอง โดยมีวัตถุประสงค์เป็นแหล่งกลางในการซื้อขายผลิตผลและสินค้าเกษตรของเกษตรกร โดยมีผู้ซื้อผู้ขายมาทำการซื้อขายกันอย่างเสรีมีระบบการชั่ง ตวง วัด และการตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และเพื่อให้เกษตรกรมีตลาดรองรับผลิตผลและสินค้าเกษตรที่แน่นอนและต่อเนื่อง กิจการตลาดกลางดังกล่าวมิใช่กิจการตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ ตามมาตรา 9และมิใช่กิจการที่โจทก์มีอำนาจกระทำได้ตามมาตรา 10(1) ถึง (13) แห่งพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 แต่เป็นกิจการเฉพาะอย่างที่มิใช่กิจการที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการธนาคารโจทก์ ซึ่งมาตรา 91/4 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติให้กิจการเฉพาะอย่างของกิจการที่กำหนดไว้ในมาตรา 91/2 ที่มิใช่กิจการที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการตามมาตรา 91/2 ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มการประกอบกิจการตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นของโจทก์จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจพบว่าเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน 2541 โจทก์มีรายได้จากการขายน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่บุคคลทั่วไป รายได้จากการให้บริการ รายได้จากค่าชั่งผลิตผลรวมบริการตรวจสอบคุณภาพ รายได้ค่าบริการตากสินค้าโดยใช้ลานตากหรือใช้เครื่องอบ รายได้ให้บริการรับฝากสินค้าในฉางข้าวหรือโรงคลุม รายได้ค่าขนย้ายผลิตผลขึ้นรถ รายได้ค่าย้ายกองรวมสินค้า เจ้าพนักงานของจำเลยเห็นว่าการให้บริการค่าชั่งผลิตผลและบริการตรวจสอบคุณภาพ การให้บริการลานตากสินค้าโดยใช้ลานตากหรือใช้เครื่องอบ การให้บริการรับฝากสินค้าในฉางข้าวหรือโรงคลุม เข้าลักษณะเป็นกิจการเฉพาะอย่างที่มิใช่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการธนาคาร โจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 91/4 และ 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยโจทก์ยื่นแบบชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้อง โจทก์จึงถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นชอบเพียงแต่ปรับปรุงการคำนวณภาษีใหม่สำหรับเดือนภาษีมิถุนายน 2541 เป็นผลให้ภาษีที่โจทก์ต้องชำระลดลงและงดเบี้ยปรับทั้งหมด สำหรับการประเมินรายได้จากการรับฝากสินค้า เป็นไปตามคำให้การชี้แจงของโจทก์ต่อเจ้าพนักงานของจำเลยว่าเป็นการรับฝากสินค้า และเอกสารหลักฐานที่โจทก์ส่งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ส่งมอบการครอบครองฉางข้าวเพื่อการเก็บข้าวเปลือกโดยพ่อค้าจ่ายค่าเช่าฉางไม่ว่าจะมีข้าวเปลือกหรือไม่ในฉาง และพ่อค้าต้องดูแลรับผิดชอบเอง โจทก์มีสิทธิตรวจดูห้องฉางได้เป็นครั้งคราว ข้ออ้างเหล่านี้โจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในภายหลังโดยไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ เอกสารอัตราค่าบริการท้ายฟ้องหมายเลข 11โจทก์ไม่เคยนำส่งในชั้นตรวจสอบและชั้นพิจารณาอุทธรณ์ จึงเป็นข้ออ้างที่ไม่น่าเชื่อถือและไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการเช่าสังหาริมทรัพย์ และจำนวนภาษีที่โจทก์อ้างว่า ทำให้โจทก์ต้องเสียเพิ่มขึ้น จำนวน 13,868.17 บาทนั้น ก็ไม่ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 10400010/5/104323 ถึง 10400010/5/104324 ลงวันที่ 6 กันยายน 2542 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ขก/009/2543และเลขที่ ขก/009.1/2543

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาทจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 25 คงมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลย ศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 238 ซึ่งศาลภาษีอากรกลางฟังข้อเท็จจริงว่า กิจการตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นเป็นกิจการของโจทก์และดำเนินการโดยโจทก์ ตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นได้ดำเนินกิจการในทางช่วยเหลือส่งเสริมอาชีพของเกษตรกร หรือการดำเนินการของเกษตรกรโดยตรง โดยโจทก์ดำเนินการจัดการให้ตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นเป็นสถานที่ที่เกษตรกรสามารถนำผลิตผลทางการเกษตรมาซื้อขายกัน ให้มีการพบปะกันของผู้ซื้อและผู้ขายมากราย และทำการซื้อขายกันได้อย่างเสรีเพื่อให้มีราคายุติธรรมมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า กิจการตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นเป็นกิจการตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ที่โจทก์มีอำนาจกระทำได้ตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 หรือเป็นกิจการเฉพาะอย่างที่มิใช่กิจการที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการธนาคารโจทก์ เห็นว่า พระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 มาตรา 9 ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2535 มาตรา 5 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะเกิดมูลหนี้ค่าภาษีอากรตามฟ้อง ได้บัญญัติวัตถุประสงค์ของธนาคารโจทก์ไว้ว่า ธนาคารมีวัตถุประสงค์ให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อส่งเสริมอาชีพการเกษตรหรือการดำเนินงานของเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์การเกษตร ตลอดจนส่งเสริมให้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์การเกษตรสามารถประกอบอาชีพอย่างอื่นที่เกี่ยวเนื่องในการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้แก่ครอบครัวและมาตรา 10(13)ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ฉบับที่ 3)พ.ศ. 2525 มาตรา 5 ได้บัญญัติให้ธนาคารมีอำนาจรวมถึงการกระทำกิจการอย่างอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของธนาคาร ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยไว้แล้วว่า ตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นได้ดำเนินกิจการในทางช่วยเหลือส่งเสริมอาชีพของเกษตรกรหรือดำเนินการของเกษตรกรโดยตรง ตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นจึงถือเป็นกิจการอย่างอื่นที่ธนาคารโจทก์กระทำเพื่อให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของธนาคารได้นอกเหนือจากการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ดังที่มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 บัญญัติไว้ดังกล่าว และเมื่อกิจการตลาดกลางเกษตรขอนแก่นเป็นกิจการของโจทก์ รายได้จากกิจการตลาดกลางเกษตรขอนแก่นจึงถือเป็นรายได้ของโจทก์ ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นนี้ 600 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 ม. 9 ม. 10 ม. 41
ป.รัษฎากร ม. 77/3 ม. 91/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6102/2546
#112650
เปิดฉบับเต็ม

คดีทุนทรัพย์พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาทต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 25 ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลย ศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 238

โจทก์มีวัตถุประสงค์ให้ความช่วยเหลือทางการเงิน เพื่อส่งเสริมอาชีพการเกษตรหรือดำเนินงานของเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตร ตลอดจนส่งเสริมให้เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรสามารถประกอบอาชีพอย่างอื่นที่เกี่ยวเนื่องในการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้แก่ครอบครัว รวมถึงมีอำนาจการกระทำกิจการอย่างอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ ตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นได้ดำเนินการในทางช่วยเหลือส่งเสริมอาชีพของเกษตรกรหรือการดำเนินการของเกษตรกรโดยตรง ตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นจึงถือเป็นกิจการอย่างอื่นที่โจทก์กระทำเพื่อให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ได้นอกเหนือจากการให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามมาตารา 9 และ 10 (13) แห่ง พ.ร.บ. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และเมื่อกิจการตลาดกลางเกษตรขอนแก่นเป็นกิจการของโจทก์ รายได้จากกิจการตลาดกลางเกษตรขอนแก่นจึงถือเป็นรายได้ของโจทก์ ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมิน เลขที่ ๑๐๔๐๐๑๐/๕/๑๐๔๓๒๓ ถึง ๑๐๔๐๐๐๑๐/๕/๑๐๔๓๒๔ ลงวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๒ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ขก/๐๐๙/๒๕๔๓ และเลขที่ ขก/๐๐๙.๑/๒๕๔๓ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาทจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๕ คงมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลย ศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๙ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๘ ซึ่งศาลภาษีอากรกลางฟังข้อเท็จจริงว่า กิจการตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นเป็นกิจการของโจทก์และดำเนินการโดยโจทก์ ตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นได้ดำเนินกิจการในทางช่วยเหลือส่งเสริมอาชีพของเกษตรกรหรือการดำเนินการของเกษตรกรโดยตรง โดยโจทก์ดำเนินการจัดการให้ตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นเป็นสถานที่ ที่เกษตรกรสามารถนำผลิตผลทางเกษตรมาซื้อขายกัน ให้มีการพบปะกันของผู้ซื้อและผู้ขายมากราย และทำการซื้อขายกันได้อย่างเสรีเพื่อให้มีราคายุติธรรม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า กิจการตลาดกลางสินค้าเกษตรขอนแก่นเป็นกิจการตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ที่โจทก์มีอำนาจกระทำได้ตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. ๒๕๐๙ หรือเป็นกิจการเฉพาะอย่างที่มิใช่กิจการที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการ ธนาคารโจทก์ เห็นว่า พระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. ๒๕๐๙ มาตรา ๙ ซึ่งแก้ไขโดย พระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๕ อันเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะเกิดมูลหนี้ค่าภาษีอากรตามฟ้อง ได้บัญญัติวัตถุประสงค์ของธนาคารโจทก์ไว้ว่า ธนาคารมีวัตถุประสงค์ให้ ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อส่งเสริมอาชีพการเกษตรหรือการดำเนินงานของเกษตรกรกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์การเกษตร ตลอดจนส่งเสริมให้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์การเกษตรสามารถประกอบอาชีพอย่างอื่น ที่เกี่ยวเนื่องในการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้แก่ครอบครัว และมาตรา ๑๐ (๑๓) ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติธนาคาร เพื่อการเกษตรและ สหกรณ์การเกษตร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๕ มาตรา ๕ ได้บัญญัติให้ธนาคารมีอำนาจรวมถึงการกระทำ กิจการอย่างอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของธนาคาร ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริง รับฟังยุติตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยไว้แล้วว่า ตลาดกลางสินค้าเกษตรกรขอนแก่นได้ดำเนินกิจการในทาง ช่วยเหลือส่งเสริมอาชีพเกษตรหรือการดำเนินการของเกษตรกรโดยตรง ตลาดกลางสินค้าขอนแก่นจึงถือเป็นกิจการอย่างอื่นที่ธนาคารโจทก์กระทำเพื่อให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของธนาคารได้นอกเหนือจากการให้ความช่วยเหลือ ทางการเงินดังที่ มาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรดังกล่าว และเมื่อกิจการ ตลาดกลางเกษตรขอนแก่นเป็นกิจการของโจทก์ รายได้จากกิจการตลาดกลางเกษตรขอนแก่นจึงถือเป็นรายได้ ของโจทก์ ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นนี้ ๖๐๐ บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25 ม. 29
ป.วิ.พ. ม. 238
พ.ร.บ.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 ม. 9 ม. 10 (13) ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางณัชชา พาณิชวราห์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6101/2546
#50922
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขายสินค้าน้ำมะพร้าวให้แก่บริษัท อ. ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการค้าปลีก การขายสินค้าน้ำผลไม้ของโจทก์จึงเป็นการขายส่ง ดังนั้นสินค้าของโจทก์จึงเป็นเครื่องดื่มตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต

สินค้าของโจทก์เป็นเครื่องดื่มตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตต้องเสียภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 แต่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการยกเว้นภาษีตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2534 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขว่าต้องมีส่วนผสมตามที่อธิบดีกรมสรรพสามิตกำหนดและต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพสามิตก่อน การที่ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดส่วนผสมของเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำพืชผักที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้ามีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2538 ข้อ 4 วรรคหนึ่ง ระบุว่า การอนุมัติให้ยกเว้นภาษีสรรพสามิตให้ถือว่ามีผลตั้งแต่วันที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมได้ยื่นหนังสือขออนุมัติยกเว้นภาษี และเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบแล้วว่าผู้ประกอบอุตสาหกรรมได้ปฏิบัติถูกต้องตามข้อ 3 เป็นต้นไป เป็นการประกาศโดยอาศัยอำนาจตามประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ได้รับอนุมัติให้ยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าเครื่องดื่มมีผลตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจประเมินให้โจทก์ชำระภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าเครื่องดื่มที่โจทก์นำออกจากโรงอุตสาหกรรมก่อนวันดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการแปรรูปสินค้าเกษตรโดยผลิตน้ำผลไม้ใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าว่า "ตราสมุย" ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อขายปลีกภายในครอบครัวและไม่เข้าข่ายเป็นโรงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2541 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ไปตรวจสอบสินค้าของโจทก์และแจ้งว่าสินค้าของโจทก์ยังไม่ได้ขอยกเว้นภาษี ให้โจทก์ไปเสียค่าปรับและขอยกเว้นภาษี โจทก์ได้ปฏิบัติตามที่ได้รับแจ้งจากพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้แจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิต เงินเพิ่ม และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย รวมจำนวน 682,549.42 บาท อ้างว่าโจทก์ต้องรับผิดในการเสียภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 79(1)โจทก์ได้คัดค้านการประเมินว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจประเมินภาษี กรณีของโจทก์จะนำมาตรา 79(1) มาใช้บังคับไม่ได้เนื่องจากสินค้าของโจทก์อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการยกเว้นภาษีเพราะมีส่วนผสมของน้ำผลไม้ตามที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตประเภทที่ 02.03 จำเลยที่ 1 ได้วินิจฉัยคำคัดค้านว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าที่ผลิตและจำหน่ายก่อนได้รับการยกเว้นภาษี โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์โดยอ้างว่าสิทธิการได้รับการยกเว้นภาษีของโจทก์เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ขออนุมัติยกเว้นภาษีต่อจำเลยที่ 1 แต่ได้งดเงินเพิ่มให้โจทก์ คงให้รับผิดในการชำระภาษี จำนวน 478,584.28 บาท การประเมินภาษีของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบ ดังเหตุผลที่โจทก์กล่าวมาข้างต้น ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยจำนวน 478,584.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่โจทก์ได้วางเงินประกันตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายน้ำผลไม้และน้ำพืชผักตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2540 เป็นต้นมา โดยมิได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 และมิได้ชำระภาษีสำหรับสินค้าที่โจทก์นำออกจากโรงอุตสาหกรรมระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2541 ก่อนที่จะได้รับการยกเว้นภาษีเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2541 คิดเป็นเงินภาษีสรรพสามิต เงินเพิ่ม(คำนวณถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2543) และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย รวมจำนวน 682,549.42 บาท โจทก์ได้คัดค้านการประเมินและต่อมาอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้งดเงินเพิ่ม และให้โจทก์เสียภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยจำนวน 478,584.28 บาท ที่โจทก์อ้างว่าสินค้าของโจทก์อยู่ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตประเภทที่ 02.03 จึงได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตนั้น ในเรื่องนี้ได้มีประกาศกรมสรรพสามิตเรื่อง กำหนดส่วนผสมของเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำมันพืชผักที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้ามีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต ลงวันที่ 27 มีนาคม2538 กำหนดให้การอนุมัติให้ยกเว้นภาษีสรรพสามิตมีผลตั้งแต่วันที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมได้ยื่นหนังสือขออนุมัติและเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าถูกต้อง โจทก์ขอยกเว้นภาษีและจำเลยที่ 1 ได้อนุมัติให้ยกเว้นภาษีโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม2541 สินค้าของโจทก์ที่ผลิตและจำหน่ายก่อนวันที่ 18 สิงหาคม 2541 จึงไม่ได้รับการยกเว้นภาษี ส่วนที่อ้างว่าโจทก์ไม่ได้ประกอบกิจการเป็นโรงอุตสาหกรรมเพียงแต่ทำน้ำผลไม้ขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หน้าบ้านนั้น กรณีของโจทก์ดังกล่าวถือว่าสถานที่ผลิตสินค้าเครื่องดื่มเป็นโรงอุตสาหกรรมตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 แล้ว และแม้ว่านิยาม "เครื่องดื่ม" ในตอนที่ 2 ของพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตจะกำหนดมิให้รวมถึงเครื่องดื่มซึ่งผู้ผลิตได้ผลิตขึ้นเพื่อขายปลีกเองโดยเฉพาะก็ตามแต่โจทก์ได้ขายสินค้าให้แก่ห้างสรรพสินค้าและร้านขายของเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ด้วย จึงไม่ถือว่าเป็นการขายปลีก โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทน้ำผลไม้ เช่น น้ำมะพร้าวน้ำเก็กฮวยและน้ำฝรั่ง ตั้งแต่ปี 2540 สินค้าของโจทก์ได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2541 พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีสรรพสามิตพร้อมด้วยเงินเพิ่มและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยสำหรับสินค้าที่โจทก์นำออกจากโรงอุตสาหกรรมระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2541 รวมจำนวน682,549.42 บาท โจทก์ยื่นคำคัดค้านการประเมิน จำเลยที่ 1 มีคำวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้าน โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยคำคัดค้านต่อจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยให้แก้คำสั่งของจำเลยที่ 1 โดยให้งดเงินเพิ่มทั้งหมด คงให้โจทก์ชำระภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย จำนวน 478,584.28 บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ผลิตสินค้าเพื่อขายแก่ผู้บริโภคโดยตรงซึ่งเป็นการขายปลีกทำนองว่าสินค้าของโจทก์ไม่เป็นเครื่องดื่มตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตนั้น เห็นว่า โจทก์มีเพียงนายวิยสิทธิ์ จิ๋วพัฒนกุล กรรมการโจทก์มาเบิกความลอย ๆ ปากเดียว ทั้งขัดกับใบกำกับภาษีเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 44 ถึง 46อันเป็นใบกำกับภาษีของโจทก์เองที่ออกให้แก่บริษัทสยามจัสโก้ จำกัด กับบริษัทเอเอ็มพีเอ็ม(ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัทสยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัด ซึ่งระบุว่าโจทก์ขายสินค้าน้ำมะพร้าวให้แก่บริษัทดังกล่าว ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ประกอบกิจการค้าปลีกการขายสินค้าน้ำผลไม้ของโจทก์จึงเป็นการขายส่ง ดังนั้น สินค้าของโจทก์จึงเป็นเครื่องดื่มตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า สินค้าของโจทก์อยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับการยกเว้นภาษี พนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่มีอำนาจประเมินให้โจทก์ชำระภาษี และประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดส่วนผสมของเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำพืชผักที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้ามีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต ฉบับลงวันที่27 มีนาคม 2538 ขัดต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า สินค้าของโจทก์เป็นเครื่องดื่มตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตต้องเสียภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 แต่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการยกเว้นภาษีเนื่องจากมีประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2534 กำหนดไว้ ซึ่งประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าวระบุให้น้ำผลไม้ (รวมถึงเกรปมัสต์) และน้ำพืชผักที่ไม่ได้หมักและไม่เติมสุรา ไม่ว่าจะเติมน้ำตาลหรือสารทำให้หวานอื่น ๆ หรือไม่ก็ตามซึ่งทำจากผลไม้ พืชหรือผักที่ปลูกในประเทศบางประเภทอยู่ในเกณฑ์ได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต โดยกำหนดเงื่อนไขว่าต้องมีส่วนผสมตามที่อธิบดีกรมสรรพสามิตกำหนด และต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพสามิตก่อน การที่ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดส่วนผสมของเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำพืชผักที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้ามีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม2538 ข้อ 4 วรรคหนึ่ง ระบุว่า การอนุมัติให้ยกเว้นภาษีสรรพสามิตให้ถือว่ามีผลตั้งแต่วันที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมได้ยื่นหนังสือขออนุมัติยกเว้นภาษี และเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบแล้วว่าผู้ประกอบอุตสาหกรรมได้ปฏิบัติถูกต้องตามข้อ 3 เป็นต้นไปก็เป็นการประกาศโดยอาศัยอำนาจตามความในประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าว ประกาศกรมสรรพสามิตฉบับนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ได้รับอนุมัติให้ยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าเครื่องดื่มมีผลตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจประเมินให้โจทก์ชำระภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าเครื่องดื่มที่โจทก์นำออกจากโรงอุตสาหกรรมระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 17สิงหาคม 2541 การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 4 ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เฟื่องฟ้ากรุ๊ป จำกัด
จำเลย — กรมสรรพสามิต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6101/2546
#112649
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าน้ำผลไม้ขายให้แก่บริษัท ส. และ บริษัท อ. ซึ่งเป็นผู้ประกอบ

กิจการค้าปลีก การขายสินค้าน้ำผลไม้ของโจทก์จึงเป็นการขายส่ง สินค้าน้ำผลไม้ของโจทก์จึงเป็นเครื่องดื่มตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ต้องเสียภาษีสรรพสามิตตาม พ.ร.บ. สรรพสามิต พ.ศ. 2527 แต่สินค้าของโจทก์ดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต เนื่องจากมีประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต

(ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2534 กำหนดไว้ ซึ่งประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าวระบุให้ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิตแก่เครื่องดื่มน้ำผลไม้ (รวมถึงเกรปมัสต์)และน้ำผักที่ไม่ได้หมักและไม่เติมสุราไม่ว่าจะเติมน้ำตาลหรือสารทำให้หวานอื่น ๆ หรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ต้องมีส่วนผสมตามที่อธิบดีกรมสรรพสามิตกำหนดและต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพสามิตก่อน ต่อมามีประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดส่วนผสมของเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำพืชผักที่ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้ามีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2538 ข้อ 4 วรรคหนึ่ง ระบุว่า การอนุมัติให้ยกเว้นภาษีสรรพสามิตให้ถือว่ามีผลตั้งแต่วันที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมได้ยื่นหนังสือขออนุมัติยกเว้นภาษีและเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบแล้วว่าผู้ประกอบอุตสาหกรรมปฏิบัติถูกต้องตามข้อ 3 เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ได้รับอนุมัติให้ยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าน้ำผลไม้มีผลตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจประเมินให้โจทก์ชำระภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าน้ำผลไม้ที่โจทก์นำออกจากโรง

อุตสาหกรรมก่อนวันที่โจทก์ได้รับการอนุมัติให้ยกเว้นภาษีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยของจำเลยที่ ๑ และ คำวินิจฉัยของจำเลยที่ ๒ ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย จำนวน ๔๗๘,๕๘๔.๒๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่โจทก์ได้วางเงินประกันตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑ จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทน้ำผลไม้ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ สินค้าของโจทก์ได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตตั้งแต่วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีสรรพสามิตพร้อมด้วยเงินเพิ่มและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยสำหรับสินค้าที่โจทก์นำออกจากโรงงานอุตสาหกรรมระหว่างวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๑ รวมจำนวน ๖๘๒,๕๔๙.๔๒ บาท โจทก์ยื่นคำคัดค้านการประเมิน จำเลยที่ ๑ มีคำวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้าน โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยคำคัดค้านต่อจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ มีคำวินิจฉัยให้แก้คำสั่งของจำเลยที่ ๑ โดยให้งดเงินเพิ่ม ทั้งหมด คงให้โจทก์ชำระภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยจำนวน ๔๗๘,๕๘๔.๒๘ บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ ๒ ชอบหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ผลิตสินค้าเพื่อขายแก่ผู้บริโภคโดยตรงซึ่งเป็นการขายปลีก ทำนองว่าสินค้าของโจทก์ไม่เป็น เครื่องดื่มตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตนั้น เห็นว่า โจทก์มีเพียงนายวิยสิทธิ์ จิ๋วพัฒนกุล กรรมการโจทก์มาเบิกความลอย ๆ ปากเดียว ทั้งขัดกับใบกำกับภาษีแผ่นที่ ๔๔ ถึง ๔๖ อันเป็นใบกำกับภาษีของโจทก์เองที่ออกให้แก่บริษัทสยามจัสโก้ จำกัด กับบริษัทเอเอ็มพีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัทสยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัด ซึ่งระบุว่าโจทก์ขายสินค้าน้ำมะพร้าวให้แก่บริษัทดังกล่าว ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ประกอบกิจการค้าปลีก การขายสินค้าน้ำผลไม้ของโจทก์จึงเป็นการขายส่ง ดังนั้น สินค้าของโจทก์จึงเป็นเครื่องดื่มตามพิกัดอัตราภาษี สรรพสามิตที่โจทก์อุทธรณ์ว่า สินค้าของโจทก์อยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับการยกเว้นภาษี พนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่มีอำนาจประเมินให้โจทก์ชำระภาษี และประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดส่วนผสมของเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำพืชผักที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้ามีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต ฉบับลงวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๘ ขัดต่อกฎหมายนั้น เห็นว่าสินค้าของโจทก์เป็นเครื่องดื่มตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตต้องเสียภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ แต่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการยกเว้นภาษีเนื่องจากมีประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒๗) ลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๓๔ กำหนดไว้ ซึ่งประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าวระบุให้น้ำผลไม้ (รวมถึงเกรปมัสต์) และน้ำพืชผักที่ไม่ได้หมักและไม่เติมสุรา ไม่ว่าจะเติมน้ำตาลหรือสารทำให้หวานอื่น ๆ หรือไม่ก็ตาม ซึ่งทำจากผลไม้ พืช หรือผักที่ปลูกในประเทศอยู่ในเกณฑ์ได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต โดยกำหนดเงื่อนไขว่าต้องมีส่วนผสมตามที่อธิบดีกรมสรรพสามิตกำหนด และต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพ-สามิตก่อน การที่ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดส่วนผสมของเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำพืชผักที่ผู้ประกอบ อุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้ามีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต ฉบับลงวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๘ ข้อ ๔ วรรคหนึ่ง ระบุว่าให้การอนุมัติให้ยกเว้นภาษีสรรพสามิตให้ถือว่ามีผลตั้งแต่วันที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมได้ยื่นหนังสือขออนุมัติยกเว้นภาษี และเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบแล้วว่าผู้ประกอบอุตสาหกรรมได้ปฏิบัติถูกต้องตามข้อ ๓ เป็นต้นไป ก็เป็นการประกาศโดยอาศัยอำนาจตามความในประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าว ประกาศกรมสรรพสามิตฉบับนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ได้รับอนุมัติให้ยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าเครื่องดื่มมีผลตั้งแต่วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไป พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจประเมินให้โจทก์ชำระเงินภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าเครื่องดื่มที่โจทก์ นำออกจากโรงงานอุตสาหกรรมระหว่างวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๑ การประเมินของพนักงาน เจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒,๐๐๐ บาท แทนจำเลยที่ ๑
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 10 (1) ม. 79 (1) ม. 3
พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ตอนที่ 2 เครื่องดื่ม
ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2534
ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดส่วนผสมของเครื่องดื่มฯ ลงวันที่ 27 มีนาคม 2538
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฟื่องฟ้ากรุ๊ป จำกัด
จำเลย — กรมสรรพสามิต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประภาศ คงเอียด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6100/2546
#50739
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งขณะที่เข้าทำงานกับโจทก์และตำแหน่งอื่นใดซึ่งจะมีการโยกย้ายในภายหน้าด้วย ดังนั้น แม้โจทก์จะเลื่อนตำแหน่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสาขาก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมค้ำประกันด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ทำความเสียหายแก่โจทก์ และผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมเรียกให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 และ 686

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์เข้าทำงานตั้งแต่ปี 2518 จนถึงปี 2542 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานระหว่างเดือนพฤษภาคม 2535 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 จำเลยที่ 1 ขณะมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการสาขาสระบุรีและสาขาหนองแคตามลำดับ ได้ร่วมกับพวกทุจริตทำเอกสารเท็จเกี่ยวกับตัวลูกค้าและอนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกค้าจำนวน 14 ราย ซึ่งความจริงแล้วลูกค้าไม่ได้ขอสินเชื่อและไม่ได้รับเงินตามที่จำเลยที่ 1 อนุมัติ โดยจำเลยที่ 1 กับพวกได้ร่วมกันยักยอกและฉ้อโกงเงินโจทก์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 83,476,921.20 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้หลบหนีไปโดยไม่มาทำงานตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 ติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 3 วันทำงาน โดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับพนักงานของโจทก์และเป็นความผิดวินัย โจทก์จึงลงโทษจำเลยที่ 1 โดยการไล่ออกตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการจงใจให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงต้องชดใช้เงินจำนวน83,476,921.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มกราคม2542 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,950,280.22 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 86,427,201.42 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วยก่อนฟ้องโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 86,427,201.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 83,476,921.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เนื่องจากคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมและขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ฟ้องคดีนี้เกิน 10 ปี โจทก์ปล่อยปละละเลยและมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ทั้งเมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดอาญา โจทก์ก็ไม่แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบเพื่อจัดการแก้ไขหรือบรรเทาความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินจำนวน 86,427,201.42 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 83,476,921.20 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 21 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่เพียงใด ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานจำเลยที่ 1 ทำงานกับโจทก์ตั้งแต่ปี 2518 จนถึงปี 2542 เดือนพฤษภาคม 2535 จำเลยที่ 1 เริ่มทำงานในตำแหน่งพนักงานทดสอบสำนักงานใหญ่ ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการสาขาสระบุรี และเดือนเมษายน 2539 จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการสาขาหนองแค โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ควบคุมการดำเนินงานสาขาของโจทก์ให้เป็นไปตามระเบียบวิธีปฏิบัติของโจทก์ที่กำหนดไว้ โจทก์มีระเบียบว่าด้วยเรื่องการดำเนินงานของสำนักงานสาขาบริหาร การอนุมัติสินเชื่อของสาขา การอำนวยสินเชื่อของสาขา โดยโจทก์ได้กำหนดวิธีปฏิบัติหลักเกณฑ์และอำนาจในการอนุมัติสินเชื่อให้แก่ผู้จัดการสาขาให้มีอำนาจอนุมัติสินเชื่อได้ในระดับต่าง ๆ กัน ซึ่งระเบียบดังกล่าวกำหนดให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการเกรดเอมีอำนาจอนุมัติสินเชื่อในวงเงินไม่เกิน 3,000,000บาท โจทก์ลงโทษจำเลยที่ 1 โดยการไล่ออกตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายเป็นเงิน 83,000,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย พิเคราะห์หนังสือค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 แล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ทำหนังสือค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2518 ในตำแหน่งพนักงานทดสอบสำนักงานใหญ่ โดยระบุว่า "ข้าพเจ้า (จำเลยที่ 2) ขอเข้าเป็นผู้ค้ำประกันของนายมนู มะโนน้อม (จำเลยที่ 1) ซึ่งทำงานในตำแหน่ง... ในธนาคารศรีนคร จำกัด (โจทก์) หรือในตำแหน่งอื่นใดซึ่งจะได้มีการโยกย้ายในภายหน้า ขอรับรองว่านายมนู มะโนน้อม จะปฏิบัติหน้าที่โดยความซื่อสัตย์สุจริตโดยความหมั่นเพียร และความระมัดระวังอันพึงควรมี และข้าพเจ้าจะสอดส่องดูแลความประพฤติของผู้ถูกค้ำประกัน ให้อยู่ในความดีงามตลอดเวลาที่ทำงานอยู่กับธนาคารศรีนคร หากปรากฏว่า นายมนู มะโนน้อม ได้กระทำการฉ้อโกงหรือยักยอกเงินของธนาคาร หรืออาศัยอำนาจหน้าที่ทำการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำการใด ๆ (ไม่ว่าจะโดยเจตนาทุจริตหรือไม่ก็ตาม)ซึ่งเป็นเหตุทำให้ธนาคารต้องประสพความเสียหายแล้ว ข้าพเจ้าผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดชอบต่อธนาคารศรีนคร จำกัด ในการชดใช้ความเสียหายนั้นให้แก่ธนาคารจนครบ โดยปราศจากเงื่อนไข และโดยจะไม่ยกเอาเหตุผลใด ๆ เข้าเป็นข้อต่อสู้เพื่อในการหลุดพ้นจากภาระความรับผิดนี้" หมายความว่า จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งขณะที่เข้าทำงานกับโจทก์และตำแหน่งอื่นใดซึ่งจะมีการโยกย้ายในภายหน้าด้วย ดังนั้น แม้โจทก์จะเลื่อนตำแหน่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสาขา ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมค้ำประกันด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้ซึ่งจำเลยที่ 2 ค้ำประกันได้ทุจริตต่อหน้าที่ทำความเสียหายแก่โจทก์จำนวน 83,000,000 บาท และผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมเรียกให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 และ 686 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระก็ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 686
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ณัฐวุฒิหรือมนู มะโนน้อม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา