คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5683/2546
#50735
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 10 เม็ด และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับไปทั้งหมด ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยพบว่ายังมีเฮโรอีนอยู่ในครอบครองที่ตัวจำเลยอีกจำนวน 1 หลอด แสดงว่าจำเลยมีเจตนาครอบครองเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนดังกล่าวไว้ในลักษณะต่างกัน ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 10 เม็ด น้ำหนัก 0.880กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 1 หลอด น้ำหนัก 0.048 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และนับโทษจำเลยต่อกับโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2376/2542 ของศาลชั้นต้นกับคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 1,000 บาท แก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 67 ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่เนื่องจากความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 6 ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1376/2541 (ที่ถูก 2376/2542) ของศาลชั้นต้น ธนบัตรของกลางคืนเจ้าของ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด น้ำหนัก 0.880 กรัม เฮโรอีนจำนวน 1 หลอด น้ำหนัก 0.048 กรัม และธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 1 ฉบับ เป็นของกลางคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีจ่าสิบตำรวจสุริยัน อัลยุฟรี และสิบตำรวจเอกบอรอเหม สะมะแอ ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุมีสายลับมาแจ้งว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่ปั๊มน้ำมันที่เกิดเหตุในเวลากลางคืนเป็นประจำ และสายลับสามารถล่อซื้อได้ จึงวางแผนจับกุมโดยนำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 1 ฉบับ ไปถ่ายสำเนาเอกสารและลงบันทึกไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี แล้วมอบธนบัตรให้สายลับนำไปใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย โดยสิบตำรวจเอกบอรอเหมกับพวกไปซุ่มดูอยู่ในรถยนต์ซึ่งจอดไว้บนถนนฝั่งตรงข้ามปั๊มน้ำมันและจ่าสิบตำรวจสุริยันกับพวกไปจอดรถจักรยานยนต์รออยู่ในซอยศรีนาเจริญ ซึ่งอยู่เยื้องกับปั๊มน้ำมัน ครั้นเวลา 19 นาฬิกาเศษสายลับขับรถจักรยานยนต์เข้าไปจอดในปั๊มน้ำมันได้ประมาณ 5 นาที ถึง 10 นาที ก็มีจำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้าไปจอดเทียบและคุยกัน สักครู่ก็มีการส่งมอบสิ่งของให้แก่กันจากนั้นสายลับใช้มือลูบศีรษะส่งสัญญาณให้ทราบว่าล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้วพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกจึงพากันขับรถไปที่ปั๊มน้ำมันเพื่อจับกุมจำเลย แต่จำเลยไหวทันได้ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีเข้าไปในซอยข้างปั๊มน้ำมัน พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกขับรถไล่ติดตามไปได้ประมาณ 150 เมตร ถึงทางโค้งรถจักรยานยนต์ของจำเลยเสียหลักล้มลง จำเลยลุกขึ้นวิ่งหนีเข้าไปข้างทางพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกวิ่งไล่ติดตามจับกุมจำเลยไว้ได้ จากการตรวจค้นตัวจำเลยพบธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 1 ฉบับที่ใช้ล่อซื้อ และเฮโรอีนจำนวน 1 หลอด ในกระเป๋าเสื้อของจำเลย เมื่อนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ที่ได้จากสายลับมาให้จำเลยดู จำเลยยอมรับว่าเป็นของจำเลยที่ได้จำหน่ายให้แก่สายลับ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากนี้เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามหน้าที่และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน จึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย ทั้งต่างเบิกความได้สอดคล้องต้องกันโดยตลอด คำเบิกความจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองได้เบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ที่จำเลยนำสืบปฏิเสธว่าขณะจำเลยไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ตลาดโต้รุ่งในอำเภอเมืองปัตตานี มีเจ้าพนักงานตำรวจไปบอกให้จำเลยไปที่สถานีตำรวจอ้างว่ามีธุระจะพูดด้วย แต่เมื่อจำเลยไปถึงสถานีตำรวจเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่าจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้นมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลย จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองที่ว่าสายลับมาแจ้งว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ในปั๊มน้ำมันและต่อมาจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้แก่สายลับในปั๊มน้ำมันเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือเพราะเมื่อสายลับขับรถจักรยานยนต์ไปที่ปั๊มน้ำมันเพื่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนกลับไม่พบจำเลย ทั้งไม่ปรากฏว่าได้มีการติดต่อจำเลยเพื่อให้นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้แก่สายลับแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า จำเลยเพียงแต่มาลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ปั๊มน้ำมันเป็นประจำเท่านั้น หาได้หมายความว่าจำเลยจะต้องอยู่ที่ปั๊มน้ำมันตลอดเวลาไม่ จำเลยจึงอาจไม่ได้มาอยู่ที่ปั๊มน้ำมันในบางช่วงเวลาได้ และเนื่องจากจำเลยใช้ปั๊มน้ำมันเป็นสถานที่ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่เป็นประจำ สายลับกับจำเลยย่อมสามารถติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกันที่ปั๊มน้ำมันโดยไม่จำต้องนัดหมายกันก่อน คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองหาเป็นพิรุธไม่ ข้อที่จำเลยฎีกาอ้างว่า คำเบิกความของจ่าสิบตำรวจสุริยันที่ว่าเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ผ่านซอยศรีนาเจริญไปยังปั๊มน้ำมันที่เกิดเหตุเป็นพิรุธน่าสงสัยเพราะความจริงจำเลยไม่ได้ขับรถจักรยานยนต์ผ่านซอยศรีนาเจริญนั้น ปรากฏว่าจ่าสิบตำรวจสุริยันเบิกความว่า เห็นสายลับขับรถจักรยานยนต์ผ่านซอยศรีนาเจริญเข้าไปจอดที่ปั๊มน้ำมัน และได้รับแจ้งทางวิทยุว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาจากถนนนาเกลือเข้าไปคุยกับสายลับที่ปั๊มน้ำมันหาได้เบิกความว่าเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ผ่านซอยศรีนาเจริญดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใดไม่ คำเบิกความของจ่าสิบตำรวจสุริยันจึงไม่เป็นพิรุธน่าสงสัย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า สิบตำรวจเอกบอรอเหมพยานโจทก์เบิกความว่า บริเวณที่สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยมีแสงสว่างจากไฟฟ้าที่ปั๊มน้ำมันและไฟฟ้าข้างทาง และจ่าสิบตำรวจสุริยันกับสิบตำรวจเอกบอรอเหมพยานโจทก์เบิกความว่าบริเวณที่จับกุมจำเลยได้เป็นบริเวณหลังบ้านของผู้ใหญ่บ้านซึ่งมีแสงไฟส่งสว่างจากบ้านของผู้ใหญ่บ้าน และจากรถยนต์กับไฟฉายของเจ้าพนักงานตำรวจ แต่ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกการจับกุมไม่ได้ระบุตำแหน่งเสาไฟฟ้าข้างทางและรายละเอียดของแสงไฟดังที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความจึงเป็นพิรุธนั้นเห็นว่า บริเวณที่สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยเป็นปั๊มน้ำมัน ซึ่งนอกจากจะมีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางแล้วยังมีแสงไฟฟ้าจากปั๊มน้ำมันซึ่งยังเปิดบริการอยู่อีกด้วย สำหรับบริเวณที่จับกุมจำเลยได้ นอกจากจะมีแสงไฟฟ้าจากบ้านของผู้ใหญ่บ้านแล้วก็ยังมีแสงไฟจากรถยนต์และไฟฉายของเจ้าพนักงานตำรวจ ฉะนั้น แม้จะไม่ได้มีการระบุตำแหน่งของเสาไฟฟ้าข้างทางและรายละเอียดของแสงไฟไว้ในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกการจับกุมก็ตาม ก็เชื่อได้ว่ามีแสงไฟสว่างเพียงพอที่พยานโจทก์จะเห็นการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและจับกุมจำเลยได้ หาเป็นข้อพิรุธดังที่จำเลยฎีกาไม่ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักและเหตุผลที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น และศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 10 เม็ด และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับไปทั้งหมด ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยพบว่ายังมีเฮโรอีนอยู่ในครอบครองที่ตัวจำเลยอีกจำนวน 1 หลอด นั้นแสดงว่าจำเลยมีเจตนาครอบครองเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนดังกล่าวไว้ในลักษณะต่างกันถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมต่างกันดังโจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 มาตรา 66 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมาตรา 15วรรคสาม(2) ที่แก้ไขใหม่บัญญัติความว่า การมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ที่มีสารแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อย-เจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไปให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง ที่กำหนดเฉพาะปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไปเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่าจะมีจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิมากน้อยเพียงใด ดังนั้น เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีข้อความทำนองเดียวกันตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย สำหรับคดีนี้จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน10 เม็ด น้ำหนัก 0.880 กรัม และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไปทั้งหมดโดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใดกรณีความผิดทั้งสองฐานต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท โทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลย ส่วนความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษนั้นตามกฎหมายเดิม มาตรา 67มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท สำหรับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ มาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ จะเห็นได้ว่าแม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน และตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม แต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 67 (ที่แก้ไขใหม่)การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากันจึงให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 4 ปี สำหรับความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกรรมหนึ่งนั้น จำคุก 1 ปี รวมเป็นจำคุก 5 ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2376/2542 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นาย ธูป โปแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5683/2546
#111015
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 10 เม็ด และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับไปทั้งหมด ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยพบว่ายังมีเฮโรอีนอยู่ในครอบครองที่ตัวจำเลยอีกจำนวน 1 หลอดนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยมีเจตนาครอบครองเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนดังกล่าวไว้ในลักษณะต่างกัน ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๖๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ และนับโทษจำเลยต่อกับโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๓๗๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้นกับคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน ๑,๐๐๐ บาท แก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง , ๖๗ ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่เนื่องจากความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๕ ปี และความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๖ ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๓๗๖/๒๕๔๑ (ที่ถูก ๒๓๗๖/๒๕๔๒) ของศาลชั้นต้น ธนบัตรของกลางคืนเจ้าของ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่พยานโจทก์เบิกความว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้วางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยโดยนำธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท จำนวน ๑ ฉบับ ไปถ่ายสำเนาเอกสารและลงบันทึกไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี แล้วมอบให้สายลับนำไปใช้ล่อซื้อเมแอมเฟตามีนจากจำเลย เมื่อทำการส่งมอบสิ่งของให้กันแล้ว จำเลยไหวทันจึงหลบหนี แต่เจ้าพนักงานตำรวจตามไปจับกุมตัวไว้ได้ จากการตรวจค้นตัวจำเลยพบธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท จำนวน ๑ ฉบับ ที่ใช้ล่อซื้อและเฮโรอีนจำนวน ๑ หลอด ในกระเป๋าเสื้อของจำเลย เมื่อนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ที่ได้จากสายลับมาให้จำเลยดู จำเลยยอมรับว่าเป็นของจำเลยที่ได้จำหน่ายให้แก่สายลับ ดังนี้ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน ๑๐ เม็ด และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับไปทั้งหมด ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยพบว่ายังมีเฮโรอีนอยู่ในครอบครองที่จำเลยอีกจำนวน ๑ หลอด นั้น แสดงว่า จำเลยมีเจตนาครอบครองเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนดังกล่าวไว้ในลักษณะต่างกัน ถือได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษามานั้นชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (เดิม) , ๖๖ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) , ๖๗ (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๔ ปี สำหรับความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกรรมหนึ่งนั้น จำคุก ๑ ปี รวมเป็นจำคุก ๕ ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๓๗๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 67 (ที่แก้ไขใ
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นายธูป โปแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายคมสัณห์ รางชางกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายขวัญชัย ปิ่นรอด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5672/2546
#50918
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่โจทก์รับโอนมามีสิทธิใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยในฐานะทางจำเป็นมาก่อน ก็ไม่ได้หมายความว่า โจทก์จะได้สิทธิในทางพิพาทนั้นด้วยอย่างภารจำยอม เพราะทางจำเป็นมิใช่สิทธิที่ติดกับที่ดินที่จะโอนไปพร้อมกับที่ดินด้วยทั้งเป็นการจำกัดและริดรอนอำนาจกรรมสิทธิ์ที่ดินของบุคคลอื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เมื่อที่ดินซึ่งโจทก์รับโอนมามีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินอีกแปลงหนึ่งของโจทก์ซึ่งอยู่ติดกัน แม้ส่วนที่ดินที่ติดกันกว้างเพียง 1.16 เมตร และทางเดินออกสู่ทางสาธารณะกว้างเพียง 1.35 เมตร ไม่สามารถใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อผ่านเข้าออกได้ก็เป็นเรื่องความสะดวกของโจทก์ เท่านั้น หาใช่ว่าโจทก์ไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางจำเป็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 29495 ตำบลบางพลัด (บางพลู)อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร โดยซื้อจากนางสาวจินดา อรรถสิทธิ์ และนางสาวเปล่งศรี อรรถสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแบ่งแยกออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 795 ตำบลบางพลู อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 795 ดังกล่าว ที่ดินโจทก์อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยทางด้านทิศตะวันตก เดิมนางละมูล โพธิประสิทธิ์ มารดาจำเลยเป็นผู้แบ่งแยกที่ดินในนามเดิมแบ่งออกเป็น6 โฉนดเพื่อยกให้บุตร และยกที่ดินโฉนดเลขที่ 29495 ให้แก่นางสาวจินดาและนางสาวเปล่งศรี ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 795 ส่วนที่เหลือให้จำเลยพร้อมกับถนนพิพาทกว้างประมาณ 7 เมตร ยาวประมาณ 60 เมตร ออกสู่ถนนจรัญสนิทวงศ์โดยประสงค์ให้ทุกคนใช้ร่วมกัน และนางละมูลให้จำเลยไปจัดการจดทะเบียนภารจำยอมบางส่วนให้แก่ที่ดินที่ถูกแบ่งแยกซึ่งถูกปิดกั้นทุกแปลง แต่จำเลยไม่จดทะเบียนภารจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 29495 ซึ่งไม่มีทางออกสู่ถนนจรัญสนิทวงศ์ หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวมาแล้ว โจทก์เข้าสวมสิทธิของนางสาวจินดาและนางสาวเปล่งศรีใช้ถนนที่สร้างขึ้นในที่ดินของจำเลยเป็นทางขนวัสดุสิ่งของจากถนนจรัญสนิทวงศ์เข้าไปในที่ดินเพื่อปรับปรุงที่ดินและก่อสร้างอาคาร เพราะเห็นว่าเป็นทางจำเป็น แต่จำเลยขัดขวางปักเสาปิดกั้นด้วยรั้วสังกะสีไม่ยอมให้โจทก์เข้าไปใช้ที่ดินและใช้ถนน โจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะอื่นใดได้ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสารั้ว สิ่งก่อสร้างที่จำเลยสร้างปิดกั้นทางเข้าออกของโจทก์ และให้จำเลยเปิดถนนให้โจทก์ใช้ทางได้อย่างสภาพเดิม หากจำเลยไม่ยอมรื้อถอนขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลสั่งให้โจทก์มีอำนาจกระทำการรื้อถอนได้เองโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า นางละมูล โพธิประสิทธิ์ แบ่งแยกที่ดินและยกที่ดินโฉนดเลขที่ 29495 แก่นางสาวจินดา อรรถสิทธิ์ และนางสาวเปล่งศรี อรรถสิทธิ์ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องอุปการะดูแลช่วยเหลือยามแก่ชรา ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ นางละมูลยังคงสงวนสิทธิเก็บกินในที่ดินจนกว่าจะถึงแก่กรรม บุคคลทั้งสองจึงยังไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินสำหรับที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 795 จำเลยและพี่น้องตกลงใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยมอบหมายให้นายสมใจ โพธิประสิทธิ นำที่ดินว่างของทุกแปลงรวมถึงที่ดินพิพาทออกให้เช่าทำร้านอาหาร ให้เช่าที่จอดรถและนำค่าเช่าที่ได้เป็นค่าใช้จ่ายดูแลรักษานางละมูลซึ่งป่วย นางสาวจินดาและนางสาวเปล่งศรีไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องหรือใช้ประโยชน์ใด ๆ โจทก์ทราบเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ในที่ดินของจำเลยและญาติพี่น้องดังกล่าวและโจทก์มีบ้านพักอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับบ้านของจำเลยโดยมีที่ดินติดกับที่ดินแปลงพิพาทด้วย เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินนางสาวจินดาและนางสาวเปล่งศรีแล้ว ทำให้ที่ดินดังกล่าวมีเขตติดต่อกับที่ดินของโจทก์ทางทิศตะวันตกซึ่งสามารถผ่านออกไปสู่ถนนสาธารณะได้ ทางพิพาทมิใช่ทางจำเป็นโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะสวมสิทธิของนางสาวจินดาและนางสาวเปล่งศรี ไม่มีสิทธิหรือความจำเป็นใด ๆ ที่จะให้จำเลยเปิดทางถนนทางเดินรถเข้าสู่ที่ดินแปลงพิพาทของโจทก์ที่มีความกว้างถึง 7 เมตร ยาว60 เมตร และไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องเปิดกว้างถึงเพียงนั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 795 ตำบลบางพลู อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เป็นของนางละมูลโพธิประสิทธิ์ ต่อมานางละมูลได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็น 6 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 29492 ถึง 29497 และยกที่ดินโฉนดเลขที่ 29495 ให้แก่นางสาวจินดา อรรถสิทธิ์กับนางสาวเปล่งศรี อรรถสิทธิ์ ซึ่งเป็นหลาน และยกที่ดินคงเหลือของที่ดินโฉนดเลขที่ 795ให้แก่จำเลย โดยได้กันบางส่วนเป็นทางให้ผู้ที่ได้รับการยกให้ที่ดินที่แบ่งแยกทุกแปลงใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ตามผังการแบ่งแยกเอกสารหมาย จ.3, จ.10 และโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2, จ.11 ในวันที่ 14 สิงหาคม 2541 นางสาวจินดาและนางสาวเปล่งศรีขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 29495 เอกสารหมาย จ.11 ให้แก่โจทก์คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 795 ของจำเลยเป็นทางจำเป็นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยเบิกความรับกันว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 29495 ที่โจทก์ซื้อจากนางสาวจินดาและนางสาวเปล่งศรีนั้นทางด้านทิศตะวันตกติดกับที่ดินอีกแปลงหนึ่งของโจทก์ซึ่งใช้ปลูกบ้านอยู่อาศัย และมีทางเดินจากที่ดินที่โจทก์ปลูกบ้านออกสู่ทางสาธารณะได้ และจากที่ดินโฉนดเลขที่ 29495 ที่โจทก์ซื้อมาดังกล่าวสามารถเดินไปยังที่ดินโจทก์ที่ปลูกบ้านแล้วเดินต่อไปยังทางสาธารณะได้ตามผังการแบ่งแยกแผนผังสังเขปที่ตั้งที่ดินเอกสารหมาย จ.10และ ล.1 ซึ่งตามรายงานการเดินเผชิญสืบกับภาพถ่ายการเดินเผชิญสืบ (ภาพที่ 6)และภาพถ่ายหมาย จ.13 ปรากฏว่าที่ดินที่โจทก์ซื้อมากับที่ดินที่โจทก์ปลูกบ้านส่วนที่ติดกันกว้าง 1.16 เมตร ส่วนทางเดินจากบ้านโจทก์ออกสู่ทางสาธารณะก็กว้าง 1.35เมตร ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้เดิมผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 29495 ที่โจทก์รับโอนมาจะมีสิทธิใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยในฐานะทางจำเป็นก็ไม่ได้หมายความว่าโจทก์ผู้รับโอนที่ดินจะได้สิทธิใช้ทางพิพาทนั้นด้วยอย่างภารจำยอม เพราะทางจำเป็นมิใช่สิทธิที่ติดกับที่ดินที่จะโอนไปพร้อมกับที่ดินด้วยทั้งเป็นการจำกัดและริดรอนอำนาจกรรมสิทธิ์ที่ดินของบุคคลอื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 29495 ซึ่งโจทก์รับโอนมามีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินอีกแปลงหนึ่งของโจทก์ซึ่งอยู่ติดกัน แม้ส่วนที่ดินที่ติดกันกว้างเพียง1.16 เมตร และทางเดินออกสู่ทางสาธารณะกว้างเพียง 1.35 เมตร ไม่สามารถใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อผ่านเข้าออกได้ก็เป็นเรื่องความสะดวกของโจทก์เท่านั้นหาใช่ว่าโจทก์ไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 795 ของจำเลยเป็นทางจำเป็น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อุบลศรี เนียมลาภ
จำเลย — นางสาว สุมาล โพธิประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5672/2546
#112697
เปิดฉบับเต็ม

แม้เดิมผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงที่โจทก์รับโอนมาจะมีสิทธิใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยในฐานะทางจำเป็นก็ไม่ได้หมายความว่าโจทก์ผู้รับโอนที่ดินจะได้สิทธิในทางพิพาทนั้นด้วยอย่างภาระจำยอม เพราะทางจำเป็นมิใช่สิทธิที่ติดกับที่ดินที่จะโอนไปพร้อมกับที่ดินด้วย ทั้งเป็นการจำกัดและริดรอนอำนาจกรรมสิทธิ์ในที่ดินของบุคคลอื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด

เมื่อที่ดินซึ่งโจทก์รับโอนมามีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินอีกแปลงหนึ่งของโจทก์ซึ่งอยู่ติดกัน แม้ส่วนที่ดินที่ติดกันกว้างเพียง 1.16 เมตร และทางเดินออกสู่ทางสาธารณะกว้างเพียง 1.35 เมตร ไม่สามารถใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อผ่านเข้าออกได้ก็เป็นเรื่องความสะดวกของโจทก์เท่านั้น หาใช่ว่าโจทก์ไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางจำเป็น

หมายเหตุ : วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 6/2546

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสารั้ว สิ่งก่อสร้างที่จำเลยสร้างปิดกั้นทางเข้าออกของโจทก์ และให้จำเลยเปิดถนนให้โจทก์ใช้ทางได้อย่างสภาพเดิม หากจำเลยไม่ยอมรื้อถอนขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลสั่งให้โจทก์มีอำนาจกระทำการรื้อถอนได้เองโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า นางละมูล โพธิประสิทธิ์ แบ่งแยกที่ดินและยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๔๙๕ แก่นางสาวจินดา อรรถสิทธิ์ และนางสาวเปล่งศรี อรรถสิทธิ์ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องอุปการะดูแลช่วยเหลือยามแก่ชรา ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ นางละมูลยังคงสงวนสิทธิเก็บกินในที่ดินจนกว่าจะถึงแก่กรรม บุคคลทั้งสองจึงยังไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน สำหรับที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ ๗๙๕ จำเลยและพี่น้องตกลงใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยมอบหมายให้นายสมใจ โพธิประสิทธิ์ นำที่ดินที่ว่างของทุกแปลงรวมถึงที่ดินพิพาทออกให้เช่าทำร้านอาหาร ให้เช่าที่จอดรถและนำค่าเช่าที่ได้เป็นค่าใช้จ่ายดูแลรักษานางละมูลซึ่งป่วย นางสาวจินดาและนางสาวเปล่งศรีไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องหรือใช้ประโยชน์ใด ๆ โจทก์ทราบเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ในที่ดินของจำเลยและญาติพี่น้องดังกล่าว และโจทก์มีบ้านพักอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับบ้านของจำเลยโดยมีที่ดินติดกับที่ดินแปลงพิพาทด้วย เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินนางสาวจินดาและนางสาวเปล่งศรีแล้วทำให้ที่ดินดังกล่าวมีเขตติดต่อกับที่ดินของโจทก์ทางทิศตะวันตกซึ่งสามารถผ่านออกไปสู่ถนนสาธารณะได้ ทางพิพาทมิใช่ทางจำเป็น โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะสวมสิทธิของนางสาวจินดาและนางสาวเปล่งศรี ไม่มีสิทธิหรือความจำเป็นใด ๆ ที่จะให้จำเลยเปิดทางถนนทางเดินรถเข้าสู่ที่ดินแปลงพิพาทของโจทก์ที่มีความกว้างถึง ๗ เมตร ยาว ๖๐ เมตร และไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องเปิดกว้างถึงเพียงนั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๙๕ ตำบลบางพลู อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เป็นของนางละมูล โพธิประสิทธิ์ ต่อมานางละมูลได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็น ๖ แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๔๙๒ ถึง ๒๙๔๙๗ และยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๔๙๕ ให้แก่นางสาวจินดา อรรถสิทธิ์ กับนางสาวเปล่งศรี อรรถสิทธิ์ ซึ่งเป็นหลาน และยกที่ดินคงเหลือของที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๙๕ ให้แก่จำเลย โดยได้กันบางส่วนเป็นทางให้ผู้ที่ได้รับการยกให้ที่ดินที่แบ่งแยกทุกแปลงใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ตามผังการแบ่งแยกเอกสารหมาย จ. ๓ จ. ๑๐ และโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ. ๒ จ. ๑๑ ในวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๑ นางสาวจินดาและนางสาวเปล่งศรีขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๙๔๙๕ เอกสารหมาย จ. ๑๑ ให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๙๕ ของจำเลยเป็นทางจำเป็นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยเบิกความรับกันว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๔๙๕ ที่โจทก์ซื้อจากนางสาวจินดาและนางสาวเปล่งศรีนั้น ทางด้านทิศตะวันตกติดกับที่ดินอีกแปลงหนึ่งของโจทก์ซึ่งใช้ปลูกบ้านอยู่อาศัย และมีทางเดินจากที่ดินที่โจทก์ปลูกบ้านออกสู่ทางสาธารณะได้ และจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๔๙๕ ที่โจทก์ซื้อมาดังกล่าวสามารถเดินไปยังที่ดินโจทก์ที่ปลูกบ้านแล้วเดินต่อไปยังทางสาธารณะได้ ตามผังการแบ่งแยกแผนผังสังเขปที่ตั้งที่ดิน เอกสารหมาย จ. ๑๐ และ ล. ๑ ซึ่งตามรายงานการเดินเผชิญสืบกับภาพถ่ายการเดินเผชิญสืบ (ภาพที่ ๖) และภายถ่ายหมาย จ. ๑๓ ปรากฏว่าที่ดินที่โจทก์ซื้อมากับที่ดินที่โจทก์ปลูกบ้านส่วนที่ติดกันกว้าง ๑.๑๖ เมตร ส่วนทางเดินจากบ้านโจทก์ออกสู่ทางสาธารณะก็กว้าง ๑.๓๕ เมตร ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้เดิมผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๔๙๕ ที่โจทก์รับโอนมาจะมีสิทธิใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยในฐานะทางจำเป็นก็ไม่ได้หมายความว่าโจทก์ผู้รับโอนที่ดินจะได้สิทธิในทางพิพาทนั้นด้วยอย่างภาระจำยอม เพราะทางจำเป็นมิใช่สิทธิที่ติดกับที่ดินที่จะโอนไปพร้อมกับที่ดินด้วย ทั้งเป็นการจำกัดและริดรอนอำนาจกรรมสิทธิ์ในที่ดินของบุคคลอื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๔๙๕ ซึ่งโจทก์รับโอนมามีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินอีกแปลงหนึ่งของโจทก์ซึ่งอยู่ติดกัน แม้ส่วนที่ดินที่ติดกันกว้างเพียง ๑.๑๖ เมตร และทางเดินออกสู่ทางสาธารณะกว้างเพียง ๑.๓๕ เมตร ไม่สามารถใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อผ่านเข้าออกได้ก็เป็นเรื่องความสะดวกของโจทก์เท่านั้น หาใช่ว่าโจทก์ไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๙๕ ของจำเลยเป็นทางจำเป็น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุบลศรี เนียมลาภ
จำเลย — นางสาวสุมาล โพธิประสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายอำนวย โอภาพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวน เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5670/2546
#50866
เปิดฉบับเต็ม

ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยไว้ว่าฟ้องโจทก์บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาสำหรับเหตุที่ไม่ได้มีการเติมน้ำมันให้แก่เรือและรายละเอียดของกฎกระทรวงตามวรรคสองของพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตพ.ศ. 2527 มาตรา 102(4) ไม่ใช่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักในข้อหาที่โจทก์ฟ้อง จึงสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไปได้ แต่อุทธรณ์ของจำเลยไม่ปรากฏเลยว่าเหตุใดจำเลยจึงเห็นว่ากรณีดังกล่าวมิใช่รายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ และเหตุใดจำเลยจึงถือว่ารายละเอียดของกฎกระทรวงเป็นข้ออ้างที่โจทก์ต้องอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา อุทธรณ์ของจำเลยไม่มีข้อโต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29

จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับกรมสรรพสามิตโจทก์คืนค่าภาษีคนละเที่ยวเรือกับที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยคืนค่าภาษีที่จำเลยขอรับคืนไปจากโจทก์แล้ว ซึ่งการนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือแต่ละเที่ยวเรือตามคำฟ้องและฟ้องแย้งไม่มีความเกี่ยวข้องกันเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน ตามคำฟ้องของโจทก์มีประเด็นว่า จำเลยจะต้องคืนเงินค่าภาษีที่จำเลยขอรับคืนไป ให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยมีประเด็นว่าจำเลยมีสิทธิเรียกให้โจทก์คืนเงินค่าภาษีที่จำเลยชำระไว้หรือไม่เพียงใด ดังนั้น แม้ตามคำฟ้องของโจทก์และคำฟ้องแย้งของจำเลยจะเป็นเรื่องของการขอคืนภาษีสรรพสามิตตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตในมาตราเดียวกัน แต่ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามคำขอของโจทก์กับฟ้องแย้งของจำเลยก็แตกต่างตรงข้ามกันและไม่มีความเกี่ยวพันกันฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์

คำฟ้องโจทก์มิได้ยืนยันว่าการที่จำเลยขอรับคืนภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยไปจากโจทก์เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายหรือจำเลยได้ใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับคืนภาษีก็เป็นผลมาจากการที่โจทก์ตรวจสอบพบว่าไม่มีการเติมน้ำมันแก่เรือตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 102(4) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2537 กรณีตามฟ้องของโจทก์จึงไม่ใช่เรื่องจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ ไม่อาจนำอายุความเรื่องละเมิดมาบังคับแก่คดีได้

จำเลยใช้สิทธิจากการที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผลิตหรือขายหรือจำหน่ายน้ำมันนำน้ำมันที่จำเลยชำระภาษีแล้วเติมให้แก่เรือที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ และพนักงานศุลกากรได้ปล่อยให้ไปต่างประเทศแล้ว ขอรับคืนค่าภาษีจากกรมสรรพสามิตโจทก์ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 102(4) ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากกรมศุลกากรว่ามิได้มีการเติมน้ำมันตามชนิดและปริมาณให้แก่เรือซึ่งมีชื่อที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับคืนภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยจากโจทก์ การที่จำเลยได้รับเงินค่าภาษีคืนไปแม้ในชั้นแรกจะมีมูลที่จะอ้างกฎหมายได้ แต่ต่อมาปรากฏว่าจำเลยไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินก็ถือว่าไม่มีมูลที่จะอ้างกฎหมายได้เช่นกัน จึงเป็นการได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ เป็นลาภมิควรได้จำเลยจึงต้องคืนให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406แต่โจทก์ต้องฟ้องคดีใช้สิทธิเรียกเงินดังกล่าวภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419

โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินภาษีที่จำเลยขอรับคืนไปแก่โจทก์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2539 จึงฟังได้ว่าโจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนซึ่งค่าภาษีจากจำเลยตั้งแต่วันดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2542 พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโดยเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงการคลัง มีหน้าที่จัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องโดยมีนายสมชัย ฤชุพันธ์ เป็นอธิบดี และการฟ้องคดีนี้ได้มอบอำนาจให้นายวินิจ วินิจฉัยกุล รองอธิบดีกรมสรรพสามิตเป็นผู้ฟ้องคดีแทน จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรม ผลิตและขายหรือจำหน่ายซึ่งน้ำมันปิโตรเลียมและผลิตผลจากน้ำมันปิโตรเลียมใด ๆ ทุกชนิดและน้ำมัน การผลิตซึ่งน้ำมันปิโตรเลียมและน้ำมันของจำเลยซึ่งกระทำในราชอาณาจักรจึงเป็นการผลิตสินค้าขึ้นในราชอาณาจักร จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งมีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายการภาษีพร้อมกับชำระภาษีสรรพสามิตต่อกรมสรรพสามิตภายใน10 วัน นับแต่วันที่นำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ผลิตออกจากโรงงานอุตสาหกรรมและต้องชำระภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยอีกร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตดังกล่าวเพื่อนำไปจัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้จำนวนภาษีซึ่งจำเลยในฐานะผู้ประกอบอุตสาหกรรมได้ชำระไว้ดังกล่าวข้างต้น หากต่อมาจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมได้นำน้ำมันที่ได้ชำระค่าภาษีดังกล่าวแล้วเติมให้แก่เรือที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ ซึ่งพนักงานศุลกากรได้ปล่อยให้ไปต่างประเทศแล้ว จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะขอคืนค่าภาษีสรรพสามิตของปริมาณน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เติมให้แก่เรือดังกล่าวและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยด้วย ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำขอคืนค่าภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 102(4) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ซึ่งเป็นค่าภาษีที่จำเลยได้ชำระไว้ดังกล่าวโดยอ้างและแสดงหลักฐานว่าจำเลยได้เติมน้ำมันโดยแสดงชนิดและปริมาณของน้ำมันให้แก่เรือซึ่งมีชื่อที่มีขนาดกว่า 500 ตันกรอสส์ ซึ่งพนักงานศุลกากรได้ปล่อยให้ไปต่างประเทศแล้ว อันเป็นการใช้สิทธิขอคืนภาษีตามเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ตรวจสอบตามพยานหลักฐานที่จำเลยนำมาแสดงแล้วเชื่อดังที่จำเลยกล่าวอ้างจริง จึงมีผลให้จำเลยมีสิทธิได้รับคืนภาษีตามเงื่อนไขของมาตรา 102(4) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 เจ้าพนักงานของโจทก์จึงได้คืนภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทย ตามจำนวนที่จำเลยกล่าวอ้างดังกล่าวให้แก่จำเลย และจำเลยได้รับคืนแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์ได้รับแจ้งจากกรมศุลกากรว่าตามเอกสารและพยานหลักฐานที่จำเลยนำมาแสดงเพื่อขอคืนค่าภาษีและได้รับคืนค่าภาษีไปแล้วดังกล่าวข้างต้นนั้น แท้ที่จริงแล้วมิได้มีการเติมน้ำมันตามชนิดและปริมาณให้แก่เรือซึ่งมีชื่อที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ จำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับคืนภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยที่จำเลยได้รับคืนไปดังกล่าว จำเลยจึงมีหน้าที่นำมาคืนให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น ที่จำเลยอ้างว่านำน้ำมันขึ้นเรือแต่ตรวจพบว่าไม่ได้นำขึ้นเรือรวมทั้งสิ้น 85 ครั้ง ค่าภาษีสรรพสามิตและค่าภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยที่จำเลยได้รับคืนไปและมีหน้าที่ต้องนำมาคืนโจทก์เป็นจำนวนทั้งสิ้น 19,654,220.18 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยนำค่าภาษีจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ จำเลยได้รับแจ้งแล้วแต่จำเลยหาได้นำค่าภาษีจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ไม่ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งคืนค่าภาษีที่จำเลยรับคืนไปดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนค่าภาษีที่จำเลยได้รับคืนไป ทั้งนี้คำนวณดอกเบี้ยถึงวันที่ 30 มีนาคม 2542 เป็นจำนวนเงิน 7,310,321.38 บาท ขอให้บังคับจำเลยคืนค่าภาษีพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 26,964,541.56 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 19,654,220.18 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยไม่เข้าใจและไม่อาจให้การต่อสู้คดีได้โดยแจ้งชัด โดยโจทก์กล่าวอ้างว่าไม่มีการเติมน้ำมันตามชนิดและปริมาณให้แก่เรือซึ่งมีขนาดเกิน 500 ตันกรอสส์ แต่โจทก์ไม่ได้กล่าวให้แจ้งชัดว่าเพราะเหตุใดจึงมิได้มีการเติมน้ำมัน ทั้ง ๆ ที่โจทก์ยอมรับแล้วว่าในการขอคืนภาษีจำเลยได้เสนอหลักฐานต่าง ๆ และโจทก์ก็ได้คืนภาษีให้จำเลยไปแล้ว ฉะนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องกล่าวในคำฟ้องเพื่อให้เข้าใจว่าเหตุใดโจทก์จึงอ้างดังกล่าว ที่โจทก์อ้างว่าเจ้าพนักงานของโจทก์ได้รับแจ้งจากกรมศุลกากร เป็นการอ้างข้อเท็จจริงตามคำบอกเล่าของผู้อื่นมาเป็นเหตุฟ้องคดีนี้ เป็นการเพิ่มคำฟ้องซึ่งเคลือบคลุมอยู่แล้วให้เคลือบคลุมและไม่มีสภาพเป็นการฟ้องยิ่งขึ้น และข้อที่โจทก์กล่าวอ้างว่า "จากการที่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรา 102(4)... จำเลยจึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับคืนค่าภาษี..." นั้น โจทก์มิได้กล่าวโดยแจ้งชัดว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรา 102(4) อย่างไรบ้าง การที่โจทก์ไม่ได้กล่าวโดยแจ้งชัดทำให้จำเลยไม่ทราบว่าได้กระทำหรืองดเว้นกระทำการใดที่เป็นเหตุให้โจทก์อ้างว่ามิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายดังกล่าว ตามคำฟ้องโจทก์ยอมรับแล้วว่าจำเลยได้เสนอหลักฐานต่าง ๆ และโจทก์ก็ได้คืนภาษีให้จำเลยตามนัยของมาตรา 102(4) ไปแล้ว ฉะนั้นการที่โจทก์กลับมาฟ้องและก็ไม่ได้บรรยายเหตุผลลงในคำฟ้องให้แจ้งชัดดังกล่าว จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม วรรคสองของมาตรา 102(4) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 บัญญัติว่า "การขอรับคืน...ภาษีตามวรรคหนึ่งให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง" กฎกระทรวงมีอยู่อย่างไรและจำเลยได้กระทำหรืองดเว้นกระทำการใดอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงดังกล่าว โจทก์ไม่ได้บรรยายให้แจ้งชัดจึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม และคดีของโจทก์ขาดอายุความ 1 ปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอายุความเรื่องลาภมิควรได้ หรือเรื่องละเมิด เนื่องจากตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยได้รับคืนเงินจากโจทก์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จึงเป็นการกล่าวอ้างและฟ้องในเรื่องลาภมิควรได้ และการที่โจทก์บรรยายฟ้องดังกล่าวมานี้ จำเลยก็เห็นว่าเป็นกล่าวอ้างและฟ้องเรื่องละเมิดคือโจทก์อ้างถึงการ "กระทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย"และอ้างถึงการ "ใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น" คำฟ้องของโจทก์ไม่ใช่คำฟ้องเกี่ยวกับการติดตามเอาคืนทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 เพราะว่าโจทก์กับจำเลยไม่ใช่ตัวการ ตัวแทน นายจ้าง หรือผู้บังคับบัญชาต่อกัน จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องคืนภาษีตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยได้รับคืนภาษีมาจากโจทก์โดยสุจริตและถูกต้องตามกฎหมายและคำสั่งของกรมศุลกากร เรื่องการปฏิบัติแก่น้ำมันที่ใช้เติมในเรือทุกประการ คำสั่งซื้อเจ้าหน้าที่ของโจทก์ ของกรมศุลกากรและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติและจำเลยทราบว่ามีการปฏิบัติเรียบร้อยก่อนจำเลยยื่นเรื่องราวขอคืนภาษีแต่ละครั้งโดยไม่มีผู้ใดคัดค้านหรือทักท้วงใด ๆ คือ ผู้มีหน้าที่ขออนุญาตนำน้ำมันขึ้นเรือได้แก่ นายเรือเจ้าของเรือหรือตัวแทนเรือโดยต้องยื่นขออนุญาตต่อฝ่ายควบคุมเรือในท่ากองควบคุมยานและสินค้าของกรมศุลกากร ผู้จำหน่ายน้ำมัน (ดังเช่นจำเลย) เป็นเพียงผู้ให้คำรับรองว่าน้ำมันที่นำขึ้นเรือเป็นน้ำมันที่ได้ชำระภาษีอากรแล้ว และจะดำเนินการขอคืนภาษีอากรนั้นต่อไป กองควบคุมยานและสินค้าของกรมศุลกากรเป็นผู้พิจารณาอนุญาตและควบคุมการนำน้ำมันขึ้นเรือ มีหน้าที่ตรวจสอบชนิดและปริมาณน้ำมันและรับรองขนาดของเรือและการปล่อยเรือไปต่างประเทศ เมื่อเจ้าหน้าที่กองควบคุมยานและสินค้าของกรมศุลกากรได้ตรวจสอบชนิดและปริมาณน้ำมัน โดยดำเนินการและคำนวณตามวิธีการที่กองตรวจสินค้าขาเข้าปฏิบัติอยู่เรียบร้อยแล้วก็ต้องบันทึกชนิดและปริมาณของน้ำมัน รวมทั้งสถานที่นำขึ้นเรือวันนำขึ้นเรือ ลักษณะการนำขึ้นเรือและการเก็บในเรือลงในช่องที่กำหนดในใบขออนุญาตพร้อมทั้งลงลายมือชื่อ วันเดือน ปี ที่รับรองในกรณีที่อยู่ในข่ายสงสัยเกี่ยวกับชนิดของน้ำมันก็ให้ชักตัวอย่างส่งกองวิเคราะห์สินค้า เมื่อตรวจสอบและควบคุมการนำน้ำมันขึ้นเรือเสร็จแล้ว ให้ขอสำเนาใบรับน้ำมันของนายเรือแนบติดใบอนุญาตไว้ด้วย เมื่อผู้อำนวยการกองควบคุมยานและสินค้าหรือผู้ได้รับมอบหมายตรวจสอบพอใจรายงานและคำรับรองของเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและตรวจสอบการนำน้ำมันขึ้นเรือแล้ว ให้ตรวจสอบและรับรองขนาดของเรือและการปล่อยเรือไปต่างประเทศ พร้อมทั้งลงลายมือชื่อและวัน เดือน ปี ที่รับรอง แล้วจัดส่งใบอนุญาตและสำเนาใบรับน้ำมันของนายเรือไปที่หน่วยคืนอากร สำหรับกรณีที่ได้ชำระภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันไว้แล้ว (ดังเช่นกรณีของจำเลย) ให้ทำหนังสือนำส่งไปยังกรมสรรพสามิต ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากรที่ 3/2511 เรื่องการปฏิบัติแก่น้ำมันที่ใช้เติมในเรือตามคำฟ้องโจทก์ได้ระบุชนิดของน้ำมันและอ้างว่าเป็น "ปริมาณน้ำมันที่ตรวจพบว่าไม่ได้นำขึ้นเรือ" นั้น ไม่เป็นความจริง ที่แท้จริงแล้วปรากฏตามหลักฐานว่ามีการนำน้ำมันขึ้นเรือรวมทั้งมีหลักฐานการตรวจสอบและการออกใบอนุญาตของเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรอยู่ที่โจทก์โดยครบถ้วน ถ้าไม่มีการนำน้ำมันขึ้นเรือ เจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรก็คงจะไม่ออกใบอนุญาตและส่งเรื่องไปให้โจทก์เพื่อคืนเงินภาษีให้จำเลยอย่างแน่นอนเนื่องจากจำเลยได้ขอคืนภาษีจากโจทก์โดยสุจริตมีหลักฐานซึ่งผ่านการตรวจสอบ ควบคุมรับรอง และอนุมัติโดยเจ้าหน้าที่ของโจทก์และของกรมศุลกากรครบถ้วน ฉะนั้น จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินและชดใช้ดอกเบี้ยใด ๆ ตามที่โจทก์ฟ้องจนกว่าศาลจะพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ และจำเลยขอฟ้องแย้งว่า โจทก์มีหน้าที่คืนภาษีพร้อมดอกเบี้ยให้แก่จำเลยกล่าวคือ ในระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2538 จำเลยได้ยื่นคำขอคืนภาษีสรรพสามิตจากโจทก์ตามมาตรา 102(4) ของพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตพ.ศ. 2527 รวม 15 รายการ เป็นภาษีสรรพสามิต 3,074,370 บาท และภาษีเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยอีก 307,437 บาท รวมทั้งสิ้น 3,381,807 บาท เจ้าหน้าที่ของโจทก์ไม่คืนภาษีให้จำเลย อ้างเหตุที่ไม่คืนแต่เพียงว่าได้รับแจ้งจากกรมศุลกากรว่ามิได้มีการเติมน้ำมันให้แก่เรือ ทั้ง ๆ ที่จำเลยได้ยื่นคำขอคืนภาษีและแนบหลักฐานซึ่งเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรได้ตรวจสอบ ควบคุม และรับรองก่อนจำเลยยื่นคำขอคืนภาษีว่ามีการเติมน้ำมันให้แก่เรือจริง การที่โจทก์ไม่คืนภาษีไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะอ้างได้ตามกฎหมายและขัดกับพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 102(4) โจทก์มีหน้าที่ต้องคืนแก่จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 30 เมษายน2542 จำนวน 972,395.98 บาท จำเลยได้ติดตามทวงถามตลอดมา แต่โจทก์ไม่คืนภาษีให้จำเลยจึงจำเป็นต้องฟ้องแย้งโจทก์ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับให้โจทก์คืนเงินภาษีสรรพสามิตและภาษีเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยพร้อมด้วยดอกเบี้ยถึงวันที่ 30 เมษายน2542 รวมเป็นเงิน 4,354,202 บาท แก่จำเลย และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงิน 3,381,807 บาท นับจากวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งนี้จนกว่าโจทก์จะคืนภาษีให้แก่จำเลยครบถ้วน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ตามคำฟ้องของจำเลยอ้างว่า โจทก์มีหน้าที่คืนภาษีพร้อมดอกเบี้ยให้แก่จำเลยตามที่จำเลยได้ยื่นคำขอคืนภาษีสรรพสามิตจากโจทก์ตามมาตรา 102(4) ของพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ในระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2538 รวม 15 รายการ เป็นภาษีสรรพสามิต 3,074,370 บาท และภาษีเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยอีก 307,437 บาท รวมทั้งสิ้น 3,381,807 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 30 เมษายน 2542 จำนวน972,395.98 บาท นั้น เป็นการขอคืนค่าภาษีจากการที่จำเลยอ้างว่ามีการนำน้ำมันขึ้นเรือคนละเที่ยวเรือกับการนำน้ำมันขึ้นเรือตามคำฟ้องของโจทก์อันเป็นการกระทำที่ต่างกรรมต่างวาระกัน อีกทั้งตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการเรียกคืนค่าภาษีจากจำเลยซึ่งจำเลยได้รับคืนไปแล้ว แต่คำฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระคืนค่าภาษีในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับจำนวนภาษีที่โจทก์ได้ฟ้องเรียกคืน จึงเป็นคำฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนค่าภาษีพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 26,964,541.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินค่าภาษีจำนวน19,654,220.18 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยโดยไม่ตัดสิทธิที่จะฟ้องใหม่ และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ในปัญหานี้ ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า แม้คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเหตุใดมิได้มีการเติมน้ำมันทั้งที่จำเลยได้เสนอหลักฐานต่าง ๆ และโจทก์คืนภาษีให้แล้วก็ตาม ฟ้องของโจทก์ก็ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาดังกล่าวแล้ว สำหรับเหตุที่ไม่ได้มีการเติมน้ำมันเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา นอกจากนี้ฟ้องของโจทก์ได้บรรยายไว้โดยแจ้งชัดแล้วว่าจำเลยมีสิทธิตามมาตรา 102(4) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ที่จะขอคืนค่าภาษีสรรพสามิต และจำเลยได้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีดังกล่าวโดยอ้างและแสดงหลักฐานว่าจำเลยเติมน้ำมันโดยแสดงชนิดและปริมาณของน้ำมันให้แก่เรือซึ่งมีชื่อที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ ซึ่งพนักงานศุลกากรได้ปล่อยไปต่างประเทศแล้ว คำฟ้องของโจทก์จึงได้กล่าวถึงการกระทำที่เป็นเงื่อนไขของมาตรา 102(4) ที่จะมีสิทธิขอคืนภาษี อันเป็นการกล่าวโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาให้เข้าใจได้ไว้แล้ว สำหรับกฎกระทรวงตามวรรคสองของมาตรา 102(4) นั้น เป็นเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการขอรับคืนภาษีซึ่งเป็นรายละเอียดไม่ใช่ข้ออ้างที่จะต้องอาศัยเป็นหลักในข้อหาที่โจทก์ฟ้องจำเลย โจทก์สามารถนำสืบต่อไปได้โดยไม่จำต้องบรรยายว่าจำเลยกระทำหรืองดเว้นกระทำการใดอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมนั้น เห็นว่าศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยไว้ว่าฟ้องโจทก์บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา สำหรับเหตุที่ไม่ได้มีการเติมน้ำมันให้แก่เรือและรายละเอียดของกฎกระทรวงตามวรรคสองของมาตรา 102(4) ล้วนเป็นรายละเอียดซึ่งไม่ใช่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักในข้อหาที่โจทก์ฟ้องจำเลย จึงสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไปได้ แต่อุทธรณ์ของจำเลยกล่าวอ้างลอย ๆ เพียงว่า กรณีดังกล่าวมิใช่รายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา และข้อความตามกฎกระทรวงเป็นข้ออ้างที่โจทก์ต้องอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาโดยไม่ปรากฏในคำอุทธรณ์ของจำเลยว่าเหตุใดจำเลยจึงเห็นว่า กรณีดังกล่าวมิใช่รายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ และเหตุใดจำเลยจึงถือว่ารายละเอียดของกฎกระทรวงเป็นข้ออ้างที่โจทก์ต้องอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา อุทธรณ์ของจำเลยไม่มีข้อโต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางเลยว่าไม่ถูกต้องหรือผิดพลาดอย่างไรที่ศาลฎีกาจะสามารถยกขึ้นวินิจฉัยหักล้างได้เช่นนี้ จึงถือเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยอุทธรณ์ว่า จากคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องเกี่ยวกับการขอคืนภาษีสรรพสามิต ตามมาตรา 102(4) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ซึ่งตามฟ้องแย้งของจำเลยก็เป็นการฟ้องให้โจทก์คืนค่าภาษีสรรพสามิตให้แก่จำเลยตามบทบัญญัติของกฎหมายมาตราดังกล่าวเช่นเดียวกันเห็นว่า ตามคำฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยขอให้บังคับโจทก์คืนค่าภาษีที่จำเลยอ้างว่าได้มีการนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือรวม 15 เที่ยว เป็นการขอคืนค่าภาษีคนละเที่ยวเรือกับที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยคืนค่าภาษีที่จำเลยขอรับคืนไปจากโจทก์แล้ว ซึ่งการนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือแต่ละเที่ยวเรือตามคำฟ้องและฟ้องแย้งไม่มีความเกี่ยวข้องกันเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน ตามคำฟ้องของโจทก์มีประเด็นว่า จำเลยจะต้องคืนเงินค่าภาษีที่จำเลยขอรับคืนไปให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยมีสิทธิเรียกให้โจทก์คืนเงินค่าภาษีที่จำเลยชำระไว้หรือไม่เพียงใด ดังนั้น แม้ตามคำฟ้องของโจทก์และคำฟ้องแย้งของจำเลยจะเป็นเรื่องของการขอคืนภาษีสรรพสามิตตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตในมาตราเดียวกันแต่ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามคำขอของโจทก์กับฟ้องแย้งของจำเลยก็แตกต่างตรงข้ามกันและไม่มีความเกี่ยวพันกัน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยปัญหานี้และพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า กรณีตามฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระค่าภาษีที่จำเลยชำระไม่ครบถ้วน มีอายุความ 10 ปี มิใช่โจทก์ฟ้องเรียกคืนเงินค่าภาษีจากจำเลยฐานลาภมิควรได้และละเมิด ซึ่งมีอายุความเพียง 1 ปี คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่จำเลยได้รับเงินค่าภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยไปจากโจทก์ตามฟ้อง เป็นการได้รับเงินไปจากโจทก์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ดังนั้นการฟ้องเรียกค่าภาษีดังกล่าวคืนจากจำเลยจึงเป็นการเรียกเงินคืนฐานลาภมิควรได้และละเมิด มีอายุความฟ้องร้อง1 ปี เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายฟ้องยืนยันว่าการที่จำเลยขอรับคืนสรรพสามิตและภาษีเก็บเพื่อเพิ่มกระทรวงมหาดไทยไปจากโจทก์ เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย หรือจำเลยได้ใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับคืนภาษีก็เป็นผลมาจากการที่โจทก์ตรวจสอบพบว่าไม่มีการเติมน้ำมันแก่เรือตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 102(4) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 กรณีตามฟ้องของโจทก์จึงไม่ใช่เรื่องจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ไม่อาจนำอายุความเรื่องละเมิดมาบังคับแก่คดีได้ คงมีปัญหาว่าเป็นเรื่องลาภมิควรได้หรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยได้รับคืนเงินค่าภาษีไปจากโจทก์นั้น แม้เป็นกรณีที่จำเลยใช้สิทธิจากการที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผลิตหรือขายหรือจำหน่ายน้ำมันนำน้ำมันที่จำเลยชำระภาษีแล้วเติมให้แก่เรือที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ และพนักงานศุลกากรได้ปล่อยให้ไปต่างประเทศแล้วอันเป็นการขอรับคืนค่าภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยที่ชำระไปแล้วตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 102(4) แต่ก็ได้ความจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์อยู่ว่า เมื่อจำเลยได้รับคืนเงินค่าภาษีดังกล่าวไปแล้วต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์ได้รับแจ้งจากกรมศุลกากรว่าตามเอกสารและพยานหลักฐานที่จำเลยนำมาแสดงเพื่อขอคืนค่าภาษีและได้รับคืนค่าภาษีไปแล้วนั้น แท้ที่จริงแล้วมิได้มีการเติมน้ำมันตามชนิดและปริมาณให้แก่เรือซึ่งมีชื่อที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง จำเลยจึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับคืนภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยจากโจทก์ การที่จำเลยได้รับเงินค่าภาษีคืนไปแม้ในชั้นแรกจะมีมูลที่จะอ้างกฎหมายได้ แต่ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับเงินก็ถือว่าไม่มีมูลที่จะอ้างกฎหมายได้เช่นกัน การที่จำเลยได้รับเงินภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยจากโจทก์จึงเป็นการได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ เงินค่าภาษีดังกล่าวจึงเป็นลาภมิควรได้ จำเลยจึงต้องคืนให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 406 แต่โจทก์ต้องฟ้องคดีใช้สิทธิเรียกเงินดังกล่าวภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินภาษีที่จำเลยขอรับคืนไปดังกล่าวแก่โจทก์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2539 ตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 และ 2 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนซึ่งค่าภาษีจากจำเลยตั้งแต่วันดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2542 พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่ากรณีไม่ใช่เรื่องลาภมิควรได้เพราะจำเลยได้รับคืนเงินค่าภาษีที่ได้ชำระไว้แล้วไปโดยมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ไม่เป็นลาภมิควรได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อคดีโจทก์ขาดอายุความเสียแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการอื่นอีก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 419
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 225
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพสามิต
จำเลย — บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ปัญญา ถนอมรอด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5670/2546
#112667
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผลิตและจำหน่ายน้ำมัน เมื่อจำเลยจำหน่ายน้ำมันเพื่อเติมแก่เรือที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ และพนักงานศุลกากรได้ปล่อยให้ไปต่างประเทศแล้ว จำเลยย่อมขอรับคืนค่าภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยที่ชำระไปแล้วคืนได้ ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต มาตรา 102 (4) ต่อมาปรากฏว่า แท้จริงมิได้มีการเติมน้ำมันตามชนิดและปริมาณให้แก่เรือขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับคืนภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยจากโจทก์ การที่จำเลยได้รับเงินค่าภาษีคืนไป แม้ในชั้นแรกจะมีมูลที่จะอ้างกฎหมายได้ แต่ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับเงินก็ถือว่าไม่มีมูลที่จะอ้างกฎหมายได้เช่นกัน การรับเงินภาษีดังกล่าวคืนจึงเป็นการได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบจึงเป็นลาภมิควรได้ จำเลยจึงต้องคืนแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 แต่โจทก์ต้องฟ้องคดีใช้สิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนค่าภาษีที่จำเลยรับคืนไปโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมายพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน ๒๖,๙๖๔,๕๔๑.๕๖ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑๙,๖๕๔,๒๒๐.๑๘ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับให้โจทก์คืนเงินภาษีสรรพสามิตและภาษีเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยพร้อมด้วยดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๒ รวมเป็นเงิน ๔,๓๕๔,๒๐๒ บาท แก่จำเลย และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ของต้นเงิน ๓,๓๘๑,๘๐๗ นับจากวันยื่นคำให้การฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะคืนภาษีให้แก่จำเลยครบถ้วน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยคืนค่าภาษีพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องโจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลย และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว? มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายฟ้องยืนยันว่าการที่จำเลยขอรับคืนภาษีสรรพสามิตและภาษีเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยไปจากโจทก์ เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย หรือจำเลยได้ใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับคืนภาษีก็เป็นผลจากการที่โจทก์ตรวจสอบพบว่าไม่มีการเติมน้ำมันแก่เรือตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๐๒ (๔) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ กรณีตามฟ้องของโจทก์จึงไม่ใช่เรื่องจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ ไม่อาจนำอายุความเรื่องละเมิดมาบังคับแก่คดีได้ คงมีปัญหาว่าเป็นเรื่องลาภมิควรได้หรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยได้รับคืนเงินค่าภาษีไปจากโจทก์นั้น แม้เป็นกรณีที่จำเลยใช้สิทธิจากการที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผลิตและขายหรือจำหน่ายน้ำมันนำน้ำมันที่จำเลยชำระภาษีแล้วเติมให้แก่เรือที่มีขนาดเกินกว่า ๕๐๐ ตันกรอสส์ และพนักงานศุลกากรได้ปล่อยให้ไปต่างประเทศแล้ว อันเป็นการขอรับคืนค่าภาษีสรรพสามิตและภาษีเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยที่ชำระไปแล้วตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๑๐๒ (๔) แต่ก็ได้ความจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์อยู่ว่า เมื่อจำเลยได้รับคืนเงินค่าภาษีดังกล่าวไปแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์ได้รับแจ้งจากกรมศุลกากรว่าตามเอกสารและพยานหลักฐานที่จำเลยนำมาแสดงเพื่อขอคืนค่าภาษีและได้รับคืนค่าภาษีไปแล้วนั้น แท้ที่จริงแล้วมิได้มีการเติมน้ำมันตามชนิดและปริมาณให้แก่เรือซึ่งมีชื่อที่มีขนาดเกินกว่า ๕๐๐ ตันกรอสส์ ดังที่กล่าวอ้าง จำเลยจึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับคืนภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยจากโจทก์ การที่จำเลยได้รับเงินค่าภาษีคืนไป แม้ในชั้นแรกจะมีมูลที่จะอ้างกฎหมายได้ แต่ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับเงิน ก็ถือว่าไม่มีมูลที่จะอ้างกฎหมายได้เช่นกัน การที่จำเลยได้รับเงินภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยจากโจทก์ จึงเป็นการได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ เงินค่าภาษีดังกล่าวจึงเป็นลาภมิควรได้ จำเลยจึงต้องคืนให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๖ แต่โจทก์ต้องฟ้องคดีใช้สิทธิเรียกเงินดังกล่าวภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๑๙ ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่จำเลยขอรับคืนไปดังกล่าวแก่โจทก์เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนซึ่งค่าภาษีจากจำเลยตั้งแต่วันดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๒ พ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๑๙ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่ากรณีไม่ใช่เรื่องลาภมิควรได้เพราะจำเลยได้รับคืนเงินค่าภาษีที่ได้ชำระไว้แล้วไปโดยมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ไม่เป็นลาภมิควรได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อคดีโจทก์ขาดอายุความเสียแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการอื่นอีก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 419
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 102 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพสามิต
จำเลย — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ปัญญา ถนอมรอด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5645/2546
#496031
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดย่อมมีฐานะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากโจทก์ จำเลยที่ 1 กับพวกซึ่งมีฐานะเป็นเพียงผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 3 เท่านั้น โจทก์ จำเลยที่ 1 กับพวก ร่วมลงทุนซื้อที่ดินกันก่อนที่จำเลยที่ 3 จะจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นคู่สัญญาด้วย จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ ความรับผิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือผู้ถือหุ้นคนอื่นก่อนที่จำเลยที่ 3 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจะมีอยู่อย่างไร จำเลยที่ 3 ย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย นอกจากนี้จำเลยที่ 3 ไม่อาจเป็นเจ้าของถือหุ้นของตนเองจึงไม่อาจโอนหุ้นแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ขอให้โอนหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 3 ให้แก่โจทก์

บริษัทจำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์แท้จริงเพียงเพื่อถือที่ดินแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง และดำเนินการต่าง ๆ ที่จำเป็นเกี่ยวกับที่ดินนั้น ในส่วนของผู้ถือหุ้นคิดคำนวณจำนวนหุ้นตามสัดส่วนที่ดินที่เป็นเจ้าของ มิได้ถือหุ้นโดยอาศัยหลักเกณฑ์ประการอื่น การที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องจำนวนหุ้นจึงมีนัยเดียวกันกับเรียกร้องเอาที่ดินคืน ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถโอนหุ้นของจำเลยที่ 1 ในบริษัทจำเลยที่ 3 ให้แก่โจทก์ ก็ให้ใช้ราคาหุ้นตามราคาที่ดิน

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 5/2546)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันโอนหุ้นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในบริษัทจำเลยที่ 3 ให้แก่โจทก์จำนวน 37,590 หุ้น หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยที่ 3 โฉนดเลขที่ 21958, 22039, 22029, 21942, 21949, 21915, 21745, 21982, 21932, 21950, 21956, 21929, 22044, 22037, 22028, 22016, 21945, 21947, 21739, 21750, 21734, 21763, 21765, 21762, 21758, 21757, 21767, 21936, 21954, 21938, 22040, 21946, 21737, 21934, 21951, 21952, 22043, 22035, 21913, 21747, 21749, 21733, 21957, 22045, 22038, 22033, 21948, 21741, 21746, 21935, 21983, 21931, 21930, 21959, 21939, 21940, 22042, 22032, 22027, 22030, 21736, 21740, 21744, 21748, 21916, 21937, 22036, 22034, 22031, 22024, 21914, 21742, 21752, 21764, 22041, 22025, 21941, 21933, 21924, 21943, 21735, 21743, 21955, 21953, 22026, 21944, 21733, 21751 ตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย บางส่วนคิดเป็นเนื้อที่ 100 ไร่ ให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยทั้งสามชำระค่าธรรมเนียมและค่าภาษี หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ก็ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากจำเลยทั้งสามไม่จัดการโอนหุ้นหรือที่ดินดังกล่าว ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันโอนหุ้นของจำเลยที่ 1 ในบริษัทจำเลยที่ 3 ให้แก่โจทก์จำนวน 37,590 หุ้น ราคาหุ้นละ 100 บาท คิดเป็นร้อยละ 10.74 ของหุ้นทั้งหมดของจำเลยที่ 3 หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่สามารถปฏิบัติ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2537 ซึ่งเป็นวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท แทนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการโอนหุ้นให้แก่โจทก์ได้ ก็ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 3,759,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2537 ซึ่งเป็นวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เห็นควรเป็นพับ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 3 โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกนางลลิตาภริยาของจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นคู่ความแทน นางลลิตาไม่คัดค้าน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ ปรากฏข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานว่า จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 ขึ้นมา มีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการที่มีอำนาจทำการในนามจำเลยที่ 3 ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยที่ 3 จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดย่อมมีฐานะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากโจทก์ จำเลยที่ 1 กับพวก ซึ่งมีฐานะเป็นเพียงผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 3 เท่านั้น ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า โจทก์ จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมลงทุนซื้อที่ดินกันก่อนที่จำเลยที่ 3 จะจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นคู่สัญญาด้วย จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ ความรับผิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือผู้ถือหุ้นคนอื่นก่อนที่จำเลยที่ 3 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจะมีอยู่อย่างไร จำเลยที่ 3 ย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย นอกจากนี้จำเลยที่ 3 ไม่อาจเป็นเจ้าของถือหุ้นของตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1143 จึงไม่อาจโอนหุ้นให้แก่บุคคลใดได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถโอนหุ้นของโจทก์ให้แก่โจทก์แล้วจะต้องรับผิดเพียงใด ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าบริษัทจำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์แท้จริงเพียงถือที่ดินแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงและดำเนินการต่าง ๆ ที่จำเป็นเกี่ยวกับที่ดินนั้น ในส่วนของผู้ถือหุ้นคิดคำนวณจำนวนหุ้นตามสัดส่วนที่ดินที่เป็นเจ้าของ มิได้ถือหุ้นโดยอาศัยหลักเกณฑ์ประการอื่น ด้วยเหตุดังกล่าวศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การใช้สิทธิเรียกร้องจำนวนหุ้นมีนัยเดียวกันกับเรียกร้องเอาที่ดินคืน ราคาที่ดินที่เรียกร้อยโจทก์นำสืบว่าราคาไร่ละกว่า 100,000 บาท จำเลยที่ 1 เบิกความว่าไร่ละ 200,000 ถึง 600,000 บาท ดังนั้น โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ใช้ราคาไร่ละไม่น้อยกว่า 100,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดในกรณีไม่สามารถโอนหุ้นแก่โจทก์ให้ใช้ราคา 3,759,000 บาท มีผลเท่ากับตีราคาที่ดินไร่ละ 37,590 บาท ผิดจากที่คู่ความนำสืบไม่ถูกต้อง สมควรกำหนดไร่ละ 100,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 10,000,000 บาท ส่วนปัญหาเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ สมควรแก้ไขให้เหมาะสม ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นของจำเลยที่ 1 ในบริษัทจำเลยที่ 3 ให้แก่โจทก์จำนวน 37,590 หุ้น ราคาหุ้นละ 100 บาท คิดเป็นร้อยละ 10.74 ของหุ้นทั้งหมดของจำเลยที่ 3 หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2537 ซึ่งเป็นวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 60,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1015 ม. 1143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสัจพงษ์ ปภังกร
นายทรงศักดิ์ จันทรประเสริฐ
โดยนางลลิตา จันทรประเสริฐ
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายบุรินทร์ ตั้งประพันธ์วงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระพล ตั้งสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5644/2546
#266853
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้หนี้เดิมจะมาจากมูลหนี้การกู้ยืมเงิน แต่โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม โจทก์จึงไม่จำต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้มาแสดงต่อศาล

หนี้ตามต้นเงินที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ เป็นหนี้จากมูลสัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่หนี้กู้ยืมจึงไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้โจทก์เรียกหรือคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 112,516,058.89 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้นจำนวน 92,039,067.01 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระขอให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ หากได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินต้นจำนวน 92,039,067.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้หักเงินจำนวน 6,000,000 บาท ที่จำเลยนำมาชำระออกจากดอกเบี้ยดังกล่าวก่อน หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11756 เลขที่ดิน 230 ตำบลลาดยาว (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 250,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมเงิน มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม โจทก์จึงไม่จำต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กู้มาแสดงต่อศาล เมื่อโจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน 97,000,000 บาท เพื่อนำไปชำระค่าที่ดินที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากบุคคลอื่น การกู้ยืมดังกล่าวไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมเป็นหนังสือ แต่จำเลยที่ 3 ได้ออกเช็คในนามของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ไว้เป็นประกันการชำระหนี้ หลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์คืนเช็คดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3 นอกจากนี้โจทก์และนางสาวชโนวรรณ ยังได้เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ลงชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญาประนีประนอมยอมความและจำเลยที่ 2 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ลงชื่อในฐานะผู้จำนองในสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีข้อความระบุด้วยว่า การใดที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำเพื่อการนี้ ให้ถือเสมือนผู้มอบอำนาจเป็นผู้กระทำเองทั้งสิ้น ซึ่งปรากฏตามเอกสารดังกล่าวว่าทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2538 และต่อมาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2538 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ลงชื่อเป็นผู้กู้และผู้จำนองในสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แม้หนังสือมอบอำนาจจะมิได้ระบุว่ามอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ทำสัญญากับผู้ใด แต่โจทก์นำสืบว่าเป็นการมอบอำนาจให้ทำสัญญากับโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสามมิได้นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ทำสัญญาและลงชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจได้ลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับผิดตามสัญญาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ยอดหนี้ค้างชำระจำนวน 134,730,404 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความมาจากหนี้กู้และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับเบี้ยปรับเนื่องจากการชำระหนี้ล่าช้าอีกร้อยละ 3 ต่อปี จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี ซึ่งเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า หนี้ตามต้นเงินที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับเป็นหนี้จากมูลสัญญาประนีประนอมยอมความมิใช่หนี้กู้ยืมซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้โจทก์เรียกหรือคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อีกทั้ง ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาว่าจะคิดเนื่องมาจากการชำระหนี้ล่าช้าก็เป็นเบี้ยปรับหาใช่ดอกเบี้ยดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาไม่ ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยอันเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นโมฆะนั้น จำเลยทั้งสามมิได้ยกประเด็นข้อนี้ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 200,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 653 ม. 654 ม. 850 ม. 851
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิโรจน์ ตัณฑ์วิไล
จำเลย — บริษัทระยอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพันธ์เลิศ บุญเลี้ยง
ศาลอุทธรณ์ — นายองอาจ โรจนสุพจน์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5587 -ที่ 5599/2546
#50865
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่สั่งตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ให้ลูกจ้างของบริษัทผู้ร้องที่นัดหยุดงานกลับเข้าทำงานให้ผู้ร้องซึ่งสั่งปิดงานให้เปิดงานและรับลูกจ้างทั้งหมดกลับเข้าทำงานและมอบให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ระหว่างผู้ร้องกับลูกจ้างของผู้ร้องที่ยื่นข้อเรียกร้อง เป็นคำสั่งที่แก้ไขข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ซึ่งมีการนัดหยุดงานหรือมีการปิดงาน แล้วมอบข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เป็นผู้ชี้ขาด คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการกระทำใดในระหว่างการนัดหยุดงานหรือการปิดงานของนายจ้างหรือลูกจ้างที่กระทำผิดต่อกฎหมายหรือละเมิดสิทธิของอีกฝ่ายหรือต่อบุคคลภายนอก จึงไม่มีผลทำให้อำนาจในการดำเนินคดีของผู้ร้องที่ร้องขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบสามตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 สิ้นสุดลง ผู้ร้องจึงมีอำนาจดำเนินคดีนี้ต่อไปได้

สหภาพแรงงาน ส. ได้ยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนสภาพการจ้างต่อบริษัทผู้ร้องมีการเจรจาต่อรองแต่ไม่สามารถตกลงกันได้เกิดเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้แล้วมีสมาชิกสหภาพแรงงาน ส. จำนวน 1,500 คน ร่วมนัดหยุดงาน อันเป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ร้องที่จะเลิกจ้างสมาชิกสหภาพแรงงาน ส. ที่ร่วมนัดหยุดงานโดยชอบได้ แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้เพื่อขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบสาม เนื่องจากผู้คัดค้านทั้งสิบสามเป็นกรรมการลูกจ้าง ตามมาตรา 52 การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างเฉพาะผู้คัดค้านทั้งสิบสามซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้าง โดยอ้างว่ามีการกระทำผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิต่อผู้ร้องในระหว่างการนัดหยุดงานโดยชอบ มิใช่ขอเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบสามเนื่องจากผู้คัดค้านทั้งสิบสามนัดหยุดงานจึงมิใช่เป็นการเลือกปฏิบัติ ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกันกับสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 5448/2543 และ 5450/2543 ของศาลแรงงานกลาง โดยเรียกผู้คัดค้านตามลำดับสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 15 ระหว่างพิจารณาผู้ร้องทั้งสองสำนวนดังกล่าวขอถอนคำร้อง คดีจึงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสิบสามสำนวนนี้

ผู้ร้องทั้งสิบสามสำนวนยื่นคำร้องมีใจความว่า ผู้คัดค้านทั้งสิบสามเป็นลูกจ้างของผู้ร้องและเป็นกรรมการลูกจ้าง เมื่อระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2543 ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2543 ผู้คัดค้านทั้งสิบสามได้ร่วมกับพนักงานอื่นปิดกั้นประตูโรงงานที่ 1 ถึงที่ 6 ด้วยการใช้เต็นท์ สิ่งของ และร่วมกันชุมนุมขวางทางเข้าออกใช้โซ่คล้องประตูใส่กุญแจและเชื่อมเหล็กที่ประตูให้ติดกันไว้ ทำให้พนักงานที่ประสงค์จะเข้าทำงานเข้าไปในบริเวณโรงงานไม่ได้ ปิดกั้นรถรับส่งพนักงานและรถรับส่งสินค้า ทำให้ไม่อาจนำวัตถุดิบเข้าไปภายในโรงงานและไม่สามารถนำสินค้าออกจากโรงงาน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการผลิตและการค้า นอกจากนี้ผู้คัดค้านทั้งสิบสามยังได้ต่อกระแสไฟฟ้ามาใช้ในเต็นท์ที่ชุมนุมและใช้กับเครื่องขยายเสียง ทำลายทรัพย์สินของผู้ร้อง นำบุคคลภายนอกเข้ามาภายในบริเวณโรงงานจำนวนมาก อีกทั้งผู้คัดค้านทั้งสิบสามยังได้กล่าวโจมตีฝ่ายบริหารในลักษณะก้าวร้าว กระด้างกระเดื่องส่อนิสัยความประพฤติที่เป็นปรปักษ์ต่อนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชาในลักษณะการกระทำอย่างต่อเนื่องและได้เตรียมการล่วงหน้าไว้ก่อนและเมื่อระหว่างวันที่ 2 กรกฎาคม 2543 ถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2543 ผู้คัดค้านทั้งสิบสามได้ร่วมชุมนุมและกล่าวโจมตีนายจ้างทั้งภายในบริเวณโรงงาน บริเวณหน้าโรงงานและสถานที่ภายนอกโรงงาน เช่น หน้าทำเนียบรัฐบาล บ้านพักนายกรัฐมนตรีและสำนักงานใหญ่ของนายจ้าง ในทำนองว่าการกระทำของนายจ้างโหดเหี้ยม นายจ้างหาวิธีกลั่นแกล้งลูกจ้างต่าง ๆ นานา เป็นต้น ผู้คัดค้านทั้งสิบสามกับพวกยังได้ชุมนุมปิดกั้นถนนสาธารณะ ทำให้การจราจรติดขัด การกล่าวโจมตีและชุมนุมปิดกั้นถนนสาธารณะดังกล่าวทำให้ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อนายจ้าง ทำให้ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและการค้าของผู้ร้อง และเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 เวลา10.30 นาฬิกา ถึง 15 นาฬิกา ผู้คัดค้านทั้งสิบสามร่วมกับพนักงานอื่นได้ร่วมชุมนุมกล่าวโจมตีนายจ้าง ณ สถานที่ทำงานสำนักงานใหญ่ ก่อความวุ่นวาย ก่อกวน รวมทั้งเผาหุ่นกรรมการผู้จัดการ การกระทำของผู้คัดค้านทั้งสิบสามถือว่าเป็นการทำผิดร้ายแรงไม่อาจร่วมทำงานอีกต่อไปได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายกรณีร้ายแรง นอกจากนี้ผู้คัดค้านที่ 15 ได้ละทิ้งหน้าที่ไปตั้งแต่วันที่1 กรกฎาคม 2543 จนถึงวันยื่นคำร้อง โดยไม่มีเหตุอันสมควร ขออนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบสามนับแต่วันที่ยื่นคำร้อง

ผู้คัดค้านทั้งสิบสามสำนวนยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสิบสามได้ร่วมกับสมาชิกสหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียงใช้สิทธิหยุดงานโดยชอบด้วยกฎหมายในสถานที่ของผู้ร้อง ในระหว่างนัดหยุดงานผู้ร้องได้ให้บุคคลภายนอกทำร้ายร่างกายลูกจ้างผู้ใช้สิทธินัดหยุดงาน ผู้คัดค้านทั้งสิบสามและพนักงานอื่นไม่ได้ปิดกั้นประตูโรงงาน ผู้คัดค้านทั้งสิบสามกางเต็นท์บริเวณที่ใช้นัดหยุดงานเพื่อกันแดดกันฝน ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาช้านานแล้วโดยผู้ร้องอนุญาตให้นำเต็นท์ไปกางได้ ผู้คัดค้านทั้งสิบสามไม่ได้ใช้โซ่คล้องประตูแล้วใส่กุญแจ แต่ผู้ร้องสั่งการให้ยามรักษาความปลอดภัยเป็นผู้ใส่โซ่และกุญแจเพราะผู้ร้องได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าที่จะปิดงาน การปิดประตูดังกล่าวทำขึ้นเพื่อป้องกันทรัพย์สินของผู้ร้องเอง ผู้ร้องอนุญาตให้พนักงานที่นัดหยุดงานใช้น้ำประปาและไฟฟ้าได้การนัดหยุดงานและการปิดงานหาทำให้สถานะการเป็นนายจ้างและลูกจ้างสิ้นไปไม่ ลูกจ้างก็ยังคงได้รับสวัสดิการที่มีอยู่ต่อไป ผู้คัดค้านทั้งสิบสามกับพวกไม่ได้ใช้เหล็กเชื่อมประตูของผู้ร้อง มิได้ทำลายทรัพย์สินของผู้ร้อง ไม่ได้กระด้างกระเดื่องและประพฤติตนในทางเป็นปรปักษ์ต่อนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชารวมทั้งไม่ได้นำบุคคลภายนอกเข้ามาในโรงงานของผู้ร่วมในระหว่างนัดหยุดงาน ไม่ได้ปิดกั้นรถรับส่งพนักงานและรับส่งสินค้าและวัตถุดิบ ผู้ร้องตระเตรียมการหยุดการผลิตไว้ล่วงหน้าแล้วจึงไม่มีสินค้าใด ๆ ที่จะส่งให้แก่ลูกค้าและไม่มีการนำเข้าวัตถุดิบ ไม่ได้มีการข่มขู่พนักงานให้มาใช้สิทธินัดหยุดงานแต่ผู้ร้องกลับยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเข้าใจผิดและแตกความสามัคคีในระหว่างพนักงานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2543 ถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2543 ผู้คัดค้านทั้งสิบสามและพนักงานอื่นไม่ได้กล่าวโจมตีนายจ้างทั้งภายในและภายนอกโรงงานดังที่ผู้ร้องอ้าง การที่ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้พนักงานรวมทั้งผู้คัดค้านทั้งสิบสามเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม2543 เป็นเวลาที่อยู่ในระหว่างเกิดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ ผู้คัดค้านทั้งสิบสามจึงมีสิทธินัดหยุดงานโดยไม่ต้องกลับเข้าทำงานตามประกาศเข้าทำงานของผู้ร้องจึงไม่ถือเป็นการละทิ้งหน้าที่หรือฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของผู้ร้อง ผู้คัดค้านทั้งสิบสามและพนักงานอื่นใช้สิทธินัดหยุดงานโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องไม่มีสิทธิเลิกจ้างหรือกลั่นแกล้งลูกจ้างเนื่องจากการแจ้งข้อเรียกร้องและการใช้สิทธินัดหยุดงาน ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และสั่งให้ผู้ร้องรับผู้คัดค้านทั้งสิบสามกลับเข้าเป็นลูกจ้างของผู้ร้องต่อไปในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างเดิม

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบสามสำนวน

ผู้คัดค้านทั้งสิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องประกอบกิจการสิ่งทอ แบ่งการทำงานออกเป็น 3 กะ กะเช้าระหว่างเวลา 8 ถึง 16 นาฬิกา กะบ่ายระหว่างเวลา 16 ถึง 24 นาฬิกา และกะดึกระหว่างเวลา 24 ถึง 8 นาฬิกา แผนที่ตั้งโรงงานผู้ร้องปรากฏตามเอกสารหมาย ร.18 ผู้คัดค้านทั้งสิบสามทำงานเป็นลูกจ้างของผู้ร้องและเป็นกรรมการลูกจ้าง ตามเอกสารหมาย ร.2 ผู้ร้องกับสหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียงมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องการปรับเงินขึ้นประจำปีและการจ่ายเงินโบนัสประจำปีตามเอกสารหมาย ค.1 และมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย ค.2 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543 สหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียงยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย ร.3 ผู้แทนของผู้ร้องและผู้ร้องแทนสหภาพแรงงานได้เจรจาข้อเรียกร้องเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 แต่ตกลงกันไม่ได้ตามเอกสารหมาย ร.4 หลังจากนั้นฝ่ายผู้ร้องกับตัวแทนสหภาพแรงงานได้มีการเจรจากันอีกตามเอกสารหมาย ร.5 แต่ยังตกลงกันไม่ได้และเกิดเป็นข้อพิพาทแรงงาน ได้มีการแจ้งข้อพิพาทแรงงานให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบ พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานระหว่างผู้ร้องและสหภาพแรงงานหลายครั้ง ตามเอกสารหมาย ร.6 ถึง ร.9 และ ร.13 ถึง ร.15 แต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ และเกิดเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2543ผู้ร้องยื่นข้อเรียกร้องเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ตามเอกสารหมาย ร.10 แต่เป็นการยื่นข้อเรียกร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามข้อตกลง ผู้ร้องจึงได้ถอนข้อเรียกร้องไปในภายหลัง หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2543 สหภาพสิ่งทอไทยเกรียงได้แจ้งการใช้สิทธินัดหยุดงานต่อผู้ร้องและพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานตามเอกสารหมาย ร.16 และใช้สิทธินัดหยุดงานตั้งแต่เวลาประมาณ 23.30 นาฬิกาของวันที่ 30 พฤษภาคม 2543 ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งการใช้สิทธิปิดงานต่อสหภาพแรงงานและสมาชิกสหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียงตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 ผู้ร้องเคยออกประกาศห้ามชุมนุมภายในบริเวณโรงงานห้ามใช้เครื่องขยายเสียงและห้ามจำหน่ายจ่ายแจกเอกสาร ตามเอกสารหมาย ร.19 ถึง ร.21 ครั้นวันที่ 7 มิถุนายน 2543 ผู้ร้องได้ออกประกาศยกเลิกการปิดงานและให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงานในวันที่ 9 มิถุนายน 2543 เวลา 8 นาฬิกา ตามเอกสารหมาย ร.27 ถึง ร.29 แต่ลูกจ้างที่ประสงค์จะเข้าทำงานเข้าไปในโรงงานของผู้ร้องไม่ได้ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2543 ผู้ร้องจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว ห้ามมิให้ลูกจ้างที่นัดหยุดงานปิดกั้นประตูโรงงานซึ่งต่อมาศาลแรงงานกลางได้ออกคำสั่งห้ามชั่วคราวตามเอกสารหมาย ร.35 แต่ลูกจ้างที่นัดหยุดงานยังคงปิดกั้นทางเข้าออกของโรงงานผู้ร้อง ผู้ร้องได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ตามเอกสารหมาย ร.36 หลังจากนั้นผู้ร้องได้ทำคำร้องแจ้งต่อศาลแรงงานกลางถึงกรณีที่คำสั่งห้ามชั่วคราวไม่สามารถบังคับได้ ศาลแรงงานกลางได้ออกหมายจับลูกจ้างผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชั่วคราวตามเอกสารหมาย ร.38 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2543 สหภาพแรงงานได้ทำคำร้องชี้แจงขอให้ยกเลิกหมายจับ ตามเอกสารหมาย ร.39 และต่อมาศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ วันที่ 15 กรกฎาคม 2543 ผู้ร้องมีหนังสือเลิกจ้างลูกจ้างจำนวน390 คน โดยไม่จ่ายค่าชดเชย ตามเอกสารหมาย ร.40 และวันที่ 26 ตุลาคม 2543 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมซึ่งปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการได้ออกคำสั่งให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงาน ให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานและให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน ตามเอกสารหมาย ร.45 ผู้ร้องมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารหมาย ร.51

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของผู้คัดค้านทั้งสิบสามว่า ผู้ร้องมีอำนาจดำเนินคดีต่อไปได้หรือไม่ โดยผู้คัดค้านทั้งสิบสามอุทธรณ์ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมได้มีคำสั่งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ 233/2543 ให้ลูกจ้างของผู้ร้องทั้งหมดกลับเข้าทำงานกับผู้ร้อง และมอบเรื่องให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ระหว่างผู้ร้องกับลูกจ้างที่ยื่นข้อเรียกร้อง จึงมีผลทำให้การดำเนินคดีนี้ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางเพื่อขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบสามเป็นอันสิ้นสุด ไม่สามารถดำเนินคดีต่อไปได้นั้น เห็นว่า คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่สั่งตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ให้ลูกจ้างของผู้ร้องที่นัดหยุดงานกลับเข้าทำงานให้ผู้ร้องซึ่งสั่งปิดงานให้เปิดงานและรับลูกจ้างของผู้ร้องทั้งหมดกลับเข้าทำงาน และมอบให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ระหว่างผู้ร้องกับลูกจ้างของผู้ร้องที่ยื่นข้อเรียกร้องเป็นคำสั่งที่แก้ไขข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ซึ่งมีการนัดหยุดงานหรือมีการปิดงานที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศ หรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ หรืออาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันเป็นการยกเลิกการนัดหยุดงานและการปิดงานที่ดำเนินการอยู่ แล้วมอบข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เป็นผู้ชี้ขาด คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการกระทำใดในระหว่างการนัดหยุดงานหรือการปิดงานของนายจ้างหรือลูกจ้างที่กระทำผิดต่อกฎหมายหรือละเมิดสิทธิของอีกฝ่ายหรือต่อบุคคลภายนอก ฉะนั้น คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ 233/2543 จึงไม่มีผลทำให้อำนาจในการดำเนินคดีนี้ของผู้ร้องที่ร้องขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบสามตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 สิ้นสุดลง ผู้ร้องจึงมีอำนาจดำเนินคดีนี้ต่อไปได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสิบสามฟังไม่ขึ้น...

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสามของผู้คัดค้านทั้งสิบสามว่า สมาชิกสหภาพแรงงานร่วมกันใช้สิทธินัดหยุดงานครั้งนี้จำนวน 1,500 คน แต่ผู้ร้องมาใช้สิทธิขอเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบสามเพียง 15 คน แล้วมีการถอนคำร้องไป 2 คน เหลือเพียง13 คน เป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่เสมอภาคตามกฎหมายซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยผู้ร้องต้องการทำลายหรือล้มสหภาพแรงงาน การยื่นคำร้องคดีนี้เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า สหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียงได้ยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนสภาพการจ้างต่อผู้ร้อง แล้วมีการเจรจาต่อรองแต่ไม่สามารถตกลงกันได้เกิดเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ แล้วมีสมาชิกสหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียงจำนวน 1,500 คน ร่วมนัดหยุดงาน อันเป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ร้องที่จะเลิกจ้างสมาชิกสหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียงที่ร่วมนัดหยุดงานโดยชอบได้ แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้เพื่อขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบสาม เนื่องจากผู้คัดค้านทั้งสิบสามเป็นกรรมการลูกจ้างผู้ร้องไม่สามารถเลิกจ้างได้เอง ต้องมายื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลแรงงานกลาง และเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานกลางจึงจะเลิกจ้างได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างเฉพาะผู้คัดค้านทั้งสิบสามซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้าง โดยอ้างว่ามีการกระทำผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิต่อผู้ร้องในระหว่างการนัดหยุดงานโดยชอบ มิใช่ขอเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบสามเนื่องจากผู้คัดค้านทั้งสิบสามนัดหยุดงานจึงมิใช่เป็นการเลือกปฏิบัติ ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องคดีนี้ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสิบสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 35 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ไทยเกรียงสิ่งทอ จำกัด (มหาชน
ผู้คัดค้าน — นางสาว อุบล ร่มโพธิ์ทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5587 -ที่ 5599/2546
#112368
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่สั่งตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ให้ลูกจ้างของผู้ร้องที่นัดหยุดงานกลับเข้าทำงาน ให้ผู้ร้องซึ่งสั่งปิดงานให้เปิดงานและรับลูกจ้างของผู้ร้องทั้งหมดกลับเข้าทำงาน และมอบให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ระหว่างผู้ร้องกับลูกจ้างของผู้ร้องที่ยื่นข้อเรียกร้อง เป็นคำสั่งที่แก้ไขข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ซึ่งมีการนัดหยุดงานหรือมีการปิดงานที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศ หรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ หรืออาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันเป็นการยกเลิกการนัดหยุดงานและการปิดงานที่ดำเนินการอยู่ แล้วมอบข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เป็นผู้ชี้ขาด คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการกระทำใดในระหว่างการนัดหยุดงานหรือการปิดงานของนายจ้างหรือลูกจ้างที่กระทำผิดต่อกฎหมายหรือละเมิดสิทธิของอีกฝ่ายหรือต่อบุคคลภายนอก คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม จึงไม่มีผลทำให้อำนาจในการดำเนินคดีนี้ของผู้ร้องที่ร้องขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบสาม ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 สิ้นสุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกันกับสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 5448/2543 และ 5450/2543 ของศาลแรงงานกลาง โดยเรียกผู้คัดค้านตามลำดับสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 15 ระหว่างพิจารณาผู้ร้องทั้งสองสำนวนดังกล่าวขอถอนคำร้อง คดีจึงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสิบสามสำนวนนี้

ผู้ร้องทั้งสิบสามสำนวนยื่นคำร้องขออนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบสามนับแต่วันที่ยื่นคำร้อง

ผู้คัดค้านทั้งสิบสามสำนวนยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และสั่งให้ผู้ร้องรับผู้คัดค้านทั้งสิบสามกลับเข้าเป็นลูกจ้างของผู้ร้องต่อไปในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างเดิม

ศาลแรงงานกลาง มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบสามสำนวน

ผู้คัดค้านทั้งสิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของผู้คัดค้านทั้งสิบสามว่า ผู้ร้องมีอำนาจดำเนินคดีนี้ต่อไปได้หรือไม่ โดยผู้คัดค้านทั้งสิบสามอุทธรณ์ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมได้มีคำสั่งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ 233/2543 ให้ลูกจ้างของผู้ร้องทั้งหมดกลับเข้าทำงานกับผู้ร้อง และมอบเรื่องให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ระหว่างผู้ร้องกับลูกจ้างที่ยื่นข้อเรียกร้อง จึงมีผลทำให้การดำเนินคดีนี้ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางเพื่อขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบสามเป็นอันสิ้นสุด ไม่สามารถดำเนินคดีต่อไปได้นั้น เห็นว่า คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่สั่งตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ให้ลูกจ้างของผู้ร้องที่นัดหยุดงานกลับเข้าทำงาน ให้ผู้ร้องซึ่งสั่งปิดงานให้เปิดงานและรับลูกจ้างของผู้ร้องทั้งหมดกลับเข้าทำงาน และมอบให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ระหว่างผู้ร้องกับลูกจ้างของผู้ร้องที่ยื่นข้อเรียกร้อง เป็นคำสั่งที่แก้ไขข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ซึ่งมีการนัดหยุดงานหรือมีการปิดงานที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศ หรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ หรืออาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันเป็นการยกเลิกการนัดหยุดงานและการปิดงานที่ดำเนินการอยู่ แล้วมอบข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เป็นผู้ชี้ขาด คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการกระทำใดในระหว่างการนัดหยุดงานหรือการปิดงานของนายจ้างหรือลูกจ้างที่กระทำผิดต่อกฎหมายหรือละเมิดสิทธิของอีกฝ่ายหรือต่อบุคคลภายนอก ฉะนั้น คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม จึงไม่มีผลทำให้อำนาจในการดำเนินคดีนี้ของผู้ร้องที่ร้องขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสิบสามตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 สิ้นสุดลง ผู้ร้องจึงมีอำนาจดำเนินคดีนี้ต่อไปได้ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสิบสามฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 35 ม. 52
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 33 ม. 35
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทไทยเกรียงสิ่งทอ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — นางสาวอุบล ร่มโพธิ์ทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5445/2546
#50864
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลชั้นต้นมีข้อความว่า ค่าธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความให้เป็นพับ ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยอมความด้วย ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โดยพิพากษาว่า... ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ ในส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับนั้นมีความหมายว่าให้เป็นพับเฉพาะในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืน มิใช่ว่าค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับทั้งหมดโดยไม่มีค่าธรรมเนียมที่ต้องคืนให้โจทก์เลย

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านการยึดทรัพย์ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 อ้างว่าออกไปโดยผิดหลงและแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์และคืนทรัพย์แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์จึงทราบว่าศาลชั้นต้นถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2ดังนั้น เมื่อโจทก์เห็นว่าตนไม่ได้ค่าธรรมเนียมศาลจากการบังคับคดีโดยยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงยื่นคำแถลงขอคืนค่าธรรมเนียมศาลเป็นกรณีพิเศษ แต่ศาลชั้นต้นก็ไม่สั่งคืนให้อ้างว่าศาลพิพากษาว่าค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2เป็นพับเช่นเดิม โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวอันเป็นการใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่คืนค่าธรรมเนียมศาลให้แก่โจทก์ตามคำแถลงของโจทก์ มิใช่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวที่เช่า และให้ใช้ค่าเสียหาย 64,000 บาท กับต่อไปอีกเดือนละ 40,000บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบตึกแถวคืนโจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ครอบครองตึกแถวด้วยความสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นกำหนดราคาตึกแถวเป็นเงิน 4,000,000 บาท และโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นต้นพร้อมกับคำฟ้องเป็นเงิน 1,600 บาท และเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามคำสั่งศาลอีก 100,000บาท ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2540 ว่า จำเลยที่ 2 ยินยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวภายในวันที่ 16 มีนาคม 2541 หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนให้เป็นพับ ส่วนคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 คงพิจารณาต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 จนกว่าจะออกไปจากตึกแถวของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนในทุนทรัพย์ 64,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2540 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คดีถึงที่สุดแล้ว

โจทก์ยื่นคำแถลงว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ขอให้ศาลคืนค่าธรรมเนียมส่วนที่ได้วางเพิ่มเติมจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำพิพากษาระบุให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นพับ จึงสั่งคืนไม่ได้ ให้ยกคำแถลง

ต่อมาศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม 100,430 บาท แทนโจทก์และผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านการยึดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดีเฉพาะส่วนค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการออกหมายโดยผิดหลงและให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2

โจทก์ยื่นคำแถลงว่า เมื่อศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 แล้ว ก็ขอให้ศาลมีคำสั่งคืนค่าธรรมเนียมในส่วนที่ได้มีการเพิกถอนการยึดทรัพย์เป็นเงิน100,430 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำพิพากษาโดยให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความกับให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 แต่มีการออกหมายบังคับคดีผิดพลาดศาลจึงต้องสั่งเพิกถอน โจทก์ไม่มีสิทธิขอคืน ให้ยกคำแถลง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลต้องสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2540 โจทก์และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลชั้นต้นมีข้อความตามข้อ 4 ระบุว่าค่าธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความให้เป็นพับ ต่อมาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2540 ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ โดยในคำพิพากษาดังกล่าวพิพากษาว่า
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 151 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธรรม เหลืองมโนธรรม
จำเลย — นาย ธงชัย เตเสถียรวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5445/2546
#112666
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลโดยตกลงว่าให้ค่าธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนเป็นพับ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยพิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ เช่นนี้ ตามความหมายในสัญญาประนีประนอมยอมความหมายความว่าให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับเฉพาะส่วนที่ศาลสั่งไม่คืนให้ มิใช่หมายความว่าค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับทั้งหมดโดยไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องคืนให้แก่โจทก์เลย อันเป็นการทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความไร้ผล และขัดแย้งต่อเจตนาของคู่ความที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วโจทก์มาขอค่าฤชาธรรมเนียมคืน แต่ศาลไม่สั่งคืนให้ เช่นนี้ เป็นการที่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น หากแต่เป็นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลไม่คืนค่าธรรมเนียมศาลให้ โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวที่เช่า และชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ครอบครองตึกแถวด้วยความสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า ๑๐ ปี จนได้กรรมสิทธิ์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นกำหนดราคาตึกแถวเป็นเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นต้นพร้อมกับคำฟ้องเป็นเงิน ๑,๖๐๐ บาท และเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามคำสั่งศาลอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ ๒ ตกลงกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๐ ส่วนคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ คงพิจารณาต่อไป

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๐ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ คดีถึงที่สุดแล้ว

โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลคืนค่าธรรมเนียมส่วนที่ได้วางเพิ่มเติมจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำพิพากษาระบุให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ เป็นพับ จึงสั่งคืนไม่ได้ ให้ยกคำแถลง

ต่อมาศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ กับให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ๑๐๐,๔๓๐ บาท แทนโจทก์ และผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องคัดค้านการยึดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดีเฉพาะส่วนค่าฤชาธรรมเนียมเพราะเป็นการออกหมายโดยผิดหลง และให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๒

โจทก์ยื่นคำแถลงว่า เมื่อศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๒ แล้ว ก็ขอให้ศาลมีคำสั่งคืนค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ได้มีการเพิกถอนการยึดทรัพย์เป็นเงิน ๑๐๐,๔๓๐ บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำพิพากษาโดยให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความกับให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ แต่มีการออกหมายบังคับคดีผิดพลาดศาลจึงต้องสั่งเพิกถอน โจทก์ไม่มีสิทธิขอคืน ให้ยกคำแถลง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ ต้องเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ในส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับนั้น มีความหมายสอดคล้องกับสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวในส่วนที่ว่า ค่าธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความให้เป็นพับนั่นเองคือ ค่าธรรมเนียมให้เป็นพับเฉพาะในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืน มิใช่แปลความหมายว่าค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับทั้งหมด โดยไม่มีค่าธรรมเนียมที่ต้องคืนให้แก่โจทก์เลย อันจะทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความไร้ผลบังคับ ทั้งเป็นการขัดแย้งต่อเจตนารมณ์ของโจทก์ที่ยอมตกลงกับจำเลยที่ ๒ โดยแจ้งชัด เมื่อต่อมาวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๑ โจทก์ยื่นคำแถลงขอคืนค่าธรรมเนียมศาลเป็นกรณีพิเศษและศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่คืนค่าธรรมเนียมให้แก่โจทก์อ้างว่าตามคำพิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๒ เป็นพับ และในวันเดียวกันนั้นเอง เมื่อโจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีให้จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความกับให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืน ๑๐๐,๔๓๐ บาท แทนโจทก์ และต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๒ เพื่อจะขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาชำระเป็นค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ลักษณะดังกล่าวมาแล้วนี้ย่อมเป็นที่เข้าใจของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนค่าธรรมเนียมให้แก่โจทก์แล้วโดยผลักเป็นภาระหน้าที่ที่จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดคืนเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นไปดังข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์และคืนทรัพย์แก่จำเลยที่ ๒ แล้ว โจทก์จึงยื่นคำแถลงลงวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ขอคืนค่าธรรมเนียมศาลเป็นกรณีพิเศษ ศาลชั้นต้นก็ไม่สั่งคืนให้อ้างว่าศาลพิพากษาว่าค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๒ เป็นพับเช่นเดิม โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว กรณีนี้ด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จึงเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้ค่าธรรมเนียมศาลคืนจากศาลชั้นต้นตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๐ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วย โจทก์ชอบที่จะยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ การที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์จนคดีถึงที่สุดไปแล้ว ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจที่จะแก้ไขได้นั้น เห็นว่า กรณีนี้โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น หากแต่โจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่คืนค่าธรรมเนียมศาลให้แก่โจทก์ตามคำแถลงของโจทก์ลงวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์ค่าธรรมเนียมศาลที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่คืนให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาไม่คืนค่าธรรมเนียมศาลให้แก่โจทก์เลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลให้แก่โจทก์ตามที่เห็นสมควรต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเห็นควรให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 167 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธรรม เหลืองมโนธรรม
จำเลย — นายธงชัย เตเสถียรวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
ศาลอุทธรณ์ — นายนันทชัย เพียรสนอง
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5441/2546
#50917
เปิดฉบับเต็ม

การปิดประกาศแจ้งวันนัดที่หน้าศาลจะมีผลใช้ได้ต่อเมื่อกำหนดเวลา 15 วันนับตั้งแต่ปิดประกาศได้ล่วงพ้นไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 79 วรรคสอง เมื่อปิดประกาศวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 จึงมีผลเป็นการแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบโดยชอบนับตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 ดังนั้น ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 แม้จำเลยไม่มาศาล หากโจทก์และพยานโจทก์จะมาศาลก็ไม่อาจสืบพยานโจทก์ได้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งเลื่อนคดีไปเพื่อแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบโดยชอบเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลและให้ยกฟ้องของโจทก์เพราะโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคห้า จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตจำนวน149,269.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.75 ต่อปี ของต้นเงิน 21,769 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 49,503.40 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์ไปฝ่ายเดียว เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี แต่ในวันนัดสืบพยานไม่มีคู่ความมาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ยกฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคห้า

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การส่งหมายแจ้งวันนัดสืบพยานให้แก่จำเลยอันจะเป็นเหตุที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ยกฟ้องของโจทก์ ชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 27 กันยายน 2544 เมื่อถึงวันนัดทนายโจทก์ขอเลื่อนคดีโดยอ้างว่าทนายโจทก์ป่วย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 8 พฤศจิกายน2544 ทนายโจทก์ขอเลื่อนคดีอีกโดยอ้างว่าต้องไปประชุมที่กรุงเทพมหานคร ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 โดยให้ปิดประกาศแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบที่หน้าศาล ครั้นถึงวันนัดไม่มีคู่ความมาศาล เห็นว่า การปิดประกาศแจ้งวันนัดที่หน้าศาลจะมีผลใช้ได้ต่อเมื่อกำหนดเวลา 15 วัน นับตั้งแต่ปิดประกาศได้ล่วงพ้นไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง การปิดประกาศในคดีนี้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 จะมีผลเป็นการแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบโดยชอบนับตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 ดังนั้น ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 เมื่อจำเลยไม่มาศาลหากโจทก์และพยานโจทก์จะมาศาลก็ไม่อาจสืบพยานโจทก์ได้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งเลื่อนคดีไปเพื่อแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบโดยชอบเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลและให้ยกฟ้องของโจทก์เพราะโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 198 ทวิ วรรคห้า จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิกถอนคำพิพากษาศาลชั้นต้นและขอให้พิจารณาใหม่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาในทุนทรัพย์ 149,269.01 บาท จึงเกินกว่าที่ต้องเสีย เห็นสมควรคืนส่วนที่เกินแก่โจทก์"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การสืบพยานโจทก์ แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งไปตามรูปคดี ให้คืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์เสียเกิน 200 บาท ในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 ม. 198 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — พันตำรวจโท อดุลย์ ธนะชัยขันธ์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5441/2546
#112647
เปิดฉบับเต็ม

การปิดประกาศแจ้งวันนัดที่หน้าศาลจะมีผลใช้ได้ต่อเมื่อกำหนดเวลา 15 วัน นับตั้งแต่ปิดประกาศได้ล่วงพ้นไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง คดีนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 โดยปิดประกาศแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบที่หน้าศาลเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งการปิดประกาศนี้จะมีผลเป็นการแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบโดยชอบนับตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 ดังนั้น ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 เมื่อจำเลยไม่มาศาล หากโจทก์และพยานโจทก์จะมาศาลก็ไม่อาจสืบพยานโจทก์ได้

ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งเลื่อนคดีไปเพื่อแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบโดยชอบเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลและให้ยกฟ้องของโจทก์เพราะโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคห้า จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตจำนวน ๑๔๙,๒๖๙.๐๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๗.๗๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๑,๗๖๙ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๕๐ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๙,๕๐๓.๔๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์ไปฝ่ายเดียว เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี แต่ในวันนัดสืบพยานไม่มีคู่ความมาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ยกฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคห้า ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การส่งหมายแจ้งวันฟ้องสืบพยานให้แก่จำเลยอันจะเป็นเหตุที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไมมีมีมูล และให้ยกฟ้องของโจทก์ ชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๔ เมื่อถึงวันนัดทนายโจทก์ขอเลื่อนคดี โดยอ้างว่าทนายโจทก์ป่วย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ทนายโจทก์ ขอเลื่อนคดีอีกโดยอ้างว่าต้องไปประชุมที่กรุงเทพมหานคร ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ โดยปิดประกาศแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบที่หน้าศาล ครั้นถึงวันนัดไม่มีคู่ความมาศาล เห็นว่า การปิดประกาศแจ้งวันนัดที่หน้าศาลจะมีผลใช้ได้ต่อเมื่อกำหนดเวลา ๑๕ วัน นับตั้งแต่ปิดประกาศได้ล่วงพ้นไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๙ วรรคสอง การปิดประกาศในคดีนี้เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ จะมีผลเป็นการแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบโดยชอบนับตั้งแต่วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ดังนั้น ในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ เมื่อจำเลยไม่มาศาล หากโจทก์และพยานโจทก์จะมาศาลก็ไม่อาจสืบพยานโจทก์ได้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งเลื่อนคดีไปเพื่อแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบโดยชอบเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลและให้ยกฟ้องของโจทก์เพราะโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคห้า จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิกถอนคำพิพากษาศาลชั้นต้น และขอให้พิจารณาใหม่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง ๒๐๐ บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาใน ทุนทรัพย์ ๑๔๙,๒๖๙.๐๑ บาท จึงเกินกว่าที่ต้องเสีย เห็นสมควรคืนส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การสืบพยานโจทก์ แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งไปตามรูปคดี ให้คืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์เสียเกิน ๒๐๐ บาท ในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 วรรคสอง ม. 184 วรรคสอง ม. 198 ทวิ วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — พันตำรวจโทอดุลย์ ธนะชัยขันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายพิเชฐ ทองช่วย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5410/2546
#50817
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 74 มีเจตนารมณ์ให้ดำเนินคดีเพื่อลงโทษกรรมการหรือผู้จัดการของนิติบุคคลที่นิติบุคคลนั้นกระทำความผิดด้วย โดยให้ถือว่าร่วมกระทำผิดกับนิติบุคคลเป็นตัวการด้วยกันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 แต่ความเป็นนิติบุคคลของบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากจำเลยที่ 2 ที่มีฐานะเป็นกรรมการ ประกอบกับความรับผิดในทางอาญาเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้กระทำผิด ดังนั้น เมื่อหนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ระบุให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น จึงไม่มีผลที่จะให้ถือได้ว่าโจทก์ร่วมร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ด้วย แม้ว่าในขณะที่ไปร้องทุกข์โจทก์ร่วมยังไม่รู้จักชื่อกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ว่าเป็นจำเลยที่ 2 แต่ก็มีสิทธิที่จะร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่กรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 โดยเพียงแต่ระบุตำแหน่งไว้ได้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ภายในอายุความแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทสยามแกลเลอรี่ จำกัด ผู้เสียหาย เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมภาพพระสาทิสลักษณ์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (เลขที่ 9022) และภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 5 คู่กับในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งนายนิรันดร์ไกรสรรัตน์ เป็นผู้วาด ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 5 ฉลองพระองค์ชุดสีแดงประทับนั่ง (เลขที่ 9113) ซึ่งนายจารุศักดิ์ วิมุขมนต์ เป็นผู้วาด และภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 5 ฉลองพระองค์ชุดขาวประทับยืน (เลขที่ 9260)กับภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 5 ฉลองพระองค์ชุดสีน้ำเงินประทับยืน(เลขที่ 9261) ซึ่งนายอภิชัย หริกาญจน์ เป็นผู้วาด โดยนายนิรันดร์ กับนายจารุศักดิ์ตกลงให้ลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมภาพวาดอันเป็นงานประเภทจิตรกรรมของตนดังกล่าวตกเป็นของผู้เสียหาย ส่วนนายอภิชัยได้วาดภาพดังกล่าวขึ้นโดยผู้เสียหายเป็นผู้ว่าจ้างผู้เสียหายจึงมีสิทธิสมบูรณ์ในการนำเอางานศิลปกรรมภาพวาดดังกล่าวไปทำประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ ได้แต่เพียงผู้เดียวในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์ และงานสร้างสรรค์ดังกล่าวมีการโฆษณาครั้งแรกในประเทศไทยแล้ว ต่อมาผู้เสียหายได้นำภาพวาดทั้งห้าภาพดังกล่าวเป็นต้นฉบับทำซ้ำโดยถ่ายภาพลงบนแผ่นฟิล์มแล้วไปทำการพิมพ์โดยผ่านกรรมวิธีการพิมพ์ภาพออกมาเป็นงานศิลปประเภทงานภาพพิมพ์เป็นรูปพิมพ์ภาพวาดที่สีภาพคมชัดทั้งลายเส้น สี แสง และรายละเอียดต่าง ๆ เหมือนกับภาพวาดต้นฉบับทั้งห้าภาพดังกล่าวผู้เสียหายจึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในรูปพิมพ์ภาพวาดดังกล่าวและมีการโฆษณาครั้งแรกในประเทศไทยแล้ว เมื่อระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2539 ถึงวันที่19 ธันวาคม 2539 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนได้ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมประเภทงานจิตรกรรมและงานภาพพิมพ์รูปภาพดังกล่าว โดยจำเลยทั้งสองทำซ้ำโดยการคัดลอก เลียนแบบ ทำสำเนา บันทึกภาพจากสำเนาภาพวาดหรือจากรูปพิมพ์ภาพวาดดังกล่าวของผู้เสียหาย แล้วนำไปผ่านกระบวนการพิมพ์ออกมาเป็นรูปพิมพ์ภาพวาดที่มีลักษณะเหมือนกับงานศิลปกรรมประเภทงานจิตรกรรมและงานภาพพิมพ์อันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายในส่วน อันเป็นสาระสำคัญทั้งหมด โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เสียหายและไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆตามกฎหมายและได้กระทำไปเพื่อการค้าโดยนำเอารูปพิมพ์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวออกจำหน่ายด้วยการเสนอขายแก่บุคคลทั่วไปโดยรู้แล้วว่าเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2539 เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบรูปพิมพ์ภาพวาดที่จำเลยทั้งสองร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยทำเป็นการ์ด ส.ค.ส. (บัตรอวยพรปีใหม่) และกรอบรูปวิทยาศาสตร์ซึ่งมีรูปพิมพ์ภาพวาดดังกล่าว ตามรายการในบัญชีของกลางที่แนบมาท้ายฟ้องลำดับที่ 1 ถึงที่ 9 และกรอบรูปกับรูปภาพพิมพ์อันเป็นงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย บัญชีรายชื่อลูกค้า แฟ้มเอกสารเกี่ยวกับใบรับของ ใบวางบิลและใบลดหนี้ของจำเลยทั้งสอง ตามรายการในบัญชีของกลางคดีอาญา ลำดับที่ 1ถึงที่ 13 อยู่ในอาคารสำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 1 จึงยึดไว้เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 10, 17, 27, 31, 69, 70, 74, 75และ 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมีคำสั่งให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามบัญชีของกลางคดีอาญาที่แนวมาท้ายฟ้องลำดับที่ 1 ถึงที่ 9 ตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์กับให้จ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัทสยามแกลเลอรี่ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 27(1) และ 69 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับจำเลยทั้งสองคนละ 200,000บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เมื่อคำนึงถึงสถานะอายุ และอาชีพแล้วเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตนเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับ ให้กักขังแทนเป็นระยะเวลา 2 ปี ให้ของกลางรายการลำดับที่ 1 ถึงที่ 3ลำดับที่ 6 และลำดับที่ 8 ตามบัญชีของกลางคดีอาญาที่แนบมาท้ายคำฟ้องตกเป็นของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาให้จ่ายแก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมภาพพิมพ์ของโจทก์ร่วมโดยทำซ้ำเพื่อการค้าตามฟ้องแต่โจทก์ร่วมมิได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดคดีโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการเดียวตามที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า ขณะที่โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้นายวิทูร เฮงไชยศรี ไปร้องทุกข์คดีนี้นั้น โจทก์ร่วมทราบชื่อจำเลยที่ 1เท่านั้นยังไม่ทราบชื่อจำเลยที่ 2 ประกอบกับพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 74 ก็บัญญัติว่า "ในกรณีที่นิติบุคคลกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้ถือว่ากรรมการหรือผู้จัดการทุกคนของนิติบุคคลนั้นเป็นผู้ร่วมกระทำผิดกับนิติบุคคลนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการกระทำของนิติบุคคลนั้นได้กระทำโดยตนมิได้รู้เห็นหรือยินยอมด้วย" ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมเพียงแต่ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในหนังสือมอบอำนาจก็มิได้หมายถึงการจำกัดขอบอำนาจให้ดำเนินคดีแต่เพียงจำเลยที่ 1 เท่านั้น หากหมายถึงกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 คือจำเลยที่ 2 ด้วย เพราะเมื่อตีความตามเจตนารมณ์แห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้ว เห็นได้ว่าต้องการให้ดำเนินคดีเพื่อลงโทษกรรมการของนิติบุคคลที่ละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย โดยไม่จำเป็นต้องทราบว่าขณะกระทำผิดกรรมการของนิติบุคคลคือผู้ใด ผิดกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติของกฎหมายที่มีโทษทางอาญาทั่ว ๆ ไป ที่จะต้องทราบให้แน่ชัดว่าบุคคลใดได้กระทำผิดร่วมกับนิติบุคคลนั้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ภายในอายุความ คดีโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความแล้วเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ มาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ต้องการให้ดำเนินคดีเพื่อลงโทษกรรมการหรือผู้จัดการของนิติบุคคลที่นิติบุคคลนั้นกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นด้วย โดยให้ถือว่ากรรมการหรือผู้จัดการของนิติบุคคลนั้นได้ร่วมกระทำผิดกับนิติบุคคลดังกล่าวโดยเป็นตัวการด้วยกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อันเป็นเจตนารมณ์ที่แตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมายที่มีโทษทางอาญาทั่ว ๆ ไป ดังเช่นที่โจทก์ร่วมฎีกาก็ตาม แต่ความเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากความเป็นบุคคลของจำเลยที่ 2 ที่มีฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ประกอบกับความรับผิดในทางอาญาเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้กระทำผิด กล่าวคือ บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดเท่านั้น ดังนั้น แม้บทบัญญัติมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จะบัญญัติให้ถือว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ด้วยก็ตามแต่การที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดในผลแห่งการกระทำผิดดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล เมื่อโจทก์ร่วมมีหนังสือมอบอำนาจให้นายวิทูร เฮงไชยศรีไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยหนังสือมอบอำนาจระบุให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1เท่านั้น ตามเอกสารหมาย จ.13 กรณีจึงไม่มีผลที่จะให้ถือได้ว่าโจทก์ร่วมร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้รับผิดในฐานะที่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยแม้ว่าในขณะที่ไปร้องทุกข์ดังกล่าวโจทก์ร่วมยังไม่รู้จักชื่อกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ว่าเป็นจำเลยที่ 2 นี้ แต่โจทก์ร่วมก็มีสิทธิที่จะร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่กรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 โดยเพียงแต่ระบุตำแหน่งไว้ได้เพราะไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดห้ามไว้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมมิได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ภายในอายุความแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96
ป.วิ.อ. ม. 123
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทสยามแกลเลอรี่ จำกัด
จำเลย — บริษัทวินเนอร์ แกริช จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5410/2546
#112618
เปิดฉบับเต็ม

เจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตรา 74 แห่ง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ต้องการให้ดำเนินคดีเพื่อลงโทษกรรมการหรือผู้จัดการของนิติบุคคลที่นิติบุคคลนั้นกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นด้วย โดยให้ถือว่ากรรมการหรือผู้จัดการของนิติบุคคลนั้นได้ร่วมกระทำผิดกับนิติบุคคลดังกล่าวโดยเป็นตัวการด้วยกัน ตาม ป.อ. มาตรา 83 แต่ความเป็นนิติบุคคลของบริษัทจำเลยที่ 1 นั้น เป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากความเป็นบุคคลของจำเลยที่ 2 ที่มีฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ประกอบกับความรับผิดในทางอาญาเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้กระทำผิด กล่าวคือ บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดเท่านั้น ดังนั้น แม้บทบัญญัติมาตรา 74 แห่ง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จะบัญญัติให้ถือว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ร่วมมีหนังสือมอบอำนาจให้ ว. ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยหนังสือมอบอำนาจระบุให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น กรณีจึงไม่มีผลที่จะให้ถือได้ว่าโจทก์ร่วมร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้รับผิดในฐานที่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย

แม้ว่าในขณะที่ไปร้องทุกข์ดังกล่าวโจทก์ร่วมยังไม่รู้จักชื่อกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ว่าเป็นจำเลยที่ 2 แต่โจทก์ร่วมก็มีสิทธิที่จะร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 โดยเพียงแต่ระบุตำแหน่งไว้ได้ เพราะไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดห้ามไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔ , ๖ , ๑๐ , ๑๗ , ๒๗ , ๓๑ , ๖๙ , ๗๐ , ๗๔ , ๗๕ และ ๗๘ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๒๗ (๑) และ ๖๙ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ให้จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ ปี และปรับจำเลยทั้งสองคนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เมื่อคำนึงถึงสถานะ อายุ และอาชีพแล้ว เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ ๒ กลับตนเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยที่ ๒ ไม่ชำระค่าปรับ ให้กักขังแทนเป็นระยะเวลา ๒ ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมภาพพิมพ์ของโจทก์ร่วมโดยทำซ้ำเพื่อการค้าตามฟ้อง แต่โจทก์ร่วมมิได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๒ ภายใน ๓ เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด คดีโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ จึงขาดอายุความ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า แม้ตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตรา ๗๔ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ต้องการให้ดำเนินคดีเพื่อลงโทษกรรมการหรือผู้จัดการของนิติบุคคลที่นิติบุคคลนั้นกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นด้วย โดยให้ถือว่ากรรมการหรือผู้จัดการของนิติบุคคลนั้นได้ร่วมกระทำผิดกับนิติบุคคลดังกล่าวโดยเป็นตัวการด้วยกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ อันเป็นเจตนารมณ์ที่แตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมายที่มีโทษทางอาญาทั่ว ๆ ไป ดังเช่นที่โจทก์ร่วมฎีกาก็ตาม แต่ความเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ ๑ นั้น เป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากความเป็นบุคคลของจำเลยที่ ๒ ที่มีฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ ๑ ประกอบกับความรับผิดในทางอาญาเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้กระทำผิด กล่าวคือ บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ดังนั้น แม้บทบัญญัติมาตรา ๗๔ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ จะบัญญัติให้ถือว่าจำเลยที่ ๒ ร่วมกระทำความผิดกับนิติบุคคลจำเลยที่ ๑ ด้วยก็ตาม แต่การที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดในผลแห่งการกระทำผิดดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล เมื่อโจทก์ร่วมมีหนังสือมอบอำนาจให้ ว. ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยหนังสือมอบอำนาจระบุให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ เท่านั้น กรณีจึงไม่มีผลที่จะให้ถือได้ว่าโจทก์ร่วมร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๒ เพื่อให้รับผิดในฐานที่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย แม้ว่าในขณะที่ไปร้องทุกข์ดังกล่าวโจทก์ร่วมยังไม่รู้จักชื่อกรรมการของบริษัทจำเลยที่ ๑ ว่าเป็นจำเลยที่ ๒ นี้ แต่โจทก์ร่วมก็มีสิทธิที่จะร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่กรรมการของบริษัทจำเลยที่ ๑ โดยเพียงแต่ระบุตำแหน่งไว้ได้ เพราะไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดห้ามไว้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมมิได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๒ ภายในอายุความแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ นั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 83
ป.พ.พ. ม. 1015
ป.วิ.อ. ม. 123
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 (1) ม. 69 วรรคสอง ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทสยามแกลเลอรี่ จำกัด
จำเลย — บริษัทวินเนอร์ แกริช จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5402/2546
#266324
เปิดฉบับเต็ม

ใบตราส่งเป็นเอกสารที่จำเลยออกให้แก่โจทก์ผู้ส่งของเพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลแสดงว่าผู้ขนส่งได้รับของตามที่ระบุในใบตราส่งไว้ในความดูแลแล้ว โจทก์จึงเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลกับจำเลย เมื่อปรากฏว่าของที่ระบุไว้ในใบตราส่งซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะได้ส่งสินค้าคืนให้แก่ผู้ขายไปโดยโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้นต่อไปแล้วก็ไม่มีผลทำให้ความผูกพันตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นผลบังคับ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อปรากฏว่ายังไม่มีการชำระค่าเสียหายแก่ผู้รับตราส่งและโจทก์ซึ่งเป็นผู้ส่งได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระราคาสินค้าคืน โจทก์ในฐานะเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลจึงชอบที่จะฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากจำเลยตามสัญญารับขนของทางทะเลได้ จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้าจึงไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่

ตามมาตรา 60 (1) แห่ง พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มิให้ใช้บังคับแก่การสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้าที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากการที่ผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งกระทำหรืองดการกระทำโดยมีเจตนาที่จะให้เกิดการสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้าหรือโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้านั้นอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่าสินค้าได้รับความเสียหายจากลังสินค้าตกจากรถยกในระหว่างการขนย้ายสินค้าเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์ หาใช่เกิดจากการที่โจทก์บรรจุหีบห่อสินค้าไม่แข็งแรงดังที่จำเลยให้การและนำสืบต่อสู้คดีไม่ และฟังได้ว่าสาเหตุแห่งความเสียหายของสินค้าเกิดจากการใช้รถยกขนย้ายสินค้าเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์โดยปราศจากความระมัดระวังอย่างมากและโดยไม่นำพาต่อความเสียหายใด ๆ ที่ย่อมเกิดขึ้นแก่สินค้าจากการขนย้ายเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าจึงเป็นผลจากการที่ผู้ขนส่งคือจำเลยหรือตัวแทนเป็นผู้กระทำโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าความเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้ จำเลยจึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยจะนำข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มาใช้บังคับหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 345,989.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 328,762.91 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์สินค้า เนื่องจากได้สลักหลังโอนใบตราส่งและส่งสินค้าคืนให้ผู้ขายแล้ว กรรมสิทธิ์ในสินค้าและสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตกเป็นของผู้ขาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ขนส่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58 จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทโอเพ่นซี คอนเทนเนอร์ ไลน์ส จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 2 และบริษัทฮันจิน ชิปปิ้ง จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 109,587.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องจำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์สินค้าพิพาทเนื่องจากโจทก์ส่งสินค้าและโอนใบตราส่งให้ผู้ขายรับไปแล้ว โจทก์จะมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ใบตราส่งเป็นเอกสารที่จำเลยออกให้แก่โจทก์ผู้ส่งของเพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลแสดงว่าผู้ขนส่งได้รับของตามที่ระบุในใบตราส่งไว้ในความดูแลแล้ว โจทก์จึงเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลกับจำเลย ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าของที่ระบุไว้ในใบตราส่งซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะได้ส่งสินค้าคืนให้แก่ผู้ขายไปโดยโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้นต่อไปแล้วก็ไม่มีผลทำให้ความผูกพันตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นผลบังคับ เมื่อของที่อยู่ในความดูแลของจำเลยตามใบตราส่งได้รับความเสียหาย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อผู้รับตราส่งไม่ได้เรียกค่าเสียหายจากจำเลยผู้ขนส่ง และโจทก์ได้รับความเสียหายจากการไม่ได้รับชำระราคาสินค้าคืนจากผู้รับตราส่ง โจทก์ในฐานะเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลจึงชอบที่จะฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากจำเลยตามสัญญารับขนของทางทะเลได้ จำเลยจะกลับมาอ้างว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้าดังกล่าวแล้วจึงไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยอีกข้อหนึ่งมีว่า เมื่อสินค้าได้รับความเสียหายเพียง 1 ลัง กรณีเช่นนี้ตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง ความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งจึงมีเพียง 10,000 บาท เห็นว่า ตามมาตรา 60 (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มิให้ใช้บังคับแก่การสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้าที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากการที่ผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งกระทำ หรืองดเว้นการกระทำโดยมีเจตนาที่จะให้เกิดการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้า หรือโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้านั้นอาจเกิดขึ้นได้ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า สินค้าได้รับความเสียหายเนื่องจากลังสินค้าตกจากรถยกในระหว่างการขนย้ายสินค้าเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์ หาใช่เกิดจากการที่โจทก์บรรจุหีบห่อสินค้าไม่แข็งแรงดังที่จำเลยให้การและนำสืบต่อสู้คดีไม่ สาเหตุแห่งความเสียหายของสินค้าเกิดจากการใช้รถยกขนย้ายสินค้าเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์โดยปราศจากความระมัดระวังอย่างมากและโดยไม่นำพาต่อความเสียหายใด ๆ ที่ย่อมเกิดขึ้นแก่สินค้าจากการขนย้ายเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าจึงเป็นผลจากการที่ผู้ขนส่งคือจำเลยหรือตัวแทนเป็นผู้กระทำโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าความเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้ ข้ออ้างเพื่อจำกัดความรับผิดของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิดมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 36 ม. 39 ม. 58 ม. 60 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามอุตสาหกรรมการเกษตร สับปะรดและอื่น ๆ จำกัด
จำเลย — บริษัทสุปรีม คาร์โก้เฮ้าส์ จำกัด
จำเลยร่วม — บริษัทโอเพ่นซี คอนเทนเนอร์ ไลน์ส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประสงค์ คุณาจิราภรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ เอนกพุฒิ
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5395/2546
#50988
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์เรื่อง TIANDI ซึ่งเป็นการอนุญาตให้โจทก์แต่ผู้เดียวหรือโดยเด็ดขาด ในการฉายภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวในประเทศไทยรวมทั้งการนำไปผลิตเป็นโฮมวิดีโอในประเภทวิดีโอซีดีและดิจิตอลเวอร์แซทไทล์ดิสก์ ออกให้เช่าและขายด้วยตลอดระยะเวลา 60 เดือน อันเป็นลิขสิทธิ์บางส่วนในงานภาพยนตร์ การที่จำเลยทั้งสองนำภาพและเสียงของภาพยนตร์เรื่องTIANDI ไปผลิตเป็นแผ่นวิดีโอซีดีออกจำหน่ายแก่ประชาชนในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ในระหว่างอายุสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาด จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่โจทก์มีสิทธิใช้แต่ผู้เดียวในประเทศไทย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียน ณ กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีนายพีรพล มนต์พิชิต เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ บริษัทไชน่าสตาร์อินเตอร์เนชั่นแนล ดีสตรีบิวชั่น จำกัด เป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ณ หมู่เกาะบริติช เวอร์จิน มีบริษัทสาขาหรือบริษัทลูกคือบริษัทไชน่าสตาร์ พิคเจอร์ส จำกัด ดำเนินธุรกิจแทนในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง บริษัทดังกล่าวเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์โดยเป็นผู้สร้างสรรค์งานโสตทัศนวัสดุภาพยนตร์เรื่อง TIAN DI และมีการโฆษณาครั้งแรกที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ซึ่งเดิมอยู่ในความปกครองของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ปัจจุบันอยู่ในความปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ของประเทศไทย บริษัทไชน่าสตาร์ อินเตอร์-เนชั่นแนล ดิสตรีบิวชั่น จำกัด ได้ขายและโอนลิขสิทธิ์ของงานโสตทัศนวัสดุภาพยนตร์เรื่อง TIAN DI ที่บันทึกภาพและเสียงให้แก่โจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้อง โจทก์จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โจทก์นำภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวมาผลิตเป็นแผ่นวิดีโอซีดีออกจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป ใช้ชื่อภาพยนตร์เป็นภาษาไทยว่า "เจาะกะโหลกมาเฟียเซี่ยงไฮ้" จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2544 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2544 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานโสตทัศนวัสดุภาพยนตร์ของโจทก์ โดยทำซ้ำดัดแปลง ผลิตเป็นแผ่นวิดีโอซีดีนำออกจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป โดยใช้ชื่อภาพยนตร์เป็นภาษาไทยว่า "ยอดคนแดนเถื่อน" การกระทำของจำเลยทั้งสองมิได้รับอนุญาตหรือยินยอมจากโจทก์และไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 16, 17, 19, 21, 27, 28,29, 31, 61, 70, 74 และ 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และสั่งจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 28(1), 69 วรรคสองให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 600,000 บาท และจำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี ปรับ 600,000 บาทจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 300,000บาท และจำเลยที่ 2 คงจำคุก 1 ปี ปรับ 300,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีส่วนของจำเลยที่ 2 แล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นคนดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ใช่ผู้รับโอนสิทธิ์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์เป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากบริษัทไชน่าสตาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดิสตรีบิวชั่น จำกัด เจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์เรื่อง TIAN DI ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (License Agreement)พร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.2 แต่ตามข้อตกลงอันเป็นเงื่อนไขของสัญญาเป็นการอนุญาตให้โจทก์แต่ผู้เดียวหรือโดยเด็ดขาด (Exclusive for the Term) ในการฉายภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวในประเทศไทย รวมทั้งการนำไปผลิตเป็นโฮมวิดีโอในประเภทวิดีโอซีดีและดิจิตอลเวอร์แซทไทล์ ดิสก์ ออกให้เช่าและขายด้วยตลอดระยะเวลา 60 เดือน นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2543 อันเป็นลิขสิทธิ์บางส่วนในงานภาพยนตร์ การที่จำเลยทั้งสองได้นำภาพและเสียงของภาพยนตร์เรื่อง TIAN DI ไปผลิตเป็นแผ่นวิดีโอซีดีออกจำหน่ายแก่ประชาชนในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ในระหว่างอายุสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาด จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่โจทก์มีสิทธิใช้แต่ผู้เดียวในประเทศไทย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 400,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 250,000 บาท และส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 1 ปีและปรับ 200,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 28 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โรส วีดีโอ จำกัด
จำเลย — บริษัท เซเว่น มีเดีย เอ็นเตอร์เทรนเมนต์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5395/2546
#112367
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์เป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากบริษัท ซ. เจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์เรื่อง TIAN DI ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ แต่ตามข้อตกลงอันเป็นเงื่อนไขของสัญญาเป็นการอนุญาตให้โจทก์มีสิทธิแต่ผู้เดียวหรือโดยเด็ดขาดในการฉายภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวในประเทศไทย รวมทั้งการนำไปผลิตเป็นโฮมวิดีโอในประเภทวิดีโอซีดี และดิจิตอล เวอร์แซทไทล์ ดิสค์ ออกให้เช่าและขายด้วยตลอดระยะเวลา 60 เดือน นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2543 อันเป็นลิขสิทธิ์บางส่วนในงานภาพยนตร์ การที่จำเลยทั้งสองได้นำภาพและเสียงของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไปผลิตเป็นแผ่นวิดีโอซีดีออกจำหน่ายแก่ประชาชนในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ในระหว่างอายุสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาด จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่โจทก์มีสิทธิใช้แต่ผู้เดียวในประเทศไทย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔ , ๖ , ๘ , ๑๕ , ๑๖ , ๑๗ , ๑๙ , ๒๑ , ๒๗ , ๒๘ , ๒๙ , ๓๑ , ๖๑ , ๗๐ , ๗๔ และ ๗๘ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ และสั่งจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๒๘ (๑) , ๖๙ วรรคสอง ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ปรับ ๖๐๐,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๒ จำคุก ๒ ปี ปรับ ๖๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๒ คงจำคุก ๑ ปี ปรับ ๓๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีส่วนของจำเลยที่ ๒ แล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ ๒ กลับตัวเป็นคนดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ให้จ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ใช่ผู้รับโอนลิขสิทธิ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์เป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากบริษัทไชน่าสตาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดิสตรีบิวชั่น จำกัด เจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์เรื่อง TIAN DI ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (License Agreement) พร้อมคำแปล แต่ตามข้อตกลงอันเป็นเงื่อนไขของสัญญาเป็นการอนุญาตให้โจทก์แต่ผู้เดียวหรือโดยเด็ดขาด (Exclusive for the Term) ในการฉายภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวในประเทศไทย รวมทั้งการนำไปผลิตเป็นโฮมวิดีโอในประเภทวีดิโอซีดีและดิจิตอล เวอร์แซทไทล์ดิสก์ ออกให้เช่าและขายด้วยตลอดระยะเวลา ๖๐ เดือน นับแต่วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๓ อันเป็นลิขสิทธิ์บางส่วนในงานภาพยนตร์ การที่จำเลยทั้งสองได้นำภาพและเสียงของภาพยนตร์เรื่องTIAN ID ไปผลิตเป็นแผ่นวิดีโอซีดีออกจำหน่ายแก่ประชาชนในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ในระหว่างอายุสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาด จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่โจทก์มีสิทธิใช้แต่ผู้เดียวในประเทศไทย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้จำคุก ๒ ปี และปรับ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท และส่วนจำเลยที่ ๒ ให้จำคุก ๑ ปี และปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ ๒ ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 15 (5) ม. 28
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรส วีดีโอ จำกัด
จำเลย — บริษัทเซเว่น มีเดีย เอ็นเตอร์เทรนเมนต์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายทวีวัฒน์ โสวรัตนพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5377/2546
#50987
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยว่าคดีมีเหตุบรรเทาโทษและเห็นสมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งมิได้พิพากษาให้ลดโทษแก่จำเลยที่ 2 ข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าควรจะมีข้อความว่ามีเหตุอันควรปรานี มีเหตุบรรเทาโทษ และลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการอ้างข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ใช่การแก้ไขถ้อยคำที่พิมพ์ผิดพลาด แต่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งอ่านแล้ว ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 190

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 181(1) คำว่า "เป็นการกระทำในกรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป" นั้น หมายความว่ากรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทำความผิดจะต้องมีอัตราโทษขั้นต่ำจำคุกสามปีเป็นอย่างน้อยที่สุด แต่การที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกโดยมีข้อหาว่าโจทก์กระทำความผิดฐานบุกรุกทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามมาตรา 365(2)(3) ประกอบด้วยมาตรา 362 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ตามมาตรา 358 ซึ่งมีระวางโทษจำคุก ไม่เกินสามปี และมาตรา 335(7) ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 335 วรรคหนึ่ง จำคุกตั้งแต่หนึ่งถึงห้าปี อัตราโทษขั้นต่ำแต่ละฐานความผิดดังกล่าวไม่ถึงสามปี การเบิกความเท็จของจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องด้วยกรณีที่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 181(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2539 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ได้เอาความเท็จฟ้องโจทก์ (ที่ถูก โจทก์กับพวกรวมห้าคน) ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1868/2539 ว่า เมื่อวันที่ 4 ถึง 5 พฤษภาคม 2539 โจทก์ได้กระทำความผิดอาญาโดยบุกรุกเข้าไปในที่ดินและบ้านของจำเลยที่ 1 รื้อบ้านอันเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เป็นการทำให้เสียทรัพย์ แล้วนำเอาอุปกรณ์บ้านที่รื้อไปขายโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งฟ้องดังกล่าวเป็นความเท็จ ความจริงโจทก์ไม่ได้บุกรุกทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 แต่ยังฟ้องโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ความผิดอาญาดังกล่าวมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป และเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2539 วันที่ 9 ตุลาคม 2539 และวันที่ 18 พฤศจิกายน2539 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาดังกล่าวในระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โดยเบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 2535 นายเหลื่อม เขี้ยวแก้ว บิดาจำเลยที่ 1 ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินคือบ้านไม่มีเลขที่ แล้วโจทก์กับพวกได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินและบ้าน ทำการรื้อบ้านเอาไปขายเสีย ความจริงจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายเหลื่อม มิได้ยกให้จำเลยที่ 1 และโจทก์มิได้กระทำความผิดดังที่จำเลยทั้งสองเบิกความ คำเบิกความของจำเลยทั้งสองเป็นข้อสำคัญในคดีเพราะเป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายความผิดดังกล่าวมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177, 181, 83 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 175 และมาตรา 177 วรรคสอง ประกอบมาตรา 181 (ที่ถูก มาตรา 181(1)) เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรม ฐานฟ้องเท็จ จำคุก 3 ปี และปรับ 14,000 บาท ฐานเบิกความเท็จ จำคุก 3 ปี และปรับ 14,000 บาท รวมจำคุก 6 ปี และปรับ 28,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสองประกอบมาตรา 181 (ที่ถูก มาตรา 181(1)) จำคุก 3 ปี และปรับ 28,000 บาท โทษจำคุกจำเลยทั้งสองให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์ขอไม่ให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับ และไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อแรกว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี และปรับ 28,000 บาท แล้วรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งที่เมื่อลงโทษจำคุกเกิน 2 ปี แล้วไม่อาจรอการลงโทษจำคุกได้ (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ซึ่งใช้บังคับขณะศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา) ย่อมเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาด ควรจะมีข้อความเพิ่มเติมว่า มีเหตุอันควรปรานี และมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี แล้วรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 จึงขอให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยว่าคดีมีเหตุบรรเทาโทษและเห็นสมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งมิได้พิพากษาให้ลดโทษแก่จำเลยที่ 2 ข้อที่อ้างว่าควรจะมีข้อความว่ามีเหตุอันควรปรานี มีเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกานั้น เป็นการอ้างข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ใช่การแก้ไขถ้อยคำที่พิมพ์ผิดพลาด แต่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งอ่านแล้ว ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อที่สองว่า แม้จำเลยที่ 2 จะมีความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง แต่ก็มิได้เป็นการกระทำในกรณีแห่งข้อหาที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไปนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 181บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 174 มาตรา 175 มาตรา 177...(1) เป็นการกระทำในกรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป..." คำว่า "เป็นการกระทำในกรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป" นั้น หมายความว่า กรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทำความผิดจะต้องมีอัตราโทษขั้นต่ำจำคุกสามปีเป็นอย่างน้อยที่สุด แต่คดีนี้กรณีแห่งข้อหาว่าโจทก์กระทำความผิดคือการที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1868/2539ของศาลชั้นต้น โดยมีข้อหาว่าโจทก์กระทำความผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(2)(3) ประกอบด้วยมาตรา 362 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ตามมาตรา 358 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และตามมาตรา 335(7) ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 335 วรรคหนึ่ง จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี อัตราโทษขั้นต่ำแต่ละฐานความผิดดังกล่าวไม่ถึงสามปี การเบิกความเท็จของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1868/2539 ของศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องด้วยกรณีที่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 181(1) อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้วการกระทำความผิดฐานฟ้องเท็จและฐานเบิกความเท็จของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องด้วยกรณีที่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 181(1) เช่นเดียวกัน ปัญหาการปรับบทลงโทษว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับโทษหนักขึ้นหรือไม่ เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาข้อนี้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

อนึ่ง เมื่อศาลฎีกาต้องกำหนดโทษจำเลยทั้งสองเสียใหม่ โดยไม่ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองให้หนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 181(1) ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานเบาอีกต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท และจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000บาท รวมลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกจำเลยทั้งสองให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 181(1) ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 181
ป.วิ.อ. ม. 190
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ละออง ธนนิมิตร
จำเลย — นาง อนงค์ จุลทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา