คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6100/2546
#112630
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 โดยระบุว่า "ข้าพเจ้า (จำเลยที่ 2) ขอเข้าเป็นผู้ค้ำประกันของนาย ม. (จำเลยที่ 1) ซึ่งทำงานในตำแหน่ง? ในธนาคารศรีนคร จำกัด (โจทก์) หรือในตำแหน่งอื่นใดซึ่งจะได้มีการโยกย้ายในภายหน้า?" หมายความว่า จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งขณะที่เข้าทำงานกับโจทก์ และตำแหน่งอื่นใดซึ่งจะมีการโยกย้ายในภายหน้าด้วย ดังนั้น แม้โจทก์จะเลื่อนตำแหน่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสาขา ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมค้ำประกันด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ทุจริตต่อหน้าที่ทำความเสียหายแก่โจทก์ และผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมเรียกให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 และ 686

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๘๖,๔๒๗,๒๐๑.๔๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๓,๔๗๖,๙๒๑.๒๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ เนื่องจากคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน โจทก์ปล่อยปละละเลยและมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๑ ทั้งเมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดอาญา โจทก์ก็ไม่แจ้งให้จำเลยที่ ๒ ทราบเพื่อจัดการแก้ไขหรือบรรเทาความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ จ่ายเงินจำนวน ๘๖,๔๒๗,๒๐๑.๔๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๓,๔๗๖,๙๒๑.๒๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๒) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ หรือไม่ เพียงใด ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันการทำงาน เริ่มทำงานในตำแหน่งพนักงานทดสอบสำนักงานใหญ่ ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการสาขาสระบุรีและหนองแค โจทก์ลงโทษจำเลยที่ ๑ โดยการไล่ออกตั้งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ทุจริตต่อหน้าที่เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย เป็นเงิน ๘๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท และให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย พิเคราะห์หนังสือค้ำประกันแล้วปรากฏว่า จำเลยที่ ๒ ทำหนังสือค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘ ในตำแหน่งพนักงานทดสอบสำนักงานใหญ่ โดยระบุว่า "ข้าพเจ้า (จำเลยที่ ๒) ขอเข้าเป็นผู้ค้ำประกันของนายมนู มะโนน้อม (จำเลยที่ ๑) ซึ่งทำงานในตำแหน่ง? ในธนาคารศรีนคร จำกัด (โจทก์) หรือในตำแหน่งอื่นใดซึ่งจะได้มีการโยกย้ายในภายหน้า?" หมายความว่า จำเลยที่ ๒ ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ในตำแหน่งขณะที่เข้าทำงานกับโจทก์ และตำแหน่งอื่นใดซึ่งจะมีการโยกย้ายในภายหน้าด้วย ดังนั้น แม้โจทก์จะเลื่อนตำแหน่งจำเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดการสาขา ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ ๒ ยินยอมค้ำประกันด้วย เมื่อจำเลยที่ ๑ ผู้ซึ่งจำเลยที่ ๒ ค้ำประกันได้ทุจริตต่อหน้าที่ทำความเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๘๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท และผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมเรียกให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดชำระหนี้ที่จำเลยที่ ๑ ต้องชำระแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๐ และ ๖๘๖ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๒ มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระก็ให้จำเลยที่ ๒ รับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 686
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายณัฐวุฒิหรือมนู มะโนน้อม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6083/2546
#50738
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุกตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) อีกบทหนึ่งด้วย ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด วางโทษประหารชีวิตลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จากความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) มาเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4) และ 289(5) และยังคงจำคุกตลอดชีวิต เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง และข้อห้ามฎีกาดังกล่าวใช้บังคับโจทก์ร่วมด้วย

จำเลยใช้อาวุธปืนยิงศีรษะผู้ตาย กระสุนปืนเข้าทางขมับซ้ายทะลุออกขมับขวาแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายให้ตายทันที แม้ผู้ตายไม่ได้ถึงแก่ความตายทันทีและจำเลยใช้มีดตัดศีรษะผู้ตาย ขณะที่ผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย แต่จำเลยไม่มีเจตนาทำให้ผู้ตายได้รับความลำบากทรมานสาหัสก่อนตายและไม่ได้ความแจ้งชัดว่า จำเลยได้กระทำการอย่างไรอันเป็นการทรมานหรือทารุณโหดร้ายผู้ตาย การที่จำเลยใช้มีดตัดคอผู้ตายและใช้มีดชำแหละศพผู้ตายออกเป็นชิ้น ๆ แล้วทิ้งชิ้นส่วนศพบางส่วนลงในส้วมชักโครก กับนำชิ้นส่วนศพบางส่วนไปทิ้งที่แม่น้ำ จำเลยมีเจตนาทำลายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตายเท่านั้น มิใช่เพื่อให้ผู้ตายได้รับความเจ็บปวดทรมานจนกระทั่งขาดใจตาย ถือไม่ได้ว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5)

จำเลยมีอาวุธปืนและมีดไว้ในห้องพักที่เกิดเหตุเพื่อตระเตรียมไว้สำหรับฆ่าผู้ตายและชำแหละศพผู้ตายส่วนของศพที่ชำแหละแล้วย่อมมีกลิ่นคาวและมีน้ำเลือดน้ำเหลืองไหลซึมออกมา การนำออกจากห้องพักไปทิ้งย่อมต้องใช้วัสดุสิ่งของสำหรับห่อหุ้มและบรรจุ เพื่อดูดซับน้ำเลือดน้ำเหลืองและกลิ่นคาว รวมทั้งปกปิดไม่ให้มีผู้พบเห็น การที่จำเลยสามารถนำชิ้นส่วนศพผู้ตายออกจากห้องพักไปทิ้ง นำอาวุธปืน มีดและทรัพย์ของผู้ตายไปซ่อนตามสถานที่ต่าง ๆ ตลอดจนนำเสื้อผ้าของผู้ตายไปเผาทำลายภายในระยะเวลาอันสั้นโดยไม่มีผู้พบเห็น แสดงว่าจำเลยได้วางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว จึงเป็นการฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2541 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีอาวุธปืนสั้น ขนาด .38 จำนวน 3 นัด ไว้ในครอบครองโดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้จากนายทะเบียนท้องที่ จำเลยพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในถนนสาธารณะและในเมืองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและไม่ใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงโดยใช่เหตุจำนวน 2 นัด ในเขตเมือง หมู่บ้าน และชุมชน เหตุเกิดที่ตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และแขวงถนนพญาไท เขตราชเทวีกรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน และเมื่อระหว่างวันที่ 26 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2541 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยโดยเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนางสาวเจนจิรา พลอยองุ่นศรี จำนวน 1 นัด ที่ขมับซ้ายผ่านสมองทะลุออกที่ขมับขวา แล้วจำเลยใช้มีดเฉือนชำแหละอวัยวะต่าง ๆ ของนางสาวเจนจิราออกเป็นชิ้น ๆ จำนวนหลายชิ้น ตัดศีรษะ ควักลูกตาออกทั้งสองข้าง ตัดหู ตัดจมูก กรีดริมฝีปากและเฉือนเอาหนังศีรษะออกจนเป็นเหตุให้นางสาวเจนจิราถึงแก่ความตายอันเป็นการฆ่าโดยทรมานและโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามรายงานการตรวจพิสูจน์บุคคลและรายงานการตรวจศพท้ายฟ้อง เมื่อจำเลยฆ่าผู้ตายแล้วจำเลยได้นำศีรษะ แขน ขา และกระดูกส่วนต่าง ๆ อันเป็นส่วนของศพผู้ตายไปโยนทิ้งที่แม่น้ำบางประกงจังหวัดฉะเชิงเทรา นำเศษชิ้นเนื้ออวัยวะภายในและหนังศีรษะอันเป็นส่วนของศพผู้ตายทิ้งลงในโถส้วมเพื่อปิดบังการตายและเหตุแห่งการตายของผู้ตาย และจำเลยได้ลักเอาเงินจำนวน 2,000 บาท กระเป๋าสะพายผ้าลายสายเดียว ราคา 3,000 บาท นาฬิกาข้อมือ ราคา 6,000 บาท สร้อยคอสามกษัตริย์หนัก 1 สลึง ราคา 1,400 บาท สร้อยข้อมือรูปสัตว์ต่าง ๆ หนัก 2 สลึง ราคา 3,000 บาท วิทยุติดตามตัวราคา 4,000 บาท เครื่องเล่นแผ่นซีดีราคา 5,000 บาท พจนานุกรมอังกฤษแบบมีเสียงหรือทอล์กกิ้งดิกชันนารี ราคา9,500 บาท กระเป๋าใส่สตางค์ ราคา 550 บาท รวมเป็นเงิน 34,450 บาท ของผู้ตายไปโดยทุจริต เหตุเกิดที่แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ตำบลลาดขวาง อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา และตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เกี่ยวพันกัน วันที่ 28 มกราคม 2541 เจ้าพนักงานตำรวจพบกะโหลกศีรษะของผู้ตาย วันที่ 5 มีนาคม 2541 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมยึดอาวุธปืนสั้นจำนวน 1 กระบอก ลูกกระสุนปืนจำนวน 1 นัด ปลอกกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 2 กระบอก ผ้าปูที่นอนลายดอก จำนวน 1 ผืน ปี๊ปสี่เหลี่ยมมีรอยเผาจำนวน 1 ใบ และกระเป๋าผ้าสีดำจำนวน 1 ใบ เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 91, 199, 288, 289, 334, 335, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยแถลงให้การรับสารภาพว่าฆ่าผู้ตายจริงแต่ปฏิเสธว่ามิได้ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย

ระหว่างพิจารณานางสุดา ปรัชญาภัทร มารดาของนางสาวเจนจิรา พลอยองุ่นศรีผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกเฉพาะข้อหาความผิดต่อชีวิตและลักทรัพย์)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 289(4), 334, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมืองเป็นกรรมเดียวกันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอันเป็นบทหนักลงโทษประหารชีวิต ฐานทำลายศพหรือส่วนของศพจำคุก 1 ปี ฐานลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก 1 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(1) หนึ่งในสาม ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิต ฐานทำลายศพหรือส่วนของศพ จำคุก 8 เดือน ฐานลักทรัพย์ จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก 8 เดือน เมื่อศาลลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว จึงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ส่วนคำขอและข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) อีกบทหนึ่งด้วย ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายกับฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมืองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายอันเป็นบทหนัก ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(1) หนึ่งในสามคงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดชลบุรีสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 22 ปี นางสาวเจนจิรา พลอยองุ่นศรี ผู้ตายอายุ 23 ปี จำเลยและผู้ตายต่างเป็นนักศึกษาคณะแพทย-ศาสตร์โดยจำเลยเรียนชั้นปีที่ 2 ผู้ตายเรียนชั้นปีที่ 5 จำเลยกับผู้ตายรู้จักกันและมีความชอบพอกันฉันชู้สาว ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยพาผู้ตายไปที่ห้องพักที่เกิดเหตุของจำเลยที่อาคารพี. เอส. เฮาส์ ซึ่งเป็นห้องเช่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยใช้อาวุธปืนยิงศีรษะผู้ตายแล้วใช้มีดตัดคอผู้ตายและชำแหละศพผู้ตายออกเป็นชิ้น ๆ จำเลยทิ้งชิ้นส่วนศพผู้ตายบางส่วนที่เป็นเนื้อหนังและอวัยวะภายในลงในส้วมชักโครกในห้องพักที่เกิดเหตุ นำชิ้นส่วนศพผู้ตายที่เป็นกระดูกและศีรษะไปทิ้งที่แม่น้ำบางประกง นำรถยนต์ของผู้ตายไปจอดไว้ที่หมู่บ้านเมืองทองธานี นำอาวุธปืน มีดและทรัพย์ของผู้ตายไปซ่อนและนำเสื้อผ้าของผู้ตายไปเผาทำลาย วันที่ 5 มีนาคม 2541 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่าศาลไม่ควรลดโทษให้จำเลยเพราะคดีไม่มีเหตุบรรเทาโทษหรือไม่ และตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายหรือไม่ และจำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือฆ่าผู้ตายเพราะเหตุบันดาลโทสะหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมก่อน

สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) วางโทษประหารชีวิตลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(1) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) อีกบทหนึ่งด้วย ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(1) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จากความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) มาเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) และ 289(5) และยังคงจำคุกตลอดชีวิต เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี คดีต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ข้อห้ามฎีกาดังกล่าวนี้ย่อมใช้บังคับโจทก์ร่วมด้วย เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(14) ได้นิยามศัพท์คำว่า "โจทก์ หมายความถึงพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาล หรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน"ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยควรได้รับโทษประหารชีวิต ศาลล่างทั้งสองไม่ควรลดโทษให้จำเลยเพราะคดีไม่มีเหตุบรรเทาโทษนั้น ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้นจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของโจทก์ร่วมมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายหรือไม่นั้น เห็นว่า ปืนเป็นอาวุธโดยสภาพมีอำนาจทำลายล้างรุนแรงสามารถทำอันตรายบุคคลและสัตว์ให้ถึงแก่ชีวิตได้โดยง่าย จำเลยใช้อาวุธปืนยิงศีรษะผู้ตายซึ่งเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกาย กระสุนปืนเข้าทางขมับซ้ายทะลุออกขมับขวาแสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายให้ตายทันที ดังนี้แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ตายไม่ได้ถึงแก่ความตายทันทีหลังจากถูกยิง และจำเลยใช้มีดตัดศีรษะผู้ตายขณะที่ผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย แต่พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาทำให้ผู้ตายได้รับความลำบากทรมานสาหัสก่อนตายและไม่ได้ความแจ้งชัดว่าจำเลยได้กระทำการอย่างไรอันเป็นการทรมานหรือทารุณโหดร้ายผู้ตาย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงศีรษะผู้ตาย หลังจากนั้นจึงใช้มีดตัดคอผู้ตายประกอบกับจำเลยได้ใช้มีดชำแหละศพผู้ตายออกเป็นชิ้น ๆ แล้วทิ้งชิ้นส่วนศพบางส่วนลงในส้วมชักโครก กับนำชิ้นส่วนศพบางส่วนไปทิ้งที่แม่น้ำบางประกง น่าเชื่อว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาทำลายศพเพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตายของผู้ตายเท่านั้น มิใช่เพื่อให้ผู้ตายได้รับความเจ็บปวดทรมานจนกระทั่งขาดใจตายถือไม่ได้ว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือฆ่าผู้ตายเพราะเหตุบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนักศึกษา ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์ที่มีค่ามากหรือมีผู้ปองร้ายหมายเอาชีวิตจำเลย แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมีทรัพย์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์และรถยนต์ ก็เป็นทรัพย์ที่บุคคลมีกันโดยทั่วไป ถือไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่มีค่ามากถึงขนาดที่จำเลยต้องนำอาวุธปืนมาไว้สำหรับป้องกันทรัพย์ดังที่จำเลยฎีกา ห้องพักที่เกิดเหตุเป็นห้องเช่าซึ่งไม่มีห้องครัวทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทำครัวปรุงอาหารเอง จึงไม่มีความจำเป็นที่จำเลยต้องมีมีดทำครัวที่มีความคมถึงขนาดใช้ชำแหละศพได้ไว้ในห้องพักที่เกิดเหตุ การที่จำเลยมีอาวุธปืนและมีดดังกล่าวไว้ในห้องพักที่เกิดเหตุจึงไม่อาจฟังเป็นอย่างอื่นนอกจากจำเลยตระเตรียมไว้สำหรับฆ่าผู้ตายและชำแหละศพผู้ตาย ส่วนของศพที่ชำแหละแล้วย่อมมีกลิ่นคาวและมีน้ำเลือดน้ำเหลืองไหลซึมออกมา การนำออกจากห้องพักที่เกิดเหตุไปทิ้งย่อมต้องใช้วัสดุสิ่งของสำหรับห่อหุ้มและบรรจุ เช่น ผ้า กระดาษ ถุงพลาสติกและกล่อง เป็นต้น เพื่อดูดซับน้ำเลือดน้ำเหลืองและกลิ่นคาว รวมทั้งปกปิดไม่ให้มีผู้พบเห็นว่าเป็นชิ้นส่วนของศพ การที่จำเลยสามารถนำชิ้นส่วนศพผู้ตายออกจากห้องพักที่เกิดเหตุไปทิ้ง นำอาวุธปืน มีดและทรัพย์ของผู้ตายไปซ่อนตามสถานที่ต่าง ๆ ตลอดจนนำเสื้อผ้าของผู้ตายไปเผาทำลายภายในระยะเวลาอันสั้นโดยไม่มีผู้พบเห็น แสดงว่าจำเลยได้วางแผนเกี่ยวกับสถานที่ที่จะนำชิ้นส่วนศพผู้ตายไปทิ้ง นำทรัพย์ของผู้ตายไปซ่อนและจัดเตรียมวัสดุต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการนำชิ้นส่วนศพผู้ตายไปทิ้งไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงจิตใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมเพราะจำเลยกับผู้ตายมีความสัมพันธ์กันฉันคนรัก แต่ผู้ตายต้องการเลิกความสัมพันธ์กับจำเลยไปมีรักกับผู้ชายคนใหม่ จำเลยจึงบันดาลโทสะฆ่าผู้ตายนั้น เห็นว่า ความรักเป็นสิ่งที่เกิดจากใจไม่อาจบังคับกันได้ ความรักที่แท้จริงคือความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรักความยินดีที่คนที่ตนรักมีความสุข การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิดและการเสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนที่ตนรัก จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง เมื่อไม่สมหวังจำเลยก็ฆ่าผู้ตาย เป็นความผิดและการกระทำที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ของจำเลยโดยฝ่ายเดียวมิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตายหาใช่ความรักไม่ ทั้งเป็นความเห็นผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง ดังนี้ แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยฎีกาก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม กรณีไม่มีเหตุจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษประหารชีวิต และลดโทษให้จำเลยแล้ว คงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นางสุดา ปรัชญาภัทร
จำเลย — นายเสริม สาครราษฎร์
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6083/2546
#111754
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบด้วย มาตรา 52 (1) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (5) อีกบทหนึ่งด้วย ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (1) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จากความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) มาเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) และ 289 (5) และยังคงจำคุกตลอดชีวิต เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี คดีต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง ซึ่งข้อห้ามฎีกาดังกล่าวนี้ย่อมใช้บังคับแก่โจทก์ร่วมด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (14) ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยควรได้รับโทษประหารชีวิต ศาลล่างทั้งสองไม่ควรลดโทษให้จำเลยเพราะคดีไม่มีเหตุบรรเทาโทษนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

การที่จำเลยกับผู้ตายมีความสัมพันธ์กันฉันคนรัก แต่ผู้ตายต้องการเลิกความสัมพันธ์กับจำเลยไปมีรักกับผู้ชายคนใหม่ เมื่อไม่สมหวังจำเลยก็ฆ่าผู้ตาย เป็นความคิดและการกระทำที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ของจำเลยโดยถ่ายเดียว มิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตาย ทั้งเป็นความเห็นผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงมิใช่การกระทำโดยบันดาลโทสะ กรณีไม่มีเหตุจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 33 , 91 , 199 , 288 , 289 , 334 , 335 , 371 , 376 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7 , 8 ทวิ , 72 , 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยแถลงให้การรับสารภาพว่าฆ่าผู้ตายจริงแต่ปฏิเสธว่ามิได้ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย

ระหว่างพิจารณานางสุดา ปรัชญาภัทร มารดาของนางสาวเจนจิรา พลอยองุ่นศรี ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกเฉพาะข้อหาความผิดต่อชีวิตและลักทรัพย์)

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 199 , 289 (4) , 334 , 376 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7 , 72 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91? คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (1) หนึ่งในสาม? เมื่อศาลลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว จึงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (5) อีกบทหนึ่งด้วย ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายกับฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมืองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายอันเป็นบทหนัก ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (1) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดชลบุรี สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ ขณะเกิดเหตุ จำเลยอายุ 22 ปี นางสาวเจนจิรา ผู้ตายอายุ 23 ปี จำเลยและผู้ตายต่างเป็นนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์โดยจำเลยเรียนชั้นปีที่ 2 ผู้ตายเรียนชั้นปีที่ 5 จำเลยกับผู้ตายรู้จักกันและมีความชอบพอกันฉันชู้สาว ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยพาผู้ตายไปที่ห้องพักที่เกิดเหตุของจำเลยที่อาคารพี.เอส.เฮาส์ ซึ่งเป็นห้องเช่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยใช้อาวุธปืนยิงที่ศีรษะผู้ตายแล้วใช้มีดตัดคอผู้ตายและชำแหละศพผู้ตายออกเป็นชิ้น ๆ จำเลยทิ้งชิ้นส่วนศพผู้ตายบางส่วนที่เป็นเนื้อ หนัง และอวัยวะภายในลงในส้วมชักโครกในห้องพักที่เกิดเหตุ นำชิ้นส่วนศพผู้ตายที่เป็นกระดูกและศีรษะไปทิ้งที่แม่น้ำบางปะกง นำรถยนต์ของผู้ตายไปจอดไว้ที่หมู่บ้านเมืองทองธานี นำอาวุธปืน มีด และทรัพย์ของผู้ตายไปซ่อนและนำเสื้อผ้าของผู้ตายไปเผาทำลาย วันที่ 5 มีนาคม 2541 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย? สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (1) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (5) อีกบทหนึ่งด้วย ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (1) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จากความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) มาเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) และ 289 (5) และยังคงจำคุกตลอดชีวิต เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี คดีต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง ข้อห้ามฎีกาดังกล่าวนี้ย่อมใช้บังคับโจทก์ร่วมด้วย เพราะ ป.วิ.อ. มาตรา 2 (14) ได้นิยามคำศัพท์คำว่า "โจทก์ หมายความถึงพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาล หรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน" ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยควรได้รับโทษประหารชีวิต ศาลล่างทั้งสองไม่ควรลดโทษให้จำเลยเพราะคดีไม่มีเหตุบรรเทาโทษนั้น ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงจิตใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เพราะจำเลยกับผู้ตายมีความสัมพันธ์ฉันคนรัก แต่ผู้ตายต้องการเลิกความสัมพันธ์กับจำเลยไปมีรักกับผู้ชายคนใหม่ จำเลยจึงบันดาลโทสะฆ่าผู้ตายนั้น เห็นว่า จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง เมื่อไม่สมหวังจำเลยก็ฆ่าผู้ตาย เป็นความคิดและการกระทำที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ของจำเลยโดยถ่ายเดียว มิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตาย หาใช่ความรักไม่ ทั้งเป็นความเห็นผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง ดังนี้ แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยฎีกาก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม กรณีไม่มีเหตุจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสุดา ปรัชญาภัทร
จำเลย — นายเสริม สาครราษฎร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายกิจชัย จิตธารารักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายชาลี ทัพภวิมล
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6080/2546
#50737
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกมีเจตนาลักหม้อแปลงไฟฟ้าของผู้เสียหายโดยขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าแล้วใช้เลื่อยตัดสายลวดสลิงที่ยึดหม้อแปลงไฟฟ้าดังกล่าวใช้เชือกผูกผลักลงจากคานบนเสาไฟฟ้า เมื่อหม้อแปลงไฟฟ้าเคลื่อนจากจุดที่ติดตั้งเดิมและถูกเคลื่อนมาอยู่บนพื้นดิน ถือว่าเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์หม้อแปลงไฟฟ้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้ว แม้จำเลยกับพวกจะยังไม่ทันยกหม้อแปลงไฟฟ้าขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลยเพราะหม้อแปลงไฟฟ้ามีน้ำหนักมากก็ตามหาใช่เป็นเพียงพยายามลักทรัพย์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2543 เวลากลางวัน จำเลยกับนายสมเกียรติคำเพชร จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1255/2543 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันลักหม้อแปลงไฟฟ้า 1 ลูก ราคา 80,000 บาท ของบริษัทคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด ผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยกับนายสมเกียรติได้ใช้รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ม - 5472 สมุทรสาคร เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 335, 336 ทวิ และริบเลื่อยเหล็กของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,335(7) วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ ให้ลงโทษจำคุก 6 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบเลื่อยเหล็กของกลางนั้น ศาลมีคำพิพากษาให้ริบในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 285/2544 ของศาลชั้นต้นแล้ว คำขอนี้จึงให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยกับพวกพร้อมยึดหม้อแปลงไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายเลื่อยเหล็ก และรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ม - 5472 สมุทรสาคร เป็นของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีนายสุเทพ ชมภูนุช ประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า ขณะพยานออกจากบ้านไปดักปลาเมื่อเดินผ่านปั๊มน้ำมันซึ่งเลิกกิจการและปล่อยทิ้งร้างไว้ เห็นรถยนต์กระบะจอดอยู่ภายในปั๊มน้ำมันดังกล่าวและเห็นจำเลยกับพวกยืนอยู่ข้างรถยนต์เมื่อพยานวางตาข่ายดักปลาเสร็จแล้วเดินกลับบ้านผ่านปั๊มน้ำมันเห็นจำเลยขึ้นไปอยู่บนเสาไฟฟ้าภายในปั๊มน้ำมันและกำลังใช้เลื่อยเหล็กเลื่อยสายไฟฟ้าที่ต่อเข้ากับหม้อแปลงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บนคานเสาไฟฟ้า โดยมีชายอีกคนหนึ่งยืนอยู่ข้างรถยนต์กระบะซึ่งจอดอยู่ห่างจากเสาไฟฟ้าไปประมาณ 20 เมตร เมื่อพยานเดินกลับถึงบ้านของพยานซึ่งอยู่ติดปั๊มน้ำมันที่เกิดเหตุพยานเฝ้าดูเหตุการณ์และเกิดความสงสัยว่าจำเลยกับพวกจะลักหม้อแปลงไฟฟ้าจึงไปแจ้งแก่สิบตำรวจเอกประเทือง ภูศรี ซึ่งเช่าบ้านของพยานอยู่ โดยเล่าเรื่องที่พบเห็นให้ฟังหลังจากนั้นนายสุเทพและสิบตำรวจเอกประเทืองไปยังที่เกิดเหตุ พบจำเลยยืนอยู่ที่โคนเสาไฟฟ้าโดยมีหม้อแปลงไฟฟ้าวางอยู่ที่พื้น กับมีชายอีกคนหนึ่งถอยรถยนต์กระบะเข้าไปจอดบริเวณโคนเสาไฟฟ้า สิบตำรวจเอกประเทืองจึงจับกุมจำเลยกับพวกแล้วแจ้งข้อหาเป็นคดีนี้ และโจทก์ยังมีสิบตำรวจเอกประเทืองเบิกความเป็นพยานโจทก์มีข้อเท็จจริงทำนองเดียวกับคำเบิกความของนายสุเทพ คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองจะรับฟังได้เพียงใดนั้น เห็นว่า เหตุเกิดในเวลากลางวันทั้งนายสุเทพและสิบตำรวจเอกประเทืองต่างเป็นเจ้าพนักงาน ไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสองมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลย จำเลยถูกจับกุมพร้อมหม้อแปลงไฟฟ้าและของกลางอื่นในบริเวณที่เกิดเหตุนั่นเอง แม้พยานโจทก์ทั้งสองจะไม่เห็นว่าจำเลยกับพวกนำเอาหม้อแปลงไฟฟ้าลงมาจากเสาไฟฟ้าได้อย่างไร ก็หาใช่ข้อสำคัญไม่เพราะนายสุเทพก็เบิกความยืนยันว่าก่อนหน้าที่หม้อแปลงไฟฟ้าจะตั้งอยู่บริเวณโคนเสาไฟฟ้านายสุเทพเห็นจำเลยอยู่บนเสาไฟฟ้าและใช้เลื่อยเหล็กเลื่อยสายไฟฟ้าที่ต่อเข้ากับหม้อแปลงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บนคานเสาไฟฟ้าพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว ข้อที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า หม้อแปลงไฟฟ้าวางอยู่บนพื้นภายในปั๊มน้ำมันก่อนแล้ว และจำเลยตกลงซื้อหม้อแปลงไฟฟ้าดังกล่าวจากชายที่อ้างว่าเป็นผู้ดูแลปั๊มน้ำมันคงมีเพียงคำเบิกความของจำเลยปากเดียวลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ทั้งตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.8จำเลยก็รับว่าจำเลยขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าใช้เลื่อยของกลางตัดสายลวดสลิงที่ยึดหม้อแปลงไฟฟ้าแล้วใช้เชือกผูกผลักลงจากเสาไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้าเคลื่อนมาอยู่บนพื้นดิน หาใช่หม้อแปลงไฟฟ้าวางบนพื้นภายในปั๊มน้ำมันอยู่ก่อนแล้วไม่ การที่จำเลยกับพวกมีเจตนาลักหม้อแปลงไฟฟ้าของผู้เสียหายโดยขึ้นไปเสาไฟฟ้าแล้วใช้เลื่อยตัดสายลวดสลิงที่ยึดหม้อแปลงไฟฟ้าดังกล่าวใช้เชือกผูกผลักลงจากคานบนเสาไฟฟ้า เมื่อหม้อแปลงไฟฟ้าเคลื่อนจากจุดที่ติดตั้งเดิมและถูกเคลื่อนมาอยู่บนพื้นดิน ถือว่าเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์หม้อแปลงไฟฟ้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้ว แม้จำเลยกับพวกจะยังไม่ทันยกหม้อแปลงไฟฟ้าขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลยเพราะหม้อแปลงไฟฟ้ามีน้ำหนักมากก็ตาม หาใช่เป็นเพียงพยายามลักทรัพย์ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์และลงโทษมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นาย ประเสริฐ ผุดผ่อง
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6080/2546
#112073
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกับพวกมีเจตนาลักหม้อแปลงไฟฟ้าของผู้เสียหายโดยปีนขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าแล้วใช้เลื่อยตัดสายลวดสลิงที่ยึดหม้อแปลงไฟฟ้าดังกล่าว เมื่อหม้อแปลงไฟฟ้าเคลื่อนจากจุดที่ติดตั้งเดิมบนคานเสาไฟฟ้าและถูกเคลื่อนย้ายมาอยู่บนพื้นดิน ถือว่าเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์หม้อแปลงไฟฟ้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้ว แม้จำเลยกับพวกจะยังไม่ทันยกหม้อแปลงไฟฟ้าขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลยเพราะหม้อแปลงไฟฟ้ามีน้ำหนักมากก็ตาม หาใช่เป็นเพียงพยายามลักทรัพย์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ , ๘๓ , ๓๓๕ , ๓๓๖ ทวิ และริบเลื่อยเหล็กของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๓๓๕ (๗) วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๓๓๖ ทวิ ให้ลงโทษจำคุก ๖ ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบเลื่อยเหล็กของกลางนั้น ศาลมีคำพิพากษาให้ริบในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๘๕/๒๕๔๔ ของศาลชั้นต้น แล้ว คำขอนี้จึงให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยกับพวกมีเจตนาลักหม้อแปลงไฟฟ้าของผู้เสียหายโดยขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าแล้วใช้เลื่อยตัดสายลวดสลิงที่ยึดหม้อแปลงไฟฟ้าดังกล่าว ใช้เชือกผูกผลักลงจากคานบนเสาไฟฟ้า เมื่อหม้อแปลงไฟฟ้าเคลื่อนจากจุดที่ติดตั้งเดิมและถูกเคลื่อนมาอยู่บนพื้นดินถือว่าเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์หม้อแปลงไฟฟ้า อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้ว แม้จำเลยกับพวกจะยังไม่ทันยกหม้อแปลงไฟฟ้าขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลยเพราะหม้อแปลงไฟฟ้ามีน้ำหนักมากก็ตาม หาใช่เป็นเพียงพยายามลักทรัพย์ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์และลงโทษมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 วรรคแรก (7) ม. 336 ทวิ ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นายประเสริฐ ผุดผ่อง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายรัชชา สุทธิมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิวรรต นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6066/2546
#50736
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งเรื่องก่อนพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุ ท. โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาก่อนเวลาที่อยู่ในสมณเพศ จำเลยคดีนี้ยื่นคำคัดค้านว่าเป็นทรัพย์สินของพระภิกษุ ท. ที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศตกเป็นสมบัติของวัดจำเลย จึงมีประเด็นว่า พระภิกษุ ท. ได้ทรัพย์สินมาก่อนเวลาที่อยู่ในสมณเพศหรือไม่และเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์หรือไม่ ขณะคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยกล่าวอ้างทำนองเดียวกันกับคดีก่อน แม้คดีก่อนพนักงานอัยการจะเป็นผู้ร้องขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นทายาทมีสิทธิร้องขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกได้อยู่แล้วให้พนักงานอัยการร้องขอแทน จึงถือได้ว่าเป็นการร้องขอแทนโจทก์ เมื่อคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทย่อมถือได้ว่าพนักงานอัยการฟ้องคดีแทนโจทก์ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188(4) ดังนั้นการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามมาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นน้องสาวร่วมบิดาเดียวกันกับพระภิกษุทองดี ทะนุวงษ์ ก่อนพระภิกษุทองดีถึงแก่มรณภาพในวันที่ 19 กรกฎาคม 2511 มีทรัพย์สินคือที่ดินโฉนดเลขที่ 3431 และเลขที่ 3277 และกำปั่นพร้อมด้วยทรัพย์สินอื่น ตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาก่อนบวชเป็นพระภิกษุจึงตกเป็นของโจทก์ซึ่งเป็นทายาทคนเดียว จำเลยรับโอนมรดกใส่ชื่อตนเองในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงและครอบครองทรัพย์สินไว้ไม่คืนให้โจทก์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมด้วยทรัพย์สินอื่นตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 อันดับที่ 7 ถึง 15 และอันดับที่ 18 ถึง 23 เป็นของโจทก์ ให้จำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงและให้ส่งมอบกำปั่นและทรัพย์สินอื่นคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับทรัพย์ทั้งหมดอีกต่อไป

จำเลยให้การว่า โจทก์เคยให้พนักงานอัยการร้องขอตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุทองดี จำเลยได้คัดค้านว่าเป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุทองดีได้มาระหว่างบวชอยู่ที่วัดจำเลย ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอโดยเห็นว่า เป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุทองดีได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศตกแก่จำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 606/2538 หมายเลขแดงที่ 769/2539 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันจึงเป็นฟ้องซ้อน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำหรือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 606/2538 หมายเลขแดงที่ 769/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 769/2539 ของศาลชั้นต้น พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรียื่นคำร้องขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุทองดี โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีที่ได้มาก่อนเวลาที่อยู่ในสมณเพศ แต่เมื่อจำเลยคดีนี้ยื่นคัดค้านในคดีดังกล่าวว่าทรัพย์มรดกของพระภิกษุทองดีที่จะขอตั้งผู้จัดการมรดกนั้นเป็นทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ เมื่อพระภิกษุทองดีถึงแก่มรณภาพจึงตกเป็นสมบัติของวัดจำเลยที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุทองดี ขอให้ยกคำร้องขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นว่า พระภิกษุทองดีได้ทรัพย์สินมาก่อนเวลาที่อยู่ในสมณเพศหรือไม่และเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีว่าทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ เมื่อพระภิกษุทองดีถึงแก่มรณภาพทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีจึงตกเป็นของวัดจำเลยที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุทองดี ไม่มีเหตุที่จะตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกขณะคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2540 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โดยกล่าวอ้างทำนองเดียวกันกับคดีก่อนว่าทรัพย์มรดกพิพาทเป็นของพระภิกษุทองดีที่ได้มาก่อนบวชเป็นพระภิกษุที่วัดจำเลย จำเลยก็ให้การต่อสู้ว่า ทรัพย์มรดกพิพาทเป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุทองดีได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของวัดจำเลย แม้คดีก่อนพนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีจะเป็นผู้ร้องขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นทายาทมีสิทธิร้องขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกได้อยู่แล้วให้พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีร้องขอแทน จึงถือได้ว่าเป็นการร้องขอแทนโจทก์ เมื่อคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาท ย่อมถือได้ว่าพนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีฟ้องคดีแทนโจทก์ด้วย ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188(4) ดังนั้นการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยฟ้องของโจทก์ในคดีนี้กับคดีก่อนมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง(1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สมจิตต์ อินทพงศ์
จำเลย — วัดศรีมงคล
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6066/2546
#112620
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์เคยให้พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี ยื่นคำร้องขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุทองดี โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีที่ได้มาก่อนเวลาที่อยู่ในสมณเพศ จำเลยได้ยื่นคำคัดค้านในคดีก่อนว่า ทรัพย์ที่จะขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีที่ได้มาระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศตกเป็นของวัดจำเลยที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุทองดี คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นว่า พระภิกษุทองดีได้ทรัพย์สินมาก่อนเวลาที่อยู่ในสมณเพศหรือไม่ และเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์หรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ จึงตกเป็นของวัดจำเลยที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุทองดี ไม่มีเหตุที่จะตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยกล่าวอ้างทำนองเดียวกันกับคดีก่อนว่า ทรัพย์มรดกพิพาทเป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุทองดีได้มาก่อนบวชเป็นพระภิกษุที่วัดจำเลย จำเลยให้การต่อสู้ว่าทรัพย์มรดกพิพาทเป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุทองดีได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของวัดจำเลย เมื่อในคดีก่อนพนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีร้องขอแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นดำเนินคดีอย่างมีข้อพิพาท ย่อมถือได้ว่าเป็นการฟ้องคดีแทนโจทก์ด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 (4) ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยฟ้องของโจทก์คดีนี้กับคดีก่อนมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๓๑ และเลขที่ ๓๒๗๗ พร้อมด้วยทรัพย์สินอื่นเป็นของโจทก์ ให้จำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงและให้ส่งมอบกำปั่นและทรัพย์สินอื่นคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับทรัพย์ทั้งหมดอีกต่อไป

จำเลยให้การว่า โจทก์เคยให้พนักงานอัยการร้องขอตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุทองดี จำเลยได้คัดค้านว่าเป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุทองดีได้มาระหว่างบวชอยู่ที่วัดจำเลย ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอโดยเห็นว่า เป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุทองดีได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศตกแก่จำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๗๖๙/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันจึงเป็นฟ้องซ้อน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำหรือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๗๖๙/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๗๖๙/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้น พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรียื่นคำร้องขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุทองดี โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีที่ได้มาก่อนเวลาที่อยู่ในสมณเพศ แต่เมื่อจำเลยคดีนี้ยื่นคัดค้านในคดีดังกล่าวว่าทรัพย์มรดกของพระภิกษุทองดีที่จะขอตั้งผู้จัดการมรดกนั้นเป็นทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ เมื่อพระภิกษุทองดีถึงแก่มรณภาพจึงตกเป็นสมบัติของวัดจำเลยที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุทองดี ขอให้ยกคำร้องขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นว่า พระภิกษุทองดีได้ทรัพย์สินมาก่อนเวลาที่อยู่ในสมณเพศหรือไม่ และเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ เมื่อพระภิกษุทองดีถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์สินของพระภิกษุทองดีจึงตกเป็นของวัดจำเลย ที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุทองดี ไม่มีเหตุที่จะตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ขณะคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ต่อมาวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๐ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โดยกล่าวอ้างทำนองเดียวกันกับคดีก่อนว่า ทรัพย์มรดกพิพาทเป็นของพระภิกษุทองดีที่ได้มาก่อนบวชเป็นพระภิกษุที่วัดจำเลย จำเลยก็ให้การต่อสู้ว่า ทรัพย์มรดกพิพาทเป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุทองดีได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของวัดจำเลย แม้คดีก่อนพนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีจะเป็นผู้ร้องขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นทายาทมีสิทธิร้องขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกได้อยู่แล้วให้พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีร้องขอแทน จึงถือได้ว่าเป็นการร้องขอแทนโจทก์ เมื่อคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาท ย่อมถือได้ว่าพนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีฟ้องคดีแทนโจทก์ด้วย ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๘ (๔) ดังนั้นการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ โดยฟ้องของโจทก์ในคดีนี้กับคดีก่อนมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1) ม. 188 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมจิตต์ อินทพงศ์
จำเลย — วัดศรีมงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายรุ่งเรือง ลำพองชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายณัฐวัสส์ บันฑิตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6055/2546
#50921
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกได้ร่วมกันจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทจำเลยที่ 1 จำนวน227,894,845 หุ้น ให้แก่บุคคลผู้ไม่มีสิทธิและจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้นใหม่ของจำเลยที่ 1 อันเป็นการขัดต่อข้อบังคับของบริษัท ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าว โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะโจทก์ไม่ได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนที่ถือหุ้นเดิมอยู่ 9,299,990 หุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 92,999,900 บาท ดังนั้นที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นเหตุให้โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิมได้รับความเสียหาย เสียโอกาสได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุน ซึ่งโจทก์จะมีสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้ 9,299,990 หุ้น ในราคาหุ้นละ10 บาท เป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น 92,999,900 บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพียง90,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 90,000,000บาทจึงเป็นการขอเพิ่มข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและขอบังคับนอกเหนือไปจากคำฟ้องเดิม มิใช่เป็นกรณีที่เพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิมหรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179(1)(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2543ซึ่งเข้าเป็นผู้ถือหุ้นภายหลังวันที่มีมติให้เพิ่มทุนและภายหลังวันที่ 16 ธันวาคม 2542ซึ่งคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 มีมติให้จัดสรรเพิ่มทุนทั้งหมด ให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2543 ในการลงมติแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่และในการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 18,750,000 หุ้น ให้เพิกถอนมติที่ประชุมครั้งที่ 2/2543 ซึ่งมีมติยืนยันมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2543 ให้เป็นมติพิเศษให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับบริษัทหากจำเลยทั้งหกไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนา

ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฉบับลงวันที่ 12กันยายน 2543 ว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นเหตุให้โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิมได้รับความเสียหายเพราะโจทก์เสียโอกาสได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุนในราคาหุ้นที่เป็นธรรม ซึ่งโจทก์มีสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้จำนวน 9,299,990 หุ้น ในราคาหุ้นละ10 บาท เป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น 92,999,900 บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพียง90,000,000 บาท ขอแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนทุนทรัพย์เป็น 90,000,000 บาท และเพิ่มเติมคำขอบังคับท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 90,000,000บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องมิใช่เป็นกรณีเป็นการเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์และมิใช่เป็นการเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจขอแก้ไขคำฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่าคำฟ้องเดิมโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกได้ทำการโต้แย้งสิทธิโจทก์ซึ่งผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งหกได้ร่วมกันจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนของจำเลยที่ 1 จำนวน 227,984,845 หุ้น ให้แก่บุคคลผู้ไม่มีสิทธิและจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้นใหม่ของจำเลยที่ 1 อันเป็นการขัดต่อข้อบังคับของบริษัทและจำเลยทั้งหกยังได้จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2543 โดยลงมติแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่แทนกรรมการชุดเก่า ขัดต่อข้อบังคับกับมีมติจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุนส่วนที่เหลือจำนวน 18,750,000 หุ้น ให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิ รวมทั้งจัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2543 ไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของบริษัท ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวกับให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2543 และครั้งที่ 2/2543 ซึ่งตามคำฟ้องเดิมโจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหาย เพราะโจทก์ไม่ได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนที่ถือหุ้นเดิมอยู่จำนวน 9,299,990 หุ้น เป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น 92,999,900 บาท แต่อย่างใด ดังนั้นที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นเหตุให้โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิมได้รับความเสียหายเพราะโจทก์เสียโอกาสได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุนในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งโจทก์จะมีสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้จำนวน 9,299,990 หุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท เป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น 92,999,900 บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพียง 90,000,000บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 90,000,000บาท จึงเป็นการขอเพิ่มข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและขอบังคับนอกเหนือไปจากคำฟ้องเดิม มิใช่เป็นกรณีที่เพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิมหรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179(1)(2) ทั้งมีการแก้ไขเล็กน้อยการแก้ไขคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบที่จะกระทำได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ยุวนิตย์ ปิสัญธนะกูล
จำเลย — บริษัท เอ็น เอ็ส อีเล็คโทรนิคกรุงเทพฯ (1993) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6055/2546
#112698
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนและให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2543 และครั้งที่ 2/2543 โดยมิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายแต่อย่างใด การที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะโจทก์เสียโอกาสได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุนซึ่งโจทก์มีสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกชำระค่าเสียหายจำนวน 90,000,000 บาท ดั้งนี้เป็นการขอเพิ่มข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและขอบังคับนอกเหนือไปจากคำฟ้องเดิม มิใช่เป็นกรณีที่เพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิมหรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 179 ทั้งมิใช่การแก้ไขเล็กน้อย การแก้ไขคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบที่จะกระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับลงวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ซึ่งเข้าเป็นผู้ถือหุ้นภายหลังวันที่มีมติให้เพิ่มทุนและภายหลังวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๒ ซึ่งคณะกรรมการของจำเลยที่ ๑ มีมติให้จัดสรรเพิ่มทุนทั้งหมด ให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๔๓ ในการลงมติแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่และในการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน ๑๘,๗๕๐,๐๐๐ หุ้น ให้เพิกถอนมติที่ประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๔๓ ซึ่งมีมติยืนยันมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๔๓ ให้เป็นมติพิเศษให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับบริษัท หากจำเลยทั้งหกไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนา

ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฉบับลงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๓ ว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นเหตุให้โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิมได้รับความเสียหายเพราะโจทก์เสียโอกาสได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุนในราคาหุ้นที่เป็นธรรม ซึ่งโจทก์มีสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้จำนวน ๙,๒๙๙,๙๙๐ หุ้น ในราคาหุ้นละ ๑๐ บาท เป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น ๙๒,๙๙๙,๙๐๐ บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพียง ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขอแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนทุนทรัพย์เป็น ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเพิ่มเติมคำขอบังคับท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีตามคำร้องมิใช่เป็นกรณีเป็นการเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์และมิใช่เป็นการเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจขอแก้ไขคำฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องเดิม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกได้ทำการโต้แย้งสิทธิโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยทั้งหกได้ร่วมกันจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนของจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒๒๗,๘๙๔,๘๔๕ หุ้น ให้แก่บุคคลผู้ไม่มีสิทธิและจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้นใหม่ของจำเลยที่ ๑ อันเป็นการขัดต่อข้อบังคับของบริษัท และจำเลยทั้งหกยังได้จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๔๓ โดยลงมติแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่แทนกรรมการชุดเก่าขัดต่อข้อบังคับกับมีมติจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุนส่วนที่เหลือจำนวน ๑๘,๗๕๐,๐๐๐ หุ้น ให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิ รวมทั้งจัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๒/๒๕๔๓ ไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของบริษัท ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าว กับให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๔๓ และครั้งที่ ๒/๒๕๔๓ ซึ่งตามคำฟ้องเดิมโจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะโจทก์ไม่ได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนที่ถือหุ้นเดิมอยู่จำนวน ๙,๒๙๙,๙๙๐ หุ้น เป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น ๙๒,๙๙๙,๙๐๐ บาท แต่อย่างใด ดังนั้นที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นเหตุให้โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิมได้รับความเสียหาย เพราะโจทก์เสียโอกาสได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุนในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งโจทก์จะมีสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้จำนวน ๙,๒๙๙,๙๐๐ หุ้น ในราคาหุ้นละ ๑๐ บาท เป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น ๙๒,๙๙๙,๙๐๐ บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพียง ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นการขอเพิ่มข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและขอบังคับนอกเหนือไปจากคำฟ้องเดิม มิใช่เป็นกรณีที่เพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิมหรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๙ (๑) (๒) ทั้งมิใช่การแก้ไขเล็กน้อย การแก้ไขคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบที่จะกระทำได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ป.วิ.พ. ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางยุวนิตย์ ปิสัญธนะกูล
กับพวก — บริษัทเอ็น เอส อีเล็คโทรนิคส์ กรุงเทพ (1993) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสัญชัย ลิ่มไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5912/2546
#50920
เปิดฉบับเต็ม

สภาพการทำงานในบริษัทจำเลย พนักงานส่วนใหญ่ต้องใช้มีดเป็นอุปกรณ์ในการทำงาน การเสพยาเสพติดอาจก่อให้เกิดอันตรายในการทำงานได้ นอกจากนี้การจำหน่ายยาเสพติดก็เป็นภัยต่อเศรษฐกิจของผู้เสพ อาจก่อให้เกิดอาชญากรรมขึ้น อีกทั้งทำให้ผู้เสพทำงานบกพร่อง ผลงานลดน้อยถอยลงอันมีผลกระทบต่อการทำงานของพนักงานสถานประกอบการของจำเลยซึ่งมีลูกจ้างจำนวนมากถึง 4,500 คน และบริษัทจำเลยเคร่งครัดไม่ให้พนักงานเกี่ยวข้องกับยาเสพติด การที่โจทก์มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด อาจก่อให้เกิดอันตรายในการทำงานของพนักงานทั้งเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงของจำเลย ถือได้ว่าโจทก์ประพฤติชั่วอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยซึ่งเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิตอาหารบรรจุกระป๋อง เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2537 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งช่างซ่อมบำรุง แผนกซ่อมบำรุง ฝ่ายปฏิบัติการโรงงาน ได้ค่าจ้างเป็นรายวัน วันละ 183บาท จ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นสุดของเดือน วันที่ 12 กันยายน 2544 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าแต่ให้เหตุผลว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 19 และข้อ 21 ทั้งที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีตลอดมา โจทก์จึงมีสิทธิได้ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการขาดรายได้ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายวันละ 183 บาท นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2544 เป็นระยะเวลา 100 วัน เป็นเงิน 18,300 บาท ค่าชดเชย 43,920 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ก่อนเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ทำงานบกพร่องในหน้าที่และผิดระเบียบข้อบังคับ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ซึ่งจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือหลายครั้ง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ เพราะโจทก์ทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหมวด 9 ข้อ 19 และข้อ 21 ในข้อที่ว่าประพฤติชั่ว และกระทำผิดกฎหมายแพ่งหรือกฎหมายอาญากล่าวคือ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2544 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลหนองพลับเข้าจับกุมโจทก์กับภรรยาของโจทก์พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 165 เม็ด โดยกล่าวหาว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้โดยโจทก์มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การกระทำของโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับดังกล่าวเพราะการประกอบธุรกิจของจำเลยมีพนักงานจำนวน 4,500 คน และพนักงานประมาณ 2,000 คน ต้องใช้มีดในการเจียน จิกตาสับปะรดและปอกผลไม้อื่น ซึ่งหากพนักงานคนใดเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วมีอาการคลุ้มคลั่งไม่สามารถควบคุมสติได้จะเป็นอันตรายแก่พนักงานคนอื่น ๆ และหากจำเลยไม่เลิกจ้างโจทก์ก็ย่อมมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเมทแอมเฟตามีนในโรงงานของจำเลย การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายและค่าชดเชยแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าชดเชย 43,920 บาท แก่โจทก์คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 165 เม็ด และเจ้าพนักงานตำรวจได้มีหนังสือแจ้งจำเลยว่าโจทก์มีพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมานาน เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการตรวจค้นบ้านพักของโจทก์ พบเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่บนเพดานฝ้าในบ้าน พฤติการณ์ของโจทก์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดถือว่าเป็นการประพฤติชั่ว ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หมวดที่ 9 ว่าด้วยวินัยและการลงโทษข้อ 19 ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) เห็นว่าสภาพการทำงานในบริษัทจำเลยนั้น พนักงานส่วนใหญ่ต้องใช้มีดเป็นอุปกรณ์ในการทำงาน การเสพยาเสพติดอาจก่อให้เกิดอันตรายในการทำงานได้ นอกจากนี้การจำหน่ายยาเสพติดก็เป็นภัยต่อเศรษฐกิจของผู้เสพ อาจก่อให้เกิดอาชญากรรมขึ้น อีกทั้งทำให้ผู้เสพทำงานบกพร่อง ผลงานลดน้อยถอยลงอันมีผลกระทบต่อการทำงานของพนักงานสถานประกอบการของจำเลยซึ่งมีลูกจ้างจำนวนมากถึง 4,500 คน และศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถูกดำเนินคดีอาญาข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และบริษัทจำเลยเคร่งครัดไม่ให้พนักงานเกี่ยวข้องกับยาเสพติด การที่โจทก์มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด อาจก่อให้เกิดอันตรายในการทำงานของพนักงานทั้งเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงจำเลย การที่โจทก์มีพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการพิจารณา จนมีคำสั่งฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาล และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล แม้จะยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลว่าโจทก์กระทำผิดตามฟ้องก็ถือว่าโจทก์ประพฤติชั่วอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหมวดที่ 9 ว่าด้วยวินัยและการลงโทษ ข้อ 19 ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอเกี่ยวกับค่าชดเชยด้วย นอกจากที่แก้ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมศักดิ์ ใจดี
จำเลย — บริษัท โดลไทยแลนด์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5912/2546
#112369
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์มีพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการพิจารณา จนมีคำสั่งฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาล และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล แม้จะยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลว่าโจทก์กระทำผิดตามฟ้อง ก็ถือว่าโจทก์ประพฤติชั่วอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหมวดที่ 9 ว่าด้วยวินัยและการลงโทษข้อ 19 ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งช่างซ่อมบำรุง แผนกซ่อมบำรุง ฝ่ายปฏิบัติการโรงงาน จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าแต่ให้เหตุผลว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ ๑๙ และข้อ ๒๑ ทั้งที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีตลอดมา โจทก์จึงมีสิทธิได้ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการขาดรายได้ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายวันละ ๑๘๓ บาท นับแต่วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๔ เป็นระยะเวลา ๑๐๐ วัน เป็นเงิน ๑๘,๓๐๐ บาท ค่าชดเชย ๔๓,๙๒๐ บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ เพราะโจทก์ทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหมวด ๙ ข้อ ๑๙ และข้อ ๒๑ ในข้อที่ว่าประพฤติชั่ว และกระทำผิดกฎหมายแพ่งหรือกฎหมายอาญา กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๔ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลหนองพลับเข้าจับกุมโจทก์กับภรรยาของโจทก์พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน ๑๖๕ เม็ด โดยกล่าวหาว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้โดยโจทก์มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายและค่าชดเชยแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าชดเชย ๔๓,๙๒๐ บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน ๑๖๕ เม็ด และเจ้าพนักงานตำรวจได้มีหนังสือแจ้งจำเลยว่าโจทก์มีพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมานาน เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการตรวจค้นบ้านพักของโจทก์พบเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่บนเพดานฝ้าในบ้าน พฤติการณ์ของโจทก์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดถือว่าเป็นการประพฤติชั่ว ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หมวดที่ ๙ ว่าด้วยวินัยและการลงโทษข้อ ๑๙ ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) เห็นว่า สภาพการทำงานในบริษัทจำเลยนั้น พนักงานส่วนใหญ่ต้องใช้มีดเป็นอุปกรณ์ในการทำงาน การเสพยาเสพติดอาจก่อให้เกิดอันตรายในการทำงานได้ นอกจากนี้การจำหน่ายยาเสพติดก็เป็นภัยต่อเศรษฐกิจของผู้เสพ อาจก่อให้เกิดอาชญากรรมขึ้น อีกทั้งทำให้ผู้เสพทำงานบกพร่อง ผลงานลดน้อยถอยลงอันมีผลกระทบต่อการทำงานของพนักงานสถานประกอบการของจำเลยซึ่งมีลูกจ้างจำนวนมากถึง ๔,๕๐๐ คน และศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ถูกดำเนินคดีอาญาข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และบริษัทจำเลยเคร่งครัดไม่ให้พนักงานเกี่ยวข้องกับยาเสพติด การที่โจทก์มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอาจก่อให้เกิดอันตรายในการทำงานของพนักงาน ทั้งเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงจำเลย การที่โจทก์มีพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการพิจารณา จนมีคำสั่งฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาล และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล แม้จะยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลว่าโจทก์กระทำผิดตามฟ้องก็ถือว่าโจทก์ประพฤติชั่วอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หมวดที่ ๙ ว่าด้วยวินัยและการลงโทษ ข้อ ๑๙ ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอเกี่ยวกับค่าชดเชยด้วย นอกจากที่แก้ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ ใจดี
จำเลย — บริษัทโดลไทยแลนด์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวสุนันท์ วสาคารวะ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5911/2546
#112606
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ ระบุว่าทำที่ธนาคารโจทก์ในวันที่ 30 ธันวาคม 2541 มีเนื้อความตอนต้นว่า ตามที่บริษัท อ. และบริษัทจำเลยที่ 1 ต่างได้รับสินเชื่อไปจากธนาคารโจทก์ประเภทสกุลเงินบาทและเงินเหรียญสหรัฐนั้น บัดนี้บริษัททั้งสองมีความประสงค์จะขอโอนและรับโอนภาระหนี้ที่มีอยู่กับโจทก์ มีเนื้อความตอนต่อไปว่า ตามที่บริษัท อ. มีภาระหนี้กับโจทก์ สาขาฮ่องกง ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2541 รวมเป็นเงินจำนวน 1,287,046.95 ดอลลาร์สหรัฐ นั้น บริษัทจำเลยที่ 1 ขอรับโอนภาระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยดังกล่าวทั้งหมดที่บริษัท อ. มีอยู่กับโจทก์ ณ สาขาฮ่องกง มาเป็นหนี้ในนามของบริษัทจำเลยที่ 1 ณ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ และยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนสกุลเงินจากเงินดอลลาร์สหรัฐ มาเป็นเงินบาท และในตอนท้ายระบุว่า บันทึกนี้ทำขึ้นเพื่อให้โจทก์ได้รับทราบถึงการที่จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ชำระหนี้แทนบริษัท อ. และมิให้ถือว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่แต่ประการใด ข้อเท็จจริงได้ความว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวทำขึ้นที่ธนาคารโจทก์จริง ในวันทำบันทึกข้อตกลง บริษัท อ. และจำเลยที่ 1 ต่างก็ได้ลงนามในฐานะผู้โอนและผู้รับโอนไว้ ส่วนโจทก์ยังไม่ได้ลงนาม เพราะต้องมีการเสนอให้ลงนามไปตามลำดับชั้น เมื่อข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ตกลงกับบริษัท อ. และโจทก์ โดยใจสมัครและไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งต่อมาก็ได้มีการลงนามโดยผู้มีอำนาจลงนามแทนโจทก์ บันทึกข้อตกลงการรับโอนหนี้ดังกล่าว จึงเป็นสัญญาชนิดหนึ่งที่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ได้ ปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่ต้องรับผิดตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้เพราะหนี้ตามบันทึกข้อตกลงการรับโอนหนี้ยังไม่ถึงกำหนดระยะเวลานั้น จำเลยทั้งสี่มิได้ยกขึ้นเป็นประเด็นต่อสู้ในคำให้การและไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหยิบยกประเด็นข้อนี้มาเป็นเหตุหนึ่งในการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันว่า จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาและภายหลังจากทำสัญญา รวม 13 ฉบับ และจำเลยที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาและภายหลังจากทำสัญญา รวม 11 ฉบับ เมื่อรวมวงเงินค้ำประกันของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จากทุกสัญญาดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าเกินกว่าหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทของจำเลยที่ 1 รวมกับหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เต็มจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาและภายหลังจากทำสัญญา รวม 2 ฉบับ รวมวงเงิน 39,000,000 บาท และทำสัญญาจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาและภายหลังจากทำสัญญา รวม 3 ฉบับ รวมวงเงินทั้ง 3 สัญญา เป็นเงินจำนวน 24,000,000 บาท โดยตามสัญญาจำนองทั้ง 3 ฉบับ ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ตกลงด้วยว่า หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ไม่พอชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้จนครบถ้วน ดังนั้น นอกเหนือจากที่โจทก์มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ที่จำนองในวงเงินต้นเงินรวม 24,000,000 บาท ดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังมีบุคคลสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 2 ในวงเงินต้นเงินรวม 24,000,000 บาท ด้วย เมื่อรวมวงเงินต้นเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองเป็นเงินทั้งสิ้น 63,000,000 บาท ซึ่งยังน้อยกว่าวงเงินต้นเงินตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทของจำเลยที่ 1 รวมกับหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้จำนวน 67,394,972.55 บาท จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เพียงในวงเงินต้นเงินจำนวน 63,000,000 บาท พร้อมอุปกรณ์แห่งหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันและแทนกันชำระเงินจำนวน ๘๗,๒๙๑,๓๓๘.๐๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๔.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๖๗,๓๙๔,๙๗๒.๕๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้บังคับจำนองนำทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินสุทธิที่ได้มาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๒,๕๕๗,๐๔๒.๑๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๒๕,๒๗๙,๓๒๑.๐๖ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒๐,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีจำเลยที่ ๔ เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ ๑ สั่งซื้อจากต่างประเทศ รวม ๓ ฉบับ โจทก์ได้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตและชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ ๑ ไปจำนวน ๑๐๒,๘๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ๒๒๘,๘๒๕ ดอลลาร์สหรัฐ และ ๓๘,๐๐๐,๐๔๐ เยน ตามลำดับ เพื่อขอรับสินค้าไปก่อนชำระหนี้คืนโจทก์ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาทรัสต์รีซีทให้ไว้แก่โจทก์รวม ๓ ฉบับ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ยังได้ทำบันทึกข้อตกลงการรับโอนหนี้กับบริษัท อ. ซึ่งเป็นบริษัทที่มีจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ เป็นผู้ถือหุ้นและจำเลยที่ ๔ เป็นกรรมการบริษัท เพื่อรับโอนหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทของบริษัท อ. ที่มีต่อโจทก์มาเป็นหนี้ของจำเลยที่ ๑ ปรากฏตามบันทึกข้อตกลงการรับโอนหนี้ เอกสารหมาย จ. ๔๔ เพื่อเป็นประกันหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวรวมทั้งหนี้อื่นที่จำเลยที่ ๑ มีต่อโจทก์ทุกชนิด จำเลยที่ ๒ ซึ่งมีจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน กับจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ ได้ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ ๒ ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม ๓ แปลง ไว้กับโจทก์ เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ที่มีอยู่กับโจทก์ในขณะนั้นหรือที่จะมีต่อไปในภายหน้า โดยตกลงด้วยว่าหากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ไม่พอชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย จำเลยที่ ๒ ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้จนครบถ้วน เมื่อหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีททั้ง ๓ ฉบับ ครบกำหนดชำระ จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสี่ชำระแต่จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ รวมหนี้ต้นเงินตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีททุกฉบับ และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ เป็นเงินทั้งสิ้น ๓๒,๕๕๗,๐๔๒.๑๑ บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามบันทึกข้อตกลงการรับโอนหนี้ เอกสารหมาย จ. ๔๔ หรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ระบุว่าทำที่ธนาคารโจทก์ในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๑ มีเนื้อความตอนต้นว่าตามที่บริษัท อ. และบริษัทจำเลยที่ ๑ ต่างได้รับสินเชื่อไปจากธนาคารโจทก์ประเภทสกุลเงินบาทและเงินเหรียญสหรัฐ นั้น บัดนี้บริษัททั้งสองมีความประสงค์จะขอโอนและรับโอนภาระหนี้ที่มีอยู่กับโจทก์ มีเนื้อความตอนต่อไปว่าตามที่บริษัท อ. มีภาระหนี้กับโจทก์ สาขาฮ่องกง ณ วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๑ รวมเป็นเงินจำนวน ๑,๒๘๗,๐๔๖.๙๕ ดอลลาร์สหรัฐ นั้น บริษัทจำเลยที่ ๑ ขอรับโอนภาระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยดังกล่าวทั้งหมดที่บริษัท อ. มีอยู่กับโจทก์ ณ สาขาฮ่องกง มาเป็นหนี้ในนามของบริษัทจำเลยที่ ๑ ณ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ และยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนสกุลเงินจากเงินดอลลาร์สหรัฐ มาเป็นเงินบาท โดยคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๑ คือ ๑ ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ ๓๖.๗๒ บาท รวมเป็นเงินจำนวน ๑,๒๘๗,๐๔๖.๙๕ ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับเงินไทยจำนวน ๔๗,๒๖๐,๓๖๔.๐๑ บาท และในตอนท้ายของบันทึกข้อตกลงมีเนื้อความว่า บันทึกนี้ทำขึ้นเพื่อให้โจทก์ได้รับทราบถึงการที่จำเลยที่ ๑ จะเป็นผู้ชำระหนี้แทนบริษัท อ. และมิให้ถือว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่แต่ประการใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์กับจำเลยทั้งสี่รับกันด้วยว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวทำขึ้นที่ธนาคารโจทก์จริง ในวันทำบันทึกข้อตกลง บริษัท อ. และจำเลยที่ ๑ ต่างก็ได้ลงนามในฐานะผู้โอนและผู้รับโอนไว้ ส่วนโจทก์ยังไม่ได้ลงนาม เพราะต้องมีการเสนอให้ลงนามไปตามลำดับชั้น กับจำเลยที่ ๔ ยังมิได้เบิกความยอมรับว่าบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้เอกสารหมาย จ. ๔๔ นั้น โจทก์เองเป็นผู้จัดทำขึ้นโดยได้มีการเจรจากันในระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ ด้วย เพราะจำเลยที่ ๔ นั้น เป็นทั้งกรรมการบริษัท อ. และบริษัทจำเลยที่ ๑ นอกจากนี้ยังปรากฏในแผ่นที่ ๓ ของบันทึกข้อตกลงดังกล่าวด้วยว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ต่างก็ได้ลงนามในฐานะผู้ค้ำประกันไว้ ทั้งจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนก็ได้ลงนามในฐานะผู้จำนองไว้ด้วย เห็นว่า เมื่อข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๑ ตกลงกับบริษัท อ. และโจทก์ โดยใจสมัครและไม่ขัดต่อกฎหมาย หลังจากที่บริษัท อ. และจำเลยที่ ๑ ลงนามไว้แล้วก็ได้มอบบันทึกข้อตกลงดังกล่าวให้โจทก์ไว้เพื่อให้ผู้มีอำนาจของโจทก์ลงนาม แล้วต่อมาก็ได้มีการลงนามโดยผู้มีอำนาจลงนามแทนโจทก์ บันทึกข้อตกลงการรับโอนหนี้ เอกสารหมาย จ. ๔๔ จึงเป็นสัญญาชนิดหนึ่งที่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๑ ตามกฎหมายแล้ว ฉะนั้น โจทก์จึงมีสิทธเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงการรับโอนหนี้ เอกสารหมาย จ. ๔๔ ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้เอกสารหมาย จ. ๔๔ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไว้ด้วยว่า จำเลยที่ ๑ ยังไม่ต้องรับผิดตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้เพราะหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ยังไม่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้นั้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้ จำเลยทั้งสี่มิได้ยกขึ้นเป็นประเด็นต่อสู้ในคำให้การและไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหยิบยกประเด็นข้อนี้มาเป็นเหตุหนึ่งในการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ เอกสารหมาย จ. ๔๔ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดชำระหนี้จำนวน ๔๗,๒๖๐,๓๖๔.๐๑ บาท พร้อมค่าธรรมเนียมธนาคารจำนวน ๑,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวน ๔๒,๑๑๕,๖๕๑.๔๙ บาท นับแต่วันทำสัญญา มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดในฐานะผู้จำนอง สำหรับหนี้ของจำเลยที่ ๑ ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ เอกสารหมาย จ. ๔๔ หรือไม่ เพียงใด ซึ่งปัญหานี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยอีก เห็นว่า จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ทั้งที่มีขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาและภายหลังจากทำสัญญา รวม ๒ ฉบับ จำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ทั้งที่มีขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาและภายหลังจากทำสัญญา รวม ๑๓ ฉบับ และจำเลยที่ ๔ ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ทั้งที่มีขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาและภายหลังจากทำสัญญา รวม ๑๑ ฉบับ เมื่อรวมวงเงินค้ำประกันของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จากทุกสัญญาดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าเกินกว่าหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทของจำเลยที่ ๑ รวมกับหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ เต็มจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๒ นั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ รวม ๒ สัญญา รวมวงเงิน ๓๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ทั้งที่มีขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาและภายหลังจากทำสัญญา รวม ๓ ฉบับ เป็นเงินจำนวน ๒๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยตามสัญญาจำนองทั้ง ๓ ฉบับ ดังกล่าว จำเลยที่ ๒ ตกลงด้วยว่า หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ไม่พอชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย จำเลยที่ ๒ ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้จนครบถ้วน ดังนั้น นอกเหนือจากที่โจทก์มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์ของจำเลยที่ ๒ ที่จำนอง ในวงเงินต้นเงินรวม ๒๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังมีบุคคลสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ ๒ ในวงเงินต้นเงินรวม ๒๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ด้วย เมื่อรวมวงเงินต้นเงินที่จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองเป็นเงินทั้งสิ้น ๖๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งยังน้อยกว่าวงเงินต้นเงินตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทของจำเลยที่ ๑ รวมกับหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ จำนวน ๖๗,๓๙๔,๙๗๒.๕๕ บาท จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ เพียงในวงเงินต้นเงินจำนวน ๖๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมอุปกรณ์แห่งหนี้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกันชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงการรับโอนหนี้ เป็นเงินจำนวน ๕๔,๗๓๔,๒๙๕.๙๗ บาท เมื่อรวมกับหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ชำระแก่โจทก์ จำนวน ๓๒,๕๕๗,๐๔๒.๑๑ บาท แล้ว เป็นเงินจำนวน ๘๗,๒๙๑,๓๓๘.๐๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๕ ต่อปี จากต้นเงินตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้และจากต้นเงินตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท รวมเป็นต้นเงิน จำนวน ๖๗,๓๙๔,๙๗๒.๕๕ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับจำเลยที่ ๒ นอกจากหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ แล้ว ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ในหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ด้วย แต่ร่วมรับผิดเฉพาะในต้นเงินจำนวน ๓๗,๗๒๐,๖๗๘.๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวในอัตราต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในใบแจ้งยอดหนี้ นับแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๑ จนถึงวันฟ้องและในอัตราเดียวกันกับที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ต้องชำระนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 194 ม. 681 ม. 683 ม. 715 ม. 733
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
กับพวก — บริษัทเบสลีด เทรดดิ้ง จำกัด หรือ บริษัทนอแวล เทรดเดอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5880/2546
#50819
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับผู้เสียหายซึ่งมีอายุ 14 ปีเศษรักใคร่กันอย่างชู้สาวมารดาผู้เสียหายก็ทราบและอนุญาตให้จำเลยพาผู้เสียหายออกจากบ้านไปรับประทานอาหารเที่ยวชมภาพยนตร์กันบ้างเพื่อให้จำเลยและผู้เสียหายได้มีโอกาสอยู่ด้วยกัน และทำความรู้จักคุ้นเคยกันเพื่อประโยชน์ของการอยู่กินเป็นสามีภริยากันในวันข้างหน้า และทุกครั้งจำเลยก็จะพากลับมาส่งที่บ้าน อันเป็นการยอมรับในอำนาจการปกครองของบิดามารดาผู้เสียหายอยู่ การที่จำเลยได้ล่วงเกินทางเพศแก่ผู้เสียหายด้วยการกอดจูบรวมทั้งกระทำชำเราผู้เสียหายก็เป็นไปตามโอกาสและตามวิสัยคนรักใคร่ชอบพอกัน ซึ่งจำเลยต้องรับผิดทางอาญาในการกระทำของตนในแต่ละครั้งอยู่แล้วหากการกระทำนั้นเป็นความผิดต่อกฎหมาย แต่ยังไม่พอถือได้ว่าจำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2536 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยพรากเด็กหญิงฉันทนา ประทุมวงศ์ ผู้เสียหาย อายุ 14 ปีเศษ ไปเสียจากนายอนันต์ ปทุมวงศ์และนางกัญ ไทยสมัครบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันควรเพื่อการอนาจารและจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมวันที่ 8 สิงหาคม2536 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยพรากเด็กหญิงฉันทนา อายุ 14 ปีเศษ ไปเสียจากนายอนันต์และนางกัญบิดามารดา โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารและจำเลยกอดจูบกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงฉันทนาผู้เสียหาย อายุ 14 ปีเศษโดยเด็กหญิงฉันทนายินยอม วันที่ 15 สิงหาคม 2536 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยพรากเด็กหญิงฉันทนา อายุ 14 ปีเศษ ไปเสียจากนายอนันต์และนางกัญบิดามารดา โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และจำเลยกระทำชำเราเด็กหญิงฉันทนาผู้เสียหาย อายุ 14 ปีเศษ ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยผู้เสียหายยินยอม และวันที่ 8 กันยายน 2536 เวลากลางวัน จำเลยพรากเด็กหญิงฉันทนาอายุ 14 ปีเศษ ไปเสียจากนายอนันต์และนางกัญบิดามารดา โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และจำเลยกอดจูบกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงฉันทนาผู้เสียหาย อายุ 14 ปีเศษ โดยเด็กหญิงฉันทนายินยอม เหตุเกิดที่ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 277, 279, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 18 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 76 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปีรวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 4 กระทง จำคุก 10 ปี รวมทุกกระทงให้ลงโทษจำคุก 14 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าขณะเกิดเหตุเด็กหญิงฉันทนาประทุมวงศ์ ผู้เสียหาย อายุ 14 ปีเศษ อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา จำเลยเป็นคนหมู่บ้านเดียวกับผู้เสียหาย จำเลยกับผู้เสียหายรักใคร่ชอบพอกันมาก่อน วันที่ 15กรกฎาคม 2536 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยมารับผู้เสียหายออกจากบ้านไปรับประทานอาหาร หลังจากรับประทานอาหารแล้ว จำเลยพาผู้เสียหายไปที่เล้าไก่ของมารดาจำเลยและกระทำชำเราผู้เสียหาย 1 ครั้ง วันที่ 8 สิงหาคม 2536 เวลาประมาณ20 นาฬิกา จำเลยมารับผู้เสียหายออกจากบ้านไปรับประทานอาหาร หลังจากนั้นก็ขับรถพาผู้เสียหายไปเที่ยวเล่นและกอดจูบผู้เสียหายวันที่ 15 สิงหาคม 2536 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยมารับผู้เสียหายออกจากบ้านไปรับประทานอาหาร หลังจากนั้นจำเลยพาผู้เสียหายไปที่เล้าไก่ของมารดาจำเลยและกระทำชำเราผู้เสียหาย1 ครั้ง และวันที่ 8 กันยายน 2536 จำเลยมารับผู้เสียหายออกจากบ้านขับรถพาผู้เสียหายไปเที่ยวและกอดจูบผู้เสียหาย การพาผู้เสียหายออกจากบ้านแต่ละครั้ง นางกัญ ไทยสมัครมารดาผู้เสียหายรับรู้และอนุญาตแล้วทุกครั้ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่าการกระทำของจำเลยในวันที่ 15 กรกฎาคม 2536 วันที่ 8 สิงหาคม 2536 วันที่ 15 สิงหาคม 2536 และวันที่ 8 กันยายน 2536 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปทุกครั้ง จำเลยได้รับอนุญาตหรือได้รับความยินยอมจากมารดาผู้เสียหายแล้ว จำเลยย่อมไม่มีความผิดในข้อหานี้นั้น เห็นว่าจำเลยกับผู้เสียหายรักใคร่ชอบพอกันอย่างชู้สาวนางกัญมารดาผู้เสียหายเบิกความว่าเมื่อปี 2536 จำเลยขับรถมาส่งน้ำที่บ้านและรู้จักผู้เสียหายโดยมาจีบผู้เสียหาย แสดงว่านางกัญก็ทราบว่าจำเลยมาชอบพอรักใคร่กับผู้เสียหาย การที่นางกัญยินยอมและอนุญาตให้จำเลยพาผู้เสียหายออกจากบ้านตามวันเวลาที่เกิดเหตุแต่ละครั้ง โดยอนุญาตให้ไปรับประทานอาหารกันบ้างไปเที่ยวชมภาพยนต์กันบ้าง เป็นที่เห็นได้ว่านางกัญต้องการให้จำเลยและผู้เสียหายได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันและทำความรู้จักคุ้นเคยกัน เพื่อได้ศึกษานิสัยใจคอซึ่งกันและกันเพื่อประโยชน์ของการอยู่กินเป็นสามีภริยากันในวันข้างหน้าและทุกครั้งจำเลยก็จะพาผู้เสียหายกลับมาส่งที่บ้าน แม้บางครั้งจะกลับล่าช้าและดึกไปบ้าง แต่ก็แสดงให้เห็นว่าจำเลยยังยอมรับในอำนาจการปกครองของบิดามารดาผู้เสียหายอยู่ การที่จำเลยได้ล่วงเกินทางเพศแก่ผู้เสียหายด้วยการกอดจูบ รวมทั้งกระทำชำเราผู้เสียหายในวันเกิดเหตุแต่ละครั้งก็เป็นไปตามโอกาสและตามวิสัยคนรักใคร่ชอบพอกัน ซึ่งจำเลยต้องรับผิดทางอาญาในการกระทำของตนในแต่ละครั้งอยู่แล้วหากการกระทำนั้นเป็นความผิดต่อกฎหมาย การกระทำของจำเลยยังไม่พอถือได้ว่าจำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจารที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสาม รวม 4 กระทง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาย เชิดชัย โนรี
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5880/2546
#112619
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา มารดาผู้เสียหายทราบว่าจำเลยชอบพอรักใคร่กับผู้เสียหาย การที่มารดาผู้เสียหายยินยอมและอนุญาตให้จำเลยพาผู้เสียหายออกจากบ้านไปรับประทานอาหารหรือเที่ยวชมภาพยนตร์ เห็นได้ว่ามารดาผู้เสียหายต้องการให้จำเลยและผู้เสียหายได้มีโอกาสอยู่ด้วยกัน และทำความรู้จักคุ้นเคยกัน เพื่อศึกษานิสัยใจคอซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์ของการอยู่กินเป็นสามีภริยากันในวันข้างหน้า และทุกครั้งจำเลยก็จะพาผู้เสียหายกลับมาส่งที่บ้าน แม้บางครั้งจะกลับล่าช้าและดึกไปบ้าง แต่ก็แสดงให้เห็นว่าจำเลยยังยอมรับในอำนาจการปกครองบิดามารดาผู้เสียหาย การที่จำเลยได้ล่วงเกินทางเพศแก่ผู้เสียหายด้วยการกอดจูบ รวมทั้งกระทำชำเราผู้เสียหายในวันเกิดเหตุแต่ละครั้ง ก็เป็นไปตามโอกาสและตามวิสัยคนรักใคร่ชอบพอกัน ซึ่งจำเลยต้องรับผิดทางอาญาในการกระทำของตนในแต่ละครั้งอยู่แล้ว การกระทำของจำเลยยังไม่พอถือได้ว่าจำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ , ๒๗๗ , ๒๗๙ , ๓๑๗

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก , ๓๑๗ วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ ๑๘ ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ลงโทษจำคุกกระทงละ ๒ ปี รวม ๒ กระทง จำคุก ๔ ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเพื่อการอนาจาร ลงโทษจำคุกกระทงละ ๒ ปี ๖ เดือน รวม ๔ กระทง จำคุก ๑๐ ปี รวมทุกกระทงให้ลงโทษจำคุก ๑๕ ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าขณะเกิดเหตุ ผู้เสียหายอายุ ๑๔ ปีเศษ อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา จำเลยเป็นคนหมู่บ้านเดียวกับผู้เสียหาย จำเลยกับผู้เสียหายรักใคร่ชอบพอกันมาก่อน วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๖ จำเลยมารับผู้เสียหายออกจากบ้านไปรับประทานอาหาร หลังจากรับประทานอาหารแล้ว จำเลยพาผู้เสียหายไปที่เล้าไก่ของมารดาจำเลยและกระทำชำเราผู้เสียหาย ๑ ครั้ง วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๓๖ จำเลยมารับผู้เสียหายออกจากบ้านไปรับประทานอาหาร หลังจากนั้นก็ขับรถพาผู้เสียหายไปเที่ยวเล่นและกอดจูบผู้เสียหาย วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๖ จำเลยมารับผู้เสียหายออกจากบ้านไปรับประทานอาหาร หลังจากนั้นจำเลยพาผู้เสียหายไปที่เล้าไก่ของมารดาจำเลยและกระทำชำเราผู้เสียหาย ๑ ครั้ง และวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๓๖ จำเลยมารับผู้เสียหายออกจากบ้าน ขับรถพาผู้เสียหายไปเที่ยวและกอดจูบผู้เสียหาย การพาผู้เสียหายออกจากบ้านแต่ละครั้ง น. มารดาผู้เสียหายรับรู้และอนุญาตแล้วทุกครั้ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า การกระทำของจำเลยในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๖ วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๓๖ วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๖ และวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๓๖ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษามาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปทุกครั้ง จำเลยได้รับอนุญาตหรือได้รับความยินยอมจากมารดาผู้เสียหายแล้ว จำเลยย่อมไม่มีความผิดในข้อหานี้นั้น เห็นว่า จำเลยกับผู้เสียหายรักใคร่ชอบพอกันอย่างชู้สาว น. มารดาผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อปี ๒๕๓๖ จำเลยขับรถมาส่งน้ำที่บ้านและรู้จักผู้เสียหายโดยมาจีบผู้เสียหาย แสดงว่า น. ก็ทราบว่าจำเลยมาชอบพอรักใคร่กับผู้เสียหาย การที่ น. ยินยอมและอนุญาตให้จำเลยพาผู้เสียหายออกจากบ้านตามวันเวลาที่เกิดเหตุแต่ละครั้ง โดยอนุญาตให้ไปรับประทานอาหารกันบ้าง ไปเที่ยวชมภาพยนตร์กันบ้าง เป็นที่เห็นได้ว่า น. ต้องการให้จำเลยและผู้เสียหายได้มีโอกาสอยู่ด้วยกัน และทำความรู้จักคุ้นเคยกัน เพื่อได้ศึกษานิสัยใจคอซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์ของการอยู่กินเป็นสามีภริยากันในวันข้างหน้า และทุกครั้งจำเลยก็จะพาผู้เสียหายกลับมาส่งที่บ้าน แม้บางครั้งจะกลับล่าช้าและดึกไปบ้าง แต่ก็แสดงให้เห็นว่าจำเลยยังยอมรับในอำนาจการปกครองของบิดามารดาผู้เสียหายอยู่ การที่จำเลยได้ล่วงเกินทางเพศแก่ผู้เสียหายด้วยการกอดจูบ รวมทั้งกระทำชำเราผู้เสียหายในวันเกิดเหตุแต่ละครั้ง ก็เป็นไปตามโอกาสและตามวิสัยคนรักใคร่ชอบพอกัน ซึ่งจำเลยต้องรับผิดทางอาญาในการกระทำของตนในแต่ละครั้งอยู่แล้ว หากการกระทำนั้นเป็นความผิดต่อกฎหมาย การกระทำของจำเลยยังไม่พอถือได้ว่าจำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม รวม ๔ กระทง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคแรก ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายเชิดชัย โนรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายนิทัศน์ หวังวิวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5874/2546
#55027
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยและ ฉ. พวกจำเลยซึ่งใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมไม่เคยรู้จักและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ร่วมมาก่อน การที่โจทก์ร่วมเดินเข้าไปหากลุ่มของจำเลยกับ ฉ. แล้วถูก ฉ. ใช้อาวุธปืนยิงถูกบริเวณช่องท้อง 1 นัด เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดโดยจำเลยไม่อาจคาดคิด การที่ ฉ. ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า จำเลยมิได้ร่วมวางแผนหรือสมคบคิดกับ ฉ. ด้วย แม้ ฉ. กับจำเลยจะวิ่งออกไปจากที่เกิดเหตุด้วยกันแล้ว ฉ. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับหลบหนีไปก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะ ฉ. ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม จึงไม่เป็นความผิดฐานสนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง นายเฉลิมชัยหรือหมู มีพร้อม พวกของจำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายสมบัติ พูลประสาท ผู้เสียหาย 1 นัด ถูกบริเวณหน้าท้องโดยมีเจตนาฆ่า นายเฉลิมชัยลงมือกระทำความผิดโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เพราะผู้เสียหายได้รับการรักษาพยาบาลทันท่วงทีจึงไม่ถึงแก่ความตายสมเจตนาของนายเฉลิมชัย หลังจากนายเฉลิมชัยหรือหมูใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้วจำเลยใช้รถจักรยานยนต์ คันหมายเลขทะเบียน อ่างทอง กฉค - 225 เป็นยานพาหนะช่วยเหลือนายเฉลิมชัยหลบหนีให้พ้นจากการจับกุมเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อช่วยเหลือให้ความสะดวกในการที่นายเฉลิมชัยหรือหมู กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 86, 288 และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายสมบัติ พูลประสาท ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86,80, 288 จำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ไม่ริบจักรยานยนต์ของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายเฉลิมชัยหรือหมู มีพร้อม พวกของจำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายสมบัติ พูลประสาท โจทก์ร่วม 1 นัด ถูกที่บริเวณหน้าท้องได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์พานายเฉลิมชัยหลบหนีจากที่เกิดเหตุไป

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานสนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วม นายภูษิต ป่ายาง และนายวิทยา ป่ายาง พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทำนองเดียวกันว่าก่อนเกิดเหตุบุคคลทั้งสามดังกล่าวไปตามหาน้องชายโจทก์ร่วมบริเวณสวนสนุกที่เกิดเหตุโจทก์ร่วมเข้าไปตบศีรษะชายคนหนึ่งซึ่งโจทก์ร่วมจำได้ว่าเคยรังแกน้อยชายโจทก์ร่วม ขณะนั้นโจทก์ร่วมหันมาเห็นจำเลย นายเฉลิมชัยหรือหมูกับพวกยืนดูอยู่ห่างออกไปประมาณ 3 เมตร โจทก์ร่วมจึงร้องถามจำเลยกับพวกว่า มองอะไร จำเลยตอบว่า แล้วมึงจะทำไม โจทก์ร่วมเดินเข้าไปหาจำเลยกับพวก นายเฉลิมชัยหรือหมูใช้อาวุธปืนสั้นยิงโจทก์ร่วม 1 นัด ถูกที่บริเวณช่องท้อง จากนั้นจำเลยกับพวกวิ่งจากที่เกิดเหตุแล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยมีนายเฉลิมชัยหรือหมูนั่งซ้อนท้ายหลบหนีไป เห็นว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยและนายเฉลิมชัยหรือหมูพวกจำเลยซึ่งใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมไม่เคยรู้จักและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน โจทก์ร่วมพบกับจำเลยและนายเฉลิมชัยหรือหมูในที่เกิดเหตุโดยบังเอิญ การที่โจทก์ร่วมเดินเข้าไปหากลุ่มของจำเลยกับนายเฉลิมชัยหรือหมูแล้วถูกนายเฉลิมชัยหรือหมูใช้อาวุธปืนยิงถูกบริเวณช่องท้อง 1 นัด เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทันทีทันใด โดยพฤติการณ์ที่จำเลยไม่อาจคาดคิดว่า โจทก์ร่วมจะเดินเข้ามาหากลุ่มของจำเลยจึงถูกนายเฉลิมชัยหรือหมูใช้อาวุธปืนยิง ฉะนั้น การที่นายเฉลิมชัยหรือหมูใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า จำเลยหาได้ร่วมวางแผนหรือสมคบคิดกับนายเฉลิมชัยหรือหมูด้วยไม่ แม้ภายหลังที่นายเฉลิมชัยหรือหมูใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมแล้ว นายเฉลิมชัยหรือหมูกับจำเลยจะวิ่งออกไปจากที่เกิดเหตุด้วยกันแล้ว นายเฉลิมชัยหรือหมูนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับหลบหนีไปก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังที่นายเฉลิมชัยหรือหมูใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าโจทก์ร่วมแล้ว การกระทำของจำเลยมิได้เกิดขึ้นก่อนหรือขณะนายเฉลิมชัยหรือหมูใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะนายเฉลิมชัยหรือหมูใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานสนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นดังโจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย สมบัติ พูลประสาท
จำเลย — นาย สมบัติ ทองคล้าย
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5874/2546
#112672
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมกับจำเลยและ ฉ. พวกจำเลยไม่เคยรู้จักและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน โจทก์ร่วมพบกับจำเลยและ ฉ. ในที่เกิดเหตุโดยบังเอิญ การที่โจทก์ร่วมเดินเข้าไปหากลุ่มของจำเลยกับ ฉ. แล้วถูก ฉ. ใช้อาวุธปืนยิงถูกบริเวณช่องท้อง 1 นัด เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทันทีทันใด การที่ ฉ. ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า จำเลยหาได้ร่วมวางแผนหรือสมคบคิดกับ ฉ. ด้วยไม่ แม้ภายหลังที่ ฉ. ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมแล้ว ฉ. กับจำเลยจะวิ่งออกไปจากที่เกิดเหตุด้วยกัน แล้ว ฉ. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับหลบหนีไปก็เป็นเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นภายหลังที่ ฉ. ใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าโจทก์ร่วมแล้ว การกระทำของจำเลยมิได้เกิดขึ้นก่อนหรือขณะ ฉ. ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม จึงไม่อาจถือว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะที่ ฉ. ใช้อาวุธปืนยิง โจทก์ร่วมแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานสนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๐, ๘๖, ๒๘๘ และริบรถจักรยานยนต์ ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖, ๘๐, ๒๘๘ จำคุก ๗ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงลงโทษจำคุก ๓ ปี ๖ เดือน ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ไม่ริบจักรยานยนต์ของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ฉ. พวกของจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ๑ นัด ถูกที่บริเวณหน้าท้องได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้น จำเลยขับรถจักรยานยนต์พา ฉ. หลบหนีจากที่เกิดเหตุไป

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานสนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิด ฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วม พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทำนองเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุบุคคลทั้งสามดังกล่าวไปตามหาน้องชายโจทก์ร่วมบริเวณที่เกิดเหตุ โจทก์ร่วมเข้าไปตบศีรษะชายคนหนึ่งซึ่งโจทก์ร่วมจำได้ว่าเคยรังแกน้องชายโจทก์ร่วม ขณะนั้นโจทก์ร่วมหันมาเห็นจำเลย ฉ. กับพวกยืนดูอยู่ห่างออกไปประมาณ ๓ เมตร โจทก์ร่วมจึงร้องถามจำเลยกับพวกว่า มองอะไร จำเลยตอบว่า แล้วมึงจะทำไม โจทก์ร่วมเดินเข้าไปหา จำเลยกับพวก ฉ. ใช้อาวุธปืนสั้นยิงโจทก์ร่วม ๑ นัด ถูกที่บริเวณช่องท้อง จากนั้นจำเลยกับพวกวิ่งจากที่เกิดเหตุแล้วจำเลย ขับรถจักรยานยนต์โดยมี ฉ. นั่งซ้อนท้ายหลบหนีไป เห็นว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยและ ฉ. พวกจำเลยซึ่งใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมไม่เคยรู้จักและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน โจทก์ร่วมพบกับจำเลยและ ฉ. ในที่เกิดเหตุโดยบังเอิญ การที่โจทก์ร่วมเดินเข้าไปหากลุ่มของจำเลยกับ ฉ. แล้วถูก ฉ. ใช้อาวุธปืนยิงถูกบริเวณช่องท้อง ๑ นัด เป็นเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในทันทีทันใด โดยพฤติการณ์ที่จำเลยไม่อาจคาดคิดว่าโจทก์ร่วมจะเดินเข้ามาหากลุ่มของจำเลยจึงถูก ฉ. ใช้อาวุธปืนยิง ฉะนั้น การที่ ฉ. ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า จำเลยหาได้ร่วมวางแผนหรือสมคบคิดกับ ฉ. ด้วยไม่ แม้ภายหลังที่ ฉ. ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมแล้ว ฉ. กับจำเลยจะวิ่งออกไปจากที่เกิดเหตุ ด้วยกันแล้ว ฉ. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับหลบหนีไปก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังที่ ฉ. ใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าโจทก์ร่วมแล้ว การกระทำของจำเลยมิได้เกิดขึ้นก่อนหรือขณะ ฉ. ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม จึงไม่อาจถือได้ว่า เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะที่ ฉ. ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมแต่อย่างใด การกระทำของจำเลย จึงไม่เป็นความผิดฐานสนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นดังโจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 86 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
พูลประสาท — นายสมบัติ
จำเลย — นายสมบัติ ทองคล้าย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางมณีรัตน์ พันธุ์โกศล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพิชัย อภิชาตอำมฤต
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5851/2546
#50818
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ยื่นต่อศาลครั้งที่ 3 มีข้ออ้างและคำขอเช่นเดียวกับที่จำเลยยื่นในครั้งแรกและครั้งที่ 2 ซึ่งคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง แม้จะเป็นการยกคำร้องเพราะจำเลยไม่ได้นำพยานมาสืบก็ถือว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นแล้ว การที่จำเลยยื่นคำร้องเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวอีกย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

การดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นไต่สวนอนาถาไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย จึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1791 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 25ตารางวา และส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 500บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองมิได้นำพยานเข้าสืบให้เห็นข้อเท็จจริงตามคำร้องจึงไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนยากจนไม่สามารถชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ ให้ยกคำร้องหากจำเลยทั้งสองประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ต่อไป ให้นำค่าขึ้นศาลมาชำระภายใน 15 วัน

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างอนาถาเป็นครั้งที่ 2 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนแต่จำเลยทั้งสองไม่ไปศาลตามนัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้นำพยานมาสืบให้ได้ความตามคำร้องจึงให้ยกคำร้อง หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ต่อไป ให้นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาอีกเป็นครั้งที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสอง 2 ครั้งแล้ว จำเลยทั้งสองจะขอใหม่ครั้งที่ 3 ไม่ได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ให้ยกคำร้อง และหากจำเลยทั้งสองไม่นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 ให้เจ้าหน้าที่เสนอสำนวนต่อศาลเพื่อพิจารณาสั่ง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาอีกเป็นฉบับที่ 3 โดยมีข้ออ้างและคำขอเช่นเดียวกับคำร้อง 2 ฉบับก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถารวม 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2543 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี 3 ครั้ง อ้างว่าขอเวลาหาเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาล ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีได้ ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอีกเป็นครั้งที่ 4 อ้างว่าทนายความติดธุระศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาอีกเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2544 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง แต่จำเลยทั้งสองไม่ไปตามนัด ศาลชั้นต้นจึงให้ยกคำร้องดังกล่าว จำเลยทั้งสองมายื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาเป็นครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2545โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองยากจน ไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาลได้เช่นเดียวกับที่จำเลยทั้งสองอ้างในคำร้องครั้งแรกและครั้งที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาครั้งที่ 3ดังกล่าว เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เห็นว่า คำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสองที่ยื่นต่อศาลครั้งที่ 3 มีข้ออ้างและคำขอเช่นเดียวกับที่จำเลยทั้งสองยื่นในครั้งแรกและครั้งที่ 2 ซึ่งคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง แม้จะเป็นการยกคำร้องเพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้นำพยานมาสืบก็ถือว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นแล้ว การที่จำเลยทั้งสองมายื่นคำร้องเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวอีกย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นไต่สวนอนาถาไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียมา 200 บาท แก่จำเลยทั้งสอง"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกนั้นให้เป็นพับ หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 149 ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมศักดิ์ อาดำ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย มะเย๊าะ อาดำ
จำเลย — นาย มัด อาดำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5851/2546
#112605
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นครั้งที่ 3 มีข้ออ้างและคำขอเช่นเดียวกับที่จำเลยยื่นในครั้งแรกและครั้งที่ 2 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าว แม้เป็นการยกคำร้องเพราะจำเลยไม่นำพยานมาสืบ ก็ถือว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นแล้ว การที่จำเลยยื่นคำร้องเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวอีก ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

การดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นไต่สวนอนาถาไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียมา 200 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๙๑ และส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ ๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองมิได้นำพยานเข้าสืบให้เห็นข้อเท็จจริงตามคำร้อง จึงไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนยากจนไม่สามารถชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ ให้ยกคำร้อง หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ต่อไป ให้นำค่าขึ้นศาลมาชำระภายใน ๑๕ วัน

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาเป็นครั้งที่ ๒ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวน แต่จำเลยทั้งสองไม่ไปศาลตามนัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้นำพยานมาสืบให้ได้ความตามคำร้อง จึงให้ยกคำร้อง หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ต่อไป ให้นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายในกำหนด ๑๕ วัน

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาอีกเป็นครั้งที่ ๓ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสอง ๒ ครั้งแล้ว จำเลยทั้งสองจะขอใหม่ครั้งที่ ๓ ไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ ให้ยกคำร้อง และหากจำเลยทั้งสองไม่นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ให้เจ้าหน้าที่เสนอสำนวนต่อศาลเพื่อพิจารณาสั่ง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งว่า การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาอีกเป็นฉบับที่ ๓ โดยมีข้ออ้างและคำขอเช่นเดียวกับคำร้อง ๒ ฉบับก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถารวม ๓ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๓ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ๓ ครั้ง อ้างว่าขอเวลาหาเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาล ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีได้ ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอีกเป็นครั้งที่ ๔ อ้างว่าทนายความติดธุระ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาอีกเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๔๔ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง แต่จำเลยทั้งสองไม่ไปตามนัด ศาลชั้นต้นจึงให้ยกคำร้องดังกล่าว จำเลยทั้งสองมายื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาเป็นครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๕ โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองยากจน ไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ เช่นเดียวกับที่จำเลยทั้งสองอ้างในคำร้องครั้งแรกและครั้งที่ ๒ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาครั้งที่ ๓ ดังกล่าว เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เห็นว่า คำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสองที่ยื่นต่อศาลครั้งที่ ๓ มีข้ออ้างและคำขอเช่นเดียวกับที่จำเลยทั้งสองยื่นในครั้งแรกและครั้งที่ ๒ ซึ่งคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง แม้จะเป็นการยกคำร้องเพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้นำพยานมาสืบ ก็ถือว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นแล้ว การที่จำเลยทั้งสองมายื่นคำร้องเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวอีก ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นไต่สวนอนาถาไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๙ วรรคท้าย จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียมา ๒๐๐ บาท แก่จำเลยทั้งสอง

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกนั้นให้เป็นพับ หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 วรรคหนึ่ง ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ อาดำ
จำเลย — นายมัด อาดำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญญบุรี — นางสาวธิติยา เอกกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสันต์ เกียรติก้อง
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5692/2546
#50919
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเช่าที่ดินจากโจทก์เพื่อก่อสร้างโครงเหล็กติดตั้งป้ายโฆษณา เมื่อสัญญาเช่าที่ดินเลิกกันแล้วจำเลยมีหน้าที่ต้องส่งคืนที่ดินให้แก่โจทก์ในสภาพที่ได้รับมาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 561 คือต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดซึ่งรวมถึงเสาเข็มของจำเลยออกไปจากที่ดินที่เช่าด้วย เพราะจำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า จึงไม่ถือว่าเป็นส่วนควบกับที่ดินตามมาตรา 146

เมื่อสัญญาเช่าเลิกกันแล้วการที่จำเลยไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกจากที่ดินเช่าและส่งมอบที่ดินเช่าคืนโจทก์ในสภาพที่จำเลยได้รับมา ย่อมทำให้โจทก์เสียหายเพราะไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

จำเลยอุทธรณ์และฎีกาขอให้ยกฟ้องในเรื่องค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2541 ถึงวันฟ้องวันที่ 12 มกราคม 2542 เป็นเงินรวม 71,999.98 บาท ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ส่วนค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระแก่โจทก์นับแต่วันหลังจากวันฟ้องต่อไปอีกเดือนละ 10,000 บาท แต่รวมค่าเสียหายทั้งหมดแล้วไม่ให้เกิน20 เดือนนั้น เป็นค่าเสียหายในอนาคตจึงนำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ในอุทธรณ์และชั้นฎีกาไม่ได้ ดังนั้นจำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาตามทุนทรัพย์ดังกล่าวเป็นเงินแต่ละชั้นศาลจำนวน 1,800 บาท

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และเรียกค่าเสียหายมาด้วยจึงเป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วยกัน การกำหนดค่าทนายความใช้แทนให้แก่ผู้ชนะคดีต้องถือเอาค่าทนายความในอัตราชั้นสูงกว่าตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นหลัก เมื่อปรากฏว่าทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 71,999.98 บาท เกินกว่า 25,000 บาท ซึ่งมีค่าทนายความอัตราขั้นสูงในศาลอุทธรณ์เป็นเงินร้อยละ 3 ของทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์คือเป็นเงินไม่เกิน 2,159.97บาท แต่สำหรับคดีไม่มีทุนทรัพย์กำหนดค่าทนายความในอัตราขั้นสูงในศาลอุทธรณ์ไม่เกิน 1,500 บาท จึงต้องถือเอาอัตราค่าทนายความในคดีที่มีทุนทรัพย์ซึ่งมีอัตราสูงกว่าใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2537 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเลขที่ 18057 เนื้อที่ 100 ตารางวา กำหนดเวลาเช่า 5 ปี นับแต่วันที่ 4กุมภาพันธ์ 2538 ตกลงให้ค่าเช่าปีละ 120,000 บาท เพื่อก่อสร้างติดตั้งโครงเหล็กให้บุคคลภายนอกเช่าติดตั้งป้ายโฆษณาสินค้า ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2541 จำเลยมีหนังสือแจ้งขอเลิกสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ แต่จำเลยไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยออกจากที่ดิน และไม่ส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถนำที่ดินออกให้บุคคลภายนอกเช่าเพราะมีสิ่งปลูกสร้างของจำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์ โจทก์คิดค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์2541 ถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม 110,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายและรื้อถอนทรัพย์สินสิ่งปลูกสร้าง เสาเข็ม ฐานตอม่อและโครงเหล็กออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ กับใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายและรื้อถอนทรัพย์สินสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์เพื่อก่อสร้างโครงเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณา ต่อมามีอาคารตึกแถวสร้างขึ้นปิดบังป้ายโฆษณาของจำเลยจำเลยจึงใช้สิทธิตามสัญญาเช่าบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินแก่โจทก์ และขอรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ แต่โจทก์กำหนดเงื่อนไขให้จำเลยต้องรื้อถอนฐานตอม่อและเสาเข็มออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งหมดพร้อมปรับสภาพที่ดินให้เป็นไปตามเดิม ซึ่งจำเลยไม่สามารถทำได้เพราะเสาเข็มมีความลึกลงไปในดินประมาณ 6 เมตร และมีจำนวนมาก การรื้อถอนต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การที่จำเลยไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์เป็นเพราะโจทก์ไม่อนุญาต โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้อง หากจำเลยต้องรับผิดก็เป็นเวลาเพียง 4 เดือน นับแต่วันที่ 5กุมภาพันธ์ 2541 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นของจำเลยตามสัญญาออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 18057 ตำบลบางแม่นาง (บางใหญ่) อำเภอบางใหญ่ (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี โดยปรับสภาพที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิมโดยไม่ต้องรื้อถอนเสาเข็มใต้ดิน ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาทนับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ แต่ทั้งนี้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 20 เดือน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่น นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ 18057 ตำบลบางแม่นาง (บางใหญ่) อำเภอบางใหญ่ (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 100 ตารางวา กับโจทก์ กำหนดเวลาเช่า 5 ปี นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์2538 ตกลงให้ค่าเช่าปีละ 120,000 บาท ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.3 (และ ล.2)ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2541 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ขอบอกเลิกสัญญาเช่าตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปตามเอกสารหมาย จ.4 และในวันที่ 8 มิถุนายน 2541 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ยืนยันการบอกเลิกการเช่าและขอรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยในที่ดินที่เช่าตามหนังสือเอกสารหมาย จ.5 (และ ล.5) วันที่ 12 มิถุนายน 2541 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่า โจทก์ไม่ขัดข้องที่จำเลยบอกเลิกการเช่าและให้จำเลยรีบดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินที่เช่า ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.6 (และ ล.6) แต่จำเลยไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกจากที่ดินที่เช่า โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ สิ่งปลูกสร้างของจำเลยในที่ดินที่เช่าเป็นโครงเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาลักษณะตามภาพถ่ายหมาย ล.1

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่จำเลยไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยซึ่งเป็นโครงเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาออกจากที่ดินที่เช่าเกิดจากโจทก์ไม่ยินยอมหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ยืนยันการบอกเลิกการเช่าและขอรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกจากที่เช่าในวันที่ 8 มิถุนายน 2541ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.5 (และ ล.5) โจทก์ก็ได้มีหนังสือถึงจำเลยในวันที่ 12มิถุนายน 2541 ตามเอกสารหมาย จ.6 (และ ล.6) แจ้งว่า โจทก์ไม่ขัดข้องที่จำเลยบอกเลิกการเช่า ทั้งยังแจ้งให้จำเลยรีบดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกจากที่ดินที่เช่าโดยเร็วอีกด้วย แสดงว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกไปจากที่ดินที่เช่า สำหรับฐานตอม่อและเสาเข็มที่โจทก์แจ้งในหนังสือเอกสารหมาย จ.6 (และ ล.6) ให้จำเลยรื้อถอนไปด้วยนั้นเป็นทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.3 (และ ล.2) ข้อ 5 ระบุว่า "ทรัพย์สินใด ๆ ที่ได้ปลูกสร้างและติดตั้งในสถานที่เช่านี้อันเกิดจากการเช่าเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เช่า และเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า ผู้เช่ามีสิทธิรื้อถอนคืนไปได้ทั้งสิ้น..." การที่โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนฐานตอม่อและเสาเข็มออกไปจากที่ดินที่เช่าด้วย จึงเป็นการรับรองสิทธิของจำเลยตามข้อสัญญาดังกล่าว หาใช่เป็นการขัดขวางไม่ยินยอมให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกจากที่ดินที่เช่าไม่ อีกทั้งสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมีลักษณะเป็นโครงเหล็ก ซึ่งในการรื้อถอนย่อมต้องรื้อถอนส่วนที่อยู่บนสุดก่อน แล้วจึงรื้อถอนส่วนที่อยู่ถัดลงมาข้างล่างเรื่อยมาจนถึงส่วนที่อยู่บนพื้นดิน ดังนั้นไม่ว่าจำเลยจะต้องรื้อถอนฐานตอม่อและเสาเข็มออกจากที่ดินหรือไม่ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์จะขัดขวาง มิให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เป็นโครงเหล็กดังกล่าว ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า โจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยเข้าไปรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกจากที่ดินที่เช่าตามรายงานประจำวันรับแจ้งเหตุเป็นหลักฐานเอกสารหมาย ล.3 นั้น ปรากฏตามเอกสารว่า จำเลยแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2541 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ยืนยันการบอกเลิกการเช่าและขอรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกจากที่ดินที่เช่าเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2541 ตามเอกสารหมาย จ.5 (และ ล.5)และขัดกับข้อเท็จจริงตามที่นายเสมียน ยามาตย พยานจำเลยเบิกความว่า เมื่อวันที่25 มิถุนายน 2541 จำเลยสั่งพยานให้นำรถยนต์ไปบรรทุกโครงเหล็กออกจากที่ดินที่เช่าเพราะเมื่อโจทก์ขัดขวางหรือไม่ยินยอมให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกจากที่ดินที่เช่าแล้วก็ไม่มีเหตุที่จำเลยจะสั่งการดังกล่าวพยานหลักฐานของจำเลยขัดแย้งกันและขัดต่อเหตุผล ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกจากที่ดินที่เช่า

ที่จำเลยฎีกาว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง (ตอม่อและโครงเหล็ก) ของจำเลยออกจากที่ดินที่เช่าขัดกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเองที่วินิจฉัยว่า การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง (เสาเข็ม) ของจำเลยออกจากที่ดินที่เช่าเป็นสิทธิของจำเลยตามสัญญาเช่า ซึ่งจำเลยจะใช้สิทธิดังกล่าวหรือไม่ก็ได้นั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวจำเลยได้ยกขึ้นอุทธรณ์แล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้วินิจฉัยถึง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ประกอบมาตรา 247เมื่อสัญญาเช่าได้เลิกกัน จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งคืนที่ดินที่เช่าให้แก่โจทก์ในสภาพที่ได้รับมาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 561 คือต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดซึ่งรวมถึงเสาเข็มของจำเลยออกไปจากที่ดินที่เช่าด้วย เพราะสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างในที่ดินที่เช่าโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า จึงไม่ถือว่าเป็นส่วนควบกับที่ดินที่เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 อีกทั้งจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกจากที่ดินที่เช่าเพราะโจทก์ไม่ยินยอม หาได้ให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยมีสิทธิเลือกที่จะไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกจากที่ดินที่เช่าตามสัญญาเช่าไม่ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยยืนยันไม่ประสงค์จะใช้สิทธิรื้อถอนเสาเข็ม โจทก์จึงไม่อาจบังคับจำเลยได้และพิพากษาว่าจำเลยไม่ต้องรื้อถอนเสาเข็มใต้ดินนั้นไม่ถูกต้อง แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาด้วย ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้บังคับคดีแก่จำเลยเพิ่มขึ้นตามคำฟ้องโจทก์ได้ ส่วนจำเลยจะยกเอาความไม่ถูกต้องในคำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาอ้างเพื่อลบล้างคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนที่ถูกต้องหาได้ไม่ และกรณีถือได้ว่าจำเลยสละกรรมสิทธิ์เสาเข็มให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์แล้ว

สำหรับฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายที่อ้างว่าหลังจากสัญญาเลิกกันแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้อีกและขอให้ลดค่าเสียหายที่จำเลยต้องชดใช้ให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าเลิกกันแล้วการที่จำเลยไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกจากที่ดินเช่า และส่งมอบที่ดินเช่าคืนโจทก์ในสภาพที่จำเลยได้รับมาย่อมทำให้โจทก์เสียหายเพราะไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือน 10,000บาท นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2541 จนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินที่เช่าคืนโจทก์ แต่มีกำหนดเวลาไม่เกิน 20 เดือน นั้นเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว เพราะความเสียหายของโจทก์หาได้จำกัดในระยะเวลาเพียง 20 เดือนไม่ แต่หากคงมีอยู่ตลอดเวลาที่จำเลยไม่ส่งมอบที่ดินที่เช่าคืนโจทก์ จึงไม่มีเหตุที่จะกำหนดค่าเสียหายลดลงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยอุทธรณ์และฎีกาขอให้ยกฟ้องในเรื่องค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2541ถึงวันฟ้องวันที่ 12 มกราคม 2542 เป็นเวลา 7 เดือน 6 วัน เป็นเงินรวม 71,999.98บาท ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ส่วนค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระแก่โจทก์นับแต่วันหลังจากวันฟ้องต่อไปอีกเดือนละ 10,000 บาท แต่รวมค่าเสียหายทั้งหมดแล้วไม่ให้เกิน 20 เดือนนั้น เป็นค่าเสียหายในอนาคตจึงนำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาไม่ได้ ดังนั้นจำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ดังกล่าวเป็นเงินแต่ละชั้นศาลจำนวน1,800 บาท แต่จำเลยเสียมาแต่ละชั้นศาลเป็นเงิน 2,850 บาท จึงเห็นควรให้คืนเงินส่วนที่จำเลยเสียเกินมาในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเป็นเงินชั้นศาลละ 1,050 บาท แก่จำเลย และคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และเรียกค่าเสียหายมาด้วยจึงเป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วยกัน การกำหนดค่าทนายความใช้แทนให้แก่ผู้ชนะคดีต้องถือเอาค่าทนายความในอัตราขั้นสูงกว่าตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นหลัก เมื่อปรากฏว่าทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 71,999.98 บาท เกินกว่า 25,000 บาท ซึ่งมีค่าทนายความอัตราขั้นสูงในศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นเงินร้อยละ 3 ของทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์คือเป็นเงินไม่เกิน2,159.97 บาท แต่สำหรับคดีไม่มีทุนทรัพย์กำหนดค่าทนายความในอัตราขั้นสูงในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่เกิน 1,500 บาท เช่นนี้ ต้องถือเอาอัตราค่าทนายความในคดีที่มีทุนทรัพย์ซึ่งมีอัตราสูงกว่ามาใช้บังคับ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ในชั้นอุทธรณ์จำนวน 3,000 บาท จึงสูงกว่าอัตราขั้นสูงตามกฎหมาย แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ขึ้นมา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาให้แก่จำเลยชั้นศาลละ 1,050 บาท ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 146 ม. 391 ม. 561
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. ตาราง 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กิมเน้ย แซ่เบ้
จำเลย — นางสาว กรรัชต์ วิสุทธิสุรพูล
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5692/2546
#112604
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ไม่ถูกต้องบางส่วน แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ไม่ถูกต้องมาด้วย ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้บังคับคดีแก่จำเลยเพิ่มขึ้นตามคำฟ้องโจทก์ได้ และจำเลยจะยกเอาความไม่ถูกต้องในคำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาอ้างเพื่อลบล้างคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ถูกต้องหาได้ไม่

เมื่อสัญญาเช่าเลิกกัน จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งคืนที่ดินที่เช่าให้แก่โจทก์ในสภาพที่ได้รับมา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 561 และต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด รวมทั้งเสาเข็มของจำเลยออกไปจากที่ดินที่เช่าด้วย เพราะสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างในที่ดินที่เช่าโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าซึ่งระบุว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย จึงไม่ถือว่าเป็นส่วนควบกับที่ดินที่เช่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยยืนยันไม่ประสงค์จะใช้สิทธิรื้อถอนเสาเข็ม โจทก์จึงไม่อาจบังคับจำเลยได้และพิพากษาว่าจำเลยไม่ต้องรื้อถอนเสาเข็มใต้ดินนั้น ไม่ถูกต้อง แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาด้วย ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้บังคับคดีแก่จำเลยเพิ่มขึ้นตามคำฟ้องโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายและรื้อถอนทรัพย์สินสิ่งปลูกสร้าง เสาเข็ม ฐานตอม่อและโครงเหล็กออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นของจำเลยตามสัญญาออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๐๕๗ ตำบลบางแม่นาง (บางใหญ่) อำเภอบางใหญ่ (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี โดยปรับสภาพที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิมโดยไม่ต้องรื้อถอนเสาเข็มใต้ดิน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๘๐๕๗ ตำบลบางแม่นาง (บางใหญ่) อำเภอบางใหญ่ (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี กับโจทก์ กำหนดเวลาเช่า ๕ ปี นับแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ ต่อมาวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๑ จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ขอบอกเลิกสัญญาเช่าตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปและในวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๑ จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ยืนยันการบอกเลิกการเช่าและขอรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยในที่ดินที่เช่า วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๑ โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าโจทก์ไม่ขัดข้องที่จำเลยบอกเลิกการเช่าและให้จำเลยรีบดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินที่เช่า แต่จำเลยไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกจากที่ดินที่เช่า โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ สิ่งปลูกสร้างของจำเลยในที่ดินที่เช่าเป็นโครงเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณา คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง (ตอม่อและโครงเหล็ก) ของจำเลยออกจากที่ดินที่เช่าขัดกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเองที่วินิจฉัยว่าการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง (เสาเข็ม) ของจำเลยออกจากที่ดินที่เช่าเป็นสิทธิของจำเลยตามสัญญาเช่า ซึ่งจำเลยจะใช้สิทธิดังกล่าวหรือไม่ก็ได้นั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวจำเลยได้ยกขึ้นอุทธรณ์แล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มิได้วินิจฉัยถึง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยอีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๑) ประกอบมาตรา ๒๔๗ เมื่อสัญญาเช่าได้เลิกกัน จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งคืนที่ดินที่เช่าให้แก่โจทก์ในสภาพที่ได้รับมาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๑ คือต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดซึ่งรวมถึงเสาเข็มของจำเลยออกไปจากที่ดินที่เช่าด้วย เพราะสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างในที่ดินที่เช่าโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า ซึ่งสัญญาเช่าระบุว่า "ทรัพย์สินใด ๆ ที่ได้ปลูกสร้างและติดตั้งในสถานที่เช่านี้ อันเกิดจากการเช่าเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เช่า เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า ผู้เช่ามีสิทธิรื้อถอนคืนไปได้ทั้งสิ้น?" จึงไม่ถือว่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นส่วนควบกับที่ดินที่เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖ อีกทั้งจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกจากที่ดินที่เช่าเพราะโจทก์ไม่ยินยอม หาได้ให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยมีสิทธิเลือกที่จะไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกจากที่ดินที่เช่าตามสัญญาเช่าไม่ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยยืนยันไม่ประสงค์จะใช้สิทธิรื้อถอนเสาเข็ม โจทก์จึงไม่อาจบังคับจำเลยได้ และพิพากษาว่าจำเลยไม่ต้องรื้อถอนเสาเข็มใต้ดินนั้น ไม่ถูกต้อง แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาด้วย ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้บังคับคดีแก่จำเลยเพิ่มขึ้นตามคำฟ้องโจทก์ได้ ส่วนจำเลยจะยกเอาความไม่ถูกต้องในคำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาอ้างเพื่อลบล้างคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนที่ถูกต้องหาได้ไม่ และกรณีถือได้ว่าจำเลยสละกรรมสิทธิ์เสาเข็มให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์แล้ว

พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาให้แก่จำเลยชั้นศาลละ ๑,๐๕๐ บาท ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (3) (ก) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกิมเน้ย แซ่เบ้
จำเลย — นางสาวกรรัชต์ วิสุทธิสุรพูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายสมศักดิ์ เอี่ยมพลับใหญ่
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางวยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา