คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3506/2546
#50804
เปิดฉบับเต็ม

การเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอาจมีผลกระทบต่อลูกหนี้บางคนทำให้ไม่สามารถชำระหนี้สินที่ตนมีต่อสถาบันการเงินได้เหมือนเช่นปกติ แต่จะถือเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเสียทีเดียวไม่ได้ต้องพิจารณาเป็นกรณีไปโดยเฉพาะจำเลยได้จำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ยืมไว้กับโจทก์ ซึ่งโจทก์มีสิทธิร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 และ728 การชำระหนี้ของจำเลยจึงอยู่ในวิสัยที่พึงปฏิบัติได้ จะอ้างวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศมาปลดเปลื้องเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,879,643.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน1,340,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 701,359.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 2 รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่ตน หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 18895 ตำบลโคกหม้อ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอชำระให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองจนกว่าจะได้เงินครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอให้บังคับคดีและได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 18895 ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ภายหลังที่ได้ก่อหนี้แล้ว ประเทศไทยเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง อันเป็นพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งที่ทำให้ไม่มีการชำระหนี้ และจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงไม่ได้ตกเป็นผู้ผิดนัดและได้หลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 205 และ 219 และเมื่อหลุดพ้นจากการชำระหนี้แล้ว ก็หลุดพ้นจากการบังคับคดีด้วย คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 4, 6 และ 48 ขอให้ระงับการบังคับคดีไว้จนกว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะกลับคืนสู่สภาพเดิม

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีว่า การที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากการชำระหนี้และหลุดพ้นจากการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ลูกหนี้จะหลุดพ้นจากการชำระหนี้ก็ต่อเมื่อการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 219 วรรคหนึ่ง ส่วนการเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอาจมีผลกระทบต่อลูกหนี้บางคนทำให้ไม่สามารถชำระหนี้สินที่ตนมีต่อสถาบันการเงินได้เหมือนเช่นปกติแต่ถือเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเสียทีเดียวไม่ได้ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ยืมไว้กับโจทก์ ซึ่งโจทก์มีสิทธิร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 213 และ 728 การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จึงอยู่ในวิสัยที่พึงปฏิบัติได้ จำเลยที่ 1มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ต่อไป จะอ้างวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศมาปลดเปลื้องเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากการบังคับคดีไม่ได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นนี้ 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 219
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ดิเรก โพธิ์เงิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3498/2546
#49492
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่จำเลยมิได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้ จึงไม่มีประเด็นในเรื่องดังกล่าวทั้งมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และเรื่องฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ในคดีแพ่ง มิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงไม่อาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

จำเลยเป็นหนี้เงินกู้และค่าทองรูปพรรณต่อโจทก์จำนวน 70,200 บาท ที่จำเลยฎีกาว่า การนำสืบพยานโจทก์แตกต่างในข้อสาระสำคัญไปจากคำฟ้องเป็นการสืบพยานนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่ากับอ้างว่าพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้และค่าทองรูปพรรณต่อโจทก์ตามฟ้องเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ในคดีอาญาที่จำเลยถูกฟ้องจำเลยได้ให้การและเบิกความว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้และทองรูปพรรณต่อโจทก์และจำเลยได้ลงลายมือชื่อในคำให้การและคำเบิกความด้วยความสมัครใจ บันทึกคำให้การและบันทึกคำเบิกความดังกล่าวจึงใช้และรับฟังเป็นพยานหลักฐานแห่งการกู้ยืมในคดีแพ่งได้ แม้จะมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่จำเลยต้องหาก็ตามแต่ก็ถือได้ว่าบันทึกดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนมกราคม 2539 จำเลยเป็นหนี้เงินกู้และค่าซื้อทองรูปพรรณจากโจทก์ รวมเป็นเงินจำนวน 70,200 บาท จำเลยได้ทำหนังสือไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2541 จำเลยแจ้งให้โจทก์ไปรับชำระหนี้ แต่จำเลยกลับทำร้ายร่างกายโจทก์และทำลายหลักฐานสัญญากู้ โจทก์ไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาคดีอาญา จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความต่อศาลว่า จำเลยเป็นหนี้เงินกู้และค่าซื้อทองรูปพรรณโจทก์เป็นเงินจำนวน 70,200 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 71,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินจำนวน 70,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 70,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังยุติว่า จำเลยเป็นหนี้เงินกู้และค่าทองรูปพรรณต่อโจทก์จำนวน 70,200 บาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า แม้ปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมจะเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่จำเลยมิได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้ จึงไม่มีประเด็นในเรื่องดังกล่าว ทั้งมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและเรื่องฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ในคดีแพ่งนี้ มิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงไม่อาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ที่จำเลยฎีกาในประการต่อมาว่า การนำสืบพยานโจทก์ตามบันทึกคำให้การและบันทึกคำเบิกความของจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์กล่าวหาจำเลยว่าทำร้ายร่างกายตามบันทึกคำให้การและบันทึกคำเบิกความเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 นั้น แตกต่างในข้อสาระสำคัญไปจากคำฟ้อง เป็นการสืบพยานนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า จำเลยเป็นหนี้เงินกู้และค่าทองรูปพรรณต่อโจทก์จำนวน 70,200 บาท ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า การนำสืบของพยานโจทก์แตกต่างในข้อสาระสำคัญไปจากคำฟ้องเท่ากับอ้างว่าพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้และค่าทองรูปพรรณต่อโจทก์ตามฟ้องเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายในประการสุดท้ายว่า คำให้การและคำเบิกความของจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์กล่าวหาจำเลยว่าทำร้ายร่างกายตามบันทึกคำให้การและบันทึกคำเบิกความเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 มิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่จำเลยต้องหา จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้นั้น เห็นว่า จำเลยได้ให้การและเบิกความโดยสมัครใจว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้และทองรูปพรรณต่อโจทก์และได้ลงลายมือชื่อในคำให้การและคำเบิกความด้วยความสมัครใจ บันทึกคำให้การและบันทึกคำเบิกความดังกล่าวจึงใช้และรับฟังเป็นพยานหลักฐานแห่งการกู้ยืมนี้ได้ แม้จะมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่จำเลยต้องหาก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าบันทึกดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 248 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กุหลาบ อินทร์วงส์สักดิ์
จำเลย — นาง ประคอง สัมฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เหลืองวิไล
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3498/2546
#110969
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ให้การและเบิกความในคดีอาญาโดยสมัครใจว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้และทองรูปพรรณต่อโจทก์และได้ลงลายมือชื่อในคำให้การและคำเบิกความด้วยความสมัครใจ บันทึกคำให้การและบันทึกคำเบิกความดังกล่าวจึงใช้และรับฟังเป็นพยานหลักฐานแห่งการกู้ยืมนี้ได้ แม้จะมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่จำเลยต้องหาก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าบันทึกดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้จำนวน ๗๑,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๗๐,๒๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๗๐,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ฟังยุติว่า จำเลยเป็นหนี้เงินกู้และค่าทองรูปพรรณต่อโจทก์จำนวน ๗๐,๒๐๐ บาท?

จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่า คำให้การและคำเบิกความของจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์กล่าวหาจำเลยว่าทำร้ายร่างกายตามบันทึกคำให้การและบันทึกคำเบิกความ มิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่จำเลยต้องหา จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้นั้น เห็นว่า จำเลยได้ให้การและเบิกความโดยสมัครใจว่า จำเลยเป็นหนี้เงินกู้และทองรูปพรรณต่อโจทก์และได้ลงลายมือชื่อในคำให้การและคำเบิกความด้วยความสมัครใจ บันทึกคำให้การและบันทึกคำเบิกความดังกล่าวจึงใช้และรับฟังเป็นพยานหลักฐานแห่งการกู้ยืมนี้ได้ แม้จะมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่จำเลยต้องหาก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าบันทึกดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกุหลาบ อินทร์วงส์สักดิ์
จำเลย — นางประคอง สัมฤทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสาวปทุมาวดี พิชชาโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวเบญจภา วิทิตางกูร
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เหลืองวิไล
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3491/2546
#49491
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อเครื่องบินลำเกิดเหตุมาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2533 ในราคา 3,899,087บาท แต่ขณะเกิดเหตุเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2535 เครื่องบินเช่นลำเกิดเหตุมีราคาลำละ4,717,898 บาท แสดงว่าเครื่องบินของโจทก์ย่อมมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แต่เนื่องจากเครื่องบินเป็นทรัพย์สินที่เสื่อมราคาเพราะการใช้ ช่วงเวลา 1 ปี 9 เดือน ของการใช้งานคำนวณค่าเสื่อมราคาได้ 1,106,347 บาท ฉะนั้นการคำนวณราคาซึ่งจะต้องหักค่าเสื่อมราคาออกด้วยจึงต้องคิดฐานที่ตั้งจากราคา 4,717,898 บาท ซึ่งเป็นราคาในขณะเกิดเหตุละเมิดไม่ใช่คิดจากราคาซื้อเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมีหน้าที่จัดฝึกอบรมศึกษาในแขนงวิชาชีพของกิจการพลเรือน จนมีความรู้ความสามารถขับเครื่องบินได้ มีนายรุ่งโรจน์ ศรีประเสริฐสุข เป็นอธิบดีมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องบิน เครื่องหมาย สัญชาติและทะเบียนเอชเอสทีซีซี ราคา3,611,551 บาท จำเลยเป็นนักเรียนการบินของโจทก์ในหลักสูตรนักบินส่วนบุคคล รุ่นที่ 20 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบศูนย์ฝึกการบินพลเรือนในประเทศไทย ว่าด้วยเรื่องการฝึกบินของผู้ประจำหน้าที่อากาศยาน พ.ศ. 2535 ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์2535 คือ ก่อนการฝึกบินต้องได้รับอนุญาตจากครูการบิน เพื่อขึ้นไปกำกับดูแล และให้คำแนะนำการฝึกบินบนเครื่องหรือทางวิทยุสื่อสารกับต้องตรวจสอบความสมบูรณ์เรียบร้อยของเครื่องบินและน้ำมันเชื้อเพลิงทุกครั้งตามคู่มือการตรวจ (PREFLIGHT CHECK) เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2535 เวลา 13.20 นาฬิกา จำเลยกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง นำเครื่องบินดังกล่าวของโจทก์ขึ้นทำการฝึกบินโดยไม่ได้ขออนุญาตจากครูการบินทั้งไม่ได้ตรวจตราความสมบูรณ์เรียบร้อยของเครื่องบิน ไม่ได้ตรวจน้ำมันเชื้อเพลิงว่ามีเพียงพอสำหรับการฝึกบินในครั้งนี้หรือไม่ กับขณะฝึกบินจำเลยไม่ได้ดูมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงบนเครื่องบินว่ามีน้ำมันเชื้อเพลิงพอที่จะบินต่อไปได้หรือไม่จำเลยทำการบินจนน้ำมันเชื้อเพลิงในถังด้านขวาหมด ทำให้เครื่องยนต์ดับเป็นเหตุให้เครื่องบินตกได้รับความเสียหายไม่สามารถซ่อมแซมได้ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 3,611,551 บาท โจทก์ได้ทราบเรื่องการกระทำละเมิดของจำเลยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2535 ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน3,967,475.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากเงินต้น 3,611,551 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า สภาบริหารคณะปฏิวัติมีมติเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2515 อนุมัติให้นักบินครูการบิน และนักศึกษาของกรมการบินพาณิชย์ไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากอากาศยานตกหรือเสียหายในทุกกรณีต่อทางราชการและบุคคลที่สามนับแต่เครื่องยนต์ถูกติดขึ้นจนถูกดับลง และระเบียบศูนย์ฝึกการบินพลเรือนในประเทศไทย ว่าด้วยเรื่องการฝึกบินของผู้ประจำหน้าที่อากาศยาน พ.ศ. 2535 ฉบับที่ 1ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2535 ข้อ 13 ระบุว่าศิษย์การบินที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของทางราชการเช่นกรณีของจำเลยให้ศิษย์การบินนั้นเพียงแต่พ้นสภาพจากการเป็นศิษย์การบินหรือตกรุ่นไปบินรุ่นต่อไป หรือตามที่ผู้บังคับบัญชาเห็นสมควรเป็นอย่างอื่น มิได้กำหนดให้ต้องชดใช้ค่าเสียหาย เครื่องบินที่เสียหายหากนำมาซ่อมแซมแล้วคงใช้การได้ ค่าเสียหายไม่เกิน 300,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,812,437 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2535เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน1,812,437.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากเงินดังกล่าวนับแต่วันที่13 มิถุนายน 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้ว่าโจทก์มีอำนาจหน้าที่จัดให้มีการฝึกอบรมบุคลากรด้านการบิน มีศูนย์ฝึกการบินพลเรือน2 แห่ง คือ ที่กรุงเทพมหานคร และที่สนามฝึกบินบ่อฝ้าย อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เครื่องบินแบบไปเปอร์วาริเออร์ ทู เครื่องหมายสัญชาติและทะเบียนเอชเอส-ทีซีซี สัญชาติไทย โจทก์ตีราคาเครื่องบินลำดังกล่าวขณะเกิดเหตุ 3,611,551 บาท และขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นนักเรียนการบินของโจทก์หลักสูตรนักบินส่วนบุคคล รุ่นที่ 20 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2535 เวลา 13.20 นาฬิกา จำเลยกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังนำเครื่องบินลำดังกล่าวขึ้นฝึกบินที่สนามฝึกบินบ่อฝ้ายโดยพละการเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เกิดเครื่องยนต์ดับเนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงหมด เครื่องบินตกที่บริเวณตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เครื่องบินได้รับความเสียหายไม่สามารถซ่อมใช้งานได้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าโจทก์สมควรได้รับค่าเสียหายตามจำนวนที่ฟ้องหรือไม่ เพียงใด โจทก์มีนางวัลนา วังสงค์นักบัญชี 5 สำนักบัญชีและตรวจสอบภายในกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังเบิกความเป็นพยานว่า พยานได้รับมอบหมายให้คำนวณความเสียหายของเครื่องบินลำเกิดเหตุโดยคำนวณจากรายการทรัพย์สินที่โจทก์ส่งมายังกระทรวงการคลัง คำนวณแล้วทำรายการไว้ตามเอกสารหมาย ป.จ.9 ของศาลแพ่ง เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย สำหรับการคำนวณราคาทรัพย์เพื่อชดใช้แทนนั้น เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาได้แก่เวลาขณะเกิดเหตุละเมิด ตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย ป.จ.9 ของศาลแพ่งแม้โจทก์ซื้อเครื่องบินลำเกิดเหตุมาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2533 ในราคา 3,899,087 บาทแต่ขณะเกิดเหตุเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2535 โจทก์อ้างว่าเครื่องบินเช่นลำเกิดเหตุมีราคาลำละ 4,717,898 บาท โดยจำเลยไม่นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น แสดงว่าเครื่องบินซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ย่อมมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แต่เนื่องจากเครื่องบินเป็นทรัพย์สินที่เสื่อมราคาเพราะการใช้ ช่วงเวลา 1 ปี 9 เดือน ของการใช้งาน นางวัลนาคำนวณค่าเสื่อมราคาได้ 1,106,347 บาท ฉะนั้นการคำนวณราคาจึงต้องคิดฐานที่ตั้งจากราคา 4,717,898 บาท ซึ่งเป็นราคาในขณะเกิดเหตุละเมิดไม่ใช่คิดจากราคาซื้อเดิมดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย สำหรับซากเครื่องบินที่มีอยู่ที่โจทก์ประเมินราคาไว้ 1,172,314 บาทนั้น แม้เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าแต่ไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์ประสงค์จะได้เนื่องจากตามสภาพของความเป็นจริงเป็นการยากที่จะนำไปใช้งานซ่อมแซมเครื่องบินโจทก์ลำที่เหลืออยู่ ชอบที่จะต้องปฏิบัติตามสำเนาหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี สร 1001/ว 32 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2525 เอกสารหมาย ป.จ.11 ของศาลแพ่ง คือให้จำเลยรับซากเครื่องบินนั้นไปหลังจากที่ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองนำราคาซากเครื่องบินดังกล่าวหักออกจากราคาเครื่องบินที่จำเลยจะต้องชดใช้ก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยนางวัลนาเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงการคลังไม่ได้สังกัดโจทก์คิดคำนวณราคาตามหลักเกณฑ์ที่ระเบียบกำหนด จำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งการคิดคำนวณของนางวัลนาและทางนำสืบของโจทก์ในประเด็นเรื่องค่าเสียหายจึงฟังได้ว่าเครื่องบินโจทก์ลำเกิดเหตุมีราคาขณะเกิดเหตุ 4,717,898 บาท เมื่อหักค่าเสื่อมราคา 1,106,347 บาท ค่าเสียหายจึงเท่ากับ 3,611,551 บาท โจทก์สมควรได้รับชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,611,551 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยนับแต่วันละเมิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 355,924.92 บาท เมื่อจำเลยชำระเงินเสร็จสิ้นแล้วให้จำเลยมีสิทธิรับซากเครื่องบินทั้งหมดคืนจากโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการบินพาณิชย์
จำเลย — ร้อยตำรวจเอก อาณัติ เสมทับพระ
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3491/2546
#50838
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ในเหตุที่จำเลยนำเครื่องบินของโจทก์ขึ้นฝึกบินโดยประมาทจนเป็นเหตุให้เครื่องบินตกมากน้อยเพียงใดให้คิดคำนวณราคาทรัพย์เพื่อชดใช้แทนตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาในขณะเกิดเหตุละเมิด ด้วยเหตุนี้การคิดมูลค่าของเครื่องบินจึงต้องคิดจากราคาในขณะเกิดเหตุละเมิดไม่ใช่คิดจากราคาซื้อเดิม นอกจากนี้เครื่องบินเป็นทรัพย์สินที่เสื่อมราคาเพราะการใช้งานจึงต้องคิดค่าเสื่อมราคาด้วย ดังนั้น ค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะทำให้เครื่องบินของโจทก์ตกโดยประมาทคือราคาเครื่องบินขณะเกิดเหตุหลังจากหักค่าเสื่อมราคาแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องบิน (HS-TCC) ราคา 3,611,551 บาทจำเลยเป็นนักเรียนการบินของโจทก์ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2535 จำเลยกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง นำเครื่องบินดังกล่าวของโจทก์ขึ้นทำการฝึกบินโดยไม่ได้ขออนุญาตและไม่ได้รับอนุญาตจากครูการบิน ทั้งไม่ได้ตรวจตราความสมบูรณ์เรียบร้อยของเครื่องบิน ไม่ได้ตรวจน้ำมันเชื้อเพลิงว่ามีเพียงพอสำหรับการฝึกบินในครั้งนี้หรือไม่ กับขณะฝึกบินจำเลยไม่ได้ดูมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงบนเครื่องบินว่ามีน้ำมันเชื้อเพลิงพอที่จะบินต่อไปได้หรือไม่ จำเลยทำการบินจนน้ำมันเชื้อเพลิงในถังด้านขวาหมดทำให้เครื่องยนต์ดับเป็นเหตุให้เครื่องบินตกได้รับความเสียหายไม่สามารถซ่อมแซมได้ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 3,611,551 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 3,967,475.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 3,611,551 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยนำเครื่องบินลำเกิดเหตุขึ้นทำการฝึกบินเดี่ยวในชั่วโมงการเรียนการสอนตามปกติ โดยจำเลยได้ตรวจตราความสมบูรณ์เรียบร้อยของเครื่องบินและน้ำมันเชื้อเพลิงในเครื่องบิน พบว่าขณะนั้นเครื่องบินใช้น้ำมันในถังปีกด้านซ้ายซึ่งมีปริมาณพอเพียงที่จะบินได้ประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วจำเลยได้ลงชื่อในสมุดสั่งการบินและขออนุญาตหอบังคับการบินตามวิธีการที่เคยปฏิบัติ แต่ไม่ได้บอกกล่าวแก่นายจิระทองเพชร ครูฝึกประจำตัวก่อนเนื่องจากจำเลยเป็นศิษย์การบินที่ครูฝึกไว้ใจ เมื่อจำเลยนำเครื่องบินขึ้นฝึกบินประมาณ 1 ชั่วโมง เครื่องยนต์มีอาการสะดุดและดับ จำเลยตรวจสอบระบบทุกอย่างแล้วเห็นว่าปกติ แต่ไม่ได้ตรวจสอบถังน้ำมันเชื้อเพลิงจนกระทั่งเครื่องบินตก นอกจากนี้สภาบริหารคณะปฏิวัติมีมติเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2515 อนุมัติให้นักบิน ครูการบิน และนักศึกษาของกรมการบินพาณิชย์ไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากอากาศยานตกหรือเสียหายในทุกกรณีต่อทางราชการและบุคคลที่สามนับแต่เครื่องยนต์ถูกติดขึ้นจนถูกดับลงและระเบียบศูนย์ฝึกการบินพลเรือนในประเทศไทย ว่าด้วยเรื่องการฝึกบินของผู้ประจำหน้าที่อากาศยาน พ.ศ. 2535 ฉบับที่ 1ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2535 มิได้กำหนดให้ต้องชดใช้ค่าเสียหาย เครื่องบินที่เสียหายหากนำมาซ่อมแซมแล้วคงใช้การได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,812,437 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน1,812,437.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์สมควรได้รับค่าเสียหายตามจำนวนที่ฟ้องหรือไม่ เพียงใด โจทก์มีนางวัลนา วังสงค์ นักบัญชี 5 สำนักบัญชีและตรวจสอบภายใน กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เบิกความเป็นพยานว่า พยานได้รับมอบหมายให้คำนวณความเสียหายของเครื่องบินลำเกิดเหตุโดยคำนวณจากรายการทรัพย์สินที่โจทก์ส่งมายังกระทรวงการคลัง คำนวณแล้วทำรายการไว้ตามเอกสารหมาย ป.จ.9 ของศาลแพ่ง เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิดหรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วยสำหรับการคำนวณราคาทรัพย์เพื่อชดใช้แทนนั้น เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาได้แก่เวลาขณะเกิดเหตุละเมิดส่วนมูลค่าของเครื่องบินนั้นตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย ป.จ.9 ของศาลแพ่ง แม้โจทก์ซื้อเครื่องบินลำเกิดเหตุมาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2533 ในราคา 3,899,087 บาท แต่ขณะเกิดเหตุเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์อ้างว่าเครื่องบินเช่นลำเกิดเหตุมีราคาลำละ 4,717,898 บาท โดยจำเลยไม่นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น แสดงว่าเครื่องบินซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ย่อมมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แต่เนื่องจากเครื่องบินเป็นทรัพย์สินที่เสื่อมราคาเพราะการใช้ ช่วงเวลา 1 ปี 9 เดือน ของการใช้งาน นางวัลนาคำนวณค่าเสื่อมราคาได้ 1,106,347 บาท ฉะนั้น การคำนวณราคาจึงต้องคิดฐานที่ตั้งจากราคา 4,717,898 บาท ซึ่งเป็นราคาในขณะเกิดเหตุละเมิดไม่ใช่คิดจากราคาซื้อเดิมดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย สำหรับซากเครื่องบินที่มีอยู่ที่โจทก์ประเมินราคาไว้1,172,314 บาท นั้น แม้เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าแต่ไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์ประสงค์จะได้เนื่องจากตามสภาพของความเป็นจริง เป็นการยากที่จะนำไปใช้งานซ่อมแซมเครื่องบินโจทก์ลำที่เหลืออยู่ ชอบที่จะต้องปฏิบัติตามสำเนาหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี สร 1001/ว 32 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2525 เอกสารหมาย ป.จ.11 ของศาลแพ่ง คือให้จำเลยรับซากเครื่องบินนั้นไปหลังจากที่ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองนำราคาซากเครื่องบินดังกล่าวหักออกจากราคาเครื่องบินที่จำเลยจะต้องชดใช้ก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย นางวัลนา เป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงการคลัง ไม่ได้สังกัดโจทก์ คิดคำนวณราคาตามหลักเกณฑ์ที่ระเบียบกำหนด จำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งการคิดคำนวณของนางวัลนาและทางนำสืบของโจทก์ในประเด็นเรื่องค่าเสียหาย จึงฟังได้ว่าเครื่องบินโจทก์ลำเกิดเหตุมีราคาขณะเกิดเหตุ 4,717,898 บาท เมื่อหักค่าเสื่อมราคา 1,106,347 บาท ค่าเสียหายจึงเท่ากับ 3,611,551 บาท โจทก์สมควรได้รับชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ดังกล่าว ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,611,551 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี เมื่อจำเลยชำระเงินเสร็จสิ้นแล้วให้จำเลยมีสิทธิรับซากเครื่องบินทั้งหมดคืนจากโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการบินพาณิชย์
จำเลย — ร้อยตำรวจเอก อาณัติ เสมทับพระ
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3491/2546
#110888
เปิดฉบับเต็ม

ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิดหรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้นรวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย การคำนวณราคาทรัพย์เพื่อชดใช้แทนนั้นต้องคิดฐานที่ตั้งจากราคาในขณะเกิดเหตุละเมิด ไม่ใช่คิดจากราคาซื้อเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๓,๙๖๗,๔๗๕.๙๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน ๓,๖๑๑,๕๕๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน ๑,๘๑๒,๔๓๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๓๕ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๓๐,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๑,๘๑๒,๔๓๗.๑๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๓๕ จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีอำนาจหน้าที่จัดให้มีการฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เครื่องบินแบบไปเปอร์ วาริเออร์ ทู เครื่องหมายสัญชาติและทะเบียน เอชเอส - ทีซีซี สัญชาติไทย ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นนักเรียนการบินของโจทก์หลักสูตรนักบินส่วนบุคคล รุ่นที่ ๒๐ เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๓๕ เวลา ๑๓.๒๐ นาฬิกา จำเลยกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง นำเครื่องบินลำดังกล่าวขึ้นฝึกบินที่สนามฝึกบินบ่อฝ้ายโดยพลการ เป็นเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง เกิดเครื่องยนต์ดังเนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงหมด เครื่องบินตกที่บริเวณตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เครื่องบินได้รับความเสียหายไม่สามารถซ่อมใช้งานได้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์สมควรได้รับค่าเสียหายตามจำนวนที่ฟ้องหรือไม่ เพียงใด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๘ วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่ การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย สำหรับการคำนวณราคาทรัพย์เพื่อชดใช้แทนนั้น เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาได้แก่เวลาขณะเกิดเหตุละเมิด แม้โจทก์ซื้อเครื่องบินลำเกิดเหตุมาเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๓๓ ในราคา ๓,๘๙๙,๐๘๗ บาท แต่ขณะเกิดเหตุเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ โจทก์อ้างว่าเครื่องบินเช่นลำเกิดเหตุมีราคาลำละ ๔,๗๑๗,๘๙๘ บาท โดยจำเลยไม่นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น แสดงว่าเครื่องบินซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ย่อมมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แต่เนื่องจากเครื่องบินเป็นทรัพย์สินที่เสื่อมราคาเพราะการใช้ ช่วงเวลา ๑ ปี ๙ เดือน ของการใช้งาน คำนวณค่าเสื่อมราคาได้ ๑,๑๐๖,๓๔๗ บาท ฉะนั้นการคำนวณราคาจึงต้องคิดฐานที่ตั้งจากราคา ๔,๗๑๗,๘๙๘ บาท ซึ่งเป็นราคาในขณะเกิดเหตุละเมิดไม่ใช่คิดจากราคาซื้อเดิม ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เมื่อเครื่องบินลำเกิดเหตุมีราคาขณะเกิดเหตุ ๔,๗๑๗,๘๙๘ บาท เมื่อหักค่าเสื่อมราคา ๑,๑๐๖,๓๔๗ บาท ค่าเสียหายจึงเท่ากับ ๓,๖๑๑,๕๕๑ บาท โจทก์สมควรได้รับชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓,๖๑๑,๕๕๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๓๕ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับแต่วันละเมิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน ๓๕๕,๙๒๔.๙๒ บาท เมื่อจำเลยชำระเงินเสร็จสิ้นแล้วให้จำเลยมีสิทธิรับซากเครื่องบินทั้งหมดคืนจากโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการบินพาณิชย์
จำเลย — ร้อยตำรวจเอกอาณัติ เสมทับพระ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายมนูภาน ยศธแสนย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเสรี ภูรีญานสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3481/2546
#50837
เปิดฉบับเต็ม

แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม จะห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดกแต่บทบัญญัติดังกล่าวก็บัญญัติยกเว้นไว้มิให้ใช้บังคับแก่กรณีสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ตามมาตรา 193/27 และมาตรา 745 ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะฟ้องบังคับชำระหนี้เกินกว่า1 ปี นับแต่ผู้ร้องรู้หรือควรได้รู้ถึงการตายของเจ้าของมรดก ผู้ร้องก็ยังคงมีสิทธิบังคับจำนองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน230,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 77 ตำบลวัดขนุนอำเภอสิงหนคร (อำเภอเมืองสงขลา)จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองร่วมกับนางสาวแผ้ว รัชชโต และนางรัตติยา หนูสุคนธ์ โดยรับมรดกมาจากนายคล้อย รัชชโต เพื่อขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆและหากศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดหรือโจทก์สละสิทธิในการบังคับคดีให้ผู้ร้องสวมสิทธิในการบังคับคดีต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช้สิทธิฟ้องคดีให้ทายาทของนายคล้อยชำระหนี้ภายในกำหนดอายุความนับแต่ทราบการตายของนายคล้อย คดีผู้ร้องจึงขาดอายุความขอให้ยกคำร้องขอ

จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น หากโจทก์ถอนการยึดหรือสละสิทธิการยึดทรัพย์ ให้ผู้ร้องสวมสิทธิการบังคับคดีได้ตามกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2532 นายคล้อยรัชชโต ได้กู้ยืมเงินผู้ร้องจำนวน 130,000 บาท และจดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 77 หมู่ที่ 3 ตำบลวัดขนุน อำเภอสิงหนคร(อำเภอเมืองสงขลา) จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมานายคล้อยได้ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 นางสาวแผ้ว รัชชโต และนางรัตติยา หนูสุคนธ์ได้รับโอนสิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าวในฐานะทายาทผู้ร้องทราบว่านายคล้อยถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2540 และยื่นคำร้องขอคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 15มีนาคม 2544 คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธิเรียกร้องของผู้ร้องขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยและแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าแม้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 วรรคสาม จะห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดกก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็บัญญัติยกเว้นไว้มิให้ใช้บังคับแก่กรณีสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ตามมาตรา 193/27 ซึ่งบัญญัติว่าผู้รับจำนอง ผู้รับจำนำ ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วง หรือผู้ทรงบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้อันตนได้ยึดถือไว้ ยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง จำนำ หรือที่ได้ยึดถือไว้แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไปไม่ได้ และตามมาตรา 745 ก็บัญญัติไว้ว่า ผู้รับจำนองจะบังคับจำนองแม้เมื่อหนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ดังนั้น แม้จะฟังว่า ผู้ร้องฟ้องบังคับชำระหนี้เกินกว่า 1 ปี นับแต่ผู้ร้องรู้หรือควรได้รู้ถึงการตายของเจ้ามรดกผู้ร้องก็ยังคงมีสิทธิบังคับจำนองได้ ฎีกาของโจทก์ไม่อาจหักล้างเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้ และไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นสาระแก่คดีไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยซ้ำอีก"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 745 ม. 1754 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สิริ ชมเชย
ผู้ร้อง — นาง อุมา ศรีสุวรรณ
จำเลย — นางสาว ผิ้น รัชชโต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3473/2546
#49901
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือแจ้งเงินเดือนและเงินรางวัลพิเศษระบุว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินรางวัลพิเศษโดยมิได้มีหลักเกณฑ์ว่าผู้มีสิทธิได้รับรางวัลพิเศษต้องมีสภาพเป็นพนักงานของจำเลยในวันที่จำเลยจ่ายเงินรางวัลพิเศษ ดังนั้น แม้โจทก์จะลาออกไปในภายหลัง โจทก์ก็ยังมีสิทธิได้รับเงินรางวัลดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเกี่ยวกับระยะเวลาการทำงานเพื่อคิดค่าชดเชยเพิ่มขึ้นนั้น มิใช่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและมิใช่การแก้ไขข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดเล็กน้อย เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหลังจากที่ศาลแรงงานกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทและหลังสืบพยานแล้ว จึงล่วงเลยเวลาที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 26,250 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินจำนวน 29,750 บาท แต่จำเลยจ่ายให้เพียง 26,250 บาท ยังขาดอยู่จำนวน 3,500 บาท การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 11,484,000 บาท จำเลยค้างจ่ายเงินรางวัลพิเศษแก่โจทก์จำนวน 13,890 บาท และไม่ออกใบรับรองการทำงานให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 3,500 บาท เงินรางวัลพิเศษจำนวน13,890 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 11,484,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยออกใบรับรองการทำงานให้แก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การว่า จำเลยปรับปรุงโครงสร้างของฝ่ายบัญชีและการเงินซึ่งมีผลต้องยกเลิกตำแหน่งที่โจทก์ดำรงตำแหน่งอยู่ จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ไปครบถ้วนแล้ว มิได้ค้างจ่าย ส่วนเงินรางวัลพิเศษนั้น พนักงานผู้มีสิทธิได้รับเงินรางวัลพิเศษต้องมีสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยในขณะที่จำเลยจ่ายเงินรางวัลพิเศษในไตรมาสนั้น ๆ ซึ่งในไตรมาสเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2544 นั้น ผู้บริหารของจำเลยยังมิได้พิจารณาจ่ายเงินรางวัลพิเศษให้แต่ละหน่วยงาน โจทก์ไม่ได้มีสภาพเป็นพนักงานของจำเลยในขณะที่จำเลยจ่ายเงินรางวัลพิเศษ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินรางวัลพิเศษตามฟ้อง โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจากการเลิกจ้างของจำเลย จำเลยไม่ได้มีเจตนาจะไม่ออกใบรับรองการทำงานให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 3,500 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 90,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26 กันยายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินรางวัลพิเศษจากจำเลยหรือไม่ เพียงใด พิเคราะห์หนังสือแจ้งเงินเดือนและเงินรางวัลพิเศษปี 2544 ที่จำเลยแจ้งแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.2 มีข้อความระบุไว้ตอนต้นว่า "บริษัทฯ ขอแจ้งเงินเดือนและเงินรางวัลพิเศษ(Incentive) ประจำปี 2544 ของท่าน ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ดังนี้

เงินเดือน

26,250

บาท

เงินรางวัลพิเศษ (Incentive)

4,630

บาท

บริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานการปฏิบัติงานอันดีเช่นนี้ตลอดไป" และได้หมายเหตุไว้ตอนท้ายว่า ระบบเงินรางวัลพิเศษ (Incentive) ในปี 2544ยังคงมีหลักเกณฑ์การคำนวณจ่ายเช่นเดิมตามที่เคยปฏิบัติมา คือ คำนวณจ่ายทุกไตรมาส ทั้งนี้ ยอดที่แจ้งไว้ในหนังสือนี้ คือยอดที่ท่านจะได้รับต่อเดือนซึ่งอาจปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่ท่านสังกัด อนึ่ง ระบบเงินรางวัลพิเศษนี้อาจมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมกับสถานการณ์การดำเนินธุรกิจ เห็นว่าหนังสือแจ้งเงินเดือนและเงินรางวัลพิเศษตามเอกสารหมาย จ.2 ได้ระบุไว้ตอนต้นว่าโจทก์จะได้รับเงินรางวัลพิเศษจำนวน 4,630 บาท ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544เป็นต้นไป โดยเป็นยอดที่จะได้รับต่อเดือนตามหมายเหตุตอนท้าย และจำเลยยังได้ระบุไว้ด้วยว่าระบบเงินรางวัลพิเศษในปี 2544 ยังคงมีหลักเกณฑ์การคำนวณจ่ายเช่นเดิมตามที่เคยปฏิบัติมา คือคำนวณจ่ายทุกไตรมาส หมายความว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินรางวัลพิเศษตั้งแต่เดือนมกราคม 2544 เป็นต้นไป โดยคิดให้เป็นรายเดือน เดือนละ 4,630 บาท และจ่ายให้ทุกสามเดือน มิได้มีหลักเกณฑ์ว่าผู้มีสิทธิได้รับเงินรางวัลพิเศษต้องมีสภาพเป็นพนักงานของจำเลยในวันที่จำเลยจ่ายเงินรางวัลพิเศษดังที่จำเลยให้การต่อสู้ เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับเงินรางวัลพิเศษคิดเป็นรายเดือน จึงมีสิทธิได้รับเงินรางวัลพิเศษสำหรับเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2544 เดือนละ 4,630 บาท รวม 9,260 บาท ส่วนเดือนกันยายน2544 นั้น โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยจนถึงวันที่ 21 กันยายน 2544 ซึ่งเกินกว่าครึ่งเดือนแล้วให้ปัดเศษขึ้นเท่ากับโจทก์ทำงานกับจำเลยครบเดือนจึงมีสิทธิได้เงินรางวัลพิเศษจำนวน4,630 บาท รวมแล้วโจทก์มีสิทธิได้รับเงินรางวัลพิเศษทั้งสิ้นจำนวน 13,890 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามกฎหมาย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินรางวัลพิเศษจากจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสองว่า โจทก์ได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน แต่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องอันเป็นสิทธิในกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์สามารถแก้ไขคำฟ้องได้ก่อนศาลมีคำพิพากษาจึงถือว่าโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระค่าชดเชยเพิ่มเติมแล้ว เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเกี่ยวกับระยะเวลาการทำงานเพื่อคิดค่าชดเชยเพิ่มขึ้นนั้นมิใช่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและมิใช่การแก้ไขข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดเล็กน้อย เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง หลังจากที่ศาลแรงงานกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทและหลังสืบพยานแล้ว จึงล่วงเลยเวลาที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิได้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เนื่องจากโจทก์ยังมีความสามารถทำงานกับจำเลยต่อไปได้ หากโจทก์ทำงานกับจำเลยจนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2544 จะทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี ซึ่งมีสิทธิได้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน แต่จำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 21 กันยายน 2544 ต้องถือว่าโจทก์ทำงานติดต่อกันมาครบ 3 ปี จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์จำนวน 180 วัน เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเกี่ยวกับระยะเวลาการทำงานเพื่อคิดค่าชดเชยเพิ่มขึ้น จึงถือว่าอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินรางวัลพิเศษจำนวน 13,890 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว กัญญา ราชอักษร
จำเลย — บริษัท หลุยส์ ตี. เลียวโนเวนส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3472/2546
#50836
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการค้าขายเครื่องอุปโภคและบริโภค รวมทั้งให้ยืมเงินแก่ ผ. จำเลย และลูกค้าของโจทก์รายอื่น ๆ อีกหลายรายที่ประกอบอาชีพทำนาที่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องอุปโภคบริโภคโดยโจทก์ให้เครดิตสินเชื่อสินค้าและเงินยืมของโจทก์ให้แก่ลูกค้ามีบัญชีบันทึกหนี้สินกันไว้เป็นหลักฐานโดยโจทก์หวังผลประโยชน์ตอบแทน ปรากฏว่าผ. ยังค้างชำระหนี้อยู่จึงยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยกับยอดหนี้ดังกล่าวเป็นต้นเงินในปีต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นผลประโยชน์ตอบแทนในทางการค้าไม่ใช่การคิดดอกเบี้ย

ผ. ยอมทำสัญญากู้ยืมเงินให้ไว้แก่โจทก์จึงเป็นการแปลงหนี้เดิมที่ค้างชำระกันอยู่มาเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน หนี้เดิมย่อมระงับสิ้นไปโดยการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 เมื่อถึงกำหนดเวลาชำระหนี้เงินกู้ยืม ผ. ไม่ยอมชำระเงินกู้ยืมให้แก่โจทก์ จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญากู้ยืมเงินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อ ผ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ผ. และจำเลยที่ 2ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ผ. จึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 ประกอบด้วยมาตรา 1629,1635(1) และมาตรา 1737

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นทายาทโดยธรรมของนายผวน นายผวนและจำเลยทั้งสองร่วมกันกู้ยืมเงินทำนา ซื้อสินค้าเชื่อเป็นสินค้าเกษตรและเครื่องอุปโภคบริโภคจากโจทก์ แล้วนำข้าวเปลือกมาขายชำระหนี้ให้โจทก์ โดยมีการหักทอนบัญชีทุกปีหากชำระไม่ครบก็ยกยอดหนี้ไปในปีถัดไปเรื่อยมา ซึ่งมีการหักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2536 ปรากฏว่านายผวนและจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน250,000 บาท นายผวนจึงทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน 250,000 บาท ไว้แก่โจทก์ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2537 เมื่อถึงกำหนดนายผวนผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์ ต่อมานายผวนถึงแก่ความตาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายผวนชำระเงิน 312,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายผวน อยู่จุ้ยชำระเงิน 30,777 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2536จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายในกำหนดอายุความ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 185 บาทแก่โจทก์ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 12.50 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์มีตัวโจทก์และนายสุพัฒน์ สุนทราจารย์ บุตรโจทก์ผู้เขียนและพยานในสัญญากู้ยืมเงินมาเบิกความยืนยันว่า โจทก์รู้จักคุ้นเคยกับนายผวน อยู่จุ้ย และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยานายผวน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 และนายผวนซึ่งทำการสมรสกันก่อนปี 2477 เกี่ยวกับคดีนี้โจทก์ประกอบกิจการค้าขายเครื่องอุปโภคและบริโภคนายผวนและจำเลยที่ 1 รวมทั้งบุคคลในครอบครัวนายผวนเป็นลูกค้าของโจทก์มาเป็นเวลานับสิบปี โดยเป็นลูกค้าซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคไปจากโจทก์ รวมทั้งได้ขอยืมเงินจากโจทก์ไปทำกินในการดำรงชีวิตและลงทุนทำนา ซึ่งในแต่ละปีนายผวนและจำเลยทั้งสองได้ยืมเงินไปจากโจทก์เพื่อลงทุนทำนาหลายครั้ง ในการยืมแต่ละครั้งโจทก์มีสมุดบัญชีจดบันทึกช่วยจำลงรายการไว้ในบัญชี ส่วนสิ่งของที่เป็นสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคเมื่อซื้อแล้วเป็นการซื้อเงินเชื่อโจทก์ก็จะลงรายการไว้ในบัญชี ส่วนการชำระหนี้ดังกล่าว ทั้งนายผวนและจำเลยทั้งสองจะนำข้าวเปลือกมาขายตีใช้หนี้ให้แก่โจทก์แล้วจะทำการหักทอนบัญชีกันเป็นการชำระหนี้กันทุกปี หากปีไหนชำระหนี้ไม่ครบถ้วนโจทก์ก็จะยกยอดเป็นหนี้ค้างชำระในปีถัดไป เมื่อคิดคำนวณยอดหนี้ที่นายผวนและจำเลยทั้งสองมีหนี้ผูกพันกันมาตั้งแต่ปี 2528 จนถึงปี2536 โดยคิดคำนวณถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2536 ปรากฏว่ามียอดหนี้คงค้างชำระอยู่250,183 บาท โจทก์ยอมลดหนี้ให้ 183 บาท คงมีหนี้ที่ค้างชำระอยู่ 250,000 บาท โจทก์และนายผวนตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้เป็นหลักฐาน โดยมีนายสุพัฒน์ สุนทราจารย์บุตรโจทก์เป็นผู้เขียนสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวโดยระบุว่านายผวนได้กู้เงินไปจากโจทก์250,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระให้เสร็จภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2537 เพื่อเป็นหลักประกัน นายผวนได้นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 333 ตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน เมื่อเขียนสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแล้วอ่านให้นายผวนฟังแล้วนายผวนลงชื่อไว้ในช่องผู้กู้ ส่วนโจทก์ลงชื่อในช่องผู้ให้กู้ นายสุพัฒน์ลงชื่อเป็นผู้เขียนและพยาน นับแต่วันที่นายผวนได้ทำสัญญากู้เงินแล้ว นายผวนไม่เคยนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์เลย ครั้นเมื่อถึงกำหนดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ซึ่งครบกำหนดเวลาตามสัญญากู้ยืมเงิน นายผวนก็ไม่นำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ โจทก์จึงถือว่านายผวนผิดสัญญา โจทก์ทวงถามหลายครั้ง นายผวนก็ผัดผ่อนและได้ไปติดต่อปลัดอำเภอที่อำเภอตาคลีเพื่อขอให้ปลัดอำเภอติดต่อขอเงินหลวงของทางราชการมาช่วยปลดหนี้ให้ ทางราชการอำเภอตาคลีได้สอบสวนปากคำโจทก์และนายผวนแล้วเห็นว่ามีหนี้สินมากจึงแนะนำให้นายผวนโอนที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อปลดเปลื้องหนี้สิน และยังแนะนำให้นายผวนไปติดต่อขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรแล้วนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองไว้เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ให้แก่โจทก์ แต่นายผวนก็ไม่ได้นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จนกระทั่งนายผวนได้ถึงแก่ความตายไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2537 เมื่อนายผวนถึงแก่ความตายจำเลยทั้งสองเป็นทายาทต้องรับผิดชดใช้หนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทแล้วจำเลยทั้งสองขอผัดผ่อนและไม่ยอมชำระหนี้ให้ โจทก์คิดคำนวณดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำสัญญาคือวันที่ 15 ตุลาคม 2536 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา1 ปี 8 เดือน คิดเป็นดอกเบี้ย 62,500 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 ไม่สืบพยาน ส่วนจำเลยที่ 2 มีนางบุญนาค อยู่จุ้ย บุตรจำเลยที่ 1และนายผวนนายจำปี อยู่จุ้ย น้องชายจำเลยที่ 2 มาเบิกความยืนยันว่า ทั้งนางบุญนาคและนายจำปีเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน บิดามารดาของพยานทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายและมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันถึง 8 คน บุคคลในครอบครัวของพยานเป็นหนี้โจทก์ตั้งแต่ปี 2520 ถึงปี 2527 หนี้ดังกล่าวเกี่ยวกับค่าอุปโภคบริโภค น้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องเกษตรกรรมและบางครั้งก็ได้ยืมเงินมาใช้ในการเกี่ยวข้าวโดยตกลงกันว่าเมื่อทำการเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้วจะต้องนำข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวได้ไปตีราคาใช้หนี้โดยชำระกันทุกปี เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่นำสืบมาตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 นำสืบโต้แย้งกันอยู่ แต่เมื่อพิจารณาเอกสารสมุดบัญชีที่บันทึกช่วยจำที่โจทก์ทำขึ้นแล้วให้นายผวนจำเลยทั้งสองและบุคคลในครอบครัวนายผวนเซ็นชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือรับรู้ในการซื้อสินค้าเงินเชื่อไปจากโจทก์ ทั้งนี้เพราะโจทก์ประกอบกิจการค้าขายเครื่องอุปโภคและบริโภค สินค้าทางการเกษตรรวมทั้งให้ยืมเงินแก่ลูกค้าของโจทก์รายอื่น ๆ อีกหลายรายที่ประกอบอาชีพทำนาในระหว่างผลผลิตจากการทำนายังไม่ได้เก็บเกี่ยวมีความจำเป็นต้องกินต้องใช้เครื่องอุปโภคบริโภคในการดำรงชีวิตอยู่ โจทก์จึงให้เครดิตสินเชื่อสินค้าและเงินยืมของโจทก์ให้แก่ลูกค้า มีบัญชีบันทึกหนี้สินกันไว้เป็นหลักฐานเป็นการช่วยจำและช่วยเหลือจุนเจือกันโดยโจทก์ก็หวังผลประโยชน์ตอบแทนที่ได้ประพฤติปฏิบัติต่อกันและหวังผลจากนายผวนและจำเลยทั้งสองที่ต้องนำข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวได้มาตีใช้หนี้โดยขายให้แก่โจทก์ตามราคาท้องตลาดหักทอนบัญชีกันปรากฏว่าฝ่ายนายผวนยังค้างชำระหนี้อยู่จึงยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยกับยอดหนี้ดังกล่าวเป็นต้นเงินในปีต่อไปได้ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นผลประโยชน์ตอบแทนในทางการค้า ไม่ใช่คิดดอกเบี้ยแต่อย่างใดครั้นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2536 นายผวนได้ยอมทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวนเงิน 250,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้วมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า การที่นายผวนยอมทำสัญญากู้ยืมเงินให้ไว้แก่โจทก์ และมีการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของนายผวนในสัญญากู้ยืมเงินในช่องผู้กู้แล้ว ผู้เชี่ยวชาญจากกองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ ในขณะนั้นลงความเห็นว่าเป็นลายเซ็นของนายผวนจริงนอกจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์แวดล้อมกรณีในการปฏิบัติต่อกันระหว่างโจทก์และนายผวนแล้วปรากฏหลักฐานทางอำเภอตาคลีว่านายผวนไปขอให้ทางอำเภอติดต่อขอเงินหลวงมาช่วยปลดหนี้ให้ ทางอำเภอตาคลีสอบสวนปากคำคู่กรณีแล้วได้ความว่านายผวนมีหนี้สินมากจึงแนะนำให้นายผวนโอนที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อปลดเปลื้องหนี้สิน และได้แนะนำให้นายผวนไปติดต่อขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรโดยนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองไว้เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่นายผวนก็ยังไม่ได้นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนกระทั่งนายผวนได้ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2537 จากพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาชี้ชัดให้เห็นว่า นายผวนยอมรับว่าเป็นหนี้ที่ค้างชำระโจทก์อยู่จริง จึงยอมทำสัญญากู้ยืมเงินให้ไว้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นการแปลงหนี้เดิมค้างชำระกันอยู่มาเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินหนี้เดิมย่อมระงับสิ้นไปโดยการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังดีกว่าพยานจำเลยที่ 2 จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่โจทก์นำสืบมาว่านายผวนได้ทำสัญญากู้ยืมเงินให้ไว้แก่โจทก์จริง เมื่อถึงกำหนดเวลาชำระหนี้เงินกู้ยืมตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแล้วนายผวนผิดสัญญาไม่ยอมชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์ ย่อมได้ชื่อว่าตกเป็นผู้ผิดนัด จึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์จนครบ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญากู้ยืมเงินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่นายผวนถึงแก่ความตายไปแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายผวนในฐานะคู่สมรส ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายผวนจึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 ประกอบด้วย มาตรา 1629 มาตรา 1635(1) และมาตรา 1737 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของนายผวนผู้ตายร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 5 กรกฎาคม 2538) ต้องไม่เกิน 62,500 บาท ทั้งนี้ไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 349 ม. 653 ม. 1599 ประกอ ม. 1635 (1) ม. 1737
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุพิศ สุนทราจารย์
จำเลย — นาง ธรรมหรือบุญธรรม อยู่จุ้ย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3472/2546
#51020
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการค้าขายเครื่องอุปโภคและบริโภค รวมทั้งให้ยืมเงินแก่ ผ. จำเลยและลูกค้าของโจทก์รายอื่น ๆ อีกหลายรายที่ประกอบอาชีพทำนาที่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องอุปโภคบริโภคโดยโจทก์ให้เครดิตสินเชื่อสินค้าและเงินยืมของแก่ลูกค้า มีบัญชีบันทึกหนี้สินกันไว้เป็นหลักฐานโดยโจทก์หวังผลประโยชน์ตอบแทนปรากฏว่า ผ. ยังค้างชำระหนี้อยู่จึงยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยกับยอดหนี้ดังกล่าวเป็นต้นเงินในปีต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นผลประโยชน์ตอบแทนในทางการค้าไม่ใช่การคิดดอกเบี้ย

ผ. ยอมทำสัญญากู้ยืมเงินให้ไว้แก่โจทก์เป็นการแปลงหนี้เดิมที่ค้างชำระกันอยู่มาเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน หนี้เดิมย่อมระงับสิ้นไปโดยการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 เมื่อถึงกำหนดเวลาชำระหนี้เงินกู้ยืม ผ. ไม่ยอมชำระหนี้จึงตกเป็นผิดนัดต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญากู้ยืมเงินนั้นตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อ ผ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ในฐานะภริยาของ ผ. และจำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ผ. จึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามมาตรา 1599 ประกอบด้วยมาตรา 1629,1635(1) และมาตรา 1737

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยานายผวน อยู่จุ้ย จำเลยที่ 2 เป็นบุตรนายผวนจำเลยทั้งสองจึงเป็นทายาทโดยธรรมของนายผวน เมื่อระหว่างปี 2528 ถึง 2536 นายผวนและจำเลยทั้งสองร่วมกันกู้ยืมเงินทำนา ซื้อสินค้าเชื่อเป็นสินค้าเกษตรและเครื่องอุปโภคบริโภคจากโจทก์ แล้วนำข้าวเปลือกมาขายชำระหนี้ให้โจทก์ โดยมีการหักทอนบัญชีทุกปี หากชำระไม่ครบก็ยกยอดหนี้ไปในปีถัดไปเรื่อยมา ซึ่งมีการหักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2536 ปรากฏว่านายผวนและจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน 250,000 บาท นายผวนจึงทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน 250,000 บาทไว้แก่โจทก์ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์2537 และนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 333 ตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ 3 งาน 21 ตารางวาพร้อมสิ่งปลูกสร้างมอบให้โจทก์ยึดเป็นประกัน เมื่อถึงกำหนดนายผวนผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์ ต่อมาวันที่6 กรกฎาคม 2537 นายผวนถึงแก่ความตาย โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายผวนแล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 250,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2536 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา1 ปี 8 เดือน เป็นดอกเบี้ย 62,500 บาท เมื่อรวมกับต้นเงิน 250,000 บาท แล้ว รวมเป็นเงิน 312,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายผวนชำระเงิน 312,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ในปี 2528 ถึง 2530 นายผวน อยู่จุ้ย ได้กู้ยืมเงินทำนาซื้อสินค้าเชื่อจากโจทก์ ปีละประมาณ 10,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือนและนายผวนนำข้าวเปลือกชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนทุกปี พอปี 2536 นายผวนคิดบัญชีหนี้สินกับโจทก์แล้วโจทก์แจ้งว่านายผวนเป็นหนี้โจทก์อีก 40,000 บาท ซึ่งนายผวนเห็นว่าโจทก์คิดบัญชีหนี้สินเกินความจริงจึงงดกู้ยืมเงินและซื้อเชื่อจากโจทก์นับแต่นั้น ทำให้ไม่มีหนี้สินที่จะแปลงหนี้ใหม่ตามสัญญากู้ยืมเงิน นายผวนไม่เคยทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องโจทก์ร่วมกับผู้มีชื่อทำปลอมขึ้น ลายมือชื่อของผู้กู้ในสัญญามิใช่ลายมือชื่อของนายผวน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายผวน อยู่จุ้ยชำระเงิน 30,777 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2536จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายในกำหนดอายุความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.10 ให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด โจทก์มีตัวโจทก์และนายสุพัฒน์ สุนทราจารย์ บุตรโจทก์ผู้เขียนและพยานในสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.10 มาเบิกความยืนยันว่าโจทก์รู้จักคุ้นเคยกับนายผวนอยู่จุ้ย และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยานายผวน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 และนายผวนซึ่งทำการสมรสกันก่อนปี 2477 เกี่ยวกับคดีนี้โจทก์ประกอบกิจการค้าขายเครื่องอุปโภคและบริโภค นายผวนและจำเลยที่ 1 รวมทั้งบุคคลในครอบครัวนายผวนเป็นลูกค้าของโจทก์มาเป็นเวลานับสิบปี โดยเป็นลูกค้าซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคไปจากโจทก์รวมทั้งได้ขอยืมเงินจากโจทก์ไปทำกินในการดำรงชีวิตและลงทุนทำนา ซึ่งในแต่ละปีนายผวนและจำเลยทั้งสองได้ยืมเงินไปจากโจทก์เพื่อลงทุนทำนาหลายครั้ง ในการยืมแต่ละครั้งโจทก์มีสมุดบัญชีจดบันทึกช่วยจำลงรายการไว้ในบัญชี ส่วนสิ่งของที่เป็นสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคเมื่อซื้อแล้วเป็นการซื้อเงินเชื่อโจทก์ก็จะลงรายการไว้ในบัญชีส่วนการชำระหนี้ดังกล่าว ทั้งนายผวนและจำเลยทั้งสองจะนำข้าวเปลือกมาขายตีใช้หนี้ให้แก่โจทก์แล้วจะทำการหักทอนบัญชีกันเป็นการชำระหนี้กันทุกปี หากปีไหนชำระหนี้ไม่ครบถ้วนโจทก์ก็จะยกยอดเป็นหนี้ค้างชำระในปีถัดไป เมื่อคิดคำนวณยอดหนี้ที่นายผวนและจำเลยทั้งสองมีหนี้ผูกพันกันมาตั้งแต่ปี 2528 จนถึงปี 2536 โดยคิดคำนวณถึงวันที่ 15 ตุลาคม2536 ปรากฏว่ามียอดหนี้คงค้างชำระอยู่ 250,183 บาท โจทก์ยอมลดหนี้ให้ 183 บาทคงมีหนี้ที่ค้างชำระอยู่ 250,000 บาท โจทก์และนายผวนตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้เป็นหลักฐานโดยมีนายสุพัฒน์ สุนทราจารย์ บุตรโจทก์เป็นผู้เขียนสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวโดยระบุว่านายผวนได้กู้เงินไปจากโจทก์ 250,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี กำหนดชำระให้เสร็จภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2537 เพื่อเป็นหลักประกันนายผวนได้นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 333 ตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันเมื่อเขียนสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแล้วอ่านให้นายผวนฟังแล้วนายผวนลงชื่อไว้ในช่องผู้กู้ ส่วนโจทก์ลงชื่อในช่องผู้ให้กู้นายสุพัฒน์ลงชื่อเป็นผู้เขียนและพยาน ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.10 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เอกสารหมาย จ.11 นับแต่วันที่นายผวนได้ทำสัญญากู้เงินแล้ว นายผวนไม่เคยนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์เลย ครั้นเมื่อถึงกำหนดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2537 ซึ่งครบกำหนดเวลาตามสัญญากู้ยืมเงินนายผวนก็ไม่นำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ โจทก์จึงถือว่านายผวนผิดสัญญาโจทก์ทวงถามหลายครั้ง นายผวนก็ผัดผ่อนและได้ไปติดต่อปลัดอำเภอที่อำเภอตาคลีเพื่อขอให้ปลัดอำเภอติดต่อขอเงินหลวงของทางราชการมาช่วยปลดหนี้ให้ ทางราชการอำเภอตาคลีได้สอบสวนปากคำโจทก์และนายผวนแล้วเห็นว่ามีหนี้สินมากจึงแนะนำให้นายผวนโอนที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อปลดเปลื้องหนี้สิน และยังแนะนำให้นายผวนไปติดต่อขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรแล้วนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองไว้เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ให้แก่โจทก์แต่นายผวนก็ไม่ได้นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จนกระทั่งนายผวนได้ถึงแก่ความตายไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2537 ตามสำเนาใบมรณบัตรเอกสารหมาย จ.12 เมื่อนายผวนถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองเป็นทายาทต้องรับผิดชดใช้หนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทแล้วจำเลยทั้งสองขอผัดผ่อนและไม่ยอมชำระหนี้ให้ โจทก์คิดคำนวณดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำสัญญาคือวันที่ 15 ตุลาคม2536 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน คิดเป็นดอกเบี้ย 62,500 บาทเมื่อรวมกับต้นเงินแล้วรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 312,500 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 ไม่สืบพยานส่วนจำเลยที่ 2 มีนางบุญนาค อยู่จุ้ย บุตรจำเลยที่ 1 และนายผวนนายจำปี อยู่จุ้ย น้องชายจำเลยที่ 2 มาเบิกความยืนยันว่า ทั้งนางบุญนาคและนายจำปีเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน บิดามารดาของพยานทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายและมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันถึง 8 คน บุคคลในครอบครัวของพยานเป็นหนี้โจทก์ตั้งแต่ปี 2520 ถึงปี 2527 หนี้ดังกล่าวเกี่ยวกับค่าอุปโภคบริโภค น้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องเกษตรกรรมและบางครั้งก็ได้ยืมเงินมาใช้ในการเกี่ยวข้าวโดยตกลงกันว่าเมื่อทำการเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้วจะต้องนำข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวได้ไปตีราคาใช้หนี้โดยชำระกันทุกปี เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่นำสืบมาตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 นำสืบโต้แย้งกันอยู่ แต่เมื่อพิจารณาเอกสารสมุดบัญชีที่บันทึกช่วยจำที่โจทก์ทำขึ้นแล้วให้นายผวนจำเลยทั้งสองและบุคคลในครอบครัวนายผวนเซ็นชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือรับรู้ในการซื้อสินค้าเงินเชื่อไปจากโจทก์ทั้งนี้เพราะโจทก์ประกอบกิจการค้าขายเครื่องอุปโภคและบริโภค รวมทั้งสินค้าทางการเกษตร รวมทั้งให้ยืมเงินแก่ลูกค้าของโจทก์รายอื่น ๆ อีกหลายรายที่ประกอบอาชีพทำนาในระหว่างผลผลิตจากการทำนายังไม่ได้เก็บเกี่ยวมีความจำเป็นต้องกินต้องใช้เครื่องอุปโภคบริโภคในการดำรงชีวิตอยู่ โจทก์จึงให้เครดิตสินเชื่อสินค้าและเงินยืมของโจทก์ให้แก่ลูกค้า มีบัญชีบันทึกหนี้สินกันไว้เป็นหลักฐานเป็นการช่วยจำและช่วยเหลือจุนเจือกันโดยโจทก์ก็หวังผลประโยชน์ตอบแทนที่ได้ประพฤติปฏิบัติต่อกันและหวังผลจากนายผวนและจำเลยทั้งสองที่ต้องนำข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวได้มาตีใช้หนี้โดยขายให้แก่โจทก์ตามราคาท้องตลาดหักทอนบัญชีกันปรากฏว่าฝ่ายนายผวนยังค้างชำระหนี้อยู่ จึงยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยกับยอดหนี้ดังกล่าวเป็นต้นเงินในปีต่อไปได้ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นผลประโยชน์ตอบแทนในทางการค้า ไม่ใช่การคิดดอกเบี้ยแต่อย่างใด ครั้นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2536 นายผวนได้ยอมทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวนเงิน 250,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.10 เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้วมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า การที่นายผวนยอมทำสัญญากู้ยืมเงินให้ไว้แก่โจทก์ และมีการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของนายผวนในสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.10 ในช่องผู้กู้แล้วผู้เชี่ยวชาญจากกองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ ในขณะนั้นลงความเห็นว่าเป็นลายเซ็นของนายผวนจริง นอกจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์แวดล้อมกรณีในการปฏิบัติต่อกันระหว่างโจทก์และนายผวนแล้วปรากฏหลักฐานทางอำเภอตาคลีว่านายผวนไปขอให้ทางอำเภอติดต่อขอเงินหลวงมาช่วยปลดหนี้ให้ ทางอำเภอตาคลีสอบสวนปากคำคู่กรณีแล้วได้ความว่านายผวนมีหนี้สินมากจึงแนะนำให้นายผวนโอนที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อปลดเปลื้องหนี้สิน และได้แนะนำให้นายผวนไปติดต่อขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรโดยนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองไว้เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่นายผวนก็ยังไม่ได้นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนกระทั่งนายผวนได้ถึงแก่ความตายไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2537 ตามสำเนาใบมรณบัตรเอกสารหมาย จ.12 จากพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาชี้ชัดให้เห็นว่า นายผวนยอมรับว่าเป็นหนี้ที่ค้างชำระโจทก์อยู่จริง จึงยอมทำสัญญากู้ยืมเงินให้ไว้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งเป็นการแปลงหนี้เดิมค้างชำระกันอยู่มาเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน หนี้เดิมย่อมระงับสิ้นไปโดยการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังดีกว่าพยานจำเลยที่ 2 จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่โจทก์นำสืบมาว่านายผวนได้ทำสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.10 ให้ไว้แก่โจทก์จริงเมื่อถึงกำหนดเวลาชำระหนี้เงินกู้ยืมตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแล้วนายผวนผิดสัญญาไม่ยอมชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์ ย่อมได้ชื่อว่าตกเป็นผู้ผิดนัด จึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์จนครบ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญากู้ยืมเงินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่นายผวนถึงแก่ความตายไปแล้วตามสำเนาใบมรณบัตรเอกสารหมาย จ.12 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายผวนในฐานะคู่สมรส ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายผวนจึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.10 ให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 ประกอบด้วย มาตรา 1629 มาตรา 1635(1) และมาตรา 1777 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของนายผวนผู้ตายร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 5 กรกฎาคม 2538) ต้องไม่เกิน 62,500 บาท ทั้งนี้ไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 349 ม. 650 ม. 1599
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุพิศ สุนทราจารย์
จำเลย — นาง ธรรมหรือบุญธรรม อยู่จุ้ย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3456/2546
#49900
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/26 วรรคสาม บัญญัติให้นำบทบัญญัติในเรื่องการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามมาตรา 91 วรรคสอง มาใช้บังคับเกี่ยวกับการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการโดยอนุโลม ดังนั้น ในชั้นยื่นคำขอรับชำระหนี้ เมื่อเจ้าหนี้มีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สิน และข้อความระบุถึงหลักฐานประกอบหนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยชอบแล้ว หากมีผู้โต้แย้งย่อมเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการสอบสวนตามมาตรา 90/32 วรรคสองเพื่อค้นหาความจริงว่าหนี้นั้นขอรับชำระได้หรือต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/27 ทั้งนี้ ย่อมใช้อำนาจดังกล่าวในการค้นหาความจริงได้อย่างกว้างขวางเพื่อประโยชน์ของความเป็นธรรม มิใช่เคร่งครัดจำกัดเพียงดูจากหลักฐานในคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ชั้นยื่นคำขอรับชำระหนี้เท่านั้น ดังนั้น นอกจากพยานหลักฐานของฝ่ายเจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้ที่จะนำอ้างส่งประกอบคำขอรับชำระหนี้แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้หรือบุคคลอื่นใดนำพยานหลักฐานมาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนเพิ่มเติมก่อนมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 90/32 วรรคสอง ได้ และในกรณีที่มีการคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลตามมาตรา 90/32 วรรคสาม ศาลก็ย่อมมีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยโดยรับฟังพยานหลักฐานทุกอย่างทั้งที่ยื่นในชั้นขอรับชำระหนี้และยื่นเพิ่มเติมในชั้นสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ หากศาลเห็นว่าเป็นพยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าหนี้รายนั้นขอรับชำระหนี้ได้ หรือต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ หาใช่เป็นกรณีวินิจฉัยและรับฟังพยานหลักฐานเกินกว่าคำขอชำระหนี้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยเอ.บี.เอส. จำกัด ลูกหนี้เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2543 และตั้งบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟแพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการโดยมีบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ค่าสัญญาค้ำประกันรวมเป็นเงิน 2,226,817,607.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน1,492,762,607.18 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ร้องในฐานะผู้บริหารแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่า หนี้อันดับ 1 ถึง 4 เจ้าหนี้ตามสัญญาค้ำประกันยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว ส่วนหนี้อันดับ 5 สำเนาสัญญาค้ำประกันแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้มิใช่สัญญาค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันอันดับ 5 เป็นเงิน 77,064,607.18 บาทจากลูกหนี้โดยมีเงื่อนไขว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ต่อเมื่อได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้ไปแล้วส่วนหนี้อันดับ 1 ถึง 4 ให้ยกเสีย

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับฟังพยานหลักฐานและมีคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ที่มีต่อบริษัทเจแปน ลิสซิ่ง (ฮ่องกง) จำกัด เป็นเงินต้น 77,064,607.18 บาท แต่ได้ยื่นหลักฐานประกอบหนี้เป็นสำเนาหนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างเจ้าหนี้กับบริษัทเจแปน ลิสซิ่ง(ฮ่องกง) จำกัด เพื่อค้ำประกันหนี้ของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมิกัลไทย จำกัด อันมิใช่สัญญาค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ในคดีนี้ ในระหว่างการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมคือ หนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างเจ้าหนี้กับบริษัทเจแปน ลิสซิ่ง (ฮ่องกง) จำกัด เพื่อค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ อันเป็นฉบับที่ถูกต้องพร้อมคำแปลต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามเอกสารท้ายคำร้องของเจ้าหนี้ฉบับลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2543 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และศาลล้มละลายกลางหยิบยกเอาหนังสือสัญญาค้ำประกันที่เจ้าหนี้มิได้ยื่นไว้พร้อมกับการยื่นคำขอรับชำระหนี้ แต่เพิ่งอ้างส่งในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้มาวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่เจ้าหนี้ถือว่าเป็นการวินิจฉัย และรับฟังพยานหลักฐานเกินกว่าคำขอรับชำระหนี้อันเป็นการพิจารณาและมีคำสั่งโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/26 วรรคสาม บัญญัติให้นำบทบัญญัติในเรื่องการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามมาตรา 91 วรรคสอง มาใช้บังคับเกี่ยวกับการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการโดยอนุโลม โดยบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า "คำขอรับชำระหนี้นั้นต้องทำตามแบบพิมพ์โดยมีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สิน และข้อความระบุถึงหลักฐานประกอบหนี้และทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดของลูกหนี้ที่ยึดถือไว้เป็นหลักฐาน หรือตกอยู่ในความครอบครองของเจ้าหนี้" เหตุนี้ ในชั้นยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อเจ้าหนี้มีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สิน และข้อความระบุถึงหลักฐานประกอบหนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยชอบแล้ว ต่อจากนั้นหากมีผู้โต้แย้งย่อมเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการสอบสวนตามมาตรา 90/32 วรรคสอง เพื่อค้นหาความจริงว่าหนี้นั้นขอรับชำระได้หรือต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/27 ทั้งนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมใช้อำนาจดังกล่าวในการค้นหาความจริงได้อย่างกว้างขวางเพื่อประโยชน์ของความเป็นธรรม มิใช่เคร่งครัดจำกัดเพียงดูจากหลักฐานในคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ชั้นยื่นคำขอรับชำระหนี้เท่านั้น กล่าวคือ นอกจากพยานหลักฐานของฝ่ายเจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้ที่จะนำอ้างส่งประกอบคำขอรับชำระหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้หรือบุคคลอื่นใดนำพยานหลักฐานมาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนเพิ่มเติมก่อนมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 90/32 วรรคสอง ได้ และในกรณีที่มีการคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลตามมาตรา 90/32 วรรคสาม ศาลก็ย่อมมีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยโดยรับฟังพยานหลักฐานทุกอย่าง ทั้งที่ยื่นในชั้นขอรับชำระหนี้และยื่นเพิ่มเติมในชั้นสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ หากศาลเห็นว่าเป็นพยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าหนี้รายนั้นขอรับชำระหนี้ได้ หรือต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 5 ซึ่งเป็นการค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ที่มีต่อบริษัทเจแปน ลิสซิ่ง (ฮ่องกง) จำกัด อย่างถูกต้อง แต่ยื่นหลักฐานประกอบหนี้บางฉบับผิดพลาดโดยยื่นสำเนาสัญญาค้ำประกันหนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับบริษัทเจแปน ลิสซิ่ง (ฮ่องกง) จำกัดฉบับค้ำประกันหนี้ของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมิกัลไทย จำกัด มิใช่ฉบับค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ อย่างไรก็ตามเจ้าหนี้ได้ขออนุญาตยื่นสำเนาสัญญาค้ำประกันฉบับที่ถูกต้องในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจอนุญาตให้เจ้าหนี้ยื่นหลักฐานดังกล่าวเพิ่มเติมและรับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบคำขอรับชำระหนี้ที่ยื่นไว้โดยชอบตั้งแต่ชั้นเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ กระบวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายทุกประการแล้ว นอกจากนี้การที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่าเจ้าหนี้ยื่นหลักฐานประกอบหนี้เป็นการเพียงพอตามกฎหมายแล้วนั้น ก็ย่อมอยู่ในอำนาจของศาลล้มละลายที่กระทำได้เช่นกัน หาใช่เป็นกรณีวินิจฉัยและรับฟังพยานหลักฐานเกินกว่าคำขอรับชำระหนี้ไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26 วรรคสาม ม. 90/32 วรรคสอง ม. 90/32 วรรคสาม ม. 91 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด ผู้บริหารแผน
ผู้ร้อง — เจ้าหนี้
ผู้ร้อง — นาย ประชัย เลี่ยวไพรัตน์
ผู้ร้อง — ลูกหนี้
ผู้ร้อง — บริษัท ไทย เอ.บี.เอส. จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3456/2546
#50803
เปิดฉบับเต็ม

ในการยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อเจ้าหนี้มีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สินและข้อความระบุถึงหลักฐานประกอบหนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยชอบแล้วศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยโดยรับฟังพยานหลักฐานทุกอย่างทั้งที่ยื่นในชั้นขอรับชำระหนี้และยื่นเพิ่มเติมในชั้นสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ ไม่เป็นกรณีวินิจฉัยและรับฟังพยานหลักฐานเกินกว่าคำขอรับชำระหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทย เอ.บี.เอส. จำกัด ลูกหนี้เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2543 และตั้งบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการโดยมีบริษัทเอฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ค่าสัญญาค้ำประกันรวมเป็นเงิน 2,226,817,607.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน1,492,762,607.18 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ร้องในฐานะผู้บริหารแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่า หนี้อันดับ 1 ถึง 4 เจ้าหนี้ตามสัญญาค้ำประกันยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว ส่วนหนี้อันดับ 5 สำเนาสัญญาค้ำประกันแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้มิใช่สัญญาค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันอันดับ 5 เป็นเงิน 77,064,607.18 บาท จากลูกหนี้โดยมีเงื่อนไขว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ต่อเมื่อได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้ไปแล้วส่วนหนี้อันดับ 1 ถึง 4 ให้ยกเสีย

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับฟังพยานหลักฐานและมีคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ที่มีต่อบริษัทเจแปน ลิสซิ่ง (ฮ่องกง) จำกัด เป็นเงินต้น 77,064,607.18 บาท แต่ได้ยื่นหลักฐานประกอบหนี้เป็นสำเนาหนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างเจ้าหนี้กับบริษัทเจแปน ลิสซิ่ง(ฮ่องกง) จำกัด เพื่อค้ำประกันหนี้ของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมิกัลไทย จำกัด อันมิใช่สัญญาค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ในคดีนี้ ในระหว่างการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมคือ หนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างเจ้าหนี้กับบริษัทเจแปน ลิสซิ่ง (ฮ่องกง) จำกัด เพื่อค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ อันเป็นฉบับที่ถูกต้องพร้อมคำแปลต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามเอกสารท้ายคำร้องของเจ้าหนี้ฉบับลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2543 ในส่วนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และศาลล้มละลายกลางหยิบยกเอาหนังสือสัญญาค้ำประกันที่เจ้าหนี้มิได้ยื่นไว้พร้อมกับการยื่นคำขอรับชำระหนี้ แต่เพิ่งอ้างส่งในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้มาวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่เจ้าหนี้ ถือว่าเป็นการวินิจฉัยและรับฟังพยานหลักฐานเกินกว่าคำขอรับชำระหนี้อันเป็นการพิจารณาและมีคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/26 วรรคสาม บัญญัติให้นำบทบัญญัติในเรื่องการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามมาตรา 91 วรรคสอง มาใช้บังคับเกี่ยวกับการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการโดยอนุโลมโดยบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า "คำขอรับชำระหนี้นั้นต้องทำตามแบบพิมพ์โดยมีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สิน และข้อความระบุถึงหลักฐานประกอบหนี้และทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดของลูกหนี้ที่ยึดถือไว้เป็นหลักประกันหรือตกอยู่ในความครอบครองของเจ้าหนี้" เหตุนี้ ในชั้นยื่นคำขอรับชำระหนี้ เมื่อเจ้าหนี้มีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สิน และข้อความระบุถึงหลักฐานประกอบหนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยชอบแล้ว ต่อจากนั้นหากมีผู้โต้แย้งย่อมเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการสอบสวนตามมาตรา 90/32 วรรคสอง เพื่อค้นหาความจริงว่าหนี้นั้นขอรับชำระได้หรือต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/27 ทั้งนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมใช้อำนาจดังกล่าวในการค้นหาความจริงได้อย่างกว้างขวางเพื่อประโยชน์ของความเป็นธรรมมิใช่เคร่งครัดจำกัดเพียงดูจากหลักฐานในคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ชั้นยื่นคำขอรับชำระหนี้เท่านั้น กล่าวคือ นอกจากพยานหลักฐานของฝ่ายเจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้ที่จะนำอ้างส่งประกอบคำขอรับชำระหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้หรือบุคคลอื่นใดนำพยานหลักฐานมาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนเพิ่มเติมก่อนมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 90/32 วรรคสอง ได้ และในกรณีที่มีการคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลตามมาตรา 90/32 วรรคสามศาลก็ย่อมมีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยโดยรับฟังพยานหลักฐานทุกอย่าง ทั้งที่ยื่นในชั้นขอรับชำระหนี้และยื่นเพิ่มเติมในชั้นสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ หากศาลเห็นว่าเป็นพยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าหนี้รายนั้นขอรับชำระหนี้ได้ หรือต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 5 ซึ่งเป็นการค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ที่มีต่อบริษัทเจแปน ลิสซิ่ง (ฮ่องกง) จำกัด อย่างถูกต้อง แต่ยื่นหลักฐานประกอบหนี้บางฉบับผิดพลาดโดยยื่นสำเนาสัญญาค้ำประกันหนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับบริษัทเจแปน ลิสซิ่ง (ฮ่องกง) จำกัด ฉบับค้ำประกันหนี้ของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด มิใช่ฉบับค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหนี้ได้ขออนุญาตยื่นสำเนาสัญญาค้ำประกันฉบับที่ถูกต้องในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจอนุญาตให้เจ้าหนี้ยื่นหลักฐานดังกล่าวเพิ่มเติมและรับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบคำขอรับชำระหนี้ที่ยื่นไว้โดยชอบตั้งแต่ชั้นเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ กระบวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายทุกประการแล้ว นอกจากนี้การที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้ยื่นหลักฐานประกอบหนี้เป็นการเพียงพอตามกฎหมายแล้วนั้น ก็ย่อมอยู่ในอำนาจของศาลล้มละลายที่กระทำได้เช่นกัน หาใช่เป็นกรณีวินิจฉัยและรับฟังหลักฐานเกินกว่าคำขอรับชำระหนี้ไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26 ม. 90/32 ม. 91
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด ผู้บริหารแผน
ผู้ร้อง — เจ้าหนี้
ผู้ร้อง — นาย ประชัย เลี่ยวไพรัตน์
ผู้ร้อง — ลูกหนี้
ผู้ร้อง — บริษัท ไทย เอ.บี.เอส. จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3435/2546
#50835
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งแก่โจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ด้วย สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายกรณีนี้มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

หนังสือที่ระบุว่าเป็นสัญญาค้ำประกันมีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันเท่านั้น ไม่มีลายมือชื่อโจทก์อยู่ด้วย จึงเป็นเพียงหลักฐานในการค้ำประกันเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้น มิใช่สัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 104และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 17 จึงไม่ต้องห้ามใช้เป็นพยานหลักฐานตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแพ่งธนบุรีตามคดีหมายเลขดำที่ 1175/2541 เมื่อสืบพยานเสร็จแต่ก่อนพิพากษาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลาง อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน ศาลแพ่งธนบุรีจึงได้จำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ฟ้องต่อศาลแรงงานตามคดีหมายเลขแดงที่ 501/2543 เกี่ยวกับคดีนี้โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขายและเก็บเงิน มีหน้าที่เป็นตัวแทนโจทก์ในการขายสินค้าเงินสดประเภทยารักษาโรค ให้ชำระเงินล่าช้าได้ไม่เกิน 90 วัน นับแต่วันส่งสินค้า และต้องนำเงินส่งที่ทำการของโจทก์กับมีข้อตกลงว่าหลังจากที่จำเลยที่ 1 รับสินค้าไปจากโจทก์แล้วโจทก์ได้รับเงินตามราคาสินค้าไม่ครบถ้วนหรือจำเลยที่ 1 ทุจริตก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชดใช้แก่โจทก์จำเลยที่ 2 เข้าค้ำประกันว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประพฤติเสื่อมเสียหรือทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 2 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 633,085.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดซึ่งโจทก์ขอคิดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 197,839 บาท

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 สมัครเข้าทำงานกับโจทก์ตามใบสมัครงานเอกสารหมาย จ.3 ทำหน้าที่เป็นพนักงานขายและเก็บเงิน ต่อมาเมื่อเดือนธันวาคม 2539โจทก์ได้ตรวจพบว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดสัญญาจ้างโดยเก็บเงินจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งแก่โจทก์เป็นเงิน 532,077 บาท จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดและทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ จำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์แล้วเป็นเงิน 60,000 บาท คงเหลืออีก 472,077 บาทนอกจากนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ยังตรวจพบว่าจำเลยที่ 1 ได้เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าอีก 14 ราย เป็นเงินรวม 101,008.50 บาท แล้วไม่นำส่งมอบแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2ไม่ขาดอายุความพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 633,085.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันจริงอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อ 2(6) ที่ว่า หนังสือรับสภาพหนี้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หากศาลฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยวินิจฉัยว่าไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่เพราะเป็นหนี้เดิมนั้น จำเลยที่ 2 ไม่อาจเห็นพ้องด้วย เพราะความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันกับความรับผิดตามหนังสือรับสารภาพหนี้มีผลแตกต่างกันโดยเฉพาะเรื่องอายุความ กล่าวคือ อายุความฟ้องร้องในความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันมีอายุความเพียง 2 ปี แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 2 ปี แล้ว ส่วนสัญญาค้ำประกันตามหนังสือรับสภาพหนี้มีอายุความ 10 ปี ดังนั้น ความรับผิดในเรื่องอายุความจึงมีผลแตกต่างกัน เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้ง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัยอีกเช่นเดียวกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อ 2(4) ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งแก่โจทก์นั้นนอกจากจะเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์แล้วยังเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานที่ก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่โจทก์ด้วย ซึ่งสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายกรณีนี้มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มิใช่มีอายุความเพียง2 ปี ตามที่จำเลยที่ 2 อ้าง โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายใน 10 ปีจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า ศาลรับฟังสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ที่ไม่ได้ปิดแสตมป์เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่เห็นว่า แม้เอกสารหมาย จ.4 จะระบุว่าเป็นสัญญาค้ำประกันก็ตาม แต่มีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันเท่านั้น ไม่มีลายมือชื่อโจทก์อยู่ด้วย หนังสือดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานในการค้ำประกันเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้น มิใช่สัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ17จึงไม่ต้องห้ามใช้เป็นพยานหลักฐานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าเอกสารหมาย จ.4 ไม่ต้องห้ามใช้เป็นพยานหลักฐานนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

อนึ่ง ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ว่า หากจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์จำเลยที่ 2ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนสิ้น ไม่ได้ระบุว่าให้จำเลยที่ 2 รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 633,085.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 680 วรรคสอง
ป.รัษฎากร ม. 104 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โรงงานเภสัชกรรม เรมี่ฟาร์ม จำกัด
จำเลย — นาย เจริญ อังคศุภรกุล
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3433/2546
#49899
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ มาตรา 4 ให้คำจำกัดความคำว่า "เจ้าของรถ" หมายถึง ผู้ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในรถหรือผู้มีสิทธิครอบครองรถตามสัญญาเช่าซื้อ และหมายความรวมถึงผู้นำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วย ดังนั้น ผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อต่างก็เป็น "เจ้าของรถ" ตามคำจำกัดความดังกล่าว เพราะผู้ให้เช่าซื้อคือเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้เช่าซื้อคือผู้ครอบครองรถตามสัญญาเช่าซื้อ แต่ตามมาตรา 7 นั้น ระบุว่า ผู้ที่จะต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยนั้น ต้องเป็นเจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้เท่านั้น หากเป็นเจ้าของรถแต่ไม่ได้ใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ก็ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรานี้ เพราะมาตรานี้มุ่งหมายถึงเฉพาะเจ้าของรถที่มีการใช้รถเท่านั้น ดังนั้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อแม้จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถก็ตาม แต่ไม่ได้เป็นผู้ใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้คงมีรถไว้เพื่อให้เช่าซื้อเท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่จำต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยตามมาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 19,125 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 18,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 18,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 18,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 8 เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยโดยประกันภัยกับบริษัทฯ" และมาตรา 4 ให้คำจำกัดความคำว่า "เจ้าของรถ" หมายถึง ผู้ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในรถหรือผู้มีสิทธิครอบครองรถตามสัญญาเช่าซื้อและหมายความรวมถึงผู้นำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาใช้ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วย ดังนั้น ผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อต่างก็เป็น "เจ้าของรถ" ตามคำจำกัดความดังกล่าว เพราะผู้ให้เช่าซื้อคือเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้เช่าซื้อคือผู้ครอบครองรถตามสัญญาเช่าซื้อ แต่ตามมาตรา 7 นั้นระบุว่า ผู้ที่จะต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยนั้น ต้องเป็นเจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้เท่านั้น หากเป็นเจ้าของรถแต่ไม่ได้ใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้เช่น มีรถโบราณเก็บไว้ดูเป็นอนุสรณ์ ก็ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรานี้ เพราะมาตรานี้มุ่งหมายถึงเฉพาะเจ้าของรถที่มีการใช้รถเท่านั้น ดังนั้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อแม้จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถก็ตาม แต่ไม่ได้เป็นผู้ใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้คงมีรถไว้เพื่อให้เช่าซื้อเท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่จำต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยตามมาตรา 7 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายจากผู้ประสบภัย โจทก์จึงไม่มีสิทธิจะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ได้ตามมาตรา 26 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 4 ม. 7 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทะเบียนกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นาย พิกุลหรือแมว เศษวันโคตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3433/2546
#110880
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อ แม้จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถก็ตาม แต่ไม่ได้เป็นผู้ใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ คงมีรถไว้เพื่อให้เช่าซื้อเท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่จำต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มาตรา 7 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายจากผู้ประสบภัย โจทก์จึงไม่มีสิทธิจะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ได้ ตามมาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน ๑๙,๑๒๕ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงินต้นจำนวน ๑๘,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน ๑๘,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงินต้น จำนวน ๑๘,๐๐๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑,๕๐๐ บาท

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๗ บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา ๘ เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยโดยประกันภัยกับบริษัท ฯ" และมาตรา ๔ ให้คำจำกัดความคำว่า "เจ้าของรถ" หมายถึง ผู้ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในรถหรือผู้มีสิทธิครอบครองรถตามสัญญาเช่าซื้อ และหมายความรวมถึง ผู้นำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาใช้ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วย ดังนั้น ผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อต่างก็เป็น "เจ้าของรถ" ตามคำจำกัดความดังกล่าว เพราะผู้ให้เช่าซื้อคือเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้เช่าซื้อคือผู้ครอบครองรถตามสัญญาเช่าซื้อ แต่ตามมาตรา ๗ นั้นระบุว่าผู้ที่จะต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยนั้น ต้องเป็นเจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้เท่านั้น หากเป็นเจ้าของรถแต่ไม่ได้ใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ เช่น มีรถโบราณเก็บไว้ดูเป็นอนุสรณ์ ก็ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรานี้ เพราะมาตรานี้มุ่งหมายถึงเฉพาะเจ้าของรถที่มีการใช้รถเท่านั้น ดังนั้น จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อ แม้จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถก็ตาม แต่ไม่ได้เป็นผู้ใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้คงมีรถไว้เพื่อให้เช่าซื้อเท่านั้น จำเลยที่ ๒ จึงไม่จำต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยตามมาตรา ๗ เมื่อจำเลยที่ ๒ ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายจากผู้ประสบภัย โจทก์จึงไม่มีสิทธิจะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๒ ได้ตามมาตรา ๒๖ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลสำหรับโจทก์และจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 7 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทะเบียนกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจังหวัดมหาสารคาม
1 — นายพิกุลหรือแมว เศษวันโคตร ที่
จำเลย — บริษัท ซี.วี.เอ จำกัด ที่ 2
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายวัฒนศักดิ์ ผิวขาว
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3431/2546
#49490
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยเป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการบังกะโลให้เช่า จำเลยไม่จัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย งบกำไรขาดทุน ไม่แบ่งปันผลกำไรให้แก่โจทก์ ถือว่าเป็นการประพฤติผิดสัญญาหุ้นส่วนในสาระสำคัญเป็นเหตุที่จะเลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057(1) มาตรา 1061 และมาตรา 1062 การที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาส่วนแบ่งผลกำไรหรือขอบังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกไปอันมีลักษณะคืนทุนโดยที่ยังมิได้ชำระบัญชีหรือตกลงให้จัดการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนด้วยวิธีอื่นระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิการเช่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1318 และ 1319 หมู่ที่ 2 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวม 2 แปลง เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวา โดยจดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่มีกำหนด 20 ปี นับแต่วันที่ 23 กันยายน 2528 เป็นต้นไป อัตราค่าเช่าปีละ 50,000 บาท เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2528 โจทก์ลงทุนด้วยที่ดินสองแปลงซึ่งโจทก์เช่ามาเป็นสถานที่ดำเนินกิจการก่อสร้างบังกะโล จำนวน 15 หลัง ห้องแถวจำนวน 5 ห้อง ห้องอาหารจำนวน 1 ห้อง และบ้านพักพนักงานจำนวน 1 หลัง จำเลยเป็นผู้ออกค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าแรงงานในการก่อสร้างโดยตกลงแบ่งผลกำไรคนละครึ่งต่อมาเดือนสิงหาคม 2529 โจทก์จำเลยเปิดดำเนินกิจการ ใช้ชื่อทางการค้าว่า โลตัสโดยตกลงให้จำเลยเป็นผู้ดูแลกิจการ จัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย งบกำไร งบขาดดุลให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบบัญชีต่าง ๆ และจำเลยต้องแจ้งผลกำไรที่ได้รับในแต่ละเดือนให้โจทก์ทราบทุกวันที่ 1 ของเดือนเพื่อนำไปแบ่งปันกัน นับแต่เปิดดำเนินกิจการจนถึงวันที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกห้างหุ้นส่วนไปยังจำเลยเป็นเวลา 9 ปี 5 เดือนมีผลกำไรจากการประกอบกิจการเดือนละ 40,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,520,000 บาทแต่จำเลยไม่นำผลกำไรมาแบ่งปันให้โจทก์ และไม่จัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย งบกำไรงบขาดดุล แจ้งให้โจทก์ทราบอันเป็นการประพฤติผิดสัญญาหุ้นส่วนในข้อสาระสำคัญโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยจัดทำบัญชีและแบ่งปันผลกำไรหลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉยโจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกการเป็นหุ้นส่วนกับจำเลย ให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์สินของหุ้นส่วนและแบ่งปันผลกำไรให้โจทก์ครึ่งหนึ่งและให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลง จำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้วแต่ยังคงเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยมีหน้าที่ต้องแบ่งผลกำไรที่เกิดจากการประกอบกิจการให้โจทก์ครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 2,260,000 บาท ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยเลิกการเป็นหุ้นส่วน ให้จำเลยชำระผลกำไรให้โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน2,260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้มีคำพิพากษาเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญในการประกอบกิจการบังกะโลชื่อโลตัสระหว่างโจทก์และชำระบัญชีของห้าง ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารส่วนของจำเลยออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนสามัญในการประกอบกิจการโลตัสบังกะโลระหว่างโจทก์จำเลยเลิกกัน ให้จัดการชำระบัญชีให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,864,500บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21มิถุนายน 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่1318 และ 1319 หมู่ที่ 2 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์จำเลยเป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการบังกะโลให้เช่า โจทก์ลงทุนด้วยสิทธิการเช่าที่ดิน 2 แปลง คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1318 และ 1319 หมู่ที่ 2 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำเลยลงทุนเป็นวัสดุก่อสร้าง ออกค่าแรงก่อสร้างบังกะโลเป็นผู้ดำเนินกิจการ จำเลยผิดสัญญาหุ้นส่วนโดยไม่จัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย งบกำไรขาดทุน ไม่แบ่งปันผลกำไรให้แก่โจทก์ ถือว่าเป็นการประพฤติผิดสัญญาหุ้นส่วนในสาระสำคัญ เป็นเหตุที่จะเลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057(1) มาตรา 1061 และมาตรา 1062 การที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาส่วนแบ่งผลกำไรหรือขอบังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินอันมีลักษณะคืนทุนโดยที่ยังมิได้ชำระบัญชีหรือตกลงให้จัดการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนด้วยวิธีอื่นระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ในส่วนนี้โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาข้อนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้และไม่มีฝ่ายใดฎีกาในปัญหาข้อนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า คำขออื่นตามฟ้องนอกเหนือจากให้เลิกห้างหุ้นส่วนและขอให้ชำระบัญชีให้ยกเสียทั้งสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1057
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นิคม สมวงศ์
จำเลย — นาย บัญชา วิชัยดิษฐ
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3431/2546
#110944
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยเป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการบังกะโลให้เช่า จำเลยไม่จัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย งบกำไรขาดทุน ไม่แบ่งปันผลกำไรให้โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการประพฤติผิดสัญญาหุ้นส่วนในสาระสำคัญ เป็นเหตุที่จะเลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1057 (1), 1061 และ 1062 การที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาส่วนแบ่งผลกำไรหรือขอบังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินอันมีลักษณะคืนทุนโดยที่ยังมิได้ชำระบัญชีหรือตกลงให้จัดการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนด้วยวิธีอื่นระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาข้อนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย แม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้และไม่มีฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยตกลงเข้าหุ้นส่วนประกอบกิจการบังกะโลให้บริการเช่าที่พักแก่นักท่องเที่ยวโดยตกลงแบ่งผลกำไรคนละครึ่ง นับแต่เปิดดำเนินกิจการจนถึงวันที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกห้างหุ้นส่วนไปยังจำเลยเป็นเวลา 9 ปี 5 เดือน มีผลกำไรจากการประกอบกิจการรวมเป็นเงิน 4,520,000 บาท แต่จำเลยไม่นำผลกำไรมาแบ่งปันให้โจทก์ และไม่จัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย งบกำไร งบขาดดุล แจ้งให้โจทก์ทราบ อันเป็นการประพฤติผิดสัญญาหุ้นส่วนในข้อสาระสำคัญ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยเลิกการเป็นหุ้นส่วน ให้จำเลยชำระผลกำไรให้โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 2,260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้มีคำพิพากษาเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญในการประกอบกิจการบังกะโลชื่อโลตัสระหว่างโจทก์จำเลยและชำระบัญชีของห้าง ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารส่วนของจำเลยออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนสามัญในการประกอบกิจการโลตัสบังกะโลระหว่างโจทก์จำเลยเลิกกัน ให้จัดการชำระบัญชี ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,864,500 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มิถุนายน 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์จำเลยเป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการบังกะโลให้เช่า จำเลยผิดสัญญาหุ้นส่วนโดยไม่จัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย งบกำไรขาดทุน ไม่แบ่งปันผลกำไรให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการประพฤติผิดสัญญาหุ้นส่วนในสาระสำคัญ เป็นเหตุที่จะเลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1057 (1) มาตรา 1061 และมาตรา 1062 การที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาส่วนแบ่งผลกำไรหรือขอบังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินอันมีลักษณะคืนทุนโดยที่ยังมิได้ชำระบัญชีหรือตกลงให้จัดการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนด้วยวิธีอื่นระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ในส่วนนี้โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาข้อนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้และไม่มีฝ่ายใดฎีกาในปัญหาข้อนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า คำขออื่นตามฟ้องนอกเหนือจากให้เลิกห้างหุ้นส่วนและขอให้ชำระบัญชีให้ยกเสียทั้งสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1057 (1) ม. 1061 ม. 1062
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิคม สมวงศ์
จำเลย — นายบัญชา วิชัยดิษฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายณัฐพงศ์ วงศ์ศิวะวิลาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายนุรักษ์ มาประณีต
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3378/2546
#50833
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยที่ 5 จัดหามีดของกลางมาใช้ปล้นทรัพย์แต่โจทก์มีคำให้การซัดทอดของจำเลยที่ 4 ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 5เป็นผู้จัดหาอาวุธมีดมาใช้ในการปล้นทรัพย์ ซึ่งแม้คำให้การซัดทอดของจำเลยที่ 4 จะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำผิด แต่คำซัดทอดดังกล่าวมิได้เป็นเรื่องการปัดความผิดของจำเลยที่ 4 ไปยังผู้อื่น แต่เป็นการให้การถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 5 นั้นก็เป็นถ้อยคำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง โดยให้การในรายละเอียดถึงเหตุการณ์การกระทำผิดตั้งแต่วางแผนกระทำผิดจนกระทั่งหลังกระทำผิดแล้วตกลงแบ่งปันทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด เชื่อว่าจำเลยที่ 5 ให้การตามความจริงด้วยความสมัครใจจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 ได้จัดหามีดมาใช้ในการปล้นทรัพย์คดีนี้อันเป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการกระทำความผิด จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี,83 และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงิน 24,816 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี จำเลยที่ 4และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 21 ปี จำเลยที่ 4 อายุ 16 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 7 ปี จำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 14 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 14 ปี จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 4 ปี 8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 9 ปี 4 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันคืนเงิน 24,816 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษจำเลยที่ 4 และที่ 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 3 ปี 1 เดือน10 วัน และจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 6 ปี 2 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ คนร้ายหลายคนได้ร่วมกันปล้นเอาเงินจำนวน 24,816 บาท ที่ได้จากการขายน้ำมันตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายของนายจิตติ แก้วเกลี้ยง ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของนายบ่าว วงค์จนานุกูล ผู้เสียหายที่ 2 ไปโดยใช้อาวุธปืน มีดและรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการกระทำผิด คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ว่า จำเลยทั้งสามดังกล่าวกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้นโจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 1 นาฬิกาขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 ทำหน้าที่ขายน้ำมันอยู่ในสถานีบริการน้ำมันที่เกิดเหตุ เห็นมีคนขับรถจักรยานยนต์เข้ามาจอดที่บริเวณหัวจ่ายน้ำมัน ผู้เสียหายที่ 2 เดินไปหาเพื่อจะขายน้ำมันให้ เห็นจำเลยที่ 1 วิ่งเข้ามาล็อกคอผู้เสียหายที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 วิ่งไปที่จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนจี้หลังผู้เสียหายที่ 2 ดันตัวผู้เสียหายที่ 2 ไปชนหัวฉีดจ่ายน้ำมัน แล้วเอาเงินค่าขายน้ำมันประมาณ 3,000บาทที่อยู่ในกระเป๋าคาดเอวของผู้เสียหายที่ 2 ไปจากนั้นได้ผลักและใช้อาวุธปืนตีท้ายทอยผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1 ครั้ง แต่ผู้เสียหายที่ 2 หลบ จึงถูกตีไม่แรงนัก แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 วิ่งมาซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่มีจำเลยที่ 2 ขึ้นคร่อมอยู่ขับหลบหนีไป เห็นว่าบริเวณสถานีบริการน้ำมันที่เกิดเหตุเปิดไฟฟ้าส่องสว่าง ผู้เสียหายที่ 2 ได้เห็นจำเลยที่ 1 ในระยะประชิดตอนที่เข้ามาล็อกคอผู้เสียหายที่ 2 และเห็นจำเลยที่ 3 ในระยะใกล้ประมาณ1 เมตร ย่อมมีโอกาสเห็นและจำหน้าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ประกอบกับพนักงานสอบสวนพาผู้เสียหายที่ 2 ไปชี้ตัวคนร้ายที่สถานีตำรวจผู้เสียหายที่ 2 ก็ชี้ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ถูกต้อง อีกทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน พร้อมทั้งนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพโดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ให้การรับสารภาพโดยละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาสถานที่ตลอดจนบุคคลที่ร่วมกระทำผิดสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพตามความจริงด้วยความสมัครใจ พยานฐานที่อยู่ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมปล้นทรัพย์คดีนี้ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 5 ที่ว่าโจทก์ไม่มีพยานปากใดยืนยันว่าจำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนการปล้นทรัพย์รายนี้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษานั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยที่ 5 จัดหามีดของกลางมาใช้ปล้นทรัพย์คดีนี้ แต่โจทก์มีคำให้การซัดทอดของจำเลยที่ 4 ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยที่ 5 เป็นผู้จัดหาอาวุธมีดมาใช้ในการปล้นทรัพย์คดีนี้ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายร่อหมาน บุตรหมันว่า ตนเคยให้จำเลยที่ 5 ยืมมีดยาวและปลอกมีดของกลางคดีนี้ไป ต่อมาจำเลยที่ 5 เอาเฉพาะตัวมีดมาคืนให้ตน อ้างว่าปลอกมีดสูญหายไป อีกทั้งจำเลยที่ 5 ยังให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนว่า คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ได้มานั่งรับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มที่ร้านย้อนอดีต 2 ของจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 1ถึงที่ 4 ได้พูดชักชวนกันไปปล้นทรัพย์ที่สถานีบริการน้ำมันที่จำเลยที่ 4 ทำงานอยู่ครั้นเวลาประมาณ 1 นาฬิกา จำเลยที่ 4 ออกไปทำงานที่สถานีบริการน้ำมัน อีกไม่นานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้นั่งรถจักรยานยนต์ขับติดตามไป จำเลยที่ 3 ได้เอามีดยาวพร้อมปลอกมีดที่จำเลยที่ 5 ยืมมาจากนายร่อหมานไป หลังจากปล้นทรัพย์ 2 ถึง 3 วัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ได้ตกลงแบ่งปันเงินที่ปล้นมาได้ให้แก่จำเลยที่ 5 จำนวน 1,000 บาท เห็นว่า แม้คำให้การซัดทอดของจำเลยที่ 4 จะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำผิด แต่คำซัดทอดดังกล่าวมิได้เป็นเรื่องการปัดความผิดของจำเลยที่ 4 ไปยังผู้อื่น แต่เป็นการให้การถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 5 นั้น เป็นถ้อยคำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง โดยให้การในรายละเอียดถึงเหตุการณ์การกระทำผิดตั้งแต่วางแผนกระทำผิดจนกระทั่งหลังกระทำผิดแล้วตกลงแบ่งปันทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด เชื่อว่าจำเลยที่ 5 ให้การตามความจริงด้วยความสมัครใจ จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 ได้จัดหามีดมาใช้ในการปล้นทรัพย์คดีนี้ อันเป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการกระทำผิด จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 มานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 340
ป.วิ.อ. ม. 233
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นาย ส้อแหล้หรือส้อแหละ หมันการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3371/2546
#50802
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยผลิตกัญชาโดยการเพาะปลูก จำนวน 20 ต้น น้ำหนัก 6 กิโลกรัม และจำเลยมีกัญชาจำนวน 20 ต้น น้ำหนัก 6 กิโลกรัม ที่จำเลยผลิตดังกล่าว และกัญชาแห้งจำนวน 1 ถุง น้ำหนัก 54 กรัม รวมน้ำหนักทั้งสิ้น 6.054 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเฉพาะต้นกัญชาจำนวน 20 ต้น น้ำหนัก 6 กิโลกรัม เท่านั้น ที่ถือว่าเป็นผลที่เกิดจากการผลิตกัญชาโดยการปลูกของจำเลย แต่สำหรับกัญชาแห้ง จำนวน1 ถุง น้ำหนัก 54 กรัม นั้นไม่ปรากฏว่าคือส่วนหนึ่งของผลผลิตซึ่งเกิดจากต้นกัญชาที่จำเลยปลูกจำนวน 20 ต้น ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่เป็นกรรมเดียว

ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ มาตรา 76 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน และตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิมแต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับแตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ แต่โทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายเฉพาะความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 75, 76, 102 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานผลิตกัญชา จำคุก 3 ปี ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 7 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผลิตกัญชาโดยการเพาะปลูก จำนวน 20 ต้น น้ำหนัก 6 กิโลกรัม และจำเลยมีกัญชาจำนวน 20 ต้น น้ำหนัก 6 กิโลกรัม ที่จำเลยผลิตดังกล่าวและกัญชาแห้ง จำนวน1 ถุง น้ำหนัก 54 กรัม รวมน้ำหนักทั้งสิ้น 6.054 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจะเห็นได้ว่าเฉพาะต้นกัญชาจำนวน 20 ต้น น้ำหนัก 6 กิโลกรัม เท่านั้น ที่ถือว่าเป็นผลที่เกิดจากการผลิตกัญชาโดยการปลูกของจำเลย แต่สำหรับกัญชาแห้ง จำนวน 1 ถุง น้ำหนัก 54 กรัม นั้น ไม่ปรากฏว่าคือส่วนหนึ่งของผลผลิตซึ่งเกิดจากต้นกัญชาที่จำเลยปลูกจำนวน 20 ต้น ดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่เป็นกรรมเดียวดังที่จำเลยฎีกา ส่วนคำพิพากษาฎีกาที่ 759/2527 (ประชุมใหญ่) และคำพิพากษาฎีกาที่ 2219/2527 (ประชุมใหญ่) ที่จำเลยอ้างมาในฎีกาเพื่อสนับสนุนว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่ากัญชาที่จำเลยในแต่ละคดีดังกล่าวมีไว้ในครอบครองเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตซึ่งเกิดจากกัญชาที่จำเลยในแต่ละคดีนั้นปลูก จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า สมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยผลิตกัญชาโดยการเพาะปลูกนับเป็นเหตุที่ทำให้ยาเสพติดให้โทษชนิดดังกล่าวแพร่ระบาดสู่ประชาชน อันเป็นการทำให้ผู้คนตกเป็นทาสของยาเสพติดให้โทษเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจสังคมและประเทศชาติ ทั้งจำเลยยังมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกด้วยขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 56 ปี นับว่าอยู่ในวัยที่มีวุฒิภาวะและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้ว แต่กลับมากระทำความผิดในคดีนี้ โดยมิได้เกรงกลัวต่อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่เฉพาะความผิดฐานผลิตกัญชาโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดมานั้น หนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเพียงบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 22 ให้ยกเลิกความในมาตรา 75 และมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยความผิดฐานผลิตกัญชา มาตรา 75 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ได้กำหนดระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านห้าแสนบาท แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 75 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท จะเห็นได้ว่าแม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาตรา 75 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน แต่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิมย่อมถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่แก้ไขใหม่ และกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ส่วนความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ได้กำหนดระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ตามกฎหมายเดิมมาตรา 76 วรรคหนึ่ง กำหนดระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินห้าหมื่นบาทจะเห็นได้ว่า แม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ มาตรา 76 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน และตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม แต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับแตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้แต่โทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายเฉพาะความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง(ที่แก้ไขใหม่) ความผิดฐานผลิตกัญชา ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้วเป็นจำคุก 1 ปี 1 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 76 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 26 วรรคหนึ่ง ม. 76 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นาย สมบูรณ์ นกแก้ว
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3367 -ที่ 3368/2546
#51019
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์แจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์โดยไม่ถูกต้อง เมื่อโจทก์สอบถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็ได้ชี้แจงถึงเหตุที่ทางธนาคารจำเลยที่ 1 ต้องหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ชำระหนี้ของลูกหนี้ที่โจทก์ค้ำประกันไว้แสดงว่าโจทก์รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 คือผู้ที่หักเอาเงินของโจทก์ไป โจทก์จึงไปแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้รู้เรื่องความผิดที่จำเลยทั้งสองกระทำการฉ้อโกงโจทก์ตั้งแต่วันดังกล่าว ส่วนเมื่อโจทก์แจ้งความแล้วพนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งจะเห็นว่าไม่เป็นความผิดทางอาญาจึงบันทึกการรับแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ก็เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวน ซึ่งไม่อาจลบล้างข้อเท็จจริงที่ถือว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงไปได้โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลา 3 เดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96แล้วจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 4 มกราคม 2536 จนถึงวันที่ 22เมษายน 2537 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่ามีโครงการค้าที่ดินของเพื่อนจำเลยที่ 2 เป็นโครงการเกี่ยวกับสวนเกษตรเนื้อที่ดินแบ่งเป็นแปลงย่อย แปลงละไม่เกิน 2 ไร่ รวม 13 แปลง มีเนื้อที่รวม 23 ไร่ 69 ตารางวา เป็นโครงการที่ทำแล้วมีกำไรมาก โจทก์หลงเชื่อจึงซื้อที่ดินในโครงการดังกล่าวทั้ง 13 แปลงที่ดินตั้งอยู่ตำบลศรีเมืองชุม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินและ น.ส. 3 ก. โจทก์ซื้อที่ดินทั้งหมดโดยการแนะนำของจำเลยทั้งสอง แต่ยังไม่โอนเป็นชื่อของโจทก์ต่อมาจำเลยทั้งสองได้เป็นผู้จัดการหาผู้ซื้อซึ่งเป็นพวกของจำเลยทั้งสองมาทำการซื้อที่ดินของโจทก์ โดยในเดือนกรกฎาคม 2536จำเลยทั้งสองนำนายสมเดช ทัดกลิ่น นายสุชัย สุจินตบัณฑิต นางสาวยุภา ถาวรวงศ์นายจำนงค์ นิลโขง นายอมรินทร์ มหาเทพ นางสาวปาริชาติ ตันมณี นายธงชัย เทพวงศ์นายพรพัก จวนชัยภูมิ นายดาบตำรวจธันยบูรณ์ ตันมณี นายเจษฎา วีระสุวรรณนายจรัญ ทัดกลิ่น นางสาววัลย์ ตันมณี และนายเกรียงไกร มหาเทพ รวม 13 คน มาซื้อที่ดินของโจทก์โดยได้จดทะเบียนขายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ซื้อทั้ง 13 ราย และจำเลยทั้งสองให้ผู้ซื้อทั้ง 13 ราย ทยอยกันไปจดทะเบียนจำนองที่ดินที่รับโอนโดยทำสัญญากู้กับจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองหลอกลวงและชักนำโจทก์ให้ทำนิติกรรมสัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝากและนิติกรรมสัญญาค้ำประกันหนี้ของผู้ซื้อโดยมิได้แจ้งรายละเอียดแก่โจทก์ โจทก์หลงเชื่อว่าโครงการที่โจทก์ซื้อมาจะมีผลกำไรมาก โจทก์จึงทำนิติกรรมตามที่จำเลยทั้งสองแนะนำ โดยโจทก์ไม่ทราบว่าจะมีผลผูกพันอย่างไร เนื่องจากโจทก์ไม่รู้หนังสืออ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้ และขณะทำนิติกรรมจำเลยทั้งสองได้ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในกระดาษพิมพ์ของจำเลยที่ 1 จำนวนหลายฉบับโดยมิได้กรอกข้อความและรายละเอียดลงไปโจทก์หลงเชื่อจำเลยทั้งสองเพราะเป็นบุคคลที่มีฐานะเป็นที่รู้จักและเป็นที่นับถือของประชาชนทั่วไป ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2537 จำเลยทั้งสองมีหนังสือถึงโจทก์ว่าได้หักบัญชีเงินฝากจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์เมื่อวันที่ 20 มกราคม2537 ชำระหนี้ต้นเงินบางส่วนพร้อมดอกเบี้ยแทนลูกหนี้ผู้ซื้อทั้งหมด รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสองหักปิดบัญชีเป็นเงิน 12,685,556.25 บาท การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวทำให้โจทก์ยังเป็นหนี้ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝาก รวมต้นเงินและดอกเบี้ยอีกจำนวน 1,942,636.14 บาท และ 6,804,992.67 บาท เป็นการสมคบกับผู้ซื้อทั้ง 13 ราย ทำการฉ้อโกงโจทก์โดยทุจริตหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยการหลอกลวงเช่นว่านั้นจำเลยทั้งสองได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ตามที่หักบัญชีเงินฝากธนาคารและได้ไปซึ่งสิทธิเป็นเจ้าหนี้โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝากอีกจำนวน1,942,636.14 บาท และ 6,804,992.67 บาท โจทก์ทราบเหตุคดีนี้เมื่อวันที่ 22เมษายน 2537 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83, 84, 90, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องทั้งสองสำนวน

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 ที่โจทก์ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนนั้น โจทก์ยังไม่รู้เรื่องความผิด เพราะโจทก์มีเอกสารคือสำเนาบัญชีเงินฝากเอกสารหมาย จ.43 เพียงอย่างเดียวไปแจ้งความทั้งพนักงานสอบสวนก็แจ้งว่ากรณีของโจทก์เป็นเรื่องทางแพ่ง แสดงว่าพนักงานสอบสวนเองก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดอาญาเนื่องจากยังไม่รู้ข้อเท็จจริงละเอียดว่าเป็นอย่างไรมีการฉ้อโกงกันอย่างไร เมื่อพนักงานสอบสวนยังไม่รู้ว่าเป็นการกระทำความผิดทางอาญาแล้วโจทก์จะรู้เรื่องความผิดได้อย่างไร เห็นว่า ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.63 (ล.4) ได้มีรายละเอียดที่โจทก์แจ้งต่อพนักงานสอบสวนถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์เห็นว่าทางธนาคารจำเลยที่ 1 ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์โดยไม่ถูกต้อง เมื่อโจทก์สอบถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็ได้ชี้แจงถึงเหตุที่ทางธนาคารจำเลยที่ 1 ต้องหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ชำระหนี้ของลูกหนี้ที่โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันไว้ แสดงว่าโจทก์รู้อยู่แล้วว่าธนาคารจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 คือผู้ที่หักเอาเงินของโจทก์ไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ โจทก์จึงไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งนายพรชัย ภู่ขาว พยานโจทก์ผู้แนะนำให้โจทก์ไปแจ้งความก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายความจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ตั้งใจว่าจะแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาฉ้อโกง จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์ได้รู้เรื่องความผิดที่จำเลยทั้งสองกระทำการฉ้อโกงโจทก์ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 ส่วนเมื่อโจทก์แจ้งความแล้วพนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งจะเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดทางอาญา แต่เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการเรียกร้องทางแพ่ง จึงเพียงบันทึกการรับแจ้งความไว้เป็นหลักฐานนั้นก็เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวน ซึ่งไม่อาจลบล้างข้อเท็จจริงที่ถือว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงดังกล่าวไปได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลา 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ทัศนีย์ สัตย์พิทักษ์
จำเลย — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา