คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3367/2546
#50832
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์แจ้งต่อพนักงานสอบสวนถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์เห็นว่า จำเลยที่ 1 ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์โดยไม่ถูกต้อง เมื่อโจทก์สอบถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2ก็ได้ชี้แจงถึงเหตุที่ทางธนาคารจำเลยที่ 1 ต้องหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ชำระหนี้ของลูกหนี้ที่โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันไว้แสดงว่าโจทก์รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 คือผู้ที่หักเอาเงินของโจทก์ไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ โจทก์จึงไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์ได้รู้เรื่องความผิดที่จำเลยทั้งสองกระทำการฉ้อโกงโจทก์ตั้งแต่วันดังกล่าว ส่วนเมื่อโจทก์แจ้งความแล้วพนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งจะเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดทางอาญา ก็เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวน ซึ่งไม่อาจลบล้างข้อเท็จจริงที่ถือว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงดังกล่าวไปได้โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลา 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงและชักนำโจทก์ให้ทำนิติกรรมสัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝากและนิติกรรมสัญญาค้ำประกันหนี้ของผู้ซื้อที่ดินโดยมิได้แจ้งรายละเอียดแก่โจทก์ทำให้โจทก์เป็นหนี้ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝาก รวมต้นเงินและดอกเบี้ยอีกจำนวน 1,942,636.14 บาท และ6,804,992.67 บาท เป็นการสมคบกับผู้อื่น ทำการฉ้อโกงโจทก์โดยทุจริตหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยการหลอกลวงเช่นว่านั้นจำเลยทั้งสองได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ตามที่หักบัญชีเงินฝากธนาคารและได้ไปซึ่งสิทธิเป็นเจ้าหนี้โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝากอีกจำนวน 1,942,636.14 บาท และ 6,804,992.67 บาท โจทก์ทราบเหตุคดีนี้เมื่อวันที่ 22เมษายน 2537 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83, 84, 90, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องทั้งสองสำนวน

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 ที่โจทก์ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนนั้น โจทก์ยังไม่รู้เรื่องความผิด เพราะโจทก์มีเอกสารคือสำเนาบัญชีเงินฝากเอกสารหมาย จ.43 เพียงอย่างเดียวไปแจ้งความทั้งพนักงานสอบสวนก็แจ้งว่ากรณีของโจทก์เป็นเรื่องทางแพ่ง แสดงว่าพนักงานสอบสวนเองก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดอาญา เนื่องจากยังไม่รู้ข้อเท็จจริงละเอียดว่าเป็นมาอย่างไรมีการฉ้อโกงกันอย่างไร เมื่อพนักงานสอบสวนยังไม่รู้ว่าเป็นการกระทำความผิดทางอาญาแล้วโจทก์จะรู้เรื่องความผิดได้อย่างไร เห็นว่า ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.63 (ล.4) ได้มีรายละเอียดที่โจทก์แจ้งต่อพนักงานสอบสวนถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์เห็นว่าทางธนาคารจำเลยที่ 1 ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์โดยไม่ถูกต้อง เมื่อโจทก์สอบถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็ได้ชี้แจงถึงเหตุที่ทางธนาคารจำเลยที่ 1 ต้องหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ชำระหนี้ของลูกหนี้ที่โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันไว้ แสดงว่าโจทก์รู้อยู่แล้วว่าธนาคารจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 คือผู้ที่หักเอาเงินของโจทก์ไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ โจทก์จึงไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองซึ่งนายพรชัย ภู่ขาว พยานโจทก์ผู้แนะนำให้โจทก์ไปแจ้งความก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายความจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ตั้งใจว่าจะแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาฉ้อโกง จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์ได้รู้เรื่องความผิดที่จำเลยทั้งสองกระทำการฉ้อโกงโจทก์ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 ส่วนเมื่อโจทก์แจ้งความแล้วพนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งจะเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดทางอาญา แต่เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการเรียกร้องทางแพ่ง จึงเพียงบันทึกการรับแจ้งความไว้เป็นหลักฐานนั้นก็เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวนซึ่งไม่อาจลบล้างข้อเท็จจริงที่ถือว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงดังกล่าวไปได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลา 3 เดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ทัศนีย์ สัตย์พิทักษ์
จำเลย — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3290/2546
#50897
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ยกเหตุผลต่าง ๆ โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์มานั้น ถึงแม้เป็นฎีกาในข้อที่เป็นสาระแก่คดี แต่เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมายมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ไม่รับวินิจฉัยได้

จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่า เอกสารบันทึกข้อตกลงตามคำฟ้องมีข้อความว่าเป็นการกู้ยืมเงินและอยู่ในรูปสัญญา เมื่อมิได้ปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังไม่ได้ตามประมวลรัษฎากรฯ นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง

ข้อความในบันทึกข้อตกลงที่ว่าผู้ให้สัญญายอมรับว่าได้เป็นหนี้ต่อผู้รับสัญญาจริงโดยระบุเท้าความให้เห็นว่าหนี้ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมเงิน จึงเป็นหนังสือรับสภาพหนี้มิใช่สัญญากู้ยืมเงินอันจะเป็นลักษณะแห่งตราสารซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 448,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 345,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า บันทึกข้อตกลงรับสภาพหนี้มีมูลหนี้เดิมมาจากโจทก์มอบเงินให้จำเลยไปซื้อดินลูกรัง และจำเลยส่งมอบดินลูกรังแก่โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 448,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงิน 345,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่า หนี้ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.2 มีมูลหนี้มาจากโจทก์มอบเงินให้จำเลยไปซื้อดินลูกรัง และโจทก์ได้นำรถยนต์ไปบรรทุกมาแล้วหลายครั้ง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 200,000 บาท เมื่อหักกันแล้ว ยังเหลือที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์อีกประมาณ 150,000 บาทนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ได้กล่าวไว้ซึ่งดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโดยละเอียดชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะในข้อวินิจฉัยที่ว่า โจทก์มีเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.2 ล่วงหน้า ซึ่งไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้มานำสืบประกอบคำเบิกความของโจทก์ให้มีเหตุผลรับสมกับเรื่องราว ส่วนข้อนำสืบของจำเลยที่ว่า โจทก์รับดินลูกรังที่ซื้อจากจำเลยไปแล้วบางส่วน จำเลยไม่มีหลักฐานการรับดินลูกรังใด ๆ มาแสดง ทั้งจำเลยเบิกความแตกต่างกันในเรื่องเกี่ยวกับเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายแก่โจทก์ จึงรับฟังเอาแน่นอนไม่ได้ สำหรับคำของนาวาตรีอนุภาพหรืออัครเดช สุขเจริญ พยานจำเลย ที่อ้างว่ารู้เห็นเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.2 ว่า จำเลยได้รับเงินจากโจทก์เพียง 300,000 บาท ส่วนที่เหลือ 45,000 บาท เป็นดอกเบี้ยล่วงหน้า ก็แตกต่างขัดแย้งกับจำเลยที่เบิกความยืนยันว่าจำเลยได้รับเงินตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจากโจทก์สองครั้งรวม 345,000 บาท ครบถ้วน พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักเชื่อถือดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยฟังได้ว่าจำเลยยืมเงินจากโจทก์และทำบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.2 อันเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ และยังมิได้ชำระตามข้อตกลงนั้น ฎีกาของจำเลยที่ยกเหตุผลต่าง ๆ โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์มาอีกนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในข้อที่เป็นสาระแก่คดีแต่ไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาข้อหลังของจำเลยที่ว่า บันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.2 มีข้อความระบุว่าเป็นการกู้เงินมิใช่หนังสือรับสภาพหนี้และอยู่ในรูปสัญญา เมื่อมิได้ปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังไม่ได้ตามประมวลรัษฎากรนั้น ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกขึ้นฎีกาในชั้นนี้ได้ แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความในบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.2 ที่ว่า ตามที่ผู้ให้สัญญาได้กู้ยืมเงินไปจากผู้รับสัญญาเป็นจำนวนเงิน 345,000บาท โดยได้รับเงินที่กู้ไปครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 ผู้ให้สัญญายอมรับว่าได้เป็นหนี้ต่อผู้รับสัญญาอยู่เป็นเงิน 345,000 บาทจริง ข้อความที่ระบุถึงการกู้ยืมเงินดังกล่าว เป็นเพียงการเท้าความให้เห็นว่า หนี้ตามบันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นนั้นมีมูลหนี้มาจากจำเลยได้กู้ยืมเงินและรับเงินตามจำนวนที่กู้ไปจากโจทก์แล้ว ซึ่งเป็นการรับสภาพหนี้ว่ามีหนี้เดิมกันอยู่จริง บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นหนังสือรับสภาพหนี้มิใช่สัญญากู้ยืมเงินอันจะเป็นลักษณะแห่งตราสารซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์ตามกฎหมายดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคสอง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุนิสา พนมนิเวศน์
จำเลย — นาย สมพงษ์ ดำรงธรรม
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2955/2546
#50801
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30,82,91 ตรี ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯมาตรา 30 วรรคหนึ่ง,82 ยกฟ้องข้อหาอื่น จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องทั้งหมด โดยโจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 91 ตรี จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและความผิดดังกล่าวมีองค์ประกอบแตกต่างกับความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30,82 ไม่เกี่ยวข้องกัน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 91 ตรี มิได้เป็นส่วนหนึ่งของความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30,82 อันจะทำให้ศาลลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหก ทั้งกรณีไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับฐานความผิดซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสาม มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 91 ตรีได้ เป็นการเกินคำขอไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ดังนั้น เมื่อระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายทั้งสองได้ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ก็ไม่จำต้องสั่งอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4,30, 82, 91 ตรี และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 150,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82, 91 ตรี ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 ยกฟ้องข้อหาอื่น จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องทั้งหมด โดยโจทก์ไม่อุทธรณ์ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและความผิดดังกล่าวมีองค์ประกอบแตกต่างกับความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82 ไม่เกี่ยวข้องกัน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานฯ มาตรา 91 ตรี มิได้เป็นส่วนหนึ่งของความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานฯ มาตรา 30, 82 อันจะทำให้ศาลลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหก ทั้งกรณีไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับฐานความผิดซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ได้ เป็นการเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ดังนั้น แม้ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายทั้งสองได้ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ก็ไม่จำต้องสั่งอีก

สำหรับปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยร่วมกับนายวสันต์เผ่าปิติ และนายเดชา เผ่าปิติ กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 โดยจัดหางานให้นายเจนเกิดทอง และนายพาน เกิดทอง คนหางานเพื่อไปทำงานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีหรือไม่ ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังได้ว่า นายเจนและนายพานเป็นพี่น้องกันและเป็นญาติกับนายชวน คล้ายทอง ซึ่งทำงานอยู่ในบริษัทจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศแห่งหนึ่ง จำเลยเช่าร้านค้าของการเคหะแห่งชาติประกอบอาชีพรับจ้างซักรีดและปะเย็บเสื้อผ้าอยู่ในบริเวณแฟลตพิบูลย์วัฒนาติดกับร้านค้าของนายวสันต์และนายเดชา เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2539 นายชวนได้พานายเจนและนายพานไปยังแฟลตพิบูลย์วัฒนา และนายเจนกับนายพานได้พบจำเลยนายวสันต์และนายเดชา แล้วได้สมัครไปทำงานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีโดยยอมเสียเงินค่าบริการเป็นการตอบแทน ต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2539 นายเจนและนายพานได้นำเงินค่าบริการส่วนหนึ่งไปชำระให้แก่นายวสันต์ที่ศูนย์การค้าหลักสี่พลาซ่าโดยจำเลยไปด้วย และลงลายมือชื่อเป็นพยานในหลักฐานการชำระเงินไว้ แล้ววันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยได้พานายเจนและนายพานไปพบนายวสันต์และนายเดชาที่สนามบินดอนเมือง นายเจนและนายพานได้ชำระเงินค่าบริการส่วนที่เหลือให้แก่นายวสันต์ แล้วนายวสันต์และนายเดชาได้จัดให้คนนำทางพานายเจนและนายพานขึ้นเครื่องบินเดินทางไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลี แต่เมื่อไปถึงปรากฏว่าเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศดังกล่าวไม่ยอมให้นายเจนและนายพานเข้าประเทศและส่งตัวกลับมายังประเทศไทย เห็นว่า นายเจนพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นายชวนเคยติดต่อจัดส่งคนในหมู่บ้านพยานไปทำงานในต่างประเทศมาแล้วหลายรายโดยนายชวนจะเรียกและรับเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในเบื้องต้น เช่น ค่าทำหนังสือเดินทางไม่ต่ำกว่ารายละ 20,000 บาท ก่อนเกิดเหตุนายชวนแนะนำให้พยานไปทำงานในต่างประเทศ เหตุที่พยานและนายพานตกลงไปทำงานในต่างประเทศก็เพราะเชื่อนายชวน นายชวนเป็นผู้จัดทำหนังสือเดินทางให้พยานและนายพานก่อนประมาณ 1 เดือน และได้พาไปสมัครทำงานที่ประเทศไต้หวันกับบริษัทที่นายชวนเป็นพนักงานแล้ว แต่พยานไม่สามารถไปทำงานได้เพราะไม่ผ่านการตรวจโรค พยานจึงให้นายชวนพาไปสมัครทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยนายชวนเป็นคนตั้งยอดเงินค่าใช้จ่ายไว้คนละ 75,000 บาท ซึ่งรวมทั้งค่าทำหนังสือเดินทางและค่าตั๋วเครื่องบิน นายชวนพาพยานและนายพานไปที่ร้านจำเลย แล้วกลับไปโดยให้พยานและนายพานรออยู่ที่นั่น จากนั้นนายวสันต์และนายเดชาได้เดินทางมาพบพยานและนายพาน พยานพูดคุยกับนายวสันต์เรื่องการเดินทางไปประเทศสาธารณรัฐเกาหลี นายวสันต์บอกว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดคนละ 60,000 บาท ให้ไปหาเงินมาจะพาเดินทางใน 7 วัน จำเลยชอบช่วยเหลือคนอื่น พยานและนายพานขอให้จำเลยพาไปติดต่อยังที่ต่าง ๆ จำเลยก็พาไป และพยานเป็นผู้ให้จำเลยลงชื่อเป็นพยานในหนังสือหลักฐานการชำระเงิน หากจำเลยไม่ลงชื่อพยานก็จะไม่ชำระเงินค่าบริการให้นายวสันต์ วันเดินทางนายชวนไม่ได้ไปส่ง พยานเป็นผู้ขอให้จำเลยพาพยานและนายพานไปสนามบินดอนเมืองจำเลยไม่รู้จักกับคนที่พาพยานและนายพานเดินทางไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลีหลังจากกลับมายังประเทศไทยแล้ว พยานได้โทรศัพท์ติดต่อนายวสันต์ นายวสันต์ได้คืนเงินให้โดยจ่ายเป็นเช็คแต่ขึ้นเงินไม่ได้ และพยานพาจำเลยไปที่บ้านนายชวนเพื่อพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไรดี เจือสมกับข้อนำสืบของจำเลยข้อเท็จจริงน่าเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่า นายชวนพานายเจนและนายพานไปติดต่อทำงานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีกับนายวสันต์และนายเดชาที่ร้านค้าของบุคคลดังกล่าว ซึ่งอยู่ติดร้านจำเลย โดยจำเลยไม่ได้เกี่ยวข้อง หลังจากตกลงกันแล้วนายเจนและนายพานจึงได้มาพูดคุยให้จำเลยฟังแล้วนายเจนได้ขอให้จำเลยช่วยไปเป็นพยานในการชำระเงินค่าบริการให้แก่นายวสันต์และนายเดชา และขอให้จำเลยช่วยพาไปยังสนามบินดอนเมืองในวันออกเดินทาง จำเลยก็ช่วยเหลือเพราะเห็นว่าเป็นคนต่างจังหวัดเหมือนกัน จำเลยหาได้เป็นผู้จัดหางานหรือร่วมกับนายวสันต์และนายเดชาจัดหางานให้นายเจนและนายพานไม่ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30,82 ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเสียทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสาม ม. 192 วรรคท้าย ม. 215
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ม. 30 ม. 82 ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง มารยาท ศิลาจันทร์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2883/2546
#50328
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ ย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงไม่ตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และโจทก์ย่อมมีอำนาจปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ แต่ต้องอยู่ภายในกรอบแห่งประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยย่อมเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย มิใช่ข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันจะเป็นผลทำให้ข้อตกลงดังกล่าวตกเป็นโมฆะ

ระยะเวลาในการหักทอนบัญชีเดินสะพัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 858 กับสัญญาบัญชีเดินสะพัดจะสิ้นสุดลงเมื่อใด เป็นคนละเรื่องกัน สำหรับกรณีแรกไม่ว่าจะกำหนดอายุแห่งสัญญาบัญชีเดินสะพัดกันไว้หรือไม่ หากไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการหักทอนบัญชีกันไว้กฎหมายให้ถือกำหนดหกเดือนเป็นกำหนดหักทอนบัญชี ส่วนในกรณีที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่มีกำหนดเวลาหรืออายุแห่งสัญญานั้นอาจจะมีกำหนดระยะเวลาในการหักทอนบัญชีก็ได้เช่นให้หักทอนกันทุกวันสิ้นเดือน

ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพียงแต่ว่าคู่สัญญาอาจบอกเลิกสัญญาและให้หักทอนบัญชีในเวลาใดก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 859 จึงเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาเมื่อโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2541 และครบกำหนดตามระยะเวลาที่บอกกล่าวในวันที่ 12กรกฎาคม 2541 สัญญาบัญชีเดินสะพัดจึงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว มิใช่ต้องสิ้นสุดลงภายใน 6 เดือนตามระยะเวลาที่ต้องหักทอนบัญชีตามมาตรา 858

จำนวนวงเงินที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 กู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นคนละเรื่องกับโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยหรือไม่ และจะคิดทบต้นอย่างไร เมื่อตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมีข้อตกลงในเรื่องอัตราดอกเบี้ยและยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินได้เป็นรายเดือน และให้ดอกเบี้ยที่ทบเข้ากับต้นเงินดังว่านี้กลายเป็นต้นเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องเสียดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ ดังนั้น ตราบใดที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดยังคงมีอยู่ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยและนำมาทบเป็นต้นเงินแม้เมื่อรวมกันแล้วจะเกินวงเงินที่ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้ก็ตาม

ชั้นอุทธรณ์โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์ 1,500,000 บาทโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ขอถอนคำแก้อุทธรณ์และถอนฟ้องจำเลยที่ 2พร้อมทั้งขอรับเอกสารเพื่อไปดำเนินการไถ่ถอนจำนองให้ต่อไป จึงมีผลเท่ากับโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจำนองแล้ว โจทก์จึงไม่อาจบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 อีกต่อไปและต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวหักออกจากจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยและกรณีเป็นมูลหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกกันได้ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้กู้กับจำเลยที่ 2 ผู้จำนองคำพิพากษาจึงต้องมีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้จำนองซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมที่มิได้อุทธรณ์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ สาขาสุรินทร์ วงเงินจำนวน 4,000,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ (ขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 16 ต่อปี) ต่อมาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2539 ได้มีการตกลงเพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็น 5,500,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ (ขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 16ต่อปี) กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน หากผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินตามประเพณีธนาคารและโจทก์สามารถเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามแต่โจทก์เห็นสมควร เพื่อประกันการชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6228 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ในวงเงิน 1,500,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้ หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดและค้างชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีคิดถึงวันฟ้องจำนวน 7,280,180.66บาท ดอกเบี้ยจำนวน 742,229.28 บาท โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,022,409.94บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,280,180.66 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้นำทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ข้อสัญญาที่โจทก์ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยสูงขึ้นได้ตามที่โจทก์ประกาศกำหนดเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยสูงเกินกว่าที่ตกลงไว้ในสัญญา โจทก์เรียกดอกเบี้ยในต้นเงินที่เกินวงเงินไม่ชอบเนื่องจากไม่มีข้อตกลงไว้ในสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้มีการหักทอนบัญชีใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญา สัญญาจึงสิ้นสุดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2539 โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นนับแต่วันที่ 2 เมษายน 2539 เป็นต้นไป จำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ค้ำประกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 8,022,409.94บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ในวงเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นของต้นเงินดังกล่าวอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2541 ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2541 และดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 10ธันวาคม 2541 อัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 14มกราคม 2542 อัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 18มกราคม 2542 อัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6228 ตำบลแกใหญ่ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากขายทอดตลาดได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนกว่าจะครบ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ข้อตกลงตามสัญญากู้เงินเกินบัญชีตามเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 2 เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตกเป็นโมฆะหรือไม่สัญญาข้อ 2 มีความว่า "ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนด ภายใต้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดเว้นแต่เมื่อผู้กู้ปฏิบัติผิดนัด ผิดเงื่อนไข ที่กำหนดไว้ในคำขอเปิดบัญชีเดินสะพัด ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนดภายใต้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวแทนอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปดังกล่าวข้างต้นซึ่งขณะทำสัญญานี้ผู้ให้กู้ประกาศกำหนดเรียกเก็บดอกเบี้ยและส่วนลดสำหรับลูกค้าทั่วไปในอัตราสูงสุดเท่ากับร้อยละ 16.5 ต่อปี และสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขในอัตราสูงสุดเท่ากับร้อยละ 18.5ต่อปี แต่ต่อไปอัตราดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามที่ผู้ให้กู้จะประกาศกำหนดเป็นคราว ๆ ของยอดหนี้ที่ปรากฏตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด และกำหนดส่งดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน" เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงไม่ตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และโจทก์ย่อมมีอำนาจปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ แต่ต้องอยู่ภายในกรอบแห่งประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ฝ่าฝืนต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ย่อมเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย มิใช่ข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันจะเป็นผลทำให้ข้อตกลงดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ดังที่จำเลยที่ 1ฎีกา

ปัญหาประการต่อไปมีว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงเมื่อใด จำเลยที่ 1ฎีกาว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาจึงต้องสิ้นสุดลงภายในกำหนด 6 เดือน ตามระยะเวลาที่ต้องหักทอนบัญชีเห็นว่า ระยะเวลาในการหักทอนบัญชีเดินสะพัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 858 กับสัญญาบัญชีเดินสะพัดจะสิ้นสุดลงเมื่อใดนั้น เป็นคนละเรื่องกันสำหรับกรณีแรกไม่ว่าจะกำหนดอายุแห่งสัญญาบัญชีเดินสะพัดกันไว้หรือไม่ หากไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการหักทอนบัญชีกันไว้กฎหมายให้ถือกำหนดหกเดือนเป็นกำหนดหักทอนบัญชี ส่วนในกรณีที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่มีกำหนดเวลาหรืออายุแห่งสัญญานั้น อาจจะมีกำหนดระยะเวลาในการหักทอนบัญชีก็ได้ เช่นให้หักทอนกันทุกวันสิ้นเดือนอย่างเช่นในคดีนี้ตามเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 3 เพียงแต่ว่าคู่สัญญาอาจบอกเลิกสัญญาและให้หักทอนบัญชีในเวลาใดก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 859 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา คงมีแต่ข้อตกลงเฉพาะการหักทอนบัญชี และโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาต่อจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.12 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2541 ตามเอกสารหมาย จ.13 และครบกำหนดตามระยะเวลาที่บอกกล่าวในวันที่ 12 กรกฎาคม 2541 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงในวันดังกล่าวนี้ จึงชอบแล้ว

ปัญหาที่จะวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจนเกินวงเงินกู้ จำนวน 5,500,000 บาท ดังจำเลยที่ 1 ฎีกาได้หรือไม่ เห็นว่า จำนวนวงเงินที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 กู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นคนละเรื่องกับโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยหรือไม่ และจะคิดทบต้นอย่างไร ซึ่งตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 2 และข้อ 3 ได้มีข้อตกลงในเรื่องอัตราดอกเบี้ย และยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระนั้นทบเข้ากับต้นเงินได้เป็นรายเดือน และให้ดอกเบี้ยที่ทบเข้ากับต้นเงินดังว่านี้กลายเป็นต้นเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องเสียดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ดังนั้น ตราบใดที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดยังคงมีอยู่ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยและนำมาทบเป็นต้นเงิน แม้เมื่อรวมกันแล้วจะเกินวงเงินที่ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้ก็ตาม สรุปแล้วฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง โดยมิได้กำหนดให้คิดจากต้นเงินจำนวนเท่าใดไว้ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนเป็นการไม่ถูกต้อง กับปรากฏในชั้นอุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่3 เมษายน 2544 ว่า จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์จำนวน 1,500,000 บาท โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ขอถอนคำแก้อุทธรณ์และถอนฟ้องจำเลยที่ 2พร้อมทั้งขอรับเอกสารเพื่อไปดำเนินการไถ่ถอนจำนองให้ต่อไป กรณีจึงมีผลเท่ากับโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจำนองแล้ว โจทก์จึงไม่อาจบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 อีกต่อไปและต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวหักออกจากจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย และมูลหนี้ดังกล่าวจำนวน 1,500,000 บาท เป็นมูลหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกกันได้ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้กู้กับจำเลยที่ 2 ผู้จำนอง คำพิพากษาจึงต้องมีผลไปถึงจำเลยที่ 2ผู้จำนองซึ่งต้องรับผิดซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมที่มิได้อุทธรณ์ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาแก้ในส่วนนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน7,280,180.66 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 18 มกราคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระแก่โจทก์จำนวน 1,500,000 บาท มาหักชำระหนี้ดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับ และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 858 ม. 859
ป.วิ.พ. ม. 245
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง กฤตยา รุ่งธนเกียรติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2883/2546
#50800
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ ย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)ฯ การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงไม่ตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และโจทก์ย่อมมีอำนาจปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ภายในกรอบแห่งประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ไม่ฝ่าฝืนต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย การกระทำของโจทก์ก็ชอบด้วยกฎหมาย มิใช่ข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันจะเป็นผลทำให้ข้อตกลงดังกล่าวตกเป็นโมฆะ

ระยะเวลาในการหักทอนบัญชีเดินสะพัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 858 กับสัญญาบัญชีเดินสะพัดจะสิ้นสุดลงเมื่อใดนั้น เป็นคนละเรื่องกัน ในกรณีแรกไม่ว่าจะกำหนดอายุแห่งสัญญาบัญชีเดินสะพัดกันไว้หรือไม่ หากไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการหักทอนบัญชีกันไว้กฎหมายให้ถือกำหนดหกเดือนเป็นกำหนดหักทอนบัญชี ส่วนในกรณีที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่มีกำหนดเวลาหรืออายุแห่งสัญญานั้นคู่สัญญาอาจบอกเลิกสัญญาและให้หักทอนบัญชีในเวลาใดก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 859 เมื่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา คงมีแต่ข้อตกลงเฉพาะการหักทอนบัญชีและโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน2541 และครบกำหนดตามระยะเวลาที่บอกกล่าวในวันที่ 12 กรกฎาคม 2541 สัญญาบัญชีเดินสะพัดจึงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว

จำนวนวงเงินที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 กู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นคนละเรื่องกับโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยหรือไม่และจะคิดทบต้นอย่างไร ซึ่งตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีได้มีข้อตกลงในเรื่องอัตราดอกเบี้ย และยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระนั้นทบเข้ากับต้นเงินได้เป็นรายเดือน และให้ดอกเบี้ยที่ทบเข้ากับต้นเงินนี้กลายเป็นต้นเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องเสียดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ตราบใดที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดคงมีอยู่ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยและนำมาทบเป็นต้นเงิน แม้เมื่อรวมกันแล้วจะเกินวงเงินที่ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,022,409.94 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,280,180.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้นำทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 8,022,409.94 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ในวงเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นของต้นเงินดังกล่าวอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2541 ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2541 และดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2541 อัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2542 อัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 18 มกราคม 2542 อัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 มกราคม 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 622 ตำบลแกใหญ่ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์หากขายทอดตลาดได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนกว่าจะครบ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ได้เปิดบัญชีกระแสรายวันกับโจทก์ สาขาสุรินทร์ ตามเอกสารหมาย จ.4 และทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาในวันที่ 7 สิงหาคม 2539 จำเลยได้เพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีจาก 4,000,000 บาท เป็น 5,500,000 บาท ยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และตามที่ธนาคารโจทก์เป็นผู้กำหนด โดยขณะทำสัญญาอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 16 ต่อปี ส่วนเงื่อนไขและข้อตกลงอื่น ๆ ให้เป็นไปตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเดิม ปรากฏตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกมีว่า นายโอฬาร ไชยประวัติ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า นอกจากโจทก์จะส่งอ้างหนังสือรับรองของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ เอกสารหมาย จ.1 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2541 ระบุไว้ชัดเจนว่าบริษัทโจทก์จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน จำกัดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2536 นายโอฬาร ไชยประวัติ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่คนหนึ่งที่มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการแทนบริษัทได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ปฏิเสธแต่เพียงลอย ๆ และไม่ได้ถามค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น ยังได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของนายสถาพร สายเชื้อว่าในขณะมอบอำนาจ นายโอฬารเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จึงต้องฟังว่า ในระหว่างปี 2536 ถึง 2541 นายโอฬาร ไชยประวัติ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ เมื่อนายโอฬารมอบอำนาจให้นายยิ่งศักดิ์ตันตินุชวงศ์ ตามเอกสารหมาย จ.2 ในขณะที่นายโอฬารยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ การมอบอำนาจจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ข้อตกลงตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 2 เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตกเป็นโมฆะหรือไม่ สัญญาข้อ 2 มีความว่า"ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนดภายใต้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด เว้นแต่เมื่อผู้กู้ปฏิบัติผิดนัด ผิดเงื่อนไข ที่กำหนดไว้ในคำขอเปิดบัญชีเดินสะพัด ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนดภายใต้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวแทนอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปดังกล่าวข้างต้น ซึ่งขณะทำสัญญานี้ผู้ให้กู้ประกาศกำหนดเรียกเก็บดอกเบี้ยและส่วนลดสัญญาลูกค้าทั่วไปในอัตราสูงสุดเท่ากับร้อยละ 16.5 ต่อปี และสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขในอัตราสูงสุดเท่ากับร้อยละ 18.5 ต่อปี แต่ต่อไปอัตราดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามที่ผู้ให้กู้จะประกาศกำหนดเป็นคราว ๆ ของยอดหนี้ที่ปรากฏตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด และกำหนดส่งดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน" เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ ย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522 การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงไม่ตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และโจทก์ย่อมมีอำนาจปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้แต่ต้องอยู่ภายในกรอบแห่งประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ฝ่าฝืนต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ย่อมเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายมิใช่ข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันจะเป็นผลทำให้ข้อตกลงดังกล่าวตกเป็นโมฆะดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา

ปัญหาประการต่อไปมีว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงเมื่อใด จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาจึงต้องสิ้นสุดลงภายในกำหนด 6 เดือน ตามระยะเวลาที่ต้องหักทอนบัญชีเห็นว่า ระยะเวลาในการหักทอนบัญชีเดินสะพัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 858กับสัญญาบัญชีเดินสะพัดจะสิ้นสุดลงเมื่อใดนั้น เป็นคนละเรื่องกันสำหรับกรณีแรกไม่ว่าจะกำหนดอายุแห่งสัญญาบัญชีเดินสะพัดกันไว้หรือไม่ หากไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการหักทอนบัญชีกันไว้ กฎหมายให้ถือกำหนดหกเดือนเป็นกำหนดหักทอนบัญชี ส่วนในกรณีที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่มีกำหนดเวลาหรืออายุแห่งสัญญานั้น อาจจะมีกำหนดระยะเวลาในการหักทอนบัญชีก็ได้เช่นให้หักทอนกันทุกวันสิ้นเดือนอย่างเช่นในคดีนี้ตามเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 3 เพียงแต่ว่า คู่สัญญาอาจบอกเลิกสัญญาและให้หักทอนบัญชีในเวลาใดก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 859 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา คงมีแต่ข้อตกลงเฉพาะการหักทอนบัญชี และโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาต่อจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.12 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2541 ตามเอกสารหมาย จ.13 และครบกำหนดตามระยะเวลาที่บอกกล่าวในวันที่ 12 กรกฎาคม 2541 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงในวันดังกล่าวนี้จึงชอบแล้ว

ปัญหาที่จะวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจนเกินวงเงินกู้จำนวน 5,500,000 บาท ดังจำเลยที่ 1 ฎีกาได้หรือไม่ เห็นว่า จำนวนวงเงินที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 กู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นคนละเรื่องกับโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยหรือไม่ และจะคิดทบต้นอย่างไร ซึ่งตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 2 และข้อ 3 ได้มีข้อตกลงในเรื่องอัตราดอกเบี้ยและยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระนั้นทบเข้ากับต้นเงินได้เป็นรายเดือน และให้ดอกเบี้ยที่ทบเข้ากับต้นเงินดังว่านี้กลายเป็นต้นเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องเสียดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ ดังนั้น ตราบใดที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดยังคงมีอยู่ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยและนำมาทบเป็นต้นเงินแม้เมื่อรวมกันแล้วจะเกินวงเงินที่ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้ก็ตาม สรุปแล้วฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง โดยมิได้กำหนดให้คิดจากต้นเงินจำนวนเท่าใดไว้ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนเป็นการไม่ถูกต้อง กับปรากฏในชั้นอุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 3 เมษายน 2544 ว่า จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์จำนวน 1,500,000 บาท โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ขอถอนคำแก้อุทธรณ์และถอนฟ้องจำเลยที่ 2 พร้อมทั้งขอรับเอกสารเพื่อไปดำเนินการไถ่ถอนจำนองให้ต่อไป กรณีจึงมีผลเท่ากับโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจำนองแล้ว โจทก์จึงไม่อาจบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 อีกต่อไป และต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวหักออกจากจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย และมูลหนี้ดังกล่าวจำนวน 1,500,000 บาท เป็นมูลหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกกันได้ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้กู้กับจำเลยที่ 2 ผู้จำนอง คำพิพากษาจึงต้องมีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้จำนองซึ่งต้องรับผิดซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมมิได้อุทธรณ์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาแก้ในส่วนนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน7,280,180.66 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 18 มกราคม 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระแก่โจทก์จำนวน 1,500,000 บาท มาหักชำระหนี้ดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับ และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 858 ม. 859
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง กฤตยา รุ่งธนเกียรติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2883/2546
#110899
เปิดฉบับเต็ม

คดีปรากฏในชั้นอุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์จำนวน 1,500,000 บาท (ตามวงเงินที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันไว้) โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 พร้อมทั้งขอรับเอกสารเพื่อไปดำเนินการไถ่ถอนจำนองให้ต่อไป กรณีจึงมีผลเท่ากับโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจำนองแล้ว โจทก์จึงไม่อาจบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 อีกต่อไป และต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวหักออกจากจำนวนหนี้ 7,280,180.66 บาท ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย และมูลหนี้ดังกล่าวจำนวน 1,500,000 บาท เป็นมูลหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกกันได้ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้กู้กับจำเลยที่ 2 ผู้จำนอง คำพิพากษาจึงต้องมีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้จำนองซึ่งต้องรับผิดซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมที่มิได้อุทธรณ์ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาแก้ในส่วนนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๘,๐๒๒,๔๐๙.๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๗,๒๘๐,๑๘๐.๖๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้นำทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน ๘,๐๒๒,๔๐๙.๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๒) เป็นต้นไปจนกว่าชำระชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์ในวงเงิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นของต้นเงินดังกล่าวอัตราร้อยละ ๑๙.๗๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๑ และดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ ๑๙.๗๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๔๑ อัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๒ อัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๒ ถึงวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๒ อัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ ๒ ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๒๒๘ ตำบลแกใหญ่ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากขายทอดตลาดได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๒ ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนกว่าจะครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดใช้แทนเท่าจำนวนหนี้ของจำเลยที่ ๒

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ อนุญาตจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๒ ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ ๑ ได้เปิดบัญชีกระแสรายวันกับโจทก์ สาขาสุรินทร์ ตามเอกสารหมาย จ. ๔ และทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามเอกสารหมาย จ. ๖ ต่อมาในวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๓๙ จำเลยได้เพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีจาก ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็น ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท ยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และตามที่ธนาคารโจทก์เป็นผู้กำหนด โดยขณะทำสัญญาอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๖ ต่อปี ส่วนเงื่อนไขและข้อตกลงอื่น ๆ ให้เป็นไปตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเดิม ปรากฏตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ. ๗

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง โดยมิได้กำหนดให้คิดจากต้นเงินจำนวนเท่าใดไว้ และศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืนเป็นการไม่ถูกต้อง กับปรากฏในชั้นอุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๔๔ ว่า จำเลยที่ ๒ ชำระเงินให้โจทก์จำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๒ ขอถอนคำแก้อุทธรณ์และถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ พร้อมทั้งขอรับเอกสารเพื่อไปดำเนินการไถ่ถอนจำนองให้ต่อไป กรณีจึงมีผลเท่ากับโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจำนองแล้ว โจทก์จึงไม่อาจบังคับคดีแก่จำเลยที่ ๒ อีกต่อไป และต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย และมูลหนี้ดังกล่าวจำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท เป็นมูลหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกกันได้ระหว่างจำเลยที่ ๑ ผู้กู้กับจำเลยที่ ๒ ผู้จำนอง คำพิพากษาจึงต้องมีผลไปถึงจำเลยที่ ๒ ผู้จำนอง ซึ่งต้องรับผิดซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมที่มิได้อุทธรณ์ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕ (๑) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มิได้พิพากษาแก้ในส่วนนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี ของต้นเงิน ๗,๒๘๐,๑๘๐.๖๖ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๒) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ ๒ ชำระแก่โจทก์จำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท มาหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับ และให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 194 ม. 744
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางกฤตยา รุ่งธนเกียรติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายอัคเดช มัชฌิมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2882/2546
#49489
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) และมาตรา 33 ให้จำคุก 2 เดือนการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้รอการลงโทษผู้ถูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหายังคงถูกพิพากษาลงโทษจำคุก 2 เดือนแต่รอการลงโทษไว้ มิใช่เป็นการปล่อยผู้ถูกกล่าวหากรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11(7) พนักงานอัยการจึงฎีกาไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2544 นายศราวุธ กิติพรพงษ์สุข ทนายความซึ่งได้รับใบอนุญาตเลขที่ 583/2539 ผู้ถูกกล่าวหา ได้ยื่นคำร้องและใบมอบฉันทะโดยปลอมแปลงลายมือชื่อของนายชาญวุฒิ จันทร์พิลา ทนายความจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ขอเลื่อนการพิจารณาคดี

ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 31(1) และมาตรา 33 ให้จำคุก 2 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษผู้ถูกกล่าวหาไว้ 1 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่พนักงานอัยการฎีกาขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11(7)บัญญัติว่า ในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะฎีกาก็ได้ แต่ในคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาว่า ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) และมาตรา 33 ให้จำคุก 2 เดือนศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษผู้ถูกกล่าวหาไว้ 1 ปี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการยื่นฎีกาตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการพ.ศ. 2498 มาตรา 11(7) และพนักงานอัยการได้ยื่นฎีกาขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น พนักงานอัยการจะฎีกาได้เฉพาะในกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้พิพากษาให้ปล่อยผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น สำหรับคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าให้รอการลงโทษผู้ถูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหายังคงถูกพิพากษาลงโทษจำคุก2 เดือน แต่รอการลงโทษไว้ มิใช่เป็นการปล่อยผู้ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด กรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11(7) พนักงานอัยการฎีกาไม่ได้ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของพนักงานอัยการมานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 33
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เฮนดริก อดอล์ฟ คนิสฯ
โจทก์ — ผู้ถูกกล่าวหา
โจทก์ — นาย ศราวุธ กิติพรพงษ์สุข
จำเลย — นาง เพ็ญประไพ อินต๊ะยศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2882/2546
#50799
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติพนักงานอัยการฯ มาตรา 11(7) บัญญัติว่า ในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะฎีกาก็ได้ คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาว่าประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) และมาตรา 33 ให้ลงโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้รอการลงโทษ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการยื่นฎีกาขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้นพนักงานอัยการจะฎีกาได้เฉพาะในกรณีที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้ปล่อยผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้นแต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้รอการลงโทษไว้ มิใช่เป็นการปล่อยผู้ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด กรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติพนักงานอัยการฯ มาตรา 11(7) พนักงานอัยการจึงฎีกาไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2544 นายศราวุธ กิติพรพงษ์สุขทนายความซึ่งได้รับใบอนุญาตเลขที่ 583/2539 ผู้ถูกกล่าวหา ได้ยื่นคำร้องและใบมอบฉันทะโดยปลอมแปลงลายมือชื่อของนายชาญวุฒิ จันทร์พิลา ทนายความจำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 4 ขอเลื่อนการพิจารณาคดี

ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) และมาตรา 33 ให้จำคุก 2 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษผู้ถูกกล่าวหาไว้ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่พนักงานอัยการฎีกาขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11(7) บัญญัติว่า ในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะฎีกาก็ได้ แต่ในคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาว่า ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) และมาตรา 33 ให้จำคุก 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษผู้ถูกกล่าวหาไว้ 1 ปี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการยื่นฎีกาตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11(7) และพนักงานอัยการได้ยื่นฎีกาขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น พนักงานอัยการจะฎีกาได้เฉพาะในกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้พิพากษาให้ปล่อยผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น สำหรับคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าให้รอการลงโทษผู้ถูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหายังคงถูกพิพากษาลงโทษจำคุก 2 เดือน แต่รอการลงโทษไว้มิใช่เป็นการปล่อยผู้ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด กรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11(7) พนักงานอัยการฎีกาไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของพนักงานอัยการมานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 (1) ม. 33
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ ม. 11 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เฮนดริก อดอล์ฟ คนีส
โจทก์ — ผู้ถูกกล่าวหา
โจทก์ — นาย ศราวุธ กิติพรพงษ์สุข
จำเลย — นาง เพ็ญประไพ อินต๊ะยศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2882/2546
#110943
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษจำคุกผู้กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นว่าให้รอการลงโทษผู้กระทำผิด ผู้กระทำผิดยังคงถูกพิพากษาลงโทษจำคุก แต่รอการลงโทษไว้ มิใช่ให้ปล่อยผู้กระทำผิด กรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11 (7) พนักงานอัยการฎีกาไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๔ นายศราวุธ กิติพรพงษ์สุข ทนายความซึ่งได้รับใบอนุญาตเลขที่ ๕๘๓/๒๕๓๙ ผู้ถูกกล่าวหา ได้ยื่นคำร้องและใบมอบฉันทะโดยปลอมแปลงลายมือชื่อของนายชาญวุฒิ จันทร์พิลา ทนายความจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ขอเลื่อนการพิจารณาคดี

ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑ (๑) และมาตรา ๓๓ ให้จำคุก ๒ เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษผู้ถูกกล่าวหาไว้ ๑ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่พนักงานอัยการฎีกาขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑ (๗) บัญญัติว่า ในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะฎีกาก็ได้ แต่ในคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาว่า ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑ (๑) และมาตรา ๓๓ ให้จำคุก ๒ เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษผู้ถูกกล่าวหาไว้ ๑ ปี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการยื่นฎีกาตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑ (๗) และพนักงานอัยการได้ยื่นฎีกาขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น พนักงานอัยการจะฎีกาได้เฉพาะในกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ได้พิพากษาให้ปล่อยผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น สำหรับคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่าให้รอการลงโทษผู้ถูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหายังคงถูกพิพากษาลงโทษจำคุก ๒ เดือน แต่รอการลงโทษไว้ มิใช่เป็นการปล่อยผู้ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด กรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑ (๗) พนักงานอัยการฎีกาไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของพนักงานอัยการมานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกา.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 (1) ม. 33
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 11 (7)
ชื่อคู่ความ
โลเด — นายเฮนดริก อดอล์ฟ คนีส หรือนายแฮงค์ คณิตเธอร์ หรือนายเฮนดริค
โจทก์ — อแวค อดอล์ฟ คนิสเซอร์
ผู้ถูกกล่าวหา — นายศราวุธ กิติพรพงษ์สุข
จำเลย — นางเพ็ญประไพ อินต๊ะยศ ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสุพจน์ อินทิวร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2879/2546
#50831
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองโดยไม่ได้แบ่งแยกว่าใครเป็นใคร ลักษณะของเจตนาในการกระทำความผิดเป็นอันเดียวกัน แม้จะมีการกระทำต่อผู้เสียหายสองคนด้วยกันก็อยู่ภายในเจตนาอันเดียวกันนั้น การที่จำเลยที่ 2กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกาย ส. เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และทำร้าย ป. เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายในขณะเดียวกัน จึงถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันใช้ขวดเบียร์เป็นอาวุธตีประทุษร้ายและชกต่อย กระทืบทำร้ายร่างกายนายดาบตำรวจสมบุญ กายจะโป๊ะ ผู้เสียหาย ถูกที่บริเวณใบหน้าและลำตัวหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน และจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อยนายดาบตำรวจประภาสอินทะปัญญา ผู้เสียหายหลายครั้งถูกที่บริเวณใบหน้าและลำตัวจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 92,295, 297 และสั่งริบของกลางกับเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297(8), 295 ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น (ที่ถูก เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย) จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ริบเศษขวดสุราและเศษขวดเบียร์ของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาประการแรกว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวนั้น เห็นว่า แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์มาก่อนก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 2 มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกานี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน คดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลยว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2544เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายนายดาบตำรวจสมบุญกายจะโป๊ะ เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายนายดาบตำรวจประภาส อินทะปัญญา เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ดังนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกการกระทำมา 2 ข้อว่า จำเลยที่2 ร่วมกับพวกกระทำความผิดหลายกรรมและจำเลยที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพก็ตาม แต่ตามฟ้องโจทก์ระบุวันเวลากระทำความผิดทั้งสองฐานเป็นวันเวลาเดียวกัน และกระทำขณะเดียวกัน ทั้งได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 กับพวกดื่มสุราด้วยกันอยู่ที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายทั้งสองเข้าไปในร้านอาหารดังกล่าว จำเลยที่ 5 ได้เข้าไปก่อกวน เมื่อนายดาบตำรวจสมบุญเดินไปที่รถยนต์เพื่อหยิบอาวุธปืนไว้ป้องกันตัวก็ถูกจำเลยที่ 2 กับพวกเข้ารุมทำร้าย ส่วนพวกจำเลยที่เหลือได้รุมทำร้ายนายดาบตำรวจประภาส ดังนี้ ศาลฎีกา เห็นว่า จำเลยที่ 2กับพวกมีเจตนาร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองโดยไม่ได้แบ่งแยกว่าใครเป็นใครลักษณะของเจตนาในการกระทำความผิดเป็นอันเดียวกัน แม้จะมีการกระทำต่อผู้เสียหายสองคนด้วยกันก็อยู่ภายในเจตนาอันเดียวกันนั้น การที่จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายนายดาบตำรวจสมบุญเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และทำร้ายนายดาบตำรวจประภาสเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายในขณะเดียวกัน จึงถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดสองกรรมดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาไม่"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297(8), 295 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 297(8) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นาย เอกชัย ทองก้อนเป้า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2879/2546
#112640
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองในขณะเดียวกันโดยไม่ได้แบ่งแยกว่าใครเป็นใคร ลักษณะของเจตนาในการกระทำความผิดเป็นอันเดียวกัน แม้จะมีการกระทำต่อผู้เสียหายสองคนด้วยกัน ก็อยู่ภายในเจตนาอันเดียวกันนั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 กับพวก จึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่สองกรรมไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ , ๙๒ , ๒๙๕ , ๒๙๗ และสั่งริบของกลางกับเพิ่มโทษจำเลยที่ ๓ ตามกฎหมาย

จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) , ๒๙๕ ประกอบมาตรา ๘๓ ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก ๓ ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น (ที่ถูกเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย) จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๔ ปี จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี ริบเศษขวดสุราและเศษขวดเบียร์ ของกลาง

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ ๒ เป็นการกระทำกรรมเดียวนั้น คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลยว่า เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๔ เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยที่ ๒ กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายนายดาบตำรวจ ส. เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายนายดาบตำรวจ ป. เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ดังนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกการกระทำมา ๒ ข้อว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมกับพวกกระทำความผิดหลายกรรมและจำเลยที่ ๒ ได้ให้การรับสารภาพก็ตาม แต่ตามฟ้องโจทก์ระบุวันเวลากระทำความผิดทั้งสองฐานเป็นวันเวลาเดียวกันและกระทำขณะเดียวกัน ทั้งได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๒ กับพวกดื่มสุราด้วยกันอยู่ที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายทั้งสองเข้าไปในร้านอาหารดังกล่าว จำเลยที่ ๕ ได้เข้าไปก่อกวน เมื่อนายดาบตำรวจ ส. เดินไปที่รถยนต์เพื่อหยิบอาวุธปืนไว้ป้องกันตัวก็ถูกจำเลยที่ ๒ กับพวกเข้ารุมทำร้าย ส่วนพวกจำเลยที่เหลือได้รุมทำร้ายนายดาบตำรวจ ป. ดังนี้ ศาลฎีกา เห็นว่า จำเลยที่ ๒ กับพวก มีเจตนาร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองโดยไม่ได้แบ่งแยกว่าใครเป็นใคร ลักษณะของเจตนาในการกระทำความผิดเป็นอันเดียวกัน แม้จะมีการกระทำต่อผู้เสียหายสองคนด้วยกันก็อยู่ภายใต้เจตนาอันเดียวกันนั้น การที่จำเลยที่ ๒ กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายนายดาบตำรวจ ส. เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสและทำร้ายนายดาบตำรวจ ป. เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายในขณะเดียวกัน จึงถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดสองกรรมดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๒ ฟังขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) , ๒๙๕ ประกอบมาตรา ๘๓ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๙๗ (๘) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๑ ปี จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 295 ม. 297 ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายเอกชัย ทองก้อนเป้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายวีระ คงทวีเลิศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายมานัส เหลืองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 2872/2546
#50798
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาและจำเลยไม่มีหน้าที่รับเงินค่าปรับจากจำเลยมาชำระต่อศาล แต่มารับเงินค่าปรับจากจำเลยเองแทนศาลเช่นนี้ เป็นการไม่ถูกต้องตามระเบียบวิธีปฏิบัติ และจะเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตได้โดยง่าย เมื่อผู้ถูกกล่าวหาไม่นำเงินไปชำระต่อศาลเป็นเหตุให้ศาลไม่ได้รับค่าปรับไม่มีการส่งหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาและไม่มีการส่งตัว ส. ไปกักขังแทนค่าปรับที่สถานีตำรวจฯ จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) และการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อราชการและศาลชั้นต้น จึงไม่รอการลงโทษ

ส่วนกรณีที่ไม่มีการส่งหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาและตัว ป. ไปกักขังที่สถานีตำรวจฯ เพราะมีการปล่อยตัว ป. ไปก่อนแล้ว และมีผู้เอาหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาไปด้วย ผู้ถูกกล่าวหาเป็นแต่เพียงผู้รับหมายกักขังดังกล่าวมาจากเจ้าหน้าที่ศาลเท่านั้น แต่มิได้เอาหมายกักขังดังกล่าวไป และมิได้เป็นคนรับเงินค่าปรับและปล่อยตัว ป. ไป การกระทำของผู้ถูกกล่าวหากรณี ป. ยังไม่ถึงขนาดเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล จึงไม่เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจ่าศาลจังหวัดสุพรรณบุรีได้รายงานให้ศาลชั้นต้นทราบว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2298/2542 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์นายสายันต์ สุขันที จำเลย และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2539/2542 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นายประจักร์ รักอู่ จำเลย ถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุพรรณบุรีไม่ได้รับหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกา และตัวจำเลยในคดีทั้งสองสำนวนดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) มาตรา 33 ถือว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลรวม 2 กระทง ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหากระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ในกรณีรายนายสายยันต์นั้นได้ความจากคำเบิกความของนายสายยันต์ว่า นายสายยันต์ได้ชำระค่าปรับให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาในห้องพิจารณา แล้วผู้ถูกกล่าวหาบอกให้นายสายยันต์กลับบ้านได้โดยไม่ได้มอบใบรับเงินค่าปรับให้ และในทางปฏิบัติเจ้าพนักงานตำรวจที่มาปฏิบัติหน้าที่ที่ศาลชั้นต้นว่าจะปล่อยตัวจำเลยที่ถูกกักขังแทนค่าปรับก็ต่อเมื่อมีใบรับเงินค่าปรับมาแสดง โดยจะทำเครื่องหมายวงกลมที่เลขหน้าชื่อผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ถูกควบคุมตัวในห้องขังของศาลชั้นต้นไว้เป็นหลักฐาน เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีหน้าที่รับเงินค่าปรับจากจำเลยมาชำระต่อศาลชั้นต้นแทนจำเลย การที่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาและจำเลยมารับเงินค่าปรับจากจำเลยเองแทนศาลชั้นต้นเช่นนี้ จึงเป็นการไม่ถูกต้องตามระเบียบวิธีปฏิบัติของศาลชั้นต้น และจะเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตได้โดยง่าย อย่างไรก็ดีเมื่อรับเงินจากนายสายยันต์ไว้แล้ว ผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องนำไปชำระต่อศาลชั้นต้นตามที่ได้รับมอบหมาย เมื่อไม่นำไปชำระไม่ว่าจะทุจริตหรือไม่ก็ตาม และผลของการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นไม่ได้รับค่าปรับไม่มีการส่งหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกา และไม่มีการส่งตัวนายสายยันต์ไปกักขังแทนค่าปรับที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุพรรณบุรี จนเป็นที่เสียหายร้ายแรงต่อทางราชการและศาลชั้นต้นการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวจึงไม่ใช่แค่เพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยบกพร่องเท่านั้นแต่เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) ส่วนกรณีรายนายประจักร์นั้นได้ความว่าในทางปฏิบัติเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาและจำเลยที่ศาลชั้นต้นไปรับหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกามาแล้วจะนำไปเก็บรวมไว้ ส่วนมากแล้วจ่าสิบตำรวจชัยรัช จามพัฒน์ ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดจะเป็นคนรวบรวมเก็บไว้เพื่อตรวจสอบส่งตัวจำเลยซึ่งต้องกักขังแทนค่าปรับไปสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุพรรณบุรีในตอนเย็นของวันนั้น การที่ไม่มีการส่งหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาและตัวนายประจักร์ไปกักขังที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุพรรณบุรีในเย็นวันเกิดเหตุนั้น เพราะมีการปล่อยตัวนายประจักร์ไปก่อนแล้วและมีผู้เอาหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาไปด้วย ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาเป็นแต่เพียงผู้รับหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกามาจากเจ้าหน้าที่ศาลเท่านั้น แต่มิได้เป็นคนที่รับเงินค่าปรับและปล่อยตัวนายประจักร์ไป และตามทางไต่สวนยังฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้เอาหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาไป การกระทำของผู้ถูกกล่าวหากรณีนายประจักร์ยังไม่ถึงขนาดเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลจึงไม่เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ผู้ถูกกล่าวหาคงมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเฉพาะการกระทำกรณีนายสายยันต์เพียงกระทงเดียวเท่านั้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาต่อไปมีว่า มีเหตุอันสมควรรอการลงโทษให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อทางราชการและศาลชั้นต้น เหตุที่อ้างมาในฎีกานั้นยังไม่เป็นเหตุอันสมควรที่จะรอการลงโทษให้ได้

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) มาตรา 33 กระทงเดียวให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.พ. ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ถูกกล่าวหา — จ่าสิบตำรวจ สุชาติ ปานทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 2872/2546
#51018
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาและจำเลยไม่มีหน้าที่รับเงินค่าปรับจากจำเลยมาชำระต่อศาล การที่ผู้ถูกกล่าวหารับเงินค่าปรับจากจำเลยแทนศาล เป็นการไม่ถูกต้องตามระเบียบวิธีปฏิบัติ เมื่อผู้ถูกกล่าวหาไม่นำเงินไปชำระต่อศาลไม่ว่าจะทุจริตหรือไม่ เมื่อเป็นเหตุให้ศาลไม่ได้รับค่าปรับ ไม่มีการส่งหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาและไม่มีการส่งตัว ส. จำเลยไปกักขังแทนค่าปรับที่สถานีตำรวจ จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1)

ส่วนกรณีที่ไม่มีการส่งหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาและตัว ป. จำเลยไปกักขังที่สถานีตำรวจ เพราะมีการปล่อยตัว ป. ไปก่อนแล้ว และมีผู้เอาหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาไปด้วย ผู้ถูกกล่าวหาเป็นแต่เพียงผู้รับหมายกักขังมาจากเจ้าหน้าที่ศาลเท่านั้นแต่มิได้เอาหมายกักขังไป และมิได้เป็นคนรับเงินค่าปรับและปล่อยตัว ป. ไป ยังไม่ถึงขนาดเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลจึงไม่เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากนางสุพัฒนา วีรวงศ์ จ่าศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ได้รายงานให้ศาลชั้นต้นทราบว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2298/2542 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นายสายยันต์ สุขันที จำเลย และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2539/2542 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นายประจักร์ รักอู่ จำเลยถูกกักขังแทนค่าปรับตามหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาที่ 1075/2542 ลงวันที่ 4มิถุนายน 2542 และหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาที่ 1205/2542 ลงวันที่ 17 มิถุนายน2542 ตามลำดับ แต่ทางสถานีตำรวจภูธร อำเภอเมืองสุพรรณบุรีไม่ได้รับหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาดังกล่าวและตัวจำเลยในคดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวแต่อย่างใดศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1)มาตรา 33 ถือว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลรวม 2 กระทง ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหากระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้รับหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาที่ 1075/2542 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2542 ที่ให้กักขังนายสายยันต์ สุขันที จำเลย มีกำหนด 142 วัน แทนค่าปรับ 10,000 บาท และหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาที่ 1025/2542 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2542 ที่ให้กักขังนายประจักร์ รักอู่ จำเลย มีกำหนด 142 วัน แทนค่าปรับ 10,000 บาท ไปจากศาลชั้นต้นและรับเงินค่าปรับจำนวน 10,000 บาท จากนายสายยันต์ แต่มิได้นำเงินดังกล่าวไปชำระค่าปรับต่อศาลชั้นต้น และทางสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุพรรณบุรีไม่ได้รับหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาและบุคคลทั้งสองดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ในกรณีรายนายสายยันต์นั้น ได้ความจากคำเบิกความของนายสายยันต์ว่านายสายยันต์ได้ชำระค่าปรับให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาในห้องพิจารณาแล้วผู้ถูกกล่าวหาบอกให้นายสายยันต์กลับบ้านได้ โดยไม่ได้มอบใบรับเงินค่าปรับให้ และในทางปฏิบัติเจ้าพนักงานตำรวจที่มาปฏิบัติหน้าที่ที่ศาลชั้นต้นว่าจะปล่อยตัวจำเลยที่ถูกกักขังแทนค่าปรับก็ต่อเมื่อมีใบรับเงินค่าปรับมาแสดง โดยจะทำเครื่องหมายวงกลมที่เลขหน้าชื่อผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ถูกควบคุมตัวในห้องขังของศาลชั้นต้นไว้เป็นหลักฐานเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีหน้าที่รับเงินค่าปรับจากจำเลยมาชำระต่อศาลชั้นต้นแทนจำเลยการที่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาและจำเลยมารับเงินค่าปรับจากจำเลยเองแทนศาลชั้นต้นเช่นนี้จึงเป็นการไม่ถูกต้องตามระเบียบวิธีปฏิบัติของศาลชั้นต้น และจะเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตได้โดยง่าย อย่างไรก็ดีเมื่อรับเงินจากนายสายยันต์ไว้แล้ว ผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องนำไปชำระต่อศาลชั้นต้นตามที่ได้รับมอบหมายเมื่อไม่นำไปชำระไม่ว่าจะทุจริตหรือไม่ก็ตามและผลของการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นไม่ได้รับค่าปรับ ไม่มีการส่งหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกา และไม่มีการส่งตัวนายสายยันต์ไปกักขังแทนค่าปรับที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุพรรณบุรีจนเป็นที่เสียหายร้ายแรงต่อทางราชการและศาลชั้นต้น การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวจึงไม่ใช่แค่เพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยบกพร่องเท่านั้น แต่เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) ส่วนกรณีรายนายประจักร์นั้น ได้ความว่าในทางปฏิบัติเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาและจำเลยที่ศาลชั้นต้นไปรับหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกามาแล้วจะนำไปเก็บรวมไว้ ส่วนมากแล้วจ่าสิบตำรวจชัยรัชจามพัฒน์ ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดจะเป็นคนรวบรวมเก็บไว้เพื่อตรวจสอบส่งตัวจำเลยซึ่งต้องกักขังแทนค่าปรับไปสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุพรรณบุรีในตอนเย็นของวันนั้น การที่ไม่มีการส่งหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาและตัวนายประจักร์ไปกักขังที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุพรรณบุรีในเย็นวันเกิดเหตุนั้นเพราะมีการปล่อยตัวนายประจักร์ไปก่อนแล้วและมีผู้เอาหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาไปด้วย ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาเป็นแต่เพียงผู้รับหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกามาจากเจ้าหน้าที่ศาลเท่านั้น แต่มิได้เป็นคนที่รับเงินค่าปรับและปล่อยตัวนายประจักร์ไป และตามทางไต่สวนยังฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้เอาหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาไป การกระทำของผู้ถูกกล่าวหากรณีนายประจักร์ยังไม่ถึงขนาดเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล จึงไม่เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ผู้ถูกกล่าวหาคงมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเฉพาะการกระทำกรณีนายสายยันต์เพียงกระทงเดียวเท่านั้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) มาตรา 33 กระทงเดียว ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ถูกกล่าวหา — จ่าสิบตำรวจ สุชาติ ปานทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2845 -ที่ 2847/2546
#49488
เปิดฉบับเต็ม

ในกรณีนายจ้างลงโทษทางวินัยแก่ลูกจ้างที่มิได้เป็นกรรมการลูกจ้างและการลงโทษนั้นไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้นายจ้างต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนตามมาตรา 52 หรือให้ความคุ้มครองตามมาตรา 121 ถึงมาตรา 123 ดังนั้นศาลแรงงานจะเข้าไปตรวจสอบดุลพินิจการลงโทษของนายจ้างในกรณีนี้ได้ก็ต่อเมื่อเป็นการใช้ดุลพินิจลงโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ทำผิดวินัยจริง จำเลยจึงลงโทษตัดเงินเดือนโจทก์ร้อยละ 10 มีกำหนด1 เดือน ซึ่งเป็นโทษที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของจำเลยโดยไม่ปรากฏว่ามีการใช้ดุลพินิจลงโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยแล้วไม่ใช่กรณีที่ศาลแรงงานจะเข้าไปตรวจสอบดุลพินิจการลงโทษของจำเลยได้ศาลแรงงานจึงไม่มีอำนาจลดโทษโจทก์เป็นภาคทัณฑ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้พิจารณารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 3

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลยทำหน้าที่เป็นนายท่ารับผิดชอบปล่อยรถให้เป็นไปตามระเบียบของจำเลยเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ต่อมาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2543 นายสมบูรณ์ ชนรุจิวงศ์ พนักงานขับรถของจำเลยได้ขับรถโดยสารประจำทางสาย ปอ.13 หมายเลขรถ 3-6680 ชนรถโดยสารประจำทางสาย 23หมายเลขรถ 3-44038 เสียหาย จำเลยได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วได้ลงโทษไล่นายสมบูรณ์ออกจากงานและให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย พร้อมกันนี้จำเลยมีคำสั่งลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2543 ลงโทษตัดเงินเดือนโจทก์ทั้งสามร้อยละ 10มีกำหนดคนละ 1 เดือน โดยกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสามกระทำผิดวินัยฐานประมาทเลินเล่อจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยทำให้จำเลยเสียหายร้ายแรงอันเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเพราะความเสียหายจากการชนอยู่นอกเหนือหน้าที่ของโจทก์ทั้งสามที่จะควบคุมรับผิดชอบร่วมกับพนักงานขับรถ ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่าคำสั่งลงโทษโจทก์ทั้งสามเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและคืนสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งสามมีหน้าที่ควบคุมการเดินรถโดยสารปรับอากาศสาย ปอ.13 แต่ได้ละเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุระยะสั้น 14 มาตรการ ข้อ 1.3 โดยระหว่างวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2543 ถึงวันที่ 9 เมษายน2543 โจทก์ทั้งสามปล่อยปละละเลยไม่นำพาต่อการทำงานที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบปล่อยให้พนักงานขับรถขับรถด้วยความเร็วและแซงกันในเส้นทางถึง 90 ครั้ง แต่โจทก์ทั้งสามไม่เคยทำรายงานเสนอเพื่อพิจารณาลงโทษพนักงานขับรถที่ฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยเป็นเหตุให้นายสมบูรณ์ ชนรุจิวงศ์ ขับรถโดยสารประจำทางสาย ปอ.13 แข่งกับรถโดยสารประจำทางสาย ปอ.140 เป็นเหตุให้ชนท้ายรถโดยสารประจำทางสาย 23 ที่จอดเสียอยู่ข้างทางอย่างแรงทำให้เกิดความเสียหายเป็นเงิน 2,211,842 บาท และมีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ 16 คน จำเลยสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยแก่โจทก์ทั้งสาม การกระทำของโจทก์ทั้งสามผิดข้อบังคับจำเลยว่าด้วยวินัยพนักงาน ข้อ 4.3 ฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติตามข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง แบบแผนและวิธีปฏิบัติของจำเลย จำเลยได้มีคำสั่งตัดเงินเดือนโจทก์ทั้งสามเพื่อกระตุ้นการทำงานให้มีประสิทธิภาพต่อไป ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับพร้อมนำส่งเอกสารว่าโจทก์ทั้งสามทำหน้าที่เป็นนายท่าประจำกองเดินรถที่ 2 เขตการเดินรถ 3 รับผิดชอบควบคุมการเดินรถโดยสารประจำทางปรับอากาศสาย ปอ.13 มีหน้าที่และงานที่ต้องปฏิบัติตามเอกสารหมาย จล.1 จำเลยมีมาตรการป้องกันอุบัติเหตุระยะสั้น 14 มาตรการตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 4 และแผ่นที่ 6 ถึง 9 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2543 นายสมบูรณ์ ชนรุจิวงศ์ พนักงานขับรถได้ขับรถโดยสารประจำทางสาย ปอ.13 ด้วยความประมาทชนรถโดยสารประจำทางสาย 23 ซึ่งจอดอยู่เสียหายและมีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ16 คน ค่าเสียหายจำนวน 2,211,842 บาท จำเลยมีคำสั่งตามเอกสารหมาย จล.4(ตรงกับเอกสารหมาย ล.2) ให้พักงานนายสมบูรณ์และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและทางแพ่ง ต่อมาจำเลยได้มีคำสั่งที่ 180/2543 ตามเอกสารหมาย ล.1(ตรงกับเอกสารหมาย จล.2) ไล่นายสมบูรณ์ออกจากการเป็นลูกจ้างและให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมทั้งลงโทษตัดเงินเดือนโจทก์ทั้งสามร้อยละ 10 มีกำหนดคนละ 1 เดือนโจทก์ทั้งสามยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และคำร้องทุกข์ของจำเลย คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาแล้วเห็นว่าข้ออ้างของโจทก์ทั้งสามไม่มีเหตุผลอันควรรับฟัง ให้ยกอุทธรณ์โจทก์ทั้งสามและจำเลยตรวจสอบใบเที่ยวของพนักงานขับรถโดยสารประจำทางหรือใบทำงานของพนักงานขับรถโดยสารประจำทางสาย ปอ.13ในกลุ่ม 3 ซึ่งโจทก์ทั้งสามมีหน้าที่ควบคุมจำนวน 30 คัน ในช่วงตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์2543 ถึงวันที่ 9 เมษายน 2543 ปรากฏว่ามีรถโดยสารประจำทางแซงกันจำนวน 53 ครั้งจากรถโดยสารที่แล่นประมาณ 10,000 เที่ยว ตามเอกสารหมาย จล.5 ในวันเกิดเหตุไม่ปรากฏว่านายสมบูรณ์ขับรถแซงรถคันอื่นในสายเดียวกันและศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามได้จัดทำใบเที่ยวเพื่อตรวจสอบตามแผนการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุเอกสารหมาย ล.2 หน้า 6 แต่จากเอกสารหมาย จล.5 มีพนักงานขับรถโดยสารประจำทางหลายคนขับรถแซงคันอื่นมากกว่า 1 ครั้ง แต่โจทก์ทั้งสามเพียงแต่ตักเตือนด้วยวาจา ไม่ได้ทำบันทึกรายงานให้ผู้จัดการสายทราบตามแผนการรณรงค์ดังกล่าวข้อ 3.2 การกระทำของโจทก์ทั้งสามเป็นการไม่ตั้งใจปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยตามข้อบังคับจำเลยเอกสารหมายจล.3ข้อ 4.3 และ 4.5 แต่รถโดยสารประจำทางสาย ปอ.13 ที่แล่นแซงกันเพียง 53 ครั้งจากรถโดยสารจำนวน 30 คัน ที่แล่นประมาณ 10,000 เที่ยว เป็นสัดส่วนที่ไม่มาก และตามเอกสารหมาย จล.5 ซึ่งเป็นรายชื่อพนักงานขับรถโดยสารประจำทางแซงรถคันอื่นไม่ปรากฏว่านายสมบูรณ์เคยกระทำดังกล่าว การเกิดอุบัติเหตุคดีนี้จึงมิใช่ผลโดยตรงจากการกระทำของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลยประมาณคนละ 20 ปีไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยมาก่อนและคำสั่งลงโทษอ้างความผิดว่าโจทก์ทั้งสามปล่อยให้รถโดยสารประจำทางแซงกันในช่วงเวลาที่ตรวจสอบจำนวน 90 ครั้ง จึงลงโทษตัดเงินเดือน แต่คู่ความตรวจสอบร่วมกันพบว่ามีรถโดยสารประจำทางแซงกันเพียง 53 ครั้งพฤติการณ์แห่งความผิดจึงเปลี่ยนไป ประกอบกับเป็นความผิดครั้งแรก มีเหตุลดหย่อนซึ่งไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษตัดเงินเดือนตามข้อบังคับของจำเลยเอกสารหมาย จล.3ข้อ 10 วรรคสอง ข้อบังคับดังกล่าวข้อ 7 ระบุโทษไว้ 5 สถาน คือ ไล่ออก ให้ออก ลดขั้นเงินเดือน ตัดเงินเดือนและภาคทัณฑ์ เมื่อโทษตัดเงินเดือนมีเหตุลดหย่อนจึงควรลดโทษเหลือเพียงภาคทัณฑ์และให้จำเลยคืนเงินเดือนที่จำเลยตัดไว้แก่โจทก์ทั้งสาม พิพากษาให้จำเลยเปลี่ยนแปลงคำสั่งลงโทษโจทก์ทั้งสามจากตัดเงินเดือนคนละร้อยละสิบมีกำหนดหนึ่งเดือนเป็นเพียงลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์ทั้งสามและคืนประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์ทั้งสามเสียไปเพราะถูกตัดเงินเดือนแก่โจทก์ทั้งสามด้วย

จำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาได้ความว่า โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยกระทำผิดโดยไม่ทำบันทึกรายงานการที่พนักงานขับรถโดยสารประจำทางขับรถแซงกันจำนวน 53 ครั้ง และมีพนักงานขับรถโดยสารประจำทางหลายคนขับรถแซงคันอื่นมากกว่า 1 ครั้ง ต่อผู้จัดการสายของจำเลยทราบ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลแรงงานกลางมีอำนาจลดโทษให้โจทก์ทั้งสามจากตัดเงินเดือนเป็นโทษภาคทัณฑ์ได้หรือไม่ เห็นว่า ในกรณีนายจ้างลงโทษทางวินัยแก่ลูกจ้างที่มิได้เป็นกรรมการลูกจ้างและการลงโทษนั้นไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หมวด 9 นั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้นายจ้างต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนตามมาตรา 52หรือให้ความคุ้มครองตามมาตรา 121 ถึงมาตรา 123 ดังนั้น ศาลแรงงานจะเข้าไปตรวจสอบดุลพินิจการลงโทษของนายจ้างในกรณีนี้ได้ก็ต่อเมื่อเป็นการใช้ดุลพินิจลงโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นต้นว่าขัดต่อระเบียบข้อบังคับอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างไม่สุจริต กลั่นแกล้ง หรือไม่สมเหตุผลอย่างชัดแจ้ง ในคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามทำผิดวินัยจริง จำเลยลงโทษตัดเงินเดือนโจทก์ทั้งสามร้อยละ 10 มีกำหนดคนละ1 เดือน ซึ่งเป็นโทษที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของจำเลยตามเอกสารหมาย จล.3 ข้อ 7ข้อย่อย 7.4 โดยไม่ปรากฏว่ามีการใช้ดุลพินิจลงโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยแล้ว ไม่ใช่กรณีที่ศาลแรงงานกลางจะเข้าไปตรวจสอบดุลพินิจการลงโทษของจำเลยได้ดังกล่าวข้างต้น ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจลดโทษโจทก์ทั้งสามเป็นภาคทัณฑ์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามสำนวนฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52 ม. 121 ม. 122 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมาน ขุนศรี กับพวก
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2845 -ที่ 2847/2546
#50327
เปิดฉบับเต็ม

การที่นายจ้างลงโทษทางวินัยแก่ลูกจ้างที่มิได้เป็นกรรมการลูกจ้างและการลงโทษนั้นไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ หมวด 9 นั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติให้นายจ้างต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนตามมาตรา 52หรือให้ความคุ้มครองตามมาตรา 121 ถึงมาตรา 123 ดังนั้น ศาลแรงงานจะเข้าไปตรวจสอบดุลพินิจการลงโทษของนายจ้างได้ต่อเมื่อเป็นการใช้ดุลพินิจลงโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นต้นว่าขัดต่อระเบียบข้อบังคับอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง ไม่สุจริตกลั่นแกล้งหรือไม่สมเหตุสมผลอย่างชัดแจ้ง เมื่อโจทก์ทั้งสามทำผิดวินัยจริง จำเลยลงโทษตัดเงินเดือนร้อยละ 10 คนละ 1 เดือน ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของจำเลย โดยไม่ปรากฏว่ามีการใช้ดุลพินิจลงโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยแล้ว มิใช่กรณีที่ศาลแรงงานกลางจะเข้าไปตรวจสอบดุลพินิจการลงโทษของจำเลยหรือลดโทษโจทก์ทั้งสามให้เป็นภาคทัณฑ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้พิจารณารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 3

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลยทำหน้าที่เป็นนายท่า รับผิดชอบปล่อยรถให้เป็นไปตามระเบียบของจำเลยเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ต่อมาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2543 นายสมบูรณ์ ชนรุจิวงศ์ พนักงานขับรถของจำเลยได้ขับรถโดยสารประจำทางสาย ปอ.13 หมายเลขรถ 3-6680ชนรถโดยสารประจำทางสาย 23 หมายเลขรถ 3-44038 เสียหาย จำเลยได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วได้ลงโทษไล่นายสมบูรณ์ออกจากงานและให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย พร้อมกันนี้จำเลยมีคำสั่งลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2543 ลงโทษตัดเงินเดือนโจทก์ทั้งสามร้อยละ 10 มีกำหนดคนละ 1 เดือน โดยกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสามกระทำผิดวินัยฐานประมาทเลินเล่อจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยทำให้จำเลยเสียหายร้ายแรงอันเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเพราะความเสียหายจากการชนอยู่นอกเหนือหน้าที่ของโจทก์ทั้งสามที่จะควบคุมรับผิดชอบร่วมกับพนักงานขับรถ ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายขอให้พิพากษาว่าคำสั่งลงโทษโจทก์ทั้งสามเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และคืนสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งสามมีหน้าที่ควบคุมการเดินรถโดยสารปรับอากาศสาย ปอ.13 แต่ได้ละเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุระยะสั้น 14 มาตรการ ข้อ 1.3 โดยระหว่างวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2543 ถึงวันที่ 9 เมษายน2543 โจทก์ทั้งสามปล่อยปละละเลยไม่นำพาต่อการทำงานที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบปล่อยให้พนักงานขับรถขับรถด้วยความเร็วและแซงกันในเส้นทางถึง 90 ครั้ง แต่โจทก์ทั้งสามไม่เคยทำรายงานเสนอเพื่อพิจารณาลงโทษพนักงานขับรถที่ฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยเป็นเหตุให้นายสมบูรณ์ ชนรุจิวงศ์ ขับรถโดยสารประจำทางสาย ปอ.13 แข่งกับรถโดยสารประจำทางสาย ปอ.140 เป็นเหตุให้ชนท้ายรถโดยสารประจำทางสาย 23 ที่จอดเสียอยู่ข้างทางอย่างแรง ทำให้เกิดความเสียหายเป็นเงิน 2,211,842 บาท และมีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ16 คนจำเลยสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยแก่โจทก์ทั้งสามการกระทำของโจทก์ทั้งสามผิดข้อบังคับจำเลยว่าด้วยวินัยพนักงาน ข้อ 4.3 ฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติตามข้อบังคับระเบียบ คำสั่ง แบบแผนและวิธีปฏิบัติของจำเลย จำเลยได้มีคำสั่งตัดเงินเดือนโจทก์ทั้งสามเพื่อกระตุ้นการทำงานให้มีประสิทธิภาพต่อไป ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับพร้อมนำส่งเอกสารว่าโจทก์ทั้งสามทำหน้าที่เป็นนายท่าประจำกองเดินรถที่ 2 เขตการเดินรถ 3 รับผิดชอบควบคุมการเดินรถโดยสารประจำทางปรับอากาศสาย ปอ.13 มีหน้าที่และงานที่ต้องปฏิบัติตามเอกสารหมาย จล.1 จำเลยมีมาตรการป้องกันอุบัติเหตุระยะสั้น 14 มาตรการตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 4 และแผ่นที่ 6 ถึง 9 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2543 นายสมบูรณ์ ชนรุจิวงศ์พนักงานขับรถได้ขับรถโดยสารประจำทางสาย ปอ.13 ด้วยความประมาทชนรถโดยสารประจำทางสาย 23 ซึ่งจอดอยู่เสียหายและมีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ 16 คน ค่าเสียหายจำนวน 2,211,842 บาท จำเลยมีคำสั่งตามเอกสารหมาย จล.4 (ตรงกับเอกสารหมายล.2) ให้พักงานนายสมบูรณ์และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและทางแพ่งต่อมาจำเลยได้มีคำสั่งที่ 180/2543 ตามเอกสารหมาย ล.1 (ตรงกับเอกสารหมาย จล.2)ไล่นายสมบูรณ์ออกจากการเป็นลูกจ้างและให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมทั้งลงโทษตัดเงินเดือนโจทก์ทั้งสามร้อยละ 10 มีกำหนดคนละ 1 เดือน โจทก์ทั้งสามยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และคำร้องทุกข์ของจำเลย คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาแล้วเห็นว่าข้ออ้างของโจทก์ทั้งสามไม่มีเหตุผลอันควรรับฟัง ให้ยกอุทธรณ์โจทก์ทั้งสามและจำเลยตรวจสอบใบเที่ยวของพนักงานขับรถโดยสารประจำทางหรือใบทำงานของพนักงานขับรถโดยสารประจำทางสาย ปอ.13 ในกลุ่ม 3 ซึ่งโจทก์ทั้งสามมีหน้าที่ควบคุมจำนวน 30 คัน ในช่วงตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2543 ถึงวันที่ 9 เมษายน 2543ปรากฏว่ามีรถโดยสารประจำทางแซงกันจำนวน 53 ครั้ง จากรถโดยสารที่แล่นประมาณ10,000 เที่ยว ตามเอกสารหมาย จล.5 ในวันเกิดเหตุไม่ปรากฏว่านายสมบูรณ์ขับรถแซงรถคันอื่นในสายเดียวกันและศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามได้จัดทำใบเที่ยวเพื่อตรวจสอบตามแผนการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุเอกสารหมาย ล.2 หน้า 6แต่จากเอกสารหมาย จล.5 มีพนักงานขับรถโดยสารประจำทางหลายคนขับรถแซงคันอื่นมากกว่า 1 ครั้ง แต่โจทก์ทั้งสามเพียงแต่ตักเตือนด้วยวาจา ไม่ได้ทำบันทึกรายงานให้ผู้จัดการสายทราบตามแผนการรณรงค์ดังกล่าวข้อ3.2 การกระทำของโจทก์ทั้งสามเป็นการไม่ตั้งใจปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยตามข้อบังคับจำเลยเอกสารหมาย จล.3 ข้อ 4.3 และ4.5 แต่รถโดยสารประจำทางสาย ปอ.13 ที่แล่นแซงกันเพียง 53 ครั้ง จากรถโดยสารจำนวน 30 คัน ที่แล่นประมาณ 10,000 เที่ยว เป็นสัดส่วนที่ไม่มาก และตามเอกสารหมาย จล.5 ซึ่งเป็นรายชื่อพนักงานขับรถโดยสารประจำทางแซงรถคันอื่นไม่ปรากฏว่านายสมบูรณ์ เคยกระทำดังกล่าวการเกิดอุบัติเหตุคดีนี้จึงมิใช่ผลโดยตรงจากการกระทำของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลยประมาณคนละ 20 ปี ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยมาก่อนและคำสั่งลงโทษอ้างความผิดว่าโจทก์ทั้งสามปล่อยให้รถโดยสารประจำทางแซงกันในช่วงเวลาที่ตรวจสอบจำนวน 90 ครั้ง จึงลงโทษตัดเงินเดือน แต่คู่ความตรวจสอบร่วมกันพบว่ามีรถโดยสารประจำทางแซงกันเพียง 53 ครั้ง พฤติการณ์แห่งความผิดจึงเปลี่ยนไปประกอบกับเป็นความผิดครั้งแรก มีเหตุลดหย่อนซึ่งไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษตัดเงินเดือนตามข้อบังคับของจำเลยเอกสารหมาย จล.3 ข้อ 10 วรรคสอง ข้อบังคับดังกล่าว ข้อ 7 ระบุโทษไว้ 5 สถาน คือ ไล่ออก ให้ออก ลดขั้นเงินเดือนตัดเงินเดือนและภาคทัณฑ์ เมื่อโทษตัดเงินเดือนมีเหตุลดหย่อนจึงควรลดโทษเหลือเพียงภาคทัณฑ์และให้จำเลยคืนเงินเดือนที่จำเลยตัดไว้แก่โจทก์ทั้งสาม พิพากษาให้จำเลยเปลี่ยนแปลงคำสั่งลงโทษโจทก์ทั้งสามจากตัดเงินเดือนคนละร้อยละสิบมีกำหนดหนึ่งเดือนเป็นเพียงลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์ทั้งสามและคืนประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์ทั้งสามเสียไปเพราะถูกตัดเงินเดือนแก่โจทก์ทั้งสามด้วย

จำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาได้ความว่า โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยกระทำผิดวินัยโดยไม่ทำบันทึกรายงานการที่พนักงานขับรถโดยสารประจำทางขับรถแซงกันจำนวน 53 ครั้ง และมีพนักงานขับรถโดยสารประจำทางหลายคนขับรถแซงคันอื่นมากกว่า 1 ครั้ง ต่อผู้จัดการสายของจำเลยทราบ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลแรงงานกลางมีอำนาจลดโทษให้โจทก์ทั้งสามจากตัดเงินเดือนเป็นโทษภาคทัณฑ์ได้หรือไม่ เห็นว่า ในกรณีนายจ้างลงโทษทางวินัยแก่ลูกจ้างที่มิได้เป็นกรรมการลูกจ้างและการลงโทษนั้นไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หมวด 9 นั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้นายจ้างต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนตามมาตรา 52 หรือให้ความคุ้มครองตามมาตรา 121 ถึงมาตรา 123 ดังนั้น ศาลแรงงานจะเข้าไปตรวจสอบดุลพินิจการลงโทษของนายจ้างในกรณีนี้ได้ก็ต่อเมื่อเป็นการใช้ดุลพินิจลงโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นต้นว่าขัดต่อระเบียบข้อบังคับอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง ไม่สุจริต กลั่นแกล้งหรือไม่สมเหตุสมผลอย่างชัดแจ้งในคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามทำผิดวินัยจริง จำเลยลงโทษตัดเงินเดือนโจทก์ทั้งสามร้อยละ 10 มีกำหนดคนละ 1 เดือน ซึ่งเป็นโทษที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของจำเลยตามเอกสารหมาย จล.3 ข้อ 7 ข้อย่อย 7.4 โดยไม่ปรากฏว่ามีการใช้ดุลพินิจลงโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยแล้วไม่ใช่กรณีที่ศาลแรงงานกลางจะเข้าไปตรวจสอบดุลพินิจการลงโทษของจำเลยได้ดังกล่าวข้างต้น ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจลดโทษโจทก์ทั้งสามเป็นภาคทัณฑ์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามสำนวนฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52 ม. 121 ม. 122 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมาน ขุนศรี กับพวก
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2845 -ที่ 2847/2546
#110865
เปิดฉบับเต็ม

นายจ้างลงโทษทางวินัยแก่ลูกจ้างที่มิได้เป็นกรรมการลูกจ้างและการลงโทษนั้นไม่เป็นการกระทำอัน ไม่เป็นธรรม ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้นายจ้างต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 หรือให้ความคุ้มครองตามมาตรา 121 ถึงมาตรา 123 ดังนั้นศาลแรงงานจะเข้าไปตรวจสอบ ดุลพินิจการลงโทษของนายจ้างในกรณีนี้ได้ก็ต่อเมื่อนายจ้างใช้ดุลพินิจลงโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ทั้งสามทำผิดวินัยจริง จำเลยลงโทษตัดเงินเดือนโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นโทษที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของจำเลยโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ดุลพินิจลงโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจลดโทษโจทก์ ทั้งสามเป็นภาคทัณฑ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้พิจารณารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ ๑ ถึงโจทก์ที่ ๓

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทำนองเดียวกัน ขอให้พิพากษาว่าคำสั่งลงโทษโจทก์ทั้งสามเป็น คำสั่งไม่ชอบ ให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และคืนสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยเปลี่ยนแปลงคำสั่งลงโทษโจทก์ทั้งสามจากตัดเงินเดือนคนละร้อยละสิบมีกำหนดหนึ่งเดือนเป็นเพียงลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์ทั้งสามและคืนประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์ทั้งสามเสียไปเพราะถูก ตัดเงินเดือนแก่โจทก์ทั้งสามด้วย

จำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาได้ความว่า โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็น ลูกจ้างจำเลยกระทำความผิดวินัยโดยไม่ทำบันทึกรายงานการที่พนักงานขับรถโดยสารประจำทางขับรถแซงกันจำนวน ๕๓ ครั้ง และมีพนักงานขับรถโดยสารประจำทางหลายคนขับรถแซงคันอื่นมากกว่า ๑ ครั้ง ต่อผู้จัดการสายของจำเลยทราบ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลแรงงานกลางมีอำนาจลดโทษให้โจทก์ทั้งสามจากตัดเงินเดือนเป็นโทษภาคทัณฑ์ได้หรือไม่ เห็นว่า ในกรณีนายจ้างลงโทษทางวินัยแก่ลูกจ้างที่มิได้เป็นกรรมการลูกจ้างและการลงโทษนั้นไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ หมวด ๙ นั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้นายจ้างต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนตามมาตรา ๕๒ หรือให้ความคุ้มครองตามมาตรา ๑๒๑ ถึงมาตรา ๑๒๓ ดังนั้นศาลแรงงานจะเข้าไปตรวจสอบดุลพินิจการลงโทษของนายจ้างในกรณีนี้ได้ก็ต่อเมื่อเป็นการใช้ดุลพินิจลงโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นต้นว่า ขัดต่อระเบียบข้อบังคับชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง ไม่สุจริต กลั่นแกล้ง หรือไม่สมเหตุสมผลอย่างชัดแจ้ง ในคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามทำผิดวินัยจริง จำเลยลงโทษตัดเงินเดือนโจทก์ทั้งสามร้อยละ ๑๐ มีกำหนดคนละ ๑ เดือน ซึ่งเป็นโทษที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของจำเลยตามเอกสารหมาย จล. ๓ ข้อ ๗ ข้อย่อย ๗.๔ โดยไม่ปรากฏว่ามีการใช้ดุลพินิจลงโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติถูกต้อง ตามข้อบังคับของจำเลยแล้ว ไม่ใช่กรณีที่ศาลแรงงานกลางจะเข้าไปตรวจสอบดุลพินิจการลงโทษของจำเลยได้ดังกล่าวข้างต้น ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจลดโทษโจทก์ทั้งสามเป็นภาคทัณฑ์อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามสำนวนฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52 ม. 121 ม. 122 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสงวน ขุนศรี กับพวก
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอิสรา วรรณสวาท
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2844/2546
#50326
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 123 กำหนดข้อยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับไว้ใน (1) ถึง (5) แต่ก็มิได้หมายความว่า นอกจากข้อยกเว้นดังกล่าวแล้วนายจ้างไม่อาจเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องเพราะเหตุอื่น ๆ ได้อีก หากนายจ้างมีเหตุผลที่จำเป็นไม่ว่าจะเกิดจากนายจ้างหรือลูกจ้าง นายจ้างก็ย่อมมีสิทธิที่จะเลิกจ้างลูกจ้างได้ ปรากฏว่าผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นลูกจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างชั่วคราวอันเป็นนโยบายช่วยเหลือบุตรและญาติเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีลูกจ้างในโครงการประมาณ 500คน เมื่อครบกำหนดสัญญาจ้าง โจทก์บรรจุลูกจ้างดังกล่าวเป็นพนักงานประจำประมาณ350 คน และโจทก์ตั้งคณะทำงานโดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อบรรจุลูกจ้างที่เหลือ แต่ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดไม่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว โจทก์ย่อมมีเหตุผลและความชอบธรรมที่จะเลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดได้ นอกจากนี้โจทก์ยังเลิกจ้างลูกจ้างคนอื่น ๆ ที่ไม่ผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวด้วย การที่โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดจึงมิใช่เป็นเพราะสาเหตุจากการที่ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา หรือเพราะเหตุที่ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น ไม่ถือว่าโจทก์มีเจตนากลั่นแกล้งเลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ด แต่เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลและจำเป็นมิใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 123

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488 โจทก์ได้จัดตั้งองค์การค้าของคุรุสภาขึ้นมาเพื่อประกอบกิจการค้า จัดพิมพ์ จำหน่ายหนังสือแบบเรียน เครื่องเขียน และอุปกรณ์การศึกษาทุกชนิด จำเลยทั้งเก้าเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ เมื่อเดือนเมษายน 2539 องค์การค้าของคุรุสภาโดยนายสมมาตร์มีศิลป์ ผู้อำนวยการ ขณะนั้นมีนโยบายช่วยเหลือบุตรและญาติของเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาให้มีงานทำ จึงเปิดรับสมัครบุตรและญาติของเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาเข้าทำงานโครงการชั่วคราวมีกำหนดเวลา 1 ปี โดยเปิดรับสมัครเป็นการภายในเมื่อครบ 1 ปีจะได้รับการบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ประจำประเภท 1 โดยมีผู้สมัครประมาณ 500 คน และได้รับการบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ประจำประเภท 1 จำนวน 400 คน เหลือที่ยังไม่ได้รับการบรรจุราว 100 คน เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2542 องค์การค้าของคุรุสภาได้ประชุมร่วมกับกรรมการสหภาพแรงงานพิจารณาหลักเกณฑ์การบรรจุเจ้าหน้าที่โครงการเป็นเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภา และองค์การค้าของคุรุสภากับกรรมการสหภาพแรงงานได้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาบรรจุไว้ 5 ข้อ คือ 1. อายุไม่เกิน 35 ปี 2. หัวหน้าหน่วยงานต้นสังกัดประเมินผลงานผ่าน 3. ลาไม่เกิน 15 วัน ต่อปี 4. ต้นสังกัดต้องการอัตราและแสดงเหตุผลโดยสามารถระบุรายละเอียดลักษณะงานอย่างชัดเจนของอัตรากำลังที่ต้องการ 5. เจ้าหน้าที่โครงการที่ได้รับเงินเดือนเกินวุฒิการศึกษา จะพิจารณาวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงานและความจำเป็นของตำแหน่งงานในวุฒินั้น ๆ ซึ่งมีผู้ผ่านหลักเกณฑ์ 101 คน และได้รับการบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ประจำโดยมีผู้ไม่ผ่าน 52 คน องค์การค้าของคุรุสภาจึงได้เลิกจ้างผู้ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2542 โดยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ ต่อมามีผู้ที่ถูกเลิกจ้าง 12 คนได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่าถูกเลิกจ้างในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับอยู่ เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 และเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างนางสาวสุชาดา บางพลับ นางภักจิรา ทองประจักษ์ นางสาวมริสา กันหมู่ร้าย นายพงษ์ศักดิ์ เรืองรอง นางสาวงามตา ปลุกอร่าม นางสาวสกุลตลา ณ ป้อมเพ็ชร และนางสาวสมสวย เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ด เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 โดยให้องค์การค้าของคุรุสภารับผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันถูกเลิกจ้างถึงวันรับกลับเข้าทำงาน โดยให้ปฏิบัติตามคำสั่งภายใน 10 วัน ตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 449-455/2544 โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวยังคลาดเคลื่อนไม่ตรงตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย การเลิกจ้างมิได้เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมไม่ฝ่าฝืนกฎหมายการเลิกจ้างเป็นไปตามสัญญาจ้างและข้อบังคับเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยเป็นการจ้างให้ทำงานในโครงการชั่วคราวมีกำหนดเวลา 1 ปี เมื่อครบ 1 ปี อาจได้รับการบรรจุหรือไม่ก็ได้ ตามสัญญาจ้างไม่ได้กำหนดให้องค์การค้าของคุรุสภาจะต้องบรรจุลูกจ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์เมื่อครบกำหนด 1 ปีแต่อย่างใด การรับลูกจ้างเข้าทำงานเป็นโครงการช่วยเหลือญาติและครอบครัวของเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาเพียงชั่วคราว จึงไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เอาไว้ขณะที่รับลูกจ้างเข้ามาทดลองงาน ซึ่งเมื่อครบ 1 ปี ลูกจ้างที่ปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐานก็ได้รับการบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ประจำประมาณ 400 คน วันที่ 5 มีนาคม 2542 องค์การค้าของคุรุสภาและสหภาพแรงงานได้ประชุมตกลงกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อใช้พิจารณาบรรจุลูกจ้างในโครงการช่วยเหลือชั่วคราวให้เป็นเจ้าหน้าที่ประจำ จึงถือว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างทั้งหมดรวมทั้งผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดด้วย เมื่อองค์การค้าของคุรุสภาใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นข้อพิจารณาบรรจุลูกจ้างชั่วคราวเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของคุรุสภา ก็มีผู้ผ่านหลักเกณฑ์ 101 คน ไม่ผ่าน 52 คน รวมทั้งผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดด้วย ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดขาดคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา เพราะตามระเบียบขององค์การค้าของคุรุสภา ลูกจ้างจะเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการบรรจุโดยผ่านการทดลองงานแล้วเท่านั้น และผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างในขณะที่ข้อตกลงยังมีผลใช้บังคับอยู่ นอกจากนี้สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อลูกจ้างไม่ทำงานให้สมกับค่าตอบแทนนายจ้างย่อมเลิกจ้างได้โดยไม่ขัดต่อมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 449-455/2544 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2544 และให้โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดตามที่โจทก์ได้มีคำสั่งเลิกจ้างไว้แล้ว

จำเลยทั้งเก้าให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์มีคำสั่งเลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดขณะที่ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดอ้างว่าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาและเป็นกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 ลูกจ้าง 12 คน รวมทั้งผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่าถูกเลิกจ้างในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 123 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2542 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้มีคำสั่งที่ 352-363/2542 ให้ผู้ถูกกล่าวหารับลูกจ้าง 4 คน กลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายและยกคำร้องของลูกจ้าง 8 คน เพราะเห็นว่าไม่ใช่ผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 124 ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดได้ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้กล่าวหาทั้งเจ็ด และให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาคำร้องของผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดใหม่ จำเลยทั้งเก้าในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้เรียกผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดและองค์การค้าของคุรุสภามาพบโดยทั้งสองฝ่ายขอให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาชี้ขาดและมีคำสั่งโดยใช้ข้อเท็จจริงที่มีอยู่เดิมซึ่งข้อเท็จจริงเดิมตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 352-363/2542 ฟังได้ว่าผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างโครงการลูกจ้างชั่วคราวตามนโยบายช่วยเหลือบุตรและญาติเจ้าหน้าที่มีลูกจ้างตามโครงการดังกล่าวประมาณ 500 คน สัญญาจ้างมีกำหนด 1 ปี เมื่อครบกำหนดเวลาจ้างแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาก็ไม่ได้เลิกสัญญายังคงให้ทำงานต่อมาและยังได้บรรจุเป็นเจ้าหน้าที่โครงการประมาณ 350 คน และรอรับการบรรจุประมาณ 153 คน รวมทั้งผู้กล่าวหาทั้งเจ็ด วันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 สหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อผู้ถูกกล่าวหาและสามารถตกลงกันได้ และจัดทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ต่อกันเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2542 ซึ่งผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดสมัครเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหลังจากที่สหภาพแรงงานยื่นข้อเรียกร้องและก่อนมีการทำบันทึกข้อตกลงประมาณเดือนมกราคม 2542 ผู้ถูกกล่าวหาได้แต่งตั้งนายวิชัย พยัคฆโสเป็นผู้อำนวยการแทนนายสมมาตร์ มีศิลป์ วันที่ 27 มกราคม 2542 ผู้ถูกกล่าวหาได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาบรรจุเจ้าหน้าที่โครงการชั่วคราวเป็นเจ้าหน้าที่โครงการโดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาบรรจุ 5 ข้อ คือ 1. อายุไม่เกิน 35 ปี 2. หัวหน้าหน่วยงานต้นสังกัดประเมินผลงานผ่าน 3. ลาไม่เกิน 15 วันต่อปี 4. ต้นสังกัดต้องการอัตราและแสดงเหตุผลโดยสามารถระบุรายละเอียดลักษณะงานอย่างชัดเจนของอัตรากำลังที่ต้องการ 5. เจ้าหน้าที่โครงการที่ได้รับเงินเดือนเกินวุฒิการศึกษาจะพิจารณาวุฒิการศึกษาประสบการณ์ในการทำงาน และความจำเป็นของตำแหน่งงานในวุฒินั้น ๆ ซึ่งมีผู้ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ 52 คน รวมทั้งผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดด้วย ผู้ถูกกล่าวหาจึงได้เลิกจ้างผู้ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ดังกล่าวโดยจ่ายค่าชดเชยและอ้างเหตุเลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดว่าผู้กล่าวหาที่ 1 มีอายุเกิน 35 ปี ประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 1 ธันวาคม 2541 ผู้กล่าวหาที่ 2 ในปี 2541 ลาเกิน 15 วัน โดยลาป่วย 19.5 วัน ลากิจ 1.5 วันประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 17 กันยายน 2541 ผู้กล่าวหาที่ 3 ในปี 2541 ลาเกิน 15 วัน โดยลาป่วย16.5 วัน ลากิจ 0.5 วัน ประกอบกับสัญญาจ้างได้สิ้นสุดวันที่ 3 สิงหาคม 2541 ผู้กล่าวหาที่ 4 ในปี 2541 ลาเกิน 15 วัน โดยลาป่วย 46.5 วัน ลากิจ 1 วัน ประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 ผู้กล่าวหาที่ 5 ทำงานต่ำกว่ามาตรฐานประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 ผู้กล่าวหาที่ 6 มีอายุเกิน 35 ปีประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 และผู้กล่าวหาที่ 7 ในปี 2541ลาเกิน 15 วัน โดยลาป่วย 19.5 วัน ประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 ดังนั้น การที่ผู้ถูกกล่าวหาเลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดโดยอ้างเหตุเลิกจ้างที่ไม่ใช่ความผิดอันจะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 123(1) ถึง (5) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ว่าองค์การค้าของคุรุสภาเลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมและให้รับผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเข้าทำงานเสมือนหนึ่งไม่มีการเลิกจ้างและให้จ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันถูกเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานเป็นคำสั่งที่ถูกต้องแล้ว ไม่มีเหตุที่โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์(จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9) ที่ 449-455/2544 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2544 ให้โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดตามที่โจทก์ได้มีคำสั่งเลิกจ้างไว้แล้วได้

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดคือนางสาวสุชาดา บางพลับ นางภักจิรา ทองประจักษ์ นางสาวมริสา กันหมู่ร้ายนายพงษ์ศักดิ์ เรืองรอง นางสาวงามตา ปลุกอร่าม นางสาวสกุลตลา ณ ป้อมเพ็ชรและนางสาวสมสวย เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา เป็นลูกจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราวตามนโยบายช่วยเหลือบุตรและญาติเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีลูกจ้างตามโครงการนี้ประมาณ 500 คน ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาด้วย ขณะนั้นมีนายสมมาตร์ มีศิลป์ เป็นผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาสัญญาจ้างมีกำหนดเวลา 1 ปี แต่เมื่อครบกำหนดแล้วก็ยังมีการทำงานกันเรื่อยมามีการบรรจุพนักงานบางส่วนเป็นพนักงานประจำประมาณ 350 คน ต่อมาประมาณเดือนมกราคม 2542 นายสมมาตร์ มีศิลป์ ถูกถอดถอน และมีการตั้งนายวิชัย พยัคฆโส เป็นผู้อำนวยการแทนวันที่ 27 มกราคม 2542 องค์การค้าของคุรุสภาได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาบรรจุเจ้าหน้าที่โครงการลูกจ้างชั่วคราวเป็นเจ้าหน้าที่โครงการที่ประชุมมีมติกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาและได้นำไปประชุมร่วมกับกรรมการสหภาพแรงงานในวันที่ 5 มีนาคม 2542และกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาบรรจุ 5 ข้อ คือ 1. อายุไม่เกิน 35 ปี 2. หัวหน้าหน่วยงานต้นสังกัดประเมินผลงานผ่าน 3. ลาไม่เกิน 15 วันต่อปี 4. ต้นสังกัดต้องการอัตราและแสดงเหตุผลโดยสามารถระบุรายละเอียดลักษณะงานอย่างชัดเจนของอัตรากำลังที่ต้องการ และ 5. เจ้าหน้าที่โครงการที่ได้รับเงินเดือนเกินวุฒิการศึกษาจะพิจารณาวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงานและความจำเป็นของตำแหน่งงานในวุฒินั้น ๆ องค์การค้าของคุรุสภาได้พิจารณาแล้วมีผู้ไม่ผ่านหลักเกณฑ์นี้ 52 คน รวมทั้งผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดด้วย โดยเหตุผล ดังนี้ นางสาวสุชาดา บางพลับ มีอายุเกิน 35 ปี ประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 1 ธันวาคม 2541 นางภักจิรา ทองประจักษ์ ในปี 2541 ลาเกิน 15 วัน โดยลาป่วย 19.5 วัน ลากิจ 1.5 วัน ประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 17 กันยายน2541 นางสาวมริสา กันหมู่ร้าย ในปี 2541 ลาเกิน 15 วัน โดยลาป่วย 16.5 วัน ลากิจ 0.5 วัน ประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 3 สิงหาคม 2541 นายพงษ์ศักดิ์ เรืองรอง ในปี 2541ลาเกิน 15 วัน โดยลาป่วย 46.5 วัน ลากิจ 1 วัน ประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 1พฤษภาคม 2541 นางสาวงามตา ปลุกอร่าม ทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน ประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 นางสาวสกุลตลา ณ ป้อมเพ็ชร มีอายุเกิน 35 ปีประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 และนางสาวสมสวย เสนีย์วงศ์ณ อยุธยา ในปี 2541 ลาเกิน 15 วัน โดยลาป่วย 19.5 วัน ประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 1 พฤษภาคม 2541

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าว่า การที่โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 ซึ่งบัญญัติว่า "ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างผู้แทนลูกจ้างกรรมการ อนุกรรมการหรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการ หรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงานซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง..." และกำหนดข้อยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับไว้ใน (1) ถึง (5) ก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่านอกจากข้อยกเว้นดังกล่าวแล้วนายจ้างไม่อาจเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องเพราะเหตุอื่น ๆ ได้อีกหากในกรณีที่นายจ้างมีเหตุที่จำเป็นไม่ว่าจะเป็นเหตุผลของฝ่ายนายจ้างหรือเหตุผลที่เกิดจากลูกจ้างนายจ้างก็ย่อมมีสิทธิที่จะเลิกจ้างลูกจ้างดังกล่าวได้คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นลูกจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราวตามนโยบายช่วยเหลือบุตรและญาติเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีลูกจ้างตามโครงการประมาณ 500 คน เมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้างแล้ว โจทก์ได้บรรจุลูกจ้างโครงการดังกล่าวเป็นพนักงานประจำประมาณ 350 คนคงเหลืออยู่ประมาณ 150 คน รวมทั้งผู้กล่าวหาทั้งเจ็ด ต่อมาโจทก์ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาบรรจุลูกจ้างที่เหลือเป็นเจ้าหน้าที่โครงการ คณะกรรมการได้ร่วมประชุมกับสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภากำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาเพื่อบรรจุลูกจ้างส่วนที่เหลือ 5 ประการ คือ 1. อายุไม่เกิน 35 ปี 2. หัวหน้าหน่วยงานต้นสังกัดประเมินผลงานผ่าน 3. ลาไม่เกิน 15 วันต่อปี 4. ต้นสังกัดต้องการอัตราและแสดงเหตุผล โดยสามารถระบุรายละเอียดลักษณะงานอย่างชัดเจนของอัตรากำลังที่ต้องการ และ5. เจ้าหน้าที่โครงการที่ได้รับเงินเดือนเกินวุฒิการศึกษาจะพิจารณาวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงานและความจำเป็นของตำแหน่งงานในวุฒินั้น ๆ ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว โจทก์ย่อมมีเหตุผลและความชอบธรรมที่จะเลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดได้ตามหลักในการบริหารทรัพยากรมนุษย์และนอกจากผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดแล้วโจทก์ยังได้เลิกจ้างลูกจ้างคนอื่น ๆ ที่ไม่ผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทั้ง 5 ประการดังกล่าวด้วย การที่โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดมิใช่เป็นเพราะสาเหตุจากการที่ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาหรือเพราะเหตุที่ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง ฉะนั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนากลั่นแกล้งเลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ด การเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลที่จำเป็น มิใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งเก้านั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คุรุสภา
จำเลย — นาย ประมูล จันทรจำนง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2844/2546
#50797
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 ที่มีข้อยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับไว้ใน (1) ถึง (5) ได้นั้น มิได้หมายความว่านอกจากข้อยกเว้นดังกล่าวแล้วนายจ้างไม่อาจเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องเพราะเหตุอื่น ๆ ได้อีก ดังนั้นหากนายจ้างมีเหตุผลที่จำเป็นไม่ว่าจะเป็นเหตุผลของฝ่ายนายจ้างหรือเหตุผลที่เกิดจากลูกจ้าง นายจ้างก็ย่อมมีสิทธิที่จะเลิกจ้างลูกจ้างดังกล่าวได้

ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นลูกจ้างคุรุสภาโจทก์ตามสัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราวตามนโยบายช่วยเหลือบุตรและญาติเจ้าหน้าที่ เมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้างแล้วโจทก์ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำประมาณ 350 คน คงเหลืออยู่ประมาณ 150 คน รวมทั้งผู้กล่าวหาทั้งเจ็ด ต่อมาคณะกรรมการของโจทก์ได้ร่วมประชุมกับสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภากำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาเพื่อบรรจุลูกจ้างส่วนที่เหลือ ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดไม่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว โจทก์จึงมีเหตุผลและความชอบธรรมที่จะเลิกจ้างได้ตามหลักในการบริหารทรัพยากรมนุษย์และโจทก์ยังได้เลิกจ้างลูกจ้างคนอื่น ๆ ที่ไม่ผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวด้วย การที่โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดมิใช่เป็นเพราะสาเหตุจากการที่ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาหรือเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนากลั่นแกล้งเลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ด จึงมิใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488 โจทก์ได้จัดตั้งองค์การค้าของคุรุสภาขึ้นมาเพื่อประกอบกิจการค้า จัดพิมพ์ จำหน่ายหนังสือแบบเรียน เครื่องเขียน และอุปกรณ์การศึกษาทุกชนิด จำเลยทั้งเก้าเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ เมื่อเดือนเมษายน 2539 องค์การค้าของคุรุสภาโดยนายสมมาตร์ มีศิลป์ผู้อำนวยการขณะนั้นมีนโยบายช่วยเหลือบุตรและญาติของเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาให้มีงานทำจึงเปิดรับสมัครบุตรและญาติของเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาเข้าทำงานโครงการชั่วคราวมีกำหนดเวลา 1 ปี โดยเปิดรับสมัครเป็นการภายในเมื่อครบ1 ปี จะได้รับการบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ประจำประเภท 1 โดยมีผู้สมัครประมาณ 500 คนและได้รับการบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ประจำประเภท 1 จำนวน 400 คน เหลือที่ยังไม่ได้รับการบรรจุราว 100 คน เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2542 องค์การค้าของคุรุสภาได้ประชุมร่วมกับกรรมการสหภาพแรงงานพิจารณาหลักเกณฑ์การบรรจุเจ้าหน้าที่โครงการเป็นเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภา และองค์การค้าของคุรุสภากับคณะกรรมการสหภาพแรงงานได้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาบรรจุไว้ ซึ่งมีผู้ผ่านหลักเกณฑ์ 101 คน และได้รับการบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ประจำโดยมีผู้ไม่ผ่าน 52 คน องค์การค้าของคุรุสภาจึงได้เลิกจ้างผู้ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2542 โดยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ ต่อมามีผู้ที่ถูกเลิกจ้าง 12 คน ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่าถูกเลิกจ้างในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับอยู่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2528 มาตรา 123 และเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างนางสาวสุชาดา บางพลับ นางภักจิรา ทองประจักษ์ นางสาวมาริสา กันหมู่ร้าย นายพงษ์ศักดิ์ เรืองรอง นางสาวงามตา ปลุกอร่าม นางสาวสกุลตลา ณ ป้อมเพ็ชร และนางสาวสมสวย เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ด เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 โดยให้องค์การค้าของคุรุสภารับผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันถูกเลิกจ้างถึงวันรับกลับเข้าทำงาน โดยให้ปฏิบัติตามคำสั่งภายใน 10 วัน ตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 449-455/2544 โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวยังคลาดเคลื่อนไม่ตรงตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย การเลิกจ้างมิได้เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย การเลิกจ้างเป็นไปตามสัญญาจ้างและข้อบังคับเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยเป็นการจ้างให้ทำงานในโครงการชั่วคราวมีกำหนดเวลา 1 ปี เมื่อครบ 1 ปี อาจได้รับการบรรจุหรือไม่ก็ได้ ตามสัญญาจ้างไม่ได้กำหนดให้องค์การค้าของคุรุสภาจะต้องบรรจุลูกจ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์เมื่อครบกำหนด 1 ปี แต่อย่างใด การรับลูกจ้างเข้าทำงานเป็นโครงการช่วยเหลือญาติและครอบครัวของเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาเพียงชั่วคราวจึงไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เอาไว้ขณะที่รับลูกจ้างเข้ามาทดลองงาน ซึ่งเมื่อครบ1 ปี ลูกจ้างที่ปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐานก็ได้รับการบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ประจำประมาณ400 คน วันที่ 5 มีนาคม 2542 องค์การค้าของคุรุสภาและสหภาพแรงงานได้ประชุมตกลงกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อใช้พิจารณาบรรจุลูกจ้างในโครงการช่วยเหลือชั่วคราวให้เป็นเจ้าหน้าที่ประจำ จึงถือว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างทั้งหมดรวมทั้งผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดด้วย เมื่อองค์การของคุรุสภาใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นข้อพิจารณาบรรจุลูกจ้างชั่วคราวเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของคุรุสภา ก็มีผู้ผ่านหลักเกณฑ์ 101 คน ไม่ผ่าน 52 คน รวมทั้งผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดด้วย ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดขาดคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา เพราะตามระเบียบขององค์การค้าของคุรุสภา ลูกจ้างจะเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการบรรจุโดยผ่านการทดลองงานแล้วเท่านั้น และผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างในขณะที่ข้อตกลงยังมีผลใช้บังคับอยู่ นอกจากนี้สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อลูกจ้างไม่ทำงานให้สมกับค่าตอบแทนนายจ้างย่อมเลิกจ้างได้โดยไม่ขัดต่อมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 449-455/2544 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2544 และให้โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดตามที่โจทก์ได้มีคำสั่งเลิกจ้างไว้แล้ว

จำเลยทั้งเก้าให้การว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาเลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดโดยอ้างเหตุเลิกจ้างที่ไม่ใช่ความผิดอันจะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 123(1) ถึง (5) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ว่าองค์การค้าของคุรุสภาเลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม และให้รับผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเข้าทำงานเสมือนหนึ่งไม่มีการเลิกจ้างและให้จ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันถูกเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานเป็นคำสั่งที่ถูกต้องแล้ว ไม่มีเหตุที่โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์(จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9) ที่ 449-455/2544 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2544 ให้โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดตามที่โจทก์ได้มีคำสั่งเลิกจ้างไว้แล้วได้

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดคือนางสาวสุชาดา บางพลับ นางภักจิรา ทองประจักษ์ นางสาวมริสากันหมู่ร้าย นายพงษ์ศักดิ์ เรืองรอง นางสาวงามตา ปลุกอร่าม นางสาวสกุลตลา ณ ป้อมเพ็ชร และนางสาวสมสวย เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา เป็นลูกจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราวตามนโยบายช่วยเหลือบุตรและญาติเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีลูกจ้างตามโครงการนี้ประมาณ 500 คน ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาด้วย ขณะนั้นมีนายสมมาตร์ มีศิลป์ เป็นผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาสัญญาจ้างมีกำหนดเวลา 1 ปี แต่เมื่อครบกำหนดแล้วก็ยังมีการทำงานกันเรื่อยมา มีการบรรจุพนักงานบางส่วนเป็นพนักงานประจำประมาณ 350 คน ต่อมาประมาณเดือนมกราคม 2542 นายสมมาตร์ มีศิลป์ ถูกถอดถอน และมีการตั้งนายวิชัย พยัคฆโส เป็นผู้อำนวยการแทนวันที่ 27 มกราคม 2542 องค์การค้าของคุรุสภาได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาบรรจุเจ้าหน้าที่โครงการลูกจ้างชั่วคราวเป็นเจ้าหน้าที่โครงการ ที่ประชุมมีมติกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาและได้นำไปประชุมร่วมกับกรรมการสหภาพแรงงานในวันที่ 5 มีนาคม 2542และกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาบรรจุ 5 ข้อ คือ 1. อายุไม่เกิน 35 ปี 2. หัวหน้าหน่วยงานต้นสังกัดประเมินผลงานผ่าน 3. ลาไม่เกิน 15 วันต่อปี 4. ต้นสังกัดต้องการอัตราและแสดงเหตุผลโดยสามารถระบุรายละเอียดลักษณะงานอย่างชัดเจนของอัตรากำลังที่ต้องการ และ 5. เจ้าหน้าที่โครงการที่ได้รับเงินเดือนเกินวุฒิการศึกษาจะพิจารณาวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงานและความจำเป็นของตำแหน่งงานในวุฒินั้น ๆองค์การค้าของคุรุสภาได้พิจารณาแล้วมีผู้ไม่ผ่านหลักเกณฑ์นี้ 52 คน รวมทั้งผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดด้วย โดยเหตุผลดังนี้ นางสาวสุชาดา บางพลับ มีอายุเกิน 35 ปี ประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 1 ธันวาคม 2541 นางภักจิรา ทองประจักษ์ ในปี 2541 ลาเกิน 15 วัน โดยลาป่วย 19.5 วัน ลากิจ 1.5 วัน ประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 17 กันยายน 2541 นางสาวมริสา กันหมู่ร้าย ในปี 2541 ลาเกิน 15 วัน โดยลาป่วย 16.5 วันลากิจ 0.5 วัน ประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 3 สิงหาคม 2541 นายพงษ์ศักดิ์เรืองรอง ในปี 2541 ลาเกิน 15 วัน โดยลาป่วย 46.5 วัน ลากิจ 1 วัน ประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 นางสาวงามตา ปลุกอร่าม ทำงานต่ำกว่ามาตรฐานประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 นางสาวสกุลตลา ณ ป้อมเพ็ชรมีอายุเกิน 35 ปี ประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 และนางสาวสมสวย เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา ในปี 2541 ลาเกิน 15 วัน โดยลาป่วย 19.5 วันประกอบกับสัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 1 พฤษภาคม 2541

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าว่า การที่โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 ซึ่งบัญญัติว่า "ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้างกรรมการ อนุกรรมการหรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการหรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงานซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง..." และกำหนดข้อยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับไว้ใน (1) ถึง (5) ก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่านอกจากข้อยกเว้นดังกล่าวแล้วนายจ้างไม่อาจเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องเพราะเหตุอื่น ๆ ได้อีก หากในกรณีที่นายจ้างมีเหตุผลที่จำเป็นไม่ว่าจะเป็นเหตุผลของฝ่ายนายจ้างหรือเหตุผลที่เกิดจากลูกจ้างนายจ้างก็ย่อมมีสิทธิที่จะเลิกจ้างลูกจ้างดังกล่าวได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นลูกจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราวตามนโยบายช่วยเหลือบุตรและญาติเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีลูกจ้างตามโครงการประมาณ 500 คน เมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้างแล้วโจทก์ได้บรรจุลูกจ้างโครงการดังกล่าวเป็นพนักงานประจำประมาณ 350 คน คงเหลืออยู่ประมาณ 150 คน รวมทั้งผู้กล่าวหาทั้งเจ็ด ต่อมาโจทก์ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาบรรจุลูกจ้างที่เหลือเป็นเจ้าหน้าที่โครงการ คณะกรรมการได้ร่วมประชุมกับสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภากำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาเพื่อบรรจุลูกจ้างส่วนที่เหลือ 5 ประการ คือ 1. อายุไม่เกิน 35 ปี 2. หัวหน้าหน่วยงานต้นสังกัดประเมินผลงานผ่าน 3. ลาไม่เกิน 15 วันต่อปี 4. ต้นสังกัดต้องการอัตราและแสดงเหตุผลโดยสามารถระบุรายละเอียดลักษณะงานอย่างชัดเจนของอัตรากำลังที่ต้องการ และ5. เจ้าหน้าที่โครงการที่ได้รับเงินเดือนเกินวุฒิการศึกษาจะพิจารณาวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงานและความจำเป็นของตำแหน่งงานในวุฒินั้น ๆ ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว โจทก์ย่อมมีเหตุผลและความชอบธรรมที่จะเลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดได้ตามหลักในการบริหารทรัพยากรมนุษย์และนอกจากผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดแล้ว โจทก์ยังได้เลิกจ้างลูกจ้างคนอื่น ๆ ที่ไม่ผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทั้ง 5 ประการดังกล่าวด้วย การที่โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดมิใช่เป็นเพราะสาเหตุจากการที่ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาหรือเพราะเหตุที่ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง ฉะนั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนากลั่นแกล้งเลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ด การเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลที่จำเป็น มิใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 123 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งเก้านั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คุรุสภา
จำเลย — นาย ประมูล จันทรจำนง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2843/2546
#49487
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยตกลงกันขนส่งสินค้าโดยให้เก็บค่าระวางและค่าใช้จ่ายส่วนที่ 2จากผู้ซื้อที่ปลายทาง แต่ไม่ได้ตกลงกันว่าในกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขนส่งเรียกเก็บไม่ได้โจทก์สิ้นสิทธิที่จะเรียกร้องเอาจากจำเลย ในใบตราส่งก็ไม่มีเงื่อนไขว่าหากเรียกเก็บจากผู้ซื้อไม่ได้แล้วโจทก์หมดสิทธิเรียกเอาจากจำเลยซึ่งเป็นผู้ส่ง ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานคู่สัญญาให้รับผิดชดใช้ค่าระวางและค่าใช้จ่ายส่วนที่ยังไม่ได้รับชำระได้ และเมื่อโจทก์ทวงถามแล้วจำเลยไม่ชำระ จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันผิดนัดแก่โจทก์อีกด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2542 จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าทางอากาศจากประเทศไทยไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อที่ประเทศสหรัฐอเมริการวม 6 เที่ยวโดยจำเลยตกลงชำระค่าระวางเครื่องบินและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ต้นทาง และจำเลยขอให้โจทก์เรียกเก็บค่าระวางเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกให้โจทก์เรียกเก็บจากจำเลย ส่วนที่เหลือให้โจทก์เรียกเก็บจากผู้ซื้อแทน หลังจากโจทก์ขนส่งสินค้าไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อเรียบร้อยแล้วทุกเที่ยว คิดเป็นค่าขนส่งจำนวน 1,952,347.82 บาท โจทก์เรียกเก็บเงินไปยังจำเลยจำนวน 1,522,442.82 บาท และเรียกเก็บไปยังผู้ซื้ออีกจำนวน 429,905 บาท จำเลยชำระเงินแล้ว แต่ผู้ซื้อปฏิเสธ โจทก์จึงทวงถามเอาแก่จำเลยในฐานะที่เป็นคู่สัญญากับโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยในฐานะคู่สัญญาขนส่งกับโจทก์ต้องรับผิดชำระเงินจำนวน429,905 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์ได้เรียกเก็บเงินครั้งสุดท้าย คือ วันที่ 3 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปโดยคิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน 28,523.73 บาท เมื่อรวมเข้ากับต้นเงินแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 458,437.73 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 458,437.73 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 429,905 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ จำเลยมีภาระต้องส่งสินค้าทั้งหมดโดยทางทะเล แต่ผู้รับต้องการได้รับสินค้าเร็วกว่ากำหนด จึงให้โจทก์รับสินค้าจากจำเลยไปส่งทางอากาศ โดยผู้รับกับโจทก์ตกลงให้โจทก์เก็บค่าขนส่งจากผู้รับบางส่วนและจากจำเลยบางส่วน ซึ่งจำเลยได้ชำระค่าขนส่งในส่วนที่จำเลยยอมรับผิดหมดสิ้นแล้ว ส่วนหนี้ตามคำฟ้องเป็นหนี้ในส่วนที่โจทก์ตกลงเก็บจากผู้รับสินค้า ซึ่งหากเก็บไม่ได้ โจทก์ต้องรับผิดชอบเอง โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ก่อน โดยหนังสือบอกกล่าวทวงถามและใบตอบรับส่งถึงกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยเท่านั้น ไม่ได้ส่งให้บริษัทจำเลยโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าทางอากาศจากประเทศไทยไปส่งแก่ผู้ซื้อสินค้าที่ประเทศสหรัฐอเมริการวม 6 เที่ยว รายละเอียดข้อตกลงในการขนส่งปรากฏตามใบตราส่งทางอากาศเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.8 นอกจากนี้จำเลยและโจทก์ตกลงกันให้คิดค่าระวางและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมเป็นเงิน จำนวน 1,952,347.82 บาท แบ่งชำระเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 จำนวน 1,522,442.82 บาท เรียกเก็บจากจำเลย ส่วนที่ 2จำนวน 429,905 บาท เรียกเก็บจากผู้ซื้อที่ปลายทาง โจทก์ขนส่งสินค้าของจำเลยไปส่งให้แก่ผู้ซื้อสินค้าเรียบร้อยแล้วและจำเลยชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แก่โจทก์เป็นเงิน 1,522,442.82 บาท แล้ว ส่วนที่ขาดอีกจำนวน 429,905 บาท โจทก์เรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าไม่ได้เพราะผู้ซื้อไม่ยอมชำระให้ จึงให้ทนายความมีหนังสือเรียกเก็บจากจำเลยและจำเลยได้รับหนังสือของทนายความแล้วเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2543 แต่จำเลยไม่ชำระภายใน 7 วัน ตามกำหนด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีเพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ส่วนที่ขาดอีกจำนวน 429,905 บาท แก่โจทก์หรือไม่เห็นว่า แม้โจทก์และจำเลยจะตกลงกันให้เก็บค่าระวางและค่าใช้จ่ายส่วนที่ 2 จำนวน429,905 บาท จากผู้ซื้อที่ปลายทาง แต่ก็ไม่ได้ตกลงกันไว้ว่า ในกรณีที่โจทก์เรียกเก็บส่วนที่ 2 จำนวน 429,905 บาท จากผู้ซื้อที่ปลายทางไม่ได้ โจทก์สิ้นสิทธิที่จะเรียกร้องเอาจากจำเลย ในใบตราส่งเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.8 ก็ระบุในช่องค่าระวางไว้แต่เพียงว่าค่าระวางมี 2 ส่วน คือส่วนที่ชำระล่วงหน้า และส่วนที่เรียกเก็บ โดยไม่ได้ระบุจำนวนค่าระวางไว้ และไม่ได้มีเงื่อนไขใด ๆ ว่า หากเรียกเก็บจากผู้ซื้อไม่ได้แล้ว โจทก์หมดสิทธิเรียกเอาจากจำเลยซึ่งเป็นผู้ส่ง ดังนั้น เมื่อโจทก์ผู้ขนส่งกับจำเลยผู้ส่งเป็นคู่สัญญาตามสัญญารับขนของทางอากาศกันโดยตรง โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานคู่สัญญาให้รับผิดชดใช้ค่าระวางและค่าใช้จ่ายส่วนที่ยังไม่ได้รับชำระได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายส่วนที่ขาดอีกจำนวน 429,905 บาท แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ทวงถามแล้วและจำเลยไม่ชำระภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2543 ตามที่หนังสือทนายความเอกสารหมาย จ.15 ให้เวลาไว้ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่12 กรกฎาคม 2543 อันเป็นวันผิดนัดแก่โจทก์อีกด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 429,905 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 608
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ลีโอ ทรานสปอร์ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัท นครหลวงถุงเท้าไนล่อน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2843/2546
#50796
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ผู้ขนส่งและจำเลยซึ่งเป็นผู้ส่งจะตกลงกันให้เก็บค่าระวางและค่าใช้จ่ายส่วนที่ 2 จากผู้ซื้อที่ปลายทาง แต่ก็ไม่ได้ตกลงกันไว้ว่าในกรณีที่โจทก์เรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนที่ 2 จากผู้ซื้อที่ปลายทางไม่ได้ โจทก์สิ้นสิทธิที่จะเรียกร้องเอาจากจำเลย ทั้งในใบตราส่งก็ไม่ได้ระบุจำนวนค่าระวางไว้และไม่ได้มีเงื่อนไขใด ๆ ว่า หากเรียกเก็บจากผู้ซื้อไม่ได้แล้วโจทก์หมดสิทธิเรียกเอาจากจำเลย เมื่อโจทก์กับจำเลยเป็นคู่สัญญาตามสัญญารับขนของทางอากาศกันโดยตรง โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะคู่สัญญาให้รับผิดชดใช้ค่าระวางและค่าใช้จ่ายส่วนที่ยังไม่ได้รับชำระได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าทางอากาศจากประเทศไทยไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อที่ประเทศสหรัฐอเมริการวม 6 เที่ยว โดยจำเลยตกลงชำระค่าระวางเครื่องบินและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ต้นทาง และจำเลยขอให้โจทก์เรียกเก็บค่าระวางเป็น2 ส่วน ส่วนแรกให้โจทก์เรียกเก็บจากจำเลย ส่วนที่เหลือให้โจทก์เรียกเก็บจากผู้ซื้อแทนคิดเป็นค่าขนส่งจำนวน 1,952,347.82 บาท โจทก์เรียกเก็บเงินไปยังจำเลยจำนวน1,522,442.82 บาท และเรียกเก็บไปยังผู้ซื้ออีกจำนวน 429,905 บาท จำเลยชำระเงินแล้ว แต่ผู้ซื้อปฏิเสธ โจทก์จึงทวงถามเอาแก่จำเลยในฐานะที่เป็นคู่สัญญากับโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 458,437.73 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 429,905 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ จำเลยมีภาระต้องส่งสินค้าทั้งหมดโดยทางทะเล แต่ผู้รับต้องการได้รับสินค้าเร็วกว่ากำหนด จึงให้โจทก์รับสินค้าจากจำเลยไปส่งทางอากาศ โดยผู้รับกับโจทก์ตกลงให้โจทก์เก็บค่าขนส่งจากผู้รับบางส่วนและจากจำเลยบางส่วน ซึ่งจำเลยได้ชำระค่าขนส่งในส่วนที่จำเลยยอมรับผิดหมดสิ้นแล้วส่วนหนี้ตามคำฟ้องเป็นหนี้ในส่วนที่โจทก์ตกลงเก็บจากผู้รับสินค้าซึ่งหากเก็บไม่ได้โจทก์ต้องรับผิดชอบเอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีเพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ส่วนที่ขาดอีกจำนวน 429,905 บาท แก่โจทก์หรือไม่เห็นว่า แม้โจทก์และจำเลยจะตกลงกันให้เก็บค่าระวางและค่าใช้จ่ายส่วนที่ 2 จำนวน429,905 บาท จากผู้ซื้อที่ปลายทาง แต่ก็ไม่ได้ตกลงกันไว้ว่า ในกรณีที่โจทก์เรียกเก็บส่วนที่ 2 จำนวน 429,905 บาท จากผู้ซื้อที่ปลายทางไม่ได้ โจทก์สิ้นสิทธิที่จะเรียกร้องเอาจากจำเลย ในใบตราส่งเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.8 ก็ระบุในช่องค่าระวางไว้แต่เพียงว่าค่าระวางมี 2 ส่วน คือส่วนที่ชำระล่วงหน้าและส่วนที่เรียกเก็บ โดยไม่ได้ระบุจำนวนค่าระวางไว้ และไม่ได้มีเงื่อนไขใด ๆ ว่า หากเรียกเก็บจากผู้ซื้อไม่ได้แล้วโจทก์หมดสิทธิเรียกเอาจากจำเลยซึ่งเป็นผู้ส่ง ดังนั้น เมื่อโจทก์ผู้ขนส่งกับจำเลยผู้ส่งเป็นคู่สัญญาตามสัญญารับขนของทางอากาศกันโดยตรง โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะคู่สัญญาให้รับผิดชดใช้ค่าระวางและค่าใช้จ่ายส่วนที่ยังไม่ได้รับชำระได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายส่วนที่ขาดอีกจำนวน 429,905 บาท แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ทวงถามแล้ว และจำเลยไม่ชำระภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 4กรกฎาคม 2543 ตามที่หนังสือทนายความเอกสารหมาย จ.15 ให้เวลาไว้ ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม2543 อันเป็นวันผิดนัดแก่โจทก์อีกด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 429,905 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 610
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ลีโอ ทรานสปอร์ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัท นครหลวงถุงเท้าไนล่อน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ