คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2843/2546
#110838
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยผู้ขายสินค้าว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าทางอากาศจากประเทศไทยไปส่งแก่ผู้ซื้อที่ต่างประเทศ โดยตกลงกันให้ชำระค่าระวาง และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นสองส่วน ส่วนแรกให้เรียกเก็บจากจำเลย ส่วนที่สองให้เรียกเก็บจากผู้ซื้อที่ปลายทาง แต่ก็ไม่ได้ตกลงกันไว้ว่า ในกรณีที่โจทก์เรียกเก็บส่วนที่สองจากผู้ซื้อไม่ได้ โจทก์สิ้นสิทธิที่จะเรียกร้องเอาจากจำเลย ดังนั้น เมื่อโจทก์ขนส่งสินค้าของจำเลยไปส่งให้แก่ผู้ซื้อเรียบร้อยแล้ว ไม่สามารถเรียกเก็บส่วนที่สองจากผู้ซื้อ โจทก์ผู้ขนส่งในฐานะเป็นคู่สัญญารับขนของทางอากาศกับจำเลย จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยในฐานะ คู่สัญญาให้ชดใช้ส่วนที่ขาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 458,437.73 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 429,905 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าทางอากาศจากประเทศไทยไปส่งแก่ผู้ซื้อสินค้าที่ประเทศสหรัฐอเมริการวม 6 เที่ยว รายละเอียดข้อตกลงในการขนส่งปรากฏตาม ใบตราส่งทางอากาศ นอกจากนี้จำเลยและโจทก์ตกลงกันให้คิดค่าระวางและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมเป็นเงิน 1,952,347.82 บาท แบ่งชำระเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 จำนวน 1,522,422.82 บาท เรียกเก็บจากจำเลย ส่วนที่ 2 จำนวน 429, 905 บาท เรียกเก็บจากผู้ซื้อที่ปลายทาง โจทก์ขนส่งสินค้าของจำเลยไปส่งให้แก่ผู้ซื้อสินค้าเรียบร้อยแล้ว และจำเลยชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แก่โจทก์เป็นเงิน 1,522,442.82 บาท แล้ว ส่วนที่ขาดอีกจำนวน 429,905 บาท โจทก์เรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าไม่ได้เพราะผู้ซื้อไม่ยอมชำระให้ จึงให้ทนายความมีหนังสือเรียกเก็บจากจำเลยและ จำเลยได้รับหนังสือของทนายความแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระภายใน 7 วัน ตามกำหนด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีเพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าระวางและ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ส่วนที่ขาดอีกจำนวน 429,905 บาท แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์และจำเลยจะตกลงกันให้เก็บ ค่าระวางและค่าใช้จ่ายส่วนที่ 2 จำนวน 429,905 บาท จากผู้ซื้อที่ปลายทาง แต่ก็ไม่ได้ตกลงกันไว้ว่า ในกรณีที่โจทก์เรียกเก็บส่วนที่ 2 จำนวน 429,905 บาท จากผู้ซื้อที่ปลายทางไม่ได้ โจทก์สิ้นสิทธิที่จะเรียกร้องเอาจากจำเลย ในใบตราส่ง ก็ระบุในช่องค่าระวางไว้แต่เพียงว่าค่าระวางมี 2 ส่วน คือส่วนที่ชำระล่วงหน้า และส่วนที่เรียกเก็บโดย ไม่ได้ระบุจำนวนค่าระวางไว้และไม่ได้มีเงื่อนไขใด ๆ ว่า หากเรียกเก็บจากผู้ซื้อไม่ได้แล้ว โจทก์หมดสิทธิเรียกเอาจากจำเลยซึ่งเป็นผู้ส่ง ดังนั้น เมื่อโจทก์ผู้ขนส่งกับจำเลยผู้ส่งเป็นคู่สัญญาตามสัญญารับขนของทางอากาศกันโดยตรง โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะคู่สัญญาให้รับผิดชดใช้ค่าระวางและค่าใช้จ่ายส่วนที่ยังไม่ได้รับชำระได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายส่วนที่ขาดอีกจำนวน 429,905 บาท แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ทวงถามแล้ว และจำเลยไม่ชำระภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2543 ตามที่หนังสือทนายความ ให้เวลาไว้ ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2543 อันเป็นวันผิดนัดแก่โจทก์อีกด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 429,905 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 194 ม. 627
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลีโอ ทรานสปอร์ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทนครหลวงถุงเท้าไนล่อน จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นายโชติช่วง ทัพวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2835/2546
#112599
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทคืนแก่โจทก์ โดยอ้างเหตุจำเลยปลอมหนังสือมอบอำนาจไปใช้ดำเนินการจดทะเบียน แต่ข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์ในคดีนี้ได้เพราะนอกประเด็นตามคำฟ้อง แม้จะฟังได้ว่า โจทก์ไม่ได้เป็นหนี้จำเลยและไม่ได้ขายที่ดินให้จำเลยเป็นการสมคบกันแสดงเจตนาลวงก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวม ๒ โฉนด คืนแก่โจทก์โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมและค่าอากร หากไม่จดทะเบียนโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยแล้ว ขอให้ยกฟ้องและขอให้โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทแล้วส่งมอบคืนจำเลยในสภาพเรียบร้อย ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท และชำระค่าเสียหายเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้และหนังสือสัญญาขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้จำเลย ลายมือชื่อในหนังสือดังกล่าว ไม่ใช่ลายมือชื่อโจทก์ จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยมิชอบ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ ๓๖/๒๗ หมู่ที่ ๑๖ ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๓๔๔๗ กับที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๔๖๖๙ ตำบลบางแก้ว (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๕ เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๖๒,๕๐๐ บาท คำขอจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๓๔๔๗ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๔๖๖๙ แก่โจทก์โดยให้จำเลยเสียค่าธรรมเนียมทั้งหมด หากไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากไม่สามารถโอนได้ด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย จำนวน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม ๘๐,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยจดทะเบียนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่าลักโฉนดที่ดินพิพาท ปลอมหนังสือมอบอำนาจและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอม จดทะเบียนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของจำเลย ประเด็นตามคำฟ้องเป็นประเด็นเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๕๔๘๘/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๔๗๖๐/๒๕๓๙ ของศาลแขวงสมุทรปราการ เป็นคดีที่พนักงานอัยการฟ้องโจทก์ว่าแจ้งความเท็จ ประเด็นตามคำฟ้องคนละประเด็นกับคดีนี้ คดีนี้จึงมิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว หากแต่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๕๔๘๘/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ คดีอาญาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้ลักทรัพย์ และโจทก์ยอมให้จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยด้วยเจตนาบางประการ โดยโจทก์ไม่ได้เป็นหนี้จำเลยและไม่ได้ขายที่ดินให้จำเลย เป็นการสมคบกันแสดงเจตนาลวง คดีนี้จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคดีอาญาดังกล่าว โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทคืนแก่โจทก์ โดยอ้างเหตุว่าจำเลยปลอมหนังสือมอบอำนาจไปใช้ดำเนินการจดทะเบียน แต่ข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของจำเลย จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทคืนแก่โจทก์ในคดีนี้ได้ เพราะนอกประเด็นตามคำฟ้อง แม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่า โจทก์ไม่ได้เป็นหนี้จำเลยและไม่ได้ขายที่ดินให้จำเลยเป็นการสมคบกันแสดงเจตนาลวงก็ตาม ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทกับชดใช้ค่าเสียหายนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์ไม่ได้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่จำเลย การจดทะเบียนดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาลวง ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจึงยังคงเป็นของโจทก์ จำเลยจึงไม่อาจขอให้ขับไล่โจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพวงจันทร์ ฉลาดสุนทรวาที
จำเลย — นายนพรัตน์ ทองประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายวินิตย์ ศรีภิญโญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศักดิ์ชัย ทัศนชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2821/2546
#50795
เปิดฉบับเต็ม

ในการวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 237 และมาตรา 241 หรือไม่นั้น ศาลฎีกาจำต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุม จำเลยไม่ได้รับโอกาสแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งจำเลยไว้วางใจทราบในโอกาสแรกหรือไม่ และขณะที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยไม่ได้รับสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งจำเลยไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนด้วยหรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์ฟังมา เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 3 ปี 4 เดือน และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15, 66, 67 และคืนธนบัตรจำนวน 200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปีจำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือนและคืนธนบัตรจำนวน 200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 237 และมาตรา 241 นั้นเห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุม จำเลยไม่ได้รับโอกาสแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งจำเลยไว้วางใจทราบในโอกาสแรกหรือไม่ และขณะที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยไม่ได้รับสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งจำเลยไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนด้วยหรือไม่ ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ที่ศาลอุทธรณ์ฟังมา เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้างจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 3 ปี 4 เดือน และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับเอกสารหมาย จ.2 เป็นพิรุธ การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนมิได้เป็นการรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตลอดจนขอให้พิพากษาลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยล้วนเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของจำเลยมา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 237 ม. 241
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สาโรจน์ สว่างศรี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2821/2546
#51017
เปิดฉบับเต็ม

การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 237 และมาตรา 241 หรือไม่ ศาลฎีกาจำต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุม จำเลยไม่ได้รับโอกาสแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งจำเลยไว้วางใจทราบในโอกาสแรกหรือไม่ และขณะที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยไม่ได้รับสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งจำเลยไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนด้วยหรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้างเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 3 ปี 4 เดือนและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15, 66, 67 และคืนธนบัตรจำนวน 200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน และคืนธนบัตรจำนวน 200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 237 และมาตรา 241 นั้นเห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุม จำเลยไม่ได้รับโอกาสแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งจำเลยไว้วางใจทราบในโอกาสแรกหรือไม่ และขณะที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยไม่ได้รับสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งจำเลยไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนด้วยหรือไม่ ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์ฟังมา เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 3 ปี 4 เดือนและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาวา พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับเอกสารหมาย จ.2 เป็นพิรุธ การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนมิได้เป็นการรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ตลอดจนขอให้พิพากษาลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ล้วนเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของจำเลยมา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาจำเลย"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 237 ม. 241
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สาโรจน์ สว่างศรี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2802/2546
#50896
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติโอนอำนาจหน้าที่และกิจการบริหารบางส่วนของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ และของกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ ไปเป็นของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ฯ มาตรา 3 ได้บัญญัติให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าและกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตรไปเป็นของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์และพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ฯมาตรา 3 กำหนดให้ส่วนงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญา จำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติงานตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาอื่นและมาตรา 5 กำหนดให้ส่วนงานในสังกัดของจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจสอบเพื่อการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าประกาศโฆษณาและการรับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และให้คำปรึกษาแนะนำและบริการเกี่ยวกับการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้น การดำเนินการเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนหรือไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ จึงอยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง นั้น มีความหมายเพียงว่าผู้อุทธรณ์จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานอื่นอีกไม่ได้เท่านั้น หากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ได้ชื่อเมืองหลวงของประเทศและชื่อทางภูมิศาสตร์อื่น ๆ ที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักถือว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ แต่คำว่า "PHOENIX" ไม่ถือว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ เพราะเป็นเพียงชื่อเมืองหลวงของมลรัฐหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกามิใช่ชื่อเมืองหลวงของประเทศสหรัฐอเมริกา และจะถือว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์อื่น ๆ เสียทีเดียวหาได้ไม่ เพราะยังจะต้องพิจารณาในรายละเอียดว่าเป็นชื่อเมืองที่ประชาชนทั่วไปรู้จักหรือไม่ หากประชาชนทั่วไปไม่รู้จักแล้วก็ถือว่าเป็นชื่อที่มีลักษณะบ่งเฉพาะซึ่งไม่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนแม้โจทก์จะมิได้มีคำขอมาท้ายฟ้องขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ด้วย แต่ความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องมีคำสั่งลงไว้ในคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141(5) และมาตรา 167 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มิได้มีคำพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมมาจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนคำว่า "PHOENIX" เป็นเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 มีคำสั่งว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "PHOENIX" ของโจทก์ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้มีคำวินิจฉัยให้ยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อรับจดทะเบียนต่อไป

จำเลยทั้งหกให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารวมทั้งไม่มีอำนาจที่จะไปเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เครื่องหมายการค้าคำว่า "PHOENIX" เป็นชื่อเมืองหลวงของรัฐอริโซนาประเทศสหรัฐอเมริกา นับว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "PHOENIX" ของโจทก์ต่อไป

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ด้วยหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจบังคับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องพิจารณาตรวจสอบคำขอของโจทก์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจเพิกถอนคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารวมทั้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เห็นว่า พระราชบัญญัติโอนอำนาจหน้าที่และกิจการบริหารบางส่วนของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ และของกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการไปเป็นของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ฯ พ.ศ. 2535มาตรา 3 ได้บัญญัติให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าและกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตรไปเป็นของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์หรือของเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2535มาตรา 3 กำหนดให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติงานตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาอื่น รวมทั้งดำเนินการด้านกฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาอื่น และมาตรา 5 กำหนดให้กองตรวจสอบ 2 ของจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจสอบเพื่อการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า กองทะเบียนและหนังสือสำคัญของจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับการประกาศโฆษณาและการรับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา จัดเก็บเอกสารทางทะเบียน รวมทั้งออกหนังสือรับรองและต่ออายุทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และกองบริการและเผยแพร่ของจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ในการให้คำปรึกษาแนะนำและบริการเกี่ยวกับการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและจัดทำสารบบและกำกับการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นไปตามกฎหมาย จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เห็นได้ว่าการดำเนินการเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนหรือไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ที่เป็นข้อพิพาทกันในคดีนี้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของจำเลยที่ 1 เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าวทั้งหมด จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อให้ร่วมรับผิดได้ทั้งนี้โดยเทียบเคียงแบบอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3549/2541 ระหว่างนายสุรชาติ ฉวีวงศ์พงษ์เดช โจทก์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกในประการต่อไปว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้เพราะคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าถึงที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 หรือไม่เห็นว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 นั้น มีความหมายเพียงว่า ผู้อุทธรณ์จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต่อเจ้าพนักงานอื่นของฝ่ายบริหารต่อไปอีกไม่ได้เท่านั้น หากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยที่โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกในประการสุดท้ายว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "PHOENIX" ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเลขที่ 387011 เอกสารหมาย จ.3ของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะซึ่งไม่อาจรับจดทะเบียนได้หรือไม่ ปัญหาข้อนี้ปรากฏตามคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ในสำเนาคำขอจดทะเบียน เอกสารหมาย จ.3 ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 6 เพราะเครื่องหมายคำว่า"PHOENIX" เป็นชื่อเมืองหลวงของรัฐอริโซนาในประเทศสหรัฐอเมริกานับว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7(2) และปรากฏตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 732/2543 เอกสารหมาย จ.16 ว่า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "PHOENIX" เป็นชื่อเมืองหลวงของรัฐอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา นับว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง(2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ประกอบประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2535) จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 สำหรับหลักฐานที่โจทก์นำส่งเพื่อนำสืบลักษณะบ่งเฉพาะนั้นยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะ จึงมีมติยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และให้ยกอุทธรณ์เสีย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิจารณาแล้ว เห็นว่า สำหรับความหมายคำว่า "PHOENIX" ตามทางพิจารณาได้ความว่า หมายถึง นกในนิยายอยู่ในทะเลทรายอาระเบียซึ่งบินเข้ากองไฟและชุบชีวิตขึ้นใหม่ นอกจากนี้ยังหมายถึง ชื่อเมืองหลวงของรัฐอริโซนาในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2535) เรื่อง การกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ตามมาตรา 7(2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 เอกสารหมาย จ.17ระบุว่า "ชื่อทางภูมิศาสตร์ดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ตามมาตรา 7(2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

1. ชื่อประเทศรวมทั้งเขตอิสระซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับประเทศ ชื่อกลุ่มประเทศที่รู้จักกันแพร่หลายหรือชื่อภูมิภาค

2. ชื่อทวีปหรืออนุทวีป

3. ชื่อมหาสมุทร

4. ชื่อเมืองหลวงของประเทศ

5. ชื่อทางภูมิศาสตร์อื่น ๆ เช่น ชื่อเมืองท่า จังหวัด อำเภอ ตำบล มณฑล เกาะ ภูเขา แม่น้ำ ทะเลหรือทะเลสาป ที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จัก" ดังนั้น คำว่า "PHOENIX"จึงไม่ถือว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2535)ข้อ 4 เพราะเป็นเพียงชื่อเมืองหลวงของมลรัฐหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา มิใช่ชื่อเมืองหลวงของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ก็จะถือว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับดังกล่าวในข้อ 5 เสียทีเดียวหาได้ไม่ เพราะยังจะต้องพิจารณาในรายละเอียดว่าเป็นชื่อเมือง "ที่ประชาชนทั่วไปรู้จัก" หรือไม่ หากประชาชนทั่วไปไม่รู้จักแล้วย่อมไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2535) ข้อ 5 อันจะถือว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) ซึ่งต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 6 แต่ตามคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวข้างต้น ยังมิได้นำหลักเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2535) ข้อ 5 ข้อที่ว่า ประชาชนทั่วไปรู้จักคำว่า "PHOENIX" เป็นชื่อเมืองหลวงของรัฐอริโซนาหรือไม่ ขึ้นพิจารณาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่จำเลยทั้งหกนำสืบและอุทธรณ์อ้างว่านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาปัญหาข้อนี้แล้วเห็นว่าเป็นชื่อเมืองโด่งดังที่ประชาชนทั่วไปรู้จักเพราะมีการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลและบาสเกตบอลเอ็นบีเอ จึงมีสื่อมวลชนเสนอข่าวเมืองนี้อย่างแพร่หลายนั้นเป็นข้ออ้างที่ไม่อาจรับฟังได้ เพราะหากมีการพิจารณาปัญหาข้อนี้แล้วจริงก็ไม่มีเหตุผลใดที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะไม่ระบุเหตุผลข้อนี้ให้ปรากฏในคำวินิจฉัยเอกสารหมาย จ.3 และ จ.16 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ตามหนังสือที่ พณ 0704/6551 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 732/2543 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "PHOENIX" ของโจทก์และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "PHOENIX" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 387011ต่อไปนั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ทุกข้อของจำเลยทั้งหกฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอมาท้ายฟ้องขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ด้วย แต่ความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องมีคำสั่งลงไว้ในคำพิพากษาตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 141(5) และมาตรา 167 บัญญัติไว้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้มีคำพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมมาด้วยนั้นจึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 141 ม. 167
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 6 ม. 7 ม. 18
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ยูริลีเวอร์ เอ็น. วี. จำกัด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2796 -ที่ 2801/2546
#50706
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติถึงความหมายของคำว่า "เงินปันผล" ไว้โดยเฉพาะการพิจารณาว่าเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับจากผู้ชำระบัญชีของบริษัท ข. เป็นเงินปันผลหรือไม่จึงต้องพิเคราะห์จากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งได้บัญญัติเกี่ยวกับเงินปันผลและเงินสำรองของบริษัทจำกัดไว้ในบรรพ 3 ลักษณะ22 หมวด ส่วนที่ 3 ข้อ 5 ตั้งแต่มาตรา 1200 ถึงมาตรา 1205

ในระหว่างการชำระบัญชีของบริษัท ข. แม้จะถือว่าบริษัทยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี แต่การที่ผู้ชำระบัญชีขายทรัพย์สินและดำเนินการต่าง ๆหลังจากจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว เป็นเหตุให้บริษัทมีรายได้ในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับอนุญาตให้ขยายออกไป ก็เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ในระหว่างที่ยังชำระบัญชีไม่เสร็จสิ้นเพื่อชำระสะสางการงานของบริษัทให้สิ้นไป และแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทเท่านั้นรายได้ของบริษัทที่เกิดขึ้นในระหว่างการชำระบัญชีที่มีเหลืออยู่หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วจึงมิใช่ผลกำไรที่ได้จากการประกอบกิจการของบริษัท แต่เป็นผลกำไรจากการขายสินทรัพย์ของบริษัทและเป็นทรัพย์สินของบริษัทที่จะต้องแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นตามส่วนเมื่อได้กันส่วนที่จะต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทแล้วหรือเมื่อชำระบัญชีเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1269 เงินที่โจทก์ได้รับจากบริษัท ข. เมื่อมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว จึงมิใช่เงินปันผลที่ได้จากบริษัทซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เป็นผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นได้รับจากการที่บริษัทเลิกกัน ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ฉ) เฉพาะส่วนที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุนที่โจทก์แต่ละคนลงทุนในบริษัท โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 332/2543 ว่าโจทก์ที่ 1 โจทก์ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 333/2543 ว่าโจทก์ที่ 2 โจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 334/2543 ว่าโจทก์ที่ 3 โจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 335/2543 ว่าโจทก์ที่ 4 โจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 336/2543 ว่าโจทก์ที่ 5 โจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 337/2543 ว่าโจทก์ที่ 6 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเข้งหงวน จำกัด ซึ่งชำระบัญชีและจดทะเบียนขอเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 15สิงหาคม 2540 โจทก์ที่ 5 เป็นสามีนางสมศรี กาญจนาลัย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเข้งหงวน จำกัด และเป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเอาเงินได้พึงประเมินของภริยามาถือเป็นเงินได้ของโจทก์ที่ 5 เมื่อปี 2533 บริษัทเข้งหงวน จำกัดได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดภูเก็ต ขอเลิกบริษัท ผู้ชำระบัญชีได้ขายและรวบรวมรายได้คือกำไรจากการขายยางและมะพร้าวจำนวน 989,438.96 บาท รายได้เงินสงเคราะห์การทำสวนยางที่ได้รับตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503จำนวน 20,623 บาท ดอกเบี้ยรับจำนวน 1,729,155.86 บาท ค่าเช่าจำนวน 204,500บาท ค่าขายที่ดินจำนวน 241,698,853.24 บาท รายได้อื่น ๆ จำนวน 301,907.10 บาทหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิสิ้นปี เมื่อนำขาดทุนสุทธิสะสมยกมาจากปีก่อนหักแล้วคงมีกำไรสะสมสิ้นปีก่อนการจ่ายเงินปันผลจำนวน 130,531,347.33 บาทบริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นทั้งสิ้นจำนวน 126,000,000 บาท โดยโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ภริยาโจทก์ที่ 5 และโจทก์ที่ 6 ได้รับรวม 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 มีนาคม2542 จำนวน 5,715,000 บาท 1,080,000 บาท 1,125,000 บาท 17,388,000 บาท2,205,000 บาท และ 12,879,000 บาท ตามลำดับ และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 28เมษายน 2542 จำนวน 2,286,000 บาท 432,000 บาท 450,000 บาท 6,955,200บาท 882,000 บาท และ 5,151,000 บาท ตามลำดับ โดยทั้งสองครั้งบริษัทเข้งหงวนจำกัด ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 10 ในลักษณะของเงินได้เงินปันผล ต่อมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคม 2543 โจทก์ทั้งหกได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ว่าโจทก์ทั้งหกมีเงินได้ต่าง ๆ รวมเงินปันผลซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากรในปีภาษี 2542 เป็นเงินปันผลทั้งสิ้นจำนวน 8,001,000 บาท 1,512,000 บาท 1,575,000 บาท 24,343,200 บาท3,087,000 บาท และ 18,030,000 บาท ตามลำดับ และได้รับการเครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อคำนวณตามแบบแสดงรายการแล้ว โจทก์ทั้งหกมีสิทธิขอคืนเงินภาษีที่ชำระไว้เกินจากจำเลยเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 459,700 บาท337,172.94 บาท 303,840 บาท 118,890 บาท 323,292 บาท และ 448,600 บาทตามลำดับ โจทก์ทั้งหกทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย จำเลยต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งหกพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2543 ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากรประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 161(พ.ศ. 2536) ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 6 เดือน คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 27,582 บาท20,230.38 บาท 18,230.40 บาท 7,133.40 บาท 19,397.52 บาท และ 26,916บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 487,282 บาท 357,403.32 บาท 322,070.40 บาท 126,023.40 บาท 342,689.52 บาท และ 475,516 บาท ตามลำดับ ขอให้พิพากษาให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ทั้งหกจำนวน 487,282 บาท 357,403.32 บาท 322,070.40 บาท 126,023.40 บาท 342,689.52 บาท และ 475,516 บาท ตามลำดับ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ของเงินภาษีจำนวน 459,700 บาท 337,172.94 บาท 303,840 บาท118,890 บาท 323,292 บาท และ 448,000 บาท ตามลำดับ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก

จำเลยทั้งหกสำนวนให้การในทำนองเดียวกันว่าบริษัทเข้งหงวน จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2540 เนื่องจากประกอบกิจการขาดทุนปัจจุบันอยู่ระหว่างการชำระบัญชี จึงไม่มีกำไรหรือกำไรสะสมเพียงพอที่จะนำมาจ่ายเงินปันผลหรือแบ่งกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ และระหว่างการชำระบัญชีนั้น ผู้ชำระบัญชีได้รวบรวมทรัพย์สินของบริษัทและยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 แสดงรายงานเงินได้และภาษีหัก ณ ที่จ่ายแจ้งว่าได้จ่ายเงินปันผลให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และภริยาโจทก์ที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 และวันที่ 28 เมษายน 2542 โดยหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ทั้งสองครั้ง เงินได้ที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเข้งหงวน จำกัด ครอบครองอยู่ระหว่างการชำระบัญชี มิใช่กำไรจากการดำเนินงาน จึงมิใช่เงินปันผลตามมาตรา 40(4)(ข)แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากมิได้จ่ายจากเงินกำไรของบริษัทตามมาตรา 1201 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เงินได้ที่ผู้ชำระบัญชีจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นตามที่กล่าวถึงถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร และผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ฉ) จะไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ อันเป็นเหตุให้ไม่มีภาษีที่ต้องคืนให้แก่โจทก์ทั้งหก นอกจากนี้โจทก์ทั้งหกได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ปีภาษี 2542สำแดงรายรับ ตามมาตรา 40(4)(ข) ว่าเป็นเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทเข้งหงวน จำกัดและได้เครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ และขอคืนเงินภาษีที่ชำระเกิน แต่ขณะยื่นแบบภ.ง.ด. 90 ยังอยู่ในระหว่างการชำระบัญชี และบริษัทเข้งหงวน จำกัด ไม่ได้ยื่นแบบเพื่อเสียภาษีจากเงินปันผลดังกล่าว แต่โจทก์ได้นำเงินได้ดังกล่าวมาเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรด้วย การยื่นแบบดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง และไม่มีกรณีการจัดเก็บภาษีเงินได้ซ้ำซ้อนแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทเข้งหงวน จำกัด ผู้จ่ายเงินก็ยังมิได้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และยังไม่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เงินได้ที่ผู้ชำระบัญชีจ่ายดังกล่าว ไม่มีสิทธิเครดิตในการคำนวณภาษีตามมาตรา 47 ทวิ และไม่มีเงินภาษีที่ต้องคืน โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ยตามที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องอีกด้วย คดีนี้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอคืนเงินค่าภาษีอากรดังกล่าว การที่โจทก์ทั้งหกยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี2542 นั้นได้ขอเครดิตการคำนวณภาษีไว้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร แต่การตรวจสอบของเจ้าพนักงานของจำเลย ปรากฏว่าโจทก์ทั้งหกไม่มีสิทธิที่จะเครดิตการคำนวณภาษีดังกล่าวที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นและไม่มีเงินภาษีที่จะต้องคืนให้ และเจ้าพนักงานของจำเลยยังไม่ได้พิจารณาและสั่งเกี่ยวกับการขอคืนเงินภาษีอากรของโจทก์ทั้งหก จึงยังไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิการขอคืนเงินภาษีอากรของโจทก์ทั้งหก นอกจากนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 5 ได้ขอคืนภาษีจากจำเลยจึงเท่ากับโจทก์ที่ 5ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการขอคืนภาษี โจทก์ที่ 5 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหก

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และภริยาโจทก์ที่ 5 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเข้งหงวน จำกัด บริษัทเข้งหงวน จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2540 และขณะที่โจทก์ทั้งหกฟ้องคดีนี้ยังอยู่ระหว่างการชำระบัญชี ในรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 16 สิงหาคม2540 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2541 บริษัทเข้งหงวน จำกัด มีรายได้จากการขายที่ดิน ยางและมะพร้าว เงินสงเคราะห์สวนยาง ดอกเบี้ยรับและรายได้อื่น ๆ รวม จำนวน13,478,152.22 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายและขาดทุนสะสมยกมาไม่เกิน 5 ปีแล้ว ได้นำไปเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและยังมีขาดทุนสะสมอีกจำนวน 28,126,819.64 บาทรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 16 สิงหาคม 2541 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2542 บริษัทเข้งหงวนจำกัด มีรายได้จากการขายที่ดิน ยางและมะพร้าวเงินสงเคราะห์สวนยาง ดอกเบี้ยรับค่าเช่าและรายได้อื่น ๆ รวมจำนวน 244,944,778.16 บาท เมื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวและหักขาดทุนสะสมแล้ว เหลือเงิน จำนวน130,531,347.33 บาท ผู้ชำระบัญชีนำไปจ่ายให้ผู้ถือหุ้นรวมจำนวน 126,000,000บาท โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ภริยาโจทก์ที่ 5 และโจทก์ที่ 6 ได้รับจำนวน 8,001,000 บาท1,512,000 บาท 1,575,000 บาท 24,343,200 บาท 3,087,000 บาท และ18,030,000 บาท ตามลำดับ โดยหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งให้จำเลยแล้ว โจทก์ทั้งหกยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2542 สำหรับเงินได้จำนวนดังกล่าวและอ้างว่าได้รับการเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งเมื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วขอรับภาษีคืนจำนวน 459,700 บาท 337,172.94 บาท303,840 บาท 118,890 บาท 323,292 บาท และ 448,600 บาทตามลำดับ แต่จำเลยไม่คืนให้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกมีว่าเงินที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ภริยาโจทก์ที่ 5 และโจทก์ที่ 6 ได้รับจำนวนดังกล่าวเป็นเงินปันผลตามมาตรา 40(4)(ข) หรือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร เห็นว่าประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติถึงความหมายของคำว่า "เงินปันผล" ไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นการพิจารณาว่าเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ทั้งหกได้รับจากผู้ชำระบัญชีของบริษัทเข้งหงวนจำกัด ดังกล่าวเป็นเงินปันผลหรือไม่จึงต้องพิเคราะห์จากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งได้บัญญัติเกี่ยวกับเงินปันผลและเงินสำรองของบริษัทจำกัดไว้ในบรรพ 3 ลักษณะ 22 หมวด 4 ส่วนที่ 3 ข้อ 5 ตั้งแต่มาตรา 1200 ถึงมาตรา 1205 โดยมาตรา 1200 บัญญัติว่า การแจกเงินปันผลนั้น ต้องคิดตามส่วนจำนวน ซึ่งผู้ถือหุ้นได้ส่งเงินในหุ้นหนึ่ง ๆ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในเรื่องหุ้นบุริมสิทธิ มาตรา 1201วรรคสาม บัญญัติว่า ห้ามมิให้จ่ายเงินปันผลจากเงินประเภทอื่นนอกจากเงินกำไรถ้าหากบริษัทขาดทุน ห้ามมิให้จ่ายเงินปันผลจนกว่าจะแก้ไขให้หายขาดทุนเช่นนั้น และมาตรา 1202 บัญญัติให้บริษัทต้องจัดสรรเงินไว้ เป็นทุนสำรองไว้อย่างน้อยหนึ่งในยี่สิบส่วนของจำนวนผลกำไรซึ่งบริษัททำมาหาได้จากกิจการของบริษัททุกคราวที่แจกเงินปันผลจนกว่าทุนสำรองนั้นจะมีจำนวนถึงหนึ่งในสิบของจำนวนทุนของบริษัทหรือมากกว่านั้น ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของบริษัท จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เงินปันผลที่บริษัทจำกัดจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกำไรที่บริษัทได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนไว้และเพื่อป้องกันมิให้บริษัทนำผลกำไรที่ได้รับดังกล่าวมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นทั้งหมดจนขาดเงินทุนหมุนเวียน ในการประกอบกิจการต่อไป มาตรา 1202 จึงบังคับให้บริษัทต้องจัดสรรกำไรที่ได้รับจากการประกอบกิจการส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนสำรองทุกคราวที่จ่ายเงินปันผล แต่เมื่อบริษัทเลิกกันประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติถึงการชำระบัญชีของบริษัทไว้โดยเฉพาะในหมวด 5 ของลักษณะ 22 โดยกำหนดไว้ในมาตรา 1249 ให้ถือว่าบริษัทยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็น เพื่อการชำระบัญชีและกำหนดหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีไว้ในมาตรา 1250 ว่าหน้าที่ของผู้ชำระบัญชี คือชำระสะสางการงานของบริษัทให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงิน และแจกจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทนั้น โดยในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ผู้ชำระบัญชีจะมีอำนาจที่จะกระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1259 เพื่อชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นไปด้วยดี ส่วนทรัพย์สินของบริษัทนั้นจะแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทเท่านั้น ตามมาตรา 1269 นอกจากนี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 72 วรรคสอง ยังบัญญัติให้ถือว่าวันที่จดทะเบียนเลิกบริษัทเป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี และให้ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีตามแบบและภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 68 และ 69 แห่งประมวลรัษฎากรโดยอนุโลม หากไม่สามารถยื่นรายการและเสียภาษีภายในกำหนดเวลาดังกล่าว มาตรา 72 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้ชำระบัญชียื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขอขยายระยะเวลาออกไปอีก และอธิบดีกรมสรรพากรจะสั่งให้ขยายรอบระยะเวลาบัญชีออกไปอีกด้วยก็ได้ ดังนั้น ในระหว่างการชำระบัญชีของบริษัทเข้งหงวน จำกัด แม้จะถือว่าบริษัทดังกล่าวยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี แต่การที่ผู้ชำระบัญชีขายทรัพย์สินของบริษัทและดำเนินการต่าง ๆหลังจากจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว เป็นเหตุให้บริษัทมีรายได้ในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับอนุญาตให้ขยายออกไปดังกล่าว ก็เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดไว้ในระหว่างที่ยังชำระบัญชีไม่เสร็จสิ้นเพื่อชำระสะสางการงานของบริษัทให้สิ้นไป และแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทเท่านั้นรายได้ของบริษัทที่เกิดขึ้นในระหว่างการชำระบัญชีดังกล่าวที่มีเหลืออยู่หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว จึงมิใช่ผลกำไรที่ได้จากการประกอบกิจการของบริษัท แต่เป็นผลกำไรจากการขายสินทรัพย์ของบริษัทและเป็นทรัพย์สินของบริษัทที่จะต้องแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นตามส่วนเมื่อได้กันส่วนที่จะต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทแล้ว หรือเมื่อชำระบัญชีเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1269 เงินที่โจทก์ที่ 1ถึงที่ 4 ภริยาโจทก์ที่ 5 และโจทก์ที่ 6 ได้รับจากบริษัทเข้งหงวน จำกัด เมื่อมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วจำนวนดังกล่าว จึงมิใช่เงินปันผลที่ได้จากบริษัทซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เป็นผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นได้รับจากการที่บริษัทเข้งหงวน จำกัด เลิกกัน ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ฉ)แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะส่วนที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุนที่โจทก์แต่ละคนลงทุนในบริษัทดังกล่าว โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีสิทธิได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 ม. 47 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ยงยุทธ ลิมปานนท์ กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2796 -ที่ 2801/2546
#50794
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลรัษฎากรฯ มิได้บัญญัติถึงความหมายของคำว่า "เงินปันผล" ไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น การพิจารณาว่าเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ทั้งหกได้รับจากผู้ชำระบัญชีของบริษัท ข. เป็นเงินปันผลหรือไม่ จึงต้องพิเคราะห์จากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งได้บัญญัติเกี่ยวกับเงินปันผลและเงินสำรองของบริษัทจำกัดไว้ตั้งแต่มาตรา 1200 ถึงมาตรา 1205 จากบทบัญญัติของกฎหมายแสดงให้เห็นว่า เงินปันผลที่บริษัทจำกัดจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกำไรที่บริษัทได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีที่ประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนไว้ และเพื่อป้องกันมิให้บริษัทนำผลกำไรที่ได้รับมาจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นทั้งหมดจนขาดเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการต่อไป มาตรา 1202 จึงบังคับให้บริษัทต้องจัดสรรกำไรที่ได้รับจากการประกอบกิจการส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนสำรองทุกคราวที่จ่ายเงินปันผล

เมื่อบริษัทเลิกกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติถึงการชำระบัญชีของบริษัทไว้ในมาตรา 1249 ให้ถือว่าบริษัทยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี และกำหนดหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีไว้ในมาตรา 1250 ว่าหน้าที่ของผู้ชำระบัญชี คือ ชำระสะสางการงานของบริษัทให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทนั้น โดยในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ผู้ชำระบัญชีมีอำนาจที่จะกระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1259 เพื่อชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นไปด้วยดี ส่วนทรัพย์สินของบริษัทนั้นจะแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทเท่านั้นตามมาตรา 1269

ประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 72 วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่า วันที่จดทะเบียนเลิกบริษัทเป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี และให้ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีตามแบบและภายในกำหนดเวลาตามประมวลรัษฎากรฯมาตรา 68 และ 69 โดยอนุโลม หากไม่สามารถยื่นรายการและเสียภาษีภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ มาตรา 72 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้ชำระบัญชียื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขอขยายระยะเวลาออกไปอีก และอธิบดีกรมสรรพากรจะสั่งให้ขยายรอบระยะเวลาบัญชีออกไปอีกด้วยก็ได้ ดังนั้น ในระหว่างการชำระบัญชีของบริษัท ข. แม้จะถือว่าบริษัทยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีแต่การที่ผู้ชำระบัญชีขายทรัพย์สินของบริษัทและดำเนินกิจการต่าง ๆ หลังจากจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว เป็นเหตุให้บริษัทมีรายได้ในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับอนุญาตให้ขยายออกไป ก็เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ในระหว่างที่ยังชำระบัญชีไม่เสร็จสิ้นเพื่อชำระสะสางการงานของบริษัทให้สิ้นไป และแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทเท่านั้นรายได้ของบริษัทที่เกิดขึ้นในระหว่างการชำระบัญชีที่มีเหลืออยู่หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว จึงมิใช่ผลกำไรที่ได้จากการประกอบกิจการของบริษัท แต่เป็นผลกำไรจากการขายสินทรัพย์ของบริษัทและเป็นทรัพย์สินของบริษัทที่จะต้องแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นตามส่วนเมื่อได้กันส่วนที่จะต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทแล้ว หรือเมื่อชำระบัญชีเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1269 เงินที่โจทก์ที่ 1ถึงที่ 4 ภริยา โจทก์ที่ 5 และโจทก์ที่ 6 ได้รับจากบริษัท ข. เมื่อมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วจำนวนดังกล่าว จึงมิใช่เงินปันผลที่ได้จากบริษัทซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากรฯ แต่เป็นผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นได้รับจากการที่บริษัท ข. เลิกกัน ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ฉ) แห่งประมวลรัษฎากรฯ เฉพาะส่วนที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุนที่โจทก์แต่ละคนลงทุนในบริษัทดังกล่าว โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีสิทธิได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิแห่งประมวลรัษฎากรฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีที่ได้ชำระเกินแก่โจทก์ทั้งหกจำนวน 487,282 บาท 357,403.32 บาท 322,070.40 บาท 126,023.40บาท 342,689.52 บาท และ 475,516 บาท ตามลำดับ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1ต่อเดือน นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ของเงินภาษีจำนวน 459,700 บาท 337,172.94บาท 303,840 บาท 118,890 บาท 323,292 บาท และ 448,000 บาท ตามลำดับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก

จำเลยทั้งหกสำนวนให้การในทำนองเดียวกัน ขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหก

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกมีว่า เงินที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ภริยาโจทก์ที่ 5 และโจทก์ที่ 6 ได้รับจำนวนดังกล่าวเป็นเงินปันผลตามมาตรา 40(4)(ข) หรือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร เห็นว่า ประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติถึงความหมายของคำว่า"เงินปันผล" ไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น การพิจารณาว่าเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ทั้งหกได้รับจากผู้ชำระบัญชีของบริษัทเข้งหงวน จำกัด ดังกล่าวเป็นเงินปันผลหรือไม่ จึงต้องพิเคราะห์จากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งได้บัญญัติเกี่ยวกับเงินปันผลและเงินสำรองของบริษัทจำกัดไว้ในบรรพ 3 ลักษณะ 22 หมวด 4 ส่วนที่ 3ข้อ 5 ตั้งแต่มาตรา 1200 ถึงมาตรา 1205 โดยมาตรา 1200 บัญญัติว่า การแจกเงินปันผลนั้น ต้องคิดตามส่วนจำนวนซึ่งผู้ถือหุ้นได้ส่งเงินในหุ้นหนึ่ง ๆ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในเรื่องหุ้นบุริมสิทธิ มาตรา 1201 วรรคสาม บัญญัติว่า ห้ามมิให้จ่ายเงินปันผลจากเงินประเภทอื่นนอกจากเงินกำไร ถ้าหากบริษัทขาดทุน ห้ามมิให้จ่ายเงินปันผลจนกว่าจะแก้ไขให้หายขาดทุนเช่นนั้น และมาตรา 1202 บัญญัติให้บริษัทต้องจัดสรรเงินไว้เป็นทุนสำรองไว้อย่างน้อยหนึ่งในยี่สิบส่วนของจำนวนผลกำไรซึ่งบริษัททำมาหาได้จากกิจการของบริษัททุกคราวที่แจกเงินปันผลจนกว่าทุนสำรองนั้นจะมีจำนวนถึงหนึ่งในสิบของจำนวนทุนของบริษัทหรือมากกว่านั้นตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของบริษัท จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เงินปันผลที่บริษัทจำกัดจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกำไรที่บริษัทได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีที่ประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนไว้ และเพื่อป้องกันมิให้บริษัทนำผลกำไรที่ได้รับดังกล่าวมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นทั้งหมดจนขาดเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการต่อไป มาตรา 1202 จึงบังคับให้บริษัทต้องจัดสรรกำไรที่ได้รับจากการประกอบกิจการส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนสำรองทุกคราวที่จ่ายเงินปันผล แต่เมื่อบริษัทเลิกกันประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติถึงการชำระบัญชีของบริษัทไว้โดยเฉพาะในหมวด 5 ของลักษณะ 22 โดยกำหนดไว้ในมาตรา 1249 ให้ถือว่าบริษัทยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็น เพื่อการชำระบัญชี และกำหนดหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีไว้ในมาตรา 1250 ว่าหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีคือ ชำระสะสางการงานของบริษัทให้เสร็จไปกับจัดการใช้หนี้เงิน และแจกจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทนั้น โดยในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ผู้ชำระบัญชีจะมีอำนาจที่จะกระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1259 เพื่อชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นไปด้วยดี ส่วนทรัพย์สินของบริษัทนั้นจะแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทเท่านั้น ตามมาตรา 1269 นอกจากนี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 72 วรรคสอง ยังบัญญัติให้ถือว่า วันที่จดทะเบียนเลิกบริษัทเป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี และให้ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีตามแบบและภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 68 และ 69 แห่งประมวลรัษฎากรโดยอนุโลม หากไม่สามารถยื่นรายการและเสียภาษีภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ มาตรา 72 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้ชำระบัญชียื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขอขยายระยะเวลาออกไปอีก และอธิบดีกรมสรรพากรจะสั่งให้ขยายรอบระยะเวลาบัญชีออกไปอีกด้วยก็ได้ ดังนั้น ในระหว่างการชำระบัญชีของบริษัทเข้งหงวนจำกัด แม้จะถือว่าบริษัทดังกล่าวยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีแต่การที่ผู้ชำระบัญชีขายทรัพย์สินของบริษัทและดำเนินกิจการต่าง ๆ หลังจากจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว เป็นเหตุให้บริษัทมีรายได้ในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับอนุญาตให้ขยายออกไปดังกล่าว ก็เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ในระหว่างที่ยังชำระบัญชีไม่เสร็จสิ้น เพื่อชำระสะสางการงานของบริษัทให้สิ้นไป และแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทเท่านั้น รายได้ของบริษัทที่เกิดขึ้นในระหว่างการชำระบัญชีดังกล่าวที่มีเหลืออยู่หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว จึงมิใช่ผลกำไรที่ได้จากการประกอบกิจการของบริษัท แต่เป็นผลกำไรจากการขายสินทรัพย์ของบริษัทและเป็นทรัพย์สินของบริษัทที่จะต้องแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นตามส่วนเมื่อได้กันส่วนที่จะต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทแล้ว หรือเมื่อชำระบัญชีเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1269 เงินที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ภริยาโจทก์ที่ 5และโจทก์ที่ 6 ได้รับจากบริษัทเข้งหงวน จำกัด เมื่อมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วจำนวนดังกล่าว จึงมิใช่เงินปันผลที่ได้จากบริษัทซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เป็นผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นได้รับจากการที่บริษัทเข้งหงวน จำกัด เลิกกัน ซึ่งเป็นผลได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะส่วนที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุนที่โจทก์แต่ละคนลงทุนในบริษัทดังกล่าว โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีสิทธิได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1200 ม. 1201 ม. 1202 ม. 1203 ม. 1204 ม. 1205 ม. 1249 ม. 1250 ม. 1259 ม. 1269
ป.รัษฎากร ม. 40 (4) (ข) ม. 40 (4) (ฉ) ม. 47 ทวิ ม. 68 ม. 69 ม. 72 วรรคสอง ม. 72 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ยงยุทธ ลิมปานนท์ กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2796 -ที่ 2801/2546
#110979
เปิดฉบับเต็ม

ป. รัษฎากรไม่ได้บัญญัติถึงความหมายของ "เงินปันผล" ไว้โดยเฉพาะ การพิจารณาว่าเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับจากผู้ชำระบัญชีของบริษัท ข. เป็นเงินปันผลหรือไม่ ต้องพิจารณาจากบทบัญญัติใน ป.พ.พ. ที่บัญญัติเกี่ยวกับเงินปันผลและเงินสำรองของบริษัทจำกัดในบรรพ 3 ลักษณะ 22 หมวด 4 ส่วนที่ 3 ข้อ 5

ป.พ.พ. มาตรา 1200 , 1201 วรรคสาม และ 1202 แสดงให้เห็นว่า เงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกำไรที่บริษัทได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีที่ประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนไว้ และเพื่อไม่ให้บริษัทนำผลกำไรที่ได้รับดังกล่าวมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นทั้งหมดจนขาดเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ มาตรา 1202 จึงบังคับให้บริษัทต้องจัดสรรกำไรที่ได้รับจากการประกอบกิจการส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินทุนสำรองทุกคราวที่จ่ายเงินปันผล แต่เมื่อบริษัทเลิกกัน ป.พ.พ. ได้บัญญัติถึงการชำระบัญชีไว้โดยเฉพาะในหมวด 5 โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีไว้ในมาตรา 1250 และ 1259 นอกจากนี้ ป. รัษฎากร มาตรา 72 วรรคสอง ยังบัญญัติให้ถือว่า วันที่จดทะเบียนเลิกบริษัทเป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี และผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีตามแบบและเวลาภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 68 และ 69 โดยอนุโลม ดังนั้น ระหว่างการชำระบัญชีของบริษัท ข. แม้จะถือว่าบริษัทดังกล่าวยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี แต่การที่ผู้ชำระบัญชีของบริษัทขายทรัพย์สินของบริษัทและดำเนินกิจการต่าง ๆ หลังจากจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว เป็นเหตุให้บริษัทมีรายได้ระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีที่ขยายออกไปโดยได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรตามมาตรา 72 วรรคสาม เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ตามที่ ป.พ.พ. ได้กำหนดไว้ระหว่างที่การชำระบัญชียังไม่เสร็จ เพื่อชำระสะสางการงานให้สิ้นไป และแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทเท่านั้น รายได้ของบริษัทที่เกิดขึ้นระหว่างการชำระบัญชีดังกล่าวที่เหลืออยู่หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว จึงมิใช่ผลกำไรจากการประกอบกิจการของบริษัท แต่เป็นผลกำไรจากการขายสินทรัพย์ของบริษัทและเป็นสินทรัพย์ที่ต้องแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นตามส่วน เมื่อได้กันส่วนที่จะต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทแล้ว หรือเมื่อชำระบัญชีเสร็จ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1269

เงินที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นได้รับจากผู้ชำระบัญชี ในระหว่างการชำระบัญชีไม่ใช่เงินปันผลตาม ป. รัษฎากร มาตรา 40 (4) (ข) แต่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฉ) เฉพาะส่วนที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุนที่โจทก์แต่ละคนลงทุนในบริษัทดังกล่าว และไม่มีสิทธินำไปเครดิตภาษี ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 47 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกัน และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องทำนองเดียวกัน ขอให้พิพากษาให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ทั้งหกจำนวน ๔๘๗,๒๘๒ บาท ๓๕๗,๔๐๓.๓๒ บาท ๓๒๒,๐๗๐.๔๐ บาท ๑๒๖,๐๒๓.๔๐ บาท ๓๔๒,๖๘๙.๕๒ บาท และ ๔๗๕,๕๑๖ บาท ตามลำดับ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑ ต่อเดือน นับแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๔ ของเงินภาษีจำนวน ๔๕๙,๗๐๐ บาท ๓๓๗,๑๗๒.๙๔ บาท ๓๐๓,๘๔๐ บาท ๑๑๘,๘๙๐ บาท ๓๒๓,๒๙๒ บาท และ ๔๔๘,๐๐๐ บาท ตามลำดับ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก

จำเลยทั้งหกสำนวนให้การในทำนองเดียวกันว่า? โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหก ให้โจทก์ทั้งหกต่างใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยในแต่ละสำนวน

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๔ ที่ ๖ และภริยาโจทก์ที่ ๕ เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเข้งหงวน จำกัด บริษัทเข้งหงวน จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ และขณะที่โจทก์ทั้งหกฟ้องคดีนี้ยังอยู่ระหว่างการชำระบัญชี เมื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวและหักขาดทุนสะสมแล้ว เหลือเงินจำนวน ๑๓๐,๕๓๑,๓๔๗.๓๓ บาท ผู้ชำระบัญชีนำไปจ่ายให้ผู้ถือหุ้นรวมจำนวน ๑๒๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๔ ภริยาโจทก์ที่ ๕ และโจทก์ที่ ๖ ได้รับจำนวน ๘,๐๐๑,๐๐๐ บาท ๑,๕๑๒,๐๐๐ บาท ๑,๕๗๕,๐๐๐ บาท ๒๔,๓๔๓,๒๐๐ บาท ๓,๐๘๗,๐๐๐ บาท และ ๑๘,๐๓๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ โดยหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งให้จำเลยแล้ว โจทก์ทั้งหกยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี ๒๕๔๒ สำหรับเงินได้จำนวนดังกล่าว และอ้างว่าได้รับการเครดิตภาษีตามมาตรา ๔๗ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเมื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วขอรับภาษีคืนจำนวน ๔๕๙,๗๐๐ บาท ๓๓๗,๑๗๒.๙๔ บาท ๓๐๓,๘๔๐ บาท ๑๑๘,๘๙๐ บาท ๓๒๓,๒๙๒ บาท และ ๔๔๘,๖๐๐ บาท ตามลำดับ แต่จำเลยไม่คืนให้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกมีว่า เงินที่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๔ ภริยาโจทก์ที่ ๕ และโจทก์ที่ ๖ ได้รับจำนวนดังกล่าวเป็นเงินปันผลตามมาตรา ๔๐ (๔) (ข) หรือเป็นเงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๔) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร เห็นว่า ประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติถึงความหมายของคำว่า "เงินปันผล" ไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น การพิจารณาว่าเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ทั้งหกได้รับจากผู้ชำระบัญชีของบริษัทเข้งหงวน จำกัด ดังกล่าวเป็นเงินปันผลหรือไม่ จึงต้องพิเคราะห์จากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งได้บัญญัติเกี่ยวกับเงินปันผลและเงินสำรองของบริษัทจำกัดไว้ในบรรพ ๓ ลักษณะ ๒๒ หมวด ๔ ส่วนที่ ๓ ข้อ ๕ ตั้งแต่มาตรา ๑๒๐๐ ถึงมาตรา ๑๒๐๕ จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เงินปันผลที่บริษัทจำกัดจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกำไรที่บริษัทได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีที่ประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนไว้ และเพื่อป้องกันมิให้บริษัทนำผลกำไรที่ได้รับดังกล่าวมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นทั้งหมดจนขาดเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการต่อไป มาตรา ๑๒๐๒ จึงบังคับให้บริษัทต้องจัดสรรกำไรที่ได้รับจากการประกอบกิจการส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนสำรองทุกคราวที่จ่ายเงินปันผล แต่เมื่อบริษัทเลิกกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติถึงการชำระบัญชีของบริษัทไว้โดยเฉพาะในหมวด ๕ ของลักษณะ ๒๒ โดยกำหนดไว้ในมาตรา ๑๒๔๙ ให้ถือว่าบริษัทยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็น เพื่อการชำระบัญชี และกำหนดหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีไว้ในมาตรา ๑๒๕๐ ว่าหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีคือ ชำระสะสางการงานของบริษัทให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงิน และแจกจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทนั้น โดยในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ผู้ชำระบัญชีจะมีอำนาจที่จะกระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๕๙ เพื่อชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นไปด้วยดี ส่วนทรัพย์สินของบริษัทนั้นจะแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทเท่านั้น ตามมาตรา ๑๒๖๙ นอกจากนี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๒ วรรคสอง ยังบัญญัติให้ถือว่าวันที่จดทะเบียนเลิกบริษัทเป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี และให้ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีตามแบบและภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๖๘ และ ๖๙ แห่งประมวลรัษฎากรโดยอนุโลม หากไม่สามารถยื่นรายการและเสียภาษีภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ มาตรา ๗๒ วรรคสาม บัญญัติให้ผู้ชำระบัญชียื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขอขยายระยะเวลาออกไปอีก และอธิบดีกรมสรรพากรจะสั่งให้ขยายรอบระยะเวลาบัญชีออกไปอีกด้วยก็ได้ ดังนั้น ในระหว่างการชำระบัญชีของบริษัทเข้งหงวน จำกัด แม้จะถือว่าบริษัทดังกล่าวยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี แต่การที่ผู้ชำระบัญชีขายทรัพย์สินของบริษัทและดำเนินกิจการต่าง ๆ หลังจากจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว เป็นเหตุให้บริษัทมีรายได้ในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับอนุญาตให้ขยายออกไปดังกล่าว ก็เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ในระหว่างที่ยังชำระบัญชีไม่เสร็จสิ้น เพื่อชำระสะสางการงานของบริษัทให้สิ้นไป และแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทเท่านั้น รายได้ของบริษัทที่เกิดขึ้นในระหว่างการชำระบัญชีดังกล่าวที่มีเหลืออยู่หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว จึงมิใช่ผลกำไรที่ได้จากการประกอบกิจการของบริษัท แต่เป็นผลกำไรจากการขายสินทรัพย์ของบริษัทและเป็นทรัพย์สินของบริษัทที่จะต้องแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นตามส่วนเมื่อได้กันส่วนที่จะต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทแล้ว หรือเมื่อชำระบัญชีเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๖๙ เงินที่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๔ ภริยาโจทก์ที่ ๕ และโจทก์ที่ ๖ ได้รับจากบริษัทเข้งหงวน จำกัด เมื่อมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วจำนวนดังกล่าว จึงมิใช่เงินปันผลที่ได้จากบริษัทซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๔) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เป็นผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นได้รับจากการที่บริษัทเข้งหงวน จำกัด เลิกกัน ซึ่งเป็นผลได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๔) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะส่วนที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุนที่โจทก์แต่ละคนลงทุนในบริษัทดังกล่าว โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีสิทธิได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา ๔๗ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1200 ม. 1201 ม. 1202 ม. 1249 ม. 1250 ม. 1259 ม. 1269
ป.รัษฎากร ม. 40 (4) (ข) ม. 40 (4) (ฉ) ม. 68 ม. 69 ม. 72 วรรคสอง และวรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยงยุทธ ลิมปานนท์ กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2795/2546
#266838
เปิดฉบับเต็ม

เนื่องจาก พ.ร.บ.เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ.2538 มาตรา 12 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า เงินประจำตำแหน่งไม่ถือเป็นเงินเดือน ดังนั้น เงินประจำตำแหน่งของข้าราชการจึงมิใช่เงินเดือนในความหมายของเงินเดือนของข้าราชการหรือลูกจ้างของรัฐบาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 286 (2) โจทก์ย่อมบังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 148,223.50 บาท ตามสัญญากู้ยืมและสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลได้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ขอให้บังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการพลเรือน สังกัดทบวงมหาวิทยาลัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ระดับ 8 ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งจากเงินงบประมาณ หมวดเงินเดือนและค่าจ้างประจำ เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 2 อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เนื่องจากเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการเป็นเงินเดือนหรือค่าตอบแทนส่วนหนึ่งของเงินเดือน จึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 (2) ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อายัดเงินประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เงินประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 2 อยู่ในความหมายของเงินเดือนของข้าราชการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 (2) ซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี จึงให้เพิกถอนคำสั่งอายัดเงินประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 2 อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า คำว่าเงินประจำตำแหน่งนั้น ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจ่ายเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 3 หมายความว่า เงินประจำตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งซึ่งกฎหมายที่ว่านี้ก็คือพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ.2538 โดยมาตรา 12 วรรคสาม ของพระราชบัญญัติฉบับนี้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า เงินประจำตำแหน่งไม่ถือเป็นเงินเดือน ดังนั้น เมื่อเงินประจำตำแหน่งไม่มีสภาพเป็นเงินเดือน จึงไม่อยู่ในความหมายของเงินเดือนของข้าราชการตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 (2) อันจะไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี โจทก์ย่อมบังคับเอาจากเงินประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอายัดเงินประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อายัดเงินประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 เสียค่าธรรมเนียมศาลไม่ครบจึงเป็นคำขอที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า การร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อายัดเงินประจำตำแหน่งของจำเลยที่ 2 เป็นคำขอเพื่อให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการบังคับที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ซึ่งต้องทำเป็นคำร้องและต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามตาราง 2 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (3) เป็นค่าคำร้องเป็นเงิน 20 บาท และข้อ (7) เป็นค่าคำสั่งอีกเป็นเงิน 50 บาท โดยต้องชำระเมื่อยื่นคำขอต่อศาล เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำขอโดยเสียค่าธรรมเนียมศาล 20 บาท และพนักงานศาลระบุว่าเป็น "ค่าคำร้อง" ตามที่พนักงานศาลเรียกให้เสีย แม้จำเลยที่ 2 มิได้เสียค่าคำสั่งเป็นเงิน 50 บาท อันเป็นการเสียค่าธรรมเนียมศาลไม่ครบ แต่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของจำเลยที่ 2 และมีคำสั่งชี้ขาดแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 จงใจหลีกเลี่ยงไม่ยอมเสียค่าธรรมเนียมศาลซึ่งขาดอยู่เพียง 50 บาท ให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 เสียค่าธรรมเนียมศาลให้ครบตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 286 (2)
พ.ร.บ.เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ.2538 ม. 12 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคณะเทคนิคการแพทย์ จำกัด
จำเลย — นางสาวอรวรรณหรืออัญมณี ธิตุ่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายจงศักดิ์ ผดุงทรัพย์
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2793/2546
#50793
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จำกัด จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเงินกู้จากผู้กู้ได้ในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนฯ และตามประกาศของบริษัทโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อขณะทำสัญญากู้เงิน โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี และต่อมาได้ทำสัญญากู้เพิ่มกำหนดดอกเบี้ยใหม่เป็นอัตราร้อยละ 12.5ต่อปี แม้จะมีข้อตกลงต่อไปว่า ในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ถูกต้องจำเลยยอมให้โจทก์เรียกให้ชำระหนี้ทั้งหมดและคิดดอกเบี้ยในเงินต้นที่ค้างชำระในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้เดิมจึงเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383

หนี้จำนองเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ซึ่งจะต้องมีหนี้ประธานเสียก่อน การบังคับจำนองจึงจะกระทำได้ เมื่อหนี้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ประธานกำหนดอัตราดอกเบี้ยเท่าใดหนี้จำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์จึงคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงเท่าดอกเบี้ยที่โจทก์คิดไว้จากหนี้ตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธาน ซึ่งตามสัญญากู้เงินเพิ่มเติมครั้งที่ 1จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์เพิ่มอีก โดยระบุว่าจำเลยยอมชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี จึงเป็นข้อตกลงตามเจตนาของคู่สัญญา อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ แม้จำเลยผิดสัญญาโจทก์ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่งศาลชั้นต้นลดเบี้ยปรับจากอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ลงโดยกำหนดให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ซึ่งน้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยก่อนที่จำเลยผิดนัดมีผลเป็นการงดเบี้ยปรับโดยสิ้นเชิงจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,024,512.61 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของเงินต้น 2,928,505.21 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเพราะเหตุจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์ในการทำคำพิพากษาเห็นควรให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,218,036.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของเงินต้น 2,928,505.21 บาท นับแต่วันที่ 14 มกราคม2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 13 ครั้งครั้งละ 15,000 บาท มาหักชำระหนี้ดอกเบี้ยและเงินต้นตามลำดับ ในวันชำระหนี้แต่ละครั้ง หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้โจทก์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 29685ตำบลคลองนราอภิรมย์ อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยกรณีผิดนัดในอัตราร้อยละ 21 หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จำกัด จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเงินกู้จากผู้กู้ได้ในอัตราร้อยละ 21ต่อปี ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรือเรียกได้ และตามประกาศของบริษัทโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อขณะทำสัญญากู้เงิน โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี และต่อมาได้ทำสัญญากู้เพิ่ม กำหนดดอกเบี้ยใหม่เป็นอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี แม้จะมีข้อตกลงต่อไปว่าในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ถูกต้อง จำเลยยอมให้โจทก์เรียกให้ชำระหนี้ทั้งหมดและคิดดอกเบี้ยในเงินต้นที่ค้างชำระในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้เดิมจึงเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี ตามสัญญาจำนองเห็นว่า หนี้จำนองเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ซึ่งจะต้องมีหนี้ประธานเสียก่อน การบังคับจำนองจึงจะกระทำได้ เมื่อหนี้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ประธานกำหนดอัตราดอกเบี้ยเท่าใด หนี้จำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์จึงคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงเท่าดอกเบี้ยที่โจทก์คิดไว้จากหนี้ตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธาน ซึ่งตามสัญญากู้เงินเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2536 จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์เพิ่มอีก 1,500,000 บาท เมื่อรวมเงินต้นที่ค้างตามสัญญากู้เงินฉบับก่อน จำเลยเป็นหนี้โจทก์รวม 3,854,874.22 บาท และในสัญญากู้เงินเพิ่มเติมครั้งที่ 1ระบุว่าจำเลยยอมชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี จึงเป็นข้อตกลงตามเจตนาของคู่สัญญาอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ แม้จำเลยผิดสัญญาโจทก์ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่ที่ศาลชั้นต้นลดเบี้ยปรับจากอัตราร้อยละ 21ต่อปี ลงโดยกำหนดให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ซึ่งน้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยก่อนที่จำเลยผิดนัดมีผลเป็นการงดเบี้ยปรับโดยสิ้นเชิงซึ่งไม่ถูกต้อง แต่ปัญหาที่ว่าโจทก์ควรได้รับเบี้ยปรับเป็นจำนวนเท่าใดจึงจะเหมาะสมแก่ทางได้เสียของโจทก์อันชอบด้วยกฎหมายเป็นปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่ข้อกฎหมายที่ขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยตรง อีกทั้งการพิจารณาถึงสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาปัญหาดังกล่าวต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 และมาตรา 248 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดเบี้ยปรับเสียใหม่ให้สอดคล้องกับกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243(1)(2) ประกอบมาตรา 247 ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาเท่ากับจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง ศาลควรพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้โจทก์เต็มตามฟ้องนั้น เห็นว่า การที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาหาใช่เหตุที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เต็มตามที่โจทก์ขอมาในฟ้องไม่ โจทก์ยังคงมีหน้าที่นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานให้ศาลเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ดังอ้าง ทั้งศาลชอบจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามจำนวนหนี้ที่มีอยู่จริงและโจทก์มีสิทธิได้รับเท่านั้น อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 14มกราคม 2541 เป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่เกี่ยวกับดอกเบี้ยดังกล่าวนอกจากนี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 383 ม. 702
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินจากประชาชน ฯ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุน สินเอเชีย (มหาชน
จำเลย — นาง พจนารถ ธีรมิตตานนท์
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2792/2546
#51016
เปิดฉบับเต็ม

ใบคำขอเอาประกันชีวิต พ. แจ้งว่าไม่เคยรับการตรวจสุขภาพหรือการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรค ไม่เคยเจ็บป่วย ไม่เคยรับการรักษาในสถานพยาบาล ไม่เคยเป็นหรือรับการรักษาโรคเกี่ยวกับตาหูคอจมูกไม่เคยเป็นโรคหืดหอบหรือโรคเกี่ยวกับปอดหรือระบบหายใจเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า วันที่ 19 กันยายน 2538 พ. เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล เพราะพยายามฆ่าตัวตาย วันที่ 27 สิงหาคม 2539 เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ด้วยโรคไซนัสอักเสบติดเชื้อ เดือนตุลาคม 2539 เป็นต้นมาเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลหลายครั้งด้วยอาการหลอดลมอักเสบ กระดูกอ่อนซี่โครงอักเสบ ปวดศีรษะ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย กินอาหารไม่ได้เดือนธันวาคม 2539 แพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคเอดส์หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง ดังนั้น พ. จึงแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงต่อจำเลย ซึ่งถือว่าเป็นข้อสาระสำคัญ สัญญาประกันชีวิตจึงเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง

เป็นหน้าที่โดยตรงที่ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งข้อเท็จจริงตามที่ผู้รับประกันภัยจำเลยต้องการทราบและกำหนดไว้ การให้แพทย์ตรวจผู้เอาประกันภัยหรือไม่เป็นดุลพินิจของผู้รับประกันภัยเมื่อผู้เอาประกันภัยปกปิดความจริง แถลงข้อความเป็นเท็จเสียแล้วโจทก์จึงไม่อาจอ้างได้ว่าจำเลยไม่ได้ให้แพทย์ตรวจร่างกายผู้เอาประกันภัยถือว่าประมาทและไม่ทำให้สัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นมารดาของนายพิเชษฐ ผ่องหิรัญ และเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2539 นายพิเชษฐได้ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยแบบประกันภัยประเภทคุ้มครองธุรกิจชำระ 20 ปี มีเงินปันผลจำนวนเงินเอาประกันภัย 700,000 บาท ต่อมาวันที่ 3 มกราคม 2540 นายพิเชษฐถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุเป็นลม โจทก์ได้ติดต่อขอรับค่าสินไหมทดแทน จำเลยปฏิเสธไม่ชำระเงินตามสัญญาและแจ้งบอกล้างกรมธรรม์ดังกล่าว อ้างว่านายพิเชษฐมิได้แถลงให้จำเลยทราบว่านายพิเชษฐมีสุขภาพไม่สมบูรณ์และมีประวัติพยายามฆ่าตัวตายมาก่อนเป็นเหตุให้จำเลยสำคัญผิดยินยอมออกกรมธรรม์ กรมธรรม์ดังกล่าวตกเป็นโมฆียะ จำเลยจึงสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 0552789 เป็นเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่นายพิเชษฐชำระ 26,081 บาท คืนแก่โจทก์ แต่โจทก์ปฏิเสธ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันชีวิตแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่นายพิเชษฐถึงแก่ความตาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 727,760.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 700,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ในการทำสัญญาประกันชีวิตนั้นนายพิเชษฐได้แถลงข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับสุขภาพว่านายพิเชษฐมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่เคยมีปัญหาการเจ็บป่วยและไม่เคยได้รับการตรวจสุขภาพโดยแพทย์ จำเลยจึงตกลงรับประกันภัย เมื่อนายพิเชษฐถึงแก่ความตาย จำเลยได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงทราบว่าก่อนเอาประกันชีวิตนายพิเชษฐเคยป่วยด้วยโรคร้ายแรง มีประวัติการพยายามฆ่าตัวตายโดยกินยานอนหลับยาฆ่าแมลงต้องเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลหลายแห่งก่อนทำสัญญาโดยที่นายพิเชษฐทราบถึงสุขภาพและเหตุเจ็บป่วยของตน แต่เจตนาไม่เปิดเผยความจริงแก่จำเลย ทั้งเป็นการแจ้งเท็จแก่จำเลยซึ่งหากจำเลยได้ทราบความจริงแต่แรกแล้วก็จะบอกปัดไม่ทำสัญญาประกันชีวิตรายนี้ จำเลยจึงใช้สิทธิบอกล้างสัญญาประกันภัยโดยมีหนังสือบอกล้างสัญญาไปยังโจทก์พร้อมคืนเบี้ยประกันภัยให้โจทก์ สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าวันที่ 4 พฤศจิกายน2539 นายพิเชษฐทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย ตามใบคำขอเอาประกันชีวิตเอกสารหมาย ล.1 และกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.2 วันที่ 3 มกราคม 2540 นายพิเชษฐถึงแก่ความตาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า สัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะที่จำเลยจะบอกล้างได้หรือไม่เห็นว่า ใบคำขอเอาประกันชีวิตเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 10 นายพิเชษฐแจ้งว่าในระหว่าง 5 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยรับการตรวจสุขภาพหรือการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคไม่เคยเจ็บป่วย ไม่เคยรับการรักษาในสถานพยาบาล และข้อ 12 นายพิเชษฐแจ้งว่าไม่เคยเป็นหรือรับการรักษาโรคเกี่ยวกับตาหูคอจมูก ไม่เคยเป็นโรคหืดหอบหรือโรคเกี่ยวกับปอดหรือระบบหายใจ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายพิเชษฐเคยเจ็บป่วยเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลต่าง ๆหลายแห่ง คือเมื่อวันที่ 19 กันยายน2538 เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลปากช่องนานา เพราะพยายามฆ่าตัวตายโดยกินยานอนหลับ ฮอร์โมนพืช และดื่มสุรา วันที่ 27 สิงหาคม 2539 เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอ่างทอง โรคไซนัสอักเสบติดเชื้อ เดือนตุลาคม 2539 เป็นต้นมาเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลป่าโมกหลายครั้งด้วยอาการป่วยหลายอย่าง คือหลอดลมอักเสบกระดูกอ่อนซี่โครงอักเสบ ปวดศีรษะ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย กินอาหารไม่ได้ ครั้งสุดท้ายในเดือนธันวาคม 2539 แพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคเอดส์หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง ดังนั้น นายพิเชษฐจึงแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงต่อจำเลย ซึ่งถือว่าเป็นการแจ้งเท็จหรือปกปิดความจริงในข้อสาระสำคัญเพราะถ้าจำเลยทราบจำเลยอาจให้แพทย์ตรวจเรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นหรือบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาประกันชีวิต สัญญาประกันชีวิตจึงเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า นายพิเชษฐเพียงแต่ลงลายมือชื่อในใบคำขอประกันชีวิต ไม่ได้เป็นผู้ตอบหรือแถลงข้อความ แต่บุคคลอื่นทำ โจทก์ก็ไม่ได้นำสืบว่าบุคคลอื่นนั้นเป็นใคร ไม่ได้นำสืบว่านายพิเชษฐไม่ได้มอบหมายหรือไม่ได้ยินยอมหรือรู้เห็นให้ตอบหรือแถลงเช่นนั้น โจทก์ฎีกาอีกประการหนึ่งว่า จำเลยไม่ได้ให้แพทย์ตรวจร่างกายผู้เอาประกันภัย ถือว่าประมาทและไม่ทำให้สัญญาเป็นโมฆียะนั้น เห็นว่า เป็นหน้าที่โดยตรงที่ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งข้อเท็จจริงตามที่จำเลยต้องการทราบและกำหนดไว้ การให้แพทย์ตรวจผู้เอาประกันภัยหรือไม่ แล้วแต่ดุลพินิจผู้รับประกันภัย เมื่อนายพิเชษฐผู้เอาประกันภัยปกปิดความจริงแถลงข้อความเป็นเท็จเสียแล้ว โจทก์ก็ไม่อาจอ้างเช่นนั้นได้ ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 865
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บุญช่วย ผ่องหิรัญ
จำเลย — บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2791/2546
#49898
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจำนองที่ดินทั้งสองฉบับ เป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์และหรือ ถ. ต่างระบุว่าจำนองเป็นประกันหนี้ที่มีอยู่แล้วในขณะทำสัญญาจำนองหรือในเวลาใดเวลาหนึ่งในภายหน้าทุกลักษณะหนี้ นอกจากนั้นข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองทั้งสองฉบับนี้ ซึ่งสัญญาจำนองให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจำนองต่างระบุไว้เช่นเดียวกันว่า "เนื่องจากทรัพย์จำนองเป็นประกันหนี้ในขณะทำสัญญาจำนองและหนี้ต่อไปในภายหน้าด้วย ผู้จำนองและผู้รับจำนองจึงตกลงกันว่าตราบใดที่ผู้จำนองยังมิได้ทำการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตามผู้จำนองและผู้รับจำนองยังคงตกลงให้ถือว่าสัญญาจำนองคงมีผลบังคับอยู่เพื่อประกันหนี้ที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าของลูกหนี้ดังกล่าวกับผู้รับจำนอง" ส่วนบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองที่ดินก็ระบุว่า เงื่อนไขและข้อตกลงอื่น ๆ ให้เป็นไปตามสัญญาจำนองฉบับเดิมทุกประการดังนี้ เมื่อหนี้เบิกเงินบัญชีของ ถ. กับหนี้บัตรเครดิตของ ถ. กับโจทก์เป็นหนี้ที่มีขึ้นภายหลังจากการจำนองในขณะที่ยังมิได้ทำการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง การจำนองย่อมเป็นประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้บัตรเครดิตดังกล่าวด้วยตามข้อตกลงในสัญญาจำนอง การที่สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและคำขอใช้บัตรเครดิตมิได้ระบุให้เอาที่ดินตามสัญญาจำนองเป็นประกันหาเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดตามข้อตกลงในสัญญาจำนองไม่ แม้โจทก์จะได้ชำระหนี้ที่โจทก์และ ถ. กู้ยืมไปครบถ้วนแล้ว ก็ยังไม่ทำให้โจทก์หลุดพ้นจากหนี้จำนอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบโฉนดที่ดินกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่จำนอง รวมทั้งไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดเลขที่ 44336ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 2224 ถึง 2227 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่แก่โจทก์โดยปลอดจำนอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวน 59,115 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายวันละ 577.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบและไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 44336 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2224 ถึง 2227 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริมจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งหมด (และ น.ส.3 ก.)คืนให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2535 โจทก์ได้กู้ยืมเงินจากจำเลยจำนวน 200,000 บาท โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 44336 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ดังกล่าวในวงเงิน 200,000 บาท ตามสัญญากู้เงิน หนังสือสัญญาจำนอง และข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง วันที่ 6 สิงหาคม 2536 นายถนอม คำขัติ สามีโจทก์ได้กู้ยืมเงินจากจำเลยจำนวน 400,000 บาท โดยนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2224 ถึง 2227 ตำบลดอนแก้วอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ของโจทก์ มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ดังกล่าวในวงเงิน 280,000 บาท กับนำที่ดินโฉนดเลขที่ 44336 มาจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองเป็นประกันอีกเป็นเงิน 30,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2539 และวันที่ 9 เมษายน2540 โจทก์นำเงินจำนวน 34,719.50 บาท และจำนวน 105,486.14 บาท ตามลำดับชำระหนี้ที่โจทก์และนายถนอมกู้ยืมไปครบถ้วนแล้ว โดยขณะชำระหนี้ดังกล่าวจนปัจจุบันนายถนอมยังคงเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชี และนายถนอมกับโจทก์ยังคงเป็นหนี้บัตรเครดิตอยู่กับจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองส่งมอบโฉนดที่ดินกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)ที่จำนอง และเรียกค่าเสียหายหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อ 1 ของสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 44336 ซึ่งเป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์เองก็ดี และตามข้อ 4ของสัญญาจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2224 ถึง2227 ซึ่งเป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์และหรือนายถนอมก็ดี ต่างระบุว่าจำนองเป็นประกันหนี้ที่มีอยู่แล้วในขณะทำสัญญาจำนองหรือในเวลาใดเวลาหนึ่งในภายหน้าทุกลักษณะหนี้ นอกจากนั้นตามข้อ 1 วรรคสองของข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองทั้งสองฉบับนี้ ซึ่งสัญญาจำนองให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจำนองต่างระบุไว้เช่นเดียวกันว่า "เนื่องจากทรัพย์จำนองเป็นประกันหนี้ในขณะทำสัญญาจำนองและหนี้ต่อไปในภายหน้าด้วย ผู้จำนองและผู้รับจำนองจึงตกลงกันว่าตราบใดที่ผู้จำนองยังมิได้ทำการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ผู้จำนองและผู้รับจำนองยังคงตกลงให้ถือว่าสัญญาจำนองคงมีผลบังคับอยู่เพื่อเป็นประกันหนี้ที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าของลูกหนี้ดังกล่าวกับผู้รับจำนอง" ส่วนบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 44306 ก็ระบุไว้ในข้อ 1 ว่า เงื่อนไขและข้อตกลงอื่น ๆ ให้เป็นไปตามสัญญาจำนองฉบับเดิมทุกประการ ดังนี้ เมื่อหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของนายถนอมกับหนี้บัตรเครดิตของนายถนอมกับโจทก์เป็นหนี้ที่มีขึ้นภายหลังการจำนองในขณะที่ยังมิได้ทำการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง การจำนองย่อมเป็นประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้บัตรเครดิตดังกล่าวด้วยตามข้อตกลงในสัญญาจำนอง การที่สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและคำขอใช้บัตรเครดิตมิได้ระบุให้เอาที่ดินตามสัญญาจำนองเป็นประกัน หาเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดตามข้อตกลงในสัญญาจำนองดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ฉะนั้น แม้โจทก์จะได้ชำระหนี้ที่โจทก์และนายถนอมกู้ยืมไปครบถ้วนแล้ว ก็ยังไม่ทำให้โจทก์หลุดพ้นจากหนี้จำนอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบโฉนดที่ดินกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่จำนอง รวมทั้งไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 ม. 744
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ้อยทิพย์ คำขัติหรือสิทธิเสรี
จำเลย — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2766/2546
#49897
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแยกเป็น 3 ข้อ คือ ก,ขและค การกระทำตามที่บรรยายฟ้องมาแต่ละข้อเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรตามฟ้องข้อ กและข นั้น จำเลยทั้งสองรับสารภาพฐานรับของโจรความผิดฐานรับของโจรสำเร็จเมื่อจำเลยทั้งสองรับเอาบัตรเครดิตของธนาคาร ย. ซึ่งออกให้แก่ ด. ไว้ โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าบัตรเครดิตดังกล่าวได้มาจากการลักทรัพย์ โจทก์ฟ้องในข้อ ค.ว่าหลังจากกระทำความผิดตามฟ้องข้อกและขแล้วจำเลยทั้งสองได้นำบัตรเครดิตของธนาคาร ย. ซึ่งออกให้แก่ ด. ไปซื้อสินค้าที่ร้าน ซ. โดยร่วมกันหลอกลวงพนักงานขายว่าจำเลยที่ 1 ชื่อ ด. จำเลยทั้งสองได้ชำระราคาสินค้าด้วยบัตรเครดิตดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อของ ด. ลงในเอกสารสิทธิบันทึกการขายในช่องลายมือชื่อผู้ถือบัตรแล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบบันทึกการขายดังกล่าวแก่พนักงานขายของร้าน ซ. การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องข้อ ค. เป็นคนละวาระกันกับการกระทำความผิดฐานรับของโจรทั้งทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดก็แตกต่างกัน กล่าวคือทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดฐานรับของโจรเป็นบัตรเครดิต ส่วนทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดในฟ้องข้อ ค เป็นสินค้าที่จำเลยทั้งสองซื้อจากร้าน ซ. คือ โทรทัศน์สีและเครื่องเล่นวีดีโอเทปฉะนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดหลายกรรม หาใช่กรรมเดียวไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ (ก) ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 9 ธันวาคม2542 เวลากลางวันติดต่อกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด มีคนร้ายร่วมกันลักทรัพย์เอาบัตรเครดิต ราคา 100 บาท ของธนาคารยูโรการ์ด เอบี ประเทศสวีเดน ที่ออกให้แก่นายแดเนียล เจลวิ่ง ไป (ข) ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2542 เวลากลางวัน ภายหลังกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว บัตรเครดิตที่คนร้ายลักไปดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง ทั้งนี้ตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าว จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายร่วมกันลักทรัพย์เอาบัตรเครดิตดังกล่าวไป หรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสองได้ซื้อหรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งบัตรเครดิตที่ถูกลักไปจากคนร้าย โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ (ค) หลังจากจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดดังกล่าวแล้ว ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองโดยเจตนาทุจริตได้ร่วมกันหลอกลวงพนักงานของร้านโซนี่ ยูนิเวอร์ส ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยที่ 1 ชื่อนายแดเนียล เป็นสมาชิกผู้ถือบัตรเครดิตที่จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร ตกลงซื้อโทรทัศน์สี 1 เครื่อง ราคา 17,290 บาท และเครื่องเล่นวิดีโอเทปจำนวน 1 เครื่อง ราคา 9,440 บาท รวมเป็นเงิน 26,730 บาทโดยชำระค่าสินค้าด้วยบัตรเครดิตดังกล่าวแล้วจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิบันทึกการขายของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเอกสารประกอบการใช้บัตรเครดิตสำหรับใช้เป็นหลักฐานในการเรียกเก็บเงินธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)และผู้ถือบัตรเครดิต โดยจำเลยที่ 1 ได้ปลอมลายมือชื่อของนายแดเนียล ลงในเอกสารสิทธิบันทึกการขายในช่องลายมือชื่อผู้ถือบัตรเพื่อให้พนักงานของร้านโซนี่ ยูนิเวอร์ส หรือผู้อื่นที่พบเห็นหลงเชื่อว่าเอกสารสิทธิบันทึกการขายดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิที่นายแดเนียลเป็นผู้ทำขึ้นอันเป็นความเท็จ ซึ่งความจริงแล้วจำเลยที่ 1 มิใช่นายแดเนียลและนายแดเนียลมิได้ซื้อสินค้าดังกล่าวและไม่ได้ลงลายมือชื่อในบันทึกการขายดังกล่าวแล้วจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันส่งมอบแก่พนักงานของร้านโซนี่ ยูนิเวอร์ส เป็นเหตุให้พนักงานของร้านโซนี่ ยูนิเวอร์ส หลงเชื่อรับชำระค่าสินค้าด้วยบัตรเครดิตดังกล่าว และร้านโซนี่ ยูนิเวอร์ส ได้เรียกเก็บเงินจำนวน 26,730 บาท ตามบันทึกการขายจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้เรียบร้อยแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองน่าจะเกิดความเสียหายแก่ร้านโซนี่ ยูนิเวอร์ส ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารยูโรการ์ดเอบี นายแดเนียล เจลวิ่ง ผู้อื่น และประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 83, 91, 264, 265, 268, 335, 341, 357 ริบของกลาง กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 26,730 บาท แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอมและฉ้อโกง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 341, 357 วรรคแรก เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานรับของโจร จำคุกคนละ 2 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอมและฉ้อโกง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 4 ปีรวมจำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี ริบของกลาง เนื่องจากตามรายงานการสืบเสาะของพนักงานคุมประพฤติจำเลยทั้งสองได้ชดใช้เงินจำนวน 26,730 บาท แล้ว จึงให้ยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ยกฟ้องความผิดฐานลักทรัพย์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานรับของโจรจำคุกคนละ 1 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอมและฉ้อโกง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 2 ปีรวมจำคุกคนละ 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแยกเป็น 3 ข้อ คือ ข้อ ก, ข และ ค การกระทำตามที่บรรยายฟ้องมาแต่ละข้อเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรตามฟ้องข้อ ก และ ข นั้น จำเลยทั้งสองรับสารภาพฐานรับของโจร ความผิดฐานรับของโจรสำเร็จเมื่อจำเลยทั้งสองรับเอาบัตรเครดิตของธนาคารยูโรการ์ด เอบี ซึ่งออกให้แก่นายแดเนียลไว้ โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าบัตรเครดิตดังกล่าวได้มาจากการลักทรัพย์ โจทก์ฟ้องในข้อ ค. ว่า หลังจากกระทำความผิดตามฟ้องข้อ ก และ ข แล้ว จำเลยทั้งสองได้นำบัตรเครดิตของธนาคารยูโรการ์ด เอบี ซึ่งออกให้แก่นายแดเนียลไปซื้อสินค้าที่ร้านโซนี่ยูนิเวอร์ส โดยร่วมกันหลอกลวงพนักงานขายว่าจำเลยที่ 1 ชื่อนายแดเนียล จำเลยทั้งสองได้ชำระราคาสินค้าด้วยบัตรเครดิตดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อของนายแดเนียล ลงในเอกสารสิทธิบันทึกการขายในช่องลายมือชื่อผู้ถือบัตร แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบบันทึกการขายดังกล่าวแก่พนักงานขายของร้านโซนี่ยูนิเวอร์ส การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องข้อ ค เป็นคนละวาระกันกับการกระทำความผิดฐานรับของโจร ทั้งทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดก็แตกต่างกันกล่าวคือ ทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดฐานรับของโจรเป็นบัตรเครดิต ส่วนทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดในฟ้องข้อ ค เป็นสินค้าที่จำเลยทั้งสองซื้อจากร้านโซนี่ยูนิเวอร์ส คือ โทรทัศน์สีและเครื่องเล่นวิดีโอเทป ฉะนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดหลายกรรม หาใช่กรรมเดียวดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 265 ม. 268 ม. 341 ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย อาวุธ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
พิชิต คำแฝง
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2751/2546
#50792
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจำเลยปลดสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยลากโจทก์ร่วมไปกลางกระต๊อบเพื่อไม่ให้คนเห็น แล้วจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายโดยชกปากชกท้องโจทก์ร่วมและข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม ความผิดฐานชิงทรัพย์จึงสำเร็จตั้งแต่จำเลยปลดเอาสร้อยคำทองคำของโจทก์ร่วมไปแล้ว เจตนาข่มขืนกระทำชำเราเกิดขึ้นภายหลังการชิงทรัพย์สำเร็จแล้ว บาดแผลที่ริมฝีปากของโจทก์ร่วมตามผลการชันสูตรบาดแผลเกิดจากการข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายไม่ได้เกิดจากการชิงทรัพย์ส่วนที่ข้อมือทั้งสองข้างของโจทก์ร่วมมีรอยแดง ๆ เชื่อว่าเกิดจากจำเลยใช้สายกางเกงของโจทก์ร่วมมัดข้อมือทั้งสองข้างของโจทก์ร่วมไว้ถือเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อสะดวกในการลักเอาสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วม อันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์แต่อาการบาดเจ็บเพียงรอยแดง ๆ ดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 339และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 6,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาว อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคแรก, 339 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก 15 ปี ฐานชิงทรัพย์ จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 25 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 6,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูกโจทก์ร่วม)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 24กุมภาพันธ์ 2541 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ขณะนางสาว อ. โจทก์ร่วมนอนอ่านหนังสืออยู่ในกระต๊อบเลี้ยงกุ้งห่างจากบ้านประมาณ 300 เมตร ได้มีคนร้ายขึ้นมาบนกระต๊อบ ชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท 1 เส้น ราคา 5,000 บาท และพระเครื่องเลี่ยมทองคำ 1 องค์ ราคา 1,000 บาท ของโจทก์ร่วมไป และคนร้ายได้ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนโจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บ เมื่อคนร้ายหลบหนีไปแล้วโจทก์ร่วมกลับไปบ้านร้องให้คนช่วย นาย จ. บิดาโจทก์ร่วม และนาย พ. น้องโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์ออกติดตามคนร้ายไปทางถนนสุขุมวิทสายเก่า พบจำเลยกำลังเดินข้ามถนนไปทางฝั่งคลองชลประทาน นาย จ. และนาย พ. จึงควบคุมตัวจำเลยส่งเจ้าพนักงานตำรวจปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยเป็นคนร้ายชิงทรัพย์และข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมหรือไม่ โจทก์มีโจทก์ร่วมเบิกความเป็นพยานว่าจำเลยเป็นคนร้ายชิงทรัพย์และข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม ตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมได้ความว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมใช้มือกระชากหมวกที่จำเลยสวมคลุมหน้าจนหมวกขาดถึงปลายคาง จำเลยลากโจทก์ร่วมไปกลางกระต๊อบพลิกตัวโจทก์ร่วมนอนหงาย และข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม เห็นว่า เหตุการณ์และการกระทำของจำเลยในช่วงนี้ย่อมทำให้โจทก์ร่วมมีโอกาสเห็นหน้าจำเลยในระยะใกล้ชิดนานพอสมควร ทั้งได้ความว่าโจทก์ร่วมเคยเห็นหน้าจำเลยมาก่อนนานนับสิบปี หลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมวิ่งกลับบ้านพบกับนาง ว. มารดาโจทก์ร่วม นาย จ. บิดาโจทก์ร่วม และนาย พ.น้องโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมบอกกับบุคคลทั้งสามทันทีว่าถูกจำเลยชิงทรัพย์และข่มขืนกระทำชำเรา จึงเชื่อได้ว่าโจทก์ร่วมเห็นและจำหน้าจำเลยได้ นอกจากนี้โจทก์ร่วมยังเบิกความอีกว่าหลังจากจำเลยลงจากกระต๊อบไปแล้ว โจทก์ร่วมแอบดูที่รูข้างฝาเห็นจำเลยยืนอยู่ห่างกระต๊อบประมาณ 6 ถึง 7 เมตร หลังจากนั้นประมาณ 2 นาทีโจทก์ร่วมแก้มัดเท้าออกได้ จึงแอบดูอีกครั้งหนึ่ง เห็นจำเลยอยู่ห่างกระต๊อบไปประมาณ20 เมตร โจทก์ร่วมวิ่งกลับบ้านและเรียกให้มารดาช่วย นาง ว. นาย จ. และนาย พ.ออกจากบ้านมาหาโจทก์ร่วมก่อนจะถึงบ้านประมาณ 80 เมตร โจทก์ร่วมบอกว่าถูกจำเลยชิงทรัพย์และข่มขืนกระทำชำเราพร้อมทำหน้าบอกทิศทางที่จำเลยหลบหนีซึ่งขณะนั้นยังสามารถมองเห็นจำเลยได้ ตั้งแต่เกิดเหตุจนพบกับนาง ว. นาย จ. และนาย พ. จำเลยอยู่ในสายตาของโจทก์ร่วมตลอดเวลา เส้นทางที่จำเลยหลบหนีเป็นนากุ้งเป็นที่โล่งไม่มีสิ่งบังตา และเป็นเส้นทางออกสู่ถนนสุขุมวิท นาย จ. และนาย พ.เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า มองไปทางทิศที่โจทก์ร่วมบอก เห็นชายสวมเสื้อและกางเกงสีน้ำเงินสวมหมวกสีขาวเดินอยู่บนคันบ่อคนเดียวมุ่งหน้าสู่ถนนสุขุมวิทจึงขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปจนถึงถนนสุขุมวิท พบชายคนดังกล่าวกำลังเดินข้ามถนนสุขุมวิทและไปแอบที่ต้นไม้ข้างถนน นาย พ. กับนาย จ. จึงช่วยกันควบคุมตัวชายคนดังกล่าวไว้ได้ ปรากฏว่าชายดังกล่าวนั้นคือจำเลย เห็นได้ว่าเส้นทางที่จำเลยหลบหนีเป็นที่โล่งไม่มีสิ่งบังตา นาย จ. และนาย พ. เห็นและจับตามมองชายคนดังกล่าวตั้งแต่โจทก์ร่วมบอก และติดตามไปโดยไม่คลาดสายตาจนควบคุมตัวจำเลยได้ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่าบอกนาง ว. นาย จ. และนาย พ. ว่าชายที่กำลังหลบหนีนั้นคือจำเลย นาย จ. และนาย พ. ตามไปควบคุมตัวจำเลยขณะกำลังเดินข้ามถนนสุขุมวิท และจำเลยไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ต้นไม้ข้างทางเชื่อว่าจำเลยต้องเห็นนาย จ. กับนาย พ. และรู้ว่ากำลังถูกทั้งสองคนติดตาม เมื่อนาย พ. เข้าไปหาจำเลยจำเลยได้ใช้เหล็กเกี่ยวปูตีทำร้ายนาย พ. ซึ่งหากจำเลยไม่ได้กระทำผิดแล้วจำเลยไม่จำต้องหลบซ่อนหรือทำร้ายนาย พ. พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายชิงทรัพย์ และข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมส่วนที่จำเลยอ้างว่านาย จ. ไม่พอใจจำเลยที่เดินผ่านบ่อกุ้งของนาย จ. จึงแกล้งกล่าวหาจำเลยเป็นคดีนี้นั้น เป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังพยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานชิงทรัพย์ เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจนั้น โจทก์ร่วมเบิกความว่า เมื่อจำเลยขึ้นมาบนกระต๊อบ จำเลยกดตัวโจทก์ร่วมให้นอนคว่ำ ใช้สายกางเกงของโจทก์ร่วมมัดมือโจทก์ร่วมไพล่หลัง และปลดสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วม เสร็จแล้วลากตัวโจทก์ร่วมไปที่กลางกระต๊อบพ้นจากช่องว่างของข้างฝาเพื่อไม่ให้คนเห็น จำเลยจับโจทก์ร่วมนอนหงาย โจทก์ร่วมร้องให้คนช่วย จำเลยจึงชกปากชกท้อง บีบคอ ใช้ผ้าขนหนูปิดปากและรัดคอโจทก์ร่วม จำเลยถอดกางเกงและกางเกงในของโจทก์ร่วมไปมัดไว้ที่เท้าโจทก์ร่วม จำเลยเปิดเสื้อยืด เสื้อชั้นในของโจทก์ร่วมขึ้น และกระทำชำเราโจทก์ร่วมโจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บมีรอยแดง ๆ บริเวณข้อมือทั้งสองข้าง ริมฝีปากบนและริมฝีปากล่างแตก ตามผลการชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.3 เห็นว่า หลังจากจำเลยปลดสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยจึงลากโจทก์ร่วมไปกลางกระต๊อบเพื่อไม่ให้คนเห็น แล้วจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายโดยชกปากชกท้องโจทก์ร่วม และข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม ความผิดฐานชิงทรัพย์จึงสำเร็จตั้งแต่จำเลยปลดเอาสร้อยคำทองคำของโจทก์ร่วมไปแล้ว เจตนาข่มขืนกระทำชำเราเกิดขึ้นภายหลังการชิงทรัพย์สำเร็จแล้วบาดแผลที่ริมฝีปากของโจทก์ร่วมตามผลการชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 2และ 3 เกิดจากการข่มขืนกระทำชำเรา โดยใช้กำลังประทุษร้าย ไม่ได้เกิดจากการชิงทรัพย์ส่วนที่ข้อมือทั้งสองข้างของโจทก์ร่วมมีรอยแดง ๆ ตามผลการชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1 เชื่อว่า เกิดจากจำเลยใช้สายกางเกงของโจทก์ร่วมมัดข้อมือทั้งสองข้างของโจทก์ร่วมไว้ ถือเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อสะดวกในการลักเอาสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วม อันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่อาการบาดเจ็บเพียงรอยแดง ๆดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339วรรคแรก จำคุก 7 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 15 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเราตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้วคงจำคุก 22 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 276 ม. 339 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นางสาว อ
จำเลย — นาย สมพร ทองเปรม
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2747/2546
#49486
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีที่ออกก่อนพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง พ.ศ. 2539 มีผลใช้บังคับไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 การที่ศาลภาษีอากรวินิจฉัยว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่มีเหตุผลดังที่ระบุไว้ในมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แล้วพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีจึงไม่ชอบ

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งวินิจฉัยภายหลังที่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ใช้บังคับแล้วต้องอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติดังกล่าว

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เป็นคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งมีผลในอันที่จะก่อนิติสัมพันธ์ขึ้น และมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลระหว่างกรมสรรพากรจำเลยกับโจทก์ โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระภาษีอากร คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับ ให้เหตุผลในแต่ละฉบับเพียงว่า ข้อ 1"การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการถูกต้องและชอบแล้ว" ข้อ 2"กรณีเบี้ยปรับผู้อุทธรณ์มีเหตุอันควรผ่อนผัน จึงพิจารณาลดเบี้ยปรับให้คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย" บางฉบับให้เหตุผลว่าลดให้คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 40 ส่วนข้อ 3"เงินเพิ่มตามการประเมินเป็นเงินเพิ่มเติมมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากรจึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้" บางฉบับให้เหตุผลว่า "เงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากรจึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้" เมื่อคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทำเป็นหนังสือจึงต้องทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 คือจะต้องให้เหตุผลไว้ด้วย แต่คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ปรากฏเหตุผลอีกทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) จึงขัดต่อมาตรา 37ย่อมเป็นการไม่ชอบ

แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 34 ได้บัญญัติวิธีการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับเรื่องภาษีอากรไว้โดยเฉพาะว่าให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์เท่านั้น โดยมิได้บังคับว่าต้องให้เหตุผลไว้ก็ตาม แต่เมื่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพ.ศ. 2539 มาตรา 37 วางหลักเกณฑ์ในการออกคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือว่าต้องมีเหตุผลแล้ว หากมีบทกฎหมายใดที่บัญญัติถึงวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองซึ่งรวมถึงบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 34 จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 3 ด้วย โดยต้องมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เมื่อคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือต้องให้เหตุผลไว้ด้วย แต่คำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 34 มิได้ระบุว่าต้องให้เหตุผล ย่อมมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่า ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องใช้หลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการโรงงานผลิตและขายเหล็กเส้นมาตั้งแต่ปี 2522โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ภ.ง.ด.50 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 มีกำไรสุทธิ189,197.61 บาท เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกหมายเรียกสั่งให้โจทก์นำบัญชีเอกสารและหลักฐานทั้งหมดไปตรวจสอบ ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระค่าภาษี 7,431,177.82 บาท รวมเป็นเงิน19,563,300.99 บาท โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยลดเฉพาะเบี้ยปรับแก่โจทก์ คงปรับเพียง 3,957,910.21 บาทโจทก์เห็นว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้เหตุผลที่วินิจฉัยเพียงว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบแล้วนั้น เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่มีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยปราศจากข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิงข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 39 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 2747/2/100099 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 ที่ปรับปรุงให้โจทก์มีกำไรสุทธิ21,668,993.87 บาท ซึ่งโจทก์ทำบัญชีถูกต้องตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปโดยผู้สอบบัญชีอนุญาตเป็นผู้ตรวจสอบมาตรฐานการสอบบัญชีที่รับรองทั่วไป ส่วนค่าซ่อมแซมโรงงานจำนวน 6,557,737.44 บาท เป็นรายจ่ายซ่อมแซมโรงงานให้กลับคืนสภาพเดิมมิใช่รายจ่ายในการต่อเติมเปลี่ยนแปลงขยายออกหรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน จึงไม่ใช่รายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) ส่วนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายที่ 2747/2/100100 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 อ้างว่าโจทก์จ่ายเงินได้พึงประเมินโดยมิได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากรนั้น เจ้าพนักงานประเมินมิได้ระบุถึงการจ่ายเงินได้พึงประเมินคราวไหนและจ่ายให้แก่ผู้ใด แต่โจทก์ยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักภาษีณ ที่จ่ายไว้ถูกต้องครบถ้วน ส่วนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 2747/5/102287 ถึงเลขที่ 2747/5/102299 (ที่ถูก 101193) ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 รวม7 ฉบับ ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา 88 โดยอาศัยเงื่อนไขใด แต่โจทก์ยืนยันว่าได้เสียภาษีถูกต้อง นอกจากนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินทำคำสั่งเป็นหนังสือแจ้งการประเมินนั้นเป็นการทำคำสั่งทางปกครองเมื่อคำสั่งนั้นไม่แสดงเหตุผลว่าเจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจตามกฎหมายเพราะเหตุใดเหตุนั้นถูกต้องเหมาะสมเพียงพอหรือไม่และขัดกับข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอย่างไรโจทก์ซึ่งเป็นคู่กรณีเมื่อไม่ทราบเหตุผลดังกล่าวประกอบกับเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ก็ได้ส่งให้เจ้าพนักงานประเมินไปตามหมายเรียกทั้งหมด จนบัดนี้โจทก์ยังไม่ได้รับเอกสารหลักฐานดังกล่าวคืน โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์ตามกฎหมายได้อย่างเต็มที่และเป็นธรรมการกระทำของเจ้าพนักงานประเมินจึงขัดต่อหลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครองในสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับการพิจารณาโดยสมบูรณ์ สิทธิที่จะได้ทราบเหตุผลของคำสั่งทางการปกครองและสิทธิที่จะโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน หนังสือแจ้งการประเมินตามเอกสารท้ายฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งเลขที่ 2747/2/10099 ถึง 2747/2/100100 และเลขที่ 2747/5/102287 ถึงเลขที่ 2747/5/102293 รวม 9 ฉบับ ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/422/2542 ถึงเลขที่ สภ.1 (อธ.3)/430/2542 รวม 9 ฉบับ ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ

จำเลยให้การว่า จากการตรวจสอบหลักฐานเอกสารของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 พบว่าโจทก์นำรายจ่ายค่าต่อเติมอาคาร 6,605,727.19 บาท ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนมาหักเป็นรายจ่ายอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรีนอกจากนั้นยังหักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรจำนวน 136,808.98 บาท หมดในปีเดียวซึ่งตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 กำหนดให้หักค่าเสื่อมราคาได้เพียง5,302.94 บาท เท่านั้น และโจทก์มีรายได้จากการขายสินค้า 14,009,654.96 บาทรายได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 867,517.05 บาท ซึ่งโจทก์มิได้นำมาลงเป็นรายได้ไว้ในบัญชีในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 นั้นด้วย เจ้าพนักงานประเมินนำเงินดังกล่าวทั้งหมดมาบวกกลับเป็นรายได้ของโจทก์แล้วคิดคำนวณเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย เจ้าพนักงานประเมินพบว่าโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 แต่โจทก์ไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายในค่าบริการรักษาความปลอดภัย ค่าตรวจสอบสินค้าค่าจ้างทำของ ค่าเช่าอาคาร รวมเป็นเงิน 16,281.71 บาท โจทก์จึงต้องรับผิดชอบตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบยอดขายสินค้า ใบกำกับภาษี รายงานภาษี และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องในการลงบัญชีเปรียบเทียบกับแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรภ.พ.30 ที่ยื่นไว้ในแต่ละเดือน ปรากฏว่าโจทก์มีรายการมูลค่าสินค้าออกขายจากบัญชีในแต่ละเดือนนั้นขาดไปและมูลค่าซื้อสินค้าเกินไปจึงได้ปรับปรุงรายการใหม่ ซึ่งโจทก์ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลยพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับ คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลาง จึงนำพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539มาใช้กับคำสั่งของจำเลยไม่ได้ จำเลยจึงไม่เป็นต้องแจ้งรายละเอียดไว้ในหนังสือแจ้งการประเมินและในคำวินิจฉัยอุทธรณ์ นอกจากนี้ตามคำฟ้องก็แสดงว่าโจทก์ได้ทราบเหตุผลในการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินอยู่แล้ว กรณีไม่มีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกสั่งให้โจทก์นำบัญชีเอกสารและหลักฐานทั้งหมดไปตรวจสอบ โจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสาวชุติมา บุญยเวช และนางอรพิน ธรรมเที่ยงซึ่งเป็นผู้รู้เรื่องเกี่ยวกับกิจการและเรื่องภาษีอากรของโจทก์เป็นอย่างดีเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในฐานะผู้ให้ถ้อยคำและหรือส่งมอบบัญชีเอกสารหลักฐานตลอดจนตอบข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้แก่เจ้าพนักงานผู้ซักถามรวมทั้งการให้ความยินยอมรับผิดภาษีอากรหรือปฏิเสธความรับผิดดังกล่าว กับทั้งให้มีอำนาจในการรับหมายเรียก หนังสือเตือน หนังสือแจ้งการประเมินหรือคำสั่งให้ชำระและหรือนำส่งภาษีอากร การยื่นคำร้องขอลดหรืองดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม การรับบัญชีเอกสารคืนตลอดจนการอื่นใดที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบภาษีอากรแทนโจทก์ได้ ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 204นางสาวชุติมาผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ไปให้ถ้อยคำและส่งมอบเอกสารต่าง ๆ ต่อเจ้าพนักงานของจำเลยแล้ว ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 201 ถึง 203 ต่อมาวันที่ 31กรกฎาคม 2538 เจ้าพนักงานประเมินจึงมีหนังสือถึงโจทก์ 9 ฉบับ เป็นหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ฉบับ หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล หัก ณ ที่จ่าย 1 ฉบับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 ฉบับ รวมเป็นเงิน 19,563,300.99 บาทตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 3 ถึง 11 โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง วันที่ 16 สิงหาคม 2538โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วจึงทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์รวม 9 ฉบับ ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 ส่งให้โจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับตามฟ้องชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 หรือไม่สำหรับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับปรากฏว่าทุกฉบับลงวันที่ 31 กรกฎาคม2538 แต่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2540 ดังนั้น หนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับจึงเป็นหนังสือที่ออกก่อนพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มีผลใช้บังคับจึงไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับที่จะต้องกระทำการตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่มีเหตุผลดังที่ระบุไว้ในมาตรา 37แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แล้วพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับปรากฏว่าลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งเป็นเวลาที่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ใช้บังคับแล้ว จึงต้องพิจารณาก่อนว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพ.ศ.2539 มาตรา 5 ให้คำนิยาม "คำสั่งทางปกครอง" หมายความว่า 1) การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อเปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ2) การอื่นที่กำหนดในกระทรวง เห็นว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับ เป็นคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายซึ่งมีผลในอันที่จะก่อนิติสัมพันธ์ขึ้น และมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลระหว่างจำเลยกับโจทก์โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระภาษีอากร คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับจึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามความหมายในคำนิยามดังกล่าว มีปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 หรือไม่ ซึ่งมาตรา 37 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วยและเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย 1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง 3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" นอกจากนี้ในวรรคสามยังบัญญัติว่า "บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งไม่ใช่บังคับกรณีดังต่อไปนี้ 1) เป็นกรณีที่มีผลตรงตามคำขอและไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น 2) เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก 3) เป็นกรณีที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับตามมาตรา 32 4) เป็นการออกคำสั่งทางปกครองด้วยวาจาหรือกรณีเร่งด่วน แต่ต้องให้เหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรในเวลาอันควรหากผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งนั้นร้องขอ" เมื่อพิเคราะห์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับ ซึ่งให้เหตุผลในแต่ละฉบับเพียงว่า ข้อ 1 "การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการถูกต้องและชอบแล้ว"ข้อ 2 "กรณีเบี้ยปรับผู้อุทธรณ์มีเหตุอันควรผ่อนผัน จึงพิจารณาลดเบี้ยปรับให้คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย" บางฉบับให้เหตุผลว่าลดให้คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 40 ก็มี ส่วนข้อ 3 "เงินเพิ่มตามการประเมินเป็นเงินเพิ่มเติมมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากรจึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้" บางฉบับให้เหตุผลว่า "เงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากรจึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้"จะเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นคำวินิจฉัยที่ทำเป็นหนังสือจึงต้องทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37คือจะต้องให้เหตุผลไว้ด้วย ทั้งเหตุผลในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ เหตุผลในข้อกฎหมายที่อ้างอิง และเหตุผลในข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ แต่ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ปรากฏเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผล ตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) ที่ว่าเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะออกคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือโดยไม่ระบุเหตุผลไว้ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา 37 โดยแจ้งชัดย่อมเป็นการไม่ชอบแม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 34 จะบัญญัติว่า "คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์" ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติวิธีการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับเรื่องภาษีอากรไว้โดยเฉพาะว่าให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์เท่านั้น โดยมิได้บังคับว่าต้องให้เหตุผลไว้ก็ตาม แต่เมื่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 วางหลักเกณฑ์ในการออกคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือว่าต้องมีเหตุผลแล้ว หากมีบทกฎหมายใดที่บัญญัติถึงวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองซึ่งรวมถึงบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรมาตรา 34 ด้วยจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 3 ด้วย เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้เมื่อคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพ.ศ. 2539 มาตรา 37 ต้องให้เหตุผลไว้ด้วย แต่คำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 34 เพียงแต่ให้ทำเป็นหนังสือโดยมิได้ระบุว่าต้องให้เหตุผลจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 34 ซึ่งเป็นบทกฎหมายเฉพาะแต่มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่แล้ว ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องใช้หลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แทนที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 34
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 3 ม. 5 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอช.ที.สตีลวอร์ค จำกัด
จำเลย — สรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2747/2546
#50895
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 แต่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม2540 ดังนั้น หนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับจึงเป็นหนังสือที่ออกก่อนพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มีผลใช้บังคับจึงไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับที่จะต้องกระทำการตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ

ส่วนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งเป็นเวลาที่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯใช้บังคับแล้วนั้น คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งมีผลในอันที่จะก่อนนิติสัมพันธ์ขึ้น และมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลระหว่างจำเลยกับโจทก์โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระภาษีอากรคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับจึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามความหมายในคำนิยามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ทำเป็นหนังสือจึงต้องทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 37 คือจะต้องให้เหตุผลไว้ด้วยแต่ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ปรากฏเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนดอีกทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคสาม(2) ที่ว่าเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะออกคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือโดยไม่ระบุเหตุผลไว้ แม้ ประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 34 จะบัญญัติวิธีการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับเรื่องภาษีอากรไว้โดยเฉพาะว่าให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์เท่านั้น โดยมิได้บังคับว่าต้องให้เหตุผลไว้ก็ตาม แต่เมื่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 37 วางหลักเกณฑ์ในการออกคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือว่าต้องมีเหตุผลแล้ว หากมีบทกฎหมายใดที่บัญญัติถึงวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองซึ่งรวมถึงบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 34จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯมาตรา 3 ด้วย เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะแล้วและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เมื่อคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 37 ต้องให้เหตุผลไว้ด้วย แต่คำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 34 เพียงแต่ให้ทำเป็นหนังสือโดยมิได้ระบุว่าต้องให้เหตุผล จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรฯมาตรา 34 ซึ่งเป็นบทกฎหมายเฉพาะแต่มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 37 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่แล้ว ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องใช้หลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ แทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งเลขที่ 2747/2/100099 ถึง 2747/2/100100 และเลขที่ 2747/5/102287 ถึงเลขที่ 2747/5/102293 รวม 9 ฉบับ ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 1 (อธ. 3)/422/2542 ถึงเลขที่ สภ. 1 (อธ. 3)/430/2542 รวม 9 ฉบับ ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ

จำเลยให้การว่า จากการตรวจสอบหลักฐานเอกสารของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 พบว่าโจทก์นำรายจ่ายค่าต่อเติมอาคาร 6,605,727.19 บาท ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนมาหักเป็นรายจ่ายอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรีนอกจากนั้นโจทก์ยังหักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรจำนวน 136,808.98 บาท หมดในปีเดียวซึ่งตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 กำหนดให้หักค่าเสื่อมราคาได้เพียง 5,302.94 บาท เท่านั้น และโจทก์มีรายได้จากการขายสินค้า 14,009,654.96 บาทรายได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 867,517.05 บาท ซึ่งโจทก์มิได้นำมาลงเป็นรายได้ไว้ในบัญชีในการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 50 นั้นด้วย เจ้าพนักงานประเมินจึงนำเงินดังกล่าวทั้งหมดมาบวกกลับเป็นรายได้ของโจทก์แล้วคิดคำนวณเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย เจ้าพนักงานประเมินพบว่าโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528 แต่โจทก์ไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายในค่าบริการรักษาความปลอดภัย ค่าตรวจสอบสินค้า ค่าจ้างทำของ ค่าเช่าอาคาร รวมเป็นเงิน 16,241.71 บาท โจทก์จึงต้องรับผิดตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล หัก ณ ที่จ่าย ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบยอดขายสินค้า ใบกำกับภาษี รายงานภาษี และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องในการลงบัญชีเปรียบเทียบกับแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร ภ.พ.30 ที่ยื่นไว้ในแต่ละเดือน ปรากฏว่าโจทก์มีรายการมูลค่าสินค้าออกขายจากบัญชีในแต่ละเดือนนั้นขาดไปและมูลค่าซื้อสินค้าเกินไปจึงได้ปรับปรุงรายการใหม่ ซึ่งโจทก์ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลยเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลาง จึงนำพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาใช้กับคำสั่งของจำเลยไม่ได้ จำเลยจึงไม่จำเป็นต้องแจ้งรายละเอียดไว้ในหนังสือแจ้งการประเมินและในคำวินิจฉัยอุทธรณ์ นอกจากนี้ตามคำฟ้องก็แสดงว่าโจทก์ได้ทราบเหตุผลในการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินอยู่แล้ว กรณีไม่มีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้ยื่นแบบภ.ง.ด. 50 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกสั่งให้โจทก์นำบัญชีเอกสารและหลักฐานทั้งหมดไปตรวจสอบ โจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสาวชุติมา บุญยเวช และนางอรพินธรรมเที่ยง ซึ่งเป็นผู้รู้เรื่องเกี่ยวกับกิจการและเรื่องภาษีอากรของโจทก์เป็นอย่างดี เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในฐานะผู้ให้ถ้อยคำและหรือส่งมอบบัญชีเอกสารหลักฐานตลอดจนตอบข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้แก่เจ้าพนักงานผู้ซักถามรวมทั้งการให้ความยินยอมรับผิดภาษีอากรหรือปฏิเสธความรับผิดดังกล่าว กับทั้งให้มีอำนาจในการรับหมายเรียก หนังสือเตือน หนังสือแจ้งการประเมินหรือคำสั่งให้ชำระและหรือนำส่งภาษีอากร การยื่นคำร้องขอลดหรืองดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม การรับบัญชีเอกสารคืนตลอดจนการอื่นใดที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบภาษีอากรแทนโจทก์ได้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 204 นางสาวชุติมาผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ไปให้ถ้อยคำและส่งมอบเอกสารต่าง ๆ ต่อเจ้าพนักงานของจำเลยแล้วตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 201ถึง 203 ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 เจ้าพนักงานประเมินจึงมีหนังสือถึงโจทก์ 9 ฉบับ เป็นหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ฉบับ หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล หัก ณ ที่จ่าย 1 ฉบับ หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 ฉบับ รวมเป็นเงิน 19,563,300.99 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 3 ถึง 11 โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง วันที่ 16 สิงหาคม 2538 โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วจึงทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์รวม 9 ฉบับ ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 ส่งให้โจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับตามฟ้องชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 หรือไม่ สำหรับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับปรากฏว่าทุกฉบับลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 แต่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2540 ดังนั้น หนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับจึงเป็นหนังสือที่ออกก่อนพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มีผลใช้บังคับจึงไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับที่จะต้องกระทำการตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่มีเหตุผลดังที่ระบุไว้ในมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แล้วพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับปรากฏว่าลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งเป็นเวลาที่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ใช้บังคับแล้วจึงต้องพิจารณาก่อนว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ให้คำนิยาม "คำสั่งทางปกครอง"หมายความว่า 1) การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อเปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียนแต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ 2) การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง เห็นว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับ เป็นคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งมีผลในอันที่จะก่อนิติสัมพันธ์ขึ้นและมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลระหว่างจำเลยกับโจทก์ โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระภาษีอากร คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับจึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามความหมายในคำนิยามดังกล่าวมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 หรือไม่ ซึ่งมาตรา 37 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วยและเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย 1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ 2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง 3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" นอกจากนี้ในวรรคสามยังบัญญัติว่า "บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับกรณีดังต่อไปนี้ 1) เป็นกรณีที่มีผลตรงตามคำขอและไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น2) เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก 3) เป็นกรณีที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับตามมาตรา 32 4) เป็นการออกคำสั่งทางปกครองด้วยวาจาหรือเป็นกรณีเร่งด่วนแต่ต้องให้เหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรในเวลาอันควรหากผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งนั้นร้องขอ"เมื่อพิเคราะห์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับ ซึ่งให้เหตุผลในแต่ละฉบับเพียงว่า ข้อ 1 "การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการถูกต้องและชอบแล้ว" ข้อ 2 "กรณีเบี้ยปรับผู้อุทธรณ์มีเหตุอันควรผ่อนผัน จึงพิจารณาลดเบี้ยปรับให้คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย" บางฉบับให้เหตุผลว่าลดให้คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 40 ก็มี ส่วนข้อ 3 "เงินเพิ่มตามการประเมินเป็นเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากรจึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้" บางฉบับให้เหตุผลว่า "เงินเพิ่มตามการประเมินเป็นเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากรจึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้" จะเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นคำวินิจฉัยที่ทำเป็นหนังสือจึงต้องทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 คือจะต้องให้เหตุผลไว้ด้วย ทั้งเหตุผลในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ เหตุผลในข้อกฎหมายที่อ้างอิง และเหตุผลในข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ แต่ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ปรากฏเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) ที่ว่าเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะออกคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือโดยไม่ระบุเหตุผลไว้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา 37 โดยแจ้งชัดย่อมเป็นการไม่ชอบ แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 34จะบัญญัติว่า "คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์" ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติวิธีการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับเรื่องภาษีอากรไว้โดยเฉพาะว่าให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์เท่านั้น โดยมิได้บังคับว่าต้องให้เหตุผลไว้ก็ตาม แต่เมื่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 วางหลักเกณฑ์ในการออกคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือว่าต้องมีเหตุผลแล้ว หากมีบทกฎหมายใดที่บัญญัติถึงวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองซึ่งรวมถึงบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 34 ด้วยจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพ.ศ. 2539 มาตรา 3 ด้วย เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เมื่อคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539มาตรา 37 ต้องให้เหตุผลไว้ด้วย แต่คำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 34เพียงแต่ให้ทำเป็นหนังสือโดยมิได้ระบุว่าต้องให้เหตุผล จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 34 ซึ่งเป็นบทกฎหมายเฉพาะแต่มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่แล้ว ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องใช้หลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แทนที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 34
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 3 ม. 5 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอช.ที.สตีลเวอร์ค จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2747/2546
#110898
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับ ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 แต่ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2540 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับออกก่อน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ มีผลใช้บังคับ จึงไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับที่จะต้องกระทำการตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับเป็นคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายและเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งมีผลในอันที่จะก่อนิติสัมพันธ์ขึ้น และมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลระหว่างจำเลยกับโจทก์โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระภาษีอากร คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับจึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามความหมายของ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ มาตรา 5

เมื่อ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ มาตรา 37 วางหลักเกณฑ์ในการออกคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือว่าต้องมีเหตุผลแล้ว หากมีบทกฎหมายใดที่บัญญัติถึงวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองก็จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กำหนดใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ มาตรา 3 ด้วย เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ

เมื่อคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ มาตรา 37 ต้องให้เหตุผลไว้ด้วย แต่คำวินิจฉัยอุทธรณ์ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 34 เพียงแต่ให้ทำเป็นหนังสือโดยมิได้ระบุว่าต้องให้เหตุผล เป็นกรณีบทบัญญัติตาม ป. รัษฎากร มาตรา 34 ซึ่งเป็นบทกฎหมายเฉพาะมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ มาตรา 37 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่แล้ว จึงต้องใช้หลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ แทน

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับไม่ปรากฏเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ มาตรา 37 วรรคสาม (2) คำวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินรวม ๙ ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์รวม ๙ ฉบับ ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ

จำเลยให้การว่า โจทก์ต้องรับผิดตามหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าว อีกทั้งไม่มีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. ๕๐ รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๕ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๕ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกสั่งให้โจทก์นำบัญชีเอกสารและหลักฐานทั้งหมดไปตรวจสอบ นางสาวชุติมาผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ไปให้ถ้อยคำและส่งมอบเอกสารต่าง ๆ ต่อเจ้าพนักงานของจำเลยแล้ว ต่อมาวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๓๘ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีหนังสือถึงโจทก์ ๙ ฉบับ เป็นหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ๑ ฉบับ หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล หัก ณ ที่จ่าย ๑ ฉบับ หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ๗ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๑๙,๕๖๓,๓๐๐.๙๙ บาท โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๘ โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วจึงทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์รวม ๙ ฉบับ ลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ส่งให้โจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับตามฟ้องชอบด้วย พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๗ หรือไม่ สำหรับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับปรากฏว่าทุกฉบับลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๓๘ แต่ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ดังนั้น หนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับจึงเป็นหนังสือที่ออกก่อน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มีผลใช้บังคับจึงไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับที่จะต้องกระทำการตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่มีเหตุผลดังที่ระบุไว้ในมาตรา ๓๗ แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แล้วพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

ส่วนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับปรากฏว่าลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นเวลาที่ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ใช้บังคับแล้วจึงต้องพิจารณาก่อนว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ ให้คำนิยาม "คำสั่งทางปกครอง" หมายความว่า ๑) การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ ๒) การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง เห็นว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับ เป็นคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งมีผลในอันที่จะก่อนิติสัมพันธ์ขึ้น และมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลระหว่างจำเลยกับโจทก์โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระภาษีอากร คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามความหมายในคำนิยามดังกล่าว

มีปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับชอบด้วย พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๗ หรือไม่ ซึ่งมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย ๑) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ๒) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ๓) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" นอกจากนี้ในวรรคสามยังบัญญัติว่า "บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับกรณีดังต่อไปนี้ ๑) เป็นกรณีที่มีผลตรงตามคำขอและไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น ๒) เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก ๓) เป็นกรณีที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับตามมาตรา ๓๒ ๔) เป็นการออกคำสั่งทางปกครองด้วยวาจาหรือเป็นกรณีเร่งด่วนแต่ต้องให้เหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรในเวลาอันควรหากผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งนั้นร้องขอ" เมื่อพิเคราะห์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับ ซึ่งให้เหตุผลในแต่ละฉบับเพียงว่า ข้อ ๑ "การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการถูกต้องและชอบแล้ว" ข้อ ๒ " กรณีเบี้ยปรับผู้อุทธรณ์มีเหตุอันควรผ่อนผัน จึงพิจารณาลดเบี้ยปรับให้คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ ๕๐ ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย" บางฉบับให้เหตุผลว่าลดให้คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ ๔๐ ก็มี ส่วนข้อ ๓ "เงินเพิ่มตามการประเมินเป็นเงินเพิ่มตามมาตรา ๒๗ แห่ง ป. รัษฎากร จึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้" บางฉบับให้เหตุผลว่า "เงินเพิ่มตามการประเมินเป็นเงินเพิ่มตามมาตรา ๘๙/๑ แห่ง ป. รัษฎากร จึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้" จะเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นคำวินิจฉัยที่ทำเป็นหนังสือจึงต้องทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๗ คือจะต้องให้เหตุผลไว้ด้วย ทั้งเหตุผลในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ เหตุผลในข้อกฎหมายที่อ้างอิง และเหตุผลในข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ แต่ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ปรากฏเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา ๓๗ วรรคสาม (๒) ที่ว่าเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะออกคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือโดยไม่ระบุเหตุผลไว้ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา ๓๗ โดยแจ้งชัดย่อมเป็นการไม่ชอบ แม้ ป. รัษฎากร มาตรา ๓๔ จะบัญญัติว่า "คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๙ หรือมาตรา ๓๐ ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์" ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติวิธีการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับเรื่องภาษีอากรไว้โดยเฉพาะว่าให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์เท่านั้น โดยมิได้บังคับว่าต้องให้เหตุผลไว้ก็ตาม แต่เมื่อ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๗ วางหลักเกณฑ์ในการออกคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือว่าต้องมีเหตุผลแล้ว หากมีบทกฎหมายใดที่บัญญัติถึงวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองซึ่งรวมถึงบทบัญญัติตาม ป. รัษฎากร มาตรา ๓๔ ด้วยจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กำหนดใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓ ด้วย เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เมื่อคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๗ ต้องให้เหตุผลไว้ด้วย แต่คำวินิจฉัยอุทธรณ์ตาม ป. รัษฎากร มาตรา ๓๔ เพียงแต่ให้ทำเป็นหนังสือโดยมิได้ระบุว่าต้องให้เหตุผล จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติตาม ป. รัษฎากร มาตรา ๓๔ ซึ่งเป็นบทกฎหมายเฉพาะแต่มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๗ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่แล้ว ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องใช้หลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แทน ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเก้าฉบับไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๗ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้งเก้าฉบับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 34
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 2 ม. 3 ม. 5 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอช . ที . สตีลเวอร์ค จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2744/2546
#49896
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทที่เช่าจากโจทก์ ต่อมาที่ดินพิพาทใต้อาคารบ้านที่จำเลยปลูกสร้างถูกน้ำกัดเซาะเป็นเหตุให้ตลิ่งพังทลายลงสู่แม่น้ำ ที่ดินพิพาทกลายสภาพเป็นที่ชายตลิ่งโดยที่จำเลยยังคงทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ตลอดมาซึ่งโจทก์ก็ยังคงสงวนสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เป็นค่าเช่าที่ดินพิพาทอยู่ มิได้ปล่อยทิ้งให้เป็นที่ชายตลิ่งที่ประชาชนทั่วไปจะเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) เมื่อสัญญาเช่าที่ดินพิพาทสิ้นสุดลงและล่วงเลยเวลาที่โจทก์ผ่อนผันให้จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์อีกต่อไป โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมนายคทาวุทธ อินทรทูต บิดาโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5319 ตำบลบางสีเมือง (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นตำบลบางศรีเมือง) อำเภอตลาดขวัญ(อำเภอเมืองนนทบุรี) จังหวัดนนทบุรี ได้ให้จำเลยทั้งสองเช่าตั้งแต่ปี 2514 ต่อมานายคทาวุทธถึงแก่กรรม สัญญาเช่าสิ้นสุดลง โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ให้เช่าต่อมาจึงให้ทนายความบอกเลิกสัญญาเช่า จำเลยทั้งสองตกลงจะออกจากที่เช่าภายในเดือนเมษายน 2531 หากผิดข้อตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยทั้งสองผิดข้อตกลง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดิน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าจำนวน 18,000 บาทและค่าเสียหายจำนวน 54,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ6,000 บาท จนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่เช่า

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้อง โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีและไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยทั้งสองปลูกบ้านในที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยทั้งสองทำหลักฐานการเช่ากับโจทก์เนื่องจากสำคัญผิดในสาระสำคัญว่าได้ปลูกบ้านในที่ดินโจทก์ ฟ้องโจทก์ในส่วนเรียกค่าเช่าค้างส่งขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกนายอำนวย นุชหมอน ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นส่งหมายเรียกให้แก่นายอำนวยทราบโดยชอบแล้ว นายอำนวยไม่ยื่นคำคัดค้านถือว่าไม่ติดใจคัดค้านศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งแต่งตั้งนายอำนวยเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการไม่ชอบ เนื่องจากเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะพิจารณาและมีคำสั่งดังกล่าว อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นเสีย เมื่อปรากฏว่านายอำนวยได้รับหมายเรียกให้เข้ามาเป็นคู่ความแทนโดยชอบและไม่ยื่นคำคัดค้านถือว่านายอำนวยไม่ติดใจคัดค้าน จึงมีคำสั่งแต่งตั้งให้นายอำนวย นุชหมอน เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 5319 ตำบลบางศรีเมือง อำเภอตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 18 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน เอกสารหมาย จ.21 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองให้ออกจากที่ดินพิพาทและมีสิทธิเรียกค่าเช่าและค่าเสียหายได้หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองปลูกบ้านในที่ดินพิพาทที่เช่าจากโจทก์ มิใช่ปลูกในที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่อย่างใดนั้น นอกจากตัวโจทก์จะเบิกความยืนยันว่าจำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.1 แล้ว หม่อมราชวงศ์หญิงระย้าทิพย์ อินทรทูต มารดาโจทก์ยังเบิกความสนับสนุนว่า พยานเป็นภรรยานายคธาวุทธ อินทรทูต ที่ดินพิพาทนายคธาวุทธได้รับมรดกมาจากบิดา พยานเป็นผู้ทำสัญญาให้เช่าที่ดินพิพาท 10 ราย รวมทั้งจำเลยทั้งสองด้วย ตั้งแต่ปี 2514 เป็นต้นมา โดยคิดค่าเช่าอัตราตารางวาละ 2 บาท ต่อมาคิดค่าเช่าจากจำเลยทั้งสองอัตราตารางวาละ 5 บาท นายคธาวุทธโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และมีการทำสัญญาเช่าฉบับสุดท้ายกับจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.1 เห็นว่าโจทก์มีสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งจำเลยทั้งสองเบิกความยอมรับว่าลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.1 จริงเป็นพยานหลักฐาน และแม้จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวโดยไม่ทราบว่าเป็นสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองซักถามและทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า ตนเองกับพวกไปที่สำนักงานทนายความโจทก์ตามหนังสือของทนายความโจทก์ที่มีมาถึง ทนายความโจทก์นำเอกสารหมาย จ.1 มาให้ตนเองลงลายมือชื่อโดยบอกว่าหากลงลายมือชื่อแล้วก็จะอยู่ที่บ้านได้ไม่ถูกขับไล่แล้วจำเลยที่ 1 ยังนำสัญญาที่ตนลงลายมือชื่อแล้วดังกล่าวกลับมาให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อที่บ้านอีกด้วย จากนั้นจึงนำสัญญาดังกล่าวไปคืนทนายความโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับเช่นเดียวกันว่า สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อแล้วนำมาจากสำนักงานทนายความโจทก์ให้ตนลงลายมือชื่อโดยบอกว่าลงลายมือชื่อแล้วจะได้อยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าลงลายมือชื่อไปโดยไม่รู้ว่าเป็นสัญญาเช่าเพราะอ่านหนังสือไม่ออกก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองก็ทราบว่าการลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวทำให้จำเลยทั้งสองจะได้อยู่ในที่ดินพิพาทต่อไปไม่ถูกขับไล่ เหมือนดังเช่นที่จำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2514 แล้วจึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.1 โดยไม่ทราบว่าเป็นสัญญาเช่าที่ดินพิพาท ฉะนั้น พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเช่าที่ดินพิพาทจากบิดาโจทก์มาตั้งแต่ปี 2514 ซึ่งขณะนั้นที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของบิดาโจทก์ โดยเช่ากันครั้งละ 3 ปี อัตราค่าเช่าตารางวาละ 2 บาทต่อเดือนและต่อมาเพิ่มขึ้นเป็นอัตราค่าเช่าตารางวาละ 5 บาทต่อเดือน เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสองก็เช่าที่ดินพิพาทต่อมาอีก ครั้นเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าครั้งสุดท้ายตามเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองเช่าที่ดินพิพาทอีกต่อไป จำเลยที่ 1 ยินยอมทำบันทึกข้อตกลงพร้อมผู้เช่าที่ดินของโจทก์รายอื่นว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทภายในเดือนเมษายน 2531 หากครบกำหนดแล้วยังไม่ออกไปก็ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์อัตราเดือนละ 100 บาทต่อ 1 ตารางวา ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.5 และ จ.15 ถึง จ.19 เช่นนี้พยานหลักฐานของโจทก์แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสองยอมรับว่าปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทที่เช่าจากโจทก์และยินยอมรับรองสิทธิของโจทก์ที่จำเลยทั้งสองต้องออกไปจากที่ดินพิพาทเมื่อสิ้นสุดเวลาที่โจทก์ได้ผ่อนผัน นอกจากนี้การที่ทางราชการออกหมายเลขที่บ้านให้แก่จำเลยทั้งสองแสดงให้เห็นว่าผู้แจ้งต่อทางราชการว่าบ้านที่ปลูกและขอเลขที่บ้านนั้นอยู่ในที่ดินพิพาทที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิการเช่าจากโจทก์นั่นเองหากมีการแจ้งว่าปลูกบ้านในที่ชายตลิ่งซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ทางราชการจะไม่ออกหมายเลขที่บ้านให้แก่จำเลยทั้งสอง อีกทั้งตามสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่5319 เอกสารหมาย จ.21 ออกให้ตั้งแต่ปี 2461 โดยมีการทำแผนที่โฉนดที่ดินและลงหลักเขตที่ดินไว้ด้วย แต่เพราะแนวเขตที่ดินด้านติดแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองบางสีทองถูกน้ำเซาะตลิ่งตลอดมาเป็นเวลานาน จึงทำให้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นตลิ่งอยู่ใต้บ้านจำเลยทั้งสองถูกน้ำเซาะพังทลายลงสู่ท้องน้ำและหลักเขตที่ดินหลุดหายไปเป็นเหตุให้ไม่ปรากฏหลักเขตที่ดินให้เห็นได้ในปัจจุบัน ซึ่งสภาพการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในภายหลังจนทำให้ที่ดินพิพาทใต้บ้านที่จำเลยทั้งสองปลูกสร้างกลายสภาพเป็นที่ชายตลิ่งโดยที่จำเลยทั้งสองยังคงครอบครองบ้านดังกล่าวนั้นอยู่โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าที่ดินพิพาทที่ทำไว้กับโจทก์เช่นนี้ จึงหาทำให้ที่ชายตลิ่งที่จำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านดังกล่าวตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่จำเลยทั้งสองแสดงหลักฐานว่าถูกกรมเจ้าท่าลงโทษปรับฐานสร้างสิ่งรุกล้ำลำน้ำโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2469 มาตรา 117 และ 118แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2535มาตรา 23 และมาตรา 25 ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.4 และ ล.5 จำเลยทั้งสองจึงมิได้ปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาท หากแต่ปลูกอยู่ในที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองถูกกรมเจ้าท่าลงโทษปรับตามหลักฐานใบเสร็จรับเงินดังกล่าว น่าจะเกิดจากการก่อสร้างสิ่งอื่นเพิ่มเติมรุกล้ำลำน้ำขึ้นในภายหลังมิใช่อาคารบ้านของจำเลยทั้งสองที่มีอยู่แต่เดิมดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า เดิมหน้าบ้านทำโป๊ะไว้สำหรับจอดเรือขึ้นลง แต่เมื่อ 2 ถึง 3 ปีมานี้ กรมเจ้าท่ามีคำสั่งให้สร้างสะพานไม้ที่หน้าบ้านและตามภาพถ่ายบ้านของจำเลยทั้งสองหมาย ล.1 ภาพที่ 1 โป๊ะดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความถูกรื้อถอนไม่ปรากฏให้เห็นแล้ว เพราะหากบ้านของจำเลยทั้งสองปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำบริเวณที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังที่กล่าวอ้างแล้วนอกจากจะถูกปรับแล้วจำเลยทั้งสองจะต้องรื้อถอนอาคารบ้านหลังดังกล่าวออกจากที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินด้วยเหมือนดังเช่นโป๊ะที่ถูกรื้อถอนไปแล้วเช่นกัน ทั้งการที่กรมเจ้าท่าลงโทษปรับจำเลยทั้งสองเพียง 500 บาทก็แสดงว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดรุกล้ำลำน้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเพราะตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 118 กำหนดโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดที่ปลูกรุกล้ำในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละ 500 บาท แต่ไม่เกินตารางเมตรละ 10,000 บาท หากเป็นอาคารบ้านของจำเลยทั้งสองที่ปลูกรุกล้ำที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจริงพื้นที่ของอาคารบ้านของจำเลยทั้งสองดังกล่าวย่อมต้องมากกว่าหนึ่งตารางเมตร ค่าปรับดังกล่าวย่อมต้องสูงมากกว่า 500 บาทแน่นอน ฉะนั้น จึงสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1เบิกความว่ามีการสร้างโป๊ะสำหรับจอดเรือขึ้นลงและรื้อถอนแล้ว มิใช่บ้านทั้งหลังของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองปลูกบ้านในที่ดินพิพาทที่เช่าจากโจทก์ ต่อมาภายหลังที่ดินพิพาทใต้อาคารบ้านที่จำเลยทั้งสองปลูกสร้างถูกน้ำกัดเซาะเป็นเหตุให้ตลิ่งพังทลายลงสู่ท้องน้ำ ทำให้ที่ดินพิพาทกลายสภาพเป็นที่ชายตลิ่งโดยที่จำเลยทั้งสองยังคงทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ตลอดมาและโจทก์ยังคงสงวนสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เป็นค่าเช่าจากที่ดินพิพาทนั้นอยู่ มิได้ปล่อยทิ้งให้เป็นที่ชายตลิ่งที่ประชาชนทั่วไปจะเข้ามาใช้ประโยชน์รวมกันได้แต่อย่างใด ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงมิได้เป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2)เมื่อสัญญาเช่าที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.1 สิ้นสุดลงและล่วงเลยกำหนดเวลาที่โจทก์ผ่อนผันให้จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินพิพาทได้ตามเอกสารหมาย จ.5 จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์อีกต่อไป โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเช่าและค่าเสียหายได้หรือไม่เพียงใด ปัญหาข้อนี้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยใหม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองสิ้นสุดลงแล้ว แต่จำเลยทั้งสองยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมาแม้โจทก์ไม่อาจเรียกค่าเช่าหลังจากสัญญาเช่าที่ดินพิพาทสิ้นสุดลงแล้วได้ แต่การที่จำเลยทั้งสองยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ตลอดมาโดยไม่มีสิทธิเช่นนี้ เห็นได้ว่า โจทก์ย่อมต้องได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสอง โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้ สำหรับค่าเสียหายส่วนนี้ได้ความว่าจำเลยที่ 1 รวมทั้งผู้เช่าที่ดินรายอื่น ๆ อีกหลายรายทำบันทึกข้อตกลงว่า หากครบกำหนดตามบันทึกข้อตกลงแล้วยังไม่ออกไปจากที่ดินพิพาทยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 6,000 บาท การที่ตกลงกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ไว้ล่วงหน้า จึงมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และเบี้ยปรับจำนวนดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์ถึงบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 2 และข้อ 3 แล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าสูงเกินส่วนสมควรลดลงตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 โดยกำหนดให้ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 18,000 บาท และภายหลังวันฟ้องอีกเดือนละ 300 บาท"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่เช่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 18,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 300 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่เช่าให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 1304
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พงศ์พินิจ อินทรทูต
จำเลย — นาง อิม นุชหมอน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2744/2546
#50830
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทที่เช่าจากโจทก์ ต่อมาที่ดินพิพาทใต้บ้านถูกน้ำกัดเซาะเป็นเหตุให้ตลิ่งพังทลายลงสู่แม่น้ำกลายสภาพเป็นที่ชายตลิ่งโดยที่จำเลยยังคงทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ตลอดมาและโจทก์ยังคงสงวนสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เป็นค่าเช่าที่ดินพิพาทอยู่ มิได้ปล่อยทิ้งให้เป็นที่ชายตลิ่งที่ประชาชนทั่วไปจะเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304(2) เมื่อสัญญาเช่าที่ดินพิพาทสิ้นสุดลงจำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์อีกต่อไป โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมนายคทาวุธ อินทรทูต บิดาโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่5319 ได้ให้จำเลยทั้งสองเช่าตั้งแต่ปี 2514 อัตราตารางวาละ 2 บาทต่อเดือน เป็นเนื้อที่60 ตารางวา โดยมีการทำหลักฐานการเช่าฉบับสุดท้ายเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2527มีกำหนด 3 ปี คิดค่าเช่าอัตราตารางวาละ 5 บาท ต่อเดือน วันที่ 29 กันยายน 2529นายคทาวุธถึงแก่กรรมและต่อมาวันที่ 11 พฤษภาคม 2530 สัญญาเช่าสิ้นสุด โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ให้เช่าต่อมาจึงให้ทนายความบอกเลิกสัญญาเช่า จำเลยทั้งสองตกลงจะออกจากที่เช่าภายในเดือนเมษายน 2531 หากผิดข้อตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายอัตราตารางวาละ 100 บาท ต่อเดือนหรือเดือนละ 6,000 บาท ให้แก่โจทก์แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยทั้งสองผิดข้อตกลง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดิน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าจำนวน 18,000 บาท และค่าเสียหายจำนวน 54,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 6,000 บาทจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่เช่า

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้องโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีและไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยทั้งสองปลูกบ้านในที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยทั้งสองทำหลักฐานการเช่ากับโจทก์เนื่องจากสำคัญผิดในสาระสำคัญว่าได้ปลูกบ้านในที่ดินโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกนายอำนวย นุชหมอน ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นส่งหมายเรียกให้แก่นายอำนวยทราบโดยชอบแล้ว นายอำนวยไม่ยื่นคำคัดค้าน ถือว่าไม่ติดใจคัดค้านศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งแต่งตั้งนายอำนวยเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 อันเป็นการไม่ชอบ เนื่องจากเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะพิจารณาและมีคำสั่งดังกล่าว อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ศาลฎีกาจึงให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นเสีย เมื่อปรากฏว่านายอำนวยได้รับหมายเรียกให้เข้ามาเป็นคู่ความแทนโดยชอบและไม่ยื่นคำคัดค้านถือว่านายอำนวยไม่ติดใจคัดค้าน ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งแต่งตั้งให้นายอำนวย นุชหมอน เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 5319 ตำบลบางศรีเมืองอำเภอตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 18 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.21 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองให้ออกจากที่ดินพิพาทและมีสิทธิเรียกค่าเช่าและค่าเสียหายได้หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่าจำเลยทั้งสองปลูกบ้านในที่ดินพิพาทที่เช่าจากโจทก์ มิใช่ปลูกในที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่อย่างใดนั้น นอกจากตัวโจทก์จะเบิกความยืนยันว่าจำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.1 แล้ว หม่อมราชวงศ์หญิงระย้าทิพย์ อินทรทูต มารดาโจทก์ยังเบิกความสนับสนุนว่า พยานเป็นภรรยานายคทาวุธ อินทรทูต ที่ดินพิพาทนายคทาวุธได้รับมรดกมาจากบิดาพยานเป็นผู้ทำสัญญาให้เช่าที่ดินพิพาท 10 ราย รวมทั้งจำเลยทั้งสองด้วย ตั้งแต่ปี 2514 เป็นต้นมา โดยคิดค่าเช่าอัตราตารางวาละ 2 บาท ต่อมาคิดค่าเช่าจากจำเลยทั้งสองอัตราตารางวาละ 5 บาท นายคทาวุธโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และมีการทำสัญญาเช่าฉบับสุดท้ายกับจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.1 เห็นว่าโจทก์มีสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งจำเลยทั้งสองเบิกความยอมรับว่าลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.1 จริงเป็นพยานหลักฐานและแม้จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวโดยไม่ทราบว่าเป็นสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1ก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองซักถามและทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า ตนเองกับพวกไปที่สำนักงานทนายความโจทก์ตามหนังสือของทนายความโจทก์ที่มีมาถึงทนายความโจทก์นำเอกสารหมาย จ.1 มาให้ตนลงลายมือชื่อโดยบอกว่าหากลงลายมือชื่อแล้วก็จะอยู่ที่บ้านได้ไม่ถูกขับไล่ แล้วจำเลยที่ 1 ยังนำสัญญาที่ตนลงลายมือชื่อแล้วดังกล่าวกลับมาให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อที่บ้านอีกด้วย จากนั้นจึงนำสัญญาดังกล่าวไปคืนทนายความโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับเช่นเดียวกันว่า สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อแล้วนำมาจากสำนักงานทนายความโจทก์ให้ตนลงลายมือชื่อโดยบอกว่าลงลายมือชื่อแล้วจะได้อยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าลงลายมือชื่อไปโดยไม่รู้ว่าเป็นสัญญาเช่าเพราะอ่านหนังสือไม่ออกก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองก็ทราบว่าการลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวทำให้จำเลยทั้งสองจะได้อยู่ในที่ดินพิพาทต่อไปไม่ถูกขับไล่ เหมือนดังเช่นที่จำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2514 แล้ว จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.1 โดยไม่ทราบว่าเป็นสัญญาเช่าที่ดินพิพาทฉะนั้น พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเช่าที่ดินพิพาทจากบิดาโจทก์มาตั้งแต่ปี 2514 ซึ่งขณะนั้นที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของบิดาโจทก์โดยเช่ากันครั้งละ 3 ปี อัตราค่าเช่าตารางวาละ 2 บาทต่อเดือน และต่อมาเพิ่มขึ้นเป็นอัตราค่าเช่าตารางวาละ 5 บาทต่อเดือน เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์จำเลยทั้งสองก็เช่าที่ดินพิพาทต่อมาอีกครั้นเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าครั้งสุดท้ายตามเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองเช่าที่ดินพิพาทอีกต่อไป จำเลยที่ 1 ยินยอมทำบันทึกข้อตกลงพร้อมผู้เช่าที่ดินของโจทก์รายอื่นว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทภายในเดือนเมษายน 2531 หากครบกำหนดแล้วยังไม่ออกไปก็ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์อัตราเดือนละ 100 บาท ต่อ 1 ตารางวา ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.5 และ จ.15 ถึง จ.19 เช่นนี้ พยานหลักฐานของโจทก์แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสองยอมรับว่าปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทที่เช่าจากโจทก์และยินยอมรับรองสิทธิของโจทก์ที่จำเลยทั้งสองต้องออกไปจากที่ดินพิพาทเมื่อสิ้นสุดเวลาที่โจทก์ได้ผ่อนผัน นอกจากนี้การที่ทางราชการออกหมายเลขที่บ้านให้แก่จำเลยทั้งสองแสดงให้เห็นว่าผู้แจ้งต่อราชการว่าบ้านที่ปลูกและขอเลขที่บ้านอยู่ในที่ดินพิพาทที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิการเช่าจากโจทก์นั่นเอง หากมีการแจ้งว่าปลูกบ้านในที่ชายตลิ่งซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ทางราชการจะไม่ออกหมายเลขที่บ้านให้แก่จำเลยทั้งสองอีกทั้งตามสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 5319 เอกสารหมาย จ.21 ออกให้ตั้งแต่ปี 2461โดยมีการทำแผนที่โฉนดที่ดินและลงหลักเขตที่ดินไว้ด้วย แต่เพราะแนวเขตที่ดินด้านติดแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองบางสีทองถูกน้ำเซาะตลิ่งตลอดมาเป็นเวลานาน จึงทำให้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นตลิ่งอยู่ใต้บ้านจำเลยทั้งสองถูกน้ำเซาะพังทลายลงสู่ท้องน้ำและหลักเขตที่ดินหลุดหายไปเป็นเหตุให้ไม่ปรากฏหลักเขตที่ดินให้เห็นได้ในปัจจุบันซึ่งสภาพการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในภายหลังจนทำให้ที่ดินพิพาทใต้บ้านที่จำเลยทั้งสองปลูกสร้างกลายสภาพเป็นที่ชายตลิ่งโดยที่จำเลยทั้งสองยังคงครอบครองบ้านดังกล่าวนั้นอยู่โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าที่ดินพิพาทที่ทำไว้กับโจทก์เช่นนี้ จึงหาทำให้ที่ชายตลิ่งที่จำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านดังกล่าวตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่จำเลยทั้งสองแสดงหลักฐานว่าถูกกรมเจ้าท่าลงโทษปรับฐานสร้างสิ่งรุกล้ำลำน้ำโดยมิได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยพ.ศ. 2469 มาตรา 117 และ 118 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2535 มาตรา 23 และมาตรา 25 ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.4 และ ล.5 จำเลยทั้งสองจึงมิได้ปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาท หากแต่ปลูกอยู่ในที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองถูกกรมเจ้าท่าลงโทษปรับตามหลักฐานใบเสร็จรับเงินดังกล่าว น่าจะเกิดจากการก่อสร้างสิ่งอื่นเพิ่มเติมรุกล้ำลำน้ำขึ้นในภายหลังมิใช่อาคารบ้านของจำเลยทั้งสองที่มีอยู่แต่เดิมดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า เดิมหน้าบ้านทำโป๊ะไว้สำหรับจอดเรือขึ้นลง แต่เมื่อ 2 ถึง3 ปี มานี้ กรมเจ้าท่ามีคำสั่งให้สร้างสะพานไม้ที่หน้าบ้านและตามภาพถ่ายบ้านของจำเลยทั้งสองหมาย ล.1 ภาพที่ 1 โป๊ะดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความถูกรื้อถอนไม่ปรากฏให้เห็นแล้ว เพราะหากบ้านของจำเลยทั้งสองปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำบริเวณที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังที่กล่าวอ้างแล้ว นอกจากจะถูกปรับแล้วจำเลยทั้งสองจะต้องรื้อถอนอาคารบ้านหลังดังกล่าวออกจากที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินด้วย เหมือนดังเช่นโป๊ะที่ถูกรื้อถอนไปแล้วเช่นกัน ทั้งการที่กรมเจ้าท่าลงโทษปรับจำเลยทั้งสองเพียง 500 บาท ก็แสดงว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดรุกล้ำลำน้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยพ.ศ. 2456 มาตรา 118 กำหนดโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดที่ปลูกรุกล้ำในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละ 500 บาท แต่ไม่เกินตารางเมตรละ 10,000บาท หากเป็นอาคารบ้านของจำเลยทั้งสองที่ปลูกรุกล้ำที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจริง พื้นที่ของอาคารบ้านของจำเลยทั้งสองดังกล่าวย่อมต้องมากกว่าหนึ่งตารางเมตร ค่าปรับดังกล่าวย่อมต้องสูงมากกว่า 500 บาท แน่นอน ฉะนั้น จึงสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่ามีการสร้างโป๊ะสำหรับจอดเรือขึ้นลงและรื้อถอนแล้ว มิใช่บ้านทั้งหลังของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองปลูกบ้านในที่ดินพิพาทที่เช่าจากโจทก์ ต่อมาภายหลังที่ดินพิพาทใต้อาคารบ้านที่จำเลยทั้งสองปลูกสร้างถูกน้ำกัดเซาะเป็นเหตุให้ตลิ่งพังทลายลงสู่ท้องน้ำทำให้ที่ดินพิพาทกลายสภาพเป็นที่ชายตลิ่งโดยที่จำเลยทั้งสองยังคงทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ตลอดมา และโจทก์ยังคงสงวนสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เป็นค่าเช่าจากที่ดินพิพาทนั้นอยู่ มิได้ปล่อยทิ้งให้เป็นที่ชายตลิ่งที่ประชาชนทั่วไปจะเข้ามาใช้ประโยชน์รวมกันได้แต่อย่างใด ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงมิได้เป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) เมื่อสัญญาเช่าที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.1 สิ้นสุดลงและล่วงเลยกำหนดเวลาที่โจทก์ผ่อนผันให้จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินพิพาทได้ตามเอกสารหมาย จ.5 จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์อีกต่อไป โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองได้ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่เช่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 18,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 300 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่เช่าให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 1304
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พงศ์พินิจ อินทรทูต
จำเลย — นาง อิม นุชหมอน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2742/2546
#50791
เปิดฉบับเต็ม

ข้อที่ว่ากันมาแล้วหรือมิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นข้อพิพาทในคดีเป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา แม้จำเลยจะได้ถามค้านพยานโจทก์ไว้โดยชัดแจ้ง แต่เมื่อไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ก็มิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าฟ้องโจทก์ไม่แจ้งชัดและเคลือบคลุมอย่างไร แต่กลับไปอ้างการนำสืบพยานของโจทก์ว่าไม่ถูกต้องไม่ตรงกับฟ้องมาเป็นเหตุทำให้ฟ้องเคลือบคลุม เมื่อข้อเท็จจริงที่นำมาอ้างโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงต้องห้ามอุทธรณ์ และการที่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การโดยแจ้งชัดว่าเอกสารท้ายฟ้องไม่ถูกต้องและเป็นเหตุให้ฟ้องโจทก์ไม่แจ้งชัดอย่างไร อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้กู้เงินไปจากโจทก์เป็นเงิน 500,000 บาทโดยยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ถ้าจำเลยผิดนัดค้างชำระดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี จำเลยยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยค้างชำระทบเข้าเป็นต้นเงินใหม่ในวันที่ค้างชำระดอกเบี้ยครบหนึ่งปีกรณีมีเหตุจำเป็นจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดไว้เมื่อใดก็ได้ แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดตามสัญญา โดยโจทก์ไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้า จำเลยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ดังกล่าว จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ 151,000 บาท เมื่อนำไปหักดอกเบี้ย ต้นเงินและเบี้ยประกันภัยแล้ว คงค้างเป็นต้นเงิน 479,976.46 บาท ดอกเบี้ย 161,890.31 บาทค้างชำระเบี้ยประกันภัยซึ่งโจทก์จ่ายแทนจำเลย 1,128 บาท รวมเป็นเงิน 642,994.77บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้โจทก์จำนวน 642,994.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 479,976.46 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้จนครบ

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโดยไม่บรรยายให้เห็นว่าจำนวนเงินที่นำมาฟ้องรวมถึงดอกเบี้ยโจทก์คิดมาจากไหน อย่างไร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 642,994.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.1 มีใจความว่า ตามหลักฐานเอกสารหมาย จ.15 ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ชำระค่าเบี้ยประกันภัยไปจริงหรือไม่โจทก์หักชำระค่าธรรมเนียมไม่ถูกต้อง โจทก์คิดดอกเบี้ยค้างชำระไม่ถูกต้อง และโจทก์หักชำระต้นเงินไม่ถูกต้อง โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้แจ้งชัดตามสภาพแห่งข้อหา ดังจะเห็นได้ว่าพยานโจทก์ไม่ทราบเรื่องอะไรและเบิกความตอบทนายความจำเลยได้อย่างเดียวว่าไม่ทราบ ฟ้องโจทก์จะต้องเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยมีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและสัญญากู้เป็นโมฆะหรือไม่เท่านั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าหนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้อง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าหนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้องข้อพิจารณาว่าเป็นข้อที่ว่ากันมาแล้วหรือมิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่จะต้องพิจารณาจากคำฟ้องคำให้การและประเด็นข้อพิพาทในคดีเป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา ซึ่งเป็นขั้นตอนพิสูจน์ความจริงทั้งข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดและข้อเท็จจริงในประเด็นโดยตรงแม้จำเลยจะได้ถามค้านพยานโจทก์ไว้โดยชัดแจ้งตามที่จำเลยอ้างมาในฎีกา แต่เมื่อไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ก็มิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง และที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.2 ว่า จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยในข้อ 2.1 จึงมีผลทำให้ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมการคิดดอกเบี้ยหากที่ผ่านมาผิด การคิดดอกเบี้ยในครั้งต่อไปจะผิดตามไปด้วย และเป็นการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จำเลยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชี้ให้เห็นว่าฟ้องโจทก์โดยสภาพของคำฟ้องนั้นเองไม่แจ้งชัดและเคลือบคลุมอย่างไร แต่กลับไปอ้างการนำสืบพยานของโจทก์และข้อเท็จจริงที่นำสืบว่าไม่ถูกต้องไม่ตรงกับฟ้องมาเป็นเหตุทำให้ฟ้องเคลือบคลุม เมื่อข้อเท็จจริงที่นำมาอ้างโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ เพราะเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นดังได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นอุทธรณ์ข้อ 2.2 จึงต้องห้ามอุทธรณ์เช่นเดียวกัน ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ต้องบรรยายรายละเอียดของคดีตามสภาพแห่งข้อหาให้แจ้งชัดและตรงกับเอกสารท้ายฟ้อง มิใช่ตัวเลขในคำฟ้องเป็นอย่างหนึ่ง ตัวเลขในเอกสารท้ายฟ้องเป็นอีกอย่างหนึ่งและที่ฎีกาว่าเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 14 หรือเอกสารหมาย จ.15 เป็นเอกสารฉบับเดียวกันจำเลยได้ถามพยานไว้อย่างชัดแจ้ง รายละเอียดในคำฟ้องของโจทก์ก็อยู่ที่เอกสารฉบับนี้เพียงฉบับเดียว จำเลยให้การต่อสู้ไว้แล้วในคำให้การของจำเลยข้อ 3 ว่าในคำฟ้องข้อ 4ของโจทก์ โจทก์ไม่ได้บรรยายรายละเอียดตามสภาพแห่งข้อหาโดยแจ้งชัด ทำให้จำเลยไม่อาจเข้าใจได้ว่าจำนวนเงินที่โจทก์นำมาฟ้อง ตลอดรวมถึงเรื่องดอกเบี้ยโจทก์คิดได้มาจากไหน ทำให้จำเลยไม่สามารถที่จะต่อสู้คดีได้ ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การโดยแจ้งชัดว่าเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข14 หรือเอกสารหมาย จ.15 ไม่ถูกต้องและเป็นเหตุให้ฟ้องโจทก์ไม่แจ้งชัดอย่างไรดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยไม่ชอบและพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 177 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
จำเลย — นาย ประจักษ์ จันทรุกขา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ