คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3690/2546
#50847
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องและคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 โจทก์จะบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวอันเป็นการกระทบกระทั่งสิทธิของผู้ร้องซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวได้แม้ที่ดินดังกล่าวจะได้ขายทอดตลาดไปแล้ว เพราะเมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิจะบังคับยึดที่ดินอันเป็นการกระทบกระทั่งสิทธิของผู้ร้องดังกล่าว การซื้อขายอันเป็นผลมาจากการยึดที่ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยเช่นกันแม้ผู้ร้องจะมิได้คัดค้านว่าการขายทอดตลาดไม่ชอบอย่างไร แต่ในคำร้องของผู้ร้องพอแปลความได้ว่าการยึดที่ดินและการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวไม่ชอบเพราะผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าและขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงย่อมมีสิทธิที่จะขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 18476 ถึง 18479 และ 18496 ถึง 18500 ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา และโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 18496 ถึง 18500 ได้จากการขายทอดตลาด สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่18476 ถึง 18479 อยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินที่โจทก์นำยึดดังกล่าว ศาลจังหวัดมีนบุรีพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่ผู้ร้อง ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 18496 ถึง 18500 และการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 18476 ถึง 18479

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์พิพาทของจำเลยทั้งสองโดยสุจริต และโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 18496 ถึง 18500ได้จากการขายทอดตลาดโดยสุจริตและได้ชำระราคาแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิรับโอนที่ดินดังกล่าว แม้ศาลจังหวัดมีนบุรีได้มีคำพิพากษาให้ถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากโฉนดที่ดินพิพาททั้ง 9 แปลง แต่โฉนดที่ดินดังกล่าวยังมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่ การยึดทรัพย์ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 18476 ถึง 18479 และเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 18496 ถึง 18500

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 18496 ถึง 18500 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2532 ศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1260, 18476 ถึง 18484 และ 18492 ถึง 18500 ตำบลกระทุ่มราย อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร รวม 19 แปลง ให้แก่ผู้ร้อง แต่ผู้ร้องไม่สามารถบังคับคดีได้เนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้งดการบังคับคดีไว้ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1711/2536 ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2540 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้เงินกู้แล้วตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองผิดนัด โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 18476 ถึง 18479 และ 18496 ถึง 18500 ตำบลกระทุ่มรายอำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร รวม 9 แปลง ออกขายทอดตลาดและโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 18496 ถึง 18500 ได้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 18496 ถึง 18500 หรือไม่ เห็นว่าเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2532 ศาลจังหวัดมีนบุรีได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18496 ถึง 18500 ให้แก่ผู้ร้อง และคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1300 โจทก์จะบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวอันเป็นการกระทบกระทั่งสิทธิของผู้ร้องซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวได้แม้ที่ดินดังกล่าวจะได้ขายทอดตลาดไปแล้ว เพราะเมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิจะบังคับคดียึดที่ดินอันเป็นการกระทบกระทั่งสิทธิของผู้ร้องดังกล่าว การซื้อขายอันเป็นผลมาจากการยึดที่ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยเช่นกัน แม้ผู้ร้องจะมิได้คัดค้านว่าการขายทอดตลาดไม่ชอบอย่างไร แต่ในคำร้องของผู้ร้องพอแปลความได้ว่าการยึดที่ดินและการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวไม่ชอบเพราะผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าและขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงย่อมมีสิทธิที่จะขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุขศรี อัศวสำราญ
ผู้ร้อง — นาย พิชัย พิชยอนุตรัตน์
จำเลย — นาย วรวิทย์ ณ นครพนม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3688/2546
#49494
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าของเดิมอุทิศที่ดินให้แก่วัดโจทก์ตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ การโอนกรรมสิทธิ์จะต้องกระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 คือ โอนกรรมสิทธิ์โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา แม้ที่ดินดังกล่าวจะได้มีการทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนต่อกันมาหลายทอดจนถึงจำเลย เมื่อมิได้กระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 จึงเป็นการโอนที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยออกจากที่ดินซึ่งจำเลยครอบครองอยู่ได้ โดยหาจำต้องฟ้องเจ้าของเดิมและผู้รับโอนคนก่อนจำเลยไม่ กรณีไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทวัดในพระพุทธศาสนาเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 977 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี (เมือง) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 19 ไร่1 งาน 8 ตารางวา มีนายบุญชู ไชยวงศ์ และนางวาดหรือหวาด วรรัตน์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ปี 2497 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินบริเวณที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลนาป่า ตำบลบ้านสวน ตำบลบางทราย และตำบลหนองไม้แดง อำเภอเมืองชลบุรีจังหวัดชลบุรี เพื่อใช้ในราชการกองทัพบก ขณะที่ทางราชการกำลังดำเนินการเวนคืนอยู่นั้น เมื่อปี 2499 นายบุญชูและนางวาดอุทิศที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ดินจึงตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดโจทก์ จะโอนต่อไปได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติและห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ ที่ดินแปลงดังกล่าวถูกโอนต่อกันมาอีกหลายทอดจนถึงจำเลยทั้งสอง โดยผู้รับโอนทุกทอดทราบดีว่าได้มีการอุทิศที่ดินให้แก่โจทก์แล้วปี 2510 จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นแปลงย่อยอีก 108 แปลงคงเหลือเนื้อที่ ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา การโอนที่ดินดังกล่าวไม่ชอบเพราะมิได้โอนโดยพระราชบัญญัติที่ดินโฉนดเลขที่ 977 เนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ 1 งาน 8 ตารางวา จึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 977 ซึ่งเหลือเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา และครอบครองอยู่จึงเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยทั้งสองออกจากโฉนดเลขที่ 977ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี (เมือง) จังหวัดชลบุรี ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินและการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ กับให้ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา และครอบครองอยู่จริง เดิมที่ดินโฉนดพิพาทมีเนื้อที่ 15ไร่ 2 งาน 26 ตารางวา เป็นของนายบุญคง ไชยวงศ์ และนางวาด วรรัตน์ บุคคลทั้งสองไม่เคยตกลงยกหรืออุทิศที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ และไม่เคยส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โดยจำเลยที่ 1 รับซื้อฝากจากนางสำเภา จิตรจรูญ แล้วนำมาขายต่อให้แก่จำเลยที่ 2 ครึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองโดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฟ้องอ้างว่าเดิมที่ดินโฉนดพิพาทเลขที่ 977ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี (เมือง) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ 1 งาน8 ตารางวา เป็นของนายบุญชู ไชยวงศ์ และนางวาดหรือหวาด วรรัตน์ เมื่อปี 2499นายบุญชูและนางวาดอุทิศที่ดินตามโฉนดดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทวัดในพระพุทธศาสนา มีผลทำให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ ต่อมาผู้มีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดได้โอนต่อกันอีกหลายทอดจนถึงจำเลยทั้งสองโดยผู้รับโอนทุกทอดทราบดีว่าได้มีการอุทิศที่ดินให้แก่โจทก์แล้ว ปี 2510 จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยอีก108 แปลง คงเหลือเนื้อที่ดินในโฉนดพิพาทประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา การโอนที่ดินดังกล่าวไม่ชอบเพราะมิได้โอนโดยพระราชบัญญัติที่ดินโฉนดพิพาทเนื้อที่ประมาณ19 ไร่ 1 งาน 8 ตารางวา จึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาทซึ่งเหลือเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา และครอบครองอยู่จึงเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยทั้งสองออกจากโฉนดพิพาทและขับไล่ออกจากที่ดินพิพาท เห็นว่า หากเจ้าของเดิมในที่ดินตามโฉนดพิพาทอุทิศที่ดินตามโฉนดดังกล่าวให้แก่โจทก์และที่ดินตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การโอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์จะต้องกระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. 2505 มาตรา 34 คือ โอนกรรมสิทธิ์โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาแม้ที่ดินดังกล่าวจะได้มีการทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนต่อกันมาหลายทอดจนถึงจำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองจดทะเบียนรับโอนมาแล้วจำเลยทั้งสองได้แบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยอีก 108 แปลง คงเหลือที่ดินตามโฉนดพิพาทประมาณ 1 ไร่ 1 งาน35 ตารางวา ซึ่งจำเลยทั้งสองมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดพิพาทและยังคงครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา เมื่อการโอนดังกล่าวมิได้กระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 จึงเป็นการโอนที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดพิพาทและขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยทั้งสองครอบครองอยู่ได้ โดยหาจำต้องฟ้องเจ้าของเดิมและผู้รับโอนคนก่อนจำเลยทั้งสองไม่ กรณีไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น เนื่องจากประเด็นข้อนี้คู่ความมิได้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกขึ้นวินิจฉัยเอง และพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ จึงเห็นสมควรส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้พิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยตามประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์แล้วพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 145
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดธรรมนิมิตต์หรือธรรมนิมิตร
จำเลย — นางสาว บุญเยิ้ม เจริญผล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3688/2546
#110956
เปิดฉบับเต็ม

หากเจ้าของเดิมอุทิศที่ดินให้แก่วัดโจทก์และที่ดินตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การโอนที่ธรณีสงฆ์จะต้องทำตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 คือ โอนโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา แม้ที่ดินจะได้มีการโอนต่อกันมาหลายทอดจนถึงจำเลยทั้งสอง เมื่อการโอนมิได้ทำตามกฎหมายจึงเป็นการโอนที่ต้องห้ามชัดแจ้ง ย่อมเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดพิพาท และขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยทั้งสองครอบครองอยู่ได้ โดยหาจำต้องฟ้องเจ้าของเดิมและผู้รับโอนคนก่อนจำเลยทั้งสองไม่ ฟ้องโจทก์ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยทั้งสองออกจากโฉนดเลขที่ ๙๗๗ ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี (เมือง) จังหวัดชลบุรี ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินและการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ กับให้ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาทเนื้อที่ ๑ ไร่ ๑ งาน ๓๕ ตารางวา และครอบครองอยู่จริง เดิมที่ดินโฉนดพิพาทมีเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๒ งาน ๒๖ ตารางวา เป็นของนายบุญคง ไชยวงศ์ และนางวาด วรรัตน์ บุคคลทั้งสองไม่เคยตกลงยกหรืออุทิศที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ และไม่เคยส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โดยจำเลยที่ ๑ รับซื้อฝากจากนางสำเภา จิตรจรูญ แล้วนำมาขายต่อให้แก่จำเลยที่ ๒ ครึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โจทก์ทราบถึงการได้มา การครอบครอง และการจัดสรรที่ดินโฉนดพิพาทของจำเลยทั้งสองมานานกว่า ๑๐ ปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองโดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ หรือไม่ พิเคราะห์แล้วโจทก์ฟ้องอ้างว่าเดิมที่ดินโฉนดพิพาทเลขที่ ๙๗๗ ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี (เมือง) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ ๑๙ ไร่ ๑ งาน ๘ ตารางวา เป็นของนายบุญชู ไชยวงศ์ และนางวาดหรือหวาด วรรัตน์ เมื่อปี ๒๔๙๙ นายบุญชูและนางวาดอุทิศที่ดินตามโฉนดดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทวัดในพระพุทธศาสนา มีผลทำให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ ต่อมาผู้มีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดได้โอนต่อกันอีกหลายทอดจนถึงจำเลยทั้งสอง โดยผู้รับโอนทุกทอดทราบดีว่าได้มีการอุทิศที่ดินให้แก่โจทก์แล้ว ปี ๒๕๑๐ จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยอีก ๑๐๘ แปลง คงเหลือเนื้อที่ดินในโฉนดพิพาทประมาณ ๑ ไร่ ๑ งาน ๓๕ ตารางวา ซึ่งจำเลยทั้งสองมีชื่อถือกรรมสิทธิ์และครอบครองอยู่จึงเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยทั้งสองออกจากโฉนดพิพาทและขับไล่ออกจากที่ดินพิพาท เห็นว่า หากเจ้าของเดิมในที่ดินตามโฉนดพิพาทอุทิศที่ดินตามโฉนดดังกล่าวให้แก่โจทก์และที่ดินตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การโอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์จะต้องกระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๔ คือ โอนกรรมสิทธิ์โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา แม้ที่ดินดังกล่าวจะได้มีการทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนต่อกันมาหลายทอดจนถึงจำเลยทั้งสอง แต่เมื่อการโอนดังกล่าวมิได้กระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๔ จึงเป็นการโอนที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดพิพาทและขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยทั้งสองครอบครองอยู่ได้ โดยหาจำต้องฟ้องเจ้าของเดิมและผู้รับโอนคนก่อนจำเลยทั้งสองไม่ กรณีไม่ต้องห้ามตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยตามประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์แล้วพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดธรรมนิมิตต์หรือธรรมนิมิตร
จำเลย — นางสาวบุญเยิ้ม เจริญผล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางวิเวียน พิธานพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3685 -ที่ 3686/2546
#50709
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ด. เจ้าของที่ดินได้ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน 11 คูหาขายโดยด้านหลังอาคารมีกำแพงรั้วคอนกรีตสูงประมาณ 2 เมตร กั้นยาวตลอดทั้ง 11 คูหาจำเลยที่ 4 ซื้ออาคารพาณิชย์เมื่อปี 2525 ส่วนจำเลยที่ 5 ซื้ออาคารพาณิชย์เมื่อปี 2536จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ต่อเติมรั้วคอนกรีตเดิมซึ่งอยู่นอกโฉนดที่ดินที่ซื้อมาให้สูงขึ้นและมุงหลังคาเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร ส่วนโจทก์ซื้อที่ดินมาเมื่อปี 2537 ซึ่งมีเนื้อที่ครอบคลุมรั้วคอนกรีตทั้งหมด ในกรณีรั้วคอนกรีตที่ได้มีการก่อสร้างไว้แล้วเดิมไม่มีบทกฎหมายมาตราใดที่จะยกขึ้นมาปรับแก่คดีได้โดยตรง ในการวินิจฉัยคดีจึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์คือมาตรา 1310 ประกอบมาตรา 1314 ซึ่งบัญญัติให้โจทก์เจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของสิ่งก่อสร้าง โจทก์จึงเป็นเจ้าของรั้วคอนกรีตเดิม ส่วนรั้วคอนกรีตที่ต่อเติมให้สูงขึ้นและสิ่งปลูกสร้างด้านหลังอาคารพาณิชย์ ที่ต่อเติมขึ้นภายหลังไม่ใช่การสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น หรือสร้างโรงเรือนหรือสิ่งก่อสร้างอื่นในที่ดินของผู้อื่น แม้จำเลยที่ 4 และที่ 5 จะกระทำไปโดยสุจริต ก็ไม่มีสิทธิใช้ที่ดินของโจทก์ได้ กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 1312 และมาตรา 1310 ประกอบมาตรา 1314 จึงต้องรื้อออกไป

ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาคดีเข้าด้วยกัน 5 คดี โจทก์เสียค่าอ้างเอกสารอัตราสูงสุด 200 บาท แม้จะไม่ครบถ้วนก็ไม่มีบทกฎหมายให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะอ้างเอกสารเป็นพยานประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ก็บัญญัติเพียงว่าห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความมิได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงเท่านั้นทั้งยังยกเว้นไว้ด้วยว่าถ้าเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีแม้จะฝ่าฝืนบทบัญญัติในอนุมาตรานี้ก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังได้ ดังนั้นการที่ศาลรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 11911/2542 หมายเลขแดงที่ 11912/2542 และหมายเลขแดงที่11915/2542 ของศาลชั้นต้น โดยเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6และที่ 7 และเรียกจำเลยสองสำนวนนี้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 7 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนนี้เป็นใจความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 123671 อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 4 โฉนดเลขที่ 123665 และที่ดินของจำเลยที่ 5 โฉนดเลขที่ 123666 ในที่ดินแต่ละแปลงของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ดังกล่าวมีอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ผู้เป็นเจ้าของที่ดินปลูกสร้างอยู่โดยมีแนวรั้วคอนกรีตกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับของจำเลยที่ 4 และที่ 5 แต่รั้วคอนกรีตและสิ่งปลูกสร้างที่ต่อเติมด้านหลังของอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริตและไม่มีสิทธิคิดเป็นเนื้อที่ที่รุกล้ำสำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 คนละประมาณ 1.5 ตารางวา โจทก์ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ถูกรุกล้ำเพื่อก่อสร้างอาคารชุดและที่พักอาศัยจำหน่ายแก่บุคคลภายนอกโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 รื้อถอนรั้วคอนกรีตและสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ และทำให้ที่ดินของโจทก์กลับคืนสภาพเดิม แต่จำเลยที่ 4 และที่ 5 เพิกเฉย โจทก์ได้รับความเสียหายในที่ดินส่วนที่ถูกรุกล้ำ ขอให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 รื้อถอนรั้วคอนกรีตและสิ่งปลูกสร้างส่วนที่ต่อเติมด้านหลังอาคารพาณิชย์ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 123665 และ 123666ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินโฉนดเลขที่123671 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ออกไป และทำให้ที่ดินกลับคืนสภาพเดิม โดยให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยที่ 4และที่ 5 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 จะรื้อถอนรั้วคอนกรีตและสิ่งปลูกสร้างที่ต่อเติมอาคารพาณิชย์ของตนออกไปจากที่ดินของโจทก์และทำให้ที่ดินกลับคืนสภาพเดิมพร้อมทั้งส่งมอบแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การและฟ้องแย้งว่า เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 123671คนก่อนเป็นผู้ปลูกสร้างรั้วคอนกรีตบางส่วนขึ้นมาเพื่อกั้นเป็นแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่123671 กับที่ดินของจำเลยที่ 4 และที่ 5 จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงได้ปลูกสร้างรั้วคอนกรีตเพิ่มเติมจากของเดิม และได้ใช้รั้วคอนกรีตบางส่วนเป็นฝาผนังของอาคารที่ปลูกสร้างเพิ่มเติมซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 4 และที่ 5 เอง ไม่ได้ปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินของโจทก์ขณะทำการปลูกสร้างเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 123671 ในขณะนั้นไม่เคยโต้แย้งหรือคัดค้าน จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงเชื่อโดยสุจริตว่าการปลูกสร้างรั้วคอนกรีตและอาคารได้ทำบนที่ดินของจำเลยที่ 4 และที่ 5 และครอบครองมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ก่อนที่โจทก์จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 123671 มาจากบุคคลอื่น โจทก์ก็ทราบอยู่แล้วเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 รื้อถอนได้ที่ดินส่วนที่รุกล้ำไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายหากได้รับความเสียหายก็ไม่เกินเดือนละ 200 บาท และ 300 บาท ตามลำดับ จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ปลูกสร้างอาคารเพิ่มเติมเป็นส่วนหนึ่งของผนังอาคารของจำเลยที่ 4และที่ 5 โดยสุจริต จำเลยที่ 4 และที่ 5 ย่อมเป็นเจ้าของอาคารที่ปลูกสร้างขึ้น ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 123671เนื้อที่ประมาณ 1.5 ถึง 2 ตารางวา (ตามแนวรั้วคอนกรีต) เป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยที่ 4 โฉนดเลขที่ 123665 และเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยที่ 5 โฉนดเลขที่123666 เนื้อที่ประมาณ 1.5 ถึง 2.5 ตารางวา (ตามแนวรั้วคอนกรีต) ตำบลคลองจั่นอำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โดยจำเลยที่ 4 และที่ 5 ยินยอมใช้ค่าที่ดินให้แก่โจทก์เดือนละ 200 บาท และ 300 บาท ตามลำดับ หากโจทก์ไม่ไปจดทะเบียนภารจำยอมให้แก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ปลูกสร้างรั้วคอนกรีตและสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริต และไม่มีสิทธิตามกฎหมายจึงไม่อาจได้ภารจำยอมในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง หากจำเลยมีสิทธิขอให้โจทก์จดทะเบียนภารจำยอมตามฟ้องแย้ง ขอให้บังคับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ใช้ค่าเสียหายไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 รื้อถอนรั้วคอนกรีตและสิ่งปลูกสร้างส่วนที่ต่อเติมด้านหลังอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 4 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่123665 และของจำเลยที่ 5 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 123666 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 123671 ตำบลคลองจั่นอำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ออกไปและทำให้ที่ดินของโจทก์กลับคืนสู่สภาพเดิม โดยให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยที่ 4 และที่ 5ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2538)ไปจนกว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 จะรื้อถอนรั้วคอนกรีตและสิ่งปลูกสร้างส่วนที่ต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และทำให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิมเสร็จสิ้น และให้จำเลยที่ 4และที่ 5 กับจำเลยในสำนวนอื่นชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 4 และที่ 5

จำเลยที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 รื้อถอนรั้วคอนกรีตเฉพาะส่วนที่ต่อเติมสูงขึ้น ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 4 และที่ 5 รื้อรั้วคอนกรีตเดิม ให้คืนเงินค่าทนายความใช้แทนโจทก์ที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 วางไว้เกินแก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 123671 โดยซื้อมาเมื่อปี 2537 จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 123665 และจำเลยที่ 5 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 123666 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร บนที่ดินของจำเลยที่ 4 และที่ 5 มีอาคารพาณิชย์ปลูกอยู่ มีแนวรั้วคอนกรีตกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยซึ่งรั้วคอนกรีตและสิ่งปลูกสร้างที่ต่อเติมด้านหลังอาคารรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของโจทก์ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 4 รุกล้ำที่ดินโจทก์เนื้อที่ 1.9 ตารางวาจำเลยที่ 5 รุกล้ำเนื้อที่ 2.1 ตารางวา ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 5 มีว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ต้องรื้อถอนส่วนที่ต่อเติมจากรั้วคอนกรีตเดิมตามที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า เดิมที่ดินของโจทก์และของจำเลยที่ 4 และที่ 5ต่างเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทดับเบิ้ลเอสอาร์ จำกัด ต่อมาบริษัทดับเบิ้ลเอสอาร์ จำกัดได้ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน 11 คูหาด้านหลังอาคารมีกำแพงรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กสูงประมาณ 2 เมตร กั้นยาวตลอดทั้ง 11 คูหา จำเลยที่ 4 ซื้ออาคารพาณิชย์เมื่อปี 2525 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.6 ส่วนจำเลยที่ 5 ซื้ออาคารพาณิชย์เมื่อปี 2536 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.7 หลังจากซื้ออาคารแล้วจำเลยที่ 4และที่ 5 ได้ต่อเติมรั้วคอนกรีตเดิมซึ่งอยู่นอกโฉนดที่ดินที่ซื้อมาให้สูงขึ้นและมุงหลังคาเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร ส่วนโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 123671 มาเมื่อปี 2537 ซึ่งมีเนื้อที่ครอบคลุมรั้วคอนกรีตทั้งหมด ในกรณีรั้วคอนกรีตที่ได้มีการก่อสร้างไว้แล้วเดิมไม่มีบทกฎหมายมาตราใดที่จะยกขึ้นมาปรับแก่คดีได้โดยตรง ในการวินิจฉัยคดีจึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งที่จะปรับกับข้อเท็จจริงในคดีนี้คือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 ประกอบมาตรา 1314 ซึ่งบัญญัติให้โจทก์เจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของสิ่งก่อสร้างคือรั้วคอนกรีต โจทก์จึงเป็นเจ้าของรั้วคอนกรีตเดิม ส่วนรั้วคอนกรีตที่ต่อเติมให้สูงขึ้นและสิ่งปลูกสร้างด้านหลังอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ที่ต่อเติมขึ้นภายหลังนั้น ก็ไม่ใช่การสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น หรือสร้างโรงเรือนหรือสิ่งก่อสร้างอื่นในที่ดินของผู้อื่น แม้จำเลยที่ 4 และที่ 5 จะกระทำไปโดยสุจริต จำเลยที่ 4 และที่ 5 ก็ไม่มีสิทธิใช้ที่ดินของโจทก์ได้ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 และมาตรา 1310ประกอบมาตรา 1314 จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงต้องรื้อออกไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาการเสียค่าอ้างเอกสารนั้น จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกาว่าโจทก์เสียค่าอ้างเอกสารเพียง 200 บาท จึงใช้เอกสารต่าง ๆ มาอ้างเป็นพยานได้เฉพาะในสำนวนแรกเท่านั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมการพิจารณาพิพากษาคดีเข้าด้วยกันรวม5 คดี โจทก์เสียค่าอ้างเอกสารอัตราสูงสุด 200 บาท ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลชั้นต้นได้สั่งให้โจทก์เสียค่าอ้างเอกสารเพิ่มและโจทก์ไม่ยินยอมเสียค่าอ้างแต่ประการใด และแม้โจทก์จะเสียค่าอ้างเอกสารไม่ครบถ้วนเช่นนี้ก็ไม่มีบทกฎหมายให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะอ้างเอกสารเป็นพยาน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ก็บัญญัติเพียงว่าห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความมิได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงเท่านั้น ทั้งยังยกเว้นไว้ด้วยว่าถ้าเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี แม้จะฝ่าฝืนบทบัญญัติในอนุมาตรานี้ก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านี้ได้ ดังนั้นการที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องที่ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2468/2538ระหว่างบริษัทมาร์ส แอนด์โก (ไทยแลนด์) จำกัด โจทก์ นายชัยยศ เดชไพบูลย์ยศจำเลย ฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1310 ม. 1312
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. ตาราง 2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยก่อสร้าง จำกัด
จำเลย — นายนพดล สวนประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
จำรูญ แสนภักดี
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3685 -ที่ 3686/2546
#112601
เปิดฉบับเต็ม

เดิมที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ด. ซึ่งบริษัท ด. ได้ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน 11 คูหา ด้านหลังอาคารมีกำแพงรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กสูงประมาณ 2 เมตร กั้นยาวตลอดทั้ง 11 คูหา ลงบนที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ 4 และที่ 5 ซื้ออาคารมาเมื่อปี 2525 และ 2536 ตามลำดับ แล้วต่อเติมรั้วคอนกรีตเดิมซึ่งอยู่นอกโฉนดที่ดินอาคารที่ซื้อมาให้สูงขึ้นและมุงหลังคาเป็นส่วนหนึ่งของตัวอาคาร ส่วนโจทก์ซื้อที่ดินมาเมื่อปี 2537 ซึ่งมีเนื้อที่ครอบคลุมรั้วคอนกรีตทั้งหมด ในการที่รั้วคอนกรีตที่ได้มีการก่อสร้างไว้แล้วเดิมไม่มีกฎหมายมาตราใดที่จะยกขึ้นมาปรับแก่คดีได้โดยตรง ในการวินิจฉัยคดีจึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามมาตรา 4 แห่ง ป.พ.พ. และบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งที่จะปรับกับข้อเท็จจริงในคดีนี้คือ ป.พ.พ. มาตรา 1310 ประกอบมาตรา 1314 ซึ่งบัญญัติให้โจทก์เจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของสิ่งก่อสร้างคือรั้วคอนกรีต โจทก์จึงเป็นเจ้าของรั้วคอนกรีตเดิม ส่วนรั้วคอนกรีตที่ต่อเติมให้สูงขึ้นและสิ่งปลูกสร้างที่ด้านหลังอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ที่ต่อเติมขึ้นภายหลังนั้น ก็ไม่ใช่การสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น หรือสร้างโรงเรือนหรือสิ่งก่อสร้างอื่นในที่ดินของผู้อื่น แม้จำเลยที่ 4 และที่ 5 จะกระทำไปโดยสุจริต จำเลยที่ 4 และที่ 5 ก็ไม่มีสิทธิที่จะใช้ที่ดินของโจทก์ได้ เพราะกรณีไม่ต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1312 และมาตรา 1310 ประกอบมาตรา 1314 จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงต้องรื้อส่วนที่ต่อเติมดังกล่าวออกไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน แต่คดีสำหรับจำเลยบางคนยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้บังคับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ รื้อถอนรั้วคอนกรีตและสิ่งปลูกสร้างส่วนที่ต่อเติม ด้านหลังอาคารพาณิชย์ที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ออกไป และทำให้ที่ดินกลับคืนสภาพเดิม โดยให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนรั้วคอนกรีต และสิ่งปลูกสร้างที่ต่อเติมอาคารพาณิชย์ของตนออกไปจากที่ดินของโจทก์และทำให้ที่ดินกลับคืนสภาพเดิมพร้อมทั้งส่งมอบแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ให้การและฟ้องแย้งว่า เจ้าของที่ดินคนก่อนเป็นผู้ปลูกสร้างรั้วคอนกรีตบางส่วนขึ้นมา เพื่อกั้นเป็นแนวเขตที่ดินกับที่ดินของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ จึงได้ปลูกสร้างรั้วคอนกรีตเพิ่มเติมจาก ของเดิม และได้ใช้รั้วคอนกรีตบางส่วนเป็นฝาผนังของอาคารที่ปลูกสร้างเพิ่มเติมซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เอง ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยที่ ๔ และเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยที่ ๕ โดยจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ยินยอมใช้ค่าที่ดินให้แก่โจทก์เดือนละ ๒๐๐ บาท และ ๓๐๐ บาท ตามลำดับ หากโจทก์ไม่ไปจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทน การแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ได้ปลูกสร้างรั้วคอนกรีตและสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริต และไม่มีสิทธิตามกฎหมาย จึงไม่อาจได้ภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง หากจำเลยมีสิทธิขอให้โจทก์จดทะเบียนภาระจำยอมตามฟ้องแย้ง ขอให้บังคับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ใช้ค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ รื้อถอนรั้วคอนกรีตและสิ่งปลูกสร้างส่วนที่ต่อเติม ด้านหลังอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ ๔ ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๓๖๖๕ และของจำเลยที่ ๕ ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๓๖๖๖ ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๓๖๗๑ ตำบล คลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ออกไป และทำให้ที่ดินของโจทก์กลับคืนสู่สภาพเดิม โดยให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๕๐๐ บาท นับแต่ วันฟ้อง (วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘) ไปจนกว่าจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ จะรื้อถอนรั้วคอนกรีตและสิ่งปลูกสร้างส่วนที่ต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และทำให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิมเสร็จสิ้น และให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ กับจำเลยในสำนวน อื่นชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕

จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ รื้อรั้วคอนกรีตเฉพาะส่วนที่ต่อเติมสูงขึ้น ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ รื้อรั้วคอนกรีตเดิม ให้คืนเงินค่าทนายความใช้แทนโจทก์ที่จำเลยที่ ๔ และ ที่ ๕ วางไว้เกินแก่จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ว่า จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ต้องรื้อถอนส่วนที่ต่อเติมจากรั้วคอนกรีตเดิมตามที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า เดิมที่ดินของโจทก์และของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ต่างเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทดับเบิ้ลเอสอาร์ จำกัด ต่อมาบริษัทดับเบิ้ลเอสอาร์ จำกัด ได้ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน ๑๑ คูหา ด้านหลังอาคารมีกำแพงรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กสูงประมาณ ๒ เมตร กั้นยาวตลอดทั้ง ๑๑ คูหา จำเลยที่ ๔ ซื้ออาคารพาณิชย์เมื่อปี ๒๕๒๕ ส่วนจำเลยที่ ๕ ซื้ออาคารพาณิชย์เมื่อปี ๒๕๓๖ หลังจากซื้ออาคารแล้วจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ได้ต่อเติมรั้วคอนกรีตเดิมซึ่งอยู่นอกโฉนดที่ดินที่ซื้อมาให้สูงขึ้นและมุงหลังคาเป็นส่วนหนึ่งของตัวอาคาร ส่วนโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๓๖๗๑ มาเมื่อปี ๒๕๓๗ ซึ่งมีเนื้อที่ครอบคลุมรั้วคอนกรีตทั้งหมด ในกรณีรั้วคอนกรีต ที่ได้มีการก่อสร้างไว้แล้วเดิมไม่มีบทกฎหมายมาตราใดที่จะยกขึ้นมาปรับแก่คดีได้โดยตรง ในการวินิจฉัยคดีจึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามมาตรา ๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และบทกฎหมายที่ ใกล้เคียงอย่างยิ่งที่จะปรับกับข้อเท็จจริงในคดีนี้คือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ ประกอบมาตรา ๑๓๑๔ ซึ่งบัญญัติให้โจทก์เจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของสิ่งก่อสร้างคือรั้วคอนกรีต โจทก์จึงเป็นเจ้าของรั้วคอนกรีตเดิม ส่วนรั้วคอนกรีตที่ต่อเติมให้สูงขึ้นและสิ่งปลูกสร้างด้านหลังอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ที่ต่อเติมขึ้นภายหลังนั้น ก็ไม่ใช่การสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น หรือสร้างโรงเรือนหรือสิ่งก่อสร้างอื่นในที่ดินของผู้อื่น แม้จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ จะกระทำไปโดยสุจริต จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ก็ไม่มีสิทธิใช้ที่ดินของโจทก์ได้ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ และมาตรา ๑๓๑๐ ประกอบมาตรา ๑๓๑๔ จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ จึงต้อง รื้อออกไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1310 ม. 1312 ม. 1314
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยก่อสร้าง จำกัด
จำเลย — นายนพดล สวนประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวันชัย ชัยเสริมวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
จำรูญ แสนภักดี
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3649/2546
#49903
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองนำรถจักรยานยนต์ของผู้ร้องไปขับแข่งกับกลุ่มวัยรุ่นในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงถูกจับกุมดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯก่อนที่จำเลยทั้งสองจะนำรถจักรยานยนต์ของผู้ร้องไปใช้ในการกระทำความผิด ผู้ร้องและจำเลยทั้งสองได้นั่งดื่มเบียร์ในร้านซึ่งอยู่ใกล้กับที่ทำงานของผู้ร้อง ดังนั้น หากผู้ร้องรู้สึกว่าตนมีอาการเมาไม่สามารถขับรถจักรยานยนต์กลับบ้านได้ ก็น่าจะนำไปเก็บไว้ยังที่ทำงานของตน ไม่จำเป็นต้องฝากให้ผู้อื่นรับภาระดูแลรักษา ทั้งผู้ร้องเคยให้จำเลยที่ 1ใช้รถจักรยานยนต์ของผู้ร้องหลายครั้ง จึงน่าเชื่อว่าในคืนเกิดเหตุผู้ร้องยินยอมให้จำเลยที่ 1ใช้รถจักรยานยนต์ของผู้ร้องได้ตามอำเภอใจ ถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง จึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กับขอให้ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นขล 932กรุงเทพมหานคร ของกลาง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง และสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง โดยขณะที่จำเลยทั้งสองนำไปใช้กระทำความผิด ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้ศาลมีคำสั่งคืนของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของในรถจักรยานยนต์ของกลาง การร้องขอคืนของกลางเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต โดยผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยทั้งสองได้ใช้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวในการกระทำความผิด ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการที่จำเลยทั้งสองนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ ผู้ร้องนำสืบว่าได้ฝากรถจักรยานยนต์ของกลางไว้กับจำเลยที่ 1 ต่อมาจึงทราบว่าจำเลยทั้งสองนำไปใช้กระทำความผิดและถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้เป็นของกลาง ผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการที่จำเลยทั้งสองนำรถจักรยานยนต์นั้นไปใช้ในการกระทำความผิด เห็นว่า ตามคำเบิกความของจำเลยทั้งสองได้ความว่าก่อนที่จำเลยทั้งสองจะนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด ผู้ร้องและจำเลยทั้งสองได้พากันนั่งดื่มเบียร์อยู่ที่ร้านแอนโทนี่ซึ่งอยู่ใกล้กับที่ทำงานของผู้ร้อง ดังนั้น หากผู้ร้องรู้สึกว่าตนมีอาการเมาไม่สามารถขับรถจักรยานยนต์กลับบ้านได้ ผู้ร้องก็น่าจะนำรถจักรยานยนต์นั้นไปเก็บไว้ยังที่ทำงานของตนไม่จำเป็นต้องฝากให้ผู้อื่นต้องรับภาระดูแลรักษา ทั้งตามคำเบิกความของผู้ร้องได้ความว่า ผู้ร้องเคยให้จำเลยที่ 1 ใช้รถจักรยานยนต์ของผู้ร้องหลายครั้งโดยพฤติการณ์น่าเชื่อว่าในคืนเกิดเหตุผู้ร้องยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้รถจักรยานยนต์ของผู้ร้องได้ตามอำเภอใจของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.จราจรทางบก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นาย อัตพล จันทร์ทองม่วง
จำเลย — นาย อาชัย พุสวานี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3645/2546
#49902
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มีว่า ผู้เสียหายมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) หรือไม่ แต่เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์เสียแล้ว แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าผู้เสียหายมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายดังกล่าว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ก็ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) แล้ว หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้เสียหายไม่มีฐานะเป็นผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ ศาลฎีกาก็ต้องพิพากษายกฟ้องดังนี้ ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ไปในทางใดก็เป็นอันเอาผิดแก่จำเลยไม่ได้กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป ควรจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ (คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)สาขาพระราม 4 รวม 3 ฉบับ มอบให้แก่นายประวิทย์ เอี่ยมพรรัตน์ ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง ต่อมาเมื่อเช็คเหล่านั้นถึงกำหนดธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทุกฉบับ โดยให้เหตุผลว่า บัญชีปิดแล้ว ทั้งนี้จำเลยออกเช็คดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ออกเช็คโดยในขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมโทษจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายและไม่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่อาจมอบอำนาจให้นางสาวสมจันทร์ เอี่ยมพรรัตน์ ร้องทุกข์ การสอบสวนจึงไม่ชอบ เท่ากับไม่มีการสอบสวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายมอบอำนาจให้นางสาวสมจันทร์เอี่ยมพรรัตน์ ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้เสียหายมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) หรือไม่ แต่เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์เสียแล้ว แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าผู้เสียหายมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายดังกล่าว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ก็ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) แล้ว หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้เสียหายไม่มีฐานะเป็นผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ ก็ต้องพิพากษายืนให้ยกฟ้อง ดังนี้ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ไปในทางใดก็เป็นอันเอาผิดแก่จำเลยไม่ได้ กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป"

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง วราภรณ์ วรพิบูลย์ศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3645/2546
#50846
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นฎีกามีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าผู้เสียหายมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) หรือไม่ แต่เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์เสียแล้ว แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าผู้เสียหายมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายดังกล่าวสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ก็ระงับไปตามมาตรา 39(2) แล้วหากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้เสียหายไม่มีฐานะเป็นผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ ก็ต้องพิพากษายืนให้ยกฟ้อง ดังนี้ ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ไปในทางใดก็เป็นอันเอาผิดแก่จำเลยไม่ได้กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมโทษจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายและไม่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่อาจมอบอำนาจให้นางสาวสมจันทร์ เอี่ยมพรรัตน์ ร้องทุกข์ การสอบสวนจึงไม่ชอบ เท่ากับไม่มีการสอบสวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายมอบอำนาจให้นางสาวสมจันทร์ เอี่ยมพรรัตน์ ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าผู้เสียหายมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) หรือไม่ แต่เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์เสียแล้ว แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าผู้เสียหายมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายดังกล่าว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ก็ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) แล้วหากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้เสียหายไม่มีฐานะเป็นผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ ก็ต้องพิพากษายืนให้ยกฟ้องดังนี้ ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ไปในทางใดก็เป็นอันเอาผิดแก่จำเลยไม่ได้กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป"

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง วราภรณ์ วรพิบูลย์ศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3645/2546
#110945
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์เสียแล้ว แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายดังกล่าว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ก็ระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้เสียหายไม่มีฐานะเป็นผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ ก็ต้องพิพากษายืนยกฟ้อง ดังนี้ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ไปในทางใดก็เป็นอันเอาผิดแก่จำเลยไม่ได้ กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่าผู้เสียหายมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) หรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ รวม ๓ กระทง จำคุกกระทงละ ๑ เดือน รวมโทษจำคุก ๓ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายและไม่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่อาจมอบอำนาจให้นางสาวสมจันทร์ เอี่ยมพรรัตน์ ร้องทุกข์ การสอบสวนจึงไม่ชอบ เท่ากับไม่มีการสอบสวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายมอบอำนาจให้นางสาวสมจันทร์ เอี่ยมพรรัตน์ ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้เสียหายมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) หรือไม่ แต่เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์เสียแล้ว แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าผู้เสียหายมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายดังกล่าว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ก็ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) แล้ว หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้เสียหายไม่มีฐานะเป็นผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ ก็ต้องพิพากษายืนให้ยกฟ้อง ดังนี้ ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ไปในทางใดก็เป็นอันเอาผิดแก่จำเลยไม่ได้ กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางวราภรณ์ วรพิบูลย์ศักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระโขนง — หม่อมราชวงศ์ดำรงรักษ์ เกษมสัน
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3640/2546
#50845
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะที่ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการโดยมิได้ให้การถึงคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีก่อนที่โจทก์ขอให้บวกโทษก็ตาม ก็ถือได้ว่า จำเลยได้รับว่าเคยถูกศาลพิพากษาจำคุกและรอการลงโทษไว้จริงตามฟ้องด้วย ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยและบวกโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 642/2542 เข้ากับคดีนี้แล้ว จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษและกล่าวถึงเรื่องที่จำเลยถูกจับไปดำเนินคดีตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 642/2542 ของศาลชั้นต้นอันเป็นการยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวอีกด้วย ดังนั้น ศาลชั้นต้นจึงบวกโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 642/2542 เข้ากับคดีนี้ได้

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)ฯมาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน ดังนั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยในส่วนนี้ส่วนกำหนดโทษนั้นตามกฎหมายเดิมมาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาทสำหรับกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จะเห็นได้ว่าตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากันและตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม แต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษ ซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 และขอให้บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีทั้งสองเรื่องดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน บวกโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 642/2542 ของศาลชั้นต้นรวมจำคุก 12 เดือน ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5272/2543 ของศาลชั้นต้นจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ก่อนศาลพิพากษาคดีดังกล่าว จึงไม่อาจบวกโทษได้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นำโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 642/2542 ของศาลชั้นต้นมาบวกกับโทษในคดีนี้ นอกจากที่แก้คงให้เป็นตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาขอให้บวกโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 642/2542 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้นั้น เห็นว่า แม้ขณะที่ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการโดยมิได้ให้การถึงคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีก่อนที่โจทก์ขอให้บวกโทษก็ตาม ก็ถือได้ว่าจำเลยได้รับว่าเคยถูกศาลพิพากษาจำคุกและรอการลงโทษไว้จริงตามฟ้องด้วยทั้งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยและบวกโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 642/2542 เข้ากับคดีนี้แล้ว จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ และกล่าวถึงเรื่องที่จำเลยถูกจับไปดำเนินคดีตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 642/2542 ของศาลชั้นต้นอันเป็นการยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวอีกด้วย ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นบวกโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 642/2542 เข้ากับคดีนี้จึงชอบแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกันดังนั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษนั้นตามกฎหมายเดิมมาตรา 67มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท สำหรับกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับจะเห็นได้ว่าตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน และตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม แต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษ ซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง(เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ให้บวกโทษในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 642/2542 เข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 67
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 8 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย เรืองยศ ทองกำเนิดหรือทองกำเหนิด
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
วิชัย เหลืองวิไล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3640/2546
#111009
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการโดยมิได้ให้การถึงคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีก่อนที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ถือได้ว่าจำเลยได้รับว่าเคยถูกศาลพิพากษาจำคุกและรอการลงโทษไว้จริงตามฟ้องด้วย ประกอบกับจำเลยยอมรับในอุทธรณ์ว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นบวกโทษจำคุกในคดีก่อนเข้ากับคดีนี้จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘ และขอให้บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีทั้งสองเรื่องดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๗ จำคุก ๑ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน บวกโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๖๔๒/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น รวมจำคุก ๑๒ เดือน ส่วนคดีอาญาหมายหมายเลขแดงที่ ๕๒๗๒/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้นนั้น จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ก่อนศาลพิพากษาคดีดังกล่าว จึงไม่อาจบวกโทษได้ ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นำโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๖๔๒/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้นมาบวกกับโทษในคดีนี้ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่โจทก์ฎีกาขอให้บวกโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๖๔๒/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้นั้น เห็นว่า แม้ขณะที่ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการโดยมิได้ให้การถึงคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีก่อนที่โจทก์ขอให้บวกโทษก็ตาม ก็ถือได้ว่า จำเลยได้รับว่าเคยถูกศาลพิพากษาจำคุกและรอการลงโทษไว้จริงตามฟ้องด้วย ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยและบวกโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๖๔๒/๒๕๔๒ เข้ากับคดีนี้แล้ว จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ และกล่าวถึงเรื่องที่จำเลยถูกจับไปดำเนินคดีตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๖๔๒/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น อันเป็นการยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวอีกด้วย ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นบวกโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๖๔๒/๒๕๔๒ เข้ากับคดีนี้จึงชอบแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (เดิม) , ๖๗ (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุก ๑ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน ให้บวกโทษในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๖๔๒/๒๕๔๒ เข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก ๑๒ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายเรืองยศ ทองกำเนิดหรือทองกำเหนิด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสุรพล โตศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
วิชัย เหลืองวิไล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3635/2546
#50708
เปิดฉบับเต็ม

ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269 จะต้องเป็นผู้ประกอบการงานวิชาชีพดังที่ระบุไว้เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินและเป็นผู้กู้เงินจากธนาคาร ไม่ได้ประกอบวิชาชีพการประเมินราคาทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้ทำรายงานการตรวจสอบที่ดินเสนอต่อ ผ. โดย ผ. เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองในฐานะผู้ประเมิน จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นผู้ทำคำรับรองในเอกสารดังกล่าวอันเป็นเท็จ จำเลยที่ 1และที่ 3 จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 269

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 30 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2538วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 37960 จำเลยที่ 2และจำเลยที่ 3 เป็นพนักงานของโจทก์ผู้ประกอบการงานตามหน้าที่ในวิชาชีพการสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สิน โจทก์มอบหมายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ทำการสำรวจและประเมินราคาที่ดินของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เพื่อเป็นหลักประกันในการที่จำเลยที่ 1 กู้เงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขานครปฐม จำเลยทั้งสามร่วมกันทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จ โดยทำรายงานการสรุปผลการประเมินราคาหลักประกันที่ดินอาคารตามแบบที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์กำหนดว่าที่ดินดังกล่าวมีมูลค่า 6,820,000 บาทความจริงที่ดินแปลงดังกล่าวราคาเพียง 1,000,000 บาทเศษ ต่อมาระหว่างวันที่ 31มกราคม 2538 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2538 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสามโดยเจตนาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทำการใช้คำรับรองอันเป็นเอกสารเท็จดังกล่าวเป็นหลักฐานขอกู้เงินต่อธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขานครปฐม จนธนาคารดังกล่าวหลงเชื่อว่าหลักทรัพย์มีราคาประเมินตามคำรับรอง จึงให้จำเลยที่ 1 กู้เงิน4,340,000 บาท หากจำเลยทั้งสามไม่ทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จ ธนาคารจะไม่ให้กู้ได้ถึงเพียงนั้น ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เหตุเกิดที่ ตำบลพระประโทน อำเภอเมืองนครปฐมจังหวัดนครปฐม และตำบลท่าตำหนัก อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เกี่ยวพันกันจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2105/2542และ 2106/2542 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269,83 และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 269 วรรคแรก ประกอบด้วย มาตรา 86, มาตรา 269 วรรคสอง จำเลยที่ 3มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269 วรรคแรกและวรรคสอง ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้หรืออ้างคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จ จำคุก 6 เดือน และปรับ4,000 บาท จำเลยที่ 1 อาจกระทำไปโดยขาดความยั้งคิดเพื่อให้ได้เงินกู้จำนวนมากแต่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ให้แก่ธนาคารตลอดมาและไม่ปรากฏว่าเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30จำเลยที่ 3 ให้จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก4 เดือน และให้นับโทษจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2105/2542 และ 2106/2542 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ จำเลยที่ 3 เป็นพนักงานของโจทก์สาขานครปฐม โจทก์ทำสัญญารับจ้างประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์และประเมินราคาทรัพย์สินกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ตามสำเนาสัญญาจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.4 ที่ดินโฉนดเลขที่ 37960 ตำบลโคกหม้อ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสมบูรณ์ ทรัพย์ถวิลหา ต่อมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้เงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขานครปฐม โดยใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นหลักประกัน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขานครปฐมจึงส่งเรื่องให้โจทก์ทำการประเมินราคา จำเลยที่ 1 พาจำเลยที่ 3 ไปตรวจสอบที่ดินเสร็จแล้วจำเลยที่ 3 ทำรายงานเสนอต่อนายเผด็จ สุวรรณมณี ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ประเมิน และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้จัดการ โดยจำเลยที่ 3 เสนอราคาประเมินที่ดินมีมูลค่า 6,820,000 บาท ตามสำเนาแบบสรุปผลการประเมินราคาหลักประกันที่ดินอาคารเอกสารหมาย จ.5 โจทก์ได้ส่งเอกสารดังกล่าวให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขานครปฐม ในที่สุดธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขานครปฐมตกลงให้จำเลยที่ 1 กู้เงินจำนวน 4,340,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินและสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ต่อมาธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขานครปฐม แจ้งว่าราคาประเมินดังกล่าวสูงเกินความจริง โจทก์จึงออกไปตรวจสอบใหม่ จึงทราบว่าที่ดินดังกล่าวมีมูลค่าเพียง 1,612,000 บาท ตามสำเนาแบบสรุปผลการประเมินราคาหลักประกันที่ดินอาคารเอกสารหมาย จ.8 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขานครปฐม จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำหลักประกันไปวางเพื่อเป็นประกันความเสียหาย ตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.9

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ แต่เห็นสมควรหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยก่อนกล่าวคือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดในการประกอบการงานในวิชาแพทย์ กฎหมาย บัญชีหรือวิชาชีพอื่นใด ทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จ..." เห็นว่า ผู้กระทำความผิดตามมาตรานี้จะต้องเป็นผู้ประกอบการงานวิชาชีพดังที่ระบุไว้เท่านั้น จำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้เงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขานครปฐมไม่ได้ประกอบวิชาชีพการประเมินราคาทรัพย์ และไม่ได้ทำคำรับรองในแบบสรุปผลการประเมินราคาหลักประกันที่ดินอาคารตามสำเนาเอกสารหมาย จ.5 ส่วนจำเลยที่ 3เป็นเพียงผู้ทำรายงานการตรวจสอบที่ดินและเสนอต่อนายเผด็จ สุวรรณมณี โดยนายเผด็จเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองในฐานะผู้ประเมินในเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 3 จึงไม่ได้เป็นผู้ทำคำรับรองในเอกสารดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269 ดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 1และที่ 3 จึงไม่มีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 269
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พสุพัฒน์ เรียลตี้ จำกัด
จำเลย — นาย วิศิษฎ์ โรจนเสถียร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3635/2546
#112611
เปิดฉบับเต็ม

ผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 269 วรรคแรก จะต้องเป็นผู้ประกอบการงานวิชาชีพดังที่ระบุไว้เท่านั้น จำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้เงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขานครปฐม ไม่ได้ประกอบวิชาชีพการประเมินราคาทรัพย์ และไม่ได้ทำคำรับรองในแบบสรุปผลการประเมินราคาหลักประกันที่ดินอาคาร ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้ทำรายงานการตรวจสอบที่ดินและเสนอต่อ ผ. โดย ผ. เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองในฐานะผู้ประเมิน จำเลยที่ 3 จึงไม่ได้เป็นผู้ทำคำรับรองในเอกสารดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 269 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๙ , ๘๓ และนับโทษจำเลยที่ ๓ ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ ๓ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๓ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๙ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๘๖ , มาตรา ๒๖๙ วรรคสอง จำเลยที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๙ วรรคแรกและวรรคสอง? ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ จำเลยที่ ๓ เป็นพนักงานของโจทก์สาขานครปฐม โจทก์ทำสัญญารับจ้างประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์และประเมินราคาทรัพย์สินกับธนาคาร อ.

จำเลยที่ ๑ เป็นผู้กู้เงินจากธนาคาร อ. โดยใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๗๙๖๐ ตำบลโคกหม้อ จังหวัดราชบุรี เป็นหลักประกัน ธนาคาร อ. จึงส่งเรื่องให้โจทก์ทำการประเมินราคา จำเลยที่ ๑ พาจำเลยที่ ๓ ไปตรวจสอบที่ดินเสร็จแล้วจำเลยที่ ๓ ทำรายงานเสนอต่อ ผ. ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ประเมิน และจำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อในฐานะผู้จัดการ โดยจำเลยที่ ๓ เสนอราคาประเมินที่ดินมีมูลค่า ๖,๘๒๐,๐๐๐ บาท ตามสำเนาแบบสรุปผลการประเมินราคาหลักประกันที่ดินอาคาร โจทก์ได้ส่งเอกสารดังกล่าวให้ธนาคาร อ. ในที่สุดธนาคาร อ. ตกลงให้จำเลยที่ ๑ กู้เงินจำนวน ๔,๓๔๐,๐๐๐ บาท ต่อมาธนาคาร อ. แจ้งว่าราคาประเมินดังกล่าวสูงเกินความจริง โจทก์จึงออกไปตรวจสอบใหม่จึงทราบว่าที่ดินดังกล่าวมีมูลค่าเพียง ๑,๖๑๒,๐๐๐ บาท ธนาคาร อ. จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำหลักประกันไปวางเพื่อเป็นประกันความเสียหาย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ แต่เห็นสมควรหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยก่อน กล่าวคือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๙ วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดในการประกอบการงานในวิชาแพทย์ กฎหมาย บัญชีหรือวิชาชีพอื่นใด ทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จ?" เห็นว่า ผู้กระทำความผิดตามมาตรานี้จะต้องเป็นผู้ประกอบการงานวิชาชีพดังที่ระบุไว้เท่านั้น จำเลยที่ ๑ เป็นผู้กู้เงินจากธนาคาร อ. ไม่ได้ประกอบวิชาชีพการประเมินราคาทรัพย์ และไม่ได้ทำคำรับรองในแบบสรุปผลการประเมินราคาหลักประกันที่ดินอาคาร ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นเพียงผู้ทำรายงานการตรวจสอบที่ดินและเสนอต่อ ผ. โดย ผ. เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองในฐานะผู้ประเมินจำเลยที่ ๓ จึงไม่ได้เป็นผู้ทำคำรับรองในเอกสารดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๙ ดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จึงไม่มีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 269 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพสุพัฒน์ เรียลตี้ จำกัด
จำเลย — นายวิศิษฎ์ โรจนเสถียร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครปฐม — นายระบิล จันทรภิรมย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3616/2546
#50707
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว แต่การที่จำเลยจะใช้อาคารที่จำเลยก่อสร้างนั้นต้องได้รับการตรวจสอบและใบรับรองให้ใช้อาคารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน การที่จำเลยยังไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคารแต่กลับเข้าใช้อาคารจึงเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 วรรคสาม ฐานใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้ใบรับรองให้ใช้อาคารซึ่งเป็นเจตนากระทำผิดกรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นการเข้าใช้ในกิจการตามที่ได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้าง หรือเข้าใช้เพื่อกิจการอื่นต่างจากที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือไม่

จำเลยใช้อาคารดำเนินกิจการโรงแรมซึ่งเป็นอาคารควบคุมการใช้เช่นเดียวกับที่จำเลยใช้เพื่อดำเนินกิจการพาณิชยกรรมตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32(1)(2)แต่การจะเปลี่ยนการใช้อาคารเป็นโรงแรม ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือได้แจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบก่อนตามมาตรา 33 วรรคสอง เมื่อจำเลยยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือได้แจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบก่อนจึงเป็นการฝ่าฝืนใช้อาคารที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างสำหรับใช้เพื่อกิจการพาณิชยกรรมไปใช้เพื่อกิจการอื่น อันเป็นความผิดตามมาตรา 32 วรรคท้าย และมาตรา 33 วรรคสองอีกกระทงหนึ่ง

จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารที่ยังไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคาร และฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารส่วนที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้เปลี่ยนการใช้อาคารฯ เป็นความผิดหลายกรรมแยกต่างหากจากกันได้ แม้เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะแจ้งคำสั่งให้ระงับการใช้อาคารทั้งสองลักษณะให้จำเลยทราบพร้อมกันและจำเลยได้ฝ่าฝืนคำสั่งในขณะเดียวกันก็ตาม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารประเภทควบคุมการใช้ใช้อาคารเพื่อกิจการอื่นนอกจากที่ระบุในใบอนุญาตจำคุก2 เดือน ปรับ 40,000 บาท แต่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง ที่ให้ปรับจำเลยอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องจึงเป็นการไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงใหม่ ให้ทำการก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดความสูง 7 ชั้น 1 หลัง ที่ถนนรัตนโกสินทร์ ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยและหอพัก อันเป็นอาคารเพื่อกิจการพาณิชยกรรม ซึ่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ตามใบอนุญาตเลขที่ 181/2539 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2539 ต่อมาเมื่อระหว่างวันที่ 28 มกราคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ และเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงใหม่ได้ตรวจสอบอาคารในวันเดียวกันแล้วจนถึงวันที่ 4 ธันวาคม2540 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารประเภทควบคุมการใช้ ได้ใช้อาคารดังกล่าวเป็นสถานที่ประกอบธุรกิจการค้าและบริการของจำเลย โดยจำเลยยังไม่ได้รับรองจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงใหม่ให้ใช้อาคารดังกล่าวอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์2540 เจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงใหม่ได้มีคำสั่งให้จำเลยระงับการใช้อาคารของจำเลย นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเป็นต้นไปโดยได้แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารเพื่อการพาณิชยกรรมอันเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ ได้ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงใหม่ โดยยังคงใช้อาคารเป็นสถานที่ประกอบธุรกิจการค้าและบริการของจำเลยโดยยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงใหม่ให้ใช้อาคารโดยออกใบรับรองการใช้อาคารให้แก่จำเลยต่อไปอีก ในระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2540จนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2540 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมา เป็นเวลารวม293 วัน โดยจำเลยไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ให้กระทำได้ตามกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กับเมื่อระหว่างวันที่ 28 มกราคม 2540 ภายหลังจากจำเลยก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ จนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2540 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างเป็นที่พักอาศัยและหอพัก อันเป็นอาคารเพื่อการพาณิชยกรรมซึ่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้แล้วได้ใช้อาคารดังกล่าวเป็นสถานที่ประกอบกิจการโรงแรมของจำเลย โดยใช้ชื่อว่าโรงแรมสุวรรณกิตต์อันเป็นกิจการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารโดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงใหม่ให้เปลี่ยนประเภทการใช้อาคารเป็นการใช้สำหรับเป็นโรงแรมและไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ให้กระทำได้ตามกฎหมายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540 เจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงใหม่ได้มีคำสั่งให้จำเลยระงับการใช้อาคารของจำเลยนับตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับแจ้งคำสั่งเป็นต้นไป โดยได้แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วเมื่อวันที่15 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารเพื่อการพาณิชยกรรมอันเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ ได้ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงใหม่ โดยยังคงใช้อาคารเป็นสถานที่ประกอบกิจการโรงแรมของจำเลยโดยใช้ชื่อว่าโรงแรมสุวรรณกิตต์ โดยยังไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงใหม่ให้เปลี่ยนประเภทการใช้อาคารเป็นการใช้สำหรับเป็นโรงแรมต่อไปอีกในระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2540 จนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2540 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมา เป็นเวลารวม 293 วัน และยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันตลอดมาจนถึงวันฟ้อง โดยจำเลยไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ให้กระทำได้ตามกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลป่าตันอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 32, 33, 44, 47, 47 ทวิ, 65, 67, 69, 70 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58, 91 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4647/2540ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ และปรับจำเลยเป็นรายวัน วันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่จำเลยยังฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 32 วรรคสามและวรรคท้าย, 33 (ที่ถูก 33 วรรคสอง), 44, 65, 67,70 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้อาคารโดยไม่ได้ใบรับรองให้ใช้อาคาร(ที่ถูก ฐานใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคาร) จำคุก2 เดือน ปรับ 40,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่ง (ที่ถูก ฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารส่วนที่ยังไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคาร) จำคุก 4 เดือน ปรับ 60,000 บาท และปรับวันละ 200 บาท เป็นเวลา293 วัน เป็นเงิน 58,600 บาท รวมปรับ 118,600 บาท ฐานใช้อาคารเพื่อกิจการอื่นนอกจากที่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก ฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารประเภทควบคุมการใช้ใช้อาคารเพื่อกิจการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาตและฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารเปลี่ยนการใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับกิจการหนึ่งไปใช้เป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับอีกกิจการหนึ่งโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารประเภทควบคุมการใช้ใช้อาคารเพื่อกิจการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 2 เดือนปรับ 40,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งในการเปลี่ยนประเภทการใช้อาคาร (ที่ถูก ฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารส่วนที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้เปลี่ยนการใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับกิจการหนึ่งไปใช้เป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับอีกกิจการหนึ่ง) จำคุก 4 เดือน ปรับ60,000 บาท และปรับวันละ 200 บาท เป็นเวลา 293 วัน เป็นเงิน 58,600 บาท รวมปรับ118,600 บาท รวมเป็นจำคุก 12 เดือน ปรับ 317,200 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก6 เดือน ปรับ 158,600 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และปรับจำเลยวันละ 200 บาท ตลอดเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานใช้อาคารโดยไม่มีใบรับรองให้ใช้อาคาร (ที่ถูก ฐานใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้ใบรับรองให้ใช้อาคาร)ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 (ที่ถูกมาตรา 32วรรคสาม), 65 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 70 ปรับวันละ 2,000 บาท นับแต่วันที่28 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง อีกสถานหนึ่ง ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานให้ปรับกระทงละ 4,000 บาท ต่อวัน รวมสองกระทงเป็นปรับวันละ 8,000 บาท นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง ฐานใช้อาคารโดยไม่ได้รับรองให้ใช้อาคารคงปรับวันละ 1,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานคงปรับกระทงละ2,000 บาท ต่อวัน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำผิดของจำเลยในความผิดข้อหาที่ 1 ฐานใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้ใบรับรองให้ใช้อาคารกับข้อหาที่ 3 ฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารประเภทควบคุมการใช้ใช้อาคารเพื่อกิจการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาต และความผิดข้อหาที่ 2 ฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารส่วนที่ยังไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคาร กับข้อหาที่ 4 ฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารส่วนที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้เปลี่ยนการใช้อาคารฯ ต่างเป็นการกระทำซึ่งมีเจตนาประสงค์ต่อผลอันเดียวกันคือการใช้อาคารอันเป็นการต่อเนื่องในคราวเดียวโดยไม่ขาดตอน เพราะในระยะเวลาตั้งแต่จำเลยก่อสร้างอาคารเสร็จเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2540 จนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2540 และจนถึงวันฟ้อง จำเลยไม่ได้กระทำการอันใดเป็นกรรมใหม่ขึ้นมาเลยประกอบทั้งการกระทำดังกล่าวมิได้เป็นการกระทำผิดในกฎหมายบทที่เป็นเหตุเพิ่มโทษหรือเหตุฉกรรจ์ จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทที่ต้องใช้กฎหมายซึ่งมีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น เห็นว่า แม้อาคารที่เป็นมูลเหตุแห่งการกระทำผิดของจำเลยจะเป็นอาคารหลังเดียวกับที่จำเลยได้ขออนุญาตก่อสร้างจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก็ตาม แต่ในการที่จำเลยจะใช้อาคารที่จำเลยก่อสร้างนั้นจะต้องได้รับการตรวจสอบและใบรับรองให้ใช้อาคารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน เพื่อที่จะได้ทราบว่าได้ก่อสร้างถูกต้องตามแบบแปลนที่ได้ขออนุญาตก่อสร้างและอาคารมั่นคงปลอดภัยในการที่จะเข้าใช้อาคารหรือไม่ การที่จำเลยยังไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคารแต่จำเลยกลับเข้าใช้อาคารเช่นนี้ จึงเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 วรรคสาม ฐานใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคารซึ่งเป็นเจตนากระทำผิดกรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วโดยไม่ต้องคำนึงการที่จำเลยเข้าใช้อาคารที่ไม่ได้ใบรับรองนั้นจะเป็นการเข้าใช้ในกิจการตามที่ได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้าง หรือเข้าใช้เพื่อกิจการอื่นต่างจากที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือไม่ ส่วนการที่จำเลยเข้าใช้อาคารเพื่อกิจการอื่นต่างไปจากที่ได้ขออนุญาตก่อสร้างจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นนั้น แม้ในการใช้อาคารดังกล่าวจำเลยใช้ดำเนินกิจการโรงแรม ซึ่งเป็นอาคารควบคุมการใช้เช่นเดียวกับที่จำเลยใช้เพื่อดำเนินกิจการพาณิชยกรรมตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32(1)(2)ก็ตาม แต่ในการที่จะเปลี่ยนการใช้อาคารเป็นโรงแรม จำเลยต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือได้แจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบก่อนแล้วตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 33 วรรคสอง เมื่อจำเลยยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือได้แจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบก่อนเช่นนี้ จึงเห็นได้ถึงเจตนาของจำเลยที่จะฝ่าฝืนใช้อาคารที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างสำหรับใช้เพื่อกิจการพาณิชยกรรมไปใช้อาคารเพื่อกิจการอื่น อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 วรรคท้าย และมาตรา 33 วรรคสอง ฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารประเภทควบคุมการใช้ใช้อาคารเพื่อกิจการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาตและฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารเปลี่ยนการใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับกิจการหนึ่งไปใช้เป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับอีกกิจการหนึ่งโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นการกระทำผิดอีกกระทงหนึ่งต่างหาก ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำผิดของจำเลยฐานใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้ใบรับรองให้ใช้อาคาร และฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารประเภทควบคุมการใช้ใช้อาคารเพื่อกิจการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาตฯ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้นชอบแล้วสำหรับความผิดข้อหาที่ 2 ฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารส่วนที่ยังไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคาร และความผิดข้อหาที่ 4 ฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารส่วนที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้เปลี่ยนการใช้อาคารฯ นั้น แม้เจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงใหม่จะได้แจ้งคำสั่งให้ระงับการใช้อาคารทั้งสองลักษณะให้จำเลยทราบพร้อมกันในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2540 และจำเลยได้ฝ่าฝืนคำสั่งทั้งสองดังกล่าวในขณะเดียวกันก็ตาม แต่ความผิดทั้งสองข้อหามีองค์ประกอบความผิดที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ความผิดข้อหาที่ 2 จะยังคงเป็นความผิดตลอดไปจนกว่าจำเลยได้รับใบรับรองให้ใช้อาคาร แต่ความผิดข้อหาที่ 4 นั้น จะยังคงเป็นความผิดตลอดไปจนกว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตให้เปลี่ยนการใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับกิจการหนึ่งไปใช้เป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับอีกกิจการหนึ่งซึ่งการที่จะได้รับใบรับรองให้ใช้อาคารและใบอนุญาตในแต่ละกรณีดังกล่าวเป็นคนละเรื่องไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด และอาจจะได้ใบรับรองให้ใช้อาคารและใบอนุญาตให้เปลี่ยนการใช้อาคารในระยะเวลาที่แตกต่างกันได้ด้วย ประกอบกับได้วินิจฉัยแล้วว่า ความผิดฐานใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้ใบรับรองให้ใช้อาคาร และฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารประเภทควบคุมการใช้ใช้อาคารเพื่อกิจการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาตฯ เป็นความผิดหลายกรรม ดังนั้น การกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารที่ยังไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคาร และฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารส่วนที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้เปลี่ยนการใช้อาคารฯ จึงย่อมเป็นความผิดหลายกรรมแยกต่างหากจากกันได้เช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานเป็นหลายกรรมนั้นชอบแล้วเช่นกัน

ที่จำเลยฎีกาขอให้ลดค่าปรับว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานใช้อาคารโดยไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคารปรับวันละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องอีกสถานหนึ่งและฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานให้ปรับกระทงละ 2,000 บาท ต่อวัน รวมสองกระทงเป็นปรับวันละ 4,000 บาท นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องรวมโทษปรับจะต้องชำระวันละ 5,000 บาท และหากรวมโทษปรับถึงวันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำเลยต้องถูกลงโทษปรับเป็นจำนวนกว่า8,000,000 บาท นั้น เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522มาตรา 32 วรรคสาม หรือมาตรา 32 วรรคท้าย ที่ต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง แล้ว ยังต้องรับโทษตามมาตรา 65วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "นอกจากต้องระวางโทษตามวรรคหนึ่งแล้วผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 21 มาตรา 31 มาตรา 32 มาตรา 34 หรือมาตรา 57 ยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง" ด้วยซึ่งหมายความว่าจำเลยยังต้องถูกปรับเป็นรายวันต่อไปอีกตลอดเวลาที่จำเลยยังฝ่าฝืนใช้อาคารที่ไม่ได้รับใบรับรองการใช้อาคารหรือยังใช้อาคารเพื่อกิจการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาต และเนื่องจากอาคารที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับใช้เพื่อกิจการพาณิชยกรรมซึ่งในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาคารดังกล่าวนี้ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522มาตรา 70 ยังได้บัญญัติวางโทษไว้อีกว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการกระทำอันเกี่ยวกับอาคารเพื่อพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม การศึกษาหรือการสาธารณสุขหรือเป็นการกระทำในทางการค้าเพื่อให้เช่า ให้เช่าซื้อ ขาย หรือจำหน่ายโดยมีค่าตอบแทนซึ่งอาคารใด ๆ ผู้กระทำต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ" ดังนั้น การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 32 วรรคสาม หรือมาตรา 32 วรรคท้าย จึงต้องถูกปรับอีกวันละไม่เกินสองหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ลงโทษปรับความผิดฐานใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้ใบรับรองให้ใช้อาคารวันละ 2,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงเหลือปรับวันละ1,000 บาท นั้น จึงเป็นการเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ส่วนการฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับใช้อาคารที่ไม่ได้ใบรับรองให้ใช้อาคารและไม่ได้ใบอนุญาตให้เปลี่ยนการใช้อาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 44 นอกจากที่จะต้องรับโทษตามมาตรา 67 วรรคแรก แล้วยังต้องรับโทษตามมาตรา 67 วรรคสองที่บัญญัติว่า "นอกจากต้องระวางโทษตามวรรคหนึ่งแล้วผู้ฝ่าฝืนยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกินสามหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง" ด้วยซึ่งหมายความว่า จำเลยยังต้องถูกปรับเป็นรายวันต่อไปอีกจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นและเนื่องจากอาคารที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับใช้เพื่อกิจการพาณิชยกรรม ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาคารดังกล่าวนี้ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำความผิดดังกล่าวด้วยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522มาตรา 70 ดังนั้น การทำผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารที่ไม่ได้ใบรับรอง จึงต้องถูกปรับอีกวันละไม่เกินหกหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนคำสั่งหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ลงโทษปรับความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารที่ไม่ได้ใบรับรองและให้ระงับการเปลี่ยนประเภทการใช้อาคารวันละ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงเหลือปรับวันละ2,000 บาท นั้น จึงเป็นการเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้วเช่นกัน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้ใบรับรองให้ใช้อาคาร ปรับวันละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องนั้น ไม่ถูกต้องเนื่องจากโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ใช้อาคารดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม2540 ถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2540 จำเลยจึงต้องรับโทษปรับถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2540เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง นอกจากนี้ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารประเภทควบคุมการใช้ใช้อาคารเพื่อกิจการอื่นนอกจากที่ระบุในใบอนุญาต จำคุก 2 เดือน ปรับ 40,000 บาทแต่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65วรรคสอง ที่ให้ปรับจำเลยอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง เป็นการไม่ถูกต้องเช่นกัน แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ในข้อหานี้และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้ใบรับรองให้ใช้อาคาร ปรับนับแต่วันที่ 28 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2540 อีกสถานหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 32 ม. 33 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาง ประทุม บุญญเขตมาลาหรือบุญญะเขตมาลา
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3616/2546
#111745
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยได้ก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยและหอพักที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นเสร็จแล้วเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2540 จำเลยกลับใช้อาคารดังกล่าวเป็นโรงแรม โดยยังไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคารดังกล่าวจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และยังไม่ได้ใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ให้เปลี่ยนการใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับกิจการหนึ่งไปใช้เป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับอีกกิจการหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 วรรคสาม กระทงหนึ่ง กับมาตรา 32 วรรคท้าย และมาตรา 33 วรรคสองอีกกระทงหนึ่ง

ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารส่วนที่ยังไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคาร และฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารส่วนที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้เปลี่ยนการใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับกิจการหนึ่งไปใช้เป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับอีกกิจการหนึ่ง แม้เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะได้แจ้งคำสั่งให้ระงับการการใช้อาคารทั้งสองลักษณะให้จำเลยทราบพร้อมกัน และจำเลยได้ฝ่าฝืนคำสั่งทั้งสองดังกล่าวในขณะเดียวกันก็ตาม แต่ความผิดทั้งสองข้อหามีองค์ประกอบความผิดที่แตกต่างกัน แต่ละข้อหาจะมีความผิดตลอดไปจนกว่าจำเลยได้รับใบรับรองให้ใช้อาคารและจนกว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตให้เปลี่ยนการใช้อาคารแล้วแต่กรณี และการได้รับใบรับรองให้ใช้อาคารและใบอนุญาตในแต่ละกรณี เป็นคนละเรื่องไม่เกี่ยวข้องกัน และอาจได้รับใบรับรองให้ใช้อาคารและใบอนุญาตในระยะเวลาที่แตกต่างกันด้วย ทั้งความผิดฐานใช้อาคารโดยไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคารและฐานใช้อาคารเพื่อการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาตเป็นความผิดหลายกรรมอีกด้วย การกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นทั้งสองลักษณะจึงย่อมเป็นความผิดหลายกรรมแยกต่างหากจากกันได้เช่นกัน

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคารตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2540 จึงต้องลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง เพียงถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2540 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๓๒ , ๓๓ , ๔๔ , ๔๗ , ๔๗ ทวิ , ๖๕ , ๖๗ , ๖๙ , ๗๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘ , ๙๑ บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๔๖๔๗/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ และปรับจำเลยเป็นรายวัน วันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ตลอดเวลาที่จำเลยยังฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๒ วรรคสามและวรรคท้าย , ๓๓ (ที่ถูก ๓๓ วรรคสอง) , ๔๔ , ๖๕ , ๖๗ , ๗๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑?

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้?

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำผิดของจำเลยในความผิดข้อหาที่ ๑ ฐานใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้ใบรับรองให้ใช้อาคาร กับข้อหาที่ ๓ ฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารประเภทควบคุมการใช้ใช้อาคารเพื่อกิจการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาต และความผิดข้อหาที่ ๒ ฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารส่วนที่ยังไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคาร กับข้อหาที่ ๔ ฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารส่วนที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้เปลี่ยนการใช้อาคาร ฯ ต่างเป็นการกระทำซึ่งมีเจตนาประสงค์ต่อผลอันเดียวกันคือการใช้อาคารอันเป็นการต่อเนื่องในคราวเดียวโดยไม่ขาดตอน จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทที่ต้องใช้กฎหมายซึ่งมีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ นั้น เห็นว่า แม้อาคารที่เป็นมูลเหตุแห่งการกระทำผิดของจำเลยจะเป็นอาคารหลังเดียวกับที่จำเลยได้ขออนุญาตก่อสร้างจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยและหอพัก อันเป็นอาคารเพื่อกิจการพาณิชยกรรมประเภทควบคุมการใช้โดยจำเลยได้ก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๐ ก็ตาม แต่ในการที่จำเลยจะใช้อาคารที่จำเลยก่อสร้างนั้นจะต้องได้รับการตรวจสอบและใบรับรองให้ใช้อาคารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน เพื่อที่จะได้ทราบว่าได้ก่อสร้างถูกต้องตามแบบแปลนที่ได้ขออนุญาตก่อสร้างและอาคารมั่นคงปลอดภัยในการที่จะเข้าใช้อาคารหรือไม่ การที่จำเลยยังไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคารแต่จำเลยกลับเข้าใช้อาคารเช่นนี้ จึงเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๒ วรรคสาม ฐานใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้ใบรับรองให้ใช้อาคาร ซึ่งเป็นเจตนากระทำผิดกรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วโดยไม่ต้องคำนึงการที่จำเลยเข้าใช้อาคารที่ไม่ได้ใบรับรองนั้นจะเป็นการเข้าใช้ในกิจการตามที่ได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้าง หรือเข้าใช้เพื่อกิจการอื่นต่างจากที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือไม่ ส่วนการที่จำเลยเข้าใช้อาคารเพื่อกิจการอื่นต่างไปจากที่ได้ขออนุญาตก่อสร้างจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นนั้น แม้ในการใช้อาคารดังกล่าวจำเลยใช้ดำเนินกิจการโรงแรม ซึ่งเป็นอาคารควบคุมการใช้เช่นเดียวกับที่จำเลยใช้เพื่อดำเนินกิจการพาณิชยกรรมตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๒ (๑) (๒) ก็ตาม แต่ในการที่จะเปลี่ยนการใช้อาคารเป็นโรงแรม จำเลยต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือได้แจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบก่อนแล้วตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๓ วรรคสอง เมื่อจำเลยยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือได้แจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบก่อนเช่นนี้ จึงเห็นได้ถึงเจตนาของจำเลยที่จะฝ่าฝืนใช้อาคารที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างสำหรับใช้เพื่อกิจการพาณิชยกรรมไปใช้อาคารเพื่อกิจการอื่น อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๒ วรรคท้าย และมาตรา ๓๓ วรรคสอง ฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารประเภทควบคุมการใช้ใช้อาคารเพื่อกิจการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาตและฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารเปลี่ยนการใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับกิจการหนึ่งไปใช้เป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับอีกกิจการหนึ่งโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นการกระทำผิดอีกกระทงหนึ่งต่างหาก ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำผิดของจำเลยฐานใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้ใบรับรองให้ใช้อาคาร และฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารประเภทควบคุมการใช้ใช้อาคารเพื่อกิจการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาต ฯ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้นชอบแล้ว สำหรับความผิดข้อหาที่ ๒ ฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารส่วนที่ยังไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคาร และความผิดข้อหาที่ ๔ ฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารส่วนที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้เปลี่ยนการใช้อาคาร ฯ นั้น แม้เจ้าพนักงานท้องถิ่น เทศบาลนครเชียงใหม่จะได้แจ้งคำสั่งให้ระงับการใช้อาคารทั้งสองลักษณะให้จำเลยทราบพร้อมกันในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ และจำเลยได้ฝ่าฝืนคำสั่งทั้งสองดังกล่าวในขณะเดียวกันก็ตาม แต่ความผิดทั้งสองข้อหามีองค์ประกอบความผิดที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ความผิดข้อหาที่ ๒ จะยังคงเป็นความผิดตลอดไปจนกว่าจำเลยได้รับใบรับรองให้ใช้อาคาร แต่ความผิดข้อหาที่ ๔ นั้น จะยังคงเป็นความผิดตลอดไปจนกว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตให้เปลี่ยนการใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับกิจการหนึ่งไปใช้เป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้สำหรับอีกกิจการหนึ่ง ซึ่งการที่จะได้รับใบรับรองให้ใช้อาคารและใบอนุญาตในแต่ละกรณีดังกล่าวเป็นคนละเรื่องไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด และอาจจะได้ใบรับรองให้ใช้อาคารและใบอนุญาตให้เปลี่ยนการใช้อาคารในระยะเวลาที่แตกต่างกันได้ด้วย ประกอบกับได้วินิจฉัยแล้วว่า ความผิดฐานใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้ใบรับรองให้ใช้อาคาร และฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารประเภทควบคุมการใช้ใช้อาคารเพื่อกิจการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาต ฯ เป็นความผิดหลายกรรม ดังนั้น การกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารที่ยังไม่ได้รับใบรับรองให้ใช้อาคาร และฐานเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการใช้อาคารส่วนที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้เปลี่ยนการใช้อาคาร ฯ จึงย่อมเป็นความผิดหลายกรรมแยกต่างหากจากกันได้เช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานเป็นหลายกรรมนั้นชอบแล้วเช่นกัน?

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้ใบรับรองให้ใช้อาคาร ปรับวันละ ๒,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องนั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ใช้อาคารดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ จำเลยจึงต้องรับโทษปรับถึงวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง?

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยไม่ได้ใบรับรองให้ใช้อาคาร ปรับนับแต่วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ อีกสถานหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 32 วรรคสาม ม. 33 วรรคสอง ม. 44 ม. 65 ม. 67 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นางประทุม บุญญเขตมาลา หรือบุญญะเขตมาลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายตุลยวัต พรหมพันธ์ใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาววันทนี กีรติพิบูล
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3602/2546
#49493
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้อันเกิดจากการใช้สินค้าและบริการของผู้ประกอบการค้าหรือผู้ให้บริการ มิได้กำหนดเวลาการชำระหนี้ไว้ชัดเจน ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203

สัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างโจทก์จำเลย ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนเพื่อให้จำเลยชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บริการโทรศัพท์ แม้ตามเงื่อนไขของสัญญาดังกล่าวระบุให้ผู้ใช้บริการนำเงินค่าใช้บริการไปชำระให้แก่ผู้ให้บริการภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ ก็เป็นเพียงเงื่อนไขของการบอกกล่าวเพื่อให้ชำระหนี้ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เท่านั้น ฉะนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าใช้บริการจึงเกิดขึ้นตั้งแต่จำเลยได้ใช้บริการโทรศัพท์ของโจทก์ในแต่ละครั้ง เมื่อช่วงระยะเวลาที่จำเลยใช้บริการโทรศัพท์จนถึงวันฟ้องเกินกว่า2 ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่าเป็นเงิน 167,571.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ไม่เคยทำสัญญากับโจทก์ หนี้ตามฟ้องโจทก์มิได้เรียกร้องเอาภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้องจึงขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 167,571.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(7) หรือไม่ เห็นว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวนี้เป็นหนี้อันเกิดจากการใช้สินค้าและบริการของผู้ประกอบการค้าหรือผู้ให้บริการ ซึ่งหากมิได้กำหนดเวลาการชำระหนี้ไว้ชัดเจน ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 203 คดีนี้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างโจทก์จำเลยเอกสารหมาย จ.5 ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนเพื่อให้จำเลยชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บริการโทรศัพท์ แม้ตามเงื่อนไขของสัญญาดังกล่าวในข้อ 7 ที่ระบุให้ผู้ใช้บริการนำเงินค่าใช้บริการไปชำระให้แก่ผู้ให้บริการภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงเงื่อนไขของการบอกกล่าวเพื่อให้ชำระหนี้ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เท่านั้น ฉะนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าใช้บริการจึงเกิดขึ้นตั้งแต่จำเลยได้ใช้บริการโทรศัพท์ของโจทก์ในแต่ละครั้ง เมื่อปรากฏตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.9 ว่าช่วงระยะเวลาที่จำเลยใช้บริการโทรศัพท์จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 28 มิถุนายน 2544) เกินกว่า 2 ปีคดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 ม. 193/34 ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การสื่อสารแห่งประเทศไทย
จำเลย — นาย สุนทร คนต่ำ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3602/2546
#50844
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการให้จำเลยชำระค่าเช่าให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่าเป็นหนี้อันเกิดจากการใช้สินค้าและบริการของผู้ประกอบการหรือผู้ให้บริการซึ่งหากมิได้กำหนดเวลาการชำระหนี้ไว้ชัดเจน ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 เมื่อปรากฏว่าสัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนเพื่อให้จำเลยชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บริการโทรศัพท์ แม้ในเงื่อนไขของสัญญาดังกล่าวจะระบุให้จำเลยผู้ใช้บริการนำเงินค่าใช้บริการไปชำระให้แก่โจทก์ผู้ให้บริการภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ข้อความดังกล่าวก็เป็นเพียงเงื่อนไขของการบอกกล่าวเพื่อให้ชำระหนี้ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เท่านั้น ฉะนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าใช้บริการจึงเกิดขึ้นตั้งแต่จำเลยได้ใช้บริการโทรศัพท์ของโจทก์ในแต่ละครั้ง เมื่อปรากฏตามใบแจ้งหนี้ว่าช่วงระยะเวลาที่จำเลยใช้บริการโทรศัพท์จนถึงวันฟ้องเกินกว่า 2 ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่าเป็นเงิน 167,571.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ไม่เคยทำสัญญากับโจทก์ หนี้ตามฟ้องโจทก์มิได้เรียกร้องเอาภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้อง จึงขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 167,571.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(7) หรือไม่ เห็นว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวนี้เป็นหนี้อันเกิดจากการใช้สินค้าและบริการของผู้ประกอบการค้าหรือผู้ให้บริการ ซึ่งหากมิได้กำหนดเวลาการชำระหนี้ไว้ชัดเจนถือได้ว่าเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ซึ่งเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 203 คดีนี้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างโจทก์จำเลยเอกสารหมาย จ.5 ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนเพื่อให้จำเลยชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บริการโทรศัพท์ แม้ตามเงื่อนไขของสัญญาดังกล่าวในข้อ 7 ที่ระบุให้ผู้ใช้บริการนำเงินค่าใช้บริการไปชำระให้แก่ผู้ให้บริการภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงเงื่อนไขของการบอกกล่าวเพื่อให้ชำระหนี้ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เท่านั้น ฉะนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าใช้บริการจึงเกิดขึ้นตั้งแต่จำเลยได้ใช้บริการโทรศัพท์ของโจทก์ในแต่ละครั้ง เมื่อปรากฏตามใบแจ้งหนี้ เอกสารหมาย จ.6 ถึงจ.9 ว่าช่วงระยะเวลาที่จำเลยใช้บริการโทรศัพท์จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 28 มิถุนายน 2544) เกินกว่า2 ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 ม. 203 ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การสื่อสารแห่งประเทศไทย
จำเลย — นาย สุนทร คนต่ำ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3602/2546
#110954
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างโจทก์จำเลย ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 แม้ตามเงื่อนไขของสัญญาที่ระบุให้ผู้ใช้บริการ (จำเลย) นำเงินค่าใช้บริการไปชำระให้แก่ผู้ให้บริการ (โจทก์) ภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงเงื่อนไขของการบอกกล่าวเพื่อให้ชำระหนี้ตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 387 เท่านั้น ฉะนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าใช้บริการจึงเกิดขึ้นตั้งแต่จำเลยได้ใช้บริการโทรศัพท์ของโจทก์ในแต่ละครั้ง เมื่อปรากฏตามใบแจ้งหนี้ว่าช่วงเวลาที่จำเลยใช้บริการโทรศัพท์จนถึงวันฟ้องเกินกว่า 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่าเป็นเงิน ๑๖๗,๕๗๑.๙๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า หนี้ตามฟ้องโจทก์มิได้เรียกร้องเอาภายในกำหนด ๒ ปี นับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้อง จึงขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๖๗,๕๗๑.๙๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๔ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๒๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวนี้เป็นหนี้อันเกิดจากการใช้สินค้าและบริการของผู้ประกอบการค้าหรือผู้ให้บริการ ซึ่งหากมิได้กำหนดเวลาการชำระหนี้ไว้ชัดเจน ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๓ คดีนี้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างโจทก์จำเลยไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนเพื่อให้จำเลยชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บริการโทรศัพท์ แม้ตามเงื่อนไขของสัญญาดังกล่าวในข้อ ๗ ที่ระบุให้ผู้ใช้บริการนำเงินค่าใช้บริการไปชำระให้แก่ผู้ให้บริการภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงเงื่อนไขของการบอกกล่าวเพื่อให้ชำระหนี้ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๗ เท่านั้น ฉะนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าใช้บริการจึงเกิดขึ้นตั้งแต่จำเลยได้ใช้บริการโทรศัพท์ของโจทก์ในแต่ละครั้ง เมื่อปรากฏตามใบแจ้งหนี้ว่าช่วงระยะเวลาที่จำเลยใช้บริการโทรศัพท์ จนถึงวันฟ้อง (วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๔) เกินกว่า ๒ ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม ๓,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/34 (7) ม. 203
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การสื่อสารแห่งประเทศไทย
จำเลย — นายสุนทร คนต่ำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นางสาวอัจฉราพรรณ ภาสิริวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3599/2546
#51047
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องโจทก์ไว้เป็นไม่รับฟ้องโดยให้เหตุผลว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลนี้ที่จะพิจารณาพิพากษา คำสั่งดังกล่าวเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีของโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542มาตรา 9(1) นั่นเอง ศาลชั้นต้นต้องทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครอง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องไว้เป็นไม่รับฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของคุณหญิงโกมารกุล มนตรี ซึ่งเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5037 ตั้งอยู่ริมถนนสุริวงศ์ จังหวัดพระนคร จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการของจำเลยที่ 2 ตำแหน่งผู้อำนวยการเขตบางรัก จำเลยที่ 2 เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ดำเนินกิจการในเขตกรุงเทพมหานครในเรื่องการดูแลรักษาที่สาธารณะ และควบคุมบังคับบัญชาการปฏิบัติหน้าที่ราชการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 3เมษายน 2507 เจ้ามรดกได้นำที่ดินออกให้เช่าเพื่อปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ โดยอาคารพาณิชย์ซึ่งรวมถึงชายคาหรือกันสาดได้ก่อสร้างในเขตที่ดินมรดกโดยได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า อาคารพาณิชย์ดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ต่อมาที่ดินของโจทก์ดังกล่าวถูกเวนคืนบางส่วนเพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ โจทก์กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีข้อขัดแย้งกันทำให้การรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินต้องล่าช้าต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2543 โจทก์ยื่นคำร้องขอรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินทั้งแปลงเพื่อแบ่งแยกที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืน จำเลยที่ 1 ได้มาระวังชี้เขตที่ดินที่อยู่ติดต่อกับที่ดินซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ทั้ง 3 ด้าน จำเลยที่ 1 ได้คัดค้านแนวเขตที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้ที่อยู่ติดถนนสุริวงศ์ว่ารุกล้ำเข้าไปในส่วนที่เป็นทางเท้าสาธารณะ ซึ่งความจริงอาคารและสิ่งปลูกสร้างมิได้มีส่วนใดยื่นเข้าไปหรือรุกล้ำเข้าไปในถนนสุริวงศ์แต่อย่างใดพื้นที่ใต้ชายคาหรือกันสาดนั้น เมื่อปี 2538 จำเลยทั้งสองได้ปูถนนทับพื้นที่ส่วนดังกล่าวด้วยอิฐตัวหนอน เพื่อให้เป็นแนวระดับเดียวกับพื้นที่ทางเท้าสาธารณะนอกกันสาด โดยมิได้มีความยินยอมจากโจทก์ โจทก์ไม่เคยแสดงเจตนาอุทิศหรือทอดทิ้ง หรือปล่อยให้พื้นที่ของโจทก์ส่วนนี้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 ถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 รับรองแนวเขตในการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ตามรูปแผนที่ผลการรังวัดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2544 หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ดินบริเวณที่จำเลยที่ 1คัดค้านแนวเขตการรังวัดมิใช่ที่ดินของโจทก์ เพราะเป็นทางเท้าสาธารณะประชาชนทั่วไปใช้สัญจรมาเป็นเวลานานหลายสิบปี จำเลยที่ 2 ได้ปรับปรุงถนนสุริวงศ์และทางเท้าของถนนดังกล่าวหลายครั้งเพื่อให้ประชาชนทั่วไปสัญจรตลอดมาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้แล้ว ต่อมาในวันนัดสืบพยานโจทก์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมเป็นไม่รับฟ้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องไว้ แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 254 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องโจทก์ไว้เป็นไม่รับฟ้องนั้น ศาลชั้นต้นให้เหตุผลว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลนี้ที่จะพิจารณาพิพากษา คำสั่งดังกล่าวมีความหมายอยู่ในตัวว่าศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีของโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เนื่องจากเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9(1)นั่นเอง ซึ่งกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ก่อนมีคำพิพากษาถ้าศาลที่รับฟ้องคดีนั้นเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 บัญญัติให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่ศาลรับฟ้องเห็นว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ถ้าศาลที่รับความเห็นมีความเห็นพ้องกับศาลที่ส่งความเห็น ให้แจ้งความเห็นไปยังศาลที่ส่งความเห็นเพื่อมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลนั้นหรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจ แต่ถ้าศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ให้ศาลที่ส่งความเห็นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติถึงกระบวนการชี้ขาดเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล กล่าวคือหากศาลยุติธรรมเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลตนก็ชอบที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของบทบัญญัตินี้ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งกรณีนี้ได้แก่ศาลปกครองกลาง ศาลชั้นต้นต้องจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองกลาง หากศาลปกครองกลางเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองกลาง ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะโอนคดีไปยังศาลปกครองกลาง หรือจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปฟ้องคดีที่ศาลปกครองกลาง แต่ถ้าศาลปกครองกลางมีความเห็นแตกต่างในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้ ศาลชั้นต้นก็ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยต่อไปการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องไว้เป็นไม่รับฟ้องโจทก์นั้นไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 อุทธรณ์โจทก์ที่ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปนั้น ไม่อาจพิพากษาให้ได้ เพราะขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามเรื่องเขตอำนาจศาลเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องได้

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตรี ชายน้อย โกมารกุล ณ นคร
จำเลย — ผู้อำนวยการเขตบางรัก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
กำพล ภู่สุดแสวง
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3596/2546
#50332
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และอยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยโดยยังมิได้หย่าขาดกับโจทก์ โจทก์จึงฟ้องหย่าโดยเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง แม้โจทก์จะทราบว่าจำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสและอยู่กินด้วยกันตั้งแต่ปี 2536 แต่จำเลยทั้งสองก็อยู่กินด้วยกันตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ลักษณะการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์ต่อเนื่องกันมายังมิได้หยุดการกระทำอายุความจึงยังไม่เริ่มนับ คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

แม้โจทก์จะเคยเห็นภาพถ่ายพิธีมงคลสมรสของจำเลยทั้งสองในภายหลังและมิได้โต้แย้งคัดค้านก็ตาม แต่ขณะจัดพิธีมงคลสมรสของจำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่ทราบเรื่องกรณียังไม่พอฟังว่าโจทก์ได้รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1517 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าได้

การที่จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงอื่นฉันภริยาอันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) และศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันด้วยเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคแรก

สิทธิของผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาเป็นสิทธิของบุตรแต่ละคนจะพึงได้รับตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองรวมกันมาจึงไม่ถูกต้อง ควรกำหนดจำนวนเงินเป็นรายเดือนให้เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแต่ละคนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะแล้วให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยกำหนดจำนวนเงินเป็นรายเดือนแก่บุตรคนที่สองต่อไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2527 ณ สำนักทะเบียนอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กหญิงกนกพรรณ เพชรไทย และเด็กชายธนรัชต์ เพชรไทย เมื่อประมาณต้นปี 2536 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้จักและสนิทสนมในทำนองชู้สาวกับจำเลยที่ 2 โจทก์จึงบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ทราบว่า โจทก์เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน 2 คน ขอให้จำเลยที่ 2 เลิกยุ่งเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อต้นปี 2541 โจทก์ได้ทราบว่าจำเลยทั้งสองสมัครใจเป็นสามีภริยากันอย่างเปิดเผย โดยจำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2536 ณ สำนักทะเบียนอำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ระหว่างที่โจทก์อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรผู้เยาว์ทั้งสองในฐานะบิดาพึงกระทำจำเลยที่ 1 ได้ประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง การที่จำเลยที่ 1 ไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตร แต่ไปอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันสามีภริยาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียงและเกียรติคุณ โจทก์ไม่สามารถที่จะอยู่กินร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้ จึงได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าทดแทนความเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับโจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้บุตรผู้เยาว์คือเด็กหญิงกนกพรรณและเด็กชายธนรัชต์ เพชรไทย อยู่ในอำนาจปกครองของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าทดแทนให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยาและพักอาศัยร่วมกันที่บ้านบิดาและมารดาของโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 ถูกดูถูกเหยียดหยาม แสดงความรังเกียจจากบิดามารดาของโจทก์ตลอดเวลา และบิดามารดาของโจทก์บีบบังคับให้จำเลยที่ 1 หาเงินสดจำนวน 30,000 บาท มาให้เพื่อทำรั้วบ้าน จำเลยที่ 1 จึงกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์มามอบให้ เมื่อทำรั้วเสร็จเรียบร้อยแล้วบิดามารดาของโจทก์ขับไล่ให้จำเลยที่ 1 ไปหาที่อยู่ใหม่ โดยไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 อาศัยร่วมด้วย จำเลยที่ 1 ต้องไปอาศัยอยู่ที่บ้านพักราชการของผู้อื่น เมื่อจำเลยที่ 1 มีบ้านพักเป็นของตนเองแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์มาอยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่ยอมมา ต่อมาในปี 2532 จำเลยที่ 1 ย้ายไปรับราชการที่จังหวัดศรีสะเกษ จำเลยที่ 1 ได้ชวนให้โจทก์ย้ายไปอยู่ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ด้วย แต่โจทก์ไม่ยอมไป โดยโจทก์มีเจตนาจะแยกจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยที่ 1 โดยเด็ดขาด จำเลยที่ 1 จึงต้องอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษเพียงลำพังตลอดมา เมื่อจำเลยที่ 1 เริ่มรู้จักกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อเป็นข้อต่อรองให้โจทก์กลับมาอยู่กับจำเลยที่ 1 ตามปกติ แต่โจทก์ก็ไม่ยอมมาและบอกจำเลยที่ 1 ว่า หากจะมีภริยาใหม่ โจทก์ก็ไม่ขัดข้อง แต่จำเลยที่ 2 ต้องนำเงินมาให้โจทก์จำนวน30,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงไปนำเงินสดมาจากจำเลยที่ 2 มอบให้โจทก์จำนวน 30,000บาท ตามที่ตกลงกัน จากนั้นจำเลยที่ 2 จึงได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 ด้วยการรู้เห็นยินยอมของโจทก์มาตลอด เมื่อจำเลยที่ 1 เรียกร้องให้โจทก์ไปจดทะเบียนหย่า โจทก์บ่ายเบี่ยงโดยมีเงื่อนไขให้จำเลยที่ 1 หาเงินสดมาให้โจทก์จำนวน 30,000 บาท ก่อนจึงจะยอมปฏิบัติตาม จำเลยที่ 1 จึงไปกู้เงินมาจากสหกรณ์ออมทรัพย์จำนวน 32,000 บาทและมอบให้แก่โจทก์ ในปี 2536 โจทก์นัดหมายจะไปจดทะเบียนหย่าแต่เมื่อถึงกำหนดนัดโจทก์ก็ไม่ไป โจทก์ได้มาขนทรัพย์สินต่าง ๆ ภายในบ้านของจำเลยที่ 1 จนไม่มีทรัพย์สินเครื่องใช้เหลืออยู่เลย ต่อมาในปี 2539 โจทก์ได้ไปพบจำเลยที่ 1 ที่บ้านของมารดาจำเลยที่ 1 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อขอสร้อยคอทองคำหนัก 4 บาท พร้อมพระเลี่ยมทอง 1 องค์ อ้างว่าวันรุ่งขึ้นจะไปจดทะเบียนหย่าให้กับจำเลยที่ 1 ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี จำเลยที่ 1 ยอมมอบสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองให้แก่โจทก์ไปแต่โจทก์ไม่ยอมไปตามนัด โจทก์หลอกลวงเรียกร้องเงินสดและทรัพย์สินจำนวนมากจากจำเลยที่ 1 ไปหลายครั้ง และรู้เห็นเป็นใจในการที่จำเลยที่ 1 อยู่กินร่วมกับจำเลยที่ 2 ตลอดมา แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มีเจตนาจะอยู่กินร่วมกับจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้น จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าทดแทนความเสียหายใด ๆ แก่โจทก์จำเลยที่ 1 ได้ส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองในฐานะบิดามาตลอด แม้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะแยกกันอยู่ จนกระทั่งเมื่อโจทก์ไปแจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชา จำเลยที่ 1 จึงระงับการจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ส่งเสียเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาทนั้น เป็นเงินที่สูงเกินไป โจทก์ทราบเรื่องที่จำเลยทั้งสองอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยามาตั้งแต่ปี 2536 แล้ว หากจะนับเวลาตั้งแต่ปี2536 มาจนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปีแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความฟ้องร้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ผู้เยาว์ทั้งสองในชั้นประถมศึกษาคนละ 2,000 บาท ต่อเดือน ในชั้นมัธยมศึกษาคนละ3,000 บาทต่อเดือน และชั้นอุดมศึกษาคนละ 4,000 บาท ต่อเดือนนับแต่วันพิพากษาไปจนกว่าผู้เยาว์จะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 21 สิงหาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันที่มีคำพิพากษาจนกว่าบุตรทั้งสองมีอายุครบ 20ปีบริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาเมื่อปี 2536 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผย โดยที่จำเลยที่ 1 ยังมิได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองถึงแม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสและอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2536 แต่จำเลยทั้งสองก็อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ลักษณะการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ต่อเนื่องกันมายังมิได้หยุดการกระทำ อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สองว่า โจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากัน จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่เห็นว่า ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าจำเลยที่ 1 เคยแจ้งให้โจทก์ทราบตั้งแต่ก่อนแต่งงานกับจำเลยที่ 2แต่โจทก์บอกกับจำเลยที่ 1 ว่าจะมีภริยาใหม่โจทก์ไม่ขัดข้อง หากจำเลยที่ 2 นำเงินมาให้โจทก์ 30,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงมอบเงินของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์จำนวน 30,000 บาทจำเลยที่ 1 เคยนำรูปของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ดู โจทก์ก็เฉยและบอกว่าอยากมีก็มีไป ขอให้ได้รับเงินเดือนทุกเดือนนั้น เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ถามค้านโจทก์ถึงข้ออ้างดังกล่าว ทั้งหากโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากันแล้วจริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์จะไปร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1และร้องเรียนจำเลยที่ 2 ในการพิจารณาเลื่อนชั้นระดับของจำเลยที่ 2 ส่วนการที่โจทก์เห็นภาพถ่ายงานพิธีมงคลสมรสระหว่างจำเลยทั้งสองแล้วมิได้โต้แย้งคัดค้านหรือดำเนินการทางศาลนั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า ขณะจัดพิธีมงคลสมรสของจำเลยทั้งสองนั้นโจทก์ไม่ทราบ แสดงว่าโจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยทั้งสองจะจัดพิธีมงคลสมรสกัน แม้ต่อมาโจทก์เห็นภาพถ่ายดังกล่าวในภายหลังแล้วมิได้โต้แย้งคัดค้าน ก็ยังไม่พอฟังว่าโจทก์ได้รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากัน พยานจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าโจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1517 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สามว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองจัดพิธีมงคลสมรสและอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างเปิดเผย ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นได้โดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงอื่นฉันภริยา อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) และศาลได้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันด้วยเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคแรก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่บุตรทั้งสองเพียงใด ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ยังมีภาระต้องชำระหนี้แก่ทางราชการอยู่ ควรรับผิดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีภาระต้องชำระหนี้ของทางราชการแล้วก็ยินยอมรับผิดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท ต่อไปนั้นเห็นว่า ตามใบแจ้งการหักเงินเดือนเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 5 ฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2542 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือน 14,325 บาท ถูกหักค่าสหกรณ์จำนวน 7,004.63 บาท และหักอย่างอื่นอีก คงเหลือเงินเดือนที่ได้รับ 6,630.37 บาท แม้จะยังเหลือหนี้เงินต้นอยู่อีก103,800 บาท แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังคงมีเงินค่าหุ้นในสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นเงิน 63,050 บาท ทั้งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่ามิได้จ่ายเงินช่วยเหลือโจทก์และบุตรทั้งสองมาตั้งแต่ต้นปี 2541 ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงรายได้และพฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาทนับแต่วันที่มีคำพิพากษานั้น เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่สิทธิของบุตรผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์แต่ละคนจะพึงได้รับตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองรวมกันมาจึงไม่ถูกต้องศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ 2,500บาทต่อเดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะแล้วให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนที่สองต่อไปเดือนละ 4,000 บาท จนกว่าบุตรคนที่สองจะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 ม. 1517 ม. 1523 ม. 1529 ม. 1598/38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อวยพร เพชรไทย
จำเลย — จ่าสิบเอก วีระชน เพชรไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
อำนวย เต้พันธ์
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ