คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3596/2546
#50808
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และอยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยโดยยังมิได้หย่าขาดกับโจทก์ โจทก์จึงฟ้องหย่าเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง แม้โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสและอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2536 แต่จำเลยทั้งสองก็อยู่กินร่วมกันตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ลักษณะการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์ต่อเนื่องกันมายังมิได้หยุดการกระทำ อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ

จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันสามีภริยาอันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) และศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันด้วยเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองได้ตามมาตรา 1523 วรรคแรก

สิทธิของบุตรผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาเป็นสิทธิของบุตรแต่ละคนจะพึงได้รับตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองรวมกันจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2527 ณ สำนักทะเบียนอำเภอพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กหญิงกนกพรรณ เพชรไทย และเด็กชายธนรัชต์ เพชรไทย เมื่อประมาณต้นปี 2536 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้จักและสนิทสนมในทำนองชู้สาวกับจำเลยที่ 2 โจทก์จึงบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ทราบว่า โจทก์เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน 2 คน ขอให้จำเลยที่ 2เลิกยุ่งเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อต้นปี 2541 โจทก์ได้ทราบว่าจำเลยทั้งสองสมัครใจเป็นสามีภริยากันอย่างเปิดเผย โดยจำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 4พฤศจิกายน 2536 ณ สำนักทะเบียนอำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ระหว่างที่โจทก์อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรผู้เยาว์ทั้งสองในฐานะบิดาพึงกระทำ จำเลยที่ 1 ได้ประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง การที่จำเลยที่ 1 ไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตร แต่ไปอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันสามีภริยาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียงและเกียรติคุณ โจทก์ไม่สามารถที่จะอยู่กินร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้ จึงได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าทดแทนความเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000บาท แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับโจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้บุตรผู้เยาว์คือเด็กหญิงกนกพรรณ และเด็กชายธนรัชต์ เพชรไทย อยู่ในอำนาจปกครองของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบ20 ปีบริบูรณ์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าทดแทนให้โจทก์เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยาและพักอาศัยร่วมกันที่บ้านบิดาและมารดาของโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 ถูกดูถูกเหยียดหยามแสดงความรังเกียจจากบิดามารดาของโจทก์ตลอดเวลา และบิดามารดาของโจทก์บีบบังคับให้จำเลยที่ 1 หาเงินสดจำนวน 30,000 บาท มาให้เพื่อทำรั้วบ้าน จำเลยที่ 1จึงกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์มามอบให้ เมื่อทำรั้วเสร็จเรียบร้อยแล้วบิดามารดาของโจทก์ขับไล่ให้จำเลยที่ 1 ไปหาที่อยู่ใหม่ โดยไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 อาศัยร่วมด้วยจำเลยที่ 1 ต้องไปอาศัยอยู่ที่บ้านพักราชการของผู้อื่น เมื่อจำเลยที่ 1 มีบ้านพักเป็นของตนเองแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์มาอยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่ยอมมาต่อมาในปี 2532 จำเลยที่ 1 ย้ายไปรับราชการที่จังหวัดศรีสะเกษ จำเลยที่ 1 ได้ชวนให้โจทก์ย้ายไปอยู่ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ด้วย แต่โจทก์ไม่ยอมไป โดยโจทก์มีเจตนาจะแยกจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยที่ 1 โดยเด็ดขาด จำเลยที่ 1 จึงต้องอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษเพียงลำพังตลอดมา เมื่อจำเลยที่ 1 เริ่มรู้จักกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อเป็นข้อต่อรองให้โจทก์กลับมาอยู่กับจำเลยที่ 1 ตามปกติ แต่โจทก์ก็ไม่ยอมมาและบอกจำเลยที่ 1 ว่า หากจะมีภริยาใหม่ โจทก์ก็ไม่ขัดข้อง แต่จำเลยที่ 2ต้องนำเงินมาให้โจทก์จำนวน 30,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงไปนำเงินสดมาจากจำเลยที่ 2 มอบให้โจทก์จำนวน 30,000 บาท ตามที่ตกลงกัน จากนั้นจำเลยที่ 2 จึงได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 ด้วยการรู้เห็นยินยอมของโจทก์ตลอดมา เมื่อจำเลยที่ 1เรียกร้องให้โจทก์ไปจดทะเบียนหย่า โจทก์บ่ายเบี่ยงโดยมีเงื่อนไขให้จำเลยที่ 1 หาเงินสดมาให้โจทก์จำนวน 30,000 บาท ก่อนจึงจะยอมปฏิบัติตาม จำเลยที่ 1 จึงไปกู้เงินมาจากสหกรณ์ออมทรัพย์จำนวน 32,000 บาท และมอบให้แก่โจทก์ในปี 2536 โจทก์นัดหมายจะไปจดทะเบียนหย่าแต่เมื่อถึงกำหนดนัดโจทก์ก็ไม่ไป โจทก์ได้มาขนทรัพย์สินต่าง ๆ ภายในบ้านของจำเลยที่ 1 จนไม่มีทรัพย์สินเครื่องใช้เหลืออยู่เลย ต่อมาในปี2539 โจทก์ได้ไปพบจำเลยที่ 1 ที่บ้านของมารดาจำเลยที่ 1 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อขอสร้อยคอทองคำหนัก 4 บาท พร้อมพระเลี่ยมทอง 1 องค์ อ้างว่าวันรุ่งขึ้นจะไปจดทะเบียนหย่าให้กับจำเลยที่ 1 ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี จำเลยที่ 1 ยอมมอบสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองให้แก่โจทก์ไป แต่โจทก์ไม่ยอมไปตามนัด โจทก์หลอกลวงเรียกร้องเงินสดและทรัพย์สินจำนวนมากจากจำเลยที่ 1 ไปหลายครั้งและรู้เห็นเป็นใจในการที่จำเลยที่ 1 อยู่กินร่วมกับจำเลยที่ 2 ตลอดมาแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มีเจตนาจะอยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1มาตั้งแต่ต้น จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าทดแทนความเสียหายใด ๆแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองในฐานะบิดามาตลอด แม้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะแยกกันอยู่จนกระทั่งเมื่อโจทก์ไปแจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ 1 จึงระงับการจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1ส่งเสียเลี้ยงดูบุตรเดือน 5,000 บาทนั้น เป็นเงินที่สูงเกินไป โจทก์ทราบเรื่องที่จำเลยทั้งสองอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยามาตั้งแต่ปี 2536 แล้ว หากจะนับเวลาตั้งแต่ปี 2536มาจนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปีแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความฟ้องร้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ผู้เยาว์ทั้งสองในชั้นประถมศึกษาคนละ 2,000 บาท ต่อเดือน ในชั้นมัธยมศึกษาคนละ3,000 บาท ต่อเดือน และชั้นอุดมศึกษาคนละ 4,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันพิพากษาไปจนกว่าผู้เยาว์จะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันที่มีคำพิพากษาจนกว่าบุตรทั้งสองมีอายุครบ20 ปีบริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาเมื่อปี 2536 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผย โดยที่จำเลยที่ 1 ยังมิได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง ถึงแม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสและอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2536 แต่จำเลยทั้งสองก็อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ลักษณะการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ต่อเนื่องกันมายังมิได้หยุดการกระทำอายุความจึงยังไม่เริ่มนับ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สองว่า โจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากัน จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่ เห็นว่าที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยที่ 1 เคยแจ้งให้โจทก์ทราบตั้งแต่ก่อนแต่งงานกับจำเลยที่ 2แต่โจทก์บอกกับจำเลยที่ 1 ว่าจะมีภริยาใหม่ไม่ขัดข้อง หากจำเลยที่ 2 นำเงินมาให้โจทก์30,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงมอบเงินของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์จำนวน 30,000 บาท จำเลยที่ 1 เคยนำรูปของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ดู โจทก์ก็เฉยและบอกว่าอยากมีก็มีไป ขอให้ได้รับเงินเดือนทุกเดือนนั้น เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ถามค้านโจทก์ถึงข้ออ้างดังกล่าว ทั้งหากโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากันแล้วจริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์จะไปร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1และร้องเรียนจำเลยที่ 2 ในการพิจารณาเลื่อนชั้นระดับของจำเลยที่ 2 ส่วนการที่โจทก์เห็นภาพถ่ายงานพิธีมงคลสมรสระหว่างจำเลยทั้งสองแล้วมิได้โต้แย้งคัดค้านหรือดำเนินการทางศาลนั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า ขณะจัดพิธีมงคลสมรสของจำเลยทั้งสองนั้นโจทก์ไม่ทราบ แสดงว่าโจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยทั้งสองจะจัดพิธีมงคลสมรสกัน แม้ต่อมาโจทก์เห็นภาพถ่ายดังกล่าวในภายหลังแล้วมิได้โต้แย้งคัดค้านก็ยังไม่พอฟังว่าโจทก์ได้รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากัน พยานจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าโจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1517 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สามว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองจัดพิธีมงคลสมรสและอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างเปิดเผย ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นได้โดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงอื่นฉันภริยาอันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) และศาลได้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันด้วยเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคแรก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่บุตรทั้งสองเพียงใด ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1ยังมีภาระต้องชำระหนี้แก่ทางราชการอยู่ ควรรับผิดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีภาระต้องชำระหนี้ของทางราชการแล้วก็ยินยอมรับผิดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเดือนละ 5,000 บาทต่อไป นั้น เห็นว่าตามใบแจ้งการหักเงินเดือนเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 5 ฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2542จำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือน 14,325 บาท ถูกหักค่าสหกรณ์จำนวน 7,004.63 บาท และหักอย่างอื่นอีก คงเหลือเงินเดือนที่ได้รับ 6,630.37 บาท แม้จะยังเหลือหนี้เงินต้นอยู่อีก103,800 บาท แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังคงมีเงินค่าหุ้นในสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นเงิน 63,050บาท ทั้งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่ามิได้จ่ายเงินช่วยเหลือโจทก์และบุตรทั้งสองมาตั้งแต่ต้นปี 2541 ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงรายได้และพฤติการณ์แห่งกรณีแล้วที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 5,000บาท นับแต่วันที่มีคำพิพากษานั้น เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นแต่สิทธิของผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์แต่ละคนจะพึงได้รับตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองรวมกันมาจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ2,500 บาท ต่อเดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะแล้วให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนที่สองต่อไปเดือนละ 4,000 บาท จนกว่าบุตรคนที่สองจะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 1523 ม. 1529 ม. 1598/38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อวยพร เพชรไทย
จำเลย — จ่าสิบเอก วีระชน เพชรไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
อำนวย เต้พันธ์
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3596/2546
#110854
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิของบุตรผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์แต่ละคนจะพึงได้รับตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองรวมกันมาจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับโจทก์และจำเลยที่ ๑ หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้บุตรผู้เยาว์คือเด็กหญิงกนกพรรณและเด็กชายธนรัชต์ เพชรไทย อยู่ในอำนาจปกครองของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าทดแทนให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ ๑ และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว กับให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ผู้เยาว์ทั้งสองในชั้นประถมศึกษาคนละ ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน ในชั้นมัธยมศึกษาคนละ ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน และชั้นอุดมศึกษาคนละ ๔,๐๐๐ บาทต่อเดือน นับแต่วันพิพากษาไปจนกว่าผู้เยาว์จะมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๑) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่มีคำพิพากษาจนกว่าบุตรทั้งสองมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ ๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนสมรสเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน ๒ คน ต่อมาเมื่อปี ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ ๒ และอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผย โดยที่จำเลยที่ ๑ ยังมิได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์? กรณีจำเลยที่ ๑ ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่บุตรทั้งสองเพียงใดนั้น วินิจฉัยว่าตามใบแจ้งการหักเงินเดือนเอกสารหมาย ล. ๑ แผ่นที่ ๕ ฉบับลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินเดือน ๑๔,๓๒๕ บาท ถูกหักค่าสหกรณ์จำนวน ๗,๐๐๔.๖๓ บาท และหักอย่างอื่นอีก คงเหลือเงินเดือนที่ได้รับ ๖,๖๓๐.๓๗ บาท แม้จะยังเหลือหนี้เงินต้นอยู่อีก ๑๐๓,๘๐๐ บาท แต่จำเลยที่ ๑ ก็ยังคงมีเงินค่าหุ้นในสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นเงิน ๖๓,๐๕๐ บาท ทั้งจำเลยที่ ๑ ก็เบิกความยอมรับว่ามิได้จ่ายเงินช่วยเหลือโจทก์และบุตรทั้งสองมาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๑ ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงรายได้และพฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่มีคำพิพากษานั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่สิทธิของบุตรผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์แต่ละคนพึงจะได้รับตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ กำหนดให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองรวมกันมาจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ ๒,๕๐๐ บาทต่อเดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะแล้วให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนที่สองต่อไปเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท จนกว่าบุตรคนที่สองจะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1522 ม. 1564 ม. 1598/38 ม. 1598/41
ป.วิ.พ. ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอวยพร เพชรไทย
จำเลย — จ่าสิบเอกวีระชน เพชรไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แผนก — นางสิรพร กำเงิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอิศเรศ ชัยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
อำนวย เต้พันธ์
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3589/2546
#110866
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (1) กำหนดว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่ง ถูกเลิกจ้างในกรณีลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่ แต่บทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้ และมิได้ใช้ คำว่า "โดยทุจริต" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรมคือความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง โจทก์รับเงิน 100 บาท ที่ ว. ลูกค้าของจำเลยนำมามอบให้โจทก์ภายหลังจากที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ขับรถโฟล์กลิฟท์ยกสินค้าให้ ว. ตามปกติเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นฝ่ายเรียกร้องหรือสร้างเงื่อนไขจนเป็นเหตุให้ ว. ต้องมอบเงินดังกล่าวให้โจทก์ กรณียังไม่พอถือว่าโจทก์มีความประพฤติชั่ว โกง ไม่ ซื่อตรง อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (1) และ (4) จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจกท์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๓,๘๘๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๑,๔๕๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ และค่าชดเชย ๔๓,๗๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง จนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์

จำเลยให้การว่าขณะที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ขับรถโฟล์กลิฟท์ยกสินค้าให้แก่ลูกค้าของจำเลย โจทก์ได้รับเงิน ๑๐๐ บาท จากลูกค้าดังกล่าว อันเป็นการขัดคำสั่ง เรื่อง ห้ามพนักงานเรียกค่าสินจ้าง รางวัล หรือค่าฝีมือจากผู้ใช้บริการ และทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์รับไปครบถ้วนแล้ว

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ มีหน้าที่ขับรถโฟล์กลิฟท์ยกสินค้าให้แก่ลูกค้า ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๗,๒๙๐ บาท เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ จำเลยได้ออกคำสั่ง ห้ามพนักงานเรียกค่าสินจ้าง รางวัล หรือค่าฝีมือจากลูกค้า ต่อมาวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๓ หลังจากโจทก์ทำหน้าที่ขับรถโฟล์กลิฟท์ยกสินค้าให้แก่ ว. ลูกค้าของจำเลยเสร็จแล้ว ว. นำเงิน ๑๐๐ บาท มาวางให้โจทก์ไว้บนรถโฟล์กลิฟท์ที่โจทก์ขับ โจทก์รับเงินดังกล่าวจาก ว. เพื่อเป็นสินจ้างรางวัล เป็นการขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย และทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรงตามเอกสารหมาย ล. ๖ บทที่ ๙ ว่าด้วยวินัยและการลงโทษ ข้อ ๑.๑๙ ทุจริตต่อหน้าที่หรืออาศัยตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น โจทก์อุทธรณ์ว่าการทุจริตต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๑) จะต้องเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นตามคำจำกัดความของคำว่า " โดยทุจริต" ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑) จากทรัพย์ของนายจ้างหรือผลประโยชน์ที่นายจ้างจะได้รับเท่านั้น โจทก์รับเงินของ ว. ที่มอบให้เป็นสินน้ำใจไม่ใช่เงินของจำเลยผู้เป็นนายจ้างจึงไม่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย แก่โจทก์ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๑) นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างในกรณีลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่ โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้และมิได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต" ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรมคือความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง การที่โจทก์รับเงิน ๑๐๐ บาท ที่ ว. ลูกค้าของจำเลยนำมาวางมอบให้โจทก์เองภายหลังจากที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ขับรถโฟล์กลิฟท์ยกสินค้าให้ ว. ตามปกติเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นฝ่ายเรียกร้องหรือสร้างเงื่อนไขใดจนเป็นเหตุให้ ว. ต้องมอบเงินดังกล่าวให้โจทก์ ยังไม่พอถือว่าโจทก์มีความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และขัดคำสั่งของจำเลยดังกล่าวหรือทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๑) และ (๔) จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ โจทก์ทำงานติดต่อกันครบ ๓ ปี แต่ไม่ครบ ๖ ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๑๘๐ วัน เป็นเงิน ๔๓,๗๔๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันเลิกจ้าง อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ๔๓,๗๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 119 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญเลิศ สีฉิม
จำเลย — บริษัทไทยพรอสเพอริตีเทอมินอล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชาตรี ศิริรักษ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3585/2546
#50843
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง กรุงเทพมหานคร และสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทองซึ่งเป็นท้องที่ที่จำเลยที่ 2 ถูกจับ จึงมีอำนาจสอบสวนได้โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสาม (ก) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีได้นั้นต้องถือว่าเป็นการอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ ซึ่งมีโจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหายเท่านั้น เพราะโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติอาหารฯ

การที่จำเลยที่ 2 มีอาหารปลอมไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่าย โดยที่อาหารดังกล่าวนั้นมีเครื่องหมายการค้าปลอมอยู่ด้วยก็ด้วยเจตนาเดียวว่าประสงค์จำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารปลอม เมื่ออาหารปลอมนั้นมีเครื่องหมายการค้าปลอมอยู่ด้วยและกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไว้ จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534มาตรา 108, 110, 115 พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25, 27, 59

ระหว่างพิจารณา บริษัทจิ้วฮวด จำกัด โดยนายสถิตย์ กาญจนวิสิษฐผล กรรมการผู้มีอำนาจ และนายสถิตย์ กาญจนวิสิษฐผล ในฐานะส่วนตัว ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตโดยเรียกบริษัทจิ้วฮวด จำกัด ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 นายสถิตย์ กาญจนวิสิษฐผล ว่าโจทก์ร่วมที่ 2

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 2มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25(2), 27, 59 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110(1), 108 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารปลอมซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ปรับ 100,000บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้ยกฟ้องคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมที่ 1 และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้ผลิตซอสหอยนางรมตราแม่ครัวภายใต้เครื่องหมายการค้า "ซอสหอยนางรมตราแม่ครัว" ซึ่งมีโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเจ้าของผู้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ก่อนที่จะมีการดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ร่วมที่ 2 พบซอสหอยนางรมปลอมภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ 2ที่ร้านประเสริฐชัยซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 97 ถนนมหาราช แขวงพระบรมมหาราชวังเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร จำนวน 181 ลัง ได้มีการสอบสวนขยายผลทราบว่า ซอสหอยนางรมปลอมดังกล่าวนั้นได้ซื้อมาจากร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตจึงได้มีการไปค้นโกดังเก็บสินค้าของร้านดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ที่ตรอกโรงน้ำแข็ง ตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พบว่ามีซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมจำนวน 227 ลังซึ่งจำเลยที่ 2 แจ้งว่าได้ซื้อมาจากนายธงชัย ร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในนามของบริษัทจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 4เป็นน้องของจำเลยที่ 2 และมีหุ้นอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์ร่วมทั้งสองแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีทั้งกับนายธงชัย แซ่ตั้ง นายวิษณุ แทนคุณ ผู้ที่นำซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมมาเสนอจำหน่าย จำหน่าย และผู้ที่รับไว้จำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายคือจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ ในส่วนคดีของนายธงชัยและนายวิษณุได้ให้การรับสารภาพศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษายืน คดีถึงที่สุดไปแล้วส่วนจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ จึงได้แยกมาฟ้องเป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในประการแรกมีว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทองมีอำนาจสอบสวนคดีนี้หรือไม่ เห็นว่าความผิดที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง กรุงเทพมหานคร และสถานีตำรวจภูธร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร อำเภอบางบัวทองซึ่งเป็นท้องที่ที่จำเลยที่ 2 ถูกจับ จึงมีอำนาจสอบสวนได้โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสาม (ก) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในประการที่สองมีว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่โจทก์มีนายชาญชัย อิ่มสมบูรณ์ นายสมนึก แก้วปู่วัด นายวินัย หมวดสันเทียะ เป็นพยานเบิกความสอดคล้องตรงกันว่าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมสามารถซื้อได้จากร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ต จำเลยที่ 2 ก็เบิกความเจือสมกับคำพยานโจทก์โดยยอมรับว่า เจ้าพนักงานตำรวจพบซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมเก็บอยู่ในโกดังเก็บสินค้าของร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ต ปัญหาว่าจำเลยที่ 2รู้หรือไม่ว่าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวที่รับมาจำหน่ายดังกล่าวนั้นเป็นของปลอมหรือไม่โจทก์มีนายชาญชัย อิ่มสมบูรณ์ เป็นพยานเบิกความว่า ภายในโกดังเก็บสินค้านอกจากจะพบซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมของกลางแล้วยังพบสินค้าอื่นที่หมดอายุแล้วเช่น นม ส่วนสินค้าอื่นที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่ปรากฏอยู่ในโกดัง นอกจากนี้ยังระบุว่าได้ตรวจค้นสินค้าในร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วปรากฏว่า ซอสหอยนางรมตราแม่ครัวที่วางในร้านเป็นของจริงไม่มีของปลอมปนมาเลย และมีนายสมนึก แก้วปู่วัดเบิกความสนับสนุนว่า ทุกครั้งที่ติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตจะกระทำที่โกดังเก็บของของร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ต และนายชาญชัยยังเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมว่าในทันทีที่โจทก์ร่วมทราบว่ามีของปลอมระบาดในท้องตลาดในเดือนมิถุนายน 2541 ทางโจทก์ร่วมได้ให้พนักงานการตลาดแจ้งให้แก่ลูกค้าทราบโดยนายสุชาติซึ่งเป็นพนักงานขายของบริษัทโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้แจ้งให้แก่จำเลยที่ 2 ในนามของจำเลยที่ 1 ทราบ และได้ความจากนายสถิตย์ กาญจนวิสิษฐผล โจทก์ร่วมที่ 2 ตอบทนายโจทก์ร่วมที่ 2 ถามติงว่าตามปกติแล้วร้านค้าจะต้องรู้ว่าสินค้าใดแท้หรือปลอมเพราะจะต้องซื้อสินค้าจากพนักงานขายของบริษัทโจทก์ร่วมที่ 1 และมีราคาต้นทุนที่แตกต่างกันทั้งยังตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า จำเลยเป็นลูกค้าโจทก์ร่วมนานหลายปีแล้ว จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เบิกความในทำนองเดียวกันว่าไม่ทราบว่าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวที่รับซื้อมาจำหน่ายเป็นของปลอม เห็นว่า ลักษณะวิธีการส่งสินค้าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวให้แก่ลูกค้าตามที่ได้ความจากนายสมนึก แก้วปู่วัด ปรากฏว่า ในทางปฏิบัติจะเป็นการสั่งซื้อล่วงหน้าทางโทรศัพท์แล้วให้นายสมนึกมารับของที่โกดังเก็บสินค้าหาใช่นำสินค้าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวของจริงที่วางอยู่ในร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตมาส่งให้ไม่ ฉะนั้น เมื่อได้ความจากนายชาญชัยว่าตามสภาพโกดังไม่มีสภาพที่จะเก็บสินค้าดังปรากฏข้อเท็จจริงว่า นอกจากมีซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมของกลางเก็บไว้แล้วไม่ปรากฏว่ามีสินค้าที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์เก็บไว้เลยโดยมีสินค้าที่หมดอายุ เช่น นม เท่านั้นที่มีปนอยู่ในโกดัง จึงเป็นข้อพิรุธว่าเหตุใดจำเลยที่ 2 จึงต้องแยกซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมไปเก็บในสถานที่เช่นนั้นข้อที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าซอสหอยนางรมของกลางเป็นสินค้าที่มีปัญหาจึงต้องไปเก็บไว้ที่นั้นเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งยังขัดกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากนายสมนึก แก้วปู่วัดที่เบิกความว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้นำสินค้าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวจากร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตไปให้ นอกจากนี้ราคาสินค้าที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าซื้อจากนายธงชัยมีราคาถูกกว่าราคาของบริษัทผู้ผลิตก็ปรากฏว่าราคาก็ไม่แตกต่างกันมากนัก ประกอบกับบริษัทโจทก์ร่วมที่ 1 ยืนยันว่าได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ในนามของจำเลยที่ 1 ทราบแล้วว่ามีซอสหอยนางรมตราแม่ครัวของปลอมในท้องตลาด ดังนี้ จำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในวงการค้าทำการค้ารับซื้อซอสหอยนางรมตราแม่ครัวจากโจทก์ร่วมที่ 1 มาจำหน่ายเป็นเวลานานพอสมควร ย่อมรู้ว่าสินค้าของโจทก์ร่วมสามารถจำหน่ายได้ดีในท้องตลาด ยิ่งพึงต้องใช้ความระมัดระวังไม่ซื้อสินค้าจากผู้ที่ไม่มีหลักฐานน่าเชื่อถือหรืออยู่นอกวงการค้า นายธงชัยเป็นใครมาจากไหน เข้ามาทำธุรกิจค้าส่งซอสหอยนางรมตราแม่ครัวของบริษัทโจทก์ร่วมที่ 1 ได้อย่างไร จำเลยที่ 2 ก็ไม่ทราบ พฤติการณ์ในการรับซื้อและจำหน่ายซอสหอยนางรมตราแม่ครัวระหว่างนายธงชัย นายสมนึก แก้วปู่วัด กับจำเลยที่ 2 ดังที่กล่าวมาหาใช่เป็นการทำการค้าโดยสุจริตปกติธรรมดาของพ่อค้าโดยทั่วไปไม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าโกดังเก็บสินค้าที่พบซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมนั้นเป็นที่เก็บสินค้าที่มีปัญหา ดังนี้แล้วเหตุใดเมื่อนายสมนึก แก้วปู่วัดสั่งสินค้าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่นำสินค้าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวที่วางอยู่ในร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตซึ่งเป็นของจริงไปให้ แต่กลับให้นายสมนึกมารับสินค้าในโกดังดังกล่าวซึ่งเป็นของปลอม พฤติการณ์แห่งคดีดังวินิจฉัยมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 หรือไม่นั้น เห็นสมควรกล่าวเสียก่อนว่าการที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีได้นั้นต้องถือว่า เป็นการอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ซึ่งมีโจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหายเท่านั้น เพราะโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ส่วนนี้มาก็เป็นการรับอุทธรณ์โดยไม่ชอบ จึงไม่รับวินิจฉัยให้

ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 เฉพาะในส่วนเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ในข้อแรกว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ในข้อหามีไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยสอดคล้องตรงกันว่า ในการประกอบธุรกิจดำเนินการค้าของจำเลยเป็นธุรกิจในครอบครัวมีการสั่งสินค้าเข้ามาจำหน่ายในร้านชื่อว่าเทียมเจริญหรือเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ต โดยได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไว้ในนามของบริษัทจำเลยที่ 1 ในทางปฏิบัติโจทก์มีนายสมนึก แก้วปู่วัด เป็นพยานเบิกความว่า ในการติดต่อซื้อขายสินค้ากับร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตนายสมนึกติดต่อกับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นน้องของจำเลยที่ 2 เวลาจำเลยที่ 4 โทรศัพท์ติดต่อถึงนายสมนึกจะอ้างว่าโทรศัพท์มาจากสามัคยานุสรณ์ซึ่งเป็นชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งผู้บริหารของร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตคือจำเลยที่ 2 ก็เป็นกรรมการในบริษัทจำเลยที่ 1 เมื่อนายสมนึกติดต่อมาที่ร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ต หากบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยย่อมไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 4 จะอ้างใช้ชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อซื้อขายซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมกับนายสมนึก แก้วปู่วัด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 4 มิใช่เป็นเพียงพนักงานในร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ต หากแต่ว่ามีความใกล้ชิดเป็นน้องของจำเลยที่ 2 ทั้งยังมีหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ด้วย จึงเป็นธุรกิจการค้าในครอบครัว จำเลยที่ 4 ย่อมจะต้องทราบว่าเป็นการติดต่อซื้อขายในนามของบริษัทจำเลยที่ 1 ถึงได้ไปอ้างต่อนายสมนึกเช่นนั้น นายสมนึกเป็นผู้ที่ทำมาค้าขายนำสินค้ามาแลกเปลี่ยนกับร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าสินค้าที่นายสมนึกนำมาแลกเปลี่ยนนั้นมีปัญหาแต่อย่างใด จึงต้องถือว่านายสมนึกเป็นพยานคนกลางไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสี่มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะมาเบิกความกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสี่คำพยานปากนายสมนึกจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ พฤติการณ์การติดต่อซื้อขายสินค้าดังกล่าวระหว่างนายสมนึก แก้วปู่วัดกับร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ติดต่อในนามของจำเลยที่ 1 ด้วยจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ร่วมรู้เห็นและกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วยส่วนจำเลยที่ 3 ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาไม่ปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 3 ได้เข้าไปเกี่ยวข้องรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยที่ 4 แต่อย่างใด จึงไม่อาจรับฟังเป็นความผิดได้ อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ข้อต่อไปมีว่า การกระทำความผิดฐานจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าอันเป็นอาหารปลอม กับความผิดฐานจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า เมื่อความผิดในข้อหาผลิตอาหารปลอมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้วว่าข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ผลิตอาหารปลอม ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 มีอาหารปลอมไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่าย โดยที่อาหารดังกล่าวนั้นมีเครื่องหมายการค้าปลอมอยู่ด้วยก็ด้วยเจตนาเดียวว่าประสงค์จำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารปลอม เมื่ออาหารปลอมนั้นมีเครื่องหมายการค้าปลอมอยู่ด้วยและกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไว้ จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ในประการสุดท้ายมีว่าสมควรลงโทษจำเลยที่ 2 ให้หนักขึ้นและไม่ควรรอการลงโทษให้หรือไม่ เห็นว่าแม้อาหารซอสหอยนางรมปลอมอาจเป็นภยันตรายต่อสุขภาพอนามัยของผู้บริโภคได้แต่ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่ามีอันตรายร้ายแรงอย่างไร นอกจากนี้เมื่อข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2เป็นผู้ผลิตเอง ทั้งจำเลยที่ 2 ยังมีส่วนช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อไปค้นแหล่งซุกซ่อนซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมที่นายธงชัยกับพวกนำไปซุกซ่อนไว้ด้วยดังนั้น จึงเห็นว่าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยที่ 2 และรอการลงโทษจำคุกให้นั้นเหมาะสมแก่ลักษณะความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอีก อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110(1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท และให้จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 2 ปี ปรับ 100,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดีโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับสำหรับจำเลยที่ 1 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 4 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 19 ม. 30 ม. 120
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 108 ม. 110
พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ม. 25 ม. 27 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัท จิ้วฮวด จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัท สามัคยานุสรณ์ กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3585/2546
#51022
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108,110และพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25,27,59 เป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง กรุงเทพมหานครและสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทองซึ่งเป็นท้องที่ที่จำเลยที่ 2 ถูกจับจึงมีอำนาจสอบสวนได้โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง(3) และวรรคสาม(ก)โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 120

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ต้องถือว่าเป็นการอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ซึ่งมีโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นผู้เสียหายเท่านั้น เพราะโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522

จำเลยที่ 2 มีอาหารปลอมไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยที่อาหารดังกล่าวมีเครื่องหมายการค้าปลอมอยู่ด้วยก็ด้วยเจตนาเดียวที่ประสงค์จะจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารปลอม เมื่ออาหารปลอมนั้นมีเครื่องหมายการค้าปลอมและกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไว้ จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายสถิตย์ กาญจนวิสิษฐผล ผู้เสียหายประกอบอาชีพผลิตและขายสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งซอสหอยนางรมซึ่งเป็นอาหารตามพระราชบัญญัติอาหารพ.ศ. 2522 ภายใต้เครื่องหมายการค้าว่า รูปเครื่องหมายการค้าตราแม่ครัว โดยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในสินค้าจำพวก 42 (เดิม) อันได้แก่ ซอสหอยนางรมต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาในนามของนายสถิตย์และจำหน่ายสินค้าในนามของบริษัทจิ้วฮวด จำกัด เมื่อระหว่างเดือนมิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2541 จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันผลิตอาหารปลอมโดยการร่วมกันทำ ผสม ปรุงแต่ง และแบ่งบรรจุซึ่งซอสหอยนางรมอันเป็นอาหารตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โดยร่วมกันผลิตขึ้นซึ่งซอสหอยนางรมตราแม่ครัวเทียมซอสหอยนางรมตราแม่ครัวที่แท้จริงของนายสถิตย์กาญจนวิสิษฐผลผู้เสียหาย และนำเอาซอสหอยนางรมที่จำเลยทั้งสี่กับพวกได้ร่วมกันผลิตขึ้นเองบรรจุใส่ขวดซึ่งมีฉลากเพื่อลวงหรือพยายามลวงผู้ซื้อเข้าใจผิดในเรื่องคุณภาพ ลักษณะพิเศษ และสถานที่ผลิตอาหารซอสหอยนางรมเทียมว่าเป็นซอสหอยนางรม ตราแม่ครัว ซึ่งผลิตโดยบริษัทจิ้วฮวด จำกัด โดยมีขั้นตอนและกระบวนการผลิตที่ได้ผ่านการควบคุมตรวจสอบและรับรองแล้วว่าเป็นซอสหอยนางรมที่มีคุณภาพและมาตรฐานของอาหารตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสี่กับพวกรู้อยู่แล้วว่าไม่เป็นความจริง แต่ได้กระทำไปเพื่อลวงหรือพยายามลวงผู้ซื้อให้เข้าใจผิด นอกจากนี้จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้าซอสหอยนางรมซึ่งเป็นอาหารปลอมดังกล่าวและมีเครื่องหมายการค้าปลอมซึ่งมีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสี่รู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายเหตุเกิดที่แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร และตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108, 110, 115 พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522มาตรา 25, 27, 59

ระหว่างพิจารณา บริษัทจิ้วฮวด จำกัด โดยนายสถิตย์ กาญจนวิสิษฐผล กรรมการผู้มีอำนาจ และนายสถิตย์ กาญจนวิสิษฐผล ในฐานะส่วนตัว ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตโดยเรียกบริษัทจิ้วฮวด จำกัด ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 นายสถิตย์ กาญจนวิสิษฐผล ว่าโจทก์ร่วมที่ 2

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยที่ 2มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25(2), 27, 59 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110(1), 108 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารปลอมซึ่งเป็นบทหนัก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ปรับ 100,000 บาท เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้ยกฟ้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมที่ 1 และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ผลิตซอสหอยนางรมตราแม่ครัวภายใต้เครื่องหมายการค้า "ซอสหอยนางรมตราแม่ครัว" ซึ่งมีโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเจ้าของผู้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ก่อนที่จะมีการดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ร่วมที่ 2 พบซอสหอยนางรมปลอมภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ร้านประเสริฐชัยซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 97 ถนนมหาราช แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร จำนวน 181 ลัง ได้มีการสอบสวนขยายผลทราบว่าซอสหอยนางรมปลอมดังกล่าวนั้นได้ซื้อมาจากร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตจึงได้มีการไปค้นโกดังเก็บสินค้าของร้านดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ที่ตรอกโรงน้ำแข็ง ตำบลโสนลอยอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พบว่ามีซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมจำนวน 227 ลัง ซึ่งจำเลยที่ 2 แจ้งว่าได้ซื้อมาจากนายธงชัย ร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในนามของบริษัทจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 4เป็นน้องของจำเลยที่ 2 และมีหุ้นอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 ด้วยโจทก์ร่วมทั้งสองแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีทั้งกับนายธงชัย แซ่ตั้ง นายวิษณุ แทนคุณ ผู้ที่นำซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมมาเสนอจำหน่าย จำหน่าย และผู้ที่รับไว้จำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายคือจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ ในส่วนคดีของนายธงชัยและนายวิษณุได้ให้การรับสารภาพ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษายืน คดีถึงที่สุดไปแล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ จึงได้แยกมาฟ้องเป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในประการแรกมีว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทองมีอำนาจสอบสวนคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ความผิดที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง กรุงเทพมหานคร และสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอ บางบัวทองซึ่งเป็นท้องที่ที่จำเลยที่ 2 ถูกจับจึงมีอำนาจสอบสวนได้โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง(3) และวรรคสาม(ก)โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2ในประการที่สองมีว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ โจทก์มีนายชาญชัย อิ่มสมบูรณ์ นายสมนึก แก้วปู่วัด นายวินัย หมวดสันเทียะ เป็นพยานเบิกความสอดคล้องตรงกันว่าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมสามารถซื้อได้จากร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ต จำเลยที่ 2 ก็เบิกความเจือสมกับคำพยานโจทก์โดยยอมรับว่า เจ้าพนักงานตำรวจพบซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมเก็บอยู่ในโกดังเก็บสินค้าของร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตปัญหาว่าจำเลยที่ 2 รู้หรือไม่ว่าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวที่รับมาจำหน่ายดังกล่าวนั้นเป็นของปลอมหรือไม่ โจทก์มีนายชาญชัย อิ่มสมบูรณ์ เป็นพยานเบิกความว่า ภายในโกดังเก็บสินค้านอกจากจะพบซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมของกลางแล้วยังพบสินค้าอื่นที่หมดอายุแล้ว เช่น นม ส่วนสินค้าอื่นที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่ปรากฏอยู่ในโกดัง นอกจากนี้ยังระบุว่าได้ตรวจค้นสินค้าในร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วปรากฏว่า ซอสหอยนางรมตราแม่ครัวที่วางในร้านเป็นของจริงไม่มีของปลอมปนมาเลย และมีนางสมนึก แก้วปู่วัด เบิกความสนับสนุนว่า ทุกครั้งที่ติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตจะกระทำที่โกดังเก็บของของร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ต และนายชาญชัยยังเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมว่าในทันทีที่โจทก์ร่วมทราบว่ามีของปลอมระบาดในท้องตลาดในเดือนมิถุนายน 2541 ทางโจทก์ร่วมได้ให้พนักงานการตลาดแจ้งให้แก่ลูกค้าทราบโดยนายสุชาติซึ่งเป็นพนักงานขายของบริษัทโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้แจ้งให้แก่จำเลยที่ 2 ในนามของจำเลยที่ 1 ทราบ และได้ความจากนายสถิตย์ กาญจนวิสิษฐผล โจทก์ร่วมที่ 2 ตอบทนายโจทก์ร่วมที่ 2 ถามติงว่า ตามปกติแล้ว ร้านค้าจะต้องรู้ว่าสินค้าใดแท้หรือปลอมเพราะจะต้องซื้อสินค้าจากพนักงานขายของบริษัทโจทก์ร่วมที่ 1 และมีราคาต้นทุนที่แตกต่างกัน ทั้งยังตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า จำเลยเป็นลูกค้าโจทก์ร่วมนานหลายปีแล้ว จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เบิกความในทำนองเดียวกันว่าไม่ทราบว่าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวที่รับซื้อมาจำหน่ายเป็นของปลอม เห็นว่า ลักษณะวิธีการส่งสินค้าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวให้แก่ลูกค้าตามที่ได้ความจากนายสมนึก แก้วปู่วัด ปรากฏว่าในทางปฏิบัติจะเป็นการสั่งซื้อล่วงหน้าทางโทรศัพท์แล้วให้นายสมนึกมารับของที่โกดังเก็บสินค้า หาใช่นำสินค้าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวของจริงที่วางอยู่ในร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตมาลงให้ไม่ ฉะนั้น เมื่อได้ความจากนายชาญชัยว่าตามสภาพโกดังไม่มีสภาพที่จะเก็บสินค้าดังปรากฏข้อเท็จจริงว่า นอกจากมีซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมของกลางเก็บไว้แล้วไม่ปรากฏว่ามีสินค้าที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์เก็บไว้เลยโดยมีสินค้าที่หมดอายุ เช่น นม เท่านั้น ที่มีปนอยู่ในโกดังจึงเป็นข้อพิรุธว่าเหตุใดจำเลยที่ 2 จึงต้องแยกซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมไปเก็บในสถานที่เช่นนั้น ข้อที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าซอสหอยนางรมของกลางเป็นสินค้าที่มีปัญหาจึงต้องไปเก็บไว้ที่นั้นเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งยังขัดกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากนายสมนึก แก้วปู่วัด ที่เบิกความว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้นำสินค้าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวจากร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตไปให้ นอกจากนี้ราคาสินค้าที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าซื้อจากนายธงชัยมีราคาถูกกว่าราคาของบริษัทผู้ผลิตก็ปรากฏว่าราคาก็ไม่แตกต่างกันมากนัก ประกอบกับบริษัทโจทก์ร่วมที่ 1 ยืนยันว่าได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ในนามของจำเลยที่ 1 ทราบแล้วว่ามีซอสหอยนางรมตราแม่ครัวของปลอมในท้องตลาด ดังนี้ จำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในวงการค้าทำการค้ารับซื้อซอสหอยนางรมตราแม่ครัวจากโจทก์ร่วมที่ 1 มาจำหน่ายเป็นเวลานานพอสมควรย่อมรู้ว่าสินค้าของโจทก์ร่วมสามารถจำหน่ายได้ดีในท้องตลาด ยิ่งพึงต้องใช้ความระมัดระวังไม่ซื้อสินค้าจากผู้ที่ไม่มีหลักฐานน่าเชื่อถือหรืออยู่นอกวงการค้านายธงชัยเป็นใครมาจากไหนเข้ามาทำธุรกิจค้าส่งซอสหอยนางรมตราแม่ครัวของบริษัทโจทก์ร่วมที่ 1 ได้อย่างไร จำเลยที่ 2 ก็ไม่ทราบพฤติการณ์ในการรับซื้อและจำหน่ายซอสหอยนางรมตราแม่ครัวระหว่างนายธงชัยนายสมนึก แก้วปู่วัด กับจำเลยที่ 2 ดังที่กล่าวมาหาใช่เป็นการทำการค้าโดยสุจริตปกติธรรมดาของพ่อค้าโดยทั่วไปไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าโกดังเก็บสินค้าที่พบซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมนั้นเป็นที่เก็บสินค้าที่มีปัญหาดังนี้แล้วเหตุใดเมื่อนายสมนึก แก้วปู่วัด สั่งสินค้าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่นำสินค้าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวที่วางอยู่ในร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตซึ่งเป็นของจริงไปให้ แต่กลับให้นายสมนึกมารับสินค้าในโกดังดังกล่าวซึ่งเป็นของปลอม พฤติการณ์แห่งคดีดังวินิจฉัยมาฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 หรือไม่นั้น เห็นสมควรกล่าวเสียก่อนว่าการที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีได้นั้นต้องถือว่าเป็นการอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ซึ่งมีโจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหายเท่านั้นเพราะโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ส่วนนี้มาก็เป็นการรับอุทธรณ์โดยไม่ชอบจึงไม่รับวินิจฉัยให้....

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ข้อต่อไปมีว่า การกระทำความผิดฐานจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าอันเป็นอาหารปลอม กับความผิดฐานจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า เมื่อความผิดในข้อหาผลิตอาหารปลอมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้วว่าข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ผลิตอาหารปลอม ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 มีอาหารปลอมไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่าย โดยที่อาหารดังกล่าวนั้นมีเครื่องหมายการค้าปลอมอยู่ด้วยก็ด้วยเจตนาเดียวว่าประสงค์จำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารปลอม เมื่ออาหารปลอมนั้นมีเครื่องหมายการค้าปลอมอยู่ด้วยและกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไว้ จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวนั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110(1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท และให้จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 2 ปี ปรับ 100,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดีโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับสำหรับจำเลยที่ 1 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 4 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 19 ม. 30 ม. 120
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110
พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ม. 25 ม. 27 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัท จิ้วฮวด จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัท สามัคยานุสรณ์ กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3584/2546
#112600
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 3 ปี ส่วนความผิดฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43 (4) , 157 ซึ่งเป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญานั้น ศาลชั้นต้นมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยไว้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยเพียงแต่ปรับบทความผิดฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกซึ่งเป็นความผิดที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง กับแก้โทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้เบาลงจากจำคุก 3 ปี เหลือเพียงจำคุก 1 ปี จึงนับเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเล็กน้อยเท่านั้น คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ , ๑๕๗

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ให้จำคุก ๖ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๓ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔) , ๑๕๗ ด้วย การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด ๒ ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ จำคุก ๓ ปี ส่วนความผิดฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา ๔๓ (๔) , ๑๕๗ ซึ่งเป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ นั้น ศาลชั้นต้นมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยไว้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยเพียงแต่ปรับบทความผิดฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกซึ่งเป็นความผิดที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง กับแก้โทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายให้เบาโทษลงจากจำคุก ๓ ปี เหลือเพียงจำคุก ๑ ปี จึงนับเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเล็กน้อยเท่านั้น คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตร ๒๑๘ วรรคหนึ่ง การที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค ๕ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นางวิไลวรรณ์ รัตนถาวรกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายนพรัตน์ อักษร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายโสฬส สุวรรณเนตร์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3550/2546
#51046
เปิดฉบับเต็ม

พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ไม่จำต้องได้ความชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยดังเช่นในคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ เพียงแต่ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงก็เป็นการเพียงพอแล้วที่ศาลจะลงโทษจำเลยโดยอาศัยพยานหลักฐานนั้นเพราะเป็นกรณีที่โจทก์เพียงแต่นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นเค้ามูลเพื่อประกอบคำรับสารภาพของจำเลยเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2543 เวลากลางวันจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 300 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้6.725 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ กับเพิ่มโทษจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษแล้วจริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2544 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง วางโทษจำคุก 11 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 97 เป็นโทษจำคุก 19 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 8 ปี 3 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 ให้จำคุก 8 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 97 จำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 300 เม็ด เป็นของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า"ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง" บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า สำหรับความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพต่อศาลว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องศาลก็ยังต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์ให้เป็นที่พอใจก่อนว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามที่ให้การรับสารภาพจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันเสรีภาพของจำเลยในคดีอาญาที่มีอัตราโทษสูงมิให้ต้องรับโทษหนักหรือเกินกว่าความผิดที่ตนเองกระทำ อย่างไรก็ดี พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไม่จำต้องได้ความชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยดังเช่นในคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ เพียงแต่ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงก็เป็นการเพียงพอแล้วที่ศาลจะลงโทษจำเลยโดยอาศัยพยานหลักฐานนั้น เพราะเป็นกรณีที่โจทก์เพียงแต่นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นเค้ามูลเพื่อประกอบคำรับสารภาพของจำเลยเท่านั้น สำหรับคดีนี้แม้โจทก์จะมีจ่าสิบตำรวจอนันต์เกิดพุ่ม เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากท่อเพียงปากเดียวมาเบิกความว่า ขณะที่พยานกับพวกออกตรวจพื้นที่ไปถึงที่เกิดเหตุพบจำเลยขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา เมื่อพบพยานกับพวกจำเลยมีอาการตกใจเป็นพิรุธ พยานจึงเรียกให้จำเลยหยุดรถและขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 300 เม็ดอยู่ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย เมื่อสอบถามจำเลยรับว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากหญิงไทยไม่ทราบชื่อที่หมู่บ้านหนองบัวหิ่ง ตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรีในราคาเม็ดละ 50 บาท รวมเป็นเงิน 15,000 บาท และกำลังจะนำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปจำหน่ายให้แก่ผู้เสพติดภายในหมู่บ้านที่เกิดเหตุในราคาเม็ดละ 70 บาท ซึ่งคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวก็สอดคล้องกับคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนตามที่จำเลยได้ให้การต่อพันตำรวจโทสมภพ สังข์กรทอง พนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.4 ทั้งจำเลยก็ยังให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นอีกด้วย จึงเชื่อว่าพยานได้เบิกความตามความจริงประกอบกับเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนมากถึง 300 เม็ดและข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้เสพติดเมทแอมเฟตามีนฉะนั้นจึงเชื่อได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่จำเลยให้การรับสารภาพจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า จำเลยเพียงแต่มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มาตรา 15วรรคสาม(2) ที่แก้ไขใหม่บัญญัติความว่า การมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ที่มีสารแอมเฟตามีน หรืออนุพันธ์ของแอมเฟตามีนปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375มิลลิกรัม ขึ้นไป ให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสองที่บัญญัติว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัม ขึ้นไปให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้นเงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลยสำหรับคดีนี้เมทแอมเฟตามีนมีประมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 6.725 กรัม ซึ่งไม่เกิน20 กรัม ต้องด้วยมาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษอันมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาทแตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท กรณีโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่าจึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องรวมทั้งกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 97 เป็นจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นาย สมพงษ์ ลังพี
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กำพล ภู่สุดแสวง
วิชัย เหลืองวิไล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 3546/2546
#50842
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นกรรมการของลูกหนี้หรือเป็นประธานกรรมการบริหารของลูกหนี้จะมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนตามข้อบังคับของบริษัทลูกหนี้นั้น ย่อมอาศัยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัดฯ มาตรา 90 เมื่อข้อบังคับของบริษัทลูกหนี้ในหมวดที่ 4 ข้อ 14 กำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนแก่กรรมการได้ข้อบังคับของบริษัทลูกหนี้ในเรื่องค่าตอบแทนจึงสอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 90 แห่ง พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด ฯ ซึ่งค่าชดเชยการลดเงินเดือนตามหนังสือเรื่องการปรับลดเงินเดือนพนักงานที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 5 อาจจะถือได้ว่าเป็นผลประโยชน์ตอบแทนในลักษณะอื่นตามข้อบังคับของลูกหนี้ในหมวดที่ 4 ข้อ 14 วรรคสอง ที่ระบุให้กรรมการมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทในรูปของเงินรางวัลเบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส หรือผลประโยชน์ตอบแทนในลักษณะอื่นตามข้อบังคับหรือตามที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะพิจารณา แต่เมื่อไม่มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นของลูกหนี้เพื่อพิจารณากำหนดค่าชดเชยการลดเงินเดือนตามหนังสือเรื่องการปรับลดเงินเดือนพนักงานหรือได้มีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าประชุมพิจารณาในการประชุมของคณะกรรมการบริหารของลูกหนี้ เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่16 มิถุนายน 2543 และตั้งบริษัทสำนักงานกฎหมายฟาร์อีสท์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมามีบริษัทแอสเซ็ทรีคัฟเวอรี่ จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ค้ำประกันจำนำจำนอง และค่าชดเชยการลดเงินเดือนพร้อมดอกเบี้ยถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการรวมเป็นเงิน 259,302,482.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน7,581,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้วผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่าเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้อันดับที่ 1 หนี้ค้ำประกันสัญญากู้ยืมจำนวน 55,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 พร้อมดอกเบี้ย

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า กองทุนรวมไทยสตราทิจิคแอสเซ็ทผู้ให้กู้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้กู้ยืมที่เจ้าหนี้เป็นผู้ค้ำประกันตามมูลหนี้อันดับที่ 2ที่ 3 และที่ 4 แล้ว โดยเป็นเจ้าหนี้รายที่ 683 ดังนั้น เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้อีกตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/27 วรรคสอง ส่วนมูลหนี้อันดับที่ 5 เจ้าหนี้มิได้แสดงให้เห็นว่ามีข้อบังคับของลูกหนี้หรือมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของลูกหนี้ที่ระบุให้จ่ายค่าตอบแทนแก่เจ้าหนี้ในฐานะกรรมการบริษัทลูกหนี้ จึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535มาตรา 90

ผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 2ที่ 3 และที่ 4 ส่วนมูลหนี้อันดับที่ 5 หนังสือเรื่องการปรับลดเงินเดือนของพนักงานเป็นเอกสารที่ทำขึ้นภายหลังการยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้วและเป็นความเท็จทั้งตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 90 ห้ามมิให้จ่ายค่าตอบแทนแก่เจ้าหนี้

ศาลล้มละลายกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ลูกหนี้เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 เจ้าหนี้มีตำแหน่งเป็นกรรมการของลูกหนี้และยังเป็นประธานกรรมการบริหารของลูกหนี้อีกตำแหน่งหนึ่ง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ในชั้นนี้เพียงว่าเจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้อันดับที่ 5 ในมูลหนี้ค่าชดเชยการลดเงินเดือนหรือไม่เพียงใด เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่าตามข้อบังคับของลูกหนี้ในหมวดที่ 4 ข้อ 14 วรรคสอง ระบุว่า "กรรมการมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทในรูปของเงินรางวัล เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส หรือผลประโยชน์ตอบแทนในลักษณะอื่นตามข้อบังคับหรือตามที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะพิจารณา ซึ่งอาจกำหนดเป็นจำนวนแน่นอนหรือวางเป็นหลักเกณฑ์หรือจะกำหนดไว้เป็นคราว ๆ ไป หรือจะให้มีผลตอบแทนตลอดไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ได้ และนอกจากนั้นให้ได้รับเบี้ยเลี้ยงและสวัสดิการต่าง ๆ ตามระเบียบของบริษัท" และวรรคสามระบุว่า "ความในวรรคหนึ่งไม่กระทบกระเทือนสิทธิของพนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการในอันที่จะได้รับค่าตอบแทนและผลประโยชน์ในฐานะที่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของบริษัท" เจ้าหนี้ในฐานะกรรมการนอกจากจะมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนตามข้อบังคับของลูกหนี้ดังกล่าวแล้วยังมีสิทธิได้รับเงินเดือนในฐานะเป็นพนักงานในตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของลูกหนี้ด้วย เห็นว่า การที่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นกรรมการของลูกหนี้หรือเป็นประธานกรรมการบริหารของลูกหนี้ จะมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนดังกล่าวตามข้อบังคับของบริษัทลูกหนี้นั้น ย่อมอาศัยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 90 ซึ่งบัญญัติว่า "ห้ามบริษัทจ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดให้แก่กรรมการ เว้นแต่จ่ายเป็นค่าตอบแทนตามข้อบังคับของบริษัท" และวรรคสองบัญญัติว่า"ในกรณีที่ข้อบังคับของบริษัทมิได้กำหนดไว้ การจ่ายค่าตอบแทนตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุม" ฉะนั้น เมื่อข้อบังคับของบริษัทลูกหนี้ในหมวดที่ 4 ข้อ 14 กำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนแก่กรรมการได้ข้อบังคับของบริษัทลูกหนี้ในเรื่องค่าตอบแทนจึงสอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 90 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ซึ่งค่าชดเชยการลดเงินเดือนตามหนังสือเรื่องการปรับลดเงินเดือนพนักงาน ฉบับลงวันที่ 7 เมษายน 2541 ที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 5 อาจจะถือได้ว่าเป็นผลประโยชน์ตอบแทนในลักษณะอื่นตามข้อบังคับของลูกหนี้ในหมวดที่ 4 ข้อ 14 วรรคสอง ที่ระบุให้กรรมการมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทในรูปของเงินรางวัล เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส หรือผลประโยชน์ตอบแทนในลักษณะอื่นตามข้อบังคับหรือตามที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะพิจารณา แต่ศาลฎีกาได้ตรวจดูพยานหลักฐานที่เจ้าหนี้และผู้ทำแผนอ้างส่งไว้ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และสำนวนคดีนี้แล้วไม่พบว่าได้มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นของลูกหนี้ เพื่อพิจารณากำหนดค่าชดเชยการลดเงินเดือนตามหนังสือเรื่องการปรับลดเงินเดือนพนักงาน ฉบับลงวันที่ 7 เมษายน 2541 หรือได้มีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าประชุมพิจารณาในการประชุมของคณะกรรมการบริหารของลูกหนี้ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญและต้องใช้เงินจำนวนมากพอสมควรในการจ่ายเงินชดเชยให้แก่พนักงานที่ถูกปรับลดเงินเดือนแต่อย่างใด ทั้งยังปรากฏตามงบการเงินและรายงานการสอบทานงบการเงินโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตของลูกหนี้ในไตรมาสที่ 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2543 ว่า ในระหว่างงวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2543 ลูกหนี้ได้บันทึกเงินเดือนของพนักงานและกรรมการของลูกหนี้จำนวน 29.75 ล้านบาท ตามบันทึกเรื่องการปรับลดเงินเดือนพนักงานลงวันที่ 7 เมษายน 2541 ที่ลูกหนี้จะจ่ายเงินชดเชยให้พนักงานและกรรมการของลูกหนี้อันเนื่องมาจากการลดเงินเดือนตั้งแต่เดือนเมษายน 2541 ถึงเดือนมีนาคม 2543 รวม 24 เดือน และผู้สอบบัญชีรับอนุญาตไม่อาจสอบทานให้เป็นที่พอใจในรายการดังกล่าวได้เนื่องจากเพิ่งได้รับเอกสารดังกล่าวในงวดไตรมาสที่ 2 ของปี 2543ซึ่งทำให้น่าเชื่อว่าหนังสือเรื่องการปรับลดเงินเดือนดังกล่าวได้จัดทำขึ้นภายหลังและยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ ตามที่ขอรับชำระหนี้เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับ 5 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของเจ้าหนี้นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 90
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — กองทุนรวมไทย สตราทิจิคแอสเซ็ท
เจ้าหนี้ — นาย ชัชวาลย์ สุวรรณไพรพัฒนะ
ลูกหนี้ — บริษัท ศรวรา เรียล เอสเตท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3538/2546
#50841
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ที่ไม่อนุญาตให้ยกคดีที่ได้งดการพิจารณาไว้ขึ้นพิจารณาต่อไปเป็นคำสั่งที่มิได้ทำให้คดีเสร็จไปจากศาล เพราะศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯได้มีคำสั่งให้นัดพร้อมเพื่อฟังผลคำสั่งศาลล้มละลายกลางเกี่ยวกับคำร้องขอของโจทก์เพื่อให้ศาลล้มละลายกลางยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงข้อจำกัดสิทธิตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/13 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาก่อนที่ศาลจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี โจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 38ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า TIGERSTOUT กับรูปเสือ คำว่า TIGER LAGER BER กับรูปเสือ และ TIGER BEER กับรูปเสือซึ่งใช้กับสินค้าจำพวกที่ 32 รายการสินค้า เบียร์ และเบียร์สเตาต์ของโจทก์โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2542 จำเลยได้ผลิต จำหน่าย และเสนอจำหน่ายสินค้าเบียร์ โดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า BLACK TIGER BEER และเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าจำพวกที่ 32 รายการสินค้า เบียร์ กับทำการลวงขายสินค้าของจำเลยว่าเป็นสินค้าของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยยุติการผลิต จำหน่าย และเสนอจำหน่ายสินค้าเบียร์ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่าBLACK TIGER BEER ให้จำเลยจัดเก็บสินค้าดังกล่าวให้หมดจากท้องตลาดโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย ให้จำเลยถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่403006 หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามจำเลยใช้ยื่นคำขอจดทะเบียนหรือเข้าเกี่ยวข้องในทางใด ๆ กับเครื่องหมายการค้าคำว่า BLACK TIGER BEER และเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์ทั้งสามเครื่องหมายดังกล่าวต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะยุติการทำละเมิดเครื่องหมายการค้าของโจทก์และถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าขอเลขที่ 403006

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของและคิดออกแบบเครื่องหมายการค้ารูปหัวเสือดำอยู่เหนือทุ่งหญ้ามีแถบสีดำคล้ายพื้นดินอยู่ด้านล่างและมีอักษรโรมันคำว่า BLACK TIGER BEER อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม โจทก์ไม่ใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า TIGER กับรูปเสือตามคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปหัวเสือดำอยู่เหนือทุ่งหญ้ามีแถวสีดำอยู่ด้านล่างและมีอักษรคำว่าBLACK TIGER BEER อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม และอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดและจำเลยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์โดยการลวงขาย ขอให้พิพากษาบังคับผู้ร้องสอดและจำเลยตามคำขอท้ายคำฟ้อง

จำเลยให้การแก้คำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดไม่ใช่ผู้มีส่วนเสียในคดีนี้ ขอให้ยกคำร้องสอด

ในวันนัดพร้อมและชี้สองสถาน ทนายจำเลยแถลงว่า ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย และคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยขอให้ศาลงดการพิจารณาไว้และจำหน่ายคดีชั่วคราว โจทก์คัดค้านว่า คำฟ้องคดีนี้ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินและการฟื้นฟูกิจการของจำเลย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้หลังจากที่ศาลล้มละลายกลางรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยไว้พิจารณาแล้ว จึงขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12(4) ที่ห้ามฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ แต่เมื่อศาลได้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วและโจทก์มีสิทธิขอให้ศาลล้มละลายกลางยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงข้อจำกัดสิทธิดังกล่าวได้ตามมาตรา 90/13 จึงเห็นสมควรให้งดการพิจารณาไว้โดยให้โจทก์ไปยื่นคำร้องขอต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อให้ยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงข้อจำกัดสิทธิต่อไป และให้นัดพร้อมเพื่อฟังผลคำสั่งของศาลล้มละลายกลางวันที่ 8 ธันวาคม 2543

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีต่อไปอ้างว่า โจทก์ได้แก้ไขคำฟ้องโดยไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหาย ประเด็นแห่งคดีที่เหลือจึงไม่ใช่คดีที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า แม้โจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องโดยไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายและศาลอนุญาตแล้วก็ตาม แต่สิทธิในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นวัตถุที่ไม่มีรูปร่างซึ่งมีราคาและถือเอาได้และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ก็รับรองสิทธิดังกล่าวไว้ สิทธิในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้หลังจากศาลล้มละลายกลางรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยไว้ จึงขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12(4) ที่ห้ามฟ้องร้องคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ จึงมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม กล่าวคือ ไม่อนุญาตให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปนั้น เห็นว่า คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ไม่อนุญาตให้ยกคดีที่ได้งดการพิจารณาไว้ขึ้นพิจารณาต่อไปเป็นคำสั่งที่มิได้ทำให้คดีเสร็จไปจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพราะศาลดังกล่าวได้มีคำสั่งให้นัดพร้อมเพื่อฟังผลคำสั่งศาลล้มละลายกลางเกี่ยวกับคำร้องขอของโจทก์เพื่อให้ศาลล้มละลายกลางยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงข้อจำกัดสิทธิตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/13 กรณีจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี โจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1) ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเซีย แปซิฟิค บริเวอรี่ส์ ลิมิเต็ด
ผู้ร้องสอด — บริษัทครอบจักรวาล จำกัด
จำเลย — บริษัทไทยอมฤตบริวเวอรี่ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3537/2546
#50331
เปิดฉบับเต็ม

การกู้เงินพิพาทมีผู้ให้กู้ร่วมกันหลายบริษัทซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย ส่วนผู้กู้มีสำนักงานอยู่ในประเทศไทย การที่คู่สัญญาตกลงกันให้นำคดีเกี่ยวกับสัญญาทางธุรกิจการค้าระหว่างประเทศไปฟ้องยังศาลแห่งประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์จึงทำได้ตามหลักกฎหมายทั่วไประหว่างประเทศแต่ข้อตกลงเลือกศาลดังกล่าว คู่สัญญาไม่ได้ตกลงให้ฟ้องร้องยังศาลแห่งประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์เพียงศาลเดียวเด็ดขาดเพราะได้เปิดโอกาสให้ผู้ให้กู้ฟ้องผู้กู้ในศาลอื่นที่มีเขตอำนาจได้ด้วย การที่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้ให้กู้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้กู้ต่อศาลในประเทศไทยจึงมีอำนาจทำได้ตามสัญญา

ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีเขตตลอดกรุงเทพมหานคร กับมาตรา 7(5) และ (6) บัญญัติให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งเกี่ยวกับการซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้าหรือตราสารการเงินระหว่างประเทศ หรือการให้บริการระหว่างประเทศ เมื่อจำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพและคดีพิพาทเป็นเรื่องการกู้ยืมเงินระหว่างประเทศ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้

กฎหมายของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มีอยู่อย่างไรเป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างว่าเป็นกรณีที่ศาลไทยต้องใช้กฎหมายดังกล่าวนำพยานผู้เชี่ยวชาญกฎหมายของประเทศนั้นมาสืบประกอบตัวบทกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดีให้เป็นที่พอใจศาล เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างมิได้พิสูจน์กฎหมายนั้น ให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ศาลจึงต้องใช้กฎหมายภายในของประเทศไทยมาบังคับแก่คดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 8

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 3 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศสิงคโปร์ ส่วนโจทก์ที่ 2 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศมาเลเซีย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 มอบอำนาจให้นายพิสุทธิ์เดชะโกศยะ และ/หรือนายธวัช อุดมศิริ เป็นผู้มีอำนาจฟ้อง และดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแทน เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ตกลงร่วมกันกู้เงินโจทก์ที่ 1ที่ 2 และที่ 3 เป็นเงินจำนวน 8,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ มีกำหนดระยะเวลาชำระเงินกู้คืนภายใน 36 เดือน นับแต่วันที่เบิกเงินกู้ครั้งแรก หรือตามที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกให้ชำระเงินกู้คืนก่อนกำหนดเวลาดังกล่าวโดยมีสัดส่วนเงินกู้ที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยทั้งสองกู้เงินคือโจทก์ที่ 1 ให้กู้จำนวน 3,000,000 ดอลลาร์ โจทก์ที่ 2 ให้กู้จำนวน3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และโจทก์ที่ 3 ให้กู้จำนวน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐจำเลยทั้งสองตกลงชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เป็นงวด ๆ ทุกระยะเวลา 3 เดือน 6 เดือนแล้วแต่กรณี นับตั้งแต่วันเบิกเงินกู้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ชำระเงินกู้คืน โดยคิดจากอัตราดอกเบี้ย Margin บวกด้วยอัตราดอกเบี้ย SIBOR (Singapore Inter Bank OfferRate) ในกรณีผิดนัดหรือมีการกระทำผิดสัญญาเงินกู้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 2 ต่อปี คืออัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 + 0.75 + SIBOR ต่อปี และตกลงว่าหากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดสัญญาเมื่อใดบรรดาหนี้สินทั้งปวงที่จำเลยที่ 1 และที่ 2ค้างชำระอยู่ตามสัญญาเงินกู้นั้นจะถึงกำหนดต้องชำระให้โจทก์ทั้งหมดทันที และเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวจำเลยทั้งสองและบริษัทในเครือของจำเลยทั้งสองได้นำหุ้นของบริษัทยูนิเวสท์ แลนด์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 35,800,000 หุ้นมาจำนำไว้แก่โจทก์ที่ 1 ในฐานะเป็นตัวแทนของผู้ให้กู้ร่วม หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาเงินกู้ไม่ว่าด้วยเหตุใด จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์บังคับจำนำหุ้นทั้งหมดโดยการนำออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ที่ค้างทั้งหมดได้ทันที ต่อมาวันที่ 30พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันเบิกเงินกู้ไปจากโจทก์ทั้งสามรวมเป็นเงิน 5,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ วันที่ 18 ธันวาคม 2538 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันเบิกเงินกู้ไปจากโจทก์ทั้งสามอีก 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และได้รับเงินกู้จำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์ทั้งสามครบถ้วนแล้ว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองได้ผิดสัญญาไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ โจทก์ที่ 1 ในฐานะตัวแทนของโจทก์ผู้ให้กู้จึงได้ดำเนินการบังคับจำนำหุ้นออกขายทอดตลาดทั้งหมด 35,800,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 2.70 บาท ได้รับเงินจากการขายทอดตลาดหุ้นเป็นเงินทั้งสิ้น 96,660,000 บาทเมื่อหักชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยทั้งสองค้างชำระแล้วคงเหลือหนี้ต้นเงินกู้ที่จำเลยทั้งสองต้องชำระให้โจทก์ทั้งสามจำนวน 4,755,652.77 ดอลลาร์สหรัฐ และจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระดอกเบี้ยเงินกู้ผิดนัด จากต้นเงินกู้ที่ค้างชำระจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้รับชำระหนี้เงินกู้ครั้งสุดท้ายจากจำเลยทั้งสองเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องเป็นเงินค่าดอกเบี้ย 861,317.10 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระเงินค่าธรรมเนียมทางกฎหมายให้แก่โจทก์ที่ 1 ในการดำเนินการบังคับจำนำหุ้นขายทอดตลาด เป็นเงินจำนวน 29,056.36 ดอลลาร์สหรัฐด้วย รวมเป็นหนี้ตามสัญญากู้เงินที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระให้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 5,646,026.23 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยเท่ากับ211,082,336.63 บาท โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันฟ้อง 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ37.386 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระดอกเบี้ยเงินกู้ผิดนัดให้โจทก์ทั้งสามตามสัญญากู้เงินในอัตราร้อยละ 7.75 ต่อปี ในจำนวนหนี้เงินกู้ที่ค้างชำระจำนวน 5,616,969.87 ดอลลาร์สหรัฐ จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์ทั้งสามเสร็จสิ้น โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 5,646,026.23 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.75 ต่อปีของต้นเงิน 5,616,969.87ดอลลาร์สหรัฐ และชำระค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย 29,056.36 ดอลลาร์สหรัฐพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 29,056.36 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่มีการมอบอำนาจให้ฟ้องคดี และไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เนื่องจากมีข้อตกลงให้ศาลแห่งประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับเรื่องนี้และให้ใช้กฎหมายประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์บังคับ จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ทั้งสามจริง แต่ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ทั้งสามจึงยังไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนก่อนครบกำหนดการคิดดอกเบี้ยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยและมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและคำนวณดอกเบี้ยผิดกฎหมายดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 2 ต่อปี เป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน โจทก์ทั้งสามบังคับจำนำหุ้นโดยไม่สุจริตและขายหุ้นต่ำกว่าราคาจริงทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายคิดเป็นเงิน 75,180,000บาท นอกจากนี้ การคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมอันเกิดจากการบังคับจำนำหุ้น เพราะเป็นค่าเสียหายที่ไม่อาจคาดหมายได้โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 ไม่ผูกพันตามสัญญาเพราะสัญญามิได้ลงนามโดยผู้มีอำนาจและมิได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เบิกเงินกู้ครั้งแรกเพียง 2,500,000ดอลลาร์สหรัฐ และครั้งที่ 2 เพียง 1,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ผิดสัญญาและไม่ได้ผิดนัดชำระดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ทั้งสามชำระค่าเสียหายจำนวน 75,180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2540 ซึ่งเป็นวันขายหุ้น เพื่อนำเงินค่าเสียหายนี้มาหักกลบลบหนี้กับจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งและไม่อนุญาตให้แก้ไขฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษายืน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,550,052.41 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.75 ต่อปี ของต้นเงิน 4,755,652.77 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม ทั้งนี้ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่มีคำพิพากษานี้เป็นเกณฑ์ หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันพิพากษา และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่าโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องคดีนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ และต้องใช้กฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับแก่คดี กับมีการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสามมีนายธวัช อุดมศิริ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามเบิกความเป็นพยานว่า โจทก์ทั้งสามเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดโจทก์ทั้งสามได้มอบอำนาจให้พยานและหรือนายพิสุทธิ์ เดชะไกศยะ เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ทั้งสาม บุคคลที่ลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ที่ 1 คือนายเออร์เนส วอง เยือนเว็ง และนายวี อี เชิง กรรมการของโจทก์ที่ 1ร่วมกับนางวิเวียน ชาน เลขานุการของโจทก์ที่ 1 ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.5สำหรับโจทก์ที่ 2 มีนายดาโต๊ะ ริชาร์ด โฮอึง ฮัน กรรมการ และนายพอน ชาพนี อาหมัดรามลี เลขานุการของโจทก์ที่ 2 ลงนามร่วมกันแต่งตั้งให้นายอ็อง เซ็ง ซึง เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ที่ 2 โดยให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงได้ด้วยตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.7 หลังจากนั้นนายอ็อง เซ็ง ซึง ได้มอบอำนาจช่วงให้พยานและนายพิสุทธิ์ฟ้องและดำเนินคดีแทนตามเอกสารหมาย จ.8 ส่วนโจทก์ที่ 3 มีนายวี อี เชิงกับนายกึน เฮียง เม็ง ซึ่งเป็นกรรมการของโจทก์ที่ 3 ได้ร่วมกับนางวิเวียน ชาน เลขานุการของโจทก์ที่ 3 ลงนามแต่งตั้งผู้รับมอบอำนาจ ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.10หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวนายวอง เม็ง เม็ง โนตารีพับลิก ของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ รับรองและยืนยันว่าเป็นหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ทั้งสาม และลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง นอกจากหนี้นางสาวลินดา โฮตำแหน่ง ASSISTANCE - VICE - PRESIDENT ของโจทก์ที่ 1 เบิกความเป็นพยานรับรองว่า นายเออร์เนส วอง เยือนเว็ง และนายวี อี เชิง ปัจจุบันยังเป็นกรรมการของโจทก์ที่ 1 ส่วนนางวิเวียน ชาน ก็ยังเป็นเลขานุการของโจทก์ที่ 1 อยู่ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าหนังสือมอบอำนาจทั้งสามฉบับได้ลงนามโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ส่วนการที่โจทก์ทั้งสามนำคดีมาฟ้องในประเทศไทยต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มิได้นำคดีไปฟ้องยังศาลแห่งประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ตามสัญญาเงินกู้ ข้อ 36.1 นั้นข้อเท็จจริงได้ความว่า การกู้เงินรายนี้มีผู้ให้กู้ร่วมกันหลายบริษัท ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย ส่วนผู้กู้มีสำนักงานอยู่ในประเทศไทย ดังนั้น การที่คู่สัญญาตกลงกันให้นำคดีเกี่ยวกับสัญญาฉบับนี้ ซึ่งเป็นสัญญาทางธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ไปฟ้องยังศาลแห่งประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์จึงทำได้ตามหลักกฎหมายทั่วไประหว่างประเทศ แต่ข้อตกลงเลือกศาลตามสัญญาฉบับนี้คู่สัญญาไม่ได้ตกลงให้ฟ้องร้องยังศาลแห่งประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์เพียงศาลเดียวเด็ดขาดตามข้อ 36.1 เพราะได้เปิดโอกาสให้ผู้ให้กู้ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่ผู้กู้ในศาลอื่นที่มีเขตอำนาจได้ด้วยตามสัญญาเงินกู้ข้อ 36.4 ด้วยเหตุนี้การที่โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลในประเทศไทย จึงมีอำนาจทำได้ตามสัญญาและเนื่องจากตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 5วรรคสอง บัญญัติให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีเขตตลอดกรุงเทพมหานคร กับมาตรา 7(5) และ (6) บัญญัติให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งเกี่ยวกับการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือตราสารการเงินระหว่างประเทศ หรือการให้บริการระหว่างประเทศเมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพและคดีพิพาทเป็นเรื่องการกู้ยืมเงินระหว่างประเทศ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ สำหรับปัญหาว่าศาลต้องใช้กฎหมายของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์บังคับแก่คดีหรือไม่นั้น เห็นว่า กฎหมายของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ที่เกี่ยวกับคดีนี้มีอยู่อย่างไร เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างว่าเป็นกรณีที่ศาลไทยต้องใช้กฎหมายดังกล่าว นำพยานผู้เชี่ยวชาญกฎหมายของประเทศนั้นมาสืบประกอบตัวบทกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดีให้เป็นที่พอใจศาล เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างมิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ศาลจึงต้องใช้กฎหมายภายในของประเทศไทยมาบังคับแก่คดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 8อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น...แต่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีคำพิพากษายังไม่ถูกต้องจึงสมควรแก้ไขในส่วนนี้"

พิพากษาแก้เป็นว่า การคิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทย ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่ต้องไม่เกินจำนวนเงินบาทที่คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 5 ม. 7
พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัท ยูนิเวสท์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3537/2546
#50840
เปิดฉบับเต็ม

การกู้เงินรายนี้มีผู้ให้กู้หลายบริษัท ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย ส่วนผู้กู้มีสำนักงานอยู่ในประเทศไทย ดังนั้นการที่คู่สัญญาตกลงกันให้นำคดีเกี่ยวกับสัญญาฉบับนี้ ซึ่งเป็นสัญญาทางธุรกิจการค้าระหว่างประเทศไปฟ้องยังศาลแห่งประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์จึงทำได้ตามหลักกฎหมายทั่วไประหว่างประเทศ แต่ข้อตกลงเลือกศาลตามสัญญาฉบับนี้คู่สัญญาไม่ได้ตกลงให้ฟ้องร้องยังศาลแห่งประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์เพียงศาลเดียวเด็ดขาด เพราะได้เปิดโอกาสให้ผู้ให้กู้ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่ผู้กู้ในศาลอื่นที่มีเขตอำนาจได้ด้วย การที่โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลในประเทศไทยจึงมีอำนาจทำได้ตามสัญญาและเนื่องจากตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 5 วรรคสองบัญญัติให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีเขตตลอดกรุงเทพมหานคร กับมาตรา 7(5) และ (6) บัญญัติให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้าหรือตราสารการเงินระหว่างประเทศ หรือการให้บริการระหว่างประเทศ เมื่อจำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพและคดีพิพาทเป็นเรื่องการกู้ยืมเงินระหว่างประเทศโจทก์มีอำนาจฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้

กฎหมายของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ที่เกี่ยวกับคดีนี้มีอยู่อย่างไร เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างว่าเป็นกรณีที่ศาลไทยต้องใช้กฎหมายดังกล่าวนำพยานผู้เชี่ยวชาญกฎหมายของประเทศนั้นมาสืบประกอบตัวบทกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดีให้เป็นที่พอใจศาล เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างมิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจศาล ศาลจึงต้องใช้กฎหมายภายในของประเทศไทยมาบังคับแก่คดีตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายฯ มาตรา 8

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 5,646,026.23 บาท ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.75 ต่อปีของต้นเงิน 5,616,969.87ดอลลาร์สหรัฐ และชำระค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย 29,056.36 ดอลลาร์สหรัฐพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 29,056.36 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่มีการมอบอำนาจให้ฟ้องคดี และไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เนื่องจากมีข้อตกลงให้ศาลแห่งประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ และให้ใช้กฎหมายประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์บังคับ จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ทั้งสามจริง แต่ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ทั้งสามจึงยังไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนก่อนครบกำหนด การคิดดอกเบี้ยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยและมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและคำนวณดอกเบี้ยผิดกฎหมาย ดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 2 ต่อปี เป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน โจทก์ทั้งสามบังคับจำนำหุ้นโดยไม่สุจริตและขายหุ้นต่ำกว่าราคาจริงทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายคิดเป็นเงิน 75,180,000 บาท นอกจากนี้การคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมอันเกิดจากการบังคับจำนำหุ้นเพราะเป็นค่าเสียหายที่ไม่อาจคาดหมายได้โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 ไม่ผูกพันตามสัญญาเพราะสัญญามิได้ลงนามโดยผู้มีอำนาจและมิได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เบิกเงินกู้ครั้งแรกเพียง 2,500,000ดอลลาร์สหรัฐ และครั้งที่ 2 เพียง 1,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ผิดสัญญาและไม่ได้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ทั้งสามชำระค่าเสียหายจำนวน75,180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่14 มีนาคม 2540 ซึ่งเป็นวันขายหุ้น เพื่อนำเงินค่าเสียหายนี้มาหักกลบลบหนี้กับจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งและไม่อนุญาตให้แก้ไขฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษายืน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,550,052.41 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.75 ต่อปี ของต้นเงิน 4,755,652.77 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม ทั้งนี้ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่มีคำพิพากษานี้เป็นเกณฑ์ หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันพิพากษา และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องคดีนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ และต้องใช้กฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับแก่คดี กับมีการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสามมีนายธวัช อุดมศิริ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามเบิกความเป็นพยานว่าโจทก์ทั้งสามเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดโจทก์ทั้งสามได้มอบอำนาจให้พยานและหรือนายพิสุทธิ์ เดชะไกศยะ เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ทั้งสาม บุคคลที่ลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ที่ 1คือนายเออร์เนส วอง เยือนเว็ง และนายวี อี เชิง กรรมการของโจทก์ที่ 1 ร่วมกับนางวิเวียน ชาน เลขานุการของโจทก์ที่ 1 ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.5 สำหรับโจทก์ที่ 2 มีนายดาโต๊ะ ริชาร์ด โฮ อึง ฮัน กรรมการ และนายพอน ชาพนี อาหมัดรามลี เลขานุการของโจทก์ที่ 2 ลงนามร่วมกันแต่งตั้งให้นายอ็อง เช็ง ซึง เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ที่ 2 โดยให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงได้ด้วยตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.7 หลังจากนั้นนายอ็อง เช็ง ซึง ได้มอบอำนาจช่วงให้พยานและนายพิสุทธิ์ฟ้องและดำเนินคดีแทนตามเอกสารหมายจ.8 ส่วนโจทก์ที่ 3 มีนายวี อี เชิงกับนายกึน เฮียง เม็ง ซึ่งเป็นกรรมการของโจทก์ที่ 3 ได้ร่วมกับนางวิเวียน ชาน เลขานุการของโจทก์ที่ 3 ลงนามแต่งตั้งผู้รับมอบอำนาจ ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.10หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวนายวอง เม็ง เม็ง โนตารีพับลิกของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ รับรองและยืนยันว่าเป็นหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ทั้งสาม และลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง นอกจากนี้นางสาวลินดา โฮตำแหน่ง ASSISTANCE - VICE - PRESIDENT ของโจทก์ที่ 1 เบิกความเป็นพยานรับรองว่า นายเออร์เนส วอง เยือนเว็ง และนายวี อี เชิง ปัจจุบันยังเป็นกรรมการของโจทก์ที่ 1 ส่วนนางวิเวียน ชาน ก็ยังเป็นเลขานุการของโจทก์ที่ 1 อยู่เมื่อจำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าหนังสือมอบอำนาจทั้งสามฉบับได้ลงนามโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ส่วนการที่โจทก์ทั้งสามนำคดีมาฟ้องในประเทศไทยต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มิได้นำคดีไปฟ้องยังศาลแห่งประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ตามสัญญาเงินกู้ ข้อ 36.1 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าการกู้เงินรายนี้มีผู้ให้กู้ร่วมกันหลายบริษัท ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และประเทศมาเลเซียส่วนผู้กู้มีสำนักงานอยู่ในประเทศไทย ดังนั้นการที่คู่สัญญาตกลงกันให้นำคดีเกี่ยวกับสัญญาฉบับนี้ ซึ่งเป็นสัญญาทางธุรกิจการค้าระหว่างประเทศไปฟ้องยังศาลแห่งประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์จึงทำได้ตามหลักกฎหมายทั่วไประหว่างประเทศ แต่ข้อตกลงเลือกศาลตามสัญญาฉบับนี้ คู่สัญญาไม่ได้ตกลงให้ฟ้องร้องยังศาลแห่งประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์เพียงศาลเดียวเด็ดขาดตามข้อ 36.1 เพราะได้เปิดโอกาสให้ผู้ให้กู้ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่ผู้กู้ในศาลอื่นที่มีเขตอำนาจได้ด้วยตามสัญญาเงินกู้ข้อ 36.4 ด้วยเหตุนี้ การที่โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลในประเทศไทยจึงมีอำนาจทำได้ตามสัญญา และเนื่องจากตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีเขตตลอดกรุงเทพมหานคร กับมาตรา 7(5) และ (6) บัญญัติให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งเกี่ยวกับการซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้าหรือตราสารการเงินระหว่างประเทศ หรือการให้บริการระหว่างประเทศ เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพและคดีพิพาทเป็นเรื่องการกู้ยืมเงินระหว่างประเทศ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ สำหรับปัญหาว่าศาลต้องใช้กฎหมายของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์บังคับแก่คดีหรือไม่นั้นเห็นว่ากฎหมายของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ที่เกี่ยวกับคดีนี้มีอยู่อย่างไร เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างว่าเป็นกรณีที่ศาลไทยต้องใช้กฎหมายดังกล่าว นำพยานผู้เชี่ยวชาญกฎหมายของประเทศนั้นมาสืบประกอบตัวบทกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดีให้เป็นที่พอใจศาล เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างมิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ศาลจึงต้องใช้กฎหมายภายในของประเทศไทยมาบังคับแก่คดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 8 อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องผูกพันตามสัญญาเงินกู้รายนี้หรือไม่ เห็นว่า ประเด็นข้อนี้จำเลยที่ 1 ไมได้ให้การต่อสู้ ส่วนจำเลยที่ 2 แม้จะให้การต่อสู้ไว้แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชี้สองสถานศาลไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและจำเลยที่ 2 ก็มิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ จึงถือว่าจำเลยที่ 1ได้สละประเด็นข้อนี้แล้ว จำเลยทั้งสองจะอุทธรณ์โต้เถียงอีกไม่ได้เพราะถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วแต่ศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามหรือไม่ เพียงใด โจทก์ทั้งสามมีนายธวัช อุดมศิริ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามและนางสาวลินดาโฮ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายของโจทก์ที่ 1 เบิกความเป็นพยานว่าเมื่อวันที่21 ตุลาคม 2538 จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินไปจากโจทก์ทั้งสามจำนวน 8,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจำเลยทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์ทั้งสามครบถ้วนแล้วตามหนังสือการเบิกถอนและใบรับเงินเอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.18 แต่เมื่อถึงกำหนดเวลาชำระเงินจำเลยทั้งสองผิดสัญญา โดยจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสามเพียงบางส่วนและไม่เพิ่มมูลค่าโดยรวมของหุ้นที่จำนำไว้แก่โจทก์ทั้งสามให้มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 200 เปอร์เซ็นต์ของหนี้ที่ค้างชำระ โจทก์ทั้งสามมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองเพิ่มมูลค่าหุ้นหลายครั้งตามเอกสารหมาย จ.31 ถึง จ.38 เมื่อจำเลยทั้งสองไม่สามารถเพิ่มมูลค่าหุ้นตามสัญญา โจทก์ทั้งสามจึงมีหนังสือขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญาข้อ 2.2 ภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2539 จำเลยทั้งสองรับทราบแล้วต่อรองว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งสามตามที่เรียกร้องถ้าโจทก์ทั้งสามยินยอมให้จำเลยทั้งสองไม่ต้องเพิ่มพูนค่าหุ้นให้ถึง 200 เปอร์เซ็นต์ ของหนี้ที่ค้างชำระโจทก์ทั้งสามตกลง แต่ครั้นถึงกำหนดจำเลยทั้งสองขอขยายเวลาชำระหนี้ออกไปอีกเป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2539 ซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองจะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสามรวมกันจำนวน 8,307,309.64 ดอลลาร์สหรัฐตามเอกสารหมาย จ.21 ในที่สุดจำเลยทั้งสองไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสามโจทก์ทั้งสามจึงบังคับจำนำหุ้นที่เป็นหลักประกันทั้งหมดโดยขายทอดตลาดในราคาหุ้นละ 2.70 บาท ได้เงินมาหักชำระหนี้จำนวน 96,660,000 บาทคงเหลือหนี้ที่จำเลยทั้งสองค้างชำระคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 5,616,969.87 ดอลลาร์สหรัฐเห็นว่า โจทก์ทั้งสามมีพยานบุคคลและพยานเอกสารมาแสดงว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาโดยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสามเพียงบางส่วนและไม่เพิ่มมูลค่าหุ้นที่จำนำไว้ให้มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 200 เปอร์เซ็นต์ ของหนี้ที่ค้างชำระตามสัญญาเงินกู้ข้อ 17.3 ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ยอมรับว่าได้ชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งสามเพียงบางส่วนจริงและได้ขอผ่อนผันการชำระหนี้หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายขอชำระหนี้วันที่ 30 ธันวาคม 2539 แต่เมื่อถึงกำหนดก็ผิดนัดชำระหนี้อีก โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนำหุ้นได้ตามกฎหมายที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าโจทก์ทั้งสามมีหนังสือลงวันที่ 11 ตุลาคม2539 ขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสามภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2539 ก่อนกำหนดเวลาชำระหนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่าเมื่อจำเลยทั้งสองผิดสัญญาโจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ได้ตามสัญญา ข้อ 2.2 และเมื่อถึงกำหนดแล้วจำเลยทั้งสองขอผ่อนผันการชำระหนี้ออกไปอีกเป็นวันที่ 30 ธันวาคม2539 โจทก์ทั้งสามก็ยอมผ่อนผันให้ ดังนี้จะถือว่าโจทก์ทั้งสามใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ได้ สำหรับการขายทอดตลาดหุ้นที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าโจทก์ทั้งสามสมรู้กับบริษัทยูไนเต็ด คอสมอส โฮลดิ้ง จำกัด ซื้อขายหุ้นกันในราคาต่ำกว่าปกตินั้น ได้ความจากนางศุภางค์ วินทุพราหมณกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินของจำเลยที่ 1 ตอบทนายโจทก์ทั้งสามว่าตั้งแต่เพิ่มทุนของบริษัทยูนิเวส แลนด์ จำกัด (มหาชน)ราคาหุ้นก็ลดลงเรื่อย ๆ จนถึงวันที่ 3 มีนาคม 2540 หุ้นมีราคาเพียง 2.70 บาท ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงมีคำสั่งให้ระงับการซื้อขาย และปัจจุบันนี้หุ้นของบริษัทยูนิเวส แลนด์ จำกัด (มหาชน) ได้ถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์แล้ว คำเบิกความของนางศุภางค์ดังกล่าวสอดคล้องตรงกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2540 หุ้นของบริษัทยูนิเวส แลนด์ จำกัด (มหาชน) มีราคาซื้อขายกันหุ้นละ 2.70 บาท ตามเอกสารหมาย ล.31 ถึง ล.44 ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสามขายทอดตลาดหุ้นของบริษัทยูนิเวส แลนด์ จำกัด (มหาชน) ให้แก่บริษัทยูไนเต็ด คอสมอส โฮลดิ้งจำกัด ไปเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2540 ในราคาหุ้นละ 2.70 บาท จึงไม่ต่ำกว่าปกติ ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่ามีบริษัท 3 แห่งขอซื้อหุ้นของบริษัทยูนิเวส แลนด์ จำกัด (มหาชน)ในราคาหุ้นละ 4.80 บาท แต่โจทก์ทั้งสามบ่ายเบี่ยงและสร้างเงื่อนไขในการซื้อขายหุ้นขึ้นมาโดยไม่จำเป็นทำให้ขายหุ้นไม่ได้ราคาดังกล่าวนั้นเห็นว่า หนังสือขอซื้อหุ้นตามเอกสารหมาย ล.25 ถึง ล.29 มีมูลค่าการซื้อขายจำนวนกว่า 100,000,000 บาท แต่ไม่มีรายละเอียดการชำระเงิน ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสามเสนอให้จำเลยทั้งสอง และผู้ขอซื้อหุ้นทำบันทึกข้อตกลงและเงื่อนไขการชำระราคาหุ้นตามเอกสารหมาย ล.32 จึงเป็นการป้องกันผลประโยชน์และเป็นการใช้สิทธิตามปกติทางการค้า พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองเพียงเท่านี้ยังไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังว่าโจทก์ทั้งสามกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสอง ทำให้ขายหุ้นไม่ได้ราคาดังกล่าวส่วนการขายทอดตลาดหุ้นได้ความว่าโจทก์ทั้งสามได้บอกกล่าวบังคับจำนำหุ้นให้จำเลยทั้งสองทราบ ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2540 ตามเอกสารหมายจ.23 ต่อมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 ก็ได้มีหนังสือถึงจำเลยทั้งสองว่าจะขายทอดตลาดหุ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2540 แต่เมื่อจำเลยทั้งสองขอให้เลื่อนการขายทอดตลาดออกไปโจทก์ทั้งสามก็ยอมเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 14 มีนาคม 2540 โดยประกาศให้คนทั่วไปทราบทุกขั้นตอน ดังนี้จำเลยทั้งสองและบุคคลทั่วไปรวมทั้งบริษัทยูไนเต็ด คอสมอสโฮลดิ้ง จำกัด ย่อมมีโอกาสเท่าเทียมกันที่จะประมูลซื้อหุ้นรายนี้ การที่โจทก์ทั้งสามตกลงขายทอดตลาดหุ้นให้แก่บริษัทยูไนเต็ด คอสมอส โฮลดิ้ง จำกัด จึงรับฟังไม่ได้ว่ามีการสมรู้กัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินกู้และค่าธรรมเนียมทางกฎหมายในการบังคับจำนำหุ้นพร้อมดอกเบี้ยจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีคำพิพากษายังไม่ถูกต้อง จึงสมควรแก้ไขในส่วนนี้"

พิพากษาแก้เป็นว่า การคิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทย ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่ต้องไม่เกินจำนวนเงินบาทที่คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 84
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 5 ม. 7 (5) (6)
พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัท ยูนิเวสท์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3534/2546
#50807
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ชำระเงินค่าจองห้องพักโรงแรมให้จำเลยไปแล้ว ต่อมาโจทก์บอกเลิกการจองห้องพักให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันตามวิธีปฏิบัติของธุรกิจโรงแรมเกี่ยวกับการบอกเลิกการเข้าพักซึ่งจำเลยจะต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมคืนเงินให้ เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสองแล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้กล่าวถึงว่าห้องพักแต่ละห้องราคาเท่าใด ค่าอาหารและค่าจัดเลี้ยงมีราคาเท่าใดก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์หาเคลือบคลุมไม่

โจทก์ทำคำเสนอขอจองห้องพักไปถึงจำเลยเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2534 จำเลยทำคำสนองตอบรับการจองห้องพักในวันเดียวกัน สัญญาจึงเกิดขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม 2534 ไม่ใช่วันที่โจทก์ชำระเงินค่าห้องพักให้จำเลย ส่วนวันที่ 6 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2535เป็นระยะเวลาเข้าพัก แต่ในวันที่สัญญาเกิดโจทก์ไม่ได้ชำระเงินแก่จำเลยเพิ่งจะโอนเงินงวดแรกให้จำเลยในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2534 งวดที่สองเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน2534 ส่วนอีกร้อยละ 30 จะชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันสิ้นสุดการพัก ดังนั้น เงินที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยภายหลังจากวันที่สัญญาจองห้องพักเกิดขึ้นแล้วจึงไม่ใช่มัดจำที่จำเลยจะพึงริบเอาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378(2) เพราะไม่ใช่เงินหรือสิ่งใดที่โจทก์ให้จำเลยไว้ในวันเข้าทำสัญญา ทั้งไม่ใช่หลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาตามมาตรา 377 หากแต่เป็นเงินที่โจทก์ชำระให้จำเลยเป็นงวด ๆ ตามข้อตกลงในสัญญา เมื่อโจทก์บอกเลิกการจองห้องพักซึ่งเป็นการบอกเลิกสัญญาโจทก์และจำเลยต้องกลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามมาตรา 391 วรรคแรก จำเลยต้องคืนเงินดังกล่าวให้โจทก์

โจทก์บอกเลิกการจองห้องพักอันเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา โจทก์และจำเลยต้องกลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่สัญญาเลิกกันเป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคแรก ในเรื่องการคืนเงินอันเกิดจากการเลิกสัญญานี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะต้องใช้อายุความ 10 ปี นับแต่วันบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 193/30 จะนำอายุความ 1 ปี เรื่องลาภมิควรได้ตามมาตรา 419 มาใช้บังคับไม่ได้ เพราะขณะจำเลยรับเงินค่าห้องพักเป็นการรับไว้โดยชอบ มิใช่เป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลจะอ้างกฎหมายได้

โจทก์ชำระเงินค่าจองห้องพักให้แก่จำเลย เงินดังกล่าวย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลยทันทีเพราะเงินเป็นสังกมทรัพย์ เมื่อจำเลยได้รับเงินไว้เกิน 5 ปี แล้ว ต่อมาโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดเกิดขึ้นใหม่ในอันที่จะต้องคืนค่าห้องพักที่รับไว้ให้แก่โจทก์ แต่ไม่จำต้องคืนเป็นเงินอันเดียวกับเงินที่โจทก์ชำระไว้ คงคืนให้ตามจำนวนที่จะต้องคืน กรณีจึงมิใช่จำเลยครอบครองปรปักษ์เงินค่าห้องพักที่รับไว้ จำเลยจะอ้างมาปัดความรับผิดในการชำระเงินคืนหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปลายปี 2534 โจทก์เป็นตัวแทนจัดหาสถานที่สัมมนาให้แก่สควิบบ์ กรุ๊ฟ โดยโจทก์ได้ติดต่อจองห้องพักของจำเลยที่โรงแรมโรแยลคลีฟ บีช รีสอร์ทประเทศไทย ให้ลูกค้าโจทก์กลุ่มดังกล่าวเข้าพัก 350 คน ระหว่างวันที่ 6 มกราคม 2535ถึงวันที่ 12 มกราคม 2535 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2534 โจทก์ชำระเงินค่าห้องพักให้แก่จำเลย 288,768.26 ฟรังก์ฝรั่งเศส และวันที่ 28 พฤศจิกายน 2534 ชำระอีก488,250 ฟรังก์ฝรั่งเศส รวมเป็นเงินค่าห้องพักที่โจทก์ชำระ 777,018.26 ฟรังก์ฝรั่งเศสคิดเป็นเงินไทย 6,216,146 บาท ครั้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2534 โจทก์มีหนังสือแจ้งยกเลิกการสัมมนาและบอกเลิกการจองห้องพักให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนถึงวันเข้าพักตามวิธีปฏิบัติของธุรกิจโรงแรมเกี่ยวกับการบอกเลิกการเข้าพักโดยโจทก์ยอมให้จำเลยหักค่าเสียหาย 17,500 ฟรังก์ฝรั่งเศส หรือคิดเป็นเงินไทย 140,000บาท คงเหลือเงินที่จำเลยจะต้องคืนโจทก์ 759,518.26 ฟรังก์ฝรั่งเศส หรือคิดเป็นเงินไทยจำนวน 6,076,146 บาท แต่จำเลยไม่คืน ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2534 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,044,337.6 ฟรังก์ฝรั่งเศสหรือคิดเป็นเงินไทย 8,354,700.80 บาท ขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 1,044,377.6 ฟรังก์ฝรั่งเศส หรือคิดเป็นเงินไทย 8,354,700.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 759,518.26 ฟรังก์ฝรั่งเศส หรือคิดเป็นเงินไทย 6,076,146 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จองห้องพักราคาห้องละเท่าไร เป็นเงินมัดจำเท่าไร จำเลยตกลงตามที่โจทก์ให้หักเงินหรือไม่ จำเลยต้องคืนเงินให้โจทก์โดยอาศัยกฎระเบียบ กฎหมายใดและวิธีปฏิบัติของธุรกิจโรงแรมการบอกเลิกการเข้าพักเป็นอย่างไรจำเลยต้องผูกพันหรือไม่ จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้องจึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม เงินที่โจทก์ให้ไว้แก่จำเลยเป็นเงินมัดจำมิใช่เงินชำระค่าจองห้องพัก จำเลยจัดเตรียมห้องพักและอาหารให้แก่ลูกค้าโจทก์เรียบร้อยแล้ว และการขายห้องพักให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศต้องติดต่อล่วงหน้า 6 เดือน ถึง 1 ปี การบอกเลิกการจองห้องพักของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายเพราะจำเลยไม่อาจติดต่อนักท่องเที่ยวเข้าพักแทนได้ทัน จำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์ให้บอกเลิกการเข้าพักล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน จำเลยไม่ผูกพันต้องปฏิบัติตามระเบียบวิธีของธุรกิจโรงแรม โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินมัดจำได้ โจทก์ทราบว่ามีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2535ถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยครอบครองเงินดังกล่าวเพื่อตนเองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 5 ปีแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินคืน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,885,433.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อประมาณปลายปี 2534 โจทก์ติดต่อจองห้องพักโรงแรมโรแยลคลีฟ บีช รีสอร์ท ของจำเลยให้แก่ลูกค้าของโจทก์ชื่อ สควิบบ์ กรุ๊ฟ เข้าพักระหว่างวันที่ 6 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 12มกราคม 2535 จำนวน 350 คน โจทก์ชำระค่าจองห้องพักแก่จำเลยในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2534 เป็นเงิน 288,768.26 ฟรังก์ฝรั่งเศส และชำระในวันที่ 28 พฤศจิกายน2534 อีก 488,250 ฟรังก์ฝรั่งเศส รวมเป็นเงินค่าจองห้องพัก 777,018.26 ฟรังก์ฝรั่งเศสครั้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2534 โจทก์บอกเลิกการจองห้องพักให้จำเลยทราบ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ติดต่อจองห้องพักของจำเลยที่โรงแรมโรแยลคลีฟ บีช รีสอร์ท ประเทศไทยเป็นห้องสุพีเรีย 200 ห้อง ห้องสูทเล็กเตียงเดี่ยว 120 ห้อง ห้องสูทใหญ่ 1 ห้อง ซึ่งจะเข้าพักในวันที่ 6 ถึง 10 มกราคม 2535 และจองห้องสุพีเรียต่อไปอีกในวันที่ 10 ถึง 12 มกราคม 2535 จำนวน 80 ห้อง ในจำนวนผู้เข้าพักทั้งหมด 350 คน ต่อมาเมื่อวันที่ 12พฤศจิกายน 2534 โจทก์ชำระเงินเพื่อจองห้องพักให้แก่จำเลย 288,768.26 ฟรังก์ฝรั่งเศสและวันที่ 28 พฤศจิกายน 2534 ชำระอีก 488,250 ฟรังก์ฝรั่งเศส รวมเป็นเงินค่าจองห้องพัก 777,018.26 ฟรังก์ฝรั่งเศส คิดเป็นเงินไทย 6,216,146 บาท ครั้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม2534 โจทก์มีหนังสือยกเลิกการสัมมนาและบอกเลิกการจองห้องพักให้จำเลยทราบล่วงหน้าตามวิธีปฏิบัติของธุรกิจโรงแรมเกี่ยวกับการบอกเลิกการเข้าพัก โดยโจทก์ยอมให้จำเลยหักค่าเสียหาย 17,500 ฟรังก์ฝรั่งเศส คิดเป็นเงินไทย 140,000 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยจะต้องคืน 759,518.26 ฟรังก์ฝรั่งเศส คิดเป็นเงินไทย 6,076,146 บาท แต่จำเลยไม่คืนโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่2 ธันวาคม 2534 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,044,337.6 ฟรังก์ฝรั่งเศสขอให้บังคับจำเลยคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นกล่าวคือ สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างอันเป็นสิทธิของโจทก์ในการเรียกเงินคืนก็คือ โจทก์ได้ชำระเงินค่าจองห้องพักให้จำเลยไปแล้ว แต่โจทก์บอกเลิกการจองห้องพักให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันตามวิธีปฏิบัติของธุรกิจโรงแรมเกี่ยวกับการบอกเลิกการเข้าพักซึ่งจำเลยจะต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมคืนเงินให้ คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้กล่าวถึงห้องพักแต่ละห้องราคาเท่าใด ค่าอาหารและค่าจัดเลี้ยงมีราคาเท่าใดก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์หาเคลือบคลุมไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า จำเลยต้องคืนเงินให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทำคำเสนอขอจองห้องพักไปถึงจำเลยเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2534 โดยมีข้อเสนอจะชำระเงินให้แก่จำเลยในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2534 เป็นเงินร้อยละ 25ของราคาทั้งหมดและจะชำระอีกในวันที่ 5 ธันวาคม 2534 เป็นเงินร้อยละ 45 ของยอดที่เหลือ ส่วนที่เหลือจะชำระให้ภายใน 30 วัน นับแต่วันสิ้นสุดการพักตามโทรสารเอกสารหมาย จ.6 ในวันที่ 25 ตุลาคม 2534 จำเลยทำคำสนองตอบรับการจองห้องพักและเงื่อนไขการแบ่งชำระค่าห้องพักจากโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.5 สัญญาจองห้องพักจึงเกิดขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม 2534 ไม่ใช่วันที่โจทก์ชำระเงินค่าห้องพักให้จำเลย ส่วนวันที่6 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2535 เป็นระยะเวลาเข้าพักในห้องพักที่จองไว้ แต่ในวันที่สัญญาเกิดซึ่งถือว่าเป็นวันที่ทำสัญญาโจทก์ไม่ได้ชำระเงินหรือสิ่งใดแก่จำเลยไว้จนกระทั่งในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2534 จำเลยจึงทวงเงินค่าห้องพักงวดแรกตามโทรสารเอกสารหมาย จ.21 โจทก์เพิ่งจะโอนเงินงวดแรกให้จำเลยเป็นเงิน 288,768.26 ฟรังก์ฝรั่งเศส ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2534 ตามเอกสารการโอนเงินหมาย จ.7 และโอนเงินในงวดที่สองให้จำเลยเป็นเงิน 488,250 ฟรังก์ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2534 ตามเอกสารการโอนเงินหมาย จ.9 ส่วนอีกร้อยละ 30 จะชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันสิ้นสุดการพัก ดังนั้นเงินที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยภายหลังจากวันที่สัญญาจองห้องพักเกิดขึ้นแล้วจึงไม่ใช่มัดจำที่จำเลยจะพึงริบเอาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378(2) เพราะไม่ใช่เงินหรือสิ่งใดที่โจทก์ให้จำเลยไว้ในวันเข้าทำสัญญา ทั้งไม่ใช่หลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 หากแต่เป็นเงินที่โจทก์ชำระให้จำเลยเป็นงวด ๆ ตามข้อตกลงในสัญญาเมื่อโจทก์บอกเลิกการจองห้องพักซึ่งเป็นการบอกเลิกสัญญา โจทก์และจำเลยต้องกลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคแรกจำเลยต้องคืนเงินให้โจทก์ส่วนค่าเสียหายที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้รับความเสียหายจากการบอกเลิกการจองห้องพักเป็นเงิน 4,182,584 บาท นั้น จำเลยมี นางพงา วรรธนะกุล กรรมการผู้จัดการจำเลยเบิกความลอย ๆ ว่า เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาจองห้องพักจำเลยนำห้องพักออกให้ผู้อื่นเข้าพักได้เพียงบางส่วน เช่นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2535 โจทก์จองไว้ 306 ห้อง จำเลยนำออกให้บุคคลอื่นพักเหลือห้องพัก 279 ห้อง ตามเอกสารหมาย ล.2 แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าห้องพักของจำเลยทั้งหมดมีกี่ห้องเมื่อโจทก์จองห้องพักจากจำเลยแล้วมีผู้อื่นมาขอจองห้องพักทำให้จำเลยไม่สามารถนำออกให้จองได้อีกเป็นจำนวนกี่ห้อง ทั้งห้องพักของจำเลยใช่ว่าจะมีผู้เข้ามาพักเต็มทุกห้องและทุกวันเสมอไป น่าจะมีห้องว่างที่ผู้อื่นอาจเข้าพักได้บ้าง ส่วนค่าอาหารและบริการที่จำเลยขอคิดร้อยละ 50 ตามเอกสารหมาย ล.2 นั้น โจทก์บอกเลิกการจองล่วงหน้าเป็นเวลาถึงสามสิบวันย่อมไม่อาจเชื่อได้อย่างสนิทใจว่าจำเลยจะเตรียมอาหารและบริการไว้เป็นเวลานานถึงขนาดนั้น ถ้าหากจำเลยเตรียมไว้จริงวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหารยังนำไปใช้ได้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยเป็นเงินทั้งหมด 1,650,000 บาท นั้นเป็นคุณแก่จำเลยอยู่แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีก

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์บอกเลิกการจองอันเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามโทรสารเอกสารหมาย จ.11 โจทก์และจำเลยต้องกลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2534 อันเป็นวันที่สัญญาเลิกกันเป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคแรก ในเรื่องการคืนเงินอันเกิดจากการเลิกสัญญานี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะต้องใช้อายุความ 10 ปีนับแต่วันบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จะนำอายุความ 1 ปี เรื่องลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 มาใช้บังคับไม่ได้เพราะขณะจำเลยรับเงินค่าห้องพักเป็นการรับไว้โดยชอบ มิใช่เป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลจะอ้างกฎหมายได้ คดีนี้โจทก์บอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม2534 และฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2540 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยครอบครองเงินค่าห้องพักมาเกิน 5 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ด้วยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้น เห็นว่าเมื่อโจทก์ชำระเงินค่าจองห้องพักให้แก่จำเลยเงินดังกล่าวย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลยทันทีเพราะเงินเป็นสังกมทรัพย์ แต่หลังจากโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยมีหน้าที่และความรับผิดเกิดขึ้นใหม่ในอันที่จะต้องคืนค่าห้องพักที่รับไว้ให้แก่โจทก์ แต่ไม่จำต้องคืนเป็นเงินอันเดียวกับเงินที่โจทก์ชำระไว้คงคืนให้ตามจำนวนที่จะต้องคืนจำเลยจะอ้างเรื่องการครอบครองปรปักษ์เงินค่าห้องพักที่รับไว้มาปัดความรับผิดที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระคืนหาได้ไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 377 ม. 391 ม. 419 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พาลเท็ล เอลลูเออร์ จำกัด
จำเลย — บริษัท โรแยลคลีฟ บีช โฮเต็ล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3534/2546
#112626
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำคำเสนอทางโทรสารขอจองห้องพักระหว่างวันที่ 6 ถึง 12 มกราคม 2535 ไปถึงจำเลยเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2534 จำเลยทำคำสนองทางโทรสารตอบรับการจองห้องพักไปถึงโจทก์ในวันเดียวกัน สัญญาจองห้องพักจึงเกิดขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม 2534 โจทก์โอนเงินค่าเช่าห้องพักงวดแรกตามสัญญาให้จำเลยในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2534 และโอนเงินงวดที่ 2 ให้จำเลยในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2534 เงินที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยภายหลังจากวันที่สัญญาจองห้องพักเกิดขึ้นแล้วจึงไม่ใช่มัดจำที่จำเลยจะพึงริบได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 (2) เพราะไม่ใช่เงินหรือสิ่งใดที่โจทก์ให้จำเลยไว้ในวันเข้าทำสัญญา ทั้งไม่ใช่หลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาจองห้องพักเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2534 โจทก์และจำเลยต้องกลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคแรก สิทธิเรียกร้องให้คืนเงินอันเกิดจากการเลิกสัญญานี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ ต้องใช้อายุความ 10 ปี นับแต่วันบอกเลิกสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 จะนำอายุความ 1 ปี เรื่องลาภมิควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 มาใช้บังคับไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน ๑,๐๔๔,๓๗๗.๖ ฟรังก์ฝรั่งเศส หรือคิดเป็นเงินไทย ๘,๓๕๔,๗๐๐.๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗๕๙,๕๑๘.๒๖ ฟรังก์ฝรั่งเศส หรือคิดเป็นเงินไทย ๖,๐๗๖,๑๔๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เงินที่โจทก์ให้ไว้แก่จำเลยเป็นเงินมัดจำมิใช่เงินชำระค่าจองห้องพัก จำเลยจัดเตรียมห้องพักและอาหารให้แก่ลูกค้าโจทก์เรียบร้อยแล้ว และการขายห้องพักให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศต้องติดต่อล่วงหน้า ๖ เดือน ถึง ๑ ปี การบอกเลิกการจองห้องพักของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายเพราะจำเลยไม่อาจติดต่อนักท่องเที่ยวเข้าพักแทนได้ทัน จำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์ให้บอกเลิกการเข้าพักล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยครอบครองเงินดังกล่าวเพื่อตนเองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า ๕ ปีแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินคืน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๘๘๕,๔๓๓.๐๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๔ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยต้องคืนเงินให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทำคำเสนอขอจองห้องพักไปถึงจำเลยเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๔ โดยมีข้อเสนอจะชำระเงินให้แก่จำเลยในวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ เป็นเงินร้อยละ ๒๕ ของราคาทั้งหมดและจะชำระอีกในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๔ เป็นเงินร้อยละ ๔๕ ของยอดที่เหลือ ส่วนที่เหลือจะชำระให้ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันสิ้นสุดการพักตามโทรสารเอกสารหมาย จ. ๖ ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๔ จำเลยทำคำสนองตอบรับการจองห้องพักและเงื่อนไขการแบ่งชำระค่าห้องพักจากโจทก์ตามเอกสารหมาย จ. ๕ สัญญาจองห้องพักจึงเกิดขึ้นในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๔ ไม่ใช่วันที่โจทก์ชำระเงินค่าห้องพักให้จำเลย ส่วนวันที่ ๖ ถึงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๓๕ เป็นระยะเวลาเข้าพักในห้องพักที่จองไว้ แต่ในวันที่สัญญาเกิดซึ่งถือว่าเป็นวันที่ทำสัญญาโจทก์ไม่ได้ชำระเงินหรือสิ่งใดแก่จำเลยไว้ จนกระทั่งในวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ จำเลยจึงทวงเงินค่าห้องพักงวดแรกตามโทรสารเอกสารหมาย จ. ๒๑ โจทก์เพิ่งจะโอนเงินงวดแรกให้จำเลยเป็นเงิน ๒๘๘,๗๖๘.๒๖ ฟรังก์ฝรั่งเศส ในวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ และโอนเงินในงวดที่สองให้จำเลยเป็นเงิน ๔๘๘,๒๕๐ ฟรังก์ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ ส่วนที่เหลือจะชำระภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันสิ้นสุดการพัก ดังนั้น เงินที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยภายหลังจากวันที่สัญญาจองห้องพักเกิดขึ้นแล้ว จึงไม่ใช่มัดจำที่จำเลยจะพึงริบเอาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๒) เพราะไม่ใช่เงินหรือสิ่งใดที่โจทก์ให้จำเลยไว้ในวันเข้าทำสัญญา ทั้งไม่ใช่หลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ หากแต่เป็นเงินที่โจทก์ชำระให้จำเลยเป็นงวด ๆ ตามข้อตกลงในสัญญา เมื่อโจทก์บอกเลิกการจองห้องพักซึ่งเป็นการบอกเลิกสัญญา โจทก์และจำเลยต้องกลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคแรก จำเลยต้องคืนเงินให้โจทก์

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ ๓,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 361 ม. 377 ม. 378 (2) ม. 391 ม. 406 ม. 419
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพาลเท็ล เอลลูเออร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทโรแยลคลีฟ บีช โฮเต็ล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธนาพนธ์ ชวรุ่ง
ศาลอุทธรณ์ — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3529/2546
#50839
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยภายหลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 19)ฯ มีผลใช้บังคับแล้ว คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 ที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 199 เบญจ มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยมาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ บัญญัติว่าคำสั่งศาลที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ให้เป็นที่สุด แต่ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด คดีนี้จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด จำเลยไม่มีสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 3,432,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี แต่ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1เมษายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่าโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่16 มีนาคม 2543 ภายหลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2543 มีผลใช้บังคับแล้ว คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 207 ที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 199 เบญจ มาใช้บังคับโดยอนุโลมโดยมาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ บัญญัติว่า "คำสั่งศาลที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ให้เป็นที่สุด แต่ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต ผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" คดีนี้จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาต่อไปได้ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 เบญจ วรรคสี่ ม. 207
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จิ้มลิ้ม แพชมัด
จำเลย — นางสาว บุบผา วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3529/2546
#51021
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องภายหลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2543 มีผลใช้บังคับแล้ว คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 ที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 199เบญจ มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยมาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ บัญญัติว่า คำสั่งศาลที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ให้เป็นที่สุด แต่ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต ผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด จำเลยไม่มีสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี แต่ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน 432,500 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่าโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่16 มีนาคม 2543 ภายหลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2543 มีผลใช้บังคับแล้ว คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 ที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 199 เบญจ มาใช้บังคับโดยอนุโลมโดยมาตรา 199เบญจ วรรคสี่ บัญญัติว่า "คำสั่งศาลที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ให้เป็นที่สุด แต่ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต ผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" คดีนี้จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 เบญจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จิ้มลิ้ม แพชมัด
จำเลย — นางสาว บุบผา วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524 -ที่ 3525/2546
#50806
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งถึงลักษณะสภาพและขนาดของอาคาร ที่จำเลยฎีกาว่าตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2493 ให้ความหมายของคำว่า ชายคาและกันสาดแตกต่างกันอย่างชัดเจน การที่โจทก์ทั้งสี่บรรยายคำฟ้องยืนยันว่าจำเลยได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเฉพาะชายคาชั้นสองจึงเป็นคำบรรยายฟ้องที่เคลือบคลุม เพราะสิ่งที่โจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้างนั้นโดยแท้จริงมีสภาพเป็นกันสาดคอนกรีตที่ยื่นออกไปกันน้ำฝนไหลย้อนผนังอาคารด้านหลัง ไม่ใช่ชายคาหรือหลังคาตามฟ้องนั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

โจทก์ทั้งสี่ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนชายคาที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ จึงเป็นเรื่องเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความและจะนำบทบัญญัติเรื่องฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองตามมาตรา 1374 มาใช้บังคับไม่ได้ เพราะตามมาตราดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเรื่องสิทธิครอบครอง แต่โจทก์ทั้งสี่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ชายคาหรือกันสาดของจำเลยได้รุกล้ำเข้าไปคดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่และจำเลยมีที่ดินติดต่อกัน โดยโจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 9816 จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 9807 พร้อมอาคารเลขที่ 50 ซอยอินทามระ 21 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2537 โจทก์ทั้งสี่ทราบจากการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ว่าชายคาชั้นสองของอาคารของจำเลยรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ด้านทิศตะวันตกเป็นระยะ 50 เซนติเมตร ยาวจากทิศเหนือจดทิศใต้เป็นระยะประมาณ 10 เมตร โจทก์ทั้งสี่แจ้งแก่จำเลยให้รื้อชายคาดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ทั้งสี่เสียหายเป็นค่าใช้ที่ดินเป็นเงิน 1,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อชายคาที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์ทั้งสี่จ้างผู้อื่นดำเนินการแทนด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยและหากไม่มีการปฏิบัติดังกล่าวให้จำเลยใช้ค่าใช้ที่ดินเป็นเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งถึงลักษณะสภาพและขนาดของอาคารของจำเลย คดีของโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความเพราะไม่ได้ฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสี่อ้างว่าทราบถึงการรุกล้ำ เมื่อปี 2511 นายสมพงษ์ มิ่งเจริญวงศ์ สามีจำเลยกับพวกอีก 2 คน ได้เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 9807 พร้อมบ้านสองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ 1 หลัง และอาคารคอนกรีตสองชั้นอีก 1 หลัง นายสมพงษ์และจำเลยได้ปรับปรุงอาคารดังกล่าวเป็นหอพักสตรีและสร้างกันสาดบนชั้นสองทางด้านทิศตะวันออกของอาคาร เพื่อป้องกันน้ำฝนปี 2531 จำเลยได้รับโอนมรดกที่ดินและทรัพย์สินดังกล่าวส่วนของนายสมพงษ์และรับโอนกรรมสิทธิ์ส่วนของเจ้าของรวมคนอื่น ๆ จำเลยจึงเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว จำเลยได้ครอบครองที่ดินและอาคารดังกล่าวอย่างสงบเปิดเผยตลอดมาเป็นเวลา 30 ปี ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่จึงตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสี่มีขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 10 เมตร ตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของจำเลย

โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ชายคาชั้นสองของอาคารของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่เพิ่งก่อสร้างมาไม่ถึง 10 ปี จึงไม่ได้สิทธิภารจำยอม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนชายคาของอาคารเลขที่ 50 ซอยอินทามระ 20(ที่ถูกซอยอินทามระ 21) ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ตามฟ้องโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสี่รวม 1,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองมีว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2493 ให้ความหมายของคำว่า ชายคาและกันสาดแตกต่างกันอย่างชัดเจนการที่โจทก์ทั้งสี่บรรยายคำฟ้องยืนยันว่าจำเลยได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเฉพาะชายคาชั้นสองจึงเป็นคำบรรยายฟ้องที่เคลือบคลุมเพราะสิ่งที่โจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้างนั้นโดยแท้จริงมีสภาพเป็นกันสาดคอนกรีตที่ยื่นออกไปกันน้ำฝนไหลย้อนผนังอาคารด้านหลัง ไม่ใช่ชายคาหรือหลังคาตามฟ้องแต่อย่างใด จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชัดแจ้งเห็นว่า จำเลยให้การประเด็นนี้เพียงว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งถึงลักษณะสภาพและขนาดของอาคาร ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาข้อนี้มาจึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามมีว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนชายคาที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ จึงเป็นเรื่องเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ เว้นแต่ผู้ที่ยึดถือจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์และจะนำบทบัญญัติเรื่องฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 มาใช้บังคับดังที่จำเลยให้การไม่ได้ เพราะตามมาตราดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเรื่องสิทธิครอบครอง แต่โจทก์ทั้งสี่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ชายคาหรือกันสาดของจำเลยได้รุกล้ำเข้าไป คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าขึ้นศาลของจำนวนทุนทรัพย์ค่าเสียหายในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสี่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1374
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ไพฑูรย์ อนาศาสตร์ กับพวก
จำเลย — นาง วรรภา มิ่งเจริญวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524 -ที่ 3525/2546
#111744
เปิดฉบับเต็ม

ศาลนัดสืบพยานจำเลยเวลา 9 นาฬิกา และได้รออยู่จนถึงเวลา 10.40 นาฬิกา แต่จำเลยไม่มาศาล ศาลจึงได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา จำเลยไม่อาจอ้างได้ว่าผู้รับมอบอำนาจของจำเลยมาศาลล่าช้าเพราะทนายจำเลยป่วย และผู้รับมอบอำนาจของจำเลยเดินทางไปรับคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายจำเลยที่บ้านของทนายจำเลยซึ่งอยู่ห่างจากศาลมาก เนื่องจากผู้รับมอบอำนาจของจำเลยทราบเรื่องจากทนายจำเลยตั้งแต่เวลา 6 นาฬิกา ทนายจำเลยสามารถให้ผู้รับมอบอำนาจของจำเลยมาแถลงต่อศาลด้วยวาจาได้ และช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเร่งด่วนของการจราจรที่ติดขัดอันเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป ซึ่งทนายจำเลยย่อมคาดหมายล่วงหน้าได้ว่าผู้รับมอบอำนาจของจำเลยไม่สามารถไปศาลได้ทันภายในเวลา 9 นาฬิกา ถือว่าการขาดนัดพิจารณาของจำเลยเป็นไปโดยจงใจ และไม่มีเหตุอันสมควร จึงไม่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้

โจทก์ทั้งสี่ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนชายคาที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ เป็นเรื่องเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสี่โดยมิชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ เว้นแต่ผู้ที่ยึดถือจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ และจะนำบทบัญญัติเรื่องฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองตามมาตรา 1374 มาใช้บังคับไม่ได้ เพราะตามมาตราดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเรื่องสิทธิครอบครอง แต่โจทก์ทั้งสี่มีกรรมสิทธิในที่ดินที่ชายคาหรือกันสาดของจำเลยได้รุกล้ำเข้าไป คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อชายคาที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์ทั้งสี่จ้างผู้อื่นดำเนินการแทนด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยและหากไม่มีการปฏิบัติดังกล่าวให้จำเลยใช้ค่าใช้ที่ดินเป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เมื่อปี ๒๕๑๑ นายสมพงษ์ มิ่งเจริญวงศ์ สามีจำเลยกับพวกอีก ๒ คน ได้เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๘๐๗ พร้อมบ้านสองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ ๑ หลัง และอาคารคอนกรีตสองชั้นอีก ๑ หลัง นายสมพงษ์และจำเลยได้ปรับปรุงอาคารดังกล่าวเป็นหอพักสตรีและสร้างกันสาดบนชั้นสองทางด้านทิศตะวันออกของอาคาร เพื่อป้องกันน้ำฝน ปี ๒๕๓๑ จำเลยได้รับโอนมรดกที่ดินและทรัพย์สินดังกล่าวส่วนของนายสมพงษ์และรับโอนกรรมสิทธิ์ส่วนของเจ้าของรวมคนอื่น ๆ จำเลยจึงเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว จำเลยได้ครอบครองที่ดินและอาคารดังกล่าวอย่างสงบเปิดเผยตลอดมาเป็นเวลา ๓๐ ปี ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่จึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ชายคาชั้นสองของอาคารของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่เพิ่งก่อสร้างมาไม่ถึง ๑๐ ปี จึงไม่ได้สิทธิภาระจำยอม ทั้งเป็นการก่อสร้างโดยรู้อยู่แล้วว่ารุกล้ำที่ดินของผู้อื่นเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ในวันนัดสืบพยาน จำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและให้งดสืบพยานจำเลย หลังจากนั้นจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้รอไว้สั่งรวมในคำพิพากษา แล้วพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวโดยพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนชายคาของอาคารเลขที่ ๕๐ ซอยอินทามระ ๒๐ (ที่ถูกซอยอินทามระ ๒๑) ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ตามฟ้อง โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับใช้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสี่รวม ๑,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว? มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การขาดนัดพิจารณาของจำเลยเป็นไปโดยจงใจหรือไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้นัดสืบพยานจำเลยในวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๒ เวลา ๙ นาฬิกา ซึ่งในวันดังกล่าวทนายจำเลยจะต้องนัดจำเลยหรือผู้รับมอบอำนาจของจำเลยให้มาศาลเพื่อสืบพยานจำเลยอยู่แล้ว หากทนายจำเลยป่วยเป็นไข้หวัดจริงตามที่เบิกความแล้วก็น่าจะแจ้งให้จำเลยหรือผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยไปที่ศาลชั้นต้นเพื่อแถลงด้วยวาจาขอเลื่อนคดีดังกล่าว อีกทั้งนายสมมิตรผู้รับมอบอำนาจของจำเลยได้เบิกความยอมรับว่าได้รับการติดต่อจากทนายจำเลยเมื่อเวลา ๖ นาฬิกา หากทนายจำเลยแจ้งให้ผู้รับมอบอำนาจของจำเลยมาแถลงต่อศาลด้วยวาจาแล้วก็จะทันต่อเวลานัดของศาล แต่การที่ทนายจำเลยให้ผู้รับมอบอำนาจของจำเลยเดินทางไปรับคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายจำเลยที่บ้านเลขที่ ๖๗/๗๗ ถนนเอกชัย แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นระยะทางไกลจากศาลชั้นต้น (ศาลแพ่ง) มาก ประกอบกับช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเร่งด่วนของการจราจรที่ติดขัดอันเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป ทนายจำเลยย่อมจะคาดหมายล่วงหน้าได้ว่าผู้รับมอบอำนาจของจำเลยไม่สามารถไปศาลได้ทันภายในเวลา ๙ นาฬิกา ตามที่นัดไว้อย่างแน่นอน กรณีจึงไม่ใช่เรื่องสุดวิสัย ประกอบกับได้ความว่าศาลชั้นต้นได้รออยู่จนถึงเวลา ๑๐.๔๐ นาฬิกา อันเป็นการล่วงเลยเวลาที่ได้นัดไว้เกือบ ๒ ชั่วโมง เช่นนี้ ถือว่าการขาดนัดพิจารณาของจำเลยดังกล่าวเป็นไปโดยจงใจและไม่มีเหตุอันสมควร ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนชายคาที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ จึงเป็นเรื่องเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ เว้นแต่ผู้ที่ยึดถือจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ และจะนำบทบัญญัติเรื่องฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๔ มาใช้บังคับดังที่จำเลยให้การไม่ได้เพราะตามมาตราดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเรื่องสิทธิครอบครอง แต่โจทก์ทั้งสี่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ชายคาหรือกันสาดของจำเลยได้รุกล้ำเข้าไป คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าขึ้นศาลของจำนวนทุนทรัพย์ค่าเสียหายในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสี่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1374
ป.วิ.พ. ม. 205 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพฑูรย์ อนาศาสตร์ กับพวก
จำเลย — นางวรรภา มิ่งเจริญวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3507/2546
#50330
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ กำหนดวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณา เพื่อความสะดวกรวดเร็วไว้เป็นพิเศษนอกเหนือจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาได้และให้ศาลบันทึกใจความแห่งคำฟ้องไว้เป็นหลักฐาน การฟ้องคดีอาญาในศาลแขวงจึงไม่ต้องปฏิบัติเคร่งครัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 โดยเฉพาะในอนุมาตรา 5 คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเป็นบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาและศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้แล้วว่าโจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ช่วยเหลือ ช่วยซ่อนเร้น พ. ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย บาดเจ็บ และทรัพย์สินเสียหายอันมิใช่ความผิดลหุโทษโดยรับขึ้นรถยนต์บรรทุกที่จำเลยขับจากที่เกิดเหตุไปส่งยังที่อื่น เพื่อไม่ให้ พ. ถูกจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 คำฟ้องดังกล่าวแม้จะไม่ได้บรรยายว่า จำเลยมีเจตนากระทำเพื่อไม่ให้ พ. ต้องโทษ แต่การที่จำเลยรับ พ. ขึ้นรถแล้วขับรถไปส่งยังที่อื่นเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ก็เป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่าจำเลยกระทำเพื่อไม่ให้ พ. ต้องรับโทษ ซึ่งจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วจึงให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้น คำฟ้องที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจาตามบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาและตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้นั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยช่วยเหลือนายพินิจ วันทาวัฒน์ โดยไม่ทราบว่านายพินิจขับรถชนคนตาย จำเลยจึงขาดเจตนากระทำความผิดนั้น เห็นว่าเป็นการฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ถือได้ว่าเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายการกระทำความผิดของจำเลยที่ช่วยเหลือนายพินิจเพื่อไม่ให้ถูกจับกุมแต่ไม่ได้บรรยายว่า เพื่อไม่ให้ต้องโทษ เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2498กำหนดวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณา เพื่อความสะดวกรวดเร็วไว้เป็นพิเศษนอกเหนือจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาโดยทั่ว ๆ ไป แสดงให้เห็นว่าการพิจารณาคดีของศาลแขวงแตกต่างจากคดีอาญาอื่น โดยมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาได้ และให้ศาลบันทึกใจความแห่งคำฟ้องไว้เป็นหลักฐาน การฟ้องคดีอาญาในศาลแขวงจึงไม่ต้องปฏิบัติเคร่งครัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 โดยเฉพาะในอนุมาตรา 5 ว่าด้วยรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการกระทำเป็นหน้าที่ของศาลที่จะสอบถามรายละเอียดพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดี คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเป็นบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาและศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้แล้วว่าโจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ช่วยเหลือ ช่วยซ่อนเร้นนายพินิจ ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย บาดเจ็บ และทรัพย์สินเสียหายอันมิใช่ความผิดลหุโทษ โดยรับขึ้นรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0348 สตูล ที่จำเลยขับจากที่เกิดเหตุไปส่งยังที่อื่น ทั้งนี้เพื่อไม่ให้นายพินิจถูกจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 189 คำฟ้องดังกล่าวแม้จะไม่ได้บรรยายว่าจำเลยมีเจตนากระทำเพื่อไม่ให้นายพินิจต้องโทษก็ตาม แต่การที่จำเลยรับนายพินิจขึ้นรถแล้วขับรถไปส่งยังที่อื่นเพื่อไม่ให้นายพินิจถูกจับกุม ก็เป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่าจำเลยกระทำเพื่อไม่ให้นายพินิจต้องรับโทษ ซึ่งจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วจึงให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้น คำฟ้องที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจาตามบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาและตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้นั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า สมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า สภาพความผิดมิใช่อาชญากรรมที่ร้ายแรง ประกอบกับจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำคุกจำเลยเพียง 2 เดือน เป็นการลงโทษจำคุกระยะสั้นไม่ก่อให้เกิดผลในการแก้ไขให้จำเลยกลับตัวเป็นคนดี แต่จะทำให้จำเลยกลายเป็นคนมีมลทินมัวหมอง เมื่อพ้นโทษแล้วยากที่จะปรับตัวเข้ากับสังคมภายนอกได้ สมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นคนดีโดยการรอการลงโทษและคุมความประพฤติไว้เพื่อให้พนักงานคุมประพฤติคอยสอดส่องดูแล แนะนำ ช่วยเหลือหรือตักเตือนให้จำเลยได้แก้ไขฟื้นฟูตนเองน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมมากกว่าที่จะจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ระหว่างรอการลงโทษให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร เป็นเวลา10 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 189
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นาย กฤษดา สอเหลม
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3507/2546
#50805
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ. 2499 กำหนดวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาไว้เป็นพิเศษนอกเหนือจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาโดยทั่ว ๆ ไปการพิจารณาคดีของศาลแขวงจึงแตกต่างจากคดีอาญาอื่น โดยมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาได้และให้ศาลบันทึกใจความแห่งคำฟ้องไว้เป็นหลักฐาน การฟ้องคดีอาญาในศาลแขวงจึงไม่ต้องปฏิบัติเคร่งครัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 โดยเฉพาะในอนุมาตรา 5 ว่าด้วยรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการกระทำ เป็นหน้าที่ของศาลที่จะสอบถามรายละเอียดพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดี

โจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาและศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ช่วยเหลือ ช่วยซ่อนเร้น พ. ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหายอันมิใช่ความผิดลหุโทษ โดยรับขึ้นรถยนต์บรรทุกที่จำเลยขับจากที่เกิดเหตุไปส่งยังที่อื่น ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ พ. ถูกจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 คำฟ้องดังกล่าวแม้จะไม่ได้บรรยายว่าจำเลยมีเจตนากระทำเพื่อไม่ให้ พ. ต้องโทษก็ตาม แต่การที่จำเลยรับ พ. ขึ้นรถแล้วขับรถไปส่งยังที่อื่นเพื่อไม่ให้ พ. ถูกจับกุม ก็เป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่าจำเลยกระทำเพื่อไม่ให้ พ. ต้องรับโทษ คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 เวลากลางวันจำเลยช่วยเหลือซ่อนเร้นนายพินิจ วันทาวัฒน์ ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย บาดเจ็บ และทรัพย์สินเสียหาย อันมิใช่ความผิดลหุโทษ โดยรับขึ้นรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 70-0348 สตูล ที่จำเลยขับจากที่เกิดเหตุไปส่งยังที่อื่นทั้งนี้เพื่อมิให้นายพินิจถูกเจ้าพนักงานจับกุม เหตุเกิดที่ตำบลวัดขนุน อำเภอสิงหนครจังหวัดสงขลา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยช่วยเหลือนายพินิจ วันทาวัฒน์ โดยไม่ทราบว่านายพินิจขับรถชนคนตาย จำเลยจึงขาดเจตนากระทำความผิดนั้น เห็นว่า เป็นการฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ถือได้ว่าเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายการกระทำความผิดของจำเลยที่ช่วยเหลือนายพินิจ เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม แต่ไม่ได้บรรยายว่าเพื่อไม่ให้ต้องโทษ เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 กำหนดวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อความสะดวกรวดเร็วไว้เป็นพิเศษนอกเหนือจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาโดยทั่ว ๆ ไป แสดงให้เห็นว่าการพิจารณาของศาลแขวงแตกต่างจากคดีอาญาอื่น โดยมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาได้และให้ศาลบันทึกใจความแห่งคำฟ้องไว้เป็นหลักฐาน การฟ้องคดีอาญาในศาลแขวงจึงไม่ต้องปฏิบัติเคร่งครัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 โดยเฉพาะในอนุมาตรา 5 ว่าด้วยรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการกระทำ เป็นหน้าที่ของศาลที่จะสอบถามรายละเอียดพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดี คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเป็นบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาและศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้แล้วว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ช่วยเหลือ ช่วยซ่อนเร้นนายพินิจ ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย บาดเจ็บ และทรัพย์สินเสียหายอันมิใช่ความผิดลหุโทษ โดยรับขึ้นรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน70-0348 สตูล ที่จำเลยขับจากที่เกิดเหตุไปส่งยังที่อื่น ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้นายพินิจถูกจับกุมขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 คำฟ้องดังกล่าวแม้จะไม่ได้บรรยายว่า จำเลยมีเจตนากระทำเพื่อไม่ให้นายพินิจต้องโทษก็ตาม แต่การที่จำเลยรับนายพินิจขึ้นรถแล้วขับรถไปส่งยังที่อื่นเพื่อไม่ให้นายพินิจถูกจับกุม ก็เป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่าจำเลยกระทำเพื่อไม่ให้นายพินิจต้องรับโทษ ซึ่งจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จึงให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้น คำฟ้องที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจาตามบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาและตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้นั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ระหว่างรอการลงโทษให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร เป็นเวลา10 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นาย กฤษดา สอเหลม
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3506/2546
#50329
เปิดฉบับเต็ม

การเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอาจมีผลกระทบต่อลูกหนี้บางคนทำให้ไม่สามารถชำระหนี้สินที่ตนมีต่อสถาบันการเงินได้เหมือนเช่นปกติแต่จะถือเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 219 วรรคหนึ่ง เสียทีเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป โดยเฉพาะจำเลยที่ 1ได้จำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ยืมไว้กับโจทก์ ซึ่งโจทก์มีสิทธิร้องขอต่อศาลให้บังคับชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213,728 การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จึงอยู่ในวิสัยที่พึงปฏิบัติได้ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ต่อไปจะอ้างวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศมาปลดเปลื้องเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากการบังคับคดีไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน1,879,643.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,340,000บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 701,359.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จทั้งนี้ให้จำเลยที่ 2 รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่ตน หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่18895 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอชำระให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองจนกว่าจะได้เงินครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอให้บังคับคดีและได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่18895 ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ภายหลังที่ได้ก่อหนี้แล้ว ประเทศไทยเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง อันเป็นพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งที่ทำให้ไม่มีการชำระหนี้ และจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงไม่ได้ตกเป็นผู้ผิดนัดและได้หลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 205 และ 219 และเมื่อหลุดพ้นจากการชำระหนี้แล้ว ก็หลุดพ้นจากการบังคับคดีด้วย คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 4, 6 และ 48 ขอให้ระงับการบังคับคดีไว้จนกว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะกลับคืนสู่สภาพเดิม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ลูกหนี้จะหลุดพ้นจากการชำระหนี้ก็ต่อเมื่อการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่ง ส่วนการเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอาจมีผลกระทบต่อลูกหนี้บางคนทำให้ไม่สามารถชำระหนี้สินที่ตนมีต่อสถาบันการเงินได้เหมือนเช่นปกติ แต่จะถือเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเสียทีเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ยืมไว้กับโจทก์ ซึ่งโจทก์มีสิทธิร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 และ 728การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จึงอยู่ในวิสัยที่พึงปฏิบัติได้ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ต่อไปจะอ้างวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศมาปลดเปลื้องเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากการบังคับคดีไม่ได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 วรรคหนึ่ง ม. 219 ม. 728
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ดิเรก โพธิ์เงิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ