คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2740/2546
#50829
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นคดีนี้ โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ถูกโจทก์ในคดีดังกล่าวยึดไว้ มาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ก่อนเจ้าหนี้อื่น เพราะจำเลยจดทะเบียนจำนองประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีคดีนี้ในวงเงิน 7,000,000 บาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 คดีดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้วโดยศาลฎีกาพิพากษาว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเลิกเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม2529 ให้โจทก์ในฐานะผู้ร้องในคดีดังกล่าวได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญในต้นเงินไม่เกิน 7,000,000 บาท เมื่อโจทก์และจำเลยต่างเป็นคู่ความเดียวกัน คำวินิจฉัยของศาลในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันคดีนี้ตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง จึงต้องฟังว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเลิกกันตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2529

การที่โจทก์ยื่นคำร้องในคดีก่อนขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่โจทก์ก่อนเจ้าหนี้อื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 เป็นเพียงให้สิทธิโจทก์ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญหากมีการขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองได้เท่านั้น ตราบใดที่โจทก์ยังไม่ได้รับเงินจากการขายทอดตลาด จะนำวงเงินดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนหนี้ทั้งหมดแล้วพิพากษาในคดีนี้ให้ในส่วนที่คงเหลือไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2525 จำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์สำนักงานใหญ่ ต่อมาโอนบัญชีมาที่สำนักเพชรบุรี บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 7614 วงเงิน 3,500,000 บาท ระยะเวลา 12 เดือน ตกลงชำระดอกเบี้ยทบต้นตามประเพณีของธนาคารอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยสูงไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ หากไม่มีการต่อสัญญาเป็นหนังสือให้ถือว่าสัญญาต่อออกไปคราวละ 6 เดือน หลังจากทำสัญญาจำเลยออกเช็คจ่ายเงินและนำเงินเข้าบัญชีหลายครั้ง เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้ว วันที่ 13 พฤษภาคม 2526 โจทก์จำเลยต่อสัญญาอีก 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2526 เป็นต้นไปโดยจำเลยยอมรับว่าเพียงวันที่ 13 พฤษภาคม 2526 มียอดหนี้ค้างชำระ 3,441,026.25 บาท วันที่ 4 มกราคม2527 โจทก์จำเลยต่อสัญญาอีก 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2527 และเพิ่มวงเงินอีก 2,000,000 บาท เป็นวงเงิน 5,500,000 บาท โดยจำเลยยอมรับว่าเพียงวันที่ 4มกราคม 2527 มียอดหนี้ค้างชำระ 6,242,867.14 บาท จากนั้นจำเลยเดินสะพัดทางบัญชีเรื่อยมาครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2528 นำเงินเข้าบัญชี 425 บาท หักทอนบัญชีแล้วจำเลยยังคงเป็นหนี้โจทก์ 9,737,186.81 บาท โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาหลายครั้งตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2531 เป็นต้นมา เป็นการคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นถึงวันฟ้องจำเลยเป็นหนี้ต้นเงิน 15,476,609.60 บาท ดอกเบี้ย 18,660,338.99บาท รวมเป็นเงิน 34,136,948.59 บาท มีผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่9670, 9671 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเลยจำนองไว้ต่อโจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ดังกล่าวในคดีหมายเลขแดงที่ 9369/2530 (ที่ถูก 9396/2530) ของศาลชั้นต้น แต่ยังไม่มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง โจทก์ทวงถามให้ชำระหนี้ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 34,136,948.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน15,476,609.60 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้จำนองในคดีหมายเลขแดงที่ 9396/2530 ของศาลชั้นต้น ในทรัพย์ซึ่งจำเลยจำนองเป็นประกันหนี้คดีนี้ และถูกเจ้าหนี้อื่นนำยึด คดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีซึ่งเป็นประเด็นแห่งคดีและมูลหนี้เดียวกับคดีนี้ โดยให้โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้จำนองได้ จึงเป็นฟ้องซ้ำและดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ โจทก์จำเลยตกลงต่อสัญญานับตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2527 สัญญาสิ้นสุดวันที่ 4มกราคม 2528 โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นนับแต่นั้น บัญชีกระแสรายวันหยุดเดินสะพัดตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2528 ซึ่งจำเลยเป็นหนี้โจทก์ 2,300,000 บาท จำเลยไม่ได้สั่งจ่ายเช็คหลายรายการตามเอกสารท้ายฟ้อง แต่นำเงินเข้าหักทอนหนี้หลายครั้งโจทก์ไม่นำไปหักออกจากยอดหนี้ที่ค้างชำระ สัญญามีผลยกเลิกในวันที่ 4 มกราคม 2538 โจทก์ไม่ได้ฟ้องภายใน 10 ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 34,065,125.90 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 15,444,047.47 บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 7,129,477.41 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีนับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2527 ถึงวันที่ 1 มกราคม2529 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2529 ถึงวันที่ 4 มีนาคม2529 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2529 ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม2529 โดยวิธีทบต้นตามประเพณีธนาคารพาณิชย์ กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีไม่ทบต้นของยอดหนี้ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2529 นับแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2529 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น โดยให้นำหนี้จำนอง 7,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2527 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2529 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2529 ถึงวันที่ 4 มีนาคม 2529 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2529 ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2529 โดยวิธีทบต้นตามประเพณีธนาคารพาณิชย์กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ไม่ทบต้นของยอดหนี้ในวันที่ 3กรกฎาคม 2529 นับแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2529 จนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น ตามคำสั่งศาลในคดีหมายเลขแดงที่ 9396/2530 ของศาลชั้นต้นมาหักออกเสียก่อน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นคดีนี้โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ 9396/2530 ขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่9670, 9671 ตำบลลุมพินี (ปทุมวัน) อำเภอปทุมวัน (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานครของจำเลยที่ถูกนายชาญวุฒิ โพธิรัตนังกูร โจทก์ในคดีดังกล่าวยึดไว้ มาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ก่อนเจ้าหนี้อื่นเพราะที่ดินทั้งสองแปลงจำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีคดีนี้ในวงเงิน 7,000,000 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 คดีดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้ว ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2537 โดยพิพากษาว่า หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเลิกเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2529 ให้โจทก์ในฐานะผู้ร้องในคดีดังกล่าวได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญคนอื่นในต้นเงินไม่เกิน 7,000,000 บาท ตามวงเงินจำนองในยอดหนี้ที่ปรากฏในวันดังกล่าว อันเป็นวันที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากยอดหนี้ดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 4กรกฎาคม 2529 จนกว่าจะชำระเสร็จตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4673/2536 เมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้ว โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นคดีนี้อีก โดยมิได้ขอบังคับจำนองมาด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเลิกกันเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2531 หรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9396/2530 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 9670, 9671 ของจำเลยมาชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีซึ่งจำเลยได้นำที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมาจดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันนั้น ในคดีดังกล่าวศาลได้วินิจฉัยว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้เลิกกันตั้งแต่วันที่ 3กรกฎาคม 2529 เมื่อโจทก์และจำเลยต่างเป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9396/2530 ของศาลชั้นต้นด้วย คำวินิจฉัยของศาลในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์จำเลยในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จึงต้องฟังว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์จำเลยเลิกกันตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม2529 ที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเลิกกันตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2531นั้นฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นำยอดหนี้ตามวงเงินจำนองมาหักออกจากยอดหนี้ทั้งหมดในคดีนี้เสียก่อนเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่โจทก์ก่อนเจ้าหนี้อื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 นั้นเป็นเพียงให้สิทธิโจทก์ในการได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่นหากมีการขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองได้เท่านั้น ตราบใดที่โจทก์ยังไม่ได้รับเงินจากการขายทอดตลาด จะนำวงเงินดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนหนี้ทั้งหมดแล้วพิพากษาให้ในส่วนที่คงเหลือจึงไม่ถูกต้อง เพราะในที่สุดอาจไม่มีการขายทอดตลาดทรัพย์หรือขายได้ต่ำกว่าวงเงินที่จำนองไว้ หรือโจทก์อาจบังคับยึดทรัพย์อื่นของจำเลยอย่างเจ้าหนี้สามัญหรือให้ชำระหนี้ในส่วนที่ยังขาดอยู่จากการบังคับจำนองก็ได้ และการที่ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ก็มิได้หมายความว่าโจทก์จะบังคับชำระหนี้ได้ซ้ำซ้อนเกินกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่จริง เพราะโดยอำนาจแห่งมูลหนี้โจทก์จะบังคับชำระหนี้ได้แต่เฉพาะหนี้ที่มีอยู่โดยสิ้นเชิงเท่านั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยไม่ต้องนำหนี้จำนองมาหักออกเสียก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 144 ม. 145 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง ศิริรัตน์ กิจถาวรกุล
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สายันต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2740/2546
#112362
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นคดีนี้ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งอีกเรื่องหนึ่ง ขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินมีโฉนดทั้งสองแปลงของจำเลยที่ถูกโจทก์ในคดีดังกล่าวยึดไว้มาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ก่อนเจ้าหนี้ เพราะที่ดินทั้งสองแปลงจำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นหลักประกันหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีคดีนี้ในวงเงิน 7,000,000 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 คดีดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้ว โดยศาลฎีกาพิพากษาว่า หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเลิกเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2529 เมื่อโจทก์และจำเลยต่างเป็นคู่ความในคดีแพ่งดังกล่าว คำวินิจฉัยของศาลในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์จำเลยในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง

การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่โจทก์ก่อนเจ้าหนี้อื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 นั้น เป็นเพียงให้สิทธิโจทก์ในการได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น หากมีการขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองได้เท่านั้น ตราบใดที่โจทก์ยังไม่ได้รับเงินจากการขายทอดตลาดจะนำวงเงินดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนหนี้ทั้งหมด แล้วพิพากษาให้ในส่วนที่คงเหลือ จึงไม่ถูกต้อง เพราะในที่สุดอาจไม่มีการขายทอดตลาดทรัพย์หรือโจทก์อาจบังคับยึดทรัพย์อื่นของจำเลยอย่างเจ้าหนี้สามัญ หรือให้ชำระหนี้ในส่วนที่ยังขาดอยู่จากการบังคับจำนองก็ได้ และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ก็มิได้หมายความว่าโจทก์จะบังคับชำระหนี้ได้ซ้ำซ้อนเกินกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่จริง เพราะโดยอำนาจแห่งมูลหนี้โจทก์จะบังคับชำระหนี้ได้แต่เฉพาะหนี้ที่มีอยู่โดยสิ้นเชิงเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๓๔,๑๓๖,๙๔๘.๕๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๕,๔๗๖,๖๐๙.๖๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๓๔,๐๖๕,๑๒๕.๙๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๕,๔๔๔,๐๔๗.๔๗ บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๘) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน ๗,๑๒๙,๔๗๗.๔๑ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๒๗ ถึงวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๙ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๗ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๒๙ ถึงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๒๙ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๒๙ ถึงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๒๙ โดยวิธีทบต้นตามประเพณีธนาคารพาณิชย์ กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ไม่ทบต้นของยอดหนี้ในวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๒๙ นับแต่วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๒๙ จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น โดยให้นำหนี้จำนอง ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๒๗ ถึงวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๙ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๗ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๒๙ ถึงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๒๙ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๒๙ ถึงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๒๙ โดยวิธีทบต้นตามประเพณีธนาคารพาณิชย์ กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ไม่ทบต้นของยอดหนี้ในวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๒๙ นับแต่วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๒๙ จนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น ตามคำสั่งศาลในคดีหมายเลขแดงที่ ๙๓๙๖/๒๕๓๐ ของศาลชั้นต้น มาหักออกเสียก่อน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลแต่ละศาลให้รับผิดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ กำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม ๑๕,๐๐๐ บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นคดีนี้ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ ๙๓๙๖/๒๕๓๐ ขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๖๗๐ , ๙๖๗๑ ของจำเลยที่ถูกนายชาญวุฒิ โพธิรัตนังกูร โจทก์ในคดีดังกล่าวยึดไว้ มาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ก่อนเจ้าหนี้อื่น เพราะที่ดินทั้งสองแปลงจำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีคดีนี้ในวงเงิน ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๙ คดีดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้ว ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๓๗ โดยพิพากษาว่า หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเลิกเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๒๙ ให้โจทก์ในฐานะผู้ร้องในคดีดังกล่าวได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญคนอื่นในต้นเงินไม่เกิน ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามวงเงินจำนองในยอดหนี้ที่ปรากฏในวันดังกล่าว อันเป็นวันที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากยอดหนี้ดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๒๙ จนกว่าจะชำระเสร็จ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๖๗๗/๒๕๓๖ เมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้ว โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นคดีนี้อีก โดยมิได้ขอบังคับจำนองมาด้วย มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเลิกกันเมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๓๑ หรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๙๓๙๖/๒๕๓๐ ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๖๗๐ , ๖๙๗๑ ของจำเลยมาชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ซึ่งจำเลยได้นำที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมาจดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันนั้น ในคดีดังกล่าวศาลได้วินิจฉัยว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้เลิกกันตั้งแต่วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๒๙ เมื่อโจทก์และจำเลยต่างเป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๙๓๙๖/๒๕๓๐ ของศาลชั้นต้นด้วย คำวินิจฉัยของศาลในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์จำเลยในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง จึงต้องฟังว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์จำเลยเลิกกันตั้งแต่วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๒๙ ที่โจทก์ฎีกาว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเลิกกันตั้งแต่วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๓๑ นั้น ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นำยอดหนี้ตามวงเงินจำนองมาหักออกจากยอดหนี้ทั้งหมดในคดีนี้เสียก่อน เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่โจทก์ก่อนเจ้าหนี้อื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๙ นั้น เป็นเพียงให้สิทธิโจทก์ในการได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น หากมีการขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองได้เท่านั้นตราบใดโจทก์ยังไม่ได้รับเงินจากการขายทอดตลาด จะนำวงเงินดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนหนี้ทั้งหมด แล้วพิพากษาให้ในส่วนที่เหลือจึงไม่ถูกต้อง เพราะในที่สุดอาจไม่มีการขายทอดตลาดทรัพย์หรือขายได้ต่ำกว่าวงเงินที่จำนองไว้ หรือโจทก์อาจบังคับยึดทรัพย์อื่นของจำเลยอย่างเจ้าหนี้สามัญหรือให้ชำระหนี้ในส่วนที่ยังขาดอยู่จากการบังคับจำนองก็ได้ และการที่ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จำนอง มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ก็มิได้หมายความว่าโจทก์จะบังคับชำระหนี้ได้ซ้ำซ้อนเกินกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่จริง เพราะโดยอำนาจแห่งมูลหนี้ โจทก์จะบังคับชำระหนี้ได้แต่เฉพาะหนี้ที่มีอยู่โดยสิ้นเชิงเท่านั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยไม่ต้องนำหนี้จำนองมาหักออกเสียก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางศิริรัตน์ กิจถาวรกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปิ่น ศรีเมือง
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สายันต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2733/2546
#50790
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาซื้อขายที่ทำขึ้นระหว่างผู้คัดค้านกับจำเลยที่ 2 มีข้อความระบุแต่เพียงว่า ผู้คัดค้านได้ขายรถยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 320,000 บาทได้รับเงินมัดจำไว้ 170,000 บาท ส่วนที่เหลือ 150,000 บาท จะชำระในวันที่ 29มกราคม 2541 สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่มีการแบ่งชำระราคาซื้อขายเป็น 2 งวดเท่านั้น ดังนั้น เมื่อทำสัญญาเสร็จแล้ว กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ย่อมโอนไปยังจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ซื้อทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 458 มิใช่สัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 ผู้คัดค้านจึงมิใช่เจ้าของรถยนต์ของกลาง จึงไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งคืนรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2541 เวลากลางวัน พันตำรวจตรีพิเชษฐ์ปันกิติ กับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ร่วมกันจับกุมนายประเทือง มิตรนุ่ม (จำเลยที่ 1) และนายมาโนช มีมงคล (จำเลยที่ 2) ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3837/2541 ของศาลชั้นต้นได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 4,000 เม็ด น้ำหนัก 361.200 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 99.018 กรัม และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุหมายเลขทะเบียน 5 ฎ - 8022 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นของกลาง และต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2541 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายปรากฏว่าของกลางที่ยึดได้คือรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน 5 ฎ - 8022 กรุงเทพมหานคร เป็นยานพาหนะและทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดโดยใช้ในการขับขี่ ขนส่ง บรรทุกซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษของกลาง จึงขอให้ริบรถยนต์ของกลางดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31

พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นเป็นเวลาสองวันติดต่อกัน ให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางดังกล่าวยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน 5 ฎ - 8022 กรุงเทพมหานคร โดยประมูลซื้อมาจากบริษัทเอเซียเสริมกิจลิสซิ่ง จำกัด เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 ต่อมาวันที่ 23 มกราคม2541 ผู้คัดค้านได้ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 320,000 บาทในวันทำสัญญาจำเลยที่ 2 ชำระเงินมัดจำให้เป็นเงิน 170,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก150,000 บาท จำเลยที่ 2 ตกลงจะชำระให้ภายในวันที่ 29 มกราคม 2541 หากไม่ชำระภายในกำหนดยินยอมให้ผู้คัดค้านริบเงินมัดจำและยอมส่งมอบรถยนต์คืนให้ผู้คัดค้านในทันทีตามสำเนาหนังสือหลักฐานซื้อขายรถยนต์ท้ายคำคัดค้าน แต่เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามสัญญา จำเลยที่ 2 ผิดนัดและไม่ยอมส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่ผู้คัดค้านผู้คัดค้านมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง และไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดและจะมีการนำรถยนต์ของผู้คัดค้านไปใช้ในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ขอให้คืนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน 5 ฎ - 8022 กรุงเทพมหานคร ของกลางแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ริบรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน 5 ฎ - 8022 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 31

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้โดยที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า รถยนต์ของกลางในคดีนี้เป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และใช้เป็นอุปกรณ์ในการบรรทุกซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษของกลาง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านในข้อแรกว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางในคดีนี้หรือไม่ ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่าผู้คัดค้านได้ขายรถยนต์ของกลางให้จำเลยที่ 2 ไป ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ป.จ.16ซึ่งตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวตกลงราคาเป็นเงิน 320,000 บาท จำเลยที่ 2 ชำระในวันทำสัญญาเป็นเงินมัดจำ 170,000 บาท ส่วนที่เหลือ 150,000 บาท จะชำระภายในวันที่ 29 มกราคม 2541 หากไม่ชำระจำเลยที่ 2 ยินยอมคืนรถยนต์และให้ริบเงินมัดจำได้ สัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขกรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปยังจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวมีข้อความระบุแต่เพียงว่าผู้คัดค้านได้ขายรถยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 320,000 บาท ได้รับเงินมัดจำไว้ 170,000 บาท ส่วนที่เหลือ 150,000 บาท จะชำระให้ในวันที่ 29 มกราคม2541 เท่านั้น สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่มีการแบ่งชำระราคาซื้อขายเป็น 2 งวด เท่านั้น ดังนั้น เมื่อทำสัญญาเสร็จแล้ว กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ย่อมโอนไปยังจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ซื้อทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 458 หากผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ขายมีความประสงค์จะไม่ให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางโอนไปในทันที ในสัญญาก็จะต้องมีข้อความที่เป็นเงื่อนไขกำหนดบังคับไว้ในสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 แต่ปรากฏว่าในสัญญาซื้อขายระหว่างผู้คัดค้านกับจำเลยที่ 2 มิได้มีเงื่อนไขดังกล่าว กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางจึงตกเป็นของจำเลยที่ 2 ทันทีตั้งแต่ขณะทำสัญญาซื้อขายกัน ดังนั้น ผู้คัดค้านมิใช่เจ้าของรถยนต์ของกลาง จึงไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งคืนรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้คัดค้านได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 458 ม. 459
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย วิชัย จ้อยศรีเกตุ
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2721/2546
#50325
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวขนาด 12 ยิงผู้เสียหายในระยะอยู่ห่างกันประมาณ7 วา ซึ่งโดยปกติย่อมมีความรุนแรงมากทั้งกระสุนปืนกระจายออกเป็นวง โอกาสที่จะยิงพลาดเป้าหมายในระยะดังกล่าวแทบไม่มี เมื่อเสื้อที่ผู้เสียหายสวมใส่ในขณะถูกยิงมีรอยกระสุน 5 แห่ง เป็นกลุ่ม แต่ละรอยห่างกันประมาณ 1 ถึง 2 นิ้ว ไม่มีรอยใดเป็นรูทะลุเสื้อ เพียงปรากฏเป็นรอยเท่านั้น กลุ่มรอยกระสุนปืนอยู่บริเวณใต้ชายโครงซ้ายและหน้าท้องด้านซ้าย แสดงว่ากระสุนปืนทั้ง 5 ลูก ถูกร่างกายของผู้เสียหายบริเวณดังกล่าวแต่ไม่มีความรุนแรงพอที่จะทำอันตรายทะลุเสื้อและผิวหนังเข้าไปสู่อวัยวะภายในร่างกายผู้เสียหายได้ อาวุธปืนที่จำเลยยิง จึงไม่มีความร้ายแรงพอที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 81 วรรคหนึ่ง

จำเลยกับผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ทั้งไม่มีมูลเหตุใดรุนแรงพอที่จะต้องทำร้ายกัน เมื่อฟังประกอบคำเบิกความของพี่สาวจำเลยที่ว่าจำเลยต้องไปพบแพทย์เพื่อรับยา 2 เดือนต่อครั้ง หากจำเลยไม่ได้รับประทานยาจะมีอาการคลุ้มคลั่ง การที่จำเลยคาดคิดว่าผู้เสียหายลักรองเท้าจำเลยไปจึงถือเอาเป็นเหตุโกรธแค้น นับว่าจำเลยมีความผิดปกติในความคิดและการรับรู้แล้วแสดงออกด้วยการใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย ซึ่งกระทำไปเพราะความเป็นโรคจิตเภทแต่การที่จำเลยเชื่อฟังและมีอาการสงบลงเมื่อมารดาและพี่สาวจำเลยเข้าห้ามปรามแสดงว่าจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้างหรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้างจำเลยจึงต้องรับโทษสำหรับการกระทำความผิดนั้น ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 91,371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยกลับให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม,72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก2 ปี ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือนและปรับ 2,000 บาท สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ฐานละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ1,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 5 เดือน และปรับ 2,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4ครั้ง ใน 1 ปี ให้จำเลยเข้าบำบัดรักษาอาการทางจิตโดยให้พนักงานคุมประพฤติดูแลอย่างใกล้ชิด หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้วจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 10 ปี 5 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษและไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยได้พาอาวุธปืนติดตัวไปในที่เกิดเหตุและผู้เสียหายถูกยิงได้รับอันตราย มีบาดแผลขนาดลึก 0.2 เซนติเมตร ยาว 0.5 เซนติเมตร ที่นิ้วชี้ซ้ายที่จำเลยฎีกาขอให้พิพากษายกฟ้องนั้น สำหรับความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยโดยลดโทษให้ฐานละกึ่งหนึ่งแล้ว ในความผิดฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือนและปรับ1,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลย โจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวนี้ คดีสำหรับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเป็นจำคุก 5 เดือน โดยไม่ปรับไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติจำเลยนั้นเป็นการพิพากษาเกินไปจากคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ และเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยจะมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ โจทก์มีนายเพิ่ม ประชิดครบุรี ผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ในวันที่เกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา ผู้เสียหายกำลังเลี้ยงโคอยู่ในทุ่งนา ผู้เสียหายได้ยินเสียงนางสังวาลย์หรือวานมารดาของจำเลยร้องตะโกนบอกให้ผู้เสียหายหลบหนีเพราะจำเลยจะมาฆ่าผู้เสียหาย ผู้เสียหายลุกขึ้นยืนเห็นจำเลยถืออาวุธปืนวิ่งเข้ามา ผู้เสียหายจึงวิ่งหนี จำเลยวิ่งไล่ตามจนอยู่ห่างกันประมาณ 7 วา จำเลยยิงปืน 1 นัด กระสุนปืนถูกนิ้วชี้ข้างซ้ายและเสื้อของผู้เสียหายที่สวมอยู่ผู้เสียหายล้มลงแล้วลุกขึ้นวิ่งไปหลบหลังต้นไม้ จำเลยพูดว่า "ไอ้ห่านี่ฆ่าซะเถอะ" นางสังวาลย์หรือวานและนางวนพี่สาวของจำเลยเข้ามาห้ามปรามและพาตัวจำเลยกลับไปเห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน ผู้เสียหายรู้จักกับจำเลยมานานประมาณ 40 ปี เป็นคนในละแวกบ้านเดียวกัน ทั้งก่อนถูกยิงนางสังวาลย์หรือวานมารดาของจำเลยเองได้ร้องบอกผู้เสียหายให้วิ่งหนี ผู้เสียหายก็ลุกขึ้นมองดูเห็นจำเลยถืออาวุธปืนวิ่งมาผู้เสียหายจึงวิ่งหนีเมื่อจำเลยยิงปืนแล้วผู้เสียหายเข้าไปหลบอยู่หลังต้นไม้ จำเลยหยุดยืนพร้อมกับพูดว่า "ไอ้ห่านี่ฆ่าซะเถอะ" ระยะเวลาตั้งแต่ผู้เสียหายเห็นจำเลยถืออาวุธปืนวิ่งเข้ามาผู้เสียหายไปหลบอยู่หลังต้นไม้ จนกระทั่งนางสังวาลย์หรือวานและนางวนมาห้ามจำเลยและดึงตัวจำเลยกลับไปเป็นเวลานานพอสมควรที่ผู้เสียหายมีโอกาสมองเห็นจำเลยได้ชัดเจนว่าจำเลยทำอะไรบ้าง เชื่อว่าผู้เสียหายมองเห็นจำเลยและการกระทำของจำเลยได้อย่างชัดเจน ทั้งคำเบิกความมีเหตุผลน่าเชื่อถือมีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจริง แต่เมื่อพิเคราะห์ดูบาดแผลของผู้เสียหายมีนิ้วชี้ซ้ายแผลยาว 0.5 เซนติเมตร ลึก 0.2 เซนติเมตร แพทย์ลงความเห็นว่ารักษาหายภายใน 5 วัน และเมื่อคำนึงถึงระยะทางที่จำเลยกับผู้เสียหายอยู่ห่างกันประมาณ 7 วา ในขณะยิงปืน อาวุธปืนลูกซองยาวขนาด 12 โดยปกติแล้วมีความรุนแรงมากทั้งกระสุนปืนกระจายออกเป็นวง โอกาสที่จะยิงพลาดเป้าหมายในระยะห่างเพียง 7 วา แทบไม่มีเลยทั้งเมื่อพิจารณาเสื้อของผู้เสียหายซึ่งสวมในขณะถูกยิง ปรากฏว่ามีรอยกระสุนปืนจำนวน5 แห่งตามภาพถ่ายหมาย จ.3 รอยกระสุนทั้ง 5 แห่งเป็นกลุ่มแต่ละรอยห่างกันประมาณ 1 ถึง 2 นิ้ว ไม่มีรอยใดเป็นรูทะลุเสื้อ เพียงปรากฏเป็นรอยเท่านั้นกลุ่มรอยกระสุนปืนอยู่บริเวณใต้ชายโครงซ้ายและหน้าท้องด้านซ้าย แสดงให้เห็นว่า กระสุนปืนทั้ง 5 ลูกถูกร่างกายผู้เสียหายในบริเวณดังกล่าว แต่กระสุนปืนไม่มีความรุนแรงพอที่จะทำอันตรายทะลุเสื้อและผิวหนังเข้าไปสู่อวัยวะภายในของร่างกายผู้เสียหายเช่นนี้ อาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงผู้เสียหายจึงไม่มีความร้ายแรงพอที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์สภาพของจำเลยซึ่งป่วยเป็นโรคจิตเภทตั้งแต่ปี 2523 ต้องไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาเป็นประจำตลอดมาจนกระทั่งเกิดเหตุตามสำเนาใบตรวจรักษาผู้ป่วยภายนอก เอกสารหมาย ล.1 นายแพทย์มงคล ศิริเทพทวี แพทย์ประจำโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมา ซึ่งเป็นเจ้าของไข้จำเลยเบิกความว่าจำเลยเป็นโรคจิตเภทเคยนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 4 ครั้ง จำเลยมีความผิดปกติด้านความผิด การรับรู้สำหรับอาการป่วยของจำเลยจะต้องรับประทานยาตลอดชีวิต หากไม่รับประทานยาตามกำหนดจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และมีนางญวน สินธุวงษานนท์ พี่สาวของจำเลยเบิกความว่า จำเลยต้องไปพบแพทย์เพื่อรับยา 2 เดือนต่อครั้ง หากจำเลยไม่ได้รับประทานยาจำเลยจะมีอาการคลุ้มคลั่ง ในวันที่เกิดเหตุ จำเลยไม่ได้รับประทานยาเพราะยาได้หายไป เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยกับผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ทั้งไม่มีมูลเหตุใดอันเป็นเรื่องรุนแรงพอที่จะทำให้ต้องทำร้ายกัน การที่จำเลยเพียงแต่คาดคิดว่าผู้เสียหายลักรองเท้าของจำเลยไป แล้วจำเลยถือเอาเป็นเหตุให้โกรธแค้นจนถึงกับใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายนับว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ จำเลยและนางญวนได้เบิกความยืนยันว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยไม่ได้รับประทานยาเพราะยาสูญหาย จึงน่าเชื่อว่า การที่จำเลยมีความผิดปกติในความคิดและการรับรู้แล้วแสดงออกด้วยการใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย เพราะจำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายลักรองเท้าของตนนั้น เป็นการกระทำไปเพราะความเป็นโรคจิตเภท แต่การที่จำเลยมีอาการสงบลงเมื่อนางสังวาลย์หรือวานผู้เป็นมารดาและนางวนผู้เป็นพี่สาวเข้ามาห้ามปรามและดึงตัวจำเลยกลับไป แล้วจำเลยก็ยอมเชื่อฟังแล้วเดินกลับไปพร้อมกับนางสังวาลย์หรือวานนั้น แสดงว่าจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้างหรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง จำเลยจึงต้องรับโทษสำหรับการกระทำความผิดนั้น แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง และมาตรา 65 วรรคสอง ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปีพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 5 ปี ให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้งภายในระยะเวลา 2 ปี ให้จำเลยไปรับการรักษาความบกพร่องทางจิต ณ โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาเป็นประจำตามที่แพทย์กำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 65 ม. 81 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาย ฮั้ว สินธุวงษานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2703/2546
#50789
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะเชื่อว่าได้มีการละเมิดสิทธิบัตรของจำเลย การที่จำเลยใช้วิธีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ เป็นการขอรับความคุ้มครองเพื่อให้มีการบังคับตามสิทธิบัตรที่จำเลยได้รับอยู่เป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนเจ้าพนักงานตำรวจจะดำเนินการแก่โจทก์อย่างไรต่อไปเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานตำรวจ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายหรือใช้สิทธิ ซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อันจะเป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 421

การประดิษฐ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วย (1) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่(2) เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นสูงขึ้น และ (3) เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตรฯ การประดิษฐ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้จึงต้องประกอบด้วยลักษณะการประดิษฐ์ทั้ง 3 ข้อ จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ เมื่อการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามสิทธิบัตรของจำเลยไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่แล้ว การประดิษฐ์ของจำเลยจึงไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้สิทธิบัตรของจำเลยได้ออกไปโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นสิทธิบัตรไม่สมบูรณ์ และเพิกถอนได้ตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของจำเลยตามคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 044704 สิทธิบัตรเลขที่ 9433 มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบังคับให้จำเลยหยุดถือสิทธิหรือห้ามมิให้จำเลยใช้หรือแอบอ้างสิทธิบัตรดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการประกาศโฆษณาเผยแพร่หรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้สาธารณชนหลงผิดว่าจำเลยพึงได้รับสิทธิบัตรดังกล่าว รวมทั้งห้ามจำเลยสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้แก่โจทก์โดยการเข้าไปหรือนำตำรวจเข้าไปตรวจยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มในบริเวณที่ก่อสร้างที่โจทก์รับเหมาตอกเสาเข็มอยู่หรือภายในบริเวณที่ทำการของโจทก์จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ให้จำเลยหยุดใส่ความโจทก์ต่อสาธารณชนว่าละเมิดสิทธิบัตรไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมจนกว่าคดีจะถึงที่สุดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเงินให้โจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยประกาศโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและหนังสือพิมพ์เดลินิวส์หรืออื่น ๆ ที่จำหน่ายทั่วราชอาณาจักรไม่น้อยกว่า 2 ฉบับ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยเองมีกำหนดไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือให้โจทก์ลงประกาศโฆษณาคำพิพากษาโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ประกาศโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ขนาด 1 ใน 4 ของหน้า มีกำหนดไม่น้อยกว่า 7 วัน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามมาตรา 6 วรรคสอง(1) และไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 การกระทำของจำเลยเป็นไปโดยสุจริตเพื่อป้องกันความเสียหายตามกฎหมายซึ่งเป็นสิทธิอันพึงกระทำได้ โจทก์จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้ พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 044704สิทธิบัตรเลขที่ 9433 ของจำเลย คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับจ้างตอกเสาเข็ม ทำโครงงานฐานรากทุกชนิด รวมทั้งรับปรึกษาวิเคราะห์ประเมินผลและให้คำแนะนำปัญหาการสำรวจทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม และประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีต เช่น วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มหรือไม้หมวกวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวค้อน แผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปและอื่น ๆ เมื่อวันที่ 1กรกฎาคม 2541 จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็ม และได้รับสิทธิบัตรมาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543 หลังจากนั้นจำเลยได้นำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการตรวจค้นสถานที่ก่อสร้างต่าง ๆ ที่โจทก์เป็นผู้รับเหมาตอกเสาเข็มหลายครั้ง และยึดไม้หมวกของโจทก์ไป โดยอ้างว่าโจทก์กระทำการละเมิดสิทธิบัตรของจำเลย นอกจากนั้นจำเลยยังส่งหนังสือไปถึงโครงการรถไฟฟ้ามหานครและบริษัท SNMC Joint Venture ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ในการตอกเสาเข็มว่า โจทก์กระทำการละเมิดสิทธิบัตรของจำเลยด้วย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์มาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543 และตามคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จำเลยมีข้อถือสิทธิดังนี้คือ 1. วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มทำจากไม้ที่มีคุณสมบัติแข็งเหนียวเพื่อใช้รองรับแรงอัดกระแทกที่ถ่ายเทน้ำหนักลงมาจากกระบอกสูบ และเป็นการป้องกันไม่ให้กระบอกเหล็กครอบหัวเข็มกระทบกับหัวเสาเข็มโดยตรง ซึ่งจะทำให้หัวเข็มแตก ทำให้เกิดความเสียหายต่องานตอกเสาเข็ม มีลักษณะที่ประกอบด้วยเป็นวงแหวน 3 ชั้น โดยชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สามมีความหนาน้อยกว่าชั้นที่สอง ที่ซึ่งวงแหวนแต่ละชั้นจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนโค้งของวงกลม 4 ส่วนเท่า ๆ กัน และจะวางเรียงต่อกันเป็นวงแหวนโดยมีระยะห่างระหว่างส่วนโค้งแต่ละส่วนเพื่อให้เป็นช่องว่างรองรับการขยายตัวของเนื้อไม้เมื่อได้รับแรงกดกระแทกและช่วยระบายแรงดันภายในรูตรงกลางที่เจาะยาวตลอดความยาวของเสาเข็ม และมีการจัดวางชั้นวงแหวนทั้ง 3 ชั้น ในลักษณะที่ระยะห่างระหว่างส่วนโค้งดังกล่าวของแต่ละชั้นจะไม่อยู่ในแนวเดียวกัน 2. วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามข้อ 1 ที่ซึ่งความหนาของวงแหวนชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สามเป็น 2 เซนติเมตร และชั้นที่สองเป็น 4 เซนติเมตร 3. วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามข้อ 1 หรือข้อ 2 ที่ซึ่งระยะห่างระหว่างส่วนโค้งแต่ละส่วนมีระยะ 2 เซนติเมตรตามคำขอรับสิทธิบัตรเอกสารหมาย จ.3 เมื่อปรากฏว่าไม้หมวกที่โจทก์ใช้อยู่ภายหลังจากที่จำเลยได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์มีลักษณะคล้ายกับไม้หมวกของจำเลยโดยมีข้อแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยตรงที่ไม้หมวกของจำเลยมีระยะระหว่างส่วนโค้งแต่ละส่วนห่างกัน 2 เซนติเมตร ส่วนไม้หมวกของโจทก์ปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.14 ว่าส่วนโค้งแต่ละส่วนไม่มีระยะห่างดังกล่าว เพียงแต่มีช่องอันเกิดจากรอยต่อของไม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะเชื่อได้ว่ามีการละเมิดสิทธิบัตรของจำเลย การที่จำเลยใช้วิธีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์เป็นการขอรับความคุ้มครองเพื่อให้มีการบังคับตามสิทธิบัตรที่จำเลยได้รับอยู่เป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนเจ้าพนักงานตำรวจจะดำเนินการแก่โจทก์อย่างไรต่อไปเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานตำรวจ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายหรือใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่โจทก์อันจะเป็นละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420และมาตรา 421 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยมีว่า การประดิษฐ์ของจำเลยเป็นการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรหรือไม่จำเลยอุทธรณ์ว่า วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามสิทธิบัตรของจำเลยไม่ได้มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร เพราะจำเลยได้แก้ไขปรับปรุง วิจัยและพัฒนาเรื่อยมาจนได้รูปแบบตามสิทธิบัตร และก่อนยื่นคำขอรับสิทธิบัตร จำเลยก็ไม่เคยนำไปทดสอบอีกเลย เห็นว่า โจทก์นำสืบพยานบุคคลประกอบเอกสารและภาพถ่ายแสดงให้เห็นว่า ในประเทศไทยมีการตอกเสาเข็มในงานก่อสร้างมาประมาณ 40 ปีแล้ว ในการตอกเสาเข็มจะต้องมีวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มเพื่อป้องกันมิให้เสาเข็มเสียหาย เรียกวัสดุชนิดนี้กันว่า "ไม้หมวก" ซึ่งจะต้องใช้ให้เหมาะสมแก่ชนิดของเครื่องตอก จุดรองรับแรงกระแทกและเสาเข็ม ไม้หมวกชนิดที่ใช้รองรับแรงกระแทกจากตุ้มน้ำหนักก่อนส่งถ่ายพลังงานให้แก่หมวกครอบเสาเข็มเรียกว่า "ไม้หมวกตัน" ส่วนไม้หมวกชนิดที่ใช้รองรับแรงกระแทกจากหมวกครอบแล้วส่งถ่ายพลังงานให้แก่หัวเสาเข็มเรียกว่า "ไม้หมวกกลวง" วัสดุที่ใช้ทำไม้หมวกนั้นมีทั้งกระสอบใส่ข้าวสาร ไม้อัด ไม้เนื้ออ่อนและไม้เนื้อแข็ง โจทก์นำเข้าเครื่องตอกเสาเข็มชนิด "ไฮโดรลิกแฮมเมอร์" จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งใช้ไม้หมวกที่ทำจากไม้สน แต่มีราคาแพงโจทก์จึงศึกษาคิดค้นนำไม้อัดมาใช้แทนไม้สน เนื่องจากโจทก์มีงานตอกเสาเข็มมากจึงไม่สามารถทำไม้หมวกมาใช้ได้ทัน พนักงานโจทก์ซึ่งรู้จักกับจำเลยจึงพาจำเลยซึ่งเป็นผู้รับเหมางานระบบปรับอากาศในกรุงเทพมหานครและมีไม้มะขามอยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์จำนวนมากมารับงานไม้หมวกไปทำตามตัวอย่างของโจทก์โดยใช้ไม้มะขามขายให้โจทก์ตั้งแต่ปี 2539 จนถึงต้นปี 2541 รวมประมาณ 10,000 ชิ้น คิดเป็นเงินประมาณ 1,000,000 บาท ไม้หมวกกลวงที่จำเลยขายให้โจทก์ดังกล่าวมีลักษณะเหมือนกับการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลย นอกจากนี้จำเลยยังได้ขายไม้หมวกดังกล่าวให้แก่บริษัททักษิณ คอนกรีต จำกัด บริษัทบางกอก คอนกรีต อินดัสทรี จำกัดและบริษัทนิปปอนฮูม คอนกรีต (ประเทศไทย) จำกัด ด้วย ต่อมาโจทก์พบว่าไม้หมวกดังกล่าวใช้ไม่ได้ดี โจทก์จึงเลิกซื้อไม้หมวกจากจำเลย ส่วนบริษัทอื่นก็เลิกซื้อไม้หมวกจากจำเลยเช่นกัน วันที่ 1 มีนาคม 2543 จำเลยได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มจากอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา หลังจากนั้นจำเลยได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจค้นและยึดไม้หมวกในบริเวณสถานที่ก่อสร้างโครงการต่าง ๆที่โจทก์เป็นผู้รับเหมาตอกเสาเข็ม แม้ตามทางนำสืบของโจทก์จะปรากฏว่าพยานบุคคลของโจทก์ส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่ทำงานอยู่กับโจทก์ คือนายวีระพล ยืนยาว ผู้จัดการส่วนวิศวกรรม นายปราโมช อังกูรวิบูลย์ ผู้จัดการฝ่ายธุรการ นายเสถียร คงเอียด พนักงานด้านจัดซื้อวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และนายชัยนันท์ เฟื่องเกษม กรรมการผู้จัดการของโจทก์ พยานอีกส่วนหนึ่งจะประกอบกิจการทำเสาเข็มคอนกรีตคือนายนิพนธ์ ฉันทไกรวัฒน์ แห่งบริษัทนครหลวงวัตถุก่อสร้าง และคอนกรีตอัดแรง จำกัด นายอุทัยชุมรักษ์ แห่งบริษัทบางกอก คอนกรีต อินดัสทรี จำกัด และนายสมหวัง ปลั่นพงษ์พันธุ์แห่งบริษัทยูไนเต็ด คอนสตรัคชั่น แอนด์ แมทีเรียล จำกัด (ยูนิโก้) ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบกระเทือนจากการได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของจำเลย และนายอนันตชัยไชยวงค์ อดีตหุ้นส่วนในธุรกิจของจำเลยแต่ปัจจุบันมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรกับจำเลยก็ตาม แต่พยานบุคคลดังกล่าวก็เบิกความมีเหตุผลสอดคล้องและเชื่อมโยงกันประกอบเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.10 ซึ่งเป็นเอกสารการสั่งซื้อและชำระราคาไม้หมวกแก่บริษัทและห้างหุ้นส่วนจำกัดของจำเลย และภาพถ่ายผลงานตอกเสาเข็มกลมแรงเหวี่ยง คอนกรีตอัดแรงในโครงการก่อสร้างต่าง ๆ หมาย จ.11โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพถ่ายไม้หมวกที่ใช้ในโครงการก่อสร้าง เอส. เค. อพาร์ตเมนต์เมื่อเดือนตุลาคม 2535 โครงการก่อสร้างอาคารปรีคลินิกของโรงพยาบาลศิริราชพยาบาลเมื่อเดือนมกราคม 2536 และโครงการก่อสร้างทางด่วนยกระดับรามอินทรา - อาจณรงค์5 - 6 เมื่อเดือนเมษายน 2537 ซึ่งมีลักษณะเป็นไม้หมวกกลวงประกอบจากวงแหวนหลายชิ้นประกบกันหลายชั้นโดยวงแหวนแต่ละชิ้นก็มีระยะห่างทำนองการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยซึ่งได้รับมาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543 นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายเอกพงษ์ ฝาเงิน ข้าราชการกองออกแบบและก่อสร้าง กรมสามัญศึกษา เบิกความเป็นพยานสนับสนุนเกี่ยวกับความเป็นมาของการใช้ไม้หมวกชนิดต่าง ๆ ทั้งไม้หมวกตันและไม้หมวกกลวง ส่วนไม้ที่นำมาใช้ทำไม้หมวกนั้น มีทั้งไม้เนื้ออ่อนและไม้อัด ทั้งโจทก์เป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีทุนจดทะเบียนจำนวนมากถึง 1,006,000,000 บาท และประกอบธุรกิจรับจ้างตอกเสาเข็มในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการมาตั้งแต่ปี 2533จนกระทั่งปัจจุบัน น่าเชื่อว่าโจทก์จะเป็นผู้กำหนดการทำไม้หมวกให้จำเลยรับไปผลิตขายให้โจทก์ตลอดมานับหมื่นชิ้นรวมเป็นเงินค่าไม้หมวกนับล้านบาท นอกจากจะขายไม้หมวกให้โจทก์แล้ว จำเลยยังผลิตไม้หมวกขายให้บริษัทอื่น ๆ อีกหลายบริษัทในลักษณะนำไปใช้งานจริงเกินกว่าที่อยู่ในขั้นทดสอบดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ส่วนลักษณะของไม้หมวกที่จำเลยขายให้โจทก์และบริษัทอื่น ๆ นั้น นอกจากโจทก์จะมีพยานบุคคลดังกล่าวข้างต้นเบิกความว่ามีลักษณะเหมือนกับการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยแล้ว ก็ยังปรากฏภาพของไม้หมวกที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรของจำเลยขายให้บริษัทบางกอก คอนกรีต อินดัสทรี จำกัด ในใบเสร็จรับค่าไม้หมวกและใบส่งของเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งลงวันที่ 19 มกราคม 2541, 3 มีนาคม 2541 และ 17 มิถุนายน 2541โดยจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า จำเลยเป็นผู้ส่งของเอง กับเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งลงวันที่ 30 มกราคม 2541 อันเป็นวันก่อนที่จำเลยจะยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เพียงเล็กน้อยในวันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เหมือนกับภาพการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยตามคำขอรับสิทธิบัตรเอกสารหมาย จ.3 ทั้งได้ความจากเอกสารหมาย จ.3 ในหัวข้อภูมิหลังของศิลปะหรือวิทยาการที่เกี่ยวข้องว่ามีการสั่งซื้อเพื่อนำไปใช้งานจากบริษัทผู้ผลิตเสาเข็มชั้นนำแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยมีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรอันจัดเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522มาตรา 6 วรรคสอง(1) การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยจึงไม่มีลักษณะเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า เมื่อจำเลยคิดค้นและพัฒนาจนได้รูปแบบตามสิทธิบัตรแล้ว จำเลยก็ไม่ได้เปิดเผยการประดิษฐ์และไม่เคยนำไปทดสอบอีกเลย จึงขัดต่อข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยมา และที่จำเลยนำสืบอ้างว่านายวีระศักดิ์ ไม้วัฒนา ข้าราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรของจำเลย ได้ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรและตรวจสอบการประดิษฐ์ถูกต้องแล้วนั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของนายวีระศักดิ์พยานจำเลยว่า พยานตรวจสอบจากข้อมูลในเอกสารสิทธิบัตรของประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป ประเทศญี่ปุ่น และประเทศไทยเท่านั้น พยานไม่ได้ตรวจสอบการมีหรือใช้การประดิษฐ์นั้นในประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีการสอบถามข้อมูลจากสมาคมตอกเสาเข็ม วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย และสมาคมคอนกรีตไทยแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความใหม่ของการประดิษฐ์จากการตรวจสอบของพยานจำเลยจึงเป็นเพียงความใหม่ที่ไม่ปรากฏการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วทั้งในหรือนอกราชอาณาจักรเท่านั้น หามีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความใหม่ของการประดิษฐ์ที่ไม่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรแต่ประการใดไม่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยอีกข้อหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับปัญหาขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นนั้นเห็นว่า การประดิษฐ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วยลักษณะการประดิษฐ์ดังต่อไปนี้ คือ (1) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ (2) เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และ (3) เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 การประดิษฐ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้จึงต้องประกอบด้วยลักษณะการประดิษฐ์ทั้ง 3 ข้อ จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามสิทธิบัตรของจำเลยไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่แล้ว การประดิษฐ์ของจำเลยจึงไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ สิทธิบัตรของจำเลยได้ออกไปโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นสิทธิบัตรไม่สมบูรณ์ และเพิกถอนได้ตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นเพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 421
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 5 ม. 6 วรรคสอง ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไทย นิปปอนคอนกรีต จำกัด
จำเลย — นาย สุรชัย เรี่ยวแรงศรัทธา
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2703/2546
#51015
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีเหตุอันสมควรที่จะเชื่อว่าได้มีการละเมิดสิทธิบัตรของจำเลย การที่จำเลยร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์เป็นการขอรับความคุ้มครองเพื่อให้มีการบังคับตามสิทธิบัตรที่จำเลยได้รับอยู่เป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนเจ้าพนักงานตำรวจจะดำเนินการแก่โจทก์อย่างไรต่อไปเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานตำรวจการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายหรือใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อันจะเป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 421

การประดิษฐ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วย (1) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่(2) เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นสูงขึ้น และ (3) เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 5 เมื่อการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามสิทธิบัตรของจำเลยไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ จึงไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ สิทธิบัตรของจำเลยที่ได้ออกไปโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 5 จึงเป็นสิทธิบัตรไม่สมบูรณ์และเพิกถอนได้ตามมาตรา 54

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2541 จำเลยได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 044704 โดยวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของจำเลยนั้นทำจากไม้มะขามที่มีคุณสมบัติแข็งและเหนียว ประกอบด้วยวงแหวน 3 ชั้นโดยชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สามมีความหนาน้อยกว่าชั้นที่สอง วงแหวนแต่ละชั้นจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนโค้งของวงกลม 4 ส่วนเท่า ๆ กันและวางเรียงต่อกันเป็นวงแหวนโดยมีระยะห่างระหว่างส่วนโค้งแต่ละส่วนเพื่อให้เป็นช่องว่างรองรับการขยายตัวของเนื้อไม้เมื่อได้รับแรงกดกระแทกและช่วยระบายแรงดันภายในรูตรงกลางที่เจาะยาวตลอดความยาวของเสาเข็ม และมีการจัดวางชั้นวงแหวนทั้ง 3 ชั้นในลักษณะที่ระยะห่างระหว่างส่วนโค้งดังกล่าวของแต่ละชั้นจะไม่อยู่ในแนวเดียวกัน จำเลยได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543 ตามสิทธิบัตรเลขที่ 9433 ต่อมาจำเลยได้มีหนังสือไปยังหน่วยงานราชการและบริษัทผู้ผลิตเสาเข็มต่าง ๆ รวมทั้งโจทก์ด้วยว่าได้กระทำละเมิดสิทธิบัตรของจำเลยดังกล่าว ทำให้บริษัทผู้ผลิตเสาเข็มต่าง ๆ รวมทั้งโจทก์ด้วยได้รับความเสียหายเกี่ยวกับชื่อเสียงทางธุรกิจและส่งผลให้โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้ามหานครที่โจทก์ดำเนินการอยู่โดยใช้วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มที่ทำด้วยไม้อัดต้องชะงักเป็นเหตุให้การทำงานล่าช้าต้องถูกผู้ว่าจ้างปรับและต้องจ้างบุคคลอื่นตอกเสาเข็มแทน ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และทำให้ส่วนราชการดูถูกเกลียดชัง เป็นเหตุให้ไม่สามารถประมูลงานได้อีกต่อไป รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,000,000 บาท โจทก์จึงเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการออกสิทธิบัตรวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของจำเลย สิทธิบัตรวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของจำเลยตามสิทธิบัตรเลขที่ 9433 นั้นไม่มีลักษณะอันพึงขอรับสิทธิบัตรได้ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 เนื่องจาก(1) วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามสิทธิบัตรของจำเลยนั้นมิใช่แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักร มีการเปิดเผยภาพหรือสาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วในราชอาณาจักรมาก่อนที่จำเลยจะขอรับสิทธิบัตร โดยบริษัทที่รับผลิตและตอกเสาเข็มได้จัดทำวัสดุรองรับแรงกระแทกโดยใช้ไม้อัดหรือไม้มะขามอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2539 ถึงปี 2541 โดยตัดไม้เป็นรูปวงกลมวางเรียงกันเป็นชั้น ส่วนจะมีกี่ชั้นนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของเสาเข็ม ทั้งจำเลยเองก็เคยผลิตและจำหน่ายวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามสิทธิบัตรเลขที่ 9433 ให้แก่โจทก์และบุคคลทั่วไป โดยผลิตตามแบบที่โจทก์และผู้ว่าจ้างกำหนด วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มมีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดโดยทั่วไปเพราะเป็นสิ่งที่ต้องใช้ในการตอกเสาเข็ม โดยวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มที่มีจำหน่ายในท้องตลาดนั้นมีลักษณะการตัดไม้และขึ้นรูปไม้เป็นวงกลมตามลักษณะหัวเสาเข็มและวางไม้ซ้อนกันเป็นชั้น ๆเหมือนกับแบบและวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรของจำเลยซึ่งพบเห็นได้ง่ายในวงการตอกเสาเข็ม (2) การประดิษฐ์ของจำเลยไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น โดยการตัดไม้มะขาม การแบ่งชั้น การออกแบบกรรมวิธีในการผลิต และวัตถุประสงค์ในการใช้งานของการประดิษฐ์ที่จำเลยขอรับสิทธิบัตรไว้นั้นเป็นการประดิษฐ์ที่ประจักษ์ได้โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญ การประดิษฐ์ของจำเลยไม่มีลักษณะทางโครงสร้างที่แตกต่างไปจากการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มที่โจทก์และบริษัทตอกเสาเข็มอื่น ๆ ใช้อยู่แต่อย่างใด การประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มสามารถทำได้ง่าย โดยตัดไม้ให้มีขนาดเหมาะสมแก่ลักษณะของหัวเสาเข็มเพื่อให้ลดแรงกระแทกในเวลาตอกเสาเข็มเหมือนการจัดทำไม้แบบที่ใช้ในการก่อสร้างทั่วไป ไม่จำต้องใช้เวลาในการคิดค้นหรือพัฒนาโดยใช้หลักทางวิศวกรรมหรือเทคนิคขั้นสูงแต่อย่างใดและ (3) การประดิษฐ์ของจำเลยเป็นการประดิษฐ์ที่ไม่สามารถประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรมได้ เนื่องจากไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างแท้จริง และไม่มีการทำผลิตภัณฑ์หรือปรับปรุงกรรมวิธีให้ดีขึ้น วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามสิทธิบัตรของจำเลยไม่มีประสิทธิภาพในการรองรับแรงกระแทกจากการตอกเสาเข็มและไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เนื่องจากเนื้อไม้มะขามจะแห้งและแตกเป็นผงและขึ้นรา มีตาไม้ ทำให้ไม่สามารถรองรับแรงกระแทกได้ทั่วถึงและสม่ำเสมอ ส่งผลให้หัวเสาเข็มที่ถูกตอกเกิดความเสียหายและชำรุดรวมทั้งทำให้หัวเสาเข็มแตกสิทธิบัตรของจำเลยจึงเป็นสิทธิบัตรที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยเคยเป็นลูกจ้างหรือผู้รับจ้างของโจทก์ผลิตวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามที่โจทก์กำหนด สิทธิบัตรการประดิษฐ์ดังกล่าวจึงตกได้แก่โจทก์ ขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของจำเลยตามคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 044704 สิทธิบัตรเลขที่ 9433 มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาและบังคับให้จำเลยหยุดถือสิทธิหรือห้ามมิให้จำเลยใช้หรือแอบอ้างสิทธิบัตรดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการประกาศโฆษณาเผยแพร่หรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้สาธารณชนหลงผิดว่าจำเลยพึงได้รับสิทธิบัตรดังกล่าวรวมทั้งห้ามจำเลยสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้แก่โจทก์โดยการเข้าไปหรือนำตำรวจเข้าไปตรวจยึดวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มในบริเวณที่ก่อสร้างที่โจทก์รับเหมาตอกเสาเข็มอยู่หรือภายในบริเวณที่ทำการของโจทก์จนกว่าคดีจะถึงที่สุดให้จำเลยหยุดใส่ความโจทก์ต่อสาธารณชนว่าละเมิดสิทธิบัตรไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมจนกว่าคดีจะถึงที่สุดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเงินให้โจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยประกาศโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและหนังสือพิมพ์เดลินิวส์หรืออื่น ๆ ที่จำหน่ายทั่วราชอาณาจักรไม่น้อยกว่า 2 ฉบับ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยเองมีกำหนดไม่น้อยกว่า7 วัน หรือให้โจทก์ลงประกาศโฆษณาคำพิพากษาโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มเนื่องจากจำเลยเล็งเห็นความสำคัญของวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มที่มีต่องานตอกเสาเข็ม จำเลยจึงได้ทำการทดลอง ค้นคว้า วิจัยวัสดุและไม้ชนิดต่าง ๆ เพื่อคิดค้นประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มที่มีประสิทธิภาพในการรองรับแรงกระแทกจากการตอกเสาเข็มโดยไม่ทำให้เสาเข็มได้รับความเสียหาย โดยคิดคำนวณถึงความสามารถของวัสดุต่าง ๆในการรองรับแรงกดและแรงกระแทกจากการตอกเสาเข็ม ปรับปรุงโครงสร้างของวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มที่มีอยู่เดิมเพื่อหาโครงสร้างที่แข็งแรงและเหมาะสมในการใช้งานตอกเสาเข็ม โดยรูปทรงของวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มที่จำเลยประดิษฐ์ขึ้นนั้นสามารถระบายความร้อนสะสมที่เกิดจากการเสียดสีในการทำงานและช่วยระบายแรงดันที่เกิดขึ้นภายในรูกระบอกของเสาเข็มด้วย ก่อนที่จำเลยจะยื่นคำขอรับสิทธิบัตรวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มนั้น จำเลยได้นำวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มที่จำเลยคิดค้นประดิษฐ์ขึ้นไปทดสอบใช้งานในการตอกเสาเข็มจริงกับโจทก์และบริษัทรับจ้างตอกเสาเข็มอื่น ๆ อีกหลายบริษัท ในระหว่างนั้นนายอนันตชัย ไชยวงค์ หุ้นส่วนของจำเลยในห้างหุ้นส่วนจำกัดอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรได้ยักยอกเอาวัสดุรองรับแรงกระแทกของห้าง ฯ ไปขายให้โจทก์ซึ่งจำเลยได้ฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาแก่นายอนันตชัยแล้ว คดียังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2541 จำเลยจึงได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 044704 ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งไม่มีผู้ใดยื่นคัดค้านการขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของจำเลย และกรมทรัพย์สินทางปัญญาตรวจสอบแล้วพบว่ามีคุณลักษณะอันพึงขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 จึงได้ออกสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 9433 แก่จำเลยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543 จำเลยจึงได้นำสิ่งประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยออกแสดงต่อสาธารณชนโดยทั่วไปหลายครั้ง จำเลยมิได้เป็นหรือเคยเป็นลูกจ้างหรือผู้รับจ้างของโจทก์ ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้กระทำละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของจำเลย จำเลยจึงได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมหมายค้นเข้าตรวจค้นสถานที่ที่โจทก์รับจ้างตอกเสาเข็มอยู่และเตรียมการดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรอันเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของสิทธิบัตรตามกฎหมายการที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ประกาศโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ขนาด 1 ใน 4 ของหน้ามีกำหนดไม่น้อยกว่า 7 วัน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่044704 สิทธิบัตรเลขที่ 9433 ของจำเลย คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับจ้างตอกเสาเข็มทำโครงงานฐานรากทุกชนิด รวมทั้งรับปรึกษาวิเคราะห์ประเมินผลและให้คำแนะนำปัญหาการสำรวจทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมและประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีต เช่นวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มหรือไม้หมวกวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวค้อน แผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปและอื่น ๆเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2541 จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็ม และได้รับสิทธิบัตรมาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543 หลังจากนั้นจำเลยได้นำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการตรวจค้นสถานที่ก่อสร้างต่าง ๆ ที่โจทก์เป็นผู้รับเหมาตอกเสาเข็มหลายครั้ง และยึดไม้หมวกของโจทก์ไปโดยอ้างว่าโจทก์กระทำการละเมิดสิทธิบัตรของจำเลย นอกจากนั้นจำเลยยังส่งหนังสือไปถึงโครงการรถไฟฟ้ามหานครและบริษัทSNMC Joint Venture ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ในการตอกเสาเข็มว่าโจทก์กระทำการละเมิดสิทธิบัตรของจำเลยด้วย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์มาเมื่อวันที่ 1มีนาคม 2543 ตามเอกสารหมาย จ.4 และตามคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จำเลยมีข้อถือสิทธิดังนี้คือ 1. วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มทำจากไม้ที่มีคุณสมบัติแข็งเหนียวเพื่อใช้รองรับแรงอัดกระแทกที่ถ่ายเทน้ำหนักลงมาจากกระบอกสูบ และเป็นการป้องกันไม่ให้กระบอกเหล็กครอบหัวเข็มกระทบกับหัวเสาเข็มโดยตรง ซึ่งจะทำให้หัวเข็มแตก ทำให้เกิดความเสียหายต่องานตอกเสาเข็ม มีลักษณะที่ประกอบด้วยเป็นวงแหวน3 ชั้นโดยชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สามมีความหนาน้อยกว่าชั้นที่สอง ที่ซึ่งวงแหวนแต่ละชั้นจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนโค้งของวงกลม 4 ส่วนเท่า ๆ กัน และจะวางเรียงต่อกันเป็นวงแหวนโดยมีระยะห่างระหว่างส่วนโค้งแต่ละส่วนเพื่อให้เป็นช่องว่างรองรับการขยายตัวของเนื้อไม้เมื่อได้รับแรงกดกระแทกและช่วยระบายแรงดันภายในรูตรงกลางที่เจาะยาวตลอดความยาวของเสาเข็ม และมีการจัดวางชั้นวงแหวนทั้ง 3 ชั้น ในลักษณะที่ระยะห่างระหว่างส่วนโค้งดังกล่าวของแต่ละชั้นจะไม่อยู่ในแนวเดียวกัน 2. วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามข้อ 1 ที่ซึ่งความหนาของวงแหวนชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สามเป็น 2 เซนติเมตร และชั้นที่สองเป็น 4 เซนติเมตร 3. วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามข้อ 1 หรือข้อ 2 ที่ซึ่งระยะห่างระหว่างส่วนโค้งแต่ละส่วนมีระยะ 2 เซนติเมตรตามคำขอรับสิทธิบัตรเอกสารหมาย จ.3 เมื่อปรากฏว่าไม้หมวกที่โจทก์ใช้อยู่ภายหลังจากที่จำเลยได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์มีลักษณะคล้ายกับไม้หมวกของจำเลยโดยมีข้อแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยตรงที่ไม้หมวกของจำเลยมีระยะระหว่างส่วนโค้งแต่ละส่วนห่างกัน 2เซนติเมตร ส่วนไม่หมวกของโจทก์ปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.14 ว่าส่วนโค้งแต่ละส่วนไม่มีระยะห่างดังกล่าว เพียงแต่มีช่องอันเกิดจากรอยต่อของไม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะเชื่อได้ว่ามีการละเมิดสิทธิบัตรของจำเลย การที่จำเลยใช้วิธีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์เป็นการขอรับความคุ้มครองเพื่อให้มีการบังคับตามสิทธิบัตรที่จำเลยได้รับอยู่เป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนเจ้าพนักงานตำรวจจะดำเนินการแก่โจทก์อย่างไรต่อไปเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานตำรวจ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายหรือใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่โจทก์อันจะเป็นละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 421 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การประดิษฐ์ของจำเลยเป็นการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรหรือไม่จำเลยอุทธรณ์ว่า วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามสิทธิบัตรของจำเลยไม่ได้มีหรือใช่แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรเพราะจำเลยได้แก้ไขปรับปรุง วิจัยและพัฒนาเรื่อยมาจนได้รูปแบบตามสิทธิบัตร และก่อนยื่นคำขอรับสิทธิบัตรจำเลยก็ไม่เคยนำไปทดสอบอีกเลย เห็นว่า โจทก์นำสืบพยานบุคคลประกอบเอกสารและภาพถ่ายแสดงให้เห็นว่า ในประเทศไทยมีการตอกเสาเข็มในงานก่อสร้างมาประมาณ40 ปีแล้ว ในการตอกเสาเข็ม จะต้องมีวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มเพื่อป้องกันมิให้เสาเข็มเสียหายเรียกวัสดุชนิดนี้กันว่า "ไม้หมวก" ซึ่งจะต้องใช้ให้เหมาะสมแก่ชนิดของเครื่องตอก จุดรองรับแรงกระแทก และเสาเข็ม ไม้หมวกชนิดที่ใช้รองรับแรงกระแทกจากตุ้มน้ำหนักก่อนส่งถ่ายพลังงานให้แก่หมวกครอบเสาเข็มเรียกว่า "ไม้หมวกตัน" ส่วนไม้หมวกชนิดที่ใช้รองรับแรงกระแทกจากหมวกครอบแล้วส่งถ่ายพลังงานให้แก่หัวเสาเข็มเรียกว่า "ไม้หมวกกลวง" วัสดุที่ใช้ทำไม้หมวกนั้นมีทั้งกระสอบใส่ข้าวสาร ไม้อัด ไม้เนื้ออ่อนและไม้เนื้อแข็ง โจทก์นำเข้าเครื่องตอกเสาเข็มชนิด "ไฮโดรลิกแฮมเมอร์" จากประเทศญี่ปุ่นซึ่งใช้ไม้หมวกที่ทำจากไม้สนแต่มีราคาแพง โจทก์จึงศึกษาคิดค้นนำไม้อัดมาใช้แทนไม้สนเนื่องจากโจทก์มีงานตอกเสาเข็มมากจึงไม่สามารถทำไม้หมวกมาใช้ได้ทัน พนักงานโจทก์ซึ่งรู้จักกับจำเลยจึงพาจำเลยซึ่งเป็นผู้รับเหมางานระบบปรับอากาศในกรุงเทพมหานครและมีไม้มะขามอยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์จำนวนมากมารับงานไม้หมวกไปทำตามตัวอย่างของโจทก์โดยใช้ไม้มะขามขายให้โจทก์ตั้งแต่ปี 2539 จนถึงต้นปี 2541 รวมประมาณ10,000 ชิ้น คิดเป็นเงินประมาณ 1,000,000 บาท ไม้หมวกกลวงที่จำเลยขายให้โจทก์ดังกล่าวมีลักษณะเหมือนกับการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลย นอกจากนี้จำเลยยังได้ขายไม้หมวกดังกล่าวให้แก่บริษัททักษิณ คอนกรีต จำกัด บริษัทบางกอกคอนกรีต อินดัสทรี จำกัด และบริษัทนิปปอน ฮูม คอนกรีต (ประเทศไทย) จำกัด ด้วย ต่อมาโจทก์พบว่าไม้หมวกดังกล่าวใช้ไม่ได้ดีโจทก์จึงเลิกซื้อไม้หมวกจากจำเลย ส่วนบริษัทอื่นก็เลิกซื้อไม้หมวกจากจำเลยเช่นกัน วันที่ 1 มีนาคม 2543 จำเลยได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มจากอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา หลังจากนั้นจำเลยได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจค้นและยึดไม้หมวกในบริเวณสถานที่ก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ที่โจทก์เป็นผู้รับเหมาตอกเสาเข็ม แม้ตามทางนำสืบของโจทก์จะปรากฏว่าพยานบุคคลของโจทก์ส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่ทำงานอยู่กับโจทก์ คือนายวีระพล ยืนยาว ผู้จัดการส่วนวิศวกรรม นายปราโมช อังกูรวิบูลย์ ผู้จัดการฝ่ายธุรการ นายเสถียร คงเอียด พนักงานด้านจัดซื้อวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และนายชัยนันท์ เฟื่องเกษม กรรมการผู้จัดการของโจทก์ พยานอีกส่วนหนึ่งจะประกอบกิจการทำเสาเข็มคอนกรีต คือนายนิพนธ์ ฉันทโกรวัฒน์ แห่งบริษัทนครหลวงวัตถุก่อสร้างและคอนกรีตอัดแรง จำกัด นายอุทัยชุมรักษ์แห่งบริษัทบางกอก คอนกรีต อินดัสทรี จำกัด และนายสมหวัง ปลั่นพงษ์พันธุ์แห่งบริษัทยูไนเต็ด คอนสตรัคชั่น แอนด์ แมทีเรียล จำกัด (ยูนิโก้) ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบกระเทือนจากการได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของจำเลย และนายอนันตชัยไชยวงค์ อดีดหุ้นส่วนในธุรกิจของจำเลยแต่ปัจจุบันมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรกับจำเลยก็ตาม แต่พยานบุคคลดังกล่าวก็เบิกความมีเหตุผลสอดคล้องและเชื่อมโยงกันประกอบเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.10 ซึ่งเป็นเอกสารการสั่งซื้อและชำระราคาไม้หมวกแก่บริษัทและห้างหุ้นส่วนจำกัดของจำเลย และภาพถ่ายผลงานตอกเสาเข็มกลมแรงเหวี่ยง คอนกรีตอัดแรงในโครงการก่อสร้างต่าง ๆหมาย จ.11 โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพถ่ายไม้หมวกที่ใช้ในโครงการก่อสร้าง เอส. เค. อพาร์ตเมนต์เมื่อเดือนตุลาคม 2535โครงการก่อสร้างอาคารปรีคลินิกของโรงพยาบาลศิริราชพยาบาลเมื่อเดือนมกราคม 2536และโครงการก่อสร้างทางด่วนยกระดับรามอินทราอาจณรงค์ 5-6 เมื่อเดือนเมษายน2537 ซึ่งมีลักษณะเป็นไม้หมวกกลวงประกอบจากวงแหวนหลายชิ้นประกบกันหลายชั้นโดยวงแหวนแต่ละชิ้นก็มีระยะห่างทำนองการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยซึ่งได้รับมาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543 ตามเอกสารหมาย จ.4 นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายเอกพงษ์ฝาเงิน ข้าราชการกองออกแบบและก่อสร้าง กรมสามัญศึกษา เบิกความเป็นพยานสนับสนุนเกี่ยวกับความเป็นมาของการใช้ไม้หมวกชนิดต่าง ๆ ทั้งไม้หมวกตันและไม้หมวกกลวง ส่วนไม้ที่นำมาใช้ทำไม้หมวกนั้น มีทั้งไม้เนื้ออ่อนและไม้อัด ทั้งโจทก์เป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีทุนจดทะเบียนจำนวนมากถึง 1,006,000,000 บาท และประกอบธุรกิจรับจ้างตอกเสาเข็มในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการมาตั้งแต่ปี 2533จนกระทั่งปัจจุบัน น่าเชื่อว่าโจทก์จะเป็นผู้กำหนดการทำไม้หมวกให้จำเลยรับไปผลิตขายให้โจทก์ตลอดมานับหมื่นชิ้นรวมเป็นเงินค่าไม้หมวกนับล้านบาท นอกจากจะขายไม้หมวกให้โจทก์แล้ว จำเลยยังผลิตไม้หมวกขายให้บริษัทอื่น ๆ อีกหลายบริษัทในลักษณะนำไปใช้งานจริงเกินกว่าที่จะอยู่ในขั้นทดสอบดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ส่วนลักษณะของไม้หมวกที่จำเลยขายให้โจทก์และบริษัทอื่น ๆ นั้น นอกจากโจทก์จะมีพยานบุคคลดังกล่าวข้างต้นเบิกความว่ามีลักษณะเหมือนกับการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยแล้ว ก็ยังปรากฏภาพของไม้หมวกที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรของจำเลยขายให้บริษัทบางกอก คอนกรีต อินดัสทรี จำกัด ในใบเสร็จรับค่าไม้หมวกและใบส่งของเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งลงวันที่ 19 มกราคม 2541, 3 มีนาคม 2541 และ 17 มิถุนายน 2541 โดยจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่าจำเลยเป็นผู้ส่งของเอง กับเอกสารหมายจ.10 ซึ่งลงวันที่ 30 มกราคม 2541 อันเป็นวันก่อนที่จำเลยจะยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เพียงเล็กน้อยในวันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เหมือนกับภาพการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยตามคำขอรับสิทธิบัตรเอกสารหมาย จ.3 ทั้งได้ความจากเอกสารหมายจ.3 ในหัวข้อภูมิหลังของศิลปะหรือวิทยาการที่เกี่ยวข้องว่ามีการสั่งซื้อเพื่อนำไปใช้งานจากบริษัทผู้ผลิตเสาเข็มชั้นนำแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยมีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรอันจัดเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 6 วรรคสอง (1) การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยจึงไม่มีลักษณะเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า เมื่อจำเลยคิดค้นและพัฒนาจนได้รูปแบบตามสิทธิบัตรแล้ว จำเลยก็ไม่ได้เปิดเผยการประดิษฐ์และไม่เคยนำไปทดสอบอีกเลย จึงขัดต่อข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยมา และที่จำเลยนำสืบอ้างว่านายวีระศักดิ์ ไม้วัฒนา ข้าราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรของจำเลย ได้ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรและตรวจสอบการประดิษฐ์ถูกต้องแล้วนั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของนายวีระศักดิ์พยานจำเลยว่า พยานตรวจสอบจากข้อมูลในเอกสารสิทธิบัตรของประเทศสหรัฐอเมริกายุโรป ประเทศญี่ปุ่น และประเทศไทยเท่านั้น พยานไม่ได้ตรวจสอบการมีหรือใช้การประดิษฐ์นั้นในประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีการสอบถามข้อมูลจากสมาคมตอกเสาเข็ม วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย และสมาคมคอนกรีตไทยแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความใหม่ของการประดิษฐ์จากการตรวจสอบของพยานจำเลยจึงเป็นเพียงความใหม่ที่ไม่ปรากฏการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วทั้งในหรือนอกราชอาณาจักรเท่านั้นหามีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความใหม่ของการประดิษฐ์ที่ไม่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรแต่ประการใดไม่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยอีกข้อหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับปัญหาขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นนั้น เห็นว่า การประดิษฐ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วยลักษณะการประดิษฐ์ดังต่อไปนี้ คือ (1) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ (2) เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นและ (3) เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรมทั้งนี้ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 การประดิษฐ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้จึงต้องประกอบด้วยลักษณะการประดิษฐ์ทั้ง 3 ข้อ จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามสิทธิบัตรของจำเลยไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่แล้ว การประดิษฐ์ของจำเลยจึงไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ สิทธิบัตรของจำเลยได้ออกไปโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นสิทธิบัตรไม่สมบูรณ์ และเพิกถอนได้ตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นเพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 421
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 5 ม. 6 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไทย นิปปอน คอนกรีต จำกัด
จำเลย — นาย สุรชัย เรี่ยวแรงศรัทธา
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2703/2546
#110879
เปิดฉบับเต็ม

การประดิษฐ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วยลักษณะการประดิษฐ์ 3 ข้อ คือ เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และสามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม ทั้งนี้ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามสิทธิบัตรของจำเลยไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ การประดิษฐ์ของจำเลยจึงไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ สิทธิบัตรของจำเลยย่อมไม่ชอบด้วยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นสิทธิบัตรไม่สมบูรณ์และเพิกถอนได้ตามมาตรา 54

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มของจำเลยตามคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ ๐๔๔๗๐๔ สิทธิบัตรเลขที่ ๙๔๓๓ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบังคับให้จำเลยหยุดถือสิทธิหรือห้ามมิให้จำเลยใช้หรือแอบอ้างสิทธิบัตรดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการประกาศโฆษณา เผยแพร่หรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้สาธารณชนหลงผิดว่าจำเลยพึงได้รับสิทธิบัตรดังกล่าว?

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง?

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามมาตรา ๖ วรรคสอง (๑) และไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. ๒๕๒๒ การกระทำของจำเลยเป็นไปโดยสุจริตเพื่อป้องกันความเสียหายตามกฎหมายซึ่งเป็นสิทธิอันพึงกระทำได้ โจทก์จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้ พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ ๐๔๔๗๐๔ สิทธิบัตรเลขที่ ๙๔๓๓ ของจำเลย คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว? ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การประดิษฐ์ของจำเลยเป็นการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามสิทธิบัตรของจำเลยไม่ได้มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร เพราะจำเลยได้แก้ไขปรับปรุง วิจัย และพัฒนาเรื่อยมาจนได้รูปแบบตามสิทธิบัตร และก่อนยื่นคำขอรับสิทธิบัตร จำเลยก็ไม่เคยนำไปทดสอบอีกเลย เห็นว่า ในประเทศไทยมีการตอกเสาเข็มในงานก่อสร้างมาประมาณ ๔๐ ปีแล้ว ในการตอกเสาเข็ม จะต้องมีวัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มเพื่อป้องกันมิได้เสาเข็มเสียหาย เรียกวัสดุชนิดนี้กันว่า "ไม้หมวก" โจทก์เป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีทุนจดทะเบียนจำนวนมากถึง ๑,๐๐๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท และประกอบธุรกิจรับจ้างตอกเสาเข็มในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ จนกระทั่งปัจจุบัน น่าเชื่อว่าโจทก์จะเป็นผู้กำหนดการทำไม้หมวกให้จำเลยรับไปผลิตขายให้โจทก์ตลอดมานับหมื่นชิ้นรวมเป็นเงินค่าไม้หมวกนับล้านบาท นอกจากจะขายไม้หมวกให้โจทก์แล้ว จำเลยยังผลิตไม้หมวกขายให้บริษัทอื่น ๆ อีกหลายบริษัทในลักษณะนำไปใช้งานจริงเกินกว่าที่จะอยู่ในขั้นทดสอบดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ส่วนลักษณะของไม้หมวกที่จำเลยขายให้โจทก์และบริษัทอื่น ๆ นั้น นอกจากโจทก์จะมีพยานบุคคลเบิกความว่ามีลักษณะเหมือนกับการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยแล้ว ก็ยังปรากฏภาพของไม้หมวกที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรของจำเลยขายให้บริษัท บ. ในใบเสร็จรับค่าไม้หมวกและใบส่งของ ซึ่งลงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๑ , ๓ มีนาคม ๒๕๔๑ และ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๑ กับเอกสารซึ่งลงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๑ อันเป็นวันก่อนที่จำเลยจะยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เพียงเล็กน้อยในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ เหมือนกับภาพการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยตามคำขอรับสิทธิบัตร ทั้งได้ความจากเอกสารดังกล่าวในหัวข้อภูมิหลังของศิลปะหรือวิทยาการที่เกี่ยวข้องว่า มีการสั่งซื้อเพื่อนำไปใช้งานจากบริษัทผู้ผลิตเสาเข็มชั้นนำแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยมีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรอันจัดเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖ วรรคสอง (๑) การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยจึงไม่มีลักษณะเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ การประดิษฐ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วยลักษณะการประดิษฐ์ดังต่อไปนี้ คือ (๑) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ (๒) เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และ (๓) เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม ทั้งนี้ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. ๒๕๒๒ การประดิษฐ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้จึงต้องประกอบด้วยลักษณะการประดิษฐ์ทั้ง ๓ ข้อ จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการประดิษฐ์วัสดุรองรับแรงกระแทกบนหัวเสาเข็มตามสิทธิบัตรของจำเลยไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่แล้ว การประดิษฐ์ของจำเลยจึงไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ สิทธิบัตรของจำเลยได้ออกไปโดยไม่ชอบด้วยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นสิทธิบัตรไม่สมบูรณ์ และเพิกถอนได้ตามมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 5 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทย นิปปอน คอนกรีต จำกัด
จำเลย — นายสุรชัย เรี่ยวแรงศรัทธา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2702/2546
#50788
เปิดฉบับเต็ม

ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยนับแต่อยู่กินฉันสามีภริยากันมาเป็นไปโดยปกติ จำเลยเพิ่งมีความประพฤติเสียหายหลังจากโจทก์ไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันและทราบว่าโจทก์จะมีสามีใหม่ ประกอบกับจำเลยอยู่ในสภาพคนพิการต้องสูญเสียดวงตาไปเมื่อครั้งทำงานที่ประเทศบรูไนแล้วประสบอุบัติเหตุทำให้ดวงตาพิการและนายจ้างส่งตัวจำเลยกลับประเทศไทย ไม่สามารถทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้ดังก่อนจำเลยย่อมเกิดความกลัดกลุ้มใจยิ่งขึ้น โจทก์จึงควรสงสารให้ความเห็นใจจำเลย มิใช่ซ้ำเติมหรือกระทำการอันเป็นการบั่นทอนสภาพจิตใจจำเลย แม้บางครั้งจำเลยดื่มสุรามากเกินไปจนทำให้มีปากเสียงกระทบกระทั่งกับบุพการีหรือบุคคลในครอบครัวของโจทก์ก็ตาม แต่พฤติกรรมก้าวร้าวของจำเลยเนื่องมาจากความทุกข์ที่เกิดจากการกระทำของโจทก์ที่ส่งจดหมายมาบอกขณะโจทก์อยู่ที่ดินแดนไต้หวันว่าโจทก์มีสามีใหม่แล้วทั้งจำเลยยินยอมแยกตัวออกไปอยู่ที่บ้านบิดามารดาจำเลยตามความประสงค์ของโจทก์เพื่อมิให้เกิดความบาดหมางกับบุพการีของโจทก์ พฤติการณ์ของจำเลยที่ไม่ทำมาหาเลี้ยงครอบครัวหรือดื่มสุราดังกล่าว และไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ถ้อยคำดุด่าบิดาโจทก์ให้รับความเสียหายอย่างไร ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติชั่วหรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(2) และ (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตร1 คน พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านบิดาของโจทก์ เมื่อประมาณปี 2541 หลังจากที่โจทก์ไปทำงานรับจ้างที่ดินแดนไต้หวัน จำเลยประพฤติชั่ว ทำตนเสเพล เที่ยวกลางคืนดื่มสุราเป็นอาจิณ หาเรื่องทะเลาะวิวาท ตลอดจนดูถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ดุด่าบิดามารดาของโจทก์อย่างร้ายแรง ไม่ประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว บิดาของโจทก์จึงไล่จำเลยออกจากบ้าน ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยหรือบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าขาดจากโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์เพียงผู้เดียว

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรผู้เยาว์ 1 คน คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(2) และ (3) หรือไม่ คดีนี้โจทก์มีนายทองอยู่หรือทองภู หอมมาลัย บิดาโจทก์ นางบุญชู พันธ์โพงา และเด็กหญิง จ.บุตรผู้เยาว์ เป็นพยานเบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยว่า โจทก์จำเลยและบุตรผู้เยาว์อาศัยอยู่กับนายทองอยู่บิดาโจทก์ เมื่อปี 2535 จำเลยไปทำงานที่ประเทศบรูไนและประสบอุบัติเหตุทำให้ดวงตาพิการ 1 ข้าง นายจ้างจึงส่งตัวจำเลยกลับประเทศไทยต่อมาปี 2541 โจทก์จะเดินทางไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันจึงได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลย ระหว่างที่โจทก์ทำงานอยู่ที่ดินแดนไต้หวัน จำเลยไม่ทำมาหาเลี้ยงครอบครัวไม่ดูแลบุตรผู้เยาว์ ดื่มสุราเมาอาละวาดขู่จะฆ่าบิดาโจทก์จนบิดาโจทก์ต้องไล่จำเลยออกไปจากบ้าน จำเลยจึงกลับไปอยู่กับบิดามารดาจำเลย จนกระทั่งกลางปี 2544โจทก์เดินทางกลับประเทศไทยและขอหย่ากับจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมหย่า เห็นว่าในส่วนความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาของโจทก์จำเลยนั้น โจทก์เบิกความยืนยันว่านับตั้งแต่โจทก์จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันมา จำเลยไม่เคยมีความประพฤติเสียหายใด ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นไปโดยปกติ ไม่มีปัญหาทะเลาะวิวาทกันอีกทั้งในช่วงที่จำเลยไปทำงานที่ประเทศบรูไน จำเลยก็ส่งเงินมาให้โจทก์ใช้จ่ายในครอบครัวตลอดมา จำเลยเพิ่งจะมีความประพฤติเสียหายหลังจากโจทก์เดินทางไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันและทราบว่าโจทก์จะมีสามีใหม่ ซึ่งเด็กหญิง จ. บุตรผู้เยาว์และนายทองอยู่บิดาโจทก์ ก็เบิกความสอดคล้องกับโจทก์ว่าก่อนหน้าที่โจทก์จะไปทำงานที่ดินแดนไต้หวัน จำเลยไม่เคยมีความประพฤติเมาสุราอาละวาดทั้งมีความเคารพเชื่อฟังบิดาโจทก์ จากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงบ่งชัดว่า โดยลักษณะนิสัยตามปกติของจำเลยแล้วจำเลยไม่มีความประพฤติเสียหาย แต่ที่พฤติกรรมของจำเลยได้แปรเปลี่ยนไปหลังจากโจทก์เดินทางไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันนั้น ก็คงต้องมีสาเหตุปัจจัยสำคัญอันเกิดจากการที่เกรงว่าโจทก์จะมีสามีใหม่มากกว่า ซึ่งโจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยยอมรับว่า ขณะที่โจทก์อยู่ดินแดนไต้หวันโจทก์เคยส่งจดหมายตามเอกสารหมาย ล.1 มายังจำเลยโดยโจทก์บอกว่าโจทก์มีสามีใหม่แล้ว ซึ่งโจทก์น่าจะตระหนักได้ดีว่าจดหมายดังกล่าวต้องเพิ่มความทุกข์ให้แก่จำเลยเป็นทวีคูณ เพราะเมื่อโจทก์เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศซึ่งต้องห่างไกลกันย่อมทำให้จำเลยเกิดความว้าเหว่คิดถึงโจทก์ ประกอบกับจำเลยอยู่ในสภาพคนพิการต้องสูญเสียดวงตาไปจากการทำงาน จึงไม่สามารถหาการงานทำเป็นกิจจะลักษณะได้อีก เชื่อได้ว่าเป็นสาเหตุให้จำเลยเกิดความกลัดกลุ้มใจยิ่งขึ้น การกระทำของโจทก์ที่บอกจำเลยว่าโจทก์มีสามีใหม่แล้วนั้นไม่ว่าด้วยเจตนาหรือความตั้งใจใดก็ตาม โจทก์ควรมีมโนธรรมว่าโจทก์กับจำเลยเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เมื่อจำเลยต้องประสบเคราะห์กรรมดวงตาพิการจนไม่สามารถทำงานหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวได้ดังก่อน โจทก์ควรสงสารให้ความเห็นอกเห็นใจจำเลย มิใช่ซ้ำเติมหรือกระทำการอันเป็นการบั่นทอนสภาพจิตใจของจำเลยเช่นนี้ เมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวระหว่างโจทก์และจำเลยมาจากสาเหตุที่เกิดจากโจทก์อันทำให้จำเลยต้องดื่มสุรา แม้บางครั้งจำเลยจะดื่มมากเกินไปจนทำให้มีปากเสียงกระทบกระทั่งกับบุพการีหรือบุคคลในครอบครัวของโจทก์ก็ตาม แต่พฤติกรรมก้าวร้าวของจำเลยก็เนื่องมาจากความทุกข์ที่เกิดจากการกระทำของโจทก์ ทั้งจำเลยก็ยินยอมที่จะแยกตัวออกไปอยู่ที่บ้านบิดามารดาจำเลยตามความประสงค์ของโจทก์เพื่อมิให้เกิดความบาดหมางกับบุพการีของโจทก์แล้ว ดังนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ไม่สามารถทำมาหาเลี้ยงครอบครัวได้อันเนื่องมาจากความพิการของจำเลยก็ดี หรือดื่มสุราเพื่อดับความกลัดกลุ้มจากสภาพความแตกแยกของครอบครัวก็ดี และก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ถ้อยคำดุด่าบิดาโจทก์ให้ได้รับความเสียหายอย่างไร ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติชั่วหรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(2) และ (3) เมื่อเป็นเช่นนี้จึงคงให้โจทก์จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ต่อไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (2) ม. 1516 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พิกูลทอง ทองภูหรือหอมมาลัย
จำเลย — นาย น้อย หอมมาลัย
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
อำนวย เต้พันธ์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2695/2546
#50828
เปิดฉบับเต็ม

ร. เป็นผู้รับมอบอำนาจให้ทำการแทนโจทก์ในประเทศไทยรู้เรื่องการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 69 และ 70 ประกอบมาตรา 30 และ 31 ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 ส่วนการตรวจสอบคอมพิวเตอร์และโปรแกรมที่ซื้อมา ก็เพื่อให้ได้หลักฐานชัดเจนยิ่งขึ้นอันจะเป็นประโยชน์ในการฟ้องคดี ไม่ใช่เพื่อให้รู้ถึงการกระทำความผิดเมื่อ ร. มีอำนาจร้องทุกข์และฟ้องร้องดำเนินคดีแก่ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์แทนโจทก์ เช่นเดียวกับผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของโจทก์ ร. ก็ดี ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของโจทก์ก็ดีต้องดำเนินการร้องทุกข์หรือฟ้องร้องภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งเป็นวันที่ ร. รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นครั้งแรกแม้โจทก์จะเพิ่งรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2542 ก็ไม่ทำให้อายุความขยายออกไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 69 วรรคสอง มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 30 มาตรา 31 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และขอให้สั่งจ่ายค่าปรับที่ได้รับชำระตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ปัญหานี้โจทก์อุทธรณ์ว่านายรุทร นพคุณ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไม่ใช่ผู้แทนของโจทก์เป็นเพียงตัวแทนเท่านั้น การที่นายรุทรรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดไม่ถือว่าโจทก์รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดด้วย โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2542 คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายรุทรเป็นตัวแทนและผู้รับมอบอำนาจเพื่อโจทก์และในนามของโจทก์ในประเทศไทยในอันที่จะดำเนินการทุกอย่างเพื่อยับยั้งและจำกัดการเลียนแบบการละเมิดและการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวกับชื่อทางการค้า ลิขสิทธิ์สิทธิบัตร และอื่น ๆ ที่ใช้เกี่ยวกับการค้าของโจทก์ ให้ป้องกันการค้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายให้มีอำนาจร้องทุกข์ฟ้องร้องดำเนินคดีและต่อสู้คดีในนามของโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 เอกสารหมาย จ.1 นายรุทรจึงมีอำนาจร้องทุกข์และฟ้องร้องผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ในประเทศไทยในนามของโจทก์ได้ตามกฎหมายโจทก์มีนายฟิลิป พาสโค นักสืบเอกชนของบริษัทไรท์ แอสโซซิเอท (ประเทศไทย) จำกัดเบิกความเป็นพยานว่า นายฟิลิป พาสโค ไปติดต่อขอซื้อคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมMICROSOFT WINDOW 98 และ MICROSFT OFFICE 97 มาจากจำเลยที่ 1 พนักงานขายของจำเลยที่ 1 ไม่ได้มอบเอกสารที่แสดงว่าเป็นโปรแกรมที่ถูกต้องตามกฎหมายให้แก่นายฟิลิป พาสโค นายฟิลิป พาสโค เข้าใจทันทีว่าเป็นโปรแกรมที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ และเมื่อนำคอมพิวเตอร์ที่ซื้อมาไปมอบให้บริษัทไรท์ แอสโซซิเอท(ประเทศไทย) จำกัด นายฟิลิป พาสโค แจ้งให้พนักงานของบริษัททราบด้วยว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่ล่อซื้อมาด้วยเงินของบริษัทโรท์ แอสโซซิเอท (ประเทศไทย) จำกัดหลังจากนั้นนายสตีเวน ไรท์ ผู้จัดการบริษัทไรท์ แอสโซซิเอท (ประเทศไทย) จำกัดได้ส่งมอบคอมพิวเตอร์ดังกล่าวพร้อมรายงานเกี่ยวกับการล่อซื้อคอมพิวเตอร์ให้นายรุทรทราบเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2541 ตามเอกสารหมาย จ.11 ในรายงานการล่อซื้อคอมพิวเตอร์ฉบับนี้มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า นายฟิลิป พาสโค ซื้อคอมพิวเตอร์มาจากพนักงานขายสินค้าของบริษัทคอมพิวเตอร์ ไกด์ จำกัด จำเลยที่ 1 มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์WINDOW 98 และ OFFICE 97 ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ และพนักงานขายไม่ได้มอบคู่มือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ แผ่นดิสก์บรรจุโปรแกรม ใบรับประกันความถูกต้องและสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแก่นายฟิลิป พาสโค นอกจากนี้บิลเงินสดค่าวางมัดจำและบิลเงินสดค่าซื้อคอมพิวเตอร์ในรายงานดังกล่าวมีชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 พร้อมที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ด้วยถุงพลาสติกและกล่องกระดาษที่บรรจุคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ก็มีชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกัน นายรุทรเบิกความยอมรับว่าได้อ่านรายงานเกี่ยวกับการล่อซื้อคอมพิวเตอร์เอกสารหมาย จ.11 หลังจากได้รับเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 ถึง 2 วันอ่านแล้วเชื่อว่านายฟิลิป พาสโค ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์มาจากจำเลยที่ 1 จริง และสาเหตุที่รู้ว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ซื้อมาละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ก็เพราะนอกจากจะไม่มีคู่มือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ แผ่นดิสก์บรรจุโปรแกรม สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแล้ว โจทก์ไม่เคยอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้โปรแกรมดังกล่าวติดตั้งให้แก่บุคคลอื่นดังนั้น จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่านายรุทรซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ทำการแทนโจทก์ในประเทศไทยได้รู้เรื่องการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีนี้แล้วหลังจากอ่านรายงานการล่อซื้อคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 ส่วนการตรวจสอบคอมพิวเตอร์และโปรแกรมที่ซื้อมาโดยนายสรวุฒิ ปัทมินทร์ ก็เพื่อให้ได้หลักฐานชัดเจนยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ในการฟ้องคดี ไม่ใช่เพื่อให้รู้ถึงการกระทำความผิด ทั้งนี้เพราะนายสรวุฒิเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่านายรุทรเป็นคนติดต่อให้พยานมาตรวจสอบคอมพิวเตอร์เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2541 โดยนายรุทรคิดว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนี้มีการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่แล้ว เมื่อนายรุทรมีอำนาจร้องทุกข์และฟ้องร้องดำเนินคดีแก่ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ในประเทศไทยแทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมายจ.1 เช่นเดียวกับผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของโจทก์ นายรุทรก็ดี ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของโจทก์ก็ดี ต้องดำเนินการร้องทุกข์หรือฟ้องร้องภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ 19พฤศจิกายน 2541 ซึ่งเป็นวันที่นายรุทรรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นครั้งแรก แม้โจทก์จะอ้างว่าเพิ่งรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 15มกราคม 2542 ก็ไม่ทำให้อายุความขยายออกไป เมื่อโจทก์นำคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้มาฟ้องเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542 คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — บริษัท คอมพิวเตอร์ ไกด์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2695/2546
#111374
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มอบอำนาจให้ ร. เป็นตัวแทนและผู้รับมอบอำนาจเพื่อโจทก์และในนามโจทก์ในประเทศไทย ในอันที่จะดำเนินการทุกอย่างเพื่อยับยั้งและจำกัดการเลียนแบบ การละเมิดและการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวกับชื่อทางการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และอื่น ๆ ที่ใช้เกี่ยวกับการค้าของโจทก์ให้ป้องกันการค้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้มีอำนาจร้องทุกข์ ฟ้องร้องดำเนินคดีและต่อสู้ในนามของโจทก์ ร. จึงมีอำนาจร้องทุกข์และฟ้องร้องผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ในประเทศไทยในนามของโจทก์ได้ตามกฎหมาย ร. ได้รู้เรื่องการกระทำความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีนี้แล้ว ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 ส่วนการตรวจสอบคอมพิวเตอร์และโปรแกรมที่ซื้อมาโดย ส. ก็เพื่อให้ได้หลักฐานชัดเจนยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ในการฟ้องคดี ไม่ใช่เพื่อให้รู้ถึงการกระทำความผิด ดังนั้น ร. ต้องดำเนินการร้องทุกข์หรือฟ้องร้องภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งเป็นวันที่ ร. รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นครั้งแรก เมื่อโจทก์นำคดีนี้ ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้มาฟ้องเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542 คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — บริษัทคอมพิวเตอร์ ไกด์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายภานุ รังสีสหัส
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2692/2546
#50787
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ไม่ใช่มาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ก็มิได้ระบุให้โจทก์ต้องอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ในท้ายคำฟ้องด้วย ดังนั้นแม้โจทก์จะไม่ได้ระบุมาตรา 91 มาในคำขอท้ายฟ้องแต่บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดหลายกรรม ศาลก็ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 รวม 3 กระทง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่ถูก มาตรา 78) คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดกระทงแรกลงโทษจำคุก 2 เดือนกระทงที่สองและที่สาม จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 3 กระทงเป็นจำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แต่ในท้ายคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยหลายกรรมเป็นการพิพากษาเกินคำขอและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ไม่ใช่มาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 ก็มิได้ระบุให้โจทก์ต้องอ้างด้วย ประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายระบุวันที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คทั้งสามฉบับต่างวันกัน แสดงว่าจำเลยเจตนาสั่งจ่ายเช็คแต่ละฉบับชำระหนี้แต่ละส่วนแยกกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นหลายกรรม ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุมาตรา 91 มาในคำขอท้ายฟ้อง ศาลก็ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดกระทงแรกลงโทษจำคุก 1 เดือน รวมโทษสามกระทง เป็นจำคุก 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78แล้วคงจำคุก 1 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ฮวง ฮันเย
จำเลย — นาย สมชาย เหงี่ยมสงวน
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ประสพสุข บุญเดช
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2546
#50894
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาใหม่ต่อศาลอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท แต่โดยที่คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในกรณีนี้หากเป็นไปในทางอนุญาตตามคำร้องของจำเลยย่อมมีผลกระทบต่อคดีทั้งคดีเนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม ให้ถือว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นอันเพิกถอนไปในตัว ดังนั้น จึงเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาซึ่งจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 229 ซึ่งผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยชำระเพียงค่าขึ้นศาลโดยมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาด้วย ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที กรณีมิใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 18 ที่ศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งไม่รับคำคู่ความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาโดยขาดนัดให้จำเลยชำระเงิน 126,563บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 103,317 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยเปิดร้านประดับยนต์ชื่อฮาโมนี่ คาร์ ออดิโอ และจำเลยพักอาศัยที่ร้านดังกล่าว เป็นเวลา 11 ปี ส่วนบ้านเลขที่ตามฟ้องเป็นบ้านที่จำเลยเช่าจากนางเก็จวลี และจำเลยได้ย้ายออกไปเมื่อปี 2534 ซึ่งโจทก์ทราบดีอยู่แล้ว การที่พนักงานเดินหมายนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้แก่จำเลยโดยวิธีการปิดหมาย และรายงานว่าจำเลยย้ายไปอยู่ที่อื่น จำเลยจึงไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณาคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องเพราะสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยดังกล่าวไม่มีมูลหนี้ ขอให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาใหม่ต่อศาลอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลมาเพียง 200บาท แต่โดยที่คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในกรณีนี้หากเป็นไปในทางอนุญาตตามคำร้องของจำเลยซึ่งก็ย่อมมีผลกระทบต่อคดีทั้งคดี เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม ให้ถือว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นอันเพิกถอนไปในตัว ดังนั้น กรณีจึงเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาซึ่งจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 กล่าวคือ จำเลยซึ่งเป็นผู้อุทธรณ์จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยชำระแต่ค่าขึ้นศาลและมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาด้วย ย่อมเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ศาลชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยได้ทันทีกรณีมิใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ที่จะต้องให้ศาลสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งไม่รับคำคู่ความ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 199 เบญจ วรรคสาม ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จิตติมา ทองมี
จำเลย — นาง สุตตะมา ยิ่งชัชวาลชัย
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2673/2546
#50786
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีอาชีพขับรถรับส่งเด็กนักเรียน ขณะที่เด็กหญิงผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำเลยทำอนาจารผู้เสียหายโดยใช้มือลูบคลำที่อวัยวะสืบพันธุ์และจับหน้าอกผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก

ขณะที่จำเลยขับรถพาผู้เสียหายและเด็กนักเรียนอื่นกลับบ้านได้แวะที่อาคารหลังหนึ่งให้เด็กนักเรียนอื่นลงไปซื้อขนม ผู้เสียหายจะลงไปด้วย แต่จำเลยไม่ให้ลงโดยบอกให้ผู้เสียหายฝากคนอื่นไปซื้อขนมแทนแล้วจำเลยนำตัวผู้เสียหายให้นอนราบกับเบาะ ใช้มือกดตัวผู้เสียหายไม่ให้ลุกขึ้น แล้วได้กระทำชำเราผู้เสียหาย หลังจากครั้งนี้แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายอีกหลายครั้ง จนกระทั่งผู้เสียหายเรียนจบถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยนอกจากกระทำชำเราในรถซึ่งแวะจอดที่อาคารดังกล่าวแล้วจำเลยยังพาผู้เสียหายเข้าไปในบ้านร้างแถวสุขุมวิทแล้วกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาตนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก คำว่า "พราก" หมายความว่า พาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแล จะกระทำโดยวิธีใดก็ได้ ไม่มีข้อจำกัด ไม่ต้องใช้กำลังหรืออุบาย ดังนั้นไม่ว่าการพาไปเพื่อร่วมประเวณีจะอยู่ในเส้นทางหรือนอกเส้นทางรับส่งผู้เสียหายไปกลับจากโรงเรียนก็ย่อมเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งมีอาชีพขับรถรับส่งนักเรียนได้กระทำอนาจารเด็กหญิง ช.ผู้เสียหาย อายุสิบเอ็ดปีเศษ ซึ่งโดยสารรถยนต์ของจำเลยไปและกลับจากโรงเรียน โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมทุกวันหลังเลิกเรียน โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้จำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากบิดามารดา โดยไม่มีเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายอายุสิบสองปีเศษยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เมื่อระหว่างปี 2541 ถึง 2542 ต่อเนื่องกันจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายอายุสิบสองปีเศษยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนอีก โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เดือนละ 1 ถึง 2 ครั้ง กลางปี 2542 จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และประมาณปลายปี 2542 จำเลยใช้กำลังประทุษร้ายแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายขณะอายุยังไม่เกินสิบห้าปีจนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277,279, 317, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานาย ป. บิดาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277วรรคแรก รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 24 ปี และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 26 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 17 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยประกอบอาชีพขับรถตู้รับและส่งนักเรียนจากบ้านไปโรงเรียนและจากโรงเรียนกลับบ้านผู้เสียหายเกิดเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2527 และเป็นบุตรของโจทก์ร่วม ผู้เสียหายใช้บริการรถตู้ของจำเลยตั้งแต่เรียนที่โรงเรียน ว. ชั้นอนุบาลปีที่ 3 จนจบชั้นประถมปีที่ 6 หลังจากนั้นผู้เสียหายเข้าเรียนที่โรงเรียน ส. ตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ 1 จนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 ก็ยังใช้บริการรถตู้ของจำเลยเช่นเดิม ระหว่างเวลาที่จำเลยขับรถรับส่งผู้เสียหายจำเลยได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายหลายครั้ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ และจำเลยยังมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 อีกกระทงหนึ่งหรือไม่ สำหรับปัญหาดังกล่าวปรากฏว่า จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 ทั้งได้ให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะที่จำเลยขับรถรับผู้เสียหายกลับไปส่งบ้าน ระหว่างทางขณะอยู่บนรถผู้เสียหายให้จำเลยลูบคลำอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้เสียหาย และในระยะหลังผู้เสียหายให้จำเลยใช้นิ้วมือแยงที่อวัยวะสืบพันธุ์ของผู้เสียหาย ต่อมาขณะผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 1 เทอมที่ 2 จำเลยได้เอาอวัยวะสืบพันธุ์ของจำเลยสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดผู้เสียหายเพียงเล็กน้อยและดึงอวัยวะสืบพันธุ์ออกเพราะผู้เสียหายบอกว่าเจ็บ ผู้เสียหายเกิดอาการอักเสบที่อวัยวะสืบพันธุ์มากจนต้องไปหาแพทย์ ต่อมาในระยะหลังจำเลยและผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กันอีกหลายครั้ง ซึ่งข้อเท็จจริงสอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ว่า ในปี 2539ขณะผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 6 เทอมที่ 2 จำเลยทำอนาจารผู้เสียหายโดยใช้มือลูบคลำที่อวัยวะสืบพันธุ์และจับหน้าอกผู้เสียหาย ในปี 2541 ขณะผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 1 หรือปีที่ 2 ขณะที่จำเลยขับรถพาผู้เสียหายและเด็กนักเรียนอื่นกลับบ้านได้แวะที่อาคารศุภาลัยเพลสให้เด็กนักเรียนอื่นลงไปซื้อขนม ผู้เสียหายจะลงไปด้วยแต่จำเลยไม่ให้ลงโดยบอกให้ผู้เสียหายฝากคนอื่นไปซื้อขนมแทน แล้วจำเลยนำตัวผู้เสียหายให้นอนราบกับเบาะแล้วใช้มือกดตัวผู้เสียหายไม่ให้ลุกขึ้นแล้วได้กระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งแรกแล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายประมาณเดือนละ 1 ถึง 2 ครั้ง จนกระทั่งผู้เสียหายเรียนจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยกระทำชำเรานอกจากในรถซึ่งแวะจอดที่อาคารศุภาลัยเพลสแล้วจำเลยยังพาผู้เสียหายเข้าไปในสถานที่คล้าย ๆ บ้านร้างแถวสุขุมวิท ที่บ้านร้างขณะนั้นผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 3 แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายอีก 1 ครั้ง จากนั้นผู้เสียหายไม่ได้ติดต่อกับจำเลยอีก ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับความข้อนี้ เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้วรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก รวม 3 กระทง และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรกอีกกระทงหนึ่ง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ทั้งนี้เพราะที่ศาลล่างทั้งสองอ้างว่า ตามคำเบิกความของผู้เสียหายมิได้เบิกความยืนยันว่า อาคารศุภาลัยเพลสและบ้านร้างดังกล่าวอยู่นอกเส้นทางรับส่งนักเรียนตามปกติ เป็นข้อสงสัยว่าสถานที่ดังกล่าวทั้งสองแห่งอยู่ในหรือนอกเส้นทางรับส่งนักเรียนตามปกติของจำเลย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยเป็นการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องไม่ชอบด้วยเหตุผลในการตีความกฎหมายตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก ที่บัญญัติว่า ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ต้องระวางโทษนั้น เห็นว่า คำว่า "พราก" หมายความว่า พาไปหรือแยกออกจาก ความปกครองดูแลจะกระทำโดยวิธีใดก็ได้ไม่มีข้อจำกัด ไม่ต้องใช้กำลังหรืออุบาย แม้จะชักชวนแนะนำเด็กให้ไปด้วยโดยมิได้หลอกลวง และเด็กเต็มใจไปก็เป็นความผิด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการพาไปเพื่อร่วมประเวณีจะอยู่ในเส้นทางหรือนอกเส้นทางรับส่งผู้เสียหายไปกลับโรงเรียนก็เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารแล้ว ฎีกาโจทก์ร่วมในปัญหาข้อนี้ฟังขึ้น และมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมในประการต่อไปว่าศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยเหมาะสมแก่ความผิดหรือไม่ โจทก์ร่วมฎีกาโต้แย้งดุลพินิจวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่า ในขณะที่ผู้เสียหายถูกกระทำอนาจารและกระทำชำเรานั้น ผู้เสียหายเพิ่งอายุ 12 ปี ถึง 13 ปี ยังเป็นเด็กไร้เดียงสาไม่รู้ไม่เข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับตนเองซึ่งกำลังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์อันเป็นตราบาปติดตัวเสื่อมเสียไปชั่วชีวิตนั้น แม้ข้อเท็จจริงเท่าที่โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยนำสืบมาตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้จะดูประหนึ่งว่าศาลล่างกำหนดโทษจำเลยในสถานเบาไม่เหมาะสมแก่ความผิดก็ตาม แต่เมื่อได้พิจารณาบาปเคราะห์ที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งจำเลยก็ได้รู้สำนึกในความผิดที่ได้กระทำลงไป และเบิกความให้ความรู้แก่ศาลถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ ก่อนและหลังกระทำความผิดของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีต้องด้วยความเห็นศาลฎีกาฎีกาโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี อีกกระทงหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมกับโทษในข้อหาอื่นเป็นโทษจำคุกทั้งสิ้น 23 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคแรก ม. 279 วรรคแรก ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย ป
จำเลย — นาย คำรณ หลายสิบ
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2673/2546
#50981
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "พราก" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก หมายความว่าพาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแล จะกระทำโดยวิธีใดก็ได้ ไม่มีข้อจำกัด ไม่ต้องใช้กำลังหรืออุบาย ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยซึ่งมีอาชีพขับรถรับส่งนักเรียนจะพาผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปเพื่อร่วมประเวณีในเส้นทางหรือนอกเส้นทางรับส่งผู้เสียหายไปกลับจากโรงเรียนก็ย่อมเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างต้นปี 2539 ถึงปลายปี 2542 เวลากลางวันต่อเนื่องกันวันใดไม่ปรากฏชัด จำเลยซึ่งมีอาชีพขับรถรับส่งนักเรียนได้กระทำอนาจารเด็กหญิง ป.ผู้เสียหาย อายุสิบเอ็ดปีเศษ ซึ่งโดยสารรถยนต์ของจำเลยไปและกลับจากโรงเรียนโดยใช้มือล้วงเข้าไปในกระโปรงผู้เสียหาย แล้วลูบคลำจับอวัยวะเพศ หน้าอก แขน และขาของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมทุกวันหลังเลิกเรียน เมื่อจำเลยมีโอกาสขณะขับรถส่งผู้เสียหายกลับบ้านโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำเลยมีหน้าที่ขับรถนำผู้เสียหายอายุยังไม่เกินสิบห้าปีส่งบ้าน แต่จำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากบิดามารดาโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร เมื่อปี 2541 จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายอายุสิบสองปีเศษยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยผู้เสียหายนั่งที่เบาะรถตอนกลางแล้วใช้กำลังประทุษร้ายกดผู้เสียหายนอนลงกับเบาะรถแล้วนอนทับตัวผู้เสียหายใช้มือถอดกางเกงในผู้เสียหายออกแล้วกระทำชำเราจนผู้เสียหายบาดเจ็บมีเลือดไหลออกจากอวัยวะเพศ โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เมื่อระหว่างปี 2541 ถึง 2542ต่อเนื่องกัน จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายอายุสิบสองปีเศษยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนอีก โดยใช้กำลังประทุษร้ายกดผู้เสียหายนอนลงกับเบาะรถแล้วนอนทับผู้เสียหายไว้แล้วถอดกางเกงในผู้เสียหายออกและได้กระทำชำเรา โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เดือนละ 1 ถึง 2 ครั้ง กลางปี 2542 จำเลยขับรถรับผู้เสียหายที่โรงเรียนแล้วพาไปที่บ้านร้างบอกว่าผีดุจนผู้เสียหายกลัว และพาผู้เสียหายไปห้องน้ำกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่กลัวผีและไม่สามารถขัดขืนได้ และประมาณปลายปี 2542 จำเลยขับรถรับผู้เสียหายและจอดรถที่อาคารศุภาลัยเพลสให้เด็กอื่น ๆ ลงจากรถไปซื้อขนม แล้วจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายกดผู้เสียหายนอนลงกับเบาะรถแล้วจำเลยนอนทับถอดกางเกงในผู้เสียหายออกแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายขณะอายุยังไม่เกินสิบห้าปีจนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 317, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานาย ป. บิดาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277วรรคแรก รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 24 ปี และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 26 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 17 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยประกอบอาชีพขับรถตู้รับและส่งนักเรียนจากบ้านไปโรงเรียนและจากโรงเรียนกลับบ้าน ผู้เสียหายเกิดเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2527 และเป็นบุตรของโจทก์ร่วม ผู้เสียหายใช้บริการรถตู้ของจำเลยตั้งแต่เรียนที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 จนจบชั้นประถมปีที่ 6 หลังจากนั้นผู้เสียหายเข้าเรียนที่โรงเรียนสายน้ำผึ้ง ตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ 1 จนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 ก็ยังใช้บริการรถตู้ของจำเลยเช่นเดิม ระหว่างเวลาที่จำเลยขับรถรับส่งผู้เสียหายจำเลยได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายหลายครั้ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ และจำเลยยังมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 อีกกระทงหนึ่งหรือไม่ สำหรับปัญหาดังกล่าวปรากฏว่า จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.11 ทั้งได้ให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.16 ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะที่จำเลยขับรถรับผู้เสียหายกลับไปส่งบ้าน ระหว่างทางขณะอยู่บนรถผู้เสียหายให้จำเลยลูบคลำอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้เสียหายและในระยะหลังผู้เสียหายให้จำเลยใช้นิ้วมือแยงที่อวัยวะสืบพันธุ์ของผู้เสียหาย ต่อมาขณะผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 1 เทอมที่ 2 จำเลยได้เอาอวัยวะสืบพันธุ์ของจำเลยสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดผู้เสียหายเพียงเล็กน้อยและดึงอวัยวะสืบพันธุ์ออกเพราะผู้เสียหายบอกว่าเจ็บ ผู้เสียหายเกิดอาการอักเสบที่อวัยวะสืบพันธุ์มากจนต้องไปหาแพทย์ ต่อมาในระยะหลังจำเลยและผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กันอีกหลายครั้ง ซึ่งข้อเท็จจริงสอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ว่า ในปี 2539 ขณะผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 6 เทอมที่ 2 จำเลยทำอนาจารผู้เสียหายโดยใช้มือลูบคลำที่อวัยวะสืบพันธุ์และจับหน้าอกผู้เสียหาย ในปี 2541 ขณะผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 1 หรือปีที่ 2 ขณะที่จำเลยขับรถพาผู้เสียหายและเด็กนักเรียนอื่นกลับบ้านได้แวะที่อาคารศุภาลัยเพลสให้เด็กนักเรียนอื่นลงไปซื้อขนม ผู้เสียหายจะลงไปด้วยแต่จำเลยไม่ให้ลงโดยบอกให้ผู้เสียหายฝากคนอื่นไปซื้อขนมแทนแล้วจำเลยนำตัวผู้เสียหายให้นอนราบกับเบาะแล้วใช้มือกดตัวผู้เสียหายไม่ให้ลุกขึ้นแล้วได้กระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งแรกแล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายประมาณเดือนละ 1 ถึง 2 ครั้ง จนกระทั่งผู้เสียหายเรียนจนถึงชั้นมัธยมปีที่ 3 โดยกระทำชำเรานอกจากในรถซึ่งแวะจอดที่อาคารศุภาลัยเพลสแล้วจำเลยยังพาผู้เสียหายเข้าไปในสถานที่คล้าย ๆ บ้านร้างแถวสุขุมวิท ที่บ้านร้างขณะนั้นผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 3 แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายอีก 1 ครั้ง จากนั้นผู้เสียหายไม่ได้ติดต่อกับจำเลยอีก ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับความข้อนี้ เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้วรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก รวม 3 กระทง และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาทั้งนี้เพราะที่ศาลล่างทั้งสองอ้างว่า ตามคำเบิกความของผู้เสียหายมิได้เบิกความยืนยันว่าอาคารศุภาลัยเพลสและบ้านร้างดังกล่าวอยู่นอกเส้นทางรับส่งนักเรียนตามปกติ เป็นข้อสงสัยว่าสถานที่ดังกล่าวทั้งสองแห่งอยู่ในหรือนอกเส้นทางรับส่งนักเรียนตามปกติของจำเลย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยเป็นการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องไม่ชอบด้วยเหตุผลในการตีความกฎหมายตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรกที่บัญญัติว่า ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ต้องระวางโทษ... นั้น เห็นว่า คำว่า "พราก" หมายความว่า พาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแล จะกระทำโดยวิธีใดก็ได้ไม่มีข้อจำกัด ไม่ต้องใช้กำลังหรืออุบายแม้จะชักชวนแนะนำเด็กให้ไปด้วยโดยมิได้หลอกลวง และเด็กเต็มใจไปก็เป็นความผิด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการพาไปเพื่อร่วมประเวณีจะอยู่ในเส้นทางหรือนอกเส้นทางรับส่งผู้เสียหายไปกลับโรงเรียนก็เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารแล้ว ฎีกาโจทก์ร่วมในปัญหาข้อนี้ฟังขึ้น และมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมในประการต่อไปว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยเหมาะสมแก่ความผิดหรือไม่ โจทก์ร่วมฎีกาโต้แย้งดุลพินิจวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่า ในขณะที่ผู้เสียหายถูกกระทำอนาจารและกระทำชำเรานั้นผู้เสียหายเพิ่งอายุ 12 ปี ถึง 13 ปี ยังเป็นเด็กไร้เดียงสาไม่รู้ไม่เข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับตนเองซึ่งกำลังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์อันเป็นตราบาปติดตัวเสื่อมเสียไปชั่วชีวิตนั้นแม้ข้อเท็จจริงเท่าที่โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยนำสืบมาตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้จะดูประหนึ่งว่าศาลล่างกำหนดโทษจำเลยในสถานเบาไม่เหมาะสมแก่ความผิดก็ตาม แต่เมื่อได้พิจารณาบาปเคราะห์ที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งจำเลยก็ได้รู้สำนึกในความผิดที่ได้กระทำลงไป และเบิกความให้ความรู้แก่ศาลถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ ก่อนและหลังกระทำความผิดของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี อีกกระทงหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมกับโทษในข้อหาอื่นเป็นโทษจำคุกทั้งสิ้น 23 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย
จำเลย — นาย คำรณ หลายสิบ
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2659/2546
#50785
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หนี้ระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อลูกหนี้ได้ชำระหนี้มีการปลดหนี้การหักกลบลบหนี้ การแปลงหนี้ใหม่ หรือการที่หนี้เกลื่อนกลืนกัน ผู้ตายทำสัญญากู้เงินกับจำเลย 2 ครั้ง โดยผู้ตายยังชำระหนี้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน และไม่ปรากฏเหตุอย่างอื่นที่จะทำให้หนี้เงินกู้ดังกล่าวระงับ หนี้เงินกู้ที่ผู้ตายจะต้องรับผิดต่อโจทก์จึงยังไม่ระงับ การจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์จึงยังไม่ระงับสิ้นไป

โจทก์รับโอนกิจการจากธนาคาร ม. มาเป็นของโจทก์ โจทก์จึงต้องรับโอนทั้งสิทธิและหน้าที่ของธนาคาร ม. เมื่อธนาคาร ม. เจ้าหนี้รู้ถึงการตายของผู้ตายตั้งแต่วันที่8 มีนาคม 2539 ต้องถือว่าโจทก์ได้รู้แล้วด้วย เมื่อนับถึงวันฟ้องวันที่ 28 มีนาคม 2543 เกินกำหนด 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความและเป็นเหตุให้หนี้อุปกรณ์คือผู้ค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 ได้ทำไว้ต่อโจทก์หลุดพ้นไปด้วย แต่เนื่องจากสัญญากู้เงินรายนี้มีการนำทรัพย์สินมาจำนองเป็นประกันไว้ แม้หนี้สินตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ด้วยการรับโอนสิทธิมาจากเจ้าหนี้เดิมย่อมใช้สิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ตามบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 วรรคสาม ประกอบมาตรา 193/27 และคงบังคับได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น หาอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นของผู้ตายได้ด้วยไม่ แม้สัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันจะมีข้อความระบุให้เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มาชำระหนี้ได้ในกรณีที่ทรัพย์สินที่จำนองไม่พอชำระก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ผู้รับโอนกิจการ สินทรัพย์ หนี้สินและสิทธิเรียกร้องจากธนาคารมหานครจำกัด (มหาชน) ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกชำระหนี้แก่โจทก์ในเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,330,023.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระก็ขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 186973 และเลขที่ 187054 ตำบลไทรม้า (บางไซรม้า) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากขายแล้วไม่พอชำระหนี้ ก็ขอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งหกให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ในฐานะทายาทของนางสุจิตรา กัมทรทิพย์ ผู้ตาย ชำระเงิน 2,003,985.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,330,023.83 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มีนาคม2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 186973 และเลขที่ 187054 ตำบลไทรม้า (บางไซรม้า) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ถ้าไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์มรดกของนางสุจิตรา กัมทรทิพย์ ผู้ตายออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งหกขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "... พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกในประการแรกว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะหนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.16 ไม่ปิดอากรแสตมป์ โดยจำเลยทั้งหกอุทธรณ์อ้างว่าตามพระราชกำหนดและประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวได้ยกเว้นเฉพาะค่าธรรมเนียมและค่าภาษี เพื่อการโอนกิจการระหว่างสองธนาคารเท่านั้น ไม่ได้ระบุให้มีการยกเว้นการเรียกเก็บค่าอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรด้วย เห็นว่า การโอนกิจการระหว่างโจทก์กับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เป็นการโอนตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 5 ได้บัญญัติให้เพิ่มข้อความเป็นมาตรา 38 เบญจ โดยในวรรค 4 กล่าวถึงการควบกิจการหรือโอนกิจการธนาคารว่าให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีอากรต่าง ๆ เมื่อกฎหมายไม่ได้ระบุว่ายกเว้นอากรประเภทใด จึงต้องแปลว่าเป็นการยกเว้นอากรทุกประเภท เมื่อโจทก์รับโอนกิจการของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) โดยอาศัยตามพระราชกำหนดฉบับนี้ หนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างสองธนาคารเอกสารหมาย จ.16 จึงหาจำต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรดังที่จำเลยทั้งหกอ้างไม่

ส่วนที่จำเลยทั้งหกอุทธรณ์ในประการต่อไปว่า การที่โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งแก่จำเลยทั้งหกขอให้ชำระหนี้ บอกกล่าวบังคับจำนอง และบอกเลิกสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.5 ทำให้สัญญากู้เงินที่ผู้ตายทำไว้ระงับสิ้นไป หนี้ประธานตามสัญญากู้เงินจึงระงับสิ้นไปด้วยเหตุอื่นอันมิใช่เหตุอายุความ คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386, 391 และ 392 การจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ก็ระงับสิ้นไปเช่นเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744(1)โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติให้หนี้ระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อลูกหนี้ได้ชำระหนี้ มีการปลดหนี้การหักกลบลบหนี้ การแปลงหนี้ใหม่หรือการที่หนี้เกลื่อนกลืนกัน เมื่อผู้ตายทำสัญญากู้เงินกับจำเลย 2 ครั้ง โดยผู้ตายยังชำระหนี้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน และไม่ปรากฏเหตุอย่างอื่นที่จะทำให้หนี้เงินกู้ดังกล่าวระงับสิ้นไป หนี้เงินกู้ที่ผู้ตายจะต้องรับผิดต่อโจทก์จึงยังไม่ระงับ ดังนั้น การจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์จึงยังไม่ระงับสิ้นไปแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกในประการนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกในประการสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงยุติตามทางนำสืบของโจทก์กับจำเลยทั้งหกและคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 6 ได้ไปติดต่อกับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) สาขาสวนมะลิ ซึ่งเป็นสาขาเดียวกับที่ผู้ตายไปทำสัญญากู้เงินพิพาทต่อโจทก์ เพื่อขอเปลี่ยนชื่อเจ้าของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์จากชื่อผู้ตายเป็นชื่อจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 6 จะมิได้แจ้งขอเปลี่ยนรายการลูกหนี้จากชื่อผู้ตายมาเป็นชื่อของจำเลยทั้งหกด้วยก็ตาม ถือว่าธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ได้รู้ถึงการตายของผู้ตายตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2539 และวันที่ 13 ตุลาคม 2541 ได้มีการโอนกิจการของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) มาเป็นของโจทก์ หลังจากนั้นวันที่ 28 มิถุนายน 2542 ทนายโจทก์ได้ตรวจสอบทางทะเบียนบ้านของผู้ตาย ทำให้โจทก์ทราบเรื่องที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย คดีจึงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า การที่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้ทราบเรื่องผู้ตายถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2539 และต่อมาได้มีการโอนกิจการของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ไปเป็นของโจทก์แล้วจะถือว่าโจทก์ได้ทราบเรื่องที่ผู้ตายได้ถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2539 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์กับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) จะเป็นคนละนิติบุคคลกันก็ตาม แต่โจทก์รับโอนกิจการจากธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) มาเป็นของโจทก์ โจทก์จึงต้องรับโอนทั้งสิทธิและหน้าที่ของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เมื่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รู้ถึงการตายของผู้ตายแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2539 จึงต้องถือว่าโจทก์ได้รู้แล้วด้วยเมื่อนับถึงวันฟ้องวันที่ 28 มีนาคม 2543 จึงเกินกำหนด 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความและเป็นเหตุให้หนี้อุปกรณ์คือผู้ค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 ได้ทำไว้ต่อโจทก์หลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วย อย่างไรก็ดีเนื่องจากสัญญากู้เงินรายนี้มีการนำทรัพย์สินมาจำนองเป็นประกันไว้ด้วย ดังนี้ แม้หนี้สินตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ด้วยการรับโอนสิทธิมาจากเจ้าหนี้เดิมย่อมใช้สิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ประกอบมาตรา 193/27 และคงบังคับได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น หาอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นของผู้ตายได้ด้วยไม่ แม้สัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารหมาย จ.22 และ จ.23 จะมีข้อความระบุให้เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มาชำระหนี้ได้ในกรณีที่ทรัพย์สินที่จำนองไม่พอชำระหนี้ก็ตาม ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยบางส่วน อุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งหกในฐานะทายาทโดยธรรมของนางสุจิตรา กัมทรทิพย์ รับผิดชำระเงินจำนวน 2,003,985.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50ต่อปี ของต้นเงิน 1,330,023.83 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มีนาคม 2543)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระ ให้ยึดเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 186973 และเลขที่ 187054 ตำบลไทรม้า (บางไซรม้า) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด
จำเลย — นาย วุฑฒิ กัมทรทิพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2659/2546
#50980
เปิดฉบับเต็ม

การโอนกิจการระหว่างโจทก์กับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เป็นการโอนตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 5 ได้บัญญัติให้เพิ่มข้อความเป็นมาตรา 38 เบญจ โดยในวรรค 4 กล่าวถึงการควบกิจการหรือโอนกิจการธนาคารว่าให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีอากรต่าง ๆ เมื่อกฎหมายไม่ได้ระบุว่ายกเว้นอากรประเภทใด จึงต้องแปลว่าเป็นการยกเว้นอากรทุกประเภท ดังนั้นเมื่อโจทก์รับโอนกิจการของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) โดยอาศัยตามพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวหนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างสองธนาคาร จึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร

การที่โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยซึ่งเป็นทายาทผู้ตายชำระหนี้ บอกกล่าวบังคับจำนองและบอกเลิกสัญญากู้เงินที่ผู้ตายทำไว้มิใช่กรณีที่หนี้เงินกู้ที่ผู้ตายจะต้องรับผิดต่อโจทก์ระงับสิ้นไปการจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์จึงยังไม่ระงับ

โจทก์รับโอนกิจการจากธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) มาเป็นของโจทก์ โจทก์จึงต้องรับโอนทั้งสิทธิและหน้าที่ของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เมื่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รู้ถึงการตายของลูกหนี้ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม2539 จึงต้องถือว่าโจทก์ได้รู้แล้วด้วย โจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 28 มีนาคม 2543 จึงเกินกำหนด 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความและเป็นเหตุให้หนี้อุปกรณ์คือผู้ค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 ได้ทำไว้ต่อโจทก์หลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วย แต่สัญญากู้เงินมีการจำนองเป็นประกันไว้ด้วย ดังนี้ แม้หนี้สินตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ด้วยการรับโอนสิทธิมาจากเจ้าหนี้เดิมย่อมใช้สิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ประกอบมาตรา 193/27 และคงบังคับได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้นหาอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นของผู้ตายได้ด้วยไม่ แม้สัญญาจำนองจะมีข้อความระบุให้เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มาชำระหนี้ได้ในกรณีที่ทรัพย์สินที่จำนองไม่พอชำระหนี้ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ และรับโอนกิจการสินทรัพย์ หนี้สินและสิทธิเรียกร้องจากธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 ทั้งนี้ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยทั้งหกเป็นทายาทโดยธรรมของนางสุจิตรา กำทรทรัพย์ (ที่ถูก กัมทรทิพย์) ผู้ตายซึ่งถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 (ที่ถูกวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2538) ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายเป็นลูกหนี้เงินกู้ของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันและมีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีทำสัญญาค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมกัน ปรากฏว่าผู้ตายมียอดหนี้คิดถึงวันฟ้องเป็นต้นเงิน 1,330,023.83 บาท และดอกเบี้ยจำนวน637,961.71 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,003,985.54 บาท โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิจากเจ้าหนี้เดิมได้ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งหกในฐานะทายาทโดยธรรมให้ชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งหกคงเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกชำระหนี้แก่โจทก์ในเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,330,023.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระก็ขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 186973 และเลขที่ 187054 ตำบลไทรม้า (บางไซรม้า) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากขายแล้วไม่พอชำระหนี้ก็ขอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งหกให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะหนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างโจทก์กับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ไม่ปิดอากรแสตมป์ จึงไม่อาจรับฟังได้การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบเพราะโจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้ชำระหนี้แต่เป็นการบอกเลิกสัญญากู้เงินเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2543 ทำให้หนี้เงินกู้ระงับ เมื่อหนี้ประธานระงับ การจำนองย่อมระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744(1) จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ค้ำประกัน ฟ้องโจทก์ขาดอายุความมรดก จำเลยทั้งหกในฐานะทายาทโดยธรรมย่อมรับผิดในหนี้สินของเจ้ามรดกเพียงเท่าทรัพย์ที่ตกทอดแก่ตนเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ในฐานะทายาทของนางสุจิตรา กัมทรทิพย์ ผู้ตาย ชำระเงิน 2,003,985.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,330,023.83 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มีนาคม2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 186973 และเลขที่ 187054 ตำบลไทรม้า (บางไซรม้า) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ถ้าไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์มรดกของนางสุจิตรา กัมทรทิพย์ ผู้ตายออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบกับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยทั้งหกยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยทั้งหกยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลยทั้งหกเพียงว่า สำเนาให้อีกฝ่ายพร้อมสำเนาอุทธรณ์ จะคัดค้านประการใด ให้แถลงเข้ามาภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจคัดค้านและในเวลาเดียวกันศาลชั้นต้นสั่งในอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งหกยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ศาลอนุญาตรับเป็นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหก สำเนาให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน ให้จำเลยทั้งหกนำส่งภายใน 5 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด หากส่งไม่ได้ ให้จำเลยทั้งหกแถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ หากไม่แถลงให้ถือว่าทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ส่วนจะส่งไปศาลฎีกาหรือไม่ ให้รอคำคัดค้านหรือคำแก้อุทธรณ์ก่อน ซึ่งโจทก์มิได้คัดค้านคำร้องภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ แต่ยื่นคำแก้อุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นจึงสั่งในคำแก้อุทธรณ์ว่า ให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาเห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งหกอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แต่เมื่อโจทก์ไม่คัดค้านคำร้องขออุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาภายในกำหนดเวลาแก้อุทธรณ์ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนมายังศาลฎีกาพออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งหกอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกในประการแรกว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะหนังสือสัญญาโอนสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.16 ไม่ปิดอากรแสตมป์ โดยจำเลยทั้งหกอุทธรณ์อ้างว่าตามพระราชกำหนดและประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวได้ยกเว้นเฉพาะค่าธรรมเนียมและค่าภาษีเพื่อการโอนกิจการระหว่างสองธนาคารเท่านั้น ไม่ได้ระบุให้มีการยกเว้นการเรียกเก็บค่าอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรด้วย เห็นว่า การโอนกิจการระหว่างโจทก์กับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เป็นการโอนตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 5 ได้บัญญัติให้เพิ่มข้อความเป็นมาตรา 38 เบญจ โดยในวรรค 4 กล่าวถึงการควบกิจการหรือโอนกิจการธนาคารว่าให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีอากรต่าง ๆ เมื่อกฎหมายไม่ได้ระบุว่ายกเว้นอากรประเภทใด จึงต้องแปลว่าเป็นการยกเว้นอากรทุกประเภท เมื่อโจทก์รับโอนกิจการของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) โดยอาศัยตามพระราชกำหนดฉบับนี้ หนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างสองธนาคารเอกสารหมาย จ.16 จึงหาจำต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรดังที่จำเลยทั้งหกอ้างไม่

ส่วนที่จำเลยทั้งหกอุทธรณ์ในประการต่อไปว่า การที่โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งแก่จำเลยทั้งหกขอให้ชำระหนี้ บอกกล่าวบังคับจำนองและบอกเลิกสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.5 ทำให้สัญญากู้เงินที่ผู้ตายทำไว้ระงับสิ้นไป หนี้ประธานตามสัญญากู้เงินจึงระงับสิ้นไปด้วยเหตุอื่นมิใช่เหตุอายุความ คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386, 391 และ 392 การจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ก็ระงับสิ้นไปเช่นเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744(1) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติให้หนี้ระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อลูกหนี้ได้ชำระหนี้ มีการปลดหนี้การหักกลบลบหนี้การแปลงหนี้ใหม่ หรือการที่หนี้เกลื่อนกลืนกันเมื่อผู้ตายทำสัญญากู้เงินกับจำเลย 2 ครั้งโดยผู้ตายยังชำระหนี้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน และไม่ปรากฏเหตุอย่างอื่นที่จะทำให้หนี้เงินกู้ดังกล่าวระงับสิ้นไป หนี้เงินกู้ที่ผู้ตายจะต้องรับผิดต่อโจทก์จึงยังไม่ระงับ ดังนั้น การจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์จึงยังไม่ระงับสิ้นไปแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกในประการนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกในประการสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าก่อนฟ้องทนายโจทก์ได้ตรวจสอบทางทะเบียนบ้านของผู้ตายทราบแน่ชัดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2542 ว่า ผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2543 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงการตายของผู้ตาย แม้จำเลยทั้งหกจะนำสืบว่า จำเลยที่ 6 ได้ไปติดต่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2539 เพื่อขอเปลี่ยนชื่อเจ้าของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์จากชื่อผู้ตายเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้ทำการเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของบัญชีดังกล่าวก็ตาม จะถือว่าโจทก์ทราบการตายของผู้ตายนับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2539 แล้วไม่ได้ เพราะธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์ และมิได้กระทำในฐานะตัวแทนของโจทก์ อันเป็นการวินิจฉัยว่า แม้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) จะทราบการตายของผู้ตายในวันที่ 8 มีนาคม 2539 ก็จะถือว่าโจทก์ทราบในวันดังกล่าวด้วยไม่ได้จำเลยทั้งหกอุทธรณ์ว่า ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้รู้หรือควรรู้ว่าผู้ตายถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2538 (ที่ถูกวันที่ 8 มีนาคม 2539) แต่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินภายในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 คดีเป็นอันขาดอายุความต่อกองมรดกของผู้ตาย เมื่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อผู้ตายไปยังโจทก์ ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความแล้ว โจทก์ย่อมรับไปซึ่งสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความนั้นด้วย ส่วนโจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์แล้วถือว่าโจทก์มิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ข้อเท็จจริงฟังยุติตามทางนำสืบของโจทก์กับจำเลยทั้งหกและคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 6 ได้ไปติดต่อกับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน)สาขาสวนมะลิซึ่งเป็นสาขาเดียวกับที่ผู้ตายไปทำสัญญากู้เงินพิพาทต่อโจทก์ เพื่อขอเปลี่ยนชื่อเจ้าของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์จากชื่อผู้ตายเป็นชื่อจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 6 จะมิได้แจ้งขอเปลี่ยนรายการลูกหนี้จากชื่อผู้ตายมาเป็นชื่อของจำเลยทั้งหกด้วยก็ตามถือว่าธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ได้รู้ถึงการตายของผู้ตายตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2539 และวันที่ 13 ตุลาคม 2541 ได้มีการโอนกิจการของธนาคารมหานครจำกัด (มหาชน) มาเป็นของโจทก์ หลังจากนั้นวันที่ 28 มิถุนายน 2542 ทนายโจทก์ได้ตรวจสอบทางทะเบียนบ้านของผู้ตาย ทำให้โจทก์ทราบเรื่องที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย คดีจึงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า การที่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้ทราบเรื่องผู้ตายถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2539 และต่อมาได้มีการโอนกิจการของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ไปเป็นของโจทก์แล้ว จะถือว่าโจทก์ได้ทราบเรื่องที่ผู้ตายได้ถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2539 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์กับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) จะเป็นคนละนิติบุคคลกันก็ตาม แต่โจทก์รับโอนกิจการจากธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) มาเป็นของโจทก์ โจทก์จึงต้องรับโอนทั้งสิทธิและหน้าที่ของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เมื่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน)เจ้าหนี้รู้ถึงการตายของผู้ตายแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2539 จึงต้องถือว่าโจทก์ได้รู้แล้วด้วย เมื่อนับถึงวันฟ้องวันที่ 28 มีนาคม 2543 จึงเกินกำหนด 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความและเป็นเหตุให้หนี้อุปกรณ์คือผู้ค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 ได้ทำไว้ต่อโจทก์หลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วย อย่างไรก็ดีเนื่องจากสัญญากู้เงินรายนี้มีการนำทรัพย์สินมาจำนองเป็นประกันไว้ด้วย ดังนี้ แม้หนี้สินตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ด้วยการรับโอนสิทธิมาจากเจ้าหนี้เดิมย่อมใช้สิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ ทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 วรรคสาม ประกอบมาตรา 193/27 และคงบังคับได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น หาอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นของผู้ตายได้ด้วยไม่ แม้สัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารหมายจ.22 และ จ.23 จะมีข้อความระบุให้เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มาชำระหนี้ได้ในกรณีที่ทรัพย์สินที่จำนองไม่พอชำระหนี้ก็ตาม ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยบางส่วนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งหกในฐานะทายาทโดยธรรมของนางสุจิตรา กัมทรทิพย์ รับผิดชำระเงินจำนวน 2,003,985.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50ต่อปี ของต้นเงิน 1,330,023.83 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มีนาคม 2543)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 186973 และเลขที่ 187054 ตำบลไทรม้า (บางไทรม้า) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 214 ม. 391 ม. 694 ม. 733 ม. 744 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย วุฑฒิ กัมทรทิพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2654/2546
#50324
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกค้าในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14ขณะจำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติเกี่ยวกับดอกเบี้ยและส่วนลดให้สินเชื่อโจทก์จึงมีคำสั่งและประกาศอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับลูกค้ารายใหญ่และรายย่อยชั้นดีโดยอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดีทั้งประเภทเบิกเงินเกินบัญชีและเงินกู้แบบมีระยะเวลาอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้ารายย่อยชั้นดีในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จึงเกินกว่าอัตราตามคำสั่งและประกาศของโจทก์เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14 อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3(ก) การกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี จึงตกเป็นโมฆะ แม้ตามความจริงโจทก์จะคิดดอกเบี้ยไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ก็ไม่อาจทำให้ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ตกเป็นโมฆะกลายเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ เมื่อข้อกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นโมฆะแล้วเท่ากับสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมิได้มีการตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระดอกเบี้ยตามสัญญาเดิมได้อีกแต่เนื่องจากเป็นหนี้เงินโจทก์ยังมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

การชำระดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยความสมัครใจของลูกหนี้เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันต้องชำระ จึงไม่อาจนำมาหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับได้อีก ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบด้วยมาตรา 246,247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์จำนวน 3,163,749.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ24 ต่อปี ของต้นเงิน 2,571,763.44 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จหากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองตลอดจนทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินจำนวน 28,084.93 บาท มาหักชำระหนี้ให้โจทก์ ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2539 โดยกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับถ้ายังมีหนี้ต้นเงินเหลืออยู่เพียงใดก็ให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปตามบัญชีเดินสะพัดเอกสารหมาย จ.12 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี แบบทบต้นทุกเดือนจนถึงวันที่ 12 มีนาคม 2540 หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบหากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2539 จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 1,200,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19ต่อปี และยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ โดยตกลงผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 30,000 บาท ภายในทุกวันสิ้นเดือนและต้องชำระหนี้เสร็จภายใน 60 เดือนนับแต่วันทำสัญญา ในวันเดียวกันจำเลยทั้งสองทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์จำนวน 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกวันสิ้นเดือนและต้องชำระหนี้เสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญา จำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 31887 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองหนองคายจังหวัดหนองคาย พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ภายในวงเงิน2,200,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยตกลงว่าหากบังคับจำนองไม่พอชำระหนี้ ยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินครั้งสุดท้ายวันที่ 22พฤษภาคม 2539 จำนวน 28,084.93 บาท และผิดนัดไม่ชำระหนี้ตลอดมา ส่วนสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงินเข้าหักบัญชีกับโจทก์ โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเป็นโมฆะหรือไม่โจทก์ฎีกาว่าแม้ว่าตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปีก็ตามแต่ความเป็นจริงโจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปีโดยโจทก์คิดดอกเบี้ยตามประกาศหรือคำสั่งของโจทก์บวกอัตราความเสี่ยงอีกร้อยละ 2ตามประเพณีของธนาคารจึงมิใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดการคิดดอกเบี้ยในอัตราต่าง ๆ ของโจทก์จึงไม่ตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกค้าในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 ขณะจำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติเกี่ยวกับดอกเบี้ยและส่วนลดเงินให้สินเชื่อตามเอกสารหมายจ.16 โจทก์จึงมีคำสั่งและประกาศอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับลูกค้ารายใหญ่และรายย่อยชั้นดีตามเอกสารหมาย จ.15 ซึ่งในเอกสารดังกล่าวแผ่นที่ 22 ถึง 24 กำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ทั้งประเภทเบิกเงินเกินบัญชีและประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลาอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี และกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี ทั้งประเภทเบิกเงินเกินบัญชีและเงินกู้แบบมีระยะเวลาอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปีกรณีของจำเลยทั้งสองจึงอยู่ในประเภทสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 14.75 ต่อปี โจทก์คิดดอกเบี้ยตามสัญญาทั้งสองนี้อัตราร้อยละ 19 ต่อปี จึงเกินกว่าอัตราร้อยละ 14.35 ต่อปี ตามคำสั่งและประกาศของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.15เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3(ก) การกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี จึงเป็นโมฆะ แม้ตามความเป็นจริงโจทก์จะคิดดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์บวกอัตราความเสี่ยงอีกร้อยละ 2 คืออัตราร้อยละ 16.75ต่อปี ไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ก็ไม่อาจทำให้ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ตกเป็นโมฆะกลายเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเป็นโมฆะศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในสัญญากู้ยืมเงินนับแต่วันทำสัญญาวันที่ 12 มีนาคม 2539 และให้ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีแบบทบต้นทุกเดือน นับแต่วันทำสัญญาวันที่ 12 มีนาคม 2539 จนถึงวันที่ 12 มีนาคม 2540 หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เป็นการไม่ชอบเพราะเมื่อข้อกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นโมฆะแล้ว เท่ากับสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตามฟ้องมิได้มีการตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระดอกเบี้ยตามสัญญาเดิมได้อีกแต่เนื่องจากเป็นหนี้เงินโจทก์ยังมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ทั้งสองสัญญาโดยกำหนดระยะเวลาให้ 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือคือวันที่ 24 มิถุนายน 2541 ครบ 15วันในวันที่ 9 กรกฎาคม 2541 กำหนดวันผิดนัดทั้งสองสัญญาจึงเป็นวันที่ 10 กรกฎาคม2541 มิใช่นับแต่วันทำสัญญาดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้นำเงินจำนวน 28,084.93 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 22พฤษภาคม 2539 มาหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินในสัญญากู้ยืมเงินตามลำดับนั้น ก็เป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการชำระดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยความสมัครใจของจำเลยที่ 1 เท่ากับเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ โดยที่รู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันต้องชำระ จึงไม่อาจนำมาหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับได้อีก ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบด้วยมาตรา 246, 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยไม่นำเงินจำนวน 28,084.93 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ไปแล้วมาหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 224 ม. 407 ม. 653 ม. 856
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย มงคล สุทธิสวัสดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สายันต์ สุรสมภพ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2653/2546
#50893
เปิดฉบับเต็ม

การบรรยายฟ้องคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง มิได้บังคับโจทก์ต้องบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดแห่งคำฟ้องโดยแจ้งชัดด้วยตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์มุ่งประสงค์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระหนี้ค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับอันมีมูลฐานมาจากการที่โจทก์กล่าวอ้างว่าผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุที่ทำละเมิดเป็นพนักงานและหรือตัวแทนและหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 แสดงตัวรับสภาพความรับผิดต่อพนักงานของโจทก์ การที่ผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุจะชื่ออะไร รถยนต์คันเกิดเหตุจะหมายเลขทะเบียนอะไร ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญและเมื่อจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การต่อสู้คดีโดยเข้าใจข้อหาได้ดี คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2540 เวลาประมาณ 18 นาฬิกาพนักงานหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไม่ทราบหมายเลขทะเบียน บรรทุกรถแบ็กโฮ ไปตามคำสั่งหรือไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 มุ่งหน้าไปสี่แยกหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต (ถนนนริศรตัดกับถนนปะเหลียน) ตำบลตลาดใหญ่อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ด้วยความประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวังเนื่องจากรถยนต์บรรทุกดังกล่าวเป็นรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ มีความสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่พนักงานหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 หาได้ใช้ความระมัดระวังไม่โดยเมื่อขับรถถึงบริเวณสี่แยกที่มีสายไฟหรือสายโทรศัพท์พาดผ่านกลับขับรถด้วยความเร็วทำให้รถแบ็กโฮซึ่งบรรทุกอยู่บนรถยนต์บรรทุกสิบล้อเฉี่ยวสายเคเบิลโทรศัพท์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย หลังจากเกิดเหตุจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 แสดงตัวยอมรับผิดต่อพนักงานของโจทก์และยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด จากเหตุดังกล่าวโจทก์เสียค่าใช้จ่ายซ่อมแซมสายเคเบิล 129,533.99 บาท และสูญเสียรายได้จากการให้บริการแก่ลูกค้า 3,973.83 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 143,246.59บาท (ที่ถูก 143,246.58 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่ารถยนต์บรรทุกสิบล้อของจำเลยที่ 1 ที่บรรทุกรถแบ็กโฮ หมายเลขทะเบียนอะไร พนักงานหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ชื่ออะไร และจำเลยที่ 2 ตกลงรับผิดอย่างไร ทำให้จำเลยทั้งสามไม่เข้าใจคำฟ้องโจทก์ในอันที่จะต่อสู้คดีได้เต็มที่ ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม เมื่อวันที่ 13 กันยายน2540 ไม่มีพนักงานหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขับรถไปในทางการที่จ้างหรือทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ไปเฉี่ยวสายเคเบิลโทรศัพท์ของโจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่เคยตกลงยอมรับผิดต่อพนักงานของโจทก์ และจำเลยที่ 3 ไม่เคยทราบเรื่องที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้จัดการจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์และไม่เคยทราบเกี่ยวกับการทำละเมิดต่อโจทก์ ความเสียหายของโจทก์มีไม่เกิน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 133,507.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้เห็นว่า การบรรยายฟ้องในคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง กำหนดแต่เพียงว่าคำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นเท่านั้น มิได้บังคับให้โจทก์ต้องบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดแห่งคำฟ้องโดยแจ้งชัดด้วย ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่เห็นได้แจ้งชัดว่าโจทก์มุ่งประสงค์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระหนี้ค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับอันมีมูลฐานมาจากการที่โจทก์กล่าวอ้างว่า ผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุที่ทำละเมิดเป็นพนักงานและหรือตัวแทนและหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 แสดงตัวรับสภาพความรับผิดต่อพนักงานของโจทก์นั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุจะชื่ออะไรตลอดจนรถยนต์คันเกิดเหตุจะหมายเลขทะเบียนอะไร ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ซึ่งไม่ใช่ข้อสาระสำคัญและโดยที่จำเลยทั้งสามยื่นคำให้การต่อสู้คดีในลักษณะเข้าใจข้อหาได้ดีว่าไม่มีพนักงานคนใดของจำเลยที่ 1 ไปทำละเมิดต่อโจทก์ อีกทั้งจำเลยที่ 2 ก็มิได้แสดงตัวรับผิดต่อพนักงานของโจทก์แต่อย่างใด ดังนี้คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ครบถ้วนแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังมิได้วินิจฉัยประเด็นอื่นทั้งผลการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิในการฎีกาของคู่ความ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243(1) ประกอบด้วยมาตรา 247"

ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไทยเทเลโฟน แอนด์เทเลคอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูเก็ต เอส.บี. ธุรกิจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2651/2546
#50784
เปิดฉบับเต็ม

การไฟฟ้านครหลวงจำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าแก่ประชาชน จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เมื่อกระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 2จัดให้มีขึ้นเพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนเกิดการลัดวงจรเป็นเหตุให้เพลิงลุกไหม้ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย จำเลยที่ 2 ผู้ครอบครองกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์ที่เกิดอันตรายได้โดยสภาพ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของโจทก์ ผู้ต้องเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 วรรคสอง แม้จำเลยที่ 2 นำสืบว่าได้ดูแลและบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างดีแล้ว แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่ากระแสไฟฟ้าลัดวงจรเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเป็นความผิดของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่พ้นความรับผิด ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองกระแสไฟฟ้าหรือทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจและเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์ดำเนินกิจการของรัฐในเรื่องการไฟฟ้าอันเป็นสาธารณูปโภคและจำหน่ายไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้อำนวยการการไฟฟ้านครหลวง เขตคลองเตย มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งและระเบียบของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่เขตคลองเตย เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยที่ 1 ละเลยไม่ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบและควบคุมระบบการบำรุงรักษาอุปกรณ์ในการส่งจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์และปลอดภัย เป็นเหตุให้สะพานไฟแบบสวิตซ์ใบมีดเสื่อมสภาพ ไม่สามารถตัดกระแสไฟฟ้าได้โดยอัตโนมัติและมีความร้อนเกิดเป็นประกายไฟที่สะพานตรงจุดเชื่อมต่อของอุปกรณ์ ทำให้อุปกรณ์ดังกล่าวหลอมละลายและลุกเป็นสะเก็ดไฟร่วงลงบนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 4 ป - 1473 ของโจทก์ที่ 2 ซึ่งจอดอยู่ติดกับเสาไฟฟ้าดังกล่าว และลุกไหม้ถังน้ำมันของรถจักรยานยนต์จนเกิดระเบิดขึ้นทำให้เกิดเพลิงไหม้ลุกลามเข้าไปในบ้านเลขที่ 101 ตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 3 เป็นเหตุให้สินค้าอะไหล่รถยนต์และทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองที่เก็บไว้ในบ้านถูกเผาทำลาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 14,099,069 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,867,937 บาท และชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,248,130 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,227,671 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "... มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ต้นเพลิงเกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรที่เสาไฟฟ้าแล้วลามไปลุกไหม้บ้านเลขที่ 101 หรือไม่ โจทก์ทั้งสองมีประจักษ์พยาน 2 คน คือสิบตำรวจตรีวิศณุ เดียวสุรินทร์ และสิบตำรวจเอกบรรจง สลวยสวัสดิ์ เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า วันเกิดเพลิงไหม้ขณะพยานทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลยานนาวา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากบ้านที่ถูกเพลิงไหม้ประมาณ 100 เมตร ได้รับแจ้งว่ามีเหตุเพลิงไหม้ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุเห็นมีควันที่เสาไฟฟ้า แล้วมีประกายไฟช็อตพร้อมเสียงระเบิด จากนั้นมีสะเก็ดไฟตกลงมาถูกกันสาดผ้าใบและรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ใต้เสาไฟฟ้า เมื่อถังน้ำมันของรถจักรยานยนต์ลุกไหม้และระเบิดขึ้น เปลวไฟได้กระเด็นเข้าไปในบ้านเกิดเหตุ ทำให้เกิดเพลิงไหม้ทรัพย์สินภายในบ้านเสียหาย พยานโจทก์ทั้งสองเคยให้การเช่นเดียวกันนี้ต่อพนักงานสอบสวน โดยยืนยันว่าจุดเริ่มต้นเพลิงไหม้เกิดจากสายไฟฟ้าลัดวงจร นอกจากประจักษ์พยานทั้งสองดังกล่าวแล้วโจทก์ทั้งสองยังมีพันตำรวจโทสมชัย หัสกุล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลยานนาวาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานไปดูสถานที่เกิดเหตุ พบร่องรอยเพลิงไหม้จากบริเวณเสาไฟฟ้าหน้าบ้านลุกลามไปจนถึงบริเวณภายในบ้านตั้งแต่ชั้นล่างขึ้นไป และพยานได้สอบปากคำผู้เห็นเหตุการณ์อีกหลายคนได้แก่ นายสินไทย เชาวน์เลิศเสรี พ่อค้าขายข้าวสาร ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับซอยจรัสเวียงซึ่งให้การว่าเห็นไฟฟ้าช็อตเป็นประกายที่ขั้วสายไฟฟ้าแล้วลูกไฟตกลงมาเป็นสะเก็ด สักครู่ก็เกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้น ส่วนสิบตำรวจตรีประภาส ม่วงทิพย์ ให้การว่า เห็นควันที่สายไฟฟ้าบนเสาพร้อมประกายไฟและเสียงไฟฟ้าช็อต 2 ครั้ง โดยมีลูกไฟตกลงมาที่โคนเสาและผ้าใบกันแดดหน้าบ้านที่เกิดเหตุ ขณะเดียวกันเพลิงได้ลุกไหม้รถจักรยานยนต์และลังไม้ที่โคนเสา ต่อมาเพลิงจึงลุกลามเข้าไปในบ้านเกิดเหตุ คำให้การของนายสินไทยและสิบตำรวจตรีประภาสได้ความตรงกันกับคำเบิกความของสิบตำรวจตรีวิศณุและสิบตำรวจเอกบรรจง จึงน่าเชื่อว่าพยานเหล่านี้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และจากการตรวจสถานที่เกิดเหตุของร้อยตำรวจเอกกิตติ แจ่มกระจ่าง รองสารวัตรงาน 5 ช่วยราชการงาน 3 กองกำกับการ 1 กองพิสูจน์หลักฐาน ก็ได้ความว่า บริเวณด้านหน้าชั้นที่ 1 ของบ้านที่เกิดเหตุถูกเพลิงไหม้ก่อนและเสียหายมากกว่าบริเวณอื่น ๆ นอกจากนี้ที่เสาไฟฟ้าแรงสูงหน้าบ้านที่เกิดเหตุก็ถูกเพลิงไหม้ โดยเฉพาะบริเวณสะพานตัดกระแสไฟฟ้าด้านบนถูกเพลิงไหม้จนหลอมละลาย และฉนวนสายไฟฟ้าหลอมละลายบางส่วนดำเกรียมเหลือแต่ลวดโลหะ และจุดต้นเพลิงก็คือลังไม้ใส่กระดาษหน้าบ้านที่เกิดเหตุ จึงเชื่อว่าเหตุเพลิงไหม้เกิดจากวัตถุที่มีไฟติดอยู่ตกลงมาบนวัตถุที่ไหม้ไฟง่าย เช่น กระดาษแล้วเกิดการลุกไหม้ขึ้น รายละเอียดปรากฏตามรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้จากรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุนี้ได้ความสอดคล้องกับคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสองคือนายศรีวิภัตร วิริยะธนกุล ผู้จัดการฝ่ายอัคคีภัย บริษัทเอส.อี แอ๊ดจัสเตอร์ จำกัดซึ่งทำการสำรวจที่เกิดเหตุว่า พบอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่บนเสาไฟฟ้าในบริเวณที่เกิดเหตุถูกเพลิงไหม้อย่างรุนแรงน่าเชื่อว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร พีวีซีที่หุ้มสายไฟถูกความร้อนจนหลอมละลายและตกลงด้านล่าง ถูกกองวัสดุ ทำให้เกิดเพลิงไหม้ลุกลามเข้าไปในอาคารที่เกิดเหตุ ตามภาพถ่ายและรายงานการสำรวจเอกสารหมาย จ.22 และได้ความเช่นเดียวกับความเห็นของพันตำรวจโทชัยรัตน์ มีปรีชา รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลยานนาวาว่า เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดจากไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าหน้าบ้านเกิดการลัดวงจร ตามเอกสารหมาย จ.10 ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่า ต้นเพลิงเกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรที่เสาไฟฟ้าแล้วลามไปลุกไหม้บ้านเลขที่ 101 จริง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า เพลิงได้ลุกไหม้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าก่อนที่สิบตำรวจตรีวิศณุและสิบตำรวจเอกบรรจงเห็นเหตุการณ์ พยานทั้งสองจึงไม่ใช่ประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มแรก ประกอบกับร้อยตำรวจเอกมนตรี อามินเซ็น ผู้ชำนาญการกองพิสูจน์หลักฐาน ตรวจพิสูจน์อุปกรณ์ไฟฟ้าของกลางแล้ว ไม่พบร่องรอยการลัดวงจร จึงรับฟังว่า ต้นเพลิงไม่ได้เกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อสิบตำรวจตรีวิศณุและสิบตำรวจเอกบรรจงมาถึงที่เกิดเหตุยังไม่มีเพลิงลุกไหม้ในที่ใดคงมีแต่ควันขึ้นที่เสาไฟฟ้า จากนั้นจึงเกิดประกายไฟและมีเสียงระเบิดที่เสาไฟฟ้า ต่อมามีลูกไฟตกลงมาถูกผ้าใบ ลังไม้และรถจักรยานยนต์เพลิงจึงลุกไหม้และลามเข้าไปในบ้านของโจทก์ทั้งสอง กรณีไม่ใช่เกิดเหตุลุกไหม้อุปกรณ์ไฟฟ้าบนเสาไฟฟ้าอยู่ก่อนที่พยานโจทก์ทั้งสองจะไปถึงดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ส่วนที่ร้อยตำรวจเอกมนตรีตรวจพิสูจน์อุปกรณ์ไฟฟ้าของกลางแล้วไม่พบร่องรอยการเกิดประกายไฟก็ไม่ได้เป็นการยืนยันว่าไม่มีกระแสไฟฟ้าลัดวงจรเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะนายสุกิจ เกียรติบุญศรี วิศวกรไฟฟ้า 10 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า หากมีการลัดวงจรเกิดขึ้นอาจจะไม่มีร่องรอยที่อุปกรณ์ก็ได้ ถ้าสวิตซ์อัตโนมัติตัดกระแสไฟฟ้าทันที ซึ่งก็ได้ความจากนายภานุวัฒน์ นิศารัตนชัยตำแหน่งช่างเทคนิคสายอากาศ 4 พนักงานของจำเลยที่ 2 ซึ่งเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสองว่า เมื่อพยานได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ พยานไปยังที่เกิดเหตุทันทีเพื่อตัดกระแสไฟฟ้าให้พนักงานดับเพลิงทำงานได้สะดวก ปรากฏว่ากระแสไฟฟ้าถูกตัดไปโดยอัตโนมัติแล้วเมื่อเกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจร คำเบิกความของนายสุกิจและนายภานุวัฒน์ดังกล่าวเจือสมพยานฝ่ายโจทก์ เชื่อว่าเกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจรก่อนเกิดเพลิงไหม้จริง ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ส่วนปัญหาว่า จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใดนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ข้อเท็จจริงได้ความตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าบริเวณริมถนนจรัสเวียงหน้าบ้านเลขที่ 101 ตามฟ้อง โดยจำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่ประชาชน ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เมื่อกระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 2 จัดให้มีขึ้นเพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนเกิดการลัดวงจรเป็นเหตุให้เพลิงลุกไหม้ ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองเสียหาย จำเลยที่ 2 ผู้ครอบครองกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์ที่เกิดอันตรายได้โดยสภาพ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของโจทก์ทั้งสองผู้ต้องเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 วรรคสอง การที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 ได้ดูแลและบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างดีแล้ว แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่ากระแสไฟฟ้าลัดวงจรเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเป็นความผิดของโจทก์ทั้งสองจำเลยที่ 2 จึงไม่พ้นความรับผิด ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองกระแสไฟฟ้าหรือทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจร สำหรับค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 ที่เรียกร้องมาเกี่ยวกับอาคารที่ถูกเพลิงไหม้จำนวน 630,542 บาท นั้น โจทก์ที่ 1 นำสืบไม่ได้แน่ชัดว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนดังกล่าวและได้ความว่าบริษัทประกันภัยได้ชำระเงินสำหรับค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 ไปแล้ว 584,918บาท ซึ่งเพียงพอแก่ความเสียหายแล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1เพิ่มขึ้นอีก ค่าอะไหล่รถยนต์ที่เรียกร้องมา ปรากฏจากรายงานการสำรวจค่าเสียหายของบริษัทเอส.อี แอ๊ดจัสเตอร์ จำกัด ว่า อะไหล่รถยนต์เสียหายตามราคาทุน 8,531,163บาท ตามเอกสารหมาย จ.23 แต่มีบางส่วนไม่ได้เสียหายโดยสิ้นเชิง ประกอบกับโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินชดเชยจากบริษัทประกันภัยสำหรับค่าอะไหล่รถยนต์ไปแล้ว 450,435 บาทจึงกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 7,500,000 บาท ค่าขาดกำไรและค่าเช่าบ้านระหว่างซ่อมแซมบ้านที่ถูกเพลิงไหม้ โจทก์ที่ 1 ไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าขาดกำไรเดือนละ 700,000 บาท จึงกำหนดให้เดือนละ 400,000 บาท รวม 2 เดือนคิดเป็นเงิน 800,000 บาท ส่วนค่าเช่าบ้านปรากฏตามใบแจ้งหนี้ว่า เสียค่าเช่าเดือนละ3,150 บาท นอกนั้นเป็นค่าไฟ ค่าน้ำ และค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่ไม่ใช่ค่าเช่า จึงกำหนดค่าเช่าบ้านให้เดือนละ 3,150 บาท รวม 2 เดือน คิดเป็นเงิน 6,300 บาท รวมค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 8,306,300 บาท

สำหรับค่าเสียหายเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้และรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ที่ 2 เรียกร้องมารวมเป็นเงิน 1,227,671 บาท นั้น ได้ความจากรายงานการประเมินและภาพถ่ายความเสียหายของเฟอร์นิเจอร์และของใช้ตามเอกสารหมาย จ.24 แล้ว มีเฟอร์นิเจอร์และของใช้บางรายการไม่เสียหาย บางรายการเสียหายเพียงบางส่วนและบริษัทประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ที่ 2 แล้ว จำนวน 463,725 บาทจึงกำหนดค่าเสียหายสำหรับค่าเฟอร์นิเจอร์และของใช้ให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 650,000บาท รถจักรยานยนต์ที่ถูกไฟไหม้ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2534 โจทก์ที่ 2 ไม่ได้ดูแลรถจักรยานยนต์ให้อยู่ในสภาพดีโดยปล่อยทิ้งไว้กลางแจ้งถูกแดดถูกฝน จึงกำหนดค่าเสียหายให้ตามสภาพจำนวน 10,000 บาท รวมค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 660,000 บาท สรุปแล้วที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 8,306,300บาท และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 660,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 437 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อเล็กซ์เซอร์วิส กับพวก
จำเลย — ว่าที่ร้อยตรี วิฑูรย์ เกวลกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2651/2546
#50979
เปิดฉบับเต็ม

การไฟฟ้านครหลวงจำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าแก่ประชาชน จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าในการส่งจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเมื่อกระแสไฟฟ้าจากสายไฟฟ้าดังกล่าว เกิดการลัดวงจรเป็นเหตุให้เพลิงลุกไหม้ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย จำเลยที่ 2 ผู้ครอบครองกระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นทรัพย์ที่เกิดอันตรายได้โดยสภาพ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของโจทก์ผู้ต้องเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 วรรคสอง แม้จำเลยที่ 2 นำสืบว่าได้ดูแลและบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างดีแล้ว แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่ากระแสไฟฟ้าลัดวงจรเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเป็นความผิดของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่พ้นความรับผิด ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองกระแสไฟฟ้าหรือทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด โจทก์ที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นผู้ครอบครองบ้านเลขที่ 101 ถนนจรัสเวียง แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจและเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์ดำเนินกิจการของรัฐในเรื่องการไฟฟ้าอันเป็นสาธารณูปโภคและจำหน่ายไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้อำนวยการการไฟฟ้านครหลวง เขตคลองเตย มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งและระเบียบของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่เขตคลองเตย จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันปักเสาไฟฟ้าคอนกรีตหน้าบ้านเลขที่ 101 เพื่อรองรับสายไฟฟ้าแรงสูงกำลัง 24,000 โวลต์ จำนวน 3 เส้น ติดตั้งลูกถ้วยและสะพานไฟแบบสวิตซ์ใบมีด (ดร็อปฟิวส์) เพื่อตัดกระแสไฟฟ้าแรงสูงทั้งสามเส้นและเชื่อมต่อสายไฟฟ้าแรงสูงเพื่อลอดใต้ดินจำนวน 6 ชุด เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยที่ 1 ละเลยไม่ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบและควบคุมระบบการบำรุงรักษาอุปกรณ์ในการส่งจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์และปลอดภัย เป็นเหตุให้สะพานไฟแบบสวิตซ์ใบมีดดังกล่าวเสื่อมสภาพไม่สามารถตัดกระแสไฟฟ้าได้โดยอัตโนมัติและมีความร้อนเกิดเป็นประกายไฟที่สะพานตรงจุดเชื่อมต่อของอุปกรณ์ ทำให้อุปกรณ์ดังกล่าวหลอมละลายและลุกเป็นสะเก็ดไฟร่วงลงบนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร4 ป - 1473 ของโจทก์ที่ 2 ซึ่งจอดอยู่ติดกับเสาไฟฟ้าดังกล่าว และลุกไหม้ถังน้ำมันของรถจักรยานยนต์จนเกิดระเบิดขึ้น ทำให้เกิดเพลิงไหม้ลุกลามเข้าไปในบ้านเลขที่ 101 ตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 3 เป็นเหตุให้สินค้าอะไหล่รถยนต์และทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองที่เก็บไว้ในบ้านถูกเผาทำลาย บ้านเลขที่ 101 ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 630,542 บาทอะไหล่รถยนต์ถูกเผาทำลายเป็นเงิน 11,837,395 บาท ค่าขาดประโยชน์ทางธุรกิจการค้าที่ควรได้ผลกำไรรวม 2 เดือน คิดเป็นเงิน 1,400,000 บาท และค่าเช่าบ้านสำหรับใช้เป็นสถานที่ติดต่อธุรกิจขณะซ่อมแซมบ้านเลขที่ 101 เป็นเงิน 12,000 บาท รวมค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 เป็นเงินทั้งสิ้น 13,867,937 บาท (ที่ถูก 13,879,937 บาท) ส่วนโจทก์ที่ 2 ได้ความเสียหาย คือ เครื่องเรือน ของใช้ ของตกแต่งและเครื่องใช้สำนักงานที่ถูกเผาทำลายจำนวน 1,212,261 บาท และรถจักรยานยนต์จำนวน 15,000บาท รวมเป็นเงิน 1,227,671 บาท ส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งเป็นวันผิดนัดจนถึงวันฟ้องของโจทก์ที่ 1 คิดเป็นเงิน 231,132 บาทและของโจทก์ที่ 2 คิดเป็นเงิน 20,459 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 คิดเป็นเงิน 14,099,069 บาท (ที่ถูก 14,111,069 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,867,937 บาท (ที่ถูก 13,879,937) และชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,248,130 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,227,671 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า เหตุเพลิงไหม้มิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 หรือเกิดจากการปฏิบัติงานโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ปักเสาพาดสายไฟฟ้าและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าห่างจากอาคารที่ถูกไฟไหม้ 1.7 เมตร และสะพานไฟเป็นแบบสวิตซ์ใบมีด ไม่ใช่แบบดร็อปฟิวส์อุปกรณ์ดังกล่าวทำหน้าที่ตัดกระแสไฟฟ้าโดยใช้คนเป็นผู้ชักสวิตซ์ใบมีดแยกจากกัน มิใช่เป็นการตัดกระแสไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ กระแสไฟฟ้าจากสายไฟฟ้าที่พาดผ่านเสาไฟฟ้าหน้าบ้านที่เกิดเหตุมีกำลังไฟเพียง 12,000 โวลต์ มิใช่ 24,000 โวลต์ สวิตซ์ใบมีดและอุปกรณ์ไฟฟ้าของจำเลยที่ 2 ไม่ได้เกิดการลัดวงจรและหลอมละลายจนเกิดเป็นสะเก็ดไฟตกลงบนรถจักรยานยนต์ แล้วเกิดเพลิงลุกไหม้แต่ต้นเพลิงเกิดจากภายในบ้าน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ส่วนปัญหาว่า จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่เพียงใดนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ข้อเท็จจริงได้ความตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าบริเวณริมถนนจรัสเวียงหน้าบ้านเลขที่ 101 ตามฟ้อง โดยจำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่ประชาชน ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เมื่อกระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 2 จัดให้มีขึ้นเพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนเกิดการลัดวงจรเป็นเหตุให้เพลิงลุกไหม้ ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองเสียหาย จำเลยที่ 2 ผู้ครอบครองกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์ที่เกิดอันตรายได้โดยสภาพ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของโจทก์ทั้งสองผู้ต้องเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 วรรคสอง การที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 ได้ดูแลและบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างดีแล้วแต่ไม่ได้พิสูจน์ว่ากระแสไฟฟ้าลัดวงจรเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเป็นความผิดของโจทก์ทั้งสองจำเลยที่ 2 จึงไม่พ้นความรับผิด ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองกระแสไฟฟ้าหรือทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจร"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 8,306,300บาท และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 660,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 437
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อเล็กซ์เซอร์วิส กับพวก
จำเลย — ว่าที่ร้อยตำรวจตรี วิฑูรย์ เกวลกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา