คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2631/2546
#50705
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศกระทรวงการคลังเรื่องให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)และบริษัทบริหารสินทรัพย์ระบุให้ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)โจทก์โอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับให้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ เมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์ยังไม่ได้จัดตั้งขึ้นก็ไม่สามารถรับโอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพจากโจทก์ได้ แต่การที่โจทก์ได้เริ่มโอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ภายใน 90 วัน นับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์ได้เริ่มดำเนินการโอนกิจการตามโครงการดังกล่าวตามความมุ่งหมายของประกาศฉบับดังกล่าวแล้ว หลังจากนั้นเมื่อผู้ร้องได้จดทะเบียนตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์และโจทก์ได้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องจึงเป็นการดำเนินการต่อเนื่องกันซึ่งแม้จะพ้นกำหนดเวลา 90 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็ไม่เป็นผลให้การให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศดังกล่าวสิ้นผลไป ผู้ร้องจึงเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,198,387.43บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 2,854,044.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดจำนวน 5,092,279.97บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,854,044.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4961และ 6264 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามส่วนซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิด ถ้าไม่เพียงพอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามส่วนที่แต่ละคนต้องรับผิดจนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มีวัตถุประสงค์ในการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงินภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งระงับการดำเนินกิจการของโจทก์และได้มีพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ให้จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน ต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์2542 โจทก์ทำสัญญาขายหรือโอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่เหนือลูกหนี้ของโจทก์ทั้งหมดรวมทั้งหลักประกันให้แก่ผู้ร้องเพื่อบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนซึ่งมีสิทธิเรียกร้องในคดีนี้รวมอยู่ด้วย ผู้ร้องจึงขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องกับโจทก์มิได้ดำเนินการโอนกิจการตามโครงการโอนสินทรัพย์และหนี้สินตามแผนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินภายใน 90 วัน นับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามประกาศกระทรวงการคลัง การโอนสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างโจทก์กับผู้ร้องจึงสิ้นผล ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิของโจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 15สิงหาคม 2541 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งให้โจทก์ระงับการดำเนินกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราว ต่อมารัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์พ.ศ. 2541 เพื่อให้บริษัทบริหารสินทรัพย์รับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน รวมตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้นเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2541 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ตามเอกสารหมาย ร.9 ซึ่งได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับวันที่ 16 กันยายน 2541 ต่อมาโจทก์ได้เริ่มโอนกิจการในส่วนสินทรัพย์และหนี้ที่มีคุณภาพดีให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2541ส่วนผู้ร้องได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2542ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ร.3 และได้ทำสัญญาซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากโจทก์เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2542 ตามสัญญาความร่วมมือตามแผนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินเอกสารหมาย ร.8 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าการที่โจทก์ได้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพให้แก่ผู้ร้องเมื่อพ้น 90 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ประกาศกระทรวงการคลังตามเอกสารหมาย ร.9 ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาจะถือว่าการให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศดังกล่าวสิ้นผลไปหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาเป็นใจความว่า ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับโอนกิจการในส่วนสินทรัพย์และหนี้สินคุณภาพดี ส่วนผู้ร้องรับโอนสินทรัพย์คุณภาพด้อยจากโจทก์ การเริ่มนับระยะเวลาดำเนินการโอนกิจการภายใน 90 วัน ตามประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดังกล่าวต้องพิจารณาแยกออกจากกัน ผู้ร้องกับโจทก์ได้โอนกิจการกันในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2542 พ้นกำหนดระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2541 อันเป็นวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผู้ร้องจึงไม่สามารถเข้าสวมสิทธิในคดีนี้แทนโจทก์ได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การจำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามเอกสารหมาย ร.9 ข้อ 1 ระบุว่า "การโอนกิจการบางส่วนของธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มีรายละเอียดดังนี้

(1) ให้ดำเนินการโอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีรวมทั้งเงินฝากและเจ้าหนี้สามัญให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยให้เร่งดำเนินการและดูแลให้การโอนลูกหนี้และเจ้าหนี้นั้นให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่พึงได้โดยครบถ้วน..."

ส่วนข้อ 2 ระบุว่า "การโอนกิจการบางส่วนของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การจำกัด (มหาชน) ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์มีรายละเอียดดังนี้

(1) ให้ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

(2) เมื่อจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เสร็จแล้ว ให้ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การจำกัด (มหาชน) โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพทั้งหมดให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ทันที"

และข้อ 5 ระบุว่า "กำหนดระยะเวลาการให้ความเห็นชอบหากธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ไม่เริ่มดำเนินการโอนกิจการตามโครงการนี้ภายใน 90 วันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ถือว่าการให้ความเห็นชอบตามประกาศนี้เป็นอันสิ้นผล" เห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวได้ระบุชัดแจ้งให้โจทก์โอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับให้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์แยกออกจากกัน เมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์ยังไม่ได้จัดตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย บริษัทบริหารสินทรัพย์นั้นก็ไม่สามารถรับโอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพจากโจทก์ได้ แต่การที่โจทก์ได้เริ่มโอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ภายใน 90 วัน นับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์ได้เริ่มดำเนินการโอนกิจการตามโครงการดังกล่าวตามความมุ่งหมายของประกาศฉบับนี้แล้ว หลังจากนั้นเมื่อผู้ร้องได้จดทะเบียนตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์และโจทก์ได้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องจึงเป็นการดำเนินการต่อเนื่องกันซึ่งจะพ้นกำหนดเวลา 90 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็หาเป็นผลให้การให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศนี้สิ้นผลไปไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นาย ถาวร บุญประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2631/2546
#50892
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)ฯ ได้ระบุชัดแจ้งให้โจทก์โอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีแก่ธนาคาร ก. กับให้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์แยกจากกัน เมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์ยังไม่ได้จัดตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย บริษัทบริหารสินทรัพย์นั้นก็ไม่สามารถรับโอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพจากโจทก์ได้ แต่การที่โจทก์ได้เริ่มโอนหนี้ที่มีคุณภาพดีให้แก่ธนาคาร ก. ภายใน 90 วัน นับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์ได้เริ่มดำเนินการโอนกิจการตามโครงการดังกล่าวตามความมุ่งหมายของประกาศฉบับนี้แล้ว หลังจากนั้นเมื่อผู้ร้องได้จดทะเบียนตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์และโจทก์ได้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นการดำเนินการต่อเนื่องกันซึ่งแม้จะพ้นกำหนดเวลา 90 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็หาเป็นผลให้การให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศนี้สิ้นผลไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,198,387.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 2,854,044.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดจำนวน 5,092,279.97บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,854,044.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4961และ 6264 ตำบลบางเลน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามส่วนซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิด ถ้าไม่เพียงพอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามส่วนที่แต่ละคนต้องรับผิดจนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มีวัตถุประสงค์ในการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงิน ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งระงับการดำเนินกิจการของโจทก์ และได้มีพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ให้จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน ต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ทำสัญญาขายหรือโอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่เหนือลูกหนี้ของโจทก์ทั้งหมดรวมทั้งหลักประกันให้แก่ผู้ร้องเพื่อบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนซึ่งมีสิทธิเรียกร้องในคดีนี้รวมอยู่ด้วย ผู้ร้องจึงขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องกับโจทก์มิได้ดำเนินการโอนกิจการตามโครงการโอนสินทรัพย์และหนี้สินตามแผนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินภายใน 90 วัน นับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามประกาศกระทรวงการคลัง การโอนสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างโจทก์กับผู้ร้องจึงสิ้นผล ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิของโจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2541 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งให้โจทก์ระงับการดำเนินกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราว ต่อมารัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 เพื่อให้บริษัทบริหารสินทรัพย์รับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน รวมตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้นเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2541 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ซึ่งได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับวันที่ 16 กันยายน 2541ต่อมาโจทก์ได้เริ่มโอนกิจการในส่วนสินทรัพย์และหนี้ที่มีคุณภาพดีให้แก่ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2541 ส่วนผู้ร้องได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2542 และได้ทำสัญญาซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากโจทก์เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2542 ตามสัญญาความร่วมมือตามแผนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่โจทก์ได้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพให้แก่ผู้ร้องเมื่อพ้น 90 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ประกาศกระทรวงการคลังได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะถือว่าการให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศดังกล่าวสิ้นผลไปหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาเป็นใจความว่า ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับโอนกิจการในส่วนสินทรัพย์และหนี้สินคุณภาพดี ส่วนผู้ร้องรับโอนสินทรัพย์คุณภาพด้อยจากโจทก์ การเริ่มนับระยะเวลาดำเนินการโอนกิจการภายใน 90 วัน ตามประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดังกล่าวต้องพิจารณาแยกออกจากกัน ผู้ร้องกับโจทก์ได้โอนกิจการกันในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2542 พ้นกำหนดระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2541 อันเป็นวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผู้ร้องจึงไม่สามารถเข้าสวมสิทธิในคดีนี้แทนโจทก์ได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ข้อ 1 ระบุว่า "การโอนกิจการบางส่วนของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มีรายละเอียดดังนี้

(1) ให้ดำเนินการโอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีรวมทั้งเงินฝากและเจ้าหนี้สามัญให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยให้เร่งดำเนินการและดูแลให้การโอนลูกหนี้และเจ้าหนี้นั้นให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่พึงได้โดยครบถ้วน..."

ส่วนข้อ 2 ระบุว่า "การโอนกิจการบางส่วนของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การจำกัด (มหาชน) ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ มีรายละเอียดดังนี้

(1) ให้ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

(2) เมื่อจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เสร็จแล้ว ให้ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การจำกัด (มหาชน) โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพทั้งหมดให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ทันที"

และข้อ 5 ระบุว่า "กำหนดระยะเวลาการให้ความเห็นชอบ หากธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ไม่เริ่มดำเนินการโอนกิจการตามโครงการนี้ภายใน 90 วันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ถือว่าการให้ความเห็นชอบตามประกาศนี้เป็นอันสิ้นผล" เห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวได้ระบุชัดแจ้งให้โจทก์โอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับให้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์แยกออกจากกัน เมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์ยังไม่ได้จัดตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย บริษัทบริหารสินทรัพย์นั้นก็ไม่สามารถรับโอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพจากโจทก์ได้ แต่การที่โจทก์ได้เริ่มโอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ภายใน 90 วัน นับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วย่อมถือว่าโจทก์ได้เริ่มดำเนินการโอนกิจการตามโครงการดังกล่าวตามความมุ่งหมายของประกาศฉบับนี้แล้ว หลังจากนั้นเมื่อผู้ร้องได้จดทะเบียนตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์และโจทก์ได้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องจึงเป็นการดำเนินการต่อเนื่องกันซึ่งแม้จะพ้นกำหนดเวลา 90 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็หาเป็นผลให้การให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศนี้สิ้นผลไปไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการฯ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นาย ถาวร บุญประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2631/2546
#112037
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ข้อ 1 , 2 , 5 ได้ระบุชัดแจ้งให้โจทก์โอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับให้โจทก์จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อรับโอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพของโจทก์ หากโจทก์ไม่เริ่มดำเนินการโอนกิจการตามโครงการนี้ภายใน 90 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ถือว่าการให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศนี้เป็นอันสิ้นผล เมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์ยังไม่ได้จัดตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงยังไม่อาจโอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพตามประกาศดังกล่าว แต่การที่โจทก์ได้เริ่มโอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ภายใน 90 วัน นับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ย่อมถือว่าโจทก์ได้เริ่มดำเนินการโอนกิจการตามโครงการดังกล่าวตามความมุ่งหมายของประกาศฉบับนี้แล้ว การที่โจทก์โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ให้แก่ผู้ร้องที่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์แล้วจึงเป็นการดำเนินการต่อเนื่องกันซึ่งแม้จะเกินกำหนดเวลา 90 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็หาเป็นผลให้การให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศนี้สิ้นผลไปไม่ ผู้ร้องจึงเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมรับผิดบางส่วน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งระงับการดำเนินกิจการของโจทก์ และได้มีพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ให้จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน ต่อมาวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ โจทก์ทำสัญญาขายหรือโอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่เหนือลูกหนี้ของโจทก์ทั้งหมดรวมทั้งหลักประกันให้แก่ผู้ร้องเพื่อบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนซึ่งมีสิทธิเรียกร้องในคดีนี้รวมอยู่ด้วย ผู้ร้องจึงขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องกับโจทก์มิได้ดำเนินการโอนกิจการตามโครงการโอนสินทรัพย์และหนี้สินตามแผนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินภายใน ๙๐ วัน นับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามประกาศกระทรวงการคลัง การโอนสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างโจทก์กับผู้ร้องจึงสิ้นผล ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิของโจทก์

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า การที่โจทก์ได้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพให้แก่ผู้ร้องเมื่อพ้น ๙๐ วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ประกาศกระทรวงการคลังตามเอกสารหมาย ร. ๙ ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะถือว่าการให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศดังกล่าวสิ้นผลไปหรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ตามเอกสารหมาย ร. ๙ ข้อ ๑. ระบุว่า "การโอนกิจการบางส่วนของธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มีรายละเอียดดังนี้

(๑) ให้ดำเนินการโอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีรวมทั้งเงินฝากและเจ้าหนี้สามัญให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยให้เร่งดำเนินการและดูแลให้การโอนลูกหนี้และเจ้าหนี้นั้นให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่พึงได้โดยครบถ้วน?"

ส่วนข้อ ๒ ระบุว่า "การโอนกิจการบางส่วนของธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ มีรายละเอียดดังนี้

(๑) ให้ธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

(๒) เมื่อจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เสร็จแล้ว ให้ธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพทั้งหมดให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ทันที"

และข้อ ๕ ระบุว่า "กำหนดระยะเวลาการให้ความเห็นชอบ หากธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ไม่เริ่มดำเนินการโอนกิจการตามโครงการนี้ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ถือว่าการให้ความเห็นชอบตามประกาศนี้เป็นอันสิ้นผล" เห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวได้ระบุชัดแจ้งให้โจทก์โอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับให้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์แยกออกจากกัน เมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์ยังไม่ได้จัดตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย บริษัทบริหารสินทรัพย์นั้นก็ไม่สามารถรับโอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพจากโจทก์ได้ แต่การที่โจทก์ได้เริ่มโอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ภายใน ๙๐ วัน นับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์ได้เริ่มดำเนินการโอนกิจการตามโครงการดังกล่าวตามความมุ่งหมายของประกาศฉบับนี้แล้ว หลังจากนั้นเมื่อผู้ร้องได้จดทะเบียนตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์และโจทก์ได้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นการดำเนินการต่อเนื่องกันซึ่งแม้จะพ้นกำหนดเวลา ๙๐ วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็หาเป็นผลให้การให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศนี้สิ้นผลไปไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 3
ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการฯ ม. 1 ม. 2 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายถาวร บุญประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางจันทิมา บำรุงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2627/2546
#49895
เปิดฉบับเต็ม

ศาลจังหวัดสมุทรปราการสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย โดยให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์ภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดให้จำเลยเป็นผู้ส่งสำเนาอุทธรณ์ ปรากฏว่าโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลจังหวัดสมุทรปราการจึงมีหนังสือแจ้งให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้สั่งเจ้าหน้าที่ดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์ ต่อมาศาลแพ่งกรุงเทพใต้แจ้งผลการส่งหมายมาที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการว่าส่งให้ไม่ได้ ศาลจังหวัดสมุทรปราการสั่งว่ารอจำเลยแถลง ดังนี้ เป็นกรณีที่จำเลยมิได้เป็นผู้นำส่งแต่เป็นการส่งหมายข้ามเขตที่ศาลเป็นผู้ส่งเอง เมื่อศาลจังหวัดสมุทรปราการมิได้แจ้งผลการส่งหมายให้จำเลยทราบจำเลยย่อมไม่มีทางทราบถึงผลการส่งหมายดังกล่าว การที่จำเลยมิได้ยื่นคำแถลงให้ดำเนินการต่อไป จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) อันจะถือเป็นการทิ้งฟ้องแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความจำนวน 648,912 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน633,085 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้อง จำเลยยื่นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ภายใน 7 วันหากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นที่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตรายงานว่านำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์แล้ว แต่ส่งไม่ได้ปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ซึ่งแนบท้ายหนังสือศาลชั้นต้นที่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตลงวันที่ 7 ธันวาคม 2542 ว่า ส่งให้โจทก์ไม่ได้เพราะหาที่อยู่ไม่พบ ศาลชั้นต้นสั่งว่ารอจำเลยแถลง แต่จำเลยก็ไม่ได้แถลงเข้ามาภายในกำหนด ศาลชั้นต้นสั่งให้รวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 1

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นคือศาลจังหวัดสมุทรปราการสั่งรับอุทธรณ์จำเลยให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วันตามคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดให้จำเลยเป็นผู้นำส่งสำเนาอุทธรณ์แต่ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลจังหวัดสมุทรปราการจึงมีหนังสือแจ้งให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ให้สั่งเจ้าหน้าที่ดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ ต่อมาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้แจ้งผลการส่งหมายมายังศาลจังหวัดสมุทรปราการว่าส่งให้ไม่ได้ ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ได้สั่งว่ารอจำเลยแถลง ดังนี้ จึงเป็นการแสดงว่าจำเลยมิได้เป็นผู้นำส่ง หากแต่เป็นการส่งหมายข้ามเขตศาลซึ่งศาลเป็นผู้ส่งเองเมื่อศาลจังหวัดสมุทรปราการมิได้แจ้งผลการส่งหมายดังกล่าวให้จำเลยทราบ จำเลยย่อมไม่มีทางทราบถึงผลการส่งหมายดังกล่าว การที่จำเลยมิได้ยื่นคำแถลงให้ดำเนินการต่อไป จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่ได้ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า จำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแจ้งผลการส่งหมายนัดและสำเนาฟ้องอุทธรณ์แก่โจทก์ให้จำเลยทราบแล้วดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 223 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จินตนา แซ่ปัง
จำเลย — นาย นพดล ตรัยเสาวภาคย์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2625/2546
#49485
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1) ที่กำหนดให้ศาลมีอำนาจงดสืบพยานและให้ส่งพยานเอกสารแทนนั้นเป็นเพียงเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการพิจารณาคดีเท่านั้น เพราะแม้ว่าศาลจะสั่งให้สืบพยานต่อไปฝ่ายเดียวศาลก็อาจพิพากษาให้ไม่เต็มจำนวนเงินตามคำขอก็ได้ หากพยานเอกสารไม่เพียงพอซึ่งถือได้ว่าคดีไม่มีมูลในส่วนที่ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดง ดังนั้น เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานเอกสารมาแสดงประกอบให้ศาลเห็นว่าคดีมีมูลจริง ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่พิพากษาให้จำนวนเงินในส่วนที่ไม่มีพยานเอกสารมาแสดง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพนักงานอัยการตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการพ.ศ. 2498 ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคให้เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจดำเนินคดีแก่ผู้ละเมิดสิทธิของผู้บริโภค จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจปลูกสร้างบ้านและจัดสรรที่ดินเพื่อจำหน่ายโจทก์ได้รับคำร้องจากนางสาวทัศนีย์ ปลอดขำ กับพวก ผู้บริโภคว่าได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลย ผู้บริโภคดังกล่าวได้ชำระเงินดาวน์ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ดำเนินการก่อสร้างบ้านตามที่สัญญาไว้ ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินดาวน์จำนวน 128,000 บาท แก่นางสาวทัศนีย์ ปลอดขำ 173,000 บาทแก่นางพีรดา พิณสัมพันธ์ 240,000 บาท แก่นายมรรคหรือธาวิน พี. เซียวตง 109,000บาท แก่นางทัศนีย์ คุปตธรณี 227,500 บาท แก่นางประคอง อยู่ถมยา นายถนัด มีรัตน์นายธเนตร มีรัตน์ และนายอนนท์ มีรัตน์ 85,000 บาท แก่นางสาลินี สุนทรวิภาต308,350 บาท แก่นายอภิชาติหรือธนกฤต หวังดำรงวงศ์ 64,500 บาท แก่นางสาวเนตรนุชกิจการเจริญ และนายธนายุทธ สิรินุตานนท์ 160,000 บาท แก่นางวันชัย สว่างบรรเจิดทวีและนางสุดา สว่างบรรเจิดทวี 278,000 บาท แก่นางพูลศรี ไชยโยศิลป์ 232,127 บาทแก่นายธรรมศักดิ์ ปิยรัตนวงศ์ และนางสวนีย์ ปิยรัตนวงศ์ 327,000 บาท แก่นายวิเชียรเหล่ารุ่งเรืองชัย และนางสุนัดดา เหล่ารุ่งเรืองชัย 198,500 บาท แก่สิบตำรวจโทสิงคารกะจันทร์ นายประคอง กะจันทร์ และนางสาวนงนุช เชียงหนุ้น 254,500 บาท แก่นายเฉลิมพร สหกลจักร์ 28,800 บาท แก่นางสาวสมศรี ขุนแก้ว 278,000 บาท แก่นายพิเชษฐ์ ประคำเพชร และนางสาวจรรยา คณิตวงศ์ 221,000 บาท แก่นางสาวนงเยาว์ ลิ่มวงศ์สวัสดิ์ 227,500 บาท แก่นางสาววันเพ็ญ กอบพิมาย 210,500บาทแก่นางสุพัตรา เม่งบุตร 210,500 บาท แก่นายอนันต์ ธัญญมงคลพงศ์ 233,850 บาทแก่นางพรพิชิต ษมากรวิทิต 180,000 บาท แก่นายภักดี อิ่มคำนวร นางสาวภูริตาอิ่มคำนวร และนางสาวเสาวนีย์ วงศ์กาวี 180,000 บาท แก่นางนุชศรา หอมเนียมหรือจิระวิชชาสกุล และนายไกรวุฒิ จิระวิชชาสกุล 301,000 บาท แก่นายนิรัตน์ เหมืองหม้อหรือบุญทำเชียงทอง นายสุวิทย์ เหมืองหม้อ และนางสาวบุญมี คำวัง 338,000 บาทแก่นายทศพร สันตศิริ 147,000 บาท แก่นายวาทิต กิจนาคะเกศ 280,000 บาท แก่นางสาวชูชีพ กนิษฐสุนทร พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินซึ่งผู้บริโภคแต่ละรายได้ชำระให้แก่จำเลยไป นับแต่วันที่แต่ละคนได้ชำระเงินให้จำเลยเป็นครั้งสุดท้ายเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินคืนให้แก่นางสาวทัศนีย์ ปลอดขำ จำนวน123,000 บาท นางพีรดา พิณสัมพันธ์ จำนวน 173,000 บาท นายมรรคหรือธาวิน พี.เซียวตง จำนวน 240,000 บาท นางทัศนีย์ คุปตธรณี จำนวน 109,000 บาท นางประคองอยู่ถมยา, นายถนัด มีรัตน์, นายธเนตร มีรัตน์ และนายอนนท์ มีรัตน์ จำนวน 217,500บาท นางสาลินี สุนทรวิภาต จำนวน 75,000 บาท นางอภิชาติหรือธนกฤต หวังดำรงวงศ์จำนวน 308,350 บาท นางสาวเนตรนุช กิจการเจริญ และนายธนายุทธ สิรินุตานนท์จำนวน 64,500 บาท นายวันชัย สว่างบรรเจิดทวี และนางสุดา สว่างบรรเจิดทวี จำนวน106,000 บาท นางพูลศรี ไชยโยศิลป์ จำนวน 258,000 บาท นางธรรมศักดิ์ ปิยรัตนวงศ์และนางสวนีย์ ปิยรัตน์วงศ์ จำนวน 222,127 บาท นางวิเชียร เหล่ารุ่งเรืองชัย และนางสุนัดดา เหล่ารุ่งเรืองชัย จำนวน 275,000 บาท สิบตำรวจโทสิงคาร กะจันทร์นางประครอง กะจันทร์ และนางสาวนงนุช เชียงหนุ้น จำนวน 173,500 บาท นายเฉลิมพรสหกลจักร์ จำนวน 221,500 บาท นางสาวสมศรี ขุนแก้ว จำนวน 23,800 บาท นายพิเชษฐ์ ประคำเพชร และนางสาวจรรยา คณิตวงศ์ จำนวน 278,000 บาท นางสาวนงเยาว์ ลิ่มวงค์สวัสดิ์ จำนวน 211,000 บาท นางสาววันเพ็ญ กอบพิมาย จำนวน217,500 บาท นางสุพัตรา เม่งบุตร จำนวน 200,500 บาท นายอนันต์ ธัญญมงคลพงศ์จำนวน 200,500 บาท นางพรพิชิต ษมากรวิทิต จำนวน 223,850 บาท นายภักดีอิ่มคำนวร นางสาวภูริตา อิ่มคำนวร และนางสาวเสาวนีย์ วงศ์กาวี จำนวน 168,000บาท นางนุชศรา หอมเนียมหรือจิระ วิชชาสกุล และนายไกรวุฒิ จิระวิชชาสกุล จำนวน120,000 บาท นายนิวัฒน์ เหมืองหม้อหรือบุญทำ เชียงทอง นายสุวิทธ์ เหมืองหม้อ และนางสาวบุญมี คำวัง จำนวน 274,000 บาท นายทศพร สันตศิริ จำนวน 323,000 บาทนายวิทิต กิจนาคะเกศ และนางสาวจรรยา ลักษณาอารยะการ จำนวน 131,000 บาทนางสาวชูชีพ กนิษฐสุนทร จำนวน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2540, 7 ธันวาคม 2540, 9 มีนาคม 2541, 6 มกราคม 2541, 20 มกราคม 2541, 18 ตุลาคม 2540, 27 ตุลาคม 2540, 27 ตุลาคม 2540, 26กันยายน 2540, 16 พฤศจิกายน 2540, 14 กันยายน 2540, 6 มิถุนายน 2541, 1 ตุลาคม2540, 9 กันยายน 2541, 11 ตุลาคม 2540, 14 มกราคม 2542, 14 ธันวาคม 2540,4 ธันวาคม 2540, 26 สิงหาคม 2540, 3 ธันวาคม 2540, 22 พฤศจิกายน 2540, 4ตุลาคม 2540, 4 พฤศจิกายน 2540, 25 สิงหาคม 2541, 15 พฤศจิกายน 2541, 29กันยายน 2540 และวันที่ 7 ตุลาคม 2541 ตามลำดับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินจัดสรร โดยจำเลยได้รับเงินจากผู้บริโภคไปแล้วไม่ดำเนินการตามสัญญาปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่ผู้บริโภคไม่เต็มตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1)บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอนให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยาน จะเห็นได้ว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีข้อความบังคับศาลว่าจะต้องพิพากษาไปตามคำขอของโจทก์ทุกประการ และเมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 198 ทวิ วรรคแรกที่บัญญัติว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย... บทบัญญัติที่กำหนดให้ศาลมีอำนาจงดสืบพยานและให้ส่งพยานเอกสารแทนนั้นเป็นเพียงเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการพิจารณาคดีเท่านั้น เพราะแม้ว่าศาลจะสั่งให้สืบพยานต่อไปฝ่ายเดียว ศาลก็อาจพิพากษาให้ไม่เต็มตามคำขอก็ได้ หากพยานเอกสารไม่เพียงพอ ซึ่งถือได้ว่าคดีไม่มีมูลในส่วนที่ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดง ดังนั้น เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานเอกสารมาแสดงประกอบให้ศาลเห็นว่าคดีมีมูลจริง ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่พิพากษาให้ในส่วนที่ไม่มีพยานเอกสารมาแสดงที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท ลิตเติ้ลจิน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2625/2546
#110955
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีคำขอให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เมื่อศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ศาลย่อมมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1) แล้วพิพากษากำหนดจำนวนเงินไปตามที่ได้ความจากพยานเอกสารนั้นได้ แม้ไม่เต็มจำนวนตามคำขอของโจทก์ โดยถือว่าคดีในส่วนที่ศาลไม่พิพากษาให้เป็นเพราะโจทก์ไม่มีพยานเอกสารแสดงให้ศาลเห็นว่าคดีส่วนนั้นมีมูล ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวก็มิได้บังคับศาลว่าต้องพิพากษากำหนดจำนวนเงินเต็มตามคำขอของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินดาวน์แก่ผู้มีชื่อซึ่งเป็นผู้บริโภคหลายคน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินซึ่งผู้บริโภคแต่ละรายได้ชำระให้แก่จำเลยไป นับแต่วันที่แต่ละคนได้ชำระเงินให้จำเลยเป็นครั้งสุดท้ายเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินคืนแก่ผู้ซึ่งมีชื่อซึ่งเป็นผู้บริโภคพร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความนั้น เนื่องจากโจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมและโจทก์ว่าความเอง จึงไม่กำหนดให้

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินจัดสรร โดยจำเลยได้รับเงินจากผู้บริโภคไปแล้วไม่ดำเนินการตามสัญญา ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่ผู้บริโภคไม่เต็มตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม (๑) บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยาน จะเห็นได้ว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีข้อความบังคับศาลว่าจะต้องพิพากษาไปตามคำขอของโจทก์ทุกประการ บทบัญญัติที่กำหนดให้ศาลมีอำนาจงดสืบพยานและให้ส่งพยานเอกสารแทนนั้นเป็นเพียงเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการพิจารณาคดีเท่านั้น และศาลอาจพิพากษาให้ไม่เต็มตามคำขอก็ได้ หากพยานเอกสารไม่เพียงพอ ซึ่งถือได้ว่า คดีไม่มีมูลในส่วนที่ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดง ดังนั้น เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานเอกสารมาแสดงประกอบให้ศาลเห็นว่าคดีมีมูลจริง ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่พิพากษาให้ในส่วนที่ไม่มีพยานเอกสารมาแสดง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ วรรคสาม (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทลิตเติ้ลจิน จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสรศักดิ์ จันเกษม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2599/2546
#49484
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่มีสิทธิครอบครองที่ดิน การที่จำเลยนำที่ดินที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จึงไม่ชอบ ศาลมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 และตราบใดที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ยังไม่ถูกเพิกถอนย่อมถือว่าการละเมิดยังมีอยู่ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)เลขที่ 63 ตำบลตาดทอง อำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันอำเภอเมืองยโสธรจังหวัดยโสธร) ระบุเนื้อที่ในแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) จำนวน 13 ไร่ แต่มีเนื้อที่จริงประมาณ 20 ไร่ โจทก์แบ่งที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศใต้ให้นางสมศรี แสงอุ่นภริยาจำเลย นางบังอร วัตรสาร และนางอุดม ดงบัง บุตรโจทก์ทั้ง 3 คน ใช้เป็นที่นาทำกินคนละประมาณ 2 ไร่ ส่วนที่ดินที่เหลือโจทก์ใช้ทำกินกับภริยา ประมาณปี 2521ทางราชการได้ประกาศให้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ สำหรับผู้ครอบครองที่ดินมือเปล่า โจทก์จึงไปยื่นเรื่อง เจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 941 ตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ให้โจทก์ โดยโจทก์เข้าใจว่าได้ออกให้ตามจำนวนเนื้อที่จริงของที่ดินซึ่งรวมที่ดินพิพาท ส่วนที่โจทก์ให้บุตรทั้ง 3 คน ทำกินไว้ด้วย โจทก์มาทราบเมื่อปี 2539 ว่าจำเลยได้นำที่ดินพิพาทไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตั้งแต่ปี 2521 คือหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 942 ตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ในนามของจำเลยโดยโจทก์ไม่ทราบมาก่อนและไม่เคยยกที่ดินพิพาทให้จำเลย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทจำนวน 6 ไร่ 47 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 942 ตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร เป็นของโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 942 ดังกล่าว ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามเกี่ยวข้องรบกวนต่อไป

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)เลขที่ 63 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 941 ตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ไม่ใช่ที่ดินแปลงเดียวกันเพราะตั้งอยู่คนละหมู่บ้าน ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 942 ตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 47 ตารางวา นั้นเดิมเป็นของโจทก์จริงแต่ไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินไว้ และโจทก์ยกที่ดินพิพาทดังกล่าวให้จำเลยแล้วเมื่อปี 2513 ขณะที่จำเลยมาแต่งงานอยู่กินเป็นสามีภริยากับนางสมศรี แสงอุ่น บุตรสาวโจทก์โดยจำเลยได้มอบเงินจำนวน 10,000 บาท ให้โจทก์เป็นการตอบแทน หลังจากนั้นจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอด ไม่มีผู้ใดเข้ามาเกี่ยวข้องรบกวนและได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมา ในปี 2521 ที่ทางราชการประกาศให้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จำเลยได้ยื่นเรื่องขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2521 ซึ่งโจทก์เองก็ได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินที่ไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินไว้ในวันดังกล่าวเช่นกัน และทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 941 ให้โจทก์ และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 942 ให้จำเลยสำหรับที่ดินพิพาทโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านและจำเลยได้ครอบครองเรื่อยมา ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยไม่ใช่ของโจทก์ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 942 ตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร อีกต่อไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 63 ตำบลตาดทอง อำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันจังหวัดยโสธร) กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 941 ตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน เหตุที่ที่ตั้งที่ดินอยู่คนละหมู่บ้านเพราะทางราชการเปลี่ยนแปลงภายหลัง จำเลยไม่เคยมอบเงิน 10,000 บาท ให้โจทก์และโจทก์ไม่เคยยกที่ดินพิพาทให้จำเลยแต่ได้แบ่งให้นางสมศรี แสงอุ่น บุตรโจทก์ซึ่งเป็นภริยาจำเลยกับนางบังอร วัตรสาร และนางอุดม ดงบัง บุตรโจทก์อีก 2 คน ทำนาคนละ 2 ไร่ โจทก์เพิ่งทราบเรื่องที่จำเลยนำที่ดินพิพาทไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เมื่อปี 2539 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางลี วัตรสาร ภริยาโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 942 ตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธรส่วนที่อยู่ทางด้านทิศเหนือที่มีคันนาเป็นแนวเขตตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.2เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ เป็นของโจทก์ และส่วนที่อยู่ทางด้านทิศใต้ที่มีคันนาเป็นแนวเขตตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.2 เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ เป็นของจำเลย ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินส่วนของโจทก์และห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินส่วนของจำเลย ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 942 ดังกล่าวข้างต้นเฉพาะส่วนทางด้านทิศเหนือเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ที่มีคันนาเป็นแนวเขตอยู่ตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.2 คำขออื่นของโจทก์และของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์มีที่ดิน 1 แปลงโดยได้รับมรดกมาจากบิดามารดา โจทก์มีบุตร 7 คน นางสมศรีแสงอุ่น ภริยาจำเลยเป็นบุตรคนหนึ่งของโจทก์ โจทก์ให้จำเลยและนางสมศรีปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ เมื่อประมาณปี 2514 โจทก์แบ่งที่ดินบางส่วนทางด้านทิศใต้ซึ่งเป็นที่นาให้จำเลยกับนางสมศรีทำนา ต่อมาในปี 2521 ทั้งโจทก์และจำเลยได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 941 เนื้อที่ 14 ไร่ 3 งาน 55 ตารางวา จำเลยได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 942 เนื้อที่ 6 ไร่ 47 ตารางวา คือที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยและกรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 942หรือไม่ สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยครอบครองอยู่ทางด้านทิศใต้เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าเป็นที่ดินของจำเลยโดยโจทก์ยกให้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะที่ดินพิพาทส่วนที่เหลืออีกประมาณ 4 ไร่ ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์โดยโจทก์ยกให้จำเลยและนางสมศรีภริยาด้วยหรือไม่ ได้ความจากโจทก์ว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยและนางสมศรี นางอุดมและนางบังอรบุตรโจทก์ทำนาทำกินในที่ดินคนละประมาณ 2 ไร่ โดยมีคันนากั้นเป็นแนวเขตที่ดินของแต่ละแปลงไว้ ต่างคนต่างทำนาในเขตของตนตลอดมา ต่อมาปี 2521 จำเลยนำที่ดินของโจทก์ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นเนื้อที่ 6 ไร่ 47 ตารางวาโดยโจทก์ไม่ทราบ ส่วนจำเลยและนางสมศรีอ้างว่าโจทก์ยกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่นาให้จำเลยและนางสมศรีทำกิน หลังจากนั้นจำเลยได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วจำเลยใช้ประโยชน์ทำกินในที่ดินพิพาทตลอดมา โดยโจทก์ไม่เคยโต้แย้งแต่ประการใดเมื่อได้พิเคราะห์คำเบิกความของจำเลยและนางสมศรีภริยาจำเลยแล้ว เห็นว่า จำเลยและนางสมศรีเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า นางบังอรและนางอุดมได้ทำกินในที่ดินพิพาทโดยมีคันนากั้นเป็นแนวเขตที่ดินตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.2 จำเลยเพิ่งเข้าทำกินในที่ดินพิพาทส่วนที่นางบังอรและนางอุดมทำกินอยู่ในปี 2540โดยไม่ยอมให้นางบังอรและนางอุดมเข้าทำนาได้อีกต่อไป ข้อเท็จจริงดังกล่าวเจือสมตามทางนำสืบของโจทก์ว่า นางบังอรและนางอุดมได้ทำนาทำกินในที่ดินพิพาทอยู่คนละประมาณ 2 ไร่ โดยได้รับอนุญาตจากโจทก์ สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทส่วนที่นางบังอรและนางอุดมทำนาทำกินอยู่ประมาณ 4 ไร่ ตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.2 นั้น เป็นการครอบครองแทนโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ จำเลยและภริยาคงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 942เฉพาะส่วนที่อยู่ทางด้านทิศใต้เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ โดยมีคันนาเป็นแนวเขตตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.2 ส่วนที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ทางด้านทิศเหนือเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ซึ่งนางบังอรและนางอุดมทำกินอยู่ จำเลยไม่มีสิทธิครอบครอง แต่ยังคงอยู่ในความครอบครองของโจทก์ การที่จำเลยนำที่ดินส่วนนี้ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ด้วยจึงไม่ชอบ ศาลมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 และโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ในส่วนที่ออกโดยไม่ชอบดังกล่าวได้เพราะตราบใดที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ยังไม่ถูกเพิกถอนย่อมถือว่าการละเมิดยังมีอยู่ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ป.ที่ดิน ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พรมดี วัตรสารหรือวัตระสารหรือวัตสารฯ
จำเลย — นาย สมาน แสงอุ่น
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2599/2546
#110878
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์และอยู่ในความครอบครองของโจทก์ไปขอออก น.ส. 3 ก. โดยไม่ชอบ ศาลมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนได้ ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 61 และโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอน น.ส. 3 ก. ในส่วนที่ออกโดยไม่ชอบได้เพราะตราบใดที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ยังไม่ถูกเพิกถอนย่อมถือว่าการละเมิด ยังมีอยู่ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทจำนวน ๖ ไร่ ๔๗ ตารางวา ตาม น.ส.๓ ก. เลขที่ ๙๔๒ ตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร เป็นของโจทก์ให้เพิกถอน น.ส.๓ ก. เลขที่ ๙๔๒ ดังกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และห้ามเกี่ยวข้องรบกวนต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป

โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ทางด้านทิศเหนือเนื้อที่ประมาณ ๔ ไร่ เป็นของโจทก์ และส่วนที่อยู่ทางด้านทิศใต้เนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ เป็นของจำเลย ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินส่วนของโจทก์ และห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินส่วนของจำเลย ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์

(น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๙๔๒ ดังกล่าวข้างต้นเฉพาะส่วนทางด้านทิศเหนือเนื้อที่ประมาณ ๔ ไร่ คำขออื่นของโจทก์และของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์มีที่ดิน ๑ แปลง โดยได้รับมรดกมาจากบิดามารดา โจทก์มีบุตร ๗ คน นางสมศรี แสงอุ่น ภริยาจำเลยเป็นบุตรคนหนึ่งของโจทก์ โจทก์ให้จำเลยและนางสมศรีปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ เมื่อประมาณปี ๒๕๑๔ โจทก์แบ่งที่ดินบางส่วนทางด้านทิศใต้ซึ่งเป็นที่นาให้จำเลยกับนางสมศรีทำนา ต่อมาในปี ๒๕๒๑ ทั้งโจทก์และจำเลยขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์ได้รับหนังสือ ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า บ.และ อ. ได้ทำนาทำกินในที่ดินพิพาทอยู่คนละประมาณ ๒ ไร่ โดยได้รับอนุญาตจากโจทก์ สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ส่วนที่ บ. และ อ. ทำนาทำกินอยู่ประมาณ ๔ ไร่ ตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.๒ นั้น เป็นการครอบครองแทนโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ จำเลยและภริยาคงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์รับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๙๔๒ เฉพาะส่วนที่อยู่ทางด้านทิศใต้เนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ โดยมีคันนาเป็นแนวเขตตามแผนที่สังเขปหมาย จ.๒ ส่วนที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ทางด้านทิศเหนือเนื้อที่ประมาณ ๔ ไร่ ซึ่ง บ. และ อ. ทำกินอยู่ จำเลยไม่มีสิทธิครอบครอง แต่ยังคงอยู่ในความครอบครองของโจทก์ การที่จำเลยนำที่ดินส่วนนี้ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ด้วยจึงไม่ชอบ ศาลมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ และโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ในส่วนที่ออกโดยไม่ชอบดังกล่าวได้เพราะตราบใดที่หนังสือรับรองการกระทำประโยชน์ยังไม่ถูกเพิกถอนย่อมถือว่าการละเมิดยังมีอยู่ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาชอบแล้วต้องด้วยความเห็นฎีกา ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448 ม. 1367
ป.ที่ดิน ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรมดี วัตรสารหรือวัตระสารหรือวัตสาร
จำเลย — นายสมาน แสงอุ่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายสมประสงค์ เพชรสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายดุสิต สิทธิฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2595/2546
#110837
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 6 ปี และเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมามีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 (2) เมื่อจำเลยอุทธรณ์ในปัญหานี้ โดยขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษมาพร้อมกับอุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยในปัญหาการกระทำความผิดของจำเลย แต่ไม่วินิจฉัยในปัญหาขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ โดยอ้างว่าขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 นั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากจำเลยมิได้อุทธรณ์ การใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลยแต่เพียงอย่างเดียวอันจะต้องต้องตามบทกฎหมายดังกล่าว ต่อมาเมื่อจำเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดและขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษอีก เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยปัญหาการกระทำความผิดแล้ว ในส่วนการใช้ดุลพินิจการลงโทษจำเลยซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวพันกัน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ลงแก่จำเลยนั้นเหมาะสมหรือไม่เพียงใด โดยไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 317, 91

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหากระทำอนาจาร แต่ปฏิเสธข้อหากระทำชำเราและพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 76 กึ่งหนึ่ง ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่ออนาจาร จำคุก 3 ปี และฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุ ยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี แม้จำเลยกำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยร้ายแรงไม่กลัวเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง เป็นภัยต่อสังคมอย่างมาก ดังนั้น หากได้รับการอบรมขัดเกลานิสัยความประพฤติน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยยิ่งกว่าให้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 (2) จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมา มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน นับแต่วันพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจาร แก่เด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 279 วรรคแรก ด้วย แต่การกระทำดังกล่าวเป็น กรรมเดียวกับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาตน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้ เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติได้ว่า เด็กหญิง ส. ผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรสาวของนาง ส. ผู้เสียหายที่ 1 และนาย ค. ขณะเกิดเหตุมีอายุ 14 ปีเศษ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองและนางสาว ว. เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่าในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 17 นาฬิกา นางสาว ว. ซึ่งเป็นญาติของผู้เสียหายทั้งสองขับรถจักรยานยนต์มารับผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านเพื่อไปซื้อของที่ตลาด ภายหลังพบนาย ท. คนรักของนางสาว ว. นายทอมชวน นางสาว ว. กับผู้เสียหายที่ 2 ไปนั่งเล่นที่บ้าน โดยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนาย ท. ไปด้วยกัน เมื่อถึงทางแยกเข้าหมู่บ้านไผ่ก็ได้พบจำเลยซึ่งเป็นเพื่อนของนาย ท. ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมา ทั้งนี้ผู้เสียหายที่ 2 ไม่รู้จักจำเลยมาก่อน นาย ท. เรียกให้จำเลย จอดรถและบอกให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยโดยอ้างว่ารถของนาย ท. มีกำลังไม่พอที่จะนั่งซ้อน 3 คน ผู้เสียหายที่ 2 จึงขึ้นนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยซึ่งขับตามรถของนาย ท. ไป แต่จำเลยขับตามไม่ทันผู้เสียหายที่ 2 จึงขอให้จำเลยไปส่งบ้าน จำเลยกลับขับพาไปที่กระท่อมร้างในไร่มันสำปะหลัง แล้วดึงมือ ผู้เสียหายที่ 2 พาขึ้นไปบนกระท่อมและเลิกเสื้อของผู้เสียหายที่ 2 ขึ้น แล้วจับนมของผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นจำเลยถอดกางเกงของจำเลยและผู้เสียหายที่ 2 ออก แล้วใช้อวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 นานประมาณ 7 ถึง 8 นาที ผู้เสียหายรู้สึกเจ็บจึงผลักจำเลยออก เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ใส่เสื้อผ้าแล้วได้ออกให้จำเลยพาไปส่งบ้าน แต่จำเลยบอกว่ารถของจำเลยไม่มีไฟหน้ารถผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยจึงนอนพักที่กระท่อมดังกล่าวจนรุ่งเช้า จากนั้นจำเลยขับรถมาส่งผู้เสียหายที่ 2 ที่บ้านนาย ท. ผู้เสียหายที่ 2 ก็ได้เล่าเหตุการณ์ดังกล่าวให้นางสาว ว. ฟัง และ ได้เล่าให้ผู้เสียหายที่ 1 ฟังเช่นกัน ผู้เสียหายที่ 1 จึงพาผู้เสียหายที่ 2 ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ ดำเนินคดี แก่จำเลย เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับและสมเหตุสมผล นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางสาว ว. และผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความสนับสนุนว่าในวันรุ่งขึ้น ผู้เสียหายที่ 2 ได้บอกคนทั้งสองว่าถูกจำเลยกระทำชำเราทั้งในทางนำสืบของจำเลยก็เบิกความยอมรับว่า จำเลยกระทำอนาจาร ผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการกอดจูบ ผู้เสียหายที่ 2 ในกระท่อมร้างที่เกิดเหตุ เชื่อได้ว่าจำเลยไม่อาจยับยั้งอารมณ์ ความใคร่ ในวัยที่กำลังกำลังคึกคะนองเช่นนั้นได้ จึงล่วงละเมิดทางเพศกับผู้เสียหายที่ 2 แม้ตามรายงานผลการตรวจชันสูตร บาดแผลของแพทย์ ปรากฏว่าแพทย์ตรวจไม่พบร่องรอยการกระทำชำเรา ก็หาเป็นพิรุธตามที่จำเลยฎีกาไม่ เนื่องจากแพทย์ได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 2 หลังเกิดเหตุแล้วถึง 2 วัน อีกทั้ง ขณะจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จำเลยยัง ไม่สำเร็จความใคร่ จึงไม่หลั่งน้ำอสุจิออกมา อันเป็นเหตุให้แพทย์ตรวจไม่พบน้ำอสุจิหรือตัวเชื้ออสุจิในช่องคลอดของ ผู้เสียหายที่ 2 ประกอบกับผู้เสียหายที่ 2 ก็เบิกความถึงประวัติส่วนตัวของตนเองว่าเคยเป็นนักกีฬาของโรงเรียนบ้านใหม่มาก่อนทั้งไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 มีความประพฤติสำส่อนทางเพศมาก่อน จึงเชื่อได้ตามข้อสันนิษฐานของ แพทย์ว่า เยื่อพรหมจารีของผู้เสียหายที่ 2 ที่มีรอยฉีกเก่านั้นเกิดจากการเล่นกีฬาออกกำลังกายซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้แพทย์จึงไม่อาจตรวจพบร่องรอยการกระทำชำเราภายในได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักแน่นแฟ้นรับฟังได้โดยปราศจาก ข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยพยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษ ให้แก่จำเลยหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 6 ปี และเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรม ที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมามีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 (2) เมื่อจำเลยอุทธรณ์ในปัญหานี้ โดยขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษมาพร้อมกับอุทธรณ์ว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยเฉพาะในปัญหาการกระทำความผิดของจำเลย แต่ไม่วินิจฉัยในปัญหาขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ โดยอ้างว่าขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 นั้น ไม่ถูกต้องเนื่องจากจำเลยมิได้อุทธรณ์การใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลย (ที่ถูก วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน) แต่เพียงอย่างเดียวอันจะต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ต่อมาเมื่อจำเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดและขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษอีก เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยปัญหาการกระทำความผิดแล้ว ในส่วนการใช้ดุลพินิจการลงโทษจำเลยซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวพันกัน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษ ที่ลงแต่จำเลยนั้นเหมาะสมหรือไม่เพียงใดโดยไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษของจำเลยประมวลกฎหมายและวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดคดีนี้เป็นครั้งแรก โดยเป็นการกระทำที่ขาดการยับยั้งชั่งใจ แต่การที่จำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายของการกระทำโดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสอง ส่อแสดงว่าจำเลยสำนึกผิดและปรารถนาที่จะกลับตนเป็นพลเมืองดีของชาติบ้านเมืองต่อไป ทั้งนี้ตามรายงานแสดง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมาก็ระบุว่า จำเลยไม่มีความประพฤติเสียหายใด ๆ มาก่อน จึงเป็นการยืนยันว่า จำเลยไม่ได้มีความชั่วร้ายในกมลสันดานสามารถ แก้ไขพฤติกรรมได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลยรวมแล้วถึง 6 ปี จึงเป็นการลงโทษที่หนักเกินไป สมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เบาลง และเมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนและกำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ จึงยังไม่เห็นสมควรที่จะเปลี่ยนโทษจำคุกไปฝึกอบรมแต่ ให้รอการลงโทษจำเลยไว้ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารจำคุก 2 ปี 6 เดือน และฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 5 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 106 โดยให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมาทุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 221 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 104 (2) ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายณัฐพล หัตถกิจไพศาล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนคร — นางแก้วตา เทพมาลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนแ — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
อำนวย เต้พันธ์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2589/2546
#50783
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีเจตนาใช้อาวุธปืนแก๊ปยาวยิงค้างคาวโดยไม่พิจารณาให้ดีว่าบริเวณที่ยิงไปนั้นจะมีผู้เสียหายอยู่หรือไม่ เมื่อกระสุนปืนที่ยิงไปนั้นไม่ถูกค้างคาว แต่กลับไปถูกผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน กรณีเช่นนี้จึงถือว่าจำเลยกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง จำเลยย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจลงโทษจำเลยได้เพราะจำเลยต่อสู้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาท จำเลยจึงไม่หลงข้อต่อสู้ ทั้งการแตกต่างระหว่างการกระทำโดยเจตนากับประมาทนั้น กฎหมายมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 289, 371, 376 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80 ประกอบมาตรา 53, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง(ที่ถูก 8 ทวิ วรรคสอง), 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน (ที่ถูกฐานพาอาวุธปืน) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ จำคุก 9 วัน รวมจำคุก 35 ปี 4 เดือน 9 วัน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 23 ปี 6 เดือน 26 วัน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุก 12 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุก 8 ปี 16 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในคืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะที่เด็กหญิงน้ำฝน รักษา ผู้เสียหายกับนายพอน รักษา และนางจันที รักษา ซึ่งเป็นบิดาและมารดาผู้เสียหายนั่งรับประทานอาหารอยู่ที่บ้าน จำเลยซึ่งเป็นน้องชายนางจันทีเข้ามาสอบถามนางจันทีเรื่องที่บ้านจำเลยถูกตัดไฟฟ้า นางจันทีตอบว่าไม่ทราบแล้วจำเลยเดินออกไป หลังจากนายพอน นางจันทีและผู้เสียหายรับประทานอาหารเสร็จ นายพอนและผู้เสียหายไปที่ทุ่งนาที่เกิดเหตุห่างจากบ้านประมาณ3 กิโลเมตร เพื่อไปดักหนู ขณะที่ผู้เสียหายเดินตามหลังนายพอนมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ผู้เสียหายรู้สึกเจ็บที่หลังจึงร้องบอกนายพอนว่าถูกยิง นายพอนเข้าไปหาผู้เสียหายใช้ไฟฉายส่องเห็นบริเวณชายโครงด้านซ้ายของผู้เสียหายมีรอยถูกกระสุนปืน 7 รู นายพอนวิ่งไปตามเสียงปืนพร้อมกับส่องไฟฉายเห็นจำเลยถือปืนแก๊ปยาว นายพอนถามจำเลยว่าทำไมจึงกล้ายิง จำเลยตอบว่ายิงค้างคาว ผู้เสียหายมีบาดแผลถูกกระสุนปืนที่หลังหลายรูและไหล่ขวา กระสุนปืนฝังในทะลุเข้าช่องท้องถูกเส้นเลือดไตซ้ายและขั้วของลำไส้เล็ก เลือดคั่งในช่องปอดขวาใช้เวลารักษาประมาณ 1 เดือน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนปรากฏตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.4 สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนกับความผิดฐานพาอาวุธปืน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย คู่ความไม่อุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายพอนว่า ผู้เสียหายถูกยิงทางด้านหลังขณะที่ผู้เสียหายเดินตามหลังนายพอน นายพอนวิ่งไปตามเสียงปืนเห็นจำเลยถืออาวุธปืนแก๊ปยาวสอบถามจำเลยแล้วรับว่าเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงจริงแต่อ้างว่ายิงค้างคาว ส่วนผู้เสียหายเบิกความว่าขณะเดินตามนายพอนได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัดรู้สึกเจ็บที่หลัง จึงร้องบอกนายพอนว่าถูกยิง เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายพอนและผู้เสียหายต่างไม่เห็นว่าจำเลยยิงในลักษณะใด จำเลยเจตนาจ้องเล็งอาวุธปืนมายังผู้เสียหายหรือนายพอนหรือค้างคาวก็ไม่อาจทราบได้แน่ชัดจึงต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีประกอบกัน ซึ่งเมื่อได้พิเคราะห์แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและภาพถ่ายการนำชี้ที่เกิดเหตุตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 แล้ว จะเห็นว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นทุ่งนามีต้นกล้วยขึ้นจำนวนมาก ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนายพอนว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุชาวบ้านละแวกนั้นจะออกไปยิงนกยิงหนูทุกคืน ซึ่งนายพอนและผู้เสียหายก็ออกไปจับหนูด้วย ฉะนั้นการที่จำเลยจะไปจับสัตว์ในบริเวณดังกล่าวย่อมเป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปกระทำกัน และเมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างนางจันทีกับจำเลยซึ่งเป็นพี่น้องกันก็ปรากฏว่า บ้านนางจันทีกับบ้านจำเลยอยู่ใกล้กัน จำเลยจะมารับประทานอาหารที่บ้านนางจันทีทุกวันแสดงให้เห็นว่านางจันทีกับจำเลยเป็นพี่น้องที่มีความรักใคร่สนิทสนมกันดี ส่วนนายพอนเบิกความว่า ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย สำหรับผู้เสียหายเบิกความว่า ครอบครัวผู้เสียหายกับจำเลยมีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ตามคำเบิกความดังกล่าวเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่า ทั้งนายพอน นางจันทีและผู้เสียหายต่างมิได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย การที่ในคืนเกิดเหตุจำเลยพูดคุยสอบถามนางจันทีเรื่องไฟฟ้าที่บ้านจำเลยถูกตัดแล้วจำเลยออกจากบ้านนางจันที หลังจากนั้นจึงเกิดเหตุคดีนี้ขึ้น เห็นว่า เหตุเพียงเท่านี้ไม่ถึงกับเป็นเหตุที่ทำให้จำเลยต้องโกรธแค้นนางจันทีมากจนถึงกับต้องไปฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นบุตรนางจันที และเป็นหลานของจำเลยเอง ประกอบกับหลังเกิดเหตุเพียงเล็กน้อยนายพอนวิ่งไปตามทางเสียงปืนพบจำเลยยืนถืออาวุธปืนอยู่บริเวณกอต้นกล้วยสอบถามจำเลยในขณะนั้น จำเลยอ้างว่ายิงค้างคาวข้ออ้างของจำเลยเกิดขึ้นในทันทีทันใดหลังเกิดเหตุเพียงชั่วครู่ ไม่มีเวลาและโอกาสที่จำเลยจะเสริมแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อใช้เป็นข้อต่อสู้ ทั้งยังปรากฏจากคำเบิกความของนายพอนว่า จำเลยพยายามจะเข้าไปช่วยเหลือผู้เสียหายแต่นายพอนไม่ยินยอม และหลังเกิดเหตุ จำเลยก็ไม่ได้หลบหนีไปไหน แต่กลับแสดงตัวให้นายพอนบิดาของผู้เสียหายเห็น พยานโจทก์นอกจากนี้คงมีแต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนรวมทั้งการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งจำเลยก็นำสืบโต้แย้งว่าถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้าย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอที่จะให้รับฟังว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย พฤติการณ์การกระทำต่าง ๆของจำเลยดังวินิจฉัยมาข้างต้น ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้อาวุธปืนแก๊ปยาวยิงค้างคาวโดยไม่พิจารณาให้ดีว่าบริเวณที่ยิงไปนั้นจะมีผู้เสียหายอยู่หรือไม่เมื่อกระสุนปืนที่ยิงไปนั้นไม่ถูกค้างคาวแต่กลับไปถูกผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน กรณีเช่นนี้จึงถือว่าจำเลยกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังจำเลยย่อมมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจลงโทษจำเลยได้เพราะจำเลยต่อสู้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาท จำเลยจึงไม่หลงข้อต่อสู้ ทั้งการแตกต่างระหว่างการกระทำโดยเจตนากับประมาทนั้น กฎหมายมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300และมาตรา 376 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามมาตรา 78 หนึ่งในสาม จำคุก 2 ปีเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุก 2 ปี 16 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 300
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นาย บัวพันธ์ หรือบัวพัน หวังสันต์หรือหวังสัน
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2575/2546
#112361
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสัญญาเช่าซื้อจะระบุว่า หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อไม่ว่างวดหนึ่งงวดใด ให้เจ้าของมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้โดยทันที และยินยอมให้เจ้าของทำการยึด และเข้าครอบครองรถยนต์นั้นก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาตั้งแต่งวดที่ 2 ถึงที่ 8 ซึ่งโจทก์ก็ยินยอมรับไว้ แม้โจทก์จะคิดค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อทุกงวดที่ล่าช้าก็ตาม แต่หลังจากโจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาแล้ว โจทก์ยังยินยอมรับเงินค่าเช่าซื้องวดที่ 7 และ ที่ 8 พร้อมค่าปรับ พฤติการณ์ดังกล่าวของโจทก์แสดงว่าโจทก์มิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาชำระค่าเช่าซื้อในสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป ดังนี้หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาก็จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดระยะเวลาพอสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ทั้งก่อนที่โจทก์จะไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนก็ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ จากนั้นจำเลยที่ 1 ไปติดต่อขอรับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน แสดงว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งการยึดนั้น จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกัน เมื่อโจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระงวดที่ 9 ภายในกำหนดระยะเวลาพอสมควรดังบทบัญญัติดังกล่าว การที่โจทก์ไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาเพราะเหตุดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ก็โต้แย้งการยึด โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิเลิกสัญญาได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อแทนค่าปรับที่ได้รับไว้แก่จำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว โดยติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน แล้วนำออกประมูลขายทำให้โจทก์เสียหายขาดราคารถยนต์และขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถยนต์ให้บุคคลอื่นเช่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและจำเลยที่ ๑ ฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดด้วย ขอให้ยกฟ้องและให้บังคับโจทก์ชำระเงิน ๓๒๐,๕๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๑

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ เคลือบคลุม จำเลยที่ ๑ ไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้โจทก์ชำระเงิน ๒๓๕,๕๒๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๑ และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ ๖,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๑๔,๔๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ มีว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา และจะต้องรับผิดหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๕ (ก) ระบุว่าหากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อไม่ว่างวดหนึ่งงวดใด ให้เจ้าของมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้โดยทันที และยินยอมให้เจ้าของทำการยึด และเข้าครอบครองรถยนต์นั้นก็ตาม แต่ก็ได้ความจากนายนิคม ต่างสกุล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาตั้งแต่งวดที่ ๒ ถึงที่ ๘ ซึ่งโจทก์ก็ยินยอมรับไว้ แม้โจทก์จะคิดค่าปรับแก่จำเลยที่ ๑ ในกรณีที่จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อทุกงวดที่ล่าช้าก็ตาม แต่หลังจากวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๑ อันเป็นวันที่โจทก์ไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาแล้ว โจทก์ยังยินยอมรับเงินค่าเช่าซื้องวดที่ ๗ และที่ ๘ พร้อมค่าปรับในวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๑ พฤติการณ์ดังกล่าวของโจทก์แสดงว่าโจทก์มิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาชำระค่าเช่าซื้อในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๕ (ก) เป็นสาระสำคัญอีกต่อไป ดังนี้หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาก็จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดระยะเวลาพอสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๗ ทั้งก่อนที่โจทก์จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโจทก์ได้ไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๑ ก็ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบ หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ไปติดต่อขอรับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน แสดงว่าจำเลยที่ ๑ โต้แย้งการยึดนั้น จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกัน เมื่อโจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระงวดที่ ๙ ประจำวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๐ ภายในกำหนดระยะเวลาพอสมควรดังบทบัญญัติดังกล่าว การที่โจทก์ไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาเพราะเหตุดังกล่าว และจำเลยที่ ๑ ก็โต้แย้งการยึด โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ ๑ ย่อมมีสิทธิเลิกสัญญาได้ เมื่อจำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อและค่าปรับที่ได้รับไว้แก่จำเลยที่ ๑ แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์คืนเงินค่าเช่าซื้อและค่าปรับรวม ๒๓๕,๕๒๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๑ โดยหักเป็นค่าเช่าจากการใช้รถยนต์ของจำเลยที่ ๑ เสียก่อน จำเลยที่ ๑ มิได้อุทธรณ์ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน ๓๒๐,๕๙๔ บาท ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน ๓๒๐,๕๙๔ บาท ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวเกินกว่าจำนวนเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำนวน ๘๕,๐๖๗ บาท จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้ คงให้โจทก์ชำระเงิน ๒๓๕,๕๒๗ บาท แก่จำเลยที่ ๑ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ผู้ค้ำประกันซึ่งต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย เพราะเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 391 วรรคหนึ่ง ม. 572 ม. 574
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนวลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายกิตติ เมธีภัทรากูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสันติ ฉ่ำแฉล้ม
ศาลอุทธรณ์ — นายเกษม วีรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สายันต์ สุรสมภพ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2573/2546
#50323
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้เห็นและยินยอมให้จำเลยที่ 2 มารดาเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้จะขาย ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ฝ่ายผู้จะซื้อ แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญาในฐานะคู่สัญญาฝ่ายผู้จะขายก็ตาม แต่การแสดงออกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวเป็นการเชิดให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นมารดาและผู้ครอบครองที่ดินพิพาทออกเป็นตัวแทนหรือยินยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1และที่ 3 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทอันจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันต่อโจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 และการนำจำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าเป็นคู่สัญญากับโจทก์ ก็หาจำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 ไม่ ทั้งการที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 หาใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาจะซื้อขายอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ไม่ เพราะเป็นแต่เพียงการนำสืบความจริงว่า จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนเข้าเป็นคู่สัญญากับโจทก์เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาจะซื้อขายทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 13026 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน ในราคาไร่ละ 100,000 บาท ให้แก่โจทก์โดยตกลงว่าจำเลยทั้งสามจะไปจดทะเบียนรับโอนมรดก แบ่งแยกและจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ภายหลัง โจทก์วางมัดจำให้จำเลยทั้งสามไว้เป็นเงิน 45,000 บาท ในวันเดียวกันจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกลงขายที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 5 ไร่ ตั้งอยู่ติดกับที่ดินแปลงแรก ในราคา50,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์วางมัดจำไว้เป็นเงิน 10,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสี่ผิดนัดไม่ไปรังวัดแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนและไม่ส่งมอบการครอบครองที่ดินมือเปล่าให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 13026 เนื้อที่ 1 ไร่2 งาน ตามตำแหน่งในรูปที่ดินตามแผนที่ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 รับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 105,000 บาท หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ชำระค่าเสียหายจำนวน90,000 บาท และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ส่งมอบการครอบครองที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 5 ไร่ตามฟ้องพร้อมรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 40,000 บาท จากโจทก์ และชำระค่าเสียหายจำนวน 30,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินโฉนดพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่นายสดอุ่นธรรม สามีจำเลยที่ 2 ทำพินัยกรรมให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อขายให้แก่โจทก์บางส่วนโดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ตกลงยินยอม และไม่มีอำนาจจะทำได้ตามสัญญาไม่กำหนดวันจดทะเบียนโอนจึงตกเป็นโมฆะ ส่วนที่ดินมือเปล่าจำเลยที่ 3และที่ 4 ตกลงขายไร่ละ 40,000 บาท แต่โจทก์เขียนสัญญาผิด จำเลยทั้งสี่ติดต่อให้โจทก์แก้ไขแต่โจทก์เพิกเฉย สัญญาทั้งสองฉบับจึงไม่ผูกพันจำเลยทั้งสี่ ค่าเสียหายอย่างมากไม่เกินสัญญาละ 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 13026 ตำบลเขาพระอำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน ตามตำแหน่งในรูปแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ให้แก่โจทก์ และรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน105,000 บาท หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2533เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 จะชำระเงินเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าสัญญาจะซื้อขายที่ดินมือเปล่าตามเอกสารหมาย จ.3 ตกเป็นโมฆะหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าสัญญาจะซื้อขายที่ดินมือเปล่าตามเอกสารหมาย จ.3 ตกลงซื้อขายกันในราคาไร่ละ10,000 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาดังกล่าวในราคาตามที่ตกลงซื้อขายกันจึงไม่ได้เข้าใจผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมในขณะทำสัญญา สัญญาตามเอกสารหมาย จ.3 จึงไม่ตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การต่อสู้ว่า ตกลงกับโจทก์ขายที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ในราคาไร่ละ 40,000 บาท แต่โจทก์เขียนสัญญาผิดไปว่าขายที่ดินประมาณ 5 ไร่ เป็นเงิน 40,000 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4ลงลายมือชื่อในสัญญาโดยไม่ได้อ่านข้อความในสัญญาดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 3 และที่ 4นางสาวทิพวรรณ อุ่นธรรม บุตรจำเลยที่ 4 และนางสาววรรณนภา ปรีดาวรรณภรณ์ เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ความทำนองเดียวกันเพียงว่า ตกลงซื้อขายที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 5 ไร่ ราคาไร่ละ 40,000 บาท ฝ่ายโจทก์เป็นผู้เขียนสัญญาจะซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.3 โดยมีการวางมัดจำเป็นเงิน 10,000 บาท ผู้เขียนสัญญาไม่ได้อ่านสัญญาให้ฟัง และจำเลยที่ 4 ก็ไม่ได้อ่านสัญญาดังกล่าว ฝ่ายโจทก์นอกจากจะมีตัวโจทก์เบิกความประกอบสัญญาจะซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.3 ยืนยันว่า ซื้อที่ดินเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ตกลงกันไร่ละ 10,000 บาท วางมัดจำไว้เป็นเงิน 10,000 บาท แล้วโจทก์มีนายรักษ์ อโนดาษ และนายประสิทธิ์ แสงอรุณ เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่านายรักษ์และนายประสิทธิ์เป็นนายหน้าพาโจทก์มาซื้อที่ดินมีโฉนดตามเอกสารหมายจ.1 กับจำเลยที่ 1 เนื้อที่ 1 ไร่ครึ่ง นอกจากนี้โจทก์ยังได้ซื้อที่ดินมือเปล่าซึ่งอยู่ด้านหลังติดกับที่ดินดังกล่าวของจำเลยที่ 3 รวมไปด้วย ที่ดินมือเปล่าตกลงขายกันไร่ละ 10,000บาท และมีการทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินมือเปล่าตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อความในสัญญาตรงตามที่คู่สัญญาตกลงกัน โดยนายรักษ์พยานโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นพยานและได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 4 นางสาวทิพวรรณและนางสาววรรณภาพยานจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า ภายหลังทำสัญญาจะซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.3 แล้วประมาณ 3 วันมีการอ่านสัญญาดังกล่าว เห็นว่าไม่ตรงกันกับที่ตกลงกันจึงตามนายรักษ์ให้มาทำการแก้ไขสัญญา แต่โจทก์ไม่ยอมแก้ไขเมื่อโจทก์จะนำเงินที่เหลือมาชำระจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับ เห็นได้ว่าหากจำเลยที่ 4 ทราบว่าสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.3 ระบุราคาที่ดินทั้งหมดที่ตกลงซื้อขายกันผิดพลาดไป แม้จะอ้างว่าได้ให้นายรักษ์พยานโจทก์มาแก้ไขสัญญา แต่โจทก์ไม่ยอมแก้ไข จำเลยที่ 4 เจ้าของที่ดินก็หากระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อแสดงให้ปรากฏว่าสัญญาดังกล่าวระบุราคาที่ดินทั้งหมดผิดพลาดจากที่ตกลงกันไว้จนจำเลยที่ 4 ไม่สามารถโอนขายส่งมอบที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างขึ้นเป็นข้อต่อสู้เป็นครั้งแรกเมื่อยื่นคำให้การคดีนี้ภายหลังทำสัญญาจะซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.3 กับโจทก์ล่วงพ้นมาแล้ว 5 ปีเศษ ทั้งเมื่อโจทก์และนายรักษ์ นายประสิทธิ์มาเบิกความ ฝ่ายจำเลยก็หาได้ซักค้านในประเด็นปัญหาเรื่องราคาที่ดินดังกล่าวไว้ เพื่อให้โจทก์และพยานโจทก์อธิบายให้ความจริงปรากฏแต่อย่างใดไม่ แต่นำสืบเพียงว่าราคาที่ดินที่เขียนในสัญญาผิดจากที่ตกลงกันไว้ จึงเป็นข้อพิรุธปราศจากน้ำหนักที่จะรับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกลงทำสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 ตามข้อความที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวจริง โดยมิได้เข้าใจผิดในราคาที่ดินที่ตกลงซื้อขายกัน สัญญาจะซื้อขายดังกล่าวหาตกเป็นโมฆะไม่ สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชดใช้เพราะการผิดสัญญาจะซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.3 จำนวน 30,000 บาทนั้น แม้ตามสัญญาดังกล่าวจะกำหนดค่าเสียหายไว้จำนวน 50,000 บาท และโจทก์เรียกร้องเพียง 30,000 บาทก็ตามแต่การกำหนดค่าเสียหายตามสัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากกำหนดหรือเรียกร้องสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383 วรรคหนึ่ง สำหรับกรณีนี้เบี้ยปรับตามที่โจทก์เรียกร้องเห็นว่าสูงเกินส่วนจึงเห็นควรกำหนดให้โจทก์ 10,000 บาท ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกลงจะซื้อขายที่ดินตามสัญญาเอกสารหมาย จ.3 คำนวณแล้วไร่ละ8,000 บาท เป็นราคาแตกต่างกับราคาที่ดินที่อยู่ติดกันควรมีราคาใกล้เคียงกันเชื่อว่าเขียนราคาไว้ผิดพลาด กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าใจผิดในสิ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมในขณะทำนิติกรรม จึงทำให้สัญญาจะซื้อขายที่ดินมือเปล่าตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นโมฆะนั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย เพราะเมื่อพิจารณาสภาพที่ตั้งที่ดินมือเปล่าจำนวนประมาณ 5 ไร่ ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่ทำสัญญาจะซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.3 ให้แก่โจทก์ตามที่ปรากฏในสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แล้ว จะเห็นได้ว่าที่ดินมือเปล่าดังกล่าวแม้จะอยู่ติดกับที่ดินที่มีโฉนดซึ่งจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อขายให้แก่โจทก์ในราคาไร่ละ 100,000 บาท ก็ตาม แต่ทางออกสู่ถนนสาธารณะจากที่ดินมือเปล่าดังกล่าวจำต้องอาศัยผ่านที่ดินมีโฉนดที่จำเลยที่ 2 ตกลงขายให้แก่โจทก์แล้ว ดังนั้น ที่ดินมือเปล่าของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่ตกลงขายให้แก่โจทก์จึงเป็นที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะดังเช่นที่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้าน จึงจำต้องขายให้แก่โจทก์ในราคาต่ำจึงไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับราคาที่ดินที่อยู่ใกล้เคียงดังศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยได้ เมื่อคำนึงถึงที่ดินมือเปล่าของจำเลยที่ 3และที่ 4 ที่ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินทั้งเป็นที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะด้วยแล้ว การที่ตกลงขายให้โจทก์ราคาไร่ละ 10,000 บาท จึงหาใช่ราคาต่ำเกินสมควรจนคาดหมายได้ว่าเขียนราคาในสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 ผิดพลาดจากราคาที่ตกลงกันไม่ ส่วนสัญญาจะซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.3 มีข้อความระบุว่าจะลงนามโอนกรรมสิทธิ์กันอีกครั้ง ซึ่งโจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นสามีภริยากันจะส่งมอบการครอบครองที่ดินมือเปล่าดังกล่าวให้พร้อมกับการจดทะเบียนโอนที่ดินมีโฉนดที่ตกลงทำสัญญาจะซื้อขายกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 แสดงว่าจะมีการส่งมอบการครอบครองที่ดินมือเปล่าและลงนามโอนกรรมสิทธิ์กันอีกครั้งเมื่อมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดที่ดินแปลงหน้ากันตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 นั่นเอง จึงหาทำให้สัญญาจะซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นสัญญาซื้อขายเด็ดขาดอันต้องตกเป็นโมฆะดังข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องผูกพันตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินมีโฉนดตามเอกสารหมาย จ.2 หรือไม่ ข้อเท็จจริงซึ่งคู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ที่ดินที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อขายตามเอกสารหมายจ.2 เนื้อที่จำนวน 1 ไร่ 2 งาน เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมายจ.1 ซึ่งมีชื่อนายสด อุ่นธรรม สามีจำเลยที่ 2 และเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ครั้นนายสดถึงแก่กรรมเมื่อปี 2530 แล้วจำเลยที่ 2 ผู้เป็นมารดาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ครอบครองที่ดินมีโฉนดตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีที่ดินพิพาทและที่ดินแปลงอื่นรวมอยู่ด้วย จนกระทั่งวันที่ 1 สิงหาคม 2533 และวันที่ 6 สิงหาคม2533 ขณะจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.2กับโจทก์ มีจำเลยที่ 1 และที่ 3 อยู่ด้วย ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องตกแก่ทายาทโดยธรรมของนายสดเจ้ามรดก ขณะนายสดถึงแก่กรรมจำเลยที่ 2 ในฐานะภริยาและบุตรจำนวน 7 คน ซึ่งมีจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย เป็นทายาทโดยธรรมของนายสดเจ้ามรดกมีส่วนในที่ดินพิพาท เมื่อที่ดินพิพาทรวมทั้งที่ดินแปลงอื่นของนายสดเจ้ามรดกยังมิได้แบ่งปันกันในระหว่างทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก แต่ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 และบุตรคนอื่นอีก 5 คน ครอบครองแทน ขณะที่นายรักษ์นายหน้าขายที่ดินนำโจทก์มาทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 3ก็อยู่ด้วยขณะที่จำเลยที่ 2 พิมพ์ลายนิ้วมือเป็นผู้จะขายและโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้จะซื้อในสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 และ จ.6 โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 นอกจากขณะทำสัญญาดังกล่าวจะอยู่ด้วยแล้วยังได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาตามเอกสารหมาย จ.6 และอ่านข้อความในสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 นอกจากนี้โจทก์และนายรักษ์พยานโจทก์ยังเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินมัดจำซื้อที่ดินพิพาทจำนวน 45,000 บาท จากโจทก์ด้วย พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้เห็นและยินยอมให้จำเลยที่ 2 มารดาเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้จะขายทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ฝ่ายผู้จะซื้อ แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญาในฐานะคู่สัญญาฝ่ายผู้จะขายที่ดินพิพาทก็ตาม แต่การแสดงออกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวเป็นการเชิดให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นมารดาและผู้ครอบครองที่ดินพิพาทออกเป็นตัวแทนหรือยินยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทอันจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันต่อโจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาท เอกสารหมาย จ.2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 และการที่จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าเป็นคู่สัญญากับโจทก์ ก็หาจำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 ไม่ ทั้งการที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 หาใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ไม่ เพราะการนำสืบพยานบุคคลของโจทก์เป็นแต่เพียงนำสืบความจริงว่า จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนเข้าเป็นคู่สัญญากับโจทก์ดังกล่าวเท่านั้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มิได้คัดค้านการทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 เพราะขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่าแม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าขณะนายสดบิดาถึงแก่กรรมมีการทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองไว้ จึงไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทบิดาจะยกให้แก่ผู้ใด ก็ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า พินัยกรรมของบิดาจำเลยที่ 1 ดังกล่าวตกเป็นโมฆะจึงมีผลว่าขณะทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทนั้น จำเลยที่ 1 มีส่วนถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอยู่ด้วยในฐานะทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกผู้เป็นบิดา ดังนั้นเมื่อต่อมาภายหลังมีการแบ่งปันมรดกกันในระหว่างทายาทโดยธรรมแล้วจำเลยที่ 1 ได้รับส่วนแบ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.2 โอนขายให้แก่โจทก์ สำหรับที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า สัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 ไม่มีข้อความว่าคู่สัญญาจะไปทำสัญญาซื้อขายโอนที่ดินกันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ไหน เมื่อใด สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาซื้อขายเด็ดขาดเป็นโมฆะนั้นเห็นว่าตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 มีข้อความว่า คู่สัญญาตกลงโอนกรรมสิทธิ์เมื่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายกได้ทำการแบ่งแยกเรียบร้อย เป็นที่เข้าใจได้ว่ามีการกำหนดเงื่อนไขการโอนทางทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดนครนายก เมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกจากที่ดินแปลงใหญ่ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1แล้ว หาใช่คู่สัญญามีเจตนาไม่ทำการโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนและถือว่าเป็นสัญญาซื้อขายเด็ดขาดตกเป็นโมฆะดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ส่งมอบการครอบครองที่ดินมือเปล่าจำนวน 5 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังทางทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 13026 ตำบลเขาพระ อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก ตามตำแหน่งในรูปแผนที่ดินเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 ให้แก่โจทก์ และใช้ค่าเสียหายจำนวน 10,000 บาท แก่โจทก์ และรับเงินค่าที่ดินที่เหลือจำนวน 40,000 บาท จากโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธงชัย จำปาเกิดทรัพย์
จำเลย — นาย สำเนียง อุ่นธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2573/2546
#50978
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้เห็นและยินยอมให้จำเลยที่ 2 มารดาเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ขายทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับโจทก์ฝ่ายผู้จะซื้อแม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญา แต่การแสดงออกดังกล่าวเป็นการเชิดให้จำเลยที่ 2 ออกเป็นตัวแทนหรือยินยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันต่อโจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 และการนำสืบว่าจำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็หาจำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 ไม่ ทั้งหาใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาจะซื้อขายอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ไม่ เพราะเป็นแต่เพียงการนำสืบความจริงว่าจำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนเข้าเป็นคู่สัญญากับโจทก์เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2533 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาจะซื้อขายทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 13026 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน ในราคาไร่ละ 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ โดยตกลงว่าจำเลยทั้งสามจะไปจดทะเบียนรับโอนมรดกแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ภายหลัง โจทก์วางมัดจำให้จำเลยทั้งสามไว้เป็นเงิน 45,000บาท ในวันเดียวกันจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกลงขายที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 5 ไร่ ตั้งอยู่ติดกับที่ดินแปลงแรกในราคา 50,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์วางมัดจำไว้เป็นเงิน 10,000 บาทต่อมาจำเลยทั้งสี่ผิดนัดไม่ไปรังวัดแบ่งแยกและจดทะเบียนโอน และไม่ส่งมอบการครอบครองที่ดินมือเปล่าให้แก่โจทก์ จึงขอคิดค่าเสียหายจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน90,000 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเงิน 30,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 13026 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน ตามตำแหน่งในรูปที่ดินตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 รับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน105,000 บาท หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 ชำระค่าเสียหายจำนวน 90,000 บาท และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ส่งมอบการครอบครองที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 5 ไร่ ตามฟ้องพร้อมรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน40,000 บาท จากโจทก์ และชำระค่าเสียหายจำนวน 30,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินโฉนดพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่นายสดอุ่นธรรม สามีจำเลยที่ 2 ทำพินัยกรรมให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อขายให้แก่โจทก์บางส่วน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ตกลงยินยอม และไม่มีอำนาจจะทำได้ตามสัญญาไม่กำหนดวันจดทะเบียนโอน จึงตกเป็นโมฆะส่วนที่ดินมือเปล่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกลงขายไร่ละ 40,000 บาท แต่โจทก์เขียนสัญญาผิด จำเลยทั้งสี่ติดต่อให้โจทก์แก้ไขแต่โจทก์เพิกเฉย สัญญาทั้งสองฉบับจึงไม่ผูกพันจำเลยทั้งสี่ค่าเสียหายอย่างมากไม่เกินสัญญาละ 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 13026 ตำบลเขาพระอำเภอเมืองนครนายก เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน ตามตำแหน่งในรูปแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ให้แก่โจทก์ และรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 105,000 บาท หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 จะชำระเงินเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1ต้องผูกพันตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินมีโฉนดตามเอกสารหมาย จ.2 หรือไม่ ข้อเท็จจริงซึ่งคู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ที่ดินที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.2 เนื้อที่จำนวน 1 ไร่ 2 งาน เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีชื่อนายสด อุ่นธรรม สามีจำเลยที่ 2 และเป็นบิดาของจำเลยที่ 1และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ครั้นนายสดถึงแก่กรรมเมื่อปี 2530 แล้วจำเลยที่ 2 ผู้เป็นมารดาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ครอบครองที่ดินมีโฉนดตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีที่ดินพิพาทและที่ดินแปลงอื่นรวมอยู่ด้วย จนกระทั่งวันที่ 1 สิงหาคม 2533 และวันที่ 6สิงหาคม 2533 ขณะจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.2 กับโจทก์ มีจำเลยที่ 1 และที่ 3 อยู่ด้วย ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องตกแก่ทายาทโดยธรรมของนายสดเจ้ามรดก ขณะนายสดถึงแก่กรรมจำเลยที่ 2 ในฐานะภรรยาและบุตรจำนวน 7 คน ซึ่งมีจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย เป็นทายาทโดยธรรมของนายสดเจ้ามรดกมีส่วนในที่ดินพิพาท เมื่อที่ดินพิพาทรวมทั้งที่ดินแปลงอื่นของนายสดเจ้ามรดกยังมิได้แบ่งปันกันในระหว่างทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก แต่ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 และบุตรคนอื่นอีก 5 คน ครอบครองแทน ขณะที่นายรักษ์นายหน้าขายที่ดินนำโจทก์มาทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็อยู่ด้วยขณะที่จำเลยที่ 2 พิมพ์ลายนิ้วมือเป็นผู้จะขายและโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้จะซื้อในสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 และ จ.6 โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 นอกจากขณะทำสัญญาดังกล่าวจะอยู่ด้วยแล้วยังได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาตามเอกสารหมาย จ.6 และอ่านข้อความในสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 นอกจากนี้โจทก์และนายรักษ์พยานโจทก์ยังเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินมัดจำซื้อที่ดินพิพาทจำนวน 45,000 บาท จากโจทก์ด้วย พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้เห็นและยินยอมให้จำเลยที่ 2 มารดาเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้จะขายทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ฝ่ายผู้จะซื้อ แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญาในฐานะคู่สัญญาฝ่ายผู้จะขายที่ดินพิพาทก็ตาม แต่การแสดงออกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวเป็นการเชิดให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นมารดาและผู้ครอบครองที่ดินพิพาทออกเป็นตัวแทนหรือยินยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทอันจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันต่อโจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 และการที่จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าเป็นคู่สัญญากับโจทก์ก็หาจำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 ไม่ ทั้งการที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 หาใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ไม่ เพราะการนำสืบพยานบุคคลของโจทก์เป็นแต่เพียงนำสืบความจริงว่า จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนเข้าเป็นคู่สัญญากับโจทก์ดังเท่านั้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 มิได้คัดค้านการทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 เพราะขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าขณะนายสดบิดาถึงแก่กรรมมีการทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองไว้ จึงไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทบิดาจะยกให้แก่ผู้ใดก็ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า พินัยกรรมของบิดาจำเลยที่ 1 ดังกล่าวตกเป็นโมฆะ จึงมีผลว่าขณะทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทนั้น จำเลยที่ 1 มีส่วนถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอยู่ด้วยในฐานะทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกผู้เป็นบิดาดังนั้นเมื่อต่อมาภายหลังการแบ่งปันมรดกกันในระหว่างทายาทโดยธรรมแล้วจำเลยที่ 1ได้รับส่วนแบ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.2 โอนขายให้แก่โจทก์ สำหรับที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า สัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.2ไม่มีข้อความว่า คู่สัญญาจะไปทำสัญญาซื้อขายโอนที่ดินกันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ไหนเมื่อใด สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาซื้อขายเด็ดขาดเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 มีข้อความว่า คู่สัญญาตกลงโอนกรรมสิทธิ์เมื่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายกได้ทำการแบ่งแยกเรียบร้อยเป็นที่เข้าใจได้ว่ามีการกำหนดเงื่อนไขการโอนทางทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดนครนายก เมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกจากที่ดินแปลงใหม่ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แล้ว หาใช่คู่สัญญามีเจตนาไม่ทำการโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียน และถือว่าเป็นสัญญาซื้อขายเด็ดขาดตกเป็นโมฆะดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ส่งมอบการครอบครองที่ดินมือเปล่าจำนวน 5 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังทางทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 13026 ตำบลเขาพระ อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก ตามตำแหน่งในรูปแผนที่ดินเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 ให้แก่โจทก์ และใช้ค่าเสียหายจำนวน 10,000 บาท แก่โจทก์ และรับเงินค่าที่ดินที่เหลือจำนวน 40,000 บาท จากโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 798 ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธงชัย จำปาเกิดทรัพย์หรือธรรมประสาธน์
จำเลย — นาย สำเนียง อุ่นธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2568/2546
#50322
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภรรยาของตนโดยเด็กหญิงไม่ยินยอมจำคุก 6 ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายจำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 4 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวแล้วแต่ละกระทงลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ทราบอายุของผู้เสียหายซึ่งเป็นสาระสำคัญขององค์ประกอบความผิดถือว่าเป็นความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งคัดค้านการรับฟังพยานหลักฐานซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง และที่จำเลยฎีกาอีกว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายกับขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการกำหนดโทษ ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2540 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรได้พรากเด็กหญิงน้ำฝน หมายเจริญ อายุ 14 ปีเศษ ไปเสียจากนางมวย หมายเจริญ มารดาเพื่อการอนาจาร และจำเลยกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงน้ำฝนผู้เสียหายอายุ 14ปีเศษ โดยใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อยที่ท้องผู้เสียหายบังคับให้ผู้เสียหายถอดกางเกงถลกเสื้อและเสื้อชั้นในของผู้เสียหาย แล้วเล้าโลมตามร่างกายของผู้เสียหาย โดยจูบที่ปาก คอและหน้าอก จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมจนสำเร็จความใคร่ เหตุเกิดที่ตำบลนอกเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์จังหวัดสุรินทร์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 317, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277วรรคหนึ่ง, 279 วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงไม่ยินยอม และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงไม่ยินยอม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารจำคุก 6 ปี รวมจำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับแต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ต้องแยกพิจารณาโทษแต่ละกระทงเป็นเกณฑ์ คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงไม่ยินยอมและฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงไม่ยินยอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หมายความว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังคงพิพากษายืนในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงไม่ยินยอม และฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า จำเลยไม่ทราบอายุของผู้เสียหายซึ่งเป็นสาระสำคัญขององค์ประกอบความผิด ถือว่าเป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริง เป็นฎีกาที่จำเลยโต้แย้งคัดค้านการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกา ข้อที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า จำเลยมิได้กระทำผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายและขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานและโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอีกเช่นกัน จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในปัญหาดังกล่าวมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นาย แสวงหรือหมู ทนทาน
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2565/2546
#50704
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อที่ดินและอาคารพิพาทโดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จากจำเลยที่ 3มาเป็นของโจทก์และโจทก์ได้เข้าครอบครองแล้ว ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ ส. อันมีผลทำให้ความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 5 ในคดีดังกล่าวหมดสิ้นไปทันที โจทก์ย่อมได้รับความเสียหาย ถือได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทคืนจากฝ่ายจำเลยผู้ขายได้ การที่ ส. ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนยังมิได้ชำระเงิน ส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ขายหรือยังมิได้ดำเนินการบังคับคดีในคดีก่อน เป็นกรณีที่ ส. กับจำเลยทั้งห้าจะต้องไปว่ากล่าวกันต่อไปในคดีดังกล่าว หาทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทของโจทก์ที่ถูกเพิกถอนไปแล้วกลับคืนมาอีกไม่

ก่อนฟ้องคดีโจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยที่ 1 ให้คืนเงินค่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2540 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคแรก และมาตรา 204 วรรคแรก ประกอบมาตรา 224 วรรคแรก จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2533 จำเลยทั้งสามร่วมกันขายที่ดินโฉนดเลขที่ 28505 พร้อมอาคาร 1 คูหา เลขที่ 1/17 แก่โจทก์ ในราคา 2,350,000 บาท และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แล้ว โจทก์เข้าครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินและอาคารตลอดมา ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2534 นายสมชาย แซ่ตั้งหรือภูอมรเลิศ เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทเกียรติศิริค้าไม้และก่อสร้าง จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 นางสาวสุนีย์ นิ่มกรชัยที่ 2 นางชัชวดี อัมภิกาภรณ์ ที่ 3 นางจิตนา ทัสนิยม ที่ 4 และโจทก์เป็นจำเลยที่ 5ต่อศาลแพ่งธนบุรี ให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 28505 ระหว่างจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 ให้กรรมสิทธิ์กลับมาเป็นของนางสาวสุนีย์ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนบริษัทเกียรติศิริค้าไม้และก่อสร้าง จำกัด แล้วให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารให้แก่นายสมชายพร้อมรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารระหว่างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผลให้โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสามต้องร่วมรับผิดคืนเงินค่าที่ดินและอาคาร 2,350,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องกู้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารพาณิชย์มาชำระค่าที่ดินดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลแพ่งธนบุรีมีคำพิพากษาถึงวันฟ้องเป็นเวลา4 ปี 4 เดือน 22 วัน เป็นดอกเบี้ย 1,548,746.50 บาท และยังต้องรับผิดเนื่องจากศาลพิพากษาเพิกถอนการซื้อขาย ทำให้โจทก์ต้องเจรจาตกลงจ่ายเงินแก่คู่กรณีเป็นเงิน2,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 5,898,746.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยร่วมกันขายที่ดินและอาคารพิพาทแก่โจทก์ เดิมจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินรวม 6 แปลง ซึ่งจำนองไว้แก่ธนาคารมหานคร จำกัด ต่อมาประมาณปี 2531นายสมเกียรติ นิ่มกรชัย ขอซื้อที่ดินดังกล่าวในราคา 7,500,000 บาท เพื่อปลูกสร้างอาคารพาณิชย์จำหน่าย ตกลงชำระเงิน3,000,000 บาท ในวันโอนกรรมสิทธิ์และไถ่ถอนจำนอง ส่วนที่เหลือ 4,500,000 บาทผ่อนชำระเป็นเช็ค ภายหลังนายสมเกียรติไม่สามารถหาเงินมาไถ่ถอนจำนองได้ จึงขอให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่นางสาวสุนีย์ นิ่มกรชัย นายสมยศ นิ่มกรชัย และนายกฤตโกมลฤทธิ์ เนื่องจากบุคคลทั้งสามจะเป็นผู้ติดต่อแหล่งเงินกู้มาไถ่ถอนจำนอง และต่อมาสามารถหาเงินมาไถ่ถอนจำนองได้ จำเลยที่ 1 จึงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลทั้งสาม และในวันเดียวกันนายสมเกียรติและบุคคลทั้งสามร่วมกันออกเช็คจำนวน 9 ฉบับ รวมเป็นเงิน 4,500,000 บาท มอบให้จำเลยที่ 1 เพื่อชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือ ซึ่งภายหลังสามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ฉบับเดียวจำนวน400,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงทวงถามค่าที่ดิน แต่บุคคลทั้งสี่ขอผัดผ่อนให้ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ออกจำหน่ายก่อนจึงจะนำเงินมาชำระ ซึ่งต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินและปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น 9 คูหา เลขที่ 1/15 ถึง 1/23 โดยที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 28505 พร้อมอาคารเลขที่ 1/17 มีนางสาวสุนีย์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินที่แบ่งแยกและปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ทุกแปลงได้จดทะเบียนจำนองไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยเม็กซ์ จำกัด ภายหลังบุคคลทั้งสี่ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์เลขที่ 1/17 ถึง 1/23 รวม 7 คูหา ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ที่เหลือทั้งหมด โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ไถ่ถอนจำนองที่ดินทั้งหมด จำเลยที่ 1 ตกลงและโอนใส่ชื่อจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นบุตรสาวถือกรรมสิทธิ์แทนโดยไม่ทราบว่าที่ดินและอาคารเลขที่ 1/17 มีภาระผูกพันอยู่กับบุคคลอื่น ต่อมาจำเลยที่ 3 บุตรสะใภ้ของจำเลยที่ 1 จะซื้อที่ดินและอาคารพิพาทและขอให้โอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 3 ก่อนเพื่อนำไปขอกู้เงินและจำนองแก่ธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 1 จึงจดทะเบียนโอนให้ แต่จำเลยที่ 3 ไม่สามารถกู้เงินได้จึงขอยกเลิกการซื้อขาย จำเลยที่ 1 เกรงจะเสียค่าใช้จ่ายในการโอนเป็นเงินจำนวนมากจึงมิได้จดทะเบียนโอนคืน แต่ให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้กรอกข้อความให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เป็นการโอนลอยคืนแก่จำเลยที่ 1 ครั้นวันที่ 15สิงหาคม 2533 โจทก์ติดต่อซื้อที่ดินและอาคารพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในราคา 2,350,000บาท และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2533 แต่ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2534 นายสมชาย แซ่ตั้ง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งธนบุรี ขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทดังกล่าวแล้วให้จดทะเบียนโอนแก่นายสมชาย คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาท ให้กรรมสิทธิ์กลับมาเป็นของนางสาวสุนีย์ นิ่มกรชัย ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนบริษัทเกียรติศิริค้าไม้และก่อสร้าง จำกัด แล้วให้จดทะเบียนโอนแก่นายสมชายและรับเงินที่เหลือ 1,120,000 บาท แต่โจทก์สมคบกับนายสมชายเรียกร้องเงินจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,500,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับเนื่องจากแพ้คดีดังกล่าว ทั้งที่นายสมชายก็มิได้ดำเนินการบังคับคดีและปัจจุบันโจทก์ยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินและอาคารพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทคืนพร้อมดอกเบี้ยเนื่องจากโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายและไม่มีอำนาจเรียกเงินจำนวน 2,000,000 บาท ที่โจทก์อ้างว่าชำระให้แก่นายสมชายไปเพราะเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระเงิน 1,400,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิให้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2533 โจทก์ซื้อที่ดินและอาคารพิพาท โดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จากจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์มาเป็นของโจทก์ ในราคา 2,350,000บาท ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2534 นายสมชาย แซ่ตั้งหรือภูอมรเลิศ เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทเกียรติศิริค้าไม้และก่อสร้าง จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 นางสาวสุนีย์ นิ่มกรชัย ที่ 2นางชัชวดี อัมภิกาภรณ์ ที่ 3 นางจินตนา ทัสนิยม ที่ 4 และโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 5ต่อศาลแพ่งธนบุรี ขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทดังกล่าวกลับมาเป็นของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 1 ตามเดิม ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทแก่นายสมชายและรับเงินส่วนที่เหลือ 1,120,000บาท ศาลแพ่งธนบุรีฟังข้อเท็จจริงว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทในระหว่างจำเลยดังกล่าวเป็นการโอนที่ทำให้นายสมชายเสียเปรียบ และพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทกลับมาเป็นของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 1 ตามเดิม ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทแก่นายสมชายและรับเงินส่วนที่เหลือ 1,120,000 บาทศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุด หลังจากนั้นโจทก์ได้ซื้อที่ดินและอาคารพิพาทจากนายสมชาย แต่ยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถหาเงินมาไถ่ถอนจำนองที่ดินและอาคารพิพาท และต้องการลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวการชำระค่าธรรมเนียมและภาษีในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้เพื่อเรียกเงินค่าที่ดินและอาคารพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสามปัจจุบันโจทก์ยังเป็นผู้ครอบครองและมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาท

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะสิทธิความเป็นเจ้าของหรือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทของนายสมชายซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากนายสมชายยังมิได้ชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 1,120,000 บาทให้แก่ผู้ขายคดีก่อน อันเป็นเหตุให้ไม่มีการออกหมายบังคับคดีและไม่อาจดำเนินการบังคับคดีได้ และหากภายหลังนายสมชายจงใจไม่ชำระค่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทส่วนที่เหลืออยู่ดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลฎีกา นายสมชายย่อมไม่อาจนำผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าวไปอ้างและใช้สิทธิบังคับตามคำพิพากษาต่อโจทก์คดีนี้ได้ เห็นว่าเมื่อโจทก์ซื้อที่ดินและอาคารพิพาทโดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จากจำเลยที่ 3 มาเป็นของโจทก์และโจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินและอาคารพิพาทดังกล่าวแล้ว ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่นายสมชาย อันมีผลทำให้สิทธิแห่งความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทของโจทก์หมดสิ้นไปทันที ทั้ง ๆ ที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าที่ดินและอาคารที่พิพาทให้แก่ฝ่ายจำเลยไปครบถ้วนแล้ว กรณีจึงเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายแล้วจากการกระทำของฝ่ายจำเลย ถือได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทคืนจากฝ่ายจำเลยผู้ขายได้ การที่นายสมชายโจทก์ในคดีก่อนยังมิได้ชำระเงินส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ขายหรือยังมิได้ดำเนินการบังคับคดีในคดีก่อนเป็นกรณีที่นายสมชายกับจำเลยทั้งห้าจะต้องไปว่ากล่าวกันต่อไปในคดีดังกล่าว หาทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทของโจทก์ในคดีนี้ที่ถูกเพิกถอนไปแล้วกลับคืนมาอีกไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยใช้สิทธิไม่สุจริต เพราะโจทก์สมคบกับนายสมชาย โจทก์ในคดีก่อนจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวเพื่อเจตนาหลีกเลี่ยงการชำระค่าธรรมเนียมและภาษีที่รัฐจะได้รับจากการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และต้องการลดค่าใช้จ่ายและสละสิทธิการบังคับคดีเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินที่นายสมชายได้รับจากโจทก์ อันเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการค้าความนั้น เห็นว่า การที่นายสมชายโจทก์ในคดีก่อนสละสิทธิไม่ยอมบังคับคดีหรือไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยนายสมชายกับโจทก์คดีนี้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารพิพาทไม่ว่าจะเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าธรรมเนียมและภาษีที่รัฐจะได้รับจากการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือลดค่าใช้จ่ายก็ตาม เป็นเรื่องที่มิได้เกี่ยวกับการที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสามแต่ประการใด นายสมชายจะปฏิบัติตามคำบังคับของศาลฎีกาในคดีดังกล่าวหรือไม่เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันในคดีดังกล่าว มิใช่คดีนี้ เมื่อโจทก์คดีนี้ซื้อที่ดินและอาคารพิพาทแล้วมิได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้คืนเงินค่าที่ดินและอาคารพิพาทได้ มิใช่เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตดังจำเลยที่ 1 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น...

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1จะต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่าก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยที่ 1 ให้คืนเงินค่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถามจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2540 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 203 วรรคแรก และมาตรา 204 วรรคแรก ประกอบมาตรา 224 วรรคแรก จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540แต่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2540 จึงนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้ออื่นที่เกี่ยวกับปัญหานี้ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่วินิจฉัยให้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นฤพร แซ่เฮงหรือวงศ์สล้างกุล
จำเลย — นาง พอพิศ อัมภิกาภรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2565/2546
#112036
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อที่ดินและอาคารพิพาทโดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จากจำเลยที่ 3 มาเป็นของโจทก์และโจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินและอาคารพิพาทแล้ว ต่อมา ส. ฟ้องขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทดังกล่าวโดยฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกเป็นจำเลย ศาลมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทระหว่างจำเลยในคดีดังกล่าว และให้จำเลยในคดีดังกล่าวโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทแก่ ส. พร้อมรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ ผลของคดีดังกล่าวย่อมทำให้สิทธิแห่งความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทของโจทก์หมดสิ้นไปทันที ทั้งที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่ฝ่ายจำเลยผู้ขายไปครบถ้วนแล้ว กรณีจึงเห็นได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของฝ่ายจำเลยผู้ขาย ถือได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทคืนจากฝ่ายจำเลยผู้ขายได้ การที่ ส. โจทก์ในคดีดังกล่าวยังมิได้ชำระเงินค่าที่ดินและอาคารพิพาทส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ขายหรือยังมิได้ดำเนินการบังคับคดีในคดีดังกล่าวเป็นกรณีที่ ส. กับจำเลยในคดีดังกล่าวจะต้องไปว่ากล่าวกันในคดีนั้น หาทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทของโจทก์คดีนี้ที่ถูกเพิกถอนไปแล้วกลับคืนมาอีกไม่

การที่ ส. สละสิทธิไม่ยอมบังคับคดีหรือไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวโดย ส. กับโจทก์ในคดีนี้ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารพิพาทหลังจากศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อที่ดินและอาคารพิพาทแล้ว ไม่ว่าจะเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าธรรมเนียมและภาษีที่รัฐจะได้รับจากการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือลดค่าใช้จ่ายก็ตาม เป็นเรื่องที่มิได้เกี่ยวกับการที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาคืนจากจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ส. จะปฏิบัติตามคำบังคับของศาลในคดีดังกล่าวหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันในคดีดังกล่าว มิใช่คดีนี้ การที่โจทก์ซื้อที่ดินและอาคารพิพาทแล้วไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทจึงฟ้องจำเลยทั้งสามให้คืนเงินค่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทจึงมีอำนาจกระทำได้ มิใช่เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต

โจทก์ทวงถามจำเลยที่ 1 ให้คืนเงินค่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2540 แล้วเพิกเฉย จึงตกเป็นผู้ผิดนัดจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคแรก และมาตรา 204 วรรคแรก ประกอบมาตรา 224 วรรคแรก จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๕,๘๙๘,๗๔๖.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔,๓๕๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า เดิมจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินรวม ๖ แปลง ซึ่งจำนองไว้แก่ธนาคารมหานคร จำกัด ต่อมาประมาณปี ๒๕๓๑ นายสมเกียรติ นิ่มกรชัย ขอซื้อที่ดินดังกล่าวตกลงชำระเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในวันโอนกรรมสิทธิ์และไถ่ถอนจำนอง ส่วนที่เหลือ ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท ผ่อนชำระเป็นเช็ค ภายหลังนายสมเกียรติไม่สามารถหาเงินมาไถ่ถอนจำนองได้ จึงขอให้จำเลยที่ ๑ โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่นางสาวสุนีย์ นิ่มกรชัย นายสมยศ นิ่มกรชัย และนายกฤต โกมลฤทธิ์ เนื่องจากบุคคลทั้งสามจะเป็นผู้ติดต่อแหล่งเงินกู้มาไถ่ถอนจำนอง และต่อมาสามารถหาเงินมาไถ่ถอนจำนองได้ จำเลยที่ ๑ จึงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลทั้งสาม และในวันเดียวกันนายสมเกียรติและบุคคลทั้งสามร่วมกันออกเช็คจำนวน ๙ ฉบับ มอบให้จำเลยที่ ๑ เพื่อชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือซึ่งภายหลังสามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ฉบับเดียว จำเลยที่ ๑ จึงทวงถามค่าที่ดิน แต่บุคคลทั้งสี่ขอผัดผ่อนให้ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ออกจำหน่ายก่อนจึงจะนำเงินมาชำระ ภายหลังบุคคลทั้งสี่ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์บางส่วนให้แก่จำเลยที่ ๑ เพื่อชำระหนี้ที่เหลือทั้งหมด โดยให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ไถ่ถอนจำนองที่ดินทั้งหมด จำเลยที่ ๑ ตกลงและโอนใส่ชื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุตรสาวถือกรรมสิทธิ์แทนโดยไม่ทราบว่าที่ดินและอาคารเลขที่ ๑/๑๗ มีภาระผูกพันอยู่กับบุคคลอื่น ต่อมาจำเลยที่ ๓ บุตรสะใภ้ของจำเลยที่ ๑ จะซื้อที่ดินและอาคารพิพาทและขอให้โอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ ๓ ก่อนเพื่อนำไปขอกู้เงินและจำนองแก่ธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ ๑ จึงจดทะเบียนโอนให้ แต่จำเลยที่ ๓ ไม่สามารถกู้เงินได้จึงขอยกเลิกการซื้อขาย จำเลยที่ ๑ เกรงจะเสียค่าใช้จ่ายในการโอนเป็นเงินจำนวนมาก จึงมิได้จดทะเบียนโอนคืน แต่ให้จำเลยที่ ๓ ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้กรอกข้อความให้จำเลยที่ ๑ ยึดถือไว้เป็นการโอนลอยคืนแก่จำเลยที่ ๑ ครั้นวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๓ โจทก์ติดต่อซื้อที่ดินและอาคารพิพาทจากจำเลยที่ ๑ ในราคา ๒,๓๕๐,๐๐๐ บาท และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๓ แต่ต่อมาวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๓๔ นายสมชาย แซ่ตั้ง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งธนบุรี ขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทดังกล่าวแล้วให้จดทะเบียนโอนแก่นายสมชาย คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาท ให้กรรมสิทธิ์กลับมาเป็นของนางสาวสุนีย์ นิ่มกรชัย ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนบริษัทเกียรติศิริค้าไม้และก่อสร้าง จำกัด แล้วให้จดทะเบียนโอนแก่นายสมชายและรับเงินที่เหลือ ๑,๑๒๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์สมคบกับนายสมชายเรียกร้องเงินจากจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๖,๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยอ้างว่าเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับเนื่องจากแพ้คดีดังกล่าว ทั้งที่นายสมชายก็มิได้ดำเนินการบังคับคดีและปัจจุบันโจทก์ยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินและอาคารพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทคืนพร้อมดอกเบี้ยเนื่องจากโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายและไม่มีอำนาจเรียกเงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่โจทก์อ้างว่าชำระให้แก่นายสมชายไปเพราะเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ชำระเงิน ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิให้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๓ โจทก์ซื้อที่ดินและอาคารพิพาท โดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จากจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์มาเป็นของโจทก์ ในราคา ๒,๓๕๐,๐๐๐ บาท ต่อมาวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๓๔ นายสมชาย แซ่ตั้งหรือภูอมรเลิศ เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทเกียรติศิริค้าไม้และก่อสร้าง จำกัด เป็นจำเลยที่ ๑ นางสาวสุนีย์ นิ่มกรชัย ที่ ๒ นางชัชวดี อัมภิกาภรณ์ ที่ ๓ นางจินตนา ทัสนิยม ที่ ๔ และโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ ๕ ต่อศาลแพ่งธนบุรี ขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทดังกล่าวกลับมาเป็นของจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ ๑ ตามเดิม ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทแก่นายสมชายและรับเงินส่วนที่เหลือ ๑,๑๒๐,๐๐๐ บาท ศาลแพ่งธนบุรีฟังข้อเท็จจริงว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทในระหว่างจำเลยดังกล่าวเป็นการโอนที่ทำให้นายสมชายเสียเปรียบ และพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทกลับมาเป็นของจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ ๑ ตามเดิม ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทแก่นายสมชายและรับเงินส่วนที่เหลือ ๑,๑๒๐,๐๐๐ บาท ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุด หลังจากนั้นโจทก์ได้ซื้อที่ดินและอาคารพิพาทจากนายสมชาย แต่ยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถหาเงินมาไถ่ถอนจำนองที่ดินและอาคารพิพาท และต้องการลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวการชำระค่าธรรมเนียมและภาษีในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้เพื่อเรียกเงินค่าที่ดินและอาคารพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสาม ปัจจุบันโจทก์ยังเป็นผู้ครอบครองและมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาท

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินและอาคารพิพาทโดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จากจำเลยที่ ๓ มาเป็นของโจทก์และโจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินและอาคารพิพาทดังกล่าวแล้ว ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่นายสมชาย อันมีผลทำให้สิทธิแห่งความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทของโจทก์หมดสิ้นไปทันที ทั้ง ๆ ที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าที่ดินและอาคารที่พิพาทให้แก่ฝ่ายจำเลยไปครบถ้วนแล้ว กรณีจึงเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายแล้วจากการกระทำของฝ่ายจำเลย ถือได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทคืนจากฝ่ายจำเลยผู้ขายได้ การที่นายสมชายโจทก์ในคดีก่อนยังมิได้ชำระเงินส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ขายหรือยังมิได้ดำเนินการบังคับคดีในคดีก่อน เป็นกรณีที่นายสมชายกับจำเลยทั้งห้าจะต้องไปว่ากล่าวกันต่อไปในคดีดังกล่าว หาทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทของโจทก์ในคดีนี้ที่ถูกเพิกถอนไปแล้วกลับคืนมาอีกไม่

ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยใช้สิทธิไม่สุจริต เพราะโจทก์สมคบกับนายสมชายโจทก์ในคดีก่อนจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวเพื่อเจตนาหลีกเลี่ยงการชำระค่าธรรมเนียมและภาษีที่รัฐจะได้รับจากการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และต้องการลดค่าใช้จ่ายและสละสิทธิการบังคับคดีเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินที่นายสมชายได้รับจากโจทก์ อันเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการค้าความนั้น เห็นว่า การที่นายสมชายโจทก์ในคดีก่อนสละสิทธิไม่ยอมบังคับคดีหรือไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา โดยนายสมชายกับโจทก์คดีนี้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารพิพาทไม่ว่าจะเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าธรรมเนียมและภาษีที่รัฐจะได้รับจากการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือลดค่าใช้จ่ายก็ตาม เป็นเรื่องที่มิได้เกี่ยวกับการที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสามแต่ประการใด นายสมชายจะปฏิบัติตามคำบังคับของศาลฎีกาในคดีดังกล่าวหรือไม่เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันในคดีดังกล่าว มิใช่คดีนี้ เมื่อโจทก์คดีนี้ซื้อที่ดินและอาคารพิพาทแล้วมิได้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้คืนเงินค่าที่ดินและอาคารพิพาทได้ มิใช่เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยที่ ๑ ให้คืนเงินค่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทแก่โจทก์ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยที่ ๑ ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๐ แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย จึงตกเป็นผู้ผิดนัดจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๓ วรรคแรก และมาตรา ๒๐๔ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๒๔ วรรคแรก จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ แต่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตั้งแต่วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๐ จึงนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ ๑ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ รับผิดใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๖,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 203 วรรคแรก ม. 224 วรรคแรก ม. 453 ม. 475
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนฤพร แซ่เฮงหรือวงศ์สล้างกุล
จำเลย — นางพอพิศ อัมภิกาภรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายทรงเดช ผดุงพัฒโนดม
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระเดช เกาไศยนันท์
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2564/2546
#49483
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่มีการชำระบัญชีอยู่บริษัท ท. ยังเป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้างกรมสรรพากรโจทก์อยู่จำนวนหนึ่ง เนื่องจากเสียภาษีอากรไม่ถูกต้องครบถ้วน การที่ผู้ชำระบัญชีของบริษัท ท. แบ่งเงินอันเป็นสินทรัพย์ที่เหลืออยู่ของบริษัทให้แก่จำเลยไป ไม่ว่าจำเลยจะรับไว้โดยสุจริตหรือไม่ ก็เป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1269 ถือได้ว่าจำเลยได้รับเงินส่วนแบ่งมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้จึงถือว่าเป็นลาภมิควรได้ที่จำเลยจำต้องคืนให้แก่บริษัท ท. ผู้เป็นเจ้าของเงินตามมาตรา 406

บริษัท ท. หรือผู้ชำระบัญชีมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนเงิน ส่วนแบ่งซึ่งเป็นสินทรัพย์ของบริษัท ท. ในฐานลาภมิควรได้และหากบริษัท ท. ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้องนั้น เป็นเหตุให้กรมสรรพากรโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ค่าภาษีอากรค้างต้องเสียประโยชน์ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นในนามของตนเองแทนบริษัท ท. ลูกหนี้ได้โดยโจทก์จะต้องขอหมายเรียกบริษัท ท. เข้ามาในคดีด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 และมาตรา 234แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์ฟ้องคดีแทนบริษัท ท. เพราะบริษัท ท. ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินส่วนแบ่งที่จำเลยรับไปโดยมิชอบหรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง รวมทั้งโจทก์มิได้ขอหมายเรียกบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นลูกหนี้โดยตรงของโจทก์เข้ามาในคดี จึงต้องถือว่าเป็นการฟ้องเรียกให้จำเลยคืนเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์ที่ได้รับจากผู้ชำระบัญชีโดยมิชอบให้แก่โจทก์เองโดยตรง ซึ่งโจทก์หามีอำนาจที่จะฟ้องจำเลยเช่นนั้นไม่ เนื่องจากจำเลยไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมหรือตามกฎหมายที่จะต้องคืนเงินสินทรัพย์ของบริษัท ท. ที่ตนได้รับไว้คืนให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาลมีหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแลนดิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัททิพยนานันท์จำกัด ต่อมาได้เลิกประกอบกิจการและมีการชำระบัญชีซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม2536 นายทะเบียนก็ได้รับจดทะเบียนเลิกบริษัทให้ตามคำขอของผู้ชำระบัญชีแล้ว ในการชำระบัญชีดังกล่าว นายแสงสุภาพ เครือสินธุ์ ผู้ชำระบัญชีได้แบ่งคืนเงินสินทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวจำนวน 7,555,553.87 บาท ที่เหลืออยู่แก่จำเลยทั้งเจ็ดซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นโดยแบ่งคืนให้จำเลยแต่ละคนดังนี้ จำเลยที่ 1 จำนวน 6,970,100 บาท จำเลยที่ 2และที่ 3 จำนวนคนละ 148,300 บาท จำเลยที่ 4 จำนวน 44,490 บาท จำเลยที่ 5และที่ 6 จำนวนคนละ 14,830 บาท และจำเลยที่ 7 จำนวน 74,150 บาท ในระหว่างการชำระบัญชี เจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจสอบพบว่าบริษัททิพยนานันท์ จำกัด เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้าและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายสำหรับปีภาษี 2532 ถึง 2534 ไม่ถูกต้องจึงมีคำสั่งประเมินภาษีดังกล่าวโดยให้ผู้ชำระบัญชีของบริษัทดังกล่าวชำระเพิ่มอีกจำนวน 13,601,755.34 บาท แต่ผู้ชำระบัญชีเพิกเฉยไม่นำเงินค่าภาษีอากรค้างไปชำระให้โจทก์ การที่ผู้ชำระบัญชีของบริษัททิพยนานันท์จำกัด แบ่งสินทรัพย์ของบริษัทให้แก่จำเลยทั้งเจ็ด จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1250, 1269 จำเลยทั้งเจ็ดจึงต้องเอาเงินสินทรัพย์ส่วนแบ่งที่ได้รับจากผู้ชำระบัญชีคืนโจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่บริษัททิพยนานันท์ จำกัด ค้างชำระแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดคืนเงินสินทรัพย์ส่วนแบ่งที่ได้รับดังกล่าวให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดต่อศาลชั้นต้นเพราะเป็นคดีเกี่ยวกับค่าภาษีอากรต้องฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง จำเลยที่ 1 ได้รับเงินสินทรัพย์ส่วนแบ่งมาโดยชอบ เพราะขณะนั้นโจทก์ยังไม่มีคำสั่งประเมินภาษีอากรเพิ่มเติมแก่บริษัททิพยนานันท์ จำกัด การประเมินภาษีของโจทก์ตามฟ้องไม่ถูกต้องเพราะโจทก์เองยังอยู่ระหว่างดำเนินการฟ้องเรียกค่าภาษีอากรค้างดังกล่าวจากบริษัททิพยนานันท์ จำกัด ซึ่งคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางตามคดีหมายเลขดำที่ 81/2538 เมื่อศาลภาษีอากรกลางยังมิได้มีคำวินิจฉัย โจทก์ยังไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดให้คืนเงินสินทรัพย์ส่วนแบ่งให้โจทก์เพื่อชำระค่าภาษีอากรดังกล่าว ก่อนฟ้องคดีนี้ จำเลยทั้งเจ็ดสำคัญผิดว่าต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรค้างจำนวนตามฟ้องแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงชำระภาษีอากรให้โจทก์ไปแล้วเป็นเงินจำนวน 2,620,000 บาทส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ได้ชำระภาษีอากรจำนวนที่โจทก์ฟ้องให้แก่โจทก์ไปครบถ้วนแล้วการที่โจทก์ยื่นฟ้องบริษัททิพยนานันท์ จำกัด เรียกค่าภาษีอากรค้างต่อศาลภาษีอากรกลางตามคดีหมายเลขดำที่ 81/2538 ซึ่งคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง ขณะเดียวกันโจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นอีกเพื่อให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้รายเดียวกัน จึงเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วเพราะโจทก์ฟ้องคดีนี้เกิน 2 ปี นับแต่วันที่20 กุมภาพันธ์ 2536 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดแห่งการชำระบัญชี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ได้ชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์จากผู้ชำระบัญชีเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เงินดังกล่าวจึงเป็นลาภมิควรได้ แต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ค่าภาษีอากรค้างของบริษัททิพยนานันท์ จำกัด จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัทดังกล่าวเรียกเงินคืนจากจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 โดยโจทก์จะต้องร้องขอให้เรียกผู้ชำระบัญชีของบริษัททิพยนานันท์ จำกัด ซึ่งเป็นลูกหนี้ของตนเข้ามาในคดีด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 234 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3) หรือฟ้องลูกหนี้เข้ามาในคดีเสียแต่แรก โจทก์จะดำเนินคดีลำพังหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องหรือร้องขอดังกล่าว ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้โดยตรงแก่โจทก์ได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นอีกต่อไป พิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัททิพยนานันท์จำกัด ได้รับเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์จากบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์ไป ในขณะที่โจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้ ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1269จึงเป็นการรับสินทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวไปโดยมิชอบ โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิติดตามเอาสินทรัพย์ดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 1 ได้ในฐานะลาภมิควรได้ตามมาตรา 406 และคดีนี้มิใช่เป็นการฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีอากรโดยตรง จึงชอบที่โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้) ได้ บริษัททิพยนานันท์ จำกัด มีหนี้ค่าภาษีอากรค้างแก่โจทก์ตามจำนวนที่โจทก์ฟ้อง และคดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1คืนเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์ที่เหลืออีกจำนวน 4,350,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทแลนดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ต่อมาได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัททิพยนานันท์ จำกัด ต่อมาปี 2535 บริษัททิพยนานันท์จำกัด ได้เลิกประกอบกิจการและแต่งตั้งให้นายแสงสุภาพ เครือสินธุ์ เป็นผู้ชำระบัญชีและผู้ชำระบัญชีได้แบ่งคืนเงินสินทรัพย์ของบริษัทที่เหลืออยู่จำนวน 7,555,553.87บาท ให้แก่จำเลยทั้งเจ็ดซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวตามส่วน โดยจำเลยที่ 1ได้รับเงินส่วนแบ่งจำนวน 6,970,100 บาท แล้วนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีและเลิกบริษัทให้ตามคำขอของผู้ชำระบัญชีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม2536 ก่อนเสร็จการชำระบัญชีดังกล่าว โจทก์เริ่มตรวจสอบการเสียภาษีของบริษัททิพยนานันท์ จำกัด พบว่าบริษัทดังกล่าวยังเสียภาษีอากรไม่ถูกต้องครบถ้วน จึงได้ทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้าและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2532 ถึง 2534 พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,601,755.34 บาท ซึ่งบริษัททิพยนานันท์ จำกัด ต้องชำระเพิ่มเติมแก่โจทก์โดยโจทก์ได้แจ้งการประเมินค่าภาษีอากรดังกล่าว ให้ผู้ชำระบัญชีของบริษัททิพยนานันท์จำกัด ทราบเมื่อเดือนธันวาคม 2537 แต่ผู้ชำระบัญชีไม่ชำระโจทก์จึงฟ้องบริษัททิพยนานันท์ จำกัด ให้ชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระดังกล่าวต่อศาลภาษีอากรกลางและฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2538 ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2538 ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้บริษัททิพยนานันท์ จำกัด ชำระเงินค่าภาษีอากรที่ค้างชำระดังกล่าวพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 14,074,319.75 บาท แก่โจทก์ คดีถึงที่สุด เมื่อโจทก์ทวงถามหนี้ค่าภาษีอากรค้างดังกล่าวไปยังจำเลยทั้งเจ็ด จำเลยทั้งเจ็ดได้นำส่วนแบ่งสินทรัพย์ได้รับจากผู้ชำระบัญชีไปชำระให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ยอมชำระเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์ที่แต่ละคนได้รับมาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ยอมชำระให้แก่โจทก์เพียง 2,620,100 บาท คงเหลือเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์อีกจำนวน 4,350,000บาท ที่จำเลยที่ 1 ยังมิได้ชำระให้แก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1269 ได้บัญญัติไว้ว่า "อันทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนหรือของบริษัทนั้น จะแบ่งคืนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของหุ้นส่วนหรือบริษัทเท่านั้น" เมื่อปรากฏว่าขณะที่มีการชำระบัญชีอยู่นั้น ความจริงแล้วบริษัททิพยนานันท์ จำกัด ยังเป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้างแก่โจทก์อยู่จำนวนหนึ่ง เนื่องจากบริษัทดังกล่าวเสียภาษีอากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2532 ถึง 2534 ยังไม่ถูกต้องครบถ้วน ดังนั้นที่ผู้ชำระบัญชีของบริษัททิพยนานันท์ จำกัด แบ่งเงินอันเป็นสินทรัพย์ที่เหลืออยู่ของบริษัทให้แก่จำเลยที่ 1 ไป ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะรับไว้โดยสุจริตหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์ของบริษัททิพยนานันท์ จำกัด มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เงินส่วนแบ่งสินทรัพย์ดังกล่าวจึงถือว่าเป็นลาภมิควรได้ที่จำเลยที่ 1 จำต้องคืนให้แก่บริษัททิพยนานันท์ จำกัด ผู้เป็นเจ้าของเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 406 หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า บริษัททิพยนานันท์ จำกัด หรือผู้ชำระบัญชีของบริษัทดังกล่าวมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 คืนเงินส่วนแบ่งซึ่งเป็นสินทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวให้แก่บริษัทดังกล่าวในฐานลาภมิควรได้และหากปรากฏว่าบริษัททิพยนานันท์จำกัด โดยผู้ชำระบัญชีขัดขืน ไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยเสีย ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องนั้น เป็นเหตุให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ค่าภาษีอากรค้างต้องเสียประโยชน์ไซร้ โจทก์ก็มีสิทธิที่จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้น ในนามของตนเองแทนบริษัททิพยนานันท์ จำกัด ลูกหนี้ได้โดยโจทก์จะต้องขอหมายเรียกบริษัททิพยนานันท์ จำกัด เข้ามาในคดีด้วย ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 และมาตรา 234 แต่คดีนี้ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องแทนบริษัททิพยนานันท์ จำกัด เพราะบริษัททิพยนานันท์ จำกัด โดยนายแสงสุภาพ ผู้ชำระบัญชีได้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 คืนเงินส่วนแบ่งที่จำเลยที่ 1 รับไปโดยมิชอบแก่บริษัททิพยนานันท์ จำกัด หรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวแต่อย่างใด รวมทั้งโจทก์มิได้ขอหมายเรียกบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นลูกหนี้โดยตรงของโจทก์เข้ามาในคดีนี้ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น คำฟ้องโจทก์คดีนี้จึงต้องถือว่าเป็นการฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 คืนเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากผู้ชำระบัญชีโดยมิชอบให้แก่โจทก์เองโดยตรง ซึ่งโจทก์หามีอำนาจที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 เช่นนั้นไม่ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมหรือมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องคืนเงินสินทรัพย์ของบริษัททิพยนานันท์ จำกัด ที่ตนได้รับไว้คืนให้แก่โจทก์แต่อย่างใดจึงชอบที่ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาประการอื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่อาจทำให้ผลของคำพิพากษานี้เปลี่ยนแปลงไปได้"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ให้ถูกต้องภายในกำหนดอายุความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 233 ม. 406 ม. 1269
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นาย เศรษฐพงศ์ จตุรงคสัมฤทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2564/2546
#110974
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่มีการชำระบัญชี บริษัท ท. ยังเป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้างแก่โจทก์อยู่จำนวนหนึ่ง ดังนั้นการที่ผู้ชำระบัญชีของบริษัท ท. แบ่งเงินอันเป็นสินทรัพย์ที่เหลืออยู่ของบริษัทให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นไป ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะรับไว้โดยสุจริตหรือไม่ ก็เป็นการฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1269 และถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินส่วนแบ่งดังกล่าวมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เงินส่วนแบ่งดังกล่าวจึงเป็นลาภมิควรได้ที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนให้แก่บริษัท ท. ผู้เป็นเจ้าของเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 406

กรณีที่บริษัท ท. โดยผู้ชำระบัญชี ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 คืนเงินส่วนแบ่งที่ได้รับไปคืน หรือเพิกเฉยไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าของหนี้ค่าภาษีอากรค้างต้องเสียประโยชน์ โจทก์ก็มีสิทธิที่จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นในนามของตนเองแทนบริษัท ท. ลูกหนี้ได้ โดยต้องขอหมายเรียกบริษัท ท. เข้ามาในคดีด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 และ 234

โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีแทนบริษัท ท. เพราะบริษัทดังกล่าว โดย ส. ผู้ชำระบัญชีได้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 คืนเงินส่วนแบ่งที่จำเลยที่ 1 รับไปโดยมิชอบแก่บริษัท ท. หรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าว รวมทั้งมิได้ขอหมายเรียกบริษัท ท. ซึ่งเป็นลูกหนี้โดยตรงของโจทก์เข้ามาในคดีนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 และ 234 แต่ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 คืนเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากผู้ชำระบัญชีโดยมิชอบให้แก่โจทก์โดยตรง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรม หรือมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องคืนเงินสินทรัพย์ของบริษัท ท. ที่ตนได้รับไว้ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า การที่ผู้ชำระบัญชีของบริษัท ท. แบ่งสินทรัพย์ของบริษัทให้แก่จำเลยทั้งเจ็ด เป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๕๐ , ๑๒๖๙ ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดคืนเงินสินทรัพย์ส่วนแบ่งที่ได้รับดังกล่าวให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ เนื่องจากจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ ได้ชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์จากผู้ชำระบัญชีเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เงินดังกล่าวจึงเป็นลาภมิควรได้ แต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ค่าภาษีอากรค้างของบริษัท ท. จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัทดังกล่าวเรียกเงินคืนจากจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๓ โดยโจทก์จะต้องร้องขอให้เรียกผู้ชำระบัญชีของบริษัท ท. ซึ่งเป็นลูกหนี้ของตนเข้ามาในคดีด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๔ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) หรือฟ้องลูกหนี้เข้ามาในคดีเสียแต่แรก โจทก์จะดำเนินคดีลำพังหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องหรือร้องขอดังกล่าว ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้โดยตรงแก่โจทก์ได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นอีกต่อไป พิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ท. ได้รับเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์จากบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์ไปในขณะที่โจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้ ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๖๙ จึงเป็นการรับสินทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวไปโดยมิชอบ โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิติดตามเอาสินทรัพย์ดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ ๑ ได้ในฐานลาภมิควรได้ตามมาตรา ๔๐๖ และคดีนี้มิใช่เป็นการฟ้องเรียกให้จำเลยที่ ๑ ชำระภาษีอากรโดยตรง จึงชอบที่โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้) ได้ บริษัท ท. มีหนี้ค่าภาษีอากรค้างแก่โจทก์ตามจำนวนที่โจทก์ฟ้อง และคดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๑๙ พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์ที่เหลืออีกจำนวน ๔,๓๕๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดีในศาลอุทธรณ์โดยกำหนดค่าทนายความ ๕๐,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า บริษัท ท. ได้เลิกประกอบกิจการและผู้ชำระบัญชีได้แบ่งคืนเงินสินทรัพย์ของบริษัทที่เหลืออยู่จำนวน ๗,๕๕๕,๕๕๓.๘๗ บาท ให้แก่จำเลยทั้งเจ็ดซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวตามส่วนโดยจำเลยที่ ๑ ได้รับเงินส่วนแบ่งจำนวน ๖,๙๗๐,๑๐๐ บาท แล้วนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีและเลิกบริษัทให้ตามคำขอของผู้ชำระบัญชีเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๓๖ ก่อนเสร็จการชำระบัญชีดังกล่าว โจทก์เริ่มตรวจสอบการเสียภาษีของบริษัท ท. พบว่าบริษัทดังกล่าวยังเสียภาษีอากรไม่ถูกต้องครบถ้วน โจทก์จึงฟ้องบริษัท ท. ให้ชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระดังกล่าวต่อศาลภาษีอากรกลางและฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๘ ต่อมาวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้บริษัท ท. ชำระเงินค่าภาษีอากรที่ค้างชำระดังกล่าวพร้อมเงินเพิ่มจำนวน ๑๔,๐๗๔,๓๑๙.๗๕ บาท แก่โจทก์ คดีถึงที่สุด เมื่อโจทก์ทวงถามหนี้ค่าภาษีอากรค้างดังกล่าวไปยังจำเลยทั้งเจ็ด จำเลยทั้งเจ็ดได้นำเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์ที่ได้รับจากผู้ชำระบัญชีไปชำระให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ ยอมชำระเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์ที่แต่ละคนได้รับมาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ยอมชำระให้แก่โจทก์เพียง ๒,๖๒๐,๑๐๐ บาท คงเหลือเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์อีกจำนวน ๔,๓๕๐,๐๐๐ บาท ที่จำเลยที่ ๑ ยังมิได้ชำระให้แก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ ๑ หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๖๙ ได้บัญญัติไว้ว่า "อันทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนหรือของบริษัทนั้น จะแบ่งคืนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเท่านั้น" เมื่อปรากฏว่าขณะที่มีการชำระบัญชีอยู่นั้น ความจริงแล้วบริษัท ท. ยังเป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้างแก่โจทก์อยู่จำนวนหนึ่ง เนื่องจากบริษัทดังกล่าวเสียภาษีอากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๒ ถึง ๒๕๓๔ ยังไม่ถูกต้องครบถ้วน ดังนั้นที่ผู้ชำระบัญชีของบริษัท ท. แบ่งเงินอันเป็นสินทรัพย์ที่เหลืออยู่ของบริษัทให้แก่จำเลยที่ ๑ ไป ไม่ว่าจำเลยที่ ๑ จะรับไว้โดยสุจริตหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ ได้รับเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์ของบริษัท ท. มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เงินส่วนแบ่งสินทรัพย์ดังกล่าวจึงถือว่าเป็นลาภมิควรได้ที่จำเลยที่ ๑ จำต้องคืนให้แก่บริษัท ท. ผู้เป็นเจ้าของเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๖ หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า บริษัท ท. หรือผู้ชำระบัญชีของบริษัทดังกล่าวมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินส่วนแบ่งซึ่งเป็นสินทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวให้แก่บริษัทดังกล่าวในฐานลาภมิควรได้และหากปรากฏว่าบริษัททิพยานานันท์ จำกัด โดยผู้ชำระบัญชีขัดขืน ไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยเสีย ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องนั้น เป็นเหตุให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ค่าภาษีอากรค้างต้องเสียประโยชน์ไซร้ โจทก์ก็มีสิทธิที่จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้น ในนามของตนเองแทนบริษันทิพยนานันท์ จำกัด ลูกหนี้ได้โดยโจทก์จะต้องขอหมายเรียกบริษัททิพยนานันท์ จำกัด เข้ามาในคดีด้วย ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๓ และมาตรา ๒๓๔ แต่คดีนี้ โจทกมิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องแทนบริษัททิพยนานันท์ จำกัด เพราะบริษัท ท. โดยนายแสงสุภาพ ผู้ชำระบัญชีได้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินส่วนแบ่งที่จำเลยที่ ๑ รับไปโดยมิชอบแก่บริษัท ท. หรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวแต่อย่างใด รวมทั้งโจทก์มิได้ขอหมายเรียกบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นลูกหนี้โดยตรงของโจทก์เข้ามาในคดีนี้ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น คำฟ้องโจทก์คดีนี้จึงต้องถือว่าเป็นการฟ้องเรียกให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์ที่จำเลยที่ ๑ ได้รับจากผู้ชำระบัญชีโดยมิชอบให้แก่โจทก์เองโดยตรงซึ่งโจทก์หามีอำนาจที่จะฟ้องจำเลยที่ ๑ เช่นนั้นไม่ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมหรือมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องคืนเงินสินทรัพย์ของบริษัททิพยนานันท์ จำกัด ที่ตนได้รับไว้คืนให้แก่โจทก์แต่อย่างใด จึงชอบที่ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นคดีนี้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาประการอื่นตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่อาจทำให้ผลของคำพิพากษานี้เปลี่ยนแปลงไปได้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ให้ถูกต้องภายในกำหนดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 233 ม. 234 ม. 406 ม. 1269
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายเศรษฐพงศ์ จตุรงคสัมฤทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ศาลอุทธรณ์ — นายวิบูลย์ มีอาสา
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2560/2546
#49482
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะถือว่าสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่สุจริต จะต้องดูจากขณะที่ก่อสร้างผู้ก่อสร้างรู้หรือไม่ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของคนอื่นถ้ารู้ก็ถือว่าก่อสร้างโดยไม่สุจริต ถ้าไม่รู้ว่าเป็นของบุคคลอื่น โดยเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองจึงสร้างโรงเรือนลงไป ครั้นภายหลังจึงรู้ความจริง ย่อมถือว่าเป็นการก่อสร้างรุกล้ำโดยสุจริต

ขณะจำเลยก่อสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งโจทก์และจำเลยต่างไม่รู้ว่าโรงเรือนดังกล่าวสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ต่างฝ่ายต่างเพิ่งมาทราบในภายหลัง แม้ว่าจำเลยไม่ได้รังวัดสอบเขตก่อนที่จะก่อสร้าง แต่ขณะจำเลยก่อสร้างบ้านโจทก์ก็รู้เห็นด้วยมิได้โต้แย้ง กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันจะเป็นการทำโดยไม่สุจริตได้ ต้องฟังว่าจำเลยก่อสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โดยสุจริต

ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าใช้ที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินเป็นค่าชดใช้ที่ดินของโจทก์ไม่ได้เป็นการเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 24811 เนื้อที่ 42 8/10 ตารางวาจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 24810 เนื้อที่ 17 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 1/3ซึ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าว ซึ่งที่ดินของจำเลยนี้ติดต่อกับที่ดินของโจทก์ดังกล่าวทางทิศตะวันตก ต่อมาประมาณปี 2540 โจทก์ตรวจสอบที่ดินโจทก์ ปรากฏว่าบ้านเลขที่ 1/3 ปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดิน โจทก์คิดเป็นเนื้อที่ 7.5 ตารางวา โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนบ้านส่วนที่รุกล้ำแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 1/3 ออกจากที่ดินโจทก์ และห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า ที่ดินจำเลยติดต่อที่ดินของนายสุยงสามีโจทก์โดยซื้อมาจากนางระเบียบ ปรางศ์เพ็ชร หลังจากนั้นได้ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 1/3 ในที่ดินดังกล่าวขณะปลูกสร้างบ้านโจทก์และสามีรู้เห็นยินยอม ทางราชการออกโฉนดที่ดินของโจทก์และจำเลยเมื่อปี 2522 ต่อมาปี 2538 โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านเลขที่ 1/3 รุกล้ำเข้ามาในที่ดินโจทก์บางส่วน จำเลยบอกกล่าวต่อโจทก์ว่าขณะที่ซื้อที่ดินมาและปลูกสร้างบ้านดังกล่าวโจทก์และสามีมิได้คัดค้าน จำเลยไม่ทราบว่าบ้านของจำเลยรุกล้ำที่ดินโจทก์ จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2539ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2539 โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินโจทก์จำเลยจำเลยแจ้งว่าได้ครอบครองเป็นเจ้าของโดยสงบเปิดเผยตั้งแต่ปี 2522 นานกว่า 10 ปีและโจทก์ทราบถึงการเข้าอยู่อาศัยเกิน 1 ปี โจทก์ไม่ดำเนินการ คดีโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 30,000 บาท แก่โจทก์เป็นค่าใช้ที่ดิน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ในส่วนพื้นที่ในกรอบสีเขียวตามแผนที่เอกสารหมาย จ.ล.1 ทำที่ดินให้เป็นไปตามเดิมแล้วส่งคืนโจทก์โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่กรณีไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่าจำเลยปลูกสร้างโรงเรือนเลขที่ 1/3 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 24811 ตำบลโพธิ์เสด็จอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ของโจทก์ โดยขณะปลูกสร้างโรงเรือนดังกล่าวทั้งโจทก์และจำเลยต่างไม่ทราบว่าโรงเรือนดังกล่าวปลูกรุกล้ำที่ดินของโจทก์ จนกระทั่งมีการตรวจสอบรังวัดเขตที่ดินเมื่อปี 2539 จึงทราบถึงการรุกล้ำดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนเลขที่ 1/3ดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า การที่จะถือว่าสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่สุจริตนั้น จะต้องดูจากขณะที่ก่อสร้างผู้ก่อสร้างรู้หรือไม่ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของคนอื่น ถ้ารู้ก็ถือว่าก่อสร้างโดยไม่สุจริตแต่ถ้าในขณะที่ก่อสร้างไม่รู้ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของบุคคลอื่น เข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองจึงสร้างโรงเรือนลงไป ครั้นมาภายหลังจึงรู้ความจริงก็ถือว่าเป็นการก่อสร้างรุกล้ำโดยสุจริต เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่า ขณะจำเลยก่อสร้างโรงเรือนเลขที่ 1/3 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์นั้น ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็ไม่รู้ว่าโรงเรือนดังกล่าวสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็เพิ่งมาทราบถึงการปลูกสร้างรุกล้ำในภายหลัง แม้ว่าจำเลยไม่ได้รังวัดสอบเขตก่อนที่จะก่อสร้าง แต่ขณะจำเลยก่อสร้างบ้านโจทก์ก็รู้เห็นด้วยมิได้โต้แย้งแต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันจะเป็นการทำโดยไม่สุจริตได้ ต้องฟังว่าจำเลยก่อสร้างโรงเรือนเลขที่ 1/3 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยสุจริตที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8วินิจฉัยว่า ก่อนทำการปลูกสร้าง จำเลยไม่รังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินก่อน จึงเป็นการปลูกสร้างตามอำเภอใจเป็นก่อสร้างประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ถือว่าเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไปว่าจำเลยจะต้องเสียเงินให้แก่โจทก์เป็นค่าใช้ที่ดินของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าใช้ที่ดิน ดังนั้น ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินเป็นค่าชดใช้ที่ดินของโจทก์ไม่ได้ เป็นการเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิคู่ความที่จะไปว่ากล่าวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1312
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุนีย์ วิทย์พิบูลย์รัตน์
จำเลย — นาง เคียง จิตวง
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
วิรัช ลิ้มวิชัย
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2560/2546
#49894
เปิดฉบับเต็ม

การสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่นั้นต้องดูจากขณะที่ก่อสร้างว่าผู้ก่อสร้างรู้หรือไม่ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของบุคคลอื่น ถ้ารู้ก็ถือว่าก่อสร้างโดยไม่สุจริต แต่ถ้าในขณะที่ก่อสร้างไม่รู้ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของบุคคลอื่น เข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนจึงสร้างโรงเรือนลงไป ครั้นภายหลังจึงรู้ความจริงก็ถือว่าเป็นการก่อสร้างรุกล้ำโดยสุจริต เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะจำเลยก่อสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์นั้น ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็ไม่รู้ว่าโรงเรือนดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ต่างฝ่ายเพิ่งมาทราบในภายหลังแม้ว่าจำเลยไม่ได้รังวัดสอบเขตก่อนที่จะก่อสร้าง แต่ขณะจำเลยก่อสร้างโจทก์ก็รู้เห็นมิได้โต้แย้งแต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันจะเป็นการทำโดยไม่สุจริตได้ต้องฟังว่าจำเลยก่อสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยสุจริต แต่เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าใช้ที่ดิน ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยชำระเงินเป็นค่าชดใช้ที่ดินแก่โจทก์ไม่ได้เพราะจะเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 24811 เลขที่ดิน 370 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่ 42 8/10 ตารางวาจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 24810 เลขที่ดิน 369 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่ 17 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 1/3 ซึ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าว ซึ่งที่ดินของจำเลยนี้ติดต่อกับที่ดินของโจทก์ดังกล่าวทางทิศตะวันตก ต่อมาประมาณปี 2540 โจทก์ตรวจสอบที่ดินโจทก์ปรากฏว่าบ้านเลขที่ 1/3ปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินโจทก์คิดเป็นเนื้อที่ 7.5 ตารางวา โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนบ้านส่วนที่รุกล้ำแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 1/3ออกจากที่ดินโจทก์ และห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า ที่ดินจำเลยติดต่อที่ดินของนายสุยงสามีโจทก์ โดยซื้อมาจากนางระเบียบ ปรางศ์เพ็ชร หลังจากนั้นได้ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 1/3 ในที่ดินดังกล่าว ขณะปลูกสร้างบ้านโจทก์และสามีรู้เห็นยินยอม ทางราชการออกโฉนดที่ดินของโจทก์และจำเลยเมื่อปี 2522 ต่อมาปี 2538 โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านเลขที่ 1/3 รุกล้ำเข้ามาในที่ดินโจทก์บางส่วน จำเลยบอกกล่าวต่อโจทก์ว่าขณะที่ซื้อที่ดินมาและปลูกสร้างบ้านดังกล่าวโจทก์และสามีมิได้คัดค้าน จำเลยไม่ทราบว่าบ้านของจำเลยรุกล้ำที่ดินโจทก์ จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2539 ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2539 โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินโจทก์จำเลยจำเลยแจ้งว่าได้ครอบครองเป็นเจ้าของโดยความสงบเปิดเผยตั้งแต่ปี 2522 นานกว่า10 ปี และโจทก์ทราบถึงการเข้าอยู่อาศัยเกิน 1 ปี โจทก์ไม่ดำเนินการ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 30,000 บาท แก่โจทก์เป็นค่าใช้ที่ดิน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ในส่วนพื้นที่ในกรอบสีเขียวตามแผนที่เอกสารหมาย จ.ล.1 ทำที่ดินให้เป็นไปตามเดิมแล้วส่งคืนโจทก์ โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่กรณีไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่าจำเลยปลูกสร้างโรงเรือนเลขที่ 1/3 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 24811 ตำบลโพธิ์เสด็จอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ของโจทก์ โดยขณะปลูกสร้างโรงเรือนดังกล่าวทั้งโจทก์และจำเลยต่างไม่ทราบว่าโรงเรือนดังกล่าวปลูกรุกล้ำที่ดินของโจทก์จนกระทั่งมีการตรวจสอบรังวัดเขตที่ดินเมื่อปี 2539 จึงทราบถึงการรุกล้ำดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนเลขที่ 1/3 ดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า การที่จะถือว่าสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่สุจริตนั้น จะต้องดูจากขณะที่ก่อสร้างว่าผู้ก่อสร้างรู้หรือไม่ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของคนอื่น ถ้ารู้ก็ถือว่าก่อสร้างโดยไม่สุจริตแต่ถ้าในขณะที่ก่อสร้างไม่รู้ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของบุคคลอื่นเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองจึงสร้างโรงเรือนลงไป ครั้นมาภายหลังจึงรู้ความจริงก็ถือว่าเป็นการก่อสร้างรุกล้ำโดยสุจริต เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่า ขณะจำเลยก่อสร้างโรงเรือนเลขที่ 1/3 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์นั้นทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็ไม่รู้ว่าโรงเรือนดังกล่าวสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็เพิ่งมาทราบถึงการปลูกสร้างรุกล้ำในภายหลังแม้ว่าจำเลยไม่ได้รังวัดสอบเขตก่อนที่จะก่อสร้างแต่ขณะจำเลยก่อสร้างบ้านโจทก์ก็รู้เห็นด้วยมิได้โต้แย้งแต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันจะเป็นการทำโดยไม่สุจริตได้ต้องฟังว่าจำเลยก่อสร้างโรงเรือนเลขที่ 1/3 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยสุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ก่อนทำการปลูกสร้าง จำเลยไม่รังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินก่อน จึงเป็นการปลูกสร้างตามอำเภอใจเป็นก่อสร้างประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ถือว่าเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยจะต้องเสียเงินให้แก่โจทก์เป็นค่าใช้ที่ดินของโจทก์หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าใช้ที่ดิน ดังนั้น ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินเป็นค่าชดใช้ที่ดินของโจทก์ไม่ได้เป็นการเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิคู่ความที่จะไปว่ากล่าวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1311 ม. 1312
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุนีย์ วิทย์พิบูลย์รัตน์
จำเลย — นาง เคียง จิตวง
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
วิรัช ลิ้มวิชัย
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ