คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2560/2546
#110897
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะถือว่าสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่สุจริตนั้น จะต้องดูจากขณะที่ก่อสร้างว่าผู้ก่อสร้างรู้หรือไม่ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของคนอื่น ถ้ารู้ก็ถือว่าก่อสร้างโดยไม่สุจริต แต่ถ้าในขณะที่ก่อสร้างไม่รู้ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของบุคคลอื่น เข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองจึงสร้างโรงเรือนลงไป ครั้นมาภายหลังจึงรู้ความจริง ก็ถือว่าเป็นการก่อสร้างรุกล้ำโดยสุจริต

ขณะจำเลยก่อสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์นั้น ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็ไม่รู้ว่าโรงเรือนดังกล่าวสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็เพิ่งมาทราบถึงการปลูกสร้างรุกล้ำในภายหลัง แม้ว่าจำเลยจะไม่ได้รังวัดสอบเขตก่อนที่จะก่อสร้างก่อนก็ตาม กรณีดังกล่าวไม่อาจถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันจะเป็นการทำโดยไม่สุจริตได้

ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าใช้ที่ดิน ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินเป็นค่าชดใช้ที่ดินของโจทก์ไม่ได้ เป็นการเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านของจำเลยออกจากที่ดินโจทก์ และห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ทราบว่าบ้านของจำเลยรุกล้ำที่ดินโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์เป็นค่าใช้ที่ดิน ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทำที่ดินให้เป็นไปตามเดิมแล้วส่งคืนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๑,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่กรณีไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โดยขณะปลูกสร้างโรงเรือนดังกล่าวทั้งโจทก์และจำเลยต่างไม่ทราบว่าโรงเรือนดังกล่าวปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินของโจทก์จนกระทั่งมีการตรวจสอบรังวัดเขตที่ดินเมื่อปี ๒๕๓๙ จึงทราบถึงการรุกล้ำดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า การที่จะถือว่าสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่สุจริตนั้น จะต้องดูจากขณะที่ก่อสร้างไม่รู้ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของคนอื่น ถ้ารู้ก็ถือว่าก่อสร้างโดยไม่สุจริต แต่ถ้าในขณะที่ก่อสร้างไม่รู้ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของบุคคลอื่น เข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองจึงสร้างโรงเรือนลงไป ครั้นมาภายหลังจึงรู้ความจริง ก็ถือว่าเป็นการก่อสร้างรุกล้ำโดยสุจริต เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่า ขณะจำเลยก่อสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์นั้น ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็ไม่รู้ว่าโรงเรือนดังกล่าวสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็เพิ่งมาทราบถึงการปลูกสร้างรุกล้ำในภายหลัง แม้ว่าจำเลยไม่ได้รังวัดสอบเขตก่อนที่จะก่อสร้าง แต่ขณะจำเลยก่อสร้างนั้นโจทก์ก็รู้เห็นด้วยมิได้โต้แย้งแต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันจะเป็นการทำโดยไม่สุจริตได้ ต้องฟังว่าจำเลยก่อสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยสุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัยว่า ก่อนทำการปลูกสร้าง จำเลยไม่รังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินก่อน จึงเป็นการปลูกสร้างตามอำเภอใจเป็นก่อสร้างประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ถือว่าเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยจะต้องเสียเงินให้แก่โจทก์เป็นค่าใช้ที่ดินของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าใช้ที่ดิน ดังนั้น ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินเป็นค่าชดใช้ที่ดินของโจทก์ไม่ได้ เป็นการเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิคู่ความที่จะไปว่ากล่าวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1312
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุนีย์ วิทย์พิบูลย์รัตน์
จำเลย — นางเคียง จิตวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายประคอง สรีสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายนุรักษ์ มาประณีต
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
วิรัช ลิ้มวิชัย
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966 -ที่ 2406/2546
#49481
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 ให้สิทธิแก่นายจ้างที่ประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจสามารถหยุดการดำเนินกิจการไว้ชั่วคราวเพื่อให้โอกาสแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นให้หมดสิ้นไปหรือบรรเทาลงได้ ฉะนั้น เมื่อลูกค้าของจำเลยยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าจากจำเลยเป็นจำนวนมาก หากจำเลยยังคงผลิตสินค้าต่อไปก็ไม่แน่นอนว่าจำเลยจะจำหน่ายสินค้าได้หรือไม่และในการผลิตต้องมีเงินลงทุนทั้งในด้านวัตถุดิบและค่าแรงงานย่อมเสี่ยงต่อการขาดทุนอันจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อสถานะทางการเงินและความคงอยู่ของกิจการจำเลยซึ่งอยู่ในระหว่างฟื้นฟูกิจการ ถือได้ว่าเป็นความจำเป็นตามความหมายของมาตรา 75 แล้วการที่จำเลยประกาศให้ลูกจ้างรวมทั้งโจทก์หยุดงานชั่วคราว เพื่อรอคำสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าหรือหาลูกค้ารายใหม่ทดแทน โดยจำเลยจ่ายค่าจ้างในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานแก่โจทก์แล้ว จึงชอบด้วยมาตรา 75

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่ร้อยสิบเอ็ดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 441 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสี่ร้อยสี่สิบเอ็ดสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องเป็นใจความว่า จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1มีอำนาจในการบริหารจัดการกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งหมดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544 จำเลยที่ 1 ประกาศหยุดงานรวม 3 ครั้งครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2544 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 ครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2544 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2545 และครั้งที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 โดยจำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งหมดร้อยละ 50 และอ้างว่าเป็นการให้หยุดงานชั่วคราวตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ โจทก์ทั้งหมดเห็นว่าเป็นการให้หยุดงานโดยไม่สุจริต และไม่มีสิทธิอ้างมาตรา 75 ดังกล่าวได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างค้างชำระตลอดเวลาที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์ทั้งหมดหยุดงานพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหมด

จำเลยทั้งสองทั้งสี่ร้อยสี่สิบเอ็ดสำนวนให้การว่า จำเลยที่ 1 หยุดการผลิตสินค้าชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ชั่วคราวเนื่องจากบริษัทคู่ค้ายกเลิกคำสั่งซื้อ จำเลยที่ 1 จึงประกาศให้พนักงานที่ทำงานเกี่ยวกับรายการสินค้าที่ถูกสั่งยกเลิกหยุดงานชั่วคราวเพื่อลดภาวะการขาดทุนของจำเลยที่ 1 โดยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งหมดที่หยุดงานในอัตราร้อยละ50 ของอัตราค่าจ้างสุดท้ายทุกระยะเวลา 15 วัน อันเป็นเหตุจำเป็นและเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ โดยชอบด้วยกฎหมาย การประกาศหยุดงานของจำเลยที่ 1 เป็นการประกาศหยุดงานชั่วคราว เพื่อรอคำสั่งผลิตสินค้าจากลูกค้าหรือหาลูกค้ารายใหม่ทดแทน ทั้งมีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โจทก์ทั้งหมดจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งหมดครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความต่างงดสืบพยานและแถลงรับข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 16สิงหาคม 2544 บริษัทฟูจิสึ จำกัด ยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าที่เคยสั่งไว้ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายและจำต้องลดต้นทุนของบริษัทด้วยการให้พนักงานบางส่วนรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดหยุดงานเป็นการชั่วคราว โดยพนักงานที่ถูกสั่งให้หยุดงานชั่วคราวส่วนใหญ่ทำงานเกี่ยวกับรายการสินค้าที่ถูกยกเลิกการสั่งซื้อเป็นการชั่วคราวแต่มีบางส่วนที่คงเหลือไว้นอกจากนี้บางส่วนในแผนกอื่น ๆ ก็ถูกสั่งให้หยุดงานชั่วคราวด้วย ซึ่งจำเลยที่ 1 สั่งประกาศใช้มาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541โดยพนักงานทุกคนทราบและมีการจ่ายค่าจ้างให้พนักงานที่หยุดงานในอัตราร้อยละ50 ของอัตราค่าจ้างสุดท้ายทุกระยะเวลา 15 วัน มิได้ติดค้าง จำเลยที่ 1 ประกาศใช้มาตรา 75 รวม 4 ครั้ง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2544 มีผลถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน2544 วันที่ 1 ธันวาคม 2544 มีผลถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 วันที่ 16 มกราคม2544 มีผลถึงวันที่ 31 มกราคม 2545 และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 มีผลถึงวันที่ 30เมษายน 2545 แต่ในวันที่ 1 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 1 ประกาศเลิกจ้างพนักงานทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดด้วย การจ่ายค่าจ้างในอัตราร้อยละ 50 แก่โจทก์ทุกคนสิ้นสุด ณวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 บริษัทฟูจิสึ จำกัด ได้ชดใช้ค่าเสียหายจากการยกเลิกการสั่งซื้อสินค้าเพียง 23,000,000 บาท จากจำนวนที่จำเลยที่ 1 เรียกร้อง 225,000,000บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 1 มีเงินเหลืออยู่ในบัญชีประมาณ 28,200,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.2 ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2545มีการจ่ายค่าชดเชยแก่พนักงานและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ คงเหลือเงิน 6,000,000 บาทเศษจำเลยทั้งสองยอมรับจำนวนเงินที่ขอมาตามเอกสารเพิ่มเติมท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งหมดจำนวน 5,407,666.07 บาท

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้บริหารแผนของจำเลยที่ 1กระทำการไปตามอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายจึงมีฐานะเป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่และความรับผิดต่อโจทก์ทั้งหมดเป็นการส่วนตัว การที่จำเลยที่ 1 ถูกบริษัทฟูจิสึ จำกัด ยกเลิกการสั่งสินค้าที่เคยสั่งไว้ จำเลยที่ 1 จึงต้องลดต้นทุนด้วยการให้พนักงานบางส่วนหยุดชั่วคราว โดยประกาศรวม 4 ครั้ง ติดกัน เพื่อรอคำสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า การสั่งหยุดงานชั่วคราวด้วยเหตุผลดังกล่าว มิใช่เป็นเหตุต่าง ๆ ที่มิใช่เหตุสุดวิสัยตามความหมายของมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ประกาศของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระค่าจ้างส่วนที่ขาดแก่โจทก์ทั้งหมด พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 441 ในจำนวนเงินตามบัญชีท้ายคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2544จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหมด

จำเลยทั้งสองทั้งสี่ร้อยสิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า ที่จำเลยที่ 1 ประกาศให้โจทก์ทั้งหมดหยุดงานเป็นการชั่วคราวชอบด้วยมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทั้งหมดหยุดงานเป็นการชั่วคราว เนื่องจากถูกบริษัทฟูจิสึจำกัด ยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้า จำเลยที่ 1 จำต้องลดต้นทุนด้วยการให้พนักงานบางส่วนรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดซึ่งทำงานเกี่ยวกับรายการสินค้าที่ถูกยกเลิกคำสั่งซื้อหยุดงานชั่วคราวด้วย เหตุดังกล่าวเป็นความจำเป็นซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิประกาศให้โจทก์ทั้งหมดหยุดงานชั่วคราวได้ตามมาตรา 75 นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 75 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวโดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่มิใช่เหตุสุดวิสัยให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน" นั้น เป็นการให้สิทธิแก่นายจ้างที่ประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจให้สามารถหยุดการดำเนินกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ชั่วคราว เพื่อให้โอกาสแก้ไขวิกฤตการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นให้หมดสิ้นไปหรือบรรเทาลงได้ ฉะนั้น เมื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 ยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนมาก หากจำเลยที่ 1 ยังคงผลิตสินค้าดังกล่าวต่อไป ก็ไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะจำหน่ายสินค้าดังกล่าวได้หรือไม่ และในการผลิตต้องมีเงินลงทุนทั้งในด้านวัตถุดิบและค่าแรงงาน ย่อมเสี่ยงต่อการขาดทุนอันจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อสถานะทางการเงินและความคงอยู่ของกิจการจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในระหว่างฟื้นฟูกิจการ กรณีย่อมถือได้ว่าเป็นความจำเป็นตามความหมายของมาตรา 75 แล้ว แม้ต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนจากลูกค้า ก็เป็นจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ได้รับ จึงไม่เป็นการลบล้างความจำเป็นที่จำเลยที่ 1 มีอยู่แต่อย่างใด และบทบัญญัติแห่งมาตรา 75 ดังกล่าวเป็นการให้สิทธิแก่นายจ้าง โดยถือเป็นการคุ้มครองนายจ้างเพื่อให้กิจการของนายจ้างคงอยู่ได้ต่อไป และในขณะเดียวกันลูกจ้างก็จะได้รับประโยชน์ไปในตัวด้วยโดยได้รับการคุ้มครองให้ได้รับค่าจ้างในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานตลอดเวลาที่นายจ้างสั่งหยุดงาน บทกฎหมายดังกล่าวมิใช่มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองแต่เฉพาะลูกจ้างดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย ฉะนั้นเมื่อมีความจำเป็นที่จำเลยที่ 1 สามารถสั่งให้หยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวได้ดังที่กล่าวมา การที่จำเลยที่ 1 ประกาศให้ลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดหยุดงานชั่วคราวรวม 4 ครั้ง เป็นเวลา 109 วัน เพื่อรอคำสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าหรือหาลูกค้ารายใหม่ทดแทน โดยจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานแก่โจทก์ทั้งหมดแล้ว การประกาศหยุดงานดังกล่าวจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 75 แล้ว จำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างตามปกติเต็มจำนวนแก่โจทก์ทั้งหมดดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย คูณ แจ่มใสศรี กับพวก
จำเลย — บริษัท ไทยพรีซีซั่น แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966 -ที่ 2406/2546
#110836
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 ให้สิทธิแก่นายจ้างที่ประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจให้สามารถหยุดการดำเนินกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ชั่วคราวเพื่อให้โอกาสแก้ไขวิกฤติการณ์ดังกล่าวให้หมดสิ้นหรือบรรเทาลงได้ เมื่อได้ความว่าลูกค้าของจำเลยที่ 1 ยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนมาก หากจำเลยที่ 1 ยังผลิตสินค้าต่อไปก็ไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะจำหน่ายสินค้าได้หรือไม่ การผลิตต้องมีเงินลงทุนย่อมเสี่ยงต่อการ ขาดทุนอันจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อสถานะทางการเงินและความคงอยู่ของกิจการจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในระหว่าง ฟื้นฟูกิจการ กรณีย่อมถือได้ว่าเป็นความจำเป็นตามความหมายของมาตรา 75 แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ประกาศให้ลูกจ้างรวมทั้งโจทก์หยุดงานรวม 4 ครั้ง เป็นเวลา 109 วัน เพื่อรอคำสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าหรือหาลูกค้ารายใหม่ทดแทนโดยจำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานแก่โจทก์ทั้งหมดแล้ว การประกาศหยุดงานจึงชอบด้วยมาตรา 75 จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างตามปกติเต็มจำนวนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ร้อยสี่สิบเอ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างค้างชำระตลอดเวลาที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์ทั้งหมดหยุดงานพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ทั้งหมด

จำเลยทั้งสองทั้งสี่ร้อยสี่สิบเอ็ดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๔๔๑ ในจำนวนเงินตามบัญชีท้ายคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๔ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหมด

จำเลยทั้งสองทั้งสี่ร้อยสี่สิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗๕ ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการ ชั่วคราวโดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่มิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงานนั้น เป็นการให้สิทธิแก่นายจ้างที่ประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจให้สามารถหยุดการดำเนินกิจการทั้งหมดหรือบางส่วน ไว้ชั่วคราวเพื่อให้โอกาสแก้ไขวิกฤตการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นให้หมดสิ้นไปหรือบรรเทาลงได้ ฉะนั้น เมื่อลูกค้าของจำเลยที่ ๑ ยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าจากจำเลยที่ ๑ เป็นจำนวนมาก หากจำเลยที่ ๑ ยังคงผลิตสินค้าดังกล่าวต่อไป ก็ไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ ๑ จะจำหน่ายสินค้าดังกล่าวได้หรือไม่ และในการผลิตต้องมีเงินลงทุนทั้งในด้านวัตถุดิบและค่าแรงงาน ย่อมเสี่ยงต่อการขาดทุนอันจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อสถานะทางการเงินและความคงอยู่ของกิจการจำเลยที่ ๑ ซึ่งอยู่ในระหว่างฟื้นฟูกิจการ กรณีย่อมถือได้ว่าเป็นความจำเป็นตามความหมายของมาตรา ๗๕ แล้ว แม้ต่อมาภายหลังจำเลยที่ ๑ จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนจากลูกค้าก็เป็นจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายที่จำเลยที่ ๑ ได้รับ จึงไม่เป็นการลบล้างความจำเป็นที่จำเลยที่ ๑ มีอยู่แต่อย่างใดและบทบัญญัติแห่งมาตรา ๗๕ ดังกล่าวเป็นการให้สิทธิแก่นายจ้าง โดยถือเป็นการคุ้มครองนายจ้างเพื่อให้กิจการของนายจ้างคงอยู่ได้ต่อไป และในขณะเดียวกันลูกจ้างก็จะได้รับประโยชน์ไปในตัวด้วย โดยได้รับการคุ้มครองให้ได้รับค่าจ้างในอัตราร้อยละ ๕๐ ของค่าจ้างในวันทำงานตลอดเวลาที่นายจ้างสั่งหยุดงาน บทกฎหมายดังกล่าวมิใช่มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครอง แต่เฉพาะลูกจ้างดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย ฉะนั้น เมื่อมีความจำเป็นที่จำเลยที่ ๑ สามารถสั่งให้หยุดกิจการ ทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวได้ดังที่กล่าวมา การที่จำเลยที่ ๑ ประกาศให้ลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ทั้งหมด หยุดงานชั่วคราวรวม ๔ ครั้ง เป็นเวลา ๑๐๙ วัน เพื่อรอคำสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าหรือหาลูกค้ารายใหม่ทดแทน โดยจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างในอัตราร้อยละ ๕๐ ของค่าจ้างในวันทำงานแก่โจทก์ทั้งหมดแล้ว การประกาศหยุดงาน ดังกล่าวชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗๕ แล้ว จำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องจ่าย ค่าจ้างตามปกติเต็มจำนวนแก่โจทก์ทั้งหมดดังที่ศาลแรงงานวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคูณ แจ่มใสศรี
จำเลย — บริษัทไทยพรีซีชั่น แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966 -ที่ 2406/2546
#273604
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานพ.ศ.2541 มาตรา 75ให้สิทธิแก่นายจ้างที่ประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจสามารถหยุดการดำเนินกิจการไว้ชั่วคราวเพื่อให้โอกาสแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นให้หมดสิ้นไปหรือบรรเทาลงได้ ฉะนั้น เมื่อลูกค้าของจำเลยยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าจากจำเลยเป็นจำนวนมาก หากจำเลยยังคงผลิตสินค้าต่อไปก็ไม่แน่นอนว่าจำเลยจะจำหน่ายสินค้าได้หรือไม่ และในการผลิตต้องมีเงินลงทุนทั้งในด้านวัตถุดิบและค่าแรงงานย่อมเสี่ยงต่อการขาดทุนอันจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อสถานะทางการเงินและความคงอยู่ของกิจการจำเลยซึ่งอยู่ในระหว่างฟื้นฟูกิจการถือได้ว่าเป็นความจำเป็นตามความหมายของมาตรา 75 แล้วการที่จำเลยประกาศให้ลูกจ้างรวมทั้งโจทก์หยุดงานชั่วคราวเพื่อรอ คำสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าหรือหาลูกค้ารายใหม่ทดแทนโดยจำเลยจ่ายค่าจ้างในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานแก่โจทก์แล้วจึงชอบด้วยมาตรา 75

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่ร้อยสิบเอ็ดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 441 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสี่ร้อยสี่สิบเอ็ดสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องเป็นใจความว่า จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1มีอำนาจในการบริหารจัดการกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งหมดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544 จำเลยที่ 1 ประกาศหยุดงานรวม 3 ครั้งครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2544 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 ครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2544 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2545 และครั้งที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 โดยจำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งหมดร้อยละ 50 และอ้างว่าเป็นการให้หยุดงานชั่วคราวตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ โจทก์ทั้งหมดเห็นว่าเป็นการให้หยุดงานโดยไม่สุจริต และไม่มีสิทธิอ้างมาตรา 75 ดังกล่าวได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างค้างชำระตลอดเวลาที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์ทั้งหมดหยุดงานพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหมด

จำเลยทั้งสองทั้งสี่ร้อยสี่สิบเอ็ดสำนวนให้การว่า จำเลยที่ 1 หยุดการผลิตสินค้าชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ชั่วคราวเนื่องจากบริษัทคู่ค้ายกเลิกคำสั่งซื้อ จำเลยที่ 1 จึงประกาศให้พนักงานที่ทำงานเกี่ยวกับรายการสินค้าที่ถูกสั่งยกเลิกหยุดงานชั่วคราวเพื่อลดภาวะการขาดทุนของจำเลยที่ 1 โดยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งหมดที่หยุดงานในอัตราร้อยละ 50 ของอัตราค่าจ้างสุดท้ายทุกระยะเวลา 15 วัน อันเป็นเหตุจำเป็นและเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ โดยชอบด้วยกฎหมาย การประกาศหยุดงานของจำเลยที่ 1 เป็นการประกาศหยุดงานชั่วคราว เพื่อรอคำสั่งผลิตสินค้าจากลูกค้าหรือหาลูกค้ารายใหม่ทดแทน ทั้งมีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โจทก์ทั้งหมดจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งหมดครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความต่างงดสืบพยานและแถลงรับข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2544 บริษัทฟูจิสึ จำกัด ยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าที่เคยสั่งไว้ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายและจำต้องลดต้นทุนของบริษัทด้วยการให้พนักงานบางส่วนรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดหยุดงานเป็นการชั่วคราว โดยพนักงานที่ถูกสั่งให้หยุดงานชั่วคราวส่วนใหญ่ทำงานเกี่ยวกับรายการสินค้าที่ถูกยกเลิกการสั่งซื้อเป็นการชั่วคราวแต่มีบางส่วนที่คงเหลือไว้นอกจากนี้บางส่วนในแผนกอื่นๆ ก็ถูกสั่งให้หยุดงานชั่วคราวด้วย ซึ่งจำเลยที่ 1 สั่งประกาศใช้มาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541โดยพนักงานทุกคนทราบและมีการจ่ายค่าจ้างให้พนักงานที่หยุดงานในอัตราร้อยละ 50 ของอัตราค่าจ้างสุดท้ายทุกระยะเวลา 15 วัน มิได้ติดค้าง จำเลยที่ 1 ประกาศใช้มาตรา 75 รวม 4 ครั้ง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2544 มีผลถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน2544 วันที่ 1 ธันวาคม 2544 มีผลถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 วันที่ 16 มกราคม 2544 มีผลถึงวันที่ 31 มกราคม 2545 และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 มีผลถึงวันที่ 30เมษายน 2545 แต่ในวันที่ 1 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 1 ประกาศเลิกจ้างพนักงานทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดด้วย การจ่ายค่าจ้างในอัตราร้อยละ 50 แก่โจทก์ทุกคนสิ้นสุด ณวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 บริษัทฟูจิสึ จำกัด ได้ชดใช้ค่าเสียหายจากการยกเลิกการสั่งซื้อสินค้าเพียง 23,000,000 บาท จากจำนวนที่จำเลยที่ 1 เรียกร้อง 225,000,000บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 1 มีเงินเหลืออยู่ในบัญชีประมาณ 28,200,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.2 ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2545มีการจ่ายค่าชดเชยแก่พนักงานและค่าใช้จ่ายอื่นๆ คงเหลือเงิน 6,000,000 บาทเศษ จำเลยทั้งสองยอมรับจำนวนเงินที่ขอมาตามเอกสารเพิ่มเติมท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งหมดจำนวน 5,407,666.07 บาท

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้บริหารแผนของจำเลยที่ 1กระทำการไปตามอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายจึงมีฐานะเป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่และความรับผิดต่อโจทก์ทั้งหมดเป็นการส่วนตัว การที่จำเลยที่ 1 ถูกบริษัทฟูจิสึ จำกัด ยกเลิกการสั่งสินค้าที่เคยสั่งไว้ จำเลยที่ 1 จึงต้องลดต้นทุนด้วยการให้พนักงานบางส่วนหยุดชั่วคราว โดยประกาศรวม 4 ครั้ง ติดกัน เพื่อรอคำสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า การสั่งหยุดงานชั่วคราวด้วยเหตุผลดังกล่าว มิใช่เป็นเหตุต่างๆ ที่มิใช่เหตุสุดวิสัยตามความหมายของมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ประกาศของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระค่าจ้างส่วนที่ขาดแก่โจทก์ทั้งหมด พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 441 ในจำนวนเงินตามบัญชีท้ายคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหมด

จำเลยทั้งสี่ร้อยสิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า ที่จำเลยที่ 1 ประกาศให้โจทก์ทั้งหมดหยุดงานเป็นการชั่วคราวชอบด้วยมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทั้งหมดหยุดงานเป็นการชั่วคราว เนื่องจากถูกบริษัทฟูจิสึจำกัด ยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้า จำเลยที่ 1 จำต้องลดต้นทุนด้วยการให้พนักงานบางส่วนรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดซึ่งทำงานเกี่ยวกับรายการสินค้าที่ถูกยกเลิกคำสั่งซื้อหยุดงานชั่วคราวด้วย เหตุดังกล่าวเป็นความจำเป็นซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิประกาศให้โจทก์ทั้งหมดหยุดงานชั่วคราวได้ตามมาตรา 75 นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 75 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวโดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่มิใช่เหตุสุดวิสัยให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน" นั้น เป็นการให้สิทธิแก่นายจ้างที่ประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจให้สามารถหยุดการดำเนินกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ชั่วคราว เพื่อให้โอกาสแก้ไขวิกฤตการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นให้หมดสิ้นไปหรือบรรเทาลงได้ ฉะนั้น เมื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 ยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนมาก หากจำเลยที่ 1 ยังคงผลิตสินค้าดังกล่าวต่อไป ก็ไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะจำหน่ายสินค้าดังกล่าวได้หรือไม่ และในการผลิตต้องมีเงินลงทุนทั้งในด้านวัตถุดิบและค่าแรงงาน ย่อมเสี่ยงต่อการขาดทุนอันจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อสถานะทางการเงินและความคงอยู่ของกิจการจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในระหว่างฟื้นฟูกิจการ กรณีย่อมถือได้ว่าเป็นความจำเป็นตามความหมายของมาตรา 75 แล้ว แม้ต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนจากลูกค้า ก็เป็นจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ได้รับ จึงไม่เป็นการลบล้างความจำเป็นที่จำเลยที่ 1 มีอยู่แต่อย่างใด และบทบัญญัติแห่งมาตรา 75 ดังกล่าวเป็นการให้สิทธิแก่นายจ้าง โดยถือเป็นการคุ้มครองนายจ้างเพื่อให้กิจการของนายจ้างคงอยู่ได้ต่อไป และในขณะเดียวกันลูกจ้างก็จะได้รับประโยชน์ไปในตัวด้วยโดยได้รับการคุ้มครองให้ได้รับค่าจ้างในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานตลอดเวลาที่นายจ้างสั่งหยุดงาน บทกฎหมายดังกล่าวมิใช่มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองแต่เฉพาะลูกจ้างดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย ฉะนั้นเมื่อมีความจำเป็นที่จำเลยที่ 1 สามารถสั่งให้หยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวได้ดังที่กล่าวมา การที่จำเลยที่ 1 ประกาศให้ลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดหยุดงานชั่วคราวรวม 4 ครั้ง เป็นเวลา 109 วัน เพื่อรอคำสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าหรือหาลูกค้ารายใหม่ทดแทน โดยจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานแก่โจทก์ทั้งหมดแล้ว การประกาศหยุดงานดังกล่าวจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.2541 มาตรา 75 แล้ว จำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างตามปกติเต็มจำนวนแก่โจทก์ทั้งหมดดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคูณ แจ่มใสศรี กับพวก
จำเลย — บริษัท ไทยพรีซีซั่น แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1957/2546
#49893
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาตามคำร้องของจำเลยจากการให้จำเลยชำระเงิน 5,267,594.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เป็นให้จำเลยชำระเงิน 5,267,594.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 4,627,729.55บาท นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เป็นการแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องตรงกับเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่กล่าวไว้ในคำพิพากษาว่าจำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดของต้นเงินค่าสินค้าตามใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับ เมื่อคิดถึงวันฟ้องแล้วรวมเป็นเงิน 5,267,594.91 บาท จำนวนเงินดังกล่าวจึงเป็นยอดรวมของค่าสินค้ากับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดถึงวันฟ้อง ทั้งเมื่อรวมค่าสินค้าตามใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับเข้าด้วยกันแล้วจะได้เท่ากับ 4,627,729.55 บาท ตรงกับต้นเงินที่จำเลยต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ดังนั้นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่แก้ไขคำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง กรณีมิใช่เป็นการทำคำสั่งซึ่งเป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,267,594.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องว่า คำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 5,267,594.91 บาท นั้น ต้นเงินดังกล่าวได้คิดรวมค่าสินค้ากับดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดจนถึงวันฟ้องเข้าไว้ด้วยกัน ขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คำร้องของจำเลยมิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้แก้ไขข้อผิดพลาดในคำพิพากษาเป็น "พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,267,594.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน4,627,729.55 บาท นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์" นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาเดิม

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้แก้ไขข้อความในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจากที่พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน5,267,594.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม2542 เป็นต้นไป เป็นให้จำเลยชำระเงิน 5,267,594.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 4,627,729.55 บาท นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปเป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิมหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้แก้ไขข้อความในคำพิพากษาดังกล่าว เป็นการแก้ไขต้นเงินที่จะนำไปคำนวณดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิด นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2542 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปนั้น เป็นไปตามเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยได้ซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมไปจากโจทก์ เป็นเงิน 4,627,729.55 บาท แล้วฟังต่อไปว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าสินค้าดังกล่าวตามกำหนดในใบแจ้งหนี้ จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาใบแจ้งหนี้แล้ว จึงให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดของต้นเงินค่าสินค้าตามใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับ เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องแล้ว รวมเป็นเงิน5,267,594.91 บาท ตรงตามจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดจนถึงวันฟ้อง จำนวนเงินดังกล่าวนี้จึงเป็นยอดรวมของค่าสินค้ากับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดถึงวันฟ้อง ทั้งเมื่อรวมค่าสินค้าตามใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับเข้าด้วยกันแล้ว จะได้เท่ากับ4,627,729.55 บาท ตรงกับต้นเงินที่จำเลยต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แก้ไขในคำพิพากษานั้นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้แก้ไขคำพิพากษาดังกล่าว จึงเป็นการแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องตรงกับเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่กล่าวไว้ในคำพิพากษา และถือว่าเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย มิใช่เป็นการทำคำสั่งซึ่งเป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเช่นว่านั้นให้ถูกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท ไทยพัฒนากระดาษ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1957/2546
#50827
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาในส่วนของจำนวนเงินที่เป็นฐานในการคิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จตามคำร้องของจำเลย เป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตรงกับเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่กล่าวไว้ในคำพิพากษาจึงเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย มิใช่เป็นการทำคำสั่งซึ่งเป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,267,594.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ5,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า คำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 5,267,594.91 บาท นั้น ต้นเงินดังกล่าวได้คิดรวมค่าสินค้ากับดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดจนถึงวันฟ้องเข้าไว้ด้วยกัน ขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คำร้องของจำเลยมิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อหลงผิดเล็กน้อย จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แก้ไขข้อผิดพลาดในคำพิพากษาเป็น "พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,267,594.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน4,627,729.55 บาท นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์" นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาเดิม

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้แก้ไขข้อความในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจากที่พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน5,267,594.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2542เป็นต้นไป เป็น ให้จำเลยชำระเงิน 5,267,594.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี จากต้นเงิน 4,627,729.55 บาท นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2542 เป็นต้นไป เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิมหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้แก้ไขข้อความในคำพิพากษาดังกล่าว เป็นการแก้ไขต้นเงินที่จะนำไปคำนวณดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดนับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2542 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปนั้น เป็นไปตามเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่าจำเลยได้ซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมไปจากโจทก์ เป็นเงิน 4,627,729.55 บาท แล้วฟังต่อไปว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าสินค้าดังกล่าวตามกำหนดในใบแจ้งหนี้ จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาใบแจ้งหนี้แล้วจึงให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดของต้นเงินค่าสินค้าตามใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับ เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องแล้วรวมเป็นเงิน 5,267,594.91 บาท ตรงตามจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดจนถึงวันฟ้อง จำนวนเงินดังกล่าวนี้จึงเป็นยอดรวมของสินค้ากับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดถึงวันฟ้องทั้งเมื่อรวมค่าสินค้าตามใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับเข้าด้วยกันแล้ว จะได้เท่ากับ 4,627,729.55 บาท ตรงกับเงินต้นที่จำเลยต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แก้ไขในคำพิพากษานั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้แก้ไขคำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นการแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องตรงกับเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่กล่าวไว้ในคำพิพากษา และถือว่าเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยมิใช่เป็นการทำคำสั่งซึ่งเป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเช่นว่านั้นให้ถูกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท ไทยพัฒนากระดาษ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1955/2546
#50782
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้มาแต่แรกแล้วว่า ล. ผู้เป็นบิดาได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่ก. และโจทก์ที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หายไป แล้วจำเลยที่ 1 นำหลักฐานใบแจ้งความไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)แทนฉบับที่อ้างว่าหายไป จึงมีเจตนาที่จะกระทำผิดหาใช่เป็นเรื่องที่ขาดเจตนาไม่

ความผิดฐานแจ้งความเท็จคือการนำความเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้อยู่ว่า ล. บิดาได้ขายที่ดินพิพาทไปแต่กลับไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หาย และจำเลยที่ 1 นำสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปขอออกใบแทน จนกระทั่งไปดำเนินการรับโอนมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินที่แท้จริงต้องได้รับความเสียหายแล้ว หาใช่ไม่เป็นความผิดเพราะโจทก์ทั้งสองไม่เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องไม่

การที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานที่ดินเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน โดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อขอใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แล้วรับโอนมรดกที่ดินมาเป็นชื่อของตนการกระทำของจำเลยที่ 1จึงเป็นกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90,91, 137, 267, 268

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดสองกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่าที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายเลียบหรือเรียบ สัตย์ซื่อ ซึ่งเป็นสามีจำเลยที่ 3 และเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยมีหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ต่อมานายเกิด ปั้นศิริ สามีโจทก์ที่ 1 ได้นำหนังสือมอบอำนาจของนายเลียบไปขอออกหนังสือสำคัญเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) และโอนขายให้ตนเองแต่ทางอำเภอเพียงดำเนินการให้เฉพาะการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ในนามของนายเลียบ ครั้นวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำความไปแจ้งเพื่อเป็นหลักฐานต่อร้อยตำรวจเอกประเสริฐ มาเหม ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอพนัสนิคมว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินพิพาทได้หายไปตามบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.1 แล้วจำเลยที่ 1 นำใบแจ้งความดังกล่าวไปยื่นประกอบคำขอต่อนายสมศักดิ์สุ่มเจริญ เจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอให้ทางสำนักงานที่ดินจังหวัดออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ฉบับที่อ้างว่าหายไป คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาหรือไม่ โจทก์ทั้งสองมีตัวโจทก์ที่ 1และที่ 2 มาเบิกความว่า โจทก์ที่ 1 และนายเกิด ปั้นศิริ สามีโจทก์ที่ 1 ได้ซื้อที่ดินแปลงพิพาทจากนายเลียบเมื่อปี 2505 โดยมีการส่งมอบการครอบครองและหนังสือสำหรับที่ดินให้นายเกิดยึดถือไว้ ต่อมานายเลียบหลบหนีคดีอาญาจึงเพียงทำหนังสือมอบอำนาจให้นายเกิดไปดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) พร้อมทำนิติกรรมโอนขายให้นายเกิด แต่เนื่องจากลายมือชื่อของนายเลียบไม่เหมือนเดิมที่เคยเซ็นไว้นายอำเภอจึงยอมเปลี่ยนหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินจากแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.1) เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แต่ไม่ดำเนินการเรื่องการโอนขายที่ดินให้ นายเกิดกับจำเลยที่ 3 ไปรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ด้วยกันและคงมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ยึดถือไว้ครั้นปี 2517 โจทก์ที่ 1 ได้แบ่งขายที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกให้โจทก์ที่ 2 จำนวน8 ไร่ ต่อมาหลังจากที่นายเกิดและนายเลียบได้ถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 เคยไปพบโจทก์ที่ 1เพื่อสอบถามถึงที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์ที่ 1 ก็ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าเป็นการขายขาดมิใช่ขายฝาก พร้อมทั้งนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ให้จำเลยที่ 1 ดูก่อนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจและขอออกใบแทนหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1และ จ.11 นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองยังมีนายหยุด ดิเสถียร บุตรนางเย็นซึ่งมีที่ดินติดต่อกับที่ดินพิพาททางทิศตะวันออก นายมนัส ปั้นศิริ บุตรโจทก์ที่ 1 และเป็นน้องชายโจทก์ที่ 2 กับนายสมพงษ์ กลัดสมบัติ มาเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมากกว่า 30 ปี จนถึงปัจจุบัน ฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีตัวจำเลยที่ 3 มาเบิกความทำนองเดียวกันว่า นายเลียบหลบหนีคดีอาญา ตั้งแต่ปี 2505แต่ก็แอบกลับมาเยี่ยมบ้านเป็นครั้งคราว โดยไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังระหว่างนั้นจำเลยที่ 3เป็นผู้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จนกระทั่งทำไม่ไหวจึงให้โจทก์ที่ 1 เข้าทำประโยชน์แทน ครั้นปี 2533 นายเลียบป่วยหนักจึงได้เล่าให้ฟังว่าไปกู้เงินนายเกิดไว้ 1,000 บาท และมอบแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ให้นายเกิดยึดถือไว้ จำเลยที่ 3 เพียงทราบว่าเมื่อปี 2505 นายเลียบเคยไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แต่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จ เพราะต้องหลบหนีคดีอาญา หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 ก็ไม่ทราบเรื่องราวการขอออกหนังสือสำคัญอีกเลยและก่อนไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ จำเลยทั้งสามก็ช่วยกันค้นหาหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินพิพาทแล้ว แต่หาไม่พบ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่เคยไปพบโจทก์ที่ 1 ที่บ้านของโจทก์ที่ 1 ส่วนที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่านายเกิดซื้อที่ดินจากนายเลียบนั้น ปรากฏว่าต่อมานายเกิดได้ไปขอยกเลิกการซื้อขายนั้นแล้ว ตามคำขอยกเลิกคำขอและบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 โดยมีนายอู๋ วิทยประภารัตน์ กำนันตำบลท้องที่ กับนายประมวล วงศ์พรประดิษฐ์ ผู้ใหญ่บ้านท้องที่ซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่มาเบิกความยืนยันว่าเห็นฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เห็นว่า ฝ่ายโจทก์ทั้งสองนอกจากมีภาพถ่ายหมาย จ.7 มาแสดงถึงการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแล้วยังมีนายหยุด ดิเสถียร บุตรนางเย็นซึ่งรับมรดกที่ดินของนางเย็นที่อยู่ติดต่อกับที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออก และนายสมพงษ์ กลัดสมบัติ ผู้ไปร่วมลงแขกดำนาในที่ดินพิพาทมายืนยันว่า คงเห็นแต่ฝ่ายโจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา ซึ่งแม้ฝ่ายจำเลยที่ 1และที่ 2 จะมีกำนันและผู้ใหญ่บ้านท้องที่มาเบิกความยืนยันเช่นกัน แต่เมื่อพิจารณาคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่รับว่านายเกิดได้นำพยานบุคคลซึ่งลงชื่อรับรองลายมือชื่อของนายเลียบในหนังสือมอบอำนาจเอกสาร จ.2 มายืนยันต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าเป็นลายมือชื่อที่นายเลียบลงชื่อไว้จริง ตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ล.7 และ ล.8 ประกอบกับจำเลยที่ 1 ตอบคำถามค้านทนายโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเมื่อปี 2537 ส่วนก่อนหน้านั้นใครจะดูแลครอบครองไม่ทราบจำเลยที่ 1 ได้ย้ายไปอยู่ที่อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ทั้งครอบครัวตั้งแต่เรียนหนังสือจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อันแสดงว่าย้ายไปตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และยังรับอีกว่าปัจจุบันบุตรโจทก์ที่ 1 เป็นผู้เข้าทำประโยชน์ ส่วนจำเลยที่ 3 ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ทั้งสองเช่นกันว่า นายเกิดและโจทก์ที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2505 และจำเลยที่ 1 เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเมื่อปี 2537 เพียงปีเดียวแล้ว ข้อเท็จจริงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้มาแต่แรกแล้วว่านายเลียบผู้เป็นบิดาได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายเกิดและโจทก์ที่ 1 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หายไป แล้วจำเลยที่ 1 นำหลักฐานใบแจ้งความไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แทนฉบับที่อ้างว่าหายไป จึงมีเจตนาที่จะกระทำผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษา กรณีหาใช่เรื่องที่ขาดเจตนาไม่ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาอ้างว่า โจทก์ทั้งสองไม่เสียหายเพราะที่ดินพิพาทเพียงมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ไม่เกี่ยวกับการได้ที่ดินมาด้วยการครอบครองนั้น เห็นว่า ความผิดฐานแจ้งความเท็จก็คือการนำความเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงาน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้อยู่ว่านายเลียบบิดาได้ขายที่ดินพิพาทไปแต่กลับไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หายและจำเลยที่ 1 นำสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปขอออกใบแทน จนกระทั่งไปดำเนินการรับโอนมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินที่แท้จริงต้องได้รับความเสียหายแล้ว หาใช่ไม่เป็นความผิด เพราะโจทก์ทั้งสองไม่เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานที่ดินเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน โดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อขอใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แล้วรับโอนมรดกที่ดินมาเป็นชื่อของตนการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมเดียว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 และศาลฎีกาเห็นต่อไปว่าทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่มาก นับเป็นเหตุบรรเทาโทษเห็นควรลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 สองครั้งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทในมาตราเดียวกัน จึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 บทเดียว จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีประโยชน์ต่อการพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 83 ม. 90 ม. 137
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ละม่อม ปั้นศิริ กับพวก
จำเลย — นาย สำราญ สัตย์ซื่อ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1955/2546
#50977
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้อยู่แล้วว่า ล. บิดาได้ขายที่ดินให้แก่ ก. และโจทก์ที่ 1การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์หายไป แล้วจำเลยที่ 2 นำหลักฐานใบแจ้งไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จึงมีเจตนาที่จะกระทำผิด หาใช่เป็นเรื่องที่ขาดเจตนาไม่

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้อยู่ว่า ล. บิดาได้ขายที่ดินไปแต่กลับไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์หาย และจำเลยที่ 1 นำสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปขอออกใบแทน กับดำเนินการรับโอนมรดกที่ดินมาเป็นของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงได้รับความเสียหายแล้วมิใช่ไม่เป็นความผิดเพราะโจทก์ทั้งสองไม่เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้อง

การที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานที่ดินเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน โดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อขอใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วรับโอนมรดกที่ดินมาเป็นของตนเป็นการกระทำกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 เวลากลางวันจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำข้อความที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอพนัสนิคมว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 32 ฉบับผู้ถือ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสามสูญหายไป ความจริงจำเลยทั้งสามต่างทราบดีอยู่แล้วว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของโจทก์ที่ 1 เพราะนายเรียบหรือเลียบ สัตย์ซื่อ ขายสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 กับสามีเมื่อประมาณ 20 กว่าปีมาแล้ว โดยส่งมอบการครอบครองที่ดิน และให้โจทก์ที่ 1 กับสามียึดถือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไว้ และเมื่อวันที่ 25พฤษภาคม 2537 เวลากลางวันจำเลยที่ 1 นำข้อความอันเป็นเท็จแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาพนัสนิคม ว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนายเรียบ ตกทอดแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์พร้อมยื่นคำขอรับมรดกที่ดินดังกล่าว เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ว่า จำเลยที่ 1 รับมรดกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าว ความจริงจำเลยทั้งสามทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ทั้งสองและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับผู้ถืออยู่กับโจทก์ที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 137, 267, 268

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดสองกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือนจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่าที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายเลียบหรือเรียบ สัตย์ซื่อ ซึ่งเป็นสามีจำเลยที่ 3 และเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 และที่ 2โดยมีหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ต่อมานายเกิด ปั้นศิริ สามีโจทก์ที่ 1 ได้นำหนังสือมอบอำนาจของนายเลียบไปขอออกหนังสือสำคัญเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) และโอนขายให้ตนเองแต่ทางอำเภอเพียงดำเนินการให้เฉพาะการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ในนามของนายเลียบ ครั้นวันที่ 17พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำความไปแจ้งเพื่อเป็นหลักฐานต่อร้อยตำรวจเอกประเสริฐ มาเหม ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอพนัสนิคมว่า หนังสือสำคัญสำหรับที่ดินพิพาทได้หายไปตามบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.1 แล้วจำเลยที่ 1 นำใบแจ้งความดังกล่าวไปยื่นประกอบคำขอต่อนายสมศักดิ์ สุ่มเจริญเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอให้ทางสำนักงานที่ดินจังหวัดออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ฉบับที่อ้างว่าหายไป คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1และที่ 2 ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาหรือไม่ โจทก์ทั้งสองมีตัวโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มาเบิกความว่า โจทก์ที่ 1 และนายเกิด ปั้นศิริ สามีโจทก์ที่ 1 ได้ซื้อที่ดินแปลงพิพาทจากนายเลียบเมื่อปี 2505 โดยมีการส่งมอบการครอบครองและหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินให้นายเกิดยึดถือไว้ ต่อมานายเลียบหลบหนีคดีอาญาจึงเพียงทำหนังสือมอบอำนาจให้นายเกิดไปดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) พร้อมทำนิติกรรมโอนขายให้นายเกิด แต่เนื่องจากลายมือชื่อของนายเลียบไม่เหมือนเดิมที่เคยเซ็นไว้นายอำเภอจึงยอมเปลี่ยนหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินจากแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) แต่ไม่ดำเนินการเรื่องการโอนขายที่ดินให้ นายเกิดกับจำเลยที่ 3 ไปรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ด้วยกัน และคงมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) ดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ยึดถือไว้ ครั้นปี 2517 โจทก์ที่ 1 ได้แบ่งขายที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 8 ไร่ ต่อมาหลังจากที่นายเกิดและนายเลียบได้ถึงแก่กรรมจำเลยที่ 1 เคยไปพบโจทก์ที่ 1 เพื่อสอบถามถึงที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์ที่ 1 ก็ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าเป็นการขายขาดมิใช่ขายฝากพร้อมทั้งนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ให้จำเลยที่ 1 ดูก่อนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจและขอออกใบแทนหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินรายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.11 นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองยังมีนายหยุด ดิเสถียร บุตรนางเย็นซึ่งมีที่ดินติดต่อกับที่ดินพิพาททางทิศตะวันออก นายมนัส ปั้นศิริ บุตรโจทก์ที่ 1 และเป็นน้องชายโจทก์ที่ 2 กับนายสมพงษ์ กลัดสมบัติ มาเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมากกว่า 30 ปี จนถึงปัจจุบัน ฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีตัวจำเลยที่ 3 มาเบิกความทำนองเดียวกันว่า นายเลียบหลบหนีคดีอาญาตั้งแต่ปี 2505 แต่ก็แอบกลับมาเยี่ยมบ้านเป็นครั้งคราว โดยไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง ระหว่างนั้นจำเลยที่ 3 เป็นผู้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จนกระทั่งทำไม่ไหวจึงให้โจทก์ที่ 1 เข้าทำประโยชน์แทนครั้นปี 2533 นายเลียบป่วยหนักจึงได้เล่าให้ฟังว่าไปกู้เงินนายเกิดไว้ 1,000 บาท และมอบแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ให้นายเกิดยึดถือไว้ จำเลยที่ 3 เพียงทราบว่าเมื่อปี 2505 นายเลียบเคยไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แต่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จเพราะต้องหลบหนีคดีอาญา หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 ก็ไม่ทราบเรื่องราวของการขอออกหนังสือสำคัญอีกเลยและก่อนไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ จำเลยทั้งสามก็ช่วยกันค้นหาหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินพิพาทแล้ว แต่หาไม่พบ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่เคยไปพบโจทก์ที่ 1 ที่บ้านของโจทก์ที่ 1 ส่วนที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่านายเกิดซื้อที่ดินจากนายเลียบนั้น ปรากฏว่า ต่อมานายเกิดได้ไปขอยกเลิกการซื้อขายนั้นแล้ว ตามคำขอยกเลิกคำขอและบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 โดยมีนายอู๋ วิทยประภารัตน์ กำนันตำบลท้องที่ กับนายประมวล วงศ์พรประดิษฐ์ ผู้ใหญ่บ้านท้องที่ซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่มาเบิกความยืนยันว่าเห็นฝ่ายจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เห็นว่า ฝ่ายโจทก์ทั้งสองนอกจากมีภาพถ่ายหมาย จ.7 มาแสดงถึงการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแล้วยังมีนายหยุด ดิเสถียร บุตรนางเย็นซึ่งได้รับมรดกที่ดินของนายเย็นที่อยู่ติดต่อกับที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกและนายสมพงษ์ กลัดสมบัติ ผู้ไปร่วมลงแขกดำนาในที่ดินพิพาทมายืนยันว่า คงเห็นแต่ฝ่ายโจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมาซึ่งแม้ฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะมีกำนันและผู้ใหญ่บ้านท้องที่มาเบิกความยืนยันเช่นกันแต่เมื่อพิจารณาคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่รับว่านายเกิดได้นำพยานบุคคลซึ่งลงชื่อรับรองลายมือชื่อของนายเลียบในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 มายืนยันต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าเป็นลายมือชื่อที่นายเลียบลงชื่อไว้จริง ตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ล.7 และ ล.8 ประกอบกับจำเลยที่ 1 ตอบคำถามค้านทนายโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์ที่ดินพิพาทเมื่อปี 2537 ส่วนก่อนหน้านั้นใครจะดูแลครอบครองไม่ทราบ จำเลยที่ 1 ได้ย้ายไปอยู่ที่อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ทั้งครอบครัวตั้งแต่เรียนหนังสือจนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อันแสดงว่าย้ายไปตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และยังรับอีกว่าปัจจุบันบุตรโจทก์ที่ 1 เป็นผู้เข้าทำประโยชน์ ส่วนจำเลยที่ 3 ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ทั้งสองเช่นกันว่า นายเกิดและโจทก์ที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2505 และจำเลยที่ 1 เข้าไปทำประโยชน์ที่ดินพิพาทเมื่อปี 2537 เพียงปีเดียวแล้ว ข้อเท็จจริงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้มาแต่แรกแล้วว่านายเลียบผู้เป็นบิดาได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายเกิดและโจทก์ที่ 1 ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หายไป แล้วจำเลยที่ 1นำหลักฐานใบแจ้งความไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แทนฉบับที่อ้างว่าหายไป จึงมีเจตนาที่จะกระทำผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษากรณีหาใช่เรื่องที่ขาดเจตนาไม่ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2ฎีกาอ้างว่าโจทก์ทั้งสองไม่เสียหายเพราะที่ดินพิพาทเพียงมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ไม่เกี่ยวกับการได้ที่ดินมาด้วยการครอบครองนั้น เห็นว่าความผิดฐานแจ้งความเท็จก็คือการนำความเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงาน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้อยู่ว่านายเลียบบิดาได้ขายที่ดินพิพาทไปแต่กลับไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หายและจำเลยที่ 1 นำสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปขอออกใบแทน จนกระทั่งไปดำเนินการรับโอนมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินที่แท้จริงต้องได้รับความเสียหายแล้ว หาใช่ไม่เป็นความผิดเพราะโจทก์ทั้งสองไม่เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามการที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานที่ดินเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน โดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อขอใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)แล้วรับโอนมรดกที่ดินมาเป็นชื่อของตนการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมเดียว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 และศาลฎีกาเห็นต่อไปว่าทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่มากนับเป็นเหตุบรรเทาโทษเห็นควรลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 สองครั้งเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทในมาตราเดียวกัน จึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 บทเดียว จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีประโยชน์ต่อการพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1และที่ 2 คนละ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 90 ม. 137
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ละม่อม ปั้นศิริ กับพวก
จำเลย — นาย สำราญ สัตย์ซื่อ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1954/2546
#50781
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายที่ 1 สวมกางเกงขายาวสีกากี สวมเสื้อยืดคอกลมสีขาวเข้าไปขอตรวจค้นตัวจำเลยโดยแจ้งว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ แต่ไม่ได้แต่งเครื่องแบบตำรวจหรือแสดงหลักฐานให้เห็นว่าตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้ทำการตามหน้าที่ กรณีอาจทำให้จำเลยเข้าใจผิดไปได้ แม้จำเลยจะต่อสู้ชกต่อยหรือใช้มีดแทงผู้เสียหายที่ 1 เพื่อขัดขวางไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ตรวจค้นและจับกุม จำเลยก็หามีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่และพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ไม่แม้ในชั้นสอบสวนจำเลยจะให้การรับสารภาพฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ แต่บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่าโดยลำพังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังเพื่อลงโทษจำเลยได้

ศาลชั้นต้นกำหนดโทษและลดโทษให้แก่จำเลย แต่คำนวณโทษไม่ถูกต้องครบถ้วนเมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์และฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาตามโทษจำคุกที่ถูกต้องได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองสั้นขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับและกระสุนปืนขนาดเดียวกัน 2 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ แล้วจำเลยได้ชิงทรัพย์เอาอาวุธปืนสั้น 1 กระบอกของผู้เสียหายที่ 1 ไป โดยใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อย ใช้อาวุธมีดแทง และใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล แล้วจำเลยได้วิ่งราวทรัพย์รถยนต์ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91,138, 289, 336, 336 ทวิ, 339, 340 ตรี, 371 ริบอาวุธปืนลูกซอง ปลอกกระสุนปืนลูกซอง 2 ปลอก และอาวุธมีด 1 เล่ม ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138 วรรคสอง, 289(2) ประกอบมาตรา 80, 334, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ประกอบมาตรา 52(1) ให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานลักทรัพย์ จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานลักทรัพย์ จำคุก6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก6 เดือน รวมจำคุก 34 ปี 16 เดือน ริบอาวุธปืนลูกซอง ปลอกกระสุนปืน ลูกซองและอาวุธมีดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปจอดบริเวณหน้าร้านค้าของนายสมจิตร หาผล ที่เกิดเหตุ แล้วต่อมาเกิดการต่อสู้กอดปล้ำกับสิบตำรวจตรีสายเพชร เจตินัย ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บตามร่างกายหลายแห่ง ปรากฏรายละเอียดบาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.12 จำเลยได้รับบาดเจ็บถูกกระสุนปืนตามสำเนาเวชระเบียนผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลชลบุรี เอกสารหมาย ล.1 สำหรับความผิดฐานชิงทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และ 6 เดือน ตามลำดับ โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ความผิดทั้งสี่ฐานดังกล่าวนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และความผิดฐานลักทรัพย์อาวุธปืนสั้นของผู้เสียหายที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ความผิดฐานลักทรัพย์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาซึ่งสรุปใจความสำคัญได้ว่า เหตุที่จำเลยเอาอาวุธปืนสั้นของผู้เสียหายที่ 1 ไปก็เพื่อป้องกันมิให้ผู้เสียหายที่ 1 ใช้ตามไปยิงจำเลยอีก เมื่อไปถึงบ้านนางเพ็ญศรี แซ่ล้อหรือละออศิรินนท์ พี่สาวของจำเลย จำเลยได้มอบอาวุธปืนดังกล่าวให้นางเพ็ญศรี แล้วให้นางเพ็ญศรีนำจำเลยส่งโรงพยาบาลชลบุรี ซึ่งต่อมาจำเลยให้นางเพ็ญศรีมอบอาวุธปืนคืนแก่เจ้าพนักงานตำรวจไปเมื่อทราบว่าผู้เสียหายที่ 1เป็นเจ้าพนักงานตำรวจจริง จำเลยขาดเจตนาทุจริตอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ อันเป็นฎีกาทำนองว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานลักทรัพย์นั้น เป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายมาตรา 218 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในความผิดฐานนี้มาด้วยนั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยแต่เฉพาะในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่และพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้กระทำความผิดในสองฐานดังกล่าวตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวสรุปใจความสำคัญได้ว่า ในขณะเกิดเหตุที่สิบตำรวจตรีสายเพชร เจตินัย ผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปตรวจค้นจำเลยแล้วเกิดการต่อสู้กอดปล้ำกันนั้นจำเลยที่ 1 ไม่รู้ว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่เพราะผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้แต่งเครื่องแบบตำรวจและไม่ได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจทั้งการที่ผู้เสียหายที่ 1 ทำการตรวจค้นจำเลยในที่สาธารณะก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่และพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่นั้น เห็นว่า ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และนายสมจิตร หาผล นายบุญมา เกาะน้ำใสนายประสิทธิ์ เสนน้อย กับนายจำปี รักษาภักดี พยานโจทก์ว่า ในวันเกิดเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ร้านค้าของนายสมจิตรที่เกิดเหตุและขณะเกิดเหตุที่จำเลยต่อสู้กอดปล้ำกับผู้เสียหายที่ 1 นั้น ผู้เสียหายที่ 1 สวมกางเกงขายาวสีกากีเสื้อยืดคอกลมสีขาว จากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และพยานโจทก์ดังกล่าวแสดงว่าขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปขอตรวจค้นเพื่อจะจับกุมจำเลยเพราะสงสัยว่า จำเลยมีอาวุธปืนติดตัวมาด้วยตามที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความกล่าวอ้างนั้น ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้แต่งเครื่องแบบตำรวจการที่ผู้เสียหายที่ 1 สวมกางเกงขายาวสีกากีสวมเสื้อยืดคอกลมสีขาวจะให้จำเลยเข้าใจเอาเองว่าผู้ที่เข้ามาตรวจค้นจับกุมนั้นเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมเป็นไปไม่ได้ ดังจะเห็นได้จากที่นายสมจิตรซึ่งเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในวันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1สวมกางเกงขายาวสีกากีสวมเสื้อยืดคอกลมสีขาว บุคคลอื่นไม่ทราบว่าผู้เสียหายที่ 1เป็นเจ้าพนักงานตำรวจและโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงยังได้ความด้วยว่าทั้งผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยต่างก็ไม่รู้จักกันมาก่อน จำเลยจึงไม่มีทางรู้ได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความอ้างว่าขณะที่พยานเดินเข้าไปหาจำเลยพยานได้บอกว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอทำการตรวจค้นก็ดี และที่นายสมจิตรเบิกความอ้างว่าได้ยินผู้เสียหายที่ 1 พูดว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอทำการตรวจค้นก็ดีนั้น เห็นว่า ในภาวะเช่นนั้นจะให้จำเลยแน่ใจได้อย่างไรว่าผู้ที่เข้ามาขอทำการตรวจค้นนั้นเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจริงหรือไม่ เพราะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้แสดงบัตรประจำตัวให้จำเลยเห็นหรือรู้แต่อย่างใด ส่วนนายบุญมา นายประสิทธิ์และนายจำปี พยานโจทก์ทั้งสามเพิ่งเห็นเหตุการณ์ภายหลังซึ่งเป็นตอนที่จำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ต่อสู้กอดปล้ำกันแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวได้ยินหรือเห็นตอนที่ผู้เสียหายที่ 1 แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแต่อย่างไร ซึ่งในเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุจำเลยก็เบิกความยืนยันปฏิเสธอยู่ว่า ไม่เคยรู้จักผู้เสียหายที่ 1 มาก่อน ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้แต่งเครื่องแบบตำรวจ จำเลยทราบภายหลังว่าผู้ที่ต่อสู้กอดปล้ำกับจำเลยนั้นเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ดังนี้ พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปขอตรวจค้นตัวจำเลยโดยไม่ได้แต่งเครื่องแบบตำรวจหรือแสดงหลักฐานให้เห็นได้ว่าตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้ทำการตามหน้าที่ กรณีอาจทำให้จำเลยเข้าใจผิดไปได้แม้จำเลยจะได้ต่อสู้ชกต่อยหรือใช้มีดแทงผู้เสียหายที่ 1 เพื่อขัดขวางไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1ตรวจค้นและจับกุมจำเลยก็หามีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่และพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ดังโจทก์ฟ้องไม่ แม้ในชั้นสอบสวนจำเลยจะให้การรับสารภาพฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.18 แต่บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่าโดยลำพังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังเพื่อลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่และพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่และลงโทษมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ในฐานะบุคคลธรรมดาหรือว่าเป็นการป้องกันสิทธิของจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมายดังจำเลยฎีกา ในปัญหานี้ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความถึงเหตุการณ์ตอนแรกว่า ขณะจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ต่อสู้กอดปล้ำโดยจำเลยขึ้นคร่อมร่างกายของผู้เสียหายที่ 1 นั้น จำเลยพยายามจะชักอาวุธปืนออกมาจากเอวของจำเลย ผู้เสียหายที่ 1 ตะโกนให้คนช่วย มีชาย 4 ถึง5 คน ซึ่งนั่งดื่มสุราอยู่ในร้านของนายสมจิตรวิ่งเข้ามาจะช่วยจำเลยตะโกนว่าอย่าเข้ามากูยิง แล้วจำเลยชักอาวุธปืนออกจากเอวขึ้นมา พวกชายดังกล่าววิ่งมาครึ่งทางจึงหยุดจำเลยพยายามจะยิงผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 ตะโกนให้ช่วยอีกและใช้มือปัดป้องนายสมจิตรเข้ามาแย่งอาวุธปืนจากจำเลยไปได้ตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1ดังกล่าวที่อ้างว่าจำเลยพยายามจะยิงผู้เสียหายที่ 1 นั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ยกอาวุธปืนขึ้นจี้หรือจ้องที่ตัวผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ หรือพยายามจะยิงผู้เสียหายที่ 1ในลักษณะอย่างไร ตามสภาพการณ์ดังกล่าวกลับส่อแสดงให้เห็นได้ว่าในขณะนั้นจำเลยยังไม่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะยิงผู้เสียหายที่ 1 ได้ ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดประการหนึ่ง ส่วนที่นายสมจิตรพยานโจทก์เบิกความถึงเหตุการณ์ตอนแรกดังกล่าวด้วยว่า ขณะจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ต่อสู้กอดปล้ำโดยผู้เสียหายที่ 1 นอนหงายอยู่ข้างล่าง จำเลยอยู่ข้างบน จำเลยใช้มือขวาชักอาวุธปืนที่เอวและใช้มือซ้ายค้ำคอผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ทำท่าจะยิงผู้เสียหายที่ 1ผู้เสียหายที่ 1 ตะโกนให้ช่วยพยานจึงเข้าไปแย่งอาวุธปืนจากจำเลยไปได้ ซึ่งหากจะฟังตามคำเบิกความของนายสมจิตรดังกล่าวก็เห็นได้ว่า ก่อนที่นายสมจิตรจะเข้าไปแย่งอาวุธปืนจากจำเลย หากจำเลยมีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายที่ 1 จำเลยน่าจะมีจังหวะที่จะยิงผู้เสียหายที่ 1 ได้ทันที ไม่น่าจะต้องทำท่าจะยิงดังที่นายสมจิตรเบิกความ นอกจากนี้ตามคำเบิกความของนายสมจิตรดังกล่าวที่อ้างว่าจำเลยทำท่าจะยิงผู้เสียหายที่ 1 นั้นก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ยกอาวุธปืนขึ้นจี้หรือจ้องที่บริเวณใดของร่างกายผู้เสียหายที่ 1 คำเบิกความของนายสมจิตรดังกล่าว จึงคลุมเครือไม่เพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดอีกประการหนึ่ง พฤติการณ์การกระทำของจำเลยในเหตุการณ์ตอนแรกดังกล่าวมานี้จึงส่อให้เห็นไปได้ว่าที่จำเลยชักอาวุธปืนออกมาจากเอวของจำเลยเพื่อขู่ผู้เสียหายที่ 1 ให้ปล่อยจากการต่อสู้กอดปล้ำมากกว่าที่จะมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเจือสมกับที่จำเลยได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.18 ว่า ขณะที่จำเลยกอดปล้ำกับผู้เสียหายที่ 1 จำเลยชักอาวุธปืนออกมาจากเอวและถือไว้เพื่อจะขู่เจ้าพนักงานตำรวจ(ผู้เสียหายที่ 1) ให้พ้นจากการจับกุม สำหรับเหตุการณ์ตอนต่อมาหลังจากที่นายสมจิตรเข้าแย่งอาวุธปืนของจำเลยจากจำเลยไปได้แล้วนั้น ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า หลังจากนายสมจิตรเข้าแย่งอาวุธปืนของจำเลยจากจำเลยไปได้แล้ว จำเลยกับผู้เสียหายที่ 1ต่อสู้กอดปล้ำกันอยู่ จำเลยแย่งอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 1 จากเอวของผู้เสียหายที่ 1ไปได้ ผู้เสียหายที่ 1 พยายามจะแย่งอาวุธปืนคืน นายสมจิตรเข้ามาแย่งอาวุธปืนจากจำเลยไปได้ นายสมจิตรเบิกความว่า ขณะต่อสู้กอดปล้ำจำเลยแย่งอาวุธปืนจากเอวของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 จับมือจำเลยที่ถืออาวุธปืนและตะโกนขอให้ช่วย พยานวิ่งเข้าไปแย่งอาวุธปืนจากจำเลยไปได้ เหตุการณ์ตอนนี้จึงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ต่อสู้กอดปล้ำกัน และจำเลยแย่งอาวุธปืนจากเอวผู้เสียหายที่ 1 ไปได้แล้วนายสมจิตรเข้ามาแย่งอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 1 ไปจากจำเลยเท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ใช้อาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 1 ที่แย่งมาได้เล็งจ้องจะยิงผู้เสียหายที่ 1 แต่อย่างใด ส่วนเหตุการณ์ตอนสุดท้ายที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความอ้างว่าเมื่อผู้เสียหายที่ 1 ถอยจนติดตู้ขายของในร้านของนายสมจิตรแล้วทิ้งอาวุธปืนวิ่งหนีไปทางด้านข้างของร้าน เมื่อหันมามองเห็นจำเลยใช้อาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 1 ที่ทิ้งดังกล่าวเล็งยิงผู้เสียหายที่ 1 อีก 1 นัด แต่กระสุนปืนไม่ลั่นจะรับฟังได้หรือไม่ ได้ความว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ผู้เสียหายที่ 1 ใช้อาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 1 ยิงขู่ 1 นัด ยิงที่บริเวณขาของจำเลย 2 นัด และขณะที่จำเลยเข้ามาจับมือของผู้เสียหายที่ 1 ที่ถือปืน ปืนลั่น 2 นัดจึงรวมกระสุนปืนที่ลั่นเพราะเหตุดังกล่าว 5 นัด และปรากฏตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.9 ว่าได้มีการส่งปืนออโตเมติก ขนาด .45 ซึ่งเป็นอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจพิสูจน์ที่กองกำกับการวิทยาการ เขต 2 โดยมีการส่งกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 จำนวน 2 นัด และปลอกกระสุนปืนออโตเมติกขนาด .45จำนวน 5 ปลอก ไปตรวจพิสูจน์ด้วย เมื่อพิจารณาประกอบกันทำให้เห็นได้ว่าภายหลังจากที่กระสุนปืนลั่นจากอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 1 รวม 5 นัดดังกล่าวแล้ว ยังมีกระสุนปืนที่อาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 1 อีก 2 นัด ที่ส่งไปตรวจพิสูจน์ และคงเป็นกระสุนปืน 2 นัดนี้ที่เสียหายที่ 1 เบิกความอ้างว่าจำเลยใช้ยิงผู้เสียหายที่ 1 อีก 1 นัด แต่กระสุนปืนไม่ลั่นดังกล่าวข้างต้น แต่ตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.9 ดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าได้มีการตรวจพิสูจน์กระสุนปืน 2 นัดดังกล่าวนี้ว่ามีรอยถูกเข็มแทงชนวนแทงหรือไม่จึงรับฟังไม่ได้ว่ากระสุนปืน 2 นัดดังกล่าวหรือนัดหนึ่งนัดใดใช้ยิงแล้วแต่กระสุนไม่ลั่น ดังนี้ คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่อ้างว่า จำเลยใช้อาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 1 เล็งยิงผู้เสียหายที่ 1 อีก 1 นัด แต่กระสุนปืนไม่ลั่นดังกล่าวข้างต้นก็ดี ที่นายสมจิตรพยานโจทก์เบิกความอ้างว่า จำเลยใช้อาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 1 จ้องเล็งไปที่ผู้เสียหายที่ 1แล้วเหนี่ยวไกปืนแต่กระสุนปืนไม่ลั่นก็ดี ล้วนเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย ทั้งจำเลยก็เบิกความยืนยันปฏิเสธว่าเมื่อผู้เสียหายที่ 1 ทิ้งอาวุธปืนแล้ววิ่งออกไปจากร้านนายสมจิตรนั้นจำเลยเพียงเก็บอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 1 แล้วไปขึ้นรถยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งติดเครื่องอยู่บริเวณนั้นขับออกไป ในข้อนี้นายบุญมาพยานโจทก์ก็เบิกความว่าเมื่อจำเลยแย่งอาวุธปืนจากผู้เสียหายที่ 1 ได้แล้ว ผู้เสียหายที่ 1 วิ่งเข้าไปในร้านของนายสมจิตร ส่วนจำเลยวิ่งไปขึ้นรถยนต์ของพยานซึ่งติดเครื่องอยู่ขับหลบหนีไป ซึ่งเจือสมคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวจากพยานหลักฐานและเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้เป็นมั่นคงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ในฐานะบุคคลธรรมดาโดยใช้อาวุธปืนของจำเลยเองหรือของผู้เสียหายที่ 1 เล็งจ้องพร้อมที่จะยิงหรือได้ยิงตามที่โจทก์ฟ้อง ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้มีดพับปลายแหลมของกลางแทงนั้น ผู้เสียหายที่ 1 และนายสมจิตรเบิกความถึงเหตุการณ์ตอนนี้ทำนองเดียวกันว่า ในขณะที่จำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ต่อสู้ชกต่อยกอดปล้ำ จำเลยได้ล้วงเอามีดพับปลายแหลมของกลางจากกระเป๋ากางเกงของจำเลยแล้วจ้วงแทงผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง ถูกที่หน้าอก 1 แผล ที่โหนกแก้ม 1 แผล ผู้เสียหายที่ 1 ยกขาขึ้นเตะถูกมีดของจำเลยที่ขาอีก 1 แผล ผู้เสียหายที่ 1 ขัดขาจำเลยล้มลงแล้วขึ้นคร่อมร่างกายของจำเลยและใช้มือข้างหนึ่งจับมือจำเลยที่ถือมีดไว้และใช้มืออีกข้างหนึ่งต่อยใบหน้าจำเลย 10 กว่าครั้ง จำเลยต่อสู้ดิ้นรนและถีบผู้เสียหายที่ 1 กระเด็นออกไป ผู้เสียหายที่ 1 วิ่งไปเอาอาวุธปืนจากนายสมจิตร ขณะนั้นจำเลยถือมีดวิ่งเข้ามาผู้เสียหายที่ 1 จึงยิงขู่ 1 นัด จำเลยยังคงวิ่งเข้ามา ผู้เสียหายที่ 1 จึงยิงที่บริเวณขาจำเลย 2 นัด จำเลยวิ่งเข้ามาจับมือผู้เสียหายที่ 1 ที่ถืออาวุธปืนและใช้มีดแทงผู้เสียหายที่ 1 แต่ไม่ถูก ขณะที่จำเลยจับมือผู้เสียหายที่ 1 ที่ถืออาวุธปืน ทำให้ปืนลั่น 2 นัดทราบภายหลังว่าถูกจำเลย จากนั้นจำเลยยังแทงผู้เสียหายที่ 1 อีก ผู้เสียหายที่ 1 ถอยจนติดตู้ขายของในร้านนายสมจิตร ผู้เสียหายที่ 1 จึงทิ้งอาวุธปืนและใช้มือปัดป้องแล้ววิ่งหนีออกไป เห็นว่าตามภาพถ่ายมีดพับปลายแหลมของกลางหมาย จ.2 ภาพที่ 2ซึ่งจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่าเป็นมีดที่จำเลยใช้แทงผู้เสียหายที่ 1 ปรากฏว่าทั้งด้ามไม้และตัวมีดยาว 18.5 เซนติเมตร หรือประมาณ 1 คืบ เฉพาะตัวมีดยาว7.5 เซนติเมตร บาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 ที่แพทย์ได้ชันสูตรไว้ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.12 ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลฉีกขาดที่หน้าแข้งซ้าย ยาว 1.5 เซนติเมตร ลึก 0.3 เซนติเมตร รอยแผลถลอกที่บริเวณข้อศอก โหนกแก้ม 2 ข้าง ที่เข่าขวาและหลังมือขวา บาดแผลฉีกขาด และแฉลบที่หน้าอกข้างขวาและที่ปลายนิ้วก้อยข้างขวา และบาดแผลฟกช้ำที่บริเวณลิ้นปี่ โดยไม่ปรากฏจากการนำสืบของโจทก์ว่าบาดแผลดังกล่าวอาจทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงแก่ความตายได้ เมื่อพิจารณาคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และนายสมจิตรตลอดจนมีพับปลายแหลมของกลางและบาดแผลที่ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับประกอบกันแล้ว เห็นได้ว่าที่จำเลยใช้มีดพับปลายแหลมของกลางแทงผู้เสียหายที่ 1 ในช่วงแรกเป็นการแทงในขณะที่จำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 กำลังต่อสู้กอดปล้ำกันและแทงในช่วงหลังก็เป็นเหตุการณ์ที่พัวพันต่อเนื่องกันในช่วงแรกจึงเป็นการแทงด้วยอาการฉุกละหุกโดยไม่มีโอกาสเลือกแทงและมีดที่ใช้แทงก็เป็นเพียงมีดพับปลายแหลมซึ่งยาวทั้งด้ามและตัวมีด18.5 เซนติเมตรหรือประมาณ 1 คืบ เฉพาะตัวมีดยาว 7.5 เซนติเมตร ประกอบกับลักษณะบาดแผลที่ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับก็ไม่ปรากฏว่าอาจทำให้ถึงตายได้ดังกล่าวแล้วกรณียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 คงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น ปัญหาต่อไปจึงมีว่า การที่จำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวเป็นการป้องกันสิทธิของตนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และนายสมจิตรดังกล่าวข้างต้นว่า ในเหตุการณ์ที่จำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ต่อสู้ชกต่อยกอดปล้ำกันนั้นจำเลยเป็นฝ่ายใช้มีดพับปลายแหลมของกลางแทงผู้เสียหายที่ 1 ก่อน ผู้เสียหายที่ 1 จึงยิงจำเลย ทั้งตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่โจทก์อ้างส่งศาลเป็นพยานตามเอกสารหมาย จ.18 จำเลยก็ได้ให้การว่า เมื่อนายสมจิตรเข้าแย่งอาวุธปืนจากจำเลยไปได้ จำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 กอดปล้ำชกต่อยกันอยู่กับพื้น สักครู่หนึ่งจึงลุกขึ้นมา จำเลยชักมีดปลายแหลมออกจากกระเป๋ากางเกงของจำเลยแล้วจ้วงแทงผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง ไม่ทราบถูกบริเวณใดบ้าง ผู้เสียหายที่ 1วิ่งไปในร้านแล้วเอาอาวุธปืนจากนายสมจิตรมาถือไว้ จำเลยตามไปจ้วงแทงผู้เสียหายที่ 1 อีก ผู้เสียหายที่ 1 จึงยิงจำเลย ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และนายสมจิตรดังกล่าว ฟังได้ว่าจำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายที่ 1 ก่อน ผู้เสียหายที่ 1 จึงยิงที่จำเลยนำสืบและฎีกาอ้างว่าผู้เสียหายที่ 1 ยิงจำเลยก่อน จำเลยจึงใช้มีดแทงผู้เสียหายที่ 1 นั้น จึงขัดแย้งกับที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวไม่มีน้ำหนักให้รับฟังข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าที่จำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายที่ 1 เป็นการป้องกันสิทธิของตนโดยชอบด้วยกฎหมายดังจำเลยฎีกา จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 ที่ได้รับดังกล่าวข้างต้นนั้นใช้เวลารักษาประมาณกี่วันจึงหายปกติ หรือทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันแต่อย่างใดทั้งผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความว่าแพทย์ได้ทำบาดแผลแล้วให้กลับบ้านโดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายที่ 1ได้รับอันตรายสาหัสคงฟังได้เพียงว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยย่อมมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 ในฐานะบุคคลธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 เท่านั้น ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคท้าย เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่าศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หรือไม่อีกต่อไปเพราะไม่เป็นสาระแก่คดี

อนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แล้ว แต่ให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านและทางสาธารณโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน นั้น เป็นการไม่ถูกต้องที่ถูกต้องต้องเป็นว่าฐานลักทรัพย์ จำคุก 8 เดือน ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 4 เดือน และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน แต่เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์และฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวตามโทษจำคุกที่กล่าวมานี้ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 คงให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295จำคุก 1 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานลักทรัพย์ 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 6 เดือน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 20 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138 และมาตรา 289 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 138
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นาย นิคม ศรียาหรือศรีแก้วหรือศรียาภรณ์หรือแซ่ล้อ
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1946/2546
#50780
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ภายหลังลดโทษแล้วคงจำคุกคนละ 4 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 104(2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรี มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปี กรณีเป็นเรื่องกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 121 ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ เว้นแต่ถ้าเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ส่งเด็กหรือเยาวชนไปกักหรืออบรมตามมาตรา 105 มีกำหนดระยะเวลาขั้นสูงเกิน 3 ปี จึงจะอุทธรณ์ได้กรณีนี้จึงมิใช่การส่งไปกักและอบรมตามข้อยกเว้นดังกล่าว เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 2ถึงที่ 4 เป็นเรื่องเฉพาะเกี่ยวกับกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 122 ดังนั้น คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์

ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว มิได้ระบุข้อเท็จจริงไม่ให้เหตุผลในการตัดสินและมิได้ระบุมาตราที่ยกขึ้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4ไว้โดยไม่ชอบ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน ดังนั้น ฎีกาดังกล่าวแม้เป็นข้อกฎหมายแต่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 8สิงหาคม 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งห้ากับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องและมีอายุพ้นเกณฑ์เยาวชนแยกดำเนินคดีต่างหากแล้วได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาว ข. อายุ 20 ปี ผู้เสียหาย อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคสอง, 83 ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 และที่ 5 อายุ 17 ปี จำเลยที่ 2และที่ 4 อายุ 16 ปี จำเลยที่ 3 อายุ 15 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกคนละ 8 ปี จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78จำคุกคนละ 4 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104(2) (ที่ถูก มาตรา 105ด้วย) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยทั้งห้าไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรีมีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปี นับแต่วันควบคุม ริบถุงยางอนามัย 7 อัน ของกลาง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจำเลยที่ 5 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 จากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 83จำคุกคนละ 8 ปี จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104(2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรี มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปี กรณีเป็นเรื่องกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 121 ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ เว้นแต่ (3) ถ้าเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ส่งเด็กหรือเยาวชนไปกักและอบรมตามมาตรา 105 มีกำหนดระยะเวลาขั้นสูงเกิน 3 ปี จึงจะอุทธรณ์ได้ แต่ในคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปฝึกและอบรมขั้นต่ำคนละ 3 ปี และขั้นสูง 4 ปีจึงมิใช่การส่งไปกักและอบรมตามข้อยกเว้นดังกล่าว ในส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2ถึงที่ 4 ก็เป็นเรื่องเฉพาะเกี่ยวกับกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 122 ดังนั้น จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4อุทธรณ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไว้ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวรับพิจารณาและมีคำพิพากษาคดีจึงไม่ชอบ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมิได้ระบุข้อเท็จจริงไม่ให้เหตุผลในการตัดสินและมิได้ระบุมาตราที่ยกขึ้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไว้โดยไม่ชอบคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว จึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ดังกล่าวแม้เป็นข้อกฎหมาย แต่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว โดยให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 105 ม. 121 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นาย เอราวัช โกมีนาหรือโกมินา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
อำนวย เต้นพันธ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1946/2546
#50976
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุก คนละ 4 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104(2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรี มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปี กรณีเป็นเรื่องกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนซึ่งตามมาตรา 121 ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ เว้นแต่เป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ส่งเด็กหรือเยาวชนไปกักหรืออบรมตามมาตรา 105 มีกำหนดระยะเวลาขั้นสูงเกิน3 ปี จึงจะอุทธรณ์ได้ แต่กรณีดังกล่าวมิใช่การส่งไปกักและอบรมจึงอุทธรณ์ไม่ได้

ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว มิได้ระบุข้อเท็จจริงไม่ให้เหตุผลในการตัดสินและมิได้ระบุมาตราที่ยกขึ้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไว้โดยไม่ชอบคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน ดังนั้น ฎีกาดังกล่าวแม้เป็นข้อกฎหมายแต่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 8สิงหาคม 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งห้ากับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องและมีอายุพ้นเกณฑ์เยาวชนแยกดำเนินคดีต่างหากแล้วได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาว ข. อายุ 20 ปี ผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยทั้งห้ากับพวกจนสำเร็จความใคร่หลายครั้ง โดยร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายฉุดลากกอดปล้ำผู้เสียหายห้อมล้อมขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายหากผู้เสียหายขัดขืนไม่ยินยอมให้กระทำชำเรา จนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แล้วได้ร่วมกันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันเป็นการร่วมกระทำผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276 ริบถุงยางอนามัย 7 อัน ของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคสอง, 83 ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 และที่ 5 อายุ 17 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 4 อายุ 16 ปี จำเลยที่ 3 อายุ 15 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกคนละ 8 ปี จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษเห็นสมควรลดโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกคนละ 4 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104(2) (ที่ถูก มาตรา 105 ด้วย) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยทั้งห้าไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรีมีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปีนับแต่วันควบคุม ริบถุงยางอนามัย 7 อัน ของกลาง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว จำเลยที่ 5 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 จากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 83 จำคุกคนละ 8 ปี จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษเห็นสมควรลดโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104(2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรี มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปี กรณีเป็นเรื่องกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 121 ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ เว้นแต่ (3) ถ้าเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ส่งเด็กหรือเยาวชนไปกักและอบรมตามมาตรา 105มีกำหนดระยะเวลาขั้นสูงเกิน 3 ปี จึงจะอุทธรณ์ได้ แต่ในคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปฝึกและอบรมขั้นต่ำคนละ 3 ปี และขั้นสูง 4 ปี จึงมิใช่การส่งไปกักและอบรมตามข้อยกเว้นดังกล่าว ในส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก็เป็นเรื่องเฉพาะเกี่ยวกับกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 122 ดังนั้น จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไว้ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวรับพิจารณาและมีคำพิพากษาคดีจึงไม่ชอบ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว มิได้ระบุข้อเท็จจริงไม่ให้เหตุผลในการตัดสินและมิได้ระบุมาตราที่ยกขึ้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไว้โดยไม่ชอบ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน ดังนั้นฎีกาของจำเลยที่ 2ถึงที่ 4 ดังกล่าว แม้เป็นข้อกฎหมายแต่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว โดยให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 105 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นาย ........ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
อำนวย เต้พันธ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1944/2546
#49892
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาเช่าซื้อระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ได้เลิกกันแล้ว จำนวนเงินค่าสูญเสียตามสัญญาเช่าซื้ออันเนื่องจากการไม่คืนทรัพย์ที่เช่าซื้อที่ลูกหนี้ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้มิใช่เป็นการชำระราคาค่าเช่าซื้อที่ถึงกำหนดชำระแต่ละยอด อันจะก่อให้เกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ ลูกหนี้จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้มา

ค่าปรับที่เกิดจากข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้อันเนื่องจากลูกหนี้ชำระหนี้ล่าช้า โดยกำหนดให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับเงินค่าปรับเป็นรายวัน เป็นข้อตกลงที่กำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าวิธีหนึ่ง อันมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจปรับลดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และมาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งนายเกรียงชัย สูริบุตร เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อจำนวน33,634,058.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 31,546,826.95บาท และค่าขาดประโยชน์ในอัตราเท่ากับค่าเช่าซื้อรายเดือนนับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่าเจ้าหนี้คำนวณค่าเสียหายไม่ถูกต้องและไม่อาจเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อจำนวน 33,634,058.29 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 31,546,826.95 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น

ผู้บริหารแผนยื่นคำร้องคัดค้านว่า เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์ค่าปรับและค่าสูญเสียตามสัญญาเพราะการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อเกิดจากเหตุสุดวิสัยเจ้าหนี้คงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียง 17,576,936 บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านว่า ลูกหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องรับผิดชำระค่าขาดประโยชน์ ค่าปรับและค่าสูญเสียตามสัญญาเช่าซื้อ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อเป็นเงิน 21,716,664.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เจ้าหนี้และลูกหนี้ทำสัญญาเช่าซื้อสัญญาหลักคือสัญญาเช่าซื้อลงวันที่ 17 มกราคม 2540 โดยแยกเป็นสัญญาย่อย 4 สัญญา ดังนี้ สัญญาที่ 1 เป็นสัญญาเช่าซื้อเครื่องปั๊มเหล็กคู่และเครื่องปั๊มเหล็กก้านไขว้ พร้อมอุปกรณ์ ราคา 8,071,221 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน8,636,206.47 บาท แบ่งชำระเป็น 37 งวด สัญญาที่ 2 เป็นสัญญาเช่าซื้อเครื่องตัดเหล็กกลไกพร้อมอุปกรณ์ ราคา 1,320,181 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 1,412,593.67 บาท แบ่งชำระเป็น 37 งวด สัญญาที่ 3 เป็นสัญญาเช่าซื้อเครื่องตัดเจาะด้วยระบบCNC แบบกลไก ราคา 7,845,783 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 8,394,987.81 บาทแบ่งชำระเป็น 37 งวด สัญญาที่ 4 เป็นสัญญาเช่าซื้อเครื่องทับเหล็กแผ่นระบบไฮดรอลิคยี่ห้ออะมะดะ ราคา 2,391,036 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 2,558,408.52 บาท แบ่งชำระเป็น 37 งวด แต่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ เจ้าหนี้จึงบอกเลิกสัญญา ซึ่งมีผลให้สัญญาเป็นอันเลิกกันเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2542 แต่ลูกหนี้ไม่คืนทรัพย์ที่เช่าซื้อที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า ศาลล้มละลายกลางกำหนดค่าสูญเสียตามสัญญาเช่าซื้อกรณีไม่คืนทรัพย์ที่เช่าซื้อโดยไม่กำหนดภาษีมูลค่าเพิ่มให้เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ได้เลิกกันแล้ว จำนวนเงินค่าสูญเสียตามสัญญาเช่าซื้ออันเนื่องจากการไม่คืนทรัพย์ที่เช่าซื้อที่ลูกหนี้ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ มิใช่เป็นการชำระราคาค่าเช่าซื้อที่ถึงกำหนดชำระแต่ละยอด อันจะก่อให้เกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ลูกหนี้จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้มา ที่ศาลล้มละลายกลางกำหนดค่าสูญเสียตามสัญญาเช่าซื้อกรณีไม่คืนทรัพย์ที่เช่าซื้อโดยไม่กำหนดภาษีมูลค่าเพิ่มให้ลูกหนี้ต้องรับผิดด้วยนั้นจึงชอบแล้วส่วนที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ข้อต่อไปว่า ค่าปรับที่ลูกหนี้ชำระค่าเช่าซื้อล่าช้าเป็นการกำหนดค่าเสียหายตามจำนวนที่ถูกต้องเป็นธรรมซึ่งลูกหนี้ตกลงผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อไม่ใช่เบี้ยปรับ ศาลล้มละลายกลางไม่มีอำนาจปรับลดลงนั้น เห็นว่า ค่าปรับดังกล่าวเกิดจากข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้อันเนื่องจากลูกหนี้ชำระหนี้ล่าช้า โดยกำหนดให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับเงินค่าปรับเป็นรายวัน เป็นข้อตกลงที่กำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าวิธีหนึ่ง อันมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจปรับลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และ 383 ศาลล้มละลายกลางจึงมีอำนาจปรับลดเบี้ยปรับที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้มาลงได้ ส่วนที่เจ้าหนี้อุทธรณ์เป็นข้อสุดท้ายขอให้กำหนดค่าขาดประโยชน์เท่ากับค่าเช่าซื้อแต่ละงวดนั้นเห็นว่า เจ้าหนี้มิได้นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานให้เห็นว่าทรัพย์ที่ให้ลูกหนี้เช่าซื้อสามารถนำไปหาประโยชน์ได้เดือนละเท่าใด ประกอบกับตามลักษณะประเภทของทรัพย์ที่เช่าซื้อ ก็มิได้เป็นทรัพย์ที่อาจนำออกให้เช่าซื้อหรือเช่าหรือหาประโยชน์ทั่วไปได้ง่าย ทั้งค่าเช่าซื้อระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ก็ได้รวมเอาราคาทรัพย์ดอกเบี้ยและผลประโยชน์ที่เจ้าหนี้ผู้ให้เช่าซื้อได้คำนวณรวมเอาไว้ และยังปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้รับค่าสูญเสียตามสัญญาเช่าซื้อกรณีไม่คืนทรัพย์ที่เช่าซื้อแล้วด้วย ที่ศาลล้มละลายกลางกำหนดค่าขาดประโยชน์รวม 4 สัญญา แก่เจ้าหนี้เป็นเงินเดือนละ 40,000 บาท โดยไม่กำหนดค่าขาดประโยชน์เท่ากับค่าเช่าซื้อแต่ละงวดนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ทุกข้อล้วนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ไทยไทโย จำกัด ผู้บริหารแผน
ผู้ร้อง — เจ้าหนี้
ผู้ร้อง — บริษัท กรุงไทย ไอ บี เจ ลิสซิ่ง จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1940/2546
#50779
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาทว่า จำเลยขายฝากที่ดินพร้อมบ้านพิพาทแก่โจทก์และพ้นกำหนดไถ่ถอนแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นสามีของจำเลย จำเลยขายฝากที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ร้อง ขอให้เพิกถอนสัญญาขายฝาก ดังนี้ แม้ศาลพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารก็ไม่กระทบสิทธิของผู้ร้องในฐานะคู่สมรสที่ยังคงมีอยู่ในกรณีการขายฝากของโจทก์จำเลยตามที่ผู้ร้องอ้าง สิทธิของผู้ร้องสอดจะมีอยู่เพียงใด ก็คงมีอยู่เพียงนั้นคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เลขที่ 48 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน28 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้เลขที่ 3/4 หมู่ที่ 8 ตำบลนิคมอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ซึ่งซื้อฝากมาจากจำเลยและพ้นกำหนดไถ่ถอนแล้วจำเลยขออาศัยอยู่ได้ระยะหนึ่ง โจทก์เรียกให้จำเลยมาทำสัญญา แต่จำเลยไม่ยอมทำโจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านของโจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภรรยากัน จดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2523 ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสที่ต้องจัดการร่วมกันจำเลยนำที่ดินและบ้านพิพาทไปขายฝากให้แก่โจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้องเป็นการจัดการสินสมรสที่ฝ่าฝืนกฎหมาย จึงเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับในส่วนของผู้ร้องครึ่งหนึ่งโจทก์ต้องคืนให้แก่ผู้ร้องทั้งหมดหรืออย่างน้อยครึ่งหนึ่ง จึงเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย จึงร้องสอดเข้ามาเพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนสัญญาขายฝาก ให้ที่ดินและบ้านพิพาทกลับคืนมาเป็นของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำร้องของผู้ร้องไม่มีเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) จึงไม่รับคำร้อง คืนค่าขึ้นศาลให้ผู้ร้องทั้งหมด

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินและบ้าน แม้ศาลจะพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารก็จะไม่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องสอดในฐานะคู่สมรสในกรณีการขายฝากของโจทก์จำเลยตามที่ผู้ร้องสอดอ้างสิทธิของผู้ร้องสอดจะมีอยู่เพียงใดก็คงมีอยู่เพียงนั้น กรณีตามคำร้องของผู้ร้องสอด จึงมิใช่เป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คำร้องของผู้ร้องสอดไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พยงค์ จิระพันธุ์วาณิช
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — ร้อยตำรวจตรี เอื้อ ชุ่มมี
จำเลย — นาง บุญเกิด ชุ่มมี
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
ประชา ประสงค์จรรยา
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1940/2546
#50975
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาทว่าจำเลยขายฝากที่ดินพร้อมบ้านพิพาทแก่โจทก์และพ้นกำหนดไถ่ถอนแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นสามีของจำเลย จำเลยขายฝากที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ร้องขอให้เพิกถอนสัญญาขายฝาก ดังนี้แม้ศาลจะพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารก็ไม่กระทบสิทธิของผู้ร้องในฐานะคู่สมรสที่ยังคงมีอยู่ในกรณีที่มีการขายฝากของโจทก์จำเลยตามที่ผู้ร้องอ้าง สิทธิของผู้ร้องสอดจะมีอยู่เพียงใด ก็คงมีอยู่เพียงนั้นคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 48 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้เลขที่ 3/4 ซึ่งซื้อฝากมาจากจำเลยและพ้นกำหนดไถ่ถอนแล้ว จำเลยขออาศัยอยู่ได้ระยะหนึ่งโจทก์เรียกให้จำเลยมาทำสัญญาเช่า แต่จำเลยไม่ยอมทำ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านของโจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภรรยากันจดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2523 ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสที่ต้องจัดการร่วมกันจำเลยนำที่ดินและบ้านพิพาทไปขายฝากให้แก่โจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้องเป็นการจัดการสินสมรสที่ฝ่าฝืนกฎหมาย จึงเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับในส่วนของผู้ร้องครึ่งหนึ่ง โจทก์ต้องคืนให้แก่ผู้ร้องทั้งหมดหรืออย่างน้อยครึ่งหนึ่ง จึงเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย จึงร้องสอดเข้ามาเพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะให้เพิกถอนสัญญาขายฝาก ให้ที่ดินและบ้านพิพาทกลับคืนมาเป็นของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า คำร้องของผู้ร้องไม่มีเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) จึงไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินและบ้าน แม้ศาลจะพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารก็จะไม่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องสอดในฐานะคู่สมรสในกรณีขายฝากของโจทก์จำเลยตามที่ผู้ร้องสอดอ้างสิทธิของผู้ร้องสอดจะมีอยู่เพียงใดก็คงมีอยู่เพียงนั้น กรณีตามคำร้องของผู้ร้องสอดจึงมิใช่เป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คำร้องของผู้ร้องสอดไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พยงค์ จิระพันธุ์วาณิช
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — ร้อยตำรวจตรี เอื้อ ชุ่มมี
จำเลย — นาง บุญเกิด ชุ่มมี
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
ประชา ประสงค์จรรยา
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2546
#50778
เปิดฉบับเต็ม

ทนายจำเลยที่ 1 เคยขอเลื่อนคดีมาแล้วสองครั้ง ครั้งที่สามนัดสืบพยานโจทก์ทนายจำเลยที่ 1 มอบฉันทะให้เสมียนทนายศาล และยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ลงชื่อรับทราบเรื่องการถอนตัวไว้ในคำร้องดังกล่าวด้วยแสดงว่าจำเลยที่ 1 ทราบล่วงหน้าแล้วว่าในวันนัดนี้ตนจะไม่มีทนายความต่อสู้คดีให้ชอบที่จำเลยที่ 1 จะต้องแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินคดีแทน หรืออย่างน้อยตัวจำเลยที่ 1 ก็น่าจะมาศาลเพื่อแถลงขอเลื่อนคดีไปก่อน ทั้งตามคำร้องขอถอนทนายดังกล่าวก็มิได้ร้องขอเลื่อนคดีมาด้วยจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจขอเลื่อนคดีหาใช่ว่าคำร้องขอถอนทนายเท่ากับเป็นการขอเลื่อนคดีอยู่ในตัวไม่ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ส่อไปในทางประวิงคดี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์นำพยานเข้าสืบและถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจสืบพยานโดยสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 1 พร้อมกับมีคำพิพากษาในวันเดียวกันนั้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันจำนวน 163,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี

วันที่ 5 กรกฎาคม 2542 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ส่วนทนายจำเลยที่ 1 มอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ลงชื่อรับทราบในคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาต และสืบพยานโจทก์จนหมดพยานโจทก์ โดยให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 และมีคำพิพากษาในวันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ให้สืบพยานโจทก์และงดสืบพยานจำเลยที่ 1 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2542

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุผิดระเบียบจะเพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งศาลได้พิพากษาคดีนี้แล้ว ข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ต้องกระทำก่อนศาลมีคำพิพากษา ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้เพิกถอนการพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ผิดระเบียบดังกล่าวข้างต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ผิดระเบียบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ทนายจำเลยที่ 1 ขอเลื่อนคดีมาแล้วสองครั้ง ซึ่งศาลชั้นต้นได้อนุญาตและศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่สามวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 เวลา 9 นาฬิกา ซึ่งจำเลยที่ 1ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ในวันดังกล่าวคงมีแต่ฝ่ายโจทก์มาศาล ฝ่ายจำเลยที่ 1 ปรากฏว่า ทนายจำเลยที่ 1 ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายมาศาล และยื่นคำร้องของทนายจำเลยที่ 1 ขอถอนตัวจากการเป็นทนายของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ลงชื่อทราบเรื่องการถอนตัวของทนายจำเลยที่ 1 ไว้ในคำร้องดังกล่าวแล้วอันเป็นการแสดงว่า จำเลยที่ 1 ทราบล่วงหน้าแล้วว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 จำเลยที่ 1 จะไม่มีทนายความต่อสู้คดีให้ ชอบที่จำเลยที่ 1 จะต้องแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินคดีแทนหรืออย่างน้อยตัวจำเลยที่ 1 เองก็น่าจะต้องมาศาลเพื่อแถลงขอเลื่อนคดีไปก่อนทั้งตามคำร้องขอถอนทนายของจำเลยที่ 1 ก็มิได้ร้องขอเลื่อนคดีมาด้วย กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจขอเลื่อนคดี หาใช่ว่าเป็นกรณีที่ถือได้ว่าคำร้องขอถอนทนายดังกล่าวเท่ากับเป็นการขอเลื่อนคดีอยู่ในตัวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยไม่ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวส่อไปในทางประวิงคดี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์นำพยานเข้าสืบและถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจสืบพยานโดยสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 1 พร้อมกับมีคำพิพากษาในวันเดียวกันนั้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในประเด็นอื่นของโจทก์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 40 ม. 62 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุวิทย์ ภู่สุวรรณรัตน์
จำเลย — นาย สุรเชษฐ์ มุ่งสวัสดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2546
#110877
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขอเลื่อนคดีมาแล้ว 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นได้อนุญาต และนัดสืบพยานโจทก์เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งจำเลยทราบ ล่วงหน้าแล้วว่า ในวันนั้นตนจะไม่มีทนายความต่อสู้คดีให้ แต่ก็มิได้ร้องขอเลื่อนคดี เพียงให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอถอนทนายเท่านั้น พฤติการณ์ของจำเลยส่อไปในทางประวิงคดี การที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์นำพยานเข้าสืบและสั่งงดสืบพยานจำเลยพร้อมมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกัน

จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดี

วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและ ขาดนัดพิจารณา ส่วนทนายจำเลยที่ ๑ มอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ลงชื่อรับทราบในคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาต และสืบพยานโจทก์จนหมดพยานโจทก์โดยให้ งดสืบพยานจำเลยที่ ๑ และมีคำพิพากษาในวันดังกล่าว ต่อมาวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ให้สืบพยานโจทก์และงดสืบพยานจำเลยที่ ๑ ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุผิดระเบียบจะเพิกถอนกระบวนพิจารณา ทั้งศาลได้พิพากษาคดีนี้แล้ว ข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ ต้องกระทำก่อนศาลมีคำพิพากษา ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้เพิกถอนการพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ที่ผิดระเบียบดังกล่าวข้างต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทนายจำเลยที่ ๑ ขอเลื่อนคดีมาแล้วสองครั้งซึ่งศาลชั้นต้นได้อนุญาตและศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่สามวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ เวลา ๙ นาฬิกา ซึ่งจำเลยที่ ๑ ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ในวันดังกล่าวคงมีแต่ฝ่ายโจทก์มาศาล ฝ่ายจำเลยที่ ๑ ปรากฏว่า ทนายจำเลยที่ ๑ ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายมาศาล และยื่นคำร้องของทนายจำเลยที่ ๑ ขอถอนตัวจากการเป็นทนายของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ลงชื่อทราบเรื่องการถอนตัวของทนายจำเลยที่ ๑ ไว้ในคำร้องดังกล่าวแล้ว อันเป็นการแสดงว่าจำเลยที่ ๑ ทราบล่วงหน้าแล้วว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์ใน วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ จะไม่มีทนายความต่อสู้คดีให้ ชอบที่จำเลยที่ ๑ จะต้องแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินคดีแทนหรืออย่างน้อยตัวจำเลยที่ ๑ เองก็น่าจะต้องมาศาลเพื่อแถลงขอเลื่อนคดีไปก่อน ทั้งตามคำร้องขอถอนทนายของจำเลยที่ ๑ ก็มิได้ร้องขอเลื่อนคดีมาด้วย กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ติดใจขอเลื่อนคดี หาใช่ว่าเป็นกรณีที่ถือได้ว่าคำร้องขอถอนทนายดังกล่าวเท่ากับเป็นการขอเลื่อนคดีอยู่ในตัวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ วินิจฉัยไม่ พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวส่อไปในทางประวิงคดี ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์นำพยานเข้าสืบและถือว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ติดใจสืบพยานโดยสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ ๑ พร้อมกับมีคำพิพากษาในวันเดียวกันนั้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณา ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในประเด็นอื่นของโจทก์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวิทย์ ภู่สุวรรณรัตน์
จำเลย — นายสุรเชษฐ์ มุ่งสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นายปลื้ม นวลนิ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางนวลน้อย ผลทวี
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1934/2546
#49480
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างแรงงานที่ว่า ในกรณีลูกจ้างไม่ผ่านการตรวจสุขภาพโดยแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคที่ทางการไต้หวันไม่อนุญาตให้ทำงาน นายจ้างสามารถยกเลิกสัญญาและส่งลูกจ้างกลับประเทศไทย โดยลูกจ้างจะได้รับค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืนนั้น จะต้องเป็นกรณีตรวจพบโรคต่าง ๆ ตามเงื่อนไขในสัญญาซึ่งสามารถตรวจพบได้ก่อนตกลงทำสัญญา หากตรวจพบแล้วผู้จัดหางานก็ชอบที่จะไม่ตกลงทำสัญญากับคนหางานแต่กรณีของโจทก์เป็นการตรวจพบมอร์ฟินซึ่งเป็นสารเสพติดในร่างกายภายหลังจากที่โจทก์ได้ทำงานที่ประเทศไต้หวันแล้ว 16 วัน จึงไม่เป็นการตรวจพบโรคตามที่ระบุไว้ในสัญญาการที่โจทก์ใช้สารเสพติดจึงเป็นกรณีโจทก์ฝ่าฝืนสัญญาจ้างแรงงาน โดยเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบของประเทศไต้หวัน ซึ่งจำเลยผู้เป็นนายจ้างสามารถยกเลิกสัญญาและส่งโจทก์กลับประเทศไทยได้ โดยไม่ต้องคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้โจทก์

พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 39 และมาตรา 46 บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองคนหางานให้ได้ทำงานตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาและเป็นบทบังคับให้ผู้จัดหางานต้องจัดให้คนหางานได้ทำงานตามข้อตกลงในสัญญาแต่โจทก์ได้ทำงานแล้ว 16 วัน ฉะนั้น การที่โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานต่อไปเนื่องจากการตรวจพบมอร์ฟินในร่างกาย จึงเกิดจากการกระทำของโจทก์เอง ไม่อยู่ในวิสัยที่จำเลยจะรับผิดชอบได้ มิใช่กรณีจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดหางานไม่สามารถจัดให้โจทก์ซึ่งเป็นคนหางานได้ทำงานตามที่ตกลงกัน อันจะถือว่าเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาตามความหมายแห่งบทบัญญัติในมาตราทั้งสองนั้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามข้อสัญญาและตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืนจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนมกราคม 2543 โจทก์สมัครไปทำงานที่ประเทศไต้หวันกับจำเลยในตำแหน่งกรรมกร จำเลยเรียกเก็บค่าบริการและค่าใช้จ่ายจากโจทก์เป็นเงิน75,000 บาท ต่อมาจำเลยส่งโจทก์ไปทำงานที่ประเทศดังกล่าว แต่โจทก์ตรวจโรคไม่ผ่านจึงถูกส่งตัวกลับ โจทก์ขอเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืน แต่จำเลยไม่ยินยอม ขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เหตุที่โจทก์ถูกส่งตัวกลับเพราะโจทก์ถูกตรวจพบสารเสพติดประเภทมอร์ฟินในร่างกายที่ประเทศไต้หวัน เป็นการฝ่าฝืนสัญญาจ้าง ข้อ 13.3(7)ฉบับลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืนขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 75,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 พฤษภาคม2544) จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์สมัครไปทำงานที่ประเทศไต้หวันกับจำเลยในตำแหน่งกรรมกรโดยจำเลยเรียกเก็บค่าบริการและค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 75,000 บาท โจทก์เดินทางไปถึงประเทศไต้หวันแล้วได้ทำงาน 16 วัน ก็ถูกส่งตัวกลับเพราะตรวจโรคไม่ผ่าน โดยตรวจพบสารมอร์ฟินในร่างกายตามสัญญาจัดหางานเพื่อคนหางานไปทำงานในต่างประเทศสัญญาจ้างแรงงานและใบตรวจโรคเอกสารหมาย ล.6 ถึง ล.8 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืนจากจำเลยหรือไม่โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าการตรวจพบมอร์ฟินในร่างกายของโจทก์ เป็นกรณีโจทก์จงใจฝ่าฝืนข้อสัญญาข้อใดข้อหนึ่งตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงาน ข้อ 13.3(7) มิใช่กรณีตามข้อ 13.2 และจำเลยมิได้ปฏิบัติผิดสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 39 จึงไม่ต้องคืนเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายแก่โจทก์ตามมาตรา 46 นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย ล.7 ข้อ 13.2มีข้อความว่า ในกรณีลูกจ้างไม่ผ่านการตรวจสุขภาพ โดยแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคที่ทางการไต้หวันไม่อนุญาตให้ทำงาน เช่น วัณโรค กามโรค นายจ้างสามารถยกเลิกสัญญาและส่งลูกจ้างกลับประเทศไทย โดยลูกจ้างจะได้รับค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืน ซึ่งเห็นได้ว่า จะต้องเป็นกรณีตรวจพบโรคต่าง ๆ ตามเงื่อนไขในสัญญา ซึ่งสามารถตรวจพบได้ก่อนตกลงทำสัญญา หากตรวจพบแล้วผู้จัดหางานก็ชอบที่จะไม่ตกลงทำสัญญากับคนหางาน อีกทั้งการไม่ดำเนินการตรวจหรือตรวจแล้วไม่พบโรคนั้นเกิดจากการละเลยไม่สนใจต่อสภาพร่างกายของคนหางานว่าถูกต้องตามเงื่อนไขและเหมาะสมที่จะทำงานในประเทศนั้น ๆ ได้หรือไม่ ผู้จัดหางานจึงต้องรับผิดชอบ แต่กรณีของโจทก์เป็นการตรวจพบมอร์ฟินซึ่งเป็นสารเสพติดและไม่ได้ความว่าจำเป็นต้องใช้หรือได้รับอนุญาตจากแพทย์ในการรักษาโรคหรืออาการเจ็บป่วย จึงไม่เป็นการตรวจพบโรคตามที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 13.2 การตรวจพบสารมอร์ฟินแสดงว่าโจทก์ใช้สารเสพติด จึงเป็นกรณีโจทก์ฝ่าฝืนสัญญาจ้างแรงงาน ข้อ 13.3(7) โดยเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบของประเทศไต้หวัน ซึ่งนายจ้างสามารถยกเลิกสัญญาและส่งโจทก์กลับประเทศไทยได้ โดยไม่ต้องคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้โจทก์ ส่วนความรับผิดของจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 นั้น มาตรา 39 บัญญัติว่า "ในกรณีคนหางานเดินทางไปถึงประเทศที่จะทำงานแล้วไม่ได้งานตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางาน..." และมาตรา 46 บัญญัติว่า "...หรือในกรณีคนหางานไม่ได้งานตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางาน..." ซึ่งแสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองคนหางานให้ได้ทำงานตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาและเป็นบทบังคับให้ผู้จัดหางานต้องจัดให้คนหางานได้ทำงานตามข้อตกลงในสัญญา แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ได้ทำงานแล้ว 16 วัน ฉะนั้น การที่โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานต่อไปเนื่องจากการตรวจพบมอร์ฟินในร่างกาย จึงเกิดจากการกระทำของโจทก์เอง ไม่อยู่ในวิสัยที่จำเลยจะรับผิดชอบได้ มิใช่กรณีจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดหางานไม่สามารถจัดให้โจทก์ซึ่งเป็นคนหางานได้ทำงานตามที่ตกลงกัน อันจะถือว่าเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาตามความหมายแห่งบทบัญญัติในมาตราทั้งสองนั้นแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามข้อสัญญาและตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืนจากจำเลย คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 39 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พงษ์ศักดิ์ พรมภิบาล
จำเลย — บริษัท จัดหางานอุดร อี.พี.เอ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1934/2546
#110942
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างแรงงานข้อที่กำหนดว่า ในกรณีลูกจ้างไม่ผ่านการตรวจสุขภาพ โดยแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคที่ทางการไต้หวันไม่อนุญาตให้ทำงาน เช่น วัณโรค กามโรค? นายจ้างสามารถยกเลิกสัญญาและส่งลูกจ้างกลับประเทศโดยลูกจ้างจะได้รับค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืนนั้น ต้องเป็นกรณีตรวจพบโรคต่าง ๆ ตามเงื่อนไขในสัญญาซึ่งสามารถตรวจพบได้ก่อนตกลงทำสัญญา หากตรวจพบแล้วผู้จัดหางานก็ชอบที่จะไม่ตกลงทำสัญญากับคนหางานได้ กรณีของโจทก์เป็นการตรวจพบมอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารเสพติดและไม่ได้ความว่าจำเป็นต้องใช้หรือได้รับอนุญาตจากแพทย์ในการรักษาโรคหรืออาการเจ็บป่วย จึงไม่เป็นการตรวจพบโรคตามข้อสัญญาดังกล่าว แต่เป็นกรณีโจทก์ฝ่าฝืนสัญญาจ้างแรงงานในข้อที่ว่าเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบของประเทศไต้หวัน ซึ่งตามสัญญานายจ้างสามารถยกเลิกสัญญาและส่งโจทก์กลับประเทศไทยได้โดยไม่ต้องคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้โจทก์

โจทก์ได้ทำงานแล้ว 16 วัน การที่โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานต่อไปเนื่องจากการตรวจพบมอร์ฟินในร่างกาย จึงเกิดจากการกระทำของโจทก์เอง ไม่อยู่ในวิสัยที่จำเลยจะรับผิดชอบได้ และมิใช่กรณีจำเลยผู้จัดหางานไม่สามารถจัดให้โจทก์ซึ่งเป็นคนหางานได้ทำงานตามที่ตกลงกัน อันจะถือว่าเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาตามความหมายของ พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 39 และมาตรา 46 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืนจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๔๓ โจทก์สมัครไปทำงานที่ประเทศไต้หวันกับจำเลยในตำแหน่งกรรมกร จำเลยเรียกเก็บค่าบริการและค่าใช้จ่ายจากโจทก์เป็นเงิน ๗๕,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยส่งโจทก์ไปทำงานที่ประเทศดังกล่าว แต่โจทก์ตรวจโรคไม่ผ่าน จึงถูกส่งตัวกลับ โจทก์ขอเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืน แต่จำเลยไม่ยินยอม ขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน ๗๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เหตุที่โจทก์ถูกส่งตัวกลับเพราะโจทก์ถูกตรวจพบสารเสพติดประเภทมอร์ฟินในร่างกายที่ประเทศไต้หวัน เป็นการฝ่าฝืนสัญญาจ้าง ข้อ ๑๓.๓ (๗) ฉบับลงวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๓ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๗๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๔) จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์สมัครไปทำงานที่ประเทศไต้หวันกับจำเลยในตำแหน่งกรรมกร โดยจำเลยเรียกเก็บค่าบริการและค่าใช้จ่ายเป็นเงิน ๗๕,๐๐๐ บาท โจทก์เดินทางไปถึงประเทศไต้หวันแล้วได้ทำงาน ๑๖ วัน ก็ถูกส่งตัวกลับเพราะตรวจโรคไม่ผ่าน โดยตรวจพบสารมอร์ฟินในร่างกายตามสัญญาจัดหางานเพื่อให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศสัญญาจ้างแรงงานและใบตรวจโรคเอกสารหมาย ล. ๖ ถึง ล. ๘ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืนจากจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าการตรวจพบมอร์ฟินในร่างกายของโจทก์ เป็นกรณีโจทก์จงใจฝ่าฝืนข้อสัญญาข้อใดข้อหนึ่งตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงาน ข้อ ๑๓.๓ (๗) มิใช่กรณีตามข้อ ๑๓.๒ และจำเลยมิได้ปฏิบัติผิดสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๓๙ จึงไม่ต้องคืนเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายแก่โจทก์ตามมาตรา ๔๖ นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย ล. ๗ ข้อ ๑๓.๒ มีข้อความว่า ในกรณีลูกจ้างไม่ผ่านการตรวจสุขภาพ โดยแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคที่ทางการไต้หวันไม่อนุญาตให้ทำงาน เช่น วัณโรค กามโรค นายจ้างสามารถยกเลิกสัญญาและส่งลูกจ้างกลับประเทศไทยโดยลูกจ้างจะได้รับค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืน ซึ่งเห็นได้ว่าจะต้องเป็นกรณีตรวจพบโรคต่าง ๆ ตามเงื่อนไขในสัญญาซึ่งสามารถตรวจพบได้ก่อนตกลงทำสัญญา หากตรวจพบแล้วผู้จัดหางานก็ชอบที่จะไม่ตกลงทำสัญญากับคนหางาน อีกทั้งการไม่ดำเนินการตรวจหรือตรวจแล้วไม่พบโรคนั้นเกิดจากการละเลยไม่สนใจต่อสภาพร่างกายของคนหางานว่าถูกต้องตามเงื่อนไขและเหมาะสมที่จะทำงานในประเทศนั้น ๆ ได้หรือไม่ ผู้จัดหางานจึงต้องรับผิดชอบ แต่กรณีของโจทก์เป็นการตรวจพบมอร์ฟินซึ่งเป็นสารเสพติดและไม่ได้ความว่าจำเป็นต้องใช้หรือได้รับอนุญาตจากแพทย์ในการรักษาโรคหรืออาการเจ็บป่วย จึงไม่เป็นการตรวจพบโรคตามที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ ๑๓.๒ การตรวจพบสารมอร์ฟิน แสดงว่าโจทก์ใช้สารเสพติด จึงเป็นกรณีโจทก์ฝ่าฝืนสัญญาจ้างแรงงานข้อ ๑๓.๓ (๗) โดยเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบของประเทศไต้หวันซึ่งนายจ้างสามารถยกเลิกสัญญาและส่งโจทก์กลับประเทศไทยได้โดยไม่ต้องคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้โจทก์ ส่วนความรับผิดของจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ นั้น มาตรา ๓๙ บัญญัติว่า "ในกรณีคนหางานเดินทางไปถึงประเทศที่จะทำงานแล้วไม่ได้งานตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางาน?" และมาตรา ๔๖ บัญญัติว่า "?หรือในกรณีคนหางานไม่ได้งานตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางาน?" ซึ่งแสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองคนหางานให้ได้ทำงานตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาและเป็นบทบังคับให้ผู้จัดหางานต้องจัดให้คนหางานได้ทำงานตามข้อตกลงในสัญญา แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้ทำงานแล้ว ๑๖ วัน ฉะนั้น การที่โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานต่อไปเนื่องจากการตรวจพบมอร์ฟินในร่างกายจึงเกิดจากการกระทำของโจทก์เอง ไม่อยู่ในวิสัยที่จำเลยจะรับผิดชอบได้ มิใช่กรณีจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดหางานไม่สามารถจัดให้โจทก์ซึ่งเป็นคนหางานได้ทำงานตามที่ตกลงกัน อันจะถือว่าเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาตามความหมายแห่งบทบัญญัติในมาตราทั้งสองนั้นแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามข้อสัญญาและตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืนจากจำเลย คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 39 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์ศักดิ์ พรมภิบาล
จำเลย — บริษัทจัดหางานอุดร อี.พี.เอ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1932/2546
#110853
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทโจทก์ที่กำหนดว่า การเรียกเงิน ยอมรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้อื่นเพื่อตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งทำให้เสียความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่หรือทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย เป็นความผิดกรณีร้ายแรงนั้น หมายถึงการที่ลูกจ้างของโจทก์ได้เรียกเงิน ยอมรับเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้อื่น โดยมีความมุ่งหมายที่จะไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม หรือลักษณะของการกระทำดังกล่าวทำให้เสียความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นผลที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การที่ ก. ลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการกู้ยืมเงิน ท. ลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นผู้ที่สนิทสนมกับ ก. โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผลจากการกู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นเหตุให้เสียความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของ ก. หรือทำให้โจทก์เสียหายแต่อย่างใด การกระทำของ ก. ดังกล่าวไม่เป็นความผิดที่ร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่นายโกวิท จำนวน ๙๙,๒๐๐ บาท เนื่องจากนายโกวิทกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีที่ร้ายแรง โจทก์จึงมีหนังสือเลิกจ้างนายโกวิท

จำเลยให้การว่า คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานซึ่งออกโดยจำเลยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน นายโกวิทไม่ได้กระทำความผิด หนังสือเลิกจ้างของโจทก์มิได้ระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างไว้ โจทก์จึงต้องจ่าย ค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประกอบกิจการ รับบริการรักษาความปลอดภัย นายโกวิท โพธิ์แก้ว เป็นลูกจ้างโจทก์ ครั้งสุดท้ายเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๑๒,๔๐๐ บาท ส่วนนางทองจันทร์ โสมอินทร์ เป็นลูกจ้างโจทก์ ทำหน้าที่พนักงานรักษาความปลอดภัย และนายโกวิทเคยเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของนางทองจันทร์ นายโกวิทเคยยืมเงินจาก นางทองจันทร์หลายครั้ง ต่อมานายโกวิทได้ยืมเงินจากนางทองจันทร์อีกรวม ๖,๐๐๐ บาท แล้วไม่คืนเงินที่ยืมให้แก่ นางทองจันทร์ นางทองจันทร์จึงร้องเรียนต่อโจทก์ โจทก์เห็นว่าการกระทำของนายโกวิทเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานของโจทก์กรณีร้ายแรงจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย นายโกวิทได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า นายโกวิทไม่ได้กระทำความผิดร้ายแรงจึงมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยจำนวน ๙๙,๒๐๐ บาท แก่นายโกวิท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ที่ว่า "เรียกเงิน ยอมรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้อื่นเพื่อตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งทำให้เสียความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ หรือทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย" เป็นความผิดกรณีร้ายแรงนั้น หมายถึง การที่พนักงานหรือลูกจ้างของโจทก์คนใดได้เรียกเงิน ยอมรับเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้อื่น โดยมีความมุ่งหมายที่จะไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรมหรือลักษณะของการกระทำดังกล่าวทำให้เสียความ เที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นผลที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า การที่นายโกวิทกู้ยืมเงินจากนางทองจันทร์หลายครั้งก็เป็นเพียงการกู้ยืมเงินส่วนตัวในลักษณะคนที่รู้จักคุ้นเคยกันเท่านั้น และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผลจากการกู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นเหตุให้เสียความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของนายโกวิทหรือทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด การกระทำของนายโกวิทดังกล่าวไม่เป็นความผิดที่ร้ายแรง โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเลิกจ้างนายโกวิทโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย คำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่นายโกวิท ชอบแล้วไม่มีเหตุจะเพิกถอน อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

(ปัญญา สุทธิบดี- พันธาวุธ ปาณิกบุตร - หัสดี ไกรทองสุก)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4) ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทการ์ดฟอร์ซ (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — นางจิตติมา แสงทับทิม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวเปรมรัตน์ วิจารณาญาณ
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1927/2546
#49891
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร้องและลงชื่อท้ายคำร้องเพียงผู้เดียวเท่านั้น คำร้องดังกล่าวจึงเป็นคำร้องของจำเลยที่ 1โดยเฉพาะ จะแปลความว่าจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ด้วยหาได้ไม่ ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้าใจผิดคิดว่าการที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หมายถึงจำเลยทุกคนนั้น ก็มิใช่เหตุสุดวิสัย เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด และเหตุที่อ้างก็มิใช่เหตุสุดวิสัยอันจะมีคำขอภายหลังสิ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 กรณีจึงไม่มีเหตุจะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่8826 และเลขที่ 9219 ตำบลหนองแค (นาเริ่ง) อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 5 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุพจน์ ต.วรพานิช กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 แล้วให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุพจน์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 14 ตารางวา ภายในเส้นสีเขียวของแผนที่วิวาทหมาย จ.ล.1 ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายนพดลต.วรพานิช หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษานี้แทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และหากยังไม่สามารถโอนที่ดินบริเวณดังกล่าวให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายนพดลได้ให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุพจน์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันใช้ราคา 32,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายนพดลแทนต่อไป คำขออื่นให้ยก

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องว่า ตามที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 23 มกราคม 2544 ขอถอนทนายความและขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถอนทนายความเพียงคนเดียวเนื่องจากจำเลยที่ 1 ลงชื่อในคำร้องเพียงคนเดียวและอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์2544 แต่จำเลยที่ 1 เข้าใจผิดว่าศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ทั้งห้าคนจึงขอให้ศาลอนุญาตให้จำเลยทั้งห้าขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 5 มีนาคม 2544ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีมิใช่เหตุสุดวิสัยที่จะทำให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้หลังจากสิ้นระยะเวลาแล้วจึงไม่อนุญาต วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องอีกว่า เป็นความเข้าใจผิดของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกรวม5 คน หมายความรวมถึงจำเลยทั้งห้าคนแต่ลงชื่อในคำร้องเพียงคนเดียวได้ขออนุญาตให้จำเลยอื่นอีก 4 คน ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 5 มีนาคม 2544ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าพฤติการณ์ตามคำร้องมิใช่เหตุสุดวิสัยดังที่มีคำสั่งไปแล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 จะยื่นคำร้องแทนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ก็มิได้ จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ว่ามีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกาว่าการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2544โดยที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มิได้ลงชื่อด้วยเป็นการสำคัญผิดว่าจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แทนจำเลยทุกคนเป็นเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2544 นั้น จำเลยที่ 1 ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวเป็นผู้ร้องและได้ลงชื่อท้ายคำร้องเพียงผู้เดียวเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะ จะแปลความว่าจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ด้วยหาได้ไม่ ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้าใจผิดคิดว่าจำเลยที่ 1 แจ้งว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หมายถึงจำเลยทุกคนด้วยนั้นก็มิใช่เหตุสุดวิสัยดังที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา เมื่อจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 มิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด และเหตุที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อ้างก็มิใช่กรณีมีเหตุสุดวิสัยอันจะมีคำขอภายหลังสิ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วีระกุล ต.วรพานิช
จำเลย — นาย ธงชัย ต.วรพานิช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เหลืองวิไล
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ