คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1669/2546
#112033
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทจัดการกองทุนรวมมีอำนาจตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ที่จะฟ้องให้บริษัทหลักทรัพย์ไถ่ถอนหุ้นกู้ที่ขายให้กองทุนรวมได้

การบังคับให้เป็นไปตามสิทธิเรียกร้องกับการจะได้รับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องก่อนเจ้าหนี้อื่นหรือไม่ เพียงใด เป็นคนละเรื่องคนละตอน เช่น สิทธิฟ้องร้องทางเจ้าหนี้อาจจะเกิดขึ้นขึ้นแล้ว แต่การจะบังคับเอากับทรัพย์สินใด หากทรัพย์สินนั้นตกอยู่ในบุริมสิทธิที่เจ้าหนี้อื่นจะได้รับชำระหนี้ก่อน เจ้าหนี้สามัญก็ย่อมจะได้รับชำระหนี้ในภายหลังเป็นขั้นเป็นตอนในชั้นบังคับคดี เมื่อฟังได้ว่า บริษัทจำเลยถูกกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว และแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยมิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) จำเลยจึงต้องเลิกกิจการและชำระบัญชี ตาม พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิที่จะให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ได้ตามเงื่อนไขในหนังสือชี้ชวน ทั้งตาม พ.ร.ก. ดังกล่าว มาตรา 26 บัญญัติแต่เพียงห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการเป็นคดีล้มละลายในระหว่างการดำเนินการตามแผนเพื่อแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ปรส. เท่านั้น เมื่อโจทก์มีหนังสือให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ตามสิทธิของโจทก์ จำเลยได้รับหนังสือแล้วกลับเพิกเฉย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

บทบัญญัติตาม พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดำเนินการและชำระบัญชีที่คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) แต่งตั้งตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 โดยขอรับชำระหนี้ตามประกาศคณะกรรมการองค์การ ปรส. เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ เมื่อกรณีของโจทก์ในคดีนี้ไม่ใช่กรณียื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดังกล่าว แต่เป็นกรณีเจ้าหนี้ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก่อนวันที่ พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับ โจทก์จึงยังคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑๒๕,๙๒๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๒๕,๙๒๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๓.๗๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๐ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๑) มิให้เกิน ๕,๒๓๙,๔๗๙.๔๖ บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๒๕,๙๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๓.๗๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว?

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ หรือกองทุนรวมซึ่งมีสภาพ เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากไปจากโจทก์จะต้องเป็นผู้ฟ้องคดีเอง เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งกองทุนรวม ในโครงการใดแล้ว โจทก์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการจัดการกองทุนรวมตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕ เช่นตามมาตรา ๑๒๒ ก่อนโจทก์จะเสนอขายหน่วยลงทุนต่อประชาชน โจทก์จะต้องจัดให้มีผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวมตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๑ แต่ผู้ดูแลผลประโยชน์ดังกล่าวมีหน้าที่เพียงเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนซึ่งเป็นประชาชนเท่านั้น มิได้มีอำนาจในการจัดการกองทุนแต่ประการใด ดังที่มาตรา ๑๒๗ (๑) และ (๕) ได้บัญญัติให้ผู้ดูแลผลประโยชน์ดูแลให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติตามมาตรา ๑๒๕ โดยเคร่งครัด และดำเนินการฟ้องร้องบังคับคดีให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติตามหน้าที่ของตน หรือฟ้องเรียกค่าสินไหม ทดแทนความเสียหายจากบริษัทหลักทรัพย์ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนทั้งปวง หรือเมื่อได้รับคำสั่ง จากสำนักงาน ก.ล.ต. มาตรา ๑๒๔ วรรคสอง บัญญัติให้กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุนตามโครงการจัดการกองทุนรวมตามที่ได้รับอนุมัติ โดยให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวม ทั้งมาตรา ๑๒๕ (๑) และ (๖) ยังได้บัญญัติ ไว้ชัดแจ้งว่า ในการจัดการกองทุนรวมบริษัทหลักทรัพย์ต้องดำเนินการจัดการให้เป็นไปตามโครงการจัดการกองทุนรวม ที่ได้รับอนุมัติ ตลอดจนข้อผูกพันที่ทำไว้กับผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างเคร่งครัด กับจัดให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่ได้ จากการนำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุนและนำผลประโยชน์ดังกล่าวฝากไว้กับผู้ดูแลผลประโยชน์ ส่วนที่มาตรา ๑๒๔ บัญญัติให้กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคลนั้น ก็โดยมีวัตถุประสงค์ให้กองทุนรวมนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินในนามของตนเองได้ และเป็นการแยกทรัพย์สินของกองทุนรวมออกจากทรัพย์สินของบริษัทหลักทรัพย์โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุน เพื่อรักษาคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนที่ร่วมลงทุนในกองทุนรวม มาตรา ๑๒๔ วรรคสอง ส่วนสุดท้ายก็บัญญัติสอดคล้องกับมาตรา ๑๒๕ ดังกล่าวข้างต้นว่า ให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบ ในการดำเนินการของกองทุนรวม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า มีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ เห็นว่า การบังคับให้เป็นไปตามสิทธิเรียกร้องกับการจะได้รับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องก่อนเจ้าหนี้อื่นหรือไม่เพียงใด เป็นคนละเรื่องคนละตอน เช่นสิทธิฟ้องร้องของเจ้าหนี้อาจจะเกิดขึ้นแล้ว แต่การจะบังคับเอากับทรัพย์สินใด หากทรัพย์สินนั้นตกอยู่ในบุริมสิทธิที่เจ้าหนี้อื่นจะได้รับชำระหนี้ก่อน เจ้าหนี้สามัญก็ย่อมจะได้รับชำระหนี้ในภายหลังเป็นขั้นตอนในชั้นบังคับคดี เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า บริษัทจำเลยถูกกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว และแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยมิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ป.ร.ส.) จำเลยจึงต้องเลิกกิจการและชำระบัญชี ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิที่จะให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ได้ตามเงื่อนไขในหนังสือชี้ชวนเอกสารหมาย จ. ๑๔ ข้อ ๒.๓.๒ (ก) และ (ข) ทั้งตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๖ บัญญัติแต่เพียงห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ปรส. เท่านั้น เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ. ๒๓ ให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ตามสิทธิของโจทก์ จำเลยได้รับหนังสือแล้วกลับเพิกเฉย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ แล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ยังคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ มีผลใช้บังคับต่อไปหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดำเนินการและชำระบัญชีที่คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) แต่งตั้งตามมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยขอรับชำระหนี้ตามประกาศคณะกรรมการองค์การ ปรส. เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ เมื่อกรณีของโจทก์ในคดีนี้ไม่ใช่กรณียื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดังกล่าว แต่เป็นกรณีเจ้าหนี้ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก่อนวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ มีผลใช้บังคับ โจทก์จึงยังคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ มีผลใช้บังคับต่อไปได้ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 121 ม. 124 ม. 125 ม. 127
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 26 ม. 30
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ม. 5
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 145
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 453
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์
จำเลย — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จี เอฟ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายธนฤกษ์ นิติเศรณี
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1662/2546
#50697
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานจำเลยเพราะเหตุไม่มีพยานมาเบิกความ เป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ด้วย เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์มาวาง จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 331,293.32 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 291,259.82 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยเพราะจำเลยไม่มีพยานมาสืบ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 331,293.32 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 291,259.82 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยเพียงแต่อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยมิได้ก้าวล่วงไปถึงเนื้อหาแห่งคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายมาวางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วยให้ผู้อุทธรณ์ยื่นสำเนาอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อส่งให้แก่จำเลยอุทธรณ์ (คือฝ่ายโจทก์หรือจำเลยความเดิมซึ่งเป็นฝ่ายที่มิได้อุทธรณ์ความนั้น) ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 235 และ 236 บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์เนื้อหาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานจำเลยเพราะเหตุไม่มีพยานมาเบิกความ เป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ด้วย เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์มาวาง จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ้านฉางสามเจริญ จำกัด
จำเลย — บริษัท เค.เอส.เอส. เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ นรนุตกุล
สุวัตน์ วรรธนะหทัย
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1659/2546
#50821
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่าโจทก์กระทำการฝ่าฝืนต่อประกาศตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเรื่องที่โจทก์มิได้นำหลักทรัพย์ของจำเลยออกขายในวันที่ 30 ตุลาคม 2539 แม้โจทก์จะกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อประกาศดังกล่าวจริงก็เป็นเรื่องระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกับโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกจะดำเนินการไปตามกฎหมายข้อบังคับและประกาศดังกล่าวต่อไประหว่างกันเองหามีผลกระทบต่อความรับผิดของจำเลยที่ทำหนังสือรับชำระหนี้ซึ่งโจทก์ใช้เป็นมูลฟ้องคดีนี้ให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือดังกล่าวไม่ อีกทั้งขณะตกลงทำหนังสือรับชำระหนี้ จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามจำนวนที่ปรากฏในหนังสือรับชำระหนี้จริง แสดงให้เห็นว่าจำเลยยอมรับว่าโจทก์มิได้กระทำการใดอันเป็นการเอาเปรียบจำเลยซึ่งเป็นลูกค้าเพราะหากจำเลยเห็นว่าโจทก์เอาเปรียบจำเลยแล้ว จำเลยคงไม่ทำหนังสือรับชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่อาจยกเอาเหตุแห่งความเสียเปรียบดังกล่าวขึ้นโต้แย้งเพื่อให้พ้นความรับผิดตามหนังสือรับชำระหนี้ดังกล่าวหนังสือรับชำระหนี้จึงใช้บังคับแก่จำเลยได้ หาตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตามหนังสือรับชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 969,087.40 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี ของต้นเงิน 948,922.80 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 948,922.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์(ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องวันที่ 12 พฤษภาคม 2540 ให้ไม่เกิน 20,164.40 บาท)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 948,922.80 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 907,968.69 บาท นับตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันชั้นฎีกาฟังได้ว่าโจทก์เป็นบริษัทหลักทรัพย์และเป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับและประกาศตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 29 ธันวาคม2538 โจทก์กับจำเลยทำสัญญานายหน้าและ/หรือตัวแทนและให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ภายหลังนั้นจำเลยสั่งให้โจทก์ซื้อและขายหลักทรัพย์หลายรายการจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2539 จำเลยทำหนังสือรับชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 ให้ไว้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2540 และวันที่ 10 มีนาคม2540 โจทก์นำหลักทรัพย์ของจำเลยที่วางไว้เป็นประกันออกขาย นำเงินมาชำระหนี้ตามหนังสือรับชำระหนี้

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า หนังสือรับชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 ตกเป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า หนังสือรับชำระหนี้ที่จำเลยทำให้แก่โจทก์ไว้ดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและโจทก์มีเจตนาเอาเปรียบจำเลยซึ่งเป็นลูกค้า เป็นการต้องห้ามมิให้โจทก์กระทำตามมาตรา 98(3) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 นั้น ซึ่งจำเลยนำสืบว่า จำเลยสั่งซื้อขายหุ้นผ่านโจทก์ระหว่างเดือนมกราคม 2539 ถึงเดือนเมษายน 2539 โดยมีการวางตั๋วสัญญาใช้เงินไว้เป็นประกัน ต่อมาหุ้นมีราคาลดลงโดยตลอด วันที่ 17 ตุลาคม 2539 โจทก์เรียกให้จำเลยส่งหลักประกันเพิ่ม จำเลยได้ส่งหลักประกันเพิ่มและแจ้งให้โจทก์นำหุ้นออกขายทันที ต่อมาเมื่อโจทก์ให้จำเลยทำหนังสือรับชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 แล้ว จำเลยทราบว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับและประกาศตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 โดยวันที่ 29 ตุลาคม 2539 หลักทรัพย์ที่จำเลยวางเป็นหลักประกันมีราคาลดต่ำกว่าอัตราส่วนที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามประกาศตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเรื่องหลักเกณฑ์วิธีการและอัตราส่วนในการให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์โดยมีหลักทรัพย์มาวางเป็นประกัน ฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2535 ข้อ 4(4) และฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2538 ข้อ 3 เอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 คือหลักทรัพย์มีราคาลดต่ำกว่าร้อยละ 15 ซึ่งโจทก์จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายคือบังคับขายหลักทรัพย์ในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 30 ตุลาคม 2539 จะได้เงินจำนวน 1,848,850 บาท เมื่อหักค่าธรรมเนียมออกจำนวน 9,244.25 บาท แล้ว จำเลยมีเงินจากการขายหลักทรัพย์มากกว่าหนี้เงินที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ตามหนังสือรับชำระหนี้เอกสารหมาย จ.7เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์กระทำการฝ่าฝืนต่อประกาศตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เอกสารหมาย ล.3 ในเรื่องที่โจทก์มิได้นำหลักทรัพย์ของจำเลยออกขายในวันที่ 30 ตุลาคม 2539 แม้โจทก์จะกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อประกาศดังกล่าวตามที่จำเลยอ้างจริง ก็เป็นเรื่องระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกับโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกจะดำเนินการไปตามกฎหมายข้อบังคับและประกาศดังกล่าวต่อไประหว่างกันเองหามีผลกระทบต่อความรับผิดของจำเลยที่ทำหนังสือรับชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7ซึ่งโจทก์ใช้เป็นมูลฟ้องคดีนี้ให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือดังกล่าวไม่ หนังสือรับชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 จึงหาตกเป็นโมฆะเพราะเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดตามหนังสือรับชำระหนี้ดังกล่าวได้ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์กระทำการอันเป็นการเอาเปรียบจำเลยซึ่งเป็นลูกค้าโดยให้จำเลยทำหนังสือรับชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 ขึ้น เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 98(3) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จึงตกเป็นโมฆะ เห็นว่า ที่จำเลยฎีกาว่า หากโจทก์ขายหลักทรัพย์ของจำเลยวันที่ 30 ตุลาคม 2539 จำเลยจะได้เงินมากกว่าภาระหนี้ที่ต้องใช้ให้แก่โจทก์เสียอีกนั้น ขณะทำหนังสือรับชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2539 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่จำเลยอ้างว่าตนเองเสียเปรียบประมาณ 2 เดือนแต่จำเลยก็มิได้โต้แย้งใด ๆ ขณะตกลงทำหนังสือรับชำระหนี้และยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามจำนวนที่ปรากฏในหนังสือรับชำระหนี้ดังกล่าวจริง ทั้งตามข้อ 1 ในหนังสือรับชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยยอมรับว่า "บรรดาภาระหนี้เงินกู้ยืมเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์และ/หรือความรับผิดต่าง ๆ ที่ได้มีขึ้นจากการซื้อขายหลักทรัพย์และหลักฐานหรือเอกสารแห่งหนี้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญา MARGIN ดังกล่าวที่มีขึ้นก่อนและ/หรือในขณะทำหนังสือฉบับนี้ เป็นรายการที่ถูกต้องและมีผลผูกพันและสมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการลูกค้าจะไม่ยกเอาเหตุของความไม่สมบูรณ์ของภาระหนี้ความรับผิดและหลักฐานเอกสาร หรือเหตุอื่นใดขึ้นโต้แย้งกับบริษัทโดยเด็ดขาด" เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยยอมรับว่าโจทก์มิได้กระทำการใดอันเป็นการเอาเปรียบจำเลยซึ่งเป็นลูกค้า เพราะหากจำเลยเห็นว่าโจทก์เอาเปรียบจำเลยแล้ว จำเลยคงไม่ทำหนังสือรับชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจยกเอาเหตุแห่งความเสียเปรียบดังกล่าวขึ้นโต้แย้งเพื่อให้พ้นความรับผิดตามหนังสือรับชำระหนี้ดังกล่าว หนังสือรับชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 จึงใช้บังคับแก่จำเลยได้หาตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 ดังฎีกาของจำเลยไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตามหนังสือรับชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 ได้สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า ประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 และข้อ 2 ก็เช่นเดียวกัน จำเลยได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบในคดีได้สมตามข้อต่อสู้ของจำเลยเมื่อศาลฎีกาฟังว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเหตุหนังสือรับชำระหนี้ โจทก์ทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมายและเอาเปรียบจำเลยก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 และข้อ 2 ต่อไปนั้น เห็นว่า สองประเด็นดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคือหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือไม่ และโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยบังคับขายหลักทรัพย์ไปก่อนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งเป็นวันกำหนดชำระหนี้งวดแรกหรือไม่ แต่จำเลยก็มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในสองประเด็นดังกล่าว จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยสองประเด็นดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 98 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท หลักทรัพย์เอกธำรง จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย อุดม ดวงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1658/2546
#50760
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยฟ้องขับไล่โจทก์ว่าสัญญาเช่าที่ทำกันไว้ 7 ปี ใช้บังคับได้เพียง 3 ปีและโจทก์ผิดสัญญาเช่าเพราะไม่ชำระค่าเช่าสัญญาเช่าจึงเป็นอันเลิกกัน โจทก์ให้การว่ามิได้ผิดสัญญาเช่า ขอให้ยกฟ้อง การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ว่าสัญญาเช่ามีกำหนด3 ปี ขึ้นไป แต่ไม่ได้จดทะเบียนจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำตามสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ ย่อมเป็นการขัดกับคำให้การของโจทก์ในคดีก่อนเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทั้งคำฟ้องคดีนี้ก็เป็นเรื่องที่ให้ศาลวินิจฉัยเกี่ยวกับสัญญาเช่าในทรัพย์สินเดียวกับคดีก่อนที่สืบเนื่องมาจากประเด็นเดียวกับที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในคดีก่อน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนที่ศาลในคดีก่อนจะได้วินิจฉัยชี้ขาดก็ตาม แต่เมื่อศาลในคดีก่อนได้พิจารณาชี้ขาดแล้ว ก็ตกอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 144 เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2541 โจทก์ทำสัญญามัดจำการเช่าตึกแถวกับจำเลย โดยได้มอบเงินมัดจำการเช่าตึกแถวเลขที่ 167/2-4 หมู่ที่ 6 ตำบลท่าโพธิ์อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 200,000 บาท และวันที่ 28 ธันวาคม2541 โจทก์ได้มอบเงินมัดจำการเช่าตึกแถวดังกล่าวให้แก่จำเลยอีก 300,000 บาทต่อมาวันที่ 2 มกราคม 2542 โจทก์ได้ทำสัญญากับจำเลยรวม 5 ฉบับคือ ฉบับที่ 1สัญญาเช่าตึกแถวเลขที่ 167/2-3 ดังกล่าว มีกำหนด 7 ปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม2542 ฉบับที่ 2 สัญญาเช่าตึกแถวเลขที่ 167/4 ดังกล่าว มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ 2มกราคม 2542 ฉบับที่ 3 สัญญาเช่าตึกแถวเลขที่ 167/4 ดังกล่าว มีกำหนด 4 ปีนับแต่วันที่ 2 มกราคม 2545 ฉบับที่ 4 สัญญาเช่าหอพักชื่อ กุลสตรี ซึ่งตั้งอยู่บนตึกแถวเลขที่ 167/2-4 ดังกล่าว มีกำหนด 7 ปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2542 และฉบับที่ 5สัญญายืมอุปกรณ์เครื่องใช้และทรัพย์สินภายในร้านยูนิเวอร์ซิตี้มินิมาร์ท ซึ่งตั้งอยู่ที่ตึกแถวเลขที่ 167/2-3 ดังกล่าว โดยมีเงื่อนไขและอยู่ในกำหนดการเช่าตึกแถวดังกล่าว สัญญาเช่าฉบับที่ 1 ฉบับที่ 3 และฉบับที่ 4 มีกำหนด 3 ปีขึ้นไป แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ตึกแถวทั้งหมดตามสัญญาเช่าเป็นสถานที่เดียวกันไม่อาจแบ่งแยกได้ เมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดของสัญญาเป็นโมฆะย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น และสัญญามัดจำการเช่าตึกแถวไม่อาจแยกได้ว่ามัดจำการเช่าฉบับละเท่าใด จำเลยต้องคืนเงินมัดจำทั้งหมดให้แก่โจทก์ และโจทก์ต้องส่งมอบตึกแถวที่เช่า อุปกรณ์เครื่องใช้ และทรัพย์สินที่ยืมให้แก่จำเลย โจทก์ได้ชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยตลอดมาทุกเดือน ต่อมาจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าทั้งหมดโดยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่าและจำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ผิดสัญญาเช่าพร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1295/2542 ของศาลชั้นต้นคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อสัญญาเช่าเลิกต่อกันและโจทก์มิได้ติดค้างชำระค่าเช่า จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำจำนวน 200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2541 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน22,500 บาท และเงินมัดจำจำนวน 30,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2541 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 33,700 บาท ให้แก่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 556,200 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ แต่ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้อง

ทางไต่สวนจำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ทราบหมายเรียกให้ยื่นคำให้การ เพราะมิได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ตามฟ้องแล้ว

โจทก์นำสืบว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โดยระบุภูมิลำเนาของจำเลยตามที่จำเลยระบุไว้ในคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1295/2542 ของศาลชั้นต้น และคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 140/2545ของศาลชั้นต้น เอกสารหมาย จ.5 คดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยได้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยเรื่อง เช่าทรัพย์ ขับไล่ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 140/2545 ของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาชี้ขาดแล้วว่า จำเลยซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าสัญญาเช่าเป็นโมฆะโดยอาศัยข้อเท็จจริงในเรื่องการเช่าทรัพย์พิพาทรายเดียวกัน และข้ออ้างอันเป็นเหตุว่าจำเลยคดีนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและสัญญาเช่าเป็นโมฆะ ต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์เช่นเดียวกับที่ได้มีคำพิพากษาชี้ขาดไปแล้วในคดีก่อน การที่ศาลในคดีนี้จะสั่งคืนหรือริบเงินมัดจำหรือไม่นั้น ศาลต้องพิจารณาเกี่ยวกับสัญญาเช่าพิพาทดังกล่าวเท่ากับโจทก์คดีนี้ขอให้ศาลพิพากษาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 แม้โจทก์คดีนี้จะฟ้องก่อนที่ศาลจะได้วินิจฉัยคดีก่อนก็ตาม เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาชี้ขาดคดีก่อนแล้ว และคดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ กรณีก็ตกอยู่ในบังคับมาตรา 144 ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาเช่าคดีนี้กับสัญญาเช่าในคดีก่อน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 140/2545 ของศาลชั้นต้น เป็นสัญญาเช่าฉบับเดียวกันเฉพาะสัญญาเช่าตามฟ้องคดีนี้ฉบับที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 สัญญาเช่าฉบับที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีกำหนด 7 ปี 4 ปีและ 7 ปี ตามลำดับ แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ส่วนที่เกินกำหนด 3 ปีจึงตกเป็นโมฆะ ในคดีก่อนศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ข้อหนึ่งว่า จำเลย(โจทก์คดีนี้) ผิดสัญญาหรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์คดีนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เป็นการวินิจฉัยเฉพาะสัญญาเช่าส่วนที่ชอบด้วยกฎหมาย คือส่วนที่ไม่เกินกำหนด 3 ปี โดยไม่ได้วินิจฉัยว่า สัญญาเช่าส่วนที่เกินกำหนด 3 ปี ใช้บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้ว่า สัญญาเช่าทั้งหมดตกเป็นโมฆะและจำเลยต้องคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เห็นว่า คดีนี้กับคดีก่อนโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความรายเดียวกันทรัพย์สินที่ทำสัญญาเช่าทั้งสองคดีเป็นทรัพย์สินเดียวกันคือ ตึกแถวเลขที่ 167/2-4 และหอพักซึ่งตั้งอยู่บนตึกแถวเลขที่ 167/2-4 โดยทำสัญญาเช่ากันมีกำหนด 7 ปี เมื่อจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนฟ้องขับไล่โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนว่า สัญญาเช่าซึ่งทำกันไว้มีกำหนด 7 ปี ใช้บังคับได้เพียง 3 ปี โจทก์คดีนี้ผิดสัญญาเช่าเพราะผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า สัญญาเช่าทั้งหมดเป็นอันเลิกกันแล้ว ขอให้ขับไล่โจทก์คดีนี้และบริวารออกจากทรัพย์สินที่เช่า โจทก์คดีนี้ก็ให้การต่อสู้ในคดีก่อนว่าได้นำเงินเข้าบัญชีธนาคารเป็นการชำระค่าเช่าตลอดมา ไม่เคยติดค้างค่าเช่า ขอให้ยกฟ้องตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.5 เป็นการต่อสู้คดีว่า โจทก์คดีนี้มิได้ผิดสัญญาเช่าและยังมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าโดยอาศัยสิทธิแห่งสัญญาเช่าที่ทำขึ้นต่อกัน การที่โจทก์คดีนี้ฟ้องว่า สัญญาเช่าทั้งหมดตกเป็นโมฆะ ย่อมเป็นการขัดกับคำให้การของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อน และเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทั้งคำฟ้องคดีนี้ก็เป็นเรื่องที่ให้ศาลวินิจฉัยเกี่ยวกับสัญญาเช่าในทรัพย์สินเดียวกับคดีก่อน อันเป็นการที่สืบเนื่องมาจากประเด็นเดียวกันกับที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้วในคดีก่อน ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 แม้ว่าโจทก์จะฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนที่ศาลในคดีก่อนจะได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นในคดีก่อนได้พิจารณาชี้ขาดแล้ว กรณีตกอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 144 เช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นันทรัตน์ สหัสเตโช
จำเลย — นางสาว วิภาดา หรือนาง เปี่ยมจิตต์ ภู่ยงยุทธหรือวีรียธรรม
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1658/2546
#50761
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้กับคดีก่อน โจทก์และจำเลยเป็นคู่ความรายเดียวกัน ทรัพย์สินที่ให้เช่าทั้งสองคดีเป็นทรัพย์สินเดียวกันมีกำหนด 7 ปี คดีก่อนจำเลยเคยฟ้องขับไล่โจทก์ว่าสัญญาเช่าที่ทำกันใช้บังคับได้เพียง 3 ปี และโจทก์ผิดสัญญาเช่าเพราะไม่ชำระค่าเช่าสัญญาเช่าจึงเป็นอันเลิกกัน โจทก์ให้การว่ามิได้ผิดสัญญาเช่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่า คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ว่าสัญญาเช่าทั้งหมดตกเป็นโมฆะ ขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำตามสัญญาเช่าโจทก์นั้น ย่อมเป็นการขัดกับคำให้การของโจทก์ในคดีก่อนเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทั้งคดีนี้ก็เป็นเรื่องที่ศาลวินิจฉัยเกี่ยวกับสัญญาเช่าที่สืบเนื่องมาจากประเด็นเดียวกับที่ศาลชั้นต้นในคดีก่อนได้วินิจฉัยมาแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 แม้ว่าโจทก์คดีนี้จะได้ฟ้องไว้ก่อนที่ศาลในคดีก่อนจะได้วินิจฉัยชี้ขาดก็ตาม แต่เมื่อศาลในคดีก่อนได้พิจารณาชี้ขาดแล้ว กรณีย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 144 เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2541 โจทก์ทำสัญญามัดจำการเช่าตึกแถวกับจำเลย โดยได้มอบเงินมัดจำการเช่าตึกแถวเลขที่ 167/2-4 หมู่ที่ 6 ตำบลท่าโพธิ์อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 200,000 บาท และวันที่ 28 ธันวาคม2541 โจทก์ได้มอบเงินมัดจำการเช่าตึกแถวดังกล่าวให้แก่จำเลยอีก 300,000 บาทต่อมาวันที่ 2 มกราคม 2542 โจทก์ได้ทำสัญญากับจำเลยรวม 5 ฉบับคือ ฉบับที่ 1สัญญาเช่าตึกแถวเลขที่ 167/2-3 ดังกล่าว มีกำหนด 7 ปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2542ฉบับที่ 2 สัญญาเช่าตึกแถวเลขที่ 167/4 ดังกล่าว มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม2542 ฉบับที่ 3 สัญญาเช่าตึกแถวเลขที่ 167/4 ดังกล่าว มีกำหนด 4 ปี นับแต่วันที่ 2มกราคม 2545 ฉบับที่ 4 สัญญาเช่าหอพักชื่อกุลสตรี ซึ่งตั้งอยู่บนตึกแถวเลขที่ 167/2-4ดังกล่าว มีกำหนด 7 ปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2542 และฉบับที่ 5 สัญญายืมอุปกรณ์เครื่องใช้และทรัพย์สินภายในร้านยูนิเวอร์ซิตี้มินิมาร์ท ซึ่งตั้งอยู่ที่ตึกแถวเลขที่ 167/2-3ดังกล่าว โดยมีเงื่อนไขและอยู่ในกำหนดการเช่าตึกแถวดังกล่าว สัญญาเช่าฉบับที่ 1ฉบับที่ 3 และฉบับที่ 4 มีกำหนด 3 ปีขึ้นไป แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ตึกแถวทั้งหมดตามสัญญาเช่าเป็นสถานที่เดียวกันไม่อาจแบ่งแยกได้ เมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดของสัญญาเป็นโมฆะย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้นและสัญญามัดจำการเช่าตึกแถวไม่อาจแยกได้ว่ามัดจำการเช่าฉบับละเท่าใด จำเลยต้องคืนเงินมัดจำทั้งหมดให้แก่โจทก์ และโจทก์ต้องส่งมอบตึกแถวที่เช่าอุปกรณ์เครื่องใช้และทรัพย์สินที่ยืมให้แก่จำเลย โจทก์ได้ชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยตลอดมาทุกเดือน ต่อมาจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าทั้งหมดโดยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่าและจำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ผิดสัญญาเช่า พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1295/2542 ของศาลชั้นต้น คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อสัญญาเช่าเลิกต่อกันและโจทก์มิได้ติดค้างชำระค่าเช่า จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำจำนวน200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2541ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 22,500 บาท และเงินมัดจำจำนวน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2541 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 33,700 บาทให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 556,200 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ แต่ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยได้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยเรื่อง เช่าทรัพย์ ขับไล่ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 140/2545 ของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาชี้ขาดแล้วว่า จำเลยซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าสัญญาเช่าเป็นโมฆะ โดยอาศัยข้อเท็จจริงในเรื่องการเช่าทรัพย์พิพาทรายเดียวกัน และข้ออ้างอันเป็นเหตุว่าจำเลยคดีนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและสัญญาเช่าเป็นโมฆะ ต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์เช่นเดียวกับที่ได้มีคำพิพากษาชี้ขาดไปแล้วในคดีก่อน การที่ศาลในคดีนี้จะสั่งคืนหรือริบเงินมัดจำหรือไม่นั้น ศาลต้องพิจารณาเกี่ยวกับสัญญาเช่าพิพาทดังกล่าว เท่ากับโจทก์คดีนี้ขอให้ศาลพิพากษาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 แม้โจทก์คดีนี้จะฟ้องก่อนที่ศาลจะได้วินิจฉัยคดีก่อนก็ตาม เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาชี้ขาดคดีก่อนแล้ว และคดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ กรณีก็ตกอยู่ในบังคับมาตรา 144 ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาเช่าคดีนี้กับสัญญาเช่าในคดีก่อนตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 140/2545 ของศาลชั้นต้น เป็นสัญญาเช่าฉบับเดียวกัน เฉพาะสัญญาเช่าตามฟ้องคดีนี้ฉบับที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 สัญญาเช่าฉบับที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีกำหนด 7 ปี 4 ปี และ7 ปี ตามลำดับ แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ส่วนที่เกินกำหนด 3 ปี จึงตกเป็นโมฆะ ในคดีก่อนศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ข้อหนึ่งว่า จำเลย (โจทก์คดีนี้)ผิดสัญญาหรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์คดีนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เป็นการวินิจฉัยเฉพาะสัญญาเช่าส่วนที่ชอบด้วยกฎหมาย คือส่วนที่ไม่เกินกำหนด 3 ปี โดยไม่ได้วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าส่วนที่เกินกำหนด 3 ปี ใช้บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้ว่าสัญญาเช่าทั้งหมดตกเป็นโมฆะและจำเลยต้องคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เห็นว่า คดีนี้กับคดีก่อนโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความรายเดียวกัน ทรัพย์สินที่ทำสัญญาเช่าทั้งสองคดีเป็นทรัพย์สินเดียวกันคือ ตึกแถวเลขที่167/2-4 และหอพักซึ่งตั้งอยู่บนตึกแถวเลขที่ 167/2-4 โดยทำสัญญาเช่ากันมีกำหนด7 ปี เมื่อจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนฟ้องขับไล่โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนว่า สัญญาเช่าซึ่งทำกันไว้มีกำหนด 7 ปี ใช้บังคับได้เพียง 3 ปี โจทก์คดีนี้ผิดสัญญาเช่าเพราะผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า สัญญาเช่าทั้งหมดเป็นอันเลิกกันแล้วขอให้ขับไล่โจทก์คดีนี้และบริวารออกจากทรัพย์สินที่เช่าโจทก์คดีนี้ก็ให้การต่อสู้ในคดีก่อนว่าได้นำเงินเข้าบัญชีธนาคารเป็นการชำระค่าเช่าตลอดมา ไม่เคยติดค้างค่าเช่า ขอให้ยกฟ้องตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.5 เป็นการต่อสู้คดีว่า โจทก์คดีนี้มิได้ผิดสัญญาเช่าและยังมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าโดยอาศัยสิทธิแห่งสัญญาเช่าที่ทำขึ้นต่อกัน การที่โจทก์คดีนี้ฟ้องว่า สัญญาเช่าทั้งหมดตกเป็นโมฆะ ย่อมเป็นการขัดกับคำให้การของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนและเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทั้งคำฟ้องคดีนี้ก็เป็นเรื่องที่ให้ศาลวินิจฉัยเกี่ยวกับสัญญาเช่าในทรัพย์สินเดียวกับคดีก่อน อันเป็นกรณีที่สืบเนื่องมาจากประเด็นเดียวกันกับที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้วในคดีก่อน ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 แม้ว่าโจทก์จะฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนที่ศาลในคดีก่อนจะได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นในคดีก่อนได้พิจารณาชี้ขาดแล้ว กรณีตกอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 144 เช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 537
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นันทรัตน์ สหัสเตโช
จำเลย — นางสาว วิภาดาหรือนางเปี่ยมจิตต์ ภู่ยงยุทธหรือวีรียธรรม
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1646/2546
#50311
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ขนส่งและได้ทำสัญญารับขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์แทนผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ มิใช่เป็นเพียงนายหน้าในการรับจองระวางเรือจำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญานั้นแต่ลำพังเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 แม้จำเลยจะไม่ใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นเมื่อผู้ขนส่งผิดสัญญาไม่ส่งสินค้าให้ถึงเมืองปลายทางแต่ปล่อยให้สินค้าไปตกค้างระหว่างทางเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการที่สินค้าตกค้างที่เมืองท่าดูไบและค่าระวางการขนส่งจากเมืองท่าดูไบไปยังเมืองท่าปลายทางตูนิส จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลพ.ศ. 2535 มาตรา 58 ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ของซึ่งผู้ขนส่งได้รับมอบหมายสูญหายหรือเสียหายเท่านั้น แต่กรณีที่ผู้ขนส่งผิดสัญญาไม่ส่งของไปยังเมืองท่าปลายทางตามสัญญามิใช่เป็นกรณีของสูญหายหรือเสียหาย จึงไม่อาจนำข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งมาใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภท บริษัทจำกัดประกอบกิจการตัวแทนนายหน้า และขนส่งระหว่างประเทศ บริษัทนิวส์ ชิปปิ้งส์ เซอร์วิสเซส จำกัด เป็นนิติบุคคลต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ ประกอบกิจการรับขนของทางทะเล ได้มอบหมายให้จำเลยเป็นตัวแทนผู้ทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนบริษัทนิวส์ ชิปปิ้งส์เซอร์วิสเซส จำกัด เมื่อประมาณต้นเดือนกันยายน 2542 โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยขนส่งสินค้ารถยนต์สามล้อ จำนวน 5 คัน มูลค่า 1,018,923.52 บาท จากเมืองท่าต้นทางกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ไปยังเมืองท่าปลายทางตูนิส ประเทศตูนีเซีย จำเลยออกใบตราส่งของบริษัทนิวส์ ชิปปิ้งส์ เซอร์วิสเซส จำกัด เลขที่เอ็นดีอดับบลิวเอสบีเคเค9909009 ให้แก่โจทก์ โดยระบุชื่อจำเลยไว้ในฐานะตัวแทนของบริษัทนิวส์ ชิปปิ้งส์เซอร์วิสเซส จำกัด โจทก์ชำระเงินค่าระวางและอุปกรณ์ค่าระวางขนส่ง จำนวน301,274.77 บาท ให้แก่จำเลยไปครบถ้วนแล้ว เมื่อจำเลยได้รับมอบสินค้าไปจากโจทก์แล้ว จำเลยว่าจ้างให้ผู้ขนส่งอื่นขนส่งสินค้าไปอีกทอดหนึ่ง สินค้าได้ถูกขนส่งไปถึงเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ จากนั้นไม่มีการขนส่งสินค้าไปถึงเมืองท่าปลายทางตามที่ตกลงกันไว้ โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับจำเลยและบริษัทนิวส์ ชิปปิ้งส์ เซอร์วิสเซส จำกัด และให้ชดใช้ค่าเสียหายของสินค้าค่าระวางและค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวกับการขนส่งสินค้า ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2543 โจทก์และจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงให้จำเลยจัดการดำเนินการขนส่งของจากเมืองดูไบประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไปยังเมืองตูนิส ประเทศตูนิเซีย และให้โจทก์ออกเงินทดรองค่าใช้จ่าย ค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางให้แก่จำเลยไปก่อน จำนวน 477,470 บาทโดยสงวนสิทธิที่จะเรียกร้องให้ผู้ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องออกไป โจทก์ได้มอบเงินจำนวน 477,470 บาท ให้แก่จำเลยและจำเลยได้ดำเนินการขนส่งสินค้าจากเมืองดูไบไปยังเมืองตูนิสและส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งเรียบร้อยแล้ว โจทก์ได้ทวงถามจำเลยให้ชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายออกไปคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ความเสียหายตามบันทึกข้อตกลงแก่โจทก์ เป็นเงิน477,470 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ออกเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน17,071.18 บาท รวมเป็นค่าเสียหายจำนวน 494,541.18 บาท

จำเลยให้การว่า จำเลยประกอบกิจการเป็นเพียงตัวแทนเรือ หรือเป็นนายหน้าในการรับจองระวางเรือ โดยจำเลยได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทโอเชี่ยนนัส ชิปปิ้ง เอเจนซี่พีทีอี จำกัด ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นตัวแทนของผู้ขนส่งคือบริษัทนิวส์ ชิปปิ้งส์ เซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองดูไบ ให้เป็นนายหน้าในการรับจองระวางเรือของบริษัทนิวส์ ชิปปิ้งส์ เซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งเป็นผู้ขนส่ง โดยได้รับค่าตอบแทน 70 เปอร์เซ็นต์ ของ 5 เปอร์เซ็นต์ ของเงินค่านายหน้าที่บริษัทโอเชี่ยนนัสชิปปิ้ง เอเจนซี่ พีทีอี จำกัด ได้รับจากเงินค่าระหว่างในการเป็นตัวแทน จำเลยได้รับมอบหมายจากผู้ขนส่งให้ลงลายมือชื่อในใบตราส่งแทนนายเรือของลีลาภูมิ จำเลยไม่ได้ร่วมในการขนส่งช่วงหนึ่งช่วงใด จำเลยได้โอนเงินค่าระวางที่โจทก์ได้มอบให้แก่จำเลยให้แก่บริษัทโอเชี่ยนนัส ชิปปิ้ง เอเจนซีส์ พีทีอี จำกัด แล้ว จำเลยจึงไม่ใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นหรือเป็นผู้ทำสัญญารับขนของแทนบริษัทนิวส์ ชิปปิ้งส์ เซอร์วิสเซส จำกัด ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศ การที่จำเลยได้ดำเนินการให้มีการจัดส่งสินค้าและส่งมอบให้ผู้รับตราส่งดังกล่าวตามบันทึกข้อตกลงนั้นเป็นการช่วยเหลือโจทก์ ไม่ใช่เป็นบันทึกการยอมรับผิดหรือเป็นบันทึกชดใช้ค่าเสียหายของจำเลย โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาขนส่งสินค้ากับจำเลยและบริษัทนิวส์ ชิปปิ้งส์ เซอร์วิสเซส จำกัด แล้ว และสินค้าได้ส่งถึงผู้รับตราส่งเรียบร้อยแล้วหลังจากโจทก์บอกเลิกสัญญาหากจำเลยต้องรับผิดก็ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งหรือกิโลกรัมละสามสิบบาท สินค้ารถยนต์สามล้อ จำนวน 5 คันเท่ากับ 5 หน่วยการขนส่ง คิดเป็นเงินจำนวน 50,000 บาท ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินไปและไม่ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 477,470 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11เมษายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 17,071.18 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ว่าจ้าง บริษัทนิวส์ ชิปปิ้งส์เซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศให้เป็นผู้ขนส่งสินค้ารถยนต์สามล้อ จำนวน 5 คัน ทางทะเลจากเมืองท่าต้นทางกรุงเทพมหานครไปยังเมืองท่าปลายทางตูนิสประเทศตูนิเซีย โดยติดต่อผ่านจำเลยและได้ชำระเงินค่าระวางขนส่งให้แก่จำเลยเป็นเงิน 266,417.77 บาท ผู้ขนส่งได้ว่าจ้างให้ผู้ขนส่งอื่น คือ บริษัทเรือฮุนไดขนส่งสินค้าดังกล่าวไปอีกทอดหนึ่ง แต่ระหว่างทางสินค้าได้ไปตกอยู่ที่เมืองดูไบประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เนื่องจากผู้ขนส่งประสบปัญหาทางด้านการเงิน ทำให้ไม่สามารถขนส่งสินค้าต่อไปได้อันเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญากับผู้ขนส่งและจำเลย ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.16 กันให้จำเลยจัดการให้มีการขนส่งสินค้าดังกล่าวจากเมืองดูไบไปยังเมืองตูนิส โดยโจทก์ยอมทดรองจ่ายเงินค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการที่สินค้าตกค้างที่เมืองดูไบ และค่าระวางการขนส่งจากเมืองดูไบไปยังเมืองตูนิสรวมเป็นเงิน 477,470 บาท ให้แก่จำเลยไปก่อนโดยสงวนสิทธิที่จะเรียกร้องจากผู้ต้องรับผิดชอบให้ชดใช้เงินจำนวนนี้ต่อไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเป็นเพียงนายหน้ารับจองระวางเรือไม่ได้เป็นตัวแทนของผู้ขนส่งซึ่งทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ทั้งยังไม่ได้เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ในการที่โจทก์ว่าจ้างผู้ขนส่งให้ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าวนั้น โจทก์ติดต่อผ่านจำเลยซึ่งจำเลยก็ได้ตกลงรับจัดการขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์และเมื่อจำเลยได้รับสินค้าไปจากโจทก์แล้ว จำเลยได้มอบตราส่งเอกสารหมาย จ.5ให้แก่โจทก์ โดยตามใบตราส่งดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลระบุชัดว่าจำเลยเป็นผู้ออกใบตราส่งในฐานะเป็นตัวแทนของผู้ขนส่ง ทั้งเมื่อโจทก์ชำระค่าระวางการขนส่งจากเมืองท่าต้นทางไปยังเมืองท่าปลายทาง จำนวน266,412.77 บาท ให้แก่จำเลย จำเลยก็ได้ออกใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.7 ให้แก่โจทก์โดยระบุใบเสร็จรับเงินว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ขนส่ง นอกจากนั้นตามหนังสือที่นายวิสิทธิ์ แสงวิทยานนท์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยมีไปถึงนายภิรมย์สัมมาเมตต์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการให้โจทก์ยอมออกเงินทดรองค่าใช้จ่ายและค่าระวางการขนส่งจากเมืองดูไบไปยังเมืองปลายทางตูนิสเอกสารหมายจ.14 นายวิสิทธิ์ก็ยอมรับว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ขนส่ง จากพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวมา แม้จำเลยจะไม่ได้ลงลายมือชื่อหรือประทับตราของจำเลยในใบตราส่งที่ออกให้แก่โจทก์ก็ตาม ก็รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ขนส่งและได้ทำสัญญารับขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์แทนผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ หาใช่เป็นเพียงนายหน้าในการรับจองระวางเรือดังที่จำเลยอ้างไม่ จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญานั้นแต่ลำพังเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 824 แม้จำเลยจะไม่ใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นก็ตาม และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ขนส่งผิดสัญญาไม่ส่งสินค้าให้ถึงเมืองปลายทาง แต่ปล่อยให้สินค้าไปตกค้างระหว่างทางที่เมืองท่าดูไบเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่าย อันเนื่องมาจากการที่สินค้าตกค้างที่เมืองท่าดูไบและค่าระวางการขนส่งจากเมืองท่าดูไบไปยังเมืองท่าปลายทางตูนิสรวมเป็นเงิน 477,470 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลพ.ศ. 2535 มาตรา 58 จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียง 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง สินค้าของโจทก์ที่ขนส่งเป็นรถยนต์สามล้อ จำนวน 5 คัน เท่ากับ 5หน่วยการขนส่ง ความรับผิดของจำเลยจึงไม่เกิน 50,000 บาท นั้น ปัญหานี้แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามที่จำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็เห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน และเห็นว่า ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ของซึ่งผู้ขนส่งได้รับมอบหมายสูญหายหรือเสียหายเท่านั้น แต่กรณีนี้เป็นเรื่องผู้ขนส่งผิดสัญญาไม่ส่งของไปยังเมืองท่าปลายทางตามสัญญา หาใช่เป็นกรณีของสูญหายหรือเสียหายไม่ จึงไม่อาจนำข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มาใช้บังคับได้ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์กับจำเลยได้ตกลงกันด้วยว่าเมื่อจำเลยสามารถจัดการจัดส่งสินค้าที่ตกลงค้างอยู่ที่เมืองท่าดูไบไปยังเมืองท่าตูนิสได้เสร็จเรียบร้อยจำเลยก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกต่อไปนั้นจำเลยมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นต่อสู้ในคำให้การ แต่เพิ่งยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 จำเลยจึงไม่มีสิทธิยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อินเตอร์ คอนติเนนตัล ตุ๊ก ตุ๊ก จำกัด
จำเลย — บริษัท มารีนอินเตอร์เนชั่นแนล ทรานสปอร์เตชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1646/2546
#50696
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ว่าจ้างผู้ขนส่งซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศโดยติดต่อผ่านจำเลย เมื่อจำเลยได้รับสินค้าไปจากโจทก์แล้ว จำเลยได้มอบใบตราส่งซึ่งระบุชัดว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ขนส่งให้แก่โจทก์ ทั้งเมื่อโจทก์ชำระค่าระวางการขนส่งให้แก่จำเลย จำเลยก็ได้ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่โจทก์โดยระบุในใบเสร็จรับเงินว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ขนส่ง พฤติการณ์ดังกล่าวแม้จำเลยจะไม่ได้ลงลายมือชื่อหรือประทับตราของจำเลยในใบตราส่งก็รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ขนส่งและได้ทำสัญญารับขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์แทนผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศมิใช่เป็นเพียงนายหน้าในการรับของระวางเรือ จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญาแต่ลำพังตนเอง เมื่อผู้ขนส่งผิดสัญญาไม่ส่งสินค้าให้ถึงเมืองปลายทาง จนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายจากการขนส่งไปยังเมืองท่าปลายทาง จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

ข้อจำกัดความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 58จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียง 10,000 บาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งนั้นใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ของที่ได้รับมอบหมายสูญหายหรือเสียหายเท่านั้น แต่กรณีผู้ขนส่งผิดสัญญาไม่ส่งของไปยังเมืองท่าปลายทาง หาใช่เป็นกรณีของสูญหายหรือเสียหายไม่ จึงไม่อาจนำข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวมาใช้บังคับได้

ส่วนข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์จำเลยได้ตกลงกันว่าเมื่อจำเลยสามารถจัดส่งสินค้าที่ตกค้างไปยังเมืองท่าปลายทางได้เสร็จเรียบร้อยจำเลยก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้นจำเลยมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นต่อสู้ในคำให้การ เพิ่งยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์จึงมิใช่เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น ซึ่งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการเป็นตัวแทน นายหน้าและขนส่งระหว่างประเทศ เมื่อประมาณต้นเดือนกันยายน 2542 โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยขนส่งสินค้ารถยนต์สามล้อ (Motorized three wheeler) จากประเทศไทยไปยังเมืองท่าปลายทาง ประเทศตูนีเซีย จำเลยออกใบตราส่งของบริษัทนิวส์ ชิปปิ้งส์ เซอร์วิสเซส จำกัด โดยจำเลยว่าจ้างให้ผู้ขนส่งอื่นขนส่งสินค้าไปอีกทอดหนึ่ง สินค้าได้ถูกขนส่งไปถึงเมืองดูไบประเทศสหรัฐอาหรับ จากนั้นไม่มีการขนส่งสินค้าไปถึงเมืองท่าปลายทาง โจทก์และจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงให้จำเลยจัดการขนส่งสินค้าจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไปยังประเทศตูนิเซีย และให้โจทก์ออกเงินทดรองค่าใช้จ่ายไปก่อน จำเลยได้ดำเนินการขนส่งสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งเรียบร้อยแล้วแต่จำเลยไม่ชำระค่าเสียหายที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายไป ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ความเสียหายตามบันทึกข้อตกลงแก่โจทก์ เป็นเงิน477,470 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ออกเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 17,071.18 บาท รวมเป็นค่าเสียหายจำนวน 494,541.18 บาท

จำเลยให้การว่า จำเลยประกอบกิจการเป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งคือบริษัทนิวส์ชิปปิ้งส์ เซอร์วิสเซส จำกัด ให้เป็นนายหน้าในการรับจองระวางเรือของบริษัทนิวส์ ชิปปิ้งส์เซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งเป็นผู้ขนส่ง จำเลยได้รับมอบหมายจากผู้ขนส่งให้ลงลายมือชื่อในใบตราส่งแทนนายเรือของเรือลีลาภูมิ จำเลยไม่ได้ร่วมในการขนส่งช่วงหนึ่งช่วงใด จำเลยได้โอนเงินที่โจทก์ได้มอบให้แก่จำเลยให้แก่บริษัทโอเซี่ยนนัส ชิปปิ้ง เอเจนซีส์ พีทีอี จำกัดแล้ว จำเลยจึงไม่ใช่ผู้ทำสัญญารับขนของแทนบริษัทนิวส์ ชิปปิ้งส์ เซอร์วิสเซส จำกัด ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศ หากจำเลยต้องรับผิดก็ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งหรือกิโลกรัมละสามสิบบาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 477,470 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11เมษายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 17,071.18 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเป็นเพียงนายหน้ารับจองระวางเรือ ไม่ได้เป็นตัวแทนของผู้ขนส่งซึ่งทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ทั้งยังไม่ได้เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ในการที่โจทก์ว่าจ้างผู้ขนส่งให้ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าวนั้น โจทก์ติดต่อผ่านจำเลยซึ่งจำเลยก็ได้ตกลงรับจัดการขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์ และเมื่อจำเลยได้รับสินค้าไปจากโจทก์แล้ว จำเลยได้มอบใบตราส่งเอกสารหมายจ.5 ให้แก่โจทก์ โดยตามใบตราส่งดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลระบุชัดว่าจำเลยเป็นผู้ออกใบตราส่งในฐานะเป็นตัวแทนของผู้ขนส่ง ทั้งเมื่อโจทก์ชำระค่าระวางการขนส่งจากเมืองท่าต้นทางไปยังเมืองท่าปลายทางจำนวน266,412.77 บาทให้แก่จำเลย จำเลยก็ได้ออกใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.7 ให้แก่โจทก์โดยระบุในใบเสร็จรับเงินว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ขนส่ง นอกจากนั้นตามหนังสือที่นายวิสิทธิ์ แสงวิทยานนท์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยมีไปถึงนายภิรมย์สัมมาเมตต์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการให้โจทก์ยอมออกเงินทดรองค่าใช้จ่ายและค่าระวางการขนส่งจากเมืองดูไบไปยังเมืองปลายทางตูนิสเอกสารหมาย จ.14 นายวิสิทธิ์ก็ยอมรับว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ขนส่ง จากพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวมา แม้จำเลยจะไม่ได้ลงลายมือชื่อหรือประทับตราของจำเลยในใบตราส่งที่ออกให้แก่โจทก์ก็ตาม ก็รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ขนส่งและได้ทำสัญญารับขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์แทนผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ หาใช่เป็นเพียงนายหน้าในการรับของระวางเรือดังที่จำเลยอ้างไม่ จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญานั้นแต่ลำพังตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 824 แม้จำเลยจะไม่ใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นก็ตาม และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ขนส่งผิดสัญญาไม่ส่งสินค้าให้ถึงเมืองปลายทาง แต่ปล่อยให้สินค้าไปตกค้างระหว่างทางที่เมืองท่าดูไบเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการที่สินค้าตกค้างที่เมืองท่าดูไบและค่าระวางการขนส่งจากเมืองท่าดูไบไปยังเมืองท่าปลายทางตูนิสรวมเป็นเงิน 477,470 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลฯพ.ศ. 2535 มาตรา 58 จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียง 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง สินค้าของโจทก์ที่ขนส่งเป็นรถยนต์สามล้อจำนวน 5 คัน เท่ากับ 5 หน่วยการขนส่ง ความรับผิดของจำเลยจึงไม่เกิน 50,000 บาท นั้นปัญหานี้แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามที่จำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็เห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนและเห็นว่า ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ของซึ่งผู้ขนส่งได้รับมอบหมายสูญหายหรือเสียหายเท่านั้นแต่กรณีนี้เป็นเรื่องผู้ขนส่งผิดสัญญาไม่ส่งของไปยังเมืองท่าปลายทางตามสัญญา หาใช่เป็นกรณีของสูญหายหรือเสียหายไม่ จึงไม่อาจนำข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มาใช้บังคับได้ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์กับจำเลยได้ตกลงกันด้วยว่าเมื่อจำเลยสามารถจัดการจัดส่งสินค้าที่ตกลงค้างอยู่ที่เมืองท่าดูไบไปยังเมืองท่าตูนิสได้เสร็จเรียบร้อยจำเลยก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกต่อไปนั้น จำเลยมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นต่อสู้ในคำให้การแต่เพิ่งยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 จำเลยจึงไม่มีสิทธิยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อินเตอร์ คอนติเนนตัล ตุ๊ก ตุ๊ก จำกัด
จำเลย — บริษัท มารีน อินเตอร์เนชั่นแนล ทรานสปอร์เตชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1646/2546
#110850
เปิดฉบับเต็ม

ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งจำนวน 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58 ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ของซึ่งผู้ขนส่งได้รับมอบหมายสูญหายหรือเสียหายเท่านั้น กรณีที่ผู้ขนส่งผิดสัญญาไม่ส่งของไปยังเมืองท่าปลายทางตามสัญญาหาใช่เป็นกรณีของสูญหายหรือเสียหายไม่ จึงไม่อาจนำข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งดังกล่าวมาใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ความเสียหายตามบันทึกข้อตกลงแก่โจทก์เป็นเงิน ๔๗๗,๔๗๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ออกเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๓ จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑๗,๐๗๑.๑๘ บาท รวมเป็นค่าเสียหายจำนวน ๔๙๔,๕๔๑.๑๘ บาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๗๗,๔๗๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๓ จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยวันฟ้องต้องไม่เกิน ๑๗,๐๗๑.๑๘ บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทนิวส์ ชิปปิ้งส์ เซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศให้เป็นผู้ขนส่งสินค้า รถยนต์สามล้อทางทะเลจากเมืองท่าต้นทางกรุงเทพมหานครไปยังเมืองท่าปลายทางตูนิส ประเทศตูนิเซีย โดยติดต่อผ่านจำเลยและได้ชำระเงินค่าระวางการขนส่งให้แก่จำเลยเป็นเงิน ๒๖๖,๔๑๒.๗๗ บาท ผู้ขนส่งได้ว่าจ้างให้ผู้ขนส่งอื่น คือ บริษัทเรือฮุนไดขนส่งสินค้าดังกล่าวไปอีกทอดหนึ่ง แต่ระหว่างทางสินค้าได้ไปตกค้างอยู่ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เนื่องจากผู้ขนส่งประสบปัญหาทางด้านการเงิน ทำให้ไม่สามารถขนส่งสินค้าต่อไปได้อันเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญากับผู้ขนส่งและจำเลย ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลง ให้จำเลยจัดการให้มีการขนส่งสินค้าดังกล่าวจากเมืองดูไบไปยังเมืองตูนิส โดยโจทก์ยอมทดรองจ่ายเงินค่าใช้จ่าย อันเนื่องมาจากการที่สินค้าตกค้างที่เมืองดูไบ และค่าระวางการขนส่งจากเมืองดูไบไปยังเมืองตูนิส รวมเป็นเงิน ๔๗๗,๔๗๐ บาท ให้แก่จำเลยไปก่อนโดยสงวนสิทธิที่จะเรียกร้องจากผู้ต้องรับผิดชอบให้ชดใช้เงินจำนวนนี้ต่อไป คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๕๘ จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียง ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง สินค้าของโจทก์ที่ขนส่งเป็นรถยนต์สามล้อจำนวน ๕ คัน เท่ากับ ๕ หน่วยการขนส่ง ความรับผิดของจำเลยจึงไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท นั้นปัญหานี้แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศกลางจะมิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามที่จำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็เห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน และเห็นว่า ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ของซึ่งผู้ขนส่งได้รับมอบหมายสูญหายหรือเสียหายเท่านั้น แต่กรณีนี้เป็นเรื่องผู้ขนส่งผิดสัญญาไม่ส่งของไปยังเมืองท่าปลายทางตามสัญญา หาใช่เป็นกรณีของสูญหายหรือเสียหายไม่ จึงไม่อาจนำข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา ๕๘ มาใช้บังคับได้

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ ๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอินเตอร์ คอนติเนนตัล ตุ๊ก ตุ๊ก จำกัด
จำเลย — บริษัทมารีน อินเตอร์เนชั่นแนล ทรานสปอร์ตเตชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1640/2546
#50758
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบการค้าด้วยการผลิตและจำหน่ายเคมีภัณฑ์ทางการเกษตร จำเลยประกอบพาณิชยกิจโดยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์นำไปจำหน่ายต่อให้ลูกค้าอีกต่อหนึ่งการซื้อขายจึงมีลักษณะเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ตอนท้าย จึงมีอายุความ5 ปี ตามมาตรา 193/33(5)

ความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 กำหนดให้ตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็ให้อำนาจศาลที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีเป็นผู้เสียค่าฤชาธรรมเนียมได้ ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้โจทก์แพ้คดีเป็นให้โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ มีผลเท่ากับโจทก์ชนะคดีทั้งสองศาลศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจกำหนดให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ได้ด้วย และไม่เป็นการเกินคำขอ เพราะโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์อยู่แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 6 พฤษภาคม 2537 ถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2537จำเลยซื้อยากำจัดวัชพืชยี่ห้อกรัมม๊อกโซนทัชดาวน์ แบนอิช วันไซด์ซูเปอร์ และยาฆ่าแมลงยี่ห้อคาราเต้ จากโจทก์รวม 11 ครั้ง แต่ละครั้งมีกำหนดชำระเงินภายใน 90 วัน นับแต่วันสั่งซื้อ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,951,516 บาท โจทก์ส่งสินค้าดังกล่าวให้จำเลยครบถ้วนแล้ว เมื่อถึงกำหนดชำระเงินแต่ละครั้ง จำเลยมิได้ชำระเงินให้โจทก์ตามกำหนด เมื่อโจทก์ทวงถาม จำเลยจึงชำระให้บางส่วนเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2538 จำนวน 320,000บาท และโจทก์ให้ส่วนลดจำเลยอีก 387,408.80 บาท จำเลยยังค้างชำระเงินค่าสินค้าแก่โจทก์อีก 2,244,107.20 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,735,005.65 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,244,107.20 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ฟ้องคดีภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันผิดนัด คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 2,244,107.20 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 10 มกราคม 2538 จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 490,898.45 บาท ตามคำขอท้ายฟ้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่จำเลยฎีกาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(1) เพราะยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้น 90 วัน นับแต่วันที่โจทก์ส่งสินค้าครั้งสุดท้าย ซึ่งจะต้องยื่นฟ้องในวันที่ 10 มกราคม 2540 นั้น เห็นว่า โจทก์ประกอบการค้าด้วยการผลิตและจำหน่ายเคมีภัณฑ์ทางการเกษตร จำเลยประกอบพาณิชยกิจโดยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์นำไปจำหน่ายต่อให้ลูกค้าอีกต่อหนึ่ง การซื้อขายมีลักษณะเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเองเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 193/34(1) ตอนท้ายจึงมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33(5) โจทก์ยื่นฟ้องคดีในวันที่ 11 ธันวาคม 2540เมื่อนับถึงวันที่ครบกำหนดชำระค่าสินค้าในวันที่ 10 มกราคม 2538 เป็นเวลาเพียง2 ปีเศษ คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ส่วนนี้ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกาในผล

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายและเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า ความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 กำหนดให้ตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี แต่บทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวก็ให้อำนาจศาลที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีเป็นผู้เสียค่าฤชาธรรมเนียมก็ได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง ฉะนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้โจทก์แพ้คดี เป็นให้โจทก์ชนะคดีในชั้นศาลอุทธรณ์ มีผลเท่ากับโจทก์ชนะคดีทั้งสองศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงมีอำนาจกำหนดให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ได้ด้วยซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและไม่เป็นการเกินคำขอ เพราะโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์อยู่แล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เซนเนก้าเกษตรเอเซียติ๊ก จำกัด
จำเลย — นาย วราพงศ์ จิระวงศ์ประภา
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1640/2546
#50759
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทโจทก์ประกอบการค้าด้วยการผลิตและจำหน่ายเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรจำเลยประกอบพาณิชยกิจโดยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์นำไปจำหน่ายต่อให้ลูกค้าอีกต่อหนึ่งซึ่งต่อมาจำเลยค้างชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ การซื้อขายดังกล่าวมีลักษณะเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(1) ตอนท้าย จึงมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33(5)

ความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 กำหนดให้ตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี แต่บทบัญญัติมาตราดังกล่าวก็ให้อำนาจศาลที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีเป็นผู้เสียค่าฤชาธรรมเนียมก็ได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้โจทก์แพ้คดีเป็นให้โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ มีผลเท่ากับโจทก์ชนะคดีทั้งสองศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงมีอำนาจกำหนดให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ได้ด้วย ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและไม่เป็นการเกินคำขอ เพราะโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์อยู่แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 6 พฤษภาคม 2537 ถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2537จำเลยซื้อยากำจัดวัชพืชยี่ห้อกรัมม๊อกโซน ทัชดาวน์ แบนอิช วันไซด์ซูเปอร์และยาฆ่าแมลงยี่ห้อคาราเต้ จากโจทก์รวม 11 ครั้ง แต่ละครั้งมีกำหนดชำระเงินภายใน 90 วันนับแต่วันสั่งซื้อ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,951,516 บาท โจทก์ส่งสินค้าดังกล่าวให้จำเลยครบถ้วนแล้ว เมื่อถึงกำหนดชำระเงินแต่ละครั้งจำเลยมิได้ชำระเงินให้โจทก์ตามกำหนด เมื่อโจทก์ทวงถาม จำเลยจึงชำระให้บางส่วนเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2538 จำนวน 320,000 บาทและโจทก์ให้ส่วนลดจำเลยอีก 387,408.80 บาท จำเลยยังค้างชำระเงินค่าสินค้าแก่โจทก์อีก 2,244,107.20 บาท ต่อมาจำเลยชำระค่าสินค้าบางส่วนแก่โจทก์โดยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาเลย เลขที่ 5864740 ลงวันที่ 24ธันวาคม 2538 สั่งจ่ายเงิน 511,620 บาท แก่โจทก์ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินที่ค้างชำระนับแต่วันที่ 10 มกราคม 2538 ซึ่งเป็นวันถึงกำหนดชำระเงินครั้งสุดท้ายคิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 490,898.45 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน2,735,005.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,244,107.20บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้สั่งซื้อยากำจัดวัชพืชและยาฆ่าแมลงจากโจทก์ทั้งไม่ได้รับสินค้าต่าง ๆ ตามฟ้อง เอกสารการส่งสินค้าเป็นเอกสารปลอม จำเลยไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ โจทก์ไม่ฟ้องคดีภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันผิดนัด คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 2,244,107.20 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 10 มกราคม 2538 จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 490,898.45 บาท ตามคำขอท้ายฟ้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ในการผลิตและจำหน่ายเคมีภัณฑ์ทางการเกษตร จำเลยเป็นผู้จดทะเบียนและเป็นเจ้าของสวนราชพฤกษ์ซึ่งเป็นสวนผลไม้ปัจจุบันยังมิได้จดทะเบียนเลิกกิจการตามคำขอจดทะเบียนพาณิชย์เอกสารหมาย จ.4และจำเลยยังเป็นกรรมการของบริษัทราชาเกษตร จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยซื้อสินค้าตามเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.12 จากโจทก์หรือไม่ โจทก์มีนายบุญสรรค์ สินพรชัย ผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงินของโจทก์และเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความว่า เมื่อระหว่างวันที่6 พฤษภาคม 2537 ถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2537 จำเลยซื้อยากำจัดวัชพืชและยาฆ่าแมลงจากโจทก์รวม 11 ครั้ง โจทก์จัดส่งสินค้าในชื่อสวนราชพฤกษ์ให้จำเลยครบถ้วนแล้วโดยทางบริษัทขนส่ง ตามใบรับขนส่งสินค้าและใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.5 ถึงจ.12 มีข้อตกลงว่าจำเลยต้องชำระค่าสินค้าภายใน 90 วัน นับแต่วันสั่งซื้อรวมเป็นเงิน2,951,516 บาท แต่จำเลยไม่ชำระค่าสินค้าตามกำหนด โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยจึงชำระค่าสินค้าแก่โจทก์บางส่วนเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2538 เป็นเงิน 320,000 บาทและโจทก์ให้ส่วนลดแก่จำเลยอีก 387,408.08 บาท ตามใบลดหนี้เอกสารหมาย จ.13คงเหลือหนี้ค้างชำระ 2,244,107.20 บาท โจทก์ทวงถามอีกหลายครั้ง จำเลยจึงสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาเลย ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2538จำนวนเงิน 511,620 บาท ชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.14 และ จ.15 โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามรวม 2 ครั้ง และจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว ตามเอกสารหมาย จ.16 และ จ.17 ส่วนจำเลยเบิกความว่า เมื่อปี 2530 จำเลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานชมรมไม้ผลเมืองเลยทางชมรมตกลงให้บริษัทราชาเกษตร จำกัด ซึ่งจำเลยเป็นกรรมการเป็นผู้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ส่วนกิจการสวนราชพฤกษ์จำเลยโอนไปให้น้องชายดำเนินการแทนโดยจำเลยมิได้เกี่ยวข้องกับกิจการสวนราชพฤกษ์อีก จำเลยไม่ได้สั่งซื้อและมิได้รับสินค้าตามเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.12 เนื่องจากเมื่อสมาชิกชมรมนำสินค้าที่บริษัทราชาเกษตร จำกัดสั่งซื้อจากบริษัทไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด มาใช้เป็นเหตุให้ต้นไม้และพันธุ์ไม้ผลเสียหายเป็นเงินประมาณ 4,000,000 บาท บริษัทราชาเกษตร จำกัด จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด ในที่สุดตกลงกันได้ บริษัทราชาเกษตร จำกัด จึงถอนฟ้องและเมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วบริษัทราชาเกษตร จำกัด ได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือทั้งหมดด้วยตั๋วแลกเงินของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ตามเอกสารหมาย ล.1 ส่วนเช็คเอกสารหมาย จ.14 ภริยาจำเลยสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ของบริษัทราชาเกษตร จำกัด ซึ่งเป็นหนี้จากการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์หลังจากมีการชำระหนี้ด้วยตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย ล.1 ไปแล้ว และบริษัทราชาเกษตร จำกัด ยังเป็นหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์อีก ตามหนังสือยืนยันยอดคงเหลือตามเอกสารหมาย ล.2 เห็นว่า โจทก์มีผู้รับมอบอำนาจเบิกความประกอบใบรับขนส่งสินค้าและใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.12 ใบลดหนี้เอกสารหมาย จ.13 และเช็คเอกสารหมาย จ.14 ยืนยันว่าจำเลยซื้อสินค้าและโจทก์จัดส่งสินค้าให้แก่จำเลยและใบรับขนส่งสินค้าก็ระบุชื่อสวนราชพฤกษ์เป็นผู้รับ จำเลยยังค้างชำระค่าสินค้าดังกล่าวแก่โจทก์ ตามหนังสือทวงถามและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.16 และ จ.17 ส่วนจำเลยซึ่งให้การต่อสู้ว่าเอกสารการส่งสินค้าเป็นเอกสารปลอม แต่มิได้นำสืบให้ได้ความตามข้อต่อสู้แต่อย่างใด เพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ว่าไม่ได้ซื้อและมิได้รับสินค้าดังกล่าวจากโจทก์ ส่วนเช็คเอกสารหมาย จ.14 ก็สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ของบริษัทราชาเกษตร จำกัด ไม่เกี่ยวกับหนี้รายนี้แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่าหลังจากหักกลบลบหนี้ของบริษัทราชาเกษตร จำกัด กับโจทก์แล้ว ได้มีการชำระหนี้ส่วนที่เหลือครบถ้วนแล้วด้วยตั๋วแลกเงินของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ตามสำเนาตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย ล.1บริษัทราชาเกษตร จำกัด สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์อีกและยังคงค้างชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ตามหนังสือยืนยันยอดคงเหลือเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีใบสั่งซื้อหรือหลักฐานการรับสินค้าแต่อย่างใด ทั้งไม่อาจรับฟังได้ว่าเช็คเอกสารหมาย จ.14 สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ตามเอกสารหมาย ล.2 เพราะเช็คดังกล่าวสั่งจ่ายเงิน 511,620 บาท สูงกว่าจำนวนหนี้ตามเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งมีเพียง 256,880 บาท ข้ออ้างของจำเลยจึงขัดต่อเหตุผลและไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ประกอบกับโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าสินค้าที่ค้างแก่โจทก์ถึง 2 ฉบับ โดยมีพนักงานบัญชีของจำเลยเป็นผู้รับไว้แทนตามเอกสารหมาย จ.16 และ จ.17 ซึ่งจำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านแต่เพียงว่าจำเลยเคยโทรศัพท์แจ้งไปยังทนายโจทก์แล้วว่ามีการชำระหนี้เรียบร้อยแล้วจึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยปฏิเสธหนี้จำนวนดังกล่าว ฉะนั้นแม้โจทก์จะไม่มีเอกสารที่แสดงว่าจำเลยได้รับสินค้าตามฟ้องจากโจทก์ แต่เมื่อรับฟังใบรับขนส่งสินค้าประกอบเอกสารอื่น ๆ ที่โจทก์อ้างส่งต่อศาลแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์และยังค้างชำระค่าสินค้าตามฟ้องแก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1)เพราะยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้น 90 วัน นับแต่วันที่โจทก์ส่งสินค้าครั้งสุดท้าย ซึ่งจะต้องยื่นฟ้องในวันที่ 10 มกราคม 2540 นั้น เห็นว่า โจทก์ประกอบการค้าด้วยการผลิตและจำหน่ายเคมีภัณฑ์ทางการเกษตร จำเลยประกอบพาณิชยกิจโดยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์นำไปจำหน่ายต่อให้ลูกค้าอีกต่อหนึ่งการซื้อขายมีลักษณะเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 193/34(1) ตอนท้าย จึงมีอายุความ5 ปีตามมาตรา 193/33(5) โจทก์ยื่นฟ้องคดีในวันที่ 11 ธันวาคม 2540 เมื่อนับถึงวันที่ครบกำหนดชำระค่าสินค้าในวันที่ 10 มกราคม 2538 เป็นเวลาเพียง 2 ปีเศษคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ส่วนนี้ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกาในผล

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายและเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า ความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 กำหนดให้ตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี แต่บทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวก็ให้อำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีเป็นผู้เสียค่าฤชาธรรมเนียมก็ได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง ฉะนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้โจทก์แพ้คดีเป็นให้โจทก์ชนะคดีในชั้นศาลอุทธรณ์ มีผลเท่ากับโจทก์ชนะคดีทั้งสองศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงมีอำนาจกำหนดให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ได้ด้วย ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและไม่เป็นการเกินคำขอ เพราะโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์อยู่แล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เซนเนก้าเกษตร เอเซียติ๊ก จำกัด
จำเลย — นาย วราพงศ์ จิระวงศ์ประภา
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1638/2546
#49884
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ให้สัมปทานทำไม้แก่จำเลยโดยมีเงื่อนไขว่า จำเลยต้องนำเงินเข้าฝากและถอนเป็นกองทุนเพื่อดูแลและป้องกันไฟป่า ซึ่งจำเลยก็ได้ปฏิบัติตามโดยนำเงินเข้าฝากเป็นกองทุนที่ธนาคาร ท. แม้ต่อมาสัมปทานดังกล่าวจะสิ้นสุดลง โจทก์อ้างว่าจำเลยยังมีความผูกพันที่จะต้องส่งมอบเงินกองทุนดังกล่าวแก่โจทก์ และที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อบังคับให้จำเลยส่งมอบเงินกองทุนนั้นให้แก่โจทก์ทั้งตามคำขอให้กำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ก็กล่าวอ้างว่าจำเลยอาจถอนเงินจากบัญชีเงินฝากไปจำหน่ายจ่ายโอนได้ ซึ่งเมื่อโจทก์ชนะคดีจะไม่สามารถบังคับคดีเอาจากเงินฝากและทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ หากเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้าง คำร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินฝากในธนาคาร ท. ย่อมมีมูลที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่โจทก์ขอมาใช้ได้ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะไต่สวนคำร้องของโจทก์เสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการปลูกป่าและบำรุงรักษาสวนป่าคิดเป็นเงิน 6,901,028.71 บาท หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทนโดยใช้เงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาอุบลราชธานีและบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาอุบลราชธานี หากจำเลยไม่ยินยอม ให้ถอนเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าว ขอให้ถือเอาคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยส่งมอบอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการดับไฟป่า และอุปกรณ์เครื่องมือประจำหอดูไฟ หากไม่ดำเนินการส่งมอบให้ชดใช้เงินจำนวน 2,929,077.50บาท และให้จำเลยส่งมอบเงินกองทุนไฟป่าและป้องกันรักษาไฟป่าจำนวน 182,009.09บาท พร้อมดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากที่จำเลยฝากไว้เป็นกองทุนดังกล่าวที่ธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาอุบลราชธานีแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยินยอมขอให้ถือเอาคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินฝากในบัญชีธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาอุบลราชธานี ตามฟ้องไว้ในระหว่างการพิจารณาคดีจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เนื่องจากจำเลยได้ฟ้องโจทก์และบุคคลอื่นเป็นจำเลย ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้โจทก์คืนสมุดเงินฝากบัญชีธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาอุบลราชธานี ตามฟ้องแก่จำเลย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ประกอบกิจการทำไม้และมีรายได้อื่นอีก หากโจทก์ต้องคืนสมุดเงินฝากดังกล่าวให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วจำเลยอาจถอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวไป ซึ่งเมื่อโจทก์ชนะคดีแล้วไม่สามารถบังคับคดีเอาจากเงินฝากในบัญชีเงินฝากดังกล่าวและทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า ศาลชั้นต้นจะต้องไต่สวนคำร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินฝากในบัญชีเงินฝากตามคำร้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยว่าโจทก์ให้สัมปทานทำไม้แก่จำเลยโดยมีเงื่อนไขประการหนึ่งด้วยว่า จำเลยต้องนำเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 1 เท่า ของอัตราค่าภาคหลวงไม้ที่ทำผ่านมาในปีก่อนเข้าฝากและถอนเป็นกองทุนเพื่อดูแลและป้องกันรักษาป่าและเพื่อป้องกันไฟป่าซึ่งจำเลยก็ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นแล้วโดยจำเลยนำเงินเข้าฝากเป็นเงินกองทุนที่ธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาอุบลราชธานี 2 บัญชี แม้ต่อมาสัมปทานดังกล่าวจะสิ้นสุดลง โจทก์ก็อ้างว่าจำเลยยังมีความผูกพันที่จะต้องส่งมอบเงินกองทุนดังกล่าวแก่โจทก์ และการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อบังคับให้จำเลยส่งมอบเงินกองทุนนั้นให้แก่โจทก์ด้วย ทั้งตามคำขอให้กำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ โจทก์ก็กล่าวอ้างมาแล้วว่า ปัจจุบันจำเลยมิได้ประกอบกิจการทำไม้และไม่มีรายได้อื่น จำเลยอาจถอนเงินจากบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีไปจำหน่ายโอนได้ ซึ่งเมื่อโจทก์ชนะคดีจะไม่สามารถบังคับคดีเอาจากเงินฝากดังกล่าวและทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ ดังนั้น หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้างคำร้องของโจทก์ย่อมมีมูลที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่โจทก์ขอนั้นมาใช้ได้ การที่ศาลชั้นต้นด่วนยกคำร้องของโจทก์ดังกล่าวโดยไม่ไต่สวนให้ได้ความจริงว่าเป็นเช่นไรก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 ม. 255
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
จำเลย — บริษัทอุบลราชธานีทำไม้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1629/2546
#50695
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาการจัดพิมพ์และโฆษณาสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ระหว่างบริษัท ช. กับองค์การ ท. จะมีข้อกำหนดห้ามโอนสิทธิตามสัญญาให้แก่ผู้อื่น แต่ข้อกำหนดห้ามโอนดังกล่าวก็มีข้อยกเว้นไว้โดยหากได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากองค์การท. ก็สามารถโอนสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาได้ แสดงว่ามิใช่การห้ามโอนโดยเด็ดขาดและการผิดสัญญาในข้อกำหนดห้ามโอนก็เป็นเพียงการให้สิทธิองค์การ ท. ที่จะบอกเลิกสัญญาได้เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าทางองค์การ ท. ถือว่าบริษัท ช. กระทำผิดสัญญาและมีการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาประการใด สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์และจำเลยจึงบังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

จำเลยฎีกาว่าทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในตัวบุคคล เพราะเข้าใจว่าโจทก์ได้รับสิทธิมาจากบริษัท ช. นิติกรรมการว่าจ้างจึงเป็นโมฆะนั้น ฎีกาของจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 จึงไม่มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา

สัญญาการจัดพิมพ์และโฆษณาสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์เป็นความรับผิดระหว่างบริษัท ช. กับองค์การ ท. ซึ่งเป็นคู่สัญญา แต่ความรับผิดระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นไปตามสัญญาจ้างทำของ เมื่อสัญญาจ้างทำของมิได้ให้ถือเอาสัญญาการจัดพิมพ์และโฆษณาสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างทำของการนับอายุความจึงต้องแยกจากกัน เมื่อสัญญาจ้างทำของกำหนดเงื่อนไขไว้ว่าการชำระเงินให้ชำระภายใน30 วัน นับจากวันที่ที่ระบุใบแจ้งหนี้ จึงต้องนับอายุความนับแต่นั้น เพราะเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ ส่วนก่อนหน้านั้นยังไม่มีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/13 หาใช่เริ่มนับแต่วันทำสัญญาหรือถือเอาตามสัญญาเดิม

จำเลยว่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดที่มีวัตถุประสงค์สำคัญ คือประกอบกิจการเพื่อรับจ้างทำของให้ ทำการโฆษณาสินค้า โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำ สิทธิเรียกร้องจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(1) เมื่อตามใบแจ้งหนี้ระบุวันที่ครบกำหนดชำระไว้เป็นวันที่ 30 กรกฎาคม2539 โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายในกำหนด2 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 222,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 160,260 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์เป็นค่าลงโฆษณา 160,260บาท กับค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 11,218.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15ต่อปี ของต้นเงิน 160,260 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 46,074 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากสัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยที่ 1 อ้างและนำสืบว่าเป็นโมฆะ เนื่องจากโจทก์รับโอนสิทธิการโฆษณาและจัดพิมพ์จากบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด อันขัดต่อข้อสัญญาระหว่างบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัดกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) ซึ่งห้ามมิให้มีการโอนสิทธิในการโฆษณาและจัดพิมพ์ให้กับผู้อื่น เห็นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 นำสืบเจือสมกันว่า มีการลงโฆษณาและโจทก์ได้จัดส่งสมุดโฆษณาโทรศัพท์หน้าเหลืองชินวัตรเขตกรุงเทพมหานคร รวม 4 เล่มให้แก่จำเลยที่ 1 ถือว่าได้ปฏิบัติตรงตามข้อตกลงในสัญญาจ้างทำของเอกสารหมาย จ.4เป็นที่ถูกต้องแล้ว ดังนั้น ถึงหากสัญญาการจัดพิมพ์และโฆษณาสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ระหว่างบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตามเอกสารหมาย ล.1 จะมีข้อกำหนดห้ามโอนสิทธิตามสัญญาให้แก่ผู้อื่นอยู่ในข้อ 16 แต่ข้อกำหนดห้ามโอนดังกล่าวก็มีข้อยกเว้นไว้โดยหากได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ก็สามารถโอนสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาเอกสารหมาย ล.1 ได้ แสดงว่ามิใช่การห้ามโอนโดยเด็ดขาด และการผิดสัญญาในข้อกำหนดห้ามโอนก็เป็นเพียงการให้สิทธิองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยที่จะบอกเลิกสัญญาตามข้อ 13 ได้เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าทางองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยถือว่าบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด กระทำผิดสัญญาและมีการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาประการใด สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 จึงใช้บังคับได้ หาตกเป็นโมฆะไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาในประการที่สองที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในตัวบุคคล เพราะเข้าใจว่าโจทก์ได้รับสิทธิมาจากบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด นิติกรรมการว่าจ้างจึงเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ตามฎีกาดังกล่าวจำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้มาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาในประการที่สามตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า คดีนี้มีอายุความ 2 ปี และอายุความเริ่มนับแต่วันที่ 1 มกราคม2539 เพราะเป็นการว่าจ้างพิมพ์สมุดโทรศัพท์ประจำปี 2539 ซึ่งก่อนหน้านั้นบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด จะแจกจ่ายสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์หน้าเหลืองชินวัตรก่อนวันที่ 1มกราคมของปี ตามข้อสัญญาในเอกสารหมาย ล.1 ระหว่างบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์จำกัด กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เห็นว่าสัญญาเอกสารหมาย ล.1 เป็นความรับผิดระหว่างบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัดกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นคู่สัญญา แต่ความรับผิดระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นไปตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 เมื่อสัญญาเอกสารหมาย จ.4 มิได้ให้ถือเอาสัญญาเอกสารหมาย ล.1 เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเอกสารหมาย จ.4 การนับอายุความจึงต้องแยกจากกัน สัญญาเอกสารหมาย จ.4 หน้าหลังกำหนดเงื่อนไขไว้ในข้อ 1 ว่าการชำระเงินให้ชำระภายใน 30 วัน นับจากวันที่ที่ระบุในใบแจ้งหนี้ จึงต้องนับอายุความนับแต่นั้น เพราะเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ส่วนก่อนหน้านั้นยังไม่มีสิทธิ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/13 หาใช่เริ่มนับแต่วันทำสัญญาหรือถือเอาตามสัญญาเดิมคือในเดือนมกราคม ดังที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเคยทำไว้กับบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัดไม่ จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดที่มีวัตถุประสงค์สำคัญ คือประกอบกิจการเพื่อรับจ้างทำของให้ ทำการโฆษณาสินค้า โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้า เรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำสิทธิเรียกร้องจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) เมื่อตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.6 ระบุวันที่ครบกำหนดชำระไว้เป็นวันที่ 30 กรกฎาคม 2539 โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายในกำหนด 2 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ปัญหาในประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาในข้อที่ว่าโจทก์ได้พิมพ์และแจกจ่ายสมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองชินวัตรให้แก่ผู้ใช้โทรศัพท์ครบถ้วนแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 มีข้อตกลงเพียงให้โจทก์ลงโฆษณาในสมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองชินวัตรเท่านั้น ไม่มีข้อตกลงว่าโจทก์จะต้องแจกจ่ายสมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองชินวัตรให้แก่ผู้ใช้โทรศัพท์จนครบถ้วนด้วยเมื่อโจทก์ได้พิมพ์ลงโฆษณา และจัดส่งสมุดโฆษณาโทรศัพท์หน้าเหลืองชินวัตรให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ถือว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาจ้างทำของเอกสารหมาย จ.4 เป็นที่ถูกต้องแล้ว โจทก์จึงไม่จำต้องปฏิบัติตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกากล่าวอ้างแต่ประการใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 193/13 ม. 193/34 (1) ม. 587
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อิ้งค์ แอนด์ แอ้ด จำกัด
จำเลย — บริษัท อินเตอร์ไพล์เทคโนโลยี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1629/2546
#50973
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาการจัดพิมพ์และโฆษณาสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ระหว่างบริษัท ช. กับองค์การ ท. จะมีข้อกำหนดห้ามโอนสิทธิตามสัญญาให้แก่ผู้อื่น แต่ก็มีข้อยกเว้นไว้โดยหากได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากองค์การ ท. ก็สามารถโอนได้แสดงว่ามิใช่การห้ามโอนโดยเด็ดขาด และการผิดสัญญาในข้อกำหนดห้ามโอน ก็เป็นเพียงการให้สิทธิองค์การ ท. ที่จะบอกเลิกสัญญาได้เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าทางองค์การท. ถือว่าบริษัท ช. กระทำผิดสัญญาและมีการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์และจำเลยจึงบังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ

จำเลยฎีกาว่าจำเลยทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในตัวบุคคล เพราะเข้าใจว่าจำเลยโจทก์ได้รับสิทธิมาจากบริษัท ช. นิติกรรมการว่าจ้างจึงเป็นโมฆะนั้น จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 จึงไม่มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา

สัญญาการจัดพิมพ์และโฆษณาสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์เป็นความรับผิดระหว่างบริษัท ช. กับองค์การ ท. ซึ่งเป็นคู่สัญญาแต่ความรับผิดระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นไปตามสัญญาจ้างทำของซึ่งมิได้ให้ถือเอาสัญญาการจัดพิมพ์และโฆษณาสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างทำของการนับอายุความจึงต้องแยกจากกัน เมื่อสัญญาจ้างทำของกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า การชำระเงินให้ชำระภายใน 30วัน นับจากวันที่ที่ระบุในใบแจ้งหนี้ จึงต้องนับอายุความนับแต่นั้น เพราะเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ ส่วนก่อนหน้านั้นยังไม่มีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/13 มิใช่เริ่มนับแต่วันทำสัญญาหรือถือเอาตามสัญญาเดิม

จำเลยว่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการเพื่อรับจ้างทำของให้ทำการโฆษณาสินค้า โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) เมื่อตามใบแจ้งหนี้ระบุวันที่ครบกำหนดชำระไว้เป็นวันที่ 30 กรกฎาคม 2539 โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายในกำหนด 2 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์พิมพ์โฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์หน้าเหลือง ฉบับภาษาไทย เขตนครหลวงประจำปี 2539 ประเภทธุรกิจ "ก่อสร้างวัสดุ"ซึ่งเป็นกิจการของจำเลยทั้งสอง ตกลงค่าจ้างเป็นจำนวน 160,260 บาท และจะชำระภายใน 30 วัน นับจากวันที่ระบุในใบแจ้งหนี้ หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์พิมพ์โฆษณาลงในสมุดโทรศัพท์ของบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์จำกัด พร้อมส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย และจำเลยทั้งสองต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 ของค่าจ้างแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 222,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 160,260 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิทำและพิมพ์โฆษณาลงในสมุดโทรศัพท์ของบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด และขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย โจทก์ผิดสัญญาทำงานที่จ้างเกินกว่าข้อตกลงและไม่ได้แจกจ่ายสมุดโทรศัพท์ให้แก่ผู้ใช้โทรศัพท์หมายเลขในเขตกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 ทำการในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิด โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า 2 ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์เป็นค่าลงโฆษณา 160,260บาท กับค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 11,218.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15ต่อปี ของต้นเงิน 160,260 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 46,074 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากสัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยที่ 1อ้างและนำสืบว่าเป็นโมฆะ เนื่องจากโจทก์รับโอนสิทธิการโฆษณาและจัดพิมพ์จากบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด อันขัดต่อข้อสัญญาระหว่างบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์จำกัด กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) ซึ่งห้ามมิให้มีการโอนสิทธิในการโฆษณาและจัดพิมพ์ให้กับผู้อื่น เห็นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 นำสืบเจือสมกันว่า มีการลงโฆษณาและโจทก์ได้จัดส่งสมุดโฆษณาโทรศัพท์หน้าเหลืองชินวัตร เขตกรุงเทพมหานคร รวม 4 เล่ม ให้แก่จำเลยที่ 1 ถือว่าได้ปฏิบัติตรงตามข้อตกลงในสัญญาจ้างทำของเอกสารหมาย จ.4 เป็นที่ถูกต้องแล้ว ดังนั้นถึงหากสัญญาการจัดพิมพ์และโฆษณาสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ระหว่างบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตามเอกสารหมาย ล.1 จะมีข้อกำหนดห้ามโอนสิทธิตามสัญญาให้แก่ผู้อื่นอยู่ในข้อ 16 แต่ข้อกำหนดห้ามโอนดังกล่าวก็มีข้อยกเว้นไว้โดยหากได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยก็สามารถโอนสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาเอกสารหมาย ล.1 ได้แสดงว่ามิใช่การห้ามโอนโดยเด็ดขาด และการผิดสัญญาในข้อกำหนดห้ามโอนก็เป็นเพียงการให้สิทธิองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยที่จะบอกเลิกสัญญาตามข้อ 13 ได้เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าทางองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยถือว่าบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัดกระทำผิดสัญญาและมีการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาประการใด สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 จึงใช้บังคับได้ หาตกเป็นโมฆะไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาในประการที่สองที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในตัวบุคคล เพราะเข้าใจว่าโจทก์ได้รับสิทธิมาจากบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัดนิติกรรมการว่าจ้างจึงเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ตามฎีกาดังกล่าวจำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้มาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาในประการที่สามตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า คดีนี้มีอายุความ 2 ปี และอายุความเริ่มนับแต่วันที่ 1มกราคม 2539 เพราะเป็นการว่าจ้างพิมพ์สมุดโทรศัพท์ประจำปี 2539 ซึ่งก่อนหน้านั้นบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด จะแจกจ่ายสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์หน้าเหลืองชินวัตรก่อนวันที่ 1 มกราคม ของปี ตามข้อสัญญาในเอกสารหมาย ล.1 ระหว่างบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เห็นว่า สัญญาเอกสารหมาย ล.1เป็นความรับผิดระหว่างบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยซึ่งเป็นคู่สัญญา แต่ความรับผิดระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นไปตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 เมื่อสัญญาเอกสารหมาย จ.4 มิได้ให้ถือเอาสัญญาเอกสารหมาย ล.1 เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเอกสารหมาย จ.4 การนับอายุความจึงต้องแยกจากกัน สัญญาเอกสารหมาย จ.4 หน้าหลังกำหนดเงื่อนไขไว้ในข้อ 1 ว่าการชำระเงินให้ชำระภายใน 30 วัน นับจากวันที่ที่ระบุในใบแจ้งหนี้ จึงต้องนับอายุความนับแต่นั้นเพราะเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ส่วนก่อนหน้านั้นยังไม่มีสิทธิทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/13 หาใช่เริ่มนับแต่วันทำสัญญาหรือถือเอาตามสัญญาเดิมคือในเดือนมกราคม ดังที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเคยทำไว้กับบริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด ไม่ จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดที่มีวัตถุประสงค์สำคัญ คือประกอบกิจการเพื่อรับจ้างทำของให้ทำการโฆษณาสินค้า โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำ สิทธิเรียกร้องจึงมีอายุความ 2 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) เมื่อตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.6 ระบุวันที่ครบกำหนดชำระไว้ เป็นวันที่ 30 กรกฎาคม 2539 โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายในกำหนด 2 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 193/34 ม. 193/13
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อิ้งค์ แอนด์ แอ้ด จำกัด
จำเลย — บริษัท อินเตอร์ไพล์เทคโนโลยี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1610/2546
#49883
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันลักมือหมุนเครื่องยนต์รถไถนา 1 อัน และนอตขันแท่นเครื่องยนต์ 3 ตัว ของผู้เสียหายไป โดยเป็นการลักทรัพย์ในเวลากลางคืนในเคหสถานทรัพย์ที่ลักเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่ผู้เสียหายมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมและเป็นการกระทำผิดโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์ที่ถูกลักนั้นไป จำเลยทั้งสี่จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ

โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่าผู้เสียหายเป็นผู้มีอาชีพกสิกรรม จึงลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามมาตรา 335 วรรคสาม ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335,336 ทวิ, 357, 359, 33 ริบรถยนต์กระบะของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสี่, 336 ทวิ จำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน ยกฟ้องฐานรับของโจรและคำขอให้ริบรถยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายปรีชาอนันตรักษ์ ผู้เสียหายมีรถไถนาซึ่งใช้เครื่องยนต์ 1 คัน ไว้สำหรับการทำนา วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายและภริยานอนอยู่ที่บ้านของตนซึ่งเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูงอยู่ที่หมู่ที่ 9 ตำบลหนองไผ่ อำเภอหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานีมีคนร้าย 3 ถึง 4 คน เข้าไปที่ใต้ถุนบ้านของผู้เสียหายแล้วโยนเนื้อไก่ซึ่งคลุกยาฆ่าแมลงให้สุนัขของผู้เสียหายกิน ทำให้สุนัขของผู้เสียหายตาย 4 ตัว คนร้ายได้ถอดนอตที่ขันเครื่องยนต์ไว้กับรถไถนาเพื่อลักเครื่องยนต์รถไถนาของผู้เสียหายแต่ผู้เสียหายลงจากบ้านคนร้ายจึงลักเครื่องยนต์รถไถนาไปไม่ได้ คงได้ไปเพียงมือหมุนเครื่องยนต์รถไถนา 1 อันและนอตขันแท่นเครื่องยนต์ 3 ตัว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีพยานคือนายปรีชา ผู้เสียหายเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ผู้เสียหายได้ยินเสียงลูกสุนัขซึ่งเลี้ยงไว้ที่ใต้ถุนบ้านร้องผู้เสียหายจึงลงไปดู เห็นชาย 3 ถึง 4 คน ยืนอยู่ที่ใต้ถุนบ้านและพากันวิ่งหนีไปขึ้นรถยนต์กระบะขับออกไปทางถนนหนองปลาไหล รถคันดังกล่าวสีมืด ๆ ผู้เสียหายจำหมายเลขทะเบียนได้เฉพาะเลข 2 ตัวท้าย คือเลข 78ผู้เสียหายเห็นรถไถนาของผู้เสียหายยังอยู่จึงขึ้นบ้านไปนอนต่อ เวลาประมาณ 10 นาฬิกาผู้เสียหายลงมาที่ใต้ถุนบ้านเห็นสุนัขที่เลี้ยงไว้ 4 ตัว ตายอยู่รอบบ้าน ที่ปากสุนัขมีฟองน้ำลาย ผู้เสียหายพบเนื้อไก่สีเขียว 1 ชิ้น ตกอยู่บริเวณใต้ถุนบ้าน เมื่อตรวจดูทรัพย์สินอื่นก็ปรากฏว่ามือหมุนเครื่องยนต์รถไถนา 1 อัน และนอตขันแท่นเครื่องยนต์ 3 ตัว หายไปต่อมามีเจ้าพนักงานตำรวจไปแจ้งผู้เสียหายว่าจับคนร้ายได้ 4 คน และถามว่าทรัพย์สินของผู้เสียหายไปบ้างหรือไม่ ผู้เสียหายจึงแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบและมอบเนื้อไก่ดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานตำรวจ ผู้เสียหายไปดูของกลางที่สถานีตำรวจ พบว่ามือหมุนเครื่องยนต์รถไถนาและนอตขันแท่นเครื่องยนต์ของผู้เสียหายวางรวมอยู่กับของกลางอื่นที่ยึดได้จากจำเลยทั้งสี่ ผู้เสียหายจึงแจ้งความให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ พันตำรวจโทธนา ขาวเจริญ เบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 2 นาฬิกา พยานกับพวกขับรถยนต์ของทางราชการออกตรวจท้องที่ไปตามถนนสายหนองระแหง-หนองปลาไหล เมื่อไปถึงหมู่ที่ 9 ตำบลหนองไผ่ อำเภอหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานีพยานพบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ - 3578 ชัยนาท แล่นสวนทางมา ขณะที่รถอยู่ห่างกันประมาณ 50 เมตร มีชาย 2 คนกระโดดลงจากรถยนต์กระบะแล้ววิ่งหนีไปและคนที่นั่งคู่กับคนขับโยนของทิ้งข้างทางพยานจึงตรวจค้นรถยนต์กระบะคันดังกล่าวพบว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนขับ จำเลยอื่นเป็นผู้โดยสารที่นั่งอยู่ภายในรถ มีเนื้อไก่คลุกยาฆ่าแมลงวางอยู่ในรถ 1 ถุง และตกอยู่ข้างทางอีก 1 ถุง นอกจากนี้ยังมีมือหมุนเครื่องยนต์รถไถนา นอต คีมตัดลวดและทรัพย์สินอื่นอีกหลายรายการตามบัญชีของกลางคดีอาญา พยานจึงจับจำเลยทั้งสี่ข้อหาซ่องโจร เมื่อจำเลยทั้งสี่ไปถึงสถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองขาหย่างแล้วมีการตรวจค้นรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับอีกครั้งหนึ่ง พบยาฆ่าแมลงยี่ห้อแลนเนท 1 กระป๋องซ่อนอยู่ที่ยางอะไหล่ใต้ท้องรถยนต์คันดังกล่าว วันที่ 21 ตุลาคม2541 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา ผู้เสียหายไปดูทรัพย์ของกลางแล้วยืนยันว่า มือหมุนเครื่องยนต์รถไถนา 1 อัน และนอตขันแท่นเครื่องยนต์ 3 ตัว เป็นของผู้เสียหาย พยานจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสี่ว่าร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนและทำให้เสียทรัพย์ พยานได้ส่งเนื้อไก่ที่พบที่บ้านของผู้เสียหาย เนื้อไก่ที่พบในรถยนต์ของกลาง และที่ตกอยู่ข้างทางไปให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์พิษณุโลกตรวจว่ามีสารพิษชนิดเดียวกันหรือไม่ผลการตรวจวิเคราะห์ ปรากฏว่าเนื้อไก่ทั้งสามรายการมีสารเคมีกำจัดแมลงประเภทคาร์บาเมทชนิดเมทโธมิล มีชื่อทางการค้า เช่น แลนเนทหรือน็อกเด็ดผสมอยู่ เห็นว่าผู้เสียหายไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสี่เบิกความไปตามที่อ้างว่ารู้เห็นโดยมิได้ปรักปรำจำเลยทั้งสี่ คำเบิกความมีเหตุผล ส่วนพันตำรวจโทธนาเป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้ปฏิบัติงานไปตามหน้าที่ โดยไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสี่มาก่อน และไม่มีเหตุที่จะระแวงสงสัยว่ากลั่นแกล้งจำเลยทั้งสี่ คำเบิกความของพยาน 2 ปากนี้ จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อ ที่จำเลยทั้งสี่นำสืบว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะไปรับจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ตำบลสว่างอารมณ์อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี ด้วยกัน แล้วไปรับจำเลยที่ 3 ที่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ แล้วกลับไปรับจำเลยที่ 4 ที่ตำบลสว่างอารมณ์อีก เพื่อจะไปดูพระเครื่องที่บ้านของนางบุญส่งที่อำเภอหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานี แต่เมื่อพร้อมกันแล้วจำเลยทั้งสี่กลับไปรับประทานอาหารและดื่มสุราอยู่ที่ตลาดริมน้ำ อำเภอเมืองอุทัยธานีจังหวัดอุทัยธานี จนถึงเวลา 24 นาฬิกา จึงเดินทางไปบ้านของนางบุญส่ง แต่หลงทางและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับนั้น จำเลยทั้งสี่มิได้นำนางบุญส่งมาเบิกความ และเป็นเรื่องที่ผิดปกติที่จำเลยทั้งสี่จะไปขอดูพระเครื่องที่บ้านคนที่ไม่ปรากฏว่าสนิทสนมคุ้นเคยกันมาก่อนในเวลาหลัง 24 นาฬิกา อีกทั้งไม่น่าเชื่อว่าขณะขับรถยนต์เดินทางในเวลากลางคืนจำเลยที่ 1 จะเห็นมือหมุนเครื่องยนต์รถไถนาตกอยู่บนถนนและจำเลยที่ 1 จอดรถเก็บมือหมุนนั้น ทั้ง ๆ ที่เป็นทรัพย์ที่มีขนาดไม่ใหญ่ มีราคาเพียง 200 บาท และเป็นของเก่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ การที่พันตำรวจโทธนากับพวกจับจำเลยทั้งสี่ได้ที่หมู่บ้านเดียวกับที่ผู้เสียหายอยู่ และจับได้ในเวลาใกล้เคียงกับเวลาเกิดเหตุ รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับเป็นรถยนต์กระบะ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน บ - 3578 ชัยนาท ซึ่งสอดคล้องกับที่ผู้เสียหายเบิกความว่า คนร้ายขับรถยนต์กระบะสีมืด ๆ หมายเลขทะเบียน 2 ตัวท้าย คือเลข 78 สารพิษที่พบในเนื้อไก่ที่คนร้ายนำไปให้สุนัขของผู้เสียหายกิน เป็นสารพิษชนิดเดียวกับที่พบในเนื้อไก่ในรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ และเป็นสารพิษชนิดเดียวกับในกระป๋องยาฆ่าแมลงที่ซ่อนในยางอะไหล่ใต้รถยนต์คันดังกล่าว อีกทั้งพบมือหมุนเครื่องยนต์รถไถนาของผู้เสียหายในรถยนต์คันดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันลักมือหมุนเครื่องยนต์รถไถนา 1 อันและนอตขันแท่นเครื่องยนต์ 3 ตัว ของผู้เสียหายไปโดยเป็นการลักทรัพย์ในเวลากลางคืนในเคหสถาน ทรัพย์ที่ลักเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่ผู้เสียหายมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมและเป็นการกระทำผิดโดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์ที่ถูกลักนั้นไป จำเลยทั้งสี่จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสอง, 336 ทวิ แต่ไม่มีความผิดตามมาตรา 335 วรรคสาม เพราะโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่าผู้เสียหายเป็นผู้มีอาชีพกสิกรรมขาดองค์ประกอบความผิดตามบทมาตราดังกล่าว จึงลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามมาตรา 335 วรรคสามไม่ได้ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นาย อนันต์ จุลมุสิ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1587/2546
#49882
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีโดยมิได้รับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานตามที่คู่ความนำสืบ และยังมิได้วินิจฉัยว่าโจทก์ได้ยื่นใบลาออกจากงานจริงหรือไม่ทั้งการที่โจทก์ออกจากงานเป็นผลเนื่องจากโจทก์ยื่นใบลาออกหรือจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุโจทก์เกษียณอายุ ถือว่าเป็นคำพิพากษาที่มิได้แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 51 ชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นพนักงานฝ่ายประกอบตัวรถ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 26,085 บาท ตามระเบียบของจำเลยพนักงานชายจะเกษียณอายุเมื่ออายุ 55 ปี หญิง 50 ปี ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 โดยมาตรา 15 บัญญัติให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันในการจ้างแรงงาน ดังนั้น ระเบียบดังกล่าวจึงขัดต่อกฎหมาย โจทก์ได้เกษียณอายุเมื่ออายุ 50 ปี ต่อมาคณะกรรมการสวัสดิการของจำเลยจึงมีมติให้พนักงานชายและหญิงเกษียณอายุที่ 55 ปี การกระทำของจำเลยเป็นการเลือกปฏิบัติ และไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยให้รับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยต่อไปจนกว่าจะเกษียณอายุที่55 ปี และจ่ายเงินเดือนนับแต่เกษียณอายุตามระเบียบเก่าจนถึงวันฟ้อง 10 เดือน เป็นเงิน260,850 บาท หากจำเลยไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงาน ขอให้จ่ายค่าเสียหายเท่ากับเงินเดือนจนกว่าจะเกษียณอายุตามมติใหม่ดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน 1,565,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เจตนารมณ์ของมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มิได้หมายความรวมถึงการเกษียณอายุด้วย ดังนั้น ระเบียบเกี่ยวกับการเกษียณอายุของลูกจ้างจำเลย จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติดังกล่าว ต่อมาจำเลยได้แก้ไขระเบียบเป็นว่าลูกจ้างชายและหญิงให้เกษียณอายุที่ 55 ปี แต่ระเบียบดังกล่าวประกาศใช้หลังจากที่โจทก์ออกจากงานไปแล้ว จำเลยจึงไม่จำต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือจ่ายเงินเดือนหรือค่าเสียหายตามฟ้องให้โจทก์ และเนื่องจากโจทก์ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยทำให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ลาออกแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหาย 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "สำหรับปัญหาดังกล่าวจำเลยได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การโดยจำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้เนื่องจากโจทก์ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลย ทำให้โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยนับแต่วันที่ลาออกแล้ว อันเป็นประเด็นแห่งคดีซึ่งศาลแรงงานกลางจะต้องมีคำวินิจฉัย แต่ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีนี้โดยรับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าโจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างเมื่ออายุครบ 50 ปี เพราะเหตุเกษียณอายุโดยที่ศาลแรงงานกลางมิได้รับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานตามที่คู่ความนำสืบในคดีนี้ และยังมิได้วินิจฉัยว่าโจทก์ได้ยื่นใบลาออกจากงานจริงหรือไม่ หากโจทก์ยื่นใบลาออก โจทก์ยื่นเมื่อใด การที่โจทก์ออกจากงานเป็นผลเนื่องจากโจทก์ยื่นใบลาออกหรือจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุโจทก์เกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ถือว่าเป็นคำพิพากษาที่มิได้แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 ชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยอีกต่อไป"

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง และให้ย้อนสำนวนไปยังศาลแรงงานกลางเพื่อพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 15
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ปิยะพร เต่าทอง
จำเลย — บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1587/2546
#50310
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลย ทำให้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานนับแต่วันที่ลาออกแล้ว อันเป็นประเด็นแห่งคดีซึ่งศาลแรงงานกลางจะต้องมีคำวินิจฉัย แต่ศาลแรงงานกลางพิพากษาโดยรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างเมื่ออายุ 50 ปี เพราะเหตุเกษียณอายุโดยมิได้รับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานตามที่คู่ความนำสืบ และยังมิได้วินิจฉัยว่าโจทก์ได้ยื่นใบลาออกจากงานจริงหรือไม่ หากโจทก์ยื่นใบลาออก โจทก์ยื่นเมื่อใด การที่โจทก์ออกจากงานเป็นผลเนื่องจากโจทก์ยื่นใบลาออกหรือจำเลยเลิกจ้างโจทก์ เพราะเหตุโจทก์เกษียณอายุ ถือว่าเป็นคำพิพากษาที่มิได้แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุแห่งคำวินิจฉัย ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51ศาลฎีกาจึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2510 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานฝ่ายประกอบตัวรถ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ26,085 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ตามระเบียบของจำเลยพนักงานชายจะเกษียณอายุ เมื่ออายุ 55 ปี หญิง 50 ปี ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยมาตรา 15 บัญญัติให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันในการจ้างงาน เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้ ดังนั้น ระเบียบดังกล่าวจึงขัดต่อกฎหมายสหภาพแรงงาน บริษัทจำเลยเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามกฎหมาย แต่จำเลยไม่ยอมเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2542 โจทก์ได้เกษียณอายุเมื่ออายุ 50 ปี ต่อมาคณะกรรมการสวัสดิการของจำเลยจึงมีมติให้พนักงานชายและหญิงเกษียณอายุที่ 55 ปี ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไป การกระทำของจำเลยเลือกปฏิบัติ และไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยให้รับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยต่อไปจนกว่าจะเกษียณอายุที่ 55 ปี และจ่ายเงินเดือนนับแต่เกษียณอายุตามระเบียบเก่าจนถึงวันฟ้อง 10 เดือน เป็นเงิน 260,850 บาท หากจำเลยไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงาน ขอให้จ่ายค่าเสียหายเท่ากับเงินเดือนจนกว่าจะเกษียณอายุตามมติใหม่ดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน 1,565,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า วันที่ 16 สิงหาคม 2542 โจทก์ได้เขียนใบลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยเนื่องจากเกษียณอายุโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2542ต่อมาจำเลยได้มีการพัฒนาเทคนิคการทำงานในสายการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีทางเครื่องมือให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานได้และเพื่อให้ลูกจ้างชายและหญิงมีโอกาสทำงานในอายุงานที่เท่าเทียมกัน จำเลยจึงมติแก้ไขระเบียบในส่วนที่เกี่ยวกับการเกษียณอายุเป็นว่าลูกจ้างชายและหญิงให้เกษียณอายุอายุที่ 55 ปี แต่ระเบียบดังกล่าวประกาศใช้เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2543 หลังจากที่โจทก์ออกจากงานไปแล้ว จำเลยจึงไม่จำต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือจ่ายเงินเดือนหรือค่าเสียหายตามฟ้องให้โจทก์ และเนื่องจากโจทก์ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยทำให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ลาออกแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างจำเลยต่อมาถูกเลิกจ้างเมื่ออายุครบ 50 ปี เพราะเหตุเกษียณอายุ ซึ่งในขณะเดียวกันลูกจ้างชายของจำเลยจะเกษียณอายุเมื่อครบ 55 ปี และในขณะที่โจทก์ถูกเลิกจ้างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับแล้ว และวินิจฉัยว่า ระเบียบการทำงานของจำเลยที่เกี่ยวกับการเกษียณอายุที่กำหนดว่า สำหรับพนักงานชายให้ถือว่าเกษียณเมื่ออายุครบ55 ปีบริบูรณ์ และพนักงานหญิงเกษียณเมื่ออายุครบ 50 ปีบริบูรณ์ และออกจากงานในวันรุ่งขึ้นที่ตนเกษียณอายุโดยไม่ปรากฏว่าเหตุใดลูกจ้างชายและหญิงจึงเกษียณอายุไม่เท่ากัน จึงขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 15 การที่ลูกจ้างออกจากงานเพราะเหตุเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้างอย่างหนึ่ง ดังนั้น ที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุเกษียณอายุตามฟ้อง จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหาย 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "สำหรับปัญหาซึ่งจะต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2542 โจทก์ได้ยื่นใบลาออกจากงานเพราะเกษียณอายุโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2542 ถือได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างของโจทก์ด้วยการลาออกจากงาน เมื่อจำเลยอนุมัติหนังสือลาออกของโจทก์การลาออกจึงมีผลตั้งแต่วันที่โจทก์ประสงค์นั้น เห็นว่า สำหรับปัญหาดังกล่าวจำเลยได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เนื่องจากโจทก์ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลย ทำให้โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยนับแต่วันที่ลาออกแล้ว อันเป็นประเด็นแห่งคดีซึ่งศาลแรงงานกลางจะต้องมีคำวินิจฉัย แต่ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีนี้โดยรับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าโจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างเมื่ออายุ 50 ปี เพราะเหตุเกษียณอายุ โดยที่ศาลแรงงานกลางมิได้รับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานตามที่คู่ความนำสืบในคดีนี้ และยังมิได้วินิจฉัยว่าโจทก์ได้ยื่นใบลาออกจากงานจริงหรือไม่ หากโจทก์ยื่นใบลาออก โจทก์ยื่นเมื่อใด การที่โจทก์ออกจากงานเป็นผลเนื่องจากโจทก์ยื่นใบลาออกหรือจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุโจทก์เกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยถือว่าเป็นคำพิพากษาที่มิได้แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุแห่งคำวินิจฉัย ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 ชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1)ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยอีกต่อไป"

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง และให้ย้อนสำนวนไปยังศาลแรงงานกลางเพื่อพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ปิยะพร เต่าทอง
จำเลย — บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1587/2546
#110833
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ได้ยื่นใบลาออกจากงานเพราะเกษียณอายุโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2542 เป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างของโจทก์ด้วยการลาออกจากงาน เมื่อจำเลยอนุมัติ การลาออกของโจทก์จึงมีผลนับแต่วันที่โจทก์ประสงค์ นั้น จำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลย ทำให้โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานนับแต่วันที่ลาออกแล้ว อันเป็นประเด็นที่ศาลแรงงานกลางจะต้องวินิจฉัย การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาโดยรับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า โจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างเมื่ออายุครบ 50 ปี เพราะเหตุเกษียณอายุ โดยที่มิได้รับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานตามที่คู่ความนำสืบ และยังไม่ได้วินิจฉัยว่าโจทก์ได้ยื่นใบลาออกจากงานจริงหรือไม่ หากยื่นใบลาออก โจทก์ยื่นเมื่อใด การที่โจทก์ออกจากงานเป็นผลเนื่องจากโจทก์ยื่นใบลาออก หรือจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุโจทก์เกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ถือว่าเป็นคำพิพากษาที่มิได้แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้ โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 ชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเสีย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยให้รับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยต่อไปจนกว่าจะเกษียณอายุที่ 55 ปี และ จ่ายเงินเดือนนับแต่เกษียณอายุตามระเบียบเก่าจนถึงวันฟ้อง 10 เดือน เป็นเงิน 260,850 บาท หากจำเลยไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงาน ขอให้จ่ายค่าเสียหายเท่ากับเงินเดือนจนกว่าจะเกษียณอายุตามมติใหม่ดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน 1,565,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เจตนารมณ์ของมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มิได้หมายความรวมถึงการเกษียณอายุด้วย ต่อมาจำเลยได้มีมติแก้ไขระเบียบในส่วนที่เกี่ยวกับการเกษียณอายุเป็นลูกจ้างชายและหญิงให้เกษียณอายุที่ 55 ปี แต่ระเบียบดังกล่าวประกาศใช้เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2543 หลังจากที่โจทก์ออกจากงานไปแล้ว จำเลยจึงไม่จำต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือจ่ายเงินเดือนหรือค่าเสียหายตามฟ้องให้โจทก์ และเนื่องจากโจทก์ได้ ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยทำให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ลาออกแล้วโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า ที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุเกษียณอายุตามฟ้องเป็นการ เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหาย 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ วันฟ้อง (วันที่ 6 กรกฎาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า สำหรับปัญหาซึ่งจะต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2542 โจทก์ได้ยื่นใบลาออกจากงานเพราะเกษียณอายุโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2542 ถือได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างของโจทก์ด้วยการลาออกจากงาน เมื่อจำเลยอนุมัติหนังสือลาออกของโจทก์ การลาออกจึงมีผลตั้งแต่วันที่โจทก์ประสงค์นั้น เห็นว่า สำหรับปัญหาดังกล่าวจำเลยได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การโดยจำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เนื่องจากโจทก์ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลย ทำให้โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยนับแต่วันที่ลาออกแล้ว อันเป็นประเด็นแห่งคดีซึ่งศาลแรงงานกลาง จะต้องมีคำวินิจฉัยแต่ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีนี้โดยรับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า โจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างเมื่ออายุครบ 50 ปี เพราะเหตุเกษียณอายุ โดยที่ศาลแรงงานกลางมิได้รับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานตามที่คู่ความนำสืบในคดีนี้ และยังมิได้วินิจฉัยว่าโจทก์ได้ยื่นใบลาออกจากงานจริงหรือไม่ หากโจทก์ยื่นใบลาออก โจทก์ยื่นเมื่อใด การที่โจทก์ออกจากงานเป็นผลเนื่องจากโจทก์ยื่นใบลาออกหรือจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุโจทก์เกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ถือว่าเป็นคำพิพากษาที่มิได้แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและ คำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 ชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณา คดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง และให้ย้อนสำนวนไปยังศาลแรงงานกลางเพื่อพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปิยะพร เต่าทอง
จำเลย — บริษัทไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรพงษ์ ชิดเชื้อ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1586/2546
#49881
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และนาง ส. มารดาโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากประจำที่ธนาคารของจำเลยที่ 1 โดยกำหนดเงื่อนไขในการสั่งจ่ายเงินว่าคนใดคนหนึ่งเป็นผู้มีอำนาจถอนเงินจากบัญชีดังกล่าว แต่คงมีเฉพาะโจทก์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ให้ตัวอย่างลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย จึงน่าเชื่อว่าในทางปฏิบัติคงมีเฉพาะโจทก์เท่านั้นที่ทำหน้าที่ในการสั่งจ่ายถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำการที่โจทก์ไม่ได้นำสมุดคู่ฝากสำหรับบัญชีเงินฝากประจำมาดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติของจำเลยที่ 1 นั้น เนื่องจากโจทก์เกรงว่านาง ส. จะทราบเรื่องที่โจทก์ถอนเงินจำนวน 200,000 บาทไป จึงทำให้โจทก์ต้องสร้างหลักฐานตัวเลขขึ้น 200,000 บาท ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 321-1-01428-7 แล้วโอนมาเข้าบัญชีเงินฝากประจำเพื่อให้ตัวเลขจำนวนเงินในสมุดคู่ฝากของบัญชีเงินฝากประจำคงเดิม การกระทำของโจทก์ดังกล่าวแม้จะเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบและคำสั่งของจำเลยที่ 1 ก็ตามแต่ก็เป็นการกระทำต่อบัญชีเงินฝากของโจทก์และมารดาโจทก์ซึ่งโจทก์มีสิทธิในการถอนเงินตามบัญชีดังกล่าวได้อยู่แล้ว โจทก์มิได้ปลอมแปลงลายมือชื่อของผู้ใด การกระทำของโจทก์ไม่เกิดผลกระทบต่อลูกค้าอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 และเงินสดของจำเลยที่ 1 ก็มิได้สูญหาย อีกทั้งข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะฟังว่าโจทก์ได้กระทำความผิดฐานยักยอกหรือลักทรัพย์ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของจำเลยที่ 1 กรณีร้ายแรงการที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ไม่ใช่การเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ตาม มาตรา 67

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายค่าจ้าง เงินโบนัส ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยจำนวน 86,400 บาทและค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 1,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 กันยายน 2542) จนกว่าจะจ่ายเงินเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของจำเลยที่ 1 ในกรณีร้ายแรงหรือไม่และจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้โจทก์หรือไม่ ในชั้นพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 ครั้งสุดท้ายมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าการเงินที่ธนาคารของจำเลยที่ 1 สาขาแม่จัน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 14,400 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน จำเลยที่ 1 มีคำสั่งเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่ของเจ้าหน้าที่การเงินไว้ โจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้าการเงินจะต้องปฏิบัติตามระเบียบหรือคำสั่งดังกล่าวตามหนังสือลงวันที่ 28พฤษภาคม 2535 และคำสั่งที่ 45/2535 เอกสารหมาย จ.ล.1 กล่าวคือการฝากเงินและถอนเงินลูกค้าของจำเลยที่ 1 ต้องนำสมุดคู่ฝากมาติดต่อและเขียนใบฝากเงินหรือใบถอนเงินมอบให้เจ้าหน้าที่พิจารณาอนุมัติตามลำดับชั้นแล้วจึงคืนสมุดคู่ฝากให้ลูกค้าไป โจทก์และนางสุมิตรา ศิริกุล มารดาของโจทก์มีชื่อเป็นผู้ฝากเงินประเภทฝากประจำที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาแม่จัน บัญชีเลขที่ 321-2-00214-5 โจทก์มีอำนาจสั่งจ่ายเงินจากบัญชีดังกล่าว และโจทก์มีเงินฝากประเภทออมทรัพย์บัญชีเลขที่ 321-1-01428-7และ 321-1-00007-7 ที่สาขาแม่จัน โจทก์มีอำนาจสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเช่นกันวันที่ 26มกราคม 2542 โจทก์ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำจำนวน 200,000 บาท โดยไม่ได้นำสมุดคู่ฝากมาประกอบในการถอนเงิน จากนั้นโจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวไปเข้าบัญชีออมทรัพย์ของโจทก์และวันเดียวกันโจทก์ถอนเงินดังกล่าวไปใช้ส่วนตัว ต่อมาวันที่ 19เมษายน 2542 นางสุมิตรามอบสมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝากประจำให้โจทก์นำไปปรับรายการดอกเบี้ย โจทก์จึงดำเนินการสร้างตัวเลขทางบัญชีโดยฝากถอนเงินตามบัญชีออมทรัพย์แล้วโอนเงินไปยังบัญชีฝากประจำแล้วคืนสมุดคู่ฝากให้นางสุมิตราไป จากนั้นทำรายการถอนเงินออกจากบัญชีฝากประจำโดยไม่มีสมุดคู่ฝาก การที่โจทก์อนุมัติให้ถอนเงินโดยไม่ได้นำสมุดคู่ฝากมาประกอบในการถอนเงินเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.ล.1 เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.ล.2 ปรากฏว่าโจทก์และนางสุมิตรามีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากประจำที่ธนาคารของจำเลยที่ 1 สาขาแม่จันเลขที่ 321-2-00214-5 โดยกำหนดเงื่อนไขในการสั่งจ่ายเงินว่าคนใดคนหนึ่งเป็นผู้มีอำนาจถอนเงินจากบัญชีดังกล่าว แต่คงมีเฉพาะโจทก์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ให้ตัวอย่างลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายไม่ปรากฏลายมือชื่อของนางสุมิตราแต่อย่างใด จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงน่าเชื่อว่าในทางปฏิบัติคงมีเฉพาะโจทก์เท่านั้นที่ทำหน้าที่ในการสั่งจ่ายถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำการที่โจทก์ไม่ได้นำสมุดคู่ฝากสำหรับบัญชีเงินฝากประจำมาดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติของจำเลยที่ 1 นั้นเนื่องจากโจทก์เกรงว่านางสุมิตราจะทราบเรื่องที่โจทก์ถอนเงินจำนวน 200,000 บาท ไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2542 นั่นเอง จึงทำให้โจทก์ต้องดำเนินการสร้างหลักฐานตัวเลขขึ้น 200,000 บาท ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 321-1-01428-7 แล้วโอนมาเข้าบัญชีเงินฝากประจำเพื่อให้ตัวเลขจำนวนเงินในสมุดคู่ฝากของบัญชีเงินฝากประจำคงเดิม การกระทำของโจทก์ดังกล่าวแม้จะเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบและคำสั่งของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำต่อบัญชีเงินฝากของโจทก์และมารดาของโจทก์ซึ่งโจทก์มีสิทธิในการถอนเงินตามบัญชีดังกล่าวได้เองอยู่แล้ว โดยมิได้ปลอมแปลงลายมือชื่อของผู้ใด การกระทำของโจทก์ไม่เกิดผลกระทบต่อลูกค้าอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 และเงินสดของจำเลยที่ 1 ก็มิได้สูญหาย อีกทั้งข้อเท็จจริงก็ยังไม่เพียงพอที่จะฟังว่าโจทก์ได้กระทำความผิดฐานยักยอกหรือลักทรัพย์ตามที่จำเลยที่ 1 อ้างในอุทธรณ์ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของจำเลยที่ 1 กรณีร้ายแรง การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ไม่ใช่การเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ตามมาตรา 67 ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 67 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว สุวิมล ศิริกุล หรือนาง สุวิมล บัวทอง
จำเลย — ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1585/2546
#49880
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า บริษัท ด. เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นเหตุที่มีอยู่จริงและเป็นเจตนาของนายจ้างที่จะเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าว ถือไม่ได้ว่านายจ้างเลิกจ้างโจทก์โดยสำคัญผิด และแม้นายจ้างจะพบเหตุอื่น (ความผิดของโจทก์) ในภายหลังก็ไม่สามารถอ้างเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างได้อีก ถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้กลฉ้อฉลให้นายจ้างเลิกจ้าง ฉะนั้น การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ปกปิดข้อเท็จจริงอันเป็นการฉ้อฉลนายจ้างให้สำคัญผิด จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54

สัญญาจ้างแรงงานระหว่างบริษัท ด. กับโจทก์สิ้นสุดลงและมีผลตามกฎหมายตามหนังสือเลิกจ้างเป็นต้นไป โดยบริษัท ค. ไม่อาจใช้สิทธิเพิกถอนการเลิกจ้างนั้นได้อีกแม้ภายหลังบริษัท ด. นายจ้างจะพบเรื่องที่อ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงกรณีโจทก์ร่วมกับพวกก่อตั้งบริษัท อ. ประกอบกิจการแข่งขันกับนายจ้าง บริษัท ด. นายจ้างจะยกเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างอีกครั้งไม่ได้ เพราะความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างระหว่างบริษัท ด. กับโจทก์ได้สิ้นสุดไปแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2544 จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 71/2544 ว่า การที่โจทก์กับพวกซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทเด็มโก้ จำกัด ได้ก่อตั้งบริษัทอินฟรา พาวเวอร์เทค จำกัด ขึ้นก็เพื่อประกอบกิจการแข่งขันกับนายจ้างอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างอย่างร้ายแรง แต่ปกปิดนายจ้างไว้ ต่อมานายจ้างเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากมีนโยบายลดอัตราพนักงานโดยจ่ายค่าชดเชยให้เพราะไม่ทราบเรื่องการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการร่วมกันฉ้อฉลหลอกลวงนายจ้างให้เลิกจ้างโดยสำคัญผิด นายจ้างจึงไม่ต้องรับผิดในค่าชดเชยต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินตามคำร้อง โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากการก่อตั้งบริษัทประกอบกิจการแข่งขันจะต้องเป็นการประกอบกิจการแข่งขันในทางธุรกิจอย่างแท้จริง มิใช่เพียงก่อตั้งบริษัทซึ่งประกอบกิจการอย่างเดียวกับนายจ้างเท่านั้น ทั้งโจทก์ไม่ได้ร่วมหลอกลวงนายจ้างให้เลิกจ้างแต่เป็นการกระทำของนายจ้างฝ่ายเดียวขอให้เพิกถอนคำสั่งข้างต้นของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 71/2544

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ข้อ 2.1 ถึง 2.3 ความว่าโจทก์กับนายนพ สมโพธิ์ ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ได้ร่วมกันปกปิดไม่รายงานความผิดของโจทก์เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์กับพวกร่วมกันก่อตั้งบริษัทอินฟราพาวเวอร์เทค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการเช่นเดียวกันและแข่งขันกับบริษัทเด็มโก้ จำกัด นายจ้างอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรงให้นายจ้างทราบการปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการฉ้อฉลนายจ้างให้สำคัญผิด เป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชยให้นั้น เห็นว่า ในเรื่องนี้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าบริษัทเด็มโก้ จำกัด เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายตามที่ปรากฏในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งเป็นเหตุที่มีอยู่จริงและเป็นเจตนาของนายจ้างที่จะเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวกรณีถือไม่ได้ว่านายจ้างเลิกจ้างโจทก์โดยสำคัญผิด และแม้นายจ้างจะพบเหตุอื่น (ความผิดของโจทก์) ในภายหลังก็ไม่สามารถอ้างเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างได้อีกกรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้กลฉ้อฉลให้นายจ้างเลิกจ้าง อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายข้อ 2.4 ที่ว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสาม ที่ว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างนายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้" ข้อกฎหมายดังกล่าวใช้กับข้อเท็จจริงที่ว่าขณะนายจ้างบอกเลิกจ้างลูกจ้างนั้น นายจ้างรู้ดีอยู่แล้วว่าลูกจ้างได้กระทำผิดตามที่มาตรา 119 ระบุไว้ แต่นายจ้างมิได้นำเหตุแห่งการกระทำผิดดังกล่าวมาระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง และในกรณีนี้ขณะที่นายจ้างเลิกจ้างโจทก์นายจ้างไม่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดตามมาตรา 119 ของโจทก์ นายจ้างจึงไม่ได้ระบุเหตุดังกล่าวไว้ในหนังสือเลิกจ้าง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของบทบัญญัติข้างต้น เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า บริษัทเด็มโก้ จำกัด เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้กลฉ้อฉลให้นายจ้างสำคัญผิด สัญญาจ้างแรงงานระหว่างบริษัทเด็มโก้ จำกัด กับโจทก์จึงสิ้นสุดลงและมีผลตามกฎหมายนับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไป ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.1 โดยบริษัทเด็มโก้ จำกัด ไม่อาจใช้สิทธิเพิกถอนการเลิกจ้างนั้นได้อีก ฉะนั้น แม้ภายหลังบริษัทเด็มโก้ จำกัด นายจ้างจะพบเรื่องที่อ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงกรณีโจทก์ร่วมกับพวกก่อตั้งบริษัทอินฟรา พาวเวอร์เทค จำกัด ประกอบกิจการแข่งขันกับนายจ้าง บริษัทเด็มโก้ จำกัด นายจ้างจะยกเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างอีกครั้งหาได้ไม่ เพราะความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างระหว่างบริษัทเด็มโก้ จำกัด กับโจทก์ได้สิ้นสุดไปแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156 ม. 159 ม. 575
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กรกฎ ไพศาลรัตน์
จำเลย — นาย โสภณ อินต๊ะศรี
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1585/2546
#50757
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า บริษัท ด. เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นเหตุที่มีอยู่จริงและเป็นเจตนาของนายจ้างที่จะเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวถือไม่ได้ว่านายจ้างเลิกจ้างโจทก์โดยสำคัญผิด และแม้นายจ้างจะพบเหตุอื่นในภายหลังก็ไม่สามารถอ้างเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างได้อีก ถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้กลฉ้อฉลให้นายจ้างเลิกจ้าง ฉะนั้นการที่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานอุทธรณ์ว่าโจทก์ปกปิดข้อเท็จจริงอันเป็นการฉ้อฉลนายจ้างให้สำคัญผิดเป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชย จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54

บริษัท ด. เลิกจ้างโจทก์แล้วสัญญาจ้างแรงงานระหว่างบริษัท ด. กับโจทก์จึงสิ้นสุดลงและมีผลตามกฎหมายตามหนังสือเลิกจ้างเป็นต้นไป บริษัท ด. ไม่อาจใช้สิทธิเพิกถอนการเลิกจ้างนั้นได้อีก แม้ภายหลังบริษัท ด. จะพบเรื่องที่อ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงกรณีโจทก์ร่วมกับพวกก่อตั้งบริษัท อ. ประกอบกิจการแข่งขันกับนายจ้าง ก็จะยกมาเป็นเหตุเลิกจ้างอีกครั้งไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2544 จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 71/2544 ว่า การที่โจทก์กับพวก ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทเด็มโก้ จำกัด ได้ก่อตั้งบริษัทอินฟรา พาวเวอร์เทค จำกัด ขึ้นก็เพื่อประกอบกิจการแข่งขันกับนายจ้างอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างอย่างร้ายแรง แต่ปกปิดนายจ้างไว้ ต่อมานายจ้างเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากมีนโยบายลดอัตราพนักงานโดยจ่ายค่าชดเชยเพราะไม่ทราบเรื่องการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการร่วมกันฉ้อฉลหลอกลวงนายจ้างให้เลิกจ้างโดยสำคัญผิด นายจ้างจึงไม่ต้องรับผิดในค่าชดเชยต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินตามคำร้อง โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากการก่อตั้งบริษัทประกอบกิจการแข่งขันจะต้องเป็นการประกอบกิจการแข่งขันในทางธุรกิจอย่างแท้จริง มิใช่เพียงก่อตั้งบริษัทซึ่งประกอบกิจการอย่างเดียวกับนายจ้างเท่านั้น ทั้งโจทก์ไม่ได้ร่วมหลอกลวงนายจ้างให้เลิกจ้างแต่เป็นการกระทำของนายจ้างฝ่ายเดียว ขอให้เพิกถอนคำสั่งข้างต้นของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์กับพวกได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทอินฟราพาวเวอร์เทค จำกัด ขึ้นเพื่อประกอบกิจการแข่งขันกับนายจ้าง อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างอย่างร้ายแรง นายจ้างย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไปโดยสำคัญผิด คำสั่งของจำเลยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 71/2544

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ข้อ 2.1 ถึง 2.3 ความว่าโจทก์กับนายนพ สมโพธิ์ ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ได้ร่วมกันปกปิดไม่รายงานความผิดของโจทก์เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์กับพวกร่วมกันก่อตั้งบริษัทอินฟรา พาวเวอร์เทค จำกัดซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการเช่นเดียวกันและแข่งขันกับบริษัทเด็มโก้ จำกัด นายจ้างอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรงให้นายจ้างทราบ การปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการฉ้อฉลนายจ้างให้สำคัญผิด เป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชยให้นั้น เห็นว่า ในเรื่องนี้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า บริษัทเด็มโก้ จำกัด เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายตามที่ปรากฏในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งเป็นเหตุที่มีอยู่จริงและเป็นเจตนาของนายจ้างที่จะเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าว กรณีถือไม่ได้ว่านายจ้างเลิกจ้างโดยสำคัญผิด และแม้นายจ้างจะพบเหตุอื่น (ความผิดของโจทก์) ในภายหลังก็ไม่สามารถอ้างเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างได้อีก กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้กลฉ้อฉลให้นายจ้างเลิกจ้างอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายข้อ 2.4 ที่ว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสาม ที่ว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างนายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้" ข้อกฎหมายดังกล่าวใช้กับข้อเท็จจริงที่ว่าขณะนายจ้างบอกเลิกจ้างลูกจ้างนั้น นายจ้างรู้ดีอยู่แล้วว่าลูกจ้างได้กระทำผิดตามที่มาตรา 119 ระบุไว้ แต่นายจ้างมิได้นำเหตุแห่งการกระทำผิดดังกล่าวมาระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างและในกรณีนี้ขณะที่นายจ้างเลิกจ้างโจทก์นายจ้างไม่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดตามมาตรา 119 ของโจทก์ นายจ้างจึงไม่ได้ระบุเหตุดังกล่าวไว้ในหนังสือเลิกจ้าง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของบทบัญญัติข้างต้น เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าบริษัทเด็มโก้ จำกัด เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ จำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้กลฉ้อฉลให้นายจ้างสำคัญผิด สัญญาจ้างแรงงานระหว่างบริษัทเด็มโก้ จำกัด กับโจทก์จึงสิ้นสุดลงและมีผลตามกฎหมายนับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไป ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.1 โดยบริษัทเด็มโก้ จำกัด ไม่อาจใช้สิทธิเพิกถอนการเลิกจ้างนั้นได้อีก ฉะนั้น แม้ภายหลังบริษัทเด็มโก้ จำกัด นายจ้างจะพบเรื่องที่อ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงกรณีโจทก์ร่วมกับพวกก่อตั้งบริษัทอินฟรา พาวเวอร์เทค จำกัด ประกอบกิจการแข่งขันกับนายจ้าง บริษัทเด็มโก้ จำกัด นายจ้างจะยกเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างอีกครั้งหาได้ไม่ เพราะความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างระหว่างบริษัทเด็มโก้ จำกัดกับโจทก์ได้สิ้นสุดไปแล้วอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 159 ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กรกฎ ไพศาลรัตน์
จำเลย — นาย โสภณ อินต๊ะศรี
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา