คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1432/2546
#50306
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่างฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้าง กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 3 และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 1 เพียงผู้เดียวอุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย โดยที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์ ดังนั้นคดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3ย่อมยุติไปแล้ว เมื่อโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่างใช้สิทธิที่โจทก์แต่ละคนมีอยู่ แม้จะฟ้องรวมกันมา แต่หนี้ของโจทก์แต่ละคนสามารถแยกออกจากกันได้ไม่ใช่หนี้ร่วมที่ไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้ เมื่อโจทก์ที่ 1 อุทธรณ์เพียงผู้เดียว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงไม่มีผลไปถึงคดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ป - 4756กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2539 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา ขณะที่โจทก์ที่ 2 ขับรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 คันดังกล่าวไปตามถนนตลาดใหม่ จากแยกวัดโพธิ์มุ่งหน้าไปทางแยกบางกุ้ง ในเขตอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีโจทก์ที่ 3นั่งมาด้วย เมื่อรถยนต์แล่นถึงสามแยกอักษรทอง มีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม - 2872 สุราษฎร์ธานี ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยประมาทด้วยความเร็วสูงล้ำเส้นกึ่งกลางถนนในลักษณะกลับรถหรือเลี้ยวขวาเข้าถนนซอยตัดหน้ารถยนต์คันที่โจทก์ที่ 2 ขับมาอย่างกะทันหัน เป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันชนกัน รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่าซ่อมรถยนต์เป็นเงิน105,248 บาท โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัส โจทก์ที่ 2 ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล 24,115 บาท ค่าพาหนะเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีก 20,000 บาท รวมค่าเสียหายเป็นเงิน 44,115 บาท โจทก์ที่ 3 ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล 153,190 บาท ค่าพาหนะเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีก50,000 บาท รวมค่าเสียหายเป็นเงิน 209,760 บาท หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 หลบหนีและจำเลยที่ 2 ไม่สามารถตกลงเรื่องค่าเสียหายกับโจทก์ทั้งสามได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 105,248 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 44,115 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ชำระเงิน 209,760 บาท แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 105,248 บาท 44,115 บาท และ 209,760 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3ตามลำดับ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขับรถยนต์โดยประมาท แต่โจทก์ที่ 2เป็นฝ่ายขับรถยนต์โดยประมาทด้วยความเร็วสูง เป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์ที่จำเลยที่ 1ขับมาและโจทก์ทั้งสามเรียกร้องค่าเสียหายสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 105,248 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ชำระเงิน44,115 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ชำระเงิน 208,430 บาท แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 105,248 บาท 44,115 บาท และ 208,430 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 30 กันยายน 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามโดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์ทั้งสามและให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ 2,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่างฟ้องข้อบังคับให้จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นลูกจ้าง กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 105,248 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 44,115 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน208,430 บาท และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 1 เพียงผู้เดียวอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยโดยที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์ ดังนั้นคดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ย่อมเป็นยุติหรือถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามในทางการที่จ้างแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสามทั้งที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 มิได้อุทธรณ์ด้วย โดยอ้างว่าความรับผิดดังกล่าวเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงเห็นสมควรพิพากษาให้มีผลไปถึงโจทก์ที่ 2 และที่ 3ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าคดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นอันยุติหรือถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วตามคำฟ้องปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่างใช้สิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1และที่ 2 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามที่โจทก์แต่ละคนได้รับ แม้จะฟ้องรวมกันมาแต่หนี้ของโจทก์แต่ละคนสามารถแยกออกจากกันได้ หนี้ของโจทก์แต่ละคนจึงไม่ใช้หนี้ร่วมที่ไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้ เมื่อโจทก์ที่ 1 อุทธรณ์เพียงผู้เดียว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่มีผลไปถึงคดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ทั้งที่คดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเสียเองได้ โดยให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 คดีคงเหลือเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 แต่ปรากฏว่าคดีของโจทก์ที่ 1 มีทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ใช่นายจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2และที่ 3 และให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จะต้องคืนให้ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 245
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหารสัตว์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลย — นาย พงษ์พันธ์ จันทร์มา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1432/2546
#110848
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามต่างฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ลูกจ้าง กับจำเลยที่ 2 นายจ้าง ให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม และยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 1 แต่ผู้เดียวอุทธรณ์ ขอให้จำเลยที่ 2 นายจ้างร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่อุทธรณ์ คดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสามต่างใช้สิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกัน รับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามที่โจทก์แต่ละคนจะได้รับ แม้จะฟ้องรวมกันมาแต่หนี้ของโจทก์แต่ละคนสามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อโจทก์ที่ 1 อุทธรณ์เพียงผู้เดียว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่มีผลไปถึงคดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษา ให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ทั้งที่คดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ยุติไปแล้วจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

ศาลฎีกายกฎีกาของจำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา จึงไม่มีค่าขึ้นศาล ชั้นฎีกาที่จะต้องคืนให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๐๕,๒๔๘ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ ชำระเงิน ๔๔,๑๑๕ บาท แก่โจทก์ ที่ ๒ ชำระเงิน ๒๐๙,๗๖๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๓ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๐๕,๒๔๘ บาท ๔๔,๑๑๕ บาท และ ๒๐๙,๗๖๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ตามลำดับ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ ๒ ทั้งจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ขับรถยนต์โดยประมาท แต่โจทก์ที่ ๒ เป็นฝ่ายขับรถยนต์โดยประมาทด้วยความเร็วสูง เป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ ขับมาและโจทก์ทั้งสามเรียกร้องค่าเสียหายสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๐๕,๒๔๘ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ ชำระเงิน ๔๔,๑๑๕ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ ชำระเงิน ๒๐๘,๔๓๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๓ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๐๕,๒๔๘ บาท ๔๔,๑๑๕ บาท และ ๒๐๘,๔๓๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ตามลำดับ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๐) จนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม กับให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๕,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แก่โจทก์ทั้งสาม และให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ที่ ๑ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ให้ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๒ ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีนี้โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ต่างฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้าง กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นนายจ้างให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์และให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ โจทก์ที่ ๑ เพียงผู้เดียวอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะนายจ้างร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย โดยที่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ได้อุทธรณ์ ดังนั้นคดีของโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ย่อมเป็นยุติหรือถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ฟังข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑ ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามในทางการที่จ้างแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม ทั้งที่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ มิได้อุทธรณ์ด้วย โดยอ้างว่าความรับผิดดังกล่าวเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงเห็นสมควรพิพากษาให้มีผลไปถึงโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ด้วย ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕ (๑) นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีของโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ เป็นอันยุติหรือถึงที่สุดตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้ว ตามคำฟ้องแม้จะฟ้องรวมกันมา แต่หนี้ของโจทก์แต่ละคนสามารถแยกออกจากกันได้ หนี้ของโจทก์แต่ละคนจึงไม่ใช่หนี้ร่วม เมื่อโจทก์ที่ ๑ อุทธรณ์เพียงผู้เดียว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ จึงไม่มีผลไปถึงคดีของโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕ (๑) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ รับผิดต่อโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ทั้งที่คดีของโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเสียเองได้

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ และให้ยกฎีกาของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จะต้องคืนให้ นอกจาก ที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 151 ม. 245 (1) ม. 246 ม. 247 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารสัตว์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลย — นายพงษ์พันธ์ จันทร์มา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายคำแหง เกตุมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1404/2546
#50305
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยมีหน้าที่ตามสัญญากู้เงินที่จะต้องเอาประกันภัยสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้แก่ธนาคารโจทก์ โดยตกลงให้โจทก์ทำประกันภัยได้เองและจำเลยยอมชำระเบี้ยประกันคืนแก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อหน้าที่ที่จำเลยจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยภายหลังวันฟ้องเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระอันเป็นหนี้ในอนาคต จะถือว่าจำเลยละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตนนั้นยังไม่ได้ กรณียังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์กับจำเลยตามกฎหมายที่จะฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 420,000บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หากติดค้างชำระดอกเบี้ยถึงหนึ่งปียินยอมให้โจทก์ทบดอกเบี้ยที่ค้างชำระเข้าเป็นต้นเงิน ณ วันที่ค้างชำระครบหนึ่งปีโดยยินยอมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินต้นใหม่ในอัตราเดียวกัน หากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง จำเลยยินยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นกว่าข้อตกลงได้ไม่เกินอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า ในการกู้ยืมเงินดังกล่าว จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 64090 ตำบลบึงคอไห อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มาจำนองไว้เป็นประกัน จำเลยผิดนัด โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์คิดถึงวันฟ้องเป็นต้นเงิน 303,144.19 บาท ดอกเบี้ย 41,995.46 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 345,139.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 303,144.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัยจำนวน 1,427.38 บาท ของทุกสามปีหากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ขอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 303,144.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 เมษายน 2543 ถึงวันที่ 24 กันยายน2543 ร้อยละ 7.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2543 ถึงวันที่ 8 เมษายน 2544 และร้อยละ 10.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64090 ตำบลบึงคอไห อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าศาลจะใช้ดุลพินิจลดอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยลงและกำหนดอัตราดอกเบี้ยใหม่ให้แตกต่างจากข้อตกลงในสัญญาได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์โดยอาศัยสิทธิจากข้อตกลงในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 และหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.8 ที่จำเลยทำให้ไว้กับโจทก์ ซึ่งข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.7 ข้อ 1 ระบุว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และในกรณีมีเหตุจำเป็นยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดเมื่อใดก็ได้ แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ หนังสือสัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 ก็มีใจความว่าผู้จำนองตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เช่นกัน จากข้อสัญญาดังกล่าวไม่ว่าจำเลยจะผิดนัดหรือไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกเอาดอกเบี้ยจากจำเลยได้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีได้ตามข้อตกลงตามสัญญานั้น การคิดดอกเบี้ยดังกล่าวเข้าลักษณะดอกผลนิตินัยที่โจทก์พึงได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม แม้ทางปฏิบัติโจทก์จะผ่อนผันให้โดยคิดดอกเบี้ยไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยเริ่มแรกคิดดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 11 ต่อปี และโจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยรวม 34 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2544 จากอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เป็นร้อยละ 15 ต่อปี ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยนอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญา ซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะไม่ยอมให้ประโยชน์แก่จำเลยอีกต่อไป โดยกลับไปคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามข้อตกลงในสัญญาได้ กรณีหาใช่เรื่องลูกหนี้สัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้เป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องอันจะถือว่าเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ไม่ ดังนั้น ศาลจึงไม่อาจใช้ดุลพินิจลดอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์คิดเรียกเอาจากจำเลยได้เพราะไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจศาลทำเช่นนั้นได้เมื่อไม่มีบทกฎหมายใดรองรับให้ศาลทำได้เช่นนั้นได้แล้ว ศาลจึงหาอาจกำหนดลดอัตราดอกเบี้ยใหม่ให้แตกต่างจากข้อตกลงของโจทก์กับจำเลยในสัญญาอันเป็นการขัดต่อสิทธิได้ไม่ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกขอให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันภัยหลังวันฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยมีหน้าที่ตามสัญญากู้เงินที่จะต้องเอาประกันภัยสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้แก่โจทก์ โดยจำเลยตกลงให้โจทก์ทำประกันภัยได้เอง และจำเลยยินยอมชำระเบี้ยประกันคืนแก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อหน้าที่ที่จำเลยจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยภายหลังวันฟ้อง เป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระอันเป็นหนี้ในอนาคต จะถือว่าจำเลยละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตนนั้นยังไม่ได้จึงยังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์กับจำเลยตามกฎหมายที่จะฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวได้"

พิพากษาแก้ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 345,139.65 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 303,144.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 ม. 653 ม. 702 ม. 861
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
จำเลย — นาย ธนิธ ชัยสุภา
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1397/2546
#50304
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีสิทธิครอบครอง โจทก์และจำเลยต่างนำชี้ทับกันยังไม่แน่ชัดว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์หรือจำเลยดังนั้น การวินิจฉัยว่าผู้ใดเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจึงจำต้องวินิจฉัยว่าผู้ใดเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อเป็นเครื่องแสดงหรือบ่งชี้ว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเพราะผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินแปลงใดนั้นก็ย่อมมีสิทธิเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนั้นได้ การที่ศาลฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยแล้ว พิพากษาคดีไปตามที่พิจารณาได้ความ จึงมิใช่เป็นการพิพากษานอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 279 เนื้อที่ 20 ไร่ 3 งาน 97 ตารางวา จำเลยเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3909ที่ดิน จำเลยได้ทำการรังวัดสอบเขตที่ดินของจำเลยและชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 18 ตารางวา โจทก์ได้คัดค้านและบอกกล่าวให้จำเลยย้ายออกไปจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามแผนที่สีเขียวท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยนำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยย้ายออกไปจากที่ดินพิพาท ในวันที่เจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดสอบเขตที่ดินของจำเลยตามที่จำเลยได้ยื่นคำขอไว้นั้น จำเลยนำชี้ทำการรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าวตามที่จำเลยครอบครองและทำประโยชน์อยู่ ซึ่งก็ได้เนื้อที่น้อยกว่าหลักฐานเดิม ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2535 โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความทำหนังสือคัดค้านการรังวัดที่ดินของจำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดินเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเมืองลำพูนไม่สามารถดำเนินการรังวัดสอบแนวเขตที่ดินที่ถูกต้องให้แก่จำเลยได้ ขอให้บังคับห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทและให้โจทก์ถอนคำร้องคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทพร้อมทั้งลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตที่ดินของจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเคลือบคลุม โจทก์ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินของจำเลย บริเวณที่ดินที่จำเลยนำชี้แนวเขตนั้นเป็นที่ดินของโจทก์ โดยจำเลยนำชี้รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ห้ามโจทก์เข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทและให้โจทก์ถอนคำร้องคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทพร้อมทั้งลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตที่ดินของจำเลย หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 41 ตารางวา ตั้งอยู่ที่ตำบลบางบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูนจังหวัดลำพูน สภาพที่ดินและเขตที่ดินพิพาทปรากฏตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.14คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาขึ้นมาประการแรกว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีนอกประเด็นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาข้อนี้ใจความว่าคดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลย การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของฝ่ายใดย่อมเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นนั้น ข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นเพียงที่ดินที่มีสิทธิครอบครอง เมื่อพิจารณาตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.14 ปรากฏว่าที่ดินของโจทก์และจำเลยตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว ทั้งโจทก์และจำเลยต่างได้นำชี้ทับกันอยู่ยังไม่แน่ชัดว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์หรือจำเลยเนื่องจากที่ดินพิพาทต่างฝ่ายต่างนำชี้ว่าอยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของตน ดังนั้น การวินิจฉัยว่าผู้ใดเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจึงจำต้องวินิจฉัยว่าผู้ใดเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อเป็นเครื่องแสดงหรือบ่งชี้ว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท เพราะผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินแปลงใดผู้นั้นก็ย่อมมีสิทธิเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนั้นได้ ดังนั้นการที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยแล้วพิพากษาคดีไปตามที่พิจารณาได้ความ จึงมิใช่เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฎีกาแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประวัติ จันทร์เรือง
จำเลย — นาย แสงคำ เขื่อนแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1397/2546
#110876
เปิดฉบับเต็ม

คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลย โดยที่ดินพิพาทเป็นเพียงที่ดินที่มีสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองทำประโยชน์ซึ่งทั้งโจทก์และจำเลยได้นำชี้ทับกันอยู่จึงยังไม่แน่ชัดว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของฝ่ายใด ดังนั้น การวินิจฉัยว่า ผู้ใดเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจึงจำต้องวินิจฉัยว่าผู้ใดเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทการที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลย แล้วพิพากษาคดีไปตามที่พิจารณาได้ความ จึงไม่ใช่เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การปฏิเสธและฟ้องแย้ง ขอให้บังคับห้ามโจทก์เกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทและให้โจทก์ถอนคำร้อง คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทพร้อมทั้งลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตที่ดินของจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอา คำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ห้ามโจทก์เข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทและให้โจทก์ถอน คำร้องคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทพร้อมทั้งลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตที่ดินของจำเลย หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ใน ข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ศาลละ 1,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาใน ข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 41 ตารางวา ตั้งอยู่ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน สภาพที่ดินและเขตที่ดินพิพาทปรากฏตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.14 การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือบรับรองการทำประโยชน์ของฝ่ายใดย่อมเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นนั้น ที่ดินพิพาทเป็นเพียงที่ดินที่มีสิทธิครอบครอง เมื่อพิจารณาตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.14 ปรากฏว่าที่ดินของโจทก์และจำเลยตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวทั้งโจทก์และจำเลยต่างได้นำชี้ทับกันอยู่จึงยังไม่แน่ชัดว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์หรือจำเลยเนื่องจากที่ดินพิพาทต่างฝ่ายต่างอยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของตน ดังนั้น การวินิจฉัยว่าผู้ใดเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงจำต้องวินิจฉัยว่าผู้ใดเป็น ผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อเป็นเครื่องแสดงหรือบ่งชี้ว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเพราะผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินแปลงใด ผู้นั้นก็ย่อมมีสิทธิเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนั้นได้ ดังนั้นการที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยแล้วพิพากษาคดีไปตามที่พิจารณาได้ความ จึงมิใช่เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าในฎีกาแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประวัติ จันทร์เรือง
จำเลย — นายแสงคำ เขื่อนแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายกีรติ เชียงปาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1392/2546
#110875
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์ทั้งสามถูกเวนคืน 3 ครั้ง แต่ละครั้งที่ถูกเวนคืนเนื่องจากการดำเนินการโดยอาศัยพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนซึ่งตราออกมาคนละฉบับกัน โจทก์ทั้งสามมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตามพระราชกฤษฎีกาแต่ละฉบับต่างกันจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ของเงินค่าทดแทนที่ดินแต่ละครั้งที่ถูกเวนคืนที่โจทก์ทั้งสามฟ้องขอเพิ่มแยกต่างหากจากกันด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจำนวน ๔๖๐,๖๗๐,๔๓๓.๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ ๑๓ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒๓๔,๒๖๘,๙๓๓.๔๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๖,๓๒๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ทั้งสาม พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของจำนวนเงิน ๑๓,๗๖๐,๐๐๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๓๖ และของจำนวนเงิน ๒,๕๖๐,๐๐๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๓๖ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสาม ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๕๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๗๐๔๘ และ ๓๑๑๘ ตำบลบางกะปิ อำเภอห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกเวนคืนอันเนื่องจากการดำเนินการตาม พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินฯ ซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๑ เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ -บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ เป็นเนื้อที่ ๖๙๔ ตารางวา ต่อมาที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๗๐๔๘ ถูกเวนคืนอีก เนื้อที่ ๓๔๔ ตารางวา อันเนื่องจากการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินฯ ซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๓๓ เพื่อสร้างทางพิเศษสายรามอินทรา - อาจณรงค์ และถูกเวนคืนอีกเนื้อที่ ๖๔ ตารางวา อันเนื่องจากการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๕ เพื่อสร้างทางพิเศษ สายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ โจทก์ทั้งสามไม่พอใจเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสามครั้ง และฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งสามครั้งมาในคำฟ้องฉบับเดียวกัน ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสามถูกเวนคืน ๓ ครั้ง แต่ละครั้งที่ถูกเวนคืนเนื่องจากการดำเนินการโดยอาศัยพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนซึ่งตราออกมาคนละฉบับกัน พระราชกฤษฎีกาแต่ละฉบับมีอายุบังคับใช้เพียงสี่ปีก็เป็นอันสิ้นผล โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิจะได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตามพระราชกฤษฎีกาแต่ละฉบับต่างกัน ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งสามครั้งมาในคำฟ้องฉบับเดียวกันได้ก็ตาม โจทก์ทั้งสามก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ของเงินค่าทดแทนที่ดินแต่ละครั้งที่ถูกเวนคืนที่โจทก์ทั้งสามฟ้องขอเพิ่มแยกต่างหากจากกันด้วย โจทก์ทั้งสามจะขอให้รวมเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งสามครั้งเข้าด้วยกันเพื่อเสียค่าขึ้นศาลให้น้อยลงไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์ทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลแยกตามทุนทรัพย์ของเงินค่าทดแทนที่ดินแต่ละครั้งที่ถูกเวนคืนที่โจทก์ทั้งสามฟ้องขอเพิ่มขึ้นนั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานะ พิทยาภรณ์ กับพวก
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เตชะกำธร
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1390/2546
#49873
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 10 วรรคท้าย บัญญัติว่า "สิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริง เป็นอันสิ้นไปเมื่อครบกำหนดสองปีนับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณี..." หมายถึง ผู้ที่เสียเงินอากรไว้เกินจำนวนที่ต้องเสีย ต้องยื่นคำร้องขอเงินอากรที่เสียไว้เกินภายใน 2 ปี แต่คดีนี้โจทก์ขอคืนค่าอากรที่ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเพิ่มตามมาตรา 112,112 ทวิโดยอ้างว่าโจทก์ไม่ต้องเสียอากรเพิ่มตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ได้ชำระค่าอากรและเงินเพิ่มตามที่ได้แจ้งการประเมินไปในระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 4 ธันวาคม2541 และได้ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2544 ยังไม่พ้น 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

แม้โจทก์จะนำใบส่งสินค้าทั้ง 12 เที่ยวจำนวน 12 ใบขน ซึ่งมีจำนวนเงินแต่ละใบขนแตกต่างกันมาฟ้องรวมเป็นคดีเดียวกันก็ตาม ก็ต้องถือว่าการฟ้องแต่ละใบขนสินค้าหรือแต่ละเที่ยวเป็นข้อหาแยกต่างหากจากกัน สิทธิในการอุทธรณ์จึงต้องพิจารณาตามจำนวนทุนทรัพย์พิพาทตามใบขนสินค้าแต่ละเที่ยว ซึ่งทุนทรัพย์ที่พิพาทในแต่ละใบจะต้องมีทุนทรัพย์เกินกว่า 50,000 บาท จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 25คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกคืนค่าอากรขาเข้าและดอกเบี้ยสำหรับการนำเข้าสินค้ารวม 12 เที่ยวแต่ทุนทรัพย์ที่พิพาทสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าเที่ยวที่สอง เที่ยวที่สาม เที่ยวที่แปดเที่ยวที่สิบและเที่ยวที่สิบสอง มีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะตามใบขนสินค้าขาเข้าเที่ยวแรก เที่ยวที่สี่ เที่ยวที่ห้า เที่ยวที่หก เที่ยวที่เจ็ด เที่ยวที่เก้า และเที่ยวที่สิบเอ็ด รวม 7 เที่ยว ซึ่งมีทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละใบขนสินค้าเกินกว่า 50,000บาท

พระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 2 วรรคสิบสอง บัญญัติว่า "ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดหรือราคาแห่งของอย่างใดนั้น หมายความว่า ราคาขายส่งเงินสด (ในส่วนของขาเข้าไม่รวมค่าอากร) ซึ่งจะพึงขายของประเภทและชนิดเดียวกันได้โดยไม่ขาดทุนณ เวลา และที่ที่นำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณี โดยไม่มีการหักทอนหรือลดหย่อนราคาแต่อย่างใด" หมายความว่า ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดคือราคาเงินสดที่พึงขายสินค้าได้โดยไม่ขาดทุน ทั้งนี้โดยพิเคราะห์ถึงประเภทของสินค้า ราคาของสินค้าสถานที่นำสินค้าเข้าหรือส่งสินค้าออก เวลาที่ซื้อขายสินค้า และปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อราคาที่พึงขายได้ ส่วนราคาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินตามหลักเกณฑ์คำสั่งทั่วไปกรมศุลกากร ประกาศส่วนมาตรฐานพิธีการและราคาและประกาศสำนักมาตรฐานศุลกากรนั้นมิใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาด แต่เป็นเพียงแนวทางในการคำนวณหาราคาตลาดที่แท้จริงในกรณีไม่ทราบราคาตลาดที่แท้จริงหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่เชื่อว่าราคาสินค้าที่ผู้นำเข้าหรือส่งออกได้สำแดงไว้เท่านั้น ราคาที่ประเมินตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงเป็นการประเมินในกรอบกว้าง ๆ โดยยังมิได้พิเคราะห์ถึงปัจจัยต่าง ๆดังกล่าวข้างต้น เป็นเพียงการคาดคะเนโดยไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าราคาท้องตลาดที่แท้จริงในขณะที่โจทก์นำเข้ามานั้นเป็นจำนวนเท่าใด การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินราคาสินค้าทั้ง 7 เที่ยวเพิ่มขึ้นและเรียกค่าภาษีอากรเพิ่มนั้นเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคล สังกัดกระทรวงการคลังระหว่างเดือนตุลาคม 2537 ถึงเดือนมิถุนายน 2541 โจทก์นำเข้าสินค้าเคมีภัณฑ์ จำนวน12 เที่ยว โดยในชั้นผ่านพิธีการศุลกากรโจทก์สำแดงเสียภาษีตามราคาที่โจทก์ซื้อมาจริงเป็นราคาแท้จริงในท้องตลาดขณะนั้น โจทก์ชำระภาษีแล้ว ต่อมาจำเลยประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าเพิ่มขึ้นโดยมิได้แจ้งว่าเพิ่มขึ้นเป็นเมตริกตันละเท่าใด เพียงแต่แจ้งให้โจทก์ไปชำระค่าอากรขาเข้าเพิ่มพร้อมกับเงินเพิ่มและภาษีอื่น ๆ เพิ่ม โจทก์นำเงินไปชำระแล้ว การที่จำเลยประเมินราคาเพิ่มและเรียกค่าภาษีอากรเพิ่มดังกล่าวนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะราคาที่ประเมินเพิ่มไม่ใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาด การที่จำเลยประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าเพิ่มสูงขึ้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 2 วรรคสิบสอง มาตรา 112 ทวิ และมาตรา 14 ราคาที่จำเลยถือเป็นเกณฑ์ประเมินเรียกเก็บภาษีอากรสำหรับสินค้าของโจทก์ที่นำเข้ามิใช่ราคาตามความหมายในพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 9 จำเลยต้องคืนเงินภาษีอากรที่เรียกเก็บไว้โดยไม่ถูกต้องแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ .625ต่อเดือน หรือร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเพิ่มไว้จนถึงวันฟ้อง ขอให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีอากรและเงินเพิ่มเกี่ยวกับการประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าตามฟ้อง ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,150,033.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 916,616.19 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ราคาสินค้าที่โจทก์สำแดงตามใบขนสินค้าขาเข้าตามฟ้องไม่ใช่ราคาสินค้าอันแท้จริงในท้องตลาด เป็นราคาซื้อขายที่โจทก์กับผู้ขายในต่างประเทศตกลงทำกันขึ้นเพื่อสำแดงต่อจำเลยสำหรับการเสียภาษีอากร ซึ่งต่ำกว่าราคาซื้อขายอันแท้จริงในท้องตลาด จำเลยจึงมีอำนาจประเมินราคาสินค้าใหม่ให้ถูกต้องตามราคาอันแท้จริงในท้องตลาด เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินโดยเทียบเคียงกับราคาสินค้าของผู้นำเข้ารายอื่นรวมทั้งของโจทก์ ซึ่งเคยนำเข้าในระยะเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันประกอบกับราคาประกาศสินค้ากองวิเคราะห์ราคา กรมศุลกากรเป็นเกณฑ์ประเมินนอกจากนี้ยังต้องนำปริมาณของสินค้าซึ่งคำนวณตรวจชั่งตวงวัดในขณะที่มีการตรวจปล่อยสินค้ามาคำนวณเป็นราคาสินค้าที่ใช้ประเมินเรียกเก็บภาษีอากรจากโจทก์ โจทก์ฟ้องขอคืนเงินอากรเกินกว่ากำหนด 2 ปี นับแต่วันนำของเข้ามาในราชอาณาจักร ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์มิได้โต้แย้งสงวนสิทธิในการขอคืนเงินอากร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีอากรและเงินเพิ่มเกี่ยวกับการประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าตามฟ้อง และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,150,033.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน916,616.19 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ฟ้องขอคืนภาษีอากรคดีนี้เกิน 2 ปี จึงขาดอายุความตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคท้าย เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคท้าย บัญญัติว่า "สิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริง เป็นอันสิ้นไปเมื่อครบกำหนดสองปีนับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณี..." หมายถึงผู้ที่เสียเงินอากรไว้เกินจำนวนที่ต้องเสีย ต้องยื่นคำร้องขอเงินอากรที่เสียไว้เกินภายใน 2 ปี แต่คดีนี้โจทก์ขอคืนค่าอากรที่ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเพิ่มตามมาตรา 112, 112 ทวิ โดยโจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่ต้องเสียอากรเพิ่มตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมิน ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 โจทก์ได้ชำระค่าอากรและเงินเพิ่มตามที่ได้แจ้งการประเมินไปในระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2541 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม2544 ยังไม่พ้น 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสองว่า ราคาสินค้าตามใบขนสินค้าจำนวน 12 เที่ยว ตามฟ้องโจทก์เป็นราคาแท้จริงในท้องตลาดหรือไม่ ในประเด็นปัญหาข้อนี้เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เห็นว่า แม้โจทก์จะนำใบส่งสินค้าทั้ง12 เที่ยวจำนวน 12 ใบขน ซึ่งมีจำนวนเงินแต่ละใบขนแตกต่างกันมาฟ้องรวมเป็นคดีเดียวกันแต่ก็ต้องถือว่าการฟ้องแต่ละใบขนสินค้าหรือแต่ละเที่ยวเป็นข้อหาแยกต่างหากจากกัน สิทธิในการอุทธรณ์จึงต้องพิจารณาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทตามใบขนสินค้าแต่ละเที่ยวที่โจทก์นำเข้า ซึ่งทุนทรัพย์ที่พิพาทในแต่ละใบขนจะต้องมีทุนทรัพย์เกินกว่า 50,000 บาท จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 25 คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกคืนค่าอากรขาเข้าและดอกเบี้ยสำหรับการนำเข้าสินค้าในแต่ละเที่ยวหรือแต่ละใบขนสินค้ารวม 12 เที่ยวหรือ 12 ใบขน คือ เที่ยวแรก เป็นเงิน 163,754.33 บาท เที่ยวที่สอง เป็นเงิน 30,634.75 บาท เที่ยวที่สาม เป็นเงิน 10,426.75 บาท เที่ยวที่สี่ เป็นเงิน82,195.52 บาท เที่ยวที่ห้า เป็นเงิน 130,521.07 บาท เที่ยวที่หก เป็นเงิน 448,542.07บาท เที่ยวที่เจ็ด เป็นเงิน 67,849.59 บาท เที่ยวที่แปด เป็นเงิน 23,471.86 บาท เที่ยวที่เก้า เป็นเงิน 52,924.37 บาท เที่ยวที่สิบ เป็นเงิน 11,775.82 บาท เที่ยวที่สิบเอ็ดเป็นเงิน 102,573.24 บาท เที่ยวที่สิบสอง เป็นเงิน 25,363.83 บาท เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าเที่ยวที่สอง เที่ยวที่สาม เที่ยวที่แปด เที่ยวที่สิบและเที่ยวที่สิบสองมีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2528 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรคงรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะตามใบขนสินค้าขาเข้าเที่ยวแรก เที่ยวที่สี่ เที่ยวที่ห้า เที่ยวที่หก เที่ยวที่เจ็ด เที่ยวที่เก้า และเที่ยวที่สิบเอ็ด รวม 7 เที่ยว หรือ 7 ใบขน ซึ่งมีทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละใบขนสินค้าหรือแต่ละเที่ยวเกินกว่า 50,000 บาท ในประเด็นข้อนี้โจทก์มีนายอดิเทพ รัชตังกูร ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการเงินของโจทก์และนางสาวนภาพร เดชโต ผู้จัดการฝ่ายอิมปอร์ตเอ็กซ์ปอร์ตของโจทก์เบิกความว่า เมื่อระหว่างเดือนตุลาคม 2537 ถึงเดือนมีนาคม 2541 โจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าเคมีภัณฑ์จากต่างประเทศรวม 12 เที่ยว โดยในชั้นผ่านพิธีการศุลกากรโจทก์สำแดงภาษีอากรตามราคาที่โจทก์ซื้อมาจริงเป็นราคาแท้จริงในท้องตลาดขณะนั้นส่วนจำเลยมีนางสาวทิพวรรณ จิตรัตน์ นายวีระ มงคล นางสาวรัตนา กสิกิจ และนางธารารัตน์ ไตรพิบูลย์สุข พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ทำการประเมินราคาสินค้าที่โจทก์สำแดงไว้จำนวน 12 เที่ยว เบิกความว่า โจทก์สำแดงราคาสินค้าเคมีภัณฑ์จำนวน 12 เที่ยวไว้ต่ำกว่าราคาสูงสุดที่โจทก์หรือผู้อื่นนำเข้ามาภายในระยะเวลา 30 วัน ก่อนวันนำเข้าซึ่งมิใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาด จึงได้ทำการประเมินราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่โจทก์สำแดงไว้เพิ่มขึ้น โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากร ที่ 4/2539 ประกาศส่วนมาตรฐานพิธีการและราคา ที่ 8/2539 คำสั่งทั่วไปกรมศุลกากร ที่ 44/2540 และประกาศสำนักมาตรฐานศุลกากร ที่ 219/2541 ด้วยการเทียบเคียงกับราคาสินค้าของผู้นำเข้ารายอื่นรวมทั้งของโจทก์ที่เคยนำเข้ามาในระยะเวลาใกล้เคียงกันประกอบกับราคาประกาศสินค้าของกองวิเคราะห์ราคา การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงชอบด้วยเหตุผลและถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 2 วรรคสิบสอง อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นบัญญัติว่า"ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดหรือราคาแห่งของอย่างใดนั้น หมายความว่า ราคาขายส่งเงินสด (ในส่วนของขาเข้าไม่รวมค่าอากร) ซึ่งจะพึงขายของประเภทและชนิดเดียวกันได้โดยไม่ขาดทุน ณ เวลาและที่ที่นำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณี โดยไม่มีการหักทอนหรือลดหย่อนราคาแต่อย่างใด" หมายความว่า ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดคือราคาเงินสดที่พึงขายสินค้าได้โดยไม่ขาดทุน ทั้งนี้โดยพิเคราะห์ถึงประเภทของสินค้าราคาของสินค้า สถานที่นำสินค้าเข้าหรือส่งสินค้าออก เวลาที่ซื้อขายสินค้า และปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อราคาที่พึงขายได้ ส่วนราคาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินตามหลักเกณฑ์คำสั่งทั่วไปกรมศุลกากร ที่ 4/2539 ประกาศส่วนมาตรฐานพิธีการและราคาที่ 8/2539 คำสั่งทั่วไปกรมศุลกากร ที่ 44/2540 และประกาศสำนักมาตรฐานศุลกากรที่ 219/2541 นั้นมิใช่อันแท้จริงในท้องตลาด แต่เป็นแนวทางในการคำนวณหาราคาตลาดที่แท้จริงในกรณีไม่ทราบราคาตลาดที่แท้จริงหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่เชื่อว่าราคาสินค้าที่ผู้นำเข้าหรือส่งออกได้สำแดงไว้เท่านั้น ราคาที่พนักงานเจ้าหน้าที่คำนวณได้ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวมิได้ฟังเป็นเด็ดขาดว่าเป็นราคาท้องตลาดอันแท้จริง เป็นข้อเท็จจริงที่สันนิษฐานไว้เท่านั้น ส่วนความจริงจะเป็นเช่นใดนั้น ศาลต้องพิเคราะห์จากพยานหลักฐานในสำนวนประกอบปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อราคาขายอันแท้จริงในท้องตลาด เช่น ประเภทของสินค้า คุณภาพของสินค้า สถานที่ผลิตสินค้า จำนวนที่ซื้อขายเครดิตของผู้ซื้อ เงื่อนไขการชำระเงิน เงื่อนไขเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการส่งมอบสินค้าระยะทางในการขนส่งภาวะของตลาดสินค้าชนิดนั้น ภาวะเศรษฐกิจของประเทศของผู้ซื้อและผู้ขาย ระยะเวลาที่ซื้อขาย สถานที่นำเข้าหรือส่งออก ตลอดจนความนิยมของสินค้าในท้องตลาดเปรียบเทียบกัน ซึ่งราคาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินตามหลักเกณฑ์ของประกาศของคำสั่งของกรมศุลกากรดังกล่าว เป็นการประเมินในกรอบกว้าง ๆ โดยยังมิได้พิเคราะห์ถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นอีกหลายปัจจัย ราคาสินค้าที่ประเมินได้ดังกล่าวเป็นเพียงการคาดคะเนโดยไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าราคาท้องตลาดที่แท้จริงในขณะที่โจทก์นำเข้ามานั้นเป็นจำนวนเท่าใด สำหรับโจทก์นั้นนอกจากจะมีลูกจ้างที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสั่งซื้อสินค้ามาเบิกความถึงขั้นตอนของการสั่งซื้อสินค้าว่า สินค้าที่สั่งซื้อนั้นเป็นราคาที่ซื้อจริงแล้ว โจทก์ยังมีหลักฐานใบสั่งซื้อ ใบกำกับสินค้า ใบตราส่งหลักฐานการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ตลอดจนหลักฐานการจ่ายเงินค่าซื้อสินค้ามาแสดงว่าได้จ่ายตามราคาดังกล่าวให้แก่ผู้ขายจริง ราคาที่โจทก์สำแดงเปรียบเทียบกับราคาสินค้าประเภทเดียวกันที่มีผู้อื่นและโจทก์นำเข้ามาก่อนหน้านั้นก็ไม่แตกต่างกันมากประกอบกับสินค้าที่โจทก์นำเข้ามาเป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้ำมัน มีราคาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา อีกทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์กับผู้ขายสินค้าเป็นบริษัทในเครือหรือมีความสัมพันธ์เป็นพิเศษอย่างไร จึงไม่มีเหตุที่จะต้องทำหลักฐานว่าขายสินค้าให้แก่โจทก์ในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ขายจริง เพื่อช่วยเหลือโจทก์ในการเสียภาษีศุลกากรให้น้อยลง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ราคาสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 7 เที่ยว หรือ 7 ใบขนดังกล่าวข้างต้น เป็นราคาแท้จริงในท้องตลาด การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินราคาสินค้าทั้ง 7 เที่ยวหรือ 7ใบขนเพิ่มขึ้น และเรียกค่าภาษีอากรเพิ่มนั้นเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีอากรและเงินเพิ่มเกี่ยวกับการประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าตามฟ้องและให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรและเงินเพิ่มที่เรียกเก็บเพิ่มจากโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 2 วรรคสิบสอง ม. 10 วรรคท้าย ม. 112 ม. 112 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เลนโซ่เอเซีย จำกัด (มหาชน
จำเลย — กรมศุลกากร
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1390/2546
#50303
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคท้าย ที่บัญญัติว่า"สิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริงเป็นอันสิ้นไปเมื่อครบกำหนดสองปีนับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณี..."หมายถึงผู้ที่เสียเงินอากรไว้เกินจำนวนที่ต้องเสีย ต้องยื่นคำร้องขอเงินอากรที่เสียไว้เกินภายใน 2 ปี แต่การที่ฟ้องโจทก์ฟ้องขอคืนค่าอากรที่ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเพิ่มเติมตามมาตรา 112,112 ทวิ โดยโจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่ต้องเสียอากรเพิ่มตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเดือนตุลาคม 2537 ถึงเดือนมิถุนายน 2541 โจทก์นำเข้าสินค้าเคมีภัณฑ์ จำนวน 12 เที่ยว โดยในชั้นผ่านพิธีการศุลกากรโจทก์สำแดงเสียภาษีตามราคาที่โจทก์ซื้อมาจริงเป็นราคาแท้จริงในท้องตลาดขณะนั้น โจทก์ชำระภาษีแล้วต่อมาจำเลยประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าเพิ่มขึ้นโดยมิได้แจ้งว่าเพิ่มขึ้นเป็นเมตริกตันละเท่าใด เพียงแต่แจ้งให้โจทก์ไปชำระค่าอากรขาเข้าเพิ่มพร้อมกับเงินเพิ่มและภาษีอื่น ๆเพิ่ม โจทก์นำเงินไปชำระแล้วการที่จำเลยประเมินราคาเพิ่มและเรียกค่าภาษีอากรเพิ่มดังกล่าวนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะราคาที่ประเมินเพิ่มไม่ใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาด การที่จำเลยประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าเพิ่มสูงขึ้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 2 วรรคสอง มาตรา 112 ทวิ และมาตรา 14 ราคาที่จำเลยถือเป็นเกณฑ์ประเมินเรียกเก็บภาษีอากรสำหรับสินค้าของโจทก์ที่นำเข้ามิใช่ราคาตามความหมายในพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530มาตรา 9 จำเลยต้องคืนเงินภาษีอากรที่เรียกเก็บไว้โดยไม่ถูกต้องแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ .625 ต่อเดือน หรือร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเพิ่มไว้จนถึงวันฟ้อง ขอให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีอากรและเงินเพิ่มเกี่ยวกับการประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าตามฟ้อง ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,150,033.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 916,616.19 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องขอคืนเงินอากรเกินกว่ากำหนด 2 ปี นับแต่วันนำของเข้ามาในราชอาณาจักร ฟ้องโจทก์ขาดอายุความโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีอากรและเงินเพิ่มเกี่ยวกับการประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าตามฟ้อง และให้จำเลยคืนเงิน1,150,033.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน916,616.19 บาท นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ฟ้องขอคืนภาษีอากรคดีนี้เกิน 2 ปี จึงขาดอายุความตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคท้าย เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469มาตรา 10 วรรคท้าย บัญญัติว่า "สิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริง เป็นอันสิ้นไปเมื่อครบกำหนดสองปีนับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณี..." หมายถึงผู้ที่เสียเงินอากรไว้เกินจำนวนที่ต้องเสีย ต้องยื่นคำร้องขอเงินอากรที่เสียไว้เกินภายใน 2 ปี แต่คดีนี้โจทก์ขอคืนค่าอากรที่ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเพิ่มเติมตามมาตรา 112, 112 ทวิ โดยโจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่ต้องเสียอากรเพิ่มตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมิน ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30โจทก์ได้ชำระค่าอากรและเงินเพิ่มตามที่ได้แจ้งการประเมินไปในระหว่างวันที่ 11พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2541 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2544ยังไม่พ้น 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ม. 112 ม. 112 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เลนโซ่เอเซีย จำกัด (มหาชน
จำเลย — กรมศุลกากร
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1390/2546
#110847
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคท้าย ผู้ที่เสียเงินอากรไว้เกินจำนวนที่ต้องเสีย ต้องยื่นคำร้องขอเงินอากรที่เสียไว้เกินไว้ภายใน 2 ปี แต่คดีนี้โจทก์ขอคืนค่าอากรที่ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเพิ่มตามมาตรา 112, 112 ทวิ โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ต้องเสียอากรเพิ่มตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมิน ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

แม้โจทก์จะนำใบขนสินค้าทั้ง 12 เที่ยว จำนวน 12 ใบขน ซึ่งมีจำนวนเงินแต่ละใบขนแตกต่างกันมาพ้องรวมเป็นคดีเดียวกัน แต่ก็ต้องถือว่าการฟ้องแต่ละใบขนสินค้าหรือแต่ละเที่ยวเป็นข้อหาแยกต่างหากจากกัน สิทธิในการอุทธรณ์จึงต้องด้วยพิจารณาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทตามใบขนสินค้าแต่ละเที่ยวที่โจทก์นำเข้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีอากรและเงินเพิ่มเกี่ยวกับการประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าตามฟ้อง ให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๑,๑๕๐,๐๓๓.๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๙๑๖,๖๑๖.๑๙ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ราคาสินค้าที่โจทก์สำแดงตามใบขนสินค้าขาเข้าตามฟ้องไม่ใช่ราคาสินค้าอันแท้จริงในท้องตลาด เป็นราคาซื้อขายที่โจทก์กับผู้ขายในต่างประเทศตกลงทำกันขึ้นเพื่อสำแดงต่อจำเลยสำหรับการเสียภาษีอากร ซึ่งต่ำกว่าราคาซื้อขายอันแท้จริงในท้องตลาดจำเลยจึงมีอำนาจประเมินราคาสินค้าใหม่ให้ถูกต้องตามราคาอันแท้จริงในท้องตลาด เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินโดยเทียบเคียงกับราคาสินค้าของผู้นำเข้ารายอื่นรวมทั้งของโจทก์ ซึ่งเคยนำเข้าในระยะเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ประกอบกับราคาประกาศสินค้ากองวิเคราะห์ราคา กรมศุลกากรเป็นเกณฑ์ประเมิน นอกจากนี้ยังต้องนำปริมาณของสินค้าซึ่งคำนวณตรวจชั่งตวงวัดในขณะที่มีการตรวจปล่อยสินค้ามาคำนวณเป็นราคาสินค้าที่ใช้ประเมินเรียกเก็บภาษีอากรจากโจทก์ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยชอบด้วยเหตุผลถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องขอคืนเงินอากรเกินกว่ากำหนด ๒ ปี นับแต่วันนำของเข้ามาในราชอาณาจักร ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์มิได้โต้แย้งสงวนสิทธิในการขอคืนเงินอากร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีอากรและเงินเพิ่มเกี่ยวกับการประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าตามฟ้อง และให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๑,๑๕๐,๐๓๓.๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๙๑๖,๖๑๖.๑๙ บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๔) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิจารณาว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ฟ้องขอคืนภาษีอากรคดีนี้เกิน ๒ ปี จึงขาดอายุความตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ. ศ . ๒๔๖๙ มาตรา ๑๐ วรรคท้าย เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ. ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๐ วรรคท้าย บัญญัติว่า "สิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริง เป็นอันสิ้นไปเมื่อครบกำหนดสองปีนับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณี?" หมายถึงผู้ที่เสียเงินอากรไว้เกินจำนวน ที่ต้องเสีย ต้องยื่นคำร้องขอเงินอากรที่เสียไว้เกินภายใน ๒ ปี แต่คดีนี้โจทก์ขอคืนค่าอากรที่ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่ เรียกเก็บเพิ่มตามมาตรา ๑๑๒, ๑๑๒ ทวิ โดยโจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่ต้องเสียอากรเพิ่มตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมิน ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ โจทก์ได้ชำระค่าอากรและเงินเพิ่มตามที่ได้แจ้งการประเมินไปในระหว่างวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ถึงวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๔ ยังไม่พ้น ๑๐ ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสองว่า ราคาสินค้าตามใบขนส่งสินค้าจำนวน ๑๒ เที่ยว ตามฟ้องโจทก์เป็นราคาแท้จริงในท้องตลาดหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะนำใบขนสินค้าทั้ง ๑๒ เที่ยว จำนวน ๑๒ ใบขน ซึ่งมีจำนวนเงินแต่ละใบขนแตกต่างกันมาฟ้องรวมเป็นคดีเดียวกัน แต่ก็ต้องถือว่าการฟ้องแต่ละใบขนสินค้าหรือ แต่ละเที่ยวเป็นข้อหาแยกต่างหากจากกัน สิทธิในการอุทธรณ์จึงต้องพิจารณาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทตาม ใบขนสินค้าแต่ละเที่ยวที่โจทก์นำเข้า ซึ่งทุนทรัพย์ที่พิพาทในแต่ละใบขนจะต้องมีทุนทรัพย์เกินกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ. ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๕ ?

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 วรรคท้าย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเลนโซ่เอเซีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูเกียรติ ดิลกแพทย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389/2546
#50302
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาของธนาคารจำเลยทำรายการซื้อตั๋วแลกเงินแทนลูกค้า จากนั้นเก็บตั๋วแลกเงินที่ขายให้ลูกค้าไว้แล้วออกสมุดเงินฝากให้แก่ลูกค้าโดยที่ลูกค้ามิได้ฝากเงินไว้กับจำเลย เป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบการทำงานของจำเลยซึ่งให้สาขาออกคู่ฉบับใบลงรับมอบให้ลูกค้าไว้เป็นหลักฐาน อาจเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายได้ เพราะหากลูกค้านำสมุดเงินฝากมาขอเบิกเงินจากจำเลย จำเลยอาจต้องรับผิดจ่ายเงินตามสมุดเงินฝากแก่ลูกค้า แม้จะยังไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยเนื่องจากโจทก์กระทำไปโดยได้รับความยินยอมจากลูกค้าและเพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยโจทก์มิได้ทุจริตต่อหน้าที่ ก็ต้องถือว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยอันเป็นกรณีร้ายแรงแล้ว จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องตักเตือนและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4)

อุทธรณ์ของโจทก์ที่อ้างพยานบุคคล พยานเอกสารและเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้ศาลฎีการับฟังว่า พยานหลักฐานจำเลยยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้แทนนิติบุคคลไม่ยินยอมให้ใช้ชื่อนิติบุคคลนั้นเป็นผู้ซื้อตั๋วแลกเงินก็ดี จ. เป็นผู้เก็บส่วนต่างของดอกเบี้ยจากการจำหน่ายตั๋วแลกเงินให้แก่ลูกค้าก็ดี ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54วรรคหนึ่ง

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและคณะกรรมการสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยโจทก์แล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า คณะกรรมการที่จำเลยแต่งตั้งขึ้นมิได้มีการสอบสวนทางวินัยและลงโทษโจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

ศาลแรงงานกลางมิได้รับฟังข้อเท็จจริงว่า ท. กับ จ. กระทำการฝ่าฝืนต่อระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยและจำเลยอนุมัติให้บุคคลทั้งสองลาออกดังที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการเพิ่มเติมข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2522 จำเลยว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างซึ่งโจทก์ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตามคำสั่ง ระเบียบและข้อบังคับของจำเลยโดยเคร่งครัดตลอดมา มีประวัติการทำงานดีเด่น ทำให้ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตามลำดับจนถึงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารจำเลยสาขาศรีสะเกษ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 35,005 บาท ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2541 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงาน อ้างว่าโจทก์กระทำผิดวินัยร้ายแรง เนื่องจากปฏิบัติงานฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยในการจำหน่ายตั๋วแลกเงิน และใช้อำนาจหน้าที่ไม่เหมาะสม ทำให้จำเลยขาดความไว้วางใจโดยจำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา ทำให้โจทก์ไม่มีโอกาสชี้แจงและนำพยานหลักฐานเข้าหักล้างข้อกล่าวหาของจำเลย ทั้งที่โจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวตามระเบียบคำสั่งและวิธีปฏิบัติของจำเลยทั้งสิ้นเป็นการกระทำโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ของจำเลยในการระดมเงินทุน แต่วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการขายตั๋วแลกเงินของจำเลยขัดต่อกฎหมายและคำสั่งของกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ประกอบกับมีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการขายตั๋วแลกเงินของจำเลยสาขาศรีสะเกษไปยังสำนักงานสรรพากรภาค 9 แต่จำเลยไม่สามารถหาเหตุผลไปหักล้างข้อร้องเรียนดังกล่าวได้ จึงหาเหตุให้โจทก์ออกจากงาน การกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม หากโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยต่อไปจนครบเกษียณอายุซึ่งเหลืออยู่ถึง 16 ปี ก็จะได้รับเงินค่าตอบแทนการทำงานจากจำเลย 10,017,050 บาท การที่ถูกเลิกจ้างจึงทำให้โจทก์ขาดรายได้จำนวนดังกล่าว และเมื่อโจทก์ทำงานจนครบเกษียณอายุ โจทก์ก็จะมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีก 10,886,675 บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในสองส่วนนี้เพียง 20,000,000 บาท นอกจากนี้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 70,009.80 บาท กับค่าชดเชย 350,049 บาท จากจำเลยด้วย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 20,000,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 70,009.80 บาท และค่าชดเชยจำนวน 350,049 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย โดยมีวันเริ่มปฏิบัติงาน วันที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงาน และค่าจ้างอัตราสุดท้ายตรงตามฟ้อง ในการปฏิบัติงานโจทก์จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระเบียบและคำสั่งของจำเลยโดยเคร่งครัดและสุจริต การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานเพราะโจทก์กระทำผิดระเบียบของจำเลยในการจำหน่ายตั๋วแลกเงิน กล่าวคือโจทก์ได้รวบรวมเงินจากลูกค้าซึ่งเป็นบุคคลธรรมดามาลงทุนซื้อตั๋วแลกเงินในนามนิติบุคคล โดยผู้แทนนิติบุคคลนั้น ๆ ไม่ทราบการกระทำดังกล่าว รวมทั้งมีการใช้ชื่อนิติบุคคลปลอมที่ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายมาซื้อตั๋วแลกเงินด้วยและโจทก์ได้มอบสมุดเงินฝากประจำให้ลูกค้าเป็นหลักฐานแทนการซื้อตั๋วแลกเงิน โดยใช้เครื่องพิมพ์ดีดพิมพ์รายละเอียดในสมุดเงินฝากประจำ แทนที่จะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำรายการตามวิธีปฏิบัติของจำเลย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้จำเลยตรวจพบการกระทำผิด อันเป็นข้อพิรุธแสดงความไม่สุจริตของโจทก์ และโจทก์ทำรายการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของลูกค้าเพื่อซื้อตั๋วแลกเงิน โดยลูกค้าไม่ได้ลงนามในใบถอนเงิน นอกจากนี้โจทก์ยังได้นำส่วนต่างของดอกเบี้ยจากการลงทุนในตั๋วแลกเงินของลูกค้าไปจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากรายอื่น ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำสั่งของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง และจำเลยได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเกี่ยวกับการกระทำของโจทก์ดังกล่าวโดยชอบแล้ว ผลการสอบสวนปรากฏว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานและเหตุผลเพียงพอที่สามารถหักล้างข้อกล่าวหาของจำเลยได้ คณะกรรมการสอบสวนจึงมีความเห็นว่า การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ไม่เหมาะสมและปฏิบัติงานฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยในการจำหน่ายตั๋วแลกเงิน ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรงส่งผลให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างมาก ทำให้จำเลยขาดความไว้วางใจโจทก์ จำเลยจึงมีคำสั่งให้ออกจากงาน โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของนายจ้างในการบริหารงานธุรกิจให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและเป็นธรรมไม่ได้กลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ จึงไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแต่อย่างใดซึ่งโจทก์ก็ได้อุทธรณ์คำสั่งเฉพาะโทษทางวินัยเพื่อขอเปลี่ยนโทษให้ออกจากการเป็นพนักงานเป็นขอลาออกเท่านั้น มิได้อุทธรณ์แก้ข้อกล่าวหาว่าไม่ได้กระทำผิด แต่จำเลยพิจารณาแล้วให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ เนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับและคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรงอันเป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่าเสียหาย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินจำนวน 350,049บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2543 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยอันเป็นกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ในระหว่างที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารจำเลยสาขาศรีสะเกษ โจทก์ได้ใช้ชื่อนิติบุคคลที่ไม่ได้มีการจดทะเบียนตามกฎหมายทำรายการซื้อตั๋วแลกเงินแทนลูกค้าบุคคลธรรมดา ใช้ชื่อนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมายทำรายการซื้อตั๋วแลกเงินโดยผู้แทนนิติบุคคลนั้นไม่ได้รับทราบ เก็บตั๋วแลกเงินที่ขายให้ลูกค้าไว้โดยออกสมุดเงินฝากให้แทนทำรายการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของลูกค้าเพื่อซื้อตั๋วแลกเงินโดยลูกค้าไม่ได้ลงนามในใบถอนเงินและนำส่วนต่างดอกเบี้ยจากการลงทุนในตั๋วแลกเงินของลูกค้าบางรายฝากเข้าบัญชีกองกลางของสาขา แม้โจทก์กระทำไปโดยความยินยอมของลูกค้า ก็ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย เรื่องวิธีปฏิบัติในการจำหน่ายตั๋วแลกเงินตามเอกสารหมาย ล.16 และ ล.17 จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2541 โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาของจำเลยทำรายการซื้อตั๋วแลกเงินแทนลูกค้าบุคคลธรรมดา จากนั้นเก็บตั๋วแลกเงินที่ขายให้ลูกค้าไว้แล้วออกสมุดเงินฝากให้แก่ลูกค้าโดยที่ลูกค้ามิได้ฝากเงินไว้กับจำเลยเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบการทำงานของจำเลย เรื่อง วิธีปฏิบัติในการจำหน่ายตั๋วแลกเงินตามเอกสารหมาย ล.17 ข้อ 2.2 ซึ่งให้สาขาออกคู่ฉบับใบลงรับมอบให้ลูกค้าไว้เป็นหลักฐาน อาจเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายได้เพราะหากลูกค้านำสมุดเงินฝากมาขอเบิกเงินจากจำเลย จำเลยอาจต้องรับผิดจ่ายเงินตามสมุดเงินฝากแก่ลูกค้าแม้ว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวจะยังไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่จำเลยเนื่องจากโจทก์กระทำไปโดยได้รับความยินยอมจากลูกค้าและเพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยที่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ก็ตาม ก็ต้องถือว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยอันเป็นกรณีร้ายแรงแล้ว ส่วนที่ฝ่ายตรวจสอบของจำเลยทำการตรวจสอบกิจการสาขาศรีสะเกษทุกปี แต่ไม่มีข้อทักท้วงหรือตำหนิการกระทำของโจทก์แต่อย่างใดนั้น ก็เป็นกรณีการตรวจสอบเฉพาะเรื่องการจำหน่ายตั๋วแลกเงินให้แก่ลูกค้าซึ่งอ้างว่าเป็นนิติบุคคลแต่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจริงเท่านั้นหาใช่กรณีตรวจสอบเรื่องที่โจทก์ออกสมุดเงินฝากให้ลูกค้ายึดถือแทนใบลงรับอันจะถือเป็นเหตุว่าจำเลยมิได้นับว่าการกระทำของโจทก์ในกรณีนี้มิใช่เป็นเรื่องร้ายแรงแต่อย่างใดไม่ จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องตักเตือนและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่า การที่โจทก์นำชื่อนิติบุคคลไปซื้อตั๋วแลกเงิน โดยผู้แทนนิติบุคคลนั้นไม่ยินยอมก็ดีการกันส่วนต่างของดอกเบี้ยจากการลงทุนซื้อตั๋วแลกเงินของลูกค้าก็ดี จะเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกโดยอ้างพยานบุคคล พยานเอกสารและเหตุผลต่าง ๆเพื่อให้ศาลฎีการับฟังว่า พยานหลักฐานจำเลยยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้แทนนิติบุคคลไม่ยินยอมให้ใช้ชื่อนิติบุคคลนั้นเป็นผู้ซื้อตั๋วแลกเงินก็ดี นางสาวจินตนา ศานติยานันท์ เป็นผู้เก็บส่วนต่างของดอกเบี้ยจากการจำหน่ายตั๋วแลกเงินให้แก่ลูกค้าก็ดี ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางซึ่งรับฟังข้อเท็จจริงมาแล้วดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ทั้งได้วินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของโจทก์ในกรณีที่โจทก์ทำรายการซื้อตั๋วแลกเงินแทนลูกค้าบุคคลธรรมดาจากนั้นเก็บตั๋วแลกเงินที่ขายให้ลูกค้าไว้แล้วออกสมุดเงินฝากให้แก่ลูกค้าโดยที่ลูกค้ามิได้ฝากเงินไว้กับจำเลย เป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรง ดังนั้น ไม่ว่าการกระทำอื่นของโจทก์ตามที่จำเลยกล่าวหาว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยจะเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยตามที่โจทก์อุทธรณ์หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อต่อไปในทำนองว่า คณะกรรมการสอบสวนที่จำเลยแต่งตั้งขึ้นเพียงแต่เชิญโจทก์มาชี้แจงเท่านั้น มิได้มีการสอบสวนทางวินัยและลงโทษโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้น คณะกรรมการสอบสวนของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.9 จึงดำเนินการโดยไม่ชอบไม่อาจรับฟังว่าเป็นกรรมการสอบสวนทางวินัยตามข้อบังคับของจำเลยเอกสารหมาย ล.2 นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า ตามบันทึกถ้อยคำของโจทก์เอกสารหมาย ล.8 มีข้อความชัดเจนว่าโจทก์ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งในสถานภาพของโจทก์ย่อมจะทราบดีว่าจะต้องถูกสอบสวนทางวินัย ทั้งยังได้ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนยอมรับว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาจริง จะเห็นได้ว่าศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและคณะกรรมการสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยโจทก์แล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายในทำนองว่า จำเลยเลือกปฏิบัติโดยนายทวีศักดิ์จิรวัฒนานุรักษ์ และนางสาวจินตนากระทำความผิดร้ายแรงยิ่งกว่าโจทก์ แต่จำเลยกลับอนุมัติให้บุคคลทั้งสองลาออกและเอาข้อมูลจากบุคคลทั้งสองมาลงโทษโจทก์โดยเลิกจ้างโจทก์ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางมิได้รับฟังข้อเท็จจริงว่านายทวีศักดิ์กับนางสาวจินตนากระทำการฝ่าฝืนต่อระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยและจำเลยอนุมัติให้บุคคลทั้งสองลาออกดังที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์แต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการเพิ่มเติมข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธีระกุล ศรีธัญรัตน์
จำเลย — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389/2546
#110846
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาธนาคารจำเลยใช้ชื่อนิติบุคคลที่ไม่ได้มีการจดทะเบียนตามกฎหมายทำรายการซื้อตั๋วแลกเงินแทนลูกค้าบุคคลธรรมดา ใช้ชื่อนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมายทำรายการซื้อตั๋วแลกเงินโดยผู้แทนนิติบุคคลนั้นไม่ได้รับทราบ เก็บตั๋วแลกเงินที่ขายให้ลูกค้าไว้โดยออกสมุดเงินฝากให้แทน ทำรายการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของลูกค้าเพื่อซื้อตั๋วแลกเงินโดยลูกค้าไม่ได้ลงนามในใบถอนเงิน และนำส่วนต่างดอกเบี้ยจากการลงทุนในตั๋วแลกเงินของลูกค้าบางรายฝากเข้าบัญชีกองกลางของสาขา แม้การกระทำดังกล่าวของโจทก์จะได้รับความยินยอมจากลูกค้า ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำทุจริตต่อหน้าที่ และยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยก็ตาม แต่ก็อาจเป็นเหตุให้ลูกค้านำสมุดเงินฝากมาขอเบิกเงินจากจำเลยและจำเลยต้องจ่ายเงินให้ไป จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบทำงานของจำเลย เรื่อง วิธีปฏิบัติในการจำหน่ายตั๋วแลกเงิน ข้อ 2.2 ที่กำหนดให้สาขาออกคู่ฉบับใบลงรับมอบให้ลูกค้าไว้เป็นหลักฐาน เป็นกรณีร้ายแรง จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องตักเตือน และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๗๐,๐๐๙.๐๘ บาท และค่าชดเชยจำนวน ๓๕๐,๐๔๙ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ในการปฏิบัติงานโจทก์จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ระเบียบและคำสั่งของจำเลยโดยเคร่งครัดและสุจริต การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานเพราะโจทก์กระทำผิดระเบียบของจำเลยในการจำหน่ายตั๋วแลกเงิน อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำสั่งของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง และจำเลยได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเกี่ยวกับ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวโดยชอบแล้ว ปรากฏว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานและเหตุผลเพียงพอที่สามารถหักล้าง ข้อกล่าวหาของจำเลยได้ คณะกรรมการสอบสวนจึงมีความเห็นว่า การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ไม่เหมาะสมและปฏิบัติงานฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยในการจำหน่ายตั๋วแลกเงิน ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรงส่งผลให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างมาก จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงาน โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า การกระทำ ของจำเลยไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์ จึงไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่าเสียหาย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินจำนวน ๓๕๐,๐๔๙ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๓ อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยอันเป็นกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาของจำเลยทำรายการซื้อตั๋วแลกเงินแทนลูกค้าบุคคลธรรมดา จากนั้นเก็บตั๋วแลกเงินที่ขายให้ลูกค้าไว้แล้วออกสมุดเงินฝากให้แก่ลูกค้าโดยที่ลูกค้ามิได้ฝากเงินไว้กับจำเลย เป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบการทำงานของจำเลย เรื่อง วิธีปฏิบัติในการจำหน่ายตั๋วแลกเงิน ซึ่งให้สาขาออกคู่ฉบับใบลงรับมอบให้ลูกค้าไว้เป็นหลักฐาน อาจเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายได้ เพราะหากลูกค้านำสมุดเงินฝากมาขอเบิกเงินจากจำเลย จำเลยอาจต้องรับผิดจ่ายเงินตามสมุดเงินฝากแก่ลูกค้า แม้ว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจะยังไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่จำเลยเนื่องจากโจทก์กระทำไปโดยได้รับความยินยอมจากลูกค้าและเพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยที่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ก็ตาม ก็ต้องถือว่า การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยอันเป็นกรณีร้ายแรงแล้ว ส่วนที่ฝ่ายตรวจสอบ ของจำเลยทำการตรวจสอบกิจการสาขาศรีสะเกษทุกปี แต่ไม่มีข้อทักท้วงหรือตำหนิการกระทำของโจทก์แต่อย่างใดนั้น ก็เป็นกรณีการตรวจสอบเฉพาะเรื่องการจำหน่ายตั๋วแลกเงินให้แก่ลูกค้าซึ่งอ้างว่าเป็นนิติบุคคลแต่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจริงเท่านั้น หาใช่กรณีตรวจสอบเรื่องที่โจทก์ออกสมุดเงินฝากให้ลูกค้ายึดถือแทนใบลงรับอันจะถือเป็นเหตุว่าจำเลยมิได้นับว่าการกระทำของโจทก์ในกรณีนี้มิใช่เป็นเรื่องร้ายแรงแต่อย่างใดไม่ จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องตักเตือนและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีระกุล ศรีธัญรัตน์
จำเลย — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1382/2546
#50301
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ขอให้เรียก ส. และ ว. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมนั้นเป็นเพียงคำร้องที่ยื่นเพื่อขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีมิใช่เพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความแต่อย่างใด จึงมิใช่คำคู่ความ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องนี้จึงมิใช่คำสั่งไม่รับคำคู่ความแต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1) จำเลยที่ 1 และที่ 2จึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 52,084,923 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวน47,928,897 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ชำระเงินจำนวน 46,592,791 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปีของต้นเงิน 42,875,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ชำระเงินจำนวน 5,492,132 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 5,053,897 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสมพร ภูติยานันต์ และนางวันเพ็ญ เอี่ยมจ้อย เข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งหก

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว ไม่มีเหตุที่จะเรียกบุคคลทั้งสองเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งหก จึงมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เรียกนางสมพร ภูติยานันต์ และนางวันเพ็ญ เอี่ยมจ้อย เข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งหกนั้นเห็นว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ขอให้เรียกบุคคลทั้งสองดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งหกเป็นเพียงคำร้องที่ยื่นเพื่อขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีมิใช่เพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความแต่อย่างใด จึงไม่ใช่คำคู่ความคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องนี้จึงมิใช่คำสั่งไม่รับคำคู่ความแต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัด
จำเลย — นาย บุญส่ง วิญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1382/2546
#50752
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียก ส. และ ว. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมเป็นเพียงคำร้องที่ยื่นเพื่อขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดี มิใช่เพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความจึงมิใช่คำคู่ความ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งไม่รับคำคู่ความแต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 52,084,923 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 47,928,897 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ชำระจำนวน 46,592,791 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของต้นเงิน 42,875,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ชำระเงินจำนวน 5,492,132 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 5,053,897 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสมพร ภูติยานันต์ และนางวันเพ็ญ เอี่ยมจ้อย เข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งหก

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว ไม่มีเหตุที่จะเรียกบุคคลทั้งสองเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งหก จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เรียกนางสมพร ภูติยานันต์ และนางวันเพ็ญ เอี่ยมจ้อยเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งหกนั้น เห็นว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ขอให้เรียกบุคคลทั้งสองดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งหกเป็นเพียงคำร้องที่ยื่นเพื่อขอเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีมิใช่เพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความแต่อย่างใด จึงไม่ใช่คำคู่ความคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องนี้จึงมิใช่คำสั่งไม่รับคำคู่ความ แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าทนายความชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (5) ม. 57 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัด
จำเลย — นาย บุญส่ง วิญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1380/2546
#50751
เปิดฉบับเต็ม

พ. อยู่กินฉันสามีภริยากับ น. โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส พ. ซื้อที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 56 ตารางวา มาในระหว่างที่อยู่กินด้วยกัน น. จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมด้วย พ. ไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินส่วนที่เป็นของ น. กึ่งหนึ่งเนื้อที่ 78 ตารางวาให้แก่จำเลยที่ 2 และ บ. เมื่อ น. ถึงแก่กรรมไปก่อน พ. ที่ดินส่วนของ น. จึงตกเป็นมรดกแก่ทายาทของ น. ซึ่งได้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 เพียง 2 คน ส่วน พ. มิได้เป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกส่วนของ น. เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ พ. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เป็นมรดกของ น. ให้แก่โจทก์โดยที่ดินส่วนดังกล่าวไม่ได้เป็นมรดกของ พ. จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้สืบสิทธิของทายาทอันจะอาจอ้างอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 มาตัดฟ้องโจทก์ จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ พ. ต้องดำเนินการแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์จำนวน 26 ตารางวา

แม้โจทก์จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เป็นทายาทอยู่ในฐานะอันควรได้มรดกเช่นเดียวกับโจทก์ ศาลจึงมีอำนาจแบ่งมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นคู่ความในคดีตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1749 วรรคสองอยู่แล้ว โดยไม่จำต้องร้องสอดเข้ามาขอส่วนแบ่งในคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกับสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2507/2539 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกนายชาญชัย แจ้งยุบล โจทก์ในสำนวนคดีนี้ว่า โจทก์ เรียกนางกันยาศิริ พุทธสถิตย์หรือแจ้งยุบล จำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีนี้ และเป็นโจทก์ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2507/2539 ของศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 และเรียกนายอภิชาติ แจ้งยุบล จำเลยที่ 2 ในสำนวนคดีนี้และเป็นจำเลยในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2507/2539 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 แต่คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2507/2539 ของศาลชั้นต้นยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางนวลไฉน แจ้งยุบล มารดาโจทก์ ตามคำสั่งศาลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 65/2537 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นน้องชายต่างมารดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของพันตำรวจเอกพิชิต แจ้งยุบล ซึ่งเป็นบิดาโจทก์และจำเลยทั้งสอง ตามคำสั่งศาลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2031/2537 ของศาลชั้นต้น พันตำรวจเอกพิชิตและจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 20213 (ที่ถูก 23113) เนื้อที่ 3 งาน 12 ตารางวา ที่ดินดังกล่าวในส่วนที่มีชื่อของพันตำรวจเอกพิชิตเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างพันตำรวจเอกพิชิตอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยากับนางนวลไฉน นางนวลไฉนถึงแก่กรรมไปก่อนพันตำรวจเอกพิชิต พันตำรวจเอกพิชิตทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 1 งาน 56 ตารางวา ซึ่งมีนางนวลไฉนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยนั้น ให้แก่นางสาวบังอรศิริ แจ้งยุบล กับจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ถูกต้อง โดยที่ดินเนื้อที่ 1 งาน 56 ตารางวา ที่มีชื่อพันตำรวจเอกพิชิตเป็นเจ้าของจะต้องแบ่งตามกฎหมายครอบครัวเสียก่อน คือเป็นของนางนวลไฉน 78 ตารางวา ของพันตำรวจเอกพิชิต 78 ตารางวา เมื่อนางนวลไฉนถึงแก่กรรมก่อนพันตำรวจเอกพิชิตที่ดินเนื้อที่ 78 ตารางวา ของนางนวลไฉนจึงตกได้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และพันตำรวจเอกพิชิตคนละ 26 ตารางวา ดังนั้นพันตำรวจเอกพิชิตจึงมีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่นางสาวบังอรศิริและจำเลยที่ 2 เพียง 1 งาน 4 ตารางวาเท่านั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 เคยบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของพันตำรวจเอกพิชิตโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนางนวลไฉนให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 20213 ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์ จำนวน 26 ตารางวา โดยให้โอนใส่ชื่อโจทก์ในสารบาญจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดพร้าวหากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงแทนเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับพันตำรวจเอกพิชิตในที่ดินโฉนดเลขที่ 20213 ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างพันตำรวจเอกพิชิตกับนางนวลไฉนเมื่อนางนวลไฉนถึงแก่กรรม พันตำรวจเอกพิชิตครอบครองที่ดินแทนทายาท ซึ่งคือโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิรับมรดกของนางนวลไฉนมาโดยตลอด พันตำรวจเอกพิชิตจึงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินเนื้อที่ 26 ตารางวา ที่ตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ให้แก่ผู้ใดได้แต่เนื่องจากการแบ่งมรดกจำเลยที่ 1 ไม่อาจกระทำได้ด้วยตนเอง เพราะจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกรวมทั้งจำเลยที่ 2 อ้างพินัยกรรมว่าพันตำรวจเอกพิชิตยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และนางสาวบังอรศิริ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 20213 ขณะพันตำรวจเอกพิชิตซื้อมาในปี 2510 มีเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 54 ตารางวา โดยซื้อมาด้วยเงินที่พันตำรวจเอกพิชิตหาได้มาฝ่ายเดียว แต่ใส่ชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม เนื่องจากมีเจตนาจะยกให้บุตรทั้งสองคน ต่อมาปี 2517 มีการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมจนเหลือเนื้อที่ 3 งาน12 ตารางวา โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพราะหากนางนวลไฉนไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพันตำรวจเอกพิชิต นางนวลไฉนก็จะไม่ใช่ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าว ที่ดินดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์มรดกที่จะตกได้แก่โจทก์และจำเลยที่ 2 หากนางนวลไฉนเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินเนื้อที่ 78 ตารางวา ก็เป็นสินสมรส ตกทอดแก่พันตำรวจเอกพิชิต โจทก์และจำเลยที่ 1 ทันทีนับแต่วันที่นางนวลไฉนถึงแก่กรรม ปรากฏว่าพันตำรวจเอกพิชิตครอบครองที่ดินดังกล่าวซึ่งรวมทั้งส่วนที่เป็นกองมรดกด้วยความสงบเปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของต่อเนื่องกันเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2525 จึงได้กรรมสิทธิ์แล้ว ผู้ที่จะโต้แย้งคัดค้านว่าพันตำรวจเอกพิชิตทำพินัยกรรมยกที่ดินในส่วนที่เป็นของนางนวลไฉนให้แก่ผู้อื่นได้ คือ นางนวลไฉนเท่านั้นโจทก์ไม่มีสิทธิโต้แย้งว่าบิดานำสินสมรสของมารดาไปทำพินัยกรรมยกให้ผู้อื่นอย่างไรก็ดีฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์มิได้อยู่ในฐานะทายาทผู้ครอบครองทรัพย์มรดก และฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันรู้ว่านางนวลไฉนเจ้ามรดกถึงแก่กรรมและเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตำรวจเอกพิชิตแจ้งยุบล ตามคำสั่งศาลในคดีหมายเลขแดงที่ 2031/2537 ดำเนินการแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 20213 (ที่ถูกคือ 23113) ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละ 26 ตารางวา หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และจำเลยที่ 1

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2507/2539 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา ดังนั้นสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2507/2539 จึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีคงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาเฉพาะสำนวนคดีนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า พันตำรวจเอกพิชิต แจ้งยุบล มีภริยา 2 คน คนแรกชื่อนางนวลไฉนมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ โจทก์กับจำเลยที่ 1 ภริยาคนที่ 2 ชื่อนางอ่อนศรีมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือจำเลยที่ 2 กับนางสาวบังอรศิริ พันตำรวจเอกพิชิตกับนางนวลไฉนอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2483 โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ในระหว่างที่พันตำรวจเอกพิชิตกับนางนวลไฉนอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาในปี 2510 พันตำรวจเอกพิชิตซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 20213 (ที่ถูก 23113) ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพฯเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 54 ตารางวา ใส่ชื่อพันตำรวจเอกพิชิต โจทก์ และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ปี 2512 มีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยแบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวออกเป็น 5 แปลง มีชื่อพันตำรวจเอกพิชิตเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ 3 แปลง ชื่อพันตำรวจเอกพิชิตและโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ 1 แปลง ที่ดินทั้ง 4 แปลงนี้ได้ขายไปแล้ว กับคงเหลือที่ดินพิพาทมีชื่อพันตำรวจเอกพิชิตและจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมเนื้อที่ 3 งาน 12 ตารางวา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2525 นางนวลไฉนถึงแก่กรรม โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางนวลไฉนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2535 พันตำรวจเอกพิชิตถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของพันตำรวจเอกพิชิตร่วมกันตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ก่อนที่พันตำรวจเอกพิชิตถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2525 พันตำรวจเอกพิชิตได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่งทางด้านทิศใต้เนื้อที่ 1 งาน 56 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 1 และนางสาวบังอรศิริตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.5 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความคดีมรดกตามที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นต่อสู้หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทส่วนที่พันตำรวจเอกพิชิตทำพินัยกรรมยกให้แก่จำเลยที่ 2 และนางสาวบังอรศิริเนื้อที่ 1 งาน56 ตารางวา พันตำรวจเอกพิชิตได้ซื้อมาในระหว่างที่พันตำรวจเอกพิชิตและนางนวลไฉนอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา นางนวลไฉนจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมด้วย พันตำรวจเอกพิชิตไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินส่วนที่เป็นของนางนวลไฉนกึ่งหนึ่งเนื้อที่ 78 ตารางวาให้แก่จำเลยที่ 2 และนางสาวบังอรศิริ ที่ดินส่วนของนางนวลไฉนดังกล่าวตกเป็นทรัพย์มรดกแก่ทายาทของนางนวลไฉนซึ่งได้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 เพียง 2 คน ส่วนพันตำรวจเอกพิชิตนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า พันตำรวจเอกพิชิตมิได้จดทะเบียนสมรสกับนางนวลไฉนโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกส่วนของนางนวลไฉน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีขอให้บังคับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของพันตำรวจเอกพิชิตโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนางนวลไฉนให้แก่โจทก์โดยที่ดินส่วนดังกล่าวไม่ได้เป็นทรัพย์มรดกของพันตำรวจเอกพิชิต ทั้งพันตำรวจเอกพิชิตมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกที่ดินของนางนวลไฉนส่วนดังกล่าวดังวินิจฉัยมาแล้วจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้สืบสิทธิของทายาทอันจะอาจอ้างอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 มาตัดฟ้องโจทก์ อายุความตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวไม่อาจนำมาปรับใช้กับคดีนี้ จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตำรวจเอกพิชิตตามคำสั่งศาลชั้นต้นต้องดำเนินการแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์จำนวน26 ตารางวา ตามที่โจทก์ฟ้องมา ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเฉพาะโจทก์และจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่เป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกของนางนวลไฉน ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้ที่ดินส่วนของนางนวลไฉนตกได้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละครึ่งคือคนละ 39 ตารางวานั้น โจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาอันเป็นข้อที่มิได้กล่าวในฟ้องและเกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์เสียเกินมาจำนวน 5,525 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์คดีนี้ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง แม้โจทก์จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์เท่านั้นเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เป็นทายาทอยู่ในฐานะอันควรได้มรดกเช่นเดียวกับโจทก์ ศาลมีอำนาจแบ่งมรดกรายนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นคู่ความในคดีตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1749 วรรคสองอยู่แล้ว โดยไม่จำต้องร้องสอดเข้ามาขอส่วนแบ่งในคดีแต่อย่างใด"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 20213 (ที่ถูกคือ 23113) ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตามสำนวนคดีนี้จำนวนคนละ 26 ตารางวา หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1646 ม. 1749 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชาญชัย แจ้งยุบล
จำเลย — นาง กันยาศิริ พุทธสถิตย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1380/2546
#111743
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์เท่านั้น แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นทายาทอยู่ในฐานะอันควรได้มรดกเช่นเดียวกับโจทก์ ศาลมีอำนาจแบ่งมรดกรายนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นคู่ความในคดีตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1749 วรรคสองอยู่แล้ว โดยไม่จำต้องร้องสอดเข้ามาขอส่วนแบ่งในคดีแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีที่เดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกับสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๕๐๗/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกนายชาญชัย แจ้งยุบล โจทก์ ในสำนวนคดีนี้ว่า โจทก์เรียกนางกันยาศิริ พุทธสถิตย์หรือแจ้งยุบล จำเลยที่ ๑ ในสำนวนคดีนี้ และเป็นโจทก์ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๕๐๗/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๑ และเรียกนายอภิชาติ แจ้งยุบล จำเลยที่ ๒ ในสำนวนคดีนี้ และเป็นจำเลยในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๕๐๗/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๒ แต่คดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๕๐๗/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้นยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๒๑๓ (ที่ถูก ๒๓๑๑๓) ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนางนวลไฉน แจ้งยุคล ซึ่งเป็นมารดาโจทก์และจำเลยที่ ๑ ให้โจทก์จำนวน ๒๖ ตารางวา โดยให้โอนใส่ชื่อโจทก์ในสารบาญจดทะเบียนสิทธินิติกรรมที่ดินสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดพร้าว หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงแทนเจตนา

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับพันตำรวจเอกพิชิต แจ้งยุบล ซึ่งเป็นบิดาโจทก์และจำเลยทั้งสองในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๒๑๓ (ที่ถูก ๒๓๑๑๓) ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างพันตำรวจเอกพิชิตกับนางนวลไฉน เมื่อนางนวลไฉนถึงแก่กรรม พันตำรวจเอกพิชิตครอบครองที่ดินแทนทายาทซึ่งคือโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงมีสิทธิรับมรดกของนางนวลไฉนมาโดยตลอด พันตำรวจเอกพิชิตจึงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินเนื้อที่ ๒๖ ตารางวา ที่ตกทอดแก่จำเลยที่ ๑ ให้แก่ผู้ใดได้ แต่เนื่องจากการแบ่งมรดกจำเลยที่ ๑ ไม่อาจกระทำได้ด้วยตนเองเพราะจำเลยที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดก รวมทั้งจำเลยที่ ๒ อ้างพินัยกรรมว่าพันตำรวจเอกพิชิตยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ และนางสาวบังอรศิริได้ ขอให้ยกฟ้องสำนวนคดีแรก

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ฟ้องโจทก์และจำเลยที่ ๑ เคลือบคลุม เพราะมิได้บรรยายให้ชัดเจนว่า นางนวลไฉนกับพันตำรวจเอกพิชิตได้จดทะเบียนสมรสกันหรือเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย อันจะทำให้มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทหรือไม่ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์มิได้อยู่ในฐานะทายาทผู้ครอบครองทรัพย์มรดก และฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกเกินกว่า ๑ ปี นับแต่วันรู้ว่านางนวลไฉนเจ้ามรดกถึงแก่กรรมและเกินกว่า ๑๐ ปี นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตำรวจเอกพิชิต แจ้งยุบล ตามคำสั่งศาลในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๐๓๑/๒๕๓๗ ดำเนินการแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๒๑๓ (ที่ถูกคือ ๒๓๑๑๓) ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์และจำเลยที่ ๑ คนละ ๒๖ ตารางวา หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความในแต่ละคดีเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท

โจทก์ จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และจำเลยที่ ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินจำนวน ๑๑,๐๕๐ บาท แก่จำเลยที่ ๒

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วเห็นว่า สำหรับสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๕๐๗/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ฎีกา ดังนั้น สำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๕๐๗/๒๕๓๙ จึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีคงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาเฉพาะสำนวนคดีนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า พันตำรวจเอกพิชิต แจ้งยุบล มีภริยา ๒ คน คนแรกชื่อนางนวลไฉน มีบุตรด้วยกัน ๒ คน คือ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ภริยาคนที่ ๒ ชื่อนางอ่อนศรี มีบุตรด้วยกัน ๒ คน คือจำเลยที่ ๒ กับนางสาวบังอรศิริ พันตำรวจเอกพิชิตกับนางนวลไฉนอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี ๒๔๘๓ โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ในระหว่างที่พันตำรวจเอกพิชิตกับนางนวลไฉนอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาในปี ๒๕๑๐ พันตำรวจเอกพิชิตซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๒๑๓ (ที่ถูก ๒๓๑๑๓) ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๕๔ ตารางวา ใส่ชื่อพันตำรวจเอกพิชิต โจทก์ และจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ปี ๒๕๑๒ มีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยแบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวออกเป็น ๕ แปลง มีชื่อพันตำรวจเอกพิชิตเป็นเข้าของกรรมสิทธิ์ ๓ แปลง ชื่อพันตำรวจเอกพิชิตและโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ๑ แปลง ที่ดินทั้ง ๔ แปลงนี้ได้ขายไปแล้ว กับคงเหลือที่ดินพิพาทมีชื่อพันตำรวจเอกพิชิตและจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม เนื้อที่ ๓ งาน ๑๒ ตารางวา เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๒๕ นางนวลไฉนถึงแก่กรรม โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางนวลไฉนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๓๕ พันตำรวจเอกพิชิตถึงแก่กรรม จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดกของพันตำรวจเอกพิชิตร่วมกันตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ก่อนที่พันตำรวจเอกพิชิตถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๒๕ พันตำรวจเอกพิชิตได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่งทางด้านทิศใต้เนื้อที่ ๑ งาน ๕๖ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๑ และนางสาวบังอรศิริ ตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารหมาย จ. ๕ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความคดีมรดกตามที่จำเลยที่ ๒ ยกขึ้นต่อสู้หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทส่วนที่พันตำรวจเอกพิชิตทำพินัยกรรมยกให้แก่จำเลยที่ ๒ และนางสาวบังอรศิริเนื้อที่ ๑ งาน ๕๖ ตารางวา พันตำรวจเอกพิชิตได้ซื้อมาในระหว่างที่พันตำรวจเอกพิชิตและนางนวลไฉนอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา นางนวลไฉนจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมด้วย พันตำรวจเอกพิชิตไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินส่วนที่เป็นของนางนวลไฉนกึ่งหนึ่งเนื้อที่ ๗๘ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๒ และนางสาวบังอรศิริ ที่ดินส่วนของนางนวลไฉนดังกล่าวตกเป็นทรัพย์มรดกแก่ทายาทของนางนวลไฉนซึ่งได้แก่โจทก์และจำเลยที่ ๑ เพียง ๒ คน ส่วนพันตำรวจเอกพิชิตนั้นข้อเท็จจริงฟังได้ว่า พันตำรวจเอกพิชิตมิได้จดทะเบียนสมรสกับนางนวลไฉนโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกส่วนของนางไฉน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีขอให้บังคับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของพันตำรวจพิชิตโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนางนวลไฉนให้แก่โจทก์ โดยที่ที่ดินส่วนดังกล่าวไม่ได้เป็นทรัพย์มรดกของพันตำรวจเอกพิชิต ทั้งพันตำรวจเอกพิชิตมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกที่ดินของนางนวลไฉนส่วนดังกล่าวดังวินิจฉัยมาแล้ว จำเลยที่ ๒ จึงไม่ใช่ผู้สืบสิทธิของทายาทอันจะอ้างอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ มาตัดฟ้องโจทก์ อายุความตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวไม่อาจนำมาปรับใช้กับคดีนี้ จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตำรวจพิชิตตามคำสั่งศาลชั้นต้นต้องดำเนินการแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์จำนวน ๒๖ ตารางวา ตามที่โจทก์ฟ้องมา ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเฉพาะโจทก์และจำเลยที่ ๑ เท่านั้นที่เป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกของนางนวลไฉน ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้ที่ดินส่วนของนางนวลไฉนตกได้แก่โจทก์และจำเลยที่ ๑ คนละครึ่งคือคนละ ๓๙ ตารางวานั้น โจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาอันเป็นข้อที่มิได้กล่าวในฟ้องและเกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์เสียเกินมาจำนวน ๕,๕๒๕ บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์คดีนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง แม้โจทก์จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ ๑ เป็นทายาทอยู่ในฐานะอันควรได้มรดกเช่นเดียวกับโจทก์ ศาลมีอำนาจแบ่งมรดกรายนี้ให้แก่จำเลยที่ ๑ ด้วย เนื่องจากจำเลยที่ ๑ เป็นคู่ความในคดีตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๔๙ วรรคสอง อยู่แล้ว โดยไม่จำต้องร้องสอดเข้ามาขอส่วนแบ่งในคดีแต่อย่างใด

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๒๑๓ (ที่ถูกคือ ๒๓๑๑๓) ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์และจำเลยที่ ๑ ตามสำนวนคดีนี้จำนวนคนละ ๒๖ ตารางวา หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมาจำนวน ๕,๕๒๕ บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลตามสำนวนคดีนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1749
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญชัย แจ้งยุบล
จำเลย — นางกันยาศิริ พุทธสถิตย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี -
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1379/2546
#50820
เปิดฉบับเต็ม

ความในสัญญาข้อ 8 มีว่า เพื่อเป็นหลักประกัน ผู้ค้ำประกันยอมมอบสมุดคู่ฝากประจำตามข้อ 6 และข้อ 7 ให้ธนาคารยึดถือไว้เป็นหลักประกันตลอดไปจนกว่าธนาคารจะได้รับชำระหนี้จากผู้กู้ครบถ้วน มีความหมายว่าธนาคารจำเลยเพียงยึดถือสมุดคู่ฝากประจำไว้เป็นประกัน ไม่ให้โจทก์ผู้ค้ำประกันถอนเงินโดยผิดเงื่อนไขตามสัญญาข้อ 7 เมื่อสัญญาข้อ 7 ระบุให้โจทก์ถอนเงินฝากได้ต่อเมื่อจำนวนหนี้ที่ผู้กู้เป็นหนี้ธนาคารลดลงเหลือไม่เกินราคาของหลักทรัพย์ที่ธนาคารประเมิน ซึ่งข้อเท็จจริงยุติว่าหนี้ของผู้กู้ลดลงดังกล่าวแล้ว ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจกันเงินฝากของโจทก์ไว้จนกว่าลูกหนี้ของจำเลยชำระหนี้หมดสิ้น

จำเลยทราบดีอยู่แล้วว่ามีพยานเอกสารอะไรบ้างที่จะต้องนำมาสืบเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน และจำเลยสามารถยื่นบัญชีระบุพยานดังกล่าวได้ การที่จำเลยต้องให้พนักงานของจำเลยค้นหาเอกสารหลายครั้งจึงพบนั้น ย่อมถือเป็นความบกพร่องล่าช้าของพนักงานจำเลย อันเป็นเรื่องภายในของจำเลยเอง จึงไม่ใช่กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม และตามคำให้การของจำเลยก็ไม่ปรากฏว่ามีประเด็นอันเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวอันจะถือว่าเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีซึ่งจะต้องนำสืบเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2) กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะให้รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมดังกล่าวของจำเลยได้ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินโครงการเงินกู้ที่ลูกค้าของโจทก์ทำสัญญากู้เงินกับจำเลยทั้งโครงการโดยโจทก์ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ของโจทก์ที่มีต่อจำเลย โจทก์สัญญาว่าจะฝากเงินประเภทฝากประจำกับจำเลยเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของผู้กู้ทุกรายตามที่จำเลยกำหนดจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของต้นเงินกู้ที่ผู้กู้แต่ละรายกู้เงินไปจากจำเลย เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี และโจทก์สัญญาว่าจะฝากเงินประเภทฝากประจำกับจำเลยเท่ากับจำนวนเงินที่ผู้กู้แต่ละรายกู้เกินราคาประเมินของหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน และเมื่อจำนวนหนี้ที่ผู้กู้เป็นหนี้จำเลยลดลงเหลือไม่เกินราคาประเมินของหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกันโจทก์มีสิทธิถอนเงินฝากคืนได้ในการนี้โจทก์ฝากเงินประเภทฝากประจำไว้กับจำเลยโดยมอบสมุดคู่ฝากเงินฝากประจำบัญชีดังกล่าวไว้กับจำเลยด้วย ต่อมาโจทก์ขอถอนเงินฝากประจำทั้งสองบัญชีของโจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยคืนเงินฝากให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินฝากส่วนที่เหลือ จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 981,830.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ของต้นเงิน861,834.62 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญาค้ำประกันทั้งโครงการที่โจทก์ทำไว้กับจำเลยนั้นมีวัตถุประสงค์ต้องการให้จำเลยรับเป็นแหล่งเงินกู้ระยะยาวให้แก่ผู้ซื้อที่ดินและอาคารในโครงการของโจทก์ โดยโจทก์ยินยอมผูกพันในฐานะผู้ค้ำประกันลูกค้าในโครงการของโจทก์ไว้แก่จำเลย จนกว่าจำเลยจะได้รับชำระหนี้ทั้งหมดคืนจากผู้กู้ แม้ตามสัญญาค้ำประกันข้อ 7 จะให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะถอนเงินฝากคืนได้ก็ตาม แต่ก็ไม่ตัดสิทธิของจำเลยที่จะพิจารณาให้โจทก์ถอนเงินฝากออกจากบัญชีหรือไม่ก็ได้ การที่จำเลยไม่ให้โจทก์ถอนเงินฝากจึงเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิปฏิบัติตามสัญญาค้ำประกันทั้งโครงการที่โจทก์ทำให้ไว้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงไม่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อเรียกเงินฝากพร้อมดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในเบื้องแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยระบุพยานตามคำร้องลงวันที่ 16 มิถุนายน2542 นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบก่อนเสร็จ และสืบพยานจำเลยโดยจำเลยนำผู้รับมอบอำนาจของจำเลยเข้าเบิกความได้ 1 ปาก จำเลยขอเลื่อนคดี ต่อมาก่อนถึงวันนัดที่เลื่อนมาจำเลยได้ยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมลงวันที่ 16 มิถุนายน 2542 ว่า พยานที่จำเลยขอระบุเพิ่มเติม เป็นพยานเอกสารซึ่งมีอายุเกินกว่า 10 ปี จำเลยได้แยกเก็บรักษาไว้ ณ สถานที่เก็บเอกสารของจำเลย ทนายจำเลยขอให้พนักงานของจำเลยค้นหาหลายครั้งจึงค้นพบ ประกอบกับพนักงานของจำเลยผู้มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเปลี่ยนไปหลายคนเมื่อค้นพบเอกสารจึงทราบได้ว่าพนักงานของจำเลยคนใดเป็นผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบเอกสารนั้น ทำให้จำเลยไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานได้ทัน พยานบุคคลและพยานเอกสารดังกล่าวมีความสำคัญเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาอันเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีเห็นว่า ตามคำร้องแสดงแจ้งชัดว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่ามีพยานเอกสารอะไรบ้างที่จำเลยต้องนำมาสืบเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน และจำเลยสามารถยื่นบัญชีระบุพยานดังกล่าวได้ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ ที่จำเลยต้องให้พนักงานของจำเลยค้นหาเอกสารดังกล่าวหลายครั้งจึงพบนั้น ย่อมถือเป็นความบกพร่องล่าช้าของพนักงานจำเลย อันเป็นเรื่องภายในของจำเลยเอง ดังนั้น ข้ออ้างของจำเลยตามคำร้องจึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม และตามคำให้การของจำเลยก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยให้การถึงการหักเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ชำระหนี้แทนลูกหนี้ไว้เลยเช่นนี้ ย่อมไม่อาจจะถือว่าพยานบุคคลและพยานเอกสารหมาย ล.7 ถึง ล.31 อันเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการหักเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ในคดีนี้ เป็นพยานหลักฐานอันสำคัญเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ซึ่งจำเป็นจะต้องนำสืบเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2) ดังที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยด้วย กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะให้รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของจำเลยได้ตามกฎหมาย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยระบุพยานเพิ่มเติมและคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในปัญหานี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิถอนเงินฝากในบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้กับจำเลยตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของโครงการบ้านจัดสรรชื่อโครงการหมู่บ้านอมรพันธุ์นคร จำเลยรับเป็นแหล่งเงินกู้ระยะยาวให้แก่ผู้ซื้อที่ดินและอาคารในโครงการของโจทก์ โจทก์ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันทั้งโครงการไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าวโดยยอมรับผิดร่วมกับผู้กู้อย่างลูกหนี้ร่วมไม่จำกัดวงเงิน มีข้อตกลง2 ประการคือ ประการแรกโจทก์จะฝากเงินประเภทฝากประจำกับจำเลยเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี เป็นจำนวนเงินในอัตราร้อยละ 5 ของต้นเงินกู้ที่ผู้กู้แต่ละรายกู้ไปจากจำเลยและประการที่ 2 โจทก์จะฝากเงินประเภทฝากประจำเท่ากับจำนวนเงินที่ผู้กู้แต่ละรายกู้จากจำเลยเกินราคาประเมินของหลักทรัพย์ที่ผู้กู้นำมาเป็นประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันทั้งโครงการ เอกสารหมาย จ.1 ข้อ 6 และข้อ 7 ตามลำดับ โจทก์ได้ขอถอนคืนเงินฝากดังกล่าว และจำเลยคืนเงินฝากให้แก่โจทก์แล้วบางส่วน คงเหลือเงินฝากตามสัญญาข้อ 6 บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ จ.5884 เป็นเงิน 158,292.68 บาท และเหลือเงินฝากตามสัญญา ข้อ 7 บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ จ.5885 เป็นเงิน 703,541.94 บาทเห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ต้องฝากเงินประเภทฝากประจำต่อจำเลยเป็น 2 บัญชี คือ บัญชีเงินฝากในข้อ 6 กับบัญชีเงินฝากในข้อ 7 สำหรับเงินฝากในข้อ 6 ไม่มีข้อความระบุให้โจทก์ถอนคืนได้หรือไม่ อย่างไร ส่วนเงินฝากในข้อ 7 กลับมีข้อตกลงระบุให้โจทก์ถอนคืนเงินฝากได้เมื่อจำนวนหนี้ที่ผู้กู้เป็นหนี้ธนาคารลดลงเหลือไม่เกินราคาของหลักทรัพย์ที่ธนาคารประเมิน เมื่อตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ได้แยกบัญชีเงินฝากทั้งสองไว้เป็นที่เด่นชัดแล้ว เช่นนี้ การฝากและถอนคืนเงินฝากตามบัญชีดังกล่าวจึงต้องเป็นไปตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในแต่ละบัญชี ดังนั้น จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่อาจถอนคืนเงินฝากในข้อ 6 โดยอาศัยเงื่อนไขในเงินฝาก ข้อ 7 สำหรับข้อตกลงให้โจทก์ถอนคืนได้เฉพาะเงินฝากตามบัญชีเงินฝากในสัญญาข้อ 7 นั้นได้ระบุให้โจทก์ถอนคืนไปได้ต่อเมื่อจำนวนหนี้ที่ผู้กู้แต่ละรายเป็นหนี้ธนาคารลดลงเหลือไม่เกินราคาของทรัพย์ที่ธนาคารประเมินเป็นหลักประกัน ดังนี้ โจทก์จึงมีสิทธิถอนคืนเงินฝากตามสัญญาข้อ 7 ได้ตามเงื่อนไขดังกล่าว ซึ่งเงินฝากตามสัญญาข้อ 7 นี้ โจทก์มีนายกมลโลจน์กุญชร ณ อยุธยา เป็นพยานเบิกความว่าปัจจุบันมีลูกค้าของโจทก์ที่ทำสัญญากู้เงินและค้างชำระหนี้ต่อจำเลยอยู่เพียง 5 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,322,016.36 บาท ส่วนราคาประเมินที่ดินทั้งแปลงของลูกค้าดังกล่าวที่จดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยไม่รวมราคาสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน เป็นเงินทั้งสิ้น 2,620,000 บาท โดยฝ่ายจำเลยไม่มีพยานมานำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น จึงฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติได้ว่าจำนวนหนี้ของลูกหนี้ที่กู้เงินจากจำเลยได้ลดลงเหลือไม่เกินราคาของทรัพย์ที่ลูกหนี้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันไว้แก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินฝากประจำตามบัญชีเงินฝากเลขที่จ.5885 ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 7 ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ข้อที่จำเลยต่อสู้ว่าตามสัญญาข้อ 8 ระบุให้จำเลยสามารถกันเงินฝากประจำของโจทก์ทั้งสองบัญชีไว้จนกว่าจำเลยจะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ครบถ้วนนั้น เห็นว่า ความในสัญญาข้อ 8 มีว่าเพื่อเป็นหลักประกันตามสัญญานี้ผู้ค้ำประกันยอมมอบสมุดคู่ฝากประจำตามข้อ 6 และข้อ 7 ให้ธนาคารยึดถือไว้เป็นหลักประกันตลอดไปจนกว่าธนาคารจะได้รับชำระหนี้จากผู้กู้ครบถ้วนเท่านั้น ซึ่งนายธนู ทองงาม ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมสินเชื่อของจำเลยก็เบิกความว่า ต้องเก็บสมุดคู่ฝากไว้ในฐานะหลักประกันและป้องกันไม่ให้โจทก์ถอนเงินฝากดังกล่าวออกจากบัญชี จึงแสดงความหมายของความในสัญญาข้อ 8 ชัดแจ้งว่า จำเลยเพียงยึดถือสมุดคู่ฝากประจำไว้เป็นประกันไม่ให้โจทก์ถอนเงินฝากดังกล่าวโดยผิดเงื่อนไขตามสัญญาข้อ 7 เท่านั้น จำเลยจึงไม่อาจกันเงินฝากตามบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ไว้จนกว่าลูกหนี้ของจำเลยชำระหนี้หมดสิ้นได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินฝากตามบัญชีเงินฝากประจำ บัญชีเลขที่จ.5885 จำนวนเงิน 703,541.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่1 สิงหาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 368 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 88 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อมรพันธุ์นคร จำกัด
จำเลย — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1379/2546
#51013
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทราบอยู่แล้วว่ามีพยานเอกสารอะไรบ้างที่จะต้องนำมาสืบ และสามารถยื่นบัญชีระบุพยานดังกล่าวได้ การที่จำเลยต้องให้พนักงานของจำเลยค้นหาเอกสารหลายครั้งจึงพบย่อมถือเป็นความบกพร่องล่าช้าของพนักงานจำเลย อันเป็นเรื่องภายในของจำเลยไม่ใช่กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสามจึงไม่มีเหตุที่จะรับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมดังกล่าวของจำเลยได้

ตามสัญญาค้ำประกันโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันผู้กู้ต้องฝากเงินประเภทฝากประจำต่อธนาคารจำเลยเป็น 2 บัญชี คือ บัญชีเงินฝากในข้อ 6 กับบัญชีเงินฝากในข้อ 7 สำหรับเงินฝากในข้อ 6 ไม่มีข้อความให้โจทก์ถอนคืนได้ ส่วนเงินฝากในข้อ 7 กลับระบุให้โจทก์ถอนคืนได้เมื่อจำนวนหนี้ที่ผู้กู้เป็นหนี้จำเลยลดลงไม่เกินราคาของหลักทรัพย์ที่จำเลยประเมิน เมื่อตามสัญญาค้ำประกันได้แยกบัญชีเงินฝากทั้งสองไว้เป็นที่เด่นชัด การฝากและถอนคืนเงินฝากจึงต้องเป็นไปตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในแต่ละบัญชี ดังนั้น จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่อาจถอนคืนเงินฝากในข้อ 6 โดยอาศัยเงื่อนไขในเงินฝากข้อ 7

ความในสัญญาค้ำประกันข้อ 8 มีว่า เพื่อเป็นหลักประกันผู้ค้ำประกันยอมมอบสมุดคู่ฝากประจำตามข้อ 7 ให้ธนาคารจำเลยยึดถือไว้เป็นหลักประกันตลอดไปจนกว่าจำเลยจะได้รับชำระหนี้จากผู้กู้ครบถ้วน มีความหมายว่าจำเลยเพียงยึดถือสมุดคู่ฝากประจำไว้เป็นประกัน ไม่ให้โจทก์ผู้ค้ำประกันถอนเงินโดยผิดเงื่อนไขตามสัญญาข้อ 7เมื่อสัญญาข้อ 7 ระบุให้โจทก์ถอนเงินฝากได้ต่อเมื่อจำนวนหนี้ที่ผู้กู้เป็นหนี้ลดลงเหลือไม่เกินราคาของหลักทรัพย์ที่จำเลยประเมินดังนั้น เมื่อหนี้ของผู้กู้ลดลงตามเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงไม่อาจกันเงินฝากของโจทก์ไว้จนกว่าลูกหนี้ของจำเลยชำระหนี้หมดสิ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2522 โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินโครงการเงินกู้ที่ลูกค้าของโจทก์ทำสัญญากู้เงินกับจำเลยทั้งโครงการโดยโจทก์ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ของโจทก์ที่มีต่อจำเลย โจทก์สัญญาว่าจะฝากเงินประเภทฝากประจำกับจำเลยเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของผู้กู้ทุกรายตามที่จำเลยกำหนดจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของต้นเงินกู้ที่ผู้กู้แต่ละรายกู้เงินไปจากจำเลย เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปีและโจทก์สัญญาว่าจะฝากเงินประเภทฝากประจำกับจำเลยเท่ากับจำนวนเงินที่ผู้กู้แต่ละรายกู้เกินราคาประเมินของหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน และเมื่อจำนวนหนี้ที่ผู้กู้เป็นหนี้จำเลยลดลงเหลือไม่เกินราคาประเมินของหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน โจทก์มีสิทธิถอนเงินฝากคืนได้ ในการนี้โจทก์ฝากเงินประเภทฝากประจำ บัญชีเลขที่ จ.5884 และบัญชีเลขที่ จ.5885 ไว้กับจำเลย โดยมอบสมุดคู่ฝากเงินฝากประจำบัญชีดังกล่าวไว้กับจำเลยด้วย ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2538 โจทก์ขอถอนเงินฝากประจำทั้งสองบัญชีของโจทก์จำนวน 1,736,423.42 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยคืนเงินฝากให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินฝากส่วนที่เหลือ จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 981,830.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ของต้นเงิน 861,834.62 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญาค้ำประกันทั้งโครงการที่โจทก์ทำไว้กับจำเลยนั้น มีวัตถุประสงค์ต้องการให้จำเลยรับเป็นแหล่งเงินกู้ระยะยาวให้แก่ผู้ซื้อที่ดินและอาคารในโครงการของโจทก์ โดยโจทก์ยินยอมผูกพันในฐานะผู้ค้ำประกันลูกค้าในโครงการของโจทก์ไว้แก่จำเลยจนกว่าจำเลยจะได้รับชำระหนี้ทั้งหมดคืนจากผู้กู้ แม้ตามสัญญาค้ำประกันข้อ 7 จะให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะถอนเงินฝากคืนได้ก็ตาม แต่ก็ไม่ตัดสิทธิของจำเลยที่จะพิจารณาให้โจทก์ถอนเงินฝากออกจากบัญชีหรือไม่ก็ได้ การที่จำเลยไม่ให้โจทก์ถอนเงินฝากจึงเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิปฏิบัติตามสัญญาค้ำประกันทั้งโครงการที่โจทก์ทำให้ไว้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงไม่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อเรียกเงินฝากพร้อมดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในเบื้องแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยระบุพยานตามคำร้องลงวันที่ 16 มิถุนายน 2542นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบก่อนเสร็จ และสืบพยานจำเลยโดยจำเลยนำผู้รับมอบอำนาจของจำเลยเข้าเบิกความได้ 1 ปาก จำเลยขอเลื่อนคดี ต่อมาก่อนถึงวันนัดที่เลื่อนมา จำเลยได้ยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมลงวันที่ 16 มิถุนายน 2542 ว่า พยานที่จำเลยขอระบุเพิ่มเติมเป็นพยานเอกสารซึ่งมีอายุเกินกว่า 10 ปี จำเลยได้แยกเก็บรักษาไว้ ณ สถานที่เก็บเอกสารของจำเลย ทนายจำเลยขอให้พนักงานของจำเลยค้นหาหลายครั้งจึงค้นพบ ประกอบกับพนักงานของจำเลยผู้มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเปลี่ยนไปหลายคน เมื่อค้นพบเอกสารจึงทราบได้ว่าพนักงานของจำเลยคนใดเป็นผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบเอกสารนั้น ทำให้จำเลยไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานได้ทัน พยานบุคคลและพยานเอกสารดังกล่าวมีความสำคัญเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาอันเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี เห็นว่า ตามคำร้องแสดงแจ้งชัดว่า จำเลยทราบดีอยู่แล้วว่ามีพยานเอกสารอะไรบ้างที่จำเลยต้องนำมาสืบเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน และจำเลยสามารถยื่นบัญชีระบุพยานดังกล่าวได้ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ ที่จำเลยต้องให้พนักงานของจำเลยค้นหาเอกสารดังกล่าวหลายครั้งจึงพบนั้นย่อมถือเป็นความบกพร่องล่าช้าของพนักงานจำเลย อันเป็นเรื่องภายในของจำเลยเอง ดังนั้น ข้ออ้างของจำเลยตามคำร้องจึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88วรรคสาม และตามคำให้การของจำเลยก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยให้การถึงการหักเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ชำระหนี้แทนลูกหนี้ไว้เลย เช่นนี้ ย่อมไม่อาจจะถือว่าพยานบุคคลและพยานเอกสารหมาย ล.7 ถึง ล.31 อันเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการหักเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ในคดีนี้ เป็นพยานหลักฐานอันสำคัญเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ซึ่งจำเป็นจะต้องนำสืบเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2) ดังที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยด้วย กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะให้รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของจำเลยได้ตามกฎหมาย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยระบุพยานเพิ่มเติมและคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในปัญหานี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิถอนเงินฝากในบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้กับจำเลยตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของโครงการบ้านจัดสรรชื่อโครงการหมู่บ้านอมรพันธุ์นครจำเลยรับเป็นแหล่งเงินกู้ระยะยาวให้แก่ผู้ซื้อที่ดินและอาคารในโครงการของโจทก์ โจทก์ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันทั้งโครงการไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าวโดยยอมรับผิดร่วมกับผู้กู้อย่างลูกหนี้ร่วมไม่จำกัดวงเงิน มีข้อตกลง 2 ประการคือ ประการแรกโจทก์จะฝากเงินประเภทฝากประจำกับจำเลยเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี เป็นจำนวนเงินในอัตราร้อยละ 5 ของต้นเงินกู้ที่ผู้กู้แต่ละรายกู้ไปจากจำเลย และประการที่ 2 โจทก์จะฝากเงินประเภทฝากประจำ เท่ากับจำนวนเงินที่ผู้กู้แต่ละรายกู้จากจำเลยเกินราคาประเมินของหลักทรัพย์ที่ผู้กู้นำมาเป็นประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันทั้งโครงการเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 6 และข้อ 7 ตามลำดับโจทก์ได้ขอถอนคืนเงินฝากดังกล่าว และจำเลยคืนเงินฝากให้แก่โจทก์แล้วบางส่วนคงเหลือเงินฝากตามสัญญาข้อ 6 บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ จ.5884 เป็นเงิน 158,292.68 บาท และเหลือเงินฝากตามสัญญา ข้อ 7 บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ จ.5885 เป็นเงิน 703,541.94 บาท เห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ต้องฝากเงินประเภทฝากประจำต่อจำเลยเป็น 2 บัญชี คือ บัญชีเงินฝากในข้อ 6 กับบัญชีเงินฝากในข้อ 7 สำหรับเงินฝากในข้อ 6 ไม่มีข้อความระบุให้โจทก์ถอนคืนได้หรือไม่ อย่างไรส่วนเงินฝากในข้อ 7 กลับมีข้อตกลงระบุให้โจทก์ถอนคืนเงินฝากได้เมื่อจำนวนหนี้ที่ผู้กู้เป็นหนี้ธนาคารลดลงเหลือไม่เกินราคาของหลักทรัพย์ที่ธนาคารประเมิน เมื่อตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ได้แยกบัญชีเงินฝากทั้งสองไว้เป็นที่เด่นชัดแล้ว เช่นนี้ การฝากและถอนคืนเงินฝากตามบัญชีดังกล่าวจึงต้องเป็นไปตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในแต่ละบัญชี ดังนั้น จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่อาจถอนคืนเงินฝากในข้อ 6 โดยอาศัยเงื่อนไขในเงินฝากข้อ 7 สำหรับข้อตกลงให้โจทก์ถอนคืนได้เฉพาะเงินฝากตามบัญชีเงินฝากในสัญญาข้อ 7 นั้นได้ระบุให้โจทก์ถอนคืนไปได้ต่อเมื่อจำนวนหนี้ที่ผู้กู้แต่ละรายเป็นหนี้ธนาคารลดลงเหลือไม่เกินราคาของทรัพย์ที่ธนาคารประเมินเป็นหลักประกันดังนี้ โจทก์จึงมีสิทธิถอนคืนเงินฝากตามสัญญาข้อ 7 ได้ตามเงื่อนไขดังกล่าว ซึ่งเงินฝากตามสัญญาข้อ 7 นี้ โจทก์มีนายกมลโลจน์ กุญชร ณ อยุธยา เป็นพยานเบิกความว่า ปัจจุบันมีลูกค้าของโจทก์ที่ทำสัญญากู้เงินและค้างชำระหนี้ต่อจำเลยอยู่เพียง 5 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,322,016.36 บาท ส่วนราคาประเมินที่ดินทั้งแปลงของลูกค้าดังกล่าวที่จดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยไม่รวมราคาสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นเงินทั้งสิ้น2,620,000 บาท โดยฝ่ายจำเลยไม่มีพยานมานำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น จึงฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติได้ว่า จำนวนหนี้ของลูกหนี้ที่กู้เงินจากจำเลยได้ลดลงเหลือไม่เกินราคาของทรัพย์ที่ลูกหนี้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันไว้แก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินฝากประจำตามบัญชีเงินฝากเลขที่ จ.5885 ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 7 ให้แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ย ข้อที่จำเลยต่อสู้ว่าตามสัญญาข้อ 8 ระบุให้จำเลยสามารถกันเงินฝากประจำของโจทก์ทั้งสองบัญชีไว้จนกว่าจำเลยได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ครบถ้วนนั้น เห็นว่าความในสัญญาข้อ 8 มีว่า เพื่อเป็นหลักประกันตามสัญญานี้ ผู้ค้ำประกันยอมมอบสมุดคู่ฝากประจำตาม ข้อ 6 และข้อ 7 ให้ธนาคารยึดถือไว้เป็นหลักประกันตลอดไปจนกว่าธนาคารจะได้รับชำระหนี้จากผู้กู้ครบถ้วนเท่านั้น ซึ่งนายธนู ทองงาม ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมสินเชื่อของจำเลยก็เบิกความว่า ต้องเก็บสมุดคู่ฝากไว้ในฐานะหลักประกันและป้องกันไม่ให้โจทก์ถอนเงินฝากดังกล่าวออกจากบัญชี จึงแสดงความหมายของความในสัญญาข้อ 8 ชัดแจ้งว่าจำเลยเพียงยึดถือสมุดคู่ฝากประจำไว้เป็นประกันไม่ให้โจทก์ถอนเงินฝากดังกล่าวโดยผิดเงื่อนไขตามสัญญาข้อ 7 เท่านั้นจำเลยจึงไม่อาจกันเงินฝากตามบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ไว้จนกว่าลูกหนี้ของจำเลยชำระหนี้หมดสิ้นได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินฝากตามบัญชีเงินฝากประจำ บัญชีเลขที่จ.5885 จำนวนเงิน 703,541.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่1 สิงหาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อมรพันธุ์นคร จำกัด
จำเลย — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1378/2546
#50300
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านระบุว่าโจทก์จะชำระค่าจ้างในวันทำสัญญา150,000 บาท และให้ถือว่าเป็นการชำระเงินงวดที่ 1 และชำระเงินงวดอีก 1,433,190บาท โดยแบ่งชำระรวม 21 งวด ภายในวันที่ 20 ของเดือน ส่วนที่เหลือ 3,694,110บาท จะชำระเมื่องานก่อสร้างทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ ดังนั้น แม้สัญญาไม่ได้กำหนดระยะเวลาการปลูกสร้างบ้านให้แล้วเสร็จไว้ แต่ก็อนุมานได้ว่าภายในระยะเวลาที่โจทก์ผ่อนชำระค่างวดครบ 22 งวด จำเลยจะต้องปลูกสร้างบ้านได้ไม่น้อยกว่าตามสัดส่วนของเงินค่าจ้างที่จำเลยได้รับชำระไปแล้ว แต่จำเลยก็ไม่ได้เริ่มลงมือปลูกสร้าง โจทก์จึงมีหนังสือสอบถามไปยังจำเลย และให้จำเลยกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จสมบูรณ์จำเลยก็มิได้มีหนังสือชี้แจงหรือโต้แย้งคัดค้าน เมื่อตามหนังสือสอบถามโจทก์ให้เวลาจำเลยอีก 4 เดือนเศษ จำเลยก็ยังไม่ปลูกสร้างบ้าน ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ภายในระยะเวลาอันสมควรแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า"เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม...." และวรรคสอง บัญญัติว่า "ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้" และมาตรา 7 บัญญัติว่า "ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี" ดังนั้น เมื่อสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยของเงินที่จำเลยจะต้องใช้คืนแก่โจทก์ไว้ จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของจำนวนเงินที่จำเลยได้รับชำระแต่ละงวดจนกว่าจะใช้คืนเสร็จแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2539 โจทก์ได้ทำสัญญาจ้างให้จำเลยปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัย โดยจำเลยเป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์และแรงงานในการปลูกสร้างบ้านคิดค่าจ้าง 5,277,300 บาท โจทก์ชำระเงินวันทำสัญญา 150,000 บาท และชำระรายงวดอีกรวมเป็นเงิน 1,433,190 บาท รวมชำระเงินค่าจ้างให้จำเลย 1,583,190 บาทจำเลยไม่เคยลงมือปลูกสร้างบ้าน โจทก์บอกกล่าวหลายครั้งแต่จำเลยผัดผ่อนเรื่อยมาโจทก์ไม่ประสงค์จ้างจำเลยต่อไป จึงมอบอำนาจให้ทนายความบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าจ้าง ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องและค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 2,905,433.60บาท และดอกเบี้ยของต้นเงินค่าจ้างและค่าเสียหายรวมจำนวน 2,583,190 บาท ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า สัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านไม่มีกำหนดระยะเวลาการปลูกสร้างและไม่ได้ให้อำนาจโจทก์ที่จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ทั้งสัญญาก็ไม่มีข้อตกลงให้โจทก์สามารถคิดค่าเสียหายและดอกเบี้ยจากจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,905,433.60 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,583,190 บาท นับแต่วันที่ 2 ตุลาคม2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,583,190 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของจำนวนเงินที่จำเลยได้ชำระแต่ละงวดนับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2539 จนถึงวันที่ 20 มีนาคม 2541 รวม 22 งวด ตามรายการในเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 จนถึงวันฟ้อง และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 1,583,190 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2539 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยปลูกสร้างบ้านในราคา5,277,300 บาท โจทก์ชำระเงินมัดจำและผ่อนชำระเงินตามสัญญารวม 1,583,190บาท จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2541 จำเลยยังไม่ได้ปลูกสร้างบ้านที่รับจ้างตามภาพถ่ายสภาพที่ดินบริเวณที่จะปลูกสร้างบ้านหมาย จ.9

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้จำเลยฎีกาทำนองว่า สัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นสัญญาจ้างทำของที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาในการปลูกสร้างและส่งมอบบ้านให้แก่โจทก์ การที่โจทก์จะบอกเลิกสัญญาดังกล่าวแก่จำเลย โจทก์จะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ที่บัญญัติว่า "ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้" เสียก่อน เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือหรือคำบอกกล่าวไปยังจำเลยเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาแต่อย่างใด การที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ.10 จึงไม่ถูกต้อง โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลย เห็นว่า สัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านเรือนตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งจำเลยจะต้องปลูกสร้างบ้านให้เสร็จแล้วโจทก์จะชำระเงินงวดสุดท้าย ซึ่งตามปกติจะต้องมีกำหนดระยะเวลาการปลูกสร้างบ้านให้แล้วเสร็จไว้ในสัญญาด้วย แต่ข้อความในสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับค่าจ้างและการชำระค่าจ้าง มีใจความในข้อ 2.1, 2.2 และ 2.3 ว่าโจทก์จะชำระค่าจ้างในวันทำสัญญาเป็นเงินจำนวน 150,000 บาท และให้ถือว่าเป็นการชำระเงินงวดที่ 1 และชำระเงินงวดอีกเป็นเงินจำนวน 1,433,190 บาท โดยแบ่งชำระรวม 21 งวด ตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญา ภายในวันที่ 20 ของเดือน และข้อ 2.4 มีว่า ส่วนที่เหลือจากการชำระตามข้อ 2.1, 2.2 และ 2.3 เป็นเงินจำนวน 3,694,110 บาท จะชำระเมื่องานก่อสร้างทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ตามแบบแปลนและรายละเอียดในการก่อสร้าง ดังนั้น แม้สัญญาดังกล่าวไม่ได้กำหนดระยะเวลาการปลูกสร้างบ้านให้แล้วเสร็จไว้ก็ตาม ซึ่งในกรณีเช่นนี้น่าจะอนุมานได้ว่าภายในระยะเวลาที่โจทก์ผ่อนชำระค่างวดครบ 22 งวด จำเลยจะต้องปลูกสร้างบ้านให้แก่โจทก์ให้ได้ไม่น้อยกว่าตามสัดส่วนของเงินค่าจ้างที่จำเลยได้รับชำระจากโจทก์ไปแล้วแต่จำเลยก็ไม่ได้เริ่มลงมือปลูกสร้างบ้านแต่อย่างใด โจทก์จึงมีหนังสือลงวันที่ 17 เมษายน 2541 สอบถามไปยังจำเลยถึงความคืบหน้าในการปลูกสร้างบ้าน และให้จำเลยกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จสมบูรณ์ของการปลูกสร้างบ้าน ตามเอกสารหมาย จ.8 แต่จำเลยก็มิได้มีหนังสือชี้แจงหรือโต้แย้งคัดค้านอย่างใด สำหรับหนังสือที่โจทก์สอบถามจำเลยดังกล่าวนี้จำเลยโต้แย้งในคำฟ้องฎีกาว่าไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ได้ส่งและจำเลยได้รับจากโจทก์นั้น ศาลฎีกาตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว ปรากฏว่าจำเลยรับว่าได้รับหนังสือสอบถามเอกสารหมาย จ.8 แล้ว ข้อโต้แย้งของจำเลยในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น และโดยหนังสือสอบถามฉบับดังกล่าวประกอบกับการที่โจทก์ให้เวลาจำเลยอีก 4 เดือนเศษ จำเลยก็ยังไม่ปลูกสร้างบ้านให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ว่า โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ภายในระยะเวลาอันสมควรแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เพียงใด ในปัญหาข้อนี้เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม..." และวรรคสอง บัญญัติว่า "ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้" และมาตรา 7 บัญญัติว่า "ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี" ดังนั้น เมื่อสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยของเงินที่จำเลยจะต้องใช้คืนแก่โจทก์ไว้ จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของจำนวนเงินที่จำเลยได้รับชำระแต่ละงวดจนกว่าจะใช้คืนเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องในอัตราร้อยละ 12 ต่อปีนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินจำนวน 1,583,190 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 387 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นาถสุภางค์ กตัญญุตานนท์
จำเลย — บริษัท เค เอ็ม ซี อาร์คิเทคแอนด์คอนสตัคชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1378/2546
#110874
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านมีใจความในข้อ 2.1, 2.2 และ 2.3 ว่าโจทก์จะชำระค่าจ้างในวันทำสัญญาเป็นเงินจำนวน 150,000 บาท และให้ถือว่าเป็นการชำระเงินงวดที่ 1 และชำระเงินงวดอีกเป็นจำนวน 1,433,190 บาท โดยแบ่งชำระรวม 21 งวด ภายในวันที่ 20 ของเดือน และข้อ 2.4 มีว่า ส่วนที่เหลือจากการชำระตามข้อ 2.1, 2.2 และ 2.3 เป็นเงินจำนวน 3,694,110 บาท จะชำระเมื่องานก่อสร้างทุกอย่างแล้วเสร็จสมบูรณ์ แม้สัญญาดังกล่าวไม่ได้กำหนดระยะเวลาการปลูกสร้างบ้านไปแล้วเสร็จไว้ก็ตาม ก็อนุมานได้ว่าภายในระยะเวลาที่โจทก์ผ่อนชำระค่างวดครบ 22 งวด จำเลยจะต้องปลูกสร้างบ้านให้แก่โจทก์ให้ได้ไม่น้อยกว่าตามสัดส่วนของเงินค่าจ้างที่จำเลยได้รับชำระจากโจทก์ไปแล้ว แต่จำเลยไม่ได้เริ่มลงมือปลูกสร้างบ้านแต่อย่างใด โจทก์จึงมีหนังสือสอบถามไปยังจำเลยถึงความคืบหน้าในการปลูกสร้างบ้าน และให้จำเลยกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จสมบูรณ์ของการปลูกสร้างบ้าน แต่จำเลยก็มิได้มีหนังสือชี้แจงหรือโต้แย้งคัดค้านอย่างใด โจทก์ให้เวลาจำเลยอีก 4 เดือนเศษ จำเลยก็ยังไม่ปลูกสร้างบ้านให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ภายในระยะเวลาอันสมควรแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

สัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยของเงินที่จำเลยจะต้องใช้คืนแก่โจทก์ไว้ จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของจำนวนเงินที่จำเลยได้รับชำระแต่ละงวดจนกว่าจะใช้คืนเสร็จ แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 7

จำเลยให้การว่า บุคคลที่บอกเลิกสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านเป็นผู้ที่ไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญา โดยมิได้กล่าวอ้างว่าเพราะเหตุใดจึงไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญา เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ถือไม่ได้ว่าจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ในเรื่องการมอบอำนาจให้ทนายความบอกเลิกสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าจ้าง ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องและค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 2,905,433.60 บาท และดอกเบี้ยของต้นเงินค่าจ้างและค่าเสียหายรวมจำนวน 2,583,190 บาท ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจาก วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,905,433.60 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,583,190 บาท นับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,583,190 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปีของจำนวนเงินที่จำเลยได้รับชำระแต่ละงวดนับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2539 จนถึงวันที่ 20 มีนาคม 2541 รวม 22 งวด ตามรายการในเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 จนถึงวันฟ้อง และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 1,583,190 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยปลูกสร้างบ้านในราคา 5,277,300 บาท โจทก์ชำระเงินมัดจำและผ่อนชำระเงินตามสัญญารวม 1,583,190 บาท จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2541 จำเลยยังไม่ได้ปลูกสร้างบ้านตามที่รับจ้าง

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบหรือไม่ เห็นว่า สัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้าน เป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งจำเลยจะต้องปลูกสร้างบ้านให้เสร็จแล้ว โจทก์จะชำระเงินงวดสุดท้าย ซึ่งตามปกติจะต้องมีกำหนดระยะเวลาการปลูกสร้างบ้านให้แล้วเสร็จไว้ในสัญญาด้วย แต่ข้อความในสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้าน ข้อ 2 ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับค่าจ้างและการชำระค่าจ้าง มีใจความในข้อ 2.1 2.2 และ 2.3 ว่า โจทก์จะชำระค่าจ้างในวันทำสัญญาเป็นเงินจำนวน 150,000 บาท และให้ถือว่าเป็นการชำระเงินงวดที่ 1 และชำระเงินงวดอีกเป็นเงินจำนวน 1,433,190 บาท โดยแบ่งชำระรวม 21 งวด ตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญา ภายในวันที่ 20 ของเดือน และข้อ 2.4 มีว่าส่วนที่เหลือจากการชำระตามข้อ 2.1, 2.2 และ 2.3 เป็นเงินจำนวน 3,698,110 บาท จะชำระเมื่องานก่อสร้างทุกอย่างแล้วเสร็จสมบูรณ์ตามแบบแปลนและรายละเอียดในการก่อสร้าง ดังนั้น แม้สัญญา ดังกล่าวไม่ได้กำหนดระยะเวลาการปลูกสร้างบ้านให้เสร็จไว้ก็ตาม ซึ่งในกรณีเช่นนี้จะอนุมานได้ว่าภายในระยะเวลาที่โจทก์ผ่อนชำระค่างวดครบ 22 งวดให้แก่โจทก์ให้ได้ไม่น้อยกว่าตามสัดส่วนของเงินค่าจ้างที่จำเลยได้รับชำระจากโจทก์ไปแล้ว แต่จำเลยก็ไม่ได้เริ่มลงมือปลูกสร้างบ้านแต่อย่างใด โจทก์จึงมีหนังสือลงวันที่ 17 เมษายน 2541 สอบถามไปยังจำเลยถึงความคืบหน้าในการปลูกสร้างบ้าน และให้จำเลยกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จสมบูรณ์ของการปลูกสร้างบ้าน แต่จำเลยก็มิได้มีหนังสือชี้แจงหรือโต้แย้งคัดค้านอย่างใด สำหรับหนังสือที่โจทก์สอบถามจำเลยดังกล่าวนี้จำเลยโต้แย้งในคำฟ้องฎีกาว่าไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ได้ส่งและจำเลยได้รับจากโจทก์นั้น ศาลฎีกาตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว ปรากฏว่าจำเลยรับว่าได้รับหนังสือสอบถามแล้ว ข้อโต้แย้งของจำเลยในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น และโดยหนังสือสอบถามฉบับดังกล่าวประกอบกับการที่โจทก์ให้เวลาจำเลยอีก 4 เดือนเศษจำเลยก็ยังไม่ปลูกสร้างบ้านให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ภายในระยะเวลาอันสมควรแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เพียงใด ในปัญหาข้อนี้เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม?" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้" และมาตรา 7 บัญญัติว่า "ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี" ดังนั้น เมื่อสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยของเงินที่จำเลยจะต้องใช้คืนแก่โจทก์ไว้ จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของจำนวนเงินที่จำเลยได้รับชำระแต่ละงวดจนกว่าใช้คืนเสร็จแก่โจทก์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องในอัตราร้อยละ 12 ต่อปีนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้นำหลักฐานการมอบอำนาจให้ทนายความบอกเลิกสัญญามาแสดง จึงไม่อาจเชื่อได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ทนายความบอกเลิกสัญญาแทนโจทก์นั้น จำเลยให้การว่า บุคคลที่บอกเลิกสัญญาว่าจ้าง ปลูกสร้างบ้านเป็นผู้ที่ไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญาโดยมิได้กล่าวอ้างว่าเพราะเหตุใดจึงไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญา เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ถือไม่ได้ว่า จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ในเรื่องการมอบอำนาจให้ทนายความบอกเลิกสัญญา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินจำนวน 1,1583,190 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 387 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนาถสุภางค์ กตัญญุตานนท์
จำเลย — บริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทคแอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นางอมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1375/2546
#50971
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ว่าโจทก์ได้เช็คพิพาทไว้ในครอบครองโดยทุจริตนั้นทุจริตอย่างไรก็ไม่ได้กล่าวไว้ชัด ที่ว่าคบคิดกับบุคคลอื่น บุคคลอื่นนั้น เป็นผู้ทรงเช็คคนก่อนหรือไม่ หรือเป็นผู้ใดไม่ปรากฏ ที่ว่าโจทก์ควรรู้ว่าเช็คพิพาทมีการชำระหนี้แล้ว ก็ไม่ใช่คำยืนยันว่าโจทก์รู้ แปลความว่าอาจไม่รู้ก็ได้เช่นกันแล้วให้การว่าโจทก์ได้เช็คพิพาทมาด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าโจทก์ได้รับโอนเช็คพิพาทจาก ร. โดยคบคิดกันฉ้อฉล จึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบ ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นพิพาท

จำเลยที่ 2 ให้ ร. นำเช็คแลกเงินสดจากโจทก์และมีการเปลี่ยนเช็คเรื่อยมาต่อมาได้รวมจำนวนเงินที่เป็นหนี้และกู้เงินเพิ่มอีกแล้วจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้ไว้แก่โจทก์โดยเป็นการกู้เงินและการแลกเปลี่ยนเช็ค โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ติดต่อกันโดยตรงแต่ติดต่อผ่าน ร. เช็คพิพาทจึงมีมูลหนี้โดยชอบ โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท จำเลยทั้งสองเป็นผู้สั่งจ่าย เมื่อธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900,987และ 989

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 202,098.96 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 165,000 บาท นับแต่วันที่23 เมษายน 2541 และของต้นเงินจำนวน 35,000 บาท นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาทโดยคบคิดกันฉ้อฉล จึงไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่จำเลยที่ 2 นำสืบนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คพิพาทจากจำเลยทั้งสองผู้สั่งจ่ายในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่นางรัตตาเพื่อแลกเงินสด โจทก์ได้เช็คพิพาทไว้ในครอบครองโดยทุจริตคบคิดกับบุคคลอื่นซึ่งโจทก์ควรรู้ว่าเช็คพิพาทนั้นชำระหนี้เรียบร้อยแล้วหรือมิฉะนั้นโจทก์ก็ได้มาด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามคำให้การดังนี้ที่ว่าโจทก์ได้เช็คพิพาทไว้ในครอบครองโดยทุจริตนั้นทุจริตอย่างไรก็ไม่ได้กล่าวไว้ชัด ที่ว่าคบคิดกับบุคคลอื่น บุคคลอื่นนั้นเป็นผู้ทรงเช็คคนก่อนหรือไม่ หรือเป็นผู้ใดก็ไม่ปรากฏ ที่ว่าโจทก์ควรรู้ว่าเช็คพิพาทมีการชำระหนี้แล้วก็ไม่ใช่คำยืนยันว่าโจทก์รู้ แปลความว่าอาจไม่รู้ก็ได้เช่นกัน แล้วยังให้การว่าโจทก์ได้เช็คพิพาทมาด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่า โจทก์ได้รับโอนเช็คพิพาทจากนางรัตตาโดยคบคิดกันฉ้อฉลจึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบ ยิ่งกว่านั้นในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ก็นำสืบแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 ออกเช็คพิพาทให้แก่นางรัตตาไม่ได้นำสืบถึงเรื่องการโอนเช็คพิพาท ดังนั้นเมื่อเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งโดยไม่มีประเด็นที่จะนำสืบแล้ว แม้จำเลยที่ 2 จะยกปัญหาการโอนเช็คพิพาทโดยคบคิดกันฉ้อฉลขึ้นมาในอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นพิพาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ฎีกาของโจทก์อีกข้อหนึ่งว่าเช็คพิพาทมีมูลหนี้โดยชอบนั้น โจทก์มีโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 2 ให้นางรัตตานำเช็คแลกเงินสดจากโจทก์และมีการเปลี่ยนเช็คเรื่อยมา ต่อมาได้รวมจำนวนเงินที่เป็นหนี้และกู้เงินเพิ่มอีกแล้วจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้ไว้แก่โจทก์โดยเป็นการกู้เงินและการแลกเปลี่ยนเช็คโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ติดต่อกันโดยตรงแต่ติดต่อผ่านนางรัตตา นางรัตตาพยานโจทก์เบิกความว่า นำเช็คของจำเลยทั้งสองไปแลกเงินสดจากโจทก์มาให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเวลาหลายปีแล้วมีการรวมเงินที่เป็นหนี้กับกู้เพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์จนเกิดกรณีพิพาทเป็นคดีนี้ เห็นว่า นอกจากโจทก์จะมีเช็คพิพาทเป็นหลักฐานแล้ว นางรัตตาซึ่งเป็นบุคคลที่รู้เรื่องดีที่สุดเบิกความสมข้างโจทก์ว่า เจ้าหนี้คือโจทก์ และจำเลยทั้งสองยังไม่ได้ชำระเงินตามเช็คพิพาท แม้คำเบิกความของนางรัตตาจะผิดไปจากคำเบิกความของโจทก์บ้างก็ไม่ใช่ในข้อสาระสำคัญ ส่วนฝ่ายจำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ออกเช็คแลกเงินสดจากนางรัตตามาตั้งแต่ปี 2537 ถึงปี 2539 มีการรวมหนี้เป็นเงิน 165,000 บาท กู้เพิ่มอีก 35,000 บาทรวมเป็นเงิน 200,000 บาท จำเลยที่ 2 ออกเช็คพิพาทให้เพราะผ่อนชำระหนี้ให้แก่นางรัตตาเกินกว่าจำนวนหนี้แล้ว แต่นางรัตตาไม่คืนเช็คฉบับเก่าให้จากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องขัดต่อเหตุผล เป็นการผิดวิสัยที่จำเลยที่ 2 ซึ่งอ้างว่าชำระหนี้จนเกินจำนวนหนี้แล้วยังออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่นางรัตตาอีก พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเช็คพิพาทมีมูลหนี้โดยชอบ โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท จำเลยทั้งสองเป็นผู้สั่งจ่าย เมื่อธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 900, 987 และ 989 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 ม. 904 ม. 987 ม. 989
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 183 ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ชฎารัตน์ จิระธนาไพบูลย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที. เอส. โอเวอร์ซีส์ เอ็กปอร์ต แอนด์ อิมปอร์ต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ