คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1584/2546
#50755
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบุตรของ พ. ซึ่งเป็นพี่สาวของผู้ตาย เมื่อขณะผู้ตายถึงแก่ความตายผู้ตายไม่มีคู่สมรสและบุตร ทั้งบิดามารดาก็ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว มรดกของผู้ตายจึงตกทอดแก่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ซึ่งรวมทั้ง พ. ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(3) เมื่อ พ. ถึงแก่ความตายก่อนผู้ตาย โจทก์ซึ่งเป็นบุตรและผู้สืบสันดานของ พ. ย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่ พ. โจทก์จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายเฉพาะส่วนแบ่งของ พ. ตามมาตรา 1639

การต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 นั้นคดีก่อนจะต้องได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแล้ว เมื่อคดีก่อนโจทก์กับพวกได้ถอนฟ้องซึ่งตามมาตรา 176 อาจยื่นใหม่ได้ ทั้งคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี การที่โจทก์นำมูลคดีเดียวกันกับคดีดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวก จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 148

โจทก์เป็นทายาทฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทรัพย์มรดกของผู้ตายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน 40,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย สำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกจะยกอายุความมรดก1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์หาได้ไม่เพราะกฎหมายได้บัญญัติเรื่องอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดกที่ผู้จัดการมรดกจะต้องรับผิดต่อทายาทไว้โดยเฉพาะแล้วตามมาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปี นับตั้งแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้รับพินัยกรรมอันจะถือว่าเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินและให้คืนเงินสดเพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาท จึงเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยกอายุความมรดกตามมาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรณีที่วัตถุแห่งหนี้ให้กระทำนิติกรรมอย่างหนึ่ง ดังนั้นเมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดิน ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาโดยระบุเงื่อนไขแห่งการบังคับคดีว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 ดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276 บัญญัติไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมของนางกลิ้ง เสือนา ผู้ตาย โดยการรับมรดกแทนที่นางพัน เอมศรี หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2537 จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์มรดกที่ดิน3 แปลง และมอบเงินฝากในธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาชุมแสง จำนวน 40,000 บาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่ามีพินัยกรรมของผู้ตายยกทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 แต่พินัยกรรมดังกล่าวเป็นพินัยกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะในวันทำพินัยกรรมผู้ตายไม่มีเงินฝากอยู่ในธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาชุมแสง และลายพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้ทำพินัยกรรมไม่ใช่ลายพิมพ์นิ้วมือที่แท้จริงของผู้ตาย ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม 2534 ของผู้ตายเป็นโมฆะ และเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 545,563 และ 669ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้คงสภาพเดิมเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินมรดกของผู้ตาย จำนวน 40,000 บาท แก่โจทก์เพื่อแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย และห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกของผู้ตายจนกว่าจะได้จัดการแบ่งมรดกโดยถูกต้องตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ทายาทของนางกลิ้งผู้ตาย โจทก์ไม่อาจรับมรดกแทนที่นางพันได้ เพราะนางพันไม่ใช่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล พินัยกรรมของผู้ตายฉบับลงวันที่ 10สิงหาคม 2534 ตามฟ้องสมบูรณ์ ลายพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้ทำพินัยกรรมเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตาย จำเลยที่ 1 โอนที่ดินสามแปลงและมอบเงิน 40,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามข้อกำหนดในพินัยกรรม ตามคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 867/2537 ของศาลชั้นต้น โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้โอนทรัพย์มรดกของผู้ตายต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1545/2537 ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว และโจทก์รู้ว่าผู้ตายซึ่งเป็นเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน2535 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2538 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม 2534 ของนางกลิ้งเสือนา ไม่มีผลบังคับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 545, 563 และ 669 ตำบลเกยไชย อำเภอชุมแสงจังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2537 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงินจำนวน 40,000 บาท แก่โจทก์เพื่อนำไปแบ่งปันแก่ทายาทโดยธรรมของนางกลิ้ง เสือนา ผู้ตาย ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่านางพัน เอมศรีหรือเสือนา เป็นพี่สาวนางกลิ้ง เสือนา ผู้ตายร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยเป็นบุตรของนายสว่าง เสือนา กับนางเคลือบ เสือนา นายสว่างและนางเคลือบถึงแก่ความตายไปก่อนนางพัน และผู้ตายนางพันถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย ส่วนผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุโรคชราเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2535 โดยไม่มีคู่สมรสและบุตร ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายมีที่ดิน 3 แปลง ตั้งอยู่ที่ตำบลเกยไชย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 545, 563 และ 669 เอกสารหมาย จ.6ถึง จ.8 ตามลำดับ โดยที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 563 และ 669 ผู้ตายมีชื่อร่วมกับนางธูป อิ่มสมบัติ และมีเงินฝากที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 40,000 บาท ตามสำเนาคำขอเปิดบัญชีเงินฝากประจำเอกสารหมาย จ.10 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2536 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามสำเนาคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 334/2536 เอกสารหมาย จ.1 ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 2ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อศาลชั้นต้น โดยอ้างว่าเมื่อวันที่ 10สิงหาคม 2534 ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมตามสำเนาเอกสารหมาย จ.9 หรือ ล.4 ยกทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนที่ดินและเงินฝากของผู้ตายดังกล่าวข้างต้นให้แก่จำเลยที่ 2 ตามพินัยกรรมในวันที่ 4 กรกฎาคม 2537 จำเลยที่ 2และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยที่ 1 ยอมโอนที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 545 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 563 และ 669 เฉพาะส่วนของผู้ตาย กับเงินฝากที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาชุมแสง จำนวน 40,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2537 ตามสำเนาคำฟ้อง สำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 867/2537 ของศาลชั้นต้นเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 ตามลำดับ ซึ่งต่อมาจากจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินและมอบเงินฝากในธนาคารจำนวน 40,000 บาท ดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 แล้วเมื่อวันที่6 กรกฎาคม 2537

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นข้อแรกมีว่า โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกามีใจความว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานแสดงว่าโจทก์เป็นบุตรของนางพัน เอมศรีหรือเสือนา พี่สาวผู้ตายโจทก์ไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายนั้น ในประเด็นนี้โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์เป็นบุตรของนายแปลก เอมศรี กับนางพัน เอมศรีหรือเสือนา นางพันเป็นพี่สาวของผู้ตายร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยเป็นบุตรของนายสว่างหรือหว่าง เสือนากับนางเคลือบ เสือนา นางสว่างและนางเคลือบถึงแก่ความตายก่อนนางพันมารดาโจทก์และนางพันมารดาโจทก์ถึงแก่ความตายก่อนผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25พฤศจิกายน 2535 แล้วจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามสำเนาคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 334/2536 เอกสารหมาย จ.1 นางสมวงศ์ ทองนุช พยานโจทก์เบิกความว่า พยานเป็นบุตรนางผูก นางผูกเป็นพี่สาวของผู้ตาย โจทก์เป็นบุตรของนางพัน นางพันเป็นพี่สาวของผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นบุตรนางเพียร นางเพียรเป็นพี่สาวของผู้ตาย นางผูกนางเพียรและนางพันถึงแก่ความตายก่อนผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย นายสำราญ เสือนา พยานโจทก์เบิกความว่า พยานเป็นบุตรนายเผื่อน เสือนากับนางเทียม เสือนา นายเผื่อนเป็นพี่ชายของผู้ตาย โจทก์เป็นบุตรนางพัน จำเลยที่ 1เป็นบุตรนางเพียร นางเพียรเป็นพี่สาวของผู้ตาย และนายประทุม อิ่มสมบัติ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า พยานกับโจทก์เป็นญาติกัน โดยมารดาโจทก์ชื่อนางพันและเป็นพี่สาวของนางธูปมารดาของพยาน นางพันเป็นพี่สาวของผู้ตาย นางพันกับผู้ตายและนางธูปเป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน จำเลยที่ 1 เป็นบุตรนางเพียรซึ่งเป็นพี่สาวของผู้ตาย จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนายจุนกับนางเคลิ้ม โดยนายจุนเป็นพี่ชายของจำเลยที่ 1เห็นว่า โจทก์และพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความมีรายละเอียดสอดคล้องต้องกันว่า โจทก์เป็นบุตรของนางพัน เอมศรีหรือเสือนา ซึ่งเป็นพี่สาวของผู้ตายร่วมบิดามารดาเดียวกันเฉพาะอย่างยิ่งพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวต่างเป็นบุคคลในเครือญาติใกล้ชิดกับทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยทั้งสอง ซึ่งเชื่อได้ว่าย่อมรู้ความเป็นไปในเครือญาติได้ดี คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักในการรับฟัง ทั้งจำเลยที่ 1 เองก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่าโจทก์เป็นบุตรของนางพันและเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบหักล้างหรือแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์เป็นบุตรของนางพันซึ่งเป็นพี่สาวของผู้ตาย ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายไม่มีคู่สมรสและบุตร ทั้งบิดามารดาก็ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว มรดกของผู้ตายจึงตกทอดแก่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายซึ่งรวมทั้งนางพันมารดาโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(3) เมื่อนางพันถึงแก่ความตายก่อนผู้ตาย โจทก์ซึ่งเป็นบุตรและผู้สืบสันดานของนางพันย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่นางพันโจทก์จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายเฉพาะส่วนแบ่งของนางพัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639 ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นข้อสองมีว่า ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1545/2537 ของศาลชั้นต้นหรือไม่เห็นว่า หลักเกณฑ์สำคัญประการหนึ่งที่จะเป็นฟ้องซ้ำอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 นั้น คือ คดีก่อนศาลได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแล้ว แต่เมื่อปรากฏว่าคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1545/2537 ของศาลชั้นต้น โจทก์กับพวกในคดีดังกล่าวได้ถอนฟ้อง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 บัญญัติว่า การทิ้งคำฟ้องหรือถอนฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น และกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการฟ้องเลย แต่ว่าคำฟ้องใด ๆ ที่ได้ทิ้งหรือถอนแล้วอาจยื่นใหม่ได้ ภายใต้บังคับบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ นอกจากนี้คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแต่อย่างใด การที่โจทก์นำมูลคดีเดียวกันกับคดีดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคดีนี้ จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน จึงไม่ต้องห้ามตามบทกฎหมายมาตรา 148 ดังกล่าว ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1545/2537 ของศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นข้อสามมีว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมปลอมหรือไม่... ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมตามสำเนาเอกสารหมาย จ.9 หรือ ล.4 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิรับมรดกที่ดินทั้งสามแปลงและเงินสดในธนาคารจำนวน 40,000 บาท ของผู้ตายตามกฎหมาย ข้ออ้างประการอื่น ๆในฎีกาของจำเลยทั้งสองที่เกี่ยวกับประเด็นข้อนี้ถึงวินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นข้อสี่มีว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 หรือไม่โดยจำเลยทั้งสองฎีกามีใจความว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน2535 ซึ่งโจทก์ทราบดีว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2535 ดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายในระหว่างจัดการ จึงไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาท และเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2537 จำเลยที่ 1โอนทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายตลอดมา โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2538 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายเกินกว่า 1 ปี ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีจำเลยที่ 1เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายซึ่งได้รับแต่งตั้งโดยคำสั่งศาล โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสามแปลงซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 40,000 บาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายจากจำเลยทั้งสองที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก สำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกจะยกอายุความมรดก 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์หาได้ไม่ เพราะกฎหมายได้บัญญัติเรื่องอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดกที่ผู้จัดการมรดกจะต้องรับผิดต่อทายาทไว้โดยเฉพาะแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปี นับตั้งแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 มีสิทธิยกอายุความ 5 ปีนี้เท่านั้นขึ้นต่อสู้โจทก์ ดังนั้น แม้โจทก์จะนำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2538ซึ่งพ้นกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ถึงความตายของผู้ตายแล้วก็ตาม ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ก็ไม่ขาดอายุความ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่า ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.9 หรือ ล.4 หรืออีกนัยหนึ่งพินัยกรรมดังกล่าวเป็นพินัยกรรมปลอม จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้รับพินัยกรรมอันจะถือว่าเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกที่ดินทั้งสามแปลงและเงินสดจำนวน 40,000บาท ของผู้ตาย เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินและให้คืนเงินสดเพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาท จึงเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยกอายุความมรดก 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้ โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายได้ ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นสุดท้ายมีว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายไม่ได้ถูกฟ้องในฐานะส่วนตัว ศาลไม่อาจพิพากษาบังคับโดยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ได้นั้นเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสามแปลงระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรณีที่วัตถุแห่งหนี้อันให้กระทำนิติกรรมอย่างหนึ่ง ดังนั้น เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสามแปลงระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาโดยระบุเงื่อนไขแห่งการบังคับคดีว่าหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 ดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276 บัญญัติไว้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1629 ม. 1639 ม. 1733 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 176 ม. 276
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เจือ เอมศรี
จำเลย — นาย บุญลือ แก้วเอี่ยม ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง กลิ้ง เสือนา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1584/2546
#50756
เปิดฉบับเต็ม

หลักเกณฑ์สำคัญประการหนึ่งที่จะเป็นฟ้องซ้ำนั้น คดีก่อนศาลต้องมีคำวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแล้ว แต่เมื่อปรากฏว่าคดีก่อนโจทก์กับพวกได้ถอนฟ้อง ซึ่งการถอนฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น และกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการฟ้องเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 176 นอกจากนี้คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแต่อย่างใด การที่โจทก์นำมูลคดีเดียวกันกับคดีดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1กับพวกเป็นคดีนี้ จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกระหว่างจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 2 จึงเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของผู้ตายจากจำเลยทั้งสอง สำหรับจำเลยที่ 1 จะยกอายุความมรดก1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์หาได้ไม่ เพราะกฎหมายได้บัญญัติเรื่องอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดกที่ผู้จัดการมรดกจะต้องรับผิดต่อทายาทไว้โดยเฉพาะแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733วรรคสอง ซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปี นับตั้งแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง ดังนั้น ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นไม่ใช่ผู้รับพินัยกรรมอันจะถือว่าเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดก เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินและให้คืนเงินสดเพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาท จึงเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากจำเลยที่ 2ซึ่งไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยกอายุความมรดก 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายได้ ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2เป็นกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างหนึ่ง เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าว ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาโดยระบุเงื่อนไขการบังคับคดีว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมของนางกลิ้ง เสือนา ผู้ตาย โดยการรับมรดกแทนที่นางพัน เอมศรี หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2537 จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์มรดกที่ดินและเงินฝากให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่ามีพินัยกรรมของผู้ตายยกทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 แต่พินัยกรรมดังกล่าวเป็นพินัยกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะในวันทำพินัยกรรมผู้ตายไม่มีเงินฝากอยู่ในธนาคาร และลายพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้ทำพินัยกรรมไม่ใช่ลายพิมพ์นิ้วมือที่แท้จริงของผู้ตาย ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมของผู้ตายเป็นโมฆะ และเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 2คืนเงินมรดกของผู้ตาย และห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกของผู้ตายจนกว่าจะได้จัดการแบ่งมรดกโดยถูกต้องตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลพินัยกรรมของผู้ตายตามฟ้องสมบูรณ์ จำเลยที่ 1 โอนที่ดินและมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 2ตามข้อกำหนดในพินัยกรรม โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้โอนทรัพย์มรดกของผู้ตายต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่ง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนข้อกำหนดพินัยกรรมภายในอายุความนับแต่วันรู้เหตุ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า พินัยกรรมไม่มีผลบังคับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงินจำนวน40,000 บาท แก่โจทก์เพื่อนำไปแบ่งปันแก่ทายาทโดยธรรมของนางกลิ้ง เสือนา ผู้ตาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นข้อแรกมีว่า โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกามีใจความว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานแสดงว่าโจทก์เป็นบุตรของนางพัน เอมศรีหรือเสือนาพี่สาวผู้ตาย โจทก์จึงไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า โจทก์และพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความมีรายละเอียดสอดคล้องต้องกันว่า โจทก์เป็นบุตรของนางพันเอมศรีหรือเสือนา ซึ่งเป็นพี่สาวของผู้ตายร่วมบิดามารดาเดียวกัน เฉพาะอย่างยิ่งพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวต่างเป็นบุคคลในเครือญาติใกล้ชิดกับทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยทั้งสอง ซึ่งเชื่อได้ว่าย่อมรู้ความเป็นไปในเครือญาติได้ดี คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักในการรับฟัง ทั้งจำเลยที่ 1 เองก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่าโจทก์เป็นบุตรของนางพันและเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 2มิได้นำสืบหักล้างหรือแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์เป็นบุตรของนางพันซึ่งเป็นพี่สาวของผู้ตายดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายไม่มีคู่สมรสและบุตรทั้งบิดามารดาก็ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้วมรดกของผู้ตายจึงตกทอดแก่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ซึ่งรวมทั้งนางพันมารดาโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(3) เมื่อนางพันถึงแก่ความตายก่อนผู้ตาย โจทก์ซึ่งเป็นบุตรและเป็นผู้สืบสันดานของนางพันย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่นางพัน โจทก์จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายเฉพาะส่วนแบ่งของนางพันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นข้อสองมีว่า ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1545/2537 ของศาลชั้นต้นหรือไม่เห็นว่า หลักเกณฑ์สำคัญประการหนึ่งที่จะเป็นฟ้องซ้ำอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 นั้น คือ คดีก่อนศาลได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแล้ว แต่เมื่อปรากฏว่าคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1545/2537 ของศาลชั้นต้น โจทก์กับพวกในคดีดังกล่าวได้ถอนฟ้อง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 บัญญัติว่า การทิ้งคำฟ้องหรือถอนฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น และกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการฟ้องเลย แต่ว่าคำฟ้องใด ๆ ที่ได้ทิ้งหรือถอนแล้วอาจยื่นใหม่ได้ภายใต้บังคับบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ นอกจากนี้คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแต่อย่างใด การที่โจทก์นำมูลคดีเดียวกันกับคดีดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคดีนี้จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน จึงไม่ต้องห้ามตามบทกฎหมายมาตรา 148 ดังกล่าว ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่1545/2537 ของศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นข้อสามมีว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมปลอมหรือไม่ ตามทางนำสืบของโจทก์เห็นได้ว่าเป็นการที่โจทก์นำสืบยืนยันว่าก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมตามสำเนาเอกสารหมาย จ.9หรือ ล.4 ไว้ แต่เป็นพินัยกรรมที่มีผู้ทำปลอมขึ้น ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบอ้างว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมตามสำเนาเอกสารหมาย จ.9 หรือ ล.4 ขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2534ที่บ้านของนายภักดิ์ อินทรวงศ์ เลขที่ 186 หมู่ที่ 2 ตำบลหัวดง อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งผู้ตายลงลายมือพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้ทำพินัยกรรม นายภักดิ์ลงชื่อเป็นผู้เขียนและพยานรับรองลายมือชื่อ และนางสุกัญญา อินทรวงศ์ บุตรสาวของนายภักดิ์กับนายบรรจง แก้วเอี่ยม น้องชายของจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นพยานรับรองลายมือชื่อ เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบโต้แย้งกันเช่นนี้ คดีมีเหตุผลและน้ำหนักน่าเชื่อถือฝ่ายใดเห็นว่า ตามคำเบิกความของตัวโจทก์และนางสมวงศ์กับนายประทุมพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวข้างต้นได้ความทำนองเดียวกันว่าก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายเคยทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินของผู้ตายให้แก่นายประทุม นางกัญญา นายวิเชียร เด็กหญิงปริญญา ศรีสวาท และเด็กชายแสงเทียน ศรีสวาท โดยทำที่ที่ว่าการอำเภอชุมแสงทั้งสิ้น รวมทั้งหนังสือตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดกตามเอกสารหมาย ล.1 ผู้ตายก็ไปทำที่ที่ว่าการอำเภอชุมแสงเช่นเดียวกัน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับในเรื่องนี้ เมื่อพิจารณาถึงว่าขณะที่ผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับพิพาทตามสำเนาเอกสารหมาย จ.9 หรือ ล.4 ที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างผู้ตายมีอายุประมาณ 80 ปีแล้ว และจากบ้านของผู้ตายซึ่งอยู่ที่ตำบลเกยไชย อำเภอชุมแสง ไปยังบ้านของนายภักดิ์ ที่ตำบลหัวดง อำเภอเก้าเลี้ยว ก็น่าเชื่อว่าเป็นระยะทางที่ห่างไกลกันพอสมควร กรณีจึงไม่น่าจะมีเหตุผลที่ผู้ตายจะต้องเดินทางไกลไปทำพินัยกรรมดังกล่าวถึงอำเภอเก้าเลี้ยว ซึ่งต่างอำเภอท้องที่ที่ผู้ตายมีภูมิลำเนาอยู่ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ผู้ตายก็ได้ทำพินัยกรรมฉบับอื่น ๆ รวมทั้งทำหนังสือตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดกที่ที่ว่าการอำเภอชุมแสง ซึ่งเป็นอำเภอท้องที่ที่ผู้ตายมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตทั้งสิ้นดังกล่าวแล้วข้อที่นายบรรจงพยานจำเลยทั้งสองเบิกความอ้างว่า เหตุที่ผู้ตายไม่ยอมไปทำพินัยกรรมดังกล่าวที่ที่ว่าการอำเภอชุมแสง เนื่องจากเกรงว่าเจ้าหน้าที่ของอำเภอจะเป็นพรรคพวกของนายประทุมนั้นก็เป็นการง่ายแก่การกล่าวอ้างและเลื่อนลอยจึงขาดน้ำหนักให้รับฟังได้ และข้อเท็จจริงฟังได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ต่อไปว่า พินัยกรรมฉบับพิพาทเพิ่งปรากฏขึ้นหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายไปแล้วประมาณ 2 ปี ยิ่งมีเหตุชวนทำให้ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองที่ว่าก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมฉบับพิพาทไว้นั้นส่อให้เห็นเป็นพิรุธกล่าวคือ ปรากฏว่านายบรรจงเป็นน้องชายของจำเลยที่ 2 และอ้างว่าเป็นผู้พาผู้ตายไปทำพินัยกรรมฉบับพิพาทที่บ้านของนายภักดิ์ โดยนายบรรจงลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมด้วยนายบรรจงจึงย่อมรู้ดีว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมฉบับพิพาทยกที่ดินทั้งสามแปลงและเงินสดในธนาคารให้แก่จำเลยที่ 2 นายบรรจงจึงน่าจะเล่าเรื่องที่ผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับพิพาทให้บรรดาทายาทของผู้ตายโดยเฉพาะจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับพินัยกรรมทราบเสียตั้งแต่แรกที่ผู้ตายถึงแก่ความตายใหม่ ๆ ไม่น่าจะปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาเกือบ 2 ปี จนถึงเดือนพฤษภาคม 2537 จึงได้เล่าเรื่องให้จำเลยที่ 2 ทราบเรื่องพินัยกรรมฉบับพิพาท ส่วนข้อที่นายบรรจงเบิกความอ้างว่าหลังจากผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับพิพาทแล้วในต้นปี 2535 พยานและครอบครัวได้ไปอยู่อาศัยที่บ้านพี่ชายที่จังหวัดนนทบุรีประมาณ 2 ปี โดยไปรับจ้างนวดแก่บุคคลทั่วไป จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2537 พยานได้กลับไปหามารดาของพยานที่อำเภอชุมแสงและทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย พยานจึงบอกเล่าเรื่องที่ผู้ตายทำพินัยกรรมให้แก่จำเลยที่ 2 ทราบก็ดี และข้อที่จำเลยที่ 2 เบิกความอ้างว่า นายบรรจงได้บอกเล่าเรื่องที่ผู้ตายทำพินัยกรรมให้แก่จำเลยที่ 2 ทราบเมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2537 ก็ดี ล้วนแต่เป็นการกล่าวอ้างอย่างง่าย ๆ และเลื่อนลอย ไม่สมเหตุผลให้น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างว่าลายพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้ทำพินัยกรรมตามสำเนาพินัยกรรมฉบับพิพาทเอกสารหมาย จ.9 หรือ ล.4 เป็นลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายนั้น ก็มีข้อส่อพิรุธอยู่กล่าวคือนายภักดิ์เบิกความตอบคำถามติงว่า ผู้ตายพิมพ์ลายหัวแม่มือข้างซ้ายในช่องผู้ทำไม่ทราบ ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของนายประทุมพยานโจทก์ที่เบิกความว่า จำเลยที่ 2ไม่เคยเกี่ยวข้องกับผู้ตาย จึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่เคยปรนนิบัติรับใช้หรือดูแลเอาใจใส่ผู้ตายเป็นพิเศษก่อนที่ผู้ตายจะถึงแก่ความตาย กรณีย่อมไม่มีมูลเหตุจูงใจเป็นพิเศษที่ผู้ตายจะยกที่ดินทั้งสามแปลงและเงินสดทั้งหมดในธนาคารให้แก่จำเลยที่ 2เมื่อประมวลเหตุผลตามที่กล่าวมาเข้าด้วยกันแล้ว ข้อนำสืบของโจทก์มีเหตุผลและน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าข้อนำสืบของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมตามสำเนาเอกสารหมาย จ.9 หรือ ล.4 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิรับมรดกที่ดินทั้งสามแปลงและเงินสดในธนาคารจำนวน 40,000 บาท ของผู้ตายตามกฎหมายข้ออ้างประการอื่น ๆ ในฎีกาของจำเลยทั้งสองที่เกี่ยวกับประเด็นข้อนี้ถึงวินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นข้อสี่มีว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกามีใจความว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2535ซึ่งโจทก์ทราบดีว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2535 ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายในระหว่างจัดการ จึงไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาท และเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2537 จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายตลอดมา โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2538 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายเกินกว่า 1 ปี ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ซึ่งได้รับแต่งตั้งโดยคำสั่งศาล โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสามแปลงซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 40,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จำเลยที่ 1 มอบให้แก่จำเลยที่ 2 ไป จึงเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของผู้ตายจากจำเลยทั้งสอง ที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก สำหรับจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกจะยกอายุความมรดก 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์หาได้ไม่ เพราะกฎหมายได้บัญญัติเรื่องอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดกที่ผู้จัดการมรดกจะต้องรับผิดต่อทายาทไว้โดยเฉพาะแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปีนับตั้งแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 มีสิทธิยกอายุความ 5 ปีนี้เท่านั้นขึ้นต่อสู้โจทก์ ดังนั้น แม้โจทก์จะนำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2538 ซึ่งพ้นกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ถึงความตายของผู้ตายแล้วก็ตามฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1ก็ไม่ขาดอายุความ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่า ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.9 หรือ ล.4 หรืออีกนัยหนึ่งพินัยกรรมดังกล่าวเป็นพินัยกรรมปลอม จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้รับพินัยกรรมอันจะถือว่าเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกที่ดินทั้งสามแปลงและเงินสดจำนวน 40,000 บาทของผู้ตาย เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินและให้คืนเงินสดเพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทจึงเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยกอายุความมรดก 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายได้ ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นสุดท้ายมีว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ไม่ได้ถูกฟ้องในฐานะส่วนตัวศาลไม่อาจพิพากษาบังคับโดยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสามแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งดังนั้น เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสามแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาโดยระบุเงื่อนไขแห่งการบังคับคดีว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 ดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276 บัญญัติไว้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 1629 ม. 1639 ม. 1733 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 176 ม. 276
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เจือ เอมศรี
จำเลย — นาย บุญลือ แก้วเอี่ยม ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง กลิ้ง เสือนา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1564/2546
#49879
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์ปรากฏแต่ลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์ฟ้องเท่านั้น ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์ จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7)และการที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่งนั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นจนคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมไม่มีวิธีปฏิบัติเป็นประการอื่นนอกจากพิพากษายกฟ้องโจทก์ และมาตรา 161 ก็หาได้เป็นบทบัญญัติซึ่งมิได้กำหนดระยะเวลาให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องเสียเมื่อใดก็ได้ก่อนคดีถึงที่สุดไม่ ทั้งปัญหาว่าฟ้องโจทก์ที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นโต้แย้งคัดค้านศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 4 เม็ด น้ำหนัก 0.360 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลางซึ่งหมดไปในการตรวจพิสูจน์ ก่อนคดีนี้ จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1376/2544 ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1376/2544 ของศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องเนื่องจากโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาสรุปได้ว่าการที่โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้องเป็นความผิดพลาดที่อยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขได้ และโจทก์ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงแล้วประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 มิได้กำหนดระยะเวลาว่า ศาลจะมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องเมื่อใด เมื่อคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด จึงยังอยู่ในวิสัยที่ศาลจะมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้นเห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี ฯลฯ (7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง" ตามฟ้องโจทก์คงปรากฏแต่เพียงลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์ฟ้องเท่านั้น ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์จึงถือเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(7) และการที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่งนั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นจนต่อมาคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมไม่มีวิธีปฏิบัติเป็นประการอื่นนอกจากต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์เสีย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 หาได้เป็นบทบัญญัติซึ่งมิได้กำหนดระยะเวลาให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องเสียเมื่อใดก็ได้ก่อนคดีถึงที่สุดดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านในประเด็นที่โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้องดังกล่าว เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องของโจทก์จริงนั้นปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เนื่องจากไม่มีลายมือชื่อโจทก์นั้นเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นโต้แย้งคัดค้านศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างและวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 161 ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นางสาว ชุมพร จิตรชู
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1564/2546
#50694
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ลงลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์ฟ้องแต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อโจทก์ จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) และการที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามมาตรา 161 วรรคหนึ่งก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์แล้ว ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่มีวิธีปฏิบัติเป็นประการอื่นนอกจากพิพากษายกฟ้องโจทก์ และมาตรา 161 หาได้เป็นบทบัญญัติซึ่งมิได้กำหนดระยะเวลาให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องเสียเมื่อใด ก็ได้ก่อนคดีถึงที่สุดไม่ ทั้งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยมิได้ยกขึ้นโต้แย้งคัดค้านศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามมาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1376/2544 ของศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องเนื่องจากโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาสรุปได้ว่า การที่โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้องเป็นความผิดพลาดที่อยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขได้ และโจทก์ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงแล้ว ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 มิได้กำหนดระยะเวลาว่า ศาลจะมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องเมื่อใด เมื่อคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุดจึงยังอยู่ในวิสัยที่ศาลจะมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี ฯลฯ (7) ลายมือชื่อโจทก์ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง" ตามฟ้องโจทก์คงปรากฏแต่เพียงลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์ฟ้องเท่านั้น ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์จึงถือเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) และการที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้นก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้น จนต่อมาคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้วศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมไม่มีวิธีปฏิบัติเป็นประการอื่น นอกจากต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์เสีย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 หาได้เป็นบทบัญญัติซึ่งมิได้กำหนดระยะเวลาให้มีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องเสียเมื่อใด ก็ได้ก่อนคดีถึงที่สุดดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านในประเด็นที่โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้องดังกล่าว เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องของโจทก์จริงนั้น ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เนื่องจากไม่มีลายมือชื่อโจทก์นั้น เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นโต้แย้งคัดค้าน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างและวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 161 ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นางสาว ชุมพร จิตรชู
ชื่อองค์คณะ
เกียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1558/2546
#49878
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 3 ในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ก่อนยื่นอุทธรณ์จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอถอน ร. ออกจากการเป็นทนายความของตนและขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ร. จึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 3 อีกต่อไป การที่ต่อมา ร. ยื่นอุทธรณ์ในฐานะทนายความของจำเลยที่ 3 โดยลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียงและผู้พิมพ์ ซึ่งเป็นการเรียงและยื่นอุทธรณ์โดยไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 3 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์ เมื่อจำเลยที่ 3 และทนายความคนใหม่มิได้ยื่นอุทธรณ์ภายในเวลาที่ศาลขยายให้ ส่วนโจทก์ยื่นอุทธรณ์แต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นให้ส่งสำนวนส่วนของจำเลยที่ 3 ไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง จึงชอบแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมถึงที่สุด จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนอัดลมไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต วางโทษประหารชีวิต ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต วางโทษประหารชีวิต ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต วางโทษจำคุก 1 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานนี้ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 6 เดือนเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ประหารชีวิต ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ แต่รับอุทธรณ์จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 3 โดยนายเริ่ม ชาวอ่างทอง ทนายความยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 3 แต่งให้นายเริ่ม ชาวอ่างทอง เป็นทนายความในคดีเรื่องนี้ โดยให้มีอำนาจสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์และฎีกา ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2543 ต่อมาวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่ามีความประสงค์จะเรียงอุทธรณ์ยื่นต่อศาลด้วยตนเอง ขอคัดสำเนาคำพยานโจทก์ จำเลยและคำพิพากษาและขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ 30 วัน ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต วันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 นายเริ่มในฐานะทนายความของจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ 1 เดือน ศาลชั้นต้นสั่งว่าศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2543 จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งตามคำร้องอีก ให้ยกคำร้อง ครั้นวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 3 ประสงค์ที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่จำเลยที่ 3 ไม่ประสงค์ที่จะให้ทนายความคนเดิมเรียงอุทธรณ์ให้ จึงขอถอนทนายความคนเดิมทุกคน จำเลยที่ 3 จะจัดหาทนายความใหม่มาแก้ต่างในชั้นอุทธรณ์และเรียงคำอุทธรณ์ให้ แต่เนื่องจากระยะเวลายื่นอุทธรณ์เหลือเพียง 5 วัน จำเลยที่ 3 จึงขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2543 ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต วันที่ 22 ธันวาคม 2543 จำเลยที่ 3 ยื่นใบแต่งทนายความ แต่งให้นายอมรฤทธิ์ ภยาภิวัฒน์ เป็นทนายความโดยให้มีอำนาจสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์และฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรวม และพร้อมกันนี้นายอมรฤทธิ์ในฐานะทนายความของจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 15 มกราคม 2544 ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต วันที่ 25 ธันวาคม 2543 นายเริ่มยื่นอุทธรณ์ในฐานะที่เป็นทนายความของจำเลยที่ 3 โดยนายเริ่มลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียง และผู้พิมพ์ ศาลชั้นต้นสั่งว่า เนื่องจากจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอถอนทนายความนายเริ่ม ชาวอ่างทอง ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 (ที่ถูก 2543) ศาลอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ถอนทนายความได้ จึงไม่รับอุทธรณ์ ต่อมาไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 และนายอมรฤทธิ์ทนายความคนใหม่ของจำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนในส่วนของจำเลยที่ 3 ไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ยกฟ้อง

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกว่า จำเลยที่ 3 มีสิทธิยื่นฎีกาหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหานี้จะต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยที่ 3 ได้ยื่นอุทธรณ์หรือไม่เห็นว่าจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นถึง 2 ฉบับ ว่าจำเลยไม่ประสงค์ให้นายเริ่มเป็นทนายความของจำเลยที่ 3 อีกต่อไป กล่าวคือ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 3 ประสงค์จะเรียงอุทธรณ์ยื่นต่อศาลด้วยตนเอง จึงขอคัดสำเนาคำพยาน คำพิพากษา และขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ 30 วัน ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตต่อมาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 3 ไม่ประสงค์ที่จะให้ทนายความคนเดิมเรียงอุทธรณ์ให้ จำเลยที่ 3 จะจัดหาทนายความคนใหม่มาแก้ต่างในชั้นอุทธรณ์และเรียงคำอุทธรณ์ให้ แต่ระยะเวลายื่นอุทธรณ์เหลือเพียง 5 วัน จำเลยที่ 3 จึงขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2543 และตอนท้ายคำร้องมีข้อความว่า"อนึ่ง พร้อมคำร้องนี้ จำเลยที่ 3 ใคร่ขอถอนทนายความคนเดิมทุกคนที่ปรากฏในสำนวนนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป และจะได้แต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทนต่อไป"จำเลยที่ 3 ลงชื่อเป็นผู้เรียงคำร้องฉบับนี้ ศาลชั้นต้นสั่งว่า อนุญาต ซึ่งย่อมหมายถึงอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ถอนนายเริ่มออกจากการเป็นทนายความของจำเลยที่ 3 ดังนั้น นับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 นายเริ่มไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 3 อีกต่อไป ครั้นวันที่ 25 ธันวาคม 2543นายเริ่มยื่นอุทธรณ์ในฐานะที่เป็นทนายความของจำเลยที่ 3 โดยนายเริ่มลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียงและผู้พิมพ์ ซึ่งเป็นการเรียงอุทธรณ์และยื่นอุทธรณ์โดยผู้ที่ไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 3 ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์ ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ฉบับดังกล่าวจึงชอบแล้ว เมื่อจำเลยที่ 3 และทนายความคนใหม่มิได้ยื่นอุทธรณ์ ส่วนโจทก์ยื่นอุทธรณ์ แต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนส่วนของจำเลยที่ 3 ไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง จึงชอบแล้ว และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 3 นั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้และแม้ว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไป"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 62
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 193 ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย อรัญ คุ้มเกิด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1552/2546
#50309
เปิดฉบับเต็ม

แผ่นซีดีรอมเป็นวัตถุที่สามารถนำมาใช้ทำเป็นวัสดุโทรทัศน์ได้ตามความหมายใน(2) ของคำว่า เทปหรือวัสดุโทรทัศน์ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 แต่ซีดีรอมแผ่นใดจะมีลักษณะครบถ้วนที่จะถือว่าเป็นวัสดุโทรทัศน์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่บันทึกหรืออัดลงในวัสดุดังกล่าวว่าจะมีผลทำให้แผ่นซีดีรอมนั้นสามารถจัดถ่ายทอดออกเป็นภาพหรือเสียง หรือทั้งภาพและเสียงได้ในลักษณะต่อเนื่องกันไปโดยอุปกรณ์อื่นซึ่งเป็นลักษณะของวัสดุโทรทัศน์ตามความหมายในวรรคสองของคำว่าเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาจากสิ่งที่บันทึกหรืออัดลงไปในแผ่นซีดีรอมแต่ละแผ่นดังนั้นเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าแผ่นซีดีรอมที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เป็นวัสดุโทรทัศน์จำเลยให้การรับสารภาพจึงฟังได้ว่าแผ่นซีดีรอมดังกล่าวเป็นวัสดุโทรทัศน์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาเกี่ยวกับของกลางว่าของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนสิ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบ ไม่ชัดเจนว่าของกลางใดที่ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนแผ่นซีดีรอมภาพยนตร์ลามกเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันควรริบ ไม่ใช่สิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิด ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2543 เวลากลางวัน จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟต์เอ็นคาร์ทาเอ็นไซคโลปีเดียเดอลุกซ์ 2000 ไมโครซอฟต์อินเตอร์แอ็กทีฟเวิร์ลแอ็ตลาส 2000 ไมโครซอฟต์ 98 เซคคั่นเอ็ดดิชั่น ไมโครซอฟต์ออฟฟิศ 2000 โปรเฟสชันนอลไทย ไมโครซอฟต์วินโดส์ 2000 ไมโครซอฟต์วินโดส์เอ็นทีเซิร์ฟเวอร์ 4.0ไมโครซอฟต์วินโดส์ 2000 โปรเฟสชันนอล ไมโครซอฟต์วิชวลเบสิก 6 อันเป็นงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของบริษัทไมโครซอฟต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 โปรแกรมคอมพิวเตอร์อะโดบี้อโครแบต 4.0 อะโดบี้โฟโต้ช็อบ 5.0 อะโดบี้อินดีไซน์ 1.0 อะโดบี้อิลลัสสเตอร์ 8.0 อะโดบี้โกไลฟ์ 4.0 อะโดบี้เพจเมกเกอร์ 6.5 อะโดบี้พรีเมียร์ 5.0 อะโดบี้อาฟเตอร์เอ็ฟเฟ็กท์ส 4.0 อันเป็นงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของบริษัทอะโดบี้อินคอร์ปอเรตเต็ด จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 โปรแกรมคอมพิวเตอร์สามดีสตูติโอแม็กซ์ อันเป็นงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของบริษัทออโต้เดสด์อิงค์ จำกัด ผู้เสียหายที่ 3 และโปรแกรมคอมพิวเตอร์นอร์ตันแอนตี้ไวรัส 5 อันเป็นงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของบริษัทไซแมนเทคคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เสียหายที่ 4 ซึ่งผู้เสียหายทั้งสี่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกาและมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เสียหายทั้งสี่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวและได้โฆษณางานครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นภาคีแห่งอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรมอันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย รายละเอียดปรากฏตามบัญชีรายชื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ ชื่อโปรแกรมที่ได้สร้างสรรค์ และวันเดือนปีที่โฆษณาครั้งแรกเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 โดยจำเลยนำเอาแผ่นซีดีรอมที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 ซึ่งมีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสี่รวมจำนวน 133 แผ่น ออกขายเสนอขายแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสี่ และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายทั้งสี่ และจำเลยได้ประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายแผ่นซีดีรอมซึ่งบันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ อันเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจอยู่ที่แผงลอยไม่มีเลขที่ ชั้น 2 ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวีกรุงเทพมหานคร และได้ประโยชน์ตอบแทนจากราคาจำหน่ายโดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน และไม่ใช่กรณีที่ได้รับยกเว้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 ทั้งจำเลยทำให้เผยแพร่โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย เสนอจำหน่ายแผ่นวิดีโอซีดี ซึ่งบันทึกภาพและเสียงอันลามกโดยปรากฏภาพการร่วมเพศระหว่างชายหญิงจำนวน 56 แผ่น โดยจำเลยกระทำเพื่อความประสงค์แห่งการค้า ตามวันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมแผ่นซีดีรอมที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสี่จำนวน 133 แผ่น และแผ่นซีดีบันทึกภาพยนตร์ลามกจำนวน 56 แผ่นรวมจำนวน 189 แผ่นดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 30, 31, 61, 70, 75 และ 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 6 และ 34 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 91 และ 287 ริบของกลางทั้งหมดโดยให้แผ่นซีดีรอมของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 133 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 และ 70 วรรคสองพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่งและ 34 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 350,000 บาท ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 15,000 บาทและความผิดฐานจำหน่าย เสนอจำหน่ายภาพยนต์วิดีโอซีดีลามก จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 371,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 185,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบ และให้จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาสำหรับความผิดฐานขายเสนอขายงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าปรับ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 76 แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"สำหรับปัญหาเบื้องต้นว่า ซีดีรอมบันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ที่จำเลยนำมาเป็นวัตถุในการประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่าย เป็นวัสดุโทรทัศน์อันมีผลให้การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 ตามคำฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ โดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แผ่นซีดีรอมซึ่งเป็นแผ่นซีดีประเภทหนึ่งเป็นวัตถุที่สามารถนำมาใช้ทำเป็นวัสดุโทรทัศน์ได้ตามความหมายใน (2)ของคำว่า เทปหรือวัสดุโทรทัศน์ ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ซีดีรอมแผ่นใดจะมีลักษณะครบถ้วนที่จะถือว่าเป็นวัสดุโทรทัศน์ตามกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่บันทึกหรืออัดลงในวัสดุดังกล่าวว่าจะมีผลทำให้แผ่นซีดีรอมนั้นสามารถจัดถ่ายทอดออกเป็นภาพหรือเสียง หรือทั้งภาพและเสียงได้ในลักษณะต่อเนื่องกันไปโดยอุปกรณ์อื่นซึ่งเป็นลักษณะของวัสดุโทรทัศน์ตามความหมายในวรรคสองของคำว่าเทปหรือวัสดุโทรทัศน์แห่งบทกฎหมายดังกล่าวได้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาจากสิ่งที่บันทึกหรืออัดลงไปในแผ่นซีดีรอมแต่ละแผ่น เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันข้อเท็จจริงว่า แผ่นซีดีรอมที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เป็นวัสดุโทรทัศน์ และปรากฏว่าจำเลยให้การรับสารภาพ จึงย่อมฟังข้อเท็จจริงได้ว่า แผ่นซีดีรอมที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามคำฟ้องนี้มีสภาพเป็นวัสดุโทรทัศน์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวมาข้างต้นจึงเป็นความผิดตามคำฟ้อง ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษปรับลงนั้น เห็นว่า แผ่นซีดีรอมที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของกลางซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสี่ที่จำเลยมีไว้เพื่อขาย เสนอขายมีจำนวนเพียง 133 แผ่นไม่ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่าของกลางดังกล่าวมีมูลค่าสูงหรือก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมากแก่ผู้เสียหายทั้งสี่หรือเป็นการกระทำที่มีการวางแผนการอย่างดีเป็นพิเศษอันเป็นพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดที่ร้ายแรงแต่อย่างใด จำเลยเป็นหญิงมีบุตร 3 คน กระทำความผิดเพื่อหาเงินมาช่วยอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายในการศึกษาของบุตร พฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุอันควรลดหย่อนผ่อนโทษ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวางโทษปรับจำเลยสูงถึง 350,000 บาทในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า และ 15,000 บาท ในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจึงสูงเกินไป สมควรกำหนดโทษให้น้อยลงเพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี แต่ในความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่าย เสนอจำหน่ายวิดีโอซีดีภาพยนตร์อันลามกนั้น เป็นความผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดโทษมาเหมาะสมแก่รูปคดีแล้วไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาเกี่ยวกับของกลางว่า ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนสิ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบนั้น ไม่ชัดเจนว่าของกลางใดที่ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนแผ่นซีดีภาพยนตร์ลามกเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันควรริบ ไม่ใช่สิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดแต่อย่างใด จึงสมควรแก้ไขให้ถูกต้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะโทษปรับในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 31(1) ปรับ 150,000 บาทความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 34ประกอบมาตรา 6 วรรคหนึ่ง ปรับ 10,000 บาท รวมปรับ 160,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 80,000 บาท รวมโทษทุกกรรมแล้วจำคุก 1 ปี และปรับ 83,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ของกลางแผ่นซีดีรอมที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ 133 แผ่น ให้ตกเป็นของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 75 ส่วนซีดีภาพยนตร์ลามก 56 แผ่น อันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) นั้น ให้ริบ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 4 ม. 6 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวชนมิกา โชติวิวัฒน์ชัย
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1552/2546
#50693
เปิดฉบับเต็ม

แผ่นซีดีรอมซึ่งเป็นแผ่นซีดีประเภทหนึ่งอันเป็นวัตถุที่สามารถนำมาใช้ทำเป็นวัสดุโทรทัศน์ได้ แต่ซีดีรอมแผ่นใดจะมีลักษณะครบถ้วนที่จะถือว่าเป็นวัสดุโทรทัศน์ตามกฎหมายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่บันทึกหรืออัดลงในวัสดุดังกล่าวว่า จะมีผลทำให้แผ่นซีดีรอมนั้นสามารถจัดถ่ายทอดออกเป็นภาพหรือเสียง หรือทั้งภาพและเสียงได้ในลักษณะต่อเนื่องกันไปโดยอุปกรณ์อื่นซึ่งเป็นลักษณะของวัสดุโทรทัศน์ตามความหมายของคำว่าเทปหรือวัสดุโทรทัศน์แห่งบทกฎหมายดังกล่าวได้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาจากสิ่งที่บันทึกหรืออัดลงไปในแผ่นซีดีรอมแต่ละแผ่นเป็นสำคัญ เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าแผ่นซีดีรอมที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นวัสดุโทรทัศน์ และจำเลยให้การรับสารภาพก็ย่อมต้องฟังข้อเท็จจริงว่า แผ่นซีดีรอมที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามคำฟ้องมีสภาพเป็นวัสดุโทรทัศน์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด

แผ่นซีดีภาพยนตร์ลามก่อให้เกิดความเสียหายต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2543 เวลากลางวัน จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟต์ ของบริษัทไมโครซอฟต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 โปรแกรมคอมพิวเตอร์อะโดบี้ ของบริษัทอะโดบี้อินคอร์ปอเรตเต็ด จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 โปรแกรมคอมพิวเตอร์สามดีสตูดิโอแม็กซ์ ของบริษัทออโต้เดสต์ อิงค์ จำกัด ผู้เสียหายที่ 3 และโปรแกรมคอมพิวเตอร์นอร์ตันแอนตี้ไวรัส 5 ของบริษัทไซแมนเทค คอร์ปอเรชั่น จำกัดผู้เสียหายที่ 4 ผู้เสียหายทั้งสี่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าว และได้โฆษณางานครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยจำเลยนำเอาแผ่นซีดีรอมที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งมีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสี่รวมจำนวน 133 แผ่น ออกขายเพื่อแสดงหากำไรในทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยได้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายแผ่นซีดีรอมซึ่งบันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ อันเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนทั้งจำเลยทำให้เผยแพร่โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย เสนอจำหน่ายแผ่นวิดีโอซีดี ซึ่งบันทึกภาพและเสียงอันลามกโดยปรากฏภาพการร่วมเพศระหว่างชายหญิงจำนวน 56 แผ่น เพื่อความประสงค์แห่งการค้า ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 30, 31, 61, 70, 75 และ 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 6 และ 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และ 287 ริบของกลางทั้งหมดโดยให้แผ่นซีดีรอมของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 133 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 และ 70 วรรคสองพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง และ 34 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 350,000 บาท ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 15,000 บาท และความผิดฐานจำหน่าย เสนอจำหน่ายภาพยนตร์วิดีโอซีดีลามก จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 371,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 185,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ส่วนสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบ และให้จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาสำหรับความผิดฐานขาย เสนอขายงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 76 แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยมติที่ประชุมใหญ่ วินิจฉัยว่า "แผ่นซีดีรอมซึ่งเป็นแผ่นซีดีประเภทหนึ่ง เป็นวัตถุที่สามารถนำมาใช้ทำเป็นวัสดุโทรทัศน์ได้ตามความหมายใน (2) ของคำว่า เทปหรือวัสดุโทรทัศน์ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ซีดีรอมแผ่นใดจะมีลักษณะครบถ้วนที่จะถือว่าเป็นวัสดุโทรทัศน์ตามกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่บันทึกหรืออัดลงในวัสดุดังกล่าวจะมีผลทำให้แผ่นซีดีรอมนั้นสามารถจัดถ่ายทอดออกเป็นภาพหรือเสียงหรือทั้งภาพและเสียงได้ในลักษณะต่อเนื่องกันไปโดยอุปกรณ์อื่นซึ่งเป็นลักษณะของวัสดุโทรทัศน์ตามความหมายในวรรคสองของคำว่าเทปหรือวัสดุโทรทัศน์แห่งบทกฎหมายดังกล่าวได้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาจากสิ่งที่บันทึกหรืออัดลงไปในแผ่นซีดีรอมแต่ละแผ่น เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันข้อเท็จจริงว่าแผ่นซีดีรอมที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เป็นวัสดุโทรทัศน์ และปรากฏว่าจำเลยให้การรับสารภาพจึงย่อมฟังข้อเท็จจริงได้ว่า แผ่นซีดีรอมที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามคำฟ้องนี้มีสภาพเป็นวัสดุโทรทัศน์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวมาข้างต้นจึงเป็นความผิดตามคำฟ้อง ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษปรับลงนั้นเห็นว่า แผ่นซีดีรอมที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของกลางซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสี่ที่จำเลยมีไว้เพื่อขาย เสนอขายมีจำนวนเพียง 133 แผ่นไม่ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่าของกลางดังกล่าวมีมูลค่าสูงหรือก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมากแก่ผู้เสียหายทั้งสี่หรือเป็นการกระทำที่มีการวางแผนการอย่างดีเป็นพิเศษอันเป็นพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดที่ร้ายแรงแต่อย่างใด จำเลยเป็นหญิงมีบุตร 3 คน กระทำความผิดเพื่อหาเงินมาช่วยอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายในการศึกษาของบุตร พฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุอันควรลดหย่อนผ่อนโทษ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวางโทษปรับจำเลยสูงถึง 350,000 บาทในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า และ 15,000 บาท ในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจึงสูงเกินไป สมควรกำหนดโทษให้น้อยลงเพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแต่ในความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายเสนอจำหน่ายวิดีโอซีดีภาพยนตร์อันลามกนั้นเป็นความผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดโทษมาเหมาะสมแก่รูปคดีแล้วไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาเกี่ยวกับของกลางว่า ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบนั้น ไม่ชัดเจนว่าของกลางใดที่ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ส่วนแผ่นซีดีภาพยนตร์ลามกเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันควรริบ ไม่ใช่สิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดแต่อย่างใด จึงสมควรแก้ไขให้ถูกต้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะโทษปรับในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 31(1) ปรับ 150,000 บาท ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 34 ประกอบมาตรา 6 วรรคหนึ่ง ปรับ 10,000 บาท รวมปรับ 160,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 80,000 บาท รวมโทษทุกกรรมแล้วจำคุก 1 ปี และปรับ 83,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ของกลางแผ่นซีดีรอมที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ 133 แผ่นให้ตกเป็นของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 75 ส่วนซีดีภาพยนตร์ลามก 56 แผ่น อันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) นั้น ให้ริบ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 6 ม. 34 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ชนมิกา โชติวิวัฒน์ชัย
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1552/2546
#110849
เปิดฉบับเต็ม

แผ่นซีดีรอมใดจะเป็นวัสดุโทรทัศน์ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 หรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่า สิ่งที่บันทึกหรืออัดลงในวัสดุดังกล่าวว่ามีผลทำให้แผ่นซีดีรอมนั้นสามารถจัดถ่ายทอดออกเป็นภาพหรือเสียง หรือทั้งภาพและเสียงได้ในลักษณะต่อเนื่องกันไปโดยอุปกรณ์อื่นซึ่งเป็นลักษณะของวัสดุโทรทัศน์ตามความหมายในวรรคสองของคำว่า เทปหรือวัสดุโทรทัศน์ แห่งบทกฎหมายดังกล่าว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันข้อเท็จจริงว่า แผ่นซีดีรอมที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เป็นวัสดุโทรทัศน์ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงย่อมฟังข้อเท็จจริงได้ว่า แผ่นซีดีรอมที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามคำฟ้องมีสภาพเป็นวัสดุโทรทัศน์ จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 13/2543)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 30, 31, 61, 70, 75 และ 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6 และ 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และ 287 ริบของกลางทั้งหมดโดยให้แผ่นซีดีรอมของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 133 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 และ 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง และ 34 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 350,000 บาท ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 15,000 บาท และความผิดฐานจำหน่าย เสนอจำหน่ายภาพยนตร์วิดีโอซีดีลามก จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 371,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 185,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบ และให้จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาสำหรับความผิดฐานขาย เสนอขายงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าปรับ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 76 แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า สำหรับปัญหาเบื้องต้นว่า ซีดีรอมบันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ที่จำเลยนำมาเป็นวัตถุในการประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่าย เป็นวัสดุโทรทัศน์อันมีผลให้การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ตามคำฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แผ่นซีดีรอมซึ่งเป็นแผ่นซีดีประเภทหนึ่งเป็นวัตถุที่สามารถนำมาใช้ทำเป็นวัสดุโทรทัศน์ได้ตามความหมายใน (2) ของคำว่า เทปหรือวัสดุโทรทัศน์ใน มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ซีดีรอมแผ่นใดจะมีลักษณะครบถ้วนที่จะถือว่าเป็นวัสดุโทรทัศน์ตามกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่า สิ่งที่บันทึกหรืออัดลงในวัสดุดังกล่าวว่าจะมีผลทำให้แผ่นซีดีรอมนั้นสามารถจัดถ่ายทอดออกเป็นภาพหรือเสียง หรือทั้งภาพและเสียงได้ในลักษณะต่อเนื่องกันไปโดยอุปกรณ์อื่น ซึ่งเป็นลักษณะของวัสดุโทรทัศน์ตามความหมายในวรรคสองของคำว่า เทปหรือวัสดุโทรทัศน์แห่งบทกฎหมายดังกล่าวได้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาจากสิ่งที่บันทึกหรืออัดลงไปในแผ่นซีดีรอมแต่ละแผ่น เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันข้อเท็จจริงว่า แผ่นซีดีรอมที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เป็นวัสดุโทรทัศน์ และปรากฏว่าจำเลยให้การรับสารภาพ จึงย่อมฟังข้อเท็จจริงได้ว่า แผ่นซีดีรอมที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามคำฟ้องนี้มีสภาพเป็นวัสดุโทรทัศน์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวมาข้างต้นจึงเป็นความผิดตามคำฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดโทษมาเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาเกี่ยวกับของกลางว่า ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบนั้น ไม่ชัดเจนว่าของกลางใดที่ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนแผ่นซีดีภาพยนตร์ลามกเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันควรริบ ไม่ใช่สิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดแต่อย่างใด จึงสมควรแก้ไขให้ถูกต้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะโทษปรับในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 31 (1) ปรับ 150,000 บาท ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 34 ประกอบมาตรา 6 วรรคหนึ่ง ปรับ 10,000 บาท รวมปรับ 160,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 80,000 บาท รวมโทษทุกกรรมแล้ว จำคุก 1 ปี และปรับ 83,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ของกลางแผ่นซีดีรอมที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ 133 แผ่น ให้ตกเป็นของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ส่วนซีดีภาพยนตร์ลามก 56 แผ่น อันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) นั้นให้ริบ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 4 ม. 6 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวชนมิกา โชติวิวัฒน์ชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1551/2546
#48306
เปิดฉบับเต็ม

การนับระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษให้แก่จำเลยจนถึงวันที่จำเลยกระทำความผิดในคดีหลัง เพื่อนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 หาใช่เป็นการติดต่อราชการตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/4 ไม่ การนับระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2542 จะต้องไปครบ 1 ปี ในวันที่ 20 มีนาคม 2543 เวลา 24 นาฬิกาอันเป็นการนับวันเวลาตามปกตินั่นเอง จำเลยกระทำผิดในวันที่ 20มีนาคม 2543 เวลา19.45 นาฬิกา จึงบวกโทษจำคุกในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 290 เม็ด น้ำหนัก 25.281กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 5.135 กรัม ไว้ครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ก่อนคดีนี้จำเลยต้องพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 15 วัน ปรับ 300 บาท ฐานเสพกัญชาตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1789/2542 ของศาลชั้นต้น โดยโทษจำคุกรอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2542 ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษดังกล่าวจำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้ อันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1789/2542 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 10 ปี บวกโทษจำคุก 15 วันที่รอการลงโทษไว้ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1789/2542 ของศาลชั้นต้น เป็นจำคุก10 ปี 15 วัน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยในประการสุดท้ายว่าศาลจะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกกับโทษจำคุกในคดีนี้ไม่ได้ เพราะจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2543 เวลา 19.45 นาฬิกา การนับระยะเวลาหนึ่งปีจากคดีที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษไว้ต้องนับถึงวันที่ 20 มีนาคม 2543เวลา 16.30 นาฬิกา อันเป็นวันเวลาทางราชการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/4 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/4 บัญญัติว่า "ในทางคดีความ ในทางราชการ หรือทางธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรม วัน หมายความว่า เวลาทำการตามที่ได้กำหนดขึ้น โดยกฎหมาย คำสั่งศาล หรือระเบียบข้อบังคับ หรือเวลาทำการตามปกติของกิจการนั้น แล้วแต่กรณี" หมายถึงในการต้องติดต่อราชการเช่นการฟ้องคดี การยื่นคำร้องคำขอต่อศาลก็ต้องทำภายในเวลา 16.30 นาฬิกา หรือทำธุรกรรมในทางธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรม พึงต้องทำในวันเวลาทำการตามปกติที่กำหนดไว้ของกิจการนั้นเช่นเดียวกัน แต่การนับระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษให้แก่จำเลยจนถึงวันที่จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ เพื่อนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58หาใช่เป็นการติดต่อราชการตามนัยมาตรา 193/4 ไม่ การนับระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 20มีนาคม 2542 จะต้องไม่ครบ 1 ปี ในวันที่ 20 มีนาคม 2543 เวลา 24 นาฬิกา อันเป็นการนับวันเวลาตามปกตินั่นเอง ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์บวกโทษจำคุกในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้ชอบแล้วฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มาตรา 15 วรรคสาม(2) ที่แก้ไขใหม่บัญญัติว่า เมทแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง ที่กำหนดเฉพาะปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไปเท่านั้น ดังนั้น เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลย คดีนี้จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 290 เม็ด น้ำหนัก 25.281 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 5.135 กรัม ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท แตกต่างจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายเดิมมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท กรณีโทษจำคุกต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ป.พ.พ. ม. 193/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ประพันธ์หรือพัน คงดอน
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1551/2546
#110340
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/4 นั้น บัญญัติว่า ในบางคดีความ ในทางราชการ หรือทางธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรม วัน หมายความว่า เวลาทำการตามปีที่ได้กำหนดขึ้นโดยกฎหมาย คำสั่งศาล หรือระเบียบข้อบังคับ หรือเวลาทำการตามปกติของกิจการนั้น แล้วแต่กรณี หมายถึง ในการต้องติดต่อราชการเช่นการฟ้องคดี การยื่นคำร้อง คำขอ ต่อศาล ก็ต้องทำภายในเวลา 16.30 นาฬิกา หรือธุรกรรมในทางธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรมพึงต้องทำในวันเวลาทำการตามปกติที่กำหนดไว้ของกิจการนั้น เช่นเดียวกัน แต่การนับระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษให้แก่จำเลยจนถึงวันที่จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ เพื่อนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หาใช่เป็นการติดต่อ ราชการตามนัยมาตรา 193/4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ การนับระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2542 จะต้องครบ 1 ปี ในวันที่ 20 มีนาคม 2543 เวลา 24 นาฬิกา อันเป็นการนับวันเวลาตามปกตินั่นเอง ศาลบวก โทษจำคุกในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญํติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 10 ปี บวกโทษจำคุก 15 วัน ที่รอไว้ เป็นจำคุก 10 ปี 15 วัน ริบเมทแอมเฟตามีน ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/4 บัญญัติว่า "ในทางคดีความในทางราชการ หรือ ทางธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรม วัน หมายความว่า เวลาทำการตามที่ได้กำหนดขึ้นโดยกฎหมาย คำสั่งศาล หรือระเบียบข้อบังคับ หรือเวลาทำการตามปกติของกิจการนั้น แล้วแต่กรณี" หมายถึงในการต้องติดต่อราชการเช่นการฟ้องคดี การยื่นคำร้อง คำขอต่อศาลก็ต้องทำภายในเวลา 16.30 นาฬิกา หรือทำธุรกรรมในทางธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรมพึงต้องทำในวันเวลาทำการตามปกติที่กำหนดไว้ของกิจการนั้นเช่นเดียวกัน แต่การนับระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษให้แก่จำเลยจนถึงวันที่จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ เพื่อนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 หาใช่เป็นการติดต่อ ราชการตามนัยมาตรา 193/4 ไม่ จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2543 เวลา 19.45 นาฬิกา การนับระยะเวลา 1 ปี จึงต้องนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2542 และจะต้องไปครบ 1 ปี ในวันที่ 20 มีนาคม 2543 เวลา 24 นาฬิกา อันเป็นการนับวันเวลาตามปกตินั่นเอง ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์บวกโทษจำคุกในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และใช้ ข้อความใหม่แทน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ป.พ.พ. ม. 193/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายประพันธ์หรือพัน คงดอน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายบุญสิน ตุลากัน
ศาลอุทธรณ์ — นายธนฤกษ์ นิติเศรณี
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1522/2546
#50308
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน แต่ให้ ผ. มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน แม้จำเลยที่ 1 จะหลอกลวงกลฉ้อฉลโจทก์และ ผ. จนโจทก์และ ผ. ตกลงทำสัญญาซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 1 อันทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะ และโจทก์บอกล้างแล้วก็ตามแต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกรับซื้อฝากที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน การที่ภายหลังโจทก์ไปขอไถ่ถอนที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 ในขณะที่ยังไม่ครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 จะไปไถ่ถอนคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ตามสัญญา และจำเลยที่ 2ไม่ยอมให้โจทก์ไถ่ถอน โจทก์ก็ไม่อาจยกเอาเหตุกลฉ้อฉลต่อโจทก์และ ผ. อันทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะที่โจทก์ได้บอกล้างแล้วขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและได้ที่ดินพิพาทมาโดยมีค่าตอบแทนก่อนมีการบอกล้างโมฆียะกรรมได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 ประกอบมาตรา 1329

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้โอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้เพิกถอนสัญญาขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เดิมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 605ตำบลลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่โจทก์ไม่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน โดยโจทก์ให้ผู้อื่นมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนตลอดมา จนวันที่ 25 สิงหาคม 2531 ก็มีชื่อนางเผื่อน ชูศรี เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ครั้นวันที่ 11 กรกฎาคม 2534 ได้มีการจดทะเบียนโอนขายให้จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2534จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากไว้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 4,301,000 บาท มีกำหนด 1 ปีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2534 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 บอกเลิกการซื้อขายที่ดินและให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทคืนในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1460/2536 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาสรุปได้ว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยคำเบิกความของโจทก์ตอนหนึ่งว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทแล้วได้ถมที่ดินพร้อมขึ้นป้ายชื่อว่า โครงการธำรงนิเวศน์เพื่อจัดสรรขายแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1มิได้หลอกลวงโจทก์ เป็นการไม่ชอบ เพราะตามข้อเท็จจริงจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ในราคา 9,000,000 บาท แต่ชำระให้โจทก์เพียง 1,200,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระภายหลังและตกลงให้กรรมสิทธิ์โอนเมื่อชำระเงินเสร็จ แต่ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่ธนาคารในราคา 700,000 บาท แล้วต่อมาอีกประมาณ3 เดือน จำเลยที่ 1 ก็นำไปขายฝากไว้กับจำเลยที่ 2 ในราคา 4,301,000 บาท เท่านั้น อันจะเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ประโยชน์เป็นเงินถึง 2,401,000 บาท โดยไม่ต้องเข้าครอบครองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเลย จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาซื้อที่ดินพิพาทเป็นแต่เพียงแสดงเจตนาหลอกลวงโจทก์ การซื้อขายไม่สมบูรณ์เป็นโมฆียะเมื่อโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 บอกเลิกการซื้อขายที่ดินแล้ว สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ ดังนั้น คู่กรณีจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยที่ 1 จะนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยที่ 2ไม่ได้ สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทไม่ชอบ เพราะการบอกล้างโมฆียะกรรมใช้ยันต่อบุคคลภายนอกได้ ทั้งจำเลยที่ 2 ก็รับซื้อฝากที่ดินไว้โดยไม่สุจริต สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองจึงไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์ขอให้เพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้นั้น เห็นว่า การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อขายที่ดินพิพาทกันจนในที่สุดนางเผื่อนได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าวนั้นเป็นการตกลงทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินกันระหว่างโจทก์ นางเผื่อนและจำเลยที่ 1 เท่านั้นส่วนจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอก ดังนั้น การซื้อขายที่ดินพิพาทกันระหว่างโจทก์นางเผื่อนและจำเลยที่ 1 จะเป็นไปโดยจำเลยที่ 1 หลอกลวงเป็นกลฉ้อฉลต่อโจทก์และนางเผื่อนหรือไม่นั้น ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะแม้จะฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้หลอกลวงเป็นกลฉ้อฉลต่อโจทก์และนางเผื่อน จนเป็นเหตุให้บุคคลทั้งสองหลงเชื่อตกลงขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 อันทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะได้ดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ผลแห่งการหลอกลวงเป็นกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์มีสิทธิบอกล้างนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 บัญญัติว่า "การบอกล้างโมฆียะกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉลตามมาตรา 159 ห้ามมิให้ยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต" และมาตรา 1329 บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลผู้ได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริตนั้น ท่านว่ามิเสียไปถึงแม้ว่าผู้โอนทรัพย์สินให้จะได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ และนิติกรรมนั้นได้ถูกบอกล้างภายหลัง" ดังนั้น ถึงแม้โจทก์ได้ใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมทำให้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1ตกเป็นโมฆะ ซึ่งคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่โจทก์ก็หามีสิทธิยกขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่รับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทนก่อนมีการบอกล้างโมฆียะกรรมได้ไม่ เว้นแต่จำเลยที่ 2 ได้รู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงเป็นกลฉ้อฉลต่อโจทก์และนางเผื่อนนั้นด้วยแล้ว ยังคงรับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 อีก การที่โจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์นางเผื่อน และจำเลยที่ 1 ให้ตกเป็นโมฆะในกรณีเช่นนี้จึงจะมีผลถึงจำเลยที่ 2 ที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกเอาที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความแน่ชัดว่าก่อนหรือขณะที่จำเลยที่ 2 ซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 ได้รู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงเป็นกลฉ้อฉลซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์แต่อย่างใด โจทก์คงเบิกความแต่เพียงว่า ก่อนมีการขายฝาก มีคนมาดูที่ดินพิพาทโจทก์สอบถามแล้วได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนให้มาดู โจทก์จึงบอกว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ยังชำระเงินไม่หมดเท่านั้น ซึ่งก็เป็นการเบิกความลอย ๆ โดยนายเต็มชัย รอดเรืองรุ่ง พยานจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า วันไปดูที่ดินพิพาทไม่พบโจทก์อยู่ในที่ดินพิพาท ประกอบกับโจทก์ได้เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนรู้เห็นในการที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกการซื้อขายที่ดินพิพาทจากโจทก์ และยังเบิกความอีกด้วยว่าจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องและไม่รู้เห็นข้อตกลงเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 2รับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นถึงการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เพราะตามโฉนดที่ดินพิพาทก็มิได้มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ด้วยส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าที่ดินพิพาทมีราคาถึง 9,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 กลับรับซื้อฝากไว้เพียง 4,301,000 บาท โดยไม่ได้ตรวจดูว่าราคาท้องตลาดเป็นเท่าใดนั้น ถึงหากจะฟังได้ดังที่โจทก์อ้างก็หาเป็นพิรุธไม่ เพราะราคารับซื้อฝากที่ดินหาจำเป็นต้องซื้อขายกันเต็มราคาท้องตลาดไม่ เนื่องจากผู้ขายฝากก็ต้องคำนึงถึงความสามารถของตนเองที่จะซื้อคืนในภายหลังด้วย และนางสนิท พูนเป้า พยานจำเลยที่ 2 ซึ่งรับราชการในสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาลำปลายมาศ ก็ได้เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่าปกติการรับซื้อขายฝากที่ดินจะรับซื้อต่ำกว่าราคาที่เป็นจริงตามท้องตลาด ดังนั้น ที่จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในราคา 4,301,000 บาท จึงไม่เป็นพิรุธให้เห็นว่าจำเลยที่ 2ได้รู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์แต่อย่างใด จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน แม้ภายหลังโจทก์ไปขอไถ่ถอนที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 ในขณะที่ยังไม่ครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 จะไปไถ่ถอนคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ตามสัญญา จำเลยที่ 2 ไม่ยอมให้โจทก์ไถ่ถอน โจทก์ก็ไม่อาจยกเอาเหตุที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงเป็นกลฉ้อฉลต่อโจทก์ซื้อที่ดินจากโจทก์อันทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะที่โจทก์ได้บอกล้างแล้วขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและได้ที่ดินพิพาทมาโดยมีค่าตอบแทนก่อนมีการบอกล้างโมฆียะกรรมได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 ประกอบมาตรา 1329 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการซื้อขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 160 ม. 491 ม. 492 ม. 1329
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พรรณี วรรณศิริวัฒนา
จำเลย — นาย ธำรง ยุวรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1522/2546
#50754
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดแต่ให้ ผ. มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน การที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อขายที่ดินกันโดย ผ. ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการตกลงทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินกันระหว่างโจทก์ ผ. และจำเลยที่ 1 เท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอก ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ได้หลอกลวงเป็นกลฉ้อฉลต่อโจทก์และ ผ. จนเป็นเหตุให้บุคคลทั้งสองหลงเชื่อตกลงขายที่ดินให้จำเลยที่ 1 อันทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะ แต่จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินไว้จากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน แม้ภายหลังโจทก์ไปขอไถ่ถอนที่ดินคืนจากจำเลยที่ 2 ในขณะที่ยังไม่ครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 จะไปไถ่ถอนคืนได้ตามสัญญาจำเลยที่ 2 ไม่ยอมให้ไถ่ถอน โจทก์ก็ไม่อาจยกเอาเหตุโมฆียะที่โจทก์ได้บอกล้างแล้วขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 ประกอบมาตรา 1329

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่งว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 605 เนื้อที่ 30 ไร่ 1 งาน 99 ตารางวา ซึ่งโจทก์ได้มาโดยบิดามารดาโจทก์ยกให้โจทก์เมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว ต่อมาเมื่อ 2512 โจทก์ได้ไปขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินดังกล่าว โดยใส่ชื่อนายประจักษ์ กาญจนะ น้องชายโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ในปีเดียวกันนายประจักษ์ได้นำที่ดินไปขายฝากไว้แก่นางเสงี่ยม วรรธนสาร โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่อง ต่อมาเมื่อปี 2531 ได้โอนที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อนางอรุณี วรรธนสาร เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2531 โจทก์ได้กู้ยืมเงินจำนวน 1,000,000 บาท จากนางเผื่อน ชูศรี เพื่อนำไปจ่ายให้นางอรุณีเพื่อให้โอนที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์ และเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้แก่นางเผื่อน โจทก์กับนางเผื่อนตกลงกันให้นางเผื่อนเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนโจทก์ไปพลางก่อน เมื่อเดือนมิถุนายน2534 โจทก์ประสงค์จะขายที่ดิน โจทก์ไปพบกับจำเลยที่ 1 เพื่อเสนอขายที่ดิน โจทก์เอาโฉนดที่ดินให้จำเลยที่ 1 ดูและแจ้งว่าแม้จะเป็นชื่อนางเผื่อนเป็นเจ้าของ แต่ความจริงแล้วนางเผื่อนเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้หลอกลวงโจทก์ว่าประสงค์จะซื้อที่ดินของโจทก์ในราคา 9,000,000 บาท เพื่อทำบ้านจัดสรร ต่อมาวันที่ 11กรกฎาคม 2534 จำเลยที่ 1 โจทก์และนางเผื่อนไปทำการโอนที่ดิน โดยโจทก์ขายที่ดินให้จำเลยที่ 1 ในราคา 9,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ใช้อุบายว่าในเบื้องต้นจะชำระราคาที่ดินให้โจทก์ก่อน 1,200,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 7,800,000 บาท จำเลยที่ 1 จะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 12 เดือน และหลอกลวงโจทก์ด้วยว่าเพื่อให้การชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็ว ขอให้โจทก์โอนชื่อเจ้าของในโฉนดที่ดินเป็นชื่อจำเลยที่ 1 เพื่อที่จำเลยที่ 1 จะได้นำที่ดินไปจำนองแก่ธนาคารและนำเงินค่าที่ดินที่ค้างชำระโดยเร็ว โจทก์หลงเชื่อจึงยอมให้นางเผื่อนจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2534 จำเลยที่ 1 นำที่ดินไปขายฝากไว้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบ และจำเลยที่ 2 รับซื้อไว้โดยไม่สุจริต เพราะจำเลยที่ 2 รู้มาก่อนว่าจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลหลอกลวงเอาที่ดินไปจากโจทก์ แต่ยังรับซื้อฝากไว้ในราคาที่ต่ำโดยรับซื้อไว้เพียง 4,301,000 บาท ทั้งที่ในขณะนั้นที่ดินมีราคาซื้อขายกันในท้องตลาดมากกว่า 9,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่เคยนำเงินค่าที่ดินที่ค้างชำระมาชำระแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยที่ 1 ก็บ่ายเบี่ยง โจทก์ไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์สาขาลำปลายมาศ จึงทราบว่าจำเลยที่ 1 นำที่ดินไปขายฝากไว้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1ไม่มีเจตนาที่จะซื้อที่ดินจากโจทก์และได้ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ให้โอนให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อจำเลยที่ 1 จะได้นำไปขายฝากไว้แก่จำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้โอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและไม่เคยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ไม่เคยแสดงเจตนาลวงโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และนำที่ดินพิพาทไปขายฝากไว้แก่จำเลยที่ 2 โดยสุจริตขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่เคยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทให้นายประจักษ์ กาญจนะ และต่อมานายประจักษ์ได้ขายฝากจนหลุดเป็นกรรมสิทธิ์ของนางเสงี่ยม วรรธนะสาร เมื่อนางเสงี่ยมตาย ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางเสงี่ยมตกได้แก่นางอรุณี วรรธนะสาร และต่อมานางอรุณีได้ขายที่ดินพิพาทให้นางเผื่อน ชูศรี แล้วนางเผื่อนได้ขายให้จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำไปจำนองไว้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และมีการไถ่จำนองแล้วนำมาขายฝากจนหลุดเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 แล้ว ที่โจทก์อ้างว่าก่อนบิดามารดาโจทก์ถึงแก่ความตายได้ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์นั้น เป็นการกล่าวอ้างการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยนิติกรรม ซึ่งไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่บริบูรณ์และที่โจทก์อ้างว่าได้กรรมสิทธิ์มาโดยการครอบครองปรปักษ์นั้นก็ไม่สามารถใช้ยันกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ เพราะจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2534 ถึงวันฟ้องเป็นเวลาเพียง 3 ปีเศษ จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตในราคา 4,301,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 รับเงินไปจากจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 3,740,000 บาท แต่ทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินและนำที่ดินพิพาทมาขายฝากไว้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนดใช้เงินคืนจำเลยที่ 2 พร้อมกับไถ่ที่ดินพิพาทภายในวันที่ 9 ตุลาคม 2535 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเงิน 561,000 บาท จึงได้นำดอกเบี้ยดังกล่าวเข้ารวมกับต้นเงินเป็นยอดเงิน 4,301,000 บาท โดยในขณะนั้นที่ดินพิพาทมีราคาซื้อขายกันในราคา 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ได้มาไถ่ที่ดินพิพาทคืนภายในกำหนด ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 บันทึกเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และการที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระเงินตามบันทึกดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่ผิดสัญญา ไม่ใช่เป็นการแสดงเจตนาลวงอันจะทำให้สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ การแสดงเจตนาลวงตามที่โจทก์อ้างไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและกระทำการโดยสุจริตได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้เพิกถอนสัญญาขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.4 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีอย่างคนอนาถาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต่อศาลในนามโจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เดิมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 605 ตำบลลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศจังหวัดบุรีรัมย์เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่โจทก์ไม่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน โดยโจทก์ให้ผู้อื่นมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนตลอดมา จนวันที่ 25 สิงหาคม 2531 ก็มีชื่อนางเผื่อนชูศรี เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ครั้นวันที่ 11 กรกฎาคม 2534 ได้มีการจดทะเบียนโอนขายให้จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2534 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากไว้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 4,301,000 บาท มีกำหนด 1 ปี ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 หนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล.8 และหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.4เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2534 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 บอกเลิกการซื้อขายที่ดินและให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทคืนตามเอกสารหมาย ล.1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1460/2536 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาสรุปได้ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยคำเบิกความของโจทก์ตอนหนึ่งว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทแล้วได้ถมที่ดินพร้อมขึ้นป้ายชื่อว่า โครงการธำรงนิเวศน์เพื่อจัดสรรขายแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มิได้หลอกลวงโจทก์ เป็นการไม่ชอบ เพราะตามข้อเท็จจริงจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ในราคา 9,000,000 บาท แต่ชำระให้โจทก์เพียง 1,200,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระภายหลังและตกลงให้กรรมสิทธิ์โอนเมื่อชำระเงินเสร็จ แต่ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่ธนาคารในราคา 700,000 บาท แล้วต่อมาอีกประมาณ3 เดือน จำเลยที่ 1 ก็นำไปขายฝากไว้กับจำเลยที่ 2 ในราคา 4,301,000 บาท เท่านั้นอันจะเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ประโยชน์เป็นเงินถึง 2,401,000 บาท โดยไม่ต้องเข้าครอบครองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเลยจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาซื้อที่ดินพิพาท เป็นแต่เพียงแสดงเจตนาหลอกลวงโจทก์ การซื้อขายไม่สมบูรณ์ เป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 บอกเลิกการซื้อขายที่ดินแล้วสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ ดังนั้นคู่กรณีจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยที่ 1 จะนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทไม่ชอบ เพราะการบอกล้างโมฆียะกรรมใช้ยันต่อบุคคลภายนอกได้ ทั้งจำเลยที่ 2 ก็รับซื้อฝากที่ดินไว้โดยไม่สุจริต สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองจึงไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์ขอให้เพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้นั้น เห็นว่า การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อขายที่ดินพิพาทกันจนในที่สุดนางเผื่อนได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าวนั้นเป็นการตกลงทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินกันระหว่างโจทก์นางเผื่อนและจำเลยที่ 1 เท่านั้นส่วนจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอก ดังนั้น การซื้อขายที่ดินพิพาทกันระหว่างโจทก์ นางเผื่อน และจำเลยที่ 1 จะเป็นไปโดยจำเลยที่ 1 หลอกลวงเป็นกลฉ้อฉลต่อโจทก์และนางเผื่อนหรือไม่นั้น ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะแม้จะฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้หลอกลวงเป็นกลฉ้อฉลต่อโจทก์และนางเผื่อน จนเป็นเหตุให้บุคคลทั้งสองหลงเชื่อตกลงขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 อันทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะได้ดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ผลแห่งการหลอกลวงเป็นกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์มีสิทธิบอกล้างนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 บัญญัติว่า "การบอกล้างโมฆียะกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉลตามมาตรา 159 ห้ามมิให้ยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต" และมาตรา 1329 บัญญัติ "สิทธิของบุคคลผู้ได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริตนั้น ท่านว่ามิเสียไป ถึงแม้ว่าผู้โอนทรัพย์สินให้จะได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ และนิติกรรมนั้นได้ถูกบอกล้างภายหลัง" ดังนั้น ถึงแม้โจทก์ได้ใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรม ทำให้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะ ซึ่งคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่โจทก์ก็หามีสิทธิยกขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่รับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทนก่อนมีการบอกล้างโมฆียะกรรมได้ไม่เว้นแต่จำเลยที่ 2 ได้รู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงเป็นกลฉ้อฉลต่อโจทก์และนางเผื่อนนั้นด้วยแล้ว ยังคงรับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 อีก การที่โจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมการซื้อที่ดินระหว่างโจทก์ นางเผื่อน และจำเลยที่ 1 ให้ตกเป็นโมฆะในกรณีเช่นนี้จึงจะมีผลถึงจำเลยที่ 2 ที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกเอาที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความแน่ชัดว่าก่อนหรือขณะที่จำเลยที่ 2 ซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 ได้รู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงเป็นกลฉ้อฉลซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์แต่อย่างใด โจทก์คงเบิกความแต่เพียงว่า ก่อนมีการขายฝากมีคนมาดูที่ดินพิพาท โจทก์สอบถามแล้วได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนให้มาดู โจทก์จึงบอกว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 ยังชำระเงินไม่หมดเท่านั้น ซึ่งก็เป็นการเบิกความลอย ๆ โดยนายเต็มชัย รอดเรืองรุ่ง พยานจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า วันไปดูที่ดินพิพาทไม่พบโจทก์อยู่ในที่ดินพิพาท ประกอบกับโจทก์ได้เบิกความยอมรับว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนรู้เห็นในการที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกการซื้อขายที่ดินพิพาทจากโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 และยังเบิกความอีกด้วยว่า จำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องและไม่รู้เห็นข้อตกลงเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นถึงการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เพราะตามโฉนดที่ดินพิพาทก็มิได้มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ที่ดินพิพาทมีราคาถึง 9,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 กลับรับซื้อฝากไว้เพียง 4,301,000 บาท โดยไม่ได้ตรวจดูว่าราคาท้องตลาดเป็นเท่าใดนั้น ถึงหากจะฟังได้ดังที่โจทก์อ้างก็หาเป็นพิรุธไม่ เพราะราคารับซื้อฝากที่ดินหาจำเป็นต้องซื้อขายกันเต็มราคาท้องตลาดไม่ เนื่องจากผู้ขายฝากก็ต้องคำนึงถึงความสามารถของตนเองที่จะซื้อคืนในภายหลังด้วย และนางสนิท พูนเป้าพยานจำเลยที่ 2 ซึ่งรับราชการในสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาลำปลายมาศ ก็ได้เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ปกติการรับซื้อขายฝากที่ดินจะรับซื้อต่ำกว่าราคาที่เป็นจริงตามท้องตลาด ดังนั้นที่จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในราคา 4,301,000 บาท จึงไม่เป็นพิรุธให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้รู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์แต่อย่างใด จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตละมีค่าตอบแทน แม้ภายหลังโจทก์ไปขอไถ่ถอนที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 ในขณะที่ยังไม่ครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 จะไปไถ่ถอนคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ตามสัญญา จำเลยที่ 2 ไม่ยอมให้โจทก์ไถ่ถอนโจทก์ก็ไม่อาจยกเอาเหตุที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงเป็นกลฉ้อฉลต่อโจทก์ซื้อที่ดินจากโจทก์อันทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะที่โจทก์ได้บอกล้างแล้วขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและได้ที่ดินพิพาทมาโดยมีค่าตอบแทนก่อนมีการบอกล้างโมฆียะกรรมได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 ประกอบมาตรา 1329 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 160 ม. 1329
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พรรณี วรรณศิริวัฒนา
จำเลย — นาย ธำรง ยุวรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1521/2546
#49877
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในทำนองว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทไว้โดยไม่สุจริตซึ่งหมายความว่า จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ได้ที่ดินพิพาทมาโดยมิชอบและไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้รับฟังได้เช่นนั้นเพราะจำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่ากระทำการโดยสุจริต เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอรับฟังตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินไว้โดยสุจริต

โจทก์ที่ 2 นำโฉนดที่ดินพิพาท หนังสือมอบอำนาจตามแบบของกรมที่ดินที่โจทก์ที่ 2 ลงลายมือชื่อ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ซึ่งโจทก์ที่ 2ลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องใส่ในถุงกระดาษหูหิ้วติดตัวไปมาเป็นเวลานานนับปีในลักษณะที่อาจทำให้เอกสารสำคัญสูญหายได้ และเมื่อโจทก์ที่ 2 ทราบว่าโฉนดที่ดินพิพาทพร้อมเอกสารเกี่ยวกับการทำนิติกรรมได้หายไป หากโจทก์ทั้งสองรีบแจ้งความและขออายัดที่ดินพิพาทเสียในโอกาสแรก การที่จำเลยที่ 1 จะไปทำนิติกรรมโอนโฉนดที่ดินพิพาทให้ตนเองย่อมกระทำไม่ได้ การที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการดังกล่าวล่าช้า ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองประมาทเลินเล่ออย่างมาก เมื่อปรากฏว่ามีการนำโฉนดที่ดินพิพาทและเอกสารต่าง ๆ ไปดำเนินการทำนิติกรรมเป็นว่าโจทก์ที่ 2 ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริต โจทก์ทั้งสองย่อมไม่อาจยกเอาความประมาทเลินเล่อของตนขึ้นอ้างอันจะทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ได้ ตามหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่าต่างฝ่ายต่างสุจริตด้วยกัน ฝ่ายที่ประมาทเลินเล่อย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบ โจทก์จึงขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองและนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินจัดสรรจากกองทัพอากาศจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 2มีนาคม 2535 ระบุชื่อโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของเพียงคนเดียว โจทก์ทั้งสองประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวเป็น 4 แปลง เพื่อยกให้แก่บุตร โจทก์ที่ 2 จึงไปติดต่อนาวาอากาศเอกอยู่ ดวงงามยิ่ง นายทหารประจำกรมสวัสดิการทหารอากาศช่วยดำเนินการให้นาวาอากาศเอกอยู่ให้โจทก์ที่ 2 มอบอำนาจให้ไปกระทำการแทนโจทก์ที่ 2จึงเตรียมโฉนดที่ดิน หนังสือมอบอำนาจตามแบบของกรมที่ดินซึ่งโจทก์ที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อไว้แต่ยังมิได้กรอกข้อความ พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านที่ลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องไว้เพื่อจะมอบให้นาวาอากาศเอกอยู่แต่ยังไม่ได้มอบให้เพราะนาวาอากาศเอกอยู่ไปราชการต่างจังหวัด โจทก์ที่ 2 เอาเอกสารทั้งหมดใส่ไว้ในถุงกระดาษหูหิ้วถือไปมาระหว่างบ้านกับที่ทำงานเพื่อรอส่งมอบให้แก่นาวาอากาศเอกอยู่ ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2539 โจทก์ทั้งสองได้ทราบว่าโฉนดที่ดินและเอกสารที่เตรียมไว้ดังกล่าวสูญหายไป โจทก์ทั้งสองไปตรวจสอบสารบบที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่พบว่าจำเลยที่ 1 ได้กรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจทำนิติกรรมขายที่ดินของโจทก์ที่ 2 ให้แก่ตนเองตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2539แล้วจำเลยที่ 1 สมรู้ร่วมคิดกับจำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา500,000 บาท เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2539 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 28054 ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 1 และเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กับให้ลบชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบทะเบียนแล้วใส่ชื่อโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของตามเดิม และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวคืนโจทก์ หากไม่ยินยอมให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองในการออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงินโดยมีอสังหาริมทรัพย์เป็นประกัน จำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 และโจทก์ทั้งสองมาก่อน นางจิตติมา เชวงวงศ์สิน ผู้รับมอบอำนาจของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการรับขายฝากแทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มิได้ทุจริตหรือร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ยักยอกโฉนดที่ดินพร้อมหนังสือมอบอำนาจและเอกสารอื่นของโจทก์ที่ 2 การกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงไม่อาจฟ้องขอที่ดินคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์ที่ 1 เป็นสามีของโจทก์ที่ 2 ที่ดินพิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 28054 ตำบลหารแก้วอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 3 งาน 91 ตารางวา เดิมโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 1 นำโฉนดที่ดินพิพาทพร้อมหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ที่ 2 ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจมีข้อความระบุว่าโจทก์ที่ 2มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแทนโจทก์ที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโดยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 10 เมษายน2539 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินแก่จำเลยที่ 2 ในราคา 500,000 บาท มีกำหนดไถ่ถอนภายใน 6 เดือน โดยนางจิตติมา เชวงวงศ์สิน เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2ในการติดต่อและทำนิติกรรมขายฝากดังกล่าว หลังจากนั้นในวันที่ 2 พฤษภาคม 2539โจทก์ที่ 2 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้องว่า โฉนดที่ดินพิพาทหายไป วันรุ่งขึ้นโจทก์ที่ 2 ไปยื่นคำขออายัดโฉนดที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาหางดง และได้ทราบถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับที่ดินพิพาทดังกล่าว คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองจะขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2539 ระหว่างจำเลยทั้งสอง และนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2539 ระหว่างโจทก์ที่ 2กับจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตหรือไม่เสียก่อน สำหรับปัญหาข้อนี้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 สมรู้ร่วมคิดกับจำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2ในทำนองว่าจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทไว้โดยไม่สุจริต ซึ่งหมายความว่าจำเลยที่ 2รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ได้ที่ดินพิพาทมาโดยมิชอบและไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์ให้รับฟังได้เช่นนั้น เพราะจำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่ากระทำการโดยสุจริต แต่พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองคงมีเพียงคำเบิกความของโจทก์ที่ 2ว่า การที่จำเลยที่ 2 มิได้ไปทำนิติกรรมด้วยตนเองโดยมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปแทนแสดงว่าเงินค่าขายฝากที่ดินพิพาท 500,000 บาท น่าจะมิได้มีการจ่ายกันจริง และคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ว่า ที่ดินพิพาทน่าจะขายฝากกันในราคา 250,000 บาทถึง 300,000 บาทเท่านั้น เห็นว่า การมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปทำนิติกรรมแทนเป็นเรื่องปกติ ไม่อาจเป็นเหตุผลให้รับฟังว่าไม่ได้มีการชำระราคากันจริง ราคาที่ดินพิพาทตามคำเบิกความของนาวาอากาศเอกอยู่พยานโจทก์ทั้งสองก็ได้ความว่า ที่ดินที่กองทัพอากาศจัดสรรซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทมีราคาไร่ละ 1,000,000 บาทเศษ การที่จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทไว้ในราคา 500,000 บาท จึงมิได้เป็นราคาที่สูงเกินไป ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่าจำเลยที่ 2 กับนางจิตติมาพยานจำเลยที่ 2 เบิกความแตกต่างกันในเรื่องจำนวนเงินที่ชำระในการรับซื้อฝากที่ดินพิพาทนั้น ก็มิใช่ข้อที่จะแสดงว่าเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ได้ที่ดินมาโดยมิชอบและไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ดังนี้ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริต สำหรับการกระทำของโจทก์ที่ 2 ตามที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องและนำสืบว่า โจทก์ที่ 2 ประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็น4 แปลง โดยมอบให้นาวาอากาศเอกอยู่ดำเนินการแทนนั้น ได้ความว่าโจทก์ที่ 2 นำโฉนดที่ดินพิพาท หนังสือมอบอำนาจตามแบบของกรมที่ดิน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านซึ่งโจทก์ที่ 2 ลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องไว้ใส่ในถุงกระดาษหูหิ้วถือไปมาระหว่างบ้านกับที่ทำงานเพื่อมอบให้นาวาอากาศเอกอยู่ แต่ไม่พบเนื่องจากนาวาอากาศเอกอยู่ไปราชการต่างจังหวัด โดยโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า โจทก์ที่ 2 ถือถุงดังกล่าวไปมาระหว่างบ้านกับที่ทำงานตั้งแต่ปี 2537 และมีโฉนดที่ดินที่อำเภอกำแพงแสนจังหวัดนครปฐม อีก 8 แปลงรวมอยู่ด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของโจทก์ที่ 2 ดังกล่าวเป็นเรื่องผิดวิสัย เพราะเมื่อโจทก์ที่ 2 ไม่พบนาวาอากาศเอกอยู่ โจทก์ที่ 2 ก็น่าจะสอบถามบุคคลอื่นได้ว่านาวาอากาศเอกอยู่จะอยู่ที่ที่ทำงานเมื่อใด แล้วจึงนำโฉนดที่ดินพิพาทพร้อมกับเอกสารต่าง ๆ ไปมอบให้นาวาอากาศเอกอยู่ในวันนั้น มิใช่ถือถุงบรรจุเอกสารสำคัญติดตัวไปมาเป็นเวลานานนับปีในลักษณะที่อาจทำให้เอกสารสำคัญสูญหายได้เช่นนี้ ยิ่งกว่านั้นโจทก์ที่ 2 ยังเบิกความด้วยว่า ทราบว่าโฉนดที่ดินพิพาทพร้อมทั้งเอกสารเกี่ยวกับการทำนิติกรรมได้หายไปตั้งแต่เมื่อประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์หรือต้นเดือนมีนาคม ซึ่งน่าจะเป็นปี 2539 แต่ที่ไปแจ้งความในวันที่ 2 พฤษภาคม 2539 เพราะค้นหาเอกสารเหล่านั้นอยู่ ทำให้เห็นได้ว่าหากโจทก์ทั้งสองรีบไปแจ้งความและขออายัดที่ดินพิพาทเสียในโอกาสแรก การที่จำเลยที่ 1 จะไปทำนิติกรรมโอนโฉนดที่ดินพิพาทให้ตนเองในวันที่ 29 มีนาคม 2539 ย่อมจะกระทำไม่ได้ การกระทำของโจทก์ทั้งสองเช่นนี้ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองประมาทเลินเล่ออย่างมาก เมื่อปรากฏว่ามีการนำโฉนดที่ดินพิพาทและเอกสารต่าง ๆ ไปดำเนินการทำนิติกรรมเป็นว่าโจทก์ที่ 2 ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตโจทก์ทั้งสองย่อมไม่อาจยกเอาความประมาทเลินเล่อของตนขึ้นอ้างอันจะทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ได้ ตามหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่าต่างฝ่ายต่างสุจริตด้วยกัน ฝ่ายที่ประมาทเลินเล่อย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบ โจทก์ทั้งสองจึงขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2539 ระหว่างจำเลยทั้งสอง และนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2539 ระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องเสียนั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าสิบเอก เหมือน เดชศรี กับพวก
จำเลย — นาย อารี ชาติปรีดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1515/2546
#50692
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามคำพิพากษาคำนวณถึงวันที่โจทก์ขอยึดที่ดินพิพาททั้งต้นและดอกเบี้ยรวมมากกว่า 10,000,000 บาท แต่ทรัพย์จำนองทั้งสามแปลงมีราคาตามราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีรวมไม่ถึง 1,000,000 บาท ที่ดินพิพาทเจ้าพนักงานบังคับคดีตีราคาที่ดิน 98,119,440 บาท แม้ปัจจุบันเป็นชื่อจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์รวม แต่จำเลยที่ 3 รับมรดกมาจากผู้ค้ำประกันซึ่งต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วม ที่ดินจึงอยู่ในขอบเขตที่อาจถูกบังคับคดีได้ตามคำพิพากษา แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่น แต่การยึดทรัพย์ที่ดินพิพาทสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ยึด หากเพิกถอนการยึดโจทก์ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์โดยไม่มีการขายอัตราร้อยละ 3.5 ซึ่งจะเป็นเงินค่าธรรมเนียมจำนวนมาก เนื่องจากจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองทั้งสามแปลงยังไม่เสร็จสิ้น ก็ยังไม่ทราบจำนวนหนี้ที่เหลือที่จะบังคับคดีต่อไป และนำมาเป็นเกณฑ์คำนวณค่าธรรมเนียมได้ และจากสภาพราคาทรัพย์จำนองเป็นที่เห็นได้ว่าไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อขายทรัพย์จำนองเสร็จก็ต้องกลับมายึดที่ดินพิพาทใหม่ การยึดที่ดินพิพาทไว้แต่ยังไม่ต้องนำออกขายจนกว่ามีการขายทอดตลาดจำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้ จึงค่อยนำที่ดินพิพาทออกขายนั้นไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดีตามคำพิพากษาและก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 7,337,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 6,250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 38922, 20730, 20731 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ เฉพาะจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายมนัสหรือนัต ปิ่นทองคำ อันตกได้แก่จำเลยที่ 3 แต่จำเลยทั้งสามไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์จำนองคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 20730, 20731 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 38922 ได้มีการยึดทรัพย์ออกขายทอดตลาดก่อนแล้ว แต่ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ดินทั้งสามแปลงไม่ได้ โจทก์ขอยึดทรัพย์อื่นของจำเลยทั้งสามซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11496 ตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึงจังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 1,500 ไร่ ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 3 ที่มีกรรมสิทธิ์รวมกับผู้อื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีและสั่งเพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11496

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่อนุญาตให้ยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11496 และงดการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ3.5 จากราคาทรัพย์ที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดในการบังคับคดีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สมควรให้ถอนการยึดที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า หนี้ตามคำพิพากษามีจำนวน 7,337,000 บาท และมีดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 6,250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องคือวันที่ 8 เมษายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จด้วย คำนวณแล้วดอกเบี้ยตกปีละ 1,100,550 บาท คำนวณถึงวันที่โจทก์ขอยึดที่ดินพิพาททั้งต้นและดอกเบี้ยรวมมากกว่า10,000,000 บาท ทรัพย์จำนองทั้งสามแปลงมีราคาตามราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีรวมไม่ถึง 1,000,000 บาท ที่ดินพิพาทแม้ปัจจุบันเป็นชื่อจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์รวม แต่จำเลยที่ 3 รับมรดกมาจากนายมนัสหรือนัตผู้ค้ำประกันซึ่งต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วม ที่ดินแปลงนี้จึงอยู่ในขอบเขตที่อาจถูกบังคับคดีได้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีตีราคาที่ดินพิพาท 98,119,440 บาท จริงอยู่แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่น แต่การยึดทรัพย์ที่ดินพิพาทสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ยึด หากเพิกถอนการยึดเสียทันที โจทก์ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์โดยไม่มีการขายอัตราร้อยละ 3.5 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะพิพากษาแก้ให้คำนวณจากยอดจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดในการบังคับคดีก็คงเป็นยอดหนี้ไม่ต่ำกว่า 10,000,000 บาท เป็นเงินค่าธรรมเนียมจำนวนมาก เนื่องจากจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองทั้งสามแปลงยังไม่เสร็จสิ้น ก็ยังไม่อาจทราบจำนวนหนี้ที่เหลือที่จะบังคับคดีต่อไปและนำมาเป็นเกณฑ์คำนวณค่าธรรมเนียมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ อีกประการหนึ่งจากสภาพราคาทรัพย์จำนองเป็นที่เห็นได้ว่าไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อขายทรัพย์จำนองเสร็จก็ต้องกลับมายึดที่ดินพิพาทใหม่ การยึดที่ดินพิพาทไว้แต่ยังไม่ต้องนำออกขายจนกว่ามีการขายทอดตลาดจำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงค่อยนำที่ดินพิพาทออกขายก็ไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดีตามคำพิพากษาและก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้ยกคำสั่งศาลล่างทั้งสองที่ให้ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11496 แต่ให้รอการขายไว้ก่อนจนกว่าการขายที่ดินทรัพย์จำนองทั้งหมดเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้ จึงอนุญาตให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 11496 ที่ยึดไว้ออกขาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 702
ป.วิ.พ. ม. 282 ม. ตาราง 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกาญจนา มนโกศล
จำเลย — นายมนตรี สุขดี ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพรทิพย์ สุขดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1515/2546
#50972
เปิดฉบับเต็ม

ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ การยึดที่ดินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำนองไว้แต่ยังไม่นำออกขายจนกว่ามีการขายทอดตลาดที่ดินจำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงจะนำที่ดินนั้นออกขายย่อมไม่เป็นการขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดีตามคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 7,337,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 6,250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 38922, 20730, 20731 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ เฉพาะจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายมนัสหรือนัติปิ่นทองคำ อันตกได้แก่จำเลยที่ 3 แต่จำเลยทั้งสามไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาโจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์จำนองคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 20730, 20731 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 38922 ได้มีการยึดทรัพย์ออกขายทอดตลาดก่อนแล้ว แต่ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ดินทั้งสามแปลงไม่ได้ โจทก์ขอยึดทรัพย์อื่นของจำเลยทั้งสามซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11496 เนื้อที่ประมาณ 1,500 ไร่ ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 3 ที่มีกรรมสิทธิ์รวมกับผู้อื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีและสั่งเพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11496

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่อนุญาตให้ยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่11496 และงดการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขาย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ3.5 จากราคาทรัพย์ที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดในการบังคับคดีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า นางพรทิพย์ สุขดี กับจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมกันกู้ยืมเงินจากโจทก์ และนางพรทิพย์จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 38922, 20730 และ 20731 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน และนายมนัสหรือนัต ปิ่นทองคำ ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมานางพรทิพย์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกนางพรทิพย์ และนายมนัสหรือนัตถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกนายมนัสหรือนัต หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 20730 และ 20731 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2541 เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 486,500บาท โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 20730 มีเนื้อที่ 46 ตารางวา โฉนดเลขที่ 20731 มีเนื้อที่ 45ตารางวา ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 38922 ทรัพย์จำนองอีกแปลงหนึ่งนั้นมีเนื้อที่ 130 ตารางวา เจ้าหนี้อื่นนำยึดไว้ก่อนแล้วเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2538 เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคา 130,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดียังขายที่ดินทรัพย์จำนองทั้งสามแปลงไม่ได้ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2542 โจทก์ขอยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11496 ของจำเลยที่ 3 ซึ่งถือกรรมสิทธิ์รวมกับบุคคลอื่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 1,500 ไร่ต่อมาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 ศาลชั้นต้นเห็นว่าการบังคับคดีทรัพย์จำนองยังไม่เสร็จสิ้น จึงมีคำสั่งให้ถอนการยึดและให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์ไม่มีการขาย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สมควรให้ถอนการยึดที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่าหนี้ตามคำพิพากษามีจำนวน 7,337,000 บาท และมีดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี จากต้นเงิน 6,250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องคือวันที่ 8 เมษายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จด้วย คำนวณแล้วดอกเบี้ยตกปีละ 1,100,550 บาท คำนวณถึงวันที่โจทก์ขอยึดที่ดินพิพาททั้งต้นและดอกเบี้ยรวมมากกว่า 10,000,000 บาท ทรัพย์จำนองทั้งสามแปลงมีราคาตามราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีรวมไม่ถึง1,000,000 บาท ที่ดินพิพาทแม้ปัจจุบันเป็นชื่อจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์รวม แต่จำเลยที่ 3 รับมรดกมาจากนายมนัสหรือนัตผู้ค้ำประกันซึ่งต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วม ที่ดินแปลงนี้จึงอยู่ในขอบเขตที่อาจถูกบังคับคดีได้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีตีราคาที่ดินพิพาท 98,119,440 บาท จริงอยู่แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นแต่การยึดทรัพย์ที่ดินพิพาทสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ยึด หากเพิกถอนการยึดเสียทันที โจทก์ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์โดยไม่มีการขายอัตราร้อยละ3.5 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะพิพากษาแก้ให้คำนวณจากยอดจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดในการบังคับคดีก็คงเป็นยอดหนี้ไม่ต่ำกว่า 10,000,000 บาท เป็นเงินค่าธรรมเนียมจำนวนมากเนื่องจากจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองทั้งสามแปลงยังไม่เสร็จสิ้น ก็ยังไม่อาจทราบจำนวนหนี้ที่เหลือที่จะบังคับคดีต่อไป และนำมาเป็นเกณฑ์คำนวณค่าธรรมเนียมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ อีกประการหนึ่งจากสภาพราคาทรัพย์จำนองที่เห็นได้ว่าไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อขายทรัพย์จำนองเสร็จก็ต้องกลับมายึดที่ดินพิพาทใหม่การยึดที่ดินพิพาทไว้แต่ยังไม่ต้องนำออกขายจนกว่ามีการขายทอดตลาดจำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงค่อยนำที่ดินพิพาทออกขายก็ไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดีตามคำพิพากษาและก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้ยกคำสั่งศาลล่างทั้งสองที่ให้ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11496 แต่ให้รอการขายไว้ก่อนจนกว่าการขายที่ดินทรัพย์จำนองทั้งหมดเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้ จึงอนุญาตให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 11496 ที่ยึดไว้ออกขาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 282
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กาญจนา มนโกศล
จำเลย — นาย มนตรี สุขดี ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
จำเลย — นาง พรทิพย์ สุขดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1514/2546
#49876
เปิดฉบับเต็ม

แม้เบี้ยปรับจะเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแต่ก็มิใช่ถือเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เด็ดขาด เพราะหากเจ้าหนี้เห็นว่าเบี้ยปรับที่กำหนดไว้น้อยเกินไปก็ยังมีสิทธิเรียกร้องเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 ขณะเดียวกันถ้าเป็นกรณีเรียกค่าเสียหายเป็นเบี้ยปรับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ก็ให้อำนาจศาลที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งข้อเท็จจริงทางหนึ่งย่อมได้จากการนำสืบของคู่ความ เมื่อโจทก์นำสืบเพียงว่าการผิดสัญญาของจำเลยที่ไม่ส่งมอบลิฟท์ทำให้ระยะเวลาและแผนงานของโจทก์ที่กำหนดไว้เสียหาย โดยไม่มีรายละเอียดอื่นใดจึงหามีความชัดแจ้งพอกับความเสียหายที่แท้จริงที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิได้รับเบี้ยปรับเต็มตามจำนวนที่ตกลงไว้ในสัญญาไม่ แม้จำเลยจะมิได้ให้การและนำสืบหักล้าง แต่ศาลก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดให้เป็นจำนวนพอสมควรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายลิฟท์โดยสารจากจำเลยที่ 1 จำนวน 2 ชุดในราคาชุดละ 1,745,000 บาท รวมราคาทั้งสิ้น 3,490,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขายจะส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายแก่โจทก์ผู้ซื้อ ณ ศูนย์ฝึกอบรม สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทบางพูน จังหวัดปทุมธานี ภายใน 120 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับแจ้งจากโจทก์ให้ไปทำการติดตั้งให้ถูกต้องครบถ้วน หากไม่ส่งมอบให้ถูกต้องครบถ้วนภายในกำหนด โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ริบหลักประกันและเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคาทรัพย์สินที่ซื้อขายที่ยังไม่ได้รับมอบ นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินที่ซื้อขายมาติดตั้งและส่งมอบแก่โจทก์จนถูกต้องครบถ้วน มีจำเลยที่ 2 ทำหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1ต่อโจทก์เป็นเงินไม่เกิน 174,500 บาท ต่อมาครบกำหนดส่งมอบ แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายแก่โจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาแล้วแต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติได้ โจทก์จึงแจ้งบอกเลิกสัญญาริบหลักประกันและเรียกค่าปรับจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าปรับนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายจนถึงวันบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 678,365.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 656,120บาท และจำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 182,926.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 174,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ผ่อนเวลาให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มิได้ตกลงด้วย จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิด โจทก์ไม่เคยทวงถามและแจ้งให้จำเลยที่ 2ทราบถึงค่าเสียหายของโจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าวงเงินค้ำประกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 174,500 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 349,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2541 โดยให้จำเลยที่ 2ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 174,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ควรกำหนดเบี้ยปรับสำหรับจำเลยที่ 1 ที่จะต้องชำระแก่โจทก์เป็นจำนวนเท่าใดโจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์เป็นส่วนราชการ การดำเนินงานต่าง ๆ ของโจทก์ย่อมต้องเป็นไปตามแผนงานของทางราชการและกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน การที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาทำให้การเข้าใช้อาคารของโจทก์ซึ่งเป็นอาคารสำหรับใช้ฝึกอบรมพัฒนาบุคคลของโจทก์ล่าช้าไปกว่าที่กำหนดไว้เดิม ส่งผลให้การพัฒนาบุคลากรของโจทก์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โจทก์นำสืบไว้แล้วว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเพราะระยะเวลาและแผนงานไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ ย่อมชัดแจ้งพอกับความเสียหายที่แท้จริงที่โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับเบี้ยปรับจากจำเลยที่ 1 ตามจำนวนที่ตกลงกันในสัญญา ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้หรือนำสืบหักล้าง เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาโจทก์จึงไม่ต้องนำสืบในเรื่องค่าเสียหาย ฝ่ายจำเลยที่ 1 ยื่นคำแก้ฎีกาว่า เหตุผิดสัญญาสืบเนื่องจากการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นในประเทศไทยอย่างรุนแรง ทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งประกอบการค้าที่เกี่ยวพันกับต่างประเทศและสถาบันการเงินภายในประเทศต้องได้รับผลกระทบเห็นว่า แม้เบี้ยปรับจะเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแต่ก็มิใช่ถือเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เด็ดขาด เพราะหากเจ้าหนี้เห็นว่าเบี้ยปรับที่กำหนดไว้น้อยเกินไปก็ยังมีสิทธิเรียกร้องเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 ขณะเดียวกันถ้าเป็นกรณีเรียกค่าเสียหายเป็นเบี้ยปรับมาตรา 383 ก็ให้อำนาจศาลที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ โดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งข้อเท็จจริงทางหนึ่งย่อมได้จากการนำสืบของคู่ความ เมื่อโจทก์นำสืบเพียงว่าการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ทำให้ระยะเวลาและแผนงานที่กำหนดไว้เสียหาย โดยไม่มีรายละเอียดอื่นใด ย่อมหาได้ชัดแจ้งพอกับความเสียหายที่แท้จริงที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิได้รับเบี้ยปรับเต็มตามจำนวนที่ได้ตกลงไว้ในสัญญาไม่ แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ให้การและนำสืบหักล้าง แต่ศาลก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดให้เป็นจำนวนพอสมควรได้ คดีนี้สัญญาซื้อขายลิฟท์โดยสารพร้อมติดตั้งตกลงราคากันไว้ที่ 3,490,000 บาท เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้แล้วที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยปรับแก่โจทก์เป็นเงิน 349,000 บาท ซึ่งเท่ากับอัตราร้อยละ 10 ของราคาสินค้า จึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 380 ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท
จำเลย — บริษัท เอ็กซ์เพอร์ที่ เทคนิคอล อีควิปเม้นท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1486/2546
#50307
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความถึงการกระทำผิดของจำเลยเนื่องจากผู้เสียหายถึงแก่ความตายไปเสียก่อน แต่โจทก์มีคำให้การของผู้เสียหายที่ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนทันทีหลังเกิดเหตุ และได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันรุ่งขึ้นซึ่งคำให้การของผู้เสียหายเป็นเรื่องราวต่อเนื่องสอดคล้องกับหลักฐานการเบิกเงินจากธนาคาร และยังสอดคล้องกับคำเบิกความของ พ. ซึ่งเป็นเพื่อนจำเลยและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ทั้งผู้เสียหายเคยรักใคร่มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับจำเลย ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายจะปรักปรำจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อว่าจำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหาย

การกระทำที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ นั้น ต้องดูที่เจตนาของผู้กระทำผิดเป็นส่วนสำคัญว่าต้องการใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมหรือไม่ เมื่อจำเลยมีเจตนาจะลักเงินสดที่อยู่ในกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายที่วางอยู่ในรถที่จำเลยขับอยู่ก่อนแล้วโดยใช้อุบายหลอกผู้เสียหายให้ลงจากรถไปซื้อน้ำอัดลม แล้วถือโอกาสขับรถซึ่งมีกระเป๋าสะพายใส่เงินและกระเป๋าเสื้อผ้าของผู้เสียหายหนีไป จำเลยไม่ได้มีเจตนาที่จะใช้รถเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาเอาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิคงผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 336 ทวิ กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 125,750 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน125,750 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความถึงการกระทำผิดของจำเลย เนื่องจากผู้เสียหายถึงแก่ความตายไปเสียก่อน แต่โจทก์มีคำให้การของผู้เสียหายที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมายจ.14 ได้ความว่า ในวันเกิดเหตุ จำเลยแนะนำให้ผู้เสียหายถอนเงินที่จะนำไปปลูกบ้านจากธนาคารในจังหวัดระนองเพื่อจะได้ไม่ต้องแวะระหว่างทางที่จะไปบ้านผู้เสียหายที่จังหวัดน่าน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงนำสมุดเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)สาขาเมืองทอง แจ้งวัฒนะ ไปถอนเงินต่างสาขาที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)สาขาระนอง เป็นเงิน 94,000 บาท และนำเงินดังกล่าวเก็บรวมไว้ในกระเป๋าสะพายหนังสีดำซึ่งมีเงินอยู่ 6,000 บาท แล้วจำเลยขับรถพาผู้เสียหายไปหานายพงษ์ศักดิ์ ย้อยสวัสดิ์ เพื่อนของจำเลยที่บ้านพักครูโรงเรียนอนุบาลแต่บ้านปิด จำเลยชวนผู้เสียหายไปซื้อข้าวแกงที่ร้านใกล้เคียงแล้วกลับมาที่รถ แล้วจำเลยใช้ให้ผู้เสียหายไปซื้อน้ำอัดลมโดยผู้เสียหายไม่ได้นำกระเป๋าสะพายดังกล่าวลงจากรถไปด้วย เมื่อซื้อน้ำอัดลมเสร็จกลับมาก็ไม่พบจำเลย นายพงษ์ศักดิ์แนะนำให้ผู้เสียหายไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งพันตำรวจตรีเทเวศร์ ปลื้มสุทธิ์ พนักงานสอบสวนได้เบิกความสนับสนุนว่า เมื่อวันที่ 24พฤศจิกายน 2540 เวลา 13 นาฬิกา ผู้เสียหายได้มาแจ้งความต่อพยานว่าจำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายพยานได้สอบคำให้การผู้เสียหายไว้ตามเอกสารหมาย จ.14 อีกทั้งโจทก์ยังมีนายพงษ์ศักดิ์เบิกความสนับสนุนว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 12 นาฬิกา พยานกลับมาที่บ้านพบผู้เสียหายซึ่งไม่รู้จักมาก่อนนั่งรออยู่ที่ใต้ถุนบ้านพัก ผู้เสียหายถามหาจำเลยและเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนกระทั่งจำเลยขับรถหายไปพร้อมกับกระเป๋าใส่เสื้อผ้าและกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายที่ใส่เงินไว้ประมาณ 100,000 บาท โดยผู้เสียหายวางไว้ในรถของจำเลย เห็นว่า ผู้เสียหายได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนทันทีหลังเกิดเหตุและได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันรุ่งขึ้น ซึ่งคำให้การของผู้เสียหายเป็นเรื่องราวต่อเนื่องสอดคล้องกับหลักฐานการเบิกเงินจากธนาคารตามเอกสารหมายจ.21 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกมาจากธนาคาร และยังสอดคล้องกับคำเบิกความของนายพงษ์ศักดิ์ซึ่งเป็นเพื่อนจำเลยและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ทั้งผู้เสียหายเคยรักใคร่มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับจำเลย ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายจะปรักปรำจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์แวดล้อมประกอบกันแล้วมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยพาผู้เสียหายซึ่งเป็นคนรักไปเที่ยวจังหวัดระนอง โดยพักค้างคืนตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2540 ต่อมาได้ทะเลาะกันอย่างรุนแรงเนื่องจากผู้เสียหายทราบว่าจำเลยมีภริยาแล้ว วันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 จำเลยขับรถไปส่งผู้เสียหายขึ้นรถยนต์โดยสารที่สถานีขนส่งกลับอำเภอหาดใหญ่ ก็ขัดกับคำให้การของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.18 ที่ว่าหลังจากจำเลยพาผู้เสียหายท่องเที่ยวในจังหวัดระนองแล้วจำเลยจะกลับบ้านของจำเลยที่จังหวัดพังงา ผู้เสียหายจะตามไปด้วย แต่จำเลยไม่ยอมให้ตามไปจึงเกิดทะเลาะกัน พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารหมาย จ.10 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ นั้น การกระทำที่จะเป็นความผิดต่อกฎหมายดังกล่าวต้องดูที่เจตนาของผู้กระทำผิดเป็นสำคัญว่าต้องการใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมหรือไม่ ข้อเท็จจริงในคดีนี้จำเลยมีเจตนาจะลักเงินสดที่อยู่ในกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายที่วางอยู่ในรถที่จำเลยขับอยู่ก่อนแล้ว โดยใช้อุบายหลอกผู้เสียหายให้ลงจากรถไปซื้อน้ำอัดลม แล้วจำเลยถือโอกาสขับรถซึ่งมีกระเป๋าสะพายใส่เงินและกระเป๋าเสื้อผ้าของผู้เสียหายหนีไป จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะใช้รถเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาเอาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ปัญหานี้แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ จำคุกจำเลย 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
จำเลย — นาย คมกริช รักชู
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1486/2546
#50753
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ต้องดูที่เจตนาของผู้กระทำผิดเป็นสำคัญ เมื่อจำเลยมีเจตนาจะลักเงินสดที่อยู่ในกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายที่วางอยู่ในรถที่จำเลยขับอยู่ก่อนแล้ว โดยใช้อุบายหลอกผู้เสียหายให้ลงจากรถไปซื้อน้ำอัดลม แล้วถือโอกาสขับรถซึ่งมีกระเป๋าสะพายใส่เงินและกระเป๋าเสื้อผ้าของผู้เสียหายหนีไป จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะใช้รถเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาเอาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามมาตรา 336 ทวิ คงผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยลักทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องรวม 14 รายการ เป็นเงิน 125,750 บาท ของนางรัชนก สุโรพันธ์ผู้เสียหายไปโดยทุจริตโดยจำเลยใช้รถยนต์กระบะเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 336 ทวิ กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน125,750 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 125,750 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ นั้น การกระทำที่จะเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาดังกล่าวต้องดูที่เจตนาของผู้กระทำผิดเป็นสำคัญว่าต้องการใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมหรือไม่ ข้อเท็จจริงในคดีนี้จำเลยมีเจตนาจะลักเงินสดที่อยู่ในกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายที่วางอยู่ในรถที่จำเลยขับอยู่ก่อนแล้ว โดยใช้อุบายหลอกผู้เสียหายให้ลงจากรถไปซื้อน้ำอัดลม แล้วจำเลยถือโอกาสขับรถซึ่งมีกระเป๋าสะพายใส่เงินและกระเป๋าเสื้อผ้าของผู้เสียหายหนีไป จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะใช้รถเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาเอาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ปัญหานี้แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336ทวิ จำคุกจำเลย 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
จำเลย — นาย คมกริช รักชู
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1473/2546
#49875
เปิดฉบับเต็ม

แม้ถั่วฝักยาวที่จำเลยปลูกไว้จะเคยถูกคนร้ายลักไป จำเลยสามารถแจ้งความต่อเจ้าพนักงานเพื่อให้สืบสวนหาตัวคนร้ายได้ แต่จำเลยก็หาดำเนินการไม่ จำเลยกลับพาอาวุธปืนจากบ้านซึ่งอยู่ห่างจากแปลงนาที่ปลูกถั่วฝักยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ติดตัวมาเพื่อรดน้ำและเฝ้าถั่วฝักยาว ทั้ง ๆ ที่ขณะนั้นไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น การกระทำของจำเลยจึงมิใช่กรณีมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จึงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพาอาวุธปืนลูกซองยาว 1 กระบอก หมายเลขทะเบียนกท. 2056038 ซึ่งเป็นของจำเลยผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนชั่วคราวติดตัวไปในหมู่บ้าน ถนนทางสาธารณะ บ้านท่ามะนาว ตำบลนาอ้อ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลยโดยไม่มีเหตุสมควร และไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ทั้งไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายม้วน พุทธมาตย์ ถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288ประกอบมาตรา 68 และมาตรา 69 มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิวรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าคนตายอันเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำคุก 6 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 6 เดือน ฐานแรกทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม ฐานที่สองจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานแรกคงจำคุก4 ปี ฐานที่สองจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 3 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยมีกำหนด4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยโดยคู่ความไม่โต้แย้งฟังได้ว่า จำเลยมีที่นาประมาณ 7 ไร่ และมีบ้านพักอยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวในที่นาแล้ว จำเลยจะปลูกถั่วฝักยาวไว้ในบริเวณที่นาประมาณ 2 งาน ก่อนเกิดเหตุมีคนร้ายเข้าไปลักถั่วฝักยาวที่จำเลยปลูกไว้ดังกล่าวไป ในวันเกิดเหตุจำเลยไปรดน้ำและอยู่เฝ้าถั่วฝักยาวโดยจำเลยพาอาวุธปืนลูกซองยาวหมายเลขทะเบียน กท. 2056038 ซึ่งจำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ติดตัวไปด้วย ต่อมาเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ผู้ตายเข้าไปลักถั่วฝักยาวที่จำเลยปลูกไว้จำเลยจึงใช้อาวุธปืนที่พาติดตัวมาดังกล่าวยิงไปหลายนัดเป็นเหตุให้ผู้ตายถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ถั่วฝักยาวที่จำเลยปลูกไว้จะเคยถูกคนร้ายลักไป จำเลยก็สามารถแจ้งความต่อเจ้าพนักงานของบ้านเมืองเพื่อให้สืบสวนหาตัวคนร้าย แต่จำเลยก็หาได้ดำเนินการไม่ แต่จำเลยกลับพาอาวุธปืนจากบ้านซึ่งอยู่ห่างจากแปลงนาที่ปลูกถั่วฝักยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ติดตัวมาเพื่อรดน้ำและเฝ้าถั่วฝักยาว ทั้ง ๆ ที่ขณะนั้นไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงมิใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยจึงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก4 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นาย เจริญ คำปากกา
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
วิรัช ลิ้มวิชัย
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1432/2546
#49874
เปิดฉบับเต็ม

คดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นอันยุติหรือถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้ว ตามคำฟ้องปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่างใช้สิทธิฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามที่โจทก์แต่ละคนได้รับ แม้ฟ้องรวมกันมาแต่หนี้ของโจทก์แต่ละคนสามารถแยกออกจากกันได้ หนี้ของโจทก์แต่ละคนจึงไม่ใช่หนี้ร่วมที่ไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้ เมื่อโจทก์ที่ 1 อุทธรณ์เพียงผู้เดียวคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่มีผลไปถึงคดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1)ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเสียเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 105,248 บาทแก่โจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 44,115 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ชำระเงิน 209,760 บาท แก่โจทก์ที่ 3พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 105,248 บาท 44,115 บาท และ209,760 บาทแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 105,248 บาทแก่โจทก์ที่ 1 ชำระเงิน44,115 บาทแก่โจทก์ที่ 2 ชำระเงิน 208,430 บาทแก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 105,248 บาท 44,115 บาท และ 208,430 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่างฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นลูกจ้าง กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 105,248 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 44,115 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 208,430บาท และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 1 เพียงผู้เดียวอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย โดยที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3ไม่ได้อุทธรณ์ ดังนั้น คดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ย่อมเป็นยุติหรือถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามในทางการที่จ้างแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม ทั้งที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3มิได้อุทธรณ์ด้วยโดยอ้างว่าความรับผิดดังกล่าวเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้จึงเห็นสมควรพิพากษาให้มีผลไปถึงโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3เป็นอันยุติหรือถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้ว ตามคำฟ้องปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่างใช้สิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามที่โจทก์แต่ละคนได้รับ แม้จะฟ้องรวมกันมาแต่หนี้ของโจทก์แต่ละคนสามารถแยกออกจากกันได้ หนี้ของโจทก์แต่ละคนจึงไม่ใช่หนี้ร่วมที่ไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้ เมื่อโจทก์ที่ 1 อุทธรณ์เพียงผู้เดียว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่มีผลไปถึงคดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 2รับผิดต่อโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ทั้งที่คดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเสียเองได้ โดยให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 คดีคงเหลือเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 แต่ปรากฏว่าคดีของโจทก์ที่ 1 มีทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ใช่นายจ้างของจำเลยที่ 1เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2และที่ 3 และให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จะต้องคืนให้ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหารสัตว์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลย — นาย พงษ์พันธ์ จันทร์มา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ