คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1780/2546
#110940
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเคยว่าจ้างโจทก์ซึ่งมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าทนายแดง ให้ว่าความ 3 คดี แต่ต่อมาได้ถอนโจทก์จากการเป็นทนายความทุกคดี และวันเกิดเหตุจำเลยไปศาลกับทนายความที่แต่งตั้งใหม่ เมื่อนาย ป. ทนายความฝ่ายตรงกันข้ามสอบถามถึงโจทก์ จำเลยจึงพูดกับทนายความฝ่ายตรงข้ามว่า "ไม่ว่าจ้างทนายแดงแล้ว ทนายแดงชอบฮั้วคดี ไม่สนใจติดตามคดี" เนื่องจากเชื่อว่าโจทก์ไม่สนใจดำเนินคดีและบกพร่องต่อหน้าที่ในคดีที่จำเลยว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความ คำพูดดังกล่าวเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖

ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าทนายแดง จำเลยว่าจ้างโจทก์ว่าความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๗๒๗/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น และคดีอื่นอีก ๓ คดี ต่อมาจำเลยถอนโจทก์จากการเป็นทนายความทุกคดี สำหรับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๗๒๗/๒๕๔๒ นั้น ในวันนัดพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยไปศาลกับทนายความที่แต่งตั้งใหม่ นาย ป. ทนายความฝ่ายตรงข้ามในคดีดังกล่าวสอบถามจำเลย และให้จำเลยติดต่อโจทก์ให้มาศาล จำเลยพูดกับนาย ป. ว่า "ไม่ว่าจ้างทนายแดงแล้ว ทนายแดงชอบฮั้วคดี ไม่สนใจติดตามคดี"

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพูดของจำเลยที่พูดกับนาย ป. ซึ่งสอบถามจำเลยและให้จำเลยติดต่อโจทก์มาศาลว่า "ไม่ว่าจ้างทนายแดงแล้ว ทนายแดงชอบฮั้วคดี ไม่สนใจติดตามคดี" เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ได้รับมอบหมายจากจำเลยให้ดำเนินคดีกับนาย น. ในข้อหาฉ้อโกง จำเลยชำระค่าจ้างว่าความแล้ว ๑๕,๐๐๐ บาท แต่โจทก์ยังไม่ได้ฟ้องคดี โจทก์รับเงินค่าจ้างว่าความไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๑ จนกระทั่งวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทวงเงินค่าจ้างว่าความคืน โจทก์ก็ยังไม่ได้ฟ้องนาย น. ซึ่งหากจำเลยให้โจทก์ชะลอการฟ้องนาย น. ไว้ดังโจทก์อ้าง จำเลยคงไม่ทวงถามค่าจ้างว่าความคืนจากโจทก์ นอกจากนี้ในคดีที่นาย ณ. สามีของจำเลยแต่งตั้งโจทก์เป็นทนายความฟ้องนาย ส. โจทก์บรรยายฟ้องว่านาย ณ. มอบอำนาจให้จำเลยดำเนินคดีแทน แต่นาย ณ. และจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี ทั้งสองกรณีที่กล่าวมาข้างต้นทำให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์ไม่สนใจในการดำเนินคดี บกพร่องต่อหน้าที่ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และผู้ที่จำเลยประสงค์จะฟ้องได้รับประโยชน์ไม่ต้องถูกดำเนินคดี แม้เรื่องดังกล่าวยังไม่มีการวินิจฉัยเป็นที่สุดก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่กล่าวมาย่อมทำให้จำเลยเข้าใจเช่นนั้นได้ การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙ (๑) จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 329 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคุ้มพงษ์ ภูมิภูเขียว
จำเลย — นางแอนนา สุธาบัณฑิตพงศ์หรือจันทนพรชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายวิสุทธิ์ อำนวยกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายศุภชัย สมเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1772/2546
#48718
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน15 ปี มีกำหนดกระทงละ 2 ปี จำนวน 2 กระทง ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจารมีกำหนด 2 ปี 6 เดือน และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจารมีกำหนด 2 เดือน รวม 4 กระทง จำคุก 6 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารกับกระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดกฎหมายหลายบทให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยไม่ลงโทษฐานพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจารแก่จำเลยอีก เป็นเพียงแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ฎีกาของจำเลยที่ว่า บิดาของผู้เสียหายโทรศัพท์เข้าเครื่องโทรศัพท์ติดตามตัวจำเลยฝากข้อความให้ผู้เสียหายรีบติดต่อกลับไปหาบิดาด่วน จำเลยได้แจ้งข้อความให้ผู้เสียหายทราบแล้ว และผู้เสียหายได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังบิดาของผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยสามารถกีดกันไม่ให้ผู้เสียหายติดต่อกลับไปยังบิดาของผู้เสียหายก็ย่อมทำได้ และขณะที่ผู้เสียหายรอบิดาของผู้เสียหายมารับก็รออยู่กับจำเลย ย่อมแสดงให้เห็นว่าขณะนั้นจำเลยมีความประสงค์จะส่งตัวผู้เสียหายให้แก่บิดาของผู้เสียหายโดยไม่ประสงค์ให้ผู้เสียหายหลบหนีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร จึงขอให้ศาลฎีกาได้โปรดพิจารณาและวินิจฉัยถึงคำร้องประกอบคำรับสารภาพของจำเลยด้วยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และที่ขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยนั้น ก็เป็นฎีกาที่โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2544 เวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยได้กอดปล้ำกระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กหญิงชุติมา ไชยณรงค์ ผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษซึ่งมิใช่ภริยาของตนจนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายยินยอม ต่อมาระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันจำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรได้พรากผู้เสียหายไปเสียจากนายชนะชัย ไชยณรงค์ บิดา เพื่อการอนาจารและจำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร แล้วจำเลยกอดปล้ำกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของตนจนสำเร็จความใคร่โดยผู้เสียหายยินยอมขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 283 ทวิ, 217, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก, 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ความผิดฐานกระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ใช้มาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 23มกราคม 2544 กับวันที่ 1 ถึง 2 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91วางโทษ ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี และฐานพาเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี คงจำคุกกระทงละ 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร คงจำคุก2 เดือน รวม 4 กระทง จำคุก 6 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารกับกระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ใช้มาตรา 277 วรรคแรก ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยไม่ลงโทษฐานพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจารแก่จำเลยอีก รวม 3 กระทง จำคุก 6 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี มีกำหนดกระทงละ 2 ปี จำนวน 2 กระทงความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจารมีกำหนด2 ปี 6 เดือน และความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารมีกำหนด2 เดือน รวม 4 กระทง จำคุก 6 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารกับกระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดกฎหมายหลายบทให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยไม่ลงโทษฐานพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารแก่จำเลยอีก เป็นเพียงแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า บิดาของเด็กหญิงชุติมาผู้เสียหายโทรศัพท์เข้าเครื่องโทรศัพท์ติดตามตัวจำเลยฝากข้อความให้ผู้เสียหายรีบติดต่อกลับไปหาบิดาด่วน จำเลยได้แจ้งข้อความให้ผู้เสียหายทราบแล้วและผู้เสียหายได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังบิดาของผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยสามารถกีดกันไม่ให้ผู้เสียหายติดต่อกลับไปยังบิดาของผู้เสียหายก็ย่อมทำได้ และขณะที่ผู้เสียหายรอบิดาของผู้เสียหายมารับก็รออยู่กับจำเลย ย่อมแสดงให้เห็นว่าขณะนั้นจำเลยมีความประสงค์จะส่งตัวผู้เสียหายให้แก่บิดาของผู้เสียหายโดยไม่ประสงค์ให้ผู้เสียหายหลบหนีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร จึงขอให้ศาลฎีกาได้โปรดพิจารณาและวินิจฉัยถึงคำร้องประกอบคำรับสารภาพของจำเลยด้วยนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าว และที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยนั้นเป็นฎีกาที่โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ก็เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวเช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ณัฐพันธุ์ ไหมเงินหรือหมัยเงิน
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1768/2546
#50701
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าไปปลูกมะพร้าวและสับปะรดในที่ดินพิพาทในเวลากลางวัน แม้พืชผลที่จำเลยปลูกจะอยู่ในที่ดินพิพาททั้งกลางวันและกลางคืนตลอดมาก็เป็นเพียงผลของการกระทำคือการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมในเวลากลางวันเท่านั้น จะถือว่าจำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(3) ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365(3)

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายลาภ เนตรสุวรรณ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362,365(3) จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ร่วมมีชื่อเป็นผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1474 ตำบลหากพันไกร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เนื้อที่ 21 ไร่ 2 งาน 87 ตารางวา ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 จำเลยเข้าไปปลูกมะพร้าวและพืชอื่นในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว

จำเลยฎีกาข้อแรกว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำสืบให้ปราศจากข้อสงสัยว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ในข้อนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีพยานคือ โจทก์ร่วมเบิกความว่า โจทก์ร่วมเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2510 โดยปลูกข้าว ต้นหมากมะพร้าวและมะม่วงหิมพานต์ จนกระทั่งทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้เมื่อปี 2521 นอกจากนี้นายสิน พรหมสุวรรณ ผู้ใหญ่บ้านท้องที่ที่ทรัพย์พิพาทตั้งอยู่นายสุรัตน์ ผดุงชินะ และนางผ่อน ณ นคร เจ้าของที่ดินข้างเคียงต่างเบิกความยืนยันว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนางผ่อนเป็นลูกพี่ลูกน้องกับจำเลย นายสินและนายสุรัตน์เป็นพยานคนกลาง ไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใดและเป็นผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์มาตลอด คำเบิกความของพยาน 3 ปากนี้จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อ ที่จำเลยนำสืบว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายหญีตบิดาจำเลย นายหญีตยกให้จำเลย จำเลยจึงเข้าครอบครองทำประโยชน์นั้น มีแต่เพียงคำเบิกความของจำเลยและนายวิเชียรปฏิแพทย์ ซึ่งเป็นญาติของจำเลย อีกทั้งยังขัดกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ซึ่งจำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดครอบครองเป็นเจ้าของจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์เมื่อปี 2520 พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า โจทก์ร่วมเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2510 ตลอดมาจนถึงวันเกิดเหตุ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาข้อสองว่า โจทก์ร่วมเบิกความว่า จำเลยบุกรุกตั้งแต่ปี 2521 แต่เพิ่งร้องทุกข์เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2538 คดีโจทก์ขาดอายุความ เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความว่า จำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์ร่วม 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 2531 จำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกมะพร้าวและมะม่วงหิมพานต์ในที่ดินของโจทก์ร่วมด้านทิศตะวันตกซึ่งติดกับถนนบ้านหนองจันทร์หอมคิดเป็นเนื้อที่ที่บุกรุก 1 ไร่เศษ ครั้งที่สองเมื่อเดือนมิถุนายน 2538 จำเลยย้ายหลักที่โจทก์ร่วมปักเป็นเขตแล้วเข้าไถดินและปลูกหญ้าเลี้ยงวัว คิดเป็นเนื้อที่ที่บุกรุก 1 ไร่ ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2538 โจทก์ร่วมนำเจ้าพนักงานไปรังวัดที่ดิน จำเลยก็คัดค้านการรังวัด โจทก์ร่วมจึงไปร้องทุกข์เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2538 ครั้งที่สามเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2538 จำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกมะพร้าวและสับปะรดในที่ดินของโจทก์ร่วมคิดเป็นเนื้อที่ 10 ไร่เศษ ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้ ตามที่ปรากฏในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ โจทก์ร่วมจึงไปร้องทุกข์เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2538 ร้อยตำรวจเอกวิมล พิทักษ์บูรพา พนักงานสอบสวนได้มาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ร่วมข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกมะพร้าวและสับปะรดในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2538 และโจทก์ร่วมร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2538 อันเป็นการร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาข้อสามว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(3) เป็นการไม่ชอบ เพราะไม่มีข้อเท็จจริงว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทในเวลากลางคืน เห็นว่า จำเลยเข้าไปปลูกมะพร้าวและสับปะรดในที่ดินพิพาทในเวลากลางวัน แม้พืชผลที่จำเลยปลูกจะอยู่ในที่ดินพิพาททั้งกลางวันและกลางคืนตลอดมา ก็เป็นเพียงผลของการกระทำคือการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมในเวลากลางวันเท่านั้น จะถือว่าจำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(3) ไม่ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายขอให้รอการลงโทษจำเลย เห็นว่า จำเลยเป็นหญิง ขณะกระทำความผิดอายุ 54 ปี สภาพความผิดและพฤติการณ์ในการกระทำความผิดไม่ร้ายแรง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษให้จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362ลงโทษจำคุก 6 เดือน รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 365 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย ลาภ เนตรสุวรรณ
จำเลย — นาง อุทัย เกิดน้อย
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2546
#110970
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ขับขี่รถมายังที่เกิดเหตุด้วยความเร็วสูง จึงไม่สามารถหยุดรถได้ทันในขณะที่เห็นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวขวาเข้ามาในทางเดินรถเดียวกันเป็นเหตุให้ชนประสานงากับรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย แม้ผู้ตายจะมีส่วนประมาทที่ไม่ขับรถชิดขอบทางด้านซ้ายของตนหลังจากเลี้ยวขวาแล้วและไม่มองดูทางข้างหน้าให้ปลอดภัย ก็ไม่ใช่เหตุที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างเพื่อปัดความรับผิดของจำเลยได้ในเมื่อจำเลยเองก็มีส่วนประมาทอยู่ด้วยที่ขับรถมาด้วยความเร็วสูงมายังบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งมีทางแยก จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291

สำหรับความผิดฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) , 157 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยว่าโจทก์เท่านั้นที่มีอำนาจฟ้อง ส่วนโจทก์ร่วมไม่มีอำนาจร้องขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในความผิดฐานนี้ได้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้ โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยขับรถโดยประมาทอ้างเหตุว่าจำเลยขับรถผิดช่องทางจราจรอันเป็นการฝ่าฝืนกฎจราจรประการเดียวโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ว่าจำเลยขับรถโดยประมาทอ้างเหตุว่าจำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นมาด้วย จึงต้องถือว่าความผิดฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ดังนั้น แม้คดีจะได้ความว่าจำเลยขับรถโดยประมาทด้วยเหตุขับรถด้วยความเร็วสูงเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ศาลฎีกาก็ไม่อาจปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) , 157 ตามคำขอท้ายฟ้องได้ ชอบที่ศาลฎีกาจะต้องพิพากษายกฟ้องความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔) และ ๑๕๗

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔) , ๑๕๗ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๑ ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยขับรถยนต์ไปตามถนนบริเวณหน้าสถานีขนส่งผู้โดยสารอำเภอนางรอง โดยขับรถมาจากทางด้านโรงเรียนเทศบาล ๑ (ทีโอเอ) มุ่งหน้าไปทางด้านถนนสายโชคชัย - เดชอุดม เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ รถยนต์คันที่จำเลยขับได้ชนประสานงากับรถจักรยานยนต์ ซึ่งมีผู้ตายเป็นผู้ขับแล่นสวนทางมา เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ตายได้รับอันตรายแก่กายและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาหรือไม่? โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบเชื่อได้ว่าจำเลยได้ขับรถมายังที่เกิดเหตุด้วยความเร็วสูง จึงไม่สามารถหยุดรถได้ทันในขณะที่เห็นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวขวาเข้ามาในทางเดินรถเดียวกันเป็นเหตุให้ชนประสานงากับรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ซึ่งตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุระบุว่ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายแล่นมาจากทางด้านหน้าสถานีขนส่งผู้โดยสารอำเภอนางรองตัดข้ามทางเดินรถด้านทิศตะวัตกของเกาะกลางถนนแล้วเลี้ยวขวาเข้าไปในทางเดินรถที่เกิดเหตุ แม้ผู้ตายจะมีส่วนประมาทที่ไม่ขับรถชิดขอบทางด้านซ้ายของตนหลังจากเลี้ยวขวาแล้วและไม่มองดูทางข้างหน้าให้ปลอดภัย ก็ไม่ใช่เหตุที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างเพื่อปัดความรับผิดของจำเลยได้ ในเมื่อจำเลยเองก็มีส่วนประมาทอยู่ด้วยที่ขับรถมาด้วยความเร็วสูงมายังบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งมีทางแยกดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล สำหรับความผิดฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔) , ๑๕๗ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ได้วินิจฉัยว่าโจทก์เท่านั้นที่มีอำนาจฟ้อง ส่วนโจทก์ร่วมไม่มีอำนาจร้องขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในความผิดฐานนี้ได้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยขับรถโดยประมาทอ้างเหตุว่าจำเลยขับรถผิดช่องทางจราจรอันเป็นการฝ่าฝืนกฎจราจรประการเดียวโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ว่าจำเลยขับรถโดยประมาทอ้างเหตุว่าจำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นมาด้วย ดังนั้น จึงต้องถือว่า ความผิดฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ดังนั้น แม้คดีจะได้ความว่า จำเลยขับรถโดยประมาทด้วยเหตุขับรถด้วยความเร็วสูง เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ศาลฎีกาก็ไม่อาจปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔) , ๑๕๗ ตามคำขอท้ายฟ้องได้ ชอบที่ศาลฎีกาจะต้องพิพากษายกฟ้องความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ บทเดียว และให้ลงโทษปรับจำเลย ๑๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง ส่วนโทษจำคุกของจำเลยให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ถ้าจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ และ ๓๐ กับให้ยกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔) , ๑๕๗ และไม่ปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสี่ ม. 291
ป.วิ.พ. ม. 147
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม. 43 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
โจทก์ร่วม — นางสมทรง กาญจนากาศ
จำเลย — นายสมบูรณ์ ศิลปชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายรักกิจ วิริยะประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1724/2546
#50700
เปิดฉบับเต็ม

อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเป็นอำนาจของศาลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 271 ศาลย่อมมีสิทธิควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าสืบเพียง 1 ปาก จนจบคำซักถามแล้วให้เลื่อนคดีไปซักค้านนัดต่อไปพร้อมกับสืบพยานคู่อีกปากหนึ่งก็เพื่อความเป็นธรรมที่จะไม่ให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีและเพื่อความรวดเร็ว เนื่องจากมีการซักถามในนัดนี้ไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปซักถามในนัดหน้า คำสั่งของศาลชั้นต้นในการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ไม่ยอมนำพยานเข้าสืบตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณาในวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก โจทก์แถลงว่ามีพยานซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุม 2 คน และพนักงานสอบสวนอีก 1 คน มาศาลพร้อมจะนำเข้าสืบทนายความจำเลยแถลงว่า พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมเป็นพยานคู่ หากนำเข้าสืบแล้วสืบพยานไม่เสร็จต้องเลื่อนคดีไปจะทำให้จำเลยเสียเปรียบ ศาลชั้นต้นเห็นว่ามีเวลาอีกเพียง 1 ชั่วโมง 10 นาที จึงสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าเบิกความเพียงคนเดียวจนจบการซักถามของโจทก์ แล้วให้ทนายความจำเลยไปถามค้านในนัดต่อไป โจทก์แถลงว่าหากจะให้มีการสืบพยานก็จะขอนำพยานทั้งสองคนเข้าเบิกความจนจบ ไม่ต้องการนำพยานเข้าเบิกความเพียงคนเดียว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะนำพยานเข้าสืบ ให้งดสืบพยานโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์เป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าสืบเพียง 1 ปาก จนจบคำซักถามแล้วให้เลื่อนคดีไปซักค้านพยานโจทก์ปากดังกล่าวพร้อมกับสืบพยานที่เหลือต่อนัดหน้า เนื่องจากศาลเห็นว่าหากให้โจทก์ซักถามพยานเพียงบางปากไปก่อนเกรงว่าจะทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี เนื่องจากพยานที่จะสืบเป็นพยานคู่ แต่โจทก์ไม่ยอมนำพยานเข้าสืบตามที่ศาลชั้นต้นสั่งเพราะประสงค์จะนำพยานที่มาศาลเข้าสืบทั้งหมด เห็นว่า อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเป็นอำนาจของศาล ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 271 ศาลย่อมมีสิทธิควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าสืบก่อนเพียงหนึ่งปากจนจบคำซักถามแล้วให้เลื่อนคดีไปซักค้านนัดต่อไปพร้อมกับสืบพยานคู่อีกปากหนึ่ง ก็เพื่อความเป็นธรรมที่จะไม่ให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีและเพื่อความรวดเร็ว เนื่องจากมีการซักถามในนัดนี้ไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปซักถามในนัดหน้า คำสั่งของศาลชั้นต้นในการดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ไม่ยอมนำพยานเข้าสืบตามคำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นาย เสน่ห์หรือแดง ยมสิงห์
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1724/2546
#50974
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นอำนาจของศาลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 271 ศาลย่อมมีสิทธิควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าสืบเพียง 1 ปาก จนจบคำซักถามแล้วให้เลื่อนคดีไปซักค้านนัดต่อไปพร้อมกับสืบพยานคู่อีกปากหนึ่งเพื่อความเป็นธรรมที่จะไม่ให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีและเพื่อความรวดเร็ว เนื่องจากการซักถามในนัดนี้ไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปซักถามในนัดหน้า คำสั่งของศาลชั้นต้นในการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณาในวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก โจทก์แถลงว่ามีพยานซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุม 2 คน และพนักงานสอบสวนอีก 1 คน มาศาลพร้อมจะนำเข้าสืบทนายความจำเลยแถลงว่า พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมเป็นพยานคู่ หากนำเข้าสืบแล้วสืบพยานไม่เสร็จต้องเลื่อนคดีไปจะทำให้จำเลยเสียเปรียบ ศาลชั้นต้นเห็นว่ามีเวลาอีกเพียง 1 ชั่วโมง 10 นาที จึงสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าเบิกความเพียงคนเดียวจนจบการซักถามของโจทก์ แล้วให้ทนายความจำเลยไปถามค้านในนัดต่อไป โจทก์แถลงว่าหากจะให้มีการสืบพยานก็จะขอนำพยานทั้งสองคนเข้าเบิกความจนจบ ไม่ต้องการนำพยานเข้าเบิกความเพียงคนเดียว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะนำพยานเข้าสืบ ให้งดสืบพยานโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้ว พิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์เป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าสืบเพียง 1 ปาก จนจบคำซักถามแล้วให้เลื่อนคดีไปซักค้านพยานโจทก์ปากดังกล่าวพร้อมกับสืบพยานที่เหลือต่อนัดหน้า เนื่องจากศาลเห็นว่า หากให้โจทก์ซักถามพยานเพียงบางปากไปก่อนเกรงว่าจะทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี เนื่องจากพยานที่จะสืบเป็นพยานคู่ แต่โจทก์ไม่ยอมนำพยานเข้าสืบตามที่ศาลชั้นต้นสั่งเพราะประสงค์จะนำพยานที่มาศาลเข้าสืบทั้งหมด เห็นว่า อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเป็นอำนาจของศาล ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 271ศาลย่อมมีสิทธิควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์นำพยานเข้าสืบก่อนเพียงหนึ่งปากจนจบคำซักถามแล้วให้เลื่อนคดีไปซักค้านนัดต่อไปพร้อมกับสืบพยานคู่อีกปากหนึ่งก็เพื่อความเป็นธรรมที่จะไม่ให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีและเพื่อความรวดเร็ว เนื่องจากมีการซักถามในนัดนี้ไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปซักถามในนัดหน้า คำสั่งของศาลชั้นต้นในการดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ไม่ยอมนำพยานเข้าสืบตามคำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 174
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นาย เสน่ห์หรือแดง ยมสิงห์
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1719/2546
#50823
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดซึ่งตีราคาทรัพย์ 20,155 บาท อันถือเป็นทุนทรัพย์คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ ผู้ร้องอุทธรณ์ แม้คดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท แต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้ คดีของผู้ร้องจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าคดีของผู้ร้องต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ผู้ร้องนั้นเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามมาตรา 142(5),243(1) ประกอบด้วยมาตรา 246และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 198,750 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่อ้างว่าเป็นของจำเลย 85 รายการ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ทรัพย์ตามรายการที่ 1 ถึงที่ 13 และรายการที่ 19 ถึงที่ 85เป็นของผู้ร้อง ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาโจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่อ้างว่าเป็นของจำเลยรวม 85 รายการ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ทรัพย์ตามรายการที่ 1 ถึงที่ 13 และรายการที่ 19 ถึงที่ 85 เป็นของผู้ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าวโดยตีราคาซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้ 20,155 บาท ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกคำร้องขอ ผู้ร้องอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดแม้คดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท แต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ คดีของผู้ร้องจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยว่าคดีของผู้ร้องต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงไม่รับวินิจฉัยในข้อเท็จจริงและพิพากษายกอุทธรณ์ผู้ร้อง จึงเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามมาตรา 243(1) ประกอบด้วยมาตรา 247 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่ชอบปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีดังนั้น ฎีกาของผู้ร้องในชั้นนี้จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาอุทธรณ์ผู้ร้องและพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 243 (1) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชลอ งานขยัน
ผู้ร้อง — นาย สมบูรณ์ สมาธิ
จำเลย — นาง ทิม เครือแจ้ง
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1706/2546
#49887
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมันสำปะหลังที่ขุดเป็นของโจทก์ที่ 1 ที่ปลูกในที่ดินเกิดเหตุ โดยจำเลยทั้งสองมิได้เป็นผู้ปลูก การที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์ทั้งสี่ลักทรัพย์มันสำปะหลังที่ตนปลูกจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนซึ่งทำให้โจทก์ทั้งสี่เสียหาย จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 หาใช่เป็นเรื่องขาดเจตนาไม่ ส่วนจำเลยที่ 2ไปให้การเป็นพยานต่อพนักงานสอบสวนยืนยันว่าตนร่วมปลูกมันสำปะหลังกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความเท็จ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 จะได้มีเจตนาร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 คงเป็นเพียงความผิดฐานแจ้งความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าเท่านั้น ปัญหานี้แม้จะไม่มีฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้อง และกำหนดโทษให้เหมาะสมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225,192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบำเหน็จณรงค์ว่า โจทก์ทั้งสี่ร่วมกันลักมันสำปะหลังของจำเลยทั้งสองที่ไร่บ้านหนองแปะ คิดเป็นเงินประมาณ 18,000 บาท และเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยาร่วมกันปลูกมันสำปะหลังดังกล่าวไว้ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วมันสำปะหลังดังกล่าวเป็นของโจทก์ที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งสี่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่สถานีตำรวจภูธร อำเภอบำเหน็จณรงค์ ตำบลบ้านชวน อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 172

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยที่ 1 ได้นำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับโจทก์ทั้งสี่ขณะกำลังขุดมันสำปะหลังในที่เกิดเหตุในข้อหาลักทรัพย์ตามที่ได้ไปแจ้งความไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 ในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้ไปให้ถ้อยคำเป็นพยานในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.4 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาหรือไม่ โจทก์ทั้งสี่มีตัวโจทก์ทั้งสี่มาเบิกความรวมใจความว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ทำไร่มันสำปะหลังในที่ดินเกิดเหตุซึ่งเช่าจากนางสมบัติเมื่อปี 2538 ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้รับจ้างช่วยปลูก และมีนายตัง ถาวรวัตร นางสนอง ปูนสันเทียะ ซึ่งทั้งสองมีที่ดินติดที่ดินพิพาทและนายยรรยงแก้วเพชร ซึ่งมีที่ดินติดต่อกับที่ดินของนางสนองมาเบิกความสนับสนุนว่าคงเห็นแต่โจทก์ที่ 1 เข้าทำไร่มันสำปะหลังในที่ดินที่เช่าจากนางสมบัติ ฝ่ายจำเลยทั้งสองมีตัวจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันมานำสืบต่อสู้ว่าที่ดินเกิดเหตุเป็นมรดกตกทอดของบิดาจำเลยที่ 1 ส่วนมันสำปะหลังที่โจทก์ทั้งสี่ขุดเป็นมันสำปะหลังที่จำเลยทั้งสองปลูกมาตั้งแต่ปี2537 โดยมีนายฉุ่ย ครัวจัตุรัส และนายแปว กลิ่นศรีสุข มาเบิกความสนับสนุนว่า เป็นผู้ร่วมช่วยปลูกกับคนอื่น ๆ อีกกว่าสิบคน เห็นว่า แม้คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างมีชาวบ้านมาเบิกความยันกันว่าฝ่ายที่ตนมาเป็นพยานเป็นผู้เข้าทำประโยชน์โดยปลูกมันสำปะหลังในที่ดินเกิดเหตุ แต่พยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวมีสองปากซึ่งมีที่ดินติดกับที่ดินเกิดเหตุ ส่วนอีกปากก็มีที่ดินถัดออกไป โดยเฉพาะปากนายตังและนายยรรยงก็รู้จักจำเลยทั้งสองดีต่างเบิกความหนักแน่นชัดเจนว่าเห็นแต่โจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายเข้าทำไร่มันสำปะหลังในที่ดินเกิดเหตุ แต่ไม่เห็นจำเลยทั้งสองซึ่งต่างจากพยานอื่นของจำเลยทั้งสอง แม้จะเบิกความว่ามาช่วยจำเลยทั้งสองปลูกมันสำปะหลังในที่เกิดเหตุ แต่นายแปวก็เบิกความถึงปีที่ปลูกไม่ตรงกันโดยตอบทนายฝ่ายจำเลยว่าปลูกในปี 2537 แต่ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าเป็นปี 2536 และเมื่อทนายจำเลยทั้งสองถามติงให้ยืนยัน ก็ว่าเป็นปี 2536ซึ่งไม่ตรงกับทางนำสืบของพยานจำเลยปากอื่น ส่วนนายฉุ่ยก็เบิกความแบบไม่ให้ตนต้องพัวพัน เพราะอ้างว่าหลังรับจ้างจำเลยทั้งสองปลูกมันสำปะหลังแล้วก็ได้เดินทางไปทำงานที่กรุงเทพมหานครที่สำคัญคือโจทก์ทั้งสี่มีร้อยตำรวจเอกสุวิช ไตรทานพนักงานสอบสวนในคดีลักทรัพย์มาเบิกความว่า ชั้นสอบสวนคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1ได้อ้างนายอ่อนตาผู้เป็นน้องเขยและนายพิศผู้เป็นเพื่อนบ้านว่าเป็นผู้ช่วยจำเลยที่ 1ปลูกมันสำปะหลัง แต่บุคคลทั้งสองกลับปฏิเสธว่าไม่เคยช่วย ตามเอกสารหมาย จ.2และ จ.3 และเมื่อทนายจำเลยทั้งสองถามค้านก็มิได้ถามถึงนายแปว นายฉุ่ย ที่มาเบิกความเป็นพยานฝ่ายจำเลยว่า จำเลยทั้งสองได้อ้างเป็นพยานในชั้นสอบสวนด้วยหรือไม่ ทำให้เห็นเป็นพิรุธ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสี่นำสืบว่า มันสำปะหลังที่ขุดเป็นของโจทก์ที่ 1 ที่ปลูกในที่ดินเกิดเหตุโดยจำเลยทั้งสองมิได้เป็นผู้ปลูก ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์ทั้งสี่ลักทรัพย์มันสำปะหลังที่ตนปลูกจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนซึ่งทำให้โจทก์ทั้งสี่เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงย่อมมีความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำวินิจฉัยหาใช่เป็นเรื่องที่ขาดเจตนาไม่ ฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ทั้งสี่คงได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 2 ไปให้การเป็นพยานต่อพนักงานสอบสวนยืนยันว่าตนร่วมปลูกมันสำปะหลังกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความเท็จ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 จะได้มีเจตนาร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงคงเป็นเพียงความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าเท่านั้น ปัญหานี้แม้จะไม่มีฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องและกำหนดโทษให้เหมาะสมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225,192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วนคดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายว่า สมควรรอการลงโทษให้จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การลงโทษทางอาญา หาใช่คำนึงถึงจำเลยแต่ฝ่ายเดียวไม่ บางครั้งยังจำต้องกระทำเพื่อให้บุคคลอื่นในสังคมเกิดความยำเกรงเพื่อจะได้ไม่กระทำผิดต่อกฎหมาย จำเลยที่ 1 แม้จะมีอายุถึง 70 ปี แต่จำเลยที่ 1 ก็ต่อสู้คดีมาโดยตลอดแสดงถึงการไม่รู้สำนึก ทั้งมีผู้ต้องเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึง 4 คน เมื่อพิเคราะห์ใคร่ครวญแล้วจึงไม่เห็นสมควรรอการลงโทษให้จำเลยที่ 1 แต่ในส่วนจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่าต้นเหตุไม่ได้เกิดจากจำเลยที่ 2 พฤติการณ์ของความผิดก็เป็นเพียงการไปเป็นพยานให้จำเลยที่ 1 โดยมิได้กล่าวโทษผู้ใด และเพิ่งปรากฏความผิดครั้งแรก กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษให้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 172
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บุญยืน ประสพเงิน กับพวก
จำเลย — นาย บัวผัน บำเหน็จพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1705/2546
#49886
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำแบบพิมพ์ใบคำขอถอนเงินของธนาคารมากรอกข้อความพร้อมกับลงลายมือชื่อปลอมของ ก. ในช่องผู้ขอถอนเงินและช่องผู้รับเงิน แล้วนำไปยื่นต่อพนักงานของธนาคารดังกล่าว ซึ่งหลงเชื่อว่าเป็นใบคำขอถอนเงินที่แท้จริงจึงจ่ายเงินให้จำเลยไปนั้น ใบคำขอถอนเงินจึงเป็นหลักฐานแสดงว่า ก. ได้ขอถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของตน ย่อมเป็นเอกสารอันก่อให้เกิดสิทธิในการรับเงินจากธนาคาร เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265และฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 265และ 268 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265และ 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 4 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ใบคำขอถอนเงินธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน ที่จำเลยนำไปยื่นต่อธนาคารดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิ ซึ่งทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้นำแบบพิมพ์ใบคำขอถอนเงินธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน มาทำเครื่องหมายขีดขวางที่ช่องประเภทบัญชีออมทรัพย์ เขียนชื่อกชกร บุญมาตุ่น ในช่องชื่อบัญชี เขียนข้อความระบุสาขา เลขที่บัญชี จำนวนเงินและลงลายมือชื่อปลอมของนางสาวกชกร ในช่องผู้ขอถอนเงินและช่องผู้รับเงิน แล้วนำใบคำขอถอนเงินไปยื่นต่อพนักงานของธนาคารดังกล่าวซึ่งหลงเชื่อว่าเป็นใบคำขอถอนเงินที่แท้จริงจึงจ่ายเงินให้จำเลยไป ดังนี้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และก่อให้เกิดความเสียหายแก่นางสาวกชกร ธนาคาร และพนักงานของธนาคารรวมทั้งนางสาวลักคณาและนางสาวนฤมลแล้ว จึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมทั้งสองฉบับ ไม่ใช่เป็นเพียงการปลอมเอกสารธรรมดาดังที่จำเลยฎีกา เพราะใบคำขอถอนเงินเป็นหลักฐานแสดงว่านางสาวกชกรได้ขอถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของตน ย่อมเป็นเอกสารอันก่อให้เกิดสิทธิในการรับเงินจากธนาคารเอกสารดังกล่าวจึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265และฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดีแม้จำเลยฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายก็ตาม แต่ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี นั้น หนักเกินไปศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง สุนิตา ทิพย์อาสน์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1705/2546
#50764
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำแบบพิมพ์ใบคำขอถอนเงินของธนาคารมากรอกข้อความพร้อมกับลงลายมือชื่อปลอมของ ก. ในช่องผู้ขอถอนเงินและช่องผู้รับเงิน แล้วนำไปยื่นต่อพนักงานของธนาคาร ซึ่งหลงเชื่อว่าเป็นใบคำขอถอนเงินที่แท้จริงจึงจ่ายเงินให้จำเลยไปใบคำขอถอนเงินจึงเป็นหลักฐานแสดงว่า ก. ได้ขอถอนบัญชีของตน ย่อมเป็นเอกสารอันก่อให้เกิดสิทธิในการรับเงินจากธนาคาร จึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามมาตรา 265 และฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน และวันที่ 9 พฤศจิกายน2542 เวลากลางวัน จำเลยปลอมใบคำขอถอนเงินธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)สาขาคลองตันประเภทบัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 727-2-23280-0 ของนางสาวกชกรบุญมาตุ่น จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิขึ้นใหม่ทั้งฉบับ โดยนำแบบพิมพ์ใบคำขอถอนเงินมาทำเครื่องหมายขีดขวางที่ช่องประเภทบัญชีออมทรัพย์ เขียนชื่อ "กชกร บุญมาตุ่น" ในช่องชื่อบัญชี เขียนข้อความ "คลองตัน" ในช่องสาขาเจ้าของบัญชีเขียนตัวเลข "727-2-23280-0" ในช่องเลขที่บัญชี ฉบับแรกเขียนจำนวนเงิน 50,000 บาทฉบับที่สอง เขียนจำนวนเงิน 100,000 บาท ในช่องจำนวนเงิน และลงลายมือชื่อปลอมของนางสาวกชกรในช่องผู้ขอถอนและในช่องผู้รับเงิน เพื่อให้พนักงานธนาคารกสิกรไทยจำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน รวมทั้งนางสาวลักคณา วรรณพัฒน์ และนางสาวนฤมลประเสริฐศรีสกุล หลงเชื่อว่าใบคำขอถอนเงินปลอมดังกล่าวเป็นใบคำขอถอนเงินที่แท้จริงของนางสาวกชกร ทั้งนี้ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางสาวกชกรธนาคารและพนักงานธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน รวมทั้งนางสาวลักคณาและนางสาวนฤมล แล้วจำเลยได้นำใบคำขอถอนเงินปลอมฉบับแรกไปใช้ยื่นต่อนางสาวลักคณา และฉบับที่สองไปใช้ยื่นต่อนางสาวลักคณา และฉบับที่สองไปยื่นต่อนางสาวนฤมล และพนักงานธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน ผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อถอนเงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 727-2-23280-0 ของนางสาวกชกร จนนางสาวลักคณานางสาวนฤมลและพนักงานธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน ผู้ที่เกี่ยวข้อง หลงเชื่อว่าเป็นคำขอถอนเงินที่แท้จริงของนางสาวกชกร จึงได้จ่ายเงินให้แก่จำเลยจำนวน 50,000 บาท และ 100,000 บาท ตามลำดับ ทั้งนี้ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางสาวกชกร ธนาคารและพนักงานธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)สาขาคลองตัน รวมทั้งนางสาวลักคณา และนางสาวนฤมล ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 90, 265 และ 268 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265และ 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม โดยจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 4 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ใบคำขอถอนเงินธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน ที่จำเลยนำไปยื่นต่อธนาคารดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิ ซึ่งทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้นำแบบพิมพ์ใบคำขอถอนเงินธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน มาทำเครื่องหมายขีดขวางที่ช่องประเภทบัญชีออมทรัพย์ เขียนชื่อ กชกร บุญมาตุ่น ในช่องชื่อบัญชี เขียนข้อความระบุสาขา เลขที่บัญชี จำนวนเงินและลงลายมือชื่อปลอมของนางสาวกชกรในช่องผู้ขอถอนเงินและช่องผู้รับเงิน แล้วนำใบคำขอถอนเงินไปยื่นต่อพนักงานของธนาคารดังกล่าวซึ่งหลงเชื่อว่าเป็นใบคำขอถอนเงินที่แท้จริงจึงจ่ายเงินให้จำเลยไป ดังนี้การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และก่อให้เกิดความเสียหายแก่นางสาวกชกร ธนาคารและพนักงานของธนาคารรวมทั้งนางสาวลักคณาและนางสาวนฤมลแล้ว จึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมทั้งสองฉบับ ไม่ใช่เป็นเพียงการปลอมเอกสารธรรมดาดังที่จำเลยฎีกา เพราะใบคำขอถอนเงินเป็นหลักฐานแสดงว่านางสาวกชกรได้ขอถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของตน ย่อมเป็นเอกสารอันก่อให้เกิดสิทธิในการรับเงินจากธนาคาร เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265และ ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี แม้จำเลยฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายก็ตาม แต่ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี นั้น หนักเกินไปศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 265
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง สุนิตา ทิพย์อาสน์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1680/2546
#50313
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเงินกู้ได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ เมื่อตามคำสั่งและประกาศของโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) อัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี แม้จะบวกค่าอัตราความเสี่ยงร้อยละ 2 ต่อปี ก็เป็นอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี มิใช่อัตราร้อยละ 16.5ต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากจำเลยได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีเท่านั้น

สัญญากู้ยืมเงินมีข้อความว่า ผู้กู้ยืมยอมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่กู้ยืมให้แก่ผู้ให้กู้ยืมในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี กำหนดส่งเป็นรายเดือนทุก ๆ เดือน โจทก์จะนำสืบพยานบุคคลว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน เป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์กำหนดไว้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้นโดยตกลงคิดดอกเบี้ยขณะทำสัญญาไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หาได้ไม่ เพราะเป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญากู้ยืมเงินต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)

แม้ในทางปฏิบัติโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยภายหลังวันทำสัญญาไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ก็เป็นการคิดดอกเบี้ยในขณะจำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญามิใช่คิดดอกเบี้ยในขณะทำสัญญา เมื่อโจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 มาตรา 3(ก) ดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินจึงเป็นโมฆะ โจทก์ชอบที่จะได้เพียงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 และ 43053 ออกขายทอดตลาด เป็นให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43051และ 43052 ออกขายทอดตลาด แต่ขณะโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวโจทก์ได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว อำนาจที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อหลงผิดเล็กน้อยดังกล่าวย่อมอยู่แก่ศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143วรรคหนึ่ง มิใช่อำนาจของศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2537 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 300,000 บาทยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ ขณะทำสัญญาคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี หากผิดสัญญาโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และตกลงชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 7,100 บาท เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 30 กันยายน 2537 โดยกำหนดชำระหนี้คืนทั้งหมดภายในวันที่ 7 กันยายน2542 เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ จำเลยนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1546 และ 1547 ซึ่งต่อมาออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 43051 และ43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ในวงเงิน 300,000 บาทดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบภายหลังทำสัญญาจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วน โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2539 จำนวน 7,100บาท ซึ่งโจทก์นำไปหักชำระหนี้ที่ค้างชำระไปได้บางส่วน จากนั้นจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีกเลย คงค้างชำระต้นเงิน 201,731.27 บาท และดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันฟ้อง (วันที่ 10 พฤษภาคม 2543) เป็นเงิน 135,670.12 บาทโจทก์บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 337,401.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน201,731.39 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 และ 43052 ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 201,731.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 และ 43053 ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 201,731.27 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ระหว่างฎีกา ก่อนส่งสำนวนมาศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัดยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2537 จำเลยกู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.4 โดยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจำนองเป็นประกันหนี้ ตามหนังสือสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 30ตุลาคม 2539 ตามบัญชีเงินกู้เอกสารหมาย จ.11 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.4 เป็นโมฆะหรือไม่โจทก์ฎีกาว่า อัตราดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์เมื่อบวกค่าอัตราความเสี่ยงแล้วโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เท่ากับอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี และแม้ในสัญญาจะระบุดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แต่เมื่อโจทก์ไม่เคยคิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวจากจำเลยในขณะทำสัญญาหรือภายหลังจากนั้น ดอกเบี้ยตามสัญญาจึงไม่เป็นโมฆะ ทั้งการนำสืบว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยขณะทำสัญญาไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเงินกู้ได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ เมื่อตามคำสั่งและประกาศของโจทก์เอกสารหมาย จ.13 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันทำสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.4 ได้ กำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) อัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี แม้จะบวกค่าอัตราความเสี่ยงร้อยละ 2 ต่อปี ก็เป็นอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี หาใช่อัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ฎีกาไม่ ดังนั้น ในขณะทำสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.4โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากจำเลยได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี เท่านั้นแต่ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 มีข้อความว่า ผู้กู้ยืมยอมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่กู้ยืมตามข้อ 1 ให้แก่ผู้ให้กู้ยืมในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี กำหนดส่งเป็นรายเดือนทุก ๆ เดือน เห็นได้ว่า ข้อความดังกล่าวมีความหมายชัดเจนว่าโจทก์จำเลยตกลงคิดดอกเบี้ยกันในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่จะตองชำระกันเป็นรายเดือนทุกเดือน โจทก์จะนำสืบพยานบุคคลว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 นั้น เป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์กำหนดไว้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น โดยตกลงคิดดอกเบี้ยขณะทำสัญญาไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หาได้ไม่ เพราะเป็นการนำพยานบุคคลเข้าสืบพยานเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.4 จะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) และแม้ในทางปฏิบัติโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยภายหลังวันทำสัญญาไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ก็เป็นการคิดดอกเบี้ยในขณะจำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา มิใช่คิดดอกเบี้ยในขณะทำสัญญา เมื่อโจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 มาตรา 3(ก) ดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมายจ.4 จึงเป็นโมฆะ โจทก์ชอบที่จะได้เพียงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 และ 43053 ออกขายทอดตลาด เป็นให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่43051 และ 43052 ออกขายทอดตลาด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตนั้น เห็นว่าขณะโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว โจทก์ได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4แล้ว อำนาจที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อหลงผิดเล็กน้อยดังกล่าวย่อมอยู่แก่ศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง หาใช่อำนาจของศาลชั้นต้นไม่ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้แก้ไขคำพิพากษานั้น จึงไม่ชอบ จึงให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว และศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่43051 และ 43052 ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 143
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย วิสัณห์ เอื้อชัยเลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1680/2546
#110863
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้ยืมเงินระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 19 ต่อปี โจทก์จะนำสืบพยานบุคคลว่า เป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุด ที่โจทก์กำหนดไว้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ความจริงตกลงคิดดอกเบี้ยขณะทำสัญญาไม่ถึงอัตราดังกล่าวไม่ได้ เพราะเป็นการสืบพยานบุคคลเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข)

ในทางปฏิบัติที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยภายหลังวันทำสัญญาไม่ถึงอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา เป็นการคิดดอกเบี้ยในขณะจำเลยปฏิเสธการชำระหนี้ตามสัญญา มิใช่คิดดอกเบี้ยในขณะทำสัญญา เมื่อดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกขณะทำสัญญาเกินอัตราตามประกาศของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 (ก) ดอกเบี้ยตามสัญญาจึงเป็นโมฆะ โจทก์ชอบที่จะได้ ดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

ขณะโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ระบุหมายเลขโฉนดที่ดินซึ่งให้บังคับจำนองผิดพลาด โจทก์ได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 แล้ว อำนาจที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดหรือ ข้อผิดหลงเล็กน้อยดังกล่าวย่อมอยู่แก่ศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่อำนาจของศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๓๓๗,๔๐๑.๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๐๑,๗๓๑.๒๗ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๓๐๕๑ และ ๔๓๐๕๒ ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๒๐๑,๗๓๑.๒๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๓๐๕๒ และ ๔๓๐๕๓ ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน ๒๐๑,๗๓๑.๒๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ให้คืนค่าขึ้น ศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินจำนวน ๑,๓๓๒.๕๐ บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ระหว่างฎีกาก่อนส่งสำนวนมาศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็น คู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินเป็นโมฆะหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า อัตราดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์เมื่อบวกค่าอัตราความเสี่ยงแล้ว โจทก์มีสิทธิ คิดดอกเบี้ยได้เท่ากับอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี และแม้ในสัญญาจะระบุดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี แต่เมื่อโจทก์ ไม่เคยคิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวจากจำเลยในขณะทำสัญญาหรือภายหลังจากนั้น ดอกเบี้ยตามสัญญาจึงไม่เป็นโมฆะ ทั้งการนำสืบว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยขณะสัญญาไม่ถึงอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเงินกู้ได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ เมื่อตามคำสั่งและประกาศของโจทก์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันทำสัญญากู้ยืมเงินได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) อัตราร้อยละ ๑๒.๕ ต่อปี แม้จะบวกค่าอัตราความเสี่ยงร้อยละ ๒ ต่อปี ก็เป็นอัตราร้อยละ ๑๔.๕ ต่อปี หาใช่อัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี ตามที่โจทก์ฎีกาไม่ ดังนั้น ในขณะทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากจำเลยได้ไม่เกินอัตราร้อยละ ๑๔.๕ ต่อปี เท่านั้น แต่ตามสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ ๒ มีข้อความว่า ผู้กู้ยืมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่กู้ยืมตามข้อ ๑ ให้แก่ผู้ให้กู้ยืมในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี กำหนดส่งเป็นรายเดือนทุก ๆ เดือน เห็นได้ว่าข้อความดังกล่าวมีความหมายชัดเจนว่าโจทก์จำเลยตกลงคิดดอกเบี้ยกันในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี และเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่จะต้องชำระกันเป็นรายเดือนทุกเดือน โจทก์จะนำสืบพยานบุคคลว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ ๒ นั้น เป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์กำหนดไว้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น โดยตกลงคิดดอกเบี้ยขณะทำสัญญาไม่ถึงอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี หาได้ไม่ เพราะเป็นการนำพยานบุคคลเข้าสืบเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญากู้ยืมเงิน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ (ข) และแม้ในทางปฏิบัติโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยภายหลังวันทำสัญญาไม่ถึงอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ก็เป็นการคิดดอกเบี้ยในขณะจำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา มิใช่คิดดอกเบี้ยในขณะทำสัญญา เมื่อโจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาตรา ๓ (ก) ดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.๔ จึงเป็นโมฆะ โจทก์ชอบที่จะได้เพียงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๓๐๕๒ และ ๔๓๐๕๓ ออกขายทอดตลาดเป็นให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๓๐๕๑ และ ๔๓๐๕๒ ออกขายทอดตลาด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตนั้น เห็นว่า ขณะโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว โจทก์ได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ แล้ว อำนาจที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดพลาดหรือข้อหลงผิดเล็กน้อยดังกล่าวย่อมอยู่แก่ศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๓ วรรคหนึ่ง หาใช่อำนาจของศาลชั้นต้นไม่ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้แก้ไขคำพิพากษานั้นจึงไม่ชอบ จึงให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว และศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๓๐๕๑ และ ๔๓๐๕๒ ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข) ม. 143 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้สวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทน — โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
จำเลย — นายวิสัณห์ เอื้อชัยเลิศกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายศิริ ดีวงศ์ษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวญ รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2546
#50762
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซื้อผ้าไปจากโจทก์ การที่จำเลยไม่สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้เพราะผู้ซื้อผ้าจากจำเลยอีกทอดหนึ่งมีปัญหาทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่จำเลย เป็นเรื่องการประกอบธุรกิจการค้า ซึ่งการประสบปัญหากำไรหรือขาดทุนเป็นปกติทางการค้าย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 จำเลยสั่งซื้อผ้าสำหรับใช้ทำเฟอร์นิเจอร์และผ้าม่าน คิดเป็นเงิน 1,106,380 บาท จำเลยได้รับสินค้าไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยชำระราคาเพียง 300,000 บาท ส่วนที่เหลือไม่ชำระ แต่จะขอคืนสินค้า ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 806,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยสั่งซื้อผ้าไปจากโจทก์จริง มูลค่า 1,106,380 บาท ชำระมัดจำไป 200,000 บาท และภายหลังชำระเพิ่มอีก 100,000 บาท คงค้างชำระ806,380 บาท เหตุที่จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์เนื่องจากบริษัทธนินี จำกัด สั่งซื้อผ้าจากจำเลยเพื่อนำไปตกแต่งโรงแรมเสาวลักษณ์ธานี โดยชำระเงินเป็นเช็คแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ต่อมาบริษัทธนินี จำกัด มีหนังสือขอยกเลิกการสั่งซื้อผ้าทั้งหมดและขอคืนผ้าที่สั่งซื้อไปโดยอ้างว่าบริษัทกำลังประสบภาวะขาดแคลนทางการเงิน ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้จำเลยต้องรับภาระทั้งหมด จำเลยขอคืนผ้าส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ทั้งหมดแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ส่งพนักงานมารับไปจากจำเลยแล้วบางส่วนสำหรับผ้าส่วนที่ใช้ทำสินค้าไปแล้วจำเลยยอมรับผิดขอชำระราคา 192,360 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 806,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 792,381 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาต่อไปว่า การที่จำเลยไม่สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้เพราะบริษัทธนินี จำกัด ผู้ซื้อผ้าจากจำเลยอีกทอดมีปัญหาทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่จำเลยเป็นเหตุสุดวิสัย ทำให้จำเลยหลุดพ้นไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้นเห็นว่า เหตุสุดวิสัยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8หมายถึง เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นหรือจะให้ผลพิบัติไม่มีใครอาจป้องกันได้ แต่กรณีของจำเลยเป็นเรื่องการประกอบธุรกิจการค้าการประสบปัญหากำไรหรือขาดทุนอันเป็นปกติทางการค้าย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ กรณีไม่อาจถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่งฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8 ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฟาบรีคค์นูแวลล์ จำกัด
จำเลย — บริษัท บีเฮ้าส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ นรนุตกุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2546
#50763
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยผู้ซื้อได้มีหนังสือแจ้งไปยังโจทก์ผู้ขายขอคืนผ้าแต่โจทก์ไม่ได้ทำคำสนองรับเพียงแต่โจทก์ให้จำเลยช่วยขายผ้าให้บุคคลอื่น โจทก์จะรับผ้าคืนก็ต่อเมื่อมีบุคคลหรือลูกค้าอื่นรับซื้อผ้าไว้เท่านั้น ซึ่งเมื่อโจทก์ขายผ้าได้บางส่วนจึงให้พนักงานของโจทก์มารับผ้าไปจากจำเลย ก็ไม่ได้หมายความว่า โจทก์รับคืนผ้าทั้งหมดเพียงแต่ตกลงกันว่าโจทก์จะรับผ้าไปเมื่อขายผ้าได้บางส่วนเท่านั้น ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องโจทก์ช่วยจำเลยขายผ้าส่วนที่เหลือ ไม่ได้ตกลงยินยอมรับคืนผ้า จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าผ้าที่เหลือให้แก่โจทก์

การที่จำเลยไม่สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้เนื่องจากบริษัท ธ. ผู้ซื้อผ้าจากจำเลยมีปัญหาทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่จำเลย ก็เป็นเรื่องการประกอบธุรกิจการค้าประสบปัญหากำไรหรือขาดทุนอันเป็นปกติทางการค้าย่อมเกิดขึ้นได้เสมอไม่อาจถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าสั่งซื้อผ้า จำนวน 806,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยยอมรับผิดชำระราคา 192,360 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 806,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 ตุลาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 792,381 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าผ้าจากโจทก์จำนวน 9,800 หลา ราคา 1,106,380 บาท จำเลยชำระเงินมัดจำให้แก่โจทก์200,000 บาท โจทก์ส่งผ้าให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วนมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระราคาผ้าให้แก่โจทก์เพียงใดจำเลยมีนางสาวรุ่งอรุณ วงศ์พรหมกัลป์ พนักงานบริษัทของจำเลยเบิกความว่า จำเลยมีหนังสือแจ้งไปยังโจทก์ขอคืนผ้า แต่โจทก์ให้จำเลยช่วยขายผ้าให้บุคคลอื่น โจทก์จะรับผ้าคืนก็ต่อเมื่อมีบุคคลหรือลูกค้าอื่นรับซื้อผ้าไว้เท่านั้น ต่อมาโจทก์รับผ้าคืนไป 124 หลาเงินที่ขายได้โจทก์เก็บเงินไป จากนั้นจำเลยยังชำระเงินให้แก่โจทก์อีก 100,000 บาท นายจุลภัทร พรประสิทธิ์ เบิกความว่า โจทก์และจำเลยตกลงกันว่าจะช่วยขายผ้าส่วนที่เหลือ เมื่อขายผ้าได้แล้วจะให้เงินแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ขายผ้าได้บางส่วนจึงให้พนักงานของโจทก์มารับผ้าไปจากจำเลย ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าโจทก์รับคืนผ้าทั้งหมดเพียงแต่ตกลงกันว่าโจทก์จะมารับผ้าไปเมื่อขายผ้าได้บางส่วนเท่านั้น เห็นว่าข้อนำสืบของจำเลยเป็นเพียงการทำคำเสนอขอคืนผ้าเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทำคำสนองรับแต่อย่างใด แต่กลับได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องโจทก์ช่วยจำเลยขายผ้าส่วนที่เหลือซึ่งเป็นจำนวนเล็กน้อย หลังจากที่โจทก์นำผ้าไปขายแล้ว จำเลยยังชำระเงินค่าผ้าให้แก่โจทก์อีก 100,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงฟังได้แต่เพียงว่าโจทก์ช่วยจำเลยขายผ้าเท่านั้นไม่ได้ตกลงยินยอมรับคืนผ้าตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าผ้าที่เหลือหลังจากหักเงินค่าผ้าที่โจทก์นำไปขายจำนวน 128 หลา เป็นเงิน 13,999 บาท แล้วคงเหลือเงินที่ต้องชำระจำนวน 792,381บาท ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาต่อไปว่าการที่จำเลยไม่สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้เพราะบริษัทธนินีจำกัด ผู้ซื้อผ้าจากจำเลยอีกทอดมีปัญหาทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่จำเลยเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้จำเลยหลุดพ้นไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า เหตุสุดวิสัยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 หมายถึง เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นหรือจะให้ผลพิบัติไม่มีใครอาจป้องกันได้ แต่กรณีของจำเลยเป็นเรื่องการประกอบธุรกิจการค้าการประสบปัญหากำไรหรือขาดทุนอันเป็นปกติทางการค้าย่อมเกิดขึ้นได้เสมอกรณีไม่อาจถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยเป็นเพียงตัวแทนของบริษัทธนินี จำกัด นั้นเห็นว่า เมื่อปัญหาดังกล่าวจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น อีกทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8 ม. 219 วรรคหนึ่ง ม. 453 ม. 486
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฟาบรีคค์นูแวลล์ จำกัด
จำเลย — บริษัท บีเฮ้าส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ นรนุตกุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1677/2546
#49885
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งสองขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับหมายเลขทะเบียนรถยนต์คันที่โจทก์ที่ 1 ขับ โดยขอแก้หมายเลขทะเบียนเฉพาะเลขตัวท้ายตัวเดียว โดยให้เหตุผลว่าพิมพ์เลขผิดพลาดจึงขอแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงโดยยังเป็นรถยนต์คันเดิมอยู่ดังนี้ เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเกี่ยวกับรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ตรงตามความจริง และยังเป็นการขอแก้ไขก่อนวันสืบพยาน ไม่เป็นเหตุให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขคำฟ้องส่วนนี้ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 1 ดำเนินคดีแทน โจทก์ที่ 1 ขับรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน 9 ข - 7957 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีโจทก์ที่ 2 นั่งมาด้วย ถูกจำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 93-1873 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทแล่นสวนทางมาแล้วแซงรถยนต์คันอื่นที่อยู่ข้างหน้าล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของโจทก์ที่ 1 และชนรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองได้รับบาดเจ็บต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายรวมเป็นเงิน147,000 บาท โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายรวมเป็นเงิน 345,024 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 511,637.55 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 492,024 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุม จำเลยที่ 1 มิได้ขับรถยนต์บรรทุกเฉี่ยวชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ข - 7957 กรุงเทพมหานคร โจทก์ทั้งสองและฝ่ายจำเลยที่ 1 ได้มีการประนีประนอมยอมความกันแล้ว ทำให้มูลคดีละเมิดระงับไป ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ซึ่งศาลชั้นต้นนัดในวันที่ 3 มีนาคม 2543 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 ขอแก้ไขคำฟ้อง โดยขอเปลี่ยนหมายเลขทะเบียนรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 คันเกิดเหตุจาก 9 ข - 7957 กรุงเทพมหานคร เป็น 9 ข - 7959กรุงเทพมหานคร อ้างว่าพิมพ์ผิดพลาดไป เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 คัดค้านอ้างว่าทำให้จำเลยที่ 2 เสียเปรียบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขคำฟ้องดังกล่าว

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขคำฟ้องได้ตามที่ขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขคำฟ้องชอบหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องภายหลังจากจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การแล้วประมาณ 6 เดือน เป็นการแก้ไขคำฟ้องที่ทำให้จำเลยที่ 2 เสียเปรียบและหลงต่อสู้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจร้องขอแก้ไขคำฟ้องได้ เห็นว่า ระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 บัญญัติว่า "การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้นหรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย" จากบทบัญญัติดังกล่าว หากเป็นกรณีขอแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยแล้วโจทก์ทั้งสองอาจขอแก้ไขคำฟ้องในเวลาใด ๆ ก็ได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 2 ได้ความว่าเหตุละเมิดเกิดจากรถยนต์เก๋งที่โจทก์ที่ 1 ขับแล่นสวนทางกับรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ที่จำเลยที่ 1 ขับและเกิดเฉี่ยวชนกันขึ้น การที่โจทก์ทั้งสองแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับหมายเลขทะเบียนรถยนต์คันที่โจทก์ที่ 1 ขับ โดยขอแก้หมายเลขทะเบียนรถเฉพาะเลขตัวท้ายตัวเดียว จากเลข 7 เป็นเลข 9 ซึ่งโจทก์ทั้งสองให้เหตุผลว่าพิมพ์เลขผิดพลาดจึงขอแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริง โดยรถยนต์คันที่โจทก์ที่ 1 ขับไปเกิดเหตุก็ยังเป็นรถยนต์คันเดิมอยู่ เห็นว่าแม้ศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขหมายเลขทะเบียนดังที่โจทก์ทั้งสองขอก็ไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงรถยนต์คันเกิดเหตุเป็นคันอื่นไปได้ ดังนั้น ที่โจทก์ทั้งสองขอแก้ไขหมายเลขทะเบียนเฉพาะเลขตัวท้ายตัวเดียวนั้นเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเกี่ยวกับรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ตรงตามความจริง และยังเป็นการขอแก้ไขก่อนวันสืบพยาน ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 เสียเปรียบในการต่อสู้คดี ที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขคำฟ้องส่วนนี้ได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในคำฟ้องฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 2ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สิริ นาคศิธร กับพวก
จำเลย — นาย ประสิทธิ์ พองผลา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1676/2546
#50822
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาขอให้รับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ไว้ทำการไต่สวนต่อไป แต่เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีนี้เนื่องจากผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาไม่ครบองค์คณะและให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แล้วพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว โดยพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายน้ำประปาและกระแสไฟฟ้าให้แก่บ้านเลขที่ 3/79 หมู่ที่ 2 ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ของโจทก์ และยอมให้โจทก์นำผู้รับจ้างของโจทก์เข้าไปในโครงการบ้านเขาใหญ่เพื่อซ่อมแซมบ้านหลังดังกล่าวจนแล้วเสร็จ

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่าโจทก์ส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสอง รวมทั้งการส่งหมายแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์โดยวิธีปิดหมายซึ่งมิใช่สถานที่อยู่หรือภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้จงใจขาดนัดพิจารณา จำเลยทั้งสองมีทางชนะคดีเพราะมิได้กระทำละเมิดหรือปฏิบัติผิดสัญญา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยหาได้เป็นเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา ประกอบกับตามคำร้องหาได้ปรากฏข้อโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาชี้ขาดคดีของศาลโดยชัดแจ้งแต่อย่างใด ให้ยกคำร้องค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาขอให้รับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองไว้ทำการไต่สวนต่อไป แต่เนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีหลักเนื่องจากมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาไม่ครบองค์คณะและให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ดังกล่าว"

พิพากษายกฎีกาจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิสุทธิ์ โลหิตนาวี
จำเลย — บริษัท บ้านเขาใหญ่ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1675/2546
#50312
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 แม้ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2543ยกเลิกพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477 และให้ใช้บทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมพ.ศ. 2543 เป็นพระธรรมนูญศาลยุติธรรม แต่ตามพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีจะถึงที่สุด"คดีของโจทก์จึงต้องบังคับตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2537 โจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ให้พัฒนาที่ดินจัดสร้างสาธารณูปโภคในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4156 ซึ่งมีบ้านเลขที่ 3/79 ของโจทก์ตั้งอยู่ โจทก์จ่ายค่าจ้างพัฒนาที่ดินเรียบร้อยแล้ว และชำระค่าสาธารณูปโภคเรื่อยมาต่อมาเดือนมีนาคม 2543 โจทก์จ้างช่างมาซ่อมแซมหลังคาบ้านของโจทก์ดังกล่าว แต่ระหว่างการซ่อมแซมจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้สั่งห้ามพนักงานของจำเลยที่ 1 จ่ายน้ำประปาและกระแสไฟฟ้าให้แก่บ้านของโจทก์ ทำให้การซ่อมแซมหลังคาบ้านไม่แล้วเสร็จ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 จ่ายน้ำประปาและกระแสไฟฟ้า แต่จำเลยที่ 1เพิกเฉย ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ห้ามมิให้ผู้รับจ้างเข้าไปทำการซ่อมแซมหลังคาบ้านของโจทก์การซ่อมแซมจึงไม่แล้วเสร็จเป็นเหตุให้ทรัพย์สินในบ้านได้รับความเสียหายเนื่องจากฝนตก โจทก์ไม่สามารถเข้าไปใช้สอยบ้านหลังดังกล่าวได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 98,825 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายน้ำประปาและกระแสไฟฟ้าให้แก่บ้านเลขที่ 3/79 หมู่ที่ 2 ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาของโจทก์และยอมให้โจทก์นำผู้รับจ้างเข้าไปซ่อมแซมบ้านดังกล่าวจนแล้วเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์สัปดาห์ละ 6,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะซ่อมแซมหลังคาบ้านเสร็จเรียบร้อย

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายน้ำประปาและกระแสไฟฟ้าให้แก่บ้านเลขที่ 3/79 หมู่ที่ 2 ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาของโจทก์ และยอมให้โจทก์นำผู้รับจ้างของโจทก์เข้าไปในโครงการบ้านเขาใหญ่เพื่อซ่อมแซมบ้านหลังดังกล่าวจนแล้วเสร็จ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมที่ใช้บังคับในขณะนั้น มาตรา 22 กำหนดให้ ในศาลชั้นต้นผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้นดังต่อไปนี้...(6) พิจารณาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกิน40,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท... และวรรคท้าย กำหนดให้ ในคดีที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีแต่เพียงอำนาจพิจารณา ไม่มีอำนาจพิพากษาตาม...(6) เมื่อจะพิพากษาคดีจะต้องมีผู้พิพากษาอีกอย่างน้อยคนหนึ่งตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย คดีนี้มีจำนวนเงินที่ฟ้อง 98,825บาท ดังนั้น ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องผู้พิพากษาคนเดียวจึงมีเพียงพิจารณา แต่ไม่มีอำนาจพิพากษาคดีนี้ แม้ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2543 ยกเลิกพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมพ.ศ. 2477 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรมซึ่งได้ใช้บังคับโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวและให้ใช้บทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 เป็นพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมตามพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 25(4) กำหนดให้ ในศาลชั้นต้นผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน300,000 บาท ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องก่อวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" คดีนี้จึงต้องบังคับตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเดิมจนกว่าคดีจะถึงที่สุด คือ จะต้องให้ผู้พิพากษาอีกอย่างน้อยคนหนึ่งตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วยดังนั้น การที่คดีนี้ในศาลชั้นต้นมีผู้พิพากษาเพียงคนเดียวลงลายมือชื่อในคำพิพากษาจึงเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (เดิม) มาตรา 22(6)และวรรคท้าย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องศาลฎีกาจึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 และกรณียังไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และยกฎีกาของจำเลยทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิสุทธิ์ โลหิตนาวี
จำเลย — บริษัท บ้านเขาใหญ่ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1675/2546
#110851
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้าย พ.ร.บ. ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477 ซึ่งเป็นพระธรรมนูญศาลยุติธรรมที่ใช้บังคับในขณะนั้น มาตรา 22 กำหนดให้ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวกันมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้นดังต่อไปนี้... (6) พิจารณาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกิน 40,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท... และวรรคท้าย กำหนดให้ ในคดีที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีแต่เพียงอำนาจพิจารณา ไม่มีอำนาจพิพากษา ตาม ...(6) เมื่อจะพิพากษาคดีจะต้องมีผู้พิพากษาอีกอย่างน้อยคนหนึ่งตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อในคำพิพากษา เป็นองค์คณะด้วย คดีนี้มีจำนวนเงินที่ฟ้อง 98,825 บาท ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องผู้พิพากษาคนเดียวจึงมีเพียงอำนาจพิจารณา แต่ไม่มีอำนาจพิพากษา แม้ต่อมาได้มี พ.ร.บ. ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2543 ยกเลิก พ.ร.บ. ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรมซึ่งได้ใช้บังคับโดยพระราชบัญญัติดังกล่าว และให้ใช้บทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้าย พ.ร.บ. ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 เป็นพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมตาม พ.ร.บ. ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 25(4) กำหนดให้ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน 300,000 บาท ก็ตาม แต่พ.ร.บ. ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าจะถึงที่สุด คดีนี้จึงต้องบังคับตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเดิมจนกว่าคดีจะถึงที่สุด คือ จะต้องให้ผู้พิพากษาอีกอย่างน้อยคนหนึ่งตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย การที่คดีนี้ในศาลชั้นต้นมีผู้พิพากษาเพียงคนเดียวลงลายมือชื่อในคำพิพากษา จึงเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (เดิม) มาตรา 22 (6) และวรรคท้าย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้อง ศาลฎีกาจึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้อง โดยให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ให้มีผู้พิพากษาใหม่ให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ มาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน ๙๘,๘๒๕ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ ๑ จ่ายน้ำประปาและกระแส ไฟฟ้าให้แก่บ้านของโจทก์ และยอมให้โจทก์นำผู้รับจ้างเข้าไปซ่อมแซมบ้านหลังดังกล่าวจนแล้วเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์สัปดาห์ละ ๖,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะซ่อมแซมหลังคาบ้านเสร็จเรียบร้อย

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ จ่ายน้ำประปาและกระแสไฟฟ้าให้แก่บ้านของโจทก์ และ ยอมรับให้โจทก์นำผู้รับจ้างของโจทก์เข้าไปในโครงการบ้านเขาใหญ่เพื่อซ่อมแซมบ้านหลังดังกล่าวจนแล้วเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะค่าทนายความให้โจทก์จำนวน ๓,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้ เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๔๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๓) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๓ ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๔๗๗ ซึ่งเป็นพระธรรมนูญศาลยุติธรรมที่ใช้บังคับในขณะนั้น มาตรา ๒๒ กำหนดให้ ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้นดังต่อไปนี้ ? (๖) พิจารณาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกิน ๔๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๑๐๐๐,๐๐๐ บาท? และวรรคท้าย กำหนดให้ ในคดีที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีแต่เพียงอำนาจพิจารณา ไม่มีอำนาจพิพากษาตาม? (๖) เมื่อจะพิพากษาคดี จะต้องมีผู้พิพากษาอีกอย่างน้อยคนหนึ่งตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย คดีนี้มีจำนวนเงินที่ฟ้อง ๙๘,๘๒๕ บาท ดังนั้น ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องผู้พิพากษาคนเดียวจึงมีเพียงอำนาจพิจารณา แต่ไม่มีอำนาจพิพากษาคดีนี้ แม้ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ยกเลิกพระราชบัญญัติให้ใช้ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๔๗๗ และพระธรรมนูญศาลยุติธรรมซึ่งได้ใช้บังคับโดยพระราชบัญญัติดังกล่าว และให้บทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็น พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๒๕ (๔) กำหนดให้ ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๕ วรรคสอง บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" คดีนี้จึงต้องบังคับตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเดิมจนกว่าคดีจะถึงที่สุด คือ จะต้องให้ผู้พิพากษา อีกอย่างน้อยคนหนึ่งตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย ดังนั้นการที่คดีนี้ในศาลชั้นต้นมี ผู้พิพากษาเพียงคนเดียวลงลายมือชื่อในคำพิพากษา จึงเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (เดิม) มาตรา ๒๒ (๖) และวรรคท้าย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มิได้พิพากษาให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้อง ศาลฎีกา จึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖ และ มาตรา ๒๔๗ และกรณียังไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ และยกฎีกาของจำเลยทั้งสอง ให้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 243 (1) ม. 246 ม. 247
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 22 วรรคท้าย (6) ม. 25 (4)
พ.ร.บ.ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ม. 3 ม. 4 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิสุทธิ์ โลหิตนาวี
จำเลย — บริษัทบ้านเขาใหญ่ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) — นายสุเจตน์ ส่งสัมพันธ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพันวะสา บังทอง
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1669/2546
#50698
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งกองทุนรวม โจทก์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการจัดการกองทุนรวมตามมาตรา 117 ถึงมาตรา 132 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ส่วนที่มาตรา 124 บัญญัติให้กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคลนั้น ก็โดยมีวัตถุประสงค์ให้กองทุนรวมนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินในนามของตนเองได้และเป็นการแยกทรัพย์สินของกองทุนรวมออกจากทรัพย์สินของบริษัทหลักทรัพย์โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุน เพื่อรักษาคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนที่ร่วมลงทุนในกองทุนรวม มาตรา 124 วรรคสอง ส่วนสุดท้ายก็บัญญัติสอดคล้องกับมาตรา 125 โดยให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวมโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ไถ่ถอนหุ้นกู้ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยได้ ไม่ต้องให้กองทุนรวมฟ้องเอง

การที่บริษัทจำเลยซึ่งเป็นผู้ขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิแก่โจทก์จะบังคับให้เป็นไปตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่เป็นเจ้าหนี้ในหุ้นกู้ด้อยสิทธิกับการจะได้รับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องก่อนเจ้าหนี้อื่นซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญหรือไม่เพียงใด เป็นคนละเรื่องคนละตอนกันเมื่อจำเลยถูกระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว และแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยมิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการปรส. จำเลยจึงต้องเลิกกิจการและชำระบัญชีตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิที่จะให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ได้ตามเงื่อนไขในหนังสือชี้ชวน ทั้งตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 26 ห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการปรส. เท่านั้น เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ จำเลยกลับเพิกเฉย ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว แม้จำเลยยังอยู่ในระหว่างชำระบัญชี ยังไม่มีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้สามัญก็ตาม

พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 5ที่บัญญัติว่านับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับดอกเบี้ยหรือค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทถูกระงับการดำเนินกิจการตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30 ได้ก่อขึ้น มิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระได้นั้นเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดำเนินการและชำระบัญชีที่คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) แต่งตั้งตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดังกล่าวแต่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก่อนวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับ โจทก์จึงยังมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการจัดการกองทุนรวม โจทก์ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้จัดตั้งกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 กองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ธนทวีกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินเพิ่มทรัพย์ปันผล กองทุนเปิดไทยพาณิชย์เพิ่มพูนทรัพย์ปันผลและกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินทวีทรัพย์ปันผล เป็นกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 โจทก์จึงเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนกองทุนรวมดังกล่าว จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์ เมื่อปี 2536 จำเลยได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดทรัพย์ให้เสนอขายหุ้นกู้ของจำเลยประเภทไม่มีหลักประกันจำนวน 1,000,000 หน่วย มูลค่าที่ตราไว้หน่วยละ1,000 บาท รวมมูลค่าของหุ้นกู้ที่เสนอขายเป็นเงิน 1,000,000 บาท กำหนดอายุของหุ้นกู้เป็นเวลา 5 ปี 1 เดือน นับตั้งแต่วันออกหุ้นกู้ คือวันที่ 29 ธันวาคม 2536 จะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ในอัตราคงที่ร้อยละ 3.75 ต่อปี ตลอดอายุหุ้นกู้ มีกำหนดชำระดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง คือในวันที่ 29 มกราคม และในวันที่ 29 กรกฎาคม ทุกปีครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้วันที่ 29 มกราคม 2542 เว้นแต่ในกรณีที่จำเลยได้ยอมรับเป็นลายลักษณ์อักษรว่าไม่มีความสามารถที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนด เลิกกิจการ หรือไม่สามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์หรือมีการชำระบัญชีเพื่อเลิกกิจการ มีสิทธิเรียกให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดได้ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2537 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 จำนวน 15,000 หน่วย รวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 15,000,000 บาท เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2538 วันที่ 8 กุมภาพันธ์2538 และวันที่ 27 มีนาคม 2538 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี จำนวน 56,920 หน่วย รวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 56,920,000บาท เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2538 วันที่ 19 พฤษภาคม 2538 และวันที่ 23 พฤษภาคม2538 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ธนทวี จำนวน 25,000หน่วย รวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 25,000,000 บาท เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2539โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินเพิ่มทรัพย์ปันผล จำนวน10,000 หน่วยรวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 10,000,000 บาท เมื่อวันที่ 12พฤศจิกายน 2539 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินพูนทรัพย์ปันผล จำนวน 5,000 หน่วยรวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 5,000,000 บาทและเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2540 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินทวีทรัพย์ปันผล จำนวน 14,000 หน่วย รวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 14,000,000 บาท รวมมูลค่าที่ตราไว้ทั้งหมด 125,920,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่26 มิถุนายน 2540 จำเลยได้รับคำสั่งจากกระทรวงการคลังให้ระงับการดำเนินกิจการและให้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการให้แก่กระทรวงการคลังพิจารณา จำเลยได้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยงวดประจำวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 ต่อมาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2540 จำเลยได้จัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาชี้แจงฐานะของจำเลย ถือว่าจำเลยได้กระทำการอันมีลักษณะเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดได้เมื่อวันที่ 10พฤศจิกายน 2540 โจทก์จึงมีสิทธิบอกกล่าวให้จำเลยดำเนินการไถ่ถอนหุ้นกู้ทั้งหมดก่อนครบกำหนด แต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2540 คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พิจารณาไม่ให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลย อันเป็นผลให้จำเลยไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จำเลยจึงอยู่ในฐานะต้องปิดกิจการเป็นการถาวร จำเลยมีหน้าที่ต้องทำการไถ่ถอนหุ้นกู้ทั้งหมดคืนจากโจทก์ โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมไถ่ถอน จำเลยมีหน้าที่จะต้องชำระต้นเงินจำนวน 125,920,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่ค้างในอัตราร้อยละ3.75 ต่อปี สำหรับดอกเบี้ยงวดประจำวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 คำนวณตั้งแต่วันที่ 29มกราคม 2540 ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันถึงกำหนดชำระหนี้ตามที่ให้โจทก์แจ้งการไถ่ถอนเป็นเงิน 3,894,032.88 บาท และจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 125,920,000 บาท นับแต่วันที่ 26พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันผิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,345,446.58 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 131,159,479.46 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 125,920,000บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 125,920,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31ธันวาคม 2540 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง มิให้เกิน 5,239,479.46 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 125,920,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 30มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทจัดการกองทุนรวมและได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ให้จัดตั้งกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 กองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวีกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ธนทวี กองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินเพิ่มทรัพย์ปันผล กองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินพูนทรัพย์ปันผล และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินทวีทรัพย์ปันผล ตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.7 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์ตามเอกสารหมาย จ.11 เมื่อเดือนธันวาคม2536 จำเลยได้ออกหุ้นกู้ชื่อ หุ้นกู้ จี เอฟ ชาร์ป วัน จำนวน 1,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หน่วยละ 1,000 บาท รวมมูลค่าหุ้นกู้ที่เสนอขายเป็นเงิน 1,000,000,000 บาท ในการออกหุ้นกู้ดังกล่าวต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามเอกสารหมาย จ.12จำเลยได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลเสนอขายหุ้นกู้ตามเอกสารหมาย จ.13 ออกหนังสือชี้ชวนเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิตามเอกสารหมาย จ.14 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ด้อยสิทธิตามเอกสารหมาย จ.14 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ด้อยสิทธิของจำเลยในนามกองทุนต่าง ๆ ทั้ง 6กองทุนรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 125,920,000 บาท ตามสำเนาใบหุ้นกู้เอกสารหมาย จ.15ถึง จ.20 เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2540 กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้จำเลยระงับการดำเนินกิจการชั่วคราวให้จำเลยส่งแผนฟื้นฟูกิจการต่อคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เพื่อพิจารณาว่าจะให้จำเลยดำเนินกิจการต่อไปหรือไม่ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2540 จำเลยได้จัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ในรายงานการประชุมแสดงงานของจำเลยว่าจำเลยไม่สามารถชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ได้ตามสำเนารายงานประชุมเอกสารหมาย จ.21 และต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม 2540 คณะกรรมการ ปรส. ไม่ให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลย จำเลยจึงต้องเลิกกิจการและชำระบัญชี ซึ่งตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงินพ.ศ. 2540 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คณะกรรมการ ปรส. รายงานรัฐมนตรีทราบ และให้คณะกรรมการ ปรส. มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าสองคนมีอำนาจเข้าดำเนินการแทนบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการได้ทุกประการและทำการชำระบัญชีบริษัท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ หรือกองทุนรวมซึ่งมีสภาพเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากไปจากโจทก์จะต้องเป็นผู้ฟ้องคดีเอง เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งกองทุนรวมในโครงการใดแล้ว โจทก์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการจัดการกองทุนรวมตามที่บัญญัติไว้ในเรื่องจัดการกองทุนรวมตั้งแต่มาตรา 117 ถึงมาตรา 132 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เช่น ตามมาตรา 122 ก่อนโจทก์จะเสนอขายหน่วยลงทุนต่อประชาชน โจทก์จะต้องจัดให้มีผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวมตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 121 แต่ผู้ดูแลผลประโยชน์ดังกล่าวมีหน้าที่เพียงเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนซึ่งเป็นประชาชนเท่านั้น มิได้มีอำนาจในการจัดการกองทุนแต่ประการใด ดังที่มาตรา 127(1) และ (5) ได้บัญญัติให้ผู้ดูแลผลประโยชน์ดูแลให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติตามมาตรา 125 โดยเคร่งครัด และดำเนินการฟ้องร้องบังคับคดีให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติตามหน้าที่ของตน หรือฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากบริษัทหลักทรัพย์ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนทั้งปวงหรือเมื่อได้รับคำสั่งจากสำนักงาน ก.ล.ต. มาตรา 124 วรรคสอง บัญญัติให้กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุนตามโครงการจัดการทุนรวมตามที่ได้รับอนุมัติ โดยให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวมทั้งมาตรา 125(1) และ (6)ยังได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ในการจัดการกองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ต้องดำเนินการจัดการให้เป็นไปตามโครงการจัดการกองทุนรวมที่ได้รับอนุมัติ ตลอดจนข้อผูกพันที่ทำไว้กับผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างเคร่งครัด กับจัดให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่ได้จากการนำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุนและนำผลประโยชน์ดังกล่าวฝากไว้กับผู้ดูแลผลประโยชน์ ส่วนที่มาตรา 124 บัญญัติให้กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคลนั้น ก็โดยมีวัตถุประสงค์ให้กองทุนรวมนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินในนามของตนเองได้และเป็นการแยกทรัพย์สินของกองทุนรวมออกจากทรัพย์สินของบริษัทหลักทรัพย์โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุน เพื่อรักษาคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนที่ร่วมลงทุนในกองทุนรวมมาตรา 124 วรรคสอง ส่วนสุดท้ายก็บัญญัติสอดคล้องกับมาตรา 125ดังกล่าวข้างต้นว่า ให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวมโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า มีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์จะมีสิทธิฟ้องจำเลยต่อเมื่อเจ้าหนี้สามัญได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นเสียก่อน เพราะหุ้นกู้ของโจทก์เป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิ การบังคับชำระหนี้ต้องเป็นไปตามหนังสือชี้ชวนเอกสารหมาย จ.14 บริษัทจำเลยยังอยู่ในระหว่างชำระบัญชี ยังไม่มีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้สามัญ ข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยยังไม่เกิด และมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนของพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงินพ.ศ. 2540 และพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541เห็นว่า การบังคับให้เป็นไปตามสิทธิเรียกร้องกับการจะได้รับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องก่อนเจ้าหนี้อื่นหรือไม่เพียงใดเป็นคนละเรื่องคนละตอน เช่นสิทธิฟ้องร้องของเจ้าหนี้อาจจะเกิดขึ้นแล้ว แต่การจะบังคับเอากับทรัพย์สินใด หากทรัพย์สินนั้นตกอยู่ในบุริมสิทธิที่เจ้าหนี้อื่นจะได้รับชำระหนี้ก่อน เจ้าหนี้สามัญก็ย่อมจะได้รับชำระหนี้ในภายหลังเป็นขั้นตอนในชั้นบังคับคดี เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า บริษัทจำเลยถูกกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว และแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยมิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) จำเลยจึงต้องเลิกกิจการและชำระบัญชี ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิที่จะให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ได้ตามเงื่อนไขในหนังสือชี้ชวนเอกสารหมาย จ.14 ข้อ 2.3.2 (ก) และ (ข)ทั้งตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 26 บัญญัติแต่เพียงห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการปรส. เท่านั้น เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.23 ให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ตามสิทธิของโจทก์ จำเลยได้รับหนังสือแล้วกลับเพิกเฉย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ยังคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับต่อไปหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 5บัญญัติว่านับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับดอกเบี้ยหรือค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทถูกระงับการดำเนินกิจการตามมาตรา 30 ได้ก่อขึ้น มิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระได้นั้น เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดำเนินการและชำระบัญชีที่คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) แต่งตั้งตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 โดยขอรับชำระหนี้ตามประกาศคณะกรรมการองค์การ ปรส. เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ เมื่อกรณีของโจทก์ ในคดีนี้ไม่ใช่กรณียื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดังกล่าว แต่เป็นกรณีเจ้าหนี้ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก่อนวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับ โจทก์จึงยังคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับต่อไปได้ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 30
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ม. 5
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 124 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จี เอฟ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1669/2546
#50699
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการจัดการกองทุนรวม โดยได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้จัดตั้งกองทุนรวมอันเป็นกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อโจทก์ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งกองทุนรวมในโครงการใดแล้ว โจทก์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการจัดการกองทุนรวมตามที่บัญญัติไว้ในเรื่องจัดการกองทุนรวมตั้งแต่มาตรา 117 ถึงมาตรา 132 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เช่น ตามมาตรา 122 ก่อนโจทก์จะเสนอขายหน่วยลงทุนต่อประชาชน โจทก์จะต้องจัดให้มีผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวมตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 121 แต่ผู้ดูแลผลประโยชน์ดังกล่าวมีหน้าที่เพียงเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนซึ่งเป็นประชาชนเท่านั้น มิได้มีอำนาจในการจัดการกองทุนแต่ประการใดดังที่มาตรา 127(1) และ (5)บัญญัติให้ผู้ดูแลผลประโยชน์ดูแลให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนหรือฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนทั้งปวง หรือเมื่อได้รับคำสั่งจากสำนักงาน ก.ล.ต. มาตรา 124 วรรคสองบัญญัติให้กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุนตามโครงการจัดการกองทุนรวมตามที่ได้รับอนุมัติโดยให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวมทั้ง มาตรา 125(1) และ (6) ยังบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ในการจัดการกองทุนรวมบริษัทหลักทรัพย์ต้องดำเนินการจัดการให้เป็นไปตามโครงการจัดการกองทุนรวมที่ได้รับอนุมัติตลอดจนข้อผูกพันที่ทำไว้กับผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างเคร่งครัด ส่วนมาตรา 124 บัญญัติให้กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคลนั้น ก็โดยมีวัตถุประสงค์ให้กองทุนรวมนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินในนามของตนเองได้และเป็นการแยกทรัพย์สินของกองทุนรวมออกจากทรัพย์สินของบริษัทหลักทรัพย์โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุน มาตรา 124 วรรคสองก็บัญญัติให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

การบังคับให้เป็นไปตามสิทธิเรียกร้องกับการจะได้รับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องก่อนเจ้าหนี้อื่นหรือไม่เพียงใด เป็นคนละเรื่องคนละตอน เมื่อบริษัทจำเลยถูกกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว และแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยมิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.)จำเลยจึงต้องเลิกกิจการและชำระบัญชีตามพระราชกฤษฎีกาการปฏิรูประบบสถาบันการเงินฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิที่จะให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ได้ตามเงื่อนไขในหนังสือชี้ชวน เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ตามสิทธิของโจทก์ จำเลยได้รับหนังสือแล้วกลับเพิกเฉย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้จัดตั้งกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 กองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ธนทวี กองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินเพิ่มทรัพย์ปันผล กองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินเพิ่มพูนทรัพย์ปันผล และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินทวีทรัพย์ปันผลเป็นกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 โจทก์จึงเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนกองทุนรวมดังกล่าว จำเลยได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้เสนอขายหุ้นกู้ของจำเลยประเภทไม่มีหลักประกัน โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนที่โจทก์จัดตั้งขึ้นรวมมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้นกู้ทั้งหมด 125,920,000 บาท ต่อมาจำเลยได้รับคำสั่งจากกระทรวงการคลังให้ระงับการดำเนินกิจการและให้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการให้แก่กระทรวงการคลังพิจารณาจำเลยได้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินพิจารณาไม่ให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลย จำเลยจึงอยู่ในฐานะต้องปิดกิจการเป็นการถาวรมีหน้าที่ต้องทำการไถ่ถอนหุ้นกู้ทั้งหมดคืนจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 131,159,479.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 125,920,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 125,920,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม2540 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 16 มกราคม 2541) มิให้เกิน5,239,479.46 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 125,920,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทจัดการกองทุนรวมและได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ให้จัดตั้งกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 กองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ธนทวี กองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินเพิ่มทรัพย์ปันผล กองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินพูนทรัพย์ปันผล และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินทวีทรัพย์ปันผล จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์ เมื่อเดือนธันวาคม 2536 จำเลยได้ออกหุ้นกู้ชื่อหุ้นกู้ จี เอฟ ชาร์ป วันจำนวน 1,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หน่วยละ 1,000 บาท รวมมูลค่าหุ้นกู้ที่เสนอขายเป็นเงิน 1,000,000,000 บาท ในการออกหุ้นกู้ดังกล่าวต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. จำเลยได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลเสนอขายหุ้นกู้ออกหนังสือชี้ชวนเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิ โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ด้อยสิทธิของจำเลยในนามกองทุนต่าง ๆ ทั้ง 6 กองทุนรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 125,920,000 บาท เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2540 กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้จำเลยระงับการดำเนินกิจการชั่วคราวให้จำเลยส่งแผนฟื้นฟูกิจการต่อคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เพื่อพิจารณาว่าจะให้จำเลยดำเนินกิจการต่อไปหรือไม่ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2540 จำเลยได้จัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ในรายงานการประชุมแสดงงานของจำเลยว่า จำเลยไม่สามารถชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ได้ และต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม 2540 คณะกรรมการ ปรส. ไม่ให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลย จำเลยจึงต้องเลิกกิจการและชำระบัญชี ซึ่งตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30 วรรคหนึ่งบัญญัติให้คณะกรรมการ ปรส. รายงานรัฐมนตรีทราบ และให้คณะกรรมการ ปรส. มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าสองคนมีอำนาจเข้าดำเนินการแทนบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการได้ทุกประการและทำการชำระบัญชีบริษัท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ หรือกองทุนรวมซึ่งมีสภาพเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากไปจากโจทก์จะต้องเป็นผู้ฟ้องคดีเอง เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งกองทุนรวมในโครงการใดแล้วโจทก์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการจัดการกองทุนรวมตามที่บัญญัติไว้ในเรื่องจัดการกองทุนรวมตั้งแต่มาตรา 117 ถึงมาตรา 132 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เช่น ตามมาตรา 122 ก่อนโจทก์จะเสนอขายหน่วยลงทุนต่อประชาชน โจทก์จะต้องจัดให้มีผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวมตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 121 แต่ผู้ดูแลผลประโยชน์ดังกล่าวมีหน้าที่เพียงเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนซึ่งเป็นประชาชนเท่านั้น มิได้มีอำนาจในการจัดการกองทุนแต่ประการใดดังที่มาตรา 127(1) และ (5) ได้บัญญัติให้ผู้ดูแลผลประโยชน์ดูแลให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติตามมาตรา 125 โดยเคร่งครัด และดำเนินการฟ้องร้องบังคับคดีให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติตามหน้าที่ของตน หรือฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากบริษัทหลักทรัพย์ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนทั้งปวง หรือเมื่อได้รับคำสั่งจากสำนักงาน ก.ล.ต. มาตรา 124 วรรคสอง บัญญัติให้กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุนตามโครงการจัดการกองทุนรวมตามที่ได้รับอนุมัติ โดยให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวม ทั้งมาตรา 125(1) และ (6) ยังได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าในการจัดการกองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ต้องดำเนินการจัดการให้เป็นไปตามโครงการจัดการกองทุนรวมที่ได้รับอนุมัติ ตลอดจนข้อผูกพันที่ทำไว้กับผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างเคร่งครัดกับจัดให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่ได้จากการนำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุนและนำผลประโยชน์ดังกล่าวฝากไว้กับผู้ดูแลผลประโยชน์ ส่วนที่มาตรา 124 บัญญัติให้กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคลนั้น ก็โดยมีวัตถุประสงค์ให้กองทุนรวมนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินในนามของตนเองได้และเป็นการแยกทรัพย์สินของกองทุนรวมออกจากทรัพย์สินของบริษัทหลักทรัพย์โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุน เพื่อรักษาคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนที่ร่วมลงทุนในกองทุนรวม มาตรา 124 วรรคสอง ส่วนสุดท้ายก็บัญญัติสอดคล้องกับมาตรา 125 ดังกล่าวข้างต้นว่า ให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า มีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์จะมีสิทธิฟ้องจำเลยต่อเมื่อเจ้าหนี้สามัญได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นเสียก่อน เพราะหุ้นกู้ของโจทก์เป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิ การบังคับชำระหนี้ต้องเป็นไปตามหนังสือชี้ชวน บริษัทจำเลยยังอยู่ในระหว่างชำระบัญชี ยังไม่มีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้สามัญ ข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยยังไม่เกิด และมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนของพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 และพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 เห็นว่า การบังคับให้เป็นไปตามสิทธิเรียกร้องกับการจะได้รับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องก่อนเจ้าหนี้อื่นหรือไม่เพียงใด เป็นคนละเรื่องคนละตอน เช่นสิทธิฟ้องร้องของเจ้าหนี้อาจจะเกิดขึ้นแล้ว แต่การจะบังคับเอากับทรัพย์สินใดหากทรัพย์สินนั้นตกอยู่ในบุริมสิทธิที่เจ้าหนี้อื่นจะได้รับชำระหนี้ก่อน เจ้าหนี้สามัญก็ย่อมจะได้รับชำระหนี้ในภายหลังเป็นขั้นตอนในชั้นบังคับคดี เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า บริษัทจำเลยถูกกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว และแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยมิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) จำเลยจึงต้องเลิกกิจการและชำระบัญชีตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30 วรรคหนึ่งโจทก์จึงมีสิทธิที่จะให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ได้ตามเงื่อนไขในหนังสือชี้ชวนเอกสารหมาย จ.14ข้อ 2.3.2 (ก) และ (ข) ทั้งตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540มาตรา 26 บัญญัติแต่เพียงห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ปรส. เท่านั้น เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ตามสิทธิของโจทก์ จำเลยได้รับหนังสือแล้วกลับเพิกเฉย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ยังคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับต่อไปหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดอกเบี้ยหรือค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทถูกระงับการดำเนินกิจการตามมาตรา 30 ได้ก่อขึ้น มิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระได้นั้น เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดำเนินการและชำระบัญชีที่คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) แต่งตั้งตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 โดยขอรับชำระหนี้ตามประกาศคณะกรรมการองค์การปรส. เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ เมื่อกรณีของโจทก์ในคดีนี้ไม่ใช่กรณียื่นคำขอรับชำระหนี้ที่จะขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดังกล่าว แต่เป็นกรณีเจ้าหนี้ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก่อนวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับ โจทก์จึงยังคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับต่อไปได้ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 121 ม. 122 ม. 124 ม. 125
พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 30 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ จี เอฟ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ