คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1894/2546
#110864
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินโดยจำเลยผู้เป็นลูกหนี้เงินกู้มอบให้ยึดถือเป็นประกันเงินกู้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้คืนโดยอาศัยข้อตกลงในหนังสือสัญญากู้นั้น แต่สิทธิยึดถือโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงบุคคลสิทธิบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญาไม่สามารถใช้ยันแก่บุคคลอื่นได้ส่วนสิทธิยึดหน่วงตาม ป.พ.พ. มาตรา 241 หมายถึง การที่ผู้ครอบครองได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณแก่ผู้ครอบครองเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ครอบครองนั้น หนี้ที่ผู้ร้องมีเป็นเพียงหนี้เงินกู้ที่ผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้คืนเท่านั้น หาได้เป็นคุณแก่ผู้ร้องเกี่ยวด้วยที่ดินโฉนดดังกล่าวไม่ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินฉบับพิพาท ผู้ร้องต้องส่งต้นฉบับที่ดินดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อทำการบังคับคดีต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ หากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 500,000 บาท คดีถึง ที่สุดแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1877 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อ ศาลชั้นต้นว่า ต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของผู้ร้อง ขอให้หมายเรียกให้ผู้ร้องส่งต้นฉบับ โฉนดที่ดินเลขที่ 1877 เพื่อบังคับคดีต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีร้องขอ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยได้นำโฉนดที่ดินพิพาท มอบให้ผู้ร้องยึดถือไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ยืมเงิน ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินดังกล่าวจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้กู้ยืมให้แก่ผู้ร้อง ขอให้ยกเลิกคำสั่งเรียกพยานเอกสารและให้ผู้ร้องยึดหน่วงโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สิทธิยึดถือโฉนดที่ดินของผู้ร้องไม่ใช่สิทธิยึดหน่วงตามกฎหมาย ยกคำร้อง ค่าคำร้อง เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินฉบับพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินก็โดยจำเลยผู้เป็นลูกหนี้เงินกู้มอบให้ยึดถือเป็นประกันเงินกู้ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารท้ายคำร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้คืนโดยอาศัยข้อตกลงในหนังสือกู้เงินดังกล่าวนั้นเอง แต่สิทธิยึดถือโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงบุคคลสิทธิบังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญาไม่สามารถใช้ยันแก่บุคคลอื่นได้ ส่วนสิทธิยึดหน่วงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 หมายถึง การที่ผู้ครอบครองได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณแก่ผู้ครอบครองเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ครอบครองนั้น หนี้ที่ผู้ร้องมีเป็นเพียงหนี้เงินกู้ที่ผู้ร้องจะได้ชำระหนี้คืนเท่านั้นหาได้เป็นคุณแก่ ผู้ร้องเกี่ยวด้วยที่ดินโฉนดดังกล่าวไม่ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิ ยึดหน่วงโฉนดที่ดินฉบับพิพาท ผู้ร้องต้องส่งฉบับที่ดินดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อทำการบังคับคดีต่อไป?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241
ป.วิ.พ. ม. 304
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุบิน เมืองโคตร
ผู้ร้อง — นายศักดา สุกฤตานนท์
จำเลย — นางแววตา บางทราย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายกวีพจน์ สุรนิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพันวะสา บัวทอง
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1889/2546
#50316
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นชี้สองสถานศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ 5 ข้อ คือ 1. โจทก์มีอำนาจฟ้องและหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 2. ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ 3. คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ 4. ห้างหุ้นส่วนจำกัดว. สำแดงราคาสินค้าเป็นเท็จต่ำกว่าราคาที่แท้จริงหรือไม่ 5. จำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด แต่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นในข้อ 2. และข้อ 5. เท่านั้น โดยวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม และโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้ทราบแล้วว่าจะต้องชำระภาษีอากรในส่วนที่ต้องจ่ายเพิ่มที่ได้สำแดงเท็จไว้ จะถือว่าจำเลยจงใจทำละเมิดให้โจทก์ได้รับความเสียหายหาได้ไม่กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไปแล้วพิพากษายกฟ้อง ซึ่งปัญหาว่าจำเลยทราบหรือไม่ว่าต้องชำระค่าภาษีอากรในส่วนที่ต้องจ่ายเพิ่มหรือไม่นั้น หากฟังได้ว่าจำเลยทราบเหตุดังกล่าว ก็จะมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะมิได้นำเงินซึ่งเป็นทรัพย์สินของห้างมาชำระค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ก่อนอันจะถือว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ฉะนั้น หากจำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีของห้างจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าห้างสำแดงราคาสินค้าเป็นเท็จต่ำกว่าราคาที่แท้จริง และจะต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มแก่โจทก์เพียงใดเสียก่อน ถ้าหากมิได้เป็นหนี้ค่าภาษีอากรเพราะได้สำแดงราคาสินค้าถูกต้องตามราคาซื้อขายอันแท้จริงในท้องตลาดแล้ว จำเลยก็ไม่มีหน้าที่ต้องนำเงินของห้างไปชำระให้แก่โจทก์ แต่เมื่อศาลภาษีอากรกลางยังมิได้วินิจฉัยประเด็นว่าห้างสำแดงราคาสินค้าเป็นเท็จต่ำกว่าราคาที่แท้จริงหรือไม่ กรณีจึงยังไม่อาจทราบแน่ชัดว่าห้างเป็นหนี้ค่าภาษีอากรโจทก์หรือไม่ เพียงใด แม้คู่ความจะได้นำสืบข้อเท็จจริงมาเสร็จสิ้นแล้วอันเป็นการเพียงพอที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจะวินิจฉัยในประเด็นที่ 1. และประเด็นที่ 3. ที่ยังมิได้วินิจฉัยไปเสียเองได้ก็ตามแต่เพื่อให้คดีมีการตรวจสอบดุลพินิจเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลาย จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2531 มีจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดโดยห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการ จำหน่าย ซ่อมสร้างเครื่องยนต์และอะไหล่รถยนต์ และต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายได้จดทะเบียนเลิกห้างเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2538 โดยมีจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีและได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน2539 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2533 ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 033-60290 โดยสำแดงว่าได้นำเข้าสินค้าล้อแม็กซ์รถยนต์โครงสร้างชั้นเดียวพร้อมอุปกรณ์ จำนวน 272 ชิ้น น้ำหนัก 2,720 กิโลกรัม ประเทศกำเนิดออสเตรเลีย อังกฤษ และเยอรมนีนำเข้าจากประเทศสิงคโปร์ โดยสำแดงราคาสินค้าและค่าอากรเจ้าพนักงานได้พิจารณาโดยเปรียบเทียบกับผู้นำเข้ารายอื่นแล้ว ปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายได้สำแดงราคาต่ำกว่าราคาแท้จริงในท้องตลาด จึงแจ้งให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายเพิ่มราคาตามราคาแท้จริงในท้องตลาด ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายยินยอมเพิ่มราคาตามที่เจ้าพนักงานแจ้งและถือเอาราคาที่เพิ่มเป็นราคาสำแดงคือ สำแดงราคาสินค้า 460,446.29 บาท อากรขาเข้า 276,267 บาท ภาษีการค้า 81,872 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 8,187 บาท รวมค่าภาษีอากร 366,326 บาทและห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายได้ชำระค่าอากรดังกล่าวแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานจึงได้ตรวจปล่อยสินค้าให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายรับไปเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2533 ต่อมาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2535 เจ้าหน้าที่กองป้องกันและปราบปรามของโจทก์ที่ 1 ได้นำหมายค้นเข้าตรวจค้นสำนักงานบริษัทศูนย์กาญจนกิจ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีกรรมการและผู้ถือหุ้นเดียวกันกับห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลาย และได้ยึดเอกสารของบริษัทดังกล่าวไปตรวจสอบยังที่ทำการของโจทก์ที่ 1 ผลการตรวจสอบพบใบโทรสารจากบริษัทผู้ขายที่มีชื่อจากประเทศสิงคโปร์ แจ้งราคาล้อแม็กซ์มายังบริษัทศูนย์กาญจนกิจ จำกัดโดยแจ้งราคาว่าราคาล้อแม็กซ์ยี่ห้อริมสตาร์ (RIMSTAR) ขนาด 6.0 x 14 ราคา 115.85 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อชิ้น ขนาด 7.0 x 15 ราคา 140.40 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อชิ้น ขนาด8.0 x 17 ราคา 596 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อชิ้น เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ได้เปรียบเทียบสินค้าที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายนำเข้า กับโทรสารดังกล่าวซึ่งมีวันที่ระบุใกล้เคียงกับวันนำเข้าแล้วได้พบว่ารายการสินค้าตามโทรสารบางรายการมีขนาดของล้อแม็กซ์ตรงกับขนาดของล้อแม็กซ์ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายนำเข้าแต่ราคาตามโทรสารมีราคาสูงกว่าราคาที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายสำแดงมาก จึงแสดงว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายได้สำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง การสำแดงราคาของห้างจึงเป็นการสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากร การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายได้สำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากรอันเป็นความผิดตามมาตรา 27, 99 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 เป็นเหตุให้อากรขาเข้าขาดไป 303,132 บาท ภาษีการค้าขาด 91,667 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่นขาด 9,166 บาท รวมภาษีอากรขาด 403,965 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายนำค่าภาษีอากรที่ขาดดังกล่าวมาชำระให้แก่โจทก์ และหากห้างผู้นำเข้าประสงค์จะทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากรก็ให้ไปพบเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ภายในกำหนด 10 วัน ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายได้รับทราบแล้วเพิกเฉยไม่นำเงินค่าภาษีอากรที่ขาดดังกล่าวไปชำระทั้งไม่ไปพบเจ้าหน้าที่ของโจทก์เพื่อทำการตกลงระงับคดี ต่อมาเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้มีหนังสือเตือนไปยังห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายให้ไปทำความตกลงแต่ห้างดังกล่าวก็เพิกเฉยจึงได้แจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายในความผิดฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากร การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายได้นำเข้าสินค้าล้อแม็กซ์โดยสำแดงราคาสินค้าเป็นเท็จต่ำกว่าราคาที่แท้จริงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากรซึ่งโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งให้ห้างดังกล่าวไปชำระค่าภาษีอากรที่ขาดและตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายทราบแล้วดังกล่าว ห้างดังกล่าวไม่ยินยอมไปตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร อีกทั้งไม่นำเงินไปชำระค่าภาษีอากรดังกล่าวให้แก่โจทก์แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายโดยจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการไม่จำกัดความรับผิดกลับดำเนินการเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายและได้จดทะเบียนเลิกห้างเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2538 โดยจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีและได้ดำเนินการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 จำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายและเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างย่อมทราบดีว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายมีหนี้ภาษีอากรค้างชำระต่อโจทก์ดังกล่าว จำเลยในฐานะเป็นหุ้นส่วนจัดการและเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดมีหน้าที่และร่วมรับผิดกับห้างในการชำระหนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวให้แก่โจทก์ และเมื่อจดทะเบียนเลิกห้าง จำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ชำระสะสางการทำงานของห้างให้เสร็จไปกับการชำระหนี้ภาษีอากรของห้างให้แก่โจทก์ให้เสร็จก่อน แล้วจึงนำทรัพย์สินที่เหลือจากการชำระหนี้ค่าภาษีอากรแก่โจทก์แบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้นจำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีได้จงใจกระทำผิดหน้าที่ผู้ชำระบัญชีและทำผิดกฎหมายไม่จัดการชำระบัญชีโดยนำทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายต้องชำระให้แก่โจทก์แต่จำเลยกลับนำทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นจนหมดสิ้นและรีบดำเนินการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีโดยเร็ว เป็นการที่จำเลยผู้ชำระบัญชีกระทำฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยจงใจไม่นำเงินที่เหลือของห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายมาชำระหนี้ภาษีอากรพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายให้แก่โจทก์ก่อนตามกฎหมายกลับนำไปแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นจึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรไม่ได้รับชำระหนี้ได้รับความเสียหายการกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายมิได้นำเงินค่าภาษีอากรมาชำระเพิ่มให้แก่โจทก์ ห้างดังกล่าวจึงต้องชำระอากรขาเข้า 303,132 บาท ภาษีการค้า 91,667 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 9,166 บาท เบี้ยปรับอีก 1 เท่าของภาษีการค้า 91,667 บาท ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 และเงินเพิ่มภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 ทวิ อีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของเงินภาษีการค้าที่ต้องชำระเพิ่มแต่ต้องไม่เกินจำนวนภาษีการค้าที่ต้องชำระเพิ่ม จึงคิดคำนวณเงินเพิ่มภาษีการค้าเป็นเงิน 91,667 บาท เบี้ยปรับภาษีส่วนท้องถิ่นอีกร้อยละ 10 ของเบี้ยปรับภาษีการค้าคิดเป็นเงิน 9,166 บาท เงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่นอีกร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มภาษีการค้าที่ต้องชำระเพิ่มคิดเป็นเงิน 9,166 บาทรวมเป็นเงิน 605,631 บาท อันเป็นความเสียหาย ซึ่งโจทก์ได้รับจากการกระทำผิดหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีของจำเลยดังกล่าว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 605,631 บาท ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542 โจทก์ได้ตรวจสอบพบว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี โดยมีจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลาย และจำเลยได้แบ่งคืนทรัพย์สินต่าง ๆ ให้แก่ผู้ถือหุ้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ได้ทราบถึงการละเมิดของจำเลยดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542 ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 605,631 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า การที่โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้นายมานิตย์วิทยาเต็ม อธิบดี ฟ้องคดีแทนโจทก์ที่ 1 ก็ดี การที่โจทก์ที่ 2 มอบอำนาจให้นายวิชัย จึงรักเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายฟ้องคดีแทนโจทก์ที่ 2 ก็ดี แต่ตามเอกสารท้ายฟ้องโจทก์หมายเลข 1 และ 2 ไม่ปิดอากรแสตมป์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นความจริง จำเลยยอมรับว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2531 แต่จำเลยไม่ได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำพวกไม่จำกัดความรับผิดตั้งแต่เริ่มจดทะเบียนตั้งห้าง จำเลยได้เข้าเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายภายหลังจากที่มีการสั่งสินค้าตามใบขนสินค้าเลขที่ 033-60290 แล้ว และสินค้าตามใบขนสินค้าเลขที่ 033-60290 เที่ยวนี้สั่งสินค้าเข้ามาจากประเทศสิงคโปร์จริง แต่ประเทศกำเนิดไม่ใช่ออสเตรเลีย อังกฤษ และเยอรมนีแต่ประเทศกำเนิดคือออสเตรเลีย อิตาลี และเยอรมนี และสินค้าเที่ยวดังกล่าวสั่งมาจากประเทศสิงคโปร์โดยนายธิติ ลัคณารัตนโชคหุ้นส่วนผู้จัดการคนก่อน ก่อนที่จำเลยจะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ การยื่นใบขนสินค้าต่อโจทก์ที่ 1 ก็ยื่นโดยนายธิติ และวันที่ยื่นใบขนสินค้าต่อโจทก์ที่ 1 ไม่ใช่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2533 ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่เป็นความจริง เอกสารท้ายฟ้องโจทก์หมายเลข 6 ไม่ใช่โทรสารที่ส่งมาจากประเทศสิงคโปร์ ทั้งไม่ใช่โทรสารที่ส่งมาจากบริษัทผู้ขายผู้มีชื่อจากประเทศสิงคโปร์เพราะหากเป็นโทรสารส่งมาจากบริษัทผู้ขายผู้มีชื่อแล้ว บริษัทผู้มีชื่อย่อมต้องมีกรรมการผู้มีอำนาจเซ็นชื่อลงในเอกสารดังกล่าว แต่โทรสารทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่มีลายมือชื่อของผู้ขายและไม่มีตราของผู้ขายประทับไว้ เมื่อไม่มีลายมือชื่อและไม่มีตราประทับของบริษัทผู้ขายปรากฏในเอกสารดังกล่าวแล้ว เอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่เอกสารในการเสนอขายสินค้าแต่อย่างใดนอกจากนี้ข้อความที่อ้างว่าเป็นโทรสารนั้นไม่ใช่ตัวพิมพ์ที่ผู้ขายสินค้าเสนอแก่ผู้ซื้อแต่กลับเป็นลายมือเขียนขึ้นเองทั้งฉบับ ซึ่งไม่มีประเพณีวงการค้าขายส่งโทรสารมาจากต่างประเทศโดยไม่ใช่ตัวพิมพ์และไม่มีลายมือชื่อผู้ขายเอกสารโทรสารดังกล่าวมีผลเท่ากับเป็นบัตรสนเท่ห์เท่านั้นซึ่งนำมาใช้อ้างอิงไม่ได้ อีกทั้งรายการสินค้าก็ไม่เหมือนกับรายการสินค้าเที่ยวที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายสั่งจากต่างประเทศตามใบขนสินค้าเลขที่033-60290 เอกสารท้ายฟ้องหมาย 6 ดังกล่าวเจ้าหน้าที่กองป้องกันและปราบปรามของโจทก์ที่ 1 ได้จากการตรวจค้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2535 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากที่โจทก์ที่ 1 ได้ปล่อยสินค้าเที่ยวนี้ออกจากท่าเรือนานถึงสองปีเศษ เพราะสินค้าเที่ยวนี้ปล่อยออกจากโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2533 แต่เอกสารนี้ตรวจค้นได้เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2535 ระยะเวลาห่างกันถึงสองปีเศษ นอกจากนี้เอกสารนี้ก็ไม่ได้ค้นจากสำนักงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลาย แต่ค้นได้จากสำนักงานของบริษัทศูนย์กาญจนกิจ จำกัด ทั้งสำนักงานของนิติบุคคลทั้งสองอยู่ห่างกันประมาณ 10 กิโลเมตรเป็นโทรสารที่ส่งถึงบริษัทศูนย์กาญจนกิจ จำกัด ที่โจทก์อ้างว่าบริษัทศูนย์กาญจนกิจจำกัด เป็นบริษัทที่มีกรรมการและผู้ถือหุ้นเดียวกันกับห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายนั้นไม่เป็นความจริง นอกจากนี้สินค้าเที่ยวนี้โจทก์ที่ 1 ก็ยอมรับแล้วว่าขณะที่นายธิติหุ้นส่วนผู้จัดการคนก่อนได้ยื่นใบขนสินค้าต่อโจทก์ที่ 1 และเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1ได้พิจารณาเพิ่มราคาสินค้าโดยเปรียบเทียบกับราคาของสินค้ารายอื่น และห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายก็ได้ชำระภาษีนำเข้าด้วยความพอใจของพนักงานของโจทก์ที่ 1 ไปแล้วเป็นเงินถึง 366,326 บาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายไม่ได้นำเข้าสินค้าล้อแม็กซ์โดยสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามข้อกล่าวหา และไม่เคยได้รับแจ้งให้ไปชำระค่าภาษีอากรที่ขาด ไม่เคยรับหนังสือตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายไม่เคยติดค้างภาษีโจทก์ ประกอบกับผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายทุกคนมีมติตกลงยินยอมให้เลิกกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลาย การเลิกห้างครั้งนี้จึงไม่ได้เลิกโดยความเห็นชอบของจำเลยในฐานะห้างหุ้นส่วนผู้จัดการ และในการจดทะเบียนเลิกห้างก็ได้ประกาศเลิกห้างทางหนังสือพิมพ์ตามระเบียบของการจดทะเบียนเลิกห้างอย่างเปิดเผย โดยระบุบรรดาลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลายของห้างให้ติดต่อชำระหนี้หรือยื่นคำทวงหนี้ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันประกาศ ซึ่งโจทก์ทั้งสองทราบดีว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายไม่ได้เป็นหนี้ค่าภาษีอากรแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้ยื่นคำทวงหนี้ต่อผู้ชำระบัญชีตามกำหนดเวลาในคำประกาศจึงถือได้ว่าห้างไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ทั้งสองเมื่อไม่มีเจ้าหนี้มายื่นคำขอรับชำระหนี้หรือยื่นทวงหนี้จำเลยจึงได้ยื่นจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีตามระเบียบของทางราชการ จำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีไม่เคยทำผิดหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีและไม่ได้ทำผิดกฎหมายในการชำระบัญชีไม่ว่าในด้านใด ๆ ทั้งสิ้น จำเลยได้ทำการชำระบัญชีโดยทำการทุกขั้นตอนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ทั้งสิ้น จึงเป็นการชำระบัญชีโดยสุจริตและเปิดเผย การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายไม่เคยค้างค่าภาษีอากรแก่โจทก์ทั้งสอง แต่โจทก์ทั้งสองกลับอ้างว่าจำเลยกระทำผิดหน้าที่ผู้ชำระบัญชี จำเลยจึงต้องชำระภาษีและเบี้ยปรับตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งสองนั้น จำเลยจึงไม่เข้าใจว่าจำเลยในฐานะส่วนตัวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าเที่ยวนี้จำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีหรือได้ชำระบัญชีเสร็จการไปแล้วต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองโดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายใด ฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ทั้งสองยอมรับว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 แต่โจทก์ทั้งสองมาฟ้องคดีเมื่อวันที่ 15พฤศจิกายน 2543 คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 หากเป็นการฟ้องเรื่องละเมิดโจทก์ทั้งสองก็ฟ้องคดีเกินหนึ่งปี คดีของโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2531มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการจำหน่าย ซ่อมสร้างเครื่องยนต์และอะไหล่รถยนต์มีจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2533 ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 033-60290 โดยสำแดงว่าได้นำเข้าสินค้าล้อแม็กซ์รถยนต์ โครงสร้างชั้นเดียวพร้อมอุปกรณ์รวม 272 ชิ้น น้ำหนัก 2,720 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่ได้พิจารณาเปรียบเทียบกับผู้นำเข้ารายอื่นแล้ว ปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายสำแดงราคาต่ำกว่าราคาแท้จริงในท้องตลาดจึงประเมินแจ้งให้ห้างทราบ ห้างยินยอมเพิ่มราคาตามที่เจ้าหน้าที่ประเมินและถือเอาราคาที่เพิ่มเป็นราคาที่สำแดงราคาสิ้น460,446.29 บาท อากรขาเข้า 276,267 บาท ภาษีการค้า 81,872 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 8,187 บาท รวมค่าภาษีอากร 366,326 บาท ซึ่งห้างได้ชำระค่าภาษีจากจำนวนดังกล่าวและรับสินค้าไปตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2533 แล้ว ต่อมาวันที่ 17 กุมภาพันธ์2535 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจพบว่า ราคาที่เจ้าหน้าที่ประเมินเพิ่มนั้นไม่ใช่ราคาซื้อขายที่แท้จริงในท้องตลาด แต่ราคาตามโทรสารที่เจ้าหน้าที่ยึดได้จากการเข้าตรวจค้นบริษัทศูนย์กาญจนกิจ จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 123 และ 124 เป็นราคาซื้อขายอันแท้จริงในท้องตลาด วันที่ 21 เมษายน 2535 ฝ่ายอากรนำเข้า 6 ได้แจ้งผลการประเมินราคาสินค้าเลขที่ 033-60290 ใหม่ และได้คำนวณภาษีอากรที่ขาดซึ่งห้างจะต้องชำระอากร 303,132 บาท ภาษีการค้า 91,667 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 9,166 บาทตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 121 และ 122 วันที่ 26 พฤษภาคม 2535 กองคดีของโจทก์ที่ 1 มีหนังสือถึงห้างให้ไปชี้แจงเกี่ยวกับสินค้าตามใบขนสินค้าเลขที่ 033-60290 เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 81 ซึ่งต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2535 ห้างโดยจำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและปฏิเสธความผิดตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 80ต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2538 ห้างได้จดทะเบียนเลิกห้างโดยมีจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีและต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 11

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด เนื่องจากชั้นชี้สองสถานศาลภาษีอากรกลางตั้งประเด็นพิพาทไว้5 ข้อ คือ

1. โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

2. ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่

3. คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

4. ห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายสำแดงราคาสินค้าตามใบขนสินค้าเลขที่033-60290 เป็นเท็จต่ำกว่าราคาที่แท้จริงหรือไม่

5. จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด

แต่ปรากฏว่าศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยปัญหาตามประเด็นดังกล่าวเพียง 2 ข้อคือฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม และจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด โดยวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นได้ว่าจำเลยทราบหรือไม่อย่างไรว่าต้องชำระค่าภาษีอากรในส่วนที่ต้องจ่ายเพิ่มที่ได้สำแดงเท็จไว้คำเบิกความของพยานของคู่ความทั้งสองฝ่ายจึงแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยไม่ทราบว่าต้องชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ขาดไปตามหนังสือที่โจทก์ที่ 1 ได้แจ้งให้จำเลยทราบ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 53 กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้จงใจกระทำละเมิด เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรได้รับความเสียหายตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่น ๆ ที่เหลืออีกต่อไป แล้วพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ปัญหาว่าจำเลยได้ทราบหรือไม่ว่าต้องชำระค่าภาษีอากรในส่วนที่ต้องจ่ายเพิ่มหรือไม่ ซึ่งโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์โดยอ้างข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ทราบเหตุดังกล่าวแล้ว ซึ่งหากฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยทราบเหตุดังกล่าว กรณีก็จะมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดวัชระซัพพลายรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเพราะจำเลยมิได้นำเงินซึ่งเป็นทรัพย์สินของห้างมาชำระค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ทั้งสองก่อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ฉะนั้นหากจำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีของห้างจะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าห้างสำแดงราคาสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 033-60290 เป็นเท็จต่ำกว่าราคาที่แท้จริงและทางห้างจะต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรที่จะต้องชำระเพิ่มแก่โจทก์ทั้งสองเพียงใดเสียก่อน ถ้าหากห้างมิได้เป็นหนี้ค่าภาษีอากร เนื่องจากทางห้างได้สำแดงราคาสินค้าตามใบขนสินค้าดังกล่าวถูกต้องตามราคาซื้อขายอันแท้จริงในท้องตลาด จำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีก็ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องนำเงินของห้างไปชำระให้แก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อจำเลยไม่มีหน้าที่เช่นนั้นการกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นละเมิด จำเลยไม่ต้องรับผิดตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องแต่เมื่อศาลภาษีอากรกลางยังมิได้วินิจฉัยประเด็นที่ว่าห้างสำแดงราคาสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 033-60290 เป็นเท็จต่ำกว่าราคาที่แท้จริงหรือไม่ จึงยังไม่อาจทราบแน่ชัดว่าห้างเป็นหนี้ค่าภาษีอากรโจทก์ทั้งสองหรือไม่เพียงใด ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น และเมื่อศาลภาษีอากรกลางยังมิได้วินิจฉัยประเด็นอื่น ๆ คือโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ และคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ แม้คู่ความจะได้นำสืบข้อเท็จจริงมาเสร็จสิ้นแล้วเป็นการเพียงพอที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจะวินิจฉัยประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยไปเสียเองได้ก็ตามแต่เห็นว่าเพื่อให้คดีมีการตรวจสอบดุลพินิจเป็นไปตามลำดับชั้นศาล เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษาใหม่"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1250
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 243
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ม. 99
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — นางสาว บุศรินทร์ ลัคณารัตนโชค
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1880/2546
#266804
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม เรียงกระทงลงโทษ และลดโทษตามมาตรา 78 แล้ว คงจำคุกรวม 10 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เฉพาะโทษและลดโทษตามมาตรา 78 คงจำคุกรวม 6 ปี โดยแต่ละกระทงจำคุกไม่เกินห้าปี ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

จำเลยฎีกาว่า จำเลยสำคัญผิดว่าเด็กหญิง ส. ผู้เสียหาย มีอายุ 17 ปี และสำคัญผิดว่าผู้เสียหายเป็นภริยาของตนก่อนเกิดเหตุแล้วการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดนั้น เป็นฎีกาที่ประสงค์จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี หรือไม่ และการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำต่อภริยาของตนเอง เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยเป็นยุติแล้ว เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้จำเลยไม่มีความผิด และการกระทำของจำเลยจะครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 277 วรรคแรก หรือไม่ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และที่ฎีกามาด้วยว่าพยานโจทก์มีพิรุธไม่อาจฟังลงโทษจำเลย และการที่ผู้เสียหายโทรศัพท์กับมีจดหมายแจ้งให้ผู้ปกครองทราบโดยผู้ปกครองมิได้ทักท้วงห้ามปรามเท่ากับเป็นการยินยอมโดยปริยายให้จำเลยและผู้เสียหายแต่งงานอยู่กินฉันสามีภริยากัน ก็เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง อันต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 310, 317, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 8 ปี รวมจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 4 ปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 9 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 8 ปี รวมจำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 10 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เฉพาะโทษเป็นจำคุกจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 4 ปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 9 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า จำเลยสำคัญผิดว่าเด็กหญิงเสาวณีผู้เสียหาย มีอายุสิบเจ็ดปีและสำคัญผิดว่าผู้เสียหายเป็นภริยาของตนก่อนเกิดเหตุแล้วการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดนั้น เป็นฎีกาที่ประสงค์จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีหรือไม่ และการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำต่อภริยาของตนเอง ซึ่งเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยเป็นยุติแล้วเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้จำเลยไม่มีความผิดและการกระทำของจำเลยจะครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก หรือไม่ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนฎีกาว่าพยานโจทก์มีพิรุธไม่อาจฟังลงโทษจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และการที่ผู้เสียหายโทรศัพท์และมีจดหมายแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ แต่ผู้ปกครองมิได้ทักท้วงห้ามปรามเท่ากับเป็นการยินยอมโดยปริยายให้จำเลยและผู้เสียหายแต่งงานอยู่กินฉันสามีภริยากัน ก็เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการรับรองหรืออนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 ม. 317
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายเสกสิทธิ์ จิตมาตย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายศรชัย วรานิชสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายประทีป เฉลิมภัทรกุล
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1872/2546
#50703
เปิดฉบับเต็ม

คืนเกิดเหตุอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จำเลยที่ 3 เมาสุราแล้วอาเจียนจำเลยที่ 1จอดรถให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลง แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 พากันเข้าไปนั่งที่ม้านั่งหน้าบ้านผู้เสียหายซึ่งประตูรั้วบ้านเปิดอยู่ พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการถือวิสาสะ เพราะความมึนเมาสุราและไม่สามารถบังคับจิตใจตนเองได้ เมื่อนั่งอยู่ประมาณ 5 นาที อาจจะด้วยความคึกคะนอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงลุกขึ้นและเดินไปเอามือจับแฮนด์รถจักรยานยนต์ โดยยังไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำการใดอันมีลักษณะที่จะติดเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ และไม่ปรากฏว่าพบเครื่องมือใด ๆ ในตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามที่โจทก์นำสืบมายังไม่พอฟังว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเจตนาบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน และลงมือกระทำความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 2และที่ 3 กระทำความผิดด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควรแล้วจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันเข้าไปในบริเวณบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันลักเอารถจักรยานยนต์จำนวน 2 คัน ของผู้มีชื่อซึ่งรถทั้งสองคันเก็บไว้ในเคหสถานดังกล่าว จำเลยทั้งสามลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะเจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นการกระทำความผิดเสียก่อนจำเลยทั้งสามจึงไม่สามารถลักเอารถจักรยานยนต์ทั้งสองคันไปได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80, 83, 91, 335, 364, 365

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสาม (ที่ถูกวรรคสอง) ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 365(3)ประกอบมาตรา 364, 86 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสาม (ที่ถูกวรรคสอง) ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 365(3)ประกอบมาตรา 364, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานบุกรุก (ที่ถูกฐานพยายามลักทรัพย์) และลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานบุกรุกซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3คนละ 3 ปี

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีจ่าสิบตำรวจฉลอง บัวบาน และสิบตำรวจตรีมานิตย์ หวานช่วย เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองพัทลุงเบิกความว่า ในคืนเกิดเหตุพยานทั้งสองออกตรวจท้องที่ภายในเขตเทศบาลเมืองพัทลุงเมื่อเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารจากนายสุชาติ แสงอ่อน อาสาสมัครตำรวจชุมชน แจ้งให้ทราบว่ามีชายวัยรุ่น 3 คน ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ เป็นชายแปลกหน้ามีพฤติการณ์พิรุธขับรถจักรยานยนต์วนผ่านไปมาตามถนนปากแพรกรวม2 ถึง 3 เที่ยว เมื่อได้รับแจ้งดังกล่าว พยานทั้งสองก็เดินทางไปพบนายสุชาติซึ่งอยู่บริเวณหน้าร้านสวนอาหารกันเอง ห่างจากบ้านผู้เสียหายประมาณ 20 เมตร ยืนคุยกันอยู่ประมาณ10 นาที หลังจากนั้นก็เห็นจำเลยทั้งสามโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นคนขับรถจักรยานยนต์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งซ้อนท้ายผ่านมา จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปจอดบริเวณหน้าบ้านผู้เสียหายจากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงจากรถจักรยานยนต์แล้วเดินเข้าไปนั่งที่ม้านั่งบริเวณหน้าบ้านผู้เสียหาย พยานทั้งสองไปซุ่มแอบดูอยู่บริเวณริมรั้ว ขณะนั้นผู้เสียหายปิดประตูบ้านนั่งดูโทรทัศน์กันอยู่ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งอยู่ประมาณ 5 นาที ก็เดินไปที่รถจักรยานยนต์ 2 คัน ซึ่งจอดอยู่ภายในรั้วบ้านผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่างคนต่างเอามือไปจับที่แฮนด์รถจักรยานยนต์แต่ละคัน จ่าสิบตำรวจฉลองจึงร้องตะโกนว่า ทำอะไรกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 หันมามองจ่าสิบตำรวจฉลองแล้วออกวิ่งหนีไปทางประตู ต่อมาพยานทั้งสองขอกำลังเจ้าพนักงานตำรวจมาสนับสนุนแล้ววิ่งไล่ตามจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้ได้ และติดตามจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ในเวลาต่อมาชั้นจับกุมแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสามว่าร่วมกันพยายามลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและบุกรุกเคหสถานผู้อื่นในเวลากลางคืน จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ นางอุไร ฤทธาภิรมย์ ผู้เสียหายเบิกความว่า คืนเกิดเหตุได้ยินเสียงคนเมาพูดเสียงดัง จึงเปิดประตูบ้านแง้มออกมาดูเห็นบริเวณปากซอยตรงข้ามบ้านมีคนอยู่ 4 ถึง 5 คน ต่อมามีเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งว่ามีกลุ่มวัยรุ่นจะลักรถจักรยานยนต์ โดยเห็นมีเด็กคนหนึ่งขึ้นนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งว่าจับกุมตัวได้แล้ว แต่ในขณะนั้นผู้เสียหายไม่เห็นคนร้ายที่เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งว่าจับกุมไว้แล้ว และผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1ถามค้านว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจมาเรียกสอบถามว่าเห็นคนร้ายในคืนเกิดเหตุหรือไม่ผู้เสียหายตอบว่าไม่เห็น แต่เห็นกลุ่มวัยรุ่นคล้ายคนเมาสุราอยู่ที่ปากซอย เจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้พูดอะไร นางอุไรจึงปิดประตูบ้าน เห็นว่า ในคืนเกิดเหตุบริเวณหน้าบ้านผู้เสียหายเปิดไฟสว่างและผู้เสียหายกับเพื่อนและลูก ๆ นั่งดูโทรทัศน์อยู่ภายในบ้านซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียว และบริเวณใกล้เคียงก็ยังมีร้านอาหารเปิดบริการอยู่ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาจอดหน้าบ้าน และจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าไปนั่งอยู่หน้าบ้านผู้เสียหาย แล้วต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เดินไปจับแฮนด์รถจักรยานยนต์ 2 คัน ที่จอดอยู่หน้าบ้านผู้เสียหาย โดยยังไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำการใดอันมีลักษณะที่จะติดเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ อีกทั้งเจ้าพนักงานตำรวจก็จับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่ปรากฏว่าพบเครื่องมือใด ๆ ในตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประกอบกับจำเลยทั้งสามก็เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ขณะที่จำเลยทั้งสามนั่งรถจักรยานยนต์มาด้วยกัน โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับจำเลยที่ 3 ซึ่งมีอาการเมาได้อาเจียนเปื้อนเสื้อจำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 1 จึงจอดรถให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงเพื่อให้จำเลยที่ 3 อาเจียนที่บริเวณเสาไฟฟ้าซึ่งอยู่ใกล้บ้านผู้เสียหาย แล้วจำเลยที่ 1 ก็ขับรถออกไปเพื่อที่จะไปล้างเสื้อที่สถานีบริการน้ำมัน ซึ่งคำเบิกความของจำเลยทั้งสามเจือสมกับคำเบิกความของผู้เสียหายพยานโจทก์ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าในคืนเกิดเหตุอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จำเลยที่ 3เมาสุราแล้วอาเจียน จำเลยที่ 1 จอดรถให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3พากันเข้าไปนั่งที่ม้านั่งหน้าบ้านผู้เสียหาย ซึ่งประตูรั้วบ้านเปิดอยู่ พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการถือวิสาสะเพราะความมึนเมาสุราและไม่สามารถบังคับจิตใจตนเองได้ เมื่อนั่งอยู่ประมาณ 5 นาที อาจจะด้วยความคึกคะนอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงลุกขึ้นและเดินไปเอามือจับแฮนด์รถจักรยานยนต์ แต่จ่าสิบตำรวจฉลองพยานโจทก์ร้องตะโกนเสียก่อนว่าทำอะไรกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงวิ่งหนีไป พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามที่โจทก์นำสืบมายังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเจตนาบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและลงมือกระทำความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย จึงไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 86 ม. 335 (1) ม. 365 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย สุริยา นุราภักดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1835/2546
#50770
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาต จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาต คำสั่งศาลอุทธรณ์ถึงที่สุดแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย การที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลในเวลาต่อมา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีกเป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งต่อเนื่องจากคำสั่งไม่อนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถาซึ่งถึงที่สุดแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ต่อไปอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,058,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถา จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งวันที่ 7 ธันวาคม 2543 จำเลยนำเงิน 20,000 บาท มาวางศาลและยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลส่วนที่เหลือ ศาลชั้นต้นอนุญาต วันที่ 5 มกราคม 2544 จำเลยนำเงิน 10,000 บาท มาวางศาลและยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาเงินค่าธรรมเนียมศาลส่วนที่เหลือออกไปอีก ศาลชั้นต้นอนุญาต วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544จำเลยนำเงิน 20,000 บาท มาวางศาลและยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลส่วนที่เหลือเป็นครั้งที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในวันที่ 8 มีนาคม 2544 วันที่ 7 มีนาคม 2544 จำเลยนำเงินมาวางศาลอีก 30,000 บาท และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลส่วนที่เหลือออกไปอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตและให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลให้ครบภายในวันที่ 8 มีนาคม 2544 เมื่อถึงวันดังกล่าวจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เหลือมาวางศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถา คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ถึงที่สุดแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย การที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลหลายครั้ง จนครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลย อุทธรณ์คำสั่งต่อมา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ศาลฎีกาเห็นว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีกเป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งต่อเนื่องจากคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถาซึ่งถึงที่สุดแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อไปอีก ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อรรถวุฒิ ทวีผล
จำเลย — นาย ธานินทร์ พันธประภากิจ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1835/2546
#50771
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ถึงที่สุดแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 156 วรรคท้าย การที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลหลายครั้ง จนครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีกเป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1มีคำสั่งต่อเนื่องจากคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถาซึ่งถึงที่สุดแล้วจำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อไปอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,058,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถา จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง วันที่ 7 ธันวาคม 2543 จำเลยนำเงินจำนวน 20,000 บาท มาวางศาลและยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลส่วนที่เหลือ ศาลชั้นต้นอนุญาต วันที่ 5 มกราคม 2544 จำเลยนำเงินจำนวน 10,000 บาท มาวางศาลและยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลส่วนที่เหลือออกไปอีก ศาลชั้นต้นอนุญาต วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยนำเงินจำนวน 20,000 บาท มาวางศาลและยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลส่วนที่เหลือเป็นครั้งที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในวันที่ 8 มีนาคม 2544 วันที่ 7มีนาคม 2544 จำเลยนำเงินมาวางศาลอีก 30,000 บาท และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลส่วนที่เหลือออกไปอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตและให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลให้ครบภายในวันที่ 8 มีนาคม 2544เมื่อถึงวันดังกล่าวจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เหลือมาวางศาลศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถา คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ถึงที่สุดแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย การที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลหลายครั้ง จนครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ศาลฎีกาเห็นว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีกเป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งต่อเนื่องจากคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถาซึ่งถึงที่สุดแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อไปอีก ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อรรถวุฒิ ทวีผล
จำเลย — นาย ธานินทร์ พันธประภากิจ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
วิชา มหาคุณ
สุภิญโย ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1834/2546
#49889
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้ไฟฟ้าจากมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าของโจทก์ โดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระค่าไฟฟ้าตามจำนวนที่การไฟฟ้านครหลวงเรียกเก็บจากมิเตอร์ดังกล่าว ซึ่งเห็นได้ชัดว่าโจทก์เป็นคู่สัญญากับการไฟฟ้านครหลวงโดยตรง เมื่อจำเลยขออนุญาตใช้ไฟฟ้าจากมิเตอร์ดังกล่าว จึงตกลงชำระค่าไฟฟ้าตามมิเตอร์ดังกล่าวแทนโจทก์แม้จำเลยไม่ชำระโจทก์ก็ต้องชำระอยู่แล้ว จึงมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ออกเงินค่าไฟฟ้าแทนจำเลยอันเป็นเงินทดรองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7)กรณีดังกล่าวมิได้มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระค่าไฟฟ้าไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า กองอำนวยการตลาดนัดกรุงเทพมหานครเป็นหน่วยงานของโจทก์จำเลยเป็นผู้ค้าสินค้าในบริเวณตลาดนัดย่านพหลโยธิน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2527จำเลยได้ยื่นขออนุญาตใช้ไฟฟ้าจากมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นของโจทก์ ส่วนการชำระค่าไฟฟ้าโจทก์จะเป็นผู้ชำระให้แก่การไฟฟ้านครหลวงไปก่อนแล้วจะแจ้งให้จำเลยนำเงินมาชำระคืนแก่โจทก์ จำเลยค้างชำระค่าไฟฟ้าทั้งสิ้น 37,710.25 บาท โดยโจทก์ได้ชำระค่าไฟฟ้าดังกล่าวให้แก่การไฟฟ้านครหลวงแทนจำเลยไปเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2535 ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 37,710.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยค้างชำระค่าไฟฟ้าตามฟ้อง และคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยแถลงรับว่าเป็นหนี้ค่าไฟฟ้าโจทก์ตามฟ้องจริง ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เพียงประเด็นเดียว

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 37,710.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้ค้าสินค้าประเภทสัตว์มีชีวิตประจำแผงค้าในบริเวณตลาดนัดย่านพหลโยธินของกองอำนวยการตลาดนัดกรุงเทพมหานครอันเป็นหน่วยงานของโจทก์ โดยจำเลยเป็นผู้นำสินค้ามาขายตามแผงที่โจทก์จัดไว้และเสียค่าธรรมเนียมแก่โจทก์แผงละ 100 บาท จำเลยได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ใช้ไฟฟ้าจากมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าของโจทก์ โดยโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าดังกล่าวว่า จำเลยจะเป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าไฟฟ้าตามจำนวนที่การไฟฟ้านครหลวงเรียกเก็บจากมิเตอร์ดังกล่าวทุกเดือนและจะชำระเงินอีกร้อยละ 40 ของค่าไฟฟ้าให้แก่โจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.2 ระหว่างในงวดเดือนกุมภาพันธ์ 2534ถึงเดือนพฤษภาคม 2534 จำเลยไม่ชำระค่าไฟฟ้า โจทก์บอกกล่าวทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย โจทก์ชำระค่าไฟฟ้าดังกล่าวไปแล้วเป็นเงิน 37,710.25 บาท และแจ้งให้จำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระแต่จำเลยเพิกเฉย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าโจทก์เช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยและมูลหนี้ค่าไฟฟ้าโจทก์เช่ามิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวงแล้วนำมาให้ผู้ประกอบการค้าเช่าอีกต่อหนึ่งตามพฤติกรรมดังกล่าว โจทก์จึงเป็นผู้ดำเนินกิจการเช่นผู้ค้า เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าไฟฟ้าตามมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าเลขที่ ม.35595 ซึ่งเป็นของโจทก์ ซึ่งหน่วยงานของโจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้ไฟฟ้าจากมิเตอร์ดังกล่าวได้ โดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระค่าไฟฟ้าตามจำนวนที่การไฟฟ้านครหลวงเรียกเก็บจากมิเตอร์ดังกล่าวทุกเดือนตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเห็นได้ชัดว่าโจทก์เป็นคู่สัญญากับการไฟฟ้านครหลวงโดยตรง ตามปรกติโจทก์ต้องรับผิดชอบในการชำระเงินค่าไฟฟ้าตามมิเตอร์ดังกล่าวอยู่แล้ว เมื่อจำเลยขออนุญาตใช้ไฟฟ้าจากมิเตอร์ดังกล่าวจำเลยจึงตกลงชำระค่าไฟฟ้าตามมิเตอร์ดังกล่าวแทนโจทก์ แม้จำเลยไม่ชำระโจทก์ก็ต้องชำระอยู่แล้ว กรณีดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ออกเงินค่าไฟฟ้าแทนจำเลยอันเป็นเงินทดรองที่โจทก์ได้ออกแทนจำเลยไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการหรือรับทำการงานต่าง ๆ เพื่อเรียกเอาสินจ้างหรือไม่ประกอบกับกรณีดังกล่าวมิได้มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีนี้โจทก์ได้ชำระค่าไฟฟ้าไปเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2535 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29ธันวาคม 2542 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — นาย วิเชียร นิศามณีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ดลจรัส รัตนโศภิต
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1834/2546
#50824
เปิดฉบับเต็ม

กรุงเทพมหานครโจทก์อนุญาตให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้าสินค้าบริเวณตลาดนัดใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงจากมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าของโจทก์ โดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระค่าไฟฟ้าตามจำนวนที่การไฟฟ้านครหลวงเรียกเก็บ โจทก์เป็นคู่สัญญากับการไฟฟ้านครหลวงโดยตรง เมื่อจำเลยตกลงที่จะชำระค่าไฟฟ้าแทนแม้จำเลยไม่ชำระโจทก์ก็ต้องชำระอยู่แล้วตามที่โจทก์ต้องรับผิดชอบ จึงมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ออกเงินค่าไฟฟ้าแทนจำเลยอันเป็นเงินทดรองที่โจทก์ได้ออกแทนจำเลยไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) กรณีดังกล่าวมิได้มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า กองอำนวยการตลาดนัดกรุงเทพมหานครเป็นหน่วยงานของโจทก์จำเลยเป็นผู้ค้าสินค้าประเภทสัตว์มีชีวิตประจำแผงค้าเลขที่ 185, 186 และ 469 ในบริเวณตลาดนัดย่านพหลโยธินของกองอำนวยการตลาดนัดกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2537 จำเลยได้ยื่นขออนุญาตใช้ไฟฟ้าจากมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าเลขที่ ม.36695 ซึ่งเป็นของโจทก์ ส่วนการชำระค่าไฟฟ้าโจทก์จะเป็นผู้ชำระให้แก่การไฟฟ้านครหลวงไปก่อนแล้วจะแจ้งให้จำเลยนำเงินมาชำระคืนแก่โจทก์ จำเลยได้ชำระค่าไฟฟ้าให้แก่โจทก์เรื่อยมา ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ถึงเดือนพฤษภาคม 2534จำเลยค้างชำระค่าไฟฟ้าทั้งสิ้น 37,710.25 บาท โดยโจทก์ได้ชำระค่าไฟฟ้าดังกล่าวแก่การไฟฟ้านครหลวงแทนจำเลยไปเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2535 และแจ้งให้จำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระคืนแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 37,710.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์อ้างว่าชำระค่าไฟฟ้าแทนจำเลยไปเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม2535 นับถึงวันฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 37,710.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้ค้าสินค้าประเภทสัตว์มีชีวิตประจำแผงค้าในบริเวณตลาดนัดย่านพหลโยธินของกองอำนวยการตลาดนัดกรุงเทพมหานครอันเป็นหน่วยงานของโจทก์ โดยจำเลยเป็นผู้นำสินค้ามาขายตามแผงที่โจทก์จัดไว้และเสียค่าธรรมเนียมแก่โจทก์แผงละ 100 บาท จำเลยได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ใช้ไฟฟ้าจากมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าของโจทก์โดยโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าดังกล่าวว่าจำเลยจะเป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าไฟฟ้าตามจำนวนที่การไฟฟ้านครหลวงเรียกเก็บจากมิเตอร์ดังกล่าวทุกเดือนและจะชำระเงินอีกร้อยละ 40ของค่าไฟฟ้าให้แก่โจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.2 ระหว่างในงวดเดือนกุมภาพันธ์ 2534ถึงเดือนพฤษภาคม 2534 จำเลยไม่ชำระค่าไฟฟ้า โจทก์บอกกล่าวทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉยโจทก์ชำระค่าไฟฟ้าดังกล่าวไปแล้วเป็นเงิน 37,710.25 บาท และแจ้งให้จำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระ แต่จำเลยเพิกเฉยมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์เช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยและมูลหนี้ค่าไฟฟ้าโจทก์เช่ามิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวงแล้วนำมาให้ผู้ประกอบการค้าเช่าอีกต่อหนึ่ง ตามพฤติกรรมดังกล่าวโจทก์จึงเป็นผู้ดำเนินการเช่นผู้ค้า เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าไฟฟ้าตามมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้า เลขที่ ม.35595 ซึ่งเป็นของโจทก์ ซึ่งหน่วยงานของโจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้ไฟฟ้าจากมิเตอร์ดังกล่าวได้โดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระค่าไฟฟ้าตามจำนวนที่การไฟฟ้านครหลวงเรียกเก็บจากมิเตอร์ดังกล่าวทุกเดือนตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเห็นได้ชัดว่าโจทก์เป็นคู่สัญญากับการไฟฟ้านครหลวงโดยตรง ตามปกติโจทก์ต้องรับผิดชอบในการชำระเงินค่าไฟฟ้าตามมิเตอร์ดังกล่าวอยู่แล้วเมื่อจำเลยขออนุญาตใช้ไฟฟ้าจากมิเตอร์ดังกล่าว จำเลยจึงตกลงชำระค่าไฟฟ้าตามมิเตอร์ดังกล่าวแทนโจทก์ แม้จำเลยไม่ชำระโจทก์ก็ต้องชำระอยู่แล้ว กรณีดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ออกเงินค่าไฟฟ้าแทนจำเลยอันเป็นเงินทดรองที่โจทก์ได้ออกแทนจำเลยไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการหรือรับทำการงานต่าง ๆ เพื่อเรียกเอาสินจ้างหรือไม่ประกอบกับกรณีดังกล่าวมิได้มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไป คือ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีนี้โจทก์ได้ชำระค่าไฟฟ้าไปเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2535 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29ธันวาคม 2542 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 190/30 ม. 190/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — นาย วิเชียร นิศามณีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ดลจรัส รัตนโศภิต
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1819/2546
#50315
เปิดฉบับเต็ม

เดิมบริษัทเงินทุน ท. เป็นเจ้าของรถยนต์ให้จำเลยเช่าซื้อเมื่อวันที่ 1 เมษายน2540 จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2541 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบรถยนต์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 และผู้ร้องซื้อทรัพย์สินประเภทสัญญาเช่าซื้อจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินในนามและแทนบริษัทเงินทุน ท. เมื่อวันที่30 กรกฎาคม 2541 แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 จะบัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยเป็นต้นไป"แต่การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบรถยนต์ ก็ยังไม่ทำให้รถยนต์ตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 ทันที เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด ดังนั้นในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด บริษัทเงินทุน ท. ย่อมมีสิทธิโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ให้แก่ผู้ร้องได้โดยชอบและไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติห้ามโอนกรรมสิทธิ์กันไว้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์หลังจากคดีถึงที่สุดแล้วได้ภายในกำหนด 1 ปี แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องเกิน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ประกอบกับพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 25 ก็มิได้บัญญัติยกเว้นการใช้บังคับบทบัญญัติการขอคืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ริบไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 และให้ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก 9119 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถยนต์ของกลางและมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าเดิมบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด เป็นเจ้าของรถยนต์ของกลาง ให้จำเลยเช่าซื้อไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2540จำเลยกระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2541 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 และผู้ร้องซื้อทรัพย์สินประเภทสัญญาเช่าซื้อจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ("ปรส.") ในนามและแทนบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 ตามสัญญาขายสินทรัพย์ประเภทสัญญาเช่าซื้อ เอกสารหมาย ร.8 อันรวมถึงรถยนต์ของกลางด้วย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 จะบัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยเป็นต้นไป" ก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางซึ่งได้อ่านในวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 นั้น ก็ยังไม่ทำให้รถยนต์ของกลางตกเป็นของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 ทันทีเพราะคดียังไม่ถึงที่สุดเนื่องจากยังอยู่ในระหว่างที่อาจอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ไม่ควรริบรถยนต์ของกลางซึ่งไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยได้ ดังนั้นในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด บริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด เจ้าของรถยนต์ของกลางที่แท้จริงย่อมมีสิทธิโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องได้โดยชอบ และไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติห้ามโอนกรรมสิทธิ์กันไว้ ผู้ร้องซื้อรถยนต์ของกลางมาจากองค์การ เพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ("ปรส.") ในนามและแทนบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัดก่อนคดีถึงที่สุด จึงเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางที่แท้จริง และมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางหลังจากคดีถึงที่สุดแล้วได้ภายในกำหนด 1 ปี เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม2541 โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีที่มีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางดังกล่าวถึงที่สุดในวันที่ 21 สิงหาคม 2541 แต่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2543 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอรถยนต์ของกลางคืนเกิน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางของผู้ร้องจึงไม่ชอบเพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ประกอบกับพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 25 ก็มิได้บัญญัติยกเว้นการใช้บังคับบทบัญญัติการขอคืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ไว้ ดังนั้นเมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอรถยนต์ของกลางคืนเกินกำหนด 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการยื่นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 35 ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 188
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
ผู้ร้อง — กองทุนรวมอาร์ที-เคเค
จำเลย — จ่าสิบตำรวจ ชูชาติ อินสว่าง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1819/2546
#50769
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2541โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีที่มีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางดังกล่าวถึงที่สุดในวันที่ 21 สิงหาคม 2541 แต่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2543 จึงเป็นการยื่นคำร้องเกินกำหนด1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การยื่นคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ชอบเพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาการปฏิรูประบบสถาบันการเงินฯ มาตรา 25 ก็มิได้บัญญัติยกเว้นการใช้บังคับบทบัญญัติการขอคืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมากจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 และให้ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก 9119 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด เป็นเจ้าของรถยนต์ของกลาง ให้จำเลยเช่าซื้อไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน2540 จำเลยกระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2541 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 และผู้ร้องซื้อทรัพย์สินประเภทสัญญาเช่าซื้อจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ("ปรส.") ในนามและแทนบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 ตามสัญญาขายสินทรัพย์ประเภทสัญญาเช่าซื้อ อันรวมถึงรถยนต์ของกลางด้วย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 จะบัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยเป็นต้นไป" ก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางซึ่งได้อ่านในวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 นั้น ก็ยังไม่ทำให้รถยนต์ของกลางตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 ทันที เพราะคดียังไม่ถึงที่สุดเนื่องจากยังอยู่ในระหว่างที่อาจอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ไม่ควรริบรถยนต์ของกลางซึ่งไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยได้ ดังนั้นในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด บริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด เจ้าของรถยนต์ของกลางที่แท้จริงย่อมมีสิทธิโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องได้โดยชอบ และไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติห้ามโอนกรรมสิทธิ์กันไว้ผู้ร้องซึ่งซื้อรถยนต์ของกลางมาจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ("ปรส.")ในนามและแทนบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด ก่อนคดีถึงที่สุด จึงเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางที่แท้จริง และมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางหลังจากคดีถึงที่สุดแล้วได้ภายในกำหนด 1 ปี เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นคดีที่มีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางดังกล่าวถึงที่สุดในวันที่ 21 สิงหาคม 2541 แต่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางเมื่อวันที่ 25มกราคม 2543 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอรถยนต์ของกลางคืนเกินกำหนด 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางของผู้ร้องจึงไม่ชอบเพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ประกอบกับพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 25 ก็มิได้บัญญัติยกเว้นการใช้บังคับบทบัญญัติการขอคืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ไว้ ดังนั้นเมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอรถยนต์ของกลางคืนเกินกำหนด 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วจึงเป็นการยื่นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 188
พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
ผู้ร้อง — กองทุนรวมอาร์ที - เคเค
จำเลย — จ่าสิบตำรวจ ชูชาติ อินสว่าง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1819/2546
#110852
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 188 จะบัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยเป็นต้นไป" ก็ตาม แต่วันที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางนั้น ก็ยังไม่ทำให้รถยนต์ตกเป็นของแผ่นดินตาม ป.อ. มาตรา 35 ทันที เพราะคดียังไม่ถึงที่สุดเนื่องจากยังอยู่ในระหว่างที่อาจอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ดังนั้นในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด เจ้าของรถยนต์ย่อมโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ให้ผู้ร้องได้โดยชอบ และไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติห้ามโอนไว้ ผู้ร้องซึ่งซื้อรถยนต์มาจากเจ้าของก่อนคดีถึงที่สุดจึงเป็นเจ้าของที่แท้จริงและมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางหลังจากคดีถึงที่สุดแล้วได้ ภายในกำหนด 1 ปี แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์เกินกำหนด 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดจึงต้องห้ามตาม ป.อ. มาตรา 36 ประกอบกับ พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 25 ก็มิได้บัญญัติยกเว้นการใช้บังคับบทบัญญัติการขอคืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ริบตาม ป.อ. มาตรา 36 ไว้ คำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง, ๑๐๒ และให้ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก ๙๑๑๙ กรุงเทพมหานคร ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถยนต์ของกลาง และมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับคืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด เป็นเจ้าของรถยนต์ของกลาง ให้จำเลยเช่าซื้อไปเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๐ จำเลยกระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๑ ศาลชั้นต้นมี คำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ และผู้ร้องซื้อทรัพย์สินประเภทสัญญาเช่าซื้อจาก องค์การเพื่อปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ("ปรส.") ในนามและแทนบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ตามสัญญาขายสินทรัพย์ประเภทสัญญาเช่าซื้ออันรวมถึงรถยนต์ของกลางด้วย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๘ บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยเป็นต้นไป" ก็ตาม แต่การที่ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางซึ่งได้อ่านในวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ นั้น ก็ยังไม่ทำให้รถยนต์ของกลางตกเป็นของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕ ทันที เพราะคดียังไม่ถึงที่สุดเนื่องจากยังอยู่ในระหว่างที่อาจอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ดังนั้นในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด บริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด เจ้าของรถยนต์ของกลางที่แท้จริงย่อมมีสิทธิโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องโดยชอบ และไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติห้ามโอนกรรมสิทธิ์กันไว้ ผู้ร้องซึ่งซื้อรถยนต์ของกลางจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ("ปรส.") ในนามและแทนบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด ก่อนคดีถึงที่สุด จึงเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางที่แท้จริง และมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางหลังจากคดีถึงที่สุดแล้วได้ภายในกำหนด ๑ ปี แต่คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ แต่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๓ จึงเป็นการยื่นคำร้องขอรถยนต์ของกลางคืนเกินกำหนด ๑ ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การยื่นคำร้องขอคืน รถยนต์ของกลางของผู้ร้องจึงไม่ชอบเพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖ ประกอบกับ พระราชกำหนดการปฏิรูปสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๕ ก็มิได้บัญญัติยกเว้นการใช้บังคับบทบัญญัติการขอคืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ริบตามประมวลกฎหมาย มาตรา ๓๖ ไว้ ดังนั้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอรถยนต์ของกลางคืน เกินกำหนด ๑ ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการยื่นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาให้คืนรถยนต์ของกลางแก้ผู้ร้องจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 35 ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 188
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
ผู้ร้อง — กองทุนรวมอาร์ที - เคเค
จำเลย — จ่าสิบตำรวจชูชาติ อินสว่าง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายชัยฤกษ์ หิมพานต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1817/2546
#50314
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจับผู้ตายลากเข้าไปในบ้านเกิดเหตุแล้วปิดประตูหน้าต่างทั้งหมดเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงไม่สามารถเข้าไปได้ คงได้ยินเสียงผู้ตายร้องให้ช่วยเหลือสลับกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจึงพังประตูบ้านเข้าไป พบผู้ตายถูกจำเลยใช้อาวุธมีดเชือดคอยาวประมาณ30เซนติเมตรลึกถึงกระดูกต้นคอที่ศรีษะมีบาดแผลฉีกขาดยาวประมาณ 6 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลก กับมีบาดแผลบริเวณหน้าผากยาวประมาณ 4 เซนติเมตร แสดงว่าจำเลยต้องใช้เวลานานกว่าจะเชือดคอผู้ตายจนมีบาดแผลยาวรอบคอ ทำให้ผู้ตายส่งเสียงร้องเพราะได้รับความเจ็บปวดทรมาน เห็นได้ชัดว่าจำเลยใช้วิธีการโหดร้ายในการฆ่าผู้ตาย จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังนางอารีย์ ไหวจันทร์ ผู้ตาย โดยใช้กำลังประทุษร้าย และใช้อาวุธมีดจี้บริเวณลำคอแล้วลากตัวผู้ตายเข้าไปกักขังไว้ในบ้านเป็นเหตุให้ผู้ตายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และจำเลยโดยมีเจตนาฆ่าและโดยทารุณโหดร้ายได้ใช้อาวุธมีดฟันที่ศรีษะและหน้าผากและเชือดที่บริเวณลำคอผู้ตายหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 310, 91, 33 ริบมีดของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5), 310 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก8 ปี ฐานฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ประกอบมาตรา 52(2)) ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก4 ปี ฐานฆ่าผู้อื่น คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นมารวมได้อีก (ตามมาตรา 91(3))

โจทก์จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 และมาตรา 310 วรรคแรก ฐานฆ่าตายโดยเจตนาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาคงจำคุก25 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 26 ปีริบมีดของกลางข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยใช้อาวุธมีดของกลางเชือดคอและฟันผู้ตายจนถึงแก่ความตาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า การกระทำของจำเลยเป็นการฆ่าผู้ตายโดยกระทำทารุณโหดร้ายหรือไม่เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์ซึ่งจำเลยไม่โต้แย้งฟังได้ว่าในวันเกิดเหตุจำเลยจับผู้ตายลากเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุแล้วปิดประตูหน้าต่างทั้งหมดเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงไม่สามารถเข้าไปได้ เจ้าพนักงานตำรวจได้ยินเสียงผู้ตายร้องให้ช่วยเหลือสลับกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด จึงพังประตูบ้านเข้าไป พบผู้ตายถูกจำเลยใช้อาวุธมีดเชือดคอยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ลึกถึงกระดูกต้นคอที่ศรีษะมีบาดแผลฉีกขาดยาวประมาณ6 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลกศรีษะ กับมีบาดแผลบริเวณหน้าผากยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ซึ่งเมื่อได้พิจารณาถึงบาดแผลดังกล่าวตามภาพถ่าย ประกอบลักษณะมีดของกลางแล้ว เห็นว่า จำเลยต้องใช้เวลานานกว่าจะเชือดคอผู้ตายจนมีบาดแผลยาวรอบคอประมาณ 30 เซนติเมตร ขณะดังกล่าวจึงเป็นช่วงเวลาที่ผู้ตายส่งเสียงร้องเพราะได้รับความเจ็บปวดทรมาน แสดงให้เห็นชัดว่าจำเลยใช้วิธีการที่โหดร้ายในการฆ่าผู้ตายการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในปัญหานี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลย ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกของจำเลยในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังมารวมได้อีก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ ประจำศาลจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นาย สุชาติ แหวนเซ่ง
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1817/2546
#50768
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจับผู้ตายลากเข้าไปในบ้านใช้มีดเชือดคอลึกถึงกระดูกต้นคอ จำเลยใช้เวลานานกว่าจะเชือดคอผู้ตายจนมีบาดแผลยาวรอบคอ ทำให้ผู้ตายส่งเสียงร้องเพราะได้รับความเจ็บปวดทรมานเป็นการใช้วิธีการโหดร้ายในการฆ่าผู้ตาย จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังนางอารีย์ ไหวจันทร์ ผู้ตาย โดยใช้กำลังประทุษร้าย และใช้อาวุธมีดจี้บริเวณลำคอแล้วลากตัวผู้ตายเข้าไปกักขังไว้ในบ้าน เป็นเหตุให้ผู้ตายปราศจากเสรีภาพในร่างกายและจำเลยโดยมีเจตนาฆ่าและโดยทารุณโหดร้าย ได้ใช้อาวุธมีดฟันที่ศีรษะและหน้าผากและเชือดที่บริเวณลำคอผู้ตายหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 310, 91, 33 ริบมีดของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(5), 310 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก 8 ปี ฐานฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ประกอบมาตรา 52(2)) ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก 4 ปี ฐานฆ่าผู้อื่น คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นมารวมได้อีก (ตามมาตรา 91(3))

โจทก์จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 310 วรรคแรก ฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนา ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา คงจำคุก 25 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 26 ปีริบมีดของกลาง ข้อหาอื่นให้ยกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธมีดของกลางเชือดคอและฟันผู้ตายจนถึงแก่ความตาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่าการกระทำของจำเลยเป็นการฆ่าผู้ตายโดยกระทำทารุณโหดร้ายหรือไม่เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์ซึ่งจำเลยไม่ได้โต้แย้งฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยจับผู้ตายลากเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุแล้วปิดประตูหน้าต่างทั้งหมด เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงไม่สามารถเข้าไปได้ เจ้าพนักงานตำรวจได้ยินเสียงผู้ตายร้องให้ช่วยเหลือสลับกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด จึงพังประตูบ้านเข้าไปพบผู้ตายถูกจำเลยใช้อาวุธมีดเชือดคอยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ลึกถึงกระดูกต้นคอ ที่ศีรษะมีบาดแผลฉีกขาดยาวประมาณ 6 เซนติเมตร ลึกถึงกระโหลก กับมีบาดแผลบริเวณหน้าผากยาวประมาณ4 เซนติเมตร ซึ่งเมื่อได้พิจารณาถึงบาดแผลดังกล่าวตามภาพถ่ายหมาย จ.7 ประกอบลักษณะมีดของกลางตามภาพถ่ายหมาย จ.13 ภาพที่ 2 แล้ว เห็นว่า จำเลยต้องใช้เวลานานกว่าจะเชือดคอผู้ตายจนมีบาดแผลยาวรอบคอประมาณ 30 เซนติเมตร ขณะดังกล่าวจึงเป็นช่วงเวลาที่ผู้ตายส่งเสียงร้องเพราะได้รับความเจ็บปวดทรมานแสดงให้เห็นชัดว่าจำเลยใช้วิธีการที่โหดร้ายในการฆ่าผู้ตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น โดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5)คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในปัญหานี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลย ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกของจำเลยในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังมารวมได้อีก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นาย สุชาติ แหวนเซ่ง
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1809/2546
#110941
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับที่จำเลยได้กล่าวอ้างไว้ในอุทธรณ์ซึ่งไม่ผ่านการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ภาค 1 เพราะศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยเนื่องจากเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 ข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาจึงไม่เป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ฎีกาของจำเลยจะมีผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 49,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 3 ชำระแทน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องจริง ขอให้บังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อน

จำเลยที่ 3 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 9,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเพียงปากเดียวและเบิกความขัดกับเอกสาร พยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินจากโจทก์ 40,000 บาท และจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบได้แจ้งชัดว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินโจทก์เพียง 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการอุทธรณ์ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นอันเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีพยานบุคคล 3 ปาก เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินโจทก์เพียง 5,000 บาท หนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่เอกสารหมาย จ. 1 เป็นเอกสารปลอมที่โจทก์ทำขึ้น พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังนี้เห็นว่า แม้ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกขึ้นอ้างในฎีกาเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กล่าวอ้างไว้ในอุทธรณ์ซึ่งไม่ผ่านการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพราะศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกขึ้นอ้างในฎีกาจึงไม่เป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาทั้งหมด ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 248 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกวิท โอภาสนวคุณ
จำเลย — นายสิมมา นนทศิลา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายเฉลิม เบ็ญมาศ
ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 — นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1806/2546
#50766
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 110,000 บาท แต่จำเลยอ้างว่ากู้ยืมเงินโจทก์เพียง 40,000 บาท สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารที่แท้จริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2536 จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 110,000บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2537 ถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์เสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 110,000บาท นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 ปีเศษ แต่โจทก์ขอคิดเพียง5 ปี เป็นดอกเบี้ย 82,500 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 192,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 192,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน110,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เพียง 40,000 บาท เท่านั้น สัญญากู้ยืมเงินเอกสารท้ายฟ้องโจทก์เป็นเอกสารปลอมเนื่องจากจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวโดยยังไม่ได้กรอกข้อความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า ลายมือชื่อในช่องผู้กู้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นลายมือชื่อของจำเลยมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นายศรีเมือง ปรึกทอง และนายถวิล แก่นทองเบิกความเป็นพยานว่า นายศรีเมืองเป็นผู้กรอกข้อความในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 เสร็จแล้ว โจทก์และจำเลยจึงลงลายมือชื่อ นายถวิลลงลายมือชื่อเป็นพยาน นายศรีเมืองลงลายมือชื่อเป็นพยานและผู้เขียน โดยโจทก์ นายศรีเมืองและนายถวิลใช้ปากกาด้ามเดียวกัน ส่วนจำเลยใช้ปากกาอีกด้ามหนึ่ง เมื่อพิจารณาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 แล้วเห็นว่า ในส่วนของลายมือชื่อของนายถวิลสีหมึกจะเข้มและเส้นจะเล็กกว่าส่วนที่เป็นลายมือเขียนและลายมือชื่อของโจทก์กับนายศรีเมือง ส่วนลายมือชื่อของโจทก์มีสีหมึกจะจางและเส้นจะเล็กกว่าส่วนที่เป็นลายมือเขียนและลายมือชื่อของนายศรีเมือง แสดงว่าทั้งสามคนใช้ปากกาคนละด้ามกันขัดกับคำเบิกความของพยานโจทก์ หากหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1ทำเสร็จสมบูรณ์ในคราวเดียวก็ไม่น่าจะต้องใช้ปากกาหลายด้ามเช่นนั้นสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยว่า ขณะจำเลยลงลายมือชื่อนั้นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ยังไม่ได้กรอกข้อความ พยานหลักฐานของโจทก์จำเลยดังกล่าวฟังได้ว่าข้อความในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 นั้น โจทก์มากรอกภายหลังโจทก์อ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 110,000 บาท แต่จำเลยอ้างว่ากู้ยืมเงินโจทก์เพียง 40,000บาท หนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารปลอม โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารที่แท้จริง เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับฟังได้ว่า สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอมโจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ลี บัวสมศรี
จำเลย — นาง ปวน พนาวัน
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1806/2546
#50767
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 110,000 บาท แต่จำเลยอ้างว่ากู้ยืมเงินโจทก์เพียง 40,000 บาท สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารที่แท้จริง เมื่อพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยนำสืบรับฟังได้ว่า สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอมโดยโจทก์กรอกข้อความภายหลังโจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 110,000 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี ถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 192,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 110,000บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เพียง 40,000 บาท เท่านั้น สัญญากู้ยืมเงินเอกสารท้ายฟ้องโจทก์เป็นเอกสารปลอมเนื่องจากจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวโดยยังไม่ได้กรอกข้อความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า ลายมือชื่อในช่องผู้กู้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นลายมือชื่อของจำเลยมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นายศรีเมือง ปรึกทอง และนายถวิล แก่นทองเบิกความเป็นพยานว่า นายศรีเมืองเป็นผู้กรอกข้อความในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 เสร็จแล้ว โจทก์และจำเลยจึงลงลายมือชื่อ นายถวิลลงลายมือชื่อเป็นพยานนายศรีเมืองลงลายมือชื่อเป็นพยานและผู้เขียน โดยโจทก์ นายศรีเมืองและนายถวิลใช้ปากกาด้ามเดียวกัน ส่วนจำเลยใช้ปากกาอีกด้ามหนึ่ง เมื่อพิจารณาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 แล้ว เห็นว่า ในส่วนของลายมือชื่อของนายถวิลสีหมึกจะเข้มและเส้นจะเล็กกว่าส่วนที่เป็นลายมือเขียนและลายมือชื่อของโจทก์กับนายศรีเมืองส่วนลายมือชื่อของโจทก์สีหมึกจะจางและเส้นจะเล็กกว่า ส่วนที่เป็นลายมือเขียนและลายมือชื่อของนายศรีเมือง แสดงว่าทั้งสามคนใช้ปากกาคนละด้ามกัน ขัดกับคำเบิกความของพยานโจทก์ หากหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ทำเสร็จสมบูรณ์ในคราวเดียวก็ไม่น่าจะต้องใช้ปากกาหลายด้ามเช่นนั้น สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยว่าขณะจำเลยลงลายมือชื่อนั้นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ยังไม่ได้กรอกข้อความ พยานหลักฐานของโจทก์จำเลยดังกล่าวฟังได้ว่า ข้อความในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 นั้น โจทก์มากรอกภายหลัง โจทก์อ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์110,000 บาท แต่จำเลยอ้างว่ากู้ยืมเงินโจทก์เพียง 40,000 บาท หนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารปลอม โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารที่แท้จริง เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับฟังได้ว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 84 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ลี บัวสมศรี
จำเลย — นาง ปวน พนาวัน
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1804 -ที่ 1805/2546
#50702
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาร่วมกิจการนายหน้าระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นข้อตกลงในการร่วมมือกันทั้งสองฝ่ายเพื่อให้มีการซื้อขายที่ดินและจะได้แบ่งผลประโยชน์ซึ่งกันและกันให้สำเร็จลุล่วงตามความประสงค์เท่านั้น ไม่มีข้อความใดพอประมาณได้ว่าหากจำเลยรู้ว่าโจทก์ทั้งสองไม่ใช่นายหน้าผู้จะซื้อจะไม่ทำสัญญาร่วมกิจการนายหน้าอย่างแน่นอนดังนี้ ถือว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ชี้ช่องให้ บ. กับ ฟ. ได้เข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นผลสำเร็จ พฤติกรรมที่แสดงว่าคู่สัญญามิได้ให้ความสำคัญในเรื่องที่โจทก์ทั้งสองจะต้องเป็นนายหน้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สัญญาร่วมกิจการนายหน้าดังกล่าวจึงไม่ได้เกิดจากการที่โจทก์ทั้งสองแสดงการฉ้อฉลต่อจำเลยอันจะทำให้ตกเป็นโมฆียะ จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญาร่วมกิจการนายหน้าต่อโจทก์ทั้งสอง

สำหรับพวกจำเลยทั้งสิบสี่คนที่ร่วมลงชื่อในสัญญานายหน้านั้นไม่ได้กระทำการเป็นนายหน้าที่แท้จริง แต่สัญญานายหน้าฉบับดังกล่าวได้ทำขึ้นเนื่องจากเป็นความประสงค์ของ บ. และจำเลยเพื่อกระจายฐานภาษีที่จะต้องชำระให้น้อยลงเท่านั้นจึงต้องถือว่าเงินค่าที่ดินส่วนเกินซึ่งจำเลยเป็นผู้รับมาจาก บ. ต้องนำมาจัดแบ่งผลประโยชน์ให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาร่วมกิจการนายหน้า เมื่อจำเลยไม่นำมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสอง ถือว่าจำเลยผิดสัญญาร่วมกิจการนายหน้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องจำเลยเป็นใจความว่า โจทก์ทั้งสองทำสัญญาร่วมเป็นนายหน้ากับจำเลยเพื่อขายที่ดินของบริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด โดยมีข้อตกลงกันว่าค่าบำเหน็จนายหน้าส่วนแรกในอัตราร้อยละ 3 ของราคาที่ดินที่แท้จริงที่ผู้ขายกำหนดไว้นั้น จำเลยขอรับเพียง 1,000,000 บาท ส่วนที่เหลือให้ฝ่ายโจทก์ทั้งสองแบ่งกันคนละครึ่งและค่านายหน้าส่วนที่สองเป็นเงินค่าที่ดินส่วนที่เกินจากราคาที่ดินที่แท้จริงที่ผู้ขายตั้งไว้ซึ่งผู้ขายให้เป็นค่านายหน้าทั้งหมดให้แบ่งเป็น 100 ส่วน จำเลยรับ 40 ส่วน ส่วนที่เหลืออีก 60 ส่วน ให้เป็นของโจทก์ทั้งสอง ต่อมาบริษัทโรงงานฟุตบอลไทยสปอร์ตติ้งกู๊ดส์จำกัด ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวตามที่โจทก์ทั้งสองเป็นนายหน้าชี้ช่องแต่จำเลยไม่ชำระส่วนแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสอง จึงขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,666,118 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,343,840 บาทนับตั้งแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 3,889,309.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,515,760บาท นับตั้งแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า โจทก์ทั้งสองหลอกลวงจำเลยว่าเป็นนายหน้าฝ่ายเงิน (ฝ่ายผู้จะซื้อที่ดิน) มาติดต่อซื้อที่ดินและขอแบ่งผลประโยชน์กับจำเลยในฐานะนายหน้าฝ่ายที่ดิน (ฝ่ายเจ้าของที่ดินที่จะขาย) ทำให้จำเลยหลงเชื่อทำสัญญาร่วมกิจการนายหน้ากับโจทก์ทั้งสองโดยสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญของสัญญา สัญญาดังกล่าวจึงเป็นโมฆียะและเป็นโมฆะ จำเลยได้บอกล้างสัญญาดังกล่าวแล้ว อีกทั้งโจทก์ทั้งสองยังยินยอมให้ผู้เป็นนายหน้าฝ่ายเงินที่แท้จริงรับเงินค่านายหน้าไปทำให้จำเลยเสียหาย เมื่อหักค่าใช้จ่าย ค่าภาษีต่าง ๆ ค่าอากรและค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสองยอมให้บุคคลอื่นรับเงินค่านายหน้าไป ทำให้จำเลยไม่ได้ส่วนแบ่งที่ควรได้รับออกจากค่านายหน้าของฝ่ายโจทก์ทั้งสองแล้วจึงไม่มีเงินคงเหลือให้แก่โจทก์ทั้งสองอีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,920,498.96 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว กับให้ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 2,880,748.44 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,900,583.70 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 2,850,875.70 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นที่ยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2537 จำเลยได้ทำสัญญานายหน้ากับบริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.1 เพื่อขายที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 686ตำบลโคกแฝด (หนองจอก) อำเภอหนองจอก (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร และในวันเดียวกันนั้นจำเลยได้ทำสัญญาร่วมกิจการนายหน้ากับโจทก์ทั้งสองเพื่อขายที่ดินแปลงดังกล่าวขึ้นอีกหนึ่งฉบับตามเอกสารหมาย จ.2 โดยในสัญญาร่วมกิจการนายหน้าระบุว่าให้จำเลยเป็นนายหน้าฝ่ายที่ดิน (ฝ่ายเจ้าของที่ดินที่จะขาย) ส่วนโจทก์ทั้งสองเป็นนายหน้าฝ่ายเงิน (ฝ่ายผู้จะซื้อที่ดิน) ในที่สุดโจทก์ทั้งสองสามารถติดต่อนางปวีณา โชคไพบูลย์กิจ ตัวแทนของบริษัทโรงงานฟุตบอลไทยสปอร์ตติ้งกู๊ดส์ จำกัด ผู้จะซื้อและนำไปดูที่ดินแปลงที่จะขายจนกระทั่งบริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด กับบริษัทโรงงานฟุตบอลไทยสปอร์ตติ้งกู๊ดส์ จำกัด เข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินเนื้อที่ 58 ไร่ 2 งาน เป็นเงิน129,426,000 บาท ซึ่งสูงเกินกว่าราคาที่บริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด กำหนดไว้ถึง10,676,000 บาท มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า สัญญาร่วมกิจการนายหน้าระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นโมฆียะกรรมหรือไม่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองหลอกลวงจำเลยว่า โจทก์ทั้งสองเป็นนายหน้าฝ่ายเงินซึ่งความจริงแล้วโจทก์ทั้งสองเป็นเพียงนายหน้าธรรมดา หากจำเลยรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวมาก่อนแล้ว จำเลยย่อมไม่เข้าทำสัญญาร่วมกิจการนายหน้ากับโจทก์ทั้งสอง เมื่อจำเลยบอกล้างสัญญาร่วมกิจการนายหน้าแล้ว สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ศาลฎีกาเห็นว่าก่อนที่จำเลยจะมาทำสัญญาร่วมกิจการนายหน้ากับโจทก์ทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.2นั้น จำเลยได้ทำสัญญานายหน้าโดยลำพังกับบริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด ตามสัญญานายหน้าเอกสารหมาย จ.1 จากนั้นจำเลยก็ได้มาทำสัญญานายหน้าขึ้นใหม่ในวันเดียวกันกับบริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด โดยจำเลยกับพวกรวม 14 คน รวมกลุ่มเป็นนายหน้าเสนอขายที่ดินแปลงเดียวกันขึ้นใหม่ตามสัญญานายหน้าเอกสารหมาย จ.14 สัญญานายหน้าเอกสารหมาย จ.1 และ จ.14 ดังกล่าว มีสาระสำคัญอย่างเดียวกันโดยกำหนดให้นายหน้าได้บำเหน็จค่านายหน้าอัตราร้อยละ 3 ของราคาที่ดินที่จะซื้อจะขายและให้สิทธินายหน้าที่จะเสนอขายที่ดินได้ในราคาที่สูงกว่าราคาที่ผู้ขายกำหนดและให้เงินส่วนต่างดังกล่าวตกเป็นของนายหน้าทั้งหมดแต่จะต้องนำมาหักค่าธรรมเนียม ค่าอากร ค่าภาษีต่าง ๆ ของบริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด เสียก่อน ดังนี้ การที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้ทำสัญญาร่วมกิจการนายหน้าตามเอกสารหมาย จ.2 หลังจากจำเลยได้ทำสัญญานายหน้ากับบริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด แล้ว สาระสำคัญในสัญญาร่วมกิจการนายหน้าฉบับดังกล่าวระบุว่า "จำเลยเป็นนายหน้าฝ่ายที่ดิน ส่วนโจทก์ทั้งสองเป็นนายหน้าฝ่ายเงิน คู่สัญญาตกลงร่วมกิจการเพื่อให้เกิดการซื้อขายที่ดิน ตกลงแบ่งผลประโยชน์โดยนายหน้าจะได้ค่าบำเหน็จร้อยละ 3 ของราคาขายที่แท้จริง ให้นายหน้าฝ่ายที่ดินได้รับ1,000,000 บาท ส่วนที่เหลือให้เป็นของนายหน้าฝ่ายเงินและค่าส่วนต่างของราคาขายที่แท้จริงที่เพิ่มขึ้นไร่ละ 200,000 บาท จากราคาที่ผู้ขายกำหนดตกลงแบ่งผลประโยชน์ออกเป็น 100 ส่วน โดยนายหน้าฝ่ายที่ดินได้รับ 40 ส่วน นายหน้าฝ่ายเงินได้รับ 60 ส่วน..." เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าข้อตกลงสัญญาร่วมกิจการนายหน้าตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นการทำสัญญาให้สอดคล้องกับสัญญานายหน้าตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.14 ที่จำเลยได้ทำกับบริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด ก่อนหน้านั้นแล้ว ทั้งแสดงว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยได้มีการพบปะหารือและให้รายละเอียดแก่กันว่าบริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด ประสงค์จะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 686 ตำบลโคกแฝด (หนองจอก) อำเภอหนองจอก (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 58 ไร่ 2 งาน ซึ่งกำหนดราคาที่ดินที่จะขายสำหรับที่ดินที่ถมแล้วจำนวน 3 ไร่ 2 งาน ในราคาไร่ละ 2,500,000 บาทส่วนที่ดินที่ยังไม่ได้ถมจำนวน 55 ไร่ ขายไร่ละ 2,000,000 บาท รวมราคาที่ดินทั้งสิ้น 118,750,000 บาท ตกลงให้บำเหน็จนายหน้าอัตราร้อยละ 3 ของราคาที่ดินที่จะขายและให้เงินบำเหน็จนายหน้าจากราคาที่ดินส่วนที่เกิดที่นายหน้าเสนอขายได้สูงกว่าตกเป็นของนายหน้าทั้งหมดและยังทราบต่อไปว่าบริษัทโรงงานฟุตบอลไทยสปอร์ตติ้งกู๊ดส์ จำกัด มีความประสงค์จะซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว เหตุนี้เองโจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงได้ทำสัญญาร่วมกิจการนายหน้าเพื่อตกลงแบ่งผลประโยชน์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นโดยระบุว่าสำหรับบำเหน็จนายหน้าร้อยละ 3 ของราคาที่บริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด ตั้งไว้ให้จำเลยได้รับเป็นเงิน1,000,000 บาท ส่วนที่เหลือให้เป็นของโจทก์ทั้งสองและส่วนต่างของราคาที่แท้จริงที่เพิ่มขึ้นระบุให้แบ่งผลประโยชน์ออกเป็น 100 ส่วน ให้จำเลยได้รับ 40 ส่วน ส่วนโจทก์ทั้งสองได้รับ 60 ส่วน เมื่อแปลเจตนาของโจทก์ทั้งสองกับจำเลยในสัญญาร่วมกิจการนายหน้าดังกล่าวแล้ว เห็นว่า สัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงในการร่วมมือกันทั้งสองฝ่ายเพื่อให้มีการซื้อขายที่ดินและจะได้แบ่งผลประโยชน์ซึ่งกันและกันให้สำเร็จลุล่วงตามความประสงค์เท่านั้น ในข้อความสัญญาร่วมกิจการนายหน้าแม้จะระบุว่า จำเลยเป็นนายหน้าฝ่ายที่ดิน ส่วนโจทก์ทั้งสองเป็นนายหน้าฝ่ายเงินก็ตาม ก็ไม่มีข้อความอื่นใดพอประมาณได้ว่าหากจำเลยรู้ว่าโจทก์ทั้งสองไม่ใช่นายหน้าผู้จะซื้อ (นายหน้าฝ่ายเงิน)แล้วถึงกับเป็นเหตุที่จำเลยจะไม่ทำสัญญาร่วมกิจการนายหน้าอย่างแน่นอน แม้กระทั่งนางปวีณา โชคไพบูลย์กิจ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโรงงานฟุตบอลไทยสปอร์ตติ้งกู๊ดส์ จำกัด ก็ยอมรับว่าหากไม่มีนายสมศักดิ์ ดาราดวง คนของฝ่ายโจทก์ทั้งสองเป็นนายหน้าแล้ว การซื้อขายที่ดินระหว่างบริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด กับบริษัทโรงงานฟุตบอลไทยสปอร์ตติ้งกู๊ดส์ จำกัด ย่อมจะไม่เกิดขึ้น ดังนี้ ถือว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ชี้ช่องให้บริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด กับบริษัทโรงงานฟุตบอลไทยสปอร์ตติ้งกู๊ดส์ จำกัด ได้เข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นผลสำเร็จ แต่การที่นางปวีณาได้สอดตัวเข้ามาขอแบ่งผลประโยชน์นายหน้าด้วยอีกผู้หนึ่งและเป็นผู้รับเงินค่านายหน้าไปตามเอกสารหมาย ล.9แม้โจทก์ทั้งสองและจำเลยจะไม่ค่อยเต็มใจนักก็ตาม โจทก์ทั้งสองก็ได้รับส่วนแบ่งนายหน้ามาคนละ 133,333 บาท ตามเอกสารหมาย ล.9 และจำเลยได้รับส่วนแบ่งนายหน้า 450,000 บาท โดยต่างก็ไม่ได้อิดเอื้อน ย่อมเป็นพฤติกรรมส่วนหนึ่งที่แสดงว่าโจทก์ทั้งสองก็ดีและจำเลยก็ดีมุ่งหวังที่จะร่วมกันทำการเป็นนายหน้าเพื่อให้มีการซื้อขายที่ดินเป็นผลสำเร็จให้ได้รับผลประโยชน์มาแบ่งปันกันเท่านั้น มิได้ให้ความสำคัญในเรื่องที่โจทก์ทั้งสองจะต้องเป็นนายหน้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใดไม่ สัญญาร่วมกิจการนายหน้าดังกล่าวจึงไม่ได้เกิดจากการที่โจทก์ทั้งสองแสดงการฉ้อฉลต่อจำเลยอันจะทำให้ตกเป็นโมฆียะ จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญาร่วมกิจการนายหน้าต่อโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าสัญญาร่วมกิจการนายหน้าตามเอกสารหมาย จ.2 นั้นสมบูรณ์ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยจะต้องชำระเงินค่านายหน้าสำหรับค่าที่ดินส่วนเกินแก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาร่วมกิจการนายหน้าเอกสารหมาย จ.2 เพียงใด คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์ทั้งสองกับจำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า บริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด ได้ขายที่ดินให้แก่บริษัทฟุตบอลไทยสปอร์ตติ้งกู๊ดส์ จำกัด สูงกว่าราคาที่ตั้งไว้ถึง 9,766,000 บาท ส่วนต่างของที่ดินที่ขายเกินตามข้อตกลงในสัญญานายหน้าเอกสารหมาย จ.1 และ จ.14 บริษัทบางกอกอีเกิลวิงจำกัด ยอมให้เป็นของจำเลย ซึ่งปรากฏว่าก่อนที่บริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด จะจ่ายเงินค่าที่ดินส่วนเกินนั้นบริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด ได้หักค่าภาษี ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เสียก่อนแล้วจึงจ่ายค่าส่วนต่างที่ดินสุทธิให้แก่จำเลยกับพวกรวม 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2538 จำนวน 5,072,279 บาท ตามเอกสารหมาย จ.10 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2539 จำนวน 2,846,820 บาท ตามเอกสารหมาย จ.12รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 7,919,099 บาท ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้เจรจากับบริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด ขอยกเลิกสัญญานายหน้าตามเอกสารหมาย จ.2 (ที่ถูกเอกสารหมาย จ.1)เปลี่ยนเป็นสัญญานายหน้าตามเอกสารหมาย ล.14 (ที่ถูกเอกสารหมาย จ.14) เพื่อกระจายฐานภาษีให้มีเงินคงเหลือจะได้นำมาแบ่งผลประโยชน์กันโดยเงินที่มีคงเหลือควรต้องเป็นของจำเลยกับพวกตามเอกสารหมาย ล.14 (ที่ถูกเอกสารหมาย จ.14) เพราะเป็นผลงานที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำในภายหลัง หากมีการคิดตามสัญญาเดิม ส่วนของโจทก์ทั้งสองรวมกันเมื่อหักค่าเสียหายที่จำเลยไม่ได้ค่านายหน้า 3 เปอร์เซ็นต์จำนวน550,000 บาท แล้ว จะมีส่วนแบ่งของโจทก์ทั้งสองรวมกันเพียง 1,431,683.60 บาท นั้นฎีกาข้อนี้ของจำเลยหมายความว่า เงินส่วนเกินที่ได้จากการขายที่ดินจำนวนนี้จำเลยมีสิทธิจะนำมาจัดสรรปันส่วนให้แก่จำเลยกับพวกรวม 15 คน เสียก่อนตามสัญญานายหน้าเอกสารหมาย จ.14 จากนั้นจึงนำเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือมาแบ่งผลประโยชน์แก่จำเลย40 ส่วน และของโจทก์ทั้งสอง 60 ส่วน ตามสัญญาร่วมกิจการนายหน้าเอกสารหมาย จ.2 ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญานายหน้าตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.14 ที่จำเลยยกมาอ้างนั้นเป็นสัญญานายหน้าระหว่างจำเลยกับบริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด มิได้ผูกพันถึงโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองกระทำการเป็นนายหน้าชี้ช่องให้บริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด และบริษัทโรงงานฟุตบอลไทยสปอร์ตติ้งกู๊ดส์ จำกัด เข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นผลสำเร็จสมประสงค์ตามสัญญาร่วมกิจการนายหน้าตามเอกสารหมาย จ.2 แล้ว สำหรับพวกจำเลยทั้ง 14 คน ที่ร่วมลงชื่อในสัญญานายหน้าตามเอกสารหมาย จ.14 นั้นไม่ได้กระทำการเป็นนายหน้าที่แท้จริง แต่สัญญานายหน้าฉบับดังกล่าวได้ทำขึ้นเนื่องจากเป็นความประสงค์ของบริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด และจำเลยเพื่อกระจายฐานภาษีที่จะต้องชำระให้น้อยลงเท่านั้นจึงต้องถือว่าเงินค่าที่ดินส่วนเกิน จำนวน 7,919,099 บาท จำเลยเป็นผู้รับมาจากบริษัทบางกอกอีเกิลวิง จำกัด จำเลยจะต้องนำมาจัดแบ่งผลประโยชน์ให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาร่วมกิจการนายหน้า เผื่อจำเลยไม่นำมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสองถือว่าจำเลยผิดสัญญาร่วมกิจการนายหน้าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าที่ดินส่วนเกินแก่โจทก์ทั้งสองตามลำดับมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้กำหนดความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองลดลงตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีนั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 2,666,118 บาท โจทก์ที่ 2 ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 3,889,309.50 บาท คดีจึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นแยกออกจากกัน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ชนะคดีเป็นเงิน 1,920,498.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยและให้โจทก์ที่ 2 ชนะคดีเป็นเงิน 2,880,748.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยโดยให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองเต็มตามจำนวนที่โจทก์ฟ้อง และกำหนดค่าทนายความแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 5,000 บาทนั้น แม้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "...ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีย่อมตกแก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี แต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วนศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงหรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายเสียค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายได้เสียไปก็ได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง" ก็ตาม แต่คดีที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีจำเลยมีส่วนต่างกับทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีพอสมควร ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดความรับผิดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมให้จำเลยใช้แทนโจทก์ทั้งสองเต็มตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองฟ้องยังไม่เหมาะสม ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นเป็นการสมควรกำหนดเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในศาลชั้นต้นในกรณีนี้ให้เหมาะสมเสียใหม่ ส่วนค่าทนายความไม่แก้ไข"

พิพากษายืน สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้แทนโจทก์ทั้งสองเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 159 ม. 845
ป.วิ.พ. ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สาทิพย์ พงษ์ศิริเจริญ กับพวก
จำเลย — นางสาว พิศมัย บุณยประทีป
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1794/2546
#50765
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาต่อมาเจ้าหน้าที่รายงานต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยได้รับสำเนาอุทธรณ์และสำเนาคำร้องดังกล่าวแล้วมิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์และคำคัดค้านภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์แต่ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนไปศาลฎีกา โดยไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาว่าเป็นอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายและมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้หรือไม่ กรณียังถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 233 ทวิ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ได้ ศาลฎีกาให้ส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาคำร้องที่โจทก์ขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 347,403.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 276,204.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ออกแทนจำเลยไปก่อนคืนให้แก่โจทก์ 1,377.09 บาท ทุกวันที่ 2 เมษายน ของทุกสามปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 2เมษายน 2547 เป็นต้นไป หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้นำทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 346,025.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 276,204.78 บาท นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดห้องชุดเลขที่ 401/53 ชั้นที่ 3 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดเศรษฐกิจแมนชั่นทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2540 ปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 6395 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์โดยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา และตามรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 3 เมษายน 2545 รายงานต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยได้รับสำเนาอุทธรณ์และสำเนาคำร้องดังกล่าวแล้วมิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์และคำคัดค้านภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเกษียนสั่งในรายงานดังกล่าวให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ แต่ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา โดยไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาว่าเป็นอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายและมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้หรือไม่กรณีเช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ตามบทบัญญัติดังกล่าวได้

ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา แล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาคำร้องที่โจทก์ขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางสาว นงเยาว์ มณีวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1780/2546
#49478
เปิดฉบับเต็ม

คำพูดของจำเลยที่พูดกับ ป. ซึ่งสอบถามจำเลยและให้จำเลยติดต่อโจทก์มาศาลว่า "ไม่ว่าจ้างทนายแดงแล้ว ทนายแดงชอบฮั้วคดี ไม่สนใจติดตามคดี" สืบเนื่องมาจากโจทก์ได้รับมอบหมายจากจำเลยให้ดำเนินคดีกับ น. ข้อหาฉ้อโกง จำเลยชำระค่าจ้างว่าความแล้ว แต่โจทก์ยังไม่ได้ฟ้องคดี นอกจากนี้ในคดีที่ ณ. สามีของจำเลยแต่งตั้งโจทก์เป็นทนายความฟ้อง ส. แต่ ณ. และจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี ทั้งสองกรณีข้างต้นทำให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์ไม่สนใจในการดำเนินคดี บกพร่องต่อหน้าที่ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และผู้ที่จำเลยประสงค์จะฟ้องได้รับประโยชน์ไม่ต้องถูกดำเนินคดี การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329(1) จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีอาชีพทนายความและได้รับแต่งตั้งจากจำเลยให้เป็นทนายความหลายคดี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยพูดใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามว่า ไม่จ้างแล้วทนายแดง (ซึ่งหมายถึงโจทก์) ถอนจากการเป็นทนายแล้ว เอาได้ยังไงทนายฮั้วกัน ไม่สนใจติดตามคดี ซึ่งหมายถึงโจทก์มีพฤติการณ์สมรู้ร่วมคิดกับบุคคลหรือทนายความคนอื่นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีโดยไม่สุจริตไม่สนใจติดตามคดีให้จำเลย ซึ่งไม่เป็นความจริง ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และให้จำเลยประกาศชี้แจงข้อความจริงและขอโทษขออภัยโจทก์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มติชน เดลินิวส์ และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในจังหวัดเลยอีกอย่างน้อย 2 ฉบับ เป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกัน และให้จำเลยทำหนังสือแจ้งต่อสภาทนายความซึ่งข้อเท็จจริงและคำขอโทษขออภัยโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันพิพากษา และให้จำเลยประกาศโฆษณาทางสถานีวิทยุท้องถิ่นชี้แจงความจริงและขอโทษขออภัยโจทก์เป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกันอย่างน้อยวันละ 15นาที โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าทนายแดง จำเลยว่าจ้างโจทก์ว่าความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 997/2541 หมายเลขแดงที่ 727/2542 ของศาลชั้นต้น และคดีอื่นอีก 3 คดี ต่อมาจำเลยถอนโจทก์จากการเป็นทนายความทุกคดี สำหรับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 997/2541 หมายเลขแดงที่ 727/2542นั้น ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาวันที่ 18 สิงหาคม 2542 เวลา 23.30 นาฬิกา จำเลยไปศาลกับทนายความที่แต่งตั้งใหม่ นายประสงค์ ไชยยันโต ทนายความฝ่ายตรงข้ามในคดีดังกล่าวสอบถามจำเลย และให้จำเลยติดต่อโจทก์ให้มาศาลจำเลยพูดกับนายประสงค์ว่า "ไม่ว่าจ้างทนายแดงแล้ว ทนายแดงชอบฮั้วคดีไม่สนใจติดตามคดี" ก่อนนั้นคือวันที่9 กรกฎาคม 2542 จำเลยได้ยื่นคำกล่าวหาโจทก์ต่อสภาทนายความตามสำเนาคำกล่าวหาเอกสารหมาย ล.6 และวันที่ 12 สิงหาคม 2542 นายณัฐ สุธาบัณฑิตพงศ์ และจำเลยแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาโจทก์ว่าปลอมเอกสารหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.9 ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2542จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ว่า จำเลยไม่ได้แต่งตั้งนายชาญวิทย์ แก้วผ่าน เป็นทนายความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 997/2541 หมายเลขแดงที่ 727/2542 แต่ปรากฏว่าในสำนวนมีใบแต่งทนายความว่าจำเลยแต่งตั้งนายชาญวิทย์เป็นทนายความ จำเลยมิได้ลงชื่อในใบแต่งทนายความดังกล่าวตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.4

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพูดของจำเลยที่พูดกับนายประสงค์ไชยยันโต ซึ่งสอบถามจำเลยและให้จำเลยติดต่อ โจทก์มาศาลว่า "ไม่ว่าจ้างทนายแดงแล้ว ทนายแดงชอบฮั้วคดี ไม่สนใจติดตามคดี" เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมหรือไม่โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ได้รับมอบหมายจากจำเลยให้ดำเนินคดีกับนายนิพนธ์ ภู่ระย้า ในข้อหาฉ้อโกง จำเลยชำระค่าจ้างว่าความแล้ว 15,000 บาท แต่โจทก์ยังไม่ได้ฟ้องคดี ได้ความจากเอกสารหมาย ล.5 ว่าโจทก์รับเงินค่าจ้างว่าความไปแล้วเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 จนกระทั่งวันที่ 14กันยายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทวงเงินค่าจ้างว่าความคืน โจทก์ก็ยังไม่ได้ฟ้องนายนิพนธ์ ซึ่งหากจำเลยให้โจทก์ชะลอการฟ้องนายนิพนธ์ไว้ดังโจทก์อ้าง จำเลยคงไม่ทวงถามค่าจ้างว่าความคืนจากโจทก์ นอกจากนี้ในคดีที่นายณัฐ สุธาบัณฑิตพงศ์สามีของจำเลยแต่งตั้งโจทก์เป็นทนายความฟ้องนายสุรพล เครือภักดี โจทก์บรรยายฟ้องว่านายณัฐมอบอำนาจให้จำเลยดำเนินคดีแทนแต่นายณัฐและจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี ทั้งสองกรณีที่กล่าวมาข้างต้นทำให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์ไม่สนใจในการดำเนินคดีบกพร่องต่อหน้าที่ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และผู้ที่จำเลยประสงค์จะฟ้องได้รับประโยชน์ไม่ต้องถูกดำเนินคดี แม้เรื่องดังกล่าวยังไม่มีการวินิจฉัยเป็นที่สุดก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่กล่าวมาย่อมทำให้จำเลยเข้าใจเช่นนั้นได้ การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(1) จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 329
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย คุ้มพงษ์ ภูมิภูเขียว
จำเลย — นาง แอนนา สุธาบัณฑิตพงศ์หรือจันทนพรชัย
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1780/2546
#49888
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับมอบหมายจากจำเลยให้ดำเนินคดีกับ น. ในข้อหาฉ้อโกงจำเลยชำระค่าจ้างว่าความส่วนหนึ่งให้แล้ว แต่โจทก์ยังไม่ฟ้องคดี หลังจากนั้น 1 ปี จำเลยทวงเงินค่าจ้างว่าความคืน โจทก์ก็ยังไม่ได้ฟ้อง น. นอกจากนี้ในคดีที่ ณ. สามีจำเลยแต่งตั้งโจทก์เป็นทนายความโดยให้จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจฟ้อง ส. โจทก์ก็มิได้จัดการให้ ณ. และจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจจนศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี พฤติการณ์ทั้งสองกรณีดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์ไม่สนใจในการดำเนินคดี บกพร่องต่อหน้าที่ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเพราะผู้ที่จำเลยประสงค์จะฟ้องได้รับประโยชน์ไม่ต้องถูกดำเนินคดี ฉะนั้น การที่จำเลยพูดกับ ป. ว่า "ไม่ว่าจ้างทนายแดง (โจทก์) แล้ว ทนายแดงชอบฮั้วคดี ไม่สนใจติดตามคดี" จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329(1) จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพูดใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามว่า "ไม่จ้างแล้วทนายแดง(ซึ่งหมายถึงโจทก์) ถอนจากการเป็นทนายแล้ว เอาได้ยังไงทนายฮั้วกัน ไม่สนใจติดตามคดี" ซึ่งหมายถึงโจทก์มีพฤติการณ์สมรู้ร่วมคิดกับบุคคลหรือทนายความคนอื่นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีโดยไม่สุจริต ไม่สนใจติดตามคดีให้จำเลย ซึ่งไม่เป็นความจริง ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และให้จำเลยประกาศชี้แจงข้อความจริงและขอโทษขออภัยโจทก์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มติชน เดลินิวส์ และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในจังหวัดเลยอีกอย่างน้อย2 ฉบับ เป็นเวลา 15 วันติดต่อกัน และให้จำเลยทำหนังสือแจ้งต่อสภาทนายความซึ่งข้อเท็จจริงและคำขอโทษขออภัยโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันพิพากษา กับให้จำเลยประกาศโฆษณาทางสถานีวิทยุท้องถิ่น ชี้แจงความจริงและขอโทษขออภัยโจทก์เป็นเวลา15 วันติดต่อกันอย่างน้อยวันละ 15 นาที โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ทนายแดง จำเลยว่าจ้างโจทก์ว่าความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 997/2541 หมายเลขแดงที่ 727/2542 ของศาลชั้นต้น และคดีอื่นอีก 3 คดี ต่อมาจำเลยถอนโจทก์จากการเป็นทนายความทุกคดี สำหรับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 997/2541 หมายเลขแดงที่ 727/2542 นั้น ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาวันที่ 18 สิงหาคม 2542 เวลา 13.30 นาฬิกา จำเลยไปศาลกับทนายความที่แต่งตั้งใหม่ นายประสงค์ ไชยยันโต ทนายความฝ่ายตรงข้ามในคดีดังกล่าวสอบถามจำเลย และให้จำเลยติดต่อโจทก์ให้มาศาล จำเลยพูดกับนายประสงค์ว่า "ไม่ว่าจ้างทนายแดงแล้ว ทนายแดง ชอบฮั้วคดี ไม่สนใจติดตามคดี"ก่อนนั้นคือวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 จำเลยได้ยื่นคำกล่าวหาโจทก์ต่อสภาทนายความตามสำเนาคำกล่าวหาเอกสารหมาย ล.6 และวันที่ 12 สิงหาคม 2542 นายณัฐ สุธาบัณฑิตพงศ์ และจำเลยแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาโจทก์ว่าปลอมเอกสารหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.9 ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2542 จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ว่า จำเลยไม่ได้แต่งตั้งนายชาญวิทย์แก้วผ่าน เป็นทนายความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 997/2541 หมายเลขแดงที่ 727/2542แต่ปรากฏว่าในสำนวนมีใบแต่งทนายความว่าจำเลยแต่งตั้งนายชาญวิทย์เป็นทนายความจำเลยมิได้ลงชื่อในใบแต่งทนายความดังกล่าวตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.4

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพูดของจำเลยที่พูดกับนายประสงค์ไชยยันโต ซึ่งสอบถามจำเลยและให้จำเลยติดต่อโจทก์มาศาลว่า "ไม่ว่าจ้างทนายแดงแล้วทนายแดงชอบฮั้วคดี ไม่สนใจติดตามคดี" เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ได้รับมอบหมายจากจำเลยให้ดำเนินคดีกับนายนิพนธ์ ภู่ระย้า ในข้อหาฉ้อโกง จำเลยชำระค่าจ้างว่าความแล้ว15,000 บาท แต่โจทก์ยังไม่ได้ฟ้องคดี ได้ความจากเอกสารหมาย ล.5 ว่า โจทก์รับเงินค่าจ้างว่าความไปแล้วเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 จนกระทั่งวันที่ 14 กันยายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทวงเงินค่าจ้างว่าความคืน โจทก์ก็ยังไม่ได้ฟ้องนายนิพนธ์ ซึ่งหากจำเลยให้โจทก์ชะลอการฟ้องนายนิพนธ์ไว้ดังโจทก์อ้างจำเลยคงไม่ทวงถามค่าจ้างว่าความคืนจากโจทก์ นอกจากนี้ในคดีที่นายณัฐ สุธาบัณฑิตพงศ์ สามีของจำเลยแต่งตั้งโจทก์เป็นทนายความฟ้องนายสุรพล เครือภักดี โจทก์บรรยายฟ้องว่านายณัฐมอบอำนาจให้จำเลยดำเนินคดีแทน แต่นายณัฐและจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี ทั้งสองกรณีที่กล่าวมาข้างต้นทำให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์ไม่สนใจในการดำเนินคดี บกพร่องต่อหน้าที่ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและผู้ที่จำเลยประสงค์จะฟ้องได้รับประโยชน์ไม่ต้องถูกดำเนินคดี แม้เรื่องดังกล่าวยังไม่มีการวินิจฉัยเป็นที่สุดก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่กล่าวมาย่อมทำให้จำเลยเข้าใจเช่นนั้นได้การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(1) จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 329
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย คุ้มพงษ์ ภูมิภูเขียว
จำเลย — นาง แอนนา สุธาบัณฑิตพงศ์หรือจันทนพรชัย
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ