คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1374/2546
#49872
เปิดฉบับเต็ม

อายุความฟ้องร้องผู้สั่งจ่ายเช็คมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่เช็คถึงกำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 ดังนั้น เช็คลงวันที่ 5 สิงหาคม2540 ย่อมครบกำหนดอายุความในวันที่ 5 สิงหาคม 2541 ปรากฏว่าในวันครบกำหนดดังกล่าวโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดขอนแก่นซึ่งโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ว่า โจทก์มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลจังหวัดอุดรธานีที่มีเขตศาลเหนือคดีแต่เงินที่เสมียนทนายเตรียมไปไม่พอกับค่าธรรมเนียม เสมียนทนายจึงนำคำฟ้องกลับมาที่จังหวัดขอนแก่นและแจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อเวลา 16 นาฬิกา อันเป็นเหตุสุดวิสัยที่โจทก์ไม่สามารถกลับไปยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดอุดรธานีได้ทัน จึงขออนุญาตยื่นฟ้องที่ศาลจังหวัดขอนแก่น ผู้พิพากษาศาลจังหวัดขอนแก่นสั่งในคำร้องว่า "รับไว้ส่งศาลจังหวัดอุดรธานีโดยด่วนเพื่อพิจารณาต่อไป" คำสั่งดังกล่าวเท่ากับยอมรับว่าโจทก์ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้นได้โดยเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10 แม้ว่าศาลจังหวัดขอนแก่นจะมิได้มีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ แต่การที่ผู้พิพากษาศาลจังหวัดขอนแก่นสั่งรับคำร้องและให้ส่งศาลจังหวัดอุดรธานีพิจารณาโดยด่วนนั้น ย่อมถือได้ว่าศาลจังหวัดขอนแก่นได้ยอมรับคำฟ้องของโจทก์แล้ว ส่วนการที่ศาลจังหวัดขอนแก่นจะส่งคำฟ้องไปให้ศาลจังหวัดอุดรธานีพิจารณาสั่งในภายหลังก็เป็นขั้นตอนปฏิบัติของศาลมิได้เกี่ยวกับคู่ความ แม้ศาลจังหวัดอุดรธานีจะมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ภายหลังก็หามีผลทำให้คดีของโจทก์ที่ยื่นฟ้องภายในกำหนดอายุความกลับกลายเป็นคดีที่ขาดอายุความไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) สาขาอุดรธานี 1 ฉบับ และสาขาถนนประจักษ์ อุดรธานี 1 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 จำนวนเงิน 144,131 บาท และ ฉบับที่สอง ลงวันที่ 10พฤศจิกายน 2540 จำนวนเงิน 100,000 บาท เช็คทั้งสองฉบับจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้า เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเข้าเรียกเก็บ ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินวันที่ 6 สิงหาคม 2540 และวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 260,424 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 244,131 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยไม่มีมูลหนี้กับโจทก์ การที่จำเลยออกเช็คให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันสินค้าเท่านั้น หากชำระเงินสดแล้วโจทก์จะต้องคืนเช็คให้แก่จำเลย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องมาในมูลหนี้ตามเช็คว่าเป็นผู้ทรงเช็คจากมูลหนี้อะไร ทำให้จำเลยไม่เข้าใจฟ้องและจำเลยหลงข้อต่อสู้ จำเลยลงลายมือชื่อเฉพาะเช็คฉบับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 เพียงฉบับเดียวและชำระหนี้ไปหมดสิ้นแล้ว โจทก์นำเช็คมาฟ้องหลังจากขาดอายุความ โจทก์ใช้สิทธิไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเช็คเลขที่3414342 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 จำนวนเงิน 100,000 บาท เนื่องจากจำเลยได้ชำระเงิน 100,000 บาท ในคดีอาญาตามเช็คฉบับดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ชั้นฎีกาว่า เช็คเลขที่ 1204410 ลงวันที่ 5 สิงหาคม2540 จำนวนเงิน 144,131 บาท ตามคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่าย อายุความฟ้องร้องจึงมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่เช็คถึงกำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 เช็คเลขที่ 1204410ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ย่อมครบกำหนดอายุความ 1 ปี ในวันที่ 5 สิงหาคม 2541ปรากฏว่าในวันที่ 5 สิงหาคม 2541 โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดขอนแก่น ซึ่งโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่อ้างว่า โจทก์ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลจังหวัดอุดรธานีที่มีเขตศาลเหนือคดี แต่โจทก์มิได้เตรียมค่าส่งหมายมอบให้ไปด้วยเพราะตั้งใจว่าจะเสียค่าธรรมเนียมส่วนนี้ในภายหลังเมื่อเสมียนทนายยื่นฟ้องแล้ว เจ้าพนักงานศาลแจ้งให้เสียค่าธรรมเนียมทั้งหมดในคราวเดียวกัน เงินที่เตรียมไปจึงไม่พอ เสมียนทนายได้นำคำฟ้องกลับมาที่จังหวัดขอนแก่น โดยไม่ทราบว่าคดีจะขาดอายุความและได้แจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อเวลา 16 นาฬิกา จึงเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้โจทก์ไม่สามารถกลับไปยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดอุดรธานีได้ทัน จึงขออนุญาตยื่นฟ้องที่ศาลจังหวัดขอนแก่น เพื่อให้ศาลจังหวัดขอนแก่นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป ผู้พิพากษาศาลจังหวัดขอนแก่นได้เกษียนสั่งคำร้องของโจทก์ว่า รับไว้ส่งศาลจังหวัดอุดรธานีโดยด่วนเพื่อพิจารณาต่อไปคำสั่งของศาลจังหวัดขอนแก่นดังกล่าวเท่ากับยอมรับว่า โจทก์ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้นได้โดยเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10 ถึงแม้ศาลจังหวัดขอนแก่นจะมิได้มีคำสั่งรับฟ้องในคำฟ้องของโจทก์แต่การที่ผู้พิพากษาศาลจังหวัดขอนแก่นได้สั่งรับคำร้องของโจทก์ไว้และส่งให้ศาลจังหวัดอุดรธานีพิจารณาโดยด่วนต่อไป ก็ย่อมถือได้ว่าศาลจังหวัดขอนแก่นได้ยอมรับคำฟ้องของโจทก์แล้ว ส่วนการที่ศาลจังหวัดขอนแก่นจะส่งคำฟ้องไปให้ศาลจังหวัดอุดรธานีพิจารณาสั่งในภายหลังก็เป็นขั้นตอนปฏิบัติของศาลมิได้เกี่ยวกับคู่ความแม้ศาลจังหวัดอุดรธานีจะมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ในภายหลังก็ไม่มีผลทำให้คดีของโจทก์ที่ยื่นฟ้องไว้ภายในกำหนดอายุความกลับกลายเป็นคดีที่ขาดอายุความ ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเช็คเลขที่ 1204410 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนเช็คเลขที่ 1204410ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นอื่นที่เหลือต่อไปเฉพาะในคำฟ้องส่วนนี้ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1002
ป.วิ.พ. ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชาญทวีเอ็นจิเนียริ่ง
จำเลย — บริษัท เอส.เอ็น.ทรัค แอนด์ เทรเลอร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1374/2546
#50691
เปิดฉบับเต็ม

ในวันครบกำหนดอายุความโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดขอนแก่นซึ่งโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ว่า โจทก์มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลจังหวัดอุดรธานีที่มีเขตศาลเหนือคดี แต่เงินที่เตรียมไปไม่พอกับค่าธรรมเนียมจึงนำคำฟ้องกลับมาที่จังหวัดขอนแก่นและแจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อเวลา 16 นาฬิกา ทำให้โจทก์ไม่สามารถกลับไปยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดอุดรธานีได้ทัน จึงขออนุญาตยื่นฟ้องที่ศาลจังหวัดขอนแก่นเพื่อให้ศาลจังหวัดขอนแก่นรับคำฟ้องไว้ดำเนินการต่อไป ผู้พิพากษาศาลจังหวัดขอนแก่นสั่งในคำร้องว่ารับไว้ส่งศาลจังหวัดอุดรธานีโดยด่วน เท่ากับยอมรับว่าโจทก์ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้นได้โดยเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10 แม้ศาลจังหวัดขอนแก่นจะมิได้มีคำสั่งรับคำฟ้อง แต่การสั่งรับคำร้องและให้ส่งศาลจังหวัดอุดรธานีพิจารณาโดยด่วนนั้น ย่อมถือได้ว่าศาลจังหวัดขอนแก่นได้ยอมรับคำฟ้องของโจทก์แล้ว แม้ศาลจังหวัดอุดรธานีจะมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ภายหลังก็ไม่มีผลทำให้คดีของโจทก์ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คจำนวน 260,424 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 244,131 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์นำเช็คฉบับลงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 มาฟ้องหลังจากขาดอายุความ โจทก์ใช้สิทธิไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเช็คเลขที่3414342 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 จำนวนเงิน 100,000 บาท เนื่องจากจำเลยได้ชำระเงิน 100,000 บาท ในคดีอาญาตามเช็คฉบับดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ชั้นฎีกาว่าเช็คเลขที่ 1204410 ลงวันที่ 5 สิงหาคม2540 จำนวนเงิน 155,131 บาท ตามคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายอายุความฟ้องร้องจึงมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่เช็คถึงกำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 เช็คเลขที่ 1204410ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ย่อมครบกำหนดอายุความ 1 ปี ในวันที่ 5 สิงหาคม 2541ปรากฏในวันที่ 5 สิงหาคม 2541 โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดขอนแก่น ซึ่งโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่อ้างว่า โจทก์ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลจังหวัดอุดรธานีที่มีเขตศาลเหนือคดี แต่โจทก์มิได้เตรียมค่าส่งหมายมอบให้ไปด้วยเพราะตั้งใจว่าจะเสียค่าธรรมเนียมส่วนนี้ในภายหลัง เมื่อเสมียนทนายยื่นฟ้องแล้ว เจ้าพนักงานศาลแจ้งให้เสียค่าธรรมเนียมทั้งหมดในคราวเดียวกันเงินที่เตรียมไปจึงไม่พอ เสมียนทนายได้นำคำฟ้องกลับมาที่จังหวัดขอนแก่น โดยไม่ทราบว่าคดีจะขาดอายุความและได้แจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อเวลา 16 นาฬิกา จึงเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้โจทก์ไม่สามารถกลับไปยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดอุดรธานีได้ทัน จึงขออนุญาตยื่นฟ้องที่ศาลจังหวัดขอนแก่น เพื่อให้ศาลจังหวัดขอนแก่นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป ผู้พิพากษาศาลจังหวัดขอนแก่นได้เกษียนสั่งคำร้องของโจทก์ว่า รับไว้ส่งศาลจังหวัดอุดรธานีโดยด่วนเพื่อพิจารณาต่อไป คำสั่งของศาลจังหวัดขอนแก่นดังกล่าวเท่ากับยอมรับว่า โจทก์ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้นได้โดยเหตุสุดวิสัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10 ถึงแม้ศาลจังหวัดขอนแก่นจะมิได้มีคำสั่งรับฟ้องในคำฟ้องของโจทก์ แต่การที่ผู้พิพากษาศาลจังหวัดขอนแก่นได้สั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้และส่งให้ศาลจังหวัดอุดรธานีพิจารณาโดยด่วนต่อไป ก็ย่อมถือได้ว่าศาลจังหวัดขอนแก่นได้ยอมรับคำฟ้องของโจทก์แล้ว ส่วนการที่ศาลจังหวัดขอนแก่นจะส่งคำฟ้องไปให้ศาลจังหวัดอุดรธานีพิจารณาสั่งในภายหลังก็เป็นขั้นตอนปฏิบัติของศาลมิได้เกี่ยวกับคู่ความ แม้ศาลจังหวัดอุดรธานีจะมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ในภายหลังก็ไม่มีผลทำให้คดีของโจทก์ที่ยื่นฟ้องไว้ภายในกำหนดอายุความกลับกลายเป็นคดีที่ขาดอายุความดังนั้นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเช็คเลขที่ 1204410ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนเช็คเลขที่ 1204410 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นอื่นที่เหลือต่อไปเฉพาะในคำฟ้องส่วนนี้ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชาญทวีเอนจิเนียริ่ง
จำเลย — บริษัท เอส.เอ็น. ทรัค แอนด์ เทรเลอร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1351/2546
#50970
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นแต่เพียงผู้ประกอบธุรกิจตัวแทนของผู้ขนส่งในราชอาณาจักร เนื่องจากผู้ประกอบกิจการรับขนของทางทะเลมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ จึงมอบให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการต่าง ๆ ที่ท่าต้นทางแทน โดยโจทก์จะได้รับบำเหน็จตัวแทนจากจำนวนค่าระวางที่ผู้ส่งชำระให้ โจทก์จึงเป็นผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายตามประเพณีในธุรกิจการรับขนของทางทะเล ให้เป็นตัวแทนผู้ขนส่งในการดำเนินงานอันเกี่ยวกับธุรกิจเนื่องจากการรับขนของทางทะเล โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 3 โจทก์เป็นตัวแทนสายการเดินเรือ ว. ซึ่งเป็นผู้ขนส่งเท่านั้น โจทก์จึงมิใช่คู่สัญญาตามสัญญารับขนของทางทะเลกับจำเลย ทั้งไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจตัวแทนผู้ขนส่งฟ้องคดีแทนผู้ขนส่งได้ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยที่สายการเดินเรือ ว. มิได้มอบอำนาจให้ดำเนินการ จึงไม่มีอำนาจทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801(5) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชี้สองสถานโดยมิได้กำหนดประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องไว้ แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะมิได้มีการกำหนดประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องไว้ ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทางบก ทางน้ำ (ทะเล) และทางอากาศทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ มีกรรมการสองคนลงนามร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์กระทำการแทนโจทก์ได้ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 119,701.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 116,680.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2543 จำเลยได้ติดต่อโจทก์เพื่อขนส่งสินค้าของจำเลยจากประเทศไทยไปส่งมอบแก่ผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งที่เมืองท่าไฮฟง ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ต่อมาสายการเดินเรือเวอร์โก้ไลน์ได้ขนส่งสินค้าของจำเลยไปส่งแล้ว แต่จำเลยยังไม่ชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายต่าง ๆให้โจทก์ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ นางสาวศิริพร บวรสุภาลักษณ์ พนักงานบริษัทโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์มีหลายสายการเดินเรือ เช่น NYK,APL เป็นต้น สายการเดินเรือเวอร์โก้ไลน์ (Virgo Line) โจทก์เป็นผู้แทนแต่ผู้เดียวในราชอาณาจักร ในต่างประเทศจะมีเอเย่นต์ประจำ และใบตราส่งเอกสารหมาย จ.4 ที่ด้านบนมีข้อความเป็นอักษรตัวพิมพ์ใหญ่ว่า เวอร์โก้ ไลน์ และด้านล่างของเอกสารก็มีข้อความเป็นอักษรตัวพิมพ์ใหญ่ว่าลายมือผู้ขนส่ง "เวอร์โก้ ไลน์" โดยบริษัทลีโอ ทรานสปอร์ตคอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อพิจารณาประกอบกับบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนางสาวทัศนีย์ เรืองสุวรรณกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ว่า "โจทก์เป็นแต่เพียงผู้ประกอบธุรกิจตัวแทนของผู้ขนส่งในราชอาณาจักรเท่านั้น เนื่องจากผู้ประกอบกิจการรับขนของทางทะเลมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ จึงมอบให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการต่าง ๆ ที่ท่าต้นทางแทนโดยโจทก์จะได้รับบำเหน็จตัวแทนจากจำนวนค่าระวางที่ผู้ส่งชำระให้" แล้ว ทางนำสืบของโจทก์เจือสมกับข้ออ้างของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายตามประเพณีในธุรกิจการรับขนของทางทะเลให้เป็นตัวแทนผู้ขนส่งในการดำเนินงานอันเกี่ยวกับธุรกิจ เนื่องจากการรับขนของทางทะเลโจทก์ จึงไม่ใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลพ.ศ. 2534 มาตรา 3 โจทก์เป็นตัวแทนสายการเดินเรือเวอร์โก้ ไลน์ ซึ่งเป็นผู้ขนส่งเท่านั้น โจทก์จึงมิใช่คู่สัญญาตามสัญญารับขนของทางทะเลกับจำเลย ทั้งไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจตัวแทนผู้ขนส่งฟ้องคดีแทนผู้ขนส่งได้ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยที่สายการเดินเรือเวอร์โก้ ไลน์ มิได้มอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินการ โจทก์จึงไม่มีอำนาจทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801(5) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชี้สองสถานโดยกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า 1. จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ และ 2. โจทก์ทำให้จำเลยเสียหายหรือไม่ โดยมิได้กำหนดประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องไว้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จะมิได้มีการกำหนดประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องไว้ เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยดังกล่าวจึงชอบแล้ว ส่วนอุทธรณ์ในข้ออื่นของโจทก์ไม่อาจทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงจึงไม่วินิจฉัย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 801
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 183
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ลีโอ ทรานสปอร์ตคอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัท มิตรศิลป์อะไหล่ยนต์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1350/2546
#50299
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 61 บัญญัติบังคับให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายทันทีเมื่อได้ดำเนินคดีมาตามขั้นตอนของมาตรานี้ครบถ้วนแล้ว ศาลจะงดพิพากษา หรือรอการพิพากษา หรือพิพากษาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ และกฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายได้เพียงครั้งเดียว หากจำเลยจะขอประนอมหนี้อีกก็ชอบที่จะเสนอคำขอได้ในตอนหลังเมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยล้มละลายแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายเข้ามาอีกอันมิใช่เป็นการขอแก้ไขคำขอประนอมหนี้ตามมาตรา 47 และเป็นการพ้นระยะเวลาตามมาตรา 45 แล้ว การยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายอีกครั้งจะทำให้คดีล้มละลายไม่อาจดำเนินไปได้โดยรวดเร็วผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมายล้มละลายจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดจำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติไม่ยอมรับคำขอประนอมหนี้และขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นครั้งที่สอง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่าคดีอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่มีเหตุจะเสนอที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณา รอให้ศาลพิพากษาคดีก่อนจึงเสนอที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาต่อไป

จำเลยยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มิได้บัญญัติห้ามให้ยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายได้เพียงครั้งเดียว ขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสนอคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายครั้งที่สองของจำเลยให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 61 ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า เจ้าหนี้ได้ลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกหรือในคราวที่เลื่อนไปขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ดี... ให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย..." ตามบทบัญญัติมาตรา 61 ดังกล่าวบังคับให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายทันทีเมื่อได้ดำเนินคดีมาตามขั้นตอนของมาตรานี้ครบถ้วนแล้ว ศาลจะงดพิพากษา หรือรอการพิพากษา หรือพิพากษาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เห็นได้ว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายได้เพียงครั้งเดียว หากจำเลยจะขอประนอมหนี้อีกก็ชอบที่จะเสนอคำขอได้ในตอนหลังเมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยล้มละลายแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 63 ที่จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายลงวันที่ 19 ธันวาคม 2543เข้ามาอีกนั้น นอกจากจะมิได้ยื่นภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 45 แล้ว กรณีดังกล่าวก็มิใช่เป็นการขอแก้ไขคำขอประนอมหนี้ฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2543 ตามมาตรา 47 แต่อย่างใด การยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายอีกครั้งจะทำให้คดีล้มละลายไม่อาจดำเนินไปได้โดยรวดเร็วผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมายล้มละลายตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 13 และ 153 การที่จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่เป็นการพ้นขั้นตอนและพ้นระยะเวลาตามมาตรา 45 จึงเป็นการไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 13 ม. 31 ม. 45 ม. 47 ม. 63 ม. 153
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ลักษณ์ ปฏิบัติชอบ
จำเลย — นาย อภิรักษ์ จิรโสภณ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1350/2546
#50750
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 61 บังคับให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายทันทีเมื่อดำเนินคดีมาตามขั้นตอนของมาตรานี้ครบถ้วนแล้ว ศาลจะงดพิพากษาหรือรอการพิพากษาหรือพิพากษาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ และกฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายได้เพียงครั้งเดียว หากจำเลยจะขอประนอมหนี้อีกก็ชอบที่จะเสนอคำขอได้ในตอนหลัง เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยล้มละลายแล้วตามมาตรา 63 การที่จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายเข้ามาอีก จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้และแก้ไขคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2543 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกในวันที่ 25 สิงหาคม 2543 ที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติไม่ยอมรับคำขอประนอมหนี้และขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รายงานต่อศาลเพื่อขอให้พิพากษาให้จำเลยล้มละลายแล้วระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นครั้งที่สองเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่าคดีอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่มีเหตุจะเสนอที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณา รอให้ศาลพิพากษาคดีก่อนจึงเสนอที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาต่อไป

จำเลยยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มิได้บัญญัติห้ามยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายได้เพียงครั้งเดียว ขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสนอคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายครั้งที่สองของจำเลยให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายได้เพียงครั้งเดียวหรือไม่ เห็นว่า การขอประนอมหนี้นั้นพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ได้กำหนดขั้นตอนการขอประนอมหนี้ไว้เป็น 2 ขั้นตอน ตอนแรกเป็นการขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายตามมาตรา 45 และตอนหลังเป็นการขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตามมาตรา 63 ซึ่งมาตรา 45 บังคับให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันยื่นคำชี้แจงเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินตามมาตรา 30 หรือภายในเวลาที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดให้ และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อปรึกษาลงมติพิเศษว่าจะยอมรับคำขอนั้นหรือไม่ และมาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ทั้งหลายโดยเร็วที่สุด เพื่อปรึกษาว่าควรจะยอมรับคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้ หรือควรขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย และปรึกษาถึงวิธีที่จะจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไป การประชุมนี้ให้เรียกว่าการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก" ในคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้ยื่นคำขอประนอมหนี้เป็นหนังสือต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เรียกประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกเพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ของจำเลยเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2543 ปรากฏว่าที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติไม่ยอมรับคำขอประนอมหนี้ของจำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รายงานต่อศาลชั้นต้นขอให้พิพากษาให้จำเลยล้มละลาย และนัดไต่สวนจำเลยโดยเปิดเผยแล้ว คดีอยู่ระหว่างศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 61 ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า เจ้าหนี้ได้ลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกหรือในคราวที่เลื่อนไปขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ดี... ให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย..." ตามบทบัญญัติมาตรา 61 ดังกล่าวบังคับให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายทันทีเมื่อได้ดำเนินคดีมาตามขั้นตอนของมาตรานี้ครบถ้วนแล้ว ศาลจะงดพิพากษา หรือรอการพิพากษาหรือพิพากษาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เห็นได้ว่า กฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายได้เพียงครั้งเดียว หากจำเลยจะขอประนอมหนี้อีก็ชอบที่จะเสนอคำขอได้ในตอนหลังเมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยล้มละลายแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 63 ที่จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายลงวันที่ 19 ธันวาคม 2543 เข้ามาอีกนั้น นอกจากมิได้ยื่นภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 45 แล้ว กรณีดังกล่าวก็มิใช่เป็นการแก้ไขคำขอประนอมหนี้ฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2543 ตามมาตรา 47 แต่อย่างใด การยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายอีกครั้งจะทำให้คดีล้มละลายไม่อาจดำเนินไปได้โดยรวดเร็วผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมายล้มละลายตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลายอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่เป็นการพ้นขั้นตอนและพ้นระยะเวลาตามมาตรา 45 จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 45 ม. 47 ม. 61 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ลักษณ์ ปฏิบัติชอบ
จำเลย — นาย อภิรักษ์ จิรโสภณ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1342/2546
#50297
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของกรมศุลกากรจำเลยที่ 1 ตรวจสินค้าของโจทก์แล้วพบว่าโจทก์กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469มาตรา 60,99 และดำเนินคดีแก่โจทก์ ซึ่งตามมาตรา 60 บัญญัติให้ริบสินค้าเสียสิ้นเมื่อจำเลยที่ 1 ยึดสินค้าไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินการริบตามมาตรา 60 สินค้าดังกล่าวจึงอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 กรณีหาใช่เพียงแต่อยู่ในความรักษาหรือตรวจตราดูแลของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 117 ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์กระทำความผิดตามมาตรา 99 เท่านั้น และยอมให้โจทก์ส่งสินค้ากลับออกไปนอกราชอาณาจักรได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนสินค้าแก่โจทก์ เมื่อสินค้าสูญหายก็ต้องใช้ราคา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปลายปี 2533 โจทก์ซื้อเส้นด้ายฝ้ายใยสั้นจากผู้ขายซึ่งอยู่ที่เมืองฮ่องกง หนัก 3,810.17 กิโลกรัม และนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่ปรากฏว่าสินค้าดังกล่าวไม่ได้มาตรฐาน ครั้นวันที่ 12 มิถุนายน 2534โจทก์ได้ส่งสินค้าหนัก 929.81 กิโลกรัม ราคา 171,154.24 บาท คืนแก่ผู้ขายทางเรือซึ่งต้องผ่านขั้นตอนการส่งออกตามระเบียบและวิธีการที่จำเลยที่ 1 กำหนด วันที่ 17 เดือนเดียวกันจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันตรวจสินค้าของโจทก์แล้วดำเนินคดีแก่โจทก์ฐานยื่นคำขออันเกี่ยวกับของอันเป็นเท็จเป็นการทุจริตเพื่อขอคืนอากรขาเข้า และยึดสินค้าของโจทก์ไว้ โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1พิจารณาอุทธรณ์แล้วเห็นว่า การกระทำของโจทก์เป็นความผิดฐานสำแดงเมืองกำเนิดของสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริง เห็นควรให้ทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากรโดยเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ชำระค่าปรับจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จากนั้นได้ติดต่อขอสินค้าคืนจากจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามแจ้งว่าสินค้าสูญหายและไม่ยอมชดใช้ราคาสินค้าแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนสินค้าแก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชำระเงินจำนวน 171,154.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันตรวจสินค้าของโจทก์แล้วปรากฏว่าน้ำหนักของสินค้าเมืองกำเนิดของสินค้าสภาพของสินค้าไม่ตรงตามที่ระบุไว้ในใบขนส่งสินค้าอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 จำเลยที่ 2และที่ 3 จึงดำเนินคดีแก่โจทก์และกักสินค้าของโจทก์ไว้เพื่อรอการวินิจฉัยของจำเลยที่ 1การกักสินค้าไว้ดังกล่าวกระทำโดยโจทก์เป็นผู้จัดหาตู้เก็บสินค้าและสถานที่เก็บสินค้าส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันคล้องลวดกับประทับตรา กศก. และหมายเลข 143ลงบนตะกั่วไว้ที่ตู้เก็บสินค้าเพื่อป้องกันมิให้มีการเปิดตู้ก่อนได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 จากนั้นโจทก์มีหน้าที่ขนย้ายสินค้าไปยังสถานที่เก็บและเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งสิ้นอันเป็นขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบสินค้าส่งออกกรณีพบการกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 จำเลยทั้งสามมิได้ยึดสินค้าของโจทก์ไว้เป็นของกลางสินค้ายังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ ทั้งตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 117 กำหนดข้อยกเว้นความผิดของจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเส้นด้ายฝ้ายใยสั้นตามใบขนสินค้าขาออกเลขที่ 1064-3-1243 ถึง 1064-3-1246 รวมน้ำหนัก 929.81 กิโลกรัม แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 171,154.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 28 กันยายน 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 2สิงหาคม 2537 ให้ได้ไม่เกิน 38,509.70 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อปลายปี 2533โจทก์นำสินค้าเส้นด้ายฝ้ายใยสั้นเข้ามาในราชอาณาจักร ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2534โจทก์ส่งสินค้าดังกล่าวหนัก 929.81 กิโลกรัม ราคา 171,154.24 บาท คืนแก่ผู้ขายที่เมืองฮ่องกงทางเรือ จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1ร่วมกันตรวจสินค้าดังกล่าว แล้วดำเนินคดีแก่โจทก์ในความผิดฐานยื่นคำขออันเกี่ยวกับของอันเป็นเท็จเป็นการทุจริตเพื่อขอคืนอากรขาเข้า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 60, 99 และนำสินค้าดังกล่าวเก็บไว้ในตู้เก็บสินค้าแล้วผนึกตะกั่วประทับตรา กศก. และหมายเลข 143 ลงบนตะกั่วที่ตู้เก็บสินค้า โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วให้โจทก์ทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากรโดยเปรียบเทียบปรับ 50,000 บาท แล้วให้โจทก์ส่งสินค้ากลับออกไปนอกราชอาณาจักรได้ โจทก์ชำระค่าปรับแล้ว แต่เมื่อไปขอรับสินค้าคืนปรากฏว่าสินค้าสูญหายไป ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกตรวจสินค้าของโจทก์แล้วพบว่าโจทก์กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 60, 99 และดำเนินคดีแก่โจทก์ ซึ่งตามมาตรา 60 บัญญัติให้ริบสินค้าเสียสิ้น นายวิวุฒิ กลางประพันธ์ พยานจำเลยทั้งสามผู้ร่วมตรวจสินค้าเบิกความว่า พยานกับพวกตรวจยึดสินค้าดังกล่าวแล้วพยานนำไปฝากไว้ในตู้เก็บสินค้าของบริษัทผู้รับบรรจุสินค้าโดยผนึกตะกั่วประทับตราของจำเลยที่ 1ไว้ การเปิดตู้เก็บสินค้าจะกระทำมิได้เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ก่อน และถือว่าสินค้าดังกล่าวอยู่ในความอารักขาของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ยึดสินค้าดังกล่าวไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินการริบตามมาตรา 60 สินค้าดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 กรณีหาใช่เพียงแต่อยู่ในความรักษาหรือตรวจตราดูแลของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 117 ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์กระทำความผิดตามมาตรา 99 เท่านั้น และยอมให้โจทก์ส่งสินค้าดังกล่าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรได้จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนสินค้าดังกล่าวแก่โจทก์ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 99 ม. 117
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิสสิน จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1342/2546
#50298
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกตรวจสินค้าของโจทก์แล้วพบว่าโจทก์กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ จึงยึดสินค้าดังกล่าวแล้วนำไปฝากไว้ในตู้เก็บสินค้า โดยผนึกตะกั่วประทับตราของจำเลยที่ 1 ไว้ การเปิดตู้เก็บสินค้าจะกระทำมิได้เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ก่อน จำเลยที่ 1 ยึดสินค้าดังกล่าวไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินการริบตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 60 สินค้าดังกล่าวจึงอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ส่งสินค้าดังกล่าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรได้ แต่สินค้าสูญหายไปก่อน จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนสินค้าดังกล่าวแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ก็ต้องใช้ราคาแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อเส้นด้ายฝ้ายใยสั้นจากผู้ขายซึ่งอยู่ที่เมืองฮ่องกง แต่สินค้าดังกล่าวไม่ได้มาตรฐาน โจทก์ได้ส่งสินค้าคืนแก่ผู้ขายทางเรือ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันตรวจสินค้าของโจทก์แล้วดำเนินคดีแก่โจทก์ฐานยื่นคำขออันเกี่ยวกับของอันเป็นเท็จเป็นการทุจริตเพื่อขอคืนอากรขาเข้า และยึดสินค้าของโจทก์ไว้ โจทก์ชำระค่าปรับแล้ว จากนั้นได้ติดต่อขอสินค้าคืนจากจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามแจ้งว่าสินค้าสูญหายและไม่ยอมชดใช้ราคาสินค้าแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนสินค้าแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชำระเงินจำนวน171,154.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามมิได้ยึดสินค้าของโจทก์ไว้เป็นของกลางสินค้ายังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ ทั้งตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 117 กำหนดข้อยกเว้นความผิดของจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเส้นด้ายฝ้ายใยสั้นตามใบขนสินค้าขาออกแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 171,154.24 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อปลายปี 2533โจทก์นำสินค้าเส้นด้ายฝ้ายใยสั้นเข้ามาในราชอาณาจักร ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2534 โจทก์ส่งสินค้าดังกล่าวหนัก 929.81 กิโลกรัม ราคา 171,154.24 บาท คืนแก่ผู้ขายที่เมืองฮ่องกงทางเรือ จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ร่วมกันตรวจสินค้าดังกล่าว แล้วดำเนินคดีแก่โจทก์ในความผิดฐานยื่นคำขออันเกี่ยวกับของอันเป็นเท็จเป็นการทุจริตเพื่อขอคืนอากรขาเข้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 60, 99 และนำสินค้าดังกล่าวเก็บไว้ในตู้เก็บสินค้าแล้วผนึกตะกั่วประทับตรา กศก. และหมายเลข 143 ลงบนตะกั่วที่ตู้เก็บสินค้า โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วให้โจทก์ทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากรโดยเปรียบเทียบปรับ 50,000 บาท แล้วให้โจทก์ส่งสินค้ากลับออกไปนอกราชอาณาจักรได้ โจทก์ชำระค่าปรับแล้ว แต่เมื่อไปขอรับสินค้าคืน ปรากฏว่าสินค้าสูญหายไป ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกตรวจสินค้าของโจทก์แล้วพบว่าโจทก์กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 60, 99 และดำเนินคดีแก่โจทก์ ซึ่งตามมาตรา 60 บัญญัติให้ริบสินค้าเสียสิ้น นายวิวุฒิ กลางประพันธ์ พยานจำเลยทั้งสามผู้ร่วมตรวจสินค้าเบิกความว่า พยานกับพวกตรวจยึดสินค้าดังกล่าวแล้วพยานนำไปฝากไว้ในตู้เก็บสินค้าของบริษัทผู้รับบรรจุสินค้าโดยผนึกตะกั่วประทับตราของจำเลยที่ 1 ไว้การเปิดตู้เก็บสินค้าจะกระทำมิได้เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ก่อน และถือว่าสินค้าดังกล่าวอยู่ในความอารักขาของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ยึดสินค้าดังกล่าวไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินการริบตามมาตรา 60 สินค้าดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 กรณีหาใช่เพียงแต่อยู่ในความรักษาหรือตรวจตราดูแลของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 117 ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์กระทำความผิดตามมาตรา 99 เท่านั้น และยอมให้โจทก์ส่งสินค้าดังกล่าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรได้จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนสินค้าดังกล่าวแก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 60 ม. 99 ม. 117
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิสสิน จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1342/2546
#112610
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ยึดสินค้าของโจทก์ไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินการริบตาม พ.ร.บ. ศุลกากร ฯ มาตรา 60 สินค้าดังกล่าวจึงอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 กรณีหาใช่เพียงแต่อยู่ในความรักษาหรือตรวจตราดูแลของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร ฯ มาตรา 117 ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร ฯ มาตรา 99 เท่านั้น และยอมให้โจทก์ส่งสินค้าดังกล่าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนสินค้าดังกล่าวแก่โจทก์ เมื่อสินค้าสูญหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระราคา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนสินค้าแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๗๑,๑๕๔.๒๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ คืนเส้นด้ายฝ้ายใยสั้นตามใบขนสินค้าขาออกเลขที่ ๑๐๖๔ - ๓ - ๑๒๔๓ ถึง ๑๐๖๔ - ๓ - ๑๒๔๖ รวมน้ำหนัก ๙๒๙.๘๑ กิโลกรัม แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๗๑,๑๕๔.๒๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๓๕ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๓๗ ให้ได้ไม่เกิน ๓๘,๕๐๙.๗๐ บาท ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์นำสินค้าเส้นด้ายฝ้ายใยสั้นเข้ามาในราชอาณาจักร ต่อมาโจทก์ส่งสินค้าดังกล่าวคืนแก่ผู้ขายที่เมืองฮ่องกงทางเรือ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กับพวก ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๑ ร่วมกันตรวจสินค้าดังกล่าว แล้วดำเนินคดีแก่โจทก์ในความผิดฐานยื่นคำขออันเกี่ยวกับของอันเป็นเท็จเป็นการทุจริตเพื่อขอคืนอากรขาเข้า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๖๐ , ๙๙ โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ พิจารณาแล้วให้โจทก์ทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากรโดยเปรียบเทียบปรับ ๕๐,๐๐๐ บาท แล้วให้โจทก์ส่งสินค้ากลับออกไปนอกราชอาณาจักรได้ โจทก์ชำระค่าปรับแล้ว แต่เมื่อไปขอรับสินค้าคืน ปรากฏว่าสินค้าสูญหายไป พยานจำเลยทั้งสามผู้ร่วมตรวจสินค้าเบิกความว่า พยานกับพวกตรวจยึดสินค้าดังกล่าวแล้วพยานนำไปฝากไว้ในตู้เก็บสินค้าของบริษัทผู้รับบรรจุสินค้าโดยผนึกตะกั่วประทับตราของจำเลยที่ ๑ ไว้ การเปิดตู้เก็บสินค้าจะกระทำมิได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ ๑ ก่อน และถือว่าสินค้าดังกล่าวอยู่ในความอารักขาของจำเลยที่ ๑ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ยึดสินค้าดังกล่าวไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินการริบตามมาตรา ๖๐ สินค้าดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ ๑ กรณีหาใช่เพียงแต่อยู่ในความรักษาหรือตรวจตราดูแลของจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๑๑๗ ไม่ เมื่อจำเลยที่ ๑ เห็นว่าโจทก์กระทำความผิดตามมาตรา ๙๙ เท่านั้น และยอมให้โจทก์ส่งสินค้าดังกล่าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรได้ จำเลยที่ ๑ จึงต้องคืนสินค้าดังกล่าวแก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1327
ป.วิ.อ. ม. 85 วรรคสาม
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 24 ม. 60 ม. 99 ม. 102 ม. 117
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิสสิน จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิจิตร วิสุชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1341/2546
#49871
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จะงดการบังคับคดีได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 292 และ 293 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คือกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่หรือได้ยื่นฟ้องเป็นคดีเรื่องอื่นในศาลเดียวกันนั้นซึ่งศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาด แต่ตามคำร้องของจำเลยหาได้อ้างเหตุตามบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลงดการบังคับคดีไม่ กลับอ้างวิกฤติทางเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นนอกประเทศไทยและในประเทศไทยเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้จำเลยไม่สามารถชำระหนี้ได้มาของดการบังคับคดี โดยอ้างว่าได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150,205 และ 219 อันเป็นกฎหมายในส่วนสารบัญญัติซึ่งไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับการงดการบังคับคดีแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยจึงชอบแล้ว

ปัญหาที่ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ถึงมาตรา 305(ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 3,4,6,30 และ 48 จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ทั้งมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งว่าบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 ถึงมาตรา 305 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเพราะเหตุใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้และไม่จำต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 600,496.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน464,522.68 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยขอผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือนทุกวันที่ 10 ของแต่ละเดือน งวดแรกชำระวันที่ 10 กรกฎาคม 2542 จำนวน 6,400 บาท งวดต่อไปชำระไม่ต่ำกว่าเดือนละ 7,900 บาท จนกว่าจะครบถ้าจำเลยผิดนัดชำระงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 37 ตำบลป่าตาหลวง อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่จำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่โจทก์ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน แต่จำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยจำนองเป็นประกันหนี้ออกขายทอดตลาด คดีอยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาด

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามคำร้องของจำเลยลงวันที่ 6 มิถุนายน 2545 อ้างเหตุว่าจำเลยได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150, 205 และ 219 ซึ่งเป็นกฎหมายสารบัญญัติ ส่วนการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติ แต่กฎหมายสารบัญญัติเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญมากกว่ากฎหมายวิธีสบัญญัติ เมื่อกฎหมายวิธีสบัญญัติขัดแย้งกับกฎหมายสารบัญญัติและจำเลยยกกฎหมายสารบัญญัติขึ้นคัดค้านคำสั่งศาลที่สั่งตามกฎหมายวิธีสบัญญัติ ศาลจึงไม่สามารถบังคับคดีต่อไปได้เพราะจำเลยได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 219 จำเลยจึงยังไม่ต้องชำระหนี้จนกว่าวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ต้นปี 2539 อันเป็นเหตุให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะสิ้นสุดลง ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็ไม่มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้จำเลยคัดค้านคำสั่งศาลโดยอ้างเหตุคำสั่งศาลในการบังคับคดีที่สั่งตามกฎหมายวิธีสบัญญัติขัดต่อกฎหมายสารบัญญัติตามที่จำเลยยกขึ้นอ้าง ศาลจึงต้องงดการบังคับคดีนั้น เห็นว่า กรณีที่จะงดการบังคับคดีได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 292 และ 293 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยมาตรา 292 เป็นบทบัญญัติที่วางหลักเกณฑ์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องงดการบังคับคดีไว้เมื่อมีเหตุตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้เกิดขึ้น สำหรับจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาคือกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ และศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีโดยแจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้ว ส่วนมาตรา 293 เป็นบทบัญญัติที่ให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำขอเป็นคำร้องขอให้ศาลงดการบังคับคดีไว้ได้โดยเหตุที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นฟ้องเป็นคดีเรื่องอื่นในศาลเดียวกันนั้นซึ่งศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาด และถ้าหากลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นฝ่ายชนะจะไม่ต้องมีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยวิธีอื่นเพราะสามารถหักกลบลบหนี้กันได้ ถ้าศาลเห็นว่าข้ออ้างของลูกหนี้ตามคำพิพากษามีเหตุฟังได้ และถ้างดการบังคับคดีไว้ไม่น่าจะเป็นที่เสียหายแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ศาลอาจมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ภายในระยะเวลาและเงื่อนไขตามที่เห็นสมควร แต่ตามคำร้องของจำเลยหาได้อ้างเหตุตามบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลงดการบังคับคดีไม่ กลับอ้างวิกฤติทางเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นนอกประเทศไทยและในประเทศไทยเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้จำเลยไม่สามารถชำระหนี้ได้มาของดการบังคับคดีโดยอ้างว่าได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150,205 และ 219 อันเป็นกฎหมายในส่วนสารบัญญัติซึ่งไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับการงดการบังคับคดีแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ถึงมาตรา 305 (ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 3, 4, 6, 30 และ 48 ด้วย นั้น เห็นว่า จำเลยเพิ่งยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ทั้งมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งว่าบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ถึงมาตรา 305 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเพราะเหตุใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และไม่จำต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 3 ม. 4 ม. 6 ม. 30 ม. 48 ม. 264
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 292 ม. 293
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
จำเลย — นาย พชร หรือพลตำรวจสำรอง พชร ทิพย์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1340/2546
#49870
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ มาตรา 36 ทวิ บัญญัติว่าบรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ และให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แสดงว่าที่ดินใดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและผู้ครอบครองไม่สามารถแสดงสิทธิใด ๆ ตามกฎหมายที่ดินเหล่านั้นย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก. ที่ดินที่โจทก์นำยึดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงถือว่าเป็นของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดินฯมาตรา 2 ซึ่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินฯ ให้อำนาจ ส.ป.ก. นำไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ตามมาตรา 8 กรรมสิทธิ์ในที่ดินจึงเป็นของ ส.ป.ก. หาใช่ของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์จะมีสิทธินำยึดไม่ ทั้งยังถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่ห้ามยึดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 อีกด้วย เมื่อที่ดินแปลงดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการดำเนินการปฏิรูป แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ถือครองแต่ก็หาใช่ว่าจำเลยที่ 1 จะได้สิทธิในที่ดินไม่ เพราะเป็นเรื่องในอนาคต โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้ยึดทรัพย์ที่ดินแปลงดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน157,886 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 5,591.83 บาทกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาทจำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้บังคับคดีและนำยึดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินระวาง/กลุ่มที่ 1463 แปลงเลขที่ 1 บ้านช่องลม หมู่ที่ 7 ตำบลบางปิด อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราดโดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีความเห็นควรงดเว้นการยึดทรัพย์รายนี้ และร้องต่อศาลชั้นต้นให้กำหนดการอย่างใด ๆ เพื่อมิให้ตนต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินที่โจทก์ขอนำยึดไม่ได้อยู่ในเขตป่าสงวน สามารถเปลี่ยนการครอบครองและเข้าทำประโยชน์ได้ อนุญาตให้โจทก์ยึดที่ดินดังกล่าว และให้ปลดเปลื้องความรับผิดของเจ้าพนักงานบังคับคดี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอให้ยึดที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือครองเพื่อบังคับชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 26 กำหนดให้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือที่ดินที่ได้สงวนหรือหวงห้ามไว้ตามความต้องการของทางราชการ เมื่อกระทรวงการคลังได้ให้ความยินยอมแล้ว หรือที่ดินในเขตป่าสงวนให้มีผลเป็นการถอนสภาพ ส่วนที่ดินที่มีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้ง หรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่นตามกฎหมายที่ดินก็ให้ ส.ป.ก. มีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบมาตรา 36 ทวิ ที่บัญญัติว่า บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุและให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แสดงว่าที่ดินใดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและผู้ครอบครอง ไม่สามารถแสดงสิทธิใด ๆ ตามกฎหมาย ที่ดินเหล่านั้นย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก. ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ดังนี้เมื่อพิจารณาที่ดินที่โจทก์นำยึดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและจากรายงานการยึดที่ดินตามเอกสารลำดับที่ 40 ประกอบคำแถลงของโจทก์ลงวันที่ 4 กันยายน 2543 ที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยระบุเพียงเนื้อที่และเขตติดต่อ แสดงว่าที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารใด ๆ สำหรับที่ดิน นอกจากนี้ตามเอกสารหมายเลข1 ท้ายคำแถลงของโจทก์ที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดินแปลงดังกล่าวยังได้ความว่า อยู่ระหว่างที่ ส.ป.ก. ทำการรังวัดปักหลักเขต ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงถือว่าเป็นของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 ซึ่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินฯให้อำนาจ ส.ป.ก. นำไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ตามมาตรา 8 กรรมสิทธิ์ในที่ดินจึงเป็นของ ส.ป.ก. หาใช่ของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์จะมีสิทธินำยึดไม่ทั้งยังถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่ห้ามยึดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1307 อีกด้วย ที่โจทก์อ้างในคำแก้ฎีกาว่า โจทก์นำยึดที่ดินหลังพ้นระยะเวลา3 ปี ตามที่พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินฯ มาตรา 28 บัญญัติห้ามการจำหน่ายด้วยประการใด ๆ หรือก่อให้เกิดภาระติดพันซึ่งที่ดินในเขตปฏิรูปเพราะกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้กระทบสิทธิของผู้ครอบครองหรือเจ้าของสิทธิเดิมที่ต้องได้รับความเสียหายจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ แสดงว่าที่ดินแปลงที่โจทก์นำยึดไม่ตกอยู่ในบังคับห้ามจำหน่ายจ่ายโอนและการบังคับคดีแล้วนั้น เห็นว่า ความในมาตรา 28 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวเป็นเพียงกำหนดเวลาเพื่อความสะดวกแก่ ส.ป.ก. ในการดำเนินการปฏิรูปที่ดินเท่านั้น หาใช่ว่าเมื่อพ้นระยะเวลา 3 ปี แล้ว ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก. จะกลับคืนไปสู่ผู้ถือครองเดิมไม่ ส่วนที่ว่าที่ดินในเขตปฏิรูปมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ประชาชนครอบครอง จึงมิใช่ต้องห้ามจำหน่ายจ่ายโอนโดยเด็ดขาดแม้จะเป็นความจริง แต่เมื่อพิจารณาความในมาตรา 19(7) ประกอบระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2525 กำหนดคุณสมบัติเกษตรกรผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูป และกฎหมายในมาตราอื่น ๆ สรุปได้ว่าผู้ที่จะมีสิทธิได้ที่ดินในเขตปฏิรูปต้องเป็นเกษตรกรเท่านั้น ซึ่งหากยอมให้มีการยึดทรัพย์ผู้ซื้อทรัพย์ได้อาจมิใช่เกษตรกรตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินฯเมื่อที่ดินแปลงดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการดำเนินการปฏิรูป แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ถือครองแต่ก็หาใช่ว่าจำเลยที่ 1 จะได้สิทธิในที่ดินไม่เพราะเป็นเรื่องในอนาคต โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้ยึดที่ดินแปลงดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดที่ดินตามรายการการยึดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1307
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 36 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เสียง สร้อยศรี
จำเลย — นาง สมถวิล ผลเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1340/2546
#50296
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอนำยึดที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินที่ทาง ส.ป.ก. ได้จัดไว้เพื่อให้ผู้ถือครองคือจำเลยซึ่งเป็นเกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ขณะโจทก์นำยึดที่ดินยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 แก่จำเลย และพ้นระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาประกาศกำหนดเป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว เมื่อที่ดินดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการดำเนินการปฏิรูป แม้จำเลยจะเป็นผู้ถือครองแต่ก็หาใช่ว่าจำเลยจะได้สิทธิในที่ดินไม่เพราะเป็นเรื่องในอนาคต โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้ยึดที่ดินแปลงดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน157,886 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 5,591.83 บาทกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000บาท จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้บังคับคดีและนำยึดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินระวาง/กลุ่มที่ 1463 แปลงเลขที่ 1 บ้านช่องลม หมู่ที่ 7 ตำบลบางปิด อำเภอแหลมงอบจังหวัดตราด โดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีความเห็นควรงดเว้นการยึดทรัพย์รายนี้ และร้องต่อศาลชั้นต้นให้กำหนดการอย่างใด ๆเพื่อมิให้ตนต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินที่โจทก์ขอนำยึดไม่ได้อยู่ในเขตป่าสงวนสามารถเปลี่ยนการครอบครองและเข้าทำประโยชน์ได้ อนุญาตให้โจทก์ยึดที่ดินดังกล่าว และให้ปลดเปลื้องความรับผิดของเจ้าพนักงานบังคับคดี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินที่โจทก์ขอนำยึดเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินที่ทาง ส.ป.ก. ได้จัดไว้เพื่อให้ผู้ถือครองคือจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในที่ดินขณะโจทก์นำยึดที่ดินยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01แก่จำเลยที่ 1 และพ้นระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาประกาศกำหนดเป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์มีสิทธิร้องขอให้ยึดที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือครองเพื่อบังคับชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 26 กำหนดให้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินอันเป็นสาธารณ-สมบัติของแผ่นดิน หรือที่ดินที่สงวนหรือหวงห้ามไว้ตามความต้องการของทางราชการเมื่อกระทรวงการคลังได้ให้ความยินยอมแล้ว หรือที่ดินในเขตป่าสงวนให้มีผลเป็นการถอนสภาพ ส่วนที่ดินที่มีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้ง หรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่นตามกฎหมายที่ดินก็ให้ ส.ป.ก. มีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบมาตรา 36 ทวิ ที่บัญญัติว่า บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุและให้ ส.ป.ก.เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แสดงว่าที่ดินใดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและผู้ครอบครองไม่สามารถแสดงสิทธิใด ๆ ตามกฎหมาย ที่ดินเหล่านั้นย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก. ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ดังนี้เมื่อพิจารณาที่ดินที่โจทก์นำยึดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและจากรายงานการยึดที่ดินตามเอกสารลำดับที่ 40 ประกอบคำแถลงของโจทก์ลงวันที่ 4 กันยายน 2543 ที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยระบุเพียงเนื้อที่และเขตติดต่อ แสดงว่าที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารใด ๆ สำหรับที่ดิน นอกจากนี้ตามเอกสารหมายเลข 1ท้ายคำแถลงของโจทก์ที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดินแปลงดังกล่าวยังได้ความว่าอยู่ระหว่างที่ ส.ป.ก. ทำการรังวัดปักหลักเขต ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงถือว่าเป็นของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 ซึ่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินฯ ให้อำนาจส.ป.ก. นำไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ตามมาตรา 8 กรรมสิทธิ์ในที่ดินจึงเป็นของ ส.ป.ก. หาใช่ของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์จะมีสิทธินำยึดไม่ ทั้งยังถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่ห้ามยึดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1307 อีกด้วย ที่โจทก์อ้างในคำแก้ฎีกาว่า โจทก์นำยึดที่ดินหลังพ้นระยะเวลา 3 ปีตามที่พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินฯ มาตรา 28 บัญญัติห้ามการจำหน่ายด้วยประการใด ๆ หรือก่อให้เกิดภาระติดพันซึ่งที่ดินในเขตปฏิรูปเพราะกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้กระทบสิทธิของผู้ครอบครองหรือเจ้าของสิทธิเดิมที่ต้องได้รับความเสียหายจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ แสดงว่าที่ดินแปลงที่โจทก์นำยึดไม่ตกอยู่ในบังคับห้ามจำหน่ายจ่ายโอนและการบังคับคดีแล้วนั้น เห็นว่า ความในมาตรา 28 วรรคหนึ่งดังกล่าวเป็นเพียงกำหนดเวลาเพื่อความสะดวกแก่ ส.ป.ก. ในการดำเนินการปฏิรูปที่ดินเท่านั้น หาใช่ว่าเมื่อพ้นระยะเวลา 3 ปี แล้ว ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก. จะกลับคือไปสู่ผู้ถือครองเดิมไม่ ส่วนที่ว่าที่ดินในเขตปฏิรูปมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ประชาชนครอบครอง จึงมิใช่ต้องห้ามจำหน่ายจ่ายโอนโดยเด็ดขาด แม้จะเป็นความจริง แต่เมื่อพิจารณาความในมาตรา 19(7) ประกอบระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2525 กำหนดคุณสมบัติเกษตรกรผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปและกฎหมายในมาตราอื่น ๆสรุปได้ว่าผู้ที่จะมีสิทธิได้ที่ดินในเขตปฏิรูปต้องเป็นเกษตรกรเท่านั้น ซึ่งหากยอมให้มีการยึดทรัพย์ ผู้ซื้อทรัพย์ได้อาจมิใช่เกษตรกรตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินฯ เมื่อที่ดินดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการดำเนินการปฏิรูป แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ถือครองแต่ก็หาใช่ว่าจำเลยที่ 1 จะได้สิทธิในที่ดินไม่เพราะเป็นเรื่องในอนาคต โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้ยึดที่ดินแปลงดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดที่ดินตามรายการการยึดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 282
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 8 ม. 26 ม. 28 ม. 36 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เสียง สร้อยศรี
จำเลย — นาง สมถวิล ผลเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1340/2546
#110832
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึดเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินที่จำเลยที่ 1 มีเพียงสิทธิถือครองเพราะยังไม่ได้มีการออกหนังสือแสดงสิทธิใด ๆ ให้แก่จำเลยที่ 1 กรณีจึงต้องถือว่าที่ดินนั้นยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส. ป. ก. ตามพ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทมาขายทอดตลาดเพื่อเอาชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๕๗,๘๘๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน ๕,๕๙๑.๘๓ บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้บังคับคดีและนำยึดที่ดิน โดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ ๑ เพื่อบังคับชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีความเห็นควรงดเว้นการยึดทรัพย์รายนี้และร้องต่อศาลชั้นต้นให้กำหนดการใด ๆ เพื่อมิให้ตนต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๓ วรรคสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินที่โจทก์ขอนำยึดไม่ได้อยู่ในเขตป่าสงวน สามารถเปลี่ยนการครอบครองและเข้าทำประโยชน์ได้ อนุญาตให้โจทก์ยึดที่ดินดังกล่าวและให้ปลดเปลื้องความรับผิดของเจ้าพนักงานบังคับคดี

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอให้ยึดที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือครองเพื่อบังคับชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๖ กำหนดให้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินอันเป็นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือที่ดินที่ได้สงวนหรือหวงห้ามไว้ตามความต้องการของทางราชการ เมื่อกระทรวง การคลังได้ให้ความยินยอมแล้ว หรือที่ดินในเขตป่าสงวนให้มีผลเป็นการถอนสภาพ ส่วนที่ดินที่มีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้ง หรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่นตามกฎหมายที่ดินก็ให้ ส.ป.ก. มีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบมาตรา ๓๖ ทวิ ที่บัญญัติว่า บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อ เกษตรกรรมไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุและให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แสดงว่าที่ดินใดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและผู้ครอบครองไม่สามารถแสดงสิทธิใด ๆ ตามกฎหมาย ที่ดินเหล่านั้นย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก. ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ดังนี้เมื่อพิจารณาที่ดินที่โจทก์นำยึดอยู่ในเขตปฏิรูป ที่ดินและจากรายงานการยึดที่ดินประกอบคำแถลงของโจทก์ที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยที่ ๑ โดยระบุเพียงเนื้อที่และเขตติดต่อ แสดงว่าที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารใด ๆ สำหรับที่ดิน นอกจากนี้ตามเอกสารท้ายคำแถลงของโจทก์ที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดินแปลงดังกล่าวยังได้ความว่าอยู่ระหว่างที่ ส.ป.ก. ทำการรังวัดปักหลักเขต ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงถือว่าเป็นของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๒ ซึ่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินฯ ให้อำนาจ ส.ป.ก. นำไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ตามมาตรา ๘ กรรมสิทธิ์ใน ที่ดินจึงเป็นของ ส.ป.ก. หาใช่ของจำเลยที่ ๑ ที่โจทก์จะมีสิทธินำยึดไม่ ทั้งยังถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่ห้ามยึดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๗ อีกด้วย ที่โจทก์อ้างในคำแก้ฎีกาว่า โจทก์นำยึดที่ดินหลังพ้นระยะเวลา ๓ ปี ตามที่พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินฯ มาตรา ๒๘ บัญญัติห้ามการจำหน่ายด้วยประการใด ๆ หรือก่อให้เกิดภาระติดพันซึ่งที่ดินในเขตปฏิรูปเพราะกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้กระทบสิทธิของผู้ครอบครองหรือเจ้าของสิทธิที่ต้องได้รับความเสียหายจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ แสดงว่าที่ดินแปลงที่โจทก์นำยึดไม่ตกอยู่ในบังคับห้ามจำหน่ายจ่ายโอนและการบังคับคดีแล้วนั้น เห็นว่าความในมาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง ดังกล่าวเป็นเพียงกำหนดเวลาเพื่อความสะดวกแก่ ส.ป.ก. ในการดำเนินการปฏิรูปเท่านั้น หาใช่ว่าเมื่อพ้นระยะเวลา ๓ ปี แล้ว ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก. จะกลับคืนไปสู่ผู้ถือครองเดิมไม่ ส่วนที่ว่าที่ดินในเขตปฏิรูปมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ประชาชนครอบครอง จึงมิใช่ต้องห้ามจำหน่ายจ่ายโอนโดยเด็ดขาดแม้จะเป็นความจริง แต่เมื่อพิจารณาความในมาตรา ๑๙ (๗) ประกอบระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ. ศ. ๒๕๒๕ กำหนดคุณสมบัติเกษตรกรผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปและกฎหมายในมาตราอื่น ๆ สรุปได้ว่าผู้ที่จะมีสิทธิได้ที่ดินในเขตปฏิรูปต้องเป็นเกษตรกรเท่านั้น ซึ่งหากยอมให้มีการยึดทรัพย์ ผู้ซื้อทรัพย์ได้อาจมิใช่เกษตรกรตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินฯ เมื่อที่ดินแปลงดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการดำเนินการปฏิรูป แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นผู้ ถือครอง แต่ก็หาใช่ว่าจำเลยที่ ๑ จะได้สิทธิในที่ดินไม่เพราะเป็นเรื่องในอนาคต โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้ยึดที่ดินแปลงดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดที่ดินตามรายการการยึดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1307
ป.วิ.พ. ม. 282
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 36 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสียง สร้อยศรี
จำเลย — นางสมถวิล ผลเจริญ ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายประดิษฐ์พงศ์ ชิตวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพิศิฏฐ์ สุดลาภา
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1324/2546
#48717
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกคำให้การพยานชั้นสอบสวนแม้จะเป็นพยานบอกเล่าก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ หาใช่ต้องห้ามมิให้รับฟังไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับนายเสน่ห์ กลิ่นจันทร์ ร่วมกันใช้มีดปลายแหลม 1 เล่มเป็นอาวุธแทงทำร้ายนาย พ. พิทยา พรหมสุรินทร์ ผู้ตาย หลายครั้งโดยเจตนาฆ่า ถูกบริเวณลำตัว ช่องท้อง อก และ แขนซ้าย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 15 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธแทงทำร้ายนาย พ.พิทยาพรหมสุรินทร์ ผู้ตายหลายครั้งโดยเจตนาฆ่า มีบาดแผลปรากฎตามรายงานการตรวจศพเอกสารหมาย จ.2 เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยนายเสน่ห์ กลิ่นจันทร์เป็นคนร้ายคนหนึ่ง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโท รณรงค์ บุญยะกลัม พนักงานสอบสวนขณะเกิดเหตุเบิกความว่าพยานกับพวกไปดูที่เกิดเหตุจากการสอบถามผู้ที่อยู่บริเวณนั้นได้ความว่าผู้ตายทะเลาะกับจำเลยและนายเสน่ห์ แล้วนายเสน่ห์ล็อกคอผู้ตายให้จำเลยใช้มีดปลายแหลมแทง ซึ่งเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับนายเสน่ห์ได้ในวันนั้นเอง นายเสน่ห์ก็ให้การรับว่าได้กระทำเช่นนั้นจริง และโจทก์มีคำให้การชั้นสอบสวนของนางเกษร เขตนิมิตรตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.18 เป็นพยานซึ่งนางเกษรให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้โดยละเอียดตั้งแต่พยานได้ยินผู้ตายโต้เถียงกับนายเสน่ห์ เมื่อพยานเข้าไปดูเห็นนายเสน่ห์ล็อกตัวผู้ตายและจำเลยใช้มีดปลายแหลมแทงผู้ตายจนกระทั่งจำเลยและนายเสน่ห์หลบหนีไป แม้โจทก์ไม่ได้นำนางเกษรมาเบิกความเป็นพยานยืนยัน แต่พันตำรวจโทอนุชัย เล็กบำรุงก็เบิกความยืนยันว่าพยานเป็นผู้สอบปากคำนางเกษร และนางเกษรให้การไว้เช่นนั้นจริง หลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีตลอดมาเป็นพฤติการณ์ของผู้กระทำผิด แม้นางพยอม ติณะมาศ พยานโจทก์จะเบิกความว่านายเสน่ห์เป็นผู้ใช้มีดปลายแหลมแทงผู้ตายโดยจำเลยได้เข้าไปห้าม แต่นางพยอมเป็นพี่จำเลยทำให้มีข้อระแวงว่าจะเบิกความบิดเบือนความจริง ทั้งยังขัดกับคำให้การที่นางพยอมให้การชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.11 ซึ่งนางพยอมให้การว่าจำเลยเข้ารุกชกต่อยผู้ตาย ที่จำเลยฎีกาว่าบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.18 เป็นเพียงพยานบอกเล่านั้น เห็นว่า แม้บันทึกคำให้การดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่าแต่ก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ หาใช่ต้องห้ามมิให้รับฟังไม่และที่จำเลยฎีกาว่าตามบันทึกคำให้การดังกล่าว นางเกษรให้การว่าจำเลยแทงครั้งแรกที่สะโพกขวาของผู้ตาย แต่ตามรายงานการตรวจศพเอกสารหมาย จ.2 ไม่ปรากฏบาดแผลนี้นั้น เห็นว่า แม้ตามรายงานการตรวจศพเอกสารหมาย จ.2 จะมิได้ระบุบาดแผลดังกล่าวแต่ตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.15 ซึ่งพันตำรวจโทณรงค์ทำไว้ในวันเกิดเหตุนั้นเองก็ระบุว่าผู้ตายมีบาดแผลที่บริเวณสะโพกขวาอีกแผลหนึ่งด้วย คำให้การของนางเกษรชั้นสอบสวนดังกล่าวไม่เป็นพิรุธ ที่จำเลยฎีกาว่านายเสน่ห์ให้การชั้นจับกุมซัดทอดจำเลยเพื่อให้ตนเองมีความผิดน้อยลงนั้น เห็นว่า นายเสน่ห์เป็นน้าจำเลยและการให้การเช่นนั้นก็มิได้ทำให้ความผิดของตนเองลดน้อยลงเชื่อว่านายเสน่ห์ให้การตามความจริง และที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยตกใจจึงได้หลบหนีนั้น เห็นว่าหากจำเลยมิได้กระทำผิดก็ไม่มีเหตุที่จะตกใจถึงกับต้องหลบหนีตลอดมาจนถูกจับกุมเช่นนี้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง จำเลยมีเพียงตัวจำเลยเบิกความว่าจำเลยเพียงแต่เข้าไปห้ามนายเสน่ห์มิให้แทงผู้ตายยังเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ศาลฎีกาเชื่อว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายรุ่งหรือดำ ติณะมาศ
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1295/2546
#49869
เปิดฉบับเต็ม

ว. นำเช็คพิพาทที่มีจำเลยเพียงแต่ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายไว้ โดยมิได้กรอกข้อความทั้งวันเดือนปีที่สั่งจ่าย ชื่อผู้รับเงินและจำนวนเงิน ไปมอบให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ เมื่อขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท ยังไม่มีรายการวันที่ออกเช็คอันเป็นวันกระทำความผิด คำสั่งให้ใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอน และชื่อผู้รับเงินซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 988(2)(4) และ (6) บังคับให้ต้องมีรายการเหล่านี้ เช็คพิพาทจึงเป็นเช็คที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 910 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง จำเลยผู้ออกเช็คย่อมไม่มีความผิดทางอาญา อันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯมาตรา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2538 เวลากลางวัน จำเลยออกเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครพนม 3 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 6 มกราคม2539 จำนวนเงิน 30,000 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2539 จำนวนเงิน570,000 บาท ฉบับที่สามลงวันที่ 6 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 300,000 บาท ตามลำดับมอบให้แก่นายปกรณ์ พรอานนท์ ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์แบบเทรลเลอร์18 ล้อ อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อเช็คถึงกำหนด ผู้เสียหายนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ทั้งนี้ จำเลยได้ออกเช็คดังกล่าวโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้นขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงลงโทษเรียงกระทงทุกกรรมไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 3กระทง ลงโทษกระทงละ 8 เดือน รวม 24 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงแรก 1 เดือน กระทงที่สอง 6 เดือน กระทงที่สาม 3 เดือน รวมจำคุก 10 เดือน ข้อนำสืบของจำเลยที่รับว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจริง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในห้าคงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2538 นางวิไล ไชยสิทธิ์ ภริยาจำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อฟูโซ่ สีขาว แบบเทรลเลอร์ 18 ล้อ จากผู้เสียหายในราคา 1,050,000 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญาจำนวน 150,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 900,000 บาท ตกลงผ่อนชำระเป็น 3 งวดด้วยเช็คพิพาททั้งสามฉบับซึ่งมีจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายตามเช็คเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.3 โดยมีนายชัยประสิทธิ์ ทาสมบูรณ์ และนางรัชนีวรรณคำมีอ่อน เป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อ ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และหนังสือสัญญาค้ำประกัน (การเช่าซื้อ) เอกสารหมาย ป.จ.1 และ ป.จ.2 (ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์) เมื่อเช็คพิพาททั้งสามฉบับถึงกำหนดใช้เงิน ผู้เสียหายนำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสามฉบับเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2539 วันที่ 2 เมษายน 2539และวันที่ 2 เมษายน 2539 ตามลำดับ ด้วยเหตุผลเดียวกันว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย"ตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าในวันทำหนังสือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จำเลยไม่ได้มาด้วย ซึ่งตรงกับที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ในวันดังกล่าวจำเลยปฏิบัติราชการอยู่ที่สำนักงานที่ดินอำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม เมื่อจำเลยไม่ได้ไปด้วย จำเลยจึงไม่ใช่ผู้กรอกข้อความในเช็คพิพาททั้งวันเดือนปีที่สั่งจ่ายและจำนวนเงินในเช็ค ทั้งจำเลยก็มิได้ยินยอมให้ผู้ใดกรอกข้อความแทน จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยยืนยันว่า จำเลยมิได้มาด้วยในวันที่นางวิไลภริยาจำเลยทำหนังสือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับพยาน และเช็คทั้งสามฉบับพยานไม่ได้รับจากมือจำเลยโดยตรง แต่นางสาวสุดาจิตร โทวิชา พยานโจทก์กลับเบิกความยืนยันว่านางวิไลมากับจำเลย โดยพยานเป็นผู้เขียนหนังสือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และหนังสือสัญญาค้ำประกัน (การเช่าซื้อ)และมีการชำระเงินในวันดังกล่าวจำนวน 150,000 บาท ส่วนที่เหลือซึ่งตกลงผ่อนชำระเป็น 3 งวด งวดแรกวันที่ 6 มกราคม 2539 จำนวน 30,000 บาท งวดที่สองวันที่ 6กุมภาพันธ์ 2539 จำนวน 570,000 บาท และงวดที่สามวันที่ 6 มีนาคม 2539 จำนวน300,000 บาท นั้น จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด สาขานครพนม จำนวน3 ฉบับ คือ ฉบับลงวันที่ 6 มกราคม 2539 จำนวนเงิน 30,000 บาท ฉบับลงวันที่ 6กุมภาพันธ์ 2539 จำนวนเงิน 570,000 บาท และฉบับลงวันที่ 6 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 300,000 บาท ตามเช็คเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.3 มอบให้แก่ผู้เสียหาย โดยจำเลยได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คทั้งสามฉบับดังกล่าวต่อหน้าพยานและผู้เสียหายคำเบิกความของนางสาวสุดาจิตรจึงขัดกับคำเบิกความของผู้เสียหายในสาระสำคัญแต่คำเบิกความของผู้เสียหายกลับเจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ยืนยันว่า จำเลยไม่ได้ไปกับนางวิไลในวันดังกล่าว โดยจำเลยมีหลักฐานของทางราชการแสดงด้วยว่าในวันดังกล่าวจำเลยปฏิบัติราชการอยู่ที่สำนักงานที่ดินอำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม ตามเวลาราชการทั้งวันข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า จำเลยมิได้ไปด้วยกับนางวิไลในวันดังกล่าว ทั้งเมื่อพิจารณาเช็คพิพาททั้งสามฉบับแล้ว ปรากฏว่าในส่วนลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายซึ่งจำเลยยอมรับว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยนั้นเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินทั้งสามฉบับ ส่วนข้อความในเช็คในส่วนวันเดือนปีที่สั่งจ่าย ชื่อผู้รับเงินและจำนวนเงินกลับเขียนด้วยหมึกสีดำทั้งสามฉบับ หากจำเลยเป็นผู้เขียนข้อความในเช็คพิพาททั้งสามฉบับเองก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องใช้ปากกาหมึกสีต่างกันเขียนข้อความในเช็คสีหนึ่งอีกสีหนึ่งสำหรับลงลายมือชื่อ ที่นางสาวสุดาจิตรเบิกความว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสามฉบับต่อหน้าพยานและผู้เสียหายแล้วมอบเช็คพิพาททั้งสามฉบับดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหาย จึงไม่มีเหตุผลที่จะรับฟังได้ ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสามฉบับโดยมิได้กรอกข้อความไว้จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า นางวิไลนำเช็คพิพาททั้งสามฉบับซึ่งจำเลยเพียงลงลายมือชื่อสั่งจ่ายไว้โดยมิได้กรอกข้อความทั้งวันเดือนปีที่สั่งจ่าย ชื่อผู้รับเงิน และจำนวนเงินไปมอบให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์เมื่อขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสามฉบับ ยังไม่มีรายการวันที่ออกเช็คอันเป็นวันกระทำความผิด คำสั่งให้ใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอนและชื่อผู้รับเงิน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 988(2)(4) และ (6) บังคับให้ต้องมีรายการเหล่านี้เช็คพิพาททั้งสามฉบับจึงเป็นเช็คที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 910 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง จำเลยผู้ออกเช็คย่อมไม่มีความผิดทางอาญาอันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 910 ม. 988 ม. 989
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นาย สถิตย์ ไชยสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1281/2546
#48716
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นกรรมเดียวแม้จะมิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง,225

จำเลยใช้เหล็กทุบทำลายกระจกรถยนต์ 9 คัน ทั้งยังได้ลักทรัพย์และพยายามลักทรัพย์ในรถยนต์ทั้ง 9 คัน ด้วย แม้จำเลยอาจจะเมาสุราขาดสติเพียงครั้งเดียวและได้กระทำความผิดในคราวเดียวกัน แต่จำเลยได้กระทำต่อรถยนต์ถึง 9 คัน ซึ่งเป็นของผู้เสียหายคนละคนกัน โดยจำเลยกระทำความผิดทีละคันและคนละเวลากัน แม้จะเป็นเวลาที่ต่อเนื่องใกล้ชิดกัน แต่การกระทำความผิด ในรถยนต์แต่ละคันก็เป็นความผิดสำเร็จเด็ดขาดไปแล้ว และเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ได้กระทำต่อรถยนต์ทุกคันมิใช่กรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยใช้เหล็ก 1 ท่อน ทุบทำลายกระจกรถยนต์และประตูรถยนต์ด้านหน้าซ้ายมือของรถยนต์หมายเลขทะเบียน กข - 3471 เชียงราย ซึ่งเป็นของนายสมบัติ วัชรินทร์ยานนท์ ขณะอยู่ในความครอบครองของนายสืบสกุล วัชรินทร์ยานนท์ ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งจอดไว้ที่ลานจอดรถยนต์ชั้นที่ 4 อาคารธนาเพลส เป็นเหตุให้กระจกรถยนต์และประตูรถยนต์คันดังกล่าวแตกและบุบเสียหายค่าเสียหายคิดเป็นเงิน 10,000 บาท อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ภายในรถยนต์คันดังกล่าวแล้วจำเลยเปิดประตูรถยนต์คันดังกล่าวเข้าไปลักเอาวิทยุเทปติดรถยนต์ 1 เครื่อง ราคา 2,000 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 ไปโดยทุจริต จำเลยใช้เหล็ก 1 ท่อน ทุบทำลายกระจกประตูรถยนต์ด้านหน้าซ้ายมือและตามประตูและตัวถังรถหลายแห่งของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภจ - 1979กรุงเทพมหานคร ของนางนงลักษณ์ ภัคตรนิกร ขณะอยู่ในความครอบครองของนางสาวโชติกานต์ พันธุ์เจริญ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งจอดไว้ที่ลานจอดรถยนต์ชั้นที่ 4 อาคารธนาเพลสเป็นเหตุให้กระจกประตูรถยนต์และตัวถังรถแตกและบุบเสียหาย ค่าเสียหายคิดเป็นเงิน12,000 บาท แล้วจำเลยเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สินภายในรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยใช้เหล็ก1 ท่อน ทุบทำลายกระจกประตูรถยนต์ด้านหน้าขวามือของรถยนต์หมายเลขทะเบียนพม - 8225 กรุงเทพมหานคร ของนางดรุณี ตั้งพร้อมพันธ์ ขณะอยู่ในความครอบครองของนางโสภิดา ตั้งพร้อมพันธ์ ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งจอดไว้ที่ลานจอดรถยนต์ชั้นที่ 4 อาคารธนาเพลส เป็นเหตุให้กระจกประตูรถยนต์คันดังกล่าวแตกเสียหายค่าเสียหายคิดเป็นเงิน8,000 บาท แล้วจำเลยเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สินภายในรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยใช้เหล็ก1 ท่อน ทุบทำลายกระจกประตูรถยนต์ด้านหน้าซ้ายมือและกระจกหน้าปัทม์รถยนต์หมายเลขทะเบียน ภน - 677 กรุงเทพมหานคร ของนางสาวอัชฌา อัชฌากุลกิจ ผู้เสียหายที่ 4 ซึ่งจอดไว้ที่ลานจอดรถยนต์ชั้นที่ 5 อาคารธนาเพลส เป็นเหตุให้กระจกประตูรถยนต์และกระจกหน้าปัทม์ดังกล่าวแตกเสียหาย ค่าเสียหายคิดเป็นเงิน 4,000 บาท อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ แล้วจำเลยเปิดประตูรถยนต์คันดังกล่าวเข้าไปลักเอาไฟฉาย 1 กระบอก ราคา 30 บาท ของผู้เสียหายที่ 4 ไปโดยทุจริต จำเลยใช้เหล็ก 1 ท่อน ทุบทำลายกระจกประตูรถยนต์ด้านหน้าขวามือและประตูด้านหลังซ้ายมือของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภค - 6343 กรุงเทพมหานครของบริษัทมิดไนท์ออยล์ จำกัด ขณะอยู่ในความครอบครองของนางสาวมงคลศรีเจนจรัสกุล ผู้เสียหายที่ 5 ซึ่งจอดไว้ที่ลานจอดรถยนต์ชั้นที่ 6 อาคารธนาเพลสเป็นเหตุให้กระจกประตูรถยนต์แตกเสียหายประตูด้านหน้าขวามือและประตูด้านหลังซ้ายมือบุบค่าเสียหายคิดเป็นเงิน 12,000 บาท อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ภายในรถยนต์คันดังกล่าว แล้วจำเลยเปิดประตูรถยนต์คันดังกล่าวเข้าไปลักเอาอัลบัมภาพจำนวน 4 เล่ม ราคา 2,000 บาท ปากกาเชฟเฟอร์ 1 ด้าม ราคา 750 บาทและเงินสดจำนวน 150 บาท ของผู้เสียหายที่ 5 ไปโดยทุจริต จำเลยใช้เหล็ก 1 ท่อนทุบทำลายกระจกด้านหน้าขวามือ กระจกมองข้างด้านขวามือของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ฐ - 4860 กรุงเทพมหานคร ของนางสาวนภศรี พัฒนเสถียรกุล ผู้เสียหายที่ 6ซึ่งจอดไว้ที่ลานจอดรถยนต์ชั้นที่ 6 อาคารธนาเพลส เป็นเหตุให้กระจกประตูรถยนต์แตกเสียหายค่าเสียหายคิดเป็นเงิน 1,500 บาท กระจกมองข้างด้านขวามือเสียหายค่าเสียหายคิดเป็นเงิน 4,000 บาท อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้น สำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ภายในรถยนต์คันดังกล่าว แล้วจำเลยเปิดประตูรถยนต์คันดังกล่าวเข้าไปลักเอาเงินสดจำนวน 100 บาท ของผู้เสียหายที่ 6 ไปโดยทุจริต จำเลยใช้เหล็ก 1 ท่อนทุบทำลายกระจกประตูรถยนต์ด้านหน้าขวามือของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 พ - 0772กรุงเทพมหานคร ของนายอนุชา ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เสียหายที่ 7 ซึ่งนำไปจอดไว้ที่ลานจอดรถยนต์ชั้นที่ 6 อาคารธนาเพลส เป็นเหตุให้กระจกรถยนต์คันดังกล่าวแตกเสียหาย ค่าเสียหายคิดเป็นเงิน 5,000 บาท อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ภายในรถยนต์คันดังกล่าว แล้วจำเลยเปิดประตูรถยนต์คันดังกล่าวเข้าไปลักเอาที่ล็อกพวงมาลัย 1 อัน ราคา 1,600 บาท ของผู้เสียหายที่ 7 ไปโดยทุจริต จำเลยงัดแงะทำให้เสียหายซึ่งประตูรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 อ - 9405กรุงเทพมหานคร ของนางมณีรัตน์ วิโรจนกูฏ ขณะอยู่ในความครอบครองของนางสาวรุจิรา จันทวิสูตร ผู้เสียหายที่ 8 ซึ่งนำไปจอดไว้ที่ลานจอดรถยนต์ชั้นที่ 7 อาคารธนาเพลส เป็นเหตุให้ประตูรถยนต์คันดังกล่าวบุบเสียหาย ค่าเสียหายคิดเป็นเงิน4,000 บาท และจำเลยใช้เหล็ก 1 ท่อน ทุบทำลายกระจกประตูหลังด้านซ้ายมือและงัดแงะที่ประตูรถยนต์ด้านขวามือของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ฐ - 4371กรุงเทพมหานคร ของนายวัลลภ มหัทธนานุสรณ์ ขณะอยู่ในความครอบครองของนายสุธี มหัทธนานุสรณ์ ผู้เสียหายที่ 9 ซึ่งนำไปจอดไว้ที่ลานรถยนต์ชั้นที่ 8อาคารธนาเพลส เป็นเหตุให้กระจกและประตูรถยนต์คันดังกล่าวแตกและบุบเสียหายค่าเสียหายคิดเป็นเงิน 8,500 บาท แล้วจำเลยเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สินภายในรถยนต์คันดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 358, 91, 33ริบเหล็ก 1 ท่อน และถุงผ้าสีขาวของกลาง กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ปากกาเชฟเฟอร์ 1 ด้าม เป็นเงิน 750 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 5

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(3) วรรคแรก, 335(3) วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 358 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 รวม 9 กระทง ความผิดฐานลักทรัพย์และพยายามลักทรัพย์เป็นกรรมเดียวกับฐานทำให้เสียทรัพย์ ลงโทษฐานลักทรัพย์ 5 กระทง ฐานพยายามลักทรัพย์ 4 กระทงซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานลักทรัพย์ จำคุกกระทงละ 3 ปี ฐานพยายามลักทรัพย์ จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมโทษจำคุก 23 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 11 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ปากกาเชฟเฟอร์ 1 ด้าม เป็นเงิน 750 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 5

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยฐานลักทรัพย์กระทงละ 2 ปี รวม5 กระทง ฐานพยายามลักทรัพย์กระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวม 4 กระทง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานลักทรัพย์กระทงละ 1 ปี รวม 5กระทง จำคุก 5 ปี ฐานพยายามลักทรัพย์กระทงละ 8 เดือน รวม 4 กระทง จำคุก 2 ปี8 เดือน รวมโทษจำคุกของจำเลยทั้งสิ้น 7 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นกรรมเดียวนั้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้แม้จะมิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 เห็นว่า จำเลยใช้เหล็กทุบทำลายกระจกรถยนต์ถึง 9 คัน ทั้งยังได้ลักทรัพย์และพยายามลักทรัพย์ในรถยนต์ทั้ง 9 คันดังกล่าวด้วย แม้จำเลยอาจจะเมาสุราขาดสติเพียงครั้งเดียวและได้กระทำความผิดในคราวเดียวกันตามที่อ้างมาในฎีกา แต่จำเลยได้กระทำต่อรถยนต์ถึง 9 คัน ซึ่งเป็นของผู้เสียหายคนละคนกัน โดยจำเลยกระทำความผิดทีละคันและคนละเวลากัน แม้จะเป็นเวลาที่ต่อเนื่องใกล้ชิดกัน แต่การกระทำความผิดในรถยนต์แต่ละคันก็เป็นความผิดสำเร็จเด็ดขาดไปแล้วและเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ได้กระทำต่อรถยนต์ทุกคันมิใช่กรรมเดียว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายชิตชัย กันแดง
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1281/2546
#49868
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้เหล็กทุบทำลายกระจกรถยนต์ถึง 9 คัน ทั้งยังได้ลักทรัพย์และพยายามลักทรัพย์ในรถยนต์ทั้ง 9 คันดังกล่าวด้วย แม้จำเลยอาจจะเมาสุราขาดสติเพียงครั้งเดียวและได้กระทำความผิดในคราวเดียวกัน แต่จำเลยได้กระทำต่อรถยนต์ถึง 9 คัน ซึ่งเป็นของผู้เสียหายคนละคนกัน โดยจำเลยกระทำความผิดทีละคันและคนละเวลา แม้จะเป็นเวลาที่ต่อเนื่องใกล้ชิดกัน แต่การกระทำความผิดในรถยนต์แต่ละคันก็เป็นความผิดสำเร็จเด็ดขาดไปแล้ว และเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ได้กระทำต่อรถยนต์ทุกคัน มิใช่ความผิดกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยใช้เหล็ก 1 ท่อน ทุบทำลายกระจกรถยนต์และประตูรถยนต์จำนวน 9 คัน ขณะอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายที่ 1 ถึงผู้เสียหายที่ 9 ตามลำดับ ซึ่งจอดไว้ที่ลานจอดรถยนต์ชั้นที่ 4 ถึงชั้นที่ 8 อาคารธนาเพลส เป็นเหตุให้กระจกรถยนต์และประตูรถยนต์ดังกล่าวทั้งหมดแตกและบุบเสียหาย อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ภายในรถยนต์ดังกล่าว แล้วจำเลยเปิดประตูรถยนต์เข้าไปลักและพยายามลักทรัพย์ในรถยนต์แต่ละคัน ของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 9 ไปโดยทุจริต ดังกล่าว เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยเหล็ก 1 ท่อน ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด วิทยุเทปติดรถยนต์ 1 เครื่อง ไฟฉาย 1 กระบอก อัลบัมภาพ 4 เล่ม เงินสด 250 บาท อันเป็นทรัพย์ที่จำเลยลักเอาไป กับถุงผ้าสีขาว 1 ใบ ที่จำเลยใช้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการกระทำความผิด โดยใช้บรรจุทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งหลายเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 358, 91, 33 ริบเหล็ก1 ท่อน และถุงผ้าสีขาวของกลางกับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ปากกาเชฟเฟอร์ 1 ด้าม เป็นเงิน 750 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 5

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(3) วรรคแรก, 335(3) วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 358 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 รวม 9 กระทง ความผิดฐานลักทรัพย์และพยายามลักทรัพย์เป็นกรรมเดียวกับฐานทำให้เสียทรัพย์ ลงโทษฐานลักทรัพย์ 5 กระทง ฐานพยายามลักทรัพย์ 4 กระทงซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานลักทรัพย์ จำคุกกระทงละ 3 ปี ฐานพยายามลักทรัพย์ จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมโทษจำคุก 23 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 11 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ปากกาเชฟเฟอร์ 1 ด้าม เป็นเงิน 750 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 5

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยฐานลักทรัพย์กระทงละ 2 ปี รวม5 กระทง ฐานพยายามลักทรัพย์กระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวม 4 กระทง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานลักทรัพย์กระทงละ 1 ปี รวม5 กระทง จำคุก 5 ปี ฐานพยายามลักทรัพย์กระทงละ 8 เดือน รวม 4 กระทง จำคุก 2 ปี 8 เดือน รวมโทษจำคุกของจำเลยทั้งสิ้น 7 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นกรรมเดียวนั้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้จะมิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 เห็นว่าจำเลยใช้เหล็กทุบทำลายกระจกรถยนต์ถึง 9 คัน ทั้งยังได้ลักทรัพย์และพยายามลักทรัพย์ในรถยนต์ทั้ง 9 คันดังกล่าวด้วย แม้จำเลยอาจจะเมาสุราขาดสติเพียงครั้งเดียวและได้กระทำความผิดในคราวเดียวกันตามที่อ้างมาในฎีกา แต่จำเลยได้กระทำต่อรถยนต์ถึง9 คัน ซึ่งเป็นของผู้เสียหายคนละคนกัน โดยจำเลยกระทำความผิดทีละคันและคนละเวลากัน แม้จะเป็นเวลาที่ต่อเนื่องใกล้ชิดกัน แต่การกระทำความผิดในรถยนต์แต่ละคันก็เป็นความผิดสำเร็จเด็ดขาดไปแล้ว และเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ได้กระทำต่อรถยนต์ทุกคัน มิใช่กรรมเดียว

ส่วนจำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดในเวลากลางวันและต่อรถยนต์ถึง 9 คัน โดยใช้เหล็กทุบทำลายกระจกรถยนต์ทั้ง 9 คัน พฤติการณ์การกระทำของจำเลยอุกอาจและไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองควรลงโทษให้หนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่น ที่จำเลยอ้างว่าได้กระทำความผิดไปเพราะดื่มสุราจนเมาขาดสติและประสาทหลอนนั้น จำเลยเคยเป็นมาก่อน จำเลยจึงย่อมจะต้องทราบดีอยู่แล้วว่าเมื่อจำเลยดื่มสุรามาก จะทำให้ขาดสติและประสาทหลอนจำเลยก็ไม่ควรที่จะดื่มสุราให้มาก แต่จำเลยยังคงดื่มสุรามากทั้งที่รู้ว่าจะทำให้เมาขาดสติและประสาทหลอน ซึ่งจะเป็นโทษแก่จำเลยและเป็นเหตุให้จำเลยกระทำความผิดครั้งนี้ จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าขาดสติและประสาทหลอนมาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อขอให้ลงโทษสถานเบาขั้นต่ำสุดของกฎหมายและขอให้รอการลงโทษและที่จำเลยอ้างว่าจำเลยตกงาน ภริยามีรายได้คนเดียว ไม่พอกับค่าใช้จ่ายและหนี้สินครอบครัวกำลังเดือดร้อนทำให้จำเลยกลุ้มใจและเครียด จึงดื่มสุราและกระทำความผิดไปนั้น แต่ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมของกลางถุงผ้าใช้บรรจุทรัพย์ของผู้เสียหายที่จำเลยลักไป แสดงว่าจำเลยเตรียมการมาก่อนเพื่อจะกระทำความผิด มิได้กระทำความผิดเพราะความยากจน กำลังกลุ้มใจและเครียดจริง จึงไม่สมควรที่จะลงโทษขั้นต่ำสุดของกฎหมายและรอการลงโทษให้จำเลยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น จึงชอบและเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 90 ม. 91 ม. 334 ม. 358
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ชิตชัย กันแดง
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1260/2546
#50969
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้เช่าที่ดินซึ่งบางส่วนถูกเวนคืนโดยการเช่านั้นมีหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนการเช่าไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ และในวันที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดินที่ถูกเวนคืนดังกล่าวการเช่าที่ดินนั้นยังไม่ระงับ การที่ที่ดินบางส่วนที่โจทก์เช่าถูกเวนคืนย่อมทำให้โจทก์ขาดประโยชน์แห่งสิทธิการเช่าหรือเสียสิทธิที่จะได้ใช้ที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนนั้นหาผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้โดยชอบนับแต่วันที่เจ้าหน้าที่เข้าครอบครองที่ดินที่เช่าที่ถูกเวนคืนนั้นจนถึงวันครบกำหนดตามสัญญาเช่า ความเสียหายดังกล่าวเป็นความเสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดินที่ถูกเวนคืน โจทก์ผู้เช่าจึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯมาตรา 18(3)

คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ เฉพาะค่าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างโดยมิได้กำหนดเงินค่าทดแทนในการเช่าให้แก่โจทก์และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ กับโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างกันเมื่อวันที่ 24เมษายน 2540 ซึ่งเป็นกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา 10แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ซึ่งจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 120 วัน คือภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2540ตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง หากคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนในการเช่าซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับให้แก่โจทก์ด้วยแล้ว ผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ กับโจทก์ก็จะทำข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนส่วนนี้ในวันเดียวกันกับที่ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมฯ และต้องจ่ายเงินค่าทดแทนส่วนนี้ภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2540 เช่นกัน แม้คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ไม่ได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์แต่เมื่อศาลฎีกาคณะคดีปกครองได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์แล้ว ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนส่วนนี้เพิ่มขึ้นตามมาตรา 26 วรรคท้าย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินอัตราที่โจทก์ขอในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ต้องมีการจ่าย คือวันที่ 22สิงหาคม 2540

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,196,273.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว ค่าขาดประโยชน์ที่ไม่สามารถนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงเป็นค่าขาดประโยชน์ในอนาคตที่โจทก์คาดหมายเอาเอง ไม่ใช่ค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์ที่แท้จริง อันเนื่องจากโจทก์จะต้องออกจากที่ดินที่เช่าดังกล่าว จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เช่าบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการจากนายมานพ อยู่ทอง มีกำหนด 23 ปี 3 เดือน นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2529 เป็นต้นไปอัตราค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท ต่อมาที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ถูกเวนคืนบางส่วนโดยส่วนที่โจทก์เช่าถูกเวนคืนด้วย โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างบ้านไม้ชั้นเดียวรั้วสังกะสี ท่อระบายน้ำและค่าถมดินไปแล้วเท่านั้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนการเช่าอันเนื่องจากการไม่ได้ใช้ที่ดินที่เช่าจนครบกำหนดตามสัญญาเช่าหรือไม่ เพียงใดศาลฎีกาคณะคดีปกครอง เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18(3) ให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้เช่าที่ดิน โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นในที่ดินที่ต้องเวนคืนแต่การเช่านั้นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือซึ่งได้ทำไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 และการเช่านั้นยังมิได้ระงับไปในวันที่เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว แต่เงินค่าทดแทนในการเช่านี้พึงกำหนดให้เฉพาะที่ผู้เช่าได้เสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก่อนสัญญาเช่าระงับ โจทก์ได้เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ซึ่งบางส่วนถูกเวนคืนโดยการเช่านั้นมีหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนการเช่าไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ และในวันที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดินที่ถูกเวนคืนดังกล่าวการเช่าที่ดินนั้นยังไม่ระงับ การที่ที่ดินบางส่วนที่โจทก์เช่านั้น ถูกเวนคืนย่อมทำให้โจทก์ขาดประโยชน์แห่งสิทธิการเช่าหรือเสียสิทธิที่จะได้ใช้ที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนนั้นหาผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้โดยชอบนับแต่วันที่เจ้าหน้าที่เข้าครอบครองที่ดินที่เช่าที่ถูกเวนคืนนั้นจนถึงวันครบกำหนดตามสัญญาเช่า ความเสียหายดังกล่าวจึงเป็นความเสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดินที่ถูกเวนคืน กรณีเข้าหลักเกณฑ์ที่โจทก์ผู้เช่ามีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18(3) จึงมีปัญหาต่อไปว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนส่วนนี้เท่าใด โจทก์มีนายวัลลภ ตันฤดี พี่ชายโจทก์เบิกความว่าเกี่ยวกับที่ดินพิพาท พยานเป็นผู้ติดต่อกับนายมานพ อยู่ทองเจ้าของที่ดิน โดยให้โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินเนื้อที่ 1,000 ตารางวา ในการนี้ โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่นางวันนา แซ่ลิ้ม ผู้เช่าที่ดินพิพาทเดิมเพื่อเลิกสัญญาเป็นเงินประมาณ 2,500,000 บาท นอกจากนี้แล้วได้เสียค่าใช้จ่ายในการถมดิน จัดทำท่อระบายน้ำล้อมรั้วรอบที่ดิน ปลูกสร้างอาคารไม้ และทำถนนเชื่อมต่อกับถนนบางนา - ตราด เสียค่าใช้จ่ายไปทั้งสิ้น 3,500,000 บาท ต่อมาปี 2534 โจทก์ให้บริษัทวอลโว่ (ไทยแลนด์) จำกัด เช่าที่ดินแปลงนี้โดยได้ค่าเช่าเดือนละ 90,000 บาท ปี 2535 บริษัทดังกล่าวได้เลิกสัญญาเช่า โจทก์จึงให้นายเป้า แซ่เฮ้ง กับนางนคนารถ จำนงค์เช่าที่ดินแปลงนี้ต่อเพื่อใช้เก็บและจำหน่ายเสาเข็มมีกำหนด 5 ปี ปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 ค่าเช่าเดือนละ 60,000 บาท ส่วนปีที่ 4 และปีที่ 5 ค่าเช่าเดือนละ 70,000 บาท ผู้เช่าทั้งสองได้สั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระค่าเช่าล่วงหน้าให้แก่โจทก์ 60 ฉบับ หลังจากทำสัญญาเช่าแล้ว 10 เดือน ผู้เช่าจึงขอเลิกสัญญาเช่าเนื่องจากที่ดินพิพาทถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาในคดีนี้ ในระหว่างสัญญาเช่า 10 เดือนดังกล่าวนั้นโจทก์สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ครบถ้วน นายวัลลภเบิกความดังกล่าวเพื่อให้เชื่อว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 มีศักยภาพที่จะใช้ทำประโยชน์ให้ได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนมาก แต่โจทก์มีพยานเพียง 2 ปาก คือ นายวัลลภและตัวโจทก์เท่านั้น โจทก์ไม่ได้นำบุคคลอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ในแต่ละครั้งตามที่นายวัลลภเบิกความถึงและหลักฐานการชำระเงินใด ๆ ดังกล่าว มาสนับสนุน ทั้งตัวโจทก์เองก็ไม่ได้เบิกความถึงเลยว่าโจทก์ได้เสียค่าใช้จ่ายให้แก่นางวันนาผู้เช่าเดิมเป็นค่าตอบแทนการยอมเลิกเช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อให้โจทก์เป็นผู้เช่าต่อรวมกับค่าใช้จ่ายในการพัฒนาที่ดินส่วนที่เช่ารวมเป็นเงินถึง 6,000,000 บาท คำเบิกความของนายวัลลภในส่วนนี้จึงไม่น่าเชื่อ ส่วนที่เบิกความว่า ได้ให้บริษัทวอลโว่ (ไทยแลนด์) จำกัด เช่าช่วงที่ดินแปลงนี้เดือนละ 90,000 บาท ก็มีคำเบิกความลอย ๆ ของนายวัลลภเพียงผู้เดียวไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน และสัญญาแบ่งเช่าที่ดินบางส่วน ก็ไม่ได้จดทะเบียนการเช่าไว้ทั้งตามสัญญาดังกล่าวก็ระบุว่าทำกันในวันที่ 7 ธันวาคม 2536 ภายหลังวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ แล้วและเช็คที่อ้างว่าเป็นเช็คที่จ่ายเป็นเงินค่าเช่าช่วงตามสัญญาแบ่งเช่าที่ดินบางส่วน ก็ลงวันที่สั่งจ่ายภายหลังจากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ เกินกว่า 1 ปี เป็นต้นไปทั้งสิ้น พยานหลักฐานส่วนนี้จึงเป็นพยานหลักฐานที่สามารถสร้างขึ้นเพื่อนำมาใช้ขอเรียกเงินค่าทดแทนให้สูงขึ้นได้ ประกอบกับโจทก์ไม่มีหลักฐานอื่นใดที่มาแสดงให้เห็นได้ว่าผู้ที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้เช่าช่วงที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ได้เข้ามาประกอบกิจการในที่ดินแปลงนี้และได้ผลตอบแทนจากการประกอบกิจการคุ้มค่ากับค่าเช่าตามสัญญาดังกล่าวทั้งตามรูปแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ 150409 และแผนผังแสดงบริเวณสิ่งปลูกสร้างถูกเขตทางด้านทิศใต้ของที่ดินแปลงนี้อยู่ติดลำรางสาธารณประโยชน์ และทิศใต้ของลำรางสาธารณประโยชน์ส่วนน้อยที่อยู่ติดถนนบางนา - ตราด นอกนั้นอยู่ติดที่ดินแปลงอื่นที่ดินโฉนดเลขที่ 150409ไม่ได้อยู่ติดต่อโดยตรงกับถนนบางนา - ตราด จากสภาพและที่ตั้งของที่ดินดังกล่าวกับข้อพิรุธของพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวกับอัตราค่าเช่าที่ดินที่โจทก์เสียให้แก่เจ้าของที่ดินเพียงเดือนละ 2,000 บาท จึงไม่เชื่อว่า โจทก์จะมีรายได้จากการให้เช่าช่วงที่ดินที่โจทก์เช่ามาดังกล่าวถึงปีละ 1,000,000 บาท ดังฟ้องโจทก์ ตามหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดิน นายมานพ อยู่ทอง เจ้าของที่ดินแปลงนี้แบ่งที่ดินให้โจทก์เช่าเนื้อที่ 2.51 ไร่หรือ 1,004 ตารางวา และแปลนสิ่งปลูกสร้างที่ดินส่วนที่โจทก์เช่ามาถูกเวนคืนเนื้อที่2 ไร่ 1 งาน 5 ตารางวา ยังเหลือที่ดินส่วนที่เช่าอีก 99 ตารางวา ส่วนวันที่เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดินที่เช่าที่ถูกเวนคืนนั้น โจทก์และจำเลยไม่ได้นำสืบว่าเป็นวันใด แต่โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างเมื่อวันที่ 28พฤษภาคม 2540 ตามสำเนา อันเป็นวันที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้วตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 13 วรรคสอง โจทก์จึงต้องออกจากสิ่งปลูกสร้างและที่ดินที่โจทก์เช่าในส่วนที่ถูกเวนคืนนับแต่วันดังกล่าวซึ่งก่อนหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดินระงับในวันที่ 6 มกราคม 2553 เป็นเวลา 12 ปี 7 เดือนเศษ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองได้คำนึงถึงทำเลที่ตั้งและสภาพที่ดินที่โจทก์เช่า ซึ่งมีรั้วสังกะสีที่หักพัง ไม่ปรากฏร่องรอยการใช้ที่ดินแปลงนี้ประกอบธุรกิจใดเป็นหลัก ระยะเวลาที่โจทก์จะต้องออกจากที่ดินที่เช่าในส่วนที่ถูกเวนคืนก่อนสัญญาเช่าระงับดังกล่าวและอัตราค่าเช่าที่ดินที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่เจ้าของที่ดิน และเงินค่าทดแทนส่วนนี้ที่โจทก์จะได้รับในคราวเดียวพร้อมดอกเบี้ยแล้ว เห็นว่า เงินค่าทดแทนในการเช่าที่เป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมคือจำนวน 1,200,000 บาท คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เฉพาะค่าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างโดยมิได้กำหนดเงินค่าทดแทนในการเช่าให้แก่โจทก์และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ กับโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างกันเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ซึ่งจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 120 วัน คือภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2540 ตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง หากคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนในการเช่าซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับให้แก่โจทก์ด้วยแล้ว ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ กับโจทก์ก็น่าจะทำข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนส่วนนี้ในวันเดียวกันกับที่ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมฯ และต้องจ่ายเงินค่าทดแทนส่วนนี้ภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2540 เช่นกันแม้คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ไม่ได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์แต่เมื่อศาลฎีกาคณะคดีปกครองได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์แล้ว กรณีพอถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนส่วนนี้เพิ่มขึ้นตามมาตรา 26 วรรคท้าย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินอัตราที่โจทก์ขอด้วยในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ต้องมีการจ่าย คือวันที่ 22 สิงหาคม2540 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาคณะคดีปกครองไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 12 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 ม. 10 ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 18 (3) ม. 26 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วัลโรจน์ ตันฤดี
จำเลย — กรมทางหลวง
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
กำพล ภู่สุดแสวง
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1255/2546
#49867
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยอ้างว่า เงินค่าธรรมเนียมศาลมีจำนวนสูงมาก ไม่สามารถหาเงินได้ทันได้ติดต่อขอกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นไว้แล้ว แต่มีเหตุขัดข้องผู้ให้กู้ไม่สามารถนำเงินมาให้แก่จำเลยในขณะนี้ได้นั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาค้ำประกัน และสัญญาจำนองเป็นเงินจำนวน 12,575,818.85บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาในวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าติดธุระเกี่ยวกับการรังวัดที่ดิน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เหตุที่ทนายจำเลยที่ 2 อ้างมิใช่เหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ ให้ยกคำร้อง และถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีพยานมาสืบ จึงให้งดสืบพยาน จำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 12,575,818.85บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี แต่มิให้เกินอัตราสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศธนาคารโจทก์ ของต้นเงิน10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี แต่จำเลยที่ 2 มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2

ก่อนครบกำหนดยื่นอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมและยื่นอุทธรณ์มาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมได้ หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมอีก 3 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตทุกครั้ง ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมอีกโดยอ้างว่าค่าธรรมเนียมศาลเป็นเงินจำนวนมาก จำเลยที่ 2 ยังไม่สามารถหาเงินมาวางต่อศาลได้ จึงขอขยายระยะเวลานับจากวันที่23 กุมภาพันธ์ 2544 จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2544

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องมิใช่เหตุสมควรและศาลขยายระยะเวลาให้จำเลยที่ 2 มาหลายครั้งแล้ว จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน และไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฉบับ ลงวันที่18 ธันวาคม 2543 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดตามอุทธรณ์ทั้งสองฉบับให้จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมาสู่ศาลฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาจำเลยที่ 2ว่า กรณีที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้ให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา โดยอ้างว่ามีพฤติการณ์พิเศษตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่ศาลชั้นต้นสมควรอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ตามขอได้หรือไม่นั้น พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 อ้างในคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลต่อศาลชั้นต้นลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544ว่าเงินค่าธรรมเนียมศาลมีจำนวนสูงมาก ไม่สามารถหาเงินได้ทัน จำเลยที่ 2 ได้ติดต่อขอกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นไว้แล้ว แต่มีเหตุขัดข้องผู้ให้กู้ไม่สามารถนำเงินมาให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ในขณะนี้นั้น พฤติการณ์ดังที่จำเลยที่ 2 อ้างนั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมให้ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
จำเลย — นางสาว จุติมา ผาสุก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2546
#49866
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือเลิกจ้างของบริษัทจำเลยจัดทำขึ้นเป็นสองภาษาคือภาษาอังกฤษและภาษาไทยในฉบับเดียวกัน แม้จำเลยจะเป็นบริษัทต่างประเทศแต่ก็ประกอบกิจการในประเทศไทย และโจทก์กับลูกจ้างอื่น ๆ ของจำเลยก็เป็นคนไทย ดังนั้น แม้หนังสือดังกล่าวจะไม่มีการระบุไว้ชัดแจ้งว่า หากข้อความที่เป็นภาษาอังกฤษกับข้อความที่เป็นภาษาไทยแตกต่างกันให้ใช้ข้อความภาษาอังกฤษเป็นหลัก กรณีจึงต้องถือว่ามิอาจหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณีได้ว่าจะใช้ภาษาใดบังคับ จึงต้องถือตามข้อความที่เป็นภาษาไทยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 14 เมื่อข้อความภาษาไทยระบุถึงเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ละเลยต่อหน้าที่การงานขาดความรับผิดชอบและประสิทธิภาพในการทำงานของโจทก์ไม่เป็นที่ยอมรับของจำเลย อันมิใช่สาเหตุที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 จำเลยจะยกเหตุตามมาตราดังกล่าวมาอ้างเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ในภายหลังหาได้ไม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรคสาม จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 ที่ระบุกรณีนายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้าง หากมิได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิก นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้นั้น หมายถึง จำเลยผู้เป็นนายจ้างจะยกเหตุอื่นเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้หากมิได้ระบุเหตุผลดังกล่าวไว้ในหนังสือเลิกจ้างเท่านั้น ไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในเรื่องที่จำเลยอ้างว่าไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ด้วย ฉะนั้น แม้ในหนังสือเลิกจ้างจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์ละเลยต่อหน้าที่การงานและขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย จำเลยก็สามารถยกเหตุการณ์การกระทำผิดอื่น ๆของโจทก์ขึ้นต่อสู้เพื่อไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ซ่อมบำรุง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 16,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างเหตุว่าโจทก์ละเลยต่อหน้าที่การงาน ซึ่งไม่เป็นความจริง โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 1 ปีแต่ไม่ครบ 3 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายจำนวน 90 วันคิดเป็นเงิน 49,500 บาท นอกจากนี้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 56 วัน คิดเป็นเงิน 30,800 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 30,800 บาท และค่าชดเชยจำนวน 49,500 บาทแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งช่างเทคนิค มีหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบ ดูแล บำรุงรักษาและซ่อมแซมอุปกรณ์การผลิต เครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องจักรกลต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 49,500 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 30,800 บาท รวมเป็นเงิน 80,300 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยจะยกข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร มาเป็นเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ความว่าตามหนังสือเลิกจ้างของจำเลยเอกสารหมาย ล.14 มีข้อความภาษาอังกฤษระบุเหตุผลที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์อย่างชัดเจนว่า โจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงซึ่งเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยตามคำให้การ แม้หนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.14 จะมีข้อความเป็นภาษาไทยอยู่ด้วยก็ตาม ก็ต้องใช้ข้อความที่เป็นภาษาอังกฤษจึงจะสามารถหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณีได้เนื่องจากจำเลยเป็นบริษัทของชาวต่างประเทศและกรรมการของจำเลยทั้งหมดก็เป็นชาวต่างประเทศ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 14 บัญญัติว่า "ในกรณีที่เอกสารทำขึ้นไว้หลายภาษา ไม่ว่าจะเป็นฉบับเดียวกันหรือหลายฉบับก็ตามโดยมีภาษาไทยด้วย ถ้าข้อความในหลายภาษานั้นแตกต่างกันและมิอาจหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณีได้ว่าจะใช้ภาษาใดบังคับ ให้ถือตามภาษาไทย"ข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.14 ว่า จำเลยได้จัดทำขึ้นเป็นสองภาษาคือภาษาอังกฤษและภาษาไทยในฉบับเดียวกัน แม้จำเลยจะเป็นบริษัทต่างประเทศตามที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่จำเลยก็ประกอบกิจการในประเทศไทยและโจทก์หรือลูกจ้างอื่น ๆ ของจำเลยก็เป็นคนไทย ฉะนั้นเมื่อเอกสารหมาย ล.14 มิได้มีข้อความระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่าในกรณีที่ข้อความที่เป็นภาษาอังกฤษและข้อความที่เป็นภาษาไทยแตกต่างกันให้ใช้ข้อความส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก จึงต้องถือว่าเป็นกรณีที่มิอาจหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณีได้ว่าจะใช้ภาษาใดบังคับและต้องถือตามข้อความที่เป็นภาษาไทยตามบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งข้อความที่เป็นภาษาไทยระบุถึงเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ละเลยต่อหน้าที่การงาน ขาดความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายและประสิทธิภาพในการทำงานของโจทก์ไม่เป็นที่ยอมรับของจำเลย สาเหตุที่จำเลยระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.14 มิใช่สาเหตุที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 ฉะนั้น จำเลยจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ในภายหลังหาได้ไม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสาม จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ข้อห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้" นั้น หมายถึงจำเลยจะยกเหตุอื่นเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้หากมิได้ระบุเหตุดังกล่าวไว้ในหนังสือเลิกจ้างเท่านั้นไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในเรื่องที่จำเลยอ้างว่าไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ด้วย ฉะนั้น แม้ในหนังสือเลิกจ้างจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์ละเลยต่อหน้าที่การงานและขาดความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายจำเลยก็สามารถยกเหตุการณ์การกระทำผิดอื่น ๆ ของโจทก์ตามที่ระบุไว้ในคำให้การขึ้นต่อสู้เพื่อไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยไม่อาจยกข้อต่อสู้ตามคำให้การมาเป็นเหตุไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ได้นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น คดีจึงยังมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ได้กระทำการตามที่จำเลยให้การต่อสู้คดี และจะเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ ซึ่งศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยมา จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาในปัญหาดังกล่าวต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาวินิจฉัยข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยว่า จำเลยจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ แล้วมีคำพิพากษาไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 14 ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อาณัตชัย โภชนกุล
จำเลย — บริษัท คาทูนนาทีเซมป์คอร์ป (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2546
#50749
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำหนังสือเลิกจ้างเป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทยในฉบับเดียวกัน แม้จำเลยจะเป็นบริษัทต่างประเทศ แต่จำเลยก็ประกอบกิจการในประเทศไทยและโจทก์หรือลูกจ้างอื่น ๆ ของจำเลยก็เป็นคนไทย ฉะนั้นเมื่อมิได้มีข้อความระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่าในกรณีที่ข้อความที่เป็นภาษาอังกฤษและข้อความที่เป็นภาษาไทยแตกต่างกันให้ใช้ข้อความส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก จึงต้องถือว่าเป็นกรณีที่มิอาจหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณีได้ว่าจะใช้ภาษาใดบังคับและต้องถือตามข้อความที่เป็นภาษาไทยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 14

ข้อความภาษาไทยระบุถึงเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ละเลยต่อหน้าที่การงาน ขาดความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายและประสิทธิภาพในการทำงานของโจทก์ไม่เป็นที่ยอมรับของจำเลย สาเหตุที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวมิใช่สาเหตุที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 ฉะนั้น จำเลยจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หาได้ไม่ตามมาตรา 17 วรรคสาม

ข้อห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสาม หมายถึงจำเลยจะยกเหตุอื่นเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้หากมิได้ระบุเหตุดังกล่าวไว้ในหนังสือเลิกจ้างเท่านั้น ไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในเรื่องที่จำเลยอ้างว่าไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ด้วย ฉะนั้นแม้ในหนังสือเลิกจ้างจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์ละเลยต่อหน้าที่การงานและขาดความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย จำเลยก็สามารถยกเหตุการณ์การกระทำผิดอื่น ๆของโจทก์ตามที่ระบุไว้ในคำให้การขึ้นต่อสู้เพื่อไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ซ่อมบำรุง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 16,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างเหตุว่าโจทก์ละเลยต่อหน้าที่การงาน ซึ่งไม่เป็นความจริง โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 1 ปีแต่ไม่ครบ 3 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายจำนวน 90 วัน คิดเป็นเงิน 49,500 บาท นอกจากนี้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 56 วัน คิดเป็นเงิน 30,800 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 30,800 บาท และค่าชดเชยจำนวน 49,500 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งช่างเทคนิค มีหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบ ดูแล บำรุงรักษาและซ่อมแซมอุปกรณ์การผลิต เครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องจักรกลต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 49,500 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 30,800 บาท รวมเป็นเงิน 80,300 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยจะยกข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร มาเป็นเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ความว่า ตามหนังสือเลิกจ้างของจำเลยเอกสารหมาย ล.14 มีข้อความภาษาอังกฤษระบุเหตุผลที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์อย่างชัดเจนว่า โจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงซึ่งเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยตามคำให้การแม้หนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.14 จะมีข้อความเป็นภาษาไทยอยู่ด้วยก็ตาม ก็ต้องใช้ข้อความที่เป็นภาษาอังกฤษจึงจะสามารถหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณีได้เนื่องจากจำเลยเป็นบริษัทของชาวต่างประเทศและกรรมการของจำเลยทั้งหมดก็เป็นชาวต่างประเทศเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 14 บัญญัติว่า "ในกรณีที่เอกสารทำขึ้นไว้หลายภาษา ไม่ว่าจะเป็นฉบับเดียวกันหรือหลายฉบับก็ตามโดยมีภาษาไทยด้วย ถ้าข้อความในหลายภาษานั้นแตกต่างกัน และมิอาจหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณีได้ว่าจะใช้ภาษาใดบังคับ ให้ถือตามภาษาไทย"ข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.14 ว่า จำเลยได้จัดทำขึ้นเป็นสองภาษาคือภาษาอังกฤษและภาษาไทยในฉบับเดียวกันแม้จำเลยจะเป็นบริษัทต่างประเทศตามที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่จำเลยก็ประกอบกิจการในประเทศไทยและโจทก์หรือลูกจ้างอื่น ๆ ของจำเลยก็เป็นคนไทย ฉะนั้นเมื่อเอกสารหมาย ล.14 มิได้มีข้อความระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่าในกรณีที่ข้อความที่เป็นภาษาอังกฤษและข้อความที่เป็นภาษาไทยแตกต่างกันให้ใช้ข้อความส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก จึงต้องถือว่าเป็นกรณีที่มิอาจหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณีได้ว่าจะใช้ภาษาใดบังคับและต้องถือตามข้อความที่เป็นภาษาไทยตามบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งข้อความเป็นภาษาไทยระบุถึงเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ละเลยต่อหน้าที่การงาน ขาดความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายและประสิทธิภาพในการทำงานของโจทก์ไม่เป็นที่ยอมรับของจำเลยสาเหตุที่จำเลยระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.14 มิใช่สาเหตุที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 119 ฉะนั้น จำเลยจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ในภายหลังหาได้ไม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17 วรรคสาม จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ข้อห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้" นั้น หมายถึงจำเลยจะยกเหตุอื่นเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ หากมิได้ระบุเหตุดังกล่าวไว้ในหนังสือเลิกจ้างเท่านั้นไม่รวมถึงข้อต่อสู้ในเรื่องที่จำเลยอ้างว่าไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ด้วย ฉะนั้น แม้ในหนังสือเลิกจ้างจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์ละเลยต่อหน้าที่การงานและขาดความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย จำเลยก็สามารถยกเหตุการณ์การกระทำผิดอื่น ๆ ของโจทก์ตามที่ระบุไว้ในคำให้การขึ้นต่อสู้เพื่อไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยไม่อาจยกข้อต่อสู้ตามคำให้การมาเป็นเหตุไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ได้นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น คดีจึงยังมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ได้กระทำการตามที่จำเลยให้การต่อสู้คดี และจะเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ ซึ่งศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาในปัญหาดังกล่าวต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาวินิจฉัยข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยว่าจำเลยจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ แล้วมีคำพิพากษาไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 14 ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อาณัตชัย โภชนกุล
จำเลย — บริษัท คาทูนนาทีเซมป์คอร์ป (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา