คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4167/2564
#680826
เปิดฉบับเต็ม

แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่ทำหรือจัดการทรัพย์ของโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้าน แต่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 ข้อ 5 ให้คำนิยาม เจ้าหน้าที่พัสดุ หมายความว่า พนักงานส่วนตำบลหรือข้าราชการอื่นที่ปฏิบัติงานในองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ประธานกรรมการบริหารแต่งตั้งหรือมอบหมายให้มีหน้าที่หรือปฏิบัติงานเกี่ยวกับการพัสดุตามระเบียบนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่ทำหรือจัดการเงินที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมออนุมัติแล้วการที่จำเลยที่ 1 เสนอรายงานขอจ้างเหมาติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านตามโครงการดังกล่าวโดยวิธีตกลงราคาพร้อมรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างต่อจำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำและจัดการทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานทำหรือจัดการทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 (เดิม) และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 (เดิม) อันเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 157 (เดิม) ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ส่วนจำเลยที่ 2 คงได้ความแต่ว่า จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ มีหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้อบัญญัติ ระเบียบและข้อบังคับของทางราชการ มีอำนาจสั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการขององค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างองค์การบริหารส่วนตำบล กับมีอำนาจในการอนุมัติสั่งซื้อสั่งจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 ซึ่งจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเป็นผู้อนุมัติเห็นชอบตามที่จำเลยที่ 1 เสนอมาเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อทรัพย์ใด ๆ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 147, 151, 157 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 100,000 บาท แก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุก 3 ปี 4 เดือน ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนโยธา องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ มีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ มีอำนาจสั่งซื้อสั่งจ่ายให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 จำเลยที่ 3 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปและจำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้าง เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2547 สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอมีมติในการประชุมสมัยวิสามัญ สมัยที่ 1 ครั้งที่ 2 อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้าน เป็นเงิน 100,000 บาท โดยกำหนดรายละเอียดโครงการว่า ติดตั้งป้ายกระจกโค้ง จำนวน 10 ชุด ป้ายทางโค้ง จำนวน 6 ป้าย กันเลนบริเวณ 3 แยก 2 จุด ลูกระนาด จำนวน 30 จุด และป้ายลดความเร็ว จำนวน 6 ป้าย ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุเสนอรายงานขอจ้างเหมาติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านตามโครงการดังกล่าวโดยวิธีตกลงราคา แต่ไม่มีรายการประมาณการค่าดำเนินการแยกแต่ละรายการ และไม่มีการเสนอแต่งตั้งผู้ควบคุมงาน มีเพียงวงเงินรวมที่ตั้งไว้ พร้อมรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างต่อจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้สั่งจ้างพิจารณา จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นชอบและลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจการจ้าง วันที่ 15 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 3 เสนอทำงานดังกล่าวเป็นเงิน 100,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 6,542.10 บาท กำหนดเวลาส่งมอบงานภายใน 30 วัน นับถัดจากวันเริ่มทำสัญญา จำเลยที่ 2 ตกลงจ้างเหมาจำเลยที่ 3 ติดตั้งสัญลักษณ์จราจรดังกล่าว เป็นเงิน 100,000 บาท กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 14 เมษายน 2547 ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำบันทึกรายงานการก่อสร้างประจำวันโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้าน วันที่ 29 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 3 มีหนังสือขอส่งมอบงานต่อจำเลยที่ 2 ว่า ทำการแล้วเสร็จถูกต้องตามสัญญาจ้าง ขอให้คณะกรรมการตรวจการจ้างตรวจรับงาน หากถูกต้องแล้วขอให้เบิกจ่ายเงินให้จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกเสนอจำเลยที่ 2 ว่า เห็นควรแจ้งคณะกรรมการตรวจการจ้างตรวจรับงานจ้างเพื่อเบิกจ่ายเงินให้ผู้รับเหมาต่อไป จำเลยที่ 2 แจ้งคณะกรรมการตรวจการจ้างทราบ ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำบันทึกเสนอประธานคณะกรรมการตรวจการจ้างว่าได้ควบคุมงานตั้งแต่วันที่ผู้รับเหมาเริ่มทำงานและผู้รับเหมาทำงานเสร็จเรียบร้อยถูกต้องเป็นไปตามรายละเอียดแบบแปลนขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ วันที่ 31 มีนาคม 2547 คณะกรรมการตรวจการจ้างเสนอจำเลยที่ 2 ว่า ผู้รับเหมาส่งมอบงานถูกต้องครบถ้วนตามแบบ รูป และรายละเอียดทุกประการ สมควรเบิกจ่ายเงิน 100,000 บาท ให้ผู้รับเหมา จำเลยที่ 2 จึงอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินให้ผู้รับเหมา วันที่ 2 เมษายน 2547 มีการเบิกจ่ายเงิน 100,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 โดยหักภาษี ณ ที่จ่าย 1,000 บาท โดยการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสียสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น กับจำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 1 ปัญหาต้องพิจารณามีว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ทำและจัดการเงินจำนวน 100,000 บาท ที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมออนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนได้ความว่า เมื่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอมีมติอนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้าน เป็นเงิน 100,000 บาท แล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุเสนอรายงานขอจ้างเหมาติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านตามโครงการดังกล่าวโดยวิธีตกลงราคาพร้อมรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างต่อจำเลยที่ 2 แม้ข้อเท็จจริงทางไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่ทำหรือจัดการทรัพย์ของโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านก็ตาม แต่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 ข้อ 5 ให้คำนิยาม เจ้าหน้าที่พัสดุ หมายความว่า พนักงานส่วนตำบลหรือข้าราชการอื่นที่ปฏิบัติงานในองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ประธานกรรมการบริหารแต่งตั้งหรือมอบหมายให้มีหน้าที่หรือปฏิบัติงานเกี่ยวกับการพัสดุตามระเบียบนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่ทำหรือจัดการเงินจำนวน 100,000 บาท ที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมออนุมัติแล้ว การที่จำเลยที่ 1 เสนอรายงานขอจ้างเหมาติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านตามโครงการดังกล่าวโดยวิธีตกลงราคาพร้อมรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างต่อจำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำและจัดการทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานทำหรือจัดการทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ปัญหาต้องพิจารณามีว่า จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ซื้อ จ้างโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใด อย่างไร ได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ ให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้อบัญญัติ ระเบียบและข้อบังคับของทางราชการ มีอำนาจสั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการขององค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างองค์การบริหารส่วนตำบล กับมีอำนาจในการอนุมัติสั่งซื้อสั่งจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2538 ส่วนการซื้อการจ้างโดยวิธีตกลงราคาคดีนี้ ทางไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เสนอรายงานขอจ้างติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านตามโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านโดยวิธีตกลงราคาพร้อมรายชื่อคณะกรรมการตรวจการจ้างต่อจำเลยที่ 2 เพื่อให้ความเห็นชอบ ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ให้ความเห็นชอบตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ เห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเป็นผู้อนุมัติเห็นชอบตามที่จำเลยที่ 1 เสนอมาเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อทรัพย์ใด ๆ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) และเมื่อวินิจฉัยข้างต้นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) แล้ว ประกอบกับจำเลยที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ หรือจัดการทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ทั้งเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 157 (เดิม) ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตามศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่ 3 โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน เห็นว่า โทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้น เป็นอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่ำกว่านี้ได้อีก แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคำเบิกความของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นควรลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสาม ส่วนที่จำเลยที่ 3 ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการช่วยส่งเสริมให้เจ้าพนักงานกระทำโดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอและมีผลกระทบต่องบประมาณของรัฐในการพัฒนาประเทศทำให้รัฐต้องเสียหาย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ลำพังจำเลยที่ 3 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องรับผิดชอบต่อบุพการี ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์จำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี 2 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 147 ม. 151 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 — นายทิษณุ เพ็งไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4163/2564
#664350
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.1406/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรีซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 ได้ฟ้องโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้มอบอำนาจหรือยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าห้องชุดพิพาทกับโจทก์ โจทก์บุกรุกเข้าอาศัยในห้องชุดพิพาทเป็นการละเมิดจำเลยที่ 2 ขอให้โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องชุดพิพาทพร้อมชดใช้ค่าเสียหาย ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องชุดพิพาทกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ยินยอมหรือไม่ และโจทก์อยู่อาศัยในห้องชุดพิพาทเป็นการทำละเมิดต่อจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งตามสัญญาเช่า โจทก์ได้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าจนครบกำหนดเวลาเช่า ต่อมาโจทก์ จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจะไม่ได้ตกลงกันในทุกประเด็นที่มีการฟ้องก็ตาม ก็ถือได้ว่ามีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีแล้วและศาลจังหวัดมีนบุรีได้พิพากษาตามยอมมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 2 นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 ที่ระบุว่า โจทก์และจำเลย (จำเลยที่ 2 และโจทก์คดีนี้) ไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ กันอีกย่อมหมายรวมถึง ค่าเช่าล่วงหน้าตามสัญญาเช่าที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ด้วย โจทก์จึงถูกปิดปากด้วยข้อสัญญาดังกล่าวมิอาจฟ้องค่าเช่าล่วงหน้าที่โจทก์ยังอยู่อาศัยในห้องชุดพิพาทไม่ครบกำหนดได้ และการที่โจทก์ฟ้องขอเรียกค่าเช่าล่วงหน้าดังกล่าวเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำเฉพาะจำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองอ้างว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องชุดพิพาทกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เจ้าของห้องชุดพิพาท ในลักษณะจำเลยที่ 2 เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่ากับโจทก์ มิใช่กระทำเป็นส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าตามสัญญาเช่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินคืนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 8,947,805.36 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 8,933,120.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 8,947,805.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,933,120.78 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 222/363, 222/364 และ 222/406 จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 นำห้องชุดพิพาททั้งสามห้องมาให้โจทก์เช่าเป็นระยะเวลา 5 ปี โจทก์ชำระค่าเช่าล่วงหน้าครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2559 จำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดมีนบุรี คดีหมายเลขดำที่ 548/2559 หมายเลขแดงที่ พ.1406/2559 ขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากห้องชุดที่พิพาท วันที่ 22 สิงหาคม 2559 จำเลยที่ 2 ในฐานะโจทก์กับโจทก์ในฐานะจำเลยในคดีดังกล่าวได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า ข้อ 1 โจทก์และจำเลยตกลงกันได้โดยจำเลยยินยอมส่งมอบห้องชุดเลขที่ 222/363 และ 222/364 คืนให้โจทก์พร้อมขนย้ายทรัพย์สินภายในวันที่ 30 กันยายน 2559 ส่วนห้องชุดเลขที่ 222/406 จำเลยจะส่งมอบห้องเช่าคืนภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อ 2 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อ 1 ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากค่าเช่าที่โจทก์ไม่ได้รับของห้องชุด 222/363 และ 222/364 เดือนละ 100,000 บาท ข้อ 3 โจทก์และจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ กันอีก ข้อ 4 โจทก์และจำเลยตกลงตามข้อ 1 ถึงข้อ 3 และศาลจังหวัดมีนบุรีพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.1406/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรีหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.1406/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรีซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 ได้ฟ้องโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้มอบอำนาจหรือยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าห้องชุดพิพาทกับโจทก์ โจทก์บุกรุกเข้าอาศัยในห้องชุดพิพาทเป็นการละเมิดจำเลยที่ 2 ขอให้โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องชุดพิพาทพร้อมชดใช้ค่าเสียหาย ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องชุดพิพาทกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ยินยอมหรือไม่ และโจทก์อยู่อาศัยในห้องชุดพิพาทเป็นการทำละเมิดต่อจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งตามสัญญาเช่า โจทก์ได้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าจนครบกำหนดเวลาเช่า ต่อมาโจทก์ จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจะไม่ได้ตกลงกันในทุกประเด็นที่มีการฟ้องก็ตาม ก็ถือได้ว่ามีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีแล้วและศาลจังหวัดมีนบุรีได้พิพากษาตามยอมมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 2 นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ที่ระบุว่า โจทก์และจำเลย (จำเลยที่ 2 และโจทก์คดีนี้) ไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ กันอีกย่อมหมายรวมถึง ค่าเช่าล่วงหน้าตามสัญญาเช่าที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ด้วย โจทก์จึงถูกปิดปากด้วยข้อสัญญาดังกล่าวมิอาจฟ้องค่าเช่าล่วงหน้าที่โจทก์ยังอยู่อาศัยในห้องชุดพิพาทไม่ครบกำหนดได้ และการที่โจทก์ฟ้องขอเรียกค่าเช่าล่วงหน้าดังกล่าวเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำเฉพาะจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอ้างว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าห้องชุดพิพาทกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เจ้าของห้องชุดพิพาท ในลักษณะจำเลยที่ 2 เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่ากับโจทก์ มิใช่กระทำเป็นส่วนตัวของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าตามสัญญาเช่าคืนแก่โจทก์ ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ป.
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวจิรารส พร้อมปริศนา
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ เย็นยิ่ง
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
รัชนี สุขใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4138/2564
#680733
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การต่อสู้ว่า ตนเองมีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทดีกว่าโจทก์ แต่จำเลยกลับให้การต่อมาว่า โจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ยอมชำระค่าเช่าตั้งแต่ปี 2553 ต่อมาปี 2555 โจทก์รับโอนที่ดินมาจากมารดา การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขับไล่จำเลยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2560 คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ จึงเห็นได้ว่าคำให้การในตอนต้นของจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่พิพาท ส่วนคำให้การในตอนหลังกลับยอมรับสิทธิของโจทก์เรื่องจำเลยไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ คำให้การของจำเลยจึงขัดแย้งกันเอง เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง

จำเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ แม้ที่ดินส่วนนี้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ตาม แต่ก็เพียงทำให้โจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้เท่านั้น แต่ระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นราษฎรด้วยกัน การที่จำเลยเช่าที่ดินส่วนที่ไม่มีเอกสารสิทธิเนื้อที่ 23 ไร่ 96 ตารางวาจากโจทก์ โดยจำเลยยอมเสียค่าเช่าหรือค่าตอบแทนแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลย การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการอาศัยสิทธิของโจทก์ จึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทส่วนนี้ดีกว่าจำเลย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารกับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 และที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิของโจทก์ ห้ามมิให้จำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ต่อไป และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 60,000 บาท กับค่าเสียหายรายปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวาร โดยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 และที่ดินมือเปล่ารวมเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ ตามกรอบสีแดงในแผนที่พิพาท กับห้ามมิให้จำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินแปลงพิพาทของโจทก์อีกต่อไป ให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 60,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นรายปี ๆ ละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 18 สิงหาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินแปลงพิพาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติม ต่อมาจำเลยยื่นคำแถลงขออนุญาตวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมและยื่นคำร้องขออ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์พร้อมขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีหมายแจ้งคำสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมให้ถูกต้องครบถ้วน แต่จำเลยและทนายจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วเพิกเฉยไม่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่ขาดให้ครบภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือได้ว่าจำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 ประกอบมาตรา 246 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 6 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 6,000 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ส่วนคำแถลงขออนุญาตวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำแถลงเกินระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ทั้งไม่ปรากฏเหตุขัดข้องที่จำเลยไม่อาจวางเงินภายในกำหนดเวลาได้ จึงไม่อนุญาต ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องขออ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์พร้อมบัญชีระบุพยานชั้นอุทธรณ์ คำร้องขอส่งคำคู่ความและคำแถลงประกอบการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 นั้น เห็นว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นเอกชนว่าใครเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทดีกว่ากัน มิใช่ข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับรัฐ เอกสารท้ายคำร้องและคำแถลงดังกล่าวของจำเลยจึงไม่ใช่พยานหลักฐานซึ่งจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานนั้นเพื่อให้การวินิจฉัยข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม ประกอบมาตรา 246 จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง ส่วนคำแถลงประกอบการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้รวมสำนวนไว้

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติว่า จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยระบุทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ 600,000 บาท เสียค่าขึ้นศาลมา 12,000 บาท และค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 19 มิถุนายน 2562 ว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 60,000 บาท และค่าเสียหายอีกปีละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท จำเลยอุทธรณ์ ขอให้พิพากษากลับเป็นยกฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 660,000 บาท ต้องชำระค่าขึ้นศาล 13,200 บาท แต่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลเพียง 12,000 บาท เป็นการไม่ถูกต้อง และให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อน หากจำเลยไม่ชำระภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นออกหมายนัดลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 แจ้งจำเลยและทนายจำเลยให้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 และปรากฏตามรายงานการเดินหมายว่าส่งหมายแจ้งให้จำเลยทราบโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2562 และส่งหมายแจ้งให้ทนายจำเลยทราบโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฝ่ายจำเลยไม่มาศาลและไม่ได้ติดต่อแจ้งเหตุขัดข้องและจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 เกี่ยวกับการชำระค่าขึ้นศาลให้ถูกต้อง ศาลชั้นต้นจึงงดอ่านคำพิพากษาและส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่ขาดให้ครบภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงถือว่าจำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 ประกอบมาตรา 246 และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความและอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ 526-527/2562 ฉบับลงวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ว่า จำเลยยื่นคำแถลงขออนุญาตวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมนั้น จำเลยยื่นคำแถลงดังกล่าวเกินระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ทั้งไม่ปรากฏเหตุขัดข้องที่จำเลยไม่อาจวางเงินภายในกำหนดเวลาได้ จึงไม่อนุญาต ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องขออ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์พร้อมบัญชีระบุพยานชั้นอุทธรณ์ คำร้องขอส่งคำคู่ความและคำแถลงประกอบการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า เอกสารท้ายคำร้องและคำแถลงดังกล่าวของจำเลยไม่ใช่พยานหลักฐานสำคัญซึ่งจำเป็น ต้องสืบพยานหลักฐานนั้น จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง ส่วนคำแถลงประกอบการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้รวมสำนวนไว้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาประการแรกของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ให้จำหน่ายคดีจำเลยเพราะจำเลยไม่วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมภายในกำหนดและคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ไม่อนุญาตให้จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 19 มิถุนายน 2562 ซึ่งศาลชั้นต้นได้ออกหมายนัดลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 แจ้งให้จำเลยและทนายจำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ยังขาดอยู่ก่อนหรือภายในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คือวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ศาลนำหมายนัดไปส่งให้จำเลยวันที่ 13 กรกฎาคม 2562 และทนายจำเลยวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 โดยวิธีปิดหมาย ซึ่งการส่งหมายด้วยวิธีดังกล่าวมีผลใช้ได้ต่อเมื่อกำหนดเวลา 15 วัน ได้ล่วงพ้นไปแล้วนับแต่วันที่ปิดหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง ดังนี้ เมื่อนับถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงยังไม่ล่วงพ้นเวลา 15 วันการส่งหมายนัดดังกล่าวให้แก่จำเลยและทนายจำเลยจึงยังไม่มีผลตามมาตรา 79 วรรคสองถือว่าจำเลยและทนายจำเลยยังไม่ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าจำเลยและทนายจำเลยทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยชอบแล้วและเพิกเฉยไม่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่ขาดให้ครบถือว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 6 นั้น จึงเป็นการไม่ชอบและเมื่อต่อมาจำเลยยื่นคำแถลงขอวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่อนุญาตเพราะอ้างว่าเกินระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเช่นกันฎีกาในข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น และเมื่อจำเลยได้วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมโดยศาลชั้นต้นรับเงินดังกล่าวไว้แล้ว ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมได้ ดังนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงต้องรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยเสียเองโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษา ส่วนฎีกาของจำเลยในปัญหาที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกคำร้องของจำเลยที่ขออ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์พร้อมบัญชีระบุพยานชั้นอุทธรณ์ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า บัญชีระบุพยานเพิ่มเติมชั้นอุทธรณ์ของจำเลยนั้นเป็นสำเนาหนังสือของส่วนราชการต่าง ๆ ได้แก่ สำเนาหนังสือของกรมที่ดิน สำเนาหนังสือของกรมป่าไม้ สำเนาหนังสือของสำนักงานที่ดินจังหวัดกำแพงเพชร สำเนาหนังสือของรองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชรและสำเนาหนังสือของสำนักงานจังหวัดกำแพงเพชร พร้อมพยานบุคคลซึ่งเป็นนักวิชาการที่ดินซึ่งเป็นพยานที่อยู่ในขั้นตอนการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 ของโจทก์ทั้งสิ้น ประกอบกับในชั้นฎีกาจำเลยยังยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมชั้นฎีกาอีกคือสำเนาหนังสือของทางราชการที่ระบุว่าอธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 อันเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลของการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์อันเป็นกระบวนการขั้นสุดท้ายต่อจากเอกสารที่จำเลยอ้างเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาจำต้องสั่งเรื่องการอ้างบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาของจำเลยอยู่แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยเรื่องจำเลยขออ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิเคราะห์แล้ว ต่อไปจะได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งมีข้อเท็จจริงของเนื้อหาแห่งคดีในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับบุคคลอื่นมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 ซึ่งทางราชการออกให้เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2516 โดยมีจำเลยทำประโยชน์อยู่ในที่ดินดังกล่าวกับทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิรวมเนื้อที่ดินพิพาทบริเวณกรอบสีแดงในแผนที่พิพาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยเช่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 จำนวนเนื้อที่กี่ไร่ และไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เช่าที่ดินตามกรอบสีแดงที่อยู่นอกเขตที่ดิน (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 จำนวนเนื้อที่กี่ไร่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 และที่ดินมือเปล่าบางส่วนรวมเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ จากมารดาโจทก์โดยตกลงคิดค่าเช่าเป็นราคาข้าวจำนวน 10 ถัง ต่อราคาค่าเช่า 1 ไร่ ต่อมาที่ดินตกเป็นของโจทก์กับพวก เมื่อประมาณปลายปี 2558 โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าที่ดินต่อไป จึงบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยและให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินแปลงพิพาทแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินแปลงพิพาทและให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 จำนวนเนื้อที่เท่าใดและเช่าที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิเนื้อที่เท่าใด แต่โจทก์ได้แนบเอกสารท้ายคำฟ้อง ซึ่งเป็นแผนที่พิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องแสดงแนวเขตที่ดินแปลงพิพาทซึ่งประกอบด้วยที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 และที่ดินมือเปล่าที่ไม่มีเอกสารสิทธิอยู่ในกรอบสีแดงซึ่งสามารถเข้าใจได้ว่า โจทก์อ้างว่าจำเลยเช่าที่ดินบริเวณใดบ้าง จึงถือว่าคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแหล่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า คดีนี้มีประเด็นเรื่องแย่งการครอบครองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่เคยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทมาตั้งแต่ปี 2510 โดยครอบครองต่อจากปู่ย่าตายาย ซึ่งตามคำให้การของจำเลยเป็นการต่อสู้ว่าตนเองมีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทดีกว่าโจทก์ แต่จำเลยกลับให้การต่อมาว่าโจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ยอมชำระค่าเช่าตั้งแต่ปี 2553 ต่อมาปี 2555 โจทก์รับโอนที่ดินมาจากมารดา การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขับไล่จำเลยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2560 คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ จึงเห็นได้ว่าคำให้การในตอนต้นของจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่พิพาท ส่วนคำให้การในตอนหลังกลับยอมรับสิทธิของโจทก์เรื่องจำเลยไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ คำให้การของจำเลยจึงขัดแย้งกันเอง เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจำเลยยอมรับเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าโจทก์เคยฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทแล้วโจทก์ได้ถอนฟ้องออกไป จึงถือว่าจำเลยยอมรับโดยปริยายแล้วว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ เมื่อจำเลยอ้างสิทธิการครอบครองของจำเลยในคดีนี้จึงถือว่าเป็นการแย่งการครอบครองจากโจทก์แล้วนั้น เห็นว่า จำเลยจะยกข้อเท็จจริงที่โจทก์ถอนฟ้องในคดีก่อนมาอ้างในคดีนี้ว่า จำเลยยอมรับโดยปริยายแล้วว่าที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นของโจทก์ โดยจำเลยมิได้ให้การในคดีนี้ยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหาได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นนี้มาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามอุทธรณ์ของจำเลยเท่ากับจำเลยยอมรับว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ 22 ตารางวา ซึ่งอยู่ในเขตหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 เป็นของโจทก์ ดังนั้น ปัญหาที่ว่าโจทก์ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 ชอบหรือไม่ จึงไม่มีประเด็นในชั้นอุทธรณ์อันส่งผลให้คำร้องขอระบุบัญชีพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาซึ่งเป็นหนังสือของกระทรวงมหาดไทยที่แจ้งเรื่องอธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1395 นั้นไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นโดยตรงในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาศาลฎีกาจึงไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานดังกล่าว คดีจึงมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปเพียงว่าจำเลยเช่าที่ดินในส่วนเนื้อที่ 23 ไร่ 96 ตารางวา จากโจทก์หรือไม่เท่านั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ แม้ที่ดินส่วนนี้อยู่ในเขตป่าสงวนซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ตาม แต่ก็เพียงทำให้โจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการต่อโจทก์ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่ระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นราษฎรด้วยกัน การที่จำเลยเช่าที่ดินส่วนที่ไม่มีเอกสารสิทธิเนื้อที่ 23 ไร่ 96 ตารางวา จากโจทก์ โดยจำเลยยอมเสียค่าเช่าหรือค่าตอบแทนแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลย การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการอาศัยสิทธิของโจทก์ จึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทส่วนนี้ดีกว่าจำเลยเมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทำประโยชน์ในที่ดินส่วนนี้ต่อไปโดยบอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่พิพาทแล้วจำเลยเพิกเฉย จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์เรื่อยมา โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกไปจากที่ดินและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ สำหรับค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเหมาะสมแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ 526 – 527/2562 เฉพาะเรื่องที่ไม่อนุญาตให้จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติม อนุญาตให้จำเลยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติม กับยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 1304 ม. 1367 ม. 1369
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 177
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายพงษ์ศักดิ์ ประสมทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4137/2564
#664349
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และเจ้าของรวมเป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1396, 1397 และ 2289 ซึ่งทางราชการออกให้เมื่อปี 2516 จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2555 โดยเสียค่าเช่ามาตลอด ต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินที่มีเอกสารสิทธิแทนโจทก์ แม้ต่อมาอธิบดีกรมที่ดินจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสามแปลงอันเป็นคำสั่งทางปกครองมีผลทำให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสามแปลงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ตาม แต่โจทก์ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวแล้ว แม้ในที่สุดผลคดีเป็นว่าคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินชอบแล้ว ทำให้ที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็เพียงแต่ทำให้โจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้เท่านั้น แต่ระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นราษฎรด้วยกัน เมื่อจำเลยเช่าที่ดินพิพาทโดยยอมรับสิทธิของโจทก์ จึงเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์นั่นเอง โจทก์จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย

จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา ส่วนโจทก์แก้ฎีกาโดยยื่นระบุบัญชีพยานเพิ่มเติมเช่นกัน โดยโจทก์และจำเลยต่างก็มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมพร้อมสำเนาเอกสารภายใน 15 วัน นับแต่วันสืบพยาน อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 วรรคสอง และมาตรา 90 วรรคสอง แต่เอกสารตามที่ระบุพยานเพิ่มเติมต่างเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นในคดีจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น ทั้งเอกสารดังกล่าวเพิ่งมีขึ้นหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วและมิได้อยู่ในความครอบครองของคู่ความมาแต่ต้น พฤติการณ์จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์และจำเลยยื่นบัญชีระบุพยานและสำเนาเอกสารดังกล่าวภายใน 15 วัน นับแต่วันสืบพยาน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังเอกสารดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) และเอกสารดังกล่าวแม้เป็นเพียงสำเนาเอกสาร แต่เมื่อมีเจ้าพนักงานรับรองสำเนาถูกต้อง จึงฟังได้ว่า เอกสารที่คู่ความทั้งสองฝ่ายอ้างเป็นของแท้จริงและถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวาร กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1396, 1397 และ 2289 และที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ และให้ชำระค่าเสียหาย 96,000 บาท และค่าเสียหายเป็นรายปี ปีละ 96,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทตามกรอบสีแดงของแผนที่พิพาท ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 40,000 บาท และค่าเสียหายปีละ 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 สิงหาคม 2560) จนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลอนาคตในศาลชั้นต้น 100 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ นายดำรงศิริ นายชำนาญ นายพิชัย และนายเลิศศิริ พี่น้องโจทก์มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1396, 1397 และ 2289 ซึ่งทางราชการออกให้เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2516 วันที่ 17 กันยายน 2516 และวันที่ 2 ตุลาคม 2516 ตามลำดับ โดยมีจำเลยทำประโยชน์อยู่บนที่ดินบางส่วนของทั้งสามแปลงเนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 68.4 ตารางวา เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา และเนื้อที่ 13 ไร่ 2 งาน 80.8 ตารางวา ตามลำดับ และทำประโยชน์บางส่วนของที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิอีกเนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา รวมเนื้อที่ดินพิพาท 45 ไร่ 1 งาน 17.6 ตารางวา บริเวณกรอบสีแดงในแผนที่พิพาท

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า ประเด็นปัญหาข้อนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยมิได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ ดังนั้น ฎีกาในปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทั้งไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่คู่ความจะมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหานี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาทตามกรอบสีแดงของแผนที่พิพาท และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ ฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 เช่นกัน แม้จำเลยจะได้รับอนุญาตให้ฎีกาแต่เมื่อปัญหาทั้งสองประเด็นดังกล่าวเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาก็ไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า จำเลยยื่นฎีกาโดยมีเอกสารแนบท้ายฎีกาเป็นสำเนาคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ 1677/2562 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2562 ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1397 และสำเนาคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ 2567/2562 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1396 และ 2289 เพราะเห็นว่าที่ดินทั้งสามแปลงออกเอกสารสิทธิในเขตป่าไม้ถาวร ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2508 และวันที่ 24 มกราคม 2547 ซึ่งปัจจุบันที่ดินดังกล่าวได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เมื่อปี พ.ศ.2520 และ พ.ศ.2522 จึงเป็นการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยฝ่าฝืนมาตรา 58 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และเป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ข้อ 8 (2) ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ข้อ 3 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น และกรมที่ดินมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบถึงคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินดังกล่าวแล้ว และจำเลยยังได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาลงวันที่ 25 ตุลาคม 2562 มา 7 อันดับ โดยอันดับที่ 1 และที่ 3 อ้างต้นฉบับหรือสำเนาคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ 1677/2562 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2562 และต้นฉบับหรือสำเนาคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ 1677/2562 (ที่ถูก 2567/2562) ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ส่วนบัญชีระบุพยานอันดับอื่นจำเลยอ้างต้นฉบับหรือสำเนาเอกสารซึ่งไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นแห่งคดี ส่วนฝ่ายโจทก์เมื่อได้รับคำฟ้องฎีกาพร้อมเอกสารแนบท้ายฎีกาของจำเลยแล้ว แก้ฎีกาว่า ตามสำเนาคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินแนบท้ายฎีกาของจำเลยนั้น โจทก์ใช้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาลปกครองพิษณุโลกขอให้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินทั้งสองคำสั่งดังกล่าวและศาลปกครองพิษณุโลกมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วเป็นคดีหมายเลขดำที่ 270/2562 และ 38/2563 ตามสำเนาคำฟ้องและใบแจ้งคำสั่งศาลปกครองพิษณุโลกเอกสารแนบท้ายคำแก้ฎีกาของโจทก์ โดยโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาลงวันที่ 30 กันยายน 2563 อ้างเอกสารแนบท้ายคำแก้ฎีกาดังกล่าวเป็นพยานมา 4 อันดับ เมื่อตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาของจำเลยลงวันที่ 25 ตุลาคม 2562 และบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาของโจทก์ลงวันที่ 30 กันยายน 2563 ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมพร้อมสำเนาเอกสารดังกล่าวภายในสิบห้าวันนับแต่วันสืบพยาน อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสอง และมาตรา 90 วรรคสอง แต่เอกสารแนบท้ายฎีกาของจำเลยตามที่ระบุพยานเพิ่มเติมอันดับที่ 1 และที่ 3 กับเอกสารแนบท้ายคำแก้ฎีกาของโจทก์ตามที่ระบุบัญชีพยานเพิ่มเติมของโจทก์ทุกอันดับต่างก็เป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นในคดีจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น ทั้งเอกสารดังกล่าวก็เพิ่งมีขึ้นหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วและมิได้อยู่ในความครอบครองของคู่ความที่กล่าวอ้างมาแต่ต้น พฤติการณ์จึงไม่เปิดช่องให้จำเลยและโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานและสำเนาเอกสารดังกล่าวได้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสืบพยาน ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังเอกสารแนบท้ายฎีกาของจำเลยและเอกสารแนบท้ายคำแก้ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) และเอกสารดังกล่าวแม้เป็นเพียงสำเนาเอกสารแต่เมื่อมีเจ้าพนักงานที่ดินรับรองสำเนาถูกต้องในเอกสารแนบท้ายฎีกาของจำเลย และเจ้าหน้าที่ศาลปกครองปฏิบัติการศาลปกครองพิษณุโลกรับรองสำเนาถูกต้องในเอกสารแนบท้ายคำแก้ฎีกาของโจทก์ จึงฟังได้ว่าเอกสารที่คู่ความทั้งสองฝ่ายอ้างเป็นของแท้จริงและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ข้อเท็จจริงในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่า อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งที่ 1677/2562 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2562 ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1397 และมีคำสั่งที่ 2567/2562 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1396 และ 2289 เพราะเห็นว่าออกในเขตป่าไม้ถาวรตามสำเนาเอกสารแนบท้ายฎีกาของจำเลย และโจทก์กับพวกได้ฟ้องคดีอธิบดีกรมที่ดินกับพวกต่อศาลปกครองพิษณุโลกขอให้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นคดีหมายเลขดำที่ 270/2562 และ 38/2563 ของศาลปกครองพิษณุโลก และศาลปกครองพิษณุโลกรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว คดีอยู่ระหว่างพิจารณา นอกจากนี้เมื่อศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาทตามกรอบสีแดงของแผนที่พิพาทจากโจทก์ โดยจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าจำเลยไม่ได้เช่าที่ดินดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยในข้างต้นมาแล้วว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่เคยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์เป็นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามมิให้ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติในชั้นนี้ได้อีกว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาทตามกรอบสีแดงของแผนที่พิพาทจากโจทก์จริง ดังนั้น ในปัญหาที่ว่าโจทก์หรือจำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1396, 1397 และ 2289 ทางราชการออกให้เมื่อปี 2516 และอธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2562 และวันที่ 26 สิงหาคม 2562 หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว ต้องถือว่าในขณะที่ยังไม่มีการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว ฝ่ายโจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่า โจทก์และเจ้าของรวมผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทั้งสามแปลงดังกล่าวมีสิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเช่าที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2555 โดยเสียค่าเช่าตลอดมา ต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่มีเอกสารสิทธินี้แทนโจทก์ ส่วนที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธินั้น เมื่อจำเลยเช่าจากโจทก์ก็ถือว่าจำเลยยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินส่วนนี้ดีกว่าจำเลย แม้ต่อมาอธิบดีกรมที่ดินจะมีคำสั่งที่ 1677/2562 และ 2567/2562 ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสามแปลงดังกล่าว อันเป็นคำสั่งทางปกครองมีผลทำให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสามแปลงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวแล้ว กรณีจึงยังไม่แน่ว่าผลคดีที่โจทก์ฟ้องที่ศาลปกครองพิษณุโลกเป็นที่สุดเช่นใด ทั้งหากแม้ในที่สุดแล้วผลคดีเป็นว่า คำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินชอบแล้วทำให้ที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็เพียงแต่ทำให้โจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้เท่านั้นซึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการต่อโจทก์ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่ระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นราษฎรด้วยกัน เมื่อจำเลยเช่าที่ดินพิพาทโดยยอมรับสิทธิของโจทก์จึงเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์นั่นเอง โจทก์จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย ส่วนที่จำเลยอ้างว่าสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำแพงเพชรสอบสวนสิทธิให้จำเลยมีสิทธิทำเกษตรกรรมในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้วนั้น ก็หาทำให้จำเลยเกิดสิทธิดีกว่าโจทก์ไม่ เพราะเป็นเรื่องระหว่างสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกับโจทก์ที่จะต้องว่ากล่าวกันต่อไป เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไปโดยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วจำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 87 ม. 88 วรรคสอง ม. 90 ม. 127
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายวีระชัย เดชดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายมงคล แสงอรุณ
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4127/2564
#664262
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ระบุว่า โจทก์ยอมชำระเงินให้จำเลย 2,000,000 บาท โดยได้ชำระให้จำเลยไปก่อนแล้ว 300,000 บาท และจะโอนให้จำเลยตามบัญชี... ภายในวันที่ 20 มีนาคม 2556 อีก 700,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 1,000,000 บาท จะชำระให้จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้โอนขายที่ดินพิพาทแล้ว แม้โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความไปแล้วรวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท แต่การที่โจทก์จะชำระเงินส่วนที่เหลืออีก 1,000,000 บาท นั้น มีข้อตกลงว่าโจทก์จะชำระภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้โอนขายที่ดินพิพาทแล้วตามสัญญา ข้อตกลงการชำระเงินในสัญญาส่วนนี้จึงตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่โจทก์จะต้องโอนขายที่ดินพิพาทเสียก่อนจึงจะชำระเงินส่วนนี้ให้แก่จำเลย แต่เงื่อนไขดังกล่าวนี้มิได้กำหนดระยะเวลาว่าโจทก์จะต้องขายที่ดินพิพาทเมื่อใด ซึ่งหากโจทก์ไม่ดำเนินการจนล่วงเลยกำหนดเวลาบังคับคดี โจทก์ก็อาจไม่ต้องจ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่จำเลย ที่โจทก์อ้างในคำแก้ฎีกาว่า ผู้ซื้อที่ดินต้องการให้โจทก์ทำการรังวัดและออกโฉนดที่ดินก่อนนั้น ก็ได้ความตามคำแก้ฎีกาของโจทก์เองว่าโจทก์เพิ่งดำเนินการเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมกว่า 5 ปี ส่วนที่อ้างว่าการออกโฉนดที่ดินที่ติดกับลำน้ำอิงมีข้อขัดข้องเรื่องการกำหนดแนวเขตที่ดิน จึงสามารถออกโฉนดที่ดินได้เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 นั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์พยายามปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยพลัน พฤติการณ์ส่อว่าหากโจทก์ขายที่ดินพิพาทเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยไม่ชักช้าอาจเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงปล่อยเวลาให้ผ่านไปจนเนิ่นนานโดยไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษา กรณีจึงเป็นการไม่แน่ชัดว่าโจทก์จะสามารถขายที่ดินพิพาทได้หรือไม่ หรือจะขายที่ดินนั้นได้เมื่อใดเพราะเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่มิใช่ว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่แท้กำหนดเวลาชำระหนี้โดยการกำหนดเงื่อนไขไว้เช่นนี้จึงไม่แน่นอน ผลเท่ากับเป็นหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ซึ่งเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ขายที่ดินพิพาทและจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 18 ตุลาคม 2561 แจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายที่ดินพิพาท แต่โจทก์เพิกเฉย จึงเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยจึงมีสิทธิดำเนินการเพื่อให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมได้

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์มีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อมิให้จำเลยได้รับชำระหนี้ตามที่ตกลงกัน จำเลยมีความประสงค์จะบังคับคดีเพื่อให้จำเลยได้รับชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 1,000,000 บาท ขอให้ศาลนัดไต่สวนคำร้องเพื่อมีคำสั่งเกี่ยวกับการบังคับคดี หรือออกหมายบังคับคดีเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดี เมื่อศาลได้มีหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ตามอำนาจหน้าที่ใน ป.วิ.พ. มาตรา 271 ที่กำหนดให้อำนาจหน้าที่ในการบังคับคดีเป็นอำนาจของศาล ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น เป็นเพียงเจ้าพนักงานที่จะต้องปฏิบัติการเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเท่านั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า ข้อตกลงข้อ 2 ที่ระบุว่า ส่วนที่เหลืออีก 1,000,000 บาท จะชำระให้จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนโอนที่พิพาทแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการโอนให้แก่บุคคลใด เงื่อนไขระยะเวลาดังกล่าวจึงไม่เริ่มนับ จะถือว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงไม่ได้ ให้ยกคำร้องขอยึดทรัพย์ของจำเลย อันเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีพิจารณาวินิจฉัยว่าการออกหมายบังคับคดีนั้นไม่ถูกต้องและไม่ดำเนินการยึดทรัพย์ตามที่จำเลยขอบังคับคดีโดยไม่มีเหตุตามกฎหมาย ซึ่งกระทำมิได้ หากเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าหมายบังคับคดีมีข้อบกพร่องหรือผิดพลาด ชอบที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องรายงานศาลเพื่อพิจารณาสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขหมายบังคับคดีตามที่เห็นสมควร ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 วรรคหนึ่ง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้องขอยึดทรัพย์ของจำเลย โดยอ้างเหตุว่าโจทก์ยังไม่ผิดนัดตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นการทบทวนคำสั่งศาลในการออกหมายบังคับคดีจึงไม่อาจกระทำได้ จึงต้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของเจ้าพนักงานบังคับคดีเสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3319 และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งระบุว่า

ข้อ 1. จำเลยยอมรับว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินพิพาทโดยถูกต้องตามกฎหมาย

ข้อ 2. โจทก์ยอมชำระเงินให้กับจำเลยจำนวน 2,000,000 บาท โดยได้ชำระให้จำเลยไปก่อนแล้วจำนวน 300,000 บาท และจะโอนให้จำเลยตามบัญชี...ภายในวันที่ 20 มีนาคม 2556 อีกจำนวน 700,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 1,000,000 บาท จะชำระให้จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้โอนขายที่ดินพิพาทแล้ว

ข้อ 3. โจทก์อนุญาตให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทจนกว่าโจทก์จะได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแล้วเสร็จ โดยเมื่อที่ดินพิพาทจดทะเบียนโอนขาย และโจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญา ข้อ 2. แล้ว จำเลยต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาททันที โดยไม่เรียกร้องสิ่งอื่นใดจากโจทก์อีก หากไม่ปฏิบัติตามสัญญายอมนี้ให้โจทก์บังคับคดีตามคำขอท้ายฟ้องได้ทันที

ข้อ 4. โจทก์จำเลยตกลงยอมกันตามสัญญานี้ และไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใด ๆ จากกันอีก ส่วนค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความให้ตกเป็นพับ

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของจำเลย แต่เมื่อจำเลยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์ของโจทก์ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีและมีคำสั่งให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3319 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2556 โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยอีกจำนวน 700,000 บาท และจำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยมีสิทธิขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วได้ความว่า โจทก์จะต้องชำระเงินให้จำเลยรวม 2,000,000 บาท เพื่อให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินตามข้อสัญญา ข้อ 2 ที่ระบุว่าโจทก์ยอมชำระเงินให้กับจำเลยจำนวน 2,000,000 บาท โดยได้ชำระให้จำเลยไปก่อนแล้วจำนวน 300,000 บาท และจะโอนให้จำเลยตามบัญชี...ภายในวันที่ 20 มีนาคม 2556 อีกจำนวน 700,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 1,000,000 บาท จะชำระให้จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้โอนขายที่ดินพิพาทแล้ว ดังนั้น แม้โจทก์จะชำระเงินให้แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความไปแล้วรวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท แต่การที่โจทก์จะชำระเงินในส่วนที่เหลืออีกจำนวน 1,000,000 บาท นั้น มีข้อตกลงว่าโจทก์จะชำระภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้โอนขายที่ดินพิพาทแล้วตามสัญญา ข้อตกลงการชำระเงินในสัญญาส่วนนี้จึงตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่โจทก์จะต้องโอนขายที่ดินพิพาทเสียก่อนจึงจะชำระเงินส่วนนี้ให้แก่จำเลย แต่เงื่อนไขดังกล่าวนี้มิได้กำหนดระยะเวลาว่าโจทก์จะต้องขายที่ดินพิพาทเมื่อใด ซึ่งหากโจทก์ไม่ดำเนินการจนล่วงเลยกำหนดเวลาบังคับคดี โจทก์ก็อาจไม่ต้องจ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่จำเลย ที่โจทก์อ้างในคำแก้ฎีกาว่า ผู้ซื้อที่ดินต้องการให้โจทก์ทำการรังวัดและออกโฉนดที่ดินก่อนนั้น ก็ได้ความจากคำแก้ฎีกาของโจทก์เองว่าโจทก์เพิ่งดำเนินการเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมกว่า 5 ปี ส่วนที่อ้างว่าการออกโฉนดที่ดินที่ติดกับลำน้ำอิงมีข้อขัดข้องเรื่องการกำหนดแนวเขตที่ดิน จึงสามารถออกโฉนดที่ดินได้เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 นั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์พยายามปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยพลัน พฤติการณ์ส่อว่าหากโจทก์ขายที่ดินพิพาทเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยไม่ชักช้าอาจเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงปล่อยเวลาให้ผ่านไปจนเนิ่นนานโดยไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษา กรณีจึงเป็นการไม่แน่ชัดว่า โจทก์จะสามารถขายที่ดินพิพาทได้หรือไม่ หรือจะขายที่ดินนั้นได้เมื่อใดเพราะเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่มิใช่ว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่แท้ กำหนดเวลาชำระหนี้โดยการกำหนดเงื่อนไขไว้เช่นนี้จึงไม่แน่นอน ผลเท่ากับเป็นหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ซึ่งเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ขายที่ดินพิพาทและจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 18 ตุลาคม 2561 แจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายที่ดินพิพาทแต่โจทก์เพิกเฉย จึงเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยจึงมีสิทธิดำเนินการเพื่อให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้เพิกถอนหมายบังคับคดี จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า ข้อตกลงข้อ 2. ที่ระบุว่า ส่วนที่เหลืออีก 1,000,000 บาท จะชำระให้จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการโอนให้แก่บุคคลใด เงื่อนไขระยะเวลาดังกล่าวจึงไม่เริ่มนับ จะถือว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงไม่ได้ ให้ยกคำร้องขอยึดทรัพย์ของจำเลย เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์มีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อมิให้จำเลยได้รับชำระหนี้ตามที่ตกลงกัน จำเลยมีความประสงค์จะบังคับคดีเพื่อให้จำเลยได้รับชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 1,000,000 บาท ขอให้ศาลนัดไต่สวนคำร้องเพื่อมีคำสั่งเกี่ยวกับการบังคับคดีหรือออกหมายบังคับคดีเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดี เช่นนี้ เมื่อศาลได้มีหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามอำนาจหน้าที่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ที่กำหนดให้อำนาจหน้าที่ในการบังคับคดีเป็นอำนาจของศาล ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น เป็นเพียงเจ้าพนักงานที่จะต้องปฏิบัติการเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเท่านั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมาพิจารณาวินิจฉัยว่าการออกหมายบังคับคดีนั้นไม่ถูกต้องและไม่ดำเนินการยึดทรัพย์ตามที่จำเลยขอบังคับคดีโดยไม่มีเหตุตามกฎหมายหาได้ไม่ หากเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าหมายบังคับคดีมีข้อบกพร่องหรือผิดพลาด ชอบที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องรายงานศาลเพื่อพิจารณาสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขหมายบังคับคดีตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 วรรคหนึ่ง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้องขอยึดทรัพย์ของจำเลย โดยอ้างเหตุว่าโจทก์ยังไม่ผิดนัดตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นการทบทวนคำสั่งศาลในการออกหมายบังคับคดีจึงไม่อาจกระทำได้ กรณีจำต้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของเจ้าพนักงานบังคับคดีเสีย

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยกคำร้องขอยึดทรัพย์ของจำเลย บังคับคดีไปตามคำพิพากษาตามยอมและหมายบังคับคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 295 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายชวลิต กิตตินันทะศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุภกิจ กิตสัมบันท์
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4124/2564
#664337
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าระหว่างเดือนพฤษภาคม 2551 ถึงเดือนธันวาคม 2551 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 10 ฉบับ แต่ละฉบับเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่นำเงินมาชำระ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 คงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว

โจทก์ทั้งสามได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประเด็นที่ว่าจำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้าหรือไม่ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาต้องถือตามเงินเพิ่มอากรขาเข้าส่วนที่เกินค่าอากรขาเข้าที่จำเลยต้องเสียคำนวณถึงวันฟ้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์ทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรค้างพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงินจำนวน 33,119,593.30 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม และเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากเงินค่าอากรขาเข้าจำนวน 4,297,772 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงินจำนวน 33,119,593.30 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม และชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากเงินค่าอากรขาเข้าจำนวน 4,297,772 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 แต่ทั้งนี้เงินเพิ่มมิให้เกินกว่าค่าอากรขาเข้าดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรค้างพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 32,383,396 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม คำขอในส่วนเงินเพิ่มที่เกินกว่าเงินอากรขาเข้าให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

โจทก์ทั้งสามฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 ถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2551 จำเลยนำเข้าสินค้ารถยนต์นั่งใหม่สำเร็จรูปหลายรุ่นหลายยี่ห้อซึ่งผลิตในประเทศญี่ปุ่น และจำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 10 ฉบับ ต่อพนักงานของโจทก์ที่ 1 โดยสำแดงปริมาณ ราคา และค่าภาษีอากรประเภทต่าง ๆ ที่ต้องชำระ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยชำระภาษีตามที่สำแดงแล้วจึงตรวจปล่อยสินค้า ภายหลังตรวจพบว่าข้อมูลที่จำเลยสำแดงราคาซื้อขายไว้ไม่ถูกต้อง โจทก์ที่ 1 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินราคาศุลกากรและค่าภาษีอากรรถยนต์ทำการตรวจสอบ และมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชี้แจงพร้อมจัดส่งเอกสารเพื่อทำการตรวจสอบประกอบคำชี้แจง แต่จำเลยไม่ไปพบและไม่ส่งเอกสารหลักฐานให้พนักงานเจ้าหน้าที่ภายในกำหนด พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงประเมินราคาเรียกเก็บภาษีอากรจากจำเลย รวมหนี้ภาษีอากรค้างตามการประเมินคิดเป็นอากรขาเข้ารวมจำนวน 4,297,772 บาท เงินเพิ่มอากร (คำนวณถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 และวันที่ 9 ธันวาคม 2560) จำนวน 4,790,202 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 1,151,356 บาท เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 1,151,356 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 1,151,356 บาท ภาษีสรรพสามิตจำนวน 6,161,752 บาท เบี้ยปรับภาษีสรรพสามิตจำนวน 6,161,752 บาท เงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตจำนวน 6,161,752 บาท ภาษีเพื่อมหาดไทยจำนวน 616,176 บาท เบี้ยปรับภาษีเพื่อมหาดไทยจำนวน 616,176 บาท เงินเพิ่มภาษีเพื่อมหาดไทยจำนวน 616,176 บาท รวมจำนวนภาษีตามการประเมินทั้งสิ้น 32,875,826 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งการประเมินภาษีอากรดังกล่าวให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 จำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีอากรปรากฏปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้าหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าระหว่างเดือนพฤษภาคม 2551 ถึงเดือนธันวาคม 2551 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 10 ฉบับ แต่ละฉบับเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่นำเงินมาชำระ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..."เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 คงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง โจทก์ทั้งสามได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประเด็นที่ว่าจำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้าหรือไม่ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาต้องถือตามเงินเพิ่มอากรขาเข้าส่วนที่เกินค่าอากรขาเข้าที่จำเลยต้องเสียคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 736,197.30 ต้องเสียค่าขึ้นศาล 14,723.95 บาท แต่โจทก์ทั้งสาม เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 19,881 บาท เกินมา 5,157.05 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์ทั้งสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้า ในส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่คำนวณจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่จำเลยไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่คำนวณนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 เว้นแต่เมื่อคำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 แล้ว เงินเพิ่มอากรขาเข้ายังไม่เท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินก็ให้คำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าต่อไปจนกว่าจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมิน คืนค่าขึ้นศาล 5,157.05 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
- นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จันทร์สว่าง
วรงค์พร จิระภาค
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4123/2564
#667226
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทในชั้นฎีกาว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) หรือไม่ และคดีดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้มีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4122/2564 วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18) ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทเดียวกันกับคดีนี้ ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความในคดีนี้ว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 ให้จำเลยคืนเงินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม 586,610.86 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 396,140.98 บาท นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2555 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 205,993.31 บาท และของต้นเงิน 190,469.88 บาท นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2559 จนถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 9,523.49 บาท รวมทั้งสิ้น 802,127.66 บาท ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงิน 586,610.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 ให้จำเลยประเมินภาษีอากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ใหม่ โดยให้นำรายจ่ายค่าเช่ารถที่โจทก์จ่ายให้แก่นายกิตติ และรายจ่ายดอกเบี้ยจ่ายที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัท ส. ตามตั๋วสัญญาใช้เงินในส่วนที่เกินอัตราร้อยละ 3 มาใช้คำนวณเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิภายในไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชีที่โจทก์จะนำมาใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 เสร็จแล้วให้จำเลยคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้นตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรคือวันที่ 24 ธันวาคม 2555 จนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินภาษีอากรแต่มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน และให้จำเลยคืนเงิน 190,469.62 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินภาษีอากร แต่มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 โดยให้นำรายจ่ายค่าเช่ารถรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท ไปหักในการคำนวณกำไรสุทธิรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 ให้นำรายจ่ายค่าเช่ารถรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท ไปหักในการคำนวณกำไรสุทธิ แต่ไม่ให้นำรายจ่ายดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่บริษัท ส. จำกัด รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 1,680,230.37 บาท ไปหักในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 และไม่ให้นำรายจ่ายดอกเบี้ยที่จ่ายให้บริษัท ส. จำกัด รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2553 จำนวน 660,252.90 บาท ไปหักในการคำนวณกำไรสุทธิรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2553 หากมีผลขาดทุนสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2553 ตามการคำนวณเท่าใด ให้นำไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (12) โดยไม่ให้นำรายจ่ายดอกเบี้ยจำนวน 444,832.75 บาท ไปหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 หากการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 ตามที่ปรับปรุงปรากฏว่า โจทก์มีสิทธิได้รับคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายหรือที่ชำระตามการประเมินเพียงใด ให้จำเลยคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับถัดจากวันครบกำหนดระยะเวลา 3 เดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืน แต่ทั้งนี้ไม่เกินกว่าจำนวนภาษีอากรที่ได้รับคืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 จำนวน 396,140.98 บาท เจ้าพนักงานของจำเลยตรวจสอบแล้ว เห็นว่า โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิยกมาของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 ที่ไม่สามารถนำมาใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 3,497,008.08 บาท และรายจ่ายต้นทุนบริการแสดงไว้สูงซึ่งประกอบด้วยค่าเช่ารถ 10,533,342 บาท และดอกเบี้ยจ่าย 1,680,230.37 บาท เมื่อปรับปรุงกำไรสุทธิแล้ว ทำให้โจทก์มีกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 11,172,465.78 บาท โจทก์จึงได้รับคืนภาษีเพียง 6,081.77 บาท เจ้าพนักงานของจำเลยเห็นว่า โจทก์ไม่มีรายจ่ายจากผลขาดทุนสุทธิที่จะนำไปใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2553 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 อีก จึงมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้ของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 เป็นภาษีเงินได้ 69,641.64 บาท เบี้ยปรับ 69,641.64 บาท และเงินเพิ่ม 50,141.98 บาท รวมเป็นเงิน 189,425.26 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์และคดียุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โดยไม่มีคู่ความขออนุญาตฎีกา สำหรับกรณีรายจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนที่เกินกว่าอัตราร้อยละ 3 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 1,680,230.37 บาท รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2553 จำนวน 660,252.90 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 จำนวน 444,832.75 บาท ต้องถือตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่าเป็นรายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง ซึ่งเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9) และรายจ่ายค่าเช่ารถให้นายกิตติในปี 2552 จำนวน 2,400,467 บาท เป็นรายจ่ายที่โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่า นายกิตติเป็นผู้รับอันเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18)

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (18) แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทในชั้นฎีกาว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) หรือไม่ และคดีดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้มีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4122/2564 วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทเดียวกันกับคดีนี้ ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความในคดีนี้ว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี (18)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวสุภา วิทยาอารีย์กุล
- นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
วรงค์พร จิระภาค
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4122/2564
#664342
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (1) และมาตรา 65 ตรี (18) มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายรายจ่าย ต้องพิสูจน์ตัวตนของผู้รับเงินได้ หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับก็ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งทางนำสืบของโจทก์มีรายละเอียดข้อมูลที่เกี่ยวกับ ก. เพียงสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของ ก. และบิลเงินสดที่ ก. ทำเรื่องเบิกเงินจากโจทก์ที่ปรากฏแต่ชื่อของ ก. เท่านั้น อ.ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ในชั้นที่เจ้าหน้าที่สรรพากรให้นำตัว ก. มาชี้แจง โจทก์ไม่สามารถติดต่อ ก. มาให้ถ้อยคำหรือชี้แจงได้ ซึ่งก็ได้ความจาก ว. เจ้าพนักงานตรวจสอบเช่นกันว่า โจทก์ไม่สามารถนำตัว ก. มาให้ถ้อยคำได้และยังไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ของ ก. เพื่อติดต่อด้วย ซึ่งมีข้อพิรุธที่โจทก์และ ก. ติดต่อทำธุรกิจกันมาเป็นระยะเวลานานมีมูลค่าหลายล้านบาท เฉพาะที่ปรากฏในชุดใบสำคัญจ่ายสำหรับการเช่ารถระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม 2551 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2551 มีการเช่ารถยนต์พร้อมคนขับจำนวนมาก โดยคนขับรถต้องไปรับพนักงานของโจทก์ในสถานที่แตกต่างกันเพื่อสำรวจข้อมูลทำแผนที่ เช่น จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดสุรินทร์ เป็นต้น ซึ่งในการเช่ารถดังกล่าวตามปกติแล้วย่อมจะต้องมีหมายเลขโทรศัพท์ของ ก. เพื่อติดต่อใช้รถในแต่ละครั้ง แต่โจทก์กลับไม่สามารถให้ข้อมูลติดต่อ ก. ได้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าโจทก์กับ ก. มีการทำหลักฐานเอกสารการเช่ากันเป็นลายลักษณ์อักษร และไม่มีการระบุตัวทรัพย์สินที่ให้เช่า คงมีเพียงตารางค่าเช่ารถเท่านั้น ซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของการทำธุรกิจให้เช่ารถจำนวนมาก นอกจากนี้ ฐ. กรรมการบริหารบริษัทโจทก์ยังเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัท อ. ซึ่งบริษัท อ. มี ณ.เป็นผู้ถือหุ้น และ ณ. ยังเป็นกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นบริษัท ม. ทำให้เห็นได้ว่าโจทก์กับบริษัท ม. มีความเกี่ยวข้องกัน โดยบริษัท ม. จ่ายค่าเช่ารถให้แก่ ก. สูงกว่าปกติ และบริษัท ม. ไม่สามารถนำตัว ก. มายืนยันว่ามีการรับเงินตามบิลเงินสดที่บริษัท ม. นำมาแสดงเป็นรายจ่ายต่อเจ้าพนักงานของจำเลยได้เช่นกัน เมื่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจปฏิบัติการสอบยัน ณ ภูมิลำเนาของ ก. ก็ไม่สามารถเข้าตรวจได้เนื่องจากสถานประกอบการมีลักษณะเป็นบ้านพักอาศัย ไม่มีลักษณะเป็นสถานประกอบการ ไม่มีผู้ใดพักอาศัยและไม่พบตัว ก. เจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงทำหนังสือเชิญ ก. ให้มาพบแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ ก. ก็ไม่มาพบ แม้โจทก์จะประกอบการจริงและรายจ่ายที่เป็นค่าเช่ายานพาหนะสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 ตามกระดาษทำการวิเคราะห์แบบ ภ.ง.ด.50 จำนวน 10,621,603.57 บาท คิดเป็นร้อยละ 8.71 ของรายได้ เป็นค่าเช่าที่จ่ายให้แก่ ก. 10,533,342 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าผู้ให้เช่ารายอื่น และโจทก์ชำระเงินค่าเช่ารถยนต์ให้แก่ ก. โดยสั่งจ่ายเช็คระบุชื่อ ก. และขีดคร่อมประทับตราว่า A/C PAYEE ONLY ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือออกและมีการเรียกเก็บเงินตามเช็คก็ตาม แต่โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ให้ได้ว่า ก. เป็นผู้ให้เช่ารถและผู้รับเงินค่าเช่ารถที่แท้จริง ทางนำสืบของโจทก์จึงยังไม่พอให้รับฟังได้ว่า ก. เป็นผู้ให้เช่ารถที่แท้จริง เพราะหาก ก. เป็นผู้ให้เช่ารถยนต์แล้วน่าจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับ ก. มากกว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรเลขที่ 09300011-25590317-002-00003 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2559 เป็นว่า จำเลยอนุมัติจ่ายคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล 3,085,321.50 บาทแก่โจทก์ หนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรเลขที่ 09300011-25590527-002-00007 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 เป็นว่า จำเลยอนุมัติจ่ายคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล 2,941,382.70 บาทแก่โจทก์ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของสรรพากรภาค 9 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรตามหนังสือที่ กค.0717 (กม) /14330 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 เป็นว่า การที่เจ้าพนักงานมีคำสั่งคืนเงินภาษีอากร 6,083.77 บาท ตามหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร เลขที่ 09300011-25590317-002-00003 ฉบับลงวันที่ 17 มีนาคม 2559 นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีสิทธิรับคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 3,085,321.50 บาท คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของสรรพากรภาค 9 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรตามหนังสือที่ กค.0717 (กม) /16751 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2559 เป็นว่า การที่เจ้าพนักงานมีคำสั่งคืนเงินภาษีอากร 1,986,705.23 บาท ตามหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร เลขที่ 09300011-25590527-002-00007 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีสิทธิรับคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคล 2,941,382.70 บาท ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรที่โจทก์ชำระไว้เกิน 4,033,917.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงินจำนวน 3,079,239.73 บาท นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2553 จนถึงวันฟ้อง และของต้นเงิน 954,677.47 บาท นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2554 รวม 6,904,454.63 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงินจำนวน 4,033,917.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร เลขที่ 09300011-25590317-002-00003 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2559 หนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรเลขที่ 09300011-25590527-002-00007 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 คำวินิจฉัยของสรรพากรภาค 9 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ที่ กค 0717 (กม)/14330 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 และคำวินิจฉัยของสรรพากรภาค 9 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ที่ กค 0717 (กม)/16751 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2559 โดยให้นำรายจ่ายค่าเช่ารถ 5,423,488 บาท ไปหักในการคำนวณผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 หากมีผลขาดทุนสุทธิตามการคำนวณเท่าใด ให้นำไปหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 และปี 2553 ตามหลักเกณฑ์แห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (12) และให้นำรายจ่ายค่าเช่ารถ 8,132,875 บาท ไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 หากการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 และปี 2553 ตามที่ปรับปรุงปรากฏว่า โจทก์มีสิทธิได้รับคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ชำระเกินเพียงใด ให้จำเลยคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับถัดจากวันครบกำหนดระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันสิ้นกำหนดระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 และปี 2553 หรือตามที่รับการขยายหรือเลื่อนให้ถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืน แต่ทั้งนี้ไม่เกินกว่าจำนวนภาษีอากรที่ได้รับคืนของแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 3,085,321.50 บาท แต่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีคำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรให้แก่โจทก์ 6,081.77 บาท เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าผลประกอบการขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 เกิดจากรายจ่ายค่าเช่ารถให้นายกิตติ 5,423,488 บาท ซึ่งเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) โจทก์ไม่อาจยกผลขาดทุนสุทธิดังกล่าวมาใช้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 ได้ รายจ่ายค่าเช่ารถให้นายกิตติ 10,533,342 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2552 เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) รายจ่ายดอกเบี้ย 1,680,230.37 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9) และโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ถึง 31 ธันวาคม 2553 จำนวน 2,941,382.70 บาท แต่เจ้าพนักงานประเมินมีคำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรให้แก่โจทก์ 1,986,705.23 บาท โดยเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่า ผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกินห้าปีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบันที่นำมาใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ไม่ถูกต้อง และโจทก์มีกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 จำนวน 11,172,465.78 บาท และรายจ่ายดอกเบี้ย 660,252.90 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9) โจทก์อุทธรณ์ตามหนังสืออุทธรณ์คำสั่งคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคล สรรพากรภาค 9 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรวินิจฉัยว่า หนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 และปี 2553 ชอบแล้ว และคดียุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดขออนุญาตฎีกาว่า รายจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 จำนวน 1,680,230.37 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 จำนวน 660,252.90 บาท เป็นรายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง อันเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (9) และรายจ่ายค่าเช่ารถให้นายกิตติในปี 2552 จำนวน 2,400,467 บาท เป็นรายจ่ายที่โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่านายกิตติเป็นผู้รับ อันเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18)

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ บัญญัติว่า "การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย..." และมาตรา 65 ตรี บัญญัติว่า "รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ...(18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวของอนุมาตรานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายรายจ่ายต้องพิสูจน์ตัวตนของผู้รับเงินได้ หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับก็ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร ซึ่งทางนำสืบของโจทก์มีรายละเอียดข้อมูลที่เกี่ยวกับนายกิตติเพียงสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายกิตติและบิลเงินสดที่นายกิตติทำเรื่องเบิกเงินจากโจทก์ ที่ปรากฏแต่ชื่อของนายกิตติ เท่านั้น นางอัญชลี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ในชั้นที่เจ้าหน้าที่สรรพากรให้นำตัวนายกิตติมาชี้แจง โจทก์ไม่สามารถติดต่อนายกิตติมาให้ถ้อยคำหรือชี้แจงได้ ซึ่งก็ได้ความจากนางสาววราภรณ์ เจ้าพนักงานตรวจสอบเช่นกันว่า โจทก์ไม่สามารถนำตัวนายกิตติมาให้ถ้อยคำได้และยังไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ของนายกิตติเพื่อติดต่อด้วย ซึ่งมีข้อพิรุธที่โจทก์และนายกิตติติดต่อทำธุรกิจกันมาเป็นระยะเวลานานมีมูลค่าหลายล้านบาท เฉพาะที่ปรากฏในชุดใบสำคัญจ่ายสำหรับการเช่ารถระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม 2551 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2551 มีการเช่ารถยนต์พร้อมคนขับจำนวนมาก โดยคนขับรถต้องไปรับพนักงานของโจทก์ในสถานที่แตกต่างกันเพื่อสำรวจข้อมูลทำแผนที่ เช่น จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดสุรินทร์ เป็นต้น ซึ่งในการเช่ารถดังกล่าวตามปกติแล้วย่อมจะต้องมีหมายเลขโทรศัพท์ของนายกิตติเพื่อติดต่อใช้รถในแต่ละครั้ง แต่โจทก์กลับไม่สามารถให้ข้อมูลติดต่อนายกิตติได้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าโจทก์กับนายกิตติมีการทำหลักฐานเอกสารการเช่ากันเป็นลายลักษณ์อักษร และไม่มีการระบุตัวทรัพย์สินที่ให้เช่าคงมีเพียงตารางค่าเช่ารถ เท่านั้น ซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของการทำธุรกิจให้เช่ารถจำนวนมาก นอกจากนี้นางสาวฐิรดา กรรมการบริหารบริษัทโจทก์ยังเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัท อ. ซึ่งบริษัท อ. มีนางสาวณัฐณิช เป็นผู้ถือหุ้น และนางสาวณัฐณิชยังเป็นกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นบริษัท ม. ทำให้เห็นได้ว่าโจทก์กับบริษัท ม. มีความเกี่ยวข้องกัน โดยบริษัท ม. จ่ายค่าเช่ารถให้แก่นายกิตติสูงกว่าปกติ และบริษัท ม. ไม่สามารถนำตัวนายกิตติมายืนยันว่ามีการรับเงินตามบิลเงินสดที่บริษัท ม. นำมาแสดงเป็นรายจ่ายต่อเจ้าพนักงานของจำเลยได้เช่นกัน เมื่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจปฏิบัติการสอบยัน ณ ภูมิลำเนาของนายกิตติก็ไม่สามารถเข้าตรวจได้เนื่องจากสถานประกอบการมีลักษณะเป็นบ้านพักอาศัย ไม่มีลักษณะเป็นสถานประกอบการ ไม่มีผู้ใดพักอาศัยและไม่พบตัวนายกิตติ เจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงทำหนังสือเชิญนายกิตติให้มาพบแล้วถึง 2 ครั้ง แต่นายกิตติก็ไม่มาพบ แม้โจทก์จะประกอบการจริงและรายจ่ายที่เป็นค่าเช่ายานพาหนะสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 10,621,603.57 บาท คิดเป็นร้อยละ 8.71 ของรายได้ เป็นค่าเช่าที่จ่ายให้แก่นายกิตติ 10,533,342 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าผู้ให้เช่ารายอื่น และโจทก์ชำระเงินค่าเช่ารถยนต์ให้แก่นายกิตติโดยสั่งจ่ายเช็คระบุชื่อนายกิตติและขีดคร่อมประทับตราว่า A/C PAYEE ONLY ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือออกและมีการเรียกเก็บเงินตามเช็คก็ตาม แต่โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ให้ได้ว่านายกิตติเป็นผู้ให้เช่ารถและผู้รับเงินค่าเช่ารถที่แท้จริง ทางนำสืบของโจทก์จึงยังไม่พอให้รับฟังได้ว่านายกิตติเป็นผู้ให้เช่ารถที่แท้จริง เพราะหากนายกิตติเป็นผู้ให้เช่ารถยนต์แล้วน่าจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับนายกิตติมากกว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อรายจ่ายค่าเช่ารถดังกล่าวเป็นรายจ่ายต้องห้ามแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (1) ม. 65 ตรี (18)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายภมร สัตตภรณ์พิภพ
- นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ไพจิตร สวัสดิสาร
วรงค์พร จิระภาค
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4112/2564
#666586
เปิดฉบับเต็ม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ธนาคาร N. เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุนหรือไม่ ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน ข้อ 11 ระบุว่า "... (4) แม้จะมีบทของวรรค 2 และ 3 อยู่ ดอกเบี้ยซึ่งเกิดขึ้นในรัฐทำสัญญารัฐหนึ่งจะได้รับยกเว้นภาษีในรัฐนั้น ถ้าดอกเบี้ยนั้นได้รับโดย (ก) รัฐทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง มลรัฐ (ลันด์) ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของอีกรัฐหนึ่งนั้น หรือ (ข) สถาบันการเงินใด ๆ ซึ่งรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง มลรัฐ (ลันด์) ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของอีกรัฐหนึ่งนั้นเป็นเจ้าของทั้งหมด และโดยเฉพาะในกรณีสหพันธ์สาธารณรัฐ โดย "ดอยซ์บุนเดสแบงก์"หรือ "เครดิตทันสตาลห์ฟือร์ วิเดอรัฟเบา" และในกรณีประเทศไทย โดย "ธนาคารแห่งประเทศไทย" หรือ (ค) โดยผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งจากพันธบัตรซึ่งออกจำหน่ายโดยรัฐบาลของรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรก ..." ธนาคาร N. ไม่เป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าวแต่อย่างใด เพราะเหตุผลสามประการประกอบกัน ประการที่หนึ่ง คำว่า เป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) หมายถึงเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น ไม่หมายรวมถึงการเป็นเจ้าของโดยอ้อมหรือโดยทางอ้อมด้วย ดังจะเห็นได้ว่า ตามความตกลงนี้หากกรณีที่ต้องการให้หมายรวมถึงโดยทางอ้อมด้วยก็จะระบุไว้ชัดเจน ดังที่ระบุไว้ในข้อ 9 และ ข้อ 23 ประการที่สอง เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบข้อ 11 (4) (ก) กับข้อ 11 (4) (ข) แล้วควรมีความสำคัญที่เท่าเทียมหรือเกือบเท่าเทียมกัน ซึ่งตามข้อ 11 (4) (ก) ถ้าดอกเบี้ยได้รับโดยรัฐ มลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ส่วนข้อ 11 (4) (ข) ผู้รับดอกเบี้ยมิใช่รัฐ แต่เป็นสถาบันการเงินโดยเป็นสถาบันการเงินซึ่งรัฐ... เป็นเจ้าของทั้งหมด การที่รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดของสถาบันการเงิน สถาบันการเงินจึงควรมีความสำคัญเท่ากับหรือเกือบเท่ากับรัฐตามข้อ 11 (4) (ก) นั่นคือต้องเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น เพราะหากเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางอ้อมด้วย ความสำคัญของสถาบันการเงินจะมีน้อยกว่ารัฐตามข้อ 11 (4) (ก) มาก เช่น หากรัฐเป็นเจ้าของทางอ้อมด้วย รัฐไม่อาจควบคุมดูแลสถาบันการเงินได้ดีเหมือนกับที่รัฐ ... เป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรง และประการที่สาม กรณีที่กระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีหนังสือ 2 ฉบับ ตอบมายังจำเลยโดยตอบมารวมความได้ว่า ธนาคาร N. มีหน่วยราชการส่วนท้องถิ่นถือหุ้นโดยทางอ้อมด้วย จึงไม่ได้เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ที่อาจอ้างสิทธิได้รับยกเว้นภาษีจากแหล่งเงินได้ ซึ่งเมื่อได้พิจารณาเหตุผล สามประการดังกล่าวประกอบกันแล้ว เห็นได้ชัดว่า ธนาคาร N. ไม่เป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย (ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร) เลขที่ เอ็นเอสเอ็น : ภงด 74.1 – 01003071 – 25571017 – 002 – 00001 ถึงเลขที่ เอ็นเอสเอ็น : ภงด 74.1 – 01003071 – 25571017 – 002 - 00006 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2557 รวม 6 ฉบับ และหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย (ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร) เลขที่ ภงด 74.1 – 01003071 – 25590805 – 002 – 00002 ถึงเลขที่ ภงด 74.1 – 01003071 – 25590805 – 002 – 00003 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2559 จำนวน 2 ฉบับ และมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.2)/184 – 189/2560 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1(อธ.1)/182 – 183/2560 รวมทั้งสิ้น 2 ฉบับ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย (ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร) เลขที่ เอ็นเอสเอ็น: ภงด 74.1 – 01003071 – 25571017 – 002 – 00001 ถึงเลขที่ เอ็นเอสเอ็น: ภงด 74.1 – 01003071 – 25571017 – 002 – 00006 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2557 รวม 6 ฉบับ และหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย (ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร) เลขที่ ภงด 74.1 – 01003071 – 25590805 – 002 – 00002 ถึงเลขที่ ภงด 74.1 – 01003071 – 25590805 – 002 – 00003 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2559 รวม 2 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.2)/184 - 189/2560 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/182 – 183/2560 รวม 2 ฉบับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนาย 50,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกัน คือ ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และจากทุน ทำ ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2510 ต้นฉบับ 6 ฉบับ เป็นภาษาเยอรมัน ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ภาษาละ 2 ฉบับ ทุกฉบับใช้ได้เท่าเทียมกัน เว้นแต่กรณีสงสัยให้ใช้ฉบับภาษาอังกฤษบังคับ มี 30 ข้อ ข้อที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้คือข้อ 9 ข้อ 11 ข้อ 23 ข้อ 24 และข้อ 25 โดยมีข้อความดังนี้

ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน

ข้อ 9

ในกรณีที่

(ก) วิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งเข้าร่วมโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมในการจัดการ การควบคุมหรือร่วมทุนของวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง หรือ

(ข) บุคคลเดียวกันเข้าร่วม โดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมในการจัดการ การควบคุมหรือร่วมทุนของวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งและวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง

และในแต่ละกรณีได้มีการวางหรือตั้งบังคับเงื่อนไขระหว่างวิสาหกิจทั้งสองในด้านความสัมพันธ์ทางการพาณิชย์หรือการเงินซึ่งแตกต่างไปจากเงื่อนไขอันพึงมีระหว่างวิสาหกิจอิสระ กำไรใด ๆ ซึ่งควรจะมีแก่วิสาหกิจหนึ่งหากมิได้มีเงื่อนไขเหล่านั้น แต่มิได้มีขึ้น โดยเหตุแห่งเงื่อนไขเหล่านั้นอาจรวมเข้าเป็นกำไรของวิสาหกิจนั้นและเก็บภาษีตามนั้น

ข้อ 11

(1) ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งและจ่ายแก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งอาจเก็บภาษีได้ในอีกรัฐหนึ่งนั้น

(2) อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยนั้นอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาที่ดอกเบี้ยเกิดขึ้น และเป็นไปตามกฎหมายของรัฐนั้นแต่ภาษีที่เรียกเก็บนั้นจะต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนดอกเบี้ยทั้งสิ้น

(3) แม้จะมีบทของวรรค 2 อยู่ ภาษีของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งที่เก็บจากดอกเบี้ยซึ่งได้รับโดยสถาบันการเงินใด ๆ (รวมทั้งบริษัทประกันภัย) ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งจะต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนดอกเบี้ยทั้งสิ้น ถ้าวิสาหกิจที่จ่ายดอกเบี้ยดำเนินกิจการอุตสาหกรรมตามความหมายของวรรค 4 อนุวรรค ข. ของข้อ 10

(4) แม้จะมีบทของวรรค 2 และ 3 อยู่ ดอกเบี้ยซึ่งเกิดขึ้นในรัฐทำสัญญารัฐหนึ่งจะได้รับยกเว้นภาษีในรัฐนั้น ถ้าดอกเบี้ยนั้นได้รับโดย

(ก) รัฐทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง มลรัฐ (ลันด์) ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของรัฐหนึ่งนั้น หรือ

(ข) สถาบันการเงินใด ๆ ซึ่งรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง มลรัฐ (ลันด์) ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของอีกรัฐหนึ่งนั้นเป็นเจ้าของทั้งหมด และโดยเฉพาะในกรณีสหพันธ์สาธารณรัฐ โดย "ดอยช์บุนเดสแบงค์ หรือ "เครดิตทันสตาลห์ฟือร์ วิเดอรัฟเบา" และในกรณีประเทศไทย โดย "ธนาคารแห่งประเทศไทย" หรือ

(ค) โดยผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งจากพันธบัตรซึ่งออกจำหน่ายโดยรัฐบาลของรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรก...

ข้อ 23

(1) คนชาติของรัฐผู้ทำสัญญาหนึ่งจะต้องไม่ถูกบังคับในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งให้เสียภาษีอากรใด ๆ หรือให้ปฏิบัติตามข้อประสงค์ใด ๆ เกี่ยวกับการนั้น ซึ่งเป็นการนอกเหนือไปจากหรือเป็นภาระหนักกว่าการเก็บภาษีอากรและข้อประสงค์ที่เกี่ยวข้องซึ่งคนชาติของอีกรัฐหนึ่งนั้นถูกหรืออาจถูกบังคับให้เสียหรือให้ปฏิบัติตามในพฤติการณ์เดียวกัน

(2) ภาษีอากรเก็บจากสถานประกอบการถาวรซึ่งวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งมีอยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งจะต้องไม่ถูกเรียกเก็บในอีกรัฐหนึ่งนั้น โดยเป็นการอนุเคราะห์น้อยกว่าภาษีอากรที่เรียกเก็บจากวิสาหกิจของอีกรัฐหนึ่งนั้นที่ประกอบกิจการอย่างเดียวกัน

บทนี้มิให้แปลความเป็นการผูกพันกับรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งในอันที่จะให้ค่าลดหย่อนผ่อนผันหรือการหักลดส่วนบุคคลใด ๆ แก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งเพื่อการเก็บภาษีอากรตามสถานะของบุคคลหรือตามความรับผิดชอบทางครอบครองซึ่งรัฐนั้นให้แก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐของตน

(3) วิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง ซึ่งผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งคนเดียวหรือหลายคนเป็นเจ้าของหรือควบคุมทุนอยู่ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมจะต้องไม่ถูกบังคับในรัฐแรกให้เสียภาษีอากรใด ๆ หรือปฏิบัติตามข้อประสงค์ใด ๆ เกี่ยวกับการนั้น อันเป็นการนอกเหนือไปจากหรือเป็นภาระหนักกว่าภาษีอากรและข้อประสงค์ที่เกี่ยวข้องซึ่งวิสาหกิจอื่นที่คล้ายคลึงกันของรัฐแรกนั้นถูกหรืออาจถูกบังคับให้เสียหรือให้ปฏิบัติตาม

(4) ในข้อนี้ คำว่า "ภาษีอากร" หมายถึงอากรทุกชนิดทุกลักษณะ

ข้อ 24

(1) ในกรณีที่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐหนึ่งพิจารณาเห็นว่าการกระทำของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใดหรือสองรัฐมีผลหรือจะมีผลให้ตนต้องเสียภาษีอากรโดยไม่เป็นไปตามความตกลงนี้ ผู้นั้นอาจยื่นเรื่องราวของตนต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐผู้ทำสัญญาซึ่งตนมีถิ่นที่อยู่ แม้จะมีทางแก้ไขตามกฎหมายแห่งชาติของรัฐเหล่านั้นอยู่แล้วก็ตาม

(2) ถ้าข้อคัดค้านนั้นปรากฏแก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจว่ามีเหตุผลสมควรและถ้าตนไม่สามารถที่จะหาทางแก้ไขที่เหมาะสมได้เอง ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพยายามแก้ไขกรณีนั้น โดยความตกลงร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนอันไม่เป็นไปตามความตกลงนี้

(3) ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐผู้ทำสัญญาทั้งสองรัฐพยายามแก้ไขซึ่งข้อยุ่งยากหรือข้อสงสัยใด ๆ อันเกิดขึ้นเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้ความตกลงนี้โดยความตกลงร่วมกัน เจ้าหน้าที่ดังกล่าวยังอาจหารือกันเพื่อขจัดการเก็บภาษีซ้อนในบรรดากรณีที่มิได้บัญญัติในความตกลงนี้

(4) เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐผู้ทำสัญญาทั้งสองรัฐอาจติดต่อซึ่งกันและกันโดยตรงเพื่อให้มีความตกลงตามความหมายแห่งวรรคก่อน ๆ นั้นและเพื่อแลกเปลี่ยนข้อสนเทศตามที่กำหนดไว้ในข้อ 25

ข้อ 25

(1) ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐผู้ทำสัญญาทั้งสองรัฐแลกเปลี่ยนข้อสนเทศเช่นว่าที่จำเป็นแก่การปฏิบัติการตามความตกลงนี้ ข้อสนเทศใด ๆ ที่แลกเปลี่ยนกันนั้นให้ถือว่าเป็นความลับและมิให้เปิดเผยแก่บุคคลหรือเจ้าหน้าที่ใด ๆ นอกเหนือจากผู้เกี่ยวข้องกับการประเมิน รวมทั้งการวินิจฉัยทางศาล หรือการเก็บภาษีอากรที่อยู่ในขอบข่ายของความตกลงนี้

(2) ไม่ว่าในกรณีใดก็ตามมิให้แปลความบทของวรรค 1 เป็นการตั้งข้อผูกพันบังคับผู้ทำสัญญารัฐใดรัฐหนึ่งให้

(ก) ดำเนินมาตรการด้านบริหารโดยไม่ขัดกับกฎหมายหรือวิธีปฏิบัติด้านบริหารของรัฐผู้ทำสัญญารัฐนั้นหรือของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง

(ข) ให้รายละเอียดอันมิอาจจัดหาได้ตามกฎหมายหรือตามทางการบริหารตามปกติของรัฐผู้ทำสัญญารัฐนั้นหรือของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง

(ค) ให้ข้อสนเทศซึ่งจะเปิดเผยความลับทางการค้า ธุรกิจ อุตสาหกรรมการพาณิชย์หรือวิชาชีพ หรือกรรมวิธีการค้า หรือข้อสนเทศซึ่งหากเปิดเผย จะเป็นการขัดกับความสงบเรียบร้อย

ธนาคาร NORD/LB เป็นธนาคารที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2513 โดยกฎหมายเฉพาะของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีซึ่งโจทก์นำสืบว่ามีสำนักงานแห่งใหญ่ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มิได้ประกอบกิจการในราชอาณาจักรไทย แต่มีสาขาที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ด้วย ส่วนโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2547 ขณะจดทะเบียนชื่อ บริษัท อ. ทุนจดทะเบียน 250,000,000 บาท ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้แก่ ซ.นิติบุคคลสัญชาติสิงคโปร์ ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ไม่มีสำนักงานสาขา มิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการ ลงทุนในกลุ่มบริษัทในเครือ และบริการส่งเสริมด้านการตลาดและการขาย การบริหารจัดการและวางแผนด้านการตลาดและการขาย รวมถึงโฆษณาเผยแพร่และแนะนำผลิตภัณฑ์ตัวใหม่สำหรับบริษัทในเครือด้วย โจทก์ทำสัญญากู้เงินจากธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2547 จำนวน 140,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นำไปลงทุนโดยการซื้อหุ้นในบริษัทอื่นตามวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการของโจทก์ด้วย โจทก์เบิกเงินกู้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2547 มีกำหนดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยทุก 6 เดือน โจทก์ชำระดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2547 และต่อมาโจทก์ชำระดอกเบี้ยอีกหลายครั้ง ดอกเบี้ยเป็นเงินได้พึงประเมินของผู้ให้กู้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ก) ตามปกติ ผู้ให้กู้ต้องเสียภาษี โดยให้โจทก์ผู้จ่ายดอกเบี้ยหักภาษีดอกเบี้ยที่จ่ายจากหรือในประเทศไทยตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายดอกเบี้ย หากมิได้หักและนำส่ง โจทก์ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 แต่โจทก์มิได้หักและนำส่งแต่ประการใด เพราะโจทก์เห็นว่าธนาคาร NORD/LB ได้รับยกเว้นภาษีจากเงินได้ดอกเบี้ยตามข้อ 11 (4) (ข) แห่งความตกลงดังกล่าว และโจทก์อ้างว่าโจทก์ได้ชำระเงินต้นคืนและดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ครบถ้วนแล้วตั้งแต่ปี 2553 ข้างฝ่ายจำเลย เจ้าพนักงานของจำเลยได้รับเอกสารของธนาคาร NORD/LB ที่โจทก์ส่งมอบต่อเจ้าพนักงานของจำเลยว่าโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีตามความตกลงดังกล่าว เช่น ตามเอกสารหนังสือธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2547 ลงวันที่ 27 กันยายน 2548 และลงวันที่ 8 มิถุนายน 2549 ประกอบกันแนวทางการตอบข้อหารือของจำเลย ลงวันที่ 2 มีนาคม 2542 ลงวันที่ 30 กันยายน 2546 และลงวันที่ 2 ธันวาคม 2548 ซึ่งสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 นั้นรับผิดชอบในเขตพื้นที่ที่สำนักงานแห่งใหญ่ของโจทก์ตั้งอยู่ มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานสรรพากรภาค 1 เกี่ยวกับกรณีนี้ สรรพากรภาค 1 เห็นพ้องว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีและนำส่ง แต่จำเลยเห็นว่าโจทก์มีหน้าที่หักภาษีและนำส่ง จำเลยในฐานะที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหนังสือลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 และวันที่ 2 มีนาคม 2552 สอบถามไปยังกระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ทั้งนี้โดยอาศัยข้อ 24 และข้อ 25 แห่งความตกลงดังกล่าวต่อมากระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีหนังสือตอบมายังจำเลย 2 ฉบับ ทั้งสองฉบับเป็นภาษาเยอรมันและอังกฤษ

โดยสรุป ตามหนังสือ 2 ฉบับดังกล่าว กระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีแจ้งว่า ธนาคาร NORD/LB ไม่ได้เป็นสถาบันการเงินตามความตกลงดังกล่าวข้อ 11 (4) (ข) ที่จะได้รับยกเว้นภาษีจากเงินได้ดอกเบี้ย สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 จึงออกตรวจสภาพกิจการโจทก์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2555 แจ้งประเด็นที่กระทรวงการคลังสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีให้โจทก์ทราบ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 25 มกราคม 2556 ถึงโจทก์ 6 ฉบับ เป็นหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์จ่ายดอกเบี้ยแก่ธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ ระบุข้อความมีใจความด้วยว่า ธนาคาร NORD/LB ไม่เข้าลักษณะเป็นสถาบันการเงินที่ได้รับยกเว้นภาษีจากดอกเบี้ยไปตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว เนื่องจากมีรัฐบาลท้องถิ่นถือหุ้นเพียงบางส่วนและเป็นทางอ้อม ตามหนังสือของกระทรวงการคลังสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่ตอบมายังจำเลย โจทก์ต้องหักภาษีและนำส่งตามมาตรา 70 แต่โจทก์มิได้หักภาษีและนำส่งไว้ จึงต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย เป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2547 มิถุนายน 2548 ธันวาคม 2548 มิถุนายน 2549 ธันวาคม 2549 และมิถุนายน 2550 รวม 6 เดือนภาษี เป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มรวม 127,612,985.12 บาท ไม่มีเบี้ยปรับแต่อย่างใด โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่ทันได้วินิจฉัยอุทธรณ์ ทางจำเลยมีหนังสือแจ้งการยกเลิกใบแจ้งภาษีอากรตามหนังสือลงวันที่ 17 ตุลาคม 2557 ทั้งหกฉบับ เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินยังมิได้แจ้งให้โจทก์มาทำบันทึกคำให้การเพื่อรับทราบผลการตรวจวิเคราะห์ประเด็นความผิดพลาดที่เป็นเหตุให้ต้องชำระภาษีเพิ่มเติมไว้ แล้วเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือลงวันที่เดียวกันถึงโจทก์ 6 ฉบับ แจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 เหมือนกับ 6 ฉบับก่อน โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 5 สิงหาคม 2559 ถึงโจทก์ 2 ฉบับ ให้โจทก์นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 อีก 2 เดือนภาษี คือเดือนภาษีธันวาคม 2550 และมิถุนายน 2551 เป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มรวม 26,376,930.82 บาท ระบุข้อความมีใจความด้วยว่า ธนาคาร NORD/LB ไม่เข้าลักษณะเป็นสถาบันการเงินที่ได้รับยกเว้นภาษีจากดอกเบี้ยตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว เนื่องจากมีรัฐบาลท้องถิ่นถือหุ้นเพียงบางส่วนและเป็นทางอ้อม ตามหนังสือของกระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ลงวันที่ 2 มกราคม 2555 ที่ตอบมายังจำเลย โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ลงวันที่ 1 กันยายน 2559 ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2560 รวม 2 ฉบับ มีใจความด้วยว่า ธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินที่ไม่เข้าลักษณะตามข้อ 11 (4) (ข) แห่งความตกลงดังกล่าว ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฉบับ โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2560 ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ธนาคาร NORD/LB มีมลรัฐและส่วนราชการท้องถิ่นถือหุ้นทั้งหมดโดยทางตรงและทางอ้อมในระหว่างเดือนภาษีพิพาททั้งแปดเดือนภาษี จึงเป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว จึงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากดอกเบี้ยที่ได้รับจากโจทก์ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ไม่จำต้องพิจารณาประเด็นข้อพิพาทอื่นอีก พิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 ทั้งแปดฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งสองฉบับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ธนาคาร NORD/LB มิใช่สถาบันการเงินตามความหมายของข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบแล้ว พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale หรือ ธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และจากทุนหรือไม่ การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ธนาคาร NORD/LB ไม่เป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าวแต่อย่างใด เพราะเหตุผลสามประการประกอบกัน ประการที่หนึ่ง คำว่า เป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) หมายถึงเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น ไม่หมายรวมถึงการเป็นเจ้าของโดยอ้อมหรือโดยทางอ้อมด้วย ดังจะเห็นได้ว่า ตามความตกลงนี้หากกรณีที่ต้องการให้หมายรวมถึงโดยทางอ้อมด้วยก็จะระบุไว้ชัดเจน ดังที่ระบุไว้ในข้อ 9 และ ข้อ 23 ที่ยกมากล่าวไว้ข้างต้น ประการที่สอง เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบข้อ 11 (4) (ก) กับข้อ 11 (4) (ข) แล้วควรมีความสำคัญที่เท่าเทียมหรือเกือบเท่าเทียมกัน ซึ่งตามข้อ 11 (4) (ก) ถ้าดอกเบี้ยได้รับโดยรัฐ มลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ส่วนข้อ 11 (4) (ข) ผู้รับดอกเบี้ยมิใช่รัฐ แต่เป็นสถาบันการเงินโดยเป็นสถาบันการเงินซึ่งรัฐ...เป็นเจ้าของทั้งหมด การที่รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดของสถาบันการเงิน สถาบันการเงินจึงควรมีความสำคัญเท่ากับหรือเกือบเท่ากับรัฐตามข้อ 11 (4) (ก) นั่นคือต้องเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น เพราะหากเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางอ้อมด้วย ความสำคัญของสถาบันการเงินจะมีน้อยกว่ารัฐตามข้อ 11 (4) (ก) มาก เช่น หากรัฐเป็นเจ้าของทางอ้อมด้วย รัฐไม่อาจควบคุมดูแลสถาบันการเงินได้ดีเหมือนกับที่รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรง และประการที่สาม กรณีที่กระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีหนังสือ 2 ฉบับ ตอบมายังจำเลยดังที่ได้ยกขึ้นกล่าวมาแล้วข้างต้น โดยตอบมารวมความได้ว่า ธนาคาร NORD/LB มีหน่วยราชการส่วนท้องถิ่นถือหุ้นโดยทางอ้อมด้วย จึงไม่ได้เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ที่อาจอ้างสิทธิได้รับยกเว้นภาษีจากแหล่งเงินได้ ซึ่งเมื่อได้พิจารณาเหตุผลสามประการดังกล่าวประกอบกันแล้ว เห็นได้ชัดว่า ธนาคาร NORD/LB ไม่เป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว ที่โจทก์ฎีกาอีกว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้เทียบเคียงได้กับแนวปฏิบัติตามที่จำเลยตอบข้อหารือว่าไม่ต้องถูกหักภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 ตามหนังสือตอบข้อหารือลงวันที่ 2 มีนาคม 2542 วันที่ 30 กันยายน 2546 และวันที่ 2 ธันวาคม 2548 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงคดีนี้เทียบเคียงกับแนวปฏิบัติดังกล่าวได้หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ปรับได้กับข้อกฎหมายดังเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงต้องเป็นไปตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว และที่โจทก์ฎีกาด้วยว่า ธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ มีหนังสือถึงโจทก์ยืนยันว่า ธนาคาร NORD/LB มีมลรัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ของธนาคารออมสินของประชาชนในมลรัฐซึ่งมีเทศบาลและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นซึ่งมลรัฐเป็นเจ้าของและเป็นผู้ควบคุมการดำเนินการ จึงเป็นเจ้าของหุ้นทั้งหมดของธนาคาร NORD/LB ก็ดี กับที่ฎีกาว่า สำนักกฎหมาย Freshfields Bruckhaus Deringer แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ให้ความเห็นว่า ธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) รายละเอียดตามที่ยกขึ้นกล่าวมาแล้วข้างต้นก็ดี ก็เป็นความเห็นของธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ และความเห็นของสำนักกฎหมายดังกล่าว ซึ่งไม่ตรงกับที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้วินิจฉัยมา ส่วนฎีกาของโจทก์ประการอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่า ธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale หรือธนาคาร NORD/LB มิใช่สถาบันการเงินตาม ข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และจากทุน ที่จะได้รับยกเว้นภาษีจากเงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยในราชอาณาจักรไทย ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินทั้งแปดฉบับและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งสองฉบับชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 70
ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และจากทุน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกฤษฎา สกุลศรีประเสริฐ
- นายบุญเนตร์ พุ่มทิพย์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วรงค์พร จิระภาค
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4111/2564
#680732
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและออกแบบการบริการ เป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาทำงาน 2 ปี และมีการต่อสัญญาทุก 2 ปี ฉบับสุดท้ายมีกำหนดระยะเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2559 จนถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 เห็นได้ว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจ้างกันไว้ 3 ฉบับติดต่อกัน สัญญาแต่ละฉบับกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้มีวันเริ่มต้นและสิ้นสุดเป็นการแน่นอน แม้จะมีข้อความในสัญญาจ้าง ฉบับที่ 2 และฉบับที่ 3 ข้อ 6 ข้อกำหนดอื่น ๆ (ง) การบอกเลิกสัญญา วรรคหนึ่ง ว่า "ตลอดระยะเวลาของการทดลองงานนานสี่ (4) เดือน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาฉบับนี้โดยแจ้งล่วงหน้าสอง (2) สัปดาห์ และไม่ต้องอ้างเหตุผล" แต่ก็ไม่มีผลบังคับเพราะโจทก์ทำงานและทำสัญญาจ้างกับจำเลยมาเป็นเวลาคราวละ 2 ปี รวม 3 ครั้ง โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์และจำเลยประสงค์ให้มีระยะเวลาการทดลองงานมาใช้บังคับแก่กันเมื่อมีการต่อสัญญาจ้างใหม่ และการเลิกจ้างคดีนี้ก็เป็นกรณีเลิกจ้างเมื่อสิ้นสุดกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างฉบับที่ 3 อีกด้วย ส่วนที่มีการกำหนดเงื่อนไขไว้อีกว่า ตลอดระยะเวลาทดลองงานนายจ้างมีสิทธิบอกเลิกการจ้างลูกจ้างหากลูกจ้างฝ่าฝืนข้อตกลงในสัญญาฉบับนี้หรือลูกจ้างกระทำความผิดกฎหมายแห่งประเทศไทย ก็มีความหมายเพียงว่า ถ้าโจทก์ทำผิดสัญญาไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดโจทก์ยอมให้จำเลยเลิกจ้างหรือไล่โจทก์ออกจากงานได้ทันทีก่อนที่จะครบกำหนดเลิกจ้างตามสัญญาได้เท่านั้น มิใช่ข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่ทำให้ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรม โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและออกแบบการบริการ มีหน้าที่และความรับผิดชอบหลัก ได้แก่ ดูแลเกี่ยวกับการจัดการออกแบบเชิงสร้างสรรค์จากแนวความคิดไปสู่กระบวนการผลิต บริหารจัดการบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์ออกแบบปฏิบัติงานกับผู้แทนกลุ่มตลาดรวมทั้งเจ้าหน้าที่จัดลำดับชิ้นงาน เพื่อให้มีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์และบริการ โดยต้องรายงานผลไปยังรองประธานฝ่ายการตลาดของจำเลย อันไม่ใช่การจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยผู้เป็นนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี โดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ และเมื่อได้ความว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 และถือได้ว่าโจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 20 และครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จะได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (4)

การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นต้องพิเคราะห์ถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างมีเหตุอันสมควรหรือเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และได้ความว่าจำเลยเลิกจ้างเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2561 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญาจ้างดังกล่าว จำเลยย่อมทำได้ตามที่ตกลงกันไว้ การเลิกจ้างไม่ได้กระทำโดยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ ถือว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

เงินโบนัสไม่มีกฎหมายบังคับว่านายจ้างต้องจ่ายเสมอไป หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ่ายเงินโบนัสหรือสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับเงินโบนัส จึงต้องเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง คดีนี้มีข้อตกลงระหว่างจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกับโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ข้อ 4 (ค) ว่า "การพิจารณาผลงานและการให้โบนัส-นายจ้างจะพิจารณาทบทวนผลงานของลูกจ้างเป็นระยะ ๆ เพื่อพิจารณาการปรับเงินเดือนรวมทั้งโบนัส ถ้ามี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายจ้างแต่เพียงฝ่ายเดียว" เมื่อจำเลยใช้ดุลพินิจพิจารณาไม่จ่ายโบนัสตามข้อตกลงดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับโบนัสตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 1,222,480 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,222,480 บาท เงินโบนัส 458,430 บาท และค่าจ้างค้างจ่าย 152,810 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชย 1,222,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับให้ชำระค่าโบนัส 221,574.50 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 916,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยสำหรับเงินส่วนนี้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

โจทก์และจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 จำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและออกแบบการบริการ เป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาทำงาน 2 ปี และมีการต่อสัญญาทุก 2 ปี ฉบับสุดท้ายกำหนดระยะเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2559 จนถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 152,810 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 28 ของเดือน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2560 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุว่าครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างในวันที่ 8 มกราคม 2561 แล้วและไม่มีการต่อสัญญากันอีกต่อไป โจทก์ทำงานกับจำเลยถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 เป็นสุดท้าย แล้ววินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง บัญญัติ "ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง..." วรรคสามบัญญัติว่า "ความในวรรคหนึ่งมิให้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น" และวรรคสุดท้ายบัญญัติว่า "การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสาม จะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอนหรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงานหรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น…" ได้ความว่า จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรมตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และโจทก์ทำให้จำเลยในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและออกแบบการบริการ มีหน้าที่และความรับผิดชอบหลัก ได้แก่ดูแลเกี่ยวกับการจัดการออกแบบเชิงสร้างสรรค์จากแนวความคิดไปสู่กระบวนการผลิตบริหารจัดการบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์ ออกแบบปฏิบัติงานกับผู้แทนกลุ่มตลาดรวมถึงหน้าที่จัดลำดับชิ้นงาน เพื่อให้มีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์และบริการโดยต้องรายงานผลไปยังรองประธานฝ่ายการตลาด ซึ่งถือว่าขอบเขตการทำงานของโจทก์เป็นงานอันเป็นธุรกิจปกติของจำเลย ไม่ใช่งานในโครงการหรืองานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงานหรือเป็นงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาล สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่เข้าลักษณะสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคท้าย ที่จำเลยอ้างเหตุเลิกสัญญาจ้างเนื่องจากครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจึงไม่ถูกต้อง ฉะนั้นการเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเหตุเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยต้องจ่ายค่าชดเลยให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย คิดเป็นเงิน 1,222,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง เมื่อการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างเหตุว่าสัญญาสิ้นสุดลงตามสัญญาจ้างแรงงานที่กำหนดระยะเวลาไว้นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและได้ความตามสัญญาจ้างแรงงาน ข้อ 6 (ฉ) ที่ระบุข้อสัญญาไว้ทำนองว่าจำกัดสิทธิมิให้โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ นั้น เพราะคู่สัญญาเป็นชาวต่างชาติจึงเขียนสัญญาลักษณะปิดไม่ให้เรียกค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น แต่กับคนไทยจะไม่เขียนสัญญาในลักษณะดังกล่าวไว้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาทำสัญญาเอาเปรียบชาวต่างประเทศ และใช้ข้อสัญญานี้เป็นข้ออ้างประกอบในการเลิกจ้างโดยไม่ให้สิทธิการเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ โดยมีคำนึงถึงความชอบด้วยกฎหมาย กรณีถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้เป็นเงิน 916,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (เดิม) และในส่วนเงินโบนัสประจำปี 2560 เห็นว่าตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2560 นายทินกฤติ ผู้จัดการฝ่ายบุคคล มีจดหมายถึงพนักงานของจำเลยทุกคนว่าจำเลยอนุมัติเงินโบนัส 1.45 เดือน ให้แก่พนักงานที่ทำงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 โดยจะจ่ายให้ในวันที่ 28 ธันวาคม 2560 โจทก์ทำงานให้จำเลยมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 จนถึงวันที่จำเลยออกจดหมายฉบับดังกล่าว เงินเดือนโจทก์อัตราสุดท้ายกำหนดไว้เดือนละ 152,810 บาท โจทก์จึงชอบที่จะได้เงินโบนัสตามจำนวนที่ระบุในจดหมายดังกล่าวเป็นเงิน 221,574.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำเลยได้จ่ายค่าจ้างในเดือนธันวาคม 2560 และเดือนมกราคม 2561 ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาที่กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน โดยฉบับสุดท้ายครบกำหนดวันที่ 8 มกราคม 2561 ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลย และคำแปลสัญญาจ้างแรงงาน ล้วนมีข้อสัญญาที่กำหนดไว้ว่า "ระหว่างระยะเวลาทดลองงาน 4 เดือน คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจบอกเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องแจ้งเหตุผลแต่ต้องแจ้งล่วงหน้า 2 สัปดาห์" ข้อสัญญาในส่วนนี้ทำให้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา นอกจากนี้ตามสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าว ข้อ 2 ระบุว่า โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและออกแบบการบริการทำงานประจำที่ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ทได้ความว่า โจทก์มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการดูแลการจัดการออกแบบเชิงสร้างสรรค์บริหารจัดการบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์ออกแบบปฏิบัติงานกับผู้แทนกลุ่มตลาดรวมถึงเจ้าหน้าที่จัดลำดับชิ้นงานเพื่อให้มีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์และบริการ โดยต้องรายงานต่อรองประธานฝ่ายการตลาด จะเห็นได้ว่างานของโจทก์มีลักษณะเป็นงานประจำของธุรกิจโรงแรมที่จำเป็นต้องมีการโฆษณาและออกแบบการบริการตามสื่อต่าง ๆ เพื่อเชิญชวนให้ลูกค้ามาใช้บริการโรงแรมของจำเลยอันถือได้ว่าจำเลยจ้างโจทก์ให้ทำงานเกี่ยวกับงานอันเป็นปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลย จึงไม่ต้องพิจารณาต่อไปว่าการจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจะเข้าหลักเกณฑ์ประการอื่นของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2551 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่หรือไม่ เมื่อจำเลยไม่ต้องสัญญาจ้างกับโจทก์อีกต่อไปถือเป็นการเลิกจ้าง เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเหตุเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีหนึ่งกรณีใดตามมาตรา 119 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง และการที่จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ฉบับแรกตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2555 กำหนดระยะเวลาทำงานไว้ 2 ปี และมีการต่อสัญญาทุก 2 ปี ฉบับสุดท้ายกำหนดระยะเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 อันเป็นการทำงานกับจำเลยติดต่อกันไปโดยไม่ขาดตอนเป็นระยะเวลาครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี หาได้ขาดตอนจากกันดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ สำหรับเงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ลูกจ้าง ตอบแทนการทำงานที่ผ่านมาและจูงใจให้ลูกจ้างทำงานให้นายจ้างต่อไปไม่มีกฎหมายบังคับว่านายจ้างต้องจ่ายเสมอไป หลักเกณฑ์และเงื่อนการจ่ายเงินโบนัสหรือสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับเงินโบนัสหรือสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับเงินโบนัสจึงต้องเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างลูกจ้างและนายจ้างที่ให้ไว้แก่กัน เมื่อพิจารณาตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ระบุว่า ผู้จัดการฝ่ายบุคคลแจ้งว่าจำเลยอนุมัติเงินโบนัส 1.45 เดือน ให้แก่พนักงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมซึ่งทำงานมาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 โดยจะจ่ายให้ในวันที่ 28 ธันวาคม 2560 ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในคำประกาศของจำเลย เรื่อง การจ่ายเงินรางวัล (โบนัส) 2560 ที่คณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทนและสรรหาได้พิจารณาอนุมัติการจ่ายไปโบนัสให้แก่พนักงานที่มีสิทธิได้รับตามกฎเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด และต้องเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยอีกด้วย ซึ่งตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ 4 (ค) ระบุให้การพิจารณาผลงานและการให้เงินโบนัส นายจ้างจะพิจารณาทบทวนผลงานของลูกจ้างเป็นระยะ ๆ เพื่อพิจารณาการปรับเงินเดือนรวมทั้งเงินโบนัส ถ้ามี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายจ้างฝ่ายเดียว แสดงว่าการพิจารณาให้เงินโบนัสแก่ลูกจ้างของจำเลยนั้น ย่อมอยู่ในดุลพินิจและการพิจารณาทบทวนผลงานของลูกจ้างแต่ละคน การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงในวันที่ 8 มกราคม 2561 ไม่มีการต่อสัญญาอีกต่อไปและยืนยันว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสของปี 2560 ถือเป็นการใช้ดุลพินิจและพิจารณาทบทวนผลงานของโจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานและประกาศของจำเลย เรื่อง การจ่ายเงินรางวัล (โบนัส) 2560 ดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปี 2560 สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยฉบับสุดท้าย ข้อ 1 กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 เป็นระยะเวลา 24 เดือน จึงเป็นการตกลงกันระหว่างโจทก์และจำเลยว่า จำเลยจะทำงานให้โจทก์ในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่ชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยจ้างโจทก์ถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 เป็นข้อตกลงที่ใช้บังคับได้ไม่ขัดต่อกฎหมาย เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวสัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงในวันที่ 8 มกราคม 2561 ไม่มีการต่อสัญญาอีกต่อไป ถือได้ว่าสัญญาจ้างเป็นอันสิ้นสุดลงตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอันจำเลยจะต้องชดใช้ค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยอ้างว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเพราะเป็นการจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ ดังนี้ จึงต้องพิจารณาเสียก่อนว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญามีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ หรือไม่ เสียก่อน เมื่อได้ความว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและออกแบบการบริการ เป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาทำงาน 2 ปี และมีการต่อสัญญาทุก 2 ปี ฉบับสุดท้ายมีกำหนดระยะเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2559 จนถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 เห็นได้ว่าโจทก์กับจำเลยทำสัญญาจ้างกันไว้ 3 ฉบับ ติดต่อกัน สัญญาแต่ละฉบับกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้มีวันเริ่มต้นและสิ้นสุดเป็นการแน่นอน แม้จะมีข้อความในสัญญาจ้าง ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 9 มกราคม 2557 และสัญญาจ้างฉบับที่ 3 ลงวันที่ 9 มกราคม 2559 เช่นใน ข้อ 6 ข้อกำหนดอื่น ๆ (ง) การบอกเลิกสัญญา วรรคหนึ่ง ว่า "ตลอดระยะเวลาของการทดลองงานนานสี่ (4) เดือน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาฉบับนี้โดยแจ้งล่วงหน้าสอง (2) สัปดาห์ และไม่ต้องอ้างเหตุผล" หรือที่ระบุว่า "ตลอดระยะเวลาทดลองงานฝ่ายนายจ้างมีสิทธิบอกเลิกการจ้างลูกจ้าง หากลูกจ้างฝ่าฝืนข้อตกลงในสัญญาฉบับนี้หรือลูกจ้างกระทำความผิดกฎหมายแห่งประเทศไทย" ดังนี้ ข้อกำหนดในข้อ 6 ของสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวเกี่ยวกับเรื่องการทดลองงาน แม้จะระบุไว้ในสัญญาแต่ก็ไม่มีผลบังคับเพราะโจทก์ทำงานและทำสัญญาจ้างกับจำเลยมาเป็นเวลาคราวละ 2 ปี รวม 3 ครั้ง โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์และจำเลยประสงค์ให้มีระยะเวลาการทดลองงานที่จะนำข้อกำหนดในเรื่องดังกล่าวมาใช้บังคับแก่กันเมื่อมีการต่อสัญญาจ้างใหม่ไม่ และการเลิกจ้างคดีนี้ก็เป็นกรณีเลิกจ้างเมื่อสิ้นสุดกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างฉบับที่ 3 อีกด้วย ส่วนที่มีการกำหนดเงื่อนไขไว้อีกว่า ตลอดระยะเวลาทดลองงานนายจ้างมีสิทธิบอกเลิกการจ้างลูกจ้างหากลูกจ้างฝ่าฝืนข้อตกลงในสัญญาฉบับนี้หรือลูกจ้างกระทำความผิดกฎหมายแห่งประเทศไทย ก็มีความหมายเพียงว่า ถ้าโจทก์ทำผิดสัญญาไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดโจทก์ยอมให้จำเลยเลิกจ้างหรือไล่โจทก์ออกจากงานได้ทันทีก่อนที่จะครบกำหนดเลิกจ้างตามสัญญาได้เท่านั้น มิใช่ข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่ทำให้ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน นอกจากนี้ยังได้ความอีกว่า จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรมตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และโจทก์ทำงานให้จำเลยในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและออกแบบการบริการ มีหน้าที่และความรับผิดชอบหลัก ได้แก่ ดูแลเกี่ยวกับการจัดการออกแบบเชิงสร้างสรรค์จากแนวความคิดไปสู่กระบวนการผลิต บริหารจัดการบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์ ออกแบบปฏิบัติงานกับผู้แทนกลุ่มตลาดรวมถึงเจ้าหน้าที่จัดลำดับชิ้นงานเพื่อให้มีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์และบริการ โดยต้องรายงานผลไปยังรองประธานฝ่ายการตลาด อีกด้วยเช่นนี้ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ และเมื่อได้ความว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 แม้โจทก์ทำสัญญาจ้างกับจำเลยโดยมีการแบ่งสัญญาจ้างเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 2 ปี จำนวน 3 ฉบับ ก็ตาม แต่ต่อเนื่องกัน ซึ่งถือได้ว่าโจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 20 และครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จะได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (4) โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 152,810 บาท คิดเป็นค่าชดเชยได้จำนวน 1,222,480 บาท โดยค่าชดเชยจำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายให้โจทก์เมื่อเลิกจ้าง หากผิดนัดโจทก์จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ได้จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์เมื่อเลิกจ้าง แต่โจทก์มีคำขอให้จำเลยรับผิดนับแต่วันฟ้อง จำเลยจึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปตามที่โจทก์ขอ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และจำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นต้องพิเคราะห์ถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างมีเหตุอันสมควรหรือเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ เมื่อได้ความตามที่ได้วินิจฉัยในปัญหาตามฎีกาของจำเลยมาแล้วว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง เป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาทำงาน 2 ปี และมีการต่อสัญญาทุก 2 ปี ฉบับสุดท้ายมีกำหนดระยะเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2559 จนถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 ซึ่งสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และได้ความว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2561 เห็นได้ว่าตามสัญญาฉบับสุดท้ายจำเลยจ้างโจทก์ทำงานโดยมีกำหนดระยะเวลาจ้าง 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2559 จนถึงวันที่ 8 มกราคม 2561 การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2561 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญาจ้างดังกล่าว จำเลยย่อมทำได้ตามที่ตกลงกันไว้ การเลิกจ้างไม่ได้กระทำโดยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ ถือว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปี 2560 หรือไม่ เห็นว่า เงินโบนัสไม่มีกฎหมายบังคับว่านายจ้างต้องจ่ายเสมอไป หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ่ายเงินโบนัสหรือสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับเงินโบนัส จึงต้องเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง คดีนี้มีข้อตกลงระหว่างจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกับโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ข้อ 4 (ค) ว่า "การพิจารณาผลงานและการให้โบนัส-นายจ้างจะพิจารณาทบทวนผลงานของลูกจ้างเป็นระยะ ๆ เพื่อพิจารณาการปรับเงินเดือนรวมทั้งโบนัส ถ้ามี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายจ้างแต่เพียงฝ่ายเดียว" การที่จำเลยมีการแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเงินโบนัสปี 2560 (ปี ค.ศ. 2017) โดยมีนายทินกฤต ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลได้แจ้งให้พนักงานทุกคนรวมทั้งโจทก์ทราบเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 (ส่วนคำแปล) ว่า "แจ้งเพื่อทราบว่าขณะนี้คุณธีระยุทธ ได้อนุมัติเงิน โบนัส จำนวน 1.45 เดือน ให้แก่พนักงานที่ทำงานมาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 โดยโบนัสและค่าจ้างเดือนธันวาคมจะถูกจ่ายพร้อมกันในวันที่ 28 ธันวาคม 2560" และแผ่นที่ 3 ซึ่งเป็นประกาศของนายธีระยุทธ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) เรื่อง การจ่ายเงินรางวัล (โบนัส) 2560 ซึ่งมีข้อความว่า "ในนามของฝ่ายบริหารโรงแรมและรีสอร์ทในเครือ ผมมีความยินดีจะประกาศให้ทราบว่าจากผลการดำเนินงานในรอบปี 2560 คณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทนและสรรหาได้พิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินรางวัล (โบนัส) ปี 2560 จำนวนเท่ากับเงินเดือน 1.45 เดือน ให้กับพนักงานที่มีสิทธิได้รับตามกฎเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด...ประกาศ ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2560" เป็นเพียงการแจ้งให้พนักงานของจำเลยทราบว่าจำเลยจ่ายเงินโบนัสในอัตราดังกล่าวให้แก่พนักงานที่มีสิทธิได้รับตามหลักเกณฑ์ที่จำเลยกำหนดมิใช่เป็นการแจ้งเวลาโจทก์ได้รับโบนัสประจำปีตามหลักเกณฑ์ของจำเลยแล้ว เมื่อหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายเงินโบนัส กำหนดให้การพิจารณาผลงานการให้เงินโบนัสนายจ้างจะพิจารณาทบทวนผลงานของลูกจ้างเป็นระยะ เพื่อพิจารณาเงินโบนัส ถ้ามี โดยให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างฝ่ายเดียวตามที่กำหนดไว้ ข้อ 4 (ค) การที่จำเลยได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงในวันที่ 8 มกราคม 2561 ไม่มีการต่อสัญญาอีกต่อไปและยืนยันว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสของปี 2560 ถือว่าจำเลยได้ใช้ดุลพินิจพิจารณาการให้เงินโบนัสตามข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปี 2560 ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 20 ม. 118 วรรคหนึ่ง (4) ม. 118 วรรคสาม ม. 118 วรรคสี่ ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ม.
จำเลย — บริษัท ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายมานพ จรัสจรรยาวงศ์
- นายปณิธาน วิสุทธากร
ชื่อองค์คณะ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4105/2564
#670397
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งโดยไม่ได้สั่งคืนค่าขึ้นศาล ซึ่งไม่ถูกต้อง จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง 10,000 บาท มาวางศาลโดยจำเลยนำเงินค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งซึ่งจำเลยยังไม่ได้รับเงินดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมใช้แทน เมื่อเงินค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งซึ่งจำเลยยังไม่ได้รับเงินดังกล่าวคืน 30,100 บาท รวมกับเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ที่จำเลยนำมาวางศาล 10,000 บาท ดังกล่าว เกินกว่าค่าธรรมเนียมใช้แทนที่จำเลยต้องวางศาล จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจที่จะไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 คดีจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลให้ถูกต้องแล้วมีคำสั่งหรือพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระค่าทดแทน 1,026,095.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าทดแทน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม อาศัยอำนาจตามมาตรา 27 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องแย้ง และไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นในส่วนฟ้องแย้งทั้งหมดให้แก่จำเลย คืนค่าขึ้นศาลอนาคตในศาลชั้นต้น 100 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยนำเงินค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่งให้คืนและจำเลยยังไม่ได้รับเงินดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมใช้แทน ถือได้ว่าจำเลยไม่จงใจกระทำฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย..." ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งโดยไม่ได้สั่งคืนค่าขึ้นศาล ซึ่งไม่ถูกต้อง จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง 10,000 บาท มาวางศาลตามรายงานเจ้าหน้าที่และใบรับเงินในราชการศาลยุติธรรมซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งนำฝาก และศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว เมื่อเงินค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง ซึ่งจำเลยยังไม่ได้รับเงินดังกล่าวคืน 30,100 บาท รวมกับเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ที่จำเลยนำมาวางศาล 10,000 บาท ดังกล่าวเกินกว่าค่าธรรมเนียมใช้แทนที่จำเลยต้องวางศาล ข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์ของจำเลยจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 คดีจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลให้ถูกต้องแล้วมีคำสั่งหรือพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าจำเลยนำค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ไม่ถูกต้องครบถ้วน จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้วางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 21,272 บาท มาแล้ว ตามใบรับเงินในราชการศาลยุติธรรม ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 จึงไม่จำต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมใช้แทนให้ถูกต้องครบถ้วนอีก

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยใหม่แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครปฐม — นายกฤติธัส พิสิษภาสกร
- นายชินวิทย์ จินดา เต็มแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
วิทยา ยิ่งวิริยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
#681548
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน ถือได้ว่าจำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) การที่จำเลยพาโจทก์และบุตรทั้งสามไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนด้วยกันเป็นเพียงการดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรตามสมควรเท่านั้นยังไม่เพียงพอให้ถือว่าเป็นการที่โจทก์ได้ให้อภัยจำเลยในเหตุที่โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518

โจทก์มีอาชีพรับราชการถือว่าเป็นอาชีพมั่นคงมีรายได้แน่นอน ส่วนจำเลยมีอาชีพขายสลากกินแบ่งรัฐบาลถือเป็นอาชีพมีรายได้ไม่มั่นคงเท่ากับโจทก์ ประกอบกับได้ความว่าโจทก์เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรที่อยู่กับโจทก์ในทุกเรื่อง ทั้งยังอุปการะดูแลชำระค่าเล่าเรียนและให้ค่าใช้จ่ายรายวันแก่บุตรอีกคนซึ่งอยู่กับจำเลยด้วย บุตรที่อยู่กับโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีลักษณะส่อไปในทางไม่เหมาะสม ส่วนบุตรที่อยูในความดูแลของจำเลยกลับมีอุปนิสัยเปลี่ยนไปในทางก้าวร้าวเอาแต่ใจ และขาดเรียนบ่อยครั้ง นอกจากนี้การให้บุตรทั้งสองซึ่งเป็นพี่น้องกันได้อยู่ใกล้ชิดร่วมกัน รวมทั้งได้อยู่กับมารดาและพี่สาวซึ่งเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ก่อนน่าจะเป็นผลดียิ่งกว่า จึงเห็นควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว แต่จำเลยซึ่งเป็นบิดายังคงมีสิทธิที่จะติดต่อกับบุตรทั้งสองได้ตามควรแก่พฤติการณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1584/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. บุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 มีบุตรด้วยกัน 2 คนคือ เด็กชาย ต. กับเด็กชาย ป. เดิมโจทก์จำเลยรวมทั้งบุตรชายทั้งสองกับ เด็กหญิง ร. บุตรโจทก์ที่เกิดจากสามีคนก่อนอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ต่อมาประมาณเดือนกรกฎาคม 2555 ขณะที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่วิสัญญีพยาบาล ที่โรงพยาบาลที่โจทก์ทำงานอยู่ นางสาว ร. ไปผ่าตัดคลอดบุตรที่โรงพยาบาลดังกล่าวโดยมีข้อเท็จจริงปรากฏในเอกสารประวัติและสมุดบันทึกการตั้งครรภ์ของนางสาว ร. ว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรในครรภ์ โดยนางสาว ร. ยืนยันว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรในครรภ์ตน โจทก์กับจำเลยจึงทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนแยกกันอยู่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาประมาณกลางปี 2557 จำเลยขอคืนดีกับโจทก์ โจทก์เห็นแก่ครอบครัวจึงพาบุตรกลับไปอยู่ร่วมกับจำเลยอีกครั้งเป็นเวลาเกือบสามปี ในระหว่างช่วงเวลานี้จำเลยทะเลาะวิวาทกับพี่สาวและพี่ชายของโจทก์ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับโจทก์โดยมีความรุนแรงถึงขนาดฟ้องร้องกันทั้งทางแพ่งและอาญา โจทก์และจำเลยก็มีเรื่องทะเลาะกันหลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 โจทก์และเด็กชาย ต. กับเด็กหญิง ร. ออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น หลังจากนั้นในวันที่ 23 ตุลาคม 2560 โจทก์ จำเลย เด็กหญิง ร. เด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. ร่วมเดินทางไปเที่ยวและพักค้างคืนด้วยกันที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี และวันที่ 2 ธันวาคม 2560 จำเลยพาโจทก์และบุตรทั้งสามไปเที่ยวและพักค้างคืนด้วยกันอีกที่จังหวัดมุกดาหาร

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนางสาว ร. นั้น จำเลยไม่ได้ยกย่องนางสาว ร. เป็นภริยา และไม่ได้เป็นผู้แจ้งว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรที่เกิดกับนางสาว ร. การที่โจทก์ จำเลย กับเด็กหญิง ร. เด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. ไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนด้วยกันนั้น ถือได้ว่าโจทก์ได้ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ผ่านมาแล้ว ทั้งเมื่อโจทก์พาลูก ๆ กลับมาอยู่ร่วมกับจำเลยอีกครั้ง ในระหว่างนั้นจำเลยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับพี่น้องของโจทก์หลายครั้ง เป็นเหตุให้โจทก์กับจำเลยมีเรื่องขัดแย้งทะเลาะกันด้วย เวลาที่โจทก์จำเลยทะเลาะกัน โจทก์ก็จะหนีออกจากบ้านไปอยู่กับพี่สาว เมื่อหายโกรธแล้วก็จะกลับมาคืนดีกับจำเลย เป็นเช่นนี้อยู่เนือง ๆ จำเลยไม่เคยขับไล่โจทก์และบุตรออกจากบ้าน กรณีไม่มีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์จะฟ้องหย่าได้ เหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าเป็นเพราะโจทก์ต้องการมีสามีใหม่ ในปัญหานี้โจทก์นำสืบว่า หลังจากเดือนกรกฎาคม 2555 ที่โจทก์ทราบเรื่องที่นางสาว ร. แจ้งทางโรงพยาบาลที่โจทก์ทำงานอยู่ว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรในครรภ์นางสาว ร. แล้ว โจทก์กับจำเลยทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนมีการตัดความสัมพันธ์และแยกกันอยู่จนถึงประมาณกลางปี 2557 จำเลยขอคืนดีกับโจทก์และให้โจทก์กลับไปอยู่ร่วมกับครอบครัวอีกครั้ง โจทก์ยินยอมโดยกลับไปอยู่ร่วมกับครอบครัวอีกเป็นเวลาเกือบสามปี ระหว่างนั้นจำเลยทะเลาะวิวาทกับพี่น้องของโจทก์ถึงขนาดฟ้องร้องกันทั้งทางแพ่งและอาญา จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2560 จำเลยขับไล่โจทก์ เด็กชาย ต. และเด็กหญิง ร. ออกจากบ้านเพราะจำเลยหมดรักโจทก์ ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากอยู่ด้วย โจทก์จึงพาเด็กชาย ต. และเด็กหญิง ร. ออกไปอยู่ที่อื่นจนถึงปัจจุบัน ส่วนจำเลยนำสืบยอมรับว่ามีเรื่องทะเลาะกับพี่น้องของโจทก์ถึงขนาดฟ้องร้องกันจริง แต่จำเลยไม่เคยยกย่องนางสาว ร. ฉันภริยา จำเลยไม่เคยขับไล่โจทก์และบุตรออกจากบ้าน โจทก์พาบุตรออกไปจากบ้านโดยไม่ทราบสาเหตุ จำเลยไม่ได้จงใจทิ้งร้างโจทก์เกิน 1 ปี หลังจากโจทก์ออกจากบ้านไปแล้วเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2560 และวันที่ 2 ธันวาคม 2560 จำเลยพาโจทก์กับบุตรทั้งสามไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนร่วมห้องเดียวกันโดยโจทก์จำเลยนอนเตียงเดียวกันด้วย เห็นว่า เรื่องนางสาว ร. นั้น เป็นเรื่องเดิมที่เป็นมูลเหตุสำคัญทำให้โจทก์กับจำเลยต้องทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนถึงขนาดที่โจทก์ตัดสินใจออกจากบ้านที่อยู่กับจำเลยและบุตรอีกสามคนไปอยู่ที่หอพักพยาบาลกับเพื่อนเป็นเวลานานเกือบสามปี เชื่อได้ว่าเรื่องนางสาว ร. เป็นเรื่องจริงตามที่โจทก์อ้าง อย่างไรก็ตามเมื่อประมาณกลางปี 2557 จำเลยขอคืนดีกับโจทก์ โจทก์คำนึงถึงสถาบันครอบครัวจึงยอมกลับมาอยู่ร่วมกับจำเลยและบุตรทั้งสามอีกครั้งหนึ่ง แต่ในระหว่างที่โจทก์กลับมาอยู่ร่วมกับจำเลยและครอบครัวอีกครั้งนั้นก็เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันระหว่างจำเลยกับพี่น้องของโจทก์เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินหลายครั้งถึงขนาดมีการฟ้องร้องกันทั้งทางแพ่งและอาญา ทำให้เกิดปัญหาลุกลามมาถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจนทั้งสองฝ่ายต้องทะเลาะกันเองหลายครั้ง จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2560 โจทก์ต้องพาเด็กชาย ต. และเด็กหญิง ร. ออกจากบ้านไปอยู่กับพี่สาว ในส่วนนี้โจทก์เบิกความว่า จำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้านด้วยสาเหตุว่า หมดรักแล้ว ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากอยู่ด้วยให้โจทก์ขนของออกจากบ้านภายในสามวัน โจทก์จึงพาเด็กชาย ต. และเด็กหญิง ร. ย้ายออกจากบ้านไปโดยไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สำนักงานตำรวจภูธรวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เด็กหญิง ร. และเด็กชาย ต. เบิกความเป็นพยานโจทก์เช่นเดียวกันว่า ถูกจำเลยขับไล่ออกจากบ้าน ส่วนจำเลยเบิกความว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 โจทก์พาเด็กหญิง ร. กับเด็กชาย ต. ออกไปจากบ้านโดยไม่ทราบสาเหตุ จำเลยไม่เคยขับไล่โจทก์และบุตรทั้งสองออกจากบ้าน เห็นได้ว่าหลังจากโจทก์กลับมาอยู่กับจำเลยและบุตรทั้งสามแล้ว โจทก์กับจำเลยมีเรื่องทะเลาะกันหลายครั้งแต่ก็ไม่ถึงขั้นที่โจทก์จะต้องพาบุตรออกจากบ้านไปแต่อย่างใด ส่วนจำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ว่า ไม่ทราบว่าโจทก์ออกจากบ้านเพราะเหตุใด ที่โจทก์และเด็กหญิง ร. กับเด็กชาย ต. เบิกความตรงกันว่า จำเลยขับไล่ทั้งสามคนออกจากบ้านโดยโจทก์ได้นำเรื่องไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจด้วยจึงมีน้ำหนักให้เชื่อถือยิ่งกว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้านจริง ส่วนที่ได้ความว่า เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2560 และวันที่ 2 ธันวาคม 2560 จำเลยพาโจทก์กับบุตรทั้งสามคนไปเที่ยวพักผ่อนมีการค้างคืนโดยนอนร่วมห้องเดียวกันและจำเลยกับโจทก์นอนเตียงเดียวกันด้วยนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยช่วยกันดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรในฐานะบิดามารดาเท่าที่พอจะเป็นไปได้สำหรับครอบครัวที่บิดามารดาแยกกันอยู่ ทั้งปรากฏว่าหลังจากจำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้านแล้วก็มีเพียงการไปเที่ยวค้างคืนด้วยกันสองครั้งที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน ถือได้ว่าจำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ทั้งการที่จำเลยพาโจทก์และบุตรทั้งสามไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนด้วยกันตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงการดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรตามสมควรเท่านั้นยังไม่เพียงพอให้ถือว่าเป็นการที่โจทก์ได้ให้อภัยจำเลยในเหตุที่โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า โจทก์สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. บุตรทั้งสองเพียงผู้เดียวตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาหรือไม่นั้น ได้ความว่าโจทก์มีอาชีพรับราชการ ถือได้ว่าเป็นอาชีพมั่นคงมีรายได้แน่นอน ส่วนจำเลยนั้นโจทก์อ้างว่าจำเลยไม่มีอาชีพแม้จำเลยอ้างว่าตนมีอาชีพขายสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ก็ถือเป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่มั่นคงเท่ากับโจทก์ ประกอบกับได้ความว่าโจทก์เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ต. ซึ่งอยู่กับโจทก์ในทุกเรื่อง ทั้งยังอุปการะดูแลชำระค่าเทอมและให้ค่าใช้จ่ายรายวันแก่เด็กชาย ป. ซึ่งอยู่กับจำเลยด้วย เด็กชาย ต. ซึ่งอยู่กับโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีลักษณะส่อไปในทางไม่เหมาะสมอย่างใดทั้งสิ้น ส่วนเด็กชาย ป. ซึ่งอยูในความดูแลของจำเลยกลับมีอุปนิสัยเปลี่ยนไปในทางก้าวร้าวเอาแต่ใจ และขาดเรียนบ่อยครั้ง นอกจากนี้การให้บุตรทั้งสองซึ่งเป็นพี่น้องกันได้อยู่ใกล้ชิดร่วมกัน รวมทั้งได้อยู่กับมารดาและพี่สาวอีกคนซึ่งเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ก่อนน่าจะเป็นผลดียิ่งกว่า ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์จะมีสามีใหม่นั้น จำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนแต่อย่างใด ข้ออ้างดังกล่าวจึงเป็นเพียงการคาดคะเนของจำเลยเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. บุตรทั้งสองเพียงผู้เดียวนั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1584/1 บัญญัติว่า บิดาหรือมารดาย่อมมีสิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามควรแก่พฤติการณ์ ไม่ว่าบุคคลใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองก็ตาม ฉะนั้น จำเลยซึ่งเป็นบิดายังคงมีสิทธิติดต่อกับบุตรทั้งสองได้ตามควรแก่พฤติการณ์ด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (6) ม. 1518 ม. 1584/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บ.
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี — นายเกรียงไกร วิกร
- นางสาวอินทิรา ฉิวรัมย์
ชื่อองค์คณะ
อรุณี วีระรัศมี
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4099/2564
#681547
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์มีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณงาน ความคับแคบของสถานที่ทำงานของสาขาที่เกิดเหตุ รวมทั้งวิธีปฏิบัติของโจทก์ในการ OVERDRIVE ที่ผู้อนุมัติรายการจำเป็นต้องมาทำรายการที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงานการเงินที่ทำรายการเกินวงเงินนั้น ๆ โดยใช้วิธีพิมพ์รหัสเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ข้อจำกัดเรื่องปริมาณงานและสถานที่ทำงาน ประกอบกับระเบียบเกี่ยวกับการรักษารหัสผ่านของโจทก์ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพการทำงานภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว จึงมีส่วนทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รักษารหัสผ่านให้เป็นความลับได้ไม่สมบูรณ์ และทำให้ ส. กระทำทุจริตได้ง่ายขึ้น อันเป็นกรณีที่การละเมิดนั้นเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การกำหนดความรับผิดและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ผู้กระทำละเมิดต้องชดใช้แก่หน่วยงานของรัฐ ดังนั้นในการพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทั้งหมดตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 8 โดยจะต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในลักษณะที่อาจแยกพิจารณามาตรา 8 เป็นรายวรรค หรือพิจารณามาตรา 8 ทั้งหมดแล้วนำมาวินิจฉัยรวมกันไปก็ได้ แต่การที่ศาลแรงงานกลางแยกพิจารณาความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามมาตรา 8 แยกเป็นรายวรรค เมื่อได้ความว่าความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการกระทำทุจริตของ ส. มากกว่าความบกพร่องหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมของโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้หักส่วนแห่งความรับผิดของโจทก์ออกสูงถึงร้อยละ 90 ของจำนวนค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ได้รับจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 อันมีผลเท่ากับว่าโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดได้เพียงร้อยละ 10 ของความเสียหายที่โจทก์ได้รับ อีกทั้งยังกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับผิดในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหายหลังจากหักส่วนแห่งความรับผิดข้างต้นออกแล้ว ตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หรือคิดคำนวณโดยรวมแล้วศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เหลือเพียงร้อยละ 8 ของความเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ได้รับ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ไม่ได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา และไม่เป็นไปตามสัดส่วนแห่งความรับผิดที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคสอง และวรรคสาม การใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีผลให้ความรับผิดของจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชอบไปด้วย คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่กำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 524,197.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 497,418.35 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 4,188,874.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,974,884.32 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 25,223,410.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 23,934,716.92 บาท จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และจำเลยที่ 5 ชำระเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความ

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษากลับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดต่อโจทก์อันเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ ให้จำเลยที่ 4 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นเรื่องค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ว่ามีเพียงใด และจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพียงใด โดยการกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ให้คำนึงถึงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบด้วย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดี

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้เงิน 39,793.46 บาท จำเลยที่ 2 ชดใช้เงิน 317,990.74 บาท จำเลยที่ 3 ชดใช้เงิน 1,048,442.34 บาท แต่จำเลยที่ 4 รับผิดไม่เกินวงเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 11 มีนาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 397,934.68 บาท จำเลยที่ 2 จำนวน 2,781,972.77 บาท และจำเลยที่ 3 จำนวน 18,610,173.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2552 (ที่ถูก วันที่ 23 มิถุนายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดไม่เกิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 11 มีนาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์, จำเลยที่ 1, ที่ 2, ที่ 4 และจำเลยที่ 3 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 ดำเนินกิจการธนาคาร เป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง เหตุคดีนี้เกิดขึ้นระหว่างปี 2548 ถึงปี 2552 นาย ส. ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งพนักงานธุรกิจสาขาอาวุโส สาขาเซ็นต์หลุยส์ 3 กระทำการทุจริตโดยการปลอมสลิปถอนเงินจากบัญชีเงินฝากลูกค้า โดยสร้างรายการค่าใช้จ่ายประเภทบัญชีดอกเบี้ยจ่ายเงินฝากประจำธนาคารโจทก์ สำนักงานพระราม 9 และสาขาเซ็นต์หลุยส์ 3 ขณะเดียวกันก็ทำบันทึกการนำเงินฝากเข้าบัญชีของตนหรือผู้เกี่ยวข้องในจำนวนเดียวกันกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่สร้างขึ้นนำไปเป็นประโยชน์ของตนหรือผู้อื่น และใช้รหัสผ่านของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในการทำทุจริตถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของลูกค้า นาย ส. กระทำการทุจริตต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย 65,750,336.62 บาท โจทก์ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดซึ่งทำการสอบสวนแล้วมีมติว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ต่อมากรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พิจารณาแล้วเห็นว่าการที่นาย ส. สามารถกระทำการทุจริตเงินของธนาคารไปได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งในขั้นตอนการใช้รหัสผ่าน และขั้นตอนการควบคุมดูแลและตรวจสอบเมื่อสิ้นวันทำการที่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเพียงพอ มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 497,418.25 บาท 1,989,673.41 บาท และ 23,934,716.92 บาท ตามลำดับ และศาลฎีกามีคำวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6725/2560 ว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ไม่ระมัดระวังรักษารหัสผ่านของตนไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ และไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความระมัดระวังเป็นเหตุให้เกิดการทุจริตขึ้นทำให้โจทก์รวมทั้งประชาชนผู้ฝากเงินไว้กับโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 6725/2560 ฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2560 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและพิพากษากลับโดยให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเฉพาะในประเด็นเรื่องค่าเสียหายว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์เพียงใด และจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพียงใด โดยให้คำนึงถึงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคสอง และวรรคสาม ประกอบด้วย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ต่อมาศาลแรงงานกลางได้มีคำพิพากษาฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2561 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางขึ้นมาแต่อย่างใด คดีจึงยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6725/2560 แล้วว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คงเหลือประเด็นเฉพาะการกำหนดค่าเสียหายและการหักส่วนความรับผิดของนายจ้างเท่านั้น ดังนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 จึงไม่อาจฎีกาในประเด็นข้ออื่นขึ้นมาได้อีก ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 ต่อมามีว่า การกำหนดค่าเสียหายของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบด้วยพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคสอง และวรรคสาม หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ข้อจำกัดเรื่องปริมาณงาน ความคับแคบของสถานที่รวมทั้งวิธีปฏิบัติของโจทก์ในการ OVERDRIVE มิใช่ความหมายของความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบดำเนินงานส่วนรวม อันจะนำมาหักเป็นส่วนลดของความเสียหายตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์มีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณงานความคับแคบของสถานที่ทำงานของสาขาที่เกิดเหตุ รวมทั้งวิธีปฏิบัติของโจทก์ในการ OVERDRIVE ที่ผู้อนุมัติรายการจำเป็นต้องมาทำรายการที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงานการเงินที่ทำรายการเกินวงเงินนั้น ๆ โดยใช้วิธีพิมพ์รหัสเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ข้อจำกัดเรื่องปริมาณงานและสถานที่ทำงาน ประกอบกับระเบียบเกี่ยวกับการรักษารหัสผ่านของโจทก์ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพการทำงานภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว จึงมีส่วนทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รักษารหัสผ่านให้เป็นความลับได้ไม่สมบูรณ์ และทำให้นาย ส. กระทำทุจริตได้ง่ายขึ้นอันเป็นกรณีที่การละเมิดนั้นเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของโจทก์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 แล้ว ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 บัญญัติวิธีการคำนวณค่าเสียหายไว้เป็นลำดับขั้นตอนตามที่กำหนดในวรรคสอง และวรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้วินิจฉัยความเสียหายรวมมานั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เห็นว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การกำหนดความรับผิดและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ผู้กระทำละเมิดต้องชดใช้แก่หน่วยงานของรัฐ ดังนั้น ในการพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทั้งหมดตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 8 โดยจะต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในลักษณะที่อาจแยกพิจารณามาตรา 8 เป็นรายวรรค หรือพิจารณามาตรา 8 ทั้งหมดแล้ว นำมาวินิจฉัยรวมกันไปก็ได้ แต่เมื่อพิจารณาคำพิพากษาศาลแรงงานกลางแล้ว แม้ศาลแรงงานกลางจะแยกพิจารณาความรับผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามมาตรา 8 แยกเป็นรายวรรค แต่ในส่วนของการกำหนดค่าเสียหายนั้น เมื่อได้ความว่าการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการรักษารหัสผ่านอย่างเคร่งครัด ทั้งไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมและตรวจสอบการทำงานให้ถูกต้อง กับความบกพร่องและการดำเนินงานส่วนรวมของโจทก์ที่เกิดจากข้อจำกัดด้านปริมาณงานกับสถานที่ทำงาน และวิธีปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการรักษารหัสผ่านแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่าความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการกระทำทุจริตของนาย ส. มากกว่าความบกพร่องหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมของโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้หักส่วนแห่งความรับผิดของโจทก์ออกสูงถึงร้อยละ 90 ของจำนวนค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ได้รับจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 อันมีผลเท่ากับว่าโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดได้เพียงร้อยละ 10 ของความเสียหายที่โจทก์ได้รับ อีกทั้งยังกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับผิดในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหายหลังจากหักส่วนแห่งความรับผิดข้างต้นออกแล้ว ตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หรือคิดคำนวณโดยรวมแล้วศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เหลือเพียงร้อยละ 8 ของความเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ได้รับ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ไม่ได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา และไม่เป็นไปตามสัดส่วนแห่งความรับผิดที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคสอง และวรรคสาม การใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีผลให้ความรับผิดของจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชอบไปด้วย คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่กำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อการกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลพินิจของศาลแรงงานกลางอันเป็นข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่สามารถกำหนดจำนวนค่าเสียหายเองได้ ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ให้แก่โจทก์ใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณากำหนดค่าเสียหายและพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่รับผิดแก่โจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนของการคิดอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคำฟ้องโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้คิดนับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2552 (ที่ถูก วันที่ 23 มิถุนายน 2556) อันเป็นวันผิดนัด เป็นการพิพากษาเกินจากคำขอท้ายฟ้อง โดยมิได้อ้างเหตุเพื่อความเป็นธรรมจึงเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกคำขอไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ประกอบมาตรา 57 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยในประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่อโจทก์ และที่จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันว่ามีเพียงใด และแก้ไขวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยใหม่ให้ถูกต้อง แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 8 วรรคสอง ม. 8 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ.
จำเลย — นางสาว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวอรนุช อาชาทองสุข
- นายดำรงค์ ทรัพยผล
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4092 -ที่ 4096/2564
#682384
เปิดฉบับเต็ม

เงื่อนไขการหักเงินตามแผนบำเหน็จบำนาญทุกฉบับมีความหมายในทำนองเดียวกันว่า เงินบำเหน็จที่จำเลยจะจ่ายเป็นเงินก้อนจำนวนเท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีของอายุงานและคูณด้วยตัวประกอบที่ใช้คูณตามที่กำหนดไว้ในตารางซึ่งพนักงานของจำเลยมีสิทธิได้รับนั้น หากมีในกรณีที่พนักงานได้รับประโยชน์จากแหล่งใด ๆ ที่จำเลยได้จ่ายในลักษณะอื่นใดเพื่อให้มีการจ่ายประโยชน์แก่พนักงานเกี่ยวกับการเลิกจ้าง จำเลยมีสิทธิลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนบำเหน็จบำนาญนี้ลงเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับประโยชน์ต่าง ๆ ที่พนักงานได้รับจากแหล่งอื่น ๆ นั้นได้ด้วย และลดได้เท่าจำนวนที่จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเมื่อมีการเลิกจ้าง ซึ่งมีความหมายรวมถึงจำเลยมีสิทธิที่จะหักเงินที่จำเลยได้จ่ายเป็นค่าชดเชยแก่พนักงานอันเป็นเงินที่จ่ายเพราะการเลิกจ้างออกจากเงินบำเหน็จที่พนักงานของจำเลยมีสิทธิได้รับ ดังนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยได้หักหรือลดเงินบำเหน็จของโจทก์ทั้งห้าไปบางส่วนเท่ากับจำนวนที่จำเลยจ่ายเป็นค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งห้า จึงเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามแผนบำเหน็จบำนาญดังกล่าว และถือว่าจำเลยได้จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ทั้งห้าชอบตามแผนบำเหน็จบำนาญดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามฟ้องอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และเรียกจำเลยทั้งห้าสำนวนว่าจำเลย

รายชื่อโจทก์ปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

โจทก์ทั้งห้าสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 4,561,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 5,484,260 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 3,443,450 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 2,230,000 บาท และโจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 940,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ กับจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 255,415 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งห้าสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาแล้ว รับฟังข้อเท็จจริงและปรากฏข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันยุติว่า แผนบำเหน็จบำนาญจำเลยกำหนดไว้ในคู่มือสำหรับพนักงานฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2526 ว่าเป็นแผนสวัสดิการโดยระบุแผนบำเหน็จบำนาญว่าเพื่อให้เป็นหลักประกันความมั่นคงทางการเงินแก่พนักงานที่ทำงานมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและขยันหมั่นเพียร ในเมื่อพนักงานจำต้องพ้นสภาพการเป็นพนักงานไม่ว่าจะโดยเหตุครบเกษียณอายุ ลาออก หรือปลดออกโดยไม่มีความผิด บริษัทในเครือ ก. รวมถึงจำเลยมีข้อตกลงจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่พนักงานเป็นไปตามแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีผลใข้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2523 แผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีการแก้ไขปรับปรุงเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2532 ตามคู่มือพนักงานฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2532 และแผนบำเหน็จบำนาญฉบับเดือนธันวาคม 2540 ในระหว่างจำเลยมีแผนบำเหน็จบำนาญนี้ประมาณปี 2540 จำเลยยังได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงซีพสำหรับพนักงาน ที่มีเงื่อนไขว่าเมื่อพนักงานที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกษียณอายุจะได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยไม่มีเงื่อนไขนำค่าชดเชยหรือเงินจากการเกษียณอายุมาหักออกจากเงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์ทั้งห้าไม่ได้เลือกเข้าแผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จำเลยจัดขึ้น โจทก์ทั้งห้าเคยเป็นลูกจ้างจำเลย มีวันเริ่มงาน ตำแหน่งหน้าที่สุดท้ายและอัตราค่าจ้างเป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน และโจทก์ที่ 1 ยังได้รับเงินประจำตำแหน่งเดือนละ 22,000 บาท จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนบำเหน็จบำนาญจากอายุเกษียณ 55 ปี เป็น 60 ปี ตัดข้อความเงื่อนไขของเงินบำเหน็จเมื่อพนักงานทำงานครบ 5 ปี และข้อความ ข้อ 13 ที่ว่า "ที่บริษัทได้สมทบหรือจะต้องสมทบหรือจ่ายเงินในลักษณะอื่นใด" ออก และเปลี่ยนแปลงข้อความ ข้อ 13 จากที่ว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ลง" เป็นว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้เอง" เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2561 วันที่ 1 สิงหาคม 2559 วันที่ 1 มีนาคม 2552 วันที่ 1 กันยายน 2558 และวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ตามลำดับ โจทก์ทั้งห้าพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยเนื่องจากเกษียณอายุและจำเลยได้จ่ายเงินให้โจทก์ที่ 1 เป็นค่าชดเชย 4,561,000 บาท เงินบำเหน็จ 16,764,163 บาทเงินรางวัลอายุงานที่เหลืออยู่ 14,216,775 บาท แผนเงินออม 2,386,787 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 10,642 บาท และเงินได้พิเศษประจำปี 434,100 บาท รวมทั้งสิ้น 38,373,467 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นค่าชดเชย 5,484,260 บาท เงินบำเหน็จ 18,492,942 บาท เงินรางวัลอายุงานที่เหลืออยู่ 15,984,801 บาท แผนเงินออม 2,254,322 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 511,864 บาท และเงินได้พิเศษประจำปี 302,415 บาท รวมทั้งสิ้น 43,030,604 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นค่าชดเชย 3,443,450 บาท เงินบำเหน็จ 5,876,525 บาท เงินรางวัลอายุงานที่เหลืออยู่ 4,452,877 บาท แผนเงินออม 28,030 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 562,430 บาท และเงินได้พิเศษประจำปี 46,717 บาท รวมทั้งสิ้น 14,410,029 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นค่าชดเชย 2,230,000 บาท เงินบำเหน็จ 4,752,500 บาท เงินรางวัลอายุงานที่เหลืออยู่ 3,336,083 บาท แผนเงินออม 678,221 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 218,540 บาท และเงินได้พิเศษประจำปี 140,000 บาท รวมทั้งสิ้น 11,355,344 บาท และโจทก์ที่ 5 เป็นค่าชดเชย 940,000 บาท เงินบำเหน็จ 3,595,500 บาท เงินรางวัลอายุงานที่เหลืออยู่ 3,023,667 บาท แผนเงินออม 405,366 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 96,507 บาท และเงินได้พิเศษประจำปี 31,333 บาท รวมทั้งสิ้น 8,092,373 บาท โดยจำเลยหักหรือลดเงินบำเหน็จโจทก์ทั้งห้าไปบางส่วนเท่ากับจำนวนที่จำเลยจ่ายเป็นค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 4,561,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 5,484,260 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 3,443,450 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 2,230,000 บาท และโจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 940,000 บาท เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 โจทก์ทั้งห้าได้มีหนังสือทวงถามทางไปรษณีย์ตอบรับให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จนับจากวันที่ได้รับหนังสือทวงถามแล้ว และจำเลยได้รับแล้วเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า แผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยปี 2523 ปี 2526 และปี 2532 ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นการจัดสวัสดิการให้แก่พนักงาน ถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ต่อมาจำเลยได้มีแผนบำเหน็จบำนาญปี 2540 โดยได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจากอายุเกษียณ 55 ปี เป็น 60 ปี ตัดข้อความเงื่อนไขของเงินบำเหน็จเมื่อพนักงานทำงานครบ 5 ปี และข้อความข้อ 13 ที่ว่า "บริษัทได้สมทบหรือจะต้องสมทบหรือจ่ายเงินในลักษณะอื่นใด" ออก และเปลี่ยนแปลงข้อความ ข้อ 13 จากที่ว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ลง" เป็นว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้เอง" ซึ่งการที่จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงอายุเกษียณจาก 55 ปี เป็น 60 ปี และตัดข้อความเงื่อนไขของเงินบำเหน็จเมื่อพนักงานทำงานครบ 5 ปี ออก เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า ส่วนการที่จำเลยตัดข้อความข้อ 13 ที่ว่า "บริษัทได้สมทบหรือจะต้องสมทบหรือจ่ายเงินในลักษณะอื่นใด" ออก และเปลี่ยนแปลงข้อความ ข้อ 13 จากที่ว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ลง" เป็นว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้เอง" เป็นการแก้ไขเพียงรายละเอียดที่ไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายที่จะเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิม จำเลยสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งห้าก่อน จึงไม่ขัดกับพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 เมื่อแผนบำเหน็จบำนาญ ปี 2540 ข้อ 13 การหักเงินในกรณีที่มีการจ่ายเงินตามกฎหมายหรือแผนสวัสดิการอื่น ระบุว่า "ในกรณีที่พนักงานหรือกองมรดก หรือผู้รับประโยชน์ของพนักงานหรือทายาทของพนักงานได้รับหรือจะได้รับ หรือมีสิทธิได้รับประโยชน์ใด ๆ จากแหล่งใด ๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม กรมประชาสงเคราะห์ บริษัทประกันภัยหน่วยราชการ หรือองค์การเอกชนอื่นใด เพื่อให้มีการจ่ายประโยชน์แก่พนักงานหรือผู้รับประโยชน์หรือทายาทของพนักงานเกี่ยวกับการตายและทุพพลภาพ (ยกเว้นเฉพาะ กรณีการตายและทุพพลภาพ เนื่องจากการทำงานให้แก่บริษัทหรือการป้องกันรักษาประโยชน์แก่บริษัท ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายแรงงานที่กำหนดให้ได้ค่าทดแทน) ครบเกษียณอายุ การเลิกจ้าง การว่างงาน หรือการออมทรัพย์ของพนักงาน หรือสำหรับพนักงานผู้นั้นและในกรณีที่บริษัท หรือบริษัทในเครือได้ให้ จะให้หรือมีหน้าที่ต้องให้ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งเป็นส่วนบริจาคแก่ประโยชน์ที่ให้นั้นหรือค่าแห่งประโยชน์นั้น บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้เอง เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับประโยชน์ต่าง ๆ ที่พนักงานหรือผู้รับประโยชน์ หรือทายาทของพนักงานได้รับจากแหล่งอื่น ๆ นั้น การลดจำนวนเงินผลประโยชน์ที่จะต้องจ่ายนี้ บริษัทอาจทำได้โดยไม่ต้องคำนึงว่า ผู้รับประโยชน์ตามแผนนี้และผู้รับประโยชน์จากแหล่งอื่น จะเป็นบุคคลคนเดียวกัน หรือจำนวนเท่ากันหรือไม่ นอกจากนี้บริษัทอาจจะระงับการจ่ายเงินไว้ทั้งหมด หรือแต่บางส่วนจนกว่าจะได้กำหนดจำนวนเงินที่จะลดหรือหักออกก่อนก็ได้" นั้น มีความหมายว่า เงินบำเหน็จที่จำเลยจ่ายเป็นเงินก้อนจำนวนเท่ากับเงินเดือนหรือค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีของอายุงานและคูณด้วยตัวประกอบตามที่ได้กำหนดไว้ในตารางตามที่กล่าวไว้ในข้อ 4 ซึ่งพนักงานของจำเลยมีสิทธิได้รับนั้น จำเลยมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์หรือลดบำเหน็จที่จะจ่ายให้พนักงานของจำเลยเท่าจำนวนที่จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเมื่อพนักงานเกษียณอายุ การเลิกจ้าง การว่างงานหรือการออมทรัพย์ ซึ่งมีความหมายรวมถึงจำเลยมีสิทธิที่จะหักเงินที่จำเลยได้จ่ายเป็นค่าชดเชยแก่พนักงานอันเป็นเงินที่จ่ายเพราะการเลิกจ้างออกจากเงินบำเหน็จที่พนักงานของจำเลยมีสิทธิได้รับ โดยมิได้มีลักษณะเป็นการยกเว้นไม่จ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จึงไม่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ใช้บังคับได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยจ่ายค่าชดเชยจากการเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุให้แก่โจทก์ทั้งห้าแล้ว กรณีดังกล่าวเป็นการหักลดผลประโยชน์ที่จะต้องจ่าย จำเลยจึงมีสิทธิหักเงินค่าชดเชยออก โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินบำเหน็จที่อ้างว่าจำเลยค้างจ่ายอีก จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้โจทก์ที่ 1 ครบถ้วนแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องอีก พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยมีแผนบำเหน็จบำนาญปี 2540 โดยได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนบำเหน็จบำนาญจากอายุเกษียณ 55 ปี เป็น 60 ปี และตัดข้อความเงื่อนไขของเงินบำเหน็จเมื่อพนักงานทำงานครบ 5 ปี และข้อความข้อ 13 ที่ว่า "บริษัทได้สมทบหรือจะต้องสมทบหรือจ่ายเงินในลักษณะอื่นใด" ออก และเปลี่ยนแปลงข้อความ ข้อ 13 จากที่ว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยขน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ลง" เป็นว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้เอง" เป็นการแก้ไขเพียงรายละเอียดที่ไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายที่จะเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิม จำเลยสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งห้าก่อน จึงไม่ขัดกับพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 เมื่อแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีจ่ายตามที่กำหนดในข้อ 13 แสดงว่าโจทก์ทั้งห้าและจำเลยมีข้อตกลงว่าเงินบำเหน็จที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ทั้งห้านั้นมีเงื่อนไขด้วยว่า จำเลยมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์หรือลดบำเหน็จที่จะจ่ายให้พนักงานได้เท่าจำนวนที่จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่าย เช่น ในกรณีที่พนักงานเกษียณอายุ การเลิกจ้าง การว่างงานหรือการออมทรัพย์ ประกอบกับเมื่อพิจารณาว่าการจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่พนักงานของจำเลยนั้น ตามข้อ 4 กำหนดว่า จำเลยจะจ่ายเป็นเงินก้อนจำนวนเท่ากับเงินเดือนหรือค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีของอายุงานและคูณด้วยตัวประกอบที่ใช้คูณตามที่ได้กำหนดไว้ในตารางตามข้อ 4 ซึ่งเป็นวิธีคำนวณที่แตกต่างจากวิธีคำนวณการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทั้งเมื่อพิจารณาจากหลักเกณฑ์ดังกล่าว เห็นได้ชัดว่าการจ่ายเงินบำเหน็จของจำเลยนั้นมีลักษณะเป็นเงินตอบแทนเพื่อจูงใจให้ลูกจ้างทำงานกับนายจ้างเป็นเวลานาน และมีลักษณะเป็นเงินสวัสดิการช่วยเหลือเพื่อให้เป็นหลักประกันความมั่นคงทางการเงินแก่พนักงานที่ทำงานมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและขยันหมั่นเพียร จึงไม่ใช่การยกเว้นเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ย่อมใช้บังคับได้ เมื่อจำเลยจ่ายค่าชดเชยจากการเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุให้แก่โจทก์ทั้งห้าแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิหักเงินค่าชดเชยออกจากเงินบำเหน็จที่จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งห้าได้ ดังนั้น โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามฟ้อง ส่วนอุทธรณ์โจทก์ที่ 1 ที่ขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งคดีแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง พิพากษายืน

โจทก์ทั้งห้าฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า จำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งห้าหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งห้าฎีกาใน ข้อ 2 ประการที่สาม สรุปได้ว่า เงินบำเหน็จบำนาญเป็นเงินประเภทอื่นที่นายจ้างตกลงจ่ายให้ลูกจ้างเกษียณอายุเมื่อ 55 ปี หรือ 60 ปี แล้วแต่กรณีเพื่อจูงใจให้ลูกจ้างทำงานกับจำเลยเป็นเวลานานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและขยันหมั่นเพียร ส่วนค่าชดเชยเป็นเงินที่กฎหมายคือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และมาตรา 118 บังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเมื่อนายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานโดยไม่มีความผิด มีกำหนดอัตราจ่ายที่แน่นอนตามมาตรา 118 จึงเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายนอกเหนือจากเงินประเภทอื่นที่นายจ้างตกลงต้องจ่ายตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งเป็นเงินคนละประเภทกันกับเงินบำเหน็จที่เป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามคำจำกัดความว่าเงินบำเหน็จตามคู่มือพนักงานปี 2526 โดยมีหลักเกณฑ์การคำนวณเงินบำเหน็จในคู่มือพนักงานปี 2523 และคู่มือพนักงานปี 2532 จำเลยจึงไม่สามารถนำมาหักจ่ายเป็นค่าชดเชยได้ นอกจากนี้ในระหว่างที่จำเลยมีแผนบำเหน็จบำนาญนี้ จำเลยได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับพนักงาน ซึ่งโจทก์ทั้งห้ามีสิทธิจะเลือกออกจากแผนบำเหน็จบำนาญและเข้าร่วมได้ โดยหากโจทก์ทั้งห้าเข้าร่วมเมื่อเกษียณอายุจะได้รับเงินตามแผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับพนักงาน ซึ่งจะไม่มีเงื่อนไขในการนำค่าชดเชยหรือเงินจากการเกษียณอายุมาหักออกจากเงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าว เห็นได้ว่าแม้แต่เงินที่ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นเงินได้ของพนักงานจากแหล่งอื่น จำเลยก็ไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าชดเชยได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่าเงินทั้งสองประเภทนี้มีการคำนวณและการจ่ายที่เกิดขึ้นก่อนและหลัง ด้วยเจตนาของกฎหมายต้องการให้นายจ้างจ่ายเงินตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับลูกจ้างก่อนเสร็จแล้วจึงให้คำนวณจ่ายค่าชดเชย หาใช่จ่ายค่าชดเชยก่อนและนำมาหักออกจากเงินบำเหน็จตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย ซึ่งมีแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาวางไว้เป็นบรรทัดฐานคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10572/2559 ที่ 2635/2524 และที่ 977/2556 นั้น เห็นว่า คดีนี้ได้ความว่า บริษัทในเครือ ก. รวมถึงจำเลยมีข้อตกลงจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่พนักงานเป็นไปตามแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2523 และตามแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีการแก้ไขปรับปรุงเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2532 ตามคู่มือพนักงานฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2532 และแผนบำเหน็จบำนาญฉบับเดือนธันวาคม 2540 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2528 วันที่ 1 ตุลาคม 2528 วันที่ 2 มกราคม 2530 และวันที่ 1 กรกฎาคม 2536 ตามลำดับ บริษัท ส. จ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง และเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2528 บริษัท ซ. จ้างโจทก์ที่ 5 เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2546 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2546 วันที่ 1 เมษายน 2546 วันที่ 1 มีนาคม 2548 และปี 2551 ตามลำดับ บริษัททั้งสองดังกล่าวได้โยกย้ายโจทก์ทั้งห้าให้ไปปฏิบัติงานที่บริษัทจำเลย ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน โดยจำเลยตกลงรับโอนอายุการทำงานและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของโจทก์จากบริษัทเดิม เมื่อได้ความว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 เข้าทำงานในช่วงเวลาตามแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2523 แม้ได้ความว่าต่อมาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2532 จำเลยได้แก้ไขปรับปรุงแผนบำเหน็จบำนาญตามคู่มือพนักงานฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2532 และแผนบำเหน็จบำนาญฉบับเดือนธันวาคม 2540 ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ไว้ในข้อ 13 โดยตัดข้อความข้อ 13 ที่ว่า "บริษัทได้สมทบหรือจะต้องสมทบหรือจ่ายเงินในลักษณะอื่นใด" ออก และเปลี่ยนแปลงข้อความ ข้อ 13 จากที่ว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ลง" เป็นว่า "บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้เอง" โดยการแก้ไขปรับปรุงดังกล่าวได้ความว่าไม่ปรากฏว่าได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ก็ตาม เมื่อตามแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2523 ในข้อ 19 การยกเลิก เพิกถอน แก้ไข และเปลี่ยนแปลงแผนนี้ ระบุว่า "บริษัทสงวนสิทธิ์ไม่ว่าในเวลาใดที่จะยกเลิก เพิกถอน แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงแผนนี้ทั้งหมด หรือบางส่วน ตามที่บริษัทพิจารณาเห็นสมควร แต่การยกเลิก เพิกถอน แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงจะไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิที่พนักงานมีอยู่ก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว" เช่นนี้การแก้ไขปรับปรุงดังกล่าวหากกระทบกระเทือนถึงสิทธิที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 มีอยู่ก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมได้รับการคุ้มครองตามสิทธิเดิมคือแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2523 สำหรับโจทก์ที่ 4 เข้าทำงานในช่วงตามแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีการแก้ไขปรับปรุงเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2532 ตามคู่มือพนักงานฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2532 และแผนบำเหน็จบำนาญฉบับเดือนธันวาคม 2540 เมื่อเงื่อนไขที่กำหนดให้สิทธิจำเลยจะหักหรือลดเงินผลประโยชน์ตามแผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2523 ที่ข้อ 13 การหักเงินในกรณีที่มีการจ่ายเงินตามกฎหมาย หรือแผนสวัสดิการอื่นระบุว่า "ในกรณีที่พนักงานหรือกองมรดกหรือผู้รับประโยชน์ของพนักงาน หรือทายาทของพนักงานได้รับหรือจะได้รับ หรือมีสิทธิได้รับประโยชน์ใด ๆ จากแหล่งใด ๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะกรมแรงงาน กรมประชาสงเคราะห์ บริษัทประกันภัย หน่วยราชการหรือองค์การเอกชนอื่นใด ที่บริษัทได้สมทบ หรือจะต้องสมทบทุนหรือจ่ายเงินในลักษณะอื่นใด เพื่อให้มีการจ่ายประโยชน์แก่พนักงานหรือผู้รับประโยชน์หรือทายาทของพนักงานเกี่ยวกับการตายและทุพพลภาพ (ยกเว้นเฉพาะ กรณีการตายและทุพพลภาพ เนื่องจากการทำงานให้แก่บริษัทหรือการป้องกันรักษาประโยชน์แก่บริษัท ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายแรงงานที่กำหนดให้ได้ค่าทดแทน) ครบเกษียณอายุ การเลิกจ้าง การว่างงานหรือการออมทรัพย์หรือสำหรับพนักงานผู้นั้นและในกรณีที่บริษัทหรือบริษัทในเครือได้ให้ จะให้ หรือมีหน้าที่ต้องให้ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งเป็นส่วนบริจาคแก่ประโยชน์ที่ให้นั้น หรือค่าแห่งประโยชน์นั้น บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ลงเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับประโยชน์ต่าง ๆ ที่พนักงานหรือผู้รับประโยชน์หรือทายาทของพนักงานได้รับจากแหล่งอื่น ๆ นั้น" แผนบำเหน็จบำนาญของจำเลยที่จำเลยแก้ไขปรับปรุงเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2532 ตามคู่มือพนักงานฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2532 การหักเงินในกรณีที่มีการจ่ายเงินตามกฎหมายหรือแผนสวัสดิการอื่น ข้อ 13 ระบุว่า "ในกรณีที่พนักงาน หรือกองมรดก หรือผู้รับประโยชน์ของพนักงานหรือทายาทของพนักงาน ได้รับหรือจะได้รับ หรือมีสิทธิได้รับประโยชน์ใด ๆ จากแหล่งใด ๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะกรมแรงงาน กรมประชาสงเคราะห์ บริษัทประกันภัย หน่วยราชการ หรือองค์การเอกชนอื่นใด เพื่อให้มีการจ่ายประโยชน์แก่พนักงานหรือผู้รับประโยชน์หรือทายาทของพนักงานเกี่ยวกับการตายและทุพพลภาพ (ยกเว้นเฉพาะ กรณีการตายและทุพพลภาพ เนื่องจากการทำงานให้แก่บริษัทหรือการป้องกันรักษาประโยชน์แก่บริษัท ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายแรงงานที่กำหนดให้ได้ค่าทดแทน) ครบเกษียณอายุ การเลิกจ้าง การว่างงาน หรือการออมทรัพย์ของพนักงาน หรือสำหรับพนักงานผู้นั้นและในกรณีที่บริษัท หรือบริษัทในเครือได้ให้ จะให้หรือมีหน้าที่ต้องให้ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งเป็นส่วนบริจาคแก่ประโยชน์ที่ให้นั้นหรือค่าแห่งประโยชน์นั้นบริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนนี้ลง เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับประโยชน์ต่าง ๆ ที่พนักงานหรือผู้รับประโยชน์ หรือทายาทของพนักงานได้รับจากแหล่งอื่น ๆ นั้น..." และตามแผนบำเหน็จบำนาญ ฉบับเดือนธันวาคม 2540 ข้อ 13 การหักเงินในกรณีที่มีการจ่ายเงินตามกฎหมายหรือแผนสวัสดิการอื่น ที่ระบุว่า "ในกรณีที่พนักงาน หรือกองมรดก หรือผู้รับประโยชน์ของพนักงานหรือทายาทของพนักงานได้รับหรือจะได้รับหรือมีสิทธิได้รับประโยชน์ใด ๆ จากแหล่งใด ๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม กรมประชาสงเคราะห์ บริษัทประกันภัย หน่วยราชการ หรือองค์กรเอกชนอื่นใด เพื่อให้มีการจ่ายประโยชน์แก่พนักงานหรือผู้รับประโยชน์หรือทายาทของพนักงานเกี่ยวกับการตายหรือทุพพลภาพ (ยกเว้นเฉพาะ กรณีการตายและทุพพลภาพ เนื่องจากการทำงานให้แก่บริษัทหรือการป้องกันรักษาประโยชน์แก่บริษัท ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายแรงงานที่กำหนดให้ได้ค่าทดแทน) ครบเกษียณอายุ การเลิกจ้าง การว่างงาน หรือการออมทรัพย์ของพนักงาน หรือสำหรับพนักงานผู้นั้น และในกรณีที่บริษัท หรือบริษัทในเครือได้ให้ หรือจะให้หรือมีหน้าที่ต้องให้ทั้งโดยตรง และโดยอ้อม ซึ่งเป็นส่วนบริจาคแก่ประโยชน์ที่ให้นั้นหรือคำแห่งประโยชน์นั้น บริษัทมีสิทธิที่จะลดผลประโยชน์ที่จ่ายตามแผนนี้เอง เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับประโยชน์ต่าง ๆ ที่พนักงานหรือผู้รับประโยชน์ หรือทายาทของพนักงานได้รับจากแหล่งอื่น ๆ นั้น..." จึงเห็นได้ว่า เงื่อนไขการหักเงินตามแผนบำเหน็จบำนาญทุกฉบับดังกล่าวมีความหมายในทำนองเดียวกันว่า เงินบำเหน็จที่จำเลยจะจ่ายเป็นเงินก้อนจำนวนเท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีของอายุงานและคูณด้วยตัวประกอบที่ใช้คูณตามที่กำหนดไว้ในตารางตามที่กล่าวไว้ในข้อ 5 กับในข้อ 4 ซึ่งพนักงานของจำเลยมีสิทธิได้รับนั้น หากมีในกรณีที่พนักงานได้รับประโยชน์จากแหล่งใด ๆ ที่จำเลยได้จ่ายในลักษณะอื่นใดเพื่อให้มีการจ่ายประโยชน์แก่พนักงานเกี่ยวกับการเลิกจ้าง จำเลยมีสิทธิลดผลประโยชน์ที่จะจ่ายตามแผนบำเหน็จบำนาญนี้ลงเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับประโยชน์ต่าง ๆ ที่พนักงานได้รับจากแหล่งอื่น ๆ นั้นได้ด้วย และลดได้เท่าจำนวนที่จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเมื่อมีการเลิกจ้าง ซึ่งมีความหมายรวมถึงจำเลยมีสิทธิที่จะหักเงินที่จำเลยได้จ่ายเป็นค่าชดเชยแก่พนักงานอันเป็นเงินที่จ่ายเพราะการเลิกจ้างออกจากเงินบำเหน็จที่พนักงานของจำเลยมีสิทธิได้รับ ดังนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยได้หักหรือลดเงินบำเหน็จของโจทก์ทั้งห้าไปบางส่วนเท่ากับจำนวนที่จำเลยจ่ายเป็นค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 4,561,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 5,484,260 บาท แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 3,443,450 บาท แก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 2,230,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 940,000 บาท จึงเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามแผนบำเหน็จบำนาญ ข้อ 13 ดังกล่าว และถือว่าจำเลยได้จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ทั้งห้าชอบตามแผนบำเหน็จบำนาญดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามฟ้องอีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5,118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจีรวัฒน์ สุวัตถิกุล
- นายธีระพล ศรีอุดมขจร
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2564
#664268
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 5 ปี จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนด ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่ในกรณีที่เป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 180 ต้องห้ามฎีกา" ดังนั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 371 ริบหัวกระสุนปืนของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 51/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางสาวนิตติยา มารดาผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหาอื่นไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสี่อายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษลงคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 8 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 4 ปี 2 เดือน 30 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 2 เดือน 30 วัน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสี่ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 มีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 5 ปี ริบหัวกระสุนปืนของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 51/2561 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งยุติคดีและจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษหรือลดระยะเวลาการควบคุมเพื่อฝึกอบรมให้น้อยลง ส่วนจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ในทำนองขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) แต่ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไว้มีกำหนดคนละ 4 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฟัง โดยให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไว้ตลอดระยะเวลารอการลงโทษ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไปรายงานตัวที่ศูนย์ให้คำปรึกษาแนะนำและประสานการประชุมของศาลชั้นต้นเพื่อรับคำปรึกษาแนะนำจากนักจิตวิทยา 3 เดือน ต่อครั้ง ตลอดระยะเวลาที่คุมความประพฤติ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะและเข้าร่วมโครงการกับศาลชั้นต้นตามที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนดอย่างน้อย 2 โครงการ ห้ามจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดี กับห้ามเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนหรือเข้าไปในสถานเริงรมย์ทุกประเภท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 144 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีและพาอาวุธปืนลูกซองสั้น ซึ่งเป็นอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานพร้อมกระสุนปืนติดตัวไปที่บริเวณถนนไตรรัตน์ ตำบลท่ามะกา อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนกระบอกดังกล่าวยิง 1 นัด กระสุนปืนที่จำเลยที่ 2 ลั่นไกยิงดังกล่าวถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 2 สถานเบาหรือรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน มีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 5 ปี จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนด ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่ในกรณีที่เป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 180 ต้องห้ามฎีกา" ดังนั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 180 ม. 182/1 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชุมพร
โจทก์ร่วม — นางสาว น.
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชุมพร — นายปวเมษ คล้ายสมบัติ
- นายอุเทน ศิริสมรรถการ
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4081/2564
#686970
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ผู้เสียหายฟ้องเองโดยตรง สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งต้องถือคดีอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา แต่หากคดีส่วนอาญาต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาหรือยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ คดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กล่าวคือ จำเลยจะฎีกาได้ต่อเมื่อยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาและได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92, 352 และขอให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน สีดำ คืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนในส่วนคดีอาญา แต่ให้จำเลยคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อยี่ห้อโฟล์คสวาเกน สีดำ แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ผู้เสียหายฟ้องเองโดยตรง สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งต้องถือคดีอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา แต่หากคดีส่วนอาญาต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาหรือยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ คดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 สำหรับคดีนี้ คดีส่วนอาญาไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาจึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดังนั้น สิทธิในการฎีกาคดีส่วนแพ่งจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 จำเลยจะฎีกาได้ต่อเมื่อยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาและได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าในการยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้น จำเลยได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาแล้ว แต่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกา เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง" และสั่งรับฎีกาของจำเลยนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 จึงอนุญาตให้จำเลยฎีกาและรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา แม้คำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้นเป็นการไม่ชอบดังที่วินิจฉัยข้างต้น แต่เมื่อศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาและศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์แก้ และโจทก์ได้ยื่นคำแก้ฎีกาแล้ว กรณีจึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อส่งสำเนาให้โจทก์แก้อีกแต่อย่างใด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เพิ่มเติมฟ้องเฉพาะคดีในส่วนแพ่งเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะคดีอาญาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา หลังจากนั้นศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การปฏิเสธ ในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องในส่วนคำขอท้ายฟ้องว่า ขอให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน สีดำ คืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นการเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดคดีในส่วนแพ่ง ซึ่งคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น หมายถึง คดีที่การกระทำผิดอาญานั้นก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางแพ่งติดตามมาด้วย เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีส่วนอาญาแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องและหมายเรียกจำเลยแก้คดี ย่อมเป็นการสั่งรับฟ้องคดีส่วนอาญาและคำฟ้องคดีส่วนแพ่งด้วย โดยไม่จำต้องสั่งรับฟ้องคดีส่วนแพ่งอีก ดังนี้ ในการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโจทก์จึงต้องฟ้องคดีแพ่งมาพร้อมกับคดีอาญาตั้งแต่แรก แต่คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะคดีในส่วนอาญา จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องและจำเลยให้การต่อสู้คดีแล้ว โจทก์จึงมายื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดในคดีส่วนแพ่ง ซึ่งการขอเพิ่มเติมฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 นั้น ฟ้องเดิมจะต้องสมบูรณ์อยู่แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเฉพาะคดีอาญาแล้วต่อมาได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในทางแพ่ง จึงถือได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างความรับผิดทางแพ่งของจำเลยขึ้นมาใหม่ ซึ่งโจทก์จะมาขอเพิ่มเติมฟ้องเช่นนี้ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยคดีในส่วนแพ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยคดีในส่วนแพ่งของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยต้องคืนรถยนต์แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ ต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในคดีส่วนแพ่ง ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์และจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40
ป.วิ.พ. ม. 247 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
จำเลย — นางสาว ด.
โจทก์ — บริษัท ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นางสาวสุภัทรา กรอุไร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชัยยุทธ วัชรานนท์
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4081/2564
#687694
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92, 352 และขอให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน สีดำ หมายเลขทะเบียน 4 กณ 3222 กรุงเทพมหานคร คืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนในส่วนคดีอาญา แต่ให้จำเลยคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อยี่ห้อโฟล์คสวาเกน สีดำ หมายเลขทะเบียน 4 กณ 3222 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ผู้เสียหายฟ้องเองโดยตรง สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งต้องถือคดีอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา แต่หากคดีส่วนอาญาต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาหรือยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ คดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 สำหรับคดีนี้ คดีส่วนอาญาไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาจึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดังนั้น สิทธิในการฎีกาคดีส่วนแพ่งจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 จำเลยจะฎีกาได้ต่อเมื่อยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาและได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าในการยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้น จำเลยได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาแล้ว แต่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกา เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง" และสั่งรับฎีกาของจำเลยนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 จึงอนุญาตให้จำเลยฎีกาและรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา แม้คำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้นเป็นการไม่ชอบดังที่วินิจฉัยข้างต้น แต่เมื่อศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาและศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์แก้ และโจทก์ได้ยื่นคำแก้ฎีกาแล้ว กรณีจึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อส่งสำเนาให้โจทก์แก้อีกแต่อย่างใด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เพิ่มเติมฟ้องเฉพาะคดีในส่วนแพ่งเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะคดีอาญาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา หลังจากนั้นศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การปฏิเสธ ในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องในส่วนคำขอท้ายฟ้องว่า ขอให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน สีดำ หมายเลขทะเบียน 4 กณ 3222 กรุงเทพมหานคร คืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นการเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดคดีในส่วนแพ่ง ซึ่งคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น หมายถึง คดีที่การกระทำผิดอาญานั้นก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางแพ่งติดตามมาด้วย เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีส่วนอาญาแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องและหมายเรียกจำเลยแก้คดี ย่อมเป็นการสั่งรับฟ้องคดีส่วนอาญาและคำฟ้องคดีส่วนแพ่งด้วย โดยไม่จำต้องสั่งรับฟ้องคดีส่วนแพ่งอีก ดังนี้ ในการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโจทก์จึงต้องฟ้องคดีแพ่งมาพร้อมกับคดีอาญาตั้งแต่แรก แต่คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะคดีในส่วนอาญา จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องและจำเลยให้การต่อสู้คดีแล้ว โจทก์จึงมายื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดในคดีส่วนแพ่ง ซึ่งการขอเพิ่มเติมฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 นั้น ฟ้องเดิมจะต้องสมบูรณ์อยู่แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเฉพาะคดีอาญาแล้วต่อมาได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในทางแพ่ง จึงถือได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างความรับผิดทางแพ่งของจำเลยขึ้นมาใหม่ ซึ่งโจทก์จะมาขอเพิ่มเติมฟ้องเช่นนี้ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยคดีในส่วนแพ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยคดีในส่วนแพ่งของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยต้องคืนรถยนต์แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ ต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในคดีส่วนแพ่ง ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์และจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.พ. ม. 244/1 ม. 247 วรรคหนึ่ง ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 164 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — นางสาว ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4076/2564
#664275
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของ ว. ในคดีแพ่งและเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ที่มีชื่อ ว. ผู้ประกันจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ซึ่งถูกยึดเพื่อขายทอดตลาดในคดีนี้ การที่ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองจึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ผู้ร้องที่ 1 ได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 (5) และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ก่อนเจ้าหนี้อื่นแล้ว เมื่อผู้ร้องที่ 1 โอนขายสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อ ว. รวมทั้งบุริมสิทธิจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ผู้ร้องที่ 2 ย่อมยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนผู้ร้องที่ 1 ในคดีนี้ได้ โดยได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 (5) เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปรับนายวีรพล ผู้ประกันจำเลย 300,000 บาท ตามสัญญาประกันในคดีนี้เนื่องจากไม่นำตัวจำเลยมารายงานตัวต่อศาลตามกำหนด นายวีรพลไม่ชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 มีชื่อนายวีรพลเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าปรับ ต่อมาผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของนายวีรพลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.487/2555 ของศาลชั้นต้น ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ก่อนเจ้าหนี้อื่น วันที่ 23 มิถุนายน 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม สินเชื่อและหลักประกันที่มีต่อนายวีรพล ให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนผู้ร้องที่ 1 ในการได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองต่อไปตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541

ผู้ร้องที่ 1 นายวีรพล ผู้ประกันจำเลยและเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่คัดค้าน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปรับนายวีรพล ผู้ประกันจำเลย 300,000 บาท ตามสัญญาประกันและเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 มีชื่อนายวีรพลเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อดำเนินการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลวันที่ 8 มิถุนายน 2555 ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.487/2555 มีคำพิพากษาตามยอมให้นายวีรพลชำระเงินแก่ผู้ร้องที่ 1 โดยผ่อนชำระเป็นงวดภายใน 3 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ได้ทันที ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายวีรพลได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ก่อนเจ้าหนี้อื่น หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560 ผู้ร้องที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อนายวีรพลให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ตามสัญญาซื้อขายมาตรฐานการประมูลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.487/2555 ของศาลชั้นต้น แทนผู้ร้องที่ 1 ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำสั่งอนุญาต และในวันเดียวกันนั้น ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองแทนผู้ร้องที่ 1 ในคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 2 มีว่า ผู้ร้องที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนผู้ร้องที่ 1 ในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของนายวีรพล ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.487/2555 ของศาลชั้นต้น และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ที่มีชื่อนายวีรพลผู้ประกันจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ซึ่งถูกยึดเพื่อขายทอดตลาดในคดีนี้ การที่ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองจึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ผู้ร้องที่ 1 ได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 (5) และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ก่อนเจ้าหนี้อื่นแล้ว เมื่อผู้ร้องที่ 1 โอนขายสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อนายวีรพลรวมทั้งบุริมสิทธิจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 ให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ผู้ร้องที่ 2 ย่อมยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.487/2555 ของศาลชั้นต้นและยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนผู้ร้องที่ 1 ในคดีนี้ได้ โดยได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 (5) เช่นเดียวกัน แม้ผู้ร้องที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนผู้ร้องที่ 1 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.487/2555 ของศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนผู้ร้องที่ 1 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 แล้วก็ตาม ผู้ร้องที่ 2 ก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้จำนองผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนผู้ร้องที่ 1 ในคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 โดยเห็นว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.487/2555 ของศาลชั้นต้นนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องที่ 2 ฟังขึ้น ส่วนปัญหาว่ากรณีมีเหตุอันควรอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนผู้ร้องที่ 1 หรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาใหม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ร้องที่ 2 รับโอนสิทธิเรียกร้องที่ผู้ร้องที่ 1 มีต่อนายวีรพลตลอดจนหลักประกันคือที่ดินโฉนดเลขที่ 76843 มาโดยชอบ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนผู้ร้องที่ 1 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.487/2555 ของศาลชั้นต้นแล้ว ผู้ร้องที่ 2 ย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นแทนผู้ร้องที่ 1 ในคดีนี้ได้

พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนผู้ร้องที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
ผู้ร้อง — ธนาคาร อ. กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายกมลศักดิ์ ชัยชนะวิชชกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
รัชนี สุขใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4028/2564
#664330
เปิดฉบับเต็ม

เหตุแห่งการทำสัญญาประกันภัยเป็นผลสืบเนื่องมาจากที่ ว. เช่าซื้อรถจักรยานยนต์จากบริษัท ก. ซึ่งตามกรมธรรม์ประกันภัยแนบท้าย หมวด 2 ข้อตกลงคุ้มครอง และหมวด 4 เงื่อนไขทั่วไป ข้อ 9 ระบุว่า หากทรัพย์สินที่เอาประกันภัยสูญหายจากการลักทรัพย์ โจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อไม่เกินมูลค่าหนี้ค่าเช่าซื้อที่เหลืออยู่ตามสัญญา ณ วันที่เกิดความสูญหาย ส่วนที่เหลือ (ถ้ามี) โจทก์จะจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ สูงสุดไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย แสดงให้เห็นว่าภัยที่ผู้เอาประกันภัยยกขึ้นเอาประกันกับโจทก์คือสิทธิและความรับผิดที่เกิดมีขึ้นตามสัญญาเช่าซื้อ และตามข้อตกลงแห่งกรมธรรม์ยังชี้ให้เห็นถึงภัยซึ่งโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรับเสี่ยงมีลักษณะเป็นการคุ้มครองสิทธิและความรับผิดที่เกิดมีขึ้นตามสัญญาเช่าซื้อเช่นกัน เพราะนำมูลค่าหนี้ค่าเช่าซื้อที่เหลืออยู่ตามสัญญามาเป็นเงื่อนไขแห่งความรับผิดในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ผู้รับประกันภัยโดยมีบริษัท ก. ผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้รับประโยชน์ แต่ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยนอกจากจะระบุรายละเอียดสัญญาเช่าซื้อไว้ยังได้ระบุถึงทรัพย์สินที่เอาประกันภัยและระบุความคุ้มครองถึงการสูญหายหรือเสียหายโดยสิ้นเชิงของรถจักรยานยนต์ อันเป็นการกำหนดรายการวัตถุที่เอาประกันภัย ถือได้ว่าเป็นการประกันภัยตัวรถจักรยานยนต์คันที่เช่าซื้อ อีกประการหนึ่งด้วย และเงื่อนไขแห่งความรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ตามสัญญาประกันภัยรวมถึง ภัยที่จะเกิดแก่รถจักรยานยนต์ด้วย หาใช่เพียงสิทธิหรือความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อเท่านั้นไม่ บริษัท ก. ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์และ ว. ในฐานะผู้ครอบครองจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวัตถุที่เอาประกันภัย กรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมีผลผูกพันคู่สัญญา เมื่อรถจักรยานยนต์ถูกโจรกรรมสูญหายไปโดยความประมาทของจำเลย และโจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยแล้ว โจทก์ย่อม เข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยเรียกให้จำเลยผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ได้

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีการประกาศใช้ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไข ป.พ.พ. มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 40,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 40,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561) ต้องไม่เกิน 1,500 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน 5 กอ กรุงเทพมหานคร 2061 ไว้จากบริษัท ก. และ/หรือนางสาววรรณศิลป์ ผู้เอาประกันภัย ระยะเวลาเริ่มต้นวันที่ 27 ตุลาคม 2559 เวลา 12 นาฬิกา สิ้นสุดวันที่ 27 ตุลาคม 2561 เวลา 12 นาฬิกา มีข้อตกลงคุ้มครองการสูญหายหรือความเสียหายโดยสิ้นเชิงของรถจักรยานยนต์ 40,500 บาท เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 เวลาประมาณ 19.22 นาฬิกา รถจักรยานยนต์ดังกล่าวสูญหายไปขณะจอดอยู่ที่ใกล้ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า ท. ของจำเลย โดยนางสาววรรณศิลป์ขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปจอดยังที่เกิดเหตุเพื่อใช้บริการจากธนาคาร ก. ซึ่งตั้งอยู่ภายในห้างครั้นวันที่ 18 กรกฎาคม 2560 บริษัท ก. ผู้ให้เช่าซื้อซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ได้รับเงินจากโจทก์เป็นค่าสินไหมทดแทนรถจักรยานยนต์ 40,500 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยยกเหตุผลประกอบข้อฎีกาว่า กรมธรรม์ประกันภัยการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ เป็นการประกันภัยสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ให้เช่าซื้อจะได้รับชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบถ้วน โดยโจทก์นำเอาความสูญหายของรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อมาเป็นเพียงเงื่อนไขในการที่โจทก์จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์เท่านั้น ที่โจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามมูลค่าหนี้ค่าเช่าซื้อที่เหลืออยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ณ วันที่เกิดความสูญหาย ไม่ใช่การประกันภัยตัวรถจักรยานยนต์คันที่เช่าซื้อ เมื่อรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปมีผลให้สัญญาเช่าซื้อระงับ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือ ดังนั้น ที่นางสาววรรณศิลป์เอาประกันภัยหนี้ค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือย่อมถือว่า ผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสียในวัตถุที่เอาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 863 กรมธรรม์ประกันภัยการเช่าซื้อไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับประโยชน์ ดังนั้น โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์มาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 เห็นว่า คดีได้ความจากนางสาววรรณศิลป์ พยานโจทก์ว่า พยานทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากบริษัท ก. มีราคาเงินสด 50,700 บาท ซึ่งยังไม่รวมดอกเบี้ยตามสัญญาเช่าซื้อ ในวันที่ทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์นั้น บริษัท ก. ให้พยานทำสัญญาประกันภัยรถจักรยานยนต์คันที่เช่าซื้อพยานเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัย เห็นได้ว่า เหตุแห่งการทำสัญญาประกันภัยเป็นผลสืบเนื่องมาจากที่นางสาววรรณศิลป์เช่าซื้อรถจักรยานยนต์จากบริษัท ก. เป็นกรมธรรม์ประกันภัยการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ผู้เอาประกันภัยคือบริษัท ก. ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์ และ/หรือนางสาวรรณศิลป์ ในฐานะผู้เอาประกันภัย และ/หรือผู้ได้รับความคุ้มครอง ผู้รับประโยชน์คือบริษัท ก. ซึ่งในข้อ 5 ระบุรายละเอียดสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อ (ผู้ครอบครอง) คือนางสาววรรณศิลป์ ผู้ให้เช่าซื้อ (ผู้ถือกรรมสิทธิ์) คือ บริษัท ก. ราคาเช่าซื้อ 40,500 บาท ข้อ 6 ทรัพย์สินที่เอาประกันภัย (รถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญา) ข้อ 7 ข้อตกลงคุ้มครองการสูญหายหรือความเสียหายโดยสิ้นเชิงของรถจักรยานยนต์ 40,500 บาท ซึ่งตามกรมธรรม์ประภัยแนบท้ายหมวด 2 ข้อตกลงคุ้มครอง และหมวดที่ 4 เงื่อนไขทั่วไป ข้อ 9 ระบุความว่าหากทรัพย์สินที่เอาประกันภัยสูญหายจากการลักทรัพย์ โจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อไม่เกินมูลค่าหนี้ค่าเช่าซื้อที่เหลืออยู่ตามสัญญา ณ วันที่เกิดความสูญหายส่วนที่เหลือ (ถ้ามี) โจทก์จะจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ สูงสุดไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย แสดงให้เห็นว่าภัยที่ผู้เอาประกันภัยยกขึ้นเอาประกันกับโจทก์คือสิทธิและความรับผิดที่เกิดมีขึ้นตามสัญญาเช่าซื้อดังที่ระบุรายละเอียดไว้ และตามข้อตกลงแห่งกรมธรรม์ประกันภัยยังชี้ให้เห็นถึงภัยซึ่งโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรับเสี่ยงมีลักษณะเป็นการคุ้มครองสิทธิและความรับผิดที่เกิดมีขึ้นตามสัญญาเช่าซื้อเช่นกันเพราะนำมูลค่าหนี้ค่าเช่าซื้อที่เหลืออยู่ตามสัญญามาเป็นเงื่อนไขแห่งความรับผิดในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ผู้รับประกันภัยโดยมีบริษัท ก. ผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้รับประโยชน์ แต่ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัย นอกจากจะระบุรายละเอียดสัญญาเช่าซื้อไว้ ยังได้ระบุถึงทรัพย์สินที่เอาประกันภัยคือ รถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาไว้ในข้อ 6 โดยมีรายละเอียดของตัวรถจักรยานยนต์และระบุความคุ้มครองถึงการสูญหายหรือความเสียหายโดยสิ้นเชิงของรถจักรยานยนต์ (TOTAL LOSS) จำนวนเงินเอาประกันภัย 40,500 บาท ในข้อ 7 อันเป็นการกำหนดรายการวัตถุที่เอาประกันภัย ถือได้ว่าเป็นการประกันภัยตัวรถจักรยานยนต์คันที่เช่าซื้ออีกประการหนึ่งด้วย และเงื่อนไขแห่งความรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ตามสัญญาประกันภัยรวมถึงภัยที่จะเกิดแก่รถจักรยานยนต์ด้วย หาใช่เพียงสิทธิหรือความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อเท่านั้นไม่ บริษัท ก. ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์และนางสาววรรณศิลป์ในฐานะผู้ครอบครองจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวัตถุที่เอาประกันภัย กรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมีผลผูกพันคู่สัญญา เมื่อรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวถูกโจรกรรมสูญหายไปโดยความประมาทของจำเลย และโจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยแล้วโจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยเรียกให้จำเลยผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 40,500 บาท นับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 40,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 863
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฟ.
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายธีระชัย กระแสทรง
ศาลชั้นต้น — นายสาธิต สุทธิสัตยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4019/2564
#667225
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับ ป. ส่งข้อความทางแอปพลิเคชันเมสเซนเจอร์โต้ตอบกัน เนื่องจาก ศ. ไปขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจาก ป. ที่บ้านจำเลย แต่ ป. ไม่ทราบว่าจำเลยซุกซ่อนไว้ที่ใด บ่งชี้ว่า ป. ทราบดีว่าจำเลยเก็บเมทแอมเฟตามีนไว้ภายในบ้านและ ป. ต้องการนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายให้แก่ ศ. ซึ่งจำเลยก็ประสงค์ให้ ป. นำเมทแอมเฟตามีนที่เก็บไว้ไปจำหน่ายให้แก่ ศ. เช่นกัน พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ส่วนการที่จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ป. เสพที่บ้านจำเลยและให้ ป.จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่ลูกค้าผู้ซื้อไปด้วย จึงเป็นการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกัน ไม่ถือว่าเป็นการจำหน่าย เพราะคำว่า จำหน่าย ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 หมายถึง การจำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกที่มิใช่ผู้กระทำความผิดด้วยกัน จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามฟ้อง ข้อ ก. และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง ข้อ ข. กับฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ข้อ ค. และ ข้อ ง. เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง ข้อ ข. กับฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ข้อ ค. และ ข้อ ง. รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง ข้อ ข. กับฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ข้อ ค. และข้อ ง. รวม 3 กระทง เป็นจำคุกกระทงละ 6 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 18 ปี 9 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 ปี 4 เดือน 15 วัน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่ลดโทษให้ เมื่อรวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 4 เดือน 15 วัน ให้ยกฟ้องฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันกับฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่า บ้านเลขที่ 262 ซึ่งเป็นบ้านของจำเลย มีกลุ่มคนมั่วสุมเสพยาเสพติดและอาจมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ วันเกิดเหตุตามฟ้องเวลา 14.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจเดินทางไปตรวจสอบที่บ้านหลังดังกล่าว พบนางสาวปิยธิดา คนรักของจำเลย กับนายศีลไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง อยู่ภายในห้องนอนพร้อมอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีน จากการตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนางสาวปิยธิดาพบว่า ก่อนเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นไม่เกิน 2 ชั่วโมง นางสาวปิยธิดาส่งข้อความทางแอปพลิเคชันเมสเซนเจอร์ โต้ตอบกับจำเลยได้ความว่า นางสาวปิยธิดาสอบถามที่ซ่อนของเมทแอมเฟตามีน จำเลยแจ้งว่ามีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด อยู่ในถุงผ้าบริเวณหลังบ้าน และมีเมทแอมเฟตามีนอีก 19 เม็ด อยู่ในกล่องลูกอมวางอยู่ที่ห้องนอน เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ก่อนหน้านั้นเวลา 0.30 นาฬิกา จำเลยให้เมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด แก่นางสาวปิยธิดาเพื่อเสพ ต่อมาเวลา 16.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมจำเลยได้ที่โรงแรม จำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพและไม่มีคู่ความอุทธรณ์ ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่มีคู่ความฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยกับนางสาวปิยธิดาส่งข้อความทางแอปพลิเคชันเมสเซนเจอร์โต้ตอบกันเนื่องจากนายศีลไปขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนางสาวปิยธิดาที่บ้านของจำเลย แต่นางสาวปิยธิดาไม่ทราบว่าจำเลยซุกซ่อนไว้ที่ใด บ่งชี้ว่านางสาวปิยธิดาทราบดีว่าจำเลยเก็บเมทแอมเฟตามีนไว้ภายในบ้านและนางสาวปิยธิดาต้องการนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายแก่นายศีล ส่วนจำเลยก็ประสงค์ให้นางสาวปิยธิดานำเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยเก็บไว้ไปจำหน่ายให้แก่นายศีลเช่นกัน พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อจำเลยกับนางสาวปิยธิดาสมคบกันเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดโดยร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ส่วนการที่จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่นางสาวปิยธิดาเสพที่บ้านของจำเลยและให้นางสาวปิยธิดาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่ลูกค้าผู้ซื้อไปด้วย จึงเป็นการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกัน ไม่ถือว่าเป็นการจำหน่าย เพราะคำว่า จำหน่ายตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 หมายถึง การจำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกที่มิใช่ผู้กระทำความผิดด้วยกัน จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฝาง
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฝาง — นายคำปุน ภูธรศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายพีระ จุ่งพิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อนุวัตร มุทิกากร
ศรีวิไล ธรรมดุษฎี
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา