คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3715/2564
#664254
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 มาตรา 7 จะบัญญัติให้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในวันที่ 1 มกราคมของปีใด มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีนั้นจากราคาปานกลางของที่ดิน โดยมาตรา 24 บัญญัติให้เจ้าของที่ดินยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเป็นรายแปลงตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดก็ตาม แต่ตามความในหมวด 5 เรื่องการชำระภาษีบำรุงท้องที่ ให้เจ้าพนักงานประเมินคำนวณภาษีบำรุงท้องที่และแจ้งการประเมินภายในเดือนมีนาคมแรกหลังจากการตีราคาปานกลางของที่ดิน และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเดือนเมษายนของทุกปี แต่ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ได้รับแจ้งการประเมินภายหลังเดือนมีนาคมตามมาตรา 33 วรรคสาม ให้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา 35 แสดงให้เห็นว่าหนี้ค่าภาษีบำรุงท้องที่เกิดขึ้นเมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินและแจ้งการประเมินให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ทราบแล้ว โจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินไปยังจำเลยให้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดินพิพาท ในปีภาษี 2550 ถึงปีภาษี 2559 พร้อมเงินเพิ่มรวม 1,711,718 บาท โดยจำเลยได้รับเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 หนี้ค่าภาษีบำรุงท้องที่จึงเกิดขึ้นภายหลังจากวันที่ 21 มีนาคม 2558 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลายแล้ว โจทก์จึงสามารถฟ้องจำเลยเป็นคดีต่อศาลภาษีอากรกลางได้โดยไม่จำต้องฟ้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ภาษีบำรุงท้องที่และเงินเพิ่มค้างชำระเป็นเงิน 1,740,486 บาท เงินเพิ่มภาษีบำรุงท้องที่ร้อยละ 24 ต่อปีของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ 719,210 บาท เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระภาษีบำรุงท้องที่เสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีบำรุงท้องที่และเงินเพิ่มค้างชำระเป็นเงิน 1,740,486 บาท เงินเพิ่มภาษีบำรุงท้องที่ร้อยละ 24 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ 719,210 บาท เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน ตามมาตรา 45 (4) แห่งพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 เมษายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระภาษีบำรุงท้องที่เสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ระหว่างปีภาษี 2539 ถึงปีภาษี 2559 จำเลยเป็นเจ้าของที่ดิน 7 แปลง โฉนดเลขที่ 78003 เนื้อที่ 1,191 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา โฉนดเลขที่ 84808 เนื้อที่ 22 ตารางวา โฉนดเลขที่ 84818 เนื้อที่ 2 งาน 35 ตารางวา โฉนดเลขที่ 84820 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 41 ตารางวา โฉนดเลขที่ 77992 เนื้อที่ 765 ไร่ 2 งาน 71 ตารางวา โฉนดเลขที่ 84804 เนื้อที่ 74 ไร่ 87 ตารางวา โฉนดเลขที่ 84805 เนื้อที่ 963 ไร่ 16 ตารางวา รวมเนื้อที่ 2,996 ไร่ 2 งาน 67 ตารางวา จำเลยไม่เคยชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินฉบับลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 ไปยังจำเลยให้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปีภาษี 2550 ถึง 2559 รวมทั้งเงินเพิ่ม สำหรับที่ดินมีโฉนดทั้ง 7 แปลงดังกล่าว จำเลยได้รับแจ้งการประเมินแล้วไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินภายในกำหนด เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2554 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลาย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระภาษีบำรุงท้องที่ในปีภาษี 2550 ถึง 2559 หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า สำหรับภาษีบำรุงท้องที่นั้น พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ให้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในวันที่ 1 มกราคมของปีใด มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีนั้นจากราคาปานกลางของที่ดิน ตามบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่ท้ายพระราชบัญญัตินี้" มาตรา 24 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้เจ้าของที่ดินซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเป็นรายแปลงตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด" มาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีแรกของการตีราคาปานกลางของที่ดิน ... ให้เจ้าพนักงานประเมินคำนวณภาษีบำรุงท้องที่และแจ้งการประเมินภายในเดือนมีนาคมแรกหลังจากการตีราคาปานกลางของที่ดินตามวิธีการดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่ที่ดินอยู่ในเขตเทศบาลหรือนอกเขตเทศบาลที่ไม่มีกำนัน ให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังผู้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ (2) ในกรณีที่ที่ดินอยู่นอกเขตเทศบาลที่มีกำนัน ให้เจ้าพนักงานประเมินปิดประกาศแจ้งการประเมินไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนัน และที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน" วรรคสอง บัญญัติว่า "การประเมินภาษีบำรุงท้องที่ที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้เป็นการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับในปีต่อไปจนครบรอบระยะเวลาสี่ปี..." และมาตรา 35 บัญญัติว่า "ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเดือนเมษายนของทุกปี ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา 31 หรือมาตรา 32 หรือภายหลังเดือนมีนาคมตามมาตรา 33 วรรคสาม ให้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน" จากบทบัญญัติข้างต้นแสดงให้เห็นว่า แม้มาตรา 7 จะบัญญัติให้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในวันที่ 1 มกราคมของปีใด มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีนั้นจากราคาปานกลางของที่ดิน โดยมาตรา 24 บัญญัติให้เจ้าของที่ดินยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเป็นรายแปลงตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดก็ตาม แต่ตามความในหมวด 5 เรื่องการชำระภาษีบำรุงท้องที่ ให้เจ้าพนักงานประเมินคำนวณภาษีบำรุงท้องที่และแจ้งการประเมินภายในเดือนมีนาคมแรกหลังจากการตีราคาปานกลางของที่ดิน และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเดือนเมษายนของทุกปี แต่ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ได้รับแจ้งการประเมินภายหลังเดือนมีนาคมตามมาตรา 33 วรรคสาม ให้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา 35 แสดงให้เห็นว่าหนี้ค่าภาษีบำรุงท้องที่เกิดขึ้นเมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินและแจ้งการประเมินให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ทราบแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลง โจทก์มีหนังสือเรื่อง แจ้งการประเมินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ ฉบับลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 แจ้งการประเมินไปยังจำเลยให้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดินพิพาทในปีภาษี 2550 ถึงปีภาษี 2559 พร้อมเงินเพิ่มรวม 1,711,718 บาท โดยจำเลยได้รับเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 หนี้ค่าภาษีบำรุงท้องที่จึงเกิดขึ้นภายหลังจากวันที่ 21 มีนาคม 2558 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลายแล้ว โจทก์จึงสามารถฟ้องจำเลยเป็นคดีต่อศาลภาษีอากรกลางได้โดยไม่จำต้องฟ้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อน และพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 มาตรา 48 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่มิได้ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินตามมาตรา 24 ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจแจ้งการประเมินย้อนหลังได้ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทราบว่าเจ้าของที่ดินยังมิได้ยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน" และมาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของที่ดินผู้ใดได้รับแจ้งการประเมินภาษีบำรุงท้องที่แล้วเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง มีสิทธิอุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ โดยยื่นอุทธรณ์แก่เจ้าพนักงานประเมินตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน" คดีนี้โจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินฉบับลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 ให้จำเลยชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดินพิพาทในปีภาษี 2550 ถึงปีภาษี 2559 พร้อมเงินเพิ่ม ซึ่งจำเลยได้รับในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 เมื่อจำเลยได้รับแจ้งการประเมินแล้วไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 49 ถือว่าจำเลยพอใจการประเมินที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณภาษีบำรุงท้องที่ที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลง โดยคิดราคาปานกลางของที่ดินจังหวัดปทุมธานี ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2520 ในราคาไร่ละ 6,000 บาท คิดเป็นอัตราภาษีไร่ละ 24 บาท จำเลยจึงต้องชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ดังกล่าวพร้อมเงินเพิ่มในส่วนที่จำเลยไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินและไม่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเวลาที่กำหนดตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดเฉพาะต้นเงินในหนี้ภาษีบำรุงท้องที่ที่เกิดก่อนจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเท่านั้น โดยไม่ต้องรับผิดในเงินเพิ่ม เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยต้องชำระภาษีบำรุงท้องที่ในปีภาษี 2550 ถึงปีภาษี 2559 พร้อมเงินเพิ่มแล้ว ประกอบกับจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลง ตั้งแต่ปี 2539 แต่ไม่เคยชำระภาษีบำรุงท้องที่เลย กรณีจึงไม่มีเหตุงดเงินเพิ่มให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีบำรุงท้องที่ตามฟ้องพร้อมเงินเพิ่มแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ม. 7 ม. 24 วรรคหนึ่ง ม. 33 ม. 35 ม. 48
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลลำไทร
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูชัย สุทธิสว่างวงศ์
- นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จันทร์สว่าง
วรงค์พร จิระภาค
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3692/2564
#670396
เปิดฉบับเต็ม

พยานโจทก์และพยานจำเลยเบิกความยันกันอยู่ว่าโจทก์จำนำหรือขายฝากรถยนต์ ยากที่รับฟังว่าฝ่ายใดเบิกความตามจริง แต่ตามคำเบิกความของโจทก์และ ส. ได้ความว่า โจทก์ชำระหนี้จำนำรถยนต์แก่จำเลย 5 ครั้ง และ ส. เบิกความตอบคำถามติงทนายโจทก์ว่าโจทก์และจำเลยเข้าใจตรงกันว่าให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน นอกจากนั้น จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์รับว่า โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยและข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์เป็นการติดต่อระหว่างโจทก์และจำเลย โดยข้อความดังกล่าวระบุว่าเป็นการโอนเงินชำระดอกเบี้ยไม่ได้ระบุว่าเป็นค่าซื้อรถยนต์คืนจากจำเลย ตามพฤติการณ์จึงเชื่อว่า โจทก์ส่งมอบรถยนต์ให้จำเลยเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้อันเป็นการจำนำรถยนต์ อีกทั้งการขายฝากนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายฝากย่อมตกเป็นของผู้ซื้อฝากตั้งแต่เมื่อทำสัญญาขายฝาก แต่ตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ปรากฏว่าจำเลยหักเงินที่จ่ายให้โจทก์เป็นค่าจอดรถยนต์และค่าดูแลรักษาไว้ด้วย ส่อแสดงว่าจำเลยถือว่ารถยนต์ดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และตามสำเนาสัญญาขายฝากรถยนต์ มีข้อความว่า "ข้อ 1 ผู้ขายตกลงขายฝากและผู้ซื้อตกลงซื้อรถยนต์...ในราคา 90,000 บาท...ผู้ขายได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว จึงได้มอบรถพร้อมใบคู่มือจดทะเบียน...ให้แก่ผู้ซื้อไว้เพื่อกระทำการโอนรถได้หากพ้นกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนแล้ว ข้อ 2 ผู้ขายฝากจะกระทำการไถ่รถในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ทำสัญญามิฉะนั้นถือว่าสละสิทธิ์ ข้อ 6 ถ้าในระหว่างสัญญาขายฝาก...จะด้วยเหตุผลใดก็ตามทำให้รถที่ขายฝากไม่สามารถที่จะกระทำการโอนได้ในภายหลังที่ผู้ขายฝากสละสิทธิ์ไถ่รถ...ผู้ขายฝากจะต้องคืนเงินที่รับไปตามข้อ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ย...ให้แก่ผู้ซื้อ..." ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายเพียงว่า โจทก์จะยอมให้รถยนต์ตกไปยังจำเลยก็ต่อเมื่อโจทก์ไม่ชำระเงิน 90,000 บาท คืนแก่จำเลยเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตกไปยังจำเลยทันทีโดยมีข้อตกลงกันว่าโจทก์อาจไถ่รถยนต์นั้นคืนได้ในภายหลัง อันจะต้องด้วยลักษณะของสัญญาขายฝากตาม ป.พ.พ. มาตรา 491 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาผูกพันตามสัญญาจำนำ หาได้มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาขายฝากไม่ สัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนำจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญาจำนำตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง เมื่อจำเลยไม่รับชำระหนี้จำนำในส่วนที่เหลือ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับชำระหนี้จำนำในส่วนที่เหลือกับขอให้จำเลยคืนรถยนต์ตามฟ้องได้ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับชำระหนี้จำนำ 15,000 บาท จากโจทก์ และให้จำเลยคืนรถยนต์ ในสภาพเดิมแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยใช้ราคาแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนถึงวันที่จำเลยคืนรถยนต์ในสภาพเดิมแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ส่งมอบเอกสารทางทะเบียนรถยนต์ กับชำระค่าเสียหายแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งจำเลยเนื่องจากไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับชำระเงินต้นและดอกเบี้ยค่าไถ่ถอนจำนำรถยนต์ 15,000 บาท กับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์แก่โจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินแก่โจทก์ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษาวันที่ 31 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์หรือใช้ราคาแทนจนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 89,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยรับชำระเงินจากโจทก์และให้จำเลยคืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนำรถยนต์ และทำให้สัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์นำรถยนต์ไปมอบแก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากจำเลย และโจทก์ก็ชำระหนี้แก่จำเลยหลายครั้ง แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญาจำนำรถยนต์ แต่โจทก์กับจำเลยทำเป็นสัญญาขายฝากรถยนต์ไว้เป็นเงิน 90,000 บาท โดยจำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์เพียง 85,000 บาท และจำเลยหักเงินไว้เป็นค่าจอดรถยนต์ 5,000 บาท บ่งชี้ว่าสัญญาขายฝากรถยนต์เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนำรถยนต์ ปัญหานี้โจทก์และนางสาวสิริรักษ์ บุตรโจทก์เบิกความว่า วันที่ 22 ธันวาคม 2557 โจทก์นำรถยนต์ตามฟ้องไปจำนำไว้กับจำเลยเป็นเงิน 90,000 บาท มีกำหนด 1 ปี แต่จำเลยให้โจทก์ลงชื่อในสัญญากู้เงินขายฝากรถยนต์ในราคา 90,000 บาท มีกำหนดไถ่ภายใน 1 เดือน โจทก์ชำระหนี้จำนำรถยนต์แก่จำเลย 5 ครั้ง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 วันที่ 11 มีนาคม 2560 วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 และวันที่ 6 สิงหาคม 2560 รวมเป็นเงิน 89,000 บาท ส่วนจำเลยเบิกความว่า โจทก์ขายฝากรถยนต์ตามฟ้องให้แก่จำเลย โดยโจทก์รับเงินไปครบถ้วนแล้ว เห็นว่า พยานโจทก์และพยานจำเลยเบิกความยันกันอยู่ว่าโจทก์จำนำหรือขายฝากรถยนต์ ยากที่รับฟังว่าฝ่ายใดเบิกความตามความจริง แต่ตามคำเบิกความของโจทก์และนางสาวสิริรักษ์ ได้ความว่าโจทก์ชำระหนี้จำนำรถยนต์แก่จำเลย 5 ครั้ง และนางสาวสิริรักษ์ เบิกความตอบคำถามติงทนายโจทก์ว่าโจทก์และจำเลยเข้าใจตรงกันว่าให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน นอกจากนั้น ตามสำเนาใบโอนเงินและข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์รับว่าโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยตามสำเนาใบโอนเงินดังกล่าว กับข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ดังกล่าวเป็นการติดต่อระหว่างโจทก์และจำเลย และข้อความสนทนาดังกล่าวก็ระบุว่าเป็นการโอนเงินชำระดอกเบี้ย ไม่ได้ระบุว่าเป็นค่าซื้อรถยนต์คืนจากจำเลยดังที่จำเลยเบิกความตอบคำถามติงทนายจำเลย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงเชื่อว่าโจทก์ส่งมอบรถยนต์ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้อันเป็นการจำนำรถยนต์ อีกทั้งการขายฝากนั้นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายฝากย่อมตกเป็นของผู้ซื้อฝากตั้งแต่เมื่อทำสัญญาขายฝาก แต่ตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ของจำเลยปรากฏว่าจำเลยหักเงินที่จ่ายให้โจทก์เป็นค่าจอดรถยนต์และค่าดูแลรักษาไว้ด้วย ส่อแสดงว่าจำเลยถือว่ารถยนต์ดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และตามสำเนาสัญญาขายฝากรถยนต์ มีข้อความว่า "ข้อ 1 ผู้ขายตกลงขายฝากและผู้ซื้อตกลงซื้อรถยนต์…ในราคา 90,000 บาท...ผู้ขายฝากได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว จึงได้มอบรถพร้อมใบคู่มือจดทะเบียน...ให้แก่ผู้ซื้อไว้เพื่อกระทำการโอนรถได้หากพ้นกำหนดระยะเวลาไถ่แล้ว ข้อ 2 ผู้ขายฝากจะกระทำการไถ่รถในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ทำสัญญา มิฉะนั้นถือว่าสละสิทธิ์ ข้อ 6 ถ้าในระหว่างระยะเวลาสัญญาขายฝาก...จะด้วยเหตุผลใดก็ตามทำให้รถที่ขายฝากไม่สามารถที่จะกระทำการโอนได้ในภายหลังที่ผู้ขายฝากสละสิทธิ์ไถ่รถ...ผู้ขายฝากจะต้องคืนเงินที่รับไปตามข้อ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ย...ให้แก่ผู้ซื้อ..." ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายเพียงว่าโจทก์จะยอมให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตกไปยังจำเลยก็ต่อเมื่อโจทก์ไม่ชำระเงิน 90,000 บาท คืนแก่จำเลยเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตกไปยังจำเลยทันทีโดยมีข้อตกลงกันว่าโจทก์อาจไถ่รถยนต์นั้นคืนได้ในภายหลัง อันจะต้องด้วยลักษณะของสัญญาขายฝากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาจะผูกพันตามสัญญาจำนำ หาได้มีเจตนาที่จะผูกพันกันตามสัญญาขายฝากไม่ ดังนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนำ จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญาจำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่รับชำระหนี้จำนำในส่วนที่เหลือ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับชำระหนี้จำนำในส่วนที่เหลือ กับขอให้จำเลยคืนรถยนต์ตามฟ้องได้ และหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 155 วรรคสอง ม. 491 ม. 758
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ม.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวรุ่งระวี โสขุมา
ศาลชั้นต้น — นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3676/2564
#664264
เปิดฉบับเต็ม

แม้การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้กับคดีอื่น ๆ ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จะเป็นการกระทำด้วยเจตนาเหมือนกัน และมีการดำเนินการในลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายต่างรายกัน ทั้งการกระทำความผิดเกิดขึ้นคนละสถานที่และต่างวันเวลากัน คดีแต่ละสำนวนจึงมิได้เกี่ยวพันกัน แม้โดยรูปคดีอาจพิจารณาไปด้วยกันได้ก็เป็นเพราะจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันเพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาคดีเท่านั้น เมื่อศาลมีคำพิพากษาแต่ละคดีและให้นับโทษต่อกันตาม ป.อ. มาตรา 22 แล้ว มีกำหนดระยะเวลาจำคุกเกินกว่า 20 ปี ก็ย่อมพิพากษาให้บังคับเช่นนี้ได้ หาได้อยู่ในบังคับตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 341, 343 ให้จำเลยคืนเงิน 1,101,900 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ด เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2562 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3292/2561, อ.3564/2561, อ.656/2562, อ.658/2562, อ.659/2562, อ.661/2562, อ.662/2562 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1617/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ ฐานฉ้อโกงประชาชน และฐานนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 11 กระทง เป็นจำคุก 33 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำคุกจำเลยนั้น เนื่องจากในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1022/2557 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี จำเลยหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา และศาลออกหมายจับจำเลยเพื่อบังคับโทษตามคำพิพากษา โดยหมายจับมีอายุความ 5 ปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2557 ขณะนี้พ้นกำหนดอายุความแล้ว ไม่อาจบังคับโทษจำเลยในคดีดังกล่าวได้อีก ต้องถือว่าจำเลยยังไม่เคยได้รับโทษหรือพ้นโทษในคดีก่อน จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยในคดีนี้ตามที่โจทก์ขอ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกรวม 11 ปี 66 เดือน กับให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,101,900 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ด นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2562 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3292/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3564/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.656/2562 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.658/2562 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.659/2562 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.661/2562 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.662/2562 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1617/2562 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3468/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การนับโทษในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอื่นตามที่โจทก์ขอ จะนับโทษต่อได้ไม่เกิน 20 ปี หรือไม่ เห็นว่า แม้การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้กับคดีอื่น ๆ ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จะเป็นการกระทำด้วยเจตนาเหมือนกัน และมีการดำเนินการในลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายต่างรายกัน ทั้งการกระทำความผิดเกิดขึ้นคนละสถานที่และต่างวันเวลากัน คดีแต่ละสำนวนจึงมิได้เกี่ยวพันกัน แม้โดยรูปคดีอาจพิจารณาไปด้วยกันได้ก็เป็นเพราะจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันเพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาคดีเท่านั้น เมื่อศาลมีคำพิพากษาแต่ละคดีและให้นับโทษต่อกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 แล้ว มีกำหนดระยะเวลาจำคุกเกินกว่า 20 ปี ก็ย่อมพิพากษาให้บังคับเช่นนี้ได้ หาได้อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ไม่ ดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 91 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายธนทร ผดุงธิติฐ์
ศาลชั้นต้น — นางวราภรณ์ สุระพัฒน์พิชัย
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอี่ยมอธิคม
วัฒนา วิทยกุล
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3662/2564
#664335
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อผู้เสียหายที่ 1 ว่าจำเลยเป็นผู้เสียหายที่ 2 ให้ผู้เสียหายที่ 1 จดข้อความเท็จลงในใบแจ้งการย้ายที่อยู่ (ท.ร.6) อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน และเป็นเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่น เพื่อย้ายชื่อผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านเลขที่ 131 หมู่ที่ 6 ตำบลนครชุม อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร และนำชื่อย้ายเข้าบ้านเลขที่ 3/2 หมู่ที่ 3 ตำบลเนินทราย อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด แล้วจำเลยลงลายมือชื่อปลอมเป็นผู้เสียหายที่ 2 ในเอกสารราชการดังกล่าว ต่อมาจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อผู้เสียหายที่ 3 ว่า จำเลยเป็นผู้เสียหายที่ 2 ได้ตรวจบัตรประจำตัวประชาชนของตนเองปรากฏว่าสูญหาย/ถูกทำลาย เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 3 จดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในบันทึกการรับแจ้งเอกสารเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชนสูญหายหรือถูกทำลาย (บ.ป.7) อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน จากนั้นจำเลยกับ ย. ร่วมกันยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ต่อผู้เสียหายที่ 3 และผู้เสียหายที่ 4 โดยใช้บันทึกคำให้การรับรองบุคคลเอกสารราชการอันเป็นเท็จอันเกิดจากการกระทำความผิดของ ย. ประกอบคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน (บ.ป.1) โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นผู้เสียหายที่ 2 จนทำให้ผู้เสียหายที่ 3 หลงเชื่อออกบัตรประจำตัวประชาชนให้จำเลย เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียว คือ เพื่อให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 267, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 6 จัตวา, 14 (2) พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 4, 50

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 267, 268, 83 (ที่ถูก 265 (เดิม), 267 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 83) พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) (ที่ถูก มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง) พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ปลอมเอกสารราชการใช้เอกสารราชการปลอม และฐานทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือกระทำการเพื่อให้ตนเอง หรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 3 ปี ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 2 ปี ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ จำคุก 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อผู้เสียหายที่ 1 ว่าจำเลยเป็นผู้เสียหายที่ 2 ให้ผู้เสียหายที่ 1 จดข้อความเท็จลงในใบแจ้งการย้ายที่อยู่ (ท.ร.6) อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน และเป็นเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่น เพื่อย้ายชื่อผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านเลขที่ 131 และนำชื่อย้ายเข้าบ้านเลขที่ 3/2 แล้วจำเลยลงลายมือชื่อปลอมเป็นผู้เสียหายที่ 2 ในเอกสารราชการดังกล่าว ต่อมาจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อผู้เสียหายที่ 3 ว่า จำเลยเป็นผู้เสียหายที่ 2 ได้ตรวจบัตรประจำตัวประชาชนของตนเองปรากฏว่าสูญหาย/ถูกทำลาย เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 3 จดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในบันทึกการรับแจ้งเอกสารเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชนสูญหายหรือถูกทำลาย (บ.ป.7) อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน จากนั้นจำเลยกับนางเยาวลักษณ์ร่วมกันยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ต่อผู้เสียหายที่ 3 และผู้เสียหายที่ 4 โดยใช้บันทึกคำให้การรับรองบุคคลเอกสารราชการอันเป็นเท็จอันเกิดจากการกระทำความผิดของนางเยาวลักษณ์ ประกอบคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน (บ.ป.1) โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นผู้เสียหายที่ 2 จนทำให้ผู้เสียหายที่ 3 หลงเชื่อออกบัตรประจำตัวประชาชนให้จำเลย เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียว คือ เพื่อให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ต้องลงโทษฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมนั้น จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่อีกกระทงหนึ่ง จึงไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการสร้างพยานหลักฐานเท็จทางทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและสังคมโดยรวม ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติ พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยอ้างว่ามีอายุมากแล้ว หรือมีฐานะยากจน หรือผู้เสียหายที่ 2 ไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยให้เบาลงและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารราชการปลอมให้จำคุก 1 ปี และไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมนั้น จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 265 (เดิม) ม. 268 วรรคแรก ม. 268 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายคมกฤษณ์ ขำทัศน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
อนุวัตร มุทิกากร
ศรีวิไล ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3644/2564
#666537
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้นำข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมาเป็นเหตุผลในการตัดสินตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 ขอให้เพิกถอนการพิจารณาวินิจฉัยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เท่ากับ เป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพิกถอนคำวินิจฉัยเดิมและวินิจฉัยพยานหลักฐานใหม่ อันเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยมิใช่เป็นการแก้ไขถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาดหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย จึงขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 143 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 โจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ข้อที่อ้างว่า โจทก์ต้องห้ามมิให้ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หาก่อให้เกิดสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14, 16/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ลบข้อความในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และโฆษณาคำพิพากษาในสื่อดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธและให้การต่อสู้ในคดีส่วนแพ่งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ต่อมาทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในส่วนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์ หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดังกล่าวอย่างไรก็ชอบที่จะใช้สิทธิฎีกาตามกฎหมายต่อไป กรณีมิใช่เรื่องที่จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้ยกคำร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 และไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีความเห็นแย้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 โจทก์จึงไม่สามารถใช้สิทธิฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แต่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้นำข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความมาเป็นเหตุผลในการตัดสินเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 โจทก์จึงขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้นั้น เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ โดยอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้นำข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมาเป็นเหตุผลในการตัดสิน เป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมหรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการพิจารณาพยานหลักฐาน ขอให้เพิกถอนการพิจารณาวินิจฉัยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เท่ากับเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพิกถอนคำวินิจฉัยเดิมแล้ววินิจฉัยพยานหลักฐานเสียใหม่ อันมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยมิใช่เป็นการแก้ไขถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาดหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ จึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 โจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า โจทก์ต้องห้ามมิให้ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หาก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ไม่ ฎีกาของโจทก์นอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นสาระแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 186
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 143 ม. 190
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — พันเอก พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายลักษณ์พงศ์ จันทระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤช เจริญเลิศ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ชัยพัฒน์ ชินวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3628/2564
#693705
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำรถจักรยานยนต์ไปซ่อม เมื่อซ่อมเสร็จแล้วนำใบแจ้งหนี้ไปขอเบิกค่าซ่อมจากผู้เสียหายครั้นได้เงินค่าซ่อมมาแล้ว จำเลยไม่ไปรับรถจักรยานยนต์คืน ทั้งยังหลอก จ. ผู้รับซ่อมรถจักรยานยนต์ว่ารถเป็นของจำเลยและจำเลยไม่มีเงินชำระค่าซ่อมและให้ จ. ขายแยกชิ้นส่วนเพื่อหักชำระค่าซ่อม ถือได้ว่าเป็นการแย่งการครอบครองทรัพย์ไปจากผู้เสียหายเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เป็นการลักรถจักรยานยนต์ไปจากผู้เสียหายโดยใช้ จ. เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด เมื่อการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นขั้นตอนสุดท้ายอันถือว่าเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จ เข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากเจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์ของกลางได้โดยไม่ปรากฏว่า จ. แยกชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ตามที่ถูกหลอก จำเลยจึงมีความผิดข้อหาพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 334, 335 และนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 246/2563 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (11) วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง จำคุก 1 ปี ฐานพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง จำคุก 2 ปี 8 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง คงจำคุก 8 เดือน ฐานพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน 40 วัน รวมจำคุก 1 ปี 16 เดือน 40 วัน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 246/2563 ของศาลชั้นต้นนั้น เมื่อคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก จำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยฟัง ยกฟ้องข้อหาพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง ส่วนคำขอที่ให้นับโทษจำเลยต่อและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นางสาววรรณวลี ผู้เสียหาย และนายอุดร สามีผู้เสียหายร่วมกันประกอบกิจการร้านขายกระจก อลูมิเนียมและวัสดุก่อสร้าง ชื่อร้าน ด. ส่วนจำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายในตำแหน่งพนักงานทั่วไป ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยลักคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง ราคา 16,600 บาท ของผู้เสียหายไปส่วนรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นดรีม จำนวน 1 คัน ราคา 15,000 บาท ซึ่งจดทะเบียนในนามของนายอุดรและเก็บรักษาไว้ในร้าน ด. ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายได้หายไป ต่อมาผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย จากนั้นพนักงานสอบสวนยึดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและรถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้จากร้าน ร. และร้าน ช. เป็นของกลางตามลำดับ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 พนักงานสอบสวนสอบปากคำนางจิตติมา ผู้รับซ่อมรถจักรยานยนต์ของกลางจากจำเลย ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 เจ้าพนักงานจับจำเลยได้ตามหมายจับ

คดีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้างตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยลักรถจักรยานยนต์ของกลางที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไป แต่โจทก์มีผู้เสียหายและนายโชคดีเป็นพยานพฤติเหตุแวดล้อมเบิกความสอดคล้องต้องกันตั้งแต่ผู้เสียหายตรวจสอบพบว่ารถจักรยานยนต์ของกลางสูญหายไป เมื่อสอบถามนายโชคดีทราบว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางออกไปจากร้านของผู้เสียหาย จนกระทั่งผู้เสียหายสืบทราบว่ารถจักรยานยนต์ของกลางกำลังจะถูกแยกชิ้นส่วนที่ร้าน ช. จึงไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจสอบที่ร้านดังกล่าวก็พบรถจักรยานยนต์ของกลางตามที่ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายจริง โดยไม่ปรากฏข้อพิรุธใด ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยยังนำสืบรับว่าจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปซ่อมที่ร้านดังกล่าวจริง เพียงแต่บ่ายเบี่ยงในทำนองว่าจำเลยไม่เคยแจ้งแก่นางจิตติมาให้แยกชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเท่านั้น เมื่อในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน จำเลยและทนายจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่านางจิตติมาเป็นเจ้าของร้านรับซ่อมรถจักรยานยนต์ของกลางจากจำเลยและให้การไว้ โจทก์จึงแถลงไม่ติดใจสืบพยานโจทก์ปากดังกล่าว ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2563 ย่อมถือว่าจำเลยรับว่านางจิตติมาให้การตามบันทึกคำให้การดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (3) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามบันทึกคำให้การดังกล่าวว่าในชั้นสอบสวนนางจิตติมาให้การว่า จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปให้นางจิตติมาซ่อม เมื่อซ่อมเสร็จแล้วนางจิตติมาโทรศัพท์แจ้งให้จำเลยไปรับพร้อมกับชำระค่าซ่อม แต่จำเลยแจ้งว่าไม่มีเงิน ขอให้นางจิตติมาขายรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อหักเป็นค่าซ่อมโดยแจ้งว่ารถจักรยานยนต์เป็นของจำเลย เมื่อนางจิตติมาขอสมุดคู่มือจดทะเบียนรถจักรยานยนต์จากจำเลย จำเลยกลับแจ้งว่าสูญหายจึงให้นางจิตติมาขายแบบแยกชิ้นส่วน เมื่อนางจิตติมาไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะแกล้งให้การปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษและเชื่อว่าให้การไปตามความเป็นจริง แม้การที่จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปซ่อมจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยตามปกติก็ตาม แต่ได้ความตามที่จำเลยนำสืบรับว่าเมื่อรถจักรยานยนต์ซ่อมเสร็จแล้วจำเลยได้นำใบแจ้งหนี้ไปขอเบิกค่าซ่อมจากผู้เสียหาย ครั้นได้รับเงินค่าซ่อมมาแล้วจำเลยไม่ได้ไปรับรถจักรยานยนต์ของกลางคืน ทั้งยังหลอกนางจิตติมาว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของจำเลยและจำเลยไม่มีเงินชำระค่าซ่อมโดยให้นางจิตติมาขายแยกชิ้นส่วนเพื่อหักชำระค่าซ่อม ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการแย่งการครอบครองทรัพย์ไปจากผู้เสียหายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการลักรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้างโดยใช้นางจิตติมาเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด เมื่อการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นขั้นตอนสุดท้ายอันถือว่าเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จเข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากเจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์ของกลางได้โดยไม่ปรากฏว่านางจิตติมาแยกชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ของกลางตามที่ถูกหลอก จำเลยจึงมีความผิดข้อหาพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง แม้คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของผู้เสียหาย แต่ข้อเท็จจริงที่พิจารณากลับได้ความว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของนายอุดรสามีผู้เสียหาย แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียด มิใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องในความผิดข้อหาดังกล่าวมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นลูกจ้างผู้เสียหายควรปฏิบัติต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่จำเลยกลับลักทรัพย์ของผู้เสียหายและพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปหลายรายการ เมื่อขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 50 ปี ควรมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้ว แต่จำเลยกลับกระทำความผิดโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองหรือคำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้เสียหาย ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 335 วรรคแรก (11)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหัวหิน
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นางสาวพัชรินทร์ บุญศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวจิตฤดี วีระเวสส์
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
สันทัด สุจริต
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3616/2564
#683282
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะเป็นผู้ประกันตนตั้งแต่ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ใช้บังคับก็ตาม แต่โจทก์จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีต่าง ๆ นั้น ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามกฎหมายดังกล่าว โดยเรื่องประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 76 กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่า ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม ซึ่งตามบทเฉพาะกาล มาตรา 104 วรรคสอง กำหนดให้การจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพจะเริ่มดำเนินการเมื่อใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งนี้ต้องไม่ช้ากว่าวันที่ 31 ธันวาคม 2541 การจัดเก็บเงินสมทบเพื่อให้ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพนี้จึงหาได้นับตั้งแต่วันที่โจทก์เริ่มจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมงวดแรก เนื่องจากวันดังกล่าวโจทก์ยังไม่ได้มีการจ่ายเงินสมทบเพื่อให้ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย เมื่อ พ.ร.ฎ.กำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ พ.ศ.2541 มาตรา 3 กำหนดให้ดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป จึงต้องนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 เป็นวันเริ่มการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย บทบัญญัติดังกล่าวหาใช่เป็นการตัดสิทธิการนับระยะเวลาส่งเงินสมทบเพื่อได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพของโจทก์ และมิใช่มีผลเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงหรือเลื่อนกำหนดระยะเวลาในการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ ดังนั้น ตามคำสั่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 16 เมษายน 2560 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1345/2560 ลงวันที่ 28 กันยายน 2560 ที่กำหนดให้คำนวณจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ โดยคำนวณจำนวนการส่งเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จึงชอบแล้ว ส่วนการจ่ายเงินบำนาญชราภาพนั้น ตามกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ.2550 ข้อ 2 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้จ่ายเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละยี่สิบของค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงนั้น เมื่อผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพอาจเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือมาตรา 39 ก็ได้ แล้วแต่กรณี การคำนวณจ่ายเงินบำนาญชราภาพจึงต้องคำนวณจากจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนในแต่ละกรณี หรือทั้งสองกรณีประกอบกัน หาใช่คำนวณจากค่าจ้างเฉพาะที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ มิฉะนั้น การเป็นผู้ประกันตนเฉพาะแต่เพียงตามมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ผู้ประกันตนมิได้เป็นลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง ก็มิอาจมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพไปได้ เนื่องจากไม่มีค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณจ่ายเงินดังกล่าว ดังนั้น ค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบเพื่อจ่ายเงินบำนาญชราภาพตามกฎกระทรวงดังกล่าวจึงหมายถึงค่าจ้างที่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ได้รับจากนายจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ และจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งไม่มีนายจ้างด้วย และตามมาตรา 39 วรรคสอง ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2538) ออกตามความใน พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ข้อ 1 กำหนดให้เป็นจำนวนเดือนละ 4,800 บาท เมื่อมาตรา 42 ให้นับระยะเวลาประกันตนตามมาตรา 33 และหรือมาตรา 39 ทุกช่วงเวลาเข้าด้วยกันเพื่อก่อสิทธิในการขอรับประโยชน์ทดแทนของผู้ประกันตน การที่โจทก์เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ในช่วงเวลาหกสิบเดือนสุดท้ายก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และได้รับประโยชน์จากมาตรา 42 ในการก่อสิทธิเพื่อขอรับประโยชน์ทดแทน จึงต้องนำเงินค่าจ้างที่เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบตามกฎกระทรวงที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งเสมือนเป็นค่าจ้างมารวมเฉลี่ยเพื่อคำนวณเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนให้แก่โจทก์ คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 16 เมษายน 2560 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1345/2560 ลงวันที่ 28 กันยายน 2560 ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 16 เมษายน 2560 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1345/2560 ลงวันที่ 28 กันยายน 2560 โดยให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่เดือนที่โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นต้นไป

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงยุติโดยไม่มีคู่ความโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตั้งแต่เดือนมีนาคม 2534 โจทก์มีข้อมูลการส่งเงินสมทบ นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 เป็นต้นมา บางช่วงโจทก์เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 บางช่วงเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงในวันที่ 1 สิงหาคม 2559 โจทก์จ่ายเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพรวม 188 เดือน โจทก์ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานีพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไป เดือนละ 1,164 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยและอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว คณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยที่ 1345/2560 ลงวันที่ 28 กันยายน 2560 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ พ.ศ.2541 กำหนดให้ดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป ผู้ประกันตนจึงเริ่มมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเมื่อจ่ายเงินสมทบนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของโจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2534 เป็นกรณีที่โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีอื่นหาใช่ในกรณีชราภาพไม่ เมื่อโจทก์จ่ายเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพจำนวน 188 เดือน และกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2538) ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ระบุให้จำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง ต้องส่งเข้ากองทุนประกันสังคมเป็นจำนวนเดือนละ 4,800 บาท จึงถือเสมือนเป็นค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เพื่อนำมาคำนวณเป็นเงินบำนาญชราภาพได้ หาใช่คำนวณจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เท่านั้น คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 16 เมษายน 2560 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1345/2560 ลงวันที่ 28 กันยายน 2560 ชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเพิ่งจะจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ พ.ศ.2541 การก่อสิทธิในการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่มีการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเป็นต้นไป กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ.2550 ข้อ 2 ให้ถือเกณฑ์ค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเป็นฐานในการคำนวณ ซึ่งค่าจ้างดังกล่าวกฎหมายมิได้บัญญัติว่าต้องเป็นค่าจ้างที่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้รับจากนายจ้างเท่านั้น การเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 โดยสภาพไม่มีนายจ้าง มาตรา 39 วรรคสอง จึงให้ใช้จำนวนเงินที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2538) ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ข้อ 1 เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่ผู้ประกันตนต้องจ่าย ดังนั้นการคำนวณเงินเพื่อการจ่ายบำนาญชราภาพสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จึงต้องใช้จำนวนเงิน 4,800 บาท ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าว การเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เป็นความสมัครใจของผู้ประกันตน ทั้งตลอดระยะเวลาดังกล่าวผู้ประกันตนยังอาจมีสิทธิในการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีอื่นตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โจทก์จะเลือกเอาเฉพาะค่าจ้างส่วนที่เป็นประโยชน์แก่ตนฝ่ายเดียวมาเป็นฐานในการคำนวณหาได้ไม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 16 เมษายน 2560 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1345/2560 ลงวันที่ 28 กันยายน 2560 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นผู้ประกันตนตั้งแต่พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ใช้บังคับก็ตาม แต่โจทก์จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีต่าง ๆ นั้น ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามกฎหมายดังกล่าว โดยเรื่องประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 76 กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่า ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม ซึ่งตามบทเฉพาะกาล มาตรา 104 วรรคสอง กำหนดให้การจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพจะเริ่มดำเนินการเมื่อใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งนี้ต้องไม่ช้ากว่าวันที่ 31 ธันวาคม 2541 การจัดเก็บเงินสมทบเพื่อให้ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพนี้จึงหาได้นับตั้งแต่วันที่โจทก์เริ่มจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมงวดแรกดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เนื่องจากวันดังกล่าวโจทก์ยังไม่ได้มีการจ่ายเงินสมทบเพื่อให้ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย เมื่อพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ พ.ศ.2541 มาตรา 3 กำหนดให้ดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป จึงต้องนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 เป็นวันเริ่มการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย บทบัญญัติดังกล่าวหาใช่เป็นการตัดสิทธิการนับระยะเวลาส่งเงินสมทบเพื่อได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพของโจทก์ และมิใช่มีผลเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงหรือเลื่อนกำหนดระยะเวลาในการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพดังฎีกาของโจทก์ไม่ ดังนั้น ตามคำสั่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 16 เมษายน 2560 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1345/2560 ลงวันที่ 28 กันยายน 2560 ที่กำหนดให้คำนวณจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ โดยคำนวณจำนวนการส่งเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จึงชอบแล้ว ส่วนการจ่ายเงินบำนาญชราภาพนั้น ตามกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ.2550 ข้อ 2 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้จ่ายเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละยี่สิบของค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงนั้น เมื่อผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพอาจเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือมาตรา 39 ก็ได้ แล้วแต่กรณี การคำนวณจ่ายเงินบำนาญชราภาพจึงต้องคำนวณจากจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนในแต่ละกรณี หรือทั้งสองกรณีประกอบกัน หาใช่คำนวณจากค่าจ้างเฉพาะที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ มิฉะนั้น การเป็นผู้ประกันตนเฉพาะแต่เพียงตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ผู้ประกันตนมิได้เป็นลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง ก็มิอาจมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพไปได้ เนื่องจากไม่มีค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณจ่ายเงินดังกล่าว ดังนั้น ค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบเพื่อจ่ายเงินบำนาญชราภาพตามกฎกระทรวงดังกล่าวจึงหมายถึงค่าจ้างที่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ได้รับจากนายจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ และจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งไม่มีนายจ้างด้วย ซึ่งตามมาตรา 39 วรรคสอง ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2538) ตามกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ข้อ 1 กำหนดให้เป็นจำนวนเดือนละ 4,800 บาท เมื่อมาตรา 42 ให้นับระยะเวลาประกันตนตามมาตรา 33 และหรือมาตรา 39 ทุกช่วงเวลาเข้าด้วยกันเพื่อก่อสิทธิในการขอรับประโยชน์ทดแทนของผู้ประกันตน การที่โจทก์เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ในช่วงเวลาหกสิบเดือนสุดท้ายก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และได้รับประโยชน์จากมาตรา 42 ในการก่อสิทธิเพื่อขอรับประโยชน์ทดแทน จึงต้องนำเงินค่าจ้างที่เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบตามกฎกระทรวงที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งเสมือนเป็นค่าจ้างมารวมเฉลี่ยเพื่อคำนวณเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนให้แก่โจทก์ คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 16 เมษายน 2560 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1345/2560 ลงวันที่ 28 กันยายน 2560 ชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 33 ม. 39 ม. 42 ม. 76 ม. 104 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางอัจฉรา จรรยามั่น
- นายไพรัช โปร่งแสง
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3606/2564
#664258
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้แถลงข้อเท็จจริงที่ร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือโต้แย้งคัดค้านการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช และจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องดังกล่าวก่อนวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพียง 1 วัน อันแสดงว่าจำเลยมิได้ยอมรับว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบแต่อย่างใด และมิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่จะต้องให้จำเลยแถลงหรือโต้แย้งคัดค้านอีก ซึ่งในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยไม่มีทนายความ ทั้งการที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบเป็นความผิดพลาดของศาลชั้นต้น จึงไม่สมควรให้จำเลยต้องรับผลร้ายดังกล่าว การที่จำเลยไม่ได้แถลงหรือโต้แย้งคัดค้านในวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงหาเป็นการให้สัตยาบันยอมรับการผิดระเบียบ เห็นได้จากจำเลยยังฎีกาโต้แย้งในปัญหาดังกล่าว ดังนั้น เมื่อคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งเองให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์และรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 กับต่อมารับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ตลอดจนศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง โดยไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องพิจารณาพิพากษาใหม่ และผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความ จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาใหม่ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 243 (1), 252 ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 92, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามกฎหมายและนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 271/2562 และหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายอำนวย บิดาของนางสาวสุภาภรณ์ ผู้ตายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะ 720,000 บาท และค่าปลงศพ 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 920,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ฐานใช้อาวุธปืนดังกล่าวไปฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นจำคุก 8 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวมจำคุก 16 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีก คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 271/2562 และหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น ริบอาวุธปืนกลมือ (M 3) ขนาด .45 (11 มม.) ซองกระสุนปืน 1 อัน หัวกระสุนปืนขนาด .45 (11 มม.) 4 หัว ปลอกกระสุนปืนขนาด .45 (11 มม.) 5 ปลอก กระสุนปืนขนาด .45 (11 มม.) 25 นัด กระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 13 นัด กระสอบข้าวสาร ถุงพลาสติกสีน้ำเงิน และกระเป๋าสะพายสีดำ ของกลาง กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 300,000 บาท ยกคำร้องของโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง ตามฟ้องข้อ 1 (ก) ฐานมีเครื่องกระสุนปืนขนาด .45 (11 มม.) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามฟ้องข้อ 1 (ข) (จ) ฐานใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามฟ้องข้อ 1 (ง) เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เป็นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และรับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 22 เมษายน 2563 ที่ให้เพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นรับอุทธรณ์และยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 6 กันยายน 2562 ที่ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โดยสั่งเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 ว่าอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาอุทธรณ์จนถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2562 ซึ่งน้อยกว่าระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ร้องขอ โดยศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในวันเดียวกันกับที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องและไม่ได้แจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทราบ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ทราบคำสั่งที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์น้อยกว่าที่จำเลยที่ 1 ขอ อันไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 13 เมษายน 2563 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ผิดระเบียบดังกล่าวต่อพัศดีเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยที่ 1 ฟัง จึงถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่จะพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงต้องส่งคำร้องดังกล่าวไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพื่อพิจารณาสั่งต่อไป แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งเสียเองเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2563 ให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่อนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 22 เมษายน 2563 แล้วรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ต่อมาก็รับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ร่วม โดยก่อนหน้านั้นศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง และศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยวิธีประชุมทางจอภาพวันที่ 14 เมษายน 2563 โดยในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยที่ 1 ไม่ได้แถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำร้องฉบับลงวันที่ 13 เมษายน 2563 ที่ร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือโต้แย้งคัดค้านการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต่อศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่แถลงข้อเท็จจริงที่ร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือโต้แย้งคัดค้านการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต่อศาลชั้นต้นดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้สัตยาบันยอมรับกระบวนพิจารณาผิดระเบียบแล้ว จึงไม่อาจยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้แถลงข้อเท็จจริงที่ร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังกล่าวหรือโต้แย้งคัดค้านการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช และจำเลยที่ 1 ก็ได้ยื่นคำร้องดังกล่าวแล้วในวันที่ 13 เมษายน 2563 ก่อนวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพียง 1 วัน อันแสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้ยอมรับว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบแต่อย่างใด และมิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่จะต้องให้จำเลยที่ 1 แถลงหรือโต้แย้งคัดค้านอีก ซึ่งในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีทนายความ ทั้งการที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบก็เป็นความผิดพลาดของศาลชั้นต้น จึงไม่สมควรให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผลร้ายดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้แถลงหรือโต้แย้งคัดค้านดังกล่าวในวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงหาเป็นการให้สัตยาบันยอมรับการผิดระเบียบดังศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยไม่ เห็นได้จากจำเลยที่ 1 ยังฎีกาโต้แย้งในปัญหาดังกล่าว ดังนั้น เมื่อคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งเองให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ และรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 กับต่อมารับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ตลอดจนศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง โดยไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องพิจารณาพิพากษาใหม่ และผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความ จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1), 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาและมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 22 เมษายน 2563 ที่ให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่อนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาอุทธรณ์กับรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และรับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ร่วม เป็นให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่อนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 22 เมษายน 2563 กับรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และรับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ยกคำพิพากษาและคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 245
ป.วิ.พ. ม. 7 ม. 243 (1) ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเวียงสระ
โจทก์ร่วม — นาย อ.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเวียงสระ — นางสาววรวัลคุ์ ชาญสตบุตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจุมพล กล้าประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3588/2564
#664303
เปิดฉบับเต็ม

มูลเหตุที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกอุทธรณ์ของจำเลย เนื่องจาก ส. ขณะทำคำแก้อุทธรณ์และอุทธรณ์ไม่ปรากฏว่าเป็นทนายความ จึงต้องห้ามมิให้เป็นผู้เรียงคำแก้อุทธรณ์และอุทธรณ์ ตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นคำคู่ความและคำฟ้องอุทธรณ์ตามลำดับที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายในส่วนที่เป็นรูปแบบซึ่งสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ ในส่วนคำแก้อุทธรณ์ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งให้จำเลยแก้ไขคำแก้อุทธรณ์ให้ถูกต้องเสียก่อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ในส่วนอุทธรณ์เมื่อจำเลยอุทธรณ์โดย ส. ผู้รับมอบอำนาจจำเลยลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียง และผู้พิมพ์ เช่นเดียวกันกับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับไปแล้ว คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215 ถือเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ให้อำนาจแก่ศาลที่จะสั่งให้จำเลยแก้ฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้องได้ แต่ศาลชั้นต้นกลับสั่งรับฟ้องอุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ชอบที่จะเพิกถอนการรับฟ้องอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาใหม่ หรือศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดำเนินการเสียเองให้จำเลยแก้ไขให้ถูกต้องก่อนก็ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยเสียทีเดียว จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ข้อเท็จจริงปรากฏในชั้นฎีกาว่า จำเลยโดย ส. ผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นใบแต่งทนายความแต่งตั้ง ส. ให้ใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาได้แล้ว อันไม่จำต้องดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 17, 92 จำคุก 1 ปี และปรับ 120,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง จ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ สำเนาให้จำเลยแก้

จำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2563 จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจให้นายสมนึก เป็นผู้รับมอบอำนาจ ทำคำแก้อุทธรณ์ในคดีนี้ และนายสมนึกได้ทำคำแก้อุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 5 ตุลาคม 2563 โดยนายสมนึกลงชื่อเป็นผู้แก้อุทธรณ์ ผู้เรียง และผู้พิมพ์คำแก้อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลตรวจสำนวนแล้วไม่ปรากฏใบแต่งทนายความของผู้รับมอบอำนาจของจำเลยจึงไม่มีอำนาจทำคำแก้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 และมิใช่กรณีการมอบอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 64 จึงไม่รับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์โดยนายสมนึกลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียง และผู้พิมพ์อุทธรณ์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะทำหนังสือมอบอำนาจให้นายสมนึกมีอำนาจในการอุทธรณ์ได้ แต่นายสมนึกไม่ใช่คู่ความตามความหมายที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (15) บัญญัติไว้ และเมื่อไม่ปรากฏว่านายสมนึกจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความหรือเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่นตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ย่อมไม่อาจแต่งฟ้องอุทธรณ์ได้ การที่นายสมนึกลงชื่อเป็นผู้เรียงในอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งมีความหมายว่าเป็นผู้แต่งอุทธรณ์คำสั่งตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ชอบ และการที่จำเลยโดยผู้รับมอบอำนาจจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งโดยนายสมนึกผู้รับมอบอำนาจจำเลยยังคงลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียงเช่นเดียวกับคำแก้อุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 5 ตุลาคม 2563 อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัย ให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย จำเลยฎีกาโดยนายสมนึกผู้รับมอบอำนาจของจำเลยได้แต่งตั้งตนเองเป็นทนายความ แล้วแต่งฎีกาและลงชื่อเป็นผู้ฎีกา ผู้เรียง และผู้พิมพ์ฎีกา เป็นฎีกาฉบับที่จะได้วินิจฉัยต่อไปนี้

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุให้รับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า มูลเหตุที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกอุทธรณ์ของจำเลย เนื่องจากนายสมนึกขณะทำคำแก้อุทธรณ์และอุทธรณ์ไม่ปรากฏว่าเป็นทนายความ จึงต้องห้ามมิให้เป็นผู้เรียงคำแก้อุทธรณ์และอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 คำแก้อุทธรณ์และอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นคำคู่ความและคำฟ้องอุทธรณ์ตามลำดับที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายในส่วนที่เป็นรูปแบบซึ่งสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ ในส่วนคำแก้อุทธรณ์ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งให้จำเลยแก้ไขคำแก้อุทธรณ์ให้ถูกต้องเสียก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ในส่วนอุทธรณ์เมื่อจำเลยอุทธรณ์โดยนายสมนึกผู้รับมอบอำนาจจำเลยลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียง และผู้พิมพ์ เช่นเดียวกันกับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับไปแล้ว คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215 ถือเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ให้อำนาจแก่ศาลที่จะสั่งให้จำเลยแก้ฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้องได้ แต่ศาลชั้นต้นกลับสั่งรับฟ้องอุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ชอบที่จะเพิกถอนการรับฟ้องอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาใหม่ หรือศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดำเนินการเสียเองให้จำเลยแก้ไขให้ถูกต้องก่อนก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยเสียทีเดียว จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงปรากฏในชั้นฎีกาว่า จำเลยโดยนายสมนึกผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นใบแต่งทนายความแต่งตั้งนายสมนึกให้ใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาได้แล้ว อันไม่จำต้องดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีก

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย แล้วส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาอุทธรณ์โจทก์ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (15) ม. 15 ม. 158 (7) ม. 161 วรรคหนึ่ง ม. 215
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 27 ม. 64
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายสรวิชญ์ อินพรหม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวัชรชัย แสงอุไร
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
เผด็จ ชมพานิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3586/2564
#664272
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกไปจากที่ดิน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้ยกคำร้องขอให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดิน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดีจึงมีประเด็นว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ หรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์มิได้ฎีกา คดีอาญาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ส่วนข้อวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประเด็นว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ เป็นเพียงมูลเหตุแห่งคดีอาญาเท่านั้น เมื่อจำเลยไม่ต้องรับผิดแล้ว คู่ความชอบที่จะไปว่ากล่าวกันในทางแพ่งว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ จึงเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ยกฎีกาจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากที่ดินของรัฐ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้ยกคำขอให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดิน

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 3 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากที่ดินของรัฐ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้ยกคำขอให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดิน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์และวินิจฉัยว่าการออกหนังสือสำคัญที่หลวง เมื่อปี 2551 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ออกทับที่ทำกินของราษฎรหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ หรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้ฎีกา คดีอาญาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ส่วนข้อวินิจฉัยในประเด็นว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ เป็นเพียงมูลเหตุแห่งคดีอาญาเท่านั้น เมื่อจำเลยไม่ต้องรับผิดทางอาญาแล้ว คู่ความจึงชอบที่จะไปว่ากล่าวกันในทางแพ่งว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดรัตนบุรี
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดรัตนบุรี — นายศุภกร อาภาธีรวัตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายประสงค์ จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2564
#664242
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 358 บัญญัติถึงความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ว่า "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์" เห็นได้ว่า องค์ประกอบความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์นั้น ต้องกระทำต่อทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ซึ่งคำว่า "ทรัพย์ของผู้อื่น" นั้น ย่อมหมายความรวมถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจากเจ้าของทรัพย์ให้เป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์นั้น

เมื่อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุเป็นของ ล. และผู้เสียหายยืมจากเพื่อนรุ่นน้องมาใช้ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ล. ซึ่งเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุได้มอบหมายโดยตรงให้ผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครองดูแลรักษารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของเจ้าของทรัพย์ได้ ผู้เสียหายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เมื่อ ล. ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ การที่พนักงานสอบสวนสอบสวนจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ และผู้เสียหายไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการซ่อมรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุแก่ผู้เสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 358

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น ส่วนข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ให้การปฏิเสธ และจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายณรงค์ฤทธิ์หรือรงค์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 96,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การคดีส่วนแพ่งทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 358 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 24,830 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 1 อีกสถานหนึ่ง เป็นเงิน 10,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 7,500 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับที่ 2 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดน่าเชื่อว่าเกิดจากความหึงหวงซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของวิญญูชนโดยทั่วไป และแม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้บรรเทาผลร้ายด้วยการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งจำเลยที่ 1 ยังมีบุตรที่เป็นผู้เยาว์รวม 2 คน ที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่เคยกระทำผิดหรือต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกคำร้องในคดีส่วนแพ่งสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า วันเกิดเหตุวันที่ 5 มีนาคม 2562 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ขณะที่นายณรงค์ฤทธิ์หรือรงค์ ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุซึ่งยืมมาจากนางสาวลักคณา มารดาของเพื่อนรุ่นน้อง มีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายแล่นไปตามถนนเลียบชลประทาน ซอยโรงสูบน้ำใกล้ร้านอาหารตั้งหลัก หมู่ที่ 5 ที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์แล่นตามมาทางด้านหลังมาทัน แล้วพวกของจำเลยที่ 1 กระชากรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ตกลงจากรถจักรยานยนต์และทำให้รถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับล้มครูดไปกับพื้นถนนได้รับความเสียหาย โดยผู้เสียหายยังยืนคร่อมรถจักรยานยนต์ จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันรุมชกต่อย และเตะบริเวณลำตัว และศีรษะของผู้เสียหาย จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ผู้เสียหายหมดสติอยู่ในที่เกิดเหตุ ต่อมามีเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยนำผู้เสียหายไปส่งที่โรงพยาบาลตราด วันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 10 นาฬิกา นายนิรุติ น้องชายของผู้เสียหายไปแจ้งความต่อร้อยตำรวจเอกนิจสันติ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองตราด วันที่ 13 มีนาคม 2562 ผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกนิจสันติ์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองกับพวก ร้อยตำรวจเอกนิจสันติ์สอบปากคำผู้เสียหาย ให้ผู้เสียหายชี้ร่องรอยความเสียหายของรถจักรยานยนต์ ให้ช่างมาตรวจสภาพรถจักรยานยนต์เพื่อประเมินความเสียหายและถ่ายรูปไว้ หลังจากร้อยตำรวจเอกนิจสันติ์ได้สอบปากคำพยาน และรวบรวมพยานหลักฐานแล้วกล่าวหาจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 กับความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและความรับผิดทางแพ่งในความผิดฐานดังกล่าว ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการซ่อมรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุแก่ผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 บัญญัติถึงความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ว่า "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์" จะเห็นได้ว่า องค์ประกอบความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์นั้น ต้องกระทำต่อทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ซึ่งคำว่า "ทรัพย์ของผู้อื่น" นั้น ย่อมหมายความรวมถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจากเจ้าของทรัพย์ให้เป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ารถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุเป็นของนางสาวลักคณา และผู้เสียหายยืมจากเพื่อนรุ่นน้องมาใช้ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านางสาวลักคณาซึ่งเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุได้มอบหมายโดยตรงให้ผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครองดูแลรักษารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของเจ้าของทรัพย์ได้ ผู้เสียหายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เมื่อนางสาวลักคณาซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ การที่พนักงานสอบสวนสอบสวนจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ และผู้เสียหายไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการซ่อมรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุแก่ผู้เสียหายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

อนึ่ง สำหรับดอกเบี้ยของค่าสินไหมทดแทนในส่วนความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดซึ่งเป็นหนี้เงินในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 และมาตรา 224 นั้น ปรากฏว่าได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงเห็นควรกำหนดดอกเบี้ยตามพระราชกำหนดดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดเพียงฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 8 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 18,330 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการซ่อมรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 358
ป.วิ.อ. ม. 121 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
ผู้ร้อง — นาย ณ.
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นางสาวกุลวณี ตันติประวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยุทธนา รัตนประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
เผด็จ ชมพานิชย์
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3531/2564
#693679
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้ากระทำหรือยินยอมให้กระทำเพื่อลวงให้ห้างหุ้นส่วน บริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ ต้องระวางโทษ... ดังนั้น การกระทำความผิดฐานดังกล่าวผู้กระทำจะต้องมีมูลเหตุจูงใจอันเป็นเจตนาพิเศษ เพื่อลวงให้ห้างหุ้นส่วน บริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ แต่โจทก์บรรยายคำฟ้องเพียงว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำหรือยินยอมให้กระทำในการจัดทำเอกสารเท็จหรือลงข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารของมูลนิธิเพื่อลวงให้กรรมการมูลนิธิและประชาชนเชื่อว่ามีการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิตามวันเวลา สถานที่ และรายละเอียดการประชุมจริง เพื่อแสดงให้เชื่อว่ามูลนิธิเป็นเจ้าของกิจการบ้านลุงสนิทของโจทก์ อันเป็นการทำให้โจทก์ในฐานะส่วนตัวและเป็นกรรมการของมูลนิธิได้รับความเสียหาย โดยคำฟ้องมิได้บรรยายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีมูลเหตุชักจูงใจอันเป็นเจตนาพิเศษเพื่อลวงให้ห้างหุ้นส่วน บริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้แต่ประการใด คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิด ตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 วรรคสอง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 84, 91 และ 264 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 ประกอบมาตรา 69

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีมูลเฉพาะข้อหาตามฟ้องข้อ 2.1 ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 เฉพาะข้อหาตามฟ้อง ข้อ 2.1 ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำสั่งศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อหาความผิดตามฟ้องข้อ 2.1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะฎีกาข้อ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นเดียวว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้ากระทำหรือยินยอมให้กระทำเพื่อลวงให้ห้างหุ้นส่วน บริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ ต้องระวางโทษ... ดังนั้นการกระทำความผิดฐานดังกล่าวผู้กระทำจะต้องมีมูลเหตุจูงใจอันเป็นเจตนาพิเศษ เพื่อลวงให้ห้างหุ้นส่วน บริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ แต่โจทก์บรรยายคำฟ้องเพียงว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำหรือยินยอมให้กระทำในการจัดทำเอกสารเท็จหรือลงข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารของมูลนิธิเพื่อลวงให้กรรมการมูลนิธิและประชาชนเชื่อว่ามีการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิตามวันเวลา สถานที่ และรายละเอียดการประชุมจริง เพื่อแสดงให้เชื่อว่ามูลนิธิเป็นเจ้าของกิจการบ้านลุงสนิทของโจทก์ อันเป็นการทำให้โจทก์ในฐานะส่วนตัวและเป็นกรรมการของมูลนิธิได้รับความเสียหาย โดยคำฟ้องมิได้บรรยายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีมูลเหตุชักจูงใจอันเป็นเจตนาพิเศษเพื่อลวงให้ห้างหุ้นส่วน บริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้แต่ประการใด คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิด ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 วรรคสอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายนิพนธ์ เกิดปั้น
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุวิทย์ ทวีชุมพล
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
วิไล จิวังกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3526/2564
#686033
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องโดยบรรยายวันเวลากระทำผิดของจำเลยฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีทั้งก่อนวันที่แก้ไขกฎหมายและหลังแก้ไขกฎหมาย เมื่อในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความชัดว่าเหตุเกิดวันเวลาใด จึงต้องนำกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยมาบังคับใช้ตาม ป.อ. มาตรา 3 การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษแก่จำเลยนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้น จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ข้อเท็จจริงหรือไม่ จึงต้องนำกฎหมายและโทษที่ลงแก่จำเลยนั้นมาปรับใช้ เพราะการใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยนั้น กฎหมายมิได้จำกัดเฉพาะการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้น เมื่อ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 มีระวางโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาบังคับใช้ในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) (ข), 3 วรรคสอง พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าวของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ที่ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) (ข) (เดิม) (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ (เดิม)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ (ที่ถูก ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จากการให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้) จำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท ฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้และฐานกำหนดข้อความอันเป็นเท็จในเรื่องอัตราดอกเบี้ยไว้ในหลักฐานการกู้ยืมเพื่อปิดบังการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด (ที่ถูก ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จากการให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ และกำหนดข้อความอันเป็นเท็จในเรื่องอัตราดอกเบี้ยไว้ในหลักฐานการกู้ยืมเพื่อปิดบังการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ จำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน 36 วัน และปรับ 1,600 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 470/2562 ของศาลชั้นต้น นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ศาลต้องลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) (2) หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ข้อ 1 (ก) เมื่อระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยกระทำผิดต่อผู้เสียหายที่ 1 และข้อ 1 (ข) เมื่อระหว่างวันที่ 21 ตุลาคม 2559 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2561 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม แต่ความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนดนั้นเกิดขึ้นเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่วันที่มีการให้กู้ยืมเงินด้วยการทำสัญญากันและจำเลยเรียกดอกเบี้ยจากผู้เสียหายเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด หาใช่ความผิดต่อเนื่องตลอดระยะเวลาตราบเท่าที่จำเลยยังคงเรียกอัตราดอกเบี้ยเกินอัตราอยู่และผู้เสียหายแต่ละคนได้ผ่อนชำระดอกเบี้ยนั้นไม่ ตามฟ้องของโจทก์ก็บรรยายวันเวลากระทำผิดซึ่งมีทั้งก่อนวันที่แก้ไขกฎหมายและหลังแก้ไขกฎหมาย เมื่อในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความชัดว่าเหตุเกิดในวันเวลาใด จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยมาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ซึ่งพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าว หาใช่ต้องปรับด้วยพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ดังฎีกาของโจทก์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การขอให้ไม่รอการลงโทษแก่จำเลยนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้น จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 อันเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยดังวินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว การพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ข้อเท็จจริงหรือไม่ จึงต้องนำกฎหมายและโทษที่ลงแก่จำเลยนั้นมาปรับใช้ เพราะการใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 นั้น กฎหมายมิได้จำกัดเฉพาะการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้น นอกจากนี้การใช้กฎหมายดังกล่าวมาก็เพื่อให้เป็นระบบระเบียบเดียวกันด้วย หาใช่ต้องนำบทบัญญัติที่มิได้ลงโทษแก่จำเลยอันเป็นกฎหมายใหม่มาปรับใช้ดังฎีกาของโจทก์ไม่ เมื่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 มีระวางโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยในอุทธรณ์ข้อนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายนราธิป ใจน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทิวิบูลย์ ปราการพิลาศ
ชื่อองค์คณะ
สมพงษ์ เหมวิมล
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ปวีณณา ศรีวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3521/2564
#681688
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 4 มีข้อกำหนดให้เจ้าของเรือประมงและเรือที่เกี่ยวข้องกับการประมงและเรือสนับสนุนการประมงต้องนำเรือมาให้คณะทำงานตรวจเรือตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือภายในเวลาที่กำหนด ต่อมามีประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 101/2560 เรื่อง การตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์และการแจ้งรายการเกี่ยวกับเรือตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 โดยกำหนดให้เจ้าของ ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองเรือหรือผู้รับมอบอำนาจเจ้าของเรือตามรายชื่อแนบท้ายประกาศกรมเจ้าท่าฉบับนี้ อันรวมถึงจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของเรือมายื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์หรือมาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของเรือแอลพีเอส 5 เรือมีน้ำหนัก 166 ตันกรอส ประเภทเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ใช้บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส ได้ทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงต้องมายื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์เรือ หรือมาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือ การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2558 คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 ข้อ 5 ประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 101/2560 ข้อ 2, 6 และประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 103/2560 ข้อ 1, 5

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 ข้อ 5 วรรคเก้า ปรับ 322,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่ทางพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงปรับ 214,666.66 บาท ให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 2 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้เป็นที่ยุติว่า จำเลยเป็นเจ้าของเรือแอลพีเอส 5 จดทะเบียนเรือประมงไว้กับกรมเจ้าท่าที่กรุงเทพมหานคร เลขทะเบียนเรือ 490000507 เรือมีความยาว 32.60 เมตร ความกว้าง 6.80 เมตร ความลึก 3.40 เมตร น้ำหนัก 166 ตันกรอส ประเภทเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2558 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคำสั่ง ที่ 10/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำของประเทศไทยในอนาคตและความมั่นคงของประเทศไทยในภาพรวม และวันที่ 4 เมษายน 2560 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคำสั่ง ที่ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมายขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 4 มีข้อกำหนดให้เจ้าของเรือประมงและเรือที่เกี่ยวข้องกับการประมงและเรือสนับสนุนการประมงต้องนำเรือมาให้คณะทำงานตรวจเรือตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือภายในเวลาที่กำหนด ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2560 อธิบดีกรมเจ้าท่าออกประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 101/2560 เรื่อง การตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์และการแจ้งรายการเกี่ยวกับเรือ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 โดยมีรายชื่อเรือรวมทั้งเรือแอลพีเอส 5 ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของแนบท้ายประกาศกรมเจ้าท่าฉบับนี้ ให้มายื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์หรือมาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือ ในระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2560 และวันที่ 20 มิถุนายน 2560 อธิบดีกรมเจ้าท่าออกประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 103/2560 เรื่อง การตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์ และการแจ้งรายการเกี่ยวกับเรือตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 เพิ่มเติมครั้งที่ 1 ขยายเวลาให้เจ้าของเรือหรือผู้ครอบครองเรือมายื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์เรือ หรือมาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ในระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2560 จำเลยทราบคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2558 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 ตลอดจนประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 101/2560 และที่ 103/2560 แล้ว ไม่ไปยื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าดำเนินการตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์เรือ หรือไปแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2560 อันเป็นกำหนดเวลาตามประกาศของกรมเจ้าท่า กรมเจ้าท่าจึงมอบอำนาจให้นายสุระศักดิ์ เจ้าพนักงานขนส่งชำนาญงาน ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นวันที่ 13 มิถุนายน 2560 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดประเภทของเรือสนับสนุนการประมง มีผลบังคับใช้วันที่ 22 มิถุนายน 2560 และวันที่ 20 กันยายน 2560 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกประกาศเรื่อง กำหนดประเภทของเรือสนับสนุนการประมง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 โดยตามประกาศข้อ 1 กำหนดไว้ว่า ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสอง วรรคสามและวรรคสี่ ของข้อ 1 แห่งประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดประเภทของเรือสนับสนุนการประมง พ.ศ.2560 ลงวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2560 "ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่เรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมัน ดังนี้ (1) เรือบรรทุกน้ำมันเตา..."

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบฟังได้ว่า เรือแอลพีเอส 5 ของจำเลยเป็นเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ประเภทการใช้ บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส มีน้ำหนัก 166 ตันกรอส ซึ่งเป็นเรือที่มีขนาดตั้งแต่สามสิบตันกรอสแต่ไม่เกินหนึ่งพันตันกรอส และเป็นเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อสนับสนุนการประมงที่อยู่ในหลักเกณฑ์ต้องนำเรือไปยื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์เรือภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2560 ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 ประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 101/2560 และประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 103/2560 จำเลยทราบคำสั่งและประกาศดังกล่าวแล้ว ไม่มายื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์เรือหรือมาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดดังกล่าว จำเลยจึงมีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคำสั่ง ที่ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 4 มีข้อกำหนดให้เจ้าของเรือประมงและเรือที่เกี่ยวข้องกับการประมงและเรือสนับสนุนการประมงต้องนำเรือมาให้คณะทำงานตรวจเรือตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือภายในเวลาที่กำหนดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2560 อธิบดีกรมเจ้าท่าออกประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 101/2560 เรื่อง การตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์และการแจ้งรายการเกี่ยวกับเรือ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 โดยกำหนดให้เจ้าของ ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองเรือหรือผู้รับมอบอำนาจเจ้าของเรือตามรายชื่อแนบท้ายประกาศกรมเจ้าท่าฉบับนี้ อันรวมถึงจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของเรือแอลพีเอส 5 มายื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์หรือมาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือในระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2560 และวันที่ 20 มิถุนายน 2560 อธิบดีกรมเจ้าท่าออกประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 103/2560 เรื่อง การตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์ และการแจ้งรายการเกี่ยวกับเรือตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 เพิ่มเติมครั้งที่ 1 ขยายเวลาให้เจ้าของเรือหรือผู้ครอบครองเรือมายื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์เรือ หรือมาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ในระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2560 จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของเรือแอลพีเอส 5 จดทะเบียนเรือประมงไว้กับกรมเจ้าท่าที่กรุงเทพมหานคร เลขทะเบียนเรือ 490000507 เรือมีน้ำหนัก 166 ตันกรอส ประเภทเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ใช้บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส ตามสำเนาใบทะเบียนเรือไทย ได้ทราบคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2558 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 ตลอดจนประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 101/2560 และที่ 103/2560 แล้ว ไม่ได้นำเรือไปยื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าดำเนินการตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์เรือ หรือไปแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2560 และนายพิษณุ นักวิชาการขนส่งประจำสำนักมาตรฐานเรือ กรมเจ้าท่า พยานโจทก์เบิกความว่า ตามข้อมูลทะเบียนเรือแอลพีเอส 5 เป็นเรือประเภทเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขตและใช้บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟมีอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส ผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟมีอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส เช่น น้ำมันดีเซล เรือแอลพีเอส 5 ถือเป็นเรือสนับสนุนการประมงตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดประเภทเรือสนับสนุนเรือเพื่อการประมง พ.ศ.2560 จำเลยจึงต้องมายื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรือและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์เรือ หรือมาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือ เช่นนี้ ที่จำเลยนำสืบว่า เรือแอลพีเอส 5 เป็นเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ประเภทการใช้บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส นั้น ใบอนุญาตใช้เรือแอลพีเอส 5 ระบุว่า เจ้าพนักงานอนุญาตให้ใช้เรือตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 ย่อมแสดงว่า วันที่ 21 มิถุนายน 2560 เรือแอลพีเอส 5 ยังเป็นเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ประเภทการใช้งาน บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส มีน้ำหนัก 166 ตันกรอส ซึ่งเป็นเรือที่มีขนาดตั้งแต่สามสิบตันกรอสแต่ไม่เกินหนึ่งพันตันกรอส เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ที่ว่า เรือแอลพีเอส 5 เป็นเรือสนับสนุนการประมงที่ต้องติดตั้งระบบติดตามเรือและอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต้องนำเรือไปให้กรมเจ้าท่าดำเนินการตรวจสอบ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดประเภทเรือสนับสนุนเรือเพื่อการประมง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ให้ยกเว้นเรือบรรทุกน้ำมันเตาว่าไม่เข้าข่ายเป็นเรือสนับสนุนการประมงตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดประเภทเรือสนับสนุนเรือเพื่อการประมง พ.ศ.2560 นั้น เป็นการประกาศ ณ วันที่ 20 กันยายน 2560 หลังประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 103/2560 และหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่กรมเจ้าท่ากำหนดให้เจ้าของเรือนำเรือมาให้กรมเจ้าท่าตรวจสอบและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์และการแจ้งรายการเกี่ยวกับเรือแล้ว และที่จำเลยนำสืบว่า เรือแอลพีเอส 5 เป็นเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ประเภทการใช้บรรทุกน้ำมันเตาได้รับการยกเว้นนั้น ใบสำคัญรับรองการตรวจเรือระบุว่า เจ้าพนักงานตรวจเรือได้ออกให้ ณ ที่ทำการสำนักมาตรฐานเรือ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 ย่อมเท่ากับว่า เรือแอลพีเอส 5 ของจำเลยเริ่มเป็นเรือประเภทใช้งานบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันเตาที่ได้รับการยกเว้น ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดประเภทเรือสนับสนุนเรือเพื่อการประมง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 หลังจากครบกำหนดวันที่ 21 มิถุนายน 2560 แล้วประมาณ 5 เดือน เช่นนี้ พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่อาจรับฟังได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบมีน้ำหนักฟังได้มั่นคงว่า การที่จำเลยไม่นำเรือแอลพีเอส 5 ซึ่งเป็นเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ประเภทการใช้ บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส มาให้กรมเจ้าท่าตรวจสอบและทำเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์และการแจ้งรายการเกี่ยวกับเรือเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นพิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ห.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสุภชัย สุจริตวณิชพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสาธิต สุทธิสัตยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
ชลิศร์ สวัสดิทัต
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3511/2564
#680499
เปิดฉบับเต็ม

การที่สัญญาว่าจ้างทนายความในคดีที่ฟ้องขับไล่ตกลงจ่ายค่าจ้างว่าความจำนวนร้อยละ 7 ของเนื้อที่ดิน 3,150 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนของเนื้อที่ดินของโฉนดที่ดินพิพาทที่คู่ความให้การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ มีลักษณะเป็นข้อตกลงที่ให้ทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินพิพาทของลูกความ และถือไม่ได้ว่าเป็นค่าจ้างจำนวนเงินแน่นอน หากผลคดีฝ่ายจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่ได้รับค่าจ้างทนายความเป็นที่ดิน จึงเป็นการว่าจ้างทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีโดยปริยาย มีลักษณะเป็นการช่วยเหลือยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นเป็นความกัน วัตถุประสงค์ของสัญญาจ้างว่าความดังกล่าวจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาจ้างว่าความดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

ส่วนสัญญาจ้างว่าความในคดีที่ ท. ฟ้องขอเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท การที่ผู้ว่าจ้างตกลงให้ค่าจ้างเป็นเนื้อที่ดิน 600 ตารางวา จากที่ดินพิพาทโดยยินยอมให้โจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้ ท. เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท เป็นข้อตกลงที่ให้ทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่พิพาท ส่วนข้อตกลงที่ให้โจทก์เลือกเอาการชำระเป็นเงินตามราคาประเมินของทางราชการได้ด้วยนั้น ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นค่าจ้างจำนวนเงินแน่นอน เนื่องจากโจทก์อาจถือเอาการชำระเป็นเงินตามราคาประเมินของทางราชการได้ซึ่งราคาประเมินดังกล่าวเปลี่ยนแปลงได้ไม่คงที่ และข้อตกลงที่ว่าไม่คำนึงถึงผลคดีนั้น เห็นว่า หากโจทก์ว่าความแพ้คดีก็ไม่สามารถเข้าเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทได้เพราะ ท. คู่กรณียังเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท หาก ท. ไม่ยินยอมก็ไม่สามารถทำได้ โจทก์จะต้องชนะคดีเท่านั้น ดังนี้ จึงเป็นการว่าจ้างที่ทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่พิพาทในผลแห่งคดีโดยปริยายเช่นกัน อันมีลักษณะเป็นการช่วยเหลือยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นเป็นความกัน วัตถุประสงค์ของสัญญาจ้างว่าความดังกล่าวจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาจ้างว่าความจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนโดยใส่ชื่อโจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1124, 15560 และ 15561 เป็นเนื้อที่ 286.31 ตารางวา 316.80 ตารางวา และ 217.39 ตารางวา ตามลำดับ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หากจำเลยทั้งสามไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันนำที่ดินทั้งสามแปลงออกขายแก่บุคคลภายนอกหรือขายทอดตลาดนำเงินที่ได้ในแต่ละแปลงมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์เป็นเนื้อที่ดินจำนวน 820.5 ตารางวา โดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันแบ่งโอนที่ดินเฉพาะส่วนและจดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดินใส่ชื่อโจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1124 เป็นเนื้อที่ 286.31 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 15560 เป็นเนื้อที่ 316.80 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 15561 เป็นเนื้อที่ดิน 217.39 ตารางวา หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม หากจำเลยทั้งสามไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมตามอัตราส่วนของที่ดินทั้งสามโฉนดดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันนำที่ดินทั้งสามโฉนดดังกล่าวออกขายแก่บุคคลภายนอกหรือขายทอดตลาดนำเงินที่ได้รับในแต่ละแปลงของที่ดินทั้งสามโฉนดดังกล่าวมาชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 47,396,702.50 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เดิมนาง ย. ว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความฟ้องขับไล่นาย ท. ออกจากบ้านเลขที่ 21/1 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1124 นาย ท. ต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2531 นาง ย. ถึงแก่ความตาย และในระหว่างที่โจทก์ได้รับว่าจ้างจากนางเพี้ยน นางเนียน นางแนบ และนางเปลื้อง ทายาทโดยธรรมบางส่วนของนาง ย. ให้ร้องต่อศาลตั้งนายชิตเป็นผู้จัดการมรดก โดยมีนาง ล. ทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนาง ย. และเป็นภริยานาย ท. กับนาย ท. ยื่นคำคัดค้าน เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2532 นางเพี้ยน นางเนียน นางแนบ นางเปลื้อง และนายชิต ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์โดยยอมรับข้อตกลงว่านาง ย. ตกลงจ่ายค่าจ้างว่าความในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นให้โจทก์เป็นอัตราร้อยละ 7 จากจำนวนทุนทรัพย์ที่ดินพิพาท 3,150 ตารางวา และว่าจ้างโจทก์ดำเนินคดีในคดีหมายเลขดำที่ 15643/2531 ของศาลชั้นต้น ต่อไป ในอัตราค่าจ้างเดิมไม่ว่าผลของคดีจะเป็นประการใด ต่อมาเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2532 นางเพี้ยน นางเนียน นางแนบ นางเปลื้อง และนายชิต ว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความในคดีหมายเลขดำที่ 14244/2531 หมายเลขแดงที่ 16299/2531 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งเป็นคดีที่นาย ท. ฟ้องนาง ย. ขณะมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1124 นั้น ตกลงค่าจ้างเป็นเนื้อที่ดิน 600 ตารางวา ของที่ดินดังกล่าวโดยไม่คำนึงถึงผลแห่งคดี ปี 2533 ศาลฎีกาพิพากษาให้นายชิตกับนาง ล. เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของนาง ย. ซึ่งต่อมาที่ดินโฉนดเลขที่ 1124 ถูกเวนคืนบางส่วน ระหว่างดำเนินการรังวัดแบ่งแยก นาง ล. ถึงแก่ความตาย นายชิตไม่สามารถจัดการมรดกได้เพียงลำพัง โจทก์เป็นทนายความร้องขอถอนนายชิตพ้นจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งให้นายชิตเป็นผู้จัดการมรดกของนาง ย. แต่ผู้เดียว ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องขอดังกล่าวเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2544 ส่วนคดีที่พิพาทกันนั้น คดีหมายเลขดำที่ 15643/2531 หมายเลขแดงที่ 21968/2535 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2560 นายเสนาะ ผู้จัดการมรดกของนาง ย. ในคดีนี้ถอนฟ้องเพราะคดีตกลงกันได้ ส่วนคดีหมายเลขดำที่ 14244/2531 หมายเลขแดงที่ 16299/2531 ของศาลชั้นต้น มีการขอพิจารณาคดีใหม่ และศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ (นาย ท. ) ในคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556 นายชิตถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของนาง ย. โจทก์ว่าความดำเนินคดีในคดีหมายเลขดำที่ 69/2532 หมายเลขแดงที่ 3414/2533 คดีหมายเลขดำที่ 15643/2531 หมายเลขแดงที่ 21968/2535 และคดีหมายเลขดำที่ 14244/2531 หมายเลขแดงที่ 16299/2531 ของศาลชั้นต้น รวม 3 คดี ได้ค่าจ้างจากทายาทหรือกองมรดกของนาง ย. เป็นเงิน 1,000,000 บาท ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นเงินค่าจ้างในคดีขอจัดการมรดกคดีหมายเลขดำที่ 69/2532 ของศาลชั้นต้น เท่านั้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาจ้างว่าความเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า การที่สัญญาว่าจ้างทนายความในคดีที่ฟ้องขับไล่นาย ท. ออกจากที่ดิน ตกลงจ่ายค่าจ้างว่าความในการดำเนินคดีจำนวนร้อยละ 7 ของเนื้อที่ดิน 3,150 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนของเนื้อที่ดินของโฉนดที่ดินเลขที่ 1124 ที่นาย ท. กับพวกคู่กรณีให้การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ มีลักษณะเป็นข้อตกลงที่ให้ทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินพิพาทของนาง ย. ซึ่งเป็นลูกความ และถือไม่ได้ว่าเป็นค่าจ้างจำนวนเงินแน่นอน หากผลคดีฝ่ายจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่ได้รับค่าจ้างทนายความเป็นที่ดิน จึงเป็นการว่าจ้างทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีโดยปริยาย มีลักษณะเป็นการช่วยเหลือยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นเป็นความกัน วัตถุประสงค์ของสัญญาจ้างว่าความดังกล่าวจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาจ้างว่าความเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และในส่วนสัญญาจ้างว่าความในคดีที่นาย ท. ฟ้องขอเป็นเจ้าของรวมในที่ดิน การที่ผู้ว่าจ้างตกลงให้ค่าจ้างเป็นเนื้อที่ดิน 600 ตารางวา จากที่ดินโฉนดเลขที่ 1124 โดยยินยอมให้โจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้นาย ท. คู่กรณีเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทแล้วเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เป็นข้อตกลงที่ให้ทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่พิพาท ส่วนข้อตกลงที่ให้โจทก์เลือกเอาการชำระเป็นเงินตามราคาประเมินของทางราชการได้ด้วยนั้น ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นค่าจ้างจำนวนเงินแน่นอน เนื่องจากโจทก์อาจถือเอาการชำระเป็นเงินตามราคาประเมินของทางราชการได้ซึ่งราคาประเมินดังกล่าวเปลี่ยนแปลงได้ไม่คงที่ และข้อตกลงที่ว่าไม่คำนึงถึงผลคดีนั้น เห็นว่า หากโจทก์ว่าความแพ้คดีก็ไม่สามารถเข้าเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทได้เพราะนาย ท. คู่กรณียังเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท หากนาย ท. ไม่ยินยอมก็ไม่สามารถทำได้ โจทก์จะต้องชนะคดีเท่านั้น ดังนี้ จึงเป็นการว่าจ้างที่ทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่พิพาทในผลแห่งคดีโดยปริยายเช่นกัน อันมีลักษณะเป็นการช่วยเหลือยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นเป็นความกัน วัตถุประสงค์ของสัญญาจ้างว่าความดังกล่าวจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาจ้างว่าความ จึงเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — นาง ร. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุเทพ ภักดิกมล
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ช้างหัวหน้า
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
รัชนี สุขใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3504/2564
#670395
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ามิได้อ้างว่าการที่ศาลมิได้สั่งให้ผู้ร้องทั้งสองส่งสำเนาคำร้องขอให้ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ทั้งผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยอ้างพินัยกรรมและมติของทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรม ตามคำร้องขอดังกล่าวมิได้ปรากฏว่ามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือส่วนได้เสียของบุคคลที่สาม แต่เป็นกรณีที่ผู้ร้องทั้งสองจำเป็นจะใช้สิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ซึ่งผู้ร้องทั้งสองได้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 โดยเริ่มคดีด้วยการยื่นคำร้องขอ ซึ่งในการดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ป.วิ.พ. ไม่มีบทบัญญัติให้ต้องมีการส่งหมายและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้ใด ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าชอบที่จะร้องว่าผู้ร้องทั้งสองนำพินัยกรรมที่เป็นโมฆะมาร้องขอจัดการมรดกและมีเหตุที่ผู้ร้องทั้งสองไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก มิใช่ดำเนินคดีด้วยการขอเพิกถอนกระบวนพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของนายเตรียม ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

วันที่ 28 มีนาคม 2562 ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองแก่ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้า

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

วันที่ 3 มิถุนายน 2562 วันนัดไต่สวนคำร้องของผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้า ศาลชั้นต้นให้คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดการไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้องของผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้า

ต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2562 ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดของศาลชั้นต้นลงวันที่ 12 มีนาคม 2562 โดยอ้างว่าผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ายื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ คดีนี้จึงยังไม่ถึงที่สุด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้มีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ จึงยังไม่เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ยกคำร้อง

ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าและที่ยกคำร้องขอเพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าที่ว่า การที่ศาลชั้นต้นมิได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองให้ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าทราบก่อนไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าจึงใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาได้นั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ายื่นคำร้องว่า แม้การที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งให้ผู้ร้องทั้งสองส่งสำเนาคำร้องขอให้ทายาทอื่นจะมิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอโดยไม่สุจริต จึงมีเหตุที่ศาลจะเพิกถอนการพิจารณาคดีโดยให้ผู้ร้องทั้งสองส่งสำเนาคำร้องขอแก่ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้า จึงขอเพิกถอนกระบวนพิจารณา ตามคำร้องของผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ามิได้อ้างว่า การที่ศาลมิได้สั่งให้ผู้ร้องทั้งสองส่งสำเนาคำร้องขอให้ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใด ทั้งผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยอ้างพินัยกรรมและมติของทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรม ตามคำร้องขอดังกล่าวมิได้ปรากฏว่ามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือส่วนได้เสียของบุคคลที่สาม แต่เป็นกรณีที่ผู้ร้องทั้งสองจำเป็นจะใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ซึ่งผู้ร้องทั้งสองได้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 โดยเริ่มคดีด้วยการยื่นคำร้องขอซึ่งในการดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่มีบทบัญญัติให้ต้องมีการส่งหมายและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้ใด ส่วนที่ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าอ้างว่าพินัยกรรมที่ผู้ตายทำนั้นเป็นโมฆะ ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ามิได้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมแต่อย่างใดและผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอโดยไม่สุจริต อันเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องทั้งสองนำพินัยกรรมที่เป็นโมฆะมาร้องขอจัดการมรดกและมีเหตุที่ผู้ร้องทั้งสองไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าก็ชอบที่จะร้องเกี่ยวกับเหตุดังกล่าว มิใช่ดำเนินคดีด้วยการขอเพิกถอนกระบวนพิจารณา ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 188
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย อ. กับพวก
ผู้มีส่วนได้เสีย — นางสาว ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวอัจฉรพรรณ ภาศิริวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุริยนตร์ โสตถิทัต
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ภัฏ วิภูมิรพี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3502/2564
#681185
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน น. ฟ้องจำเลยที่ 20 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจำเลยที่ 20 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงขายที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นสินสมรสของ น. โดยไม่ได้รับความยินยอมหรือให้สัตยาบันจาก น. เป็นการจัดการมรดกโดยมิชอบ สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมไม่มีผลผูกพัน น. จนศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งเป็นของ น. สองในสามส่วนอันเป็นส่วนหนึ่งของสินบริคณห์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1462 วรรคสอง (เดิม) ส. ผู้เป็นสามีมีอำนาจจำหน่ายสินบริคณห์ได้แต่ผู้เดียวโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจาก น. ภริยาก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1468 (เดิม) และมาตรา 1473 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ส. ย่อมมีอำนาจทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินบริคณห์รวมทั้งในส่วนที่เป็นสินสมรสของ น. ให้แก่ผู้อื่นได้โดยลำพัง โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจาก น. ก่อน จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. คู่สัญญาให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ ส. ทำไว้ก่อนตายได้ การที่จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์สินของ ส. เพื่อชำระหนี้ที่ ส. มีความรับผิดอยู่ก่อนตาย และเพื่อนำทรัพย์สินที่เหลือมาจัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทของ ส. ตามกฎหมาย อันเป็นการจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ตามหน้าที่ที่จำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 หาใช่เป็นการกระทำนอกเหนือหน้าที่ของผู้จัดการมรดกไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพัน น. รวมทั้งโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของ น. จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 20 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จะโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วและผูกพันโจทก์เพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นอย่างอื่นว่า ส. ไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของ น. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งยี่สิบสองร่วมกันดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทุกประเภท ทุกรายการ ซึ่งรวมถึงการโอนให้โดยเสน่หา โอนขาย หรือจำนองที่ปรากฏรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในสารบัญโฉนดที่ดินเลขที่ 838, 1113, 3149 ถึง 3156, 3210 ถึง 3212, 3303 ถึง 3310, 3474 ถึง 3481, 3490 ถึง 3497, 3600 ถึง 3633 และ 4365 ถึง 4368 อันสืบเนื่องมาจากผลของสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9536/2523 ของศาลชั้นต้น งวดที่ 1 จำนวนสองในสามส่วน และอีกหนึ่งในห้าส่วนของหนึ่งในสามส่วน เมื่อเพิกถอนแล้วให้จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสด จำเลยที่ 21 และที่ 22 ร่วมกันจดทะเบียนโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทุกแปลงในส่วนที่เพิกถอนดังกล่าว และให้จำเลยทั้งยี่สิบสองร่วมกันดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทุกประเภท ทุกรายการ ซึ่งรวมถึงการให้โดยเสน่หา โอนขาย หรือจำนองที่ปรากฏรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในสารบัญโฉนดที่ดินเลขที่ 3258, 3259, 3357, 3456, 3498, 3558, 3659 ถึง 3663, 3716 ถึง 3720, 6131 ถึง 6157, 6192 ถึง 6199, 6284 ถึง 6288, 15333, 15334, 22480 ถึง 22487 ที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 781, 1306, 1353, 1520, 1521 และที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 249, 250 อันสืบเนื่องมาจากผลของสัญญาประนีประนอมยอมความงวดที่ 3 จำนวนสองในสามส่วน และอีกหนึ่งในห้าส่วนของหนึ่งในสามส่วน เมื่อเพิกถอนแล้วให้จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสด จำเลยที่ 21 และที่ 22 ร่วมกันจดทะเบียนโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวทุกแปลงในส่วนที่เพิกถอนดังกล่าว หากจำเลยทั้งยี่สิบสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งยี่สิบสองร่วมกันรับผิดค่าธรรมเนียม ค่าอากร และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน หากจำเลยทั้งยี่สิบสองไม่สามารถดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ได้ ให้บังคับจำเลยทั้งยี่สิบสองร่วมกันใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 1,563,833,332 บาท หรือใช้ราคาที่ดินตามราคาตลาดในวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่จำนวนใดมากกว่ากันก็ให้ใช้ราคานั้น พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากที่ดินแปลงใดไม่อาจดำเนินการได้ ให้จำเลยทั้งยี่สิบสองร่วมกันใช้ราคาที่ดินแปลงที่ไม่สามารถโอนคืนโดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ แก่โจทก์ตามบัญชีแสดงราคาที่ดินพิพาทท้ายฟ้อง หรือใช้ราคาที่ดินตามราคาตลาดในวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่จำนวนใดมากกว่ากันก็ให้ใช้ราคานั้น พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์โดยนายอุดมศักดิ์ ทนายความโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 1 มีนาคม 2547 ขอถอนคำฟ้อง ทนายความจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 14 ที่ 18 ที่ 21 และที่ 22 แถลงไม่คัดค้าน ส่วนจำเลยอื่นไม่มาศาล ศาลชั้นต้นนัดพร้อมวันที่ 7 มิถุนายน 2547 เพื่อสอบถามว่าจะคัดค้านคำร้องขอถอนคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2547 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอถอนคำฟ้อง อ้างว่าโจทก์ไม่เคยมอบอำนาจให้นายอุดมศักดิ์มีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนคำฟ้องโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบก่อน และโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม โจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามใบแต่งทนายความของโจทก์ ทนายความโจทก์มีอำนาจถอนฟ้องได้ การยื่นคำร้องขอถอนคำฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมายมีผลผูกพันโจทก์ ไม่อนุญาตให้ถอนคำร้องขอถอนคำฟ้องเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 14 ที่ 18 ที่ 21 และที่ 22 และอนุญาตให้ถอนคำร้องขอถอนคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ต่อมาเมื่อถึงวันนัดพร้อมวันที่ 7 มิถุนายน 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 14 ที่ 18 ที่ 21 และที่ 22 ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยดังกล่าวออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน และจำเลยที่ 3 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ขอเข้าว่าคดีแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งหมด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 20 ชำระเงินค่าที่ดินที่ได้จากการขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์สองในสามส่วน และอีกหนึ่งในห้าส่วนของหนึ่งในสามส่วนที่เหลือ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยอื่นทั้งหมด ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 17 และที่ 19 โดยกำหนดค่าทนายความคนละ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ถอนคำร้องขอถอนคำฟ้องของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 14 ที่ 18 ที่ 21 และที่ 22 ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี และยกอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 21 และที่ 22 ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนคำฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 8 ถึง ที่ 18 ที่ 21 และที่ 22 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยดังกล่าวออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายสดและนาง น. เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2478 ก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 (เดิม) มีบุตรด้วยกัน 5 คน โจทก์และจำเลยที่ 20 เป็นบุตรของนายสดและ น. จำเลยที่ 1 เป็นมารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และจำเลยที่ 3 เป็นมารดาของจำเลยที่ 4 ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 838, 1113 และอีกหลายแปลง เนื้อที่ประมาณ 3,000 ไร่ เป็นที่ดินที่นายสดและ น. ได้มาระหว่างเป็นสามีภริยากัน เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2521 นายสดถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 20 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสด วันที่ 26 มิถุนายน 2521 จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 7145/2521 ว่า ก่อนนายสดถึงแก่ความตายได้ทำสัญญาขายที่ดินและสิทธิการครอบครองที่ดินที่ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี รวมเนื้อที่ประมาณ 3,000 ไร่ แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 25,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดปฏิบัติตามสัญญา วันที่ 26 สิงหาคม 2523 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 20 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยที่ 20 ตกลงขายที่ดินตามฟ้องแก่จำเลยที่ 1 ในราคา 40,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 20 เป็นผู้จัดการออกโฉนดที่ดินทุกแปลง เมื่อออกโฉนดที่ดินแล้วจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยอมชำระราคาที่ดินส่วนที่โอนนั้นตามราคาประเมินของทางราชการ หากที่ดินตามฟ้องแปลงใด จำเลยที่ 20 ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 20 ยินยอมใช้ที่ดินหรือราคาตลาดแทนแก่จำเลยที่ 1 จนครบ ตกลงโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินเป็น 3 งวด ดังนี้ งวดที่ 1 ภายในกำหนด 4 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 20 จะโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 838 และ 1113 แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 20 งวดที่ 2 ภายในกำหนด 5 เดือน นับจากวันพ้นกำหนดเวลางวดที่ 1 จำเลยที่ 20 จะโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1525, 1602, 1636 และ 1647 แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 20 งวดที่ 3 ที่ดินที่เหลือให้จำเลยที่ 20 ขอออกโฉนดที่ดินเสร็จแล้วให้แจ้งแก่จำเลยที่ 1 เพื่อกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินส่วนที่เหลือ หากจำเลยที่ 1 ชำระราคาที่ดินงวดใดไม่ได้ ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 สละสิทธิไม่ซื้อที่ดินตามโฉนดเหล่านั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9536/2523 ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2524 จำเลยที่ 20 จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 838 และ 1113 แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าที่ดินแก่จำเลยที่ 20 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในงวดที่ 1 แล้ว และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาและไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 รังวัดที่ดินแบ่งแยกในนามเดิมโฉนดเลขที่ 1113 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 3149 ถึง 3156 และ 3210 ถึง 3212 และแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3212 ออกเป็นโฉนดเลขที่ 4365 ถึง 4368 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3151 ถึง 3154 แก่จำเลยที่ 16 และที่ดินโฉนดเลขที่ 3155 และ 3156 แก่จำเลยที่ 15 จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3210, 3211, 4365 และ 4366 แก่จำเลยที่ 7 แล้วจำเลยที่ 7 จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 12 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 838 จำเลยที่ 2 รังวัดที่ดินแบ่งแยกในนามเดิมออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 3303 ถึง 3310 จากนั้นได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3307 ถึง 3310 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 3625 ถึง 3633, 3474 ถึง 3481, 3600 ถึง 3624 และ 3490 ถึง 3497 ตามลำดับ วันที่ 1 ตุลาคม 2529 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 838 และที่ดินที่แบ่งแยกทั้งหมดแก่จำเลยที่ 10 ส่วนงวดที่ 2 และงวดที่ 3 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 20 มีข้อพิพาทกันในชั้นบังคับคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาในงวดที่ 2 มีผลเท่ากับเป็นการสละสิทธิในการซื้อที่ดินงวดที่ 2 ทั้งสี่โฉนดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3594/2527 และศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 20 ขอออกโฉนดที่ดินงวดที่ 3 เสร็จและรับโฉนดที่ดินส่วนใหญ่ไปแล้ว แต่จำเลยที่ 20 มิได้แจ้งกำหนดวันโอนให้จำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 20 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 20 โอนที่ดินงวดที่ 3 ได้ ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4188/2533 นาง น. กับพวกฟ้องจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสด ขอให้จำเลยที่ 20 แบ่งที่ดินสินสมรสและมรดกของนายสดแก่ น. และทายาทเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 10864/2534 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 20 แบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่นาง น. สองในสามส่วน ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งในสามส่วนให้แบ่งแก่ น. อีกหนึ่งในห้าส่วน ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2534 นาง น. ฟ้องจำเลยที่ 20 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้เพิกถอนการรังวัดแบ่งแยกที่ดินกับเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9536/2523 ของศาลชั้นต้น มิให้มีผลผูกพันที่ดินส่วนที่เป็นสินสมรสของนาง น. สองในสามส่วนเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 16824/2534 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันเป็นสินสมรสตามคำวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 ได้ระงับไปแล้วด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 นาง น. ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมได้ ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งเป็นของนาง น. สองในสามส่วนอันเป็นส่วนหนึ่งของสินบริคณห์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มาตรา 1462 วรรคสอง (เดิม) นายสดมีอำนาจจำหน่ายสินบริคณห์ได้แต่ผู้เดียวโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจาก น. ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มาตรา 1468 (เดิม) และมาตรา 1473 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น นายสดย่อมมีอำนาจทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินบริคณห์รวมทั้งในส่วนที่เป็นสินสมรสของนาง น. ให้แก่ผู้อื่นได้โดยลำพัง โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจาก น. ก่อน จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดคู่สัญญาให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่นายสดทำไว้ก่อนตายได้ การที่จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดทำสัญญาประนีประนอมยอมความขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกเพื่อชำระหนี้ที่นายสดมีความรับผิดอยู่ก่อนตาย และเพื่อนำทรัพย์สินที่เหลือมาจัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทของนายสดตามกฎหมาย อันเป็นการจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดตามหน้าที่ที่จำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2546 ในระหว่างที่คดีต่าง ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล มีการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาท คือ วันที่ 25 ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3258, 3259, 3357, 3456, 3498 และ 3558 แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หาและไม่มีค่าตอบแทน ในวันเดียวกันจำเลยที่ 3 จดทะเบียนให้ที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 4 โดยเสน่หาและไม่มีค่าตอบแทน วันที่ 30 ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3660, 3661, 3717, 3718 และ 3720 แก่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3659, 3663 และ 3719 แก่จำเลยที่ 3 จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 และ 3716 แก่จำเลยที่ 5 จดทะเบียนขายที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 781, 1306, 1353, 1520 และ 1521 แก่จำเลยที่ 6 วันที่ 1 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3258 และ 3259 แก่จำเลยที่ 13 วันที่ 21 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3558 แก่จำเลยที่ 12 ในระหว่างจำนองมีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3558 ออกเป็นโฉนดเลขที่ 6131 ถึง 6175 วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3498 แก่จำเลยที่ 11 ต่อมาจำเลยที่ 2 แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3660 และ 3661 ออกเป็นโฉนดเลขที่ 15333 และ 15334 ตามลำดับ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3720 แก่จำเลยที่ 14 วันที่ 18 มิถุนายน 2536 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3717 และ 3718 แก่จำเลยที่ 11 วันที่ 8 เมษายน 2537 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 15333 และ 15334 แก่จำเลยที่ 11 วันที่ 20 ตุลาคม 2538 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3661 แก่จำเลยที่ 17 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3659 และ 3719 แก่จำเลยที่ 14 ในระหว่างจำนอง จำเลยที่ 3 แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3659 ออกเป็นโฉนดเลขที่ 6192 ถึง 6199 วันที่ 21 เมษายน 2537 จำเลยที่ 5 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 แก่จำเลยที่ 18 ในระหว่างจำนอง จำเลยที่ 5 แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นโฉนดเลขที่ 22480 ถึง 22487 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 6 จดทะเบียนจำนองที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 1520 แก่จำเลยที่ 14 วันที่ 17 กันยายน 2535 จดทะเบียนจำนองที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 1306 แก่จำเลยที่ 13 วันที่ 20 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนให้จำเลยที่ 19 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 15333 และ 15334 โดยไม่มีค่าตอบแทน วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3720 ให้จำเลยที่ 9 โดยไม่มีค่าตอบแทน วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3659 และ 3719 ให้จำเลยที่ 8 โดยไม่มีค่าตอบแทน เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6284 ถึง 6288 แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเสน่หาและไม่มีค่าตอบแทนมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินพิพาทตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ก่อนคดีนี้นาง น. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 20 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 16824/2534 โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 20 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงขายที่ดินส่วนที่เป็นสินสมรสของ น. โดยไม่ได้รับความยินยอมหรือให้สัตยาบันจากนาง น. เป็นการจัดการมรดกโดยมิชอบ สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมไม่มีผลผูกพันนาง น. ขอให้เพิกถอนการรังวัดแบ่งแยกที่ดินซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้บางส่วนให้กลับมารวมอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 838 และ 1113 ในสภาพเดิมก่อนมีการแบ่งแยกแล้วให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 838 และ 1113 ใส่ชื่อจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดโดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ กับขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9536/2523 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9536/2523 ของศาลชั้นต้น และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3594/2527 ประกอบด้วยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4188/2533 เป็นที่ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 20 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9536/2523 ของศาลชั้นต้นได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันเป็นสินสมรสได้ระงับไปแล้วด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 นาง น. จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมได้ ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งเป็นของนาง น. สองในสามส่วนอันเป็นส่วนหนึ่งของสินบริคณห์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มาตรา 1462 วรรคสอง (เดิม) นายสดมีอำนาจจำหน่ายสินบริคณห์ได้แต่ผู้เดียวโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากนาง น. ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มาตรา 1468 (เดิม) และมาตรา 1473 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น นายสดย่อมมีอำนาจทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินบริคณห์รวมทั้งในส่วนที่เป็นสินสมรสของนาง น. ให้แก่ผู้อื่นได้โดยลำพัง โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากนาง น. ก่อน จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดคู่สัญญาให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่นายสดทำไว้ก่อนตายได้ การที่จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์สินของนายสดเพื่อชำระหนี้ที่นายสดมีความรับผิดอยู่ก่อนตาย และเพื่อนำทรัพย์สินที่เหลือมาจัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทของนายสดตามกฎหมาย อันเป็นการจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดตามหน้าที่ที่จำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 หาใช่เป็นการกระทำนอกเหนือหน้าที่ของผู้จัดการมรดกไม่ ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2546 ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันนาง น. รวมทั้งโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนาง น. จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 20 ซึ่งเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาในคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จะโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วและผูกพันโจทก์เพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นว่านายสดไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของนาง น. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหาได้ไม่ คดีนี้จึงต้องฟังว่านายสดทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 จริง และจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดทำสัญญาประนีประนอมยอมความและโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบ จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย นาง น. ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มีสิทธิจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินพิพาทตามฟ้อง สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 ที่วินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9536/2523 ของศาลชั้นต้นไม่มีผลผูกพันนาง น. ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทสองในสามส่วนและอีกหนึ่งในห้าส่วนของหนึ่งในสามส่วน เป็นเพียงการรับรองสิทธิในที่ดินพิพาทของนาง น. ที่มีต่อทายาทและจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดเท่านั้น ซึ่งหากจำเลยที่ 20 จัดการทรัพย์มรดกของนายสดก่อให้เกิดความเสียหายแก่ นาง น. และทายาทอย่างไร โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง น. ชอบที่จะว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 20 เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในชั้นที่ศาลอุทธรณ์ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนคำร้องขอถอนคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 14 ที่ 18 ที่ 21 และที่ 22 กับคำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องสำหรับจำเลยดังกล่าว และอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นตามอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2550 ด้วย แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะปัญหาตามอุทธรณ์คำสั่ง โดยพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนคำร้องขอถอนคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 14 ที่ 18 ที่ 21 และที่ 22 และยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์ตามอุทธรณ์คำพิพากษาของโจทก์ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) ซึ่งโจทก์ได้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์คำสั่งมาครบถ้วนแล้ว จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์คำพิพากษาฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2550 ทั้งหมด 200,100 บาท แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม โดยมิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์คำพิพากษาแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์คำพิพากษาฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2550 จำนวน 200,100 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1462 (เดิม) ม. 1473 (เดิม) ม. 1719
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง น.
จำเลย — คุณหญิง พ. โดยนาย ส. และนาง พ. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอุทัย พิศวง
ศาลอุทธรณ์ — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
กาญจนา ชัยคงดี
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3485 -ที่ 3486/2564
#685350
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตาม ป.อ. มาตรา 209 เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายตาม ป.อ. มาตรา 135/1 (1) เป็นการกระทำที่ล่วงเลยการตระเตรียมการหรือสะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อก่อการร้ายหรือรู้ว่าจะมีผู้ก่อการร้ายและปกปิดไว้แล้ว กล่าวคือ มีการลงมือโจมตีหรือใช้วัตถุระเบิด พยายามฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้ว จึงเป็นความผิดต่างกรรมกับฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยรู้ว่ามีผู้ก่อการร้ายแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดได้ตามมาตรา 135/2 (2) แม้การกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าว กระทำในช่วงเดียวกัน แต่เป็นการกระทำที่แตกต่างกัน ทั้งเจตนาและความมุ่งหมายก็เป็นคนละอย่างต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสามตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 38, 55, 72, 72 ทวิ, 74, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 135/1, 135/2, 209, 210, 218 (1), 221, 288, 289, 360, 371, 376 พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 39, 72 และริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้

จำเลยทั้งสิบสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 10, ที่ 12 ถึงที่ 17 ในสำนวนแรกยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 1,015,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 1,010,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 1,140,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 4 เป็นเงิน 1,150,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 5 เป็นเงิน 1,017,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 6 เป็นเงิน 1,335,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 7 เป็นเงิน 1,017,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 8 เป็นเงิน 1,500,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 9 เป็นเงิน 1,017,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 10 เป็นเงิน 1,017,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 12 เป็นเงิน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 13 เป็นเงิน 1,050,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 14 เป็นเงิน 51,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 15 เป็นเงิน 52,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 16 เป็นเงิน 51,000 บาท และแก่ผู้เสียหายที่ 17 เป็นเงิน 1,000,000 บาท ส่วนในสำนวนหลัง ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 12, ที่ 14 ถึงที่ 17 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 12 และที่ 13 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังนี้ ร้อยตำรวจเอก ย. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 1,020,000 บาท สิบตำรวจตรี ธ. ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 1,010,000 บาท สิบตำรวจตรี อ. ผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 1,043,000 บาท สิบตำรวจตรี จ. ผู้เสียหายที่ 4 เป็นเงิน 1,000,000 บาท สิบตำรวจตรี ป. ผู้เสียหายที่ 5 เป็นเงิน 1,025,000 บาท สิบตำรวจตรี ส. ผู้เสียหายที่ 6 เป็นเงิน 1,300,000 บาท สิบตำรวจตรี ฮ. ผู้เสียหายที่ 7 เป็นเงิน 1,000,000 บาท สิบตำรวจตรี ร. ผู้เสียหายที่ 9 เป็นเงิน 1,000,000 บาท สิบตำรวจตรี ว. ผู้เสียหายที่ 10 เป็นเงิน 1,030,000 บาท พันตำรวจโท ฐ. ผู้เสียหายที่ 11 เป็นเงิน 1,000,000 บาท ร้อยตำรวจโท พ. ผู้เสียหายที่ 12 เป็นเงิน 500,000 บาท สิบตำรวจโท ต. ผู้เสียหายที่ 14 เป็นเงิน 50,000 บาท สิบตำรวจ ง. ผู้เสียหายที่ 15 เป็นเงิน 53,000 บาท สิบตำรวจ ศ. ผู้เสียหายที่ 16 เป็นเงิน 50,000 บาท และสิบตำรวจตรี ก. ผู้เสียหายที่ 17 เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ให้การในคดีส่วนแพ่งว่าขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 12 และที่ 13 ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) วรรคหนึ่ง, 135/2 (2), 209 วรรคหนึ่ง (เดิม), 210 วรรคสอง (เดิม), 218 (1), 221, 289 (2) (4) ประกอบมาตรา 80, (ที่ถูกต้องระบุมาตรา 83) 360, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 38 วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 74, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 39, 72 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2), 209 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย ฐานร่วมกันมีและใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน และฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนและมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่และโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันวางเพลิงเผาโรงเรือนที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยฐานร่วมกันก่อให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ฐานร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ฐานร่วมกันปิดกั้นทางหลวงหรือวางวัตถุที่แหลมหรือมีคมในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันรู้ว่าจะมีผู้ก่อการร้ายแล้วปกปิดไว้ จำคุกคนละ 3 ปี ฐานเป็นซ่องโจร จำคุกคนละ 2 ปี ฐานเป็นอั้งยี่ จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) (ที่ถูก ต้องระบุว่าข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก) สำหรับจำเลยที่ 2 ฐานเป็นอั้งยี่ จำคุก 2 ปี ฐานรู้ว่าจะมีผู้จะก่อการร้ายแล้วปกปิดไว้ จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 5 ปี (ที่ถูก ต้องระบุว่าข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก) ริบของกลางยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 11 และที่ 13 กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 9 และที่ 10 ร่วมกันชำระเงิน 110,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 ชำระเงิน 301,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 ชำระเงิน 140,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 3 ชำระเงิน 350,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 4 ชำระเงิน 310,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 5 ชำระเงิน 330,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 6 ชำระเงิน 310,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 7 ชำระเงิน 150,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 8 ชำระเงิน 110,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 9 ชำระเงิน 110,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 10 ชำระเงิน 50,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 11 ชำระเงิน 55,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 12 ชำระเงิน 51,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 13 ชำระเงิน 52,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 14 ชำระเงิน 51,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 15 ชำระเงิน 50,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 16 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 12 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ฐานซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคสอง และฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยรู้ว่ามีผู้จะก่อการร้ายแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ตามมาตรา 135/2 (2) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานรู้ว่ามีผู้จะก่อการร้ายแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ให้ลงโทษในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกกระทงหนึ่ง จำคุก 2 ปี เมื่อรวมทุกกระทงแล้วคงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาสำหรับจำเลยที่ 2 ในฐานความผิดที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในวันเวลาตามฟ้องมีคณะบุคคลจำนวนมากกว่าห้าคนซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายสมคบกันก่อตั้งขบวนการก่อการร้ายชื่อ "ขบวนการ ก." มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งแยกจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลาเป็นรัฐอิสระโดยสะสมกำลังพลและอาวุธ สมคบกันตระเตรียมการและวางแผนเพื่อก่อการร้ายหรือกระทำความผิดใด ๆ อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการก่อการร้าย ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการฆ่า พยายามฆ่าเจ้าพนักงานของรัฐและประชาชนทั่วไป วางเพลิงเผาทรัพย์สินของทางราชการและประชาชนทั่วไป โดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทยให้กระทำการหรือไม่กระทำการใด เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2560 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ขณะที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงผู้ร้องที่ 10 กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในจุดตรวจร่วมสามฝ่าย ริมถนนสาย 410 มีคนร้ายหลายคนใช้อาวุธปืนระดมยิงและใช้วัตถุระเบิด น้ำมันเบนซินบรรจุขวดและจุดไฟขว้างเข้าไปภายในจุดตรวจร่วมสามฝ่าย เจ้าหน้าที่ภายในจุดตรวจร่วมสามฝ่ายจึงขอกำลังสนับสนุน พันตำรวจโท ฐ. ผู้ร้องที่ 17 ร้อยตำรวจโท พ. ผู้ร้องที่ 11 สิบตำรวจโท ท. ผู้ร้องที่ 12 สิบตำรวจโท ต. ผู้ร้องที่ 13 สิบตำรวจโท ง. ผู้ร้องที่ 14 สิบตำรวจโท ศ. ผู้ร้องที่ 15 และสิบตำรวจตรี ก. ผู้ร้องที่ 16 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรกรงปินัง ออกเดินทางเข้าไปที่จุดตรวจร่วมสามฝ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 10 โดยผู้ร้องที่ 12 และที่ 16 ขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไป 1 คัน ส่วนผู้ร้องอื่นทั้งห้าคนนั่งรถยนต์หุ้มเกราะของทางราชการ ระหว่างทางถูกคนร้ายโปรยตะปูเรือใบที่ถนนและตัดต้นไม้ขวางถนน มีการยิงต่อสู้กับคนร้ายหลายคนจากการกระทำของกลุ่มคนร้ายดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 17 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายสาหัสและเป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 1 ที่ 3 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ จากการที่คนร้ายขว้างระเบิดและน้ำมันเบนซินบรรจุขวดเข้าไปที่จุดตรวจร่วมสามฝ่าย ทำให้เกิดการระเบิดอันเป็นการร่วมกันทำให้เกิดการระเบิดจนเป็นอันตรายแก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 10 เพลิงลุกไหม้ภายในอาคาร ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยอันเป็นการร่วมกันวางเพลิงเผาโรงเรือนที่อยู่อาศัย ทำให้ทรัพย์สินของทางราชการและทรัพย์สินของผู้ร้องได้รับความเสียหาย พวกของคนร้ายอีกส่วนหนึ่งซึ่งแบ่งหน้าที่กันทำยังวางระเบิดเสาไฟฟ้าส่องสว่างริมถนนหลายแห่งทำให้เสาไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์หักโค่นหลายต้น ตัดต้นไม้ขวางถนน โปรยตะปูเรือใบและวางระเบิดแสวงเครื่องบนถนนสาย 3015 ซึ่งเป็นทางหลวงอันเป็นการปิดกั้นทางหลวงวางวัตถุที่แหลมหรือมีคมบนทางหลวง หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตรวจยึดวัตถุพยานเป็นของกลางหลายรายการ ผลการตรวจพิสูจน์ปลอกกระสุนปืนของกลางแล้ว บางส่วนเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้และบางส่วนเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ ผลการตรวจพิสูจน์ชิ้นส่วนแบตเตอรี่ เศษชิ้นส่วนพลาสติก แผงวงจรวิทยุสื่อสาร สายไฟอ่อน และเศษเหล็กเส้นตัดเป็นท่อนของกลาง ปรากฏว่าเป็นเศษชิ้นส่วนของวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง ซึ่งเป็นวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ศูนย์นิติวิทยาศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดทำระบบ FIDS ระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ (Forenic Integrated Database System) พบข้อมูล DNA ของบุคคลหลายคน โดยมีจำเลยที่ 1 ด้วย หลังเกิดเหตุวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 เจ้าพนักงานโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 นำนาย ม. นาย อ. นาย บ. จำเลยทั้งสิบสามและผู้ต้องสงสัยรายอื่นอีกหลายคนไปซักถามที่ค่ายวังพญาและค่ายอิงคยุทธบริหาร นาย ม. นาย อ. และนาย บ. ให้ถ้อยคำตามลำดับ ต่อมาส่งบุคคลดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวนนาย ม. นาย อ. และนาย บ. ให้การ จำเลยทั้งสิบสามให้การ ก่อนนำคดีมาฟ้องโจทก์ยื่นคำร้องขอนำนาย ม. นาย อ. และนาย บ.เข้าสืบพยานไว้ก่อน ศาลชั้นต้นอนุญาตและสืบพยานดังกล่าวในวันที่ 24 สิงหาคม 2560

จำเลยที่ 1 ที่ 9 และที่ 10 ฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายอาญาความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย มาตรา 135/1 (1) ฐานก่อการร้ายตาม มาตรา 135/2 (2) ฐานเป็นอั้งยี่ตามมาตรา 209 และฐานเป็นซ่องโจรตามมาตรา 210 ตามลักษณะความผิดและมีเจตนาประการเดียวเพื่อการก่อการร้าย จึงเป็นกรรมเดียวที่ผิดกฎหมายหลายบท เห็นว่า แม้ความผิดฐานซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 210 วรรคสอง และฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยรู้ว่ามีผู้ก่อการร้ายแล้วกระทำการใด ๆ อันเป็นการช่วยปกปิดไว้ตามมาตรา 135/2 (2) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยไว้และโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้ง แต่ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย และความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) เป็นการกระทำที่ล่วงเลยการตระเตรียมการหรือสะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อก่อการร้ายหรือรู้ว่าจะมีผู้ก่อการร้ายและปกปิดไว้แล้ว กล่าวคือ มีการลงมือโจมตีหรือใช้วัตถุระเบิด พยายามฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้ว จึงเป็นความผิดต่างกรรมกับการก่อการร้ายตามมาตรา 135/2 (2) การกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าว แม้จะได้กระทำในช่วงเดียวกัน แต่เป็นการกระทำคนละอย่างแตกต่างกันและต่างกรรมต่างวาระ ทั้งเจตนาและความมุ่งหมายก็เป็นคนละอย่างต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกันมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยที่ 1 ที่ 9 และ ที่ 10 ฎีกามา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 9 และที่ 10 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 12 ความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองกับฐานร่วมกันใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ฐานร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่และโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันวางเพลิงเผาโรงเรือนที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ฐานร่วมกันก่อให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ฐานร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ฐานร่วมกันปิดทางหลวง หรือวางวัตถุที่แหลมหรือมีคมในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกให้ได้ในการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืน ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 9 และที่ 10 มีความผิดฐานรู้ว่ามีผู้จะก่อการร้ายแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) จำคุกคนละ 3 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 กระทงละหนึ่งในสาม ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 12 ฐานร่วมกันใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ลดโทษหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานรู้ว่ามีผู้จะก่อการร้ายแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ คงจำคุกคนละ 2 ปี ฐานเป็นอั้งยี่ จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 8 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 12 คนละ 37 ปี 20 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นอั้งยี่ จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานรู้ว่ามีผู้จะก่อการร้ายแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้คงจำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 9 และที่ 10 ฐานรู้ว่ามีผู้จะก่อการร้ายแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้คงจำคุกคนละ 2 ปี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 9 และที่ 10 ในความผิดฐานอื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90, 91, 135/1 (1), 135/2 (2), 209, 210 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ภาค 9
ผู้ร้อง — ร้อยตำรวจเอก ย. กับพวก
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายกุฎาคาร คำจันทร์ลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางอุบลรัตน์ ลีพัฒนากิจ
ชื่อองค์คณะ
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
สุทิน นาคพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3478/2564
#666536
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยนำสมุดบัญชีเงินฝากประจำธนาคารเป็นหลักประกัน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 4 ในระหว่างพิจารณา แต่ในระหว่างการเลื่อนคดีไปเพื่อนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 สัญญาประกันตัวจำเลยที่ 4 เป็นอันสิ้นสุดลง ศาลชั้นต้นต้องคืนหลักประกันแก่ผู้ประกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 118 แต่เมื่อจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ประกันถึงแก่ความตาย ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลและผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับมรดกหลักประกันดังกล่าวตามพินัยกรรมต่างยื่นคำร้องขอคืนหลักประกันดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น การพิจารณาคำร้องดังกล่าวย่อมเป็นกรณีพิจารณาความเกี่ยวกับสัญญาประกันตัวจำเลยที่ 4 ในคดีอาญา และเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาทางอาญา การใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. ภาค 4 ลักษณะ 1 และลักษณะ 2 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติว่าเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งหรือคำพิพากษาเป็นอย่างไรแล้ว ให้คำสั่งหรือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นถึงที่สุดแต่ประการใด ผู้คัดค้านจึงชอบที่จะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้คืนหลักประกันให้แก่ผู้ร้องได้

ป.วิ.อ. มาตรา 118 บัญญัติว่า "เมื่อคดีถึงที่สุดหรือความรับผิดตามสัญญาประกันหมดไปตามมาตรา 116 หรือโดยเหตุอื่น ให้คืนหลักประกันแก่ผู้ที่ควรรับไป" ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตายอันเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) สัญญาประกันตัวจำเลยที่ 4 เป็นอันสิ้นสุดลง ศาลจึงชอบที่จะคืนหลักประกันให้แก่ผู้ที่ควรรับไป แม้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 4 ตามคำสั่งศาลมีหน้าที่ตามกฎหมายในการรวบรวมทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 4 ผู้ตายรวมเข้าไว้ในกองมรดกผู้ตายรวมถึงการขอคืนหลักประกันของจำเลยที่ 4 ผู้ตายเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 แต่เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอคืนหลักประกันดังกล่าวด้วย โดยอ้างว่าจำเลยที่ 4 ทำพินัยกรรมยกมรดกเป็นสมุดบัญชีเงินฝากประจำดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้าน และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกและผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 4 ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดเพชรบุรี กรณีจึงยังฟังได้ไม่แน่นอนว่าผู้ร้องหรือผู้คัดค้านเป็นผู้ที่ควรได้รับสมุดบัญชีเงินฝากประจำอันเป็นหลักประกันไปจากศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นผู้สั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวใช้ดุลพินิจให้รอฟังคำสั่งศาลจังหวัดเพชรบุรีในคดีดังกล่าว จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 83 รวม 3 สำนวน เป็นคดีหมายเลขดำที่ 6920/2550 คดีหมายเลขดำที่ 6921/2550 และคดีหมายเลขดำที่ 6922/2550 ของศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 8015/2552 คดีหมายเลขดำที่ 8016/2552 และคดีหมายเลขดำที่ 8017/2552 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนนี้ว่าจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 4 ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ตีราคาประกันแต่ละสำนวนรวมกัน 2,250,000 บาท โดยจำเลยที่ 4 นำสมุดบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 4 ซึ่งมีเงินฝาก 2,300,000 บาท เป็นหลักประกันจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพทั้งสามสำนวนและจำเลยในสำนวนอื่นให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาเพื่อให้จำเลยนี้และจำเลยอื่นผ่อนชำระหนี้

ในระหว่างการเลื่อนการอ่านคำพิพากษา วันที่ 16 ธันวาคม 2562 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562 และผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ขอคืนหลักประกันที่เป็นสมุดบัญชีเงินฝากประจำดังกล่าว ศาลชั้นต้นนัดพร้อมคู่ความเพื่อสอบถามหรือนัดฟังคำพิพากษา โจทก์แถลงรับว่าจำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตายแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ (ที่ถูก เฉพาะจำเลยที่ 4)

วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้รับมรดกเงินฝากประจำดังกล่าวและเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของจำเลยที่ 4 และยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีขอถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 4 และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของจำเลยที่ 4 คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลจังหวัดเพชรบุรี ขอให้สั่งคืนหลักประกันสมุดบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 4 ให้แก่ผู้คัดค้านศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณียังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงเห็นสมควรรอคำสั่งของศาลจังหวัดเพชรบุรีในการไต่สวนดังกล่าว หากศาลมีคำสั่งประการใด ให้ผู้มีส่วนได้เสียดังกล่าวแจ้งให้ศาลชั้นต้นทราบ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คืนหลักประกันให้แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของผู้ร้องก่อนว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยนำสมุดบัญชีเงินฝากประจำธนาคารเป็นหลักประกัน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 4 ในระหว่างพิจารณา แต่ในระหว่างการเลื่อนคดีไปเพื่อนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 สัญญาประกันตัวจำเลยที่ 4 เป็นอันสิ้นสุดลง ศาลชั้นต้นต้องคืนหลักประกันแก่ผู้ประกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 118 แต่เมื่อจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ประกันถึงแก่ความตาย ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลและผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับมรดกหลักประกันดังกล่าวตามพินัยกรรมต่างยื่นคำร้องขอคืนหลักประกันดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น การพิจารณาคำร้องดังกล่าวย่อมเป็นกรณีพิจารณาความเกี่ยวกับสัญญาประกันตัวจำเลยที่ 4 ในคดีอาญา และเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาทางอาญาการใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 4 ลักษณะ 1 และลักษณะ 2 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติว่าเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งหรือคำพิพากษาเป็นอย่างไรแล้ว ให้คำสั่งหรือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นถึงที่สุดแต่ประการใด ผู้คัดค้านจึงชอบที่จะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้คืนหลักประกันให้แก่ผู้ร้องได้ นอกจากนั้น ฎีกาของผู้คัดค้านที่ว่าผู้คัดค้านเป็นผู้รับมรดกและเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของจำเลยที่ 4 มีสิทธิขอคืนหลักประกัน แต่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 4 และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รอผลคดีดังกล่าวก่อนพิจารณาสั่งเรื่องคืนหลักประกันจึงชอบแล้ว นั้น ถือได้ว่าฎีกาของผู้คัดค้านโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้งแล้ว จึงชอบที่ศาลฎีกาจะรับฎีกาดังกล่าวไว้พิจารณาได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า ผู้ร้องเป็นผู้ที่ควรได้รับหลักประกันคืนจากศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 118 บัญญัติว่า "เมื่อคดีถึงที่สุดหรือความรับผิดตามสัญญาประกันหมดไปตามมาตรา 116 หรือโดยเหตุอื่น ให้คืนหลักประกันแก่ผู้ที่ควรรับไป" ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตายอันเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) สัญญาประกันตัวจำเลยที่ 4 เป็นอันสิ้นสุดลง ศาลจึงชอบที่จะคืนหลักประกันให้แก่ผู้ที่ควรรับไป แม้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 4 ตามคำสั่งศาลมีหน้าที่ตามกฎหมายในการรวบรวมทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 4 ผู้ตายรวมเข้าไว้ในกองมรดกผู้ตายรวมถึงการขอคืนหลักประกันของจำเลยที่ 4 ผู้ตายเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 แต่เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอคืนหลักประกันดังกล่าวด้วย โดยอ้างว่าจำเลยที่ 4 ทำพินัยกรรมยกมรดกเป็นสมุดบัญชีเงินฝากประจำดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้าน และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกและผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 4 ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดเพชรบุรี กรณีจึงยังฟังได้ไม่แน่นอนว่าผู้ร้องหรือผู้คัดค้านเป็นผู้ที่ควรได้รับสมุดบัญชีเงินฝากประจำอันเป็นหลักประกันไปจากศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นผู้สั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวใช้ดุลพินิจให้รอฟังคำสั่งศาลจังหวัดเพชรบุรีในคดีดังกล่าว จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนหลักประกันแก่ผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1719
ป.วิ.อ. ม. 39 (1) ม. 116 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นางสาว ก.
ผู้คัดค้าน — นางสาว ป.
จำเลย — นาย ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — สมชัย สงวนนภาพร
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ช่างสลัก
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชลิต กฐินะสมิต
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3459/2564
#664297
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้เพิกถอนการโอนที่ดินและบ้านบนที่ดินโฉนดดังกล่าวที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง ส. โอนให้แก่จำเลย ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ดังนี้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาล โจทก์ก็สามารถดำเนินการโดยใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 357 โดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดี และที่ศาลพิพากษาให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยนั้น ก็มิใช่การพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าใช้จ่ายการจดทะเบียนแก่โจทก์ทั้งสามโดยตรง โจทก์ทั้งสามจึงยังมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนหนี้ค่าใช้จ่ายนี้ หากจำเลยไม่ได้จ่ายค่าใช้จ่าย ย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสามที่จะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนไปก่อน แล้วค่าใช้จ่ายที่โจทก์ทั้งสามได้จ่ายไปนี้ย่อมถือเป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์ทั้งสามจะบังคับคดีต่อไปตามนัย ป.วิ.พ. มาตรา 352 วรรคห้า มาตรา 358 วรรคสอง และมาตรา 359 วรรคสี่ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามได้ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินและบ้านบนที่ดินโฉนดดังกล่าว กรณีจึงยังไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดี เพื่อยึดอายัดทรัพย์ของจำเลยบังคับคดีนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินและบ้านตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาพร้อมออกคำบังคับให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 81677 และบ้านเลขที่ 17/41 บนที่ดินโฉนดดังกล่าวที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุภาพ โอนให้แก่จำเลย ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้รับอนุญาตให้ฎีกา แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ทั้งสามขอให้ออกคำบังคับ ศาลชั้นต้นออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 โดยมีข้อความว่า "ให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 81677 และบ้านเลขที่ 17/41 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุภาพ โอนให้แก่จำเลย ให้จำเลยดำเนินการด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยตามที่โจทก์ทั้งสามตรวจสอบค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นเงินจำนวน 296,680 บาท หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก..."

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นว่าเป็นการออกคำบังคับที่ไม่ถูกต้องเพราะไม่ตรงตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หากจำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นออกคำบังคับโดยมิชอบ ประกอบกับศาลออกคำบังคับตามคำร้องของโจทก์ทั้งสาม หากจำเลยเห็นว่าคำบังคับดังกล่าวไม่ถูกต้อง จำเลยควรยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอย่างใดและจำเลยไม่เห็นชอบด้วย จำเลยจึงจะมีสิทธิในการยื่นอุทธรณ์คำสั่ง การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งโดยมิได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำบังคับที่จำเลยกล่าวอ้างว่าศาลออกโดยมิชอบ ถือได้ว่าเป็นการยื่นอุทธรณ์ที่มิได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของจำเลยก่อน จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง

วันที่ 20 สิงหาคม 2562 โจทก์ทั้งสามยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2562 โดยในหมายบังคับคดีมีข้อความว่า "ให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 81677 และบ้านเลขที่ 17/41 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว ที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุภาพ โอนให้แก่จำเลย ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยตามที่โจทก์ทั้งสามตรวจสอบค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 296,680 บาท หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก..."

วันที่ 30 สิงหาคม 2562 จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้จำเลยต้องวางเงินค่าใช้จ่าย 296,680 บาท การที่ศาลชั้นต้นออกคำบังคับฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2562 ให้จำเลยชำระเงิน 296,680 บาท เป็นการออกคำบังคับที่ไม่เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำบังคับดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งออกคำบังคับไว้แล้ว ถือว่าคำบังคับยังไม่มีผลทางกฎหมายจนกว่าจะมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือคำสั่งถึงที่สุด จึงไม่มีเหตุที่โจทก์ทั้งสามจะขอให้ออกหมายบังคับคดี ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2562

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2562 และเพิกถอนคำบังคับฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2562 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุด พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 81677 และบ้านเลขที่ 17/41 บนที่ดินโฉนดดังกล่าวที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุภาพ โอนให้แก่จำเลย ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ดังนี้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ก็สามารถดำเนินการโดยใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 โดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดี และที่ศาลพิพากษาให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยนั้น ก็มิใช่การพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าใช้จ่ายการจดทะเบียนแก่โจทก์ทั้งสามโดยตรง โจทก์ทั้งสามจึงยังมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนหนี้ค่าใช้จ่ายนี้ หากจำเลยไม่ได้จ่ายค่าใช้จ่าย ย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสามที่จะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนไปก่อน แล้วค่าใช้จ่ายที่โจทก์ทั้งสามได้จ่ายไปนี้ย่อมถือเป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์ทั้งสามจะบังคับคดีต่อไปตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 352 วรรคห้า มาตรา 358 วรรคสอง และมาตรา 359 วรรคสี่ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามได้ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 81677 และบ้านเลขที่ 17/41 บนที่ดินโฉนดดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กรณีจึงยังไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์ของจำเลยบังคับคดีนำเงินมาชำระแก่โจทก์ทั้งสามเป็นค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินและบ้านตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิกถอนหมายบังคับคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 352 วรรคห้า ม. 357 ม. 358 วรรคสอง ม. 359 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ณ. กับพวก
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวจิราพร คกาทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา