คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3986/2564
#664336
เปิดฉบับเต็ม

ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอมอยู่ในความครอบครองของจำเลยมาแต่แรก เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบของกลางทั้งหมดภายในบ้านจำเลย หาได้กระทำการใดอันเป็นการก่อให้จำเลยจัดหามาไว้ในความครอบครองของตนซึ่งธนบัตรปลอมดังกล่าว การล่อซื้อน้ำยาเคมีล้างกระดาษให้กลายเป็นธนบัตรดอลลาร์สหรัฐของเจ้าพนักงานตำรวจเป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยเท่านั้น มิใช่จำเลยขาดเจตนากระทำความผิดมาแต่แรกแล้วเจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้ชักจูงใจหรือก่อให้จำเลยกระทำความผิดอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย การสอบสวนชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

จำเลยเก็บธนบัตรปลอมไว้ในบ้านจำนวนมากลักษณะที่พร้อมจะนำออกมาใช้เองหรือมอบต่อให้ผู้อื่นใช้ดังเช่นธนบัตรจริง กับนำออกแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้ล่อซื้อเพื่อให้หลงเชื่อหรือสนใจซื้อน้ำยาเคมีจากจำเลยด้วย ถือเป็นการมีธนบัตรปลอมไว้ในครอบครองเพื่อนำออกใช้แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 240, 244, 247, 248 นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1155/2562 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 ประกอบมาตรา 247, 244 ประกอบมาตรา 247 เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเงินตราซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้ และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเงินตราปลอมซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้ ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 ประกอบมาตรา 247 แต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 248 จำคุก 7 ปี นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.210/2563 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247 ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมเงินตราซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240 ประกอบมาตรา 247 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2562 พันตำรวจเอกวชิระ ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีบุคคลจำหน่ายน้ำยาเคมีที่สามารถล้างกระดาษสีดำให้กลายเป็นธนบัตรดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ จึงวางแผนล่อซื้อโดยให้สายลับแจ้งหมายเลขโทรศัพท์ของพันตำรวจเอกวชิระแก่บุคคลดังกล่าว ในวันและเวลาเกิดเหตุจำเลยโทรศัพท์ติดต่อพันตำรวจเอกวชิระให้เดินทางไปพบที่ร้านกาแฟภายในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. แล้วจำเลยเปิดภาพเคลื่อนไหวในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนให้พันตำรวจเอกวชิระดูเพื่อสาธิตการใช้น้ำยาเคมีล้างกระดาษให้กลายเป็นธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ และจำเลยเสนอขายน้ำยาเคมีแก่พันตำรวจเอกวชิระราคาหลอดละ 4,300,000 บาท จากนั้นจำเลยพาพันตำรวจเอกวชิระไปยังที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านจำเลยเพื่อดูธนบัตรปลอมที่ล้างด้วยน้ำยาเคมีแล้ว ระหว่างที่จำเลยให้พันตำรวจเอกวชิระดูธนบัตรดอลลาร์สหรัฐที่เป็นของปลอม เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้นำหมายค้นของศาลชั้นต้น เข้าตรวจค้นที่เกิดเหตุ ผลการตรวจค้นพบธนบัตรดอลลาร์สหรัฐที่เป็นของปลอมฉบับละ 100 ดอลลาร์ จำนวน 5,637 ฉบับ คิดเป็นเงินไทย 15,098,497.50 บาท และของกลางอื่น สำหรับความผิดฐานปลอมเงินตราซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเงินตราปลอม ซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้หรือไม่ เห็นว่า ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐที่เป็นของปลอมอันเป็นของกลางคดีนี้อยู่ในความครอบครองของจำเลยมาแต่แรก โดยเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมตรวจค้นพบของกลางทั้งหมดภายในบ้านจำเลย พันตำรวจเอกวชิระหาได้กระทำการใดอันเป็นการก่อให้จำเลยจัดหามาไว้ในความครอบครองของตนซึ่งธนบัตรปลอมดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ การล่อซื้อของพันตำรวจเอกวชิระเป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยเท่านั้น กรณีมิใช่จำเลยขาดเจตนากระทำความผิดมาแต่แรกแล้วพันตำรวจเอกวชิระเป็นผู้ชักจูงใจหรือก่อให้จำเลยกระทำความผิดอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย การสอบสวนชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ข้ออ้างของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ธนบัตรปลอมดังกล่าวเป็นของนายบุญธรรมซึ่งถูกเก็บไว้อย่างมิดชิดในกระเป๋าโดยจำเลยมิได้นำออกใช้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าพันตำรวจเอกวชิระล่อซื้อน้ำยาเคมีล้างกระดาษสีดำให้กลายเป็นธนบัตรดอลลาร์สหรัฐที่เป็นของปลอมจากจำเลย แล้วจำเลยพาพันตำรวจเอกวชิระไปยังที่เกิดเหตุเพื่อดูธนบัตรปลอม พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเห็นได้ว่า จำเลยต้องการแสดงให้เห็นว่าธนบัตรปลอมดังกล่าวมีสภาพเหมือนธนบัตรจริงโดยจำเลยเก็บธนบัตรปลอมนั้นไว้ในบ้านของตนเองเป็นจำนวนมากในลักษณะที่พร้อมจะนำออกมาใช้เองหรือมอบต่อให้ผู้อื่นใช้ดังเช่นธนบัตรจริง กับนำออกแสดงต่อพันตำรวจเอกวชิระเพื่อให้หลงเชื่อหรือสนใจจะซื้อน้ำยาเคมีจากจำเลยด้วย อันถือเป็นการมีธนบัตรปลอมไว้ในครอบครองเพื่อนำออกใช้แล้ว โดยมิพักต้องคำนึงถึงว่าธนบัตรปลอมดังกล่าวจะเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใด อีกทั้งข้อนำสืบของจำเลยที่อ้างว่าธนบัตรปลอมดังกล่าวเป็นของนายบุญธรรมที่บรรจุใส่กระเป๋าแล้วนำมาฝากไว้กับจำเลยโดยจำเลยไม่เคยเปิดกระเป๋าและไม่ทราบว่ามีธนบัตรปลอมของกลางบรรจุอยู่ภายในกระเป๋านั้น จำเลยเพียงแต่อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความกล่าวอ้างขึ้นลอย ๆ โดยปราศจากพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุนให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนบัตรปลอมของกลางมีจำนวนมากถึง 5,637 ฉบับ จึงย่อมขัดต่อวิสัยของปุถุชนที่จะรับฝากกระเป๋าที่บรรจุสิ่งของจำนวนมากเช่นนั้นไว้กับตัวโดยที่ไม่ทราบหรือสอบถามว่าสิ่งของนั้นคืออะไร ข้ออ้างของจำเลยจึงรับฟังไม่ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักเพียงพอให้เชื่อโดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเงินตราปลอมซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำคุกจำเลยเบาลงหรือไม่ เห็นว่า แม้ธนบัตรปลอมของกลางจะมีจำนวนมาก แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าของกลางยังคงถูกเก็บรักษาอยู่ภายในบ้านจำเลยอย่างมิดชิด ประกอบกับคดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจพบการกระทำความผิดของจำเลยเพราะปฏิบัติการล่อซื้อน้ำยาเคมีล้างกระดาษ หาใช่การล่อซื้อธนบัตรปลอมไม่ ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าจำเลยกำลังจะนำธนบัตรปลอมออกใช้ให้เป็นที่แพร่หลายต่อสาธารณชนอันจะเป็นภัยร้ายแรงแก่สังคมในระยะเวลาอันใกล้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยให้จำคุก 7 ปี จึงนับเป็นโทษที่หนักเกินกว่าสภาพความผิด ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยให้เบาลง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 240 ม. 247 ม. 248
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาง ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวนงลักษณ์ วันฟั่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสนิท โพชนะกิจ
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3979/2564
#693681
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่มีพยานมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมคบคิดกับจำเลยที่ 1 ที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองมาตั้งแต่แรก การที่จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง พาอาวุธปืน และใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่า ออกมาแล้ว ยิงตะ ๆ เป็นการยุยงส่งเสริมให้จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้เสียหายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด อันเป็นความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 84 ดังนี้ จะลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาดไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด เป็นการแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แต่การที่จำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ให้ยิงผู้เสียหายที่ 1 เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกให้ผู้อื่นกระทำความผิดเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ด้วย ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการจึงไม่เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 60, 80, 83, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง นำโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 254/2562 ของศาลชั้นต้น มาบวกกับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 คดีนี้ และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 511/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 60, 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยพลาด เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิต เป็นจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 แล้ว คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 33 ปี 12 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษจำคุก 4 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 254/2562 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้นั้น เนื่องจากมีการนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวไปบวกกับโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 688/2562 ของศาลชั้นต้นแล้ว จึงให้ยกคำขอ นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 511/2562 (หมายเลขแดงที่ 688/2562) ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 60, 80 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาด เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 18 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้ยกคำขอนับโทษต่อในส่วนจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2562 เวลาประมาณ 24 นาฬิกา ขณะที่นายอิสระพงษ์ ผู้เสียหายที่ 1 กับนายตุ๊และนายวีระชิต นั่งดื่มและรับประทานอาหารที่หน้าร้านต้องใจคาราโอเกะที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 และนางสาวกัญญาภัทร ภริยาเข้าไปนั่งดื่มและรับประทานอาหารภายในร้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นนายภัทรพงศ์ กับพวกเดินออกจากร้านที่เกิดเหตุเพื่อกลับบ้านและได้พูดกับนายตุ๊และนายวีระชิตว่าจำเลยที่ 1 พูดโวยวาย นายตุ๊และนายวีระชิตจึงชักชวนนายภัทรพงศ์กับพวกให้นั่งร่วมโต๊ะด้วย แล้วผู้เสียหายที่ 1 เดินเข้าไปภายในร้านที่เกิดเหตุพูดตักเตือนจำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 1 กับนางสาวกัญญาภัทรออกจากร้านที่เกิดเหตุไป ครั้นเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ของวันที่ 15 เมษายน 2562 ร้านที่เกิดเหตุปิด ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกจึงเข้าไปนั่งดื่มและรับประทานอาหารภายในร้านที่เกิดเหตุโดยปิดประตูร้านไว้ ซึ่งภายในร้านที่เกิดเหตุมีนายธีระวัฒน์ ผู้เสียหายที่ 2 นั่งดื่มและรับประทานอาหารกับหญิงบริการของร้านด้วย ต่อมาเวลาประมาณ 2 นาฬิกา มีคนมาขย่มประตูร้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นประมาณ 20 นาที ผู้เสียหายที่ 1 ไปเปิดประตูร้านที่เกิดเหตุโดยโผล่ศีรษะและลำตัวออกไปนอกประตูประมาณครึ่งลำตัว เห็นคนร้าย 2 คนยืนอยู่ที่ซุ้มนั่งรับประทานอาหารของร้านที่เกิดเหตุ คนร้ายคนหนึ่งพูดว่า ออกมาแล้ว ยิงตะ ๆ คนร้ายอีกคนหนึ่งจึงเล็งอาวุธปืนไปที่ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 ปิดประตูร้านแล้ววิ่งเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุ ขณะเดียวกันมีเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด กระสุนถูกผู้เสียหายที่ 1 บริเวณกลางหลัง และพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 บริเวณขาทั้งสองข้าง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายสาหัส ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบยังมีข้อพิรุธมีเหตุสงสัยไม่น่าเชื่อถือว่าเป็นความจริง เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกมีว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า หลังจากที่คนร้ายขย่มประตูร้านที่เกิดเหตุนานประมาณ 20 นาที แล้ว ผู้เสียหายที่ 1 จึงไปเปิดประตูร้านโดยใช้มือขวาผลักประตูออกไปแล้วโผล่ศีรษะและยื่นลำตัวออกนอกประตูประมาณครึ่งลำตัว เห็นจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ในซุ้มรับประทานอาหารห่างประมาณ 5 เมตร และเห็นชายอีกคนหนึ่งซึ่งมองไม่ออกว่าเป็นใครยืนห่างจากจำเลยที่ 1 ประมาณ 1 เมตร โดยหน้าร้านที่เกิดเหตุเปิดไฟนีออนหลอดยาวไว้ จากนั้นพวกของจำเลยที่ 1 พูดกับจำเลยที่ 1 ว่า ออกมาแล้ว ยิงตะ ๆ ผู้เสียหายที่ 1 เห็นจำเลยที่ 1 จ้องเล็งอาวุธปืนไปที่ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 จึงรีบปิดประตูและได้ยินเสียงปืนดัง 2 ถึง 3 นัด ในลักษณะยิงต่อเนื่องกัน ผู้เสียหายที่ 1 ถูกยิงบริเวณหลัง เมื่อขณะเกิดเหตุบริเวณหน้าร้านที่เกิดเหตุเปิดไฟนีออนหลอดยาวไว้ ดังนี้ บริเวณหน้าร้านที่เกิดเหตุจึงมีแสงสว่างจากไฟฟ้าสามารถมองเห็นได้ชัดเจน จำเลยที่ 1 อยู่ห่างจากผู้เสียหายที่ 1 ประมาณ 5 เมตร ทั้งก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ได้พบและพูดกับจำเลยที่ 1 ที่ร้านที่เกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุเมื่อพนักงานสอบสวนให้ผู้เสียหายที่ 1 ดูภาพของจำเลยที่ 1 จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 มีโอกาสเห็นและจดจำจำเลยที่ 1 ได้ว่าเป็นคนร้ายไม่ผิดตัว เมื่อขณะเกิดเหตุคนร้ายอีกคนหนึ่งยืนอยู่ห่างจากจำเลยที่ 1 ประมาณ 1 เมตร การที่ผู้เสียหายที่ 1 เห็นและจดจำจำเลยที่ 1 ได้ แสดงให้เห็นได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ต้องมีโอกาสเห็นและจดจำคนร้ายอีกคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่บริเวณเดียวกับจำเลยที่ 1 ได้เช่นเดียวกัน ผู้เสียหายที่ 1 ให้การชั้นสอบสวน เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2562 หลังเกิดเหตุเพียง 7 วัน ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่ยืนอยู่กับจำเลยที่ 1 และพูดบอกจำเลยที่ 1 ว่า ออกมาแล้ว ยิงตะ ๆ กับยืนยันภาพจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 ประกอบกับผู้เสียหายที่ 1 รู้จักจำเลยที่ 2 มาตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 จดจำจำเลยที่ 2 ได้เช่นกัน ทั้งโจทก์มีร้อยตำรวจเอกประเทือง พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การมีข้อความตอนหนึ่งว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เห็นจำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวซ้ายไปทางบ่อล้อ จำเลยที่ 2 จึงเลี้ยวรถกลับไปที่ร้านที่อยู่ติดกับร้านที่เกิดเหตุเพื่อรอรับคนรักที่นั่งอยู่ในร้านอีกร้านหนึ่งทางทิศใต้ของร้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขับรถคันเดิมกลับมาอีกครั้งหนึ่งและมาจอดที่หน้าร้านที่เกิดเหตุ จากนั้นลงจากรถเดินไปที่หน้าร้านที่เกิดเหตุและได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด จำเลยที่ 2 จึงเดินไปดูใกล้ ๆ บริเวณซุ้มของร้านที่เกิดเหตุ ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 เดินออกจากหน้าร้านที่เกิดเหตุและกลับไปขึ้นรถ แม้จำเลยที่ 2 เบิกความว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 2 เห็นจำเลยที่ 1 กลับออกไปแล้วขับรถกระบะคันเดิมกลับมายังที่เกิดเหตุอีกครั้งก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ก็เบิกความลอย ๆ โดยไม่ได้แสดงถึงเหตุผลว่าเหตุใดจึงปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ยังเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 2 ให้การเกี่ยวกับรายละเอียดต่าง ๆ ในบันทึกคำให้การจริง จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ให้การชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 จึงรับฟังได้ ซึ่งข้อเท็จจริงจากคำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเท่ากับจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 อยู่บริเวณร้านที่เกิดเหตุ อันเป็นการสนับสนุนให้คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 ที่ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นญาติภริยาของจำเลยที่ 2 เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 เบิกความบ่ายเบี่ยงว่าจำเลยที่ 2 มิใช่คนร้ายเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 2 คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นจริงยิ่งกว่าคำเบิกความ ดังนี้ คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 จึงรับฟังได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 แล้วพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่พูดกับจำเลยที่ 1 ว่า ออกมาแล้ว ยิงตะ ๆ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยถึงเหตุการณ์ที่คนร้ายขย่มประตูร้านที่เกิดเหตุและพูดในขณะขย่มประตูร้านที่เกิดเหตุกับเสียงของคนร้ายดังกล่าวเป็นเสียงของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของการรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายเปลี่ยนแปลงไป

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เบิกความรับว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ได้พูดว่ากล่าวตักเตือนจำเลยที่ 1 จริง ประกอบกับผู้เสียหายที่ 1 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่เหตุที่จะต้องเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 เบิกความเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุตามความเป็นจริง การที่ผู้เสียหายที่ 1 ว่ากล่าวตักเตือนจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ออกไปจากร้านที่เกิดเหตุ โดยบอกผู้เสียหายที่ 1 ว่าอย่าไปไหน จำเลยที่ 1 จะกลับไปเอาปืนมายิง แล้วจำเลยที่ 1 ไปเอาอาวุธปืนกลับมายังร้านที่เกิดเหตุโดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง นับเป็นเวลาเพียงพอที่จำเลยที่ 1 สามารถระงับสติอารมณ์ทำให้ความไม่พอใจผู้เสียหายที่ 1 ที่ว่ากล่าวตักเตือนจำเลยที่ 1 ระงับสิ้นไปและกลับมามีสติสัมปชัญญะได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เดินทางกลับมายังร้านที่เกิดเหตุแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 จึงมิใช่เป็นการตัดสินใจในทันทีทันใดนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ตระเตรียมการพร้อมที่จะกลับไปฆ่าผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่ถึงแก่ความตายและกระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งไม่ถึงแก่ความตายด้วย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฆ่าพยายามผู้เสียหายที่ 1 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ซุ้มรับประทานอาหารบริเวณร้านที่เกิดเหตุก็ตาม แต่โจทก์ไม่มีพยานมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมคบคิดกับจำเลยที่ 1 ที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองมาตั้งแต่แรก การที่จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง พาอาวุธปืน และใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่า ออกมาแล้ว ยิงตะ ๆ เป็นการยุยงส่งเสริมให้จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้เสียหายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด อันเป็นความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ดังนี้ จะลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาดไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด เป็นการแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง แต่การที่จำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ให้ยิงผู้เสียหายที่ 1 เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกให้ผู้อื่นกระทำความผิดเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ด้วย ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการจึงไม่เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 289 (4) ประกอบมาตรา 60, 80 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 86, 289 (4) ประกอบมาตรา 60, 80, 86 และไม่ปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ในความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตสำหรับจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไต่รตรองไว้ก่อน และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 22 ปี 2 เดือน 20 วัน เมื่อรวมกับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 12 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 คดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 688/2562 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 84 ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายวิมลชัย ส้มเขียวหวาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2564
#685884
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ตั้งแต่งวดที่ 14 เป็นต้นมา 3 งวดติดกัน เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รับหนังสือ แม้ปรากฏว่าการส่งหนังสือบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับส่งให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มารับภายในกำหนด แต่กรณีนี้ในข้อสัญญาเช่าซื้อถือว่าได้มีการส่งคำบอกกล่าวชอบแล้ว เมื่อเนื้อความในหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญาของโจทก์เป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 10 (ก) ที่ข้อสัญญามีข้อความครบถ้วนที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2555 ข้อ 4 (4) ที่ประกาศนี้กำหนดให้สัญญาเช่าซื้อที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องมีข้อสัญญานี้จึงส่งผลให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อก่อนกำหนดเวลา 30 วันได้ และในทางกลับกันจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อยังมีสิทธิชำระค่าเช่าซื้อตามหนังสือบอกกล่าวได้ภายใน 30 วัน ตามหนังสือบอกกล่าวเพื่อมิให้โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อไม่รอเวลาให้ครบ 30 วัน ตามหนังสือบอกกล่าว จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ โดยไม่มีข้อพิพาทหรือโต้แย้งมีผลเท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าจะไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายในกำหนดแน่นอน และไม่ประสงค์จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เพื่อให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะเหตุที่โจทก์บอกกล่าวเลิกสัญญาให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบแล้ว ทั้งถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาข้อ 12 ที่กำหนดให้ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ ก็ได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคา ตามข้อสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 33,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 105,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ไปจากโจทก์ในราคา 851,214.96 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 11,822.43 บาท กับภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 827.57 บาท รวม 72 งวด กำหนดชำระภายในวันที่ 1 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 สิงหาคม 2556 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 13 งวด และผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างและค่าปรับชำระหนี้ล่าช้าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา โดยส่งทางไปรษณีย์ไปยังที่อยู่ตามที่ให้ไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แต่ส่งหนังสือดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เนื่องจากไม่มารับภายในกำหนด ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปคืนให้แก่โจทก์จากนั้นโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 27 เมษายน 2558 ถึงจำเลยทั้งสองให้ใช้สิทธิซื้อรถยนต์คืนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากเพิกเฉยจะนำรถยนต์ออกประมูลขาย แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย วันที่ 21 พฤษภาคม 2558 โจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวออกประมูลขายได้ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 535,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดราคาเป็นเงิน 72,000 บาท ค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 33,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ปัญหาเรื่องค่าขาดประโยชน์ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าว แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับหนังสือดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ก่อนครบกำหนดเวลาในหนังสือดังกล่าว สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกัน การที่จำเลยที่ 1 นำรถไปส่งมอบคืนและโจทก์รับมอบโดยมิได้โต้แย้งคัดค้านจึงเป็นเรื่องสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย ทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิหน้าที่ใด ๆ ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาข้อ 13 และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2555 ข้อ 4 (5) ก. และ ข. โจทก์มิได้ขายรถยนต์ตามสภาพที่รับมาจากจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 เป็นต้นมา 3 งวดติดกัน โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ทวงถามให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างรวม 6 งวด ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่รับหนังสือ หากพ้นกำหนดแล้วไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทันที ซึ่งแม้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาปรากฏเหตุขัดข้องที่ส่งหนังสือบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะเหตุว่าจำเลยที่ 1 ไม่มารับภายในกำหนด แต่กรณีดังกล่าวสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 17 วรรคสาม ให้ถือว่าได้มีการส่งหนังสือบอกกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว โดยเนื้อความในหนังสือบอกกล่าวข้างต้นเป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10 (ก) ที่ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2555 ข้อ 4 กำหนดให้สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องมีข้อสัญญานี้ด้วย ด้วยข้อสัญญาดังกล่าวมีผลให้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อก่อนครบกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวได้ กลับกันจำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างตามที่บอกกล่าวภายใน 30 วัน เพื่อมิให้โจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่าซื้อเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญา แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าวันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปส่งมอบคืนให้แก่โจทก์ไม่รอให้ล่วงพ้นกำหนดเวลา 30 วัน โดยไม่มีข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งอย่างอื่น พฤติการณ์เท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่า อย่างไรเสียก็จะไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเป็นแน่ และไม่ประสงค์ที่จะชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเพื่อให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันต่อไป ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถดำเนินการได้เนื่องจากไม่มีข้อสัญญาห้ามมิให้ผู้เช่าซื้อกระทำเช่นนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาเพราะเหตุที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อทราบโดยชอบแล้ว โดยที่โจทก์หาจำต้องโต้แย้งคัดค้านการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแต่อย่างใดไม่ ทั้งการส่งมอบรถยนต์คืนเช่นนี้มิใช่เป็นกรณีจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12 ที่กำหนดให้สิทธิจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ เสียก็ได้ ด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีให้แก่โจทก์ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาและที่โจทก์แก้ฎีกา เนื่องจากข้อ 12 ดังกล่าวกำหนดว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาอยู่ในเวลานั้นทันทีด้วย และถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยายดังที่ฎีกา ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า โจทก์ปฏิบัติฝ่าฝืนสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ข้อ 4 (5) ก. และ ข. นั้น แม้สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 กำหนดว่า โจทก์จะมีหนังสือแจ้งชื่อผู้ทำการขาย วัน เวลา สถานที่ที่ทำการขาย ราคาที่ขายได้ และรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขายเพียงเท่าที่ได้ใช้จ่ายไปจริงโดยประหยัดตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร รวมทั้งจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา ในกรณีการขายโดยวิธีประมูลหรือขายทอดตลาดที่เหมาะสมให้จำเลยที่ 1 ทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทำการขาย แต่สัญญาข้อ 13 ดังกล่าว ตลอดจนประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ข้อ 4 (5) ข. หาได้กำหนดว่า หากโจทก์ไม่แจ้งรายละเอียดต่าง ๆ ข้างต้นแล้ว ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดในส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาแต่อย่างใดไม่ ทั้งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ข้อ 4 (5) ก. กำหนดว่า ก่อนขายให้บุคคลอื่น ผู้ให้เช่าซื้อต้องแจ้งล่วงหน้าให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันทราบ เป็นหนังสือไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ประกาศฉบับดังกล่าวหาได้กำหนดว่า ก่อนนำรถยนต์ออกขายให้บุคคลอื่น ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อทราบชื่อผู้ทำการขาย วัน เวลา สถานที่ที่ทำการขายก่อนแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่สัญญาข้อ 13 กำหนดด้วยว่า โจทก์จะนำรถยนต์ตามสภาพที่รับคืนออกขายให้แก่บุคคลอื่น แต่ระยะทางการใช้งานตามที่ระบุในหนังสือแสดงเจตนาคืนรถกับรายงานการประมูลและบันทึกการขายรถยึด แสดงให้เห็นว่ามีการใช้งานรถยนต์คันที่เช่าซื้อภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบคืนแก่โจทก์แล้วนั้น เนื่องจากโดยปกติรถยนต์สามารถเคลื่อนย้ายได้ด้วยการขับ เมื่อจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโจทก์ ก็มีความจำเป็นที่โจทก์จะต้องนำไปเก็บรักษารวมถึงนำออกขายซึ่งจะต้องมีการเคลื่อนย้ายด้วยการขับไปยังที่ต่าง ๆ และเมื่อพิจารณาถึงระยะทางที่ระบุเปรียบเทียบกันแล้ว จะเห็นได้ว่าในวันที่นำออกขายรถยนต์คันดังกล่าวมีระยะทางการใช้งานเพิ่มขึ้นอีกเพียง 52 กิโลเมตร ซึ่งนายสอาด ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ว่า ระยะทางที่แตกต่างกันน่าจะเป็นช่วงที่มีการเคลื่อนย้ายรถไปเก็บหรือนำไปประมูลขาย กรณีจึงยังไม่พอให้รับฟังว่าโจทก์นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปใช้ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ส่วนที่หนังสือแสดงเจตนาคืนรถและตรวจสภาพรับรถระบุถึงสภาพตัวถังรถเพียงว่า มีรอยขีดข่วนรอบคัน บังโคลนมีรอยขีดข่วนลึก แต่รายงานการประมูลและบันทึกการขายรถยึดกลับระบุว่า สภาพรถกระจกหน้าแตก กันชนหน้าซ้ายครูด ไฟเลี้ยวกระจกมองข้างซ้ายแตก กระบะซ้ายครูด กระบะขวาบุบ กันชนท้ายบุบ ขูดขีดรอบคัน นั้น แม้หากรับฟังว่าเกิดความเสียหายแก่รถยนต์คันดังกล่าวเพิ่มขึ้นภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์แล้ว แต่ความเสียหายตามที่ระบุในเพิ่มขึ้นนี้ เห็นได้ว่าเป็นเพียงรอยครูด รอยบุบ กระจกหน้าและไฟเลี้ยวกระจกมองข้างซ้ายแตก เป็นความเสียหายในส่วนสภาพภายนอกของรถยนต์เพียงเล็กน้อยและไม่มีผลกับโครงสร้างหลักของรถยนต์ตลอดจนเครื่องยนต์ที่จะส่งผลกระทบต่อการขับขี่อันจะเป็นเหตุให้ราคาของรถยนต์ต้องลดน้อยถอยลงไปอย่างมาก ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวออกประมูลขายได้ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 535,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่า รถยนต์ยี่ห้อและรุ่นเดียวกันนี้ซึ่งมีสภาพ อายุการใช้งาน ตลอดจนระยะทางการใช้งานที่ใกล้เคียงกันมีราคาซื้อขายในท้องตลาดเท่าใด จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ว่า ต้องขายได้มากกว่า 535,000 บาท ประกอบกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็วินิจฉัยปรับลดค่าขาดราคาลงจากที่โจทก์เรียกร้องมา 150,000 บาท คงให้จำเลยที่ 1 รับผิดเพียง 72,000 บาท ดังได้วินิจฉัยมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 วรรคหนึ่ง เป็นเงิน 72,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นางสาว ฑ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นางสาวชลทิชา แข็งสาริกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
ประมวญ รักศิลธรรม
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2564
#688044
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 เป็นต้นมา 3 งวด ติดกัน เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ 6 งวด ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่รับหนังสือ หากพันกำหนดแล้วไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทันที ซึ่งแม้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาปรากฏเหตุขัดข้องที่ส่งหนังสือบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะเหตุว่าจำเลยที่ 1 ไม่มารับภายในกำหนด แต่กรณีดังกล่าวสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 17 วรรคสาม ให้ถือว่าได้มีการส่งหนังสือบอกกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว โดยเนื้อความในหนังสือบอกกล่าวเป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10 (ก) ที่ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ซึ่งกำหนดให้สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องมีข้อสัญญานี้ด้วย ด้วยข้อสัญญาดังกล่าวมีผลให้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อก่อนครบกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวได้ แต่จำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระตามที่บอกกล่าวภายใน 30 วัน เพื่อมิให้โจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่าซื้อเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญา แต่เมื่อปรากฏว่าเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปส่งมอบคืนให้แก่โจทก์ โดยไม่รอให้ล่วงพ้นกำหนดเวลา 30 วัน โดยไม่มีข้อโต้แย้ง พฤติการณ์เท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่า อย่างไรเสียก็จะไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเป็นแน่ และไม่ประสงค์ที่จะชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเพื่อให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันต่อไป ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถดำเนินการได้เนื่องจากไม่มีข้อสัญญาห้ามมิให้ผู้เช่าซื้อกระทำเช่นนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะเหตุที่ใจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อทราบโดยชอบแล้ว โดยโจทก์หาจำต้องโต้แย้งคัดค้านการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแต่อย่างใดไม่ ทั้งการส่งมอบรถยนต์คืนเช่นนี้มิใช่เป็นกรณีจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาข้อ 12 ที่กำหนดให้สิทธิจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ เสียก็ได้ด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีให้แก่โจทก์เนื่องจากสัญญาข้อ 12 ดังกล่าวกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาอยู่ในเวลานั้นทันที และไม่ได้เป็นการสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยายดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 33,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 105,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ไปจากโจทก์ในราคา 851,214.96 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 11,822.43 บาท กับภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 827.57 บาท รวม 72 งวด กำหนดชำระภายในวันที่ 1 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 สิงหาคม 2556 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 13 งวด และผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างและค่าปรับชำระหนี้ล่าช้าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา โดยส่งทางไปรษณีย์ไปยังที่อยู่ตามที่ให้ไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แต่ส่งหนังสือดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เนื่องจากไม่มารับภายในกำหนด ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปคืนให้แก่โจทก์ จากนั้นโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 27 เมษายน 2558 ถึงจำเลยทั้งสองให้ใช้สิทธิซื้อรถยนต์คืนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากเพิกเฉยจะนำรถยนต์ออกประมูลขาย แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย วันที่ 21 พฤษภาคม 2558 โจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวออกประมูลขายได้ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 535,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดราคาเป็นเงิน 72,000 บาท ค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 33,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ปัญหาเรื่องค่าขาดประโยชน์ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 เป็นต้นมา 3 งวดติดกัน โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าว ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ทวงถามให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างรวม 6 งวด ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่รับหนังสือ หากพ้นกำหนดแล้วไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทันที ซึ่งแม้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาปรากฏเหตุขัดข้องที่ส่งหนังสือบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะเหตุว่าจำเลยที่ 1 ไม่มารับภายในกำหนด แต่กรณีดังกล่าวสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 17 วรรคสาม ให้ถือว่าได้มีการส่งหนังสือบอกกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว โดยเนื้อความในหนังสือบอกกล่าวข้างต้นเป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10 (ก) ที่ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 4 กำหนดให้สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องมีข้อสัญญานี้ ด้วยข้อสัญญาดังกล่าวมีผลให้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อก่อนครบกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวได้ กลับกันจำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างตามที่บอกกล่าวภายใน 30 วัน เพื่อมิให้โจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่าซื้อเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญา แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าวันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปส่งมอบคืนให้แก่โจทก์ไม่รอให้ล่วงพ้นกำหนดเวลา 30 วัน โดยไม่มีข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งอย่างอื่น พฤติการณ์เท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่า อย่างไรเสียก็จะไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเป็นแน่ และไม่ประสงค์ที่จะชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเพื่อให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันต่อไป ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถดำเนินการได้เนื่องจากไม่มีข้อสัญญาห้ามมิให้ผู้เช่าซื้อกระทำเช่นนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาเพราะเหตุที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อทราบโดยชอบแล้ว โดยที่โจทก์หาจำต้องโต้แย้งคัดค้านการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแต่อย่างใดไม่ ทั้งการส่งมอบรถยนต์คืนเช่นนี้มิใช่เป็นกรณีจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12 ที่กำหนดให้สิทธิจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ เสียก็ได้ ด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีให้แก่โจทก์ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาและที่โจทก์แก้ฎีกา เนื่องจากข้อ 12 ดังกล่าวกำหนดว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาอยู่ในเวลานั้นทันทีด้วย และถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยายดังที่ฎีกา ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า โจทก์ปฏิบัติฝ่าฝืนสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ข้อ 4 (5) ก. และ ข. นั้น แม้สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 กำหนดว่า โจทก์จะมีหนังสือแจ้งชื่อผู้ทำการขาย วัน เวลา สถานที่ที่ทำการขาย ราคาที่ขายได้ และรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขายเพียงเท่าที่ได้ใช้จ่ายไปจริงโดยประหยัดตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร รวมทั้งจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา ในกรณีการขายโดยวิธีประมูลหรือขายทอดตลาดที่เหมาะสมให้จำเลยที่ 1 ทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทำการขาย แต่สัญญาข้อ 13 ดังกล่าว ตลอดจนประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ข้อ 4 (5) ข. หาได้กำหนดว่า หากโจทก์ไม่แจ้งรายละเอียดต่าง ๆ ข้างต้นแล้ว ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดในส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาแต่อย่างใดไม่ ทั้งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ข้อ 4 (5) ก. กำหนดว่า ก่อนขายให้บุคคลอื่น ผู้ให้เช่าซื้อต้องแจ้งล่วงหน้าให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันทราบ เป็นหนังสือไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ประกาศฉบับดังกล่าวหาได้กำหนดว่า ก่อนนำรถยนต์ออกขายให้บุคคลอื่น ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อทราบชื่อผู้ทำการขาย วัน เวลา สถานที่ที่ทำการขายก่อนแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่สัญญาข้อ 13 กำหนดด้วยว่า โจทก์จะนำรถยนต์ตามสภาพที่รับคืนออกขายให้แก่บุคคลอื่น แต่ระยะทางการใช้งาน แสดงให้เห็นว่ามีการใช้งานรถยนต์คันที่เช่าซื้อภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบคืนแก่โจทก์แล้วนั้น เนื่องจากโดยปกติรถยนต์สามารถเคลื่อนย้ายได้ด้วยการขับ เมื่อจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโจทก์ ก็มีความจำเป็นที่โจทก์จะต้องนำไปเก็บรักษารวมถึงนำออกขายซึ่งจะต้องมีการเคลื่อนย้ายด้วยการขับไปยังที่ต่าง ๆ และเมื่อพิจารณาถึงระยะทางที่ระบุใน เปรียบเทียบกันแล้ว จะเห็นได้ว่าในวันที่นำออกขายรถยนต์คันดังกล่าวมีระยะทางการใช้งานเพิ่มขึ้นอีกเพียง 52 กิโลเมตร ซึ่งนายสอาด ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ว่า ระยะทางที่แตกต่างกันน่าจะเป็นช่วงที่มีการเคลื่อนย้ายรถไปเก็บหรือนำไปประมูลขาย กรณีจึงยังไม่พอให้รับฟังว่าโจทก์นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปใช้ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ส่วนที่หนังสือแสดงเจตนาคืนรถและตรวจสภาพรับรถระบุถึงสภาพตัวถังรถเพียงว่า มีรอยขีดข่วนรอบคัน บังโคลนมีรอยขีดข่วนลึก แต่รายงานการประมูลและบันทึกการขายรถยึดกลับระบุว่า สภาพรถกระจกหน้าแตก กันชนหน้าซ้ายครูด ไฟเลี้ยวกระจกมองข้างซ้ายแตก กระบะซ้ายครูด กระบะขวาบุบ กันชนท้ายบุบ ขูดขีดรอบคัน นั้น แม้หากรับฟังว่าเกิดความเสียหายแก่รถยนต์คันดังกล่าวเพิ่มขึ้นภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์แล้ว แต่ความเสียหายที่เพิ่มขึ้นนี้ เห็นได้ว่าเป็นเพียงรอยครูด รอยบุบ กระจกหน้าและไฟเลี้ยวกระจกมองข้างซ้ายแตก เป็นความเสียหายในส่วนสภาพภายนอกของรถยนต์เพียงเล็กน้อยและไม่มีผลกับโครงสร้างหลักของรถยนต์ตลอดจนเครื่องยนต์ที่จะส่งผลกระทบต่อการขับขี่อันจะเป็นเหตุให้ราคาของรถยนต์ต้องลดน้อยถอยลงไปอย่างมาก ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวออกประมูลขายได้ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 535,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่า รถยนต์ยี่ห้อและรุ่นเดียวกันนี้ซึ่งมีสภาพ อายุการใช้งาน ตลอดจนระยะทางการใช้งานที่ใกล้เคียงกันมีราคาซื้อขายในท้องตลาดเท่าใด จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ว่า ต้องขายได้มากกว่า 535,000 บาท ประกอบกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็วินิจฉัยปรับลดค่าขาดราคาลงจากที่โจทก์เรียกร้องมา 150,000 บาท คงให้จำเลยที่ 1 รับผิดเพียง 72,000 บาท ดังได้วินิจฉัยมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 วรรคหนึ่ง เป็นเงิน 72,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นางสาว ฑ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นางสาวชลทิชา แข็งสาริกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
ประมวญ รักศิลธรรม
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3884/2564
#680493
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำเบิกความของ ส. จะสอดคล้องกับบันทึกถ้อยคำที่ ส. ให้ถ้อยคำไว้ในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดมุกดาหารดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย แต่บันทึกถ้อยคำของ ส. ดังกล่าวไม่ใช่พยานหลักฐานอื่นที่มีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหากจากคำเบิกความของ ส. อันเป็นพยานหลักฐานที่ต้องการพยานหลักฐานประกอบนั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคสอง คำเบิกความของ ส. ที่มีลักษณะเป็นคำซัดทอดจึงไม่มีพยานหลักฐานอื่นมารับฟังประกอบเพื่อลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้เงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 1 ปีและปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้คู่ความฟัง หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้เงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายสุรศักดิ์ จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2747/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นพนักงานขับรถขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองเอี่ยน ผู้เสียหาย นำรถยนต์ของผู้เสียหายไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการน้ำมัน โดยใช้บิลน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้เสียหาย ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดมุกดาหารดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามหนังสือร้องเรียนที่กล่าวหาว่ามีการใช้บิลน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้เสียหายไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งพนักงานไต่สวนประจำสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดังกล่าวไต่สวนพยานไว้หลายคนรวมทั้งนายสุรศักดิ์ด้วย โดยนายสุรศักดิ์ให้ถ้อยคำว่า เมื่อนายสุรศักดิ์ขอบิลน้ำมันเชื้อเพลิง 1,000 บาท เพื่อนำไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ของผู้เสียหาย จำเลยและเจ้าหน้าที่อื่นของผู้เสียหายจะขอแบ่งเติมน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย 200 บาท โดยนายสุรศักดิ์เติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ของผู้เสียหายเพียง 800 บาท และจำเลยกับเจ้าหน้าที่อื่นจะนำรถยนต์ไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงส่วนที่เหลือ 200 บาทปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับพวกลักทรัพย์น้ำมันเชื้อเพลิงของผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายสุรศักดิ์ที่อ้างว่า เมื่อนายสุรศักดิ์รับบิลน้ำมันเชื้อเพลิง 1,000 บาท เพื่อนำไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ของผู้เสียหาย จำเลยขอแบ่งน้ำมันเชื้อเพลิงจากนายสุรศักดิ์ 200 บาท ก็ดี นายสุรศักดิ์เติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ของผู้เสียหายเพียง 800 บาท และแจ้งพนักงานสถานีบริการน้ำมันว่าจะมีคนมาเติมน้ำมันเชื้อเพลิงในภายหลังอีก 200 บาท ก็ดี นั้น ไม่ปรากฏว่าพนักงานสถานีบริการน้ำมันเป็นผู้ใด ส่วนตามคำเบิกความของนายศักดา พนักงานสถานีบริการน้ำมัน พยานโจทก์อีกปากหนึ่งได้ความเพียงว่าพนักงานขับรถยนต์ของผู้เสียหายนำรถยนต์ 2 คัน ของผู้เสียหายไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงคันละ 500 บาท โดยใช้บิลน้ำมันเชื้อเพลิง 1,000 บาท เท่านั้น และไม่ปรากฏว่าจำเลยไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ส่วนตัวในภายหลังโดยใช้บิลน้ำมันของผู้เสียหาย หรือมีการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงในลักษณะที่นายสุรศักดิ์เบิกความกล่าวอ้าง คำเบิกความของนายสุรศักดิ์ที่มีลักษณะเป็นคำซัดทอดดังกล่าวจึงเลื่อนลอยปราศจากพยานสนับสนุน ไม่มีเหตุผลอันหนักแน่นในการรับฟัง แม้คำเบิกความของนายสุรศักดิ์จะสอดคล้องกับบันทึกถ้อยคำที่นายสุรศักดิ์ให้ถ้อยคำไว้ในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดมุกดาหารดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย แต่บันทึกถ้อยคำของนายสุรศักดิ์ดังกล่าวไม่ใช่พยานหลักฐานอื่นที่มีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหากจากคำเบิกความของนายสุรศักดิ์อันเป็นพยานหลักฐานที่ต้องการพยานหลักฐานประกอบนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคสอง คำเบิกความของนายสุรศักดิ์ที่มีลักษณะเป็นคำซัดทอดจึงไม่มีพยานหลักฐานอื่นมารับฟังประกอบเพื่อลงโทษจำเลยได้ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกลักน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้เสียหายตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายประวิทย์ นามจุมจัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพรไชย วงศ์เมธานุเคราห์
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชลิต กฐินะสมิต
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3837/2564
#667228
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ต้องบังคับตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 204 ซึ่งหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน แม้สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ที่มีการหักทอนบัญชีครั้งสุดท้าย แต่การชำระหนี้ย่อมต้องปฏิบัติตามวิธีการของสัญญาบัญชีเดินสะพัด กล่าวคือ ให้กระทำเมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระเงินคงเหลือโดยดุลยภาค ตาม ป.พ.พ. มาตรา 856 ผลของการเลิกสัญญาจึงก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือหลังจากหักทอนบัญชีกันแล้ว และแม้เจ้าหนี้จะมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 แต่วันที่สัญญาเลิกกัน ก็ไม่ใช่กำหนดเวลาชำระหนี้ที่ได้กำหนดไว้ตามวันแห่งปฏิทินอันจะถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยพลัน กรณีจะถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดจึงต้องได้ความว่ามีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้คงเหลือ โดยต้องมีการบอกกล่าวทวงถามแล้ว เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ และจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดลงวันที่ 10 มกราคม 2561 ไปยังจำเลยที่ 3 และที่ 5 กับลงวันที่ 24 มกราคม 2561 ไปยังจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน จึงเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้ว จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 9,955,392.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,427,213.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จำนอง จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 9,210,821.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 9,043,628.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ชำระแทนเป็นเงิน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2560 และหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1277, 1282, 1285, 2412, 2413, 1426 ของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งหก ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์ด้วยการทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน 9,000,000 บาท มีจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ต่อโจทก์ตามวงเงินดังกล่าวพร้อมทั้งดอกเบี้ย โดยจำเลยที่ 4 ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 3 ให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าว นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังจดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1277, 1282, 1285, 2412, 2413 และ 2426 เพื่อเป็นประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ไว้แก่โจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 31 ธันวาคม 2559 สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเลิกกัน คิดเพียงวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 คงค้างชำระหนี้ 9,043,628.40 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 และวันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 ตามลำดับ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉย โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดลงวันที่ 10 มกราคม 2561 ไปยังจำเลยที่ 3 และที่ 5 กับลงวันที่ 24 มกราคม 2561 ไปยังจำเลยที่ 6 ซึ่งจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 หรือไม่ เห็นว่า การที่จะถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ต้องบังคับตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว" และวรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้ ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว" สำหรับหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าได้กำหนดเวลาชำระหนี้กันไว้ตามวันแห่งปฏิทิน แม้สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2559 แต่การชำระหนี้ย่อมต้องปฏิบัติตามวิธีการของสัญญาบัญชีเดินสะพัด กล่าวคือ ให้กระทำเมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระเงินคงเหลือโดยดุลยภาค ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 856 ผลของการเลิกสัญญาจึงก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือหลังจากหักทอนบัญชีกันแล้ว และแม้เจ้าหนี้จะมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 แต่วันที่สัญญาเลิกกัน ก็ไม่ใช่กำหนดเวลาชำระหนี้ที่ได้กำหนดกันไว้ตามวันแห่งปฏิทินอันจะถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยพลัน กรณีจะถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดจึงต้องได้ความว่ามีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระเงินคงเหลือ กล่าวคือ ต้องมีการบอกกล่าวทวงถามแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ และจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 มิใช่ผิดนัดในวันที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดความรับผิดมา เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดลงวันที่ 10 มกราคม 2561 ไปยังจำเลยที่ 3 และที่ 5 กับลงวันที่ 24 มกราคม 2561 ไปยังจำเลยที่ 6 จึงเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้ว จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวการผิดนัดไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน และพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 รับผิดในดอกเบี้ยดังกล่าวเพียง 60 วัน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดนับแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดกรณีผิดนัดชำระหนี้นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 จึงเป็นการไม่ชอบ โดยในระหว่างที่ยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด ช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2561 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราปกติเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตรา เอ็ม โอ อาร์ โดยให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่มีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา สำหรับต้นเงินในวงเงินเบิกเกินบัญชี 9,000,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราสูงสุดกรณีปกติ โดยให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่มีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา สำหรับต้นเงินส่วนที่เกินวงเงินเบิกเกินบัญชี 43,628.40 บาท และตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 ที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,043,628.40 บาท สำหรับดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แบบคงที่นั้น หากโจทก์เปลี่ยนแปลงประกาศอัตราดอกเบี้ยภายหลังวันฟ้อง โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยกรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ต่ำกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จะทำให้การคิดดอกเบี้ยแบบคงที่เกินกว่าประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ในช่วงเวลานั้นได้ จึงเห็นสมควรกำหนดให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องโดยอ้างอิงตามอัตราดอกเบี้ยกรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่มีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ฟ้อง ในส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ค้ำประกันนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดนับแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 และโจทก์บอกกล่าวการผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้ว จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 แต่ตามคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์ขอให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 รับผิดในดอกเบี้ยอัตราผิดนัด โดยระบุวันที่ 2 มกราคม 2561 เป็นวันผิดนัดที่เริ่มคิดดอกเบี้ย ส่วนดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระอยู่ก่อนนั้น โจทก์มิได้ขอให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 รับผิดด้วย จึงต้องกำหนดให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 รับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามที่วินิจฉัยมา นอกจากนี้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนนั้น ตามหนังสือสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง ข้อ 5 ระบุว่า "...กรณีที่ผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินเป็นประกันหนี้ของบุคคลอื่น ผู้จำนองไม่ต้องรับผิดเกินราคาทรัพย์สินซึ่งจำนองในเวลาที่บังคับจำนองหรือเอาทรัพย์จำนองหลุด" เมื่อจำเลยที่ 2 จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 จำนองทรัพย์สินของตนเป็นประกันหนี้ของบุคคลอื่น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเกินราคาทรัพย์สินซึ่งจำนองในเวลาที่บังคับจำนองตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวมานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

อนึ่ง โจทก์ฟ้องและมีคำขอให้บังคับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2426 แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1426 ทั้งยังระบุให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาด ซึ่งขัดต่อคำวินิจฉัยที่ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 อันเป็นข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้ไขในส่วนคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงเติมข้อความที่ถูกต้องในวงเล็บเท่านั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ชัดเจน นอกจากนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ค้ำประกันร่วมกันรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,000,000 บาท นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2561 เป็นต้นไป โดยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 210,821.91 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะปัญหาว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จึงเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกา 210,821 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาล 4,216 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 9,210,821 บาท เป็นเงิน 184,216 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมา 180,000 บาท แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำนวนหนี้ 9,043,628.40 บาท นั้น ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราเอ็ม โอ อาร์ ของต้นเงิน 9,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2561 กับดอกเบี้ยอัตราสูงสุดกรณีปกติ ของต้นเงิน 43,628.40 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2561 โดยให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่มีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา และดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,043,628.40 บาท นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,000,000 บาท นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต้องชำระนับถัดจากวันฟ้อง ให้ปรับเปลี่ยนไปตามอัตราดอกเบี้ยกรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่มีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1277, 1282, 1285, 2412, 2413 และ 2426 ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 180,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 ม. 204 ม. 686 ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายวิญญา พลศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางณัฐสิร์ นิตยะประภา
ชื่อองค์คณะ
วิไล จิวังกูร
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3829/2564
#664286
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อันว่าหุ้นนั้นย่อมโอนกันได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมของบริษัท เว้นแต่เมื่อเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นซึ่งมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และข้อบังคับจำเลยที่ 1 ข้อ 2 ระบุว่า หุ้นของบริษัทเป็นหุ้นสามัญชนิดระบุชื่อ ส่วนข้อ 3 ระบุด้วยว่า การโอนหุ้นนั้น ผู้จะโอนจะต้องบอกกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน และหลังจากนั้นแล้ว 30 วัน หากไม่มีผู้ใดประสงค์จะรับโอน จึงจะโอนให้แก่บุคคลภายนอกได้ และจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการด้วย แม้จำเลยที่ 1 ไม่มีการจัดทำใบหุ้นให้ผู้ถือหุ้นแต่ละราย แต่เมื่อหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 มีการออกเลขหมายใบหุ้นแล้ว กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ด้วย แม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยมีการตั้งคณะกรรมการ แต่เมื่อข้อบังคับบริษัทซึ่งได้จดทะเบียนไว้และผูกพันเป็นสัญญาในระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัทกำหนดให้การโอนหุ้นต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ย่อมเป็นหน้าที่ของบริษัทต้องดำเนินการให้มีคณะกรรมการบริษัทเพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับ การไม่มีคณะกรรมการบริษัทมิใช่เหตุที่จะยกขึ้นปฏิเสธการปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการโอนหุ้นดังกล่าว ทั้งข้อบังคับจำเลยที่ 1 มิได้มีข้อยกเว้นว่า ถ้าเป็นการโอนหุ้นให้แก่บุคคลภายในครอบครัวหรือการโอนหุ้นให้แก่บุตรแล้วมิต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ 3 การที่ จ. โอนหุ้นตามฟ้องให้จำเลยที่ 3 บุตรของ จ. ซึ่งไม่ใช่ผู้ถือหุ้นเดิมแต่เป็นบุคคลภายนอก โดยมิได้บอกกล่าวให้แก่โจทก์และผู้ถือหุ้นเดิมคนอื่น ๆ ทราบเพื่อให้โจทก์และผู้ถือหุ้นเดิมมีโอกาสรับโอนหุ้นจาก จ. ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของจำเลยที่ 1 เสียก่อนจึงไม่เป็นไปตามข้อบังคับและเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นที่ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับนั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างนายเจริญกับจำเลยที่ 3 ทั้งหมด ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับใหม่ซึ่งมีชื่อนายเจริญเป็นผู้ถือหุ้น 22,500 หุ้น เช่นเดิม พร้อมทั้งไปจดแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างนายเจริญ ผู้ตาย กับจำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับใหม่ให้มีชื่อนายเจริญ ผู้ตาย เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 จำนวน 22,500 หุ้น ดังที่เป็นอยู่เดิม พร้อมดำเนินการจดแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 เพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความศาลละ 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ 1 มีผู้ถือหุ้นรวม 7 คน คือ นายไพบูลย์ ถือหุ้น 5,000 หุ้น นายวิเชียร ถือหุ้น 6,000 หุ้น จำเลยที่ 2 ถือหุ้น 6,000 หุ้น นายส่งศักดิ์ ถือหุ้น 3,000 หุ้น นางปิยาภรณ์ ถือหุ้น 5,000 หุ้น นายวิสูตร ถือหุ้น 12,500 หุ้น และโจทก์ถือหุ้น 12,500 หุ้น วันที่ 1 ตุลาคม 2557 โจทก์และนายวิสูตรโอนหุ้น 10,000 หุ้น และ 12,500 หุ้น ตามลำดับ ให้แก่นายเจริญ เดือนมิถุนายน 2560 นายเจริญโอนหุ้นของตนทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 3 มีการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับใหม่และนำไปจดแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทแล้ว โดยอ้างมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2560 แต่นายเจริญโอนหุ้นดังกล่าวโดยมิได้บอกกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมก่อนดังที่ระบุไว้ในข้อบังคับของจำเลยที่ 1 นายเจริญถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างนายเจริญกับจำเลยที่ 3 ตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "อันว่าหุ้นนั้นย่อมโอนกันได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมของบริษัท เว้นแต่เมื่อเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นซึ่งมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น" และข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 2 ระบุว่า หุ้นของบริษัทเป็นหุ้นสามัญชนิดระบุชื่อ ส่วนข้อ 3 ระบุด้วยว่า การโอนหุ้นนั้น ผู้จะโอนจะต้องบอกกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน และหลังจากนั้นแล้ว 30 วัน หากไม่มีผู้ใดประสงค์จะรับโอน จึงจะโอนให้แก่บุคคลภายนอกได้ และจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการด้วย แม้คู่ความนำสืบรับกันว่า บริษัทจำเลยที่ 1 ไม่มีการจัดทำใบหุ้นให้ผู้ถือหุ้นแต่ละรายแต่เมื่อหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 มีการออกเลขหมายใบหุ้นแล้ว กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ด้วย ดังนั้น การที่นายเจริญโอนหุ้นของตนตามฟ้องซึ่งเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อให้แก่จำเลยที่ 3 นายเจริญจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าว แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 3 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งปรากฏว่า ก่อนที่นายเจริญจะโอนหุ้นตามฟ้องให้จำเลยที่ 3 ซึ่งไม่ใช่ผู้ถือหุ้นเดิม แต่เป็นบุคคลภายนอก นายเจริญมิได้บอกกล่าวให้แก่โจทก์และผู้ถือหุ้นเดิมคนอื่น ๆ ทราบเพื่อให้โจทก์และผู้ถือหุ้นเดิมมีโอกาสรับโอนหุ้นจากนายเจริญภายในเวลาที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของจำเลยที่ 1 เสียก่อน การโอนหุ้นของนายเจริญให้แก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 3 อ้างว่า นายเจริญโอนหุ้นให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตร ถือเป็นบุคคลภายในครอบครัว มิใช่บุคคลภายนอก จึงไม่จำต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ นั้น ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมิได้มีข้อยกเว้นว่าถ้าเป็นการโอนหุ้นให้แก่บุคคลภายในครอบครัวหรือการโอนหุ้นให้แก่บุตรแล้วมิต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ 3 แต่อย่างใด ทั้งการโอนหุ้นต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ข้อที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่าบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีการตั้งคณะกรรมการ แสดงว่าในทางปฏิบัติผู้ถือหุ้นมิได้ถือปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัทอย่างเคร่งครัดนั้น เมื่อข้อบังคับบริษัทซึ่งได้จดทะเบียนไว้และผูกพันเป็นสัญญาในระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัทกำหนดให้การโอนหุ้นต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการย่อมเป็นหน้าที่ของบริษัทต้องดำเนินการให้มีคณะกรรมการบริษัทเพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับ การไม่มีคณะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 มิใช่เหตุที่จะยกขึ้นปฏิเสธการปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการโอนหุ้นดังที่จำเลยที่ 3 นำสืบแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยที่ 3 โต้แย้งว่า นายวิสูตรและโจทก์เคยโอนหุ้นให้แก่นายเจริญโดยมิได้ปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ 3 นั้น ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า การโอนหุ้นดังกล่าวเป็นกรณีนายวิสูตรและโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนโอนหุ้นคืนให้แก่นายเจริญผู้เป็นตัวการซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริงที่ได้ร่วมถือหุ้นฝ่ายละกึ่งหนึ่งกับครอบครัวฝ่ายนายไพบูลย์ กรณีมิใช่เป็นการโอนหุ้นให้แก่บุคคลภายนอกที่จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัท ที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่า ภายหลังจำเลยที่ 3 รับโอนหุ้นแล้ว ในวันประชุมผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2561 ตัวแทนโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านการที่จำเลยที่ 3 เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้ถือหุ้นและเป็นประธานที่ประชุม และโจทก์มิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นดังกล่าว แต่มาฟ้องคดีนี้หลังนายเจริญถึงแก่ความตาย จึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตนั้น ได้ความว่า หลังจากการประชุมผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2561 แล้ว ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2561 โจทก์ทำหนังสือไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเพื่อขอให้เพิกถอนการโอนหุ้น จากนั้นวันที่ 25 มิถุนายน 2561 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ดำเนินการโอนหุ้นตามฟ้องกลับคืนมาอยู่ในชื่อนายเจริญ อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยังคงโต้แย้งการโอนหุ้นตามฟ้อง หาใช่ไม่โต้แย้งคัดค้านดังที่จำเลยที่ 3 นำสืบและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ และคดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นที่ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 หาได้ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2560 ตามมาตรา 1195 แต่อย่างใด เมื่อการโอนหุ้นตามฟ้องไม่เป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น โจทก์จึงขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างนายเจริญกับจำเลยที่ 3 ตามฟ้องได้ กรณีหาใช่โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้เพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างนายเจริญ กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นให้มีชื่อนายเจริญ ถือหุ้นจำเลยที่ 1 จำนวน 22,500 หุ้น และจดแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1129
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นายวิสุทธิ์ จินดาดำรงเวช
ศาลอุทธรณ์ — นางบุษยา รอดยินดี
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
พิศิฎฐ์ สุดลาภา
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3828/2564
#664326
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ การทำคำเสนอซื้อเพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ ข้อ 54 กำหนดว่า ให้นำข้อกำหนดในหมวด 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งในหมวด 4 ข้อ 18 กำหนดให้ผู้ทำคำเสนอซื้อยื่นคำเสนอซื้อตามแบบ 247 - 4 พร้อมแบบตอบรับคำเสนอซื้อต่อสำนักงานโดยมีที่ปรึกษาทางการเงินเป็นผู้จัดเตรียมคำเสนอซื้อ และที่ปรึกษาทางการเงินตามนิยามข้อ 1 ของประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนฉบับดังกล่าว หมายความว่า ที่ปรึกษาทางการเงินที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่สำนักงานให้ความเห็นชอบ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำคำเสนอซื้อและเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบ เมื่อตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 มิได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าที่ปรึกษาทางการเงินจะต้องเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นอิสระ แม้ต่อมาจะมีประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทก.50/2559 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ (ฉบับที่ 3) ข้อ 3 ให้ยกเลิกความใน (4) ของข้อ 56 แห่งประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 โดยให้ใช้ข้อความว่า มูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการซึ่งประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินอิสระแทนก็ตาม แต่ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทก.50/2559 ข้อ 4 ระบุว่า ก่อนการแก้ไขโดยประกาศฉบับนี้ ให้ถือว่ามูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการที่ประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ 56 (4) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศฉบับนี้แล้ว ดังนั้น ขณะเกิดเหตุคดีนี้ประกาศที่ใช้บังคับคือ ประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 เมื่อประกาศฉบับใหม่ไม่มีผลย้อนหลัง จึงถือว่ามูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการซึ่งประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินตามข้อความในข้อ 56 (4) ฉบับก่อนแก้ไขกระทำได้แม้มิได้ประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นอิสระ

ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วยการให้ความเห็นชอบที่ปรึกษาทางการเงินและขอบเขตการดำเนินงาน พ.ศ.2552 ข้อ 25 ที่ห้ามมิให้ที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของผู้ถือหุ้นตามข้อ 24 ในกรณีที่ที่ปรึกษาทางการเงินมีความเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการ การเป็นที่ปรึกษาของผู้ถือหุ้นตามข้อ 24 เป็นการให้ความเห็นต่อผู้ถือหลักทรัพย์ของกิจการที่ถูกเสนอซื้อเกี่ยวกับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งหมายถึงหลักทรัพย์ของกิจการจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกิจการที่ถูกเสนอซื้อหลักทรัพย์ หาใช่กิจการจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกิจการที่เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อแต่อย่างใดไม่ ข้อ 24 ตามประกาศดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับที่ปรึกษาทางการเงินของจำเลยที่ 1 ผู้ทำคำเสนอซื้อ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ตั้งตนเองเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของตนเองในการดำเนินการจัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โดยที่ปรึกษาทางการเงินเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้ทำคำเสนอซื้อจึงไม่ต้องห้ามตามกฎหมายและสามารถทำได้โดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ยกเลิกคำเสนอซื้อหลักทรัพย์จดทะเบียนของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ทำหนังสือยกเลิกคำขอเพิกถอนหลักทรัพย์จดทะเบียนส่งถึงกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และประธาน/เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หากไม่ปฏิบัติตามขอให้พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นโมฆะกรรม

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การ โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ (ที่ถูก ต้องสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดสำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย) คดีในส่วนนี้ถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ได้

ระหว่างสืบพยานโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ด คู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงท้ากันให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อพร้อมแบบตอบรับคำเสนอซื้อโดยจำเลยที่ 1 เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของตนเอง และได้รับความเห็นชอบในการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นการทำได้โดยชอบตามกฎหมายหรือไม่ โดยหากทำได้และทำโดยชอบ ฝ่ายโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดยอมแพ้คดี ส่วนหากทำไม่ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ฝ่ายจำเลยที่ 1 ยอมแพ้คดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อพร้อมแบบตอบรับคำเสนอซื้อโดยจำเลยที่ 1 เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของตนเอง และได้รับความเห็นชอบในการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นการทำได้โดยชอบตามกฎหมาย โดยทำได้และทำโดยชอบ ฝ่ายโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดจึงต้องแพ้คดีตามคำท้า โดยถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 10 ที่ 13 ถึงที่ 18 และที่ 20 ถึงที่ 27 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของจำเลยที่ 2 โดยคิดเป็นร้อยละ 94.66 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยในบริษัทจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2531 เมื่อประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 1 โดยกรรมการผู้มีอำนาจได้ประกาศต่อสาธารณชนและแจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจำเลยที่ 1 จะดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอถอนหุ้นที่ซื้อขายออกจากการเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเนื่องจากจำเลยที่ 2 มีผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนร้อยละ 5.34 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งเป็นการที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการกระจายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นรายย่อยน้อยกว่าเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่มีนโยบายในการลดสัดส่วนการถือครองหุ้นของจำเลยที่ 1 ในจำเลยที่ 2 ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีเพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมรายปีที่ต้องชำระตามปกติ และหากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถแก้ไขสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อยได้จะมีผลต่อชื่อเสียงของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของจำเลยที่ 2 จึงแจ้งให้จำเลยที่ 2 เพิกถอนหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 2 เพื่อพิจารณาและมีมติในเรื่องดังกล่าว โดยได้มีการแต่งตั้งบริษัท อ. เป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระของผู้ถือหุ้นทั่วไปเพื่อทำรายงานเสนอความเห็นและชี้แจงต่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการขอเพิกถอนหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 2 มีมติอนุมัติให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ต่อมาคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้พิจารณาคำขอเพิกถอนหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์อนุมัติให้เพิกถอนหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามที่จำเลยที่ 2 ขอมาตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสาร ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 (แบบ 247 - 4) โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อและจัดเตรียมคำเสนอซื้อ จำเลยที่ 1 เป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 10 ที่ 13 ถึงที่ 18 และที่ 20 ถึงที่ 27 ว่า ที่จำเลยที่ 1 ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนนั้น การที่ที่ปรึกษาทางการเงินเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้ทำคำเสนอซื้อทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า หลักเกณฑ์การเพิกถอนหลักทรัพย์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มีขั้นตอนในการขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น โดยบริษัทจะต้องมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้น มีการเสนอความเห็นของที่ปรึกษาทางการเงินในเรื่องของราคาหุ้นที่เหมาะสม ที่ประชุมมีมติเห็นชอบไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด หลังจากได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น บริษัทต้องยื่นคำขอเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อพิจารณาอนุมัติ เมื่อได้รับอนุมัติจึงมีการจัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์จากผู้ถือหุ้น เสร็จแล้วให้รายงานผลไปที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณากำหนดวันเพิกถอนหลักทรัพย์ ซึ่งในการจัดทำคำเสนอซื้อจำเป็นต้องมีที่ปรึกษาทางการเงินเข้าร่วมในการจัดทำคำเสนอซื้อด้วย โดยในคดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำคำเสนอซื้อและเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้ความเห็นชอบ ทั้งได้มีการแจ้งการดำเนินการไปยังคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว และได้มีการอนุมัติให้เพิกถอนหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว ซึ่งเมื่อพิจารณาตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 12/2554 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ การทำคำเสนอซื้อเพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ ข้อ 54 กำหนดว่า ให้นำข้อกำหนดในหมวด 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งในหมวด 4 ข้อ 18 กำหนดให้ผู้ทำคำเสนอซื้อยื่นคำเสนอซื้อตามแบบ 247 – 4 พร้อมแบบตอบรับคำเสนอซื้อต่อสำนักงาน โดยมีที่ปรึกษาทางการเงินเป็นผู้จัดเตรียมคำเสนอซื้อ และที่ปรึกษาทางการเงินตามนิยามข้อ 1 ของประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนฉบับดังกล่าว หมายความว่า ที่ปรึกษาทางการเงินที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่สำนักงานให้ความเห็นชอบ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำคำเสนอซื้อและเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบ เมื่อตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 มิได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าที่ปรึกษาทางการเงินจะต้องเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นอิสระ แม้ต่อมาจะมีประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทก.50/2559 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ (ฉบับที่ 3) ข้อ 3 ให้ยกเลิกความใน (4) ของข้อ 56 แห่งประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 โดยให้ใช้ข้อความว่า มูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการซึ่งประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินอิสระแทนก็ตาม แต่ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทก.50/2559 ข้อ 4 ระบุว่า ก่อนการแก้ไขโดยประกาศฉบับนี้ ให้ถือว่ามูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการที่ประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ 56 (4) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศฉบับนี้แล้ว ดังนั้น ขณะเกิดเหตุคดีนี้ประกาศที่ใช้บังคับคือประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 เมื่อประกาศฉบับใหม่ไม่มีผลย้อนหลัง จึงถือว่ามูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการซึ่งประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินตามข้อความในข้อ 56 (4) ฉบับก่อนแก้ไขกระทำได้แม้มิได้ประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นอิสระ ที่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 10 ที่ 13 ถึงที่ 18 และที่ 20 ถึงที่ 27 ฎีกาว่า การทำหน้าที่ของที่ปรึกษาทางการเงินจะต้องปฏิบัติตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วยการให้ความเห็นชอบที่ปรึกษาทางการเงินและขอบเขตการดำเนินงาน พ.ศ.2552 ในส่วนของที่ปรึกษาทางการเงินในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ ข้อ 25 ที่ห้ามมิให้ที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของผู้ถือหุ้นตามข้อ 24 ในกรณีที่ที่ปรึกษาทางการเงินมีความเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการ ที่ปรึกษาทางการเงินจึงไม่อาจมีความเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการ ไม่อาจเป็นบุคคลคนเดียวกันได้ เห็นว่า ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วยการให้ความเห็นชอบที่ปรึกษาทางการเงินและขอบเขตการดำเนินงาน พ.ศ.2552 ข้อ 25 ที่ห้ามมิให้ที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของผู้ถือหุ้นตามข้อ 24 ในกรณีที่ที่ปรึกษาทางการเงินมีความเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการ ที่ปรึกษาทางการเงินจึงไม่อาจมีความเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการนั้น การเป็นที่ปรึกษาของผู้ถือหุ้นตามข้อ 24 เป็นการให้ความเห็นต่อผู้ถือหลักทรัพย์ของกิจการที่ถูกเสนอซื้อเกี่ยวกับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งในคดีนี้หมายถึงหลักทรัพย์ของกิจการจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกิจการที่ถูกเสนอซื้อหลักทรัพย์ หาใช่กิจการจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกิจการที่เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อแต่อย่างใดไม่ ข้อ 24 ตามประกาศดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับที่ปรึกษาทางการเงินของจำเลยที่ 1 ผู้ทำคำเสนอซื้อ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ตั้งตนเองเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของตนเองในการดำเนินการจัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โดยที่ปรึกษาทางการเงินเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้ทำคำเสนอซื้อจึงไม่ต้องห้ามตามกฎหมายและสามารถทำได้โดยชอบ อีกทั้งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยตามคำท้าครบถ้วนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เข้าทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้แก่ตนเองเพื่อการดังกล่าวจึงกระทำได้โดยชอบ โจทก์ทั้งหมดต้องแพ้คดีตามคำท้า ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 10 ที่ 13 ถึงที่ 18 และที่ 20 ถึงที่ 27 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. กับพวก
จำเลย — ธนาคาร ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัมพันธ์ ผาสุก
ศาลอุทธรณ์ — นายสมคิด แสงธรรม
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
สันทัด สุจริต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3800/2564
#666495
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การและคำเบิกความของจำเลยที่ 2 แม้จะปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าใบรับรองแพทย์ที่ซื้อมาจากจำเลยที่ 3 เป็นเอกสารปลอม แต่จำเลยที่ 2 ก็รับว่าไม่ได้พาคนต่างด้าวไปตรวจสุขภาพจริง เท่ากับยอมรับว่าซื้อใบรับรองแพทย์ดังกล่าวมาโดยไม่ถูกต้อง จึงไม่ได้เป็นการปัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 3 แต่เพียงลำพัง หากเป็นการให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสั่งซื้อใบรับรองแพทย์ปลอมของกลาง ทั้งจำเลยที่ 2 ได้ให้การถึงเรื่องดังกล่าวทันทีในวันที่เจ้าพนักงานตำรวจเชิญตัวไปสถานีตำรวจ จึงถือเป็นพยานซัดทอดที่มีเหตุผลอันหนักแน่น มีน้ำหนักรับฟังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง

ป.อ. มาตรา 91 มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดในวันเดียวกันหรือวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันจะเป็นความผิดหลายกรรมไม่ได้ เมื่อตามฟ้องโจทก์บรรยายไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน และมีคำขอตาม ป.อ. มาตรา 91 แม้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ใบรับรองแพทย์ปลอมทั้ง 16 ฉบับ ยื่นแสดงต่อนาย ส. ในคราวเดียวและวันเดียวกัน แต่โดยสภาพการกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวย่อมมีผลถึงคนต่างด้าวแต่ละรายแยกต่างหากจากกัน อันเป็นการบรรยายฟ้องที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาในการกระทำความผิดให้เกิดผลแตกต่างแยกต่างหากจากกันแล้ว จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 16 กระทง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 91, 264, 265, 268 และริบใบรับรองแพทย์ของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 จำคุกคนละ 2 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือนรวม 16 กระทง เป็นจำคุกคนละ 96 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 64 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากบริษัท ว. และบริษัท ด. นายจ้างของคนต่างด้าวกับคนต่างด้าว 16 คน ตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งชาติอื่นแทนคนต่างด้าวดังกล่าว พร้อมยื่นเอกสารและหลักฐานประกอบ ซึ่งมีใบรับรองแพทย์ปลอม 16 ฉบับ ของกลาง รวมอยู่ด้วย ต่อนายสุเมธ นักวิชาการแรงงาน ประจำสำนักงานจัดหางานจังหวัดปทุมธานี เพื่อขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอาชีพรับจ้างจดทะเบียนใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว โดยจำเลยที่ 2 เป็นญาติกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซื้อใบรับรองแพทย์ปลอมของกลางนำไปมอบให้จำเลยที่ 1 เพื่อใช้ประกอบการยื่นคำร้องคำขอเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมรวม 16 กระทง โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา คดีในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ สำหรับปัญหานี้เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ก่อน โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพเป็นพยาบาลของบริษัทโรงพยาบาล บ. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับงานจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว จำเลยที่ 1 เพียงแต่ช่วยงานจำเลยที่ 2 เฉพาะเวลาที่มีงานเร่งด่วน โดยได้รับสินน้ำใจตอบแทนจากการช่วยงานในฐานะญาติเท่านั้น เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนจัดตั้งและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท อ. ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการให้บริการรับทำหนังสือเดินทาง รับทำวีซ่ารับทำใบอนุญาตทำงานทั้งคนไทยต่างชาติ และรับรายงานตัวคนต่างด้าว โดยจำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของบริษัท บริษัท ว. และบริษัท ด. ว่าจ้างบริษัทดังกล่าวดำเนินการขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานของลูกจ้างซึ่งเป็นคนต่างด้าวในคดีนี้ โดยข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้พิมพ์ข้อความในแบบคำขอเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว ทั้งเป็นผู้จัดเตรียมและตรวจสอบเอกสารประกอบซึ่งรวมถึงใบรับรองแพทย์ปลอมของกลาง ที่บ้านของจำเลยที่ 2 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการยื่นคำขอดังกล่าวด้วยตนเอง แสดงให้เห็นว่านอกจากอาชีพพยาบาลแล้ว จำเลยที่ 1 ยังประกอบกิจการรับจ้างจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวร่วมกับจำเลยที่ 2 ในนามบริษัทด้วย มิใช่เพียงช่วยงานในฐานะญาติดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกา และจำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 เนื่องจากไม่ทราบว่าใบรับรองแพทย์ที่จำเลยที่ 2 นำมามอบให้เป็นเอกสารปลอมนั้น ได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่า รัฐบาลประกาศให้นายจ้างเร่งดำเนินการจดทะเบียนต่ออายุใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 31 มีนาคม 2561 ขณะเกิดเหตุจึงมีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมาก ทำให้การไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลต้องรอคิวเป็นเวลานานจนไม่สามารถจดทะเบียนได้ทัน ทำให้จำเลยที่ 2 ตัดสินใจซื้อใบรับรองแพทย์ปลอม แสดงว่า ปัญหาเกี่ยวกับการขอใบรับรองแพทย์ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยทั่วไป ผู้ประกอบกิจการรับจ้างจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวน่าจะทราบปัญหาดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการรับจ้างจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวร่วมกับจำเลยที่ 2 ดังวินิจฉัยข้างต้น ทั้งจำเลยที่ 1 เบิกความรับว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลเร่งให้ดำเนินการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวจริงแล้ว เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ทราบถึงปัญหาเกี่ยวกับการขอใบรับรองแพทย์ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 2 ในการซื้อใบรับรองแพทย์ปลอมของกลางจริงแล้ว เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยถึงวิธีการได้มาซึ่งใบรับรองแพทย์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวมาข้างต้น จำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของบริษัท อ. ซึ่งเป็นคู่สัญญากับบริษัท ว. และบริษัท ด. ทั้งยังเป็นผู้รับมอบอำนาจจากทั้งสองบริษัทดังกล่าวและคนต่างด้าวทั้ง 16 คน ในการยื่นคำขอเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว จึงมีหน้าที่ตรวจสอบว่าใบรับรองแพทย์ซึ่งเป็นเอกสารประกอบที่ได้รับมาจากจำเลยที่ 2 เป็นใบรับรองแพทย์ที่คนต่างด้าวได้มาจากการตรวจสุขภาพจริงหรือไม่ ก่อนที่จะนำไปใช้อ้างแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งจบการศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตและมีประสบการณ์ทำงานในโรงพยาบาลด้วย กลับให้การในชั้นสอบสวน เพียงว่า จำเลยที่ 1 โทรศัพท์สอบถามชื่อแพทย์ผู้ตรวจจากโรงพยาบาล ล. เมื่อรับแจ้งว่ามีชื่อแพทย์ผู้ตรวจที่ลงนามในใบรับรองแพทย์ดังกล่าวก็เชื่อว่าเป็นใบรับรองแพทย์ที่ออกจากโรงพยาบาลจริง โดยไม่แม้แต่จะขอคำยืนยันจากคนต่างด้าวที่เป็นผู้รับการตรวจสุขภาพก่อน ซึ่งมิใช่พฤติการณ์ที่ผู้มีความรู้และประกอบอาชีพเช่นจำเลยที่ 1 พึงกระทำ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้จึงไม่สมเหตุผล ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเช่นเดียวกัน สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 3 นั้น ข้อที่จำเลยที่ 3 ฎีกาเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ว่า จำเลยที่ 3 นำสืบยอมรับว่ารู้จักและเคยรับเงินที่โอนจากจำเลยที่ 2 แต่อ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับใบรับรองแพทย์ปลอมของกลาง จำเลยที่ 2 โอนเงินให้เป็นค่าจ้างบริการจดทะเบียนการทำงานของคนต่างด้าวโดยในการรับจดทะเบียนจำเลยที่ 3 จะเป็นผู้จัดเตรียมเอกสารที่รับมาจากฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างด้วยตนเอง หลังจากเอกสารครบถ้วนแล้วจะนำตัวคนต่างด้าวไปตรวจสุขภาพเพื่อออกใบรับรองแพทย์ แต่จำเลยที่ 3 กลับเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 3 ไม่เคยจัดเตรียมหรือจัดทำเอกสารใดๆ ให้แก่จำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ซึ่งขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 3 อ้างว่า เงินที่รับโอนมาจากจำเลยที่ 2 เป็นเงินค่าจ้างบริการจดทะเบียนการทำงานของคนต่างด้าว พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์นั้น จำเลยที่ 3 ฎีกาในข้อนี้ว่า ประเด็นดังกล่าวทนายจำเลยที่ 2 ตั้งคำถามจำเลยที่ 3 ว่า พยานก็เคยจัดทำใบรับรองแพทย์ให้แก่จำเลยที่ 2 ใช่หรือไม่ จำเลยที่ 3 จึงเบิกความตอบไปว่า ไม่เคยจัดเตรียมหรือจัดทำเอกสารใดๆ ให้แก่จำเลยที่ 2 ในการต่อใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวแต่อย่างใด ซึ่งนอกจากจะเป็นการอ้างคำเบิกความไม่ตรงกับที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้แล้ว จำเลยที่3 ยังไม่ได้โต้แย้งเหตุผลตามข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวข้างต้นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบเพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีเพียงคำให้การซัดทอดของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยที่ 3 ได้นั้น ปัญหาดังกล่าวโจทก์มีร้อยตำรวจเอกเกริกชัย รองสารวัตรป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจภูธรสวนพริกไทย เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากโรงพยาบาล ล. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ผู้ที่ปลอมและใช้ใบรับรองแพทย์ปลอมของกลางแล้ว เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 พยานเชิญตัวจำเลยที่ 1 มาสอบถามจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นผู้ยื่นคำขอเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว พร้อมยื่นเอกสารและหลักฐานประกอบซึ่งมีใบรับรองแพทย์ปลอมของกลาง โดยจำเลยที่ 1 รับเอกสารดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 2 ต่อมาในวันเดียวกันพยานสืบทราบว่าจำเลยที่ 2 ไปที่ห้างสรรพสินค้า ซ. พยานกับพวกจึงเดินทางไปเชิญตัวจำเลยที่ 2 มาสอบถามจำเลยที่ 2 ให้การรับว่ารับใบรับรองแพทย์ปลอมของกลางมาจากจำเลยที่ 3 โดยคนต่างด้าวไม่ต้องไปตรวจสุขภาพ พยานจึงส่งตัวจำเลยที่ 2 ให้แก่พนักงานสอบสวน และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกนิติพงศ์ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การไว้ซึ่งปรากฏรายละเอียดอย่างชัดเจนว่า จำเลยที่ 3 แจ้งว่าสามารถซื้อใบรับรองแพทย์ในราคาฉบับละ 450 บาท โดยไม่ต้องนำคนต่างด้าวไปตรวจ จำเลยที่ 2 เห็นว่าราคาถูกและสะดวกรวดเร็ว จึงติดต่อขอซื้อใบรับรองแพทย์ดังกล่าวจากจำเลยที่ 3 โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 3 วัน จากนั้นจำเลยที่ 2 จึงโอนเงินให้จำเลยที่ 3 เข้าบัญชีธนาคาร ก. ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสองปากต่างปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 3 มาก่อนและเบิกความได้เชื่อมโยงกับเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ปรากฏข้อพิรุธให้น่าระแวงสงสัย ทั้งสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ซื้อใบรับรองแพทย์ปลอมของกลางมาจากจำเลยที่ 3 ในราคาฉบับละ 450 บาท จำเลยที่ 2 จะส่งชื่อคนต่างด้าวหน้าหนังสือเดินทาง และหลักฐานการโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 3 ผ่านทางโปรแกรมไลน์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 จะนำใบรับรองแพทย์มาส่งให้จำเลยที่ 2 ตามที่ได้นัดหมายต่อไป โดยจำเลยที่ 2 เคยติดต่อซื้อขายใบรับรองแพทย์กับจำเลยที่ 3 ทำนองเดียวกับใบรับรองแพทย์คดีนี้ ดังนี้ แม้คำให้การและคำเบิกความของจำเลยที่ 2 จะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกันตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกาก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 หาได้ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานซัดทอดเสียทีเดียวไม่ หากแต่ศาลพึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ซึ่งคำให้การและคำเบิกความของจำเลยที่ 2 แม้จะปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าใบรับรองแพทย์ที่ซื้อมาจากจำเลยที่ 3 เป็นเอกสารปลอมก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ก็รับว่าไม่ได้พาคนต่างด้าวไปตรวจสุขภาพจริง เท่ากับยอมรับว่าซื้อใบรับรองแพทย์ดังกล่าวมาโดยไม่ถูกต้อง จึงไม่ได้เป็นการปัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 3 แต่เพียงลำพังเท่านั้น หากเป็นการให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสั่งซื้อใบรับรองแพทย์ปลอมของกลาง ทั้งจำเลยที่ 2 ได้ให้การถึงเรื่องดังกล่าวทันทีในวันที่เจ้าพนักงานตำรวจเชิญตัวไปสถานีตำรวจ คำเบิกความและคำให้การของจำเลยที่ 2 จึงถือเป็นพยานซัดทอดที่มีเหตุผลอันหนักแน่น มีน้ำหนักรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง เมื่อประมวลพยานหลักฐานของโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีเข้าด้วยกันแล้วจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 2 ซื้อใบรับรองแพทย์ปลอมของกลางมาจากจำเลยที่ 3 จริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการต่อมาว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมเป็นความผิดหลายกรรมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดในวันเดียวกันหรือวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันจะเป็นความผิดหลายกรรมไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์บรรยายไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันและมีคำขอตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยฟ้องข้อ 1.2 มีใจความว่า ภายหลังจำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมใบรับรองแพทย์ทั้ง 16 ฉบับ ดังกล่าวในฟ้องข้อ 1.1 แล้ว จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้และอ้างใบรับรองแพทย์ทั้ง 16 ฉบับดังกล่าว ยื่นแสดงต่อนายสุเมธ นักวิชาการแรงงาน ประจำสำนักงานจัดหางานจังหวัดปทุมธานี ประกอบการยื่นคำขอเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าวทั้ง 16 คน เพื่อขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานในราชอาณาจักรไทย ซึ่งแม้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ใบรับรองแพทย์ปลอมทั้ง 16 ฉบับ ดังกล่าวยื่นแสดงต่อนายสุเมธในคราวเดียวและวันเดียวกันแต่โดยสภาพการกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวย่อมมีผลถึงคนต่างด้าวแต่ละรายแยกต่างหากจากกัน อันเป็นการบรรยายฟ้องที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาในการกระทำความผิดให้เกิดผลแตกต่างแยกต่างหากจากกันแล้ว จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 16 กระทง เมื่อจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ใบรับรองแพทย์ปลอมทั้ง 16 ฉบับ ดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นความผิดหลายกรรม รวม 16 กรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ใบรับรองแพทย์อันเป็นเอกสารราชการปลอม เพื่อนำไปใช้อ้างเป็นหลักฐานประกอบการยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว ว่าคนต่างด้าวผ่านการตรวจสุขภาพจริงนอกจากจะเป็นการกระทำที่มุ่งแต่เพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของทางราชการที่จะได้รับแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโรคร้ายที่อาจแฝงมากับคนต่างด้าวโดยไม่รู้ตัวได้ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด ประกอบกับข้อที่จำเลยที่ 3 อ้างว่า การใช้ใบรับรองแพทย์ปลอมในคดีนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง เนื่องจากคนต่างด้าวทั้ง 16 คน ได้ผ่านการแพทย์ตรวจสุขภาพ ไม่พบว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรงและได้ต่อใบอนุญาตทำงาน จนปัจจุบันเดินทางกลับประเทศไปแล้วนั้น ยังแสดงให้เห็นถึงความไม่สำนึกในการกระทำความผิดของตน และที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกไว้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227/1
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายกมลสิทธิ์ รอดภาษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวมาลัย สมานธารณ์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
น้ำเพชร ปานะถึก
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3787/2564
#664344
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีภายหลังจากที่ ป.วิ.พ. มาตรา 274 ที่แก้ไขเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่30) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ การบังคับคดีของโจทก์จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 274 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่

ส. เป็นบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความในคดีที่ถูกฟ้องแต่แรก แต่ ส. ยินยอมเข้ามาในคดีโดยตกลงยอมรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างลูกหนี้ร่วมและได้ลงลายมือชื่อผูกพันตนว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ในสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมแล้วด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงมีผลผูกพัน ส. ในฐานะเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ต้องปฏิบัติตาม เมื่อ ส. ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับคดี ส. ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมว่า จำเลยนำนายเสริมวงศ์ เข้าเป็นลูกหนี้ร่วม ตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ 3,600,000 บาท โดยนายเสริมวงศ์ ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 188236 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร 3 ชั้น ให้แก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยเดือนละ 10,000 บาท ให้แก่โจทก์จนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้วเสร็จ หากจำเลยและนายเสริมวงศ์ผิดสัญญาถือว่าผิดนัด จำเลยและนายเสริมวงศ์ยอมให้บังคับคดีได้ทันทีโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยและนายเสริมวงศ์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ผิดหลงไม่ได้แถลงให้ศาลทราบถึงการยินยอมเข้าเป็นลูกหนี้ร่วมของนายเสริมวงศ์ กับจำเลย ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีนายเสริมวงศ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีตามคำร้องขอของโจทก์และโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์เป็นที่ดิน 6 แปลง โฉนดเลขที่ 170669 และ 170685 ถึง 170689 ต่อมานางเปรมฤดี และนายภาณุวัฒน์ ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินทั้ง 6 แปลง ดังกล่าว อ้างว่าไม่ใช่ที่ดินของนายเสริมวงศ์แต่เป็นของบุคคลทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ใหม่ว่าโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของนายเสริมวงศ์ บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่จำเลยอันเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้กระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการมาทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลเห็นสมควรมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และเพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ เพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันนายเสริมวงศ์ หรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วระบุให้จำเลยนำนายเสริมวงศ์ เข้าเป็นลูกหนี้ร่วม ตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ 3,600,000 บาท โดยนายเสริมวงศ์ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 188236 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร 3 ชั้น ให้แก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท จนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์จนแล้วเสร็จ หากจำเลยและนายเสริมวงศ์ลูกหนี้ร่วมผิดสัญญาถือว่าผิดนัด จำเลยและนายเสริมวงศ์ยอมให้บังคับคดีได้ทันทีโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป แม้นายเสริมวงศ์เป็นบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความในคดีที่ถูกฟ้องแต่แรก แต่นายเสริมวงศ์ก็ยินยอมเข้ามาในคดีโดยตกลงยอมรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างลูกหนี้ร่วมและได้ลงลายมือชื่อผูกพันตนว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวด้วย ประกอบกับบทบัญญัติมาตรา 274 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2560 เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีวันที่ 20 มีนาคม 2561 ภายหลังจากบทบัญญัติมาตรา 274 ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว การบังคับคดีของโจทก์จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของวรรคหนึ่งแห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวที่แก้ไขใหม่ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดี..." สัญญาประนีประนอมยอมและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงมีผลผูกพันนายเสริมวงศ์ในฐานะเป็นบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ต้องปฏิบัติตาม เมื่อนายเสริมวงศ์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับคดีนายเสริมวงศ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ที่ศาลล่างทั้งสองให้เพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 274 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นางหรือนางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายณฐกร ต้องวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมศักดิ์ เอี่ยมพลับใหญ่
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3785/2564
#664266
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จำเลยไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายตามบันทึกข้อตกลงซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดเป็นเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ เป็นกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติที่ศาลกำหนดตาม ป.อ. มาตรา 56 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการคุมความประพฤติและให้ลงโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้แก่จำเลย ดังนี้ จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 มาตรา 34 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 3 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลย 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง และกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายขุนทึง ผู้เสียหายตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2560 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ต่อมาจำเลยมิได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้เป็นไปตามจำนวนและระยะเวลาตามบันทึกข้อตกลง

ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการลงโทษจำเลย

ศาลชั้นต้นนัดสอบถาม โจทก์ จำเลย พนักงานคุมประพฤติ และผู้เสียหาย คงมีโจทก์ ผู้เสียหาย และจำเลยมาศาล แล้วผู้เสียหายให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายโดยนัดพร้อมตามระยะเวลาที่ตกลงกัน แต่จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายบางส่วนแล้วไม่ชำระอีก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2560 อันเป็นเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลย จึงให้เพิกถอนการคุมความประพฤติของจำเลยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า กรณีที่จำเลยไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายตามบันทึกข้อตกลงซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดเป็นเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ เป็นกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติที่ศาลกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการคุมความประพฤติและให้ลงโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้แก่จำเลย ดังนี้ จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ.2559 มาตรา 34 วรรคสอง จำเลยจะฎีกาไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นางสาวศิวาพร ศิริกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางรุ่งรัตน์ วิจิตรจงกล
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ไชยผล สุรวงษ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3781/2564
#666596
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าทำความตกลงกับผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องคดีนี้ได้ และจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การใหม่ขอแก้ไขคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพตามฟ้องทุกข้อกล่าวหา ซึ่งไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง แต่การยื่นคำร้องและคำให้การใหม่ดังกล่าวถือเป็นการรับข้อเท็จจริงว่ากระทำความผิดโดยไม่โต้แย้งคำพิพากษาลงโทษของศาลชั้นต้น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานโจทก์ที่นำสืบมามีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง แม้จำเลยที่ 1 จะแถลงขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิด ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ดังนั้น โจทก์ย่อมสามารถฎีกาได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 297, 335 และ 371 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพว่าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายด้วยการชกต่อย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายอมรเทพ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นที่เกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาล ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้ และค่าเสียหายที่ได้รับความทุกข์ทรมานหรือค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน รวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 146,870 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องเรียกร้องนั้นสูงเกินส่วน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 1,000 บาท จำเลยที่ 2 รับข้อเท็จจริงบางส่วนในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน และปรับ 1,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 31,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 11 สิงหาคม 2562 (ที่ถูก 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ส่วนข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า ทำความตกลงกับผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องคดีนี้ได้ และจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การใหม่ขอแก้ไขคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพตามฟ้องทุกข้อกล่าวหา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองอีก 50,000 บาท ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งหรือทางอาญาใด ๆ เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามฟ้องคดีนี้อีก และขอถอนคำร้องที่เรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 ด้วย

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 แถลงรับข้อเท็จจริงในชั้นอุทธรณ์เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 3 เดือนต่อครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 371, 83 ด้วย ให้ยกคำร้องของผู้ร้องลงวันที่ 10 มีนาคม 2563 ที่ขอถอนคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทน และยกคำร้องขอของผู้ร้องในคดีส่วนแพ่งลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ผู้เสียหาย นายธนาศักดิ์ และนายธนาวุฒิ ไปที่โต๊ะสนุกเกอร์ที่อยู่ภายในอู่ซ่อมรถยนต์ไม่มีชื่อ ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ ได้พบกับจำเลยทั้งสอง นายพรสวัสดิ์ และนายเอกวิทย์ จำเลยที่ 2 เข้าไปพูดคุยกับผู้เสียหายเกี่ยวกับการเล่นพนันไฮโลกันในครั้งก่อน แล้วจำเลยที่ 2 ต่อว่าผู้เสียหายในทำนองว่าผู้เสียหายโกง จึงเกิดการโต้เถียงกัน จำเลยที่ 2 ไม่พอใจและต่อยผู้เสียหายที่บริเวณใบหน้าและตามร่างกายผู้เสียหายอีกหลายครั้ง ผู้เสียหายเดินหนีออกไปที่บริเวณหน้าอู่ซ่อมรถ จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 2 คน ตามผู้เสียหายออกไป พวกของจำเลยทั้งสองใช้ขวดสุราตีและใช้อาวุธมีดฟันแทงผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ สร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำและนาฬิกาข้อมือที่ผู้เสียหายสวมใส่อยู่สูญหายไป หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้ ร้อยตำรวจโทบดินทร์ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับเพียงว่าชกต่อยทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่ามีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีประจักษ์พยานถึง 2 ปาก คือ ผู้เสียหายและนายธนาวุฒิ ที่เบิกความยืนยันตรงกันว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกชกต่อยทำร้ายผู้เสียหาย แม้ขณะเกิดเหตุจะเป็นเวลากลางคืน แต่ได้ความจากพยานโจทก์ทั้ง 3 ปาก ตรงกันว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากโต๊ะสนุกเกอร์และแสงไฟจากบ้านเรือนผู้พักอาศัยในบริเวณนั้นส่องสว่างสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน การที่ผู้เสียหายกับนายธนาวุฒิ เบิกความถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองและพวกแต่ละคนได้ถูกต้องตรงกัน ทั้งยังสอดคล้องกับคำเบิกความของนายธนาศักดิ์ ด้วย ก็เป็นข้อสนับสนุนให้คำเบิกความเรื่องแสงสว่างในที่เกิดเหตุมีน้ำหนักให้รับฟัง และยังได้ความจากจำเลยที่ 2 กับนายกังวาน พยานจำเลยทั้งสองตรงกันอีกด้วยว่า บริเวณโต๊ะสนุกเกอร์และด้านข้างโต๊ะสนุกเกอร์มีไฟนีออนส่องสว่างสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ส่วนบริเวณลานจอดรถไม่มีไฟ แต่มีแสงไฟจากบ้านเรือนที่อยู่ด้านข้างซึ่งห่างประมาณ 30 เมตร ส่องสว่าง จึงเชื่อว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างอย่างเพียงพอที่จะทำให้ผู้เสียหายและนายธนาวุฒิ กับนายธนาศักดิ์ สามารถมองเห็นเหตุการณ์และเห็นหน้าบุคคลที่ทำร้ายผู้เสียหายได้อย่างชัดเจน ประกอบกับผู้เสียหาย นายธนาวุฒิ และนายธนาศักดิ์ เห็นจำเลยที่ 1 กับพวกครั้งแรกที่โต๊ะสนุกเกอร์ซึ่งมีแสงสว่างมากมองเห็นได้ชัดเจน และเห็นเป็นเวลานานหลายนาทีก่อนที่ผู้เสียหายจะชกต่อยกับจำเลยที่ 2 แล้วหนีออกไปที่หน้าอู่ซ่อมรถ นอกจากนั้นผู้เสียหายและนายธนาวุฒิ ก็รู้จักกับจำเลยที่ 2 และนายโจ้ มาก่อน ส่วนนายธนาศักดิ์รู้จักและทราบชื่อของจำเลยที่ 1 กับพวกทุกคน เพราะจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นรุ่นพี่นายธนาศักดิ์และเคยพักอาศัยอยู่ในซอยเดียวกันมาก่อน จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้พยานโจทก์ทั้งสามสามารถจดจำได้ว่าใครทำอะไรผู้เสียหายบ้าง ซึ่งผู้เสียหายและนายธนาวุฒิเบิกความยืนยันตรงกันว่า จำเลยที่ 1 เข้าชกต่อยผู้เสียหายด้วย แม้ผู้เสียหายและนายธนาวุฒิจะไม่ได้เบิกความในรายละเอียดว่า จำเลยที่ 1 ชกต่อยที่ส่วนใดของร่างกายผู้เสียหาย และชกต่อยกี่ครั้ง ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย เนื่องจากฝ่ายจำเลยมีพวกถึง 4 คน และทุกคนต่างเข้าทำร้ายผู้เสียหาย การที่ผู้เสียหายเบิกความว่า พวกของจำเลยแต่ละคนทำอะไรต่อผู้เสียหายบ้าง ก็เป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผลโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธแต่ประการใด ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงที่นายธนาศักดิ์ และนายธนาวุฒิเบิกความไว้ และยังสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่นายธนาวุฒิให้การไว้ในชั้นสอบสวนที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้มือชกบริเวณใบหน้าผู้เสียหาย จึงเป็นข้อสนับสนุนที่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายและนายธนาวุฒิเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ชกต่อยทำร้ายผู้เสียหายมีน้ำหนักให้รับฟัง แม้นายธนาศักดิ์ เบิกความว่า ไม่เห็นจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหาย ก็ไม่ได้เป็นข้อที่จะนำมาใช้ยืนยันได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำร้ายผู้เสียหาย เพราะในขณะที่จำเลยที่ 1 เข้าชกต่อยผู้เสียหายนั้น นายธนาศักดิ์อาจหันไปดูทางอื่นหรือกำลังสนใจกับสิ่งอื่น หรือสนใจอยู่กับการกระทำของพวกของจำเลยที่ 1 คนอื่นอยู่ก็เป็นได้ ประกอบกับหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แล้ว ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ก็ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความใด ๆ ต่อไป ทั้งจำเลยที่ 1 ยังยื่นคำแถลงในทำนองยอมรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดด้วย จึงยิ่งสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายและนายธนาวุฒิ เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ให้มีน้ำหนักรับฟังได้มากยิ่งขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่า จำเลยที่ 1 เข้าไปช่วยห้ามไม่ให้พวกของจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายนั้น เห็นว่า หากข้อเท็จจริงเป็นตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างจริงแล้ว เชื่อว่าผู้เสียหายและนายนายธนาวุฒิ คงไม่ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ชกต่อยผู้เสียหาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนายธนาศักดิ์ ซึ่งรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อนเพราะจำเลยที่ 1 เป็นรุ่นพี่ที่เคยอาศัยอยู่ในซอยเดียวกันและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ย่อมจะต้องเบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่เข้าห้ามพวกของจำเลยที่ 1 ไม่ให้ทำร้ายผู้เสียหายโดยการดึงตัวพวกของจำเลยที่ 1 ออกจากผู้เสียหายถึง 3 คน คนละคราวกัน แต่นายธนาศักดิ์ก็ไม่ได้เบิกความถึงข้อเท็จจริงดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมา ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่นำสืบ และข้อกล่าวอ้างในคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุผลและไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกชกต่อยทำร้ายผู้เสียหาย และจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือไม่และยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า สมควรวางโทษจำเลยที่ 1 เพียงใด เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ร่วมกับพวกทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสนั้น จำเลยที่ 1 เพียงแต่ใช้กำลังชกต่อยผู้เสียหายโดยไม่ได้ใช้อาวุธใด ๆ และในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 50,000 บาท นับว่าจำเลยที่ 1 รู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น ประกอบกับผู้เสียหายแถลงไม่ติดใจเอาโทษจำเลยที่ 1 ต่อไป เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยรับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกไว้ แต่เพื่อให้จำเลยที่ 1 หลาบจำจึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 แถลงรับข้อเท็จจริงในชั้นอุทธรณ์เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 500 บาท รวมเป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 5,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 3 เดือนต่อครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 163 วรรคสอง ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 215 ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นาย อ.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสุรวุฒิ อนุกูลกิจ
ศาลชั้นต้น — นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
นันทวัน เจริญชาศรี
กาญจนา ชัยคงดี
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3771/2564
#681803
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือเตือนตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จะต้องประกอบด้วยข้อความซึ่งแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างให้เพียงพอที่ลูกจ้างจะเข้าใจการกระทำของตนและต้องมีข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้ลูกจ้างกระทำเช่นนั้นซ้ำอีก หากทำผิดซ้ำอีกจะถูกลงโทษ หนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 มีข้อความเฉพาะในส่วนที่แสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่ง โดยไม่มีข้อความที่ระบุในทำนองว่า โจทก์ยังให้โอกาสจำเลยที่ 2 มีโอกาสปรับปรุงตัวอีกครั้ง และไม่ได้ระบุว่าโจทก์ได้ลงโทษทางวินัยสำหรับการกระทำความผิดครั้งนี้ของจำเลยที่ 2 อย่างไร ส่วนข้อความว่า "...ทั้งนี้พนักงานเคยมีประวัติการทำผิดกฎระเบียบของบริษัทฯ ดังกล่าว และบริษัทฯ ได้ดำเนินการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว แต่ลูกจ้างยังคงกระทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องเดิม ซึ่งถือว่าบริษัทฯ ให้โอกาสพนักงานในการแก้ไขปรับปรุงตัวแล้ว แต่พนักงานยังคงกระทำผิดซ้ำคำเตือนเรื่องเดิมในเรื่องการขาดความรับผิดชอบในการบริหาร ซึ่งบริษัทฯ ได้แจ้งเตือนแล้วว่า หากพนักงานกระทำผิดซ้ำคำเตือนอีก บริษัทฯ จะพิจารณาตามกฎหมายแรงงาน คือการเลิกจ้างทันทีโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยหรือค่าบอกกล่าวใด ๆ ทั้งสิ้น..." หาได้เป็นข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้ลูกจ้างกระทำเช่นนั้นซ้ำอีก หากทำผิดซ้ำอีกจะถูกลงโทษด้วยไม่ ทั้งไม่มีข้อความในส่วนใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นกรณีที่โจทก์ได้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทางวินัยด้วย จึงไม่เป็นหนังสือเตือนตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และไม่ใช่การลงโทษทางวินัยด้วยเช่นเดียวกัน หนังสือตักเตือนดังกล่าวจึงเป็นเพียงหนังสือที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซ้ำกับที่โจทก์เคยมีหนังสือเตือนจำเลยที่ 2 และโจทก์มีสิทธิลงโทษสถานหนักด้วยการเลิกจ้างจำเลยที่ 2 โดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ตามที่เคยเตือนไว้เท่านั้น การที่โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ในวันที่ 16 มีนาคม 2559 จึงไม่ใช่การลงโทษทางวินัยจำเลยที่ 2 ซ้ำซ้อนกับการออกหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันกับคดีหมายเลขแดงที่ รย.106/2562 ของศาลแรงงานภาค 2 โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนนี้และจำเลยในสำนวนดังกล่าวว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนนี้ว่าจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนนี้และโจทก์ในสำนวนดังกล่าวว่าจำเลยที่ 2 แต่คดีหมายเลขแดงที่ รย.106/2562 ถึงที่สุดไปแล้ว คงขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 161/2559 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2559 (ที่ถูก ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 161/2559 เฉพาะในส่วนที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2)

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 161/2559 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2559 (ที่ถูก เพิกถอนเฉพาะในส่วนที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2)

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2557 โจทก์จ้างจำเลยที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายงานความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 66,200 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ขณะที่จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ ได้รับมอบหมายให้บริหารงานในโครงการล้างถังเก็บน้ำมันของบริษัท บ. จำเลยที่ 2 ทำหน้ากากออกซิเจนซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์หายไป 1 ชุด อันเป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 24.1.3 โจทก์ลงโทษจำเลยที่ 2 โดยการออกหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 12,000 บาท ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 บริษัท บ. แจ้งมายังโจทก์ว่าช่วงระหว่างวันที่ 27 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 ไม่มีพนักงานของโจทก์เข้าไปล้างถังเก็บน้ำมัน ทั้งมีการทิ้งขยะและอุปกรณ์การทำงานไว้ที่บริเวณหน้างาน ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่ผู้รับเหมารายอื่น จึงสั่งให้โจทก์ดำเนินการขนย้ายออกจากพื้นที่หากไม่ดำเนินการบริษัทจะจ้างผู้รับเหมารายอื่นมาขนย้ายแทนโดยคิดค่าใช้จ่ายจากโจทก์ ทำให้นายสิฐิฑิกร ผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 ต้องรีบเข้าไปแก้ไขอย่างเร่งด่วน โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 2 ขาดความรับผิดชอบในการบริหารจัดการ ขาดการประสานงานที่ดี ทำให้งานในโครงการดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ จนถูกลูกค้าตำหนิส่งผลเสียหายต่อโจทก์โดยตรง เป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 24.1.3 จึงลงโทษจำเลยที่ 2 โดยการออกหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 หลังจากนั้นวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 โจทก์โอนย้ายจำเลยที่ 2 ไปทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายงานความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่ดูแลงานด้านความปลอดภัยสิ่งแวดล้อมและงานด้านการขนย้ายของเสีย (Waste) ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2559 โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 2 เนื่องจากเมื่อเดือนมีนาคม 2559 จำเลยที่ 2 ขาดการประสานงานกับพนักงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ พนักงานของบริษัท อ. และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในการขนย้ายของเสีย (Waste) บริเวณหน้างานที่บริษัท อ. โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิบัติงานตามขั้นตอนที่โจทก์กำหนด ทำให้ไม่สามารถขนย้ายของเสียดังกล่าวได้ จนทำให้บริษัท อ. แจ้งงดการจ่ายเงินค่าจ้างในงวดงานขนย้ายของเสียน้ำมันปนเปื้อนไว้ก่อนจนกว่าโจทก์จะจัดส่งเอกสารตามที่บริษัทดังกล่าวกำหนดแล้ว ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการขาดความรับผิดชอบในการบริหารจัดการงานตามที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์และเป็นการกระทำผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 24.1.3 อันเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 โจทก์จึงมีสิทธิเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) และการที่โจทก์มีหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงที่ 15 มีนาคม 2559 ก่อนการเลิกจ้างจำเลยที่ 2 นั้น เพียงเพื่อให้มีหลักฐานยืนยันถึงสาเหตุการเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ว่าได้กระทำผิดซ้ำคำเตือนเท่านั้น จึงมิใช่การลงโทษซ้ำซ้อนในความผิดเดิมที่ได้ลงโทษตักเตือนเป็นหนังสือแต่อย่างใด โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 2 ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การที่โจทก์มีหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 กรณีที่จำเลยที่ 2 ขาดความรับผิดชอบในการบริหารงาน ขาดการประสานงานที่ดี ไม่สามารถนำเทคนิคในการปฏิบัติงานมาปรับใช้ในงานได้ ส่งผลให้งานในความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยไม่ประสบความสำเร็จและได้รับคำตำหนิจากลูกค้าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง และมีข้อความด้วยว่าหากจำเลยที่ 2 กระทำผิดซ้ำคำเตือนอีก โจทก์จะพิจารณาเลิกจ้างทันที โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เห็นได้ว่าโจทก์ลงโทษจำเลยที่ 2 ด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว การที่ต่อมาโจทก์มีหนังสือเลิกจ้าง ฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2559 อ้างว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับทำงาน ข้อ 24.1.3 อีก จึงเป็นการลงโทษซ้ำซ้อนกับความผิดเดิมที่ได้ลงโทษตักเตือนเป็นหนังสือไปแล้ว และมิใช่การกระทำผิดซ้ำคำเตือนภายใน 1 ปีนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 161/2559 ในส่วนที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 โจทก์ทำขึ้นโดยมีเจตนาเพื่อเป็นหลักฐานว่าโจทก์ได้มีการสอบสวนและพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำผิดซ้ำกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์เคยมีหนังสือตักเตือน ฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และ วันที่ 18 มิถุนายน 2558 เท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่าข้อความในหนังสือตักเตือน ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 มีลักษณะเป็นการบรรยายให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ตามหนังสือตักเตือนนี้เป็นการกระทำความผิดซ้ำกับที่โจทก์เคยมีหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และวันที่ 18 มิถุนายน 2558 โดยไม่ปรากฏข้อความใด ๆ ที่ระบุว่าโจทก์ออกหนังสือตักเตือนฉบับนี้เพื่อลงโทษทางวินัยจำเลยที่ 2 ดังนั้นการที่โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ในวันที่ 16 มีนาคม 2559 จึงไม่ใช่การลงโทษทางวินัยจำเลยที่ 2 ซ้ำซ้อนกับการออกหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 คำสั่งของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า หนังสือตักเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จะต้องประกอบด้วยข้อความซึ่งแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างให้เพียงพอที่ลูกจ้างจะเข้าใจการกระทำของตนและต้องมีข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้ลูกจ้างกระทำเช่นนั้นซ้ำอีก หากทำผิดซ้ำอีกจะถูกลงโทษ เมื่อพิจารณาหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่15 มีนาคม 2559 แล้ว แม้จะมีรูปแบบเช่นเดียวกับหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ก็ตาม แต่หนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 มีข้อความที่เป็นสาระสำคัญของหนังสือเตือนตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แตกต่างจากหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 กล่าวคือ หนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 นอกจากจะมีข้อความซึ่งแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งของโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างให้เพียงพอที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างจะเข้าใจการกระทำของตนว่า จากการสอบสวนเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2558 และวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ตามลำดับ จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดกฎระเบียบของโจทก์ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวด 7 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 24.1.3 แล้ว ในหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งสองฉบับดังกล่าวยังมีข้อความต่อไปด้วยว่า "...ดังนั้นเพื่อให้โอกาสพนักงานได้มีโอกาสปรับปรุงตัวอีกครั้ง บริษัทฯ พิจารณาลงโทษความผิดดังกล่าวข้างต้น ดังนี้คือ ออกหนังสือเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่หากในอนาคตพนักงานยังคงกระทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องดังกล่าวอีกบริษัทฯ จะลงโทษโดยอ้างอิงตามกฎหมายแรงงาน คือ การเลิกจ้างทันทีโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยหรือค่าบอกกล่าวล่วงหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น..." ซึ่งเป็นข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้จำเลยที่ 2 กระทำเช่นนั้นซ้ำ หากทำผิดซ้ำอีกโจทก์จะลงโทษด้วยการเลิกจ้างทันทีโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงเป็นหนังสือเตือนตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และเป็นการลงโทษทางวินัยจำเลยที่ 2 ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน บทที่ 2 โทษทางวินัย ข้อ 25.2 ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย แต่สำหรับหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 คงมีข้อความเฉพาะในส่วนที่แสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างจะเข้าใจการกระทำของตนว่าจากการสอบสวนเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2559 จำเลยที่ 2 ยอมรับต่อที่ประชุมว่าได้กระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน โดยไม่ยินยอมลงนามในหนังสือตักเตือนนี้โดยไม่มีข้อความที่ระบุในทำนองว่า โจทก์ยังให้โอกาสจำเลยที่ 2 มีโอกาสปรับปรุงตัวอีกครั้งและไม่ได้ระบุว่าโจทก์ได้ลงโทษทางวินัยสำหรับการกระทำความผิดครั้งนี้ของจำเลยที่ 2 อย่างไร ส่วนข้อความว่า "...ทั้งนี้พนักงานเคยมีประวัติการทำผิดกฎระเบียบของบริษัทฯ ดังกล่าว และบริษัทฯ ได้ดำเนินการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ตามหนังสือเตือนฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และวันที่ 28 (ที่ถูก วันที่ 18) มิถุนายน 2558 แต่ลูกจ้างยังคงกระทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องเดิม ซึ่งถือว่าบริษัทฯ ให้โอกาสพนักงานในการแก้ไขปรับปรุงตัวแล้ว แต่พนักงานยังคงกระทำผิดซ้ำคำเตือนเรื่องเดิมในเรื่องการขาดความรับผิดชอบในการบริหาร ซึ่งบริษัทฯ ได้แจ้งเตือนแล้วว่า หากพนักงานกระทำผิดซ้ำคำเตือนอีก บริษัทฯ จะพิจารณาตามกฎหมายแรงงาน คือการเลิกจ้างทันทีโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยหรือค่าบอกกล่าวใด ๆ ทั้งสิ้น..." มีลักษณะเป็นเพียงการอ้างอิงถึงประวัติการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 ครั้งที่ผ่านมา และโจทก์เคยให้โอกาสจำเลยที่ 2 ปรับปรุงตัวด้วยการลงโทษทางวินัยด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือแล้วเท่านั้น หาได้เป็นข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้ลูกจ้างกระทำเช่นนั้นซ้ำอีก หากทำผิดซ้ำอีกจะถูกลงโทษด้วยไม่ ทั้งไม่มีข้อความในส่วนใดที่แสดงให้เห็นว่าหนังสือตักเตือนฉบับนี้เป็นกรณีที่โจทก์ได้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานบทที่ 2 โทษทางวินัยข้อ 25 ด้วย หนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 จึงไม่เป็นหนังสือเตือนตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และไม่ใช่การลงโทษทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน บทที่ 2 โทษทางวินัยข้อ 25.2 ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ด้วยเช่นเดียวกัน หนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 จึงเป็นเพียงหนังสือที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซ้ำกับที่โจทก์เคยมีหนังสือเตือนจำเลยที่ 2 ตามหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 และโจทก์ย่อมมีสิทธิลงโทษสถานหนักด้วยการเลิกจ้างจำเลยที่ 2 โดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ตามที่เคยเตือนไว้ในหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ดังนั้นการที่โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ในวันที่ 16 มีนาคม 2559 จึงไม่ใช่การลงโทษทางวินัยจำเลยที่ 2 ซ้ำซ้อนกับการออกหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ระหว่างวันที่ 27 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ดูแลจัดการบริหารงานในโครงการต่าง ๆ ที่โจทก์รับจ้างทำงานให้แก่ผู้ว่าจ้าง แต่จำเลยที่ 2 ไม่จัดให้มีพนักงานของโจทก์เข้าไปปฏิบัติงานล้างถังเก็บน้ำมันให้แก่ลูกค้าของโจทก์ และมีการทิ้งวัสดุและอุปกรณ์การทำงานไว้ในพื้นที่ปฏิบัติงาน อันเป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 24.1.3 ตามหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ต่อมาประมาณเดือนมีนาคม 2559 จำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมและดูแลงานด้านของเสียหรือขยะอุตสาหกรรม แต่จำเลยที่ 2 ขาดการประสานงานกับพนักงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ และขาดประสานงานกับพนักงานของลูกค้าของโจทก์เกี่ยวกับการขนย้ายของเสีย อันเป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 24.1.3 ซึ่งเป็นการกระทำผิดในหน้าที่ของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการดูแลรับผิดชอบเอาใจใส่งานในโครงการของลูกค้าของโจทก์ให้ถูกต้องครบถ้วนตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 24.1.3 ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดทั้งสองครั้งในเรื่องเดียวกัน เมื่อโจทก์เคยมีหนังสือเตือนจำเลยที่ 2 มาก่อนแล้วจำเลยที่ 2 กระทำผิดในเรื่องเดียวกันอีกภายในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 กระทำผิดตามหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 2 ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย คำสั่งของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การที่โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2559 เป็นการลงโทษซ้ำซ้อนกับความผิดเดิมที่โจทก์ได้ลงโทษจำเลยที่ 2 ด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือตามหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 และมิใช่การกระผิดซ้ำคำเตือนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำผิดตามมาตรา119 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2 คำสั่งของจำเลยที่ 1 ชอบแล้วนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 161/2559 เฉพาะในส่วนที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นางสาว ป. ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายอาทิตย์ พนาจันทร์
- นายวิชชุพล สุขสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3766/2564
#681553
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงซื้อสินค้าทั้งห้ารายการจากโจทก์ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อของตนและประทับตราของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาท 5 ฉบับ ให้แก่โจทก์โดยมอบให้แก่พนักงานขายของโจทก์ แล้วพนักงานขายของโจทก์ออกใบรับเงินค่าสินค้าทั้งห้ารายการมอบให้แก่จำเลยทั้งสองย่อมก่อให้เกิดสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และมีผลบังคับโดยสมบูรณ์นับแต่เวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีหนี้ที่จะต้องชำระแก่โจทก์คือการชำระราคาค่าสินค้าที่ซื้อ และโจทก์มีหนี้ที่จะต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 คือการส่งมอบสินค้าที่ซื้อขาย ส่วนจำเลยที่ 1 กับโจทก์จะตกลงให้ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายหรือจะชำระราคากันเมื่อใดนั้น ไม่เกี่ยวกับความสมบูรณ์และบังคับได้ของสัญญาซื้อขาย สัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์จึงเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายตั้งแต่เวลาที่จำเลยทั้งสองกับโจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายกันดังกล่าว เมื่อความปรากฏว่า โจทก์มอบสินค้าที่ซื้อขายให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 4 รายการ ในวันที่ 12 เมษายน 2561 อันเป็นวันเดียวกับวันที่โจทก์ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 1 อีก 1 รายการ ในวันที่ 25 เมษายน 2561 จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องชำระราคาซื้อขายสินค้าทั้งห้ารายการให้แก่โจทก์ภายในวันที่ลงในเช็คแต่ละฉบับ เมื่อเช็คพิพาททั้งห้าฉบับถูกธนาคารปฏิเสธการใช้เงินเพราะจำเลยทั้งสองเปลี่ยนลายมือชื่อผู้มีสิทธิสั่งจ่ายเช็คของจำเลยที่ 1 ก่อนที่จะถึงวันที่ลงในเช็คฉบับที่ 1 เพียง 1 วัน และจำเลยทั้งสองมีคำสั่งห้ามมิให้ธนาคารใช้เงินตามเช็ค การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น และออกเช็คโดยห้ามมิให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริตตามฟ้องโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และนับโทษจำเลยทั้งสองในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2288/2562 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (5) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 60,000 บาท รวม 5 กระทง เป็นปรับ 300,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 20 เดือน คำให้การและทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสี่สำหรับจำเลยที่ 1 คงปรับ 225,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 คงจำคุก 15 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 2288/2562 ของศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 1 ศาลพิพากษาลงโทษปรับ คำขอให้นับโทษต่อสำหรับจำเลยที่ 1 จึงให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อสินค้าประเภทกล่องรับสัญญาณดาวเทียมมินิสกายและเอชดีไวร์จากโจทก์ 5 รายการ แล้วจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์สำหรับสินค้าแต่ละรายการรวม 5 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 เป็นเงิน 585,000 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2561 เป็นเงิน 546,000 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 เป็นเงิน 585,000 บาท ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 เป็นเงิน 546,000 บาท และฉบับที่ 5 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 เป็นเงิน 585,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,847,000 บาท ตามต้นฉบับเช็คและใบรับเงิน ขณะที่สั่งจ่ายเช็ค จำเลยที่ 2 ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่เป็นผู้อำนาจสั่งจ่ายเช็คจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2561 จำเลยทั้งสองยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จากชื่อจำเลยที่ 2 เป็นนางสาว ช. ต่อมาเมื่อถึงกำหนดวันที่ลงในเช็คแต่ละฉบับ โจทก์นำเช็คไปยื่นแก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงินแต่ธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คทุกฉบับ โดยเช็คฉบับที่ 1 ธนาคารให้เหตุผลว่ามีเงินในบัญชีพอจ่าย แต่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะมีคำสั่งระงับการจ่าย เช็คฉบับที่ 2 และที่ 3 ธนาคารให้เหตุผลว่ามีเงินในบัญชีพอจ่าย แต่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายไม่ถูกต้องตามที่เงื่อนไขที่ให้ไว้กับธนาคาร เช็คฉบับที่สี่และที่ห้า ธนาคารให้เหตุผลว่าเพราะลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายไม่ถูกต้องตามที่เงื่อนไขที่ให้ไว้กับธนาคาร ประกอบกับไม่มีเงินในบัญชีพอจ่าย คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองต้องด้วยองค์ประกอบความผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าขณะที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อของตนและประทับตราของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งห้าฉบับแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองกับโจทก์เพียงแต่ตกลงซื้อขายสินค้าแล้วเสร็จเท่านั้น แต่โจทก์ยังมิได้ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายให้แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงยังไม่มีหน้าที่ต้องชำระราคาซื้อขายแก่โจทก์ เมื่อหนี้ของจำเลยทั้งสองยังไม่ถึงกำหนดชำระในขณะที่จำเลยทั้งสองออกเช็คหนี้ดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมายอันเป็นองค์ประกอบความผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงซื้อสินค้าทั้งห้ารายการจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อของตนและประทับตราของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาท 5 ฉบับ ให้แก่โจทก์โดยมอบให้แก่พนักงานขายของโจทก์แล้วพนักงานขายของโจทก์ออกใบรับเงินค่าสินค้าทั้งห้ารายการลงวันที่ 12 เมษายน 2561 มอบให้แก่จำเลยทั้งสอง ย่อมก่อให้เกิดสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และมีผลบังคับโดยสมบูรณ์ตั้งแต่เวลาดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 มีหนี้ที่จะต้องชำระแก่โจทก์คือการชำระราคาค่าสินค้าที่ซื้อ และโจทก์มีหนี้ที่จะต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 คือการส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายในขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ซื้อมีสิทธิเรียกให้โจทก์ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายเมื่อถึงกำหนดเวลาส่งมอบ ส่วนโจทก์ในฐานะผู้ขายมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระราคาตามเวลาที่กำหนด ส่วนจำเลยที่ 1 กับโจทก์จะตกลงให้ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายหรือจะชำระราคากันเมื่อใดนั้น เป็นคนละเรื่องไม่เกี่ยวกับความสมบูรณ์และบังคับได้ของสัญญาซื้อขายแต่อย่างใดสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์จึงเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายตั้งแต่เวลาที่จำเลยทั้งสองกับโจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายกันดังกล่าวแล้ว เมื่อความปรากฏว่าโจทก์ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 4 รายการ ในวันที่ 12 เมษายน 2561 อันเป็นวันเดียวกับวันที่โจทก์ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 1 อีก 1 รายการ ในวันที่ 25 เมษายน 2561 จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องชำระราคาซื้อขายสินค้าทั้งห้ารายการให้แก่โจทก์ภายในวันที่ลงในเช็คแต่ละฉบับ เมื่อเช็คพิพาททั้งห้าฉบับถูกธนาคารปฏิเสธการใช้เงินเพราะจำเลยทั้งสองเปลี่ยนลายมือชื่อผู้มีสิทธิสั่งจ่ายเช็คของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 14 มิถุนายน 2561 อันเป็นวันก่อนที่จะถึงวันที่ลงในเช็คฉบับที่ 1 เพียง 1 วัน และจำเลยทั้งสองมีคำสั่งห้ามมิให้ธนาคารใช้เงินตามเช็ค การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น และออกเช็คโดยห้ามมิให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริตตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายอุทัย พิศวง
ศาลอุทธรณ์ — นายสนอง เล่าศรีวรกต
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3755/2564
#664267
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 10 ฉบับแต่ละฉบับเกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายน 2551 ถึงเดือนกรกฎาคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตาม พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออกจนถึงวันที่นำเงินมาชำระ.." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "…โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 คงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 22 ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามฟ้อง รวม 139,127,286.59 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้าที่ชำระขาดตามใบขนสินค้าขาเข้า 10 ฉบับ จำนวน 1,220,661 บาท 1,220,661 บาท 1,219,568 บาท 1,104,763 บาท 1,388,818 บาท 1,388,818 บาท 1,388,818 บาท 1,280,078 บาท 1,265,109 บาท และ 1,280,078 บาท ตามลำดับ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวมจำนวน 125,022,250 บาท ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของอากรที่ต้องเสียเพิ่มโดยไม่คิดทบต้น จำนวน 1,220,661 บาท นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2551 เป็นต้นไป จำนวน 1,220,661 บาท นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2551 เป็นต้นไป จำนวน 1,219,568 บาท นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2551 เป็นต้นไป จำนวน 1,104,763 บาท นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไป จำนวน 1,388,818 บาท นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป จำนวน 1,388,818 บาท นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป จำนวน 1,388,818 บาท นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป จำนวน 1,280,078 บาท นับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไป จำนวน 1,265,109 บาท นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไป จำนวน 1,280,078 บาท นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไป จนถึงวันที่จำเลยนำเงินมาชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียเพิ่มแต่ละจำนวนดังกล่าว และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 7 เมษายน 2551 ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 จำเลยนำเข้ารถยนต์นั่งใหม่โดยทางเรือ และยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 10 ฉบับ ภายหลังจากตรวจปล่อยแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจพบว่า จำเลยสำแดงราคารถยนต์ดังกล่าวต่ำกว่าราคาที่บริษัท อ. เคยนำเข้ารถยนต์คันดังกล่าวและส่งกลับออกไปต่างประเทศ เป็นเหตุให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรขาดไป คิดเป็นเงินค่าอากรขาเข้า 12,757,372 บาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 4,465,081 บาท ค่าภาษีสรรพสามิต 31,893,431 บาท และค่าภาษีเพื่อมหาดไทย 3,189,342 บาท รวมเป็นเงิน 52,305,226 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 แจ้งการประเมินภาษีอากรแก่จำเลยตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) จำเลยได้รับแจ้งการประเมินโดยชอบแล้ว แต่มิได้อุทธรณ์การประเมินและไม่ได้ชำระเงินตามการประเมินดังกล่าว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสามว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยให้จำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้านับแต่วันที่ส่งมอบรถยนต์ถึงวันที่จำเลยนำเงินมาชำระโดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มนั้นชอบหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 10 ฉบับ แต่ละฉบับเกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายน 2551 ถึงเดือนกรกฎาคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออกจนถึงวันที่นำเงินมาชำระ.." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 คงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่คำนวณจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 แต่จำเลยไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่คำนวณนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 เว้นแต่ เมื่อคำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 แล้ว เงินเพิ่มอากรขาเข้า ยังไม่เท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินก็ให้คำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าต่อไป จนกว่าจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูชัย สุทธิสว่างวงศ์
- นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
วรงค์พร จิระภาค
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3724/2564
#685058
เปิดฉบับเต็ม

ค่าขาดแรงงานในครัวเรือน ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 445 เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 บรรยายคำร้องว่า ค่าขาดทำการงานให้เป็นคุณแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลในครัวเรือน และนำสืบว่า ผู้ตายประกอบอาชีพทำสวน มีสวนยางพารา 15 ไร่ มีรายได้เดือนละประมาณ 25,000 บาท จึงฟังได้ว่า ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายได้ประกอบอาชีพทำสวนยางพาราเลี้ยงดูโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นการงานที่ผู้ตายกระทำในครัวเรือนเป็นประโยชน์แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 แต่ผู้ตายหามีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องทำการงานให้เป็นคุณในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 445 โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดแรงงานตามคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ก. และเด็กชาย ธ. บุตรนายสุรชัย ผู้ตาย กับนาย ส. บิดาผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืน โจทก์ร่วมทั้งสามไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสามยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะนางสาว ก. และเด็กชาย ธ. คนละ 500,000 บาท ค่าขาดทำงานให้เป็นคุณแก่นางสาว ก. และเด็กชาย ธ. ซึ่งเป็นบุคคลในครัวเรือน คนละ 250,000 บาท ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการทำศพและค่าปลงศพเป็นเงิน 250,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนของนางสาว ก. เป็นเงิน 1,000,000 บาท เด็กชาย ธ. เป็นเงิน 1,000,000 บาท และนาย ส. เป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ร่วมที่ 3 ถึงแก่ความตาย นางสาวอุบลรัตน์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 43 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 60, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาด เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบของกลาง ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 700,000 บาท (ที่ถูก ให้จำเลยชำระค่าปลงศพแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้อง 100,000 บาท และชำระค่าขาดไร้อุปการะกับค่าขาดแรงงานในครัวเรือนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นเงินคนละ 300,000 บาท) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 ธันวาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามและผู้ร้อง (ที่ถูก โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้อง) ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 ผู้ร้อง และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 ผู้ร้อง และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตเป็นประหารชีวิตนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ฎีกาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว และที่จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องซึ่งรวมถึงความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตด้วย เมื่อความผิดฐานดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาจำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยในข้อดังกล่าว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาดกับจำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 มีพิรุธไม่สามารถเชื่อได้โดยสนิทใจว่าผู้เสียหายที่ 2 เห็นเหตุการณ์ตามที่เบิกความ คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ขัดกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 นายเพชร และนายสมพร ซึ่งฟังได้ว่าขณะที่เสียงปืนดังขึ้น 3 นัด ผู้เสียหายที่ 2 กำลังร้องเพลงคู่กับผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งต้องหันหลังให้ผู้ที่นั่งรับประทานอาหารจึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้เสียหายที่ 2 จะหันไปเห็นจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เมื่อพิเคราะห์บาดแผลของผู้เสียหายทั้งสองแล้ว แสดงว่าขณะผู้เสียหายทั้งสองถูกกระสุนปืนนั้น ผู้เสียหายทั้งสองต้องยืนอยู่ใกล้กัน คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่ว่าไม่ได้ยืนใกล้ผู้เสียหายที่ 1 จึงเชื่อถือไม่ได้ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ยืนใกล้ผู้เสียหายที่ 1 และกำลังร่วมกันร้องเพลงจึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้เสียหายที่ 2 จะเห็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ผู้เสียหายที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวนไม่ตรงกับที่เบิกความในเรื่องสีของอาวุธปืนและการนั่งในงานเลี้ยง หากผู้เสียหายที่ 2 เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงต้องให้การต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความตรงกัน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 มีพิรุธไม่อาจเชื่อถือได้ว่าจำเลยเป็นคนร้าย เมื่อจำเลยไม่ใช่ผู้กระทำความผิดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้องนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 มีผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายนั่งอยู่ใกล้นายศุภพงศ์ ส่วนจำเลยนั่งฝั่งตรงข้าม ต่อมาเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ผู้ตายขยับจากฝั่งตรงข้ามมานั่งใกล้จำเลย ผู้เสียหายที่ 2 เดินออกไปขอเพลงที่นายเพชร เมื่อเดินกลับมาเห็นจำเลยกับผู้ตายลุกขึ้นยืนคุยกอดกันแล้วผู้เสียหายที่ 2 ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จำเลยกับผู้ตายล้มลงไปด้วยกันและมีเสียงปืนดังขึ้นอีก 1 นัด จากนั้นมีเสียงปืนดังขึ้นอีก 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 2 แล้วจำเลยลุกขึ้นยืนเดินออกจากที่เกิดเหตุไป และผู้เสียหายที่ 2 ให้การชั้นสอบสวนว่า จำเลยและผู้ตายนั่งดื่มสุราติดกันแล้วทั้งคู่ลุกขึ้นยืน ผู้ตายกอดคอจำเลย แล้วจำเลยชักอาวุธปืนออกจากกระเป๋ากางเกงมาถือด้วยมือซ้ายทิ่มไปที่หน้าอกของผู้ตายแล้วเหนี่ยวไกปืนทันที ทำให้จำเลยและผู้ตายล้มลงไปด้วยกัน แล้วจำเลยได้ขึ้นนั่งทับผู้ตายและยิงซ้ำอีกนัด และมีการยิงอีกนัด กระสุนปืนจึงไปถูกผู้เสียหายทั้งสอง เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 มีผู้เสียหายที่ 2 เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่หากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 มีน้ำหนักมั่นคงประกอบด้วยเหตุผลน่าเชื่อถือก็สามารถรับฟังลงโทษจำเลยได้ เมื่อพิเคราะห์รายงานการชันสูตรพลิกศพ ซึ่งระบุว่า บาดแผลกระสุนทางเข้า รวม 2 แห่ง บริเวณ 3.1 หน้าใบหูขวา ระดับหางตา ห่างจากหางตาขวา 2.0 เซนติเมตร ขนาด 0.9 X 0.6 เซนติเมตร ร่วมกับพบรอยสักดินปืนและรอยแดง ๆ ที่เกิดจากการไหม้รอบบาดแผล กระสุนปืนทะลุหนังศีรษะและกะโหลกศีรษะบริเวณกระดูกขมับขวาและกระดูกเบ้าตาขวา ถากสมองกลีบขมับขวาแล้วไปฝังอยู่บริเวณฐานกะโหลกศีรษะซีกขวาหลังกระดูกเบ้าตา 3.2 หน้าอกด้านขวา ห่างจากแนวกึ่งกลางหน้าอกมาทางด้านขวา 2.0 เซนติเมตร สูงจากระดับราวนม 9.5 เซนติเมตร ขนาด 0.9 X 0.4 เซนติเมตร ร่วมกับพบรอยประทับปากกระบอกปืนรอบบาดแผล กระสุนปืนทะลุผิวหนังและกล้ามเนื้อหน้าอกด้านขวา ทะลุกระดูกซี่โครงซีกขวาด้านหน้าซี่ที่ 1 และที่ 2 ตัดขั้วหัวใจบริเวณห้องบนขวา ทะลุปอดขวากลีบบนและข้อต่อระหว่างกระดูกซี่โครงซีกขวาซี่ที่ 7 และกระดูกสันหลังระดับอกข้อที่ 7 ทะลุกล้ามเนื้อหลังแล้วไปฝังอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณใต้สะบักขวา เช่นนี้ การที่พบรอยสักดินปืนและรอยแดง ๆ ที่เกิดจากการไหม้รอบบาดแผลกับรอยประทับปากกระบอกปืนรอบบาดแผลของผู้ตาย บ่งชี้ให้เห็นว่าขณะที่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้น คนร้ายต้องอยู่ประชิดตัวผู้ตาย ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 ดังกล่าวข้างต้นที่ว่าผู้ตายและจำเลยยืนกอดกันแล้วจำเลยยิงผู้ตาย เมื่อจำเลยกับผู้ตายล้มลงแล้ว จำเลยนั่งทับผู้ตายแล้วยิงผู้ตายอีก ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ถามค้านว่า ขณะเกิดเหตุภายในบ้านที่เกิดเหตุเปิดไฟประมาณ 3 ดวง ซึ่งแสงไฟส่องสว่างสามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน เป็นหลอดไฟนีออนยาว ส่วนด้านหน้าเป็นหลอดสั้น เมื่อจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้เถียงเกี่ยวกับแสงสว่างจากไฟฟ้าในที่เกิดเหตุ จึงฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากไฟฟ้าสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 อยู่ห่างจากจุดที่จำเลยยิงผู้ตายประมาณ 2 เมตรดังคำเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ถามค้าน เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 2 เห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 จึงมีน้ำหนักมั่นคงประกอบด้วยเหตุผลน่าเชื่อถือ ส่วนที่ผู้เสียหายที่ 1 นายเพชร และนายสมพร เบิกความว่า ขณะเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด ผู้เสียหายที่ 2 กำลังร้องเพลงคู่กับผู้เสียหายที่ 1 นั้น เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ลุกขึ้นไปขอเพลงกับนายเพชร ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ และได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 ถึง 3 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 ที่ขาขวา แต่เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านและทนายโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ถามติงว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ร้องเพลงคู่อยู่กับผู้เสียหายที่ 2 นายเพชร เบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองยืนร้องเพลงอยู่ด้วยกัน และผู้เสียหายที่ 2 ได้เดินลงจากบริเวณที่พยานอยู่แล้ว แต่เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ผู้เสียหายทั้งสองร้องเพลงยังไม่ทันจบจึงมีการแตกตื่นชุลมุน ซึ่งมีการวิ่งออกทางประตูด้านหน้าเพียงทางเดียว ซึ่งพยานก็เช่นกัน นายสมพร เบิกความว่า ขณะที่พยานกำลังเต้นรำอยู่ที่หน้าคาราโอเกะ มีผู้เสียหายทั้งสองร้องเพลง พยานได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมาจากด้านหลัง 3 นัด พยานได้วิ่งออกไปข้างนอก แต่ให้การชั้นสอบสวน ว่า เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ขณะที่พยานนั่งดื่มสุราและรู้สึกมึนเมาแล้วเนื่องจากดื่มสุราขาวและสุราแดง พยานได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด ติด ๆ กัน ดังมาจากทางที่ผู้ตายนั่ง พยานรู้สึกตกใจลุกจากโต๊ะยืนขึ้น เห็นร่างของผู้ตายนอนที่พื้นแล้ว ซึ่งนายสมพรเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ว่า พยานอ่านบันทึกคำให้การ และเข้าใจข้อความดี แสดงให้เห็นถึงคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 นายเพชร และนายสมพร ไม่อยู่กับร่องกับรอยจึงไม่มีน้ำหนักอันควรแก่การเชื่อถือรับฟังไม่ได้ว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 กำลังร้องเพลงคู่กับผู้เสียหายที่ 1 และที่ผู้เสียหายที่ 2 ให้การชั้นสอบสวนต่อพนักงานสอบสวนไม่ตรงกับที่เบิกความในเรื่องสีของอาวุธปืนและการนั่งในงานเลี้ยงนั้นก็เป็นเพียงรายละเอียดมิใช่สาระสำคัญจนถึงกับทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 มีน้ำหนักลดน้อยลงไป พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 นำสืบจึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายและกระสุนพลาดไปถูกผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาด เมื่อข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้อง จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้อง ฎีกาจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่ามีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาดกับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้องมีว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้องเพียงใด โดยโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้องฎีกาขอให้ศาลฎีกากำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้องตามคำร้องนั้น โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับผู้ร้องมีนางสาวอรอุมา ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เบิกความว่า ก่อนตายผู้ตายส่งเสียโจทก์ร่วมที่ 1 เดือนละประมาณ 6,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 2 เดือนละประมาณ 4,000 บาท ผู้ตายไม่มีโรคประจำตัว ประกอบอาชีพทำสวน มีสวนยางพารา 15 ไร่ มีรายได้เดือนละประมาณ 25,000 บาท พยานประกอบพิธีศพผู้ตายประมาณ 5 วัน เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 100,000 บาท แต่ไม่ได้ทำบันทึกไว้เป็นหลักฐาน สำหรับค่าปลงศพ เห็นว่า นางสาวอรอุมา เบิกความถึงค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น โดยไม่มีพยานหลักฐานภาพถ่ายและหลักฐานการชำระเงินหรือรายละเอียดค่าใช้จ่ายใด ๆ มาแสดงต่อศาล ทั้งยังเบิกความรับว่าเสียค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพเป็นเงินประมาณ 100,000 บาทด้วย ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น เป็นเงิน 100,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ค่าขาดไร้อุปการะ เห็นว่า เมื่อผู้ตายมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามกฎหมาย โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จึงมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสาม ซึ่งศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามสมควรได้ เมื่อพิจารณาถึงอายุของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ซึ่งขณะเกิดเหตุมีอายุ 16 ปี และ 3 ปี ตามลำดับ ส่วนผู้ตายมีอายุ 37 ปี ย่อมเห็นได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 มีโอกาสได้รับอุปการะตามกฎหมายได้ไม่น้อยกว่า 4 ปี และ 17 ปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 คนละ 200,000 บาทนั้น จึงยังไม่เหมาะสม เห็นสมควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 300,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 500,000 บาท ส่วนค่าขาดแรงงานในครัวเรือน ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 445 เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 บรรยายคำร้องว่า ค่าขาดทำการงานให้เป็นคุณแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลในครัวเรือน และนำสืบว่า ผู้ตายประกอบอาชีพทำสวน มีสวนยางพารา 15 ไร่ มีรายได้เดือนละประมาณ 25,000 บาท จึงฟังได้ว่า ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายได้ประกอบอาชีพทำสวนยางพาราเลี้ยงดูโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นการงานที่ผู้ตายกระทำในครัวเรือนเป็นประโยชน์แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 แต่ผู้ตายหามีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องทำการงานให้เป็นคุณในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 445 โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดแรงงานตามคำร้อง กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ที่ขอให้ศาลฎีกากำหนดค่าขาดแรงงานเพิ่มขึ้น ฎีกาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2564 มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ใช้บังคับ โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้งให้ใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละสามต่อปี และในกรณีหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่จำเลยต้องร่วมกันรับผิดจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน 900,000 บาทและให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 ธันวาคม 2559) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องแต่อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หากกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามนั้น ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 445
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
โจทก์ร่วม — นางสาว ก. กับพวก
ผู้ร้อง — นาย ส. โดยนางสาว อ. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายศุภโชค ก่อเกื้อ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3721/2564
#667224
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ให้ผู้รับประเมินชำระภาษีปีละครั้งตามค่ารายปีของทรัพย์สิน มาตรา 8 วรรคสาม วางหลักว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่าให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้... ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์..." ซึ่งคดีนี้ข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2560 สำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่โดยไม่แสดงขนาดพื้นที่ แสดงจำนวนร้านค้าขาดไปและโจทก์นำส่งสัญญาเช่าร้านค้าที่อยู่ในพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ไม่ครบถ้วน ค่าเช่าที่โจทก์แสดงหลักฐานสัญญาเช่าจึงมิใช่จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรจะให้เช่าได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยย่อมมีอำนาจประเมินค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์โดยเทียบเคียงกับค่ารายปีทรัพย์สินของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งมีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันได้ โดยในการนำทรัพย์สินมาเทียบเคียงกันนั้น ทรัพย์ที่มีขนาดและพื้นที่เท่ากันควรจะมีค่ารายปีและค่าภาษีที่เท่ากันหรืออย่างน้อยต้องมีความใกล้เคียงกันจึงจะตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แต่เมื่อได้ความจาก ร. เจ้าพนักงานประเมินพยานจำเลยว่า จำเลยทำการประเมินภาษีโจทก์โดยการนำค่ารายปีเฉลี่ยที่เทียบเคียงได้จากห้างสรรพสินค้า ท. ให้เช่าพื้นที่ขนาดใหญ่ ในปีภาษี 2558 มาเป็นฐานในการคำนวณภาษี โดยใช้วิธีการนำค่ารายปีที่ห้างสรรพสินค้า ท. ให้เช่าพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ในแต่ละร้านมาหารด้วยจำนวนเดือนที่ห้างสรรพสินค้า ท. นำออกให้เช่าแล้วหารด้วยพื้นที่ที่ได้จากการวัดจริงของร้านนั้น ๆ ในห้างสรรพสินค้า ท. จะได้ค่าเฉลี่ยต่อเดือนของร้านค้านั้น แล้วนำค่าเช่าเฉลี่ยทั้งหมดมารวมกัน ได้ค่าเฉลี่ยรวมทั้งสิ้น 80,561 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือนต่อ 36 ร้าน จะได้ค่าเช่าเฉลี่ย 2,238 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน เมื่อนำมาคำนวณกับพื้นที่ของโจทก์แล้ว คิดเป็นค่ารายปี 76,383,808 บาท ค่าภาษี 9,547,976 บาท จึงเห็นได้ว่าวิธีการที่จำเลยใช้ค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนต่อร้านมารวมคำนวณแล้วหารด้วยจำนวนร้านเป็นวิธีการคำนวณที่ไม่คำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยของแต่ละร้านทั้งที่มีพื้นที่ใช้สอยแตกต่างกันจึงทำให้ไม่สะท้อนถึงค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่รวมของทุกร้านอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากการนำค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนตามวิธีการคำนวณของจำเลยไปใช้คำนวณกับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งเป็นทรัพย์สินเทียบเคียง กลับได้ค่ารายปีและค่าภาษีไม่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่ห้างสรรพสินค้า ท. ได้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลย ซึ่งวิธีการคำนวณที่เหมาะสมเมื่อนำค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนไปใช้กับทรัพย์สินที่มีขนาดหรือพื้นที่เท่ากับพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า ท. แล้ว ทรัพย์สินนั้นก็ควรจะมีค่ารายปีและค่าภาษีที่ใกล้เคียงหรือเท่ากับค่ารายปีและค่าภาษีของห้างสรรพสินค้า ท. วิธีการที่จำเลยใช้ในการหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนเพื่อนำมาคำนวณหาค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์จึงไม่เหมาะสม สำหรับวิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนั้น เป็นการนำค่ารายปีของทุกร้านที่เช่าพื้นที่ในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของห้างสรรพสินค้า ท. มาหารพื้นที่รวมของทุกร้านเพื่อหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนของพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ก่อนแล้วค่อยนำไปคำนวณกับพื้นที่ของโจทก์และระยะเวลาการใช้ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณที่คำนึงถึงค่าเช่าพื้นที่ของแต่ละร้านประกอบกัน จึงเป็นวิธีการคำนวณหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่รวมของทุกร้านในส่วนของพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่แล้ว เพราะเมื่อนำกลับไปคำนวณกับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของห้างสรรพสินค้า ท. แล้วจะได้ค่าภาษีที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงกับค่าภาษีของห้างสรรพสินค้า ท. วิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงเป็นวิธีการที่เหมาะสม และคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้นและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

หนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน ปกติโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 39 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ท่านให้คืนเงินส่วนที่ลดนั้นภายในสามเดือน โดยไม่คิดค่าอย่างใด" จึงเป็นบทยกเว้นความรับผิดเกี่ยวกับดอกเบี้ยของจำเลยที่จะต้องชำระแก่โจทก์ แต่มีระยะเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้น เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว หากจำเลยยังไม่ชำระ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดตามกฎหมายแก่จำเลยได้ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยจึงชอบแล้ว แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดให้หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งปัจจุบันอัตราร้อยละห้าต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าวและอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 อาจปรับเปลี่ยนโดย พระราชกฤษฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2560 ที่ กจ 52002/1765 และเพิกถอนคำชี้ขาดการพิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2560 ที่ กจ 52002/3354 กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 7,946,830.48 บาท ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยเพิกเฉยไม่คืนภายในกำหนด ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดโดยให้กำหนดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 4,025,849.26 บาท และให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์ 6,848,310.74 บาท ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการค้าด้านสินค้าอุปโภคบริโภคหรือห้างสรรพสินค้าเพื่อการจำหน่ายส่งและจำหน่ายปลีก รวมทั้งให้เช่า ให้เช่าช่วงอาคารสำนักงานเพื่อใช้เป็นสำนักงานหรือสถานประกอบการค้า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2560 สำหรับทรัพย์สินที่โจทก์ใช้ดำเนินกิจการห้างสรรพสินค้า บ. จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินดังกล่าวประจำปีภาษี 2560 แก่โจทก์ ประเมินเรียกเก็บภาษีจากโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ 7 รายการ คิดค่ารายปีพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก ศูนย์อาหาร เครื่องเล่นเด็ก และลานจอดรถของโจทก์ โดยการเทียบเคียงกับค่าเช่าพื้นที่เฉลี่ยต่อตารางเมตรในแต่ละพื้นที่ของบริษัท อ. หรือห้างสรรพสินค้า ท. ส่วนพื้นที่เก็บสินค้าและพื้นที่ที่โจทก์ประกอบการค้าเอง จำเลยคิดค่ารายปีเป็นกรณีหาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง เป็นค่ารายปี 86,993,280 บาท ภาษีโรงเรือนและที่ดิน 10,874,160 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่โดยขอให้ลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินลงเหลือ 2,927,329.52 บาท คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินมีมติให้ยืนตามการประเมินและมีหนังสือแจ้งคำชี้ขาดแก่โจทก์ ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินให้แก่จำเลยแล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้โดยโต้แย้งเฉพาะการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินทรัพย์สิน 3 รายการ ได้แก่ พื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก และพื้นที่ศูนย์อาหาร ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีอำนาจกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับทรัพย์สินดังกล่าวโดยเทียบเคียงกับค่ารายปีของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งมีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันได้ และการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพื้นที่ให้เช่าขนาดเล็กและพื้นที่ศูนย์อาหารของโจทก์ตามการประเมินชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแล้ว โจทก์ไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดเล็กและพื้นที่ศูนย์อาหาร ข้อเท็จจริงในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดเล็กและพื้นที่ศูนย์อาหารจึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า วิธีกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ในโรงเรือนของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ให้ผู้รับประเมินชำระภาษีปีละครั้งตามค่ารายปีของทรัพย์สิน มาตรา 8 วรรคสาม วางหลักว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้... ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์..." ซึ่งคดีนี้ข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2560 สำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่โดยไม่แสดงขนาดพื้นที่ แสดงจำนวนร้านค้าขาดไปและโจทก์นำส่งสัญญาเช่าร้านค้าที่อยู่ในพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ไม่ครบถ้วน ค่าเช่าที่โจทก์แสดงหลักฐานสัญญาเช่าจึงมิใช่จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรจะให้เช่าได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยย่อมมีอำนาจประเมินค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์โดยเทียบเคียงกับค่ารายปีทรัพย์สินของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งมีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันได้ โดยในการนำทรัพย์สินมาเทียบเคียงกันนั้น ทรัพย์ที่มีขนาดและพื้นที่เท่ากันควรจะมีค่ารายปีและค่าภาษีที่เท่ากันหรืออย่างน้อยต้องมีความใกล้เคียงกันจึงจะตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แต่เมื่อได้ความจากนางรณิดา เจ้าพนักงานประเมินพยานจำเลยว่า จำเลยทำการประเมินภาษีโจทก์โดยการนำค่ารายปีเฉลี่ยที่เทียบเคียงได้จากบริษัท อ. หรือห้างสรรพสินค้า ท. ให้เช่าพื้นที่ขนาดใหญ่ ในปีภาษี 2558 มาเป็นฐานในการคำนวณภาษี โดยใช้วิธีการนำค่ารายปีที่ห้างสรรพสินค้า ท. ให้เช่าพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ในแต่ละร้านมาหารด้วยจำนวนเดือนที่ห้างสรรพสินค้า ท. นำออกให้เช่าแล้วหารด้วยพื้นที่ที่ได้จากการวัดจริงของร้านนั้น ๆ ในห้างสรรพสินค้า ท. จะได้ค่าเฉลี่ยต่อเดือนของร้านค้านั้น แล้วนำค่าเช่าเฉลี่ยทั้งหมดมารวมกัน ได้ค่าเฉลี่ยรวมทั้งสิ้น 80,561 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน ต่อ 36 ร้าน จะได้ค่าเช่าเฉลี่ย 2,238 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน เมื่อนำมาคำนวณกับพื้นที่ของโจทก์แล้ว คิดเป็นค่ารายปี 76,383,808 บาท ค่าภาษี 9,547,976 บาท ซึ่งปรากฏตามสรุปรายการคำนวณค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปี พ.ศ.2560 พื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ จึงเห็นได้ว่าวิธีการที่จำเลยใช้ค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนต่อร้านมารวมคำนวณแล้วหารด้วยจำนวนร้านเป็นวิธีการคำนวณที่ไม่คำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยของแต่ละร้านทั้งที่มีพื้นที่ใช้สอยแตกต่างกันจึงทำให้ไม่สะท้อนถึงค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่รวมของทุกร้านอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากการนำค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนตามวิธีการคำนวณของจำเลยไปใช้คำนวณกับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งเป็นทรัพย์สินเทียบเคียง กลับได้ค่ารายปีและค่าภาษีไม่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่ห้างสรรพสินค้า ท. ได้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลย ซึ่งวิธีการคำนวณที่เหมาะสมเมื่อนำค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนไปใช้กับทรัพย์สินที่มีขนาดหรือพื้นที่เท่ากับพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า ท. แล้ว ทรัพย์สินนั้นก็ควรจะมีค่ารายปีและค่าภาษีที่ใกล้เคียงหรือเท่ากับค่ารายปีและค่าภาษีของห้างสรรพสินค้า ท. วิธีการที่จำเลยใช้ในการหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนเพื่อนำมาคำนวณหาค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์จึงไม่เหมาะสม สำหรับวิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนั้น เป็นการนำค่ารายปีของทุกร้านที่เช่าพื้นที่ในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของห้างสรรพสินค้า ท. มาหารพื้นที่รวมของทุกร้านเพื่อหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนของพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ก่อนแล้วค่อยนำไปคำนวณกับพื้นที่ของโจทก์และระยะเวลาการใช้ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณที่คำนึงถึงค่าเช่าพื้นที่ของแต่ละร้านประกอบกัน จึงเป็นวิธีการคำนวณหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่รวมของทุกร้านในส่วนของพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่แล้ว เพราะเมื่อนำกลับไปคำนวณกับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของห้างสรรพสินค้า ท. แล้วจะได้ค่าภาษีที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงกับค่าภาษีของห้างสรรพสินค้า ท. วิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงเป็นวิธีการที่เหมาะสม และคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้นและชอบด้วยกฎหมายแล้ว และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2563 ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับวิธีการกำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่โรงเรือนของโจทก์สำหรับปีภาษี 2558 โดยกำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่เท่ากับ 676.72 บาท เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์แห่งคดีว่าพื้นที่โรงเรือนของโจทก์มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการใช้แตกต่างไปจากปีภาษี 2558 แต่อย่างใด จึงให้กำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่สำหรับปีภาษี 2560 เท่ากับ 676.72 บาท ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ จำนวน 623.82 บาท มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า หากจำเลยต้องคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะมีอำนาจกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน จนกว่าจะชำระเสร็จหรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน ปกติโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 39 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ท่านให้คืนเงินส่วนที่ลดนั้นภายในสามเดือน โดยไม่คิดค่าอย่างใด"จึงเป็นบทยกเว้นความรับผิดเกี่ยวกับดอกเบี้ยของจำเลยที่จะต้องชำระแก่โจทก์ แต่มีระยะเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้น เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว หากจำเลยยังไม่ชำระ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดตามกฎหมายแก่จำเลยได้ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดให้หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งปัจจุบันอัตราร้อยละห้าต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าวและอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปีภาษี 2560 และใบแจ้งคำชี้ขาด ประจำปีภาษี 2560 โดยกำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ 676.72 บาท กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกินให้แก่โจทก์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — เทศบาลเมืองกาญจนบุรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
- นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จันทร์สว่าง
วรงค์พร จิระภาค
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3720/2564
#664283
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ซึ่งได้ความว่าสาเหตุที่ต้องประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) เนื่องจากจำเลยคำนวณค่ารายปีและค่าภาษี ปีภาษี 2558 ไม่ถูกต้องครบถ้วนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก ศูนย์อาหาร และเครื่องเล่นเด็ก จึงได้คำนวณใหม่และมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) แก่โจทก์เพื่อเรียกเก็บภาษีในส่วนที่ขาด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) คดีนี้เป็นการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินเพิ่มเติมจากการประเมินในปีภาษี 2558 และเป็นภาษีคนละจำนวนกับการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 ประกอบกับจำเลยได้มีหนังสือแจ้งคำชี้ขาดสำหรับการประเมิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) แก่โจทก์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2559 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องเพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 เป็นคดีต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีหมายเลขคดีดำที่ ภ.2/2559 ไว้ก่อนแล้ว และต่อมาคดีดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้มีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2563 ดังนั้น ที่จำเลยฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ในคดีนี้ จึงไม่เป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันและไม่เป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17

ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าหลักฐานและสัญญาเช่าที่โจทก์นำส่งไม่สมบูรณ์และโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแสดงพื้นที่โรงเรือนขาดไป ค่าเช่าที่โจทก์ตกลงกับผู้เช่าจึงมิใช่จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรจะให้เช่าได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยย่อมมีอำนาจประเมินค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์โดยเทียบเคียงกับค่ารายปีทรัพย์สินของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งมีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันได้ซึ่งโจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีเกี่ยวกับการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2563 โดยวินิจฉัยว่า วิธีการที่จำเลยใช้ในการคำนวณหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนเพื่อนำมาคำนวณหาค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ไม่เหมาะสม สำหรับวิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนั้น เป็นการนำค่ารายปีของทุกร้านที่เช่าพื้นที่แบ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่และพื้นที่ขนาดเล็กของห้างสรรพสินค้า ท. มาหารพื้นที่รวมของทุกร้านตามที่แบ่งพื้นที่เพื่อหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนก่อนแล้วค่อยนำไปคำนวณกับพื้นที่ของโจทก์และระยะเวลาการใช้ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นวิธีการที่คำนึงถึงค่าเช่าและพื้นที่ของแต่ละร้านประกอบกันจึงเป็นวิธีการคำนวณหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่รวมของทุกร้านตามที่แบ่งพื้นที่แล้ว เพราะเมื่อนำไปคำนวณกลับกับพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า ท. แล้วจะได้ค่าภาษีที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงกับค่าภาษีของห้างสรรพสินค้า ท. วิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมและคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้นแล้ว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรในคดีดังกล่าวจึงกำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่เท่ากับ 676.72 บาท เมื่อคดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะแต่ในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในปีภาษี 2559 มีการใช้ทรัพย์สินในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของโจทก์แตกต่างไปจากการใช้ทรัพย์สินของโจทก์ในปีภาษี 2558 อย่างไร จึงให้กำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่สำหรับปีภาษี 2559 เท่ากับ 676.72 บาท

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามี พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความใหม่แทนโดยกำหนดให้หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีซึ่งปัจจุบันอัตราร้อยละห้าต่อปีและมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว กำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับจึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าว และอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ที่ กจ 52002/1390 คำวินิจฉัยอุทธรณ์การพิจารณาประเมินภาษีใหม่ของจำเลย ที่ กจ 52002/3273 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2559 ที่ กจ 52002/2605 และวินิจฉัยอุทธรณ์การพิจารณาประเมินภาษีของจำเลย ที่ กจ 52002/3274 ให้จำเลยคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) 2,221,730 บาท และคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2559 จำนวน 7,649,914.83 บาท ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยไม่คืนภายในกำหนด ให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

จำเลยให้การขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2559 ตามใบแจ้งการประเมินเล่มที่ 20 เลขที่ 1 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 และใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 1 เลขที่ 8 ลงวันที่ 22 กันยายน 2559 ให้โจทก์ชำระค่าภาษี 3,842,806.85 บาท และให้จำเลยคืนเงินค่าภาษี 6,817,039.15 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.50 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2559 และใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลย โดยกำหนดค่ารายปี 31,263,538.12 บาท ค่าภาษี 3,907,942.26 บาท และให้จำเลยคืนเงินค่าภาษี 6,751,903.74 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.50 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการค้าด้านสินค้าอุปโภคบริโภค ประเภทห้างสรรพสินค้าและให้เช่าอาคารสำนักงานหรือสถานที่ภายในอาคารสำนักงาน โจทก์มีพื้นที่ในอาคารและพื้นที่นอกอาคารรวมพื้นที่ 36,593.37 ตารางเมตร แยกพื้นที่เป็น 7 ประเภท คือ 1. พื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ 2. พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก 3. ศูนย์อาหาร 4. เครื่องเล่นเด็ก 5. สต็อกเก็บสินค้า 6. พื้นที่โจทก์ประกอบกิจการเอง และ 7. ลานจอดรถ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) 2,816,395.95 บาท แก่โจทก์ โดยให้เหตุผลว่าในการประเมินตามใบแจ้งการประเมิน (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 12 เลขที่ 11 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 พนักงานเจ้าหน้าที่นำค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนมาคำนวณเป็นภาษีโรงเรือนและที่ดินซึ่งไม่ครบถ้วนถูกต้อง และวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปีภาษี 2559 จำนวน 10,659,846 บาท แก่โจทก์ จำเลยคำนวณค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยการเทียบเคียงราคาค่าเช่าพื้นที่เฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่ให้เช่าของบริษัท อ. หรือห้างสรรพสินค้า ท. ห่างจากสาขาของโจทก์ประมาณ 8 กิโลเมตร เป็นเกณฑ์ในการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมาจำเลยมีคำชี้ขาดสำหรับการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ให้ลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินลง 594,730 บาท คงเหลือค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 2,221,665.95 บาท ส่วนปีภาษี 2559 ให้ยืนตามการประเมิน โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็กและพื้นที่ศูนย์อาหารจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินทั้งสองฉบับแก่จำเลยแล้ว การประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก โจทก์มิได้โต้แย้งในคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2559 จึงถือว่าโจทก์พอใจการประเมิน ส่วนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินพื้นที่ศูนย์อาหารของโจทก์ชอบแล้ว โจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดเล็กและศูนย์อาหารจึงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 ส่วนคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ซึ่งได้ความจากนางรณิดา พยานจำเลยซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ตามบันทึกถ้อยคำพยานที่บันทึกไว้ล่วงหน้าว่า สาเหตุที่ต้องประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) เนื่องจากจำเลยคำนวณค่ารายปีและค่าภาษี ปีภาษี 2558 ไม่ถูกต้องครบถ้วนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก ศูนย์อาหาร และเครื่องเล่นเด็ก จึงได้คิดคำนวณใหม่และมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) แก่โจทก์เพื่อเรียกเก็บภาษีในส่วนที่ขาด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) คดีนี้เป็นการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินเพิ่มเติมจากการประเมินในปีภาษี 2558 และเป็นภาษีคนละจำนวนกับการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 ประกอบกับจำเลยได้มีหนังสือแจ้งคำชี้ขาดสำหรับการประเมิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) แก่โจทก์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2559 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องเพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 เป็นคดีต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีหมายเลขคดีดำที่ ภ.2/2559 ไว้ก่อนแล้ว และต่อมาคดีดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้มีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2563 ดังนั้น ที่จำเลยฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ในคดีนี้ จึงไม่เป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันและไม่เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 และเมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2563 ได้วินิจฉัยโดยคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีที่โจทก์ต้องชำระตามระยะเวลาที่โจทก์เปิดดำเนินการเฉพาะที่โจทก์นำคดีมาฟ้อง 3 รายการ ได้แก่ พื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก และพื้นที่ลานจอดรถ ส่วนพื้นที่อื่นยุติและพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าภาษีรวมในปีภาษี 2558 แล้ว เป็นเงิน 3,290,224.81 บาท และให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่โจทก์ 2,616,893.19 บาท ดังนั้น คดีนี้ จึงไม่มีเหตุให้จำเลยต้องประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่และพื้นที่ให้เช่าขนาดเล็กแก่โจทก์อีก ส่วนรายการอื่นโจทก์ไม่นำสืบในรายละเอียด จึงให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ที่ กจ 52002/1390 และแก้ไขคำชี้ขาด ที่ กจ 52002/3273 โดยให้เรียกเก็บภาษีเฉพาะศูนย์อาหารและเครื่องเล่นเด็ก และให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระเพิ่มเติมสำหรับภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) แก่โจทก์ 2,106,100.95 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า วิธีกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ในโรงเรือนของโจทก์สำหรับปีภาษี 2559 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 วางหลักว่า "ค่ารายปี" หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ค่าเช่าที่จะถือเป็นค่ารายปีนั้นต้องเป็นค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้ หากค่าเช่าที่เจ้าของทรัพย์สินตกลงไว้กับผู้เช่า มิใช่เป็นค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้หรือมิใช่เป็นค่าเช่าอันแท้จริง พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ซึ่งคดีนี้ข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าหลักฐานและสัญญาเช่าที่โจทก์นำส่งไม่สมบูรณ์และโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแสดงพื้นที่โรงเรือนขาดไป ค่าเช่าที่โจทก์ตกลงกับผู้เช่าจึงมิใช่จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรจะให้เช่าได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยย่อมมีอำนาจประเมินค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์โดยเทียบเคียงกับค่ารายปีทรัพย์สินของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งมีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันได้ ซึ่งโจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีเกี่ยวกับการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีภาษี 2558 และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2563 โดยวินิจฉัยว่า วิธีการที่จำเลยใช้ค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนต่อร้านมารวมคำนวณแล้วหารด้วยจำนวนร้านเป็นวิธีการคำนวณที่ไม่คำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยของแต่ละร้านทั้งที่มีพื้นที่ใช้สอยแตกต่างกันจึงทำให้ไม่สะท้อนถึงค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่รวมของทุกร้านอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากการนำค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนตามวิธีการคำนวณของจำเลยไปใช้คำนวณกับพื้นที่ขนาดใหญ่และพื้นที่ขนาดเล็กของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งเป็นทรัพย์สินเทียบเคียงกลับได้ค่ารายปีและค่าภาษีไม่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่ห้างสรรพสินค้า ท. ได้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลย ซึ่งวิธีการคำนวณที่เหมาะสมเมื่อนำค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนไปใช้กับทรัพย์สินที่มีขนาดหรือพื้นที่เท่ากับพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า ท. แล้ว ทรัพย์สินนั้นก็ควรจะมีค่ารายปีและค่าภาษีที่ใกล้เคียงหรือเท่ากับค่ารายปีและค่าภาษีของห้างสรรพสินค้า ท. วิธีการที่จำเลยใช้ในการคำนวณหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนเพื่อนำมาคำนวณหาค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์จึงไม่เหมาะสม สำหรับวิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนั้น เป็นการนำค่ารายปีของทุกร้านที่เช่าพื้นที่แบ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่และพื้นที่ขนาดเล็กของห้างสรรพสินค้า ท. มาหารพื้นที่รวมของทุกร้านตามที่แบ่งพื้นที่เพื่อหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนก่อนแล้วค่อยนำไปคำนวณกับพื้นที่ของโจทก์และระยะเวลาการใช้ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นวิธีการที่คำนึงถึงค่าเช่าและพื้นที่ของแต่ละร้านประกอบกัน จึงเป็นวิธีการคำนวณหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่รวมของทุกร้านตามที่แบ่งพื้นที่แล้วเพราะเมื่อนำไปคำนวณกลับกับพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า ท. แล้วจะได้ค่าภาษีที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงกับค่าภาษีของห้างสรรพสินค้า ท. วิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมและคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้นแล้ว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรในคดีดังกล่าวจึงกำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่เท่ากับ 676.72 บาท เมื่อคดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะแต่ในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในปีภาษี 2559 มีการใช้ทรัพย์สินในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของโจทก์แตกต่างไปจากการใช้ทรัพย์สินของโจทก์ในปีภาษี 2558 อย่างไร จึงให้กำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่สำหรับปีภาษี 2559 เท่ากับ 676.72 บาท ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ จำนวน 623.82 บาท มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดให้หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีซึ่งปัจจุบันอัตราร้อยละห้าต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าว และอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) และใบแจ้งคำชี้ขาด ประจำปีภาษี 2558 (เพิ่มเติม) กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษี 2,106,100.95 บาท ให้แก่โจทก์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด และให้แก้ไขการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2559 และใบแจ้งคำชี้ขาด ประจำปีภาษี 2559 โดยกำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ 676.72 บาท กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกินให้แก่โจทก์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — เทศบาลเมืองกาญจนบุรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูชัย สุทธิสว่างวงศ์
- นายบุญเขตร์ พุ่มทิพย์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
วรงค์พร จิระภาค
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3719/2564
#664256
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เคยเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 จึงต้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าภาษีที่ต้องชำระแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระสะสางกิจการของจำเลยที่ 1 ให้เสร็จสิ้นไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของจำเลยที่ 1 รวมทั้งถ้าเจ้าหนี้คนใดมิได้ทวงถามให้ใช้หนี้ต้องมีหน้าที่วางเงินเท่าจำนวนหนี้นั้น ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องชำระหนี้ภาษีอากรค้างของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ก่อนหรือวางเงินเท่ากับจำนวนหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ตามกฎหมายก่อนที่จะจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี แต่จำเลยที่ 2 มิได้ชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวให้แก่โจทก์และได้แบ่งคืนทรัพย์สินไป ถือว่าจำเลยที่ 2 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 และเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายจากการที่ทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระ แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำละเมิดต่อโจทก์ คงรับผิดไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี จำเลยที่ 1 มีหนี้ภาษีธุรกิจเฉพาะค้างชำระแก่โจทก์เป็นเงินภาษี 1,493,353.17 บาท เบี้ยปรับ 746,676.59 บาท พร้อมเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องและภาษีส่วนท้องถิ่นเพิ่มเติม รวมจำนวนทั้งสิ้น 3,351,084.21 บาท แต่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีปรากฏว่า จำเลยที่ 1 มีเงินสดคงเหลือมากกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดแก่โจทก์ในหนี้ค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระจำนวน 3,351,084.21 บาท แม้จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2555 แต่ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยไปพบเจ้าพนักงานและยินยอมให้เจ้าพนักงานประเมินภาษีตามผลการตรวจสอบ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีและเบี้ยปรับเงินเพิ่มแก่โจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้วโดยชอบเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ภาษีอากรและเบี้ยปรับเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์จำนวน 3,351,084.21 บาท ซึ่งไม่เกินวงเงินที่เป็นทรัพย์สินคงเหลือ ณ วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรืออัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากร 3,351,084.21 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน แต่ไม่เกินภาษีที่ต้องชำระ พร้อมทั้งชำระภาษีส่วนท้องถิ่นร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มดังกล่าวที่ค้างชำระ 1,493,353.17 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากร 3,351,084.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,351,084.21 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเสร็จสิ้นการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2555 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในฐานะส่วนตัว ดังนั้น คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 จึงไม่รับฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิพากษากลับ ให้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาต่อไป สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลภาษีอากรกลางและชั้นอุทธรณ์ให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าภาษีอากรที่ค้างชำระแก่โจทก์จำนวน 3,351,084.21 บาท โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน แต่ไม่เกินภาษีที่ค้างชำระ พร้อมทั้งชำระภาษีท้องถิ่นร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มดังกล่าวที่ค้างชำระจำนวน 1,493,353.17 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,351,084.21 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 รับผิดในมูลละเมิดชำระเงินค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ 1,493,353.17 บาท พร้อมเบี้ยปรับกึ่งหนึ่งและเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน และชำระภาษีท้องถิ่นอัตราร้อยละ 10 ของเงินค่าภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าว โดยเงินเพิ่มคิดคำนวณตั้งแต่วันจดทะเบียนขายอสังหาริมทรัพย์วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 จนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2555 อันเป็นวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชี โดยจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2555 แต่จากการตรวจปฏิบัติการของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์พบว่า เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลภายนอกเป็นเงิน 61,778,439 บาท แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีธุรกิจเฉพาะตามจำนวนทุนทรัพย์ในหนังสือสัญญาขายที่ดินซึ่งระบุว่าขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 12,000,000 บาท เจ้าพนักงานประเมินจึงมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้จำเลยที่ 1 ชำระเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีท้องถิ่นรวมเป็นเงิน 2,808,997.32 บาท ภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 แล้วไม่อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และไม่ได้ชำระค่าภาษีให้ครบถ้วน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระในส่วนเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นเพิ่มเติมหรือดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าภาษีอากรค้างชำระพร้อมเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นเพิ่มเติมรวมถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น 3,351,084.21 บาท จำเลยที่ 2 เคยเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 จึงต้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าภาษีที่ต้องชำระแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระสะสางกิจการของจำเลยที่ 1 ให้เสร็จสิ้นไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของจำเลยที่ 1 รวมทั้งถ้าเจ้าหนี้คนใดมิได้ทวงถามให้ใช้หนี้ต้องมีหน้าที่วางเงินเท่าจำนวนหนี้นั้น ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องชำระหนี้ภาษีอากรค้างของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ก่อนหรือวางเงินเท่ากับจำนวนหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ตามกฎหมายก่อนที่จะจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ซึ่งจำเลยที่ 1 มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 2,537,197.01 บาท ลูกหนี้การค้าจำนวน 1,408,344.66 บาท ดอกเบี้ยรับ 481,356.16 บาท รายได้อื่น 50,872.02 บาท และเงินขายที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ 1,316,209.97 บาท โดยตามงบแสดงฐานะการเงิน ณ วันจดทะเบียนเลิกบริษัท จำเลยที่ 1 ยังเหลือส่วนของผู้ถือหุ้นสุทธิ 54,705,965.36 บาท และมีหนี้สินหมุนเวียน 16,440.68 บาท แต่จำเลยที่ 2 มิได้ชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวให้แก่โจทก์และได้แบ่งคืนทรัพย์สินไป ถือว่าจำเลยที่ 2 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 และเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายจากการกระทำของตนที่ทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระ แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำละเมิดต่อโจทก์นี้จำเลยที่ 2 คงรับผิดไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ข้อนี้ได้ความว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ภาษีธุรกิจเฉพาะค้างชำระแก่โจทก์เป็นเงินภาษี 1,493,353.17 บาท เบี้ยปรับ 746,676.59 บาท พร้อมเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องและภาษีส่วนท้องถิ่นเพิ่มเติม รวมจำนวนทั้งสิ้น 3,351,084.21 บาท แต่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีปรากฏว่า จำเลยที่ 1 มีเงินสดคงเหลือ 2,537,197.01 บาท ลูกหนี้การค้า 1,408,344.66 บาท ดอกเบี้ยรับ 481,356.16 บาท รายได้อื่น 50,872.02 บาท และเงินขายที่ดินอาคารและอุปกรณ์ 1,316,209.97 บาท เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเงินสดคงเหลือที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีมากกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดแก่โจทก์ในหนี้ค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระจำนวน 3,351,084.21 บาท แม้จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2555 แต่ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 เคยไปพบเจ้าพนักงานและให้การต่อเจ้าพนักงานว่าจำเลยที่ 1 จะชำระภาษีอากรจำนวนดังกล่าวแต่ขาดสภาพคล่องทางการเงินจึงยินยอมให้เจ้าพนักงานประเมินภาษีตามผลการตรวจสอบ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีและเบี้ยปรับเงินเพิ่มแก่โจทก์ เมื่อต่อมาเจ้าพนักงานได้ส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้วโดยชอบเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ภาษีอากรและเบี้ยปรับเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์จำนวน 3,351,084.21 บาท ซึ่งไม่เกินวงเงินที่เป็นทรัพย์สินคงเหลือ ณ วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,351,084.21 บาท ตามที่โจทก์ขอและฎีกา แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดให้หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีซึ่งเวลานี้เป็นอัตราร้อยละห้าต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว กำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าวและอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์จำนวน 3,351,084.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรืออัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1250 ม. 1259 (2) ม. 1259 (4) ม. 1264 ม. 1269
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6) ม. 89 (3) ม. 89/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท ซ. โดยนาย ฉ. ผู้ชำระบัญชี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกังวาฬ โป๊ะลำพงษ์
- นางสาวผจงธรณ์ วรินทรเวช
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
วรงค์พร จิระภาค
ไพจิตร สวัสดิสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3716/2564
#666585
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลงวันที่ 10 สิงหาคม 2544 ให้โจทก์ทั้งสองชำระหนี้ภาษีอากร 104,731,200 บาท หลังจากโจทก์ทั้งสองได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้วไม่นำเงินภาษีอากรมาชำระให้แก่จำเลยภายในกำหนดถือเป็นภาษีอากรค้าง จำเลยย่อมมีสิทธิใช้อำนาจยึดที่ดินของโจทก์ทั้งสองเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 12 การที่จำเลยมีประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 ให้ยึดที่ดินพิพาทของโจทก์หลังแจ้งการประเมิน ประมาณเพียง 3 เดือน จึงถือได้ว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนในการขอให้บังคับเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 12 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) แล้ว แม้โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองโดยส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2545 ต่อมาโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมิน ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง โดยศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2550 และการบังคับที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างยังไม่แล้วเสร็จก็ไม่ทำให้จำเลยหมดสิทธิในการบังคับที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างแต่อย่างใด จำเลยย่อมมีอำนาจดำเนินการบังคับที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นได้

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.648/2553 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 ว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งว่าลูกหนี้ที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ขณะที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องคดีล้มละลาย ลูกหนี้ที่ 2 ไม่อาจเป็นคู่ความได้ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จึงไม่อาจยื่นฟ้องคดีล้มละลายในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ต่อศาลได้ เมื่อศาลมีคำสั่งรับฟ้องลูกหนี้ที่ 2 และมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้ที่ 2 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง จึงให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นตั้งแต่ชั้นรับฟ้องลูกหนี้ที่ 2 ทั้งหมดและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะลูกหนี้ที่ 2 เสียจากสารบบความ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวมีผลเท่ากับว่า โจทก์ที่ 2 ไม่เคยถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดมาก่อน กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นปัญหาว่าจำเลยยื่นคำขอรับชำระหนี้โจทก์ที่ 2 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2553 โดยไม่ระบุถึงที่ดินพิพาทที่จำเลยยึดไว้ถือว่าจำเลยสละสิทธิการยึดที่ดินพิพาทหรือไม่ สิทธิการยึดทรัพย์ของจำเลยระงับไปตั้งแต่ยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยได้ดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองไว้แล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยยึดหรืออายัดหรือขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองที่ยังไม่ได้ดำเนินการขายในส่วนที่กล่าวมาซึ่งเกินกว่า 10 ปีด้วย

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2548 ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ทั้งสอง ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ทั้งสอง 104,731,200 บาท และเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 จำเลยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากรมาตรา 12 ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 428, 12313, 13163 และ 15189 ที่ดินโฉนดเลขที่ 862 ที่ดินโฉนดเลขที่ 2116, 2117 และ 32308 และที่ดินโฉนดเลขที่ 2272 รวม 9 แปลง ต่อมาโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินทั้งหมดของโจทก์ทั้งสอง ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้จำเลยเพิกถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2550 พิพากษากลับให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ และมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6340/2549 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2550 ต่อมาจำเลยมีประกาศกรมสรรพากร ณ วันที่ 4 มีนาคม 2556 ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 428 คงเหลือที่ดินพิพาทในชั้นนี้ 8 แปลง อยู่ระหว่างการยึดเพื่อรอขายทอดตลาด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า จำเลยบังคับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างเกินกว่าสิบปีทำให้จำเลยไม่มีสิทธิยึดอายัดหรือขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่ง ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง" วรรคสอง บัญญัติว่า "เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง..." วรรคสาม บัญญัติว่า "ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอมีอำนาจเช่นเดียวกับอธิบดีตามวรรคสอง ภายในเขตท้องที่จังหวัดหรืออำเภอนั้น..." วรรคสี่ บัญญัติว่า "วิธีการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สิน ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม..." ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลงวันที่ 10 สิงหาคม 2544 ให้โจทก์ทั้งสองชำระหนี้ภาษีอากร 104,731,200 บาท หลังจากโจทก์ทั้งสองได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้วไม่นำเงินภาษีอากรมาชำระให้แก่จำเลยภายในกำหนดถือเป็นภาษีอากรค้าง จำเลยย่อมมีสิทธิใช้อำนาจยึดที่ดินของโจทก์ทั้งสองเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 การที่จำเลยมีประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 ให้ยึดที่ดินพิพาทของโจทก์หลังแจ้งการประเมินประมาณเพียง 3 เดือน จึงถือได้ว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนในการขอให้บังคับเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) แล้ว แม้โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองโดยส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2545 ต่อมาโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมิน ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง โดยศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2550 และการบังคับที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างยังไม่แล้วเสร็จก็ไม่ทำให้จำเลยหมดสิทธิในการบังคับที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างแต่อย่างใด จำเลยย่อมมีอำนาจดำเนินการบังคับที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า จำเลยยื่นคำขอรับชำระหนี้โจทก์ที่ 2 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2553 โดยไม่ระบุถึงที่ดินพิพาทที่จำเลยยึดไว้ถือว่าจำเลยสละสิทธิการยึดที่ดินพิพาท สิทธิการยึดทรัพย์ของจำเลยระงับไปตั้งแต่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ และเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 จำเลยไม่เคยใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ยึดทรัพย์สินอื่นรวมถึงที่ดินพิพาทอีก จำเลยจึงไม่อาจยึดและอายัดและขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้อีกต่อไป นั้น เห็นว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.648/2553 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 ว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งว่าลูกหนี้ที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ขณะที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องคดีล้มละลาย ลูกหนี้ที่ 2 ไม่อาจเป็นคู่ความได้ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จึงไม่อาจยื่นฟ้องคดีล้มละลายในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ต่อศาลได้ เมื่อศาลมีคำสั่งรับฟ้องลูกหนี้ที่ 2 และมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้ที่ 2 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง จึงให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นตั้งแต่ชั้นรับฟ้องลูกหนี้ที่ 2 ทั้งหมดและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะลูกหนี้ที่ 2 เสียจากสารบบความ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวมีผลเท่ากับว่า โจทก์ที่ 2 ไม่เคยถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดมาก่อน กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นปัญหานี้อีกต่อไป ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 (เดิม)
ป.รัษฎากร ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส. กับพวก
ผู้ร้อง — นาง อ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายภาณุ รังสีสหัส
- นายบุญเขตร์ พุ่มทิพย์
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
วรงค์พร จิระภาค
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา