คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4451 -ที่ 4453/2564
#684170
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 22 วรรคแรก ไม่ได้บัญญัติให้ศาลต้องหักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษาเสมอไป ศาลมีดุลพินิจที่จะพิจารณาว่าสมควรหักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกหรือไม่ในแต่ละคดี เพียงแต่บัญญัติบังคับไว้ว่า หากเห็นว่าไม่สมควรหักก็ให้ศาลกล่าวไว้ในคำพิพากษา

จำเลยที่ 8 ถูกขังระหว่างสอบสวนและระหว่างพิจารณาในคดีสำนวนนี้และสำนวนอื่นในเวลาเดียวกันตามหมายขัง 134 คดี เป็นการขังซ้อนกันไป เมื่อศาลได้หักจำนวนวันที่จำเลยที่ 8 ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกในคดีกลุ่มอื่นแล้ว การที่จะหักจำนวนวันที่จำเลยที่ 8 ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกในสำนวนนี้อีกจึงเป็นการหักที่ซ้ำซ้อนซึ่งทำให้การบังคับโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เป็นไปตามความจริง ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจโดยกล่าวไว้ในคำพิพากษาว่า ไม่หักวันคุมขังคดีนี้ออกจากโทษจำคุกตามคำพิพากษาคดีนี้ เนื่องจากหักวันคุมขังในกลุ่มคดีอื่นที่จำเลยที่ 8 ถูกคุมขังแล้ว จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและยุติธรรมดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 264, 265, 268, 334, 335 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 500,000 บาท ที่เอาไปตามสำนวนแรก ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 10 ถึงที่ 12 ร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 280,000 บาท ที่เอาไปตามสำนวนที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 300,000 บาท ที่เอาไปตามสำนวนที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 200,000 บาท ที่เอาไปตามสำนวนที่ 4 แก่ผู้เสียหาย บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 6 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1128/2554 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 6 ในสำนวนแรกและสำนวนที่ 3 นับโทษจําเลยทั้งสิบสองติดต่อกันไปและติดต่อกับคดีดังกล่าวข้างต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 12 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 6 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อและที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 10 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 10 เป็นคดีใหม่ และจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 10 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 335 (7) (11) วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 335 (7) วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม เมื่อจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 เป็นผู้ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง โดยความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม ฐานร่วมกันลักทรัพย์ และฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ส่วนจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี จำเลยที่ 4 ที่ 5 รวม 4 กระทง จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยที่ 6 ที่ 11 และที่ 12 รวม 2 กระทง จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 รวม 3 กระทง จำคุกคนละ 3 ปี โดยไม่หักวันคุมขังคดีนี้ออกจากโทษจำคุกตามคำพิพากษาคดีนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 เนื่องจากหักวันคุมขังในกลุ่มคดีอื่นที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ถูกคุมขังแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคแรก ให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน 1,280,000 บาท แก่สหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย ให้จำเลยที่ 6 ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน 800,000 บาท แก่สหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย ให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน 1,000,000 บาท แก่สหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย ให้จำเลยที่ 11 และที่ 12 ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน 480,000 บาท แก่สหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ต่อจากคดีอื่นตามบัญชีแนบท้ายนั้น โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 แต่ละกระทงความผิดเป็นรายสำนวน ทั้งที่เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันและโจทก์อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง แต่ความผิดที่โจทก์ฟ้องมีโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี การนับโทษต่อจึงอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปี ไม่ได้ ให้นับโทษจำเลยที่ 4 และที่ 5 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1840 ถึง 1870/2562 ของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1893 ถึง 1897/2562 ของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 145 ถึง 262/2563 ของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 291 ถึง 348/2563 ของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 360 ถึง 520/2563 ของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 555 ถึง 616/2563 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 607 ถึง 617/2563 ของศาลชั้นต้น ให้นับโทษจำเลยที่ 6 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1893 ถึง 1897/2562 ของศาลชั้นต้น ให้นับโทษจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 145 ถึง 262/2563 ของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 291 ถึง 348/2563 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 607 ถึง 617/2563 ของศาลชั้นต้น ให้นับโทษจำเลยที่ 8 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 291 ถึง 348/2563 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 607 ถึง 617/2563 ของศาลชั้นต้น ให้นับโทษจำเลยที่ 9 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 145 ถึง 262/2563 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 607 ถึง 617/2563 ของศาลชั้นต้น ให้นับโทษจำเลยที่ 11 และที่ 12 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1893 ถึง 1897/2562 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 360 ถึง 520/2563 ของศาลชั้นต้น แต่ให้จำคุกไม่เกินคนละ 20 ปี ส่วนคดีอื่นนอกจากนี้ศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ในคดีที่ยังไม่มีคำพิพากษา และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1893 ถึง 1897/2562 ศาลพิพากษาให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้มาบวกกับโทษตามคำพิพากษาแล้วจึงไม่อาจบวกโทษจำเลยที่ 6 ได้อีก ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 อุทธรณ์

ระหว่างอุทธรณ์จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 และที่ 5 ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 1

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 8 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 8 ข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ จำเลยที่ 8 ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อความว่า คำขอกู้เงิน หนังสือกู้เงิน และใบรับเงินกู้ที่อ้างว่าจำเลยที่ 8 ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอมเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิระหว่างผู้เสียหายและผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน กับจำเลยทั้งสิบสองอย่างไรบ้าง จึงลงโทษจำเลยที่ 8 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และ 268 ไม่ได้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษ..." มาตรา 265 บัญญัติว่า "ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการ ต้องระวางโทษ..." มาตรา 268 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ" วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น หรือเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความนั้นเองให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่กระทงเดียว" คดีในกลุ่มที่ 16 นี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 8 จำนวน 3 คดี คือ คดีอาญาหมายเลขดำที่ 543/2560, 586/2560 และ 2169/2560 ซึ่งเป็นคดีสำนวนแรก สำนวนที่ 3 และสำนวนที่ 4 ตามลำดับ โจทก์บรรยายฟ้องคดีทั้งสามสำนวนดังกล่าวด้วยข้อความอย่างเดียวกันว่า เมื่อ (ระบุช่วงเวลากระทำความผิดแต่ละคดี) ต่อเนื่องกันตลอดมา วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลย (ระบุจำเลยทุกคนในแต่ละสำนวน) ร่วมกันทำปลอมขึ้นทั้งฉบับซึ่งเอกสารคำขอกู้เงินระยะปานกลาง หนังสือกู้เงินระยะปานกลาง (ระบุเลขที่ของหนังสือสัญญากู้ในแต่ละสำนวน) และใบรับเงินกู้ อันเป็นเอกสารสิทธิ โดยการนำแบบคำขอเงินกู้ แบบหนังสือกู้เงิน และแบบใบรับเงินกู้ของสหกรณ์ ก. ผู้เสียหายมากรอกข้อความด้วยลายมือเขียนและพิมพ์ข้อความลงในแบบเอกสารดังกล่าว มีสาระสำคัญว่า (ระบุชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน) ซึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้เสียหายขอกู้เงินระยะปานกลาง (ระบุจำนวนเงินและวัตถุประสงค์ในการกู้เงิน) และนำที่ดินมาเพื่อจำนองประกันเงินกู้ วงเงินจำนอง (ระบุจำนวนเงิน) และร่วมกันปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 (ระบุชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน) ลงในเอกสารคำขอกู้เงินระยะปานกลาง หนังสือกู้เงินระยะปานกลาง และใบรับเงินกู้ดังกล่าว เพื่อให้สหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย คณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจบัญชีสหกรณ์ หรือผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นหลงเชื่อว่า คำขอกู้เงินระยะปานกลาง หนังสือกู้เงินระยะปานกลาง และใบรับเงินกู้ที่จำเลยในแต่ละสำนวนร่วมกันทำปลอมขึ้นเป็นเอกสารที่แท้จริงที่แสดงว่า (ระบุชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน) ซึ่งเป็นสมาชิกของผู้เสียหายยื่นคำขอกู้เงินระยะปานกลาง และนำที่ดินมาจำนอง และได้รับเงินกู้ (ระบุจำนวนเงิน) ตามหนังสือกู้เงินระยะปานกลางและใบรับเงินกู้ที่จำเลยในแต่ละสำนวนร่วมกันทำปลอมขึ้นไปจากสหกรณ์ ก. ผู้เสียหายแล้ว ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย ผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน (ระบุชื่อ) คณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้อื่นหรือประชาชน เมื่อ (ระบุช่วงเวลากระทำความผิดแต่ละคดี) ต่อเนื่องกันตลอดมาวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ภายหลังจากที่จำเลย (ระบุจำเลยทุกคนในแต่ละสำนวน) ร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าว จำเลย (ระบุจำเลยทุกคนในแต่ละสำนวน) ร่วมกันใช้เอกสารคำขอกู้เงินระยะปานกลางและหนังสือกู้เงินระยะปานกลาง อันเป็นเอกสารสิทธิที่จำเลย (ระบุจำเลยทุกคนในแต่ละสำนวน) ร่วมกันทำปลอมขึ้น อ้างแสดงต่อสหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย คณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ ให้อนุมัติและเบิกจ่ายเงิน (ระบุจำนวนเงิน) ตามคำขอกู้เงินระยะปานกลางและหนังสือกู้เงินระยะปานกลางดังกล่าวให้แก่ (ระบุชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน) และร่วมกันใช้ใบรับเงินกู้อันเป็นเอกสารสิทธิที่จำเลย (ระบุจำเลยทุกคนในแต่ละสำนวน) ร่วมกัน ทำปลอมขึ้นแสดงต่อสหกรณ์ ก. ผู้เสียหายว่า (ระบุชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน) ได้รับเงิน (ระบุจำนวนเงิน) เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เงินจำนวนดังกล่าวมาอยู่ในความครอบครองของ (ระบุจำเลยทุกคนในแต่ละสำนวน) โดยมี (ระบุชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน) เป็นผู้ลงลายมือชื่อกู้เงินจากสหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ ก. ผู้เสียหาย ผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละสำนวน (ระบุชื่อ) คณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้อื่นหรือประชาชน แล้วจำเลย (ระบุจำเลยทุกคนในแต่ละสำนวน) ร่วมกันลักเอาเงิน (ระบุจำนวนเงิน) ของสหกรณ์ ก. ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 334 และ 335 ... ในเรื่องเอกสารสิทธิ โจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่า คำขอเงินกู้เป็นเอกสารที่ทำขึ้นและใช้เพื่อแสดงเป็นหลักฐานว่า มีการขอกู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย หนังสือกู้เงิน (หนังสือสัญญากู้เงิน) เป็นเอกสารที่ทำขึ้นและใช้เพื่อแสดงเป็นหลักฐานว่า ผู้เสียหายตกลงให้กู้เงินตามที่ขอกู้นั้น และใบรับเงินกู้เป็นเอกสารที่ทำขึ้นและใช้เพื่อแสดงเป็นหลักฐานว่า ผู้ที่กู้เงินได้รับเงินที่กู้แล้ว อันเป็นการแสดงถึงการก่อตั้งสิทธิ การระงับแห่งสิทธิ และความผูกพันระหว่างผู้กู้เงินกับผู้เสียหายแล้ว คำฟ้องของโจทก์ในสำนวนแรก สำนวนที่ 3 และสำนวนที่ 4 บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 8 ได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 8 เข้าใจข้อหาได้ดี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว คำฟ้องของโจทก์สำนวนแรก สำนวนที่ 3 และสำนวนที่ 4 จึงเป็นคำฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 8 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 8 ร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ จำเลยที่ 8 ฎีกาโดยสรุปว่า จำเลยที่ 8 ไม่ได้กระทำความผิด เพราะในทางปฏิบัติของผู้เสียหาย เมื่อสมาชิกมาขอกู้เงินและลงลายมือชื่อในเอกสารต่อหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ เมื่อมีการอนุมัติเงินกู้แล้ว ฝ่ายสินเชื่อจะติดต่อสมาชิกผู้กู้ให้มาลงลายมือชื่อในหนังสือกู้เงิน (หนังสือสัญญากู้เงิน) หลังจากที่ให้คณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ลงชื่อในช่องอนุมัติแล้ว การลงลายมือชื่อของผู้กู้มิได้กระทำต่อหน้าคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ จำเลยที่ 8 ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้จึงไม่อาจรู้ได้ว่าลายมือชื่อผู้กู้เป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ คณะกรรมการพิจารณาเงินกู้พิจารณาอนุมัติไปตามที่ผ่านการตรวจสอบจากฝ่ายสินเชื่อ หัวหน้าสินเชื่อ และผู้จัดการสหกรณ์ที่ตรวจสอบเอกสารความถูกต้องมาแล้วเท่านั้น คณะกรรมการพิจารณาเงินกู้มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี และมีการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ทุก ๆ 2 ปี จึงเป็นการยากที่คณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่จะเข้ามีส่วนร่วมขบวนการปลอมเอกสารกับฝ่ายจัดการซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย จำเลยที่ 8 ไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากผู้เสียหาย โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าได้มีการนำคำขอเงินกู้ หนังสือกู้เงิน และใบรับเงินกู้ไปใช้โดยถูกบันทึกในบัญชีเงินสด บัญชีลูกหนี้รายตัว งบทดรองประจำเดือน และงบดุลบัญชีของผู้เสียหายในปีที่เกิดเหตุ หรือเบิกจ่ายออกจากบัญชีใด พยานหลักฐานโจทก์จึงมีข้อพิรุธสงสัยตามสมควรนั้น เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ร่วมกันปลอมคำขอเงินกู้ หนังสือกู้เงิน และใบรับเงินกู้เพื่อให้ได้เงินมาจากผู้เสียหายแล้วร่วมกันลักเอาเงินดังกล่าวไปตามฟ้องทั้งสี่สำนวน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 10 ก็ให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ปลอมคำขอเงินกู้ หนังสือเงินกู้ และใบรับเงินกู้เพื่อให้ได้เงินมาจากผู้เสียหายแล้วร่วมกันลักเอาเงินดังกล่าวไป ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ส่วนจำเลยที่ 8 ปรากฏตามหนังสือกู้เงินระยะปานกลางเอกสารแผ่นที่ 2 ในสำนวนการสอบสวนสำนวนแรก และแผ่นที่ 2 ในสำนวนการสอบสวนสำนวนที่ 3 ว่า จำเลยที่ 8 ลงลายมือชื่อในช่องเลขานุการ (เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้) ในส่วนบันทึกการอนุมัติเงินกู้ของหนังสือกู้เงินทั้งสองฉบับ โดยหนังสือกู้เงินทั้งสองฉบับระบุว่า เป็นไปตามรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ชุดที่ 40 ครั้งที่ 3 วันที่ 9 มีนาคม 2555 เมื่อตรวจดูสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ ปรากฏว่า เป็นสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ชุดที่ 38 ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 ประชุมครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 จากนั้นเป็นการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ชุดที่ 39 ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2553 ถัดมาเป็นสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ชุดที่ 39 ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2553 วันที่ 8 ธันวาคม 2553 และวันที่ 1 มีนาคม 2554 ตามลำดับ ต่อจากนั้นเป็นสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ชุดที่ 40 ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2554 วันที่ 5 ตุลาคม 2554 และวันที่ 9 มีนาคม 2555 ตามลำดับ หลังจากนั้นเป็นสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ชุดที่ 41 ครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 3 และสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ชุดที่ 43 และชุดที่ 44 ต่อ ๆ กันไป ปรากฏชื่อจำเลยที่ 8 เข้าเป็นกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ตั้งแต่การประชุมชุดที่ 39 ครั้งที่ 1 วันที่ 17 สิงหาคม 2553 ติดต่อกันมาจนถึงการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ ชุดที่ 41 วันที่ 17 เมษายน 2555 นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในช่วงเวลาเดียวกันมีการปลอมคำขอเงินกู้ หนังสือกู้เงิน และใบรับเงินกู้แล้วเอาเงินของผู้เสียหายไปหลายร้อยฉบับ การปลอมเอกสารดังกล่าวจึงเป็นเรื่องใหญ่ ทำกันเป็นขบวนการ ยากที่จะปกปิดมิให้คนในองค์กรรู้เรื่องได้ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 8 อายุประมาณ 60 ปี เข้ามาเป็นกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้เป็นสมัยที่ 2 หรือสมัยที่ 3 บางช่วงดำรงตำแหน่งเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ จำเลยที่ 8 ย่อมรู้กิจการภายในโดยเฉพาะในเรื่องการให้กู้เงินของผู้เสียหายเป็นอย่างดี และรู้อยู่ว่าเอกสารการกู้ยืมดังกล่าวอันได้แก่ คำขอเงินกู้ หนังสือกู้เงิน และใบรับเงินกู้เป็นเอกสารปลอม การที่จำเลยที่ 8 ลงลายมือชื่อในหนังสือกู้เงินปลอมดังกล่าวจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 8 ร่วมปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอมและร่วมกันลักเอาเงินตามหนังสือกู้เงินดังกล่าวไปจริง ส่วนหนังสือกู้เงินระยะปานกลางเอกสารแผ่นที่ 2 ในสำนวนการสอบสวนสำนวนที่ 4 ไม่มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 8 ลงไว้ แต่หนังสือกู้เงินดังกล่าวระบุอ้างว่าเป็นไปตามรายงานคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ชุดที่ 41 ครั้งที่ 1 วันที่ 17 เมษายน 2555 เมื่อตรวจดูรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ดังกล่าวปรากฏว่า จำเลยที่ 8 มีชื่อเป็นกรรมการและลงลายมือชื่อเข้าร่วมประชุม ในรายงานการประชุมดังกล่าวมีการอนุมัติเงินกู้รายนางสาวประทุม จำนวนเงิน 200,000 บาท เพื่อซื้อที่ดิน 190,000 บาท ซื้อหุ้น 10,000 บาท กำหนดชำระคืนวันที่ 31 มีนาคม 2560 ตรงตามหนังสือกู้เงินระยะปานกลางเอกสารในสำนวนการสอบสวนสำนวนที่ 4 แผ่นที่ 2 ดังกล่าว เมื่อเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม ประกอบกับนางสาวประทุม มาให้การยืนยันต่อพนักงานสอบสวนว่าไม่ได้กู้เงินหรืออนุญาตให้ผู้ใดใช้ชื่อของนางสาวประทุมไปกู้เงินผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 8 ร่วมลงมติอนุมัติให้กู้เงินดังกล่าวทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีการกู้เงินกันจริง และคำขอเงินกู้ หนังสือกู้เงิน และใบรับเงินกู้ดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม จึงฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 8 ร่วมปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม และร่วมลักเอาเงินของผู้เสียหายไปในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำตามฟ้องจริง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 8 ต่อไปว่า มีเหตุต้องหักวันคุมขังคดีทั้งสามสำนวนนี้ออกจากโทษจำคุกตามคำพิพากษาในคดีนี้หรือไม่ จำเลยที่ 8 ฎีกาว่า จำเลยที่ 8 ถูกขังอยู่ในเรือนจำระหว่างรอการพิจารณาคดีโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนานถึง 2 ปีเศษ ถึงจะได้เริ่มมีการสืบพยานและมีคำพิพากษา การไม่หักวันคุมขังออกจากโทษจำคุกตามคำพิพากษาในคดีนี้จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม หรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 เห็นว่า กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้ศาลต้องหักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษาเสมอไป โดยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคแรก บัญญัติว่า "โทษจำคุก ให้เริ่มแต่วันมีคำพิพากษา แต่ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น" วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คำพิพากษากล่าวไว้เป็นอย่างอื่น โทษจำคุกตามคำพิพากษาเมื่อรวมจำนวนวันที่ถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษาในคดีเรื่องนั้นเข้าด้วยแล้ว ต้องไม่เกินอัตราโทษขั้นสูงของกฎหมายที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่ได้กระทำลงนั้น ทั้งนี้ ไม่เป็นการกระทบกระเทือนบทบัญญัติในมาตรา 91" จึงเห็นได้ว่า การหักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา ศาลมีดุลพินิจที่จะพิจารณาว่าสมควรหรือไม่ในแต่ละคดี เพียงแต่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติบังคับไว้ว่า หากเห็นว่าไม่สมควรหักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษาก็ให้ศาลกล่าวไว้ในคำพิพากษาและโทษจำคุกตามคำพิพากษาเมื่อรวมจำนวนวันที่ถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษาต้องไม่เกินอัตราโทษขั้นสูงของกฎหมายที่กำหนดไว้นั้น กรณีนี้จำเลยที่ 8 ถูกขังระหว่างสอบสวนและระหว่างพิจารณาในคดีสำนวนแรก สำนวนที่ 3 และสำนวนที่ 4 นี้และสำนวนอื่นในเวลาเดียวกันตามที่ปรากฏในหมายขังรวม 134 คดี เป็นการขังซ้อนกันไป คำพิพากษาศาลชั้นต้นระบุว่า ศาลได้หักจำนวนวันที่จำเลยที่ 8 ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกในคดีกลุ่มอื่นแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 8 ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งในเรื่องนี้ การที่จะหักจำนวนวันที่จำเลยที่ 8 ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกในสำนวนแรก สำนวนที่ 3 และสำนวนที่ 4 นี้อีกจึงเป็นการหักที่ซ้ำซ้อนซึ่งทำให้การบังคับโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เป็นไปตามความจริง คดีในสำนวนแรก สำนวนที่ 3 และสำนวนที่ 4 นี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 8 กระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี แต่ความผิดที่โจทก์ฟ้องมีโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี การนับโทษต่อจึงอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปี ไม่ได้ ให้นับโทษจำเลยที่ 8 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 291 ถึง 348/2563 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 607 ถึง 617/2563 ของศาลชั้นต้น แต่ให้จำคุกไม่เกิน 20 ปี ส่วนคดีอื่นนอกจากนี้ศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอให้นับโทษในส่วนคดีที่ยังไม่มีคำพิพากษานั้น นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 8 มากแล้ว การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจโดยกล่าวไว้ในคำพิพากษาว่า ไม่หักวันคุมขังคดีนี้ออกจากโทษจำคุกตามคำพิพากษาคดีนี้ให้แก่จำเลยที่ 8 เนื่องจากหักวันคุมขังในกลุ่มคดีอื่นที่จำเลยที่ 8 ถูกคุมขังแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคแรก จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและยุติธรรมดีแล้ว มิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม หรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ตามที่จำเลยที่ 8 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 8 มีความผิดแล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 8 โดยไม่หักวันคุมขังคดีสำนวนแรก สำนวนที่ 3 และสำนวนที่ 4 นี้ออกจากโทษจำคุกตามคำพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 8 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นาง ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายจิรายุ ศรีวรรณา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทินกร ก่อเพียรเจริญ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร สกุลคล้อย
ศิริชัย จันทร์สว่าง
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4426/2564
#680734
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์นำสืบแต่เพียงว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่า โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้ชัดเจนว่าเป็นป่าตามฟ้องประเภทใดก็ตาม แต่เมื่อที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่า ซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่สงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ก็ย่อมเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปหาพืชผักหรือปลาที่ไม่ใช่ของป่าหวงห้ามเพื่อการดำรงชีพได้ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาหาได้แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องอันจะเป็นเหตุให้ต้องยกฟ้องโจทก์ไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8954/2558 เป็นเรื่องที่ทายาทของ ส. อ้างว่าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ ฟ้องขับไล่ อ. ผู้บุกรุกและเรียกค่าเสียหาย จึงเป็นการที่ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันว่า ผู้ใดครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อน และใครมีสิทธิดีกว่ากัน หาได้มีการวินิจฉัยรับรองถึงสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นป่าหรือไม่ ทายาทของ ส. ผู้ชนะคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินและกระทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่แต่อย่างใด คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจึงไม่ได้ก่อสิทธิใดแก่ทายาทของ ส. ที่จะยกขึ้นต่อสู้รัฐได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยถูกดำเนินคดีนี้ แม้ที่ดินที่เกิดเหตุที่จำเลยครอบครองแทนทายาทของ ส. เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีแพ่งดังกล่าว ผลของคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวก็ไม่ได้ก่อให้เกิดสิทธิอันใดแก่จำเลยที่ยกขึ้นยันรัฐได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1, 4, 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกไปจากป่าที่เกิดเหตุ กับจ่ายเงินรางวัล ที่ถูก เงินสินบนนำจับ แก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกไปจากป่าที่เกิดเหตุ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสาม (ที่ถูก วรรคหนึ่ง วรรคสองและวรรคสาม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี ให้ยกคำขอจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ขณะจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 บริษัท ท. มีความประสงค์จะซื้อที่ดินในพื้นที่ หมู่ที่ 5 และที่ 7 ซึ่งขณะนั้นชาวบ้านได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว เมื่อปี 2531 จำเลยที่ 1 จึงรวบรวมที่ดินจากชาวบ้าน ได้ 2 แปลง เนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ และ 2,000 ไร่ แล้วขายให้บริษัท ท. ต่อมาปี 2533 บริษัทดังกล่าวได้ขายที่ดินเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ ให้นางอารีย์ และขายที่ดินเนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ ให้นายสุวรรณ หลังจากซื้อที่ดิน นายสุวรรณได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ดูแลทำประโยชน์ในที่ดิน โดยปลูกต้นปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และพืชผลอื่น ๆ และแบ่งแยกที่ดินให้บุตรเป็น 5 แปลง โดยยื่นเรื่องขอทำการรังวัดต่อเจ้าพนักงานที่ดินบ้านนาสาร นายสุวรรณได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) มาตลอด ต่อมาปี 2539 นายสุวรรณถึงแก่ความตาย ภริยาและบุตรของนายสุวรรณยังคงมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ดูแลที่ดินต่อไป ในปี 2541 รัฐประกาศยกเลิกการเก็บภาษีบำรุงท้องที่ ที่ดินดังกล่าวจึงไม่ได้เสียภาษีบำรุงท้องที่อีกเลย ปี 2549 นางอารีย์ขายที่ดินแปลงเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ ให้แก่บริษัท พ. หลังจากซื้อที่ดินมาแล้วบริษัท พ. เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน และได้รุกล้ำเข้ามาในที่ดินส่วนของนายสุวรรณ ทายาทของนายสุวรรณจึงฟ้องบริษัท พ. และนางอารีย์กับพวก ต่อศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นคดีแพ่ง เรื่องที่ดิน ขับไล่ ระหว่างพิจารณาทายาทของนายสุวรรณได้ถอนฟ้องจำเลยอื่นทั้งหมดยกเว้นนางอารีย์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 6 ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้นางอารีย์ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาท กับให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าเสียหายรายเดือนจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและเลิกเกี่ยวข้องหรือกระทำการอันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่เกิดเหตุคดีนี้ ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 นายยุทธภูมิ บุตรของจำเลยที่ 1 เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายในที่ดินที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 10.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เนื่องจากมีผู้แจ้งว่ามีรถแบ็กโฮเข้าไปปรับพื้นที่ พบจำเลยที่ 2 อยู่ในที่ดินที่เกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าเป็นผู้ดูแลแต่ไม่ทราบว่าที่ดินดังกล่าวมีเอกสารสิทธิหรือไม่ จำเลยที่ 2 ติดต่อจำเลยที่ 1 ทางโทรศัพท์ให้มายังที่ดินที่เกิดเหตุ นายจรัญ เจาพนักงานกรมป่าไม้สอบถามจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 แจ้งว่าที่ดินที่เกิดเหตุไม่มีเอกสารสิทธิมีเพียงคำพิพากษาของศาล จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลที่ดินและเป็นผู้ว่าจ้างให้นำรถแบ็กโฮมาปรับไถที่ดินที่เกิดเหตุ นายจรัญกับพวกจึงจับกุมจำเลยทั้งสองและยึดรถแบ็กโฮเป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีนี้ พื้นที่เกิดเหตุคำนวณเนื้อที่ได้ 404 ไร่ 2 งาน 21 ตารางวา สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในเบื้องต้นว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าไม้หรือไม่ โดย เห็นว่า แม้ที่ดินที่เกิดเหตุจะไม่มีสภาพเป็นพื้นที่ที่มีต้นไม้ต่าง ๆ ขึ้นเป็นป่าตามความเข้าใจของชาวบ้านทั่วไปก็ดี หรือมีผู้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์แล้วก็ดี หรือในท้องที่ที่ดินที่เกิดเหตุตั้งอยู่มีการออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ที่ครอบครองที่ดินแปลงอื่นไปแล้วก็ดี หาใช่เป็นเครื่องบ่งชี้แสดงให้เห็นว่า ที่ดินที่เกิดเหตุมิใช่ป่าไม้ ที่ดินแปลงใดจะเป็นป่าหรือไม่นั้น ต้องเป็นไปตามกฎหมาย โดยพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) นิยามคำว่า "ป่า" ว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ยอมรับข้อเท็จจริงว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน ซึ่งมีความหมายอยู่ในตัวว่าเป็นที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน ที่ดินที่เกิดเหตุจึงเป็นป่าตามบทนิยามของกฎหมายดังกล่าว สำหรับการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่มีประกาศกำหนดทำการเดินสำรวจและสอบเขตโฉนดที่ดินเพื่อออกเดินสำรวจแล้วออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่บุคคลที่ครอบครองทำประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนเจ้าพนักงานผู้เดินสำรวจได้เข้าไปสำรวจและจัดทำแผ่นที่นั้น เป็นเพียงขั้นตอนตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดไว้ เพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ไม่มีผลทำให้ที่ดินที่เกิดเหตุพ้นสภาพความเป็นป่า เนื่องจากยังมิได้มีการดำเนินการขั้นสุดท้าย คือการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์และมอบให้บุคคลที่ครอบครอง ซึ่งจะถือว่ามีบุคคลได้ที่ดินนั้นมาตามกฎหมายที่ดินแล้ว หากถือว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเพิกถอนความเป็นป่าทันทีดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นต่อสู้แล้ว ย่อมจะไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะปกปักรักษาป่าอันเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ และยังก่อให้เกิดช่องว่างที่จะหลบเลี่ยงกฎหมายขึ้นได้โดยง่ายตลอดจนจะเป็นการส่งเสริมให้บุคคลใด ๆ บุกรุกเข้าไปทำประโยชน์หรือเข้าครอบครองป่า โดยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม่ ฯ จึงชอบแล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ต่อมาว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินที่ราษฎรเข้าครอบครองและทำประโยชน์มาก่อนใช้บังคับประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อปี 2497 และมีการครอบครองต่อเนื่องเรื่อยมา ที่ดินที่เกิดเหตุจึงไม่ใช่ป่านั้น เห็นว่า ตามทางพิจารณา จำเลยที่ 1 นำสืบแต่เพียงว่า ที่ดินที่เกิดเหตุนั้น บิดามารดาของจำเลยที่ 1 และชาวบ้านต่างเข้าครอบครองทำประโยชน์มาโดยตลอด จำเลยที่ 1 มิได้นำสืบให้แจ้งชัดว่า บุคคลเหล่านั้นครอบครองทำประโยชน์มาแต่เมื่อใด ทั้งการที่ถือเอาปี 2492 อันเป็นปีที่จำเลยที่ 1 เกิด มาเป็นฐานอนุมานเวลาการครอบครองเพียงอย่างเดียวดั่งที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้าง โดยไม่พยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน ก็ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังว่า มีการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุมาก่อนมีการใช้บังคับประมวลกฎหมายที่ดินอันจะทำให้ที่ดินที่เกิดเหตุมิใช่ป่าตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อต่อไปว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปในป่าพรุ ป่าน้ำราด ป่ารกร้าง อันเป็นสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการหาปลา หาพืชผัก เพื่อการดำรงชีพ ทำให้รัฐได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โจทก์มีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 แต่ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์ที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ได้ความว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าประเภทใด และไม่ปรากฏว่าเป็นป่าพรุ ป่าน้ำราด ป่ารกร้าง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันดังที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ทำให้จำเลยที่ 1 หลงต่อสู้ ต้องยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง นั้น เห็นว่า แม้โจทก์นำสืบแต่เพียงว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่า โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้ชัดเจนว่าเป็นป่าตามฟ้องประเภทใดก็ตาม แต่เมื่อที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่า ซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่สงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ก็ย่อมเป็นที่สาธารณประโยชน์ของแผ่นดินที่ประชาชนคนทั่วไปสามารถเข้าไปหาพืชผักหรือปลาที่ไม่ใช่ของป่าหวงห้ามเพื่อการดำรงชีพได้ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาได้แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องอันจะเป็นเหตุให้ต้องยกฟ้องโจทก์ ดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อมาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รวบรวมที่ดินรวมทั้งที่ดินที่เกิดเหตุที่ชาวบ้านบุกรุกครอบครองทำประโยชน์มาขายให้บริษัท ท. จำเลยที่ 1 ย่อมทราบถึงความเป็นมาของที่ดินที่เกิดเหตุดีว่าเป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่รวบรวมนั้น จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการก็ย่อมทราบว่าที่ดินแปลงใดที่ไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ ตามกฎหมาย ที่ดินแปลงนั้นย่อมเป็นป่าและเป็นที่ดินของรัฐ จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยกขึ้นอ้างว่าไม่ทราบว่าที่ดินที่เกิดเหตุ เป็นป่าและเป็นที่ดินของรัฐได้ เมื่อขณะเกิดเหตุ ที่ดินที่เกิดเหตุยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดินและจำเลยที่ 1 รับว่า เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อมาว่า คำพิพากษาฎีกาที่ 8954/2558 ศาลฎีกาพิพากษารับรองสิทธิครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุของทายาทนายสุวรรณย่อมส่งผลให้ผู้มีสิทธิครอบครองได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายที่ดิน ทั้งในทางพิจารณาคดีดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของรัฐได้เบิกความว่า ไม่ใช่ที่สาธารณะ ไม่ใช่ป่าสงวน หรือที่ซึ่งราชการหวงห้าม และที่ดินไม่มีสภาพป่าตามความหมายของพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดีนี้ด้วยเหตุที่สืบเนื่องจากกรณีพิพาทในคดีแพ่งดังกล่าว จึงสามารถยกเอาคำพิพากษาศาลฎีกานี้ขึ้นกล่าวอ้างต่อสู้รัฐได้ นั้น เห็นว่า คำพิพากษาฎีกาที่ 8954/2558 เป็นเรื่องที่ทายาทของนายสุวรรณอ้างว่าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ ฟ้องขับไล่นางอารีย์ผู้บุกรุกและเรียกค่าเสียหาย จึงเป็นการที่ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันว่า ผู้ใดครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อน และใครมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน หาได้มีการวินิจฉัยรับรองถึงสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นป่าหรือไม่ ทายาทของนายสุวรรณผู้ชนะคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินและกระทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่แต่อย่างใด คำพิพากษาฎีกาที่ 8954/2558 จึงไม่ได้ก่อสิทธิใดแก่ทายาทของนายสุวรรณที่จะยกขึ้นยันรัฐได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดีนี้ แม้ที่ดินที่เกิดเหตุที่จำเลยที่ 1 ครอบครองแทนทายาทของนายสุวรรณเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีแพ่งดังกล่าว จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิอันหนึ่งอันใดที่เกิดจากผลของคำพิพากษาในการชนะคดีขึ้นยันรัฐได้เช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายว่า สมควรลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 สถานเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ที่ดินที่เกิดเหตุเนื้อที่ถึง 404 ไร่ 2 งาน 21 ตารางวา ซึ่งเป็นจำนวนค่อนข้างมากก็ตาม แต่ที่ดินดังกล่าวมีการบุกรุกเข้าไปครอบครองทำประโยชน์มานานแล้ว และตกทอดครอบครองต่อกันมาอีกหลายคน จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้ที่เข้าไปบุกรุกสร้างความเสียหายแก่รัฐตั้งแต่เริ่มแรก ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุแทนบุคคลอื่น และปัจจุบันที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการอาจออกเอกสารแสดงสิทธิให้ได้ ประกอบกับจำเลยที่ 1 มีอายุมากแล้ว กรณีจึงมีเหตุอันควรปราณี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยที่ 1 ภายหลังลดโทษให้แล้วจำคุก 8 ปี จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 174 ม. 192 วรรคสอง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเวียงสระ
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเวียงสระ — นางสาวภคินี ก่อคุณากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4423/2564
#681549
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันจะถือเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 83 ได้นั้น บุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด และมีการกระทำโดยเจตนาที่จะร่วมกันกระทำความผิดนั้น จึงจะเป็นตัวการตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ ตาม ป.อ. มาตรา 59 วรรคสาม เมื่อพวกของจำเลยที่ขับรถแบ็กโฮเข้าขุดดินในที่ดินของผู้เสียหาย มิได้รู้เท็จจริงว่าดินที่ขุดออกไปเป็นของผู้เสียหายโดยเข้าใจว่าเป็นการขุดดินของจำเลย ก็ย่อมจะถือไม่ได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง แต่ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความเองโดยอ้อมโดยใช้พวกของจำเลยเป็นตัวแทนโดยบริสุทธิ์ (Innocent Agent) เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดของจำเลยเอง เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่ได้ความกระจ่างชัดว่าพวกของจำเลยรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดและมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยอันจะถือเป็นการลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นคุณแก่จำเลยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 250,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 250,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายจรัล เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวมาเบิกความยืนยันว่า จำเลยให้คนขับรถแบ็กโฮมาขุดดินด้านทิศเหนือของผู้เสียหายแล้วนำไปถมในที่ดินของจำเลยด้านทิศใต้ โดยจำเลยเป็นผู้คุมการขุดด้วยตนเอง ส่วนคำเบิกความของพยานโจทก์ปากอื่น ๆ แม้จะเบิกความถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่ก็รับฟังมาจากคำบอกเล่าของนายจรัลอีกทอดหนึ่ง ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์จึงรับฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยให้คนขับรถแบ็กโฮมาขุดดินในที่ดินของโจทก์แล้วนำไปถมในที่ดินของตนเองเท่านั้น นอกจากนี้ ยังได้ความตามที่นายจรัลเบิกความว่าในขณะเกิดเหตุ พยานเข้าใจว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินของจำเลย และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงล้วนเข้าใจว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่ดินของจำเลย ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ว่าตั้งแต่ผู้เสียหายซื้อที่ดินเมื่อปี 2553 ผู้เสียหายเคยกลับไปดูที่ดิน 1 ครั้ง เมื่อปี 2557 ภายหลังจากนั้น ผู้เสียหายไม่ได้กลับมาดูที่ดินอีกจนกระทั่งทราบเหตุคดีนี้เมื่อเดือนสิงหาคม 2560 จึงเชื่อได้ว่าชาวบ้านผู้อยู่อาศัยในละแวกที่เกิดเหตุไม่ทราบว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินของผู้เสียหายแต่เข้าใจว่าเป็นที่ดินของจำเลย ดังนั้น จึงเป็นการไม่แน่ชัดว่าคนขับรถแบ็กโฮที่เข้ามาขุดดินในที่ดินของผู้เสียหายตามคำสั่งของจำเลยจะล่วงรู้ว่าเป็นการขุดดินในที่ดินของผู้เสียหายหรือไม่ ทั้งนี้ การกระทำอันจะถือเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ได้นั้น บุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด และมีการกระทำโดยเจตนาที่จะร่วมกันกระทำความผิดนั้น จึงจะเป็นตัวการตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสาม ดังนี้ หากพวกของจำเลยที่ขับรถแบ็กโฮเข้าขุดดินในที่ดินของผู้เสียหายมิได้รู้ข้อเท็จจริงว่าดินที่ขุดออกไปเป็นของผู้เสียหาย โดยเข้าใจว่าเป็นการขุดดินของจำเลย ก็ย่อมจะถือไม่ได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง แต่ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อมโดยใช้พวกของจำเลยเป็นตัวแทนโดยบริสุทธิ์ (Innocent Agent) เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดของจำเลยเอง เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่ได้ความกระจ่างชัดว่าพวกของจำเลยรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดและมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยอันจะถือเป็นการลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นคุณแก่จำเลยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสาม ม. 83 ม. 334 ม. 335 (7) ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายวิเศษ วิเศษจุมพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสนิท โพชนะกิจ
ชื่อองค์คณะ
อรพิน พรแสงจันทร์
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4418/2564
#685056
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยที่ 1 เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องในห้อง ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 หรือ ก. ได้รออยู่หน้าห้องเพื่อจะเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราเป็นคนต่อไปอันมีลักษณะเป็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน หลังจากจำเลยที่ 1 ออกไปนอกห้องแล้วก็ไม่มีผู้ใดเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องอีกจนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นถึงได้มี ก. เข้าไปขอร่วมประเวณีกับผู้ร้อง 1 ครั้ง ซึ่งการกระทำของ ก. ห่างจากการข่มขืนกระทำชำเราของจำเลยที่ 1 หลายชั่วโมง การกระทำของจำเลยที่ 1 และ ก. จึงมิใช่เป็นการร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง คงฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก

ขณะจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องในสวนปาล์ม จำเลยที่ 2 ก็อยู่ในบริเวณดังกล่าวจนจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราเสร็จและพาผู้ร้องออกมา จากนั้นจำเลยที่ 2 ก็ร่วมกันพาผู้ร้องไปที่บ้านร้างเกิดเหตุต่อ ครั้นจำเลยที่ 1 เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราอีกครั้งในบ้านร้าง จำเลยที่ 2 ก็อยู่ในบริเวณบ้านและรับรู้การกระทำของจำเลยที่ 1 โดยตลอด ตามพฤติการณ์ย่อมถือได้ว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ตามมาตรา 276 วรรคแรก เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 283 ทวิ, 310, 318, 336, 371 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินรัฐบาลมาเลเซีย 50 ริงกิต หรือใช้ราคาเป็นเงินประมาณ 380 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาว อ. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว ร. ผู้เสียหายที่ 2 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายแก่ร่างกาย อนามัย ชื่อเสียง เสรีภาพ และค่าทนทุกข์ทรมานทางกายและจิตใจเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก, 371 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500 บาท รวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 29 ปี 12 เดือน และปรับ 500 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 18 ปี 14 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินรัฐบาลมาเลเซีย 50 ริงกิต ที่เอาไป หรือใช้ราคาแทนเป็นเงินรัฐบาลไทยประมาณ 380 บาท แก่ผู้ร้อง และให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง เป็นเงินคนละ 250,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 371 ความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ฐานร่วมกันพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี ฐานลักทรัพย์ จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี ฐานลักทรัพย์ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน รวมโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี 1 เดือน และปรับ 500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้ร้องเป็นประจักษ์พยานเบิกความถึงเหตุการณ์ที่ถูกจำเลยที่ 2 และนาย ก. พาซ้อนรถจักรยานยนต์ไปในคืนวันที่ 27 เมษายน 2562 จนถึงบ่ายวันรุ่งขึ้นที่นาง น. และนางสาว ส. ไปรับตัวกลับได้อย่างละเอียด มั่นคง สมเหตุสมผล สอดคล้องกับข้อเท็จจริงแห่คดีและพยานหลักฐานที่รวบรวมได้หลังเกิดเหตุเป็นอย่างดี กล่าวคือ จากทางนำสืบของโจทก์ วันที่ 27 เมษายน 2562 เป็นวันที่ผู้ร้องเพิ่งกลับมาจากประเทศมาเลเซียและกินข้าวเย็นร่วมกันภายในครอบครัว จึงไม่ใช่เวลาที่ผู้ร้องน่าจะคิดออกไปเที่ยวนอกบ้าน ขณะที่จำเลยที่ 2 และนาย ก. มาพบและพาออกไปก็เป็นเวลาประมาณ 21 นาฬิกา และฝนตกซึ่งไม่เหมาะแก่การออกไปเที่ยวอย่างยิ่ง ยิ่งกว่านั้นยังมีจำเลยที่ 2 ซึ่งผู้ร้องไม่รู้จักมาด้วยอีก การจะให้ผู้ร้องซ้อนสามรถจักรยานยนต์ออกไปเช่นนั้นเชื่อว่าผู้ร้องซึ่งเป็นหญิงอายุ 16 ปีเศษไม่น่าจะเต็มใจไปด้วย ดังนั้น คำเบิกความของผู้ร้องที่ว่าผู้ร้องไม่ยินยอมไปด้วยเมื่อนาย ก. จะพานั่งรถต่อไปอีกหลังจากจอดคุยกันห่างจากบ้าน 50 เมตรแล้ว แต่ถูกนาย ก. บังคับขู่เข็ญให้ขึ้นรถไปจึงมีน้ำหนักรับฟังได้และยังเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องกับการทิ้งรองเท้าแตะของผู้ร้องลงบนถนนเพื่อเป็นหลักฐานในการติดตามตัวผู้ร้องเป็นอย่างดี ซึ่งในเช้าวันรุ่งขึ้นนาง ร. พี่สาวก็ไปพบรองเท้าแตะดังกล่าวตกอยู่บนถนนตามที่ผู้ร้องคาดคะเนไว้ ข้อเท็จจริงจึงฟ้องได้โดยปราศจากสงสัยว่าผู้ร้องมิได้เต็มใจไปกับจำเลยที่ 2 และนาย ก. ในคืนเกิดเหตุตามที่โจทก์นำสืบ ที่จำเลยฎีกาว่าผู้ร้องเต็มใจออกไปเพราะเป็นแฟนกับนายนาย ก. นั้น ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่าจำเลยที่ 1 ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเบิกความชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนตามเข้าไปในสวนปาล์มข้างนิคมสร้างตนเองในคืนวันที่ 27 เมษายน 2562 ขณะที่พยานคิดจะหลบหนี พอไปถึงจำเลยที่ 1 ก็ผลักพยานล้มลงพร้อมกับยกขวานขึ้นขู่และพูดว่า "เดี๋ยวโดน เดี๋ยวโดน" แล้วดึงกางเกงวอร์มของผู้ร้องลงมาที่เข่า พยายามจะสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของพยาน พยานดิ้นรนโดยใช้เท้าถีบแต่จำเลยที่ 1 ยกขวานทำท่าจะฟัน พยานจึงต้องยอมให้จำเลยที่ 1 ข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะพาพยานออกมาพบจำเลยที่ 1 ที่บริเวณบันไดปูนทางขึ้นสำนักงานนิคมสร้างตนเองครู่หนึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 มารับแล้ว จำเลยทั้งสองก็พาพยานขึ้นรถจักรยานยนต์ซ้อนสามไปพบกับนาย ก. ที่ปั้มน้ำมันระหว่างทาง ก่อนที่นาย ก. จะขึ้นมานั่งแทนจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 ก็ขับรถพาพยานกับนาย ก. ต่อมาที่บ้านร้างเกิดเหตุ ซึ่งมีจำเลยที่ 1 อยู่ที่บ้านก่อนแล้ว คืนนั้นหลังจากพยานถูกบังคับให้ไปนอนในห้อง ได้มีชายสวมหน้ากากเข้ามาข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง แล้วออกไปนอกห้อง เมื่อพยานแอบดูจากในห้องก็เห็นว่าชายดังกล่าวคือจำเลยที่ 1 คืนนั้นพยานนอนอยู่ในห้องจนรุ่งเช้าซึ่งในตอนเช้านาย ก. ได้เข้ามาร่วมประเวณีกับพยานอีก 1 ครั้ง ก่อนที่พยานจะถือโอกาสวิ่งหนีออกไปทางหลังบ้าน จากคำเบิกความดังกล่าวแสดงว่าตั้งแต่คืนที่ผู้ร้องถูกพาตัวมาจนกระทั่งบ่ายวันรุ่งขึ้นที่สามารถกลับบ้านได้ จำเลยที่ 1 ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้อง 2 ครั้งในเวลาและสถานที่ต่างกัน คืนที่ในสวนปาล์มข้างนิคมสร้างตนเอง 1 ครั้ง และที่บ้านร้างที่เกิดเหตุอีก 1 ครั้ง ซึ่งจากเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องและจำเลยที่ 1 อยู่กับผู้ร้องโดยตลอดย่อมไม่มีเหตุผลใดที่ผู้ร้องจะจำจำเลยที่ 1 ไม่ได้ ผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าผู้ร้องจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 หลังเกิดเหตุเมื่อไปแจ้งความร้องทุกข์ ผู้ร้องก็ระบุจำเลยที่ 1 ว่าเป็นคนร้ายและให้การยืนยันอย่างมั่นคงมาโดยตลอด ทั้งสภาพเสื้อผ้าและร่างกายของผู้ร้องที่เปื้อนเปรอะเลอะเทอะซึ่งฝ่ายจำเลยก็นำสืบรับว่าจำเลยที่ 1 ต้องหาเสื้อมาเปลี่ยนให้ ก็เจือสมกับคำเบิกความของผู้ร้องที่ว่าถูกจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราในสวนปาล์มเป็นอย่างดีส่วนการตรวจไม่พบเชื้ออสุจิของจำเลยที่ 1 ในช่องคลอดของผู้ร้องนั้นหาได้ฟังเป็นพิรุธไม่เพราะจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องในตอนกลางคืน ห่างจากรุ่งเช้าที่นาย ก. เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราซ้ำหลายชั่วโมง การไม่พบเชื้ออสุจิของจำเลยที่ 1 ตกค้างอยู่จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ในทางกลับกันการตรวจพบเชื้ออสุจิของนาย ก. ซึ่งเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราในตอนเช้านั้นยิ่งทำให้คำเบิกความของผู้ร้องทั้งหมดมีน้ำหนักให้รับฟังเป็นความจริงเพิ่มขึ้นไปอีก พิเคราะห์คำเบิกความของผู้ร้องประกอบพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องในคืนเกิดเหตุจริง ที่จำเลยทั้งสองและนาย ก. เบิกความว่า จำเลยที่ 1 เพียงแต่วิ่งเข้าไปช่วยจับผู้ร้องที่สวนปาล์มนิคมสร้างตนเองเนื่องจากผู้ร้องไม่อยากกลับบ้านและที่บ้านร้างเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เพียงแต่อยู่นอกห้องโดยไม่ได้เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องนั้นไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องที่สวนปาล์มนิคมสร้างตนเองแล้วก็รวมกับจำเลยที่ 2 และนาย ก. พาผู้ร้องมาข่มขืนและกระทำชำเราต่อที่บ้านร้างที่เกิดเหตุ เฉพาะความเกี่ยวกับเพศและความผิดต่อเสรีภาพ จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผิดฐานร่วมกันพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แต่สำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราที่โจทก์ฟ้องว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษตามฟ้องนั้น เห็นว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องในห้อง จากคำเบิกความของผู้ร้องไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 หรือนาย ก. ได้รออยู่หน้าห้องเพื่อเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราเป็นคนต่อไปอันมีลักษณะเป็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันแต่อย่างใด หลังจากจำเลยที่ 1 ออกไปนอกห้องแล้วก็ไม่มีผู้ใดเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องอีก จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นถึงได้มีนาย ก. เข้าไปขอร่วมประเวณีกับผู้ร้อง 1 ครั้ง ซึ่งการกระทำของนาย ก. นั้นห่างจากการข่มขืนกระทำชำเราของจำเลยที่ 1 หลายชั่วโมง การกระทำของจำเลยที่ 1 และนาย ก. จึงมิใช่เป็นการร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงดังที่โจทก์ฟ้อง คงฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรกเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นพิจารณาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าได้ร่วมกับนาย ก. ไปรับผู้ร้องมาจากบ้านตั้งแต่คืนวันที่ 27 เมษายน 2562 พฤติการณ์ที่ไปรับออกมาเช่นนั้น จำเลยที่ 2 ย่อมทราบดีว่านาย ก. จะพาผู้ร้องไปเพื่อการอนาจาร จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันพาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 283 ทวิ วรรคแรก ซึ่งมาตราดังกล่าว แม้ผู้ถูกพาตัวไปจะยินยอม ผู้กระทำก็มีความผิด สำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ขณะจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องในสวนปาล์มข้างนิคมสร้างตนเองจำเลยที่ 2 ก็อยู่ในบริเวณดังกล่าวจนจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราเสร็จและพาผู้ร้องออกมา จากนั้นจำเลยที่ 2 ก็ร่วมกันพาผู้ร้องไปที่บ้านร้างเกิดเหตุต่อ ครั้นจำเลยที่ 1 เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราอีกครั้งในบ้านร้าง จำเลยที่ 2 ก็อยู่ในบริเวณบ้านรับรู้การกระทำของจำเลยที่ 1 โดยตลอด ตามพฤติการณ์ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ตามมาตรา 276 วรรคแรก เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 อีกบทหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาทำนองว่าจำเลยที่ 2 เพียงแต่นอนอยู่บริเวณห้องโถงโดยมิได้รู้เห็นเหตุการณ์ภายในห้องเกิดเหตุด้วย ย่อมลงโทษจำเลยที่ 2 ไม่ได้นั้น ฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำกับจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 1 เดือน ปรับ 500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 276 วรรคแรก ม. 276 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — นางสาว อ. โดยนางสาว ร. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นางสาววรรณวิสาข์ ธนานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวีรศักดิ์ ขจีจิตต์
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
ชลิต กฐินะสมิต
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4414/2564
#684123
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอกันส่วนฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2562 มาก่อน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่มีพยานมาให้ไต่สวน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ตามคำร้องก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคาร อ. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4873 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงของศาลแพ่ง ซึ่งศาลแพ่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองของจำเลยในที่ดินโฉนดที่ 4873 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์จำนองที่ถูกยึดและขายทอดตลาดในคดีนี้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 322 (ใหม่) จึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ผู้ร้องได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 (5) กรณีตามคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2562 จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องขอกันส่วนฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2562 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 แต่อย่างใด และเมื่อได้ความว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาคำร้อง สำเนาคำร้องของผู้ร้องให้แก่โจทก์ จำเลย และเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยระบุด้วยว่าหากจะคัดค้านให้ยื่นคัดค้านก่อนหรือในวันนัด มิฉะนั้นถือว่าไม่คัดค้าน ซึ่งมีการส่งสำเนาคำร้องให้แก่บุคคลดังกล่าวแล้ว ครั้นถึงวันนัดพิจารณาคำร้องปรากฏว่าไม่มีคู่ความฝ่ายใดมาศาล ย่อมถือว่าคู่ความดังกล่าวไม่ได้คัดค้านคำร้องของผู้ร้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคาร อ. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินแปลงข้างต้น พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงดังกล่าวของศาลแพ่ง และศาลแพ่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเพียงพอที่จะวินิจฉัยคำร้องของผู้ร้องแล้ว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังกล่าวจึงเห็นสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิกันส่วนตามคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 287,564.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 260,047.21 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 ธันวาคม 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4873 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2562 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4873 และเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.637/2560 ของศาลแพ่ง จึงขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว แต่ผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องไม่มีพยานมาให้ไต่สวน ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ตามคำร้อง ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองตามคำพิพากษา ฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2562 ว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2557 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวได้ในราคา 1,620,000 บาท ผู้ร้องจึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง 2,199,294.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ของต้นเงิน 1,258,486.68 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องมาแล้ว การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอกันส่วนอีก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7) ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคาร อ. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4873 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเป็นเจ้าหนี้ที่ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.637/2560 ของศาลแพ่ง และศาลแพ่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2562 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่มีพยานมาไต่สวน ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ตามคำร้อง จึงมีคำสั่งยกคำร้องตามคดีสาขาแดง ผบ.ก. 11/2562 และผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2562 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องเมื่อถึงวันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นงดไต่สวนและมีคำสั่งว่าคำร้องของผู้ร้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2557 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยปลอดจำนองให้แก่นายนพดล ผู้ซื้อทรัพย์ ในราคา 1,620,000 บาท และต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาดอนเมือง ขอให้จดทะเบียนระงับการจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำร้องขอกันส่วนฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2562 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องขอกันส่วนฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2562 หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอกันส่วนฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2562 มาก่อน ในวันนัดไต่สวนคำร้อง ผู้ร้องไม่ได้มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องและไม่ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า ถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาให้ไต่สวนข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ตามคำร้องก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคาร อ. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4873 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.637/2560 ของศาลแพ่ง ซึ่งศาลแพ่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองของจำเลยในทรัพย์จำนองที่ถูกยึดและขายทอดตลาดในคดีนี้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 (ใหม่) จึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ผู้ร้องได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 (5) กรณีตามคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2562 จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องขอกันส่วนฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2562 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 แต่อย่างใด และเมื่อได้ความว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาคำร้อง สำเนาคำร้องของผู้ร้องให้แก่โจทก์ จำเลย และเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยระบุด้วยว่าหากจะคัดค้านให้ยื่นคัดค้านก่อนหรือในวันนัด มิฉะนั้นถือว่าไม่คัดค้าน ซึ่งมีการส่งสำเนาคำร้องให้แก่บุคคลดังกล่าวแล้ว ครั้นถึงวันนัดพิจารณาคำร้อง ปรากฏว่าไม่มีคู่ความฝ่ายใดมาศาล ย่อมถือว่าคู่ความดังกล่าวไม่ได้คัดค้านคำร้องของผู้ร้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคาร อ. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4873 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.637/2560 ของศาลแพ่ง และศาลแพ่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเพียงพอที่จะวินิจฉัยคำร้องของผู้ร้องแล้ว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังกล่าวจึงเห็นสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิกันส่วนตามคำร้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 4873 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองแก่ผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 (ใหม่) ตามจำนวนหนี้จำนองตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.637/2560 ของศาลแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 (5) ม. 322
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวแก้วตา หฤทัยพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ช้างหัวหน้า
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
รัชนี สุขใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4404/2564
#680495
เปิดฉบับเต็ม

แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญตาม ป.อ. มาตรา 392 แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายการกระทำดังกล่าวมาในคำฟ้อง ทั้งไม่ระบุในคำขอท้ายฟ้องไว้ จึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้

การที่จำเลยใช้อาวุธปืนเล็งข่มขู่ผู้ร้อง แม้จะไม่ได้ทำให้ผู้ร้องบาดเจ็บ แต่ก็เป็นการทำให้ผู้ร้องเสียหายแก่ร่างกายและอนามัยของผู้ร้อง เพราะการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ร้องตกใจกลัวเป็นความเสียหายเกี่ยวกับความรู้สึกด้านจิตใจ ซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 446 ผู้ร้องถูกกระทำละเมิดจึงชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ก่อนเริ่มสืบพยาน นาย ส. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อจิตใจ 50,000 บาท

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้อง 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 อีกกรรมหนึ่ง ลงโทษจำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 20 เดือน โดยในส่วนคดีแพ่งให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทน 30,000 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงคนเดียว จึงเป็นพยานเดี่ยวที่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง ได้ความจากคำเบิกความผู้เสียหายว่า ขณะที่ผู้เสียหายนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ จำเลยชักอาวุธปืนที่เหน็บอยู่ตรงเอวออกมาแล้วเล็งที่ใบหน้าผู้เสียหาย ผู้เสียหายมองเข้าไปในปากกระบอกปืนไม่เห็นเข็มแทงชนวนที่อยู่ด้านหลัง จึงเชื่อว่ามีกระสุนปืนบรรจุอยู่ แต่เมื่อพิจารณาในบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ผู้เสียหายไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนและให้การไว้หลังเกิดเหตุทันที กลับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในคำให้การว่า ขณะที่จำเลยเล็งอาวุธปืน ผู้เสียหายได้มองเข้าไปในปากกระบอกปืนของจำเลยไม่เห็นเข็มแทงชนวนที่อยู่ด้านหลัง จึงเชื่อว่ามีกระสุนปืนบรรจุอยู่ดังที่ผู้เสียหายเบิกความในชั้นพิจารณา อันเป็นข้อแตกต่างกันในสาระสำคัญ ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เสียหายควรจะให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้เสียแต่แรก การที่ผู้เสียหายเพิ่งมาเบิกความกล่าวอ้างในชั้นพิจารณาดังกล่าวมาข้างต้น จึงเชื่อว่าเป็นการเบิกความเพิ่มเติมจากที่ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวน ซึ่งส่อไปในทางให้เกิดเป็นผลร้ายแก่จำเลย ประกอบกับในสภาวะที่ผู้เสียหายกำลังถูกจำเลยใช้อาวุธปืนเล็งอยู่ในขณะนั้น ย่อมมีอาการตกใจกลัวภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ชีวิตของตนจึงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะอยู่ในวิสัยที่สามารถมองเข้าไปในปากกระบอกปืนจนสังเกตเห็นได้ว่ามีกระสุนปืนบรรจุอยู่ดังที่เบิกความ นอกจากนี้ที่ผู้เสียหายเบิกความอีกว่า เมื่อผู้เสียหายตอบคำถามจำเลยแล้ว จำเลยหันไปพูดกับนายสุทธิภัทรว่า "ลูกคอยดูนะ ว่าการยิงคนมันเป็นอย่างไร" นั้น ผู้เสียหายก็ไม่ได้ให้การถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในชั้นสอบสวนเช่นกัน ทั้งไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะพูดเช่นนั้นก่อนที่จะลงมือกระทำความผิดร้ายแรงต่อหน้าบุตรของตนซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยเป็นอย่างยิ่ง คำเบิกความของผู้เสียหายจึงเป็นพิรุธน่าสงสัย อีกทั้งคดีนี้ไม่ได้อาวุธปืนของกลางมาเป็นพยานวัตถุในคดีเพื่อตรวจพิสูจน์ยืนยันได้ว่าอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวมีกระสุนปืนบรรจุอยู่ในรังเพลิงจริงตามที่ผู้เสียหายเบิกความหรือไม่ แม้ว่าจุดที่จำเลยลงมือก่อเหตุมีสภาพเป็นสวนยางพาราปลูกอยู่ริมถนน แต่ในบริเวณนั้นก็ยังมีบ้านของดาบตำรวจเสรีตั้งอยู่ ซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 100 เมตร และได้ความว่าจำเลยยังจอดรถพูดคุยกับดาบตำรวจเสรีบนถนนบริเวณหน้าบ้านก่อนที่จะเกิดเหตุอีกด้วย จึงเชื่อว่าวันเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยมาพบกันโดยบังเอิญ หากจำเลยประสงค์จะเอาชีวิตของผู้เสียหายจริง ก่อนลงมือก่อเหตุ จำเลยคงไม่ไปปรากฏตัวให้เจ้าพนักงานตำรวจพบเห็น และไม่มีเหตุผลใดที่ต้องพาบุตรชายซึ่งในวันเกิดเหตุมีอายุเพียง 14 ปี มาด้วย อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกับผู้เสียหายเคยมีเหตุทะเลาะวิวาทถึงขนาดทำร้ายร่างกายกันมาก่อน จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยโกรธเคืองผู้เสียหายถึงขนาดจะทำร้ายเพื่อประสงค์เอาชีวิตผู้เสียหาย ดังนั้น ลำพังคำเบิกความผู้เสียหายที่อ้างว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหาย 2 ครั้ง เสียงดังแป้ก แต่กระสุนปืนไม่ลั่น จึงยังไม่อาจรับฟังได้โดยสนิทใจว่าผู้เสียหายเห็นกระสุนปืนบรรจุอยู่ในรังเพลิงและจำเลยลั่นไกปืนยิงใส่ผู้เสียหายจริงตามที่เบิกความ ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยมีเพียงเจตนาข่มขู่ผู้เสียหายเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์ จึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง พฤติการณ์ของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบมาคงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยใช้อาวุธปืนจ้องเล็งผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะข่มขู่ให้ผู้เสียหายตกใจกลัวเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดี แม้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายการกระทำดังกล่าวมาในคำฟ้อง ทั้งไม่ระบุในคำขอท้ายฟ้องไว้ จึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้

ส่วนความรับผิดในคดีส่วนแพ่งนั้น เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนเล็งข่มขู่ผู้ร้อง แม้จะไม่ได้ทำให้ผู้ร้องบาดเจ็บ แต่ก็เป็นการทำให้ผู้ร้องเสียหายแก่ร่างกายและอนามัยของผู้ร้อง เพราะการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ร้องตกใจกลัวเป็นความเสียหายเกี่ยวกับความรู้สึกด้านจิตใจ ซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 ผู้ร้องถูกกระทำละเมิดจึงชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้ได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงที่เกิดขึ้นแล้ว ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้อง 20,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 446
ป.อ. ม. 392
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
ผู้ร้อง — นาย ส.
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นางสาวภาธีณี บูรณะกิจไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายกอบเดช วรสิงห์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
อนันต์ เสนคุ้ม
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2564
#681775
เปิดฉบับเต็ม

แม้ก่อนหน้านี้โจทก์มีหนังสือให้พรรค ป. ส่งคืนเงินสนับสนุนตามโครงการและแผนงานประจำปี 2543 ที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่มิได้รวมถึงเงินสนับสนุนประจำปี 2542 ที่โจทก์ฟ้องด้วย ทั้งมิได้ระบุจำนวนเงินที่ต้องคืนแต่อย่างใด และหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค ป. แล้วก็ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบเพื่อสรุปจำนวนเงิน จึงยังไม่มีหนี้เป็นจำนวนแน่นอนที่พรรค ป. ต้องชำระ แต่เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองและโจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ในฐานะหัวหน้าพรรค ป. และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 และ นาย ค. ในฐานะกรรมการบริหารพรรค ป. คืนเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองประจำปี 2542 และ 2543 โดยกำหนดจำนวนเงินที่ต้องส่งคืนพร้อมดอกเบี้ยและกำหนดเวลาให้ชำระแล้ว จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 และ นาย ค. ไม่คืนภายในกำหนด จึงตกเป็นผู้ผิดนัด และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันพ้นกำหนดตามหนังสือบอกกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 3,808,609.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,700,142 บาท นับแต่ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ขอสละประเด็นข้อพิพาทอื่น โดยแถลงรับข้อเท็จจริงตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ แต่ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเฉพาะประเด็นเรื่องอายุความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชำระเงิน 1,700,142 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 นับถัดจากวันที่ 10 มกราคม 2558 และจำเลยที่ 11 นับถัดจากวันที่ 16 มกราคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ แต่ให้จำเลยที่ 11 รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนาย ค. ที่ตกให้แก่ตน

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกทายาทของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาตให้นางสาว น. บุตรของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน แต่ค่าฤชาธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดชำระต่อศาลในนามของโจทก์ ทั้งนี้ นางสาว น. ให้ร่วมรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 2 ตกทอดได้แก่ตน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสิบเอ็ดนับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 เนื่องจากโจทก์มีหนังสือแจ้งพรรค ป. คืนเงินสนับสนุนแล้ว แต่พรรค ป. เพิกเฉยไม่คืนเงินจนล่วงพ้นระยะเวลาที่กำหนด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดตามหนังสือดังกล่าวจากจำเลยทั้งสิบเอ็ดได้ การที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยผิดนัดดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค ป. คือนับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องโดยชอบด้วยกฎหมายจากหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหาร พ. โดยไม่ต้องบอกกล่าวแก่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคก่อน นั้น เห็นว่า ที่โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 26 ธันวาคม 2543 ให้พรรค ป. ส่งคืนเงินสนับสนุนตามโครงการและแผนงานประจำปี 2543 ที่เหลือจากการใช้จ่ายตามโครงการและแผนงานประจำปี 2543 ซึ่งได้เบิกจ่ายจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองไปแล้วภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับหนังสือแจ้ง ซึ่งเป็นการมีหนังสือแจ้งก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค ป. นั้น เป็นเรื่องการให้พรรค ป. คืนเงินสนับสนุนตามโครงการและแผนงานประจำปี 2543 ที่เหลือจากการใช้จ่ายตามโครงการและแผนงานประจำปี 2543 มิใช่คืนเงินสนับสนุนประจำปี 2542 ที่โจทก์ฟ้องด้วย ทั้งมิได้ระบุจำนวนเงินที่ต้องคืนแต่อย่างใด และปรากฏว่าหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค ป. สำนักบริหารการสนับสนุนโดยรัฐก็ทำบันทึกถึงโจทก์ เรื่องรายงานผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองในรอบปี 2542 และรายงานผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองในรอบปี 2543 ว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของพรรคประชารัฐ เพื่อสรุปจำนวนเงินที่ใช้จ่ายไม่ถูกต้องหรือไม่มีหลักฐานการจ่ายที่แน่นอนเพื่อคืนกองทุนและอยู่ระหว่างการชำระบัญชีของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและการตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน ซึ่งเป็นเอกสารที่ทำขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2544 และเดือนมกราคม 2545 ตามลำดับ ดังนี้ แม้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค ป. แล้ว ก็ยังไม่มีจำนวนหนี้ที่แน่นอนที่พรรค ป. จะต้องชำระ แต่เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารการเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของพรรคการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 37 และโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ในฐานะหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ป. และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 และนาย ค. ในฐานะกรรมการบริหารพรรค ป. คืนเงินสนับสนุน 1,700,142 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหนังสือบอกกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ได้รับหนังสือบอกกล่าววันที่ 11 ธันวาคม 2557 นาย ค. ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2557 โดยกำหนดจำนวนเงินที่จะต้องส่งคืนแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และนาย ค. ไม่คืนภายในกำหนด จึงตกเป็นผู้ผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 204 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันพ้นกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และนาย ค. จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชำระเงินดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 นับถัดจากวันที่ 10 มกราคม 2558 และจำเลยที่ 11 นับถัดจากวันที่ 16 มกราคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นั้น แม้จำเลยทั้งสิบเอ็ดจะมิได้ฎีกา ก็ปรากฏว่ามีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นตามกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

ค่าทนายความตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่ใช่ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ต้องชำระต่อศาลอันจะได้รับการยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 7 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ได้แต่งตั้งให้พนักงานอัยการเป็นทนายความดำเนินคดีแทนโจทก์ ศาลจึงชอบที่จะกำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีเป็นผู้ชำระค่าทนายความแทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนคำฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดให้จำเลยต้องชำระค่าทนายความต่อศาลในนามของโจทก์นั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชำระเงิน 1,700,142 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 นับถัดจากวันที่ 10 มกราคม 2558 และจำเลยที่ 11 นับถัดจากวันที่ 16 มกราคม 2558 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ถัดจากนั้นให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะค่าทนายความตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระให้แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทะเบียนพรรคการเมือง
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายเอกชัย นุชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุรชาญ พูลสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
กาญจนา ชัยคงดี
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4375/2564
#686977
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่มีการปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 กรณีมีเหตุเชื่อได้ว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธิ การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ย่อมลงโทษจำเลยได้เพียงฐานสนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ เมื่อจำเลยใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยเป็นผู้สนับสนุนให้ปลอมเอกสารสิทธินั้น จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 264, 265, 268, 341 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 637,200 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 708/2561 ของศาลจังหวัดหนองบัวลำภู เข้ากับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3147/2561, 3149/2561, 3165/2561 และ 3678/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นนางสาว น. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268 วรรคแรก, 341 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว และความผิดฐานฉ้อโกงกับความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ให้นำโทษจำคุก 1 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 708/2561 ของศาลจังหวัดหนองบัวลำภู บวกเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้ เป็นจำคุก 2 ปี 1 เดือน ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 637,200 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วม ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3147/2561, 3149/2561, 3165/2561 และ 3678/2561 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังมิได้พิพากษา จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมประกอบธุรกิจรับซื้ออ้อยจากชาวไร่อ้อยในเขตจังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดหนองบัวลำภู และจังหวัดเลย เพื่อส่งขายโรงงานน้ำตาล โจทก์ร่วมมีลูกจ้างในการจัดหาอ้อยโดยแบ่งเป็นทีม แต่ละทีมมีหัวหน้าเขตหรือหัวหน้าทีม 1 คน และลูกทีมอีก 4 คน จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม ตำแหน่งหัวหน้าเขตหรือหัวหน้าทีมมีหน้าที่หาซื้ออ้อยให้โจทก์ร่วมในพื้นที่อำเภอศรีบุญเรืองและอำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู โดยโจทก์ร่วมมอบอำนาจให้จำเลยทำสัญญาซื้อขายกับชาวไร่อ้อยแทนโจทก์ร่วม จำเลยจะติดต่อกับชาวไร่อ้อยด้วยตนเองหรือติดต่อผ่านนายหน้าก็ได้ ก่อนทำสัญญาซื้อขาย จำเลยและลูกทีมจะต้องใช้เครื่องจีพีเอสวัดรอบพิกัดแปลงไร่อ้อยเพื่อคำนวณเนื้อที่และจำนวนอ้อย แล้วต่อรองราคาจำเลยจะต้องซื้อในราคาไม่เกินกว่าที่โจทก์ร่วมกำหนด เมื่อตกลงราคากันได้ จำเลยจะทำสัญญาซื้อขายกับชาวไร่อ้อย วางเงินมัดจำ และจ่ายค่านายหน้า โดยใช้เงินที่โจทก์ร่วมโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย หลังจากนั้นจำเลยจะให้ลูกทีมนำหนังสือสัญญาซื้อขายและเอกสารประกอบ ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขาย เอกสารระบุพิกัดตำแหน่งที่ตั้งเนื้อที่ไร่อ้อย และจำนวนอ้อยที่ตกลงซื้อขายกัน รวมทั้งใบสำคัญการจ่ายเงินมัดจำและค่านายหน้า ในกรณีมีค่านายหน้า ไปส่งมอบให้โจทก์ร่วมที่สำนักงานของโจทก์ร่วม นางธนารัตน์ ลูกจ้างของโจทก์ร่วม ที่มีหน้าที่ดูแลด้านบัญชีจะตรวจสอบสัญญาซื้อขายและเอกสารประกอบ หากถูกต้องตามขั้นตอนการปฏิบัติ นางธนารัตน์จะบันทึกข้อมูลผู้ขาย เนื้อที่ไร่อ้อย จำนวนอ้อยราคาซื้อขาย และจำนวนเงินมัดจำที่จ่ายไปแล้วลงในคอมพิวเตอร์ หลังจากนั้นจะมีการโอนเงินส่วนที่เหลือเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเพื่อนำไปมอบให้ผู้ขายและนายหน้า เมื่อวันที่ 10 หรือ 12 กันยายน 2560 จำเลยให้นายภูวดล ลูกทีมของจำเลย นำสัญญาซื้อขายอ้อยระหว่างนางถวิล ผู้เสียหายที่ 2 ผู้ขาย กับโจทก์ร่วม ผู้ซื้อ ลงวันที่ 8 กันยายน 2560 มีข้อความระบุว่า ผู้เสียหายที่ 2 ตกลงขายอ้อยให้แก่โจทก์ร่วม เนื้อที่ 72 ไร่ ในราคา 630,000 บาท มีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 ลงไว้ในช่องผู้ขาย มีลายมือชื่อจำเลยในช่องผู้ซื้อ และมีลายมือชื่อของนายมิตร ลูกทีมของจำเลย และนายฤทธิรงค์ นายหน้า ในช่องพยาน ตามสัญญาซื้อขายไปมอบให้นางธนารัตน์ที่สำนักงานของโจทก์ร่วมพร้อมด้วยเอกสารประกอบ ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ 2 ที่มีลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 รับรองความถูกต้อง ใบสำคัญการจ่ายฉบับลงวันที่ 8 กันยายน 2560 มีข้อความระบุว่า จ่ายเงินมัดจำแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 50,000 บาท มีลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในช่องผู้รับเงิน และใบสำคัญการจ่ายฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2560 มีข้อความระบุว่า จ่ายเงินค่านายหน้าให้แก่นายฤทธิรงค์ 4 รายการ เป็นเงินรวม 17,400 บาท มีรายการจ่ายค่านายหน้าแปลงไร่อ้อยของผู้เสียหายที่ 2 ให้นายฤทธิรงค์รวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีเอกสารระบุพิกัดตำแหน่งที่ตั้ง เนื้อที่ไร่อ้อย และจำนวนอ้อยที่ตกลงซื้อขายกัน ต่อมาจำเลยส่งมอบใบสำคัญการจ่ายแก่นางธนารัตน์อันเป็นหลักฐานการจ่ายเงินค่าอ้อยให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 เป็นเงิน 100,000 บาท และวันที่ 24 มีนาคม 2561 เป็นเงิน 480,000 บาท ในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ร่วมโอนเงินเข้าบัญชีจำเลยเพื่อให้นำไปใช้ในการซื้ออ้อยรวม 4 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2560 เป็นเงิน 250,000 บาท วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 เป็นเงิน 1,200,000 บาท กับ 200,000 บาท และวันที่ 23 มีนาคม 2561 เป็นเงิน 3,000,000 บาท วันที่ 1 สิงหาคม 2561 โจทก์ร่วมมอบให้นายวิษณุไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรหนองหานให้ดำเนินคดีแก่จำเลย โดยกล่าวว่า จำเลยปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในสัญญาซื้อขาย และเอกสารประกอบ ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ 2 และใบสำคัญการจ่าย ต่อมาจำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีอื่น และเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาในคดีนี้แก่จำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารและเอกสารสิทธิปลอม และฉ้อโกง จำเลยให้การปฏิเสธทั้งในชั้นจับกุมและสอบสวน

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้อง ซึ่งโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารและเอกสารสิทธิปลอม และฉ้อโกง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมอันเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 รับรองความถูกต้องของสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ 2 ที่ถ่ายสำเนาเอกสารมาโดยโจทก์และโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวด้วย ความผิดฐานดังกล่าวย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานดังกล่าว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมเพียงว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ อันได้แก่ สัญญาซื้อขาย และใบสำคัญการจ่าย และฐานใช้เอกสารสิทธิดังกล่าวปลอม กับฐานฉ้อโกงหรือไม่ ปัญหาตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าว โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางถวิล ผู้เสียหายที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า พยานไม่เคยทำสัญญาซื้อขายอ้อยกับโจทก์ร่วม ลายมือชื่อในช่องผู้ขายในสัญญาซื้อขายดังกล่าวและใบสำคัญการจ่าย มิใช่ลายมือชื่อของพยาน พยานประกอบอาชีพทำนาและรับจ้างทั่วไป แปลงไร่อ้อยตามพิกัดมิใช่ของพยาน คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ดังกล่าวสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจโทเจริญศักดิ์ พนักงานสอบสวนที่ว่า ในชั้นสอบสวนพยานส่งสัญญาซื้อขาย รวมทั้งใบสำคัญการจ่าย ไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อที่แท้จริงของผู้เสียหายที่ 2 ที่กลุ่มงานตรวจเอกสาร ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 3 ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่ามีคุณสมบัติของการเขียนและรูปร่างลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกันผู้ตรวจพิสูจน์ลงความเห็นว่ามิใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ลายมือชื่อผู้ขายในสัญญาซื้อขาย และลายมือชื่อผู้รับเงินในใบสำคัญการจ่าย มิใช่ลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในสัญญาซื้อขายและใบสำคัญการจ่ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางธนารัตน์เป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม มีหน้าที่ดูแลด้านบัญชี ในช่วงเวลาเกิดเหตุปรากฏว่ามีการตัดอ้อยตามสัญญาซื้อขายที่จำเลยทำกับชาวไร่อ้อยแทนโจทก์ร่วมส่งเข้าโรงงานน้ำตาลเกือบครบทุกสัญญาแล้ว แต่จำนวนอ้อยตามที่ระบุในสัญญาซื้อขายยังขาดอยู่อีกเป็นจำนวนมาก พยานให้จำเลยพาไปดูแปลงไร่อ้อยที่ยังไม่ได้ตัด โดยไล่ดูไปตามสัญญาซื้อขายแต่ละฉบับ พยานไม่เคยพบเจ้าของไร่อ้อยเลย และพบว่าจำนวนเนื้อที่ไร่อ้อยที่ยังไม่ได้ตัดน้อยกว่าที่ระบุในสัญญาซื้อขายที่ทำไว้มาก จำเลยพาพยานไปดูแปลงไร่อ้อยที่ยังไม่ได้ตัดเป็นเวลา 3 วัน จนเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2561 จำเลยไม่ไปทำงาน หลังจากนั้นพยานไม่สามารถติดต่อกับจำเลยได้อีก และมีนายสำรวยเป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นหัวหน้าทีมหาซื้ออ้อยของโจทก์ร่วมอีกทีมหนึ่ง เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 โจทก์ร่วมให้พยานไปช่วยดูแลการตัดอ้อยภายในเขตที่จำเลยดูแลเนื่องจากยังไม่มีการตัดอ้อยตามสัญญาซื้อขายที่จำเลยไปทำไว้เป็นจำนวนมาก พยานทำงานกับจำเลยเพียง 2 วัน หลังจากนั้นจำเลยไม่ได้ไปทำงานอีก และพยานติดต่อจำเลยไม่ได้ คำเบิกความของนางธนารัตน์และนายสำรวยดังกล่าว แสดงว่ามีสัญญาซื้อขายในความรับผิดชอบของจำเลยที่ระบุเนื้อที่ไร่อ้อยและจำนวนอ้อยที่ตกลงซื้อขายกันไม่ตรงตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้จำนวนเนื้อที่ไร่อ้อยที่ยังไม่ได้ตัดน้อยกว่าที่ระบุในสัญญาซื้อขาย ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยไม่ทราบว่าลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในสัญญาซื้อขายและใบสำคัญการจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอม เพราะในช่วงเวลาเกิดเหตุจำเลยซื้ออ้อยจากนายนิติกร เนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ ซื้อขายกัน 4 รอบ โดยนายนิติกรไปหาซื้ออ้อยจากชาวไร่นำมาขายให้จำเลยอีกต่อหนึ่ง ในการซื้อขายรอบที่ 2 เนื้อที่ไร่อ้อยประมาณ 480 ไร่ นายนิติกรขอเงินมัดจำจากจำเลย 1,000,000 บาท แต่สำนักงานของโจทก์ร่วมสำรองเงินค่าใช้จ่ายให้จำเลยไม่เพียงพอ จำเลยจึงขอทำสัญญาซื้อขายกับชาวไร่อ้อยโดยตรงเพื่อจะได้ทยอยจ่ายเงินมัดจำให้นายนิติกร จำเลยมอบแบบฟอร์มสัญญาซื้อขายอ้อยให้นายนิติกรนำไปให้ชาวไร่อ้อยผู้ขายลงลายมือชื่อประมาณ 10 ฉบับ ต่อมาจำเลยได้รับสัญญาซื้อขายจากนายนิติกร ขณะนั้นมีลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในช่องผู้ขายแล้ว แต่ยังไม่มีการกรอกข้อความ จำเลยและนายมิตร ลูกทีมของจำเลยร่วมกันกรอกข้อความในสัญญาซื้อขายจนครบถ้วน จำเลยยังเบิกความด้วยว่า ก่อนจำเลยตกลงราคาซื้อขายอ้อยตามสัญญาซื้อขายอ้อยกับนายนิติกร จำเลยและลูกทีมเดินสำรวจวัดรอบแปลงไร่อ้อยแล้ว โดยจำเลยมีนายนิติกรมาเบิกความเป็นพยานว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุนายนิติกรทำสัญญาซื้อขายอ้อยกับจำเลยหลายครั้งรวมทั้งสัญญาซื้อขาย สำหรับที่มาของสัญญาซื้อขายและใบสำคัญการจ่ายนั้น นายนิติกรอ้างว่า นายนิติกรเคยเช่าที่ดินจากผู้เสียหายที่ 2 เพื่อปลูกอ้อย และเคยสอบถามผู้เสียหายที่ 2 ว่า หากนายนิติกรจะขอยืมชื่อผู้เสียหายที่ 2 ไปทำสัญญาซื้อขายอ้อยในฐานะผู้ขายและรับเงินได้หรือไม่ ผู้เสียหายที่ 2 ตอบว่าไม่ขัดข้อง ต่อมานายนิติกรจะขายอ้อยในไร่อ้อยแปลงตามสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นไร่อ้อยของนายทองอ้น ให้แก่จำเลย แต่นายทองอ้นไม่มีสำเนาทะเบียนบ้าน ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยไม่ได้ นายนิติกรจึงใช้ชื่อผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้ขายแทน และมอบหมายให้นางสาวเสาวภรณ์ ผู้ช่วยของนายนิติกรนำแบบฟอร์มสัญญาซื้อขายไปให้ผู้เสียหายที่ 2 ลงลายมือชื่อ ซึ่งต่อมาคนงานของโจทก์ร่วมก็ได้เข้าตัดอ้อยในแปลงไร่อ้อยตามสัญญาซื้อขาย และนายนิติกรจ่ายเงินค่าอ้อยให้นายทองอ้นไปแล้ว เห็นว่า ที่นายนิติกรอ้างว่า ผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้นายนิติกรยืมชื่อไปทำสัญญาซื้อขายนั้น ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 มีความใกล้ชิดสนิทสนมหรือได้รับประโยชน์ประการใดจากการให้นายนิติกรยืมชื่อ จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายที่ 2 จะยินยอมให้นายนิติกรยืมชื่อไปทำสัญญาซื้อขายดังที่อ้าง ส่วนที่นายนิติกรอ้างว่าไร่อ้อยตามพิกัดค่าจีพีเอสที่ระบุในสัญญาซื้อขายเป็นไร่อ้อยของนายทองอ้น และคนงานของโจทก์ร่วมเข้าตัดอ้อยในแปลงไร่อ้อยดังกล่าว อีกทั้งนายนิติกรยังจ่ายเงินค่าอ้อยให้นายทองอ้นไปแล้ว อันเป็นข้ออ้างในทำนองว่า ไร่อ้อยตามสัญญาซื้อขายมีอยู่จริงและโจทก์ร่วมไม่ได้รับความเสียหายประการใดนั้น จำเลยมิได้นำนายทองอ้นมาเป็นพยานยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว อีกทั้งได้ความจากนายสำรวยพยานโจทก์และโจทก์ร่วมด้วยว่า ภายหลังจำเลยไม่ไปทำงานและพยานติดต่อจำเลยไม่ได้ พยานไปตรวจสอบแปลงไร่อ้อยตามพิกัดค่าจีพีเอสที่ระบุในสัญญาซื้อขาย ปรากฏว่าบางส่วนเป็นป่ายูคาลิปตัส บางส่วนเป็นทุ่งนา มิได้มีลักษณะเป็นแปลงไร่อ้อย ข้ออ้างของนายนิติกรในส่วนนี้จึงรับฟังไม่ได้เช่นกัน และที่นายนิติกรอ้างด้วยว่ามอบหมายให้นางสาวเสาวภรณ์นำแบบฟอร์มสัญญาซื้อขายไปให้ผู้เสียหายที่ 2 ลงลายมือชื่ออันเป็นข้ออ้างในทำนองว่า จำเลยไม่ทราบว่าลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 ในสัญญาซื้อขายและเอกสารประกอบเป็นลายมือชื่อปลอม เพราะได้รับมาจากนางสาวเสาวภรณ์นั้นจำเลยมิได้นำนางสาวเสาวภรณ์มาเบิกความให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้รับมอบหมายจากนายนิติกรให้ดำเนินการดังกล่าวจริงหรือไม่ และลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 ปรากฏในเอกสารดังกล่าวได้อย่างไร ข้ออ้างของนายนิติกรในส่วนนี้จึงรับฟังไม่ได้อีกเช่นกัน กรณีมีเหตุให้เชื่อได้ว่านายนิติกรเบิกความเช่นนั้นเพื่อช่วยจำเลยให้พ้นผิด ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ไม่ทราบว่าลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในสัญญาซื้อขายและเอกสารประกอบเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 จริงหรือไม่ เพราะได้รับเอกสารดังกล่าวมาจากนายนิติกรนั้น ตามคำเบิกความของนายวิษณุ น้องโจทก์ร่วมปรากฏว่าจำเลยทำงานกับโจทก์ร่วมมานานประมาณ 15 ปี และจำเลยเป็นหัวหน้าทีมที่ทำงานกับโจทก์ร่วมนานที่สุด แสดงว่าจำเลยต้องมีประสบการณ์เกี่ยวกับการซื้อขายอ้อยกับชาวไร่เป็นอย่างดี ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะยอมทำสัญญาซื้อขายอ้อยกับชาวไร่อ้อยมีราคาซื้อขายสูงถึง 632,000 บาท โดยที่จำเลยหรือลูกทีมของจำเลยไม่เคยพบกับเจ้าของไร่อ้อยผู้ขายด้วยตนเอง เพราะหากผู้ขายกล่าวอ้างในภายหลังว่าไม่ได้ตกลงขายหรือไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายดังกล่าวย่อมจะต้องมีปัญหาเกิดขึ้นตามมามากมาย ดังเช่น จำเลยอาจหาซื้ออ้อยจากผู้ขายรายอื่นเพื่อส่งเข้าโรงงานไม่ทันเวลาปิดฤดูหีบอ้อย หรือหากจำเลยจ่ายเงินให้นายนิติกรไปแล้วก็ต้องเสียเวลาติดตามเรียกเงินคืน ส่วนที่จำเลยเบิกความด้วยว่า จำเลยและลูกทีมเดินสำรวจวัดรอบแปลงไร่อ้อยตามสัญญาซื้อขายก่อนตกลงราคากับนายนิติกรนั้น คำเบิกความของจำเลยดังกล่าวขัดแย้งกับคำเบิกความของนายสำรวยที่ว่า แปลงไร่อ้อยตามพิกัดค่าจีพีเอสที่ระบุในสัญญาซื้อขายบางส่วนเป็นป่ายูคาลิปตัส บางส่วนเป็นทุ่งนา จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยเคยไปเดินสำรวจวัดรอบแปลงไร่อ้อยตามสัญญาซื้อขายดังที่อ้าง อีกทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมมีนายมิตรลูกทีมจำเลยเองเป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นคนเขียนข้อความตามคำบอกของจำเลยในสัญญาซื้อขาย โดยจำเลยบอกให้เขียนตามข้อมูลที่จำเลยบันทึกไว้ในสมุดเล่มเล็ก ขณะนั้นมีลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 และพยานอีกคนหนึ่งในเอกสารดังกล่าวแล้ว นายมิตรยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยด้วยว่า ภายหลังกรอกข้อความแล้วเสร็จพยานลงลายมือชื่อเป็นพยานอีกคนหนึ่ง และให้จำเลยลงลายมือชื่อในฐานะผู้ซื้อ พยานปากดังกล่าวยังเบิกความด้วยว่าเป็นผู้กรอกข้อความในใบสำคัญการจ่ายอันเป็นหลักฐานที่แสดงว่ามีการจ่ายเงินมัดจำแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 50,000 บาท ขณะนั้นมีลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ลงไว้ในเอกสารดังกล่าวก่อนแล้วเช่นกัน นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายภูวดล เป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นคนเขียนข้อความตามคำบอกของจำเลยในใบสำคัญการจ่าย อันเป็นหลักฐานที่แสดงว่ามีจ่ายเงินค่านายหน้าให้แก่นายฤทธิรงค์รวม 4 รายการ มีแปลงไร่อ้อยของผู้เสียหายที่ 2 รวมอยู่ด้วย โดยขณะที่นายภูวดลเขียนข้อความดังกล่าว มีลายมือชื่อของนายฤทธิรงค์ในช่องผู้รับเงินอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน นายมิตรและนายภูวดลเป็นลูกทีมของจำเลยเอง ทั้งไม่ปรากฏว่านายมิตรและนายภูวดลได้ประโยชน์ประการใดจากการเบิกความเช่นนั้น คำเบิกความของนายมิตรและนายภูวดลดังกล่าวจึงมีน้ำหนักอันควรรับฟัง ตามคำเบิกความของนายมิตรและนายภูวดลดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้สัญญาซื้อขายและใบสำคัญการจ่าย อันเป็นเอกสารประกอบการเบิกจ่ายเงินจากโจทก์ร่วม มีความสมบูรณ์ก่อนนำไปส่งให้นางธนารัตน์เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการขอเบิกจ่ายเงินจากโจทก์ร่วม เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับคำเบิกความของนางธนารัตน์และนายสำรวยที่ว่า สัญญาซื้อขายในความรับผิดชอบของจำเลยมีปัญหาระบุเนื้อที่ไร่อ้อยและจำนวนอ้อยที่ซื้อขายไม่ตรงตามความเป็นจริง จนเป็นเหตุให้มีการตรวจสอบสัญญาซื้อขายที่จำเลยทำกับชาวไร่อ้อยแทนโจทก์ร่วม กรณีมีเหตุให้เชื่อได้ว่า จำเลยทราบดีว่าลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในสัญญาซื้อขายและใบสำคัญการจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอม และแม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมานำสืบว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในเอกสารดังกล่าว แต่การที่จำเลยเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่มีการปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในเอกสารดังกล่าว เพราะเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานที่จำเลยนำไปใช้อ้างเพื่อหักเงินที่โจทก์ร่วมโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปจ่ายชาวไร่อ้อยผู้ขายและนายหน้า ทั้งที่ไม่มีการซื้อขายจริง ซึ่งหมายความว่า จำเลยไม่จำต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปจ่ายแก่บุคคลใด และสามารถนำเงินดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวได้ โดยที่จำเลยเองก็ทราบดีว่าลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ในเอกสารดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอม กรณีจึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อให้ผู้อื่นปลอมเอกสารดังกล่าว และเนื่องจากสัญญาซื้อขายและใบสำคัญการจ่ายดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ จึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ย่อมลงโทษจำเลยได้เพียงฐานสนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ นอกจากนี้การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการหลอกลวงโจทก์ร่วมให้ส่งมอบเงินจำนวน 637,200 บาท แก่จำเลยให้จำเลยรับไปเป็นประโยชน์ส่วนตน โดยกล่าวข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้งจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงอีกด้วย และเมื่อจำเลยหักเงินจำนวนดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิกระทำเช่นนั้น จำเลยย่อมมีหน้าที่คืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกฟ้องในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม และฐานฉ้อโกงมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ขอให้นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 708/2561 ของศาลจังหวัดหนองบัวลำภูบวกเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้นั้น เมื่อคดีนี้จำเลยก่อให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธิ แล้วจำเลยใช้เอกสารสิทธิปลอมหลอกลวงโจทก์ร่วมให้ส่งมอบเงินแก่จำเลยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2561 ก่อนที่ศาลในคดีดังกล่าวจะมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2561 จำเลยจึงมิได้กระทำความผิดคดีนี้ภายในเวลาที่ศาลกำหนดให้รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 จึงบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้ไม่ได้

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 86 มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 และมาตรา 341 จำเลยใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยเป็นผู้สนับสนุนให้ปลอมเอกสารสิทธินั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและฐานฉ้อโกงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 637,200 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วม ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3147/2561, 3149/2561, 3165/2561 และ 3678/2561 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวยังไม่ปรากฏผลคำพิพากษา จึงให้ยกคำขอส่วนนี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 265 ม. 268 วรรคแรก ม. 268 วรรคสอง ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
โจทก์ร่วม — นางสาว น.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาวศุภัททิยะ ศุภางคเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4373/2564
#667231
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์แยกบรรยายการกระทำซึ่งอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามลำดับเหตุการณ์ที่จำเลยปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์และปลอมลายมือชื่อโจทก์กับใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมกล่าวอ้างต่อผู้พิพากษา ฟ้องโจทก์ทั้งสองข้อหาเป็นความผิดหลายกระทงซึ่งโจทก์รวมมาในฟ้องเดียวกันได้ เพียงแต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ซึ่งการบรรยายการกระทำทั้งหลายตามลำดับเหตุการณ์เป็นการแยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องฟ้องแยกแต่ละกระทงเป็นข้อ ๆ ดังนั้น การที่ฟ้องโจทก์บรรยายข้อ 1 ข ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้ผู้พิพากษาหลงเชื่อว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้จำเลยตามหนังสือมอบอำนาจปลอม จึงไม่ได้แยกต่างหากจากฟ้องข้อ 1 ก และเท่ากับฟ้องโจทก์ได้บรรยายแล้วว่าจำเลยกระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง อันเป็นการบรรยายถึงเจตนาพิเศษในการกระทำของจำเลยแล้ว และเมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด จึงไม่อาจทำให้จำเลยเข้าใจว่าเป็นเจตนาพิเศษของบุคคลอื่นนอกจากจำเลยไปได้ จำเลยย่อมเข้าใจข้อหาได้ดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (ที่ถูก ต้องระบุว่า แต่กระทงเดียว) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก ไม่ต้องระบุมาตรา 90) จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นมารดานายสุจินดา เดิมนายสุจินดาทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากบริษัท ต. มีจำเลยและโจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน แต่นายสุจินดาผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ บริษัท ต. จึงเป็นโจทก์ฟ้องนายสุจินดากับจำเลยและโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดขอนแก่นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 2128/2559 ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาตามยอม โดยคดีดังกล่าวมีจำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจนายสุจินดาและโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัท ต.

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การบรรยายฟ้องต้องให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์ไม่มีข้อความใดที่ทำให้จำเลยไม่สามารถเข้าใจในข้อหาหรือการกระทำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ฟ้องต้องบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และฟ้องโจทก์ข้อหาปลอมเอกสารและข้อหาใช้หรืออ้างเอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคแรก ยังต้องบรรยายองค์ประกอบความผิดของข้อหาดังกล่าวให้ครบถ้วน โดยความผิดฐานปลอมเอกสารจำเลยต้องมีเจตนาพิเศษในการทำเอกสารปลอมเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ทั้งต้องปรากฏพฤติการณ์ประกอบการทำเอกสารปลอมนั้นด้วยว่าน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ส่วนความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมก็ต้องปรากฏพฤติการณ์ประกอบการใช้หรืออ้างเอกสารปลอมนั้นด้วยว่าน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนเช่นกัน การที่ฟ้องโจทก์แยกบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามลำดับเหตุการณ์ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยทำปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์และปลอมลายมือชื่อโจทก์ และในวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวอ้างแสดงต่อผู้พิพากษาศาลจังหวัดขอนแก่น เป็นฟ้องข้อ 1 ก และข้อ 1 ข ตามลำดับนั้น ฟ้องโจทก์ทั้งสองข้อหาเป็นความผิดหลายกระทง ซึ่งโจทก์รวมมาในฟ้องเดียวกันได้ เพียงแต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ซึ่งการที่โจทก์บรรยายการกระทำทั้งหลายตามลำดับเหตุการณ์นั้นเป็นการแยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องฟ้องแยกแต่ละกระทงเป็นข้อ ๆ ดังนั้น การที่ฟ้องโจทก์บรรยายในข้อ 1 ข ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้ผู้พิพากษาหลงเชื่อว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้จำเลยตามหนังสือมอบอำนาจปลอมจึงไม่ได้แยกต่างหากออกจากฟ้องข้อ 1 ก และเท่ากับฟ้องโจทก์ได้บรรยายแล้วว่าจำเลยกระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง อันเป็นการบรรยายถึงเจตนาพิเศษในการกระทำของจำเลยแล้ว เมื่อการกระทำทั้งหลายตามฟ้องทั้งสองข้อนั้นโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด จึงไม่อาจทำให้จำเลยเข้าใจว่าเป็นเจตนาพิเศษของบุคคลอื่นนอกจากจำเลยไปได้และจำเลยย่อมเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย เช่นนี้ ฟ้องโจทก์ฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก จึงชอบด้วยกฎหมายด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นและเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว อาจมีผลต่อการฎีกาตามกฎหมายได้ จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 วรรคแรก ม. 268 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 160 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ถ.
จำเลย — นาง ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นางสาวณัฏฐ์นิชา สุวรรณพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิรัตน์ สีดาคุณ
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แก้ว เวศอุไร
ภัฏ วิภูมิรพี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4371/2564
#693678
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งอุทธรณ์ดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาตามลำดับชั้นศาล แต่ศาลชั้นต้นกลับส่งอุทธรณ์นั้นมายังศาลฎีกา อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 198 วรรคสอง แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษา

แม้ในภายหลังมี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่ง ป.อ. และให้ใช้ความใหม่แทน โดยความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราก็ตาม แต่มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 แห่ง ป.อ. และให้ใช้ความใหม่แทน โดยวรรคสี่บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของเด็กนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." ดังนั้น จากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ยังคงบัญญัติว่า การกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่น ซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของเด็กยังเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำอยู่ จึงเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) มิได้เป็นเรื่องกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ซึ่งเมื่อคดีของจำเลยถึงที่สุดแล้ว และโทษที่กำหนดสำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำซึ่งเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต โทษจำคุกขั้นสูงตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังจึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลจึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ด้วย จำเลยจึงไม่พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และการลงโทษดังกล่าวนั้นมิได้สิ้นสุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 80, 277 วรรคสาม, 279 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 2 กระทง ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 7 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 17 ปี 16 เดือน ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังและคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2557

ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2563 จำเลยยื่นคำร้องว่า ภายหลังมีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดต่อไป ขอให้การลงโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้นสิ้นสุดลงและปล่อยตัวจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเหตุตามคำร้องมิใช่กรณีกฎหมายที่บัญญัติขึ้นภายหลังว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดอีกต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งอุทธรณ์ดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาตามลำดับชั้นศาล แต่ศาลชั้นต้นกลับส่งอุทธรณ์นั้นมายังศาลฎีกาอันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคสอง แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษา โดยที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่จำเลยใช้นิ้วแหย่และพยายามใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย กฎหมายที่แก้ไขใหม่ภายหลังบัญญัติว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดอีกต่อไป เมื่อจำเลยรับโทษอยู่ การลงโทษจำเลยจึงสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง นั้น เห็นว่า แม้ในภายหลังมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน โดยความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราก็ตาม แต่มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน โดยวรรคสี่บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของเด็กนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." ดังนั้น จากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ยังคงบัญญัติว่า การกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่น ซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของเด็กยังเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำอยู่ จึงเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) มิได้เป็นเรื่องกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ซึ่งเมื่อคดีของจำเลยถึงที่สุดแล้ว และโทษที่กำหนดสำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำซึ่งเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต โทษจำคุกขั้นสูงตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังจึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลจึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ด้วย จำเลยจึงไม่พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และการลงโทษดังกล่าวนั้นมิได้สิ้นสุดลง ที่ศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 3 (1)
ป.วิ.อ. ม. 198 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ
โจทก์ร่วม — นาง ส.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาววริศรา สุรเดช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
วันชัย ศศิโรจน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4335/2564
#666872
เปิดฉบับเต็ม

โครงการหมู่บ้าน พ. มีลักษณะเป็นหมู่บ้านปิด มีรั้วกำแพงกั้นเขตล้อมรอบและมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะคือซอยท่าอิฐเพียงทางเดียวเท่านั้น การที่บริษัท พ. ในฐานะผู้จัดสรรทำถนนและรั้วกำแพงล้อมรอบที่ดินของโครงการที่จัดสรรย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการสัญจรและรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัยในโครงการโดยเฉพาะ มิได้หมายที่จะให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้ถนนร่วมกับผู้ซื้อที่ดินและบ้านในโครงการดังกล่าวด้วย ที่บริษัท พ. ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 172178 พร้อมบ้านในโครงการหมู่บ้าน พ. แล้วรื้อถอนบ้านและรั้วกำแพงออก ก่อสร้างเป็นถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้านทั้งสองโครงการเข้าด้วยกัน สภาพของถนนปูด้วยอิฐตัวหนอนมีลักษณะแตกต่างจากถนนภายในโครงการหมู่บ้าน พ. ที่ก่อสร้างเป็นคอนกรีตอย่างถาวรเจือสมกับสำเนาบันทึกถ้อยคำที่ ว. ตัวแทนบริษัท พ. และกรรมการบริษัท พ. ให้ถ้อยคำยืนยันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า การสร้างถนนเชื่อมกันข้างต้นเป็นเพียงชั่วคราวเพื่อให้ลูกค้าโครงการหมู่บ้าน น. ผ่านเข้าชมโครงการ และเพื่อการขนส่งวัสดุก่อสร้าง มิได้มีเจตนาเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการโดยเชื่อมหมู่บ้านทั้งสองเข้าด้วยกัน และจะทำการปิดกั้นถนนระหว่างโครงการทั้งสองให้เป็นไปตามแผนผังโครงการที่ขอจัดสรร กอปรกับตามแผนผังโครงการหมู่บ้าน น. มีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทางซอยท่าอิฐ - บางรักน้อย อยู่แล้ว และปัจจุบันใช้เป็นเส้นทางผ่านเข้าออกหมู่บ้านเช่นนี้ การก่อสร้างถนนปูด้วยอิฐตัวหนอนเชื่อมหมู่บ้านทั้งสองนั้น หาได้มีเจตนาตั้งแต่แรกที่จะให้ผู้อาศัยในโครงการหมู่บ้าน น. ผ่านเข้ามาใช้ถนนในโครงการหมู่บ้าน พ. ไม่ แม้ต่อมาบริษัท พ. ได้จดทะเบียนโอนถนนทั้งหมดภายในโครงการหมู่บ้าน พ. เป็นทางสาธารณประโยชน์ก็ตาม แต่เชื่อว่าได้กระทำไปเพียงเพื่อให้การเป็นไปตามประกาศของคณะปฏิบัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคสอง อันจะทำให้หน้าที่ในการเป็นผู้บำรุงรักษาถนนของบริษัท พ. ตามข้อ 30 วรรคหนึ่ง ตกแก่หน่วยงานของรัฐซึ่งปัจจุบันคือองค์การบริหารส่วนตำบล บ. เท่านั้น ถนนภายในโครงการหมู่บ้าน พ. ยังคงมีอยู่สำหรับการใช้ประโยชน์เฉพาะจำเลยที่ 1 และสมาชิกของจำเลยที่ 1 ในโครงการหมู่บ้าน พ. โจทก์ทั้งสองและสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ในโครงการหมู่บ้าน น. ไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะเข้ามาใช้ถนนดังกล่าวได้ ดังนี้จำเลยทั้งสิบหกย่อมใช้สิทธิขัดขวางด้วยการนำแท่งปูนมาวางปิดกั้นเพื่อไม่ให้โจทก์ทั้งสองและสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ผ่านเข้ามาใช้ถนนในโครงการหมู่บ้าน พ. ได้ ไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสิบหกจึงไม่จำต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบหกร่วมกันขนย้ายแท่งปูนหรือแท่งแบริเออร์ที่ปิดทางเข้าออกหมู่บ้านโจทก์ที่ 1 จำนวน 2 แห่ง และให้รื้อถอนป้อมยามที่ปิดทางเข้าออกทางสาธารณประโยชน์ หากจำเลยทั้งสิบหกไม่ดำเนินการ ให้ศาลแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ดำเนินการ โดยให้จำเลยทั้งสิบหกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการขนย้ายแท่งปูนหรือแท่งแบริเออร์ดังกล่าวออกไปจากทางสาธารณประโยชน์ ให้จำเลยทั้งสิบหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อไปอีกวันละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสิบหกจะหยุดการทำละเมิด เปิดเส้นทางเข้าออก 2 แห่ง และรื้อถอนป้อมยามที่ปิดทางเข้าออกอยู่

จำเลยทั้งสิบหกให้การในทำนองเดียวกันและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง การกระทำของโจทก์ทั้งสองและสมาชิกหมู่บ้าน น. ที่ใช้สาธารณูปโภคภายในหมู่บ้าน พ. โดยพลการ เป็นการจงใจทำละเมิดต่อจำเลยทั้งสิบหกและสมาชิกหมู่บ้าน พ. ขอให้บังคับห้ามโจทก์ทั้งสองและสมาชิกหมู่บ้าน น. ใช้ถนนเข้าออกภายในหมู่บ้าน พ. และห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องในหมู่บ้าน พ. อีกต่อไป ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าเสียหายเดือนละ 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะหยุดทำละเมิดแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสิบหกให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสิบหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 300 บาท แก่จำเลยทั้งสิบหก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสอง และจำเลยทั้งสิบหกฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร น. ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มีโจทก์ที่ 2 เป็นประธานคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ. ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หมู่บ้าน น. ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังหมู่บ้าน พ. บริษัท พ. ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินใช้ชื่อโครงการว่า "หมู่บ้าน พ." ต่อมาภายหลังเมื่อมีการจำหน่ายบ้านในโครงการหมดแล้ว บริษัท ร. ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินใช้ชื่อโครงการว่า "หมู่บ้าน น." โดยก่อนหน้านั้นบริษัท ร. ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจัดสรรที่ดินกลุ่มเดียวกับบริษัท พ. ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 172178 เนื้อที่ 85 ตารางวา พร้อมบ้านที่อยู่ภายในโครงการหมู่บ้าน พ. จากนายบัญชา แล้วทำการรื้อถอนบ้านและรั้วของโครงการหมู่บ้าน พ. ออก และสร้างถนนปูด้วยอิฐตัวหนอนเชื่อมระหว่างหมู่บ้านทั้งสองเข้าด้วยกัน ปี 2536 มีการร้องเรียนให้ตรวจสอบการจัดสรรที่ดินทั้งสองโครงการดังกล่าว สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีดำเนินการตรวจสอบ โดยนางสาววรินทิพ ในฐานะตัวแทนบริษัท ร. และกรรมการบริษัท พ. ให้ถ้อยคำยอมรับว่า การสร้างถนนเชื่อมกันข้างต้น เป็นการก่อสร้างถนนชั่วคราวเพื่อให้ลูกค้าโครงการหมู่บ้าน น. ผ่านเข้าชมโครงการและเพื่อการขนส่งวัสดุก่อสร้าง มิได้มีเจตนาเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการโดยเชื่อมหมู่บ้านทั้งสองเข้าด้วยกัน และจะทำการปิดกั้นถนนระหว่างโครงการทั้งสองให้เป็นไปตามแผนผังโครงการที่ขอจัดสรร แต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2543 ก่อนพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มีผลใช้บังคับบริษัท พ. นำถนนภายในโครงการหมู่บ้าน พ. เนื้อที่ 12 ไร่ 1 งาน 58 ตารางวา ไปจดทะเบียนโอนเป็นทางสาธารณประโยชน์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 โดยสั่งให้บริษัท พ. ผู้จัดสรรที่ดินดำเนินการจัดทำรั้ว กำแพง หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกันลงในขอบถนนของหมู่บ้าน พ. บริเวณแปลงที่ดินที่มีการรื้อถอนบ้านและรั้วกำแพงออก จำเลยทั้งสิบหกร่วมกันนำแท่งปูนไปวางปิดกั้นไม่ให้โจทก์ทั้งสองและสมาชิกในโครงการหมู่บ้าน น. เข้ามาใช้ถนนภายในโครงการหมู่บ้าน พ.

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองและสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ในโครงการหมู่บ้าน น. มีสิทธิใช้ถนนภายในโครงการหมู่บ้าน พ. หรือไม่ เห็นว่า โครงการหมู่บ้าน พ. มีลักษณะเป็นหมู่บ้านปิด มีรั้วกำแพงกั้นเขตล้อมรอบ และมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะคือซอยท่าอิฐเพียงทางเดียวเท่านั้น การที่บริษัท พ. ในฐานะผู้จัดสรรทำถนนและรั้วกำแพงล้อมรอบที่ดินของโครงการที่จัดสรร ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการสัญจรและรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้ที่อยู่อาศัยในโครงการโดยเฉพาะ มิได้หมายที่จะให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้ถนนร่วมกับผู้ซื้อที่ดินและบ้านในโครงการดังกล่าวด้วย ที่บริษัท ร. ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 172178 พร้อมบ้านในโครงการหมู่บ้าน พ. แล้วรื้อถอนบ้านและรั้วกำแพงออก ก่อสร้างเป็นถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้านทั้งสองโครงการเข้าด้วยกัน สภาพของถนนปูด้วยอิฐตัวหนอน มีลักษณะแตกต่างจากถนนภายในโครงการหมู่บ้าน พ. ที่ก่อสร้างเป็นคอนกรีตอย่างถาวร อันเจือสมกับสำเนาบันทึกถ้อยคำ ที่นางสาววรินทิพ ตัวแทน บริษัท ร. และกรรมการบริษัท พ. ให้ถ้อยคำยืนยันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า การสร้างถนนเชื่อมกันข้างต้นเป็นเพียงชั่วคราวเพื่อให้ลูกค้าโครงการหมู่บ้าน น. ผ่านเข้าชมโครงการ และเพื่อการขนส่งวัสดุก่อสร้าง มิได้มีเจตนาเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการโดยเชื่อมหมู่บ้านทั้งสองเข้าด้วยกัน และจะทำการปิดกั้นถนนระหว่างโครงการทั้งสองให้เป็นไปตามแผนผังโครงการที่ขอจัดสรร กอปรกับโครงการหมู่บ้าน น. มีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทางซอยท่าอิฐ - บางรักน้อย อยู่แล้ว และปัจจุบันใช้เป็นเส้นทางผ่านเข้าออกหมู่บ้าน เช่นนี้ การก่อสร้างถนนปูด้วยอิฐตัวหนอนเชื่อมหมู่บ้านทั้งสองนั้น หาได้มีเจตนาตั้งแต่แรกที่จะให้ผู้อาศัยในโครงการหมู่บ้าน น. ผ่านเข้ามาใช้ถนนในโครงการหมู่บ้าน พ. ไม่ แม้ต่อมาบริษัท พ. ได้จดทะเบียนโอนถนนทั้งหมดภายในโครงการหมู่บ้าน พ. เป็นทางสาธารณประโยชน์ก็ตาม แต่เชื่อว่าได้กระทำไปเพียงเพื่อให้การเป็นไปตามประกาศของคณะปฏิบัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคสอง อันจะทำให้หน้าที่ในการเป็นผู้บำรุงรักษาถนนของบริษัท พ. ตามข้อ 30 วรรคหนึ่ง ตกแก่หน่วยงานของรัฐซึ่งปัจจุบันคือองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักน้อยเท่านั้น ถนนภายในโครงการหมู่บ้าน พ. ยังคงมีอยู่สำหรับการใช้ประโยชน์เฉพาะจำเลยที่ 1 และสมาชิกของจำเลยที่ 1 ในโครงการหมู่บ้าน พ. โจทก์ทั้งสองและสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ในโครงการหมู่บ้าน น. ไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะเข้ามาใช้ถนนดังกล่าวได้ เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้วจำเลยทั้งสิบหกย่อมใช้สิทธิขัดขวางด้วยการนำแท่งปูนมาวางปิดกั้นเพื่อไม่ให้โจทก์ทั้งสองและสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ผ่านเข้ามาใช้ถนนในโครงการหมู่บ้าน พ. ได้ ไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสิบหกจึงไม่จำต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบหกว่า โจทก์ทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่เพียงใด และจำเลยทั้งสิบหกจะขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามโจทก์ทั้งสองกับสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ในโครงการหมู่บ้าน น. เข้าไปเกี่ยวข้องกับถนนพิพาทได้หรือไม่ คดีนี้คงมีเพียงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องแย้งให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 1 กับมีคำขอห้ามโจทก์ทั้งสองและสมาชิกในโครงการหมู่บ้าน น. เข้ามาใช้ถนนพิพาท จำเลยอื่นนอกนั้นขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 16 ในข้อนี้ และเห็นว่าที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาขอให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เดือนละ 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะหยุดทำละเมิดนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการนิติบุคคลโจทก์ที่ 1 ว่า ปัจจุบันสมาชิกในโครงการหมู่บ้าน น. สามารถเดินทางเข้าออกหมู่บ้านโดยใช้เส้นทางที่ทำขึ้นใหม่ทางด้านหลังของหมู่บ้าน แต่จะผ่านทางโครงการหมู่บ้าน พ. ไม่ได้ ขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ได้นำพยานหลักฐานอื่นใดมาสืบให้ปรากฏแน่ชัดว่า ภายหลังวันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องแย้งโจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองยังคงร่วมกันใช้ถนนพิพาทต่อไปอีก จึงเห็นสมควรไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อย่างไรก็ดีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชอบที่จะขอและศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งห้ามโจทก์ทั้งสองและสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ในโครงการหมู่บ้าน น. เข้าไปเกี่ยวข้องกับถนนพิพาทภายในโครงการหมู่บ้าน พ. อันเป็นการงดเว้นกระทำการซ้ำอีกในภายภาคหน้าได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามโจทก์ทั้งสองและสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ในโครงการหมู่บ้าน น. เข้าไปเกี่ยวข้องกับถนนพิพาทภายในโครงการหมู่บ้าน พ. อีกต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร น. กับพวก
จำเลย — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายอนันต์ งินเลิศวัฒนะชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สมพงษ์ เหมวิมล
ปวีณณา ศรีวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4296/2564
#687028
เปิดฉบับเต็ม

ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในการตรวจพิสูจน์จัดเป็นความเห็นช่วยเหลือศาลประกอบการพิจารณาวินิจฉัยอย่างหนึ่ง ซึ่งศาลมีดุลพินิจจะนํามารับฟังแค่ไหนเพียงใดก็ได้ หาเป็นการผูกมัดให้ศาลต้องรับฟังตามความเห็นนั้นเสมอไปไม่ เมื่อการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของจําเลยในใบสมัครบัตรเครดิตคดีนี้เกิดจากความสมัครใจของคู่ความทั้งสองฝ่าย และผลการตรวจไม่อาจลงความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ย่อมเป็นอำนาจของศาลที่จะรับฟังพยานหลักฐานอื่นที่คู่ความนํามาสืบแล้วชั่งน้ำหนักวินิจฉัยไปตามพยานหลักฐานนั้น เพราะคู่ความมิได้ตกลงท้ากันเอาผลการตรวจพิสูจน์เป็นข้อแพ้ชนะ จึงไม่อาจวินิจฉัยให้จําเลยเป็นฝ่ายชนะคดีไปตามภาระการพิสูจน์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 408,447.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 292,115.71 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 408,447.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 292,115.71 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 มีผู้สมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตกับโจทก์ โดยใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลย ลงลายมือชื่อเป็นชื่อจำเลยพร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเป็นเอกสารประกอบ หลังจากนั้นมีผู้ใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จากการสมัคร ในการซื้อสินค้า ชำระค่าบริการและเบิกถอนเงินสดเรื่อยมา วันที่ 17 พฤษภาคม 2559 มีผู้ใช้บัตรครั้งสุดท้ายเป็นเงิน 1,444.65 บาท และชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 12 มีนาคม 2559 เป็นเงิน 65,000 บาท เมื่อคำนวณยอดหนี้ ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2559 มียอดหนี้ค้างชำระตามการใช้บัตรเครดิต เป็นต้นเงิน 292,115.71 บาท ดอกเบี้ย 48,101.89 บาท ค่าธรรมเนียม 1,740 บาท รวมเป็นเงิน 341,957.60 บาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า ลายมือชื่อในใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิต เป็นลายมือชื่อของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในการตรวจพิสูจน์จัดเป็นความเห็นช่วยเหลือศาลประกอบการพิจารณาวินิจฉัยอย่างหนึ่ง ซึ่งศาลมีดุลพินิจจะนำมารับฟังแค่ไหนเพียงใดก็ได้ หาเป็นการผูกมัดให้ศาลต้องรับฟังตามความเห็นนั้นเสมอไปไม่ เมื่อการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อคดีนี้เกิดจากความสมัครใจของคู่ความทั้งสองฝ่ายดังที่ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 และผลการตรวจไม่อาจลงความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใดได้ย่อมเป็นอำนาจของศาลที่จะรับฟังพยานหลักฐานอื่นที่คู่ความนำมาสืบแล้วชั่งน้ำหนักวินิจฉัยไปตามพยานหลักฐานนั้น เพราะคู่ความมิได้ตกลงท้ากันเอาผลการตรวจพิสูจน์เป็นข้อแพ้ชนะ จึงไม่อาจวินิจฉัยให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีไปตามภาระการพิสูจน์ดังที่จำเลยฎีกา ในข้อนี้โจทก์นำสืบโดยมีนางสาวจุรีรัตน์ อดีตพนักงานธนาคารโจทก์ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ให้บริการและการขาย เบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 พยานไปให้บริการบัตรเครดิตที่บ้านของจำเลยในจังหวัดสมุทรสาคร จำเลยลงลายมือชื่อในใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตด้วยตนเอง โดยมีบุตรสาวและบุตรเขยจำเลย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ธนาคารอีก 2 คน อยู่ด้วย ส่วนจำเลยนำสืบโดยมีจำเลยเบิกความยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักกับนางสาวจุรีรัตน์และไม่เคยมีบ้านอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร นางสาเป็นนายจ้างบุตรสาวจำเลยมาทำบุญที่บ้านของจำเลยและอาสาจะทำประกันภัยกลุ่มให้ โดยนางสาขอบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมสำเนาของจำเลยและบุตรสาว รวมทั้งบุคคลในครอบครัวไป แต่จำเลยไม่ได้รับกรมธรรม์ และน่าจะเป็นสาเหตุที่นางสานำเอกสารของจำเลยไปสมัครสมาชิกบัตรเครดิตกับโจทก์ นางสาวนันท์นภัส บุตรจำเลย เบิกความว่า พยานทำงานเป็นลูกจ้างนางสาวณัฐสุภาคินี ที่อำเภอมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ตั้งแต่ปี 2555 ถึงปี 2558 นางสาวณัฐสุภาคินีขอบัตรประจำตัวประชาชนของพยานและบุคคลในครอบครัวตลอดจนลูกจ้างทุกคนที่ทำงานกับนางสาวณัฐสุภาคินีไปทำบัตรประกันชีวิตแบบกลุ่ม บัตรประกันสุขภาพ และประกันอุบัติเหตุกับโจทก์ แต่จำเลยไม่ได้รับบัตรดังกล่าวเนื่องจากเอกสารไม่พร้อม เมื่อพยานทวงถาม นางสาวณัฐสุภาคินีไม่คืนเอกสารให้แก่จำเลยอ้างว่าอยู่ระหว่างดำเนินการ ภายหลังโจทก์มีหนังสือแจ้งให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาส่งไปที่บ้านของจำเลยที่จังหวัดสุพรรณบุรี จำเลยจึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อพิจารณาข้อความในใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตโดยละเอียดแล้ว ในเอกสารแผ่นแรกระบุที่อยู่อาศัย 2 แห่ง คือบ้านเลขที่ 103 และบ้านเลขที่ 146/251 ระบุทั้งหมายเลขโทรศัพท์บ้าน หมายเลขโทรสาร และหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ด้วย กับสมัครรับการแจ้งยืนยันการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและสมัครรับการแจ้งข้อมูลครบกำหนดชำระบัตรเครดิต (SMS) ระบุการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี สถานภาพจดทะเบียนสมรส บุตร 2 คน ชื่อคู่สมรส สมศักดิ์ อาชีพค้าขาย รายได้คู่สมรส 25,000 บาท ระบุฐานะตนเองว่าเป็นเจ้าของกิจการ ลักษณะอาชีพแปรรูปและจำหน่าย สถานที่ทำงานบริษัทพีเอส พี โกลด์ โปรดักส์ จำกัด ประเภทธุรกิจ อาหารแปรรูปและจำหน่ายอาหารทะเลทุกชนิด แล้วลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารแผ่นที่ 3 ว่า "สมนึก" "วันที่ 28 พฤษภาคม 2558" ลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารแผ่นที่ 4 ในฐานะผู้สมัครบัตรหลัก ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 เอกสารแผ่นสุดท้ายเป็นใบยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลทางโทรสาร ระบุว่าทำที่ถนนเอกชัย-สมุทรสาคร วันที่ 28 พฤษภาคม 2558 ลงชื่อสมนึก ผู้ให้ความยินยอม และเจ้าหน้าที่ธนาคาร จุรีรัตน์ กับนัทพร เป็นพยานไว้สองคน เห็นได้ชัดว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีรายละเอียดมากจนยากที่บุคคลอื่นจะนำไปกรอกได้อย่างถูกต้อง หากเพียงแต่ได้รับบัตรประจำตัวประชาชนจากจำเลยไปเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหมายเลขโทรศัพท์ ชื่อคู่สมรส อาชีพและสถานที่ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต ส่งไปยังภูมิลำเนาจำเลยที่บ้านเลขที่ 103 อันเป็นภูมิลำเนาที่ปรากฏในใบสมัคร จำเลยเองก็ยอมรับมาในฎีกาว่าเอกสารดังกล่าวส่งไปที่ภูมิลำเนาของจำเลยจริง แต่อ้างบ่ายเบี่ยงในทำนองว่าเป็นเพราะนางสาวณัฐสุภาคินีทราบข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชนที่มอบให้ไป ซึ่งใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตที่ส่งไปยังภูมิลำเนาจำเลยสรุปยอดตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2558 จนถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2559 เป็นประจำทุกเดือน และปรากฏว่ามีรายการชำระหนี้เรื่อยมา แต่เหตุไฉนจำเลยมิได้โต้แย้งการใช้บัตรต่อโจทก์เสียตั้งแต่ในโอกาสแรก กลับเพิ่งมาโต้แย้งเมื่อโจทก์มีหนังสือให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา และไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรสามชุก เป็นเวลาห่างกันถึงหนึ่งปีเศษ นับเป็นข้อพิรุธ ยิ่งกว่านั้นในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน จำเลยยังแจ้งข้อเท็จจริงระบุว่านายจ้างบุตรชายจำเลยเป็นผู้ขอสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านไปทำประกันชีวิตกลุ่มแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่จำเลยและนางสาวนันท์นภัสเบิกความในชั้นพิจารณา แสดงให้เห็นถึงความไม่อยู่กับร่องกับรอยของจำเลย และยิ่งเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่าคำเบิกความของนางสาวจุรีรัตน์ ในฐานะเป็นพยานในใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตดังกล่าวมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้ส่งหลักฐานรายการเดินบัญชีของจำเลยที่โจทก์ใช้ในการพิจารณาอนุมัติวงเงินและหลักฐานที่อ้างว่าจำเลยเป็นผู้รับมอบบัตรเครดิตเป็นเรื่องปลีกย่อย เพราะจำเลยไม่เคยโต้แย้งทักท้วงรายการใช้บัตรเครดิตแต่ละเดือนที่โจทก์แจ้งไป ไม่ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์ลดลง ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับรายงานผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อซึ่งผู้เชี่ยวชาญไม่อาจลงความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยเหตุผลในประเด็นดังกล่าวไว้โดยละเอียดชัดแจ้งแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิต จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวตามฟ้องโจทก์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่ยื่นคำแก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธ.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายอภิรัฐ บุญทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4238/2564
#680500
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รถยนต์พิพาทของโจทก์ไฟไหม้คอนโซลหน้ารถได้รับความเสียหายขณะอยู่ในความครอบครองของจำเลย โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 จำเลยจึงต้องรับผิดชอบเพราะถือว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติของเหตุการณ์เป็นคุณต่อโจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว จำเลยนำสืบประกอบรายงานการตรวจหาร่องรอยหลักฐานในคดีเพลิงไหม้ ภาพจากกล้องวงจรปิด และภาพถ่าย ได้ว่าแม้ขณะเกิดเหตุไฟไหม้ รถยนต์พิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลย แต่เหตุที่ไฟไหม้คอนโซลเกิดจากตัวรถยนต์พิพาทเอง เหตุไฟไหม้ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยจึงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้รถยนต์พิพาทต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชดใช้เงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 กันยายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติได้เบื้องต้นในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท จำเลยเป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2559 รถยนต์พิพาทเครื่องปรับอากาศไม่เย็น โจทก์ว่าจ้างจำเลยซ่อม และในวันเดียวกันสามีของโจทก์นำรถยนต์คันพิพาทไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2559 ไม่สามารถติดเครื่องได้ โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยนำรถไปซ่อม ลูกจ้างของจำเลยขับรถยนต์พิพาทมาจอดไว้ที่อู่เพื่อซ่อม ต่อมาวันรุ่งขึ้นพบว่าไฟไหม้บริเวณคอนโซลหน้ารถยนต์พิพาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้รถยนต์คันพิพาทต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 บัญญัติว่า "คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์แต่เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ารถยนต์พิพาทของโจทก์ไฟไหม้ คอนโซลหน้ารถได้รับความเสียหายขณะอยู่ในความครอบครองของจำเลย โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นดังกล่าว โดยกรณีนี้ ไฟไหม้คอนโซลหน้ารถขณะรถยนต์พิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชอบเพราะถือว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติของเหตุการณ์เป็นคุณต่อโจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว โดยจำเลยนำสืบว่านายสุมิตร ลูกจ้างจำเลยขับรถยนต์พิพาทมาถึงอู่เวลาประมาณ 18 นาฬิกา ซึ่งอู่ปิดทำการแล้ว จึงจอดรถไว้ในอู่ ปิดล็อกประตูรถเรียบร้อย วันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 8 นาฬิกา พบรอยไฟไหม้บริเวณคอนโซลหน้ารถ ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่บริเวณมอเตอร์เครื่องปรับอากาศทำให้ไฟไหม้พลาสติกไฟเบอร์กล่องเครื่องปรับอากาศแล้วไฟลามไปตามช่องลมเครื่องปรับอากาศทะลุไปยังคอนโซล เมื่อเปิดกล้องวงจรปิดในอู่พบว่า เวลา 20.37 นาฬิกา รถยนต์พิพาทมีไฟกะพริบขึ้นแล้วมีควันไฟลอยขึ้นจากห้องโดยสาร สักครู่ควันไฟจางหายไป แต่ไฟยังกะพริบอยู่ตลอด และไม่พบผู้ใดยุ่งเกี่ยวกับรถยนต์พิพาท ซึ่งจำเลยก็จอดรถยนต์พิพาทไว้ในอู่เป็นปกติเหมือนรถยนต์คันอื่น ๆ และไม่มีผู้ใดเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับรถยนต์พิพาท สอดคล้องกับรายงานการตรวจหาร่องรอยหลักฐานในคดีเพลิงไหม้ว่า ลักษณะของสถานที่เกิดเหตุ รถยนต์พิพาทจอดไว้ในพื้นที่อู่โดยมีกุญแจเสียบไว้ที่ช่องเสียบกุญแจโดยไม่ได้เปิดสวิตช์ทิ้งไว้ ต่อมาเวลา 20.40 นาฬิกา ภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพบริเวณรถยนต์พิพาทปรากฏสัญญาณไฟเลี้ยวกะพริบขึ้นต่อเนื่องโดยไม่มีภาพบุคคลเข้าไปในบริเวณที่รถยนต์พิพาทจอดอยู่ อีกไม่นานเกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้นบริเวณคอนโซลด้านหน้ารถ ทั้งรายงานดังกล่าวผู้ตรวจสถานที่เกิดเหตุให้ความเห็นว่า เชื่อว่า เหตุของการเกิดเพลิงไหม้เกิดจากระบบไฟฟ้าหรือกลไกของอุปกรณ์ไฟฟ้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณตอนกลางด้านหลังของคอนโซลหน้ารถเกิดการทำงานผิดปกติหรือชำรุด จนเกิดความร้อนสะสมแล้วทำให้เกิดการลุกติดไฟขึ้นแล้วลามไหม้ในเวลาต่อมา จนเกิดความเสียหายดังที่ปรากฏ ทั้งนายนเรศ พยานโจทก์เบิกความว่า พยานจบการศึกษาชั้นปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เคยทำงานอยู่ที่ศูนย์บริการรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ และทำงานเกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไกของรถยนต์มาโดยตลอด กรณีรถยนต์พิพาทน่าจะเป็นการต่อไฟโดยตรงจากแบตเตอรี่เข้าสู่สวิตช์เปิดปิดรถยนต์โดยไม่มีฟิวส์คั่นกลางเพื่อตัดไฟ ดังนั้นเมื่อไฟจากแบตเตอรี่เดินเข้ามายังสวิตช์เปิดการทำงานของระบบเครื่องยนต์ขณะมีปัญหาที่ระบบไฟฟ้าของเครื่องยนต์ ความร้อนของไฟที่หล่อเลี้ยงเครื่องยนต์จะก่อให้เกิดความร้อนสะสมและเกิดไฟช็อตหรือไฟลุกไหม้ได้ อันเป็นการสนับสนุนพยานจำเลย แสดงให้เห็นว่าไฟไหม้รถยนต์พิพาทเกิดจากระบบไฟฟ้าของรถยนต์พิพาทเอง โดยที่จำเลยไม่ได้ดำเนินการซ่อมรถยนต์พิพาทก่อนแต่อย่างใด แม้รถยนต์พิพาทมีลูกกุญแจเสียบไว้ที่ช่องเสียบกุญแจโดยไม่ได้เปิดสวิตช์ทิ้งไว้ แต่นายนเรศก็เบิกความว่าไม่มีผลทำให้ระบบไฟลัดวงจร ดังนั้น แม้ขณะเกิดเหตุไฟไหม้ รถยนต์พิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลย แต่เหตุที่ไฟไหม้เกิดจากตัวรถยนต์พิพาทเอง ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยจึงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้รถยนต์พิพาทต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวนัทธมน วงศ์ทรายทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาววรรณดี วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4237/2564
#682377
เปิดฉบับเต็ม

การบอกล้างสัญญาประกันชีวิตภายใน 1 เดือน นับแต่วันทราบมูลอันจะบอกล้างได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคสอง จำเลยผู้รับประกันภัยให้การต่อสู้ว่า สัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นโมฆียะ และจำเลยได้บอกล้างแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความว่า จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ตั้งแต่เมื่อใด และได้บอกล้างสัญญาดังกล่าวแล้วภายใน 1 เดือน นับแต่ทราบมูลอันจะบอกล้างได้ ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยทราบเหตุอันบอกล้างโดยทราบข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 แต่ตามพยานหลักฐานจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยมอบหมายให้บุคดลใดเป็นผู้ตรวจสอบหรือจำเลยทำการตรวจสอบอย่างไร แต่ปรากฏจากสำเนาบัตรตรวจโรคโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ว่า โรงพยาบาลวารินชำราบ ส่งตัว ป. ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เกี่ยวกับโรคติดสุรา โดยระบุที่มุมด้านข้างของเอกสารว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2559 และมี ว. เจ้าพนักงานเวชสถิติชำนาญงาน เป็นผู้รับรองสำเนาถูกต้องเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความ ล. ว่าประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนจำเลยได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ตรวจสอบประวัติการรักษาของ ป. ไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ในช่วงเวลาดังกล่าวและโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ได้ออกเอกสารตามสำเนาบัตรตรวจโรคให้แก่จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 แล้ว กำหนดระยะเวลาหนึ่งเดือนในการใช้สิทธิบอกล้างโมฆียกรรม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคสอง จึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 ที่ตัวแทนของจำเลยได้รับสำเนาประวัติการตรวจรักษาของ ป. ซึ่งเป็นการทราบมูลอันจำเลยจะบอกล้างโมฆียกรรมได้ การที่จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 20 มิถุนายน 2559 บอกล้างสัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับไปยังโจทก์ และโจทก์ได้รับหนังสือบอกล้างดังกล่าววันที่ 26 มิถุนายน 2559 จึงพ้นกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างโมฆียกรรมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 พฤษภาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นมารดาของนายปรัชญาผู้เอาประกันภัย จำเลยเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนบริษัท ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (เขตบริหารพิเศษฮ่องกง) ได้รับหนังสือรับรองให้ประกอบธุรกิจบริการประกันภัยประเภทประกันชีวิตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2556 จำเลยตกลงทำสัญญาประกันชีวิตฉบับแรกให้แก่นายปรัชญาตามกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ ที 180544363 โดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญา วันที่ 18 กันยายน 2557 นายปรัชญายื่นหนังสือรับรองสุขภาพว่า ใน 1 ปี ที่ผ่านมานายปรัชญามิได้ดื่มสุราเป็นประจำเพื่อขอกลับคืนสู่สถานะเดิมของกรมธรรม์ประกันภัยตามสัญญาประกันชีวิตฉบับแรกเนื่องจากนายปรัชญามิได้ชำระเบี้ยประกันภัยประจำงวดวันที่ 16 มกราคม 2557 ให้แก่จำเลย และวันที่ 24 กันยายน 2557 จำเลยต่ออายุสัญญาประกันชีวิตฉบับแรกให้แก่นายปรัชญา ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 จำเลยตกลงทำสัญญาประกันชีวิตฉบับที่สองให้แก่นายปรัชญาตามกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ ที 195474305 โดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาเช่นกัน วันที่ 14 เมษายน 2559 นายปรัชญาเสียชีวิตด้วยสาเหตุติดเชื้อในปอด ตับแข็ง และเลือดออกในทางเดินอาหาร โจทก์ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับยื่นคำขอเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนมรณกรรมจากจำเลย จำเลยตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการรักษาของนายปรัชญา จึงทราบว่านายปรัชญาเคยเข้ารับการรักษาอาการเจ็บป่วยจากผลข้างเคียงของการใช้แอลกอฮอล์ (ALCOHOL USE) การบำบัดอาการติดสุรา โรคติดสุรา (ALCOHOL ADDICTION) หรือ (ALCOHOL DEPENDENCE SYNDROME) โรคตับอักเสบ (HEPATITIS) โรคตับอักเสบจากการใช้แอลกอฮอล์ (ALCOHOL HEPATITIS) โรคตับแข็งจากการใช้แอลกอฮอล์ (ALCOHOLIC CIRRHOSIS) ภาวะทางจิตจากการใช้แอลกอฮอล์ (ALCOHOLIC PSYCHOSIS) ภาวะตับโต (HEPATOMEGALY) ที่โรงพยาบาลวารินชำราบตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2557 เป็นต้นมา ดังนี้ การที่นายปรัชญามิได้ตอบคำถามตามความเป็นจริงหรือปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพในการตอบคำถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลขณะยื่นหนังสือรับรองสุขภาพเพื่อขอกลับคืนสู่สถานะเดิมของกรมธรรม์ประกันภัยตามสัญญาประกันชีวิตฉบับแรกและในใบคำขอเอาประกันชีวิตตามสัญญาประกันชีวิตฉบับที่สอง ทำให้สัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับดังกล่าวตกเป็นโมฆียะ วันที่ 20 มิถุนายน 2559 จำเลยมีหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับไปถึงโจทก์เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2559

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาแต่เพียงว่า จำเลยบอกล้างสัญญาประกันชีวิตพิพาททั้ง 2 ฉบับ ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า นายปรัชญาเอาประกันชีวิตไว้กับจำเลยรวมสองสัญญา ต่อมาระหว่างระยะเวลาเอาประกัน นายปรัชญาเสียชีวิตด้วยสาเหตุติดเชื้อในปอด ตับแข็ง และเลือดออกในทางเดินอาหาร จำเลยต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นโมฆียะ และจำเลยได้บอกล้างแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความว่า จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ตั้งแต่เมื่อใด และได้บอกล้างสัญญาดังกล่าวภายใน 1 เดือน นับแต่วันทราบมูลอันจะบอกล้างแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง หรือไม่ แต่ทางนำสืบของจำเลยมีนางสาวลัดดาภรณ์ เป็นพยานเบิกความแต่เพียงว่า หลังจากโจทก์ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับยื่นคำขอเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนมรณกรรมของนายปรัชญาจากจำเลยแล้ว ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนจำเลยได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 จำเลยได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ที่นายปรัชญารู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงหรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จอันทำให้สัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับเป็นโมฆียะ โดยไม่ปรากฏจากคำเบิกความของนางสาวลัดดาภรณ์ว่า นางสาวลัดดาภรณ์เป็นผู้ตรวจสอบหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวหรือไม่ หรือจำเลยมอบหมายให้ใครเป็นผู้ทำการตรวจสอบ ทั้งไม่ปรากฏด้วยว่าจำเลยทำการตรวจสอบอย่างไร และเหตุใดจำเลยจึงทราบข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการรักษานายปรัชญาจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 นอกจากนี้ยังปรากฏตามสำเนาบัตรตรวจโรคโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ นั้น ซึ่งมีข้อมูลระบุชัดว่าโรงพยาบาลวารินชำราบ ส่งตัวนายปรัชญาไปรับการตรวจและรักษาต่อที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เกี่ยวกับโรคติดสุรา เมื่อสำเนาเอกสารท้ายคำให้การดังกล่าวระบุที่มุมด้านซ้ายของเอกสารว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2559 และมีนายวิไชย เจ้าพนักงานเวชสถิติชำนาญงาน เป็นผู้รับรองสำเนาถูกต้องเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความนางสาวลัดดาภรณ์ที่ว่า ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนจำเลยได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ตรวจสอบประวัติการรักษาของนายปรัชญาไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ในช่วงเวลาดังกล่าวและโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ได้ออกเอกสารให้แก่จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 แล้ว ส่วนการที่นางสาวลัดดาภรณ์เบิกความว่าจำเลยได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการรักษาของนายปรัชญาจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ห่างจากวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 นานกว่า 2 สัปดาห์ นั้น ก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ กำหนดระยะเวลาหนึ่งเดือนในการใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 ที่ตัวแทนของจำเลยได้รับสำเนาประวัติการตรวจรักษาของนายปรัชญาซึ่งเป็นการทราบมูลอันจำเลยจะบอกล้างโมฆียะกรรมได้ การที่จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 20 มิถุนายน 2559 บอกล้างสัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับไปยังโจทก์ และโจทก์ได้รับหนังสือบอกล้างดังกล่าววันที่ 26 มิถุนายน 2559 กรณีจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยใช้สิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภค พิจารณาและพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ตามฟ้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายโดยชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ส่วนดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 พฤษภาคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 พฤษภาคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้นถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 865 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวภัทริน สิริวิทยาปกรณ์ มีเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวันชัย บัวเทียน
ชื่อองค์คณะ
รัชนี สุขใจ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
วิชัย ช้างหัวหน้า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4228/2564
#666593
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยจัดการสอนโครงการนานาชาติไม่เป็นไปตามที่โฆษณา แม้จำเลยจะเป็นส่วนราชการ การใช้จ่ายเงินใด ๆ ต้องเสนอของบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้างต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ก็ตาม แต่จำเลยเปิดการเรียนการสอนโครงการนานาชาติขึ้นนอกเหนือหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียนในอัตราสูง ย่อมไม่อาจนำข้ออ้างที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการมายกเว้นหน้าที่ในการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามคำโฆษณาได้ จึงต้องถือว่าจำเลยผิดสัญญาให้บริการทางการศึกษา ในส่วนที่โจทก์ขอค่าแรกเข้าหรือเงินบริจาคคืน นั้น แม้เงินค่าแรกเข้าจะตกเป็นของจำเลย แต่โจทก์ชำระเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยตามสัญญาให้บริการทางการศึกษาซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระหนี้ตอบแทนตามสัญญา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ค่าแรกเข้าเป็นเงินที่จำเลยเรียกเก็บเพียงครั้งเดียวเพื่อใช้ในการทัศนศึกษาของแต่ละคน แต่บุตรโจทก์ได้รับค่าสูท 1 ชุด ค่าสมัครสอบ TOEFL Junior 1 ครั้ง 500 บาท จัดติว 30 ชั่วโมง แต่ยังไม่ได้ไปทัศนศึกษายังต่างประเทศ และยังไม่ได้ทดสอบภาษาอีกหลายครั้ง โจทก์จึงได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยผิดสัญญาดังเหตุข้างต้น กรณีถือว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าแรกเข้าหรือเงินบริจาคคืนอันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215 ส่วนที่โจทก์ชำระค่ารักษาสภาพการเป็นนักเรียนให้แก่จำเลย 5,000 บาท นั้น เพื่อให้เด็กชาย ช. ยังคงมีสถานะเป็นนักเรียนโครงการนานาชาติของจำเลยในระหว่างที่เด็กชาย ช. ไปเรียนต่อยังต่างประเทศ ถือเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของโจทก์เอง ไม่ใช่ความเสียหายอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือคืนเงินได้ ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยคืนเงินค่ารักษาสภาพการเป็นนักเรียนแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 520,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มีนาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 95,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มีนาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยชดใช้ในนามของโจทก์เพียงเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้ตรวจคืนค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนในนามของโจทก์ส่วนที่จำเลยชำระไว้เกินในขณะยื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นมารดาของเด็กชาย ช. จำเลยเปิดการเรียนการสอนโครงการนานาชาติหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ โจทก์ให้เด็กชาย ช. เข้าเรียนหลักสูตรดังกล่าว ชั้น Year 8 (ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1) ปีการศึกษา 2559 โดยเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2559 โจทก์ชำระเงินค่าเรียนเตรียมความพร้อม 15,000 บาท และค่าแรกเข้า 100,000 บาท วันที่ 3 ตุลาคม 2559 ชำระค่าบำรุงการศึกษาภาคเรียนที่ 1 จำนวน 150,000 บาท และวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 ชำระค่าบำรุงการศึกษาภาคเรียนที่ 2 จำนวน 150,000 บาท หลังจากเรียนจบภาคเรียนที่ 2 โจทก์ขอพักการเรียนและรักษาสภาพการเป็นนักเรียนของเด็กชาย ช. มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2560 เพื่อส่งเด็กชาย ช. ไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยชำระค่ารักษาสภาพการเป็นนักเรียนให้แก่จำเลย 5,000 บาท ต่อมาโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 5 กันยายน 2560 แจ้งให้จำเลยคืนเงินค่าธรรมเนียมที่โจทก์ชำระไปทั้งหมด 420,000 บาท คณะกรรมการโครงการนานาชาติของจำเลยประชุมแล้วมีมติว่าไม่สามารถคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ได้ หลังจากครบกำหนดขอพักการเรียนแล้วเด็กชาย ช. ไม่ได้กลับมาเรียนโครงการนานาชาติของจำเลยอีก ในส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่าเรียนเตรียมความพร้อม 15,000 บาท และค่าบำรุงการศึกษาภาคเรียนละ 150,000 บาท กับที่ขอให้ชำระค่าเสียหาย 100,000 บาท นั้น ศาลอุทธรณ์ยกคำขอ โจทก์ไม่ฎีกา คำขอในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินค่าแรกเข้าหรือเงินบริจาคคืนหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อนี้จำต้องรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติเสียก่อนว่า จำเลยผิดสัญญาให้บริการทางการศึกษาหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่โจทก์ได้โต้แย้งมาในคำแก้ฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของโจทก์เสียก่อน เห็นว่า จำเลยจัดการเรียนการสอนตรงตามคำโฆษณาหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการให้บริการหรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่แก่จำเลยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 แต่จำเลยมีเพียงนายนรินทร์มาเบิกความถึงคุณสมบัติของครูผู้สอนว่าเฉพาะครูที่สอนวิชาภาษาอังกฤษเท่านั้นที่จะต้องมาจาก 5 ประเทศหลัก ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งยังขัดกับคุณสมบัติของครูผู้สอน ที่โจทก์ได้รับจากจำเลยซึ่งระบุไว้ในหน้าที่ 6 ข้อ 1 ว่า เป็นชาวตะวันตกที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในประเทศของตน โดยมิได้มีข้อความใดที่บ่งชี้ให้เห็นได้ว่าใช้เฉพาะกับครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษ คำเบิกความของนายนรินทร์จึงไม่อาจรับฟังได้ นอกจากนี้ข้อ 2 ของแผ่นพับโฆษณาดังกล่าวยังได้ระบุคุณสมบัติของครูผู้สอนอีกว่า สำเร็จการศึกษาขั้นต่ำในระดับปริญญาตรี โดยต้องมีสาขาวิชาเอกตรงกับวิชาที่สอน เมื่อได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศใช้ครูชาวฟิลิปปินส์เป็นผู้สอน วิชาคณิตศาสตร์ใช้ครูชาวอิหร่านเป็นผู้สอน วิชาดนตรีและวิชาพลศึกษาใช้ครูคนไทยเป็นผู้สอน และภาคเรียนที่ 1 ขาดครูสอนวิชาภาษาอังกฤษอยู่ 2 เดือน บางครั้งไม่มีครูมาสอน บางครั้งครูที่มาสอนแทนไม่ใช่ครูที่สอนวิชาภาษาอังกฤษ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยใช้ครูผู้สอนที่มีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่โฆษณา ส่วนห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และเครื่องดนตรีนั้น จำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้ง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โครงการของจำเลยไม่มีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และขาดเครื่องดนตรีตามที่โจทก์นำสืบ ที่นายนรินทร์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ขณะผู้ปกครองรวมทั้งโจทก์นำนักเรียนมาสมัครเรียน ได้แจ้งให้ทราบแล้วว่ามีการย้ายโรงเรียนจึงไม่มีความพร้อม นั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ซึ่งโจทก์ นางสาววลัยพรรณ และนางหทัยรัตน์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ปกครองนักเรียนดังกล่าวต่างก็เบิกความยืนยันว่าไม่เคยได้รับแจ้งในเรื่องนี้ อีกทั้งตามแผ่นพับโฆษณาก็ระบุเพียงว่าโรงเรียนจะย้ายไปที่ตั้งแห่งใหม่ มีความสะดวกและทันสมัยเหมาะกับการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของนักเรียนมากยิ่งขึ้น ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องความไม่พร้อมของห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และเครื่องดนตรีแต่อย่างใด ข้อแก้ตัวของจำเลยจึงไม่อาจรับฟังได้ ยิ่งกว่านั้น ยังได้ความนางสาววลัยพรรณ และนางหทัยรัตน์ เจ้าหน้าที่โครงการนานาชาติของจำเลย เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นักเรียนที่มาเรียนพร้อมเด็กชายชยุตมี 25 คน พอขึ้นชั้น Year 9 เหลือเพียง 7 คน เหตุที่นักเรียนออกเนื่องจากครูผู้สอนไม่มีความพร้อม ห้องเรียนและอุปกรณ์ก็ไม่พร้อม เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยจัดการเรียนการสอนโครงการนานาชาติไม่เป็นไปตามที่โฆษณา แม้จำเลยจะเป็นส่วนราชการ การใช้จ่ายเงินใด ๆ ต้องเสนอของบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้างต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก็ตาม แต่จำเลยเปิดการเรียนการสอนโครงการนานาชาติขึ้นนอกเหนือหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียนในอัตราสูง ย่อมไม่อาจนำข้ออ้างที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการมายกเว้นหน้าที่ในการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามคำโฆษณาได้ จึงต้องถือว่าจำเลยผิดสัญญาให้บริการทางการศึกษา

มีปัญหาต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินค่าแรกเข้า 100,000 บาท คืนหรือไม่ เห็นว่า แม้เงินค่าแรกเข้าจะตกเป็นของจำเลย แต่โจทก์ชำระเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยตามสัญญาให้บริการทางการศึกษาซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระหนี้ตอบแทนตามสัญญาด้วย ได้ความจากรายงานการดำเนินงานโครงการนานาชาติ ปีการศึกษา 2559 หน้าที่ 5 ประกอบคำเบิกความของนายนรินทร์และนางสาวแพรวพรรณ พยานจำเลย รวมทั้งคำเบิกความของโจทก์ว่า ค่าแรกเข้าจะเรียกเก็บเพียงครั้งเดียวตลอดระยะเวลาที่นักเรียนศึกษาอยู่ในระดับ Year 8 ถึง Year 13 ประกอบด้วย ค่าสูทประจำโครงการนานาชาติสำหรับนักเรียน 1 ชุด ค่าทดสอบความสามารถทางภาษา TOEFL Junior สำหรับนักเรียนที่สำเร็จชั้น Year 8 ค่าทดสอบความสามารถทางภาษา TOEIC สำหรับนักเรียนที่สำเร็จชั้น Year 9 ค่าทดสอบความสามารถทางภาษา CU-TEP สำหรับนักเรียนที่สำเร็จชั้น Year 10 ค่าทดสอบความสามารถทางภาษา IELTS สำหรับนักเรียนที่สำเร็จชั้น Year 11 ค่าทดสอบความสามารถทางภาษา IGCSE สำหรับนักเรียนที่สำเร็จชั้น Year 10-11 (5 วิชา) ค่าทดสอบความสามารถทางภาษา AS-Level / A-Level สำหรับนักเรียนที่สำเร็จชั้น Year 12-13 (3 วิชา) และค่าทัศนศึกษายังต่างประเทศสำหรับนักเรียน Year 8 ถึง Year 13 โดยเงินค่าแรกเข้าจำนวน 50,000 บาท จะใช้ในการไปทัศนศึกษาของนักเรียนแต่ละคน แต่ระหว่างเรียนอยู่โครงการนานาชาติของจำเลย เด็กชายชยุตได้รับสูทประจำโครงการ 1 ชุด จำเลยออกเงินค่าสมัครสอบ TOEFL Junior ให้ 1 ครั้ง 500 บาท และก่อนสอบ TOEFL Junior จำเลยจัดติวให้เป็นเวลา 30 ชั่วโมง โดยเด็กชาย ช. ยังไม่ได้ไปทัศนศึกษายังต่างประเทศ และยังไม่ได้ใช้สิทธิในการทดสอบความสามารถทางภาษาส่วนที่เหลืออีกหลายครั้ง โจทก์จึงได้รับความเสียหายในส่วนนี้ การที่โจทก์ให้เด็กชายชยุตเข้าเรียนโครงการนานาชาติของจำเลยย่อมมุ่งหวังที่จะให้เรียนจนจบหลักสูตร แต่จำเลยกลับจัดการเรียนการสอนไม่เป็นไปตามที่โฆษณา จึงเชื่อว่าโจทก์ให้เด็กชายชยุตออกจากโครงการนานาชาติของจำเลยไปเรียนยังต่างประเทศเป็นเพราะขาดความมั่นใจในคุณภาพการเรียนการสอนอันเป็นความผิดของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบ กรณีถือได้ว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยคืนเงินค่าแรกเข้าแก่โจทก์ 90,000 บาท จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าเป็นจำนวนที่สูงเกินไป ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 มาตรา 3 และมาตรา 4 บัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี โดยมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องบังคับตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษนั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่มีประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยต้องคืนเงินค่ารักษาสภาพการเป็นนักเรียนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ชำระค่ารักษาสภาพการเป็นนักเรียนให้แก่จำเลย 5,000 บาท เพื่อให้เด็กชายชยุตยังคงมีสถานะเป็นนักเรียนโครงการนานาชาติของจำเลยในระหว่างที่เด็กชายชยุตไปเรียนต่อยังต่างประเทศ ถือเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของโจทก์เอง ไม่ใช่ความเสียหายอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือคืนเงินได้ ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยคืนเงินค่ารักษาสภาพการเป็นนักเรียนแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง การที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้พิพากษากลับเป็นยกฟ้อง แม้จะเป็นการขอให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปด้วย แต่คำขอในส่วนนี้มิใช่เป็นคำขอให้ชำระค่าเสียหาย หรือเงินอื่น ๆ บรรดาที่ให้จ่ายมีกำหนดเป็นระยะเวลาในอนาคตตามตาราง 1 (4) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลอนาคตชั้นอุทธรณ์อีกส่วนหนึ่ง แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลอนาคตชั้นอุทธรณ์มา 100 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนนี้แก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยร้อยละ 2 ต่อปี คืนค่าขึ้นศาลอนาคตชั้นอุทธรณ์ 100 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215 ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ธ. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย ช.
จำเลย — โรงเรียนโยธินบูรณะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสนั่น สร้อยผา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุจิน ซื่อสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4227/2564
#681417
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นมาตรการทางกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และกำหนดมาตรการทางแพ่งในการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ใช่เป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไป แม้มาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้การดำเนินการทางศาลตามหมวดนี้ให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำป.วิ.พ. มาบังคับใช้โดยอนุโลม ก็ต้องเป็นกรณีที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ได้มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ และสามารถนำมาปรับใช้ได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดกับหลักการแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติเกี่ยวกับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีแพ่งไว้เป็นการเฉพาะแล้ว แม้ว่าหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องจะเป็นการอายัดไว้ก่อนที่ศาลแพ่งจะมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินก็ตาม แต่หากให้เจ้าหนี้สามัญยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราว ตามมาตรา 55 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้ อาจทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวไม่มีอยู่จนไม่มีมีเหตุที่จะทำการไต่สวนและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และหากต่อมาศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดินจะมีผลทางกฎหมายโดยนับแต่วันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดินเป็นต้นไป โจทก์ย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดี ไม่ว่าด้วยเหตุใดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1307 กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. ซึ่งเป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไปมาปรับใช้กับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวในคดีฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 อันเป็นกฎหมายที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีแพ่งโดยทั่วไปได้ และหากต่อมาศาลแพ่งมีคำสั่งให้สิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดินแล้ว แต่โจทก์เห็นว่าตนเป็นผู้มีสิทธิในเงินตามบัญชีเงินฝากของจำเลยโดยเป็นเจ้าของ ผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์ โจทก์ต้องไปดำเนินการในคดีฟอกเงินดังกล่าวตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินการเป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้สามัญไม่อาจดำเนินการบังคับคดีในคดีนี้เพื่อให้มีผลถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีฟอกเงินดังกล่าวได้ โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยส่งเงินที่อายัดตามคำพิพากษาไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากวันที่ 17 สิงหาคม 2560 ศาลชั้นต้นพิพากษาและออกคำบังคับให้จำเลยชำระเงิน 247,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤษภาคม 2560) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยมิได้ชำระเงินตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2561 โจทก์ขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ธนาคาร ล. ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยขอให้ส่งเงินที่อายัดเต็มตามคำพิพากษาไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับโจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2560 ศาลชั้นต้นพิพากษาและออกคำบังคับให้จำเลยชำระเงิน 247,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤษภาคม 2560) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยมิได้ชำระเงินตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2561 โจทก์ขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2561 โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ขออายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยในบัญชีธนาคารผู้คัดค้าน และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร มีคำสั่งอายัดแล้ว แต่ไม่สามารถส่งเงินจำนวนดังกล่าวได้เนื่องจากติดคำสั่งอายัดของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งพนักงานอัยการขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยอายัดเงินในบัญชีดังกล่าวต่อศาลแพ่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 ระหว่าง พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง เรื่อง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อันเป็นคำสั่งอายัดชั่วคราว แต่ผู้คัดค้านไม่สามารถส่งเงินได้เนื่องจากมีการแจ้งขออายัดบัญชีดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาตามสำเนาคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมและสำเนาคำสั่งของศาลแพ่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 ทั้งนี้เงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยในบัญชีธนาคารผู้คัดค้าน เป็นทรัพย์สินรายการที่ 616

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้คัดค้านต้องส่งเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตามหนังสือแจ้งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่มีสถานะเท่ากับพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่ศาลแพ่งมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยเป็นการชั่วคราว จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการขอคุ้มครองชั่วคราวมาใช้บังคับทั้งเป็นการอายัดไว้ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้เงินในบัญชีดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน โจทก์จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ผู้คัดค้านส่งเงินในบัญชีของจำเลยให้แก่เจ้าพนักงานเพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ได้ ไม่เป็นการอายัดซ้ำ ทั้งโจทก์ฟ้องเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงินจองและเงินดาวน์ โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้มีสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนและถือไม่ได้ว่าเงินในบัญชีดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ตกเป็นของแผ่นดินอันไม่อาจยึดเพื่อบังคับคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นมาตรการทางกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และกำหนดมาตรการทางแพ่งในการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ใช่เป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไป แม้มาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้การดำเนินการทางศาลตามหมวดนี้ให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาบังคับใช้โดยอนุโลม ก็ต้องเป็นกรณีที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ได้มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะและสามารถนำมาปรับใช้ได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดกับหลักการแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติเกี่ยวกับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีแพ่งไว้เป็นการเฉพาะแล้ว เมื่อปรากฏว่า ผู้คัดค้านมีหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2561 โดยอ้างถึงหนังสือจากสำนักงานบังคับคดี เรื่อง แจ้งอายัดสิทธิเรียกร้อง ฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ให้ผู้คัดค้านอายัดสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลย และให้ส่งเงินไปยังสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลแพ่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 มีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2559 ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ซึ่งเป็นคำสั่งที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย หรือยักย้ายไปเสียซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามพระราชบัญญัติดังกล่าว และคำสั่งดังกล่าวจะมีผลบังคับอยู่ตราบใดที่ศาลแพ่งยังไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น แม้ว่าหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องฉบับดังกล่าวจะเป็นการอายัดไว้ก่อนที่ศาลแพ่งจะมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินก็ตาม แต่หากให้เจ้าหนี้สามัญยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราว ตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้ อาจทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวไม่มีอยู่จนไม่มีเหตุที่จะทำการไต่สวนและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และหากต่อมาศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดิน จะมีผลทางกฎหมายโดยนับแต่วันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดินเป็นต้นไป โจทก์ย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งเป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไปมาปรับใช้กับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวในคดีฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 อันเป็นกฎหมายที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีแพ่งโดยทั่วไปได้ กรณีไม่ใช่ประเด็นการบังคับคดีซ้ำได้หรือไม่ตามที่โจทก์ฎีกา แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องฎีกามีข้อเท็จจริงแตกต่างจากคดีนี้ ไม่อาจนำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ได้และหากต่อมาศาลแพ่งมีคำสั่งให้สิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดินแล้ว แต่โจทก์เห็นว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิในเงินตามบัญชีเงินฝากของจำเลยโดยเป็นเจ้าของผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์ โจทก์ต้องไปดำเนินการในคดีฟอกเงินดังกล่าวตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินการเป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้สามัญไม่อาจดำเนินการบังคับคดีในคดีนี้เพื่อให้มีผลถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีฟอกเงินดังกล่าวได้ ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยส่งเงินที่อายัดตามคำพิพากษาไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1307
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 53 ม. 55 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ภ.
ผู้คัดค้าน — ธนาคาร ล.
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายอรรณพ พรกมลทัต
ศาลอุทธรณ์ — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4223/2564
#680827
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นมาตรการทางกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและเป็นมาตรการทางแพ่งในการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ใช่เป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไป แม้มาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้การดำเนินการตามหมวด 6 ให้นำ ป.วิ.พ. มาบังคับใช้โดยอนุโลม แต่ต้องเป็นกรณีที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ได้มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ และนำมาปรับใช้ได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดกับหลักการแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติวิธีการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินชั่วคราวไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. ซึ่งเป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไปมาปรับใช้กับการคุ้มครองชั่วคราวในคดีฟอกเงินได้ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องในขณะที่ศาลแพ่งมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นก่อนแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ต้องส่งเงินตามสิทธิเรียกร้องให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี และยังปรากฏว่าต่อมาศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดิน ดังนั้น นับแต่วันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดินเป็นต้นไป โจทก์ย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดี ไม่ว่าด้วยเหตุใดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1307 หากโจทก์เห็นว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิในเงินตามบัญชีเงินฝากของจำเลยโดยเป็นเจ้าของ ผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์ โจทก์ต้องไปดำเนินการในคดีฟอกเงินดังกล่าวตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินการเป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้สามัญไม่อาจดำเนินการบังคับคดีในคดีนี้เพื่อให้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีฟอกเงินดังกล่าวได้ โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 ส่งเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 335,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พฤษภาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝาก ของจำเลยเป็นจำนวนเงินตามคำพิพากษาไปยังผู้คัดค้านที่ 1 แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ส่งเงินให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเนื่องจากถูกอายัดไว้ชั่วคราวในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 ของศาลชั้นต้น

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยให้ส่งเงินที่ขออายัดไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์

ผู้คัดค้านทั้งสองขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 2 และโจทก์รับข้อเท็จจริงว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.10/2562 ให้ทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากผู้คัดค้านที่ 1 ของจำเลยเป็นจำนวนเงินตามคำพิพากษาไปยังผู้คัดค้านที่ 1 แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ส่งเงินให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเนื่องจากถูกอายัดไว้ชั่วคราวในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 ของศาลชั้นต้น ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.10/2562 ให้ทรัพย์สิน ซึ่งรวมสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ต้องส่งเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตามหนังสือแจ้งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นมาตรการทางกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและเป็นมาตรการทางแพ่งในการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด แต่ไม่ใช่เป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไป แม้มาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาบังคับใช้โดยอนุโลม แต่ต้องเป็นกรณีที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ได้มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ และสามารถนำมาปรับใช้ได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดกับหลักการแห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เมื่อมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติวิธีการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินชั่วคราวไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งเป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไปมาปรับใช้กับการคุ้มครองชั่วคราวในคดีฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้ เมื่อปรากฏว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยไปยังผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 อายัดสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากผู้คัดค้านที่ 1 จำนวนเงิน 384,608.28 บาท โดยห้ามไม่ให้จ่ายเงินตามสิทธิเรียกร้องให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ให้ส่งเงินไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งขณะนั้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไว้จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น รวมถึงเงินฝากในบัญชีของจำเลยตามคำร้องคดีหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 ของศาลชั้นต้นไว้ก่อนแล้ว อันเป็นคำสั่งที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย หรือยักย้ายไปเสียซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและคำสั่งดังกล่าวจะมีผลบังคับอยู่ตราบใดที่ศาลชั้นต้นในคดีฟอกเงินยังไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ต้องส่งเงินตามสิทธิเรียกร้องให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม 2561 นอกจากนี้ปรากฏว่าต่อมา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.220/2559 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.10/2562 ให้ทรัพย์สินซึ่งรวมสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน ดังนั้น นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินซึ่งรวมสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยลูกหนี้ตามคำพิพากษาตกเป็นของแผ่นดินเป็นต้นไป ย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 แต่หากโจทก์เห็นว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิในเงินตามบัญชีเงินฝากของจำเลยนั้น โดยเป็นเจ้าของ ผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์ โจทก์ต้องไปดำเนินการในคดีฟอกเงินดังกล่าว ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินการเป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้สามัญ ไม่อาจดำเนินการบังคับคดีในคดีนี้เพื่อให้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีฟอกเงินดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 ส่งเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีและให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1307
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 53 ม. 55 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ร.
ผู้คัดค้าน — ธนาคาร ล. กับพวก
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางจรุงจิต โกสินตระกูลชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายฐานิต ศิริจันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ช้างหัวหน้า
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4215/2564
#684152
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะมีสิทธิใช้สอยกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 แต่ก็ต้องคำนึงว่าการใช้สอยนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของร่วมอื่นในอาคารชุดดังกล่าวด้วยหรือไม่ ซึ่งตามข้อบังคับของโจทก์ข้อ 11.8 กำหนดว่า ผู้ใดประกอบการค้าในอาคารชุด "การค้า" หมายถึง การตกลงแลกเปลี่ยนสินค้า หรือบริการ หรือทั้งสองอย่าง เช่น การให้เช่ารายชั่วโมง หรือการเปิดให้เป็นสถานบริการอื่น ๆ เป็นต้น เจ้าของร่วมต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดเพื่อให้การใช้ห้องชุดของตนเป็นการใช้ห้องชุดเพื่อเป็นการอยู่อาศัยของตน และ/หรือบริวาร และ/หรือผู้เช่ารายเดือนเท่านั้น ไม่อนุญาตให้การใช้ห้องชุดของตนให้เช่าเป็นที่พักอาศัยรายวัน ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 17/1 พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 และไม่อนุญาตให้ใช้ห้องชุดของตนเป็นที่ทำงานบริษัท ห้างร้าน ที่พักชั่วคราว อะพาร์ตเมนต์ให้เช่าระยะสั้น หรือการใช้ประเภทอื่นใดซึ่งผู้จัดการนิติบุคคลพิจารณาแล้วถือว่าเป็นการให้ใช้เพื่อพักชั่วคราว และข้อบังคับข้อ 11.12 กำหนดว่า หากเจ้าของร่วม หรือบริวาร ญาติ เพื่อน อันมีความสัมพันธ์กับเจ้าของร่วมไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับนี้ หรือผู้ใดฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด นิติบุคคลอาคารชุดแจ้งเตือนให้ปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติตามให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดแล้ว หากยังเพิกเฉย นิติบุคคลอาคารชุดจะถือว่าผู้นั้นจงใจฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับนี้ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และปรับอีกวันละห้าพันบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ ดังนั้น โจทก์จะมีสิทธิคิดค่าปรับเป็นค่าเสียหายตามข้อบังคับของโจทก์ได้ต่อเมื่อโจทก์แจ้งเตือนให้ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดแต่ละครั้งที่ทำการฝ่าฝืนแล้ว เมื่อจำเลยนำห้องชุดของจำเลยออกให้บุคคลทั่วไปเช่าเป็นรายวันฝ่าฝืนข้อบังคับข้อ 11.8 ของโจทก์ และโจทก์มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยยุติการนำห้องชุดออกให้เช่าตามสำเนาเรื่องให้ยุติการนำห้องชุดออกให้เช่ารายวันภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวทางไปรษณีย์ตอบรับแล้วเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2560 แต่เพิกเฉย ดังนั้น โจทก์ในฐานะผู้ดูแลอาคารชุดจึงมีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าปรับ 10,000 บาท ส่วนค่าปรับรายวันนั้น โจทก์จะมีสิทธิคิดได้ต่อเมื่อมีผู้เข้าพักอาศัยในห้องของจำเลยในฐานะผู้เช่ารายวันหากไม่มีผู้ใดเช่า โจทก์ก็ย่อมไม่มีสิทธิคิดค่าปรับรายวันจากจำเลย เพราะมิใช่กรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องอันจะทำให้มีสิทธิคิดค่าเสียหายต่อเนื่องได้ ซึ่งก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในช่วงวันที่ 30 เมษายน 2560 จนถึงวันฟ้อง มีผู้มาเช่าห้องเลขที่ของจำเลยหลายครั้ง ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้เป็นเงิน 300,000 บาท จึงเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ส่วนภายหลังวันฟ้องนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า มีผู้มาเช่าห้องดังกล่าวของจำเลยในวันที่ 6 กันยายน 2561 และวันที่ 20 ถึง 22 ธันวาคม 2561 มิได้เช่าต่อเนื่องกันไปแต่อย่างใด ซึ่งโจทก์ก็ชอบที่จะไปเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนั้นจากจำเลยเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยกระทำหรืองดเว้นการกระทำ หยุดการนำห้องชุดเลขที่ 107/124 ออกให้เช่ารายวันหรือรายสัปดาห์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และให้จำเลยชดใช้เงิน 300,000 บาท และชำระอีกวันละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะหยุดนำห้องชุดออกให้เช่ารายวันหรือรายสัปดาห์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยงดเว้นการกระทำหยุดการนำห้องชุดพิพาทเลขที่ 107/124 ออกให้เช่ารายวันหรือรายสัปดาห์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 300,000 บาท และค่าเสียหายอีกวันละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะหยุดนำห้องชุดพิพาทเลขที่ 107/124 ออกให้เช่ารายวันหรือรายสัปดาห์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุด ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 107/124 และเป็นเจ้าของรวมในอาคารชุดดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2560 โจทก์จดทะเบียนแก้ไขข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดตามมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมประจำปี 2558 โดยข้อบังคับข้อ 11.8 ห้ามผู้ใดประกอบการค้าในอาคารชุด ไม่อนุญาตให้มีการใช้ห้องชุดของตนให้เช่าเป็นที่พักอาศัยรายวัน และข้อ 11.12 หากเจ้าของร่วมหรือบริวาร ญาติ เพื่อน อันมีความสัมพันธ์กับเจ้าของร่วมไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับนี้ หรือผู้ใดฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด และนิติบุคคลอาคารชุดแจ้งเตือนให้ปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติตามให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดแล้ว หากยังเพิกเฉย นิติบุคคลอาคารชุดจะถือว่า ผู้นั้นจงใจฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับนี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และปรับอีกวันละห้าพันบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ ระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2561 ห้องชุดเลขที่ 107/124 ของจำเลยมีผู้เข้าใช้สิทธิพักอาศัยแทนจำเลยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จำนวน 209 คน จากนั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2560 โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยยุติการนำห้องชุดของจำเลยออกให้เช่ารายวัน และวันที่ 5 ตุลาคม 2560 จำเลยกับพวกมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือชี้แจงการใช้สอยทรัพย์สินของจำเลยกับพวกในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดโดยการให้เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และมาตรา 537

คดีมีปัญหาตามที่จำเลยได้รับอนุญาตฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์สูงเกินไปหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า การกำหนดค่าเสียหายของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบและสูงเกินไปนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะมีสิทธิใช้สอยกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่ก็ต้องคำนึงว่าการใช้สอยนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของร่วมอื่นในอาคารชุดดังกล่าวด้วยหรือไม่ เมื่อโจทก์จดทะเบียนแก้ไขข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดตามมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมประจำปี 2558 อันเป็นเสียงข้างมากของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วม ย่อมแสดงให้เห็นว่า เจ้าของร่วมอาคารชุดเสียงข้างมากเห็นว่าการนำห้องชุดออกให้เช่ารายวันก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของร่วมอื่นจึงจำต้องกำหนดให้มีข้อห้ามดังกล่าว ซึ่งตามข้อบังคับของโจทก์ข้อ 11.8 กำหนดว่า ผู้ใดประกอบการค้าในอาคารชุด "การค้า" หมายถึง การตกลงแลกเปลี่ยนสินค้า หรือบริการ หรือทั้งสองอย่าง เช่น การให้เช่ารายชั่วโมง หรือการเปิดให้เป็นสถานบริการอื่น ๆ เป็นต้น เจ้าของร่วมต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดเพื่อให้การใช้ห้องชุดของตนเป็นการใช้ห้องชุดเพื่อเป็นการอยู่อาศัยของตน และ/หรือบริวาร และ/หรือผู้เช่ารายเดือนเท่านั้น ไม่อนุญาตให้การใช้ห้องชุดของตนให้เช่าเป็นที่พักอาศัยรายวัน ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 17/1 พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 และไม่อนุญาตให้ใช้ห้องชุดของตนเป็นที่ทำงานบริษัท ห้างร้าน ที่พักชั่วคราว อะพาร์ตเมนต์ให้เช่าระยะสั้น หรือการใช้ประเภทอื่นใดซึ่งผู้จัดการนิติบุคคลพิจารณาแล้วถือว่าเป็นการให้ใช้เพื่อพักชั่วคราว และข้อบังคับข้อ 11.12 กำหนดว่า หากเจ้าของร่วม หรือบริวาร ญาติ เพื่อน อันมีความสัมพันธ์กับเจ้าของร่วมไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับนี้ หรือผู้ใดฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด นิติบุคคลอาคารชุดแจ้งเตือนให้ปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติตามให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดแล้ว หากยังเพิกเฉย นิติบุคคลอาคารชุดจะถือว่าผู้นั้นจงใจฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับนี้ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และปรับอีกวันละห้าพันบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ ดังนั้น โจทก์จะมีสิทธิคิดค่าปรับเป็นค่าเสียหายตามข้อบังคับของโจทก์ได้ต่อเมื่อโจทก์แจ้งเตือนให้ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดแต่ละครั้งที่ทำการฝ่าฝืนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยนำห้องชุดของจำเลยออกให้บุคคลทั่วไปเช่าเป็นรายวันฝ่าฝืนข้อบังคับข้อ 11.8 ของโจทก์ตามสำเนารายการสรุปการใช้ห้องเข้าพักรายวัน และใบลงทะเบียนการเข้าพักอาศัยในนิติบุคคลอาคารชุดของจำเลยที่ระบุรายชื่อบุคคลที่เข้าพักในห้องชุดของจำเลยในช่วงวันที่ 30 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2561 และมีสำเนาใบลงทะเบียนการเข้าพักอาศัยหลังจากนั้นเรื่อยมาจนถึงวันฟ้อง และโจทก์มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยยุติการนำห้องชุดออกให้เช่าตามสำเนาเรื่องให้ยุติการนำห้องชุดออกให้เช่ารายวันภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวทางไปรษณีย์ตอบรับแล้วเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2560 แต่เพิกเฉย ดังนั้น โจทก์ในฐานะผู้ดูแลอาคารชุดจึงมีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าปรับ 10,000 บาท ส่วนค่าปรับรายวันนั้น โจทก์จะมีสิทธิคิดได้ต่อเมื่อมีผู้เข้าพักอาศัยในห้องเลขที่ 107/124 ของจำเลยในฐานะผู้เช่ารายวันหากไม่มีผู้ใดเช่า โจทก์ก็ย่อมไม่มีสิทธิคิดค่าปรับรายวันจากจำเลย เพราะมิใช่กรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องอันจะทำให้มีสิทธิคิดค่าเสียหายต่อเนื่องได้ ซึ่งก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในช่วงวันที่ 30 เมษายน 2560 จนถึงวันฟ้อง มีผู้มาเช่าห้องเลขที่ 107/124 ของจำเลยหลายครั้ง ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้เป็นเงิน 300,000 บาท จึงเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนภายหลังวันฟ้องนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า มีผู้มาเช่าห้องเลขที่ดังกล่าวของจำเลยในวันที่ 6 กันยายน 2561 และวันที่ 20 ถึง 22 ธันวาคม 2561 มิได้เช่าต่อเนื่องกันไปแต่อย่างใด ซึ่งโจทก์ก็ชอบที่จะไปเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนั้นจากจำเลยเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าปรับรายวันนับถัดจากวันฟ้องด้วยนั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายรายวันนับแต่วันถัดจากวันฟ้องอีกวันละ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 17/1
พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด ว.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวพรรณิภา วิชิตะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
กิจชัย จิตธารารักษ์
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4212/2564
#664306
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดิน 84 แปลง ซึ่งไม่มีที่ดินโฉนดเลขที่ 3689 ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียวรวมอยู่ด้วย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นภริยาสามีกันโดยชอบด้วยกฎหมาย อันถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 2 ด้วยก็ตาม แต่เมื่อที่ดินดังกล่าวมิใช่ที่ดินที่พิพาทกันในคดีก่อน เป็นเพียงที่ดินที่จำเลยที่ 1 เสนอขายให้แก่โจทก์รวมไปกับที่ดิน 84 แปลง เพื่อระงับข้อพิพาทในคดีก่อนด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น โดยตกลงกันว่าหากโจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยที่ 1 บังคับคดีตามฟ้อง เมื่อโจทก์ผิดนัด จำเลยที่ 1 ก็บังคับคดีได้เพียงที่ดิน 84 แปลง ตามฟ้องในคดีก่อน ไม่อาจบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 3689 ได้ เพราะมิใช่ส่วนหนึ่งของฟ้องในคดีก่อน ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 3689 ที่ขอให้ขับไล่โจทก์จึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำ อันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3689 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 อ้างว่าทำเพื่ออำพรางการกู้เงินโดยมีที่ดินดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าสัญญาซื้อขายสมบูรณ์ โจทก์ขายที่ดินโดยสมัครใจ และฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์ออกไปจากที่ดินดังกล่าว โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งโดยยืนยันตามฟ้องเดิม จึงเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์เหนือที่ดิน หากผลคดีเป็นไปตามข้ออ้างของฝ่ายใด ฝ่ายนั้นย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามสัญญาซื้อขายที่ดินตกลงซื้อขายในราคา 145,000,000 บาท จึงถือว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในที่ดินแปลงนี้เท่ากับจำนวนเงินที่ซื้อขายกัน มิใช่ราคาประเมิน 18,400,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างอุทธรณ์ขอให้บังคับตามคำขอของแต่ละฝ่ายเช่นเดียวกันกับคำขอในศาลชั้นต้น ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น แม้ต่อมาโจทก์จะขอถอนอุทธรณ์ และศาลมีคำสั่งอนุญาต ก็ไม่ทำให้ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เปลี่ยนแปลงไป จำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) ก ท้าย ป.วิ.พ. เป็นเงิน 295,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกาฝ่ายเดียว โจทก์มิได้ฎีกา ปัญหากรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3689 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ คงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ และจำเลยที่ 2 ขอให้บังคับโจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินได้หรือไม่ คดีของจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกาจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตาม ตาราง 1 (2) ก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคสอง เป็นเงิน 200 บาท แต่จำเลยที่ 2 ชำระมา 295,000 บาท เกินมา 294,800 บาท จึงคืนให้แก่จำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16912 และที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวและให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 พร้อมด้วยหนังสือมอบอำนาจและเอกสารประกอบการโอนลอยคืนแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองรับชำระหนี้จากโจทก์ 297,878,333 บาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์ออกจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16912 โฉนดที่ดินเลขที่ 3689 และโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวโดยให้โจทก์ออกค่าใช้จ่าย และให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเดือนละ 650,000 บาท แก่จำเลยทั้งสองนับแต่วันที่ฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะออกจากที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 แก่จำเลยที่ 1 หากไม่ไปจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 ด้วย ยกฟ้องแย้งในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสอง 50,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกาคำพิพากษาและคำสั่ง โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางมณฑายื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นภริยาและสามีกัน เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2551 จำเลยที่ 1 มอบแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายเงิน 370,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ ในวันเดียวกันนั้น โจทก์ให้นางสาวอุราวัลย์ หลานของโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16912 แทนโจทก์ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 18 กันยายน 2551 โจทก์นำเงินบางส่วนตามแคชเชียร์เช็คดังกล่าวชำระหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1410/2548 ที่โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 3 ในวันเดียวกันนั้น หลังจากโจทก์ชำระหนี้ดังกล่าวแล้วโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ให้แก่จำเลยที่ 2 และวันที่ 22 กันยายน 2551 โจทก์มอบหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจพร้อมสำเนาเอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนโอนที่ดินและต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2555 จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 386/2555 คดีหมายเลขแดงที่ 218/2556 ขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินรวม 84 แปลง ที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์ โจทก์ให้การต่อสู้คดีว่า การซื้อขายที่ดินตามฟ้องเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้เงิน จำเลยที่ 1 กับโจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีดังกล่าว โดยโจทก์ยินยอมซื้อที่ดินตามฟ้อง 84 แปลง และที่ดินแปลงอื่นประกอบด้วยที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 40580, 92482, 92484 ห้องชุดเลขที่ 149/233 บนโฉนดที่ดินเลขที่ 52242 และที่ดินที่พิพาทกันในคดีนี้ 2 แปลง คือที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16912 กับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 จากจำเลยที่ 1 ในราคา 600,000,000 บาท โดยต้องชำระเงินภายในกำหนดระยะเวลาตามที่ระบุในสัญญา หากโจทก์ผิดนัดให้ถือว่าโจทก์ยอมแพ้คดีตามฟ้อง ให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิขอให้ศาลบังคับคดีตามคำขอท้ายฟ้องทุกประการตามกฎหมาย คดีในส่วนของโจทก์ในคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ แต่ต่อมาได้ขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต คดีในส่วนของโจทก์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคดีตามฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง สำหรับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16912 จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคดีในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงเหลือปัญหาจะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้เฉพาะคดีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 218/2556 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หรือไม่ เห็นว่า คดีหมายเลขแดงที่ 218/2556 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีที่จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลย ขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดิน 84 แปลง ซึ่งไม่มีที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียวรวมอยู่ด้วย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นภริยาสามีกันโดยชอบด้วยกฎหมายอันถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 2 ด้วยก็ตาม แต่เมื่อที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 มิใช่ที่ดินพิพาทกันในคดีดังกล่าว เป็นเพียงที่ดินที่จำเลยที่ 1 เสนอขายให้แก่โจทก์รวมไปกับที่ดิน 84 แปลง ที่พิพาทกันเพื่อเป็นการระงับข้อพิพาทในคดีด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น เมื่อโจทก์ผิดนัดไม่สามารถชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 1 ก็บังคับคดีได้เพียงที่ดินพิพาท 84 แปลง ตามฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 218/2556 ไม่อาจบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ได้ เพราะมิใช่ส่วนหนึ่งของฟ้องในคดีดังกล่าว ดังนั้นฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ที่ขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ อันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และโจทก์มิได้ให้การต่อสู้คดีว่า มิได้อยู่ในที่ดินหรือมีสิทธิอยู่ในที่ดินอย่างไร จึงต้องฟังว่า โจทก์อยู่ในที่ดินโดยไม่มีสิทธิเป็นละเมิดต่อจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องแย้งขับไล่โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาคำสั่งของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาล ตามตาราง 1 (1) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นเงิน 295,000 บาท ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าทำเพื่ออำพรางการกู้เงินโดยมีที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า เป็นการทำสัญญาซื้อขายที่สมบูรณ์ โจทก์ขายที่ดินให้โดยสมัครใจ และฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดิน โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งโดยยืนยันตามฟ้องเดิม จึงเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินดังกล่าวว่าใครมีสิทธิดีกว่ากัน หากผลของคดีเป็นไปตามข้ออ้างของฝ่ายใด ฝ่ายนั้นย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว คดีในส่วนนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินตกลงซื้อขายในราคาเป็นเงิน 145,000,000 บาท จึงถือว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในที่ดินแปลงนี้เท่ากับจำนวนเงินที่ตกลงซื้อขายกัน มิใช่ราคาประเมิน 18,400,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้ง เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างอุทธรณ์ขอให้บังคับตามคำขอของแต่ละฝ่ายเช่นเดียวกันกับคำขอในศาลชั้นต้น ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น แม้ต่อมาโจทก์จะขอถอนอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต ก็ไม่ทำให้ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เปลี่ยนแปลงไป จำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นเงิน 295,000 บาท ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาคำสั่งของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในชั้นฎีกาจำเลยที่ 2 ฎีกาฝ่ายเดียว โจทก์มิได้ฎีกาต่อมา ปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ คงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ และจำเลยที่ 2 จะขอให้บังคับโจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินได้หรือไม่ คดีของจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกาจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามตาราง 1 (2) (ก) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคสอง เป็นเงิน 200 บาท แต่จำเลยที่ 2 ชำระมาเป็นเงิน 295,000 บาท เกินมา 294,800 บาท จึงคืนให้แก่จำเลยที่ 2

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 294,800 บาท แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกนั้นในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 150 วรรคหนึ่ง ม. 150 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ม.
จำเลย — นาง ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายวิเชษฐ อุ่นอำนวยสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
เผด็จ ชมพานิชย์
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4210/2564
#683779
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์กับจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกันโดยมีมูลเหตุชักจูงใจเพื่อจะประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาททั้ง ๆ ที่มีกฎหมายห้ามไว้เช่นนี้จึงเป็นการที่จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับโจทก์โดยมีวัตถุประสงค์ในมูลเหตุชักจูงใจเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาเช่าจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252

เมื่อสัญญาเช่าเป็นโมฆะโจทก์จะมาเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ และเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจากจำเลยไม่ได้ ส่วนการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากสัญญาเช่าที่เป็นโมฆะจะต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แต่เมื่อโจทก์กับจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทโดยมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันเป็นการผิดกฎหมาย จึงถือว่าการที่โจทก์จำเลยกระทำการชำระหนี้ตามสัญญาเช่าเป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ทั้งโจทก์และจำเลยหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411 และเมื่อโจทก์กับจำเลยต่างก็กระทำการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายด้วยกันทั้งสองฝ่าย จำเลยจะมาฟ้องแย้งว่าโจทก์กระทำละเมิดหลอกลวงจำเลยด้วยการปกปิดความจริงในเหตุทั้งสาม ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างที่จำเลยนำสืบไม่ได้ ถือว่าเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าคงค้าง 243,450 บาท ค่าปรับรายวัน ๆ ละ 3,000 บาท นับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2560 จนถึงวันฟ้อง 102,000 บาท ค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้า 20,946.49 บาท ค่าติดตั้งประตูเหล็กบานเลื่อน 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 416,396.49 บาท ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากสถานที่เช่าโจทก์และส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีดังเดิมแก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นรายวัน ๆ ละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยพร้อมทั้งบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากสถานที่เช่า

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์คืนเงินค่าเช่าล่วงหน้า 240,000 บาท เงินประกันความเสียหาย 300,000 บาท และค่าเช่าที่ชำระไปแล้ว 1,120,000 บาท กับชดใช้ค่าเสียหายในค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปในการปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาท 2,890,518 บาท รวมเป็นเงิน 4,550,518 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่ความตาย นาง อ. ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์คืนเงินค่าเช่าล่วงหน้า 240,000 บาท เงินประกันค่าเสียหาย 300,000 บาท และค่าเช่าที่ได้รับจากจำเลย 1,120,000 บาท ให้แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 29 พฤษภาคม 2560) กับให้จำเลยส่งมอบอาคารพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 720,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 เมษายน 2560) เป็นต้นไป สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงินค่าเช่าล่วงหน้า 80,000 บาท เงินประกันความเสียหาย 300,000 บาท และค่าเช่าที่ได้รับจากจำเลย 960,000 บาท ให้แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งให้จำเลยชดใช้เฉพาะค่าเสียหายเป็นเงิน 720,000 บาท และค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าเป็นเงิน 20,946.49 บาท แก่โจทก์ โดยไม่มีดอกเบี้ยในจำนวนเงินดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ในส่วนคำฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์จำเลยยอมรับและไม่นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3718 เนื้อที่ 199 ตารางวา เป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดทรายพลเมือง โดยที่ดินตั้งอยู่ข้างวัดทางทิศใต้มีซอยมูลเมือง 1 คั่นกลาง โดยเหตุที่เป็นที่ดินแนวยาวจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตกด้านหน้าที่ดินทางทิศตะวันออกติดถนนมูลเมือง วันที่ 5 กรกฎาคม 2545 โจทก์จึงทำสัญญาเช่าที่ดินในส่วนด้านหน้าติดถนนซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์เนื้อที่ 49 ตารางวา จากวัดเพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 3 คูหา ออกให้บุคคลภายนอกเช่ามีกำหนดเวลา 22 ปี ครบกำหนดวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 ตกลงชำระค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท โดยโจทก์ตกลงให้อาคารตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดเมื่อครบกำหนดสัญญา ซึ่งวัดก็ยินยอมให้โจทก์เอาอาคารที่สร้างออกให้บุคคลภายนอกเช่าเพื่อประกอบกิจการพาณิชย์ได้แต่ต้องอยู่ภายใต้ประเพณีอันดีงามตามสัญญาเช่าและหนังสือยินยอมของวัด จากนั้นโจทก์สร้างอาคารพิพาทตึกแถว 3 ชั้น 3 คูหา เลขที่ 5/1 ถึง 2 บนที่ดินที่เช่าเพื่อประกอบกิจการพาณิชย์ โดยอาคารชั้นที่ 3 ด้านบนทั้งสามคูหา โจทก์ทำเป็นพื้นอาคารดาดฟ้าชั้นที่ 4 พร้อมกับก่อผนังอาคารด้านข้าง 2 ด้าน และด้านหลังต่อจากชั้นที่ 3 สูงขึ้นมาโดยมีหน้าต่างแล้วทำเป็นหลังคากระเบื้องปกคลุมพื้นดาดฟ้าชั้นที่ 4 ไว้โดยหลังคาอาคารด้านหน้าจะลาดเอียงลงไปถึงพื้นดาดฟ้าแทนผนังอาคารด้านหน้า ในลักษณะเป็นห้องโถงใต้หลังคาบนพื้นดาดฟ้าของอาคารทั้งสามคูหา ซึ่งโจทก์ทำเอาไว้เป็นที่วางแท็งก์น้ำของอาคาร เนื่องจากอาคารพิพาทตั้งอยู่ข้างวัดในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่กำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์วัฒนธรรม เทศบัญญัติของเทศบาลนครเชียงใหม่ เรื่องกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้างอาคารบางชนิดในท้องที่ตำบลพระสิงห์ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2531 ที่ออกมาโดยอาศัยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นจึงกำหนดให้ต้องทำการก่อสร้างอาคารแบบล้านนาไทยมีหลังคาหน้าจั่วกาแลเพื่อแสดงลักษณะสถาปัตยกรรมล้านนาไทย ดังนั้นเพื่อเป็นการปฏิบัติตามเทศบัญญัติที่บนหลังคาอาคารด้านหน้าแต่ละคูหาโจทก์จึงต้องทำตามแบบแปลนตามที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารจากเทศบาลนครเชียงใหม่ให้มีหลังคากาแลยื่นออกมาจากทางด้านหน้าหลังคาอาคารทั้งสามคูหา แต่ในส่วนตัวอาคารพิพาท 3 ชั้น มีห้องโถงใต้หลังคาที่โจทก์สร้างขึ้นนั้น ตามแบบแปลนเทศบาลอนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารเพียง 2 ชั้น มีชั้นลอยอยู่เหนือชั้นที่ 1 เท่านั้น ก่อนหน้านี้โจทก์ได้ให้โรงเรียนสอนดนตรี เช่าอาคารพิพาทอยู่ 3 ปี ซึ่งโรงเรียนได้ทำการตกแต่งอาคารเสียใหม่ด้วยการนำโลหะแผ่นเรียบมาปิดบังไว้ที่ด้านหน้าอาคารพิพาททั้งหมดบนโครงเหล็กที่ทำขึ้นตั้งแต่แนวระดับบนที่ยอดหลังคากาแลบนหลังคาอาคารด้านหน้าลงมาถึงพื้นอาคารชั้นที่ 2 โดยเว้นช่องหน้าต่างและกั้นด้วยไม้ทำเป็นลูกกรงไว้บางส่วนแล้วทำเป็นกันสาดยื่นออกมาและปลูกต้นไม้หน้าอาคารเพื่อให้เกิดความสวยงานแก่ตัวอาคาร หลังจากที่โรงเรียนผู้เช่าออกไปก็ยังคงทิ้งอาคารพิพาทในสภาพที่ตกแต่งไว้แล้วให้โจทก์ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 จำเลยจึงมาทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับโจทก์เพื่อประกอบกิจการพาณิชย์เป็นเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 โดยตกลงชำระค่าเช่าเดือนละ 80,000 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2559 เป็นต้นไป ซึ่งจำเลยสามารถปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทได้แต่ต้องได้รับการยินยอมเป็นหนังสือจากโจทก์ก่อน ในวันทำสัญญาจำเลยชำระค่าเช่าล่วงหน้าให้โจทก์ 3 เดือน เป็นเงิน 240,000 บาท เพื่อเป็นประกันการชำระค่าเช่าและจำเลยยังวางเงินไว้กับโจทก์อีก 300,000 บาท เพื่อเป็นประกันความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เช่า และหากสัญญาเช่าเลิกกัน จำเลยตกลงจะติดตั้งประตูเหล็กม้วนทางเข้าที่อยู่ด้านหน้าอาคารพิพาทชั้นที่ 1 ทั้งสามคูหาให้โจทก์มิฉะนั้นยอมให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยออกค่าใช้จ่ายในวงเงิน 50,000 บาท และจำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์อีกเป็นรายวัน วันละ 3,000 บาท จนกว่าจะออกไปจากอาคารพิพาท โดยขณะทำสัญญาเช่าโจทก์สอบถามจำเลยแล้วถึงวัตถุประสงค์ของการเช่าอาคารพิพาท ซึ่งจำเลยนำสืบอ้างว่า เนื่องจากจำเลยต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทตั้งแต่แรกในขณะทำสัญญาเช่าอันเป็นสาเหตุให้จำเลยมาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ ดังนั้น จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบในขณะทำสัญญาเช่าแล้วว่าจำเลยต้องการเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมโดยชั้นบนจะทำเป็นห้องพักและห้องอาหาร ส่วนชั้นล่างจะทำเป็นร้านค้ารวมถึงห้องโชว์สินค้าเซรามิก โจทก์จึงบอกจำเลยว่าจำเลยจะเช่าอาคารทำอะไรก็ได้แต่ต้องไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งอาคารพิพาทเป็นของโจทก์เองสามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้แต่จำเลยจะต้องปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทตามแบบแปลนที่โจทก์เห็นชอบก่อนเพื่อโจทก์จะได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าจะสามารถต่อเติมอาคารได้ตรงส่วนไหนอย่างไรก่อนที่จำเลยจะไปขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม โดยโจทก์จะเป็นผู้ไปขออนุญาตก่อสร้างอาคารให้จำเลยเองแต่โจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยไม่ต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมตั้งแต่แรกในขณะทำสัญญาเช่า โดยขณะทำสัญญาเช่าตอนแรกจำเลยต้องการประกอบธุรกิจทำเป็นห้องโชว์สินค้าเซรามิกในอาคารพิพาทเท่านั้นอันเป็นสาเหตุให้จำเลยมาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ ดังจะเห็นได้ว่าจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบในขณะทำสัญญาเช่าเพียงว่าจำเลยต้องการเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจสินค้าเซรามิกเท่านั้น จำเลยไม่ได้แจ้งว่าต้องการเช่าอาคารเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมในขณะทำสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่ได้บอกจำเลยว่าที่ดินที่อาคารพิพาทตั้งอยู่เป็นที่ธรณีสงฆ์ที่โจทกเช่าจากวัด ความต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทของจำเลยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์แล้วและรับฟังได้ต่อไปว่าเนื่องจากจำเลยต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมประเภท 2 ตามกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ.2551 ในอาคารพิพาทด้วยการทำอาคารชั้นที่ 1 ทั้งสามคูหาให้เป็นร้านค้าโดยคูหาที่ 1 ด้านขวา (ถ้าหันหน้าเข้าหาตัวอาคาร) เป็นห้องโชว์สินค้าเซรามิกซึ่งทำเป็นประตูกระจกทางเข้าด้านหน้าคูหาที่ 2 และ 3 ถัดไปเป็นร้านขายกาแฟและทำธุรกิจท่องเที่ยวพร้อมกับเป็นห้องรับรองลูกค้าส่วนด้านหลังทำเป็นห้องสปาซึ่งทำเป็นประตูเหล็กม้วนทางเข้าด้านหน้า อาคารชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ทั้งสามคู่หาทำเป็นห้องพักชั้นละ 4 ห้อง แต่ละชั้นห้องน้ำรวมแยกชายหญิง รวม 8 ห้องพักส่วนห้องโถงใต้หลังคาบนพื้นดาดฟ้าของอาคารทั้งสามคู่หาทำเป็นห้องอาหารสำหรับแขกที่มาพักในโรงแรม ที่นายบงกท เป็นผู้ออกแบบไว้ จำเลยจึงจำเป็นต้องปรับปรุงต่อเติมอาคาร วันที่ 31 ตุลาคม 2558 จำเลยส่งไลน์แสดงภาพสามมิติอาคารพิพาทที่ต้องปรับปรุงมาให้โจทก์ดูแล้ว ซึ่งโจทก์ส่งไลน์แสดงภาพสามมิติอาคารพิพาทกลับไปให้จำเลยอีกโดยโจทก์เขียนข้อความในภาพสามมิติแจ้งจำเลยไว้ด้วยว่า ห้ามจำเลยทุบผนังกำแพงด้านข้างอาคารทั้งสองด้านจะกระทบกับโครงสร้างและให้จำเลยช่วยแสดงรูปแบบโครงสร้างหลังคาอาคารด้วย จากนั้นจำเลยก็เริ่มปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทด้วยการว่าจ้างนายสุรชัย ให้รื้อถอนโครงเหล็กโลหะแผ่นเรียบด้านหน้าอาคารของผู้เช่าเดิมกับให้รื้อถอนโครงเหล็กหลังคารวมทั้งรื้อหลังคากาแลออกไปจนหมดคงเหลือแต่ตัวอาคาร และให้ทุบผนังกำแพงภายในอาคารทั้งสามชั้นออก ในการรื้อถอนโครงเหล็กหลังคาจำเลยส่งภาพทางไลน์แจ้งให้โจทก์ทราบ แต่เนื่องจากนายสุรชัย เอาโครงเหล็กหลังคาที่รื้อถอนของโจทก์ไปขายทำให้โจทก์ไม่พอใจวันที่ 12 มกราคม 2559 โจทก์ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจไว้เป็นหลักฐาน แต่จำเลยก็ปรับปรุงอาคารต่อไปด้วยการในวันที่ 5 มกราคม 2559 จำเลยว่าจ้างนายรุ่งโรจน์ ปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทให้เป็นไปตามแบบแปลนที่ 1 ตกลงค่าจ้าง 2,125,640 บาท กำหนดเวลาทำงานแล้วเสร็จภายใน 3 เดือนในวันที่ 5 เมษายน 2559 ในการปรับปรุงอาคารนายรุ่งโรจน์ ได้กระทำด้วยการกั้นห้องก่อผนังกำแพงติดประตูและหน้าต่างอะลูมิเนียมใหม่ทำห้องน้ำปูพื้นกระเบื้องใหม่ทำระบบไฟฟ้าพร้อมทาสีภายนอกภายในอาคารใหม่หมดทั้งอาคารพร้อมทำเป็นห้องพักในอาคารชั้นที่ 2 ชั้นที่ 3 ส่วนอาคารชั้นที่ 1 ทำเป็นร้านค้าและทำโครงเหล็กหลังคาใหม่เป็นหลังคาแผ่นเหล็กเมทัลชีทเพื่อทำเป็นห้องโถงใต้หลังคาเป็นห้องอาหารสำหรับแขกที่มาพักในโรงแรมตามแบบแปลนที่ 1 แต่ทำไม่เหมือนของเดิมเนื่องจากงานในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าได้ปรับปรุงต่อเดิมอาคารผิดเทศบัญญัติอันเป็นการผิดแบบแปลนจากที่โจทก์ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารเดิม ตอนเช่าที่ดินจากวัดโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคาร โดยเหตุที่ไม่มีหลังคากาแลยื่นออกมาจากทางด้านหน้าหลังคาอาคารทั้งสามคูหา และมีการยกระดับแนวหลังคาอาคารด้านหน้าให้เชิดสูงขึ้นกว่าแนวหลังคาเดิมเป็นอย่างมากเพื่อทำผนังอาคารด้านหน้าที่ใต้หลังคาเมื่อตรวจพบในระหว่างก่อสร้างวันที่ 3 มีนาคม 2559 เทศบาลนครเชียงใหม่มีหนังสือมาถึงโจทก์ในฐานะเจ้าของอาคารพิพาทให้ทำการแก้ไขให้ถูกต้องตามเทศบัญญัติพร้อมกับให้ยื่นคำขออนุญาตการก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ดำเนินการปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทให้ถูกต้อง และต่อมาวันที่ 5 และ 8 เมษายน 2559 เทศบาลก็มีคำสั่งห้ามโจทก์ใช้อาคารโดยให้โจทก์ทำการยื่นคำขออนุญาตให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่งตามไลน์ของโจทก์เอง แต่โจทก์เพิกเฉยไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งโดยกลับปล่อยให้จำเลยดำเนินการปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทต่อไปจนแล้วเสร็จด้วยการทำผนังอาคารด้านหน้าต่อจากชั้นที่ 3 สูงขึ้นมาด้วยไม้ระแนงแล้วเว้นช่องว่างไว้เป็นหน้าต่าง 2 ช่องใหญ่พร้อมกับทำราวกันตกที่ใต้หลังคาอาคารด้านหน้าเพื่อให้เป็นห้องโถงใต้หลังคาบนพื้นดาดฟ้าที่ไม่มีหลังคาอาคารด้านหน้าและหลังคากาแลมาปิดกั้นไว้เหมือนอย่างของเดิมอันเป็นการผิดเทศบัญญัติในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าที่ไม่มีหลังคากาแลโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคาร ในการปรับปรุงต่อเติมอาคารจำเลยส่งภาพทางไลน์แจ้งให้โจทก์ทราบเช่นกัน นอกจากนี้โจทก์จำเลยได้ส่งไลน์โต้ตอบกันตลอดเวลา ซึ่งจำเลยชำระค่าจ้างให้นายรุ่งโรจน์ รับไปครบถ้วนแล้วเมื่อเป็นดังนี้วันที่ 14 กันยายน 2559 เทศบาลนครเชียงใหม่จึงมีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนงานในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าทั้งหมดของอาคารพิพาทในส่วนที่ผิดเทศบัญญัติภายใน 30 วัน ต่อมาโจทก์จึงนัดจำเลยให้มาพบนายอติชาต ผู้อำนวยการส่วนการโยธา เทศบาลนครเชียงใหม่เพื่อหาทางแก้ไขงานในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าโดยโจทก์ให้นายอติชาต ออกแบบแก้ไขงานในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าให้ถูกต้องตามเทศบัญญัติด้วยการทำหลังคากาแลและลดระดับทำหลังคาอาคารด้านหน้าลาดเอียงลงมาให้เป็นไปตามแบบแปลนที่โจทก์ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารเดิมโดยไม่ต้องรื้อถอนเนื่องจากโจทก์มีหนังสือถึงเทศบาลขออนุญาตทำการแก้ไขให้ถูกต้องตามเทศบัญญัติพร้อมกับจะยื่นคำขออนุญาตการก่อสร้างอาคารของจำเลยให้ถูกต้องภายใน 45 วัน ซึ่งนายอติชาต ร่างแบบคร่าว ๆ ให้โจทก์ดูก่อนแล้วและโจทก์ก็ส่งไลน์ร่างแบบไปให้จำเลยดู โดยโจทก์ให้จำเลยจ่ายเงินค่าออกแบบแก่นาย อ. 10,000 บาท และจำเลยยังต้องจ่ายเงินให้โจทก์อีก 8,000 บาท เป็นค่าดำเนินการในการที่โจทก์ต้องยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างใหม่ต่อทางเทศบาลตามไลน์ที่โจทก์จำเลยส่งโต้ตอบกัน ในช่วงนั้นวันที่ 24 สิงหาคม 2559 จำเลยจึงว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. มีนายพลเพชร เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ตามที่นาย อ. แนะนำมาให้ทำการแก้ไขงานในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าให้ถูกต้องตามเทศบัญญัติด้วยการทำหลังคากาแลตามแบบแปลนที่ 2 ตกลงค่าจ้าง 155,100 บาท กำหนดเวลาทำงานแล้วเสร็จภายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งจำเลยชำระค่าจ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. รับไปครบถ้วนแล้ว แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ก็ยังแก้ไขทำหลังคากาแลไม่แล้วเสร็จแล้วทิ้งงานไปโดยส่วนที่ทำไปแล้วก็ไม่เหมือนของเดิม เนื่องจากยังไม่ได้ลดระดับทำหลังคาอาคารด้านหน้าลาดเอียงให้เหมือนของเดิม กลับทำหลังคากาแลทั้งสามคูหาลอยขึ้นไปติดอยู่บนหลังคาอาคารด้านหน้าในลักษณะต้องการจะรวมเว้นช่องว่างไว้ที่ใต้หลังคาอาคารด้านหน้าอย่างเดิมตามที่นายรุ่งโรจน์ ช่างคนเดิมทำไว้อย่างผิดแบบแปลน เมื่อเป็นดังนี้วันที่ 29 ธันวาคม 2559 จำเลยจึงส่งไลน์ไปต่อว่าโจทก์ในเรื่องห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ทิ้งงาน วันที่ 7 มีนาคม 2560 โจทก์ส่งไลน์โต้ตอบกลับมายังจำเลยว่าได้สอบถามนายพลเพชร แล้วสาเหตุมาจากจำเลยไม่ยอมไปตรวจงานเอง แต่จนกระทั่งบัดนี้โจทก์ในฐานะเจ้าของอาคารพิพาทก็ยังไม่ได้ไปยื่นคำขออนุญาตการก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ดำเนินการปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทแต่อย่างใด หลังจากนั้นจำเลยก็ยังพยายามหาผู้รับเหมารายใหม่มาทำการปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทให้แล้วเสร็จ แต่แม้มีปัญหาในระหว่างปรับปรุงอาคารจำเลยก็ยังชำระค่าเช่าให้โจทก์อยู่นับแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2559 เป็นเวลา 6 เดือน และต่อมาในเดือนกันยายน ถึงธันวาคม 2559 เป็นเวลา 4 เดือน ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2560 อีก 2 เดือน รวมเป็น 12 เดือน เป็นเงิน 960,000 บาท คงผิดนัดชำระค่าเช่า 3 เดือน ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2559 และมีนาคม 2560 เท่านั้น และในเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2560 จำเลยยังคงค้างชำระค่าไฟฟ้า 11,521 บาท และค้างชำระค่าน้ำประปา 9,424 บาท ที่จำเลยได้ใช้ไปรวม 20,946 บาท โดยโจทก์ได้ชำระแทนจำเลยไปแล้วจริง ซึ่งจำเลยนำสืบอ้างว่าเมื่อปรับปรุงต่อเติมอาคารใกล้แล้วเสร็จ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 จำเลยไปติดต่อขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทที่อำเภอเมืองเชียงใหม่จึงทราบความจริงในเหตุที่ 1 ว่า อาคารพิพาทไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้เนื่องจากที่ดินที่อาคารพิพาทตั้งอยู่เป็นที่ธรณีสงฆ์ที่โจทก์เช่าจากวัด และตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ที่ออกมาโดยอาศัยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในข้อ 4 อันดับ 38 แผ่นที่ 88 กับมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 14/2521 อันดับ 38 แผ่นที่ 96 การที่โจทก์เช่าที่ธรณีสงฆ์มีกำหนดเวลาเกิน 3 ปี เพื่อสร้างอาคารพาณิชย์จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก่อนและวัดจะต้องส่งแบบแปลนแผนผังการก่อสร้างและสัญญาก่อสร้าง ไปให้คณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำให้ความเห็นชอบอีกด้วยจึงจะทำสัญญาเช่าได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและคณะกรรมการดังกล่าวให้ความเห็นชอบ สัญญาเช่าที่ธรณีสงฆ์ที่โจทก์ทำกับวัดจึงมีผลบังคับเพียง 3 ปี เท่านั้น ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา อันดับ 104 ครบ 3 ปี โจทก์ต้องรื้อถอนอาคารพิพาทออกไปจากที่ดิน จึงส่งผลให้ในเหตุที่ 2 จำเลยผู้ขออนุญาตไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งอาคารพิพาทที่ประกอบธุรกิจโรงแรมเนื่องจากไม่ได้รับความยินยอมจากวัดซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน เมื่อเป็นดังนี้จึงทำให้จำเลยทราบความจริงในเหตุที่ 2 ทำให้อาคารพิพาทไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาการขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรมลงวันที่ 14 ตุลาคม 2552 ที่ออกมาโดยอาศัยพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในข้อ 4 (4) อันดับ 19 และการที่โจทก์สร้างอาคารพิพาทที่จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรมขึ้น 3 ชั้น มีห้องโถงใต้หลังคาทั้ง ๆ ที่ตามใบอนุญาตก่อสร้างอาคารเดิม เทศบาลอนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารเพียง 2 ชั้น มีชั้นลอยอยู่เหนือชั้นที่ 1 เท่านั้น ในเหตุที่ 3 จึงเป็นการที่โจทก์ก่อสร้างดัดแปลงอาคารผิดแบบแปลนจากที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารเดิมในส่วนตัวอาคารพิพาทที่ทำเป็นอาคาร 3 ชั้น ดังนั้นจึงทำให้จำเลยทราบความจริงในเหตุที่ 3 ทำให้อาคารพิพาทไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในข้อ 4 (5) และจำเลยนำสืบอ้างต่อไปว่าแต่ขณะทำสัญญาเช่าโจทก์กลับปกปิดความจริงไม่ยอมแจ้งให้จำเลยทราบถึงเหตุทั้งสามดังกล่าวว่าอาคารพิพาทไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้ จำเลยเพิ่งมาทราบความจริงภายหลังตอนที่ไปติดต่อที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ แต่โจทก์กลับแนะนำจำเลยให้ประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทต่อไปโดยไม่ต้องขออนุญาต จำเลยไม่ยินยอม จึงเป็นการที่จำเลยแสดงเจตนาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ไปโดยสำคัญผิดไม่ทราบความจริงในคุณสมบัติของทรัพย์สินอาคารพิพาทและความสำคัญผิดตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญเนื่องจากถ้าจำเลยทราบความจริงจำเลยคงไม่ทำสัญญาเช่ากับโจทก์ โดยเหตุที่จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์เนื่องจากขณะทำสัญญาเช่าจำเลยต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทเป็นสำคัญซึ่งจำเลยเข้าใจว่าสามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้ สัญญาเช่าจึงเป็นโมฆียะ เมื่อจำเลยบอกล้างแล้วจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 157 และ 176 คู่กรณีจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม เมื่อจำเลยไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้การเช่าอาคารพิพาทที่จำเลยทำสัญญากับโจทก์จึงเป็นอันไร้ประโยชน์ จำเลยจึงหยุดไม่ทำการปรับปรุงอาคารพิพาทต่อไปและเรียกร้องให้โจทก์คืนเงินตามฟ้องแย้งแต่โจทก์เพิกเฉย โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยตามฟ้องแย้ง แต่จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

โจทก์นำสืบปฏิเสธอ้างว่า ความต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทของจำเลยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์แล้วดังจะเห็นได้ว่าจำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงเรื่องนี้ในขณะทำสัญญาเช่าโดยจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบในขณะทำสัญญาเช่าเพียงว่าจำเลยต้องการเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจทำเป็นห้องโชว์สินค้าเซรามิกในอาคารพิพาทที่เช่าเท่านั้น และวัตถุประสงค์ของจำเลยในปี 2558 ขณะทำสัญญาเช่า มีแต่เพียงประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายเซรามิก จำเลยเพิ่งมาจดทะเบียนเปลี่ยนเพิ่มวัตถุประสงค์ เป็นประกอบธุรกิจโรงแรมในวันที่ 10 ตุลาคม 2559 ภายหลังจากทำสัญญาเช่า 1 ปี และตามอันดับ 102 แผ่นที่ 2 จำเลยยอมรับว่า จำเลยเป็นผู้ร่างสัญญาเช่าขึ้นมาเองส่งไปให้โจทก์ตรวจแก้ไข จากนั้นจำเลยก็ได้พิมพ์ข้อความตามร่างสัญญาเช่าขึ้นมาออกมาเป็นสัญญาเช่า แต่ในสัญญาเช่าก็ไม่ได้ระบุไว้เลยว่าจำเลยเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรม เมื่อเป็นดังนี้โจทก์จึงไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าที่ดินที่อาคารพิพาทตั้งอยู่เป็นที่ธรณีสงฆ์ไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้ อีกทั้งจำเลยตรวจสอบอาคารแล้วจำเลยทราบดีว่าอาคารพิพาทตั้งอยู่ข้างวัด จำเลยจะมาอ้างว่าทำสัญญาเช่าไปโดยสำคัญผิดไม่ทราบความจริงไม่ได้ เนื่องจากความสำคัญผิดของจำเลยในขณะทำสัญญาเช่าตามปกติไม่ถือว่าเป็นสาระสำคัญ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยตามฟ้องแย้ง และนับแต่ทำสัญญาเช่าโจทก์เข้าใจมาโดยตลอดว่าจำเลยทำการปรับปรุงอาคารภายในไม่มากจึงให้โอกาสแก่จำเลย 1 เดือน โดยไม่คิดค่าเช่า ซึ่งในการประกอบธุรกิจโรงแรมจำเลยปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทโดยพลการโดยโจทก์ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวและจำเลยไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากโจทก์ เนื่องจากไลน์ที่จำเลยส่งมาหาโจทก์จำเลยเพียงแสดงภาพสามมิติอาคารพิพาทมาให้โจทก์ดูเท่านั้นแต่จำเลยไม่ได้ส่งแบบแปลนที่ 1 ของอาคารพิพาทที่จำเลยต้องการปรับปรุงโดยมีวิศวกรรับรองมาให้โจทก์ดูเพื่อให้ความยินยอมเป็นหนังสือทั้ง ๆ ที่โจทก์ก็ไลน์แจ้งจำเลยไปแล้วว่าให้จำเลยช่วยแสดงรูปแบบโครงสร้างหลังคาอาคารให้โจทก์ดูด้วย อีกทั้งจำเลยดำเนินการปรับปรุงต่อเติมอาคารผิดเทศบัญญัติในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าที่ไม่มีกาแลโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคาร ทำให้เทศบาลนครเชียงใหม่มีหนังสือมาถึงโจทก์ในฐานะเจ้าของอาคารพิพาทให้ทำการแก้ไข และต่อมาเทศบาลมีคำสั่งให้โจทก์ในฐานะเจ้าของอาคารพิพาทรื้อถอนงานในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าทั้งหมด เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว โจทก์จึงต้องไปดำเนินการประสานงานกับทางเทศบาลให้จำเลยแก้ไขให้ถูกต้องตามแบบแปลนที่โจทก์ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารเดิมเท่านั้น แต่จำเลยก็ไม่ทำการแก้ไขทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้จำเลยยังผิดนัดชำระค่าเช่าอันเป็นการผิดสัญญา เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วมีผลในวันที่ 7 มีนาคม 2560 ตามหนังสือบอกกล่าวและใบตอบรับ ดังนั้นจำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องและรับฟังต่อไปได้ว่าภายหลังฟ้องวันที่ 8 สิงหาคม 2561 จำเลยและบริวารได้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาทแล้วในสภาพที่จำเลยยังไม่ได้แก้ไขทำหลังคากาแลให้แล้วเสร็จ ส่วนที่ทำไปแล้วก็ไม่เหมือนของเดิมอย่างตามแบบแปลนที่ 2 และตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 28 สิงหาคม 2561 จึงถือว่าในการปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทจำเลยยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ โดยจำเลยยังไม่ดำเนินการแก้ไขงานในส่วนหลังคาอาคารด้านหน้าให้แล้วเสร็จตามแบบแปลนที่โจทก์ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารเดิม

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกามีว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องและโจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยตามฟ้องแย้งหรือไม่ ก่อนอื่นต้องวินิจฉัยก่อนว่าจำเลยต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทตั้งแต่แรกในขณะที่ทำสัญญาเช่าหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยไม่ต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมตั้งแต่แรกในขณะทำสัญญาเช่าโดยขณะทำสัญญาเช่าตอนแรกจำเลยต้องการประกอบธุรกิจทำเป็นห้องโชว์สินค้าเซรามิกในอาคารพิพาทเท่านั้นอันเป็นสาเหตุให้จำเลยมาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ ความต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทของจำเลยเป็นเรื่องเกิดขึ้นภายหลังจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์แล้ว เห็นว่า เมื่อการเช่าอาคารพิพาทจำเลยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรม ดังจะเห็นได้ว่าในการที่จำเลยปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทจำเลยทำเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมทั้งสิ้น ซึ่งตามภาพถ่ายและจากข้อเท็จจริงที่กล่าวมาแล้วประกอบกับตามที่จำเลยนำสืบปรากฏชัดนับแต่การรื้อถอนโครงเหล็กโลหะแผ่นเรียบด้านหน้าของผู้เช่าเดิมกับการรื้อถอนโครงเหล็กหลังคารวมทั้งรื้อหลังคากาแลออกไปจนหมดคงเหลือแต่ตัวอาคารและทุบผนังกำแพงภายในอาคารทั้งสามชั้นออกจนโจทก์ไม่พอใจต้องไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจก็เป็นการทำเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรม ส่วนที่จำเลยดำเนินการปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทต่อไปด้วยการว่าจ้างนายวิโรจน์ นั้น จะเห็นได้ชัดว่าเป็นการทำเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมนั้นเอง เนื่องจากมีการกั้นห้องก่อผนังกำแพงติดประตูและหน้าต่างอะลูมิเนียมใหม่ ทำห้องน้ำปูพื้นกระเบื้องใหม่พร้อมทาสีภายนอกภายในอาคารใหม่หมดทั้งอาคารเพื่อทำเป็นห้องพักในอาคารชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ทั้งสามคูหาส่วนอาคารชั้นที่ 1 ทำเป็นร้านค้าทั้งสามคูหาก็เพื่อให้บริการแขกที่มาพักในโรงแรมนั้นเอง ตลอดถึงการทำโครงเหล็กหลังคาใหม่เป็นหลังคาแผ่นเหล็กเป็นเหตุให้ผิดเทศบัญญัติที่ไม่มีหลังคากาแลจนมีปัญหาไปถึงเทศบาลนครเชียงใหม่มีคำสั่งให้โจทก์ในฐานะเจ้าของอาคารรื้อถอน และโจทก์กับจำเลยก็ไปติดต่อนายอติชาต ผู้อำนวยการส่วนโยธาเพื่อหาทางแก้ไขทำหลังคากาแลจนจำเลยต้องไปว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ให้ทำการแก้ไขทำหลังคากาแลให้ถูกต้องตามเทศบัญญัติแต่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ก็ยังแก้ไขทำหลังคาไม่แล้วเสร็จแล้วทิ้งงานไปจนจำเลยต้องไปต่อว่าโจทก์ในเวลาต่อมาก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวกับงานปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทเพื่อทำเป็นห้องโถงใต้หลังคาบนพื้นดาดฟ้าของอาคารทั้งสามคูหาเพื่อเป็นห้องอาหารสำหรับแขกที่มาพักในโรงแรมอันเป็นการทำเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมนั้นเอง อีกทั้งเมื่อปรับปรุงต่อเติมอาคารใกล้แล้วเสร็จตอนที่จำเลยไปติดต่อที่อำเภอเมืองเชียงใหม่จนทราบความจริงถึงเหตุทั้งสามที่จำเลยนำสืบอ้างว่าเป็นเหตุให้อาคารพิพาทไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้จนมีเรื่องพิพาทกันกับโจทก์ก็เป็นการทำเพื่อขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมลำพังการประกอบธุรกิจสินค้าเซรามิกเพียงอย่างเดียวที่ทำเป็นเพียงห้องโชว์สินค้าเซรามิกที่อาคารคูหาหนึ่งเพียงชั้นที่ 1 ชั้นเดียวเท่านั้น ถ้าจำเลยต้องการประกอบธุรกิจสินค้าเซรามิกขณะทำสัญญาเช่าในตอนแรกอย่างที่โจทก์ฎีกา จำเลยไม่จำเป็นต้องมาลงทุนปรับปรุงต่อเติมอาคารพิพาทเกือบหมดทั้งหลังทั้งสามคูหาจนมีการผิดเทศบัญญัติต้องไปติดต่อกับเทศบาลและไปติดต่อที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ในเวลาต่อมาจนมีเรื่องพิพาทกับโจทก์เช่นนี้นอกจากนี้ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 จำเลยก็แถลงอยู่ว่ารายได้จากการประกอบธุรกิจโรงแรมเป็นรายได้หลัก ลำพังรายได้จากร้านค้ารวมถึงห้องโชว์สินค้าเซรามิกไม่เพียงพอที่จะชำระค่าเช่าให้โจทก์ได้ถึงเดือนละ 80,000 บาท เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องแสดงว่าจำเลยต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทตั้งแต่แรกในขณะทำสัญญาเช่าแล้วนั้นเองเนื่องจากมิฉะนั้นคงไม่เป็นเช่นนี้จากเหตุดังกล่าว ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอย่างที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยต้องการประกอบธรุกิจโรงแรมในอาคารพิพาทตั้งแต่แรกในขณะทำสัญญาเช่าอันเป็นสาเหตุให้จำเลยมาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ดังนั้นจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบในขณะทำสัญญาเช่าแล้วว่าจำเลยต้องการเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจโรมแรม คำแก้ฎีกาจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาอย่างที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบในขณะทำสัญญาเช่าเพียงว่าจำเลยต้องการเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจสินค้าเซรามิกเท่านั้นรับฟังไม่ขึ้นเมื่อเป็นดังนี้ แม้จำเลยเพิ่งมาจดทะเบียนเปลี่ยนเพิ่มวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจโรงแรมในภายหลังจากทำสัญญาเช่าอีก 1 ปี และจำเลยเป็นผู้ร่างสัญญาเช่าขึ้นมาเองแล้วส่งไปให้โจทก์ ตรวจแก้ไขแต่ก็ไม่ได้ระบุไว้เลยว่าเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมโดยสัญญาเช่าเพียงระบุว่าเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบกิจการพาณิชย์เท่านั้นอย่างที่โจทก์ฎีกาก็ไม่ใช่เป็นข้อพิรุธของจำเลย น่าเชื่อว่าในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ทำสัญญากับโจทก์ก็อยู่บนความไว้เนื้อเชื่อใจกัน จำเลยถึงไม่ได้มาใส่ใจในรายละเอียดของเอกสารซึ่งเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย เนื่องจากขณะนั้นจำเลยยังไม่ได้พิพาทกับโจทก์เป็นคดีนี้ ดังจะเห็นได้ว่าสัญญาเช่าก็ไม่ได้ระบุไว้เลยว่าเช่าอาคารพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจสินค้าเซรามิกเช่นกันฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นแม้คำแก้ฎีกาจำเลยฟังขึ้นตามที่กล่าวมาแล้ว แต่เมื่อตามกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ.2551 ซึ่งออกมาโดยอาศัยพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจโรงแรม ไม่ได้ห้ามว่าถ้าที่ดินที่อาคารพิพาทตั้งอยู่เป็นที่ธรณีสงฆ์แล้วจะประกอบธุรกิจโรงแรมไม่ได้อย่างที่จำเลยนำสืบตามความจริงในเหตุที่ 1 เนื่องจากข้อ 3 (4) ของกฎกระทรวงซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับได้กำหนดห้ามไว้ทั้งหมดว่า ไม่ว่าอาคารพิพาทจะตั้งอยู่ในที่เอกชนหรือที่ธรณีสงฆ์หรือไม่ ถ้าอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับศาสนสถานแล้วก็ไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะไปวินิจฉัยอย่างที่จำเลยนำสืบเป็นผลให้ไปรับฟังว่าจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ไปโดยสำคัญผิดไม่ทราบความจริง ในเหตุที่ 1 ในเรื่องที่ธรณีสงฆ์ ทำให้สัญญาเช่าเป็นโมฆียะนั้นเป็นการวินิจฉัยคนละเรื่องกันเมื่อวัดทรายมูลเมืองเป็นวัดคู่เมืองเชียงใหม่ที่สร้างขึ้นมามากกว่า 500 ปีแล้ว โดยอาคารพิพาทก็ตั้งอยู่ข้างวัดนั้นเองซึ่งตามภาพถ่ายปรากฏชัดว่าเป็นเช่นนั้นจริง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยก็ต้องทราบแล้วในขณะทำสัญญาเช่าว่าอาคารพิพาทอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับวัดทรายมูลเมือง ซึ่งเป็นศาสนสถานที่ไม่สามารถประกอบธุรกิจโรงแรมโดยเหตุที่มีกฎหมายห้าม ส่วนโจทก์ก็ต้องทราบอยู่แล้วเช่นกันเนื่องจากเป็นผู้เช่าที่ดินจากวัดเอง แต่จำเลยก็ยังต้องการประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาทตั้งแต่แรกในขณะที่ทำสัญญาเช่าอยู่อีกและโจทก์ก็ทราบถึงความต้องการจำเลยเนื่องจากจำเลยแจ้งให้ทราบตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วตามคำแก้ฎีกาจำเลย เมื่อโจทก์กับจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกันโดยมีมูลเหตุชักจูงใจเพื่อจะประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารพิพาททั้ง ๆ ที่มีกฎหมายห้ามไว้เช่นนี้จึงเป็นการที่จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทกับโจทก์โดยมีวัตถุประสงค์ในมูลเหตุชักจูงใจเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาเช่าจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 เมื่อสัญญาเช่าเป็นโมฆะโจทก์จะมาเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ และเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจากจำเลยไม่ได้ ส่วนการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากสัญญาเช่าที่เป็นโมฆะจะต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 172 วรรคสอง แต่เมื่อโจทก์กับจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทโดยมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันเป็นการผิดกฎหมาย จึงถือว่าการที่โจทก์จำเลยกระทำการชำระหนี้ตามสัญญาเช่าเป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ทั้งโจทก์และจำเลยหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 และเมื่อโจทก์กับจำเลยต่างก็กระทำการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายด้วยกันทั้งสองฝ่าย จำเลยจะมาฟ้องแย้งว่าโจทก์กระทำละเมิดมาหลอกลวงจำเลยด้วยการปกปิดความจริงในเหตุทั้งสามทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างที่จำเลยนำสืบไม่ได้ ถือว่าเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตด้วยเหตุนี้จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องด้วยการที่ต้องชำระหนี้ค่าเช่าที่ค้าง 243,450 บาท ชำระค่าปรับ 102,000 บาท ชำระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา 20,946 บาท และชำระค่าติดตั้งประตูเหล็กม้วน 50,000 บาท และโจทก์ก็ไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยตามฟ้องแย้งด้วยการคืนทรัพย์ที่ต้องคืนเงินค่าเช่าล่วงหน้า 240,000 บาท เงินประกันความเสียหาย 300,000 บาท ค่าเช่าที่ชำระไปแล้ว 1,120,000 บาท และไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายในค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปในการปรับปรุงอาคารพิพาทอีก 2,890,518 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยให้โจทก์กับจำเลยต่างรับผิดต่อกันนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา จากเหตุดังกล่าวจึงไม่จำเป็นต้องไปวินิจฉัยว่าสัญญาเช่าจะเป็นโมฆียะเนื่องจากจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ไปโดยสำคัญผิดไม่ทราบความจริงในเหตุที่ 1 ในเรื่องที่ธรณีสงฆ์และจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ไปโดยสำคัญผิดไม่ทราบความจริงในเหตุที่ 3 ที่โจทก์ก่อสร้างดัดแปลงอาคารพิพาทผิดแบบแปลนจากที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารเดิม และไม่จำเป็นต้องไปวินิจฉัยว่าจำเลยผิดสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่เพียงใด อย่างที่โจทก์ฎีกาและจำเลยแก้ฎีกาโต้เถียงกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องเดิมและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 172 วรรคสอง ม. 411 ม. 537
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว. โดยนาง อ. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวชลทิชา แข็งสาริกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายยอดชาย วีระพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ธนิต รัตนะผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา