คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3150/2568
#717090
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การยืนยันว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ และจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 อย่างถูกต้อง จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีการออกหนังสือเลิกจ้างให้แก่โจทก์ โจทก์เข้าใจผิดไปเองว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง โจทก์ไม่มาทำงานติดต่อกันหลายวัน ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์หรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำความผิดหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลแรงงานภาค 2 ยกเหตุแห่งการเลิกจ้างเกี่ยวกับพฤติการณ์ของโจทก์ตามหนังสือเตือนของจำเลยที่ 2 รวม 2 ฉบับ ที่ว่า โจทก์ไม่สามารถนำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ไปส่งที่ท่าเรือได้ทันและไปรับตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ของบริษัทอื่นมา แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ได้กระทำความผิด ซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 490/2564 เรื่อง ค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย 204,600 บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 34,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 170,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 แจ้งสำนักงานประกันสังคมเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงเหตุเลิกจ้างเป็นว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิด

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 490/2564 เรื่อง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ที่ถูก ค่าชดเชย และค่าบอกกล่าวล่วงหน้า) ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2564 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า วันที่ 10 กันยายน 2559 จำเลยที่ 2 จ้างโจทก์เข้าทำงาน ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานขับรถบรรทุกหัวลาก มีหน้าที่ในการขับรถบรรทุกหัวลากตู้สินค้าคอนเทนเนอร์รับ - ส่งจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องเขตลาดกระบัง ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 10,100 บาท ค่าเที่ยว เที่ยวละ 250 บาท วันที่ 30 เมษายน 2564 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเตือนโจทก์ 2 ฉบับ อ้างว่า ในวันที่ 26 เมษายน 2564 โจทก์ทำให้ตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ตกเรือ และในวันที่ 28 เมษายน 2564 โจทก์นำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ของคนอื่นมา อันเป็นการขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา โจทก์ไม่ยอมลงลายมือชื่อในหนังสือเตือนดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีคำสั่งพักงานโจทก์เป็นหนังสือ กำหนดระยะเวลาพักงานโจทก์ และแจ้งให้โจทก์ทราบ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 116 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ทั้งในวันที่ 30 เมษายน 2564 จำเลยที่ 2 แจ้งว่าโจทก์พ้นสภาพการเป็นพนักงานทันที ไม่ให้โจทก์ทำงานอีกต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 แจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมให้จำหน่ายโจทก์ออกในวันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 วินิจฉัยและมีคำสั่งที่ 490/2564 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แล้วศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2564 แต่โจทก์เป็นพนักงานขับรถบรรทุกหัวลากของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2559 ย่อมทราบดีว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องขับรถบรรทุกนำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ไปส่งยังท่าเรือให้ทันและรับตู้สินค้าคอนเทนเนอร์เพื่อบรรทุกกลับมา ทั้งต้องทราบถึงวิธีปฏิบัติในการรับตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ของบริษัทอื่นเป็นอย่างดี การที่โจทก์ไม่สามารถนำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ไปส่งที่ท่าเรือได้ทันและไปรับตู้สินค้าของบริษัทอื่นมา นอกจากไม่เป็นการปฏิบัติงานให้สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตแล้วยังเป็นการไม่นำพาต่อคำสั่งของจำเลยที่ 2 เป็นการจงใจทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย ซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 2 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์และไม่ต้องแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงเหตุเลิกจ้างตามที่โจทก์ขอ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์นำคดีมาสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 ย่อมหมายความว่าโจทก์ประสงค์จะให้ศาลแรงงานภาค 2 ทบทวนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ว่าถูกต้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์กระทำความผิดและจำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากกับลูกค้าของจำเลยที่ 2 และการที่โจทก์ไม่มาทำงานติดต่อกันหลายวันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย การที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติงานให้สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ไม่นำพาต่อคำสั่งของจำเลยที่ 2 เป็นการจงใจทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าการกระทำของโจทก์จะทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายแล้วหรือไม่ เพียงใด เพราะมิใช่ข้อสาระสำคัญ ซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นกรณีเกี่ยวเนื่องโดยตรงที่ศาลแรงงานภาค 2 จะวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นไปดังคำฟ้องหรือคำให้การว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถูกต้องหรือไม่ จึงไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เนื่องจากศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 30 เมษายน 2564 แต่คำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันใด ศาลย่อมมีอำนาจแก้ไขคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวได้ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยที่ 1 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 มิได้เลิกจ้างโจทก์แต่เป็นโจทก์ที่ไม่เข้ามาทำงานกับจำเลยที่ 2 เอง เป็นการวินิจฉัยที่ขัดกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากไม่ได้ให้โจทก์ทำงานและไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์อีกต่อไป เป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้ง และที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้ละทิ้งหน้าที่นั้น ศาลแรงงานภาค 2 ไม่ได้วินิจฉัยเรื่องการละทิ้งหน้าที่ตามที่โจทก์ยกขึ้นมาเป็นอุทธรณ์ เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 490/2564 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 จำเลยที่ 1 ให้การยืนยันว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ และจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 อย่างถูกต้อง จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีการออกหนังสือเลิกจ้างให้แก่โจทก์ โจทก์เข้าใจผิดไปเองว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง โจทก์ไม่มาทำงานติดต่อกันหลายวันทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 490/2564 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 เนื่องจากจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์หรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำความผิดหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลแรงงานภาค 2 ยกเหตุแห่งการเลิกจ้างเกี่ยวกับพฤติการณ์ของโจทก์ตามหนังสือเตือนของจำเลยที่ 2 รวม 2 ฉบับ ที่ว่า โจทก์ไม่สามารถนำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ไปส่งที่ท่าเรือได้ทันและไปรับตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ของบริษัทอื่นมา แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ได้กระทำความผิดซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อคดีได้ความว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 30 เมษายน 2564 โดยจำเลยที่ 2 ไม่อาจหยิบยกเหตุแห่งการเลิกจ้างเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ และไม่อาจนำมาต่อสู้เพื่อให้รับฟังได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรเพียงพอ อันจะไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไปได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งที่ 490/2564 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นด้วยกับศาลแรงงานภาค 2 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว และเห็นว่าการเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงไม่ถูกต้อง

สำหรับปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงใด เห็นว่า ในเรื่องการกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุ ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนเมื่อถูกเลิกจ้างของโจทก์ กับมูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับ อันเป็นการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 2 ต้องพิจารณาและเป็นผู้กำหนด ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ได้ นอกจากนี้ในส่วนของค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้บัญญัตินิยามของคำว่า "ค่าจ้าง" ให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานด้วย ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังมาได้ความว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 2 นอกจากค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 10,100 บาท แล้ว โจทก์ยังได้รับค่าจ้างเป็นค่าเที่ยว เที่ยวละ 250 บาท โดยค่าเที่ยวนี้จะเป็นค่าจ้างตามผลงานที่โจทก์ได้ทำในเวลาทำงานปกติของวันทำงานหรือไม่ เพียงใด อันจะส่งผลให้ต้องนำมาเป็นเกณฑ์สำคัญที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17/1 และมาตรา 118 ให้ถูกต้องครบถ้วนต่อไปนั้น ศาลแรงงานภาค 2 ยังไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวมา จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างเป็นค่าเที่ยวข้างต้นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ข) และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 490/2564 เรื่อง ค่าชดเชย และค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 และให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนของค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับค่าจ้างซึ่งเป็นค่าเที่ยวและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามนัยข้างต้น แล้วให้ศาลแรงงานภาค 2 กำหนดค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายให้แก่โจทก์ใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นาย ฒ. ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นางวิภารัตน์ ดาวมุกดา
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายภูมิวุฒิ พุทธสุอัตตา
ชื่อองค์คณะ
จรูญ โชครุ่งวรานนท์
พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3150/2568
#721960
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ และจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 อย่างถูกต้อง จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีการออกหนังสือเลิกจ้างให้แก่โจทก์ โจทก์เข้าใจผิดไปเองว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง โจทก์ไม่มาทำงานติดต่อกันหลายวัน ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์หรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำความผิดหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นยกเหตุแห่งการเลิกจ้างตามหนังสือเตือนของจำเลยที่ 2 รวม 2 ฉบับ ที่ว่า โจทก์ไม่สามารถนำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ไปส่งที่ท่าเรือได้ทันและไปรับตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ของบริษัทอื่นมา แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์กระทำความผิด ซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 490/2564 เรื่อง ค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย 204,600 บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 34,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 170,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 แจ้งสำนักงานประกันสังคมเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงเหตุเลิกจ้างเป็นว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิด

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 490/2564 เรื่อง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ที่ถูก ค่าชดเชย และค่าบอกกล่าวล่วงหน้า) ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2564 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า วันที่ 10 กันยายน 2559 จำเลยที่ 2 จ้างโจทก์เข้าทำงาน ตำแหน่งสุดท้ายเป็น พนักงานขับรถบรรทุกหัวลาก มีหน้าที่ในการขับรถบรรทุกหัวลากตู้สินค้าคอนเทนเนอร์รับ - ส่งจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องเขตลาดกระบัง ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 10,100 บาท ค่าเที่ยว เที่ยวละ 250 บาท วันที่ 30 เมษายน 2564 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเตือนโจทก์ 2 ฉบับ อ้างว่า ในวันที่ 26 เมษายน 2564 โจทก์ทำให้ตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ตกเรือ และในวันที่ 28 เมษายน 2564 โจทก์นำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ของคนอื่นมาอันเป็นการขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา โจทก์ไม่ยอมลงลายมือชื่อในหนังสือเตือนดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีคำสั่งพักงานโจทก์เป็นหนังสือ กำหนดระยะเวลาพักงานโจทก์ และแจ้งให้โจทก์ทราบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 116 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ทั้งในวันที่ 30 เมษายน 2564 จำเลยที่ 2 แจ้งว่าโจทก์พ้นสภาพการเป็นพนักงานทันที ไม่ให้โจทก์ทำงานอีกต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 แจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมให้จำหน่ายโจทก์ออกในวันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 วินิจฉัยและมีคำสั่งที่ 490/2564 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แล้วศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2564 แต่โจทก์เป็นพนักงานขับรถบรรทุกหัวลากของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2559 ย่อมทราบดีว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องขับรถบรรทุกนำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ไปส่งยังท่าเรือให้ทันและรับตู้สินค้าคอนเทนเนอร์เพื่อบรรทุกกลับมา ทั้งต้องทราบถึงวิธีปฏิบัติในการรับตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ของบริษัทอื่นเป็นอย่างดี การที่โจทก์ไม่สามารถนำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ไปส่งที่ท่าเรือได้ทันและไปรับตู้สินค้าของบริษัทอื่นมา นอกจากไม่เป็นการปฏิบัติงานให้สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตแล้วยังเป็นการไม่นำพาต่อคำสั่งของจำเลยที่ 2 เป็นการจงใจทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย ซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 2 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์และไม่ต้องแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงเหตุเลิกจ้างตามที่โจทก์ขอ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์นำคดีมาสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 ย่อมหมายความว่าโจทก์ประสงค์จะให้ศาลแรงงานภาค 2 ทบทวนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ว่าถูกต้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์กระทำความผิดและจำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากกับลูกค้าของจำเลยที่ 2 และการที่โจทก์ไม่มาทำงานติดต่อกันหลายวันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย การที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติงานให้สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ไม่นำพาต่อคำสั่งของจำเลยที่ 2 เป็นการจงใจทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าการกระทำของโจทก์จะทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายแล้วหรือไม่ เพียงใด เพราะมิใช่ข้อสาระสำคัญ ซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นกรณีเกี่ยวเนื่องโดยตรงที่ศาลแรงงานภาค 2 จะวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นไปดังคำฟ้องหรือคำให้การว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถูกต้องหรือไม่ จึงไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เนื่องจากศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 30 เมษายน 2564 แต่คำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันใด ศาลย่อมมีอำนาจแก้ไขคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวได้ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยที่ 1 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 มิได้เลิกจ้างโจทก์แต่เป็นโจทก์ที่ไม่เข้ามาทำงานกับจำเลยที่ 2 เอง เป็นการวินิจฉัยที่ขัดกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากไม่ได้ให้โจทก์ทำงานและไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์อีกต่อไป เป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้ง และที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้ละทิ้งหน้าที่นั้น ศาลแรงงานภาค 2 ไม่ได้วินิจฉัยเรื่องการละทิ้งหน้าที่ตามที่โจทก์ยกขึ้นมาเป็นอุทธรณ์ เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 490/2564 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 จำเลยที่ 1 ให้การยืนยันว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ และจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 อย่างถูกต้อง จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีการออกหนังสือเลิกจ้างให้แก่โจทก์ โจทก์เข้าใจผิดไปเองว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง โจทก์ไม่มาทำงานติดต่อกันหลายวันทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 490/2564 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 เนื่องจากจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์หรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำความผิดหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลแรงงานภาค 2 ยกเหตุแห่งการเลิกจ้างเกี่ยวกับพฤติการณ์ของโจทก์ตามหนังสือเตือนของจำเลยที่ 2 รวม 2 ฉบับ ที่ว่า โจทก์ไม่สามารถนำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ไปส่งที่ท่าเรือได้ทันและไปรับตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ของบริษัทอื่นมา แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ได้กระทำความผิดซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อคดีได้ความว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 30 เมษายน 2564 โดยจำเลยที่ 2 ไม่อาจหยิบยกเหตุแห่งการเลิกจ้างเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ และไม่อาจนำมาต่อสู้เพื่อให้รับฟังได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรเพียงพอ อันจะไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไปได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ กรณีมีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่ 490/2564 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ของจำเลยที่ 1 เสีย

สำหรับปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงใด เห็นว่า ในเรื่องการกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุ ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนเมื่อถูกเลิกจ้างของโจทก์ กับมูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับ อันเป็นการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 2 ต้องพิจารณาและเป็นผู้กำหนด ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ได้ นอกจากนี้ในส่วนของค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้บัญญัตินิยามของคำว่า "ค่าจ้าง" ให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานด้วย ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังมาได้ความว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 2 นอกจากค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 10,100 บาท แล้ว โจทก์ยังได้รับค่าจ้างเป็นค่าเที่ยว เที่ยวละ 250 บาท โดยค่าเที่ยวนี้จะเป็นค่าจ้างตามผลงานที่โจทก์ได้ทำในเวลาทำงานปกติของวันทำงานหรือไม่ เพียงใด อันจะส่งผลให้ต้องนำมาเป็นเกณฑ์สำคัญที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17/1 และมาตรา 118 ให้ถูกต้องครบถ้วนต่อไปนั้น ศาลแรงงานภาค 2 ยังไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวมา จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างเป็นค่าเที่ยวข้างต้นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ข) และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 490/2564 เรื่อง ค่าชดเชย และค่าบอกกล่าวล่วงหน้าลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 และให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนของค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับค่าจ้างซึ่งเป็นค่าเที่ยวและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามนัยข้างต้น แล้วให้ศาลแรงงานภาค 2 กำหนดค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายให้แก่โจทก์ใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นาย ฒ. ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
จรูญ โชครุ่งวรานนท์
พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3139/2568
#716307
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 วรรคสอง บัญญัติว่า การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใด ๆ โดยผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทให้กระทำได้เฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสาร และความรู้เชิงสร้างสรรค์สังคม โดยไม่มีการปรากฏภาพของสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น เว้นแต่เป็นการปรากฏของภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น ทั้งนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งได้มีการออกกฎกระทรวงรองรับ คือกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการแสดงภาพสัญลักษณ์เพื่อประกอบการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2553 ข้อ 1 ให้ความหมายของคำว่า "ภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์" หมายความว่า ภาพเครื่องหมายการค้าของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า จึงต้องนำ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาพิจารณาประกอบ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ภาพสัญลักษณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประเภทเบียร์ ยี่ห้อช้าง (Chang) เป็นภาพที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีภาคส่วนสำคัญอยู่ที่รูปช้างสีขาว 2 เชือก หันหน้าเข้าหากันภายใต้น้ำพุสีทอง ด้านบนและล่างของน้ำพุมีส่วนของน้ำพุสีแดง กับมีคำภาษาอังกฤษตัวใหญ่และหนาว่า "Chang" อยู่ด้านล่าง ส่วนประกอบอื่น ๆ มีขนาดเล็ก หากไม่ตั้งใจพิจารณาก็จะไม่สังเกตเห็นได้ อันได้แก่ ถ้อยคำภาษาอังกฤษและภาษาไทยว่า MINERAL น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง โดยเป็นข้อความที่ไม่ขอถือสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้ถ้อยคำ เมื่อประกาศคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีการนำเอาภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประเภท เบียร์ยี่ห้อช้าง (Chang) มาใช้ โดยเพิ่มเติมคำที่ไม่ใช่ภาคส่วนสำคัญและใช้คำที่ไม่อาจถือเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวได้ เช่นนี้ จึงไม่ใช่ความมุ่งหมายในการโฆษณาน้ำแร่ธรรมชาติ ประกอบกับป้ายไวนิลมีข้อความว่า "สดชื่นทุกวันกับเพื่อน" อันอาจมีส่วนชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยอ้อมได้ และจำเลยประกอบกิจการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การที่จำเลยติดป้ายไวนิลที่มีภาพสัญลักษณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดังกล่าวจึงเป็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยอ้อม เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 3, 32, 43

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง, 43 (ที่ถูก 43 วรรคหนึ่ง) ปรับ 20,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นนี้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยอนุญาตให้มีการแขวนป้ายไวนิลพิพาท ที่หน้าร้านค้าของจำเลย อันเป็นสถานประกอบการค้าที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ป้ายไวนิลพิพาทมีจำนวน 3 ป้าย มีรูปช้างสีขาว 2 เชือก หันหน้าเข้าหากันภายใต้น้ำพุสีทอง ด้านบนและด้านล่างของน้ำพุจะมีส่วนของน้ำพุสีแดงประกอบอยู่ มีข้อความภาษาอังกฤษสีขาวขนาดใหญ่และหนาว่า "Chang" ข้อความภาษาไทยสีขาวขนาดเล็กว่า "น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง" ข้อความภาษาไทยขนาดใหญ่ว่า "สดชื่นทุกวัน" ข้อความภาษาไทยขนาดเล็กว่า "กับเพื่อน" และข้อความภาษาอังกฤษสีเหลืองขนาดเล็กว่า "MINERAL" มีรูปหยดน้ำเล็ก - ใหญ่ กระจายอยู่ ซึ่งรูปและข้อความทั้งหมดอยู่บนพื้นหลังสีเขียว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าจำเลยโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยการแสดงชื่อและเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์ ยี่ห้อช้าง (Chang) อันเป็นการอ้างภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์ ยี่ห้อช้าง (Chang) สำหรับคำว่า "ภาพสัญลักษณ์" เป็นคำที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 32 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการแสดงภาพสัญลักษณ์เพื่อประกอบการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2553 ข้อ 1 ให้ความหมายของคำว่า "ภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์" หมายความว่า ภาพเครื่องหมายการค้าของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า ประกอบกับจำเลยอ้างว่า รูปภาพที่ปรากฏบนป้ายไวนิลพิพาท ซึ่งเป็นประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า/เครื่องหมายบริการ จึงเห็นควรนำพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาพิจารณาประกอบ โดยถือว่าภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์ ยี่ห้อช้าง (Chang) เป็นภาพเครื่องหมายการค้าของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า มีภาคส่วนสำคัญคือ รูปช้างสีขาว 2 เชือก หันหน้าเข้าหากันภายใต้น้ำพุสีทอง ด้านบนและด้านล่างของน้ำพุจะมีส่วนของน้ำพุสีแดงประกอบอยู่ กับมีคำภาษาอังกฤษตัวใหญ่และหนาว่า "Chang" อยู่ด้านล่าง ส่วนป้ายไวนิลพิพาทมีภาคส่วนสำคัญดังกล่าวอันเป็นเครื่องหมายการค้าของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และข้อความภาษาไทย "น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง" และภาษาอังกฤษคำว่า "MINERAL" มีขนาดเล็ก อีกทั้งไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้ข้อความดังกล่าว จึงไม่พอรับฟังว่าการติดตั้งป้ายไวนิลเครื่องหมายการค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นการโฆษณาน้ำแร่ธรรมชาติตามที่จำเลยอ้างได้ และข้อความที่ว่า "สดชื่นทุกวันกับเพื่อน" นั้น อาจมีส่วนชักจูงใจกลุ่มคนที่เห็นป้ายไวนิลพิพาทซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปดื่มสังสรรค์ อันเป็นการชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยอ้อม ประกอบกับร้านค้าของจำเลยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำหน่ายด้วย พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงฟังได้ว่า จำเลยโฆษณาเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยอ้อม สำหรับพยานหลักฐานและคำแก้ฎีกาของจำเลยในทำนองว่า ป้ายไวนิลพิพาทแขวนไว้เพื่อบังแดด และเป็นการโฆษณาน้ำแร่ธรรมชาติ การตีความกฎหมายต้องกระทำโดยเคร่งครัดนั้น ยังไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นางสาววิลาสินี ปันนิตามัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาววรรณดี วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
วิชาญ พึ่งประสิทธิ์
อัจฉรา หวังเกียรติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3139/2568
#721959
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 วรรคสอง บัญญัติว่า การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใด ๆ โดยผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทให้กระทำได้เฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสาร และความรู้เชิงสร้างสรรค์สังคม โดยไม่มีการปรากฏภาพของสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น เว้นแต่เป็นการปรากฏของภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเท่านั้น ทั้งนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งได้มีการออกกฎกระทรวงรองรับ คือกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการแสดงภาพสัญลักษณ์เพื่อประกอบการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2553 ข้อ 1 ให้ความหมายของคำว่า "ภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์" หมายความว่า ภาพเครื่องหมายการค้าของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า จึงต้องนำ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาพิจารณาประกอบ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ภาพสัญลักษณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์ ยี่ห้อช้าง (Chang) เป็นภาพที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีภาคส่วนสำคัญอยู่ที่รูปช้างสีขาว 2 เชือก หันหน้าเข้าหากันภายใต้น้ำพุสีทอง ด้านบนและล่างของน้ำพุมีส่วนของน้ำพุสีแดง กับมีคำภาษาอังกฤษตัวใหญ่และหนาว่า "Chang" อยู่ด้านล่าง ส่วนประกอบอื่น ๆ มีขนาดเล็ก หากไม่ตั้งใจพิจารณาก็จะไม่สังเกตเห็นได้ อันได้แก่ ถ้อยคำภาษาอังกฤษและภาษาไทยว่า MINERAL น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง โดยเป็นข้อความที่ไม่ขอถือสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้ถ้อยคำ เมื่อประกาศคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีการนำเอาภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์ ยี่ห้อช้าง (Chang) มาใช้ โดยเพิ่มเติมคำที่ไม่ใช่ภาคส่วนสำคัญและใช้คำที่ไม่อาจถือเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวได้ เช่นนี้ จึงไม่ใช่ความมุ่งหมายในการโฆษณาน้ำแร่ธรรมชาติ ประกอบกับป้ายไวนิลมีข้อความว่า "สดชื่นทุกวันกับเพื่อน" อันอาจมีส่วนชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยอ้อมได้ และจำเลยประกอบกิจการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การที่จำเลยติดป้ายไวนิลที่มีภาพสัญลักษณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดังกล่าวจึงเป็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยอ้อม เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 3, 32, 43

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง, 43 (ที่ถูก 43 วรรคหนึ่ง) ปรับ 20,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นนี้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยอนุญาตให้มีการแขวนป้ายไวนิลพิพาทที่หน้าร้านค้าของจำเลย อันเป็นสถานประกอบการค้าที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ป้ายไวนิลพิพาทมีจำนวน 3 ป้าย มีรูปช้างสีขาว 2 เชือก หันหน้าเข้าหากันภายใต้น้ำพุสีทอง ด้านบนและด้านล่างของน้ำพุจะมีส่วนของน้ำพุสีแดงประกอบอยู่ มีข้อความภาษาอังกฤษสีขาวขนาดใหญ่และหนาว่า "Chang" ข้อความภาษาไทยสีขาวขนาดเล็กว่า "น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง" ข้อความภาษาไทยขนาดใหญ่ว่า "สดชื่นทุกวัน" ข้อความภาษาไทยขนาดเล็กว่า "กับเพื่อน" และข้อความภาษาอังกฤษสีเหลืองขนาดเล็กว่า "MINERAL" มีรูปหยดน้ำเล็ก - ใหญ่ กระจายอยู่ ซึ่งรูปและข้อความทั้งหมดอยู่บนพื้นหลังสีเขียว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าจำเลยโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยการแสดงชื่อและเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์ ยี่ห้อช้าง (Chang) อันเป็นการอ้างภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์ ยี่ห้อช้าง (Chang) สำหรับคำว่า "ภาพสัญลักษณ์" เป็นคำที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 32 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการแสดงภาพสัญลักษณ์เพื่อประกอบการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2553 ข้อ 1 ให้ความหมายของคำว่า "ภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์" หมายความว่า ภาพเครื่องหมายการค้าของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า ประกอบกับจำเลยอ้างว่า รูปภาพที่ปรากฏบนป้ายไวนิลพิพาทเป็นไปตามประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า/เครื่องหมายบริการ จึงเห็นควรนำพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาพิจารณาประกอบ โดยถือว่าภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์ ยี่ห้อช้าง (Chang) เป็นภาพเครื่องหมายการค้าของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า สำหรับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีภาคส่วนสำคัญคือ รูปช้างสีขาว 2 เชือก หันหน้าเข้าหากันภายใต้น้ำพุสีทอง ด้านบนและด้านล่างของน้ำพุจะมีส่วนของน้ำพุสีแดงประกอบอยู่ กับมีคำภาษาอังกฤษตัวใหญ่และหนาว่า "Chang" อยู่ด้านล่าง อันเป็นภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์ ยี่ห้อช้าง เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับรูปภาพที่ปรากฏบนป้ายไวนิลพิพาทแล้วจะเห็นได้แต่ภาคส่วนสำคัญของเครื่องหมายการค้านี้เช่นกัน หากไม่ตั้งใจพิจารณาแล้วจะไม่สังเกตเห็นคำว่า "น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง" และภาษาอังกฤษคำว่า "MINERAL" คำทั้งสองดังกล่าวจึงไม่ใช่ภาคส่วนสำคัญของเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียน เมื่อประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีการนำภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์ ยี่ห้อช้าง (Chang) มาใช้ โดยเพิ่มเติมคำที่ไม่ใช่ภาคส่วนสำคัญ และใช้อักษรไทย คำว่า "น้ำแร่ธรรมชาติตรา" และอักษรโรมัน "MINERAL" ซึ่งเป็นคำที่ไม่อาจถือเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวได้ เช่นนี้ จึงไม่พอรับฟังว่าเป็นการโฆษณาน้ำแร่ธรรมชาติตามที่จำเลยอ้างได้ และข้อความที่ว่า "สดชื่นทุกวันกับเพื่อน" นั้น อาจมีส่วนเป็นการชักจูงใจให้กลุ่มคนที่เห็นป้ายไวนิลพิพาทซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปดื่มสังสรรค์ อันเป็นการชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยอ้อม ประกอบกับร้านค้าของจำเลยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำหน่ายด้วย นับเป็นมูลเหตุจูงใจให้จำเลยโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นสินค้าในร้านค้าของจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงฟังได้ว่า จำเลยโฆษณาเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยอ้อม สำหรับพยานหลักฐานและคำแก้ฎีกาของจำเลยในทำนองว่า ป้ายไวนิลพิพาทแขวนไว้เพื่อบังแดด และเป็นการโฆษณาน้ำแร่ธรรมชาติ การตีความกฎหมายต้องกระทำโดยเคร่งครัดนั้น ยังไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ม. 32 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
วิชาญ พึ่งประสิทธิ์
อัจฉรา หวังเกียรติ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3133/2568
#717520
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อธิบายขั้นตอนในการซื้อการจองสลากกินแบ่งรัฐบาล แนะนำวิธีการขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนกระทั่งโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลและได้กำไร จึงเริ่มลงทุนกับจำเลย โดยการหลอกลวงแต่ละครั้งจำเลยมักจะแวะเวียนมาพูดคุยหลอกลวงชักชวนที่ร้านค้าของโจทก์เป็นประจำ ในแต่ละงวดเมื่อจำเลยจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลได้แล้ว จะแจ้งโจทก์ว่าได้สลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำนวนกี่กล่อง ในราคาใบละกี่บาท หากนำไปขายต่อจะได้กำไรมาแบ่งกัน และถามโจทก์ว่าสนใจจะร่วมลงทุนเท่าใด บางครั้งเมื่อโจทก์ลงทุนไปแล้วจำเลยจะหลอกลวงโดยนำกำไรที่ได้จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลและเงินลงทุนของโจทก์บางส่วนมามอบให้แก่โจทก์เพื่อสร้างความไว้ใจ และหลอกลวงให้โจทก์ลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดถัดไปต่ออีก แสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยในแต่ละครั้งนั้น เกิดจากการหลอกลวงของจำเลยในแต่ละครั้งแยกจากกัน โดยจำเลยจะแสดงข้อความอันเป็นเท็จในแต่ละครั้งว่ามีสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนกี่กล่อง ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าประสงค์หลอกลวงโจทก์ในแต่ละครั้งแยกต่างหากจากกัน โดยแต่ละครั้งจะแสดงข้อความหลอกลวงอันเป็นเท็จและจำนวนเงินที่แตกต่างกันไป การกระทำของจำเลยจึงสำเร็จและเสร็จสิ้นลงเมื่อโจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้แก่จำเลยตามที่ถูกหลอกลวงในแต่ละครั้ง และในการกระทำแต่ละครั้งจำเลยสามารถยับยั้งการกระทำผิดได้เอง กรณีหาใช่เรื่องที่สืบเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยในครั้งแรกโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินจากโจทก์ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 933/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ 321/2566 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 523,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ไม่ให้การคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 29 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 87 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 321/2566 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยชดใช้เงิน 523,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 ตุลาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยต่างวันเวลากัน ไม่ใช่ความผิดต่อเนื่อง เพราะเมื่อจำเลยหลอกลวงโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จให้โจทก์ลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อให้ได้เงินลงทุนของโจทก์ในแต่ละครั้ง ย่อมเป็นความผิดสำเร็จนับตั้งแต่โจทก์หลงเชื่อส่งมอบเงินลงทุนตามที่จำเลยได้หลอกลวงโจทก์โดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 29 ครั้ง นั้น เห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องข้อ 5.1 ถึงข้อ 5.29 และได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยอธิบายขั้นตอนในการซื้อและการจองสลากกินแบ่งรัฐบาล ทั้งแนะนำวิธีการขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนกระทั่งโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลและได้กำไร จึงเริ่มลงทุนกับจำเลย โดยการหลอกลวงโจทก์ในแต่ละครั้งจำเลยมักจะแวะเวียนมาพูดคุยหลอกลวงชักชวนที่ร้านค้าของโจทก์เป็นประจำ ในแต่ละงวดเมื่อจำเลยจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลได้แล้ว จะแจ้งโจทก์ทางโทรศัพท์หรือผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ว่าได้สลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำนวนกี่กล่อง ในราคาใบละกี่บาท หากนำไปขายต่อจะได้กำไรมาแบ่งกัน และถามโจทก์ว่าสนใจจะร่วมลงทุนเท่าใด บางครั้งเมื่อโจทก์ลงทุนไปแล้วจำเลยจะหลอกลวงโดยนำกำไรที่ได้จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลและเงินลงทุนของโจทก์บางส่วนมามอบให้แก่โจทก์เพื่อสร้างความไว้ใจ และหลอกลวงให้โจทก์ลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดถัดไปต่ออีก แสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยในแต่ละครั้งนั้น เกิดจากการหลอกลวงของจำเลยในแต่ละครั้งแยกจากกัน โดยจำเลยจะแสดงข้อความอันเป็นเท็จในแต่ละครั้งว่ามีสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนกี่กล่อง ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าประสงค์ที่จะหลอกลวงโจทก์ในแต่ละครั้งแยกต่างหากจากกัน โดยแต่ละครั้งจะแสดงข้อความหลอกลวงอันเป็นเท็จและจำนวนเงินที่แตกต่างกันไป การกระทำของจำเลยจึงสำเร็จและเสร็จสิ้นลงเมื่อโจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้แก่จำเลยตามที่ถูกหลอกลวงในแต่ละครั้ง และในการกระทำแต่ละครั้งจำเลยสามารถยับยั้งการกระทำผิดได้เอง กรณีหาใช่เรื่องที่สืบเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยในครั้งแรกโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินจากโจทก์ไม่ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลัง อาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ไม่ได้แก้ไขนั้น ไม่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้เปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 90 ม. 91 ม. 341
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ป.วิ.อ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ย.
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายปิยะ วรรณวงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมศักดิ์ เชื่อมไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
รังสิชัย บรรณกิจวิจารณ์
มนูภาน ยศธแสนย์
สถาพร ประสารวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3133/2568
#718572
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อธิบายขั้นตอนในการซื้อ การจองสลากกินแบ่งรัฐบาล แนะนำวิธีการส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนกระทั่งโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลและได้กำไร จึงเริ่มลงทุนกับจำเลย โดยการหลอกลวงแต่ละครั้งจำเลยมักจะแวะเวียนมาพูดคุยหลอกลวงชักชวนที่ร้านค้าของโจทก์เป็นประจำ ในแต่ละงวดเมื่อจำเลยจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลได้แล้ว จะแจ้งโจทก์ว่าได้สลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำนวนกี่กล่อง ในราคาใบละกี่บาท หากนำไปขายต่อจะได้กำไรมาแบ่งกัน และถามโจทก์ว่าสนใจจะร่วมลงทุนเท่าใด บางครั้งเมื่อโจทก์ลงทุนไปแล้วจำเลยจะหลอกลวงโดยนำกำไรที่ได้จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลและเงินทุนของโจทก์บางส่วนมามอบให้แก่โจทก์เพื่อสร้างความไว้ใจ และหลอกลวงให้โจทก์ลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดถัดไปต่ออีก แสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยในแต่ละครั้งนั้น เกิดจากการหลอกลวงของจำเลยในแต่ละครั้งแยกจากกัน โดยจำเลยจะแสดงข้อความอันเป็นเท็จในแต่ละครั้งว่ามีสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนกี่กล่อง ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าประสงค์หลอกลวงโจทก์ในแต่ละครั้งแยกต่างหากจากกัน โดยแต่ละครั้งจะแสดงข้อความหลอกลวงอันเป็นเท็จและจำนวนเงินที่แตกต่างกันไป การกระทำของจำเลยจึงสำเร็จและเสร็จสิ้นลงเมื่อโจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้แก่จำเลยตามที่ถูกหลอกลวงในแต่ละครั้ง และในการกระทำแต่ละครั้งจำเลยสามารถยับยั้งการกระทำผิดได้เอง กรณีหาใช่เรื่องที่สืบเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยในครั้งแรกโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินจากโจทก์ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 933/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ 321/2566 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 523,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ไม่ให้การคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 29 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 87 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 321/2566 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยชดใช้เงิน 523,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 ตุลาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยต่างวันเวลากัน ไม่ใช่ความผิดต่อเนื่อง เพราะเมื่อจำเลยหลอกลวงโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จให้โจทก์ลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อให้ได้เงินลงทุนของโจทก์ในแต่ละครั้ง ย่อมเป็นความผิดสำเร็จนับตั้งแต่โจทก์หลงเชื่อส่งมอบเงินลงทุนตามที่จำเลยได้หลอกลวงโจทก์โดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 29 ครั้ง นั้น เห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องข้อ 5.1 ถึงข้อ 5.29 และได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยอธิบายขั้นตอนในการซื้อและการจองสลากกินแบ่งรัฐบาล ทั้งแนะนำวิธีการส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนกระทั่งโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลและได้กำไร จึงเริ่มลงทุนกับจำเลย โดยการหลอกลวงโจทก์ในแต่ละครั้งจำเลยมักจะแวะเวียนมาพูดคุยหลอกลวงชักชวนที่ร้านค้าของโจทก์เป็นประจำ ในแต่ละงวดเมื่อจำเลยจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลได้แล้ว จะแจ้งโจทก์ทางโทรศัพท์หรือผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ว่าได้สลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำนวนกี่กล่อง ในราคาใบละกี่บาท หากนำไปขายต่อจะได้กำไรมาแบ่งกัน และถามโจทก์ว่าสนใจจะร่วมลงทุนเท่าใด บางครั้งเมื่อโจทก์ลงทุนไปแล้วจำเลยจะหลอกลวงโดยนำกำไรที่ได้จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลและเงินทุนของโจทก์บางส่วนมามอบให้แก่โจทก์เพื่อสร้างความไว้ใจ และหลอกลวงให้โจทก์ลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดถัดไปต่ออีก แสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยในแต่ละครั้งนั้น เกิดจากการหลอกลวงของจำเลยในแต่ละครั้งแยกจากกัน โดยจำเลยจะแสดงข้อความอันเป็นเท็จในแต่ละครั้งว่ามีสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนกี่กล่อง ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าประสงค์ที่จะหลอกลวงโจทก์ในแต่ละครั้งแยกต่างหากจากกัน โดยแต่ละครั้งจะแสดงข้อความหลอกลวงอันเป็นเท็จและจำนวนเงินที่แตกต่างกันไป การกระทำของจำเลยจึงสำเร็จและเสร็จสิ้นลงเมื่อโจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้แก่จำเลยตามที่ถูกหลอกลวงในแต่ละครั้ง และในการกระทำแต่ละครั้งจำเลยสามารถยับยั้งการกระทำผิดได้เอง กรณีหาใช่เรื่องที่สืบเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยในครั้งแรกโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินจากโจทก์ไม่ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลัง อาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ไม่ได้แก้ไขนั้น ไม่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้เปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 90 ม. 91 ม. 341
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ป.วิ.อ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ย.
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายธีพล เครือเวทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมศักดิ์ เชื่อมไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
รังสิชัย บรรณกิจวิจารณ์
มนูภาน ยศธแสนย์
สถาพร ประสารวรรณ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3119/2568
#722244
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ ด. บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นผู้สืบสันดานของ ด. ผู้ตาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 291 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ด. และจำเลยต่างมีส่วนขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน จึงรับฟังได้ว่า ด. มิได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานจึงไม่มีอำนาจจัดการแทน ด. ผู้ตาย ไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ตามมาตรา 5 (2) แต่โจทก์มิได้ยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีเพียงจำเลยเท่านั้นที่ฎีกาว่า เหตุเกิดจากความประมาทของ ด. แต่เพียงผู้เดียว จึงเป็นฎีกาเพื่อให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนั้น การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรของนายแดง เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2562 เวลากลางวัน จำเลยขับรถกระบะไปตามถนนจตุรทิศขาออก มุ่งหน้าถนนอโศกดินแดง ขณะมาถึงจุดเกิดเหตุได้เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่นายแดงขับ เป็นเหตุให้นายแดงได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังเกิดเหตุพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษในความผิดฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 นายแดงถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรง พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอแก้เพิ่มเติมฟ้องในคดีของศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้เพิ่มเติมฟ้องและพิพากษายกฟ้อง โดยให้พนักงานอัยการโจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ส่วนคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลตอนหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่านายแดงและจำเลยต่างมีส่วนขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน นายแดงจึงมิได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนนายแดงผู้ตาย ไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ตามมาตรา 5 (2) โจทก์มิได้ฎีกาว่า เหตุที่รถเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว นายแดงจึงเป็นผู้เสียหาย โจทก์เป็นผู้สืบสันดานย่อมมีอำนาจจัดการแทนนายแดงผู้ตายและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้อง คงมีเพียงจำเลยเท่านั้นที่ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า นายแดงผู้ตายมีส่วนกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยสมควรรับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายแดง บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นผู้สืบสันดานของนายแดงผู้ตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยให้เหตุผลตอนหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า นายแดงและจำเลยต่างมีส่วนขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน จึงรับฟังได้ว่านายแดงมิได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนนายแดงผู้ตาย ไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ตามมาตรา 5 (2) แต่โจทก์มิได้ยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีเพียงจำเลยเท่านั้นที่ฎีกาว่า เหตุที่รถเฉี่ยวชนกันมิใช่เพราะจำเลยและนายแดงต่างขับรถด้วยความประมาทด้วยกัน แต่เกิดจากความประมาทของนายแดงแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงเป็นฎีกาเพื่อให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนั้น การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาววรรณสิริ ศรีชัยเพชร
ศาลอุทธรณ์ — นายธวัช นกแสง
ชื่อองค์คณะ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
ธีระศักดิ์ วริวงศ์
ธนกฤต กมลวัทน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3107/2568
#716686
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์มิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินให้จำเลยที่ 3 แต่เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้วย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นกัน จึงต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิมที่โอนสิทธิเรียกร้อง เจ้าหนี้ที่อาจใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 จึงไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหนี้ในขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมฉ้อฉลเท่านั้น แต่หมายรวมถึงเจ้าหนี้ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องด้วย โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้โอนสิทธิเรียกร้องในการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 ถึงที่ 9 ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 6 ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ หากจำเลยทั้งเก้าไม่ดำเนินการขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 และที่ 4 โอนขายให้แก่จำเลยที่ 5 หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า วันที่ 29 กันยายน 2558 โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 จากนางสาวกัญญานาถ วันที่ 4 เมษายน 2560 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2560 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินกู้ 15,125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิด เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 381/2560 คดีหมายเลขแดงที่ ผบ 1875/2560 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตร วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 3 และที่ 4 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้แก่จำเลยที่ 5 วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 จำเลยที่ 5 จดทะเบียนจำนองที่ดินแก่ธนาคาร ก. และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยไม่มีค่าตอบแทนจึงเป็นการให้โดยเสน่หาและเป็นการโอนที่ดินหลังจากโจทก์ฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 381/2560 เพียง 3 เดือนเศษ จึงเป็นการโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคแรก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้แก้ฎีกาเป็นอื่น จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 5 รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยไม่สุจริต คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 5 เป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238 วรรคแรก หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า การโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นการกระทำที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 251/2562 คดีหมายเลขแดงที่ อ 474/2563 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ข้อหาความผิดโกงเจ้าหนี้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การรับสารภาพตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้วจำเลยที่ 3 และที่ 4 จดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 5 จดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคาร ก. อันเป็นการกระทำเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนซึ่งได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล อันเป็นการโอนทรัพย์ให้แก่บุคคลอื่นทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คดีถึงที่สุดแล้ว และยังได้ความว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นน้องสาวจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความในคดีหมายเลขดำที่ ผบ 381/2560 ที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้เงินกู้และค้ำประกัน จำเลยที่ 5 มิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอื่น แสดงว่าจำเลยที่ 5 ทราบเรื่องที่โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันแล้วตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2560 ที่จำเลยที่ 5 ไปเป็นพยาน หลังจากนั้นวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 5 จึงรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 แม้จำเลยที่ 5 อ้างว่า จำเลยที่ 5 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่ขายให้แก่จำเลยที่ 5 เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยที่ 3 กู้เงินจากจำเลยที่ 5 แต่ก็เป็นการรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ทั้งที่จำเลยที่ 5 ก็รู้ว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระหนี้เงินกู้และสัญญาค้ำประกันแล้ว เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 5 ที่ให้การรับสารภาพในคดีอาญาที่ตนเองถูกฟ้องในข้อหาโกงเจ้าหนี้ว่า จำเลยที่ 5 รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 5 ว่า จำเลยที่ 5 มีเจตนารับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 เพื่อให้ที่ดินดังกล่าวหลุดพ้นจากการบังคับคดีในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 อันเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียเปรียบ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังดีกว่าพยานจำเลยที่ 5 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 มิใช่บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริตก่อนฟ้องคดีขอเพิกถอน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238 วรรคแรก ดังนั้น การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จึงใช้บังคับแก่จำเลยที่ 5 ได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 35666 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดี การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิของธนาคาร ก. ผู้รับจำนอง เพราะธนาคาร ก. เป็นบุคคลภายนอกที่ได้สิทธิมาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอน การเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้กลับไปเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยังคงต้องติดภาระจำนองไปด้วย ส่วนการที่จำเลยที่ 5 กระทำการดังกล่าวโดยไม่สุจริต ก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ทำให้เจ้าหนี้ผู้ถูกการฉ้อฉลไม่อาจบังคับชำระหนี้แก่ที่ดินดังกล่าวโดยปลอดจำนองได้นั้น เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่อาจบังคับชำระหนี้จากที่ดินแปลงดังกล่าวได้ไม่ครบถ้วน แต่เมื่อโจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้จึงไม่อาจบังคับให้ได้

ที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนการโอนรถยนต์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6 ซึ่งปรากฏหลักฐานการจดทะเบียน บันทึกเจ้าหน้าที่ว่า วันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 6 อันเป็นการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์หลังจากโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 1 จากนางสาวกัญญานาถเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2558 จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 6 รับโอนรถยนต์จากจำเลยที่ 1 โดยรู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบหรือไม่ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุเพื่อขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ จำเลยที่ 6 ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 6 ซื้อรถยนต์โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงมีภาระในการพิสูจน์ พยานโจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 6 เพื่อให้โจทก์ไม่สามารถบังคับคดีได้ส่วนจำเลยที่ 6 เบิกความว่า จำเลยที่ 6 ซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2557 ในราคา 200,000 บาท โดยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2557 แต่จดทะเบียนหลังจากทำสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยบอกจำเลยที่ 6 ว่าเป็นหนี้ผู้ใด เห็นว่า จำเลยที่ 6 มิใช่บุคคลที่ถูกฟ้องข้อหาโกงเจ้าหนี้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 251/2562 คดีหมายเลขแดงที่ อ 474/2563 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา พยานโจทก์ไม่ได้มีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานจำเลยที่ 6 ทั้งที่โจทก์มีภาระในการพิสูจน์ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 6 รับโอนรถยนต์จากจำเลยที่ 1 โดยรู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ โจทก์จึงไม่อาจขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 นั้น มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้โอนสิทธิเรียกร้องในการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 827 แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรนั้น เป็นการให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ 1 เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวก็เพียงพอที่นางสาวกัญญานาถ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคแรก ต่อมาเมื่อนางสาวกัญญานาถโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์และบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้เป็นลูกหนี้รวมทั้งยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกได้ด้วยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคแรก แม้โจทก์มิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 แต่เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้วย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นกัน จึงต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้เช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิมที่โอนสิทธิเรียกร้อง บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคแรก ที่บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้" นั้น เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ผู้สุจริตมิให้ถูกลูกหนี้ที่ไม่สุจริตเอาเปรียบด้วยการโอนหรือยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของตนให้ผู้อื่นอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ โดยเฉพาะผลแห่งการเพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลดังกล่าวทำให้ทรัพย์สินที่โอนไปนั้นกลับมาเป็นของลูกหนี้ตามเดิมเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทุกคน มิใช่เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ เจ้าหนี้ที่อาจใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 จึงไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหนี้ในขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมฉ้อฉลเท่านั้น แต่หมายรวมถึงเจ้าหนี้ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องด้วย มิฉะนั้นแล้วลูกหนี้ที่ไม่สุจริตก็จะใช้อ้างเพื่อเอาเปรียบเจ้าหนี้ทุกคนได้เพียงเพราะมีการโอนสิทธิเรียกร้อง อันเป็นการใช้กฎหมายที่ขัดต่อคุณธรรมของกฎหมาย จึงไม่ควรคุ้มครองลูกหนี้ที่ไม่สุจริต ดังนั้น โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้โอนสิทธิเรียกร้องในการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 เพียงเพราะโจทก์มิใช่เจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ในขณะจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้แก่จำเลยที่ 3 ทั้งที่โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องแล้วจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดีแม้โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ได้ แต่จำเลยที่ 3 ได้โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้แก่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ไปแล้ว คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้แก่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 หรือไม่ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุเพื่อขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 827 จากจำเลยที่ 3 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงมีภาระในการพิสูจน์ พยานโจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า การกระทำของจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 เพื่อมิให้โจทก์สามารถบังคับคดีได้ แต่เบิกความตอบคำถามค้านว่า ตนเองไม่ทราบจุดประสงค์ที่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 3 เห็นว่า พยานโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 3 โดยไม่สุจริตอย่างไร ส่วนพยานจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 เบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 พูดคุยตกลงจะซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างบ้านให้มารดา จำเลยที่ 9 เป็นคนไปเจรจาขอซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 3 ในราคา 1,250,000 บาท แต่ทำสัญญาซื้อขายตามราคาประเมิน 200,000 บาท จำเลยที่ 7 ซึ่งรับราชการอยู่ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้กู้ยืมเงิน 1,500,000 บาท จากสหกรณ์มาซื้อที่ดิน จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ตกลงร่วมกันชำระหนี้คนละ 500,000 บาท หลังจากซื้อที่ดินแล้ว ได้แบ่งที่ดินดังกล่าวเป็นโฉนด 3 แปลง อันเป็นการยืนยันว่าจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 3 โดยสุจริต พยานจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 จึงมีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 จากจำเลยที่ 3 โดยไม่สุจริต แม้โจทก์จะมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 แต่ไม่อาจกระทบกระทั่งถึงสิทธิของจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 บุคคลภายนอกที่รับโอนที่ดินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้ เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้กลับไปเป็นของจำเลยที่ 1 ได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 ดังกล่าว จึงทำให้เจ้าหนี้ผู้ถูกการฉ้อฉลไม่อาจบังคับชำระหนี้จากที่ดินแปลงดังกล่าวได้ ย่อมทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ไม่อาจบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากที่ดินดังกล่าวได้ แต่เมื่อโจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 3 ในส่วนนี้ จึงไม่อาจกำหนดให้ได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และระหว่างจำเลยที่ 3 ที่ 4 กับจำเลยที่ 5 เพื่อให้ที่ดินกลับไปเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามศาล โดยกำหนดค่าทนายความรวมเป็นเงิน 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายปริญญา อุไรวิลาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปุญชรัสมิ์ วราพงศ์พิศาล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ฉัตรชัย ไทรโชต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3107/2568
#718133
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์มิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินให้จำเลยที่ 3 แต่เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้วย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นกัน จึงต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิมที่โอนสิทธิเรียกร้อง เจ้าหนี้ที่อาจใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 จึงไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหนี้ในขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมฉ้อฉลเท่านั้น แต่หมายรวมถึงเจ้าหนี้ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องด้วย โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้โอนสิทธิเรียกร้องในการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 ถึงที่ 9 ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 6 ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ หากจำเลยทั้งเก้าไม่ดำเนินการขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 และที่ 4 โอนขายให้แก่จำเลยที่ 5 หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า วันที่ 29 กันยายน 2558 โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 จากนางสาวกัญญานาถ วันที่ 4 เมษายน 2560 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2560 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินกู้ 15,125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิด เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 381/2560 คดีหมายเลขแดงที่ ผบ 1875/2560 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตร วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 3 และที่ 4 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้แก่จำเลยที่ 5 วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 จำเลยที่ 5 จดทะเบียนจำนองที่ดินแก่ธนาคาร ก. และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยไม่มีค่าตอบแทนจึงเป็นการให้โดยเสน่หาและเป็นการโอนที่ดินหลังจากโจทก์ฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 381/2560 เพียง 3 เดือนเศษ จึงเป็นการโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคแรก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้แก้ฎีกาเป็นอื่น จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 5 รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยไม่สุจริต คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 5 เป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238 วรรคแรก หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า การโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นการกระทำที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 251/2562 คดีหมายเลขแดงที่ อ 474/2563 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ข้อหาความผิดโกงเจ้าหนี้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การรับสารภาพตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้วจำเลยที่ 3 และที่ 4 จดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 5 จดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคาร ก. อันเป็นการกระทำเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนซึ่งได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล อันเป็นการโอนทรัพย์ให้แก่บุคคลอื่นทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คดีถึงที่สุดแล้ว และยังได้ความว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นน้องสาวจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความในคดีหมายเลขดำที่ ผบ 381/2560 ที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้เงินกู้และค้ำประกัน จำเลยที่ 5 มิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอื่น แสดงว่าจำเลยที่ 5 ทราบเรื่องที่โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันแล้วตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2560 ที่จำเลยที่ 5 ไปเป็นพยาน หลังจากนั้นวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 5 จึงรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 แม้จำเลยที่ 5 อ้างว่า จำเลยที่ 5 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่ขายให้แก่จำเลยที่ 5 เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยที่ 3 กู้เงินจากจำเลยที่ 5 แต่ก็เป็นการรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ทั้งที่จำเลยที่ 5 ก็รู้ว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระหนี้เงินกู้และสัญญาค้ำประกันแล้ว เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 5 ที่ให้การรับสารภาพในคดีอาญาที่ตนเองถูกฟ้องในข้อหาโกงเจ้าหนี้ว่า จำเลยที่ 5 รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 5 ว่า จำเลยที่ 5 มีเจตนารับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 เพื่อให้ที่ดินดังกล่าวหลุดพ้นจากการบังคับคดีในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 อันเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียเปรียบ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังดีกว่าพยานจำเลยที่ 5 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 มิใช่บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริตก่อนฟ้องคดีขอเพิกถอน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238 วรรคแรก ดังนั้น การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จึงใช้บังคับแก่จำเลยที่ 5 ได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 35666 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดี การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิของธนาคาร ก. ผู้รับจำนอง เพราะธนาคาร ก. เป็นบุคคลภายนอกที่ได้สิทธิมาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอน การเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้กลับไปเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยังคงต้องติดภาระจำนองไปด้วย ส่วนการที่จำเลยที่ 5 กระทำการดังกล่าวโดยไม่สุจริต ก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ทำให้เจ้าหนี้ผู้ถูกการฉ้อฉลไม่อาจบังคับชำระหนี้แก่ที่ดินดังกล่าวโดยปลอดจำนองได้นั้น เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่อาจบังคับชำระหนี้จากที่ดินแปลงดังกล่าวได้ไม่ครบถ้วน แต่เมื่อโจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้จึงไม่อาจบังคับให้ได้

ที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนการโอนรถยนต์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6 ซึ่งปรากฏหลักฐานการจดทะเบียน บันทึกเจ้าหน้าที่ว่า วันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 6 อันเป็นการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์หลังจากโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 1 จากนางสาวกัญญานาถเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2558 จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 6 รับโอนรถยนต์จากจำเลยที่ 1 โดยรู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบหรือไม่ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุเพื่อขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ จำเลยที่ 6 ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 6 ซื้อรถยนต์โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงมีภาระในการพิสูจน์ พยานโจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 6 เพื่อให้โจทก์ไม่สามารถบังคับคดีได้ส่วนจำเลยที่ 6 เบิกความว่า จำเลยที่ 6 ซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2557 ในราคา 200,000 บาท โดยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2557 แต่จดทะเบียนหลังจากทำสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยบอกจำเลยที่ 6 ว่าเป็นหนี้ผู้ใด เห็นว่า จำเลยที่ 6 มิใช่บุคคลที่ถูกฟ้องข้อหาโกงเจ้าหนี้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 251/2562 คดีหมายเลขแดงที่ อ 474/2563 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา พยานโจทก์ไม่ได้มีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานจำเลยที่ 6 ทั้งที่โจทก์มีภาระในการพิสูจน์ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 6 รับโอนรถยนต์จากจำเลยที่ 1 โดยรู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ โจทก์จึงไม่อาจขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 นั้น มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้โอนสิทธิเรียกร้องในการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 827 แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรนั้น เป็นการให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ 1 เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวก็เพียงพอที่นางสาวกัญญานาถ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคแรก ต่อมาเมื่อนางสาวกัญญานาถโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์และบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้เป็นลูกหนี้รวมทั้งยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกได้ด้วยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคแรก แม้โจทก์มิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 แต่เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้วย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นกัน จึงต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้เช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิมที่โอนสิทธิเรียกร้อง บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคแรก ที่บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้" นั้น เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ผู้สุจริตมิให้ถูกลูกหนี้ที่ไม่สุจริตเอาเปรียบด้วยการโอนหรือยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของตนให้ผู้อื่นอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ โดยเฉพาะผลแห่งการเพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลดังกล่าวทำให้ทรัพย์สินที่โอนไปนั้นกลับมาเป็นของลูกหนี้ตามเดิมเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทุกคน มิใช่เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ เจ้าหนี้ที่อาจใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 จึงไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหนี้ในขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมฉ้อฉลเท่านั้น แต่หมายรวมถึงเจ้าหนี้ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องด้วย มิฉะนั้นแล้วลูกหนี้ที่ไม่สุจริตก็จะใช้อ้างเพื่อเอาเปรียบเจ้าหนี้ทุกคนได้เพียงเพราะมีการโอนสิทธิเรียกร้อง อันเป็นการใช้กฎหมายที่ขัดต่อคุณธรรมของกฎหมาย จึงไม่ควรคุ้มครองลูกหนี้ที่ไม่สุจริต ดังนั้น โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้โอนสิทธิเรียกร้องในการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 เพียงเพราะโจทก์มิใช่เจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ในขณะจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้แก่จำเลยที่ 3 ทั้งที่โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องแล้วจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดีแม้โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ได้ แต่จำเลยที่ 3 ได้โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้แก่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ไปแล้ว คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้แก่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 หรือไม่ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุเพื่อขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 827 จากจำเลยที่ 3 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงมีภาระในการพิสูจน์ พยานโจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า การกระทำของจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 เพื่อมิให้โจทก์สามารถบังคับคดีได้ แต่เบิกความตอบคำถามค้านว่า ตนเองไม่ทราบจุดประสงค์ที่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 3 เห็นว่า พยานโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 3 โดยไม่สุจริตอย่างไร ส่วนพยานจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 เบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 พูดคุยตกลงจะซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างบ้านให้มารดา จำเลยที่ 9 เป็นคนไปเจรจาขอซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 3 ในราคา 1,250,000 บาท แต่ทำสัญญาซื้อขายตามราคาประเมิน 200,000 บาท จำเลยที่ 7 ซึ่งรับราชการอยู่ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้กู้ยืมเงิน 1,500,000 บาท จากสหกรณ์มาซื้อที่ดิน จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ตกลงร่วมกันชำระหนี้คนละ 500,000 บาท หลังจากซื้อที่ดินแล้ว ได้แบ่งที่ดินดังกล่าวเป็นโฉนด 3 แปลง อันเป็นการยืนยันว่าจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 3 โดยสุจริต พยานจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 จึงมีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 จากจำเลยที่ 3 โดยไม่สุจริต แม้โจทก์จะมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 แต่ไม่อาจกระทบกระทั่งถึงสิทธิของจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 บุคคลภายนอกที่รับโอนที่ดินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้ เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้กลับไปเป็นของจำเลยที่ 1 ได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 ดังกล่าว จึงทำให้เจ้าหนี้ผู้ถูกการฉ้อฉลไม่อาจบังคับชำระหนี้จากที่ดินแปลงดังกล่าวได้ ย่อมทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ไม่อาจบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากที่ดินดังกล่าวได้ แต่เมื่อโจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 3 ในส่วนนี้ จึงไม่อาจกำหนดให้ได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และระหว่างจำเลยที่ 3 ที่ 4 กับจำเลยที่ 5 เพื่อให้ที่ดินกลับไปเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามศาล โดยกำหนดค่าทนายความรวมเป็นเงิน 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายปริญญา อุไรวิลาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปุญชรัสมิ์ วราพงศ์พิศาล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ฉัตรชัย ไทรโชต
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3107/2568
#721958
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์มิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินให้จำเลยที่ 3 แต่เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้วย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นกัน เจ้าหนี้ที่อาจใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 จึงไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหนี้ในขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมฉ้อฉลเท่านั้น แต่หมายรวมถึงเจ้าหนี้ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องด้วย โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้โอนสิทธิเรียกร้องในการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 ถึงที่ 9 ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 6 ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ หากจำเลยทั้งเก้าไม่ดำเนินการขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 และที่ 4 โอนขายให้แก่จำเลยที่ 5 หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า วันที่ 29 กันยายน 2558 โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 จากนางสาวกัญญานาถ วันที่ 4 เมษายน 2560 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2560 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินกู้ 15,125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิด เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 381/2560 คดีหมายเลขแดงที่ ผบ 1875/2560 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตร วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 3 และที่ 4 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้แก่จำเลยที่ 5 วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 จำเลยที่ 5 จดทะเบียนจำนองที่ดินแก่ธนาคาร ก. และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยไม่มีค่าตอบแทนจึงเป็นการให้โดยเสน่หาและเป็นการโอนที่ดินหลังจากโจทก์ฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 381/2560 เพียง 3 เดือนเศษ จึงเป็นการโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคแรก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้แก้ฎีกาเป็นอื่น จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 5 รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยไม่สุจริต คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 5 เป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238 วรรคแรก หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า การโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นการกระทำที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 251/2562 คดีหมายเลขแดงที่ อ 474/2563 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ข้อหาความผิดโกงเจ้าหนี้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การรับสารภาพตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้วจำเลยที่ 3 และที่ 4 จดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 5 จดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคาร ก. อันเป็นการกระทำเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนซึ่งได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล อันเป็นการโอนทรัพย์ให้แก่บุคคลอื่นทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คดีถึงที่สุดแล้ว และยังได้ความว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นน้องสาวจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความในคดีหมายเลขดำที่ ผบ 381/2560 ที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้เงินกู้และค้ำประกัน จำเลยที่ 5 มิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอื่น แสดงว่าจำเลยที่ 5 ทราบเรื่องที่โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันแล้วตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2560 ที่จำเลยที่ 5 ไปเป็นพยาน หลังจากนั้นวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 5 จึงรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 แม้จำเลยที่ 5 อ้างว่า จำเลยที่ 5 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่ขายให้แก่จำเลยที่ 5 เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยที่ 3 กู้เงินจากจำเลยที่ 5 แต่ก็เป็นการรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ทั้งที่จำเลยที่ 5 ก็รู้ว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระหนี้เงินกู้และสัญญาค้ำประกันแล้ว เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 5 ที่ให้การรับสารภาพในคดีอาญาที่ตนเองถูกฟ้องในข้อหาโกงเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 5 ว่า จำเลยที่ 5 มีเจตนารับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 เพื่อให้ที่ดินดังกล่าวหลุดพ้นจากการบังคับคดีในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 อันเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียเปรียบ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังดีกว่าพยานจำเลยที่ 5 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 มิใช่บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริตก่อนฟ้องคดีขอเพิกถอน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238 วรรคแรก ดังนั้น การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จึงใช้บังคับแก่จำเลยที่ 5 ได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 35666 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดี การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิของธนาคาร ก. ผู้รับจำนอง เพราะธนาคาร ก. เป็นบุคคลภายนอกที่ได้สิทธิมาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอน การเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้กลับไปเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยังคงต้องติดภาระจำนองไปด้วย

ที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนการโอนรถยนต์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6 ซึ่งปรากฏหลักฐานการจดทะเบียนวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 อันเป็นการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์หลังจากโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 1 จากนางสาวกัญญานาถเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2558 จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 6 รับโอนรถยนต์จากจำเลยที่ 1 โดยรู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบหรือไม่ พยานโจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 6 เพื่อให้โจทก์ไม่สามารถบังคับคดีได้ ส่วนจำเลยที่ 6 เบิกความว่า จำเลยที่ 6 ซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2557 ในราคา 200,000 บาท โดยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2557 แต่จดทะเบียนหลังจากทำสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยบอกจำเลยที่ 6 ว่าเป็นหนี้ผู้ใด เห็นว่า จำเลยที่ 6 มิใช่บุคคลที่ถูกฟ้องข้อหาโกงเจ้าหนี้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 251/2562 คดีหมายเลขแดงที่ อ 474/2563 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา พยานโจทก์ไม่ได้มีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานจำเลยที่ 6 ทั้งที่โจทก์มีภาระในการพิสูจน์ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 6 รับโอนรถยนต์จากจำเลยที่ 1 โดยรู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ โจทก์จึงไม่อาจขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 นั้น มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้โอนสิทธิเรียกร้องในการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 827 แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรนั้น เป็นการให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ 1 เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวก็เพียงพอที่นางสาวกัญญานาถ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคแรก ต่อมาเมื่อนางสาวกัญญานาถโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์และบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้เป็นลูกหนี้รวมทั้งยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกได้ด้วยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคแรก แม้โจทก์มิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 แต่เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้วย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นกัน จึงต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้เช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิมที่โอนสิทธิเรียกร้อง บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคแรก นั้น เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ผู้สุจริตมิให้ถูกลูกหนี้ที่ไม่สุจริตเอาเปรียบด้วยการโอนหรือยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของตนให้ผู้อื่นอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ โดยเฉพาะผลแห่งการเพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลดังกล่าวทำให้ทรัพย์สินที่โอนไปนั้นกลับมาเป็นของลูกหนี้ตามเดิมเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทุกคน มิใช่เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ เจ้าหนี้ที่อาจใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 จึงไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหนี้ในขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมฉ้อฉลเท่านั้น แต่หมายรวมถึงเจ้าหนี้ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องด้วย มิฉะนั้นแล้วลูกหนี้ที่ไม่สุจริตก็จะใช้อ้างเพื่อเอาเปรียบเจ้าหนี้ทุกคนได้เพียงเพราะมีการโอนสิทธิเรียกร้อง อันเป็นการใช้กฎหมายที่ขัดต่อคุณธรรมของกฎหมาย จึงไม่ควรคุ้มครองลูกหนี้ที่ไม่สุจริต ดังนั้น โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้โอนสิทธิเรียกร้องในการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 เพียงเพราะโจทก์มิใช่เจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ในขณะจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้แก่จำเลยที่ 3 ทั้งที่โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องแล้วจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดีแม้โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ได้ แต่จำเลยที่ 3 ได้โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้แก่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ไปแล้ว คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้แก่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 หรือไม่ พยานโจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า การกระทำของจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 เพื่อมิให้โจทก์สามารถบังคับคดีได้ แต่เบิกความตอบคำถามค้านว่า ตนเองไม่ทราบจุดประสงค์ที่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 3 เห็นว่า พยานโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 3 โดยไม่สุจริตอย่างไร ส่วนพยานจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 เบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 พูดคุยตกลงจะซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างบ้านให้มารดา จำเลยที่ 9 เป็นคนไปเจรจาขอซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 3 ในราคา 1,250,000 บาท แต่ทำสัญญาซื้อขายตามราคาประเมิน 200,000 บาท จำเลยที่ 7 ซึ่งรับราชการอยู่ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้กู้ยืมเงิน 1,500,000 บาท จากสหกรณ์มาซื้อที่ดิน จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ตกลงร่วมกันชำระหนี้คนละ 500,000 บาท หลังจากซื้อที่ดินแล้ว ได้แบ่งที่ดินดังกล่าวเป็นโฉนด 3 แปลง อันเป็นการยืนยันว่าจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 3 โดยสุจริต พยานจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 จึงมีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 จากจำเลยที่ 3 โดยไม่สุจริต แม้โจทก์จะมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 แต่ไม่อาจกระทบกระทั่งถึงสิทธิของจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 บุคคลภายนอกที่รับโอนที่ดินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และระหว่างจำเลยที่ 3 ที่ 4 กับจำเลยที่ 5 เพื่อให้ที่ดินกลับไปเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามศาล โดยกำหนดค่าทนายความรวมเป็นเงิน 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 306
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ฉัตรชัย ไทรโชต
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3013/2568
#716301
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1562 บัญญัติว่า "ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้..." อันเป็นบทบัญญัติตัดสิทธิห้ามมิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดฟ้องบุพการีของตน จึงต้องตีความอย่างเคร่งครัดโดยจำกัดเฉพาะกรณีบุคคลผู้ฟ้องคดีในฐานะที่ตนเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าเป็นการฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมและผู้จัดการมรดกของ น. ผู้ตายผู้เป็นบิดาของโจทก์ แต่จำเลยเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และโจทก์มีคำขอให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยและ น. ผู้เป็นบิดาเป็นชื่อของโจทก์ โดยอ้างว่าจำเลยและ น. ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ถ้าหาก น. ยังมีชีวิตอยู่ โจทก์ก็ไม่อาจฟ้อง น. ผู้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายให้โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ด้วยเหตุอย่างเดียวกันนี้ได้เพราะเป็นคดีอุทลุมต้องห้ามตามมาตรา 1562 ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมและผู้จัดการมรดกของ น. ผู้ตายให้ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องจำเลยซึ่งเป็นบุพการีเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของโจทก์เองโดยตรง ฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีอุทลุมอันต้องห้ามตามมาตรา 1562

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนายนพไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในทะเบียนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 704 จากชื่อของนายนพและจำเลยเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 704 เป็นของโจทก์ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่พิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 704 เป็นของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์และจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยกับนายนพ จำเลยและนายนพมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินพิพาท เมื่อปี 2525 โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ปลูกพืชผลและสร้างบ้านบนที่ดินพิพาท ในวันที่ 15 กันยายน 2558 นายนพถึงแก่ความตาย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 29 ตุลาคม 2561 ตั้งจำเลยให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายนพ ต่อมาโจทก์ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยอ้างว่านายนพและจำเลยซึ่งเป็นบิดามารดาได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 บัญญัติว่า "ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้..." อันเป็นบทบัญญัติตัดสิทธิห้ามมิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดฟ้องบุพการีของตน จึงต้องตีความอย่างเคร่งครัดโดยจำกัดเฉพาะกรณีบุคคลผู้ฟ้องคดีในฐานะที่ตนเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีเพื่อประโยชน์ส่วนตัว คดีนี้ แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าเป็นการฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมและผู้จัดการมรดกของนายนพผู้ตายดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่จำเลยเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และโจทก์มีคำขอให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยและนายนพผู้เป็นบิดาเป็นชื่อของโจทก์โดยอ้างว่าจำเลยและนายนพได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ถ้าหากนายนพยังมีชีวิตอยู่ โจทก์ก็ไม่อาจฟ้องนายนพผู้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายให้โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ด้วยเหตุอย่างเดียวกันนี้ได้เพราะเป็นคดีอุทลุมต้องห้ามตามมาตรา 1562 ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมและผู้จัดการมรดกของนายนพผู้ตายให้ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องจำเลยซึ่งเป็นบุพการีเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของโจทก์เองโดยตรง ฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีอุทลุมอันต้องห้ามตามมาตรา 1562 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้อฎีกาของโจทก์ในประการอื่นเพราะไม่มีผลทำให้คดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1562
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาง ด. ในฐานะทายาทโดยธรรมและผู้จัดการมรดกของนาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายสุวิทย์ ทวีชุมพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุริน ชูแก้ว
ชื่อองค์คณะ
วรวิทย์ ฤทธิทิศ
ประชา งามลำยวง
ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3001/2568
#717515
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นเวลา 3 ปี โดยอาศัยสิทธิคำพิพากษาตามยอมและข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 แล้วโจทก์ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้ร้องสอดทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก และอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าฉบับใหม่ดังกล่าว ย่อมเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความอันจะเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะอ้างคำพิพากษาตามยอมเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีขับไล่โจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 มาตรา 275 และมาตรา 276 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 จึงเป็นการบกพร่องผิดพลาดศาลฎีกาชอบที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดีเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252 ส่วนการร้องสอดกรณีตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) บทกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี ย่อมเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีต้องไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสอง การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้าเป็นคู่ความโดยการร้องสอดเสียเองแทนศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มิได้ฝ่าฝืนคำพิพากษาตามยอมและจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว การที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องสอดใหม่ ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณีอีกต่อไป ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ผู้ร้องสอดทั้งสองไปว่ากล่าวเป็นคดีต่างหากจากคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาตามยอม และออกคำบังคับให้โจทก์และจำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งมีข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ตกลงเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 เนื้อที่ 5 ไร่เศษ จากจำเลย เพื่อประกอบกิจการตลาดนัด มีกำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 อัตราค่าเช่าเดือนละ 300,000 บาท เมื่อครบกำหนดเวลาเช่า หรือโจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่า โจทก์ตกลงขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่า พร้อมทั้งส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในสภาพเรียบร้อยภายใน 30 วัน แก่จำเลย หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ยินยอมให้จำเลยบังคับคดีโจทก์และบริวารได้ทันที แต่เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่ขนย้ายและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 จำเลยจึงขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งงดและยกเลิกการบังคับคดี

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดทั้งสองยื่นคำร้องสอดขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 วรรคหนึ่ง (1)

ระหว่างนั้นโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้งดการบังคับคดี

จำเลยยื่นคำคัดค้านคำร้องสอด ขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องสอด ผู้รับมอบอำนาจจำเลยแถลงรับว่า ผู้ร้องสอดทั้งสองเป็นทายาทและเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจริง ทนายผู้ร้องสอดทั้งสองส่งเอกสารแทนการไต่สวนรวม 6 ฉบับ ส่วนทนายจำเลยไม่ติดใจไต่สวน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคดีเสร็จการไต่สวน และรวมสำนวนพร้อมอุทธรณ์โจทก์ส่งศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้นายปรีชา และนางสาววันวิสาข์ ผู้ร้องสอดทั้งสอง ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบำรุง เข้าเป็นผู้ร้องสอด และให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนจนกว่าผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากประสงค์จะบังคับคดีต่อไป แจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ในชั้นนี้ว่า เดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางจรินทิพย์ และนางสมทรง เป็นผู้จัดการมรดกของนายบำรุง ผู้ตาย ร่วมกัน ต่อมามีการถอดถอนและตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกหลายครั้ง จนปัจจุบันคงมีผู้ร้องสอดทั้งสองและจำเลยรวมสามคนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 10345/2562 ประกอบคำสั่ง (คดีขออนุญาตฎีกา) ของศาลฎีกาที่ ครพ.7681-7682/2563 ลงวันที่ 28 มกราคม 2564 การจัดการมรดกของผู้ตายยังไม่เสร็จสิ้น ที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ซึ่งโจทก์และจำเลยมีข้อพิพาทกันในเรื่องที่ดินดังกล่าว เนื่องจากโจทก์อ้างว่าจำเลยนำที่ดินให้โจทก์เช่าเพื่อทำกิจการตลาดนัดรวม 3 ปี ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 แต่จำเลยอ้างว่าไม่เคยให้โจทก์เช่าที่ดินดังกล่าว ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ วันที่ 5 ธันวาคม 2561 บรรดาทายาทของผู้ตายยินยอมให้จำเลยนำที่ดินดังกล่าวไปให้โจทก์เช่าเพื่อทำกิจการตลาดนัดเป็นเวลา 3 ปี และยินยอมให้จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ โจทก์และจำเลยจึงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในวันที่ 26 ธันวาคม 2561 โดยมีข้อตกลงให้โจทก์เช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อทำกิจการตลาดนัดมีกำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2564 ผู้ร้องสอดทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ทำสัญญาให้โจทก์เช่าที่ดินดังกล่าวต่อไปอีก 3 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 แต่จำเลยขอให้บังคับคดีขับไล่โจทก์ออกไปจากที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และระหว่างนั้นผู้ร้องสอดทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุสมควรที่จะงดการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือไม่ เห็นว่า ปัจจุบันผู้ร้องสอดทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับจำเลย ผู้ร้องสอดทั้งสองย่อมมีสิทธิและหน้าที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 เมื่อผู้ร้องสอดทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากจากจำนวนผู้จัดการมรดกรวมสามคนทำสัญญากับโจทก์เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2564 ให้โจทก์เช่าที่ดินทรัพย์มรดกมีกำหนดอีก 3 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาเช่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อนำผลประโยชน์จากการให้เช่าที่ดินแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย จึงนับเป็นการจัดการมรดกโดยทั่วไปตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ดังนั้น การที่โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นเวลา 3 ปี โดยอาศัยสิทธิคำพิพากษาตามยอมและข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 แล้ว โจทก์ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้ร้องสอดทั้งสอง และอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าฉบับใหม่ดังกล่าว ย่อมเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความอันจะเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะอ้างคำพิพากษาตามยอมเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีขับไล่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 มาตรา 275 และมาตรา 276 ได้อีกต่อไปคำสั่งของศาลชั้นต้นที่หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 จึงเป็นการบกพร่องผิดพลาด ศาลฎีกาชอบที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดีเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากประสงค์บังคับคดีต่อไปนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีด้วยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การร้องสอดกรณีตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษานั้น บทกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี ย่อมเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีต้องไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสอง การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้าเป็นคู่ความโดยการร้องสอดเสียเองแทนศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มิได้ฝ่าฝืนคำพิพากษาตามยอมและจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว การที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องสอดใหม่ ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณีอีกต่อไป ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ผู้ร้องสอดทั้งสองไปว่ากล่าวเป็นคดีต่างหากจากคดีนี้

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดี กับให้จำหน่ายคดีผู้ร้องสอดทั้งสองเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252 ม. 274 ม. 275 ม. 276 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
ผู้ร้องสอด — นาย ป. กับพวก
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายนราธิป แจ่มโภคา
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญศักดิ์ สมประโยชน์
ชื่อองค์คณะ
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
ยุพา วงศ์ทองทิว
องอาจ แน่นหนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2981/2568
#717095
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัทประกันภัยกำหนดค่าสินไหมทดแทนระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยสำหรับการเสียชีวิตไว้ 500,000 บาท โดยกำหนดค่าเสียหายเบื้องต้นไว้ 35,000 บาท ซึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ให้คำจำกัดความค่าเสียหายเบื้องต้นว่า ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น เมื่อหักค่าเสียหายเบื้องต้นออกจากวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยสำหรับการเสียชีวิต ผู้ประสบภัยจะได้รับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยอีกเพียง 465,000 บาท ค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่สองนี้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติไว้เฉพาะว่าเป็นความคุ้มครองความเสียหายในส่วนใด ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้จึงถือว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิดกรณีที่ผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย ซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะด้วย แต่ต้องนำค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองมาหักจากค่าปลงศพและค่ารักษาพยาบาลก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายให้หมดสิ้นเสียก่อน เหลือเท่าใดจึงนำมาหักเป็นค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยต้องรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 157, 160 ตรี และเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาวสมนึก ผู้เสียหายที่ 1 นางณัฐพร ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย และนางยอดเยี่ยม ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 นางณัฐพร และผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 โดยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกนางณัฐพรว่า โจทก์ร่วมที่ 2 และเรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 3

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่ารักษาพยาบาล 441,287 บาท ค่าพาหนะและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบแพทย์ตามกำหนดนัด 102,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานด้านร่างกายและจิตใจ 500,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่สามารถทำงานได้ 1,296,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,339,287 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนถึงวันยื่นคำร้อง คิดเพียง 130,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,469,287 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าปลงศพของผู้ตาย 358,400 บาท ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ร่วมที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย 1,200,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย 126,774.25 บาท ค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 7,328 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 22,500 บาท ค่าเสียหายทางด้านร่างกายและจิตใจจากการที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย 350,000 บาท ค่าเสียหายทางด้านร่างกายและจิตใจของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 80,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ประกอบอาชีพของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 350,000 บาท ค่าขาดแรงงานในครัวเรือนของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 50,000 บาท ค่าทรัพย์สินที่เสียหาย 341,820 บาท ค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์ที่ถูกเฉี่ยวชน 20,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ 65,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,971,422.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า โจทก์ร่วมทั้งสามไม่อาจเรียกค่าเสียหายได้ และค่าเสียหายสูงเกินไปขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 961,287 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้เมื่อคำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องแล้วต้องไม่เกิน 130,000 บาท และใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 380,099.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก กับให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งระหว่างโจทก์ร่วมที่ 2 กับจำเลยให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 961,287 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ชำระเงิน 285,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 และชำระเงิน 1,406,925 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น โดยดอกเบี้ยในส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องแล้วต้องไม่เกิน 130,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีส่วนอาญาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนค่าเสียหายที่เป็นค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 3 ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ 1,925 บาท และค่าเสียหายทางด้านร่างกายและจิตใจจากการที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และ ที่ 3 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้าน จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในคดีส่วนแพ่งในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 คดีส่วนแพ่งในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีเพียงประการเดียวว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งการที่จำเลยขับรถกระบะคันเกิดเหตุในขณะเมาสุราด้วยความเร็วสูงด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง อันเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้รถกระบะคันเกิดเหตุเสียหลักออกนอกช่องเดินรถไปเฉี่ยวชนผู้ตายจนถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัส และทรัพย์สินของผู้ตายกับโจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับความเสียหาย นับว่าเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรงและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เป็นอย่างยิ่ง โดยกรณีค่าขาดไร้อุปการะนั้น ศาลย่อมกำหนดตามฐานะของผู้ตายและฐานะของผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งต้องพิจารณาตามความหวังที่มีเหตุผลว่าหากผู้ตายมีชีวิตอยู่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูได้เพียงใดและเป็นเวลานานเท่าใด ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 3 ว่า โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปร่วมกับโจทก์ร่วมที่ 3 มีรายได้เฉลี่ยหลังหักค่าใช้จ่ายวันละ 2,000 บาท ผู้ตายอายุ 65 ปี มีสุขภาพแข็งแรงดีมาก น่าเชื่อว่าหากผู้ตายไม่ถึงแก่ความตาย ย่อมมีเวลาและโอกาสประกอบอาชีพอันจะทำให้มีรายได้พอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 1,200,000 บาท นั้น เห็นว่าเหมาะสมแล้ว สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 3 นั้น โจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับบาดเจ็บกระดูกข้อมือขวาหัก โดยโจทก์ร่วมที่ 3 เบิกความได้ความว่า โจทก์ร่วมที่ 3 ต้องรับการรักษาต่อเนื่องในระยะสามเดือนแรก เฉลี่ยเดือนละหลายครั้งตามกำหนดที่แพทย์นัด และหลังจากสามเดือนแรกต่อมาเฉลี่ยเดือนละ 2 ครั้ง ปัจจุบันยังเดินทางไปรับการรักษาต่อเนื่องตามที่แพทย์นัดหรือตามอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตามความจำเป็น ระยะทางจากบ้านของโจทก์ร่วมที่ 3 ไปถึงโรงพยาบาลประมาณ 60 กิโลเมตร รวมแล้วนับถึงปัจจุบันโจทก์ร่วมที่ 3 เดินทางไปรับการรักษาเกินกว่า 15 ครั้ง ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยครั้งละ 1,500 บาท และยังคงต้องไปรับการรักษาต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมต้องเดินทางไปรับการตรวจรักษาและมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 15,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าเสียหายทางด้านร่างกายและจิตใจของโจทก์ร่วมที่ 3 นั้น โจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับบาดเจ็บกระดูกข้อมือขวาหัก ต้องใส่เฝือกเพื่อรักษาการบาดเจ็บประมาณ 1 เดือน และมีกำหนดการรักษาประมาณ 3 เดือน อันถือว่าเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 3 รับอันตรายสาหัส น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 3 ต้องได้รับความทุกข์ทรมานและมีความยากลำบากในการดำรงชีวิตเป็นเวลาพอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าเสียหายทางด้านร่างกายและจิตใจให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 50,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว สำหรับค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ประกอบอาชีพของโจทก์ร่วมที่ 3 นั้น เมื่อโจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับบาดเจ็บกระดูกข้อมือขวาหัก ต้องใส่เฝือกเพื่อรักษาการบาดเจ็บประมาณ 1 เดือน และมีกำหนดการรักษาประมาณ 3 เดือน โดยโจทก์ร่วมที่ 3 ประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปร่วมกับผู้ตายมีรายได้เฉลี่ยหลังหักค่าใช้จ่าย วันละ 2,000 บาท ตามที่กล่าวแล้วข้างต้น น่าเชื่อว่าระหว่างที่โจทก์ร่วมที่ 3 มีอาการบาดเจ็บและต้องรับการรักษา โจทก์ร่วมที่ 3 ย่อมไม่อาจประกอบอาชีพหารายได้ได้ตามปกติเป็นเวลานานพอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ประกอบอาชีพให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 90,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว และค่าเสียหายส่วนนี้เป็นค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ร่วมที่ 3 ไม่ได้ประกอบอาชีพขณะที่มีอาการบาดเจ็บและต้องรับการรักษา อันเป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าขาดไร้อุปการะซึ่งโจทก์ร่วมที่ 3 มีสิทธิได้รับการอุปการะจากผู้ตายในฐานะเป็นสามีและภริยากัน ค่าเสียหายทั้งสองจำนวนนี้จึงไม่ได้เป็นค่าเสียหายอย่างเดียวกันดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด เกี่ยวกับค่าขาดแรงงานในครัวเรือนของโจทก์ร่วมที่ 3 นั้น ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 3 ว่า ขณะผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ ผู้ตายเป็นแรงงานคอยช่วยเหลือทำงานในครัวเรือนเป็นปกติวิสัยตามสถานะของสามีและภริยาที่อาศัยอยู่ร่วมกัน การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายทำให้โจทก์ร่วมที่ 3 ต้องรับภาระทำงานในครัวเรือนทั้งหมดซึ่งเป็นภาระที่หนักขึ้นไม่เหมือนเดิม น่าเชื่อว่าหากโจทก์ร่วมที่ 3 ต้องจ้างคนมาช่วยเหลือทำงานในครัวเรือนแทนผู้ตาย ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายพอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าขาดแรงงานในครัวเรือนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 50,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าทรัพย์สินเสียหายนั้น ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ทำนองเดียวกันว่า ค่าทรัพย์สินเสียหายในส่วนของสินค้าประกอบด้วยเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องนุ่งห่ม อุปกรณ์เครื่องใช้อันจำเป็น และอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับจำหน่ายสินค้า เช่น แผงวางสินค้าที่วางจำหน่ายอยู่ในขณะเกิดเหตุ ซึ่งได้รับความเสียหายและสูญหายไม่สามารถนำมาจำหน่ายหรือประกอบธุรกิจต่อไปได้อีก โดยโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 มีบัญชีสรุปสินค้าที่เสียหายซึ่งมีรายละเอียดของรายการสินค้าแต่ละรายการที่ระบุไว้มาแสดง เมื่อพิจารณาประกอบกับภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุภายหลังเกิดเหตุแนบท้ายบัญชีสรุปสินค้าที่เสียหาย ปรากฏว่ารถกระบะที่จำเลยขับพุ่งชนแผงค้าของโจทก์ร่วมที่ 3 และผู้ตายจนพังเสียหายไปทั้งหมด และสินค้ากับอุปกรณ์ในแผงค้ากระจัดกระจายไปทั่วบริเวณสถานที่เกิดเหตุ เห็นได้ว่าสินค้าและอุปกรณ์ในแผงค้าของโจทก์ร่วมที่ 3 และผู้ตายได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก และน่าเชื่อว่ามีสินค้าบางส่วนสูญหายไป ที่จำเลยฎีกาว่า สินค้าของโจทก์ร่วมที่ 3 มิได้เสียหายทั้งหมด มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เสียหาย โดยจำเลยมีนายศราวุธ พนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของบริษัท ส. ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับประกันภัยรถกระบะคันที่จำเลยขับมาเป็นพยาน เบิกความได้ความว่า พยานไปตรวจสอบความเสียหายที่บ้านของโจทก์ร่วมที่ 3 โดยมีการคัดแยกเสื้อผ้าส่วนที่เสียหายและส่วนที่ดีออกจากกัน พยานประเมินราคาเสื้อผ้าที่เสียหายเป็นเงิน 53,991 บาท แต่นายศราวุธเป็นเพียงพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของบริษัท ส. ไม่น่าจะมีความชำนาญในการประเมินราคาเสื้อผ้า แตกต่างจากโจทก์ร่วมที่ 3 ที่ประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าโดยตรงซึ่งน่าจะมีความชำนาญในการประเมินราคาเสื้อผ้าที่ตนซื้อมาขายไปมากกว่า ส่วนที่นายศราวุธเบิกความว่า พยานประเมินราคาเสื้อผ้าจากญาติของฝ่ายจำเลยซึ่งประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าที่ประเมินราคาในเบื้องต้นมาให้ ก็ไม่ปรากฏว่าญาติของฝ่ายจำเลยคนดังกล่าวเป็นใครและประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าจริงหรือไม่ ข้ออ้างของจำเลยในเรื่องนี้จึงเลื่อนลอยและไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 3 ว่า สินค้าที่คงเหลือจากภายหลังเกิดเหตุและได้รับความเสียหายจำหน่ายต่อไปไม่ได้ ซึ่งโจทก์ร่วมที่ 3 เบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ถามติง ได้ความว่า แท้จริงแล้วโจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับความเสียหายในส่วนนี้ประมาณ 200,000 บาท โดยนับจำนวนเสื้อผ้าและความเสียหายเนื่องจากเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไม่สามารถขายในราคาเสื้อผ้าใหม่ได้ ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าทรัพย์สินเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน 200,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแล้ว สำหรับค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์ที่ถูกเฉี่ยวชนนั้น ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ทำนองเดียวกันว่า รถยนต์ของผู้ตายที่ถูกเฉี่ยวชนจนได้รับความเสียหาย ภายหลังซ่อมเสร็จแล้วทำให้ราคาเสื่อมลงไม่สามารถขายได้ในราคาท้องตลาดทั่วไป ก่อนเกิดเหตุมีผู้เสนอซื้อในราคา 180,000 บาท แต่ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 3 ขายรถยนต์คันดังกล่าวหลังจากซ่อมแล้วได้ในราคาเพียง 150,000 บาท โดยโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 มีสำเนารายการจดทะเบียนรถ สำเนาใบเสร็จรับเงินแสดงรายการซ่อม และสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายมาแสดง ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น น่าเชื่อว่ารถยนต์คันดังกล่าวเมื่อถูกรถกระบะที่จำเลยขับเฉี่ยวชนจนได้รับความเสียหายแล้ว แม้ซ่อมเสร็จย่อมเสื่อมราคาลงเพราะถือว่าเป็นรถที่เกิดอุบัติเหตุและมีการซ่อมแซมมาก่อน อันเป็นเหตุให้ผู้ซื้อสามารถต่อรองราคาลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์ที่ถูกเฉี่ยวชนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน 20,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแล้ว และสำหรับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์นั้น ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ว่า หากไม่เกิดเหตุ โจทก์ร่วมที่ 3 จะใช้รถยนต์เดินทางไปไหนมาไหนตามความต้องการอันจำเป็น แต่ภายหลังเกิดเหตุแล้วทำให้โจทก์ร่วมที่ 3 ต้องขาดการใช้รถยนต์เดินทางได้ตามปกติ จำเป็นต้องเช่ารถยนต์หรือขอความช่วยเหลือจากบุคคลอื่น ขอคิดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564 อันเป็นวันเกิดเหตุจนถึงวันซ่อมรถยนต์เสร็จเป็นเวลา 130 วัน วันละ 500 บาท รวมเป็นเงิน 65,000 บาท ซึ่งจำเลยก็ไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นอีกเช่นกัน น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 3 ต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ในช่วงเวลาดังกล่าวจริง และค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ดังกล่าวที่ขอมาวันละ 500 บาท ก็เหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน 65,000 บาท นั้น ชอบแล้ว และค่าเสียหายส่วนนี้เป็นค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ร่วมที่ 3 ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในรถยนต์เพื่อเดินทางไปทำกิจธุระตามที่ต้องการตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่ซ่อมรถยนต์เสร็จ ซึ่งเป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ประกอบอาชีพของโจทก์ร่วมที่ 3 ในช่วงเวลาที่โจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับบาดเจ็บและต้องรับการรักษา อันเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 3 ต้องขาดรายได้จากการประกอบอาชีพ ค่าเสียหายทั้งสองจำนวนดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนกันตามที่จำเลยฎีกาอีกเช่นกัน ส่วนที่จำเลยฎีกาทำนองว่า การที่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ได้รับเงินค่าเสียหายจากบริษัทผู้รับประกันภัยเพราะเหตุในคดีนี้ จึงต้องนำเงินดังกล่าวหักออกจากค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ได้รับด้วยนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่า หลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ได้รับเงินค่าเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับจากบริษัท อ. และบริษัท ส. ที่รับประกันภัยรถกระบะคันที่จำเลยขับ กรมธรรม์ละ 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท ซึ่งตามสำเนาตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัท ส. กำหนดให้บริษัทดังกล่าวชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 500,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิต ส่วนจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับการเสียชีวิตกำหนดไว้เป็นเงิน 35,000 บาท ต่อหนึ่งคน และสำเนาตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยังระบุด้วยว่า จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย แม้ตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัท อ. จะไม่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดีนี้ก็ตาม แต่บริษัทดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 จำนวน 500,000 บาท เท่ากันกับบริษัท ส. ซึ่งชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 เต็มวงเงินประกันภัยแล้ว และตารางกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมีลักษณะเป็นแบบสัญญามาตรฐาน อีกทั้งตารางกรมธรรม์ทั้งสองฉบับถูกจัดทำขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ข้อเท็จจริงจึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัท อ. มีเงื่อนไขและความรับผิดทำนองเดียวกันกับตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัท ส. นั่นเอง แสดงว่าในกรณีที่ผู้รับประกันภัยได้ชำระค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยไปกรมธรรม์ละ 35,000 บาท รวม 70,000 บาท แล้ว ย่อมนำมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยที่ผู้รับประกันภัยต้องชำระกรมธรรม์ละ 500,000 บาท รวม 1,000,000 บาท ได้ ในกรณีเช่นนี้ ผู้ประสบภัยจะได้รับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากผู้รับประกันภัยอีกเพียงกรมธรรม์ละ 465,000 บาท รวม 930,000 บาท และการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถดังกล่าวอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งมาตรา 4 ให้คำจำกัดความค่าเสียหายเบื้องต้นว่า ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น และผู้ประสบภัยหมายความรวมถึงทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยซึ่งถึงแก่ความตายด้วย เช่นนี้ เฉพาะแต่ค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกที่เป็นค่าเสียหายเบื้องต้นซึ่งผู้รับประกันภัยชำระแก่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยรวม 70,000 บาท เท่านั้นที่ถือเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น รวมถึงค่ารักษาพยาบาลของผู้ประสบภัย ซึ่งต้องนำไปหักจากค่าปลงศพและค่ารักษาพยาบาลก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถรวม 930,000 บาท นั้น เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติไว้เฉพาะว่าเป็นความคุ้มครองความเสียหายในส่วนใด ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้จึงถือว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิดกรณีผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย ซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ร่วมที่ 3 เรียกมาด้วย แต่ในกรณีนี้ย่อมต้องนำค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองมาหักจากค่าปลงศพและค่ารักษาพยาบาลก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายให้หมดสิ้นเสียก่อน คงเหลือเงินอีก 514,825.75 บาท แล้วจึงนำเงินดังกล่าวมาหักจากค่าขาดไร้อุปการะ 1,200,000 บาท ตามจำนวนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดไว้ ดังนี้ คงเหลือค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 685,174.25 บาท รวมกับค่าเสียหายอื่นที่จำเลยยังต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ตามที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่นำเงินค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ได้รับจากบริษัทรับประกันภัยมาหักจากค่าขาดไร้อุปการะนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป โดยมิได้กำหนดว่ากรณีที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นและต้องบวกเพิ่มอีกร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ประกอบมาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 เป็นการไม่ชอบ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 892,099.25 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 3 สำหรับดอกเบี้ยของต้นเงินทุกจำนวนนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้คิดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 291 ม. 300 ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 44/1
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 4
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (2) ม. 43 (4) ม. 157 ม. 160 ตรี วรรคสอง ม. 160 ตรี วรรคสาม ม. 160 ตรี วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
โจทก์ร่วม — นางสาว ส. กับพวก
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นางสาวชิตาพันธุ์ ปุรณะพรรค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเวียง ขวัญอ้นอินทร์
ชื่อองค์คณะ
อโนชา ชีวิตโสภณ
อดุลย์ อุดมผล
ศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2966/2568
#719788
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา และฎีกาของจำเลยที่ 1 มีเนื้อหาเหมือนกับในคำร้อง เมื่อการขอแก้คำให้การของจำเลยจะต้องกระทำก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา การที่จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา เป็นการแก้ไขคำให้การซึ่งไม่อาจกระทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จี้บังคับขู่เข็ญโจทก์ร่วมและผู้ตายให้ยอมขึ้นรถยนต์จากบ้านพักไปกับจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 สวมกุญแจมือที่ข้อมือของผู้ตาย ใช้เชือกมัดข้อมือของโจทก์ร่วม กับใช้เทปกาวปิดปากโจทก์ร่วมและผู้ตาย เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญในทันใดว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย แล้วยังเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่จะกระทำความผิดแล้ว จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดด้วยกัน โดยจำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์จะได้เงินจากโจทก์ร่วมและผู้ตาย การที่จำเลยทั้งสองบังคับให้โจทก์ร่วมและผู้ตายบอกรหัสโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตาย ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อให้โจทก์ร่วมและผู้ตายยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นคือเงินที่โอนจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมและผู้ตายไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตายโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมและผู้ตายเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสอง ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเอาไปซึ่งทรัพย์คือเงินของโจทก์ร่วมและผู้ตายโดยทุจริต เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ หาใช่เป็นเพียงการที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์ร่วมและผู้ตายยอมให้จำเลยทั้งสองได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองรู้ถึงการกระทำของกันและกัน โดยต่างประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย จึงมีลักษณะเป็นตัวการกระทำความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยแบ่งหน้าที่กันทำ

เมื่อความตายของผู้ตายและการที่โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส เกิดจากการที่จำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันฆ่าผู้ตายและจะฆ่าโจทก์ร่วม ย่อมเป็นผลธรรมดาจากการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์ของโจทก์ร่วมและผู้ตาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสี่ และวรรคห้า ตามลำดับ หาใช่เป็นความผิดฐานกรรโชก ตามมาตรา 337 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา

ป.อ. มาตรา 340 ตรี เป็นเพียงบทกำหนดโทษไม่ใช่บทเพิ่มโทษ กรณีไม่อาจที่จะวางโทษหนักขึ้นกึ่งหนึ่งตามที่มาตรา 340 ตรี บัญญัติไว้ จึงนำมาตรา 340 ตรี มาปรับด้วยไม่ได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงมีความผิดตามมาตรา 339 วรรคสี่ และวรรคห้า เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธและนำสืบต่อสู้ในความผิดฐานชิงทรัพย์ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ก็อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าวเหมือนดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา น่าจะเป็นเพราะจำเลยที่ 1 จำนนต่อพยานหลักฐานที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ยังมีเนื้อหาที่โต้เถียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงความผิดฐานกรรโชกตาม ป.อ. มาตรา 337 ฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 297 เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดตามฟ้อง คำร้องขอถอนคำให้การเดิมของจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อันจะเป็นเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ที่จะลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต และฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 500 บาท เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองในฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้วจึงไม่อาจนำโทษปรับในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีก คงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้แก้ไข ดังนี้ แม้จะลงโทษประหารชีวิตก็ลงโทษปรับด้วยได้เพราะอาจยึดทรัพย์สินจำเลยมาชำระค่าปรับตาม ป.อ. มาตรา 29 วรรคแรกได้ แต่โจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษปรับจำเลยได้เนื่องจากเป็นการเพิ่มเติมโทษซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 5, 11, 12, 13, 18, 41, 58, 62, 81 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 289, 310, 339, 340 ตรี, 371 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 3,142,524 บาท แก่ผู้ตายและผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อหาเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ข้อหาร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ข้อหาร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายชาง หรือ ZHANG ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ข้อหาร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง, 81 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 310 วรรคแรก, 339 วรรคสี่ วรรคท้าย (ที่ถูก และวรรคห้า) ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 1,000 บาท ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตาย ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ร่วม ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัส และฐานร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่โจทก์บรรยายฟ้องฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ร่วมรวมมาในข้อเดียวกับฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตาย และฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสรวมมาในข้อเดียวกับฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้จำคุกคนละตลอดชีวิต ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกคนละ 2 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับคนละ 500 บาท เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองในฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกและโทษปรับในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีก คงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 825,661 บาท และจำนวน 2,316,863 บาท แก่ทายาทผู้ตายและโจทก์ร่วม ตามลำดับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้ตาย (ที่ถูก ผู้อื่น) โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง และเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควร จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองแล้ว คู่ความไม่อุทธรณ์ ความผิดทั้งห้าฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คู่ความไม่ฎีกา ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 จะขอแก้ไขคำให้การในชั้นฎีกาได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อมีเหตุอันควร จำเลยอาจยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของเขาก่อนศาลพิพากษา ถ้าศาลเห็นสมควรอนุญาต ก็ให้ส่งสำเนาแก่โจทก์" แสดงว่า การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องย่อหน้าที่ 2 ระบุว่า จำเลยที่ 1 แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา และฎีกาของจำเลยที่ 1 ในหน้าที่ 18 ย่อหน้าที่ 2 มีเนื้อหาเหมือนกับย่อหน้าที่ 2 ในคำร้องของจำเลยที่ 1 เมื่อการขอแก้คำให้การของจำเลยจะต้องกระทำก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา การที่จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา เป็นการแก้ไขคำให้การซึ่งไม่อาจกระทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แม้คำร้องของจำเลยที่ 1 และฎีกาของจำเลยที่ 1 หน้าที่ 18 ย่อหน้าที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา แต่เนื้อหาฎีกาของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่หน้า 8 ถึงหน้า 18 ตอนต้น ยังโต้เถียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 ฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 297 เท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา 339 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289 (4) และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ซึ่งไม่ใช่เป็นคำรับสารภาพตามฟ้องตามคำร้องของจำเลยที่ 1 แต่ถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ร่วมและผู้ตาย แล้วจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตายโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตายเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสอง หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย และยิงโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการที่สองว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ และฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมมีประจักษ์พยานคือโจทก์ร่วมเพียงปากเดียว แต่โจทก์ร่วมเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นลำดับขั้นตอนเชื่อมโยงกันสมเหตุผล แล้วยังสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวน ที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำโจทก์ร่วมไว้ในวันเกิดเหตุ ซึ่งเป็นเวลาที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ แม้จะแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงพลความ ไม่ทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมมีน้ำหนักลดน้อยลงไปหรือไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษหนักเช่นนี้ เชื่อว่า โจทก์ร่วมเบิกความไปตามความเป็นจริงที่ได้รู้เห็นมาโดยปราศจากมูลเหตุจูงใจ และโจทก์ยังมีพนักงานสอบสวน เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อพยานได้รับแจ้งเหตุ จึงออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุพบศพผู้ตายใกล้กันพบเชือก และเทปกาวสีเทาที่มีสภาพผ่านการใช้งานมาแล้ว ปลอกกระสุนปืน 8 ปลอก ตกอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ จึงยึดไว้เป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมยึดกระเป๋าถือที่มีหนังสือเดินทาง สมุดบัญชีเงินฝากและเอกสารอื่นของโจทก์ร่วมและผู้ตายอยู่ภายในกระเป๋าได้จากจำเลยทั้งสอง และยึดอาวุธปืนพกกึ่งอัตโนมัติเป็นของกลางด้วย พนักงานสอบสวนส่งอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืน และลูกกระสุนปืนของกลางไปตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจพิสูจน์เชื่อได้ว่า ปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนของกลางใช้ยิงมาจากอาวุธปืนของกลาง ซึ่งทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ส่วนจำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุผู้ตายไปเช่ารถยนต์ แล้วสั่งให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ที่เช่าพาจำเลยที่ 2 ไปรับโจทก์ร่วมและผู้ตายที่บ้านเดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุ เนื่องจากผู้ตายต้องการคุยกับนายเกา เรื่องบัตรเอทีเอ็ม ครั้นไปถึงสถานที่เกิดเหตุแล้ว ผู้ตาย โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสองลงจากรถยนต์ไปสูบบุหรี่ จำเลยที่ 1 เห็นผู้ตายใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่พูดคุยสอบถามนายเกาว่าจะเดินทางมาถึงกี่โมง โจทก์ร่วมพูดกับผู้ตายว่าโจทก์ร่วมต้องการเงินจากผู้ตายเพิ่ม ซึ่งเป็นเงินที่ผู้ตายได้จากการขายบัตรเอทีเอ็ม แล้วโจทก์ร่วมและผู้ตายทะเลาะโต้เถียงกัน ผู้ตายเดินไปหยุดปัสสาวะริมถนน โจทก์ร่วมไปหยิบอาวุธปืนในรถเช่าออกมายิงผู้ตายหลายนัด จำเลยที่ 2 ซึ่งขณะนั้นนั่งอยู่ภายในรถยนต์ได้ยินเสียงปืนจึงลงมา จำเลยที่ 1 เข้าไปแย่งอาวุธปืนจากโจทก์ร่วมทำให้กระสุนปืนลั่น 1 นัด ไม่แน่ใจว่ากระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 แย่งอาวุธปืนจากโจทก์ร่วมได้ โจทก์ร่วมก็กระโดดหลบในพงหญ้าข้างทาง ต่อมามีรถยนต์แล่นเข้าไปยังสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าเป็นนายเกา จำเลยทั้งสองจึงขึ้นรถยนต์ที่เช่าเดินทางออกจากสถานที่เกิดเหตุไปเก็บข้าวของที่บ้านเช่าย่านถนนพระราม 2 แล้วเดินทางต่อไปบ้านเช่าที่จังหวัดชลบุรีซึ่งผู้ตายเช่าไว้ให้จำเลยทั้งสองพักอาศัย แต่จำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นเวลาที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ผ่านล่ามที่พนักงานสอบสวนจัดหามาให้และสาบานตนแล้ว ต่อหน้าทนายความที่พนักงานสอบสวนจัดหามาให้ว่า ผู้ตายสั่งให้จำเลยทั้งสองขับรถยนต์ไปรับโจทก์ร่วมและผู้ตาย เมื่อเดินทางไปถึงสถานที่เกิดเหตุ โจทก์ร่วมและผู้ตายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ก่อน แล้วโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จำนวน 3 ครั้ง แล้วนั่งคุยกันภายในรถยนต์ที่จอดอยู่ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองเดินทางกลับ ส่วนจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 แจ้งแก่จำเลยที่ 2 ว่า ผู้ตายให้ไปรับผู้ตายที่บ้านเพื่อเดินทางไปพูดคุยกับนายเกา เรื่องบัตรเอทีเอ็ม จำเลยที่ 2 จึงนั่งรถยนต์ไปกับจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ร่วมและผู้ตายขึ้นรถยนต์แล้ว จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปยังสถานที่เกิดเหตุโดยไม่มีผู้ใดบอกทาง ระหว่างทางผู้ตายบอกจำเลยที่ 2 ว่า ผู้ตายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองแล้วให้ไปถอนเงินสดมาให้ผู้ตาย แล้วยังบอกว่าภายในกระเป๋าของผู้ตายมีเอกสารที่เตรียมไว้ให้จำเลยทั้งสองไปเช่าบ้านที่จังหวัดชลบุรี เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปถึงสถานที่เกิดเหตุแล้ว โจทก์ร่วม ผู้ตาย และจำเลยทั้งสองลงจากรถยนต์ไปพูดคุยและสูบบุหรี่ ครั้นเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ขณะที่จำเลยที่ 2 นั่งอยู่ภายในรถยนต์ จำเลยที่ 2 ได้ยินเสียงอาวุธปืนดังขึ้น หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ขึ้นรถยนต์และบอกให้รีบกลับ แล้วจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ออกไปจากสถานที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองกลับไปเก็บข้าวของแล้วจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์พาจำเลยที่ 2 ไปที่บ้านพักที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี แต่จำเลยที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นเวลาที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ผ่านล่ามที่พนักงานสอบสวนจัดหามาให้และสาบานตนแล้ว ต่อหน้าทนายความที่พนักงานสอบสวนจัดหามาให้ว่า ผู้ตายสั่งให้จำเลยทั้งสองขับรถยนต์ไปรับโจทก์ร่วมและผู้ตาย ก่อนเดินทางไปถึงสถานที่เกิดเหตุ โจทก์ร่วมโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 รวม 2 ครั้ง โจทก์ร่วมและผู้ตายโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ด้วย เสร็จแล้วจำเลยที่ 2 นั่งเล่นเกมในโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ภายในรถยนต์ ส่วนโจทก์ร่วม ผู้ตาย และจำเลยที่ 1 ลงจากรถยนต์ ต่อมาจำเลยทั้งสองเดินทางกลับไปด้วยกัน และผู้ตายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ก่อน แล้วโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จำนวน 3 ครั้ง เมื่อโอนเงินเสร็จประมาณครึ่งชั่วโมง ก็เดินทางถึงสถานที่เกิดเหตุ แล้วโจทก์ร่วม ผู้ตาย และจำเลยทั้งสองนั่งคุยกันภายในรถยนต์ที่จอดอยู่ หลังจากนั้น จำเลยทั้งสองเดินทางกลับกันเพียงสองคน คำเบิกความดังกล่าวของจำเลยทั้งสองขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวนในข้อที่เป็นสาระสำคัญโดยปราศจากเหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยทั้งสองไม่เคยให้การชั้นสอบสวนถึงเหตุการณ์ที่อ้างว่าโจทก์ร่วมไปหยิบอาวุธปืนของจำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 เพิ่งกล่าวอ้างในชั้นอ้างตนเองเป็นพยานเป็นครั้งแรก อีกทั้งจำเลยที่ 1 ไม่เคยให้การชั้นสอบสวนและเบิกความกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเพราะจำเลยที่ 1 ขอเงินจากผู้ตายไปรักษาบุตรที่ป่วยหนัก ผู้ตายบอกว่า "ลูกชายแกตายก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา" ทำให้จำเลยที่ 1 เกิดโทสะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย กระสุนปืนพลาดไปถูกโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 เพิ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นครั้งแรก ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่เคยให้การชั้นสอบสวนและเบิกความกล่าวอ้างว่า โจทก์ร่วมหยิบอาวุธปืนไปยิงผู้ตายแล้วจำเลยที่ 1 เข้าไปแย่งอาวุธปืนจากโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 เพิ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นครั้งแรกในฎีกาของจำเลยที่ 2 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ประกอบกับในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควรตามฟ้อง ซึ่งระบุวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเช่นเดียวกับวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในความผิดฐานอื่น และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องในชั้นฎีกาขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง โดยจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในความผิดฐานนี้ และจำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ยกฟ้องในความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยมิได้ฎีกาขอให้ยกฟ้องในความผิดฐานนี้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ยังยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและโจทก์ร่วมอีกด้วย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนและจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้อาวุธมีดจี้บังคับขู่เข็ญโจทก์ร่วมและผู้ตายให้ยอมขึ้นรถยนต์จากบ้านของโจทก์ร่วมและผู้ตายไปกับจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 สวมกุญแจมือที่ข้อมือของผู้ตาย ใช้เชือกมัดข้อมือของโจทก์ร่วม กับใช้เทปกาวปิดปากโจทก์ร่วมและผู้ตาย จำเลยทั้งสองร่วมกันบังคับให้โจทก์ร่วมและผู้ตายบอกรหัสโอนเงินแล้วใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ตายโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ตายออกจากบัญชีเงินฝากของผู้ตาย และใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วม หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมและผู้ตาย แล้วจำเลยทั้งสองหลบหนีไปด้วยกัน พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จี้บังคับขู่เข็ญโจทก์ร่วมและผู้ตายให้ยอมขึ้นรถยนต์จากบ้านพักของโจทก์ร่วมและผู้ตายไปกับจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 สวมกุญแจมือที่ข้อมือของผู้ตาย ใช้เชือกมัดข้อมือของโจทก์ร่วม กับใช้เทปกาวปิดปากโจทก์ร่วมและผู้ตาย เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญในทันใดว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย แล้วยังเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่จะกระทำความผิดแล้ว จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดด้วยกัน โดยจำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์จะได้เงินจากโจทก์ร่วมและผู้ตาย การที่จำเลยทั้งสองบังคับให้โจทก์ร่วมและผู้ตายบอกรหัสโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตาย ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อให้โจทก์ร่วมและผู้ตายยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นคือเงินที่โอนจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมและผู้ตายไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตายโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมและผู้ตายเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสอง ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเอาไปซึ่งทรัพย์คือเงินของโจทก์ร่วมและผู้ตายโดยทุจริต เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ หาใช่เป็นเพียงการที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์ร่วมและผู้ตายยอมให้จำเลยทั้งสองได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองรู้ถึงการกระทำของกันและกัน โดยต่างประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย จึงมีลักษณะเป็นตัวการกระทำความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยแบ่งหน้าที่กันทำ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงไปที่ขาซ้ายของโจทก์ร่วมซึ่งไม่ใช่อวัยวะสำคัญไม่อาจทำให้โจทก์ร่วมถึงแก่ความตายได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงไปในทิศทางที่ผู้ตายและโจทก์ร่วมเดินอยู่ซึ่งมีแสงสว่างไม่มากนัก โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 จ้องเล็งยิงตรงไปยังขาของโจทก์ร่วมเท่านั้นเหมือนดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา จำเลยที่ 1 จึงย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า กระสุนปืนที่จำเลยที่ 1 ยิงออกไปอาจถูกอวัยวะสำคัญของโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม เมื่อกระสุนปืนถูกที่หัวเข่าขาข้างซ้ายของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น หาใช่เป็นเพียงความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแต่อย่างใดไม่ นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 เช่ามาแล่นผ่านสามแยกวัดสุทธิวาตวรารามเมื่อเวลา 22.43 นาฬิกา มุ่งหน้าทิศทางที่จะเข้าไปยังสถานที่เกิดเหตุ แล้วแล่นกลับออกมาผ่านสามแยกวัดสุทธิวาตวรารามเมื่อเวลา 23.01 นาฬิกา และจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปยังสถานที่เกิดเหตุโดยไม่มีใครบอกทาง และหลังจากจำเลยทั้งสองโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมและผู้ตายผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมและผู้ตาย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เพิ่งโกรธเคืองหรือไม่พอใจโจทก์ร่วมและผู้ตายโดยปัจจุบันทันด่วน จึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเวลาคิดไตร่ตรองทบทวนแล้วตกลงใจวางแผนมาตั้งแต่แรกด้วยการเดินทางไปดูลาดเลาของสถานที่เกิดเหตุล่วงหน้าแล้วตกลงใจวางแผนจะใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมและผู้ตาย จึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเมื่อจำเลยที่ 2 รู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนจ้องเล็งบังคับให้โจทก์ร่วมและผู้ตายขึ้นรถยนต์ไปเพื่อจำเลยทั้งสองจะร่วมกันชิงทรัพย์ของโจทก์ร่วมและผู้ตาย จำเลยที่ 2 ย่อมเล็งเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 อาจจะใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมและผู้ตาย แล้วยังถือได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คิดไตร่ตรองทบทวนแล้วตกลงใจวางแผนที่จะใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมและผู้ตายมาตั้งแต่แรกด้วย เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเช่นเดียวกัน แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมและผู้ตาย แต่จำเลยที่ 2 อยู่ในสถานที่เกิดเหตุใกล้ชิดกับจำเลยที่ 1 พร้อมที่จะช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ได้ทันที แล้วหลังเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 หลบหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ 1 ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อความตายของผู้ตายและการที่โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส เกิดจากการที่จำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันฆ่าผู้ตายและจะฆ่าโจทก์ร่วม ย่อมเป็นผลธรรมดาจากการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์ของโจทก์ร่วมและผู้ตาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสี่ และวรรคห้า ตามลำดับ หาใช่เป็นความผิดฐานกรรโชก ตามมาตรา 337 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแต่อย่างใดไม่ แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคห้า ประกอบมาตรา 340 ตรี นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี เป็นเพียงบทกำหนดโทษไม่ใช่บทเพิ่มโทษ กรณีไม่อาจที่จะวางโทษหนักขึ้นกึ่งหนึ่งตามที่มาตรา 340 ตรี บัญญัติไว้ จึงนำมาตรา 340 ตรี มาปรับด้วยไม่ได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงมีความผิดตามมาตรา 339 วรรคสี่ และวรรคห้า เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบากว่าโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธและนำสืบต่อสู้ในความผิดฐานชิงทรัพย์ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ก็อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าวเหมือนดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา น่าจะเป็นเพราะจำเลยที่ 1 จำนนต่อพยานหลักฐานที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว อย่างไรก็ตาม ฎีกาของจำเลยที่ 1 ยังมีเนื้อหาที่โต้เถียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 ฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 297 เท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา 339 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289 (4) และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ซึ่งไม่ใช่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดดังกล่าวตามฟ้อง ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามฎีกาดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ ดังนั้น คำร้องขอถอนคำให้การเดิมของจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อันจะเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่จะลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ไม่อาจลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต และฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 500 บาท เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองในฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้วจึงไม่อาจนำโทษปรับในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีก คงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้แก้ไข ดังนี้ แม้จะลงโทษประหารชีวิตก็ลงโทษปรับด้วยได้เพราะอาจยึดทรัพย์สินจำเลยมาชำระค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 วรรคแรกได้ การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ลงโทษปรับย่อมเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษปรับจำเลยได้เนื่องจากเป็นการเพิ่มเติมโทษซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษตามมาตรา 340 ตรี ด้วย โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 78 ม. 83 ม. 339 วรรคสี่ ม. 339 วรรคห้า ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 163 วรรคสอง ม. 195 ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
โจทก์ร่วม — นาย ช.หรือ Z.
จำเลย — นาย ห. หรือ L. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นางจุลธิดา จงกลณี บุญโญภาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสถาพร ประสารวรรณ
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
กีรติ วรพุทธพงศ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2568
#716302
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 โดยการใช้สนับมือเป็นอาวุธชกที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองเข้าไปรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข แล้วใช้กำลังประทุษร้ายในทันทีต่อเนื่องกัน ในขณะที่การบุกรุกยังคงมีอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดตอน พฤติการณ์ความร้ายแรงไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 364 และ 83

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1208/2565 ของศาลชั้นต้น แต่คดีสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 58, 91, 288, 289, 297, 358, 364, 365, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 5, 9, 18 ริบของกลางทั้งหมด และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 713/2563 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณา นางศรุตา ผู้เสียหายที่ 5 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาทำให้เสียทรัพย์ และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

นายจิรเมธ ผู้เสียหายที่ 1 นายธนวิน ผู้เสียหายที่ 3 และนายพิพัฒน์ ผู้เสียหายที่ 4 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินใหมทดแทนเป็นเงิน 26,000 บาท 518,000 บาท และ71,500 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้เรียกว่า ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ก่อนสืบพยาน ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ขอถอนคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (ที่ถูก มาตรา 289 (4)) ประกอบมาตรา 80 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 และจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูก มาตรา 297 (8)), 358, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืน โดยใช้กำลังประทุษร้าย และโดยมีอาวุธ และฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 15 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน 15 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 12 เดือน 15 วัน บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 713/2563 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 26 ปี 12 เดือน 15 วัน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 8,000 บาท แก่โจทก์ร่วมพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 23 กันยายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองกับพวกขับรถจักรยานยนต์ไปบ้านเกิดเหตุ เลขที่ 63/32 และร่วมกันทำร้ายร่างกายนายเรวัติ ผู้เสียหายที่ 2 จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะด้านหลังหลายแผลยาว 2 ถึง 5 เซนติเมตร แผลถลอกเล็กน้อยบริเวณหลังมือขวา หลังจากนั้นมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายธนวิน ผู้ร้องที่ 2 และนายพิพัฒน์ ผู้ร้องที่ 3 หลายนัด ภายในบริเวณตลาดเจ๊อร ผู้ร้องที่ 2 ถูกกระสุนปืนมีบาดแผลกระสุนปืนทางเข้าและออกบริเวณต้นแขนซ้ายด้านหลัง และกระสุนปืนถูกรถกระบะของโจทก์ร่วม และรถกระบะของผู้อื่นได้รับความเสียหาย สำหรับความผิดของจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดของจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และคดีในส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมและผู้ร้องที่ 3 นั้น ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อแรกว่า ไม่ได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 มีเรื่องชกต่อยกับผู้ร้องที่ 1 แล้วแยกย้ายกันไป ต่อมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยที่ 1 กับพวกประมาณ 10 คน ได้นำอาวุธปืนมายิงผู้ร้องที่ 2 จนมีบาดแผลถูกยิงที่บริเวณแขนข้างซ้าย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว แม้ไม่มีพยานคนใดเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงขณะเกิดเหตุด้วยตนเอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่กล่าวอ้างในฎีกา แต่ข้อต่อสู้ดังกล่าวล้วนขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และขัดกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ว่าหลังจากพวกของผู้ร้องที่ 1 มีเรื่องชกต่อยกับจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 กับพวกบุกไปทำร้ายผู้ร้องที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ในบ้านพัก โดยจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนพกติดตัวไปด้วย และตามหาผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ที่บ้านพักบริเวณตลาดเจ๊อร และพวกของจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าหลังเกิดเหตุชกต่อยกันแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ไปตระเตรียมนำเอาอาวุธปืนมาเพื่อใช้ก่อเหตุขึ้นจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จึงไม่อาจรับฟังเป็นจริงได้ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ขอให้ลงโทษสถานเบาสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น เห็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) มีโทษประหารชีวิตสถานเดียว การพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษประหารชีวิต ดังนั้น เมื่อลดโทษประหารชีวิตลงหนึ่งในสาม จึงเหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ โดยจำคุกตลอดชีวิตก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ให้เบาลงกว่านั้นได้อีก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักเลขที่ 63/32 อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 โดยการใช้สนับมือเป็นอาวุธชกที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข แล้วใช้กำลังประทุษร้ายในทันทีต่อเนื่องกัน ในขณะที่การบุกรุกยังคงมีอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดตอน พฤติการณ์ความร้ายแรงไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 364 และ 83 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 364 ม. 365 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
โจทก์ร่วม — นาง ศ.
ผู้ร้อง — นาย จ. กับพวก
จำเลย — นาย ฐ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายวีระยุทธ แสงไกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธรรมนูญ สิงห์สาย
ชื่อองค์คณะ
สาธุ เพ็ชรไชย
อภิรดี โพธิ์พร้อม
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2568
#717084
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักเลขที่ 63/32 อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 โดยการใช้สนับมือเป็นอาวุธชกที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณีกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข แล้วใช้กำลังประทุษร้ายในทันทีต่อเนื่องกัน ในขณะที่การบุกรุกยังคงมีอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดตอน พฤติการณ์ความร้ายแรงไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 364 และ 83 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1208/2565 ของศาลชั้นต้น แต่คดีสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 58, 91, 288, 289, 297, 358, 364, 365, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 5, 9, 18 ริบของกลางทั้งหมด และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 713/2563 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณา นาง ศ. ผู้เสียหายที่ 5 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาทำให้เสียทรัพย์ และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

นาย จ. ผู้เสียหายที่ 1 นาย ธ. ผู้เสียหายที่ 3 และนาย พ. ผู้เสียหายที่ 4 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินใหมทดแทนเป็นเงิน 26,000 บาท 518,000 บาท และ71,500 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้เรียกว่า ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ก่อนสืบพยาน ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ขอถอนคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (ที่ถูก มาตรา 289 (4)) ประกอบมาตรา 80 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 และจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูก มาตรา 297 (8)), 358, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืน โดยใช้กำลังประทุษร้าย และโดยมีอาวุธ และฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 15 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน 15 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 12 เดือน 15 วัน บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 713/2563 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 26 ปี 12 เดือน 15 วัน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 8,000 บาท แก่โจทก์ร่วมพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 23 กันยายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองกับพวกขับรถจักรยานยนต์ไปบ้านเกิดเหตุ เลขที่ 63/32 และร่วมกันทำร้ายร่างกายนาย ร. ผู้เสียหายที่ 2 จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะด้านหลังหลายแผลยาว 2 ถึง 5 เซนติเมตร แผลถลอกเล็กน้อยบริเวณหลังมือขวา หลังจากนั้นมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนาย ธ. ผู้ร้องที่ 2 และนาย พ. ผู้ร้องที่ 3 หลายนัด ภายในบริเวณตลาด ผู้ร้องที่ 2 ถูกกระสุนปืนมีบาดแผลกระสุนปืนทางเข้าและออกบริเวณต้นแขนซ้ายด้านหลัง และกระสุนปืนถูกรถกระบะของโจทก์ร่วม และรถกระบะของผู้อื่นได้รับความเสียหาย สำหรับความผิดของจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่น ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดของจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และคดีในส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมและผู้ร้องที่ 3 นั้น ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อแรกว่า ไม่ได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 มีเรื่องชกต่อยกับผู้ร้องที่ 1 แล้วแยกย้ายกันไป ต่อมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยที่ 1 กับพวกประมาณ 10 คน ได้นำอาวุธปืนมายิงผู้ร้องที่ 2 จนมีบาดแผลถูกยิงที่บริเวณแขนข้างซ้าย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว แม้ไม่มีพยานคนใดเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงขณะเกิดเหตุด้วยตนเอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่กล่าวอ้างในฎีกา แต่ข้อต่อสู้ดังกล่าวล้วนขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และขัดกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ว่าหลังจากพวกของผู้ร้องที่ 1 มีเรื่องชกต่อยกับจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 กับพวกบุกไปทำร้ายผู้ร้องที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ในบ้านพัก โดยจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนพกติดตัวไปด้วย และตามหาผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ที่บ้านพักบริเวณตลาดเจ๊อร และพวกของจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าหลังเกิดเหตุชกต่อยกันแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ไปตระเตรียมนำเอาอาวุธปืนมาเพื่อใช้ก่อเหตุขึ้นจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ขอให้ลงโทษสถานเบาสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น เห็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) มีโทษประหารชีวิตสถานเดียว การพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษประหารชีวิต ดังนั้น เมื่อลดโทษประหารชีวิตลงหนึ่งในสาม จึงเหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ โดยจำคุกตลอดชีวิตก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ให้เบาลงกว่านั้นได้อีก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักเลขที่ 63/32 อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 โดยการใช้สนับมือเป็นอาวุธชกที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข แล้วใช้กำลังประทุษร้ายในทันทีต่อเนื่องกัน ในขณะที่การบุกรุกยังคงมีอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดตอน พฤติการณ์ความร้ายแรงไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 364 และ 83 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 297 (8) ม. 364 ม. 365 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
โจทก์ร่วม — นาง ศ.
ผู้ร้อง — นาย จ. กับพวก
จำเลย — นาย ฐ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายวีระยุทธ แสงไกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธรรมนูญ สิงห์สาย
ชื่อองค์คณะ
สาธุ เพ็ชรไชย
อภิรดี โพธิ์พร้อม
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2710/2568
#717513
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาจำนองจะทำขึ้นก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองก็ต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ กล่าวคือ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรเสียก่อนซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและจำเลยที่ 1 ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว โจทก์จึงจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีเพียงหนังสือทวงถามกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จึงเป็นการกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้สั้นกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดและเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 22,544,455.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 21,579,576.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 22,399,182.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 21,579,576.17 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 มกราคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11859, 11860 และ 11863 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ วงเงิน 20,000,000 บาท มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11859, 11860 และ 11863 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกันแก่โจทก์ในวงเงิน 20,000,000 บาท หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีและนำเงินเข้าฝากในบัญชีเรื่อยมา ต่อมาโจทก์บอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดโดยมีหนังสือแจ้งยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีลงวันที่ 15 สิงหาคม 2562 ไปยังจำเลยที่ 1 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 16 สิงหาคม 2562 สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันและมีการหักทอนบัญชีในวันที่ 16 สิงหาคม 2562 วันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ 21,579,576.17 บาท และวันที่ 18 ตุลาคม 2562 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือและมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2562 หลังจากนั้น โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาข้อ 8 จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบ จำเลยทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าได้กำหนดเวลาชำระหนี้กันตามวันแห่งปฏิทิน แม้สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันโดยโจทก์บอกเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2562 แต่กรณีจะถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดก็ต่อเมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระหนี้ที่มีอยู่ต่อกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 856 ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มีการยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีและหักทอนบัญชีในวันที่ 16 สิงหาคม 2562 แต่เมื่อพิจารณาหนังสือแจ้งยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชี ซึ่งโจทก์มีไปถึงจำเลยที่ 1 แล้วคงระบุข้อความแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์ ซึ่งคิดเพียงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์เป็นเงิน 21,513,068 บาท บัดนี้ โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ใช้วงเงินเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวอีกต่อไป ฉะนั้น โดยหนังสือฉบับนี้โจทก์จึงขอยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือฉบับนี้ โดยไม่ปรากฏว่ามีการทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ หนังสือฉบับดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นกรณีที่โจทก์หักทอนบัญชีและเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่วันที่สัญญาเลิกกันก็ไม่ใช่กำหนดเวลาชำระหนี้อันจะถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดทันที ซึ่งต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2562 จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2562 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2562 เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ไปยังจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นเวลาภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์บอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ทราบภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 แล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้สัญญาจำนองตามฟ้องจะทำขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2556 ก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองก็ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ กล่าวคือ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรเสียก่อน ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและจำเลยที่ 1 ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว โจทก์จึงจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีเพียงหนังสือทวงถามกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จึงเป็นการกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้สั้นกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดและเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และจำเลยทั้งสองเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แต่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเสียค่าส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์ 500 บาท และค่าส่งคำคู่ความในชั้นฎีกา 550 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนเงินส่วนนี้ให้แก่จำเลยทั้งสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ คืนค่าส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์และค่าส่งคำคู่ความในชั้นฎีการวมเป็นเงิน 1,050 บาท แก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาง ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวธัญชนก ธนะจินดานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายวันชัย ชัยเสริมวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2658 -ที่ 2663/2568
#716685
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีลักษณะเป็นการจ้างโจทก์ทั้งห้าให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพื่อให้ความช่วยเหลือในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้าเป็นรายเดือน และไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง ซึ่งการให้คำปรึกษาในแต่ละครั้งไม่ได้ทำให้งานสำเร็จไปตามที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กำหนดไว้ กรณีจึงไม่ใช่สัญญาที่กำหนดให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น ทั้งการให้คำปรึกษาก็มิได้ผูกพันให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องปฏิบัติตามอันจะมีผลให้เกิดผลงานตามที่โจทก์ทั้งห้าให้คำปรึกษาเสมอไป สัญญาว่าจ้างหรือสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงมิใช่สัญญาจ้างทำของ แต่เป็นสัญญาจ้างบริการอย่างอื่นอันมีลักษณะเป็นเอกเทศสัญญาอย่างหนึ่งที่มิได้กำหนดแยกประเภทไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ว่าจ้างได้แสดงเจตนาจะไม่ว่าจ้างโจทก์ทั้งห้าอีกต่อไป ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งห้าทำหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมโดยให้คำปรึกษาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 หลังจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายแสดงเจตนาเลิกสัญญาต่างตอบแทนระหว่างกันโดยปริยาย สัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงเลิกกันโดยปริยายแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่หากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสามและวรรคท้าย เมื่อโจทก์ทั้งห้าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา หากแต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานอันโจทก์ทั้งห้าได้กระทำและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้าเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดจากการเลิกสัญญานั้น ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ทั้งห้า อีกทั้งไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกนายวีรวิน โจทก์ในสำนวนแรกและสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 1 เรียกนายวีรวัฒน์ โจทก์ในสำนวนที่สามว่า โจทก์ที่ 2 เรียกนายกวี โจทก์ในสำนวนที่สี่ว่า โจทก์ที่ 3 เรียกนางศรีสุวรรณ โจทก์ในสำนวนที่ห้าว่า โจทก์ที่ 4 และเรียกนางสาววีรวรรณ โจทก์ในสำนวนที่หกว่า โจทก์ที่ 5 กับเรียกบริษัท พ. จำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกบริษัท ท. จำเลยที่ 1 ในสำนวนที่สอง สำนวนที่สี่และสำนวนที่หกว่า จำเลยที่ 2 เรียกบริษัท ผ. จำเลยที่ 1 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 3 เรียกบริษัท ย. จำเลยที่ 1 ในสำนวนที่ห้าว่า จำเลยที่ 4 เรียกบริษัท ส. จำเลยที่ 2 ในทุกสำนวนว่าจำเลยที่ 5 เรียกบริษัท ฮ. จำเลยที่ 3 ในทุกสำนวนว่า จำเลยที่ 6 และเรียกนายโทชิโนริ จำเลยที่ 4 ในทุกสำนวนว่า จำเลยที่ 7

โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 5 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 32,972,547 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 32,400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 22,923,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 21,600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 50,201,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 49,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 23,955,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 23,400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 27,270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 27,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 27,382,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 27,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งเจ็ดให้การทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 4 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ พ.1131/2562 ของศาลชั้นต้น (คดีหมายเลขดำที่ พ.536/2561 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา) และโจทก์ที่ 5 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ พ.1133/2562 ของศาลชั้นต้น (คดีหมายเลขดำที่ พ.975/2561 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ) ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คดีหมายเลขดำที่ พ.536/2561 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา และคดีหมายเลขดำที่ พ.975/2561 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ เป็นคดีแรงงานอันอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลแรงงานหรือไม่ ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำวินิจฉัยที่ วร.83/2561 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2561 และคำวินิจฉัยที่ วร.117/2561 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2561 ว่าคดีดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ให้ศาลในส่วนคดีแพ่งดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป และบริษัท อ. ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 สืบเนื่องจากจำเลยที่ 2 ซึ่งต่อมาจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ต. ควบรวมกิจการกับบริษัท ช. ทำให้บริษัทที่ควบกันดังกล่าวหมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคล ผู้ร้องได้รับไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของบริษัทดังกล่าวทั้งหมด อันรวมถึงสิทธิเรียกร้อง หนี้และความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 152 และ 153 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้สวมสิทธิตามคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 3,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 6,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และชำระเงินแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 5,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 6,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แต่ละบริษัทใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งห้าชนะคดี ยกฟ้องโจทก์ทั้งห้าสำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,500,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 1,800,000 บาท ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 1,500,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,500,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ต่อมาจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ต. ควบรวมกิจการกับบริษัท ช. ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัท อ. สวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ตามคำสั่งลงวันที่ 28 ตุลาคม 2563 จำเลยที่ 6 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมาย ณ ประเทศญี่ปุ่น มีนายโยชิฮิโระ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ จำเลยที่ 7 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 โจทก์ที่ 1 เคยเป็นกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 2 เคยเป็นกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยที่ 3 โจทก์ที่ 3 เคยเป็นกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 4 เคยเป็นกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยที่ 4 โจทก์ที่ 5 เคยเป็นกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยที่ 2 ร่วมกับโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 โจทก์ทั้งห้าทำสัญญาขายหุ้นจำเลยที่ 2 รวมทั้งหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 2 ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 5 โจทก์ทั้งห้าโอนหุ้นที่ตกลงขายให้แก่จำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 5 ชำระเงินค่าหุ้นให้โจทก์ทั้งห้าครบถ้วนแล้ว โจทก์ทั้งห้าลาออกจากการเป็นกรรมการในบริษัทเดิม แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่าจ้างให้โจทก์ทั้งห้าทำงานต่อในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่โจทก์ทั้งห้าเคยเป็นผู้บริหาร โดยไม่มีการทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้าเป็นรายเดือน โดยจำเลยที่ 1 จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 1,500,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ช่วยจำเลยที่ 1 แบ่งจ่ายด้วยส่วนหนึ่ง จำเลยที่ 3 จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 เดือนละ 1,500,000 บาท จำเลยที่ 2 จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 3 เดือนละ 1,800,000 บาท จำเลยที่ 4 จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 4 เดือนละ 1,800,000 บาท และจำเลยที่ 2 จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 5 เดือนละ 1,500,000 บาท นับแต่เริ่มเข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 จนถึงเดือนมกราคม 2561 ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มีหนังสือแจ้งโจทก์ทั้งห้าให้เข้าทำงานที่สำนักงานจำเลยที่ 2 เป็นประจำทุกวันอังคาร พุธ และพฤหัสบดี เวลา 9 ถึง 15 นาฬิกา ครั้นวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 โจทก์ที่ 4 เข้าพบจำเลยที่ 7 แจ้งว่าโจทก์ทั้งห้าไม่สามารถเข้าทำงานตามที่แจ้งได้ จากนั้นวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 7 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า จำเลยทั้งเจ็ดผิดสัญญาว่าจ้างหรือสัญญาต่างตอบแทนพิพาทและต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้าหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 สอดคล้องตรงกันว่า นับแต่เดือนตุลาคม 2560 ที่โจทก์ทั้งห้าเริ่มทำงานกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมจนถึงเดือนมกราคม 2561 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้าโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งห้าต้องเข้ามาทำงานยังสำนักงานของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่มีข้อตกลงให้โจทก์ทั้งห้าต้องเข้ามาทำงานที่สำนักงานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเวลา 3 วันต่อสัปดาห์ ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 7 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพิ่งมาเปลี่ยนแปลงโดยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งห้าเข้ามาทำงานที่สำนักงานจำเลยที่ 2 ทุกวันอังคาร พุธ พฤหัสบดี เวลา 9 ถึง 15 นาฬิกา โดยโจทก์ทั้งห้าไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย การที่โจทก์ทั้งห้าไม่เข้ามาปฏิบัติงาน ณ สำนักงานของจำเลยที่ 2 ตามคำสั่งดังกล่าว จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 บอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าเนื่องจากไม่ได้เข้ามาทำงานตามที่แจ้งดังกล่าว จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยมิชอบและเมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่มีลักษณะเป็นการจ้างโจทก์ทั้งห้าให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพื่อให้ความช่วยเหลือในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้าเป็นรายเดือน และไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง ซึ่งการให้คำปรึกษาในแต่ละครั้งไม่ได้ทำให้งานสำเร็จไปตามที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กำหนดไว้ กรณีจึงไม่ใช่สัญญาที่กำหนดให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น ทั้งการให้คำปรึกษาก็มิได้ผูกพันให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องปฏิบัติตามอันจะมีผลให้เกิดผลงานตามที่โจทก์ทั้งห้าให้คำปรึกษาเสมอไป สัญญาว่าจ้างหรือสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงมิใช่สัญญาจ้างทำของ แต่เป็นสัญญาจ้างบริการอย่างอื่นอันมีลักษณะเป็นเอกเทศสัญญาอย่างหนึ่งที่มิได้กำหนดแยกประเภทไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ว่าจ้างได้แสดงเจตนาจะไม่ว่าจ้างโจทก์ทั้งห้าอีกต่อไป ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งห้าทำหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมโดยให้คำปรึกษาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 หลังจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายแสดงเจตนาเลิกสัญญาต่างตอบแทนระหว่างกันโดยปริยาย สัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงเลิกกันโดยปริยายแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่หากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสามและวรรคท้าย เมื่อโจทก์ทั้งห้าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา หากแต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานอันโจทก์ทั้งห้าได้กระทำและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้าเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการตกลงว่าจ้างกันเป็นระยะเวลานานเท่าใด เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งห้าสำหรับการทำงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่โจทก์ทั้งห้ายังไม่ได้รับค่าจ้างและเงินโบนัสเฉลี่ยต่อปีโดยกำหนดให้ตามสัดส่วนที่โจทก์ทั้งห้าทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยซึ่งเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ทั้งห้า อีกทั้งไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้า ส่วนข้อฎีกาอื่นของโจทก์ทั้งห้าเป็นข้อปลีกย่อยซึ่งไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 3,300,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,200,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 6,600,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 5,500,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,500,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 6,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวทุกจำนวน นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ทั้งห้าขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 386 ม. 391 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคสาม ม. 391 วรรคท้าย ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว. กับพวก
จำเลย — บริษัท พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายณธษา ฐิติธัญโชติ
ศาลอุทธรณ์ — นายพรสักก์ พิทักษ์ธรรม
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ โชติชะวารานนท์
พงษ์เดช วานิชกิตติกูล
สุรพงษ์ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2651/2568
#718135
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติว่า การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 เนื่องจากสัญญาพิพาทมีข้อตกลงให้คู่สัญญาระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง เมื่อคำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง เป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา อันเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ จึงเห็นควรให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และการที่โจทก์ยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณา กรณีจึงต้องยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกฎีกาของโจทก์ แต่เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์และสำนวนส่งมายังศาลฎีกาแล้ว จึงไม่จำต้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับการส่งอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่อีกและเห็นสมควรพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 11,913,963.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 11,689,776.28 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างก่อสร้างรวม 6 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 มีสาระสำคัญว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างโรงงานคิดค่าจ้างเป็นเงิน 130,000,000 บาท โดยสัญญาดังกล่าวจัดทำขึ้นเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ และในสัญญามีข้อตกลงเรื่องการระงับข้อพิพาทระบุว่า หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้ใช้วิธีระงับข้อพิพาทตามกฎอนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ สัญญาฉบับที่ 2 และที่ 3 เป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ เป็นสัญญาจ้างก่อสร้างเพิ่มเติมของสัญญาฉบับที่ 1 โดยสัญญาฉบับที่ 2 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 มีสาระสำคัญว่า โจทก์และจำเลยตกลงลดค่าจ้างก่อสร้างเหลือเป็นเงิน 123,500,000 บาท ส่วนสัญญาฉบับที่ 3 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 มีสาระสำคัญว่า โจทก์จำเลยตกลงปรับราคาค่าจ้างก่อสร้างเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 139,000,000 บาท ต่อมาหลังจากทำสัญญาฉบับที่ 1 ถึงที่ 3 แล้ว โจทก์ได้นำสัญญาทั้งสามฉบับดังกล่าวไปยื่นต่อสำนักงานสรรพากรในเขตท้องที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อชำระค่าอากรตามกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับดำเนินการให้โดยแจ้งว่าสัญญาทั้งสามฉบับไม่มีข้อความเป็นภาษาไทย จึงให้โจทก์ไปจัดทำสัญญาที่มีข้อความเป็นภาษาไทยรวมอยู่ด้วยและให้มีข้อสัญญาว่า ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้ฟ้องคดีต่อศาลในประเทศไทย โจทก์และจำเลยจึงทำสัญญาจ้างก่อสร้างขึ้นอีก 2 ฉบับ คือ สัญญาฉบับที่ 4 และที่ 5 ทั้งสองฉบับต่างลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 มีข้อความเป็นภาษาไทยและภาษาจีน โดยในสัญญาฉบับที่ 4 มีสาระสำคัญว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างโรงงานโดยตกลงค่าจ้างกันเป็นเงิน 139,000,000 บาท และมีข้อตกลงเรื่องการระงับข้อพิพาทระบุว่า หากเกิดข้อพิพาทให้ยื่นฟ้อง ณ ศาลซึ่งพื้นที่โครงการก่อสร้างตั้งอยู่ ส่วนสัญญาฉบับที่ 5 เป็นสัญญาก่อสร้างเพิ่มเติมของสัญญาฉบับที่ 4 มีสาระสำคัญว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างเพิ่มเติมคิดเป็นเงิน 15,500,000 บาท รวมเป็นค่าจ้างก่อสร้างทั้งสิ้น 139,000,000 บาท จากนั้นอีกประมาณ 2 ปี โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างก่อสร้างฉบับที่ 6 ลงวันที่ 13 มกราคม 2562 โดยจัดทำเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ มีข้อความระบุว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างเพิ่มเติมคิดเป็นเงิน 24,980,000 บาท รวมเป็นค่าจ้างก่อสร้างทั้งสิ้น 163,000,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของโจทก์พร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษามานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติว่า การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 เนื่องจากสัญญาพิพาทมีข้อตกลงให้คู่สัญญาระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง เมื่อคำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 14 วรรคหนึ่งเป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยกระบวนการพิจารณา อันเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ จึงเห็นควรให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวนั้นเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และการที่โจทก์ยื่นฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณา กรณีจึงต้องยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกฎีกาของโจทก์ แต่เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์และสำนวนส่งมายังศาลฎีกาแล้ว จึงไม่จำต้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับการส่งอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่อีก และเห็นสมควรพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 โจทก์และจำเลยทำสัญญาก่อสร้างโรงงาน ฉบับที่ 1 โดยมีข้อตกลงให้นำข้อพิพาทไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามกฎอนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ทั้งที่โจทก์และจำเลยเป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศไทยและมีการก่อสร้างที่ประเทศไทย แสดงให้เห็นเจตนาแต่แรกของโจทก์และจำเลยที่ต้องการจะระงับข้อพิพาทโดยใช้วิธีทางเลือกด้วยการอนุญาโตตุลาการตามกฎอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของศูนย์อนุญาโตตุลาการเซี่ยงไฮ้ แทนการฟ้องคดีต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น นอกจากนี้สัญญาก่อสร้างโรงงานฉบับที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ทำขึ้นด้วยภาษาจีนและภาษาอังกฤษยังชี้ให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์และจำเลยด้วยว่าไม่ต้องการระงับข้อพิพาทที่ศาลในประเทศไทยซึ่งใช้ภาษาไทยในกระบวนพิจารณา แม้โจทก์และจำเลยทำสัญญาก่อสร้างฉบับที่ 4 และที่ 5 เป็นภาษาไทยและภาษาจีนระบุว่ากรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้ฟ้องต่อศาลซึ่งเป็นพื้นที่ที่โครงการก่อสร้างตั้งอยู่ก็ตาม แต่ก็เพียงเพื่อนำไปยื่นต่อสำนักงานสรรพากรและชำระค่าอากรตามกฎหมายเท่านั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าเป็นเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาเกี่ยวกับวิธีการระงับข้อพิพาท ทั้งการที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาฉบับที่ 6 อันเป็นฉบับหลังสุดโดยระบุในตอนต้นว่าเป็นข้อตกลงเพิ่มเติมสัญญาก่อสร้างโรงงานซึ่งคู่สัญญาได้ลงนามไว้ในสัญญาว่าจ้างก่อสร้างโรงงานฉบับที่ 1 ถึงที่ 3 ยังเน้นย้ำให้เห็นถึงเจตนาล่าสุดของคู่สัญญาที่ต้องการจะผูกพันตามสัญญาฉบับที่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ทั้งสัญญาก่อสร้างพิพาทมีมูลค่าสูง เมื่อพิเคราะห์ปกติประเพณีและวิธีปฏิบัติระหว่างโจทก์และจำเลยตั้งแต่การทำสัญญาฉบับที่ 1 เป็นลายลักษณ์อักษรเรื่อยมาแสดงให้เห็นเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาว่าให้ความสำคัญกับข้อตกลงในสัญญาลายลักษณ์อักษรดังกล่าว ที่โจทก์อ้างว่าสัญญาฉบับที่ 6 อ้างอิงถึงสัญญาฉบับที่ 1 ถึง 3 โดยผิดหลง และอ้างว่าการที่จำเลยไม่เคยคัดค้านว่าโจทก์ออกใบแจ้งหนี้โดยระบุเลขที่สัญญาฉบับที่ 4 ไม่ถูกต้องจึงมีเจตนาผูกพันตามสัญญาฉบับดังกล่าว จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ดังนี้ เมื่อสัญญาพิพาทมีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้โดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามสัญญาก่อนนั้น ย่อมเป็นการขัดต่อสัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างโจทก์กับจำเลย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกฎีกาของโจทก์ พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์ชำระไว้ในชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นและส่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 ม. 14 ม. 45 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ห.
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาววิภา ฉันทพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ตุล เมฆยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2568
#718134
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยไปทำบัตรเครดิตปลอมแล้วนำไปชำระค่าสินค้าหรือบริการหรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาเสียก่อนว่าบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลเพื่อนำไปปลอมแปลงบัตรได้หรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 แม้โจทก์จะมีพนักงานโจทก์มาเบิกความเป็นพยานว่า บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยเป็นบัตรประเภทชิพการ์ดมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลบนบัตรและการปลอมแปลงบัตร แต่เมื่อไม่มีเอกสารทางวิชาการมาอ้างอิงประกอบ ทั้งไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในคุณสมบัติหรือเทคโนโลยีของบัตรเครดิตประเภทชิพการ์ด หรือได้ศึกษาหรือได้รับการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวมาจากที่ใดหรือไม่อย่างไร คำเบิกความของพยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอแก่การพิสูจน์ว่าบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลและการปลอมแปลงบัตร เมื่อโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ออกให้ลูกค้าเพื่อใช้จ่ายแทนเงินสดในการซื้อสินค้าและชำระค่าบริการต่าง ๆ โจทก์ย่อมมีหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบการใช้บัตรเพื่อป้องกันการทุจริต อันเกิดจากการลักลอบนำข้อมูลจากบัตรเครดิตลูกค้าไปทำปลอม ดังนี้ เมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับรายการใช้บัตรเครดิต ย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตที่ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงข้อโต้แย้งของลูกค้าให้กระจ่าง แต่กลับไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการเพื่อใช้ความพยายามที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตชื้อสินค้ารายการพิพาท ทั้งยังรับฟังไม่ได้ว่ามีผู้อื่นนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยไปซื้อสินค้ารายการพิพาทโดยเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลย หรือด้วยเหตุผลใดอันเป็นความรับผิดชอบของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 239,806.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 201,615.41 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 57,333.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 2 เมษายน 2563) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 100,807.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,147 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 จำเลยสมัครเป็นผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์ โจทก์รับจำเลยเข้าเป็นสมาชิกโดยออกบัตรเครดิตเลขที่ 0200 – 2160 – 0129 – xxxx ตามคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิต ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต ต่อมาโจทก์อาศัยข้อมูลที่จำเลยได้ให้ไว้ออกบัตรเครดิตหมายเลข 4730 – 1400 – 0311 – xxxx ให้แก่จำเลย จำเลยใช้บัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้าหรือบริการ และชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ตามที่เรียกเก็บเรื่อยมา ต่อมาโจทก์ส่งใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตที่มีรายการใช้บัตรเครดิตระหว่างวันที่ 20 เมษายน 2561 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 จำเลยปฏิเสธรายการใช้บัตรเครดิต วันที่ 20 เมษายน 2561 ซื้อสินค้ารวม 7 รายการ เป็นเงิน 172,000 บาทเศษ ว่าไม่ถูกต้อง ต่อมาโจทก์ยกเลิกบัตรเครดิตดังกล่าวและออกบัตรเครดิตใบใหม่ให้แก่จำเลยเป็นบัตรเครดิตหมายเลข 4730 – 1400 – 0311 – yyyy ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์และร้านค้าที่รับบัตรเครดิตของจำเลยไม่ได้ตรวจสอบลายมือชื่อที่ต้องตรวจสอบตามหน้าที่เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อด้วยเช่นกัน โจทก์ไม่ขออนุญาตฎีกาและฎีกา ปัญหานี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่เคยใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าหลายรายการตามที่โจทก์แจ้งมาในใบแจ้งยอดหนี้ซึ่งจำเลยตรวจสอบแล้วพบว่ารายการใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าในช่วงวันที่ 20 เมษายน 2561 เป็นรายการที่มีการลักลอบใช้บัตรเครดิตของจำเลยไปซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งจำเลยได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้สืบหาคนร้ายมาดำเนินคดี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำให้การ ซึ่งมีข้อความว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตของจำเลยไปทำบัตรเครดิตปลอมและใช้ชำระค่าสินค้า พอถือได้ว่าจำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ใช้บัตรชำระค่าสินค้าในวันดังกล่าว รายการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวเกิดจากมีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตของจำเลยไปทำบัตรเครดิตปลอมและใช้ชำระค่าสินค้า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าตามคำให้การจำเลยให้การต่อสู้ว่ามีผู้ลักบัตรเครดิตของจำเลยไปใช้ซื้อสินค้า จำเลยมิได้ให้การว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตของจำเลยไปทำบัตรปลอมแล้วใช้ซื้อสินค้า ถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงในส่วนนี้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ปัญหาว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลย ไปทำบัตรเครดิตปลอมนำไปชำระค่าสินค้านั้นจำต้องพิจารณาก่อนว่า บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลเพื่อนำไปปลอมแปลงบัตรได้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 แต่โจทก์มีเพียงนางสาววันทนีย์ พนักงานโจทก์ส่วนควบคุมและติดตามสินเชื่อบัตรเครดิตตำแหน่งพนักงานบัตรเครดิตมีหน้าที่ดูแลและติดตามหนี้สินกับลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิต และนายพิชิต พนักงานโจทก์ส่วนควบคุมพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหาร สายบัตรเครดิตมีหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจสอบป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิต มาเป็นพยานเบิกความว่า บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยเป็นบัตรประเภทชิพการ์ดมีการบันทึกข้อมูลอยู่ในแผงวงจรที่ฝังอยู่บนบัตรซึ่งสามารถใช้ได้กับร้านค้าที่มีเครื่องบันทึกข้อมูลที่รองรับการอ่านข้อมูลผ่านชิพเท่านั้น บัตรเครดิตประเภทนี้มีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลบนบัตรและการปลอมแปลงบัตร เนื่องจากการใช้บัตรแบบชิพการ์ดผ่านเครื่องบันทึกข้อมูลจะมีการประมวลผลข้อมูลตลอดจนการเข้ารหัสข้อมูลในแผงวงจรที่ฝังอยู่บนบัตรเครดิต โดยข้อมูลดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่มีการทำธุรกรรม ถึงแม้ว่าจะมีการคัดลอกข้อมูลจากบัตรเครดิตไปได้ ก็ไม่สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการปลอมแปลงบัตรแล้วนำไปใช้ได้ พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีเอกสารทางวิชาการมาอ้างอิงประกอบ ทั้งไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในคุณสมบัติหรือเทคโนโลยีของบัตรเครดิตประเภทชิพการ์ด หรือได้ศึกษาหรือได้รับการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวมาจากที่ใดหรือไม่อย่างไร คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอแก่การพิสูจน์ว่าบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลและการปลอมแปลงบัตร ทั้งยังได้ความจากนายพิชิตว่ามีผู้ถือบัตรประเภทเดียวกันนี้ร้องเรียนต่อโจทก์ทำนองเดียวกับที่จำเลยร้องเรียนว่ามีการใช้บัตรเครดิตปลอมอีกด้วย นอกจากนี้ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต ในส่วนของข้อควรระวังการทุจริตบัตรเครดิตก็ระบุว่า แม้ว่าโจทก์จะให้บริการบัตรเครดิตชิพการ์ดภายใต้มาตรฐาน EMV (Euro pay MasterCard Visa) ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดในการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเครดิต แต่ผู้ถือบัตรก็ต้องมีส่วนช่วยในการป้องกันการถูกโจรกรรมข้อมูลโดยการใช้บัตรอย่างระมัดระวัง ดังนี้ 1. เมื่อชำระค่าสินค้า/บริการด้วยวิธีเสียบบัตรหรือรูดบัตรควรส่งมอบบัตรเครดิตให้แก่พนักงานรับชำระเงินโดยตรงทุกครั้ง และควรดูแลอย่างใกล้ชิดในขณะที่พนักงานทำรายการกับเครื่องรับบัตร 2. ตรวจสอบรายการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในใบแจ้งยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทุกครั้งหากพบว่าไม่ถูกต้องให้แจ้งให้โจทก์ทราบทันที ก็เป็นการบ่งชี้ว่า โจทก์ยอมรับอยู่ในตัวว่า บัตรเครดิตประเภทชิพการ์ดก็มีโอกาสที่จะถูกโจรกรรมข้อมูลได้ จึงให้ผู้ถือบัตรต้องมีส่วนช่วยในการป้องกันตามวิธีการที่ระบุไว้ดังกล่าว ส่วนที่โจทก์อ้างในคำแก้ฎีกาว่า หากบัตรเครดิตของจำเลยถูกลักลอบนำข้อมูลไปปลอมแปลงจริง คนร้ายน่าจะนำบัตรเครดิตที่ทำปลอมขึ้นไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการอื่นอีก เนื่องจากวงเงินบัตรเครดิตของจำเลยมีสูงถึง 2,000,000 บาท และมีระยะเวลาที่จะใช้ได้ เพราะกว่าโจทก์จะออกบัตรเครดิตใบใหม่แทนบัตรเครดิตใบเดิมให้แก่จำเลยก็ใช้เวลาถึง 1 เดือนเศษ นั้น ข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ไม่อาจอนุมานได้ว่า บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกลักลอบนำข้อมูลบนบัตรไปใช้โดยมิชอบและการถูกปลอมแปลงบัตรอย่างแน่แท้ ข้อเท็จจริงจึงอาจเป็นไปได้ดังที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าบัตรเครดิตชนิดเดียวกันกับที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยคดีนี้นั้นเป็นบัตรที่อาจมีการลักลอบนำข้อมูลจากบัตรเครดิตที่ธนาคารออกให้แก่ลูกค้าไปทำบัตรเครดิตปลอมได้ ปัญหาว่าบัตรเครดิตที่ใช้ชำระค่าสินค้ารายการพิพาททั้ง 4 รายการ เป็นบัตรเครดิตปลอมโดยการลักลอบนำข้อมูลจากบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยโดยจำเลยมิได้เป็นผู้ซื้อสินค้ารายการพิพาททั้ง 4 รายการหรือมีผู้อื่นนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยไปใช้ซื้อสินค้ารายการพิพาททั้ง 4 รายการ ทั้งนี้โดยจงใจหรือความประมาทเลินล่อของจำเลย หรือด้วยเหตุผลใดอันเป็นความรับผิดชอบของจำเลยตามข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต ข้อ 11 เมื่อโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ออกให้แก่ลูกค้าเพื่อใช้จ่ายแทนเงินสดในการซื้อสินค้าและชำระค่าบริการต่าง ๆ โจทก์ย่อมมีหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบการใช้บัตรเพื่อป้องกันการทุจริตอันเกิดจากการลักลอบนำข้อมูลจากบัตรเครดิตของลูกค้าไปทำบัตรเครดิตปลอมแล้วนำไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในลักษณะและรูปแบบต่าง ๆ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ลูกค้าธนาคารผู้ใช้บัตร ดังนี้ เมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับรายการใช้บัตรเครดิตว่าไม่ถูกต้องไม่ตรงความจริง ย่อมเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงเหตุผลข้อโต้แย้งของลูกค้าผู้ใช้บัตรให้กระจ่างชัดถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากเป็นกรณีที่ลูกค้าต้องรับผิดก็ต้องแสดงเหตุผลให้ลูกค้าผู้ใช้บัตรทราบโดยละเอียดชัดแจ้งมิใช่ผลักภาระให้แก่ลูกค้าไปดำเนินการด้วยตนเอง โดยอ้างแต่เพียงว่าลูกค้าต้องรับผิดตามเงื่อนไขตามสัญญา ทั้งนี้เนื่องจากธนาคารผู้ออกบัตรเป็นผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ย่อมมีความเชี่ยวชาญต่อปัญหาต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตและมีความพร้อมด้านบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับบัตรเครดิตมากกว่าลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตโดยเฉพาะกรณีที่มีการโต้แย้งจากลูกค้าผู้ใช้บัตรว่าไม่มีการใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าตามรายการที่ธนาคารเรียกเก็บโดยไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าเกิดจากการทุจริตจากลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตเองดังเช่นกรณีนี้ ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบลายมือชื่อผู้ใช้บัตรเครดิตในสำเนาเซลสลิปและสำเนาใบเสร็จรับเงิน เป็นลายมือเขียน ส่วนลายมือชื่อของจำเลยบนบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยเป็นลายเซ็น มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ ย่อมเป็นข้อสันนิษฐานในเบื้องต้นได้ว่า จำเลยมิได้เป็นผู้ใช้บัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้ารายการพิพาททั้ง 4 รายการ โจทก์ชอบที่จะต้องดำเนินการตรวจสอบตัวบุคคลผู้ใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้ารายพิพาทว่าเป็นบุคคลใด มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์โดยเป็นบุคคลใกล้ชิดกับจำเลยหรือไม่เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีส่วนทำให้บุคคลดังกล่าวนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยไปชำระค่าสินค้ารายการพิพาท ซึ่งโจทก์สามารถกระทำได้โดยง่ายโดยขอตรวจสอบภาพถ่ายผู้ใช้บัตรเครดิตจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของร้านค้าผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นคู่ค้าการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ โดยนายพิชิตพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่าร้านค้าได้บันทึกภาพไว้ แต่กลับได้ความจากนายพิชิตแต่เพียงว่าโจทก์ไม่สามารถขอหลักฐานภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของร้านค้าโดยร้านค้าอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ต้องให้เจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้ดำเนินการร้องขอ โจทก์ก็มิได้ดำเนินการร้องขอให้เจ้าพนักงานตำรวจหรือให้จำเลยมาดำเนินการขอตรวจสอบหลักฐานดังกล่าวแต่อย่างใด ในชั้นพิจารณาโจทก์ก็มิได้นำพยานบุคคลมาเบิกความยืนยันต่อศาลว่าโจทก์ได้ไปดำเนินการขอหลักฐานดังกล่าวจริงหรือไม่ และร้านค้าผู้ขายสินค้ารายการที่โจทก์เรียกเก็บมีระเบียบดังที่โจทก์อ้างจริงหรือไม่ ทั้งโจทก์มิได้ดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งให้ร้านค้าส่งพยานหลักฐานดังกล่าวมาแสดงต่อศาลและไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการอื่นใดอีกอันเป็นข้อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ใช้ความพยายามที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวบุคคลผู้ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้ารายการพิพาทเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่จำเลยแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้ารายการพิพาท และรับฟังไม่ได้ว่ามีผู้อื่นนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยไปใช้ซื้อสินค้ารายการพิพาทโดยจงใจหรือความประมาทเลินเล่อของจำเลย หรือด้วยเหตุผลอื่นใดอันเป็นความรับผิดชอบของจำเลยตามข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต ข้อ 11 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ค่าบัตรเครดิตตามฟ้องต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณา ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยชำระค่าส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์ 500 บาท และชั้นฎีกา 500 บาท จึงต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,147 บาท แก่โจทก์ คืนค่าส่งคำคู่ความชั้นอุทธรณ์ 500 บาท และชั้นฎีกา 500 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นายอนันต์ชัย เรืองกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ดุสิต ฉิมพลีย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา