พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลที่จะสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลย ส่วนที่ว่าศาลสมควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีกับจำเลยคนใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ข้อเท็จจริงและสภาพความเป็นอยู่ของจำเลย โดยมาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคหนึ่งนั้น เป็นมาตรการแบบไม่จำกัดอิสรภาพในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู ส่วนมาตรา 132 วรรคสอง เป็นกรณีที่ศาลเห็นควรใช้วิธีการแบบจำกัดอิสรภาพเด็กหรือเยาวชน เพราะไม่มีบุคคลดูแลใกล้ชิดหรือมีบิดามารดาหรือผู้ปกครอง แต่มีความจำเป็นบางประการซึ่งศาลเห็นว่าการส่งเด็กหรือเยาวชนไปอยู่ในสถานพินิจหรือสถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายจะเป็นประโยชน์แก่เด็กหรือเยาวชนยิ่งกว่า อย่างไรก็ตาม สถานที่อื่นตามมาตรา 132 วรรคสอง มิได้หมายความรวมถึงศูนย์ฝึกและอบรมเด็กหรือเยาวชนตามคำพิพากษา จึงไม่อาจส่งจำเลยที่อยู่ในระหว่างการใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีไปยังศูนย์ฝึกและอบรมได้ เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ของการใช้มาตรการแทนการพิพากษาซึ่งมุ่งหมายที่จะเบี่ยงเบนเด็กและเยาวชนออกจากกระบวนพิจารณาพิพากษาแบบปกติให้ได้มากที่สุด แม้ในระหว่างการใช้มาตรการตามมาตรา 132 วรรคสอง ศาลอาจใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนไปพลางก่อนได้ก็ตาม ก็ไม่อาจนำวิธีการเข้ารับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมมาใช้ในกรณีนี้ได้เช่นกัน ดังนี้ เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยไม่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมเกินสมควรและจำเลยมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคหนึ่ง แก่จำเลย โดยปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว มอบตัวจำเลยให้ตาและยายซึ่งจำเลยอาศัยอยู่ด้วยและให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูที่ศาลฎีกากำหนด
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมตามคำร้องขอและคำคัดค้าน มิได้กล่าวถึงราคาที่ดินพิพาทว่ามีเท่าใด ครั้นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์รังวัดและทำแผนที่พิพาทพร้อมประเมินราคาที่ดินตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยระบุว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 25.3 ตารางวา มีราคาประเมินตารางวาละ 450 บาท ก็ไม่มีคู่ความฝ่ายใดแถลงต่อศาลชั้นต้นโดยให้ถือเอาราคาประเมินที่ดินซึ่งกรมธนารักษ์ประเมินไว้เพื่อใช้สำหรับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวมาเป็นราคาที่ดินพิพาทด้วย ยิ่งกว่านั้น คู่ความยังร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวน 50,000 บาท ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลในจำนวนทุนทรัพย์ 50,000 บาท ภายใน 7 วัน และผู้ร้องได้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มครบถ้วนในจำนวนทุนทรัพย์ 50,000 บาท ตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว จึงต้องถือว่าราคาที่ดินพิพาทหรือจำนวนทุนทรัพย์ของทรัพย์สินที่พิพาทกันในคดีมีจำนวน 50,000 บาท มิใช่ 56,385 บาท ตามราคาประเมินที่ดินดังผู้คัดค้านยกขึ้นกล่าวอ้างใหม่ในอุทธรณ์และฎีกา เมื่อผู้คัดค้านอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นฟังว่ามีการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องและ ท. จริง จากนั้นผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปี ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้การที่โจทก์ขอวางเงินชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการบังคับคดีโดยวิธีอื่นที่ทำได้โดยไม่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (2) แต่โจทก์ต้องร้องขอให้มีการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 274 เช่นกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิวางเงินชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้นเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่หนี้ตามคำพิพากษาอาจบังคับให้ชำระได้ตามมาตรา 274 วรรคสอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการขอวางเงินชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการบังคับคดีโดยวิธีอื่นที่ทำได้โดยไม่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (2) โจทก์ต้องร้องขอให้มีการบังคับคดีภายในระยะเวลา 10 ปี ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 274
กรณีที่คำพิพากษาตามยอมกำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้อย่างหนึ่งอย่างใดในอนาคตภายในวันที่ 15 มกราคม 2556 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงมีสิทธิชำระราคาที่ดินแก่จำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ภายใน 10 ปี ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2556 อันเป็นวันที่หนี้ตามคำพิพากษานั้นอาจบังคับให้ชำระได้เป็นต้นไปตามมาตรา 274 วรรคสอง ซึ่งจะครบกำหนด 10 ปี ในวันที่ 15 มกราคม 2566 การที่โจทก์นำเงินค่าที่ดินไปวางทรัพย์ที่สำนักงานบังคับคดีในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566 และนำเงินค่าที่ดินมาวางต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงล่วงพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่หนี้ตามคำพิพากษานั้นอาจบังคับให้ชำระได้ตามมาตรา 274 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิวางเงินชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้น
การที่โจทก์ขอวางเงินชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการบังคับคดีโดยวิธีอื่นที่ทำได้โดยไม่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (2) แต่โจทก์ต้องร้องขอให้มีการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 274 เมื่อโจทก์นำเงินค่าที่ดินไปวางทรัพย์ที่สำนักงานบังคับคดี และศาลชั้นต้นเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่หนี้ตามคำพิพากษานั้นอาจบังคับให้ชำระได้ตามมาตรา 274 วรรคสอง แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิวางเงินชำระค่าที่ดินให้จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้นได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมรั้วกำแพงคอนกรีตที่เกิดเหตุเป็นส่วนหนึ่งของรั้วที่บริษัท ว. ผู้จัดสรรที่ดินสร้างขึ้นพร้อมการจัดสรรและปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ขาย อันเป็นการจัดให้มีสาธารณูปโภคตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 ทำให้รั้วกำแพงคอนกรีตตกอยู่ในภาระจำยอมตามกฎหมายเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทั้งหมด และไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่รั้วตั้งอยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 เมื่อโจทก์จัดตั้งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้วได้รับโอนสาธารณูปโภคมาจากบริษัท ว. เจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมมาดำเนินการ รั้วกำแพงคอนกรีตจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ด้วย การที่จำเลยกับพวกร่วมกันทุบทำลายรั้วกำแพงคอนกรีตด้านหลังทาวน์เฮาส์เลขที่ 6 ที่จำเลยพักอาศัยเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของจำเลย จึงมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358 แต่รั้วกำแพงคอนกรีตที่เกิดเหตุดังกล่าว มีไว้เพื่อประโยชน์เฉพาะแก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเท่านั้น มิใช่เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั่วไป รั้วกำแพงคอนกรีตที่เกิดเหตุจึงมิใช่ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ การกระทำความผิดของจำเลยจึงไม่เป็นการทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตาม ป.อ. มาตรา 360
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 แม้จำเลยให้การรับสารภาพและจำเลยไม่สืบพยาน ก็ไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ได้ ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 แต่กลับปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า โจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธตามฟ้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ อีกทั้งแม้ความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นความผิดที่รวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ อยู่ด้วยก็ตาม แต่เมื่อปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาตามฟ้องโจทก์ตามบันทึกคำให้การที่สักขีพยานบันทึกไว้ โจทก์และจำเลยแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณา ดังนั้น ข้อเท็จจริงอันเป็นการกระทำของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าเป็นความผิด ก็มีเพียงเท่าที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง หาได้มีข้อเท็จจริงตามที่พิจารณาได้ความแต่อย่างใดไม่ จึงไม่อาจนำ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย มาใช้บังคับเพื่อให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์โดยมีอาวุธดังที่โจทก์ฎีกาได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 ที่โจทก์ขอให้ศาลลงโทษมีอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปแม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ได้ ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า โจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธตามฟ้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นความผิดที่รวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์อยู่ด้วยก็ตาม แต่เมื่อปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของ ศาลชั้นต้นว่า ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาตามฟ้องโจทก์ตามบันทึกคำให้การที่สักขีพยานบันทึกไว้ โจทก์และจำเลยแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณา ดังนั้น ข้อเท็จจริงอันเป็นการกระทำของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าเป็นความผิด ก็มีเพียงเท่าที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง หาได้มีข้อเท็จจริงตามที่พิจารณาได้ความแต่อย่างใดไม่ จึงไม่อาจนำ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย มาใช้บังคับเพื่อให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์โดยมีอาวุธดังที่โจทก์ฎีกาได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธตามฟ้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้
แม้ความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นความผิดที่รวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์อยู่ด้วยกันก็ตาม แต่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาตามฟ้อง โจทก์และจำเลยไม่ติดใจสืบพยาน ดังนั้น ข้อเท็จจริงอันเป็นการกระทำของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าเป็นความผิด ก็มีเพียงเท่าที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง หาได้มีข้อเท็จจริงตามที่พิจารณาได้ความแต่อย่างใดไม่ จึงไม่อาจนำ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย มาใช้บังคับเพื่อให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์โดยมีอาวุธได้
ฟ้องโจทก์ทั้งสองเดิมบรรยายว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่ด้วยการเบิกถอนเงิน จากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดกเพียงรายการเดียว 2,000,000 บาท โอนเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยโดยทุจริต แต่จากการไต่สวนมูลฟ้องได้ความว่าเงินจำนวนดังกล่าวจำเลยเบิกถอนจากบัญชีเงินฝากส่วนตัวธนาคาร ก. ชื่อบัญชี ม. โอนเข้าบัญชีส่วนตัวของจำเลยอีกบัญชีหนึ่ง มิได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากในนามผู้จัดการมรดกดังที่บรรยายฟ้อง การที่โจทก์ทั้งสองแก้ฟ้องโดยเพิ่มเติมจำนวนที่จำเลยถอนอีก 4,000,000 บาท เพิ่มเติมเข้ามาอีกรายการหนึ่ง ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยที่เกิดจากการพิมพ์จำนวนเงินผิดพลาดตกหล่นและถือว่าเป็นข้อกล่าวหาใหม่อีกข้อกล่าวหาหนึ่งอันเป็นความผิดต่อส่วนตัว ที่โจทก์ทั้งสองต้องฟ้องหรือแก้ฟ้องเมื่อรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว แต่เพิ่งมาขอแก้ฟ้องเกินกว่า 3 เดือน ตาม ป.อ. มาตรา 96 คดีโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยในเงิน 4,000,000 บาท จึงขาดอายุความเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างนาย จ. กับนาง ป. หรือนาง ค. เป็นโมฆะ โดยอ้างว่า นาง ค. นำบัตรประจำตัวประชาชนของนาง ป. ไปแสดงต่อหน้านายทะเบียนอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย พร้อมแสดงตนว่าเป็นนาง ป. ในการทำคำร้องขอจดทะเบียนสมรสกับนาย จ. ต่อนายทะเบียน นายทะเบียนหลงเชื่อว่านาง ค.คือนาง ป. จริงจึงทำการจดทะเบียนสมรสให้แก่นาง ค. ในชื่อของนาง ป. ให้สมรสกับนาย จ. ดังนี้ เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการจดทะเบียนสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยนาง ป. ไม่ได้ให้ความยินยอม โดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียน และให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ หากเป็นจริงตามคำร้องขอเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1458 เรื่องการให้ความยินยอมในการสมรส ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่า การสมรสเป็นโมฆะ โดยคู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1496 ขณะที่ผู้ร้องและผู้ร้องร่วมทั้งสามยื่นคำร้องขอให้การสมรสเป็นโมฆะ คดีนี้ เมื่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างนาย จ.กับนาง ป.ยังปรากฏความเป็นโมฆะอยู่โดยยังไม่มีคำพิพากษาให้เป็นโมฆะเช่นนี้ ย่อมกระทบกระเทือนสิทธิของผู้ร้องและผู้ร้องร่วมทั้งสามซึ่งเป็นผู้สืบสันดานตามความเป็นจริงของนาย จ. กับนาง ป. ผู้ร้องและผู้ร้องร่วมทั้งสามย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้การสมรสระหว่างนาย จ. กับนาง ป. เป็นโมฆะได้
การที่ผู้คัดค้านยื่นคำแก้อุทธรณ์ซึ่งถือเป็นคำคู่ความ ย่อมตั้งประเด็นในคำแก้อุทธรณ์ขอให้ศาลชั้นอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (5), 237 และ 240 ประกอบพ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 แม้ผู้คัดค้านมิได้อุทธรณ์ เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ แต่ผู้คัดค้านยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า ผู้ร้องและผู้ร้องร่วมทั้งสามไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอ คดีจึงยังมีประเด็นในชั้นอุทธรณ์ ไม่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกล่าวในคำพิพากษาว่าประเด็นนี้ยุติแล้วโดยไม่มีคู่ความอุทธรณ์ แม้จะไม่ถูกต้อง แต่ในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 141 ประกอบพ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6
การสมรสจะทำได้ก็ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากันและต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1458 จากบทบัญญัติของกฎหมาย การแสดงความยินยอมนั้นจะต้องกระทำโดยชายและหญิงที่จะทำการสมรสกันโดยแสดงตนต่อหน้านายทะเบียน เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความรับฟังกันได้ว่า นาง ค. มารดาของผู้คัดค้านอ้างตนเองเป็นนาง ป. พร้อมทั้งใช้บัตรประจำตัวประชาชนและข้อมูลของนาง ป. ไปแสดงตนต่อหน้านายทะเบียนร่วมกับ นาย จ. และได้ให้ความยินยอมด้วยตนเองต่อหน้านายทะเบียนในการจดทะเบียนสมรสกับ นาย จ. ทั้งที่นาง ป. ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2513 การกระทำของนาง ค. ที่ไปแสดงตนเป็นบุคคลอื่น คือ นาง ป. แล้วให้ความยินยอม ย่อมไม่มีผลเป็นความยินยอมของนาง ป. และขณะที่จดทะเบียนสมรส นาง ป. ได้ถึงแก่ความตายแล้ว ย่อมไม่มีสภาพบุคคลที่จะทำการจดทะเบียนสมรส หรือให้ความยินยอมตามกฎหมายได้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1457 และมาตรา 1458 เช่นนี้ การจดทะเบียนสมรสระหว่าง นาง ป. กับนาย จ. จึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1495
การสมรสจะทำได้ก็ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากันและต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1458การแสดงความยินยอมนั้นจะต้องกระทำโดยชายและหญิงที่จะทำการสมรสกันโดยแสดงตนต่อหน้านายทะเบียน เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันฟังได้ว่า ค. มารดาของผู้คัดค้านอ้างตนเองเป็น ป. พร้อมทั้งใช้บัตรประจำตัวประชาชนและข้อมูลของ ป. ไปแสดงตนต่อหน้านายทะเบียนร่วมกับ จ. และได้ให้ความยินยอมด้วยตนเองต่อหน้านายทะเบียนในการจดทะเบียนสมรสกับ จ. ทั้งที่ ป. ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2513 การกระทำของ ค. ที่ไปแสดงตนเป็นบุคคลอื่น คือ ป.แล้วให้ความยินยอม ย่อมไม่มีผลเป็นความยินยอมของ ป. และขณะที่จดทะเบียนสมรส ป. ได้ถึงแก่ความตายแล้ว ย่อมไม่มีสภาพบุคคลที่จะทำการจดทะเบียนสมรส หรือให้ความยินยอมตามกฎหมายได้จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วย มาตรา 1457 และมาตรา 1458 เช่นนี้การจดทะเบียนสมรสระหว่าง ป. กับ จ. จึงเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1495
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว โดยตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี และตามคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจึงยังมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 260 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับวิธีการชั่วคราว จนกระทั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ ฉะนั้น จึงหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่มีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวอีกต่อไป และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การพิจารณาว่าการเลิกจ้างโดยอ้างเหตุผลความจำเป็นด้านการจัดการจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ หากมีสาเหตุแห่งการเลิกจ้างดังที่กล่าวอ้างจริง สาเหตุนั้นสมควรและเพียงพอแก่การเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ นอกจากนี้ยังจะต้องพิจารณาด้วยว่านายจ้างได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ เท่าที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาก่อนการเลิกจ้างแล้วหรือไม่
ข้อเท็จจริงปรากฏว่าข้ออ้างเรื่องความจำเป็นด้านการจัดการที่ต้องยกเลิกแผนกจัดเรียงสินค้าและว่าจ้างบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมากกว่ามาดำเนินงานแทนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อันเป็นสาเหตุแห่งการเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบหกนั้นมีอยู่จริง แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า ในขณะเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบหก กิจการของจำเลยที่ 1 ยังไม่ถึงกับประสบภาวะขาดทุน แต่การปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือวิธีการทำธุรกิจ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลสูงสุดสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบกิจการรายอื่น ๆ ต่อไปได้ในระยะยาว ย่อมนับได้ว่าเป็นสิทธิอำนาจจัดการของนายจ้างที่สามารถกระทำได้ตามความจำเป็นและเหมาะสมภายใต้การแข่งขันกันทางธุรกิจโดยเสรี การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบหกซึ่งเป็นลูกจ้างในแผนกจัดเรียงสินค้าเพราะสาเหตุความจำเป็นด้านการจัดการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยไม่ปรากฎว่าใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือดำเนินการไปเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งแปดสิบหกและลูกจ้างในแผนกจัดเรียงสินค้า ย่อมนับได้ว่ามีเหตุผลที่สมควรและเพียงพอแก่การเลิกจ้างได้ การที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการก่อนยกเลิกแผนกจัดเรียงสินค้าด้วยการจัดประชุมลูกจ้างแผนกดังกล่าว ชี้แจงทำความเข้าใจให้ลูกจ้างทราบถึงเหตุผลและความจำเป็นในการตัดสินใจยกเลิกแผนกให้ลูกจ้างทราบโดยมีระยะเวลาล่วงหน้าก่อนสัญญาจ้างสิ้นสุดประมาณ 2 เดือน ซึ่งนับว่าเป็นเวลานานพอสมควร จ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษในอัตราร้อยละ 15 ของผลคูณของเงินเดือนและอายุงานให้แก่ลูกจ้าง และจัดทำโครงการสมัครใจลาออกโดยตกลงจ่ายเงินพิเศษเพิ่มอีก 1 เดือนของค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างที่สมัครใจลาออก รวมทั้งติดต่อประสานงานให้ผู้รับจ้างดำเนินงานจัดเรียงสินค้ารับสมัครและสัมภาษณ์งานเพื่อให้ลูกจ้างได้มีโอกาสทำงานกับนายจ้างใหม่และมีรายได้ต่อไป นับได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้พยายามดำเนินมาตรการต่าง ๆ เท่าที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาก่อนการเลิกจ้างแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มีเหตุแห่งการเลิกจ้าง สาเหตุดังกล่าวสมควรและเพียงพอแก่การเลิกจ้าง รวมทั้งได้ใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาก่อนการเลิกจ้างลูกจ้างอย่างเหมาะสมแล้ว การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบหกจึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
การพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ หากมีสาเหตุแห่งการเลิกจ้างดังที่กล่าวอ้างจริง สาเหตุนั้นสมควรและเพียงพอแก่การเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ นอกจากนี้ยังจะต้องพิจารณาด้วยว่านายจ้างได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ เท่าที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาก่อนการเลิกจ้างแล้วหรือไม่
จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบหกโดยอ้างเหตุผลความจำเป็นด้านการจัดการที่ต้องยกเลิกแผนกจัดเรียงสินค้าและว่าจ้างบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมากกว่ามาดำเนินงานแทนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อันเป็นสาเหตุแห่งการเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบหกที่มีอยู่จริง แม้ในขณะเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบหกกิจการของจำเลยที่ 1 ยังไม่ถึงกับประสบภาวะขาดทุน แต่การปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือวิธีการทำธุรกิจ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลสูงสุดสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบกิจการรายอื่น ๆ ต่อไปได้ในระยะยาว ย่อมนับได้ว่าเป็นสิทธิอำนาจจัดการของนายจ้างที่สามารถกระทำได้ตามความจำเป็นและเหมาะสมภายใต้การแข่งขันกันทางธุรกิจโดยเสรี โดยไม่ปรากฏว่าการที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้โอนโจทก์ทั้งแปดสิบหกและลูกจ้างในแผนกจัดเรียงสินค้าไปทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 4 เหมือนเช่นพนักงานประจำรายเดือนนั้นจะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด หรือดำเนินการไปเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งแปดสิบหกและลูกจ้างในแผนกจัดเรียงสินค้า การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบหกโดยอ้างเหตุผลความจำเป็นด้านการจัดการดังกล่าว ย่อมนับได้ว่ามีเหตุผลที่สมควรและเพียงพอแก่การเลิกจ้างได้ นอกจากนั้นการที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการก่อนยกเลิกแผนกจัดเรียงสินค้าด้วยการจัดประชุมลูกจ้างแผนกดังกล่าว ชี้แจงทำความเข้าใจให้ลูกจ้างทราบถึงเหตุผลและความจำเป็นในการตัดสินใจยกเลิกแผนกให้ลูกจ้างทราบโดยมีระยะเวลาล่วงหน้าก่อนสัญญาจ้างสิ้นสุดประมาณ 2 เดือน ซึ่งนับว่าเป็นเวลานานพอสมควร จ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษในอัตราร้อยละ 15 ของผลคูณของเงินเดือนและอายุงานให้แก่ลูกจ้าง และจัดทำโครงการสมัครใจลาออกโดยตกลงจ่ายเงินพิเศษเพิ่มอีก 1 เดือนของค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างที่สมัครใจลาออก รวมทั้งติดต่อประสานงานให้ผู้รับจ้างดำเนินงานจัดเรียงสินค้ารับสมัครและสัมภาษณ์งานเพื่อให้ลูกจ้างได้มีโอกาสทำงานกับนายจ้างใหม่และมีรายได้ต่อไป นับได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้พยายามดำเนินมาตรการต่าง ๆ เท่าที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาก่อนการเลิกจ้างแล้ว การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบหกจึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ทั้งแปดสิบหกไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
การส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่ที่ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 42/3 และข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ระบุไว้ทำนองเดียวกันว่า ให้ส่งให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการประชุมเพื่อให้มีการแจ้งให้เจ้าของร่วมทราบล่วงหน้าว่าผู้คัดค้านที่ 1 จะจัดให้มีการประชุมในกิจการใด ที่ใด เมื่อใด เพื่อให้เจ้าของร่วมได้มีโอกาสเตรียมตัวในการสอบถาม หรือแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ หรือเรื่องที่จะประชุมใหญ่ได้โดยเต็มที่ และเพื่อไม่ให้ผู้บริหารนิติบุคคลอาคารชุดหรือเจ้าของร่วมที่เรียกประชุมเอาเปรียบหรือรวบรัดในการประชุม ดังนั้น การส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่ให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการประชุม จึงต้องถือเอาวันที่เจ้าของร่วมได้รับหนังสือนัดประชุมทราบ หรือถือว่าได้ทราบหนังสือนั้นเป็นสำคัญ มิใช่วันที่มีการจัดส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่ไปยังผู้ร้อง แต่เมื่อข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 และ พ.ร.บ.อาคารชุด ฯ มิได้กำหนดวิธีการส่งและผลไว้ จึงต้องอาศัยบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 และมาตรา 1245 เมื่อหนังสือนัดประชุมใหญ่ดังกล่าวส่งโดยไปรษณีย์ตอบรับ จึงต้องถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่หนังสือนัดประชุมดังกล่าวควรจะได้ไปถึงผู้ร้องตามทางการปกติของการส่งทางไปรษณีย์ เมื่อปรากฏว่าไปรษณีย์นำส่งวันที่ 17 มกราคม 2565 และผู้ร้องลงชื่อรับหนังสือในวันเดียวกันด้วยตนเองจึงถือว่ามีการส่งในวันที่ 17 มกราคม 2565 อันเป็นวันก่อนวันนัดประชุมใหญ่น้อยกว่าเจ็ดวัน จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ผู้ร้องในฐานะเจ้าของร่วมมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันฝ่าฝืนกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 ในฐานะกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้โจทก์และจำเลยที่ 1 กับพวกทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2563 อันส่งผลให้หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์มีต่อจำเลยที่ 1 ระงับสิ้นไป กลายเป็นหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 และจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวซึ่งสืบเนื่องมาจากหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ ต้องถือว่าขณะโอนที่ดินจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นลูกหนี้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้นการโอนที่ดินของจำเลยที่ 1 แม้จะเกิดก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ก็ยังคงทำให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้เสียเปรียบอยู่เช่นเดิม โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซึ่งเป็นการฉ้อฉลนั้นเสียได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 มาตรา 13 บัญญัติให้มัสยิดที่ได้จดทะเบียนจัดตั้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยให้คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดเป็นผู้แทนของมัสยิด มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้มีคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดประกอบด้วย (1) อิหม่ามเป็นประธานกรรมการ (2) คอเต็บเป็นรองประธานกรรมการ (3) บิหลั่นเป็นรองประธานกรรมการ และ (4) กรรมการอื่นตามจำนวนที่ที่ประชุมสัปปุรุษประจำมัสยิดนั้นกำหนดจำนวนไม่น้อยกว่าหกคนแต่ไม่เกินสิบสองคน และผู้ที่จะเป็นอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น และกรรมการอิสลามประจำมัสยิดจะต้องมีคุณสมบัติเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิดนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันก่อนวันคัดเลือกตามมาตรา 31 (5) และ 32 (2) โดยให้สัปปุรุษประจำมัสยิดซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบห้าปีบริบูรณ์ขึ้นไปประชุมกันคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดตามมาตรา 30 วรรคสอง คำว่า "สัปปุรุษประจำมัสยิด" ตามคำนิยามในมาตรา 4 หมายความว่า มุสลิมที่คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดมีมติรับเข้าเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิดและมีชื่ออยู่ในทะเบียนสัปปุรุษประจำมัสยิด แต่ผู้นั้นจะเป็นสัปปุรุษเกินกว่าหนึ่งมัสยิดในเวลาเดียวกันไม่ได้ และให้คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณามีมติรับมุสลิมเข้าเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิดตามมาตรา 35 (5) ดังนี้ อำนาจหน้าที่ในการพิจารณามีมติรับมุสลิมเข้าเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิด ก. จึงเป็นของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดเท่านั้นตามมาตรา 35 (5) ประกอบมาตรา 4 คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงรายหาได้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณามีมติรับมุสลิมเข้าเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิด ก. ไม่
ส่วนระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยว่าด้วยวิธีการดำเนินงานและควบคุมดูแลการบริหารงานของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด พ.ศ. 2560 ข้อ 32 เป็นการกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดให้มีอำนาจจัดทำทะเบียนสัปปุรุษในกรณีที่มัสยิดไม่มีคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด และไม่มีทะเบียนสัปปุรุษประจำมัสยิด หรือสูญหาย หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดทำทะเบียนสัปปุรุษเพื่อประโยชน์ในการบริหารมัสยิดต่อไปเท่านั้น หาได้กำหนดให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณามีมติรับมุสลิมเข้าเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิดเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ตำแหน่งอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น และกรรมการประจำมัสยิด ก. ว่างลง และประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงรายไม่สามารถดำเนินการคัดเลือกและแต่งตั้งกรรมการอิสลามประจำมัสยิด ก. ได้ตาม พ.ร.บ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 มาตรา 30 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 33 และมาตรา 34 วรรคหนึ่ง เนื่องจากสัปปุรุษประจำมัสยิด ก. ตามทะเบียนสัปปุรุษที่ทำไว้ครั้งแรกเหลืออยู่น้อย ไม่เพียงพอต่อการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด ก. โดยปัจจุบันมัสยิด ก. ยังเปิดให้ประชาชนเข้าไปปฏิบัติศาสนกิจ และมีชาวมุสลิมที่ประสงค์จะขึ้นทะเบียนเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิด ซึ่งหากมีการจดทะเบียนเลิกมัสยิดย่อมมีผลทำให้บรรดาทรัพย์สินของมัสยิด ก. ต้องถูกโอนไปยังมัสยิดที่เป็นนิติบุคคลที่ใกล้ที่สุดตาม พ.ร.บ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 มาตรา 14 วรรคสอง จึงเป็นกรณีที่ตำแหน่งผู้แทนของมัสยิด ก. ว่างลง และมีเหตุอันควรเชื่อว่าการปล่อยตำแหน่งว่างไว้น่าจะเกิดความเสียหายขึ้นได้แก่มัสยิด ก. ผู้ร้องทั้งแปดเป็นมุสลิมที่ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่มัสยิด ก. จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียชอบที่จะร้องขอต่อศาลแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวของมัสยิด ก. ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 73
ตาม พ.ร.บ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 มาตรา 13 บัญญัติให้มัสยิดที่ได้จดทะเบียนจัดตั้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยให้มีคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดเป็นผู้แทนของมัสยิด มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้มีคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดประกอบด้วย (1) อิหม่ามเป็นประธานกรรมการ (2) คอเต็บเป็นรองประธานกรรมการ (3) บิหลั่นเป็นรองประธานกรรมการ และ (4) กรรมการอื่นๆตามจำนวนที่ประชุมสัปปุรุษประจำมัสยิดกำหนดจำนวนไม่น้อยกว่าหกคนแต่ไม่เกินสิบสองคน และผู้ที่จะเป็นอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น และกรรมการอิสลามประจำมัสยิดจะต้องมีคุณสมบัติเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิดนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนนับวันก่อนคัดเลือกตามมาตรา 31 (5) และ 32 (2) โดยให้สัปปุรุษประจำมัสยิดซึ่งมีอายุตั้งแต่ยี่สิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปประชุมกันคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดตามมาตรา 30 วรรคสอง คำว่า "สัปปุรุษประจำมัสยิด" ตามคำนิยามในมาตรา 4 หมายความว่า มุสลิมที่คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดมีมติรับเข้าเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิดและมีชื่ออยู่ในทะเบียนสัปปุรุษประจำมัสยิด แต่ผู้นั้นจะเป็นสัปปุรุษเกินกว่าหนึ่งมัสยิดในเวลาเดียวกันไม่ได้ และให้คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณามีมติรับมุสลิมเข้าเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิดตามมาตรา 35 (5) ดังนั้น อำนาจหน้าที่ในการพิจารณามีมติรับมุสลิมเข้าเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิด ก. จึงเป็นของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดเท่านั้นตามมาตรา 35 (5) ประกอบมาตรา 4 คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงรายหาได้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณามีมติรับมุสลิมเข้าเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิด ก. ไม่
ส่วนระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยว่าด้วยวิธีดำเนินงานและควบคุมดูแลการบริหารงานของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด พ.ศ. 2560 ข้อ 32 เป็นการกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดให้มีอำนาจจัดทำทะเบียนสัปปุรุษในกรณีที่มัสยิดไม่มีคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดและไม่มีทะเบียนสัปปุรุษประจำมัสยิด หรือสูญหาย หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดทำทะเบียนสัปปุรุษเพื่อประโยชน์ในการบริหารมัสยิดต่อไปเท่านั้น หาได้กำหนดให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณามีมติรับมุสลิมเข้าเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิดเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ตำแหน่งอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น และกรรมการประจำมัสยิด ก. ว่างลง และประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงรายไม่สามารถดำเนินการคัดเลือกและแต่งตั้งกรรมการอิสลามประจำมัสยิด ก. ได้ตาม พ.ร.บ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 มาตรา 30 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 33 และมาตรา 34 วรรคหนึ่ง เนื่องจากสัปปุรุษประจำมัสยิด ก. ตามทะเบียนสัปปุรุษที่ทำไว้ครั้งแรกมีอยู่น้อย ไม่เพียงพอต่อการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด ก. โดยปัจจุบันมัสยิด ก. ยังเปิดให้ประชาชนเข้าไปปฏิบัติศาสนกิจ และมีชาวมุสลิมที่ประสงค์จะขึ้นทะเบียนเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิด ซึ่งหากมีการจดทะเบียนเลิกมัสยิดย่อมมีผลทำให้บรรดาทรัพย์สินของมัสยิด ก. ต้องถูกโอนไปยังมัสยิดที่เป็นนิติบุคคลที่ใกล้ที่สุดตาม พ.ร.บ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 มาตรา 14 วรรคสอง จึงเป็นกรณีที่ตำแหน่งผู้แทนของมัสยิด ก. ว่างลง และมีเหตุอันควรเชื่อว่าการปล่อยตำแหน่งว่างไว้จะเกิดความเสียหายขึ้นแก่มัสยิด ก. ผู้ร้องทั้งแปดเป็นมุสลิมที่ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่มัสยิด ก. จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียชอบที่จะร้องขอต่อศาลแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวของมัสยิด ก. ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 73
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 227 อันเป็นความผิดในลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ลงโทษแก่ผู้ที่ละเว้นไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการแห่งวิชาชีพนั้น ๆ เพื่อคุ้มครองมิให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและร่างกายบุคคลอื่นหรือประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายคุ้มครอง โจทก์หรือบุคคลใดจะเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีในความผิดฐานดังกล่าวได้ ต้องปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้น หมายความว่า เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษอันเป็นอันตรายจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งวิชาชีพนั้น ที่กฎหมายคุ้มครอง ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ ต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากภยันตรายอันเป็นอันตรายที่อาจเกิดแก่ชีวิตและร่างกาย เนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำตามวิชาชีพการออกแบบก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างในคดีเท่านั้น ผู้เสียหายจึงต้องเป็นบุคคลธรรมดา โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่อาจได้รับอันตรายดังกล่าวจากการกระทำความผิดได้ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในฐานความผิดนี้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย แม้คดียุติแล้วโดยไม่ได้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 และ 225
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม