คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,106 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842/2568
#717653
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188 ต้องเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เมื่อที่ดินตามโฉนดที่ดินเป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของ ฉ.ที่ต้องนำไปจำหน่ายแล้วนำเงินมาแบ่งปันระหว่างผู้รับพินัยกรรมด้วยกัน โดยมีโจทก์และจำเลยรวมอยู่ด้วย และการจัดการมรดกดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ จำเลยและผู้รับพินัยกรรมอื่นจึงยังคงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินและโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่ด้วยจึงถือไม่ได้ว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารของผู้อื่น ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายทวงถามเพื่อจะแบ่งปันที่ดินแก่ผู้รับพินัยกรรม แต่จำเลยไม่ยอมส่งมอบให้โจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใดก็ตามทำให้การจัดการมรดกเกิดข้อขัดข้องหรือได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในทางแพ่งต่อไป การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 จำคุก 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า พันตำรวจโท ล. กับนาง ฉ. มีบุตรด้วยกันรวม 7 คน ได้แก่ นาย ธ. นางสาว ว. (ตายเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2558) โจทก์ จำเลย และพันตำรวจโท ว. เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2551 นาง ฉ. ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองระบุให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 12167 ออกจำหน่ายแล้วนำเงินที่ได้ไปเลี้ยงดูนางสาว ย. จนกว่านางสาว ย. จะถึงแก่ความตาย ส่วนทรัพย์สินอื่น ๆ ให้นำออกจำหน่ายแล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างผู้รับพินัยกรรม 6 คน คือ นาย ธ. นางสาว ว. นาย ว. โจทก์ จำเลย และพันตำรวจโท ว. กับแต่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนาง ฉ. ตามสำเนาพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 นาง ฉ. ถึงแก่ความตาย ศาลแพ่งมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ พ 4909/2560 แต่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2560 ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินจำนวนหลายแปลง ที่ดินโฉนดเลขที่ 19395 เป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของผู้ตายที่ต้องนำมาจำหน่ายแล้วนำเงินแบ่งกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม จำเลยเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 บัญญัติว่า "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษ..." การที่จะเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องได้ความว่า เป็นการเอาไปซึ่งเอกสารของผู้อื่น กรณีจึงต้องวินิจฉัยก่อนว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 19395 เป็นเอกสารของผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกแก่ทายาท อันได้แก่ทายาทโดยธรรม และผู้รับพินัยกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1603 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 19395 เป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของนาง ฉ. ที่ต้องนำไปจำหน่ายแล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างผู้รับพินัยกรรมด้วยกันจำนวน 6 คน อันมีโจทก์และจำเลยรวมอยู่ด้วย เมื่อการจัดการมรดกดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ จำเลย และผู้รับพินัยกรรมอื่นอีก 4 คน จึงยังคงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าว ซึ่งหมายรวมถึงโฉนดที่ดินอันเป็นหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินด้วย เช่นนี้ แม้โจทก์และผู้รับพินัยกรรมคนอื่นจะเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยก็ถือไม่ได้ว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 19395 เป็นเอกสารของผู้อื่นเพราะจำเลยเป็นเจ้าของอยู่ด้วย ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายทวงถามโฉนดที่ดินดังกล่าว เพื่อจะแบ่งปันที่ดินแก่ผู้รับพินัยกรรม แต่จำเลยไม่ยอมส่งมอบให้โจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม ทำให้การจัดการมรดกเกิดข้อขัดข้องหรือได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในทางแพ่งต่อไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 188
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว. ในฐานะส่วนตัวและผู้จัดการมรดกของนาง ฉ.
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายเทิดศักดิ์ บุณยไวโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางบุญศริรัตน์ ศิริชัย
ชื่อองค์คณะ
วิเศษ นิ่มกุล
นภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์
สมชาย พวงภู่
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 817/2568
#714291
เปิดฉบับเต็ม

การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้นั้นต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อมีคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่ไม่ได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่ศาลเห็นสมควร คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้แต่งตั้ง ว. เป็นทนายความของตนไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาถึง 8 เดือนเศษ แต่เพิ่งมายื่นคำร้องขอถอน ว. ออกจากการเป็นทนายความก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์เพียง 1 วัน พร้อมกับขอเลื่อนคดีออกไปเพื่อจะแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาแทน ทั้งที่ศาลชั้นต้นได้กำชับไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะทำการพิจารณาคดีติดต่อกัน การขอถอนทนายความอย่างกระชั้นชิดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาล มีลักษณะเป็นการประวิงคดีให้ล่าช้าโดยไม่มีเหตุสมควร ประกอบกับในวันนัดสืบพยานดังกล่าวมีพยานโจทก์มาศาลพร้อมแล้วถึง 3 ปาก การที่ศาลชั้นต้นแต่งตั้งให้ น. ทนายขอแรงประจำศาลชั้นต้นซึ่งได้รับอนุญาตให้ว่าความตั้งแต่ปี 2544 มีประสบการณ์สูง ทำหน้าที่แก้ต่างให้จำเลย โดยศาลชั้นต้นได้สรุปข้อเท็จจริงในคดีให้ น. ทราบตามสมควรแล้ว และ น. ได้ทำหน้าที่ถามค้านพยานโจทก์ครบทั้ง 3 ปาก ถือว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ ย่อมทราบขั้นตอนการดำเนินคดีของศาลตามสมควร และรู้ข้อเท็จจริงในคดีมาตั้งแต่ต้น ในระหว่างการพิจารณาจำเลยสามารถให้ข้อมูลในทางคดีเพื่อให้ น. ใช้ประกอบในการถามพยานโจทก์ได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว นอกจากนี้ในวันนัดสืบพยานจำเลย หลังจากจำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานแล้วขอเลื่อนคดีไปสืบพยานบุคคลต่ออีก 2 นัด ศาลชั้นต้นก็ยังให้โอกาสจำเลยตามขอ โดยในการสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายจำเลยได้แต่งตั้ง พ. เป็นทนายความเข้ามาซักถามพยานร่วมกับ น. เพิ่มเติมอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้วไม่ได้มีอคติดังที่จำเลยกล่าวอ้าง จากพฤติการณ์ดังที่กล่าวมาการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ถือว่าเป็นการผิดระเบียบ และไม่กระทบต่อความยุติธรรมแต่อย่างใด กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าก่อนมีคำสั่งในเรื่องนี้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้ปรึกษารองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีอาวุโสสูงสุด แทนอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งติดราชการอื่นแล้ว จึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 76, 100/1, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2559 มาตรา 2, 3, 4, 6, 7, 88, 140, 157, 168 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ก่อนสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนนายวศินออกจากการเป็นทนายความของจำเลย ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งตั้งนายนิพนธ์ ทนายขอแรงเป็นทนายความจำเลย ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยนัดแรก จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและองค์คณะผู้พิพากษา ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาการสืบพยานโจทก์และขอเลื่อนการพิจารณาคดี

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบและมีเหตุสมควรที่จะต้องเพิกถอนหรือไม่ เห็นว่า การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้นั้น ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อมีคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน ตามที่ศาลเห็นสมควร สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยแล้วเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2560 ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยเรื่องทนายความ จำเลยแถลงว่าจะตั้งทนายความเอง ศาลชั้นต้นจึงนัดพร้อมเพื่อประชุมคดี สอบคำให้การจำเลย ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันนัดสืบพยานในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 เมื่อถึงวันนัด จำเลยก็แต่งตั้งนายวศินเข้าทำหน้าที่เป็นทนายความ โดยโจทก์ขอสืบพยานบุคคล 3 ปาก ส่วนจำเลยขอสืบพยานบุคคล 2 ปาก ศาลชั้นต้นจึงให้นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 และนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 โดยกำชับไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาอย่างชัดเจนว่า ศาลจะพิจารณาคดีติดต่อกัน เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจะสืบพยานจำเลยต่อทันที ซึ่งจำเลยและนายวศินลงลายมือชื่อรับทราบไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแล้ว แต่เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ก่อนถึงนัดสืบพยานโจทก์เพียง 1 วัน จำเลยยื่นคำร้องขอถอนนายวศินออกจากการเป็นทนายความ อ้างเหตุว่ามีความคิดเห็นไม่ตรงกัน โดยจำเลยจะแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาแทน พร้อมแถลงขอเลื่อนคดีออกไปก่อน ดังนี้ จะเห็นได้ว่าจำเลยได้แต่งตั้งนายวศินเป็นทนายความของตนไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาถึง 8 เดือนเศษ แต่เพิ่งมายื่นคำร้องขอถอนนายวศินออกจากการเป็นทนายความก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์เพียง 1 วัน พร้อมกับขอเลื่อนคดีออกไปเพื่อจะแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาแทน ทั้งที่ศาลชั้นต้นได้กำชับไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะทำการพิจารณาคดีติดต่อกัน การขอถอนทนายความอย่างกระชั้นชิดเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาล มีลักษณะเป็นการประวิงคดีให้ล่าช้าโดยไม่มีเหตุสมควร ประกอบกับในวันนัดสืบพยานดังกล่าวมีพยานโจทก์มาศาลพร้อมแล้วถึง 3 ปาก การที่ศาลชั้นต้นแต่งตั้งให้นายนิพนธ์ทนายขอแรงประจำศาลชั้นต้น ซึ่งได้รับอนุญาตให้ว่าความมาตั้งแต่ปี 2544 มีประสบการณ์สูง ทำหน้าที่แก้ต่างให้จำเลย โดยศาลชั้นต้นได้สรุปข้อเท็จจริงในคดีให้นายนิพนธ์ทราบตามสมควรแล้ว และนายนิพนธ์ได้ทำหน้าที่ถามค้านพยานโจทก์ครบทั้ง 3 ปาก ถือว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ย่อมทราบขั้นตอนการดำเนินคดีของศาลตามสมควร และรู้ข้อเท็จจริงในคดีมาตั้งแต่ต้น ในระหว่างพิจารณาจำเลยสามารถให้ข้อมูลในทางคดีเพื่อให้นายนิพนธ์ใช้ประกอบในการถามค้านพยานโจทก์ได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว นอกจากนี้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 หลังจากจำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานแล้ว ขอเลื่อนคดีไปสืบพยานบุคคลต่ออีก 2 นัด นอกเหนือจากที่ตกลงกำหนดไว้เดิม แม้โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นก็ยังให้โอกาสจำเลยตามขอ โดยในการสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายจำเลยได้แต่งตั้งนายไพบูลย์เป็นทนายความเข้ามาซักถามพยานร่วมกับนายนิพนธ์เพิ่มเติมอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว มิได้มีอคติดังที่จำเลยกล่าวอ้าง เฉพาะอย่างยิ่งในชั้นฎีกาจำเลยเองก็ยอมรับว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางได้จากความครอบครองของจำเลยจริง คงฎีกาโต้แย้งเฉพาะการพิพากษาปรับบทลงโทษของศาลอุทธรณ์เท่านั้น จากพฤติการณ์ดังที่กล่าวมาการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ถือว่าเป็นการผิดระเบียบ และไม่กระทบต่อความยุติธรรมแต่อย่างใด กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาและองค์คณะในการปฏิบัติหน้าที่ ก็ปรากฏว่าไม่เข้าเหตุในการคัดค้านผู้พิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 แต่อย่างใด กรณีจึงไม่จำเป็นที่จะต้องไต่สวนก่อน อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าก่อนมีคำสั่งในเรื่องนี้ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้ปรึกษารองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีอาวุโสสูงสุด แทนอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งติดราชการอื่นแล้ว และรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีอาวุโสสูงสุดได้ให้ความเห็นชอบ โดยลงลายมือชื่อไว้ที่หน้าปกสำนวนเป็นหลักฐานอย่างชัดเจน จึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุรจิตร ศรีบุญมา
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระศักดิ์ วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 817/2568
#717685
เปิดฉบับเต็ม

การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้นั้น ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อมีคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่ไม่ได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่ศาลเห็นสมควร คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้แต่งตั้ง ว. เป็นทนายความของตนไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาถึง 8 เดือนเศษ แต่เพิ่งมายื่นคำร้องขอถอน ว. ออกจากการเป็นทนายความก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์เพียง 1 วัน พร้อมกับขอเลื่อนคดีออกไปเพื่อจะแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาแทน ทั้งที่ศาลชั้นต้นได้กำชับไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะทำการพิจารณาคดีติดต่อกัน การขอถอนทนายความอย่างกระชั้นชิดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาล มีลักษณะเป็นการประวิงคดีให้ล่าช้าโดยไม่มีเหตุสมควร ประกอบกับในวันนัดสืบพยานดังกล่าวมีพยานโจทก์มาศาลพร้อมแล้วถึง 3 ปาก การที่ศาลชั้นต้นแต่งตั้งให้ น. ทนายขอแรงประจำศาลชั้นต้นซึ่งได้รับอนุญาตให้ว่าความตั้งแต่ปี 2544 มีประสบการณ์สูง ทำหน้าที่แก้ต่างให้จำเลย โดยศาลชั้นต้นได้สรุปข้อเท็จจริงในคดีให้ น. ทราบตามสมควรแล้ว และ น. ได้ทำหน้าที่ถามค้านพยานโจทก์ครบทั้ง 3 ปาก ถือว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ ย่อมทราบขั้นตอนการดำเนินคดีของศาลตามสมควร และรู้ข้อเท็จจริงในคดีมาตั้งแต่ต้น ในระหว่างการพิจารณาจำเลยสามารถให้ข้อมูลในทางคดีเพื่อให้ น. ใช้ประกอบในการถามพยานโจทก์ได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว นอกจากนี้ในวันนัดสืบพยานจำเลย หลังจากจำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานแล้วขอเลื่อนคดีไปสืบพยานบุคคลต่ออีก 2 นัด ศาลชั้นต้นก็ยังให้โอกาสจำเลยตามขอ โดยในการสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายจำเลยได้แต่งตั้ง พ. เป็นทนายความเข้ามาซักถามพยานร่วมกับ น. เพิ่มเติมอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้วไม่ได้มีอคติดังที่จำเลยกล่าวอ้าง จากพฤติการณ์ดังที่กล่าวมาการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ถือว่าเป็นการผิดระเบียบ และไม่กระทบต่อความยุติธรรมแต่อย่างใด กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าก่อนมีคำสั่งในเรื่องนี้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้ปรึกษารองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีอาวุโสสูงสุด แทนอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งติดราชการอื่นแล้ว จึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 76, 100/1, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2559 มาตรา 2, 3, 4, 6, 7, 88, 140, 157, 168 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ก่อนสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนนายวศินออกจากการเป็นทนายความของจำเลย ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งตั้งนายนิพนธ์ ทนายขอแรงเป็นทนายความจำเลย ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยนัดแรก จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและองค์คณะผู้พิพากษา ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาการสืบพยานโจทก์และขอเลื่อนการพิจารณาคดี

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบและมีเหตุสมควรที่จะต้องเพิกถอนหรือไม่ เห็นว่า การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้นั้น ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อมีคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน ตามที่ศาลเห็นสมควร สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยแล้วเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2560 ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยเรื่องทนายความ จำเลยแถลงว่าจะตั้งทนายความเอง ศาลชั้นต้นจึงนัดพร้อมเพื่อประชุมคดี สอบคำให้การจำเลย ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันนัดสืบพยานในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 เมื่อถึงวันนัด จำเลยก็แต่งตั้งนายวศินเข้าทำหน้าที่เป็นทนายความ โดยโจทก์ขอสืบพยานบุคคล 3 ปาก ส่วนจำเลยขอสืบพยานบุคคล 2 ปาก ศาลชั้นต้นจึงให้นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 และนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 โดยกำชับไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาอย่างชัดเจนว่า ศาลจะพิจารณาคดีติดต่อกัน เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจะสืบพยานจำเลยต่อทันที ซึ่งจำเลยและนายวศินลงลายมือชื่อรับทราบไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแล้ว แต่เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ก่อนถึงนัดสืบพยานโจทก์เพียง 1 วัน จำเลยยื่นคำร้องขอถอนนายวศินออกจากการเป็นทนายความ อ้างเหตุว่ามีความคิดเห็นไม่ตรงกัน โดยจำเลยจะแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาแทน พร้อมแถลงขอเลื่อนคดีออกไปก่อน ดังนี้ จะเห็นได้ว่าจำเลยได้แต่งตั้งนายวศินเป็นทนายความของตนไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาถึง 8 เดือนเศษ แต่เพิ่งมายื่นคำร้องขอถอนนายวศินออกจากการเป็นทนายความก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์เพียง 1 วัน พร้อมกับขอเลื่อนคดีออกไปเพื่อจะแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาแทน ทั้งที่ศาลชั้นต้นได้กำชับไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะทำการพิจารณาคดีติดต่อกัน การขอถอนทนายความอย่างกระชั้นชิดเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาล มีลักษณะเป็นการประวิงคดีให้ล่าช้าโดยไม่มีเหตุสมควร ประกอบกับในวันนัดสืบพยานดังกล่าวมีพยานโจทก์มาศาลพร้อมแล้วถึง 3 ปาก การที่ศาลชั้นต้นแต่งตั้งให้นายนิพนธ์ทนายขอแรงประจำศาลชั้นต้น ซึ่งได้รับอนุญาตให้ว่าความมาตั้งแต่ปี 2544 มีประสบการณ์สูง ทำหน้าที่แก้ต่างให้จำเลย โดยศาลชั้นต้นได้สรุปข้อเท็จจริงในคดีให้นายนิพนธ์ทราบตามสมควรแล้ว และนายนิพนธ์ได้ทำหน้าที่ถามค้านพยานโจทก์ครบทั้ง 3 ปาก ถือว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ย่อมทราบขั้นตอนการดำเนินคดีของศาลตามสมควร และรู้ข้อเท็จจริงในคดีมาตั้งแต่ต้น ในระหว่างพิจารณาจำเลยสามารถให้ข้อมูลในทางคดีเพื่อให้นายนิพนธ์ใช้ประกอบในการถามค้านพยานโจทก์ได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว นอกจากนี้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 หลังจากจำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานแล้ว ขอเลื่อนคดีไปสืบพยานบุคคลต่ออีก 2 นัด นอกเหนือจากที่ตกลงกำหนดไว้เดิม แม้โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นก็ยังให้โอกาสจำเลยตามขอ โดยในการสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายจำเลยได้แต่งตั้งนายไพบูลย์เป็นทนายความเข้ามาซักถามพยานร่วมกับนายนิพนธ์เพิ่มเติมอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว มิได้มีอคติดังที่จำเลยกล่าวอ้าง เฉพาะอย่างยิ่งในชั้นฎีกาจำเลยเองก็ยอมรับว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางได้จากความครอบครองของจำเลยจริง คงฎีกาโต้แย้งเฉพาะการพิพากษาปรับบทลงโทษของศาลอุทธรณ์เท่านั้น จากพฤติการณ์ดังที่กล่าวมาการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ถือว่าเป็นการผิดระเบียบ และไม่กระทบต่อความยุติธรรมแต่อย่างใด กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาและองค์คณะในการปฏิบัติหน้าที่ ก็ปรากฏว่าไม่เข้าเหตุในการคัดค้านผู้พิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 แต่อย่างใด กรณีจึงไม่จำเป็นที่จะต้องไต่สวนก่อน อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าก่อนมีคำสั่งในเรื่องนี้ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้ปรึกษารองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีอาวุโสสูงสุด แทนอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งติดราชการอื่นแล้ว และรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีอาวุโสสูงสุดได้ให้ความเห็นชอบ โดยลงลายมือชื่อไว้ที่หน้าปกสำนวนเป็นหลักฐานอย่างชัดเจน จึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุรจิตร ศรีบุญมา
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระศักดิ์ วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568
#712313
เปิดฉบับเต็ม

ในการชิงทรัพย์จำเลยสวมหมวกนิรภัย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุปรากฏว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก โดยจำเลยมิได้สวมหมวกนิรภัย แต่ช่วงเวลาที่จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์คดีนี้แล้วหลบหนีไป จำเลยสวมหมวกนิรภัย หากจำเลยมีเจตนาที่จะป้องกันภยันตรายจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการไม่สวมหมวกนิรภัย อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยเคร่งครัด ไม่มีเจตนาที่จะปิดบังอำพรางใบหน้าในการกระทำความผิดแล้ว จำเลยย่อมต้องสวมหมวกนิรภัยมาตั้งแต่ขณะขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก การที่จำเลยเพิ่งสวมหมวกนิรภัยก่อนเกิดเหตุเพียงเล็กน้อย ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่า จำเลยมีเจตนาสวมหมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าอันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ในขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ หาใช่เป็นการสวมหมวกนิรภัยในขณะขับขี่รถจักรยานยนต์บนท้องถนน อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกตามที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ จำเลยปิดบังใบหน้าด้วยหมวกนิรภัย อันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงเป็นการชิงทรัพย์ที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 335 (5) วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 339, 340 ตรี

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 7 ปี และปรับ 130,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 65,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานงานคุมประพฤติ 4 เดือน ต่อครั้ง ภายระยะเวลา 1 ปี และให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา24 ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 335 (5) และมาตรา 340 ตรี (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 335 (5) วรรคหนึ่ง) ให้จำคุก 15 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยลักหมวกนิรภัยแบบเต็มใบ ราคา 700 บาท ของนายรชต ผู้เสียหายไป โดยในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยสวมหมวกนิรภัยแบบเต็มใบเพื่อปิดบังใบหน้า อันเป็นการกระทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ โดยจำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามประกบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย และใช้กำลังกระชากดึงเอากุญแจรถของผู้เสียหายทิ้งลงข้างทาง เพื่อหยุดรถของผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยใช้กำลังขู่เข็ญประทุษร้ายผู้เสียหายด้วยการทำท่าจะหยิบอาวุธมาทำร้ายและบังคับให้ผู้เสียหายมอบหมวกนิรภัยให้แก่จำเลย ทั้งนี้เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำเลยให้การในชั้นสอบสวนรับว่าตามที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่า ชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม และกระทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดว่าวันเกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยสีดำ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบกับผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์จำเลยขับรถจักรยานยนต์ประกบข้างตีคู่รถของผู้เสียหาย ต่อมาจำเลยบิดลูกกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกแล้วโยนทิ้ง เมื่อเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายดับแล้ว จำเลยขับรถจักรยานยนต์วนกลับมายังรถของผู้เสียหาย และพูดจาขู่เข็ญจะทำร้ายลักษณะจะล้วงเอาอาวุธที่บริเวณเอว ข่มขู่จะทำร้ายผู้เสียหาย และพูดให้ผู้เสียหายส่งมอบหมวกนิรภัยให้แก่จำเลย จนผู้เสียหายเกิดความกลัวและส่งมอบให้แก่จำเลย จำเลยให้การรับสารภาพทุกข้อหา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีความผิดฐานชิงทรัพย์โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในการชิงทรัพย์ดังกล่าวจำเลยสวมหมวกนิรภัย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุ ปรากฏว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก โดยจำเลยมิได้สวมหมวกนิรภัย แต่ช่วงเวลาที่จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์คดีนี้แล้วหลบหนีไป จำเลยสวมหมวกนิรภัย หากจำเลยมีเจตนาที่จะป้องกันภยันตรายจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการไม่สวมหมวกนิรภัย อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยเคร่งครัด ไม่มีเจตนาที่จะปิดบังอำพรางใบหน้าในการกระทำความผิดแล้ว จำเลยย่อมต้องสวมหมวกนิรภัยมาตั้งแต่ขณะขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก การที่จำเลยเพิ่งสวมหมวกนิรภัยก่อนเกิดเหตุเพียงเล็กน้อย ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่า จำเลยมีเจตนาสวมหมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าอันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ในขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ หาใช่เป็นการสวมหมวกนิรภัยในขณะขับขี่รถจักรยานยนต์บนท้องถนน อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกตามที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ จำเลยปิดบังใบหน้าด้วยหมวกนิรภัย อันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงเป็นการชิงทรัพย์ที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (5) วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดในขณะที่มีอายุเพียง 18 ปี เศษเท่านั้น จำเลยน่าจะยังมีความรู้สำนึกผิดชอบไม่มากนัก ยังปรากฏจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าผู้เสียหายได้รับของกลางคืนแล้ว และจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,500 บาท แก่ผู้เสียหายแล้ว โดยผู้เสียหายไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยอีก และจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ โดยเพียงแต่บิดกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายให้เครื่องยนต์ดับ จนผู้เสียหายขับรถต่อไปไม่ได้ แล้วจำเลยพูดขอหมวกนิรภัยจากผู้เสียหายและทำท่าทางข่มขู่ จนผู้เสียหายกลัวและส่งมอบหมวกนิรภัยให้แก่จำเลย โดยไม่มีพฤติการณ์ร้ายแรงอื่น การกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นความคึกคะนองตามประสาวัยรุ่น ประกอบกับจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน อีกทั้งจำเลยต้องขังในระหว่างฎีกามานาน 1 ปีเศษแล้ว น่าจะหลาบจำ เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ การศึกษา การพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และพิเคราะห์แล้วจำเลยไม่เคยมีประวัติการกระทำความผิดหรือประพฤติปฏิบัติอันร้ายแรงอื่นมาก่อน การกระทำของจำเลยครั้งนี้ยังอยู่ในวิสัยที่สามารถแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้นได้ เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และกำหนดเงื่อนไขในการคุมความประพฤติ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำไม่กลับไปกระทำความผิดอีก เห็นสมควรลงโทษปรับด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลย หนึ่งในสามแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 10 ปี และปรับ 200,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี และปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้งในระยะเวลา 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (5) ม. 339 ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายเอกรินทร์ หนุนภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวัฒนา วิทยกุล
ชื่อองค์คณะ
ธนกฤต กมลวัทน์
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
ธีระศักดิ์ วริวงศ์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
#714434
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจได้โดยจำเลยไม่ได้หลบหนี พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลให้แก่โจทก์ร่วมจึงเป็นการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน หรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง

การที่จำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามก็ไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุผลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปในเวลากลางคืนโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 335, 336, 352 คือการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริตเช่นเดียวกัน คงแตกต่างกันเพียงเรื่องการเอาทรัพย์นั้นไปโดยวิธีการใดเท่านั้น ดังนั้น ข้อแตกต่างระหว่างความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และฐานยักยอกทรัพย์จึงถือได้ว่ามิได้แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 และให้จําเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จําเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายภูษิต ผู้เสียหายยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 เดือน และปรับ 30,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟังให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้งภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษ และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,440 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วม นายนัสที จำเลย และนายจำนงค์ สามีจำเลย นั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้ร้านค้าของโจทก์ร่วมและร้านค้าของจำเลย โจทก์ร่วมขอใบตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยมาตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับ ราคาฉบับละ 80 บาท เมื่อโจทก์ร่วมตรวจไปได้ 5 ฉบับไม่ถูกรางวัล โจทก์ร่วมลุกขึ้นจะกลับไปที่ร้านค้าโดยถือสลากกินแบ่งรัฐบาลส่วนที่เหลือยังไม่ได้ตรวจอีก 43 ฉบับ ไว้ในมือ จำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าวไปตรวจ ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางใหญ่ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมกับนายนัสที เพื่อนของโจทก์ร่วมและจำเลยซึ่งเป็นพยานโจทก์กับพยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยด้วยเบิกความยืนยันว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นของโจทก์ร่วม และมีนางสาวภณิศา ซึ่งเป็นพยานโจทก์กับพยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยด้วยเช่นกันเบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานเห็นจำเลยกับนายจำนงค์นั่งตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่ที่โต๊ะ พยานถามว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นของใคร นายจำนงค์บอกว่า เป็นของโจทก์ร่วม พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามเบิกความยืนยันตรงกันจึงมีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ ประกอบกับข้อเท็จจริงตามสำนวนได้ความว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เก็บรักษาสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดไว้ที่ตนเอง ในตอนแรกเมื่อจำเลยขอสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปตรวจโจทก์ร่วมปฏิเสธจะขอคืนไปตรวจเอง จำเลยก็บอกว่าจะช่วยตรวจให้โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านหรือโต้เถียงว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นเป็นของจำเลยที่เข้าหุ้นซื้อไว้ด้วยแต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ให้น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมา ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยเข้าหุ้นกับโจทก์ร่วมซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยนั้นคงมีจำเลยเบิกความลอย ๆ เพียงลำพัง ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจำเลยเข้าหุ้นซื้อมาเมื่อวันเวลาใด หรือเข้าหุ้นซื้อกี่ฉบับ ฉบับใดบ้าง หรือเข้าหุ้นร่วมซื้อเป็นเงินจำนวนเท่าใด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่จำเลยควรจะต้องจดจำได้อย่างแม่นยำเพราะหากถูกรางวัลจำเลยจะต้องคิดคำนวณเงินส่วนแบ่งที่จำเลยจะพึงได้รับจากโจทก์ร่วมด้วย แต่จำเลยก็หาได้นำสืบหรือเบิกความถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้เพื่อพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ชัดโดยปราศจากข้อสงสัยไม่ส่วนนายจำนงค์สามีจำเลยก็มิได้เบิกความยืนยันหรือสนับสนุนว่าจำเลยเข้าหุ้นกับโจทก์ร่วมซื้อสลากกินแบ่งดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาไม่สมเหตุสมผลและมีน้ำหนักน้อยไม่เพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้เข้าหุ้นซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลกับโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สลากกินแบ่งรัฐบาลทั้ง 48 ฉบับ แต่เพียงผู้เดียว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่าวันเกิดเหตุโจทก์ร่วมนำสลากกินแบ่งรัฐบาลมาตรวจโดยถือไว้ในมือข้างซ้าย เมื่อเอามาตรวจได้ 4 ถึง 5 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลก็วางไว้บนโต๊ะ ระหว่างนั้นมีลูกค้ามาที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมลุกขึ้นจะไปที่ร้านค้าจำเลยดึงสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจซึ่งอยู่ในมือของโจทก์ร่วมไปบอกว่าจะช่วยตรวจให้ ให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อน โจทก์ร่วมบอกจำเลยว่าจะตรวจเองแต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ โจทก์ร่วมเห็นลูกค้ารออยู่จึงเดินไปที่ร้านค้า หลังจากนั้นประมาณ 15 นาที โจทก์ร่วมเดินกลับมาที่โต๊ะถามจำเลยเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม จำเลยบอกว่าตรวจให้แล้วไม่ถูกและทิ้งไปแล้ว โจทก์ร่วมถามอีกครั้งจำเลยก็ยืนยันว่าทิ้งไปแล้ว โจทก์ร่วมเดินไปดูในถังขยะที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่พบสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมจึงเดินกลับมาหาจำเลยที่โต๊ะบอกให้จำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลคืนมาโจทก์ร่วมจะตรวจจำเลยยืนยันเหมือนเดิมว่าทิ้งไปแล้ว และมีนายนัสทีเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ร่วมขอใบตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยมาตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมที่มีจำนวนมากหลายฉบับ โจทก์ร่วมตรวจไปได้ 2 ถึง 3 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลมีลูกค้ามาที่ร้านค้าของโจทก์ร่วมขณะโจทก์ร่วมจะเดินไปที่ร้านค้าจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์ร่วมถืออยู่ในมือไป บอกให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อนจำเลยจะตรวจให้เอง ตอนแรกโจทก์ร่วมจะเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมคืนจำเลยบอกโจทก์ร่วมว่าไปเถอะไปขายของเถอะ โจทก์ร่วมจึงเดินไปที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม จำเลยกับนายจำนงค์ช่วยกันตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทีละฉบับเมื่อไม่ถูกก็วางไว้บนโต๊ะ พยานนั่งดูอยู่ประมาณ 10 นาที ก็เดินไปที่ร้านค้าของพยาน จากนั้นประมาณ 10 นาที พยานเดินกลับมาที่โต๊ะเห็นจำเลยกับนายจำนงค์ยังตรวจไม่เสร็จพยานนั่งดูอยู่ประมาณ 5 นาที จึงเดินไปปิดร้านค้า เมื่อเดินกลับมาอีกครั้งพบโจทก์ร่วม จำเลยและนายจำนงค์อยู่ที่โต๊ะ แต่ไม่เห็นสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมบนโต๊ะ พยานได้ยินโจทก์ร่วมถามจำเลยเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม จำเลยตอบว่าตรวจแล้วไม่ถูก ทิ้งไปแล้ว เห็นว่า โจทก์ร่วมและนายนัสทีเบิกความยืนยันสอดคล้องตรงกันว่าจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยตรวจเสร็จแล้วก็ไม่คืนให้แก่โจทก์ร่วมบอกว่าทิ้งไปแล้ว แม้จะมีถ้อยคำที่โจทก์ร่วมและนายนัสทีเบิกความแตกต่างคลาดเคลื่อนอยู่บ้างเกี่ยวกับถ้อยคำพูดของจำเลย จำนวนสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมที่ตรวจแล้วและยังไม่ได้ตรวจ แต่ถ้อยคำนั้นก็เป็นพลความที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยทั้งสลากกินแบ่งที่โจทก์ร่วมนำออกมาตรวจมีเป็นจำนวนมาก ระหว่างที่โจทก์ร่วมกำลังตรวจได้บางส่วนก็รีบลุกขึ้นจะเดินไปที่ร้านค้าของโจทก์ร่วมอย่างรีบร้อนย่อมไม่มีเวลาจะสังเกตจดจำหรือนับจำนวนสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ตรวจแล้วหรือที่ยังไม่ได้ตรวจได้อย่างแม่นยำชัดเจน ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ข้อแตกต่างนี้จึงมิใช่ข้อสาระสำคัญแห่งคดี คงเป็นเพียงรายละเอียดข้อปลีกย่อยเท่านั้น มิได้ถือเป็นข้อพิรุธอันจะเป็นเหตุให้น่าระแวงสงสัยแต่ประการใด นอกจากนี้ยังได้ความว่าโจทก์ร่วมและนายนัสทีเป็นเพื่อนกับจำเลยและนายจำนงค์มาเป็นเวลานานหลายปีต่างประกอบอาชีพค้าขายมีร้านค้าอยู่ใกล้กันมีการพบปะสังสรรค์พูดคุยรับประทานอาหารด้วยกันที่โต๊ะดังกล่าวอยู่เสมอ วันเกิดเหตุก็นั่งพูดคุยกันที่โต๊ะตามปกติดังเช่นที่เคยกระทำกันมา ไม่ปรากฏว่ามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งหรือมีเหตุโกรธเคืองกันแต่อย่างใด ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ร่วมและนายนัสทีจะเบิกความกลั่นแกล้งใส่ความให้ร้ายจำเลย โดยเฉพาะนายนัสทีเป็นประจักษ์พยานคนกลางที่โจทก์กับโจทก์ร่วมและจำเลยต่างก็อ้างเป็นพยานฝ่ายตนและไม่มีส่วนได้เสียในคดี คำเบิกความของนายนัสทีย่อมมีความน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามที่โจทก์ร่วมและนายนัสทีเบิกความมา ส่วนจำเลยมีจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อโจทก์ร่วมตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ถูกรางวัลมีลูกค้ามารอที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม ขณะโจทก์ร่วมจะเดินไปที่ร้านค้าจำเลยจับสลากกินแบ่งรัฐบาลในมือโจทก์ร่วมบอกว่าจะตรวจให้โจทก์ร่วมบอกจะตรวจเอง จำเลยบอกโจทก์ร่วมให้ไปขายของจำเลยจะตรวจให้ โจทก์ร่วมพูดว่า "เอาอย่างนั้นเลยเหรอพี่" และส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้จำเลยมาตรวจ เมื่อโจทก์ร่วมเดินไปที่ร้านค้าแล้วกลับมาจำเลยจะคืนสลากกินแบ่งรัฐบาลให้โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมบอกจำเลยว่าไหน ๆ ตรวจให้แล้วก็ตรวจต่อไป จำเลยตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกใบแล้วไม่มีถูกรางวัลจึงวางไว้บนโต๊ะ ต่อมานางสาวภณิศาเดินมาถามเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลที่วางอยู่บนโต๊ะและนับจำนวนได้ 48 ฉบับ แล้วใช้หนังยางรัดสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดวางไว้บนโต๊ะหลังจากนั้นโจทก์ร่วม จำเลย นายนัสที และนายจำนงค์นั่งคุยกันต่อสักครู่ก็แยกย้ายกันกลับและจำเลยมีนายจำนงค์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุในทำนองเดียวกับจำเลย เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยและนายจำนงค์ดังกล่าวส่วนใหญ่สอดคล้องตรงกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมและนายนัสทีจึงเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมยิ่งสนับสนุนคำพยานของโจทก์ร่วมและนายนัสทีให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้น ที่จำเลยอ้างว่าหลังจากจำเลยและนายจำนงค์ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมเสร็จแล้วจำเลยวางไว้บนโต๊ะ จำเลยไม่ได้เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทั้งหมดไปนั้น คงมีจำเลยและนายจำนงค์สามีจำเลยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีโดยตรงเบิกความเท่านั้น การรับฟังคำพยานดังกล่าวจึงต้องพึงกระทำด้วยความระมัดระวัง จำเลยและนายจำนงค์เบิกความว่าเมื่อจำเลยและนายจำนงค์ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมเสร็จแล้วระหว่างนั่งคุยกับโจทก์ร่วมนางสาวภณิศามาถามนายจำนงค์เรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลที่วางอยู่บนโต๊ะนายจำนงค์บอกว่าอยากรู้ว่ากี่ใบให้นับเอา นางสาวภณิศานับได้ 48 ฉบับแล้วใช้หนังยางรัดสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดแล้ววางไว้บนโต๊ะ แต่นางสาวภณิศากลับเบิกความว่า พยานเห็นจำเลยกับนายจำนงค์ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่เมื่อสอบถามจำเลยบอกว่ายังตรวจไม่เสร็จจึงคืนสลากกินแบ่งรัฐบาลที่นับแล้วให้จำเลยไป ไม่ตรงกับคำเบิกความของจำเลยและนายจำนงค์ จึงมีข้อพิรุธที่น่าสงสัยว่าจำเลยและนายจำนงค์อาจจะเบิกความบิดเบือนความจริงเพื่อให้จำเลยพ้นจากความผิด ทั้งได้ความจากโจทก์ร่วมและนายนัสทีว่าเมื่อโจทก์ร่วมและนายนัสทีกลับมาที่โต๊ะในภายหลังไม่พบสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม บริเวณที่เกิดเหตุก็เป็นที่โล่งแจ้งหากจำเลยวางสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมซึ่งมีเป็นจำนวนมากถึง 48 ฉบับไว้บนโต๊ะจริงโจทก์ร่วมและนายนัสทีย่อมจะพบเห็นได้โดยง่าย อีกทั้งจำเลยบอกโจทก์ร่วมว่าทิ้งสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปแล้วแต่ไม่ได้บอกว่าทิ้งไปตรงไหนปล่อยให้โจทก์ร่วมค้นหาเองเมื่อโจทก์ร่วมไปตรวจดูในถังขยะที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ไม่พบ ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุโจทก์ร่วมนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม 48 ฉบับ มาตรวจรางวัล เมื่อโจทก์ร่วมเอาออกมาตรวจได้ 5 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลก็วางไว้บนโต๊ะ ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมลุกขึ้นจะเดินไปร้านค้าของโจทก์ร่วมจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจ 43 ฉบับ ซึ่งอยู่ในมือของโจทก์ร่วมไปบอกว่าจะช่วยตรวจ ให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อน หลังจากนั้นจำเลยและนายจำนงค์ช่วยกันตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วจำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทั้งหมดไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามจำเลยไม่คืนสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ร่วมโดยบอกโจทก์ร่วมว่าตรวจแล้วไม่ถูกรางวัลและทิ้งไปแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจได้โดยจำเลยไม่ได้หลบหนี พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลให้แก่โจทก์ร่วมจึงเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่ฟ้องโจทก์ แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามก็ไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุผลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติขยายความคำว่าข้อสาระสำคัญในวรรคสองให้เข้าใจว่าถ้าหากข้อแตกต่างนั้นเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ แต่ถ้าหากแตกต่างกันเพียงรายละเอียดที่จะต้องกล่าวในคำฟ้องให้ถือว่าข้อแตกต่างกันนั้นมิใช่ข้อสาระสำคัญ ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335,336, 352 คือการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยเจตนาทุจริตเช่นเดียวกัน คงแตกต่างกันเพียงเรื่องการเอาทรัพย์นั้นไปโดยวิธีการใด กล่าวคือ ด้วยวิธีการเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต หรือด้วยวิธีการลักเอาทรัพย์นั้นไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า หรือด้วยวิธีการครอบครองทรัพย์นั้นแล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต เท่านั้น วิธีการในการเอาทรัพย์นั้นไปที่แตกต่างกันดังกล่าวจึงมิใช่ข้อสาระสำคัญ ดังนั้น ข้อแตกต่างระหว่างความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และฐานยักยอกทรัพย์จึงถือได้ว่ามิได้แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป ไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ตามที่พิจารณาได้ความนั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นแต่อย่างไรก็ดี เห็นสมควรให้รอการลงโทษนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง

พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ภ.
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายกิตติพงศ์ ทองปุย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนิน ชินตาปัญญากุล
ชื่อองค์คณะ
สุชาติ สุนทรีเกษม
จรรยา จีระเรืองรัตนา
อดุลย์ อุดมผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
#715636
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจได้โดยจำเลยไม่ได้หลบหนี พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลให้แก่โจทก์ร่วมจึงเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามก็ไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุผลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 และให้จําเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จําเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาย ภ. ผู้เสียหายยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 เดือน และปรับ 30,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟังให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้งภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษ และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,440 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วม นาย น. จำเลย และนาย จ. สามีจำเลย นั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้ร้านค้าของโจทก์ร่วมและร้านค้าของจำเลย โจทก์ร่วมขอใบตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยมาตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับ ราคาฉบับละ 80 บาท เมื่อโจทก์ร่วมตรวจไปได้ 5 ฉบับไม่ถูกรางวัล โจทก์ร่วมลุกขึ้นจะกลับไปที่ร้านค้าโดยถือสลากกินแบ่งรัฐบาลส่วนที่เหลือยังไม่ได้ตรวจอีก 43 ฉบับ ไว้ในมือ จำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าวไปตรวจ ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางใหญ่ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมกับนาย น. เพื่อนของโจทก์ร่วมและจำเลยซึ่งเป็นพยานโจทก์กับพยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยด้วยเบิกความยืนยันว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นของโจทก์ร่วม และมีนางสาว ณ. ซึ่งเป็นพยานโจทก์กับพยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยด้วยเช่นกันเบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานเห็นจำเลยกับนาย จ. นั่งตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่ที่โต๊ะ พยานถามว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นของใคร นาย จ. บอกว่า เป็นของโจทก์ร่วม พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามเบิกความยืนยันตรงกันจึงมีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ ประกอบกับข้อเท็จจริงตามสำนวนได้ความว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เก็บรักษาสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดไว้ที่ตนเอง ในตอนแรกเมื่อจำเลยขอสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปตรวจโจทก์ร่วมปฏิเสธจะขอคืนไปตรวจเอง จำเลยก็บอกว่าจะช่วยตรวจให้โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านหรือโต้เถียงว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นเป็นของจำเลยที่เข้าหุ้นซื้อไว้ด้วยแต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ให้น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมา ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยเข้าหุ้นกับโจทก์ร่วมซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยนั้นคงมีจำเลยเบิกความลอย ๆ เพียงลำพัง ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจำเลยเข้าหุ้นซื้อมาเมื่อวันเวลาใด หรือเข้าหุ้นซื้อกี่ฉบับ ฉบับใดบ้าง หรือเข้าหุ้นร่วมซื้อเป็นเงินจำนวนเท่าใด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่จำเลยควรจะต้องจดจำได้อย่างแม่นยำเพราะหากถูกรางวัลจำเลยจะต้องคิดคำนวณเงินส่วนแบ่งที่จำเลยจะพึงได้รับจากโจทก์ร่วมด้วย แต่จำเลยก็หาได้นำสืบหรือเบิกความถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้เพื่อพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ชัดโดยปราศจากข้อสงสัยไม่ส่วนนาย จ. สามีจำเลยก็มิได้เบิกความยืนยันหรือสนับสนุนว่าจำเลยเข้าหุ้นกับโจทก์ร่วมซื้อสลากกินแบ่งดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาไม่สมเหตุสมผลและมีน้ำหนักน้อยไม่เพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้เข้าหุ้นซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลกับโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สลากกินแบ่งรัฐบาลทั้ง 48 ฉบับ แต่เพียงผู้เดียว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่าวันเกิดเหตุโจทก์ร่วมนำสลากกินแบ่งรัฐบาลมาตรวจโดยถือไว้ในมือข้างซ้าย เมื่อเอามาตรวจได้ 4 ถึง 5 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลก็วางไว้บนโต๊ะ ระหว่างนั้นมีลูกค้ามาที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมลุกขึ้นจะไปที่ร้านค้าจำเลยดึงสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจซึ่งอยู่ในมือของโจทก์ร่วมไปบอกว่าจะช่วยตรวจให้ ให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อน โจทก์ร่วมบอกจำเลยว่าจะตรวจเองแต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ โจทก์ร่วมเห็นลูกค้ารออยู่จึงเดินไปที่ร้านค้า หลังจากนั้นประมาณ 15 นาที โจทก์ร่วมเดินกลับมาที่โต๊ะถามจำเลยเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม จำเลยบอกว่าตรวจให้แล้วไม่ถูกและทิ้งไปแล้ว โจทก์ร่วมถามอีกครั้งจำเลยก็ยืนยันว่าทิ้งไปแล้ว โจทก์ร่วมเดินไปดูในถังขยะที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่พบสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมจึงเดินกลับมาหาจำเลยที่โต๊ะบอกให้จำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลคืนมาโจทก์ร่วมจะตรวจจำเลยยืนยันเหมือนเดิมว่าทิ้งไปแล้ว และมีนาย น. เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ร่วมขอใบตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยมาตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมที่มีจำนวนมากหลายฉบับ โจทก์ร่วมตรวจไปได้ 2 ถึง 3 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลมีลูกค้ามาที่ร้านค้าของโจทก์ร่วมขณะโจทก์ร่วมจะเดินไปที่ร้านค้าจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์ร่วมถืออยู่ในมือไป บอกให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อนจำเลยจะตรวจให้เอง ตอนแรกโจทก์ร่วมจะเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมคืนจำเลยบอกโจทก์ร่วมว่าไปเถอะไปขายของเถอะ โจทก์ร่วมจึงเดินไปที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม จำเลยกับนาย จ. ช่วยกันตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทีละฉบับเมื่อไม่ถูกก็วางไว้บนโต๊ะ พยานนั่งดูอยู่ประมาณ 10 นาที ก็เดินไปที่ร้านค้าของพยาน จากนั้นประมาณ 10 นาที พยานเดินกลับมาที่โต๊ะเห็นจำเลยกับนาย จ. ยังตรวจไม่เสร็จพยานนั่งดูอยู่ประมาณ 5 นาที จึงเดินไปปิดร้านค้า เมื่อเดินกลับมาอีกครั้งพบโจทก์ร่วม จำเลยและนาย จ. อยู่ที่โต๊ะ แต่ไม่เห็นสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมบนโต๊ะ พยานได้ยินโจทก์ร่วมถามจำเลยเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม จำเลยตอบว่าตรวจแล้วไม่ถูก ทิ้งไปแล้ว เห็นว่า โจทก์ร่วมและนาย น. เบิกความยืนยันสอดคล้องตรงกันว่าจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยตรวจเสร็จแล้วก็ไม่คืนให้แก่โจทก์ร่วมบอกว่าทิ้งไปแล้ว แม้จะมีถ้อยคำที่โจทก์ร่วมและนาย น. เบิกความแตกต่างคลาดเคลื่อนอยู่บ้างเกี่ยวกับถ้อยคำพูดของจำเลย จำนวนสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมที่ตรวจแล้วและยังไม่ได้ตรวจ แต่ถ้อยคำนั้นก็เป็นพลความที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยทั้งสลากกินแบ่งที่โจทก์ร่วมนำออกมาตรวจมีเป็นจำนวนมาก ระหว่างที่โจทก์ร่วมกำลังตรวจได้บางส่วนก็รีบลุกขึ้นจะเดินไปที่ร้านค้าของโจทก์ร่วมอย่างรีบร้อนย่อมไม่มีเวลาจะสังเกตจดจำหรือนับจำนวนสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ตรวจแล้วหรือที่ยังไม่ได้ตรวจได้อย่างแม่นยำชัดเจน ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ข้อแตกต่างนี้จึงมิใช่ข้อสาระสำคัญแห่งคดี คงเป็นเพียงรายละเอียดข้อปลีกย่อยเท่านั้น มิได้ถือเป็นข้อพิรุธอันจะเป็นเหตุให้น่าระแวงสงสัยแต่ประการใด นอกจากนี้ยังได้ความว่าโจทก์ร่วมและนาย น. เป็นเพื่อนกับจำเลยและนาย จ. มาเป็นเวลานานหลายปีต่างประกอบอาชีพค้าขายมีร้านค้าอยู่ใกล้กันมีการพบปะสังสรรค์พูดคุยรับประทานอาหารด้วยกันที่โต๊ะดังกล่าวอยู่เสมอ วันเกิดเหตุก็นั่งพูดคุยกันที่โต๊ะตามปกติดังเช่นที่เคยกระทำกันมา ไม่ปรากฏว่ามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งหรือมีเหตุโกรธเคืองกันแต่อย่างใด ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ร่วมและนาย น. จะเบิกความกลั่นแกล้งใส่ความให้ร้ายจำเลย โดยเฉพาะนาย น. เป็นประจักษ์พยานคนกลางที่โจทก์กับโจทก์ร่วมและจำเลยต่างก็อ้างเป็นพยานฝ่ายตนและไม่มีส่วนได้เสียในคดี คำเบิกความของนาย น. ย่อมมีความน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามที่โจทก์ร่วมและนาย น. เบิกความมา ส่วนจำเลยมีจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อโจทก์ร่วมตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ถูกรางวัลมีลูกค้ามารอที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม ขณะโจทก์ร่วมจะเดินไปที่ร้านค้าจำเลยจับสลากกินแบ่งรัฐบาลในมือโจทก์ร่วมบอกว่าจะตรวจให้โจทก์ร่วมบอกจะตรวจเอง จำเลยบอกโจทก์ร่วมให้ไปขายของจำเลยจะตรวจให้ โจทก์ร่วมพูดว่า "เอาอย่างนั้นเลยเหรอพี่" และส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้จำเลยมาตรวจ เมื่อโจทก์ร่วมเดินไปที่ร้านค้าแล้วกลับมาจำเลยจะคืนสลากกินแบ่งรัฐบาลให้โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมบอกจำเลยว่าไหน ๆ ตรวจให้แล้วก็ตรวจต่อไป จำเลยตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกใบแล้วไม่มีถูกรางวัลจึงวางไว้บนโต๊ะ ต่อมานางสาว ณ. เดินมาถามเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลที่วางอยู่บนโต๊ะและนับจำนวนได้ 48 ฉบับ แล้วใช้หนังยางรัดสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดวางไว้บนโต๊ะหลังจากนั้นโจทก์ร่วม จำเลย นาย น. และนาย จ. นั่งคุยกันต่อสักครู่ก็แยกย้ายกันกลับและจำเลยมีนาย จ. เป็นพยานเบิกความสนับสนุนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุในทำนองเดียวกับจำเลย เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยและนาย จ. ดังกล่าวส่วนใหญ่สอดคล้องตรงกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมและนาย น. จึงเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมยิ่งสนับสนุนคำพยานของโจทก์ร่วมและนาย น. ให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้น ที่จำเลยอ้างว่าหลังจากจำเลยและนาย จ. ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมเสร็จแล้วจำเลยวางไว้บนโต๊ะ จำเลยไม่ได้เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทั้งหมดไปนั้น คงมีจำเลยและนาย จ. สามีจำเลยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีโดยตรงเบิกความเท่านั้น การรับฟังคำพยานดังกล่าวจึงต้องพึงกระทำด้วยความระมัดระวัง จำเลยและนาย จ. เบิกความว่าเมื่อจำเลยและนาย จ. ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมเสร็จแล้วระหว่างนั่งคุยกับโจทก์ร่วมนางสาว ณ. มาถามนาย จ. เรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลที่วางอยู่บนโต๊ะนาย จ. บอกว่าอยากรู้ว่ากี่ใบให้นับเอา นางสาว ณ. นับได้ 48 ฉบับแล้วใช้หนังยางรัดสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดแล้ววางไว้บนโต๊ะ แต่นางสาว ณ. กลับเบิกความว่า พยานเห็นจำเลยกับนาย จ. ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่เมื่อสอบถามจำเลยบอกว่ายังตรวจไม่เสร็จจึงคืนสลากกินแบ่งรัฐบาลที่นับแล้วให้จำเลยไป ไม่ตรงกับคำเบิกความของจำเลยและนาย จ. จึงมีข้อพิรุธที่น่าสงสัยว่าจำเลยและนาย จ. อาจจะเบิกความบิดเบือนความจริงเพื่อให้จำเลยพ้นจากความผิด ทั้งได้ความจากโจทก์ร่วมและนาย น. ว่าเมื่อโจทก์ร่วมและนาย น. กลับมาที่โต๊ะในภายหลังไม่พบสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม บริเวณที่เกิดเหตุก็เป็นที่โล่งแจ้งหากจำเลยวางสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมซึ่งมีเป็นจำนวนมากถึง 48 ฉบับไว้บนโต๊ะจริงโจทก์ร่วมและนาย น. ย่อมจะพบเห็นได้โดยง่าย อีกทั้งจำเลยบอกโจทก์ร่วมว่าทิ้งสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปแล้วแต่ไม่ได้บอกว่าทิ้งไปตรงไหนปล่อยให้โจทก์ร่วมค้นหาเองเมื่อโจทก์ร่วมไปตรวจดูในถังขยะที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ไม่พบ ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุโจทก์ร่วมนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม 48 ฉบับ มาตรวจรางวัล เมื่อโจทก์ร่วมเอาออกมาตรวจได้ 5 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลก็วางไว้บนโต๊ะ ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมลุกขึ้นจะเดินไปร้านค้าของโจทก์ร่วมจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจ 43 ฉบับ ซึ่งอยู่ในมือของโจทก์ร่วมไปบอกว่าจะช่วยตรวจ ให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อน หลังจากนั้นจำเลยและนาย จ. ช่วยกันตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วจำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทั้งหมดไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามจำเลยไม่คืนสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ร่วมโดยบอกโจทก์ร่วมว่าตรวจแล้วไม่ถูกรางวัลและทิ้งไปแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจได้โดยจำเลยไม่ได้หลบหนี พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลให้แก่โจทก์ร่วมจึงเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามก็ไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุผลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติขยายความคำว่าข้อสาระสำคัญในวรรคสองให้เข้าใจว่าถ้าหากข้อแตกต่างนั้นเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ แต่ถ้าหากแตกต่างกันเพียงรายละเอียดที่จะต้องกล่าวในคำฟ้องให้ถือว่าข้อแตกต่างกันนั้นมิใช่ข้อสาระสำคัญ ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335,336, 352 คือการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยเจตนาทุจริตเช่นเดียวกัน คงแตกต่างกันเพียงเรื่องการเอาทรัพย์นั้นไปโดยวิธีการใด กล่าวคือ ด้วยวิธีการเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต หรือด้วยวิธีการลักเอาทรัพย์นั้นไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า หรือด้วยวิธีการครอบครองทรัพย์นั้นแล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต เท่านั้น วิธีการในการเอาทรัพย์นั้นไปที่แตกต่างกันดังกล่าวจึงมิใช่ข้อสาระสำคัญ ดังนั้น ข้อแตกต่างระหว่างความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และฐานยักยอกทรัพย์จึงถือได้ว่ามิได้แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป ไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ตามที่พิจารณาได้ความนั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นแต่อย่างไรก็ดี เห็นสมควรให้รอการลงโทษนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง

พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 ม. 336 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ภ.
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายกิตติพงศ์ ทองปุย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนิน ชินตาปัญญากุล
ชื่อองค์คณะ
สุชาติ สุนทรีเกษม
จรรยา จีระเรืองรัตนา
อดุลย์ อุดมผล
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
#717684
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยดึงสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาโจทก์ร่วมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลได้ การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามฟ้อง แต่เมื่อจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เป็นการเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอก ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 และให้จําเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จําเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายภูษิต ผู้เสียหายยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 เดือน และปรับ 30,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟังให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษ และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,440 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วม นายนัสที จำเลย และนายจำนงค์ สามีจำเลย นั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้ร้านค้าของโจทก์ร่วมและร้านค้าของจำเลย โจทก์ร่วมขอใบตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยมาตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับ ราคาฉบับละ 80 บาท เมื่อโจทก์ร่วมตรวจไปได้ 5 ฉบับ ไม่ถูกรางวัล โจทก์ร่วมลุกขึ้นจะกลับไปที่ร้านค้าโดยถือสลากกินแบ่งรัฐบาลส่วนที่เหลือยังไม่ได้ตรวจอีก 43 ฉบับ ไว้ในมือ จำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าวไปตรวจ ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางใหญ่ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมกับนายนัสที เพื่อนของโจทก์ร่วมและจำเลยซึ่งเป็นพยานโจทก์กับพยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยด้วยเบิกความยืนยันว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นของโจทก์ร่วม และมีนางสาวภณิศา ซึ่งเป็นพยานโจทก์กับพยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยด้วยเช่นกันเบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานเห็นจำเลยกับนายจำนงค์นั่งตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่ที่โต๊ะ พยานถามว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นของใคร นายจำนงค์บอกว่า เป็นของโจทก์ร่วม พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามเบิกความยืนยันตรงกันจึงมีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ ประกอบกับข้อเท็จจริงตามสำนวนได้ความว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เก็บรักษาสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดไว้ที่ตนเอง ในตอนแรกเมื่อจำเลยขอสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปตรวจโจทก์ร่วมปฏิเสธจะขอตรวจเอง จำเลยก็บอกว่าจะช่วยตรวจให้โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านหรือโต้เถียงว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นเป็นของจำเลยที่เข้าหุ้นซื้อไว้ด้วยแต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ให้น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมา ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยเข้าหุ้นกับโจทก์ร่วมซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยนั้นคงมีจำเลยเบิกความลอย ๆ เพียงลำพัง ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจำเลยเข้าหุ้นซื้อมาเมื่อวันเวลาใด หรือเข้าหุ้นซื้อกี่ฉบับ ฉบับใดบ้าง หรือเข้าหุ้นร่วมซื้อเป็นเงินจำนวนเท่าใด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่จำเลยควรจะต้องจดจำได้อย่างแม่นยำเพราะหากถูกรางวัลจำเลยจะต้องคิดคำนวณเงินส่วนแบ่งที่จำเลยจะพึงได้รับจากโจทก์ร่วมด้วย แต่จำเลยก็หาได้นำสืบหรือเบิกความถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้เพื่อพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ชัดโดยปราศจากข้อสงสัยไม่ ส่วนนายจำนงค์สามีจำเลยก็มิได้เบิกความยืนยันหรือสนับสนุนว่าจำเลยเข้าหุ้นกับโจทก์ร่วมซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาไม่สมเหตุสมผลและมีน้ำหนักน้อยไม่เพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้เข้าหุ้นซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลกับโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สลากกินแบ่งรัฐบาลทั้ง 48 ฉบับ แต่เพียงผู้เดียว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่าวันเกิดเหตุโจทก์ร่วมนำสลากกินแบ่งรัฐบาลมาตรวจโดยถือไว้ในมือข้างซ้าย เมื่อเอามาตรวจได้ 4 ถึง 5 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลก็วางไว้บนโต๊ะ ระหว่างนั้นมีลูกค้ามาที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมลุกขึ้นจะไปที่ร้านค้า จำเลยดึงสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจซึ่งอยู่ในมือของโจทก์ร่วมไปบอกว่าจะช่วยตรวจให้ ให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อน โจทก์ร่วมบอกจำเลยว่าจะตรวจเองแต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ โจทก์ร่วมเห็นลูกค้ารออยู่จึงเดินไปที่ร้านค้า หลังจากนั้นประมาณ 15 นาที โจทก์ร่วมเดินกลับมาที่โต๊ะถามจำเลยเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม จำเลยบอกว่าตรวจให้แล้วไม่ถูกและทิ้งไปแล้ว โจทก์ร่วมถามอีกครั้งจำเลยก็ยืนยันว่าทิ้งไปแล้ว โจทก์ร่วมเดินไปดูในถังขยะที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่พบสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมจึงเดินกลับมาหาจำเลยที่โต๊ะบอกให้จำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลคืนมาโจทก์ร่วมจะตรวจ จำเลยยืนยันเหมือนเดิมว่าทิ้งไปแล้ว และมีนายนัสทีเป็นพยานเบิกความว่าโจทก์ร่วมขอใบตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยมาตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมที่มีจำนวนมากหลายฉบับ โจทก์ร่วมตรวจไปได้ 2 ถึง 3 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลมีลูกค้ามาที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม ขณะโจทก์ร่วมจะเดินไปที่ร้านค้าจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์ร่วมถืออยู่ในมือไป บอกให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อนจำเลยจะตรวจให้เอง ตอนแรกโจทก์ร่วมจะเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมคืนจำเลยบอกโจทก์ร่วมว่าไปเถอะไปขายของเถอะ โจทก์ร่วมจึงเดินไปที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม จำเลยกับนายจำนงค์ช่วยกันตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทีละฉบับเมื่อไม่ถูกก็วางไว้บนโต๊ะ พยานนั่งดูอยู่ประมาณ 10 นาที ก็เดินไปที่ร้านค้าของพยาน จากนั้นประมาณ 10 นาที พยานเดินกลับมาที่โต๊ะเห็นจำเลยกับนายจำนงค์ยังตรวจไม่เสร็จพยานนั่งดูอยู่ประมาณ 5 นาที จึงเดินไปปิดร้านค้า เมื่อเดินกลับมาอีกครั้งพบโจทก์ร่วม จำเลยและนายจำนงค์อยู่ที่โต๊ะ แต่ไม่เห็นสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมบนโต๊ะ พยานได้ยินโจทก์ร่วมถามจำเลยเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม จำเลยตอบว่าตรวจแล้วไม่ถูก ทิ้งไปแล้ว เห็นว่า โจทก์ร่วมและนายนัสทีเบิกความยืนยันสอดคล้องตรงกันว่าจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยตรวจเสร็จแล้วก็ไม่คืนให้แก่โจทก์ร่วมบอกว่าทิ้งไปแล้ว แม้จะมีถ้อยคำที่โจทก์ร่วมและนายนัสทีเบิกความแตกต่างคลาดเคลื่อนอยู่บ้างเกี่ยวกับถ้อยคำพูดของจำเลย จำนวนสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมที่ตรวจแล้วและยังไม่ได้ตรวจ แต่ถ้อยคำนั้นก็เป็นพลความที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยทั้งสลากกินแบ่งที่โจทก์ร่วมนำออกมาตรวจมีเป็นจำนวนมาก ระหว่างที่โจทก์ร่วมกำลังตรวจได้บางส่วนก็รีบลุกขึ้นจะเดินไปที่ร้านค้าของโจทก์ร่วมอย่างรีบร้อนย่อมไม่มีเวลาจะสังเกตจดจำหรือนับจำนวนสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ตรวจแล้วหรือที่ยังไม่ได้ตรวจได้อย่างแม่นยำชัดเจน ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ข้อแตกต่างนี้จึงมิใช่ข้อสาระสำคัญแห่งคดี คงเป็นเพียงรายละเอียดข้อปลีกย่อยเท่านั้น มิได้ถือเป็นข้อพิรุธอันจะเป็นเหตุให้น่าระแวงสงสัยแต่ประการใด นอกจากนี้ยังได้ความว่าโจทก์ร่วมและนายนัสทีเป็นเพื่อนกับจำเลยและนายจำนงค์มาเป็นเวลานานหลายปีต่างประกอบอาชีพค้าขายมีร้านค้าอยู่ใกล้กันมีการพบปะสังสรรค์พูดคุยรับประทานอาหารด้วยกันที่โต๊ะดังกล่าวอยู่เสมอ วันเกิดเหตุก็นั่งพูดคุยกันที่โต๊ะตามปกติดังเช่นที่เคยกระทำกันมา ไม่ปรากฏว่ามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งหรือมีเหตุโกรธเคืองกันแต่อย่างใด ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ร่วมและนายนัสทีจะเบิกความกลั่นแกล้งใส่ความให้ร้ายจำเลย โดยเฉพาะนายนัสทีเป็นประจักษ์พยานคนกลางที่โจทก์กับโจทก์ร่วมและจำเลยต่างก็อ้างเป็นพยานฝ่ายตนและไม่มีส่วนได้เสียในคดี คำเบิกความของนายนัสทีย่อมมีความน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามที่โจทก์ร่วมและนายนัสทีเบิกความมา ส่วนจำเลยมีจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อโจทก์ร่วมตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ถูกรางวัลมีลูกค้ามารอที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม ขณะโจทก์ร่วมจะเดินไปที่ร้านค้าจำเลยจับสลากกินแบ่งรัฐบาลในมือโจทก์ร่วมบอกว่าจะตรวจให้ โจทก์ร่วมบอกจะตรวจเอง จำเลยบอกโจทก์ร่วมให้ไปขายของจำเลยจะตรวจให้ โจทก์ร่วมพูดว่า "เอาอย่างนั้นเลยเหรอพี่" และส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้จำเลยมาตรวจ เมื่อโจทก์ร่วมเดินไปที่ร้านค้าแล้วกลับมาจำเลยจะคืนสลากกินแบ่งรัฐบาลให้โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมบอกจำเลยว่าไหน ๆ ตรวจให้แล้วก็ตรวจต่อไป จำเลยตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกใบแล้วไม่มีถูกรางวัลจึงวางไว้บนโต๊ะ ต่อมานางสาวภณิศาเดินมาถามเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลที่วางอยู่บนโต๊ะและนับจำนวนได้ 48 ฉบับ แล้วใช้หนังยางรัดสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดวางไว้บนโต๊ะหลังจากนั้นโจทก์ร่วม จำเลย นายนัสที และนายจำนงค์นั่งคุยกันต่อสักครู่ก็แยกย้ายกันกลับและจำเลยมีนายจำนงค์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุในทำนองเดียวกับจำเลย เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยและนายจำนงค์ดังกล่าวส่วนใหญ่สอดคล้องตรงกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมและนายนัสทีจึงเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมยิ่งสนับสนุนคำพยานของโจทก์ร่วมและนายนัสทีให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้น ที่จำเลยอ้างว่าหลังจากจำเลยและนายจำนงค์ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมเสร็จแล้วจำเลยวางไว้บนโต๊ะ จำเลยไม่ได้เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทั้งหมดไปนั้น คงมีจำเลยและนายจำนงค์สามีจำเลยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีโดยตรงเบิกความเท่านั้น การรับฟังคำพยานดังกล่าวจึงต้องพึงกระทำด้วยความระมัดระวัง จำเลยและนายจำนงค์เบิกความว่าเมื่อจำเลยและนายจำนงค์ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมเสร็จแล้วระหว่างนั่งคุยกับโจทก์ร่วมนางสาวภณิศามาถามนายจำนงค์เรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลที่วางอยู่บนโต๊ะนายจำนงค์บอกว่าอยากรู้ว่ากี่ใบให้นับเอา นางสาวภณิศานับได้ 48 ฉบับแล้วใช้หนังยางรัดสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดแล้ววางไว้บนโต๊ะ แต่นางสาวภณิศากลับเบิกความว่า พยานเห็นจำเลยกับนายจำนงค์ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่เมื่อสอบถามจำเลยบอกว่ายังตรวจไม่เสร็จจึงคืนสลากกินแบ่งรัฐบาลที่นับแล้วให้จำเลยไป ไม่ตรงกับคำเบิกความของจำเลยและนายจำนงค์ จึงมีข้อพิรุธที่น่าสงสัยว่าจำเลยและนายจำนงค์อาจจะเบิกความบิดเบือนความจริงเพื่อให้จำเลยพ้นจากความผิด ทั้งได้ความจากโจทก์ร่วมและนายนัสทีว่าเมื่อโจทก์ร่วมและนายนัสทีกลับมาที่โต๊ะในภายหลังไม่พบสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม บริเวณที่เกิดเหตุก็เป็นที่โล่งแจ้งหากจำเลยวางสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมซึ่งมีเป็นจำนวนมากถึง 48 ฉบับ ไว้บนโต๊ะจริงโจทก์ร่วมและนายนัสทีย่อมจะพบเห็นได้โดยง่าย อีกทั้งจำเลยบอกโจทก์ร่วมว่าทิ้งสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปแล้วแต่ไม่ได้บอกว่าทิ้งไปตรงไหนปล่อยให้โจทก์ร่วมค้นหาเองเมื่อโจทก์ร่วมไปตรวจดูในถังขยะที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ไม่พบ ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุโจทก์ร่วมนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม 48 ฉบับ มาตรวจรางวัล เมื่อโจทก์ร่วมเอาออกมาตรวจได้ 5 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลก็วางไว้บนโต๊ะ ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมลุกขึ้นจะเดินไปร้านค้าของโจทก์ร่วมจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจ 43 ฉบับ ซึ่งอยู่ในมือของโจทก์ร่วมไปบอกว่าจะช่วยตรวจ ให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อน หลังจากนั้นจำเลยและนายจำนงค์ช่วยกันตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วจำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทั้งหมดไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามจำเลยไม่คืนสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ร่วมโดยบอกโจทก์ร่วมว่าตรวจแล้วไม่ถูกรางวัลและทิ้งไปแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจได้โดยจำเลยไม่ได้หลบหนี พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลให้แก่โจทก์ร่วมจึงเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามก็ไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุผลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปในเวลากลางคืนโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละฐานความผิด คนละหมวดความผิด และมีอัตราโทษแตกต่างกัน เป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติขยายความคำว่าข้อสาระสำคัญในวรรคสองให้เข้าใจว่าถ้าหากข้อแตกต่างนั้นเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ แต่ถ้าหากแตกต่างกันเพียงรายละเอียดที่จะต้องกล่าวในคำฟ้องให้ถือว่าข้อแตกต่างกันนั้นมิใช่ข้อสาระสำคัญ ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ และยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336, 352 คือการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยเจตนาทุจริตเช่นเดียวกัน คงแตกต่างกันเพียงเรื่องการเอาทรัพย์นั้นไปโดยวิธีการใด กล่าวคือ ด้วยวิธีการเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต หรือด้วยวิธีการลักเอาทรัพย์นั้นไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า หรือด้วยวิธีการครอบครองทรัพย์นั้นแล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต เท่านั้น วิธีการในการเอาทรัพย์นั้นไปที่แตกต่างกันดังกล่าวจึงมิใช่ข้อสาระสำคัญ ดังนั้น ข้อแตกต่างระหว่างความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และฐานยักยอกจึงถือได้ว่ามิได้แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป ไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่งตามที่พิจารณาได้ความนั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นแต่อย่างไรก็ดี เห็นสมควรให้รอการลงโทษนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง

พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 336 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ภ.
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายกิตติพงศ์ ทองปุย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนิน ชินตาปัญญากุล
ชื่อองค์คณะ
สุชาติ สุนทรีเกษม
จรรยา จีระเรืองรัตนา
อดุลย์ อุดมผล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2568
#713897
เปิดฉบับเต็ม

การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยหญิงดังกล่าวจะต้องทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยาด้วย จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน

แม้จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวโดยทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์ ซึ่งการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 มีความประพฤติอันผิดทำนองคลองธรรมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและนำมาแต่ความเสื่อมเสียแก่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งทั่วไป

แม้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และโจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อนแล้ว จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมิได้จงใจละเมิดสิทธิของโจทก์ผู้เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามมาตรา 1523 วรรคสอง

เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องจำเลยที่ 2 จึงมีผลเท่ากับเป็นการพิพากษากลับในส่วนจำเลยที่ 2 มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนจำเลยที่ 2 ถูกเพิกถอนไปทั้งหมด ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงต้องสั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นใหม่ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษคงสั่งเฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองก่อนฟ้องเป็นเงิน 300,000 บาท และชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ข. หรือ ม. ตั้งแต่อายุ 7 ปี ถึง 8 ปี เดือนละ 6,000 บาท กับชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ท. และเด็กหญิง ข. หรือ ม.ตั้งแต่อายุ 9 ปี ถึง 12 ปี คนละ 7,000 บาท ต่อเดือน อายุ 13 ปี ถึง 15 ปี คนละ 8,000 บาท ต่อเดือน อายุ 16 ปี ถึง 18 ปี คนละ 9,000 บาท ต่อเดือน และอายุ 19 ปี ถึง 20 ปี คนละ 10,000 บาท ต่อเดือน กับให้ชำระค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และค่าประกันชีวิตของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองกึ่งหนึ่งแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างการพิจารณา โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ซึ่งมีข้อความดังนี้

ข้อ 1. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจดทะเบียนหย่ากัน ณ ที่ว่าการอำเภอ ภายใน 15 วัน โดยตกลงจะนัดกันในภายหลัง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่า

ข้อ 2. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคือ เด็กชาย ท. และเด็กหญิง ข. แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ปิดกั้นที่จะให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบิดามาเยี่ยมเยือนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่อย่างใด

ข้อ 3. จำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองดังต่อไปนี้

3.1 เด็กชาย ท. ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูดังนี้ นับตั้งแต่อายุ 9 ปี จนถึงอายุ 12 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 4,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 13 ปี จนถึงอายุ 15 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 16 ปี จนถึงอายุ 20 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 7,500 บาท

โดยจะเริ่มชำระเดือนแรกภายในวันที่ 5 กันยายน 2565 และจะชำระต่อ ๆ ไปภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยจะชำระให้แก่บุตรผ่านบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนางสาว ฟ. หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง โจทก์สามารถบังคับคดีได้ทันที โดยคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ

3.2 เด็กหญิง ข. ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูดังนี้

นับตั้งแต่อายุ 7 ปี จนถึงอายุ 8 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 4,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 9 ปี จนถึงอายุ 12 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 13 ปี จนถึงอายุ 15 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 6,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 16 ปี จนถึงอายุ 20 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 7,500 บาท

โดยจะเริ่มชำระเดือนแรกภายในวันที่ 5 กันยายน 2565 และจะชำระต่อ ๆ ไปภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยจะชำระให้แก่บุตรผ่านบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนางสาว ฟ. หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง โจทก์สามารถบังคับคดีได้ทันที โดยคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ

ข้อ 4. จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเทอมที่ค้างจ่ายให้แก่โจทก์ที่ค้างจ่ายจำนวน 70,000 บาท โดยแบ่งชำระกับโจทก์คนละครึ่งเป็นจำนวน 35,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 จะชำระให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลา 4 เดือน โดยจะชำระให้แก่โจทก์ผ่านบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนางสาว ฟ. หากผิดนัด โจทก์สามารถบังคับคดีได้ทันที โดยคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ

ข้อ 5. โจทก์ไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายหรือค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1

ข้อ 6. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงตามข้อ 1. ถึงข้อ 5. และไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ ต่อกันอีก

ข้อ 7. ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท ส่วนเรื่องการหย่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองและอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้เป็นไปตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ)

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชาย ท. เกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 กับเด็กหญิง ข.หรือ ม. เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2557 ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากัน จากนั้นโจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ในระหว่างสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้พักอาศัยอยู่ด้วยกันเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไปพักอยู่ที่หอพักของบริษัท ส. ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลป้ายแดง ยี่ห้อมาสด้า จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2565 โดยมีข้อตกลงข้างต้นและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผย เพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 สามีโจทก์ในทำนองชู้สาว อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยหญิงดังกล่าวจะต้องทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยาด้วย จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวโดยทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์ โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 มีความประพฤติอันผิดทำนองคลองธรรมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและนำมาแต่ความเสื่อมเสียแก่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งทั่วไป แม้ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวก็ตาม แต่ประเด็นที่จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์หรือไม่นั้น โจทก์คงมีเพียงตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความอ้างว่า เมื่อโจทก์สืบทราบว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน โจทก์เคยแจ้งให้จำเลยที่ 2 เลิกยุ่งเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉยและยังแอบคบหากับจำเลยที่ 1 อยู่ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยังนัดหมายไปพบกันที่โรงแรมเพื่อหลับนอนกัน แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ในระหว่างสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้พักอาศัยอยู่ด้วยกันเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไปพักอยู่ที่หอพักของบริษัทที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่ ซึ่งบริษัทดังกล่าวตั้งอยู่ที่ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ส่วนโจทก์และบุตรผู้เยาว์ทั้งสองพักอยู่ที่บ้านเลขที่ 134 โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยไปเยี่ยมเยียนหรือพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่หอพักดังกล่าวตามลำพังเช่นนี้ หากจำเลยที่ 1 ไม่แจ้งว่าตนมีภริยาแล้ว ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 หรือบุคคลอื่นอาจเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่มีคู่สมรสก็เป็นได้ ทั้งในส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เคยแจ้งจำเลยที่ 2 ให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉยนั้น โจทก์ก็เบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว ประกอบกับเมื่อพิจารณาเหตุการณ์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองนัดหมายไปพบกันที่โรงแรมนั้น กลับปรากฏเหตุการณ์ที่โจทก์และเพื่อนโจทก์ติดตามไปพบจำเลยทั้งสองขณะออกจากลิฟท์ของโรงแรมด้วยกัน เมื่อจำเลยทั้งสองเห็นโจทก์ จำเลยที่ 2 พูดกับจำเลยที่ 1 ว่า "ไหนว่าคุยกับเค้าแล้วไง" จากนั้นโจทก์พูดว่า "คุยกันเลย" ซึ่งจำเลยที่ 1 พูดตอบกลับโจทก์ไปว่า "ก็เลิกกันไงยุ้ย" ในทำนองว่าจำเลยที่ 1 ยุติความสัมพันธ์กับโจทก์แล้ว อันเจือสมกับสำเนาใบสำคัญการหย่าเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ปรากฏรายละเอียดว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 ซึ่งอาจทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันแล้ว โดยไม่ทราบว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีการจดทะเบียนสมรสใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ดังนั้นเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และโจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อน ประกอบกับเหตุการณ์แล้ว รูปคดีจึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมิได้จงใจละเมิดสิทธิของโจทก์ผู้เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามมาตรา 1523 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา ฉบับลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 นั้น เนื่องจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีผลเป็นการยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุที่จะวินิจฉัยคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวอีกต่อไป นอกจากนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องจำเลยที่ 2 จึงมีผลเท่ากับเป็นการพิพากษากลับในส่วนจำเลยที่ 2 มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนจำเลยที่ 2 ถูกเพิกถอนไปทั้งหมด ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงต้องสั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นใหม่ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษคงสั่งเฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1523 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 167 ม. 198 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ฟ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรสาคร — นางสาวอลิสา สุนทรพะลิน
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางสุรางคณา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
บุญศริรัตน์ ศิริชัย
อภิรดี โพธิ์พร้อม
ศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2568
#717683
เปิดฉบับเต็ม

การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยหญิงดังกล่าวจะต้องทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยาด้วย จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน

แม้จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวโดยทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์ ซึ่งการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 มีความประพฤติอันผิดทำนองคลองธรรมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและนำมาแต่ความเสื่อมเสียแก่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งทั่วไป

แม้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และโจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อนแล้ว จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมิได้จงใจละเมิดสิทธิของโจทก์ผู้เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามมาตรา 1523 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองก่อนฟ้องเป็นเงิน 300,000 บาท และชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ข. หรือ ม. ตั้งแต่อายุ 7 ปี ถึง 8 ปี เดือนละ 6,000 บาท กับชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ท. และเด็กหญิง ข. หรือ ม.ตั้งแต่อายุ 9 ปี ถึง 12 ปี คนละ 7,000 บาท ต่อเดือน อายุ 13 ปี ถึง 15 ปี คนละ 8,000 บาท ต่อเดือน อายุ 16 ปี ถึง 18 ปี คนละ 9,000 บาท ต่อเดือน และอายุ 19 ปี ถึง 20 ปี คนละ 10,000 บาท ต่อเดือน กับให้ชำระค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และค่าประกันชีวิตของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองกึ่งหนึ่งแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างการพิจารณา โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท ส่วนเรื่องการหย่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองและอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้เป็นไปตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ)

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชาย ท. กับเด็กหญิง ข.หรือ ม. ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากัน จากนั้นโจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ในระหว่างสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้พักอาศัยอยู่ด้วยกันเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไปพักอยู่ที่หอพักของบริษัท ม. ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 สามีโจทก์ในทำนองชู้สาว อันเป็นเหตุให้โจทก์ มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยหญิงดังกล่าวจะต้องทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยาด้วย จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวโดยทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์ โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 มีความประพฤติอันผิดทำนองคลองธรรมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและนำมาแต่ความเสื่อมเสียแก่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งทั่วไป แม้ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวก็ตาม แต่ประเด็นที่จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์หรือไม่นั้น โจทก์คงมีเพียงตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความอ้างว่า เมื่อโจทก์สืบทราบว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน โจทก์เคยแจ้งให้จำเลยที่ 2 เลิกยุ่งเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉยและยังแอบคบหากับจำเลยที่ 1 อยู่ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยังนัดหมายไปพบกันที่โรงแรมเพื่อหลับนอนกัน แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ในระหว่างสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้พักอาศัยอยู่ด้วยกันเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไปพักอยู่ที่หอพักของบริษัทที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่ ที่จังหวัดสมุทรสาคร ส่วนโจทก์และบุตรผู้เยาว์ทั้งสองพักอยู่ที่บ้านเลขที่ 134 กรุงเทพมหานคร โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยไปเยี่ยมเยียนหรือพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่หอพักดังกล่าวตามลำพังเช่นนี้ หากจำเลยที่ 1 ไม่แจ้งว่าตนมีภริยาแล้ว ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 หรือบุคคลอื่นอาจเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่มีคู่สมรสก็เป็นได้ ทั้งในส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เคยแจ้งจำเลยที่ 2 ให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉยนั้น โจทก์ก็เบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว ประกอบกับเมื่อพิจารณาเหตุการณ์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองนัดหมายไปพบกันที่โรงแรมนั้น กลับปรากฏเหตุการณ์ที่โจทก์และเพื่อนโจทก์ติดตามไปพบจำเลยทั้งสองขณะออกจากลิฟท์ของโรงแรมด้วยกัน เมื่อจำเลยทั้งสองเห็นโจทก์ จำเลยที่ 2 พูดกับจำเลยที่ 1 ว่า "ไหนว่าคุยกับเค้าแล้วไง" จากนั้นโจทก์พูดว่า "คุยกันเลย" ซึ่งจำเลยที่ 1 พูดตอบกลับโจทก์ไปว่า "ก็เลิกกันไงยุ้ย" ในทำนองว่าจำเลยที่ 1 ยุติความสัมพันธ์กับโจทก์แล้ว อันเจือสมกับสำเนาใบสำคัญการหย่าเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ปรากฏรายละเอียดว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 ซึ่งอาจทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันแล้ว โดยไม่ทราบว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีการจดทะเบียนสมรสใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ดังนั้น เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และโจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อน ประกอบกับเหตุการณ์แล้ว รูปคดีจึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมิได้จงใจละเมิดสิทธิของโจทก์ผู้เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามมาตรา 1523 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม

ในชั้นฎีกา ฉบับลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 นั้น เนื่องจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีผลเป็นการยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุที่จะวินิจฉัยคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวอีกต่อไป นอกจากนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องจำเลยที่ 2 จึงมีผลเท่ากับเป็นการพิพากษากลับในส่วนจำเลยที่ 2 มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนจำเลยที่ 2 ถูกเพิกถอนไปทั้งหมด ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงต้องสั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นใหม่ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษคงสั่งเฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1523 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ฟ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรสาคร — นางสาวอลิสา สุนทรพะลิน
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางสุรางคณา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
บุญศริรัตน์ ศิริชัย
อภิรดี โพธิ์พร้อม
ศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 731/2568
#715320
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างเดิมระหว่างโจทก์กับบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. สิ้นสุดไปตามหนังสือลาออกของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2561 แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า การที่โจทก์ยื่นหนังสือลาออกและได้รับเงินด้วยไมตรีจิต แม้โจทก์จะกลับมาทำงานกับบริษัทเดิม ในเวลาต่อมานั้น ก็ถือเป็นการออกจากงานตาม ป.รัษฎากร มาตรา 48 (5) แล้ว โจทก์ได้รับเงินจำนวน 16,344,650 บาท จากนายจ้าง เนื่องจากโจทก์ลาออกจากงานตามสัญญาจ้างเดิมด้วยความสมัครใจ มิใช่การเลิกจ้างที่จะเป็นเหตุให้ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เงินจำนวนดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ตาม ข้อ 1 (ค) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ แต่ถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวนแตกต่างไปจากวิธีการตาม (ก) ตามข้อ 1 (ง) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ โจทก์จึงสามารถนำเงินได้จำนวนดังกล่าวไปใช้สิทธิเสียภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 48 (5) แต่เงินได้ตามข้อ 1 (ง) ดังกล่าว จะใช้สิทธิเสียภาษีในกรณีนี้ได้เพียงเฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าจำนวนเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ตามข้อ 3 (2) วรรคสอง ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้ประจำปีภาษี 2561 ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.12 เลขที่ ภงด 12 - 01007300 – 25630612 – 001 - 00008 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ สภ.1 (อธ.3) /200/2564 และงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มตามการประเมิน

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า ให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้ประจำปี 2561 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 12 เลขที่ 12 – 01007300 – 25630612 – 001 - 0008 (ที่ถูก - 00008) และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/200/2564 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปีภาษี 2561 (ภ.ง.ด. 91) แสดงเงินได้จากเงินเดือน 8,442,000 บาท และเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามใบแนบ ภ.ง.ด.91 จำนวน 16,344,650 บาท มีภาษีที่ชำระไว้เกินและขอคืนภาษี 1,736,870 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเห็นว่าเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามใบแนบ ภ.ง.ด. 91 ที่โจทก์ยื่นไม่เป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากโจทก์ออกจากงานมีระยะเวลาการทำงานน้อยกว่า 5 ปี และในปีภาษี 2561 โจทก์มีระยะเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี และเข้าทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 และสิ้นสุดการทำงานถึงวันที่ 27 เมษายน 2561 เนื่องจากลาออกจากงานโดยสมัครใจ แต่มีการทำสัญญาจ้างงานใหม่วันที่ 28 เมษายน 2561 และยังทำงานต่อมา การลาออกดังกล่าวจึงไม่ใช่การเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังนั้น เงินด้วยไมตรีจิตและเงินสำหรับวันหยุดที่ยังไม่ใช้ จำนวน 16,344,650 บาท ที่นายจ้างจ่ายให้จึงเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 502,320.97 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์การประเมินซึ่งมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์โดยให้เหตุผลว่า โจทก์สามารถนำระยะเวลาการทำงานกับนายจ้างเดิมมารวมกับระยะเวลาการทำงานกับนายจ้างใหม่ได้และทำให้โจทก์มีระยะเวลาการทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่เงินด้วยไมตรีจิตและเงินสำหรับวันหยุดที่ยังไม่ใช้ดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าเป็นเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ในส่วนของเบี้ยปรับ เห็นว่า โจทก์ให้ความร่วมมือชำระภาษีตามการประเมินไว้แล้ว ให้ลดเบี้ยปรับคงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย จึงมีภาษีที่ต้องชำระ เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 389,439.84 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เงินด้วยไมตรีจิตและเงินสำหรับวันหยุดที่ยังไม่ใช้ จำนวน 16,344,650 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับจากนายจ้างในปีภาษี 2561 เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่โจทก์ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์กลุ่มสถาบันการเงินอันมีผลเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2561 และในวันที่ 28 เมษายน 2561 โจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการปฏิบัติหน้าที่นักวิเคราะห์ตามสัญญาจ้างแรงงานฉบับใหม่ จะถือว่าโจทก์ออกจากงานตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) หรือไม่ คดีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยทั้งสี่มิได้นำสืบโต้แย้งว่า บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. มีนโยบายปรับปรุงโครงสร้างองค์กรโจทก์กับพนักงานอื่นรวม 11 คน จึงลาออกจากงานโดยบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ และโจทก์ได้รับเงินจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. เนื่องจากกรณีดังกล่าวประกอบด้วยเงินด้วยไมตรีจิต (Ex – Gratia) 16,180,500 บาท และเงินสำหรับวันหยุดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิอีก 7 วัน (Payment for Unused vacation 7 days) 164,150 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 16,344,650 บาท และการที่โจทก์ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ให้เข้าทำงานในวันที่ 28 เมษายน 2561 ครั้งใหม่เป็นการได้รับพิจารณาจากบริษัทให้ว่าจ้างพนักงานบางส่วนรวมทั้งโจทก์ไม่ใช่ทุกคนที่ลาออกเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561 จะได้รับการว่าจ้างใหม่ โจทก์ได้รับการว่าจ้างใหม่โดยโจทก์ลงนามในสัญญาจ้างฉบับใหม่ สัญญาจ้างฉบับใหม่มีข้อเสนอในการจ้างงานของบริษัทที่แตกต่างไปจากฉบับเดิมและเป็นการเริ่มนับอายุงานใหม่โดยนับจากวันที่ 28 เมษายน 2561 สวัสดิการบางหัวข้อแตกต่างไปจากสัญญาฉบับเดิม เช่น จำนวนเงินสมทบที่บริษัทจ่ายให้กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพลดลงจากร้อยละ 10 ตามสัญญาจ้างเดิมเป็นร้อยละ 5 ตามสัญญาจ้างใหม่ รวมถึงรหัสประจำตัวของพนักงานก็จะเป็นรหัสใหม่ไม่ใช่รหัสประจำตัวของพนักงานเดิม เป็นต้น ประกอบกับก่อนที่โจทก์จะเป็นพนักงานของบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ในปี 2553 โจทก์ทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์ ส. ต่อมาปี 2556 บริษัทหลักทรัพย์ ส. ตกลงโอนการจ้างของโจทก์ไปให้บริษัทหลักทรัพย์ ฟ. ทำให้โจทก์เป็นพนักงานของบริษัทหลักทรัพย์ ฟ. และให้นับอายุการทำงานซึ่งได้ทำกับบริษัทหลักทรัพย์ ส. มารวมคำนวณอายุงานทั้งหมดของโจทก์ ในปี 2557 บริษัทหลักทรัพย์ ฟ. ตกลงโอนการจ้างงานของโจทก์ไปให้บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. และให้นับอายุการทำงานซึ่งได้ทำกับบริษัทหลักทรัพย์ ฟ. มารวมคำนวณอายุงานทั้งหมดของโจทก์ ซึ่งในการโอนการจ้างงานแต่ละครั้งมีการนับอายุการทำงานต่อเนื่องกันมาตลอด โดยไม่ปรากฏว่ามีการยื่นหนังสือลาออกหรือการจ่ายเงินด้วยไมตรีจิตดังเช่นกรณีนี้แต่อย่างใด จึงเห็นได้ว่าการที่บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. มีนโยบายปรับปรุงองค์กรจึงให้พนักงานลาออกโดยบริษัทยินยอมจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้พนักงานทุกคนที่ยื่นหนังสือลาออกนั้นเป็นข้อบ่งชี้ว่า บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ต้องการยุติสัญญาจ้างของพนักงานทุกคนที่ยื่นหนังสือลาออก ซึ่งโจทก์เป็นหนึ่งในพนักงานที่ยื่นหนังสือลาออกและได้รับผลประโยชน์ตอบแทน การที่บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ยอมจ่ายเงินจำนวนมากถึง 16,344,650 บาท ให้แก่โจทก์ และจ่ายเงินจำนวนมากให้แก่พนักงานคนอื่น ๆ ที่มีสถานภาพเดียวกับโจทก์นั้นก็เพื่อต้องการให้สัญญาจ้างเดิมและการนับอายุงานตามสัญญาจ้างเดิมระหว่างโจทก์กับบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. สิ้นสุดลงอย่างแท้จริง หากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. เพียงแต่ต้องการเปลี่ยนตำแหน่งงานและสวัสดิการของโจทก์กับพนักงานคนอื่นโดยให้ทำงานต่อเนื่องกันไปดังที่จำเลยทั้งสี่อ้าง บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ย่อมสามารถใช้วิธีการโอนการจ้างงานดังที่เคยปฏิบัติกับโจทก์ได้ โดยไม่จำต้องจ่ายเงินจำนวนมากดังกล่าวให้แก่โจทก์และพนักงานคนอื่น อีกทั้ง การที่โจทก์ได้รับการว่าจ้างใหม่จากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. นั้นก็ไม่ใช่เงื่อนไขหรือข้อเสนอในการยื่นหนังสือลาออก และไม่ใช่ว่าพนักงานทุกคนที่ยื่นหนังสือลาออกจะได้รับการจ้างงานใหม่ และข้อเท็จจริงปรากฏต่อไปอีกว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 โจทก์ถูกเลิกจ้างจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. โจทก์ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานโดยนับอายุงานใหม่นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2561 เพียงเท่าเงินเดือน 3 เดือน และโจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิในการเลือกเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) เนื่องจากมีระยะเวลาการทำงานน้อยกว่า 5 ปี จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะใช้สิทธิดังกล่าวได้อีก ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่าสัญญาจ้างเดิมระหว่างโจทก์กับบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. สิ้นสุดไปตามหนังสือลาออกของโจทก์ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2561 แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า การที่โจทก์ยื่นหนังสือลาออกและได้รับเงินด้วยไมตรีจิตดังกล่าว แม้โจทก์จะกลับมาทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. ในเวลาต่อมานั้น ก็ถือเป็นการออกจากงานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) แล้ว ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เงินได้จำนวน 16,344,650 บาท ที่โจทก์ได้รับจะสามารถใช้สิทธิเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) ได้ทั้งจำนวนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโจทก์ได้รับเงินจำนวน 16,344,650 บาท จากนายจ้าง เนื่องจากโจทก์ลาออกจากงานตามสัญญาจ้างเดิมด้วยความสมัครใจ มิใช่การเลิกจ้างที่จะเป็นเหตุให้ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เงินจำนวนดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานตาม ข้อ 1 (ค) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวณแตกต่างไปจากวิธีการตาม (ก) ตามข้อ 1 (ง) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ โจทก์จึงสามารถนำเงินได้จำนวนดังกล่าวไปใช้สิทธิเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) แต่เงินได้ตามข้อ 1 (ง) ดังกล่าว จะใช้สิทธิเสียภาษีในกรณีนี้ได้เพียงเฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าจำนวนเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ตามข้อ 3 (2) วรรคสอง ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ เมื่อปรากฏว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าเริ่มทำงานตั้งแต่ปี 2549 และมีการโอนการจ้างงานโดยนายจ้างนับอายุงานให้ต่อเนื่องเรื่อยมาเป็นเวลา 12 ปี ซึ่งได้รับเงินเดือนเดือนสุดท้ายอัตรา 703,500 บาท ต่อเดือน โดยจำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธในส่วนนี้ไว้โดยชัดแจ้ง โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำเงินได้ตามข้อ 1 (ง) มาใช้สิทธิเสียภาษีได้เพียง 8,442,000 บาท ส่วนที่เกินกว่านั้นไม่อาจนำมาใช้สิทธิได้ และเมื่อวินิจฉัยดังนี้ทำให้ไม่มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม โจทก์ย่อมไม่ต้องรับผิดในเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามการประเมิน สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว

พิพากษากลับ ให้แก้ไขการประเมินภาษีเงินได้ประจำปี 2561 ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 12 เลขที่ 12 – 01007300 – 25630612 – 001 – 00008 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/200/2564 โดยกำหนดให้โจทก์มีสิทธินำเงินได้จำนวน 8,442,000 บาท มาใช้สิทธิเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) ได้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 48 (5) ม. 50 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางสาวผจงธรณ์ วรินทรเวช
ชื่อองค์คณะ
ธนาคม ลิ้มภักดี
เสถียร ศรีทองชัย
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 719/2568
#714116
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้รถยนต์เก๋งของกลางไปจอดรอบนดอยผาหมี ซึ่งเป็นภูเขาและเป็นแนวชายแดนของราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา แล้วรับคนต่างด้าวที่เพิ่งเดินลัดเลาะมาจากภูเขาฝั่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ผ่านช่องทางธรรมชาติเข้ามาในราชอาณาจักรไทย หลบหนีไปทันที แสดงให้เห็นถึงการติดต่อนัดหมายวางแผนกันกับคนต่างด้าวไว้เป็นอย่างดีมาก่อน โดยจำเลยไปรอคอยและใช้รถยนต์เก๋งในการพาคนต่างด้าวหลบหนีเพื่อให้เกิดความสะดวกในการกระทำความผิด ทำให้การลักลอบนำพาคนต่างด้าวหลบหนีมีความแนบเนียนเสมือนเป็นการโดยสารรถยนต์ทั่วไป เพื่อให้พ้นการจับกุม พฤติการณ์ในการใช้รถยนต์เก๋งของกลางของจำเลยในขณะกระทำความผิดตามฟ้องจึงไม่ใช่เป็นเพียงใช้เป็นพาหนะโดยสารโดยทั่วไป หากแต่เป็นการใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง อันควรริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) เพื่อไม่ให้จำเลยมีโอกาสใช้ทรัพย์ในการกระทำความผิดเช่นเดียวกันนั้นได้อีก และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบรถยนต์เก๋งของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถยนต์เก๋งของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า รถยนต์เก๋งของกลางซึ่งเป็นของจำเลยเอง เป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรหลบหนีไปให้พ้นจากการจับกุม อันควรริบตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การริบทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 (5) เป็นโทษทางอาญาอีกสถานหนึ่งนอกเหนือจากโทษอื่น ๆ ตามที่ระบุไว้ในมาตรานี้ ดังนั้น หากศาลเห็นว่าทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องขอให้ริบเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลงโทษริบทรัพย์นั้นเพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดมีโอกาสใช้ทรัพย์ในการกระทำความผิดเช่นเดียวกันนั้นได้อีก และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้ได้ด้วย คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้อง สำเนาบันทึกการจับกุมเอกสารแนบท้ายคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหา และคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2565 จำเลยใช้รถยนต์เก๋ง ของกลางซึ่งเป็นของจำเลยเองจอดรออยู่บนดอยผาหมี ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แล้วรับคนต่างด้าวเชื้อชาติจีน สัญชาติจีน 2 คน ซึ่งเพิ่งเดินลัดเลาะมาจากภูเขาฝั่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเข้ามาในราชอาณาจักรไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ ขึ้นรถแล้วขับมุ่งหน้าไปยังอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ระหว่างทางเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบรถยนต์เก๋งดังกล่าว พบจำเลยเป็นผู้ขับ และมีคนต่างด้าว 2 คน ที่หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรนั่งโดยสารมาในรถด้วย ดังนี้ การที่จำเลยใช้รถยนต์เก๋งของกลางไปจอดรอบนดอยผาหมี ซึ่งเป็นภูเขาและเป็นแนวชายแดนของราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา แล้วรับคนต่างด้าวที่เพิ่งเดินลัดเลาะมาจากภูเขาฝั่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ผ่านช่องทางธรรมชาติเข้ามาในราชอาณาจักรไทย หลบหนีไปทันที แสดงให้เห็นถึงการติดต่อนัดหมายวางแผนกันกับคนต่างด้าวไว้เป็นอย่างดีมาก่อน โดยจำเลยไปรอคอยและใช้รถยนต์เก๋งในการพาคนต่างด้าวหลบหนีเพื่อให้เกิดความสะดวกในการกระทำความผิด ทำให้การลักลอบนำพาคนต่างด้าวหลบหนีมีความแนบเนียนเสมือนเป็นการโดยสารรถยนต์ทั่วไป เพื่อให้พ้นการจับกุม พฤติการณ์ในการใช้รถยนต์เก๋งของกลางของจำเลยในขณะกระทำความผิดตามฟ้องจึงไม่ใช่เป็นเพียงใช้เป็นพาหนะโดยสารโดยทั่วไป หากแต่เป็นการใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง อันควรริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เพื่อไม่ให้จำเลยมีโอกาสใช้ทรัพย์ในการกระทำความผิดเช่นเดียวกันนั้นได้อีก และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ริบรถยนต์เก๋งของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 (5) ม. 33 (1)
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวจงกลนี ตันติวิท
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชัยวัฒน์ เตชะวิจิตรชัย
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
อภิรดี โพธิ์พร้อม
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 719/2568
#717682
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้รถยนต์เก๋งของกลางไปจอดรอบนดอยผาหมี ซึ่งเป็นภูเขาและเป็นแนวชายแดนของราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา แล้วรับคนต่างด้าวที่เพิ่งเดินลัดเลาะมาจากภูเขาฝั่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ผ่านช่องทางธรรมชาติเข้ามาในราชอาณาจักรไทย หลบหนีไปทันที แสดงให้เห็นถึงการติดต่อนัดหมายวางแผนกันกับคนต่างด้าวไว้เป็นอย่างดีมาก่อน โดยจำเลยไปรอคอยและใช้รถยนต์เก๋งในการพาคนต่างด้าวหลบหนีเพื่อให้เกิดความสะดวกในการกระทำความผิด ทำให้การลักลอบนำพาคนต่างด้าวหลบหนีมีความแนบเนียนเสมือนเป็นการโดยสารรถยนต์ทั่วไป เพื่อให้พ้นการจับกุม พฤติการณ์ในการใช้รถยนต์เก๋งของกลางของจำเลยในขณะกระทำความผิดตามฟ้องจึงไม่ใช่เป็นเพียงใช้เป็นพาหนะโดยสารโดยทั่วไป หากแต่เป็นการใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง อันควรริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) เพื่อไม่ให้จำเลยมีโอกาสใช้ทรัพย์ในการกระทำความผิดเช่นเดียวกันนั้นได้อีก และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบรถยนต์เก๋งของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถยนต์เก๋งของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า รถยนต์เก๋งของกลางซึ่งเป็นของจำเลยเอง เป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรหลบหนีไปให้พ้นจากการจับกุม อันควรริบตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การริบทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 (5) เป็นโทษทางอาญาอีกสถานหนึ่งนอกเหนือจากโทษอื่น ๆ ตามที่ระบุไว้ในมาตรานี้ ดังนั้น หากศาลเห็นว่าทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องขอให้ริบเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลงโทษริบทรัพย์นั้นเพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดมีโอกาสใช้ทรัพย์ในการกระทำความผิดเช่นเดียวกันนั้นได้อีก และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้ได้ด้วย คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้อง สำเนาบันทึกการจับกุมเอกสารแนบท้ายคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหา และคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2565 จำเลยใช้รถยนต์เก๋ง ของกลางซึ่งเป็นของจำเลยเองจอดรออยู่บนดอยผาหมี ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แล้วรับคนต่างด้าวเชื้อชาติจีน สัญชาติจีน 2 คน ซึ่งเพิ่งเดินลัดเลาะมาจากภูเขาฝั่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเข้ามาในราชอาณาจักรไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ ขึ้นรถแล้วขับมุ่งหน้าไปยังอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ระหว่างทางเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบรถยนต์เก๋งดังกล่าว พบจำเลยเป็นผู้ขับ และมีคนต่างด้าว 2 คน ที่หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรนั่งโดยสารมาในรถด้วย ดังนี้ การที่จำเลยใช้รถยนต์เก๋งของกลางไปจอดรอบนดอยผาหมี ซึ่งเป็นภูเขาและเป็นแนวชายแดนของราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา แล้วรับคนต่างด้าวที่เพิ่งเดินลัดเลาะมาจากภูเขาฝั่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ผ่านช่องทางธรรมชาติเข้ามาในราชอาณาจักรไทย หลบหนีไปทันที แสดงให้เห็นถึงการติดต่อนัดหมายวางแผนกันกับคนต่างด้าวไว้เป็นอย่างดีมาก่อน โดยจำเลยไปรอคอยและใช้รถยนต์เก๋งในการพาคนต่างด้าวหลบหนีเพื่อให้เกิดความสะดวกในการกระทำความผิด ทำให้การลักลอบนำพาคนต่างด้าวหลบหนีมีความแนบเนียนเสมือนเป็นการโดยสารรถยนต์ทั่วไป เพื่อให้พ้นการจับกุม พฤติการณ์ในการใช้รถยนต์เก๋งของกลางของจำเลยในขณะกระทำความผิดตามฟ้องจึงไม่ใช่เป็นเพียงใช้เป็นพาหนะโดยสารโดยทั่วไป หากแต่เป็นการใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง อันควรริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เพื่อไม่ให้จำเลยมีโอกาสใช้ทรัพย์ในการกระทำความผิดเช่นเดียวกันนั้นได้อีก และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ริบรถยนต์เก๋งของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 (5) ม. 33 (1)
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวจงกลนี ตันติวิท
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชัยวัฒน์ เตชะวิจิตรชัย
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
อภิรดี โพธิ์พร้อม
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 621/2568
#712888
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินการทางวินัยของข้าราชการนอกจากจะต้องดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานต้นสังกัดแล้ว ยังต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 และมาตรา 93 (ที่ใช้บังคับในขณะนั้น) ทั้งคำสั่งลงโทษทางวินัยเป็นคำสั่งทางปกครอง ผู้บังคับบัญชาย่อมสามารถเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งนั้นได้ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49 และมาตรา 50

ธ. ถูกลงโทษทางวินัยให้ปลดออกจากราชการ เมื่อต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนและวินิจฉัยว่า ธ. กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แล้วมีมติว่าการกระทำของ ธ. มีมูลความผิดทางอาญา และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง เช่นนี้ กระบวนการดำเนินการลงโทษทางวินัยของ ธ. จึงยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ย่อมมีอำนาจเปลี่ยนแปลงโดยเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้ปลดออกจากราชการแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไล่ออกจากราชการได้

ธ. กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และโจทก์พิจารณาว่าจะต้องลงโทษถึงไล่ออกจากราชการ ซึ่ง ธ. จะไม่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญรวมถึงเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน เมื่อ ธ. ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะได้รับการวินิจฉัยเรื่องกระทำผิดวินัย ทายาทของ ธ. จึงไม่มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดรวมถึงประโยชน์จากเงินบำเหน็จตกทอดค้ำประกันตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,414,100.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,084,006.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ชำระเงิน 129,087.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 111,430.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 23,110.52 บาท จำเลยที่ 2 คืนเงิน 134,540.80 บาท และจำเลยที่ 3 คืนเงิน 23,110.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 2,014,674.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย โดยดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนตามที่ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาได้อีก แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี และดอกเบี้ยทั้งหมดเมื่อรวมกับดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วต้องไม่เกิน 347,744.75 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยทั้งสามในส่วนของต้นเงิน 2,014,674.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายธนัชกิตที่ตกได้แก่จำเลยแต่ละคน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลและมีฐานะเป็นกรมตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 18 วรรคสอง และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มาตรา 10 วรรคสอง ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการโจทก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของโจทก์ นายธนัชกิต ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 (สพป. นครราชสีมา เขต 7) กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โจทก์มีคำสั่งที่ 541/2557 เรื่อง ลงโทษปลดออกจากราชการ ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ให้ลงโทษปลดนายธนัชกิตออกจากราชการ โดยนายธนัชกิตได้รับเงินบำนาญและเงินเพิ่มบำนาญ 25% สปช. (สิทธิประโยชน์ในเงินเพิ่ม 25% ของเงินบำนาญปกติ) เดือนละ 35,716.43 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 (วันรับทราบคำสั่ง) ต่อมานายธนัชกิตได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) เดือนละ 1,427 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2557 เป็นต้นมา และนายธนัชกิตได้รับเงินบำเหน็จดำรงชีพ 200,000 บาท จากโจทก์แล้ว ครั้นวันที่ 11 สิงหาคม 2559 นายธนัชกิตถึงแก่ความตาย ภายหลังนายธนัชกิต ถึงแก่ความตาย โจทก์จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดค้ำประกันให้แก่ธนาคาร ก. ที่นายธนัชกิตนำสิทธิในเงินบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักประกันการกู้เงิน 844,327.85 บาท และจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดที่เหลือให้แก่ทายาทของนายธนัชกิต 69,331.55 บาท โดยแยกจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 บิดานายธนัชกิต 23,110.52 บาท และให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 บุตรนายธนัชกิต โดยจำเลยที่ 2 ได้รับ 23,110.51 บาท และจำเลยที่ 3 ได้รับ 23,110.52 บาท และจ่ายเงินช่วยพิเศษกรณีข้าราชบำนาญถึงแก่ความตายหรือเงินช่วยพิเศษกรณีเสียชีวิตให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทของนายธนัชกิต 111,430.29 บาท ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) มีมติว่า การกระทำของนายธนัชกิตมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานกระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์ อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน โดยมีความมุ่งหมายจะให้เป็นการซื้อขายหรือให้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหรือวิทยฐานะใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการให้ หรือได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือสิทธิประโยชน์อื่น เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับการบรรจุและแต่งตั้งโดยมิชอบหรือเสื่อมเสียความเที่ยงธรรม และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 84 วรรคสาม มาตรา 90 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 161 และมาตรา 162 (1) (4) และแจ้งมติดังกล่าวไปยังเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 ต่อมาคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณาแล้วมีมติให้เพิกถอนมติ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการที่มีมติลงโทษให้ปลดนายธนัชกิตออกจากราชการ แล้วมีมติลงโทษให้ไล่นายธนัชกิต ออกจากราชการ และแจ้งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อดำเนินการต่อไป โจทก์จึงมีคำสั่งที่ 1274/2560 เรื่อง เพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการและสั่งให้กลับเข้ารับราชการ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 โดยให้เพิกถอนคำสั่งโจทก์ที่ 541/2557 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เรื่อง ลงโทษปลดออกจากราชการ และให้นายธนัชกิตกลับเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นไป พร้อมกับมีคำสั่งที่ 1278/2560 เรื่อง ลงโทษไล่ออกจากราชการ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 โดยให้ลงโทษไล่นายธนัชกิตออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2560 แต่ต่อมาโจทก์มีคำสั่งที่ 573/2561 เรื่อง เพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ ลงวันที่ 8 มีนาคม 2561 เนื่องจากนายธนัชกิตถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว โดยปรากฏความตอนหนึ่งว่า "...บัดนี้ ปรากฏว่านายธนัชกิต ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2559 อันเป็นเวลาก่อนที่ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะดำเนินการออกคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 1278/2560 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 เรื่อง ลงโทษไล่ออกจากราชการ ซึ่งเป็นการเสียชีวิตระหว่างดำเนินการทางวินัย จึงไม่สามารถดำเนินการทางวินัยได้ตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547...จึงให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 1278/2560 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 เรื่อง ลงโทษไล่ออกจากราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป..." ต่อมากรมบัญชีกลางโดยอธิบดีกรมบัญชีกลางมีหนังสือฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2561 เรื่อง การเรียกเงินบำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกันส่งคืนคลัง ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 แจ้งว่า นายธนัชกิตไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญและเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 ถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2559 เป็นเงินทั้งสิ้น 2,084,006.50 บาท ขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 (สพป. นครราชสีมา เขต 7) แจ้งทายาทของนายธนัชกิตนำเงินจำนวนดังกล่าวที่นายธนัชกิตและทายาทรับไปโดยไม่มีสิทธิส่งคืนคลัง ซึ่งเงินจำนวน 2,084,006.50 บาท ประกอบด้วยเงินบำนาญ 940,735.44 บาท เงินเพิ่มบำนาญ 25% สปช. 565.31 บาท เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) 29,046.35 บาท เงินบำเหน็จดำรงชีพ 200,000 บาท เงินบำเหน็จตกทอด 69,331.55 บาท และเงินบำเหน็จตกทอดค้ำประกัน (โดยนำสิทธิในเงินบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักประกันการกู้เงิน) 844,327.85 บาท ต่อจากนั้นผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 แจ้งจำเลยทั้งสามให้นำเงินบำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกันที่รับไปโดยไม่มีสิทธิ 2,084,006.50 บาท และเงินช่วยพิเศษกรณีเสียชีวิต 111,430.29 บาท รวม 2,195,436.79 บาท ส่งคืนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 ภายในกำหนดระยะเวลา 15 วัน โดยส่งหนังสือดังกล่าวไปยังภูมิลำเนาจำเลยทั้งสาม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2561 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2561 และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2561 แจ้งจำเลยทั้งสามให้นำเงินจำนวนดังกล่าวส่งคืนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 ภายในกำหนดระยะเวลา 15 วัน อีกครั้ง จำเลยทั้งสามได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2561 แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย สำหรับเงินบำเหน็จตกทอดคงเหลือ 69,331.55 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามคืนโจทก์ตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนรับไป และเงินช่วยพิเศษกรณีเสียชีวิต 111,430.29 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนโจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยนั้น จำเลยทั้งสามไม่อุทธรณ์โต้แย้ง จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า การดำเนินการทางวินัยของข้าราชการนอกจากจะต้องดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานต้นสังกัดแล้ว ยังต้องเป็นไปตามมาตรา 91 มาตรา 92 และมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมด้วย เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของนายธนัชกิตมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานกระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์ อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน โดยมีความมุ่งหมายจะให้เป็นการซื้อขายหรือให้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหรือวิทยฐานะใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการให้หรือได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือสิทธิประโยชน์อื่น เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับการบรรจุและแต่งตั้งโดยมิชอบหรือเสื่อมเสียความเที่ยงธรรม และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 84 วรรคสาม มาตรา 90 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริง อันเป็นความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 161 และมาตรา 161 (1) (4) อันเป็นการชี้มูลความผิดทางวินัยว่านายธนัชกิตกระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กระบวนการดำเนินการลงโทษทางวินัยของนายธนัชกิตในคดีนี้จึงยังไม่เสร็จสิ้น เพราะโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้บังคับบัญชานายธนัชกิต จำต้องถือตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงต้องเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยเดิมที่ให้ปลดนายธนัชกิตออกจากราชการ เป็นลงโทษไล่นายธนัชกิตออกจากราชการ ทั้งนี้ ตามหนังสือสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0205/ว 234 ในเรื่องการลงโทษผู้กระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งควรลงโทษเป็นไล่ออกจากราชการ และคำสั่งลงโทษทางวินัยของโจทก์เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งคำสั่งทางปกครองที่สั่งโดยผู้บังคับบัญชาหากไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือใช้ดุลพินิจไม่เหมาะสม ผู้บังคับบัญชาย่อมสามารถเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งลงโทษทางวินัยนั้นเองได้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49 และมาตรา 50 เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้มีคำสั่งที่ 1274/2560 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 ให้เพิกถอนคำสั่งโจทก์ที่ 541/2557 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เรื่อง ลงโทษปลดนายธนัชกิตออกจากราชการ และให้นายธนัชกิตกลับเข้ารับราชการ และมีคำสั่งที่ 1278/2560 ลงวันที่ 16 สิงหาคม2560 เรื่อง ลงโทษไล่นายธนัชกิตออกจากราชการ ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นการลงโทษซ้ำในการกระทำผิดวินัยครั้งเดียวกัน เนื่องจากโจทก์มีอำนาจดำเนินการเปลี่ยนแปลงคำสั่งและลงโทษในฐานความผิดที่ถูกต้องได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อนายธนัชกิต ถึงแก่ความตายไปเสียก่อนที่โจทก์จะออกคำสั่งที่ 1278/2560 ลงโทษไล่นายธนัชกิตออกจากราชการ จึงมีผลให้การดำเนินการทางวินัยแก่นายธนัชกิตสิ้นสุดลงตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกฎหมายบริหารงานบุคคลของโจทก์เท่านั้น อันเป็นคนละส่วนกับการพิจารณาสิทธิในการได้รับบำเหน็จบำนาญที่ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อความผิดของนายธนัชกิตตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลว่า กระทำผิดวินัยร้ายแรงตามมาตรา 84 วรรคสาม มาตรา 90 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ประกอบมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0205/ ว 234 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2536 ซึ่งควรลงโทษไล่ออกจากราชการ โดยโจทก์ได้เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อพิจารณาเห็นชอบตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ว่า พฤติการณ์ของนายธนัชกิตหากไม่เสียชีวิต จะได้รับโทษทางวินัยถึงไล่ออกจากราชการ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาแล้วเห็นชอบตามความเห็นของโจทก์ เช่นนี้ หากนายธนัชกิตไม่ถึงแก่ความตายเสียก่อน นายธนัชกิตต้องถูกลงโทษไล่ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 มิใช่ถูกปลดออกตามคำสั่งที่ 541/2557 ซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่เหมาะสมแก่การกระทำความผิด โดยโจทก์อาจแก้ไขคำสั่งได้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49 และมาตรา 50 ด้วยเหตุนี้นายธนัชกิตจึงไม่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญรวมถึงเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน และจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทไม่มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดรวมถึงประโยชน์จากเงินบำเหน็จตกทอดค้ำประกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในเหตุผลบางส่วน ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีเพียง 2,333,435.16 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสามต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ 46,668 บาท แต่จำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ 2,543,188 บาท เป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น จึงเสียเกินมา 4,195 บาท ศาลฎีกาเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาให้แก่จำเลยทั้งสาม

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 4,195 บาท แก่จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ม. 53 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 92 ม. 93
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 49 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิมาย — นายเสกสรร วิทยารุ่งเรืองศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
บดินทร์ ตรีรานุรัตน์
สิทธิชัย พูนเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 621/2568
#717681
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางวินัยว่า ธ. กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กระบวนการดำเนินการลงโทษทางวินัยของ ธ. จึงยังไม่เสร็จสิ้นเพราะโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้บังคับบัญชา ธ. จำต้องถือตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงต้องเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยเดิมที่ให้ปลด ธ. ออกจากราชการ เป็นลงโทษไล่ ธ. ออกจากราชการ ทั้งนี้ ตามหนังสือสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0205/ว 234 ในเรื่องการลงโทษผู้กระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งควรลงโทษเป็นไล่ออกจากราชการ และคำสั่งลงโทษทางวินัยของโจทก์เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งคำสั่งทางปกครองที่สั่งโดยผู้บังคับบัญชาหากไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือใช้ดุลพินิจไม่เหมาะสม ผู้บังคับบัญชาย่อมสามารถเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งลงโทษทางวินัยนั้นเองได้ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49 และมาตรา 50

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,414,100.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,084,006.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ชำระเงิน 129,087.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 111,430.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 23,110.52 บาท จำเลยที่ 2 คืนเงิน 134,540.80 บาท และจำเลยที่ 3 คืนเงิน 23,110.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 2,014,674.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย โดยดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนตามที่ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาได้อีก แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี และดอกเบี้ยทั้งหมดเมื่อรวมกับดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วต้องไม่เกิน 347,744.75 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยทั้งสามในส่วนของต้นเงิน 2,014,674.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายธนัชกิตที่ตกได้แก่จำเลยแต่ละคน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลและมีฐานะเป็นกรมตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 18 วรรคสอง และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มาตรา 10 วรรคสอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของโจทก์ นายธนัชกิต ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 (สพป. นครราชสีมา เขต 7) กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โจทก์มีคำสั่งที่ 541/2557 เรื่อง ลงโทษปลดออกจากราชการ ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ให้ลงโทษปลดนายธนัชกิตออกจากราชการ โดยนายธนัชกิตได้รับเงินบำนาญและเงินเพิ่มบำนาญ 25% สปช. (สิทธิประโยชน์ในเงินเพิ่ม 25% ของเงินบำนาญปกติ) เดือนละ 35,716.43 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 (วันรับทราบคำสั่ง) ต่อมานายธนัชกิตได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) เดือนละ 1,427 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2557 เป็นต้นมา และนายธนัชกิตได้รับเงินบำเหน็จดำรงชีพ 200,000 บาท จากโจทก์แล้ว ครั้นวันที่ 11 สิงหาคม 2559 นายธนัชกิตถึงแก่ความตาย ภายหลังนายธนัชกิตถึงแก่ความตาย โจทก์จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดค้ำประกันให้แก่ธนาคาร ก. ที่นายธนัชกิตนำสิทธิในเงินบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักประกันการกู้เงิน 844,327.85 บาท และจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดที่เหลือให้แก่ทายาทของนายธนัชกิต 69,331.55 บาท โดยแยกจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 บิดานายธนัชกิต 23,110.52 บาท และให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 บุตรนายธนัชกิต โดยจำเลยที่ 2 ได้รับ 23,110.51 บาท และจำเลยที่ 3 ได้รับ 23,110.52 บาท และจ่ายเงินช่วยพิเศษกรณีข้าราชบำนาญถึงแก่ความตายหรือเงินช่วยพิเศษกรณีเสียชีวิตให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทของนายธนัชกิต 111,430.29 บาท ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) มีมติว่า การกระทำของนายธนัชกิตมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานกระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์ อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน โดยมีความมุ่งหมายจะให้เป็นการซื้อขายหรือให้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหรือวิทยฐานะใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการให้ หรือได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือสิทธิประโยชน์อื่น เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับการบรรจุและแต่งตั้งโดยมิชอบหรือเสื่อมเสียความเที่ยงธรรม และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 84 วรรคสาม มาตรา 90 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 161 และมาตรา 162 (1) (4) และแจ้งมติดังกล่าวไปยังเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 ต่อมาคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณาแล้วมีมติให้เพิกถอนมติ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการที่มีมติลงโทษให้ปลดนายธนัชกิตออกจากราชการ แล้วมีมติลงโทษให้ไล่นายธนัชกิตออกจากราชการ และแจ้งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อดำเนินการต่อไป โจทก์จึงมีคำสั่งที่ 1274/2560 เรื่อง เพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการและสั่งให้กลับเข้ารับราชการ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 โดยให้เพิกถอนคำสั่งโจทก์ที่ 541/2557 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เรื่อง ลงโทษปลดออกจากราชการ และให้นายธนัชกิตกลับเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นไป พร้อมกับมีคำสั่งที่ 1278/2560 เรื่อง ลงโทษไล่ออกจากราชการ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 โดยให้ลงโทษไล่นายธนัชกิตออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2560 แต่ต่อมาโจทก์มีคำสั่งที่ 573/2561 เรื่อง เพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ ลงวันที่ 8 มีนาคม 2561 เนื่องจากนายธนัชกิตถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว โดยปรากฏความตอนหนึ่งว่า "...บัดนี้ ปรากฏว่านายธนัชกิต ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2559 ตามเอกสารสำเนามรณบัตร เลขที่ 05 - 3199xxxx สำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ อันเป็นเวลาก่อนที่ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะดำเนินการออกคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 1278/2560 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 เรื่อง ลงโทษไล่ออกจากราชการ ซึ่งเป็นการเสียชีวิตระหว่างดำเนินการทางวินัย จึงไม่สามารถดำเนินการทางวินัยได้ตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547...จึงให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 1278/2560 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 เรื่อง ลงโทษไล่ออกจากราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป..." ต่อมากรมบัญชีกลางโดยอธิบดีกรมบัญชีกลางมีหนังสือฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2561 เรื่อง การเรียกเงินบำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกันส่งคืนคลัง ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 แจ้งว่า นายธนัชกิตไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญและเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 ถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2559 เป็นเงินทั้งสิ้น 2,084,006.50 บาท ขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 (สพป. นครราชสีมา เขต 7) แจ้งทายาทของนายธนัชกิตนำเงินจำนวนดังกล่าวที่นายธนัชกิตและทายาทรับไปโดยไม่มีสิทธิส่งคืนคลัง ซึ่งเงินจำนวน 2,084,006.50 บาท ประกอบด้วยเงินบำนาญ 940,735.44 บาท เงินเพิ่มบำนาญ 25% สปช. 565.31 บาท เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) 29,046.35 บาท เงินบำเหน็จดำรงชีพ 200,000 บาท เงินบำเหน็จตกทอด 69,331.55 บาท และเงินบำเหน็จตกทอดค้ำประกัน (โดยนำสิทธิในเงินบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักประกันการกู้เงิน) 844,327.85 บาท ต่อจากนั้นผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 แจ้งจำเลยทั้งสามให้นำเงินบำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกันที่รับไปโดยไม่มีสิทธิ 2,084,006.50 บาท และเงินช่วยพิเศษกรณีเสียชีวิต 111,430.29 บาท รวม 2,195,436.79 บาท ส่งคืนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 ภายในกำหนดระยะเวลา 15 วัน โดยส่งหนังสือดังกล่าวไปยังภูมิลำเนาจำเลยทั้งสาม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2561 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2561 และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2561 แจ้งจำเลยทั้งสามให้นำเงินจำนวนดังกล่าวส่งคืนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 ภายในกำหนดระยะเวลา 15 วัน อีกครั้ง จำเลยทั้งสามได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2561 แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย สำหรับเงินบำเหน็จตกทอดคงเหลือ 69,331.55 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามคืนโจทก์ตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนรับไป และเงินช่วยพิเศษกรณีเสียชีวิต 111,430.29 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนโจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยนั้น จำเลยทั้งสามไม่อุทธรณ์โต้แย้ง จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า การดำเนินการทางวินัยของข้าราชการนอกจากจะต้องดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานต้นสังกัดแล้ว ยังต้องเป็นไปตามมาตรา 91 มาตรา 92 และมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมด้วย โดยในส่วนของความผิดทางวินัยนั้น มาตรา 92 บัญญัติว่า "ในกรณีมีมูลความผิดทางวินัย เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดแล้วมีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาผู้ใดได้กระทำความผิดวินัย ให้ประธานกรรมการส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่ พร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาผู้นั้นเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก ในการพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหา ให้ถือว่ารายงานเอกสารและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย ตามกฎหมายหรือระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหานั้น ๆ แล้วแต่กรณี..." และมาตรา 93 บัญญัติว่า "เมื่อได้รับรายงาน...แล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนพิจารณาลงโทษภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง..." เมื่อคดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของนายธนัชกิตมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานกระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์ อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน โดยมีความมุ่งหมายจะให้เป็นการซื้อขายหรือให้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหรือวิทยฐานะใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการให้หรือได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือสิทธิประโยชน์อื่น เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับการบรรจุและแต่งตั้งโดยมิชอบหรือเสื่อมเสียความเที่ยงธรรม และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 84 วรรคสาม มาตรา 90 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 161 และมาตรา 161 (1) (4) อันเป็นการชี้มูลความผิดทางวินัยว่านายธนัชกิตกระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กระบวนการดำเนินการลงโทษทางวินัยของนายธนัชกิตในคดีนี้จึงยังไม่เสร็จสิ้น เพราะโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้บังคับบัญชานายธนัชกิต จำต้องถือตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงต้องเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยเดิมที่ให้ปลดนายธนัชกิตออกจากราชการ เป็นลงโทษไล่นายธนัชกิตออกจากราชการ ทั้งนี้ ตามหนังสือสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0205/ว 234 ในเรื่องการลงโทษผู้กระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งควรลงโทษเป็นไล่ออกจากราชการ และคำสั่งลงโทษทางวินัยของโจทก์เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งคำสั่งทางปกครองที่สั่งโดยผู้บังคับบัญชาหากไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือใช้ดุลพินิจไม่เหมาะสม ผู้บังคับบัญชาย่อมสามารถเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งลงโทษทางวินัยนั้นเองได้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49 และมาตรา 50 เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้มีคำสั่งที่ 1274/2560 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 ให้เพิกถอนคำสั่งโจทก์ที่ 541/2557 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เรื่อง ลดโทษปลดนายธนัชกิตออกจากราชการ และให้นายธนัชกิตกลับเข้ารับราชการ และมีคำสั่งที่ 1278/2560 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 เรื่อง ลงโทษไล่นายธนัชกิตออกจากราชการ ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นการลงโทษซ้ำในการกระทำผิดวินัยครั้งเดียวกัน เนื่องจากโจทก์มีอำนาจดำเนินการเปลี่ยนแปลงคำสั่งและลงโทษในฐานความผิดที่ถูกต้องได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อนายธนัชกิตถึงแก่ความตายไปเสียก่อนที่โจทก์จะออกคำสั่งที่ 1278/2560 ลงโทษไล่นายธนัชกิตออกจากราชการ จึงมีผลให้การดำเนินการทางวินัยแก่นายธนัชกิตสิ้นสุดลงตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกฎหมายบริหารงานบุคคลของโจทก์เท่านั้น อันเป็นคนละส่วนกับการพิจารณาสิทธิในการได้รับบำเหน็จบำนาญที่ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 บัญญัติว่า "ข้าราชการซึ่งมิใช่ข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการหรือข้าราชการอัยการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการผู้ใดมีกรณีหรือต้องหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงถึงแก่ความตายก่อนได้รับการวินิจฉัยในเรื่องที่กระทำผิดวินัยนั้น ให้กระทรวงเจ้าสังกัดพิจารณาวินิจฉัยว่า ถ้าผู้นั้นไม่ถึงแก่ความตายเสียก่อนจะต้องได้รับโทษถึงไล่ออกหรือไม่ ถ้าเห็นว่าผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษถึงไล่ออก ทายาทไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดตามมาตรา 48" ดังนั้น เมื่อความผิดของนายธนัชกิตตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลว่า กระทำผิดวินัยร้ายแรงตามมาตรา 84 วรรคสาม มาตรา 90 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ประกอบมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0205/ ว 234 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2536 ซึ่งควรลงโทษไล่ออกจากราชการโดยโจทก์ได้เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อพิจารณาเห็นชอบตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ว่า พฤติการณ์ของนายธนัชกิตหากไม่เสียชีวิต จะได้รับโทษทางวินัยถึงไล่ออกจากราชการ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาแล้วเห็นชอบตามความเห็นของโจทก์ เช่นนี้ หากนายธนัชกิตไม่ถึงแก่ความตายเสียก่อน นายธนัชกิตต้องถูกลงโทษไล่ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 มิใช่ถูกปลดออกตามคำสั่งที่ 541/2557 ซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่เหมาะสมแก่การกระทำความผิด โดยโจทก์อาจแก้ไขคำสั่งได้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49 และมาตรา 50 ด้วยเหตุนี้นายธนัชกิตจึงไม่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญรวมถึงเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน และจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทไม่มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดรวมถึงประโยชน์จากเงินบำเหน็จตกทอดค้ำประกันข้างต้น ส่วนข้ออ้างอื่นในฎีกาของจำเลยทั้งสามไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในเหตุผลบางส่วน ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีเพียง 2,333,435.16 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสามต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ 46,668 บาท แต่จำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ 2,543,188 บาท เป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น จึงเสียเกินมา 4,195 บาท ศาลฎีกาเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาให้แก่จำเลยทั้งสาม

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 4,195 บาท แก่จำเลยทั้งสามค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 5 ม. 49 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิมาย — นายเสกสรร วิทยารุ่งเรืองศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
บดินทร์ ตรีรานุรัตน์
สิทธิชัย พูนเกษม
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 620/2568
#720161
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว แม้มิใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงที่ผู้ร้องอาจร้องขอให้แต่งตั้งผู้แทนนิติบุคคลชั่วคราวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 73 แต่ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นกรรมการเพียงคนเดียวที่มีอำนาจกระทำการแทนผู้คัดค้านที่ 1 การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องโทษจำคุกย่อมทำให้บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนได้ ทั้งการเป็นกรรมการเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่กรรมการต้องกระทำด้วยตนเองไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำแทนตนในฐานะกรรมการบริษัทได้ เมื่อไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยตามมาตรา 4 วรรคสอง และเห็นได้ว่ามาตรา 73 เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เพราะการที่กรรมการบริษัทต้องโทษจำคุกไม่สามารถทำหน้าที่ผู้แทนนิติบุคคลอาจมีผลเช่นเดียวกับตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลง จึงแต่งตั้งผู้ร้องให้เป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 แทนผู้คัดค้านที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัท ส. ผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อทำหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนของบริษัท ส. ผู้คัดค้านที่ 1 แทนผู้คัดค้านที่ 2 ชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 ประกอบมาตรา 4 วรรคสอง ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า ผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 2 เคยเป็นสามีภริยากันและได้ร่วมกันจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 โดยผู้ร้องเป็นประธานกรรมการและถือหุ้นในบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 แต่ขณะยื่นคำร้องนี้ผู้ร้องไม่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 แล้ว คงมีแต่ผู้คัดค้านที่ 2 คนเดียวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 20 ปี ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3042/2560 ของศาลอาญา และปรากฏตามคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้จำคุกผู้คัดค้านที่ 2 มีกำหนด 20 ปี และผู้คัดค้านที่ 2 ยอมถอดถอนตนเองจากอำนาจหน้าที่การบริหารกิจการทั้งหมดของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการเดียวว่า มีเหตุสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้จะปรากฏตามคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ประสงค์ที่จะบริหารกิจการทั้งหมดของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 อีกต่อไป แต่ตราบใดที่บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ยังมิได้รับหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการหรือมีมติให้ถอดถอนผู้คัดค้านที่ 2 ออกจากกรรมการบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 กรณีต้องถือว่าผู้คัดค้านที่ 2 ยังมีสถานะเป็นกรรมการของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 อยู่ เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว แม้มิใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงที่ผู้ร้องอาจร้องขอให้แต่งตั้งผู้แทนนิติบุคคลชั่วคราวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 อย่างไรก็ตามผู้คัดค้านที่ 2 เป็นกรรมการเพียงคนเดียวที่มีอำนาจกระทำการแทนผู้คัดค้านที่ 1 การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องโทษจำคุกย่อมทำให้บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนได้ ทั้งการเป็นกรรมการเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่กรรมการต้องกระทำด้วยตนเองไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำแทนตนในฐานะกรรมการบริษัทได้ แต่เมื่อไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยตามมาตรา 4 วรรคสอง และเห็นได้ว่ามาตรา 73 เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เพราะการที่กรรมการบริษัทต้องโทษจำคุกไม่สามารถทำหน้าที่ผู้แทนนิติบุคคลอาจมีผลเช่นเดียวกับตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลง และการที่กรรมการดังกล่าวต้องขังอยู่อาจมีเหตุอันควรเชื่อว่าน่าจะเกิดความเสียหายขึ้นได้ เมื่อผู้ร้องเคยร่วมบริหารบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และตามคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ยินยอมให้ผู้ร้องมีอำนาจบริหารบริษัท กรณีจึงเห็นสมควรแต่งตั้งผู้ร้องให้เป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 แทนผู้คัดค้านที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้แต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนของบริษัท ส. ผู้คัดค้านที่ 1 แทนผู้คัดค้านที่ 2 ชั่วคราวจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการคนใหม่แทนผู้คัดค้านที่ 2 โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 วรรคสอง ม. 73
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ซ.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชาติชาย สุขไสย
ศาลอุทธรณ์ — นายปานนท์ กัจฉปานันท์
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
ภัฏ วิภูมิรพี
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 620/2568
#721970
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว แม้มิใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงที่ผู้ร้องอาจร้องขอให้แต่งตั้งผู้แทนนิติบุคคลชั่วคราวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 73 แต่ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นกรรมการเพียงคนเดียวที่มีอำนาจกระทำการแทนผู้คัดค้านที่ 1 การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องโทษจำคุกย่อมทำให้บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนได้ ทั้งการเป็นกรรมการเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่กรรมการต้องกระทำด้วยตนเอง ไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำแทนตนในฐานะกรรมการบริษัทได้ แต่เมื่อไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยตามมาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 73 เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เพราะการที่กรรมการบริษัทต้องโทษจำคุกไม่สามารถทำหน้าที่ผู้แทนนิติบุคคลอาจมีผลเช่นเดียวกับตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลง จึงแต่งตั้งผู้ร้องให้เป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 แทนผู้คัดค้านที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัท ส. ผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อทำหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนของบริษัท ส. ผู้คัดค้านที่ 1 แทนผู้คัดค้านที่ 2 ชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 ประกอบมาตรา 4 วรรคสอง ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า ผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 2 เคยเป็นสามีภริยากันและได้ร่วมกันจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 โดยผู้ร้องเป็นประธานกรรมการและถือหุ้นในบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 แต่ขณะยื่นคำร้องนี้ผู้ร้องไม่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 แล้ว คงมีแต่ผู้คัดค้านที่ 2 คนเดียวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 20 ปี ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3042/2560 ของศาลอาญา และปรากฏตามคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้จำคุกผู้คัดค้านที่ 2 มีกำหนด 20 ปี และผู้คัดค้านที่ 2 ยอมถอดถอนตนเองจากอำนาจหน้าที่การบริหารกิจการทั้งหมดของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการเดียวว่า มีเหตุสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้จะปรากฏตามคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ประสงค์ที่จะบริหารกิจการทั้งหมดของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 อีกต่อไป แต่ตราบใดที่บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ยังมิได้รับหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการหรือมีมติให้ถอดถอนผู้คัดค้านที่ 2 ออกจากกรรมการบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 กรณีต้องถือว่าผู้คัดค้านที่ 2 ยังมีสถานะเป็นกรรมการของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 อยู่ เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว แม้มิใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงที่ผู้ร้องอาจร้องขอให้แต่งตั้งผู้แทนนิติบุคคลชั่วคราวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 อย่างไรก็ตามผู้คัดค้านที่ 2 เป็นกรรมการเพียงคนเดียวที่มีอำนาจกระทำการแทนผู้คัดค้านที่ 1 การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องโทษจำคุกย่อมทำให้บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนได้ ทั้งการเป็นกรรมการเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่กรรมการต้องกระทำด้วยตนเองไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำแทนตนในฐานะกรรมการบริษัทได้ แต่เมื่อไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยตามมาตรา 4 วรรคสอง และเห็นได้ว่ามาตรา 73 เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เพราะการที่กรรมการบริษัทต้องโทษจำคุกไม่สามารถทำหน้าที่ผู้แทนนิติบุคคลอาจมีผลเช่นเดียวกับตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลง และการที่กรรมการดังกล่าวต้องขังอยู่อาจมีเหตุอันควรเชื่อว่าน่าจะเกิดความเสียหายขึ้นได้ เมื่อผู้ร้องเคยร่วมบริหารบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และตามคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ยินยอมให้ผู้ร้องมีอำนาจบริหารบริษัท กรณีจึงเห็นสมควรแต่งตั้งผู้ร้องให้เป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 แทนผู้คัดค้านที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้แต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนของบริษัท ส. ผู้คัดค้านที่ 1 แทนผู้คัดค้านที่ 2 ชั่วคราวจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการคนใหม่แทนผู้คัดค้านที่ 2 โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 วรรคสอง ม. 73
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ซ.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
ภัฏ วิภูมิรพี
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 618/2568
#715641
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า บริษัท อ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า บริษัทดังกล่าวจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้า และความผิดฐานจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 บริษัท ค. โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นคนละนิติบุคคลกันและเป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายสินค้าของผู้เสียหายที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีสิทธิร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 4, 5, 6, 30 และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากผู้ยื่นคำร้องดังกล่าวต้องเป็นผู้เสียหายในความผิดอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 44/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 272, 273 และ 275 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 108, 110 และ 115 ริบโซ่รถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัท อ. และบริษัท ด. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย?สินทางปัญญาและการค?าระหว่างประเทศกลางอนุญาต โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่พบการกระทำความผิดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่พบการกระทำความผิดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 2

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย?สินทางปัญญาและการค?าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 จำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง และให้จำเลยชำระเงิน 56,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์?คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้ยกคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค?าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า บริษัท อ. เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า จดทะเบียนใช้กับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า โซ่สำหรับรถจักรยาน โซ่สำหรับรถจักรยานยนต์ โซ่สำหรับใช้ถ่ายทอดกำลังเครื่องยนต์สำหรับยานพาหนะ ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนและทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 95981 จำเลยเป็นเจ้าของร้าน ก. จำหน่ายสินค้าอะไหล่แต่งรถจักรยานยนต์ทั้งขายปลีกและขายส่งทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562 โจทก์ร่วมที่ 2 โดยนายกษิเดช ผู้รับมอบอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย พร้อมมอบโซ่สีรถจักรยานยนต์ 20 เส้น ไว้แก่พนักงานสอบสวน

เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับโจทก์และขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งของคดีนี้หรือไม่ และมีสิทธิยื่นฎีกาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า บริษัท อ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า RK CHAIN ในประเทศไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย และบริษัท ด. ซึ่งเป็นชื่อของผู้เสียหายที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า ภายใต้เครื่องหมายการค้า RK CHAIN ของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าว จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ 1 โดยทำปลอมขึ้นซึ่งชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ ข้อความ คำว่า RK CHAIN ให้ปรากฏที่สินค้าโซ่สำหรับรถจักรยานยนต์ หีบห่อ และฉลากวัตถุที่ใช้หุ้มห่อที่มีข้อความว่า จัดจำหน่ายโดย บริษัท ด. ซึ่งเป็นชื่อของผู้เสียหายที่ 2 เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้เสียหายที่ 1 และจัดจำหน่ายโดยผู้เสียหายที่ 2 ที่แท้จริง และจำเลยจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งโซ่สำหรับรถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและข้อความจัดจำหน่ายโดยบริษัท ด. ที่จำเลยทำปลอมดังกล่าว ให้แก่ผู้มีชื่อและประชาชนทั่วไปเพื่อให้หลงเชื่อว่าเป็นสินค้าโซ่สำหรับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 และจัดจำหน่ายโดยผู้เสียหายที่ 2 ที่แท้จริง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272, 273, 275 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108, 110, 115 ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงมีบริษัท อ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้เสียหายในส่วนความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้า RK CHAIN ของผู้เสียหายที่ 1 และฐานจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าดังกล่าว อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 273 และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และมีบริษัท ด. ผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเอาชื่อหรือข้อความ และจำหน่าย เสนอจำหน่ายสินค้าที่มีชื่อและข้อความดังกล่าวที่ว่า สินค้าโซ่รถจักรยานยนต์ดังกล่าวจัดจำหน่ายโดยบริษัท ด. ที่ใช้ในการประกอบการค้าของผู้เสียหายที่ 2 มาใช้เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่จัดจำหน่ายโดยผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับโจทก์ และยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องฉบับลงวันที่ 11 ตุลาคม 2564 ทั้งสองฉบับ แต่ปรากฏว่า โจทก์ร่วมที่ 1 คือ บริษัท ค. เป็นบริษัทสัญชาติไทย ส่วนบริษัท อ. ผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องและทะเบียนเครื่องหมายการค้าท้ายฟ้องมีชื่อและที่อยู่ของนิติบุคคลที่แตกต่างจากโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นนิติบุคคลสัญชาติญี่ปุ่น โจทก์ร่วมที่ 1 จึงเป็นคนละนิติบุคคลกับผู้เสียหายที่ 1 ทั้งความผิดฐานปลอมและจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นเป็นการกระทำความผิดต่อผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า RK CHAIN ผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้า และความผิดฐานจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายสินค้าของผู้เสียหายที่ 1 ในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น ดังนี้ โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ทั้งไม่ใช่บุคคลที่มีอํานาจจัดการแทนได้ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 4 มาตรา 5 และมาตรา 6 โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่มีสิทธิร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากผู้ยื่นคำร้องดังกล่าวต้องเป็นผู้เสียหายในความผิดอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 สำหรับโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 2 ตามฟ้องเป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า RK CHAIN โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมและฐานจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) เช่นกัน โจทก์ร่วมที่ 2 มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดฐานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ที่ตนเป็นผู้เสียหายเท่านั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ และสั่งรับคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าไหมทดแทนในส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่ 1 และมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานปลอมและฐานจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้า RK CHAIN ของผู้เสียหายที่ 1 ด้วยนั้น จึงไม่ชอบ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 และมาตรา 44/1 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 และเมื่อปรากฏว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่อาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่ง โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่ใช่คู่ความอันจะมีสิทธิยื่นฎีกาได้ ส่วนฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 นั้น โจทก์ร่วมที่ 2 มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ที่ตนเป็นผู้เสียหาย เมื่อต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้า RK CHAIN ของผู้เสียหายที่ 1 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เท่ากับว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และยกคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังนั้น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ดังกล่าวที่มีโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหาย จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ที่โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นฎีกาโดยขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและให้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงเป็นการฎีกาในส่วนความผิดฐานจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานดังกล่าว โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่มีสิทธิฎีกา และเมื่อคดีอาญาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 2 ในข้อหาตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และข้อหาปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วกับข้อหาจำหน่าย เสนอจำหน่าย และมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 273 และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 และให้ยกฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 4 ม. 5 ม. 6 ม. 30 ม. 44/1
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
โจทก์ร่วม — บริษัท อ. กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเริงชัย ลิ้มภักดี
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
ชื่อองค์คณะ
วรวุฒิ ทวาทศิน
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 434/2568
#711120
เปิดฉบับเต็ม

กรณีพนักงานส่วนท้องถิ่นกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงกำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดต้องระวางโทษเป็นสามเท่าเช่นเดียวกันซึ่งโทษตาม ป.ยาเสพติด เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติให้ การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตาม มาตรา 10 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงสุดไว้ ดังนั้น ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยเฉพาะในส่วนที่เป็นคุณไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก วรรคสาม (2)), 57, 66 วรรคสาม, 91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 371 (ที่ถูก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่มีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 3 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่มีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 34 ปี 23 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุกำหนดโทษจำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ เห็นว่า การกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ต้องเป็นกรณีโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังซึ่งบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดบัญญัติให้ศาลกำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน ชนิดเกล็ด 1 ถุง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 77.358 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ก่อนลดโทษ ซึ่งพฤติการณ์แห่งคดีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ถึงการกระทำของจำเลยว่าเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่ตามปริมาณเมทแอมเฟตามีนของกลางที่มีจำนวนดังกล่าวย่อมแสดงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย หากจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวออกไปโดยสภาพและพฤติการณ์ย่อมก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90 และต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิม เมื่อโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาคือโทษจำคุกตลอดชีวิตหนักกว่าโทษจำคุกตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ศาลต้องกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง กรณีพนักงานส่วนท้องถิ่นกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ผู้บริหารท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "...โทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า "การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี" แตกต่างจากประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงสุดไว้ ดังนั้น ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยเฉพาะในส่วนที่เป็นคุณไม่ว่าในทางใด ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

พิพากษากลับ ให้กำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 180 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10, 12 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 จำคุก 50 ปี และปรับ 3,000,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว เป็นจำคุก 34 ปี 23 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.ยาเสพติด ม. 180
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายทรงพล ขาวผ่อง
ศาลอุทธรณ์ — นายพฤกษ์ อากาศน่วม
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ โชติชะวารานนท์
พงษ์เดช วานิชกิตติกูล
สุรพงษ์ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 434/2568
#717680
เปิดฉบับเต็ม

กรณีพนักงานส่วนท้องถิ่นกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงกำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดต้องระวางโทษเป็นสามเท่าเช่นเดียวกันซึ่งโทษตาม ป.ยาเสพติด เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติให้ การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตาม มาตรา 10 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงสุดไว้ ดังนั้น ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยเฉพาะในส่วนที่เป็นคุณไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก วรรคสาม (2)), 57, 66 วรรคสาม, 91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 371 (ที่ถูก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่มีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 3 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่มีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 34 ปี 23 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุกำหนดโทษจำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ เห็นว่า การกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ต้องเป็นกรณีโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังซึ่งบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดบัญญัติให้ศาลกำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน ชนิดเกล็ด 1 ถุง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 77.358 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ก่อนลดโทษ ซึ่งพฤติการณ์แห่งคดีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ถึงการกระทำของจำเลยว่าเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่ตามปริมาณเมทแอมเฟตามีนของกลางที่มีจำนวนดังกล่าวย่อมแสดงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย หากจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวออกไปโดยสภาพและพฤติการณ์ย่อมก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90 และต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิม เมื่อโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาคือโทษจำคุกตลอดชีวิตหนักกว่าโทษจำคุกตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ศาลต้องกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง กรณีพนักงานส่วนท้องถิ่นกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ผู้บริหารท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "...โทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า "การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี" แตกต่างจากประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงสุดไว้ ดังนั้น ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยเฉพาะในส่วนที่เป็นคุณไม่ว่าในทางใด ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

พิพากษากลับ ให้กำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 180 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10, 12 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 จำคุก 50 ปี และปรับ 3,000,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว เป็นจำคุก 34 ปี 23 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.ยาเสพติด ม. 180
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10 ม. 12
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายทรงพล ขาวผ่อง
ศาลอุทธรณ์ — นายพฤกษ์ อากาศน่วม
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ โชติชะวารานนท์
พงษ์เดช วานิชกิตติกูล
สุรพงษ์ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 399/2568
#721968
เปิดฉบับเต็ม

การเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ และค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงถามทรัพย์คืนจากจำเลยในระหว่างที่จำเลยบังคับคดีนำทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ไปเก็บรักษาเป็นการเรียกร้องเอาค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิด มีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่กรณีที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะซึ่งต้องใช้อายุความทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ดังที่โจทก์ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,601,880.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้บริษัท ท. ชำระค่าจ้างแก่จำเลย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดหม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 1,000 KVA จำนวน 1 เครื่อง และตู้จ่ายกระแสไฟฟ้ายี่ห้อ ABB รุ่น SACE EMAX E2 จำนวน 1 ตู้ ของโจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์สินดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้วตามสำเนาคดีหมายเลขแดงที่ ข 3/2560 จำเลยนำทรัพย์สินทั้งสองรายการดังกล่าวคืนแก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ยึดถือทรัพย์สินของโจทก์ไว้โดยไม่มีสิทธิอันจะเป็นเหตุให้โจทก์สามารถใช้สิทธิติดตามและเอาคืนทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่อย่างใด กลับปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้อย่างชัดเจนว่า จำเลยนำหม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 1,000 KVA จำนวน 1 เครื่อง และตู้จ่ายกระแสไฟฟ้ายี่ห้อ ABB รุ่น SACE EMAX E2 จำนวน 1 ตู้ คืนแก่โจทก์โดยมิได้ติดตั้งทรัพย์ทั้งสองรายการให้กลับคืนสู่สภาพพร้อมใช้งานดังเดิม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายมีค่าใช้จ่ายที่โจทก์จะต้องดำเนินการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าและตู้จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กลับคืนสู่สภาพเดิมพร้อมใช้งานเป็นเงิน 3,802,121.95 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้งานเป็นเงิน 749,758.06 บาท ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์เป็นเวลานาน ค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงคืนทรัพย์เป็นเงิน 50,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น 4,601,880.01 บาท จึงไม่ใช่การฟ้องคดีเพื่อติดตามเอาทรัพย์สินของโจทก์คืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิยึดถือทรัพย์ของโจทก์ไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่เป็นการฟ้องคดีให้จำเลยรับผิดในการละเมิดของจำเลยต่อโจทก์ตามมาตรา 420 ซึ่งอยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายอนุชา รับหม้อแปลงไฟฟ้าและตู้จ่ายกระแสไฟฟ้าคืนจากจำเลยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีนี้ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 แล้ว ดังนั้นเมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2563 จึงล่วงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันดังกล่าวแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า ระหว่างที่จำเลยบังคับคดีนำทรัพย์ทั้งสองรายการตามฟ้องไปเก็บรักษา ย่อมทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้สอยทรัพย์ดังกล่าวได้ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากจำเลยและค่าเสียหายอื่น ๆ อันได้แก่ ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ ค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงทรัพย์คืนจากจำเลย ซึ่งมิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป คือ อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นั้น เห็นว่า การเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ และค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงถามทรัพย์คืนจากจำเลยในกรณีนี้เป็นการเรียกร้องเอาค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิด มีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่กรณีที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะซึ่งต้องใช้อายุความทั่วไปดังที่โจทก์ฎีกา ส่วนฎีกาโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ณ.
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
วิชัย ตัญศิริ
ธนิต รัตนะผล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา