คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3615/2568
#722842
เปิดฉบับเต็ม

ภาระการพิสูจน์ย่อมเป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การ หากศาลชั้นต้นกำหนดภาระการพิสูจน์ไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย่อมมีอำนาจกำหนดภาระการพิสูจน์ใหม่ให้ถูกต้องเสียได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสที่มีอยู่กับจำเลย หากจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่เลยตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ภาระการพิสูจน์ย่อมตกอยู่แก่โจทก์ แต่จำเลยให้การรับว่าเคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่ โดยยกข้อต่อสู้ว่าสินสมรสดังกล่าวไม่มีอยู่แล้วในภายหลัง จึงเป็นคำให้การรับข้อเท็จจริงในทรัพย์สินตามฟ้องแล้ว แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

การที่โจทก์ฟ้องว่ามีทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อันเป็นสินสมรส โดยโจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยไม่ได้ให้การถึง จึงถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว และต้องห้ามมิให้จำเลยนำพยานเข้าสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เห็นเป็นอื่นแต่อย่างใด รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้ารุ่น FJ CRUISER 4.0 สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน ขง 2222 สงขลา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์มาแสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยได้จำหน่ายรถยนต์คันดังกล่าวไปแล้วในราคา 2,000,000 บาท ถือว่าจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย และรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อฮิตาชิ สีส้ม หมายเลขทะเบียน ตค 2109 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน กอ 6156 สงขลา รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ หลายเลขทะเบียน 1 กก สงขลา 9715 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน คพว สงขลา 630 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ สีดำแดง หมายเลขทะเบียน คยธ สงขลา 680 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน งนษ สงขลา 495 รถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน บบ 2320 ปราจีนบุรี และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา คันหมายเลขทะเบียน นค 5101 พระนครศรีอยุธยา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่า ทรัพย์บางรายการเป็นทรัพย์สินของครอบครัวจำเลย บางรายการเป็นสินสมรสโดยทรัพย์ทั้งหมดถูกจำหน่ายในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ บางรายการเป็นสินส่วนตัวของจำเลย หาใช่สินสมรส คำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งโดยไม่แยกแยะว่ารถยนต์คันใดเป็นของครอบครัวจำเลย เป็นสินสมรส หรือเป็นสินส่วนตัว จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยรับเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว

ส่วนที่จำเลยกล่าวอ้างว่าจำหน่ายทรัพย์สินไปหมดแล้วนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1534 บัญญัติว่า "สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวก็ดี จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหายก็ดี... จงใจทำลายให้สูญหายไปก็ดี ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533 ..." จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะวินิจฉัยว่าคำให้การที่จำเลยอ้างว่าได้จำหน่ายสินสมรสไปแล้วมาลอย ๆ เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวให้ถือเสมือนว่า สินสมรสนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามบทบัญญัติดังกล่าว

ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่าขณะอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย โจทก์เป็นผู้ดูแลฟาร์มวัวทั้งหมด จำเลยให้การปฏิเสธว่า ได้จำหน่ายวัวทั้งหมดไปเป็นเงิน 1,000,000 บาท เนื่องจากประสบภาวะขาดทุน มิได้ปฏิเสธว่ามิใช่สินสมรส เท่ากับจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ มานำสืบให้เห็นตามที่กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้อง

ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีไม้ซุงและไม้แผ่นดังกล่าวจริง จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม้บางส่วนเป็นของบุคคลภายนอก บางส่วนเป็นสินสมรสซึ่งได้แปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์แล้ว โดยกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่แยกแยะให้เห็นว่า ไม้ส่วนใดเป็นของบุคคลภายนอก ส่วนใดเป็นสินสมรส กรณีจึงเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่จำต้องวินิจฉัย ต้องฟังว่าสินสมรสดังกล่าวมีอยู่จริง

ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า พระเครื่องเป็นสินสมรสโดยมีพยานหลักฐาน คือ บัญชีคุมพระและภาพถ่ายพระเครื่อง ทั้งมีบันทึกการเจรจาส่งมอบทรัพย์สินและยึดทรัพย์ประกอบคดี ที่โจทก์ส่งมอบพระเครื่องให้แก่จำเลย 187 องค์ ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธว่า พระเครื่องเป็นสินส่วนตัวและได้จำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกไปหมดสิ้นแล้ว กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ที่ว่า "ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสนสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้เป็นสินสมรส" จำเลยย่อมมีภาระการพิสูจน์ ส่วนที่จำเลยให้การว่าพระเครื่องที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นพระเครื่องที่ไม่ปรากฎในคำฟ้อง จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์เช่นกัน แต่จำเลยนำสืบพยานหลักฐานโดยมี ฬ.มาเบิกความเป็นพยาน ซึ่งพยานปากดังกล่าวเป็นเพียงผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการดูพระเครื่อง หาใช่พยานที่รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้พระเครื่องของจำเลยมาว่าเป็นการได้มาระหว่างสมรสหรือไม่ จำเลยเองซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์กลับไม่มาเบิกความต้องถือว่าจำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์และใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 198,306,929.50 บาท หากไม่สามารถตกลงกันได้หรือจำเลยเพิกเฉยให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งปันกันระหว่างโจทก์กับจำเลยต่อไป หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติภายใน 30 วัน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแบ่งปันกันทั้งหมด ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นเงิน 1,320,000 บาท และในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ กับให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นเงิน 2,200,000 บาท และในอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ในวันนัดไกล่เกลี่ยและชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้อง และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 3257, 3847, 4949 และ 4950 ซึ่งมีชื่อบุคคลภายนอกถือกรรมสิทธิ์ และไม่รับฟ้องในส่วนของคำขอแบ่งหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ต่อมาโจทก์แถลงขอสละประเด็นตามคำฟ้องในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 24106 เนื้อที่ 35 ไร่ 96.4 ตารางวา ราคาประเมินประมาณ 21,000,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคำฟ้องข้อดังกล่าวจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดกัน ให้โจทก์กับจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน แต่ให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจกำหนดถิ่นที่อยู่รวมถึงเรื่องการศึกษาของบุตรผู้เยาว์เพียงฝ่ายเดียว ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2560 ถึงเดือนพฤษภาคม 2565 เป็นเวลา 62 เดือน ในอัตราเดือนละ 18,000 บาท เป็นเงิน 1,116,000 บาท และตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ในอัตราเดือนละ 25,000 บาท และตั้งแต่บุตรผู้เยาว์ศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท ให้แบ่งสินสมรส คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 27334 เลขที่ดิน 1137 เนื้อที่ 2 งาน ที่ดินโฉนดเลขที่ 27365 เนื้อที่ 13 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 76228 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เนื้อที่ 1 ไร่ 12 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 30070 เนื้อที่ 3 งาน 57 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 30071 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 16625 เนื้อที่ 6 ไร่ 66.7 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 16564 เนื้อที่ 2 ไร่ 25.6 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 16565 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 93.1 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 1605 เนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 37.4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 2084 เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 29.3 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 31672 เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 79.5 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 31673 เนื้อที่ 19 ไร่ 81.2 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33272 เนื้อที่ 29 ไร่ 3 งาน 26.3 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33273 เนื้อที่ 33 ไร่ 94.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33400 เนื้อที่ 26 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 36867 เนื้อที่ 11 ไร่ 30.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 38552 เนื้อที่ 2 ไร่ 31.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3257 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3847 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 17 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4949 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4950 เนื้อที่ 4 ไร่ 11 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 36952 เนื้อที่ 28 ไร่ 10.5 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 43276 เนื้อที่ดินรวม 27.2 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 182249 เนื้อที่ 17 ไร่ 77.4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 58627 เนื้อที่ 3 งาน 4.8 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 58628 เนื้อที่ 2 งาน 79.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 143911 เนื้อที่ 1 ไร่ 33.6 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 241340 เนื้อที่ 3.8 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 241341 เนื้อที่ 4.8 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 251085 เนื้อที่ 95 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 251086 เนื้อที่ 33.5 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 251087 เนื้อที่ 33.3 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 154 เนื้อที่ 25 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 16335 เนื้อที่ 118 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 16336 เนื้อที่ 58 ไร่ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1266 เนื้อที่ 28 ไร่ 1 งาน 69 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1898 เนื้อที่ 44 ไร่ 72 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1899 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 98 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1902 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 19 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1903 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1904 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 48 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1905 เลขที่ดิน 901 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา และเลขที่ 1907 เลขที่ดิน 101 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 62 ตารางวา ห้องชุดอาคาร บ. โฉนดที่ดินเลขที่ 61394 และ 61395 และพระรูปหล่อลอยองค์ เนื้อทองคำ มหาลาภไอ้ไข่ วัดเจดีย์ ให้โจทก์กับจำเลยฝ่ายละกึ่งหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วนำเงินมาแบ่งกัน แต่หากยังตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ว. บุตรผู้เยาว์ นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ ในอัตราเดือนละ 25,000 บาท และนับตั้งแต่บุตรผู้เยาว์มีอายุ 17 ปี ขึ้นไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท ให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรส คือ แบ่งวัวที่เลี้ยงในฟาร์มวัวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้จำเลยชำระเงินค่าวัวเป็นเงิน 750,000 บาท และแบ่งไม้แผ่นและไม้ซุงที่เก็บไว้ที่บ้าน ที่โกดัง และที่โรงเรือนสองชั้น ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้จำเลยชำระเงินค่าไม้แผ่นและไม้ซุงเป็นเงิน 1,500,000 บาท สำหรับรายการรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถแทรกเตอร์ คือ รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น HILUX สีขาว หมายเลขทะเบียน กท 3113 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น VELLFIRE 2.4 สีดำ หมายเลขทะเบียน กอ 8888 สงขลา และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น Fortuner สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 กฎ 6458 กรุงเทพมหานคร หรือ ขง 1 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น FJ CRUISER 4.0 สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน ขง 2222 สงขลา รถแทรกเตอร์ ยี่ห้อฮิตาชิ สีส้ม หมายเลขทะเบียน ตค 2109 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน กอ 6156 สงขลา รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กก สงขลา 9715 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน คพว สงขลา 630 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ สีดำแดง หมายเลขทะเบียน คยธ สงขลา 680 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน งนษ สงขลา 495 รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน บบ 2320 ปราจีนบุรี และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา หมายเลขทะเบียน นค 5101 พระนครศรีอยุธยา กับรายการพระเครื่อง คือ หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A2 รุ่นเตารีด เนื้อนวะ (พิมพ์เมฆพัฒ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A3 รุ่นเตารีด เนื้อนวะ (พิมพ์เมฆพัฒ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A4 รุ่นเตารีด เนื้อนวะ(ฉ.) (เบอร์ 139) (4ฉ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A6 รุ่นเตารีด เนื้อนวะ(ฉ.) (เบอร์ 284) (1ฉ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A8 รุ่นเตารีด A เนื้อนวะ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A9 รุ่นเตารีด A เนื้อนวะ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A13 รุ่นเตารีด A เนื้อนวะ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A16 เลขใต้ฐาน เบอร์ 425 สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A17 เลขใต้ฐาน เบอร์ 510 สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง B ลำดับ B1 เตารีด (โลหะผสมพิม A) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง B ลำดับ B3 เตารีด (โลหะผสมพิม A) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง B ลำดับ B5 เตารีด (โลหะผสมพิม A) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง B ลำดับ B9 เตารีด (โลหะผสมพิม A) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C6 เตารีด อัลปาเช่ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C8 เตารีด อัลปาเช่ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C11 เตารีด หน้าใหญ่ (เตารีดเล็ก) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C13 เตารีดเล็ก สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C15 เตารีดเล็ก แข้งขีด สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C19 เตารีด พิมพ์กลางไม่ปั๊ม สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C20 เตารีด พิมพ์กลางไม่ปั๊ม สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C21 พระกริ่ง บัวรอบ สร้างปีที่ 2508 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D1 หลังเตารีด เนื้อเหลือง (พิมเมฆพัฒ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D2 หลังเตารีด เนื้อเหลือง (พิมเมฆพัฒ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D10 เตารีด พิมพ์ B สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D11 เตารีด พิมพ์ C สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D13 ปั๊มซ้ำ บ็อกแตก สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D16 ปั๊มซ้ำ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D17 ปั๊มซ้ำ 2 ชาย สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D18 เตารีด หน้าจีน สร้างปีที่ 2508 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D19 หลังหนังสือ ตัว (ท.) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D23 หลังหนังสือเล็ก (ว.) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E1 ขี่คอ แจกกรรมการ สร้างปีที่ 2509 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E2 เหรียญเสมา รุ่น 3 (อัลปาก้า) สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E3 เหรียญเสมา 2 จุด สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E4 เหรียญเสมาทองแดง สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E5 เหรียญเสมาทองแดง สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E6 เหรียญเสมา (อัลปาก้า) สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E8 น้ำเต้าหน้าหนุ่ม สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E9 น้ำเต้าหน้าแก่ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E10 เหรียญไข่ปลา รุ่น 4 10 ขีด สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E11 รุ่น 4 ไข่ปลา สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E12 ใบสาเก หน้าแก่ สร้างปีที่ 2508 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E13 เหรียญไข่ปลาใหญ่ พุดย้อย รุ่น 2 สร้างปีที่ 2502 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E14 เหรียญ 5 เหลี่ยม สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E15 เหรียญ 5 เหลี่ยม สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E18 รูปถ่ายหลวงปู่ทวด สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E21 เม็ดแตง หน้าผากสี่เส้น สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง F ลำดับ F2 เนื้อคลั่ง (หัวมีขีด) กล่อง F ลำดับ F7 ปลัดขิก หลวงพ่อแปลก และกล่อง F ลำดับ F12 ตะกรุด (อาจารย์นำ) ให้โจทก์กับจำเลยแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วนำเงินมาแบ่งกัน แต่หากยังตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 3257 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3847 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 17 ตาราวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4949 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 4950 เนื้อที่ 4 ไร่ 11 ตารางวา กันคนละกึ่งหนึ่งนั้นเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังยุติว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2551 มีบุตรด้วยกันคือเด็กชาย ว. พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่จังหวัดสงขลา เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2560 โจทก์กับจำเลยมีเหตุทะเลาะวิวาทกัน โจทก์ออกจากบ้านพักอาศัยพาบุตรผู้เยาว์ไปอยู่ที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ โดยไม่ได้กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยอีก คดีในส่วนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าโจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี มีเหตุให้หย่าขาดจากกัน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลย โจทก์กับจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน แต่ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจในการกำหนดถิ่นที่อยู่และการศึกษาของบุตรผู้เยาว์เพียงฝ่ายเดียว จำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์และจำเลยต้องแบ่งสินสมรสที่เป็นที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ห้องชุดอาคาร บ. และพระรูปหล่อลอยองค์เนื้อทองคำ มหาลาภไอ้ไข่ วัดเจดีย์ ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 3257 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3847 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 17 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4949 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 4950 เนื้อที่ 4 ไร่ 11 ตารางวา ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ยกฟ้อง จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถแทรกเตอร์ เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ภาระการพิสูจน์ย่อมเป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การ หากศาลชั้นต้นกำหนดภาระการพิสูจน์ไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย่อมมีอำนาจกำหนดภาระการพิสูจน์ใหม่ให้ถูกต้องเสียได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสที่มีอยู่กับจำเลย หากจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่เลยตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ภาระการพิสูจน์ย่อมตกอยู่แก่โจทก์ แต่จำเลยให้การรับว่าเคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่ โดยยกข้อต่อสู้ว่าสินสมรสดังกล่าวไม่มีอยู่แล้วในภายหลัง จึงเป็นคำให้การรับข้อเท็จจริงในทรัพย์สินตามฟ้องแล้ว แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 การที่โจทก์ฟ้องว่ามีทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อันเป็นสินสมรส เป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น HILUX สีขาว หมายเลขทะเบียน กท 3113 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น VELLFIRE 2.4 สีดำ หมายเลขทะเบียน กอ 8888 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น Fortuner สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 กฎ 6458 กรุงเทพมหานคร หรือ ขง 1 สงขลา โดยโจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์ แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยไม่ได้ให้การถึง จึงถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว และต้องห้ามมิให้จำเลยนำพยานเข้าสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เห็นเป็นอื่นแต่อย่างใด รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น FJ CRUISER 4.0 สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน ขง 2222 สงขลา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์ มาแสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยได้จำหน่ายรถยนต์คันดังกล่าวไปแล้วในราคา 2,000,000 บาท ถือว่าจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย และรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อฮิตาชิ สีส้ม หมายเลขทะเบียน ตค 2109 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน กอ 6156 สงขลา รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กก สงขลา 9715 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน คพว สงขลา 630 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ สีดำแดง หมายเลขทะเบียน คยธ สงขลา 680 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน งนษ สงขลา 495 รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน บบ 2320 ปราจีนบุรี และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา คันหมายเลขทะเบียน นค 5101 พระนครศรีอยุธยา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์ แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่า ทรัพย์บางรายการเป็นทรัพย์สินของครอบครัวจำเลย บางรายการเป็นสินสมรสโดยทรัพย์ทั้งหมดถูกจำหน่ายในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ บางรายการเป็นสินส่วนตัวของจำเลย หาใช่สินสมรส คำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งโดยไม่แยกแยะว่ารถยนต์คันใดเป็นของครอบครัวจำเลย เป็นสินสมรส หรือเป็นสินส่วนตัว จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยกล่าวอ้างว่าจำหน่ายทรัพย์สินไปหมดแล้วนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534 บัญญัติว่า "สินสมรสที่คู่สมรสผ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวก็ดี จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหายก็ดี... จงใจทำลายให้สูญหายไปก็ดี ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533..." จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะวินิจฉัยว่าคำให้การที่จำเลยอ้างว่าได้จำหน่ายสินสมรสไปแล้วมาลอย ๆ เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวให้ถือเสมือนว่า สินสมรสนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถแทรกเตอร์เป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า วัว ไม้แผ่น ไม้ซุง และพระเครื่องเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่าขณะอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย โจทก์เป็นผู้ดูแลฟาร์มวัวทั้งหมด จำเลยให้การปฏิเสธว่า ได้จำหน่ายวัวทั้งหมดไปเป็นเงิน 1,000,000 บาท เนื่องจากประสบภาวะขาดทุน มิได้ปฏิเสธว่ามิใช่สินสมรส เท่ากับจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ มานำสืบให้เห็นตามที่กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้อง แม้โจทก์จะเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า วัวตายเนื่องจากเกิดโรคระบาดก็ไม่ได้หมายความว่า วัวในฟาร์มจะตายไปทั้งหมด ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยให้จำเลยแบ่งวัวที่เหลือในฟาร์ม โดยกำหนดมูลค่าเป็นเงินจำนวน 750,000 บาท แก่โจทก์ ชอบแล้ว

ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีไม้ซุงและไม้แผ่นดังกล่าวจริง จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม้บางส่วนเป็นของบุคคลภายนอก บางส่วนเป็นสินสมรสซึ่งได้แปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์แล้ว โดยกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่แยกแยะให้เห็นว่า ไม้ส่วนใดเป็นของบุคคลภายนอก ส่วนใดเป็นสินสมรส กรณีจึงเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่จำต้องวินิจฉัย ต้องฟังว่าสินสมรสดังกล่าวมีอยู่จริง

ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าพระเครื่องเป็นสินสมรสโดยมีพยานหลักฐาน คือ บัญชีคุมพระและภาพถ่ายพระเครื่อง ทั้งมีบันทึกการเจรจาส่งมอบทรัพย์สินและยึดทรัพย์ประกอบคดี ที่โจทก์ส่งมอบพระเครื่องให้แก่จำเลย 187 องค์ ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธว่า พระเครื่องเป็นสินส่วนตัว และได้จำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกไปหมดสิ้นแล้ว กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง ที่ว่า "ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส" จำเลยย่อมมีภาระการพิสูจน์ ส่วนที่จำเลยให้การว่าพระเครื่องที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นพระเครื่องที่ไม่ปรากฏในคำฟ้อง จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์เช่นกัน แต่จำเลยนำสืบพยานหลักฐาน โดยมีนายฬาเมศ มาเบิกความเป็นพยาน ซึ่งจำเลยยื่นบัญชีระบุพยานปากนี้ไว้ในวันเดียวกันกับวันสืบพยานจำเลยปากนี้ และโจทก์ได้คัดค้านการสืบพยานปากนี้ อีกทั้งพยานจำเลยปากดังกล่าวเป็นเพียงผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการดูพระเครื่อง หาใช่พยานที่รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้พระเครื่องของจำเลยมาว่าเป็นการได้มาระหว่างสมรสหรือไม่ ทั้งจำเลยเองซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์กลับไม่มาเบิกความ ต้องถือว่าจำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง ได้ จำเลยจึงต้องแบ่งพระเครื่องให้โจทก์กึ่งหนึ่งตามส่วนที่โจทก์นำสืบได้ว่ายังมีพระเครื่องซึ่งเป็นสินสมรสบางส่วนอยู่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 วรรคสอง ม. 1534
ป.วิ.พ. ม. 84/1 ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นาย ฏ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา — นายเกียรติศักดิ์ สงแก้ว
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางปารณี มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
นันทิกา จิวัธยากูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3557 -ที่ 3558/2568
#719654
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นอ้างว่าคำสั่งลดค่าปรับของศาลชั้นต้น และการสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษบังคับตามคำพิพากษาตามยอมอันเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี โดยมิใช่เป็นการอุทธรณ์เพื่อเรียกร้องค่าปรับจากผู้ร้องโดยตรง เป็นการอุทธรณ์คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์แล้วมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงเป็นการไม่ชอบ ผู้คัดค้านจึงหาจำต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการ และกรณีไม่มีเหตุที่ผู้คัดค้านจะต้องยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวด้วย คำสั่งรับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และการนัดไต่สวนคำร้องจึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน เมื่อคดีตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ และผู้คัดค้านได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 200 บาท จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีกได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เพราะผู้คัดค้านไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ขาดมาชำระให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ร้องจดทะเบียนเด็กหญิง อ. เป็นบุตร ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและขอให้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง อ. ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า ผู้ร้องยินยอมให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง อ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว นับแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไป ผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องมาพบและรับบุตรผู้เยาว์ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่บุตรผู้เยาว์ได้สัปดาห์ละหนึ่งวัน ทุก ๆ วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10 นาฬิกา ถึง 16 นาฬิกา โดยให้มีผู้คัดค้านร่วมเดินทางไปดูแลบุตรผู้เยาว์ตามสมควรและเหมาะสม และจะไม่กีดกันผู้ร้องแต่อย่างใด เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2561 เป็นต้นไป ทั้งนี้หากผู้ร้องไม่สามารถรับบุตรผู้เยาว์ได้ตามกำหนดไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การงานหรือกิจธุระสำคัญให้ผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน โดยผู้ร้องจะต้องแจ้งไปยังอีเมลของผู้คัดค้านทางอีเมล และให้ถือว่าผู้คัดค้านได้ทราบแล้ว ในกรณีที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านประสงค์จะนำบุตรผู้เยาว์เดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันไปดำเนินการให้ความยินยอมต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามระเบียบจนเสร็จสิ้นทั้งหมด โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าตามสมควรแก่พฤติการณ์ ผู้ร้องตกลงชำระค่าเล่าเรียนบุตรผู้เยาว์ก่อนหน้านี้ให้แก่ผู้คัดค้านเป็นเงินจำนวน 70,000 บาท ชำระภายในวันทำสัญญาโดยโอนเข้าบัญชีธนาคาร ท. สาขาป่าตอง (ภูเก็ต) ชื่อบัญชีนางสาว ว. บัญชีเลขที่ 601282xxxx ผู้ร้องและผู้คัดค้านจะไปเปิดบัญชีธนาคาร ท. สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัล เพื่อเด็กหญิง อ. ภายในวันที่ 2 สิงหาคม 2561 โดยให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวฝ่ายละ 40,000 บาท เพื่อเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 1 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 กันยายน 2561 ไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ กรณีที่มีค่าอุปการะเลี้ยงดูมากกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่เดิมให้ผู้คัดค้านนำเอกสารรายละเอียดค่าใช้จ่ายมาแสดงต่อผู้ร้องและต้องชำระฝ่ายละครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายดังกล่าว ส่วนประเด็นตามคำร้องไม่สามารถตกลงตกลงกันได้

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ส่วนอำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และข้อตกลงอื่นให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมตามคำร้อง ผู้ร้องชำระมาในอัตราขั้นต่ำอยู่แล้วจึงไม่คืน ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมตามคำคัดค้าน ผู้คัดค้านได้รับยกเว้นตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 155 จึงไม่จำต้องสั่ง

หลังจากนั้นผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษาตามยอมว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2561 ต่อกันใหม่ โดยในส่วนที่ไม่ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้คงบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความเดิมทุกประการ ทั้งนี้ในส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่มีดังนี้ ผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องมาพบและรับบุตรผู้เยาว์ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่บุตรผู้เยาว์ได้สัปดาห์ละ 1 วัน ทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10 นาฬิกา ถึง 16 นาฬิกา นับตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป โดยผู้ร้องจะมารับบุตรผู้เยาว์ที่บ้านพักในเขตจังหวัดภูเก็ตของผู้คัดค้านทุกวันอาทิตย์ เวลา 10 นาฬิกา ในการนี้ผู้ร้องยินยอมให้ผู้คัดค้านหรือพี่เลี้ยงที่ผู้คัดค้านมอบหมายร่วมเดินทางไปดูแลบุตรผู้เยาว์ด้วย ทั้งนี้ผู้คัดค้านตกลงไม่นำบุตรผู้เยาว์ไปทำกิจกรรมอื่นใดในวันอาทิตย์ หากผู้ร้องไม่สามารถมารับบุตรผู้เยาว์ได้ตามกำหนดไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การงานหรือธุระสำคัญตามสมควรแก่เหตุให้ผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบล่วงหน้าทางอีเมล อย่างน้อย 2 วัน ก่อนถึงกำหนดวันรับและให้ถือว่าผู้คัดค้านได้รับทราบแล้ว อนึ่ง การติดต่อระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ให้ติดต่อสื่อสารกันเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์เท่านั้นโดยจะไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคายหรือด่าทอกันและจะไม่ติดต่อกันทางช่องทางอื่นนอกจากจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ในกรณีที่ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านประสงค์จะนำบุตรผู้เยาว์เดินทางไปท่องเที่ยวและศึกษาเล่าเรียนช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ยังต่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายตกลงดำเนินการให้ความยินยอมแก่กันตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งนี้แต่ละฝ่ายที่จะนำบุตรผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศจะต้องแจ้งรายละเอียดให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ดังนี้ เดินทางไปทำอะไร มีระยะเวลาเท่าใด พร้อมทั้งแสดงตั๋วเครื่องบินไปและกลับให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ในการแสดงความยินยอมนั้น หากผู้ร้องหรือผู้คัดค้านได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แต่ไม่ตอบกลับภายใน 5 วัน ถือว่าฝ่ายนั้นยินยอมด้วยแล้ว ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ท. สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัลภูเก็ต บัญชีเลขที่ 817264xxxx ชื่อบัญชี นางสาว ว. เพื่อเด็กหญิง อ. เป็นเงินคนละ 40,000 บาท เพื่อเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 1 ของเดือน ไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ กรณีมีค่าอุปการะเลี้ยงดูมากกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่เดิมให้ผู้คัดค้านนำเอกสารรายละเอียดค่าใช้จ่ายมาแสดงต่อผู้ร้อง และต้องชำระฝ่ายละครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายดังกล่าวภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ผู้คัดค้านจะคัดถ่ายเอกสารรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีและรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับบุตรผู้เยาว์ให้ผู้ร้องทราบทางอีเมล ทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 5 ของเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2564 ทั้งนี้ ผู้ร้องยินยอมให้ผู้คัดค้านนำค่าซื้อรถยนต์ ซึ่งผู้คัดค้านต้องชำระแก่ผู้ให้เช่าซื้อเดือนละ 32,000 บาท มารวมคำนวณในค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านโอนเข้าบัญชีบุตรผู้เยาว์ด้วย นอกจากนี้ผู้ร้องยินยอมให้คิดค่าอาหารและสิ่งของจำเป็นอันเป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท ค่าน้ำมันรถ เดือนละ 5,000 บาท และค่าพี่เลี้ยงบุตรผู้เยาว์เดือนละ 5,000 บาท โดยผู้คัดค้านไม่จำต้องแสดงใบเสร็จในส่วนนี้ ปัจจุบันบุตรผู้เยาว์ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่โรงเรียน ก. ชั้นอนุบาล 3 ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงให้บุตรผู้เยาว์ศึกษาต่อจนจบหลักสูตร และให้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียน ข. เท่านั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้โดยเคร่งครัด ทั้งสองฝ่ายตกลงให้ฝ่ายที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาชำระค่าปรับและค่าเสียหายเป็นรายวัน อัตราวันละ 100,000 บาท ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่ได้กระทำผิดสัญญาจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามสัญญาที่มีอยู่ทั้งหมดโดยเคร่งครัดต่อไป กรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้อง คำฟ้องต่อศาลนี้เพื่อไต่สวนเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทตามสัญญาฉบับนี้และศาลได้พิจารณาไต่สวนแล้วไม่มีมูลความจริง ฝ่ายผู้ยื่นคำร้อง คำฟ้องต่อศาลจะต้องรับผิดชอบชำระค่าทนายความให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งในอัตราสูงสุดที่ศาลได้กำหนดให้

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเนื่องจากผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม กล่าวคือ ผู้ร้องผิดนัดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นเวลา 45 วัน คิดค่าปรับวันละ 100,000 บาท เป็นเงิน 4,500,000 บาท เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2563 ผู้ร้องส่งข้อความทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้คัดค้านด้วยถ้อยคำหยาบคาย คิดเป็นค่าปรับ 100,000 บาท และในวันเดียวกันผู้ร้องมิได้มารับบุตรผู้เยาว์ที่บ้านพักและไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ คิดค่าปรับ 100,000 บาท ต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2564 ผู้ร้องมิได้มารับบุตรผู้เยาว์ที่บ้านพักและไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ คิดเป็นค่าปรับ 100,000 บาท และวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้ร้องส่งข้อความทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้คัดค้านด้วยถ้อยคำหยาบคาย คิดเป็นค่าปรับ 100,000 บาท นอกจากนี้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ของเดือนมกราคม 2564 ขาดไป 10,000 บาท และของเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ยังไม่ได้ชำระจำนวนเงิน 40,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี 4,950,000 บาท

ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า เนื่องจากผู้คัดค้านพยายามบ่ายเบี่ยงการที่ผู้ร้องจะรับบุตรผู้เยาว์อันเป็นเหตุนำไปสู่การผิดสัญญาของผู้ร้อง โดย ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2564 มีค่าปรับจากการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเงิน 15,122,725.42 บาท เป็นเหตุให้ผู้ร้องถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีอายัดเงินเดือน เดือนละ 204,000 บาท อายัดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ท. บัญชีเลขที่ 886212xxxx และบัญชีเลขที่ 88621xxxx รวมเป็นเงิน 5,000,000 บาท และยึดเรือกลเดินทะเล ราคา 150,000 บาท ผู้คัดค้านได้รับเงินจากการบังคับคดีแล้ว 2 ครั้ง เป็นเงิน 548,274.58 บาท และ 204,000 บาท รวมเป็นเงิน 752,274.58 บาท และยังมีหนี้ค้างอยู่อีก 15,122,725.42 บาท และอีกวันละ 100,000 บาท จึงเห็นได้ว่าเป็นค่าปรับที่สูงเกินส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 40,000 บาท ผู้คัดค้านขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วยการใช้สิทธิไม่สุจริตเพราะผู้ร้องไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ การดำเนินการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ถูกต้องและผิดระเบียบ ขอให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว และให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำบังคับ หมายบังคับคดี หรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดี ให้คืนทรัพย์สินที่ได้ดำเนินการบังคับคดีทั้งในส่วนของการยึดทรัพย์และการอายัดสิทธิเรียกร้อง อีกทั้งคืนเงินค่าปรับและเงินที่ผู้คัดค้านได้รับไปแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนและให้งดการบังคับคดีไว้ในระหว่างวินิจฉัยชี้ขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 วรรคสาม

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินเดือนค่าจ้างของผู้ร้องในส่วนที่ยังไม่ได้จ่ายแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เพิกถอนการยึดเรือ และให้ผู้คัดค้านใช้ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินและกรณีอายัดเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2564 ว่า ศาลชั้นต้นลดค่าปรับตามคำพิพากษาตามยอมเหลือ 684,600 บาท ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับค่าปรับ 15,122,725.42 บาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลส่วนที่ขาดให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควร หากไม่ชำระให้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเพื่อดำเนินการต่อไป

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนแต่ทนายผู้คัดค้านยืนยันว่าจะนำพยานเข้าไต่สวนเมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่ง ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้คัดค้านไม่มีพยานมาไต่สวนให้ได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 จึงให้ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน หากผู้คัดค้านประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (1) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

ผู้คัดค้านฎีกาคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน และฎีกาคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยกอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน และจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความเพราะผู้คัดค้านไม่นำค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระเพิ่มตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นอ้างว่าคำสั่งลดค่าปรับของศาลชั้นต้น และการสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษบังคับตามคำพิพากษาตามยอมอันเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี โดยมิใช่เป็นการอุทธรณ์เพื่อเรียกร้องค่าปรับจากผู้ร้องโดยตรง เป็นการอุทธรณ์คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์แล้วมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงเป็นการไม่ชอบ ผู้คัดค้านจึงหาจำต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการ และกรณีไม่มีเหตุที่ผู้คัดค้านจะต้องยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวด้วย คำสั่งรับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และการนัดไต่สวนคำร้องจึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน เมื่อคดีตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ และผู้คัดค้านได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 200 บาท จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีกได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เพราะผู้คัดค้านไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ขาดมาชำระให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด จึงไม่ชอบ ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกคำสั่งรับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น และยกคำสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีที่ทุนทรัพย์กับคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แล้วให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาและพิพากษาไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132 (1) ม. 156/1 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ส.
ผู้คัดค้าน — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต — นายรณัฏฐ์ สรรคบุรีรานุรักษ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายเผดิม เพ็ชรกูล
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3555/2568
#716687
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งจาก อ. ให้ไปปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าคลังสินค้ากลาง มีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง และตามคู่มือโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554 จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวมาตรฐานสินค้าชนิดข้าวหอมมะลิไทย และเป็นลูกจ้างของบริษัท ม. จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าให้เป็นผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสาร ย่อมขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสารหอมมะลิไทย ทั้งการฝ่าฝืนก็เป็นความผิดที่มีโทษทางอาญา อันเป็นเหตุให้องค์การคลังสินค้ามิได้ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพและชนิดของข้าวสาร นอกจากนี้ ตามคำสั่งองค์การคลังสินค้า ที่ 244/2554 เรื่องมอบหมายให้พนักงานปฏิบัติงาน ก็มิได้กำหนดให้หัวหน้าคลังสินค้ามีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพข้าวในโครงการรับจำนำข้าวแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 เป็นเพียงหัวหน้าคลังสินค้ากลางที่เกิดเหตุเท่านั้น แม้ตามขั้นตอนการปฏิบัติงานโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ข้อ 2.3 หัวหน้าคลังสินค้ากลาง (1) จะกำหนดหน้าที่ของหัวหน้าคลังสินค้ากลางไว้ว่า "รับมอบข้าวสารร่วมกับผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวเข้าเก็บรักษาในคลังสินค้ากลางให้เป็นไปตามสัญญาและข้อกำหนดของโครงการ" ก็มุ่งประสงค์ในการรับมอบข้าวสารโดยตรวจสอบปริมาณให้ถูกต้อง หาได้มีหน้าที่ต้องตรวจสอบคุณภาพด้วยไม่ เนื่องจากการตรวจสอบคุณภาพข้าวมีกรรมวิธีและต้องมีความรู้ความสามารถและอุปกรณ์เครื่องมือ บางกรณีต้องพิสูจน์ทางเคมี ไม่สามารถตรวจด้วยตาเปล่าในขณะรับสินค้าได้ กรณีไม่อาจตีความคำว่า รับมอบข้าวสารร่วมกับผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวเข้าเก็บรักษาในคลังสินค้ากลางให้เป็นไปตามสัญญาและข้อกำหนดของโครงการว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสารร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วย และไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาพิเศษให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิด จำเลยที่ 2 ที่ถูกฟ้องฐานเป็นผู้สนับสนุนย่อมไม่มีความผิดเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 3, 11 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และขอให้นับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท. 229/2564 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อท. 7/2565 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท. 8/2565 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2554 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาและมีมติอนุมัติกรอบชนิด ราคา ปริมาณ ระยะเวลา วิธีการ หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และงบประมาณดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 โดยให้องค์การคลังสินค้ารับฝากข้าวเปลือกและออกใบประทวนสินค้าแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อนำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ต่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และเก็บข้าวสารที่แปรสภาพจากข้าวเปลือกไว้ในคลังสินค้ากลางที่องค์การคลังสินค้าเช่าจากนิติบุคคลหรือผู้มีชื่อ โดยองค์การคลังสินค้าเป็นผู้รับผิดชอบคุณภาพ ปริมาณ และชนิดของข้าวสารที่จัดเก็บในคลังสินค้าจนกว่าจะส่งมอบแก่ผู้ซื้อและต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว ชนิดข้าว น้ำหนักข้าวตามที่กำหนดไว้ วันที่ 25 ตุลาคม 2554 องค์การคลังสินค้าทำสัญญาจ้างบริษัท ม. เพื่อตรวจสอบคุณภาพและรับมอบข้าวสารให้ตรงตามคุณภาพและชนิดข้าวสารตามมาตรฐานประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง มาตรฐานสินค้าข้าว พ.ศ. 2540 หรือให้ได้มาตรฐานตามประกาศกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับสินค้าที่ใช้บังคับอยู่หรือที่จะบังคับต่อไป และ/หรือ ข้อกำหนดที่ผู้ว่าจ้างจะกำหนด และต้องเป็นข้าวสารเจ้าที่สีจากข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 มีคุณภาพดี ไม่เสื่อมคุณภาพ ไม่เป็นโรคพืช ไม่เป็นรัง ไม่มีมอดหรือหนอน และปราศจากเคมีภัณฑ์ที่มีพิษเจือปน ความชื้นไม่เกินร้อยละ 14 (ร้อยละสิบสี่) บรรจุกระสอบเฮฟรีซีส์ทางเขียวใหม่ หรือที่ผู้ว่าจ้างกำหนด น้ำหนัก (รวมกระสอบ) กระสอบละไม่น้อยกว่า 100.7 (หนึ่งร้อยจุดเจ็ด) กิโลกรัม ก่อนรับข้าวสารจากโครงการรับจำนำข้าวเข้าจัดเก็บในคลังสินค้าดังกล่าว วันที่ 17 มกราคม 2555 องค์การคลังสินค้าทำสัญญาเช่าคลังสินค้ากับบริษัท ส. เพื่อนำข้าวสารที่สีแปรสภาพจากข้าวเปลือกมาเก็บรักษาไว้ในคลังสินค้าดังกล่าว วันที่ 30 ธันวาคม 2554 องค์การคลังสินค้ามีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 1 ให้ไปปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าคลังสินค้ากลาง มีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง และตามคู่มือโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554 เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้นภารกิจแล้วให้กลับไปปฏิบัติงานต้นสังกัดเดิม จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวมาตรฐานสินค้าชนิดข้าวหอมมะลิไทย และเป็นลูกจ้างของบริษัท ม. ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานตรวจสอบคุณภาพ ปริมาณ ชนิดและน้ำหนักข้าวสารเข้าเก็บรักษาในคลังสินค้ากลางดังกล่าว เมื่อระหว่างวันที่ 18 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2555 จำเลยทั้งสองตรวจสอบคุณภาพ ปริมาณ ชนิด และรับมอบปลายข้าวหอมจังหวัดกองที่ 14 น้ำหนักสุทธิ 40.30 ตัน นำเข้าเก็บในคลังสินค้ากลางที่เกิดเหตุ วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 คณะทำงานตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐชุดที่ 53 ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เข้าไปตรวจสอบและเก็บตัวอย่างข้าวในคลังสินค้าดังกล่าว นำส่งคณะทำงานรับ – ส่งและเก็บตัวอย่างข้าว เพื่อส่งให้สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นผู้ตรวจวิเคราะห์คุณภาพข้าวสารดังกล่าว ต่อมาผู้เชี่ยวชาญสำนักงานคณะกรรมการตรวจข้าวสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตรวจวิเคราะห์ทางกายภาพโดยใช้มาตรฐานตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ข้าวหอมมะลิไทยเป็นสินค้ามาตรฐานและมาตรฐานสินค้าข้าวหอมมะลิไทย ลงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2549 และประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ข้าวหอมมะลิไทยเป็นสินค้ามาตรฐานและมาตรฐานสินค้าข้าวหอมมะลิไทย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 เป็นเกณฑ์ในการวิเคราะห์ซึ่งกำหนดให้มีปลายข้าวซีวันตามมาตรฐานไม่เกินร้อยละ 5 แต่ผลการตรวจวิเคราะห์พบร้อยละ 3.40 มีวัตถุอื่นได้ไม่เกินร้อยละ 0.5 ผลการตรวจไม่พบวัตถุอื่น (ร้อยละ 0.00) ความชื้นกำหนดให้ไม่เกินร้อยละ 14 ผลการตรวจพบร้อยละ 12.50 เมื่อส่งข้าวสารให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ตรวจทางสารพันธุกรรมข้าว (DNA) ผลการตรวจสอบมีข้าวหอมมะลิไทยจำนวน 0 เปอร์เซ็นต์ ข้าวปทุมธานี 1 จำนวน 3 เปอร์เซ็นต์ และข้าวอื่น 97 เปอร์เซ็นต์ รวมเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ คณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองมีมูลความผิด และมอบหมายให้โจทก์ฟ้องและดำเนินคดีนี้แทน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 เป็นโครงการของรัฐ และคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีมติอนุมัติให้องค์การคลังสินค้ารับมอบและเก็บข้าวสารในคลังสินค้ากลาง ซึ่งองค์การคลังสินค้าเช่าจากนิติบุคคลหรือผู้มีชื่อ โดยเป็นผู้รับผิดชอบคุณภาพ ปริมาณ และชนิดของข้าวที่จัดเก็บในคลังสินค้าจนกว่าจะส่งมอบแก่ผู้ซื้อ และต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว ชนิดข้าวและน้ำหนักข้าวตามที่กำหนดไว้ก่อนนำเข้าเก็บในคลังสินค้ากลาง ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2554 องค์การคลังสินค้าทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ม. เพื่อตรวจสอบคุณภาพและรับมอบข้าวสารให้ตรงตามคุณภาพและชนิดข้าวสารตามมาตรฐานประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องมาตรฐานสินค้าข้าว พ.ศ. 2540 อันเป็นการปฏิบัติตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าว (กขช.) ที่กำหนดให้องค์การคลังสินค้าต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว ชนิดข้าว และน้ำหนักข้าวตามที่กำหนดไว้ก่อนนำเข้าเก็บในคลังสินค้ากลาง ซึ่งตามสัญญาจ้างดังกล่าว ข้อ 1 ให้ผู้รับจ้างหรือบริษัท ม. ตรวจสอบและรับผิดชอบคุณภาพ ชนิด และน้ำหนักข้าวสารหอมมะลิตามโครงการรับจำนำข้าวที่โรงสีส่งมอบให้แก่องค์การคลังสินค้าผู้ว่าจ้าง ณ คลังสินค้าที่ผู้ว่าจ้างกำหนด และข้อ 4 กำหนดให้ผู้รับจ้างจัดหาผู้ตรวจสอบซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญมีความรู้ทางด้านการตรวจสอบคุณภาพ และชนิดข้าวสารหอมมะลิได้อย่างดี และจัดหาสิ่งของชนิดดี ตลอดจนใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพจนงานแล้วเสร็จตามสัญญานี้.. จึงเห็นได้ว่าการตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสารหอมมะลิเป็นงานทางเทคนิคที่มีความละเอียดที่ผู้ตรวจสอบต้องใช้ฝีมือและความรู้ความสามารถ รวมทั้งต้องใช้เครื่องมือและอุปรณ์ในการตรวจสอบ ย่อมต้องกระทำโดยผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในด้านดังกล่าว องค์การคลังสินค้าจึงทำสัญญาจ้างมอบหน้าที่ตรวจสอบและความรับผิดชอบให้แก่บริษัท ม. ผู้รับจ้าง ซึ่งมีอาชีพดังกล่าวโดยเฉพาะ และบริษัทดังกล่าวก็มอบหมายหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสารหอมมะลิให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวตามมาตรฐานสินค้าชนิดข้าวหอมมะลิไทย นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. 2503 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ยังบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดเป็นผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า เว้นแต่จะเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานสินค้า และผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามมาตรา 52 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าให้เป็นผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสาร ย่อมขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสารหอมมะลิไทย ทั้งการฝ่าฝืนก็เป็นความผิดที่มีโทษทางอาญา อันเป็นเหตุให้องค์การคลังสินค้ามิได้ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพและชนิดของข้าวสาร นอกจากนี้ ตามคำสั่งองค์การคลังสินค้า ที่ 244/2554 เรื่องมอบหมายให้พนักงานปฏิบัติงาน ก็มิได้กำหนดให้หัวหน้าคลังสินค้ามีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพข้าวในโครงการรับจำนำข้าวแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 เป็นเพียงหัวหน้าคลังสินค้ากลางที่เกิดเหตุเท่านั้น แม้ตามขั้นตอนการปฏิบัติงานโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ข้อ 2.3 หัวหน้าคลังสินค้ากลาง (1) จะกำหนดหน้าที่ของหัวหน้าคลังสินค้ากลางไว้ว่า "รับมอบข้าวสารร่วมกับผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวเข้าเก็บรักษาในคลังสินค้ากลางให้เป็นไปตามสัญญาและข้อกำหนดของโครงการ" ก็มุ่งประสงค์ในการรับมอบข้าวสารโดยตรวจสอบปริมาณให้ถูกต้อง หาได้มีหน้าที่ต้องตรวจสอบคุณภาพด้วยไม่ เนื่องจากการตรวจสอบคุณภาพข้าวมีกรรมวิธีและต้องมีความรู้ความสามารถและอุปกรณ์เครื่องมือ บางกรณีต้องพิสูจน์ทางเคมี ไม่สามารถตรวจด้วยตาเปล่าในขณะรับสินค้าได้ สอดคล้องกับคำเบิกความของนายคมกิจ รักษาการผู้อำนวยการสำนักข้าว องค์การคลังสินค้า ที่เบิกความยืนยันว่า ในทางปฏิบัติหัวหน้าคลังสินค้ารับสินค้ามาตรวจสอบคุณภาพข้าว โดยตรวจสอบปริมาณและจัดเก็บไว้ที่กองใด และนายไพศาล ขณะเกิดเหตุเป็นพนักงานองค์การคลังสินค้า ที่เบิกความยืนยันทำนองเดียวกันว่า หัวหน้าคลังสินมีหน้าที่เพียงรับมอบข้าวสารที่ผู้ตรวจสอบได้ทำการตรวจตรวจสอบแล้วเข้าจัดเก็บในคลังสินค้าและทำบัญชีสต็อกสินค้า ประกอบกับนางจีระวัฒน์ ผู้กล่าวหา ซึ่งเคยเป็นรองผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ให้การไว้ในชั้นไต่สวนยอมรับว่า บริษัทผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว (serveyer) ซึ่งทำสัญญากับองค์การคลังสินค้าเป็นผู้มีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพข้าว ส่วนหัวหน้าคลังสินค้าจะดูแลในภาพรวมเนื่องจากไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพข้าว กรณีไม่อาจตีความคำว่า รับมอบข้าวสารร่วมกับผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวเข้าเก็บรักษาในคลังสินค้ากลางให้เป็นไปตามสัญญาและข้อกำหนดของโครงการว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสารร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วย ประกอบกับการตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสารก่อนรับเข้าเก็บในคลังสินค้ากลางเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากองค์การคลังสินค้ามีความประสงค์มอบหมายหน้าที่ดังกล่าวให้แก่หัวหน้าคลังสินค้าด้วยทั้ง ๆ ที่มีผู้รับผิดชอบตามสัญญาอยู่แล้วก็ควรระบุให้ชัดเจน แต่ก็หาได้ระบุไม่ บ่งชี้ว่าองค์การคลังสินค้าไม่ประสงค์ให้หัวหน้าคลังสินค้ามีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพและชนิดของข้าวด้วย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพข้าวร่วมกับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ พยานหลักฐานทั้งชั้นไต่สวนและพิจารณาไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาพิเศษกระทำการเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานเป็นพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต พยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ที่ถูกฟ้องฐานเป็นผู้สนับสนุนย่อมไม่มีความผิดเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาอื่นของโจทก์ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 123/1
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ม. 172
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม. 3 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 6
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 — นายสุภชัย ศิริบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ ประกอบแสงสวย
ชื่อองค์คณะ
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ธนาคม ลิ้มภักดี
ธรรมนูญ สิงห์สาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3553/2568
#717089
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 738 ผู้รับโอนซึ่งประสงค์จะไถ่ถอนจำนองต้องส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองว่า จะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น มาตรา 739 ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับคำเสนอต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ปฏิเสธไม่ยอมรับจำนวนเงินที่โจทก์เสนอจะใช้เท่ากับราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า ไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น จำเลยที่ 3 ก็ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น แต่จำเลยที่ 3 ก็มิได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลจนโจทก์ต้องมาฟ้องคดีเอง จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 3 ได้สนองรับคำเสนอของโจทก์โดยปริยายแล้วในภายหลังจากที่มีหนังสือปฏิเสธมาก่อนหน้านี้ ตามมาตรา 741 จำเลยที่ 3 จึงจำต้องยอมรับเงินจำนวน 300,000 บาท ที่โจทก์นำไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ว่าเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินแล้ว และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 รับเงิน 300,000 บาท และไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้โจทก์หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จําเลยที่ 3 รับชำระเงิน 300,000 บาท จากโจทก์และไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 728 เนื้อที่ 10 ไร่ แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 กับให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ซื้อที่ดินของจำเลยที่ 2 ที่จำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้กับจำเลยที่ 3 โดยมีต้นเงินกู้จำนวน 700,000 บาท จากการบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินจำนองของเจ้าหนี้สามัญในคดีอื่นโดยติดจำนองและจดทะเบียนรับโอนที่ดินมาเป็นของโจทก์แล้ว หลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือแสดงความประสงค์จะไถ่ถอนจำนองโดยเสนอรับจะใช้เงินเท่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นจำนวน 300,000 บาท ไปยังจำเลยที่ 3 และนัดจำเลยที่ 3 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่สำนักงานที่ดิน จำเลยที่ 3 มีหนังสือตอบกลับปฏิเสธไปว่า นางสาวณัฎยา เป็นหนี้จำเลยที่ 3 ตามสัญญาจำนองรวมจำนวนกว่าล้านบาท และจำเลยที่ 3 ให้บริษัทผู้ประกอบธุรกิจประเมินราคาที่ดินประเมินราคาที่ดินที่จำนองแล้ว มีราคา 1,200,000 บาท และไม่ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ตามวันเวลาที่โจทก์นัดหมาย โจทก์จึงนำเงินจำนวน 300,000 บาท ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับใช้เงินจำนวน 300,000 บาท ตามที่โจทก์เสนอและไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738 ผู้รับโอนซึ่งประสงค์จะไถ่ถอนจำนองต้องส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองว่า จะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น มาตรา 739 ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับคำเสนอต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ปฏิเสธไม่ยอมรับจำนวนเงินที่โจทก์เสนอจะใช้เท่ากับราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า ไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น จำเลยที่ 3 ก็ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น แต่จำเลยที่ 3 ก็มิได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลจนโจทก์ต้องมาฟ้องคดีเอง จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 3 ได้สนองรับคำเสนอของโจทก์โดยปริยายแล้วในภายหลังจากที่มีหนังสือปฏิเสธมาก่อนหน้านี้ ตามมาตรา 741 จำเลยที่ 3 จึงจำต้องยอมรับเงินจำนวน 300,000 บาท ที่โจทก์นำไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ว่าเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินแล้ว และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 738 ม. 739 ม. 741
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นางสาวหรือนาง พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นางสาวมัชฌิมา บริสุทธิ์พงศากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวันชัย บัวเทียน
ชื่อองค์คณะ
สิทธิพร บุญยฤทธิ์
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
ศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3553/2568
#721965
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 738 ผู้รับโอนซึ่งประสงค์จะไถ่ถอนจำนองต้องส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองว่า จะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น มาตรา 739 ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับคำเสนอต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ปฏิเสธไม่ยอมรับจำนวนเงินที่โจทก์เสนอจะใช้เท่ากับราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า ไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น จำเลยที่ 3 ก็ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น แต่จำเลยที่ 3 ก็มิได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลจนโจทก์ต้องมาฟ้องคดีเอง จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 3 ได้สนองรับคำเสนอของโจทก์โดยปริยายแล้วในภายหลังจากที่มีหนังสือปฏิเสธมาก่อนหน้านี้ ตามมาตรา 741 จำเลยที่ 3 จึงจำต้องยอมรับเงินจำนวน 300,000 บาท ที่โจทก์นำไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ว่าเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินแล้ว และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 รับเงิน 300,000 บาท และไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้โจทก์หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 3 รับชำระเงิน 300,000 บาท จากโจทก์และไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 728 เนื้อที่ 10 ไร่ แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 กับให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ซื้อที่ดินของจำเลยที่ 2 ที่จำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้กับจำเลยที่ 3 โดยมีต้นเงินกู้จำนวน 700,000 บาท จากการบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินจำนองของเจ้าหนี้สามัญในคดีอื่นโดยติดจำนองและจดทะเบียนรับโอนที่ดินมาเป็นของโจทก์แล้ว หลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือแสดงความประสงค์จะไถ่ถอนจำนองโดยเสนอรับจะใช้เงินเท่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นจำนวน 300,000 บาท ไปยังจำเลยที่ 3 และนัดจำเลยที่ 3 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่สำนักงานที่ดิน จำเลยที่ 3 มีหนังสือตอบกลับปฏิเสธไปว่า นางสาวณัฎยาเป็นหนี้จำเลยที่ 3 ตามสัญญาจำนองรวมจำนวนกว่าล้านบาท และจำเลยที่ 3 ให้บริษัทผู้ประกอบธุรกิจประเมินราคาที่ดินประเมินราคาที่ดินที่จำนองแล้ว มีราคา 1,200,000 บาท และไม่ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ตามวันเวลาที่โจทก์นัดหมาย โจทก์จึงนำเงินจำนวน 300,000 บาท ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับใช้เงินจำนวน 300,000 บาท ตามที่โจทก์เสนอและไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738 ผู้รับโอนซึ่งประสงค์จะไถ่ถอนจำนองต้องส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองว่า จะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น มาตรา 739 ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับ คำเสนอต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ปฏิเสธไม่ยอมรับจำนวนเงินที่โจทก์เสนอจะใช้เท่ากับราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า ไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น จำเลยที่ 3 ก็ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น แต่จำเลยที่ 3 ก็มิได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลจนโจทก์ต้องมาฟ้องคดีเอง จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 3 ได้สนองรับคำเสนอของโจทก์โดยปริยายแล้วในภายหลังจากที่มีหนังสือปฏิเสธมาก่อนหน้านี้ ตามมาตรา 741 จำเลยที่ 3 จึงจำต้องยอมรับเงินจำนวน 300,000 บาท ที่โจทก์นำไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ว่าเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินแล้ว และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 738 ม. 739 ม. 741
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นางสาวหรือนาง พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สิทธิพร บุญยฤทธิ์
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
ศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3487/2568
#717088
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 เฉพาะตามสัญญาเช่าชื้อฉบับที่ 2 เท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท จึงเป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าธรรมเนียมศาลแทนโจทก์รวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนข้อพิพาทตามสัญญาเช่าซื้อฉบับที่ 1 ด้วย ซึ่งเกินกว่าที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหมายเลขทะเบียน กม xxxx นครราชสีมา คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากส่งมอบไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 288,738 บาท แก่โจทก์ ให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหมายเลขทะเบียน 1 กอ xxxx กรุงเทพมหานคร คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 458,160 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคันดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคันดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากส่งมอบไม่ได้ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ราคาแทนจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ก่อนฟ้องสำหรับรถยนต์ที่เช่าซื้อหมายเลขทะเบียน กม xxxx นครราชสีมา จำนวน 175,000 บาท และค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดีหรือชดใช้ราคาแทนแก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ก่อนฟ้องสำหรับรถยนต์ที่เช่าซื้อหมายเลขทะเบียน 1 กอ xxxx กรุงเทพมหานคร จำนวน 182,000 บาท และค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดีหรือชดใช้ราคาแทนแก่โจทก์จนครบ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,094,898 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับรถยนต์ที่เช่าซื้อหมายเลขทะเบียน 1 กอ xxxx กรุงเทพมหานคร หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 631,160 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งสองคันคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน สำหรับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กม xxxx นครราชสีมา เป็นเงิน 170,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564) จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคันดังกล่าวคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จ แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และสำหรับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 กอ xxxx กรุงเทพมหานคร หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 135,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,700 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564) จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จ แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหมายเลขทะเบียน 1 กอ xxxx กรุงเทพมหานคร คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 260,000 บาท กับให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 5,400 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า คำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 เฉพาะตามสัญญาเช่าซื้อฉบับที่ 2 เท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท จึงเป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าธรรมเนียมศาลแทนโจทก์รวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนข้อพิพาทตามสัญญาเช่าซื้อฉบับที่ 1 ด้วย ซึ่งเกินกว่าที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่งจำเลยทั้งสองเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จำเลยทั้งสองชำระมาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 18

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในส่วนค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ป.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายปฏิญญา ศรีวัชโรดม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสมลักษณ์ ยอดรัก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เหมือนเตย
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
นวรัตน์ กลิ่นรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3486/2568
#717092
เปิดฉบับเต็ม

การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 63 เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของลูกหนี้ ให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายและให้ลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตน คำสั่งของศาลดังกล่าวย่อมมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากภาวะล้มละลายและมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งหมดได้ต่อไป และมีผลผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้ ตามมาตรา 63 ประกอบมาตรา 56 โดยลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายตามที่ได้ตกลงไว้ในการประนอมหนี้ เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายครบถ้วนตามคำขอประนอมหนี้แล้ว หนี้ส่วนที่ขาดตามที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระไว้ ลูกหนี้ย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปด้วยผลของการประนอมหนี้ ส่วนการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดาซึ่งศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้วพ้นจากการล้มละลายทันทีที่พ้นกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ศาลได้พิพากษาให้ล้มละลาย ซึ่งมีผลทำให้ลูกหนี้พ้นจากภาวะการเป็นบุคคลล้มละลาย หลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวงอันอาจขอรับชำระหนี้ได้ เว้นแต่หนี้ที่กำหนดไว้ตามมาตรา 77 (1) และ (2) และกลับมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตนที่จะได้มาภายหลังการปลดจากล้มละลายอีกครั้ง การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตามมาตรา 63 และการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 จึงมีความมุ่งหมายในการบังคับใช้แตกต่างกันและเป็นคนละขั้นตอนกัน ประกอบกับบทบัญญัติในส่วนที่ 8 การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย มาตรา 63 มิได้บัญญัติห้ามไว้โดยชัดแจ้งว่า หากลูกหนี้ใกล้จะได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว ห้ามมิให้ยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย ทั้งมิได้จำกัดระยะเวลาในการยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายไว้ เมื่อจำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายต่อผู้คัดค้านขณะที่ยังไม่ได้รับการปลดจากล้มละลาย แม้จะกระทำก่อนที่จะได้รับการปลดจากล้มละลายโดยผลของกฎหมายเพียงหนึ่งวัน ก็มิใช่เหตุที่ผู้คัดค้านจะปฏิเสธไม่รับคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของจำเลยได้ คำสั่งของผู้คัดค้านที่ไม่รับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 ต่อมาจำเลยได้รับการปลดจากล้มละลายเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2565

จำเลยยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งกลับ แก้ไข หรือเพิกถอนคำสั่งผู้คัดค้าน โดยให้รับคำขอประนอมหนี้ฉบับลงวันที่ 11 มกราคม 2565 และดำเนินการเรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ดังกล่าว รวมทั้งให้ผู้คัดค้านดำเนินการพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ให้เสร็จโดยเร็วเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้และกองทรัพย์สินของลูกหนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ไม่รับคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของจำเลย ฉบับลงวันที่ 11 มกราคม 2565 และมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของจำเลยเพื่อดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังยุติได้ว่า วันที่ 11 มกราคม 2565 ก่อนวันปลดจากล้มละลาย 1 วัน จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ ผู้คัดค้านไม่รับคำขอประนอมหนี้โดยเห็นว่าจำเลยจะได้รับการปลดจากล้มละลายก่อนที่จะมีการนำเสนอให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาคำขอประนอมหนี้ จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า การที่ผู้คัดค้านไม่รับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว ลูกหนี้จะเสนอคำขอประนอมหนี้ก็ได้ ในกรณีนี้ให้นำบทบัญญัติของส่วนที่ 6 การประนอมหนี้ก่อนล้มละลายในหมวด 1 กระบวนพิจารณาตั้งแต่ขอให้ล้มละลายจนถึงปลดจากล้มละลายมาใช้บังคับโดยอนุโลม..." และวรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ ศาลมีอำนาจสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายและจะสั่งให้ลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนหรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้" หมายความว่า เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของลูกหนี้ ให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายและให้ลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตน คำสั่งของศาลดังกล่าวย่อมมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากภาวะล้มละลายและมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งหมดได้ต่อไป และการประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับและศาลเห็นชอบแล้วมีผลผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้ ตามมาตรา 63 ประกอบมาตรา 56 โดยลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายตามที่ได้ตกลงไว้ในการประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายครบถ้วนตามคำขอประนอมหนี้แล้ว หนี้ส่วนที่ขาดตามที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระไว้ ลูกหนี้ย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปด้วยผลของการประนอมหนี้ ส่วนการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดาซึ่งศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้วพ้นจากการล้มละลายทันทีที่พ้นกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ศาลได้พิพากษาให้ล้มละลาย ซึ่งมีผลทำให้ลูกหนี้พ้นจากภาวะการเป็นบุคคลล้มละลาย หลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวงอันอาจขอรับชำระหนี้ได้ เว้นแต่หนี้ที่กำหนดไว้ตามมาตรา 77 (1) และ (2) และกลับมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตนที่จะได้มาภายหลังการปลดจากล้มละลายอีกครั้ง การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตามมาตรา 63 และการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 จึงมีความมุ่งหมายในการบังคับใช้แตกต่างกันและเป็นคนละขั้นตอนกัน กล่าวคือ การขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายเป็นการขอจัดการเกี่ยวกับหนี้สิน โดยลูกหนี้เสนอที่จะชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายโดยอาจนำทรัพย์สินที่มีอยู่ในกองทรัพย์สินและหรือทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังหลุดพ้นจากการล้มละลายมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ก็ได้ ซึ่งจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มากกว่ากรณีที่ลูกหนี้มิได้ยื่นคำขอประนอมหนี้ ทั้งลูกหนี้ยังมีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ ส่วนการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 เป็นการปลดบุคคลธรรมดาจากการล้มละลายโดยผลของกฎหมายเมื่อบุคคลนั้นล้มละลายมาแล้วเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งมีผลให้บุคคลดังกล่าวหลุดพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและหลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวงอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ตามมาตรา 77 เว้นแต่หนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้วที่ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวอยู่ ซึ่งการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายกรณีได้รับการปลดจากล้มละลายทำได้แต่โดยการนำทรัพย์สินเพียงเท่าที่มีอยู่ในกองทรัพย์สินมาแบ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายเท่านั้น ดังนี้ เมื่อการประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตามมาตรา 63 และการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 มีวัตถุประสงค์ในการบังคับใช้แตกต่างกันและเป็นคนละขั้นตอนกัน ประกอบกับบทบัญญัติในส่วนที่ 8 การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย มาตรา 63 มิได้บัญญัติห้ามไว้โดยชัดแจ้งว่า หากลูกหนี้ใกล้จะได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว ห้ามมิให้ยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย ทั้งมิได้จำกัดระยะเวลาในการยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายไว้ และแม้ต่อมาลูกหนี้จะได้รับการปลดจากล้มละลายก่อนการพิจารณาคำขอประนอมหนี้แล้วเสร็จ ซึ่งถ้าศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ ศาลไม่อาจมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ได้ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 63 วรรคสาม ก็บัญญัติให้ศาลสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรได้ด้วย เช่นนี้ หากศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้และมีคำสั่งให้ลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตนย่อมมีผลให้ลูกหนี้มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งหมดได้ต่อไป แตกต่างจากกรณีการปลดจากล้มละลายที่ลูกหนี้มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของตนเฉพาะที่ได้มาภายหลังการปลดจากล้มละลายเท่านั้น ดังนี้ ถ้าศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ภายหลังจากลูกหนี้ได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว ศาลย่อมมีคำสั่งให้ลูกหนี้มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งหมดได้ต่อไป โดยไม่จำต้องมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ก็ได้ เมื่อคดีนี้จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายต่อผู้คัดค้านขณะที่ยังไม่ได้รับการปลดจากล้มละลายโดยผลของกฎหมาย แม้จะกระทำก่อนที่จะได้รับการปลดจากล้มละลายโดยผลของกฎหมายเพียงหนึ่งวัน ก็มิใช่เหตุที่ผู้คัดค้านจะปฏิเสธไม่รับคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของจำเลยได้ คำสั่งของผู้คัดค้านที่ไม่รับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 56 ม. 63 ม. 77 ม. 81/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางอินทิรา ศิริวรกุล บิณษรี
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายอดิศักดิ์ เทียนกริม
ชื่อองค์คณะ
วิทยา พรหมประสิทธิ์
เผด็จ ชมพานิชย์
จักรี พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3400/2568
#717519
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาทั้งปวงไม่ว่าที่กฎหมายหรือศาลเป็นผู้กำหนดก็ดี เพื่อให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ก่อนสิ้นระยะเวลานั้น ให้พึงทำได้เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย แม้เหตุสุดวิสัยไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุอันเกิดจากภัยธรรมชาติ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 8 ที่บัญญัติว่า "คำว่า "เหตุสุดวิสัย" หมายความว่าเหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น" แต่ข้อสำคัญที่จะต้องพิจารณาการเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่นั้น จะต้องไม่เป็นความผิดหรือความบกพร่องของผู้ขอหรือผู้กล่าวอ้าง การผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รอบคอบของทนายโจทก์ร่วมในการตรวจดูวันที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก็ดี รวมทั้งการรับงานไว้มากจนไม่มีเวลามาตรวจสอบคำสั่งศาลในเรื่องที่ตนเองยื่นคำร้องไว้ก็ดี การไม่ได้มอบหมายให้บุคคลอื่นมาตรวจสอบคำสั่งอนุญาตของศาลชั้นต้นว่าอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันใดก็ดี ทั้งการไปปฏิบัติงานหรือว่าความในคดีอื่นของทนายโจทก์ร่วมโดยไม่มายื่นอุทธรณ์หรือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นหรือตัวความมายื่นแทนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็ดี ล้วนเป็นความบกพร่องในการทำหน้าที่ของทนายโจทก์ร่วมเองทั้งสิ้น ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 288, 358 จำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 303,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ร่วมมีความประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ จึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2567 ทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 โดยจะขอยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 อ้างว่าทนายโจทก์ร่วมมีนัดสืบพยานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เป็นจำนวนมาก ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นโดยเข้าใจว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ตามคำขอ แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ว่า อนุญาตให้โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเกินระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต ทนายโจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 3 โดยขอยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ตามที่ขอไว้เดิม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีเหตุสุดวิสัย ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 ได้ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ตามขอ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทกร่วมในครั้งที่ 3 ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ที่โจทก์ร่วมอ้างว่า โจทก์ร่วมหลงผิด ตรวจสอบตัวเลขในคำสั่งแล้วเข้าใจผิดพลาดไปว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ประกอบกับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ทนายโจทก์ร่วมไปทำหน้าที่สืบพยานที่ศาลอื่นนั้น ถือว่ากรณีเป็นเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หรือไม่ เห็นว่า การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาทั้งปวงไม่ว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือที่ศาลเป็นผู้กำหนดก็ดี เพื่อให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ก่อนสิ้นระยะเวลานั้น แต่การขยายเช่นว่านี้ให้พึงทำได้เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย คำว่าเหตุสุดวิสัยนั้น หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งขยายระยะเวลาหรือคู่ความมีคำขอเช่นว่านั้นได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นในคดีนี้ได้กำหนด คือวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 แม้เหตุสุดวิสัยไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุอันเกิดจากภัยธรรมชาติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 ที่บัญญัติว่า "คำว่า "เหตุสุดวิสัย" หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น" แต่ข้อสำคัญที่จะต้องพิจารณามีว่าการเป็นเหตุสุดวิสัยตามที่ยกขึ้นกล่าวอ้างหรือไม่นั้น จะต้องไม่เป็นความผิดหรือความบกพร่องของผู้ขอหรือผู้กล่าวอ้าง ถ้าเป็นความผิดหรือความบกพร่องนั้น เป็นเรื่องที่เกิดจากโจทก์ร่วมเอง โจทก์ร่วมไม่อาจที่จะนำขึ้นมากล่าวอ้างได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย การผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รอบคอบของทนายโจทก์ร่วมในการตรวจดูวันที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก็ดี รวมทั้งการรับงานไว้มากจนไม่มีเวลามาตรวจสอบคำสั่งศาลในเรื่องที่ตนเองยื่นคำร้องไว้ก็ดี การไม่ได้มอบหมายให้บุคคลอื่นมาตรวจสอบคำสั่งอนุญาตของศาลชั้นต้นว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันใดก็ดี ทั้งการไปปฏิบัติงานหรือว่าความในคดีอื่นของทนายโจทก์ร่วมโดยไม่มายื่นอุทธรณ์หรือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นหรือตัวความมายื่นแทนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็ดี ล้วนเป็นความบกพร่องในการทำหน้าที่ของทนายโจทก์ร่วมเองทั้งสิ้น คำร้องของโจทก์ร่วมในครั้งที่ 3 ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 3 ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นาง จ.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายวันรพี อยู่สกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศรัณย์ พรมสุรินทร์
ชื่อองค์คณะ
ประคอง เตกฉัตร
จุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส
สาธุ เพ็ชรไชย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568
#718901
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อไร และร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 268, 341 ให้จำเลยคืนเงินหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 1,100,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี กับให้จำเลยคืนเงิน 1,100,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ (ที่ถูก ไม่ต้องมีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเพราะโจทก์ขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2567 ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2567 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ได้ความว่าศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริงชอบแล้ว และเมื่อฎีกาของจำเลยในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมา ประกอบกับผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงขาดอายุความเพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อไร และร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ ฎีกาจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96
ป.วิ.อ. ม. 218 ม. 221 ม. 224
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นางสาว ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวแสงสุรีย์ พงษ์พันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางยุพาพรรณ์ กลั่นนุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568
#719648
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 224 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ได้ความว่าศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้นเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริงชอบแล้ว และเมื่อฎีกาของจำเลยในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมา ประกอบกับผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 268, 341 ให้จำเลยคืนเงินหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 1,100,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี กับให้จำเลยคืนเงิน 1,100,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ (ที่ถูก ไม่ต้องมีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเพราะโจทก์ขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2567 ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2567 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ได้ความว่าศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริงชอบแล้ว และเมื่อฎีกาของจำเลยในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมา ประกอบกับผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงขาดอายุความเพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อไร และร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ ฎีกาจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 224
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญญบุรี
จำเลย — นางสาว ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวแสงสุรีย์ พงษ์พันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางยุพาพรรณ์ กลั่นนุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3270/2568
#718137
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) รวม 4 กระทง และให้จำคุกกระทงละตลอดชีวิต แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ ย่อมเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาหรือไม่ จึงเป็นอันถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่า พยานโจทก์ยังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง อันเป็นทำนองว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องได้อีก

แม้ประเด็นที่ว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่นั้น ยังไม่ถึงที่สุดเพราะจำเลยอุทธรณ์ และจำเลยมีสิทธิฎีกาในประเด็นนี้ได้ แต่ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) มีระวางโทษ ให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว จึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยในแต่ละกระทงความผิดให้ต่ำกว่านี้ได้ และไม่ปรากฏเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยให้เบากว่าคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ส. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละตลอดชีวิต แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) อันเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธตามฟ้อง รวม 4 กระทง และให้กำหนดโทษจำคุกกระทงละตลอดชีวิต แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมโดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธตามฟ้องจริง ย่อมเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะจำเลยอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธตามฟ้องหรือไม่ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง อันเป็นทำนองว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องได้อีก ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้มา เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ แต่อย่างไรก็ดีสำหรับประเด็นที่ว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่นั้น ยังไม่ถึงที่สุดเพราะจำเลยอุทธรณ์ และจำเลยมีสิทธิฎีกาในประเด็นนี้ได้ จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยเบากว่าคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) มีระวางโทษสำหรับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธ ให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว กรณีจึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยในแต่ละกระทงความผิดให้ต่ำกว่านี้ได้ ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธตลอดมา และคดีไม่ปรากฏเหตุที่พอนับได้ว่าเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิจารณาลดโทษ และลงโทษจำเลยให้เบากว่าคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองได้อีก ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (3) ม. 277
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคสอง ม. 277
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นางสาว ส.
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวอรพรรณ สกลพัฒนศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเจริญ ดวงสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
ทรงกลด บุญชูกุศล
เรณี ศิลปวุฒิ
ไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3247 -ที่ 3248/2568
#720593
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ประพฤติชั่วให้การอุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ไม่เคยประพฤติชั่วโดยให้การอุปการะเลี้ยงดู ยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ เช่นนี้ ประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดขึ้นจากคำฟ้องโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 แล้วว่าจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณอันเป็นเหตุหย่าหรือไม่ เมื่อเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีแล้ว แม้ในชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นว่าจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา หรือทำร้ายร่างกายโจทก์ หรือเหยียดหยามบุพการีของโจทก์ อันเป็นการกำหนดประเด็นโดยใช้ถ้อยคำตามมบทบัญญัติในกฎหมายอันเป็นเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (1) และ (3) ไว้โดยย่อก็ตาม แต่เมื่อคำฟ้องโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 มีรายละเอียดตรงกัน ย่อมเป็นประเด็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณมีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) หรือไม่ จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ หาใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ และโจทก์ได้สละประเด็นดังกล่าว อันจะทำให้ไม่มีประเด็นข้อพิพาทตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณอันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ ยชพ 324/2563 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนและในคดีดังกล่าวว่า โจทก์ เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 2 และให้เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 1 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองทั้งสามสำนวนขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้แบ่งสินสมรสเป็นเงิน 19,800,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ 13,550,000 บาท และชำระค่าทดแทน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวโดยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 30,000 บาท ต่อเดือน จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะหรือสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 3,000,000 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งในสำนวนที่สอง และให้การในสำนวนที่สามขอให้ยกฟ้อง และหากศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้แบ่งสินสมรสตามฟ้องแย้งโดยให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้ระหว่างสมรสตามฟ้องแย้งในอัตราส่วนเท่ากัน

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง และพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน และแบ่งสินสมรสคนละครึ่ง ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 50,000 บาท ต่อเดือน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองร่วมกัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ต. เดือนละ 15,000 บาท และเด็กชาย ก. เดือนละ 15,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2563 จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ให้แบ่งสินสมรส คือ 1. ที่ดินโฉนดเลขที่ 55488 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง 2. ที่ดินโฉนดเลขที่ 36588 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง 3. ห้องชุดเลขที่ 669/252 บนโฉนดที่ดินเลขที่ 2237 4. ห้องชุดเลขที่ 687/11 บนโฉนดที่ดินเลขที่ 1972 5. รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ 6. รถยนต์ยี่ห้อนิสสัน 7. รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮาเล่ย์ เดวิดสัน 8. รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า 9. สินค้าในร้าน 10. บัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 431-2-16xxx-x ธนาคาร ก. และบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 431-1-00xxx-x ธนาคาร ก. 11. บัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 021-9-07xxx-x ธนาคาร ศ. 12. บัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 369-4-43xxx-x ธนาคาร พ. 13. บัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 418-0-69xxx-x ธนาคาร ท. 14. เงินเวนคืนกรมธรรม์ของบริษัท ก. จำนวน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจกระทำได้หรือจะทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหายมาก ให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด กับให้โจทก์และจำเลยที่ 1 รับผิดในหนี้จำนองอาคารชุดทั้งสองแห่ง และหนี้สินภายในร้านอมรอะไหล่ยนต์ในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ด้วย ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 ธันวาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามอุทธรณ์ของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะทำการสมรสใหม่หรือจนกว่าโจทก์จะมีอายุครบ 60 ปี แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ต. เดือนละ 20,000 บาท และเด็กชาย ก. เดือนละ 20,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2550 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชาย ต. เกิดวันที่ 2 สิงหาคม 2552 อายุ 13 ปี และเด็กชาย ก. เกิดวันที่ 4 ตุลาคม 2553 อายุ 12 ปี ขณะโจทก์และจำเลยที่1 จดทะเบียนสมรสกันจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกิจการโรงกลึง ส่วนโจทก์ทำงานเป็นพนักงานของธนาคาร ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันเช่าอาคารพาณิชย์ เปิดร้านขายอะไหล่รถยนต์ และพักอาศัยร่วมกันที่ร้านดังกล่าว หลังจากนั้นโจทก์ลาออกจากงานมาทำหน้าที่เป็นแม่บ้านและช่วยจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการ จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานต้อนรับของร้านคาราโอเกะ ปัจจุบันบุตรผู้เยาว์ทั้งสองพักอาศัยอยู่กับโจทก์และครอบครัวของโจทก์ ที่บ้านเลขที่ 687/11 สำหรับประเด็นพิพาทที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 โดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายโจทก์กับหมิ่นประมาทบุพการีของโจทก์นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายโจทก์จริงจึงมีเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) ส่วนประเด็นเรื่องหมิ่นประมาทบุพการีของโจทก์นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดกัน ตามมาตรา 1516 (3) โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งทั้งสองประเด็นนี้ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับประเด็นพิพาทเรื่องสินสมรสและหนี้ร่วมนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสและร่วมกันรับผิดในหนี้ร่วมแก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ฝ่ายละกึ่งหนึ่ง กับให้โจทก์และจำเลยที่ 1 รับผิดในหนี้จำนองอาคารชุดทั้งสองแห่งและหนี้สินภายในร้านอมรอะไหล่ยนต์ในอัตราส่วนเท่า ๆ กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งในประเด็นนี้ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเช่นกัน สำหรับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ยชพ 324/2563 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ให้ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีนี้ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยฟังว่า แม้จำเลยที่ 2 จะละเมิดสิทธิในครอบครัวของโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มิได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งในประเด็นนี้ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คงมีคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 สองสำนวนนี้ขึ้นสู่ศาลฎีกาตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 เป็นอาจิณ เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกประเด็นข้อพิพาทซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในข้อที่ 2 ระบุว่า เมื่อประมาณต้นปี 2562 จำเลยที่ 1 ประพฤติชั่วโดยให้การอุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ อันเป็นเหตุหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยประพฤติชั่วโดยให้การอุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ เช่นนี้ประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดขึ้นจากคำฟ้องโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 แล้วว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณอันเป็นเหตุหย่า ตามมาตรา 1516 (1) หรือไม่ เมื่อเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีแล้ว แม้ในชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา หรือทำร้ายร่างกายโจทก์ หรือเหยียดหยามบุพการีของโจทก์ อันเป็นการกำหนดประเด็นโดยใช้ถ้อยคำตามบทบัญญัติในกฎหมายอันเป็นเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (1) และ (3) ไว้โดยย่อก็ตาม แต่เมื่อคำฟ้องโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 กล่าวไว้โดยมีรายละเอียดตรงกันแล้ว ย่อมเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณมีเหตุหย่า ตามมาตรา 1516 (1) หรือไม่ จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ หาใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ และโจทก์ได้สละประเด็นดังกล่าว อันจะทำให้ไม่มีประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวดังที่จำเลยที่ 1 อ้างตามฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณอันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อมาว่า กรณีมีเหตุให้โจทก์ใช้สิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะมีเพียงตัวโจทก์ปากเดียวมาเบิกความเป็นพยาน แต่คำเบิกความของโจทก์ยืนยันข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์แห่งคดีว่า จำเลย 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์มีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวกับจำเลยที่ 2 ร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณ และจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา โดยจำเลยทั้งสองเคยไปเที่ยวด้วยกันที่ต่างจังหวัดและพักค้างคืนที่รีสอร์ท ซึ่งโจทก์นำสืบถึงข้อความการสนทนาทางไลน์ระหว่างจำเลยทั้งสองและรูปภาพ กับหลักฐานการจองที่พักโรงแรม สนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ ในข้อนี้จำเลยที่ 1 นำสืบรับว่าโจทก์แอบเปิดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 แล้วถ่ายภาพข้อความการสนทนาทางไลน์ระหว่างจำเลยทั้งสองกับรูปภาพต่าง ๆ ขณะที่จำเลยที่ 1 นอนหลับ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบปฏิเสธว่า ข้อความการสนทนาทางไลน์ดังกล่าวมิใช่ข้อความระหว่างจำเลยทั้งสองที่ติดต่อกัน และมิได้ปฏิเสธถึงความถูกต้องแท้จริงของเอกสารและภาพถ่ายดังกล่าวแต่อย่างใด เช่นนี้แล้วศาลจึงรับฟังข้อความการสนทนาทางไลน์และรูปภาพเป็นพยานหลักฐานได้ เมื่อพิจารณาภาพถ่ายเป็นภาพถ่ายของจำเลยทั้งสองขณะไปเที่ยวที่อำเภอเขาค้อ เมื่อวันที่ 3 ถึงวันที่ 4 มีนาคม 2562 ตามลำพังสองคน มีภาพจำเลยที่ 1 ถอดเสื้อและโอบกอดจำเลยที่ 2 อย่างแนบชิด ขณะอยู่ภายในห้องพัก ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็นำสืบรับว่าได้พาจำเลยที่ 2 ไปเที่ยวต่างจังหวัดเพื่อหวังจะได้หลับนอนกับจำเลยที่ 2 จริง จึงเจือสมกับพยานหลักฐานโจทก์ นอกจากนี้ยังปรากฏข้อความระหว่างจำเลยทั้งสองที่แสดงถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและข้อความที่แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีการร่วมประเวณีกันหลายครั้ง เช่นข้อความที่จำเลยที่ 1 สอบถามถึงการมีเพศสัมพันธ์กันว่าทำให้จำเลยที่ 2 เจ็บหรือไม่ หรือข้อความที่จำเลยที่ 1 บอกกับจำเลยที่ 2 ว่ามีความสุขมากที่ทำให้จำเลยที่ 2 สำเร็จความใคร่ เป็นต้น ข้อความการสนทนาและภาพถ่ายดังกล่าว เหล่านี้ชี้ชัดให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองในทางชู้สาว การที่จำเลยที่ 1 ถามไถ่ในลักษณะที่แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใยมากเกินกว่าที่ชายหญิงซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเพศเพียงชั่วครั้งชั่วคราวหรือเป็นเพียงในฐานะลูกค้าที่มาใช้บริการเท่านั้น พฤติการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวและร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณจริง อีกทั้งเมื่อพิจารณาข้อความการสนทนาทางไลน์ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ให้เงินจำเลยที่ 2 ไว้ใช้จ่ายเป็นค่าทำฟัน โดยจำเลยที่ 1 แจ้งว่าให้จำเลยที่ 2 บอกเลขบัญชีเงินฝากธนาคารแล้วจำเลยที่ 1 จะโอนเงินให้จำเลยที่ 1 บอกให้จำเลยที่ 2 ไปเรียนขับรถยนต์และรถจักรยานยนต์แล้วให้สอบใบอนุญาตขับรถ โดยจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้เพราะเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากจำเลยที่ 2 ต้องออกไปทำงาน และข้อความที่จำเลยที่ 2 จะย้ายห้องพักใหม่โดยจำเลย 1 จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ จากข้อความที่จำเลยทั้งสองส่งหากันดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 เอาใจใส่ดูแลในความเป็นอยู่ของจำเลยที่ 2 โดยเข้ามาจัดแจงแนะนำให้จำเลยที่ 2 ทำในสิ่งที่นอกเหนือกว่าหญิงชายทั่วไปหากมิได้มีความข้องเกี่ยวในลักษณะที่มีความสัมพันธ์เป็นสามีภริยากันจะต้องเข้าไปจัดแจงและสั่งการเช่นนั้น อีกทั้งจำเลยที่ 1 ยังมีการส่งเสียเลี้ยงดูให้เงินแก่จำเลยที่ 2 เป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องต่าง ๆ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ส่งเสียให้การอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา ที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่า ไม่ได้ร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 2 มาเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยทั้งสองรู้จักคบหากันในฐานะจำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของร้านคาราโอเกะที่จำเลยที่ 2 ทำงานอยู่เท่านั้น มิได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 พาจำเลยที่ 2 ไปต่างจังหวัดด้วยแต่จำเลยที่ 2 ไม่ยอมให้ร่วมหลับนอนนั้น ล้วนเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย และขัดแย้งกับข้อความสนทนาทางไลน์ระหว่างจำเลยทั้งสองและข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามข้อความและภาพถ่าย จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนพยานบุคคลอื่นซึ่งเป็นเพื่อนและน้องสาวของจำเลยที่ 1 ก็นำสืบในด้านความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งพยานเหล่านี้ล้วนมิได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยทั้งสองตามที่ปรากฏในข้อความสนทนาทางไลน์แต่อย่างใด จึงมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา และร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 เป็นอาจิณ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ ตามมาตรา 1516 (1) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาว่ากรณีมีเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1516 (1) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา และร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 เป็นอาจิณ อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) และศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันด้วยเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์เพียงใด เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2550 มีบุตรผู้เยาว์ด้วยกันถึง 2 คน โจทก์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทเคยประกอบอาชีพรับจ้างเป็นพนักงานธนาคารนับว่าเป็นผู้มีสถานะทางสังคมที่ดี โจทก์ย่อมได้รับความอับอายขายหน้าและเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่เมื่อพิจารณาจากสถานภาพทางครอบครัวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ไม่ราบรื่นก่อนหน้านั้น โดยได้ความจากนางสาว ก. พยานจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องสาวของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 มีปัญหาทะเลาะกัน สาเหตุหนึ่งมาจากเรื่องที่โจทก์ชอบไปเที่ยวดื่มสุราในเวลากลางคืน โดยโจทก์ลงภาพการไปเที่ยวกลางคืนไว้ในเฟซบุ๊กของโจทก์ โดยมีรายละเอียดในข้อความการสนทนาระหว่างพยานกับโจทก์ ซึ่งโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านรับว่า โจทก์มีปัญหาทะเลาะกับจำเลยที่ 1 ในเรื่องที่โจทก์ชอบไปเที่ยวเวลากลางคืน ย่อมชี้ให้เห็นว่า สถานะภาพทางครอบครัวของโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ราบรื่นและมีปัญหาการทะเลาะกันมาก่อนที่จะมีเรื่องที่จำเลยที่ 1 ไปมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 มิได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ไปมีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวกับจำเลยที่ 2 เท่านั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวมแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดค่าทดแทนให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในค่าทดแทนที่ชำระให้โจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ... ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงเพราะไม่มีรายได้...อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ เมื่อได้ความจากทางนำสืบโจทก์ว่า ก่อนสมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์เคยประกอบอาชีพรับจ้างเป็นพนักงานธนาคาร หลังจากโจทก์สมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์ลาออกจากงานมาช่วยจำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจเปิดร้านอมรอะไหล่ยนต์จนทำให้กิจการมีรายได้ดี จำเลยที่ 1 เคยให้เงินโจทก์ใช้ส่วนตัวเดือนละ 50,000 บาท ต่อมาโจทก์จะนำเงินดังกล่าวไปผ่อนชำระค่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ โดยจำเลยที่ 1 รับรู้และตกลงด้วย เมื่อหย่ากันแล้วทำให้โจทก์ยากจนลงเพราะขาดรายได้จากค่าเลี้ยงดูที่จำเลยที่ 1 เคยให้แก่โจทก์เป็นประจำ ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 มอบเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ เป็นเงินที่ต้องการจะให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงแต่ใส่ชื่อโจทก์ไว้แทน นั้น ในข้อนี้จำเลยที่ 1 มิได้นำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้างมา ทั้งโจทก์ยังนำสืบอีกว่า โจทก์นำเงินที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ไปผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ โดยจำเลยที่ 1 ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน และจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์ที่โจทก์นำเงินดังกล่าวไปผ่อนชำระกับทางบริษัทที่ให้เช่าซื้อ ย่อมเจือสมกับทางนำสืบโจทก์ เช่นนี้รับฟังได้ว่า ระหว่างสมรสกันจำเลยที่ 1 มอบเงินให้แก่โจทก์ไว้ใช้จ่ายส่วนตัว มิใช่เป็นเงินที่ให้ถือครองไว้แทนบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง เมื่อข้อเท็จจริงข้างต้นรับฟังได้ว่า เหตุหย่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว และการหย่าทำให้โจทก์ยากจนลงเพราะไม่มีรายได้ที่เคยได้รับ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 ได้ ทั้งนี้การหย่าโดยคำพิพากษามีผลนับแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง เมื่อพิจารณาถึงความสามารถของจำเลยที่ 1 ซึ่งทำธุรกิจและมีรายได้ ประกอบกับโจทก์เองก็มีรายได้จากการค้าขายออนไลน์และได้รับส่วนแบ่งในสินสมรสเป็นเงินมากพอสมควร จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้จำเลยที่ 1 จ่ายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะทำการสมรสใหม่ แต่ทั้งนี้มีกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 15 ปี ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง คนละ 20,000 บาท ต่อเดือนแก่โจทก์นั้นเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 กำหนดว่า ให้บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 กำหนดว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างบิดามารดากับบุตร ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายอยู่ในตัวว่าการอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องเป็นหน้าที่ของทั้งบิดาและมารดา และต้องเป็นไปโดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี เมื่อพิจารณาว่าในปัจจุบันบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่ในการเลี้ยงดูของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว โจทก์ย่อมมีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ได้ความว่าเด็กชาย ต. เกิดวันที่ 2 สิงหาคม 2552 ส่วนเด็กชาย ก. เกิดวันที่ 4 สิงหาคม 2553 บุตรผู้เยาว์ทั้งสองศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียน ด. ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียน นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวัน และค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ จำเลยที่ 1 ควรต้องร่วมรับผิดชอบในการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสอง เมื่อพิจารณาถึงความสามารถของจำเลยที่ 1 ผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของโจทก์ผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณีโดยรวมแล้ว อีกทั้งการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องอยู่บนสภาพความเป็นอยู่ในแต่ละช่วงวัยของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองในฐานะผู้รับด้วย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ได้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองให้อยู่ในแต่ละช่วงวัย จึงเห็นควรกำหนดให้ชัดเจนเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่โจทก์ ระหว่างบุตรผู้เยาว์อายุ 12 ปี จนถึง 15 ปี คนละ 16,000 บาท นับแต่บุตรผู้เยาว์อายุ 15 ปี จนถึงอายุครบ 18 ปี คนละ 18,000 บาท นับแต่บุตรผู้เยาว์อายุ 18 ปี จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ คนละ 20,000 บาท ต่อเดือน ที่จำเลยที่ 1 ฎีกามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 ธันวาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะทำการสมรสใหม่ แต่ทั้งนี้มีกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 15 ปี แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์ ระหว่างบุตรผู้เยาว์อายุ 12 ปี จนถึง 15 ปี คนละ 16,000 บาท นับแต่บุตรผู้เยาว์อายุ 15 ปี จนถึงอายุครบ 18 ปี คนละ 18,000 บาท นับแต่บุตรผู้เยาว์อายุ 18 ปี จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ คนละ 20,000 บาท ต่อเดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (1)
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาย ฉ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี — นายเชิดพันธุ์ อุปนิสากร
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางปารณี มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
เศรณี ศิริมังคละ
อภิรดี โพธิ์พร้อม
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3245/2568
#721964
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ลดค่าปรับแก่ผู้ประกัน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันหรือตามที่ศาลเห็นสมควรโดยมิต้องฟ้อง และเมื่อศาลสั่งประการใดแล้ว ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันหรือพนักงานอัยการมีอำนาจอุทธรณ์ได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด ผู้ประกันจึงฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ประกันได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้ประกันตัวจำเลยที่ 2 ในระหว่างพิจารณา และผู้ประกันผิดสัญญาประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ประกัน จำนวน 600,000 บาท ตามสัญญาประกัน

ผู้ประกันยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ถูกจับตามหมายจับของศาลอื่น ขอให้งดหรือลดค่าปรับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลดค่าปรับผู้ประกันลงร้อยละ 50 ของยอดคงค้าง จำนวน 567,000 บาท โดยคงปรับผู้ประกัน เป็นเงิน 283,500 บาท

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ประกันยื่นฎีกาเพียงประการเดียวขอให้งดหรือลดค่าปรับ เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ลดค่าปรับแก่ผู้ประกันคงปรับ 283,500 บาท คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันหรือตามที่ศาลเห็นสมควรโดยมิต้องฟ้อง และเมื่อศาลสั่งประการใดแล้ว ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันหรือพนักงานอัยการมีอำนาจอุทธรณ์ได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด ผู้ประกันจึงฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้ประกันไว้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของผู้ประกัน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ธ.
ผู้ประกัน — นาย ม.
จำเลย — บริษัท ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วิเศษ นิ่มกุล
นภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์
สมชาย พวงภู่
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3233/2568
#719653
เปิดฉบับเต็ม

ด. ป่วยเป็นโรคก้านสมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมองและโรคพาร์กินสัน โดยเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องมานานหลายปีก่อนสมัครเข้าทำสัญญาประกันชีวิตกลุ่มกับจำเลยร่วม ซึ่งในส่วนนี้ได้ความเพิ่มเติมจากแพทย์ประจำโรงพยาบาล ส. ที่ ด. เข้ารับการรักษาว่า โรคก้านสมองฝ่อหรือโรคก้านสมองเสื่อมจะมีอาการล้มบ่อย สูญเสียการทรงตัว โรคหลอดเลือดสมองจะมีอาการหลายอย่างขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ลักษณะอาการอ่อนแรง มีปัญหาในการพูดหรือปัญหาในการรับรู้ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นจุดใดในบริเวณสมอง ส่วนโรคพาร์กินสันจะมีอาการมือสั่นและเดินลำบากซึ่งเกิดจากสารเคมีภายในสมองที่สร้างลดลงอย่างผิดปกติ และเมื่อประเมินประวัติการรักษาแล้ว พยานเห็นว่า ด. มีลักษณะเป็นผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาคำเบิกความของแพทย์ประกอบประวัติการรักษาดังกล่าวแล้วเห็นได้ว่า นอกจาก ด. จะมีอาการป่วยจนไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว ยังเป็นโรคที่ล้วนเกี่ยวกับสมองซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสติสัมปชัญญะและการรับรู้อย่างมีนัยสำคัญจึงยากที่จะเชื่อว่าในการสมัครเข้าทำประกันชีวิตกลุ่มกับจำเลยร่วมนั้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของ ด. ทั้งโจทก์ที่ 4 บุตรของ ด. เองก็ได้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ด. สนใจทำประกันชีวิตกลุ่มจึงให้โจทก์ที่ 4 จัดการพิมพ์ลายนิ้วมือ ด. ลงในเอกสารคำขอประกันชีวิตกลุ่มแล้วนำไปส่งให้แก่จำเลย แต่ต่อมากลับเบิกความตอบทนายจำเลยร่วมถามค้านว่า โจทก์ที่ 4 ไม่ได้สอบถาม ด. ว่าจะทำประกันชีวิตกลุ่มกับจำเลยหรือจำเลยร่วมหรือไม่ โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ที่ 4 มอบหมายให้โจทก์ที่ 4 นำใบสมัครดังกล่าวไปติดต่อกับจำเลย ซึ่งขณะนั้นเอกสารดังกล่าวมีลายพิมพ์นิ้วมือของ ด. ปรากฏอยู่แล้ว โจทก์ที่ 4 ไม่ได้เป็นผู้จัดทำใบสมัครทำประกันชีวิตกลุ่มและไม่ทราบว่าพี่น้องคนใดหรือมารดาเป็นผู้จัดทำ จึงเป็นการที่พยานเบิกความกลับไปกลับมาขัดแย้งกัน เป็นข้อพิรุธแสดงให้เห็นว่าพยานมิได้เบิกความตามความจริงอย่างตรงไปตรงมา เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า ด. รับรู้ เข้าใจและประสงค์จะทำประกันชีวิตกลุ่มกับจำเลยร่วมกับทั้งใบสมัครก็ปรากฏแต่เพียงลายพิมพ์นิ้วมือที่โจทก์ทั้งสี่อ้างว่าเป็นลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือข้างขวาของ ด. โดยไม่ปรากฏว่ามีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคน ซึ่งไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 9 วรรคสอง จึงเท่ากับว่า ด. ไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบสมัครทำประกันชีวิตกลุ่มดังกล่าว และกรณีถือไม่ได้ว่า ด. มีการแสดงเจตนาเข้าทำสัญญา ดังนั้น สัญญาประกันชีวิตกลุ่มระหว่าง ด. กับจำเลยร่วมจึงไม่เกิดขึ้น โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยร่วมให้รับผิดตามสัญญาประกันชีวิตกลุ่มตามฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,231,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกบริษัท อ. เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมชำระเงิน 2,231,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 10,000 บาท ยกฟ้องจำเลย

โจทก์ทั้งสี่และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมชำระเงิน 2,231,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และให้ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นต้นระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลย และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยร่วมฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ประกอบการสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์ให้สมาชิกกู้เงินและรับฝากเงินเพื่อส่งเสริมให้สมาชิกออมทรัพย์ และส่งเสริมการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จำเลยร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจประกันชีวิต โจทก์ทั้งสี่เป็นทายาทโดยธรรมของนายดำรง ผู้ตายซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลย จำเลยร่วมเป็นผู้ชนะการประมูลและได้รับเลือกให้รับทำประกันชีวิตกลุ่มสำหรับสมาชิกของจำเลย จำเลยและจำเลยร่วมทำบันทึกข้อตกลงการประกันชีวิตกลุ่มแบบชั่วระยะเวลาร่วมกัน 7 โครงการ ซึ่งกำหนดผลประโยชน์ ความคุ้มครองของสมาชิกผู้เอาประกันและค่าเบี้ยประกันตามระยะเวลาคุ้มครองโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2562 และตกลงให้จำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ของสมาชิกผู้เอาประกันภัยตามบันทึกข้อตกลงการประกันชีวิตกลุ่ม ต่อมาจำเลยนำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไปทำหนังสือเชิญชวนให้สมาชิกของจำเลยซึ่งรวมถึงนายดำรงเข้าร่วมโครงการทำประกันชีวิตกลุ่ม 7 โครงการ ตามหนังสือแจ้งโครงการสวัสดิการประกันชีวิตกลุ่มสมาชิก ประจำปีบัญชี 2562 นายดำรงสมัครเข้าร่วมโครงการทำประกันชีวิตกลุ่มจำนวน 4 โครงการ คือ โครงการที่ 3 วงเงินคุ้มครอง 1,000,000 บาท โครงการที่ 5 วงเงินคุ้มครอง 500,000 บาท โครงการที่ 6 วงเงินคุ้มครอง 300,000 บาท และโครงการที่ 7 วงเงินคุ้มครอง 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,100,000 บาท กับจำเลยร่วม เพิ่มเติมจากเดิมที่เคยทำไว้แล้ว 2 โครงการ คือ โครงการที่ 2 และที่ 4 ต่อมาวันที่ 4 มกราคม 2562 นายดำรงถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุระบบหายใจผิดปกติ โจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมแจ้งให้จำเลยทราบและให้จำเลยร่วมชำระค่าสินไหมทดแทน จำเลยร่วมจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่จำเลยในฐานะผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตเต็มตามทุนประกันสำหรับโครงการที่ 2 และที่ 4 รวมเป็นเงิน 600,000 บาท แต่ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับโครงการที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 โดยอ้างว่านายดำรงผู้เอาประกันภัยขาดคุณสมบัติของการเป็นสมาชิกผู้เข้าร่วมที่จะต้องมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติก่อนวันเข้าร่วมทำประกัน และได้คืนเบี้ยประกันภัยโครงการที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 แก่จำเลยตามหนังสือปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม ในส่วนของจำเลยศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นเพียงผู้ประสานระหว่างสมาชิกของจำเลยผู้เอาประกันภัยกับจำเลยร่วมผู้รับประกันชีวิต จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่และพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำหรับจำเลย ในส่วนนี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมเพียงประการเดียวว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตแก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามที่คู่ความนำสืบรับกันว่า นายดำรงป่วยเป็นโรคก้านสมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมองและโรคพาร์กินสัน โดยเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องมานานหลายปีก่อนสมัครเข้าทำสัญญาประกันชีวิตกลุ่มกับจำเลยร่วม ซึ่งในส่วนนี้ได้ความเพิ่มเติมจากนายแพทย์พิชัย พยานจำเลยร่วมซึ่งเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาล ส. ที่นายดำรงเข้ารับการรักษาว่า โรคก้านสมองฝ่อหรือโรคก้านสมองเสื่อมจะมีอาการเดินตัวแข็ง หกล้มบ่อย สูญเสียการทรงตัว โรคหลอดเลือดสมองจะมีอาการหลายอย่างขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ลักษณะอาการอ่อนแรง มีปัญหาในการพูดหรือปัญหาในการรับรู้ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นจุดใดในบริเวณสมอง ส่วนโรคพาร์กินสันจะมีอาการมือสั่นและเดินลำบากซึ่งเกิดจากสารเคมีภายในสมองที่สร้างลดลงอย่างผิดปกติ และเมื่อประเมินประวัติการรักษาแล้ว พยานเห็นว่านายดำรงมีลักษณะเป็นผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาคำเบิกความของนายแพทย์พิชัยประกอบประวัติการรักษาดังกล่าวแล้วเห็นได้ว่า นอกจากนายดำรงจะมีอาการป่วยจนไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว ยังเป็นโรคที่ล้วนเกี่ยวกับสมองซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสติสัมปชัญญะและการรับรู้อย่างมีนัยสำคัญ จึงยากที่จะเชื่อว่าในการสมัครเข้าทำประกันชีวิตกลุ่มกับจำเลยร่วมนั้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของนายดำรง ทั้งโจทก์ที่ 4 บุตรของนายดำรงเองก็ได้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นายดำรงสนใจทำประกันชีวิตกลุ่มจึงให้โจทก์ที่ 4 จัดการพิมพ์ลายนิ้วมือนายดำรงลงในเอกสารคำขอประกันชีวิตกลุ่มแล้วนำไปส่งให้แก่จำเลย แต่ต่อมากลับเบิกความตอบทนายจำเลยร่วมถามค้านว่า โจทก์ที่ 4 ไม่ได้สอบถามนายดำรงว่าจะทำประกันชีวิตกลุ่มกับจำเลยหรือจำเลยร่วมหรือไม่ โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ที่ 4 มอบหมายให้โจทก์ที่ 4 นำใบสมัครดังกล่าวไปติดต่อกับจำเลย ซึ่งขณะนั้นเอกสารดังกล่าวมีลายพิมพ์นิ้วมือของนายดำรงปรากฏอยู่แล้ว โจทก์ที่ 4 ไม่ได้เป็นผู้จัดทำใบสมัครทำประกันชีวิตกลุ่มและไม่ทราบว่าพี่น้องคนใดหรือมารดาเป็นผู้จัดทำ จึงเป็นการที่พยานเบิกความกลับไปกลับมาขัดแย้งกัน เป็นข้อพิรุธแสดงให้เห็นว่าพยานมิได้เบิกความตามความจริงอย่างตรงไปตรงมา เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่านายดำรงรับรู้ เข้าใจและประสงค์จะทำประกันชีวิตกลุ่มกับจำเลยร่วมกับทั้งใบสมัครก็ปรากฏแต่เพียงลายพิมพ์นิ้วมือที่โจทก์ทั้งสี่อ้างว่าเป็นลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือข้างขวาของนายดำรงโดยไม่ปรากฏว่ามีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคน ซึ่งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรคสอง จึงเท่ากับว่านายดำรงไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบสมัครทำประกันชีวิตกลุ่มดังกล่าว และกรณีถือไม่ได้ว่านายดำรงมีการแสดงเจตนาเข้าทำสัญญา ดังนั้นแล้ว สัญญาประกันชีวิตกลุ่มระหว่างนายดำรงและจำเลยร่วมจึงไม่เกิดขึ้น โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยร่วมให้รับผิดตามสัญญาประกันชีวิตกลุ่มตามฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนฎีกาของจำเลยร่วมในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 9 วรรคสอง ม. 149
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส. กับพวก
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ส.
จำเลยร่วม — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายไพบูลย์ จันทร์วรเชษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายศักดิ์ เกียรติชัยศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
ภัฏ วิภูมิรพี
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3230/2568
#717516
เปิดฉบับเต็ม

มารดาโจทก์เป็นผู้ใช้และครอบครองรถยนต์รวมทั้งร่วมกับโจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อด้วยกัน มารดาโจทก์นำรถยนต์พิพาทไปจำนำกับจำเลยโดยที่โจทก์ไม่ทราบเรื่อง เช่นนี้ การจำนำรถยนต์พิพาทจึงเป็นเรื่องระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลย เมื่อโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาจำนำรถยนต์พิพาท โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ตามสัญญาจำนำระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลยได้ ทั้งการที่โจทก์จะขอไถ่ถอนจำนำแทนมารดาโจทก์ก็ได้ความว่ามารดาโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ไถ่ถอนแทน ในการฟ้องคดีนี้มารดาโจทก์ก็ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีแทนเช่นกัน โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากบริษัท น. ผู้ให้เช่าซื้อซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท การที่โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์พิพาทประกอบกับโจทก์ได้มอบการครอบครองและการใช้รถยนต์พิพาทให้เป็นสิทธิขาดของมารดาโจทก์ที่จะใช้สอยรถยนต์พิพาทจึงไม่มีสิทธิติดตามเอารถยนต์พิพาทคืนจากจำเลย ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนรถยนต์พิพาทหรือใช้ราคา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดีพร้อมกับรับเงิน 40,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากโจทก์ หากไม่ดำเนินการขอให้จำเลยชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 379,995 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ขก xxx สุราษฎร์ธานี คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 285,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 14 ธันวาคม 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามที่พระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ใหม่) บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นบุตรนางภัทรียา โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ขก xxx สุราษฎร์ธานี กับบริษัท น. โดยมีนางภัทรียาเป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมานางภัทรียานำรถยนต์พิพาทที่เช่าซื้อไปจำนำเพื่อประกันหนี้กู้ยืมกับจำเลย โจทก์และนางภัทรียา ติดต่อขอไถ่รถยนต์คืนจากจำเลย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้โดยฝ่ายโจทก์และนางภัทรียาจะขอไถ่ถอนจำนำในจำนวน 40,000 บาท ส่วนจำเลยจะให้โจทก์และนางภัทรียาไถ่ถอนจำนำพร้อมทรัพย์สินอื่นที่นางภัทรียานำมาประกันหนี้กู้ยืมเงินรวม 500,000 บาท โจทก์ไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ บริษัท น. ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและยื่นฟ้องโจทก์ผู้เช่าซื้อและนางภัทรียาผู้ค้ำประกันต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ (จำเลยที่ 1) และนางภัทรียา (จำเลยที่ 2) ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 285,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนหรือใช้ราคาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยรับจำนำรถยนต์พิพาทจากนางภัทรียามารดาโจทก์ในราคา 40,000 บาท และมีคำขอให้จำเลยรับเงิน 40,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากโจทก์ แล้วส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาจำนำ นางภัทรียามารดาโจทก์นำรถยนต์พิพาทมาจำนำกับจำเลยในวงเงิน 300,000 บาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์กล่าวอ้าง จำเลยปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ แต่ได้ความตามที่โจทก์นำสืบและเบิกความว่า นางภัทรียามารดาโจทก์เป็นผู้ใช้และครอบครองรถยนต์รวมทั้งร่วมกับโจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อด้วยกัน นางภัทรียามารดาโจทก์นำรถยนต์พิพาทไปจำนำกับจำเลยโดยที่โจทก์ไม่ทราบเรื่อง เช่นนี้ การจำนำรถยนต์พิพาทจึงเป็นเรื่องระหว่างนางภัทรียามารดาโจทก์กับจำเลย เมื่อโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาจำนำรถยนต์พิพาท โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ตามสัญญาจำนำระหว่างนางภัทรียามารดาโจทก์กับจำเลยได้ ทั้งการที่โจทก์จะขอไถ่ถอนจำนำแทนนางภัทรียามารดาโจทก์ ก็ได้ความว่านางภัทรียามารดาโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์มาไถ่ถอนแทน ในการฟ้องคดีนี้นางภัทรียามารดาโจทก์ก็ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีแทนอีกเช่นกัน โดยนางภัทรียามารดาโจทก์มาเป็นพยานโจทก์เบิกความว่า จำนำรถยนต์พิพาทกับจำเลยหลายครั้งเพื่อนำเงินไปเล่นการพนันเท่านั้น นอกจากนั้น โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากบริษัท น. ผู้ให้เช่าซื้อซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท การที่โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์พิพาทประกอบกับโจทก์ได้มอบการครอบครองและการใช้รถยนต์พิพาทให้เป็นสิทธิขาดของนางภัทรียามารดาโจทก์ที่จะใช้สอยรถยนต์พิพาทจึงไม่มีสิทธิติดตามเอารถยนต์พิพาทคืนจากจำเลย ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนรถยนต์พิพาทหรือใช้ราคา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 747 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ณ.
จำเลย — นางหรือนางสาว ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นางสาวน้ำผึ้ง แสนทวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชิต คงรัตนชาติ
ชื่อองค์คณะ
สุทธิ จันทรสุทธิ
สัมพันธ์ บุนนาค
จักรี พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3230/2568
#718365
เปิดฉบับเต็ม

มารดาโจทก์เป็นผู้ใช้และครอบครองรถยนต์รวมทั้งร่วมกับโจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อด้วยกัน มารดาโจทก์นำรถยนต์พิพาทไปจำนำกับจำเลยโดยที่โจทก์ไม่ทราบเรื่อง เช่นนี้ การจำนำรถยนต์พิพาทจึงเป็นเรื่องระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลย เมื่อโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาจำนำรถยนต์พิพาท โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ตามสัญญาจำนำระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลยได้ ทั้งการที่โจทก์จะขอไถ่ถอนจำนำแทนมารดาโจทก์ก็ได้ความว่ามารดาโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ไถ่ถอนแทน ในการฟ้องคดีนี้มารดาโจทก์ก็ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีแทนเช่นกัน โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากบริษัท น. ผู้ให้เช่าซื้อซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท การที่โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์พิพาทประกอบกับโจทก์ได้มอบการครอบครองและการใช้รถยนต์พิพาทให้เป็นสิทธิขาดของมารดาโจทก์ที่จะใช้สอยรถยนต์พิพาทโจทก์จึงไม่มีสิทธิติดตามเอารถยนต์พิพาทคืนจากจำเลย ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนรถยนต์พิพาทหรือใช้ราคา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดีพร้อมกับรับเงิน 40,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากโจทก์ หากไม่ดำเนินการขอให้จำเลยชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 379,995 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนให้แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ขก xxx สุราษฎร์ธานี คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 285,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 14 ธันวาคม 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามที่พระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ใหม่) บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นบุตรนาง ภ. โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ขก xxx สุราษฎร์ธานี กับบริษัท น. โดยมีนาง ภ. เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมานาง ภ. นำรถยนต์พิพาทที่เช่าซื้อไปจำนำเพื่อประกันหนี้กู้ยืมกับจำเลย โจทก์และนาง ภ. ติดต่อขอไถ่รถยนต์คืนจากจำเลย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้โดยฝ่ายโจทก์และนาง ภ. จะขอไถ่ถอนจำนำในจำนวน 40,000 บาท ส่วนจำเลยจะให้โจทก์และนาง ภ. ไถ่ถอนจำนำพร้อมทรัพย์สินอื่นที่นาง ภ. นำมาประกันหนี้กู้ยืมเงินรวม 500,000 บาท โจทก์ไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ บริษัท น. ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและยื่นฟ้องโจทก์ผู้เช่าซื้อและนาง ภ. ผู้ค้ำประกันต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ (จำเลยที่ 1) และนาง ภ. (จำเลยที่ 2) ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 285,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนหรือใช้ราคาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยรับจำนำรถยนต์พิพาทจากนาง ภ. มารดาโจทก์ในราคา 40,000 บาท และมีคำขอให้จำเลยรับเงิน 40,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากโจทก์ แล้วส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาจำนำ นาง ภ. มารดาโจทก์นำรถยนต์พิพาทมาจำนำกับจำเลยในวงเงิน 300,000 บาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์กล่าวอ้าง จำเลยปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ แต่ได้ความตามที่โจทก์นำสืบและเบิกความว่า นาง ภ. มารดาโจทก์เป็นผู้ใช้และครอบครองรถยนต์รวมทั้งร่วมกับโจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อด้วยกัน นาง ภ. มารดาโจทก์นำรถยนต์พิพาทไปจำนำกับจำเลยโดยที่โจทก์ไม่ทราบเรื่อง เช่นนี้ การจำนำรถยนต์พิพาทจึงเป็นเรื่องระหว่างนาง ภ. มารดาโจทก์กับจำเลย เมื่อโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาจำนำรถยนต์พิพาท โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ตามสัญญาจำนำระหว่างนาง ภ. มารดาโจทก์กับจำเลยได้ ทั้งการที่โจทก์จะขอไถ่ถอนจำนำแทนนาง ภ. มารดาโจทก์ ก็ได้ความว่านาง ภ. มารดาโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์มาไถ่ถอนแทน ในการฟ้องคดีนี้นาง ภ. มารดาโจทก์ก็ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีแทนอีกเช่นกัน โดยนาง ภ. มารดาโจทก์มาเป็นพยานโจทก์เบิกความว่า จำนำรถยนต์พิพาทกับจำเลยหลายครั้งเพื่อนำเงินไปเล่นการพนันเท่านั้น นอกจากนั้น โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากบริษัท น. ผู้ให้เช่าซื้อซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท การที่โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์พิพาทประกอบกับโจทก์ได้มอบการครอบครองและการใช้รถยนต์พิพาทให้เป็นสิทธิขาดของนาง ภ. มารดาโจทก์ที่จะใช้สอยรถยนต์พิพาทจึงไม่มีสิทธิติดตามเอารถยนต์พิพาทคืนจากจำเลย ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนรถยนต์พิพาทหรือใช้ราคา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 747 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ณ.
จำเลย — นางหรือนางสาว ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นางสาวน้ำผึ้ง แสนทวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชิต คงรัตนชาติ
ชื่อองค์คณะ
สุทธิ จันทรสุทธิ
สัมพันธ์ บุนนาค
จักรี พงษธา
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3227/2568
#717517
เปิดฉบับเต็ม

ฐานภาษีเพื่อการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีถูกบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะโดยให้ใช้มูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุดที่ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ ตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 35 วรรคสอง (3) เมื่อบทบัญญัติในมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิและบรรเทาภาระของผู้เสียภาษีโดยยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีให้กับทรัพย์สินไม่เกินห้าสิบล้านบาทสำหรับบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ซึ่งสิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุดได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีตามราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดไม่เกินห้าสิบล้านบาทแรก โดยมิได้คำนึงถึงว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมีเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียวหรือเป็นกรรมสิทธิ์รวม หรืออีกนัยหนึ่งคือมิได้พิจารณาจากสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินหรือจำนวนผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่พิจารณาจากตัวทรัพย์เป็นสำคัญ เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในห้องชุดพิพาทจึงได้รับยกเว้นมูลค่าฐานภาษีในการคำนวณภาษีตามราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดในส่วนที่ไม่เกินห้าสิบล้านบาทตามมาตรา 35 วรรคสอง (3), 41 วรรคหนึ่ง ประกอบประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2562 ข้อ 1 ทั้งโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในห้องชุดพิพาทที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 12 จึงไม่อาจอ้างบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1366 มาใช้กับการคำนวณภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับห้องชุดของโจทก์ทั้งสอง และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีกรุงเทพมหานคร

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมห้องชุดพักอาศัยแบบเพนต์เฮาส์ของอาคารชุด ค. พนักงานประเมินแจ้งการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปยังโจทก์ที่ 1 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมห้องชุดที่พิพาท โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านการประเมิน ผู้อำนวยการเขตปทุมวันปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องคัดค้านการประเมินภาษี โจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีกรุงเทพมหานครพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า การประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีกรุงเทพมหานครชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองร่วมกันถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาท เมื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแต่ละคนต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามส่วนของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1366 โจทก์ทั้งสองจึงมีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีตามที่กฎหมายกำหนด การประเมินมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมจึงต้องแยกราคาประเมินของเจ้าของรวมแต่ละคนออกจากกัน นั้น โจทก์ทั้งสองมีนายอภิชัย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสอง เป็นพยานเบิกความว่า การคำนวณภาษีต้องแบ่งราคาประเมินห้องชุดพิพาทออกเป็นคนละครึ่งตามหลักของกรรมสิทธิ์รวมและยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคนละไม่เกินห้าสิบล้านบาท เพราะโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลธรรมดาและใช้ห้องชุดดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยโดยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ดังนั้น ราคาประเมินเพื่อใช้คำนวณภาษีในส่วนของโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 48,807,544.50 บาท และราคาประเมินเพื่อใช้คำนวณภาษีในส่วนของโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 48,807,544.50 บาท เช่นกัน โดยที่พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นเงินไม่เกินห้าสิบล้านบาท ดังนั้น เมื่อราคาประเมินห้องชุดในส่วนของโจทก์ทั้งสองเป็นเงินคนละ 48,807,544.50 บาท โจทก์ทั้งสองจึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การคำนวณภาษีของจำเลยโดยสำนักงานเขตปทุมวัน มิได้เป็นไปตามหลักการดังกล่าวข้างต้น โดยจำเลยมิได้แยกราคาประเมินห้องชุดออกเป็นสองส่วนตามหลักกรรมสิทธิ์รวม แต่ได้ใช้ราคาประเมินห้องชุดทั้งจำนวนในการคำนวณภาษีโดยหักมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณออกไปเป็นเงินห้าสิบล้านบาท และคำนวณภาษีจากราคาประเมินที่เหลือคือ 47,615,089 บาท ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย โดยถูกเรียกให้ชำระภาษีในส่วนนี้เป็นเงิน 18,807.54 บาท ได้รับการลดภาษีในอัตราร้อยละ 90 คงเหลือ 1,880.75 บาท ทั้งที่โจทก์ทั้งสองไม่จำต้องเสียภาษีดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนจำเลยมีนายวิทวัช พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย ผู้พิจารณาอุทธรณ์เบื้องต้นเพื่อเสนอคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีกรุงเทพมหานคร เป็นพยานเบิกความว่า ทรัพย์สินที่พิพาทเป็นห้องชุดพักอาศัยแบบเพนต์เฮาส์ของอาคารชุด ค. ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองมีชื่อในทะเบียนบ้านดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2562 เป็นกรณีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น ให้ได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท ดังนั้น ในส่วนมูลค่าของฐานภาษีที่เกินห้าสิบล้านบาท จำนวน 47,615,089 บาท โจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมจึงเป็นผู้มีหน้าที่ร่วมกันเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำปีภาษี 2563 กฎหมายกำหนดให้ยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีคือมูลค่าของทรัพย์สินซึ่งบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัย เฉพาะส่วนที่ไม่เกินห้าสิบล้านบาท มิใช่ให้ยกเว้นภาษีตามสิทธิหรือตามส่วนของเจ้าของรวมคนใดคนหนึ่ง หรือตามจำนวนบุคคลที่ถือกรรมสิทธิ์รวม เมื่อทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสองต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินที่มีกรรมสิทธิ์รวม พนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินภาษีไปยังเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแล้ว ย่อมมีผลผูกพันต้องชำระภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 47 (6) แต่สิทธิหน้าที่ระหว่างเจ้าของรวมเกี่ยวกับค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้ชำระไว้แล้ว เจ้าของรวมที่ชำระค่าภาษีต้องไปว่ากล่าวกับเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งเป็นกรณีต่างหาก เมื่อทรัพย์สินที่พิพาทไม่อาจแบ่งแยกมูลค่าของทรัพย์สินมาเป็นฐานภาษีเพื่อคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ การประเมินภาษีของพนักงานประเมินรวมทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว พิเคราะห์แล้ว การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างภาษีของประเทศและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งในการจัดเก็บรายได้และเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของหรือครอบครองที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ในวันที่ 1 มกราคมของปีใด เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับปีนั้น ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้" วรรคสอง บัญญัติว่า "การเสียภาษีของผู้เสียภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่เป็นเหตุให้เกิดสิทธิตามกฎหมายอื่น" มาตรา 35 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ฐานภาษีเพื่อการคำนวณภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง" วรรคสอง บัญญัติว่า "การคำนวณมูลค่าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ ... (3) สิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุด ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ" มาตรา 41 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น ให้ได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท" วรรคสาม บัญญัติว่า "ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อคำนวณการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษี..." ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2562 โดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวกำหนดว่า กรณีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ให้นำมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นหักด้วยห้าสิบล้านบาท หากมูลค่าของฐานภาษีที่คำนวณได้ดังกล่าวมีมูลค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับศูนย์ ให้มูลค่าของฐานภาษีดังกล่าวเท่ากับศูนย์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ฐานภาษีเพื่อการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีถูกบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะโดยให้ใช้มูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีของรัฐจากการครอบครองทรัพย์สินที่เป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างให้ครบถ้วน รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุดที่ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ ตามมาตรา 35 วรรคสอง (3) เมื่อบทบัญญัติในมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิและบรรเทาภาระของผู้เสียภาษีโดยยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีให้กับทรัพย์สินไม่เกินห้าสิบล้านบาทสำหรับบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ซึ่งสิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุดได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีตามราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดไม่เกินห้าสิบล้านบาทแรก โดยมิได้คำนึงถึงว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมีเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียวหรือเป็นกรรมสิทธิ์รวม หรืออีกนัยหนึ่งคือมิได้พิจารณาจากสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินหรือจำนวนผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่พิจารณาจากตัวทรัพย์เป็นสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบโดยโจทก์ทั้งสองไม่ได้โต้แย้งรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในห้องชุดพักอาศัยแบบเพนต์เฮาส์ของอาคารชุด ค. โดยโจทก์ทั้งสองมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของห้องชุดดังกล่าวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2562 ห้องชุดพิพาทของโจทก์ทั้งสองมีราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด 97,615,089 บาท โจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมจึงได้รับยกเว้นมูลค่าฐานภาษีในการคำนวณภาษี ตามราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดในส่วนที่ไม่เกินห้าสิบล้านบาท ตามมาตรา 35 วรรคสอง (3), 41 วรรคหนึ่ง ประกอบประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2562 ซึ่งเมื่อคำนวณมูลค่าของฐานภาษีโดยห้องชุดพิพาทมีราคาประเมินทุนทรัพย์ 97,615,089 บาท ได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีห้าสิบล้านบาท จึงเหลือมูลค่าของฐานภาษีที่ไม่ได้รับยกเว้นจำนวน 47,615,089 บาท ที่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแต่ละคนต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามส่วนของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1366 จึงต้องแยกการประเมินของเจ้าของรวมแต่ละคนออกจากกันนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในห้องชุดพิพาทที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 12 กรณีโจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจอ้างบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1366 มาใช้กับการคำนวณภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่โต้แย้งอัตราภาษีตามการประเมิน การประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีกรุงเทพมหานครชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1366
พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ม. 35 วรรคสอง ม. 41 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. กับพวก
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายภาภูมิ สรอัฑฒ์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์
เสถียร ศรีทองชัย
วิสุทธิ์ กลิ่นพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3227/2568
#721963
เปิดฉบับเต็ม

ฐานภาษีเพื่อการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีถูกบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะโดยให้ใช้มูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุดที่ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ ตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 35 วรรคสอง (3) เมื่อบทบัญญัติในมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิและบรรเทาภาระของผู้เสียภาษีโดยยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีให้กับทรัพย์สินไม่เกินห้าสิบล้านบาทสำหรับบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ซึ่งสิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุดได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีตามราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดไม่เกินห้าสิบล้านบาทแรก โดยมิได้คำนึงถึงว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมีเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียวหรือเป็นกรรมสิทธิ์รวม หรืออีกนัยหนึ่งคือมิได้พิจารณาจากสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินหรือจำนวนผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่พิจารณาจากตัวทรัพย์เป็นสำคัญ เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในห้องชุดพิพาทจึงได้รับยกเว้นมูลค่าฐานภาษีในการคำนวณภาษีตามราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดในส่วนที่ไม่เกินห้าสิบล้านบาท ตามมาตรา 35 วรรคสอง (3), 41 วรรคหนึ่ง ประกอบประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2562 ข้อ 1 ทั้งโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในห้องชุดพิพาทที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 12 จึงไม่อาจอ้างบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1366 มาใช้กับการคำนวณภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับห้องชุดของโจทก์ทั้งสอง และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีกรุงเทพมหานคร

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมห้องชุดพักอาศัยแบบเพนต์เฮาส์ของอาคารชุด ค. พนักงานประเมินแจ้งการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปยังโจทก์ที่ 1 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมห้องชุดที่พิพาท โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านการประเมิน ผู้อำนวยการเขตปทุมวันปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องคัดค้านการประเมินภาษี โจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีกรุงเทพมหานครพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า การประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีกรุงเทพมหานครชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองร่วมกันถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาท เมื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแต่ละคนต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามส่วนของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1366 โจทก์ทั้งสองจึงมีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีตามที่กฎหมายกำหนด การประเมินมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมจึงต้องแยกราคาประเมินของเจ้าของรวมแต่ละคนออกจากกันนั้น โจทก์ทั้งสองมีนายอภิชัย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสอง เป็นพยานเบิกความว่า การคำนวณภาษีต้องแบ่งราคาประเมินห้องชุดพิพาทออกเป็นคนละครึ่งตามหลักของกรรมสิทธิ์รวมและยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคนละไม่เกินห้าสิบล้านบาท เพราะโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลธรรมดาและใช้ห้องชุดดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยโดยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ดังนั้น ราคาประเมินเพื่อใช้คำนวณภาษีในส่วนของโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 48,807,544.50 บาท และราคาประเมินเพื่อใช้คำนวณภาษีในส่วนของโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 48,807,544.50 บาท เช่นกัน โดยที่พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นเงินไม่เกินห้าสิบล้านบาท ดังนั้น เมื่อราคาประเมินห้องชุดในส่วนของโจทก์ทั้งสองเป็นเงินคนละ 48,807,544.50 บาท โจทก์ทั้งสองจึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การคำนวณภาษีของจำเลยโดยสำนักงานเขตปทุมวัน มิได้เป็นไปตามหลักการดังกล่าวข้างต้น โดยจำเลยมิได้แยกราคาประเมินห้องชุดออกเป็นสองส่วนตามหลักกรรมสิทธิ์รวม แต่ได้ใช้ราคาประเมินห้องชุดทั้งจำนวนในการคำนวณภาษีโดยหักมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณออกไปเป็นเงินห้าสิบล้านบาท และคำนวณภาษีจากราคาประเมินที่เหลือคือ 47,615,089 บาท ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย โดยถูกเรียกให้ชำระภาษีในส่วนนี้เป็นเงิน 18,807.54 บาท ได้รับการลดภาษีในอัตราร้อยละ 90 คงเหลือ 1,880.75 บาท ทั้งที่โจทก์ทั้งสองไม่จำต้องเสียภาษีดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนจำเลยมีนายวิทวัช พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย ผู้พิจารณาอุทธรณ์เบื้องต้นเพื่อเสนอคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีกรุงเทพมหานคร เป็นพยานเบิกความว่า ทรัพย์สินที่พิพาทเป็นห้องชุดพักอาศัยแบบเพนต์เฮาส์ของอาคารชุด ค. ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองมีชื่อในทะเบียนบ้านดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2562 เป็นกรณีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น ให้ได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท ดังนั้น ในส่วนมูลค่าของฐานภาษีที่เกินห้าสิบล้านบาท จำนวน 47,615,089 บาท โจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมจึงเป็นผู้มีหน้าที่ร่วมกันเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำปีภาษี 2563 กฎหมายกำหนดให้ยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีคือมูลค่าของทรัพย์สินซึ่งบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัย เฉพาะส่วนที่ไม่เกินห้าสิบล้านบาท มิใช่ให้ยกเว้นภาษีตามสิทธิหรือตามส่วนของเจ้าของรวมคนใดคนหนึ่ง หรือตามจำนวนบุคคลที่ถือกรรมสิทธิ์รวม เมื่อทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสองต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินที่มีกรรมสิทธิ์รวม พนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินภาษีไปยังเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแล้ว ย่อมมีผลผูกพันต้องชำระภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 47 (6) แต่สิทธิหน้าที่ระหว่างเจ้าของรวมเกี่ยวกับค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้ชำระไว้แล้ว เจ้าของรวมที่ชำระค่าภาษีต้องไปว่ากล่าวกับเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งเป็นกรณีต่างหาก เมื่อทรัพย์สินที่พิพาทไม่อาจแบ่งแยกมูลค่าของทรัพย์สินมาเป็นฐานภาษีเพื่อคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ การประเมินภาษีของพนักงานประเมินรวมทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว พิเคราะห์แล้ว การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างภาษีของประเทศและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งในการจัดเก็บรายได้และเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของหรือครอบครองที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ในวันที่ 1 มกราคมของปีใด เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับปีนั้น ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้" วรรคสอง บัญญัติว่า "การเสียภาษีของผู้เสียภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่เป็นเหตุให้เกิดสิทธิตามกฎหมายอื่น" มาตรา 35 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ฐานภาษีเพื่อการคำนวณภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง" วรรคสอง บัญญัติว่า "การคำนวณมูลค่าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ ... (3) สิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุด ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ" มาตรา 41 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น ให้ได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท" วรรคสาม บัญญัติว่า "ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อคำนวณการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษี..." ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2562 โดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวกำหนดว่า กรณีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ให้นำมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นหักด้วยห้าสิบล้านบาท หากมูลค่าของฐานภาษีที่คำนวณได้ดังกล่าวมีมูลค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับศูนย์ ให้มูลค่าของฐานภาษีดังกล่าวเท่ากับศูนย์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ฐานภาษีเพื่อการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีถูกบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะโดยให้ใช้มูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีของรัฐจากการครอบครองทรัพย์สินที่เป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างให้ครบถ้วน รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุดที่ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ ตามมาตรา 35 วรรคสอง (3) เมื่อบทบัญญัติในมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิและบรรเทาภาระของผู้เสียภาษีโดยยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีให้กับทรัพย์สินไม่เกินห้าสิบล้านบาทสำหรับบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ซึ่งสิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุดได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีตามราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดไม่เกินห้าสิบล้านบาทแรก โดยมิได้คำนึงถึงว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมีเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียวหรือเป็นกรรมสิทธิ์รวม หรืออีกนัยหนึ่งคือมิได้พิจารณาจากสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินหรือจำนวนผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่พิจารณาจากตัวทรัพย์เป็นสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบโดยโจทก์ทั้งสองไม่ได้โต้แย้งรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในห้องชุดพักอาศัยแบบเพนต์เฮาส์ของอาคารชุด ค. โดยโจทก์ทั้งสองมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของห้องชุดดังกล่าวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2562 ห้องชุดพิพาทของโจทก์ทั้งสองมีราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด 97,615,089 บาท โจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมจึงได้รับยกเว้นมูลค่าฐานภาษีในการคำนวณภาษี ตามราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดในส่วนที่ไม่เกินห้าสิบล้านบาท ตามมาตรา 35 วรรคสอง (3), 41 วรรคหนึ่ง ประกอบประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2562 ซึ่งเมื่อคำนวณมูลค่าของฐานภาษีโดยห้องชุดพิพาทมีราคาประเมินทุนทรัพย์ 97,615,089 บาท ได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีห้าสิบล้านบาท จึงเหลือมูลค่าของฐานภาษีที่ไม่ได้รับยกเว้นจำนวน 47,615,089 บาท ที่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแต่ละคนต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามส่วนของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1366 จึงต้องแยกการประเมินของเจ้าของรวมแต่ละคนออกจากกันนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในห้องชุดพิพาทที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 12 กรณีโจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจอ้างบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1366 มาใช้กับการคำนวณภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่โต้แย้งอัตราภาษีตามการประเมิน การประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีกรุงเทพมหานครชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1366
พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ม. 35 วรรคสอง ม. 41 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. กับพวก
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์
เสถียร ศรีทองชัย
วิสุทธิ์ กลิ่นพร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3191/2568
#723245
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเพื่อขายทอดตลาด เป็นกรณีที่จำเลยและ ธ. ก่อให้เกิดภาระผูกพันใดๆ เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน และ/หรือทำให้เสื่อมราคาหรือลดน้อยถอยลงซึ่งทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันหรือกระทำการใดๆ อันทำให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากหลักประกันลดลง การกระทำของจำเลยและ ธ. จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญา เป็นกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเหตุผิดนัดผิดสัญญาตามสัญญากู้เงินตามข้อสัญญาข้อ 7.4 และ 7.6 แม้ว่าการที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดมิใช่การกระทำของจำเลยหรือ ธ. อันจะถือว่าเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อ 7.4 ก็ตาม แต่สัญญากู้เงินข้อ 7 ระบุว่า เหตุผิดนัดผิดสัญญา เมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญานี้ และข้อ 7.6 ระบุว่า ผู้กู้... ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึด หรืออายัดทรัพย์สินใด ๆ ของผู้กู้... ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองไว้แก่ผู้ร้องออกขายทอดตลาด จึงถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยและ ธ. ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดทรัพย์สินใดๆ ไว้ตามสัญญาข้อ 7.6 จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อสัญญาดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้และบังคับจำนองได้ ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 324 (1) (ข)

ส่วนที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิบังคับคดีและดำเนินการบังคับคดีแทนโจทก์ในกรณีที่โจทก์สละสิทธิในการบังคับคดีหรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีนั้น แม้จะถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนเจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิในการบังคับคดีในกรณีที่เจ้าหนี้ถอนการบังคับคดีได้ แต่ในกรณีดังกล่าว ป.วิ.พ. มาตรา 327 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ได้กำหนดขั้นตอนของการสวมสิทธิเข้าบังคับคดีแทนโจทก์ผู้ใช้สิทธิบังคับคดีไว้เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป ต่างจาก ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคแปด (เดิม) ที่กำหนดให้ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์ในกรณีดังกล่าวได้ ดังนั้น กรณีที่โจทก์ถอนการบังคับคดีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องไปดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 97,103.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,493.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง หากโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการหรือสละสิทธิในการบังคับคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิดำเนินการบังคับคดีแทนโจทก์ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559 นายธรรมรัตน์และจำเลยร่วมกันทำสัญญากู้เงินจากผู้ร้อง 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นเงิน 2,340,000 บาท ฉบับที่สอง เป็นเงิน 130,000 บาท ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ร้องเป็นรายเดือน ตามสัญญากู้ฉบับแรกเดือนละไม่น้อยกว่า 14,600 บาท ตามสัญญากู้ฉบับที่สอง เดือนละไม่น้อยกว่า 1,000 บาท ตกลงผ่อนชำระหนี้ตามสัญญากู้ทั้งสองฉบับภายในวันที่ 21 ของทุกเดือน เริ่มเดือนแรกเดือนกรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป และสัญญาว่าจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 28 มิถุนายน 2589 เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับดังกล่าว นายธรรมรัตน์และจำเลยได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้ร้อง ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2561 ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 11265/2561 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 97,103.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,493.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงมายื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองจะบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์จำนองได้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นหรือไม่ นั้น เห็นว่า ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดระยองยึดทรัพย์จำนองเพื่อขายทอดตลาด จึงเป็นกรณีที่จำเลยและนายธรรมรัตน์ก่อให้เกิดภาระผูกพันใดๆ เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและ/หรือทำให้เสื่อมราคาหรือลดน้อยถอยลงซึ่งทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันหรือกระทำการใด ๆ อันทำให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากหลักประกันลดลง การกระทำของจำเลยและนายธรรมรัตน์จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญา เป็นกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเหตุผิดนัดผิดสัญญาทั้งในข้อ 7.4 และ 7.6 แม้ว่าการที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดมิใช่การกระทำของจำเลยหรือนายธรรมรัตน์ อันจะถือว่าเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อ 7.4 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย แต่ตามสัญญากู้เงินดังกล่าว ข้อ 7 ระบุไว้ว่า "เหตุผิดนัดผิดสัญญา เมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดดังต่อไปนี้ ให้ถือเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญานี้" และข้อ 7.6 ระบุไว้ด้วยว่า "ผู้กู้...ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึด หรืออายัดทรัพย์สินใดๆ ของผู้กู้..." เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองไว้แก่ผู้ร้องออกขายทอดตลาด ถือว่าเป็นกรณีที่นายธรรมรัตน์และจำเลยถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดทรัพย์สินใดๆ ไว้ตามข้อ 7.6 จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อสัญญาดังกล่าว อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้และบังคับจำนองได้ ดังนั้นผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) (ข) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น สำหรับฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องที่กล่าวอ้างว่าจำเลยและนายธรรมรัตน์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดระยะเวลากู้เงินดังกล่าวและตามข้อสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

ส่วนที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิบังคับคดีและดำเนินการบังคับคดีแทนโจทก์ในกรณีที่โจทก์สละสิทธิในการบังคับคดี หรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีนั้น เห็นว่า แม้กรณีจะถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนเจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิในการบังคับคดีในกรณีที่เจ้าหนี้ถอนการบังคับคดีได้ก็ตาม แต่ในกรณีดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคําบอกกล่าวถอนการบังคับคดีให้ผู้ยื่นคําร้องขอซึ่งได้รับอนุญาตจากศาลตามมาตรา 324 หรือเจ้าหนี้ผู้ขอเฉลี่ยซึ่งได้รับอนุญาตตามมาตรา 326 ทราบโดยไม่ชักช้า โดยบุคคลดังกล่าวอาจขอเข้าดําเนินการบังคับคดีต่อไปจากเจ้าหนี้ ผู้ขอยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้อง โดยยื่นคําร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในสิบห้าวันนับแต่วันส่งคําบอกกล่าวถึงบุคคลเช่นว่านั้น ถ้ามีผู้ยื่นคําร้องภายในกําหนดเวลาดังกล่าว ให้ผู้นั้นเป็นผู้ขอดําเนินการบังคับคดีต่อไป ถ้าไม่มีผู้ยื่นคําร้องภายในกําหนดเวลาดังกล่าว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น" วรรคสองบัญญัติว่า "ในกรณีที่มีผู้ยื่นคําร้องหลายคน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีออกหมายเรียกให้ผู้ยื่นคําร้องทุกคนมาทําความตกลงกัน เลือกคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ดําเนินการบังคับคดีต่อไป แต่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ให้ผู้ยื่นคําร้องซึ่งมาตามหมายเรียกและมีจํานวนหนี้มากที่สุดเป็นผู้ดําเนินการบังคับคดีต่อไป ถ้าผู้ยื่นคําร้องดังกล่าวมีจํานวนหนี้มากที่สุดเท่ากันหลายคน ให้ผู้ยื่นคําร้องซึ่งมีหนี้รายเก่าที่สุดเป็นผู้เข้าดําเนินการบังคับคดีต่อไป ในกรณีที่ผู้ยื่นคําร้องรายใดไม่มาตามหมายเรียกให้ถือว่าผู้ยื่นคําร้องรายนั้นสละสิทธิที่จะเป็นผู้เข้าดําเนินการบังคับคดีต่อไป..." ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดขั้นตอนของการสวมสิทธิเข้าบังคับคดีแทนโจทก์ผู้ใช้สิทธิบังคับคดีไว้เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องไปดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป ต่างจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคแปด (เดิม) ที่กำหนดให้ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์ในกรณีดังกล่าวได้ ดังนั้น กรณีที่โจทก์ถอนการบังคับคดีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องไปดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

พิพากษากลับว่า อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 324 (1) (ข) ม. 327
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
ผู้ร้อง — ธนาคาร ร.
จำเลย — นางสาว ฉ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาวพิมพ์วสี ใจสมุทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายไตรรัตน์ แก้วสีนวล
ชื่อองค์คณะ
วิทยา พรหมประสิทธิ์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3161/2568
#723248
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ไม่ว่าเวลาใดก่อนมีคำพิพากษา ศาลมีอำนาจสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจ อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของจำเลย ตลอดจนสภาพความผิดและเหตุอื่นอันควรปรานี พร้อมทั้ง ความเห็นตามมาตรา 6 (3) แล้วรายงานต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาได้" และมาตรา 13 บัญญัติว่า "ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบ แต่ถ้าศาลจะใช้รายงานและความเห็นเช่นว่านั้นเป็นผลร้ายแก่จำเลย ให้ศาลแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้าน พนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อน และจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้..." ข้อเท็จจริงในรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติในส่วนที่เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหาย ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเหตุอื่นอันควรปรานีตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว และข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย ศาลย่อมมีอำนาจนำมารับฟังประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีได้โดยพนักงานคุมประพฤติไม่จำต้องนำพยานบุคคลมาสืบประกอบตามมาตรา 13

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 และให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 2,590,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 (ที่ถูก มาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83) จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 2,590,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 1,690,000 บาท แก่ผู้เสียหาย โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในชั้นนี้เพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติที่ว่า ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายแล้ว 900,000 บาท มาหักออกจากจำนวนเงิน 2,590,000 บาท ที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนแก่ผู้เสียหาย คงให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 1,690,000 บาท แก่ผู้เสียหาย เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ไม่ว่าเวลาใดก่อนมีคำพิพากษา ศาลมีอำนาจสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจ อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของจำเลย ตลอดจนสภาพความผิดและเหตุอื่นอันควรปรานี พร้อมทั้งความเห็นตามมาตรา 6 (3) แล้วรายงานต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาได้" และมาตรา 13 บัญญัติว่า "ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมี

พยานบุคคลประกอบ แต่ถ้าศาลจะใช้รายงานและความเห็นเช่นว่านั้นเป็นผลร้ายแก่จำเลย ให้ศาลแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้าน พนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อน และจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้ ..." ข้อเท็จจริงในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติในส่วนที่เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหาย ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเหตุอื่นอันควรปรานีตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย ศาลย่อมมีอำนาจนำมารับฟังประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีได้โดยพนักงานคุมประพฤติไม่จำต้องนำพยานบุคคลมานำสืบประกอบ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และแม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยเคยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จะนำเงินจำนวน 2,590,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 23 มีนาคม 2566 ตามที่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ดังที่โจทก์กล่าวในฎีกา แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวยังปรากฏด้วยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สืบเสาะและพินิจจำเลย และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไปยังผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 2 ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ต่อมาผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 2 ส่งรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติมายังศาลชั้นต้น ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2566 โดยในส่วนที่เกี่ยวกับความเสียหายและการบรรเทาผลร้าย ข้อ 3.2 มีข้อความว่า "ผู้เสียหายได้รับความเสียหายเป็นเงิน 2,590,000 บาท จำเลยรับว่าภายหลังจากที่จำเลยลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทฯ จำเลยยังไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายใดให้แก่ผู้เสียหาย แต่จำเลยให้ถ้อยคำว่ายินยอมชดใช้ หากผู้เสียหายเรียกค่าเสียหายจากจำเลย โดยผู้เสียหายให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติว่า ผู้เสียหายได้เจรจาเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายกับจำเลยหรือตัวแทนบริษัทฯ ว่า จำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 300,000 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายมาแล้ว จำนวน 3 เดือน เป็นเงินจำนวน 900,000 บาท ยังค้างชำระอีกจำนวน 1,690,000 บาท โดยผู้เสียหายประสงค์เรียกร้องค่าเสียหายตามจำนวนเงินที่ยังคงค้างชำระ" แสดงว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายแล้วเป็นเงิน 900,000 บาท เป็นข้อเท็จจริงที่พนักงานคุมประพฤติได้มาจากการให้ถ้อยคำของผู้เสียหายเอง ภายหลังจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจะนำเงินจำนวน 2,590,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 23 มีนาคม 2566 เป็นเวลาเดือนเศษ ประกอบกับในคำฟ้องฎีกาของโจทก์ โจทก์มิได้ยืนยันว่า ผู้เสียหายยังไม่ได้รับเงินจำนวน 900,000 บาท จากจำเลย กรณีจึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยแล้วเป็นเงิน 900,000 บาท ตามที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติ การที่ศาลอุทธรณ์นำจำนวนเงินดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนเงินค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้แก่ผู้เสียหายตามคำขอท้ายฟ้องเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 341
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 11 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายวชิระ แก้วภักดี
ศาลอุทธรณ์ — นายภิญโญภัทร์ แสงภู่
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ประชา งามลำยวง
วรวิทย์ ฤทธิทิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา