คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2614/2568
#718724
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่มีการสมคบวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่สมคบกันก็ตาม จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง ต่อมาจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ แต่เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในภายหลังที่ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวสำเร็จไปแล้ว มิใช่กระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในคราวเดียวกัน และเป็นความผิดซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำต่างจากการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวได้ จึงเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 209, 210, 213, 341, 342, 343 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 3, 5, 6, 7, 25 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 (1) และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 2,503,757.15 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง, 210 วรรคหนึ่ง, 213, 341, 342 (1), 343 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1) โดยไม่ต้องปรับบทมาตรา 341) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (1) (2) (3) (4), 6, 7, 25 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกคนละ 8 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 4 ปี กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 2,503,757.15 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 4 ปี ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นความผิดต่างกรรมกันกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่มีการสมคบวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่สมคบกันก็ตาม จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง ต่อมาจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ แต่เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในภายหลังที่ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวสำเร็จไปแล้ว มิใช่กระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในคราวเดียวกัน และเป็นความผิดซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำต่างจากการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวได้ จึงเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุกคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นางสาวธวัลพร ศิริมหาพฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปณิธาน วิมุทธากร
ชื่อองค์คณะ
ชาตรี หาญไพโรจน์
ณรงค์ ประจุมาศ
สัญญา ภูริภักดี
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2585/2568
#721957
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง บัญญัติว่า คำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบากว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดเพียงประการเดียว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็จำต้องพิจารณาและวินิจฉัยคดีเสียก่อนว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานดังกล่าวจริงหรือไม่ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาก็ตาม แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพียงแต่พิจารณาตามปัญหาที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น สมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 288, 371 ริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ และจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ระหว่างพิจารณา นางวารุณี ผู้ร้องที่ 1 เด็กชายกฤษณะ และเด็กหญิงณัฏฐณิชา โดยนางวารุณี ผู้แทนโดยชอบธรรมผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 25,000 บาท ค่าปลงศพและค่าจัดงานศพ 30,000 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 15,000 บาท ค่าเสื่อมราคารถจักรยานยนต์ 20,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะสำหรับผู้ร้องที่ 1 เดือนละ 8,000 บาท เป็นเวลา 32 ปี เป็นเงิน 3,072,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะสำหรับผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน 2,000,000 บาท ค่าเสียหายต่อร่างกาย จิตใจ และค่าทำขวัญ 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,162,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา มารดาของจำเลยที่ 1 มอบเงินค่าปลงศพ 10,000 บาท ให้แก่ผู้ร้องที่ 1 แล้วผู้ร้องที่ 1 ถอนคำขอในส่วนที่ขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปลงศพและค่าจัดงานศพ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 500 บาท รวมสองกระทง คงจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,027,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 ชำระเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2 และชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ (ที่ถูก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง บัญญัติว่า คำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบากว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดเพียงประการเดียว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็จำต้องพิจารณาและวินิจฉัยคดีเสียก่อนว่าจำเลยที่ 1ได้กระทำความผิดฐานดังกล่าวจริงหรือไม่ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาก็ตาม แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพียงแต่พิจารณาตามปัญหาที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น สมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
ผู้ร้อง — นาง ว. กับพวก
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
ฉัตรชัย ไทรโชต
สุพิชญ์ กรอบคำ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
#713898
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนแหวน 1 วง หรือใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากแหวนดังกล่าวอยู่ในครอบครองของผู้รับจำนำ ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการไถ่ถอนการจำนำก่อนส่งมอบคืน แม้ว่าคดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ร่วมจะใช้สิทธิเรียกร้องต่อพนักงานสอบสวนขอให้คืนแหวนดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 พนักงานสอบสวนก็ไม่อาจส่งมอบคืนแก่โจทก์ร่วมได้เพราะมีข้อโต้แย้ง และแหวนของกลางดังกล่าวมิได้อยู่ในครอบครองของพนักงานสอบสวน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลักแหวนดังกล่าวของโจทก์ร่วมไปและยังมิได้คืนให้แก่โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยและพนักงานอัยการโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้จำเลยคืนแหวนดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคแรกและวรรคสาม กรณีต้องใช้ราคาแทนการคืนทรัพย์เป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ต้องใช้แทนนั้นนับแต่วันละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 334, 335

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาวธมลวรรณ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยส่งมอบแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ราคา 300,000 บาท หรือชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ยอมรับที่จะคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) (11) วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.4 จำคุกกระทงละ 7 ปี ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 จำคุก 6 ปี และกระทงความผิดตามฟ้องข้อ 1.3 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี 12 เดือน ให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งและยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยลักแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.5 กรัม 1 วง ราคา 100,000 บาท กำไลทองคำเจือเกาะเพชรน้ำหนัก 7.3 กรัม 1 วง ราคา 50,000 บาท แหวนทองคำเจือเกาะพลอย น้ำหนัก 3.5 กรัม 1 วง ราคา 7,000 บาท สร้อยข้อมือนาก น้ำหนัก 4.1 กรัม 1 เส้น ราคา 4,500 บาท และแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ราคา 300,000 บาท ที่เก็บรักษาไว้ในห้องนอนอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างไป เจ้าพนักงานตำรวจยึดแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.5 กรัม 1 วง ราคา 100,000 บาท กำไลทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 3.5 กรัม 1 วง ราคา 50,000 บาท เป็นของกลางและคืนให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว ส่วนแหวนทองคำเจือเกาะพลอย น้ำหนัก 3.5 กรัม 1 วง ราคา 7,000 บาท สร้อยข้อมือนาก น้ำหนัก 4.1 กรัม 1 เส้น ราคา 4,500 บาท และแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ราคา 300,000 บาท พนักงานสอบสวนสั่งอายัดเป็นของกลาง ซึ่งโจทก์ให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อแรกว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ที่จำเลยลักไปหรือให้จำเลยใช้ราคาแทนเป็นเงิน หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติว่า คดีลักทรัพย์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย โดยมาตรา 44 บัญญัติให้พนักงานอัยการมีคำขอรวมไปกับคดีอาญาหรือจะยื่นคำร้องในระยะใดระหว่างที่คดีอาญากำลังพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นก็ได้ และมาตรา 44/1 บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิจะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกการรับมอบตัวและแจ้งข้อกล่าวหาผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2566 ที่แนบท้ายคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหา ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2566 ซึ่งรวมอยู่ในสำนวนคดีนี้ว่า จำเลยลักแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ของโจทก์ร่วม แล้วนำไปจำนำที่โรงรับจำนำ ซึ่งตามคำฟ้อง พนักงานสอบสวนสั่งอายัดแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าว กับแหวนทองคำเจือเกาะพลอย น้ำหนัก 3.5 กรัม 1 วง และสร้อยข้อมือนาก น้ำหนัก 4.1 กรัม 1 เส้น เป็นของกลาง ซึ่งโจทก์ให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 แต่โจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง หรือใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าวอยู่ในครอบครองของผู้รับจำนำ ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการไถ่ถอนการจำนำก่อนส่งมอบคืน แม้ว่าคดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ร่วมจะใช้สิทธิเรียกร้องต่อพนักงานสอบสวนขอให้คืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 พนักงานสอบสวนก็ไม่อาจส่งมอบคืนแก่โจทก์ร่วมได้เพราะมีข้อโต้แย้งและแหวนของกลางดังกล่าวมิได้อยู่ในครอบครองของพนักงานสอบสวนดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลักแหวนทองคำเจือเกาะเพชรน้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ราคา 300,000 บาท ของโจทก์ร่วมไปและยังมิได้คืนให้แก่โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยและพนักงานอัยการโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง หรือใช้ราคาแทนเป็นเงินอันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคแรก และวรรคสาม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า แหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ได้คืนมาแล้วโดยอยู่ในความครอบครองของพนักงานสอบสวน จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องส่งมอบของกลางดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมต้องขอคืนจากพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอในคดีส่วนแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอในคดีส่วนแพ่ง และศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนเป็นเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นการไม่ชอบ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งนั้น เป็นการไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท ซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งนั้น ฟังขึ้น กรณีต้องใช้ราคาแทนการคืนทรัพย์เป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกเอาดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ต้องใช้แทนตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2566 ซึ่งเป็นวันละเมิดโดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมขอ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนกำหนดโทษ โดยให้ลงโทษจำเลยกระทงละ 2 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี นั้น เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) (11) วรรคสอง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 140,000 บาท ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้โทษโดยให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี ก่อนลดโทษ นั้น เหมาะสมแก่ความร้ายแรงแห่งความผิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขโดยกำหนดโทษจำคุกจำเลยให้หนักขึ้นไปกว่านี้อีก ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวหากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44 ม. 44/1 ม. 85
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นางสาว ธ.
จำเลย — นางสาว ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายเอกฤทธิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอารมณ์ จำปานิล
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
วิชัย ตัญศิริ
พรหมมาศ ภู่แส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
#717675
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนแหวนหรือใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากแหวนดังกล่าวอยู่ในครอบครองของผู้รับจำนำ ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการไถ่ถอนการจำนำก่อนส่งมอบคืน แม้ว่าคดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ร่วมจะใช้สิทธิเรียกร้องต่อพนักงานสอบสวนขอให้คืนแหวนดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 พนักงานสอบสวนก็ไม่อาจส่งมอบคืนแก่โจทก์ร่วมได้เพราะมีข้อโต้แย้ง และแหวนของกลางดังกล่าวมิได้อยู่ในครอบครองของพนักงานสอบสวน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลักแหวนดังกล่าวของโจทก์ร่วมไปและยังมิได้คืนให้แก่โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยและพนักงานอัยการโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้จำเลยคืนแหวนดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคแรกและวรรคสาม กรณีต้องใช้ราคาแทนการคืนทรัพย์เป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ต้องใช้แทนนั้นนับแต่วันละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 334, 335

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาวธมลวรรณ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยส่งมอบแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ราคา 300,000 บาท หรือชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ยอมรับที่จะคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) (11) วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.4 จำคุกกระทงละ 7 ปี ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 จำคุก 6 ปี และกระทงความผิดตามฟ้องข้อ 1.3 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี 12 เดือน ให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งและยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยลักแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.5 กรัม 1 วง ราคา 100,000 บาท กำไลทองคำเจือเกาะเพชรน้ำหนัก 7.3 กรัม 1 วง ราคา 50,000 บาท แหวนทองคำเจือเกาะพลอย น้ำหนัก 7.5 กรัม 1 วง ราคา 7,000 บาท สร้อยข้อมือนาก น้ำหนัก 4.1 กรัม 1 เส้น ราคา 4,500 บาท และแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ราคา 300,000 บาท ที่เก็บรักษาไว้ในห้องนอนอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างไป เจ้าพนักงานตำรวจยึดแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.5 กรัม 1 วง ราคา 100,000 บาท กำไลทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 3.5 กรัม 1 วง ราคา 50,000 บาท เป็นของกลางและคืนให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว ส่วนแหวนทองคำเจือเกาะพลอย น้ำหนัก 3.5 กรัม 1 วง ราคา 7,000 บาท สร้อยข้อมือนาก น้ำหนัก 4.1 กรัม 1 เส้น ราคา 4,500 บาท และแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ราคา 300,000 บาท พนักงานสอบสวนสั่งอายัดเป็นของกลาง ซึ่งโจทก์ให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อแรกว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ที่จำเลยลักไปหรือให้จำเลยใช้ราคาแทนเป็นเงิน หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติว่า คดีลักทรัพย์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย โดยมาตรา 44 บัญญัติให้พนักงานอัยการมีคำขอรวมไปกับคดีอาญาหรือจะยื่นคำร้องในระยะใดระหว่างที่คดีอาญากำลังพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นก็ได้ และมาตรา 44/1 บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิจะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกการรับมอบตัวและแจ้งข้อกล่าวหาผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2566 ที่แนบท้ายคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหา ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2566 ซึ่งรวมอยู่ในสำนวนคดีนี้ว่า จำเลยลักแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ของโจทก์ร่วม แล้วนำไปจำนำที่โรงรับจำนำ ซึ่งตามคำฟ้อง พนักงานสอบสวนสั่งอายัดแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าว กับแหวนทองคำเจือเกาะพลอย น้ำหนัก 3.5 กรัม 1 วง และสร้อยข้อมือนาก น้ำหนัก 4.1 กรัม 1 เส้น เป็นของกลาง ซึ่งโจทก์ให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 แต่โจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง หรือใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าวอยู่ในครอบครองของผู้รับจำนำ ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการไถ่ถอนการจำนำก่อนส่งมอบคืน แม้ว่าคดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ร่วมจะใช้สิทธิเรียกร้องต่อพนักงานสอบสวนขอให้คืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 พนักงานสอบสวนก็ไม่อาจส่งมอบคืนแก่โจทก์ร่วมได้เพราะมีข้อโต้แย้งและแหวนของกลางดังกล่าวมิได้อยู่ในครอบครองของพนักงานสอบสวนดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลักแหวนทองคำเจือเกาะเพชรน้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ราคา 300,000 บาท ของโจทก์ร่วมไปและยังมิได้คืนให้แก่โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยและพนักงานอัยการโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง หรือใช้ราคาแทนเป็นเงินอันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคแรก และวรรคสาม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า แหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง ได้คืนมาแล้วโดยอยู่ในความครอบครองของพนักงานสอบสวน จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องส่งมอบของกลางดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมต้องขอคืนจากพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอในคดีส่วนแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอในคดีส่วนแพ่ง และศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนเป็นเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นการไม่ชอบ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งนั้น เป็นการไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชรดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท ซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งนั้น ฟังขึ้น กรณีต้องใช้ราคาแทนการคืนทรัพย์เป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกเอาดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ต้องใช้แทนตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2566 ซึ่งเป็นวันละเมิดโดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมขอ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนกำหนดโทษ โดยให้ลงโทษจำเลยกระทงละ 2 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี นั้น เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) (11) วรรคสอง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 140,000 บาท ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้โทษโดยให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี ก่อนลดโทษ นั้น เหมาะสมแก่ความร้ายแรงแห่งความผิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขโดยกำหนดโทษจำคุกจำเลยให้หนักขึ้นไปกว่านี้อีก ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนแหวนทองคำเจือเกาะเพชร น้ำหนัก 4.8 กรัม 1 วง หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวหากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44/1 ม. 85
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นางสาว ธ.
จำเลย — นางสาว ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายเอกฤทธิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอารมณ์ จำปานิล
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
วิชัย ตัญศิริ
พรหมมาศ ภู่แส
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2568
#717087
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โจทก์คิดขณะทำสัญญาเช่าซื้อจำนวน 193,067.66 บาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระในแต่ละงวด และเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้อันเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 499,264.97 บาท ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์ 60,000 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนเสร็จสิ้น พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 573,687.19 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา (พิพากษาวันที่ 25 เมษายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 มีนาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกิน 6 เดือน และดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 300,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ 5,000 บาท และค่าดอกเบี้ยในระหว่างฟ้อง (ที่ถูก พัก) ชำระหนี้ 14,422.22 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 330,600 บาท ยกคำขอดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามฟ้อง หลังจากทำสัญญา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) โจทก์พักชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสอง 6 งวด ตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 และเริ่มชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 21 งวดเศษ แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 22 ประจำวันที่ 10 มกราคม 2564 เป็นเวลา 3 งวดติดต่อกัน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์ได้ผ่อนปรนการชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยจำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระต้นเงินค่าเช่าซื้องวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 และเริ่มชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 ย่อมเป็นการขยายระยะเวลาชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดสุดท้ายออกไปมีกำหนด 6 เดือน ทำให้ครบกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นตามสัญญาเช่าซื้อภายในเดือนพฤษภาคม 2568 แม้โจทก์ดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้โดยพักชำระหนี้ตามมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID - 19) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้ดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ตกลงในการผ่อนเวลาด้วยตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนด ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า ในระหว่างที่โจทก์พักชำระหนี้ต้นเงินแก่ลูกหนี้ โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้ด้วย บ่งชี้ให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนและเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 มาแสดงหรือจำเลยที่ 2 ตกลงในการผ่อนเวลาด้วย จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างพักชำระหนี้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โจทก์คิดขณะทำสัญญาเช่าซื้อจำนวน 193,067.66 บาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระในแต่ละงวด และเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้อันเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายสามารถ บุตรศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางรุ่งระวีพร กิตติธนนิรมัย
ชื่อองค์คณะ
ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2568
#717963
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โจทก์คิดขณะทำสัญญาเช่าซื้อจำนวน 193,067.66 บาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระในแต่ละงวด และเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้อันเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 499,264.97 บาท ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์ 60,000 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนเสร็จสิ้น พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 573,687.19 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา (พิพากษาวันที่ 25 เมษายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 มีนาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกิน 6 เดือน และดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 300,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ 5,000 บาท และค่าดอกเบี้ยในระหว่างฟ้อง (ที่ถูก พัก) ชำระหนี้ 14,422.22 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 330,600 บาท ยกคำขอดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามฟ้อง หลังจากทำสัญญา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) โจทก์พักชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสอง 6 งวด ตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 และเริ่มชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 21 งวดเศษ แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 22 ประจำวันที่ 10 มกราคม 2564 เป็นเวลา 3 งวดติดต่อกัน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์ได้ผ่อนปรนการชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยจำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระต้นเงินค่าเช่าซื้องวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 และเริ่มชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 ย่อมเป็นการขยายระยะเวลาชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดสุดท้ายออกไปมีกำหนด 6 เดือน ทำให้ครบกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นตามสัญญาเช่าซื้อภายในเดือนพฤษภาคม 2568 แม้โจทก์ดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้โดยพักชำระหนี้ตามมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID - 19) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้ดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ตกลงในการผ่อนเวลาด้วยตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนด ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า ในระหว่างที่โจทก์พักชำระหนี้ต้นเงินแก่ลูกหนี้ โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้ด้วย บ่งชี้ให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนและเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 มาแสดงหรือจำเลยที่ 2 ตกลงในการผ่อนเวลาด้วย จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างพักชำระหนี้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โจทก์คิดขณะทำสัญญาเช่าซื้อจำนวน 193,067.66 บาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระในแต่ละงวด และเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้อันเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายสามารถ บุตรศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางรุ่งระวีพร กิตติธนนิรมัย
ชื่อองค์คณะ
ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2568
#721956
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โจทก์คิดขณะทำสัญญาเช่าซื้อจำนวน 193,067.66 บาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระในแต่ละงวด และเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้อันเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 499,264.97 บาท ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์ 60,000 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนเสร็จสิ้น พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 573,687.19 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา (พิพากษาวันที่ 25 เมษายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 มีนาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกิน 6 เดือน และดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 300,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ 5,000 บาท และค่าดอกเบี้ยในระหว่างฟ้อง (ที่ถูก พัก) ชำระหนี้ 14,422.22 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 330,600 บาท ยกคำขอดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ 14,422.22 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บพ xxxx จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามฟ้อง หลังจากทำสัญญา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) โจทก์พักชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสอง 6 งวด ตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 และเริ่มชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 21 งวดเศษ แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 22 ประจำวันที่ 10 มกราคม 2564 เป็นเวลา 3 งวดติดต่อกัน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์ได้ผ่อนปรนการชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยจำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระต้นเงินค่าเช่าซื้องวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 และเริ่มชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 ย่อมเป็นการขยายระยะเวลาชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดสุดท้ายออกไปมีกำหนด 6 เดือน ทำให้ครบกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นตามสัญญาเช่าซื้อภายในเดือนพฤษภาคม 2568 แม้โจทก์ดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้โดยพักชำระหนี้ตามมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID - 19) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้ดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ตกลงในการผ่อนเวลาด้วยตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนด ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า ในระหว่างที่โจทก์พักชำระหนี้ต้นเงินแก่ลูกหนี้ โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้ด้วย บ่งชี้ให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนและเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 มาแสดงหรือจำเลยที่ 2 ตกลงในการผ่อนเวลาด้วย จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างพักชำระหนี้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โจทก์คิดขณะทำสัญญาเช่าซื้อจำนวน 193,067.66 บาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระในแต่ละงวด และเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้อันเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2274/2568
#716299
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 38 และ 46 ประกอบมาตรา 4 ประกาศกระทรวงการคลัง และประกาศโจทก์ ซึ่งประกาศโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม (สินเชื่อ) อัตราเอ็มแอลอาร์ เท่ากับร้อยละ 8.975 ต่อปี หากชำระหนี้ล่าช้าเกินกว่า 7 วัน ต้องชำระดอกเบี้ยเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินกู้คงค้างทั้งหมด และอัตราดอกเบี้ยสูงสุดคิดได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 เป็นกรณีชำระหนี้ล่าช้ากว่า 7 วัน แต่โจทก์คิดเพียงอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ส่วนข้อ 3 เป็นกรณีที่ถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมด โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยทั้งสองกรณีจึงไม่เกินกว่าอัตราที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยโดยชอบ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาและฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดแก่โจทก์แล้ว จึงไม่ถือว่าจำเลยมีหน้าที่ผ่อนชำระเป็นรายงวดอีก ข้อตกลงที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ค้างชำระทั้งหมดจึงไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 224/1 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 16,524,537.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 14,902,253.23 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 372 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2564

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ 198,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2564 มีสาระสำคัญว่า ข้อ 1. จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริงทุกประการและตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 16,044,399.11 บาท (รวมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเงิน 1,200,345.88 บาท แล้ว) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 14,902,253.23 บาท นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ข้อ 2. จำเลยตกลงผ่อนชำระเงินตามข้อ 1. แก่โจทก์ เป็นงวดรายเดือนภายในวันสิ้นเดือนของทุก ๆ เดือนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์... ข้อ 3. หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินตามข้อ 2. งวดใดงวดหนึ่ง ไม่ว่าในเรื่องจำนวนเงินหรือระยะเวลาการชำระเงิน ถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมด ยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินคงค้างชำระ ณ วันผิดนัดตามสัญญานี้ (แต่ไม่เกินต้นเงิน 14,902,253.23 บาท) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์...

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การคิดดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกส2. 9/2563 เรื่อง การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และการตัดชำระหนี้ ข้อ 1. ระบุเหตุผลในการออกประกาศ มีใจความสำคัญว่า เพื่อให้ผู้บริการทางการเงินถือปฏิบัติในการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และลำดับการตัดชำระหนี้สำหรับลูกหนี้ เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกหนี้ที่ค้างชำระมีความแตกต่างกับลูกหนี้ปกติ เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินและพึงอยู่ในวิสัยที่ลูกหนี้จะสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ โดยข้อ 5.2.1 กำหนดหลักเกณฑ์ว่า การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ให้ใช้กับสินเชื่อที่มีการผ่อนชำระเป็นงวดและสินเชื่อหมุนเวียน สำหรับลูกหนี้รายย่อย และลูกหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และข้อ 6. กำหนดบทเฉพาะกาลว่า ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับรวมถึงสัญญาที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับและยังมีผลผูกพันที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาระหว่างผู้ให้บริการกับลูกหนี้ด้วย ยกเว้นสินเชื่อที่มีเจ้าหนี้หลายรายให้สินเชื่อร่วมกัน โดยมีเจ้าหนี้รายใดรายหนึ่งตั้งอยู่ในต่างประเทศและไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย... แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามสัญญากู้เงินว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวนมากถึง 16,000,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราเอ็มแอลอาร์ ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ย่อมแสดงว่าในการกู้ยืมเงินดังกล่าวจำเลยไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้อุปโภคบริโภคเพียงอย่างเดียวและไม่ใช่ลูกค้ารายย่อยดังที่กล่าวอ้าง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กรณีนี้จึงไม่อาจนำประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับที่จำเลยกล่าวอ้างมาบังคับใช้กับหนี้เงินกู้ตามฟ้องได้ เมื่อโจทก์เป็นบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเงินกู้ได้เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 38 และ 46 ประกอบมาตรา 4 ประกาศกระทรวงการคลัง ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของโจทก์ ซึ่งอยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศของโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม (สินเชื่อ) อัตราเอ็มแอลอาร์ เท่ากับร้อยละ 8.975 ต่อปี กรณีชำระหนี้ล่าช้าเกินกว่า 7 วัน ต้องชำระดอกเบี้ยเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินกู้คงค้างทั้งหมด และอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสูงสุดคิดได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 21 ต่อปี เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว เห็นได้ว่า ข้อ 1. เป็นกรณีชำระหนี้ล่าช้าเกินกว่า 7 วัน ต้องชำระดอกเบี้ยเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินกู้คงค้างทั้งหมด แต่โจทก์คิดเพียงอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ส่วนข้อ 3. เป็นกรณีที่ถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมด โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ดอกเบี้ยทั้งสองกรณีจึงไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยได้โดยชอบ นอกจากนี้ โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากู้เงินและฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ที่ค้างอยู่ทั้งหมดแล้ว จึงไม่ถือเป็นกรณีที่จำเลยมีหน้าที่ผ่อนชำระหนี้เป็นงวดอีกต่อไป ข้อตกลงที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ค้างชำระทั้งหมดจึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224/1 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่เป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกา 600 บาท และค่ารับรองสำเนาเอกสาร 50 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ เห็นสมควรคืนเงินดังกล่าวแก่จำเลย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกา 600 บาท และค่ารับรองสำเนาเอกสาร 50 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224/1
ป.วิ.พ. ม. 138 (2)
พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 38 ม. 46
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ อ.
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ชื่อองค์คณะ
วีระพงศ์ สุดาวงศ์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
สายัณห์ ศรีดวม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2240/2568
#717512
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 340 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าปลดหนี้ให้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าหนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน การปลดหนี้ก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วยหรือต้องเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่ลูกหนี้หรือขีดฆ่าเอกสารนั้นเสีย ข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาต่อจำเลยที่ 4 ว่าโจทก์จะปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 โจทก์เพียงแต่ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยระบุว่า สามารถตกลงกันได้จึงประสงค์ที่จะถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เท่านั้น ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 176 ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติผลการถอนฟ้องว่า โจทก์อาจยื่นฟ้องใหม่ภายใต้บัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 จึงไม่ใช่การปลดหนี้ให้จำเลยที่ 4 ซึ่งจะมีผลทำให้หนี้ค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันระงับสิ้นไปด้วย การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้ 6,000 บาท แล้วถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เพียงคนเดียว ย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมเพียงเท่าส่วนที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 แล้วเท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมดและแม้จำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือทั้งหมด จำเลยที่ 5 ก็สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 และจำเลยที่ 4 ผู้ค้ำประกันอีกคนได้ตามส่วนตามมาตรา 229 (3) และ 296

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 81,026.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 79,635.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 42,034.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 41,312.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 117,239.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 115,226.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ก่อนจำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การ โจทก์บอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ)

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 73,635.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 35,312.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 109,226.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 5 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์รวม 3 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 จำนวน 200,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2555 จำนวน 100,000 บาท มีจำนวนที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน และฉบับที่ 3 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 จำนวน 200,000 บาท กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี มีจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ได้ชำระหนี้ตามกำหนดโดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายตามสัญญากู้เงินทั้งสามฉบับเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 มียอดหนี้ค้างชำระ ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลอนุญาต คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เนื่องจากคู่ความไม่ฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป" วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าหนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน การปลดหนี้ก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วยหรือต้องเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่ลูกหนี้หรือขีดฆ่าเอกสารนั้นเสีย" ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แสดงเจตนาต่อจำเลยที่ 4 ว่าโจทก์จะปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 เพียงแต่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยระบุในคำร้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 4 สามารถตกลงกันได้ โจทก์จึงมีความประสงค์ที่จะขออนุญาตถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เท่านั้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติ ผลการถอนฟ้องว่า โจทก์อาจยื่นฟ้องใหม่ได้ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 จึงมิใช่การปลดหนี้ให้กับจำเลยที่ 4 ซึ่งจะมีผลทำให้หนี้ค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันร่วมระงับสิ้นไปด้วย การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 จำนวน 6,000 บาท แล้วถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เพียงคนเดียวย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมเพียงเท่าส่วนที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 แล้วเท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมด และแม้จำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่เหลือทั้งหมดจำเลยที่ 5 ก็สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 และสามารถไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันอีกคนหนึ่งได้ตามส่วนตามมาตรา 229 (3) และ 296 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229 ม. 296 ม. 340 ม. 693
ป.วิ.พ. ม. 176
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ อ.
จำเลย — นาย ก.กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นางสาวปาริชาต ขันอาสา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพีระเดช ไตรรัตน์ธนวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธรรมนูญ สิงห์สาย
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
นนท์ ชัยปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2240/2568
#719454
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 340 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป ข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาต่อจำเลยที่ 4 ว่าโจทก์จะปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 โจทก์เพียงแต่ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยระบุว่า สามารถตกลงกันได้จึงประสงค์ที่จะถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เท่านั้น ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 176 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติผลการถอนฟ้องว่า โจทก์อาจยื่นฟ้องใหม่ภายใต้บัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 จึงไม่ใช่การปลดหนี้ให้จำเลยที่ 4 ซึ่งจะมีผลทำให้หนี้ที่ค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันระงับสิ้นไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 81,026.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 79,635.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 42,034.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 41,312.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 117,239.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 115,226.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ก่อนจำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การ โจทก์บอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ)

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 73,635.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 35,312.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 109,226.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 5 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์รวม 3 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 จำนวน 200,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2555 จำนวน 100,000 บาท มีจำนวนที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน และฉบับที่ 3 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 จำนวน 200,000 บาท กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี มีจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ได้ชำระหนี้ตามกำหนดโดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายตามสัญญากู้เงินทั้งสามฉบับเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 มียอดหนี้ค้างชำระ ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลอนุญาต คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เนื่องจากคู่ความไม่ฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป" วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าหนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน การปลดหนี้ก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วยหรือต้องเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่ลูกหนี้หรือขีดฆ่าเอกสารนั้นเสีย" ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แสดงเจตนาต่อจำเลยที่ 4 ว่าโจทก์จะปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 เพียงแต่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยระบุในคำร้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 4 สามารถตกลงกันได้ โจทก์จึงมีความประสงค์ที่จะขออนุญาตถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เท่านั้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติ ผลการถอนฟ้องว่า โจทก์อาจยื่นฟ้องใหม่ได้ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 จึงมิใช่การปลดหนี้ให้กับจำเลยที่ 4 ซึ่งจะมีผลทำให้หนี้ค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันร่วมระงับสิ้นไปด้วย การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 จำนวน 6,000 บาท แล้วถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เพียงคนเดียวย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมเพียงเท่าส่วนที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 แล้วเท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมด และแม้จำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่เหลือทั้งหมดจำเลยที่ 5 ก็สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 693 และสามารถไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันอีกคนหนึ่งได้ตามส่วนตามมาตรา 229 (3) และ 296 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 340
ป.วิ.พ. ม. 176
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ อ.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นางสาวปาริชาติ ขันอาสา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพีรเดช ไตรรัตน์ธนวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธรรมนูญ สิงห์สาย
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
นนท์ ชัยปกรณ์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2140/2568
#715640
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาหรือไม่ว่ามีการกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจโดยพลัน โดยในกรณีที่จำเป็นต้องมีการไต่สวน ต้องไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันเริ่มดำเนินการไต่สวน และวรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจดำเนินการให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจขยายระยะเวลาออกไปตามที่จำเป็นได้ แต่รวมแล้วต้องไม่เกินสามปี เว้นแต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องเดินทางไปไต่สวนในต่างประเทศ หรือขอให้หน่วยงานของต่างประเทศดำเนินการไต่สวนให้ หรือขอรับเอกสารหลักฐานจากต่างประเทศ จะขยายระยะเวลาออกเท่าที่จำเป็นก็ได้ ซึ่งนำมาใช้บังคับแก่คดีนี้ บ่งชี้ให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ในการจัดให้มีมาตรการหรือแนวทางที่จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เกิดความรวดเร็ว สุจริต และเที่ยงธรรมก็ตาม แต่บทบัญญัตินั้นเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยเท่านั้น จึงมิใช่บทบัญญัติที่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยกรณีที่มีการกล่าวหาหรือไม่มีการกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังเห็นได้จากวรรคห้าของบทบัญญัติดังกล่าวที่บัญญัติว่า ภายใต้กำหนดอายุความ เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังคงมีหน้าที่และอำนาจที่จะดำเนินการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัย หรือดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป แต่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสอบสวนและดำเนินการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องตามควรแก่กรณีโดยเร็ว ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ยังคงให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจดำเนินการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยต่อไปเมื่อพ้นระยะเวลาตามมาตรา 48 วรรคหนึ่งและวรรคสามแล้ว นอกจากนี้ยังให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะพิจารณาสอบสวนและดำเนินการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องในการไต่สวนที่ไม่ดำเนินการไต่สวนให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา 4 วรรคหนึ่งและวรรคสามด้วย ดังนี้ เมื่อมาตรา 48 วรรคหนึ่งและวรรคสาม เป็นเพียงระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยดังวินิจฉัยข้างต้น จึงหาใช่อายุความตามประมวลกฎหมายอาญาไม่

คดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 149 มาตรา 151 และมาตรา 157 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ซึ่งความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวมีอายุความ 20 ปี และ 15 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (1) (2) ตามลำดับ จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2555 ถึงประมาณปลายเดือนกันยายน 2555 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนคดีนี้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 และมีความเห็นหรือวินิจฉัยเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 จึงเป็นการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยภายในอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 151, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172, 192

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในปัญหาที่ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาหรือไม่ว่ามีการกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจโดยพลัน โดยในกรณีที่จำเป็นต้องมีการไต่สวน ต้องไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันเริ่มดำเนินการไต่สวน และวรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจดำเนินการให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจขยายระยะเวลาออกไปตามที่จำเป็นได้ แต่รวมแล้วต้องไม่เกินสามปี เว้นแต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องเดินทางไปไต่สวนในต่างประเทศ หรือขอให้หน่วยงานของต่างประเทศดำเนินการไต่สวนให้ หรือขอรับเอกสารหลักฐานจากต่างประเทศ จะขยายระยะเวลาออกเท่าที่จำเป็นก็ได้ ซึ่งนำมาใช้บังคับแก่คดีนี้ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้เหตุผลไว้แล้ว บ่งชี้ให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ในการจัดให้มีมาตรการหรือแนวทางที่จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เกิดความรวดเร็ว สุจริต และเที่ยงธรรมก็ตาม แต่บทบัญญัตินั้นเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยเท่านั้น จึงมิใช่บทบัญญัติที่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยกรณีที่มีการกล่าวหาหรือไม่มีการกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังเห็นได้จากวรรคห้าของบทบัญญัติดังกล่าวที่บัญญัติว่า ภายใต้กำหนดอายุความ เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังคงมีหน้าที่และอำนาจที่จะดำเนินการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัย หรือดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป แต่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสอบสวนและดำเนินการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องตามควรแก่กรณีโดยเร็ว ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ยังคงให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจดำเนินการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยต่อไปเมื่อพ้นระยะเวลาตาม มาตรา 48 วรรคหนึ่งและวรรคสามแล้ว นอกจากนี้ยังให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะพิจารณาสอบสวนและดำเนินการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องในการไต่สวนที่ไม่ดำเนินการไต่สวนให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตาม มาตรา 4 วรรคหนึ่งและวรรคสามด้วย ดังนี้ เมื่อมาตรา 48 วรรคหนึ่งและวรรคสาม เป็นเพียงระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยดังวินิจฉัยข้างต้น จึงหาใช่อายุความตามประมวลกฎหมายอาญาไม่ คดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 มาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และมาตรา 172 ซึ่งความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวมีอายุความ 20 ปี และ 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (1) (2) ตามลำดับ จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2555 ถึงประมาณปลายเดือนกันยายน 2555 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนคดีนี้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 และมีความเห็นหรือวินิจฉัยเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 จึงเป็นการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยภายในอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 149 ม. 151 ม. 157
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 123/1
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ม. 172 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 — นายนนท์ ทันตพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพจน์ อินทิวร
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2107/2568
#715321
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของจำเลยไม่พอฟังว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายเพื่อป้องกันตัวในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อนี้แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติ จำเลยไม่อาจยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาได้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อนี้ก็หาก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการฎีกาไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) ให้จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของจำเลยไม่พอฟังว่าจำเลยทำร้ายนายทักษ์สิน ผู้เสียหาย เพื่อป้องกันตัวในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อนี้แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติ จำเลยไม่อาจยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาได้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อนี้ ก็หาก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการฎีกาไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้ไม้หน้าสามฟาดผู้เสียหายที่ศีรษะด้านซ้าย 1 ครั้ง และชกต่อยที่บริเวณใบหน้าของผู้เสียหายหลายครั้ง มีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะด้านซ้ายยาว 5 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลกศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย แสดงว่าจำเลยใช้ไม้ฟาดผู้เสียหายที่ศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญอย่างแรง ทั้งหลังเกิดเหตุก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย อันเป็นการรู้สำนึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยหลังลดโทษแล้ว จำคุก 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้นนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางเวนิสา เจือจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นางปาริชาติ ภู่สํารวจ
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
จรรยา จีระเรืองรัตนา
ประทีป เหมือนเตย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2107/2568
#721955
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของจำเลยไม่พอฟังว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายเพื่อป้องกันตัว ในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อนี้แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติ จำเลยไม่อาจยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาได้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อนี้ก็หาก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการฎีกาไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) ให้จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของจำเลยไม่พอฟังว่าจำเลยทำร้ายนายทักษ์สิน ผู้เสียหาย เพื่อป้องกันตัว ในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อนี้แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติ จำเลยไม่อาจยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาได้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อนี้ ก็หาก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการฎีกาไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้ไม้หน้าสามฟาดผู้เสียหายที่ศีรษะด้านซ้าย 1 ครั้ง และชกต่อยที่บริเวณใบหน้าของผู้เสียหายหลายครั้ง มีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะด้านซ้ายยาว 5 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลกศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย แสดงว่าจำเลยใช้ไม้ฟาดผู้เสียหายที่ศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญอย่างแรง ทั้งหลังเกิดเหตุก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย อันเป็นการรู้สำนึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยหลังลดโทษแล้ว จำคุก 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้นนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
จรรยา จีระเรืองรัตนา
ประทีป เหมือนเตย
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568
#712891
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคหนึ่งและวรรคสามนั้น การพรากหมายถึง การทำให้จากไป การพาไปเสียจาก การทำให้แยกออกจากกันหรือแยกออกไป ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล จึงหมายถึงการพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาเด็ก การที่จำเลยไปที่บ้านของผู้เสียหายที่ 1 และเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยมิได้พาหรือนำตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปที่อื่น จึงมิได้เป็นการพรากเด็กอันเป็นการขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 548/2566 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 3 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 558/2566 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคหนึ่งและวรรคสามนั้น การพรากตามพจนานุกรมหมายถึง การทำให้จากไป การพาไปเสียจาก การทำให้แยกออกจากกันหรือแยกออกไป ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล จึงหมายถึงการพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาเด็ก คดีนี้พยานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยฟังได้ว่า วันเกิดเหตุ เวลา 0.10 นาฬิกา จำเลยพิมพ์ข้อความแจ้งผู้เสียหายที่ 1 ว่าจะเดินมาที่หน้าบ้านและให้เปิดประตูให้ ต่อมา จำเลยพิมพ์ข้อความแจ้งผู้เสียหายที่ 1 ว่าจำเลยอยู่หน้าบ้านแล้ว ให้เปิดประตูบ้านให้ ผู้เสียหายที่ 1 เดินไปเปิดประตูหน้าบ้านให้ จากนั้นจำเลยและผู้เสียหายที่ 1 เดินไปห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ต่อมาจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยความยินยอมของผู้เสียหายที่ 1 แล้วนอนอยู่ในห้องนอนผู้เสียหายที่ 1 จนเวลาประมาณ 11 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 2 เปิดประตูห้องนอนเข้ามาพบจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ข้อเท็จจริงในคดีจึงรับฟังได้ว่า จำเลยไปที่บ้านของผู้เสียหายที่ 1 และเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในห้องนอนโดยความยินยอมของผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยมิได้พาหรือนำตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปที่อื่นอันเป็นองค์ประกอบความผิดของความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าไปไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เมื่อขาดองค์ประกอบของการพรากเช่นนี้แล้ว การกระทำและเจตนาของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้เสีย จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคหนึ่ง ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายจีโรจน์ กรีดกราย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนเรศ กลิ่นสุวคนธ์
ชื่อองค์คณะ
จุมพล ภิญโญสินวัฒน์
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
ไข่มุกด์ ปอพานิชกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568
#715317
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคหนึ่งและวรรคสามนั้น การพรากตามพจนานุกรมหมายถึง การทำให้จากไป การพาไปเสียจาก การทำให้แยกออกจากกันหรือแยกออกไป ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล จึงหมายถึงการพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาเด็ก ข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยไปที่บ้านของผู้เสียหายที่ 1 และเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในห้องนอนโดยความยินยอมของผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยมิได้พาหรือนำตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปที่อื่นอันเป็นองค์ประกอบความผิดของความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าไปไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เมื่อขาดองค์ประกอบของการพรากจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 548/2566 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 3 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 558/2566 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคหนึ่งและวรรคสามนั้น การพรากตามพจนานุกรมหมายถึง การทำให้จากไป การพาไปเสียจาก การทำให้แยกออกจากกันหรือแยกออกไป ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล จึงหมายถึงการพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาเด็ก คดีนี้พยานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยฟังได้ว่า วันเกิดเหตุ เวลา 0.10 นาฬิกา จำเลยพิมพ์ข้อความแจ้งผู้เสียหายที่ 1 ว่าจะเดินมาที่หน้าบ้านและให้เปิดประตูให้ ต่อมา จำเลยพิมพ์ข้อความแจ้งผู้เสียหายที่ 1 ว่าจำเลยอยู่หน้าบ้านแล้ว ให้เปิดประตูบ้านให้ ผู้เสียหายที่ 1 เดินไปเปิดประตูหน้าบ้านให้ จากนั้นจำเลยและผู้เสียหายที่ 1 เดินไปห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ต่อมาจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยความยินยอมของผู้เสียหายที่ 1 แล้วนอนอยู่ในห้องนอนผู้เสียหายที่ 1 จนเวลาประมาณ 11 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 2 เปิดประตูห้องนอนเข้ามาพบจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ข้อเท็จจริงในคดีจึงรับฟังได้ว่า จำเลยไปที่บ้านของผู้เสียหายที่ 1 และเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในห้องนอนโดยความยินยอมของผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยมิได้พาหรือนำตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปที่อื่นอันเป็นองค์ประกอบความผิดของความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าไปไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เมื่อขาดองค์ประกอบของการพรากเช่นนี้แล้ว การกระทำและเจตนาของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้เสีย จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคหนึ่ง ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายจีโรจน์ กรีดกราย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนเรศ กลิ่นสุวคนธ์
ชื่อองค์คณะ
จุมพล ภิญโญสินวัฒน์
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
ไข่มุกด์ ปอพานิชกรณ์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568
#717674
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคหนึ่งและวรรคสามนั้น การพรากตามพจนานุกรมหมายถึง การทำให้จากไป การพาไปเสียจาก การทำให้แยกออกจากกันหรือแยกออกไป ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา จึงหมายถึงการพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดา การที่จำเลยไปที่บ้านของผู้เสียหายที่ 1 และเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในห้องนอนโดยความยินยอมของผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยมิได้พาหรือนำตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปที่อื่น จึงมิได้เป็นการพรากอันเป็นการขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 548/2566 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 3 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 558/2566 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคหนึ่งและวรรคสามนั้น การพรากตามพจนานุกรมหมายถึง การทำให้จากไป การพาไปเสียจาก การทำให้แยกออกจากกันหรือแยกออกไป ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล จึงหมายถึงการพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาเด็ก คดีนี้พยานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยฟังได้ว่า วันเกิดเหตุ เวลา 0.10 นาฬิกา จำเลยพิมพ์ข้อความแจ้งผู้เสียหายที่ 1 ว่าจะเดินมาที่หน้าบ้านและให้เปิดประตูให้ ต่อมาจำเลยพิมพ์ข้อความแจ้งผู้เสียหายที่ 1 ว่าจำเลยอยู่หน้าบ้านแล้ว ให้เปิดประตูบ้านให้ ผู้เสียหายที่ 1 เดินไปเปิดประตูหน้าบ้านให้ จากนั้นจำเลยและผู้เสียหายที่ 1 เดินไปห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ต่อมาจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยความผิดของผู้เสียหายที่ 1 แล้วนอนอยู่ในห้องนอนผู้เสียหายที่ 1 จนเวลาประมาณ 11 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 2 เปิดประตูห้องนอนเข้ามาพบจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ข้อเท็จจริงในคดีจึงรับฟังได้ว่า จำเลยไปที่บ้านของผู้เสียหายที่ 1 และเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในห้องนอนโดยความยินยอมของผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยมิได้พาหรือนำตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปที่อื่นอันเป็นองค์ประกอบความผิดของความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เมื่อขาดองค์ประกอบของการพรากเช่นนี้แล้ว การกระทำและเจตนาของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้เสีย จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคหนึ่ง ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายจีโรจน์ กรีดกราย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนเรศ กลิ่นสุวคนธ์
ชื่อองค์คณะ
จุมพล ภิญโญสินวัฒน์
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
ไข่มุกด์ ปอพานิชกรณ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2030/2568
#717521
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของ น. ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยมีอาวุธขวานติดตัวไปด้วย จากนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการล็อกคอจับแขน แล้วชกต่อย และใช้เท้าเตะใบหน้า ศีรษะและต้นคอของผู้เสียหายหลายครั้ง และจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานที่ร่วมกันพาติดตัวมาดังกล่าวตีศีรษะ หัวเข่า และสะโพกของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ การที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นแล้วใช้กำลังประทุษร้ายทันทีต่อเนื่องกัน ในขณะที่การบุกรุกยังคงมีอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดตอน พฤติการณ์ความร้ายแรงไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตาม ป.อ. มาตรา 365 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 295, 358, 364, 365, 371 เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ระหว่างพิจารณา นายนฤพน ผู้เสียหาย แถลงขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานดังกล่าวออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 1,000 บาท ฐานร่วมกันบุกรุก (ที่ถูก เคหสถานของผู้อื่น) ในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ (ที่ถูก และร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป) และฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุก (ที่ถูก เคหสถานของผู้อื่น) ในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ (ที่ถูก และร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับคนละ 500 บาท ฐานร่วมกันบุกรุก (ที่ถูก เคหสถานของผู้อื่น) ในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ (ที่ถูก และร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป) คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 500 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่อาจรอการลงโทษได้ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 แต่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทกับฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 และ 83 ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ปรับจำเลยทั้งสามคนละ 20,000 บาท โดยไม่ลงโทษจำคุก ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยทั้งสามคนละ 10,000 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลดโทษแล้ว เป็นปรับจำเลยทั้งสามคนละ 10,500 บาท ยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายด้วยการล็อกคอ จับแขนแล้วชกต่อยและใช้เท้าเตะใบหน้า ศีรษะ และต้นคอของผู้เสียหายหลายครั้ง และจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานตีศีรษะ หัวเข่าและสะโพกของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามที่ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายนั้นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพโดยไม่มีข้อโต้แย้งประกอบพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายและจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานที่ร่วมกันพาติดตัวมาตีศีรษะของผู้เสียหาย เป็นเหตุให้มีบาดแผลฉีกขาดขนาดยาว 1 เซนติเมตร ลึก 0.3 เซนติเมตร ใช้เวลารักษาประมาณ 5 ถึง 7 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน ซึ่งบาดแผลดังกล่าว พบว่าอยู่ตรงบริเวณศีรษะของผู้เสียหายและยังพบร่องรอยสะเก็ดเลือดและหยดเลือดในบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นการใช้กำลังทำร้ายและใช้อาวุธทำร้ายที่บริเวณอวัยวะสำคัญของผู้เสียหาย อันเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แล้ว มิใช่เป็นการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดโทษมานั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่าตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสามของเจ้าพนักงานคุมประพฤติได้ความว่า จำเลยที่ 2 กับผู้เสียหายเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน จำเลยที่ 1 เป็นน้องชายของบิดาของผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นญาติฝ่ายบิดาของผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 นับว่าเป็นเครือญาติกัน หลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสามนำเงินชดใช้ค่าสินไหมทดแทนชำระให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามอีกต่อไป และขอให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสามในสถานเบาเช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามโดยไม่ลงโทษจำคุกและยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 มานั้นนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายนฤพน ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยมีอาวุธขวานติดตัวไปด้วย จากนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการล็อกคอ จับแขนแล้วชกต่อยและใช้เท้าเตะใบหน้า ศีรษะและต้นคอของผู้เสียหายหลายครั้ง และจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานที่ร่วมกันพาติดตัวมาดังกล่าวตีศีรษะ หัวเข่าและสะโพกของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ การที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นแล้วใช้กำลังประทุษร้าย เป็นการบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามมาตรา 365 (1) ถูกต้องแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ประกอบมาตรา 83 แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 365 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายพลภัทร บุญ-หลง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุระ อนันต์สุขเสรี
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ปีติ นาถะภักติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2030/2568
#721954
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของ น. ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยมีอาวุธขวานติดตัวไปด้วย จากนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการล็อกคอจับแขน แล้วชกต่อย และใช้เท้าเตะใบหน้า ศีรษะและต้นคอของผู้เสียหายหลายครั้ง และจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานที่ร่วมกันพาติดตัวมาดังกล่าวตีศีรษะ หัวเข่า และสะโพกของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ การที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นแล้วใช้กำลังประทุษร้ายเป็นความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตาม ป.อ. มาตรา 365 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 295, 358, 364, 365, 371 เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ระหว่างพิจารณา นายนฤพน ผู้เสียหาย แถลงขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานดังกล่าวออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 1,000 บาท ฐานร่วมกันบุกรุก (ที่ถูก เคหสถานของผู้อื่น) ในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ (ที่ถูก และร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป) และฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุก (ที่ถูก เคหสถานของผู้อื่น) ในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ (ที่ถูก และร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับคนละ 500 บาท ฐานร่วมกันบุกรุก (ที่ถูก เคหสถานของผู้อื่น) ในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ (ที่ถูก และร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป) คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 500 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่อาจรอการลงโทษได้ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 แต่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทกับฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 และ 83 ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ปรับจำเลยทั้งสามคนละ 20,000 บาท โดยไม่ลงโทษจำคุก ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยทั้งสามคนละ 10,000 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลดโทษแล้ว เป็นปรับจำเลยทั้งสามคนละ 10,500 บาท ยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายด้วยการล็อกคอ จับแขนแล้วชกต่อยและใช้เท้าเตะใบหน้า ศีรษะ และต้นคอของผู้เสียหายหลายครั้ง และจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานตีศีรษะ หัวเข่าและสะโพกของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามที่ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายนั้นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพโดยไม่มีข้อโต้แย้งประกอบพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายและจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานที่ร่วมกันพาติดตัวมาตีศีรษะของผู้เสียหาย เป็นเหตุให้มีบาดแผลฉีกขาดขนาดยาว 1 เซนติเมตร ลึก 0.3 เซนติเมตร ใช้เวลารักษาประมาณ 5 ถึง 7 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน ซึ่งบาดแผลดังกล่าว พบว่าอยู่ตรงบริเวณศีรษะของผู้เสียหายและยังพบร่องรอยสะเก็ดเลือดและหยดเลือดในบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นการใช้กำลังทำร้ายและใช้อาวุธทำร้ายที่บริเวณอวัยวะสำคัญของผู้เสียหาย อันเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แล้ว มิใช่เป็นการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดโทษมานั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่าตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสามของเจ้าพนักงานคุมประพฤติได้ความว่า จำเลยที่ 2 กับผู้เสียหายเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน จำเลยที่ 1 เป็นน้องชายของบิดาของผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นญาติฝ่ายบิดาของผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 นับว่าเป็นเครือญาติกัน หลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสามนำเงินชดใช้ค่าสินไหมทดแทนชำระให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามอีกต่อไป และขอให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสามในสถานเบาเช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามโดยไม่ลงโทษจำคุกและยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 มานั้นนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายนฤพน ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยมีอาวุธขวานติดตัวไปด้วย จากนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการล็อกคอ จับแขนแล้วชกต่อยและใช้เท้าเตะใบหน้า ศีรษะและต้นคอของผู้เสียหายหลายครั้ง และจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานที่ร่วมกันพาติดตัวมาดังกล่าวตีศีรษะ หัวเข่าและสะโพกของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ การที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นแล้วใช้กำลังประทุษร้าย เป็นการบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามมาตรา 365 (1) ถูกต้องแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ประกอบมาตรา 83 แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 365 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ปีติ นาถะภักติ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1994 -ที่ 2028/2568
#717518
เปิดฉบับเต็ม

แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่ รง 0507/ว006876 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 เรื่อง แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ไม่ใช่กฎหมาย เป็นเพียงแนวปฏิบัติของจำเลยที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเพื่อขอความร่วมมือแจ้งให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทราบถึงแนวทางการพิจารณาของจำเลยเท่านั้น จึงไม่อาจนำมาใช้จำกัดสิทธิเพิ่มขึ้นกว่าที่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสามสิบห้ายื่นขอรับเงินสงเคราะห์และออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 134 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อันมีลักษณะเป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่กำหนดให้มีการจ่ายเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีอื่นนอกจากในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือในกรณีที่ลูกจ้างตาย

การที่จำเลยกำหนดแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไว้ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 อันเป็นวันก่อนที่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 จะมีผลใช้บังคับ และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้มีการกำหนดเงื่อนไขห้ามลูกจ้างต่างด้าวขอรับเงินสงเคราะห์ตามที่ปรากฏในแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างดังกล่าวไว้ให้ชัดแจ้งในระเบียบนั้น ย่อมพอสันนิษฐานได้ว่า จำเลยหาได้ติดใจนำแนวทางปฏิบัติดังกล่าวมาใช้เป็นเงื่อนไขสำคัญตามกฎหมายในการกำหนดห้ามมิให้ลูกจ้างต่างด้าวที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ให้มีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์ตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 ไม่กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การจำกัดสิทธิของลูกจ้างบางประเภท เช่น ลูกจ้างต่างด้าวในคดีนี้ ไม่ให้ได้รับสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานดังกล่าว ไม่ว่าจะมีสาเหตุจากการบริหารจัดการของกระทรวงแรงงาน หรือนโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย หรือปัญหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ หรือเป็นการส่งเสริมให้เกิดความยุติธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ หรือการป้องกันความเสียหายที่อาจมีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศตามที่จำเลยและจำเลยร่วมอ้างเป็นเหตุต่อสู้นั้น สามารถทำได้โดยกฎหมายเท่านั้น หาทำได้เพียงแค่ใช้แนวทางการปฏิบัติของจำเลยแต่อย่างใดไม่ จำเลยและจำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธินำแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างซึ่งไม่ใช่กฎหมายมาตัดสิทธิโจทก์ทั้งสามสิบห้าในการขอรับเงินสงเคราะห์ที่พิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสิบห้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 5 มีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 35

โจทก์ทั้งสามสิบห้าสำนวนฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่ง คำวินิจฉัย และมติของจำเลยที่ไม่อนุมัติให้โจทก์ทั้งสามสิบห้าได้รับเงินสงเคราะห์ตามหนังสือที่ ชม 0029/2738 และที่ ชม 0029/2741 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2564 เรื่องแจ้งผลการพิจารณาคำขอรับเงินสงเคราะห์ (กรณีอื่น นอกจากค่าชดเชยและกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย) และให้จำเลยมีมติหรือคำสั่งให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้าตามคำขอรับเงินสงเคราะห์ของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสามสิบห้าสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 5 โจทก์ทั้งสามสิบห้ายื่นคำร้องขอให้เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้มีคำสั่งไม่อนุมัติคำขอรับเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิและมีส่วนรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามสิบห้า ศาลแรงงานภาค 5 มีคำสั่งเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

จำเลยร่วมทั้งสามสิบห้าสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมจำเลย ครั้งที่ 4/2564 ลงวันที่ 30 เมษายน 2564 ในส่วนที่ไม่เห็นชอบให้จ่ายเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า และเพิกถอนคำสั่งของจำเลยร่วมที่ไม่อนุมัติให้จ่ายเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 ที่ 20 ถึงที่ 23 และที่ 25 ถึงที่ 35 โดยให้โจทก์ทั้งสามสิบห้ามีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 5

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสามสิบห้าเป็นคนต่างด้าว โจทก์ทั้งสามสิบห้าเข้าทำงานเป็นลูกจ้างบริษัท ร. ตำแหน่งพนักงานรักษาความสะอาด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2563 บริษัท ร. ค้างจ่ายค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด จ่ายค่าจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า โจทก์ทั้งสามสิบห้าจึงไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 8 กันยายน 2563 พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 126/2563 ให้บริษัท ร. จ่ายค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้าง ค่าจ้างขั้นต่ำ และค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า นายจ้างทราบคำสั่งโดยชอบแล้วไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวจึงเป็นที่สุด แต่นายจ้างไม่จ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 โจทก์ทั้งสามสิบห้ายื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชย และโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 ที่ 20 ถึงที่ 23 และที่ 25 ถึงที่ 35 ยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย จำเลยพิจารณาคำขอรับเงินสงเคราะห์ของโจทก์ทั้งสามสิบห้าสำหรับกรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชยในการประชุมคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 มีมติไม่เห็นชอบให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า เนื่องจากไม่เป็นไปตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ รง 0507/ว006876 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 เรื่อง แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ที่กำหนดให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวเฉพาะที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับอนุญาตให้ทำงาน และนายจ้างค้างจ่ายเงินตามที่กฎหมายกำหนดในช่วงระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน เมื่อโจทก์ทั้งสามสิบห้าไม่ได้ทำงานกับนายจ้างรายที่แจ้งไว้ต่อนายทะเบียน ถือว่าใบอนุญาตทำงานของโจทก์ทั้งสามสิบห้าไม่ถูกต้อง ส่วนคุณสมบัติอื่นของโจทก์ทั้งสามสิบห้าเข้าเงื่อนไขที่จะได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานดังกล่าว จำเลยร่วมมอบอำนาจให้สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ปฏิบัติราชการแทนจำเลยร่วมในการอนุมัติการจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาคำร้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 ที่ 20 ถึงที่ 23 และที่ 25 ถึงที่ 35 แล้วมีคำสั่งไม่อนุมัติคำขอรับเงินสงเคราะห์ของโจทก์ดังกล่าว โดยให้เหตุผลเดียวกัน วันที่ 14 มิถุนายน 2564 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำขอรับเงินสงเคราะห์ทั้งสองกรณีให้โจทก์ทั้งสามสิบห้าทราบปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่อนุญาตให้จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาว่า อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยเพราะเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย โดยจำเลยและจำเลยร่วมฎีกาว่า อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น แท้จริงเป็นเพียงการโต้แย้งการตีความกฎหมายของศาลแรงงานภาค 5 จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่ใช่อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เห็นว่า จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์สรุปได้ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ได้คุ้มครองลูกจ้างทุกประเภท การจะให้สิทธิลูกจ้างประเภทใด อย่างไร ต้องเป็นไปตามกฎหมายและความเป็นธรรม โดยกฎหมายย่อมไม่คุ้มครองผู้กระทำผิดกฎหมาย เหตุที่จำเลยไม่จ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้าเนื่องจากเป็นแรงงานที่ผิดกฎหมาย การกำหนดแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ รง 0507/ว006876 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 เป็นการใช้ดุลพินิจของจำเลย เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การบริหารจัดการของกระทรวงแรงงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เพื่อป้องกันมิให้มีการฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐ และเป็นการส่งเสริมให้เกิดความยุติธรรมในทางธุรกิจ รวมไปถึงป้องกันความเสียหายที่อาจมีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ ดังที่คำพิพากษาฎีกาที่ 15463 - 15464/2558 ได้รับรองถึงอำนาจในการวางแนวทางการจ่ายเงินสงเคราะห์ของจำเลยไว้ จำเลยไม่ได้นำแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์ดังกล่าวมากำหนดไว้ในระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 เพราะเป็นการทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารงาน แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์ดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับ โจทก์ทั้งสามสิบห้าไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ตามฟ้อง เป็นการอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังเป็นยุติถึงระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 และแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ รง 0507/ว006876 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 ว่ามีผลใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งสามสิบห้าซึ่งเป็นลูกจ้างต่างด้าวหรือไม่ เพียงใด อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย หาใช่อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมในเรื่องนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมฟังขึ้น แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมว่า โจทก์ทั้งสามสิบห้ามีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชยและกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือไม่ อันเป็นเหตุให้เพิกถอนมติที่ประชุมของจำเลย ครั้งที่ 4/2564 ลงวันที่ 30 เมษายน 2564 และคำสั่งของจำเลยร่วมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยและจำเลยร่วมโต้แย้งถึงสาเหตุที่ไม่จ่ายเงินสงเคราะห์ลูกจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้าอ้างว่า ที่โจทก์ทั้งสามสิบห้ายื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินตามกฎหมายแรงงานให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า โจทก์ทั้งสามสิบห้ามิได้ทำงานกับนายจ้างดังกล่าวตามที่ได้แจ้งไว้ต่อนายทะเบียนตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงชื่อต่อนายทะเบียน ถือว่ายังไม่ได้รับอนุญาตทำงานโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จำเลยและจำเลยร่วมจะจ่ายเงินสงเคราะห์ลูกจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้าตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ รง 0507/ว006876 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 เรื่อง แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นั้น แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวดังกล่าวไม่ใช่กฎหมาย เป็นเพียงแนวปฏิบัติของจำเลยที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อขอความร่วมมือแจ้งให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทราบถึงแนวทางการพิจารณาของจำเลยเท่านั้น จึงไม่อาจนำมาใช้จำกัดสิทธิเพิ่มขึ้นกว่าที่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสามสิบห้ายื่นขอรับเงินสงเคราะห์และออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 134 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อันมีลักษณะเป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่กำหนดให้มีการจ่ายเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีอื่นนอกจากในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือในกรณีที่ลูกจ้างตาย เมื่อระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างดังกล่าว ข้อ 4 และข้อ 7 กำหนดให้ "เงินสงเคราะห์" หมายความว่า เงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยกำหนดเงื่อนไขให้ลูกจ้างมีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์แต่เพียงว่า นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย และนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชย อันได้แก่ ค่าจ้างเฉพาะที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด เงินประกันการทำงานเฉพาะที่นายจ้างหักจากค่าจ้าง และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งเป็นที่สุดให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าว โดยลูกจ้างที่มีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยแล้ว ไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เฉพาะกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีกเท่านั้น หาได้มีการกำหนดห้ามลูกจ้างต่างด้าวไม่มีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์ดังกล่าวหากไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมายไว้ไม่ การที่จำเลยกำหนดแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไว้ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 อันเป็นวันก่อนวันที่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 จะมีผลใช้บังคับ และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้มีการกำหนดเงื่อนไขห้ามลูกจ้างต่างด้าวขอรับเงินสงเคราะห์ตามที่ปรากฏในแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างดังกล่าวไว้ให้ชัดแจ้งในระเบียบนั้น กรณีเช่นนี้ ย่อมพอสันนิษฐานได้ว่า จำเลยหาได้ติดใจนำแนวทางปฏิบัติดังกล่าวมาใช้เป็นเงื่อนไขสำคัญตามกฎหมายในการกำหนดห้ามมิให้ลูกจ้างต่างด้าวที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ให้มีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์ตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 เมื่อกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การจำกัดสิทธิของลูกจ้างบางประเภท เช่น ลูกจ้างต่างด้าวในคดีนี้ ไม่ให้ได้รับสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานดังกล่าว ไม่ว่าจะมีสาเหตุจากการบริหารจัดการของกระทรวงแรงงาน หรือนโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย หรือปัญหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ หรือเป็นการส่งเสริมให้เกิดความยุติธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ หรือการป้องกันความเสียหายที่อาจมีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศตามที่จำเลยและจำเลยร่วมอ้างเป็นเหตุต่อสู้มาในอุทธรณ์นั้น สามารถทำได้โดยกฎหมายเท่านั้น หาทำได้เพียงแค่ใช้แนวทางการปฏิบัติของจำเลยแต่อย่างใดไม่ จำเลยและจำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธินำแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างดังกล่าวซึ่งไม่ใช่กฎหมายมาตัดสิทธิโจทก์ทั้งสามสิบห้าในการขอรับเงินสงเคราะห์ที่พิพาทได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 15463 – 15464/2558 ที่จำเลยและจำเลยร่วมอ้างในอุทธรณ์ก็มิได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่ามีผลใช้บังคับหรือไม่เช่นเดียวกันกับในคดีนี้ ข้อต่อสู้ของจำเลยและจำเลยร่วมเช่นนี้ไม่อาจรับฟังได้ ที่ศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยมีมติไม่เห็นชอบให้โจทก์ทั้งสามสิบห้าได้รับเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชย และจำเลยร่วมมีคำสั่งไม่อนุมัติให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 ที่ 20 ถึงที่ 23 และที่ 25 ถึงที่ 35 ได้รับเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย เป็นการวินิจฉัยเกินเลยไปจากกฎหมายและระเบียบจึงไม่ชอบ มีเหตุให้เพิกถอนมติของจำเลย และคำสั่งของจำเลยร่วมดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 129 ม. 134
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น. กับพวก
จำเลย — คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
จำเลยร่วม — ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 5 — นายภมร อนันตชัย
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายสิทธิชัย ลีลาโสภิต
ชื่อองค์คณะ
ปิยนุช จรูญรัตนา
จำแลง กุลเจริญ
พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1932/2568
#715642
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 ซึ่งนำมาใช้บังคับในคดีผู้บริโภคโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ค่าธรรมเนียมศาลตามบทบัญญัติในมาตราดังกล่าว ให้รวมถึงเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 157 ด้วย ซึ่งหมายถึง เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งจะต้องนำมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 229 ดังนี้ แม้จำเลยจะเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 จำเลยก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอยกเว้นเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลของจำเลย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์จำเลย โดยยังมิได้พิจารณาคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลหรือไม่ เป็นการไม่ชอบ เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ย่อมมีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเมื่อศาลชั้นต้นได้ไต่สวนพยานในชั้นนี้มาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลไปเสียทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,514,235.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 3,471,537.53 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มกราคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่19062, 19071 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ให้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นมาวางศาลภายใน 15 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคมีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาวางต่อศาลชั้นต้นภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 ประกอบมาตรา 50 จำเลยไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ แต่จำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมแทนที่ต้องใช้แก่โจทก์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ การยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 และมาตรา 156 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 มีได้เฉพาะค่าธรรมเนียมศาลเท่านั้น เงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและต้องวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าว จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ยกเว้นได้ ดังนั้นเมื่อคดีนี้จำเลยไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เพราะเป็นคดีผู้บริโภค จึงไม่มีค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ที่จะขอยกเว้น ทั้งไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ยกเว้นไม่วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ จึงให้ยกคำร้องของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ให้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นมาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ หากพ้นกำหนดดังกล่าว ศาลจะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 ประกอบมาตรา 50 จำเลยที่เป็นผู้บริโภคไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ แต่จำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ การยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 และมาตรา 156 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 มีได้เฉพาะค่าธรรมเนียมศาลเท่านั้น เงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ต้องวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมศาล จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอยกเว้นไม่วางเงินซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ เฉพาะกรณีที่ศาลอนุญาตให้ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์แล้วเท่านั้น ที่จะได้รับผลให้ไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมศาลซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 157 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ดังนั้น เมื่อคดีนี้จำเลยเป็นผู้บริโภคไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ จึงไม่มีค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยจะขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ และไม่อาจยื่นคำร้องขอยกเว้นไม่วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมที่ศาลจะต้องใช้แทนโจทก์ของจำเลยนั้นชอบแล้ว ให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาวางต่อศาลชั้นต้นภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง เห็นว่า การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 ซึ่งนำมาใช้บังคับในคดีผู้บริโภคโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 มาด้วยนั้น ค่าธรรมเนียมศาลตามบทบัญญัติในมาตราดังกล่าว ให้รวมถึงเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 157 ด้วย ซึ่งเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ คือ เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งจะต้องนำมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ดังนี้ แม้จำเลยจะเป็นผู้บริโภคซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 จำเลยก็ยังมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอยกเว้นเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลของจำเลย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์จำเลย โดยวินิจฉัยในทำนองเดียวกันว่า ไม่มีค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยจะขอยกเว้นในชั้นอุทธรณ์และไม่อาจยื่นคำร้องขอยกเว้นไม่วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ โดยยังมิได้พิจารณาคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกาเช่นนี้ ย่อมมีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งแก้ไขกระบวนพิจารณาที่มิชอบของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าวนั้นเสีย และแม้ศาลชั้นต้นมีหน้าที่จะต้องสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156/1 แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้ไต่สวนพยานในชั้นนี้มาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรมีคำสั่งไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อน พิเคราะห์พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลแล้ว น่าเชื่อว่าหากจำเลยไม่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลแล้วจะได้รับความเดือดร้อนเกินสมควรและอุทธรณ์ของจำเลยมีเหตุอันสมควรจึงอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเมื่อศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 29 ตุลาคม 2553 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นจำต้องรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้วินิจฉัยแล้วดำเนินการต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวและมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้อง

พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยและให้ศาลชั้นต้นตรวจรับอุทธรณ์ของจำเลย ฉบับลงวันที่ 29 ตุลาคม 2553 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 230 และ 232 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แล้วดำเนินการต่อไป จำเลยเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณา แต่จำเลยชำระค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความในชั้นขอยกเว้นค่าธรรมเนียมในศาลชั้นต้น 250 บาท ชั้นขอยกเว้นค่าธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ 300 บาท ชั้นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น 300 บาท และชั้นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกามาด้วย 350 บาท จึงให้คืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 155 ม. 156 ม. 156/1 ม. 229
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 18 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร พ.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายอนุชา ทองวงศ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพงศ์วริศ มีนพัฒนสันติ
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา