คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3881/2568
#719907
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาสินเชื่อบ้าน ก.จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หนี้ถึงกำหนดชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อประกันชีวิต จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดเวลาชำระวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยไม่ต้องฟ้องศาล โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองไม่ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินจำนองเพื่อชำระในส่วนดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง คือ จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,166,376.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,674,088.73 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยไถ่ถอนทรัพย์จำนอง ถ้าจำเลยไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบหรือไม่ไถ่ถอนทรัพย์จำนอง ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยและทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองนำเงินชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 ถ้าเหลือให้คืนจำเลย

ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงว่า ที่จำเลยมีหนังสือแจ้งขอให้โจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง เป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 หรือไม่ และโจทก์ต้องดำเนินการตามนั้นหรือไม่ สละประเด็นที่เหลือตามคำให้การและฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,166,376.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,674,088.73 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยไถ่ถอนการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 37625 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้กับโจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยและทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและส่วนฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์ จ. ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์รวม 3 ประเภท คือ สินเชื่อบ้าน ก. สินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. และจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 37625 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้นำทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล รวม 3 ครั้ง คือวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 และวันที่ 22 สิงหาคม 2562

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 นั้นเป็นบทบังคับให้โจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง โดยให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องแก่โจทก์ และมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนอง อันเป็นการปฏิเสธการชำระหนี้และเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นทั้งเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่เป็นเจ้าหนี้สามัญ และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และฟ้องบังคับต่อทรัพย์สินที่จำนองได้ ส่วนมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ผู้จำนองแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้รับจำนองเพื่อให้ผู้รับจำนองดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาล และผู้รับจำนองต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แต่ไม่มีผลลบล้างหรือจำกัดสิทธิของเจ้าหนี้ในการใช้สิทธิเรียกร้องทั้งในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่บทบังคับให้โจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 ได้เพียงวิธีเดียว โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้สามัญ และขณะเดียวกันโจทก์ยังเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง และชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องบังคับจำนองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 728 ได้ด้วย แม้จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 แล้ว ก็หาทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และบังคับจำนองดังที่จำเลยฎีกาไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า โจทก์ยังไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว ตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เพราะจำเลยผิดนัดชำระหนี้ยังไม่เกิน 3 เดือน ตามสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 4.1.2 นั้น เห็นว่า หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง นั้น หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน และถึงกำหนดเวลาชำระแล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ สัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 4.1.2 เป็นเพียงข้อตกลงกำหนดระยะเวลาที่โจทก์สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ หาได้เปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาชำระหนี้ไม่ เมื่อกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้ง 3 ประเภท คือ สินเชื่อบ้าน ก. สินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. กำหนดชำระเป็นรายงวด รวม 360 งวด, 180 งวด และ 60 งวด ตามลำดับ โดยกำหนด 1 เดือน ต่อ 1 งวด ชำระงวดแรกในวันสุดท้ายของเดือนนับแต่เดือนที่มีการรับเงินกู้ไป และงวดต่อ ๆ ไปชำระทุกวันทำการสุดท้ายของเดือนที่ถึงกำหนดชำระ และปรากฏว่า สินเชื่อบ้าน ก. จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ดังนั้น หนี้เงินกู้สินเชื่อบ้าน ก. จึงถึงกำหนดชำระในงวดต่อไป คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. ถึงกำหนดชำระในงวดต่อไป คือ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 เมื่อหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องถึงกำหนดชำระทั้งในวันที่ 30 มิถุนายน 2562 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว วันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 729/1 โจทก์ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 จึงฟังได้ว่าจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระตามมาตรา 729/1 แล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2562 ที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและบังคับจำนองภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนอง ตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองมิได้ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินที่จำนองเพื่อชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง ที่บัญญัติให้กรณีที่ผู้รับจำนองไม่ได้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้ผู้จำนองพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่จำเลยในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นที่เป็นหนี้สามัญยังคงต้องรับผิดชำระหนี้โจทก์ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นผลให้คดีในส่วนของการบังคับจำนองต้องแยกความรับผิดจากหนี้สามัญโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาจำนองและดอกเบี้ยไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งเท่านั้น หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ตามข้อตกลงในสัญญาจำนอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ซึ่งรวมถึงดอกเบี้ยในส่วนที่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่อาจได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น จึงไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ในกรณีบุริมสิทธิจำนองให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2562 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728 ม. 729/1 วรรคหนึ่ง ม. 729/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ จ. ผู้เข้าสวมสิทธิแทน
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายธนฤทธิ์ โทวรรธนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอรรถสิทธิ์ รอดบำรุง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3836/2568
#722849
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่ทราบว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาบ้านเมือง เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนากระทำความผิด เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพ จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติให้ลงโทษผู้กระทำความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ต้องปรับบทลงโทษจำเลยสองฐานความผิด และเมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปลอมบัตรประจำตัวประชาชน จึงให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 264, 265, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ริบบัตรประจำตัวประชาชนปลอมและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 40,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ 83) พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) (4) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) (4) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมและเป็นผู้ปลอมบัตรประจำตัวประชาชนนั้นด้วย จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันปลอมบัตรประจำตัวประชาชนแต่กระทงเดียวตามมาตรา 14 วรรคสอง ประกอบมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับกรณีที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่ทราบว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาบ้านเมือง ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างในทำนองว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีเจตนากระทำความผิดนั้น เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ปรับบทกฎหมายลงโทษจำเลยทั้งสองชอบหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 มิได้บัญญัติให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอม จึงต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใด... (4) ใช้หรือแสดงบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับ อันเกิดจากการกระทำความผิดตาม (1) (2) หรือ (3) ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น..." แสดงว่า พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) ได้บัญญัติให้ลงโทษผู้กระทำความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชน อันเกิดจากการกระทำความผิดฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนอยู่แล้ว มิใช่กรณีที่ไม่ได้บัญญัติให้ลงโทษผู้กระทำความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมดังฎีกาของจำเลยที่ 1 และความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมก็เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ปรับบทลงโทษทั้งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 และตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) โดยให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ปรับบทกฎหมายมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า สมควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันปลอมบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการ แล้วนำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมดังกล่าวไปใช้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน เป็นการกระทำที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบการจัดเก็บข้อมูลทะเบียนราษฎรซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญของประเทศ และกระทบต่อความมั่นคงของชาติ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่น ๆ ดังที่อ้างมาในฎีกาก็ยังไม่เพียงพอที่จะเห็นเป็นการสมควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 265 ม. 268
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายณรงค์ศักดิ์ จักสี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายรุ่งโรจน์ จันละ
ชื่อองค์คณะ
ไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ปีติ นาถะภักติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568
#720595
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินโจทก์จากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 บ่งชี้ให้เห็นเจตนาของจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันปิดกั้นเพื่อไม่ให้โจทก์เข้าออกที่ดินบริเวณดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายและถือเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองฐานบุกรุกได้

จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาก็ตาม ก็ถือได้ว่ากระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้ว อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365 ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม จำคุก 4 เดือน ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ที่ดินตั้งอยู่ที่ระวาง 5645III1410 บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นญาติกัน จำเลยที่ 2 เป็นสามีจำเลยที่ 1 โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เรื่องที่ดิน ศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาท โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำชี้แนวเขตที่ดิน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหมู่ที่ 2 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินตามสำนวนคดีแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น และสำเนาคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำสั่งและสำเนาหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ที่ดินดังกล่าวทิศเหนือติดทางหลวงชนบท จำเลยที่ 1 ไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการขับไล่จำเลยที่ 1 วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 จำเลยที่ 1 นำเสาคอนกรีตไปปักขึงลวดหนามตลอดแนวในที่ดินที่เป็นไหล่ทางที่อยู่ในเขตทางหลวงชนบทหน้าที่ดินโจทก์จากจุด A1 ไปถึง A2 ซึ่งเป็นแนวเดียวกับประตูรั้วที่เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่ายกฟ้องโจทก์เฉพาะในส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์และฎีกาในคดีส่วนแพ่งที่ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ที่ดินตั้งอยู่ระหว่าง 5645|||1410 บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน โดยมารดาจำเลยที่ 1 เป็นพี่สาวมารดาโจทก์ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดิน เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ตั้งอยู่ที่บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แผนที่พิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คำสั่งศาลฎีกาและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนเสาและลวดหนามของจำเลยที่ 1 ออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 เวลาประมาณ 8 ถึง 9 นาฬิกา โจทก์เห็นจำเลยทั้งสองเข็นรถซึ่งมีเสาคอนกรีตและลวดหนามไปที่บริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินของโจทก์ แล้วใช้จอบเสียมขุดหลุมที่พื้น จากนั้นนำเสาคอนกรีตปักลงในหลุมและขึงลวดหนามจากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 เป็นรูปเสาคอนกรีตและลวดหนามที่จำเลยทั้งสองปักล้อมที่ดินของโจทก์ และมีการเขียนข้อความว่า ห้ามเข้า ที่ส่วนบุคคล ถนนคือทางหลวงชนบท ส่วนประตูเหล็กคือประตูทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนาม ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ เนื่องจากที่ดินมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายชิตพล ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี และร้อยตำรวจเอกศุภวัฒน์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรรัตนวาปี เป็นพยานเบิกความสนับสนุนอีกว่า นายชิตพลปิดประกาศขับไล่จำเลยที่ 1 กำหนดระยะเวลาให้ดำเนินการภายในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 โจทก์แถลงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 นายชิตพลเดินทางไปยังที่ดินของโจทก์และจัดการให้คนงานของโจทก์รื้อถอนเสาและลวดหนามตามที่โจทก์นำชี้ว่าจำเลยที่ 1 ปักลงในดินของโจทก์ จากนั้นส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ ส่วนร้อยตำรวจเอกศุภวัฒน์ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในการบังคับคดีตามรายงานเจ้าหน้าที่และรูปถ่าย ในวันดังกล่าวยังไม่มีการปักเสาคอนกรีตและลวดหนามที่ด้านหน้าที่ดินของโจทก์ โดยพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความได้อย่างสอดคล้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยแต่อย่างใด อีกทั้งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานโจทก์ดังกล่าวย่อมจะมีโอกาสสังเกตเห็นและจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างถนัดชัดเจน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินบริเวณระหว่างทางหลวงชนบทกับที่ดินตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองยอมรับว่า จำเลยที่ 2 และที่ 1 นำเสารั้วไปปักอยู่ในบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทจริง อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว น่าเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตั้งอยู่ระหว่าง 5645|||1410 หมู่ที่ 2 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ดังนี้ คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซี่งเป็นคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง การที่จำเลยทั้งสองเข็นรถซึ่งมีเสาคอนกรีตและลวดหนามไปที่บริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินของโจทก์ แล้วใช้จอบเสียมขุดหลุมที่พื้น จากนั้นนำเสาคอนกรีตปักลงในหลุมและขึงลวดหนามจากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 บ่งชี้ให้เห็นเจตนาของจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันปิดกั้นเพื่อไม่ให้โจทก์เข้าออกที่ดินบริเวณดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายและถือเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองฐานบุกรุกได้ ที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างว่า ที่ดินของโจทก์และที่ดินบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 137 ซึ่งเป็นของนายมานิตย์ บิดาจำเลยที่ 1 ต่อมาที่ดินดังกล่าวตกเป็นของจำเลยที่ 1 มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.1827 และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.2226 ทับไปบนที่ดินของนายมานิตย์ จำเลยที่ 1 แจ้งความดำเนินคดีบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่ดินตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น คือที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.1827 นั้น ก็คงมีจำเลยที่ 1 เพียงปากเดียวเบิกความกล่าวอ้างอย่างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนแต่อย่างใด ทั้งยังขัดแย้งกับคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว อีกทั้งยังได้ความจากนายชยุตม์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย พยานโจทก์ว่า ตามแผนที่พิพาทที่ดินตามแนวหลักเขต ลม.1 ลม.4 ลม.5 ลม6 และ ลม.7 อยู่ในเขตที่ดินของทางหลวงชนบทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททางหลวง ประชาชนไม่มีกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครอง ดังนี้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาก็ตาม ก็ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้ว อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 แต่ในส่วนจำเลยที่ 1 แม้ความผิดฐานดังกล่าวต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แต่การปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นเพื่อปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ โดยไม่เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญามา นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ช.
จำเลย — นาง ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายธนภัทร นิติธนาภัทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายกิตติ อารีรักษ์
ชื่อองค์คณะ
อดุลย์ ขันทอง
จุมพล ชูวงษ์
เลิศชาย จิวะชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568
#722733
เปิดฉบับเต็ม

ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีแพ่งให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนเสาและลวดหนามของจำเลยที่ 1 ออกไปจากที่ดินและได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์แล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ก็ตาม ก็ถือได้ว่ากระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 83, 362

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365 ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม จำคุก 4 เดือน ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ที่ดินตั้งอยู่ที่ระวาง 5645III1410 บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นญาติกัน จำเลยที่ 2 เป็นสามีจำเลยที่ 1 โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เรื่องที่ดิน ศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาท โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำชี้แนวเขตที่ดิน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหมู่ที่ 2 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินตามสำนวนคดีแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น และสำเนาคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำสั่งและสำเนาหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ที่ดินดังกล่าวทิศเหนือติดทางหลวงชนบท จำเลยที่ 1 ไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการขับไล่จำเลยที่ 1 วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 จำเลยที่ 1 นำเสาคอนกรีตไปปักขึงลวดหนามตลอดแนวในที่ดินที่เป็นไหล่ทางที่อยู่ในเขตทางหลวงชนบทหน้าที่ดินโจทก์จากจุด A1 ไปถึง A2 ซึ่งเป็นแนวเดียวกับประตูรั้วที่เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่ายกฟ้องโจทก์เฉพาะในส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์และฎีกาในคดีส่วนแพ่งที่ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ที่ดินตั้งอยู่ระหว่าง 5645|||1410 บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน โดยมารดาจำเลยที่ 1 เป็นพี่สาวมารดาโจทก์ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดิน เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ตั้งอยู่ที่บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แผนที่พิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คำสั่งศาลฎีกาและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนเสาและลวดหนามของจำเลยที่ 1 ออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 เวลาประมาณ 8 ถึง 9 นาฬิกา โจทก์เห็นจำเลยทั้งสองเข็นรถซึ่งมีเสาคอนกรีตและลวดหนามไปที่บริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินของโจทก์ แล้วใช้จอบเสียมขุดหลุมที่พื้น จากนั้นนำเสาคอนกรีตปักลงในหลุมและขึงลวดหนามจากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 เป็นรูปเสาคอนกรีตและลวดหนามที่จำเลยทั้งสองปักล้อมที่ดินของโจทก์ และมีการเขียนข้อความว่า ห้ามเข้า ที่ส่วนบุคคล ถนนคือทางหลวงชนบท ส่วนประตูเหล็กคือประตูทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนาม ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ เนื่องจากที่ดินมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว นอกจากนี้โจทก์ยังมีนาย ช. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี และร้อยตำรวจเอก ศ. เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรรัตนวาปี เป็นพยานเบิกความสนับสนุนอีกว่า นาย ช. ปิดประกาศขับไล่จำเลยที่ 1 กำหนดระยะเวลาให้ดำเนินการภายในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 โจทก์แถลงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 นาย ช. เดินทางไปยังที่ดินของโจทก์และจัดการให้คนงานของโจทก์รื้อถอนเสาและลวดหนามตามที่โจทก์นำชี้ว่าจำเลยที่ 1 ปักลงในดินของโจทก์ จากนั้นส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ ส่วนร้อยตำรวจเอก ศ. ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในการบังคับคดีตามรายงานเจ้าหน้าที่และรูปถ่าย ในวันดังกล่าวยังไม่มีการปักเสาคอนกรีตและลวดหนามที่ด้านหน้าที่ดินของโจทก์ โดยพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความได้อย่างสอดคล้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยแต่อย่างใด อีกทั้งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานโจทก์ดังกล่าวย่อมจะมีโอกาสสังเกตเห็นและจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างถนัดชัดเจน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินบริเวณระหว่างทางหลวงชนบทกับที่ดินตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองยอมรับว่า จำเลยที่ 2 และที่ 1 นำเสารั้วไปปักอยู่ในบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทจริง อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว น่าเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตั้งอยู่ระหว่าง 5645|||1410 บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ดังนี้ คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซี่งเป็นคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง การที่จำเลยทั้งสองเข็นรถซึ่งมีเสาคอนกรีตและลวดหนามไปที่บริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินของโจทก์ แล้วใช้จอบเสียมขุดหลุมที่พื้น จากนั้นนำเสาคอนกรีตปักลงในหลุมและขึงลวดหนามจากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 บ่งชี้ให้เห็นเจตนาของจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันปิดกั้นเพื่อไม่ให้โจทก์เข้าออกที่ดินบริเวณดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายและถือเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองฐานบุกรุกได้ ที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างว่า ที่ดินของโจทก์และที่ดินบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 137 ซึ่งเป็นของนาย ม. บิดาจำเลยที่ 1 ต่อมาที่ดินดังกล่าวตกเป็นของจำเลยที่ 1 มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.1827 ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเอกสาร และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.2226 ทับไปบนที่ดินของนาย ม. จำเลยที่ 1 แจ้งความดำเนินคดีบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่ดินตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น คือที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.1827 นั้น ก็คงมีจำเลยที่ 1 เพียงปากเดียวเบิกความกล่าวอ้างอย่างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนแต่อย่างใด ทั้งยังขัดแย้งกับคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว อีกทั้งยังได้ความจากนาย ย. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย พยานโจทก์ว่า ตามแผนที่พิพาทที่ดินตามแนวหลักเขต ลม.1 ลม.4 ลม.5 ลม6 และ ลม.7 อยู่ในเขตที่ดินของทางหลวงชนบทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททางหลวง ประชาชนไม่มีกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครอง ดังนี้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาก็ตาม ก็ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้ว อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 83, 362 แต่ในส่วนจำเลยที่ 1 แม้ความผิดฐานดังกล่าวต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แต่การปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นเพื่อปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ โดยไม่เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญามา นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ช.
จำเลย — นาง ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายธนภัทร นิติธนาภัทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายกิตติ อารีรักษ์
ชื่อองค์คณะ
อดุลย์ ขันทอง
จุมพล ชูวงษ์
เลิศชาย จิวะชาติ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3812/2568
#721459
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรก็เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ ของ ป.อ. และความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งมีองค์ประกอบความผิดในลักษณะเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นอั้งยี่และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรดังกล่าว ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อผู้นั้นเข้าเป็นสมาชิกหรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบกันก็ตาม ความผิดทั้ง 3 ฐานดังกล่าว จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง เมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ จึงเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งซึ่งเกิดภายหลังแยกออกจากกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จดังกล่าว จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามสิบสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 209, 210, 213, 341, 342, 343 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 3, 5, 6, 7, 25 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 (1) ให้จำเลยทั้งสามสิบสองร่วมกันคืนเงิน 2,503,757.15 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย และเพิ่มโทษจำเลยที่ 13 และที่ 25 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 25 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 13 ที่ 18 ที่ 28 ที่ 30 ถึงที่ 32 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 13 ที่ 18 ที่ 28 ที่ 30 ถึงที่ 32 เข้าเป็นคดีใหม่ให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ที่ 13 ที่ 18 ที่ 28 ที่ 30 ถึงที่ 32 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 25 (ที่ถูกต้องระบุมาตรา 5 ด้วย) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคแรก, 210 วรรคแรก, 213, 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1), 341 และมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 25 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 29 คนละ 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 25 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 29 คนละ 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 25 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 29 คนละ 4 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 25 มีกำหนด 4 ปี 16 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ร่วมกันคืนเงิน 2,503,757.15 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 15 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 คนละ 4 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 25 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 29 คนละ 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 25 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2565 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกร่วมกันเป็นสมาชิกของคณะบุคคลที่เรียกว่า "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นซึ่งเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไปอันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเป็นคณะบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปรวมตัวกันเป็นสมาชิกเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันกระทำการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำความผิดอาญาฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นที่กฎหมายกำหนดโทษจำคุกขั้นสูงตั้งแต่สี่ปีขึ้นไปอันเป็นความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และเพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ทางวัตถุอย่างอื่นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2565 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกโดยทุจริตร่วมกันฉ้อโกงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จโดยแสดงตนเป็นคนอื่นต่อประชาชนทั่วไปรวมทั้งนางสาววรรณสิริผู้เสียหายซึ่งเป็นคนไทยมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทย และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนอันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา โดยกระทำความผิดในลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรม แจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินในบัญชีของผู้เสียหายทั้งหมด 6 บัญชี เพื่อนำไปให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ป.ป.ง. ตรวจสอบ อันเป็นการนำข้อมูลและข้อความที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนรวมทั้งผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อตามที่ได้หลอกลวงดังกล่าว จึงโอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายไปยังบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 และบัญชีชื่อนายศุภกฤษ์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,503,757.15 บาท แล้วจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกร่วมกันเบิกถอนเงินของผู้เสียหายไปเป็นประโยชน์ของตน จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ให้การรับสารภาพ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรก็เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา และความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งมีองค์ประกอบของความผิดในลักษณะเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรดังกล่าว ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อผู้นั้นเข้าเป็นสมาชิกหรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบกันก็ตาม ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวจึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง เมื่อต่อมาปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ จึงเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในภายหลังแยกออกจากกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จดังกล่าวจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องและยกขึ้นฎีกา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 1 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันและโดยมีเจตนามุ่งหมายอันเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมานั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นาย ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นางสุภาวดี ชุมพาลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายกอบเดช วรสิงห์
ชื่อองค์คณะ
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
อภิรดี โพธิ์พร้อม
สาธุ เพ็ชรไชย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2568
#720590
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีเจตนายกห้องชุดให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่จำเลยไปจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลย การจดทะเบียนขายห้องชุดเป็นนิติกรรมอำพรางการให้ นิติกรรมการขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และต้องบังคับตามนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง แต่นิติกรรมการซื้อขายและการให้โดยเสน่หานั้นต่างมีสาระสำคัญเหมือนกันคือการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปให้อีกฝ่าย เพียงแต่การให้โดยเสน่หาเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนจากผู้รับ ส่วนการซื้อขายผู้ซื้อต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขาย เมื่อโจทก์ประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่จำเลยมาแต่ต้น การทำนิติกรรมโดยจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดดังกล่าวให้แก่จำเลย จึงพออนุโลมได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าโจทก์ยกห้องชุดให้แก่จำเลยตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว นิติกรรมการให้ห้องชุดระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์และสามารถใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 อาคารชุด ด. ระหว่างโจทก์กับจำเลย ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์ดำเนินการขอออกใบแทนหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์โดยจำเลยออกค่าใช้จ่าย หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ราคาเป็นเงิน 1,858,892.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติญี่ปุ่น เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2549 เมื่อปี 2550 โจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภรรยากับนางสาววิไลรัตน์ มีบุตรด้วยกัน 1 คน เมื่อปี 2558 โจทก์ได้รู้จักกับจำเลย ต่อมาโจทก์กับจำเลยได้คบหากันฉันสามีภรรยาโดยไม่ให้นางสาววิไลรัตน์รู้ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 โจทก์ซื้อห้องชุด 2 ห้อง เลขที่ 171/320 และ 171/325 อาคารชุด ด. ตั้งอยู่เลขที่ 171 โจทก์ประสงค์จะยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 จำเลยได้นำหนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนว่า โจทก์ขายห้องชุดเลขที่ 171/320 และ 171/325 ให้แก่จำเลย โจทก์จึงมาฟ้องเรียกห้องชุดเลขที่ 171/325 คืนจากจำเลยเป็นคดีนี้ ส่วนห้องชุดเลขที่ 171/320 โจทก์ได้ฟ้องเรียกคืนจากจำเลยเป็นอีกคดีต่างหาก

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า นิติกรรมการจดทะเบียนขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ได้ความจากโจทก์และจำเลยนั้นฟังได้ว่า โจทก์ประสงค์จะโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยโดยเสน่หามาตั้งแต่ต้นแล้ว เนื่องจากโจทก์ได้คบหากับจำเลยฉันสามีภรรยามาตั้งแต่ปี 2558 โจทก์จึงลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ มอบสำเนาหนังสือเดินทางของโจทก์ และเงินค่าจดทะเบียนโอนห้องชุดให้จำเลยไปดำเนินการ เพียงแต่มีข้อโต้เถียงกันโดยโจทก์อ้างว่าจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย ไม่ระบุว่าโจทก์ให้โดยเสน่หาจึงไม่ตรงตามเจตนาของโจทก์ แต่จำเลยก็เบิกความอธิบายว่าโจทก์เป็นผู้แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลยแทนที่ระบุว่าโจทก์ให้โดยเสน่หา เพราะโจทก์เกรงว่าหากจดทะเบียนว่าให้โดยเสน่หา นางวิไลรัตน์ภรรยาโจทก์จะเกิดความสงสัย ทั้งโจทก์เองก็ยอมรับว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 ของโจทก์ไปเป็นชื่อของจำเลยมาแต่ต้นแล้ว การที่จำเลยไปดำเนินการโดยจดทะเบียนโอนห้องชุดมาเป็นชื่อของตนโดยระบุว่าโจทก์ขายให้จำเลยแทนที่จะระบุว่าโจทก์ให้โดยเสน่หานั้น ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทำนิติกรรมโดยถูกจำเลยฉ้อฉลหรือโจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมดังที่โจทก์ฎีกา เพราะถึงอย่างไรโจทก์ก็ตั้งใจจะยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยอยู่ก่อนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์และจำเลยว่า โจทก์มีเจตนาจะยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนว่าโจทก์ขายให้แก่จำเลย ถือได้ว่าเจตนาที่แท้จริงคือการให้ การจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยจึงเป็นนิติกรรมอำพรางการให้ นิติกรรมการขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และต้องบังคับตามนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง แต่นิติกรรมการซื้อขายและการให้โดยเสน่หานั้นต่างมีสาระสำคัญเหมือนกันคือการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปให้อีกฝ่าย เพียงแต่การให้โดยเสน่หาเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนจากผู้รับ ส่วนการซื้อขายผู้ซื้อต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขาย เมื่อได้ความจากโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยมาตั้งแต่ต้นแล้ว โจทก์จึงลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและมอบเอกสารต่าง ๆ ของโจทก์ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 เป็นของจำเลย ซึ่งหากนางสาววิไลรัตน์ภรรยาโจทก์ไม่ทราบว่าโจทก์คบหากับจำเลยฉันสามีภรรยาด้วย เชื่อว่าโจทก์ก็คงไม่โต้แย้งหรือเรียกร้องห้องชุดเลขที่ 171/325 คืนจากจำเลยเป็นแน่ การทำนิติกรรมโดยจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย จึงพออนุโลมได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าโจทก์ยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว นิติกรรมการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์และสามารถใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับได้ จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 จากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีสิทธิจะเรียกถอนคืนการให้จากจำเลยเพราะเหตุประพฤติเนรคุณได้ถ้าได้ความว่าจำเลยได้กระทำกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้คือ (1) จำเลยได้ประทุษร้ายต่อโจทก์เป็นความผิดอาญาอย่างร้ายแรง หรือ (2) จำเลยทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง หรือ (3) จำเลยบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ในเวลาที่โจทก์ยากไร้และจำเลยยังสามารถจะให้ได้ ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ 2 ประการ คือ ประการแรก โจทก์กล่าวหาว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 เป็นของจำเลยเพียงห้องเดียว แต่จำเลยปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/320 เป็นของจำเลยด้วย จึงเป็นการกระทำผิดอาญาต่อโจทก์ข้อหาฉ้อโกง ลักทรัพย์ ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ประการที่สอง จำเลยกลั่นแกล้งแจ้งความดำเนินคดีโจทก์กับพวกในข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ ทั้งที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง และเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงนั้น สำหรับกรณีที่โจทก์อ้างว่าจำเลยปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/320 ของโจทก์ไปเป็นของจำเลยด้วยนั้น แม้โจทก์อ้างว่าโจทก์มีเจตนาเพียงยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย แต่ไม่มีเจตนายกห้องชุดเลขที่ 171/320 ให้แก่จำเลย แต่จำเลยได้ปลอมใบมอบอำนาจของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/320 เป็นของจำเลยด้วยอันเป็นการกระทำฉ้อโกง ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้น เห็นว่า การเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าภายหลังจากโจทก์ให้ห้องชุดแก่จำเลยโดยเสน่หามีผลสมบูรณ์ไปแล้ว ต่อมาจำเลยได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยฉ้อโกงหรือปลอมใบมอบอำนาจของโจทก์มาเป็นเหตุในการเรียกถอนคืนการให้นั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 ไปเป็นของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจยกเหตุกรณีดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างเพื่อเรียกถอนคืนการให้จากจำเลยได้ ส่วนกรณีที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวกในข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ ถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับโทษทางอาญา อันเป็นการเนรคุณต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง และหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2563 โจทก์ นางวิไลรัตน์ภรรยาโจทก์ และนายพร ได้เข้าไปในห้องชุดเลขที่ 171/325 ในขณะที่จำเลยไม่อยู่ในห้อง แล้วโจทก์กับพวกได้เอาทรัพย์สินและพระเครื่องของจำเลยออกไปจากห้องพักด้วย จากกรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวก ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านดังกล่าวมานั้น ล้วนเจือสมกับที่จำเลยนำสืบว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 เวลา 21.45 นาฬิกา ขณะจำเลยไม่อยู่ในห้องพักโจทก์ได้พานางสาววิไลรัตน์และนายพรเข้ามาในห้องพัก และได้ลักเอาเอกสารและพระเครื่องของจำเลยไป วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 จำเลยจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์ นางสาววิไลรัตน์และนายพรข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะเกิดเหตุจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 171/325 การที่บุคคลใดจะเข้าไปในห้องชุดดังกล่าวและเอาทรัพย์สินของจำเลยออกไปจากห้องชุดนั้น ย่อมต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยเสียก่อน เมื่อโจทก์ยอมรับว่า โจทก์ นางสาววิไลรัตน์และนายพรได้เข้าไปในห้องพักขณะที่จำเลยไม่อยู่ในห้องและได้เอาทรัพย์สินกับพระเครื่องของจำเลยไปจริง การที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวกย่อมฟังได้ว่า เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องตนเองและทรัพย์สินของตน ไม่ใช่เป็นการเจตนากลั่นแกล้งดำเนินคดีอาญาโจทก์ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงดังที่โจทก์กล่าวอ้าง จากข้อเท็จจริงและเหตุผลทั้งหมดดังที่ได้วินิจฉัยมาฟังไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 จากจำเลย ส่วนฎีกาอื่น ๆ ของโจทก์นอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — นางสาว ข.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวสุนิษา บรรเทา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
ไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ปีติ นาถะภักติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2568
#722446
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีเจตนาจะยกห้องชุดให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนว่าโจทก์ขายให้แก่จำเลย ถือได้ว่าเจตนาที่แท้จริงคือการให้ การจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลยจึงเป็นนิติกรรมอำพรางการให้ นิติกรรมการขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และต้องบังคับตามนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง แต่นิติกรรมการซื้อขายและการให้โดยเสน่หานั้นต่างมีสาระสำคัญเหมือนกันคือการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปให้อีกฝ่าย เพียงแต่การให้โดยเสน่หาเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนจากผู้รับ ส่วนการซื้อขายผู้ซื้อต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขาย เมื่อโจทก์ประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่จำเลยมาตั้งแต่ต้นแล้ว โจทก์จึงลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและมอบเอกสารต่าง ๆ ของโจทก์ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเป็นของจำเลย ซึ่งหาก ว. ภรรยาโจทก์ไม่ทราบว่าโจทก์คบหากับจำเลยฉันสามีภรรยาด้วย เชื่อว่าโจทก์ก็คงไม่โต้แย้งหรือเรียกร้องห้องชุดคืนจากจำเลยเป็นแน่ การทำนิติกรรมโดยจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลย จึงพออนุโลมได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าโจทก์ยกห้องชุด ให้แก่จำเลยตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว นิติกรรมการให้ห้องชุด ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์และสามารถใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 อาคารชุด ด. ระหว่างโจทก์กับจำเลย ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์ดำเนินการขอออกใบแทนหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์โดยจำเลยออกค่าใช้จ่าย หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ราคาเป็นเงิน 1,858,892.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติญี่ปุ่น เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2549 เมื่อปี 2550 โจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภรรยากับนางสาว ว. มีบุตรด้วยกัน 1 คน เมื่อปี 2558 โจทก์ได้รู้จักกับจำเลย ต่อมาโจทก์กับจำเลยได้คบหากันฉันสามีภรรยาโดยไม่ให้นางสาว ว. รู้ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 โจทก์ซื้อห้องชุด 2 ห้อง เลขที่ 171/320 และ 171/325 อาคารชุด ด. ตั้งอยู่เลขที่ 171 โจทก์ประสงค์จะยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 จำเลยได้นำหนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนว่า โจทก์ขายห้องชุดเลขที่ 171/320 และ 171/325 ให้แก่จำเลย โจทก์จึงมาฟ้องเรียกห้องชุดเลขที่ 171/325 คืนจากจำเลยเป็นคดีนี้ ส่วนห้องชุดเลขที่ 171/320 โจทก์ได้ฟ้องเรียกคืนจากจำเลยเป็นอีกคดีต่างหาก

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า นิติกรรมการจดทะเบียนขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ได้ความจากโจทก์และจำเลยนั้นฟังได้ว่า โจทก์ประสงค์จะโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยโดยเสน่หามาตั้งแต่ต้นแล้ว เนื่องจากโจทก์ได้คบหากับจำเลยฉันสามีภรรยามาตั้งแต่ปี 2558 โจทก์จึงลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ มอบสำเนาหนังสือเดินทางของโจทก์ และเงินค่าจดทะเบียนโอนห้องชุดให้จำเลยไปดำเนินการ เพียงแต่มีข้อโต้เถียงกันโดยโจทก์อ้างว่าจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย ไม่ระบุว่าโจทก์ให้โดยเสน่หาจึงไม่ตรงตามเจตนาของโจทก์ แต่จำเลยก็เบิกความอธิบายว่าโจทก์เป็นผู้แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลยแทนที่ระบุว่าโจทก์ให้โดยเสน่หา เพราะโจทก์เกรงว่าหากจดทะเบียนว่าให้โดยเสน่หา นางสาว ว. ภรรยาโจทก์จะเกิดความสงสัย ทั้งโจทก์เองก็ยอมรับว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 ของโจทก์ไปเป็นชื่อของจำเลยมาแต่ต้นแล้ว การที่จำเลยไปดำเนินการโดยจดทะเบียนโอนห้องชุดมาเป็นชื่อของตนโดยระบุว่าโจทก์ขายให้จำเลยแทนที่จะระบุว่าโจทก์ให้โดยเสน่หานั้น ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทำนิติกรรมโดยถูกจำเลยฉ้อฉลหรือโจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมดังที่โจทก์ฎีกา เพราะถึงอย่างไรโจทก์ก็ตั้งใจจะยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยอยู่ก่อนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์และจำเลยว่า โจทก์มีเจตนาจะยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนว่าโจทก์ขายให้แก่จำเลย ถือได้ว่าเจตนาที่แท้จริงคือการให้ การจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยจึงเป็นนิติกรรมอำพรางการให้ นิติกรรมการขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และต้องบังคับตามนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง แต่นิติกรรมการซื้อขายและการให้โดยเสน่หานั้นต่างมีสาระสำคัญเหมือนกันคือการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปให้อีกฝ่าย เพียงแต่การให้โดยเสน่หาเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนจากผู้รับ ส่วนการซื้อขายผู้ซื้อต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขาย เมื่อได้ความจากโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยมาตั้งแต่ต้นแล้ว โจทก์จึงลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและมอบเอกสารต่าง ๆ ของโจทก์ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 เป็นของจำเลย ซึ่งหากนางสาว ว. ภรรยาโจทก์ไม่ทราบว่าโจทก์คบหากับจำเลยฉันสามีภรรยาด้วย เชื่อว่าโจทก์ก็คงไม่โต้แย้งหรือเรียกร้องห้องชุดเลขที่ 171/325 คืนจากจำเลยเป็นแน่ การทำนิติกรรมโดยจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย จึงพออนุโลมได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าโจทก์ยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว นิติกรรมการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์และสามารถใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับได้ จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 จากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีสิทธิจะเรียกถอนคืนการให้จากจำเลยเพราะเหตุประพฤติเนรคุณได้ถ้าได้ความว่าจำเลยได้กระทำกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้คือ (1) จำเลยได้ประทุษร้ายต่อโจทก์เป็นความผิดอาญาอย่างร้ายแรง หรือ (2) จำเลยทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง หรือ (3) จำเลยบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ในเวลาที่โจทก์ยากไร้และจำเลยยังสามารถจะให้ได้ ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ 2 ประการ คือ ประการแรก โจทก์กล่าวหาว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 เป็นของจำเลยเพียงห้องเดียว แต่จำเลยปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/320 เป็นของจำเลยด้วย จึงเป็นการกระทำผิดอาญาต่อโจทก์ข้อหาฉ้อโกง ลักทรัพย์ ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ประการที่สอง จำเลยกลั่นแกล้งแจ้งความดำเนินคดีโจทก์กับพวกในข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ ทั้งที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง และเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงนั้น สำหรับกรณีที่โจทก์อ้างว่าจำเลยปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/320 ของโจทก์ไปเป็นของจำเลยด้วยนั้น แม้โจทก์อ้างว่าโจทก์มีเจตนาเพียงยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย แต่ไม่มีเจตนายกห้องชุดเลขที่ 171/320 ให้แก่จำเลย แต่จำเลยได้ปลอมใบมอบอำนาจของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/320 เป็นของจำเลยด้วยอันเป็นการกระทำฉ้อโกง ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้น เห็นว่า การเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าภายหลังจากโจทก์ให้ห้องชุดแก่จำเลยโดยเสน่หามีผลสมบูรณ์ไปแล้ว ต่อมาจำเลยได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยฉ้อโกงหรือปลอมใบมอบอำนาจของโจทก์มาเป็นเหตุในการเรียกถอนคืนการให้นั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 ไปเป็นของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจยกเหตุกรณีดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างเพื่อเรียกถอนคืนการให้จากจำเลยได้ ส่วนกรณีที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวกในข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ ถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับโทษทางอาญา อันเป็นการเนรคุณต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง และหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2563 โจทก์ นางสาว ว. ภรรยาโจทก์ และนาย พ. ได้เข้าไปในห้องชุดเลขที่ 171/325 ในขณะที่จำเลยไม่อยู่ในห้อง แล้วโจทก์กับพวกได้เอาทรัพย์สินและพระเครื่องของจำเลยออกไปจากห้องพักด้วย จากกรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวก ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านดังกล่าวมานั้น ล้วนเจือสมกับที่จำเลยนำสืบว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 เวลา 21.45 นาฬิกา ขณะจำเลยไม่อยู่ในห้องพักโจทก์ได้พานางสาว ว. และนาย พ. เข้ามาในห้องพัก และได้ลักเอาเอกสารและพระเครื่องของจำเลยไป วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 จำเลยจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์ นางสาว ว. และนาย พ. ข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะเกิดเหตุจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 171/325 การที่บุคคลใดจะเข้าไปในห้องชุดดังกล่าวและเอาทรัพย์สินของจำเลยออกไปจากห้องชุดนั้น ย่อมต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยเสียก่อน เมื่อโจทก์ยอมรับว่า โจทก์ นางสาว ว. และนาย พ. ได้เข้าไปในห้องพักขณะที่จำเลยไม่อยู่ในห้องและได้เอาทรัพย์สินกับพระเครื่องของจำเลยไปจริง การที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวกย่อมฟังได้ว่า เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องตนเองและทรัพย์สินของตน ไม่ใช่เป็นการเจตนากลั่นแกล้งดำเนินคดีอาญาโจทก์ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงดังที่โจทก์กล่าวอ้าง จากข้อเท็จจริงและเหตุผลทั้งหมดดังที่ได้วินิจฉัยมาฟังไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 จากจำเลย ส่วนฎีกาอื่น ๆ ของโจทก์นอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — นางสาว ข.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวสุนิษา บรรเทา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
ไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ปีติ นาถะภักติ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3718/2568
#720589
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์ตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมที่จำเลยทั้งสองจัดสรร แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ตั้งใจจำหน่ายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใดมาก่อน แต่เมื่อที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสวนอุตสาหกรรมที่ถูกจำเลยทั้งสองแบ่งออกเป็นแปลงย่อยไว้และไม่ได้ถูกกันหรือแยกออกมาเพื่อการอื่นนอกโครงการจัดสรรแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมที่จะจำหน่ายที่ดินแปลงดังกล่าวดั่งที่ดินจัดสรรเหมือนกับที่ดินจัดสรรแปลงอื่นที่เหลืออยู่ได้ ที่ดินของโจทก์จึงเป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสองจัดสรรในสวนอุตสาหกรรมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1

จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดสรรที่ดิน ย่อมมีหน้าที่จัดให้มีสาธารณูปโภคซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรในสวนอุตสาหกรรม อันรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ของโจทก์ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 และข้อ 30 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองจัดให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 864 และ 1340 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2922 เป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรในสวนอุตสาหกรรม ที่ดินที่จัดสรรในสวนอุตสาหกรรมจึงเป็นสามยทรัพย์ที่ได้ภาระจำยอมมาโดยผลของกฎหมาย แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้เป็นผู้จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ให้แก่โจทก์โดยตรง ก็ไม่ทำให้ที่ดินของจำเลยทั้งสองหลุดพ้นจากภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ไปได้เพราะภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่มีขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินแปลงอื่นและไม่สิ้นไปเมื่อสามยทรัพย์เปลี่ยนเจ้าของ

แม้โจทก์จะรับโอนที่ดินที่จัดสรรมาหลังจาก พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ที่ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 ยังคงบัญญัติไว้เช่นเดียวกับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงยังมีหน้าที่บำรุงรักษาภาระจำยอมดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นต่อไป และแม้โจทก์จะไม่ได้เดือดร้อนในการสัญจรเข้าออกที่ดินเพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้ห้ามการใช้เส้นทาง แต่โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ได้ เพราะเป็นการอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ภาระจำยอม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1391 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 864 และ 1340 และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2922 เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ของโจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 864 และ 1340 และจำเลยที่ 2 ผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2922 ไปจดทะเบียนที่ดินให้ตกอยู่ในภาระจำยอม เรื่อง ทางเดินรถยนต์ ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบระบายน้ำ ระบบก๊าซธรรมชาติ ระบบโทรศัพท์ และสาธารณูปโภคอื่น ๆ เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ของโจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้เบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน โดยมีนายภาคภูมิ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจหลักของจำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองมีที่ตั้งอยู่ในสถานที่เดียวกัน เดิมจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินที่ตั้งสวนอุตสาหกรรม ต่อมาจำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไป โดยมีสาธารณูปโภคในลักษณะนิคมอุตสาหกรรม แล้วจัดจำหน่ายที่ดินแปลงย่อยนั้นให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหลายราย อันเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 864 และ 1340 ของจำเลยที่ 1 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2922 ของจำเลยที่ 2 ถูกจัดให้เป็นสาธารณูปโภค และจำเลยทั้งสองจดทะเบียนเป็นภาระจำยอมเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบระบายน้ำ ระบบก๊าซธรรมชาติ ระบบโทรศัพท์ และสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้แก่ที่ดินในสวนอุตสาหกรรมหลายแปลงแล้ว สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ซึ่งตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมด้วยนั้น เดิมเป็นของจำเลยที่ 2 ที่จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่สถาบันการเงิน แต่จำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้จนถูกสถาบันการเงินฟ้องร้องบังคับจำนอง ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินตามคำสั่งศาล โดยโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินแปลงนี้ได้แล้วจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์มาเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2562 แต่เมื่อโจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 864 และ 1340 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2922 เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองกลับมีข้อแม้ว่าโจทก์จะต้องเจรจาและยอมเสียค่าตอบแทนให้แก่จำเลยทั้งสองก่อน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ของโจทก์เป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสองจัดสรรในสวนอุตสาหกรรมหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินของโจทก์ตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมที่จำเลยทั้งสองจัดสรร แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ตั้งใจจำหน่ายที่ดินแปลงนี้ให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใดมาก่อนดังที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกา แต่เมื่อที่ดินแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของสวนอุตสาหกรรมที่ถูกจำเลยทั้งสองแบ่งออกเป็นแปลงย่อยไว้ และที่ดินแปลงนี้ไม่ได้ถูกกันหรือแยกออกมาเพื่อการอื่นนอกโครงการจัดสรรแล้ว ย่อมแสดงว่าจำเลยทั้งสองสามารถจำหน่ายที่ดินแปลงนี้ดั่งที่ดินจัดสรรเหมือนกับที่ดินจัดสรรแปลงอื่นที่เหลืออยู่ซึ่งนายปัญญา ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยทั้งสองเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสองไว้ว่าพร้อมจำหน่ายเช่นกัน ดังนั้น ที่ดินของโจทก์จึงเป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสองจัดสรรในสวนอุตสาหกรรมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 ด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ที่จัดสรรมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาลนั้นจะได้สิทธิภาระจำยอมตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดสรรที่ดินสวนอุตสาหกรรม จำเลยทั้งสองย่อมมีหน้าที่จัดให้มีสาธารณูปโภคซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรในสวนอุตสาหกรรมดังกล่าว อันรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ด้วย ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 และข้อ 30 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองจัดให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 864 และ 1340 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2922 เป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรในสวนอุตสาหกรรม ที่ดินที่จัดสรรในสวนอุตสาหกรรมจึงเป็นสามยทรัพย์ที่ได้ภาระจำยอมมาโดยผลของกฎหมาย ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้เป็นผู้จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ให้แก่โจทก์โดยตรงดังที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกา ก็ไม่ทำให้ที่ดินของจำเลยทั้งสองหลุดพ้นจากภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ไปได้ เพราะภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่มีขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินแปลงอื่นและไม่สิ้นไปเมื่อสามยทรัพย์เปลี่ยนเจ้าของ และแม้โจทก์จะรับโอนที่ดินที่จัดสรรมาหลังจากพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ที่ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 มีผลบังคับใช้แล้วดังที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกา แต่พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 ยังคงบัญญัติไว้เช่นเดียวกับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงยังมีหน้าที่บำรุงรักษาภาระจำยอมดังกล่าวให?คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นต่อไป และแม้โจทก์จะไม่ได้เดือดร้อนในการสัญจรเข้าออกที่ดินของโจทก์เพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้ห้ามการใช้เส้นทางดังที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกา โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ได้ เพราะการจดทะเบียนภาระจำยอมคือการอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ภาระจำยอม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1391 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1391 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายอายุกร บุญอากาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
สัญญา ภูริภักดี
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3682/2568
#720592
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างคอนโดมิเนียมขายนำกำไรมาแบ่งปันกัน ต่อมามีผู้สนใจซื้อที่ดินดังกล่าวและผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตกลงขายที่ดินเพื่อทำกำไร อันเป็นกรณีที่หุ้นส่วนเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินกิจการเป็นการซื้อที่ดินและขายเพื่อนำกำไรมาแบ่งปันกัน เมื่อได้ขายที่ดินดังกล่าวและรับเงินจากการขายแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเลิกกันเพราะเสร็จการนั้นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (3) และมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วก็ให้จัดการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน เมื่อคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยต่างยอมรับว่า ห้างหุ้นส่วนนี้ได้มีการชำระบัญชีกันแล้ว แต่มีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวแก่เงินลงทุนและส่วนแบ่งกำไรของผู้เป็นหุ้นส่วนอันเป็นข้อพิพาทในชั้นชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญ จึงเป็นกรณีที่หุ้นส่วนประสงค์ให้จัดทำบัญชีเพื่อแบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน มิได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จึงต้องทำการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. เมื่อมีการจัดทำบัญชีกัน แต่โจทก์อ้างสัดส่วนการลงทุนของโจทก์และจำนวนส่วนแบ่งกำไรที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากการเข้าหุ้นกันประกอบกิจการ และจำเลยปฏิเสธสัดส่วนการลงทุนของโจทก์รวมถึงจำนวนส่วนแบ่งกำไรที่โจทก์มีสิทธิได้รับ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยพิพาทกันเกี่ยวกับการจัดทำบัญชี โจทก์ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ 119,552,906 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 95,128,969 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์กับจำเลยทำธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขาย พัฒนาที่ดิน และก่อสร้างที่พักอาศัยออกจำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไป โดยโครงการที่ 1 เมื่อประมาณกลางปี 2553 โจทก์และจำเลยตกลงร่วมทุนกันซื้อที่ดิน 23 แปลง เพื่อนำมาจัดสรรปลูกสร้างทาวน์เฮาส์และทาวน์โฮมขาย โดยออกเงินทุนคนละเท่า ๆ กัน ใช้ชื่อบริษัท ก. ซึ่งเป็นบริษัทของจำเลยเป็นผู้ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์จากผู้ขาย ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อและมีการจัดทำบัญชีคืนเงินลงทุนและแบ่งปันผลกำไรระหว่างกันเป็นที่เรียบร้อยโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ต่อกัน และโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในส่วนของโครงการที่ 2 จึงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โครงการที่ 2 โจทก์กับจำเลยไม่ได้ตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนร่วมลงทุนกัน จึงไม่มีหน้าที่ใด ๆ ต่อกันตามสัญญาและจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดในโครงการที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างคอนโดมิเนียมขายนำกำไรมาแบ่งปันกัน แต่ต่อมามีผู้สนใจซื้อที่ดินดังกล่าวและผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตกลงขายที่ดินนั้นไปเพื่อทำกำไรอันเป็นกรณีที่หุ้นส่วนเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินกิจการเป็นการซื้อที่ดินและขายเพื่อนำกำไรมาแบ่งปันกัน เมื่อได้ขายที่ดินดังกล่าวและรับเงินจากการขายแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเลิกกันเพราะเสร็จการนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (3) และมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วก็ให้จัดการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน ตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยต่างยอมรับว่า ห้างหุ้นส่วนโครงการที่ 3 นี้ได้มีการชำระบัญชีกันแล้ว แต่มีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวแก่เงินลงทุนและส่วนแบ่งกำไรของผู้เป็นหุ้นส่วนอันเป็นข้อพิพาทในชั้นชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญ จึงเป็นกรณีที่หุ้นส่วนประสงค์ให้จัดทำบัญชีเพื่อแบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน มิได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จึงต้องทำการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อมีการจัดทำบัญชีกัน แต่โจทก์อ้างสัดส่วนการลงทุนของโจทก์และจำนวนส่วนแบ่งกำไรที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากการเข้าหุ้นกันประกอบกิจการโครงการที่ 3 และจำเลยปฏิเสธสัดส่วนการลงทุนของโจทก์รวมถึงจำนวนส่วนแบ่งกำไรที่โจทก์มีสิทธิได้รับ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยพิพาทกันเกี่ยวกับการจัดทำบัญชี โจทก์ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดในโครงการที่ 3 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องและคำให้การคู่ความรับกันว่า กิจการโครงการที่ 3 มีรายได้จากการขายที่ดิน 282,000,000 บาท แต่โต้แย้งกันเกี่ยวกับสัดส่วนทุนของโจทก์และของจำเลย กับค่าใช้จ่ายของกิจการบางรายการซึ่งส่งผลต่อการคิดส่วนแบ่งกำไรของแต่ละฝ่าย จึงเห็นควรวินิจฉัยไปตามลำดับ สำหรับสัดส่วนทุนของผู้เป็นหุ้นส่วนนั้น โจทก์และจำเลยโต้แย้งกัน

เฉพาะส่วนที่เป็นเงิน 24,000,000 บาท โดยต่างอ้างว่าเป็นเงินลงทุนส่วนของตนเอง โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ลงเงินทุน 54,500,000 บาท แบ่งเป็นเงินสด 30,500,000 บาท และเงินที่โจทก์กู้ยืมจากบุคคลภายนอกอีก 24,000,000 บาท การลงทุนส่วนที่เป็นเงินกู้ยืม 24,000,000 บาท นี้ จำเลยนำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดของบุตรสาวโจทก์ไปกู้เงินจากบุคคลภายนอกและใช้หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดมอบไว้เป็นประกันแก่ผู้ให้กู้ชื่อก้อย แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินหรือการจดทะเบียนจำนองหลักประกันมาแสดง ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานการรับเงินกู้ยืมดังกล่าวจากบุคคลภายนอก นอกจากนี้โจทก์ยังตอบทนายจำเลยถามค้านด้วยว่า สุดท้ายแล้วบุตรสาวโจทก์ไม่ได้ไปทำสัญญากู้ยืมเงินเนื่องจากจำเลยบอกว่าไม่ต้องทำแล้ว อันเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของการกู้ยืมเงินจำนวนสูงถึง 24,000,000 บาท ที่จะไม่มีการทำหลักฐานทั้งส่วนที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงินและส่วนที่เกี่ยวกับการรับเงินกู้กันไว้ให้ชัดเจน ความข้อนี้กลับเจือสมกับทางนำสืบจำเลยที่ว่า เดิมโจทก์มอบหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด 2 ห้อง ซึ่งเป็นชื่อบุตรสาวโจทก์เพื่อให้จำเลยไปกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นนำมาเป็นเงินลงทุนของโจทก์ จำเลยแจ้งโจทก์ว่า จำเลยติดต่อขอกู้ยืมเงินกับคุณก้อย และคุณก้อยตกลงให้กู้ยืมแล้วโดยให้นัดหมายบุตรสาวโจทก์ไปทำสัญญาและจดทะเบียนจำนองห้องชุดเพื่อเป็นประกัน แต่โจทก์ไม่ยอมให้บุตรสาวไปทำสัญญากู้และจดทะเบียนจำนอง จึงไม่อาจกู้ยืมเงินจากคุณก้อยได้ พยานโจทก์ซึ่งมีเพียงตัวโจทก์กล่าวอ้างแต่เพียงลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน เพียงเท่านี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า เงินทุน 24,000,000 บาท เป็นทุนของโจทก์ ส่วนข้ออ้างของจำเลยว่า เงิน 24,000,000 บาท เป็นทุนของจำเลยนั้น จำเลยให้การว่า เงิน 24,000,000 บาท ที่โจทก์อ้างนั้นเป็นเงินลงทุนของจำเลย โจทก์และจำเลยมิได้กู้ยืมเงินจากบุคคลภายนอก แต่ทางพิจารณาจำเลยกลับเบิกความว่า จำเลยขอยืมเงินจากภริยาและบุตรสาว 24,000,000 บาท เพื่อนำมาชำระค่าที่ดิน และต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ให้แก่ภริยาและบุตรสาว ขัดแย้งต่อคำให้การที่ว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินลงทุนของจำเลยเองมิได้กู้ยืมจากบุคคลภายนอก ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการลงเงินทุน 24,000,000 บาท ของจำเลยขัดแย้งกลับไปกลับมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเช่นเดียวกัน ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า เงิน 24,000,000 บาท เป็นทุนของจำเลยเช่นเดียวกัน เงินทุนของโจทก์และของจำเลยจึงมีเพียงส่วนที่เป็นเงินสดของแต่ละฝ่ายซึ่งคู่ความมิได้โต้แย้งกัน จึงรับฟังได้ว่า โจทก์ลงทุนเป็นเงินสด 30,500,000 บาท ส่วนจำเลยลงทุนเป็นเงินสด 40,500,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนทุนของโจทก์ร้อยละ 42.96 สัดส่วนทุนของจำเลยร้อยละ 57.04 นอกจากนี้มีเงินกู้ยืมจากธนาคารอีก 80,000,000 บาท นำมาชำระค่าที่ดินด้วย ซึ่งคู่ความรับกันในข้อนี้ สำหรับค่าใช้จ่ายของกิจการ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เงินกู้ยืม 24,000,000 บาท มีค่าใช้จ่ายเป็นดอกเบี้ย 4,080,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายเป็นค่าโอนที่ดินบางกรวย (บจก. เจ ที เพอร์เฟค) ตามที่ระบุในรายการค่าใช้จ่ายตามเอกสารหมาย จ.23 ข้อ 18 จำนวน 624,555 บาท กิจการโครงการที่ 3 เป็นการซื้อที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ไม่ปรากฏว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่บางกรวยตามที่ระบุไว้ในรายการค่าใช้จ่าย ข้อ 18 เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ลงทุนระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งซื้อที่ดินมาพัฒนาแล้วขายต่อหลายโครงการ มีการจัดให้บริษัทและบุคคลภายนอกถือที่ดินที่ลงทุนแต่ละโครงการระคนปนกันไป น่าเชื่อว่ารายการค่าใช้จ่ายในข้อ 18 นี้ ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการโครงการที่ 3 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า กิจการโครงการที่ 3 มีค่าใช้จ่ายเป็นค่าโอนที่ดินบางกรวย (บจก. เจ ที เพอร์เฟค) 624,555 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ.23 ข้อ 6 และข้อ 7 ว่าเป็นค่าโอน (จากกรมที่ดิน) ภัทรพล บางใหญ่ 2,942,224 บาท และค่าโอน (จากกรมที่ดิน) กองกรริมทรัพย์ บางใหญ่ 5,481,997 บาท จำเลยนำสืบอธิบายว่า ในการซื้อที่ดินโครงการที่ 3 นั้น สัญญาจะซื้อจะขายระบุว่า ผู้จะซื้อคือจำเลยกับโจทก์มีหน้าที่ในการออกค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากร ค่าภาษี และค่านายหน้าต่าง ๆ ส่วนตอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นางผ่องศรี ผู้จะซื้อคือนางผ่องศรีมีหน้าที่ออกค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากร และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์มิได้ถามค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทั้งเมื่อพิจารณารายการค่าใช้จ่ายเอกสารหมาย จ.23 ที่ปรากฏรายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการโอนเพียง 2 รายการ ตรงกับการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในกิจการโครงการที่ 3 รวม 2 แปลง ที่จัดให้บริษัท ก. และนายภัทรพล ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน น่าเชื่อว่ารายการค่าใช้จ่ายทั้งสองรายการดังกล่าวเป็นค่าธรรมเนียมการโอนที่เกิดขึ้นขณะโจทก์กับจำเลยซื้อที่ดินทั้งสองแปลงมา มิใช่ค่าธรรมเนียมการโอนขณะโจทก์กับจำเลยขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่นางผ่องศรี ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า กิจการโครงการที่ 3 มีค่าใช้จ่ายเป็นค่าโอน (จากกรมที่ดิน) ภัทรพล บางใหญ่ 2,942,224 บาท และค่าโอน (จากกรมที่ดิน) กองกรริมทรัพย์ บางใหญ่ 5,481,997 บาท นอกจากค่าใช้จ่ายที่คู่ความโต้แย้งกัน 4 รายการ ดังกล่าวแล้ว โจทก์และจำเลยต่างมิได้โต้แย้งรายการค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.23 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า กิจการโครงการที่ 3 นี้ มีค่าใช้จ่ายรวม 20 รายการ ได้แก่ ค่านายหน้า 2,625,000 บาท ค่าจำนองธนาคาร (ค่าธรรมเนียม) บางใหญ่ 4,450,040 บาท ค่าจำนอง (จากกรมที่ดิน) ภัทรพล บางใหญ่ 207,570 บาท ค่าจำนอง (จากกรมที่ดิน) กองกรริมทรัพย์ บางใหญ่ 200,025 บาท ค่าโอน (จากกรมที่ดิน) ภัทรพล บางใหญ่ 2,942,224 บาท ค่าโอน (จากกรมที่ดิน) กองกรริมทรัพย์ บางใหญ่ 5,481,997 บาท ค่าเงินประกันธนาคาร 1,000,000 บาท ค่าถมดิน 4,800,000 บาท ค่าลูกรัง 763,659.30 บาท ค่าต่อสัญญาโอน 3 ครั้ง 1,200,000 บาท ค่าให้พิเศษเจ้าหน้าที่ 50,000 บาท ค่าทดสอบชั้นดิน 78,000 บาท ค่าขอไฟฟ้าและประปาชั่วคราว 51,866 บาท ค่าแบบตึก 17 ชั้น 250,000 บาท ค่าแบบ (คุณเก่ง) 985,200 บาท ค่าสิ่งแวดล้อม 200,000 บาท ค่าใช้จ่ายผู้ควบคุมคนถมดิน 100,000 บาท ค่าธรรมเนียมไถ่ถอนก่อนกำหนด 1,600,000 บาท ค่าซื้อของขวัญปีใหม่ให้ธนาคาร 120,000 บาท และค่าสอบบัญชีปี 2555 จำนวน 30,000 บาท รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 27,135,581.30 บาท เมื่อวินิจฉัยแล้วว่า การชำระบัญชีกิจการโครงการที่ 3 ระหว่างโจทก์กับจำเลยคดีนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงต้องนำวิธีการชำระบัญชีดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่คดี หาใช่วิธีการชำระบัญชีตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบมาไม่ ซึ่งการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น มาตรา 1062 บัญญัติให้ทำโดยลำดับ คือ (1) ให้ชำระหนี้ทั้งหลายซึ่งค้างชำระแก่บุคคลภายนอก (2) ให้ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ออกของตนไปเพื่อจัดการค้าของห้าง (3) ให้คืนทุนทรัพย์ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนได้ลงเป็นหุ้น ถ้ายังมีทรัพย์เหลืออยู่อีกเท่าไร ก็ให้เฉลี่ยแจกเป็นกำไรในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน การชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญในส่วนโครงการที่ 3 ยังมิได้จัดทำให้เป็นไปตามลำดับดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าหนี้สินของห้างหุ้นส่วนที่เป็นเงินกู้ยืมมีการชำระแล้วหรือไม่ อย่างไร เพียงใด และมีรายได้ ค่าใช้จ่าย ทรัพย์สินอื่นนอกจากที่คู่ความนำสืบอีกหรือไม่ เพียงใด โจทก์ฟ้องคดีโดยมุ่งต่อผลของการชำระบัญชีคือการแบ่งกำไรแก่โจทก์ แต่คู่ความมีข้อโต้แย้งในขั้นตอนการชำระบัญชี หากให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชำระบัญชีต่อไปย่อมเห็นได้ว่าจะเกิดข้อขัดข้องเรื่อยไปและเกิดความล่าช้าในการชำระบัญชี ศาลชอบที่จะแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีตามที่เห็นสมควรได้ จึงให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นคนกลางเป็นผู้ชำระบัญชี ห้างหุ้นส่วนสามัญโครงการที่ 3 ซึ่งมีโจทก์ลงทุนเป็นเงินสด 30,500,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนทุนของโจทก์ร้อยละ 42.96 จำเลยลงทุนเป็นเงินสด 40,500,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนทุนของจำเลยร้อยละ 57.04 โดยทางนำสืบคู่ความปรากฏข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า กิจการมีรายได้จากการขายที่ดิน 282,000,000 บาท มีค่าใช้จ่าย 27,135,581.30 บาท ส่วนรายได้ ค่าใช้จ่าย ทรัพย์สินและหนี้สินอื่นของห้างนอกเหนือจากที่คู่ความนำสืบรวมถึงปัญหาว่า จำเลยต้องชดใช้เงินแก่โจทก์เพิ่มเติมจากที่ได้ชำระไปแล้วหรือไม่ เพียงใด ย่อมต้องพิจารณาต่อไปในชั้นที่สุดแห่งการชำระบัญชี

อนึ่ง โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะในส่วนโครงการที่ 3 โดยโจทก์มีคำขอให้จำเลยชำระเงินรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 24,170,735.78 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีเพียง 24,170,735.78 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200,000 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 87,991,149.27 บาท เป็นเงิน 237,991 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมา 37,991 บาท แก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญโครงการที่ 3 ให้ทำการชำระบัญชีเป็นลำดับตามที่กฎหมายบัญญัติโดยกำหนดเงินลงทุนของโจทก์เป็นเงินสด 30,500,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนทุนของโจทก์ร้อยละ 42.96 เงินลงทุนของจำเลยเป็นเงินสด 40,500,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนทุนของจำเลยร้อยละ 57.04 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 37,991 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์กับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1055 ม. 1061 วรรคหนึ่ง ม. 1062
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นางจันทร์กระพ้อ ต่อสุวรรณ สินธวถาวร
ศาลอุทธรณ์ — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
ภัฏ วิภูมิรพี
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3681/2568
#714142
เปิดฉบับเต็ม

การยอมความกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) หมายถึง การยอมความในทางอาญาเท่านั้น มิได้หมายความว่า เมื่อมีการยอมความกันไม่ว่าจะในเรื่องใดแล้ว จะทำให้คดีอาญาต้องระงับไปด้วย เมื่อผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "ไม่ติดใจดำเนินคดีส่วนแพ่งกับจำเลย สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" คำแถลงของผู้เสียหายดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางแพ่งเท่านั้น ส่วนที่ผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" นั้น เป็นการแถลงขอให้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยตามที่เห็นสมควรเท่านั้น มิใช่เป็นการยอมความกัน เมื่อไม่มีข้อตกลงโดยชัดแจ้งว่าผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 335, 336 ทวิ เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 12,800 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 6 ปี เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 6 ปี 24 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 3 ปี 12 เดือน ให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ลักหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 12,800 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 12,800 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายศักดิ์ศิริ ผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "ไม่ติดใจดำเนินคดีส่วนแพ่งกับจำเลย สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ เห็นว่า การยอมความกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หมายถึง การยอมความในทางอาญาเท่านั้น มิได้หมายความว่า เมื่อมีการยอมความกันไม่ว่าจะในเรื่องใดแล้ว จะทำให้คดีอาญาต้องระงับไปด้วย เมื่อผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "ไม่ติดใจดำเนินคดีส่วนแพ่งกับจำเลย สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" คำแถลงของผู้เสียหายดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางแพ่งเท่านั้น ส่วนที่ผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" นั้น เป็นการแถลงขอให้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยตามที่เห็นสมควรเท่านั้น มิใช่เป็นการยอมความกัน เมื่อไม่มีข้อตกลงโดยชัดแจ้งว่าผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้เสียหาย และขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ ความผิดดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่พี่หรือน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกระทำต่อกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 24 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายกมล ยืนยงวัฒนากูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวีรวิทย์ สายสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรชัย ไทรโชต
สุพิชญ์ กรอบคำ
พัฒนไชย ยอดพยุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3674/2568
#724246
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้ ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของ ส. บุตรเขยของ ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมา ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและ ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและ ช. มีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับ ช. ในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่การช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะ จำนวน 809,388 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะ ส่วนที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 809,388 บาท แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อรวมการชดใช้ราคารถยนต์จากทุกคดีแล้ว ต้องไม่เกิน 809,388 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์นั้น เนื่องจากจำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นาย พ. ผู้เสียหาย เป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลาง ราคา 809,388 บาท ในฐานะผู้เช่าซื้อจากบริษัท ต. เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 ผู้เสียหายกู้ยืมเงิน 40,000 บาท จากนาย ช. โดยมอบรถกระบะของกลางให้นาย ช. ยึดไว้เป็นหลักประกัน หลังจากนั้นผู้เสียหายผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่นาย ช. ตลอดมา ต่อมาเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จึงตกลงกับนาย ช. ขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน วันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 นาย ช. นำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยแล้วบอกให้จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำ หลังจากนั้นจำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำเป็นเงิน 40,000 บาท เมื่อหักดอกเบี้ยล่วงหน้า 1 เดือน เป็นเงิน 4,000 บาท คงเหลือ 36,000 บาท แล้วจำเลยโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนาย ส. บุตรเขยของนาย ช. ครั้นวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ผู้เสียหายและนาย ช. เจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจภูธรโกรกพระ โดยนาย ช. จะคืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหายช่วงหลังปีใหม่ หลังจากนั้นผู้เสียหายและนาย ช. เจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจดังกล่าวอีก 3 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายเจรจาตกลงกันเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 แต่นาย ช. ไม่คืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหาย โดยอ้างว่านำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยและติดตามรถกระบะของกลางไม่ได้ วันที่ 19 มกราคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่นาย ช. ในความผิดฐานยักยอก ต่อมานาย ช. ถูกฟ้องต่อศาลแขวงนครสวรรค์ แต่ผู้เสียหายกับนาย ช. ตกลงกันได้ ครั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า เดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จึงไปพูดกับนาย ช. เพื่อขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน ระหว่างนั้นจำเลยเดินเข้ามาและบอกผู้เสียหายว่าที่ผู้เสียหายมากู้ยืมเงินกับนาย ช. และนำรถมาเป็นหลักประกันถือว่าดีแล้ว หากไปกู้ยืมรายอื่นหรือที่จังหวัดอื่นอาจถูกยึดรถและไม่ได้เท่านี้ และนาย ช. เบิกความว่า เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายมาพบพยานที่บ้านเพื่อพูดคุยเรื่องการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยจำเลยอยู่ด้วย และพูดคุยกับผู้เสียหาย จึงทราบว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย เห็นได้ว่าผู้เสียหายและนาย ช. เบิกความสอดคล้องต้องกันได้ความว่าจำเลยรู้ว่าผู้เสียหายนำรถกระบะของกลางให้นาย ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน เมื่อจำเลยเบิกความเจือสมว่า ก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำ จำเลยเคยพบผู้เสียหายที่บ้านนาย ช. และพูดคุยทำนองว่า ผู้เสียหายมีปัญหาทางด้านการเงินและบริษัทผู้ให้เช่าซื้อกำลังติดตามทวงรถกระบะของกลาง จำเลยจึงบอกผู้เสียหายว่านำรถมาไว้ที่นี่ดีสุดแล้ว หากไปไว้ที่อื่นเจ้าหนี้อาจนำรถไปขายหรือจำนำที่อื่นแล้ว ภายหลังผู้เสียหายกลับไปแล้ว นาย ช. บอกให้จำเลยรู้ว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย เชื่อว่าก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำตามที่นาย ช. บอกจำเลยนั้น จำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นาย ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนาย ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นาย ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยได้นำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยนาย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนาย ส. บุตรเขยของนาย ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมาปรากฏว่านาย ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและนาย ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและนาย ช. มีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับนาย ช. ในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายได้รับรถกระบะของกลางคืน อันเป็นการช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก โดยผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 352 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 39 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายอารัทธ์ สิงห์ชูวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธนัทกฤตย์ วงศ์นิติอังกูร
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3674/2568
#722844
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้ ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของ ส. บุตรเขยของ ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมา ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและ ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและ ช. มีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับ ช. ในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่การช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจร

เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก โดยผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะ จำนวน 809,388 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะ ส่วนที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 809,388 บาท แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อรวมการชดใช้ราคารถยนต์จากทุกคดีแล้ว ต้องไม่เกิน 809,388 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์นั้น เนื่องจากจำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายพิพัฒน์ ผู้เสียหาย เป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลาง ราคา 809,388 บาท ในฐานะผู้เช่าซื้อจากบริษัท ต. เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 ผู้เสียหายกู้ยืมเงิน 40,000 บาท จากนายชั้น โดยมอบรถกระบะของกลางให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน หลังจากนั้นผู้เสียหายผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่นายชั้นตลอดมา ต่อมาเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จึงตกลงกับนายชั้นขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน วันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 นายชั้นนำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยแล้วบอกให้จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำ หลังจากนั้นจำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำเป็นเงิน 40,000 บาท เมื่อหักดอกเบี้ยล่วงหน้า 1 เดือนเป็นเงิน 4,000 บาท คงเหลือ 36,000 บาท แล้วจำเลยโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติ บุตรเขยของนายชั้น ครั้นวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ผู้เสียหายและนายชั้นเจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจภูธรโกรกพระ โดยนายชั้นจะคืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหายช่วงหลังปีใหม่ หลังจากนั้นผู้เสียหายและนายชั้นเจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจดังกล่าวอีก 3 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายเจรจาตกลงกันเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 แต่นายชั้นไม่คืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหาย โดยอ้างว่านำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยและติดตามรถกระบะของกลางไม่ได้ วันที่ 19 มกราคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่นายชั้นในความผิดฐานยักยอก ต่อมานายชั้นถูกฟ้องต่อศาลแขวงนครสวรรค์ แต่ผู้เสียหายกับนายชั้นตกลงกันได้ ครั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า เดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จึงไปพูดกับนายชั้นเพื่อขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน ระหว่างนั้นจำเลยเดินเข้ามาและบอกผู้เสียหายว่าที่ผู้เสียหายมากู้ยืมเงินกับนายชั้นและนำรถมาเป็นหลักประกันถือว่าดีแล้ว หากไปกู้ยืมรายอื่นหรือที่จังหวัดอื่นอาจถูกยึดรถและไม่ได้เท่านี้ และนายชั้นเบิกความว่า เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายมาพบพยานที่บ้านเพื่อพูดคุยเรื่องการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยจำเลยอยู่ด้วย และพูดคุยกับผู้เสียหาย จึงทราบว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย เห็นได้ว่าผู้เสียหายและนายชั้นเบิกความสอดคล้องต้องกันได้ความว่าจำเลยรู้ว่าผู้เสียหายนำรถกระบะของกลางให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน เมื่อจำเลยเบิกความเจือสมว่า ก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำ จำเลยเคยพบผู้เสียหายที่บ้านนายชั้น และพูดคุยทำนองว่า ผู้เสียหายมีปัญหาทางด้านการเงินและบริษัทผู้ให้เช่าซื้อกำลังติดตามทวงรถกระบะของกลาง จำเลยจึงบอกผู้เสียหายว่านำรถมาไว้ที่นี่ดีสุดแล้ว หากไปไว้ที่อื่นเจ้าหนี้อาจนำรถไปขายหรือจำนำที่อื่นแล้ว ภายหลังผู้เสียหายกลับไปแล้ว นายชั้นบอกให้จำเลยรู้ว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย เชื่อว่าก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำตามที่นายชั้นบอกจำเลยนั้น จำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายชั้นซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยได้นำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติ บุตรเขยของนายชั้น พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมาปรากฏว่านายชั้นและจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและนายชั้นร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและนายชั้นมีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับนายชั้นในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายได้รับรถกระบะของกลางคืน อันเป็นการช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก โดยผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 352 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 39 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายอารัทธ์ สิงห์ชูวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธนัทกฤตย์ วงศ์นิติอังกูร
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3672/2568
#720597
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จำเลยลักเงินสดของผู้เสียหายไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,804,760 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 334, 336 ทวิ ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบได้ความว่า ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยและบุคคลอื่นอีก 4 คน โดยบุคคลอื่นเบิกถอนเงินและส่งมอบให้จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวแม้จะแตกต่างจากฟ้อง แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติโดยมีสาระสำคัญในกรณีนี้ว่า ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และยักยอก มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอ เว้นแต่การที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ซึ่งคดีนี้แม้จำเลยให้การปฏิเสธ แต่จำเลยนำสืบยอมรับว่า ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยกับบุคคลอื่นอีก 4 คนจริง แต่จำเลยไม่นำเงินไปส่งมอบให้ผู้เสียหายเพราะ ส. ไม่โอนเงินค่าจ้างให้จำเลย เช่นนี้ไม่ถือว่าจำเลยหลงต่อสู้ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอก จึงลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้

ปรากฏตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ ภ. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามกฎหมาย โดยให้รายละเอียดว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารบุคคลอื่น จำเลยมีหน้าที่รวบรวมเงินทั้งหมดส่งมอบให้ผู้เสียหาย จำเลยได้รับเงินจากบุคคลดังกล่าวที่ได้เบิกถอนเงินมาแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย เห็นได้ว่า ผู้เสียหายกล่าวหาต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้วว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้นคือจำเลย ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและมีเจตนาจะให้จำเลยได้รับโทษ จึงเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว โดยผู้เสียหายไม่จำต้องระบุว่าจะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (2), 91, 334, 336 ทวิ ริบรถกระบะ ยี่ห้อฟอร์ด สีขาว หมายเลขทะเบียน (ป้ายแดง) ส 7312 กรุงเทพมหานคร ของกลาง และให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 4,632,760 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยรับข้อเท็จจริงและนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี กับให้จำเลยคืนเงิน 4,632,760 บาท แก่ผู้เสียหาย ให้คืนรถกระบะของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในชั้นนี้ว่า บริษัท ส. ผู้เสียหาย ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้า ต้องใช้จ่ายเงินในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก เพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรมกับธนาคารที่จะไม่ต้องรายงานการทำธุรกรรมต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผู้เสียหายจึงว่าจ้างให้นายสุรศักดิ์ จัดหาบุคคลเพื่อเบิกถอนเงินจากธนาคารแทนผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายจะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของบุคคลนั้น ๆ คราวละไม่เกิน 2,000,000 บาท แล้วบุคคลนั้น ๆ จะถอนเงินและนำมาส่งมอบให้ผู้เสียหาย นายสุรศักดิ์ว่าจ้างจำเลย และจำเลยติดต่อบุคคลอื่นเพื่อเบิกถอนเงินให้ผู้เสียหายอีก 4 คน คือ นายอุเทน นายจันดี นายอภิศักดิ์ และนายเชษฐา ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลย 1,960,000 บาท นายอุเทน 1,964,760 บาท นายจันดี 1,960,000 บาท นายเชษฐา 1,960,000 บาท และนายอภิศักดิ์ 1,960,000 บาท นายอุเทน นายจันดี นายเชษฐา และนายอภิศักดิ์ ได้ไปเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวและส่งมอบให้จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหายรวมทั้งเงินที่ผู้เสียหายโอนเข้าบัญชีของจำเลยด้วย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาลักทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานยักยอก จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ทั้งข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงในฟ้องและจำเลยหลงต่อสู้ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาฟ้องแล้ว โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยลักเงินสดของผู้เสียหายไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,804,760 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 336 ทวิ และตามทางพิจารณา ได้ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยและบุคคลอื่นอีก 4 คน โดยบุคคลอื่นทั้ง 4 คนนั้น ได้เบิกถอนเงินและส่งมอบให้จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวแม้จะแตกต่างจากฟ้อง แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติโดยมีสาระสำคัญในกรณีนี้ว่า ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอก มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอ เว้นแต่การที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ซึ่งคดีนี้แม้จำเลยให้การปฏิเสธ แต่จำเลยนำสืบยอมรับว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยกับบุคคลอื่นอีก 4 คนจริง จำเลยรับเงินจากบุคคลทั้งสี่นั้นแล้วแต่จำเลยไม่นำเงินไปส่งมอบให้ผู้เสียหายรวมทั้งเงินที่โอนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยด้วย เหตุเพราะนายสุรศักดิ์ไม่โอนเงินค่าจ้างให้จำเลย เช่นนี้จึงไม่ถือว่าจำเลยหลงต่อสู้ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอก จึงลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ผู้เสียหายไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอก นั้น ปรากฏตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า ผู้เสียหายมอบอำนาจให้นายภีมฐิณัล ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามกฎหมาย โดยให้รายละเอียดว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารบุคคลอื่น จำเลยมีหน้าที่รวบรวมเงินทั้งหมดส่งมอบให้ผู้เสียหาย จำเลยได้รับเงินจากบุคคลดังกล่าวที่ได้เบิกถอนเงินมาแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย เห็นได้ว่าผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้วว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น คือ จำเลย ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และมีเจตนาจะให้จำเลยได้รับโทษ จึงเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว โดยผู้เสียหายไม่จำต้องระบุว่าจะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า มีเหตุลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยได้ความว่าหลังจากจำเลยกระทำความผิดแล้ว จำเลยนำเงินที่ยักยอกไปใช้จ่ายส่วนตัว จนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและยึดเงินส่วนที่เหลือได้ เงินที่จำเลยยักยอกไปมีจำนวนถึง 9,804,760 บาท เจ้าพนักงานตำรวจติดตามยึดคืนจากจำเลยได้เพียง 5,172,000 บาท ยังเหลือเงินที่ผู้เสียหายไม่ได้รับคืนอีก 4,632,760 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยขวนขวายที่จะหาเงินมาคืนให้ผู้เสียหายจนครบ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่รู้สึกสำนึกในการกระทำความผิดของตน กระทำไปโดยเห็นเพียงประโยชน์ส่วนตนไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้เสียหาย พฤติการณ์จึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยมีภาระต้องดูแลบุคคลในครอบครัว และไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้ ทั้งโทษที่ศาลอุทธรณ์ลงแก่จำเลยนั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายวัฒนศักดิ์ ผิวขาว
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชาติ ธนะสินวิริยะกุล
ชื่อองค์คณะ
เพ็ญจันทร์ ไหลศิริกุล
ปิยนุช จรูญรัตนา
สุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3664/2568
#719658
เปิดฉบับเต็ม

จากข้อความที่โจทก์ร่วมสนทนากับจำเลย จำเลยมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงต่อโจทก์ร่วมว่าในขณะที่โจทก์ร่วมสั่งซื้อสินค้าชุดนอน 5,000 ชุด นั้น จำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว โจทก์ร่วมก็ทราบว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าในครอบครองพร้อมจะส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม ประกอบกับในเฟซบุ๊กของจำเลยมีข้อความเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า "เปิดพรีออเดอร์ล๊อตใหม่" ซึ่งหมายถึงเปิดให้สั่งจองหรือสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า แม้จะมีภาพถ่ายใบหน้าจำเลยอยู่ด้านหน้ากองสินค้าก็ตาม แต่ก็ไม่มีข้อความใดยืนยันว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองพร้อมส่งมอบดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง อีกทั้งข้อความที่โจทก์ร่วมและจำเลยสนทนากัน เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่โจทก์ร่วมในขณะนั้นแล้วว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด อยู่ในครอบครอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง และไม่เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่าการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมสั่งซื้อชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด และโจทก์ร่วมโอนเงิน 135,000 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบชุดนอนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมภายในเวลาที่ตกลงกัน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงิน 135,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวมณี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ใช้แอปพลิเคชันเฟซบุ๊กในชื่อ K. ตั้งค่าเป็นสาธารณะ วันที่ 29 สิงหาคม 2563 เวลากลางวัน จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ทางอินเทอร์เน็ต ผ่านเว็บไซต์ www.facebook.com ว่า "เปิดพรีออเดอร์ล็อตใหม่ กางเกงขาสั่นล้วน สนใจทักแชท 500=29฿ 1000=28฿" กับมีภาพถ่ายใบหน้าจำเลยอยู่ด้านหน้าของกองสินค้า โจทก์ร่วมพบเห็นข้อความดังกล่าวจึงติดต่อกับจำเลยผ่านโปรแกรมเมสเซนเจอร์สั่งซื้อชุดนอน (กางเกงขาสั้น) จากจำเลย 5,000 ชุด ราคาชุดละ 27 บาท และโอนเงินจำนวน 135,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคาร ก. ของโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคาร อ. ของจำเลย กำหนดส่งมอบสินค้าที่โกดังของจำเลยในวันที่ 22 กันยายน 2563 เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์ร่วมเบิกความกล่าวอ้างว่า โจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยมีสินค้าชุดนอนอยู่ในครอบครองพร้อมที่จะส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากจำเลยส่งข้อความว่า "3,000 ชุด ขึ้น 27 บาท โรงงานส่งงานมาให้แล้ว" ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงสั่งซื้อชุดนอนจากจำเลยนั้น ปรากฏว่าในภาพเดียวกันนั้นเองโจทก์ร่วมส่งข้อความถามจำเลยว่า "แล้ว 10,000 ล่ะพี่" ซึ่งหมายถึงหากสั่งซื้อ 10,000 ชุด จะได้ราคาเท่าใด จำเลยส่งข้อความตอบว่า "ได้ราคานี้" ต่อจากนั้นโจทก์ร่วมส่งข้อความว่า "โอเคจ้ารวม 27 น้า" และ "30 หนูโอนให้ กางเกงล้วน 11,000 ชุด" จำเลยส่งข้อความว่า "มีของจำนวนจำกัดน้า" โจทก์ร่วมส่งข้อความตอบ "ค้าบ" และโจทก์ร่วมส่งข้อความถามว่าโอน 31 ได้ของวันไหนคะพี่สาว จำเลยส่งข้อความตอบว่ารอบนี้นานหน่อยนะ มีนักขัตฤกษ์ด้วย โจทก์ร่วมส่งข้อความถามว่า ชัว ๆ พี่ว่ากี่วันคะ จำเลยส่งข้อความตอบว่า 19 – 20 วัน เฉพาะรอบนี้นะ รอบอื่นก็ปกติ 17 วัน โจทก์ร่วมส่งข้อความว่านับให้หนูที จำเลยตอบว่า 20 วัน ชัว ๆ เป็นทุกร้าน ส่วนโจทก์ร่วมส่งข้อความถามว่าโอน 31 ทันใช่ไหมราคา 27 บาท จำเลยตอบว่าเอาก่อนไหม พี่ไม่รับปาก เขาให้พี่แค่ 100,000 ชุด โจทก์ร่วมส่งข้อความว่าหนูขายหมดไป 5,000 ชุด ได้เงินไม่ถึง 100,000 บาท จำเลยตอบว่าสั่งก่อน ถึงวันที่ 30 ค่อยสั่งใหม่ พี่กลัวสินค้าหมด ถ้าไม่หมดก็ดีไป เขาให้พี่กับพี่เนย 100,000 ชุด โจทก์ร่วมขอเลขบัญชีเงินฝาก จำเลยก็ส่งให้ และจำเลยส่งข้อความว่า 31 ค่อยสั่งทีเดียวก็ได้หนูจะได้ไม่งง อาจเป็นราคา 27.50 บาท จะสั่งซื้อที่พี่ หรือสั่งซื้อจากพี่เนยก็ได้ แต่พี่เนยมีค่าขนส่ง โจทก์ร่วมส่งข้อความตอบว่าอยากสั่งซื้อกับพี่เพราะใกล้บ้าน วันนี้จอง 5,000 ชุด วันที่ 31 จอง 5,000 ชุด จำเลยส่งข้อความตอบว่าสั่งซื้อวันนี้ได้สินค้าวันที่ 22 ถ้าสั่งซื้อวันที่ 31 ได้สินค้าวันที่ 24 ให้ลองถามร้านพี่เนยก่อนก็ได้ คงได้สินค้าวันเดียวกัน โจทก์ร่วมขอให้จำเลยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน จำเลยถ่ายภาพขณะถือบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยส่งไปให้โจทก์ร่วมแล้วโจทก์ร่วมโอนเงินให้จำเลย จากข้อความที่โจทก์ร่วมสนทนากับจำเลยดังกล่าวจำเลยมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงต่อโจทก์ร่วมว่าในขณะที่โจทก์ร่วมสั่งซื้อสินค้าชุดนอน 5,000 ชุด นั้น จำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว โจทก์ร่วมก็ทราบว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าในครอบครองพร้อมจะส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม หากโจทก์ร่วมต้องการสินค้าเร็วกว่านี้จำเลยแนะนำให้โจทก์ร่วมสั่งซื้อสินค้าชุดนอนจากนางสาวณัชชารีย์ก็ได้ ซึ่งในข้อนี้โจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า โจทก์ร่วมเคยสั่งซื้อสินค้าชุดนอนจากนางสาวณัชชารีย์ผ่านทางแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก B. แต่ครั้งหลังสุดนางสาวณัชชารีย์ไม่ส่งสินค้าภายในเวลาที่กำหนด โจทก์ร่วมจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมให้ดำเนินคดีแก่นางสาวณัชชารีย์ในความผิดฐานฉ้อโกง ประกอบกับในเฟซบุ๊กของจำเลยมีข้อความเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า "เปิดพรีออเดอร์ล๊อตใหม่" ซึ่งหมายถึงเปิดให้สั่งจองหรือสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า แม้จะมีภาพถ่ายใบหน้าจำเลยอยู่ด้านหน้ากองสินค้าก็ตาม แต่ก็ไม่มีข้อความใดยืนยันว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองพร้อมส่งมอบดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง อีกทั้งข้อความที่โจทก์ร่วมและจำเลยสนทนากัน เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่โจทก์ร่วมในขณะนั้นแล้วว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด อยู่ในครอบครอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง และไม่เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่าการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมสั่งซื้อชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด และโจทก์ร่วมโอนเงิน 135,000 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบชุดนอนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมภายในเวลาที่ตกลงกัน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงิน 135,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม ส่วนดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวโจทก์ร่วมมิได้มีคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 จึงไม่กำหนดให้จำเลยชดใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341 ม. 343
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 47 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว ม.
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายวิชัย ขุนแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายประมวล รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
วิชัย ตัญศิริ
นนท์ ชัยปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3664/2568
#720721
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้ในคดีอาญาข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงและคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่าการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมสั่งซื้อชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด และโจทก์ร่วมโอนเงิน 135,000 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบชุดนอนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมภายในเวลาที่ตกลงกัน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงิน 135,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ม. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ใช้แอปพลิเคชันเฟซบุ๊กในชื่อ K. ตั้งค่าเป็นสาธารณะ วันที่ 29 สิงหาคม 2563 เวลากลางวัน จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ทางอินเทอร์เน็ต ผ่านเว็บไซต์ www.facebook.com ว่า "เปิดพรีออเดอร์ล็อตใหม่ กางเกงขาสั่นล้วน สนใจทักแชท 500=29฿ 1000=28฿" กับมีภาพถ่ายใบหน้าจำเลยอยู่ด้านหน้าของกองสินค้า โจทก์ร่วมพบเห็นข้อความดังกล่าวจึงติดต่อกับจำเลยผ่านโปรแกรมเมสเซนเจอร์สั่งซื้อชุดนอน (กางเกงขาสั้น) จากจำเลย 5,000 ชุด ราคาชุดละ 27 บาท และโอนเงินจำนวน 135,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคาร ก. ของโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคาร อ. ของจำเลย กำหนดส่งมอบสินค้าที่โกดังของจำเลยในวันที่ 22 กันยายน 2563 เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์ร่วมเบิกความกล่าวอ้างว่า โจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยมีสินค้าชุดนอนอยู่ในครอบครองพร้อมที่จะส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากจำเลยส่งข้อความว่า "3,000 ชุด ขึ้น 27 บาท โรงงานส่งงานมาให้แล้ว" ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงสั่งซื้อชุดนอนจากจำเลยนั้น ปรากฏว่าในภาพเดียวกันนั้นเองโจทก์ร่วมส่งข้อความถามจำเลยว่า "แล้ว 10,000 ล่ะพี่" ซึ่งหมายถึงหากสั่งซื้อ 10,000 ชุด จะได้ราคาเท่าใด จำเลยส่งข้อความตอบว่า "ได้ราคานี้" ต่อจากนั้นโจทก์ร่วมส่งข้อความว่า "โอเคจ้ารวม 27 น้า" และ "30 หนูโอนให้ กางเกงล้วน 11,000 ชุด" จำเลยส่งข้อความว่า "มีของจำนวนจำกัดน้า" โจทก์ร่วมส่งข้อความตอบ "ค้าบ" และโจทก์ร่วมส่งข้อความถามว่าโอน 31 ได้ของวันไหนคะพี่สาว จำเลยส่งข้อความตอบว่ารอบนี้นานหน่อยนะ มีนักขัตฤกษ์ด้วย โจทก์ร่วมส่งข้อความถามว่า ชัว ๆ พี่ว่ากี่วันคะ จำเลยส่งข้อความตอบว่า 19 – 20 วัน เฉพาะรอบนี้นะ รอบอื่นก็ปกติ 17 วัน โจทก์ร่วมส่งข้อความว่านับให้หนูที จำเลยตอบว่า 20 วัน ชัว ๆ เป็นทุกร้าน ส่วนโจทก์ร่วมส่งข้อความถามว่าโอน 31 ทันใช่ไหมราคา 27 บาท จำเลยตอบว่าเอาก่อนไหม พี่ไม่รับปาก เขาให้พี่แค่ 100,000 ชุด โจทก์ร่วมส่งข้อความว่าหนูขายหมดไป 5,000 ชุด ได้เงินไม่ถึง 100,000 บาท จำเลยตอบว่าสั่งก่อน ถึงวันที่ 30 ค่อยสั่งใหม่ พี่กลัวสินค้าหมด ถ้าไม่หมดก็ดีไป เขาให้พี่กับพี่เนย 100,000 ชุด โจทก์ร่วมขอเลขบัญชีเงินฝาก จำเลยก็ส่งให้ และจำเลยส่งข้อความว่า 31 ค่อยสั่งทีเดียวก็ได้หนูจะได้ไม่งง อาจเป็นราคา 27.50 บาท จะสั่งซื้อที่พี่ หรือสั่งซื้อจากพี่เนยก็ได้ แต่พี่เนยมีค่าขนส่ง โจทก์ร่วมส่งข้อความตอบว่าอยากสั่งซื้อกับพี่เพราะใกล้บ้าน วันนี้จอง 5,000 ชุด วันที่ 31 จอง 5,000 ชุด จำเลยส่งข้อความตอบว่าสั่งซื้อวันนี้ได้สินค้าวันที่ 22 ถ้าสั่งซื้อวันที่ 31 ได้สินค้าวันที่ 24 ให้ลองถามร้านพี่เนยก่อนก็ได้ คงได้สินค้าวันเดียวกัน โจทก์ร่วมขอให้จำเลยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน จำเลยถ่ายภาพขณะถือบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยส่งไปให้โจทก์ร่วมแล้วโจทก์ร่วมโอนเงินให้จำเลย จากข้อความที่โจทก์ร่วมสนทนากับจำเลยดังกล่าวจำเลยมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงต่อโจทก์ร่วมว่าในขณะที่โจทก์ร่วมสั่งซื้อสินค้าชุดนอน 5,000 ชุด นั้น จำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว โจทก์ร่วมก็ทราบว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าในครอบครองพร้อมจะส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม หากโจทก์ร่วมต้องการสินค้าเร็วกว่านี้จำเลยแนะนำให้โจทก์ร่วมสั่งซื้อสินค้าชุดนอนจากนางสาว ณ. ก็ได้ ซึ่งในข้อนี้โจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า โจทก์ร่วมเคยสั่งซื้อสินค้าชุดนอนจากนางสาว ณ. ผ่านทางแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก B. แต่ครั้งหลังสุดนางสาว ณ. ไม่ส่งสินค้าภายในเวลาที่กำหนด โจทก์ร่วมจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมให้ดำเนินคดีแก่นางสาว ณ. ในความผิดฐานฉ้อโกง มีข้อความเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า "เปิดพรีออเดอร์ล๊อตใหม่" ซึ่งหมายถึงเปิดให้สั่งจองหรือสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า แม้จะมีภาพถ่ายใบหน้าจำเลยอยู่ด้านหน้ากองสินค้าก็ตาม แต่ก็ไม่มีข้อความใดยืนยันว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองพร้อมส่งมอบดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง อีกทั้งข้อความที่โจทก์ร่วมและจำเลยสนทนากัน เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่โจทก์ร่วมในขณะนั้นแล้วว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด อยู่ในครอบครอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง และไม่เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่าการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมสั่งซื้อชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด และโจทก์ร่วมโอนเงิน 135,000 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบชุดนอนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมภายในเวลาที่ตกลงกัน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงิน 135,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม ส่วนดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวโจทก์ร่วมมิได้มีคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 จึงไม่กำหนดให้จำเลยชดใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไป ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 47 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว ม.
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายวิชัย ขุนแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายประมวล รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
วิชัย ตัญศิริ
นนท์ ชัยปกรณ์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3639/2568
#721462
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ตกลงสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยที่ 1 กับพวกประกาศขายพร้อมทั้งแจ้งราคาขายทางไลน์กลุ่ม 60 ก้อน ก้อนละ 200 ฉบับ รวม 12,000 ฉบับ ราคาฉบับละ 82.50 บาท เป็นเงิน 990,000 บาท และโจทก์โอนเงิน 990,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 เพื่อชำระค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว และยังตกลงสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยที่ 1 กับพวกประกาศขายพร้อมทั้งแจ้งราคาทางกลุ่มไลน์กลุ่มอีก 65 ก้อน ก้อนละ 200 ฉบับ รวม 13,000 ฉบับ ราคาฉบับละ 83 บาทเป็นเงิน 1,079,000 บาท และโจทก์โอนเงิน 1,079,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 4 เพื่อชำระค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว ก็เพราะโจทก์จะนำสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าวไปขายต่อ การที่โจทก์สั่งซื้อหรือสั่งจองสลากกินแบ่งรัฐบาลตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินกว่าฉบับละ 80 บาท ที่มีกำหนดราคาไว้ในสลากกินแบ่งรัฐบาล ตาม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 มาตรา 39 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 มาตรา 13 แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่า โจทก์รับข้อเสนอดังกล่าวโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย มิได้เป็นไปโดยสุจริต จะถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมายมิได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 2,069,000 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกคำขอให้จำเลยทั้งสี่คืนเงินแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากยี่ปั๊วหรือตัวแทนจำหน่ายทั่วไป หลังจากรู้จักจำเลยที่ 1 โจทก์เข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มไลน์ที่จำเลยที่ 1 มอบรหัสให้ชื่อ "กลุ่มห้องโมเดลธุรกิจเพื่อนรายย่อย" และ "กลุ่มจองสลากล่วงหน้าเต็มจำนวน" โจทก์ใช้ชื่อในกลุ่มไลน์ว่า "แมวเหมียวหรือเหมียว" ส่วนจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อว่า "คิงและบอย" จำเลยที่ 2 ใช้ชื่อว่า "ลี่" และจำเลยที่ 3 ใช้ชื่อว่า "โอ๋" จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้จัดการหรือผู้อำนวยการในกลุ่มไลน์ดังกล่าว มีหน้าที่หาลูกค้าซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล นำเสนอข้อมูลข่าวสาร รับโอนเงินค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลล่วงหน้า จำเลยที่ 2 และที่ 4 ต่างเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ธนาคาร ท. เพื่อใช้รับโอนเงินที่ได้จากสมาชิกในไลน์กลุ่มดังกล่าว โจทก์ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยที่ 1 ประเภทการจองล่วงหน้าเต็มจำนวน ผ่านทางไลน์ "กลุ่มจองสลากล่วงหน้าเต็มจำนวน" โดยเป็นการจองข้ามงวด ซึ่งต้องโอนเงินล่วงหน้า เพื่อชำระราคาเต็มตามจำนวนที่สั่งจอง โจทก์เริ่มซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยที่ 1 ครั้งแรกประมาณเดือนกันยายน 2563 แล้วนำไปขายเองที่ร้านขายสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์หน้าห้างสรรพสินค้า ท. โจทก์ไม่เคยขายสลากกินแบ่งรัฐบาลคืนให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2564 จำเลยที่ 1 กับพวกได้ประกาศขายสลากกินแบ่งรัฐบาลพร้อมทั้งแจ้งราคาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลทางไลน์กลุ่มดังกล่าวในราคาฉบับละ 82.50 บาท และ 83 บาท โจทก์จึงโอนเงินตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 รวม 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 16 เมษายน 2564 โจทก์โอนเงิน 990,000 บาท ไปเข้าบัญชีธนาคาร ท. ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของบัญชี ครั้งที่ 2 วันที่ 2 พฤษภาคม 2564 โจทก์โอนเงิน 1,079,000 บาท ไปเข้าบัญชีธนาคาร ท. ที่มีชื่อจำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของบัญชี แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบสลากกินแบ่งรัฐบาลตามจำนวนที่โจทก์สั่งจองหรือสั่งซื้อไป สำหรับคดีส่วนแพ่งโจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ตกลงสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยที่ 1 กับพวกประกาศขายพร้อมทั้งแจ้งราคาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลทางไลน์กลุ่มดังกล่าว 60 ก้อน ก้อนละ 200 ฉบับ รวม 12,000 ฉบับ ราคาฉบับละ 82.50 บาท เป็นเงิน 990,000 บาท และโจทก์ได้โอนเงิน 990,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 เพื่อเป็นการชำระค่าสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว และโจทก์ยังตกลงสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกประกาศขายพร้อมทั้งแจ้งราคาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลทางไลน์กลุ่มดังกล่าวอีก 65 ก้อน ก้อนละ 200 ฉบับ รวม 13,000 ฉบับ ราคาฉบับละ 83 บาท เป็นเงิน 1,079,000 บาท และโจทก์ได้โอนเงิน 1,079,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 4 เพื่อเป็นการชำระค่าสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว ก็เพราะโจทก์จะนำสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าวไปขายต่อ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบสลากกินแบ่งรัฐบาลตามจำนวนที่โจทก์สั่งจองหรือสั่งซื้อให้โจทก์ได้นั้น เป็นการที่โจทก์สั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกเสนอขาย หรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินกว่าฉบับละ 80 บาท ที่มีกำหนดราคาไว้ในสลากกินแบ่งรัฐบาลตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 มาตรา 39 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 มาตรา 13 ซึ่งมีโทษปรับอันเป็นโทษทางอาญา แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์รับข้อเสนอดังกล่าวโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย มิได้เป็นไปโดยสุจริต จะถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมายมิได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ฎีกาข้ออื่นของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นางสาวมณีรัตน์ ธำรงวิทวัสพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุพจน์ แสงประชากุล
ชื่อองค์คณะ
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
สัญญา ภูริภักดี
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2568
#720731
เปิดฉบับเต็ม

เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความ และมาตรา 9 ให้ถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีคำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อของจำเลยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา แต่ตามมาตรา 8 ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สนทนากันจะต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยมีความหมายว่ากู้ยืมเงิน จึงจะถือว่าข้อความนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อความดังกล่าวไม่แสดงถึงการกู้ยืมเงินแล้ว ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมไม่มีผลผูกพันและบังคับใช้ทางกฎหมายให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 สิงหาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีการับฟังเป็นยุติได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565 เวลา 17 นาฬิกาเศษ โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์ จากนั้นโจทก์โอนเงิน 200,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลยพร้อมส่งบันทึกการโอนเงินและพิมพ์ข้อความถึงจำเลยว่า "พี่ให้ยืมแล้ว" จำเลยพิมพ์ตอบว่า "ขอบคุณครับเอื้อยครับ" อันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท เป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง และมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ครั้นวันที่ 15 มีนาคม 2565 โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์ และโจทก์โอนเงิน 100,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลย ต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้กู้ยืมเงิน 300,000 บาท ไปยังจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย สำหรับการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดแก่โจทก์นั้น คู่ความต่างไม่อุทธรณ์ คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 100,000 บาท เป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญมาฟ้องร้องให้บังคับคดีเอาแก่จำเลยหรือไม่ คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยาน ดังนั้น ศาลจะมีคําพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีได้ก็ต่อเมื่อเห็นว่าคําฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสาม (1) ประกอบมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง สำหรับพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งนั้น คือ บันทึกหน้าจอแอปพลิเคชันไลน์ที่โจทก์และจำเลยสนทนากันซึ่งปรากฏข้อความว่า วันที่ 15 มีนาคม 2565 เวลา 15.20 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์ แล้วเวลา 16.35 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์อีกครั้ง จากนั้นเวลา 17 นาฬิกา โจทก์โอนเงิน 100,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลย เวลา 17.07 นาฬิกา จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีข้อความ "ขอบคุณครับ" ถึงโจทก์ เห็นว่า เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความ และมาตรา 9 ให้ถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีคำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อของจำเลยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา แต่ตามมาตรา 8 ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สนทนากันจะต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยมีความหมายว่ากู้ยืมเงิน จึงจะถือว่าข้อความนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อความดังกล่าวไม่แสดงถึงการกู้ยืมเงินแล้ว ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมไม่มีผลผูกพันและบังคับใช้ทางกฎหมายให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ได้ ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงิน 200,000 บาท อันมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมอยู่ในแอปพลิเคชันไลน์เดียวกันมาก่อน แม้การโอนเงินครั้งหลัง 100,000 บาท จะไม่มีข้อความว่ากู้ยืมเงิน ย่อมเป็นธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยโดยปริยายว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 100,000 บาท จากโจทก์ นั้น ข้อนี้ ได้ความว่า การโอนเงิน 100,000 บาท มีระยะเวลาห่างจากการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท ถึงเดือนเศษ ในช่วงเวลานี้การสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างโจทก์และจำเลยย่อมมีเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย แต่กลับไม่ปรากฏข้อความเชื่อมโยงไปถึงการกู้ยืมเงินครั้งแรกเลย จึงไม่อาจถือโดยปริยายว่าหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินครั้งหลังได้ ส่วนที่โจทก์ขออนุญาตระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ด้วยการอ้างส่งบันทึกหน้าจอแอปพลิเคชันไลน์ที่ปรากฏข้อความสนทนาในวันที่ 15 มีนาคม 2565 ต่อเนื่องจากข้อความสนทนาเดิมนั้น เนื่องจากพยานหลักฐานนี้น่าเชื่อว่ามีอยู่ในความครอบครองของโจทก์มาตั้งแต่ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์จึงต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 195 จึงไม่มีเหตุที่จะรับเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาประการต่อไปที่ว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 100,000 บาท จากโจทก์จริงหรือไม่ย่อมไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญมาฟ้องร้องให้บังคับคดี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ม. 7 ม. 8 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ก.
จำเลย — พันเอก ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุดรธานี — นางสาวสุกัญญา กิจกอบชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอิทธิธรรม อารัมภวิโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สัญญา ภูริภักดี
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2568
#723009
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกหน้าจอแอปพลิเคชันไลน์ที่โจทก์และจำเลยสนทนากันปรากฏข้อความว่า วันที่ 15 มีนาคม 2565 เวลา 15.20 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์ แล้วเวลา 16.35 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์อีกครั้ง จากนั้นเวลา 17 นาฬิกา โจทก์โอนเงิน 100,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลย เวลา 17.07 นาฬิกา จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีข้อความ "ขอบคุณครับ" ถึงโจทก์ เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความ และมาตรา 9 ให้ถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีคำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อของจำเลยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา แต่ตามมาตรา 8 ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สนทนากันจะต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยมีความหมายว่ากู้ยืมเงิน จึงจะถือว่าข้อความนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อความดังกล่าวไม่แสดงถึงการกู้ยืมเงินแล้ว ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมไม่มีผลผูกพันและบังคับใช้ทางกฎหมายให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 สิงหาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีการับฟังเป็นยุติได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565 เวลา 17 นาฬิกาเศษ โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์ จากนั้นโจทก์โอนเงิน 200,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลยพร้อมส่งบันทึกการโอนเงินและพิมพ์ข้อความถึงจำเลยว่า "พี่ให้ยืมแล้ว" จำเลยพิมพ์ตอบว่า "ขอบคุณครับเอื้อยครับ" อันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท เป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง และมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ครั้นวันที่ 15 มีนาคม 2565 โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์ และโจทก์โอนเงิน 100,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลย ต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้กู้ยืมเงิน 300,000 บาท ไปยังจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย สำหรับการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดแก่โจทก์นั้น คู่ความต่างไม่อุทธรณ์ คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 100,000 บาท เป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญมาฟ้องร้องให้บังคับคดีเอาแก่จำเลยหรือไม่ คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยาน ดังนั้น ศาลจะมีคําพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีได้ก็ต่อเมื่อเห็นว่าคําฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสาม (1) ประกอบมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง สำหรับพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งนั้น คือ บันทึกหน้าจอแอปพลิเคชันไลน์ที่โจทก์และจำเลยสนทนากันซึ่งปรากฏข้อความว่า วันที่ 15 มีนาคม 2565 เวลา 15.20 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์ แล้วเวลา 16.35 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์อีกครั้ง จากนั้นเวลา 17 นาฬิกา โจทก์โอนเงิน 100,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลย เวลา 17.07 นาฬิกา จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีข้อความ "ขอบคุณครับ" ถึงโจทก์ เห็นว่า เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความ และมาตรา 9 ให้ถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีคำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อของจำเลยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา แต่ตามมาตรา 8 ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สนทนากันจะต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยมีความหมายว่ากู้ยืมเงิน จึงจะถือว่าข้อความนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อความดังกล่าวไม่แสดงถึงการกู้ยืมเงินแล้ว ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมไม่มีผลผูกพันและบังคับใช้ทางกฎหมายให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ได้ ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงิน 200,000 บาท อันมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมอยู่ในแอปพลิเคชันไลน์เดียวกันมาก่อน แม้การโอนเงินครั้งหลัง 100,000 บาท จะไม่มีข้อความว่ากู้ยืมเงิน ย่อมเป็นธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยโดยปริยายว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 100,000 บาท จากโจทก์ นั้น ข้อนี้ ได้ความว่า การโอนเงิน 100,000 บาท มีระยะเวลาห่างจากการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท ถึงเดือนเศษ ในช่วงเวลานี้การสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างโจทก์และจำเลยย่อมมีเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย แต่กลับไม่ปรากฏข้อความเชื่อมโยงไปถึงการกู้ยืมเงินครั้งแรกเลย จึงไม่อาจถือโดยปริยายว่าหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินครั้งหลังได้ ส่วนที่โจทก์ขออนุญาตระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ด้วยการอ้างส่งบันทึกหน้าจอแอปพลิเคชันไลน์ที่ปรากฏข้อความสนทนาในวันที่ 15 มีนาคม 2565 ต่อเนื่องจากข้อความสนทนาเดิมนั้น เนื่องจากพยานหลักฐานนี้เชื่อว่ามีอยู่ในความครอบครองของโจทก์มาตั้งแต่ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์จึงต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 195 จึงไม่มีเหตุที่จะรับเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาประการต่อไปที่ว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 100,000 บาท จากโจทก์จริงหรือไม่ย่อมไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญมาฟ้องร้องให้บังคับคดี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ม. 7 ม. 8 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ก.
จำเลย — พันเอก ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุดรธานี — นางสาวสุกัญญา กิจกอบชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอิทธิธรรม อารัมภวิโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สัญญา ภูริภักดี
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3615/2568
#722842
เปิดฉบับเต็ม

ภาระการพิสูจน์ย่อมเป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การ หากศาลชั้นต้นกำหนดภาระการพิสูจน์ไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย่อมมีอำนาจกำหนดภาระการพิสูจน์ใหม่ให้ถูกต้องเสียได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสที่มีอยู่กับจำเลย หากจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่เลยตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ภาระการพิสูจน์ย่อมตกอยู่แก่โจทก์ แต่จำเลยให้การรับว่าเคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่ โดยยกข้อต่อสู้ว่าสินสมรสดังกล่าวไม่มีอยู่แล้วในภายหลัง จึงเป็นคำให้การรับข้อเท็จจริงในทรัพย์สินตามฟ้องแล้ว แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

การที่โจทก์ฟ้องว่ามีทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อันเป็นสินสมรส โดยโจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยไม่ได้ให้การถึง จึงถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว และต้องห้ามมิให้จำเลยนำพยานเข้าสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เห็นเป็นอื่นแต่อย่างใด รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้ารุ่น FJ CRUISER 4.0 สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน ขง 2222 สงขลา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์มาแสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยได้จำหน่ายรถยนต์คันดังกล่าวไปแล้วในราคา 2,000,000 บาท ถือว่าจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย และรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อฮิตาชิ สีส้ม หมายเลขทะเบียน ตค 2109 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน กอ 6156 สงขลา รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ หลายเลขทะเบียน 1 กก สงขลา 9715 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน คพว สงขลา 630 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ สีดำแดง หมายเลขทะเบียน คยธ สงขลา 680 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน งนษ สงขลา 495 รถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน บบ 2320 ปราจีนบุรี และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา คันหมายเลขทะเบียน นค 5101 พระนครศรีอยุธยา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่า ทรัพย์บางรายการเป็นทรัพย์สินของครอบครัวจำเลย บางรายการเป็นสินสมรสโดยทรัพย์ทั้งหมดถูกจำหน่ายในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ บางรายการเป็นสินส่วนตัวของจำเลย หาใช่สินสมรส คำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งโดยไม่แยกแยะว่ารถยนต์คันใดเป็นของครอบครัวจำเลย เป็นสินสมรส หรือเป็นสินส่วนตัว จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยรับเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว

ส่วนที่จำเลยกล่าวอ้างว่าจำหน่ายทรัพย์สินไปหมดแล้วนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1534 บัญญัติว่า "สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวก็ดี จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหายก็ดี... จงใจทำลายให้สูญหายไปก็ดี ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533 ..." จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะวินิจฉัยว่าคำให้การที่จำเลยอ้างว่าได้จำหน่ายสินสมรสไปแล้วมาลอย ๆ เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวให้ถือเสมือนว่า สินสมรสนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามบทบัญญัติดังกล่าว

ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่าขณะอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย โจทก์เป็นผู้ดูแลฟาร์มวัวทั้งหมด จำเลยให้การปฏิเสธว่า ได้จำหน่ายวัวทั้งหมดไปเป็นเงิน 1,000,000 บาท เนื่องจากประสบภาวะขาดทุน มิได้ปฏิเสธว่ามิใช่สินสมรส เท่ากับจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ มานำสืบให้เห็นตามที่กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้อง

ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีไม้ซุงและไม้แผ่นดังกล่าวจริง จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม้บางส่วนเป็นของบุคคลภายนอก บางส่วนเป็นสินสมรสซึ่งได้แปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์แล้ว โดยกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่แยกแยะให้เห็นว่า ไม้ส่วนใดเป็นของบุคคลภายนอก ส่วนใดเป็นสินสมรส กรณีจึงเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่จำต้องวินิจฉัย ต้องฟังว่าสินสมรสดังกล่าวมีอยู่จริง

ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า พระเครื่องเป็นสินสมรสโดยมีพยานหลักฐาน คือ บัญชีคุมพระและภาพถ่ายพระเครื่อง ทั้งมีบันทึกการเจรจาส่งมอบทรัพย์สินและยึดทรัพย์ประกอบคดี ที่โจทก์ส่งมอบพระเครื่องให้แก่จำเลย 187 องค์ ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธว่า พระเครื่องเป็นสินส่วนตัวและได้จำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกไปหมดสิ้นแล้ว กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ที่ว่า "ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสนสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้เป็นสินสมรส" จำเลยย่อมมีภาระการพิสูจน์ ส่วนที่จำเลยให้การว่าพระเครื่องที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นพระเครื่องที่ไม่ปรากฎในคำฟ้อง จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์เช่นกัน แต่จำเลยนำสืบพยานหลักฐานโดยมี ฬ.มาเบิกความเป็นพยาน ซึ่งพยานปากดังกล่าวเป็นเพียงผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการดูพระเครื่อง หาใช่พยานที่รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้พระเครื่องของจำเลยมาว่าเป็นการได้มาระหว่างสมรสหรือไม่ จำเลยเองซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์กลับไม่มาเบิกความต้องถือว่าจำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์และใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 198,306,929.50 บาท หากไม่สามารถตกลงกันได้หรือจำเลยเพิกเฉยให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งปันกันระหว่างโจทก์กับจำเลยต่อไป หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติภายใน 30 วัน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแบ่งปันกันทั้งหมด ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นเงิน 1,320,000 บาท และในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ กับให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นเงิน 2,200,000 บาท และในอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ในวันนัดไกล่เกลี่ยและชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้อง และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 3257, 3847, 4949 และ 4950 ซึ่งมีชื่อบุคคลภายนอกถือกรรมสิทธิ์ และไม่รับฟ้องในส่วนของคำขอแบ่งหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ต่อมาโจทก์แถลงขอสละประเด็นตามคำฟ้องในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 24106 เนื้อที่ 35 ไร่ 96.4 ตารางวา ราคาประเมินประมาณ 21,000,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคำฟ้องข้อดังกล่าวจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดกัน ให้โจทก์กับจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน แต่ให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจกำหนดถิ่นที่อยู่รวมถึงเรื่องการศึกษาของบุตรผู้เยาว์เพียงฝ่ายเดียว ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2560 ถึงเดือนพฤษภาคม 2565 เป็นเวลา 62 เดือน ในอัตราเดือนละ 18,000 บาท เป็นเงิน 1,116,000 บาท และตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ในอัตราเดือนละ 25,000 บาท และตั้งแต่บุตรผู้เยาว์ศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท ให้แบ่งสินสมรส คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 27334 เลขที่ดิน 1137 เนื้อที่ 2 งาน ที่ดินโฉนดเลขที่ 27365 เนื้อที่ 13 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 76228 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เนื้อที่ 1 ไร่ 12 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 30070 เนื้อที่ 3 งาน 57 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 30071 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 16625 เนื้อที่ 6 ไร่ 66.7 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 16564 เนื้อที่ 2 ไร่ 25.6 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 16565 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 93.1 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 1605 เนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 37.4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 2084 เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 29.3 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 31672 เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 79.5 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 31673 เนื้อที่ 19 ไร่ 81.2 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33272 เนื้อที่ 29 ไร่ 3 งาน 26.3 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33273 เนื้อที่ 33 ไร่ 94.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33400 เนื้อที่ 26 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 36867 เนื้อที่ 11 ไร่ 30.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 38552 เนื้อที่ 2 ไร่ 31.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3257 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3847 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 17 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4949 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4950 เนื้อที่ 4 ไร่ 11 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 36952 เนื้อที่ 28 ไร่ 10.5 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 43276 เนื้อที่ดินรวม 27.2 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 182249 เนื้อที่ 17 ไร่ 77.4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 58627 เนื้อที่ 3 งาน 4.8 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 58628 เนื้อที่ 2 งาน 79.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 143911 เนื้อที่ 1 ไร่ 33.6 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 241340 เนื้อที่ 3.8 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 241341 เนื้อที่ 4.8 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 251085 เนื้อที่ 95 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 251086 เนื้อที่ 33.5 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 251087 เนื้อที่ 33.3 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 154 เนื้อที่ 25 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 16335 เนื้อที่ 118 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 16336 เนื้อที่ 58 ไร่ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1266 เนื้อที่ 28 ไร่ 1 งาน 69 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1898 เนื้อที่ 44 ไร่ 72 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1899 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 98 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1902 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 19 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1903 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1904 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 48 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1905 เลขที่ดิน 901 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา และเลขที่ 1907 เลขที่ดิน 101 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 62 ตารางวา ห้องชุดอาคาร บ. โฉนดที่ดินเลขที่ 61394 และ 61395 และพระรูปหล่อลอยองค์ เนื้อทองคำ มหาลาภไอ้ไข่ วัดเจดีย์ ให้โจทก์กับจำเลยฝ่ายละกึ่งหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วนำเงินมาแบ่งกัน แต่หากยังตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ว. บุตรผู้เยาว์ นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ ในอัตราเดือนละ 25,000 บาท และนับตั้งแต่บุตรผู้เยาว์มีอายุ 17 ปี ขึ้นไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท ให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรส คือ แบ่งวัวที่เลี้ยงในฟาร์มวัวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้จำเลยชำระเงินค่าวัวเป็นเงิน 750,000 บาท และแบ่งไม้แผ่นและไม้ซุงที่เก็บไว้ที่บ้าน ที่โกดัง และที่โรงเรือนสองชั้น ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้จำเลยชำระเงินค่าไม้แผ่นและไม้ซุงเป็นเงิน 1,500,000 บาท สำหรับรายการรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถแทรกเตอร์ คือ รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น HILUX สีขาว หมายเลขทะเบียน กท 3113 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น VELLFIRE 2.4 สีดำ หมายเลขทะเบียน กอ 8888 สงขลา และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น Fortuner สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 กฎ 6458 กรุงเทพมหานคร หรือ ขง 1 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น FJ CRUISER 4.0 สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน ขง 2222 สงขลา รถแทรกเตอร์ ยี่ห้อฮิตาชิ สีส้ม หมายเลขทะเบียน ตค 2109 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน กอ 6156 สงขลา รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กก สงขลา 9715 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน คพว สงขลา 630 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ สีดำแดง หมายเลขทะเบียน คยธ สงขลา 680 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน งนษ สงขลา 495 รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน บบ 2320 ปราจีนบุรี และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา หมายเลขทะเบียน นค 5101 พระนครศรีอยุธยา กับรายการพระเครื่อง คือ หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A2 รุ่นเตารีด เนื้อนวะ (พิมพ์เมฆพัฒ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A3 รุ่นเตารีด เนื้อนวะ (พิมพ์เมฆพัฒ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A4 รุ่นเตารีด เนื้อนวะ(ฉ.) (เบอร์ 139) (4ฉ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A6 รุ่นเตารีด เนื้อนวะ(ฉ.) (เบอร์ 284) (1ฉ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A8 รุ่นเตารีด A เนื้อนวะ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A9 รุ่นเตารีด A เนื้อนวะ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A13 รุ่นเตารีด A เนื้อนวะ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A16 เลขใต้ฐาน เบอร์ 425 สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A17 เลขใต้ฐาน เบอร์ 510 สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง B ลำดับ B1 เตารีด (โลหะผสมพิม A) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง B ลำดับ B3 เตารีด (โลหะผสมพิม A) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง B ลำดับ B5 เตารีด (โลหะผสมพิม A) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง B ลำดับ B9 เตารีด (โลหะผสมพิม A) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C6 เตารีด อัลปาเช่ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C8 เตารีด อัลปาเช่ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C11 เตารีด หน้าใหญ่ (เตารีดเล็ก) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C13 เตารีดเล็ก สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C15 เตารีดเล็ก แข้งขีด สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C19 เตารีด พิมพ์กลางไม่ปั๊ม สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C20 เตารีด พิมพ์กลางไม่ปั๊ม สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C21 พระกริ่ง บัวรอบ สร้างปีที่ 2508 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D1 หลังเตารีด เนื้อเหลือง (พิมเมฆพัฒ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D2 หลังเตารีด เนื้อเหลือง (พิมเมฆพัฒ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D10 เตารีด พิมพ์ B สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D11 เตารีด พิมพ์ C สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D13 ปั๊มซ้ำ บ็อกแตก สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D16 ปั๊มซ้ำ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D17 ปั๊มซ้ำ 2 ชาย สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D18 เตารีด หน้าจีน สร้างปีที่ 2508 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D19 หลังหนังสือ ตัว (ท.) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D23 หลังหนังสือเล็ก (ว.) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E1 ขี่คอ แจกกรรมการ สร้างปีที่ 2509 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E2 เหรียญเสมา รุ่น 3 (อัลปาก้า) สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E3 เหรียญเสมา 2 จุด สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E4 เหรียญเสมาทองแดง สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E5 เหรียญเสมาทองแดง สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E6 เหรียญเสมา (อัลปาก้า) สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E8 น้ำเต้าหน้าหนุ่ม สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E9 น้ำเต้าหน้าแก่ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E10 เหรียญไข่ปลา รุ่น 4 10 ขีด สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E11 รุ่น 4 ไข่ปลา สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E12 ใบสาเก หน้าแก่ สร้างปีที่ 2508 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E13 เหรียญไข่ปลาใหญ่ พุดย้อย รุ่น 2 สร้างปีที่ 2502 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E14 เหรียญ 5 เหลี่ยม สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E15 เหรียญ 5 เหลี่ยม สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E18 รูปถ่ายหลวงปู่ทวด สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E21 เม็ดแตง หน้าผากสี่เส้น สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง F ลำดับ F2 เนื้อคลั่ง (หัวมีขีด) กล่อง F ลำดับ F7 ปลัดขิก หลวงพ่อแปลก และกล่อง F ลำดับ F12 ตะกรุด (อาจารย์นำ) ให้โจทก์กับจำเลยแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วนำเงินมาแบ่งกัน แต่หากยังตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 3257 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3847 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 17 ตาราวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4949 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 4950 เนื้อที่ 4 ไร่ 11 ตารางวา กันคนละกึ่งหนึ่งนั้นเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังยุติว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2551 มีบุตรด้วยกันคือเด็กชาย ว. พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่จังหวัดสงขลา เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2560 โจทก์กับจำเลยมีเหตุทะเลาะวิวาทกัน โจทก์ออกจากบ้านพักอาศัยพาบุตรผู้เยาว์ไปอยู่ที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ โดยไม่ได้กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยอีก คดีในส่วนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าโจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี มีเหตุให้หย่าขาดจากกัน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลย โจทก์กับจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน แต่ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจในการกำหนดถิ่นที่อยู่และการศึกษาของบุตรผู้เยาว์เพียงฝ่ายเดียว จำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์และจำเลยต้องแบ่งสินสมรสที่เป็นที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ห้องชุดอาคาร บ. และพระรูปหล่อลอยองค์เนื้อทองคำ มหาลาภไอ้ไข่ วัดเจดีย์ ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 3257 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3847 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 17 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4949 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 4950 เนื้อที่ 4 ไร่ 11 ตารางวา ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ยกฟ้อง จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถแทรกเตอร์ เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ภาระการพิสูจน์ย่อมเป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การ หากศาลชั้นต้นกำหนดภาระการพิสูจน์ไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย่อมมีอำนาจกำหนดภาระการพิสูจน์ใหม่ให้ถูกต้องเสียได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสที่มีอยู่กับจำเลย หากจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่เลยตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ภาระการพิสูจน์ย่อมตกอยู่แก่โจทก์ แต่จำเลยให้การรับว่าเคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่ โดยยกข้อต่อสู้ว่าสินสมรสดังกล่าวไม่มีอยู่แล้วในภายหลัง จึงเป็นคำให้การรับข้อเท็จจริงในทรัพย์สินตามฟ้องแล้ว แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 การที่โจทก์ฟ้องว่ามีทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อันเป็นสินสมรส เป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น HILUX สีขาว หมายเลขทะเบียน กท 3113 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น VELLFIRE 2.4 สีดำ หมายเลขทะเบียน กอ 8888 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น Fortuner สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 กฎ 6458 กรุงเทพมหานคร หรือ ขง 1 สงขลา โดยโจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์ แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยไม่ได้ให้การถึง จึงถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว และต้องห้ามมิให้จำเลยนำพยานเข้าสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เห็นเป็นอื่นแต่อย่างใด รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น FJ CRUISER 4.0 สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน ขง 2222 สงขลา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์ มาแสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยได้จำหน่ายรถยนต์คันดังกล่าวไปแล้วในราคา 2,000,000 บาท ถือว่าจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย และรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อฮิตาชิ สีส้ม หมายเลขทะเบียน ตค 2109 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน กอ 6156 สงขลา รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กก สงขลา 9715 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน คพว สงขลา 630 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ สีดำแดง หมายเลขทะเบียน คยธ สงขลา 680 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน งนษ สงขลา 495 รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน บบ 2320 ปราจีนบุรี และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา คันหมายเลขทะเบียน นค 5101 พระนครศรีอยุธยา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์ แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่า ทรัพย์บางรายการเป็นทรัพย์สินของครอบครัวจำเลย บางรายการเป็นสินสมรสโดยทรัพย์ทั้งหมดถูกจำหน่ายในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ บางรายการเป็นสินส่วนตัวของจำเลย หาใช่สินสมรส คำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งโดยไม่แยกแยะว่ารถยนต์คันใดเป็นของครอบครัวจำเลย เป็นสินสมรส หรือเป็นสินส่วนตัว จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยกล่าวอ้างว่าจำหน่ายทรัพย์สินไปหมดแล้วนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534 บัญญัติว่า "สินสมรสที่คู่สมรสผ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวก็ดี จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหายก็ดี... จงใจทำลายให้สูญหายไปก็ดี ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533..." จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะวินิจฉัยว่าคำให้การที่จำเลยอ้างว่าได้จำหน่ายสินสมรสไปแล้วมาลอย ๆ เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวให้ถือเสมือนว่า สินสมรสนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถแทรกเตอร์เป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า วัว ไม้แผ่น ไม้ซุง และพระเครื่องเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่าขณะอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย โจทก์เป็นผู้ดูแลฟาร์มวัวทั้งหมด จำเลยให้การปฏิเสธว่า ได้จำหน่ายวัวทั้งหมดไปเป็นเงิน 1,000,000 บาท เนื่องจากประสบภาวะขาดทุน มิได้ปฏิเสธว่ามิใช่สินสมรส เท่ากับจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ มานำสืบให้เห็นตามที่กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้อง แม้โจทก์จะเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า วัวตายเนื่องจากเกิดโรคระบาดก็ไม่ได้หมายความว่า วัวในฟาร์มจะตายไปทั้งหมด ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยให้จำเลยแบ่งวัวที่เหลือในฟาร์ม โดยกำหนดมูลค่าเป็นเงินจำนวน 750,000 บาท แก่โจทก์ ชอบแล้ว

ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีไม้ซุงและไม้แผ่นดังกล่าวจริง จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม้บางส่วนเป็นของบุคคลภายนอก บางส่วนเป็นสินสมรสซึ่งได้แปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์แล้ว โดยกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่แยกแยะให้เห็นว่า ไม้ส่วนใดเป็นของบุคคลภายนอก ส่วนใดเป็นสินสมรส กรณีจึงเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่จำต้องวินิจฉัย ต้องฟังว่าสินสมรสดังกล่าวมีอยู่จริง

ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าพระเครื่องเป็นสินสมรสโดยมีพยานหลักฐาน คือ บัญชีคุมพระและภาพถ่ายพระเครื่อง ทั้งมีบันทึกการเจรจาส่งมอบทรัพย์สินและยึดทรัพย์ประกอบคดี ที่โจทก์ส่งมอบพระเครื่องให้แก่จำเลย 187 องค์ ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธว่า พระเครื่องเป็นสินส่วนตัว และได้จำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกไปหมดสิ้นแล้ว กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง ที่ว่า "ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส" จำเลยย่อมมีภาระการพิสูจน์ ส่วนที่จำเลยให้การว่าพระเครื่องที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นพระเครื่องที่ไม่ปรากฏในคำฟ้อง จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์เช่นกัน แต่จำเลยนำสืบพยานหลักฐาน โดยมีนายฬาเมศ มาเบิกความเป็นพยาน ซึ่งจำเลยยื่นบัญชีระบุพยานปากนี้ไว้ในวันเดียวกันกับวันสืบพยานจำเลยปากนี้ และโจทก์ได้คัดค้านการสืบพยานปากนี้ อีกทั้งพยานจำเลยปากดังกล่าวเป็นเพียงผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการดูพระเครื่อง หาใช่พยานที่รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้พระเครื่องของจำเลยมาว่าเป็นการได้มาระหว่างสมรสหรือไม่ ทั้งจำเลยเองซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์กลับไม่มาเบิกความ ต้องถือว่าจำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง ได้ จำเลยจึงต้องแบ่งพระเครื่องให้โจทก์กึ่งหนึ่งตามส่วนที่โจทก์นำสืบได้ว่ายังมีพระเครื่องซึ่งเป็นสินสมรสบางส่วนอยู่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 วรรคสอง ม. 1534
ป.วิ.พ. ม. 84/1 ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นาย ฏ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา — นายเกียรติศักดิ์ สงแก้ว
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางปารณี มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
นันทิกา จิวัธยากูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3557 -ที่ 3558/2568
#719654
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นอ้างว่าคำสั่งลดค่าปรับของศาลชั้นต้น และการสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษบังคับตามคำพิพากษาตามยอมอันเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี โดยมิใช่เป็นการอุทธรณ์เพื่อเรียกร้องค่าปรับจากผู้ร้องโดยตรง เป็นการอุทธรณ์คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์แล้วมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงเป็นการไม่ชอบ ผู้คัดค้านจึงหาจำต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการ และกรณีไม่มีเหตุที่ผู้คัดค้านจะต้องยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวด้วย คำสั่งรับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และการนัดไต่สวนคำร้องจึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน เมื่อคดีตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ และผู้คัดค้านได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 200 บาท จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีกได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เพราะผู้คัดค้านไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ขาดมาชำระให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ร้องจดทะเบียนเด็กหญิง อ. เป็นบุตร ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและขอให้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง อ. ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า ผู้ร้องยินยอมให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง อ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว นับแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไป ผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องมาพบและรับบุตรผู้เยาว์ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่บุตรผู้เยาว์ได้สัปดาห์ละหนึ่งวัน ทุก ๆ วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10 นาฬิกา ถึง 16 นาฬิกา โดยให้มีผู้คัดค้านร่วมเดินทางไปดูแลบุตรผู้เยาว์ตามสมควรและเหมาะสม และจะไม่กีดกันผู้ร้องแต่อย่างใด เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2561 เป็นต้นไป ทั้งนี้หากผู้ร้องไม่สามารถรับบุตรผู้เยาว์ได้ตามกำหนดไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การงานหรือกิจธุระสำคัญให้ผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน โดยผู้ร้องจะต้องแจ้งไปยังอีเมลของผู้คัดค้านทางอีเมล และให้ถือว่าผู้คัดค้านได้ทราบแล้ว ในกรณีที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านประสงค์จะนำบุตรผู้เยาว์เดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันไปดำเนินการให้ความยินยอมต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามระเบียบจนเสร็จสิ้นทั้งหมด โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าตามสมควรแก่พฤติการณ์ ผู้ร้องตกลงชำระค่าเล่าเรียนบุตรผู้เยาว์ก่อนหน้านี้ให้แก่ผู้คัดค้านเป็นเงินจำนวน 70,000 บาท ชำระภายในวันทำสัญญาโดยโอนเข้าบัญชีธนาคาร ท. สาขาป่าตอง (ภูเก็ต) ชื่อบัญชีนางสาว ว. บัญชีเลขที่ 601282xxxx ผู้ร้องและผู้คัดค้านจะไปเปิดบัญชีธนาคาร ท. สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัล เพื่อเด็กหญิง อ. ภายในวันที่ 2 สิงหาคม 2561 โดยให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวฝ่ายละ 40,000 บาท เพื่อเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 1 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 กันยายน 2561 ไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ กรณีที่มีค่าอุปการะเลี้ยงดูมากกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่เดิมให้ผู้คัดค้านนำเอกสารรายละเอียดค่าใช้จ่ายมาแสดงต่อผู้ร้องและต้องชำระฝ่ายละครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายดังกล่าว ส่วนประเด็นตามคำร้องไม่สามารถตกลงตกลงกันได้

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ส่วนอำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และข้อตกลงอื่นให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมตามคำร้อง ผู้ร้องชำระมาในอัตราขั้นต่ำอยู่แล้วจึงไม่คืน ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมตามคำคัดค้าน ผู้คัดค้านได้รับยกเว้นตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 155 จึงไม่จำต้องสั่ง

หลังจากนั้นผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษาตามยอมว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2561 ต่อกันใหม่ โดยในส่วนที่ไม่ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้คงบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความเดิมทุกประการ ทั้งนี้ในส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่มีดังนี้ ผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องมาพบและรับบุตรผู้เยาว์ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่บุตรผู้เยาว์ได้สัปดาห์ละ 1 วัน ทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10 นาฬิกา ถึง 16 นาฬิกา นับตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป โดยผู้ร้องจะมารับบุตรผู้เยาว์ที่บ้านพักในเขตจังหวัดภูเก็ตของผู้คัดค้านทุกวันอาทิตย์ เวลา 10 นาฬิกา ในการนี้ผู้ร้องยินยอมให้ผู้คัดค้านหรือพี่เลี้ยงที่ผู้คัดค้านมอบหมายร่วมเดินทางไปดูแลบุตรผู้เยาว์ด้วย ทั้งนี้ผู้คัดค้านตกลงไม่นำบุตรผู้เยาว์ไปทำกิจกรรมอื่นใดในวันอาทิตย์ หากผู้ร้องไม่สามารถมารับบุตรผู้เยาว์ได้ตามกำหนดไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การงานหรือธุระสำคัญตามสมควรแก่เหตุให้ผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบล่วงหน้าทางอีเมล อย่างน้อย 2 วัน ก่อนถึงกำหนดวันรับและให้ถือว่าผู้คัดค้านได้รับทราบแล้ว อนึ่ง การติดต่อระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ให้ติดต่อสื่อสารกันเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์เท่านั้นโดยจะไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคายหรือด่าทอกันและจะไม่ติดต่อกันทางช่องทางอื่นนอกจากจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ในกรณีที่ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านประสงค์จะนำบุตรผู้เยาว์เดินทางไปท่องเที่ยวและศึกษาเล่าเรียนช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ยังต่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายตกลงดำเนินการให้ความยินยอมแก่กันตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งนี้แต่ละฝ่ายที่จะนำบุตรผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศจะต้องแจ้งรายละเอียดให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ดังนี้ เดินทางไปทำอะไร มีระยะเวลาเท่าใด พร้อมทั้งแสดงตั๋วเครื่องบินไปและกลับให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ในการแสดงความยินยอมนั้น หากผู้ร้องหรือผู้คัดค้านได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แต่ไม่ตอบกลับภายใน 5 วัน ถือว่าฝ่ายนั้นยินยอมด้วยแล้ว ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ท. สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัลภูเก็ต บัญชีเลขที่ 817264xxxx ชื่อบัญชี นางสาว ว. เพื่อเด็กหญิง อ. เป็นเงินคนละ 40,000 บาท เพื่อเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 1 ของเดือน ไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ กรณีมีค่าอุปการะเลี้ยงดูมากกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่เดิมให้ผู้คัดค้านนำเอกสารรายละเอียดค่าใช้จ่ายมาแสดงต่อผู้ร้อง และต้องชำระฝ่ายละครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายดังกล่าวภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ผู้คัดค้านจะคัดถ่ายเอกสารรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีและรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับบุตรผู้เยาว์ให้ผู้ร้องทราบทางอีเมล ทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 5 ของเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2564 ทั้งนี้ ผู้ร้องยินยอมให้ผู้คัดค้านนำค่าซื้อรถยนต์ ซึ่งผู้คัดค้านต้องชำระแก่ผู้ให้เช่าซื้อเดือนละ 32,000 บาท มารวมคำนวณในค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านโอนเข้าบัญชีบุตรผู้เยาว์ด้วย นอกจากนี้ผู้ร้องยินยอมให้คิดค่าอาหารและสิ่งของจำเป็นอันเป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท ค่าน้ำมันรถ เดือนละ 5,000 บาท และค่าพี่เลี้ยงบุตรผู้เยาว์เดือนละ 5,000 บาท โดยผู้คัดค้านไม่จำต้องแสดงใบเสร็จในส่วนนี้ ปัจจุบันบุตรผู้เยาว์ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่โรงเรียน ก. ชั้นอนุบาล 3 ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงให้บุตรผู้เยาว์ศึกษาต่อจนจบหลักสูตร และให้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียน ข. เท่านั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้โดยเคร่งครัด ทั้งสองฝ่ายตกลงให้ฝ่ายที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาชำระค่าปรับและค่าเสียหายเป็นรายวัน อัตราวันละ 100,000 บาท ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่ได้กระทำผิดสัญญาจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามสัญญาที่มีอยู่ทั้งหมดโดยเคร่งครัดต่อไป กรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้อง คำฟ้องต่อศาลนี้เพื่อไต่สวนเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทตามสัญญาฉบับนี้และศาลได้พิจารณาไต่สวนแล้วไม่มีมูลความจริง ฝ่ายผู้ยื่นคำร้อง คำฟ้องต่อศาลจะต้องรับผิดชอบชำระค่าทนายความให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งในอัตราสูงสุดที่ศาลได้กำหนดให้

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเนื่องจากผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม กล่าวคือ ผู้ร้องผิดนัดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นเวลา 45 วัน คิดค่าปรับวันละ 100,000 บาท เป็นเงิน 4,500,000 บาท เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2563 ผู้ร้องส่งข้อความทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้คัดค้านด้วยถ้อยคำหยาบคาย คิดเป็นค่าปรับ 100,000 บาท และในวันเดียวกันผู้ร้องมิได้มารับบุตรผู้เยาว์ที่บ้านพักและไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ คิดค่าปรับ 100,000 บาท ต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2564 ผู้ร้องมิได้มารับบุตรผู้เยาว์ที่บ้านพักและไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ คิดเป็นค่าปรับ 100,000 บาท และวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้ร้องส่งข้อความทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้คัดค้านด้วยถ้อยคำหยาบคาย คิดเป็นค่าปรับ 100,000 บาท นอกจากนี้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ของเดือนมกราคม 2564 ขาดไป 10,000 บาท และของเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ยังไม่ได้ชำระจำนวนเงิน 40,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี 4,950,000 บาท

ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า เนื่องจากผู้คัดค้านพยายามบ่ายเบี่ยงการที่ผู้ร้องจะรับบุตรผู้เยาว์อันเป็นเหตุนำไปสู่การผิดสัญญาของผู้ร้อง โดย ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2564 มีค่าปรับจากการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเงิน 15,122,725.42 บาท เป็นเหตุให้ผู้ร้องถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีอายัดเงินเดือน เดือนละ 204,000 บาท อายัดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ท. บัญชีเลขที่ 886212xxxx และบัญชีเลขที่ 88621xxxx รวมเป็นเงิน 5,000,000 บาท และยึดเรือกลเดินทะเล ราคา 150,000 บาท ผู้คัดค้านได้รับเงินจากการบังคับคดีแล้ว 2 ครั้ง เป็นเงิน 548,274.58 บาท และ 204,000 บาท รวมเป็นเงิน 752,274.58 บาท และยังมีหนี้ค้างอยู่อีก 15,122,725.42 บาท และอีกวันละ 100,000 บาท จึงเห็นได้ว่าเป็นค่าปรับที่สูงเกินส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 40,000 บาท ผู้คัดค้านขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วยการใช้สิทธิไม่สุจริตเพราะผู้ร้องไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ การดำเนินการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ถูกต้องและผิดระเบียบ ขอให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว และให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำบังคับ หมายบังคับคดี หรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดี ให้คืนทรัพย์สินที่ได้ดำเนินการบังคับคดีทั้งในส่วนของการยึดทรัพย์และการอายัดสิทธิเรียกร้อง อีกทั้งคืนเงินค่าปรับและเงินที่ผู้คัดค้านได้รับไปแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนและให้งดการบังคับคดีไว้ในระหว่างวินิจฉัยชี้ขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 วรรคสาม

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินเดือนค่าจ้างของผู้ร้องในส่วนที่ยังไม่ได้จ่ายแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เพิกถอนการยึดเรือ และให้ผู้คัดค้านใช้ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินและกรณีอายัดเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2564 ว่า ศาลชั้นต้นลดค่าปรับตามคำพิพากษาตามยอมเหลือ 684,600 บาท ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับค่าปรับ 15,122,725.42 บาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลส่วนที่ขาดให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควร หากไม่ชำระให้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเพื่อดำเนินการต่อไป

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนแต่ทนายผู้คัดค้านยืนยันว่าจะนำพยานเข้าไต่สวนเมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่ง ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้คัดค้านไม่มีพยานมาไต่สวนให้ได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 จึงให้ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน หากผู้คัดค้านประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (1) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

ผู้คัดค้านฎีกาคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน และฎีกาคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยกอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน และจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความเพราะผู้คัดค้านไม่นำค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระเพิ่มตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นอ้างว่าคำสั่งลดค่าปรับของศาลชั้นต้น และการสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษบังคับตามคำพิพากษาตามยอมอันเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี โดยมิใช่เป็นการอุทธรณ์เพื่อเรียกร้องค่าปรับจากผู้ร้องโดยตรง เป็นการอุทธรณ์คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์แล้วมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงเป็นการไม่ชอบ ผู้คัดค้านจึงหาจำต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการ และกรณีไม่มีเหตุที่ผู้คัดค้านจะต้องยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวด้วย คำสั่งรับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และการนัดไต่สวนคำร้องจึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน เมื่อคดีตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ และผู้คัดค้านได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 200 บาท จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีกได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เพราะผู้คัดค้านไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ขาดมาชำระให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด จึงไม่ชอบ ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกคำสั่งรับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น และยกคำสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีที่ทุนทรัพย์กับคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แล้วให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาและพิพากษาไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132 (1) ม. 156/1 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ส.
ผู้คัดค้าน — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต — นายรณัฏฐ์ สรรคบุรีรานุรักษ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายเผดิม เพ็ชรกูล
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา