หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาสินเชื่อบ้าน ก.จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หนี้ถึงกำหนดชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อประกันชีวิต จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดเวลาชำระวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยไม่ต้องฟ้องศาล โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองไม่ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินจำนองเพื่อชำระในส่วนดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง คือ จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่ทราบว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาบ้านเมือง เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนากระทำความผิด เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพ จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติให้ลงโทษผู้กระทำความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ต้องปรับบทลงโทษจำเลยสองฐานความผิด และเมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปลอมบัตรประจำตัวประชาชน จึงให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90
จำเลยทั้งสองปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินโจทก์จากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 บ่งชี้ให้เห็นเจตนาของจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันปิดกั้นเพื่อไม่ให้โจทก์เข้าออกที่ดินบริเวณดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายและถือเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองฐานบุกรุกได้
จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาก็ตาม ก็ถือได้ว่ากระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้ว อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83
ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีแพ่งให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนเสาและลวดหนามของจำเลยที่ 1 ออกไปจากที่ดินและได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์แล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ก็ตาม ก็ถือได้ว่ากระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 83, 362
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรก็เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ ของ ป.อ. และความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งมีองค์ประกอบความผิดในลักษณะเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นอั้งยี่และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรดังกล่าว ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อผู้นั้นเข้าเป็นสมาชิกหรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบกันก็ตาม ความผิดทั้ง 3 ฐานดังกล่าว จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง เมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ จึงเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งซึ่งเกิดภายหลังแยกออกจากกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จดังกล่าว จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์มีเจตนายกห้องชุดให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่จำเลยไปจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลย การจดทะเบียนขายห้องชุดเป็นนิติกรรมอำพรางการให้ นิติกรรมการขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และต้องบังคับตามนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง แต่นิติกรรมการซื้อขายและการให้โดยเสน่หานั้นต่างมีสาระสำคัญเหมือนกันคือการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปให้อีกฝ่าย เพียงแต่การให้โดยเสน่หาเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนจากผู้รับ ส่วนการซื้อขายผู้ซื้อต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขาย เมื่อโจทก์ประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่จำเลยมาแต่ต้น การทำนิติกรรมโดยจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดดังกล่าวให้แก่จำเลย จึงพออนุโลมได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าโจทก์ยกห้องชุดให้แก่จำเลยตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว นิติกรรมการให้ห้องชุดระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์และสามารถใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์มีเจตนาจะยกห้องชุดให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนว่าโจทก์ขายให้แก่จำเลย ถือได้ว่าเจตนาที่แท้จริงคือการให้ การจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลยจึงเป็นนิติกรรมอำพรางการให้ นิติกรรมการขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และต้องบังคับตามนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง แต่นิติกรรมการซื้อขายและการให้โดยเสน่หานั้นต่างมีสาระสำคัญเหมือนกันคือการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปให้อีกฝ่าย เพียงแต่การให้โดยเสน่หาเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนจากผู้รับ ส่วนการซื้อขายผู้ซื้อต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขาย เมื่อโจทก์ประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่จำเลยมาตั้งแต่ต้นแล้ว โจทก์จึงลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและมอบเอกสารต่าง ๆ ของโจทก์ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเป็นของจำเลย ซึ่งหาก ว. ภรรยาโจทก์ไม่ทราบว่าโจทก์คบหากับจำเลยฉันสามีภรรยาด้วย เชื่อว่าโจทก์ก็คงไม่โต้แย้งหรือเรียกร้องห้องชุดคืนจากจำเลยเป็นแน่ การทำนิติกรรมโดยจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลย จึงพออนุโลมได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าโจทก์ยกห้องชุด ให้แก่จำเลยตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว นิติกรรมการให้ห้องชุด ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์และสามารถใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมที่ดินของโจทก์ตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมที่จำเลยทั้งสองจัดสรร แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ตั้งใจจำหน่ายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใดมาก่อน แต่เมื่อที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสวนอุตสาหกรรมที่ถูกจำเลยทั้งสองแบ่งออกเป็นแปลงย่อยไว้และไม่ได้ถูกกันหรือแยกออกมาเพื่อการอื่นนอกโครงการจัดสรรแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมที่จะจำหน่ายที่ดินแปลงดังกล่าวดั่งที่ดินจัดสรรเหมือนกับที่ดินจัดสรรแปลงอื่นที่เหลืออยู่ได้ ที่ดินของโจทก์จึงเป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสองจัดสรรในสวนอุตสาหกรรมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1
จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดสรรที่ดิน ย่อมมีหน้าที่จัดให้มีสาธารณูปโภคซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรในสวนอุตสาหกรรม อันรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ของโจทก์ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 และข้อ 30 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองจัดให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 864 และ 1340 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2922 เป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรในสวนอุตสาหกรรม ที่ดินที่จัดสรรในสวนอุตสาหกรรมจึงเป็นสามยทรัพย์ที่ได้ภาระจำยอมมาโดยผลของกฎหมาย แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้เป็นผู้จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ให้แก่โจทก์โดยตรง ก็ไม่ทำให้ที่ดินของจำเลยทั้งสองหลุดพ้นจากภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ไปได้เพราะภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่มีขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินแปลงอื่นและไม่สิ้นไปเมื่อสามยทรัพย์เปลี่ยนเจ้าของ
แม้โจทก์จะรับโอนที่ดินที่จัดสรรมาหลังจาก พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ที่ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 ยังคงบัญญัติไว้เช่นเดียวกับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงยังมีหน้าที่บำรุงรักษาภาระจำยอมดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นต่อไป และแม้โจทก์จะไม่ได้เดือดร้อนในการสัญจรเข้าออกที่ดินเพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้ห้ามการใช้เส้นทาง แต่โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ได้ เพราะเป็นการอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ภาระจำยอม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1391 วรรคหนึ่ง
โจทก์และจำเลยตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างคอนโดมิเนียมขายนำกำไรมาแบ่งปันกัน ต่อมามีผู้สนใจซื้อที่ดินดังกล่าวและผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตกลงขายที่ดินเพื่อทำกำไร อันเป็นกรณีที่หุ้นส่วนเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินกิจการเป็นการซื้อที่ดินและขายเพื่อนำกำไรมาแบ่งปันกัน เมื่อได้ขายที่ดินดังกล่าวและรับเงินจากการขายแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเลิกกันเพราะเสร็จการนั้นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (3) และมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วก็ให้จัดการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน เมื่อคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยต่างยอมรับว่า ห้างหุ้นส่วนนี้ได้มีการชำระบัญชีกันแล้ว แต่มีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวแก่เงินลงทุนและส่วนแบ่งกำไรของผู้เป็นหุ้นส่วนอันเป็นข้อพิพาทในชั้นชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญ จึงเป็นกรณีที่หุ้นส่วนประสงค์ให้จัดทำบัญชีเพื่อแบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน มิได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จึงต้องทำการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. เมื่อมีการจัดทำบัญชีกัน แต่โจทก์อ้างสัดส่วนการลงทุนของโจทก์และจำนวนส่วนแบ่งกำไรที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากการเข้าหุ้นกันประกอบกิจการ และจำเลยปฏิเสธสัดส่วนการลงทุนของโจทก์รวมถึงจำนวนส่วนแบ่งกำไรที่โจทก์มีสิทธิได้รับ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยพิพาทกันเกี่ยวกับการจัดทำบัญชี โจทก์ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมมีอำนาจฟ้อง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการยอมความกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) หมายถึง การยอมความในทางอาญาเท่านั้น มิได้หมายความว่า เมื่อมีการยอมความกันไม่ว่าจะในเรื่องใดแล้ว จะทำให้คดีอาญาต้องระงับไปด้วย เมื่อผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "ไม่ติดใจดำเนินคดีส่วนแพ่งกับจำเลย สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" คำแถลงของผู้เสียหายดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางแพ่งเท่านั้น ส่วนที่ผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" นั้น เป็นการแถลงขอให้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยตามที่เห็นสมควรเท่านั้น มิใช่เป็นการยอมความกัน เมื่อไม่มีข้อตกลงโดยชัดแจ้งว่าผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้ ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของ ส. บุตรเขยของ ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมา ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและ ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและ ช. มีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับ ช. ในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่การช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจร
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้ ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของ ส. บุตรเขยของ ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมา ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและ ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและ ช. มีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับ ช. ในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่การช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจร
เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก โดยผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)
โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จำเลยลักเงินสดของผู้เสียหายไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,804,760 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 334, 336 ทวิ ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบได้ความว่า ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยและบุคคลอื่นอีก 4 คน โดยบุคคลอื่นเบิกถอนเงินและส่งมอบให้จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวแม้จะแตกต่างจากฟ้อง แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติโดยมีสาระสำคัญในกรณีนี้ว่า ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และยักยอก มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอ เว้นแต่การที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ซึ่งคดีนี้แม้จำเลยให้การปฏิเสธ แต่จำเลยนำสืบยอมรับว่า ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยกับบุคคลอื่นอีก 4 คนจริง แต่จำเลยไม่นำเงินไปส่งมอบให้ผู้เสียหายเพราะ ส. ไม่โอนเงินค่าจ้างให้จำเลย เช่นนี้ไม่ถือว่าจำเลยหลงต่อสู้ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอก จึงลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้
ปรากฏตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ ภ. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามกฎหมาย โดยให้รายละเอียดว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารบุคคลอื่น จำเลยมีหน้าที่รวบรวมเงินทั้งหมดส่งมอบให้ผู้เสียหาย จำเลยได้รับเงินจากบุคคลดังกล่าวที่ได้เบิกถอนเงินมาแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย เห็นได้ว่า ผู้เสียหายกล่าวหาต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้วว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้นคือจำเลย ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและมีเจตนาจะให้จำเลยได้รับโทษ จึงเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว โดยผู้เสียหายไม่จำต้องระบุว่าจะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใด
จากข้อความที่โจทก์ร่วมสนทนากับจำเลย จำเลยมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงต่อโจทก์ร่วมว่าในขณะที่โจทก์ร่วมสั่งซื้อสินค้าชุดนอน 5,000 ชุด นั้น จำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว โจทก์ร่วมก็ทราบว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าในครอบครองพร้อมจะส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม ประกอบกับในเฟซบุ๊กของจำเลยมีข้อความเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า "เปิดพรีออเดอร์ล๊อตใหม่" ซึ่งหมายถึงเปิดให้สั่งจองหรือสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า แม้จะมีภาพถ่ายใบหน้าจำเลยอยู่ด้านหน้ากองสินค้าก็ตาม แต่ก็ไม่มีข้อความใดยืนยันว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองพร้อมส่งมอบดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง อีกทั้งข้อความที่โจทก์ร่วมและจำเลยสนทนากัน เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่โจทก์ร่วมในขณะนั้นแล้วว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด อยู่ในครอบครอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง และไม่เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่าการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมสั่งซื้อชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด และโจทก์ร่วมโอนเงิน 135,000 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบชุดนอนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมภายในเวลาที่ตกลงกัน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงิน 135,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้ในคดีอาญาข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงและคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่าการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมสั่งซื้อชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด และโจทก์ร่วมโอนเงิน 135,000 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบชุดนอนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมภายในเวลาที่ตกลงกัน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงิน 135,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่โจทก์ตกลงสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยที่ 1 กับพวกประกาศขายพร้อมทั้งแจ้งราคาขายทางไลน์กลุ่ม 60 ก้อน ก้อนละ 200 ฉบับ รวม 12,000 ฉบับ ราคาฉบับละ 82.50 บาท เป็นเงิน 990,000 บาท และโจทก์โอนเงิน 990,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 เพื่อชำระค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว และยังตกลงสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยที่ 1 กับพวกประกาศขายพร้อมทั้งแจ้งราคาทางกลุ่มไลน์กลุ่มอีก 65 ก้อน ก้อนละ 200 ฉบับ รวม 13,000 ฉบับ ราคาฉบับละ 83 บาทเป็นเงิน 1,079,000 บาท และโจทก์โอนเงิน 1,079,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 4 เพื่อชำระค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว ก็เพราะโจทก์จะนำสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าวไปขายต่อ การที่โจทก์สั่งซื้อหรือสั่งจองสลากกินแบ่งรัฐบาลตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินกว่าฉบับละ 80 บาท ที่มีกำหนดราคาไว้ในสลากกินแบ่งรัฐบาล ตาม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 มาตรา 39 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 มาตรา 13 แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่า โจทก์รับข้อเสนอดังกล่าวโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย มิได้เป็นไปโดยสุจริต จะถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมายมิได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมเนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความ และมาตรา 9 ให้ถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีคำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อของจำเลยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา แต่ตามมาตรา 8 ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สนทนากันจะต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยมีความหมายว่ากู้ยืมเงิน จึงจะถือว่าข้อความนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อความดังกล่าวไม่แสดงถึงการกู้ยืมเงินแล้ว ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมไม่มีผลผูกพันและบังคับใช้ทางกฎหมายให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมบันทึกหน้าจอแอปพลิเคชันไลน์ที่โจทก์และจำเลยสนทนากันปรากฏข้อความว่า วันที่ 15 มีนาคม 2565 เวลา 15.20 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์ แล้วเวลา 16.35 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์อีกครั้ง จากนั้นเวลา 17 นาฬิกา โจทก์โอนเงิน 100,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลย เวลา 17.07 นาฬิกา จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีข้อความ "ขอบคุณครับ" ถึงโจทก์ เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความ และมาตรา 9 ให้ถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีคำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อของจำเลยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา แต่ตามมาตรา 8 ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สนทนากันจะต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยมีความหมายว่ากู้ยืมเงิน จึงจะถือว่าข้อความนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อความดังกล่าวไม่แสดงถึงการกู้ยืมเงินแล้ว ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมไม่มีผลผูกพันและบังคับใช้ทางกฎหมายให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมภาระการพิสูจน์ย่อมเป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การ หากศาลชั้นต้นกำหนดภาระการพิสูจน์ไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย่อมมีอำนาจกำหนดภาระการพิสูจน์ใหม่ให้ถูกต้องเสียได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสที่มีอยู่กับจำเลย หากจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่เลยตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ภาระการพิสูจน์ย่อมตกอยู่แก่โจทก์ แต่จำเลยให้การรับว่าเคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่ โดยยกข้อต่อสู้ว่าสินสมรสดังกล่าวไม่มีอยู่แล้วในภายหลัง จึงเป็นคำให้การรับข้อเท็จจริงในทรัพย์สินตามฟ้องแล้ว แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6
การที่โจทก์ฟ้องว่ามีทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อันเป็นสินสมรส โดยโจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยไม่ได้ให้การถึง จึงถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว และต้องห้ามมิให้จำเลยนำพยานเข้าสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เห็นเป็นอื่นแต่อย่างใด รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้ารุ่น FJ CRUISER 4.0 สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน ขง 2222 สงขลา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์มาแสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยได้จำหน่ายรถยนต์คันดังกล่าวไปแล้วในราคา 2,000,000 บาท ถือว่าจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย และรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อฮิตาชิ สีส้ม หมายเลขทะเบียน ตค 2109 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน กอ 6156 สงขลา รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ หลายเลขทะเบียน 1 กก สงขลา 9715 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน คพว สงขลา 630 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ สีดำแดง หมายเลขทะเบียน คยธ สงขลา 680 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน งนษ สงขลา 495 รถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน บบ 2320 ปราจีนบุรี และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา คันหมายเลขทะเบียน นค 5101 พระนครศรีอยุธยา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่า ทรัพย์บางรายการเป็นทรัพย์สินของครอบครัวจำเลย บางรายการเป็นสินสมรสโดยทรัพย์ทั้งหมดถูกจำหน่ายในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ บางรายการเป็นสินส่วนตัวของจำเลย หาใช่สินสมรส คำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งโดยไม่แยกแยะว่ารถยนต์คันใดเป็นของครอบครัวจำเลย เป็นสินสมรส หรือเป็นสินส่วนตัว จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยรับเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว
ส่วนที่จำเลยกล่าวอ้างว่าจำหน่ายทรัพย์สินไปหมดแล้วนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1534 บัญญัติว่า "สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวก็ดี จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหายก็ดี... จงใจทำลายให้สูญหายไปก็ดี ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533 ..." จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะวินิจฉัยว่าคำให้การที่จำเลยอ้างว่าได้จำหน่ายสินสมรสไปแล้วมาลอย ๆ เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวให้ถือเสมือนว่า สินสมรสนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามบทบัญญัติดังกล่าว
ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่าขณะอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย โจทก์เป็นผู้ดูแลฟาร์มวัวทั้งหมด จำเลยให้การปฏิเสธว่า ได้จำหน่ายวัวทั้งหมดไปเป็นเงิน 1,000,000 บาท เนื่องจากประสบภาวะขาดทุน มิได้ปฏิเสธว่ามิใช่สินสมรส เท่ากับจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ มานำสืบให้เห็นตามที่กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้อง
ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีไม้ซุงและไม้แผ่นดังกล่าวจริง จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม้บางส่วนเป็นของบุคคลภายนอก บางส่วนเป็นสินสมรสซึ่งได้แปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์แล้ว โดยกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่แยกแยะให้เห็นว่า ไม้ส่วนใดเป็นของบุคคลภายนอก ส่วนใดเป็นสินสมรส กรณีจึงเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่จำต้องวินิจฉัย ต้องฟังว่าสินสมรสดังกล่าวมีอยู่จริง
ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า พระเครื่องเป็นสินสมรสโดยมีพยานหลักฐาน คือ บัญชีคุมพระและภาพถ่ายพระเครื่อง ทั้งมีบันทึกการเจรจาส่งมอบทรัพย์สินและยึดทรัพย์ประกอบคดี ที่โจทก์ส่งมอบพระเครื่องให้แก่จำเลย 187 องค์ ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธว่า พระเครื่องเป็นสินส่วนตัวและได้จำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกไปหมดสิ้นแล้ว กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ที่ว่า "ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสนสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้เป็นสินสมรส" จำเลยย่อมมีภาระการพิสูจน์ ส่วนที่จำเลยให้การว่าพระเครื่องที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นพระเครื่องที่ไม่ปรากฎในคำฟ้อง จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์เช่นกัน แต่จำเลยนำสืบพยานหลักฐานโดยมี ฬ.มาเบิกความเป็นพยาน ซึ่งพยานปากดังกล่าวเป็นเพียงผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการดูพระเครื่อง หาใช่พยานที่รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้พระเครื่องของจำเลยมาว่าเป็นการได้มาระหว่างสมรสหรือไม่ จำเลยเองซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์กลับไม่มาเบิกความต้องถือว่าจำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ได้
ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นอ้างว่าคำสั่งลดค่าปรับของศาลชั้นต้น และการสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษบังคับตามคำพิพากษาตามยอมอันเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี โดยมิใช่เป็นการอุทธรณ์เพื่อเรียกร้องค่าปรับจากผู้ร้องโดยตรง เป็นการอุทธรณ์คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์แล้วมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงเป็นการไม่ชอบ ผู้คัดค้านจึงหาจำต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการ และกรณีไม่มีเหตุที่ผู้คัดค้านจะต้องยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวด้วย คำสั่งรับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และการนัดไต่สวนคำร้องจึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน เมื่อคดีตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ และผู้คัดค้านได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 200 บาท จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีกได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เพราะผู้คัดค้านไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ขาดมาชำระให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด จึงไม่ชอบ
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม