คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 51/2546
#48268
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษานำ น.ส.3 ก. สำหรับที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่จะถูกบังคับคดี การยึดและการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทจึงไม่ชอบ แม้โจทก์จะเป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินพิพาทได้โดยสุจริต ก็ไม่มีผลผูกพันที่ดินพิพาท ซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นไปก่อนแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องเรียกโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินพิพาทได้มาสอบถามเสียก่อน ส่วนโจทก์จะได้รับความเสียหายอย่างไรก็สามารถไปฟ้องร้องว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องต่างหากได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 50,000บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องไม่เกินจำนวน 7,975บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2541 โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 42 เลขที่ดิน 56ตำบลปากทาง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ของจำเลยที่ 1 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 11 มกราคม 2543 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าวโดยโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 66,000 บาท เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2543 ศาลชั้นต้นได้มีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิจิตรดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 12เมษายน 2543 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิจิตรได้มีหนังสือแจ้งให้ศาลชั้นต้นทราบว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 42 ดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 30785 หน้าสำรวจ 988 ตำบลปากทาง อำเภอเมืองพิจิตรจังหวัดพิจิตร ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2540 กรณีถือว่าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเดิมเป็นอันยกเลิกแล้ว ครั้นวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 จำเลยที่ 1 ได้นำโฉนดที่ดินดังกล่าวจดทะเบียนให้นางสาวยุพเยาว์ ตรีเดช และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541นางสาวยุพเยาว์ได้จดทะเบียนขายให้แก่นางสมลักษณ์ บุพบุศ ครั้นวันที่ 26 เมษายน2543 หัวหน้าสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิจิตรได้รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวให้ศาลชั้นต้นทราบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวโดยไม่ไต่สวนก่อน จึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลชอบแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 42 ต่อมาวันที่ 23ธันวาคม 2540 ได้ออกเป็นโฉนดเลขที่ 30785 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 จำเลยที่ 1ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่นางสาวยุพเยาว์ ตรีเดช และต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน2541 นางสาวยุพเยาว์ได้จดทะเบียนขายให้แก่นางสมลักษณ์ บุพบุศ เมื่อวันที่ 24ธันวาคม 2541 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาทตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 42 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์และโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทชอบหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่โจทก์นำยึดที่ดินพิพาทนั้นจำเลยที่ 1 ได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทไปขอออกเป็นโฉนดเลขที่ 30785 และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะถูกบังคับคดี การยึดและการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ แม้โจทก์จะเป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินพิพาทได้โดยสุจริต ก็ไม่มีผลผูกพันที่ดินพิพาทซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นไปก่อนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนโดยชัดแจ้งและโจทก์เองก็ได้ยื่นคำแถลงยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2543 ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทที่ไม่ชอบเสียได้โดยไม่จำต้องเรียกโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินพิพาทได้มาสอบถามเสียก่อนดังที่โจทก์ฎีกาส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ตามพฤติการณ์ไม่น่าเชื่อว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกันจริงและการโอนกระทำกันโดยไม่สุจริตนั้น หากโจทก์เสียหายอย่างไร ก็ชอบที่จะไปฟ้องร้องว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า คำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของศาลชั้นต้นชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กิมไน้ อุทัยธรรม
จำเลย — นางสาว ยุพิน ตรีเดช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 40/2546
#48267
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาจำเลยที่ว่าการบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 จะต้องเป็นความผิดฐานเดียวกันและขณะกระทำผิดอายุต้องเกิน 17 ปี และตามคำขอท้ายฟ้องจะต้องระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ด้วยนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จำเลยก็ยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 มิได้บังคับว่าโทษในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้กับโทษในคดีหลังจะต้องเป็นโทษจากความผิดฐานเดียวกันจึงจะบวกโทษได้และมิได้มีข้อยกเว้นเกี่ยวกับอายุของผู้กระทำผิด ดังนั้น แม้จะมีเหตุดังกล่าวศาลก็นำโทษของจำเลยในคดีก่อนที่รอการลงโทษไว้บวกกับโทษในคดีหลังได้

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 6 เดือน โทษจำคุกรอไว้ 2 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง และภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษไว้ จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกขอให้ศาลบวกโทษที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีหลังด้วย และในคำขอท้ายฟ้องโจทก์ก็ได้ระบุว่าขอให้ศาลสั่งบวกโทษจำเลย ศาลจึงมีอำนาจบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ แม้โจทก์จะมิได้ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง เพราะมาตราดังกล่าวมิใช่มาตราที่บัญญัติว่าเป็นการกระทำความผิดอันจำต้องอ้างมาในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2543 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยกับพวกที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายโดยชกต่อยและเตะถีบทำร้ายร่างกายนายธีระศักดิ์ระหว่างบ้าน ผู้เสียหายที่ 1 นายกฤษดา ปัทพี ผู้เสียหายที่ 2 ถูกที่บริเวณใบหน้าและลำตัว จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 4,000 บาทโทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี ในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้ใบรับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมืองโดยไม่มีเหตุอันควร ตามคดีอาญาหมายเลขที่ 2178/2543 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2543 จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในกำหนดเวลาที่ศาลรอการลงโทษไว้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295 และบวกโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295ประกอบมาตรา 83 จำเลยอายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน นำโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2178/2543 ของศาลชั้นต้นบวกเข้ากับโทษในคดีนี้รวมเป็นจำคุก 10 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 จะต้องเป็นความผิดฐานเดียวกันและขณะกระทำผิดอายุต้องเกิน 17 ปี และตามคำขอท้ายฟ้องจะต้องระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ด้วยนั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยก็ยกขึ้นฎีกาในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 สำหรับปัญหาตามที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายข้อแรกว่าการบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 จะต้องเป็นความผิดฐานเดียวกัน และขณะกระทำผิดจำเลยอายุไม่เกิน 17 ปี จึงไม่อาจนำบทมาตราดังกล่าวมาบังคับแก่จำเลยได้เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 บัญญัติว่า ถ้าภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษและศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังแล้วแต่กรณี บทมาตราดังกล่าวมิได้มีข้อบังคับว่าโทษในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้ กับโทษในคดีหลังจะต้องเป็นโทษจากความผิดฐานเดียวกันจึงจะบวกโทษได้และมิได้มีข้อยกเว้นเกี่ยวกับอายุของผู้กระทำผิด ดังนั้น ศาลจึงนำโทษของจำเลยในคดีก่อนที่รอการลงโทษไว้บวกกับโทษในคดีหลังได้ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาข้อกฎหมายต่อมาว่า ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ไว้ด้วย ศาลจึงไม่อาจบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังได้ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกรอไว้มีกำหนด2 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีหมายเลขแดงที่ 2178/2543 ของศาลชั้นต้นและภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษไว้ จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีก ขอให้ศาลบวกโทษที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีหลังด้วย และในคำขอท้ายฟ้องโจทก์ก็ได้ระบุว่าขอให้ศาลสั่งบวกโทษจำเลยตามกฎหมาย ดังนั้น ศาลย่อมมีอำนาจบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ แม้โจทก์จะมิได้ระบุถึงประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58 ไว้ในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ตาม เพราะมาตราดังกล่าวมิใช่เป็นมาตราที่บัญญัติว่าเป็นการกระทำความผิดอันจำต้องอ้างมาในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้กล่าวมาในฟ้องและมีคำขอแล้ว โจทก์จะอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 หรือไม่ ศาลที่พิพากษาคดีหลังก็บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นาย พิศาลหรือตั๊กหรือติ๊ก เข็มกลัด
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 40/2546
#110282
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 มิได้มีข้อบังคับว่าโทษในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้กับโทษในคดีหลังจะต้องเป็นโทษจากความผิดฐานเดียวกัน จึงจะนำมาบวกโทษได้ และมิได้มีข้อยกเว้นเกี่ยวกับอายุของผู้กระทำความผิด แม้ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุไม่เกิน 17 ปี ศาลก็นำโทษของจำเลยในคดีก่อนที่รอการลงโทษไว้บวกกับโทษในคดีหลังได้

โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ศาลบวกโทษที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีหลัง และในคำขอท้ายฟ้องโจทก์ก็ได้ระบุว่า ขอให้ศาลสั่งบวกโทษจำเลยตามกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ แม้โจทก์จะมิได้ระบุถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ไว้ในคำขอท้ายฟ้องโจทก์ก็ตาม เพราะมาตราดังกล่าวมิใช่เป็นมาตราที่บัญญัติว่าเป็นการกระทำความผิดอันจำต้องอ้างมาในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6)

ปัญหาว่า การบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 จะต้องเป็นความผิดฐานเดียวกัน ขณะกระทำความผิดอายุต้องเกิน 17 ปี และต้องอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ในคำขอท้ายฟ้องหรือไม่นั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยก็ยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายโดยชกต่อยและเตะถีบทำร้ายร่างกายนาย ธ. ผู้เสียหายที่ ๑ นาย ก. ผู้เสียหายที่ ๒ ถูกที่บริเวณใบหน้าและลำตัว จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๒๙๕ จำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนอยู่ระหว่างรอการลงโทษ จึงขอให้บวกโทษจำเลยตามกฎหมายด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ ประกอบมาตรา ๘๓ จำเลยอายุไม่เกิน ๑๗ ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ จำคุก ๘ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๔ เดือน นำโทษจำคุก ๖ เดือน ที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๑๗๘/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้นบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมเป็นจำคุก ๑๐ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่าการบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘ จะต้องเป็นความผิดฐานเดียวกัน และขณะกระทำผิดอายุต้องเกิน ๑๗ ปี และตามคำขอท้ายฟ้องจะต้องระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘ ด้วยนั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค ๗ จำเลยก็ยกขึ้นฎีกาในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ สำหรับปัญหาตามที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายข้อแรกว่าการบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘ จะต้องเป็นความผิดฐานเดียวกัน และขณะกระทำผิดจำเลยอายุไม่เกิน ๑๗ ปี จึงไม่อาจนำบทมาตราดังกล่าวมาบังคับแก่จำเลยได้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘ บัญญัติว่า ถ้าภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา ๕๖ ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิด อันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษและศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังแล้วแต่กรณี บทมาตราดังกล่าวมิได้มีข้อบังคับว่าโทษในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้ กับโทษในคดีหลังจะต้องเป็นโทษจากความผิดฐานเดียวกันจึงจะบวกโทษได้และมิได้มีข้อยกเว้นเกี่ยวกับอายุของผู้กระทำผิด ดังนั้น ศาลจึงนำโทษของจำเลยในคดีก่อนที่รอการลงโทษไว้บวกกับโทษในคดีหลังได้ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาข้อกฎหมายต่อมาว่าตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘ ไว้ด้วย ศาลจึงไม่อาจบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังได้ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ๖ เดือน ปรับ ๔,๐๐๐ บาท โทษจำคุกรอไว้มีกำหนด ๒ ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีหมายเลขแดงที่ ๒๑๗๘/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้น และภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษไว้ จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีก ขอให้ศาลบวกโทษที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีหลังด้วย และในคำขอท้ายฟ้องโจทก์ก็ได้ระบุว่าขอให้ศาลสั่งบวกโทษจำเลยตามกฎหมาย ดังนั้น ศาลย่อมมีอำนาจบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ แม้โจทก์จะมิได้ระบุถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘ ไว้ในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ตาม เพราะมาตราดังกล่าวมิใช่เป็นมาตราที่บัญญัติว่าเป็นการกระทำความผิดอันจำต้องอ้างมาในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๖) ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้กล่าวมาในฟ้องและมีคำขอแล้ว โจทก์จะอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘ หรือไม่ ศาลที่พิพากษาคดีหลังก็บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 158 (6) ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายพิศาลหรือตั๊กหรือติ๊ก เข็มกลัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายสุวีวัฒน์ ประมงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2546
#49820
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีครบกำหนดแล้ว โจทก์ยังยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีและนำเงินเข้าบัญชีเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีกันต่อไปอีก และโจทก์ก็มิได้บอกเลิกสัญญาถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงต่ออายุสัญญาบัญชีเดินสะพัดออกไปโดยไม่มีกำหนดเวลา แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถอนเงินจากบัญชีเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม2534 แล้ว หลังจากนั้นไม่ปรากฏรายการเดินสะพัด คงมีแต่การคิดดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1ค้างชำระในแต่ละเดือนทบเป็นต้นเงิน โดยมีการหักทอนบัญชีกันในวันที่ 30 ธันวาคม2534 แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่าไม่ประสงค์จะให้มีการสะพัดทางบัญชีระหว่างกันอีกต่อไป สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงเป็นอันเลิกกันในวันที่ 30 ธันวาคม2534 อันเป็นวันหักทอนบัญชีกันครั้งสุดท้าย หาได้เลิกกันในวันที่ 30 กันยายน 2536 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์หักเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่ค้างชำระของจำเลยที่ 1 ไม่ ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2534 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ 1

แม้ตามหนังสือยินยอมมอบเงินฝากเป็นประกันหนี้ของผู้อื่นซึ่งจำเลยที่ 2 ทำกับโจทก์ โจทก์จะสามารถนำเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 หักทอนบัญชีหักลบกลบหนี้กับยอดเงินเบิกเกินบัญชีได้เมื่อใดก็ตาม แต่สิทธิและอำนาจนี้โจทก์ต้องดำเนินการในระหว่างสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมีผลใช้บังคับ เมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงในวันที่30 ธันวาคม 2534 และจำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธินำเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 มาหักโอนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทันที หลังจากนั้นหากจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระหนี้อยู่จำนวนเท่าใด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำนวนเงินดังกล่าวแบบไม่ทบต้นจนกว่าจะชำระเสร็จ เมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงโจทก์จะคิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่พึงเรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์ซึ่งปรับเปลี่ยนอีกต่อไปไม่ได้ คงเรียกได้ตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีคือ อัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี อันเป็นสิทธิตามสัญญาที่พึงได้โดยชอบมาแต่เดิมเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 830,542.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 816,845.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า หลังจากสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีครบกำหนดแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้เดินบัญชีกับโจทก์อีก โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ไม่เกินวันที่ครบกำหนดตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี หรือไม่เกินวันที่ 30 กันยายน 2536 ที่โจทก์หักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 อันเป็นวันที่โจทก์แสดงเจตนาเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายและตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ ตามระเบียบของโจทก์จะไม่ยอมให้ลูกค้ามีหนี้ค้างชำระเกินวงเงินหลักประกัน เมื่อโจทก์หักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2มาชำระหนี้แล้วจำเลยทั้งสองไม่มีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์อีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 551,095.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2536ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2536 อัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2536 ถึงวันที่27 มีนาคม 2537 อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มีนาคม 2537 ถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2537 อัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 9มีนาคม 2539 และอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2533 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน2,000,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือนและยอมให้โจทก์เพิ่มหรือลดอัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย หากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ กำหนดชำระหนี้ดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 26 ตุลาคม 2534 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและมอบเงินฝากประจำบัญชีเลขที่312-213173-7 ของจำเลยที่ 2 จำนวน 2,000,000 บาท เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1โดยยอมให้โจทก์หักเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้ได้ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 เบิกเงินจากโจทก์และนำเงินเข้าบัญชีเพื่อหักทอนหนี้กับโจทก์หลายครั้งอันเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ และจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์เรื่อยมา วันที่ 30กันยายน 2536 โจทก์หักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 จำนวน2,335,606.80 บาท ชำระหนี้โจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ส่วนที่ยังค้างชำระ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงเมื่อใด และจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้โจทก์หรือไม่ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 1 มีกำหนดระยะเวลา 12 เดือนครบกำหนดวันที่26 ตุลาคม 2534 แต่เมื่อครบกำหนดแล้ว ตามสำเนาบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมายจ.7 ฉบับออกรายงานวันที่ 31 ตุลาคม 2534 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2534 และวันที่ 30ธันวาคม 2534 โจทก์ยังยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีและนำเงินเข้าบัญชีเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีกันต่อไปอีกและโจทก์ก็มิได้บอกเลิกสัญญา พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงต่ออายุสัญญาบัญชีเดินสะพัดดังกล่าวออกไปโดยไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดสัญญา สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงยังใช้บังคับได้จนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญาหรือมีการหักทอนบัญชีและเรียกให้ชำระหนี้คงเหลือ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถอนเงินจากบัญชีจำนวน 300,000 บาท เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2534 ตามสำเนาบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.7 ฉบับออกรายงานวันที่ 30 ธันวาคม 2534 แล้ว หลังจากนั้นไม่ปรากฏรายการเดินสะพัดในบัญชีอันจะเป็นหลักฐานแสดงว่านับแต่วันที่20 ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 1 ขอเบิกเงินจากบัญชีหรือโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีอีกเลย คงมีแต่การคิดดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระในแต่ละเดือนทบเป็นต้นเงินเท่านั้นโดยมีการหักทอนบัญชีกันในวันที่ 30 ธันวาคม 2534 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1เป็นหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 2,271,831.02 บาท ซึ่งสูงกว่าวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 271,831.02 บาท แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1ว่าไม่ประสงค์จะให้มีการสะพัดทางบัญชีระหว่างกันอีกต่อไป และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 กำหนดหักทอนบัญชีทุกวันสิ้นสุดของเดือนในวันและเวลาทำงานของธนาคาร สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงเป็นอันเลิกกันในวันที่ 30 ธันวาคม 2534 อันเป็นวันหักทอนบัญชีกันครั้งสุดท้ายเพื่อให้จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชำระหนี้ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือ หาได้เลิกกันในวันที่ 30 กันยายน 2536 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์หักเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่ค้างชำระของจำเลยที่ 1 ดังศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2534 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ 1 ต่อไป ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า จำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้โจทก์หรือไม่นั้น จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มอบเงินฝากประจำจำนวน 2,000,000 บาท เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเงินฝากจำนวนนี้ จำเลยที่ 2 มีสิทธิได้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีนั้น เห็นว่า ได้ความจากคำเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านของพยานโจทก์สองปากคือ นายวุฒิศิน สมอุ่นจารย์ผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขามุกดาหารและเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนายเมธา แสนโคตร เจ้าหน้าที่สินเชื่อธนาคารโจทก์สาขามุกดาหารว่า ดอกเบี้ยเงินฝากบัญชีที่จำเลยที่ 2 นำมาฝากไว้เป็นประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จะต่ำกว่าดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมายจ.4 ระบุดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเงินฝากจากบัญชีดังกล่าวอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ซึ่งเมื่อคิดดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ทำหนังสือยินยอมมอบเงินฝากเป็นประกันหนี้ของผู้อื่นเอกสารหมาย จ.6 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2534 จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2534 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดของสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแล้วเป็นเวลาประมาณ 5 เดือน จำเลยที่ 2 มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเงินฝากเป็นเงินจำนวน 120,833.33 บาท ดังฎีกาของจำเลยทั้งสอง แม้ตามหนังสือยินยอมมอบเงินฝากเป็นประกันหนี้ของผู้อื่นเอกสารหมาย จ.6 จะแสดงว่าธนาคารโจทก์มีสิทธิและอำนาจจัดการแก่เงินฝาก กล่าวคือ สามารถนำเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 หักทอนบัญชีหักกลบลบหนี้กับยอดเงินเบิกเกินบัญชีได้เมื่อใดก็ตามแต่สิทธิและอำนาจนี้โจทก์ต้องดำเนินการในระหว่างสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมีผลใช้บังคับเมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีได้สิ้นสุดลงในวันที่ 30 ธันวาคม 2534 และจำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ชอบที่ใช้สิทธินำเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 มาหักโอนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทันที หลังจากนั้นหากจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระหนี้อยู่จำนวนเท่าใด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำนวนเงินดังกล่าวแบบไม่ทบต้นจนกว่าจะชำระเสร็จเท่านั้น แต่โจทก์กลับเพิกเฉยและยังคงคิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนจากจำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิตลอดมาทำให้ยอดหนี้ค้างชำระของจำเลยที่ 1 ตามที่ปรากฏในบัญชีกระแสรายวันสูงขึ้น โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2536 เป็นเวลา 22 เดือน แล้วจึงนำเงินฝากของจำเลยที่ 2 เข้าหักทอนบัญชีจึงไม่ถูกต้อง ตามสำเนาบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.7 ฉบับออกรายงานวันที่ 30 ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 2,271,831.02 บาท เมื่อนำเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 2 จำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 120,833.33 บาท หักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แล้ว ในวันที่ 31 ธันวาคม 2534 จึงคงเหลือหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระให้แก่โจทก์จำนวน 150,997.69 บาท ซึ่งหนี้เงินจำนวนนี้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยไม่ทบต้นจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ โดยเมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงโจทก์จะคิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่พึงเรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.11 ซึ่งปรับเปลี่ยนอีกต่อไปไม่ได้คงเรียกได้ตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 คืออัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี อันเป็นสิทธิตามสัญญาที่พึงได้โดยชอบมาแต่เดิมเท่านั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 150,997.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2534 ถึงวันที่ 30กันยายน 2536 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 856 ม. 859
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธนกิจค้าไม้ก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สายันต์ สุรสมภพ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 35/2546
#48265
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำร้ายร่างกายผู้ตายเนื่องจากโกรธที่ผู้ตายปัสสาวะรดที่นอน จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตายคงมีเจตนาทำร้ายเท่านั้น เมื่อการทำร้ายของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าเด็กหญิงเนติมา จำปาวงษ์ อายุ 3 ปี 1 เดือน โดยใช้ที่ฉีดน้ำชำระฉีดพุ่งใส่ใบหน้าและศีรษะของเด็กหญิงเนติมาอย่างแรงหลายครั้งแล้วจับศีรษะของเด็กหญิงเนติมากดลงในโถส้วมซึ่งมีน้ำขังอยู่จนเด็กหญิงเนติมาหมดสติไป จากนั้นจำเลยใช้กำปั้นทุบที่ท้องและบีบท้องเด็กหญิงเนติมาอย่างแรงแล้วนำเด็กหญิงเนติมามาวางพาดบนโถส้วมแล้วใช้ฝาโถส้วมกดทับที่บริเวณท้องอย่างแรง เป็นเหตุให้เด็กหญิงเนติมาได้รับอันตรายถึงตับแตก ขั้วลำไส้ฉีกขาด และถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่ากระทำไปด้วยความประมาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนาหรือไม่ ในการวินิจฉัยว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงจะต้องได้ความชัดว่าจำเลยมีเจตนากระทำการเพื่อฆ่าโดยพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยยิ่งกว่าบาดแผลที่ผู้ตายได้รับ ข้อเท็จจริงจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางรัชดาพรรณและของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.11 ได้ความตรงกันว่า นางรัชดาพรรณและจำเลยพักอาศัยอยู่ในห้องที่เกิดเหตุมาตั้งแต่ปี 2541โดยมีความสัมพันธ์เหมือนสามีภริยากัน (คือหญิงอยู่กับหญิงด้วยกันแบบสามีภริยา)ต่อมาในปี 2542 นางรัชดาพรรณไปรับผู้ตายมาอยู่ด้วย ในระหว่างที่อยู่กินด้วยกันไม่ปรากฏว่านางรัชดาพรรณและจำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน อีกทั้งไม่ปรากฏเช่นกันว่าจำเลยเกลียดชังผู้ตาย แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของนางรัชดาพรรณว่าในช่วงแรกจำเลยรักใคร่เลี้ยงดูผู้ตายอย่างดี แต่ภายหลังผู้ตายมักจะทำสิ่งของเลอะเทอะ จำเลยเพียงแต่บ่นว่าไม่ชอบและเฆี่ยนตีผู้ตายในลักษณะสั่งสอน และตำหนินางรัชดาพรรณว่าเลี้ยงดูบุตรไม่เป็น เหตุคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากนางรัชดาพรรณ จำเลย และผู้ตายตื่นนอน สาเหตุที่ทำร้ายสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ตายปัสสาวะรดที่นอนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยปัจจุบันจากสาเหตุเพียงเท่านี้ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จำเลยถึงกับจะคิดฆ่าผู้ตาย ขณะเกิดเหตุจำเลยและผู้ตายอยู่ในห้องน้ำถ้อยคำที่จำเลยพูดกับผู้ตายที่นางรัชดาพรรณได้ยินเป็นต้นว่า "นี่จะจำได้หรือยัง ที่ฉี่ที่เยี่ยวอยู่ตรงนี้" "ทีหลังจะฉี่อีกไหม จะจำได้หรือยัง" ส่อไปในทำนองว่าจำเลยมีอารมณ์โกรธพูดขู่บังคับให้ผู้ตายจดจำสิ่งที่ตนบอก มิได้ส่อไปในทางที่จำเลยมีความเคียดแค้นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายผู้ตายแต่อย่างใด แม้นางรัชดาพรรณเบิกความว่าเวลาที่จำเลยหงุดหงิดและโมโหจะทำโทษผู้ตาย จำเลยเคยพูดว่า "ฆ่าเสียให้ตายดีไหม" ก็ตาม จะถือเอาเป็นจริงตามคำพูดนั้นหาได้ไม่ ขณะเกิดเหตุโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นจึงไม่ได้ความชัดแจ้งว่าจำเลยได้กระทำต่อผู้ตายอย่างไรบ้าง แต่จากคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและการนำชี้สถานที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพปรากฏว่าจำเลยใช้อารมณ์ลงโทษผู้ตายอย่างรุนแรงโดยการกดศีรษะผู้ตายในโถส้วมซึ่งมีน้ำจากสายยางชำระที่จำเลยฉีดไปที่ศีรษะผู้ตายเอ่อล้นขึ้นมา และจากการกระทำของจำเลยดังกล่าวเชื่อว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ตายสำลักน้ำแล้วหมดสติไป เมื่อเป็นเช่นนี้ คงด้วยความตกใจหรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของจำเลยจึงปรากฏข้อเท็จจริงตามคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนอีกว่าจำเลยใช้มือขยุ้มท้องและใช้กำปั้นทุบท้องผู้ตาย อีกทั้งนำผู้ตายพาดบนโถส้วมแล้วใช้ฝาโถส้วมกดทับท้องผู้ตายซึ่งการกระทำของจำเลยดังกล่าวพอเข้าใจได้ว่าจำเลยพยายามจะรีดน้ำให้ออกจากท้องของผู้ตายนั่นเอง จึงน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้อวัยวะภายในช่องท้องของผู้ตายได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงตามรายงานการตรวจศพ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีเหตุผลและน้ำหนักฟังได้เพียงว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้ตายจริงเนื่องจากโกรธที่ผู้ตายปัสสาวะรดที่นอน แต่เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏมูลเหตุที่แน่ชัดในอันที่จะจูงใจให้จำเลยฆ่าผู้ตายแล้ว พฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดเหตุแล้วปรากฏว่าจำเลยยังช่วยนางรัชดาพรรณพาผู้ตายไปหาแพทย์และเมื่อทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วจำเลยเป็นผู้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร มิได้หลบหนีแต่อย่างใด แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยอย่างแท้จริงว่าไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตายคงเพียงแต่มีเจตนาทำร้ายเท่านั้น เมื่อการทำร้ายของจำเลยเป็นเหตุให้เกิดการกระทบกระเทือนอวัยวะภายในร่างกายของผู้ตายอย่างรุนแรงจนผู้ตายถึงแก่ความตาย ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290วรรคหนึ่ง จำคุก 12 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 290 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวศศิธร จากสมัย
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 35/2546
#48266
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำร้ายร่างกายผู้ตายเนื่องจากโกรธที่ผู้ตายปัสสาวะรดที่นอนจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตายคงมีเจตนาทำร้ายเท่านั้นเมื่อการทำร้ายของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าเด็กหญิงเนติมา จำปาวงษ์ อายุ 3 ปี 1 เดือน โดยใช้ที่ฉีดน้ำชำระฉีดพุ่งใส่ใบหน้าและศีรษะของเด็กหญิงเนติมาอย่างแรงหลายครั้งแล้วจับศีรษะของเด็กหญิงเนติมากดลงในโถส้วมซึ่งมีน้ำขังอยู่จนเด็กหญิงเนติมาหมดสติไปจากนั้นจำเลยใช้กำปั้นทุบที่ท้องและบีบท้องเด็กหญิงเนติมาอย่างแรง แล้วนำเด็กหญิงเนติมามาวางพาดบนโถส้วมแล้วใช้ฝาโถส้วมกดทับที่บริเวณท้องอย่างแรง เป็นเหตุให้เด็กหญิงเนติมาได้รับอันตรายถึงตับแตก ขั้วล้ำไส้ฉีกขาด และถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลย ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่ากระทำไปด้วยความประมาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนาหรือไม่ ในการวินิจฉัยว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงจะต้องได้ความชัดว่าจำเลยมีเจตนากระทำการเพื่อฆ่าโดยพิเคราะห์ พฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยยิ่งกว่าบาดแผลที่ผู้ตายได้รับ ข้อเท็จจริงจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางรัชดาพรรณและของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.11 ได้ความตรงกันว่านางรัชดาพรรณและจำเลยพักอาศัยอยู่ในห้องที่เกิดเหตุมาตั้งแต่ปี 2541 โดยมีความสัมพันธ์เหมือนสามีภริยากัน (คือหญิงอยู่กับหญิงด้วยกันแบบสามีภริยา) ต่อมาในปี2542 นางรัชดาพรรณไปรับผู้ตายมาอยู่ด้วย ในระหว่างที่อยู่กินด้วยกันไม่ปรากฏว่านางรัชดาพรรณและจำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองกันอีกทั้งไม่ปรากฏเช่นกันว่าจำเลยเกลียดชังผู้ตาย แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของนางรัชดาพรรณว่าในช่วงแรกจำเลยรักใคร่เลี้ยงดูผู้ตายอย่างดีแต่ภายหลังผู้ตายมักจะทำสิ่งของเลอะเทอะจำเลยเพียงแต่บ่นว่าไม่ชอบและเฆี่ยนตีผู้ตายในลักษณะสั่งสอนและตำหนินางรัชดาพรรณว่าเลี้ยงดูบุตรไม่เป็น เหตุคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากนางรัชดาพรรณ จำเลย และผู้ตายตื่นนอน สาเหตุที่ทำร้ายสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ตายปัสสาวะรดที่นอนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยปัจจุบันจากสาเหตุเพียงเท่านี้ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จำเลยถึงกับจะคิดฆ่าผู้ตายขณะเกิดเหตุจำเลยและผู้ตายอยู่ในห้องน้ำ ถ้อยคำที่จำเลยพูดกับผู้ตายตามที่นางรัชดาพรรณได้ยินเป็นต้นว่า "นี่จะจำได้หรือยัง ที่ฉี่ที่เยี่ยวอยู่ตรงนี้" "ทีหลังจะฉี่อีกไหมจะจำได้หรือยัง" ส่อไปในทำนองว่าจำเลยมีอารมณ์โกรธพูดขู่บังคับให้ผู้ตายจดจำสิ่งที่ตนบอก มิได้ส่อไปในทางที่จำเลยมีความเคียดแค้นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายผู้ตายแต่อย่างใด แม้นางรัชดาพรรณเบิกความว่าเวลาที่จำเลยหงุดหงิดและโมโหจะทำโทษผู้ตายจำเลยเคยพูดว่า "ฆ่าเสียให้ตายดีไหม" ก็ตาม จะถือเอาเป็นจริงตามคำพูดนั้นหาได้ไม่ขณะเกิดเหตุโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นจึงไม่ได้ความชัดแจ้งว่าจำเลยได้กระทำต่อผู้ตายอย่างไรบ้าง แต่จากคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและการนำชี้สถานที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพปรากฏว่าจำเลยใช้อารมณ์ลงโทษผู้ตายอย่างรุนแรงโดยการกดศีรษะผู้ตายในโถส้วมซึ่งมีน้ำจากสายยางชำระที่จำเลยฉีดไปที่ศีรษะผู้ตายเอ่อล้นขึ้นมา และจากการกระทำของจำเลยดังกล่าวเชื่อว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ตายสำลักน้ำแล้วหมดสติไปเมื่อเป็นเช่นนี้ คงด้วยความตกใจหรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของจำเลยจึงปรากฏข้อเท็จจริงตามคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนอีกว่าจำเลยใช้มือขยุ้มท้องและใช้กำปั้นทุบท้องผู้ตาย อีกทั้งนำผู้ตายพาดบนโถส้วมแล้วใช้ฝาโถส้วมกดทับท้องผู้ตายซึ่งการกระทำของจำเลยดังกล่าวพอเข้าใจได้ว่าจำเลยพยายามจะรีดน้ำให้ออกจากท้องผู้ตายนั่นเอง จึงน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้อวัยวะภายในช่องท้องของผู้ตายได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงตามรายงานการตรวจศพ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีเหตุผลและน้ำหนักฟังได้เพียงว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้ตายจริงเนื่องจากโกรธที่ผู้ตายปัสสาวะรดที่นอน แต่เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏมูลเหตุที่แน่ชัดในอันที่จะจูงใจให้จำเลยฆ่าผู้ตายแล้ว พฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดเหตุแล้วปรากฏว่า จำเลยยังช่วยนางรัชดาพรรณพาผู้ตายไปหาแพทย์ และเมื่อทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วจำเลยเป็นผู้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารมิได้หลบหนีแต่อย่างใด แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยอย่างแท้จริงว่า ไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตายคงเพียงแต่มีเจตนาทำร้ายเท่านั้น เมื่อการทำร้ายของจำเลยเป็นเหตุให้เกิดการกระทบกระเทือนอวัยวะภายในร่างกายของผู้ตายอย่างรุนแรงจนผู้ตายถึงแก่ความตาย ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290วรรคหนึ่ง จำคุก 12 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ศศิธร จากสมัย
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 35/2546
#419220
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๓๕/๒๕๔๖

วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๖

เรื่อง การยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา ๑๕ ประกอบมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด โดยนายธนวัฒน์ อนันต์วุฒิสมบัติ ทนายความ ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลายกลางและศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๕ ประกอบมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ข้อเท็จจริงในคดี

บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด โดยนายธนวัฒน์ อนันต์วุฒิสมบัติ ทนายความ ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลายกลางและศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๕ ประกอบมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๒ ผู้ร้อง (ขณะนั้นชื่อบริษัท ไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัย จำกัด) ได้ยื่นฟ้องบริษัท สหวิริยาซิตี้ จำกัด (มหาชน) ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๘๕๖/๒๕๔๒ มูลหนี้ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด (หุ้นกู้) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ ให้จำเลยชำระหนี้โจทก์ จำนวน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย (คดีหมายเลขแดงที่ ๖๖๖๐/๒๕๔๓) ผู้ร้องนำส่งคำบังคับแจ้งลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้แล้วครบกำหนดตามคำบังคับลูกหนี้เพิกเฉย ผู้ร้องจึงยื่นคำขอให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ ศาลมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๔ ผู้ร้องได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดห้องชุดของลูกหนี้จำนวน ๑๑ ห้อง คดีอยู่ระหว่างการประกาศขายทอดตลาด

ต่อมา วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๔ นายสุวิทย์ เวฬุวัน กับพวก ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ต่อศาลล้มละลายกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ. ๑๐๖๒/๒๕๔๔ ระหว่าง นายสุวิทย์ เวฬุวัน ที่ ๑ กับพวก ผู้ร้อง กับบริษัท สหวิริยาซิตี้ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่ง เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๔ ให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งบริษัทเชอชิลล์ไพรซ์ แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามคดีหมายเลขแดงที่ ๙๙๒/๒๕๔๔ การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ของผู้ร้องจึงต้องงดการบังคับคดีไว้ตามมาตรา ๙๐/๑๒ (๕) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๑ และต่อมา เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๖ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ส่งมอบหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดจำนวน ๒๕ ฉบับ ซึ่งมีทรัพย์ที่ผู้ร้องได้นำยึดรวมอยู่ด้วยแก่ผู้บริหารแผนเพื่อดำเนินการนำสินทรัพย์ออกขายชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามที่ระบุไว้ในแผน ทั้งนี้ ตามคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๖ ของผู้บริหารแผน โดยให้ผู้บริหารแผนเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมการยึดแล้วไม่มีการขายทอดตลาด ผู้ร้อง ในฐานะเจ้าหนี้รายที่ ๓๗ เห็นว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงยื่นคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์ และยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งถอนการยึดของศาลล้มละลายกลาง ซึ่งต่อมา อธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๖ และวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๖ ตามลำดับ คดีของผู้ร้องเป็นอันถึงที่สุดตามคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลล้มละลายกลาง

ผู้ร้องเห็นว่า ศาลล้มละลายกลางไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์ของผู้ร้องและเจ้าหนี้รายอื่น โดยให้ผู้บริหารแผนเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการยึดโดยไม่มีการขายทอดตลาดได้ เพราะอำนาจในการสั่งถอนการยึดทรัพย์เป็นอำนาจของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งเป็นศาลที่ได้ดำเนินการบังคับคดี และมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีเพื่อรอฟังผลการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ กรณีจึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลายกลางและศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขัดกัน เนื่องจากศาลล้มละลายกลางมิได้เป็นศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของการบังคับคดี ศาลล้มละลายกลางมีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับการขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามคำขอของลูกหนี้หรือเจ้าหนี้เท่านั้น ผู้ร้องจึงขอให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดและมีคำสั่งว่า ศาลล้มละลายกลางไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ โดยให้ผู้บริหารแผนเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการยึดโดยไม่มีการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๕ ได้ คำสั่งให้ถอนการยึดทรัพย์ของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดกับคำสั่งของศาลแพ่งกรุงเทพใต้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ คำร้องของผู้ร้องชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ตนเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของบริษัท สหวิริยาซิตี้ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งศาลออกหมายบังคับคดี และผู้ร้องได้ทำการบังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของลูกหนี้คือ อาคารห้องชุดจำนวน ๑๑ ห้อง ไว้แล้ว ต่อมา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และมีคำสั่งอันถึงที่สุดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ผู้ร้องนำยึดไว้ เพื่อนำออกขายชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ กรณีจึงเป็นการที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งขัดกัน ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดว่า ศาลล้มละลายกลางไม่มีอำนาจเพิกถอนการยึดทรัพย์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ กำหนดให้ศาลมี ๔ ประเภท คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทบางกรณีอาจจะเกิดการคาบเกี่ยวกันในเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล เพื่อขจัดข้อขัดแย้งดังกล่าว มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง จึงบัญญัติว่า "ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือศาลอื่น ให้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการคณะหนึ่งซึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลอื่น และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกไม่เกินสี่คน ตามที่กฎหมายบัญญัติ เป็นกรรมการ" ดังนั้น การขัดแย้งกันในเรื่องอำนาจหน้าที่ของศาลตามรัฐธรรมนูญ จึงจะต้องเป็นการขัดแย้งอำนาจหน้าที่กันระหว่างศาลแต่ละประเภท เช่น ระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครอง หรือระหว่างศาลปกครองกับศาลทหาร เป็นต้น แต่ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดคำสั่งอันถึงที่สุดในเรื่องของการบังคับคดีระหว่างศาลแพ่งกรุงเทพใต้กับศาลล้มละลายกลาง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๒ ประกอบกับพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒ กำหนดให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นศาลยุติธรรม และตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๑ ก็กำหนดให้ศาลล้มละลายกลางเป็นศาลยุติธรรมด้วยเช่นกัน ดังนั้น คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลยุติธรรมขัดแย้งกันเอง มิได้เป็นไปตามมาตรา ๑๕ ประกอบมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จึงมีคำสั่งว่า การยื่นคำร้องของผู้ร้องคดีนี้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๘ ให้ยกคำร้องนี้เสีย

(ลงชื่อ) อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท อัฏฐพร เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(อัฏฐพร เจริญพานิช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 14 และ 15
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด
โดยนายธนวัฒน์ อนันต์วุฒิสมบัติ ทนายความ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 34/2546
#419219
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๔/๒๕๔๖

วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง)

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

บริษัทประกันภัยคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องกรมสรรพาวุธทหารบก ที่ ๑ และกองทัพบกที่ ๒ ต่อศาลปกครองนครราชสีมา ความว่า เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๔ เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดออกไปทำลาย ณ สถานที่ทำลายวัตถุระเบิดด้วยความประมาทและปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้เกิดการระเบิดก่อนถึงจุดทำลายและทำให้รถยนต์หมายเลขทะเบียน บล ๖๗๒ นครราชสีมา ที่ผู้ฟ้องคดีรับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๔๗,๒๔๒.๕๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี ทั้งนี้ ผู้ฟ้องคดีได้เคยยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๘/๒๕๔๕ แต่ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๔๖ ว่า คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีเป็นละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานและหน่วยงานราชการ เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ให้จำหน่ายคดีและให้ผู้ฟ้องคดีไปฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๑ ซึ่งสังกัดผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ ได้ทำการเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดออกไปทำลาย ณ สถานที่ทำลายวัตถุระเบิด แต่วัตถุระเบิดที่ถูกเคลื่อนย้ายเกิดระเบิดขึ้นก่อนถึงสถานที่ทำลายวัตถุระเบิด และก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์ของผู้เอาประกันภัยของผู้ฟ้องคดี ซึ่งแม้จะเป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ แต่โดยที่การกระทำอันเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายในกรณีนี้คือ การทำลายวัตถุระเบิด เป็นการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาและโดยทั่วไปของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และเป็นการกระทำทางกายภาพ มิใช่เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หากแต่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่ง ทั้งนี้ตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่จะต้องพิจารณา คือ คดีเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นที่ต้องพิจารณาเบื้องต้นมีว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นฝ่ายปกครองหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๓๖ มาตรา ๑๗ ประกอบพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ส่วนราชการกองทัพบก กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๔ (๒๔) และมาตรา ๕ (๒๔) กำหนดให้กองทัพบกมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีกรมสรรพาวุธทหารบกเป็นส่วนราชการในสังกัด มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการและสิ่งอุปกรณ์ของเหล่าทหารสรรพาวุธ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง จึงมีฐานะเป็นฝ่ายปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประเด็นที่ต้องพิจารณาถัดไปมีว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นคดีละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงตามฟ้อง ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และการดำเนินการเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดออกไปทำลาย ณ สถานที่ทำลายวัตถุระเบิด ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เมื่อเกิดความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ กรณีจึงเป็นไปตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม แต่การดำเนินการเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดออกไปทำลาย ถือเป็นเพียงปฏิบัติการทางปกครองทางกายภาพเพื่อให้กิจการของฝ่ายปกครองเกิดผลสำเร็จเท่านั้น กรณีนี้ มิได้เป็นเรื่องการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น คดีพิพาทจึงมิใช่เรื่องเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย กฎ หรือคำสั่งทางปกครอง ฯ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑/๒๕๔๕, ๒/๒๕๔๕ และ ๕/๒๕๔๕

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ ระหว่างบริษัทประกันภัยคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี กับกรมสรรพาวุธทหารบก ที่ ๑ และกองทัพบก ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง)

(ลงชื่อ) อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) พลโท อัฎฐพร เจริญพานิช

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (อัฏฐพร เจริญพานิช)

ประธานศาลปกครองสูงสุด หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร

(ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร (ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(อาชวัน อินทรเกสร) (นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทประกันภัยคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมสรรพาวุธทหารบก ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 33/2546
#419218
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๓/๒๕๔๖

วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนนทบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาล และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นางสุรีย์พร เหล่าวงศ์พัฒน์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเทศบาลนครนนทบุรี ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๒๖๓/๒๕๔๔ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดเลขที่ ๓๙๐๔๒, ๓๙๐๔๓, ๓๙๐๔๔, ๓๙๐๔๕ ตำบลบางเขน (ลาดโตนด) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี รวมทั้งหมด ๔ แปลง เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๓๔ ผู้ฟ้องคดีได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีทำการรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินทั้ง ๔ แปลงดังกล่าว ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๓๙๐๔๓ และผู้แทนของผู้ถูกฟ้องคดียังทำการคัดค้านการรังวัดสอบเขตและให้หักแบ่งที่ดินเป็นทางสาธารณประโยชน์ แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีจึงทำบันทึกถ้อยคำและแจ้งให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายไปดำเนินการทางศาลภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๔ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการทำละเมิดต่อสิทธิและกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวและได้รับความเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาให้รื้อถอนถนนคอนกรีตออกจากบริเวณที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ทำการปรับสภาพที่ดินให้กลับสู่สภาพเดิม หากผู้ถูกฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตาม ให้ผู้ฟ้องคดีมีอำนาจดำเนินการ โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด และให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย และห้ามผู้ถูกฟ้องคดีและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาท

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำให้การต่อสู้คดีและยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้กระทำละเมิดสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี หากแต่สร้างบนถนนที่เป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนได้ใช้ร่วมกันมาเป็นเวลาเกินกว่า ๒๐ ปีแล้ว โดยมีหลักฐานการโอนเป็นที่สาธารณประโยชน์ถูกต้อง จึงถือว่าที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นไปเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงไม่จำต้องรับผิดตามฟ้อง และเมื่อประเด็นสำคัญแห่งคดีนี้เป็นเรื่องการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ศาลจะต้องพิจารณาว่าใครมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (ศาลจังหวัดนนทบุรี)

ผู้ฟ้องคดียื่นคำคัดค้านคำให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนโดยไม่ตรวจสอบเอกสารสิทธิให้ถูกต้องเสียก่อน และเพิ่งจะทำการสอบถามราษฎรที่ใช้เส้นทางพิพาทหลังจากถูกฟ้อง จึงเป็นการจงใจกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีมีความเห็นว่า คดีนี้ควรอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองเพราะเป็นกรณีองค์กรส่วนราชการทำละเมิดต่อประชาชน นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดีได้เคยยื่นฟ้องคดีนี้ที่ศาลจังหวัดนนทบุรีแล้ว แต่ศาลจังหวัดนนทบุรีไม่รับฟ้องและให้ผู้ฟ้องคดีมายื่นฟ้องที่ศาลปกครองกลาง

ศาลปกครองกลางพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันมาเป็นเวลา ๒๐ ปี เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่อ้างหรือไม่ จึงจะพิจารณาเกี่ยวกับความเสียหายของผู้ฟ้องคดีและข้อต่อสู้ของผู้ถูกฟ้องคดีต่อไปได้ ซึ่งการพิจารณาสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างคู่กรณีเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ ประกอบกับประมวลกฎหมายที่ดิน โดยจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของคู่กรณี และพยานหลักฐานการใช้ประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ตำบลบางเขน (ลาดโตนด) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี การพิจารณาดังกล่าวเป็นการพิจารณาถึงสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ ดังนั้น ศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาและพิพากษาจึงได้แก่ศาลยุติธรรม ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๒๘/๒๕๔๕ ศาลปกครองกลางจึงส่งความเห็นไปยังสำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อดำเนินการส่งให้ศาลในความรับผิดชอบทำความเห็นในเรื่องดังกล่าว

ศาลจังหวัดนนทบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีเรื่องนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ และเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙(๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง (ศาลปกครองกลาง)

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่จะต้องพิจารณา คือ การพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของเอกชนอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นที่ต้องพิจารณาเบื้องต้นมีว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นฝ่ายปกครองหรือไม่ ผู้ถูกฟ้องคดีคือเทศบาลนครนนทบุรี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงมีฐานะเป็นฝ่ายปกครอง

สำหรับประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งกันว่า การปลูกสร้างถนนคอนกรีตของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ และการคัดค้านการรังวัดสอบเขตของผู้ถูกฟ้องคดี ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีได้โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน การปลูกสร้างถนนคอนกรีตมิได้กระทำในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ประเด็นหลักแห่งคดีจึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี กรณีจึงเป็นเรื่องพิพาทกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ว่าด้วยทรัพย์สิน มาตรา ๑๒๙๘ และมาตรา ๑๓๐๔ และประมวลกฎหมายที่ดิน อันเป็นอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม ดังนั้น คดีนี้ จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีเกี่ยวกับการพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างนางสุรีย์พร เหล่าวงศ์พัฒน์ ผู้ฟ้องคดี เทศบาลนครนนทบุรี ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลจังหวัดนนทบุรี

(นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

พลโท

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (อัฏฐพร เจริญพานิช)

ประธานศาลปกครองสูงสุด หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร

พลโท

(อาชวัน อินทรเกสร) (นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสุรีย์พร เหล่าวงศ์พัฒน์
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลนครนนทบุรี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 32/2546
#419217
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๒/๒๕๔๖

วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) และวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาล

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๔ นายสุวิมล ปิยะกาญจน์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลกลาย ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๓๖๖/๒๕๔๔ อ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินตั้งอยู่หมู่ ๖ ตำบลกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับความเดือดร้อนจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินโครงการขุดลอกคูระบายน้ำผ่านหน้าที่ดินของผู้ฟ้องคดีและที่ดินของประชาชนหลายสิบครอบครัวเป็นระยะทาง ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดิน ทำให้ไม่สามารถข้ามคูน้ำไปทำการเกษตรในที่ดินของตนได้สะดวก ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทำสะพานข้ามคูน้ำ และปรับสันคูเพื่อเป็นทางสัญจรข้ามไปมาได้สะดวก รวมทั้งขยายเขตการไฟฟ้าเพื่อความสะดวกในการเกษตร

ระหว่างพิจารณาศาลปกครองกลางเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษา จึงดำเนินการตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ ศาลปกครองกลางเห็นว่า การดำเนินการขุดลอกคูระบายน้ำของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่เพื่อจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบกอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไป ตามมาตรา ๖๗(๑) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งไม่จำต้องมีการใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามหน้าที่นั้นแต่อย่างใด จึงไม่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองแต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และได้ส่งความเห็นพร้อมสำนวนคดีไปยังศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อพิจารณาทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามนัยมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค จัดระบบบริการสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๖๖, ๖๗ และมาตรา ๖๘ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามโครงการขุดลอกคูระบายน้ำ เพื่อยังประโยชน์ให้แก่การเกษตรและประชาชนโดยรวมในการมีน้ำใช้เพื่อการเกษตร ตลอดจนอุปโภคและป้องกันอุทกภัย ถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในการจัดระบบบริการสาธารณะและเป็นการปฏิบัติการทางปกครองอย่างหนึ่ง เมื่อมีการกล่าวอ้างว่าการดำเนินโครงการเป็นไปโดยมิชอบ กระทบกระเทือนสิทธิหรือประโยชน์อันชอบธรรมของผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่จะต้องพิจารณา คือ คดีที่เอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลว่าทำละเมิดโดยการขุดลอกคูระบายน้ำ ขอให้ทำสะพานข้าม และปรับสันคูเพื่อเป็นทางสัญจรข้ามไปมาได้สะดวก รวมทั้งขยายเขตการไฟฟ้าเพื่อสะดวกแก่การเกษตรเป็นคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม หรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากองค์การบริหารส่วนตำบลกลาย ผู้ถูกฟ้องคดี ดำเนินโครงการขุดลอกคูระบายน้ำผ่านหน้าที่ดินของผู้ฟ้องคดีและประชาชนอื่นอีกหลายสิบครอบครัวเป็นระยะทางยาวประมาณ ๑๐ กิโลเมตร จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการทำละเมิดด้วยการขุดลอกคูระบายน้ำของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือไม่ องค์การบริหารส่วนตำบลกลาย เป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบกอันเป็นการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตน ตามมาตรา ๖๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.๒๕๓๗ และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๖ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามโครงการพิพาทด้วยการขุดลอกคูระบายน้ำเพื่อประโยชน์แก่การเกษตร การอุปโภค การป้องกันอุทกภัย ตลอดจนการกำหนดจุดทำสะพานข้าม และรายละเอียดอื่น ๆ นั้นถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวในการจัดระบบบริการสาธารณะ ดังนั้นเมื่อก่อให้เกิดความเสียหาย หรือกระทบกระเทือนสิทธิของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครอง นอกจากนี้ การที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีจัดทำสะพานข้าม และปรับสันคูระบายน้ำเพื่อเป็นทางสัญจร รวมทั้งขยายเขตการไฟฟ้า นั้น ก็เป็นคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานทางปกครองกระทำการเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนจากการกระทำละเมิดที่ถูกฟ้องร้อง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) กรณีพิพาทดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีละเมิดโดยการขุดลอกคูระบายน้ำ ขอให้ทำสะพานข้าม และปรับสันคูเพื่อเป็นทางสัญจรข้ามไปมาได้สะดวก รวมทั้งขยายเขตการไฟฟ้าเพื่อสะดวกแก่การเกษตร ระหว่างนายสุวิมล ปิยะกาญจน์ ผู้ฟ้องคดี กับ องค์การบริหารส่วนตำบลกลาย ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลปกครองกลาง

(ลงชื่อ) อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) พลโท อัฎฐพร เจริญพานิช

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (อัฏฐพร เจริญพานิช)

ประธานศาลปกครองสูงสุด หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร

(ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร (ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(อาชวัน อินทรเกสร) (นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสุวิมล ปิยะกาญจน์
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลกลาย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 31/2546
#419216
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๑/๒๕๔๖

วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดพัทยา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ศาลผู้ส่งจึงได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด

ข้อเท็จจริงในคดี

นายสิน อารุณโน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเทศบาลตำบลบางเสร่ ที่ ๑ กับสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาสัตหีบ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๙๐/๒๕๔๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยได้ปลูกบ้านอยู่อาศัยมาเป็นเวลา ๔๖ ปี ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือที่ ชบ ๐๐๒๒.๔/๘๖๗ ลงวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๕ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปชี้ระวางแนวเขตและลงชื่อรับรองเขตที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอรังวัดตรวจสอบแนวเขตทางสาธารณประโยชน์ ต่อมา ช่างโยธาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้วางหลักหมุดใหม่ที่ไม่ตรงกับหลักเดิม และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จัดสรรงบประมาณก่อสร้างถนนที่มีผิวจราจรรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าเป็นทางสาธารณะ นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังได้มีหนังสือที่ ชบ ๕๓๖๐๓/๑๓๐ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนบ้านส่วนที่ปลูกรุกล้ำเข้าไปในเขตทางสาธารณะ ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนคำสั่งรื้อถอนบ้านและระงับการก่อสร้างถนนที่ผ่านหน้าบ้านของผู้ฟ้องคดี รวมทั้งขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถอนและปักหลักหมุดให้ถูกต้องตามความเป็นจริง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า อาคารบ้านของผู้ฟ้องคดีส่วนที่เป็นชายคาบ้านได้ยื่นล้ำเข้าไปในเขตทางสาธารณประโยชน์เป็นพื้นที่ประมาณ ๑๐ ตารางวา ผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือที่ ชบ ๕๓๖๐๓/๑๓๐ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่ล้ำเขตทางสาธารณะ แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างแต่อย่างใด ภายหลังเมื่อทำการรังวัดตรวจสอบแนวเขตทางสาธารณประโยชน์ ก็ปรากฏว่า ส่วนของบ้านผู้ฟ้องคดีได้ยื่นล้ำเข้าไปในเขตทางสาธารณประโยชน์จริง ดังนั้น การออกคำสั่งรื้อถอนจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุจะเพิกถอน สำหรับเรื่องการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้เว้นระยะการก่อสร้างถนนส่วนที่อยู่ติดบริเวณหน้าบ้านของผู้ฟ้องคดี จึงไม่มีเหตุจะต้องระงับการก่อสร้าง ขอให้ศาลยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า การรังวัดเป็นไปโดยชอบด้วยระเบียบกฎหมายแล้ว โดยผู้ฟ้องคดีได้นำเดินสำรวจออกโฉนดปักหลักเขตที่ดินและนำรังวัดแบ่งแยกปักหลักเขตที่ดินด้วยตนเอง คำฟ้องและคำขอบังคับของผู้ฟ้องคดีไม่มีมูล ขอให้ศาลยกฟ้อง

ผู้ฟ้องคดียื่นคำคัดค้านคำให้การว่า ผู้ฟ้องคดีมิได้ปลูกอาคารรุกล้ำที่สาธารณะการปักหมุดที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ โดยใช้วิธีลากเส้นตรงแทนการลากเส้นโค้งตามแนวที่ดินเดิมเป็นไปโดยมิชอบ ผู้ฟ้องคดีลงชื่อยอมรับไปโดยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน นอกจากนี้ การก่อสร้างถนนคอนกรีตตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการจงใจกลั่นแกล้งให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย

ผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องแสดงความเห็นเรื่องเขตอำนาจศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีว่า การฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองนั้นชอบแล้ว เพราะไม่ใช่เรื่องจะต้องวินิจฉัยว่าผู้ใดมีกรรมสิทธิ์เพียงใด แต่เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือผิดพลาดอย่างไร

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คำฟ้องในคดีนี้เป็นกรณีการพิจารณาสิทธิในที่ดินที่พิพาทระหว่างคู่กรณีซึ่งต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดิน คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๘/๒๕๔๕ และ ๓๐/๒๕๔๕

ศาลจังหวัดพัทยาเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การแล้ว ผู้ฟ้องเป็นเอกชน ผู้ถูกฟ้องเป็นหน่วยงานของรัฐ และตามคำขอของผู้ฟ้องคดีเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการโต้แย้งการกระทำของหน่วยงานของรัฐ คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ คดีขอให้เพิกถอนคำสั่งรื้อบ้านและระงับการก่อสร้างถนน รวมทั้งคำขอให้ปักหลักหมุดให้ถูกต้องตามความเป็นจริง อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ในคดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะโต้แย้งกันว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ใช้อำนาจตามกฎหมายกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ แต่ประเด็นหลักที่คู่กรณีโต้แย้งกันยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ทั้งนี้ เพราะผู้ถูกฟ้องคดีให้การโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของผู้ฟ้องคดีแต่เป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามข้ออ้างหรือไม่ จึงจะสามารถพิจารณาเกี่ยวกับความเสียหายของผู้ฟ้องคดีและข้อต่อสู้ของผู้ถูกฟ้องคดี ในคดีนี้ต่อไปได้ ซึ่งการพิจารณาเรื่องสิทธิของบุคคลอันเกี่ยวกับที่ดินต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ว่าด้วยทรัพย์สิน ประกอบกับประมวลกฎหมายที่ดินเป็นหลัก อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดินเป็นอำนาจของศาลยุติธรรม ดังนั้น คดีนี้ จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๓๐/๒๕๔๕ และ ๓๒/๒๕๔๕

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีที่นายสิน อารุณโน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเทศบาลตำบลบางเสร่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาสัตหีบ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลจังหวัดพัทยา

(ลงชื่อ) อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท อัฏฐพร เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(อัฏฐพร เจริญพานิช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วลัยมาศ แก้วศรชัย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสิน อารุณโน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลตำบลบางเสร่ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 30/2546
#419215
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๐/๒๕๔๖

วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดนนทบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนนทบุรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

กรมราชทัณฑ์ โจทก์ ยื่นฟ้องนางระเบียบ คณิตพันธ์ ที่ ๑ นายจำลอง ดอกลำเจียก ที่ ๒ นายมานิตย์ มณีนิตย์ ที่ ๓ เป็นจำเลย ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๕ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ส. ๖๕๙/๒๕๔๕ ว่า ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๕ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๒๘ จำเลยทั้งสามเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดเรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการและรักษาทรัพย์สินซึ่งเป็นของทางราชการเรือนจำกลางบางขวาง ได้บังอาจร่วมกันกับนายสวัสดิ์ สรรเสริญ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง ในขณะนั้น และเจ้าพนักงานเรือนจำกลางบางขวาง ๗ คน เบียดบังยักยอกทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลไปเป็นของตนเองกับพวกโดยทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๑,๓๔๐,๕๙๐.๑๗ บาท โจทก์ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและหาตัวผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง ได้ผลสรุปเป็นที่ยุติว่า นายสวัสดิ์ฯ ร่วมกับจำเลยทั้งสามกับพวกได้กระทำการดังกล่าวจริง จึงได้กำหนดความรับผิดชอบที่จะต้องชดใช้เงินคืนให้แก่ทางราชการตามความรับผิดเป็นรายบุคคล แต่จำเลยทั้งสามไม่ยอมชดใช้ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชดใช้เงินจำนวน ๑,๑๒๓,๒๑๖.๕๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๒ รับผิดชดใช้เงินจำนวน ๑๕๖,๙๐๒.๘๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๓ รับผิดชดใช้เงินจำนวน ๘๘,๕๓๐.๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลจังหวัดนนทบุรีพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐยื่นฟ้องจำเลยให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากกระทำการในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ ผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะรับไว้วินิจฉัย ศาลจังหวัดนนทบุรีจึงส่งความเห็นไปยังสำนักงานศาลปกครอง เพื่อดำเนินการส่งให้ศาลในความรับผิดชอบทำความเห็นในเรื่องดังกล่าว

ศาลปกครองกลางพิเคราะห์แล้วเห็นว่า มูลเหตุแห่งคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยทั้งสามปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปในการดูแลรักษาทรัพย์สินของทางราชการ แล้วกระทำการโดยทุจริตเบียดบังทรัพย์สินของทางราชการไปเป็นของตนกับพวก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันถือไม่ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของจำเลยแต่ประการใด จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาพิพากษาตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่จะต้องพิจารณา คือ การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่แล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๖ ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ ประกอบกับพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๓๓(๗) กำหนดให้โจทก์เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงยุติธรรม จึงถือเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ข้อเท็จจริงตามฟ้องกล่าวอ้างว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายอบรมและฝึกอาชีพ จำเลยที่ ๒ ดำรงตำแหน่งผู้บังคับแดนสงวน และจำเลยที่ ๓ ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่พัสดุแดนสงวน ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์ มีอำนาจหน้าที่ในการซื้อ ทำ จัดการและรักษาทรัพย์สินซึ่งเป็นของทางราชการ ดังนั้น จำเลยทั้งสามจึงเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้อาศัยโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ ร่วมกันกับนายสวัสดิ์ สรรเสริญ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง ในขณะนั้น และเจ้าพนักงานเรือนจำกลางบางขวางอีก ๗ คน เบียดบังยักยอกทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลไปเป็นของตนเองกับพวกโดยทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยมิได้กระทำละเมิด คดีจึงมีประเด็นสำคัญเรื่องเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือไม่ ดังนั้น ย่อมจะต้องถือว่ากรณีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นคดีละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๔/๒๕๔๖

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีเกี่ยวกับการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ ระหว่าง กรมราชทัณฑ์ โจทก์ นางระเบียบ คณิตพันธ์ ที่ ๑ นายจำลอง ดอกลำเจียก ที่ ๒ นายมานิตย์ มณีนิตย์ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลปกครองกลาง

(ลงชื่อ) อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน ลาออก

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายโภคิน พลกุล)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท อัฎฐพร เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(อัฎฐพร เจริญพานิช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมราชทัณฑ์
จำเลย — นางระเบียบ คณิตพันธ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 29/2546
#419214
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๙/๒๕๔๖

วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดนนทบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนนทบุรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

กรมราชทัณฑ์ โจทก์ ยื่นฟ้อง นางรัมภา สรรเสริญ ที่ ๑ นางสาววันทนี สรรเสริญ ที่ ๒ นางวรวรรณี มหารักขกะ ที่ ๓ นางสุดสวาท สรรเสริญ ที่ ๔ นายเอกจิต สรรเสริญ ที่ ๕ เป็นจำเลย ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๔ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ. ๑๒๘๘/๒๕๔๔ ว่า ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๕ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๒๘ นายสวัสดิ์ สรรเสริญ ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง เป็นเจ้าพนักงานในสังกัดกรมราชทัณฑ์ที่มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการและรักษาทรัพย์สินซึ่งเป็นของทางราชการเรือนจำกลางบางขวาง ได้บังอาจร่วมกันกับเจ้าพนักงานเรือนจำกลางบางขวาง ๑๐ คน เบียดบังยักยอกทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของนายสวัสดิ์ฯ กับพวกไปเป็นของตนเองกับพวกโดยทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๑,๓๔๐,๕๙๐.๑๗ บาท โจทก์ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและหาตัวผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง ได้ผลสรุปเป็นที่ยุติว่า นายสวัสดิ์ฯ กับพวกได้กระทำการดังกล่าวจริง จึงได้กำหนดความรับผิดชอบที่จะต้องชดใช้เงินคืนให้แก่ทางราชการตามความรับผิดเป็นรายบุคคล โดยนายสวัสดิ์ฯ จะต้องรับผิดเป็นจำนวน ๔๕๓,๓๔๘.๐๐ บาท แต่ไม่ยอมชดใช้ โจทก์จึงได้ทวงถามให้ชำระเงินคืนแล้ว นายสวัสดิ์ฯ กลับเพิกเฉย โจทก์จึงส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดี ต่อมา เมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๔ นายสวัสดิ์ฯ ถึงแก่ความตาย จึงทำให้บรรดาทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ตายตกทอดไปยังจำเลยทั้งห้า ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้กองมรดกของนายสวัสดิ์ฯ ผู้ตาย เป็นจำนวนเงิน ๔๕๓,๓๔๘.๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลจังหวัดนนทบุรีพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐยื่นฟ้องจำเลยให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากกระทำการในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ ผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะรับไว้วินิจฉัย ศาลจังหวัดนนทบุรีจึงส่งความเห็นไปยังสำนักงานศาลปกครอง เพื่อดำเนินการส่งให้ศาลในความรับผิดชอบทำความเห็นในเรื่องดังกล่าว

ศาลปกครองกลางพิเคราะห์แล้วเห็นว่า มูลเหตุแห่งคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ตายกับพวก ปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปในการดูแลรักษาทรัพย์สินของทางราชการ แล้วกระทำการโดยทุจริตเบียดบังทรัพย์สินของทางราชการไปเป็นของตนกับพวก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันถือไม่ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของจำเลยแต่ประการใด จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาพิพากษาตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่จะต้องพิจารณา คือ การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่แล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๖ ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ ประกอบกับพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๓๓(๗) กำหนดให้โจทก์เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงยุติธรรม จึงถือเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ข้อเท็จจริงตามฟ้องกล่าวอ้างว่า ขณะเกิดเหตุนายสวัสดิ์ สรรเสริญ ผู้ตายและเจ้ามรดก ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์ มีอำนาจหน้าที่ในการซื้อ ทำ จัดการและรักษาทรัพย์สินซึ่งเป็นของทางราชการ ดังนั้น นายสวัสดิ์ฯ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องปรากฏว่านายสวัสดิ์ฯ ได้อาศัยโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ ร่วมกันกับเจ้าพนักงานเรือนจำกลางบางขวาง ๑๐ คน เบียดบังยักยอกทรัพย์สินของโจทก์ ซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลไปเป็นของตนเองกับพวกโดยทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้ว่า นายสวัสดิ์ฯ มิได้กระทำละเมิด คดีจึงมีประเด็นสำคัญเรื่องเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือไม่ แม้ว่าในเวลาต่อมานายสวัสดิ์ฯ จะถึงแก่ความตายและโจทก์ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากทายาทโดยธรรมของนายสวัสดิ์ฯ ผู้ตายและเจ้ามรดกก็ตาม กรณีนี้ย่อมจะต้องถือว่าเป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นคดีละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๔/๒๕๔๖

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีเกี่ยวกับการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ ระหว่าง กรมราชทัณฑ์ โจทก์ นางรัมภา สรรเสริญ ที่ ๑ นางสาววันทนี สรรเสริญ ที่ ๒ นางวรวรรณี มหารักขกะ ที่ ๓ นางสุดสวาท สรรเสริญ ที่ ๔ นายเอกจิต สรรเสริญ ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลปกครองกลาง

(ลงชื่อ) อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน ลาออก

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายโภคิน พลกุล)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท อัฎฐพร เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(อัฎฐพร เจริญพานิช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมราชทัณฑ์
จำเลย — นางรัมภา สรรเสริญ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 28/2546
#419213
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๘/๒๕๔๖

วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓

ศาลจังหวัดยะลา

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดยะลาส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยโต้แย้งเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เทศบาลนครยะลา ได้ยื่นฟ้องธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ต่อศาลจังหวัดยะลาให้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกัน จำนวน ๑,๓๗๐,๔๖๘.๑๐ บาท เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑/๒๕๔๖ อ้างว่าเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๒ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเจริญทิพย์การโยธา ได้ทำสัญญารับจ้างกับโจทก์ตามสัญญาเลขที่ ๖๘/๒๕๔๒ เพื่อดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงถนนสายสิโรรสสาย ๒ และสายทุ่งนา เป็นเงิน ๒๓,๘๙๔,๐๐๐ บาท กำหนดแล้วเสร็จในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๔๓ โดยในสัญญากำหนดว่าหากไม่แล้วเสร็จตามกำหนดและโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญา ผู้รับจ้างต้องชำระค่าปรับเป็นเงินวันละ ๕๙,๗๓๕ บาท นับจากวันครบกำหนดแล้วเสร็จจนถึงวันบอกเลิกสัญญา และธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขายะลา(จำเลย) เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันในวงเงิน ๑,๑๙๔,๗๐๐ บาท ไว้กับโจทก์ ต่อมา ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจริญทิพย์การโยธา ได้ผิดสัญญาโดยไม่ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา โจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังผู้รับจ้าง เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๔ และให้ชำระค่าปรับจำนวน ๒๗ วันเป็นเงิน ๑,๖๑๒,๘๔๕ บาท ต่อมาวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๔ ผู้รับจ้างมีหนังสือยอมชำระค่าปรับแก่โจทก์ แต่ไม่ได้นำเงินมาชำระ โจทก์จึงแจ้งจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญาก่อสร้างถนนซึ่งจำเลยทำสัญญาค้ำประกัน ยังไม่เลิกกัน และยื่นคำร้องว่าคดีนี้เป็นสัญญาทางปกครองต้องฟ้องที่ศาลปกครองสงขลา ทั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด เจริญทิพย์การโยธา ได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๓๔/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๔ คดีโอนไปยังศาลปกครองสงขลา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๙/๒๕๔๔ ขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่าหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างของเทศบาลนครยะลาไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้เพิกถอนการยกเลิกสัญญาและต่อมาทางห้างฯ ได้เพิ่มเติมฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน ๒,๗๗๕,๓๐๘ บาท ฐานที่โจทก์ผิดสัญญา และไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๐๕ โจทก์ทำคำชี้แจงว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในเรื่องผิดสัญญาค้ำประกันที่จำเลยทำให้กับโจทก์ สัญญาค้ำประกันไม่ได้เป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กล่าวคือไม่ใช่สัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครองขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลจังหวัดยะลาต่อไป ศาลจังหวัดยะลาเห็นว่า คดีนี้แม้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือโจทก์เป็นราชการส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาที่โจทก์ฟ้องมิได้เป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงมิได้เป็นสัญญาทางปกครอง หากจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจะยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ตามสัญญาทางปกครอง ซึ่งพิพาทกันอยู่ที่ศาลปกครองขึ้นว่ากล่าวโจทก์ได้ ก็เป็นเรื่องจำเลยควรขอเข้าเป็นคู่ความร่วมกับลูกหนี้ในคดีของศาลปกครองสงขลาเสียแต่แรก การที่มิได้ขวนขวายดังกล่าวย่อมถือเป็นการละเลยไม่ยกข้อต่อสู้ หรือเต็มใจยอมรับเอาผลจากคดีที่ลูกหนี้ได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองจังหวัดสงขลาแล้ว คดีนี้จึงมิใช่คดีปกครอง เป็นคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดยะลา

ศาลปกครองสงขลาเห็นว่า การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเจริญทิพย์การโยธา (ผู้ฟ้องคดี) ฟ้องเทศบาลนครยะลา (ผู้ถูกฟ้องคดี) ต่อศาลปกครองสงขลา คดีหมายเลขดำที่ ๑๗๙/๒๕๔๔ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีก่อสร้างปรับปรุงถนนสายสิโรรส สาย ๒ และสายทุ่งนา ตามสัญญาเลขที่ ๖๘/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๒ โดยในขณะทำสัญญาจ้างดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) มามอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างก่อสร้างดังกล่าว ต่อมาผู้ฟ้องคดีบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมิชอบ ปรับและริบหลักประกันสัญญาโดยมิชอบ ขอให้ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนหนังสือบอกเลิกสัญญาระงับการปรับและริบหลักประกันสัญญา กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าจ้างและค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีทำงานไม่เสร็จตามกำหนดในสัญญาจ้าง การบอกเลิกสัญญา การปรับและการริบหลักประกันสัญญาชอบแล้วและฟ้องแย้งขอให้ศาลบังคับผู้ฟ้องคดีชำระค่าปรับและค่าเสียหาย นั้น การจะพิจารณาว่า สัญญาใดจะเป็นสัญญาทางปกครองต้องพิจารณาตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ทั้งนี้ย่อมต้องหมายความรวมถึงสัญญาหนึ่งเกิดขึ้นโดยมูลเหตุจากสัญญาทางปกครองและมีความเกี่ยวโยงอย่างมากกับสัญญาทางปกครองนั้นโดยสัญญาทางปกครองจะเป็นสัญญาประธาน และสัญญาที่เกิดขึ้นโดยอาศัยสัญญาทางปกครองนั้นเป็นสัญญาอุปกรณ์กล่าวคือ หากสัญญาทางปกครองฉบับหนึ่งส่งผลให้เกิดสัญญาอื่นขึ้นมา สัญญาอื่นนั้นถือเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาทางปกครอง และถือได้ว่าสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาทางปกครองนั้นเป็นสัญญาทางปกครองด้วยโดยไม่จำต้องพิจารณาถึงวัตถุประสงค์หรือสาระของสัญญาอุปกรณ์ เพราะเหตุว่าสัญญาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาทางปกครอง

สำหรับในเรื่องนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า สัญญาค้ำประกันที่ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน) ทำไว้กับเทศบาลนครยะลานั้นเกิดขึ้นโดยอาศัยมูลเหตุจากสัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงถนนสายสิโรรส สาย ๒ และสายทุ่งนา ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเจริญทิพย์การโยธา ทำไว้กับเทศบาลนครยะลา โดยในข้อ ๓ ของสัญญาก่อสร้างปรับปรุงถนนดังกล่าวระบุว่าในขณะทำสัญญาจ้างนี้ ผู้รับจ้าง (ห้างหุ้นส่วนจำกัดเจริญทิพย์การโยธา) ได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน) เป็นจำนวนเงิน ๑,๑๙๔,๗๐๐ บาท มามอบให้แก่ผู้ว่าจ้าง(เทศบาลนครยะลา) เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา และตามข้อ ๑ ของหนังสือสัญญาค้ำประกันก็ระบุว่า ตามที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเจริญทิพย์การโยธา ได้ทำสัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงถนนสายสิโรรส สาย ๒ และสายทุ่งนากับเทศบาลนครยะลา ซึ่งผู้รับจ้างต้องวางหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาต่อผู้ว่าจ้างนั้น ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ยอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้ เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้นในการชำระเงินให้ตามสิทธิเรียกร้องของผู้ว่าจ้าง จำนวน ไม่เกิน ๑,๑๙๔,๗๐๐ บาท ในกรณีที่ผู้รับจ้างก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ หรือต้องชำระค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือผู้รับจ้างมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใด ๆ ที่กำหนดในสัญญาดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ โดยธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน) จะไม่อ้างสิทธิใด ๆ เพื่อโต้แย้ง และผู้ว่าจ้างไม่จำต้องเรียกร้องให้ผู้รับจ้างชำระหนี้นั้นก่อน ฉะนั้น สัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงถนนซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองจึงมีฐานะเป็นสัญญาประธาน ส่วนสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมีฐานะเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาทางปกครอง และแม้ว่าสัญญาค้ำประกันจะเป็นสัญญาคนละฉบับกับสัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงถนน แต่การที่จะพิจารณาว่าธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) จะต้องชำระเงินให้แก่เทศบาลนครยะลาตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ จักต้องพิจารณาตามสัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงถนนซึ่งเป็นสัญญาประธานก่อนว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดเจริญทิพย์การโยธา ผิดสัญญาและต้องชำระเงินให้แก่เทศบาลนครยะลาหรือไม่ ดังนั้น เมื่อคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงถนนซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองและเป็นสัญญาประธานอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์และเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาทางปกครอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่จะต้องพิจารณา คือ คดีพิพาทเกี่ยวกับการให้ชำระเงินค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างปรับปรุงถนนของเทศบาลนครยะลา อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม หรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยเป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงถนนสายสิโรรส สาย ๒ และสายทุ่งนา ระหว่างเทศบาลนครยะลา ผู้ว่าจ้าง (โจทก์) กับห้างหุ้นส่วนจำกัดเจริญทิพย์การโยธา ผู้รับจ้าง ต่อมา โจทก์อ้างว่าผู้รับจ้างผิดสัญญาและเรียกให้ชำระค่าปรับตามสัญญาแต่ผู้รับจ้างไม่ได้นำเงินมาชำระ โจทก์จึงแจ้งให้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (จำเลย) ในฐานะผู้ค้ำประกันให้ปฏิบัติตามสัญญา

ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ สัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงถนนเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง โดยที่มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติว่า "สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ" ข้อเท็จจริงในคดีนี้เทศบาลนครยะลา ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ทำสัญญาจ้างปรับปรุงถนนสายสิโรรส สาย ๒ และสายทุ่งนา สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคอันเป็นบริการสาธารณะ ฉะนั้น จึงถือได้ว่าสัญญาจ้างให้ปรับปรุงถนนเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ในการจัดทำสัญญาจ้างนั้น เทศบาลนครยะลา ผู้ว่าจ้าง จะต้องให้ผู้รับจ้างจัดหาหลักประกันเพื่อปฏิบัติตามสัญญา ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๔๑ ที่กำหนดให้คู่สัญญาคือผู้รับจ้างต้องจัดหาหลักประกันเพื่อปฏิบัติตามสัญญา โดยคดีนี้ผู้รับจ้างได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (จำเลย) มาเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้าง ลำพังสัญญาค้ำประกันไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ สัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือสัญญาที่ให้แสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างไรก็ดี แม้สัญญาค้ำประกันดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่ง แต่ก็เป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาจ้างปรับปรุงถนน ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง ประกอบกับขณะนี้ได้มีการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทตามสัญญาหลักดังกล่าวอยู่ที่ศาลปกครองสงขลา และประเด็นข้อพิพาทในคดีสัญญาอุปกรณ์จำเลยให้การต่อสู้โต้แย้งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาหลักว่าผู้รับจ้างไม่ได้ผิดสัญญา จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเกี่ยวข้องกับสัญญาหลักเสียก่อน ซึ่งจะมีผลไปถึงสัญญาค้ำประกันต่อไป ดังนั้นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการฟ้องให้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันจึงควรดำเนินกระบวนพิจารณายังศาลที่มีเขตอำนาจเดียวกันกับศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่พิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างปรับปรุงถนนซึ่งถือเป็นสัญญาหลัก

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับการให้ชำระเงินค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงถนน ระหว่างเทศบาลนครยะลา โจทก์ กับ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลปกครองสงขลา

(ลงชื่อ) อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) โภคิน พลกุล

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายโภคิน พลกุล)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท อัฏฐพร เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(อัฏฐพร เจริญพานิช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

เอกลักษณ์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลจังหวัดยะลา
จำเลย — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 27/2546
#48264
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดอากรแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะคดีแพ่งเท่านั้น มิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาด้วยการที่โจทก์ทั้งสี่ทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องจำเลยในคดีอาญานี้จึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์แต่อย่างใด จึงรับฟังหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานในคดีได้

มูลหนี้ตามเช็คพิพาทสืบเนื่องมาจากการซื้อขายที่ดิน ซึ่งถึงกำหนดชำระในปี 2540โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยปี 2541 ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสี่ให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระมาไม่น้อยกว่า 2 ปี แต่จำเลยชำระให้เพียง 25,000 บาท และระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยชำระอีกเพียง 5,000 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลหนี้ตามเช็ค400,000 บาท กับระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเลื่อนคดีเพื่อให้จำเลยผ่อนชำระนับว่าเป็นจำนวนน้อยมาก แสดงว่าจำเลยมิได้ขวนขวายเต็มความสามารถ ทั้งไม่ได้แสดงความตั้งใจจะหาช่องทางชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่มอบอำนาจให้นายเลิศชัย นามวิชัยศิริกุล ฟ้องคดีแทนจำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขานครราชสีมา ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2540จำนวนเงิน 400,000 บาท ชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ให้โจทก์ทั้งสี่ เมื่อถึงกำหนดวันที่ลงในเช็ค โจทก์ทั้งสี่เรียกเก็บเงินธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2540 ให้เหตุผลว่าบัญชีปิดแล้วโจทก์ทั้งสี่ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะมิให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือในขณะออกเช็คไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้หรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็ค หรือถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนเงินเหลือไม่พอให้ใช้เงินตามเช็คได้ หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คโดยทุจริต ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ลงโทษจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือนพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามเช็คพิพาทจำนวน 400,000 บาท เมื่อพิจารณาถึงจำนวนเงินที่จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เพียง 25,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อย จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน ปรับ8,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือนปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นตามคำแก้ฎีกาจำเลยว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ทั้งสี่ให้ฟ้องคดีอาญาต้องปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดอากรแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะคดีแพ่งเท่านั้นมิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาด้วย การที่โจทก์ทั้งสี่ทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องจำเลยในคดีนี้ จึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์แต่ประการใด ดังนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ จึงรับฟังหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานในคดีอาญานี้ได้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่ามีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาทสืบเนื่องมาจากการซื้อขายที่ดิน หนี้ตามเช็คถึงกำหนดชำระเมื่อปี 2540 โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยในคดีนี้เมื่อปี 2541 ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสี่ได้ให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระหนี้มาตลอดไม่น้อยกว่า 2 ปี จำเลยได้ชำระหนี้ตามเช็คให้โจทก์ทั้งสี่เพียง 25,000บาท และระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยวางเงินชำระหนี้ตามเช็คให้โจทก์ทั้งสี่อีกเพียงจำนวน 5,000 บาท เมื่อเทียบมูลหนี้ตามเช็ค 400,000 บาท กับระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเลื่อนคดีเพื่อให้จำเลยผ่อนชำระหนี้แล้วนับว่าเป็นจำนวนน้อย แสดงว่าจำเลยมิได้ขวนขวายเต็มความสามารถประกอบกับจำเลยไม่ได้แสดงความตั้งใจจะหาช่องทางชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ให้เสร็จสิ้นโดยรวดเร็วและมีกำหนดเวลาที่แน่นอนในภายภาคหน้าแต่ประการใด พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษ ไม่ลงโทษปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.พ. ม. 60
ป.รัษฎากร ม. 118
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อนุวัฒน์ ตั้งสถิตชัย กับพวก
จำเลย — นาย สมศักดิ์ เอกวิทโยภาส
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำวินิจฉัยที่ 27/2546
#419212
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๗/๒๕๔๖

วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดสิงห์บุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสิงห์บุรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม (ที่ถูกต้องคือ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) เนื่องจากเป็นกรณีจำเลยโต้แย้งเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น)

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๔ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี โดยนายศุภวัฒน์ เทียนถาวร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนางปริมพร อ่ำพันธุ์ เป็นจำเลย ต่อศาลจังหวัดสิงห์บุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๙๙/๒๕๔๔ ความว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๔๙๘ มีนายศุภวัฒน์ เทียนถาวร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน ส่วนจำเลย ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเลขานุการจังหวัดสิงห์บุรี ตั้งแต่วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๒๙ ถึง ๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๔ มีอำนาจหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการจัดงานด้านต่าง ๆ เช่น งานธุรการ งานสัญญา งานบุคคล งานจัดระบบงาน งานการเงินและบัญชี งานพัสดุ งานระเบียบแบบแผน รวบรวมสถิติ ติดตามผลการปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้าส่วนราชการ ตอบปัญหา ชี้แจงเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับงานในหน้าที่และปฏิบัติงานอื่นอันเกี่ยวข้อง รวมทั้งการติดต่อประสานงาน การวางแผน มอบหมายงาน ควบคุม ตรวจสอบ ให้คำปรึกษา แนะนำปรับปรุงแก้ไข ติดตามประเมินผล และแก้ปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย

ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ โจทก์ได้ซื้อวัสดุงานบ้านงานครัวประเภทเครื่องดูดฝุ่น โต๊ะ เก้าอี้ แจกัน หม้อหุงข้าว ถ้วยชาม เครื่องปรับอากาศ พัดลมดูดอากาศ ต่อมาวันที่ ๑๘ - ๒๐ มีนาคม ๒๕๒๙ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจพบว่ามีสิ่งของจำนวน ๑๕ รายการ สูญหายไป จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งเลขานุการจังหวัดได้รู้หรือควรรู้ว่าสิ่งของที่จัดซื้อมาอยู่ในความครอบครองดูแลรักษาของจำเลยได้สูญหาย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการตรวจสอบและทำบันทึกเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อหาตัวบุคคลที่รู้เห็นหรือได้กระทำผิดมารับโทษทางวินัย ทางอาญาและรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่ง แต่จำเลยก็หาได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อที่จะหาตัวผู้ที่ต้องรับผิดมาลงโทษแต่อย่างใด จนกระทั่งสำนักงานจังหวัดสิงห์บุรีมีหนังสือสั่งการให้โจทก์สอบสวนหาผู้รับผิดทางแพ่ง จำเลยจึงได้ดำเนินการจัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาผู้รับผิดทางแพ่ง แต่ไม่ได้ดำเนินการให้ครบถ้วนทุกรายการ ต่อมาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการหาตัวผู้กระทำผิดในสิ่งของที่สูญหายอีกจำนวน ๓๒,๘๐๐ บาท จำเลยได้ลงลายมือชื่อรับหนังสือดังกล่าวแต่ไม่เสนอให้โจทก์ทราบและไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการตามที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแจ้งมา การที่จำเลยมีหน้าที่ต้องทำการแต่งตั้งและเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อหาตัวบุคคลที่ต้องรับผิดและไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามความประสงค์ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน โดยไม่ดำเนินการตามหน้าที่ ทำให้ไม่มีการตั้งกรรมการตรวจสอบกรณีที่ทรัพย์สินของทางราชการสูญหาย ซึ่งการงดเว้นการกระทำของจำเลย เป็นการกระทำโดยจงใจให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน ๓๒,๘๐๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ นับแต่วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๒๙ จนถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน ๓๖,๙๐๐ บาท และให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีในต้นเงิน ๓๒,๘๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยได้ยื่นคำร้องลงวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๖ ขอให้ศาลรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวและให้ทำความเห็นส่งไปยังศาลปกครอง เนื่องจากจำเลยเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองกลาง ไม่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดสิงห์บุรี และข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันนี้ คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้มีแนวคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าคดีเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทของข้าราชการจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนราชการ อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๗/๒๕๔๕ และที่ ๒๐/๒๕๔๕ ทั้งนี้ จำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ในคดีนี้ต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นวันก่อนที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดสิงห์บุรี โดยเห็นว่าคำสั่งของโจทก์ที่ให้ชดใช้เงินแก่โจทก์จำนวน ๓๒,๘๐๐ บาท เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลปกครองกลางได้รับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๕๓๖/๒๕๔๔

ศาลจังหวัดสิงห์บุรีพิเคราะห์เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีให้ผู้ถูกฟ้องคดีต้องรับผิดในทางละเมิดอันเป็นความผิดส่วนตัวในทางแพ่ง มิใช่การปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติในทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดสิงห์บุรี คำฟ้องนี้จึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง จึงให้รอการพิจารณาคดีชั่วคราวและส่งความเห็นนี้ไปยังศาลปกครองเพื่อทำความเห็นและดำเนินการตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลปกครองกลางเห็นว่า ตามมาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งบัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) ... (๒) ... (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" แล้ว เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องจำเลยซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดของโจทก์ กล่าวหาว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ไม่ดำเนินการตรวจสอบและทำบันทึกเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อหาผู้รับผิดในกรณีที่ทรัพย์สินของทางราชการสูญหาย จนกระทั่งสำนักงานจังหวัดสิงห์บุรีมีหนังสือสั่งการให้โจทก์สอบสวนหาผู้รับผิดทางแพ่ง แต่ดำเนินการไม่ครบถ้วนทุกรายการ ต่อมาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการหาผู้รับผิดในทรัพย์สินของทางราชการที่สูญหายอีกบางรายการ จำเลยได้ลงชื่อรับหนังสือดังกล่าว แต่ไม่ดำเนินการตามหน้าที่จึงไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวนหาผู้รับผิดเพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ คำฟ้องคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติ ตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว

คำวินิจฉัย

คดีนี้สรุปข้อเท็จจริงจากคำฟ้องได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งเลขานุการจังหวัดสิงห์บุรี (๑๐ มีนาคม ๒๕๒๙ ถึง๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๔) เป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาและรับผิดชอบงานในหน้าที่ของสำนักงานเลขานุการจังหวัด ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี ขณะเกิดเหตุจำเลยจึงเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้รู้หรือควรรู้ว่าสิ่งของที่จัดซื้อมาอยู่ในความครอบครองดูแลรักษาของจำเลยได้สูญหายไป จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการตรวจสอบและทำบันทึกเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อหาตัวบุคคลที่รู้เห็นหรือได้กระทำผิดมารับโทษทางวินัย ทางอาญาและรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่ง แต่จำเลยก็หาได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อที่จะหาตัวผู้ที่ต้องรับผิดมาลงโทษแต่อย่างใด จนกระทั่งสำนักงานจังหวัดสิงห์บุรีมีหนังสือสั่งการให้โจทก์สอบสวนหาผู้รับผิดทางแพ่ง จำเลยจึงได้ดำเนินการจัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาผู้รับผิดทางแพ่ง แต่ไม่ได้ดำเนินการให้ครบถ้วนทุกรายการ ต่อมาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการหาตัวผู้กระทำผิดในสิ่งของที่ยังสูญหาย จำเลยลงลายมือชื่อรับหนังสือดังกล่าวแต่ไม่เสนอให้โจทก์ทราบและไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการตามที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแจ้งมา การที่จำเลยมีหน้าที่ต้องทำการแต่งตั้งคณะกรรมการและเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อหาตัวบุคคลที่ต้องรับผิดและไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามความประสงค์ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน โดยไม่ดำเนินการตามหน้าที่ ทำให้ไม่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกรณีที่ทรัพย์สินของทางราชการสูญหาย ซึ่งการงดเว้นการกระทำของจำเลย เป็นการกระทำโดยจงใจให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

ปัญหาที่จะต้องพิจารณา คือ คดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นนิติบุคคลและเป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์ฟ้องว่า จำเลย (ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งเลขานุการจังหวัดสิงห์บุรี) ละเลยต่อหน้าที่ไม่ดำเนินการเสนอเรื่องต่อผู้บังคับบัญชาตามที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการหาตัวผู้กระทำผิดในสิ่งของที่ยังสูญหาย ทำให้ไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อหาบุคคลที่ต้องรับผิดในทรัพย์สินของราชการที่ยังสูญหายดังกล่าวจนเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๖ บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" กรณีจึงเป็นคดีพิพาทระหว่างราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่ ระหว่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี โจทก์ กับนางปริมพร อ่ำพันธุ์ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งในคดีนี้ได้แก่

ศาลปกครองกลาง

(ลงชื่อ) อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) โภคิน พลกุล

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายโภคิน พลกุล)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท อัฏฐพร เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(อัฏฐพร เจริญพานิช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี โดยนายศุภวัฒน์
เทียนถาวร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี
จำเลย — นางปริมพร อ่ำพันธุ์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 26/2546
#419211
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๖/๒๕๔๖

วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองเรียกเงินค่าขนย้ายคืนจากเอกชนตามโครงการก่อสร้างฝายกักเก็บน้ำ "โครงการฝายราษีไศล"

ศาลจังหวัดศรีสะเกษ

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดศรีสะเกษโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๔๕ กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โดยนางสิริพร ไศละสูต อธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ยื่นฟ้องนางสาวบัวลี หรือนางบัวลี กลีบบัว กับพวกรวม ๗ คน ต่อศาลจังหวัดศรีสะเกษ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๑๕ - ๙๒๑/๒๕๔๕ อ้างว่า เมื่อปี ๒๕๓๔ ถึงปี ๒๕๓๕ โจทก์ได้จัดทำโครงการฝายราษีไศลเพื่อประโยชน์ทางด้านพลังงานและเกษตรกรรมครอบคลุมพื้นที่ ๓ จังหวัด ก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม ๒๕๓๖ ในการก่อสร้างนั้นโจทก์ได้ทำการก่อสร้างลงในที่สาธารณประโยชน์ทั้งหมด จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชย ต่อมาราษฎรในพื้นที่ก่อสร้างและพื้นที่ใกล้เคียงชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยโดยอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างฝายราษีไศลเนื่องจากที่ดินถูกน้ำท่วม เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๓๙ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้โจทก์จ่ายค่าขนย้ายให้กับราษฎรดังกล่าวซึ่งเป็นการจ่ายย้อนหลัง โดยให้นำมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๒ มาใช้บังคับ ซึ่งมีขั้นตอนการจ่ายเงินตามหนังสือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ กษ ๐๓๐๒/๘๕๗๕ ลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๓๒ เรื่อง ขออนุมัติหลักการเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดิน ค่ารื้อย้ายบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง ค่าทดแทนต้นไม้ยืนต้น พืชล้มลุกให้แก่ราษฎรผู้ถือครองที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ และการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินในเขตนิคมฯ ที่ถูกเขตการก่อสร้างโครงการชลประทาน ข้อ ๔ โจทก์จึงต้องตรวจหลักฐานการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ โดยโจทก์แจ้งให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายยื่นเรื่องต่อโจทก์ผ่านคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อขอรับค่าชดเชยเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๓๙ จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอรับเงินค่าชดเชยต่อคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงโครงการฝายราษีไศลของโจทก์ แต่ระหว่างที่คณะกรรมการจังหวัดและคณะอนุกรรมการอำเภอพื้นที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบสิทธิครอบครองตามคำร้อง จำเลยทั้งเจ็ดกับพวกหลายร้อยคนชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายค่าชดเชย รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ จึงอนุมัติให้จ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยกับพวกไปก่อน โจทก์จึงจ่ายค่าชดเชยให้ ต่อมาโจทก์ได้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยกับพวกไม่ได้จัดทำแผนผังแสดงตำแหน่งที่ดินที่อ้างว่าได้ครอบครองและทำประโยชน์ตามมติคณะรัฐมนตรี จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งเจ็ดคืนหรือชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินที่แต่ละคนได้รับไปนับแต่วันที่ได้รับ จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งเจ็ดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดให้การในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้องโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยและราษฎรผู้ครอบครองที่ดินที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศลใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้ความยุติธรรม ไม่ได้ข่มขู่รัฐบาล จำเลยทั้งเจ็ดมีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะได้รับค่าชดเชยในฐานะเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการฝายราษีไศล และปฏิบัติตามขั้นตอนของผู้ที่จะได้รับค่าชดเชย ทั้งขั้นตอนในการตรวจสอบระดับท้องถิ่นและระดับจังหวัดครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งเจ็ดรับเงินโดยสุจริตมีสิทธิตามกฎหมาย และยื่นคำร้องขอรับค่าชดเชยโดยระบุเนื้อที่ ความกว้าง ความยาว และแนวเขตติดต่อไว้ชัดแจ้งแล้ว การแสดงแผนผังเป็นเรื่องผิดวิสัยเพราะน้ำท่วมพื้นที่หมดแล้ว โจทก์ฟ้องเรียกเงินซึ่งเป็นลาภมิควรได้เกิน ๑ ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลจังหวัดศรีสะเกษเห็นว่า กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานซึ่งเป็นส่วนราชการของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครองได้จัดทำโครงการก่อสร้างฝายกักเก็บน้ำชื่อว่า "โครงการฝายราษีไศล" เพื่อประโยชน์ทางด้านพลังงานและเกษตรกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนโดยรวม เป็นเหตุให้จำเลยและราษฎรที่ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณข้างเคียงได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการถูกน้ำท่วมโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องมาจากการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้จ่ายค่าชดเชยให้กับจำเลยทั้งเจ็ดและราษฎรดังกล่าวโดยเจรจาจ่ายค่าชดเชยในรูปค่าขนย้าย โดยให้นำหลักเกณฑ์การจ่ายค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติเวนคืนมาใช้เป็นแนวปฏิบัติ กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานได้จ่ายค่าชดเชยไปแล้วแต่มาเรียกคืนภายหลัง โดยอ้างว่าจำเลยทั้งเจ็ดไม่ได้จัดทำแผนผังแสดงตำแหน่งที่ดินที่อ้างว่าได้ครอบครองทำประโยชน์ ถือเป็นการปฏิเสธการจ่ายค่าชดเชยทั้งจำเลยก็ต่อสู้ว่าเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของผู้ได้รับค่าชดเชย การไม่จัดทำแผนผังแสดงตำแหน่งที่ดินเป็นการพ้นวิสัยเพราะที่ดินถูกน้ำท่วม อันเป็นการโต้แย้งคำสั่งทางปกครองของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานว่าปฏิเสธไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยให้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ (๓) หาใช่เป็นเพียงกรณีฟ้องเรียกทรัพย์คืนตามที่โจทก์ตั้งเรื่องฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดและพวกแต่เพียงประการเดียวไม่ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากผู้ถูกฟ้องคดีต่างได้ยื่นคำร้องต่อคณะอนุกรรมการฯ ว่า ตนเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากโครงการฝายราษีไศลเพราะพื้นที่ครอบครองทำประโยชน์ถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายตามจำนวนเนื้อที่ของแต่ละรายที่ครอบครองทำประโยชน์ อันเป็นการแสดงว่าผู้ถูกฟ้องคดีแต่ละรายมีที่ดินซึ่งได้ครอบครองทำประโยชน์และถูกน้ำท่วมจึงขอรับเงินค่าชดเชยตามหลักเกณฑ์ของมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้น ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้จ่ายเงินค่าชดเชยให้ผู้ถูกฟ้องคดีในขณะที่การตรวจสอบถึงสิทธิการครอบครองยังไม่เสร็จ เพราะรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบอนุมัติให้จ่ายค่าชดเชยไปก่อนเนื่องจากมีการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายค่าชดเชย ต่อมาเมื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้จัดทำแผนผังแสดงตำแหน่งที่ดินที่อ้างว่าได้ครอบครองและทำประโยชน์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย อันเป็นการโต้แย้งว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีที่ดินที่ได้ครอบครองทำประโยชน์ตามที่ได้ยื่นคำร้องไว้ ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนหรือชดใช้เงินตามจำนวนที่ได้รับไปพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนหรือชดใช้เงินได้นั้นจะต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติก่อนว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีที่ดินที่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในบริเวณที่ถูกน้ำท่วมจากโครงการฝายราษีไศล คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ประกอบประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การสรุปได้ว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องว่าโจทก์ทำการก่อสร้างฝายราษีไศลลงในที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งมีประชาชนหลายร้อยคนครอบครองทำประโยชน์อยู่ ภายหลังจากที่ฝายเปิดใช้งานแล้วปรากฏว่า ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเพราะที่ดินถูกน้ำท่วม คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้โจทก์จ่ายค่าขนย้ายให้แก่ประชาชนที่เดือดร้อน โดยให้นำหลักเกณฑ์การจ่ายค่าทดแทนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๒ ซึ่งอนุมัติให้จ่ายเงินค่าทดแทนโดยมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนตามหนังสือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ กษ ๐๓๐๒/๘๕๗๕ ลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๓๒ ข้อ ๔ มาใช้โดยอนุโลมแต่เนื่องจากหลักเกณฑ์และขั้นตอนดังกล่าวเป็นการจ่ายค่าทดแทนที่ดินก่อนที่จะมีการเวนคืนที่ดิน ส่วนกรณีของโจทก์เป็นการจ่ายเงินค่าขนย้ายย้อนหลัง โจทก์จึงกำหนดขั้นตอนการจ่ายเพิ่มเติมโดยให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน นอกจากจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนตามหนังสือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ แล้วจะต้องมายื่นคำร้องกับจัดทำแผนผังแสดงตำแหน่งที่ดินของตนที่ครอบครองมายื่นต่อโจทก์อีกด้วย จำเลยทั้งเจ็ดมายื่นคำร้องแต่ไม่ยอมจัดทำแผนผังแสดงตำแหน่งที่ดิน ต่อมาประชาชนรวมตัวกันประท้วงเพื่อเรียกร้องเงินดังกล่าวจนทำให้รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบสั่งการให้โจทก์จ่ายเงินให้แก่ประชาชนไปพลางก่อน โจทก์จึงจ่ายเงินให้ประชาชนรวมทั้งจำเลยทั้งเจ็ดด้วย ต่อมาโจทก์ตรวจสอบแล้วพบว่า จำเลยทั้งเจ็ดไม่ได้จัดทำแผนผังแสดงตำแหน่งที่ดินของตนมายื่นตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กำหนดไว้ โจทก์จึงเรียกเงินคืนจากจำเลย ส่วนจำเลยทั้งเจ็ดให้การต่อสู้คดีในประเด็นหนึ่งว่า ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนตามกฎหมายครบถ้วนแล้วจึงมีสิทธิที่จะได้รับเงิน

ปัญหาที่จะต้องพิจารณา คือ คดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองเรียกเงินค่าขนย้ายคืนจากเอกชนตามโครงการก่อสร้างฝายกักเก็บน้ำ "โครงการฝายราษีไศล" อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มีมูลเหตุเนื่องมาจากการที่โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบโดยจ่ายเงินค่าขนย้ายให้แก่ประชาชนรวมทั้งจำเลยทั้งเจ็ดซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากการก่อสร้างฝายราษีไศลด้วย ต่อมาโจทก์ทำการตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยทั้งเจ็ดไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินดังกล่าว โจทก์จึงเรียกเงินคืนและฟ้องเป็นคดีนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ดังนั้น ศาลปกครองจึงมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเอกชนในเรื่องความรับผิดอย่างอื่นอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจหรือการกระทำทางปกครองอื่นๆ คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์กล่าวอ้างว่าทำการก่อสร้างฝายลงในที่สาธารณประโยชน์และจำเลยทั้งเจ็ดก็มิได้โต้แย้งว่าที่พิพาทมิใช่ที่สาธารณประโยชน์ คดีไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินของจำเลยทั้งเจ็ด แต่ประเด็นที่โจทก์จำเลยโต้เถียงกันคือ การที่โจทก์จ่ายเงินค่าขนย้ายให้แก่จำเลยทั้งเจ็ดเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามที่กฎหมายกำหนดและตามคำสั่งรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบสั่งการ อันเป็นการกระทำทางปกครองที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งเจ็ด และภายหลังโจทก์ตรวจสอบแล้วพบว่า จำเลยทั้งเจ็ดไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินและเรียกเงินคืน จำเลยทั้งเจ็ดโต้แย้งว่ามีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะได้รับเงินค่าชดเชยดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเอกชนเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่น อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น ซึ่งเป็นข้อพิพาทอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองเรียกเงินค่าขนย้ายคืนจากเอกชนตามโครงการก่อสร้างฝายกักเก็บน้ำ "โครงการฝายราษีไศล" ระหว่างกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โดยนางสิริพร ไศละสูต อธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โจทก์ และนางสาวบัวลี หรือนางบัวลี กลีบบัว กับพวกรวม ๗ คน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลปกครองนครราชสีมา

(ลงชื่อ) อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) โภคิน พลกุล

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายโภคิน พลกุล)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท อัฏฐพร เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(อัฏฐพร เจริญพานิช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โดยนางสิริพร ไศละสูต
อธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน
จำเลย — นางสาวบัวลี หรือนางบัวลี กลีบบัว กับพวกรวม 7 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 25/2546
#415570
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๒๕/๒๕๔๖

วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๖

เรื่อง การยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

นายถ้วน พานทอง ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจศาลกรณีศาลแพ่งและศาลปกครองกลางไม่รับฟ้องคดี

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๕ นายถ้วน พานทอง (ผู้ร้อง) ได้ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานครต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๐๗๕/๒๕๔๕ (คดีหมายเลขแดงที่ ๖๔๒๑/๒๕๔๕) เกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินซึ่งจะถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอยานนาวา อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร อำเภอบางขุนเทียน อำเภอธนบุรี อำเภอบางกอกน้อย อำเภอตลิ่งชัน อำเภอภาษีเจริญ กิ่งอำเภอหนองแขม จังหวัดธนบุรี อำเภอบางกรวย อำเภอบางใหญ่ อำเภอบางบัวทอง อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร อำเภอสามพราน อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งต่อมาได้มีการออกประกาศคณะปฏิวัติและพระราชกฤษฎีกาเพื่อขยายอายุพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวอีก ๓ ฉบับ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ หมดอายุบังคับใช้วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๑๒ ผู้ร้องยินยอมให้กรุงเทพมหานครสร้างถนนผ่านที่ดินของตน โดยมิได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและมิได้รับเงินทดแทนจากกรุงเทพมหานครแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงฟ้องคดีเพื่อเรียกเงินทดแทนจากกรุงเทพมหานครอันเนื่องมาจากการก่อสร้างถนนพุทธมณฑลสาย ๑ ผ่านที่ดินของผู้ร้อง แต่ศาลแพ่งเห็นว่า คดีสืบเนื่องมาจากมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินฯ กำหนดให้จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการเวนคืนที่ดินใช้ในการสร้างถนนพุทธมณฑลสาย ๑ อันเป็นการใช้อำนาจรัฐ เพื่อดำเนินการไปสู่การบังคับการเวนคืนที่ดินใช้ในการก่อสร้างถนนซึ่งเป็นสิ่งสาธารณูปโภคที่ประชาชนเป็นผู้ใช้และได้รับประโยชน์โดยตรง อันมีลักษณะเป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคจนเกิดเป็นข้อพิพาทกันขึ้นกับโจทก์ โดยข้อพิพาทของคู่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยลักษณะนี้เป็นการพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ฉะนั้น อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีในลักษณะนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๒/๒๕๔๕ และศาลปกครองได้เปิดทำการแล้วตั้งแต่วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๔ เป็นต้นมา ศาลแพ่งมีคำสั่งในวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๕ อันเป็นเวลาภายหลังศาลปกครองเปิดทำการโดยผิดหลงให้รับฟ้องคดีของโจทก์ไว้พิจารณา จึงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ให้เพิกถอนคำสั่งโดยผิดหลงตั้งแต่การรับฟ้องของโจทก์เป็นต้นมาทั้งหมดนั้นเสียและมีคำสั่งใหม่ว่า คดีของโจทก์อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลปกครอง จึงไม่รับฟ้องคดีของโจทก์

ผู้ร้องจึงยื่นฟ้องคดีในข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๖ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๒๕/๒๕๔๖ โดยมิได้บรรยายฟ้องหรือแถลงให้ศาลทราบถึงการที่ศาลแพ่งไม่รับคำฟ้องคดีนี้ ซึ่งต่อมา เมื่อศาลปกครองกลางได้ตรวจพิจารณาคำฟ้องและข้อเท็จจริงในคดีแล้วได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ผู้ฟ้องคดี (ผู้ร้อง) ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีในราคาตารางวาละ ๓๕,๐๐๐ บาท และอนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าก่อสร้างไปพลางก่อนได้ โดยผู้ฟ้องคดีสงวนสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าทดแทนที่ดินในราคาปัจจุบันเต็มทั้งจำนวนของเนื้อที่ดินทั้งหมด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าทำการก่อสร้างถนนพุทธมณฑลสาย ๑ ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผลมาจากการให้ความยินยอมของผู้ฟ้องคดีและเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนหมดอายุการใช้บังคับแล้ว ดังนั้น คดีนี้จึงถือไม่ได้ว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๒/๒๕๔๕ ที่ ๒๓/๒๕๔๕ และที่ ๒๗/๒๕๔๕ ศาลปกครองกลางไม่มีอำนาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาพิพากษา ผู้ร้องได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไม่รับฟ้องของศาลปกครองกลางตามมาตรา ๗๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต่อศาลปกครองสูงสุดและศาลมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้แล้ว

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ คำร้องของผู้ร้องชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใดแต่ศาลนั้นไม่รับฟ้องเพราะเหตุว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว หากศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน ให้ศาลนั้นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัย โดยให้นำความในมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) และมาตรา ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ดังนั้น คดีที่จะมีการขัดแย้งอำนาจหน้าที่กันระหว่างศาลในกรณีนี้จะต้องเป็นกรณีที่คู่ความผู้ฟ้องคดีนำคดีไปยื่นฟ้องต่อศาลหนึ่งและศาลนั้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องเพราะเหตุว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ต่อมาคู่ความผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีที่มีข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ไปฟ้องต่อศาลอีกศาลหนึ่งและศาลในคดีหลังนี้ก็มีคำสั่งไม่รับฟ้องเพราะเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของตนเช่นกัน ข้อเท็จจริงในคดีนี้ ผู้ร้องนำคดีไปยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งแล้วและศาลแพ่งมีคำสั่งไม่รับฟ้องเพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ผู้ร้องจึงนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองกลางโดยมิได้บรรยายฟ้องหรือแถลงให้ศาลทราบถึงการที่ตนได้นำคดีไปฟ้องที่ศาลแพ่งมาก่อนแล้ว ต่อมาศาลปกครองกลางก็มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องเช่นกัน เพราะเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของตน โดยมิได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ เพราะไม่ทราบเรื่องที่ผู้ร้องเคยยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งมาก่อน จากนั้นผู้ร้องจึงอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุดซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ดังนั้น กรณียังเป็นการไม่แน่ว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งเช่นไร จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการที่ศาลอีกศาลหนึ่งไม่รับฟ้องเพราะเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจตนเช่นกัน อันจะเป็นการขัดแย้งกันในเรื่องเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง

ทั้งการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้โดยตรงต่อคณะกรรมการก็มิใช่เป็นการยื่นตามมาตรา ๑๔ ประกอบมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ เพราะการยื่นคำร้องตามมาตราดังกล่าวนี้จะต้องเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดขัดแย้งกันและเป็นเรื่องคำพิพากษาหรือคำสั่งในเรื่องอื่นที่มิใช่เกี่ยวกับเรื่องเขตอำนาจศาล

จึงมีคำสั่งว่า การยื่นคำร้องของผู้ร้องคดีนี้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๘ ให้ยกคำร้องนี้เสีย

(ลงชื่อ) อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) โภคิน พลกุล

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายโภคิน พลกุล)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท อัฏฐพร เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(อัฏฐพร เจริญพานิช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 10 และ 12
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายถ้วน พานทอง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 24/2546
#419210
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๔/๒๕๔๖

วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๔๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดลำปาง

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดลำปางส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นางดิบ อิ่นคำปาหรืออินคำปา หรืออิ่นจำปาหรืออินจำปา ได้ยื่นฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยต่อศาลจังหวัดลำปาง ความว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๑ ตั้งโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ทำการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงหลัก จำเลยกระทำการดังกล่าวทั้งที่ทราบดีแล้วว่าถ่านหินลิกไนต์ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงมีคุณภาพต่ำ เมื่อเกิดการเผาไหม้จะทำให้เกิดฝุ่นแขวนลอยและเกิดสารซัลเฟอร์-ไดออกไซด์อันเป็นสารพิษจำนวนมาก อีกทั้งจำเลยยังไม่ดำเนินการควบคุมการฟุ้งกระจายของฝุ่นแขวนลอยและสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ทั้งที่สามารถกระทำได้ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังทำให้เกิดมลภาวะโดยทั่วไปในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และอำเภอใกล้เคียงทำให้โจทก์ซึ่งอาศัยอยู่ที่ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง หายใจเอาฝุ่นแขวนลอยและสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เข้าไปสะสมในร่างกายโดยไม่รู้ตัวเป็นเวลานานกว่า ๒๐ ปีมาแล้ว และเกิดอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน ๘๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและหยุดการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยถ่านหินลิกไนต์ในโรงงานของจำเลยที่ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง จนกว่าจำเลยจะมีวิธีการป้องกันฝุ่นแขวนลอยและสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์มิให้กระจายฟุ้งไปในอากาศได้อย่างสมบูรณ์

จำเลยยื่นคำให้การพร้อมโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดลำปางเพราะจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทสาธารณูปโภค อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี จัดตั้งขึ้นเป็นนิติบุคคลโดยมีวัตถุประสงค์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าและดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า แหล่งพลังงานอื่นอันได้มาจากธรรมชาติ เช่น แร่ธาตุ หรือเชื้อเพลิง เป็นต้นว่า ถ่านหินเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าตามความในพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๖ นอกจากนี้ จำเลยมีอำนาจกระทำกิจการภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ เช่น สร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามความในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยกล่าวหาว่าจำเลย ซึ่งสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อน โดยใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่อำเภอแม่เมาะปล่อยให้สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ถ่านหินลิกไนต์กระจายฟุ้งไปในอากาศจนเกิดมลภาวะทั่วไปในอำเภอแม่เมาะ เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งอาศัยอยู่ในตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ ได้รับฝุ่นแขวนลอยและสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เข้าไปจนต้องป่วยเจ็บ เป็นโรคปอดอักเสบ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอื่นของจำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันเป็นคดีพิพาทที่ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดลำปางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องโดยอาศัยเหตุมูลละเมิดซึ่งเกิดจากการกระทำของการไฟฟ้าแห่งประเทศไทยอันเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๑ และตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ ได้บัญญัติความหมายหน่วยงานทางปกครองรวมถึงรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้คดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ให้คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหากพิจารณาได้ความตามฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์เจ็บป่วยเกิดจากฝุ่นแขวนลอยและสารพิษที่จำเลยปล่อยออกไปในอากาศ เป็นการอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดโดยตรงต่อโจทก์จากการละเว้นที่จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นจึงเป็นการกระทำละเมิดโดยตรงของจำเลย แนวความคิดในการจัดตั้งศาลปกครองให้ศาลปกครองมีวิธีพิจารณาคดีที่เอื้ออำนวยที่จะพิจารณาคดี กรณีพิพาทระหว่างประชาชนกับหน่วยงานทางปกครองที่จะเรียกให้หน่วยงานทางปกครองมาชี้แจงจึงเหมาะสมที่จะพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าว พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลปกครอง จึงให้ส่งความเห็นนี้พร้อมสำเนาคำฟ้อง สำเนาคำร้องของจำเลยไปยังศาลปกครองเชียงใหม่โดยเร็ว

ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๑ โดยมีวัตถุประสงค์ประการหนึ่งในการผลิตและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๖ (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และมีฐานะเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่โดยที่การผลิตพลังงานไฟฟ้าของ กฟผ. ตามปัญหาในเรื่องนี้เป็นกิจการที่ กฟผ. สามารถดำเนินการได้ภายในวงงานของตนโดยไม่มีการใช้อำนาจรัฐบังคับฝ่ายเอกชนให้ต้องกระทำการหรืองดเว้นกระทำการเพื่อประโยชน์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้านั้นแต่อย่างใด ซึ่งเป็นไปในลักษณะเดียวกับการให้บริการขนส่งโดยทางรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย การผลิตและจำหน่ายน้ำสะอาดของการประปานครหลวงและการประปาส่วนภูมิภาค หรือการผลิตและจำหน่ายน้ำนมขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยในกรณีที่เกิดการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการผลิตพลังงานไฟฟ้าเช่นนี้จึงเข้าลักษณะเป็นการกระทำละเมิดในระหว่างบุคคลที่มีฐานะทางกฎหมายเท่าเทียมกันความรับผิดของ กฟผ. ในผลแห่งละเมิดเช่นนี้จึงเป็นไปตามหลักละเมิดในทางแพ่งตามปกติ ไม่ใช่ความรับผิดตามหลักละเมิดในทางปกครอง คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของ กฟผ. ในกรณีนี้จึงอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ไม่ใช่ศาลปกครอง

อนึ่ง การป้องกันและกำจัดฝุ่นแขวนลอยและสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการผลิตพลังงานไฟฟ้าของ กฟผ. ย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงส่วนหนึ่งของ กฟผ. ที่จะต้องดำเนินกระบวนการผลิตให้มีความปลอดภัยและถูกต้องตามหลักวิชาการ มิได้เป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่แยกออกมาเป็นเอกเทศต่างหากจากหน้าที่ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า เพราะหากไม่มีการดำเนินกระบวนการผลิตที่ก่อให้เกิดฝุ่นแขวนลอยสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ กฟผ. ก็ไม่มีหน้าที่ต้องกำจัดฝุ่นแขวนลอยและสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์แต่อย่างใด ฝุ่นแขวนลอยและสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของ กฟผ. ไม่ใช่เป็นผลจากการงดเว้นการกระทำคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของ กฟผ. อันเนื่องมาจากการก่อให้เกิดฝุ่นแขวนลอยและสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์จึงไม่เข้าลักษณะเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ แต่เป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการกระทำของ กฟผ. ในการจัดทำบริการสาธารณะที่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของตนนั่นเอง คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยอันเนื่องมาจากการก่อให้เกิดฝุ่นแขวนลอยและสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตามปัญหาในเรื่องนี้ ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ไม่ใช่ศาลปกครอง และศาลที่มีเขตอำนาจในคดีนี้คือ ศาลจังหวัดลำปาง

คำวินิจฉัย

ข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์ประการหนึ่งคือผลิตพลังงานไฟฟ้าตามมาตรา ๖ (๑) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๑ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำละเมิดโดยการใช้ถ่านหินลิกไนต์ผลิตพลังงานไฟฟ้า ทำให้เกิดสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์และฝุ่นแขวนลอยแล้วไม่ระมัดระวังกำจัดสารและฝุ่นดังกล่าวให้ได้มาตรฐาน โจทก์อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงกับโรงงานของจำเลยและหายใจเอาฝุ่นกับสารดังกล่าวเข้าไปในร่างกายเป็นเหตุให้เจ็บป่วยด้วยโรคปอดอักเสบขอให้ชดใช้ค่าเสียหายและหยุดผลิตพลังงานไฟฟ้าจนกว่าจะมีวิธีการป้องกันที่สมบูรณ์

ปัญหาที่จะต้องพิจารณา คือ คดีฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองทำละเมิดด้วยการผลิตพลังงานไฟฟ้าแล้วก่อให้เกิดฝุ่นแขวนลอยและสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์โดยไม่ควบคุมการฟุ้งกระจายของฝุ่นและสารดังกล่าวเป็นเหตุให้เอกชนได้รับความเสียหาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ดังนั้น ข้อพิพาทอันอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองประการหนึ่งคือ คดีที่หน่วยงานทางปกครองทำละเมิดอันเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ คดีนี้มีประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๔๔) เรื่อง กำหนดให้โรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่บรรยากาศ ข้อ ๒ บัญญัติว่า "ห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองโรงไฟฟ้าแม่เมาะตามข้อ ๑ ปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่บรรยากาศ เว้นแต่จะได้ทำการบำบัดอากาศเสียให้เป็นตามมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๔๔) เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ แต่ทั้งนี้ต้องไม่ใช้วิธีทำให้เจือจาง (Dilution)" ซึ่งประกาศทั้งสองฉบับออกตามความในมาตรา ๖๘ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ ดังนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายโดยต้องบำบัดอากาศเสียให้ได้มาตรฐานเสียก่อนจะปล่อยออกสู่บรรยากาศได้ การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีหน้าที่ควบคุมฝุ่นแขวนลอยกับสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์มิให้ฟุ้งกระจายไปในอากาศ แต่ไม่ดำเนินการควบคุมทั้งที่สามารถกระทำได้จึงเป็นคดีพิพาทว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทำละเมิดอันเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๕/๒๕๔๖ ที่ ๑๖/๒๕๔๖ และที่ ๑๗/๒๕๔๖

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่าทำละเมิดด้วยการผลิตพลังงานไฟฟ้าแล้วก่อให้เกิดฝุ่นแขวนลอยและสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์โดยไม่ควบคุมการฟุ้งกระจายของฝุ่นและสารดังกล่าวเป็นเหตุให้เอกชนได้รับความเสียหาย ระหว่างนางดิบ อิ่นคำปาหรืออินคำปา หรืออิ่นจำปาหรืออินจำปา โจทก์ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลปกครองเชียงใหม่

(ลงชื่อ) อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) โภคิน พลกุล

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายโภคิน พลกุล)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท อัฏฐพร เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(อัฏฐพร เจริญพานิช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535
ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2544) เรื่อง กำหนดให้โรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่บรรยากาศ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดิบ อิ่นคำปา หรืออินคำปา หรืออิ่นจำปาหรืออินจำปา
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 23/2546
#419209
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๓/๒๕๔๖

วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๔๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลแขวงเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่ส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาล

ข้อเท็จจริงในคดี

นายสมบัติ มงคลอิทธิเวช ได้ยื่นฟ้องคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายเจริญ สุแก้ว เลขานุการคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายประเจตน์ อินทรสุข หัวหน้างานพัสดุคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายเกษม ทาอ้าย (ซึ่งต่อมาผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอแก้ไขคำฟ้องโดยแก้ไขในส่วนผู้ถูกฟ้องคดีจากคณบดีคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และข้าราชการ ๓ คนดังกล่าวเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ต่อศาลปกครองเชียงใหม่เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๗/๒๕๔๕ ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยไม่คืนเงินประกันและหลักประกันสัญญาเป็นเงินจำนวน ๓๑,๐๐๐ บาท ที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้วางหลักทรัพย์ค้ำประกันสัญญาเช่าสถานที่และวัสดุครุภัณฑ์ ระหว่างนางปวีณา สาสิงห์ ผู้เช่า กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ให้เช่า ให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยเร็วหรือภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่คู่สัญญาพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ข้อ ๑๔๔ วรรคหนึ่ง (๒) ทั้งไม่ปฏิบัติตามหนังสือเวียน ที่ นร (กวพ) ๑๓๐๕/ว.๘๖๐๘ ลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๔ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการคืนหลักประกันสัญญา ประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่อง การใช้น้ำประปาร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกาศ ณ วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๒๘ ตลอดจนประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่อง การใช้ไฟฟ้าร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกาศ ณ วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายไม่สามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวส่งคืนเจ้าหนี้และต้องเสียค่าธรรมเนียมต่อสัญญาค้ำประกันให้แก่ธนาคารเพิ่มอีก ๓๐๐ บาท จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนหลักประกันสัญญาให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยเร็ว

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำให้การว่า เหตุที่ผู้ฟ้องคดียังไม่คืนหลักประกันสัญญาให้กับคู่สัญญาเนื่องจากผู้เช่าผิดสัญญาเช่า ผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะผู้ให้เช่าจึงมีสิทธิยึดหลักประกันสัญญาตามข้อ ๑๘ ของสัญญาเช่า ส่วนเงินประกันการใช้น้ำประปาและการใช้ไฟฟ้านั้น ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับจากนางปวีณา ผู้เช่า มิใช่รับจากผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งยึดเงินประกันสัญญานี้ไว้ด้วยเหตุผลเดียวกัน

ในระหว่างพิจารณา ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร แต่สำหรับคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีได้โต้แย้งว่าเมื่อสัญญาสิ้นสุดลงแล้วผู้ถูกฟ้องคดีไม่คืนหลักประกันสัญญาให้กับคู่สัญญาเพราะผู้เช่าผิดสัญญาเช่า ผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะผู้ให้เช่าจึงใช้สิทธิยึดหลักประกันสัญญาตามข้อ ๑๘ ของสัญญาเช่า กรณีจึงเป็นเรื่องของบุคคลที่มีข้อโต้แย้งสิทธิกันตามสัญญาและสัญญาเช่าฉบับนี้มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นสัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีมิได้อยู่ในฐานะที่เหนือกว่าเอกชนผู้เช่าสถานที่แต่อย่างใด สัญญานี้จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง สิทธิและหน้าที่ของผู้เช่า ผู้ให้เช่า (ผู้ถูกฟ้องคดี) และผู้ฟ้องคดีย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีนี้จึงมิใช่คดีที่ฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามนัยบทบัญญัติดังกล่าวอันอยู่ในอำนาจของศาลปกครองแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่ง

ศาลแขวงเชียงใหม่เห็นว่า คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีตามที่ศาลปกครองเชียงใหม่รับไว้พิจารณาได้กล่าวถึงสภาพแห่งข้อหาว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้วางหลักทรัพย์ค้ำประกันการเช่าสถานที่ระหว่างนางปวีณา สาสิงห์ กับผู้ถูกฟ้องคดี สัญญาสิ้นสุดแล้วแต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่คืนหลักทรัพย์ค้ำประกันให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีต้องคืน และผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะเจ้าของสถานที่และผู้ให้เช่าสถานที่ตามเอกสารสัญญาเช่าที่แนบท้ายฟ้อง จะเห็นได้ว่า สภาพแห่งข้อหาผู้ฟ้องคดีไม่ได้กล่าวว่าตนเองเป็นคู่สัญญาแต่กล่าวว่าเป็นผู้วางหลักทรัพย์ค้ำประกันตามสัญญาและฟ้องผู้ถูกฟ้องในฐานะเจ้าของสถานที่และผู้ให้เช่าสถานที่เท่านั้น สภาพแห่งข้อหาจึงไม่ใช่เรื่องนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่าสถานที่

สำหรับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นผู้ฟ้องคดีอ้างว่า เหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่คืนหลักทรัพย์ให้เนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขัดต่อกฎระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๔๔ ขัดต่อหนังสือเวียนที่ นร (กวพ) ๑๓๐๕/ว.๘๖๐๘ ลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๔ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการในการคืนหลักประกันสัญญา ขัดต่อประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่อง การใช้น้ำประปาร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามที่กล่าวนั้น เป็นการอ้างสิทธิที่เกิดขึ้นจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาความเห็นของผู้ฟ้องคดีที่เสนอต่อศาลปกครองเชียงใหม่ยังแสดงให้เห็นว่า ต้องการฟ้องการกระทำของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ในส่วนของคำโต้แย้งในคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งได้ทำไว้เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ก็สรุปได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับและข้อกฎหมายแล้ว แม้จะกล่าวถึงสัญญาก็กล่าวแต่เพียงในฐานะเหตุแห่งคำให้การว่า ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้วเท่านั้น ประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การจึงมีว่า ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรหรือไม่

จากสภาพข้อหาข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คำให้การ ความประสงค์ของผู้ฟ้องคดี และประเด็นแห่งคดีตามที่พิจารณามา ศาลแขวงเชียงใหม่จึงเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองของรัฐละเลยหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ใช่เป็นคดีที่โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าและผู้ให้เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งตามความเห็นของศาลปกครองเชียงใหม่

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่จะต้องพิจารณา คือ คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนหลักประกันตามสัญญาเช่าสถานที่และวัสดุครุภัณฑ์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีเป็นผู้วางหลักทรัพย์ค้ำประกันสัญญาเช่าสถานที่และวัสดุครุภัณฑ์ ระหว่างนางปวีณา สาสิงห์ ผู้เช่า กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อประกอบกิจการสระว่ายน้ำ ล้างอัดฉีดรถ และซักอบรีดเสื้อผ้า เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงผู้ถูกฟ้องคดีไม่คืนเงินประกันและหลักประกันสัญญาให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่คืนหลักประกันสัญญาให้กับคู่สัญญาเพราะผู้เช่าผิดสัญญาเช่าผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะผู้ให้เช่าจึงใช้สิทธิยึดหลักประกันสัญญาตามข้อ ๑๘ ของสัญญาเช่า ดังนั้น กรณีพิพาทเป็นกรณีสืบเนื่องมาจากสัญญาเช่าสถานที่และวัสดุครุภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาระสำคัญของข้อโต้แย้งเป็นการโต้แย้งสิทธิกันตามสัญญา ไม่ได้โต้แย้งกันเรื่องการละเลยต่อหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕

ประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปคือ สัญญาเช่าสถานที่และวัสดุครุภัณฑ์เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง และโดยที่มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติว่า "สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ"ข้อเท็จจริงในคดีนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นส่วนราชการสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยตามมาตรา ๓๒ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๓๙ และมีฐานะเป็นกรมตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เนื้อหาของสัญญามีข้อตกลงให้นางปวีณา สาสิงห์ ผู้เช่า เข้าใช้ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อประกอบกิจการสระว่ายน้ำ ล้างอัดฉีดรถ และซักอบรีดเสื้อผ้า โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นค่าเช่า ซึ่งเป็นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีหารายได้จากการใช้ที่ราชพัสดุที่ผู้ถูกฟ้องคดีปกครองดูแลหรือใช้ประโยชน์ตามมาตรา ๑๑ (๓) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๓๐ กรณีจึงเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองยอมให้เอกชนเข้าใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของทางราชการ ดำเนินกิจการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่บุคลากรในมหาวิทยาลัย มิใช่วัตถุประสงค์หลักในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาโดยตรง ทั้งสัญญาดังกล่าวก็มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาประเภทต่าง ๆ อันจะเข้าลักษณะสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทจึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนหลักประกันตามสัญญาเช่าสถานที่และวัสดุครุภัณฑ์ ระหว่าง นายสมบัติ มงคลอิทธิเวช ผู้ฟ้องคดี กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลแขวงเชียงใหม่

(ลงชื่อ) อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) โภคิน พลกุล

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายโภคิน พลกุล)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท อัฏฐพร เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(อัฏฐพร เจริญพานิช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสมบัติ มงคลอิทธิเวช
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ