คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 235/2546
#48285
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับอนุญาตให้ตั้งบ่อนและจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่และกัดปลาโจทก์จำเลยทำสัญญาให้ใช้ใบอนุญาตดังกล่าวโดยโจทก์จะให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยปีละ 100,000 บาท ในวันทำสัญญาจำเลยได้รับเงินมัดจำ 100,000 บาท จากโจทก์ ต่อมาโจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาโดยไม่ดำเนินการขอย้ายสถานที่ตั้งบ่อนและจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่และกัดปลาในที่ดินของโจทก์ โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,300,000 บาท จำเลยให้การว่าสัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายตกเป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาให้ใช้ใบอนุญาตให้ตั้งบ่อนและจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่และกัดปลาที่โจทก์นำมาฟ้องตกเป็นโมฆะคดีถึงที่สุด ดังนั้นที่โจทก์นำสัญญาให้ใช้ใบอนุญาตดังกล่าวมาฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาและบังคับให้จำเลยคืนเงินมัดจำที่รับไปจากโจทก์เพื่อให้ศาลวินิจฉัยคดีในประเด็นเดียวกันนั้นซ้ำอีกจึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ชอบเพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใด ก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2541 โจทก์ จำเลยทำสัญญาต่างตอบแทนกำหนดให้โจทก์มีสิทธิใช้ใบอนุญาตให้ตั้งบ่อนและจัดให้มีการพนันประเภทชนไก่และกัดปลาตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเล่นการพนันประเภทชนไก่และกัดปลาพุทธศักราช 2525 โดยโจทก์ต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่จำเลยปีละ 100,000 บาท มีเงื่อนไขว่าการใช้สิทธิตามใบอนุญาตดังกล่าวต้องกระทำในที่ดินของโจทก์มีกำหนดระยะเวลานับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2543 โจทก์ชำระเงินมัดจำให้แก่จำเลยในวันทำสัญญา 100,000 บาท แต่จำเลยผิดสัญญาโดยให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจว่า จำเลยจะตั้งบ่อนพนันประเภทชนไก่ ณ สถานที่เดิมคือหมู่ที่ 3 ตำบลบางนอน อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ซึ่งมิได้เป็นไปตามสัญญาต่างตอบแทนโจทก์ไม่สามารถใช้สถานที่ของโจทก์ที่ก่อสร้างเตรียมไว้แล้วเป็นที่ตั้งบ่อนพนันประเภทชนไก่และกัดปลาได้ โจทก์เสียหายจึงทวงถามให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 121,267.75 บาท จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 121,267.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ

จำเลยยื่นคำให้การว่า สัญญาต่างตอบแทนตามฟ้องเป็นนิติกรรมที่กระทำขึ้นเพื่อเลี่ยงกฎหมาย และระเบียบของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพนันชนไก่และกัดปลาข้อ 3 ซึ่งห้ามจำเลยผู้รับอนุญาตโอนใบอนุญาตให้ผู้อื่นนำไปใช้ประโยชน์ จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่มีผลผูกพันจำเลยดังสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 543/2543 เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1 โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 543/2543ซึ่งถึงที่สุดแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่ายแถลงรับกันว่าก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยตามสัญญาให้ใช้ใบอนุญาตให้ตั้งบ่อนการพนันและจัดให้มีการพนันประเภทชนไก่และกัดปลา ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายตกเป็นโมฆะและคดีถึงที่สุดตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 543/2543 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงสั่งงดสืบพยานและเห็นว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์คดีดังกล่าว จึงมีคำสั่งยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 543/2543 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาได้ความว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้ตั้งบ่อนและจัดให้มีการเล่นการพนันประเภทชนไก่และกัดปลาตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเล่นการพนันประเภทชนไก่และกัดปลา พุทธศักราช 2525 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2541 โจทก์จำเลยทำสัญญาให้ใช้ใบอนุญาตให้ตั้งบ่อนและจัดให้มีการเล่นการพนันประเภทชนไก่และกัดปลา เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 โดยจำเลยตกลงให้โจทก์ได้ใช้ใบอนุญาตให้ตั้งบ่อน และจัดให้มีการเล่นการพนันประเภทชนไก่และกัดปลาของจำเลยและโจทก์ตกลงจะให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยปีละ 100,000 บาท ในวันทำสัญญาจำเลยได้รับเงินมัดจำ 100,000 บาท จากโจทก์ครบถ้วน ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2543 โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาโดยไม่ดำเนินการขอย้ายสถานที่ตั้งบ่อนและจัดให้มีการเล่นการพนันประเภทชนไก่และกัดปลาในที่ดินของโจทก์ โจทก์เสียหายเพราะลงทุนสร้างบ่อนไก่และอาคารสถานที่ไว้เพื่อการดังกล่าวเป็นเงิน 1,300,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่าสัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกับคดีนี้ ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาท ข้อ 2 ว่า สัญญาให้ใช้ใบอนุญาตให้ตั้งบ่อนและจัดให้มีการเล่นการพนันประเภทชนไก่และกัดปลาที่โจทก์นำมาฟ้องตกเป็นโมฆะ คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 543/2543 ของศาลชั้นต้นเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1 ดังนั้นที่โจทก์นำสัญญาให้ใช้ใบอนุญาตให้ตั้งบ่อนการพนันและจัดให้มีการเล่นการพนันประเภทชนไก่และกัดปลาที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเป็นที่สุดแล้วว่าตกเป็นโมฆะมาฟ้องกล่าวหาจำเลยว่าผิดสัญญาและบังคับให้จำเลยคืนเงินมัดจำที่รับไปจากโจทก์เพื่อให้ศาลวินิจฉัยคดีในประเด็นเดียวกันนั้นซ้ำอีก ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ชอบเพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใด ก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้างศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จำนงค์ มนูสุทธิพงษ์
จำเลย — นาย สมบูรณ์ น้ำเงิน
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 235/2546
#110386
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยนำสัญญาที่จำเลยยอมให้โจทก์ใช้ใบอนุญาตให้ตั้งบ่อนการพนันและจัดให้มีการเล่นการพนันประเภทชนไก่และกัดปลาที่จำเลยได้รับใบอนุญาตมาฟ้องต่อศาลในคดีก่อน คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าสัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์นำสัญญาดังกล่าวมาฟ้องกล่าวหาจำเลยว่าผิดสัญญาดังกล่าวและบังคับให้จำเลยคืนเงินมัดจำที่รับไปจากโจทก์เพื่อให้ศาลวินิจฉัยคดีในประเด็นเดียวกันนั้นซ้ำอีก ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ชอบ เพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๑๒๑,๒๖๗.๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ

จำเลยยื่นคำให้การว่า สัญญาต่างตอบแทนตามฟ้องเป็นนิติกรรมที่กระทำขึ้นเพื่อเลี่ยงกฎหมาย และระเบียบของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพนันชนไก่และกัดปลาข้อ ๓ ซึ่งห้ามจำเลยผู้รับอนุญาตโอนใบอนุญาตให้ผู้อื่นนำไปใช้ประโยชน์ จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ ไม่มีผลผูกพันจำเลยดังสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๔๓/๒๕๔๓ โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๔๓/๒๕๔๓ ซึ่งถึงที่สุดแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่ายแถลงรับกันว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยตามสัญญาให้ใช้ใบอนุญาตให้ตั้งบ่อนการพนันและจัดให้มีการพนันประเภทชนไก่และกัดปลา ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายตกเป็นโมฆะและคดีถึงที่สุด ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๔๓/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงสั่งงดสืบพยาน และเห็นว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์คดีดังกล่าว จึงมีคำสั่งยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาได้ความว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้ตั้งบ่อนและจัดให้มีการเล่นการพนันประเภทชนไก่และกัดปลาตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเล่นการพนันประเภทชนไก่และกัดปลา พุทธศักราช ๒๕๒๕ เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๑ โจทก์จำเลยทำสัญญาให้ใช้ใบอนุญาตให้ตั้งบ่อนและจัดให้มีการเล่นการพนันประเภทชนไก่และกัดปลา โดยจำเลยตกลงให้โจทก์ได้ใช้ใบอนุญาตให้ตั้งบ่อน และจัดให้มีการเล่นการพนันประเภทชนไก่และกัดปลาของจำเลยและโจทก์ตกลงจะให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยปีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ในวันทำสัญญาจำเลยได้รับเงินมัดจำ ๑๐๐,๐๐๐ บาท จากโจทก์ครบถ้วน ต่อมาวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๓ โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาโดยไม่ดำเนินการขอย้ายสถานที่ตั้งบ่อนและจัดให้มีการเล่นการพนันประเภทชนไก่และกัดปลาในที่ดินของโจทก์ โจทก์เสียหายเพราะลงทุนสร้างบ่อนไก่และอาคารสถานที่ไว้เพื่อการดังกล่าวเป็นเงิน ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่า สัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกับคดีนี้ ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาท ข้อ ๒ ว่า สัญญให้ใช้ใบอนุญาตให้ตั้งบ่อนและจัดให้มีการเล่นการพนันประเภทชนไก่และกัดปลาที่โจทก์นำมาฟ้องตกเป็นโมฆะ คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๔๓/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้น ดังนั้นที่โจทก์นำสัญญาให้ใช้ใบอนุญาตให้ตั้งบ่อนการพนันและจัดให้มีการเล่นการพนันประเภทชนไก่และกัดปลาที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเป็นที่สุดแล้วว่าตกเป็นโมฆะมาฟ้องกล่าวหาจำเลยว่าผิดสัญญาและบังคับให้จำเลยคืนเงินมัดจำที่รับไปจากโจทก์เพื่อให้ศาลวินิจฉัยคดีในประเด็นเดียวกันนั้นซ้ำอีก ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ชอบเพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใด ก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๗ วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 141 (5) ม. 167 วรรคหนึ่ง ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจำนงค์ มนูสุทธิพงษ์
จำเลย — นายสมบูรณ์ น้ำเงิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นายเสกสรร เจียมสุขสุจิตต์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 223/2546
#48284
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายพักอาศัยอยู่ร่วมกันและไม่มีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนจึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะต้องฆ่าผู้ตายทั้งขณะเกิดเหตุเป็นช่วงชุลมุน จำเลยคว้ามีดทำครัวซึ่งอยู่ใกล้มือแทงไปทันทีเพียงครั้งเดียวโดยไม่มีโอกาสจะเลือกแทงว่าเป็นส่วนไหนของร่างกาย บังเอิญไปถูกอวัยวะสำคัญของร่างกายจึงทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และจำเลยก็มิได้แทงผู้ตายซ้ำอีก ทั้งที่มีโอกาสจะทำได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตายเพียงแต่มีเจตนาทำร้ายเท่านั้น เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายจำเลยจึงต้องมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 290 เมื่อข้อเท็จจริงพิจารณาได้ความว่าจำเลยทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไม่มีเจตนาฆ่า ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคสุดท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้มีดปลายแหลมใบมีดรวมทั้งด้ามยาวประมาณ 1 ฟุต แทงนายสมจิตร บึงไกร ผู้ตาย ที่บริเวณหน้าอกด้านซ้ายโดยเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและจำเลยใช้มีดปลายแหลมดังกล่าวแทงทำร้ายนางราตรี บุญเพ็งที่บริเวณหน้าอกด้านขวา เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 297 และ 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,297 (ที่ถูก 297(8)) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุม มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 15 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้ตายและผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้มีดปลายแหลมแทงถูกผู้ตายที่บริเวณหน้าอกซ้ายด้านล่างถึงแก่ความตาย ถูกผู้เสียหายบริเวณทรวงอกด้านขวาเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส บาดแผลปรากฏตามรายงานการตรวจศพเอกสารหมาย จ.15 และผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.16มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้มีดปลายแหลมแทงผู้ตายและผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีนายคำศักดิ์ ศรีโพนทอง นายอรรถพลจันทโคตร และนายมุทธิศักดิ์ บางไกร เป็นประจักษ์พยานเบิกความทำนองเดียวกันว่าขณะพยานกับพวกนั่งดื่มสุรากันภายในห้องพัก ต่อมาเมื่อจำเลยกลับมาถึงที่พักได้นำใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าไปยื่นให้นายคำศักดิ์ไปชำระ นายคำศักดิ์จึงให้จำเลยไปจ่ายค่าน้ำประปาจึงเกิดทะเลาะโต้เถียงกัน จำเลยได้ไปหยิบขวดน้ำอัดลมเปล่าในห้องครัวจะตีนายคำศักดิ์แต่นายทองปานเข้าไปห้ามถูกตีบริเวณไหล่นายทองปาน ผู้ตายและผู้เสียหายได้ช่วยกันห้ามจำเลยและดันจำเลยไปทางครัว จึงเกิดชุลมุนกัน จำเลยได้หยิบมีดทำครัวซึ่งยาวประมาณ 1 ฟุต แทงผู้ตาย เมื่อผู้ตายถอยออกมา จำเลยได้แทงอีกหนึ่งครั้งแต่ถูกผู้เสียหาย เห็นว่า ขณะเกิดเหตุพยานกับพวกกำลังดื่มสุรากันย่อมต้องเปิดไฟสว่างบริเวณที่เกิดเหตุตามภาพถ่ายหมาย จ.4 ก็ไม่กว้างนัก เชื่อว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างมากพอที่จะทำให้พยานโจทก์เห็นเหตุการณ์ชัด ทั้งพยานโจทก์เบิกความมีรายละเอียดเป็นขั้นเป็นตอนสอดคล้องเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุมีผล และไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงว่าจะเบิกความให้ร้ายจำเลยเชื่อว่าพยานเบิกความไปตามความจริงที่ได้รู้ได้เห็น นอกจากนี้ผู้เสียหายซึ่งเป็นภริยาจำเลยก็เบิกความรับว่าถูกจำเลยแทง แม้จะไม่มีรายละเอียดเหตุการณ์ตั้งแต่แรกมาก็ตาม แต่ก็เป็นการสนับสนุนคำพยานโจทก์ให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีหลังเกิดเหตุจำเลยและผู้เสียหายได้หลบหนีไปอยู่ที่อื่น ทั้ง ๆ ที่ผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้มีดปลายแหลมแทงได้รับอันตรายสาหัสเช่นนี้ จำเลยและผู้เสียหายก็มิได้แจ้งความดำเนินคดีกับคนร้ายแต่ประการใด ทั้งตัวจำเลยกลับเปลี่ยนชื่อใหม่ให้เป็นพิรุธอีกเช่นนี้ทำให้มีเหตุสงสัยน่าเชื่อว่าจำเลยอาจเป็นคนร้ายที่ใช้มีดปลายแหลมแทงผู้ตายและผู้เสียหายก็เป็นได้ นอกจากนี้ร้อยตำรวจเอกธันยวีร์ วงศ์รัตน์ ผู้จับกุมจำเลยเบิกความว่าในชั้นจับกุมได้แจ้งข้อหาจำเลยว่า ฆ่าผู้ตายโดยเจตนาและทำร้ายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสจำเลยให้การรับสารภาพตามเอกสารหมาย จ.10 ร้อยตำรวจเอกธันยวีร์ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติการไปตามหน้าที่ไม่รู้จักจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุระแวงว่าจะเบิกความให้ร้ายหรือหลอกลวงจำเลย ที่จำเลยนำสืบว่าถูกหลอกลวงให้ลงชื่อนั้น ก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานใดมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยฎีกาว่ากลุ่มพวกผู้ตายมีอาการเมาสุราและมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับจำเลย กลุ่มผู้ตายน่าจะเป็นคนแทงผู้ตายนั้น เห็นว่า บริเวณห้องที่เกิดเหตุกว้างเพียง 4 x 5 เมตร จำเลยกับพวกผู้ตายทะเลาะโต้เถียงกันจำเลยนำสืบว่าผู้ตาย นายคำศักดิ์และนายทองปานเข้ามาทำร้ายจำเลยแสดงว่าจำเลยย่อมต้องหันหน้าเข้าหาผู้ตาย นายคำศักดิ์และนายทองปาน แต่จากคำเบิกความของพันตำรวจเอกสมบูรณ์ ตันตระกูล ผู้ตรวจพิสูจน์ศพผู้ตาย ประกอบภาพถ่ายบาดแผลของผู้ตายหมาย จ.17 ได้ความว่าผู้ตายถูกแทงบริเวณหน้าอกด้านซ้ายล่าง ดังนั้น คนที่แทงผู้ตายย่อมต้องอยู่ด้านหน้าผู้ตาย นอกจากนี้พยานโจทก์ต่างเบิกความยืนยันว่าผู้ตายเข้าไปห้ามและดันจำเลยไปทางด้านครัว ฉะนั้น ผู้ตายจึงใกล้ชิดและหันหน้าเข้าหาตัวจำเลยมากที่สุด จึงเป็นไปไม่ได้ที่นายคำศักดิ์และนายทองปานซึ่งอยู่ด้านข้างผู้ตายจะเป็นผู้แทงผู้ตายฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยฎีกาว่า หากจำเลยเป็นคนร้ายที่แทงผู้ตายแล้วก็ไม่น่าจะแทงผู้เสียหายซึ่งเป็นภริยาด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงชุลมุน จำเลยอาจไม่คาดคิดว่าผู้เสียหายจะเข้ามาช่วยห้ามปราม อาจคิดว่าเป็นพวกของผู้ตายที่จะเข้ามาช่วยรุมทำร้ายจำเลยก็เป็นได้ จึงได้ใช้มีดแทงสวนไปทันที โดยมิได้ตั้งใจ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้มีดปลายแหลมแทงผู้ตายและผู้เสียหาย พยานหลักฐานจำเลยไม่สามารถหักล้างพยานโจทก์ได้ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานใด ศาลฎีกาเห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายพักอาศัยอยู่ร่วมกันและไม่มีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนและเหตุที่เกิดขึ้นครั้งนี้ผู้ตายก็มิได้มีส่วนร่วมก่อเหตุด้วยจึงไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะต้องฆ่าผู้ตาย ทั้งขณะเกิดเหตุเป็นช่วงชุลมุน จำเลยคว้ามีดทำครัวซึ่งอยู่ใกล้มือแทงไปทันทีเพียงครั้งเดียวโดยไม่มีโอกาสจะเลือกแทงว่าเป็นส่วนไหนของร่างกาย บังเอิญไปถูกอวัยวะสำคัญของร่างกายจึงทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และจำเลยก็มิได้แทงผู้ตายซ้ำอีก ทั้งที่มีโอกาสจะทำได้ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย เพียงแต่มีเจตนาทำร้ายเท่านั้น เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายจำเลยจึงต้องมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 วรรคแรก

อนึ่ง แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่เป็นข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสุดท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานฆ่าคนตายโดยเจตนานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290วรรคแรก, 297(8) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 290
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ปริญญาหรือปิยวิทย์ จรทะผา
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เหลืองวิไล
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 209/2546
#49449
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ใช้กำลังชกต่อยที่หัวไหล่ขวาและบีบคอจนศรีษะของโจทก์กระแทกฝาห้องน้ำ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 คดีถึงที่สุดแล้ว คดีส่วนแพ่งจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีดังกล่าวว่าการทำร้ายของจำเลยที่ 1 ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของโจทก์ และเมื่อพยานหลักฐานโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่าอาการเจ็บป่วยของโจทก์เป็นผลมาจากการทำร้ายของจำเลยที่ 1 โดยตรง กรณีไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหาย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายโจทก์โดยชกต่อยบริเวณไหล่ขวาของโจทก์ และใช้มือบีบคอโจทก์จนศรีษะกระแทกฝาห้องน้ำ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง และได้รับผลกระทบกระเทือนทางจิตใจ ต้องทนทุกขเวทนาหวาดผวา และมีอาการประสาทหลอน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 126,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มิได้อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์โจทก์เรียกค่าเสียหายสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มีนาคม2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2538 ระหว่างเวลาพักกลางวันที่โรงเรียนบ้านใหม่โสพิมพ์ ตำบลบ่อทอง กิ่งอำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี จำเลยที่ 1 ใช้กำลังทำร้ายโจทก์โดยชกต่อยที่หัวไหล่ขวา 1 ครั้ง และบีบคอจนศีรษะของโจทก์กระแทกฝาห้องน้ำ1 ครั้ง ต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2538 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงลพบุรีเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงลพบุรี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลแขวงลพบุรีพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ซึ่งคดีนี้ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวว่าการทำร้ายของจำเลยที่ 1 ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อาการเจ็บป่วยของโจทก์ตามที่บรรยายมาในฟ้องเป็นผลโดยตรงมาจากการที่จำเลยที่ 1 ใช้กำลังทำร้ายโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่นายแพทย์เสนาะให้ยาระงับประสาทแก่โจทก์เป็นเพียงวิธีการรักษาอาการเจ็บป่วยของโจทก์ นายแพทย์เสนาะมิได้ยืนยันว่า อาการเจ็บป่วยของโจทก์เป็นผลมาจากการทำร้ายของจำเลยที่ 1 โดยตรงแต่อย่างใด เพราะนายแพทย์เสนาะเบิกความเพียงว่า โจทก์มารับการรักษาจากพยานเนื่องจากพฤติกรรมของโจทก์เปลี่ยนไป พยานได้แนะนำให้มารดาโจทก์พาโจทก์ไปรักษาตัวที่ศูนย์สุขวิทยาจิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งจากคำเบิกความถึงสาเหตุแห่งการมารับการรักษาดังกล่าวนั้น เชื่อได้ว่าเกิดจากพฤติกรรมของโจทก์เปลี่ยนไปเอง หาใช่เป็นเพราะการทำร้ายของจำเลยที่ 1 ไม่ และข้อเท็จจริงก็รับฟังเป็นที่ยุติแล้วว่าโจทก์ไม่ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 ซึ่งมีรูปร่างใหญ่กว่าทำร้ายแต่ฝ่ายเดียวโดยโจทก์ไม่สามารถต่อสู้ขัดขืนได้ ในขณะที่เพื่อนโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเห็นเหตุการณ์ไม่เข้าช่วยเหลือ การที่โจทก์มีอาการขวัญผวา หน้ามืด ปวดศรีษะ กลัวคนทำร้าย และจิตผิดปกติ จึงเป็นผลโดยตรงมาจากการที่จำเลยที่ 1 ทำร้ายโจทก์นั้นเป็นข้ออ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟัง ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่อาจรับฟังได้ว่าอาการเจ็บป่วยของโจทก์เป็นผลโดยตรงมาจากการทำร้ายของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายตามฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้เป็นพับ แม้ไม่ได้พิพากษาว่านอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยก็ตาม แต่เป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายความรวมถึงส่วนที่มิได้พิพากษาแก้นั้นให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อให้ได้ความชัดแจ้ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มข้อความว่านอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.อ. ม. 391
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชาย ว. โดยนาง ก. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — เด็กชาย อ. โดยนาย ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 207/2546
#46599
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันทำทางพิพาทตามรูปแผนที่วิวาทและให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมทางพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองหากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ไปจดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองโจทก์ทั้งสองจึงย่อมมีสิทธิที่จะขอดำเนินการบังคับคดีในลำดับต่อไป โดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ที่จำเลยที่ 1ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินพิพาทได้ โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทต่อศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ เพราะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดี หาเป็นการบังคับนอกเหนือไปจากคำพิพากษาแต่อย่างใดไม่แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์ทั้งสองโดยยังมิได้เรียกคู่ความมาสอบถามให้แน่ชัดเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 จริงหรือไม่และมีเหตุจำเป็นหรือขัดข้องประการใดที่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง จึงสมควรเรียกคู่ความมาสอบถามให้ได้ความเสียก่อน ไม่ควรรีบด่วนยกคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันทำทางพิพาทตามแนวสีน้ำตาลตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.19 เฉพาะส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามรูปแผนที่ดังกล่าว โดยให้ทางพิพาทมีความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนวและให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนสิทธิภารจำยอมทางพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองหากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้วไม่ปฏิบัติตาม ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2544โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ไปดำเนินการจดทะเบียนภารจำยอมทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 33998 ของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อไปดำเนินการจดทะเบียนภารจำยอมแทนตามคำพิพากษา โจทก์ทั้งสองได้ไปดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดีและทางสำนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรีแล้ว แต่ไม่อาจดำเนินการได้ โดยเจ้าพนักงานดังกล่าวอ้างว่าไม่มีอำนาจและระเบียบที่จะกระทำตามที่โจทก์ทั้งสองร้องขอเว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเรียกโฉนดที่ดินเลขที่ 33998 มาจากจำเลยทั้งสอง จึงขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยทั้งสองมาศาล และให้ส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อไปดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ได้มีการบังคับให้จำเลยทั้งสองต้องส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองไว้ด้วยแต่อย่างใด ดังนั้นหากจำเลยทั้งสองไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ศาลก็ไม่อาจมีคำสั่งบังคับให้จำเลยทั้งสองกระทำดังกล่าวได้ เพราะเป็นการนอกเหนือไปจากคำพิพากษาศาลฎีกากรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวดำเนินการต่อเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาหรือดำเนินการอื่นตามกฎหมายต่อไป ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อกฎหมายของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทเพื่อให้โจทก์ทั้งสองไปดำเนินการตามคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ไปจดทะเบียนสิทธิภารจำยอมในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะขอดำเนินการบังคับคดีในลำดับต่อไป โดยถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ที่จำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินพิพาทได้ โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทต่อศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดี กรณีหาเป็นการบังคับนอกเหนือไปจากคำพิพากษาดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแต่อย่างใดไม่แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้เรียกคู่ความมาสอบถามให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทยังอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 จริงหรือไม่ และมีเหตุจำเป็นหรือขัดข้องประการใดที่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง จึงเห็นสมควรเรียกคู่ความมาสอบถามให้ได้ความเสียก่อน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสอง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นนัดพร้อมตัวคู่ความมาสอบถามแล้วให้ดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ประเทือง สมานสิทธิดิลกหรือสุพรรณโรจน์ กับพวก
จำเลย — นางสาว พจนีย์ สกุณี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 207/2546
#47791
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันทำทางพิพาทตามรูปแผนที่วิวาทและให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมทางพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองหากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ไปจดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองโจทก์ทั้งสองจึงย่อมมีสิทธิที่จะขอดำเนินการบังคับคดีในลำดับต่อไป โดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ที่จำเลยที่ 1ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินพิพาทได้ โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทต่อศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ เพราะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดี หาเป็นการบังคับนอกเหนือไปจากคำพิพากษาแต่อย่างใดไม่แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์ทั้งสองโดยยังมิได้เรียกคู่ความมาสอบถามให้แน่ชัดเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 จริงหรือไม่และมีเหตุจำเป็นหรือขัดข้องประการใดที่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง จึงสมควรเรียกคู่ความมาสอบถามให้ได้ความเสียก่อน ไม่ควรรีบด่วนยกคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันทำทางพิพาทตามแนวสีน้ำตาลตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.19 เฉพาะส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามรูปแผนที่ดังกล่าว โดยให้ทางพิพาทมีความกว้าง 2.50 เมตร ตลอดแนวและให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนสิทธิภารจำยอมทางพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองหากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้วไม่ปฏิบัติตาม ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2544โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ไปดำเนินการจดทะเบียนภารจำยอมทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 33998 ของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อไปดำเนินการจดทะเบียนภารจำยอมแทนตามคำพิพากษา โจทก์ทั้งสองได้ไปดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดีและทางสำนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรีแล้ว แต่ไม่อาจดำเนินการได้ โดยเจ้าพนักงานดังกล่าวอ้างว่าไม่มีอำนาจและระเบียบที่จะกระทำตามที่โจทก์ทั้งสองร้องขอเว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเรียกโฉนดที่ดินเลขที่ 33998 มาจากจำเลยทั้งสอง จึงขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยทั้งสองมาศาล และให้ส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อไปดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ได้มีการบังคับให้จำเลยทั้งสองต้องส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองไว้ด้วยแต่อย่างใด ดังนั้นหากจำเลยทั้งสองไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ศาลก็ไม่อาจมีคำสั่งบังคับให้จำเลยทั้งสองกระทำดังกล่าวได้ เพราะเป็นการนอกเหนือไปจากคำพิพากษาศาลฎีกากรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวดำเนินการต่อเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาหรือดำเนินการอื่นตามกฎหมายต่อไป ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อกฎหมายของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทเพื่อให้โจทก์ทั้งสองไปดำเนินการตามคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ไปจดทะเบียนสิทธิภารจำยอมในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะขอดำเนินการบังคับคดีในลำดับต่อไป โดยถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ที่จำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินพิพาทได้ โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทต่อศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดี กรณีหาเป็นการบังคับนอกเหนือไปจากคำพิพากษาดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแต่อย่างใดไม่แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้เรียกคู่ความมาสอบถามให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทยังอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 จริงหรือไม่ และมีเหตุจำเป็นหรือขัดข้องประการใดที่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง จึงเห็นสมควรเรียกคู่ความมาสอบถามให้ได้ความเสียก่อน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสอง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นนัดพร้อมตัวคู่ความมาสอบถามแล้วให้ดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ประเทือง สมานสิทธิดิลกหรือสุพรรณโรจน์ กับพวก
จำเลย — นางสาว พจนีย์ สกุณี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2546
#46598
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จะนำคดีขึ้นสู่ศาลใดนั้น มิได้พิจารณาว่าคดีนั้นผู้พิพากษาคนเดียวหรือสองคนเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาพิพากษา แต่ต้องพิจารณาว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดเป็นสำคัญ เมื่อคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดแล้ว อีกศาลหนึ่งไม่มีอำนาจรับคดีเรื่องนั้นไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่จะมีบทกฎหมายบัญญัติให้อำนาจที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้ คดีนี้แม้ศาลจังหวัดราชบุรีได้รับฟ้องโจทก์ไว้และมีการพิจารณาแล้วก็ตาม แต่เมื่อปรากฏในภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25(4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดราชบุรี ศาลจังหวัดราชบุรีย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดราชบุรีที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้ ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงราชบุรีซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาจึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 16663 ตำบลบ้านสิงห์(บ้านกำแพง) อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ต่อมาจำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ 35110 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ทับที่ดินตามโฉนดของโจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ 20 ตารางวา โจทก์ได้ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนแก้ไขที่ดินให้ถูกต้องแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยอ้างว่าเป็นที่ดินของจำเลยครอบครองมา โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของจำเลยในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 300 บาท ทุกเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า ที่ดินของจำเลยตามโฉนดที่ดินเลขที่ 35110 ไม่มีส่วนใดทับที่ดินของโจทก์ สำหรับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 16663 ที่โจทก์อ้างตามฟ้องนั้นไม่มีแล้ว จำเลยไม่ได้ละเมิดต่อโจทก์ หากโจทก์เสียหายก็ไม่เกินปีละ 10 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลจังหวัดราชบุรีให้เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 16663 ของโจทก์ และโฉนดที่ดินเลขที่ 35110 ของจำเลย เพื่อทำแผนที่พิพาทซึ่งปรากฏตามแผนที่พิพาทว่ามีที่ดินส่วนที่โฉนดที่ดินทั้งสองแปลงทับกันเป็นที่ดินพิพาท3 ตารางวา ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีที่มีการกล่าวแก้ข้อพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จึงให้คู่ความตีราคาที่ดินพิพาทให้โจทก์เรียกค่าขึ้นศาลเป็นคดีมีทุนทรัพย์ คู่ความตีราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน 30,000 บาท

ศาลจังหวัดราชบุรีเห็นว่า คดีเรื่องนี้เป็นคดีเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงราชบุรีและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงราชบุรี จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คดีเรื่องนี้ศาลจังหวัดราชบุรีรับฟ้องไว้และมีการพิจารณาคดีแล้ว ก็ย่อมมีอำนาจหน้าที่ต้องพิจารณาพิพากษาให้คดีเสร็จไปโดยไม่จำต้องโอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีแต่อย่างใด เพราะเมื่อผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ ผู้พิพากษาในศาลจังหวัดสองคนก็ย่อมมีอำนาจเช่นกัน จำเลยไม่เห็นด้วยกับการที่ศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีนั้น เห็นว่า ในการที่โจทก์จะนำคดีขึ้นสู่ศาลใดนั้น มิได้พิจารณาว่าคดีนั้นผู้พิพากษาคนเดียวหรือสองคนเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวได้ดังเช่นที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดเป็นสำคัญ เมื่อคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดแล้ว อีกศาลหนึ่งไม่มีอำนาจรับคดีเรื่องนั้นไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่จะมีบทกฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้ซึ่งคดีเรื่องนี้แม้ศาลจังหวัดราชบุรีได้รับฟ้องโจทก์ไว้และมีการพิจารณาแล้วดังเช่นจำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25(4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดราชบุรีเสียแล้ว ศาลจังหวัดราชบุรีก็ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดราชบุรีที่จะใช้ดุลพินิจรับไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้ด้วย ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งให้โอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงราชบุรีซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้นั้น เป็นการชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้ายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 ม. 4 ทวิ
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 ม. 17 ม. 18 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อุย เหียงมณี
จำเลย — นาง ติ๊ด แก้วนวล
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2546
#47790
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จะนำคดีขึ้นสู่ศาลใดนั้น มิได้พิจารณาว่าคดีนั้นผู้พิพากษาคนเดียวหรือสองคนเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาพิพากษา แต่ต้องพิจารณาว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดเป็นสำคัญ เมื่อคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดแล้ว อีกศาลหนึ่งไม่มีอำนาจรับคดีเรื่องนั้นไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่จะมีบทกฎหมายบัญญัติให้อำนาจที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้ คดีนี้แม้ศาลจังหวัดราชบุรีได้รับฟ้องโจทก์ไว้และมีการพิจารณาแล้วก็ตาม แต่เมื่อปรากฏในภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25(4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดราชบุรี ศาลจังหวัดราชบุรีย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดราชบุรีที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้ ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงราชบุรีซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาจึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 16663 ตำบลบ้านสิงห์(บ้านกำแพง) อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ต่อมาจำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ 35110 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ทับที่ดินตามโฉนดของโจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ 20 ตารางวา โจทก์ได้ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนแก้ไขที่ดินให้ถูกต้องแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยอ้างว่าเป็นที่ดินของจำเลยครอบครองมา โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของจำเลยในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 300 บาท ทุกเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า ที่ดินของจำเลยตามโฉนดที่ดินเลขที่ 35110 ไม่มีส่วนใดทับที่ดินของโจทก์ สำหรับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 16663 ที่โจทก์อ้างตามฟ้องนั้นไม่มีแล้ว จำเลยไม่ได้ละเมิดต่อโจทก์ หากโจทก์เสียหายก็ไม่เกินปีละ 10 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลจังหวัดราชบุรีให้เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 16663 ของโจทก์ และโฉนดที่ดินเลขที่ 35110 ของจำเลย เพื่อทำแผนที่พิพาทซึ่งปรากฏตามแผนที่พิพาทว่ามีที่ดินส่วนที่โฉนดที่ดินทั้งสองแปลงทับกันเป็นที่ดินพิพาท3 ตารางวา ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีที่มีการกล่าวแก้ข้อพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จึงให้คู่ความตีราคาที่ดินพิพาทให้โจทก์เรียกค่าขึ้นศาลเป็นคดีมีทุนทรัพย์ คู่ความตีราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน 30,000 บาท

ศาลจังหวัดราชบุรีเห็นว่า คดีเรื่องนี้เป็นคดีเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงราชบุรีและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงราชบุรี จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คดีเรื่องนี้ศาลจังหวัดราชบุรีรับฟ้องไว้และมีการพิจารณาคดีแล้ว ก็ย่อมมีอำนาจหน้าที่ต้องพิจารณาพิพากษาให้คดีเสร็จไปโดยไม่จำต้องโอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีแต่อย่างใด เพราะเมื่อผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ ผู้พิพากษาในศาลจังหวัดสองคนก็ย่อมมีอำนาจเช่นกัน จำเลยไม่เห็นด้วยกับการที่ศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีนั้น เห็นว่า ในการที่โจทก์จะนำคดีขึ้นสู่ศาลใดนั้น มิได้พิจารณาว่าคดีนั้นผู้พิพากษาคนเดียวหรือสองคนเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวได้ดังเช่นที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดเป็นสำคัญ เมื่อคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดแล้ว อีกศาลหนึ่งไม่มีอำนาจรับคดีเรื่องนั้นไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่จะมีบทกฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้ซึ่งคดีเรื่องนี้แม้ศาลจังหวัดราชบุรีได้รับฟ้องโจทก์ไว้และมีการพิจารณาแล้วดังเช่นจำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25(4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดราชบุรีเสียแล้ว ศาลจังหวัดราชบุรีก็ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดราชบุรีที่จะใช้ดุลพินิจรับไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้ด้วย ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งให้โอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงราชบุรีซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้นั้น เป็นการชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้ายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 ม. 4 ทวิ
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 ม. 17 ม. 18 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อุย เหียงมณี
จำเลย — นาง ติ๊ด แก้วนวล
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2546
#48283
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จะนำคดีขึ้นสู่ศาลใดนั้น มิได้พิจารณาว่าคดีนั้นผู้พิพากษาคนเดียวหรือสองคนเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาพิพากษา แต่ต้องพิจารณาว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดเป็นสำคัญ เมื่อคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดแล้ว อีกศาลหนึ่งไม่มีอำนาจรับคดีเรื่องนั้นไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่จะมีบทกฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้

ศาลจังหวัดราชบุรีได้รับฟ้องโจทก์ไว้และมีการพิจารณาแล้วแต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25(4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดราชบุรีเสียแล้วศาลจังหวัดราชบุรีก็ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามมาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดราชบุรีที่จะใช้ดุลพินิจรับไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้ด้วย ดังนั้นการที่ศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้จึงเป็นการชอบด้วยมาตรา 16 วรรคท้ายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 16663 ตำบลบ้านสิงห์ (บ้านกำแพง) อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ต่อมาจำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ 35110 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ทับที่ดินตามโฉนดของโจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ 20 ตารางวา โจทก์ได้ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนแก้ไขที่ดินให้ถูกต้องแล้วแต่จำเลยเพิกเฉยอ้างว่าเป็นที่ดินของจำเลยครอบครองมา โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของจำเลยในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 300 บาท ทุกเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า ที่ดินของจำเลยตามโฉนดที่ดินเลขที่ 35110 ไม่มีส่วนใดทับที่ดินของโจทก์ สำหรับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 16663 ที่โจทก์อ้างตามฟ้องนั้นไม่มีแล้ว จำเลยไม่ได้ละเมิดต่อโจทก์หากโจทก์เสียหายก็ไม่เกินปีละ 10 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลจังหวัดราชบุรีให้เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 16663 ของโจทก์ และโฉนดที่ดินเลขที่ 35110 ของจำเลย เพื่อทำแผนที่พิพาท ซึ่งปรากฏตามแผนที่พิพาทว่ามีที่ดินส่วนที่โฉนดที่ดินทั้งสองแปลงทับกันเป็นที่ดินพิพาท 3 ตารางวา ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีที่มีการกล่าวแก้ข้อพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จึงให้คู่ความตีราคาที่ดินพิพาทให้โจทก์เรียกค่าขึ้นศาลเป็นคดีมีทุนทรัพย์คู่ความตีราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน 30,000 บาท

ศาลจังหวัดราชบุรีเห็นว่า คดีเรื่องนี้เป็นคดีเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงราชบุรีและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงราชบุรี จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คดีเรื่องนี้ศาลจังหวัดราชบุรี รับฟ้องไว้และมีการพิจารณาคดีแล้ว ก็ย่อมมีอำนาจหน้าที่ต้องพิจารณาพิพากษาให้คดีเสร็จไปโดยไม่จำต้องโอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีแต่อย่างใด เพราะเมื่อผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ ผู้พิพากษาในศาลจังหวัดสองคนก็ย่อมมีอำนาจเช่นกัน จำเลยไม่เห็นด้วยกับการที่ศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีนั้น เห็นว่า ในการที่โจทก์จะนำคดีขึ้นสู่ศาลใดนั้น มิได้พิจารณาว่าคดีนั้นผู้พิพากษาคนเดียวหรือสองคนเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวได้ดังเช่นที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดเป็นสำคัญ เมื่อคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดแล้วอีกศาลหนึ่งไม่มีอำนาจรับคดีเรื่องนั้นไว้พิจารณาพิพากษาเว้นแต่จะมีบทกฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้ซึ่งคดีเรื่องนี้แม้ศาลจังหวัดราชบุรีได้รับฟ้องโจทก์ไว้และมีการพิจารณาแล้วดังเช่นจำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25(4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดราชบุรีเสียแล้ว ศาลจังหวัดราชบุรีก็ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดราชบุรีที่จะใช้ดุลพินิจรับไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้ด้วยดังนั้น การที่ศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งให้โอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงราชบุรีซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้นั้นเป็นการชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้ายแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 ม. 17 ม. 18 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุย เหียงมณี
จำเลย — นางติ๊ด แก้วนวล
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2546
#110323
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จะนำคดีขึ้นสู่ศาลใดนั้น มิได้พิจารณาว่าคดีนั้นผู้พิพากษาคนเดียวหรือสองคนเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวได้หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดเป็นสำคัญ เมื่อคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดแล้ว อีกศาลหนึ่งไม่มีอำนาจรับคดีเรื่องนั้นไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่จะมีบทกฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้ คดีเรื่องนี้แม้ศาลจังหวัดราชบุรีได้รับฟ้องโจทก์ไว้และมีการพิจารณาแล้วก็ตาม แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดราชบุรีเสียแล้ว ศาลจังหวัดราชบุรีก็ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดราชบุรีที่จะใช้ดุลพินิจรับไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้ด้วย ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งให้โอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงราชบุรีซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้นั้น เป็นการชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้ายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของจำเลยในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๓๐๐ บาท ทุกเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลจังหวัดราชบุรีให้เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินพิพาท เพื่อทำแผนที่พิพาทแล้ว จึงสั่งให้คู่ความตีราคาที่ดินพิพาทให้โจทก์เรียกค่าขึ้นศาลเป็นคดีมีทุนทรัพย์ คู่ความตีราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท

ต่อมา ศาลจังหวัดราชบุรีเห็นว่า คดีเรื่องนี้เป็นคดีเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงราชบุรีและอยู่ในอำนาจของ ศาลแขวงราชบุรี จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคท้าย

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คดีเรื่องนี้ศาลจังหวัดราชบุรี รับฟ้องไว้และมีการพิจารณาคดีแล้ว ก็ย่อมมีอำนาจหน้าที่ต้องพิจารณาพิพากษาให้คดีเสร็จไป โดยไม่จำต้องโอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีแต่อย่างใด เพราะเมื่อผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ ผู้พิพากษาในศาลจังหวัดสองคน ก็ย่อมมีอำนาจเช่นกัน จำเลยไม่เห็นด้วยกับการที่ศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีนั้น วินิจฉัยว่า ในการที่โจทก์จะนำคดีขึ้นสู่ศาลใดนั้น มิได้พิจารณาว่าคดีนั้นผู้พิพากษาคนเดียวหรือสองคนเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวได้ดังเช่นที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดเป็นสำคัญ เมื่อคดีอยู่ในอำนาจของศาลใดแล้ว อีกศาลหนึ่งไม่มีอำนาจรับคดีเรื่องนั้นไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่จะมีบทกฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้ ซึ่งคดีเรื่องนี้แม้ศาลจังหวัดราชบุรีได้รับฟ้องโจทก์ไว้และมีการพิจารณาแล้วดังเช่นจำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดราชบุรีเสียแล้ว ศาลจังหวัดราชบุรีก็ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๘ ทั้งไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดราชบุรีที่จะใช้ดุลพินิจรับไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้ด้วย ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งให้โอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงราชบุรีซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้นั้น เป็นการชอบด้วย พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคท้ายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 วรรคท้าย ม. 17 ม. 18 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุย เหียงมณี
จำเลย — นางติ๊ด แก้วนวล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายชูศักดิ์ ฉัตรชุติมากร
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 203/2546
#49824
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ และโจทก์คืนสัญญากู้ยืมเงินให้จำเลย โดยจำเลยนำสัญญาดังกล่าวไปฉีกทำลายแล้วนั้น แสดงว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ยอมรับเช็คพิพาทอันเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ด้วยเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง กรณีมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้แต่ประการใด จึงมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคหนึ่ง และหนี้เดิมจะระงับก็ต่อเมื่อจำเลยได้ใช้เงินตามเช็คแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคท้าย

การกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 นั้น หมายถึงการกู้ยืมเงินที่ไม่เคยมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งเลย แต่เมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือแล้วเกิดสูญหาย ผู้ให้กู้ย่อมนำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2) เมื่อปรากฏว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นหลักฐานให้แก่โจทก์แล้ว และออกเช็คชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว จึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แม้สัญญากู้ยืมเงินจะถูกฉีกทำลายภายหลังออกเช็คก็หาทำให้ไม่เป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้ออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)สาขาบางขุนนนท์ ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2542 จำนวนเงิน 1,517,000 บาท มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายแต่เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม2542 แสดงว่าจำเลยออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(3) ลงโทษจำคุก 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 จำเลยได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์และได้ทำสัญญากู้ยืมเงินไว้ให้ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมายจ.7 ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 ให้แก่โจทก์ และจำเลยได้ฉีกทำลายสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.7 ไปแล้ว แต่โจทก์ได้นำสัญญากู้ยืมเงินที่ฉีกทำลายนั้นมาปะติดปะต่อภายหลัง ต่อมาเมื่อโจทก์นำเช็คพิพาทไปฝากเข้าบัญชีนายอภิชาต อริยะวิริยานนท์ เพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่าย ตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.8 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยตกลงสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โดยเปลี่ยนเอาสัญญากู้ยืมเงินมาฉีกทำลายถือว่าได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ อันเป็นผลให้หนี้นั้นระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 349 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์และโจทก์ได้คืนสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.7 ให้แก่จำเลยไป จำเลยได้นำสัญญากู้ยืมเงินฉบับดังกล่าวไปฉีกทำลายแสดงว่าโจทก์ยอมรับเช็คพิพาทซึ่งจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ด้วยเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นกรณีที่คู่สัญญาได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้แต่ประการใด จึงมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคหนึ่ง และหนี้เดิมจะระงับต่อเมื่อจำเลยได้ใช้เงินตามเช็คแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 321 วรรคท้าย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า สัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยรับคืนมาจากโจทก์และนำมาฉีกทำลายถือว่าไม่เป็นเอกสารแล้ว แม้ต่อมาโจทก์นำสัญญาดังกล่าวมาแสดงต่อศาล ก็ถือไม่ได้ว่ามีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออีกต่อไป ไม่อาจฟ้องบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 จึงเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายนั้น เห็นว่าตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 นั้น หมายถึงการกู้ยืมเงินที่ไม่เคยมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งเลย เมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือแล้วหากหลักฐานนั้นสูญหาย ผู้ให้กู้ย่อมนำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 238 วรรคหนึ่ง สำหรับคดีอาญา หรือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2) สำหรับคดีแพ่ง แล้วแต่กรณีซึ่งคดีนี้จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นหลักฐานไว้ให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อจำเลยออกเช็คชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แม้จะฉีกทำลายสัญญากู้ยืมเงินภายหลังที่ออกเช็ค ก็หาทำให้ไม่เป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายไม่ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบานั้น แม้จะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตามแต่เมื่อศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายเมื่อพฤติการณ์ที่ปรากฏในคดี โทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดยังไม่เหมาะสมแก่รูปคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการลงโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ได้ เมื่อพิจารณาถึงมูลหนี้ที่จำเลยก่อขึ้นมาเพื่อลงทุนแต่ไม่ประสบความสำเร็จ และโทษที่ลงแก่จำเลยเพียงระยะสั้น ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดีกับจำเลยหลังจากที่พ้นโทษมาประกอบกับจำเลยป่วยเป็นมะเร็งในโพรงจมูกเพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป จึงเห็นควรลงโทษในสถานเบาและไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย และเพื่อให้จำเลยได้รู้สำนึกในผลแห่งการกระทำของตนให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๆ 3 เดือน เป็นเวลา1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 วรรคหนึ่ง ม. 321 วรรคท้าย ม. 349 ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 93
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุภาภร ตรงศิริวิบูลย์
จำเลย — นายสมศักดิ์ ตันติศรีสุข
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 185/2546
#48282
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์สินที่บริษัทโจทก์ให้จำเลยได้สิทธิเป็นผู้เช่าเป็นร้านค้าเพื่อใช้เป็นที่ประกอบการค้า จึงเป็นการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33(3) ให้สิทธิเรียกร้องค่าเช่าทรัพย์สินที่ค้างชำระมีอายุความ 5 ปี ค่าภาษีและค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้จัดขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัย รักษาความสะอาดไอเย็น แสงสว่าง สิ่งอื่นใดเพื่ออำนวยความสะดวกอันเป็นส่วนกลางที่ใช้ร่วมกันค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาและส่งเสริมการขาย ล้วนมีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่า จึงมีอายุความ 5 ปี เช่นเดียวกับค่าเช่าทรัพย์สินที่ค้างชำระตามมาตราดังกล่าว

การที่บันทึกข้อตกลงยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าระบุว่า โจทก์และจำเลยประสงค์จะยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าโดยตกลงโอนเงินค่าตอบแทนสิทธิการเช่าไปเป็นเงินประกันสัญญาเช่าพื้นที่ สัญญาสิทธิการได้ใช้บริการอุปกรณ์ระบบสาธารณูปโภค และสัญญาให้บริการภายในอาคาร ที่จะทำขึ้นต่อไป แล้วคืนเงินค่าตอบแทนสิทธิการเช่าที่เหลือแก่จำเลย จึงได้ทำบันทึกและลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าพยานนั้น แสดงให้เห็นว่า โจทก์และจำเลยตกลงว่าจะต้องทำสัญญายกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่ากันเป็นหนังสือ ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่า ย่อมถือไม่ได้ว่าได้มีการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว กรณีหามีผลเป็นการเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าทันทีไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 จำเลยได้ทำสัญญาจองสิทธิการเช่าร้านค้ากับโจทก์ ห้องเลขที่ 1071, 1072 และ 1073 ชั้นที่ 1 จำนวน3 ห้อง รวมพื้นที่ 807 ตารางเมตร เพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร โจทก์ได้ติดต่อให้จำเลยมาทำสัญญาเช่าเป็นเวลา 30 ปี แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยยังคงเปิดบริการร้านค้าของจำเลยตลอดมา ในช่วงแรกจำเลยชำระค่าเช่า ค่าใช้อุปกรณ์ ค่าบริการส่วนกลางค่าส่งเสริมการขาย ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์โดยจำเลยใช้สัญญาจองสิทธิการเช่าร้านค้าแทนสัญญาเช่า ต่อมาจำเลยเริ่มผิดสัญญาเช่า กล่าวคือ จำเลยค้างชำระค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2537 ถึงเดือนสิงหาคม 2539 รวมเป็นเงิน 8,342,661.82 บาท โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่เดือนกันยายน 2539 เป็นต้นไป ซึ่งดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,189,948.70 บาท รวมเป็นเงิน 10,532,610.52 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 10,532,610.52 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 8,342,661.82 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยตกลงยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าแล้ว โจทก์จึงอาศัยสัญญาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยไม่ได้ โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือการเช่าฉบับใหม่ จึงไม่มีสิทธิฟ้อง สัญญาจองสิทธิการเช่าตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จึงใช้อ้างต่อศาลไม่ได้และได้เปลี่ยนคู่สัญญาจากจำเลยเป็นบริษัทบุณยทรัพย์ โฮลดิ้ง จำกัด รวมทั้งเปลี่ยนกำหนดเวลาเช่าและอัตราค่าเช่าแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 8,342,661.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของโครงการศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2535 จำเลยทำสัญญาจองสิทธิการเช่ากับโจทก์ในชั้นที่ 1 รวม 3 ห้อง คือ ห้องเลขที่ 1055 ถึง 1057 ตามใบจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย ล.1 ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 จำเลยได้ทำสัญญาจองสิทธิการเช่าร้านค้ากับโจทก์อีกครั้งหนึ่ง ตามหนังสือสัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย จ.3 กำหนดเวลาเช่า 30 ปี ค่าตอบแทนสิทธิการเช่าเป็นเงิน 68,595,000บาท แบ่งชำระเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกร้อยละ 25 ช่วงที่ 2 ร้อยละ 75 ของเงินดังกล่าวจำเลยชำระให้โจทก์มาแล้ว 6,173,550 บาท และได้มีการเปลี่ยนร้านค้าที่เช่าเป็นห้องเลขที่ 1071 ถึง 1073 ต่อมาผู้เช่าพื้นที่ของโจทก์ห้องเลขที่ 1071 ถึง 1073 ได้ค้างชำระค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นในเดือนธันวาคม 2537 ถึงเดือนสิงหาคม 2539 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายอื่นนอกจากค่าเช่าขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าทรัพย์สินที่โจทก์ให้จำเลยได้สิทธิเป็นผู้เช่าเป็นร้านค้าเพื่อใช้เป็นที่ประกอบการค้า จึงเป็นการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33(3) บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าเช่าทรัพย์สินที่ค้างชำระมีอายุความ 5 ปี ค่าภาษีและค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่โจทก์ได้จัดขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัย รักษาความสะอาด ไอเย็น แสงสว่าง สิ่งอื่นใดเพื่ออำนวยความสะดวกอันเป็นส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน ค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาและส่งเสริมการขาย ตามสัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 8 และข้อ 9 มีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่า จึงมีอายุความเช่นเดียวกับค่าเช่าทรัพย์สินที่ค้างชำระตามมาตรา 193/33(3) คือ มีอายุความ 5 ปี กรณีของโจทก์ไม่ใช่เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นแล้วเรียกเงินที่ได้ออกทดรองไปจึงจะมีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการสุดท้ายว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ในประเด็นข้อนี้ได้ความจากนายอรรณพ วะชุม ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า หลังสัญญาเลิกกันแล้วจำเลยมีหนี้ต้องชำระแก่โจทก์จำนวน15,965,129.64 บาท เมื่อหักค่าตอบแทนสิทธิการเช่าที่จำเลยชำระมาแล้วจำนวน6,173,550 บาท กับเงินที่โจทก์ยกเว้นค่าเช่า ค่าบริการของเดือนกันยายน 2537 ถึงเดือนตุลาคม 2537 อีก จำนวน 1,448,917.82 บาท รวมเป็นเงิน 7,622,467.82 บาทแล้วปรากฏว่าจำเลยยังคงค้างชำระค่าเช่า ค่าภาษี และค่าบริการแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน8,342,661.82 บาท ตามหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้เอกสารหมาย จ.4 จำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทั้งยังเบิกความไปในทำนองว่า เงินที่จำเลยชำระให้โจทก์6,000,000 บาท น่าจะคุ้มกับต้นทุนแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือรับฟังได้ว่าจำเลยยังคงค้างชำระเงินต่อโจทก์เป็นเงิน 8,342,661.82 บาท ตามฟ้องซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องชำระให้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยแก้ฎีกาประการแรกว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะหนี้ค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นที่โจทก์เรียกร้องตามคำฟ้องไม่ตรงกับอัตราค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นที่กำหนดไว้ในสัญญาจองสิทธิการเช่า ทำให้จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้ว่าโจทก์เรียกร้องหนี้จากข้อกำหนดข้อใดในสัญญาดังกล่าวนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจองสิทธิการเช่าร้านค้ากับโจทก์ ตามสัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3ต่อมาจำเลยผิดสัญญาเช่าโดยค้างชำระค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นตั้งแต่เดือนธันวาคม2537 ถึงเดือนสิงหาคม 2539 เมื่อคิดหักกับเงินค่าตอบแทนสิทธิการเช่าที่จำเลยชำระแล้วและเงินค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นที่โจทก์ยกเว้นให้ในเดือนกันยายน 253 ถึงเดือนตุลาคม2537 จำเลยต้องชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 8,342,661.82 บาท ตามหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ซึ่งตามหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ดังกล่าวก็ได้ระบุไว้ว่าหลังจากทำสัญญาจองสิทธิการเช่าแล้ว โจทก์กับจำเลยได้ตกลงเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาเช่าและอัตราค่าเช่าใหม่ เมื่ออ่านคำฟ้องประกอบกับเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องแล้ว ย่อมเข้าใจได้ว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเช่าใหม่จากที่ตกลงกันไว้ตามสัญญาจองสิทธิการเช่า ซึ่งจำเลยก็ให้การว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเช่าใหม่ เพียงแต่อ้างว่าได้เปลี่ยนคู่สัญญาไปแล้วเท่านั้น แสดงว่าจำเลยเข้าใจคำฟ้องของโจทก์และสามารถต่อสู้คดีได้ คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ที่จำเลยแก้ฎีกาประการต่อไปว่า สัญญาจองสิทธิการเช่าในคดีนี้เป็นตราสารการเช่าที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อสัญญาดังกล่าวไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จึงใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้น เห็นว่า สัญญาจองสิทธิการเช่าดังกล่าวจะเป็นสัญญาเช่าซึ่งจะต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ก็ตามแต่จำเลยให้การรับว่าได้ทำสัญญาจองสิทธิการเช่าตามฟ้องกับโจทก์จริง มิได้ปฏิเสธถึงความถูกต้องของสัญญาจองสิทธิการเช่าดังกล่าว ฉะนั้น แม้สัญญาจองสิทธิการเช่าดังกล่าวมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118

ที่จำเลยแก้ฎีกาอีกประการหนึ่งว่า โจทก์และจำเลยตกลงให้ยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย จ.3 (หรือเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3) แล้ว ย่อมมีผลเป็นการเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าทันที จำเลยมิใช่คู่สัญญากับโจทก์อีกต่อไปนั้น เห็นว่าบันทึกข้อตกลงยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าตามเอกสารหมาย ล.15 ระบุว่าโจทก์และจำเลยประสงค์จะยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่า โดยตกลงให้โอนเงินค่าตอบแทนสิทธิการเช่าไปเป็นเงินประกันสัญญาการเช่าพื้นที่ สัญญาสิทธิการได้ใช้บริการอุปกรณ์ระบบสาธารณูปโภค และสัญญาให้บริการภายในอาคารที่จะทำขึ้นต่อไป แล้วคืนเงินค่าตอบแทนสิทธิการเช่าส่วนที่เหลือแก่จำเลย จึงได้ทำบันทึกดังกล่าวและลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าพยานเป็นสำคัญ แสดงว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันว่าจะต้องทำสัญญายกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่ากันเป็นหนังสือ เมื่อปรากฏว่าโจทก์และจำเลยยังมิได้ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย ล.15ย่อมถือไม่ได้ว่าได้มีการบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว จึงหามีผลเป็นการเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าทันทีดังที่จำเลยแก้ฎีกาไม่"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (3) ม. 537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซีคอนดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
จำเลย — นาย ธีระ ชาญชัยชูวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 185/2546
#49448
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์สินที่โจทก์ให้จำเลยได้สิทธิเป็นผู้เช่าเป็นร้านค้าเพื่อใช้เป็นที่ประกอบการค้า จึงเป็นการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33(3) มีอายุความ 5 ปี ส่วนค่าภาษีและค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่โจทก์ได้จัดขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัย รักษาความสะอาด ไอเย็น แสงสว่าง สิ่งอื่นใดเพื่ออำนวยความสะดวกอันเป็นส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาและส่งเสริมการขายตามสัญญาจองสิทธิการเช่าก็มีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่า จึงมีอายุความเช่นเดียวกับค่าเช่าทรัพย์สินที่ค้างชำระตามมาตรา 193/33(3) กรณีมิใช่โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นแล้วเรียกเงินที่ได้ออกทดรองไปตามมาตรา 193/34

จำเลยให้การรับว่าได้ทำสัญญาจองสิทธิการเช่าตามฟ้องกับโจทก์จริง มิได้ปฏิเสธถึงความถูกต้องของสัญญาดังกล่าว ฉะนั้น แม้สัญญาจองสิทธิการเช่าซึ่งเป็นตราสารการเช่ามิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118

บันทึกข้อตกลงยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าระบุว่าโจทก์และจำเลยประสงค์จะยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่า โดยตกลงให้โอนเงินค่าตอบแทนสิทธิการเช่าไปเป็นเงินประกันสัญญาการเช่าพื้นที่สัญญาสิทธิการได้ใช้บริการอุปกรณ์ระบบสาธารณูปโภค และสัญญาให้บริการภายในอาคารที่จะทำขึ้นต่อไป แล้วคืนเงินค่าตอบแทนสิทธิการเช่าส่วนที่เหลือแก่จำเลย จึงได้ทำบันทึกดังกล่าวและลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าพยานเป็นสำคัญ แสดงว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันว่าจะต้องทำสัญญายกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่ากันเป็นหนังสือ เมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่า ย่อมถือไม่ได้ว่าได้มีการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว จึงไม่มีผลเป็นการเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าทันที

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 จำเลยได้ทำสัญญาจองสิทธิการเช่าร้านค้ากับโจทก์ ห้องเลขที่ 1071, 1072 และ 1073 ชั้นที่ 1 จำนวน 3 ห้อง รวมพื้นที่ 807 ตารางเมตร เพื่อประกอบกิจการร้านอาหารโดยใช้ชื่อร้านว่าสุกี้บะหมี่หลายหลายโจทก์ได้ติดต่อให้จำเลยมาทำสัญญาเช่าเป็นเวลา 30 ปี แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยยังคงเปิดบริการร้านค้าของจำเลยตลอดมา ในช่วงแรกจำเลยชำระค่าเช่า ค่าใช้อุปกรณ์ ค่าบริการส่วนกลาง ค่าส่งเสริมการขาย ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ โดยจำเลยใช้สัญญาจองสิทธิการเช่าร้านค้าแทนสัญญาเช่า ต่อมาจำเลยเริ่มผิดสัญญาเช่า กล่าวคือ จำเลยค้างชำระค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2537 ถึงเดือนสิงหาคม 2539 รวมเป็นเงิน 8,342,661.82 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 10,532,610.52 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 8,342,661.82 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยตกลงยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าแล้ว โจทก์จึงอาศัยสัญญาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยไม่ได้ โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือการเช่าฉบับใหม่ จึงไม่มีสิทธิฟ้อง สัญญาจองสิทธิการเช่าตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จึงใช้อ้างต่อศาลไม่ได้ และได้เปลี่ยนคู่สัญญาจากจำเลยเป็นบริษัทบุณยทรัพย์โฮลดิ้ง จำกัด รวมทั้งเปลี่ยนกำหนดเวลาเช่าและอัตราค่าเช่าแล้วจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 8,342,661.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของโครงการศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2535 จำเลยทำสัญญาจองสิทธิการเช่ากับโจทก์ในชั้นที่ 1 รวม 3 ห้อง คือ ห้องเลขที่ 1055 ถึง 1057 ตามใบจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย ล.1 ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 จำเลยได้ทำสัญญาจองสิทธิการเช่าร้านค้ากับโจทก์อีกครั้งหนึ่ง ตามหนังสือสัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย จ.3 กำหนดเวลาเช่า 30 ปี ค่าตอบแทนสิทธิการเช่าเป็นเงิน 68,595,000 บาท แบ่งชำระเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกร้อยละ 25 ช่วงที่ 2 ร้อยละ 75 ของเงินดังกล่าว จำเลยชำระให้โจทก์มาแล้ว 6,173,550 บาท และได้มีการเปลี่ยนร้านค้าที่เช่าเป็นห้องเลขที่ 1071 ถึง 1073 ต่อมาผู้เช่าพื้นที่ของโจทก์ห้องเลขที่ 1071 ถึง 1073 ได้ค้างชำระค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นในเดือนธันวาคม 2537 ถึงเดือนสิงหาคม 2539 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายอื่นนอกจากค่าเช่าขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ให้จำเลยได้สิทธิเป็นผู้เช่า เป็นร้านค้าเพื่อใช้เป็นที่ประกอบการค้า จึงเป็นการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33(3) บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าเช่าทรัพย์สินที่ค้างชำระมีอายุความ 5 ปี ค่าภาษีและค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่โจทก์ได้จัดขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัย รักษาความสะอาด ไอเย็น แสงสว่าง สิ่งอื่นใดเพื่ออำนวยความสะดวกอันเป็นส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน ค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาและส่งเสริมการขาย ตามสัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 8 และข้อ 9 มีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่า จึงมีอายุความเช่นเดียวกับค่าเช่าทรัพย์สินที่ค้างชำระตามมาตรา 193/33(3) คือ มีอายุความ 5 ปี กรณีของโจทก์ไม่ใช่เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นแล้วเรียกเงินที่ได้ออกทดรองไปจึงจะมีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ...

ที่จำเลยแก้ฎีกาประการต่อไปว่า สัญญาจองสิทธิการเช่าในคดีนี้เป็นตราสารการเช่าที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อสัญญาดังกล่าวไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จึงใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้น เห็นว่า สัญญาจองสิทธิการเช่าดังกล่าวจะเป็นสัญญาเช่าซึ่งจะต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ก็ตามแต่จำเลยให้การรับว่าได้ทำสัญญาจองสิทธิการเช่าตามฟ้องกับโจทก์จริง มิได้ปฏิเสธถึงความถูกต้องของสัญญาจองสิทธิการเช่าดังกล่าว ฉะนั้น แม้สัญญาจองสิทธิการเช่าดังกล่าวมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118

ที่จำเลยแก้ฎีกาอีกประการหนึ่งว่า โจทก์และจำเลยตกลงให้ยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย จ.3 (หรือเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3) แล้ว ย่อมมีผลเป็นการเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าทันที จำเลยมิใช่คู่สัญญากับโจทก์อีกต่อไปนั้น เห็นว่า บันทึกข้อตกลงยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าตามเอกสารหมาย ล.15 ระบุว่าโจทก์และจำเลยประสงค์จะยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าโดยตกลงให้โอนเงินค่าตอบแทนสิทธิการเช่าไปเป็นเงินประกันสัญญาการเช่าพื้นที่ สัญญาสิทธิการได้ใช้บริการอุปกรณ์ระบบสาธารณูปโภค และสัญญาให้บริการภายในอาคารที่จะทำขึ้นต่อไปแล้วคืนเงินค่าตอบแทนสิทธิการเช่าส่วนที่เหลือแก่จำเลย จึงได้ทำบันทึกดังกล่าวและลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าพยานเป็นสำคัญ แสดงว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันว่าจะต้องทำสัญญายกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่ากันเป็นหนังสือ เมื่อปรากฏว่าโจทก์และจำเลยยังมิได้ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย ล.15 ย่อมถือไม่ได้ว่าได้มีการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว จึงหามีผลเป็นการเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าทันทีดังที่จำเลยแก้ฎีกาไม่"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34 ม. 386 ม. 366
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซีคอนดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
จำเลย — นายธีระ ชาญชัยชูวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 185/2546
#110834
เปิดฉบับเต็ม

ค่าภาษีและค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่โจทก์ได้จัดขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัย รักษาความสะอาดไอเย็น แสงสว่าง สิ่งอื่นใดเพื่ออำนวยความสะดวกอันเป็นส่วนกลางที่ใช้ร่วมกันค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาและส่งเสริมการขาย ตามข้อตกลงในสัญญาจองสิทธิการเช่า มีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่า จึงมีอายุความเช่นเดียวกับ ค่าเช่าทรัพย์สินที่ค้างชำระ ตามป.พ.พ. มาตรา 193/33 (3) คือ มีอายุความ 5 ปี

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจองสิทธิการเช่าร้านค้ากับโจทก์ ต่อมาจำเลยผิดสัญญาเช่าโดยค้างชำระค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2537 ถึงเดือนสิงหาคม 2539 เมื่อคิดหักกับเงินค่าตอบแทนสิทธิการเช่าที่จำเลยชำระแล้วและเงินค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นที่โจทก์ยกเว้นให้ในเดือนกันยายน 2537 ถึงเดือนตุลาคม 2537 จำเลยต้องชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 8,342,661.82 บาท ตามหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ซึ่งตามหนังสือดังกล่าวก็ได้ระบุไว้ว่าหลังจากทำสัญญาจองสิทธิการเช่าแล้ว โจทก์กับจำเลยได้ตกลงเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาเช่าและอัตราค่าเช่าใหม่ เมื่ออ่านคำฟ้องประกอบกับเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องแล้ว ย่อมเข้าใจได้ว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเช่าใหม่จากที่ตกลงกันไว้ตามสัญญาจองสิทธิการเช่า จึงทำให้หนี้ค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นที่โจทก์เรียกร้องตามคำฟ้องไม่ตรงกับอัตราค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นที่กำหนดไว้ในสัญญาจองสิทธิการเช่า ซึ่งจำเลยก็ให้การว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเช่าใหม่ เพียงแต่อ้างว่าได้เปลี่ยนคู่สัญญาไปแล้วเท่านั้น แสดงว่าจำเลยเข้าใจคำฟ้องของโจทก์และสามารถต่อสู้คดีได้ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

สัญญาจองสิทธิการเช่าจะบันทึกสัญญาเช่าซึ่งจะต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่ง ป.รัษฎากรหรือไม่ก็ตาม แต่จำเลยให้การรับว่าได้ทำสัญญาจองสิทธิการเช่าตามฟ้องกับโจทก์ มิได้ปฏิเสธถึงความถูกต้องของสัญญาจองสิทธิการเช่าดังกล่าว แม้สัญญาจองสิทธิการเช่าดังกล่าวมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118

บันทึกข้อตกลงยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าระบุว่าโจทก์และจำเลยประสงค์จะยกเลิกสัญญาการเช่า โดยตกลงให้โอนเงินค่าตอบแทนสิทธิการเช่าไปเป็นเงินประกันสัญญาการเช่าพื้นที่และสัญญาอื่นที่จะทำขึ้นต่อไป จึงได้ทำบันทึกดังกล่าวและลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าพยานเป็นสำคัญแสดงว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันว่าจะต้องทำสัญญายกเลิกจองสิทธิการเช่ากันเป็นหนังสือ เมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่า ย่อมถือไม่ได้ว่าได้มีการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว จึงหามีผลเป็นการเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าทันทีไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้มอบอำนาจให้นาย อ. ฟ้องคดีแทน จำเลยได้ทำสัญญาจองสิทธิการเช่าร้านค้ากับโจทก์ จำนวน ๓ ห้อง เพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร โจทก์ได้ติดต่อให้จำเลยมาทำสัญญาเช่าเป็นเวลา ๓๐ ปี แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยค้างชำระค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๓๗ ถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๓๙ รวมเป็นเงิน ๘,๓๔๒,๖๖๑.๘๒ บาท โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่เดือนกันยายน ๒๕๓๙ เป็นต้นไป ซึ่งดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๒,๑๘๙,๙๔๘.๗๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๐,๕๓๒,๖๑๐.๕๒ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๑๐,๕๓๒,๖๑๐.๕๒ บาท พร้อมด้วย ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘,๓๔๒,๖๖๑.๘๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระ เสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๘,๓๔๒,๖๖๑.๘๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของโครงการศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ จำเลยทำสัญญาจองสิทธิการเช่ากับโจทก์ กำหนดเวลาเช่า ๓๐ ปี ค่าตอบแทนสิทธิการเช่าเป็นเงิน ๖๘,๕๙๕,๐๐๐ บาท แบ่งชำระเป็น ๒ ช่วง ช่วงแรกร้อยละ ๒๕ ช่วงที่ ๒ ร้อยละ ๗๕ ของเงินดังกล่าว จำเลยชำระให้โจทก์ มาแล้ว ๖,๑๗๓,๕๕๐ บาท และได้มีการเปลี่ยนร้านค้าที่เช่าเป็นห้องเลขที่ ๑๐๗๑ ถึง ๑๐๗๓ ต่อมาผู้เช่าพื้นที่ของโจทก์ห้องเลขที่ ๑๐๗๑ ถึง ๑๐๗๓ ได้ค้างชำระค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นใน เดือนธันวาคม ๒๕๓๗ ถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๓๙ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายอื่นนอกจากค่าเช่าขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ให้จำเลยได้สิทธิเป็นผู้เช่าเป็นร้านค้าเพื่อใช้เป็นที่ประกอบการค้า จึงเป็นการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๓ (๓) บัญญัติว่าสิทธิเรียกร้องค่าเช่าทรัพย์สินที่ค้างชำระมีอายุความ ๕ ปี ค่าภาษีและค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่โจทก์ได้ จัดขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัย รักษาความสะอาด ไอเย็น แสงสว่าง สิ่งอื่นใดเพื่ออำนวยความสะดวกอันเป็นส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน ค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาและส่งเสริมการขายตามสัญญาจองสิทธิการเช่า ข้อ ๘ และข้อ ๙ มีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าจึงมีอายุความเช่นเดียวกับค่าเช่าทรัพย์สินที่ค้างชำระตามมาตรา ๑๙๓/๓๓ (๓) คือ มีอายุความ ๕ ปี กรณีของโจทก์ไม่ใช่เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นแล้วเรียกเงินที่ได้ออกทดรองไปจึงจะมีอายุความ ๒ ปี ตามมาตรา ๑๙๓/๓๔ ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ส่วนที่จำเลยแก้ฎีกาประการแรกว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะหนี้ค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นที่โจทก์เรียกร้องตามคำฟ้องไม่ตรงกับอัตราค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นกำหนดไว้ในสัญญาจองสิทธิการเช่า ทำให้จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้ว่าโจทก์เรียกร้องหนี้จากข้อกำหนดข้อใดในสัญญาดังกล่าวนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจองสิทธิการเช่าร้านกับโจทก์ ตามสัญญาจองสิทธิการเช่า ต่อมาจำเลยผิดสัญญาเช่าโดยค้างชำระค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่น ตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๓๗ ถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๓๙ เมื่อคิดหักกับเงิน ค่าตอบแทนสิทธิการเช่าที่จำเลยชำระแล้วและ เงินค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นที่โจทก์ยกเว้นให้ในเดือนกันยายน ๒๕๓๗ ถึงเดือนตุลาคม ๒๕๓๗ จำเลยต้องชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน ๘,๓๔๒,๖๖๑.๘๒ บาท ตามหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ ซึ่งตามหนังสือดังกล่าวก็ได้ระบุไว้ว่าหลังจากทำสัญญาจองสิทธิการเช่าแล้ว โจทก์กับจำเลยได้ตกลงเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาเช่าและอัตราค่าเช่าใหม่ เมื่ออ่านคำฟ้องประกอบกับเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องแล้ว ย่อมเข้าใจได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเช่าใหม่จากที่ตกลงกันไว้ตามสัญญาจองสิทธิการเช่า ซึ่งจำเลยก็ให้การว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเช่าใหม่ เพียงแต่อ้างว่าได้เปลี่ยนคู่สัญญาไปแล้วเท่านั้น แสดงว่าจำเลยเข้าใจคำฟ้องของโจทก์และสามารถต่อสู้คดีได้ คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ที่จำเลยแก้ฎีกาประการต่อไปว่า สัญญาจองสิทธิการเช่าในคดีนี้เป็นตราสารการเช่าที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อสัญญาดังกล่าวไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จึงใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้น เห็นว่า สัญญาจองสิทธิการเช่าดังกล่าวจะเป็นสัญญาเช่าซึ่งจะต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ก็ตาม แต่จำเลยให้การรับว่าได้ทำสัญญาจองสิทธิการเช่าตามฟ้องกับโจทก์จริง มิได้ปฏิเสธถึงความถูกต้องของสัญญาจองสิทธิการเช่าดังกล่าว ฉะนั้น แม้สัญญาจองสิทธิการเช่าดังกล่าวมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘

ที่จำเลยแก้ฎีกาอีกประการหนึ่งว่า โจทก์และจำเลยตกลงให้ยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย จ. ๓ (หรือเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๓) แล้ว ย่อมมีผลเป็นการเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าทันทีจำเลยมิใช่คู่สัญญากับโจทก์อีกต่อไปนั้น เห็นว่า บันทึกข้อตกลงยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าตามเอกสารหมาย ล.๑๕ ระบุว่าโจทก์และจำเลยประสงค์จะยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่า โดยตกลงให้โอนเงินค่าตอบแทนสิทธิการเช่าไปเป็นเงินประกันสัญญาการเช่าพื้นที่ สัญญาสิทธิการได้ใช้บริการอุปกรณ์ระบบสาธารณูปโภค และสัญญาให้บริการภายในอาคารที่จะทำขึ้นต่อไป แล้วคืนเงินค่าตอบแทนสิทธิการเช่าส่วนที่เหลือแก่จำเลย จึงได้ทำบันทึกดังกล่าวและลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าพยานเป็นสำคัญ แสดงว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันว่าจะต้องทำสัญญายกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่ากันเป็นหนังสือ เมื่อปรากฏว่าโจทก์และจำเลยยังมิได้ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงยกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย ล.๑๕ ย่อมถือไม่ได้ว่าได้มีการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว จึงหามีผลเป็นการเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าทันทีที่จำเลย แก้ฎีกาไม่

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๐,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/26 ม. 193/33 (3) ม. 366 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซีคอนดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
จำเลย — นายธีระ ชาญชัยชูวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 171/2546
#48281
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ส. ผู้ตาย โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2478 หลังจากนั้นปี 2490 ผู้ร้องและผู้ตายร่วมกันซื้อและจับจองที่ดินพิพาทแล้วใส่ชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว โดยผู้ร้องมีสินเดิมแต่ผู้ตายไม่มีสินเดิม ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรสซึ่งเป็นของผู้ร้องสองในสามส่วน อันเป็นส่วนหนึ่งของสินบริคณห์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม มาตรา 1462 วรรคสอง และไม่ปรากฏว่าผู้ร้องกับผู้ตายได้ทำสัญญาก่อนสมรสให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการสินบริคณห์หรือให้จัดการร่วมกับผู้ตาย ที่ดินพิพาทจึงมิใช่สินเดิมของผู้ร้องหรือสินสมรสที่ผู้ร้องได้มาโดยทางยกให้หรือพินัยกรรมและการจำหน่ายที่ดินพิพาทมิใช่เป็นการยกให้โดยเสน่หา ผู้ตายจึงมีอำนาจจัดการจำหน่ายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินบริคณห์ได้แต่ผู้เดียวโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ร้องก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 เดิม มาตรา 1468 และ 1473 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้นและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 ก็ระบุให้กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ดังนั้นเมื่อผู้ตายทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในปี 2515 และผู้ตายถึงแก่ความตายปี 2521 สิทธิในการรับชำระเงินและหน้าที่ในการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินตามสัญญาที่ผู้ตายทำไว้ก่อนตายจึงเป็นกองมรดกของผู้ตาย การที่โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยอ้างว่าผู้ตายผิดสัญญาไม่ยอมโอนที่ดินพิพาทและรับค่าที่ดินไปจากโจทก์ จึงเป็นการเรียกร้องสิทธิในฐานะเจ้าหนี้กองมรดกของผู้ตายเพื่อบังคับต่อทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ตายให้โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามสัญญา และการที่จำเลยต่อสู้คดีแต่ในที่สุดก็ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ก็เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกเพื่อชำระหนี้ของผู้ตายที่มีอยู่ก่อนตาย และเพื่อนำทรัพย์สินที่เหลือมาแบ่งปันแก่ทายาทผู้ตายอันเป็นการจัดการทรัพย์มรดกตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1719 ซึ่งเมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามโจทก์ย่อมขอให้บังคับคดีให้จำเลยดำเนินการโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ได้ และแม้ผู้ร้องจะมีสิทธิในที่ดินพิพาทสองในสามส่วนก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องเรียกร้องหรือว่ากล่าวแก่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายให้นำค่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ชำระตามคำพิพากษาตามยอมมาแบ่งแก่ผู้ร้องตามสิทธิที่มีอยู่ก่อนการแบ่งปันมรดกแก่ทายาท ผู้ร้องไม่อาจขอกันส่วนในที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ขายและโอนกรรมสิทธิ์กับสิทธิครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2523 ความว่า จำเลยยอมตกลงขายที่ดินที่ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 40,000,000 บาทการโอนและการชำระเงินโจทก์จำเลยตกลงกัน ดังนี้ งวดที่หนึ่งภายในกำหนด 4 เดือนนับแต่วันทำยอม จำเลยจะโอนที่ดินซึ่งมีโฉนดแล้วคือโฉนดเลขที่ 1111 และ 838 ให้แก่โจทก์ โจทก์จะจ่ายเงินให้แก่จำเลยในวันโอน 5,000,000 บาท งวดที่สองภายในกำหนด5 เดือน นับจากวันพ้นกำหนดงวดที่หนึ่ง จำเลยจะจัดการโอนที่ดินซึ่งมีโฉนดแล้วคือโฉนดเลขที่ 1525, 1647, 1602 และ 1636 ให้แก่โจทก์ โจทก์จะจ่ายเงินให้แก่จำเลยในวันโอน 6,000,000 บาท งวดที่สามที่ดินส่วนที่เหลือซึ่งยังไม่มีโฉนด จำเลยจะเป็นผู้จัดการออกโฉนด เมื่อออกโฉนดแล้วเสร็จเมื่อใดก็จะแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อกำหนดวันโอนและชำระเงิน หากโจทก์ชำระราคาที่ดินในการโอนงวดใดไม่ได้ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันได้รับทราบการแจ้งของจำเลย โจทก์ยอมให้ถือว่าโจทก์สละสิทธิที่จะไม่ซื้อที่ดินตามโฉนดเหล่านั้น ต่อมาปรากฏว่างวดที่หนึ่งโจทก์จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวถูกต้อง แต่งวดที่สองศาลฎีกาพิพากษาว่าถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงมีผลเท่ากับสละสิทธิในการซื้อที่ดินงวดที่สอง ส่วนงวดที่สามศาลฎีกาพิพากษาให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีคำสั่งให้จำเลยทำการโอนและส่งมอบที่ดินให้โจทก์ที่ดินที่จำเลยดำเนินการออกโฉนดแล้วจำนวน16 แปลง คือ โฉนดเลขที่ 3258, 3259, 3357, 3456, 3498, 3558, 3659, 3660,3661, 3662, 3663, 3716, 3717, 3718, 3719 และ 3720 ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ภายใน 15 วัน โดยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 22,066,325 บาทแก่จำเลย กับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)ให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน โดยให้โจทก์ชำระเงินตามราคาประเมินของทางราชการ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาซึ่งออกตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ส่วนที่ดินที่มีแต่แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ซึ่งจดทะเบียนโอนยังไม่ได้ให้จำเลยส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ภายใน 30 วัน โดยให้โจทก์ชำระเงินตามราคาประเมินของทางราชการแก่จำเลยในวันที่รับมอบการครอบครอง การชำระเงินค่าที่ดินของโจทก์ในงวดที่สามนี้หากชำระครบ 29,000,000 บาท เมื่อใด ถือว่าได้ชำระครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความตั้งแต่นั้นแล้วแต่จำเลยไม่โอนที่ดินและส่งมอบที่ดินงวดที่สามแก่โจทก์ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสด กูรมะโรหิตที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นสินสมรสของผู้ร้องสองในสามส่วนเพราะขณะทำการสมรสผู้ร้องมีสินเดิมแต่ฝ่ายเดียว ต่อมาเมื่อนายสดถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องทวงถามจำเลยให้แบ่งสินสมรสและมรดกแก่ผู้ร้อง แต่จำเลยไม่จัดการให้ ผู้ร้องและทายาทจึงร่วมกันฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน2534 ให้แบ่งสินสมรสและมรดก ภายหลังฟ้องแล้วผู้ร้องจึงทราบว่า จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงโอนขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยปกปิดเรื่องที่โจทก์ฟ้องมาตลอด ผู้ร้องไม่เคยให้ความยินยอมหรือให้สัตยาบันในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยกระทำโดยพลการและนอกเหนืออำนาจผู้จัดการมรดก โจทก์จะบังคับให้จำเลยโอนที่ดินและส่งมอบการครอบครองที่ดินทั้งหมดแก่โจทก์ไม่ได้ ขอให้มีคำสั่งให้กันส่วนที่ดินที่จะบังคับคดีแก่ผู้ร้องสองในสามส่วน หากไม่สามารถแบ่งเป็นส่วนสัดได้ก็ขอให้ขายทอดตลาดที่ดินทั้งหมดแล้วกันเงินส่วนที่ได้จากการขายทอดตลาดสองในสามส่วนแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ได้เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสดกูรมะโรหิต หากผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องก็ไม่ได้มีสินเดิมแต่ฝ่ายเดียวนายสดก็มีสินเดิมก่อนสมรสเช่นกัน ที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ใช่สินสมรส แต่เป็นสินส่วนตัวของนายสดแต่ผู้เดียว นายสดทำสัญญาจะขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์เมื่อปี 2515 เมื่อนายสดถึงแก่ความตาย โจทก์ได้บอกกล่าวให้ทายาทของนายสดทุกคนรวมทั้งผู้ร้องให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและส่งมอบการครอบครองที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายแก่โจทก์ พร้อมรับชำระเงินค่าที่ดิน แต่ทายาทของนายสดทั้งหมดปฏิเสธโจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดต่อศาลชั้นต้น ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและมีการบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ผู้ร้องและทายาทของนายสดทุกคนทราบดีไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านจนกระทั่งคดีถึงที่สุด จำเลยจะต้องโอนที่ดินงวดที่สามแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องเข้ามา และที่ผู้ร้องกับพวกฟ้องจำเลยให้แบ่งสินสมรสและมรดกก็เป็นการฟ้องแก้เกี้ยวเพื่อจะอ้างเป็นเหตุมาร้องขอกันส่วน ที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีชื่อนายสดเป็นเจ้าของ ไม่มีชื่อผู้ร้อง นายสดจึงทำสัญญาจะซื้อจะขายได้โดยลำพังไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ร้อง สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างนายสดกับโจทก์ใช้บังคับกันได้และผูกพันทายาทนายสดรวมทั้งผู้ร้องด้วย จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสดเป็นการจัดการแทนทายาทของนายสดรวมทั้งผู้ร้อง สัญญาประนีประนอมยอมความจึงผูกพันทายาทของนายสดและผู้ร้อง ผู้ร้องขอกันส่วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นข้อหาและเหตุเดียวกับที่จำเลยได้ต่อสู้มาโดยตลอด และที่ผู้ร้องกับทายาทฟ้องโจทก์และโจทก์กับพวกรวมอีกห้าสำนวน จึงเป็นการร้องหรือฟ้องซ้ำ ที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความงวดที่หนึ่งจำเลยโอนแก่โจทก์ โจทก์โอนต่อให้นายสุรัศมิ์พรรณดุลยจินดา และที่ดินงวดที่สามศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินโอนให้แก่โจทก์แล้วสภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้ศาลบังคับได้ตามคำร้องของผู้ร้อง และคดีผู้ร้องขาดอายุความ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันส่วน ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องถึงแก่ความตาย นางอัปสร กูรมะโรหิตบุตรของผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน และโจทก์ตกเป็นคนไร้ความสามารถนางสุพรรณรัศมิ์ ศิริหงษ์ กับนายสุรัศมิ์พรรณ ดุลยจินดา ผู้อนุบาล ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายสุรัศมิ์พรรณ ดุลยจินดา ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสด กูรมะโรหิต ผู้ตายซึ่งจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2478 ตามสำเนาทะเบียนการสมรสเอกสารหมาย ร.1ผู้ร้องและผู้ตายร่วมกันซื้อและจับจองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2490 แล้วใส่ชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวโดยผู้ร้องมีสินเดิม แต่ผู้ตายไม่มีสินเดิม ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรสซึ่งเป็นของผู้ร้องสองในสามส่วน อันเป็นส่วนหนึ่งของสินบริคณห์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม มาตรา 1462 วรรคสอง และไม่ปรากฏว่าผู้ร้องกับผู้ตายได้ทำสัญญาก่อนสมรสให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการสินบริคณห์หรือให้จัดการร่วมกับผู้ตายที่ดินพิพาทไม่ใช่สินเดิมของผู้ร้องหรือสินสมรสที่ผู้ร้องได้มาโดยทางยกให้หรือพินัยกรรมและการจำหน่ายที่ดินพิพาทมิใช่ เป็นการยกให้โดยเสน่หา ผู้ตายจึงมีอำนาจจัดการสินบริคณห์ได้แต่ผู้เดียวโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ร้องก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม มาตรา 1468 และ 1473 วรรคหนึ่งซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ต่อมาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2521 ผู้ตายถึงแก่ความตาย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายให้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์และรับชำระค่าที่ดินโดยอ้างว่าผู้ตายทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เมื่อปี 2515 เป็นคดีนี้ ต่อมาจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ยอมโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ยอมโอนที่ดินงวดที่สามให้โจทก์ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอกันส่วนที่ดินที่โจทก์จะบังคับคดีออกเป็นของผู้ร้องสองในสามส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องขอกันส่วนที่ดินพิพาทสองในสามส่วนได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ตายมีอำนาจจัดการสินบริคณห์ได้แต่ผู้เดียวตามกฎหมายผู้ตายย่อมมีอำนาจจำหน่ายที่ดินที่พิพาทได้ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 เดิม มาตรา 1468 และ 1473 วรรคหนึ่ง ผู้ตายจึงมีอำนาจทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินบริคณห์รวมทั้งในส่วนที่เป็นสินสมรสของผู้ร้องให้แก่ผู้อื่นได้โดยลำพัง โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากผู้ร้องก่อน และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 บัญญัติว่า ...กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ...ดังนั้น เมื่อผู้ตายทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ในปี 2515 และผู้ตายถึงแก่ความตายปี 2521 สิทธิในการรับชำระเงินและหน้าที่ในการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ผู้ตายทำไว้ก่อนตายดังกล่าวจึงเป็นกองมรดกของผู้ตาย การที่โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายอ้างว่า ผู้ตายทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ก่อนถึงแก่ความตายแต่ผิดสัญญาไม่ยอมโอนที่ดินพิพาทและรับค่าที่ดินไปจากโจทก์ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์เรียกร้องสิทธิในฐานะเจ้าหนี้กองมรดกของผู้ตายเพื่อบังคับต่อทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ตายให้โอนที่ดินพิพาทชำระหนี้แก่โจทก์ได้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จะต้องโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์การที่จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีแต่ในที่สุดก็ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์สินของผู้ตายเพื่อชำระหนี้ของผู้ตายที่ผู้ตายมีความรับผิดอยู่ก่อนตาย และเพื่อนำทรัพย์สินที่เหลือมาจัดการแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตายตามกฎหมายอันเป็นการจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามหน้าที่ที่จำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 หาใช่เป็นการกระทำเกินอำนาจของผู้จัดการมรดกตามที่ผู้ร้องอ้างไม่ เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วเช่นนี้ คดีจึงต้องฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาตามยอมนั้น ผู้ร้องไม่อาจยกขึ้นกล่าวอ้างอีกว่า ผู้ตายไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมโดยไม่ยอมโอนที่ดินพิพาทในงวดที่สามให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมขอให้บังคับคดีให้จำเลยดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ และแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าผู้ร้องมีสิทธิในที่ดินพิพาทสองในสามส่วนก็ตามก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องเรียกร้องหรือว่ากล่าวแก่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายให้นำค่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ชำระตามคำพิพากษาตามยอมมาแบ่งให้แก่ผู้ร้องตามสิทธิที่มีอยู่ดังกล่าวก่อนแบ่งปันมรดกแก่ทายาทผู้ตายผู้ร้องหาได้เสียสิทธิเพราะเหตุที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้ทำตามอำนาจหน้าที่ไม่สิทธิของผู้ร้องมีอยู่อย่างไรก็มีอยู่อย่างนั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจขอกันส่วนที่ดินพิพาทตามคำร้องได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1462 (เดิม) ม. 1468 (เดิม) ม. 1473 (เดิม) ม. 1474 ม. 1600 ม. 1719
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 287
ชื่อคู่ความ
คุณหญิงพงา ดุลยธรรมธาดาราชวรสภาบดี โดยนายสุรัศมิ์พรรณ ดุลยจินดา
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — นางเนียน กูรมะโรหิต โดยนางอัปสร กูรมะโรหิต ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายครรชิต กูรมะโรหิต ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสด กูรมะโรหิต
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 170/2546
#48280
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์อันเป็นสถาบันการเงิน ย่อมอยู่ภายในบังคับแห่งพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินฯ มาตรา 6 ซึ่งมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ในอัตราสูงสุดที่สถาบันการเงินอาจคิดได้ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ดังนั้นแม้สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยในช่องกำหนดอัตราร้อยละต่อปีจะเว้นว่างไว้โดยไม่มีการพิมพ์ตัวเลข แต่สัญญาดังกล่าวมีข้อความระบุว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดเท่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากผู้กู้ได้ และยังระบุอีกว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยสินเชื่อทั่วไปที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนดให้เรียกจากผู้กู้ยืมได้ ซึ่งหมายความว่า หลังจากทำสัญญาแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้ให้กู้ประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยตามสัญญาได้ในอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้ให้กู้ประกาศใช้บังคับใหม่ทันที โดยไม่จำต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงแก่ผู้กู้และให้ถือปฏิบัติเช่นนี้ตลอดไปจนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้ครบถ้วน อันเป็นข้อตกลงที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมชัดแจ้งแล้ว และไม่ว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดจะเป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้เงินหรือไม่ก็ตาม เมื่อดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยในอัตราต่าง ๆ ไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งโจทก์พึงมีสิทธิคิดได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงชอบที่จะคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2535 จำเลยทั้งสามทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 4,000,000 บาท โดยจำเลยทั้งสามได้รับเงินไปจากโจทก์เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน2535 จำนวน 3,000,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 5ของเดือน ภายหลังวันทำสัญญา หากมีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง จำเลยทั้งสามยินยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบ จำเลยทั้งสามได้นำที่ดินโฉนดเลขที่12247 ตำบลท่ามะกา อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 176 ตำบลท่ามะกา อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้แก่โจทก์ในวงเงิน 1,000,000 บาทและ 3,000,000 บาท ตามลำดับ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ภายหลังได้มีการไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12247 ไปแล้ว และวันที่ 8 กันยายน 2536 จำเลยทั้งสามได้กู้เงินจากโจทก์อีกจำนวน 1,500,000 บาท โดยจำเลยทั้งสามได้รับเงินไปจากโจทก์เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2536 ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อทั่วไปตามประกาศธนาคารโจทก์และยินยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยใหม่ได้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบ และจำเลยทั้งสามได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินจำนองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ออกเป็นหลายแปลงและจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองรวมเป็นเงิน 4,500,000 บาท วันที่ 30 กันยายน 2539 จำเลยทั้งสามได้ทำคำขอเลื่อนกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับออกไปเป็นวันที่ 2 มิถุนายน 2540 โดยยอมรับว่า ณ วันที่ 30 กันยายน 2539 จำเลยทั้งสามมีภาระหนี้ค้างชำระต้นเงินตามสัญญากู้ทั้งสองฉบับจำนวน 1,000,000 บาท และ1,500,000 บาท ตามลำดับ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้อีก โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว จำเลยทั้งสามเพิกเฉย เมื่อคิดถึงวันฟ้อง จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้ฉบับแรกจำนวน 175,568.39 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 1,175,568.39 บาท และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้ฉบับที่สองจำนวน 445,448.56 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 1,945,448.56บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,121,016.95 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 3,121,016.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท และ 1,500,000 บาท ตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1402 ถึง 1413, 1423 ถึง 1425, 1427 ถึง 1440, 1442 และ 176ตำบลท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสามให้การว่า สัญญากู้เงินทั้งสองฉบับไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้และจำเลยได้ชำระต้นเงินกับดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินฉบับแรกให้แก่โจทก์แล้ว ส่วนสัญญากู้เงินฉบับหลัง จำเลยทั้งสามค้างชำระหนี้อยู่อีกไม่เกิน 522,832.93 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,121,016.95 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท และ 1,500,000 บาทนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤษภาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1402 ถึง 1413, 1423 ถึง 1425, 1427 ถึง 1440, 1442 และ 176ตำบลท่ามะกา อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยทั้งสามฎีกาว่า สัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.21 และจ.27 มีข้อความระบุเกี่ยวกับดอกเบี้ยว่า ผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดเท่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีประกาศให้ธนาคารพึงเรียกเก็บจากผู้กู้ยืมได้ และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยมิได้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้เงิน จึงถือว่าสัญญากู้เงินดังกล่าวไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ อันเป็นสถาบันการเงิน ย่อมอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2522 มาตรา 6 ซึ่งมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยที่ให้สถาบันการเงินอาจคิดจากผู้กู้ยืมตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจของประเทศตามที่บัญญัติในมาตรา 4 ของบทกฎหมายดังกล่าว แม้สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.21 และ จ.27แต่ละฉบับ ในช่องว่างระหว่างข้อความที่ว่า ในขณะทำสัญญากำหนดอัตราร้อยละต่อปีเว้นว่างไว้โดยไม่มีการพิมพ์ตัวเลขลงไว้ก็ตาม แต่สัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.21มีข้อความระบุว่า ผู้กู้ตกลงยอมเสียดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดเท่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์พึงเรียกเก็บจากผู้กู้ยืมได้ และตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.27 ก็มีข้อความว่า ผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อทั่วไปที่ผู้ให้กู้ได้มีประกาศกำหนดให้เรียกจากผู้กู้ยืมได้ซึ่งสัญญากู้ทั้งสองฉบับมีข้อความทำนองเดียวกันว่า ผู้กู้ตกลงว่าถ้าภายหลังวันทำสัญญานี้ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้ให้กู้ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยตามสัญญาได้ในอัตราดอกเบี้ยตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้ให้กู้ได้ประกาศใช้บังคับใหม่ทันที โดยผู้ให้กู้ไม่ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงแก่ผู้กู้และให้ถือปฏิบัติเช่นนี้ตลอดไปจนกว่าผู้กู้จะได้ชำระหนี้ครบถ้วน ข้อความดังกล่าวย่อมมีความหมายชัดเจนว่า เป็นข้อตกลงที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมอันชัดแจ้งแล้วโดยให้โจทก์คิดได้ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยที่โจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินอาจคิดจากผู้กู้ยืมได้ และไม่ว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด จะเป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้เงินหรือไม่ก็ตาม เมื่อดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยทั้งสามในอัตราต่าง ๆ นั้นไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งโจทก์พึงมีสิทธิคิดได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงชอบที่จะคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 653 ม. 654
พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ม. 4 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย เกรียงชัย เลิศหาญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 169/2546
#49823
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เงินระหว่างจำเลยผู้กู้กับโจทก์ผู้ให้กู้กำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยของหนี้เงินกู้ไว้แล้ว แม้ตามสัญญาจำนองจะระบุว่าจำเลยตกลงให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี แต่เมื่อสัญญาจำนองเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยตามอัตราที่ระบุในสัญญากู้เงินซึ่งเป็นหนี้ประธาน การที่โจทก์ปรับเพิ่มดอกเบี้ยให้สูงกว่าอัตราร้อยละ 11.50 ต่อปีตามสัญญากู้เงินเพราะเหตุที่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้โจทก์เป็นประจำทุกเดือนและค้างชำระติดต่อกันหลายงวด แม้เป็นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยอาศัยข้อตกลงตามสัญญากู้เงินที่ให้สิทธิแก่ผู้ให้กู้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ใหม่เมื่อใดก็ได้เมื่อผู้กู้ผิดนัด ข้อตกลงเช่นว่านี้มีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนซึ่งคู่สัญญากำหนดกันไว้ล่วงหน้าในเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรอันเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 เมื่อศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนย่อมมีอำนาจลดลงได้

การที่จำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องเอาประกันภัยสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองไว้แก่โจทก์ โดยจำเลยตกลงให้โจทก์จัดการทำประกันภัยได้เอง และจำเลยยินยอมชำระเบี้ยประกันภัยคืนแก่โจทก์ แต่เมื่อหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยภายหลังวันฟ้องเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระ อันเป็นหนี้ในอนาคต จะถือว่าจำเลยละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตนนั้นยังไม่ได้ กรณียังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์กับจำเลยตามกฎหมายที่จะฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 740,146 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 558,102.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ออกแทนไปก่อนจำนวน 2,794 บาท ทุกวันที่ 2เมษายน ของทุกสามปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 595,360.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 558,102.66 บาท นับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2542เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินจำนวน 10,000 บาท ซึ่งจำเลยชำระเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2542 จำนวน 7,000 บาท ซึ่งชำระเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2542จำนวน 7,000 บาท ชำระเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 และจำนวน 7,000 บาท ชำระเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2543 มาหักชำระดอกเบี้ยตามวันที่ชำระดังกล่าว หากมีเงินเหลือจึงให้นำไปหักชำระต้นเงิน หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดห้องชุดเลขที่ 79/8, 79/9 ชั้นที่ 1 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดอินทาปัจคอนโด ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 15875 ตำบลหลักสอง อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกที่ว่าข้อตกลงตามหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 3 ที่ให้โจทก์เพิ่มอัตราดอกเบี้ยตามที่กำหนดในสัญญาเมื่อจำเลยผิดนัดเป็นข้อตกลงเรื่องเบี้ยปรับหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาที่ให้โจทก์คิดได้เป็นกรณีไปมิได้มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับและตามหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 4 ได้มีข้อตกลงเรื่องเบี้ยปรับไว้แล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าหนังสือสัญญากู้เงินระหว่างจำเลยผู้กู้กับโจทก์ผู้ให้กู้ตามเอกสารหมาย จ.6 อันเป็นหนี้ประธาน มีข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยของหนี้เงินกู้ไว้ในข้อ 1 วรรคสอง โดยระบุว่า "ผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญานี้ในอัตราร้อยละ11.50 ต่อปี โดยมีระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ ส่วนระยะเวลากู้ที่เหลือผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศธนาคารฯ ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้นนี้ โดยผู้ให้กู้ไม่จำต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ให้ถือปฏิบัติเช่นนี้ตลอดไปจนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้ตามสัญญานี้ให้แก่ผู้ให้กู้ครบถ้วนแล้ว" แม้ตามหนังสือสัญญาจำนองห้องชุดที่จำเลยจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ระบุว่าจำเลยตกลงให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี เมื่อสัญญาจำนองเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยตามอัตราที่ระบุในหนังสือสัญญากู้เงินซึ่งเป็นหนี้ประธาน การที่โจทก์ปรับเพิ่มดอกเบี้ยตามหนังสือสัญญากู้เงินจากอัตราร้อยละ 11.50 ต่อปีเป็นอัตราร้อยละ13.50 ต่อปี และจากอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 27กุมภาพันธ์ 2542 และวันที่ 22 พฤษภาคม 2542 ตามลำดับ ซึ่งยังอยู่ภายในระยะเวลาที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11.50 ต่อปี เพราะเหตุที่จำเลยมิได้ชำระหนี้ให้โจทก์เป็นประจำทุกเดือนและค้างชำระติดต่อกันหลายงวด แม้เป็นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยอาศัยข้อตกลงตามหนังสือสัญญากู้เงินข้อ 3 ที่ว่า หากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามที่กำหนดไว้ไม่ว่างวดหนึ่งงวดใด ยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดเมื่อใดก็ได้แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้เมื่อสัญญากู้เงินกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แน่นอนแล้วจำนวนหนึ่ง มีระยะเวลาที่แน่นอนชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ก็ยังมีข้อตกลงดังกล่าวที่ให้สิทธิแก่ผู้ให้กู้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ใหม่เมื่อใดก็ได้เมื่อผู้กู้ผิดนัด ข้อตกลงเช่นว่านี้จึงมีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายซึ่งคู่สัญญากำหนดกันไว้ล่วงหน้าในเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรอันเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งเมื่อศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนย่อมมีอำนาจลดลงได้แม้หนังสือสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยมีความตกลงชัดแจ้งในเรื่องเบี้ยปรับกันไว้ในสัญญาข้อ 4 แล้วก็ตาม ก็มิได้หมายความว่าจะทำให้ความตกลงข้ออื่นอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับไม่เป็นเบี้ยปรับอีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ส่วนฎีกาข้อกฎหมายของโจทก์ข้อหลังที่ว่า ตามหนังสือสัญญากู้เงินจำเลยตกลงจะเอาประกันภัยห้องชุดซึ่งจำนองไว้แก่โจทก์โดยเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระเบี้ยประกันภัยทุกสามปีภายหลังวันฟ้องแก่โจทก์ด้วยนั้นศาลฎีกาเห็นว่าการที่จำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องเอาประกันภัยสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองไว้แก่โจทก์ โดยจำเลยตกลงให้โจทก์จัดการทำประกันภัยได้เอง และจำเลยยินยอมชำระเบี้ยประกันภัยคืนแก่โจทก์ แต่เมื่อหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยภายหลังวันฟ้อง เป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระอันเป็นหนี้ในอนาคต จะถือว่าจำเลยละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตนนั้นยังไม่ได้ จึงยังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์กับจำเลยตามกฎหมาย ที่จะฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 ม. 379 ม. 383 ม. 861
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
จำเลย — นาง ณิชกานต์ อภิเชษฐโยธา
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 166 -ที่ 167/2546
#48279
เปิดฉบับเต็ม

แม้สิทธิในการย้ายตำแหน่งหน้าที่การงานของลูกจ้าง บริษัทจำเลยในฐานะนายจ้างสามารถกระทำได้ตามความเหมาะสมเพราะเป็นอำนาจในการบริหารจัดการภายในองค์กรของจำเลยก็ตาม แต่การที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองซึ่งมีรายได้น้อยให้ไปทำงานในโรงงานที่ห่างจากสถานที่ทำงานเดิมถึง 120 กิโลเมตร โดยไม่จัดที่พักหรือหารถรับส่งในการไปทำงานให้ อีกทั้งโจทก์ทั้งสองไม่สามารถเบิกค่าเช่าบ้านได้คำสั่งของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายและก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่โจทก์ทั้งสองอย่างยิ่ง ยากที่โจทก์ทั้งสองจะปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยได้ จึงมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง คำสั่งของจำเลยดังกล่าวแม้จะชอบด้วยกฎหมายแต่ก็เป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม ฉะนั้น การที่โจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยจึงยังถือไม่ได้ว่าจงใจขัดคำสั่งของจำเลยและละทิ้งหน้าที่และแม้คำสั่งของจำเลยจะไม่เป็นธรรม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ออกคำสั่งย้ายโดยเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ทั้งสองทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยปริยาย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ จำเลยยังไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง แต่เพิ่งมีคำสั่งเลิกจ้างหลังจากมีการฟ้องคดีนี้แล้ว ฉะนั้น ขณะที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้จึงยังไม่มีข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายในเรื่องที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ แต่อำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เข้าทำงานกับบริษัทยูไนเต็ดแฟตแอนด์ออยล์ จำกัดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2536 ตำแหน่งพนักงานฝ่ายขายต่างจังหวัด ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 5,946 บาท โจทก์ที่ 2 เข้าทำงานกับบริษัทยูไนเต็ดแฟตแอนดออยล์ จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2538 ตำแหน่งพนักงานขับรถฝ่ายขายต่างจังหวัด ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 5,771 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างสำหรับโจทก์ที่ 2 ทุกวันที่ 1 และ 15ของเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 บริษัทยูไนเต็ดแฟตแอนด์ออยล์ จำกัดได้ขยายกิจการไปเปิดโรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรีในนามจำเลย โจทก์ทั้งสองจึงโอนมาเป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยตกลงจะจัดรถรับส่งพนักงาน แต่เมื่อย้ายสถานประกอบกิจการจริงกลับไม่มีรถรับส่ง ทำให้โจทก์ทั้งสองต้องประสบความยากลำบากหากต้องไปทำงานที่จังหวัดเพชรบุรี การโอนมาเป็นลูกจ้างจำเลยได้มีการเปลี่ยนหน้าที่โจทก์ที่ 1 เป็นหน้าที่เพื่อพัฒนาจัดส่ง โจทก์ที่ 2 เป็นหน้าที่เพื่อนำรถไปบริการจัดส่งสินค้าที่คลังสินค้า ทำให้โจทก์ทั้งสองต้องขาดรายได้ในส่วนเบี้ยเลี้ยงและค่าคอมมิชชั่นอันเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง พฤติกรรมเช่นนี้จำเลยกระทำเพื่อบีบให้โจทก์ทั้งสองลาออก โจทก์ทั้งสองได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงความยากลำบากแล้ว จำเลยเพิกเฉย โจทก์ที่ 2 เคยออกนอกบริษัทจำเลยได้เพื่อความคล่องตัวในการติดต่อกับลูกค้าในตำแหน่งพนักงานขาย จำเลยกลับหาว่าโจทก์ที่ 2 ละทิ้งหน้าที่โจทก์ทั้งสองถือว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน2543 และเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ตั้งแต่วันที่ศาลแรงงานกลางนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ จำเลยยังไม่จ่ายค่าจ้างของวันที่ 1 ถึง 11 กันยายน 2543 เป็นเงิน 2,180.20 บาทให้โจทก์ที่ 1 และจำเลยไม่ได้บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 6,540.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างค้างจำนวน 2,180.20 บาทค่าชดเชยจำนวน 47,568 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยให้โจทก์ที่ 2 ทำงานในตำแหน่งและสถานที่ทำงานเดิม มิฉะนั้นให้จ่ายค่าชดเชยจำนวน 34,626 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน5,386.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ที่ 2

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2536 และวันที่ 4 กรกฎาคม 2538 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสองได้รับค่าจ้างครั้งหลังสุดเมื่องวดวันที่15 กันยายน 2543 โจทก์ทั้งสองเคยทำงานอยู่หน่วยงานฝ่ายขาย ต่อมาขายสินค้าไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ติดต่อกันหลายเดือน จำเลยจึงย้ายโจทก์ทั้งสองมาทำงานในหน้าที่พัฒนาจัดส่งและบริการจัดส่งสินค้าตามลำดับ แต่โจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนคำสั่งไม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานใหม่ การย้ายโจทก์ทั้งสองเป็นการหมุนเวียนหน้าที่ตามปกติ เป็นงานในระดับเดียวกัน ตำแหน่งไม่ต่ำกว่าเดิม ค่าจ้างเท่าเดิม โจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่มีสัญญาหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จำกัดสิทธิการโยกย้ายหน้าที่ของนายจ้างไว้ การย้ายโจทก์ทั้งสองจึงมีความจำเป็นและเป็นธรรมแล้ว จำเลยไม่สามารถย้ายโจทก์ที่ 2 กลับมาทำงานในตำแหน่งเดิมและสภาพการจ้างเดิมได้ ไม่ใช่การกลั่นแกล้งเพื่อให้โจทก์ทั้งสองลาออก ฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุม กล่าวคือ โจทก์ที่ 1 ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 อย่างไรตั้งแต่เมื่อใด จำเลยไม่อาจเข้าใจและต่อสู้คดีได้ถูกต้อง โจทก์ที่ 2 บรรยายสภาพแห่งข้อหาเป็นสองสถานคือหาว่าจำเลยโยกย้ายตำแหน่งสถานหนึ่ง กับหาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ขัดแย้งกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่เคลือบคลุม จำเลยมีสำนักงานอยู่ที่เลขที่ 14/1 หมู่ที่ 4 ซอยสุขสวัสดิ์ 62 เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานครต่อมาจำเลยขยายโรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าไปที่เลขที่ 66 หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยท่าช้างอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งห่างจากกรุงเทพมหานคร 120 กิโลเมตร จำเลยสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองจากที่ทำงานที่กรุงเทพมหานครให้ไปทำงานที่โรงงานจังหวัดเพชรบุรี โดยไม่มีที่พัก เบิกค่าเช่าบ้านไม่ได้ ไม่มีรถรับส่ง เป็นการก่อภาระให้โจทก์ทั้งสองมากเกินไป เป็นการบีบบังคับให้โจทก์ทั้งสองต้องลาออก คำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ทั้งสองไม่จำต้องปฏิบัติตาม การกระทำของจำเลยถือเป็นการเลิกจ้างโดยปริยายโดยโจทก์ทั้งสองไม่มีความผิด จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทั้งสองสิ้นสุดการทำงานในวันที่ 29 กันยายน 2543 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองในวันที่ 29 กันยายน 2543 อันเป็นวันหลังจากโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีแล้วและเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ศาลแรงงานกลางเห็นสมควรให้ถือว่าวันที่ 29 กันยายน 2543 เป็นวันเลิกจ้างเพื่อความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าคนละ 16 วัน เห็นสมควรกำหนดให้โจทก์ทั้งสองได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ถูกเลิกจ้าง โจทก์ที่ 2 พิพาทกับจำเลย ยากที่จะทำงานร่วมกันได้ต่อไป จึงเห็นสมควรให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแทนการให้โจทก์ที่ 2 กลับเข้าทำงาน พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 47,568 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 3,171 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ค่าชดเชยจำนวน 34,626 บาทสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 3,077 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามลำดับนับตั้งแต่วันที่ถูกเลิกจ้าง (วันที่ 29 กันยายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่าการที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองไปทำงานที่โรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยปริยายหรือไม่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนที่จำเลยจะมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองไปทำงานที่โรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี นั้น โจทก์ทั้งสองทำงานอยู่ที่สำนักงานของจำเลยซึ่งอยู่ที่ถนนสุขสวัสดิ์ เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานครโจทก์ทั้งสองได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 5,946 บาท และ 5,771 บาท ตามลำดับโรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ของจำเลยอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร 120 กิโลเมตร ไม่มีที่พักให้แก่พนักงาน เดิมเคยมีรถรับส่งพนักงานจากสำนักงานที่ถนนสุขสวัสดิ์ไปที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี แต่ปัจจุบันไม่มี และโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้สิทธิในการย้ายตำแหน่งหน้าที่การงานพนักงาน (ลูกจ้าง) ของจำเลยซึ่งโดยปกติแล้วจำเลยในฐานะนายจ้างสามารถกระทำได้ตามความเหมาะสมเพราะเป็นอำนาจในการบริหารจัดการภายในองค์กรของจำเลยก็ตาม แต่การที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองซึ่งมีรายได้น้อยให้ไปทำงานที่โรงงานผลิตและจำหน่ายสินค้าที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ห่างจากสถานที่ทำงานเดิมถึง 120 กิโลเมตร โดยจำเลยไม่จัดที่พักหรือจัดหารถรับส่งในการไปทำงานให้อีกทั้งโจทก์ทั้งสองก็ไม่สามารถเบิกค่าเช่าบ้านได้ คำสั่งของจำเลยดังกล่าวเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายและก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่โจทก์ทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง ยากที่โจทก์ทั้งสองซึ่งมีรายได้น้อยอยู่แล้วจะปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยได้ จึงมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง คำสั่งของจำเลยดังกล่าวแม้จะชอบด้วยกฎหมายแต่เป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม การที่โจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยจึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองจงใจขัดคำสั่งของจำเลยและละทิ้งหน้าที่ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง และแม้คำสั่งของจำเลยจะเป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม แต่ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยได้ออกคำสั่งย้ายดังกล่าวโดยเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ทั้งสองทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยปริยายตามที่โจทก์ทั้งสองอ้างในฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ (วันที่ 12 และ13 กันยายน 2543) จำเลยยังไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง จำเลยเพิ่งจะมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2543 ฉะนั้นขณะที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้จึงยังไม่มีข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายเรื่องที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในอุทธรณ์ก็ตาม แต่อำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 583
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ฉลวย เจริญเรือง กับพวก
จำเลย — บริษัท พี.เอส. แปซิฟิค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2546
#48278
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อที่ให้โจทก์ได้รับเช่าซื้อค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่โจทก์ได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อนั้น เป็นข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดในความเสียหายเนื่องจากการไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ซึ่งถ้ากำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แต่จะพิพากษาไม่ให้ค่าเสียหายส่วนนี้เสียเลยไม่ได้เพราะไม่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราใดที่ให้อำนาจศาลที่จะงดเบี้ยปรับเสียทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 นายพีรชาติ เงินขาว เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ในราคา 425,484 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละ 11,819 บาท รวม 36 งวดจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมานายพีรชาติไม่ชำระหนี้โจทก์ตามสัญญา สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โจทก์ทราบว่านายพีรชาติถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาและมารดา จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายพีรชาติ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 320,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเป็นเงิน 47,276 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินทั้งสองจำนวน นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันชำระค่าใช้สอยรถยนต์วันละ 500 บาท นับตั้งแต่วันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาจนครบถ้วน

จำเลยที่ 2 ให้การว่า เป็นมารดาของนายพีรชาติ เงินขาว นายพีรชาติเช่าซื้อรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1 ช - 8651 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ แต่ได้เสียชีวิตแล้ว หากจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายพีรชาติก็เป็นจำนวนเพียง151,837 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลจึงพิจารณาเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไปฝ่ายเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระราคาแทนเป็นเงิน190,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ เป็นเงิน4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน 6 เดือน คำขออื่นให้ยก เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รับผิดเพียงเท่าที่ทรัพย์มรดกของนายพีรชาติ เงินขาว ตกได้แก่ตน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฎีกาขอค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจำนวน 47,276 บาทและค่าขาดประโยชน์เพิ่มอีก 12,000 บาท รวมเป็นเงิน 59,276 บาท ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อความในหนังสือสัญญาเช่าซื้อที่ว่าแม้ในที่สุดต่อไปภายหน้าสัญญาต้องเลิกกันผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่เจ้าของได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ เป็นข้อสัญญาจะให้เบี้ยปรับหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบ มาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ สัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ ต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ยังค้างชำระให้แก่โจทก์เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันตามที่กล่าวข้างต้น ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาค้างชำระค่าเช่าซื้อ 4 งวด เป็นเงิน 47,276บาท ก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โจทก์จึงเรียกร้องเงินจำนวนนี้จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดผิดสัญญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์ประการอื่นนอกเหนือจากการกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินและริบเงินที่ส่งมาแล้ว หากโจทก์ยังเสียหายโจทก์ก็ชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทน ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคสอง ที่ให้โจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่โจทก์ได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อนั้น เป็นข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดในความเสียหายเนื่องจากการไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ซึ่งถ้ากำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นเบี้ยปรับถูกต้องแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ให้ค่าเสียหายส่วนนี้เสียเลย ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราใดที่ให้อำนาจศาลที่จะงดเบี้ยปรับเสียทั้งหมดศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเป็นเบี้ยปรับจำนวน10,000 บาท"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามชำระเงินอีก 10,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 574
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นาย ชาลี เงินขาว
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2546
#49447
เปิดฉบับเต็ม

ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดสัญญาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 มิได้บัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อประการอื่นนอกจากการกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินและริบเงินที่ส่งมาแล้ว หากโจทก์เสียหายก็ชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาเช่าซื้อที่กำหนดให้โจทก์ได้รับชำระค่าเช่าซื้อค้างชำระก่อนเลิกสัญญาครบถ้วนจนถึงวันที่โจทก์ได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ อันเป็นข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดในความเสียหายเนื่องจากการไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แต่ไม่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตราใดที่ให้อำนาจศาลที่จะงดเบี้ยปรับเสียทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 นายพีรชาติ เงินขาวเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ในราคา 425,484 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละ 11,819บาท รวม 36 งวด จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมานายพีรชาติไม่ชำระหนี้โจทก์ตามสัญญา สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โจทก์ทราบว่านายพีรชาติถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาและมารดาจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายพีรชาติ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 320,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเป็นเงิน 47,276บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินทั้งสองจำนวน นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันชำระค่าใช้สอยรถยนต์วันละ 500 บาท นับตั้งแต่วันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาจนครบถ้วน

จำเลยที่ 2 ให้การว่า หากจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายพีรชาติก็เป็นจำนวนเพียง 151,837 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลจึงพิจารณาคดีเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไปฝ่ายเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระราคาแทนเป็นเงิน190,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 2 กันยายน 2541) จนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน6 เดือน คำขออื่นให้ยก เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รับผิดเพียงเท่าที่ทรัพย์มรดกของนายพีรชาติ เงินขาว ตกได้แก่ตน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ขอค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจำนวน 47,276 บาท และค่าขาดประโยชน์เพิ่มอีก 12,000 บาท รวมเป็นเงิน 59,276 บาท ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อความในหนังสือสัญญาเช่าซื้อที่ว่าแม้ในที่สุดต่อไปภายหน้าสัญญาต้องเลิกกันผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่เจ้าของได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ เป็นข้อสัญญาจะให้เบี้ยปรับหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ สัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ ต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ยังค้างชำระให้แก่โจทก์เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันตามที่กล่าวข้างต้น ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาค้างชำระค่าเช่าซื้อ 4 งวด เป็นเงิน 47,276บาท ก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โจทก์จึงเรียกร้องเงินจำนวนนี้จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า กรณีจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดผิดสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์ประการอื่นนอกเหนือจากการกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินและริบเงินที่ส่งมาแล้ว หากโจทก์ยังเสียหายโจทก์ก็ชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคสอง ที่ให้โจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่โจทก์ได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อนั้น เป็นข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดในความเสียหายเนื่องจากการไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ซึ่งถ้ากำหนดไว้สูงเกินส่วนศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นเบี้ยปรับถูกต้องแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ให้ค่าเสียหายส่วนนี้เสียเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราใดที่ให้อำนาจศาลที่จะงดเบี้ยปรับเสียทั้งหมดศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเป็นเบี้ยปรับจำนวน10,000 บาท"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามชำระเงินอีก 10,000 บาท แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 391 ม. 572 ม. 574
ป.วิ.พ. ม. 238 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นาย ชาลี เงินขาว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ