คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2546
#110822
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน

สัญญาเช่าซื้อกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่โจทก์เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน ข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายวิธีหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับไว้ล่วงหน้า อันเป็นการกำหนดความรับผิดของผู้เช่าซื้อนอกเหนือและแตกต่างไปจากความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 574 วรรคแรก ซึ่งถ้าศาลกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ให้ค่าเสียหายอันเป็นเบี้ยปรับเสียเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๓๒๐,๐๐๐ บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเป็นเงิน ๔๗,๒๗๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของเงินทั้งสองจำนวน นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันชำระค่าใช้สอยรถยนต์วันละ ๕๐๐ บาท นับตั้งแต่วันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาจนครบถ้วน

จำเลยที่ ๒ ให้การว่าเป็นมารดาของนายพีรชาติ เงินขาว นายพีรชาติเช่าซื้อรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๑ ช - ๘๖๕๑ กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ แต่ได้เสียชีวิตแล้ว หากจำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายพีรชาติ ก็เป็นจำนวนเพียง ๑๕๑,๘๓๗ บาท

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลจึงพิจารณาคดีเฉพาะส่วนของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ไปฝ่ายเดียว

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระราคาแทนเป็นเงิน ๑๙๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔,๐๐๐ บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๑) จนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน ๖ เดือน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก เฉพาะจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้รับผิดเพียงเท่าที่ทรัพย์มรดกของนายพีรชาติ เงินขาว ตกได้แก่ตน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฎีกาขอค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจำนวน ๔๗,๒๗๖ บาท และค่าขาดประโยชน์เพิ่มอีก ๑๒,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๕๙,๒๗๖ บาท ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อความในหนังสือสัญญาเช่าซื้อที่ว่า แม้ในที่สุดต่อไปภายหน้าสัญญาต้องเลิกกัน ผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่เจ้าของได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ เป็นข้อสัญญาจะให้เบี้ยปรับหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๘ ประกอบมาตรา ๒๔๗

กรณีจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อผิดนัดผิดสัญญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๔ ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์ประการอื่นนอกเหนือจากการกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินและริบเงินที่ส่งมาแล้ว หากโจทก์ยังเสียหายโจทก์ก็ชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทน ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑ วรรคสอง ที่ให้โจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่โจทก์ได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อนั้น เป็นข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดในความเสียหายเนื่องจากการไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ซึ่งถ้ากำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นเบี้ยปรับถูกต้องแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ให้ค่าเสียหายส่วนนี้เสียเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราใดที่ให้อำนาจศาลที่จะงดเบี้ยปรับเสียทั้งหมด ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเป็นเบี้ยปรับจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามชำระเงินอีก ๑๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง ม. 574
ป.วิ.พ. ม. 238 ม. 247 ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายชาลี เงินขาว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชาตรี แตงเลี่อน
ศาลอุทธรณ์ — นายมณทล เกตุไทย
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 161/2546
#48277
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อและมีคำขอบังคับให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อระบุว่าถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัยสูญหายไม่ว่าโดยเหตุสุดวิสัยหรือโดยเหตุใด ๆ ผู้เช่าซื้อยอมรับผิดชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบ ดังนั้น ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์พอถือได้ว่าโจทก์เรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายแล้ว เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไป จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อก็ต้องใช้ราคารถยนต์นั้นให้แก่โจทก์แม้สัญญาเช่าซื้อจะระงับเพราะวัตถุแห่งสัญญาสูญหาย ความรับผิดของจำเลยที่ 1ก็ยังมีอยู่ตามสัญญา

โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ลงทุนซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อมาในราคา 300,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 111,215.02 บาท โจทก์ยังคงขาดทุนอีกเป็นเงิน 188,784.98 บาท จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อีกเป็นเงิน188,784.98 บาท คือค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่รวมทั้งหนี้สินอื่นที่ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ดังที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้แก่โจทก์นั่นเองการที่ศาลอุทธรณ์กำหนดประเด็นว่าจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์หรือไม่เพียงใดนั้นก็เป็นค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อเช่นกัน ศาลอุทธรณ์กำหนดประเด็นมานั้นถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คดีที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าศาลฎีกาจึงวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ราคา 381,308.64 บาท ตกลงชำระงวดละเดือน เดือนละ 8,500 บาท รวม48 เดือน มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์เพียง 111,215.02 บาท แล้วผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 15 ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันตามสัญญาข้อ 10 โจทก์บอกเลิกสัญญาจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์คืน โจทก์เสียหายขาดประโยชน์จากการให้เช่ารถยนต์เดือนละ 6,000 บาท ถึงวันฟ้องรวม 14 เดือน เป็นเงิน84,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 270,093.62 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 84,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งคืนรถยนต์หรือใช้ราคาแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อมีราคาประมาณ 400,000 บาท จำเลยที่ 1ชำระเงินดาวน์จำนวน 115,000 บาท และชำระค่าเช่าซื้อรวม 14 งวด เป็นเงิน 119,000บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2540 รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายเพราะถูกคนร้ายลักไปจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ค่าขาดประโยชน์ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท ค่าเสียหายไม่เกิน 30,000 บาท โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชดใช้ราคารถยนต์จำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2539จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน 4 ฎ - 5731กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ราคา 381,308.64 บาท ตกลงผ่อนชำระ 48 งวด งวดละ8,500 บาท ภายในวันที่ 20 ของทุกเดือน เริ่มงวดแรกวันที่ 20 กรกฎาคม 2539 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 15 ประจำวันที่ 20 กันยายน 2540 เป็นต้นมา โจทก์ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1 ว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไปเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2540 ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.1

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า ตามคำฟ้องและทางนำสืบโจทก์ พอถือได้ว่าโจทก์เรียกราคารถยนต์อันเนื่องมาจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 6 ระบุว่าในระหว่างที่ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อยังไม่หมด หากรถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดสูญหาย ผู้เช่าซื้อยังต้องรับผิดชดใช้ค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อจนครบถ้วน แม้คำฟ้องของโจทก์จะเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองผิดสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันมิได้เรียกร้องเป็นค่าเสียหายอันเนื่องมาจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายก็ตาม พอถือได้ว่าโจทก์เรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย เห็นว่า ตามคำฟ้องและทางนำสืบโจทก์ได้บรรยายและนำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อโดยได้แนบสำเนาสัญญาเช่าซื้อมาท้ายคำฟ้องและอ้างส่งสัญญาเช่าซื้อต่อศาล และมีคำขอบังคับให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคารถยนต์ ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 ระบุว่า ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัย สูญหายไม่ว่าโดยเหตุสุดวิสัยหรือโดยเหตุใด ๆ ผู้เช่าซื้อยอมรับผิดชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบ ดังนั้น ตามคำฟ้องและทางนำสืบโจทก์พอถือได้ว่าโจทก์เรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชดใช้ราคารถยนต์จำนวน 100,000 บาท นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะเมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไป จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อก็ต้องใช้ราคารถยนต์นั้นให้แก่โจทก์ แม้สัญญาเช่าซื้อจะระงับเพราะวัตถุแห่งสัญญาสูญหายความรับผิดของจำเลยที่ 1 ก็ยังมีอยู่ตามข้อสัญญา ประกอบกับเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคารถยนต์ 100,000 บาทแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ติดใจอุทธรณ์ คงมีแต่โจทก์อุทธรณ์ฝ่ายเดียวขอค่าเสียหายราคารถยนต์เพิ่มขึ้น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อต่อไปมีว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดประเด็นตามอุทธรณ์ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์อุทธรณ์ฝ่ายเดียวว่าจำเลยทั้งสองจะต้องชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 188,784.98 บาทมิใช่ค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดประเด็นในชั้นอุทธรณ์ว่าจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์หรือไม่เพียงใดนั้นเป็นการกำหนดประเด็นนอกฟ้องอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่าโจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ลงทุนซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อมาในราคา 300,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์บางส่วน เป็นเงิน 111,215.02 บาท โจทก์ยังคงขาดทุนอีกเป็นเงิน188,784.98 บาท จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อีกเป็นเงิน 188,784.98บาท คือค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่รวมทั้งหนี้สินอื่นที่ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 6 ดังที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้แก่โจทก์นั่นเอง การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดประเด็นว่าจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์หรือไม่เพียงใดนั้นก็เป็นค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 6 เช่นกัน ศาลอุทธรณ์กำหนดประเด็นมานั้นถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันใช้ราคารถยนต์ให้แก่โจทก์เพียงใด คดีนี้แม้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เนื่องจากเมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายแล้วเพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โจทก์ฎีกาว่า ค่าเสียหายราคารถยนต์ควรเป็น 188,784.98 บาท เห็นว่า จำเลยที่ 1 ชำระเงินดาวน์จำนวน 115,000บาท และชำระเงินค่างวด 14 งวด จำนวน 111,215.02 บาท รวมเป็นเงิน 226,215.02บาท เมื่อนำมาหักออกจากราคารถยนต์ที่แท้จริง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดราคารถยนต์ส่วนที่ขาดให้เป็นจำนวน 100,000 บาท นั้นเหมาะสมเป็นธรรมแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอเซียเสริมกิจลิซซิ่ง จำกัด
จำเลย — นาง จันทร์ฉาย พงศ์เนตรวิไล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 161/2546
#110385
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์เรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองผิดสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกัน แม้มิได้เรียกร้องเป็นค่าเสียหายอันเนื่องมาจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย แต่โจทก์ได้แนบสัญญาเช่าซื้อมาท้ายคำฟ้องและมีคำขอบังคับให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา และโจทก์ได้นำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อโดยอ้างส่งสัญญาเช่าซื้อต่อศาล เมื่อสัญญาเช่าซื้อข้อ 6 ระบุว่าหากทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัย สูญหาย ผู้เช่าซื้อยอมรับผิดชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบ คำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าวพอถือได้ว่าโจทก์ได้เรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายแล้ว เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไป จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อก็ต้องใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่ยังขาดอยู่โดยอ้างว่าเป็นเงินส่วนที่โจทก์ขาดทุน เมื่อค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่นั้น ก็คือค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่รวมทั้งหนี้สินอื่นที่ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 6 ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้แก่โจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดประเด็นว่าจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์หรือไม่เพียงใดซึ่งก็เป็นค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 6 จึงเป็นการกำหนดประเด็นที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย

คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๒๗๐,๐๙๓.๖๒ บาท และให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน ๘๔,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งคืนรถยนต์หรือใช้ราคาแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อมีราคาประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ชำระเงินดาวน์จำนวน ๑๑๕,๐๐๐ บาท และชำระค่าเช่าซื้อรวม ๑๔ งวด เป็นเงิน ๑๑๙,๐๐๐ บาท ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๐ รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายเพราะถูกคนร้ายลักไป จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ค่าขาดประโยชน์ไม่เกินเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ค่าเสียหายไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยไม่เกินอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๒๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชดใช้ราคารถยนต์จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า ตามคำฟ้องและทางนำสืบโจทก์ พอถือได้ว่าโจทก์เรียกราคารถยนต์อันเนื่องมาจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๖ ระบุไว้ว่าในระหว่างที่ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อยังไม่หมด หากรถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดสูญหาย ผู้เช่าซื้อยังต้องรับผิดชดใช้ค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อจนครบถ้วน แม้คำฟ้องของโจทก์จะเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองผิดสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันมิได้เรียกร้องเป็นค่าเสียหายอันเนื่องมาจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายก็ตาม พอถือได้ว่าโจทก์เรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ตามคำฟ้องและทางนำสืบโจทก์ได้บรรยายและนำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาเช่าซื้อโดยได้แนบสำเนาสัญญาเช่าซื้อมาท้ายคำฟ้องและอ้างส่งสัญญาเช่าซื้อต่อศาล และมีคำขอบังคับให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคารถยนต์ ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๖ ระบุว่า ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัย สูญหายไม่ว่าโดยเหตุสุดวิสัยหรือโดยเหตุใด ๆ ผู้เช่าซื้อยอมรับผิดชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบ ดังนั้น ตามคำฟ้องและทางนำสืบโจทก์พอถือได้ว่าโจทก์เรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชดใช้ราคารถยนต์จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยเพราะเมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไป จำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อก็จะต้องใช้ราคารถยนต์นั้นให้แก่โจทก์ แม้สัญญาเช่าซื้อจะระงับเพราะวัตถุแห่งสัญญาสูญหายความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ก็ยังมีอยู่ตามข้อสัญญาประกอบกับเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคารถยนต์ ๑๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ติดใจอุทธรณ์ คงมีแต่โจทก์อุทธรณ์ฝ่ายเดียวขอค่าเสียหายราคารถยนต์เพิ่มขึ้น

โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ลงทุนซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อมาในราคา ๓๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์บางส่วนเป็นเงิน ๑๑๑,๒๑๕.๐๒ บาท โจทก์ยังคงขาดทุนอีกเป็นเงิน ๑๘๘,๗๘๔.๙๘ บาท จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อีกเป็นเงิน ๑๘๘,๗๘๔.๙๘ บาท คือค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่รวมทั้งหนี้สินอื่นที่ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๖ ดังที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้แก่โจทก์นั่นเอง การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดประเด็นว่าจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์หรือไม่เพียงใดนั้นก็เป็นค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๖ เช่นกัน ศาลอุทธรณ์กำหนดประเด็นมานั้นถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คดีนี้แม้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เนื่องจากเมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายแล้วเพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โจทก์ฎีกาว่า ค่าเสียหายราคารถยนต์ควรเป็น ๑๘๘,๗๘๔.๙๘ บาท เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ชำระเงินดาวน์จำนวน ๑๑๕,๐๐๐ บาท และชำระเงินค่างวด ๑๔ งวด จำนวน ๑๑๑,๒๑๕.๐๒ บาท รวมเป็นเงิน ๒๒๖,๒๑๕.๐๒ บาท เมื่อนำมาหักออกจากราคารถยนต์ที่แท้จริง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดราคารถยนต์ส่วนที่ขาดให้เป็นจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท นั้นเหมาะสมเป็นธรรมแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 567 ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเซียเสริมกิจลิซซิ่ง จำกัด
จำเลย — นางจันทร์ฉาย พงศ์เนตรวิไล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายธวัชชัย นิธิพิเชฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 136/2546
#48276
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม่โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาตราบเท่าที่โรงงานแปรรูปไม้นั้นยังตั้งอยู่ และผู้ตั้งโรงงานยังไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้ตั้งโรงงานในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิด เมื่อจำเลยไปช่วยก่อสร้างและรับจ้างทำงานในโรงงานดังกล่าวแสดงว่าจำเลยทำงานมานานประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยหลบหนีจึงฟังได้ว่าจำเลยรู้ว่าโรงงานนั้นตั้งขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การที่จำเลยทำงานเป็นลูกจ้างในโรงงานโดยทำไม้วงกบประตูให้แก่ ค. นายจ้างที่จะนำไปสร้างบ้านย่อมเป็นการช่วยเหลือ ค. อันเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดของ ค. แล้วและเมื่อจำเลยเป็นผู้แปรรูปไม้สักของกลาง จำเลยย่อมเป็นผู้ดูแลรักษาไม้นั้นเพื่อมอบให้แก่ ค. จำเลยจึงมีความผิดฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองอีกกระทงหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันตั้งโรงงานแปรรูปไม้ขึ้นที่บ้านไม่มีเลขที่ หมู่ที่ 2 ตำบลสบปราบ อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง โดยใช้เครื่องมือเครื่องจักรกลคือ เครื่องไสไม้พร้อมมอเตอร์ 1 ชุด เครื่องเจาะไม้พร้อมมอเตอร์ 1 ชุดเครื่องซอยไม้พร้อมมอเตอร์ 2 ชุด เครื่องรีดไม้พร้อมมอเตอร์ 2 ชุด เครื่องปรับไม้พร้อมมอเตอร์ 1 ชุด เครื่องทำคิ้วไม้พร้อมมอเตอร์ 2 ชุด เครื่องกลึงพร้อมมอเตอร์ 1 ชุด เพื่อทำการแปรรูปไม้ให้เปลี่ยนรูปและขนาดไปจากเดิมโดยไม่ได้รับอนุญาต กับจำเลยกับพวกร่วมกันแปรรูปไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยใช้เครื่องมือเครื่องจักรกลดังกล่าวทำให้ไม้สักที่แปรรูปมาแล้วเปลี่ยนรูปและขนาดไปจากเดิมเป็นไม้จำนวน 149 แผ่น/เหลี่ยมปริมาตร 1.45 ลูกบาศก์เมตร เพื่อการค้าภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยกับพวกร่วมกันมีไม้สักแปรรูปจำนวนและปริมาตรดังกล่าวไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลสบปราบ อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง ตามวันและเวลาดังกล่าวมีผู้ประสงค์เงินสินบนนำจับนำเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเครื่องมือเครื่องจักรกลที่จำเลยกับพวกร่วมกันใช้ในการตั้งโรงงานแปรรูปไม้และไม้สักแปรรูปจำนวน 149 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 1.45ลูกบาศก์เมตร ที่จำเลยได้มาและมีไว้เป็นความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 7, 48, 50, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484มาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1), 74, 74 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานสนับสนุนตั้งโรงงานแปรรูปไม้ จำคุก 8 เดือน ฐานแปรรูปไม้ จำคุก 2 ปีฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี 8 เดือน ข้อนำสืบของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันแปรรูปไม้สักและฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตให้จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี 8 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุก 2 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงชั้นฎีกาฟังได้ในเบื้องต้นว่า ก่อนเกิดเหตุมีผู้ลักลอบใช้เครื่องมือเครื่องจักรกลของกลางตั้งโรงงานแปรรูปไม้ขึ้นที่เพิงพักไม่มีเลขที่ ข้างวัดหลวงสบปราบ หมู่ที่ 2 ตำบลสบปราบ อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง ท้องที่ซึ่งเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทำงานเป็นลูกจ้างผู้ตั้งโรงงาน วันเกิดเหตุนายสุรศักดิ์ คูณทวี เจ้าพนักงานป่าไม้สำนักงานป่าไม้อำเภอสบปราบกับพวกจับกุมจำเลยได้ในขณะจำเลยกำลังใช้เครื่องมือเครื่องจักรกลของกลางแปรรูปไม้สัก โดยมีไม้สักแปรรูป 149 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 1.45 ลูกบาศก์เมตรของกลางวางกระจัดกระจายอยู่ในโรงงานดังกล่าว และจำเลยจะวิ่งหลบหนีแต่ถูกนายสุรศักดิ์กับพวกจับกุมไว้ได้ที่จำเลยฎีกาว่า การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดอันจะเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จะต้องเป็นการกระทำก่อนหรือขณะเกิดการกระทำความผิด จำเลยเข้าทำงานเป็นลูกจ้างทำการแปรรูปไม้ไปตามคำสั่งของผู้ตั้งโรงงานหลังจากการตั้งโรงงานแปรรูปไม้เสร็จเรียบร้อยแล้ว และจำเลยมิได้เกี่ยวข้องกับการจัดการในกิจการของโรงงานแปรรูปไม้ดังกล่าวการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการสนับสนุนความผิดฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเห็นว่าความผิดฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาตราบเท่าที่โรงงานแปรรูปไม้นั้นยังตั้งอยู่ และผู้ตั้งโรงงานยังไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้ตั้งโรงงานในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิด ได้ความจากคำเบิกความของนายเมืองแก้ว อินปันบุตร และนายจรัล ศรีวิชัย พยานจำเลยว่า นายคำ สารธิ ซึ่งจำเลยนำสืบว่าเป็นผู้ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ที่เกิดเหตุประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างบ้านทุกครั้งที่นายคำไปก่อสร้างบ้านให้บุคคลอื่นนายคำจะว่าจ้างให้จำเลยไปช่วยก่อสร้างด้วยและพยานเคยเห็นจำเลยรับจ้างทำงานในโรงงานแปรรูปไม้ที่เกิดเหตุให้นายคำ แสดงว่าจำเลยทำงานดังกล่าวมานาน ประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยจะหลบหนีฟังได้ว่าจำเลยรู้ว่าโรงงานแปรรูปไม้ดังกล่าวเป็นโรงงานที่ตั้งขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การที่จำเลยยอมทำงานเป็นลูกจ้างแปรรูปไม้สักของกลางซึ่งจำเลยและนายจรัลพยานจำเลยเบิกความว่าเป็นไม้วงกบประตูหน้าต่างที่นายคำจะนำไปใช้สร้างบ้าน ย่อมเป็นการช่วยเหลือนายคำการกระทำของจำเลยจึงเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดของนายคำ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าจำเลยมีเจตนาเพียงแปรรูปไม้สักของกลางมิได้มีเจตนาที่จะยึดถือไม้ดังกล่าวไว้ไม่ว่าจะเพื่อตนเองหรือเพื่อนายคำ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีไม้สักของกลางไว้ในครอบครอง เป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบจะวินิจฉัยให้จำเลยนั้น เห็นว่า ความผิดฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองเป็นความผิดที่จะต้องกระทำโดยเจตนา จำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบต่อสู้ คดีจึงมีประเด็นว่าจำเลยครอบครองไม้สักแปรรูปของกลางหรือไม่ และจำเลยกระทำโดยมีเจตนาหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยนั้นไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นและเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลยว่าจำเลยมีเจตนาครอบครองไม้สักแปรรูปของกลางหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเป็นลูกจ้างนายคำรับจ้างนายคำปลูกสร้างบ้านและแปรรูปไม้อยู่ในโรงงานเกิดเหตุมานาน ไม้สักแปรรูปของกลางเป็นไม้ที่จำเลยเป็นผู้แปรรูปเพื่อจะนำไปใช้ปลูกสร้างบ้านอันเป็นกิจการของนายคำ และจำเลยเบิกความว่าขณะที่จำเลยแปรรูปนั้นนายคำป่วยอยู่ที่บ้านนายคำจำเลยย่อมจะต้องเป็นผู้ดูแลรักษาไม้ที่ได้จากการแปรรูปไว้เพื่อมอบให้แก่นายคำพฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาครอบครองไม้สักแปรรูปของกลาง จำเลยจึงมีความผิด

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษ เห็นว่า ไม้ที่จำเลยแปรรูปและไม้แปรรูปของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นไม้สัก มีจำนวนถึง 149 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร1.45 ลูกบาศก์เมตร นับว่าเป็นไม้จำนวนมาก ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนให้มีผู้ตัดไม้ทำลายป่าซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารและเป็นทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่าประมาณราคาไม่ได้ แม้จำเลยจะเป็นเพียงลูกจ้างของนายคำแต่ก็เพื่อการค้าไม่สมควรรอการลงโทษ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 86 ม. 91
พ.ร.บ.ป่าไม้ ม. 7 ม. 48 ม. 73 ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย สมาน คำวัน
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ประสพสุข บุญเดช
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 131/2546
#48275
เปิดฉบับเต็ม

วันเกิดเหตุขณะผู้เสียหายกำลังจัดของอยู่กลางร้าน จำเลยทั้งสี่เข้ามาในร้านผู้เสียหายถามว่ามาซื้ออะไร จำเลยที่ 1 บอกว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมาดูแลความเรียบร้อยในร้าน ต้องการเงิน 5,000 บาท เป็นค่าดูแล ผู้เสียหายรู้สึกไม่ปลอดภัยจึงเดินไปหลังร้านโทรศัพท์ไปที่สถานีตำรวจแต่ไม่ติด เมื่อเดินออกมาหน้าร้านก็เห็นจำเลยทั้งสี่เดินขึ้นรถยนต์กระบะไป จะเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและพูดขอเงินเป็นค่าดูแลร้านเท่านั้น ซึ่งผู้เสียหายจะให้หรือไม่ก็ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามแต่อย่างใด และจำเลยทั้งสี่ไม่ได้รอเอาเงินจากผู้เสียหายตามที่พูด คำพูดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพและทรัพย์สินของผู้เสียหาย ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันข่มขืนใจนายอัครพลวรพงศ์พัฒน์ ผู้เสียหาย เพื่อให้ยอมให้หรือยอมจะให้เงิน 5,000 บาท แก่จำเลยทั้งสี่และขู่เข็ญว่าถ้าไม่ให้เงินจะไม่รับรองความปลอดภัย พร้อมได้ตรวจค้นร้านค้าของผู้เสียหายอันเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ และชื่อเสียงของผู้เสียหายจนผู้เสียหายยอมจะให้เงินแก่จำเลยทั้งสี่ตามที่ข่มขืนใจ เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมรถยนต์หมายเลขทะเบียน ผ - 5271 สุราษฎร์ธานี และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิไม่มีทะเบียนที่ใช้เป็นยานพาหนะหลบหนี และจับกุมจำเลยที่ 4 พร้อมรถยนต์อีซูซุไม่มีทะเบียนเป็นของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2ในคดีหมายเลขแดงที่ 556/2542 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2539 ในคดีหมายเลขแดงที่ 684/2539 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337,83 นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 556/2542 ของศาลชั้นต้น และบวกโทษที่รอไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 684/2539ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อและขอให้บวกโทษ จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี บวกโทษจำคุก 1 เดือนของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 684/2539 ของศาลชั้นต้น เข้ากับคดีนี้รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 1 เดือน และนับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 556/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสี่เข้าไปในร้านอาหารวังกุ้งของนายอัครพลวรพงศ์พัฒน์ ผู้เสียหาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลา 17.30 นาฬิกาขณะที่ผู้เสียหายกำลังจัดของอยู่บริเวณกลางร้าน มีจำเลยทั้งสี่เข้ามาในร้าน ผู้เสียหายถามว่าต้องการซื้ออะไร จำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะพูดว่า เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ มาดูแลความเรียบร้อยในร้าน ต้องการเงิน 5,000 บาท เพื่อเป็นค่าดูแลความเรียบร้อยในร้านผู้เสียหายกลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยจึงเดินไปที่หลังร้านซึ่งเป็นครัว และบอกนางวิลัยรัตน์ วัฒนศิริ ภรรยาว่า เจ้าพนักงานตำรวจมาขอเงิน 5,000 บาท เป็นค่าดูแลความเรียบร้อยในร้าน แล้วผู้เสียหายโทรศัพท์ไปสถานีตำรวจ แต่ไม่ติด จึงได้เดินออกมาหน้าร้าน เห็นจำเลยทั้งสี่เดินไปขึ้นรถยนต์กระบะซึ่งจอดอยู่ข้างร้านผู้เสียหาย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 เพียงอ้างเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและพูดขอเงินเป็นค่าดูแลความเรียบร้อยในร้านเท่านั้น ซึ่งผู้เสียหายจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามแต่อย่างใด แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายตอบทนายความจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ได้พูดขู่ว่า หากไม่ให้เงินแล้วจะทำอะไรผู้เสียหาย ประกอบกับเมื่อผู้เสียหายออกมาจากหลังร้านจำเลยทั้งสี่ก็ไม่ได้รอเอาเงินจากผู้เสียหายตามที่พูดแต่อย่างใด ทั้งยังพากันเดินออกจากร้านผู้เสียหายอีกด้วย ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 พูดแต่เพียงว่า เป็นเจ้าพนักงานตำรวจมาดูแลความเรียบร้อยในร้าน ต้องการเงิน 5,000 บาท เพื่อเป็นค่าดูแลความเรียบร้อยในร้านนั้นยังถือไม่ได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพและทรัพย์สินของผู้เสียหายหรือภรรยาผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสี่ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (6) ม. 83 ม. 337
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดไชยา
จำเลย — นาย เกรียงไกร นุชภู่ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2546
#48274
เปิดฉบับเต็ม

โรงเรียน ศ. ไม่มีรั้วล้อมรอบ ชาวบ้านกับโจทก์เดินผ่านสนามของโรงเรียนมานานถึง 40 ปีเศษ หากมีนักเรียนใช้สนามอยู่ก็จะเดินไปตามขอบสนามโดยไม่มีการทำไว้เป็นทางเดิน แต่การที่โจทก์และชาวบ้านเดินผ่านสนามได้เพราะเจ้าของโรงเรียนอนุญาตให้เดิน โจทก์จึงมิได้เดินอย่างปรปักษ์ ดังนั้น แม้โจทก์จะเดินผ่านทางดังกล่าวมานานถึง 40 ปีเศษ ก็ไม่ได้ภารจำยอม กรณีไม่อาจนับอายุความการเดินผ่านสนามไปต่อกับทางอื่นซึ่งโจทก์ใช้มาไม่ถึง 10 ปีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4824 เนื้อที่ 35 ตารางวา และโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11226 เนื้อที่35 ตารางวา ซึ่งที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวตั้งอยู่ที่ตำบลวัดอรุณ (บางกอกใหญ่ฝั่งเหนือ)อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ส่วนจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2248 ตำบลบางกอกใหญ่ฝั่งเหนือ อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่2 งาน 52 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 3103 ตำบลสะพานเจริญพาศน์ (บางกอกใหญ่ฝั่งเหนือ) อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวา ประมาณปี 2480 ที่ดินของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลอื่นและเปิดเป็นสถานศึกษาชื่อโรงเรียนศิริศึกษา โจทก์ทั้งสอง บริวารและชาวบ้านในละแวกนั้นได้ใช้ทางเดินเข้าออกผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองออกสู่ถนนอิสรภาพ ต่อมาประมาณปี 2526 โรงเรียนศิริศึกษาได้ปิดกิจการลง และที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวได้ถูกโอนเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสองโดยทางมรดกเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2526 โจทก์ทั้งสองและบริวารตลอดจนชาวบ้านยังคงใช้เส้นทางดังกล่าวเดินเข้าออกสู่ถนนอิสรภาพ ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่เคยโต้แย้งหรือคัดค้านแต่อย่างใด จนถึงประมาณปี 2529 จำเลยทั้งสองก่อสร้างกำแพงรั้วอิฐบล็อกกั้นตลอดแนวทิศเหนือจรดทิศใต้ระหว่างที่ดินของจำเลยทั้งสองกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ทำให้เข้าออกเส้นทางเดิมไม่ได้ จำเลยทั้งสองจึงได้เปิดทางเดินให้ใหม่เป็นช่องทางกว้างประมาณ 5 เมตร ยาวประมาณ 60 เมตร และทำประตูเหล็กปิดเปิดเข้าออกได้ โจทก์ทั้งสอง บริวารและชาวบ้านได้ใช้ทางเดินที่จำเลยทั้งสองเปิดให้เดินนี้เรื่อยมาประมาณ 8 ปี จนกระทั่งเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2538 จำเลยทั้งสองทำการปิดกั้นทางเดินดังกล่าว โดยรื้อประตูเหล็กออกแล้วก่อกำแพงอิฐบล็อกปิดกั้นทางเดินทำให้โจทก์ทั้งสอง บริวารและชาวบ้านที่เคยใช้ทางเดินพิพาทออกสู่ถนนอิสรภาพได้รับความเดือดร้อน โจทก์ทั้งสองได้ใช้เส้นทางพิพาทดังกล่าวเดินเข้าออกเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี จึงได้ภารจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1392 ขอให้พิพากษาว่า ทางเดินพิพาทกว้าง 5 เมตรยาว 60 เมตร เป็นทางภารจำยอมให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนกำแพงอิฐบล็อกที่ปิดกั้นทางเดินออก หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้รื้อถอนเอง โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2248 และโฉนดเลขที่ 3103 ตำบลบางกอกใหญ่ฝั่งเหนือ อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานครของจำเลยทั้งสองให้แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ตามแผนผังเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเส้นทางสีฟ้าตามแผนผังเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5 ที่โจทก์อ้างว่าได้ผ่านเข้าออกที่ดินโฉนดเลขที่2248 ตำบลบางกอกใหญ่ฝั่งเหนือ อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร หลังปี 2529เป็นความเท็จ เนื่องจากจำเลยทั้งสองให้บุคคลอื่นเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวทำเป็นอู่ซ่อมรถยนต์ตั้งแต่ปี 2528 และทำกำแพงกั้นมิให้คนเดินเข้าออกมานานกว่า 10 ปี ไม่เคยเปิดให้โจทก์หรือใครผ่านเข้าออกได้เลย ส่วนเส้นทางสีชมพูตามเอกสารดังกล่าวโจทก์ทั้งสองและบริวารใช้มาประมาณ 8 ปี โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขและเวลาที่จำเลยทั้งสองกำหนดมิใช่ให้เดินโดยอิสระ ทั้งความกว้างที่โจทก์ทั้งสองผ่านก็มีเพียงแค่ครึ่งเมตรเท่านั้นเส้นทางสีชมพูจึงยังไม่ตกอยู่ภายใต้ภารจำยอม ไม่เคยมีข้อตกลงในเรื่องการเปลี่ยนแปลงจากเส้นทางสีฟ้ามาเป็นเส้นทางสีชมพู สำหรับเส้นทางสีชมพูอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่3103 ซึ่งจำเลยทั้งสองให้บุคคลอื่นเช่าทำเป็นทางออกของอู่ซ่อมรถยนต์ มีประตูเหล็กเปิดปิดเพื่อกั้นมิให้บุคคลภายนอกเดินผ่านเข้ามาในที่ดินของจำเลยทั้งสอง สำหรับโรงเรียนศิริศึกษาที่โจทก์อ้างนั้นมีทางเข้าออกทางด้านซอยอิสรภาพ 36 มิได้ผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 4824 เนื้อที่ 35 ตารางวา และโจทก์ที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ 11226 เนื้อที่ 35 ตารางวา ที่ดินทั้งสองแปลงมีเนื้อที่ติดต่อกัน โดยทางด้านทิศใต้ของที่ดินทั้งสองแปลงติดต่อกับที่ดินของจำเลยทั้งสองซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน 2 แปลงติดต่อเป็นผืนเดียวกัน คือที่ดินโฉนดเลขที่ 2248 เนื้อที่ 2 งาน 52ตารางวา ไม่ติดถนนอิสรภาพ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 3103 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวาติดถนนอิสรภาพ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่าเส้นทางพิพาทสีชมพูของที่ดินจำเลยทั้งสองตามแผนผังเอกสารหมาย จ.4 ตกเป็นทางภารจำยอมโดยอายุความแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 หรือไม่ คดีนี้โจทก์ที่ 1 ฟ้องและนำสืบว่า ประมาณปี 2480 ที่ดินของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลอื่นและเปิดเป็นสถานศึกษาชื่อโรงเรียนศิริศึกษา โจทก์ทั้งสอง บริวารและชาวบ้านในละแวกนั้นได้ใช้ทางเดินเส้นทางสีฟ้าตามแผนผังเอกสารหมาย จ.4 เข้าออกผ่านที่ดินดังกล่าวสู่ถนนอิสรภาพ ต่อมาประมาณปี2526 โรงเรียนศิริศึกษาได้ปิดกิจการลงและที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวได้ถูกโอนกรรมสิทธิ์เป็นของจำเลยทั้งสองทางมรดกเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2526 โจทก์ทั้งสอง บริวารและชาวบ้านยังคงใช้เส้นทางดังกล่าวเดินเข้าออกสู่ถนนอิสรภาพ ประมาณปี 2528 ถึง 2529 จำเลยทั้งสองได้ก่อสร้างอู่ซ่อมรถยนต์และก่อสร้างกำแพงกั้นตามแนวที่ติดต่อกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้เส้นทางเดิมได้แต่จำเลยทั้งสองได้เปิดเส้นทางสีชมพูตามแผนผังเอกสารหมาย จ.4 ให้เดินแทน โจทก์ทั้งสองใช้เส้นทางสีชมพูเดินออกสู่ถนนอิสรภาพมานาน 8 ถึง 9 ปี จำเลยทั้งสองจึงก่อกำแพงปิดกั้นเส้นทางดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ที่ 1 เดินผ่านที่ดินที่ตั้งโรงเรียนศิริศึกษามาตั้งแต่ปี 2480 โจทก์ได้ภารจำยอมในทางเดินโดยอายุความหรือไม่พยานโจทก์มีโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า โรงเรียนศิริศึกษาไม่มีรั้วล้อมรอบ นางโฉม ชวนพิศภริยาโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า พยานใช้ทางเดินโดยเดินเลียบสนามของโรงเรียนศิริศึกษาไปยังบ้านของโจทก์ทั้งสอง นางศรีสกุล วงศ์ขจรสุข ภริยาโจทก์ที่ 2 เบิกความว่า พยานเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2514 จนถึงปัจจุบัน พยานกับพวกใช้ทางเดินผ่านสนามของโรงเรียนศิริศึกษาเพื่อไปออกถนนอิสรภาพ สนามของโรงเรียนไม่ได้มีการทำไว้เป็นทางสำหรับเดิน หากมีนักเรียนใช้พื้นที่ของสนามพยานก็จะเดินเลี่ยงไปตามรอบขอบสนามพันตำรวจโทพิบูลย์ศิริ สาครสินธุ์ เบิกความว่า บิดามารดาพยานแต่เดิมเป็นเจ้าของโรงเรียนศิริศึกษา พยานเคยเห็นชาวบ้านละแวกใกล้เคียงที่ดินพิพาทเดินผ่านโรงเรียนทางสนามฟุตบอลออกสู่ถนนอิสรภาพ บริเวณโรงเรียนไม่มีรั้ว บิดามารดาพยานอนุญาตให้ชาวบ้านละแวกนั้นเดินผ่าน พยานเห็นโจทก์เดินผ่านที่ดินพิพาทมา 40 ปีเศษแล้วชาวบ้านละแวกนั้นเดินผ่านที่ดินพิพาทโดยวิสาสะ เห็นว่า การที่โรงเรียนศิริศึกษาไม่มีรั้วชาวบ้านและโจทก์เดินผ่านสนามของโรงเรียน หากมีนักเรียนใช้สนามอยู่ก็จะเดินไปตามขอบสนามโดยไม่ได้มีการกระทำไว้เป็นทางสำหรับเดิน กับการที่เจ้าของโรงเรียนอนุญาตให้เดินเช่นนี้ โจทก์ที่ 1 มิได้เดินอย่างปรปักษ์จึงไม่ได้ภารจำยอม ไม่อาจนับอายุความการเดินไปต่อกับทางพิพาทสีชมพู ตามแผนผังเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งโจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทสีชมพูไม่ถึง 10 ปี ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ทางพิพาทไม่ตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ที่ 1 ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาเอก อาจิณ วงศ์ขจรสุข กับพวก
จำเลย — นาย ธโนดม อุนสุวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2546
#49821
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิ่มชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกับคดีหลัง แต่คดีก่อนได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาก่อนโจทก์ฟ้องคดีหลังโจทก์ได้ฟ้องจำเลยขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์เป็นคดีหนึ่งซึ่งคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไข เมื่อไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ย่อมแสดงว่าเงื่อนไขตามสัญญาไม่สำเร็จผล สัญญาประนีประนอมยอมความย่อมตกไปไม่มีผลบังคับ เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอมเช่นนี้ คำพิพากษาตามยอมเป็นอันตกไปไม่มีผลบังคับเช่นกัน จึงถือไม่ได้ว่าคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีหลัง โจทก์จึงฟ้องคดีหลังได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน ระหว่างสมรสได้ร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 21344 และ 21345 ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ โดยใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเพียงผู้เดียว โจทก์ได้ขอลงชื่อร่วมกับจำเลยในโฉนดที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า โจทก์เคยฟ้องขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามฟ้องและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้วในคดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิมายื่นฟ้องเป็นคดีนี้อีกเป็นฟ้องซ้ำ ทั้งโจทก์และจำเลยได้หย่าขาดจากกันตั้งแต่ปี 2534 แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยแถลงยอมรับข้อเท็จจริงว่า ที่ดินตามฟ้องโฉนดเลขที่21344 และ 21345 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยตามคำให้การทั้งหมด แต่ขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์จำเลยไม่สืบพยาน แต่ขอให้นำสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 และคดีหมายเลขแดงที่ 293/2540 ของศาลชั้นต้นมาประกอบการวินิจฉัยคดีนี้

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 21344 และ 21345 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์จำเลยแถลงรับกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย เดิมโจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้เพิ่มชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยในที่ดินตามฟ้องมาแล้ว โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีดังกล่าว โดยตกลงจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสินสมรสให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 2,000,000 บาท ภายใน 1 เดือน แล้วนำเงินมาแบ่งกันโดยถือว่า เป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ศาลพิพากษาตามยอม ปรากฏตามคดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้โดยผู้มีชื่อเปลี่ยนใจไม่ซื้อ จึงมีการทำข้อตกลงเพื่อจัดการสินสมรสกันใหม่ว่าจำเลยจะหาผู้ซื้อรายใหม่มาซื้อที่ดินในราคาไม่ต่ำกว่า 2,000,000 บาท แล้วจะแบ่งเงินให้โจทก์ครึ่งหนึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือหากจำเลยหาเงินมาได้1,000,000 บาท จำเลยจะซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เป็นของโจทก์ภายใน 1 เดือนหากไม่สามารถดำเนินการได้ จำเลยยินยอมแบ่งที่ดิน 1 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม2539 ต่อมาจำเลยไม่สามารถหาผู้ซื้อรายใหม่และไม่สามารถหาเงิน 1,000,000 บาทได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์เลือกและโจทก์ได้เลือกแล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 21344พร้อมสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ให้แก่โจทก์ ปรากฏตามคดีหมายเลขแดงที่ 293/2540 ของศาลชั้นต้นคดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความตามคดีหมายเลขแดงที่ 8/2539ของศาลชั้นต้น เป็นสัญญามีเงื่อนไขไม่สามารถสำเร็จผลอันมีผลให้สัญญาประนีประนอมยอมความตกไปไม่มีผลบังคับ ส่วนข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 ในคดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 เป็นการตกลงกันระหว่างโจทก์กับจำเลยเพื่อจัดการทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาระหว่างสมรส คู่สมรสมีสิทธิบอกล้างได้และจำเลยได้บอกล้างข้อตกลงดังกล่าวแล้ว สัญญาระหว่างสมรสของโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันสิ้นผล โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามข้อสัญญาได้ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้อง จำเลยขอให้เพิ่มชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังเช่นคดีนี้ แล้วได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมแล้วก็ตาม แต่ต่อมาภายหลังโจทก์ได้ฟ้องจำเลยตามคดีหมายเลขแดงที่ 293/2540 ของศาลชั้นต้น และคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไข เมื่อโจทก์จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ย่อมแสดงว่าเงื่อนไขตามสัญญาไม่สำเร็จผล สัญญาประนีประนอมยอมความย่อมตกไปไม่มีผลบังคับ เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอมเช่นนี้ คำพิพากษาตามยอมเป็นอันตกไปไม่มีผลบังคับเช่นกัน ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่าคดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้นนั้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ดวงแข ทวีทรัพย์
จำเลย — นาย วิเชียร ทวีทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
วิรัช ลิ้มวิชัย
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2546
#49822
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิ่มชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดั่งเช่นคดีนี้ แล้วได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว แต่ต่อมาภายหลังโจทก์ฟ้องจำเลยและคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไข เมื่อโจทก์จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ย่อมแสดงว่าเงื่อนไขตามสัญญาไม่สำเร็จผล สัญญาประนีประนอมยอมความย่อมตกไปไม่มีผลบังคับ เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอม คำพิพากษาตามยอมก็ย่อมไม่มีผลบังคับเช่นกัน ดังนั้น ถือไม่ได้ว่าคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีนี้โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน ระหว่างสมรสได้ร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 21344 และ 21345 โดยใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเพียงผู้เดียว โจทก์ได้ขอลงชื่อร่วมกับจำเลยในโฉนดที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า โจทก์เคยฟ้องขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามฟ้องและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้วในคดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิมายื่นฟ้องเป็นคดีนี้อีกเป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 21344 และ 21345 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์จำเลยแถลงรับกันฟังเป็นยุติว่าโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย เดิมโจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้เพิ่มชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยในที่ดินตามฟ้องมาแล้ว โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีดังกล่าว โดยตกลงจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสินสมรสให้แก่ผู้มีชื่อในราคา2,000,000 บาท ภายใน 1 เดือน แล้วนำเงินมาแบ่งกันโดยถือว่าเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ศาลพิพากษาตามยอม ปรากฏตามคดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้โดยผู้มีชื่อเปลี่ยนใจไม่ซื้อ จึงมีการทำข้อตกลงเพื่อจัดการสินสมรสกันใหม่ว่าจำเลยจะหาผู้ซื้อรายใหม่มาซื้อที่ดินในราคาไม่ต่ำกว่า 2,000,000 บาท แล้วจะแบ่งเงินให้โจทก์ครึ่งหนึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือหากจำเลยหาเงินมาได้ 1,000,000 บาท จำเลยจะซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เป็นของโจทก์ภายใน 1 เดือน หากไม่สามารถดำเนินการได้ จำเลยยินยอมแบ่งที่ดิน 1 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 ต่อมาจำเลยไม่สามารถหาผู้ซื้อรายใหม่และไม่สามารถหาเงิน 1,000,000 บาท ได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์เลือกและโจทก์ได้เลือกแล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 21344 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ให้แก่โจทก์ ปรากฏตามคดีหมายเลขแดงที่ 293/2540 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความตามคดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้นเป็นสัญญามีเงื่อนไขไม่สามารถสำเร็จผลอันมีผลให้สัญญาประนีประนอมยอมความตกไปไม่มีผลบังคับส่วนข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 ในคดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 เป็นการตกลงกันระหว่างโจทก์กับจำเลยเพื่อจัดการทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาระหว่างสมรสคู่สมรสมีสิทธิบอกล้างได้และจำเลยได้บอกล้างข้อตกลงดังกล่าวแล้ว สัญญาระหว่างสมรสของโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันสิ้นผล โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามข้อสัญญาได้ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป้นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 8/2539ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิ่มชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดั่งเช่นคดีนี้แล้วได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมแล้วก็ตาม แต่ต่อมาภายหลังโจทก์ได้ฟ้องจำเลยตามคดีหมายเลขแดงที่ 293/2540 ของศาลชั้นต้นและคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไข เมื่อโจทก์จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ย่อมแสดงว่าเงื่อนไขตามสัญญาไม่สำเร็จผล สัญญาประนีประนอมยอมความย่อมตกไปไม่มีผลบังคับ เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอมเช่นนี้ คำพิพากษาตามยอมเป็นอันตกไปไม่มีผลบังคับเช่นกัน ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่าคดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้นนั้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 138 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ดวงแข ทวีทรัพย์
จำเลย — นาย วิเชียร ทวีทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
วิรัช ลิ้มวิชัย
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2546
#110843
เปิดฉบับเต็ม

คดีแรกโจทก์เคยฟ้องจำเลยขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิรวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นสินสมรสแล้วทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจะนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสินสมรสไปขายให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 2,000,000 บาท ภายใน 1 เดือนแล้วนำเงินมาแบ่งกัน โดยถือว่าเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ศาลพิพากษาตามยอมต่อมาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ โดยอ้างว่าผู้ซื้อเปลี่ยนใจไม่ซื้อจึงมีการทำข้อตกลงเพื่อจัดการสินสมรสกันใหม่ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเพื่อจัดการสินสมรสใหม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามข้อตกลงใหม่เป็นคดีที่สอง คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความคดีแรกเป็นสัญญามีเงื่อนไขไม่สามารถสำเร็จผล อันมีผลให้สัญญาประนีประนอมยอมความตกไปไม่มีผลบังคับส่วนข้อตกลงจัดการสินสมรสกันใหม่เป็นสัญญาระหว่างสมรส เมื่อคู่สมรสบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสจึงเป็นอันสิ้นผล โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อม สิ่งปลูกสร้างอันเป็นสินสมรสเดียวกับที่ฟ้องคดีแรก ดังนี้ เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอมเช่นนี้ คำพิพากษาตามยอมในคดีแรกเป็นอันตกไปไม่มีผลบังคับเช่นเดียวกับสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่าคดีแรกได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีนี้ ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแรกอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท หากไม่ไปให้ถือเอา คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยแถลงยอมรับข้อเท็จจริงว่า ที่ดินตามฟ้องโฉนดเลขที่ 21344 และ 21345 ตั้งอยู่ที่ ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย และจำเลยขอสละประเด็นข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมดแต่ขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดง ที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่โจทก์จำเลยไม่สืบพยาน แต่ขอให้นำสำเนาคดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 และคดีหมายเลขแดงที่ 293/2540 ของศาลชั้นต้นมาประกอบการวินิจฉัยคดีนี้

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 21344 และ 21345 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมสิ่งปลูกสร้างหากไม่ไปให้ถือเอา คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า แม้คดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิ่มชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังเช่นคดีนี้ แล้วได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมแล้วก็ตาม แต่ต่อมาภายหลังโจทก์ได้ฟ้องจำเลย ตามคดีหมายเลขแดงที่ 293/2540 ของศาลชั้นต้นและคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไข เมื่อโจทก์จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ย่อมแสดงว่าเงื่อนไขตามสัญญาไม่สำเร็จผล สัญญาประนีประนอมยอมความย่อมตกไป ไม่มีผลบังคับ เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของ คำพิพากษาตามยอม เช่นนี้คำพิพากษาตามยอมเป็นอันตกไปไม่มีผลบังคับเช่นกัน ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่า คดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้นนั้นศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัย เหตุอย่างเดียวกับคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดวงแข ทวีทรัพย์
จำเลย — นายวิเชียร ทวีทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายทวีศักดิ์ บุญโสม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
วิรัช ลิ้มวิชัย
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 108/2546
#49446
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับแจ้งจาก ห. ว่าผู้เสียหายล่อลวง ห. ไปที่บังกะโลเพื่อล่วงเกินทางเพศ จำเลยโกรธแค้นจึงวางแผนให้ ห. โทรศัพท์ไปหลอกผู้เสียหายให้ออกจากบ้านไปหา ห.ที่จุดเกิดเหตุเพื่อทำร้ายสั่งสอนเป็นการแก้แค้นแทน ห. เมื่อผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปถึงที่เกิดเหตุจำเลยกับพวกที่รออยู่วิ่งเข้าไปทำร้ายผู้เสียหายทันทีผู้เสียหายหลบหนีจำเลยกับพวกไล่ตามและจำเลยใช้มีดขู่เข็ญพาตัวผู้เสียหายไปแล้วพวกของจำเลยใช้ของแข็งตีศรีษะผู้เสียหายจนผู้เสียหายแกล้งทำเป็นหมดสติจากนั้นจำเลยกับพวกหนีไปโดยถือโอกาสเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปด้วยซึ่งการใช้มีดขู่เข็ญผู้เสียหายและการทำร้ายผู้เสียหายในตอนหลังเป็นเรื่องต่อเนื่องมาจากสาเหตุเดิมที่จำเลยโกรธแค้นผู้เสียหายหาใช่ว่าจะมีเจตนาเอาทรัพย์ของผู้เสียหายมาแต่แรกไม่การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา296ไม่ได้คงลงโทษได้ตามมาตรา295เท่านั้นและจำเลยยังมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามมาตรา335(1)วรรคแรกด้วยแม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธตามมาตรา340วรรคสองเพียงกระทงเดียวศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นตามมาตรา295ประกอบด้วยมาตรา83กระทงหนึ่งและฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามมาตรา335(1)วรรคแรกอีกกระทงหนึ่งซึ่งมีโทษเบากว่าข้อหาฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา192

ในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่ว่าหลังจากมีเรื่องชกต่อยกับผู้เสียหายเมื่อเวลา22.30น.แล้วจำเลยขับรถกลับบ้านและไม่ได้ออกไปไหนอีกซึ่งเหตุการณ์ตอนนี้สิ้นสุดลงแล้วจำเลยจะมาฎีกาโต้แย้งว่าคืนเกิดเหตุเวลา0.30น.จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยบันดาลโทสะเพราะผู้เสียหายเหยียดหยามศักดิ์ศรีจำเลยโดยพา ห. เข้าบังกะโลเพื่อข่มขืนกระทำชำเราหาได้ไม่เพราะไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง มีไม้ไม่ทราบขนาดและมีดปลายแหลมเป็นอาวุธติดตัว ร่วมกันปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นครศรีธรรมราช ร - 0732 ราคา 70,000 บาท เงินสดจำนวน 15,000 บาท สร้อยคอทองคำ 1 เส้น ราคา 5,000 บาท สร้อยข้อมือทองคำ 1 เส้น ราคา 15,000 บาท แหวนทองคำ 1 วง ราคา 7,000 บาท และเอกสารต่าง ๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 170,000 บาท ของนายปรัชญา นวลรอด ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ในการปล้นทรัพย์ดังกล่าว จำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายโดยใช้ไม้ทุบตีและใช้มีดปลายแหลมจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายมิให้ขัดขืน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้และเพื่อให้พ้นจากการจับกุมขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,340 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 170,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340 วรรคสอง จำคุก 15 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 170,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน112,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2539 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา นายปรัชญา นวลรอด ผู้เสียหายได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวหาว่าจำเลยกับพวกรวม 4 ถึง 5 คน ได้ร่วมกันรุมทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและปล้นทรัพย์ตามฟ้องของผู้เสียหายไป เหตุเกิดเมื่อเวลา 0.30 นาฬิกา ของวันเดียวกันนั้นที่บริเวณปากทางหมู่บ้านการเคหะ ถนนพัฒนาการคูขวาง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2540 เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมจำเลยมาดำเนินคดีนี้ได้ สำหรับข้อที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายถูกทำร้ายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายที่ศีรษะนั้น เห็นว่าในชั้นพิจารณา จำเลยได้แถลงยอมรับว่านายอัศวิน แก้วเนตร แพทย์โรงพยาบาลนครินทร์ เป็นผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้เสียหายและทำรายงานไว้ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.2 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ดังกล่าวว่า คืนเกิดเหตุผู้เสียหายถูกคนร้ายทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายเป็นบาดแผลที่กลางศีรษะยาวประมาณ 5 เซนติเมตร และลึกประมาณ0.5 เซนติเมตร จำเลยจะมาฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นอีกไม่ได้ เพราะขัดกับข้อเท็จจริงที่จำเลยได้แถลงรับแล้วและไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้เนื้อหาตามฎีกาของจำเลย จำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยชัดแจ้งว่า จำเลยมิใช่คนร้ายที่ทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ว่าจำเลยกับพวกเป็นคนร้ายที่ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.2 ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยเหตุบันดาลโทสะนั้น เห็นว่าในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่ว่า หลังจากจำเลยมีเรื่องชกต่อยกับผู้เสียหายเมื่อเวลา 22.30 นาฬิกาเศษ ของวันที่ 7 ธันวาคม 2539 และมีคนเข้าไปห้ามแล้ว จำเลยก็ขับรถกลับไปที่บ้านและไม่ได้ออกไปไหนอีก ซึ่งเหตุการณ์ตอนนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว จำเลยจะมาฎีกาโต้เถียงว่า คืนเกิดเหตุเวลา 0.30 นาฬิกา จำเลยได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยเหตุบันดาลโทสะ เนื่องจากผู้เสียหายเหยียดหยามศักดิ์ศรีจำเลยโดยล่อลวงพานางสาว ห. ภริยาจำเลยเข้าบังกะโลเพื่อข่มขืนกระทำชำเราหาได้ไม่ เพราะไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นเดียวกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายพยานโจทก์ว่า เมื่อเวลาประมาณ 18 นาฬิกา ของวันที่ 7 ธันวาคม 2539 ผู้เสียหายได้ขับรถจักรยานยนต์ไปรับนางสาว ห. ซึ่งเคยเป็นคนรักของจำเลยไปรับประทานอาหารและดื่มเบียร์ด้วยกันที่ร้านอาหารดีดี เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วผู้เสียหายจะพานางสาว ห. ไปร่วมประเวณีที่บังกะโลเบญจธารารีสอร์ท แต่นางสาว ห. ไม่ยอมและได้หนีไป ผู้เสียหายจึงขับรถกลับบ้านและเข้านอน ต่อมาเวลาก่อนเที่ยงคืนนางสาว ห. โทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายที่บ้านบอกว่าขณะนั้นนางสาว ห. อยู่ที่ปากซอยเข้าหมู่บ้านการเคหะและมีกลุ่มวัยรุ่นอยู่บริเวณนั้น นางสาว ห. รู้สึกกลัวจึงขอให้ผู้เสียหายออกไปรับเพื่อพาไปส่งที่บ้านซึ่งอยู่ในหมู่บ้านดังกล่าว ผู้เสียหายจึงขับรถจักรยานยนต์คันตามฟ้องออกไปรับนางสาว ห. ตามที่นางสาว ห. ร้องขอเมื่อผู้เสียหายขับรถไปถึงปากซอยหมู่บ้านการเคหะก็พบนางสาว ห. อยู่บริเวณนั้นแต่ยังไม่ทันที่นางสาว ห. จะเข้ามาหาผู้เสียหาย กลุ่มวัยรุ่นประมาณ 4 ถึง 5 คน ซึ่งมีจำเลยรวมอยู่ด้วยได้วิ่งเข้ามาใช้ไม้ตีผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายหลบทัน ผู้เสียหายทิ้งรถจักรยานยนต์แล้ววิ่งหนีไปที่โรงแรมเซาธ์เธิร์น บี เอ็ม ขอความช่วยเหลือจากยามรักษาการณ์ซึ่งอยู่บริเวณลานจอดรถ จำเลยกับพวกได้ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายและรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งไล่ติดตามไปจนทัน จำเลยบอกยามรักษาการณ์ว่ามีเรื่องกันนิดหน่อย จากนั้นจำเลยได้ใช้มีดปลายแหลมจี้ผู้เสียหายบังคับให้ขึ้นนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งมีพวกของจำเลยเป็นคนขับ แล้วจำเลยขึ้นนั่งซ้อนท้ายต่อจากผู้เสียหาย พวกของจำเลยได้ขับรถพาผู้เสียหายมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ ระหว่างทางจำเลยได้ปลดเอาสร้อยข้อมือทองคำหนัก 3 บาท จำนวน 1 เส้น สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 1 เส้น พร้อมจี้ทองคำ เมื่อถึงบริเวณทางเข้าวัดโบสถ์ จำเลยสั่งให้ผู้เสียหายลงจากรถแล้วพวกของจำเลยได้ใช้ไม้หรือเหล็กตีที่บริเวณศีรษะผู้เสียหาย ผู้เสียหายล้มลงและแกล้งทำเป็นหมดสติไป จำเลยปรึกษากับพวกว่าจะพาผู้เสียหายไปทิ้งที่ไหนดี มีคนเสนอว่าให้เอาไปทิ้งในวัดโบสถ์พวกของจำเลยจึงจับผู้เสียหายขึ้นนั่งบนรถจักรยานยนต์เหมือนเดิมโดยมีจำเลยนั่งซ้อนท้าย ระหว่างทางจำเลยได้ล้วงเอากระเป๋าสตางค์ซึ่งมีเงินสดอยู่จำนวน 15,000 บาท พร้อมเอกสารและแหวนทองคำหัวพลอย 1 วง ของผู้เสียหายไปด้วย เมื่อเข้าไปภายในวัดโบสถ์ จำเลยกับพวกได้ผลักผู้เสียหายลงจากรถแล้วถีบผู้เสียหายตกลงไปในคูน้ำข้างทาง จากนั้นจำเลยกับพวกก็ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายกับรถจักรยานยนต์ของพวกจำเลยหลบหนีไป เห็นว่า คดีนี้โจทก์คงมีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวที่เบิกความอ้างว่า จำเลยเอาทรัพย์ตามฟ้องของผู้เสียหายไปที่ผู้เสียหายออกไปรับนางสาว ห. ที่หน้าหมู่บ้านการเคหะที่เกิดเหตุก็มีเหตุผลน่าเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่าเมื่อนางสาว ห. หนีออกจากบังกะโลเบญจธารารีสอร์ท ได้แล้วนางสาว ห. ได้เล่าเหตุการณ์ที่ถูกผู้เสียหายพาเข้าบังกะโลเพื่อขอร่วมประเวณีให้จำเลยฟัง จึงมีการวางแผนล่อให้ผู้เสียหายออกจากบ้านมายังที่เกิดเหตุแล้วจึงเกิดเหตุคดีนี้ขึ้น ดังนั้น ศาลฎีกาจึงต้องรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายด้วยความระมัดระวังปรากฏว่าคดีนี้หลังจากที่ศาลชั้นต้นสืบพยานคู่ความทั้งสองฝ่ายเสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นได้เรียกสำนวนการสอบสวนจากโจทก์มาเพื่อประกอบการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 175 ซึ่งศาลฎีกาได้ตรวจดูสำนวนการสอบสวนดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าหลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้จับกุมนางสาว ห. มาดำเนินคดีนี้ด้วย แต่ในที่สุดพนักงานสอบสวนก็มีคำสั่งไม่ฟ้องนางสาว ห. ซึ่งขณะตกเป็นผู้ต้องหา นางสาว ห. ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า หลังจากที่นางสาว ห. ถูกผู้เสียหายพาเข้าบังกะโลเบญจธารารีสอร์ทเพื่อร่วมประเวณี แต่นางสาว ห. ไม่ยอมและสามารถหลบหนีออกมาได้แล้ว ขณะที่นางสาว ห. เดินร้องไห้จะเข้าบ้านพักนั้นได้พบจำเลยซึ่งเคยเป็นคนรักของตน นางสาว ห. จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้จำเลยฟัง จำเลยให้นางสาว ห. โทรศัพท์เรียกผู้เสียหายมาพูดกัน นางสาว ห. จึงโทรศัพท์เรียกผู้เสียหายมายังที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์มาถึงที่เกิดเหตุจำเลยกับพวกก็วิ่งเข้าไปใช้ไม้ตีผู้เสียหาย ผู้เสียหายวิ่งหนีไปทางโรงแรมเซาธ์เธิร์น บี เอ็ม จำเลยกับพวกไล่ติดตามไป โดยน้องชายจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไล่ติดตามไป นางสาว ห. รออยู่บริเวณที่เกิดเหตุประมาณ 1 ชั่วโมง จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายกลับมาแต่เพียงผู้เดียว จำเลยได้มาชักชวนนางสาว ห. ให้หลบหนี โดยแจ้งว่าเพื่อนจำเลยตีศีรษะผู้เสียหายและผู้เสียหายกำลังจะตายจากนั้นจำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายหลบหนีไปเห็นว่า คืนเกิดเหตุจำเลยกับพวกรุมทำร้ายผู้เสียหายก็เพื่อแก้แค้นแทนนางสาว ห. ในเรื่องที่ผู้เสียหายกระทำการหยามเกียรติพานางสาว ห. เข้าบังกะโลจะล่วงเกินทางเพศไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่านางสาว ห. จะให้การต่อพนักงานสอบสวนปรักปรำจำเลยซึ่งได้ล้างแค้นผู้เสียหายแทนตนโดยปราศจากมูลความจริง ทั้งนางสาว ห. ก็ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนทันทีในวันที่ถูกจับกุม นางสาว ห. ย่อมไม่ทันมีโอกาสคบคิดกับผู้หนึ่งผู้ใดให้การปรักปรำหรือช่วยเหลือจำเลย น่าเชื่อว่านางสาว ห. ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามเหตุการณ์ที่ตนพบเห็นตามความสัตย์จริง คำให้การชั้นสอบสวนของนางสาว ห. ดังกล่าวแม้จะเป็นพยานบอกเล่าและเป็นคำซัดทอดของผู้ต้องหาในคดีเดียวกัน ก็ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้รับฟัง ศาลฎีกาจึงนำมารับฟังประกอบการวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ผู้เสียหายก็เบิกความยืนยันว่าจนถึงปัจจุบันนี้ผู้เสียหายยังไม่ได้รับรถจักรยานยนต์ของตนคืนมา ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่าหลังจากจำเลยกับพวกรุมทำร้ายร่างกายผู้เสียหายแล้ว จำเลยได้ลักเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปเป็นประโยชน์ของจำเลยจริง ส่วนทรัพย์สินรายการอื่นนอกจากนี้ที่ผู้เสียหายเบิกความอ้างว่าถูกจำเลยลักเอาไปด้วยนั้น เห็นว่า คงมีแต่ตัวผู้เสียหายเบิกความอ้างลอย ๆ และยังเป็นที่น่าสงสัยกล่าวคือ คืนเกิดเหตุผู้เสียหายได้เข้านอนแล้ว ครั้นเมื่อได้รับโทรศัพท์จากนางสาว ห. ผู้เสียหายก็รีบขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านไปหานางสาว ห. ทันที ซึ่งในเวลาฉุกละหุกเช่นนั้น ผู้เสียหายไม่น่าจะนำทรัพย์สินอันมีค่ามากมายเช่นนั้นติดตัวไปด้วย ทั้งยังได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของนางสาว ห. ในสำนวนการสอบสวนว่า ก่อนไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารดีดีผู้เสียหายต้องไปเบิกเงินสดจากตู้เอทีเอ็มของธนาคารอีกด้วย ซึ่งมีเหตุผลน่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะนำไปจ่ายเป็นค่าอาหารจึงน่าสงสัยว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีเงินสดพกติดตัวไปเป็นจำนวนมากถึง 15,000 บาท จริงหรือไม่ และน่าสงสัยว่าเหตุใดผู้เสียหายจึงต้องเอาแหวนทองคำหัวพลอยใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์และพกติดตัวไปในที่เกิดเหตุเช่นนั้น นอกจากนี้ที่ผู้เสียหายเบิกความว่าจำเลยได้ปลดเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายคือ สร้อยข้อมือทองคำหนัก 3 บาท จำนวน 1 เส้น สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 1เส้น พร้อมจี้ทองคำไปในขณะที่จำเลยและผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายอยู่บนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่มีพวกของจำเลยอีกคนหนึ่งเป็นผู้ขับโดยจำเลยได้ถืออาวุธมีดปลายแหลมจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายอยู่ตลอดเวลา ก็เป็นที่น่าสงสัยว่าในสภาพเช่นนั้น จำเลยจะสามารถใช้มืออีกข้างหนึ่งปลดเอาทรัพย์สินดังกล่าวจากข้อมือและคอของผู้เสียหายไปได้หรือไม่ ประกอบกับคดีนี้จำเลยได้ให้การปฏิเสธมาโดยตลอดทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยก็เบิกความปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ปลดเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าขณะเกิดเหตุจำเลยได้ลักเงินสดจำนวน 15,000 บาท แหวนทองคำ 1 วง สร้อยคอทองคำ 1 เส้น และสร้อยข้อมือทองคำ1 เส้น ของผู้เสียหายไปจริงหรือไม่ เช่นนี้ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยในข้อนี้ให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง คดีคงมีข้อต้องพิจารณาต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานใดบ้างหรือไม่ เห็นว่า ตามรูปเรื่องที่คู่ความนำสืบมานี้มีเหตุผลน่าเชื่อว่าหลังจากจำเลยได้รับแจ้งจากนางสาว ห. ว่าผู้เสียหายล่อลวงพานางสาว ห. ไปที่บังกะโลเบญจธารารีสอร์ท เพื่อล่วงเกินทางเพศแล้ว จำเลยรู้สึกโกรธแค้นผู้เสียหายจึงได้วางแผนให้นางสาว ห. โทรศัพท์ไปหลอกล่อผู้เสียหายให้ออกจากบ้านไปหานางสาว ห. ที่หน้าหมู่บ้านการเคหะที่เกิดเหตุเพื่อทำร้ายสั่งสอนเป็นการล้างแค้นแทนนางสาว ห. ดังนั้น เมื่อผู้เสียหายขับรถไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยกับพวกซึ่งรออยู่ในที่เกิดเหตุจึงได้วิ่งเข้าไปทำร้ายผู้เสียหายทันที เมื่อผู้เสียหายหลบหนี จำเลยกับพวกก็ไล่ติดตามไปและจำเลยได้ใช้มีดปลายแหลมจี้ขู่เข็ญพาตัวผู้เสียหายไปแล้วพวกของจำเลยได้ใช้ของแข็งตีศีรษะผู้เสียหายจนผู้เสียหายแกล้งทำเป็นหมดสติไป จากนั้นจำเลยกับพวกจึงหลบหนีไป โดยจำเลยได้ถือโอกาสเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปด้วย การใช้มีดปลายแหลมจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายและการทำร้ายผู้เสียหายในตอนหลังจึงเป็นเรื่องต่อเนื่องกันมาจากสาเหตุเดิมคือ จำเลยโกรธที่ผู้เสียหายพานางสาว ห. เข้าบังกะโลเพื่อล่วงเกินทางเพศ หาใช่ว่าจำเลยมีเจตนาจะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายมาแต่แรกไม่ การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เนื่องจากโจทก์มิได้บรรยายมาในคำฟ้องว่า จำเลยได้กระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 มิได้ คงลงโทษจำเลยได้ตามมาตรา 295 เท่านั้น และจำเลยยังมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามมาตรา 335(1) วรรคแรก ด้วยแม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง กระทงเดียว ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบด้วยมาตรา 83 กระทงหนึ่ง และฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1) วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง ซึ่งมีโทษเบากว่าข้อหาฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ตามแบบอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3794/2528 ระหว่างพนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ พลทหารสุนทร แซ่เบ๊ จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295ประกอบด้วยมาตรา 83 และมาตรา 335(1) วรรคแรก อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายจำคุก 6 เดือน ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุก 3 ปี รวมเป็นจำคุก 3 ปี 6 เดือน ข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี 7 เดือน 15 วัน กับให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นครศรีธรรมราช ร - 0732 แก่ผู้เสียหาย หากคืนให้ไม่ได้ก็ให้จำเลยใช้ราคาแทนเป็นเงินจำนวน 70,000 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 83 ม. 91 ม. 295 ม. 296 ม. 335 ม. 340
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 158 (5) ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย เอกวิทย์หรือเก่ง คุณสนอง
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 98/2546
#110871
เปิดฉบับเต็ม

แม้นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทน ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ถึงวันที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ จะพ้นกำหนดเวลา 60 วัน แต่ในระหว่างเวลา 60 วัน ดังกล่าว ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสืออีกฉบับแจ้งการนำเงินค่าทดแทนไปฝากไว้กับธนาคารออมสินให้โจทก์ทราบ โดยระบุตอนท้ายของหนังสือว่า หากท่านไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทน ท่านมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ มิฉะนั้นท่านจะหมดสิทธิอุทธรณ์ เมื่อโจทก์ยึดถือตามหนังสือฉบับหลังนี้ และยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ภายในกำหนดเวลาตามหนังสือฉบับหลังนี้ จำเลยย่อม ถูกตัดบทมิให้ยกระยะเวลาที่ต้องอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ตามหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทนฉบับแรกขึ้นมาต่อสู้เพื่อให้ยกฟ้องโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 614,141,356.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 555,772,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเนื่องจากในวันที่ 26 สิงหาคม 2537 จำเลยที่ 2 ได้แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดิน โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2537 แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 ซึ่งล่วงพ้นระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทน ที่ดิน อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 150406 จำเลยที่ 2 ได้แจ้งให้โจทก์ไปทำข้อตกลงราคา ค่าทดแทน โจทก์ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2538 และโจทก์ได้มาทำข้อตกลงราคาค่าทดแทนในวันที่ 17 เมษายน 2538 และยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2538 เป็นการล่วงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่รับหนังสือแจ้ง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 150406 เพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดไว้อีก 105,987,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 150405 แก่โจทก์ อีกจำนวน 4,696,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลย ทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในต้นเงิน 105,987,000 บาท นับแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตาม คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า กรณีที่ดินโฉนดเลขที่ 150405 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทน ในช่วงระหว่างวันที่ 26 ถึง วันที่ 31 สิงหาคม 2537 หากโจทก์ไม่พอใจเงินค่าทดแทนโจทก์ต้องอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมภายใน 60 วัน นับแต่วันที่รับหนังสือดังกล่าวตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์เงินค่าทดแทนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 150405 เพิ่มขึ้น เห็นว่า แม้ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทน อันเป็นหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวระหว่างวันที่ 26 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2537 หากนับแต่วันดังกล่าวถึงวันที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเมื่อ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 ก็จะพ้นกำหนดเวลา 60 วัน แต่อย่างไรก็ตามในระหว่างเวลา 60 วันนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทน ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือลงวันที่ 15 กันยายน 2537 แจ้งการนำเงินค่าทดแทนไปฝากไว้ต่อธนาคารออมสินให้โจทก์ทราบ โดยระบุตอนท้ายของหนังสือว่า หากท่านไม่ พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทน ท่านมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ มิฉะนั้นท่านจะหมดสิทธิอุทธรณ์ตามเอกสารหมาย ล. 13 เมื่อโจทก์ยึดถือตามหนังสือฉบับหลังนี้ และยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมภายในกำหนดเวลาตามหนังสือฉบับหลังนี้ จำเลยทั้งสองย่อม ถูกตัดบทมิให้ยกระยะเวลาที่ต้องอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ตามหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทนขึ้นมาต่อสู้เพื่อให้ยกฟ้องโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 150405 เพิ่มจากที่ คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดไว้อีกจำนวน 18,472,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 150406 เพิ่มจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดไว้อีกจำนวน 105,987,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเดียวกันกับที่กล่าวข้างต้นนับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 25 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจินดา พูลเกตุ
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
กำพล ภู่สุดแสวง
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2546
#48273
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญาจ้างมีข้อความว่า "เมื่อผู้รับจ้างได้ทำการแล้วเสร็จตามงวดงานผู้รับจ้างจะมีหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าจ้างให้ทราบแล้วให้ผู้ว่าจ้างหรือตัวแทนไปตรวจรับงานในงวดนั้น ๆ ภายในกำหนดเวลา 5 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากผู้รับจ้างหากผู้ว่าจ้างไม่ทำการตรวจรับภายในกำหนดเวลาดังกล่าวหรือไม่ยอมรับงานโดยไม่แจ้งให้ผู้รับจ้างทราบเกินกว่ากำหนด ให้ถือว่าผู้ว่าจ้างได้ตกลงรับมอบงานไว้ครบถ้วนถูกต้องตามงวดงานนั้น ๆ ว่าเรียบร้อยแล้วทุกประการ" การที่โจทก์จะมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1ทราบเพื่อตรวจรับงานตามข้อตกลงดังกล่าว โจทก์จะต้องทำการก่อสร้างแล้วเสร็จก่อนด้วย มิใช่ว่าเมื่อโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ตรวจรับงานโดยที่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จจำเลยที่ 1 ไม่ตรวจรับงานภายใน 5 วัน จะถือว่าตรวจรับงานไว้ครบถ้วนถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาจ้างได้

การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าก่อสร้างงวดที่ 8 บางส่วน โจทก์ทั้งสองมิได้นำสืบให้แน่ชัดว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 คนละเท่าใด จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะฟ้องบังคับตามคำขอดังกล่าวภายในกำหนดอายุความ นั้น เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ทั้งสองนำสืบได้ไม่สมฟ้อง ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกคำขอส่วนนี้เสียทั้งหมดเพราะสามารถที่จะวินิจฉัยให้คดีนี้ได้อยู่แล้ว การที่ศาลชั้นต้นให้สิทธิแก่โจทก์ทั้งสองฟ้องใหม่ในประเด็นนี้อีกจึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ทั้งสองชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์แต่เลือกที่จะฟ้องคดีใหม่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์ไม่ให้สิทธิในการฟ้องคดีใหม่ โจทก์ทั้งสองจะขอให้ศาลฎีกากลับให้สิทธิดังกล่าวซึ่งเป็นการไม่ชอบหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2537 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ทั้งสองปลูกสร้างอาคารพักอาศัย 1 หลัง พร้อมก่อสร้างระบบประปา สุขาภิบาล บ่อบาดาล ถังเก็บน้ำใต้ดิน ในที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นค่าจ้างแรงงาน 1,606,000 บาท ค่าสัมภาระวัสดุก่อสร้าง 5,716,000 บาท รวมเป็นเงิน7,322,000 บาท ตกลงชำระค่าจ้างเป็นงวด เริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2537กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2538 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังจ้างโจทก์ทั้งสองทำงานเพิ่มเติมอีก 13 รายการ เป็นเงิน 1,098,931.38 บาท ต่อมาโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปอีก 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ 12มิถุนายน 2538 และยกเลิกระบบงานไฟฟ้าทั้งหมดเป็นเงิน 325,000 บาท คงเหลือค่าจ้าง 6,997,000 บาท กับเงินค่าจ้างงานเพิ่มเติมดังกล่าว โจทก์ทั้งสองได้ทำงานตามสัญญาเสร็จเรียบร้อยแต่จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าจ้างงวดที่ 6 เป็นเงิน 820,000 บาทงวดที่ 8 บางส่วน เป็นเงิน 567,000 บาท และค่าจ้างงานเพิ่มเติม 1,098,931.38 บาทรวมเป็นเงิน 2,485,931.38 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน2,485,931.38 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2538 ซึ่งเป็นวันส่งมอบงานงวดสุดท้ายเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ทั้งสองให้ทำการก่อสร้างอาคารเป็นเงิน 7,322,000 บาท แต่ไม่เคยว่าจ้างให้ก่อสร้างเพิ่มเติมเป็นเงิน1,098,931.38 บาท เมื่อครบกำหนดตามสัญญา โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองตกลงขยายเวลาก่อสร้างอีก 60 วัน หากก่อสร้างไม่เสร็จยอมให้ปรับวันละ 20,000 บาทครบกำหนดเวลาที่ขยายแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่สามารถก่อสร้างเสร็จตามที่ตกลงไว้ ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าจ้างงวดที่ 7 และที่ 8 จากจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 125,000 บาทคงค้างชำระแก่โจทก์ทั้งสองอีก 1,387,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองแจ้งให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขซ่อมแซมส่วนที่บกพร่องของอาคาร แต่โจทก์ทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองจึงจ้างบุคคลอื่นก่อสร้างและซ่อมแซมจนแล้ว โจทก์ทั้งสองต้องชำระค่าปรับให้แก่จำเลยทั้งสองวันละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสองรับเงินค่าจ้างที่เหลือหลังจากหักค่าปรับแล้วเป็นเงิน 237,000 บาท แต่โจทก์ทั้งสองไม่ชำระหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 220,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน958,931.38 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน220,000 บาท, 600,000 บาท และ 958,931.38 บาท นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2540ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะฟ้องขอให้ชำระค่าจ้างก่อสร้างงวดที่ 8 เป็นคดีใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน1,295,403.62 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่างวดที่ 8 ใหม่ ภายในกำหนดอายุความ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อเดือนตุลาคม2537 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ทั้งสองก่อสร้างอาคารห้าชั้น 1 หลังในที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 18373 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงรายราคาค่าก่อสร้าง 7,322,000 บาท แยกเป็นค่าจ้างเหมาแรงงานของโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน1,606,000 บาท ค่าจัดหาวัสดุก่อสร้างของโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 5,716,000 บาท เริ่มลงมือก่อสร้างวันที่ 1 ตุลาคม 2537 กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2538 แบ่งชำระค่าก่อสร้างเป็นเงิน 8 งวด ตามหนังสือสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ต่อมาโจทก์ทั้งสองก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามกำหนด ในวันที่ 12 มิถุนายน 2538 มีการตกลงให้ขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปอีก 60 วัน หากยังสร้างไม่เสร็จภายในกำหนดเวลาที่ขยายแล้ว โจทก์ทั้งสองยอมเสียค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 ในอัตราวันละ 20,000 บาทและตกลงยกเลิกงานระบบไฟฟ้าทั้งหมดซึ่งคิดเป็นเงิน 325,000 บาท คงเหลือค่าจ้างก่อสร้างเป็นเงิน 6,997,000 บาท เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2538 โจทก์ทั้งสองมีหนังสือขอส่งมอบงานงวดที่ 6 ถึงงวดที่ 8 รวมทั้งงานที่อ้างว่าเป็นการก่อสร้างเพิ่มเติมแก่จำเลยที่ 1แต่จำเลยที่ 1 ได้ตรวจรับมอบงานทั้งหมดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2538 และจำเลยที่ 1ยังค้างชำระค่าจ้างงวดที่ 6 ทั้งหมด กับงวดที่ 8 บางส่วน สำหรับการก่อสร้าง 13 รายการคิดเป็นเงิน 1,098,931.38 บาท ตามรายการสรุปงานเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.7 นั้นโจทก์ทั้งสองได้ก่อสร้างแล้วทั้งหมด โดยรายการที่ 1, 2, 7, 8, 9, 10 และ 13 คิดเป็นเงิน915,403.62 บาท เป็นรายการก่อสร้างเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาจ้างเอกสารหมายจ.4 และ จ.5 ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เนื่องจากจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกา

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นข้อแรกว่า การก่อสร้างตามรายการสรุปงานเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.7 รายการที่ 3, 4, 5, 6, 11 และ 12 คิดเป็นเงิน 383,527.76 บาท เป็นรายการก่อสร้างเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระให้โจทก์ทั้งสองด้วยหรือไม่ในปัญหาข้อนี้เห็นว่า การก่อสร้างทั้ง 6 รายการตามฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองไม่ได้เป็นรายการที่ตรงตามเอกสารหมายเลข 1 แนบท้ายหนังสือสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.5 แต่อย่างใดเมื่อมีการตรวจรับงานก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ทักท้วงว่าการก่อสร้างเหล่านี้ไม่ตรงตามสัญญา จำเลยทั้งสองคงให้การและนำสืบปฏิเสธว่าการก่อสร้างตามรายการสรุปงานเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.7 เป็นการก่อสร้างตามสัญญาเท่านั้น เห็นได้ว่าไม่มีผู้รับจ้างรายใดจะเปลี่ยนแปลงวัสดุและเพิ่มเติมการก่อสร้างให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ว่าจ้างโดยตนเองรับผิดชอบในราคาส่วนที่เพิ่มขึ้นเป็นเงินเรือนแสนบาทเช่นนี้ เชื่อได้ว่า การก่อสร้างทั้ง 6รายการดังกล่าวเป็นรายการก่อสร้างเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.4และ จ.5 ซึ่งจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้โจทก์ทั้งสองดำเนินการไปเช่นเดียวกับรายการก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 7 รายการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองรับผิดเช่นเดียวกันจำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระราคาค่าก่อสร้างเพิ่มเติมทั้ง 6 รายการนี้ซึ่งคิดเป็นเงิน383,527.76 บาท แก่โจทก์ทั้งสองด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า โจทก์ทั้งสองส่งมอบงานล่าช้าไปเพียง 7 วัน ซึ่งต้องเสียค่าปรับ 140,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่ส่งมอบงานล่าไปถึง12 วัน ซึ่งต้องเสียค่าปรับ 240,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 นั้น เห็นว่าตามหนังสือสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.5 มีความว่า "เมื่อผู้รับจ้างได้ทำการแล้วเสร็จตามงวดงาน ผู้รับจ้างจะมีหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าจ้างให้ทราบ แล้วให้ผู้ว่าจ้างหรือตัวแทนไปตรวจรับงานในงวดนั้น ๆ ภายในกำหนดเวลา 5 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากผู้รับจ้าง หากผู้ว่าจ้างไม่ทำการตรวจรับภายในกำหนดเวลาดังกล่าว หรือไม่ยอมรับงานโดยไม่แจ้งให้ผู้รับจ้างทราบเกินกว่ากำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าผู้ว่าจ้างได้ตกลงรับมอบงานไว้ครบถ้วนถูกต้องตามงวดงานนั้น ๆ ว่าเรียบร้อยแล้วทุกประการ..." ดังนี้การที่โจทก์ทั้งสองจะมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบเพื่อตรวจรับงานนั้น โจทก์ทั้งสองจะต้องทำการก่อสร้างแล้วเสร็จก่อนด้วย มิใช่ว่าเมื่อโจทก์ทั้งสองมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ตรวจรับงานโดยที่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ จำเลยที่ 1 ไม่ตรวจรับงานภายใน 5 วันจะถือว่าตรวจรับงานไว้ครบถ้วนถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาจ้างได้ ปรากฏว่าในหนังสือขอส่งงานงวดที่ 6, 7 และ 8 (งวดสุดท้าย) ของโจทก์ทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.11 ก็มีข้อความยอมรับว่าการก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนดและตามบันทึกการรับมอบงานเอกสารหมาย จ.16 ซึ่งแสดงว่ามีการรับมอบงานกันในวันที่ 30 กันยายน 2538ก็ปรากฏว่ายังมีจุดที่ต้องแก้ไขอีกหลายจุด และมีข้อความรับกันว่ามีค่าปรับเนื่องจากการส่งมอบงานล่าช้าซึ่งจะต้องตกลงกันและจะหักจากเงินค่าจ้างงวดที่ 6 และงวดที่ 8แสดงให้เห็นว่าแม้ในวันที่ 30 กันยายน 2538 ซึ่งเป็นวันรับมอบงานกันภายหลังจากที่โจทก์ทั้งสองมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.11 ถึงจำเลยที่ 1 นานถึง 1 เดือนเศษ การก่อสร้างก็ยังไม่เสร็จเรียบร้อยจนยอมรับกันว่าต้องมีค่าปรับเนื่องจากการส่งมอบงานล่าช้าที่นายสมเกียรติ จันทวี หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ทั้งสองเบิกความว่า ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จและมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.11 ถึงจำเลยที่ 1 จึงไม่น่าเชื่อถือข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองก่อสร้างอาคารตามสัญญาแล้วเสร็จเมื่อส่งมอบงานในวันที่ 30 กันยายน 2538 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองทำการก่อสร้างล่าช้าไป 12 วัน คิดเป็นค่าปรับ 240,000 บาท และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาจึงนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสองอยู่แล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาข้อสุดท้ายว่า สำหรับเงินค่าก่อสร้างงวดที่ 8 ขอให้โจทก์ทั้งสองฟ้องเป็นคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าก่อสร้างงวดที่ 8บางส่วน โจทก์ทั้งสองมิได้นำสืบให้แน่ชัดว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 คนละเท่าใด จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะฟ้องบังคับตามคำขอดังกล่าวภายในกำหนดอายุความ ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ทั้งสองนำสืบได้ไม่สมฟ้อง ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกคำขอส่วนนี้เสียทั้งหมด เพราะสามารถที่จะวินิจฉัยให้คดีนี้ได้อยู่แล้ว การที่ศาลชั้นต้นให้สิทธิแก่โจทก์ทั้งสองฟ้องใหม่ในประเด็นนี้อีกจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์ทั้งสองเองก็อ้างในฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองนำสืบไว้แล้วว่าจำเลยทั้งสองค้างชำระเงินงวดที่ 8 แก่โจทก์ทั้งสองอยู่ 567,000 บาท โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ แต่เลือกที่จะฟ้องคดีใหม่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ให้สิทธิในการฟ้องคดีใหม่แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจะขอให้ศาลฎีกากลับให้สิทธิดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองซึ่งได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าเป็นการไม่ชอบหาได้ไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,678,931.38 บาทแก่โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 587
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส อี ซี ซัพพลาย กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี. เจ. ซี แมนชั่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2546
#110828
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ทั้งสองนำสืบไม่สมฟ้อง ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกคำขอส่วนนี้เสียทั้งหมด เพราะสามารถที่จะวินิจฉัยในคดีนี้ได้อยู่แล้ว การที่ศาลชั้นต้นให้สิทธิแก่โจทก์ทั้งสองฟ้องใหม่ในประเด็นนี้อีกจึงเป็นการไม่ชอบ ซึ่งโจทก์ทั้งสองชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาในส่วนนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ แต่เลือกที่จะฟ้องใหม่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ให้สิทธิในการฟ้องคดีใหม่ โจทก์ทั้งสองจะขอให้ศาลฎีกากลับให้สิทธิดังกล่าวซึ่งเป็นการไม่ชอบแก่โจทก์ทั้งสองหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒,๔๘๕,๙๓๑.๓๘ บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นวันส่งมอบงานงวดสุดท้ายเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ทั้งสองให้ทำการก่อสร้างอาคารตามฟ้องเป็นเงิน ๗,๓๒๒,๐๐๐ บาท แต่ไม่เคยว่าจ้างให้ก่อสร้างเพิ่มเติมเป็นเงิน ๑,๐๙๘,๙๓๑.๓๘ บาท เมื่อครบกำหนดตามสัญญา โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองตกลงขยายเวลาก่อสร้างอีก ๖๐ วัน หากก่อสร้างไม่เสร็จยอมให้ปรับวันละ ๒๐,๐๐๐ บาท ครบกำหนดเวลาที่ขยายแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่สามารถก่อสร้างเสร็จตามที่ตกลงกันไว้ ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าจ้างงวดที่ ๗ และที่ ๘ จากจำเลยทั้งสองเป็นเงิน ๑๒๕,๐๐๐ บาท คงค้างชำระแก่โจทก์ทั้งสองอีก ๑,๓๘๗,๐๐๐ บาท หลักจากนั้นจำเลยทั้งสองแจ้งให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขซ่อมแซมส่วนที่บกพร่องของอาคาร แต่โจทก์ทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสอง จึงจ้างบุคคลอื่นก่อสร้างและซ่อมแซมจนแล้วเสร็จ โจทก์ทั้งสองต้องชำระค่าปรับให้แก่จำเลยทั้งสองวันละ ๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสองรับเงินค่าจ้างที่เหลือหลังจากหักค่าปรับแล้วเป็นเงิน ๒๓๗,๐๐๐ บาท แต่โจทก์ทั้งสองไม่ชำระหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ที่ ๑ และชำระเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ที่ ๒ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๙๕๘,๙๓๑.๓๘ บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท, ๖๐๐,๐๐๐ บาท และ ๙๕๘,๙๓๑.๓๘ บาท นับแต่วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะฟ้องขอให้ชำระค่าจ้างก่อสร้างงวดที่ ๘ เป็นคดีใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑,๒๙๕,๔๐๓.๖๒ บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๐) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าจ้างงวดที่ ๘ ใหม่ ภายในกำหนดอายุความ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓๐,๐๐๐ บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "? พิเคราะห์แล้วที่โจทก์ทั้งสองฎีกาข้อสุดท้ายว่า สำหรับเงินค่าก่อสร้างงวดที่ ๘ ขอให้โจทก์ทั้งสองฟ้องเป็นคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าก่อสร้างงวดที่ ๘ บางส่วน โจทก์ทั้งสองมิได้นำสืบให้แน่ชัดว่าจำเลยที่ ๑ ค้างชำระแก่โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ คนละเท่าใด จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะฟ้องบังคับตามคำขอดังกล่าวภายในกำหนดอายุความ ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ทั้งสองนำสืบได้ไม่สมฟ้อง ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกคำขอส่วนนี้เสียทั้งหมด เพราะสามารถที่จะวินิจฉัยให้คดีนี้ได้อยู่แล้ว การที่ศาลชั้นต้นให้สิทธิแก่โจทก์ทั้งสองฟ้องใหม่ในประเด็นนี้อีกจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์ทั้งสองเองก็อ้างในฎีกาว่าโจทก์ทั้งสองนำสืบไว้แล้วว่าจำเลยทั้งสองค้างชำระเงินงวดที่ ๘ แก่โจทก์ทั้งสองอยู่ ๕๖๗,๐๐๐ บาท โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ แต่เลือกที่จะฟ้องคดีใหม่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ไม่ให้สิทธิในการฟ้องคดีใหม่แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจะขอให้ศาลฎีกากลับให้สิทธิดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองซึ่งได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าเป็นการไม่ชอบหาได้ไม่"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑,๖๗๘,๙๓๑.๓๘ บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๐) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส อี ซี ซัพพลาย กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.เจ.ซี.แมนชั่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายโสภณ มัธยันต์พล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมพล กาญจนมา
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 75/2546
#65858
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งไม่รับจดทะเบียนของจำเลย และให้จำเลยรับจดทะเบียนคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ศาลฎีกาพิพากษาตามคำขอของโจทก์ ต่อมาโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลแรงงานกลางเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนของจำเลยว่าจะเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ห้าม ป. กับพวก ซึ่งแอบอ้างว่าเป็นประธานและกรรมการสภาฯ กระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งกิจการของสภาฯ และห้ามมิให้นายทะเบียนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับจดทะเบียนไว้ชั่วคราว กรณีจึงเป็นการนอกเหนือคำฟ้องกับเป็นเรื่องที่ขอให้ห้ามบุคคลอื่นซึ่งมิใช่จำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 254(2) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 ต้องยกคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งด่วนมากของจำเลยที่ รส 0607/02996 เรื่อง การขอจดทะเบียนกรรมการสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 29 เมษายน 2541 และให้จำเลยรับจดทะเบียนคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2540 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540

โจทก์ยื่นคำร้องว่า การที่จำเลยรับจดทะเบียนคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทยโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน2540 ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 นั้น ไม่ถูกต้อง ที่ถูกนั้นต้องให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25ธันวาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา จนถึงวันที่ 24 ธันวาคม2546 โปรดมีคำสั่งให้เรียกจำเลยมาสอบถาม

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้นัดพร้อม จำเลยแถลงว่า จำเลยได้จดทะเบียนให้การเป็นกรรมการมีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542เป็นการถูกต้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยชอบแล้ว ศาลแรงงานกลาง เห็นว่าจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยถูกต้องแล้ว จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องยืนยันว่า วันที่จำเลยจดทะเบียนตามคำพิพากษาศาลฎีกาควรเป็นวันที่ศาลแรงงานกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาหรือวันที่คำบังคับมีผล คำสั่งศาลแรงงานกลางดังกล่าวมีข้อผิดพลาด ขอให้แก้ไขข้อผิดพลาด ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ไม่มีกรณีผิดพลาดหรือผิดหลงอันจะต้องแก้ไข ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาว่า เนื่องจากนายประเทือง แสงสังข์ กับพวกอ้างว่าเป็นประธานและกรรมการสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทยกระทำการให้เกิดความเสียหายแก่สภาดังกล่าว โดยจัดให้มีการประชุมสมาชิก ทั้งที่รู้ว่าตนไม่มีสิทธิและอำนาจที่กระทำได้ โจทก์จึงขอให้ศาลได้โปรดไต่สวนและมีคำสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวโดยให้นายประเทือง แสงสังข์ กับพวก หยุดกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งกิจการของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย และไม่ให้นายทะเบียนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน รับจดทะเบียนเป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งไม่รับจดทะเบียนของจำเลย และให้จำเลยรับจดทะเบียนคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทยซึ่งได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ศาลฎีกาพิพากษาตามคำขอของโจทก์ ต่อมาโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลแรงงานกลางเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนของจำเลยว่า จะเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด ฉะนั้นคำร้องของโจทก์ที่ขอให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยห้ามมิให้นายประเทืองแสงสังข์ กับพวก ซึ่งแอบอ้างว่าเป็นประธานและกรรมการสภาฯ กระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งกิจการของสภาฯ และมิให้นายทะเบียนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับจดทะเบียนไว้ชั่วคราว เป็นกรณีนอกเหนือคำฟ้อง กับทั้งขอให้ห้ามบุคคลอื่นซึ่งมิใช่จำเลย จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31ให้ยกคำร้อง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จงรักษ์ สุพลจิตร์
จำเลย — นาย ศักดิ์ชัย ศักดิ์สกุลวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2546
#48272
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจาก ผ. ตั้งแต่ปี 2495 ต่อมาจำเลยได้ขอออกโฉนดทับที่ดินพิพาท โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินและขับไล่จำเลย จำเลยให้การว่าเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินพิพาท แต่หากศาลรับฟังได้ว่าที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน จำเลยก็ได้แย่งการครอบครองและได้บอกกล่าวถึงเจตนาครอบครองที่ดินดังกล่าวต่อโจทก์รวมระยะเวลากว่า 1 ปี ก่อนโจทก์ฟ้อง เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยและขัดแย้งกันเอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือไม่

คำให้การของจำเลยที่ว่า ที่ดินเป็นของจำเลยมาแต่ต้นโดยครอบครองมากว่า10 ปี และโดยผลคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วนั้น มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีภายในระยะเวลา 1 ปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ ฎีกาของจำเลยในข้อดังกล่าวจึงมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)เลขที่ 178 ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ประมาณ4 ไร่ 3 งาน เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2531 โจทก์ทราบว่าจำเลยได้ยื่นคำขอรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของโจทก์ดังกล่าวทั้งแปลง โจทก์จึงไปคัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินทำการเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26มิถุนายน 2534 ให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลย ขอให้เพิกถอนการขอออกโฉนดที่ดินของจำเลยตามคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ฉบับที่ 16/94ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2529 ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ดังกล่าวกับห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การว่าที่ดินที่จำเลยขอออกโฉนดที่ดินนั้นตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6 ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี มีเนื้อที่ 2 ไร่เศษและเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินของโจทก์ตามคำฟ้อง จำเลยได้สิทธิการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวตามผลคำพิพากษาของศาลและจำเลยได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมากว่า 10 ปี แล้ว แต่หากศาลฟังว่าที่ดินของจำเลยเป็นของโจทก์ จำเลยก็ได้แย่งการครอบครองและได้บอกกล่าวถึงเจตนาการครอบครองที่ดินของจำเลยต่อโจทก์รวมระยะเวลากว่า 1 ปี ก่อนโจทก์ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการขอออกโฉนดที่ดินของจำเลยตามคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ฉบับที่ 16/94 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2529 ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 178 ตำบลหาดเจ้าสำราญอำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6 ตำบลหาดเจ้าสำราญอำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เดิมที่ดินดังกล่าวเป็นของนางผิว บุญทรัพย์ ปัจจุบันจำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2529 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดและขึ้นรูปแผนที่ไว้เมื่อวันที่ 7ธันวาคม 2530 ตามระวางแผนที่เอกสารหมาย จ.7 เป็นจำนวนเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 45ตารางวา ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนางผิวตั้งแต่ปี 2495 ต่อมาจำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า ที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินพิพาท แต่หากศาลรับฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ว่าที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาท จำเลยก็ได้แย่งการครอบครองและได้บอกกล่าวถึงเจตนาครอบครองที่ดินดังกล่าวต่อโจทก์รวมระยะเวลากว่า 1 ปี ก่อนโจทก์ฟ้อง ดังนี้ คำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยและขัดแย้งกันเอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินตามคำฟ้องเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือไม่ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่เวลาที่จำเลยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือครอบครอง ซึ่งเป็นการฎีกาว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกินกว่า 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองเป็นการไม่ชอบนั้น คดีนี้จำเลยให้การว่า ที่ดินเป็นของจำเลยมาแต่ต้นโดยครอบครองมากว่า 10 ปีและโดยผลคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1476/2533ดังนั้น กรณีจึงไม่เป็นการที่จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่เช่นกันซึ่งศาลชั้นต้นก็ไม่ได้กำหนดประเด็นทั้งสองข้อนี้ไว้และศาลอุทธรณ์ภาค 7ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยโดยเหตุที่เป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความถึงที่มาของที่ดินพิพาทว่าเมื่อประมาณปี 2495 นายบุญยิ่งพิชัยนุช สามีโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนางผิว ซึ่งขณะนั้นที่ดินดังกล่าวยังไม่มีหนังสือสำคัญ หลังจากสามีโจทก์ถึงแก่ความตายในปีเดียวกัน ต่อมาในปี 2498 โจทก์ได้ไปแจ้งการครอบครองเป็นเจ้าของที่ดิน ตามสำเนาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 178 เอกสารหมาย จ.2 โดยโจทก์ให้นางผิวดูแลที่ดินดังกล่าวแทนโจทก์ตลอดมาเนื่องจากโจทก์ต้องเดินทางไปทำธุรกิจส่วนตัวที่ต่างประเทศหลายปี เมื่อโจทก์กลับจากต่างประเทศจึงทราบว่าจำเลยซึ่งเป็นบุตรเขยนางผิวเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยนำสืบว่า เดิมที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ เมื่อประมาณ 40 ปี มาแล้ว นางผิวเจ้าของที่ดินได้แบ่งที่ดินทางด้านทิศตะวันออกเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ยกให้นางละออง บุญทรัพย์และยกที่ดินทางทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ให้แก่นางใบ บุญทรัพย์ ซึ่งทั้งสองคนเป็นบุตรนางผิว ต่อมาเมื่อประมาณปี 2494 จำเลยได้นางละอองเป็นภริยา จำเลยจึงเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทและอยู่กินกับนางละอองได้ประมาณ 10 ปี นางละอองก็ถึงแก่ความตาย จากนั้นจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทเพียงผู้เดียวตลอดมา ต่อมาจำเลยนำที่ดินดังกล่าวไปขอออกโฉนดที่ดิน แต่ระหว่างเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นนางจำปี หอยเกิดซึ่งเป็นบุตรนางผิวได้ไปคัดค้านโดยอ้างว่านางผิวยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางจำปีแล้วแต่เจ้าพนักงานที่ดินมีความเห็นให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลย นางจำปีจึงนำคดีมาฟ้องจำเลย ซึ่งศาลพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี เห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่าในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1476/2533 ของศาลชั้นต้นที่นางจำปีเป็นโจทก์ฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วนั้นแม้จะมีผลว่าจำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และคำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันนางจำปีและจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่หาได้ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่อาจพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ไม่ โดยจากทางนำสืบของโจทก์ นอกจากตัวโจทก์จะเบิกความยืนยันว่าเมื่อปี 2495 สามีโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนางผิวแต่ยังคงได้มอบหมายให้นางผิวดูแลแทน สามีโจทก์ถึงแก่ความตายในปีเดียวกัน เมื่อปี 2498โจทก์ได้แจ้งการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)เอกสารหมาย จ.2 จากนั้นอีก 1 ปี หรือ 2 ปี โจทก์ย้ายไปอยู่ที่กรุงเทพมหานคร แต่โจทก์ยังคงให้นางผิวดูแลที่ดินพิพาทแทนตลอดมาแล้ว โจทก์ยังมีนางจำปีบุตรนางผิวนายเวียน อ่วมอ้อ และนางแสวง แย้มโรจน์ ซึ่งเป็นหลานนางผิวมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวสนับสนุน และแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 178 เอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นเอกสารราชการก็ระบุไว้ชัดแจ้งว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวโดยได้มาตามหนังสือสัญญาซื้อขายลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2495 นอกจากนี้ตามหลักฐานบันทึกถ้อยคำของจำเลยผู้ขอออกโฉนดที่ดิน นางจำปีผู้คัดค้าน และนางผิวต่อเจ้าพนักงานที่ดินเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2501 เอกสารหมาย จ.26 ที่จำเลยเบิกความรับว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวและมีลายพิมพ์นิ้วมือของนางผิว ในช่องเจ้าของที่ดินเดิมก็ระบุว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นของนางผิว และนางผิวเจ้าของที่ดินได้ให้ปากคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามเอกสารดังกล่าวว่า นางผิวได้ขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งนี้นายสนิท วงศ์ดำเนิน กำนันตำบลหาดเจ้าสำราญ ก็ได้เบิกความเป็นพยานโจทก์โดยยืนยันว่า ได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานผู้ทำการรังวัดที่ดินของนางใบ สุนทร ซึ่งมีเขตที่ดินติดกับที่ดินพิพาทไว้ตามเอกสารหมาย จ.5 ว่าโจทก์เจ้าของที่ดินข้างเคียงทางทิศใต้ไม่ได้มาระวังชี้แนวเขตเพราะนับแต่โจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนางผิวและได้แจ้งการครอบครองไว้เมื่อปี 2498 แล้ว ก็ได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยที่ดินที่โจทก์ซื้อไว้นี้ได้ให้นางผิวดูแลแทน เมื่อนางผิวย้ายไปอยู่ที่อื่น จึงได้ให้จำเลยเฝ้าดูแลแทน เห็นได้ว่าโจทก์มีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารมาสืบสนับสนุนข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่า สามีโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนางผิว โดยสามีโจทก์ก่อนถึงแก่ความตายและโจทก์อนุญาตให้นางผิวเจ้าของที่ดินเดิมอยู่อาศัยและทำกินตลอดมา จึงเท่ากับนางผิวครอบครองที่ดินแทนโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โดยจำเลยเป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าวแทนโจทก์เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นิภา พิชัยนุช
จำเลย — นาย น้อย โบสถ์แก้ว
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2546
#110347
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินนั้น โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจาก ผ.ตั้งแต่ปี 2495 ต่อมาจำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า ที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินพิพาท แต่หากศาลรับฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ว่าที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาท จำเลยก็ได้แย่งการครอบครองและได้บอกกล่าวถึงเจตนาครอบครองที่ดินดังกล่าวต่อโจทก์รวมระยะเวลากว่า 1 ปี ก่อนโจทก์ฟ้อง ดังนี้คำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยและขัดแย้งกันเอง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงไม่มีประเด็นพิพาทว่าที่ดินตามคำฟ้องเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือไม่ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่เวลาที่จำเลยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือครอบครอง ซึ่งเป็นการฎีกาว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองเกินกว่า 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองเป็นการไม่ชอบนั้น คดีนี้จำเลยให้การว่าที่ดินเป็นของจำเลยมาแต่ต้นโดยครอบครองมากว่า 10 ปี และโดยผลคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น กรณีจึงไม่เป็นการที่จำเลยได้ แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่เช่นกัน ซึ่งศาลชั้นต้นก็ไม่ได้กำหนดประเด็นทั้งสองข้อนี้ไว้และศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยโดยเหตุที่เป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ที่จำเลยอ้างว่าในคดีแพ่ง ของศาลชั้นต้น ที่ จ. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิ ครอบครองที่ดินพิพาท โดยคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วนั้น แม้จะมีผลว่าจำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และคำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพัน จ. และ จำเลย ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่หาได้ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่อาจพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าตาม มาตรา 145 วรรคสอง (2) ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ดังกล่าว กับห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับ ที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การว่า ที่ดินที่จำเลยขอออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินของโจทก์ตามคำฟ้อง จำเลยได้สิทธิการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวตามผลคำพิพากษาของศาลและจำเลยได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมากว่า ๑๐ ปี แล้ว แต่หากศาลฟังว่าที่ดินของจำเลยเป็นของโจทก์ จำเลยก็ได้แย่งการครอบครองและได้บอกกล่าวถึงเจตนาการ ครอบครองที่ดินของจำเลยต่อโจทก์รวมระยะเวลากว่า ๑ ปี ก่อนโจทก์ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนการขอออกโฉนดที่ดินของจำเลย ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๘,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนางผิวตั้งแต่ปี ๒๔๙๕ ต่อมาจำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า ที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินพิพาท แต่หากศาลรับฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ว่าที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาท จำเลยก็ได้แย่งการครอบครองและได้บอกกล่าวถึงเจตนาครอบครองที่ดินดังกล่าวต่อโจทก์รวมระยะเวลากว่า ๑ ปี ก่อนโจทก์ฟ้อง ดังนี้คำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยและขัดแย้งกันเองไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินตามคำฟ้องเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือไม่ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า ๑ ปี นับแต่เวลาที่จำเลยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือครอบครอง ซึ่งเป็นการฎีกาว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกินกว่า ๑ ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองเป็นการไม่ชอบนั้น คดีนี้จำเลยให้การว่า ที่ดินเป็นของจำเลยมาแต่ต้นโดยครอบครองมากว่า ๑๐ ปี และโดยผลคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วของศาลชั้นต้น ดังนั้น กรณีจึงไม่เป็นการที่จำเลยได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีภายในระยะเวลา ๑ ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่เช่นกัน ซึ่งศาลชั้นต้นก็ไม่ได้กำหนดประเด็นทั้งสองข้อนี้ไว้และศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยโดยเหตุที่เป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ต้องห้าม มิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่าในคดีแพ่งของศาลชั้นต้นที่นางจำปีเป็นโจทก์ฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วนั้น แม้จะมีผลว่าจำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และคำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันนางจำปีและจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่หาได้ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่อาจพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าตาม มาตรา ๑๔๕ วรรคสอง (๒) ไม่ โดยจากทางนำสืบของโจทก์?

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375 ม. 1381
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 145 ม. 183 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิภา พิชัยนุช
จำเลย — นายน้อย โบสถ์แก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพินิจ บุญชัด
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 64/2546
#48271
เปิดฉบับเต็ม

รถบรรทุกของจำเลยที่ 1 ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับห้างฯ จำเลยที่ 2 เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์เป็นเหตุให้มีคนตายถึง 3 คน ภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ทำหนังสือตกลงเรื่องค่าปลงศพของผู้ตายให้ไว้แก่ทายาทของผู้ตายทั้งสาม ส่วนค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ตกลงกันไม่ได้จึงนัดตกลงกันอีกครั้งหนึ่ง โดยไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าทั้งสองฝ่ายตกลงระงับข้อพิพาทโดยยอมสละสิทธิเรียกร้องอื่น แสดงว่าทั้งสองฝ่ายมีเจตนาตกลงเฉพาะเรื่องค่าปลงศพเท่านั้น หาได้รวมถึงค่าเสียหายอื่นไม่ ข้อความในหนังสือดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์ที่ 1เป็นมารดานางนุช พิมพะลา และเป็นผู้ปกครองของโจทก์ที่ 2 ส่วนโจทก์ที่ 3 เป็นมารดานายสุพรรณ ยาผา นางนุชอยู่กินฉันสามีภริยากับนายสุพรรณมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือโจทก์ที่ 2 อายุ 3 ปีเศษ กับเด็กหญิงนุชาดา ยาผา อายุ 1 ปีเศษ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 9019 อุดรธานี และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน81 - 1904 อุดรธานี มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัย เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2537 เวลา12.30 นาฬิกา บุคคลไม่ทราบชื่อซึ่งเป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงคันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ด้วยความเร็วสูงและประมาทเลินเล่อ พุ่งชนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน เลย ง - 7554 ซึ่งนายสุพรรณเป็นผู้ขับ นางนุชกับเด็กหญิงนุชาดานั่งซ้อนท้าย เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย นายสุพรรณ นางนุช และเด็กหญิงนุชาดาถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะอันเนื่องจากการตายของนางนุชเป็นเงิน 700,000 บาท และค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ที่ได้ชดใช้ให้เจ้าของไปแล้วจำนวน 15,000 บาท โจทก์ที่ 1 และที่ 2เรียกค่าขาดไร้อุปการะอันเนื่องจากการตายของเด็กหญิงนุชาดาเป็นเงิน 500,000 บาทโจทก์ที่ 2 ขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะอันเนื่องจากการตายของนางนุชและนายสุพรรณเป็นเงินจำนวน 480,000 บาท โจทก์ที่ 3 ขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะอันเนื่องจากการตายของนายสุพรรณเป็นเงินจำนวน 800,000 บาท นอกจากนี้โจทก์ทั้งสามขอเรียกค่าปลงศพผู้ตายทั้งสามอีกเป็นเงินจำนวน 20,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ทั้งสามรวมเป็นเงินจำนวน 2,515,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ที่ 1 มิใช่มารดาของนางนุชและมิได้เป็นผู้ปกครองโจทก์ที่ 2 ส่วนโจทก์ที่ 3 มิใช่มารดาของนายสุพรรณ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องผู้ขับรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงมิใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม เหตุคดีนี้เกิดจากความประมาทของนายสุพรรณเพียงฝ่ายเดียว การตายของนางนุชโจทก์ที่ 1 เรียกค่าขาดไร้อุปการะได้ไม่เกินเดือนละ 500บาท เป็นเวลา 5 ปี โจทก์ที่ 2 เรียกค่าขาดไร้อุปการะได้ไม่เกินเดือนละ 300 บาท จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ โจทก์ที่ 3 เรียกค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการตายของนายสุพรรณได้ไม่เกินเดือนละ 300 บาท เป็นเวลา 3 ปี สำหรับค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นของบุคคลอื่น การที่โจทก์ที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของไปแล้วก็ไม่อาจเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสองได้ ทั้งค่าซ่อมรถไม่เกิน 5,000 บาท หลังเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 และที่ 3กับฝ่ายรถยนต์บรรทุกได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยโจทก์ที่ 1 ยอมรับชดใช้ค่าปลงศพนางนุชและเด็กหญิงนุชาดารายละ 50,000 บาท โจทก์ที่ 3 ยอมรับชดใช้ค่าปลงศพนายสุพรรณ 50,000 บาท หนี้ละเมิดระงับสิ้นไปแล้ว โจทก์ทั้งสามไม่อาจฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 9019 อุดรธานี มีความรับผิดในความเสียหายอันเนื่องจากการตายของนางนุช นายสุพรรณและเด็กหญิงนุชาดา เพียงรายละ 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1เป็นเงินจำนวน 70,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงินจำนวน 150,000 บาท โจทก์ที่ 3เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1เป็นเงินจำนวน 50,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงินจำนวน 50,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 3ธันวาคม 2537 เวลา 12.30 นาฬิกา รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 9019อุดรธานี และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 81 - 1904 อุดรธานี ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน เลย ง - 7554 ของนายสุเนตร พิมพะลา ซึ่งมีนายสุพรรณ ยาผา เป็นผู้ขับ นางนุช พิมพะลา กับเด็กหญิงนุชาดา ยาผา นั่งซ้อนท้าย เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย นายสุพรรณนางนุช และเด็กหญิงนุชาดา ถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าปลงศพนายสุพรรณ นางนุช และเด็กหญิงนุชาดา ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 รวมเป็นเงิน150,000 บาท ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เอกสารหมาย ล.1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าหลังเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 2 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า แม้ข้อความในเอกสารหมาย ล.1 จะไม่ปรากฏข้อความในทำนองว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่ติดใจดำเนินคดีกับฝ่ายจำเลยทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อไปโดยแจ้งชัดแต่หากพิจารณาเอกสารหมาย ล.1 ประกอบบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ที่ 1และที่ 3 ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนในทำนองเดียวกันว่า ทางบริษัทสินมั่นคงประกันภัยได้มาตกลงช่วยเหลือผู้ตายศพละ 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 150,000 บาท โจทก์ที่ 1และที่ 3 มีความพอใจไม่ประสงค์จะเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ อันเกิดจากเรื่องนี้เอกสารหมาย ล.1 จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชอบด้วยกฎหมายระหว่างโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และจำเลยที่ 2 อันมีผลให้มูลละเมิดระงับสิ้นไป โจทก์ทั้งสามจึงไม่อาจฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในค่าเสียหายใด ๆ เกี่ยวแก่การตายของบุคคลทั้งสามได้อีกนั้น เห็นว่า ข้อความที่ปรากฏในเอกสารหมาย ล.1 คงมีแต่การตกลงเรื่องค่าปลงศพนายสุพรรณ ยาผา นางนุช พิมพะลา และเด็กหญิงนุชาดา ยาผา รวมเป็นเงิน150,000 บาท ซึ่งโจทก์ที่ 1 และที่ 3 มีความพอใจ ส่วนค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ตกลงกันไม่ได้ จึงได้นัดตกลงกันอีกครั้งหนึ่ง หาได้มีข้อความตอนใดระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงระงับข้อพิพาทโดยยอมสละสิทธิเรียกร้องอื่นทั้งสิ้นแต่อย่างใดไม่ ซึ่งร้อยตำรวจเอกเดชศักดา โทนุบล พนักงานสอบสวนเบิกความเป็นพยานโจทก์ทั้งสามยืนยันว่า ในวันดังกล่าวได้เจรจาตกลงกันเฉพาะเรื่องค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเท่านั้น สำหรับค่าเสียหายอื่น ๆ ไม่ได้ตกลงกันด้วย เนื่องจากในวันดังกล่าวเจ้าของรถยนต์บรรทุกไม่ได้มาด้วย โดยจะไปเจรจาตกลงกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง และจากคำเบิกความของนายประเสริฐ พราห์มไธสง ตัวแทนจำเลยที่ 2 ที่เข้าร่วมเจรจาตกลงกับโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ทั้งสามยอมรับว่าค่าปลงศพ ศพละ 50,000 บาท ดังกล่าวเป็นการตกลงกันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 กำหนดไว้ แสดงให้เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และนายประเสริฐ ตัวแทนของจำเลยที่ 2 มีเจตนาตกลงเฉพาะเรื่องค่าปลงศพเท่านั้น ที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ให้การต่อพนักงานสอบสวนดังกล่าว จึงเป็นความพอใจในเรื่องค่าปลงศพไม่รวมถึงค่าเสียหายอื่น ซึ่งหากมีการตกลงเรื่องค่าเสียหายอื่นเพื่อให้มีผลเป็นการระงับข้อพิพาททั้งหมด นายประเสริฐก็น่าจะโต้แย้งให้พนักงานสอบสวนบันทึกข้อตกลงดังกล่าวในเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งทำขึ้นในวันเดียวกับบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ที่ 1และที่ 3 เมื่อเอกสารหมาย ล.1 ไม่มีข้อความโดยชัดแจ้งว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงระงับข้อพิพาทโดยยอมสละข้อเรียกร้องอื่นทั้งสิ้น ข้อความในเอกสารหมาย ล.1 จึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 443 ม. 850 ม. 861
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จวง พิมพะลา กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เนรมิตรอุดร (1993) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 58/2546
#48270
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถเก๋ง รถจักรยานยนต์ล้มทับขาผู้เสียหายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมามีเจตนาจะลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาแต่แรก จึงใช้อุบายทำทีเข้าช่วยเหลือหลอกลวงว่าจะพาไปส่งบ้าน ขณะที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยจำเลยที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์มีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายตามกันไป การลักทรัพย์ยังไม่ขาดตอน แม้ว่าเมื่อถึงบริเวณทางแยก จำเลยที่ 2จะขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายลับสายตาไปแล้ว แต่ผู้เสียหายยังไม่ละการติดตามโดยบอกจำเลยที่ 3 ให้หยุดรถเพื่อแจ้งศูนย์วิทยุติดตามจำเลยที่ 2 อีกทางหนึ่ง ทั้งคนร้ายคือจำเลยที่ 3 ก็ยังอยู่กับผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 3 ใช้กำลังประทุษร้ายโดยใช้ศอกตวัดกระแทกผู้เสียหายตกจากรถจักรยานยนต์ก็เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป และกรณีไม่ใช่การกระทำของจำเลยที่ 3 โดยลำพัง เพราะพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับมายังจุดที่นัดหมายกันไว้ ย่อมเป็นการแสดงชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกระทำด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กยน สุพรรณบุรี 125 จำนวน 1 คัน ราคา 45,000บาท ของนางสาวกาญจนิตย์ เมืองวงษ์ ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายแสงพล ทองนวล ผู้เสียหายที่ 2 โดยในการชิงทรัพย์ดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไปเพื่อยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ หรือให้พ้นจากการจับกุม โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กคย ปทุมธานี 38 เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิดพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ต่อมาระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยงติดต่อกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 ได้รับไว้ ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสียซึ่งฝาข้างรถจักรยานยนต์ 2 อัน ราคา 800 บาท และอกไก่รถจักรยานยนต์ 2 อัน ราคา 1,200 บาทอันเป็นส่วนประกอบของรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ที่ถูกชิงเอาไป โดยจำเลยที่ 1รู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ต่อมาเจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 ได้พร้อมฝาข้างรถจักรยานยนต์ 2 อัน และอกไก่รถจักรยานยนต์ 2 อันเป็นของกลาง และจับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้พร้อมรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียนกคย ปทุมธานี 38 ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง และเจ้าพนักงานยังยึดเครื่องยนต์ 1 เครื่อง โช้กอัพรถจักรยานยนต์ 1 คู่ โครงรถจักรยานยนต์ท่อนหน้า 1 คู่ ท่อนท้าย 1 คู่ และเรือนไมล์ 1 ชุด ซึ่งเป็นส่วนประกอบของรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ที่ถูกชิงไป ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันนำไปซุกซ่อนไว้เป็นของกลางก่อนคดีนี้จำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 12 เดือน ข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2027/2542 ของศาลชั้นต้นแล้วกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลา 5 ปีนับแต่วันพ้นโทษ และเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1547/2543 ของศาลชั้นต้น ภายในกำหนดเวลาที่ศาลรอการลงโทษจำคุก จำเลยที่ 2 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกส่วนจำเลยที่ 3 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2033/2542 ของศาลชั้นต้น ภายในกำหนดเวลาที่ศาลรอการลงโทษ จำเลยที่ 3 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 92, 339, 340 ตรี, 357 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยน สุพรรณบุรี 125 จำนวน 1 คัน ราคา 25,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายกับบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1547/2543 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2033/2542 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและบวกโทษ ส่วนจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 18 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 24 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี จำเลยที่ 3 มีกำหนด 9 ปี บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1547/2543 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน และให้บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2033/2542 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 9 ปี 6 เดือน ริบรถจักรยานยนต์ของกลางให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยนสุพรรณบุรี 125 เป็นเงิน 25,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 อีกกระทงหนึ่ง ฐานลักทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อการพาทรัพย์นั้นไปลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 ปี ฐานทำร้ายร่างกายลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 แล้วจำคุก 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี1 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน 15 วัน บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1547/2543 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2033/2542 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 12 เดือน 15 วัน คำขอของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ทวิ (ที่ถูก 340 ตรี)ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่ตามฟ้องผู้เสียหายที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 เฉี่ยวชนรถยนต์เก๋ง รถจักรยานยนต์ล้มทับขาผู้เสียหายที่ 2 รถยนต์เก๋งขับหลบหนี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมาด้วยเจตนาทุจริตจะเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 จึงทำทีเข้าช่วยเหลือจำเลยที่ 2 ยกรถจักรยานยนต์ขึ้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 บอกว่าจะช่วยพาไปส่งบ้าน ให้ผู้เสียหายที่ 2 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 เป็นคนขับตามหลังรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ขับนำหน้า เมื่อจำเลยที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ไปถึงทางแยกเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำเลยที่ 3 ชะลอความเร็วรถจักรยานยนต์แล้วใช้ศอกตวัดกระแทกผู้เสียหายที่ 2 ตกจากรถจักรยานยนต์ จำเลยทั้งสองหลบหนีไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2และที่ 3 เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเจตนาที่จะลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 มาแต่แรก จึงใช้อุบายทำทีเข้าช่วยเหลือหลอกลวงว่าจะพาไปส่งบ้าน ขณะที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1โดยจำเลยที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์มีผู้เสียหายที่ 2 นั่งซ้อนท้ายตามกันไป การลักทรัพย์ยังไม่ขาดตอน แม้ว่าเมื่อถึงที่เกิดเหตุตรงทางแยก จำเลยที่ 2 จะขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ลับสายตาไปแล้ว แต่ผู้เสียหายที่ 2 ยังไม่ละการติดตาม เห็นได้จากผู้เสียหายที่ 2 บอกจำเลยที่ 3 ให้หยุดรถเพื่อแจ้งศูนย์วิทยุติดตามจำเลยที่ 2 อีกทางหนึ่งอีกทั้งคนร้ายคือ จำเลยที่ 3 ก็ยังอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 การที่จำเลยที่ 3 ใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายที่ 2 ก็เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป และไม่ใช่การกระทำของจำเลยที่ 3 โดยลำพัง แต่จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกระทำด้วย หลักฐานตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เอกสารหมาย จ. 27 ซึ่งจำเลยที่ 2ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับบริเวณตรงทางแยกเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นจุดที่นัดหมายกันไว้ แสดงได้ชัดแจ้งว่าร่วมกันกระทำผิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (6) ม. 59 ม. 83 ม. 334 ม. 339
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายไพฑูรย์ จิระธนานันต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 53/2546
#50677
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าอาคารที่โจทก์ทำกับจำเลยมีกำหนดระยะเวลาเช่า 10 ปี โดยมิได้จดทะเบียนการเช่า สัญญาดังกล่าวจึงบังคับได้เพียง 3 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 และต้องถือว่าการเช่าใน 3 ปีแรก เป็นการเช่าที่มีกำหนดระยะเวลา การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าหลังจากเช่าไปแล้ว 1 ปีเศษ ถือว่าโจทก์ประสงค์บอกเลิกสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลา เมื่อสัญญาดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดให้สิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะเลิกสัญญาได้ การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนดจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าบ้าน (ตึกแถว) จากจำเลยมีกำหนด 10 ปี ตกลงค่าเช่า 3 ปีแรก เดือนละ 7,000 บาท ในวันทำสัญญาเช่าโจทก์ได้วางเงินประกันค่าเสียหายไว้กับจำเลยเป็นเงิน 42,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยจะคืนเงินจำนวนนี้แก่โจทก์เมื่อเลิกเช่าหรือสัญญาสิ้นสุด ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์จะเช่าตึกแถวดังกล่าวจึงได้บอกเลิกสัญญาเช่าด้วยวาจาและได้ทำเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแต่จำเลยไม่ยอมคืนเงินประกันจำนวน 42,000 บาท แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 43,130 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 42,000 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าตึกแถวกับจำเลยโดยในวันทำสัญญาโจทก์ได้วางเงินประกันความเสียหาย ถ้าหากจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดยินยอมให้จำเลยริบเงินประกันทั้งหมดได้ทันที จำเลยส่งมอบอาคารพิพาทให้โจทก์เข้าครอบครองตั้งแต่วันทำสัญญา ต่อมาโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลย โดยจำเลยไม่ยินยอม การกระทำของโจทก์เป็นการกระทำผิดต่อข้อสัญญาที่โจทก์จะต้องเช่าอาคารจากจำเลยเป็นเวลา 10 ปี เมื่อโจทก์เป็นผู้กระทำผิด จำเลยมีสิทธิริบเงินประกันได้ตามข้อสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2541 โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าอาคารจากจำเลยตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 มีกำหนดระยะเวลาเช่า 10 ปี โดยไม่ได้จดทะเบียนสัญญาเช่า ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2542 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 โดยไม่มีฝ่ายใดผิดข้อสัญญาเห็นว่า สัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.1 กำหนดระยะเวลาเช่า 10 ปี แต่มิได้จดทะเบียนการเช่า สัญญาเช่าจึงบังคับได้เพียง 3 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 และต้องถือว่าการเช่าใน 3 ปีแรก เป็นการเช่าที่มีกำหนดระยะเวลา การที่โจทก์ผู้เช่าประสงค์จะบอกเลิกสัญญาหลังจากเช่าไปแล้วเป็นเวลา 1 ปีเศษ จึงถือว่าโจทก์ประสงค์จะบอกเลิกสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลา เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยไม่มีข้อความตอนใดที่ให้สิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะบอกเลิกสัญญาได้เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาก่อนกำหนด กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 538
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย มนตรี ตรีรัตน์ดิลกกุล
จำเลย — นาย ถาวร ประเสริฐศิลป์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
จำรูญ แสนภักดี
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2546
#48269
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ช่วยปัดขี้เลื่อยให้จำเลยที่ 3 ในขณะที่จำเลยที่ 3 ใช้เครื่องเลื่อยยนต์แปรรูปไม้ยางของกลางนั้น ย่อมเป็นการแบ่งหน้าที่กับจำเลยที่ 3 ในการร่วมกันแปรรูปไม้ เป็นการร่วมกันในการกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งเครื่องเลื่อยยนต์ (ยี่ห้อสตีล) พร้อมโซ่และบาร์ จำนวน 2 เครื่อง ราคา 14,000 บาท ค่าอากร 4,200บาท รวมราคาและค่าอากรเป็นเงิน 18,200 บาท อันเป็นของซึ่งจำเลยทั้งสี่รู้ว่าเป็นของที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายครั้นเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2538 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำไม้ยางซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยร่วมกันตัดไม้ยางออกจากต้นจำนวน 1 ต้น แล้วจำเลยทั้งสี่ร่วมกันแปรรูปไม้ยางโดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ดังกล่าว เลื่อยออกเป็นชิ้นและเหลี่ยมจำนวน18 ชิ้น/เหลี่ยม รวมปริมาตร 1.31 ลูกบาศก์เมตร และจำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีไม้ยางซึ่งแปรรูปดังกล่าวไว้ในครอบครองของจำเลยทั้งสี่ ซึ่งมีปริมาตรเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตรที่กฎหมายกำหนดห้ามไว้โดยจำเลยทั้งสี่ไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายมีผู้ประสงค์ขอรับเงินสินบนนำจับนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยทั้งสี่ได้พร้อมด้วยไม้ยางแปรรูปกับเลื่อยโซ่พร้อมโซ่และบาร์จำนวนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5,6, 7, 8, 9 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 7, 11, 47, 48, 73, 74, 74 ทวิ,74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับและจ่ายรางวัลแก่ผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 48 วรรคหนึ่ง,73 วรรคสอง (ที่ถูก 73 วรรคสอง (1)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้าม หรือข้อจำกัด จำคุกคนละ 1 ปีฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองเป็นจำนวนเกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตร จำคุกคนละ 1 ปีรวมจำคุกคนละ 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 และคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละกึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จำคุกคนละ 2 ปีจำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี 8 เดือน ริบของกลาง ให้จ่ายสินบนร้อยละ 30 และจ่ายรางวัลร้อยละ 25 ของราคาเลื่อยโซ่ยนต์ของกลางแก่ผู้นำจับและผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตอีกข้อหาหนึ่งโดยจำคุกคนละ 1 ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนความผิดฐานร่วมกันรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้าม หรือข้อจำกัด จำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 6เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละกึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 ลดให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 3 เดือนและคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน รวมกับโทษข้อหาอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 1 ปี 9 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องโดยร่วมกันมีไว้ซึ่งเครื่องเลื่อยยนต์ที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรจำนวน 2 เครื่อง และร่วมกันใช้เครื่องเลื่อยยนต์ดังกล่าวตัดไม้ยางอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. จำนวน 1 ต้น แล้วแปรรูปออกเป็นชิ้นและเหลี่ยมจำนวน 18 ชิ้น รวมปริมาตร1.31 ลูกบาศก์เมตร ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่ได้ในที่เกิดเหตุพร้อมยึดเครื่องเลื่อยยนต์และไม้ยางดังกล่าวทั้งหมดเป็นของกลาง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ด้วยหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกเพิ่มพูนทองคำ สิบตำรวจตรีจักรกฤษณ์ เหลาไชย และสิบตำรวจตรีประสิทธิ์ โยธาทูล ผู้ร่วมจับกุมเบิกความเป็นประจักษ์พยานว่า เมื่อพยานพากันไปถึงที่เกิดเหตุ พบจำเลยทั้งสี่กำลังช่วยกันเลื่อยไม้โดยใช้เลื่อยยนต์ 2 เครื่อง จึงเข้าจับกุมจำเลยทั้งสี่พร้อมยึดเครื่องเลื่อยยนต์และไม้ยางแปรรูปเป็นของกลาง โดยสิบตำรวจตรีประสิทธิ์ เบิกความตอบคำถามค้านทนายความจำเลยทั้งสี่ด้วยว่า จำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ถือเลื่อยยนต์คนละเครื่อง จำเลยที่ 1 คอยปัดขี้เลื่อยให้จำเลยที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 2 คอยปัดขี้เลื่อยให้จำเลยที่ 3 เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสามไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสี่ ไม่มีเหตุระแวงว่าจะร่วมกันเบิกความให้ผิดความจริง จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ก็เบิกความรับว่าร่วมกันกระทำความผิดตรงตามที่พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความ คำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามจึงรับฟังได้มั่นคง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต่างเบิกความยืนยันสอดคล้องกันว่าจำเลยที่ 2 เพียงเดินมาถามหานายบุญมาแล้วยืนพูดคุยอยู่กับพวกจำเลยโดยมิได้ร่วมกระทำความผิดนั้น จำเลยที่ 2 หาได้นำนายบุญมามาเบิกความประกอบข้ออ้างของตนทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสี่ก็เพียงให้การปฏิเสธลอย ๆ โดยมิได้กล่าวอ้างไว้เลยว่าจำเลยที่ 2 เพียงเดินมาตามหานายบุญมาตรงที่เกิดเหตุด้วยไม่ ข้อต่อสู้ตามฎีกาจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2ช่วยปัดขี้เลื่อยให้จำเลยที่ 3 ขณะจำเลยที่ 3 ใช้เครื่องเลื่อยยนต์แปรรูปไม้ยางของกลางย่อมเป็นการแบ่งหน้าที่กับจำเลยที่ 3 ในการร่วมกันแปรรูปไม้ ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ว่า สมควรลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ได้ความตรงกันว่า ที่เกิดเหตุมีตอไม้ยาง 1 ตอ แสดงว่ามีการตัดโค่นต้นยางเพียง 1 ต้น ต้นยางดังกล่าวอยู่ในสวนซึ่งเป็นที่ดินมีเจ้าของผู้ครอบครองและห่างหมู่บ้านประมาณ 500 เมตรเท่านั้น โดยรอบ ๆ ที่เกิดเหตุก็เป็นที่นา ที่สวนมิใช่เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือเป็นบริเวณป่าต้นน้ำ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยคดีนี้ทำการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำลำธารอันเป็นการทำลายทรัพยากรของชาติ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1ที่ 3 และที่ 4 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ที่ร่วมกันกระทำความผิดคดีนี้ก็เพียงหวังผลจากค่าจ้างแปรรูปไม้ยางแค่ 1 ต้น มิใช่เป็นการร่วมกันกระทำเพื่อการค้าตามพฤติการณ์จึงสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 2 ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสี่ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฟังขึ้น แต่เมื่อรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสี่แล้วเพื่อให้หลาบจำจึงให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสี่ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ทั้งสามกระทงอีกสถานหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสี่ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ทั้งสามกระทงอีกสถานหนึ่ง โดยให้ปรับกระทงละ 10,000 บาท รวมสามกระทงปรับคนละ 30,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละกึ่งหนึ่งกับลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 15,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 คงปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยทั้งสี่ให้รอการลงโทษไว้คนละ2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ป่าไม้ ม. 48 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นาย เกียรติหรือเกียรติ์ วิเท่ห์หรือวิเท่ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ