คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5496/2545
#267521
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดให้ลูกจ้างจะต้องใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีให้หมดสิ้นภายในปีนั้นๆ ไม่สามารถสะสมวันหยุดพักผ่อนประจำปีไปสมทบในปีต่อไป แต่ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างได้กำหนดวันที่จะให้โจทก์หยุดพักผ่อนประจำปีหรือจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่โจทก์สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2543 จำนวน 4 วันแล้ว เมื่อโจทก์ยังไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2543 ครบตามที่กฎหมายกำหนด จึงต้องนำวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2543 มารวมคำนวณจ่ายเป็นค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีด้วย

จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ในวันที่ 6 มีนาคม 2544 จึงมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าคือ วันที่ 30 เมษายน 2544 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง และ ป.พ.พ. มาตรา 582 เมื่อจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ออกจากงานตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2544 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างที่โจทก์ควรจะได้รับนับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2544 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2544 แต่โจทก์ขอมาเพียง 1 เดือน 24 วัน จึงให้ตามที่โจทก์ขอ

โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 5 วัน แต่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายแก่โจทก์เพียง 1 วัน ย่อมไม่ชอบ แม้โจทก์ไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ จึงให้จำเลยที่ 1 จ่ายในส่วนที่ขาดอีก 4 วัน แก่โจทก์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสอง ม. 30 ม. 64 ม. 67
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันติ สรรเสริญนิเวศ
จำเลย — บริษัทพลาสมาเอเซีย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5491/2545
#49066
เปิดฉบับเต็ม

ป. คนขับรถคันที่โจทก์รับประกันภัย จอดรถบรรทุกบนไหล่ทางตรงที่เกิดเหตุล้ำไหล่ทางขึ้นไปบนถนนถึง 80 เซนติเมตร ทั้งที่ถนนกว้างเพียง 7 เมตร และแบ่งทางเดินรถเป็นสองช่องเดินรถไปกลับ ทางเดินรถแต่ละช่องจึงกว้างเพียง 3.50 เมตร ป. ยังจอดรถล้ำขึ้นไปบนถนนมากขนาดนั้น อีกทั้งเป็นเวลากลางคืนแรม 8 ค่ำ ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีไฟฟ้าบนไหล่ทาง ไม่มีบ้านเรือนผู้คนอยู่ใกล้เคียง ป. ไม่สมควรจะจอดรถนอนบริเวณนั้น ควรจะหาสถานที่ที่เหมาะสมกว่า แต่เมื่อ ป. จอดรถนอนตรงนั้นแทนที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้รถอื่นที่ใช้ถนนมองเห็นรถที่จอดอยู่ เช่น เปิดโคมไฟ จุดตะเกียงหรือแม้แต่ก่อกองไฟด้านท้ายรถเพื่อแสดงสัญญาณให้ผู้อื่นรู้ ป. ก็ไม่ได้กระทำ แต่กลับดับเครื่องยนต์แล้วเข้าไปนอนอยู่ในรถโดยไม่ใยดีเลยว่าจะเกิดความเสียหายเป็นอันตรายต่อใคร การกระทำของ ป. เช่นนี้เป็นความประมาทอย่างร้ายแรงไม่น้อยกว่าคู่กรณีอีกฝ่าย การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ค่าเสียหายของแต่ละฝ่ายเป็นพับกันไป จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 189,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 189,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 89-1872 กรุงเทพมหานคร และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 89-4463 กรุงเทพมหานคร และเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 นายพล พิมพ์ปรุลูกจ้างซึ่งกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงดังกล่าวโดยประมาทชนรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-4041 สุรินทร์ ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า นายประเสริฐ ดีล้อม ผู้ขับรถบรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไม่มีส่วนประมาทด้วยจริงหรือไม่ เห็นว่า นายประเสริฐจอดรถบรรทุกบนไหล่ทางตรงที่เกิดเหตุล้ำไหล่ทางขึ้นไปบนถนนถึง 80 เซนติเมตร ทั้งที่ถนนกว้างเพียง 7 เมตร และแบ่งทางเดินรถเป็นสองช่องทางเดินรถไปกลับ ทางเดินรถแต่ละช่องจึงกว้างเพียง 3.50 เมตร นายประเสริฐยังจอดรถล้ำขึ้นไปบนถนนมากขนาดนั้น อีกทั้งเป็นเวลากลางคืนแรม 8 ค่ำไม่มีแสงสว่าง ไม่มีไฟฟ้าบนไหล่ทาง ไม่มีบ้านเรือนผู้คนอยู่ใกล้เคียง นายประเสริฐไม่สมควรจะจอดรถนอนบริเวณนั้น ควรจะหาสถานที่ที่เหมาะสมกว่า แต่เมื่อนายประเสริฐจอดรถนอนตรงนั้นแทนที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้รถอื่นที่ใช้ถนนมองเห็นรถที่จอดอยู่เช่น เปิดโคมไฟ จุดตะเกียงหรือแม้แต่ก่อกองไฟด้านท้ายรถเพื่อแสดงสัญญาณให้ผู้อื่นรู้ นายประเสริฐก็ไม่ได้กระทำ แต่กลับดับเครื่องยนต์แล้วเข้าไปนอนอยู่ในรถโดยไม่ใยดีเลยว่าจะเกิดความเสียหายเป็นอันตรายต่อใคร การกระทำของนายประเสริฐเช่นนี้เป็นความประมาทอย่างร้ายแรงไม่น้อยกว่าคู่กรณีอีกฝ่าย โจทก์ฎีกาอ้างคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกธนพงษ์ วะโพธิ์ชัยว่า นายประเสริฐจอดรถโดยเปิดไฟท้ายรถไว้ ร้อยตำรวจเอกธนพงษ์ไม่เห็นเหตุการณ์และยังขัดแย้งกับคำเบิกความของนายประเสริฐว่าจอดรถและดับเครื่องยนต์แล้วเข้าไปนอนในรถ ที่ร้อยตำรวจเอกธนพงษ์เบิกความว่านายพลขับรถหักหลบรถคันอื่นที่แล่นสวนทางมาจึงชนรถที่จอดอยู่นั้น ก็ขัดแย้งกับคำฟ้องของโจทก์ที่ได้แก้ไขคำฟ้องแล้วโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุการณ์เช่นนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า นายประเสริฐผู้ขับรถคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้กระทำโดยประมาทไม่น้อยกว่าอีกฝ่ายและพิพากษาให้ค่าเสียหายของแต่ละฝ่ายเป็นพับกันไปจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 442
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ร.ส.พ. ประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัท น้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิมงคล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5472/2545
#47005
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานยึดชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาจำนวน 30 กิโลกรัมจากจำเลยเป็นของกลาง ซึ่งเป็นของป่าหวงห้ามจำนวนมาก การที่จำเลยเข้าไปเก็บหาและนำออกไปซึ่งชิ้นไม้ดังกล่าวจากเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นการลักลอบเก็บของป่าหวงห้ามเพื่อนำไปขายทำให้ป่าไม้ถูกทำลายและเสื่อมสภาพ ก่อให้เกิดความแห้งแล้งผืนดินพังทลาย ลำน้ำตื้นเขินหรือเกิดอุทกภัยและเป็นการทำลายเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นับเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษให้จำเลย

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยใช้ขวานของกลางเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงต้องริบขวานของกลางตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 74 ทวิ และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 29 ปัญหานี้แม้ศาลชั้นต้นไม่ริบทรัพย์ดังกล่าวและไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้ริบทรัพย์ดังกล่าวได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเก็บหา นำออกไป ทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพซึ่งกฤษณาและชิ้นไม้กฤษณาน้ำหนักรวม 30 กิโลกรัม ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติและเป็นของป่าหวงห้ามในบริเวณป่าคลองหม้อแตก จังหวัดปราจีนบุรีซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยมีชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาจำนวน 30 กิโลกรัม อันเป็นของป่าหวงห้ามดังกล่าว ซึ่งมีปริมาณเกินกว่าที่อนุญาตให้มีไว้ใช้สอยในครัวเรือน โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาน้ำหนักรวม 30 กิโลกรัม และขวาน 1 เล่ม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 4, 16, 24, 27 (ที่ถูกน่าจะเป็นมาตรา 29) พระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 29, 29 ทวิ, 71 ทวิ, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 91 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติพ.ศ. 2504 มาตรา 16(2), 24 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 29 (ที่ถูก29 วรรคหนึ่ง), 29 ทวิ (ที่ถูก 29 ทวิ วรรคหนึ่ง), 71 ทวิ เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้และทรัพยากรธรรมชาติในเขตอุทยานแห่งชาติเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานมีของป่าหวงห้ามไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานยึดได้ชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาจำนวนถึง 30 กิโลกรัม เป็นของกลางซึ่งนับว่าเป็นของป่าหวงห้ามจำนวนมาก จำเลยเข้าไปเก็บหาและนำออกไปซึ่งชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาจากเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นการลักลอบเก็บหาของป่าหวงห้ามเพื่อนำเอาไปขายทำให้ป่าไม้ถูกทำลายและเสื่อมสภาพ ก่อให้เกิดความแห้งแล้งผืนดินพังทลาย ลำน้ำตื้นเขินหรือเกิดอุทกภัย และเป็นการทำลายเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศนับเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยรวมสองกระทงจำคุก 9 เดือน โดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นไม่ริบขวานของกลางนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยใช้ขวานของกลางดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น ขวานของกลางดังกล่าวจึงต้องริบตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 74 ทวิและพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 29 แม้ปัญหาในเรื่องศาลชั้นต้นไม่ริบทรัพย์ที่กฎหมายบัญญัติให้ริบโดยเด็ดขาดจะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้ริบทรัพย์ดังกล่าวนี้ได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย"

พิพากษายืน และให้ริบขวานของกลางด้วย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป่าไม้ ม. 29 ม. 29 ทวิ ม. 71 ทวิ ม. 74 ทวิ
พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ม. 16 ม. 24 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นาย อานนท์ ทูคำมี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5472/2545
#55461
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานยึดชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาจำนวน 30 กิโลกรัมจากจำเลยเป็นของกลาง ซึ่งเป็นของป่าหวงห้ามจำนวนมาก การที่จำเลยเข้าไปเก็บหาและนำออกไปซึ่งชิ้นไม้ดังกล่าวจากเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นการลักลอบเก็บของป่าหวงห้ามเพื่อนำไปขายทำให้ป่าไม้ถูกทำลายและเสื่อมสภาพ ก่อให้เกิดความแห้งแล้งผืนดินพังทลาย ลำน้ำตื้นเขินหรือเกิดอุทกภัยและเป็นการทำลายเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นับเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษให้จำเลย

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยใช้ขวานของกลางเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงต้องริบขวานของกลางตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 74 ทวิ และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 29 ปัญหานี้แม้ศาลชั้นต้นไม่ริบทรัพย์ดังกล่าวและไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้ริบทรัพย์ดังกล่าวได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเก็บหา นำออกไป ทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพซึ่งกฤษณาและชิ้นไม้กฤษณาน้ำหนักรวม 30 กิโลกรัม ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติและเป็นของป่าหวงห้ามในบริเวณป่าคลองหม้อแตก จังหวัดปราจีนบุรีซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยมีชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาจำนวน 30 กิโลกรัม อันเป็นของป่าหวงห้ามดังกล่าว ซึ่งมีปริมาณเกินกว่าที่อนุญาตให้มีไว้ใช้สอยในครัวเรือน โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาน้ำหนักรวม 30 กิโลกรัม และขวาน 1 เล่ม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 4, 16, 24, 27 (ที่ถูกน่าจะเป็นมาตรา 29) พระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 29, 29 ทวิ, 71 ทวิ, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 91 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติพ.ศ. 2504 มาตรา 16(2), 24 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 29 (ที่ถูก29 วรรคหนึ่ง), 29 ทวิ (ที่ถูก 29 ทวิ วรรคหนึ่ง), 71 ทวิ เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้และทรัพยากรธรรมชาติในเขตอุทยานแห่งชาติเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานมีของป่าหวงห้ามไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานยึดได้ชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาจำนวนถึง 30 กิโลกรัม เป็นของกลางซึ่งนับว่าเป็นของป่าหวงห้ามจำนวนมาก จำเลยเข้าไปเก็บหาและนำออกไปซึ่งชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาจากเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นการลักลอบเก็บหาของป่าหวงห้ามเพื่อนำเอาไปขายทำให้ป่าไม้ถูกทำลายและเสื่อมสภาพ ก่อให้เกิดความแห้งแล้งผืนดินพังทลาย ลำน้ำตื้นเขินหรือเกิดอุทกภัย และเป็นการทำลายเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศนับเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยรวมสองกระทงจำคุก 9 เดือน โดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นไม่ริบขวานของกลางนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยใช้ขวานของกลางดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น ขวานของกลางดังกล่าวจึงต้องริบตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 74 ทวิและพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 29 แม้ปัญหาในเรื่องศาลชั้นต้นไม่ริบทรัพย์ที่กฎหมายบัญญัติให้ริบโดยเด็ดขาดจะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้ริบทรัพย์ดังกล่าวนี้ได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย"

พิพากษายืน และให้ริบขวานของกลางด้วย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป่าไม้ ม. 29 ม. 29 ทวิ ม. 71 ทวิ ม. 74 ทวิ
พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ม. 16 ม. 24 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นาย อานนท์ ทูคำมี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5466 -ที่ 5467/2545
#49065
เปิดฉบับเต็ม

การรับฟังสำเนาพยานเอกสารที่โจทก์อ้างซึ่งต้นฉบับอยู่ที่จำเลย เมื่อจำเลยไม่ทำการตรวจสอบคงปฏิเสธว่าไม่ทราบว่ามีอยู่ที่จำเลยหรือไม่ จึงรับฟังข้อเท็จจริงตามสำเนาเอกสารนั้น และถือเป็นกรณีที่โจทก์ไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่นเมื่อจำเลยไม่ทำการตรวจสอบหรือทักท้วงว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ศาลแรงงานกลางย่อมอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบและรับฟังสำเนาเอกสารนั้นได้โดยชอบ

การจ้างโจทก์เป็นการจ้างเพื่อให้ทำงานในกลุ่มบริษัท ก. ซึ่งมีบริษัทจำเลยทั้งสองรวมอยู่ด้วย โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสอง ส่วนระยะเวลาใดโจทก์จะรับค่าจ้างจากจำเลยคนใด เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะตกลงกันในเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะนำมาจ่ายเป็นค่าจ้างแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นในระหว่างที่โจทก์ทำงานในกลุ่มบริษัทก. และเป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสอง การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในเงินที่โจทก์เรียกร้องจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 9 วรรคสอง โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องเงินเพิ่มจากจำเลยทั้งสองได้ก็จะต้องปรากฏว่าจำเลยทั้งสองจงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีว่าจำเลยทั้งสองทราบดีถึงหน้าที่ในการจ่ายค่าจ้าง จำนวนเงินแน่นอนที่ต้องจ่ายเป็นค่าจ้าง กำหนดระยะเวลาในการจ่ายค่าจ้าง บุคคลที่จะได้รับค่าจ้าง ทั้งจำเลยทั้งสองมีความพร้อมที่จะจ่ายค่าจ้างนั้นได้แต่ไม่ยอมจ่ายค่าจ้างให้โดยไม่มีเหตุผลอันควร เมื่อเงินค่าจ้างที่โจทก์อ้างว่าค้างชำระนั้นเป็นเงินส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองต้องปรับเพิ่มให้เดือนละ 20,000 บาท ตามสัญญาจ้างแต่จำเลยทั้งสองยังโต้แย้งว่าจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องจ่ายหรือไม่ การที่จำเลยทั้งสองยังไม่จ่ายให้จึงมีเหตุอ้าง ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองจงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน

สำนวนแรก โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 314,838.71บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของค่าจ้างค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน นับแต่วันผิดนัดในแต่ละงวดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน1,498,741.94 บาท

สำนวนที่สอง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 136,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าจ้างค้างจ่าย348,839.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 314,839.71 บาท นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าชดเชย 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 136,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...ในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับเอกสารนั้น ศาลแรงงานกลางได้สอบโจทก์แล้วได้ความว่าเอกสารต่าง ๆ ที่ยื่นเข้าสู่สำนวนนั้นมีข้อมูลครบถ้วน ไม่มีข้อมูลอื่นที่จะต้องสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมเอกสารส่วนที่เป็นสำเนามีต้นฉบับอยู่ที่จำเลยทั้งสองไม่อาจนำมาได้ และได้สอบทนายจำเลยทั้งสองแล้วยอมรับเอกสารทุกฉบับในส่วนที่เป็นต้นฉบับเท่านั้น ส่วนที่เป็นสำเนาไม่ขอรับเนื่องจากไม่ทราบว่าจะมีอยู่ที่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เพราะทนายจำเลยทั้งสองไม่ได้เห็นต้นฉบับ ศาลแรงงานกลางเห็นว่าเนื่องจากต้นฉบับอยู่ที่จำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ทำการตรวจสอบคงปฏิเสธว่าไม่ทราบว่ามีอยู่ที่จำเลยทั้งสองหรือไม่ จึงรับฟังข้อเท็จจริงตามสำเนาเอกสารนั้น ดังนี้ การรับฟังสำเนาพยานเอกสารของศาลแรงงานกลางเป็นกรณีที่โจทก์ไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่นกล่าวคือต้นฉบับอยู่ที่จำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองก็ไม่ทำการตรวจสอบหรือทักท้วงว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ศาลแรงงานกลางย่อมอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบและรับฟังสำเนาเอกสารนั้นได้โดยชอบ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่านายจ้างมีสิทธิที่จะขยายระยะเวลาทดลองงานได้โดยไม่จำเป็นต้องมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนนั้นเห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์พ้นระยะเวลาทดลองงานแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยทั้งสองต่างอุทธรณ์ข้อต่อมาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2เพราะจำเลยที่ 1 มิได้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ จึงมิได้เป็นนายจ้างของโจทก์ตามกฎหมายและจำเลยที่ 2 ก็ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ในขณะที่โจทก์ตกลงเข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จล.1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่าศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2541 กลุ่มบริษัทเกษตรรุ่งเรืองพืชผล โดยจำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปในกลุ่มบริษัทเกษตรรุ่งเรืองพืชผล รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 1 ต่อมาเดือนพฤศจิกายน 2541 โจทก์ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 แต่ยังรับเงินเดือนจากจำเลยที่ 1 ครั้นเดือนพฤษภาคม 2542 จึงไปรับเงินเดือนจากจำเลยที่ 2ในการจ้างโจทก์นายพูลสมบัติ ดำเนินชาญวนิชย์ เป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้างในนามกรรมการบริหารของกลุ่มบริษัทเกษตรรุ่งเรืองพืชผล และในการเลิกจ้างโจทก์ นายพูลสมบัติ ดำเนินชาญวนิชย์ ก็เป็นผู้ลงนามในหนังสือเลิกจ้างโดยอ้างถึงสัญญาจ้างดังกล่าว ดังนี้การจ้างโจทก์จึงเป็นการจ้างเพื่อให้ทำงานในกลุ่มบริษัทเกษตรรุ่งเรืองพืชผลซึ่งมีบริษัทจำเลยทั้งสองรวมอยู่ด้วย โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสอง ส่วนระยะเวลาใดโจทก์จะรับค่าจ้างจากจำเลยคนใดนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะตกลงกันในเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะนำมาจ่ายเป็นค่าจ้างแก่โจทก์ คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างค้างจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นในระหว่างที่โจทก์ทำงานในกลุ่มบริษัทเกษตรรุ่งเรืองพืชผล และเป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสอง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในเงินที่โจทก์เรียกร้องจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันเริ่มจ้างจนถึงวันเลิกจ้าง และตามข้อเท็จจริงจากพยานบุคคลและพยานเอกสารต่าง ๆ แสดงว่าโจทก์ได้ทวงถามจากจำเลยทั้งสองหลายครั้ง ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองจงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองจึงต้องจ่ายเงินเพิ่มตามกฎหมายให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่าโจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องเงินเพิ่มจากจำเลยทั้งสองหรือไม่จักต้องพิจารณาจากมาตรา 9 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตามวรรคแรกโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนดคืนหรือจ่าย ให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน" ดังนั้น โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องเงินเพิ่มจากจำเลยทั้งสองได้ก็จะต้องปรากฏว่าจำเลยทั้งสองจงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควรซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีว่าจำเลยทั้งสองทราบดีถึงหน้าที่ในการจ่ายค่าจ้าง จำนวนเงินแน่นอนที่ต้องจ่ายเป็นค่าจ้าง กำหนดระยะเวลาในการจ่ายค่าจ้าง บุคคลที่จะได้รับค่าจ้าง ทั้งจำเลยทั้งสองมีความพร้อมที่จะจ่ายค่าจ้างนั้นได้แต่ไม่ยอมจ่ายค่าจ้างให้โดยไม่มีเหตุผลอันควร คดีนี้ปรากฏตามพฤติการณ์แห่งคดีว่าเงินค่าจ้างที่โจทก์อ้างว่าค้างชำระนั้นเป็นเงินส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองต้องปรับเพิ่มให้เดือนละ 20,000 บาท ตามสัญญาจ้าง ซึ่งเงินส่วนนี้จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ไว้ว่าโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน จำเลยที่ 1 จึงให้โอกาสแก่โจทก์ในการทำงานใหม่ที่เหมาะสมแทนการบอกเลิกจ้างด้วยการให้ไปช่วยงานจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกัน โจทก์ตกลงแล้วจึงได้โอนย้ายโจทก์ให้ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 100,000 บาท ค่าจ้างที่โจทก์อ้างว่าต้องปรับเพิ่มจึงยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องจ่ายหรือไม่ การที่จำเลยทั้งสองยังไม่จ่ายให้จึงมีเหตุอ้าง กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองจงใจไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 ม. 225
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ทรงพล รัตนสุวรรณ
จำเลย — บริษัท อะโกรแพ็ค จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5463/2545
#49064
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า"เมื่อผู้รับตราส่งได้รับมอบของจากผู้ขนส่งหรือจากบุคคลตามมาตรา 40(3) ไว้แล้ว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขนส่งได้มอบของซึ่งมีสภาพ จำนวน น้ำหนักและรายละเอียดอื่น ๆตรงตามที่ระบุไว้ในใบตราส่ง..." บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้น มิได้หมายความว่าของหรือสินค้าที่ผู้รับตราส่งได้รับนั้นมีสภาพสมบูรณ์ไม่มีความเสียหายทั้งข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวก็มิใช่ข้อสันนิษฐานที่เด็ดขาด โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้เห็นว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นกับสินค้าได้

วัสดุห่อหุ้มสินค้าหรือกล่องกระดาษบรรจุสินค้า เป็นสิ่งห่อหุ้มสินค้าที่อยู่ชั้นนอกสุดย่อมมีโอกาสเปียกน้ำได้ตั้งแต่แรกเมื่อน้ำผ่านเข้าไปในตู้สินค้ากล่องกระดาษซึ่งเป็นวัสดุห่อหุ้มสินค้าโดยสภาพ จึงสามารถดูดซึมและรับน้ำที่เข้ามาไว้ได้ตั้งแต่แรก ตลอดจนสามารถนำไปตรวจพิสูจน์ได้ดีว่าน้ำที่เปียกนั้นเป็นน้ำทะเลหรือน้ำจืด เมื่อกระดาษบรรจุสินค้าที่ด้านล่างของตู้สินค้าเปียกชุ่มน้ำและตรวจพบคลอไรด์ที่กล่องกระดาษซึ่งเปียกชุ่มน้ำดังกล่าว 0.04 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่ากล่องกระดาษดังกล่าวเปียกน้ำทะเล เพราะปกติน้ำจืดจะไม่มีสารคลอไรด์ผสมอยู่แต่จะมีสารคลอไรด์ผสมอยู่ในน้ำทะเล เมื่อสินค้าที่ขนส่งเป็นผ้าอนามัยย่อมง่ายแก่การที่สินค้านั้นจะดูดซึมซับน้ำทะเลไว้ สินค้าดังกล่าวจึงได้รับความเสียหายเพราะเปียกน้ำทะเลในระหว่างการขนส่ง

การขนส่งสินค้ามากับเรือสินค้าทางทะเลนั้น ในระหว่างการเดินทางเรือย่อมจะต้องประสบกับคลื่นลมในทะเลเป็นปกติ น้ำทะเลย่อมมีโอกาสที่จะเข้าไปในระวางสินค้าได้จำเลยที่ 2 มิได้นำสืบให้เห็นว่าระวางเรือมีฝาปิดมิดชิดจนน้ำทะเลเข้าไม่ได้ นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าตู้สินค้าที่ขนส่งตั้งอยู่ในระวางเรือที่มีฝาระวางปิดมิดชิดย่อมไม่มีโอกาสที่น้ำทะเลจะเข้ามาในระวางได้ก็ขัดกับผลการตรวจพิสูจน์ ซึ่งพบน้ำทะเลอยู่ในสินค้าดังกล่าวด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์โดยโจทก์ได้รับประกันภัยสินค้าผ้าอนามัยจำนวน 1,687 กล่อง เป็นเงิน 3,841,976 บาท จากบริษัทพรอคเตอร์ แอนด์แกมเบิลแมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด โดยสินค้าดังกล่าวขนส่งจากเมืองบูซาน (Busan) ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี มายังกรุงเทพมหานคร หากสินค้าดังกล่าวได้รับความเสียหายหรือสูญหายระหว่างขนส่ง โจทก์จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัย สินค้าดังกล่าวผู้เอาประกันภัยได้ซื้อจากบริษัทพรอคเตอร์แอนด์ แกมเบิล เกาหลี อิงค์. ผู้ขายซึ่งได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งสินค้าดังกล่าวโดยเรือซูซุราน จากประเทศสาธารณรัฐเกาหลีมากรุงเทพมหานคร เรือซูซุราน เดินทางมาถึงกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18กรกฎาคม 2542 ปรากฏว่าสินค้าผ้าอนามัยได้รับความเสียหายเพราะเปียกน้ำทะเลในระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ 2 จำนวน 143 กล่อง คิดเป็นค่าเสียหายทั้งหมดจำนวน325,668.39 บาท ผู้เอาประกันภัยได้เรียกร้องค่าเสียหายไปยังจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระค่าเสียหายให้ ผู้เอาประกันภัยจึงเรียกร้องมายังโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยโจทก์จึงชำระค่าเสียหายจำนวน 325,668.39 บาท ให้ผู้เอาประกันภัยแล้วจึงรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งสองในต้นเงินที่โจทก์จ่ายไปจำนวน 325,668.39บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2542 จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จโดยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 18,318.84 บาทในการขนส่งครั้งนี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในต่างประเทศ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งทอดสุดท้ายและเป็นผู้แจ้งต่อผู้รับสินค้าถึงกำหนดที่เรือซึ่งขนส่งสินค้ามาถึงประเทศไทย ดำเนินการที่กรมเจ้าท่าเพื่อให้เรือซูซุรานเข้ามายังประเทศไทย ดำเนินการด้านตรวจคนเข้าเมือง และดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นผู้ขนส่งทอดสุดท้ายได้รับค่าตอบแทนในการขนส่งน้อยกว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งทอดแรก เพราะมีข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อเจ้าของสินค้า จำเลยที่ 2 จะรับชดใช้ให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 2 เอาประกันภัยไว้แก่สมาคมผู้ประกันภัย (Protection and Indemnity Club) จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 343,987.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงินจำนวน 325,668.39 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการดำเนินงานอันเกี่ยวกับธุรกิจการรับขนของทางทะเล การขนส่งสินค้าดังกล่าวเป็นการขนส่งตามใบตราส่ง ณ ท่าเรือต้นทางซึ่งระบุว่า บูซาน ซีวาย คือ ผู้ส่งเป็นผู้นำตู้สินค้าไปทำการบรรจุสินค้า ณ สถานที่ของตนเองพร้อมปิดผนึกตู้ด้วยตนเองและนำตู้สินค้าดังกล่าวมาส่งให้แก่ผู้ขนส่งเพื่อส่งต่อไป เมื่อเรือซูซุรานมาถึงท่าเรือกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 ได้ส่งมอบตู้สินค้าให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย ความเสียหายมิได้เกิดขึ้นในระหว่างขนส่งสินค้าผ้าอนามัยที่ขนส่งเป็นสินค้าที่ต้องการความสะอาดและปลอดจากความชื้น ผู้ส่งสินค้าต้องบรรจุสินค้านั้นในบรรจุภัณฑ์ห่อหุ้มที่มิดชิดและป้องกันน้ำหรือความชื้นได้เป็นอย่างดี แต่ผู้ส่งสินค้าใช้กล่องบรรจุสินค้าที่เป็นลังกระดาษและไม่สามารถป้องกันน้ำหรือความชื้นได้ ความเสียหายของสินค้าจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2รับผิดชำระเงินจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 ไม่โต้แย้งกันว่าโจทก์รับประกันภัยทางทะเลซึ่งสินค้าผ้าอนามัยจำนวน 1,687 กล่อง จากบริษัทพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เอาประกันภัยซึ่งซื้อสินค้าดังกล่าวจากบริษัทพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล อิงค์. ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีในวงเงินประกันภัยจำนวน 3,841,976 บาท บริษัทพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เกาหลีอิงค์. ผู้ขายสินค้า ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งสินค้าดังกล่าวโดยเรือซูซุราน จากเมืองบูซาน ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี มายังกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อเรือซูซุรานเดินทางมาถึงกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2542 ปรากฏว่ามีสินค้าผ้าอนามัยได้รับความเสียหายเพราะเปียกน้ำบางส่วนจนไม่สามารถนำไปใช้งานได้จำนวน 143 กล่องโจทก์ได้ชำระค่าเสียหายให้บริษัทพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เอาประกันภัยไปจำนวน 325,668.39 บาท เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2542 แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2ว่า สินค้าผ้าอนามัยดังกล่าวได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งทางทะเลซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ นายชัยรัตน์ มีผล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสินไหมทดแทนโจทก์เบิกความว่า เมื่อเรือซูซุรานเดินทางมาถึงกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่าสินค้าผ้าอนามัยได้รับความเสียหายเพราะเปียกน้ำทะเลในระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ 2 โจทก์ได้ว่าจ้างบริษัท แอสโซซิเอเต็ด มารีน เซอเวย์เยอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ให้สำรวจความเสียหายของสินค้า นายคงศักดิ์ ศุภสน พยานโจทก์เบิกความว่า พยานทำงานอยู่ที่บริษัทโอเวอร์ซี มาแชนไดซ์ อินสเปกชั่น จำกัด ในตำแหน่งผู้จัดการห้องปฏิบัติการ เกี่ยวกับคดีนี้ทางบริษัทแอสโซซิเอเต็ด มารีน เซอเวย์เยอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้ส่งตัวอย่างวัสดุหุ้มมาให้ทำการตรวจสอบว่ามีคลอไรด์ผสมอยู่ด้วยหรือไม่จากการตรวจสอบพบว่า มีคลอไรด์ในตัวอย่างสิ่งที่ส่งมาเป็นปริมาณ 0.04 เปอร์เซ็นต์ ปกติสารคลอไรด์นั้นจะผสมอยู่ในน้ำทะเล เมื่อมาเปียกหรือปนเปื้อนกับวัสดุตัวอย่างก็อาจจะตรวจสอบพบได้เห็นว่า สินค้าผ้าอนามัยที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากถูกน้ำนั้นผลการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการปรากฏว่ามีคลอไรด์ผสมอยู่ด้วยถึง 0.04 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากน้ำทะเล เพราะในน้ำจืดย่อมไม่มีคลอไรด์ซึ่งเป็นสารประกอบของเกลือแกงผสมอยู่ ดังนั้น สินค้าจึงไม่อาจได้รับความเสียหายที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยคลองเตย ได้ เนื่องจากไม่ปรากฏว่าน้ำในบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีการขนถ่ายสินค้าลงจากเรือซูซุรานมีปริมาณคลอไรด์เท่ากับน้ำทะเล ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าสินค้าผ้าอนามัยดังกล่าวได้รับความเสียหายระหว่างขนส่งทางทะเล โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่ง จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้รับประกันภัยซึ่งได้ชำระค่าเสียหายให้ผู้ซื้อสินค้าดังกล่าวซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยแล้วรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยแล้วรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันมาเรียบร้อยเอาแก่จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง

ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ได้ส่งมอบตู้สินค้าที่ขนส่งให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2542 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ส่งมอบของให้ผู้รับตราส่งแล้วตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 40(3)และตามมาตรา 49 ให้สันนิษฐานว่าผู้รับตราส่งได้รับของจากผู้ขนส่งหรือจากบุคคลตามมาตรา 40(3) ซึ่งมีสภาพดี จำเลยที่ 2 จึงได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวนั้น เห็นว่า มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อผู้รับตราส่งได้รับมอบของจากผู้ขนส่งหรือจากบุคคลตามมาตรา 40(3) ไว้แล้ว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขนส่งได้มอบของซึ่งมีสภาพ จำนวน น้ำหนักและรายละเอียดอื่น ๆ ตรงตามที่ระบุไว้ในใบตราส่ง..." บทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นเพียงข้อสันนิษฐานในเบื้องต้นเท่านั้น มิได้หมายความไปถึงว่าของหรือสินค้าที่ผู้รับตราส่งได้รับนั้นมีสภาพสมบูรณ์ไม่มีความเสียหาย ทั้งข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวก็มิใช่ข้อสันนิษฐานที่เด็ดขาด โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้เห็นว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นกับสินค้าได้ และโจทก์ก็ได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสินค้าที่ขนส่งดังได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วจำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์

ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์ส่งเฉพาะตัวอย่างวัสดุห่อหุ้มสินค้าไปตรวจสอบหาคลอไรด์โดยมิได้ส่งสินค้าไปตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าสินค้าผ้าอนามัยที่ขนส่งเปียกน้ำทะเลนั้น เห็นว่า วัสดุห่อหุ้มสินค้าหรือกล่องกระดาษบรรจุสินค้าเป็นสิ่งห่อหุ้มสินค้าที่อยู่ชั้นนอกสุดย่อมมีโอกาสเปียกน้ำได้ตั้งแต่แรกเมื่อน้ำผ่านเข้าไปในตู้สินค้า ดังนั้น กล่องกระดาษซึ่งเป็นวัสดุห่อหุ้มสินค้าดังกล่าวโดยสภาพจึงสามารถดูดซึมและรับน้ำที่เข้ามาไว้ได้ตั้งแต่แรกตลอดจนสามารถนำไปตรวจพิสูจน์ได้ดีว่าน้ำที่เปียกนั้นเป็นน้ำทะเลหรือน้ำจืด ปรากฏตามรายงานการสำรวจเอกสารหมายล.1 ว่า กระดาษบรรจุสินค้าที่ด้านล่างของตู้สินค้าเปียกชุ่มน้ำและตรวจพบคลอไรด์ที่กล่องกระดาษซึ่งเปียกชุ่มน้ำดังกล่าว 0.04 เปอร์เซ็นต์ จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่ากล่องกระดาษดังกล่าวเปียกน้ำทะเลเพราะปกติน้ำจืดจะไม่มีสารคลอไรด์ผสมอยู่แต่จะมีสารคลอไรด์ผสมอยู่ในน้ำทะเล เมื่อสินค้าที่ขนส่งเป็นผ้าอนามัยย่อมง่ายแก่การที่สินค้านั้นจะดูดซึมซับน้ำทะเลไว้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าสินค้าผ้าอนามัยที่ขนส่งเปียกน้ำทะเลจนได้รับความเสียหายตามที่โจทก์นำสืบ

ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า ตู้สินค้าที่ขนส่งถูกตั้งอยู่ในระวางเรือที่มีฝาระวางปิดมิดชิดย่อมไม่มีโอกาสที่น้ำทะเลจะเข้ามาในระวางได้นั้น เห็นว่า การขนส่งสินค้ามากับเรือสินค้าทางทะเลนั้น ในระหว่างการเดินทางเรือย่อมจะต้องประสบกับคลื่นลมในทะเลเป็นปกติ น้ำทะเลย่อมมีโอกาสที่จะเข้าไปในระวางสินค้าได้ ทั้งจำเลยที่ 2 ก็มิได้นำสืบให้เห็นชัดเจนว่าระวางเรือมีฝาระวางปิดมิดชิดจนน้ำทะเลเข้าไม่ได้ นอกจากนี้อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ยังขัดกับผลการตรวจพิสูจน์ซึ่งพบน้ำทะเลอยู่ในสินค้าดังกล่าว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39 ม. 49 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอซ อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัท ฮุนได เมอร์ชานท์ มารีน (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5447/2545
#47004
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติมาตรา 4(1) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กำหนดให้การเสนอคำฟ้องสามารถกระทำได้ต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์อยู่ที่ตำบลเสม็ด จังหวัดชลบุรี ประกอบอาชีพค้าขายส่งไรให้แก่ลูกค้าทั่วไปจำเลยเป็นลูกค้าสั่งซื้อไรจากโจทก์ ตามคำฟ้องจึงพอฟังได้ว่ามูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดชลบุรี ซึ่งในคำให้การจำเลยอ้างเพียงประการเดียวว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดฉะเชิงเทราเท่านั้น มิได้ให้การว่ามูลคดีมิได้เกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดชลบุรี ดังนั้น เมื่อมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดชลบุรีโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องที่ศาลจังหวัดชลบุรีได้ ทั้งการฟ้องคดีต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นก็ไม่มีบทบัญญัติบังคับว่าจะต้องบรรยายมาในฟ้องว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่ใด เป็นเรื่องที่ศาลสามารถพิจารณาได้จากสภาพแห่งข้อหาที่ปรากฏตามคำฟ้องได้ การที่ศาลจังหวัดชลบุรีรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ประกอบอาชีพค้าขายส่งไรให้แก่ลูกค้าทั่วไปที่ต้องการสั่งซื้อเพื่อนำไปเลี้ยงปลาหรือกุ้ง จำเลยเป็นลูกค้าคนหนึ่งของโจทก์เมื่อประมาณวันที่ 24 มกราคม 2538 จำเลยสั่งซื้อไรกับโจทก์จำนวน 130 ลัง เป็นเงิน 1,050,000 บาทตกลงว่าจะส่งไรเป็นงวด ๆ เนื่องจากไรกำลังขาดตลาดไม่สามารถส่งให้แก่จำเลยในขณะสั่งซื้อ ต่อมาเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2538 โจทก์เริ่มสั่งไรให้แก่จำเลยเป็นงวด ๆรวม 5 งวด จนครบ จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนแล้วผิดนัดไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 973,312.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 870,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลจังหวัดชลบุรี โจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2538 โจทก์ได้มาติดต่อให้จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายไร จำเลยมีหน้าที่นำเอาไรของโจทก์ไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั่วไป โดยตกลงว่าเมื่อจำเลยจำหน่ายไรแก่ลูกค้าและเก็บเงินได้จะต้องนำเงินส่งให้แก่โจทก์ โจทก์จะแบ่งเงินกำไรให้จำเลยเป็นการตอบแทน หากจำเลยจำหน่ายไรได้130 ลัง จะยกเงินค่าจำหน่ายให้จำเลย 15 ลัง และโจทก์กำหนดเงื่อนไขให้จำเลยแจ้งแก่ลูกค้าทั่วไปว่าหากไรที่ซื้อไปจากโจทก์เพาะไม่ออกตัวหรือออกไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ลูกค้าไม่ต้องจ่ายเงินให้โจทก์ จำเลยได้นำไรจำนวน 130 ลัง ไปจำหน่ายและเก็บเงินได้180,000 บาท แล้วนำส่งโจทก์ ส่วนที่เหลือเก็บเงินไม่ได้เพราะลูกค้าเพาะไรไม่ออกหรือออกไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงไม่ชำระเงินให้ตามเงื่อนไขเงินค่าไรดังกล่าวจึงต้องเป็นพับ ส่วนดอกเบี้ยของเงินที่เก็บจากลูกค้าไม่ได้โจทก์ไม่มีสิทธิมาเรียกร้องจากจำเลย เอกสารใบวางบิลเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นฝ่ายเดียว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 870,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กันยายน 2540) ต้องไม่เกิน 103,312.50 บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดชลบุรีหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ได้บัญญัติเกี่ยวกับการเสนอคำฟ้องไว้ว่าคำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ ตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเห็นได้ชัดว่า การเสนอคำฟ้องสามารถกระทำได้ต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น สำหรับในคดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องมาแล้วว่าโจทก์อยู่ที่ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และประกอบอาชีพค้าขายส่งไรให้แก่ลูกค้าทั่วไปและบรรยายฟ้องต่อไปว่าจำเลยเป็นลูกค้าได้ทำการสั่งซื้อไรกับโจทก์ ตามคำฟ้องจึงพอฟังได้ว่า โจทก์ค้าขายส่งไรอยู่ที่อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี จำเลยไปสั่งซื้อไรจากโจทก์ดังนั้น มูลคดีจึงเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดชลบุรี ซึ่งในคำให้การของจำเลยนั้นจำเลยก็อ้างเพียงประการเดียวว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดฉะเชิงเทราเท่านั้น มิได้ให้การว่ามูลคดีมิได้เกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดชลบุรี ดังนั้น เมื่อมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดชลบุรี โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องที่ศาลจังหวัดชลบุรีได้ และการฟ้องคดีต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น ก็ไม่มีบทบัญญัติบังคับว่าจะต้องบรรยายในคำฟ้องด้วยว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่ใดเป็นเรื่องที่ศาลสามารถพิจารณาได้จากสภาพแห่งข้อหาที่ปรากฏตามคำฟ้องได้ ดังนั้นที่ศาลจังหวัดชลบุรีรับฟ้องโจทก์ในคดีนี้ไว้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1) ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อนรรฆ ปัญจกะบุตร
จำเลย — นาง พิมประไพ แสวงไวษยสุข
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5447/2545
#55460
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติมาตรา 4(1) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กำหนดให้การเสนอคำฟ้องสามารถกระทำได้ต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์อยู่ที่ตำบลเสม็ด จังหวัดชลบุรี ประกอบอาชีพค้าขายส่งไรให้แก่ลูกค้าทั่วไปจำเลยเป็นลูกค้าสั่งซื้อไรจากโจทก์ ตามคำฟ้องจึงพอฟังได้ว่ามูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดชลบุรี ซึ่งในคำให้การจำเลยอ้างเพียงประการเดียวว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดฉะเชิงเทราเท่านั้น มิได้ให้การว่ามูลคดีมิได้เกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดชลบุรี ดังนั้น เมื่อมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดชลบุรีโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องที่ศาลจังหวัดชลบุรีได้ ทั้งการฟ้องคดีต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นก็ไม่มีบทบัญญัติบังคับว่าจะต้องบรรยายมาในฟ้องว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่ใด เป็นเรื่องที่ศาลสามารถพิจารณาได้จากสภาพแห่งข้อหาที่ปรากฏตามคำฟ้องได้ การที่ศาลจังหวัดชลบุรีรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ประกอบอาชีพค้าขายส่งไรให้แก่ลูกค้าทั่วไปที่ต้องการสั่งซื้อเพื่อนำไปเลี้ยงปลาหรือกุ้ง จำเลยเป็นลูกค้าคนหนึ่งของโจทก์เมื่อประมาณวันที่ 24 มกราคม 2538 จำเลยสั่งซื้อไรกับโจทก์จำนวน 130 ลัง เป็นเงิน 1,050,000 บาทตกลงว่าจะส่งไรเป็นงวด ๆ เนื่องจากไรกำลังขาดตลาดไม่สามารถส่งให้แก่จำเลยในขณะสั่งซื้อ ต่อมาเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2538 โจทก์เริ่มสั่งไรให้แก่จำเลยเป็นงวด ๆรวม 5 งวด จนครบ จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนแล้วผิดนัดไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 973,312.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 870,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลจังหวัดชลบุรี โจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2538 โจทก์ได้มาติดต่อให้จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายไร จำเลยมีหน้าที่นำเอาไรของโจทก์ไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั่วไป โดยตกลงว่าเมื่อจำเลยจำหน่ายไรแก่ลูกค้าและเก็บเงินได้จะต้องนำเงินส่งให้แก่โจทก์ โจทก์จะแบ่งเงินกำไรให้จำเลยเป็นการตอบแทน หากจำเลยจำหน่ายไรได้130 ลัง จะยกเงินค่าจำหน่ายให้จำเลย 15 ลัง และโจทก์กำหนดเงื่อนไขให้จำเลยแจ้งแก่ลูกค้าทั่วไปว่าหากไรที่ซื้อไปจากโจทก์เพาะไม่ออกตัวหรือออกไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ลูกค้าไม่ต้องจ่ายเงินให้โจทก์ จำเลยได้นำไรจำนวน 130 ลัง ไปจำหน่ายและเก็บเงินได้180,000 บาท แล้วนำส่งโจทก์ ส่วนที่เหลือเก็บเงินไม่ได้เพราะลูกค้าเพาะไรไม่ออกหรือออกไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงไม่ชำระเงินให้ตามเงื่อนไขเงินค่าไรดังกล่าวจึงต้องเป็นพับ ส่วนดอกเบี้ยของเงินที่เก็บจากลูกค้าไม่ได้โจทก์ไม่มีสิทธิมาเรียกร้องจากจำเลย เอกสารใบวางบิลเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นฝ่ายเดียว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 870,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กันยายน 2540) ต้องไม่เกิน 103,312.50 บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดชลบุรีหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ได้บัญญัติเกี่ยวกับการเสนอคำฟ้องไว้ว่าคำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ ตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเห็นได้ชัดว่า การเสนอคำฟ้องสามารถกระทำได้ต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น สำหรับในคดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องมาแล้วว่าโจทก์อยู่ที่ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และประกอบอาชีพค้าขายส่งไรให้แก่ลูกค้าทั่วไปและบรรยายฟ้องต่อไปว่าจำเลยเป็นลูกค้าได้ทำการสั่งซื้อไรกับโจทก์ ตามคำฟ้องจึงพอฟังได้ว่า โจทก์ค้าขายส่งไรอยู่ที่อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี จำเลยไปสั่งซื้อไรจากโจทก์ดังนั้น มูลคดีจึงเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดชลบุรี ซึ่งในคำให้การของจำเลยนั้นจำเลยก็อ้างเพียงประการเดียวว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดฉะเชิงเทราเท่านั้น มิได้ให้การว่ามูลคดีมิได้เกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดชลบุรี ดังนั้น เมื่อมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดชลบุรี โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องที่ศาลจังหวัดชลบุรีได้ และการฟ้องคดีต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น ก็ไม่มีบทบัญญัติบังคับว่าจะต้องบรรยายในคำฟ้องด้วยว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่ใดเป็นเรื่องที่ศาลสามารถพิจารณาได้จากสภาพแห่งข้อหาที่ปรากฏตามคำฟ้องได้ ดังนั้นที่ศาลจังหวัดชลบุรีรับฟ้องโจทก์ในคดีนี้ไว้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1) ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อนรรฆ ปัญจกะบุตร
จำเลย — นาง พิมประไพ แสวงไวษยสุข
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5441/2545
#48679
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษาในประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยหรือไม่ เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะใช้ดุลพินิจกระทำได้เมื่อปรากฏว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลอุทธรณ์จะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยเสียให้เสร็จสิ้นโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้

คดีก่อนโจทก์ฟ้องอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 อันมีลักษณะเป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ว่าได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันมาจากการซื้อขายโดยสละและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้และตกลงจะแบ่งแยกให้ภายหลัง ประเด็นข้อพิพาทคดีทั้งสองจึงแตกต่างกันฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการรังวัดแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 22151 ตำบลหนองตางู อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ให้แก่โจทก์เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขคดีแดงที่ 1278/2540 ของศาลชั้นต้น เพียงประเด็นเดียวเท่านั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำก็ชอบที่จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น แล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นอื่นที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยเสียให้ครบถ้วน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ย้อนสำนวนแล้ววินิจฉัยประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยเสียเองเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษาในประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยหรือไม่ เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่จะใช้ดุลพินิจกระทำได้ เมื่อคดีนี้ปรากฏว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษาคดี ย่อมเป็นการชอบแล้วที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยเสียให้เสร็จสิ้นโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1278/2540 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีทั้งสองแม้โจทก์และจำเลยจะเป็นคู่ความรายเดียวกัน ที่ดินที่ฟ้องเรียกเป็นที่ดินแปลงเดียวกันและโจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1278/2540 ยังไม่ถึงที่สุดก็ตามแต่คดีดังกล่าวโจทก์ฟ้องอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 อันมีลักษณะเป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาจากการซื้อขายโดยสละและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โดยตกลงว่าจะไปแบ่งแยกให้ภายหลัง ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีทั้งสองจึงแตกต่างกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1278/2540 ของศาลชั้นต้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 ม. 240 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง แฉล้ม แก้วชัง
จำเลย — นาง จำปี ขวัญแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5439/2545
#49063
เปิดฉบับเต็ม

ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้าย ประมวลรัษฎากรฯ ที่ระบุให้ตราสารต้องปิดแสตมป์ในอัตราที่กำหนดไว้ จึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามมาตรา 118นั้น มีเฉพาะตั๋วแลกเงินและเลตเตอร์ออฟเครดิตเท่านั้น ส่วนสัญญาทรัสต์รีซีทไม่อยู่ในรายการให้ต้องปิดแสตมป์ สำหรับตั๋วแลกเงินและเลตเตอร์ออฟเครดิตแม้จะไม่มีแสตมป์ปิดไว้ แต่โจทก์ผู้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตและตั๋วแลกเงินเป็นธนาคารพาณิชย์ ชำระค่าอากรตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรฯ เป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์ได้ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ฯ ดังนั้นแม้ตราสารดังกล่าวจะไม่มีแสตมป์ปิดไว้แต่โจทก์ก็นำสืบได้ว่าได้ชำระอากรแล้ว จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118

ข้อตกลงในสัญญาทรัสต์รีซีท จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์เป็นผู้เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินในช่วงเวลาใดได้ตามที่โจทก์เห็นสมควร ซึ่งเมื่อโจทก์จ่ายเงินชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ไปตาเลตเตอร์ออฟเครดิตเป็นเงินตราต่างประเทศแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินที่ตกลงกันไว้ เมื่อโจทก์จ่ายเงินแทนจำเลยที่ 1 ไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตในอัตราแลกเปลี่ยนเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 37.155 บาท จำเลยทั้งสี่ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินในระยะเวลาตามที่โจทก์ขอมาในคำฟ้องมีค่า 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 25 บาท จึงฟังว่าอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับเงินบาทไทยตามที่โจทก์นำสืบ ไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์แสวงหากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงิน

จากเงื่อนไขที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นการยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่เข้าก่อหนี้กับโจทก์ ไม่ว่าหนี้ของจำเลยที่ 1 มีอยู่ก่อนที่จะเข้าทำสัญญาค้ำประกัน ขณะทำสัญญาค้ำประกัน หรือหลังทำสัญญาค้ำประกัน ดังนั้น หนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทซึ่งเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่ก่อนทำหนังสือสัญญาค้ำประกัน และหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทซึ่งเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์หลังทำหนังสือสัญญาค้ำประกันต่างก็เป็นหนี้ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันแล้ว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตชนิดเพิกถอนไม่ได้เพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศโดยโจทก์จ่ายเงินให้ไปแล้วตามตั๋วแลกเงิน ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทให้โจทก์ไว้ด้วย ในการที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นการค้ำประกันหนี้ทุกชนิดตลอดไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งที่เป็นหนี้ก่อนทำสัญญาขณะทำสัญญาและหนี้ที่จะมีขึ้นภายภาคหน้า แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวจึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้จำนวน 238,653,728.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน183,680,712.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยขอให้โจทก์ออกเลตเตอร์ออฟเครดิต ทำสัญญาทรัสต์รีซีท และออกตั๋วแลกเงินใด ๆ ดังที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 8, 12 และ 16 จำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำฟ้อง การที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่าโจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 37.1550 บาท 42.1500 บาท และ 41.5500 บาทเป็นการที่โจทก์แสวงหากำไรเกินควรจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 25 บาท เท่านั้น นอกจากนี้โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยสูงกว่าที่ตกลงกันในอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี ทำให้จำนวนหนี้สูงกว่าเป็นจริง จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ถึงจำนวนตามคำฟ้อง เพราะไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 และตัวแทนผู้บริโภคขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 57 หากจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว ก็คงรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 12 และ 16 เท่านั้น ส่วนสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข8 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ต้องรับผิดเพราะเป็นการค้ำประกันหนี้สินอื่นของจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวข้องกับหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทคดีนี้ อย่างไรก็ตามหากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันท้ายฟ้องหมายเลข 8 คงรับผิดไม่เกินจำนวนหนี้ที่แท้จริงตามสัญญา ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์มิได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินตามคำฟ้องกรรมการธนาคารโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ เพราะขณะฟ้องคดีโจทก์มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำการแทนโจทก์โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 238,653,728.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 183,680,712.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า เลตเตอร์ออฟเครดิต ตั๋วแลกเงินและสัญญาทรัสต์รีซีทไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จึงไม่อาจอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 นั้น เห็นว่า ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรที่ระบุให้ตราสารต้องปิดอากรแสตมป์ในอัตราที่กำหนดไว้จึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 คงมีเฉพาะตั๋วแลกเงิน(ลักษณะตราสาร 9.(1)) และเลตเตอร์ออฟเครดิต (ลักษณะตราสาร 14.) เท่านั้น ส่วนสัญญาทรัสต์รีซีทไม่อยู่ในรายการตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรให้ต้องปิดอากรแสตมป์แต่อย่างใด สำหรับตั๋วแลกเงินและเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวนั้น แม้จะไม่มีอากรแสตมป์ปิดไว้ดังเช่นจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ แต่โจทก์ผู้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตและตั๋วแลกเงินเป็นธนาคารพาณิชย์ จึงมีสิทธิที่จะชำระค่าอากรตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรสำหรับตราสารทั้งสองเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากรได้ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์(ฉบับที่ 22) เรื่อง กำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากรสำหรับตราสารบางลักษณะ ข้อ 3(1) ตั๋วแลกเงินหรือตราสารทำนองเดียวกันที่ใช้อย่างตั๋วเงินเฉพาะที่ธนาคารประกอบกิจการในราชอาณาจักรหรือธนาคารประกอบกิจการนอกราชอาณาจักรเป็นผู้สั่งจ่ายตามลักษณะแห่งตราสาร 9.(1) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) เรื่อง กำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากรสำหรับตราสารบางลักษณะ ข้อ 2(7) เลตเตอร์ออฟเครดิตตามลักษณะแห่งตราสาร 14. แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ดังนั้นแม้ตราสารดังกล่าวจะไม่มีอากรแสตมป์ปิดไว้ แต่จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบตามที่ปรากฏที่ด้านหลังตราสารตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย จ.7 จ.11 และ จ.15 ที่โจทก์เป็นผู้ออกว่า โจทก์ได้ชำระอากรแล้ว ส่วนเลตเตอร์ออฟเครดิต 3 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.6จ.10 และ จ.14 ที่โจทก์เป็นผู้ออก ก็ปรากฏตามใบเสร็จรับเงินพร้อมคำแปลเอกสารหมายจ.8 และ จ.12 และ จ.16 ว่า โจทก์ได้ชำระค่าอากรแสตมป์สำหรับเลตเตอร์ออฟเครดิต3 ฉบับดังกล่าวแล้วเช่นกันซึ่งจำเลยทั้งสี่มิได้นำสืบโต้แย้งหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ชำระค่าอากรเป็นตัวเงินในการออกตราสารตั๋วแลกเงินและเลตเตอร์ออฟเครดิตแทนการปิดแสตมป์อากรแล้ว ตราสารดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ได้ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตออกตั๋วแลกเงิน และทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้กับโจทก์ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้จำเลยที่ 1 แทนจำเลยที่ 1 ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 จ.10 และ จ.11 กับ จ.14 และ จ.15 นั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตามที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์สรุปว่า โจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินไม่ถูกต้องตามที่ตกลงไว้ในสัญญา และโจทก์ซึ่งมีหน้าที่พิสูจน์ก็ไม่มีหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับเงินบาทไทยเท่าใด ดังนั้น จึงต้องรับฟังตามที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้ว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 25 บาท จำนวนหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยตามคำฟ้องของโจทก์สูงเกินจริงโจทก์แสวงหากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินนั้น เห็นว่า ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.9 จ.13 และ จ.17 ซึ่งแต่ละฉบับในข้อ 4 มีความตรงกันว่า "...ข้าพเจ้าต้องนำเงินมาชำระค่าสินค้าในจำนวนและในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ตามรายละเอียดแนบท้ายให้แก่ธนาคาร โดยคำนวณเงินตราต่างประเทศที่ระบุไว้ ในรายละเอียดแนบท้ายเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารต้องชำระค่าสินค้าแทนข้าพเจ้าหรือตามอัตราที่ตกลงกันไว้หรือในอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคาร ณ วันครบกำหนดชำระเงินตามทรัสต์รีซีท หรือในอัตราที่ได้กำหนดไว้แนบท้ายสัญญานี้ โดยข้าพเจ้ายินยอมให้ธนาคารเป็นผู้เลือกที่จะใช้อัตราใดแล้วแต่จะเห็นสมควร..." ตามข้อตกลงในสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์เป็นผู้เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งได้ตามที่โจทก์เห็นสมควร ซึ่งเมื่อโจทก์จ่ายเงินชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเป็นเงินตราต่างประเทศแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินที่ตกลงกันไว้ ในการที่โจทก์จ่ายเงินแทนจำเลยที่ 1 ไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเอกสารหมาย จ.6 จ.10 และ จ.14 นั้น โจทก์ได้นำสืบแล้วว่าโจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 37.155 บาท ตามใบเสร็จรับเงินลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 เอกสารหมาย จ.8 เท่ากับ 41.55 บาท ตามใบเสร็จรับเงินลงวันที่ 20 สิงหาคม 2541 เอกสารหมาย จ.12 และเท่ากับ 42.15 บาท ตามใบเสร็จรับเงินลงวันที่ 14 สิงหาคม 2541 เอกสารหมาย จ.16 แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ให้เห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินในระยะเวลาตามที่โจทก์ขอมาในคำฟ้องมีค่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 25 บาท เช่นที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่าอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับเงินบาทไทยตามจำนวนที่โจทก์นำสืบมา มิใช่เป็นกรณีที่โจทก์แสวงหากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินดังเช่นที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมาตามประกาศธนาคารโจทก์ที่ออกตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์เอกสารหมาย จ.24 และ จ.25 ว่าไม่อาจบังคับได้เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 57 นั้น เห็นว่าประกาศธนาคารโจทก์ดังกล่าวออกตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522 บัญญัติให้อำนาจไว้ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.24 และ จ.25 จึงมีผลสมบูรณ์บังคับได้โดยชอบ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 57 เพราะไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 และตัวแทนผู้บริโภคดังที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์แต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำฟ้องนั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่เกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 12 และ 16 ที่ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ให้การต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 จริงตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว เมื่อโจทก์มีเพียงบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวรพงศ์ อรศิริสกุล มาเป็นหลักฐานเท่านั้น แม้จำเลยที่ 2ถึงที่ 4 จะไม่นำพยานเข้าสืบ แต่โจทก์สืบไม่สมกับข้ออ้างตามคำฟ้องจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ต่อโจทก์นั้น เห็นว่า เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 12 และ 16 ดังกล่าว นอกจากโจทก์จะมีนายวรพงศ์มาเป็นพยานดังที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์แล้ว โจทก์ยังมีสัญญาค้ำประกันทรัสต์รีซีทต้นฉบับเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 12 และ 16 คือเอกสารหมาย จ.13 (แผ่นที่ 2 ด้านหลัง) และ จ.17 (แผ่นที่ 2 ด้านหลัง) ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์มาแสดงเป็นพยานหลักฐานประกอบด้วย ซึ่งเป็นการที่โจทก์ได้นำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างในคำฟ้องตามภาระหน้าที่ของโจทก์แล้วแต่จำเลยทั้งสี่กลับมิได้นำพยานหลักฐานใดเข้าสืบเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ให้เห็นเป็นอย่างอื่นและเพื่อสนับสนุนคำให้การของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เลยว่าจำเลยที่ 2 มิได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทตามเอกสารหมาย จ.13 (แผ่นที่ 2 ด้านหลัง) และ จ.17 (แผ่นที่ 2 ด้านหลัง) และเมื่อเปรียบเทียบลายมือชื่อของจำเลยที่ 2ในช่องผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.13 (แผ่นที่ 2 ด้านหลัง) และ จ.17 (แผ่นที่ 2ด้านหลัง) กับลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในใบแต่งตั้งทนายความของจำเลยที่ 2 และลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในช่องผู้ค้ำประกันคนแรกตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 8ซึ่งก็คือเอกสารหมาย จ.18 ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้แถลงยอมรับไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ฉบับลงวันที่ 9ธันวาคม 2542 แล้วเชื่อได้ว่าลายมือชื่อดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.13 (ด้านหลัง) และ จ.17 (ด้านหลัง) เพื่อค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.13 (ด้านหน้า) และจ.17 (ด้านหน้า) นั้นชอบแล้ว แต่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น แม้สัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.13 (แผ่นที่ 2 ด้านหลัง) และ จ.17 (แผนที่ 2 ด้านหลัง) ต่างระบุชื่อของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ก็ตาม แต่สัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.13 (ด้านหลัง) และ จ.17 (ด้านหลัง) นั้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงหาต้องรับผิดต่อโจทก์ในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทตามเอกสารหมาย จ.13 (ด้านหน้า) และ จ.17 (ด้านหน้า)ไม่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันทรัสต์รีซีทเอกสารหมายจ.13 (ด้านหลัง) และ จ.17 (ด้านหลัง) นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2ถึงที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 8 หรือไม่โดยจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 12 และ 16 ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นการค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท แต่เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 8 ระบุว่าค้ำประกันหนี้สินทุกชนิดของจำเลยที่ 1 บริษัทจิวเต็กเซ้ง (1978) จำกัด และบริษัทที.อาร์.ซี. คอร์โปเรชั่น จำกัด แม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ทำสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 8 แต่ก็ไม่ใช่การค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 คดีนี้ แต่เป็นการค้ำประกันหนี้อื่นของจำเลยที่ 1 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับผิดต่อโจทก์ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 8 จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 8 หรือเอกสารหมาย จ.18 ได้ระบุหัวเรื่องไว้ชัดเจนว่า "หนังสือสัญญาประกัน (ใช้สำหรับค้ำประกันหนี้ทุกชนิดตลอดไปโดยไม่สิ้นสุด)" โดยข้อ (1) มีข้อความว่า "ผู้ค้ำประกันยินยอมเข้าค้ำประกันหนี้สินทุกชนิดบรรดาที่บริษัทจิวเต็กเซ้ง (1978) จำกัด บริษัทจิวัฒน์ธนา จำกัด และบริษัท ที.อาร์.ซี.คอร์โปเรชั่น จำกัด (ซึ่งต่อไปในสัญญานี้จะเรียกว่า "ลูกหนี้") ได้เป็นหนี้ต่อธนาคารอยู่แล้วก่อนวันทำสัญญานี้ และหรือเป็นหนี้อยู่ในขณะทำสัญญานี้ และรวมทั้งหนี้สินที่ลูกหนี้จะได้เป็นหนี้ต่อธนาคารหลังจากวันทำสัญญานี้เป็นต้นไป ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าหนี้สินเหล่านั้นจะเป็นหนี้สินที่เกิดขึ้นเนื่องจากการที่ลูกหนี้ได้หรือจะได้กู้เงินหรือเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารก็ดีลูกหนี้ได้หรือจะได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตหรือเอกสารอื่นใดในทำนองเดียวกันต่อธนาคารก็ดี ลูกหนี้ได้หรือจะได้รับสินค้าไปจากธนาคารโดยวิธีทรัสต์รีซีทหรือโดยวิธีอื่นใดในทำนองเดียวกันก็ดี ลูกหนี้ได้หรือจะได้เข้าค้ำประกันหรือรับรองหนี้สินหรือความรับผิดของบุคคลอื่นใดที่มีอยู่ต่อธนาคารก็ดี ลูกหนี้ได้หรือจะได้รับรองหรือร้องขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันความรับผิดหรือหนี้สินตามสัญญาที่ลูกหนี้ได้หรือจะได้เข้าเป็นคู่สัญญากับบุคคลภายนอกก็ดี ตลอดจนหนี้สินอื่น ๆ ทุกอย่างทุกชนิดบรรดาที่ลูกหนี้ได้หรือจะได้เป็นหนี้ต่อธนาคารไม่ว่าจะโดยนิติกรรมหรือข้อผูกพันใด ๆ ก็ดี ทั้งนี้รวมกันเป็นวงเงิน แอลซี ทีอาร์ 150,000,000 บาท (หนึ่งร้อยห้าสิบล้านบาทถ้วน) และอุปกรณ์แห่งหนี้ อันได้แก่ ค่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินกว่าหนึ่งปีธนาคารนำมาทบเป็นต้นเงินใหม่ ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมในการดำเนินคดีเพื่อบังคับใช้ชำระหนี้...เป็นอาทิอีกต่างหากตลอดไปจนกว่าธนาคารจะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้จนสิ้นเชิงทุกประการ" จากเงื่อนไขที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.18 เป็นการยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่เข้าก่อหนี้กับโจทก์ไม่ว่าหนี้ของจำเลยที่ 1 มีอยู่ก่อนที่จะเข้าทำสัญญาค้ำประกัน ขณะทำสัญญาค้ำประกัน หรือหลังทำสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.18 ดังนั้นหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.6 และ จ.9 ซึ่งเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่ก่อนทำหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.18 และหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.10 และจ.13 กับจ.14 และ จ.17 ซึ่งเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์หลังทำหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.18 ต่างก็เป็นหนี้ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.18 แล้ว และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์อีกด้วยตามเอกสารหมาย จ.18 ข้อ(3) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.18 เป็นการค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ด้วยนั้นเป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เต็มตามคำฟ้องคือหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตหรือสัญญาทรัสต์รีซีทรวม 3 ฉบับ รวมเป็นเงิน 183,680,712.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้นเป็นการไม่ชอบ เพราะที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.18 เป็นเงิน 150,000,000 บาท รวมทั้งอุปกรณ์ของหนี้ด้วยเท่านั้น ไม่ได้ร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดต่อโจทก์แต่อย่างใด และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.13 (ด้านหลัง) ข้อ 1 และ จ.17 (ด้านหลัง) ข้อ 1 และเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 เฉพาะตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.13 (ด้านหน้า) และ จ.17 (ด้านหน้า) รวมเป็นเงิน95,010,257.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยเท่านั้น นอกจากนี้ตามสภาวะทางการเงินของประเทศอันเห็นได้จากประกาศธนาคารโจทก์และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดตามเอกสารหมาย จ.25 และ จ.24 มีแนวโน้มว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลงอีก การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นนั้น อาจจะยิ่งเป็นภาระแก่จำเลยทั้งสี่ต่อไปมาก ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรกำหนดใหม่ให้เหมาะสม"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 238,653,728.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี หรือตามประกาศธนาคารโจทก์ เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อประเภทอัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีมีกำหนดระยะเวลา ที่ออกตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฎิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ที่มีในภายหลัง แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดไว้ ในต้นเงินจำนวน183,680,712.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 และ 4 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 150,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและระยะเวลาในบัญชีตามตารางการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ. 23 นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไป จนถึงวันฟ้อง และถัดจากวันฟ้องในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี หรือตามประกาศธนาคารโจทก์ เรื่อง อัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อประเภทอัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีมีกำหนดระยะเวลา ที่ออกตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดที่มีในภายหลังแต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดไว้ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 682 วรรคสอง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท จิวัฒน์ธนา จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5437/2545
#47003
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีอาชีพขายเครื่องประดับอัญมณี โจทก์นำเครื่องประดับอัญมณีไปขายฝากหรือจำนำที่ห้างทอง พ. เป็นเงิน 3 ล้านบาทเศษ ต่อมาโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยเหลือโดยการไถ่ทรัพย์สินดังกล่าวให้ ซึ่งแน่นอนว่าโจทก์ต้องมีหลักประกันที่น่าเชื่อถือให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษถึงขนาดที่จำเลยที่ 1 จะนำเงินจำนวนมากไปไถ่ทรัพย์สินให้โจทก์โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือหลักประกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ไถ่ทรัพย์สินมาแล้วโจทก์ได้ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ทันทีเพื่อเป็นหลักประกันหนี้ ย่อมเข้าลักษณะเป็นการจำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 747 จำเลยที่ 1 ผู้รับจำนำชอบที่จะยึดของจำนำไว้ได้ทั้งหมดจนกว่าจะได้รับชำระหนี้และค่าอุปกรณ์ครบถ้วนตามมาตรา 758ส่วนการที่โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินไปขายให้แก่บุคคลอื่นโดยโจทก์กำหนดราคาขายให้นั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ผู้รับจำนำจะช่วยขายทรัพย์สินที่จำนำให้แก่โจทก์เพื่อนำเงินมาชำระหนี้คืนแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น มิใช่เรื่องตัวการตัวแทนทั้งข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ขายทรัพย์สินจำนำให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วหรือไม่ แต่กลับได้ความจากโจทก์เองว่า จำเลยที่ 2 มีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระเงินเพื่อชำระหนี้จำนำทรัพย์สินดังกล่าวให้เสร็จภายใน 30 วัน อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มิใช่ผู้ซื้อทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ดังนั้น แม้หากจะฟังว่าจำเลยที่ 1 ได้ขายทรัพย์สินไปแล้วและยังไม่ได้ชำระเงินค่าทรัพย์สินส่วนที่เหลือจากการหักชำระหนี้จำนำคืนให้แก่โจทก์ก็ตาม ก็เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งที่โจทก์ต้องฟ้องร้องขอชำระหนี้ที่จำนำหรือเรียกราคาทรัพย์สินคืนจากจำเลยทั้งสองเท่านั้น จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานยักยอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องประดับอัญมณีรวม 5 รายการ เป็นเงินจำนวน 6,685,300 บาท เมื่อประมาณปลายปี 2538 โจทก์นำเครื่องประดับอัญมณีดังกล่าวไปขายฝากหรือจำนำไว้แก่ห้างทองเพชรฮั่วกี่ เป็นเงินจำนวน 3,550,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยได้ จำเลยที่ 1จึงไถ่ถอนเครื่องประดับอัญมณีจากห้างทองเพชรฮั่วกี่ให้ โจทก์ฝากเครื่องประดับอัญมณีไว้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยทั้งสองร่วมกันเบียดบังเครื่องประดับอัญมณีของโจทก์ไปเป็นของจำเลยทั้งสองหรือบุคคลที่สาม โดยจำเลยที่ 1 บอกให้โจทก์ขายเครื่องประดับอัญมณีดังกล่าว โจทก์ตกลงขายโดยกำหนดราคาให้จำเลยที่ 1 ไว้แล้ว จำเลยที่ 1ได้ขายเครื่องประดับอัญมณีของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 ไป แต่ปิดบังมิให้โจทก์ทราบเรื่องและปฏิเสธว่ายังมิได้ขาย โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันสร้างเรื่องว่า โจทก์กู้เงินจากจำเลยที่ 2 และนำเครื่องประดับอัญมณีไปจำนำเป็นประกันหนี้เงินกู้ซึ่งไม่เป็นความจริงอีกด้วยการกระทำของจำเลยทั้งสองถือได้ว่าเป็นการร่วมกันครอบครองทรัพย์สินของโจทก์ แล้วเบียดบังเอาเป็นทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองหรือบุคคลที่สามโดยเจตนาทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และ 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่าคดีโจทก์มีมูลความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ ได้ความจากโจทก์ว่าโจทก์มีอาชีพขายเครื่องประดับอัญมณีและเคยนำเครื่องประดับอัญมณีไปขายฝากหรือจำนำเป็นประกันการกู้ยืมเงินแก่ผู้อื่นหลายครั้ง เมื่อประมาณปลายปี 2538 โจทก์ให้นางสาวพงษ์ลดา ศักดิ์เสือ ลูกจ้างโจทก์นำเครื่องประดับอัญมณีจำนวน 8 ชิ้น รวม 5 รายการตามบัญชีทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.1 ไปขายฝากหรือจำนำที่ห้างทองเพชรฮั่วกี่เป็นเงินจำนวน 3,550,000 บาท กำหนดชำระดอกเบี้ยทุก 2 เดือน ครั้งละประมาณ100,000 บาท ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยเหลือโดยการไถ่ทรัพย์สินดังกล่าวให้เนื่องจากโจทก์ต้องชำระดอกเบี้ยครั้งละเป็นเงินจำนวนมากจำเลยที่ 1 ตกลงช่วยเหลือโจทก์ จากนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 กับพวกเดินทางไปไถ่ทรัพย์สินที่ห้างทองเพชรฮั่วกี่ เป็นเงินต้นจำนวน 3,550,000 บาท ดอกเบี้ยจำนวน350,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 3,900,000 บาท เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 นำเงินไปไถ่เครื่องประดับอัญมณีที่โจทก์นำไปขายฝากหรือจำนำไว้ที่ห้างทองเพชรฮั่วกี่ เป็นเงินต้นและดอกเบี้ยรวมเป็นเงินมากถึงจำนวน 3,900,000 บาท หากโจทก์ไม่มีหลักประกันที่น่าเชื่อถือให้จำเลยที่ 1 ก็ย่อมเป็นการยากที่จำเลยที่ 1 จะนำเงินจำนวนมากเช่นนั้นไปไถ่ทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ประกอบกับไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษถึงขนาดจำเลยที่ 1 ต้องนำเงินจำนวนมากขนาดนั้นไปไถ่ทรัพย์สินให้แก่โจทก์ โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือหลักประกันให้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ดังนั้นที่โจทก์เบิกความว่าหลังจากไถ่ทรัพย์สินแล้ว โจทก์ฝากทรัพย์สินไว้กับจำเลยที่ 1 เนื่องจากเห็นว่าจำเลยที่ 1 ช่วยไถ่ให้ โดยไม่ได้มอบทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เป็นหลักประกันการชำระหนี้จำนวน 3,900,000 บาท นั้น จึงเป็นการผิดปกติวิสัยที่จำเลยที่ 1 จะนำเงินจำนวนมากขนาดนั้นไปไถ่ทรัพย์สินให้แก่โจทก์ โดยไม่มีหลักประกันให้ยึดถือไว้คำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นพิรุธและไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ซึ่งในข้อนี้ได้ความจากนางสาวพงษ์ลดาพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า โจทก์มอบทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้ จึงเชื่อได้ว่าโจทก์มอบทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.1 ให้แก่จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เป็นหลักประกันการชำระเงินที่จำเลยที่ 1 นำไปไถ่ทรัพย์สินคืนให้แก่โจทก์นั่นเอง ดังนี้ การที่โจทก์ส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ในทันทีเพื่อเป็นหลักประกันหนี้ ย่อมเข้าลักษณะเป็นการจำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 747 จำเลยที่ 1 ผู้รับจำนำชอบที่จะยึดของจำนำไว้ได้ทั้งหมดจนกว่าจะได้รับชำระหนี้และค่าอุปกรณ์ครบถ้วนตามมาตรา 758 อีกทั้งการที่จำเลยที่ 1 โทรศัพท์มาบอกโจทก์ว่าจะช่วยขายทรัพย์สินให้ และโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินไปขายให้แก่บุคคลอื่นได้โดยโจทก์กำหนดราคาขายให้นั้นก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ผู้รับจำนำจะช่วยขายทรัพย์สินที่จำนำให้แก่โจทก์เพื่อนำเงินมาชำระหนี้คืนให้แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น มิใช่เรื่องตัวการตัวแทน ยิ่งไปกว่านั้นพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ขายทรัพย์สินจำนำให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแล้วจริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลับได้ความจากโจทก์เองว่า จำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 3,900,000 บาท เพื่อชำระหนี้จำนำทรัพย์สินดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 30 วัน ตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ซื้อทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดถึงแม้หากจะฟังว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับจำนำได้ขายทรัพย์สินไปและยังไม่ได้ชำระเงินค่าทรัพย์สินส่วนที่เหลือจากการหักชำระหนี้จำนำคืนให้แก่โจทก์ก็ตาม ก็เป็นเรื่องผิดสัญญาในทางแพ่งที่โจทก์จะต้องฟ้องร้องขอชำระหนี้ที่จำนำหรือเรียกทรัพย์สินคืนจากจำเลยทั้งสองเท่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวนโดยไม่มีพยานหลักฐานใดสนับสนุนหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พฤติการณ์จากพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินที่จำเลยที่ 1 นำไปไถ่ทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ อันเข้าลักษณะเป็นการจำนำนั้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยพฤติการณ์จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาในสำนวนทั้งสิ้น จึงหาใช่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนหรือไม่มีพยานหลักฐานใดในสำนวนสนับสนุนไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 747 ม. 758
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง มนัสนันท์ สุวรรณวัฒน์
จำเลย — พลเอก บุญศักดิ์ กำแหงฤทธิรงค์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5437/2545
#55459
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีอาชีพขายเครื่องประดับอัญมณี โจทก์นำเครื่องประดับอัญมณีไปขายฝากหรือจำนำที่ห้างทอง พ. เป็นเงิน 3 ล้านบาทเศษ ต่อมาโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยเหลือโดยการไถ่ทรัพย์สินดังกล่าวให้ ซึ่งแน่นอนว่าโจทก์ต้องมีหลักประกันที่น่าเชื่อถือให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษถึงขนาดที่จำเลยที่ 1 จะนำเงินจำนวนมากไปไถ่ทรัพย์สินให้โจทก์โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือหลักประกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ไถ่ทรัพย์สินมาแล้วโจทก์ได้ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ทันทีเพื่อเป็นหลักประกันหนี้ ย่อมเข้าลักษณะเป็นการจำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 747 จำเลยที่ 1 ผู้รับจำนำชอบที่จะยึดของจำนำไว้ได้ทั้งหมดจนกว่าจะได้รับชำระหนี้และค่าอุปกรณ์ครบถ้วนตามมาตรา 758ส่วนการที่โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินไปขายให้แก่บุคคลอื่นโดยโจทก์กำหนดราคาขายให้นั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ผู้รับจำนำจะช่วยขายทรัพย์สินที่จำนำให้แก่โจทก์เพื่อนำเงินมาชำระหนี้คืนแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น มิใช่เรื่องตัวการตัวแทนทั้งข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ขายทรัพย์สินจำนำให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วหรือไม่ แต่กลับได้ความจากโจทก์เองว่า จำเลยที่ 2 มีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระเงินเพื่อชำระหนี้จำนำทรัพย์สินดังกล่าวให้เสร็จภายใน 30 วัน อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มิใช่ผู้ซื้อทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ดังนั้น แม้หากจะฟังว่าจำเลยที่ 1 ได้ขายทรัพย์สินไปแล้วและยังไม่ได้ชำระเงินค่าทรัพย์สินส่วนที่เหลือจากการหักชำระหนี้จำนำคืนให้แก่โจทก์ก็ตาม ก็เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งที่โจทก์ต้องฟ้องร้องขอชำระหนี้ที่จำนำหรือเรียกราคาทรัพย์สินคืนจากจำเลยทั้งสองเท่านั้น จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานยักยอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องประดับอัญมณีรวม 5 รายการ เป็นเงินจำนวน 6,685,300 บาท เมื่อประมาณปลายปี 2538 โจทก์นำเครื่องประดับอัญมณีดังกล่าวไปขายฝากหรือจำนำไว้แก่ห้างทองเพชรฮั่วกี่ เป็นเงินจำนวน 3,550,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยได้ จำเลยที่ 1จึงไถ่ถอนเครื่องประดับอัญมณีจากห้างทองเพชรฮั่วกี่ให้ โจทก์ฝากเครื่องประดับอัญมณีไว้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยทั้งสองร่วมกันเบียดบังเครื่องประดับอัญมณีของโจทก์ไปเป็นของจำเลยทั้งสองหรือบุคคลที่สาม โดยจำเลยที่ 1 บอกให้โจทก์ขายเครื่องประดับอัญมณีดังกล่าว โจทก์ตกลงขายโดยกำหนดราคาให้จำเลยที่ 1 ไว้แล้ว จำเลยที่ 1ได้ขายเครื่องประดับอัญมณีของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 ไป แต่ปิดบังมิให้โจทก์ทราบเรื่องและปฏิเสธว่ายังมิได้ขาย โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันสร้างเรื่องว่า โจทก์กู้เงินจากจำเลยที่ 2 และนำเครื่องประดับอัญมณีไปจำนำเป็นประกันหนี้เงินกู้ซึ่งไม่เป็นความจริงอีกด้วยการกระทำของจำเลยทั้งสองถือได้ว่าเป็นการร่วมกันครอบครองทรัพย์สินของโจทก์ แล้วเบียดบังเอาเป็นทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองหรือบุคคลที่สามโดยเจตนาทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และ 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่าคดีโจทก์มีมูลความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ ได้ความจากโจทก์ว่าโจทก์มีอาชีพขายเครื่องประดับอัญมณีและเคยนำเครื่องประดับอัญมณีไปขายฝากหรือจำนำเป็นประกันการกู้ยืมเงินแก่ผู้อื่นหลายครั้ง เมื่อประมาณปลายปี 2538 โจทก์ให้นางสาวพงษ์ลดา ศักดิ์เสือ ลูกจ้างโจทก์นำเครื่องประดับอัญมณีจำนวน 8 ชิ้น รวม 5 รายการตามบัญชีทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.1 ไปขายฝากหรือจำนำที่ห้างทองเพชรฮั่วกี่เป็นเงินจำนวน 3,550,000 บาท กำหนดชำระดอกเบี้ยทุก 2 เดือน ครั้งละประมาณ100,000 บาท ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยเหลือโดยการไถ่ทรัพย์สินดังกล่าวให้เนื่องจากโจทก์ต้องชำระดอกเบี้ยครั้งละเป็นเงินจำนวนมากจำเลยที่ 1 ตกลงช่วยเหลือโจทก์ จากนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 กับพวกเดินทางไปไถ่ทรัพย์สินที่ห้างทองเพชรฮั่วกี่ เป็นเงินต้นจำนวน 3,550,000 บาท ดอกเบี้ยจำนวน350,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 3,900,000 บาท เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 นำเงินไปไถ่เครื่องประดับอัญมณีที่โจทก์นำไปขายฝากหรือจำนำไว้ที่ห้างทองเพชรฮั่วกี่ เป็นเงินต้นและดอกเบี้ยรวมเป็นเงินมากถึงจำนวน 3,900,000 บาท หากโจทก์ไม่มีหลักประกันที่น่าเชื่อถือให้จำเลยที่ 1 ก็ย่อมเป็นการยากที่จำเลยที่ 1 จะนำเงินจำนวนมากเช่นนั้นไปไถ่ทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ประกอบกับไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษถึงขนาดจำเลยที่ 1 ต้องนำเงินจำนวนมากขนาดนั้นไปไถ่ทรัพย์สินให้แก่โจทก์ โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือหลักประกันให้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ดังนั้นที่โจทก์เบิกความว่าหลังจากไถ่ทรัพย์สินแล้ว โจทก์ฝากทรัพย์สินไว้กับจำเลยที่ 1 เนื่องจากเห็นว่าจำเลยที่ 1 ช่วยไถ่ให้ โดยไม่ได้มอบทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เป็นหลักประกันการชำระหนี้จำนวน 3,900,000 บาท นั้น จึงเป็นการผิดปกติวิสัยที่จำเลยที่ 1 จะนำเงินจำนวนมากขนาดนั้นไปไถ่ทรัพย์สินให้แก่โจทก์ โดยไม่มีหลักประกันให้ยึดถือไว้คำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นพิรุธและไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ซึ่งในข้อนี้ได้ความจากนางสาวพงษ์ลดาพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า โจทก์มอบทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้ จึงเชื่อได้ว่าโจทก์มอบทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.1 ให้แก่จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เป็นหลักประกันการชำระเงินที่จำเลยที่ 1 นำไปไถ่ทรัพย์สินคืนให้แก่โจทก์นั่นเอง ดังนี้ การที่โจทก์ส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ในทันทีเพื่อเป็นหลักประกันหนี้ ย่อมเข้าลักษณะเป็นการจำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 747 จำเลยที่ 1 ผู้รับจำนำชอบที่จะยึดของจำนำไว้ได้ทั้งหมดจนกว่าจะได้รับชำระหนี้และค่าอุปกรณ์ครบถ้วนตามมาตรา 758 อีกทั้งการที่จำเลยที่ 1 โทรศัพท์มาบอกโจทก์ว่าจะช่วยขายทรัพย์สินให้ และโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินไปขายให้แก่บุคคลอื่นได้โดยโจทก์กำหนดราคาขายให้นั้นก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ผู้รับจำนำจะช่วยขายทรัพย์สินที่จำนำให้แก่โจทก์เพื่อนำเงินมาชำระหนี้คืนให้แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น มิใช่เรื่องตัวการตัวแทน ยิ่งไปกว่านั้นพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ขายทรัพย์สินจำนำให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแล้วจริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลับได้ความจากโจทก์เองว่า จำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 3,900,000 บาท เพื่อชำระหนี้จำนำทรัพย์สินดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 30 วัน ตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ซื้อทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดถึงแม้หากจะฟังว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับจำนำได้ขายทรัพย์สินไปและยังไม่ได้ชำระเงินค่าทรัพย์สินส่วนที่เหลือจากการหักชำระหนี้จำนำคืนให้แก่โจทก์ก็ตาม ก็เป็นเรื่องผิดสัญญาในทางแพ่งที่โจทก์จะต้องฟ้องร้องขอชำระหนี้ที่จำนำหรือเรียกทรัพย์สินคืนจากจำเลยทั้งสองเท่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวนโดยไม่มีพยานหลักฐานใดสนับสนุนหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พฤติการณ์จากพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินที่จำเลยที่ 1 นำไปไถ่ทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ อันเข้าลักษณะเป็นการจำนำนั้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยพฤติการณ์จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาในสำนวนทั้งสิ้น จึงหาใช่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนหรือไม่มีพยานหลักฐานใดในสำนวนสนับสนุนไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 747 ม. 758
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง มนัสนันท์ สุวรรณวัฒน์
จำเลย — พลเอก บุญศักดิ์ กำแหงฤทธิรงค์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5417/2545
#47002
เปิดฉบับเต็ม

แม้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจและมีผลใช้บังคับได้เท่าที่อยู่ในขอบเขตอำนาจที่ พระราชบัญญัติให้อำนาจไว้ก็ตามแต่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวไม่ได้ออกโดยองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติจึงไม่เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 การที่ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว ซึ่งศาลยุติธรรมจะนำมาใช้บังคับแก่คดีเป็นประกาศที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6หรือไม่ จึงไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์สาขาชัยภูมิรวม3 ฉบับ เพื่อประกันการชำระหนี้ทั้งหมด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8294 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ไว้แก่โจทก์ในวงเงิน 300,000 บาท โดยตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้จนครบ และต่อมาได้ตกลงขึ้นเงินจำนองอีก 2 ครั้ง รวมจำนองในวงเงิน 1,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8295 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ไว้แก่โจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท โดยตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยินยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้จนครบ และต่อมาได้ตกลงขึ้นเงินจำนองอีก 2 ครั้ง รวมจำนองในวงเงิน 600,000 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดและค้างชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,908,563.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน1,786,554.96 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสามให้การว่า ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดเพิ่มหรือลดจากที่กำหนดในสัญญาโดยคิดทบต้นเป็นโมฆะ เพราะประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 และพระราชบัญญัติดอกเบี้ยให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ยังไม่มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 1,374,405.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน995,868.35 บาท นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2538 และของต้นเงินตามสัญญากู้เงินประจำจำนวน 378,537.61 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 22 เมษายน 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 2894 และเลขที่ 2895(ที่ถูกเลขที่ 8294 และเลขที่ 8295) ตำบลหนองนาแซง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสามต้องชำระแก่โจทก์ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้ชำระอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท และอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 495,868.35 บาท แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยที่ต้องรับผิดของต้นเงิน 495,868.35 บาท มิให้เกินกว่าอัตราที่ธนาคารโจทก์ประกาศใช้และกระทรวงการคลังอนุญาตให้โจทก์เรียกเก็บได้ และตามสัญญากู้เงินประจำอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยทั้งสามฎีกาว่า การที่โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2533 เอกสารหมาย จ.36 นั้น ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2542 ข้อกำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยของโจทก์จึงตกเป็นโมฆะนั้น ปรากฏว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2542 วินิจฉัยว่า ปัญหาที่ว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่อง การกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 จะเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 หรือไม่ นั้น เห็นว่า ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติที่ให้อำนาจไว้และมีผลใช้บังคับได้เท่าที่อยู่ในขอบเขตอำนาจที่พระราชบัญญัติให้อำนาจไว้ แต่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวมิได้ออกโดยองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติจึงไม่เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 การที่ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ซึ่งศาลยุติธรรมจะนำมาใช้บังคับแก่คดีเป็นประกาศที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 หรือไม่ จึงไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญหาได้วินิจฉัยว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2533 ไม่มีผลใช้บังคับดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2538 การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่จำเลยที่ 1 จนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2542 จึงไม่ถูกต้อง แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดในยอดหนี้ที่ปรากฏตามการ์ดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.33 จำนวน995,868.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2538เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ปรากฏตามการ์ดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.33 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ฝากเงินสด (รายการ ดีซีเอ) เข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันรวม 9 ครั้ง คือ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2539 จำนวน 171,000 บาท วันที่ 25 มีนาคม 2540จำนวน 60,000 บาท วันที่ 6 มกราคม 2541 จำนวน 10,000 บาท วันที่ 3 กุมภาพันธ์2541 จำนวน 1,135.25 บาท วันที่ 31 มีนาคม 2541 จำนวน 5,300 บาท วันที่ 30กรกฎาคม 2541 จำนวน 10,000 บาท วันที่ 15 กันยายน 2541 จำนวน 10,000 บาทวันที่ 12 ตุลาคม 2541 จำนวน 10,000 บาท และวันที่ 21 ธันวาคม 2541 จำนวน10,000 บาท จึงต้องพิพากษาให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ฝากเข้าบัญชีดังกล่าวมาหักทอนบัญชีออกจากจำนวนหนี้ที่มีอยู่ในวันฝากเงินสดเข้าบัญชีแต่ละครั้งด้วย ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ฝากเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันดังกล่าวมาหักทอนบัญชี แต่มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มตามทุนทรัพย์สำหรับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 995,868.35บาท นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันฟ้อง ทำให้จำเลยทั้งสามต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่ม 15,270 บาท จากทุนทรัพย์ 610,781.09 บาท เมื่อรวมกับค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยทั้งสามชำระไว้เดิม 34,360 บาท จากทุนทรัพย์1,374,405.96 บาท แล้ว จำเลยทั้งสามชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 49,630 บาทจากทุนทรัพย์ 1,985,187.05 บาท มากกว่าทุนทรัพย์ที่กำหนดตามคำฟ้องคือ1,908,563.03 บาท ซึ่งต้องชำระค่าขึ้นศาล 47,715 บาท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเฉพาะส่วนที่เกินกว่าทุนทรัพย์ที่กำหนดไว้ตามฟ้องจึงเป็นการไม่ชอบ เนื่องจากศาลไม่อาจพิพากษาให้เกินกว่าที่โจทก์มีคำขอมาได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142วรรคหนึ่ง จึงไม่มีทางเพิ่มทุนทรัพย์ไปจากที่กำหนดในคำฟ้อง และต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินกว่าทุนทรัพย์ตามฟ้องเป็นเงิน 1,915 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสาม"

พิพากษาแก้เป็นว่า การคิดยอดหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2539 จำนวน 171,000 บาท วันที่25 มีนาคม 2540 จำนวน 60,000 บาท วันที่ 6 มกราคม 2541 จำนวน 10,000 บาทวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 จำนวน 1,135.25 บาท วันที่ 31 มีนาคม 2541 จำนวน5,300 บาท วันที่ 30 กรกฎาคม 2541 จำนวน 10,000 บาท วันที่ 15 กันยายน 2541 จำนวน 10,000 บาท วันที่ 12 ตุลาคม 2541 จำนวน 10,000 บาท และวันที่ 21ธันวาคม 2541 จำนวน 10,000 บาท ตามการ์ดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.33 มาหักทอนบัญชีออกจากจำนวนหนี้ที่มีอยู่ในวันชำระเงินดังกล่าว โดยชำระดอกเบี้ยก่อนเหลือจากนั้นให้ชำระต้นเงิน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 1,915บาท ให้แก่จำเลยทั้งสาม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 6 ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สงบ สุขนาแซง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5417/2545
#55458
เปิดฉบับเต็ม

แม้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจและมีผลใช้บังคับได้เท่าที่อยู่ในขอบเขตอำนาจที่ พระราชบัญญัติให้อำนาจไว้ก็ตามแต่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวไม่ได้ออกโดยองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติจึงไม่เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 การที่ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว ซึ่งศาลยุติธรรมจะนำมาใช้บังคับแก่คดีเป็นประกาศที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6หรือไม่ จึงไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์สาขาชัยภูมิรวม3 ฉบับ เพื่อประกันการชำระหนี้ทั้งหมด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8294 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ไว้แก่โจทก์ในวงเงิน 300,000 บาท โดยตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้จนครบ และต่อมาได้ตกลงขึ้นเงินจำนองอีก 2 ครั้ง รวมจำนองในวงเงิน 1,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8295 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ไว้แก่โจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท โดยตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยินยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้จนครบ และต่อมาได้ตกลงขึ้นเงินจำนองอีก 2 ครั้ง รวมจำนองในวงเงิน 600,000 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดและค้างชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,908,563.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน1,786,554.96 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสามให้การว่า ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดเพิ่มหรือลดจากที่กำหนดในสัญญาโดยคิดทบต้นเป็นโมฆะ เพราะประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 และพระราชบัญญัติดอกเบี้ยให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ยังไม่มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 1,374,405.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน995,868.35 บาท นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2538 และของต้นเงินตามสัญญากู้เงินประจำจำนวน 378,537.61 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 22 เมษายน 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 2894 และเลขที่ 2895(ที่ถูกเลขที่ 8294 และเลขที่ 8295) ตำบลหนองนาแซง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสามต้องชำระแก่โจทก์ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้ชำระอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท และอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 495,868.35 บาท แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยที่ต้องรับผิดของต้นเงิน 495,868.35 บาท มิให้เกินกว่าอัตราที่ธนาคารโจทก์ประกาศใช้และกระทรวงการคลังอนุญาตให้โจทก์เรียกเก็บได้ และตามสัญญากู้เงินประจำอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยทั้งสามฎีกาว่า การที่โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2533 เอกสารหมาย จ.36 นั้น ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2542 ข้อกำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยของโจทก์จึงตกเป็นโมฆะนั้น ปรากฏว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2542 วินิจฉัยว่า ปัญหาที่ว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่อง การกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 จะเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 หรือไม่ นั้น เห็นว่า ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติที่ให้อำนาจไว้และมีผลใช้บังคับได้เท่าที่อยู่ในขอบเขตอำนาจที่พระราชบัญญัติให้อำนาจไว้ แต่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวมิได้ออกโดยองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติจึงไม่เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 การที่ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ซึ่งศาลยุติธรรมจะนำมาใช้บังคับแก่คดีเป็นประกาศที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 หรือไม่ จึงไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญหาได้วินิจฉัยว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2533 ไม่มีผลใช้บังคับดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2538 การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่จำเลยที่ 1 จนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2542 จึงไม่ถูกต้อง แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดในยอดหนี้ที่ปรากฏตามการ์ดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.33 จำนวน995,868.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2538เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ปรากฏตามการ์ดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.33 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ฝากเงินสด (รายการ ดีซีเอ) เข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันรวม 9 ครั้ง คือ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2539 จำนวน 171,000 บาท วันที่ 25 มีนาคม 2540จำนวน 60,000 บาท วันที่ 6 มกราคม 2541 จำนวน 10,000 บาท วันที่ 3 กุมภาพันธ์2541 จำนวน 1,135.25 บาท วันที่ 31 มีนาคม 2541 จำนวน 5,300 บาท วันที่ 30กรกฎาคม 2541 จำนวน 10,000 บาท วันที่ 15 กันยายน 2541 จำนวน 10,000 บาทวันที่ 12 ตุลาคม 2541 จำนวน 10,000 บาท และวันที่ 21 ธันวาคม 2541 จำนวน10,000 บาท จึงต้องพิพากษาให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ฝากเข้าบัญชีดังกล่าวมาหักทอนบัญชีออกจากจำนวนหนี้ที่มีอยู่ในวันฝากเงินสดเข้าบัญชีแต่ละครั้งด้วย ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ฝากเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันดังกล่าวมาหักทอนบัญชี แต่มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มตามทุนทรัพย์สำหรับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 995,868.35บาท นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันฟ้อง ทำให้จำเลยทั้งสามต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่ม 15,270 บาท จากทุนทรัพย์ 610,781.09 บาท เมื่อรวมกับค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยทั้งสามชำระไว้เดิม 34,360 บาท จากทุนทรัพย์1,374,405.96 บาท แล้ว จำเลยทั้งสามชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 49,630 บาทจากทุนทรัพย์ 1,985,187.05 บาท มากกว่าทุนทรัพย์ที่กำหนดตามคำฟ้องคือ1,908,563.03 บาท ซึ่งต้องชำระค่าขึ้นศาล 47,715 บาท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเฉพาะส่วนที่เกินกว่าทุนทรัพย์ที่กำหนดไว้ตามฟ้องจึงเป็นการไม่ชอบ เนื่องจากศาลไม่อาจพิพากษาให้เกินกว่าที่โจทก์มีคำขอมาได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142วรรคหนึ่ง จึงไม่มีทางเพิ่มทุนทรัพย์ไปจากที่กำหนดในคำฟ้อง และต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินกว่าทุนทรัพย์ตามฟ้องเป็นเงิน 1,915 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสาม"

พิพากษาแก้เป็นว่า การคิดยอดหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2539 จำนวน 171,000 บาท วันที่25 มีนาคม 2540 จำนวน 60,000 บาท วันที่ 6 มกราคม 2541 จำนวน 10,000 บาทวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 จำนวน 1,135.25 บาท วันที่ 31 มีนาคม 2541 จำนวน5,300 บาท วันที่ 30 กรกฎาคม 2541 จำนวน 10,000 บาท วันที่ 15 กันยายน 2541 จำนวน 10,000 บาท วันที่ 12 ตุลาคม 2541 จำนวน 10,000 บาท และวันที่ 21ธันวาคม 2541 จำนวน 10,000 บาท ตามการ์ดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.33 มาหักทอนบัญชีออกจากจำนวนหนี้ที่มีอยู่ในวันชำระเงินดังกล่าว โดยชำระดอกเบี้ยก่อนเหลือจากนั้นให้ชำระต้นเงิน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 1,915บาท ให้แก่จำเลยทั้งสาม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 6 ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สงบ สุขนาแซง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5394 -ที่ 5395/2545
#47001
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อ้างว่าในขณะที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาไปตามยอมนั้น โจทก์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วยเพราะในช่วงนั้นโจทก์ไม่ได้อยู่ที่ศาล จำเลยทั้งสามร่วมกันนำบุคคลอื่นไปแสดงตัวเป็นโจทก์ต่อศาลและนำความเท็จแถลงต่อศาล เป็นเหตุให้ศาลหลงเชื่อและพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้ หากเป็นจริงต้องถือว่ากระบวนพิจารณาที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นย่อมเป็นการไม่ชอบ จึงเป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมายมิได้ปฏิบัติตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และคำพิพากษาตามยอมไม่มีผลผูกพันโจทก์ อันเป็นเรื่องการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ตามมาตราดังกล่าว โจทก์ชอบที่จะยกขึ้นว่ากล่าวกันในคดีเดิมที่อ้างว่ามีการผิดระเบียบนั้น โจทก์จะมายื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหากหาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ กับให้เรียกจำเลยในสำนวนหลังซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในสำนวนแรกที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเพราะโจทก์ทิ้งฟ้องว่าจำเลยที่ 3

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องเป็นใจความว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอเพิกถอนนิติกรรมเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2025/2537 ของศาลชั้นต้นโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นทนายความของโจทก์ ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2538 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 7/2538 จากนั้นจำเลยที่ 1 ดำเนินการบังคับคดีแก่โจทก์ โจทก์ไม่ได้รู้เห็นในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสามร่วมกันนำบุคคลอื่นไปแอบอ้างเป็นโจทก์และปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในสัญญาประนีประนอมยอมความและในรายงานกระบวนพิจารณา นอกจากนี้ยังมีลายมือชื่อปลอมของโจทก์ในเอกสารต่าง ๆ อีกหลายฉบับ คือหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสและหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน รายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2537 ซึ่งเป็นวันชี้สองสถาน สัญญาประนีประนอมยอมความ รายงานกระบวนพิจารณาและคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลฉบับลงวันที่ 13 มกราคม 2538 ขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรส หนังสือสัญญาเช่าที่ดิน รายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2537 สัญญาประนีประนอมยอมความพร้อมคำพิพากษาตามยอมรายงานกระบวนพิจารณาและคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลฉบับลงวันที่ 13 มกราคม2538 คำบังคับและหมายบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7/2538 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลด้วยตนเอง ศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชอบลายมือชื่อในเอกสารฉบับพิพาททุกฉบับเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2537 ด้วยตนเอง ส่วนการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในวันที่ 13 มกราคม 2538 โจทก์ดำเนินการเองโดยไม่ปรึกษาจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทนายความ จำเลยที่ 3 ไม่ได้อยู่ด้วยและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นได้ความว่า เดิมโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1เป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนนิติกรรมและเรียกทรัพย์คืนโดยโจทก์ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นทนายความของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2538 ได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันมีใจความว่า โจทก์ตกลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ต่อไป โดยโจทก์ได้ให้สัตยาบันถึงการทำนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1056 ตำบลนาดี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ซึ่งถือว่าการทำนิติกรรมดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ โจทก์จะไม่ขอเพิกถอนหรืออ้างสิทธิใด ๆ เพื่อโต้แย้งกับจำเลยที่ 1 อีกต่อไป โจทก์และสามีโจทก์ตกลงขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวภายในกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันทำสัญญาฉบับนี้ หากผิดนัดยอมให้จำเลยที่ 1 บังคับคดีได้ทันที และยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เดือนละ 2,000 บาท จนกว่าจะขนย้ายออกจากที่ดินเป็นที่เรียบร้อย จำเลยที่ 1 ตกลงให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 50,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1(ที่ถูกน่าจะเป็นโจทก์) ได้รับไว้ครบถ้วนแล้วแต่ในเวลาทำสัญญาฉบับนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจเรียกร้องเอาแก่กันมากไปกว่านี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7/2538 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความดังนี้ ข้อที่โจทก์ยกขึ้นอ้างในฎีกาซึ่งสรุปใจความสำคัญได้ว่า ในขณะที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาไปตามนั้น โจทก์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วยเพราะในช่วงเวลาบ่ายของวันนั้นโจทก์ไม่ได้อยู่ที่ศาล จำเลยทั้งสามร่วมกันนำบุคคลอื่นไปแสดงตัวเป็นโจทก์ต่อศาลและนำความเท็จแถลงต่อศาล เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อและพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้ ซึ่งทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและไม่ได้รับความยุติธรรมนั้น เห็นว่า หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้าง กระบวนพิจารณาที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลชั้นต้นย่อมเป็นการไม่ชอบเพราะโจทก์ไม่ได้ร่วมทำหรือรู้เห็นยินยอมในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปตามนั้นด้วยแต่อย่างใด จึงเป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและคำพิพากษาตามยอมไม่มีผลผูกพันโจทก์อันเป็นเรื่องการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นในคดีที่มีการพิจารณาที่ผิดระเบียบมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ตามบทบัญญัติกฎหมายมาตรา 27 ดังกล่าว ดังนี้ โจทก์จึงจะชอบที่จะยกขึ้นว่ากล่าวกันในคดีเดิมที่อ้างว่ามีการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น โจทก์จะมายื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหากเป็นคดีนี้หาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 55 ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง หนูปาน ยงยืน
จำเลย — นาย สุรศักดิ์ นิมิตรวงศ์สกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5394 -ที่ 5395/2545
#55457
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อ้างว่าในขณะที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาไปตามยอมนั้น โจทก์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วยเพราะในช่วงนั้นโจทก์ไม่ได้อยู่ที่ศาล จำเลยทั้งสามร่วมกันนำบุคคลอื่นไปแสดงตัวเป็นโจทก์ต่อศาลและนำความเท็จแถลงต่อศาล เป็นเหตุให้ศาลหลงเชื่อและพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้ หากเป็นจริงต้องถือว่ากระบวนพิจารณาที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นย่อมเป็นการไม่ชอบ จึงเป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมายมิได้ปฏิบัติตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และคำพิพากษาตามยอมไม่มีผลผูกพันโจทก์ อันเป็นเรื่องการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ตามมาตราดังกล่าว โจทก์ชอบที่จะยกขึ้นว่ากล่าวกันในคดีเดิมที่อ้างว่ามีการผิดระเบียบนั้น โจทก์จะมายื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหากหาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ กับให้เรียกจำเลยในสำนวนหลังซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในสำนวนแรกที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเพราะโจทก์ทิ้งฟ้องว่าจำเลยที่ 3

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องเป็นใจความว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอเพิกถอนนิติกรรมเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2025/2537 ของศาลชั้นต้นโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นทนายความของโจทก์ ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2538 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 7/2538 จากนั้นจำเลยที่ 1 ดำเนินการบังคับคดีแก่โจทก์ โจทก์ไม่ได้รู้เห็นในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสามร่วมกันนำบุคคลอื่นไปแอบอ้างเป็นโจทก์และปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในสัญญาประนีประนอมยอมความและในรายงานกระบวนพิจารณา นอกจากนี้ยังมีลายมือชื่อปลอมของโจทก์ในเอกสารต่าง ๆ อีกหลายฉบับ คือหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสและหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน รายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2537 ซึ่งเป็นวันชี้สองสถาน สัญญาประนีประนอมยอมความ รายงานกระบวนพิจารณาและคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลฉบับลงวันที่ 13 มกราคม 2538 ขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรส หนังสือสัญญาเช่าที่ดิน รายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2537 สัญญาประนีประนอมยอมความพร้อมคำพิพากษาตามยอมรายงานกระบวนพิจารณาและคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลฉบับลงวันที่ 13 มกราคม2538 คำบังคับและหมายบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7/2538 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลด้วยตนเอง ศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชอบลายมือชื่อในเอกสารฉบับพิพาททุกฉบับเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2537 ด้วยตนเอง ส่วนการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในวันที่ 13 มกราคม 2538 โจทก์ดำเนินการเองโดยไม่ปรึกษาจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทนายความ จำเลยที่ 3 ไม่ได้อยู่ด้วยและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นได้ความว่า เดิมโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1เป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนนิติกรรมและเรียกทรัพย์คืนโดยโจทก์ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นทนายความของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2538 ได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันมีใจความว่า โจทก์ตกลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ต่อไป โดยโจทก์ได้ให้สัตยาบันถึงการทำนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1056 ตำบลนาดี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ซึ่งถือว่าการทำนิติกรรมดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ โจทก์จะไม่ขอเพิกถอนหรืออ้างสิทธิใด ๆ เพื่อโต้แย้งกับจำเลยที่ 1 อีกต่อไป โจทก์และสามีโจทก์ตกลงขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวภายในกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันทำสัญญาฉบับนี้ หากผิดนัดยอมให้จำเลยที่ 1 บังคับคดีได้ทันที และยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เดือนละ 2,000 บาท จนกว่าจะขนย้ายออกจากที่ดินเป็นที่เรียบร้อย จำเลยที่ 1 ตกลงให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 50,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1(ที่ถูกน่าจะเป็นโจทก์) ได้รับไว้ครบถ้วนแล้วแต่ในเวลาทำสัญญาฉบับนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจเรียกร้องเอาแก่กันมากไปกว่านี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7/2538 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความดังนี้ ข้อที่โจทก์ยกขึ้นอ้างในฎีกาซึ่งสรุปใจความสำคัญได้ว่า ในขณะที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาไปตามนั้น โจทก์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วยเพราะในช่วงเวลาบ่ายของวันนั้นโจทก์ไม่ได้อยู่ที่ศาล จำเลยทั้งสามร่วมกันนำบุคคลอื่นไปแสดงตัวเป็นโจทก์ต่อศาลและนำความเท็จแถลงต่อศาล เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อและพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้ ซึ่งทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและไม่ได้รับความยุติธรรมนั้น เห็นว่า หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้าง กระบวนพิจารณาที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลชั้นต้นย่อมเป็นการไม่ชอบเพราะโจทก์ไม่ได้ร่วมทำหรือรู้เห็นยินยอมในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปตามนั้นด้วยแต่อย่างใด จึงเป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและคำพิพากษาตามยอมไม่มีผลผูกพันโจทก์อันเป็นเรื่องการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นในคดีที่มีการพิจารณาที่ผิดระเบียบมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ตามบทบัญญัติกฎหมายมาตรา 27 ดังกล่าว ดังนี้ โจทก์จึงจะชอบที่จะยกขึ้นว่ากล่าวกันในคดีเดิมที่อ้างว่ามีการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น โจทก์จะมายื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหากเป็นคดีนี้หาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 55 ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง หนูปาน ยงยืน
จำเลย — นาย สุรศักดิ์ นิมิตรวงศ์สกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5388/2545
#48678
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแต่งตั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ค. เป็นตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีลักษณะเป็นสัญญาตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 นิติสัมพันธ์ระหว่างบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ค. กับจำเลยหาใช่เป็นเรื่องที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ค. ประกอบการค้าในการดูแลกิจการของจำเลยแต่อย่างใดไม่ เพราะบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ค. จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยอันเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนในกิจการของจำเลย การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ค. ทดรองจ่ายแทนจำเลย จึงเป็นเรื่องตัวแทนเรียกเอาเงินที่ได้ทดรองจ่ายไปในกิจการอันตัวการมอบหมายแก่ตนจากตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 816 วรรคหนึ่ง ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่น ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ไม่ใช่กรณีที่โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของจำเลยหรือรับทำการงานต่าง ๆ ของจำเลย คดีโจทก์จึงไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) ซึ่งมีอายุความ 2 ปีจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 19 กันยายน 2540 นับถึงวันฟ้องยังไม่ถึง 10 ปีฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,801,780.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 1,027,609.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,027,609.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้เมื่อรวมต้นเงินกับดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 พฤศจิกายน 2543)ต้องไม่เกิน 1,801,780.09 บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นเรื่องอายุความเพียงประเด็นเดียว ขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยและสั่งในคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาว่าส่งสำเนาให้โจทก์พร้อมสำเนาอุทธรณ์จะคัดค้านอย่างไรให้ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ มิฉะนั้นจะถือว่าไม่คัดค้าน ซึ่งโจทก์รับสำเนาอุทธรณ์และคำร้องแล้วโจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์โดยไม่มีคำคัดค้านคำร้องดังกล่าว ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะเพียงมีคำสั่งรับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ แล้วให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา โดยมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกากรณีก็พอให้ถือได้ว่าคำสั่งที่ให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา เป็นคำสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์มุ่งหวังกำไรทางธุรกิจจากค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นผู้ดูแลกิจการซื้อขายหลักทรัพย์ต่าง ๆ ของจำเลย เรียกร้องเงินที่ได้ทดรองจ่ายแทนจำเลยไป จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี เห็นว่า จำเลยแต่งตั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ทรัสต์ จำกัด เป็นตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งการที่จำเลยแต่งตั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ทรัสต์ จำกัด เป็นตัวแทนดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 นิติสัมพันธ์ระหว่างบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ทรัสต์ จำกัด กับจำเลย หาใช่เป็นเรื่องที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ทรัสต์ จำกัด ประกอบการค้าในการดูแลกิจการของจำเลยแต่อย่างใดไม่เพราะบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ทรัสต์ จำกัด จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยอันเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนในกิจการของจำเลย การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ทรัสต์ จำกัด ทดรองจ่ายแทนจำเลยกรณีจึงเป็นเรื่องตัวแทนเรียกเอาเงินที่ได้ทดรองจ่ายไปในกิจการอันตัวการมอบหมายแก่ตนจากตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 816 วรรคหนึ่ง ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่น ต้องใช้อายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ไม่ใช่กรณีที่โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของจำเลยหรือรับทำการงานต่าง ๆ ของจำเลย คดีโจทก์จึงไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี ดังอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 19 กันยายน 2540 นับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 ม. 797 ม. 816 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท หลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นาย กิตติพงษ์ กลิ่นพงษา
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5374/2545
#46582
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยรื้อรั้วตามรูปกากบาทเส้นสีแดงในแผนที่เอกสารท้ายฟ้อง เฉพาะบางส่วนที่เริ่มตั้งแต่ด้านทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตกจนถึงแนวยุ้งข้าวของโจทก์ตามระยะทางที่โจทก์สามารถนำรถยนต์เข้าไปขนข้าวในยุ้งข้าวของโจทก์ได้ ฉะนั้น การที่จำเลยแถลงต่อศาลว่าไม่ได้รื้อรั้วตั้งแต่ด้านทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตกจนถึงแนวยุ้งข้าวของโจทก์แต่อย่างใดแสดงว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว จึงมีอำนาจโดยชอบโดยตรงที่จะดำเนินการแก่จำเลยเพื่อให้คำพิพากษาของศาลฎีกามีผลบังคับใช้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 ส่วนวิธีดำเนินการกับจำเลยเกี่ยวกับการรื้อรั้วนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 เบญจ ได้บัญญัติไว้แล้ว แต่ศาลชั้นต้นหาได้กระทำไม่ กลับออกคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกาซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เพราะจำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกาอยู่แล้วโดยไม่จำต้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยรื้อรั้วตามรูปกากบาทเส้นสีแดงในแผนที่สำเนาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 เฉพาะบางส่วนที่เริ่มต้นตั้งแต่ทางด้านทิศตะวันออกไปทางด้านทิศตะวันตกจนถึงแนวยุ้งข้าวโจทก์ ตามระยะเวลาทางที่โจทก์จะสามารถนำรถยนต์เข้าไปขนข้าวในยุ้งข้าวของโจทก์ได้

เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยได้รื้อรั้วพิพาทแล้วบางส่วนมีความกว้าง 4 เมตร ซึ่งระยะดังกล่าวโจทก์สามารถนำรถยนต์เข้าไปขนข้าวในยุ้งข้าวของโจทก์ได้ และจำเลยแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว โจทก์แถลงว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยครบถ้วน จำเลยต้องรื้อรั้วตั้งแต่หัวเสาทางด้านทิศตะวันออกไปถึงแนวยุ้งข้าวของโจทก์ โจทก์และจำเลยไม่สามารถตกลงกันได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงงดการบังคับคดีขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งต่อไป

ในวันนัดพร้อมศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์และจำเลย โจทก์แถลงว่า จำเลยรื้อรั้วเฉพาะบริเวณยุ้งข้าวของโจทก์เท่านั้น แต่ไม่ได้รื้อรั้วตั้งแต่ทางด้านทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตกจนถึงยุ้งข้าวโจทก์

จำเลยแถลงว่า จำเลยได้รื้อรั้วแล้วบางส่วนเพื่อเป็นช่องให้โจทก์นำรถยนต์เข้าไปขนข้าวในยุ้งข้าวของโจทก์ได้ แต่ไม่ได้รื้อรั้วตั้งแต่ทางด้านทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตกจนถึงแนวยุ้งข้าวของโจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องรื้อรั้วตั้งแต่ทางด้านทิศตะวันออกไปทางด้านทิศตะวันตกจนถึงแนวยุ้งข้าวของโจทก์ จึงมีคำสั่งให้จำเลยรื้อรั้วบางส่วนทางด้านทิศตะวันออกไปทางด้านทิศตะวันตกจนถึงแนวยุ้งข้าวของโจทก์ตามระยะทางที่โจทก์จะสามารถนำรถยนต์เข้าไปขนข้าวในยุ้งข้าวของโจทก์ได้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เป็นที่เห็นได้ว่ามูลคดีเดิมถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลฎีกาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว นั้นก็คือจำเลยต้องรื้อรั้วตามรูปกากบาทเส้นสีแดงในแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1เฉพาะบางส่วนที่เริ่มตั้งแต่ทางด้านทิศตะวันออกไปทางด้านทิศตะวันตกจนถึงแนวยุ้งข้าวของโจทก์ตามระยะทางที่โจทก์จะสามารถนำรถยนต์เข้าไปขนข้าวในยุ้งข้าวของโจทก์ได้ ฉะนั้น การที่จำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าไม่ได้รื้อรั้วตั้งแต่ทางด้านทิศตะวันออกไปทางด้านทิศตะวันตกจนถึงแนวยุ้งข้าวของโจทก์แต่อย่างใด ดังที่ปรากฏรายละเอียดตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 ตุลาคม 2543 แสดงว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นได้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจโดยชอบโดยตรงที่จะดำเนินการแก่จำเลยเพื่อให้คำพิพากษาของศาลฎีกามีผลบังคับใช้ ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 ส่วนวิธีดำเนินการกับจำเลยเกี่ยวกับการรื้อรั้วนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งภาค 4 ลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาตรา 296 เบญจ ก็ได้บัญญัติให้อำนาจไว้แล้วเช่นกัน แต่ศาลชั้นต้นหาได้กระทำไม่ กลับออกคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกาคำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นนี้เห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเพราะจำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกาอยู่แล้ว โดยไม่จำต้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีต่อไป สำหรับฎีกาอื่น ๆ ของจำเลยนั้นเห็นว่าไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมายต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 296 เบญจ ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ถุงทอง ศิริกำเนิด
จำเลย — นาง สายพรวน เศียรกระโทก
ชื่อองค์คณะ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5366/2545
#48677
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองยังมีข้อโต้แย้งว่าโจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามหนังสือสัญญาเช่าลงวันที่ 7 มกราคม 2537 หรือตามหนังสือสัญญาเช่าลงวันที่ 23 มีนาคม 2537 และโจทก์ยังไม่ยินยอมที่จะส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจที่จะเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทได้โดยอำนาจของตนเอง การที่จำเลยทั้งสองเข้าไถทำลายต้นอ้อยที่โจทก์เป็นผู้ปลูกได้รับความเสียหาย จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์และโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ให้โจทก์เช่าที่ดินเนื้อที่ 200 ไร่ มีกำหนดเวลา 5 ปีค่าเช่าปีละ 80,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมให้ความยินยอมจำเลยทั้งสองรับค่าเช่าไปแล้วเป็นเงิน 80,000 บาท โจทก์ใช้ที่ดินทำไร่อ้อย และภายหลังได้รังวัดสอบเขตแล้วพบว่าที่ดินมีเนื้อที่เพียง 50 ไร่ ต่อมาจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ จ้าง วานให้นายรุน ทุดปอ นำรถไถบุกรุกเข้าไถทำลายตอพันธุ์อ้อยที่โจทก์ปลูกไว้เสียหายเป็นเนื้อที่48 ไร่เศษ คิดเป็นเงิน 240,000 บาท และยังทำให้โจทก์ไม่ได้รับประโยชน์จากผลผลิตของตอพันธุ์อ้อยเมื่อเจริญเป็นลำต้นที่สามารถตัดขายได้อีก 3 ปี เป็นเงิน 480,000 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 720,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดิน 200 ไร่ เพื่อใช้เป็นหลักฐานไปขอกู้ยืมเงินจากโรงงานน้ำตาล แต่โจทก์ไม่สามารถกู้ยืมเงินได้และไม่มีเงินพอชำระค่าเช่าที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงตกลงยกเลิกสัญญาเช่าดังกล่าว ต่อมาโจทก์ขอเช่าที่ดินแปลงเดิมเนื้อที่ 100 ไร่ มีกำหนดเวลา 2 ปี เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าจำเลยทั้งสองไม่ประสงค์ให้โจทก์เช่าที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป จึงแจ้งให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 240,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (1 พฤศจิกายน 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์เบิกความว่าโจทก์มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทตามหนังสือสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 ลงวันที่ 7 มกราคม2537 ซึ่งมีกำหนดเวลา 5 ปี และจะครบกำหนดในวันที่ 8 มกราคม 2542 จำเลยทั้งสองแจ้งความกล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2539 ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.3 หลังจากนั้นอีก 1 ถึง 2 วัน จำเลยทั้งสองว่าจ้างรถไถเข้าไถทำลายต้นอ้อยที่โจทก์ปลูกในที่ดินพิพาทในระหว่างที่สัญญาเช่ายังไม่หมดอายุ โจทก์จึงแจ้งความกล่าวหาจำเลยทั้งสอง พนักงานสอบสวนแนะนำให้ฟ้องร้องกันเอง ตามบันทึกคำให้การของร้อยตำรวจเอกชัย โพธิ์ทอง พนักงานสอบสวนเอกสารหมาย จ.13 และต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองเบิกความว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งสองตามหนังสือสัญญาเช่าเอกสารหมาย ล.2 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2537 มีกำหนดเวลา 2 ปี และครบกำหนดวันที่24 มีนาคม 2539 โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาภายหลังจากที่สัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้ว จึงเป็นการอยู่โดยไม่มีสิทธิจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง เห็นว่า สิทธิตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่า โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามหนังสือสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 หรือตามหนังสือสัญญาเช่าเอกสารหมายล.2 และโจทก์ยังไม่ยินยอมที่จะส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจที่จะเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทได้โดยอำนาจของตนเอง การที่จำเลยทั้งสองเข้าไถทำลายต้นอ้อยที่โจทก์เป็นผู้ปลูกได้รับความเสียหาย จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์และโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว สะสม เรืองกระโทก
จำเลย — นาย ภิรมย์ รื่นจิตหรือรื่นจิตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5363/2545
#47000
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันตามสัญญาเช่าซื้อว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินใด ๆ จำเลยที่ 1 ยอมให้ผู้แทนหรือลูกจ้างของโจทก์เข้าไปยังสถานที่ของจำเลยที่ 1เพื่อยึดรถยนต์ได้ไม่ว่าโจทก์จะได้บอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 แล้วหรือไม่ก็ตาม การที่โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรณีที่โจทก์สามารถกระทำได้โดยที่ยังมิได้มีการบอกเลิกสัญญากันและต่อมาภายหลังโจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 โดยที่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดราคารถยนต์แก่โจทก์

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคแรก โจทก์จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดราคารถยนต์เท่ากับค่าเช่าซื้อที่ยังขาดได้ เพราะจะมีผลเท่ากับบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อที่เลิกกันไปแล้ว หากโจทก์ยังได้รับความเสียหายในส่วนราคารถยนต์ที่ขาด โจทก์สามารถเรียกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคท้าย แต่ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกได้นี้คือค่าขาดราคาไปจากราคารถยนต์ที่แท้จริง ไม่ใช่ค่าขาดราคาไปจากราคาตามสัญญาเช่าซื้อ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ไป 1 คัน ในราคา1,239,252.60 บาท ตกลงชำระเป็นงวดรายเดือนโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 24 ติดต่อกันตลอดมาเกินกว่า 2 งวด สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันทันที แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถยนต์ให้โจทก์ ต่อมาโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ได้ในสภาพทรุดโทรม เมื่อนำรถยนต์ออกขายทอดตลาดได้ราคาเพียง 320,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะราคารถยนต์ยังขาดไปจากราคาเช่าซื้ออีก 410,952 บาท และขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถยนต์ออกให้บุคคลอื่นเช่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 554,952 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะรถยนต์ที่เช่าซื้อต้องซ่อมบ่อยมาก ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถใช้รถยนต์ได้ตามปกติ จึงได้ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ก่อนสัญญาเช่าซื้อครบกำหนด สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคารถยนต์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 94,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองไม่ได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าขาดราคารถยนต์ให้แก่โจทก์หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่โจทก์รับเอารถยนต์ที่เช่าซื้อคืนไปจากจำเลยที่ 1 นั้นเป็นเรื่องโจทก์ใช้สิทธิติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์ที่จะเลิกสัญญาเช่าซื้อจึงส่งรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 5(ก) มีความหมายว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 2 งวด ติดต่อกันก็ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะบอกเลิกสัญญาเท่านั้น ไม่อาจถือว่าสัญญาเป็นอันเลิกกันทันทีดังที่โจทก์กล่าวอ้างและเมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วจึงจะมีสิทธิริบเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระให้แก่โจทก์แล้วและกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาปรากฏว่าโจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 โดยยังไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเสียก่อนปัญหาว่า โจทก์มีอำนาจกระทำเช่นนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้มีข้อตกลงกันไว้ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 3(ฎ) ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินใด ๆ ตามสัญญานี้จำเลยที่ 1 ยอมให้ผู้แทนหรือลูกจ้างของโจทก์เข้าไปยังสถานที่ของจำเลยที่ 1 เพื่อยึดรถยนต์ได้ไม่ว่าโจทก์จะได้บอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 แล้วหรือไม่ก็ตาม ฉะนั้นการที่โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่โจทก์สามารถกระทำได้โดยที่ยังมิได้มีการบอกเลิกสัญญากันและต่อมาภายหลังโจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ.6 ส่วนที่จำเลยที่ 1อ้างว่า จำเลยที่ 1 สมัครใจคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ เพราะเครื่องยนต์ขัดข้องบ่อย ๆจึงไม่ประสงค์จะเช่าซื้ออีกต่อไปและได้ติดต่อโจทก์ให้ส่งพนักงานมารับรถยนต์คืนไปนั้นเห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่าเครื่องยนต์ของรถยนต์ที่เช่าซื้อขัดข้องบ่อย ๆ ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบตามข้อตกลงในสัญญาข้อ 3 (ญ) ซึ่งระบุว่าจำเลยที่ 1 จะแจ้งให้โจทก์ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรทันทีถ้ารถยนต์ใช้การไม่ได้ดีตามควรหรือได้รับความเสียหายหรือสูญหาย และหากจำเลยที่ 1 ประสงค์ที่จะคืนรถยนต์แก่โจทก์เพื่อเลิกสัญญาเช่าซื้อก็น่าจะกระทำเสียตั้งแต่ตอนแรก ๆ ที่มีการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้เนิ่นนานจนถึง 12 งวด ทั้งการส่งรถยนต์คืนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1ก็ควรดำเนินการตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 7 โดยบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือมิฉะนั้นจำเลยที่ 1 ควรจัดทำเอกสารหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นเพื่อการคืนรถยนต์และเลิกสัญญาต่อกัน แต่จำเลยที่ 1 ก็หาได้กระทำการดังกล่าวไม่ อีกทั้งข้ออ้างที่ว่าจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อโจทก์ให้ส่งพนักงานมารับรถยนต์คืนไปนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีหลักฐานมาแสดง จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง นอกจากนี้หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยที่ 1อ้างส่งศาลนั้นก็เจือสมและสอดคล้องกับคำพยานโจทก์มากกว่าคำพยานจำเลยที่ 1เพราะได้แสดงถึงขั้นตอนการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 และการติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 เนื่องจากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อมานานมากแล้ว และหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย ล.1 มิได้มีข้อความแสดงให้เห็นถึงว่า จำเลยที่ 1เป็นฝ่ายติดต่อโจทก์ให้ส่งพนักงานมารับรถยนต์คืนจากจำเลยที่ 1 แต่กลับมีข้อความให้ติดตามเพื่อเอาคืน ยึด เข้าครอบครองหรือรับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อ ยิ่งกว่านั้นหากจำเลยที่ 1 ประสงค์ที่จะคืนรถยนต์เพื่อเลิกสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์อย่างแท้จริงแล้วในตอนท้ายของหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.1 ก็ไม่น่าจะมีหมายเหตุให้เวลาแก่จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 เดือน ข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงน่าเชื่อว่าโจทก์ได้มอบหมายให้พนักงานของโจทก์ไปติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อรวม 12 งวดแล้ว และต่อมาโจทก์ก็ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 โดยที่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา ฉะนั้น จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดราคารถยนต์แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 สมัครใจคืนรถยนต์แก่โจทก์เองและโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคารถยนต์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต่อไปต้องวินิจฉัยมีว่า ค่าเสียหายในส่วนค่าขาดราคารถยนต์จะมีจำนวนมากน้อยเพียงใดนั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคแรก โจทก์จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดราคารถยนต์เท่ากับค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ได้ เพราะจะมีผลเท่ากับบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อที่เลิกกันไปแล้วหากโจทก์ยังได้รับความเสียหายในส่วนราคารถยนต์ที่ขาด โจทก์สามารถเรียกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคท้าย แต่ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกได้นี้คือ ค่าขาดราคาไปจากราคารถยนต์ที่แท้จริงมิใช่ค่าขาดราคาไปจากราคาตามสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งในข้อนี้ข้อเท็จจริงก็ได้ความจากนางสาวน้ำฝน ศิลารัตน์ พยานโจทก์แต่เพียงว่าโจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาจากจำเลยที่ 1 รถยนต์ได้รับความเสียหายเนื่องจากการใช้โดยปราศจากความระมัดระวังเท่านั้น และในการรับรถยนต์คืนก็ไม่มีการบันทึกเกี่ยวกับสภาพรถยนต์หรือความชำรุดเสียหายของรถยนต์ไว้ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องเปลี่ยนอะไหล่รถยนต์แต่อย่างใด ประกอบกับเมื่อได้คำนึงถึงว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถใหม่ จำเลยที่ 1เป็นผู้ครอบครองรถยนต์แต่ผู้เดียวเป็นเวลา 2 ปีเศษ รวมระยะทางประมาณ 120,000กิโลเมตร ฉะนั้นรถยนต์ที่เช่าซื้อจึงไม่ควรจะขายได้ราคาต่ำกว่า 350,000 บาท และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ว่าโจทก์ลงทุนรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นเงิน 906,542 บาท ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนค่าขาดราคารถยนต์ให้เป็นเงิน 50,000บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ 94,800 บาท รวมเป็นเงิน 144,800 บาท ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 144,800 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 572 ม. 574
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ทรู-เวย์ จำกัด
จำเลย — นาง กฤษณาหรือพิมพ์ชนก เหลืองวนิชประภา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
วิรัช ลิ้มวิชัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ