คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5363/2545
#55456
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันตามสัญญาเช่าซื้อว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินใด ๆ จำเลยที่ 1 ยอมให้ผู้แทนหรือลูกจ้างของโจทก์เข้าไปยังสถานที่ของจำเลยที่ 1เพื่อยึดรถยนต์ได้ไม่ว่าโจทก์จะได้บอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 แล้วหรือไม่ก็ตาม การที่โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรณีที่โจทก์สามารถกระทำได้โดยที่ยังมิได้มีการบอกเลิกสัญญากันและต่อมาภายหลังโจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 โดยที่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดราคารถยนต์แก่โจทก์

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคแรก โจทก์จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดราคารถยนต์เท่ากับค่าเช่าซื้อที่ยังขาดได้ เพราะจะมีผลเท่ากับบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อที่เลิกกันไปแล้ว หากโจทก์ยังได้รับความเสียหายในส่วนราคารถยนต์ที่ขาด โจทก์สามารถเรียกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคท้าย แต่ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกได้นี้คือค่าขาดราคาไปจากราคารถยนต์ที่แท้จริง ไม่ใช่ค่าขาดราคาไปจากราคาตามสัญญาเช่าซื้อ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ไป 1 คัน ในราคา1,239,252.60 บาท ตกลงชำระเป็นงวดรายเดือนโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 24 ติดต่อกันตลอดมาเกินกว่า 2 งวด สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันทันที แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถยนต์ให้โจทก์ ต่อมาโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ได้ในสภาพทรุดโทรม เมื่อนำรถยนต์ออกขายทอดตลาดได้ราคาเพียง 320,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะราคารถยนต์ยังขาดไปจากราคาเช่าซื้ออีก 410,952 บาท และขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถยนต์ออกให้บุคคลอื่นเช่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 554,952 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะรถยนต์ที่เช่าซื้อต้องซ่อมบ่อยมาก ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถใช้รถยนต์ได้ตามปกติ จึงได้ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ก่อนสัญญาเช่าซื้อครบกำหนด สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคารถยนต์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 94,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองไม่ได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าขาดราคารถยนต์ให้แก่โจทก์หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่โจทก์รับเอารถยนต์ที่เช่าซื้อคืนไปจากจำเลยที่ 1 นั้นเป็นเรื่องโจทก์ใช้สิทธิติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์ที่จะเลิกสัญญาเช่าซื้อจึงส่งรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 5(ก) มีความหมายว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 2 งวด ติดต่อกันก็ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะบอกเลิกสัญญาเท่านั้น ไม่อาจถือว่าสัญญาเป็นอันเลิกกันทันทีดังที่โจทก์กล่าวอ้างและเมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วจึงจะมีสิทธิริบเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระให้แก่โจทก์แล้วและกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาปรากฏว่าโจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 โดยยังไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเสียก่อนปัญหาว่า โจทก์มีอำนาจกระทำเช่นนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้มีข้อตกลงกันไว้ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 3(ฎ) ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินใด ๆ ตามสัญญานี้จำเลยที่ 1 ยอมให้ผู้แทนหรือลูกจ้างของโจทก์เข้าไปยังสถานที่ของจำเลยที่ 1 เพื่อยึดรถยนต์ได้ไม่ว่าโจทก์จะได้บอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 แล้วหรือไม่ก็ตาม ฉะนั้นการที่โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่โจทก์สามารถกระทำได้โดยที่ยังมิได้มีการบอกเลิกสัญญากันและต่อมาภายหลังโจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ.6 ส่วนที่จำเลยที่ 1อ้างว่า จำเลยที่ 1 สมัครใจคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ เพราะเครื่องยนต์ขัดข้องบ่อย ๆจึงไม่ประสงค์จะเช่าซื้ออีกต่อไปและได้ติดต่อโจทก์ให้ส่งพนักงานมารับรถยนต์คืนไปนั้นเห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่าเครื่องยนต์ของรถยนต์ที่เช่าซื้อขัดข้องบ่อย ๆ ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบตามข้อตกลงในสัญญาข้อ 3 (ญ) ซึ่งระบุว่าจำเลยที่ 1 จะแจ้งให้โจทก์ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรทันทีถ้ารถยนต์ใช้การไม่ได้ดีตามควรหรือได้รับความเสียหายหรือสูญหาย และหากจำเลยที่ 1 ประสงค์ที่จะคืนรถยนต์แก่โจทก์เพื่อเลิกสัญญาเช่าซื้อก็น่าจะกระทำเสียตั้งแต่ตอนแรก ๆ ที่มีการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้เนิ่นนานจนถึง 12 งวด ทั้งการส่งรถยนต์คืนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1ก็ควรดำเนินการตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 7 โดยบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือมิฉะนั้นจำเลยที่ 1 ควรจัดทำเอกสารหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นเพื่อการคืนรถยนต์และเลิกสัญญาต่อกัน แต่จำเลยที่ 1 ก็หาได้กระทำการดังกล่าวไม่ อีกทั้งข้ออ้างที่ว่าจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อโจทก์ให้ส่งพนักงานมารับรถยนต์คืนไปนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีหลักฐานมาแสดง จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง นอกจากนี้หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยที่ 1อ้างส่งศาลนั้นก็เจือสมและสอดคล้องกับคำพยานโจทก์มากกว่าคำพยานจำเลยที่ 1เพราะได้แสดงถึงขั้นตอนการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 และการติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 เนื่องจากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อมานานมากแล้ว และหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย ล.1 มิได้มีข้อความแสดงให้เห็นถึงว่า จำเลยที่ 1เป็นฝ่ายติดต่อโจทก์ให้ส่งพนักงานมารับรถยนต์คืนจากจำเลยที่ 1 แต่กลับมีข้อความให้ติดตามเพื่อเอาคืน ยึด เข้าครอบครองหรือรับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อ ยิ่งกว่านั้นหากจำเลยที่ 1 ประสงค์ที่จะคืนรถยนต์เพื่อเลิกสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์อย่างแท้จริงแล้วในตอนท้ายของหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.1 ก็ไม่น่าจะมีหมายเหตุให้เวลาแก่จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 เดือน ข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงน่าเชื่อว่าโจทก์ได้มอบหมายให้พนักงานของโจทก์ไปติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อรวม 12 งวดแล้ว และต่อมาโจทก์ก็ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 โดยที่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา ฉะนั้น จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดราคารถยนต์แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 สมัครใจคืนรถยนต์แก่โจทก์เองและโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคารถยนต์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต่อไปต้องวินิจฉัยมีว่า ค่าเสียหายในส่วนค่าขาดราคารถยนต์จะมีจำนวนมากน้อยเพียงใดนั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคแรก โจทก์จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดราคารถยนต์เท่ากับค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ได้ เพราะจะมีผลเท่ากับบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อที่เลิกกันไปแล้วหากโจทก์ยังได้รับความเสียหายในส่วนราคารถยนต์ที่ขาด โจทก์สามารถเรียกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคท้าย แต่ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกได้นี้คือ ค่าขาดราคาไปจากราคารถยนต์ที่แท้จริงมิใช่ค่าขาดราคาไปจากราคาตามสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งในข้อนี้ข้อเท็จจริงก็ได้ความจากนางสาวน้ำฝน ศิลารัตน์ พยานโจทก์แต่เพียงว่าโจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาจากจำเลยที่ 1 รถยนต์ได้รับความเสียหายเนื่องจากการใช้โดยปราศจากความระมัดระวังเท่านั้น และในการรับรถยนต์คืนก็ไม่มีการบันทึกเกี่ยวกับสภาพรถยนต์หรือความชำรุดเสียหายของรถยนต์ไว้ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องเปลี่ยนอะไหล่รถยนต์แต่อย่างใด ประกอบกับเมื่อได้คำนึงถึงว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถใหม่ จำเลยที่ 1เป็นผู้ครอบครองรถยนต์แต่ผู้เดียวเป็นเวลา 2 ปีเศษ รวมระยะทางประมาณ 120,000กิโลเมตร ฉะนั้นรถยนต์ที่เช่าซื้อจึงไม่ควรจะขายได้ราคาต่ำกว่า 350,000 บาท และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ว่าโจทก์ลงทุนรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นเงิน 906,542 บาท ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนค่าขาดราคารถยนต์ให้เป็นเงิน 50,000บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ 94,800 บาท รวมเป็นเงิน 144,800 บาท ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 144,800 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 572 ม. 574
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ทรู-เวย์ จำกัด
จำเลย — นาง กฤษณาหรือพิมพ์ชนก เหลืองวนิชประภา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
วิรัช ลิ้มวิชัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5351/2545
#46999
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องอ้างว่าได้จดทะเบียนสมรสกันหลอก ๆ เพื่อหวังประโยชน์ในทางการค้า มิได้มีเจตนาจะอยู่กินเป็นสามีภริยากันอย่างแท้จริง ทั้งไม่เคยอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาแต่อย่างใด เหตุที่จดทะเบียนสมรสกันเนื่องจากเชื่อตามหมอดูทำนายเท่านั้น แต่ผู้ร้องทั้งสองมิได้นำพยานอื่นเข้าสืบประกอบว่าตนมิได้อยู่กินฉันสามีภริยากันจริง และมิได้ส่งสำเนาทะเบียนบ้านว่ามิได้อยู่บ้านหลังเดียวกัน นอกจากนี้ผู้ร้องทั้งสองยังปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึง 3 ปีเศษ จึงมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ พฤติการณ์ที่นำสืบเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องทั้งสองยินยอมเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 แล้วไม่มีเหตุที่จะมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของผู้ร้องทั้งสองตกเป็นโมฆะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองได้ไปจดทะเบียนสมรสกัน ณ สำนักงานทะเบียนอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในการจดทะเบียนสมรสดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสองไม่ได้มีความสมัครใจที่จะสมรสกันอย่างแท้จริง แต่เพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้านับตั้งแต่จดทะเบียนสมรสผู้ร้องทั้งสองไม่ได้อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาผู้ร้องทั้งสองได้ไปติดต่อที่สำนักงานทะเบียนอำเภอหาดใหญ่ เพื่อขอให้นายทะเบียนเพิกถอนการสมรสและให้ผู้ร้องที่ 2 กลับคืนสู่สถานะเดิมโดยสามารถใช้คำนำหน้าเป็นนางสาว แต่นายทะเบียนไม่สามารถดำเนินการให้ได้และแจ้งให้ผู้ร้องทั้งสองมายื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้มีคำสั่งว่าการสมรสเป็นโมฆะก่อน ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าการสมรสเป็นโมฆะและให้ผู้ร้องที่ 2 กลับสู่สถานะเดิม โดยการใช้คำนำหน้านามเป็นนางสาว

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องขอ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า กรณีมีเหตุที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของผู้ร้องทั้งสองเป็นโมฆะหรือไม่ ผู้ร้องทั้งสองฎีกาว่า ตามคำเบิกความของผู้ร้องทั้งสองก็ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันหลอก ๆ เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้าเท่านั้น มิได้ยินยอมเป็นสามีภริยาให้มีผลผูกพันทางครอบครัวจนถึงปัจจุบันผู้ร้องทั้งสองก็มิได้อยู่กินเป็นสามีภริยากัน การกระทำของผู้ร้องทั้งสองเป็นการสมรสที่ผิดจากเจตนาที่แท้จริง ไม่น่าเชื่อว่าจะยินยอมเป็นสามีภริยากันอันขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 การสมรสเป็นโมฆะนั้น เห็นว่าผู้ร้องทั้งสองคงมีแต่ตัวผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานมาเบิกความลอย ๆ ว่าผู้ร้องทั้งสองไม่มีเจตนาที่จะอยู่กินเป็นสามีภริยากันอย่างแท้จริง เหตุที่จดทะเบียนสมรสกันเนื่องจากเชื่อตามหมอดูทำนายเท่านั้น แต่ผู้ร้องทั้งสองก็ไม่ได้นำพยานบุคคลอื่นเข้าสืบประกอบว่าผู้ร้องทั้งสองไม่ได้อยู่กินกันฉันสามีภริยากันอย่างแท้จริงและมิได้มีการส่งสำเนาทะเบียนบ้านให้ปรากฏในสำนวนว่าผู้ร้องทั้งสองมิได้อยู่บ้านเดียวกัน นอกจากนี้ผู้ร้องทั้งสองได้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึง 3 ปีเศษ จึงมายื่นคำร้องขอต่อศาลเป็นคดีนี้ พฤติการณ์ตามทางนำสืบของผู้ร้องแสดงว่า ผู้ร้องทั้งสองยินยอมเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 แล้วกรณีไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ผู้ร้องทั้งสองจะมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของผู้ร้องทั้งสองตกเป็นโมฆะได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามานั้น ศาลฎีกาคดีเยาวชนและครอบครัวเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1458 ม. 1495
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวีระณัฐ อนุกูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
อำนวย เต้พันธ์
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5351/2545
#55455
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องอ้างว่าได้จดทะเบียนสมรสกันหลอก ๆ เพื่อหวังประโยชน์ในทางการค้า มิได้มีเจตนาจะอยู่กินเป็นสามีภริยากันอย่างแท้จริง ทั้งไม่เคยอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาแต่อย่างใด เหตุที่จดทะเบียนสมรสกันเนื่องจากเชื่อตามหมอดูทำนายเท่านั้น แต่ผู้ร้องทั้งสองมิได้นำพยานอื่นเข้าสืบประกอบว่าตนมิได้อยู่กินฉันสามีภริยากันจริง และมิได้ส่งสำเนาทะเบียนบ้านว่ามิได้อยู่บ้านหลังเดียวกัน นอกจากนี้ผู้ร้องทั้งสองยังปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึง 3 ปีเศษ จึงมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ พฤติการณ์ที่นำสืบเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องทั้งสองยินยอมเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 แล้วไม่มีเหตุที่จะมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของผู้ร้องทั้งสองตกเป็นโมฆะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองได้ไปจดทะเบียนสมรสกัน ณ สำนักงานทะเบียนอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในการจดทะเบียนสมรสดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสองไม่ได้มีความสมัครใจที่จะสมรสกันอย่างแท้จริง แต่เพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้านับตั้งแต่จดทะเบียนสมรสผู้ร้องทั้งสองไม่ได้อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาผู้ร้องทั้งสองได้ไปติดต่อที่สำนักงานทะเบียนอำเภอหาดใหญ่ เพื่อขอให้นายทะเบียนเพิกถอนการสมรสและให้ผู้ร้องที่ 2 กลับคืนสู่สถานะเดิมโดยสามารถใช้คำนำหน้าเป็นนางสาว แต่นายทะเบียนไม่สามารถดำเนินการให้ได้และแจ้งให้ผู้ร้องทั้งสองมายื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้มีคำสั่งว่าการสมรสเป็นโมฆะก่อน ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าการสมรสเป็นโมฆะและให้ผู้ร้องที่ 2 กลับสู่สถานะเดิม โดยการใช้คำนำหน้านามเป็นนางสาว

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องขอ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า กรณีมีเหตุที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของผู้ร้องทั้งสองเป็นโมฆะหรือไม่ ผู้ร้องทั้งสองฎีกาว่า ตามคำเบิกความของผู้ร้องทั้งสองก็ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันหลอก ๆ เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้าเท่านั้น มิได้ยินยอมเป็นสามีภริยาให้มีผลผูกพันทางครอบครัวจนถึงปัจจุบันผู้ร้องทั้งสองก็มิได้อยู่กินเป็นสามีภริยากัน การกระทำของผู้ร้องทั้งสองเป็นการสมรสที่ผิดจากเจตนาที่แท้จริง ไม่น่าเชื่อว่าจะยินยอมเป็นสามีภริยากันอันขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 การสมรสเป็นโมฆะนั้น เห็นว่าผู้ร้องทั้งสองคงมีแต่ตัวผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานมาเบิกความลอย ๆ ว่าผู้ร้องทั้งสองไม่มีเจตนาที่จะอยู่กินเป็นสามีภริยากันอย่างแท้จริง เหตุที่จดทะเบียนสมรสกันเนื่องจากเชื่อตามหมอดูทำนายเท่านั้น แต่ผู้ร้องทั้งสองก็ไม่ได้นำพยานบุคคลอื่นเข้าสืบประกอบว่าผู้ร้องทั้งสองไม่ได้อยู่กินกันฉันสามีภริยากันอย่างแท้จริงและมิได้มีการส่งสำเนาทะเบียนบ้านให้ปรากฏในสำนวนว่าผู้ร้องทั้งสองมิได้อยู่บ้านเดียวกัน นอกจากนี้ผู้ร้องทั้งสองได้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึง 3 ปีเศษ จึงมายื่นคำร้องขอต่อศาลเป็นคดีนี้ พฤติการณ์ตามทางนำสืบของผู้ร้องแสดงว่า ผู้ร้องทั้งสองยินยอมเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 แล้วกรณีไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ผู้ร้องทั้งสองจะมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของผู้ร้องทั้งสองตกเป็นโมฆะได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามานั้น ศาลฎีกาคดีเยาวชนและครอบครัวเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1458 ม. 1495
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย วีระณัฐ อนุกูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
อำนวย เต้พันธ์
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5350/2545
#48676
เปิดฉบับเต็ม

การคัดสำเนา พระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้ามฯ ไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 5 นั้น ไม่ใช่องค์ประกอบความผิดข้อหาทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต หากแต่เป็นเพียงวิธีการให้พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำเพื่อมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดโต้แย้งว่ายังไม่ทราบพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเท่านั้น โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายเรื่องการคัดสำเนา พระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้ามฯ มาในฟ้องด้วย ทั้งการที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนำสืบเกี่ยวกับข้อเท็จจริงนี้ ก็หามีผลทำให้จำเลยทั้งห้าไม่ทราบว่าไม้ของกลางเป็นไม้หวงห้ามไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้ากับพวกอีก 5 คน ที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันบุกรุกเข้าไปแผ้วถางและทำไม้ในป่าไร่คอก โดยตัด ฟัน เลื่อย ไม้ยาง ไม้สัก ไม้กอ ไม้แลนบาน ไม้แดงควน ไม้นากบุด และไม้เลือดควาย ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. จำนวน 27 ตัน ปริมาตร 28.83 ลูกบาศก์เมตร แล้วยึดถือครอบครองที่ดินประมาณ 5 ไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันมีไม้หวงห้ามประเภท ก. อันยังมิได้แปรรูปจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย และจำเลยทั้งห้ากับพวกซื้อหรือรับไว้ซึ่งเครื่องเลื่อยยนต์ 1 เครื่อง ราคา 3,000 บาท ซึ่งเป็นของที่มีถิ่นกำเนิดและผลิตในประเทศเยอรมัน อันเป็นของต้องห้ามต้องจำกัด และมีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรอันเป็นการฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลที่จะต้องเสียค่าภาษีอากรขาเข้า โดยจำเลยทั้งห้ากับพวกรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ผู้อื่นลักลอบนำและพาหนีศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามข้อจำกัดที่ต้องเสีย 900 บาท รวมราคาของและอากรเข้าด้วยกันจำนวน 3,900 บาท เจ้าพนักงานยึดได้ไม้หวงห้ามดังกล่าว เครื่องเลื่อยยนต์ 1 เครื่อง และรถจักรยานยนต์ 1 คัน ที่ได้มาจากการกระทำความผิด ใช้ในการกระทำความผิด และได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5,6, 7, 11, 54, 69, 73, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิพระราชบัญญัติให้บำเหน็จการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6,7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 (ที่ถูกมาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุกคนละ 6 ปี และจำเลยที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ปรับ 15,600 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 6 ปี และปรับ 15,600 บาท จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 4 ปี จำเลยที่ 5จำคุก 4 ปี และปรับ 10,400 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ริบไม้และเครื่องเลื่อยยนต์ของกลางจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย คำขอและข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องนายดาบตำรวจพีระ ศิริมังคะโล กับพวกจับกุมจำเลยทั้งห้าและยึดได้ไม้ยาง ไม้สัก ไม้กอ ไม้แลนบาน ไม้แดงควน ไม้นากบุด ไม้ชวดและไม้เลือดควาย ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. 27 ตัน ปริมาตร 28.83 ลูกบาศก์เมตร กับเครื่องเลื่อยยนต์1 เครื่อง ซึ่งเป็นของที่มีถิ่นกำเนิดและผลิตในประเทศเยอรมันอันเป็นของต้องห้ามต้องจำกัด และมีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร และจำเลยที่ 5 รับไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของผู้อื่นลักลอบนำและพาหนีศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรดังกล่าวเป็นของกลาง ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าได้คัดสำเนาพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 ไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 5 ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิด ทำให้จำเลยทั้งห้าไม่ทราบว่าไม้ของกลางเป็นไม้หวงห้ามนั้น เห็นว่า การคัดสำเนาพระราชกฤษฎีกาไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ดังกล่าวไม่ใช่องค์ประกอบความผิดข้อหาทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตหากแต่เป็นเพียงวิธีการให้พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำเพื่อมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดโต้แย้งว่ายังไม่ทราบพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเท่านั้น โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายเรื่องการคัดสำเนาพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาในฟ้องด้วย และการที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนำสืบเกี่ยวกับข้อเท็จจริงนี้หาได้มีผลทำให้จำเลยทั้งห้าไม่ทราบว่าไม้ของกลางเป็นไม้หวงห้ามไม่ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งห้าไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ศาลฎีกาเชื่อว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกับพวกตัดฟันเลื่อยไม้ของกลางโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงมีความผิดข้อหาทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น แต่ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกกระทำการดังกล่าวเพื่อทำถนนใช้เป็นทางสัญจรได้สะดวก โทษที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นหนักเกินไป สมควรกำหนดเสียใหม่ให้เหมาะสมกับการกระทำความผิด"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ป่าไม้ ม. 5 ม. 11 ม. 73
พ.ร.ฎ.กำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2497
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นาย ช่วง คงผอม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิรัช ลิ้มวิชัย
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5348/2545
#46581
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจะระบุว่า ในกรณีจำเลยทั้งสี่ผิดนัดยอมชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากจำนวนที่ค้างชำระนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ และจำเลยทั้งสี่ผิดนัด แต่เมื่อถึงวันนัดพร้อมโจทก์แถลงต่อศาลว่า จะให้โอกาสจำเลยทั้งสี่อีกครั้งโดยให้ชำระเงินส่วนค้างทั้งหมดแก่โจทก์ส่วนที่เหลือให้ชำระตามวันเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยมิได้แถลงขอให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยในยอดเงินที่ค้างชำระด้วย แสดงว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยจากยอดเงินที่จำเลยทั้งสี่ผิดนัด ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยแสดงเจตนาแก่จำเลยทั้งสี่ว่าติดใจจะเรียกร้องดอกเบี้ยส่วนนี้แต่อย่างใด จนกระทั่งจำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ทั้งหมดครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้เงิน 1,010,000 บาทแก่โจทก์ ด้วยการผ่อนชำระเป็นรายเดือนเดือนละ 40,000 บาท ในปีแรก และเดือนละ 50,000 บาท ในปีต่อๆ ไป แต่จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ไม่ตรงตามระยะเวลาที่กำหนด โดยเพิ่งชำระงวดแรกเมื่อวันที่ 31 กรกฏาคม2540 ซึ่งตามสัญญาต้องชำระในวันที่ 31 พฤษภาคม 2540 โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2540 ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต่อมาในวันที่ 16ตุลาคม 2540 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อม โจทก์และจำเลยทั้งสี่ตกลงกันโดยโจทก์ยอมให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ส่วนที่ค้างชำระอยู่ 160,000 บาท แก่โจทก์ภายในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2540ส่วนที่เหลือให้ชำระตามวันเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดยอมให้ขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น หลังจากนั้นจำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ครบถ้วนตามข้อตกลงและตามสัญญาประนีประนอมยอมความรวม 1,010,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดในวันที่ 15 สิงหาคม 2544

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นนัดพร้อม ในวันดังกล่าวโจทก์แถลงว่า จำเลยทั้งสี่ยังค้างชำระดอกเบี้ยอีก 215,603.53 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การออกหมายบังคับคดีไม่ชอบให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

โจทก์ขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ จำเลยทั้งสี่ไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยจำนวน 215,603.53 บาทหรือไม่ โจทก์อ้างว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่าเมื่อจำเลยทั้งสี่ผิดนัดยอมชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี การที่โจทก์แถลงต่อศาลในวันนัดพร้อมว่าโจทก์จะให้โอกาสจำเลยทั้งสี่อีกครั้งหนึ่ง แต่ต้องขอให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินที่ค้างทั้งหมดนั้นเป็นเพียงให้โอกาสจำเลยทั้งสี่ผ่อนชำระหนี้ต่อไปได้ โดยไม่ต้องชำระในคราวเดียวเท่านั้นหาได้งดไม่คิดดอกเบี้ยแก่จำเลยทั้งสี่นั้น เห็นว่า แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามข้อ 1จะระบุว่า ในกรณีจำเลยทั้งสี่ผิดนัดยอมชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากจำนวนที่ค้างชำระนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ปรากฏว่าโจทก์เคยแถลงต่อศาลชั้นต้นในวันนัดพร้อมเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2540 ว่า จะให้โอกาสจำเลยทั้งสี่อีกครั้งหนึ่งโดยให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินส่วนค้างทั้งหมดแก่โจทก์ ส่วนที่เหลือให้ชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมิได้แถลงขอให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยในยอดเงินที่ค้างชำระด้วย แสดงว่าโจทก์สละสิทธิในการเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยจากยอดเงินที่จำเลยทั้งสี่ผิดนัดทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยแสดงเจตนาแก่จำเลยทั้งสี่ว่าติดใจจะเรียกร้องดอกเบี้ยส่วนนี้แต่อย่างใด จนกระทั่งจำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ทั้งหมดครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยจำนวน 215,603.53 บาท ได้ดังอ้าง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2540 และผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2540 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากจำเลยทั้งสี่ผิดนัดชำระหนี้ในงวดที่ 1 และที่ 2 ซึ่งต้องชำระในวันที่ 31 พฤษภาคม 2540 และ 30 มิถุนายน2540 แต่เพิ่งชำระงวดเดียวในวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 เป็นกรณีจำเลยทั้งสี่ผิดนัดไม่ชำระหนี้รวม 2 งวด ซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะบังคับคดีได้ทันทีตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 การออกหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะเพิกถอนหมายบังคับคดีดังกล่าว คำสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นจึงไม่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยทั้งสี่ชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2542 โดยมิได้ผิดนัดตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม 2544 ถือว่าจำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้ว คงเหลือแต่เพียงค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี ซึ่งเมื่อจำเลยทั้งสี่ผิดนัดเป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ จึงเห็นสมควรให้จำเลยรับผิดค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีคำสั่งของศาลชั้นต้นส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เสียค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีแล้วให้ถอนการบังคับคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ทับ แก้วสงค์
จำเลย — นาง ขวัญนภา นาคพันธ์ หรือ บุญพิทักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5346/2545
#46580
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องจะเป็นบิดาของจำเลยซึ่งเป็นผู้เยาว์และอาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกันขณะผู้ร้องไม่อยู่บ้านจะเก็บกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ในตู้โดยไม่มีที่ล็อกแต่ได้ความว่าผู้ร้องเคยอนุญาตให้จำเลยใช้รถแต่ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น และยังเคยตักเตือนจำเลยว่าอย่าขับรถเร็วและอย่าประมาท ประกอบกับจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปใช้กระทำความผิดขณะที่ผู้ร้องไปเฝ้ามารดาที่ป่วยที่โรงพยาบาล พฤติการณ์จึงไม่มีข้อส่อแสดงว่าผู้ร้องยินยอมอนุญาตให้จำเลยนำรถของกลางไปใช้ได้ตลอดเวลาตามที่จำเลยต้องการโดยไม่คำนึงว่าจำเลยจะนำรถไปใช้ในกิจการใดอันจะถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดในลักษณะที่เป็นการเสี่ยงภัยต่อร่างกายและชีวิตของจำเลย ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอให้ศาลสั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(8), 160 วรรคสาม และริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน สงขลา 8 ก - 6167 ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนสงขลา 8 ก - 6167 ของกลาง และผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้สั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลางและผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้คืนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนสงขลา 8 ก - 6167 ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะเป็นบิดาของจำเลยซึ่งเป็นผู้เยาว์และอาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกัน ขณะผู้ร้องไม่อยู่บ้านจะเก็บกุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ในตู้โดยไม่มีที่ล็อก แต่ก็ได้ความตามคำเบิกความของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเคยอนุญาตให้จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางแต่ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น และผู้ร้องเคยตักเตือนจำเลยว่าอย่าขับรถเร็วและอย่าประมาท ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดในขณะที่ผู้ร้องไปเฝ้ามารดาที่ป่วยที่โรงพยาบาล พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่มีข้อส่อแสดงว่าผู้ร้องยินยอมอนุญาตให้จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ได้ตลอดเวลาตามที่จำเลยต้องการใช้โดยไม่คำนึงว่าจำเลยผู้เยาว์ซึ่งอยู่ในอำนาจปกครองของตนจะนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในกิจการใด อันจะถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดในลักษณะที่เป็นการเสี่ยงภัยต่อร่างกายและชีวิตของจำเลย เช่นนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางย่อมมีสิทธิขอให้ศาลสั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลา
ผู้ร้อง — นาย กล่อม ชัยทอง
จำเลย — นาย น
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
วิชัย ชื่นชมพูนุท
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5345/2545
#48675
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยรู้จักกันมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดย พ. สามีโจทก์เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยมาก่อน และก่อนเกิดเหตุคดีนี้จำเลยและ ว. ซึ่งเป็นภริยาจำเลยได้ตกลงซื้อกิจการท่าทรายจากบริษัท ส. โดยมี ฉ. กรรมการผู้มีอำนาจในราคา16,000,000 บาท โดยจำเลยและ ว. วางมัดจำไว้ 500,000 บาท ที่เหลือจำเลยและว. สั่งจ่ายเช็คจำนวน 14 ฉบับให้แก่ ส. เพื่อชำระหนี้ ต่อมาเช็คฉบับเดือนตุลาคม2538 ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ฉ. จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและ ว. โดยมอบอำนาจให้โจทก์ซึ่งเป็นพี่สาวเป็นผู้ชี้ตัวและดำเนินคดีแก่จำเลยและ ว. ดังนั้น การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยและ ว. เจ้าของตู้คอนเทนเนอร์ในที่เกิดเหตุเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ซึ่งมีการร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว จึงสามารถทำได้ตามกฎหมายและขณะที่โจทก์เข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งจำเลยใช้เป็นที่ทำการและที่อยู่อาศัยเพื่อชี้ตัวจำเลยและ ว. ให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุม จำเลยก็มิได้ห้ามโจทก์ไม่ให้เข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์และมิได้ขับไล่โจทก์ให้ออกไปจากตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าว นอกจากนี้ก่อนที่พันตำรวจตรี ส. จะรับแจ้งความจากจำเลย พันตำรวจตรี ส. ได้ชี้แจงให้จำเลยทราบแล้วว่าโจทก์ไม่มีเจตนาบุกรุกเพราะโจทก์ไปกับเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งกระทำการตามหน้าที่แต่จำเลยไม่ยอมจะขอแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ให้ได้ ข้อความที่จำเลยแจ้งแก่พนักงานสอบสวนเป็นการยืนยันว่าโจทก์เข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์ของจำเลยและ ว. โดยไม่มีสิทธิและไม่มีเหตุอันสมควรเป็นความผิดทางอาญาฐานบุกรุกซึ่งไม่เป็นความจริงและข้อความที่แจ้งนี้หาใช่เป็นเพียงความคิดเห็นหรือความเข้าใจของจำเลยโดยสุจริตไม่จำเลยจึงมีความผิดฐานแจ้งความเท็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 173, 174,310 วรรคหนึ่ง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 173 และ 174 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าวส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคหนึ่ง ให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 174วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 172 ประกอบด้วยมาตรา 174 วรรคสอง) จำคุก 1 ปี ปรับ 8,000บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยรู้จักกันมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยพันตำรวจโทหม่อมหลวงพิศิษฐ์ วัชรีวงศ์ สามีโจทก์ เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยมาก่อน และก่อนเกิดเหตุคดีนี้จำเลยและนางสาววราพรเทอมแพงพันธ์ ซึ่งเป็นภริยาจำเลยได้ตกลงซื้อกิจการท่าทรายจากบริษัทสุมะโน แชนด์โปร์ดัคส์ จำกัด โดยมีนายเฉลิมพล ติรณพันธ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจในราคา 16,000,000 บาท โดยจำเลยและนางสาววราพรวางมัดจำไว้ 500,000 บาท ที่เหลือจำเลยและนางสาววราพรสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานเหลืองจำนวน 14 ฉบับให้แก่บริษัทฯ เพื่อชำระหนี้ ต่อมาเช็คฉบับเดือนตุลาคม 2538 ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน นายเฉลิมพลจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและนางสาววราพร โดยมอบอำนาจให้โจทก์ซึ่งเป็นพี่สาวเป็นผู้ชี้ตัวและดำเนินคดีแก่จำเลยและนางสาววราพร ดังนั้น การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยและนางสาววราพรเจ้าของตู้คอนเทนเนอร์ในที่เกิดเหตุเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คซึ่งมีการร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว จึงสามารถทำได้ตามกฎหมายและขณะที่โจทก์เข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งจำเลยใช้เป็นที่ทำการและที่อยู่อาศัยเพื่อชี้ตัวจำเลยและนางสาววราพรให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุม จำเลยก็มิได้ห้ามโจทก์ไม่ให้เข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์ และมิได้ขับไล่โจทก์ให้ออกไปจากตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าว นอกจากนี้ก่อนที่พันตำรวจตรีเสนาะ วรวงศ์สุจริต จะรับแจ้งความจากจำเลยพันตำรวจตรีเสนาะได้ชี้แจงให้จำเลยทราบแล้วว่า โจทก์ไม่มีเจตนาบุกรุกเพราะโจทก์ไปกับเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งกระทำการตามหน้าที่ แต่จำเลยไม่ยอมจะขอแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ให้ได้ ข้อความที่จำเลยแจ้งแก่พนักงานสอบสวนเป็นการยืนยันว่าโจทก์เข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์ของจำเลยและนางสาววราพรโดยไม่มีสิทธิและไม่มีเหตุอันสมควรเป็นความผิดทางอาญาฐานบุกรุกซึ่งไม่เป็นความจริง และข้อความที่แจ้งนี้หาใช่เป็นเพียงความคิดเห็นหรือความเข้าใจของจำเลยโดยสุจริตไม่ จำเลยจึงมีความผิดฐานแจ้งความเท็จตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าไม่มีความผิด ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 172 ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บุหงา ติรณพันธ์
จำเลย — พลตำรวจโท สุริยะหรือชัยยุทธ โมรานนท์
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5333/2545
#47403
เปิดฉบับเต็ม

การที่บุคคลใดจะเป็นข้าราชการหรือไม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายหาใช่ว่าบุคคลใดที่ต้องไปปฏิบัติราชการแล้วจะมีฐานะเป็นข้าราชการเสมอไป ซึ่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ข้าราชการ"หมายความว่า ทหารประจำการและข้าราชการกลาโหมพลเรือนที่บรรจุในตำแหน่งอัตราทหาร ส่วนคำว่า "ทหารกองประจำการ" หมายความว่า ทหารกองประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2479มาตรา 4(3) บัญญัติว่า "ทหารกองประจำการ" หมายความว่า ผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกองประจำการและได้เข้ารับราชการในกองประจำการจนกว่าจะได้ปลด และมาตรา 4(8)บัญญัติว่า "ทหารประจำการ" หมายความว่า ทหารซึ่งรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดซึ่งไม่ใช่ทหารกองประจำการ จึงเห็นได้ว่าตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหารฯ และพระราชบัญญัติรับราชการทหารฯ ได้แยกทหารประจำการ และ ทหารกองประจำการไว้ต่างหากจากกัน เฉพาะทหารประจำการเท่านั้นที่ถือว่าเป็นข้าราชการจะแปลความให้หมายความรวมเป็นจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทหารกองประจำการว่าเป็นข้าราชการ อันจะต้องรับโทษหนักขึ้นเป็นสามเท่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 10 ด้วยหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 5, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 มาตรา 10 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 มาตรา 10 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาว่า... คดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เพียงข้อเดียวว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทหารกองประจำการถือเป็นข้าราชการอันจะต้องรับโทษหนักขึ้นเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2มีสถานะเป็นข้าราชการโดยเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 แม้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหารจะแยกทหารประจำการกับทหารกองประจำการไว้ต่างหากจากกัน แต่สิทธิและหน้าที่ส่วนใหญ่เหมือนกัน ทั้งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานคำว่า "ข้าราชการ" หมายถึงผู้ปฏิบัติราชการในส่วนราชการเท่านั้น ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ถูกคัดเลือกให้เข้ารับราชการทหารเป็นทหารกองประจำการในสังกัดกองทัพบกซึ่งเป็นส่วนราชการจึงมีสถานะเป็นข้าราชการนั้น เห็นว่า การที่บุคคลใดจะเป็นข้าราชการหรือไม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย หาใช่ว่าบุคคลใดที่ต้องไปปฏิบัติราชการแล้วจะต้องมีฐานะเป็นข้าราชการเสมอไป พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ว่า "ข้าราชการทหาร" หมายความว่า ทหารประจำการและข้าราชการกลาโหมพลเรือนที่บรรจุในตำแหน่งอัตราทหาร ส่วนคำว่า "ทหารกองประจำการ" หมายความว่าทหารกองประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 4(3) บัญญัติว่า "ทหารกองประจำการ" หมายความว่าผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกองประจำการและได้เข้ารับราชการในกองประจำการจนกว่าจะได้ปลดและมาตรา 4(8) บัญญัติว่า "ทหารประจำการ" หมายความว่า ทหารซึ่งรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดซึ่งไม่ใช่ทหารกองประจำการ จึงเห็นได้ว่า เฉพาะทหารประจำการเท่านั้นที่ถือว่าเป็นข้าราชการ นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหารพ.ศ. 2521 มาตรา 10 บัญญัติว่า "การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการทหารจะให้ได้รับเงินในชั้นใด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง" และมาตรา 11 บัญญัติว่า "การแต่งตั้ง การเลื่อนหรือลดตำแหน่ง การย้าย การโอน การเลื่อนขั้นเงินเดือนและการออกจากราชการของข้าราชการทหารให้เป็นไปตามกฎหมายข้อบังคับและระเบียบแบบแผนของกระทรวงกลาโหม

ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่นักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหมด้วยโดยอนุโลม

การเลื่อนขั้นเงินเดือนของทหารกองประจำการ ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด"

จึงเห็นได้ว่าข้าราชการทหารย่อมจะมีสิทธิต่าง ๆ ดีกว่าทหารกองประจำการไม่ใช่ข้าราชการทหาร เพียงแต่กฎเกณฑ์หรือระเบียบบางอย่างอาจนำมาใช้ทหารกองประจำการด้วยเท่านั้น เมื่อข้าราชการทหารมีความหมายเฉพาะทหารประจำการเท่านั้นจะแปลความให้หมายความรวมถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงทหารกองประจำการและเป็นผู้ต้องเข้ามาปฏิบัติหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในกองทัพตามเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 เท่านั้น หาได้ไม่ จำเลยที่ 2 จึงมิได้เป็นข้าราชการตามความในพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 มาตรา 10 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2ตามพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวนั้นชอบแล้ว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 ม. 4 ม. 10
พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 ม. 4 (3) ม. 4 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นายวัชรินทร์ เสมอใจ ที่ 1
จำเลย — พลทหารสวาท ศรีสุนทร ที่ 2
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5333/2545
#109379
เปิดฉบับเต็ม

การที่บุคคลใดจะเป็นข้าราชการหรือไม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย หาใช่ว่าบุคคลใดที่ต้องไปปฏิบัติราชการแล้วจะมีฐานะเป็นข้าราชการเสมอไป ซึ่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ข้าราชการทหาร" หมายความว่า ทหารประจำการและข้าราชการกลาโหมพลเรือนที่บรรจุในตำแหน่งอัตราทหาร ส่วนคำว่า "ทหารกองประจำการ" หมายความว่า ทหารกองประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2479 มาตรา 4 (3) บัญญัติว่า "ทหารกองประจำการ" หมายความว่า ผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกองประจำการและได้เข้ารับราชการในกองประจำการจนกว่าจะได้ปลด และมาตรา 4 (8) บัญญัติว่า "ทหารประจำการ" หมายความว่า ทหารซึ่งรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดซึ่งไม่ใช่ทหารกองประจำการ จึงเห็นได้ว่าตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหารฯ และพระราชบัญญัติรับราชการทหารฯ ได้แยกทหารประจำการ และ ทหารกองประจำการไว้ต่างหากจากกัน เฉพาะทหารประจำการเท่านั้นที่ถือว่าเป็นข้าราชการ จะแปลความให้หมายความรวมถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทหารกองประจำการว่าเป็นข้าราชการ อันจะต้องรับโทษหนักขึ้นเป็นสามเท่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 10 ด้วย หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 5, 66, 102 ป.อ.มาตรา 83 พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาว่า?คดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เพียงข้อเดียวว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทหารกองประจำการถือเป็นข้าราชการอันจะต้องรับโทษหนักขึ้นเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มีสถานะเป็นข้าราชการโดยเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 แม้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหารจะแยกทหารประจำการกับทหารกองประจำการไว้ต่างหากจากกัน แต่สิทธิและหน้าที่ส่วนใหญ่เหมือนกัน ทั้งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานคำว่า "ข้าราชการ" หมายถึงผู้ปฏิบัติราชการในส่วนราชการเท่านั้น ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ถูกคัดเลือกให้เข้ารับราชการทหารเป็นทหารกองประจำการในสังกัดกองทัพบกซึ่งเป็นส่วนราชการจึงมีสถานะเป็นข้าราชการนั้น เห็นว่า การที่บุคคลใดจะเป็นข้าราชการหรือไม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย หาใช่ว่าบุคคลใดที่ต้องไปปฏิบัติราชการแล้วจะต้องมีฐานะเป็นข้าราชการเสมอไป พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ว่า "ข้าราชการทหาร" หมายความว่า ทหารประจำการและข้าราชการกลาโหมพลเรือนที่บรรจุในตำแหน่งอัตราทหาร ส่วนคำว่า "ทหารกองประจำการ" หมายความว่า ทหารกองประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 4 (3) บัญญัติว่า "ทหารกองประจำการ" หมายความว่า ผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกองประจำการและได้เข้ารับราชการในกองประจำการจนกว่าจะได้ปลด และมาตรา 4 (8) บัญญัติว่า "ทหารประจำการ" หมายความว่า ทหารซึ่งรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดซึ่งไม่ใช่ทหารกองประจำการ จึงเห็นได้ว่า เฉพาะทหารประจำการเท่านั้นที่ถือว่าเป็นข้าราชการ นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 มาตรา 10 บัญญัติว่า "การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการทหารจะให้ได้รับเงินในชั้นใด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง" และมาตรา 11 บัญญัติว่า "การแต่งตั้ง การเลื่อนหรือลดตำแหน่ง การย้าย การโอน การเลื่อนขั้นเงินเดือนและการออกจากราชการของราชการของข้าราชการทหารให้เป็นไปตามกฎหมายข้อบังคับและระเบียบแบบแผนของกระทรวงกลาโหม

ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่นักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหมด้วยโดยอนุโลม

การเลื่อนขั้นเงินเดือนของทหารกองประจำการ ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด"

จึงเห็นได้ว่าข้าราชการทหารย่อมจะมีสิทธิต่าง ๆ ดีกว่าทหารกองประจำการไม่ใช่ข้าราชการทหาร เพียงแต่กฎเกณฑ์หรือระเบียบบางอย่างอาจนำมาใช้ทหารกองประจำการด้วยเท่านั้น เมื่อข้าราชการทหารมีความหมายเฉพาะทหารประจำการเท่านั้นจะแปลความให้หมายความรวมถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงทหารกองประจำการและเป็นผู้ต้องเข้ามาปฏิบัติหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในกองทัพตามเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 เท่านั้นหาได้ไม่ จำเลยที่ 2 จึงมิได้เป็นข้าราชการตามความในพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวนั้นชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2521 ม. 4 ม. 10
พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 ม. 4 (3) (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก
1 — นายวัชรินทร์ เสมอใจ ที่
จำเลย — พลทหารสวาท ศรีสุนทร ที่ 2
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นายอุดม แก้วต่าย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธนัท วิรบุตร์
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5326/2545
#48674
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีมติเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ยินยอมรับไว้แล้ว โจทก์ฟ้องอ้างว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบว่าด้วยพนักงานและลูกจ้างของจำเลยฯ ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 และระเบียบว่าด้วยพนักงานของจำเลยฯ ซึ่งการฟ้องคดีเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและเรียกเงินบำเหน็จดังกล่าวนั้นไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์จะต้องร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการอย่างใดและเงินที่โจทก์ฟ้องเรียกทั้งสองจำนวนไม่ใช่เงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 123 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 4,858,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2542 ไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31โจทก์ไม่ต้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานก่อนฟ้องคดี โจทก์มีอำนาจฟ้อง โจทก์ซื้อข้าวเปลือกจากโรงสีสินทวีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอนุกรรมการซื้อข้าวขายข้าวของจำเลยและให้สินเชื่อแก่บริษัทมีเดียออฟมีเดีย จำกัด เกินอำนาจของโจทก์โดยมิได้รับอนุญาตจากจำเลย อันเป็นการขัดคำสั่งหรือระเบียบของจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้ ไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ได้ยกการที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลย เหตุสงสัยในความสุจริตมาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์และมิได้ยกเรื่องวินัยมาใช้ในการเลิกจ้าง โจทก์ให้จำเลยหักค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าลบกับหนี้ค่าเสียหายซึ่งเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์แล้ว จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามเงื่อนไขบังคับก่อนในการจ่ายเงินบำเหน็จให้โจทก์ครบถ้วนแล้วจำเลยต้องปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตอบแทนโดยจ่ายเงินบำเหน็จให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 4 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 529,920 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินต้นจำนวนดังกล่าวคำนวณตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2542 ไปจนถึงวันชำระเสร็จให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยมีมติเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ซึ่งโจทก์ยินยอมรับไว้แล้วโดยมิได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานภายใน 30 วัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะยินยอมรับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยแล้ว แต่โจทก์ยังฟ้องอ้างว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบว่าด้วยพนักงานและลูกจ้างของจำเลย พ.ศ. 2524 ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 และระเบียบว่าด้วยพนักงานของจำเลย พ.ศ. 2524 ซึ่งการฟ้องคดีเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและเรียกเงินบำเหน็จดังกล่าวนั้นไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์จะต้องร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการอย่างใดและเงินที่โจทก์ฟ้องเรียกทั้งสองจำนวนไม่ใช่เงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 ดังนั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว นพวรรณ วีระหงษ์
จำเลย — ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5321/2545
#46172
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสามการบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ว่าจะกระทำเป็นหนังสือหรือกระทำด้วยวาจา นายจ้างต้องระบุเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบ โดยหากกระทำเป็นหนังสือ ต้องระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง แต่หากกระทำด้วยวาจา ต้องระบุเหตุผลไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้างนั้น เมื่อปรากฏว่า จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ด้วยวาจาแต่มิได้ระบุหรือแจ้งเหตุผลในการบอกเลิกจ้างไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้างจำเลยจึงไม่อาจยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างภายหลังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคล ได้ค่าจ้างเดือนละ 27,500 บาท ค่าน้ำมันรถเดือนละ 2,500 บาท ค่าเช่าบ้านเดือนละ 1,750 บาท ค่าอาหารเดือนละ 615 บาทวันที่ 11 สิงหาคม 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 97,095 บาท และ 53,941.66 บาท ตามลำดับ จำเลยยังค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ระหว่างวันที่ 1 ถึง 11 สิงหาคม 2544 เป็นเงิน11,867.16 บาท โจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2544 อีก 2.5 วัน จึงมีสิทธิได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 2,697.08 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 97,095 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 53,941.66 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย 11,867.16 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,697.08 บาท ค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์วันที่ 11 สิงหาคม 2544 แต่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เพราะโจทก์ทำผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงคือ วันที่ 7 ถึง 9 สิงหาคม 2544 โจทก์หยุดงานเป็นเวลา 3 วันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร เพื่อไปทำการอบรมสัมมนาซึ่งสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีเป็นผู้จัด โดยมิได้บอกกล่าวและมิได้รับอนุญาตจากจำเลยก่อน ทั้งยังแจ้งเท็จและแสดงหลักฐานเท็จต่อนายวิงเชิงชานผู้บังคับบัญชาของโจทก์ว่าโจทก์ป่วย โดยนำใบเสร็จรับเงินค่ายาที่โจทก์ต้องการเบิกจากจำเลยมาแสดงและอ้างเป็นใบรับรองแพทย์ให้หยุดงานเป็นเวลา 3 วัน ทำให้นายวิงเชิงชานซึ่งเป็นชาวต่างชาติและอ่านภาษาไทยไม่ออกหลงเชื่อว่าเป็นจริง จึงอนุมัติการลา ซึ่งความจริงโจทก์มิได้ป่วยตามที่กล่าวอ้าง แต่เป็นการหยุดงานไปเพื่ออบรมสัมมนาดังกล่าว การกระทำของโจทก์จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้เงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายระหว่างวันที่ 1 ถึง 11 สิงหาคม2544 โจทก์มีสิทธิได้รับเพียง 10,083 บาท เท่านั้น มิใช่ตามฟ้อง เงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเพราะจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำผิด โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 82,500 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย10,083 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2544(วันฟ้อง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ศาลแรงงานกลางสั่งรับมาเพียงข้อเดียวโดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ และไม่มีการอ้างเหตุผลในการเลิกจ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรจำเลยจึงยกเหตุตามมาตรา 119(5) ที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างไม่ได้นั้น จำเลยไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากกรณีตามคดีนี้เป็นเรื่องการเลิกจ้างด้วยวาจา เป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้การเลิกจ้างต้องระบุเหตุผลการเลิกจ้างในการเลิกจ้างด้วยวาจา กรณีตามคดีนี้ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 17 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยไม่จำต้องระบุเหตุผลในการเลิกจ้างในการบอกเลิกจ้างด้วยวาจา จำเลยจึงอ้างเหตุตามมาตรา 119(1)(2)(5) ขึ้นอ้างได้นั้น เห็นว่า บทบัญญัติตามมาตรา 17 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่ระบุว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้" นั้น เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเข้าใจอันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างโดยให้นายจ้างแสดงเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบว่า ลูกจ้างนั้นถูกเลิกจ้างด้วยเหตุผลใด ซึ่งลูกจ้างอาจพิจารณาต่อไปได้ว่า เหตุผลดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ ลูกจ้างสมควรที่จะเรียกร้องค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์อื่นอันเนื่องมาจากการเลิกสัญญาจ้างนั้นหรือไม่เพียงใดดังนั้น ตามนัยแห่งบทกฎหมายดังกล่าวการบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ว่าจะกระทำเป็นหนังสือหรือกระทำด้วยวาจา นายจ้างก็ต้องระบุเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบโดยหากกระทำเป็นหนังสือ ก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง แต่หากกระทำด้วยวาจา ก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้างนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ด้วยวาจาแต่มิได้ระบุหรือแจ้งเหตุผลในการบอกเลิกจ้างไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้าง จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ขึ้นอ้างภายหลังได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สมพร ประถม
จำเลย — บริษัท เวลบิ้ลท์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5321/2545
#46579
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรคสาม การบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ว่าจะกระทำเป็นหนังสือหรือกระทำด้วยวาจา นายจ้างต้องระบุเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบ หากทำเป็นหนังสือก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง แต่หากทำด้วยวาจาก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้างนั้น เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ด้วยวาจาแต่มิได้ระบุหรือแจ้งเหตุผลในการบอกเลิกสัญญาจ้างไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้าง จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุโจทก์ทำผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างภายหลังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 97,095 บาท และ 53,941.66บาท ตามลำดับ จำเลยยังค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ระหว่างวันที่ 1 ถึง 11 สิงหาคม 2544เป็นเงิน 11,867.16 บาท โจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2544 อีก 2.5 วัน จึงมีสิทธิได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 2,697.08 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 97,095 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 53,941.66 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย 11,867.16 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,697.08 บาท ค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ทำผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 119 และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงคือ วันที่7 ถึง 9 สิงหาคม 2544 โจทก์หยุดงานเป็นเวลา 3 วันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพื่อไปทำการอบรมสัมมนาซึ่งสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีร่วมกับสภาอุตสาหกรรม จังหวัดปราจีนบุรี เป็นผู้จัด โดยมิได้บอกกล่าวและมิได้รับอนุญาตจากจำเลยก่อน ทั้งยังแจ้งเท็จและแสดงหลักฐานเท็จต่อนายวิงเชิงชานผู้บังคับบัญชาของโจทก์ว่าโจทก์ป่วยโดยนำใบเสร็จรับเงินค่ายาที่โจทก์ต้องการเบิกจากจำเลยมาแสดงและอ้างเป็นใบรับรองแพทย์ให้หยุดงานเป็นเวลา 3 วัน ทำให้นายวิงเชิงชานซึ่งเป็นชาวต่างชาติและอ่านภาษาไทยไม่ออก หลงเชื่อว่าเป็นจริง จึงอนุมัติการลา ซึ่งความจริงโจทก์มิได้ป่วยตามที่กล่าวอ้าง แต่เป็นการหยุดงานไปเพื่ออบรมสัมนาดังกล่าว การกระทำของโจทก์จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้างเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้เงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างจ่ายระหว่างวันที่ 1 ถึง 11 สิงหาคม 2544 โจทก์มีสิทธิได้รับเพียง 10,083 บาท เท่านั้นมิใช่ตามฟ้อง เงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเพราะจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำผิด โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจำนวน 300,000บาท ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์มิได้แสดงให้เห็นว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมอย่างไร เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ หรือเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ ทำให้จำเลยหลงต่อสู้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 82,500 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย10,083 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2544(วันฟ้อง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ศาลแรงงานกลางสั่งรับมาเพียงข้อเดียวโดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ และไม่มีการอ้างเหตุผลในการเลิกจ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงยกเหตุตามมาตรา 119(5) ที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างไม่ได้นั้น จำเลยไม่เห็นพ้องด้วยเนื่องจากกรณีตามคดีนี้เป็นเรื่องการเลิกจ้างด้วยวาจา เป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 119แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้การเลิกจ้างต้องระบุเหตุผลการเลิกจ้างในการเลิกจ้างด้วยวาจา กรณีตามคดีนี้ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 17 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยไม่จำต้องระบุเหตุผลในการเลิกจ้างในการบอกเลิกจ้างด้วยวาจา จำเลยจึงอ้างเหตุตามมาตรา 119(1)(2)(5)ขึ้นอ้างได้นั้น เห็นว่า บทบัญญัติตามมาตรา 17 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่ระบุว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้" นั้น เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเข้าใจอันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างโดยให้นายจ้างแสดงเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบว่า ลูกจ้างนั้นถูกจ้างด้วยเหตุผลใด ซึ่งลูกจ้างอาจพิจารณาต่อไปได้ว่า เหตุผลดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ ลูกจ้างสมควรที่จะเรียกร้องค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์อื่นอันเนื่องมาจากการเลิกสัญญาจ้างนั้นหรือไม่เพียงใด ดังนั้นตามนัยแห่งบทกฎหมายดังกล่าวการบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ว่าจะกระทำเป็นหนังสือหรือกระทำด้วยวาจา นายจ้างก็ต้องระบุเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบ โดยหากกระทำเป็นหนังสือก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง แต่หากกระทำด้วยวาจาก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้างนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ด้วยวาจาแต่มิได้ระบุหรือแจ้งเหตุผลในการบอกเลิกจ้างไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้าง จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ขึ้นอ้างภายหลังได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสาม ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สมพร ประถม
จำเลย — บริษัท เวลบิ้ลท์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5321/2545
#99807
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตามมาตรา 17 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มีเจตนารมณ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเข้าใจอันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างโดยให้นายจ้างแสดงเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างพิจารณาว่าสมควรที่จะเรียกร้องค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์อื่นอันเนื่องมาจากการเลิกสัญญาจ้างนั้นหรือไม่เพียงใด ดังนั้น การบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ว่าจะกระทำเป็นหนังสือหรือกระทำด้วยวาจา นายจ้างก็ต้องระบุเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบ โดยหากกระทำเป็นหนังสือ ก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง แต่หากกระทำด้วยวาจา ก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้างนั้น คดีนี้จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ด้วยวาจา แต่มิได้ระบุหรือแจ้งเหตุผลในการบอกเลิกจ้างไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้าง จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุตามมาตรา 119 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างภายหลังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ๙๗,๐๙๕ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๕๓,๙๔๑.๖๖ บาท ค่าจ้างค้างจ่าย ๑๑,๘๖๗.๑๖ บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๒,๖๙๗.๐๘ บาท ค่าเสียหาย ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เพราะโจทก์ทำผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงคือ วันที่ ๗ ถึง ๙ สิงหาคม ๒๕๔๔ โจทก์หยุดงานเป็นเวลา ๓ วันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทั้งยังแจ้งเท็จและแสดงหลักฐานเท็จต่อนายวิงเชิงชานผู้บังคับบัญชาของโจทก์ว่าโจทก์ป่วย โดยนำใบเสร็จรับเงินค่ายาที่โจทก์ต้องการเบิกจากจำเลยมาแสดงและอ้างเป็นใบรับรองแพทย์ให้หยุดงานเป็นเวลา ๓ วัน ทำให้นายวิงเชิงชานซึ่งเป็นชาวต่างชาติและอ่านภาษาไทยไม่ออกหลงเชื่อว่าเป็นจริง จึงอนุมัติการลา ซึ่งความจริงโจทก์มิได้ป่วยตามที่กล่าวอ้าง การกระทำของโจทก์จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้เงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายระหว่างวันที่ ๑ ถึง ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๔ โจทก์มีสิทธิได้รับเพียง ๑๐,๐๘๓ บาท เท่านั้น มิใช่ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ๘๒,๕๐๐ บาท ค่าจ้างค้างจ่าย ๑๐,๐๘๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๔ (วันฟ้อง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ศาลแรงงานกลางสั่งรับมาเพียงข้อเดียวโดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ และไม่มีการอ้างเหตุผลในการเลิกจ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา ๓ วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงยกเหตุตามมาตรา ๑๑๙ (๕) ที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างไม่ได้นั้น จำเลยไม่เห็นพ้องด้วย เห็นว่า บทบัญญัติตามมาตรา ๑๗ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ที่ระบุว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา ๑๑๙ ขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้" นั้น เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเข้าใจอันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างโดยให้นายจ้างแสดงเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบว่า ลูกจ้างนั้นถูกเลิกจ้างด้วยเหตุผลใด ซึ่งลูกจ้างอาจพิจารณาต่อไปได้ว่า เหตุผลดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ ลูกจ้างสมควรที่จะเรียกร้องค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์อื่นอันเนื่องมาจากการเลิกสัญญาจ้างนั้นหรือไม่เพียงใด ดังนั้น ตามนัยแห่งบทกฎหมายดังกล่าว การบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ว่าจะกระทำเป็นหนังสือหรือกระทำด้วยวาจา นายจ้างก็ต้องระบุเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบโดยหากกระทำเป็นหนังสือ ก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง แต่หากกระทำด้วยวาจา ก็ต้องระบุเหตุผลไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้างนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ด้วยวาจาแต่มิได้ระบุหรือแจ้งเหตุผลในการบอกเลิกจ้างไว้ในขณะที่บอกเลิกสัญญาจ้าง จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุตามมาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ขึ้นอ้างภายหลังได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.

นายฉลาด คำทองสุก ผู้ช่วยฯ

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสาม ม. 119
ชื่อคู่ความ
ประถม — นางสมพร
จำกัด — บริษัทเวลบิ้ลท์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทยแลนด์)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5303/2545
#46578
เปิดฉบับเต็ม

การรับสภาพหนี้เป็นการที่ลูกหนี้รับสภาพต่อเจ้าหนี้ว่าจะชำระหนี้ให้ ดังนั้น การที่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นลูกหนี้ผูกพันตนเข้าชำระหนี้ของ พ. แก่โจทก์จึงไม่เป็นการรับสภาพหนี้ ทั้งในเอกสารดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงให้หนี้ของ พ. ระงับไป จึงไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ และแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ ศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าหนังสือสัญญานั้นเป็นสัญญาประเภทใดตามที่ถูกต้องแท้จริงได้ โดยสัญญาที่จำเลยทำให้โจทก์เป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่คู่สัญญากระทำด้วยความสมัครใจเมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ ซึ่งหนี้ตามสัญญานี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และเมื่อสัญญาดังกล่าวมิใช่สัญญารับสภาพหนี้และสัญญาที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากรฯ ซึ่งเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามความมุ่งหมายแห่งประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 103,104 และ 108 ดังนั้น แม้เอกสารดังกล่าวจะไม่ปิดอากรแสตมป์ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้แทนนางสาวพเยาว์แหลมแก้ว ซึ่งได้สั่งซื้อสินค้าน้ำมันหล่อลื่นไปจากโจทก์ แล้วจำเลยไม่ชำระโจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 342,100.35 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จโดยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 51,315.05 บาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากผู้ที่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์มิใช่นายวุฒิเลิศ เจียรนิลกุลชัย การที่นายวุฒิเลิศแต่งตั้งทนายความดำเนินคดีนี้จึงไม่ชอบ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี จำเลยไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ ไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 342,100.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 13 กันยายน 2539 (ที่ถูกวันที่ 23 กันยายน 2539) ซึ่งเป็นวันฟ้องให้ไม่เกิน 51,315.05 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้ฟังมาว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2537 จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 ไว้ต่อโจทก์โดยมีสาระสำคัญว่าจำเลยขอรับสภาพหนี้ต่อโจทก์เนื่องจากนางสาวพเยาว์ แหลมแก้วได้รับสินค้าไปและยังค้างชำระอยู่เป็นจำนวนเงิน 342,100.35 บาท โดยจะนำหลักทรัพย์มาค้ำประกันมูลค่าหนี้ และโจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 23 กันยายน 2539 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่าการรับสภาพหนี้เป็นการที่ลูกหนี้รับสภาพต่อเจ้าหนี้ว่าจะชำระหนี้ให้ ดังนั้น การที่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นลูกหนี้ผูกพันตนเข้าชำระหนี้แก่โจทก์ จึงไม่เป็นการรับสภาพหนี้ ส่วนจะเป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือไม่นั้นเห็นว่า แม้จำเลยทำสัญญาไว้ต่อโจทก์ว่าจะชำระหนี้ซึ่งนางสาวพเยาว์เป็นหนี้โจทก์ให้โจทก์ก็ตาม แต่ตามหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.2 ไม่ปรากฏว่าโจทก์เจ้าหนี้ได้ตกลงให้หนี้ของนางสาวพเยาว์ระงับไปจึงไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้โดยอาศัยหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.2 เป็นหลัก แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ ศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าหนังสือสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาประเภทใดตามที่ถูกต้องแท้จริงได้ ตามหนังสือสัญญาเอกสารหมายจ.2 เป็นเพียงแต่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผูกพันตนเข้าชำระหนี้ที่นางสาวพเยาว์ค้างชำระให้แก่โจทก์ สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งคู่สัญญากระทำด้วยความสมัครใจ เมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ และเมื่อหนี้ตามสัญญานี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2537ซึ่งเป็นวันที่หนี้ถึงกำหนดชำระ ถึงวันฟ้องวันที่ 23 กันยายน 2539 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาในฎีกาของจำเลยนั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า หนังสือสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 มิอาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพราะมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรนั้น เห็นว่า สัญญาดังกล่าวไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้ดังได้วินิจฉัยมาแล้วและไม่ใช่สัญญาที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ตามความมุ่งหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 103, 104 และ 108 ดังนั้นแม้เอกสารดังกล่าวจะไม่ปิดอากรแสตมป์ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/30 ม. 349 ม. 350
ป.รัษฎากร ม. 103 ม. 104 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฉือหวา (ประเทศไทย) จำกัด หรือ
โจทก์ — บริษัท มาลีออยส์ จำกัด
จำเลย — จ่าสิบเอก ทองดี มงคลไชยสิทธิ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5299/2545
#110285
เปิดฉบับเต็ม

ตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกันจำนวน 8,000 เม็ด ราคา 400,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบถุงเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งมีจำนวน 6,800 เม็ด แก่เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งไม่ตรงตามที่ตกลงซื้อขายกัน และเจ้าพนักงานตำรวจได้รับมอบมาแล้วถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางอันเป็นความผิดสำเร็จแล้ว แม้ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจะตรวจนับพบว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางยังขาดจำนวนตามที่ตกลงกันไว้ และได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้จำเลยที่ 1 ถือไว้โดยทำทีที่จะนับเงินให้ตามจำนวนราคาเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 1 บอกก็เพื่อถ่วงเวลาหาโอกาสส่งสัญญาณให้เจ้าพนักงานตำรวจที่ซุ่มดูเพื่อเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 กับพวก ที่ร่วมกันกระทำความผิดก็ตาม ก็หาทำให้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 กับพวก ซึ่งเป็นความผิดสำเร็จแล้ว กลับกลายเป็นเพียงความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางไม่

การปรับบทความผิดและลงโทษเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาตลอดถึงจำเลยที่ 2 ด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๑๐๒ และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ , ๘๓ ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ลงโทษฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๓ หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ ๓๓ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ได้ร่วมกันกระทำความผิดรายนี้หรือไม่? พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกันมีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคงปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ที่นำสืบว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลางก็ดี ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเนื่องจากถูกทำร้ายร่างกายก็ดี ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนโดยเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้แจ้งข้อหาให้ทราบและไม่ได้อ่านข้อความให้ฟังก่อนก็ดี เป็นข้อต่อสู้ที่เลื่อนลอยปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุนให้รับฟังเป็นความจริง พยานหลักฐานของจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ไม่สามารถรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ฟังไม่ขึ้น แต่การที่จำเลยที่ ๑ ได้ส่งมอบถุงเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่จ่าสิบตำรวจสุเทพตามที่ตกลงซื้อขายกัน และจ่าสิบตำรวจสุเทพได้รับมอบมาแล้วนั้น ถือได้ว่า จำเลยที่ ๑ ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่จ่าสิบตำรวจสุเทพอันเป็นความผิดสำเร็จแล้ว แม้ต่อมาจ่าสิบตำรวจสุเทพจะตรวจนับพบว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางยังขาดจำนวนตามที่ตกลงกันไว้และได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้จำเลยที่ ๑ ถือไว้ โดยทำทีที่จะนับเงินให้ตามจำนวนราคาเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ ๑ บอก ก็เพื่อถ่วงเวลาหาโอกาสส่งสัญญาณให้เจ้าพนักงานตำรวจที่ซุ่มดูอยู่เข้าจับกุมจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ที่ร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๑ ก็ตาม ก็หาทำให้การกระทำของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นความผิดสำเร็จแล้ว กลับกลายเป็นเพียงความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่โจทก์มิได้ฎีกาขอให้เพิ่มเติมโทษ จึงไม่อาจลงโทษให้หนักไปกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ แต่เห็นสมควรปรับบทลงโทษเสียให้ถูกต้อง

และเนื่องจากการปรับบทลงโทษเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาตลอดถึงจำเลยที่ ๒ ด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕

อนึ่ง แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๘ และมาตรา ๑๙ ยกเลิกความในมาตรา ๑๕ และมาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่คดีนี้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสี่

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ๖๖ วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายจำลอง วิรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายประมวล สุขสมพร
ศาลอุทธรณ์ — นางสิริรัตน์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5296/2545
#109378
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เป็นเพียงลูกจ้างชั่วคราวของเทศบาลตำบลสุไหงโก-ลก จึงมิใช่พนักงานส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 ที่ศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายมาตราดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 3 และศาลอุทธรณ์ไม่แก้ไขเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกไม่วินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๑๐๐, ๑๐๒ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓, ๑๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๓ และริบของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๖ วรรคสอง, ๑๐๒ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ สำหรับจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ กำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปราม ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ ซึ่งระวางโทษเท่ากันให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐ กำหนดโทษประหารชีวิต จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๒ (๒) คงจำคุกจำเลยทั้งห้าตลอดชีวิต และ ริบของกลาง

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ ๓ และที่ ๕ ไม่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า?

อย่างไรก็ดี สำหรับจำเลยที่ ๓ นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ ๓ เป็นเพียงลูกจ้างชั่วคราวของเทศบาลตำบล สุไหงโก-ลก จึงมิใช่พนักงานส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปราม ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐ ดังฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๓ โดยปรับบทกฎหมายมาตราดังกล่าวด้วย และศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้ไขนั้นเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๓ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่งและวรรคสอง, ๖๖ วรรคสอง, ๑๐๒ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอาแซ อูแด ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5289/2545
#46577
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้กระทำความผิด ไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่โดยการลักทรัพย์ของจำเลย ซึ่งจำเลยได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาแล้ว อันเป็นการยกข้อต่อสู้ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อไม่ต้องจ่ายเงินตามที่โจทก์เรียกร้อง ดังนี้ ศาลแรงงานกลางสามารถฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบแล้ววินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ได้โดยไม่จำต้องมีคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาในข้อเท็จจริงนั้นก่อน แม้ว่าทรัพย์ดังกล่าวจะเป็นทรัพย์ที่จำเลยอ้างไว้ในคดีแพ่งและคดีอาญา แต่หากจำเลยจะขอให้บังคับทางแพ่งด้วยก็ได้แต่ขอให้คืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ฐานละเมิดเท่านั้น จำเลยจะขอให้เลิกจ้างโจทก์ด้วยไม่ได้ คดีนี้จึงมิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลแรงงานกลางไม่จำต้องรอหรือถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำงานในตำแหน่งหัวหน้าคลังสินค้าได้รับจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 24,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายและเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย 192,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 24,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม2,016,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 24,000 บาทค่าชดเชย 192,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 2,016,000 บาทแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ กระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลยด้วยการลักทรัพย์สุราต่างประเทศของจำเลย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม รวมเป็นเงินจำนวน 444,000 บาทแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากตรวจสอบพบว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดอาญาฐานลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์สุราต่างประเทศจำนวน 10,339 ขวด จำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2543 ในความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างและยักยอกทรัพย์เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6224/2543 ซึ่งคดีอาญาดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้องของศาลอาญากรุงเทพใต้ และคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดใด ๆ ต่อโจทก์เนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดอาญาต่อจำเลย คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาปรากฏว่าคดีอาญาที่จำเลยฟ้องโจทก์ยังอยู่ในการพิจารณาของศาลอาญากรุงเทพใต้ซึ่งศาลดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษา การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดอาญาต่อจำเลยจึงมิได้ถือเอาข้อเท็จจริงในส่วนคดีอาญา เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยกล่าวหาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้กระทำความผิด ไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายและเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โดยมีคำขอบังคับให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลยด้วยการลักทรัพย์ของจำเลย ซึ่งเป็นการยกข้อต่อสู้ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้นขึ้นอ้างเพื่อไม่ต้องจ่ายเงินตามที่โจทก์เรียกร้องในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของโจทก์ ศาลแรงงานกลางย่อมฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบและนำมาวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทในคดีได้โดยไม่จำต้องมีคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาในข้อเท็จจริงนั้นก่อน นอกจากนี้คดีอาญาที่จำเลยฟ้องโจทก์กล่าวหาว่าโจทก์ลักทรัพย์ ลักทรัพย์นายจ้างและยักยอกทรัพย์และขอให้ศาลอาญากรุงเทพใต้ลงโทษโจทก์นั้น แม้ทรัพย์ดังกล่าวจะเป็นทรัพย์ที่จำเลยกล่าวอ้างไว้ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา แต่หากจำเลยจะขอให้บังคับทางแพ่งด้วยก็ได้แต่ขอให้คืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ฐานละเมิดเท่านั้น จำเลยจะขอให้เลิกจ้างโจทก์ด้วยไม่ได้ คดีนี้จึงมิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังที่จำเลยอ้าง ศาลแรงงานกลางไม่จำต้องรอหรือถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 582
ป.อ. ม. 335 (11)
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย มงคล อินทประวัติ
จำเลย — บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5281/2545
#46576
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยจะมีนิติสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างกันหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในคดีและบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯมาตรา 5 มิใช่พิจารณาจากข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ้างหรือพิจารณาจากข้อความที่ระบุในเอกสารเท่านั้น การที่โจทก์รับจ้างทำการงานให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยเป็นที่รับรู้ของคนในประเทศไทยว่าจำเลยมีความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างท่าเทียบเรือ โจทก์ทำงานดังกล่าวโดยอิสระไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลยไม่มีเวลาทำงานปกติ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระเบียบหรือคำสั่งใด ๆ ของจำเลย นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยในลักษณะดังกล่าวจึงไม่ใช่คู่สัญญาในเรื่องจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และไม่ใช่นายจ้างและลูกจ้างกันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินต่าง ๆ ที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับจากนายจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคล จดทะเบียนที่ประเทศนอร์เวย์ ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจก่อสร้างท่าเรือ ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง มีนายสัญญาสุวรรณวงศ์ เป็นผู้มีอำนาจและรับผิดชอบดำเนินการในประเทศไทย โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อเดือนมกราคม 2539 ตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายการตลาดได้ค่าจ้างเดือนละ95,000 บาท ค่าน้ำมันในการปฏิบัติงานเป็นประจำในแต่ละเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า4,000 บาท วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโดยไม่ทราบสาเหตุ จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์เป็นเงิน 594,000 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับค่าพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 495,000 บาท โจทก์มีสิทธิได้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน198,000 บาท โจทก์ขอค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 7,128,000 บาทขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าวันหยุดพักผ่อนประจำปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายแต่ละจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องของต้นเงิน 8,415,000 บาท จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ในฐานะนายจ้างลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินต่าง ๆ ตามที่ฟ้องมา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ โดยโจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่า การที่ลูกจ้างกับนายจ้างมิได้ตกลงกำหนดวันเวลาให้ลูกจ้างทำงานหรือนายจ้างยินยอมให้ลูกจ้างไปทำงานให้ผู้อื่นได้ในเวลาที่ลูกจ้างยังทำงานอยู่กับนายจ้างนั้น ย่อมเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เรื่องเหล่านี้หาใช่เป็นข้อแสดงว่าลูกจ้างไม่เป็นลูกจ้างของนายจ้างตามกฎหมาย เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์โดยระบุว่าเป็นค่าธรรมเนียม จำเลยเป็นผู้ทำขึ้นและอยู่ที่ความเข้าใจของผู้ทำ ไม่อาจฟังได้ว่าเงินที่จ่ายมิใช่ค่าจ้างนั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยจะมีนิติสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างกันหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในคดีและบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 มิใช่พิจารณาจากข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ้างหรือพิจารณาจากข้อความที่ระบุในเอกสารเท่านั้น คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างท่าเทียบเรือ โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อปี 2539 ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาฝ่ายการตลาด มีหน้าที่ทำให้จำเลยเป็นที่รับรู้ของคนในประเทศไทยว่าจำเลยมีความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างท่าเทียบเรือเพื่อที่จะได้มีผู้มาจ้างจำเลยก่อสร้างท่าเทียบเรือต่อไป ระยะเวลาการทำงานของโจทก์ไม่มีการกำหนดจำนวนชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์ ไม่ได้กำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงานแต่ละวัน โจทก์มีอิสระที่จะทำงาน เงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ได้หักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 ใบสำคัญจ่ายเอกสารหมาย ล.3 ระบุว่า ประเภทเงินได้ที่จ่ายคือค่าบริการ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์รับจ้างทำการงานให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยเป็นที่รับรู้ของคนในประเทศไทยว่าจำเลยมีความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างท่าเทียบเรือ โจทก์ทำการงานดังกล่าวโดยอิสระไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลย ไม่มีเวลาทำงานปกติและไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระเบียบหรือคำสั่งใด ๆ ของจำเลย นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยในลักษณะดังกล่าวจึงไม่ใช่คู่สัญญาในเรื่องจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และไม่ใช่นายจ้างและลูกจ้างกันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินต่าง ๆ ตามฟ้องอันเป็นเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับจากนายจ้างอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นพปฎล สินศิริพงษ์
จำเลย — เซลเมอร์ เอเอสเอ
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5263/2545
#46171
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยสำคัญผิดว่าโจทก์เป็นผู้แทนเจ้าหนี้รายหนึ่งของบริษัท ส. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยแต่แท้จริงแล้วโจทก์ไม่ใช่ผู้แทนเจ้าหนี้ดังกล่าว อันเป็นการกล่าวอ้างว่าสัญญากู้ยืมไม่มีผลผูกพันคู่ความ เพราะจำเลยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมขอให้พิพากษาว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นโมฆะ ดังนี้ หากความจริงเป็นดังที่จำเลยต่อสู้โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์มิได้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2541 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 2,600,000 บาท ตกลงผ่อนชำระต้นเงินคืนให้โจทก์เป็น 4 งวด งวดแรกวันที่21 เมษายน 2541 งวดที่สอง วันที่ 21 กรกฎาคม 2541 งวดที่สาม วันที่ 21 ตุลาคม 2541และงวดสุดท้ายวันที่ 21 ธันวาคม 2541 หลังจากกู้ยืมเงินไปแล้วจำเลยไม่ชำระหนี้ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 3,022,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,600,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เหตุที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินเนื่องจากโจทก์ปกปิดความจริงโดยแอบอ้างว่า โจทก์เป็นผู้แทนเจ้าหนี้รายหนึ่งของบริษัทสตาร์เล็ตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งจำเลยเคยทำสัญญากู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้ดังกล่าวแทนบริษัทสตาร์เล็ตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด จำนวน 3,000,000 บาท เป็นเหตุให้จำเลยหลงเชื่อยอมทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่ตามฟ้อง โดยยกเลิกสัญญากู้ยืมเงินจำนวน3,000,000 บาทเสีย และสั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาบางแสน ให้แก่โจทก์ 4 ฉบับ ฉบับละ 650,000 บาท ทั้งที่โจทก์มิได้เป็นผู้แทนของเจ้าหนี้ดังกล่าวอันเป็นการแสดงเจตนาด้วยความสำคัญผิดในตัวบุคคล ซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมสัญญากู้ยืมเงินตกเป็นโมฆะ ไม่มีมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและเช็คทั้งสี่ฉบับ ขอให้พิพากษาว่าสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 21 มกราคม 2541 ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ให้โจทก์ส่งมอบเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบางแสนหมายเลข 8626648, 8626649, 8626650 และ 8626651 คืนแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้นั้น เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยสำคัญผิดว่าโจทก์เป็นผู้แทนเจ้าหนี้รายหนึ่งของบริษัทสตาร์เล็ตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยแต่แท้จริงแล้วโจทก์ไม่ใช่ผู้แทนเจ้าหนี้ดังกล่าว อันเป็นการกล่าวอ้างว่าสัญญากู้ยืมไม่มีผลผูกพันคู่ความเพราะจำเลยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม หากความจริงเป็นดังที่จำเลย ต่อสู้โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์มิได้ และต้องคืนเช็คทั้ง 4 ฉบับให้แก่จำเลยด้วย ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้ง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้ง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุกัญญา จารุตกานนท์
จำเลย — นาย สมยศ ศรีสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5263/2545
#46575
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยสำคัญผิดว่าโจทก์เป็นผู้แทนเจ้าหนี้รายหนึ่งของบริษัท ส. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยแต่แท้จริงแล้วโจทก์ไม่ใช่ผู้แทนเจ้าหนี้ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าสัญญากู้ยืมไม่มีผลผูกพันคู่ความ เพราะจำเลยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม หากความจริงเป็นดังที่จำเลยต่อสู้โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ไม่ได้ และต้องคืนเช็คทั้ง 4 ฉบับให้แก่จำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้โจทก์คืนเช็ค 4 ฉบับแก่จำเลย จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 2,600,000 บาท ตกลงผ่อนชำระต้นเงินคืนให้โจทก์เป็น 4 งวด หลังจากกู้ยืมเงินไปแล้วจำเลยไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 3,022,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี จากต้นเงิน 2,600,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เหตุที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินเนื่องจากโจทก์ปกปิดความจริงโดยแอบอ้างว่า โจทก์เป็นผู้แทนเจ้าหนี้รายหนึ่งของบริษัทสตาร์เล็ตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งจำเลยเคยทำสัญญากู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้ดังกล่าวแทนบริษัทสตาร์เล็ตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด จำนวน 3,000,000 บาท เป็นเหตุให้จำเลยหลงเชื่อยอมทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่ตามฟ้อง โดยยกเลิกสัญญากู้ยืมเงินจำนวน3,000,000 บาทเสีย และสั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาบางแสน ให้แก่โจทก์ 4 ฉบับ ฉบับละ 650,000 บาท ทั้งที่โจทก์มิได้เป็นผู้แทนของเจ้าหนี้ดังกล่าวอันเป็นการแสดงเจตนาด้วยความสำคัญผิดในตัวบุคคล ซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญากู้ยืมเงินตกเป็นโมฆะไม่มีลูกหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและเช็คทั้งสี่ฉบับ ขอให้พิพากษาว่าสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะให้โจทก์ส่งมอบเช็คธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) สาขาบางแสน หมายเลข 8626648, 8626649, 8626650, และ8626651 คืนแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้นั้น เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยสำคัญผิดว่าโจทก์เป็นผู้แทนเจ้าหนี้รายหนึ่งของบริษัทสตาร์เล็ตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยแต่แท้จริงแล้วโจทก์ไม่ใช่ผู้แทนเจ้าหนี้ดังกล่าว อันเป็นการกล่าวอ้างว่าสัญญากู้ยืมไม่มีผลผูกพันคู่ความเพราะจำเลยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม หากความจริงเป็นดังที่จำเลยต่อสู้โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์มิได้และต้องคืนเช็คทั้ง 4 ฉบับให้แก่จำเลยด้วย ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้ง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้ง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุกัญญา จารุตกานนท์
จำเลย — นาย สมยศ ศรีสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ