คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5687/2545
#49076
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2542 ซึ่งมาตรา 3 ให้ยกเลิก พระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2474 กับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2496 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2508 ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2520 และฉบับที่ 5พ.ศ. 2530 เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2543 หลังวันที่พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 ใช้บังคับแล้ว 1 ปีเศษ โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีเก็บไว้เพื่อจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไม่น่ากลัวอันตราย มีปริมาณเกินกว่า 10,000 ลิตร ไว้ในสถานที่เก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2474ซึ่งถูกยกเลิกไปก่อนแล้ว โดยมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าการกระทำของจำเลยยังคงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 ที่บัญญัติขึ้นใช้ในภายหลัง แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็รับฟังไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยในระหว่างเวลาที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2474 ยังมีผลใช้บังคับอยู่นั้นยังคงเป็นความผิดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ต้องถือว่าจำเลยพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ส่วนการกระทำของจำเลยนับแต่วันที่ พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 บัญญัติขึ้นใช้ภายหลังและยกเลิก พระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2474 แล้ว โจทก์ยังบรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดและขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2474 ซึ่งถูกยกเลิกไป จึงมีผลเท่ากับโจทก์ไม่ได้อ้างบทกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำของจำเลยระหว่างวันเวลาดังกล่าวเป็นความผิดจึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 26ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) ต้องยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยหลอกลวงให้ผู้ซื้อสินค้าเข้าใจผิดว่าสินค้าที่จำเลยผลิตขึ้นนั้นเป็นของบริษัท ส. และบริษัท ฮ. ผู้เสียหาย โดยใช้ป้ายโฆษณาที่มีตราเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายติดที่สินค้า อันเป็นการใช้ฉลากซึ่งมีเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายในการขายสินค้าเพื่อลวงให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดนั้นถือว่าเป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียวกันในความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม กับฐานใช้ฉลากในการขายสินค้าเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณของสินค้าดังกล่าว เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2543 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยกับพวกอีกหลายคน ซึ่งยังหลบหนีอยู่ได้ร่วมกันตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 โดยจำเลยกับพวกดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตทั้งจำเลยกับพวกดังกล่าวได้ร่วมกันประกอบกิจการโรงงานโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยกับพวกดังกล่าวได้ร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของบริษัทสยามคูโบต้าอุตสาหกรรมจำกัด ผู้เสียหายที่ 1 บริษัทฮอนด้ากิเคน โคเงียว คาบูซิกิ ไคชา จำกัด ผู้เสียหายที่ 2จำเลยกับพวกดังกล่าวได้ร่วมกันเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยกับพวกดังกล่าวได้ร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันจาระบี และผ้าเบรกที่ใช้กับรถยนต์ที่มีเครื่องหมายการค้าที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จำเลยกับพวกดังกล่าวได้ร่วมกันมีเก็บไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าน้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันเครื่องซึ่งเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไม่น่ากลัวอันตรายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและจำเลยกับพวกดังกล่าวได้ร่วมกันขายสินค้าน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันจาระบีและผ้าเบรกที่ใช้กับรถยนต์ โดยหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อและเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพของสินค้าดังกล่าว อันเป็นความเท็จว่าเป็นสินค้าที่ผลิตออกจำหน่ายโดยผู้เสียหายที่ 1และที่ 2 โดยจำเลยกับพวกดังกล่าวร่วมกันใช้ป้ายโฆษณาที่มีตราเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ติดที่สินค้าดังกล่าวซึ่งการกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวยังไม่ถึงขนาดเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 108, 109, 110, 114 และ 115 พระราชบัญญัติโรงงานพ.ศ. 2535 มาตรา 5, 7, 8, 12, 13, 50, 51 และ 63 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2474 มาตรา 4, 17 และ 48 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 3, 30, 31, 47, 58 และ 59 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 83, 90 และ 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 5, 7, 8, 12 วรรคสอง และ50 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108, 109, 110(1),108 (ที่ถูกเป็นมาตรา 108, 109 และมาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108) พระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2474 มาตรา 4, 17 และ 48 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 30, 31 และ 47 วรรคหนึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันใช้ฉลากโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณหรือสาระสำคัญประการอื่นของสินค้าปรับ 50,000 บาทและฐานร่วมกันเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไม่น่ากลัวอันตรายมีปริมาณเกินกว่า 10,000 ลิตรไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 50,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดแล้วให้จำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก6 เดือน และปรับ 50,000 บาท ริบของกลาง พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นอันตรายและมีผลกระทบต่อผู้บริโภคและสาธารณชนโดยรวมจึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้ สำหรับข้อหาตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 13 และ 51 นั้น ให้ยก เนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติความผิดสำหรับผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงาน เมื่อจำเลยมิได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตจึงไม่เป็นความผิดฐานนี้

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ในเบื้องต้นเห็นว่า ในความผิดฐานร่วมกันเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไม่น่ากลัวอันตรายมีปริมาณเกินกว่า 10,000 ลิตร ไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2543 และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2474 มาตรา 4, 17 และ 48 และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวนั้น ปรากฏว่าตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 ซึ่งมีผลให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2542 บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2474 กับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิงฉบับต่าง ๆ อีก 4 ฉบับ คือ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2496 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2508ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2520 และฉบับที่ 5 พ.ศ. 2530 แล้วจึงต้องพิจารณาต่อไปว่าการกระทำของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ยังเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังดังกล่าวแล้วหรือไม่ ปรากฏว่าตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ. 2542 มาตรา 7 บัญญัติให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงกำหนดการเก็บรักษาและการควบคุมอื่นใดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรา 17 บัญญัติให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงกำหนดประเภทกิจการควบคุมของการมีน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ในครอบครองสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงคลังน้ำมันเชื้อเพลิง และการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งหรือทุกชนิดรวมกัน ให้สอดคล้องกับระดับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยแบ่งเป็น3 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 ได้แก่กิจการที่สามารถประกอบการได้ทันทีตามความประสงค์ของผู้ประกอบการ ประเภทที่ 2 ได้แก่ กิจการที่เมื่อจะประกอบการต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อน และประเภทที่ 3 ได้แก่ กิจการที่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาตก่อนจึงจะประกอบการได้และในมาตรา 18, 19 และ 22 บัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่างต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 7 ส่วนบทกำหนดโทษสำหรับผู้ประกอบกิจการควบคุมแต่ละประเภทที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 7 ดังกล่าวจะแตกต่างกัน กล่าวคือ กรณีผู้ประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 1 ต้องระวางโทษตามมาตรา 62 จำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีผู้ประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 2 ต้องระวางโทษตามมาตรา 63 จำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีผู้ประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 ต้องระวางโทษตามมาตรา 66 จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2543 หลังจากที่พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 ใช้บังคับแล้ว 1 ปีเศษ โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ร่วมกันมีเก็บไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเครื่อง ซึ่งเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไม่น่ากลัวอันตราย มีปริมาณเกินกว่า 10,000 ลิตร ไว้ในสถานที่เก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2474 ซึ่งถูกยกเลิกไปก่อนดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว โดยไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าการกระทำของจำเลยยังคงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 ที่บัญญัติขึ้นใช้ในภายหลังเพียงใดหรือไม่ ดังนี้ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามคำฟ้อง ก็รับฟังไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยในระหว่างตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 2ธันวาคม 2542 ซึ่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2474 ยังมีผลใช้บังคับอยู่นั้นยังคงเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังดังกล่าวข้างต้น จึงต้องถือว่าจำเลยพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ส่วนการกระทำของจำเลยตั้งแต่วันที่ 3ธันวาคม 2542 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2543 ซึ่งมีพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ. 2542 บัญญัติขึ้นใช้ภายหลังและยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2474 ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว แต่โจทก์ยังบรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดและขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ. 2474 ซึ่งถูกยกเลิกแล้วจึงมีผลเท่ากับโจทก์ไม่ได้อ้างบทกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำของจำเลยระหว่างวันดังกล่าวเช่นนั้นเป็นความผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) จึงต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ นอกจากนี้ในความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม และความผิดฐานร่วมกันใช้ฉลากในการขายสินค้าโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณหรือสาระสำคัญประการอื่นของสินค้าซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยหลอกลวงให้ผู้ซื้อสินค้าเข้าใจผิดว่าสินค้านั้นเป็นของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 โดยใช้ป้ายโฆษณาที่มีตราเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายดังกล่าวติดที่สินค้าก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาในการใช้ฉลากซึ่งมีเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายดังกล่าวในการขายสินค้าเพื่อลวงให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดโดยมีเจตนาเดียวกันในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวนั่นเอง จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่การกระทำความผิดต่างกรรมกันดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามา และปัญหาดังกล่าวมานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ขึ้นมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยเป็นเพียงลูกจ้างนายโสภณ แซ่ลิ้มจำเลยได้กระทำไปตามที่ได้รับว่าจ้างโดยไม่ทราบว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จำเลยมิได้กระทำผิดโดยตนเองแต่อย่างใด ทั้งขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับจำเลยก็ยังไม่มีการปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นหรือจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมแต่อย่างใด เพียงแต่พบถังน้ำมันที่มีน้ำมันยี่ห้อมอลล์เก็บไว้ ซึ่งเป็นน้ำมันที่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ใช่ชนิดน่ากลัวอันตราย ทั้งยังไม่มีการปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด เป็นเพียงอยู่ในขั้นเตรียมการจะกระทำจึงถือว่าความผิดยังไม่เกิดขึ้นนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำผิดของจำเลยไว้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยกับพวกร่วมกันตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 เพื่อผลิตผสม และบรรจุน้ำมันหล่อลื่นโดยมิได้รับอนุญาตให้ตั้งโรงงานจากปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันเลียนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนของผู้เสียหายที่ 1 แล้วจำเลยนำไปใช้กับสินค้าเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จำเลยกับพวกมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันจาระบี และผ้าเบรกที่ใช้กับรถยนต์ที่มีเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ปลอม และจำเลยกับพวกร่วมกันใช้ฉลากในการขายสินค้าดังกล่าวไปโดยหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อและเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด คุณภาพของสินค้าอันเป็นความเท็จว่าสินค้านั้นเป็นของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามคำฟ้องแล้ว ข้อเท็จจริงในคดีเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลย 5 ข้อหานี้จึงรับฟังเป็นยุติไปตามคำฟ้องซึ่งครบองค์ประกอบเป็นความผิดตามที่โจทก์กล่าวหาแล้ว ที่จำเลยอุทธรณ์ขึ้นมาดังกล่าวจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ซึ่งมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้ เนื่องจากอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำคุกและปรับจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยเป็นการลงโทษหนักเกินไปนั้น เห็นว่าพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวมาข้างต้นนั้น นอกจากจะเป็นการประกอบกิจการโดยฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนแล้วยังเป็นการประกอบการค้าที่เอาเปรียบผู้อื่นโดยไม่สุจริตอันก่อให้เกิดความเสียหายด้านเศรษฐกิจของชาติ ทั้งสินค้าที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายก็เป็นสินค้าที่มีผลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภค การกระทำของจำเลยนับได้ว่าเป็นอันตรายต่อสาธารณชนด้วย ในส่วนความผิดข้อหาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลยแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้รอการลงโทษแก่จำเลย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามเฉพาะการลงโทษจำเลยในความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 109 นั้น เมื่อบทมาตราดังกล่าวมีระวางโทษเบากว่าระวางโทษในความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 108 จึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยในความผิดตามมาตรา 109 ให้น้อยลงกว่าความผิดตามมาตรา 108"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร จำคุก 1 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 15 วัน ความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมกับความผิดฐานร่วมกันใช้ฉลากโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นของสินค้า เป็นความผิดกรรมเดียวกัน ให้ลงโทษฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534มาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงบทเดียวให้จำคุก 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และให้ยกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2474 มาตรา 4, 17 และ 48 เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้วคงจำคุก 5 เดือน โดยไม่มีโทษปรับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 59 ม. 90 ม. 91
ป.วิ.พ. ม. 225
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 158
พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 7 ม. 17 ม. 18 ม. 19 ม. 22 ม. 62 ม. 63 ม. 66
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 30 ม. 31 ม. 47
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 108 ม. 109 ม. 110
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 38
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2474 ม. 4 ม. 17 ม. 48
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง สุนีย์ แซ่ลิ้ม
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5687/2545
#109352
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2474 ซึ่งได้ถูกยกเลิกแล้วโดยไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าการกระทำของจำเลยยังคงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 และกฎหมายที่ออกมาใหม่ก็ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงกำหนดการเก็บรักษาและการควบคุมอื่นใดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ขณะพิจารณาคดีนี้ยังไม่มีกฎกระทรวงออกมาจึงมีผลเท่ากับโจทก์ไม่ได้อ้างบทกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด คำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบ

ความผิดฐานเสนอสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมกับฐานร่วมกันใช้ฉลากโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นของสินค้า เป็นการกระทำที่มีเจตนาในการใช้ฉลากซึ่งมีเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายในการขายสินค้าเพื่อลวงให้ผู้ซื้อเข้าใจผิด โดยมีเจตนาเดียวกันในการกระทำความผิดทั้งสองฐาน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 108, 109, 110, 114 และ 115 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 5, 7, 8, 12, 13, 50, 51 และ 63 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2474 มาตรา 4, 17 และ 48 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 3, 30, 31, 47, 58 และ 59 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 90 และ 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 5, 7, 8, 12 วรรคสอง และ 50 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108, 109, 110 (1), 108 (ที่ถูกเป็นมาตรา 108, 109 และมาตรา 110 (1) ประกอบด้วยมาตรา 108) และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2474 มาตรา 4, 17 และ 48 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 30, 31 และ 47 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันใช้ฉลากโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นของสินค้าปรับ 50,000 บาท และฐานร่วมกันเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไม่น่ากลัวอันตรายมีปริมาณเกินกว่า 10,000 ลิตร ไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 50,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดแล้วให้จำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท ริบของกลาง พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นอันตรายและมีผลกระทบต่อผู้บริโภคและสาธารณชนโดยรวม จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้ สำหรับข้อหาตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 13 และ 51 นั้น ให้ยก เนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติความผิดสำหรับผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงาน เมื่อจำเลยมิได้เป็นผู้ได้รับอนุญาต จึงไม่เป็นความผิดฐานนี้

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ในความผิดฐานร่วมกันเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไม่น่ากลัวอันตรายมีปริมาณเกินกว่า 10,000 ลิตร ไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2543 และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2474 มาตรา 4, 17 และ 48 และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวนั้น ปรากฏว่าตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 ซึ่งมีผลให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2542 บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2474 กับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิงฉบับต่าง ๆ อีก 4 ฉบับ คือ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2496 ฉบับที่ 3 พ.ศ.2508 ฉบับที่ 4 พ.ศ.2520 และฉบับที่ 5 พ.ศ.2530 แล้วจึงต้องพิจารณาต่อไปว่าการกระทำของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ยังเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังดังกล่าวแล้วหรือไม่ ปรากฏว่าตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 มาตรา 7 บัญญัติให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงกำหนดการเก็บรักษาและการควบคุมอื่นใดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรา 17 บัญญัติให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงกำหนดประเภทกิจการควบคุมของการมีน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ในครอบครองสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง คลังน้ำมันเชื้อเพลิง และการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งหรือทุกชนิดรวมกัน ให้สอดคล้องกับระดับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2543 หลังจากที่พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 ใช้บังคับแล้ว 1 ปีเศษ โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ร่วมกันมีเก็บไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเครื่อง ซึ่งเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไม่น่ากลัวอันตราย มีปริมาณเกินกว่า 10,000 ลิตร ไว้ในสถานที่เก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2474 ซึ่งถูกยกเลิกไปก่อนดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว โดยไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าการกระทำของจำเลยยังคงเป็นความรับผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 ที่บัญญัติขึ้นใช้ในภายหลังเพียงใดหรือไม่ ดังนี้ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามคำฟ้อง ก็รับฟังไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยในระหว่างตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2542 ซึ่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2474 ยังมีผลใช้บังคับอยู่นั้นยังคงเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังดังกล่าวข้างต้น จึงต้องถือว่าจำเลยพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ส่วนการกระทำของจำเลยตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2542 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2543 ซึ่งมีพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 บัญญัติขึ้นใช้ภายหลังและยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2474 ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว แต่โจทก์ยังบรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดและขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2474 ซึ่งถูกยกเลิกแล้ว จึงมีผลเท่ากับโจทก์ไม่ได้อ้างบทกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำของจำเลยระหว่างวันดังกล่าวเช่นนั้นเป็นความผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) จึงต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้

ความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและความผิดฐานร่วมกันใช้ฉลากในการขายสินค้าโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณหรือสาระสำคัญประการอื่นของสินค้า ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยหลอกลวงให้ผู้ซื้อสินค้าเข้าใจผิดว่าสินค้านั้นเป็นของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 โดยใช้ป้ายโฆษณาที่มีตราเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายดังกล่าวติดที่สินค้าก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาในการใช้ฉลากซึ่งมีเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายดังกล่าวในการขายสินค้าเพื่อลวงให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดโดยมีเจตนาเดียวกันในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวนั่นเอง จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่การกระทำความผิดต่างกรรมกันดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามา และปัญหาดังกล่าวมานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ขึ้นมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร จำคุก 1 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 15 วัน ความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมกับความผิดฐานร่วมกันใช้ฉลากโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นของสินค้า เป็นความผิดกรรมเดียวกัน ให้ลงโทษฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบด้วยมาตรา 108 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงบทเดียว ให้จำคุก 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และให้ยกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื่อเพลิง พ.ศ.2474 มาตรา 4, 17 และ 48 เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้วคงจำคุก 5 เดือน โดยไม่มีโทษปรับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง ม. 90
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110 (1)
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 30 ม. 31 ม. 47
ป.วิ.อ. ม. 158 (6)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสุนีย์ แซ่ลิ้ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวุฒิพงษ์ เวชยานนท์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5684/2545
#46590
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ มอบหมายให้ บ. ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักการโยธา ตกลงซื้อขายที่ดินของโจทก์ที่อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนพร้อมกับทำสัญญาซื้อขายและจ่ายเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืน ...(ในกรณีไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทน) และโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้จากจำเลยแล้ว จึงเป็นการดำเนินการจัดซื้อตามขั้นตอนของการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 10 ให้อำนาจไว้ และที่โจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนเพิ่มขึ้นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามที่ตนสงวนสิทธิไว้ก็โดยอาศัยพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ให้สิทธิไว้เช่นกัน

การโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 11 วรรคสอง ให้ถือว่าได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตกลงซื้อขายกันได้ตามมาตรา 10 นับแต่วันชำระเงินตามมาตรา 11 วรรคหนึ่งดังนั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ที่จะต้องเวนคืนตกเป็นของจำเลยนับแต่วันที่โจทก์รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนจากจำเลยแล้วเมื่อที่ดินของโจทก์ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยภายในเวลาที่พระราชกฤษฎีกาฯ ยังมีผลใช้บังคับอยู่จากการดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ แล้ว ก็ไม่ต้องมีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาเวนคืนที่ดินของโจทก์อีก ทั้งที่ดินแปลงดังกล่าวได้กลายสภาพเป็นบึงรับน้ำตามโครงการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานครไปแล้ว สภาพของที่ดินจึงเปลี่ยนแปลงไปเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 โจทก์จะอ้างกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินและฟ้องเรียกร้องเอาที่ดินคืนมิได้

พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติถึงในกรณีที่สามารถตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่จะถูกเวนคืนตามวรรคหนึ่งได้ แต่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทนไว้ด้วย ดังนั้น ที่มาตรา 11 ใช้คำว่า "ในกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา 10" จึงหมายถึงการตกลงทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้เท่านั้น ส่วนที่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทนก็ให้ผู้ถูกเวนคืนสงวนสิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีไว้เพื่อผู้ถูกเวนคืนที่ยังไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดไว้จะได้ใช้สิทธิอุทธรณ์และฟ้องขอเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นตามขั้นตอนต่อไปของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของรวมที่ดินโฉนดเลขที่ 1364 ตำบลหนองบอน (พระโขนงฝั่งใต้) อำเภอประเวศ (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบการครอบครองที่ดินพร้อมโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถกระทำได้ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคาเป็นเงิน 299,760,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของรวมที่ดินโฉนดเลขที่ 1364 ตำบลหนองบอน (พระโขนงฝั่งใต้) อำเภอประเวศ (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 37 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวาอยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2531 มีกำหนดระยะเวลาสี่ปีเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองในอัตราตารางวาละ 500 บาท เป็นเงิน 7,494,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2533 ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงหนองบอนเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร เป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน ให้จำเลยทั้งสองมีอำนาจเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์ได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 วันที่ 14 ธันวาคม 2533 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายและจ่ายเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนเพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2531 (กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทน) โจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนจำนวน 7,494,000 บาท จากจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2534 และโจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนเพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ 10,000 บาท ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ มีมติให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนแก่โจทก์ทั้งสองอีกตารางวาละ 1,000 บาท เป็นเงิน 14,988,000 บาท และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบด้วยกับมติดังกล่าว โจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 17,811,698 บาทจากจำเลยทั้งสองครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2536 ต่อมาโจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีเกินกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 คดีถึงที่สุด โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินที่จะต้องเวนคืนตกเป็นของจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง พิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เมื่อพระราชกฤษฎีกาฯ สิ้นผลบังคับ ไม่มีการออกพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินดังกล่าวของโจทก์ทั้งสอง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1364 ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 บัญญัติว่า "ในระหว่างใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่มีอำนาจตกลงซื้อขาย และกำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อดำเนินการจัดซื้อและจ่ายค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวต่อไป แต่จะให้ราคาหรือค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวเกินกว่าราคาเบื้องต้นที่คณะกรรมการตามมาตรา 9 กำหนดไว้ไม่ได้

ในกรณีที่สามารถตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่จะถูกเวนคืนตามวรรคหนึ่งได้แต่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทน หากเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายจะขอรับเงินค่าทดแทนตามราคาเบื้องต้น ที่คณะกรรมการตามมาตรา 9 กำหนดไว้ไปก่อน โดยสงวนสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีตามมาตรา 25 ก็ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ดำเนินการทำสัญญา โดยมีเงื่อนไขดังกล่าวแล้วจ่ายค่าทดแทนไปก่อนได้" ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 เจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ มอบหมายให้นายบำเพ็ญ จตุรพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักการโยธาตกลงซื้อขายที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนพร้อมกับทำสัญญาซื้อขายและจ่ายเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืน...(ในกรณีไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทน) และโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดจำนวน 7,494,000 บาท จากจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2534 จึงเป็นการดำเนินการจัดซื้อตามขั้นตอนของการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ดังที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 ให้อำนาจไว้ และที่โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนเพิ่มขึ้นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามที่ตนสงวนสิทธิไว้ ก็โดยอาศัยพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 ให้สิทธิไว้เช่นกัน ทั้งได้ความว่าเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง แก้ไขหลักฐานทางทะเบียนในโฉนดที่ดินเลขที่ 1364 ตำบลหนองบอน (พระโขนงฝั่งใต้) อำเภอประเวศ (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ นับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2534 ก่อนพระราชกฤษฎีกาฯ สิ้นผลบังคับ แสดงว่าทั้งสองฝ่ายต่างใช้สิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ครบถ้วน ซึ่งในกรณีนี้ มาตรา 11 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติเดียวกันนี้ให้ถือว่าได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตกลงซื้อขายกันได้ตามมาตรา 10 นับแต่วันชำระเงินตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่จะต้องเวนคืนตกเป็นของจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองรับเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนจากจำเลยทั้งสองในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2534 แล้วเมื่อที่ดินของโจทก์ทั้งสองได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ภายในเวลาที่พระราชกฤษฎีกาฯ ยังมีผลใช้บังคับอยู่ จากการดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 แล้ว ก็ไม่ต้องมีการออกพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มาเวนคืนที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีก ทั้งที่ดินแปลงดังกล่าวได้กลายสภาพเป็นบึงรับน้ำตามโครงการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานครไปแล้ว สภาพของที่ดินจึงเปลี่ยนแปลงไปเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 โจทก์ทั้งสองจะอ้างกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินและฟ้องเรียกร้องเอาที่ดินคืนมิได้ ส่วนฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่อ้างว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 11 ใช้สำหรับกรณีตกลงทำสัญญาซื้อขายกันและสามารถตกลงกันได้ในเรื่องเงินค่าทดแทน แต่กรณีของโจทก์ทั้งสองเป็นกรณีไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องเงินค่าทดแทน กรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่ถูกเวนคืนยังคงเป็นของโจทก์ทั้งสองอยู่นั้น เห็นว่า ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติไว้ดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกา ตรงกันข้ามมาตรา 10 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 บัญญัติถึงในกรณีที่สามารถตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่จะถูกเวนคืนตามวรรคหนึ่งได้ แต่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทนไว้ด้วย ดังนั้น ที่มาตรา 11 ใช้คำว่า "ในกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา 10" จึงหมายถึงการตกลงทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้เท่านั้น ส่วนที่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทนก็ให้ผู้ถูกเวนคืนสงวนสิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีไว้เพื่อผู้ถูกเวนคืนที่ยังไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดไว้จะได้ใช้สิทธิอุทธรณ์และฟ้องขอเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นตามขั้นตอนต่อไปของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 โจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1364 แล้วย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้อง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองในประเด็นอื่นอีกเพราะไม่อาจทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปได้ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 ม. 10 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จินตนา ลิ่มอติบูลย์ กับพวก
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5679/2545
#46589
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 ที่กำหนดว่าบุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะใดอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น ผู้ครอบครอง หมายถึง ผู้ใช้ยานพาหนะนั้นในฐานะเป็นผู้ยึดถือในขณะเกิดความเสียหาย หรือเป็นผู้ครอบครองยานพาหนะนั้นอยู่ในขณะเกิดเหตุ ฉะนั้น เมื่อจำเลยมิได้เป็นผู้ขับหรือโดยสารไปในรถยนต์ด้วยแม้จะมีชื่อในทะเบียนเป็นเจ้าของรถยนต์คันเกิดเหตุก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลรถยนต์คันเกิดเหตุตามความในมาตราดังกล่าว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบิดามารดาของนายสุเมธา เฒ่าทา ผู้ตายจำเลยเป็นบิดาของนายคเชนทร์หรือคเชน อาจพลไทย ผู้ตาย และเป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ป - 1704 บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2542 นายคเชนทร์ได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวโดยมีนายสุเมธาโดยสารมาด้วย ขณะรถแล่นมาตามถนนสายบุรีรัมย์ - สตึก ถึงบริเวณตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ นายคเชนทร์ได้ขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลเช่นนั้นควรจะมีตามวิสัยและพฤติการณ์จนรถยนต์คันดังกล่าวพลิกคว่ำเป็นเหตุให้นายคเชนทร์และนายสุเมธาถึงแก่ความตาย จำเลยในฐานะเจ้าของรถและยินยอมให้นายคเชนทร์เป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าวต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 322,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ใช่เจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ป-1704 บุรีรัมย์เนื่องจากจำเลยได้ยกรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่นายคเชนทร์บุตรชายก่อนที่จะประสบอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำประมาณ 2 ปี แต่ยังไม่ได้มีการโอนทางทะเบียนรถยนต์ ขณะที่นายคเชนทร์ประสบอุบัติเหตุนายคเชนทร์บรรลุนิติภาวะแล้ว โดยประกอบอาชีพเป็นครู อัตราจ้างไม่ได้อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ป - 1704 บุรีรัมย์ ซึ่งนายคเชนทร์ อาจพลไทย บุตรชายจำเลยนำรถดังกล่าวไปขับด้วยความประมาทพลิกคว่ำ เป็นเหตุให้นายคเชนทร์ผู้ขับและนายสุเมธาเฒ่าทา บุตรชายโจทก์ทั้งสองถึงแก่ความตาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยต้องรับผิดร่วมกับนายคเชนทร์ต่อโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 437 บัญญัติว่า "บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น..." ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ผู้ครอบครองหมายถึงผู้ใช้ยานพาหนะนั้นในฐานะเป็นผู้ยึดถือในขณะเกิดความเสียหาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งหมายถึงผู้ที่ได้ครอบครองยานพาหนะนั้นอยู่ในขณะเกิดเหตุ แต่ข้อเท็จจริงในคดีฟังเป็นยุติว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้ขับหรือโดยสารไปด้วยแม้จะมีชื่อในทะเบียนเป็นเจ้าของรถคันเกิดเหตุก็ตามก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลรถยนต์คันเกิดเหตุตามความหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 437 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 437
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดาบตำรวจเลื่อน เฒ่าทา กับพวก
จำเลย — นายธงชัย อาจพลไทย
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5678/2545
#49075
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ในราคา 60 ล้านบาทเศษ โดยมีข้อตกลงว่า โจทก์วางมัดจำในวันทำสัญญาไว้ 2 ล้านบาท และจะจ่ายเงินอีก16 ล้านบาทเศษในอีก 8 เดือน ซึ่งเป็นวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ส่วนจำนวนที่เหลืออีกประมาณ 42 ล้านบาท โจทก์จะชำระเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งมีกำหนดใช้เงินหลังจากที่โอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 1 ปีเศษ โดยในสัญญามิได้ระบุว่าตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์ต้องชำระนั้นต้องให้ธนาคารเป็นผู้อาวัลด้วย กรณีเช่นนี้ศาลจำต้องค้นหาเจตนาที่แท้จริงของโจทก์และจำเลยให้เป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 และในการตีความการแสดงเจตนานั้นต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 ด้วย เมื่อโจทก์ซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าจำเลยย่อมมีอำนาจต่อรองในการทำสัญญามากกว่าจำเลย จำเลยจะได้รับเงินที่เหลืออีก 42 ล้านบาทเศษเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินหลังจากทำสัญญาแล้วถึง2 ปี ดังนั้น การที่ตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์นำมามอบให้แก่จำเลยไม่มีอาวัลของธนาคารย่อมทำให้จำเลยไม่มีหลักประกันว่าจะได้รับเงินเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนด ประกอบกับหลังทำสัญญาโจทก์ขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อลงทุนในโครงการสำหรับที่ดินที่ทำสัญญากับจำเลยนี้รวม 155 ล้านบาท เพื่ออาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน 43 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับจำนวนตามตั๋วสัญญาใช้เงินในคดีนี้ อันแสดงให้เห็นว่าในทางปฏิบัติและปกติประเพณีของการซื้อขายที่ดินที่มีราคาสูง หากผู้จะซื้อที่ดินจะต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระค่าที่ดินผู้ออกตั๋วจะต้องให้ธนาคารอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวด้วย ประเพณีเช่นนี้แม้มิได้เขียนไว้ในสัญญาก็ต้องถือว่าเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาจะต้องปฏิบัติโดยปริยาย การที่โจทก์ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยโดยไม่มีอาวัลของธนาคาร จำเลยย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้ด้วยตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นได้ ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2537 จำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนางทองอินทร์ แชร์ศรี ตกลงทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 19564 เนื้อที่ 9 ไร่ โฉนดเลขที่ 1124 เนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน 62 ตารางวาและโฉนดเลขที่ 1127 เนื้อที่ 15 ไร่ 90 ตารางวา รวมเนื้อที่ 35 ไร่ 3 งาน 52 ตารางวาให้แก่โจทก์ในราคาตารางวาละ 4,250 บาท รวมเป็นเงิน 60,996,000 บาท ในวันทำสัญญาโจทก์วางเงินมัดจำ 2,000,000 บาท ราคาที่เหลือแบ่งชำระเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจำนวน 16,300,000 บาท ส่วนที่ 2 ออกเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ 21 พฤศจิกายน2539 จำนวน 42,696,000 บาท ตกลงชำระเงินส่วนที่เหลือในวันที่ 21 กรกฎาคม 2538ซึ่งเป็นวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยยอมส่งมอบการครอบครองที่ดินที่ซื้อขายให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันทำสัญญาเพื่อให้เข้าทำประโยชน์และพัฒนาที่ดิน จำเลยมีหน้าที่รังวัดแบ่งแยกที่ดินกับให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดินขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายน 2538 ต่อมาเมื่อถึงกำหนดวันโอน โจทก์ได้เตรียมเงินสดกับตั๋วสัญญาใช้เงินไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร สาขากระทุ่มแบน เพื่อรับโอนที่ดินและชำระราคาให้แก่จำเลย แต่จำเลยไม่ได้ดำเนินการให้ผู้อาศัยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและไม่ยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ จึงเป็นการผิดสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการให้ผู้ที่อยู่บนที่ดินตามโฉนดเลขที่19564, 1124 และ 1127 ตำบลแคราย (ปลายคลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบนจังหวัดสมุทรสาคร ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารทั้งหมดออกจากที่ดินดังกล่าวให้แล้วเสร็จและให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าวแก่โจทก์โดยปลอดจากภาระติดพันใด ๆ ทั้งสิ้น พร้อมรับเงินค่าจะซื้อจะขายที่ดินส่วนที่เหลือจากโจทก์เป็นเงินสดจำนวน 16,300,000 บาท และเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินมีกำหนดชำระเงินในวันที่ 21พฤศจิกายน 2539 อีกจำนวน 42,696,000 บาท หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน158,032,266 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าปรับรายวันตาม (1)(3)(4) และ (5)ในอัตราวันละ 130,000 บาท และใช้ค่าเสียหายตาม (8) ในอัตราเดือนละ 52,000 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องข้างต้น

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 แต่การแสดงเจตนาในการทำสัญญาดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในเรื่องเงินที่โจทก์จะต้องชำระงวดสุดท้ายที่ระบุในสัญญาว่า "ผู้จะซื้อตกลงชำระเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินให้ผู้จะขาย" จำเลยสำคัญผิดว่าเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารรับรองแล้ว มิใช่ตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์ออกให้มาลอย ๆ โดยไม่มีธนาคารรับรองดังที่โจทก์นำมาในวันจดทะเบียน ซึ่งถ้าจำเลยทราบในขณะทำสัญญาว่าโจทก์จะนำตั๋วสัญญาใช้เงินที่ไม่มีธนาคารรับรองมาชำระ จำเลยก็จะไม่ทำสัญญากับโจทก์เพราะจำเลยจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้โจทก์ไปก่อน แต่การชำระเงินโดยตั๋วสัญญาใช้เงินที่ไม่มีธนาคารรับรองเท่ากับจำเลยไม่มีหลักประกันในการที่โจทก์จะใช้เงินให้จำเลยตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น ซึ่งในการซื้อขายที่ดินโดยทั่วไปที่มีการชำระเงินด้วยตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นจะต้องให้ธนาคารรับรองตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นด้วยทุกราย ยิ่งเงินงวดสุดท้ายมีจำนวนถึง 42,696,000 บาท ไม่มีผู้ขายรายใดที่จะรับตั๋วสัญญาใช้เงินที่ไม่มีธนาคารรับรองอย่างแน่นอน สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย คู่สัญญาจะต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมโดยจำเลยจะคืนเงินมัดจำที่รับจากโจทก์ทั้งหมด และโจทก์จะต้องไม่มายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของจำเลยอีกต่อไป จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยเหตุที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จะซื้อจะขายกันไม่ได้นั้นเนื่องมาจากโจทก์ไม่ยอมออกตั๋วสัญญาใช้เงินโดยให้ธนาคารรับรองตั๋วเพื่อชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือให้จำเลย จำเลยมิได้จงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญากับโจทก์ จำเลยพร้อมที่จะจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ถ้าโจทก์ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีธนาคารรับรองตั๋วเงินนั้นแล้วเมื่อจำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับใด ๆจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายทองอินทร์ แชร์ศรี จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 19564, 1124 และ 1127 ตำบลแคราย (ปลายคลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ให้แก่โจทก์โดยปลอดภาระติดพัน หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย แต่ทั้งนี้ต่อเมื่อจำเลยได้รับเงินค่าจะซื้อจะขายที่ดินส่วนที่เหลือจากโจทก์จำนวน 16,300,000 บาท และเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินมีกำหนดใช้เงินในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 จำนวนเงิน 42,696,000บาท แต่เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถึงกำหนดใช้เงินแล้ว จึงให้โจทก์ชำระเป็นเงินสดตอบแทนจำเลย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 3,000,000 บาท โดยให้โจทก์หักกลบเอาจากจำนวนเงินค่าที่ดินที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยดังกล่าว กับให้จำเลยดำเนินการให้ผู้ที่อยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าวขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารทั้งหมดออกไปจากที่ดินดังกล่าว หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์วันละ 5,000 บาท นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลาตามคำบังคับเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารทั้งหมดออกไปจากที่ดินดังกล่าวเสร็จสิ้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน2537 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินรวม 3 แปลง เนื้อที่ 35 ไร่ 3 งาน 52 ตารางวา ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลแคราย (ปลายคลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาครให้แก่โจทก์ในราคา 60,996,000 บาท โดยโจทก์วางมัดจำในวันทำสัญญา 2,000,000บาท ตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 3 แปลงภายในวันที่ 21 กรกฎาคม2538 หรือเมื่อโจทก์ได้กำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและแจ้งให้จำเลยทราบตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.20 แต่เมื่อถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2538 ซึ่งเป็นวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท โจทก์กับจำเลยได้ยื่นคำขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมหลักฐานการโอนตามเอกสารหมาย จ.25 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร สาขากระทุ่มแบน ตามระเบียบ แต่ผลสุดท้ายจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยอ้างว่าตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์ชำระเป็นค่าที่ดินจำนวน 42,696,000 บาท ธนาคารไม่ได้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.20 มีใจความว่าข้อ 1. ที่ดินพิพาทตกลงซื้อขายกันตารางวาละ 4,250 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 60,996,000 บาท ข้อ 2. ผู้จะซื้อวางมัดจำในวันทำสัญญา 2,000,000 บาท ข้อ 3. ผู้จะซื้อตกลงจะชำระเงินจำนวน 16,300,000บาท ให้ผู้จะขายในวันที่ 21 กรกฎาคม 2538 ส่วนเงินที่เหลือผู้จะซื้อตกลงชำระเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินมีกำหนดเวลาใช้เงินภายในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 โดยชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทร-สาคร จากข้อสัญญาดังกล่าว โจทก์อ้างว่าไม่มีข้อความให้ธนาคารเป็นผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยจะไม่ยอมรับตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นไม่ได้ จึงเกิดปัญหาข้อโต้แย้งระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวต้องมีอาวัลของธนาคารหรือไม่ ซึ่งศาลจำเป็นจะต้องค้นหาเจตนาที่แท้จริงของโจทก์และจำเลยว่าเป็นอย่างไร ในเรื่องนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 บัญญัติว่า สัญญานั้นท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย และมาตรา 171 ก็บัญญัติว่า ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินเคยทำสัญญาซื้อขายและจัดสรรที่ดินมาแล้วหลายแห่ง มีความรู้ความชำนาญและสันทัดจัดเจนในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินยิ่งกว่าจำเลย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่นายกรณ์กิจ ติ้งถิ่น พนักงานของโจทก์เป็นผู้จัดทำขึ้นโดยพิมพ์ข้อความที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว โจทก์ซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าจำเลยย่อมมีอำนาจต่อรองในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทมากกว่าจำเลยดังจะเห็นว่าในวันทำสัญญาจำเลยจะต้องส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ครอบครองเข้าทำประโยชน์ทันที ค่าภาษี อากร ค่าฤชาธรรมเนียม ค่านายหน้าและค่าใช้จ่ายอื่นในการแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยเป็นผู้ชำระทั้งหมด แต่จำเลยจะได้รับชำระเงินค่าที่ดินจำนวน 16,300,000 บาท หลังวันทำสัญญา 8 เดือน และจะได้รับเงินที่เหลือจำนวน 42,696,000 บาท เป็นตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งมีกำหนดเวลาใช้เงินหลังจากวันทำสัญญาถึง 2 ปี ดังนั้น ถ้าตั๋วสัญญาใช้เงินไม่มีอาวัลของธนาคารจำเลยก็จะไม่มีหลักประกันว่าจะได้รับเงินเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนด ประกอบกับหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทแล้วโจทก์มีหนังสือถึงธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน) สาขาดาวคนอง ขอกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุนในโครงการสำหรับที่ดินพิพาทรวม 155,000,000บาท โดยเป็นการขอกู้ยืมเงินเพื่ออาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 43,000,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.19 ซึ่งเท่ากับจำนวนเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินในคดีนี้ และก่อนหน้านั้นบริษัท พี.พี.เอ็น (1992) จำกัด และบริษัท พี.พี. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งมีนายสมพงษ์พอใช้ได้ กรรมการผู้จัดการของโจทก์ได้ขอวงเงินสินเชื่อจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่ออาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน74,000,000 บาท และ 9,550,000 บาท ตามลำดับมาแล้ว ตามเอกสารหมาย จ.16และ จ.18 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในทางปฏิบัติและตามปกติประเพณีของการซื้อขายที่ดินที่มีราคาสูงหากผู้จะซื้อที่ดินจะต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระราคาที่ดินล่วงหน้าผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นจะต้องให้ธนาคารอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินด้วย ประเพณีเช่นว่านี้แม้ไม่ได้เขียนไว้ในสัญญาก็ต้องถือว่าเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาจะต้องปฏิบัติโดยปริยายด้วยเหตุนี้จึงน่าเชื่อว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาให้ธนาคารอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินในคดีนี้ด้วยแม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจะไม่ได้ระบุไว้ก็ตาม เมื่อโจทก์ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยไม่มีอาวัลของธนาคาร จำเลยย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้ด้วยตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นได้ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์จึงเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้โจทก์ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือและรับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไปจากจำเลยด้วยนั้น จำเลยไม่ได้ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญา จึงบังคับให้ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน แต่ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 368 ม. 456 วรรคสอง ม. 921 ม. 982
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เวสเทิร์นแลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
จำเลย — นาย ถาวร แชร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5678/2545
#109351
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 ให้ตีความสัญญาไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิจารณาถึงปกติประเพณีด้วย และตามมาตรา 171 ในการตีความการแสดงเจตนา ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับที่ดิน เคยทำสัญญาซื้อขายและจัดสรรที่ดินมาแล้วหลายแห่ง มีความรู้ความชำนาญและสันทัดจัดเจนในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินยิ่งกว่าจำเลย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่พนักงานของโจทก์จัดทำขึ้น โจทก์มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าจำเลย ย่อมมีอำนาจต่อรองในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทมากกว่าจำเลย หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทแล้วโจทก์มีหนังสือถึงธนาคารพาณิชย์ขอกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุนในโครงการรวม 155,000,000 บาท โดยเป็นการขอกู้ยืมเงินเพื่ออาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 43,000,000 บาท ซึ่งเท่ากับจำนวนเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์จะต้องชำระค่าที่ดินพิพาท และบริษัทในเครือของโจทก์เคยมีวงเงินสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ เพื่ออาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินมาแล้ว แสดงให้เห็นว่าในทางปฏิบัติและตามปกติประเพณีของการซื้อขายที่ดินที่มีราคาสูง หากผู้จะซื้อที่ดินจะต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระราคาที่ดินล่วงหน้า ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นจะต้องให้ธนาคารอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินด้วย ประเพณีเช่นว่านี้แม้ไม่ได้เขียนไว้ในสัญญาก็ต้องถือว่าเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาจะต้องปฏิบัติโดยปริยาย จึงน่าเชื่อว่าโจทก์กับจำเลยมีเจตนาให้ธนาคารอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินในคดีนี้ด้วย แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจะไม่ได้ระบุไว้ก็ตาม เมื่อโจทก์ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยไม่มีอาวัลของธนาคาร จำเลยย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้ด้วยตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นได้ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์โดยปลอดจาก ภาระติดพันใด ๆ ทั้งสิ้น พร้อมรับเงินค่าจะซื้อจะขายที่ดินส่วนที่เหลือจากโจทก์เป็นเงินสดจำนวน 16,300,000 บาท และเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินมีกำหนดชำระเงินในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 อีกจำนวน 42,696,000 บาท หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 158,032,266 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เหตุที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จะซื้อจะขายกันไม่ได้นั้นเนื่องมาจากโจทก์ไม่ยอมออกตั๋วสัญญาใช้เงินโดยให้ธนาคารรับรองตั๋วเพื่อชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือให้จำเลย จำเลย มิได้จงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญากับโจทก์ จำเลยพร้อมที่จะจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ถ้าโจทก์ชำระค่าที่ดิน ส่วนที่เหลือเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีธนาคารรับรองตั๋วเงินนั้นแล้ว เมื่อจำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับใด ๆ จากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดย ปลอดภาระติดพัน หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย แต่ทั้งนี้ต่อเมื่อจำเลยได้รับเงินค่าจะซื้อจะขายที่ดินส่วนที่เหลือจากโจทก์จำนวน 16,300,000 บาท และเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินมีกำหนดใช้เงินในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 จำนวนเงิน 42,696,000 บาท แต่เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถึงกำหนดใช้เงินแล้ว จึงให้โจทก์ชำระเป็นเงินสดตอบแทนจำเลย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 3,000,000 บาท โดยให้โจทก์หักกลบเอาจากจำนวนเงินค่าที่ดินที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยดังกล่าว และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2537 จำเลยทำสัญญาจะ ขายที่ดินรวม 3 แปลง ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลแคราย (ปลายคลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ให้แก่โจทก์ในราคา 60,996,000 บาท โดยโจทก์วางมัดจำในวันทำสัญญา 2,000,000 บาท ตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 3 แปลง ภายในวันที่ 21 กรกฎาคม 2538 หรือเมื่อโจทก์ได้กำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินและแจ้งให้จำเลยทราบ แต่เมื่อถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2538 ซึ่งเป็นวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท โจทก์กับจำเลยได้ยื่นคำขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมหลักฐานการโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงาน ที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร สาขากระทุ่มแบน แต่ผลสุดท้ายจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดย อ้างว่าตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์ชำระเป็นค่าที่ดินจำนวน 42,696,000 บาท ธนาคารไม่ได้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ และต้องชดใช้ ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทมีใจความว่าข้อ 1. ที่ดินพิพาทตกลง ซื้อขายกันเป็นเงินทั้งสิ้น 60,996,000 บาท ข้อ 2. ผู้จะซื้อวางมัดจำในวันทำสัญญา 2,000,000 บาท ข้อ 3. ผู้จะซื้อตกลงจะชำระเงินจำนวน 16,300,000 บาท ให้ผู้จะขายในวันที่ 21 กรกฎาคม 2538 ส่วนเงินที่เหลือผู้จะซื้อตกลงชำระเป็น ตั๋วสัญญาใช้เงินมีกำหนดเวลาใช้เงินภายในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 โดยชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร จากข้อสัญญาดังกล่าว โจทก์อ้างว่าไม่มีข้อความให้ธนาคารเป็นผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยจะไม่ยอมรับตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นไม่ได้ จึงเกิดปัญหาข้อโต้แย้งระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวต้องมีอาวัลของธนาคารหรือไม่ ซึ่งศาลจำเป็นจะต้องค้นหาเจตนาที่แท้จริงของโจทก์และจำเลยว่าเป็นอย่างไร ในเรื่องนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 บัญญัติว่า สัญญานั้นท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย และมาตรา 171 ก็บัญญัติว่า ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับที่ดิน เคยทำสัญญาซื้อขายและจัดสรรที่ดินมาแล้วหลายแห่ง มีความรู้ความชำนาญและสันทัดจัดเจนในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินยิ่งกว่าจำเลย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่พนักงานของโจทก์เป็นผู้จัดทำขึ้นโดยพิมพ์ข้อความที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว โจทก์ซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าจำเลยย่อมมีอำนาจต่อรองในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทมากกว่าจำเลยดังจะเห็นว่าในวันทำสัญญาจำเลยจะต้องส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ครอบครองเข้าทำประโยชน์ทันที ค่าภาษี อากร ค่าฤชาธรรมเนียม ค่านายหน้าและค่าใช้จ่ายอื่นในการแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยเป็นผู้ชำระทั้งหมด แต่จำเลยจะได้รับชำระค่าที่ดินจำนวน 16,300,000 บาท หลังวันทำสัญญา 8 เดือน และจะได้รับเงินที่เหลือจำนวน 42,696,000 บาท เป็นตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งมีกำหนดเวลาใช้เงินหลังจากวันทำสัญญาถึง 2 ปี ดังนั้น ถ้าตั๋วสัญญาใช้เงินไม่มีอาวัลของธนาคารจำเลยก็จะไม่มีหลักประกันว่าจะได้รับเงินเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนด ประกอบกับหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทแล้วโจทก์มีหนังสือถึงธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน) สาขาดาวคนอง ขอกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุนในโครงการสำหรับที่ดินพิพาทรวม 155,000,000 บาท โดยเป็นการขอกู้ยืมเงินเพื่ออาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 43,000,000 บาท ซึ่งเท่ากับจำนวนเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินในคดีนี้ และก่อนหน้านั้นบริษัท พี.พี.เอ็น (1992) จำกัด และบริษัท พี.พี. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งมีนาย ส. กรรมการผู้จัดการของโจทก์ได้ขอวงเงินสินเชื่อจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่ออาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 74,000,000 บาท และ 79,550,000 บาท ตามลำดับมาแล้วซึ่งแสดงให้เห็นว่าในทางปฏิบัติและตามปกติประเพณีของการซื้อขายที่ดินที่มีราคาสูง หากผู้จะซื้อ ที่ดินจะต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระราคาที่ดินล่วงหน้า ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นจะต้องให้ธนาคารอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินด้วย ประเพณีเช่นว่านี้แม้ไม่ได้เขียนไว้ในสัญญาก็ต้องถือว่าเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาจะต้องปฏิบัติโดยปริยาย ด้วยเหตุนี้จึงน่าเชื่อว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาให้ธนาคารอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินในคดีนี้ด้วยแม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจะไม่ได้ระบุไว้ก็ตาม เมื่อโจทก์ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยไม่มีอาวัลของธนาคาร จำเลยย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้ด้วยตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นได้ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็น ฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์จึงเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 70,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเวสเทิร์นแลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
จำเลย — นายถาวร แชร์ศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพินิจ บุญชัด
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5674/2545
#108734
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 ให้ตีความสัญญาไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิจารณาถึงปกติประเพณีด้วย และตามมาตรา 171 ในการตีความแสดงเจตนา ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับที่ดิน เคยทำสัญญาซื้อขายและจัดสรรที่ดินมาแล้วหลายแห่ง มีความรู้ความชำนาญและสันทัดจัดเจนในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินยิ่งกว่าจำเลย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่พนักงานของโจทก์จัดทำขึ้น โจทก์มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าจำเลย ย่อมมีอำนาจต่อรองในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทมากกว่าจำเลย แล้วจากทำสัญญาจะซื้อจะยายที่ดินพิพาทแล้วโจทก์มีหนังสือถึงธนาคารพาณิชย์ขอกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุนในโครงการรวม 155,000,000 บาท โดยเป็นการขอกู้ยืมเงินเพื่ออาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 43,000,000 บาท ซึ่งเท่ากับจำนวนเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์จะต้องชำระค่าที่ดินพิพาท และบริษัทในเครือของโจทก์เคยมีวงเงินสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ เพื่ออาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินมาแล้ว แสดงให้เห็นว่าในทางปฏิบัติและตามปกติประเพณีของการซื้อที่มีราคาสูง หากผู้จะซื้อที่ดินจะต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระราคาที่ดินล่วงหน้า ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นจะต้องให้ธนาคารอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินด้วย ประเพณีเช่นว่ามีแม้ไม่ได้เขียนไว้ในสัญญาก็ต้องถือว่าเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาจะต้องปฏิบัติโดยปริยาย จึงน่าเชื่อว่าโจทก์กับจำเลยมีเจตนาให้ธนาคารอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินในคดีนี้ด้วย แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจะไม่ได้ระบุไว้ก็ตาม เมื่อโจทก์ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยไม่มีอาวัลของธนาคาร จำเลยย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้ด้วยตั๋วสัญญาใช้เงินได้ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเวสเทิร์นแลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์
จำเลย — นายถาวร แชร์ศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพินิจ บุญชัด
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5669/2545
#49074
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านซึ่งเป็นลูกจ้างและกรรมการลูกจ้างโดยอ้างว่าผู้คัดค้านฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ว่าลูกจ้างต้องไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่แสวงหาประโยชน์จากการกู้ยืมภายในบริเวณที่ทำการหรือโรงงานหรือหอพักที่นายจ้างจัดให้ ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรงโดยผู้คัดค้านให้ลูกจ้างของผู้ร้องกู้ยืมเงิน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ที่ให้กู้ยืมเงินคือ บ. ไม่ใช่ผู้คัดค้านเหตุที่ผู้คัดค้านเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยก็เพราะ ม. ไปพบผู้คัดค้านแจ้งว่ากำลังเดือดร้อนต้องการใช้เงิน ผู้คัดค้านจึงรับไปติดต่อกับ บ. ลูกพี่ลูกน้องกับผู้คัดค้านซึ่งมีอาชีพปล่อยเงินกู้ให้อันเป็นการช่วยเหลือ ม. หลังจากที่ผู้คัดค้านติดต่อแล้ว บ. ยอมให้กู้ยืมโดยมอบเงินให้ผู้คัดค้านนำไปมอบให้ ม. การที่ผู้คัดค้านรับมอบเงินกู้จาก บ. นำไปให้ม. จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเพื่อช่วย ม. ให้ได้รับเงินกู้จาก บ. เช่นเดียวกัน แม้ บ. จะคิดดอกเบี้ยจาก ม. ถึงร้อยละ 10 ต่อเดือน อันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ และไม่ว่าผู้คัดค้านจะเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้รับผลประโยชน์ใดจากการกู้ยืมระหว่างม. กับ บ. การกระทำของผู้คัดค้านจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องกรณีไม่มีเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างของผู้ร้องและเป็นกรรมการลูกจ้างเมื่อเดือนมีนาคม 2544 ผู้คัดค้านปล่อยเงินกู้ในโรงงานของผู้ร้อง โดยให้นายมานพ ขอพบสุขลูกจ้างผู้ร้องกู้ยืมเงิน 16,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือน อันเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการกู้ยืม ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 7.23 กรณีร้ายแรงขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านไม่ได้ให้นายมานพกู้ยืมเงิน ผู้ที่ให้นายมานพกู้ยืมเงินคือนางบุญเรือน ทองเนื้อแปด ผู้คัดค้านเป็นเพียงตัวแทนของนายมานพช่วยติดต่อขอกู้ยืมเงินจากนางบุญเรือนให้นายมานพตามที่นายมานพขอร้องโดยไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ ผู้คัดค้านไม่ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ขอให้ยกคำร้อง

วันนัดพิจารณาคู่ความแถลงรับกันว่า ผู้ร้องมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารหมาย ร.1 และผู้คัดค้านแถลงรับว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2544 นายมานพขอพบสุข ลูกจ้างผู้ร้องมาพบผู้คัดค้านอ้างว่าเดือดร้อนต้องการใช้เงิน 16,000 บาท ผู้คัดค้านรับปากว่าจะติดต่อนางบุญเรือน ทองเนื้อแปด ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับผู้คัดค้านและมีอาชีพปล่อยเงินกู้ หลังจากผู้คัดค้านติดต่อแล้วนางบุญเรือนยอมให้กู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือน และมอบเงินให้ผู้คัดค้านนำไปมอบให้นายมานพ นายมานพชำระดอกเบี้ยให้เพียง 2 เดือน แล้วไม่ชำระอีกเลย

ศาลแรงงานกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ให้งดสืบพยาน

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่ผู้คัดค้านติดต่อและรับมอบเงินกู้จากนางบุญเรือนมามอบให้นายมานพโดยคิดดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 10 ต่อเดือน ถือได้ว่าเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพ.ศ. 2475 และเป็นการเอาเปรียบสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ร่วมงานซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงานจึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับกรณีร้ายแรง มีเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ข้อแรกว่ากรณีไม่มีเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านนั้น คดีนี้ผู้ร้องขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านซึ่งเป็นลูกจ้างและกรรมการลูกจ้างอ้างว่าผู้คัดค้านฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารหมาย ร.1 ข้อ 7.23 ที่ว่าลูกจ้างต้องไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่แสวงหาประโยชน์จากการกู้ยืมภายในบริเวณที่ทำการหรือโรงงานหรือหอพักที่นายจ้างจัดให้ ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรง โดยผู้คัดค้านให้นายมานพ ขอพบสุข ลูกจ้างของผู้ร้องกู้ยืมเงิน 16,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือน ภายในโรงงานของผู้ร้อง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ที่ให้นายมานพกู้ยืมเงินคือนางบุญเรือน ทองเนื้อแปดไม่ใช่ผู้คัดค้าน เหตุที่ผู้คัดค้านเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยก็เพราะเมื่อเดือนมีนาคม 2544 นายมานพไปพบผู้คัดค้านแจ้งว่ากำลังเดือดร้อนต้องการใช้เงิน 16,000 บาท ผู้คัดค้านจึงรับไปติดต่อนางบุญเรือนซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับผู้คัดค้านและมีอาชีพปล่อยเงินกู้ให้ อันเป็นการช่วยเหลือนายมานพ หลังจากที่ผู้คัดค้านติดต่อแล้วนางบุญเรือนยอมให้กู้ยืมโดยมอบเงินให้ผู้คัดค้านนำไปมอบให้นายมานพ การที่ผู้คัดค้านรับมอบเงินกู้จากนางบุญเรือนนำไปให้นายมานพจึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเพื่อช่วยนายมานพให้ได้รับเงินกู้จากนางบุญเรือนเช่นเดียวกัน แม้นางบุญเรือนจะคิดดอกเบี้ยจากนายมานพถึงร้อยละ 10 ต่อเดือน อันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพ.ศ. 2475 และไม่ว่าผู้คัดค้านจะเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้รับผลประโยชน์ใดจากการกู้ยืมระหว่างนายมานพกับนางบุญเรือน การกระทำของผู้คัดค้านจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องตามที่ผู้ร้องอ้าง กรณีไม่มีเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้าน ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท นากาชิมา รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้คัดค้าน — นางสาว กัลยา ศรีสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5666/2545
#46588
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ 2 กับที่ 3กระทำความผิดฐานรับของโจร ดังนี้ ฟ้องของโจทก์จึงเป็นการบรรยายยืนยันการกระทำของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ว่าได้กระทำความผิดฐานรับของโจรเพียงประการเดียว แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 กับที่ 3 กลับให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ ซึ่งมิใช่เป็นการกระทำดังที่โจทก์กล่าวในฟ้อง จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้การรับสารภาพตามฟ้องซึ่งศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 แถลงไม่ติดใจสืบพยานข้อเท็จจริงอันเป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ที่โจทก์อ้างว่าเป็นความผิดก็มีเพียงเท่าที่โจทก์กล่าวในฟ้อง หาได้มีข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาที่จะแสดงให้ศาลเห็นว่าแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม แต่อย่างใดไม่ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเช่นว่านี้มาใช้บังคับเพื่อให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้

ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 เพียงว่า จำเลยที่ 1กับพวกหลายคนร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตในเวลากลางคืนแล้วปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก,83 เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกาว่าศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายดังกล่าวไม่ถูกต้องครบถ้วน เพราะโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิดและพาทรัพย์นั้นไปศาลฎีกาย่อมปรับบทให้ถูกต้องได้โดยไม่แก้ไขเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันลักถังแก๊สของวัดคลองพิไกร ผู้เสียหาย ขณะอยู่ในความดูแลรักษาของพระภิกษุสมนึกพันแตง ไปโดยทุจริต โดยจำเลยที่ 1 กับพวกได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดและพาทรัพย์นั้นไป ในวันเดียวกันภายหลังจากการกระทำความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้รับของโจร ซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกลักไปดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 1 โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ, 357

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1) วรรคแรก, 83 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยที 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ในความผิดฐานรับของโจร ในชั้นพิจารณาเมื่อจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ แม้โจทก์ไม่ติดใจสืบพยาน ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 กับที่ 3ในความผิดฐานใดฐานหนึ่งตามที่พิจารณาได้ความนั้นได้ เพราะข้อเท็จจริงที่แตกต่างเกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรเป็นเพียงรายละเอียดและไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งไม่ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ และไม่ปรากฏว่าการที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ในความผิดฐานรับของโจร ทำให้จำเลยที่ 2 กับที่ 3 หลงข้อต่อสู้ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยบรรยายว่าจำเลยที่ 1 กับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยจำเลยที่ 1 กับพวกได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดและพาทรัพย์นั้นไป ภายหลังจากที่ทรัพย์ของผู้เสียหายถูกลักไปแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้รับของโจรโดยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย รับไว้โดยประการใด ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหายโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ฟ้องของโจทก์จึงเป็นการบรรยายยืนยันการกระทำของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ว่าได้กระทำความผิดฐานรับของโจรเพียงประการเดียว แต่เมื่อในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ ซึ่งมิใช่เป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ดังที่โจทก์กล่าวในฟ้อง จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ดังที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 แถลงไม่ติดใจสืบพยาน ข้อเท็จจริงอันเป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ที่โจทก์อ้างว่าเป็นความผิด ก็มีเพียงเท่าที่โจทก์กล่าวในฟ้อง หาได้มีข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาที่จะแสดงให้ศาลเห็นว่าแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสามแต่อย่างใดไม่ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเช่นว่านี้มาใช้บังคับเพื่อให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ดังที่โจทก์ฎีกาได้ และตามบทบัญญัติดังกล่าวในวรรคหนึ่งได้บัญญัติห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 กับที่ 3ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ จึงเป็นการลงโทษในการกระทำผิดซึ่งโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 กับที่ 3 มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดและพาทรัพย์นั้นไป ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจสืบพยาน ปรากฏว่าศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 เพียงว่าจำเลยที่ 1 กับพวกหลายคนร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตในเวลากลางคืน แล้วปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก, 83 เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกาว่า ศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายดังกล่าวไม่ถูกต้องครบถ้วนศาลฎีกาก็ชอบที่จะปรับบทให้ถูกต้องได้ โดยไม่แก้ไขเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7) วรรคสอง, 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสาม ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นาย ปรีชา สังฆจาย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5662 -ที่ 5663/2545
#46175
เปิดฉบับเต็ม

ขณะคดีอยู่ในระหว่างที่โจทก์ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษา จำเลยยื่นคำขอเป็นคำร้องขอให้รอการบังคับคดีไว้โดยระบุในคำร้องว่า "คำร้องขอให้คุ้มครองสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264" ซึ่งบทกฎหมายที่จำเลยอ้างในคำร้องดังกล่าวอยู่ในลักษณะ 1 วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา อันเป็นบทบัญญัติถึงวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา แต่ปรากฏว่าศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางคดีถึงที่สุดแล้ว คดีจึงไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใด และที่จำเลยร้องขอให้รอการบังคับคดีนี้ไว้เพื่อรอฟังผลของคดีอาญาก็ไม่ใช่เป็นวิธีการเพื่อบังคับตามคำพิพากษา คำร้องขอของจำเลยจึงไม่เข้ามาตรา 264 ย่อมไม่อาจนำบทบัญญัติดังกล่าวมาอ้างเพื่อขอให้คุ้มครองสิทธิของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2

คดีสืบเนื่องจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสองและจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาพิพากษายืนระหว่างที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดี จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี ศาลแรงงานกลางสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลฎีกาสั่งยกคำร้องของจำเลย

จำเลยยื่นคำขอเป็นคำร้องอ้างว่าจำเลยได้เป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการจังหวัดสระบุรีฟ้องโจทก์ที่ 1 เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสระบุรีข้อหาฉ้อโกง โดยมีคำขอส่วนแพ่งให้โจทก์ที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 317,575 บาท แก่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลและจำเลยได้ฟ้องโจทก์ที่ 2เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดนครปฐมข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม และฉ้อโกง คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา นอกจากนี้จำเลยยังได้ฟ้องโจทก์ที่ 2 ต่อศาลจังหวัดราชบุรีข้อหาละเมิด ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 500,000 บาท คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาเช่นเดียวกัน เหตุที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ทั้งสองกระทำผิดอาญาต่อจำเลยผู้เป็นนายจ้างอันถือว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่และมีวัตถุประสงค์เพื่อขอคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 119(1) ซึ่งหากศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองกระทำผิดอาญาต่อจำเลยผู้เป็นนายจ้างและคดีถึงที่สุด ผลแห่งคดีดังกล่าวจำเลยจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสิทธิที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้ ทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 26 ถึงมาตรา 30 ได้รับรองให้ความคุ้มครองไว้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่จำเลยได้รับความคุ้มครอง ขอให้รอการบังคับคดีไว้เพื่อรอผลคำพิพากษาในคดีอาญาที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองดังกล่าว

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า คำพิพากษาคดีอาญาที่จะมีขึ้นต่อไปนั้น ไม่มีผลลบล้างคำพิพากษาศาลแรงงานกลางและศาลฎีกาให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าหากศาลในคดีอาญาที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์ทั้งสองกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจริง จำเลยก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(1) แม้ศาลแรงงานกลางและศาลฎีกาจะพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสองแล้วก็ตาม เพราะคำพิพากษาศาลแรงงานกลางและคำพิพากษาศาลฎีกาหาใช่กฎหมายไม่และไม่มีผลลบล้างกฎหมายดังกล่าวทั้งสิทธิของจำเลยผู้เป็นนายจ้างที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยย่อมยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้โดยไม่จำกัดเวลา และเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2540 ได้บัญญัติรับรองและให้ความคุ้มครองไว้ในมาตรา 26 ถึงมาตรา 30 นั้น เห็นว่าคดีนี้อยู่ในระหว่างที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษา จำเลยยื่นคำขอเป็นคำร้องขอให้รอการบังคับคดีไว้โดยระบุในคำร้องว่า "คำร้องขอให้คุ้มครองสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264" ซึ่งบทกฎหมายที่จำเลยอ้างในคำร้องดังกล่าวอยู่ในลักษณะ 1 วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา อันเป็นบทบัญญัติถึงวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาแต่คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง คดีถึงที่สุดแล้ว คดีจึงไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใด และที่จำเลยร้องขอให้รอการบังคับคดีนี้ไว้เพื่อรอฟังผลของคดีอาญาก็ไม่ใช่เป็นวิธีการเพื่อบังคับตามคำพิพากษาคำร้องขอของจำเลยจึงไม่เข้ามาตรา 264 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ย่อมไม่อาจนำบทบัญญัติที่กล่าวถึงนี้มาอ้างเพื่อขอให้คุ้มครองสิทธิของจำเลยได้ นอกจากนี้ข้ออ้างทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในอุทธรณ์ของจำเลยก็มิได้มีเหตุผลหรือบทบัญญัติใดกำหนดให้ศาลสั่งให้รอการบังคับคดีในกรณีดังกล่าวได้ ที่ศาลแรงงานกลางสั่งยกคำร้องของจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กาญจนา ชัชวงษ์ กับพวก
จำเลย — บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5662 -ที่ 5663/2545
#99846
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยจะยื่นคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 ให้รอการบังคับคดีไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลคดีอาญาที่จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสองโดยอ้างว่าหากคดีอาญาถึงที่สุดว่า โจทก์ทั้งสองกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลยผู้เป็นนายจ้างแล้ว จำเลยจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสองตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (1) นั้น หาได้ไม่ เนื่องจากคดีนี้ไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใด และกรณีตามคำขอของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ใช่เป็นวิธีการเพื่อบังคับตามคำพิพากษา จึงไม่ต้องด้วยบทกฎหมายข้างต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2

คดีสืบเนื่องจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสองและจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ระหว่างที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดี จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี ศาลแรงงานกลางสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลฎีกาสั่งยกคำร้องของจำเลย

จำเลยยื่นคำขอเป็นคำร้องอ้างว่าจำเลยได้เป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการจังหวัดสระบุรีฟ้องโจทก์ที่ 1 เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสระบุรีข้อหาฉ้อโกง โดยมีคำขอส่วนแพ่งให้โจทก์ที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 317,575 บาท แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าว ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล และจำเลยได้ฟ้องโจทก์ที่ 2 เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดนครปฐม ข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม และฉ้อโกง คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา นอกจากนี้จำเลยยังได้ฟ้องโจทก์ที่ 2 ต่อศาลจังหวัดราชบุรีข้อหาละเมิด ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 500,000 บาท คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาเช่นเดียวกัน เหตุที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ทั้งสองกระทำผิดอาญาต่อจำเลยผู้เป็นนายจ้างอันถือว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่ และมีวัตถุประสงค์เพื่อขอคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (1) ซึ่งหากศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองกระทำผิดอาญาต่อจำเลยผู้เป็นนายจ้างและคดีถึงที่สุด ผลแห่งคดีดังกล่าวจำเลยจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสิทธิที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้ ทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 26 ถึง มาตรา 30 ได้รับรองให้ความคุ้มครองไว้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่จำเลยและให้จำเลยได้รับความคุ้มครองขอให้รอการบังคับคดีไว้เพื่อรอผลคำพิพากษาในคดีอาญาที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองดังกล่าว

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า คำพิพากษาคดีอาญาที่จะมีขึ้นต่อไปนั้นไม่มีผลลบล้างคำพิพากษาศาลแรงงานและศาลฎีกา ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า? เห็นว่า คดีนี้อยู่ในระหว่างที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดี ตามคำพิพากษา จำเลยยื่นคำขอเป็นคำร้องขอให้รอการบังคับคดีไว้โดยระบุในคำร้องว่า "คำร้องขอให้คุ้มครองสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264" ซึ่งบทกฎหมายที่จำเลยอ้างในคำร้องดังกล่าวอยู่ในลักษณะ 1 วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา อันเป็นบทบัญญัติถึงวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา แต่คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง คดีถึงที่สุดแล้ว คดีจึงไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใด และที่จำเลยร้องขอให้รอการบังคับคดีนี้ไว้เพื่อรอฟังผลของคดีอาญาก็ไม่ใช่เป็นวิธีการ เพื่อบังคับตามคำพิพากษา คำร้องขอของจำเลยจึงไม่เข้ามาตรา 264 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ย่อมไม่อาจนำบทบัญญัติที่กล่าวถึงนี้มาอ้างเพื่อขอให้คุ้มครองสิทธิของจำเลยได้ นอกจากนี้ข้ออ้างทั้งข้อเท็จจริงและ ข้อกฎหมายในอุทธรณ์ของจำเลยก็มิได้มีเหตุผลหรือบทบัญญัติใดกำหนดให้ศาลสั่งให้รอการบังคับคดีในกรณีดังกล่าวได้ ที่ศาลแรงงานกลางสั่งยกคำร้องของจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 55 ม. 118
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ป.วิ.พ. ม. 264 ม. 119 นั (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกาญจนา ชัชวงษ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทเบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุพิชัย กาญจนาธิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5644/2545
#49073
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเคยยกคำร้องขอของผู้ร้องมาครั้งหนึ่งเพราะเห็นว่าการที่หุ้นของผู้ตายตกเป็นของแผ่นดินมิใช่เหตุขัดข้องในการจัดการมรดกที่จะร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก โดยเห็นว่าผู้ร้องยังสามารถขวนขวายหาทางร้องขอเพื่อรับชำระหนี้จากกระทรวงการคลังได้ แต่ประเด็นสำคัญในคดีนี้มีอยู่ว่า ภายหลังต่อมาผู้ร้องได้ร้องขอรับชำระหนี้ต่อกระทรวงการคลังแล้ว แต่กระทรวงการคลังปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้และแจ้งให้ผู้ร้องไปดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายก่อน อันเป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องแล้ว เหตุขัดข้องในการจัดการมรดกของผู้ตายตามคำร้องขอในคดีนี้ เป็นคนละเหตุกับที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างในการขอจัดการมรดกในคดีก่อน และศาลชั้นต้นในคดีก่อนยังมิได้วินิจฉัยถึงเหตุขัดข้องอันเกิดแต่การที่กระทรวงการคลังปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่วินิจฉัยถึงเหตุที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นข้อขัดข้องในการจัดการมรดกของผู้ตาย ซึ่งเป็นการวินิจฉัยถึงเหตุอื่นซึ่งไม่ใช่เหตุขัดข้องตามคำร้องขอในคดีนี้ คำร้องขอของผู้ร้องในคดีนี้จึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้ำ

ผู้ตายไม่มีทายาทและไม่มีผู้รับพินัยกรรม หุ้นของผู้ตายย่อมตกทอดแก่แผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1753 แผ่นดินหาใช่ทายาทของผู้ตายไม่ดังนั้นแม้หุ้นของผู้ตายจะตกเป็นของแผ่นดิน แต่หากไม่มีผู้จัดการมรดกอยู่ตราบใดผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของผู้ตายย่อมไม่สามารถบังคับชำระหนี้ของตนได้ จึงต้องถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า นายดิง ซัน คุน หรือเต็ง ซิว โฮ้ว ลูกหนี้ของผู้ร้องถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2540 โดยมิได้ทำพินัยกรรมและไม่ได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้ตายไม่มีทายาทที่จะรับมรดก ทรัพย์มรดกจึงตกทอดแก่แผ่นดินผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกจึงร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อนำทรัพย์มรดกของผู้ตายมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ทั้งนี้ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายไม่ให้เป็นผู้จัดการมรดก

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวน ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้ผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายและผู้ร้องยังไม่ได้รับชำระหนี้แต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากผู้ตายไม่มีทายาท มรดกของผู้ตายตกทอดแก่แผ่นดินคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องมาร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเป็นคดีนี้โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันซึ่งเป็นฟ้องซ้ำ คดีของผู้ร้องต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...แม้ศาลชั้นต้นจะเคยยกคำร้องขอของผู้ร้องมาครั้งหนึ่งโดยให้เหตุผลว่า ยังไม่มีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกของผู้ตาย เนื่องจากผู้ร้องมีสิทธิขอรับชำระหนี้ต่อแผ่นดินได้ก็ตามแต่เหตุที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเช่นนั้นก็เพราะเห็นว่าการที่หุ้นของผู้ตายตกเป็นของแผ่นดินมิใช่เหตุขัดข้องในการจัดการมรดกที่จะร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก โดยเห็นว่าผู้ร้องยังสามารถขวนขวายหาทางร้องขอเพื่อรับชำระหนี้จากกระทรวงการคลังได้ แต่ประเด็นสำคัญในคดีนี้มีอยู่ว่า ภายหลังต่อมาผู้ร้องได้ร้องขอรับชำระหนี้ต่อกระทรวงการคลังแล้ว แต่กระทรวงการคลังปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้และแจ้งให้ผู้ร้องไปดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมายก่อน อันเป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องแล้ว เหตุขัดข้องในการจัดการมรดกของผู้ตายตามคำร้องขอในคดีนี้ เป็นคนละเหตุกับที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างในการขอจัดการมรดกในคดีก่อน และศาลชั้นต้นในคดีก่อนยังมิได้วินิจฉัยถึงเหตุขัดข้องอันเกิดแต่การที่กระทรวงการคลังปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่วินิจฉัยถึงเหตุที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นข้อขัดข้องในการจัดการมรดกของผู้ตาย ซึ่งเป็นการวินิจฉัยถึงเหตุอื่นซึ่งไม่ใช่เหตุขัดข้องตามคำร้องขอในคดีนี้คำร้องขอของผู้ร้องไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้ำตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้นเนื่องจากศาลชั้นต้นไต่สวนพยานผู้ร้องเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่ได้วินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายและมีความประพฤติเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ตายไม่มีทายาทและไม่มีผู้รับพินัยกรรม หุ้นของผู้ตายย่อมตกทอดแก่แผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1753อย่างไรก็ตามแผ่นดินหาใช่ทายาทของผู้ตายไม่ ดังนั้น แม้หุ้นของผู้ตายจะตกเป็นของแผ่นดิน แต่หากไม่มีผู้จัดการมรดกอยู่ตราบใด ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของผู้ตายย่อมไม่สามารถบังคับชำระหนี้ของตนได้ ดังจะเห็นได้จากการที่กระทรวงการคลังปฏิเสธไม่ยอมนำเงินค่าหุ้นของผู้ตายมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง จึงต้องถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1713 เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องเป็นผู้ไม่สมควรหรือเป็นบุคคลซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายมิให้เป็นผู้จัดการมรดก ประกอบกับไม่มีผู้ใดคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้องจึงเห็นสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกนายดิง ซัน คุน หรือเต็ง ซิว โฮ้ว ผู้ตายโดยกำหนดเงื่อนไขว่าหากจะมีการดำเนินการเกี่ยวกับหุ้นของผู้ตายเพื่อชำระหนี้ผู้ร้องต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713 ม. 1753
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ชวลิต ลีวีระพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5623/2545
#49072
เปิดฉบับเต็ม

นอกจากผู้ร้องจะมีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์อันเป็นหลักฐานแสดงว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางแล้ว ยังได้ความจากคำรับของจำเลยที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนในทันทีทันใดภายหลังเกิดเหตุ โดยไม่ทันมีเวลาคิดไตร่ตรองหาลู่ทางบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ผิดไปว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของรถได้กำชับมิให้จำเลยบรรทุกทรายหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่จำเลยลักลอบขนทรายขึ้นบรรทุกเองโดยผู้ร้องไม่รู้เห็น เพื่อนำทรายส่วนที่เกินไปขายเป็นประโยชน์ส่วนตัว คำให้การดังกล่าวมีน้ำหนักพอรับฟังว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ผู้ร้องมีสิทธิขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73 และริบรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน82 - 3420 นครปฐม ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้สั่งคืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์บรรทุกของกลางทรายซึ่งมีน้ำหนักเกินอัตราไปตามถนนดินแดงแขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร โดยฝ่าฝืนกฎหมาย คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางได้หรือไม่ เห็นว่า นอกจากผู้ร้องจะมีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เอกสารหมาย ร.2 เป็นหลักฐานแสดงว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 82 - 3420 นครปฐม ของกลางแล้ว ยังได้ความจากร้อยตำรวจตรีหม่อมหลวงดนัยพร จรูญโรจน์ พนักงานสอบสวนว่า เมื่อจับกุมจำเลยได้แล้วพยานได้เปรียบเทียบปรับจำเลยในความผิดฐานไม่นำใบอนุญาตขับขี่ติดตัวในขณะขับรถและฐานนำรถยนต์ที่มีสภาพไม่สมบูรณ์แข็งแรงมาใช้แล่นในทาง ส่วนความผิดฐานขับรถยนต์บรรทุกซึ่งมีน้ำหนักเกินอัตราจำเลยให้การรับสารภาพอ้างว่าผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของรถได้กำชับมิให้จำเลยบรรทุกทรายหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแต่จำเลยลักลอบขนทรายขึ้นบรรทุกเองโดยผู้ร้องไม่รู้เห็น ทั้งนี้ เพื่อนำทรายส่วนที่เกินไปขายเป็นประโยชน์ส่วนตัว พยานได้บันทึกถ้อยคำของจำเลยไว้ตามเอกสารหมาย จ.2ซึ่งเป็นคำรับสารภาพของจำเลยที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนในทันทีทันใดภายหลังเกิดเหตุ โดยไม่ทันมีเวลาคิดไตร่ตรองหาลู่ทางบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ผิดไป คำให้การรับสารภาพดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่ารับฟัง ดังนั้น แม้ข้ออ้างของผู้ร้องว่าให้นายสนั่นโง้วสุวรรณ์ เช่ารถไปรับจ้างบรรทุกสิ่งของจะมีน้ำหนักน้อยไม่น่าเชื่อถือดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก็ตาม แต่ถ้อยคำของจำเลยที่ให้การว่า จำเลยลักลอบขนทรายบรรทุกไว้บนรถโดยพลการก็มีน้ำหนักพอให้รับฟังว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยผู้ร้องมีสิทธิขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นาง วิมล ดาราพาณิชย์
จำเลย — นาย สันต์ นาคทอง
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5614/2545
#49071
เปิดฉบับเต็ม

ศาลจะสั่งริบทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดต่อเมื่อมีการกระทำความผิดนั้น และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสพคีตามีน โจทก์จะขอให้ริบหลอดพลาสติกที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานเสพคีตามีนหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 5, 6, 11, 62, 102, 106 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 58 และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้กับริบหลอดพลาสติกของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 (ที่ถูกมาตรา 106 วรรคหนึ่ง)จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ รวมจำคุก 12 เดือน ริบหลอดพลาสติกของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คีตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมีน้ำหนัก 0.266 กรัม นับเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อยประกอบคีตามีนเป็นเพียงวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไม่ปรากฏว่าผู้ที่เสพอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้อื่นและจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน น่าจะอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ สมควรให้โอกาสจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกไว้อีกสักครั้งหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลายจำและเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลย เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย เมื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยแล้ว ย่อมไม่อาจนำโทษจำคุกในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้ริบหลอดพลาสติกจำนวน 1 หลอด ของกลางโดยระบุในคำฟ้องว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้เป็นอุปกรณ์ในการเสพคีตามีน และศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบของกลางดังกล่าวด้วยนั้น เห็นว่า ศาลจะสั่งริบทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดต่อเมื่อมีการกระทำความผิดนั้น และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสพคีตามีนโจทก์จะขอให้ริบหลอดพลาสติกที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานเสพคีตามีนหาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบของกลางดังกล่าว จึงเป็นการมิชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 215, 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 40,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับวัตถุออกฤทธิ์และยาเสพติดให้โทษทุกชนิด และให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีกกับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้บวกโทษและริบหลอดพลาสติกของกลาง แต่ให้คืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
จำเลย — นาย ทวีศักดิ์หรือเซ้ง แซ่ตั้ง
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5607/2545
#46587
เปิดฉบับเต็ม

บ. บิดาโจทก์ได้แบ่งที่ดินให้ ว. มารดาจำเลยเข้าอยู่อาศัยและการที่ ว. ได้ยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินภายหลังจาก บ. ได้ขอรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนดว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของ บ. ผู้ขอออกโฉนด แต่เป็นที่ดินของ ว. ได้ครอบครองมาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว การคัดค้านของ ว. เป็นการโต้แย้งสิทธิซึ่งถือว่า บ. ได้ทราบแล้วพฤติการณ์ของ ว. เป็นการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือว่าไม่มีเจตนาจะยึดถือที่พิพาทแทน บ. ต่อไปอีก และ ว. ได้ถือสิทธิครอบครองที่พิพาท เพื่อตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ต่อมา บ. ได้ถึงแก่กรรม โจทก์ได้ขอเป็นผู้จัดการมรดกและได้เข้าสวมสิทธิการดำเนินการขอออกโฉนดที่ดิน ว. กับพวกได้คัดค้านการออกโฉนดที่ดิน แสดงให้เห็นว่า ว. ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้ครอบครองที่พิพาทตลอดมายืนยันว่าตนเองมีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท และในการที่ ว. ถอนคำคัดค้านก็เนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งให้ทราบว่าได้มีประกาศสำนักงานที่ดิน หากไม่ถอนคำคัดค้านจะถูกฟ้องร้อง เมื่อ ว. ยังครอบครองที่พิพาทอยู่และได้คัดค้านการรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนดของโจทก์ต่อไปอีก จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิและเป็นการที่ ว. เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเป็นของตนตั้งแต่ได้ยื่นคำร้องคัดค้านแล้ว หลังจากนั้น ว. ยกที่พิพาทให้จำเลยและจำเลยได้ร้องคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกคืนการครอบครองที่พิพาทเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ถูกแย่งการครอบครอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยคืนแก่โจทก์ ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย เดือนละ 3,000 บาท ให้แก่โจทก์นับแต่เดือนมีนาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยแย่งการครอบครองที่พิพาทมาหลายปีแล้ว โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2540 เป็นการฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองเมื่อพ้น 1 ปีนับตั้งแต่ถูกแย่งการครอบครอง จึงหมดสิทธิฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่พิพาท และส่งมอบที่พิพาทคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่พิพาทอีก ให้จำเลยชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 19 มีนาคม 2540) จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่พิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมนายบุญมา เกษมวัน บิดาโจทก์ได้ครอบครองที่ดิน 1 แปลง อยู่หน้าวัดป่าแสนสำราญ ตำบลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 16 ไร่ 1 งาน ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 477 - 98 และได้แบ่งที่พิพาทเนื้อที่ 55.50 ตารางวา ให้นางวิไลพร มาโนชญกิจหรือมาโนชญ์จิต มารดาจำเลยเข้าอยู่อาศัย นางวิไลพรได้ปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินแปลงดังกล่าว ต่อมาปี 2531 นางวิไลพรได้ยกที่พิพาทให้แก่จำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า นางวิไลพรและจำเลยได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือว่าไม่เจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้ครอบครองต่อไปแล้วหรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานและนำนายไพโรจน์ นิลกนิษฐ์ มาเบิกความว่า ประมาณปี 2529 ถึง 2530 นายบุญมาได้ยื่นเรื่องขอรังวัดที่ดินเพื่อขอออกโฉนดเมื่อปี 2530 นางวิไลพรได้มาคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ส่วนจำเลยไม่ได้คัดค้าน ต่อมาสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีได้ประกาศแจกโฉนดที่ดินให้แก่นายบุญมาตามประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี วันที่ 6 สิงหาคม 2530 จำเลยนำนางวิไลพรมาเบิกความว่า ในปี 2530 นายบุญมาได้นำช่างมารังวัดที่ดินบริเวณหน้าวัดป่าแสนสำราญซึ่งรวมทั้งที่พิพาทด้วย ชาวบ้านได้ร่วมกันคัดค้านโดยยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า "ขอคัดค้านการรังวัดครั้งนี้ เนื่องจากที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินของนายบุญมา เกษมวัน ผู้ขอออกโฉนด แต่เป็นที่ดินของพวกข้าพเจ้าได้ครอบครองมาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว" ตามบันทึกถ้อยคำ ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2530 นางวิไลพรได้ร่วมลงลายมือชื่อคัดค้านด้วย ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินชี้แจงว่าได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นายบุญมาแล้ว หากนางวิไลพรไม่ถอนคำคัดค้านจะถูกฟ้องร้อง นางวิไลพร จึงถอนคำคัดค้านเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2530 แต่นางวิไลพรยังครอบครองที่พิพาทมาโดยตลอด เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยรับว่านายบุญมาบิดาโจทก์ได้แบ่งที่ดินให้นางวิไลพรมารดาจำเลยเข้าอยู่อาศัยและการที่นางวิไลพรได้ยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินภายหลังจากนายบุญมาได้ขอรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนดว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินของนายบุญมาผู้ขอออกโฉนด แต่เป็นที่ดินของนางวิไลพรได้ครอบครองมาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว การคัดค้านของนางวิไลพรเป็นการโต้แย้งสิทธิซึ่งถือว่านายบุญมาได้ทราบแล้ว พฤติการณ์ของนางวิไลพรเป็นการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือว่าไม่มีเจตนาจะยึดถือที่พิพาทแทนนายบุญมาต่อไปอีก และนางวิไลพรได้ถือสิทธิครอบครองที่พิพาทเพื่อตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ส่วนการที่นางวิไลพรถอนคำคัดค้านนั้นเนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งให้ทราบว่าได้มีประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี วันที่ 6 สิงหาคม 2530 เรื่องแจกโฉนดที่ดินรายนายบุญมา เกษมวัน หากไม่ถอนคำคัดค้านจะถูกฟ้องร้องต่อมานายบุญมาได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2531 โจทก์ได้ขอเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล และได้เข้าสวมสิทธิการดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2531 นางวิไลพรกับพวกได้คัดค้านการออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่า "ได้ครอบครองอยู่อาศัยโดยสุจริตเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลานานแล้ว จึงถือว่าข้าพเจ้ากับพวกมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านโดยสมบูรณ์" ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2531 แสดงให้เห็นว่านางวิไลพรซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้ครอบครองที่พิพาทตลอดมายังยืนยันว่าตนเองมีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท และในการที่ถอนคำคัดค้านเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน2530 นั้น เนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งให้ทราบว่าได้มีประกาศสำนักงานที่ดิน จังหวัดอุบลราชธานี วันที่ 6 สิงหาคม 2530 เรื่องแจกโฉนดที่ดินรายนายบุญมา เกษมวัน หากไม่ถอนคำคัดค้านจะถูกฟ้องร้อง เมื่อนางวิไลพรยังครอบครองที่พิพาทอยู่และได้คัดค้านการรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนดของโจทก์ต่อไปอีก จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิ และเป็นการที่นางวิไลพรเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเป็นของตนตั้งแต่ได้ยื่นคำร้องคัดค้านแล้ว ซึ่งเป็นการแย่งการครอบครองของโจทก์อยู่ในตัวแล้ว หลังจากนั้นเมื่อปี 2531 นางวิไลพรยกที่พิพาทให้จำเลยและจำเลยได้ร้องคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 12 กันยายน 2538 ดังนั้น การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเรียกคืนการครอบครองที่พิพาทเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2540 โจทก์จึงฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ถูกแย่งการครอบครอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ฎีกาของจำเลยประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375 วรรคสอง ม. 1381
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประเวศ เกษมวัน
จำเลย — นาย พีระยุทธ์ มาโนชญกิจหรือมาโนชญ์จิต
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMIN 5597 -ที่ 5598/2545
#48238
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 90/30 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 นำมาใช้กับการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการด้วย ดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอำนาจสั่งให้เจ้าหนี้รายที่ 285 งดออกเสียงในการประชุมเจ้าหนี้ได้และแม้มาตรา 90/23 วรรคสอง จะบัญญัติว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวให้เป็นที่สุดก็มีผลเฉพาะในที่ประชุมเจ้าหนี้ซึ่งเป็นการดำเนินการชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น หามีผลถึงชั้นพิจารณาของศาลด้วยไม่ เจ้าหนี้รายที่ 285 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางได้

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/27 และมาตรา 90/60 แสดงให้เห็นถึงความประสงค์ที่จะให้มูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการทั้งหมด ไม่ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ภาษีอากรใด ๆ ตามประมวลรัษฎากรหรือตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ทั้งนี้เพื่อให้หนี้สินของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วได้รับการชำระสะสางภายใต้กรอบของแผนฟื้นฟูกิจการให้เสร็จสิ้นไป เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่หนี้ภาษีอากรที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นกรณีพิเศษแล้วภายใต้บังคับมาตรา 90/57(2) ประกอบมาตรา 130(6) สิทธิของกรมศุลกากรและกรมสรรพกรเจ้าหนี้รายที่ 285 จึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ทั้งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ในหมวด 3/1 กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้บัญญัติผลของการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้วตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 56 และมาตรา 77 มาใช้โดยอนุโลมได้

แผนฟื้นฟูกิจการเป็นเพียงข้อตกลงร่วมกันของบรรดาเจ้าหนี้ลูกหนี้เกี่ยวกับวิธีการในการชำระหนี้ ตลอดจนการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้โดยอาศัยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 การที่เจ้าหนี้รายที่ 285 อุทธรณ์คัดค้านว่าแผนฟื้นฟูกิจการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงมิใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 6 และมิใช่เป็นกรณีต้องดำเนินการตามมาตรา 264 เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการเป็นไปตามเงื่อนไขในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่าบทบัญญัติมาตรา 90/58 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เช่นนี้ แผนฟื้นฟูกิจการจึงชอบด้วยกฎหมายและศาลย่อมสามารถใช้ดุลพินิจให้ความเห็นชอบด้วยแผนดังกล่าวได้

เจ้าหนี้ได้ยกปัญหาที่ว่าแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มีรายการไม่ครบถ้วนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 หรือไม่ ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการไม่เป็นไปตามลำดับกฎหมายว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายหรือไม่ และแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่มีรายละเอียดชัดเจนเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ มาในคำร้องคัดค้านแล้ว และปัญหาทั้งสามข้อเป็นเหตุสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาแผน การที่ศาลล้มละลายกลางไม่ได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาตามข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 24 อย่างใดก็ตาม เมื่อมีการอุทธรณ์ขึ้นมาสู่ศาลฎีกา ทั้งข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในสำนวนก็เพียงพอแก่การวินิจฉัย ประกอบกับคดีฟื้นฟูกิจการจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาโดยเร็ว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยปัญหาตามข้อคัดค้านของเจ้าหนี้รายที่ 287 ดังกล่าวไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยก่อน

หลังจากที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับแผนด้วยมติพิเศษตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 แล้ว กฎหมายได้กำหนดให้แผนดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกขั้นตอนหนึ่งตามบทบัญญัติในส่วนที่ 8 ว่าด้วยการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ กรณีจึงเป็นการกำหนดให้ศาลเข้ามีบทบาทในทางธุรกิจเพื่อจะได้วินิจฉัยตรวจสอบในการให้ความเห็นชอบด้วยแผนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และมอบดุลพินิจให้ตรวจสอบว่าสมควรให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ ศาลจึงมีอำนาจตรวจสอบถึงเนื้อหาของแผน ตลอดจนโอกาสความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามแผน มิใช่พิจารณาแต่เพียงตรวจสอบรายการต่าง ๆว่ามีครบถ้วนตามรูปแบบหรือไม่

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58(2) กำหนดว่าข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนนั้นจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายนั้น หมายถึงให้นำบทบัญญัติมาตรา 130 มาใช้ในคดีฟื้นฟูกิจการเฉพาะเรื่องลำดับการชำระหนี้เท่านั้น กล่าวคือ หนี้รายใดจะต้องชำระก่อนหรือหลังจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กำหนดไว้ในมาตรา 130(1) ถึง (7) แต่ในกรณีฟื้นฟูกิจการนั้นได้มีบทบัญญัติเฉพาะเรื่องกลุ่มเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/42 ทวิ (3) ด้วยว่าเจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจจัดได้เป็นหลายกลุ่ม และมาตรา 90/42 ตรี กำหนดว่าสิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน ดังนั้นหนี้อื่น ๆ ตามมาตรา 130(7) มิใช่ว่าเจ้าหนี้ในลำดับเดียวกันจะต้องแบ่งเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เมื่อผู้ทำแผนได้จัดให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันซึ่งอยู่ในลำดับตามมาตรา 130(7) ออกเป็น 7 กลุ่ม จัดให้เจ้าหนี้รายที่ 287 อยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกันกลุ่มที่ 4 เจ้าหนี้ก่อสร้างไม่ถือว่าข้อเสนอในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ไม่มีประกันไม่เท่าเทียมกัน แต่สิทธิของเจ้าหนี้รายที่ 287 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่ 4 ชอบที่จะได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน จะนำสิทธิของเจ้าหนี้ไม่มีประกันในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาเปรียบเทียบหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งให้บริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่าในการประชุมเจ้าหนี้ (คราวที่ได้เลื่อนมา) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2544 เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนหรือไม่ หรือจะแก้ไขอย่างไร ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนที่มีการแก้ไขแล้ว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดวันพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/56

เจ้าหนี้รายที่ 285 ยื่นคำร้องคัดค้านว่า กรมศุลกากรได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าภาษีอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าเป็นเงิน 8,551,993.04 บาท ซึ่งแผนฟื้นฟูกิจการจัดให้กรมศุลกากรอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้กลุ่มที่ 8 และได้รับชำระหนี้เพียงร้อยละ 80 และไม่ได้รับเงินภาษีอากรในส่วนของเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ทวิ มาตรา 89 ตรี ซึ่งบัญญัติให้เงินเพิ่มเป็นเงินภาษีและตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 112 ตรี และมาตรา 112 จัตวา ซึ่งบัญญัติให้เงินเพิ่มเป็นเงินอากร กรมศุลกากรเป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้ภาษีอากรซึ่งลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระตามกฎหมายการจะลดเงินภาษีหรืองดเงินเพิ่มจะทำได้ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และประมวลรัษฎากรเท่านั้น การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้กรมศุลกากรได้รับชำระหนี้ภาษีอากรเพียงร้อยละ 80 ของเงินภาษีที่ลูกหนี้ค้างชำระ จึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวอันเป็นกฎหมายมหาชน แผนฟื้นฟูกิจการขัดต่อกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ

เจ้าหนี้รายที่ 287 ยื่นคำร้องคัดค้านว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มีรายการไม่ครบถ้วนตามมาตรา 90/42 ไม่ได้แสดงรายการอันเป็นสาระสำคัญเพื่อให้ศาลได้พิจารณาแผนอย่างครบถ้วนคงแสดงข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินของลูกหนี้ไว้อย่างย่อ ๆ เจ้าหนี้ไม่อาจทราบได้ว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินอะไร มีมูลค่าเท่าใด ทรัพย์สินใดมีภารจำนอง และทรัพย์สินใดไม่มีภารจำนอง ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ผู้ทำแผนต้องเปิดเผยให้เจ้าหนี้ทั้งหลาย ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ทำแผนผู้บริหารแผนหรือลูกหนี้ทำการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินขัดต่อมาตรา 90/12(9) หรือไม่ ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนไม่เป็นไปตามลำดับตามมาตรา 130 ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายซึ่งเจ้าหนี้ไม่มีประกันทุกรายจะต้องได้รับการชำระหนี้ตามลำดับตามมาตรา 130(7) อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน แผนฟื้นฟูกิจการได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกันออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่

เจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 - เจ้าหนี้ทางการเงิน

เจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 - เจ้าหนี้ก่อสร้าง

เจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 - เจ้าหนี้ที่ใช้สิทธิตามสัญญาค้ำประกันกลุ่มที่ 1

เจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 - เจ้าหนี้ที่ใช้สิทธิตามสัญญาค้ำประกันกลุ่มที่ 2

เจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 - เจ้าหนี้ที่ใช้สิทธิตามสัญญาค้ำประกันกลุ่มที่ 3

เจ้าหนี้กลุ่มที่ 8 - เจ้าหนี้การค้า

เจ้าหนี้กลุ่มที่ 10 - เจ้าหนี้อื่น ๆ ตามบทบัญญัติมาตรา 130(7) เจ้าหนี้ไม่มีประกันทั้งเจ็ดกลุ่มข้างต้นจะต้องได้รับชำระหนี้อย่างเท่าเทียมกัน แต่ผู้ทำแผนได้จัดให้เจ้าหนี้อยู่ในกลุ่มที่ 4 และกำหนดให้ได้รับชำระหนี้ด้วยจำนวนและเงื่อนไขด้อยกว่าเจ้าหนี้กลุ่มที่ 8 และเจ้าหนี้กลุ่มที่ 10 กล่าวคือเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้และบริษัทในกลุ่มของลูกหนี้เป็นเงินเพียง 4,180,000 บาท หรือเท่ากับร้อยละ 19.35 ของหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้และจะเริ่มผ่อนชำระตั้งแต่ปีที่ 3 จนถึงปีที่ 7 นับแต่วันที่สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้มีผลใช้บังคับ และจะได้รับชำระหนี้ด้วยหุ้นของลูกหนี้ตามมูลค่าที่ตราไว้เท่ากับ 8,924,000 บาท หรือเท่ากับร้อยละ41.25 ของหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ซึ่งหากพิจารณาถึงมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นแล้วไม่มีมูลค่า เจ้าหนี้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างได้ทำสัญญากับลูกหนี้โดยรับเป็นผู้จัดหาช่างก่อสร้างและกรรมกรมาดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลพญาไท 3 ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างฉบับลงวันที่ 16 มกราคม 2537 ท้ายคำร้องคัดค้าน ลักษณะการว่าจ้างเป็นการรับเหมาค่าแรง จึงเป็นหนี้ที่เกี่ยวพันกับแรงงานโดยตรง ลูกหนี้ย่อมมีส่วนต้องรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างในฐานะนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเจ้าหนี้ได้ทดรองจ่ายค่าจ้างเพื่อต้องการให้การก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดบริการแก่ประชาชนทันกำหนดในปี 2540 ถือได้ว่ามูลหนี้ที่เจ้าหนี้เรียกร้องในคดีนี้เป็นหนี้บุริมสิทธิตามมาตรา 130(6) นอกจากนี้แผนฟื้นฟูกิจการจัดให้กรมศุลกากรและกรมสรรพากรอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้กลุ่มที่ 8 ได้รับชำระหนี้ถึงร้อยละ 80 ของหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้และจะได้รับชำระคืนภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ แผนฟื้นฟูกิจการยังจัดให้เจ้าหนี้รายบริษัทไพร์วอเตอร์ เฮาส์คูเปอร์ส เอ็กเซ้คคูทีฟ รีครูทเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับผู้ทำแผนอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้กลุ่มที่ 8 จัดให้ผู้ทำแผนอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้กลุ่มที่ 10 และจัดให้บริษัทในเครือของผู้ทำแผนได้แก่ บริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอฟเอเอส จำกัด อยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้กลุ่มที่ 10 ซึ่งได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกันเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จึงแตกต่างอย่างไม่เป็นธรรมตามลำดับการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายตามมาตรา 130(7) อย่างชัดแจ้ง และแผนฟื้นฟูกิจการไม่มีรายละเอียดชัดเจนเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ตามแผนไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายเพราะผู้ทำแผนไม่จัดทำประมาณการทางการเงินให้ปรากฏรายละเอียดและมีสมมุติฐานเพียงพอให้เจ้าหนี้และศาลเชื่อได้ว่าลูกหนี้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ในภาคผนวก 18และตารางเปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่างกรณีล้มละลายกับการฟื้นฟูกิจการในภาคผนวก 12 ก็ไม่น่าเชื่อถือ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนปรับปรุงแผนให้ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นธรรมแก่ผู้ร้อง หากไม่อาจทำให้หรือผู้ทำแผนไม่ยอมทำขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งให้กรมศุลกากรเจ้าหนี้รายที่ 285 งดออกเสียงตามมาตรา 90/30 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เจ้าหนี้รายที่ 285 จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิออกเสียงที่จะคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ต่อศาลได้ตามมาตรา 90/57 อย่างไรก็ตาม หากศาลเห็นว่าเจ้าหนี้รายที่ 285 มีสิทธิคัดค้านแผนต่อศาล พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/26 ประกอบมาตรา 90/27 บัญญัติให้เจ้าหนี้ทุกรายที่มีมูลหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ รวมถึงหนี้ภาษีอากรทุกประเภทต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หากเจ้าหนี้ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้เจ้าหนี้ผู้นั้นย่อมหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ ดังนั้น หนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการต้องเข้าสู่กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เช่นเดียวกันมาตรา 90/42 ทวิ, 90/42 ตรี และมาตรา 90/58 มิได้บัญญัติเฉพาะเจาะจงให้เจ้าหนี้ภาษีอากรเป็นเจ้าหนี้กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดต่างหากจากเจ้าหนี้รายอื่นหรือมีเงื่อนไขยกเว้นไม่ให้เจ้าหนี้ภาษีอากรต้องผูกพันตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ หากกฎหมายประสงค์จะยกเว้นหนี้ภาษีอากรในกรณีใดย่อมต้องบัญญัติไว้ต่างหาก ดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา 130 และกฎหมายในส่วนคดีฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน การที่ลูกหนี้มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินย่อมอยู่ในภาวะที่ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอชำระให้แก่เจ้าหนี้ได้เต็มจำนวนทุกราย หากไม่มีกฎหมายส่วนคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ลูกหนี้ต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย เจ้าหนี้รายที่ 285 ก็ไม่อาจจัดเก็บภาษีอากรจากลูกหนี้ที่อยู่ในภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวได้ การที่หนี้ภาษีอากรจะต้องถูกตัดหรือปรับลดก็ยังได้รับชำระหนี้มากกว่ากรณีที่ลูกหนี้ล้มละลาย และแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ส่วนที่ 3 ข้อ 4 หน้า 16 มีตารางแสดงรายละเอียดของทรัพย์สินและหนี้สินของลูกหนี้ ณ วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว ส่วนเจ้าหนี้รายที่287 ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าแรงงานก่อสร้างซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนคงที่(FIX COST) แต่มูลหนี้ของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 8 เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนแปรผัน (AVAILABLECOST) ดังนั้น มูลหนี้ของเจ้าหนี้ดังกล่าวจึงมีลักษณะก้ำกึ่งทั้งเจ้าหนี้ในส่วนการลงทุนและเจ้าหนี้การค้าทั่วไป อย่างไรก็ตาม เมื่อแผนกำหนดให้เจ้าหนี้รายนี้อยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้ว หากเจ้าหนี้เห็นว่าการจัดกลุ่มดังกล่าวไม่เป็นไปตามมาตรา 90/42 ทวิวรรคหนึ่ง อาจยื่นคำขอต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มตามมาตรา 90/42 ทวิ วรรคท้าย แต่เจ้าหนี้รายนี้หาได้ยื่นคำร้องคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ต่อศาลแต่ประการใด

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า เจ้าหนี้รายที่ 285 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านเนื่องจากเจ้าหนี้มิได้เป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิออกเสียงตามมาตรา 90/30 จึงขาดคุณสมบัติตามมาตรา 90/57 ที่จะยื่นคำร้องคัดค้านแผนได้ มาตรา 90/42(3) (ข) มาตรา 90/58 และมาตรา 130 บัญญัติว่า กลุ่มเจ้าหนี้ในกลุ่มเดียวกันจะต้องได้รับการชำระหนี้เท่าเทียมกันและการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายล้มละลายกำหนดไว้ด้วย เจ้าหนี้รายที่ 285 ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้กลุ่มที่ 8 และแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 8 ได้รับชำระหนี้เท่าเทียมกันทุกราย แม้หนี้นั้นจะเป็นหนี้ภาษีอากร แต่ในกรณีเป็นคดีฟื้นฟูกิจการได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเป็นพิเศษอยู่แล้ว จะนำประมวลรัษฎากรมาปรับใช้แก่กรณีฟื้นฟูกิจการหาได้ไม่ ที่เจ้าหนี้รายที่ 287 อ้างว่าแผนฟื้นฟูกิจการมีรายการไม่ครบถ้วนในส่วนรายละเอียดของทรัพย์สินของหนี้สินของลูกหนี้นั้นแผนฟื้นฟูกิจการได้มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสินทรัพย์และหนี้สินไว้แล้วตามสมควรโดยระบุอยู่ในแผนส่วนที่ 3 มาตรา 90/42(2) คำว่า รายละเอียดแห่งสินทรัพย์และหนี้สินมีความหมายแตกต่างจากคำว่า "บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่" ในมาตรา 90/6 วรรคสี่ แผนไม่จำต้องระบุรายละเอียดปลีกย่อยในแต่ละรายการของสินทรัพย์ หนี้สินและภาระผูกพันต่าง ๆ ของลูกหนี้ นอกจากนี้ในขณะที่ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ก็ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่ต่อศาลตามมาตรา 90/6 วรรคสี่ แล้ว และเมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ผู้บริหารของลูกหนี้มีหน้าที่ตามมาตรา 90/21 วรรคสาม ที่จะต้องชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สิน หนี้สินและภาระผูกพันต่าง ๆ ของลูกหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ทำแผนไม่อาจทำการโอนถ่ายทรัพย์สินอันเป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา 90/12(9) เพราะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์บรรดาเจ้าหนี้สามารถตรวจสอบการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ตามเวลา และเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว ผู้บริหารแผนยังมีหน้าที่จัดทำรายงานปฏิบัติตามแผนต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบทุกรอบไตรมาส แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จึงมีรายการครบถ้วนตามกฎหมายกำหนดแล้ว ที่เจ้าหนี้รายที่ 287 อ้างว่า เจ้าหนี้ไม่มีประกันทุกรายจะต้องได้รับข้อเสนอการชำระหนี้ในลำดับตามมาตรา 130(7) นั้น แม้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ถึงกลุ่มที่ 10 จะเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันซึ่งถือว่าเป็นเจ้าหนี้อื่นตามมาตรา 130(7) เหมือนกัน และมาตรา 90/58(2) กำหนดให้ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายมาใช้กับกรณีฟื้นฟูกิจการด้วยก็ตาม กรณีดังกล่าวเป็นการนำบทบัญญัติในเรื่องลำดับการได้รับชำระหนี้ก่อนหลังของหนี้แต่ละประเภทมาใช้บังคับการเสนอชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้น มิได้ให้นำมาใช้ในเรื่องของการกำหนดจำนวนหนี้ที่เจ้าหนี้ไม่มีประกันในแต่ละกลุ่มจะต้องได้รับชำระหนี้เท่ากันแต่อย่างใด เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการได้มีบทบัญญัติเฉพาะตามมาตรา 90/42 ทวิ(3) ที่กำหนดให้แผนฟื้นฟูกิจการสามารถจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกันได้หลายกลุ่ม โดยเจ้าหนี้ที่ไม่มีประกันที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน และสิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันตามมาตรา 90/42 ตรี ดังนั้น แผนฟื้นฟูกิจการที่ได้ระบุให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันในแต่ละกลุ่มได้รับชำระหนี้แตกต่างกันจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย การจัดทำประมาณการทางการเงินตามแผนฟื้นฟูกิจการนั้น ผู้ทำแผนได้จัดทำด้วยความรอบคอบและระมัดระวังตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพของผู้ทำแผนซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการเงินที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลกการจัดทำประมาณการทางการเงินดังกล่าว ผู้บริหารของลูกหนี้ได้ร่วมกันจัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับประมาณการรายได้และรายจ่ายของลูกหนี้ให้แก่ผู้ทำแผนเพื่อจัดทำประมาณการทางการเงินตามแผนฟื้นฟูกิจการภาคผนวก 18 สำหรับนำไปใช้ประกอบการพิจารณาจัดสรรการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ทั้งตารางเปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่างกรณีล้มละลายกับการฟื้นฟูกิจการในภาคผนวก 12 นั้น ผู้ทำแผนได้คำนวณมาจากข้อมูลที่ได้จัดทำโดยผู้ประเมินอิสระที่มีชื่อเสียงคือ บริษัทอเมริกันแอ๊พเพรซัล(ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งไม่ได้มีส่วนได้เสียในผลของการประเมินและผู้ประเมินเป็นผู้ประกอบวิชาชีพด้านการประเมินโดยตรง ทั้งมีความรู้และความเชี่ยวชาญในการประเมินราคาทรัพย์สิน ข้อมูลดังกล่าวจึงเชื่อถือได้ ตารางเปรียบเทียบผลตอบแทนในภาคผนวก12 ถือว่าครบถ้วนเพียงพอ ประกอบกับเจ้าหนี้ที่มีจำนวนหนี้ร้อยละ 88.71 มีมติยอมรับแผน ทำให้เชื่อได้ว่าหากดำเนินการตามแผนสำเร็จ เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ขอศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58

เจ้าหนี้รายที่ 285 และเจ้าหนี้รายที่ 287 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้รายที่ 285 ประการแรกว่า เจ้าหนี้รายที่ 285 มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางตามมาตรา 90/57 หรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้ทำแผนแก้อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 285 ในทำนองเดียวกันว่า เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้รายที่ 285 งดออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมเจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้รายที่ 285 จึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนตามมาตรา 90/30 ไม่อาจคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลตามมาตรา 90/57 ได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/30 บัญญัติว่า "คำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายใด... ถ้ามีผู้โต้แย้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนโดยด่วนแล้วมีคำสั่งว่าจะให้เจ้าหนี้รายนั้นออกเสียงในจำนวนหนี้ได้หรือไม่เท่าใดและให้นำความในมาตรา 90/23 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวนำมาใช้กับการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการด้วย ดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอำนาจสั่งให้เจ้าหนี้รายที่ 285 งดออกเสียงในการประชุมเจ้าหนี้ได้ อย่างไรก็ตามแม้มาตรา 90/23 วรรคสอง จะบัญญัติว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวให้เป็นที่สุด โดยให้มีผลเฉพาะให้เจ้าหนี้มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมเจ้าหนี้หรือไม่เท่านั้น... ดังนั้นคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้เจ้าหนี้รายที่ 285 งดออกเสียงในที่ประชุมคงมีผลเฉพาะในที่ประชุมเจ้าหนี้ซึ่งเป็นการดำเนินการชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น หามีผลถึงชั้นพิจารณาของศาลด้วยไม่ ทั้งนี้เพราะในการพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของศาล มาตรา 90/57 บัญญัติว่า "ในการพิจารณาแผน ให้ศาลพิจารณาคำชี้แจงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และผู้ทำแผน รวมทั้งข้อคัดค้านของลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิออกเสียงตามมาตรา 90/30 ซึ่งไม่ได้ลงมติยอมรับแผน" ดังนั้น เจ้าหนี้รายที่ 285 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางได้ การที่ศาลล้มละลายกลางรับคำร้องคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายที่ 285 ไว้พิจารณาก่อนที่จะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ จึงชอบด้วยมาตรา 90/57

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้รายที่ 285 ประการต่อไปว่า แผนฟื้นฟูกิจการจะปรับลดหนี้ภาษีอากร งดเงินเพิ่มและเบี้ยปรับที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/27 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ..." และมาตรา 90/60 บัญญัติว่า "แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้..." บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความประสงค์ที่จะให้มูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการทั้งหมด ไม่ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ภาษีอากรใด ๆ ตามประมวลรัษฎากรหรือตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ก็ตามทั้งนี้เพื่อให้หนี้สินของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วได้รับการชำระสะสางภายใต้กรอบของแผนฟื้นฟูกิจการให้เสร็จสิ้นไป นอกจากนี้หากกรณีใดซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ต้องการให้หนี้ภาษีอากรมีสิทธิเหนือหนี้สามัญหรือประสงค์จะคุ้มครองหนี้ภาษีอากรเป็นพิเศษพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 จะบัญญัติไว้โดยชัดเจน อาทิเช่น ผลการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายตามมาตรา 56 การปลดจากล้มละลายตามมาตรา 77หนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา 90/27 วรรคสาม หนี้ภาษีอากรที่ถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือน ก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 130(6) เป็นต้น เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่หนี้ภาษีอากรที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นกรณีพิเศษแล้ว ภายใต้บังคับมาตรา 90/57(2) ประกอบมาตรา 130(6) สิทธิของเจ้าหนี้รายที่ 285 จึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ทั้งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ในหมวด 3/1 กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้บัญญัติผลของการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้วตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 56 และมาตรา 77 มาใช้โดยอนุโลมได้ดังที่เจ้าหนี้รายที่ 285 กล่าวอ้างมาในอุทธรณ์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้รายที่ 285 ประการสุดท้ายว่า แผนฟื้นฟูกิจการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ นั้น เห็นว่า แผนฟื้นฟูกิจการเป็นเพียงข้อตกลงร่วมกันของบรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้เกี่ยวกับวิธีการในการชำระหนี้ ตลอดจนการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้โดยอาศัยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ. 2541 หมวด 3/1 การที่เจ้าหนี้รายที่ 285 อุทธรณ์คัดค้านว่าแผนฟื้นฟูกิจการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงมิใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 6 และมิใช่เป็นกรณีต้องดำเนินการตามมาตรา 264 เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการเป็นไปตามเงื่อนไขในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วในคำวินิจฉัยที่ 35 - 36/2544 ว่าบทบัญญัติมาตรา 90/58 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เช่นนี้ แผนฟื้นฟูกิจการจึงชอบด้วยกฎหมายและศาลย่อมสามารถใช้ดุลพินิจให้ความเห็นชอบด้วยแผนดังกล่าวได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 287 มีว่าศาลล้มละลายกลางมิได้หยิบยกปัญหาตามข้อคัดค้านของเจ้าหนี้รายที่ 287 ที่ว่าแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มีรายการไม่ครบถ้วนตามมาตรา 90/42 หรือไม่ ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการไม่เป็นไปตามลำดับกฎหมายว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายหรือไม่ และแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่มีรายละเอียดชัดเจนเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ แต่ศาลล้มละลายกลางกลับวินิจฉัยเป็นเรื่องการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ กรณีจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้ในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายกลาง เจ้าหนี้รายที่ 287 ได้ยกปัญหาทั้งสามข้อดังกล่าวมาในคำร้องคัดค้านแล้ว และเมื่อปัญหาทั้งสามข้อเป็นเหตุสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาแผน การที่ศาลล้มละลายกลางไม่ได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาตามข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 24 อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการอุทธรณ์ขึ้นมาสู่ศาลฎีกา ทั้งข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในสำนวนก็เพียงพอแก่การวินิจฉัย ประกอบกับคดีฟื้นฟูกิจการจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาโดยเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามข้อคัดค้านของเจ้าหนี้รายที่ 287 ดังกล่าวไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยก่อน

ในปัญหาว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/42 หรือไม่เห็นว่า กระบวนพิจารณาในการฟื้นฟูกิจการนั้น หลังจากที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับแผนด้วยมติพิเศษตามมาตรา 90/46 แล้ว กฎหมายได้กำหนดให้แผนดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกขั้นตอนหนึ่งตามบทบัญญัติในส่วนที่ 8 ว่าด้วยการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ กรณีจึงเป็นการกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางธุรกิจเพื่อจะได้วินิจฉัยตรวจสอบในการให้ความเห็นชอบด้วยแผนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และมอบดุลพินิจให้ตรวจสอบว่าสมควรให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ ศาลจึงมีอำนาจตรวจสอบถึงเนื้อหาของแผนตลอดจนโอกาสความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามแผน มิใช่พิจารณาแต่เพียงตรวจสอบรายการต่าง ๆ ว่ามีครบถ้วนตามรูปแบบหรือไม่ จากการที่ศาลฎีกาได้พิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของผู้ทำแผนในคดีนี้แล้ว มีรายละเอียดในแผนตั้งแต่ส่วนที่ 2 เหตุผลที่ทำให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ถึงส่วนที่ 15 ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายรวมตลอดทั้งเอกสารที่แนบมากับแผน แผนฟื้นฟูกิจการมีรายการและรายละเอียดครบถ้วนตามมาตรา 90/42 ประกอบมาตรา 90/58(1) และวรรคสอง แล้ว

ปัญหาต่อไปว่า ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการแก่เจ้าหนี้ไม่เป็นไปตามมาตรา 90/42 ตรี หรือไม่ เจ้าหนี้รายที่ 287 อุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้รายที่ 287 ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกันกลุ่มที่ 4 แต่ไม่ได้รับการชำระหนี้เท่าเทียมกับเจ้าหนี้ไม่มีประกันกลุ่มที่ 8 และที่ 10 ซึ่งจัดอยู่ในประเภทหนี้อื่น ๆ ตามมาตรา 130(7) ลำดับเดียวกันกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 เห็นว่า ในกรณีฟื้นฟูกิจการแม้มาตรา 90/58(2) กำหนดว่าข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนนั้นจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายนั้น หมายถึงให้นำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 130 มาใช้ในคดีฟื้นฟูกิจการเฉพาะเรื่องลำดับการชำระหนี้เท่านั้น กล่าวคือ หนี้รายใดจะต้องชำระก่อนหรือหลังจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กำหนดไว้ในมาตรา 130(1) ถึง(7) แต่ในกรณีฟื้นฟูกิจการนั้นได้มีบทบัญญัติเฉพาะเรื่องกลุ่มเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/42 ทวิ(3) ด้วยว่าเจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจจัดได้เป็นหลายกลุ่ม และมาตรา 90/42 ตรี กำหนดว่าสิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน ดังนั้น หนี้อื่น ๆ ตามมาตรา 130(7) มิใช่ว่าเจ้าหนี้ในลำดับเดียวกันจะต้องแบ่งเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เมื่อผู้ทำแผนได้จัดให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันซึ่งอยู่ในลำดับตามมาตรา 130(7) ออกเป็น 7 กลุ่ม จัดให้เจ้าหนี้รายที่ 287 อยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกัน กลุ่มที่ 4 เจ้าหนี้ก่อสร้าง ส่วนเจ้าหนี้ไม่มีประกันกลุ่มที่ 8 เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้ไม่มีประกันกลุ่มที่ 10 เจ้าหนี้ค่าธรรมเนียมวิชาชีพ ฉะนั้น ข้อเสนอของผู้ทำแผนในการชำระหนี้และกำหนดเงื่อนไขในการชำระหนี้ย่อมผิดแผกแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริงและเหตุผลไม่ถือว่าข้อเสนอในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ไม่มีประกันไม่เท่าเทียมกันแต่สิทธิของเจ้าหนี้รายที่ 287 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่ 4 ชอบที่จะได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน จะนำสิทธิขอเจ้าหนี้ไม่มีประกันในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาเปรียบเทียบกันหาได้ไม่

ปัญหาว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่มีรายละเอียดชัดเจนที่จะแสดงให้เห็นว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ตามมาตรา 90/58(3) หรือไม่ เจ้าหนี้รายที่ 287 อุทธรณ์ว่า ประมาณการทางการเงินที่ผู้ทำแผนจัดทำขึ้นในภาคผนวก 18 มีเพียงหน้าเดียวและในตารางเปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่างกรณีล้มละลายกับการฟื้นฟูกิจการในภาคผนวก 12 ไม่มีรายละเอียดอันเป็นข้อสมมุติฐานซึ่งเป็นที่มาของตัวเลขให้เห็นว่าหากดำเนินการตามแผนสำเร็จ เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีลูกหนี้ล้มละลาย เห็นว่า ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย การดำเนินธุรกิจของลูกหนี้ย่อมไม่อาจดำเนินต่อไปได้ ทรัพย์สินของลูกหนี้ที่มีอยู่จะต้องถูกนำออกขายทอดตลาด ซึ่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก็คงจะต่ำกว่าราคาทรัพย์สินที่แท้จริง ส่วนกรณีที่มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ลูกหนี้ยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปและจัดหาผลประโยชน์ภายใต้การบริหารของผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนซึ่งสามารถนำรายได้จากการประกอบธุรกิจมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูกิจการย่อมทำให้ลูกหนี้มีอนาคตกว่ากรณีที่ต้องล้มละลาย ซึ่งปรากฏจากแผนฟื้นฟูกิจการของผู้ทำแผนลงวันที่ 23 เมษายน 2544 ประกอบกับภาคผนวก 1 ถึงภาคผนวก 18 และรายงานสรุปวิเคราะห์แผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2544 ต้องกันว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ผู้ทำแผนได้คำนวณมาจากข้อมูลซึ่งบริษัทอเมริกันแอ๊พเพรซัล (ประเทศไทย) จำกัดซึ่งเป็นผู้ประเมินอิสระที่มีชื่อเสียงเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในการประเมินราคาทรัพย์สินและไม่มีส่วนได้เสียในคดีนี้ นอกจากนั้นในการจัดทำประมาณการทางการเงิน ผู้บริหารของลูกหนี้ได้เป็นผู้จัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับประมาณการรายได้และรายจ่ายของลูกหนี้ให้แก่ผู้บริหารแผนเพื่อนำมาประกอบการจัดทำประมาณการทางการเงินตามภาคผนวก 18 และ ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ลูกหนี้มีสินทรัพย์ 1,501,007,000 บาท แต่ลูกหนี้มีหนี้สิน 12,765,013,000 บาทหนี้สินจึงมีมากกว่าสินทรัพย์ 11,264,006,000 บาท หากนำมาเปรียบเทียบกับผลตอบแทนในการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ภายใต้การชำระบัญชีและผลตอบแทนภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการที่ปรากฏในภาคผนวก 12

การเปรียบเทียบผลตอบแทนที่คาดว่าเจ้าหนี้จะได้รับจากทรัพย์สินของบริษัทประสิทธิ์พัฒนา จำกัด (มหาชน)

เจ้าหนี้สถาบันการเงิน, เจ้าหนี้ค้ำประกัน, เจ้าหนี้ก่อสร้าง เจ้าหนี้มีหลักประกัน (ประมาณการผลตอบแทนภายใต้การชำระบัญชี) 5.68% (ประมาณการผลตอบแทนภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ) 21%

เจ้าหนี้สถาบันการเงิน, เจ้าหนี้ค้ำประกัน, เจ้าหนี้ก่อสร้าง เจ้าหนี้ไม่มีหลักประกัน (ประมาณการผลตอบแทนภายใต้การชำระบัญชี) 0.68% (ประมาณการผลตอบแทนภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ) 13%

เจ้าหนี้การค้า เจ้าหนี้ไม่มีหลักประกัน (ประมาณการผลตอบแทนภายใต้การชำระบัญชี) 0.68% (ประมาณการผลตอบแทนภายใต้แ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 6 ม. 264
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/23 ม. 90/27 ม. 90/30 ม. 90/42 ม. 90/42 ทวิ ม. 90/42 ตรี ม. 90/46 ม. 90/57 ม. 90/58 ม. 90/60 ม. 130
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทประสิทธิ์พัฒนา จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้รายที่ 285 — กรมศุลกากรและกรมสรรพากร
เจ้าหนี้รายที่ 287 — บริษัทศรีนครการโยธา จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMIN 5597 -ที่ 5598/2545
#49070
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/30 นำมาใช้กับการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการด้วย ดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอำนาจสั่งให้เจ้าหนี้งดออกเสียงในการประชุมเจ้าหนี้ได้ แต่การงดออกเสียงในที่ประชุมคงมีผลเฉพาะในที่ประชุมเจ้าหนี้ซึ่งเป็นการดำเนินการชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้นหามีผลถึงชั้นพิจารณาของศาลด้วยไม่ เพราะในการพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของศาลตามมาตรา 90/57 ให้ศาลพิจารณาข้อคัดค้านของเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิออกเสียงตามมาตรา 90/30 ซึ่งไม่ได้ลงมติยอมรับแผนด้วย การที่ศาลล้มละลายกลางรับคำร้องคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายที่ 285 ไว้พิจารณาก่อนที่จะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการจึงชอบด้วยมาตรา 90/57

พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/27 และมาตรา 90/60 แสดงให้เห็นถึงความประสงค์ที่จะให้มูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการทั้งหมด ไม่ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ภาษีอากรใด ๆ ตามประมวลรัษฎากรหรือตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ก็ตามทั้งนี้เพื่อให้หนี้สินของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วได้รับการชำระสะสางภายใต้กรอบของแผนฟื้นฟูกิจการให้เสร็จสิ้นไป หากรณีใดซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ต้องการให้หนี้ภาษีอากรมีสิทธิเหนือหนี้สามัญหรือประสงค์จะคุ้มครองหนี้ภาษีอากรเป็นพิเศษก็จะบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ดังนั้น เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่หนี้ภาษีอากรที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นกรณีพิเศษแล้ว ภายใต้บังคับมาตรา 90/57(2) ประกอบมาตรา 130(6) สิทธิของเจ้าหนี้รายที่ 285 จึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ทั้งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ หมวด 3/1 บัญญัติถึงผลของการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้วตามมาตรา 90/60วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 56 และ 77 มาใช้โดยอนุโลมได้

แผนฟื้นฟูกิจการเป็นเพียงข้อตกลงร่วมกันของบรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้เกี่ยวกับวิธีการในการชำระหนี้ ตลอดจนการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้โดยอาศัยพระราชบัญญัติล้มละลายฯ หมวด 3/1 การที่เจ้าหนี้อุทธรณ์คัดค้านว่าแผนฟื้นฟูกิจการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงมิใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 6 และมิใช่กรณีต้องดำเนินการตามมาตรา 264 เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการเป็นไปตามเงื่อนไขในพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/58ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่าบทบัญญัติมาตรา 90/58 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แผนฟื้นฟูกิจการจึงชอบด้วยกฎหมาย และศาลย่อมใช้ดุลพินิจให้ความเห็นชอบด้วยแผนดังกล่าวได้

ในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายกลางเจ้าหนี้ได้ยกปัญหาว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มีรายการไม่ครบถ้วนตามมาตรา 90/42หรือไม่ ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการไม่เป็นไปตามลำดับกฎหมายว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายหรือไม่ และแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่มีรายละเอียดชัดเจนเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่า เมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่มาในคำร้องคัดค้านแล้ว เมื่อปัญหาทั้งสามข้อเป็นเหตุสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาแผนการที่ศาลล้มละลายกลางไม่ได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้จึงไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาตามข้อกำหนดคดีล้มละลายฯ

กระบวนการฟื้นฟูกิจการหลังจากที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับแผนด้วยมติพิเศษตามมาตรา 90/46 แล้ว กฎหมายได้กำหนดให้แผนต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกขั้นหนึ่งตามบทบัญญัติในส่วนที่ 8 ว่าด้วยการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ จึงเป็นการกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางธุรกิจเพื่อจะได้วินิจฉัยตรวจสอบในการให้ความเห็นชอบแผนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และมอบดุลพินิจให้ตรวจสอบว่าสมควรให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ ศาลจึงมีอำนาจตรวจสอบถึงเนื้อหาของแผนตลอดจนโอกาสความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามแผน มิใช่พิจารณาแต่เพียงตรวจสอบรายการต่าง ๆ ว่ามีครบถ้วนตามรูปแบบหรือไม่ แผนฟื้นฟูกิจการของผู้ทำแผนมีรายละเอียดในแผนตั้งแต่ส่วนที่ 2 เหตุผลที่ทำให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ถึงส่วนที่ 15 ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายรวมตลอดทั้งเอกสารที่แนบมากับแผน แผนฟื้นฟูกิจการจึงมีรายการและรายละเอียดครบถ้วนตามมาตรา 90/42 ประกอบมาตรา 90/58(1)และวรรคสองแล้ว

การฟื้นฟูกิจการมีบทบัญญัติเฉพาะเรื่องกลุ่มเจ้าหนี้ไว้ตามมาตรา 90/42 ทวิ(3)ว่าเจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจจัดได้เป็นหลายกลุ่ม และมาตรา 90/42 ตรี กำหนดว่าสิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่กลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน ดังนั้นหนี้อื่น ๆ ตามมาตรา 130(7) มิใช่ว่าเจ้าหนี้ในลำดับเดียวกันจะต้องแบ่งเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เมื่อผู้ทำแผนได้จัดให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันซึ่งอยู่ในลำดับตามมาตรา 130(7) ออกเป็น 7 กลุ่ม จัดให้เจ้าหนี้รายที่ 287 อยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกันกลุ่มที่ 4 ข้อเสนอของผู้ทำแผนในการชำระหนี้และกำหนดเงื่อนไขในการชำระหนี้ย่อมผิดแผกแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริงและเหตุผลไม่ถือว่าข้อเสนอในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ไม่มีประกันไม่เท่าเทียมกัน แต่สิทธิของเจ้าหนี้รายที่ 287 ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ 4 ชอบที่จะได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน จะนำสิทธิของเจ้าหนี้ไม่มีประกันในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาเปรียบเทียบกันไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งให้บริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด เป็นผู้ทำแผนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่าในการประชุมเจ้าหนี้ (คราวที่ได้เลื่อนมา) เมื่อวันที่25 มิถุนายน 2544 เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนหรือไม่หรือจะแก้ไขอย่างไรที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนที่มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดวันพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/56

เจ้าหนี้รายที่ 285 ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ

เจ้าหนี้รายที่ 287 ยื่นคำร้องคัดค้านและแก้ไขคำร้องคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนปรับปรุงแผนให้ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นธรรมแก่ผู้ร้อง หากไม่อาจทำได้หรือผู้ทำแผนไม่ยอมทำ ขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งให้กรมศุลกากรเจ้าหนี้รายที่ 285 งดออกเสียงตามมาตรา 90/30 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เจ้าหนี้รายที่ 285 จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิออกเสียงที่จะคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ต่อศาลได้ตามมาตรา 90/57 อย่างไรก็ตามหากศาลเห็นว่าเจ้าหนี้รายที่ 285 มีสิทธิคัดค้านแผนต่อศาล พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/26 ประกอบมาตรา 90/27 บัญญัติให้เจ้าหนี้ทุกรายที่มีมูลหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ รวมถึงหนี้ภาษีอากรทุกประเภทต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หากเจ้าหนี้ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ เจ้าหนี้ผู้นั้นย่อมหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ ดังนั้น หนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการต้องเข้าสู่กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เช่นเดียวกัน มาตรา 90/42 ทวิ, 90/42 ตรี และมาตรา 90/58มิได้บัญญัติเฉพาะเจาะจงให้เจ้าหนี้ภาษีอากรเป็นเจ้าหนี้กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดต่างหากจากเจ้าหนี้รายอื่นหรือมีเงื่อนไขยกเว้นไม่ให้เจ้าหนี้ภาษีอากรต้องผูกพันตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ หากกฎหมายประสงค์จะยกเว้นหนี้ภาษีอากรในกรณีใดย่อมต้องบัญญัติไว้ต่างหาก ดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา 130 และกฎหมายในส่วนคดีฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน การที่ลูกหนี้มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินย่อมอยู่ในภาวะที่ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอชำระให้แก่เจ้าหนี้ได้เต็มจำนวนทุกราย หากไม่มีกฎหมายส่วนคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ลูกหนี้ต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย เจ้าหนี้รายที่ 285 ก็ไม่อาจจัดเก็บภาษีอากรจากลูกหนี้ที่อยู่ในภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวได้ การที่หนี้ภาษีอากรจะต้องถูกตัดหรือปรับลดก็ยังได้รับชำระหนี้มากกว่ากรณีที่ลูกหนี้ล้มละลาย และแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ส่วนที่ 3 ข้อ 4 หน้า 16 มีตารางแสดงรายละเอียดของทรัพย์สินและหนี้สินของลูกหนี้ ณ วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว ส่วนเจ้าหนี้รายที่ 287 ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าแรงงานก่อสร้างซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนคงที่ (FIX COST) แต่มูลหนี้ของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 8เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนแปรผัน (AVAILABLE COST) ดังนั้น มูลหนี้ของเจ้าหนี้ดังกล่าวจึงมีลักษณะก้ำกึ่งทั้งเจ้าหนี้ในส่วนการลงทุนและเจ้าหนี้การค้าทั่วไป อย่างไรก็ตามเมื่อแผนกำหนดให้เจ้าหนี้รายนี้อยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้ว หากเจ้าหนี้เห็นว่าการจัดกลุ่มดังกล่าวไม่เป็นไปตามมาตรา 90/42 ทวิ วรรคหนึ่ง อาจยื่นคำขอต่อศาลภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มตามมาตรา 90/42 ทวิ วรรคท้าย แต่เจ้าหนี้รายนี้หาได้ยื่นคำร้องคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ต่อศาลแต่ประการใด

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจง ขอศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58

เจ้าหนี้รายที่ 285 และเจ้าหนี้รายที่ 287 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้รายที่ 285 ประการแรกว่า เจ้าหนี้รายที่ 285 มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางตามมาตรา 90/57 หรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้ทำแผนแก้อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 285 ในทำนองเดียวกันว่าเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้รายที่ 285 งดออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมเจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้รายที่ 285 จึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนตามมาตรา 90/30 ไม่อาจคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลตามมาตรา 90/57 ได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/30 บัญญัติว่า "คำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายใด... ถ้ามีผู้โต้แย้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนโดยด่วนแล้วมีคำสั่งว่าจะให้เจ้าหนี้รายนั้นออกเสียงในจำนวนหนี้ได้หรือไม่เท่าใดและให้นำความในมาตรา 90/23 วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวนำมาใช้กับการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการด้วย ดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอำนาจสั่งให้เจ้าหนี้รายที่ 285 งดออกเสียงในการประชุมเจ้าหนี้ได้อย่างไรก็ตามแม้มาตรา 90/23 วรรคสองจะบัญญัติว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวให้เป็นที่สุด โดยให้มีผลเฉพาะให้เจ้าหนี้มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมเจ้าหนี้หรือไม่เท่านั้น... ดังนั้น คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้เจ้าหนี้รายที่ 285 งดออกเสียงในที่ประชุมคงมีผลเฉพาะในที่ประชุมเจ้าหนี้ซึ่งเป็นการดำเนินการชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น หามีผลถึงชั้นพิจารณาของศาลด้วยไม่ ทั้งนี้เพราะในการพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของศาล มาตรา 90/57 บัญญัติว่า "ในการพิจารณาแผน ให้ศาลพิจารณาคำชี้แจงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และผู้ทำแผน รวมทั้งข้อคัดค้านของลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิออกเสียงตามมาตรา 90/30 ซึ่งไม่ได้ลงมติยอมรับแผน" ดังนั้นเจ้าหนี้รายที่ 285 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางได้การที่ศาลล้มละลายกลางรับคำร้องคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายที่ 285ไว้พิจารณาก่อนที่จะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ จึงชอบด้วยมาตรา 90/57

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้รายที่ 285 ประการต่อไปว่า แผนฟื้นฟูกิจการจะปรับลดหนี้ภาษีอากร งดเงินเพิ่มและเบี้ยปรับที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/27บัญญัติว่า "เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ..." และมาตรา 90/60 บัญญัติว่า "แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้..."บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความประสงค์ที่จะให้มูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการทั้งหมดไม่ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ภาษีอากรใด ๆ ตามประมวลรัษฎากรหรือตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้หนี้สินของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วได้รับการชำระสะสางภายใต้กรอบของแผนฟื้นฟูกิจการให้เสร็จสิ้นไป นอกจากนี้หากกรณีใดซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ต้องการให้หนี้ภาษีอากรมีสิทธิเหนือหนี้สามัญหรือประสงค์จะคุ้มครองหนี้ภาษีอากรเป็นพิเศษพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 จะบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง อาทิเช่น ผลการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายตามมาตรา 56 การปลดจากล้มละลายตามมาตรา 77 หนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา 90/27 วรรคสามหนี้ภาษีอากรที่ถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือน ก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 130(6) เป็นต้น เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่หนี้ภาษีอากรที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นกรณีพิเศษแล้ว ภายใต้บังคับมาตรา 90/57(2) ประกอบมาตรา 130(6) สิทธิของเจ้าหนี้รายที่ 285 จึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ทั้งพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 ในหมวด 3/1 กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้บัญญัติผลของการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้วตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 56 และมาตรา 77มาใช้โดยอนุโลมได้ดังที่เจ้าหนี้รายที่ 285 กล่าวอ้างมาในอุทธรณ์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้รายที่ 285 ประการสุดท้ายว่าแผนฟื้นฟูกิจการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่นั้น เห็นว่า แผนฟื้นฟูกิจการเป็นเพียงข้อตกลงร่วมกันของบรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ เกี่ยวกับวิธีการในการชำระหนี้ ตลอดจนการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้โดยอาศัยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ. 2541 หมวด 3/1 การที่เจ้าหนี้รายที่ 285 อุทธรณ์คัดค้านว่าแผนฟื้นฟูกิจการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงมิใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 6 และมิใช่เป็นกรณีต้องดำเนินการตามมาตรา 264เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการเป็นไปตามเงื่อนไขในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/58 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วในคำวินิจฉัยที่ 35-36/2544ว่าบทบัญญัติมาตรา 90/58 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เช่นนี้ แผนฟื้นฟูกิจการจึงชอบด้วยกฎหมายและศาลย่อมสามารถใช้ดุลพินิจให้ความเห็นชอบด้วยแผนดังกล่าวได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 287 มีว่า ศาลล้มละลายกลางมิได้หยิบยกปัญหาตามข้อคัดค้านของเจ้าหนี้รายที่ 287 ที่ว่าแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มีรายการไม่ครบถ้วนตามมาตรา 90/42 หรือไม่ ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการไม่เป็นไปตามลำดับกฎหมายว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายหรือไม่ และแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่มีรายละเอียดชัดเจนเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่า กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ แต่ศาลล้มละลายกลางกลับวินิจฉัยเป็นเรื่องการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ กรณีจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้ในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายกลาง เจ้าหนี้รายที่ 287 ได้ยกปัญหาทั้งสามข้อดังกล่าวมาในคำร้องคัดค้านแล้ว และเมื่อปัญหาทั้งสามข้อเป็นเหตุสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาแผน การที่ศาลล้มละลายกลางไม่ได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาตามข้อกำหนดคดีล้มละลายพ.ศ. 2542 ข้อ 24 อย่างไรก็ตามเมื่อมีการอุทธรณ์ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาทั้งข้อเท็จจริงต่าง ๆในสำนวนก็เพียงพอแก่การวินิจฉัย ประกอบกับคดีฟื้นฟูกิจการจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาโดยเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามข้อคัดค้านของเจ้าหนี้รายที่ 287 ดังกล่าวไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยก่อน

ในปัญหาว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/42หรือไม่ เห็นว่า กระบวนพิจารณาในการฟื้นฟูกิจการนั้น หลังจากที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับแผนด้วยมติพิเศษตามมาตรา 90/46 แล้ว กฎหมายได้กำหนดให้แผนดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกขั้นตอนหนึ่งตามบทบัญญัติในส่วนที่ 8 ว่าด้วยการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ กรณีจึงเป็นการกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางธุรกิจเพื่อจะได้วินิจฉัยตรวจสอบในการให้ความเห็นชอบด้วยแผนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และมอบดุลพินิจให้ตรวจสอบว่าสมควรให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ ศาลจึงมีอำนาจตรวจสอบถึงเนื้อหาของแผนตลอดจนโอกาสความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามแผน มิใช่พิจารณาแต่เพียงตรวจสอบรายการต่าง ๆ ว่ามีครบถ้วนตามรูปแบบหรือไม่ จากการที่ศาลฎีกาได้พิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของผู้ทำแผนในคดีนี้แล้ว มีรายละเอียดในแผนตั้งแต่ส่วนที่ 2 เหตุผลที่ทำให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ถึงส่วนที่ 15 ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายรวมตลอดทั้งเอกสารที่แนบมากับแผน แผนฟื้นฟูกิจการมีรายการและรายละเอียดครบถ้วนตามมาตรา 90/42 ประกอบมาตรา 90/58(1) และวรรคสองแล้ว

ปัญหาต่อไปว่า ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการแก่เจ้าหนี้ไม่เป็นไปตามมาตรา 90/42 ตรี หรือไม่ เจ้าหนี้รายที่ 287 อุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้รายที่ 287 ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกันกลุ่มที่ 4 แต่ไม่ได้รับการจัดชำระหนี้เท่าเทียมกับเจ้าหนี้ไม่มีประกันกลุ่มที่ 8 และที่ 10 ซึ่งจัดอยู่ในประเภทหนี้อื่น ๆ ตามมาตรา 130(7)ลำดับเดียวกันกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 เห็นว่า ในกรณีฟื้นฟูกิจการแม้มาตรา 90/58(2)กำหนดว่าข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนนั้นจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายนั้น หมายถึงให้นำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 มาใช้ในคดีฟื้นฟูกิจการเฉพาะเรื่องลำดับการชำระหนี้เท่านั้น กล่าวคือ หนี้รายใดจะต้องชำระก่อนหรือหลังจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กำหนดไว้ในมาตรา 130(1) ถึง (7) แต่ในกรณีฟื้นฟูกิจการนั้นได้มีบทบัญญัติเฉพาะเรื่องกลุ่มเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/42 ทวิ (3) ด้วยว่าเจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจจัดได้เป็นหลายกลุ่ม และมาตรา 90/42 ตรี กำหนดว่าสิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน ดังนั้น หนี้อื่น ๆ ตามมาตรา 130(7) มิใช่ว่าเจ้าหนี้ในลำดับเดียวกันจะต้องแบ่งเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เมื่อผู้ทำแผนได้จัดให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันซึ่งอยู่ในลำดับตามมาตรา 130(7) ออกเป็น 7 กลุ่ม จัดให้เจ้าหนี้รายที่ 287อยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกันกลุ่มที่ 4 เจ้าหนี้ก่อสร้าง ส่วนเจ้าหนี้ไม่มีประกันกลุ่มที่ 8เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้ไม่มีประกันกลุ่มที่ 10 เจ้าหนี้ค่าธรรมเนียมวิชาชีพ ฉะนั้นข้อเสนอของผู้ทำแผนในการชำระหนี้และกำหนดเงื่อนไขในการชำระหนี้ย่อมผิดแผกแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริงและเหตุผลไม่ถือว่าข้อเสนอในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ไม่มีประกันไม่เท่าเทียมกัน แต่สิทธิของเจ้าหนี้รายที่ 287 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่ 4 ชอบที่จะได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน จะนำสิทธิของเจ้าหนี้ไม่มีประกันในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาเปรียบเทียบกันหาได้ไม่

ปัญหาว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่มีรายละเอียดชัดเจนที่จะแสดงให้เห็นว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามมาตรา 90/58(3) หรือไม่ เจ้าหนี้รายที่ 287 อุทธรณ์ว่า ประมาณการทางการเงินที่ผู้ทำแผนจัดทำขึ้นในภาคผนวก 18 มีเพียงหน้าเดียวและในตารางเปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่างกรณีล้มละลายกับการฟื้นฟูกิจการในภาคผนวก 12 ไม่มีรายละเอียดอันเป็นข้อสมมุติฐานซึ่งเป็นที่มาของตัวเลขให้เห็นว่าหากดำเนินการตามแผนสำเร็จ เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีลูกหนี้ล้มละลาย เห็นว่า ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย การดำเนินธุรกิจของลูกหนี้ย่อมไม่อาจดำเนินต่อไปได้ ทรัพย์สินของลูกหนี้ที่มีอยู่จะต้องถูกนำออกขายทอดตลาดซึ่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก็คงจะต่ำกว่าราคาทรัพย์สินที่แท้จริง ส่วนกรณีที่มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ลูกหนี้ยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปและจัดหาผลประโยชน์ภายใต้การบริหารของผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนซึ่งสามารถนำรายได้จากการประกอบธุรกิจมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูกิจการย่อมทำให้ลูกหนี้มีอนาคตกว่ากรณีที่ต้องล้มละลาย ซึ่งปรากฏจากแผนฟื้นฟูกิจการของผู้ทำแผนลงวันที่23 เมษายน 2544 ประกอบกับภาคผนวก 1 ถึงภาคผนวก 18 และรายงานสรุปวิเคราะห์แผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ลงวันที่ 23 เมษายน 2544 ประกอบกับภาคผนวก 1 ถึงภาคผนวก 18 และรายงานสรุปวิเคราะห์แผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2544 ต้องกันว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ผู้ทำแผนได้คำนวณมาจากข้อมูลซึ่งบริษัทอเมริกันแอ๊พเพรซัล (ประเทศไทย)จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประเมินอิสระที่มีชื่อเสียงเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในการประเมินราคาทรัพย์สินและไม่มีส่วนได้เสียในคดีนี้ นอกจากนั้นในการจัดทำประมาณการทางการเงิน ผู้บริหารของลูกหนี้ได้เป็นผู้จัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับประมาณการรายได้และรายจ่ายของลูกหนี้ให้แก่ผู้บริหารแผนเพื่อนำมาประกอบการจัดทำประมาณการทางการเงินตามภาคผนวก 18 และ ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ลูกหนี้มีสินทรัพย์ 1,501,007,000 บาท แต่ลูกหนี้มีหนี้สิน12,765,013,000 บาท หนี้สินจึงมีมากกว่าสินทรัพย์ 11,264,006,000 หากนำมาเปรียบเทียบกับผลตอบแทนในการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ภายใต้การชำระบัญชีและผลตอบแทนภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการที่ปรากฏในภาคผนวก 12

การเปรียบเทียบผลตอบแทนที่คาดว่าเจ้าหนี้จะได้รับจากทรัพย์สินของบริษัทประสิทธิ์พัฒนา จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้สถาบันการเงิน, เจ้าหนี้ค้ำประกัน, เจ้าหนี้ก่อสร้าง- เจ้าหนี้มีหลักประกัน ประมาณการผลตอบแทนภายใต้การชำระบัญชี 5.68%ประมาณการผลตอบแทนภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ 21% - เจ้าหนี้ไม่มีหลักประกัน เจ้าหนี้การค้า ประมาณการผลตอบแทนภายใต้การชำระบัญชี0.68% ประมาณการผลตอบแทนภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ 13%- เจ้าหนี้ไม่มีหลักประกัน ประมาณการผลตอบแทนภายใต้การชำระบัญชี 0.68%ประมาณการผลตอบแทนภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ 80%แล้วจะเห็นได้ว่าตามแผนฟื้นฟูกิจการทั้งหมดประกอบภาคผนวก 18 ก็ดี และภาคผนวก 12 ก็ดี จึงเป็นรายงานการสรุปที่มีพื้นฐานจากข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งมีรายละเอียดชัดเจนพอสมควรแล้วหาจำต้องลงรายละเอียดเกินกว่าความจำเป็นไม่ ประกอบกับผู้ทำแผนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพให้คำปรึกษาทางการเงินได้จัดทำด้วยความรอบคอบและตามมาตรฐานของวิชาชีพโดยบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายซึ่งประกอบด้วยเจ้าหนี้สถาบันการเงินก็ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าแผนมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงจึงลงมติพิเศษรับแผนดังกล่าวด้วยจำนวนหนี้ทั้งสิ้น 10,648,382,226.32 บาท คิดเป็นร้อยละ 88.71 ของเจ้าหนี้ที่มีสิทธิออกเสียงและลงมติ กรณีจึงเชื่อได้ว่าเมื่อมีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้วเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้มากกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย

ตามเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาตั้งแต่ต้น เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการมีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด การจัดสรรแบ่งชำระหนี้แก่บรรดาเจ้าหนี้เท่าเทียมกันและเป็นธรรมการดำเนินการฟื้นฟูกิจการจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย แผนฟื้นฟูกิจการมีโอกาสที่จะดำเนินการสำเร็จตามแผนได้และแผนได้กระทำโดยสุจริต ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 285 และที่ 287 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 6 ม. 264
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/27 ม. 90/30 ม. 90/42 ม. 90/46 ม. 90/57 ม. 90/58 ม. 90/60 ม. 130
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทประสิทธิ์พัฒนา จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้รายที่ 285 — กรมศุลกากรและกรมสรรพากร
เจ้าหนี้รายที่ 287 — บริษัทศรีนครการโยธา จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5597 -ที่ 5598/2545
#109350
เปิดฉบับเต็ม

ในการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจสั่งให้เจ้าหนี้รายใดงดออกเสียงในที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ แต่คำสั่งดังกล่าวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คงมีผลเฉพาะในที่ประชุมเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นการดำเนินการชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น หามีผลถึงชั้นพิจารณาของศาลด้วยไม่ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/30 และ 90/23 วรรคสอง ทั้งในการพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของศาล มาตรา 90/57 กำหนดให้ศาลพิจารณาคำชี้แจงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และผู้ทำแผน รวมทั้งขอคัดค้านของลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิออกเสียงตามมาตรา 90/30 ซึ่งไม่ได้ลงมติยอมรับแผน ดังนั้นเจ้าหนี้รายนั้นจึงมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางได้ การที่ศาลล้มละลายกลางรับคำร้องคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายที่ 285 ไว้พิจารณาก่อนที่จะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการจึงชอบด้วยมาตรา 90/57

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งให้บริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่าในการประชุมเจ้าหนี้ (คราวที่ได้เลื่อนมา) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2544 เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนหรือไม่ หรือจะแก้ไขอย่างไร ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนที่มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดวันพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46

เจ้าหนี้รายที่ 285 ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ

เจ้าหนี้รายที่ 287 ยื่นคำร้องคัดค้านและแก้ไขคำร้องคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนปรับปรุงแผนให้ ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นธรรมแก่ผู้ร้อง หากไม่อาจทำได้หรือผู้ทำแผนไม่ยอมทำขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วย แผนฟื้นฟูกิจการ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งให้กรมศุลกากรเจ้าหนี้รายที่ 285 งดออกเสียงตามมาตรา 90/30 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เจ้าหนี้รายที่ 285 จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิออกเสียงที่จะคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ต่อศาลได้ตามมาตรา 90/57

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า เจ้าหนี้รายที่ 285 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านเนื่องจากเจ้าหนี้มิได้เป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิออกเสียงตามมาตรา 90/30 จึงขาดคุณสมบัติตามมาตรา 90/57 ที่จะยื่นคำร้องคัดค้านแผนได้

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58

เจ้าหนี้รายที่ 285 และเจ้าหนี้รายที่ 287 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้รายที่ 285 ว่าเจ้าหนี้รายที่ 285 มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางตามมาตรา 90/57 หรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้ทำแผนแก้อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 285 ในทำนองเดียวกันว่า เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้รายที่ 285 งดออกเสียง ลงคะแนนในที่ประชุมเจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้รายที่ 285 จึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนตามมาตรา 90/30 ไม่อาจ คัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลตามมาตรา 90/57 ได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/30 บัญญัติว่า "คำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายใด? ถ้ามีผู้โต้แย้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนโดยด่วนแล้วมีคำสั่งว่าจะให้เจ้าหนี้รายนั้นออกเสียงในจำนวนหนี้ได้หรือไม่ เท่าใด และให้นำความในมาตรา 90/23 วรรคสอง มาใช้บังคับอนุโลม" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวนำมาใช้กับการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการด้วย ดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอำนาจสั่งให้เจ้าหนี้รายที่ 285 งดออกเสียงในการประชุมเจ้าหนี้ได้ อย่างไรก็ตาม แม้มาตรา 90/23 วรรคสอง จะบัญญัติว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวให้เป็นที่สุด โดยให้มีผลเฉพาะให้เจ้าหนี้มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมเจ้าหนี้หรือไม่เท่านั้น? ดังนั้น คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้เจ้าหนี้รายที่ 285 งดออกเสียงในที่ประชุมคงมีผลเฉพาะในที่ประชุมเจ้าหนี้ซึ่งเป็นการดำเนินการชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น หามีผลถึงชั้นพิจารณาของศาลด้วยไม่ ทั้งนี้เพราะในการพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของศาล มาตรา 90/57 บัญญัติว่า "ในการพิจารณาแผนให้ศาลพิจารณาคำชี้แจงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และผู้ทำแผนรวมทั้งข้อคัดค้านของลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิออกเสียงตามมาตรา 90/30 ซึ่งไม่ได้ลงมติยอมรับแผน" ดังนั้น เจ้าหนี้รายที่ 285 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางได้ การที่ศาลล้มละลายกลางรับคำร้องคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายที่ 285 ไว้พิจารณาก่อนที่จะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ จึงชอบด้วยมาตรา 90/57

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนในศาลล้มละลายกลางและชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/23 ม. 90/30 ม. 90/57
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทประสิทธิ์พัฒนา จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้รายที่ 285 — กรมศุลกากรและกรมสรรพากร
เจ้าหนี้รายที่ 287 — บริษัทศรีนครการโยธา จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกงจักร โพธิ์พร้อม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5576/2545
#48683
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จะได้รับความเดือดร้อนถึงกับต้องใช้สิทธิเพื่อยังความเดือดร้อนให้สิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 นั้น จะต้องได้ความว่าเป็นความเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรจำเลยปลูกสร้างอาคารและกำแพงล้อมรั้วในที่ดินของจำเลยเอง ไม่ปรากฏว่าได้กลั่นแกล้งเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 แต่อย่างใด เมื่อที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกยังเป็นที่ว่างเปล่าไม่มีรั้วล้อมรอบ โจทก์ก็ย่อมสามารถเดินผ่านออกไปสู่ทางสาธารณะด้านวัดราษฎร์ศรัทธาธรรม (ถนนสุขุมวิท 93) และถนนอ่อนนุชได้ ส่วนด้านทิศตะวันตกโจทก์แถลงต่อศาลเองว่าหากมีการปิดกั้นโจทก์ไม่สามารถเดินออกไปสู่ทางสาธารณะได้ แสดงว่าหากโจทก์จะเดินออกไปก็ย่อมเดินได้ทั้งเป็นเรื่องในอนาคตที่โจทก์คาดหมายไปเอง นอกจากนี้ปรากฏว่าโจทก์มิได้มีบ้านปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ บ้านที่โจทก์อยู่อาศัยคงเป็นบ้านที่ บ. ปลูก และโจทก์มีฐานะเป็นเพียงผู้อาศัย การที่จำเลยสร้างอาคารคอนกรีตสูง 3 ชั้น และกำแพงรั้วปิดกั้นตามแนวเขตที่ดินของจำเลย จึงมิได้เป็นเหตุให้โจทก์เจ้าของที่ดินข้างเคียงได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารคอนกรีต 3 ชั้น ที่ปิดกั้นหน้าที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้ยาว 30 เมตร ออก โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและปรับปรุงที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารโครงการเดอะควีนสเพลทมีแนวเขตที่ดินด้านทิศเหนือติดต่อกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้ จำเลยได้สร้างอาคารและกำแพงล้อมรั้วปิดกั้นตลอดแนวติดต่อระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์จะได้รับความเดือดร้อนถึงกับต้องใช้สิทธิเพื่อยังความเดือดร้อนให้สิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 นั้นจะต้องได้ความว่าเป็นความเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร คดีนี้จำเลยปลูกสร้างอาคารและกำแพงล้อมรั้วในที่ดินของจำเลยเอง ไม่ปรากฏว่าได้กลั่นแกล้งเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 แต่อย่างใด ตามรายงานการเดินเผชิญสืบเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 ที่ดินของโจทก์เป็นที่โล่งไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ด้านทิศตะวันออกจะมีบ้านน้องชายโจทก์ปลูกอยู่สภาพเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว มีอายุประมาณ 10 ปี ด้านทิศเหนือมีรั้วไม้ยาวตลอดแนวสภาพมีหญ้าปกคลุมสูง โจทก์ไม่เคยเดินทางออกในด้านดังกล่าว ด้านทิศตะวันตกเป็นที่ดินของผู้อื่น ส่วนด้านทิศใต้ติดกับรั้วอิฐบล็อกยาวประมาณ 30 เมตร สูงประมาณ 1.80 เมตร โจทก์แถลงว่าที่ดินของโจทก์และจำเลยเป็นที่ท้องนา โดยโจทก์สามารถเดินผ่านที่ดินของจำเลยออกไปสู่วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม ถนนสุขุมวิท 93 และถนนอ่อนนุชได้เหนือจากที่ดินของโจทก์ทางทิศใต้เคยมีบ่อปลาเฉียงไปทางทิศตะวันออกห่างจากที่ดินของโจทก์ประมาณ 80 เมตร ดังนี้ เมื่อที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกยังเป็นที่ว่างเปล่าไม่มีรั้วล้อมรอบ โจทก์ก็ย่อมสามารถเดินผ่านออกไปสู่ทางสาธารณะด้านวัดราษฎร์ศรัทธาธรรม (ถนนสุขุมวิท 93) และถนนอ่อนนุชได้ ส่วนด้านทิศตะวันตกโจทก์แถลงต่อศาลเองว่าหากมีการปิดกั้นโจทก์ไม่สามารถเดินออกไปสู่ทางสาธารณะได้แสดงว่าหากโจทก์จะเดินออกไปก็ย่อมเดินได้ ทั้งเป็นเรื่องในอนาคตที่โจทก์คาดหมายไปเอง นอกจากนี้ปรากฏว่าโจทก์มิได้มีบ้านปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์แต่อย่างใด บ้านที่โจทก์อยู่อาศัยคงเป็นบ้านที่นายบุญล้อมปลูกและโจทก์มีฐานะเป็นเพียงผู้อาศัยไม่ใช่เจ้าของบ้าน เพราะก่อนหน้านี้โจทก์ก็อยู่ที่อื่นเพิ่งจะเข้ามาอยู่ที่บ้านนายบุญล้อมเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2537 นั้นเอง ทั้งนายปรีชา พันธ์กุ้ย พยานจำเลยเบิกความว่า เดิมที่ดินของจำเลยเป็นของนางปราณี วงศ์ถ้วยทอง พยานเป็นผู้ดูและเช่าที่ดินดังกล่าวจากนางปราณีเพื่อทำนาและทำบ่อเลี้ยงปลาประมาณปี 2529 หลังจากขุดบ่อเลี้ยงปลาแล้ว ได้ทำคันดินล้อมรอบที่ดินทั้งแปลง นายบุญล้อมก็เดินบนคันดิน แนวเขตระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะด้านทิศตะวันตกตลอดมา ไม่เคยเดินเข้ามาหรือมีทางเดินในที่ดินของจำเลย เห็นว่า นายปรีชาเคยพักอาศัยและทำประโยชน์ในที่ดินของจำเลยเป็นเวลานาน ย่อมรู้จักสภาพที่ดินของโจทก์จำเลยเป็นอย่างดี เชื่อว่าที่ดินของจำเลยเดิมมีสภาพเป็นบ่อเลี้ยงปลาและท้องนาจึงไม่น่าจะมีทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยส่วนพยานโจทก์เบิกความในข้อนี้ลอย ๆ ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์เคยใช้ที่ดินของจำเลยเดินเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ดังนั้น การที่จำเลยสร้างอาคารคอนกรีตสูง 3 ชั้น และกำแพงรั้วปิดกั้นตามแนวเขตที่ดินของจำเลย จึงมิได้เป็นเหตุให้โจทก์เจ้าของที่ดินข้างเคียงได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 421 ม. 1337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บุญลือ เบญจกาญจน์หรือเบ็ญจกาญจน์
จำเลย — นาย วิทวัส เลาหพูนรังษี
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5565/2545
#46586
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์แต่ละคนต่างเป็นสมาชิกและผู้รับประโยชน์ของสมาชิกจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เมื่อโจทก์แต่ละคนอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 เก็บเงินจากสมาชิกไปแล้วไม่นำเงินไปชำระแก่ผู้รับประโยชน์ของสมาชิกที่ถึงแก่ความตายอันเป็นการผิดสัญญา ขอให้คืนเงินที่สมาชิกถึงแก่ความตายไปแล้วและสมาชิกที่มีชีวิตอยู่ได้ชำระไปแล้วแก่โจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกและผู้รับประโยชน์ของสมาชิกแต่ละคน ถือว่าโจทก์แต่ละคนมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีโจทก์แต่ละคนฟ้องจำเลยทั้งแปดเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 290 ซึ่งเป็นสมาชิกและผู้รับประโยชน์ของสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมเด็จจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ร่วมกันชำระเงินค่าสมาชิกที่ชำระไปแล้วคืนให้แก่โจทก์ทั้ง 290 คน รวม 11,614,150 บาท โดยขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องขออนาถา

ระหว่างการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 7 ที่ 20 ที่ 33 ที่ 39 ที่ 41 ที่ 42 ที่ 54 ที่ 66 ที่ 68 ที่ 70 ที่ 72 ที่ 76 ที่ 88 ที่ 91 ถึงที่ 93 ที่ 99 ที่ 101 ที่ 102 ที่ 123 ถึงที่ 125 ที่ 128 ถึงที่ 132 ที่ 134 ที่ 135 ที่ 139 ที่ 143 ที่ 144 ที่ 148 ที่ 149 ที่ 164 ถึงที่ 166 ที่ 177 ที่ 181 ที่ 206 ที่ 207 ที่ 215 ที่ 225 ที่ 227 ที่ 231 ที่ 235 ที่ 241 ที่ 265 ที่ 270 ที่ 278 ที่ 288 และที่ 289 สาบานตัว แต่โจทก์ดังกล่าวไม่สาบานตัว จึงงดไต่สวนอนาถาสำหรับโจทก์ดังกล่าว และให้นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระ แต่โจทก์ดังกล่าวเพิกเฉยไม่ดำเนินการภายในกำหนดศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ดังกล่าว

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาสำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6ที่ 8 ถึงที่ 19 ที่ 21 ถึงที่ 32 ที่ 34 ถึงที่ 38 ที่ 43 ถึงที่ 53 ที่ 55 ถึงที่ 65 ที่ 67 ที่ 69 ที่ 71 ที่ 73 ถึงที่ 75 ที่ 77 ถึงที่ 87 ที่ 89 ที่ 90 ที่ 94 ถึงที่ 98 ที่ 100 ที่ 103 ถึงที่ 122 ที่ 126 ที่ 127 ที่ 133 ที่ 136 ถึงที่ 138 ที่ 140 ถึงที่ 142 ที่ 145 ถึงที่ 147 ที่ 150 ถึงที่ 163 ที่ 167 ถึงที่ 176 ที่ 178 ถึงที่ 180 ที่ 182 ถึงที่ 205 ที่ 208 ถึงที่ 214 ที่ 216 ถึงที่ 224 ที่ 226 ที่ 228 ถึงที่ 230 ที่ 232 ถึงที่ 234 ที่ 236 ถึงที่ 240 ที่ 242 ถึงที่ 264ที่ 266 ถึงที่ 269ที่ 271 ถึงที่ 277 ที่ 279 ถึงที่ 287 และที่ 290 แล้ววินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ดังกล่าวหามีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีไม่ จึงไม่สามารถฟ้องมาในคดีเดียวกันได้ ศาลไม่อาจรับคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวไว้พิจารณาได้ กรณีไม่จำต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาอีก

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 19 ที่ 21 ถึงที่ 32 ที่ 34 ถึงที่ 38 ที่ 43 ถึงที่ 53 ที่ 55 ถึงที่ 65 ที่ 67 ที่ 69 ที่ 71 ที่ 73 ถึงที่ 75 ที่ 77 ถึงที่ 87 ที่ 89 ที่ 90 ที่ 94 ถึงที่ 98 ที่ 100 ที่ 103 ถึงที่ 122 ที่ 126 ที่ 127 ที่ 136 ถึงที่ 138 ที่ 140 ถึงที่ 142 ที่ 145 ถึงที่ 147 ที่ 150 ถึงที่ 163 ที่ 167 ถึงที่ 176 ที่ 178 ถึงที่ 180 ที่ 182 ถึงที่ 205 ที่ 208 ถึงที่ 214 ที่ 216 ถึงที่ 224 ที่ 226 ถึงที่ 230 ที่ 232 ถึงที่ 234 ที่ 236 ถึงที่ 240 ที่ 242 ถึงที่ 264 ที่ 266 ถึงที่ 269 ที่ 271 ถึงที่ 277 ที่ 279 ถึงที่ 287 และที่ 290 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์ที่อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแต่ละคนดังกล่าวจะฟ้องจำเลยทั้งแปดรวมกันมาในคดีเดียวกันได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์แต่ละคนต่างเป็นสมาชิกและผู้รับประโยชน์ของสมาชิกจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์แต่ละคนต่างอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 เก็บเงินจากสมาชิกไปแล้วไม่นำเงินไปชำระแก่ผู้รับประโยชน์ของสมาชิกที่ถึงแก่ความตายอันเป็นการผิดสัญญา ขอให้คืนเงินที่สมาชิกที่ถึงแก่ความตายไปแล้วและสมาชิกที่มีชีวิตอยู่ได้ชำระไปแล้วคนละ 20 บาท ตั้งแต่ปี 2534 ถึงปี 2541 แก่โจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกและผู้รับประโยชน์ของสมาชิกแต่ละคน ดังนี้ ถือว่าโจทก์แต่ละคนมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี โจทก์แต่ละคนอาจฟ้องเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องโจทก์แต่ละคนนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 19 ที่ 21 ถึงที่ 32 ที่ 34 ถึงที่ 38 ที่ 43 ถึงที่ 53 ที่ 55 ถึงที่ 65 ที่ 67 ที่ 69 ที่ 71 ที่ 73 ถึงที่ 75 ที่ 77 ถึงที่ 87 ที่ 89 ที่ 90 ที่ 94 ถึงที่ 98 ที่ 100 ที่ 103 ถึงที่ 122 ที่ 126 ที่ 127 ที่ 136 ถึงที่ 138 ที่ 140 ถึงที่ 142 ที่ 145 ถึงที่ 147 ที่ 150 ถึงที่ 163 ที่ 167 ถึงที่ 176 ที่ 178 ถึงที่ 180 ที่ 182 ถึงที่ 205 ที่ 208 ถึงที่ 214 ที่ 216 ถึงที่ 224 ที่ 226 ถึงที่ 230 ที่ 232 ถึงที่ 234 ที่ 236 ถึงที่ 240 ที่ 242 ถึงที่ 264 ที่ 266 ถึงที่ 269 ที่ 271 ถึงที่ 277 ที่ 279 ที่ 287 และที่ 290 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฟ้องและให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่าจะอนุญาตหรือยกคำขอนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จันศรี วิเศษอุต กับพวก
จำเลย — สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ