คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5562/2545
#48682
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับสารภาพว่า จำเลยเล่นการพนันทายผลฟุตบอลพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แม้โจทก์มิได้บรรยายว่าการเล่นพนันทายผลฟุตบอลเป็นการเล่นอื่นใดนอกจากที่กล่าวในมาตรา 4 ซึ่งมิได้ระบุชื่อและเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวง และอ้างบทมาตรา 4 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการพนันฯ มาในคำขอท้ายฟ้อง แต่มาตรา 4 ทวิไม่ใช่บทมาตราที่บัญญัติองค์ประกอบความผิด และความผิดมาตรา 4 ทวิ ก็มีบทลงโทษรวมอยู่ในมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งโจทก์อ้างมาในคำขอท้ายฟ้องด้วย จึงเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4,5, 6, 10, 12, 15 และริบของกลาง กับให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 จำคุก 5 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษหนึ่งในห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือนและปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ริบของกลาง และให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 3 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน ไม่รอการลงโทษจำคุกไม่ปรับ ยกคำขอให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านได้ความว่า จำเลยกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ในคณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการตลาด ตามหนังสือรับรองแนบท้ายคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองได้โดยไม่จำต้องส่งตัวไปรับโทษในทัณฑสถาน เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว การรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยสักครั้งหนึ่ง เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีและได้ศึกษาเล่าเรียนต่อไป น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่าที่จะจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้นแต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลยเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไข เพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ ทั้งเมื่อให้ลงโทษปรับจำเลยแล้ว จึงเห็นสมควรสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับด้วย

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องไว้ในบันทึกฟ้องด้วยวาจาว่า จำเลยกับพวกร่วมกันเล่นการพนันทายผลฟุตบอล พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตและประสงค์ให้ลงโทษจำเลยจากการกระทำนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยเล่นการพนันดังกล่าวจริง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แม้โจทก์มิได้บรรยายว่าการเล่นพนันทายผลฟุตบอลเป็นการเล่นอื่นใดนอกจากที่กล่าวในมาตรา 4 ซึ่งมิได้ระบุชื่อและเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวง และอ้างบทมาตรา 4 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. 2478 มาในคำขอท้ายฟ้อง แต่มาตรา 4 ทวิ ไม่ใช่บทมาตราที่บัญญัติองค์ประกอบความผิดและความผิดตามมาตรา 4 ทวิ ก็มีบทลงโทษรวมอยู่ในมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวซึ่งโจทก์อ้างมาในคำขอท้ายฟ้องด้วย กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478มาตรา 4 ทวิ, 10, 12(2) ให้ลงโทษปรับจำเลย 1,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับแก่ผู้นำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192 วรรคห้า ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.การพนัน ม. 4 ทวิ ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครราชสีมา
จำเลย — นาย ทีฆรัชจ์หรือทีฑรัชจ์ รังสิทัตศุกุล
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5560/2545
#46174
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องอ้างว่าพินัยกรรมของผู้ตายเป็นโมฆะเนื่องจากพยานในพินัยกรรมลงลายมือชื่อโดยไม่เห็นผู้ตายพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้าโดยโจทก์มิได้ปฏิเสธความถูกต้องของลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายตลอดจนลายมือชื่อของพยานในพินัยกรรม ตามคำฟ้องจึงไม่มีประเด็นว่าลายมือชื่อของพยานในพินัยกรรมบางคนเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่การที่โจทก์นำสืบว่าลายมือชื่อของพยานสองในสามคนในพินัยกรรม เป็นลายมือชื่อปลอมย่อมเป็นการนำสืบนอกประเด็นตามคำฟ้องรับฟังไม่ได้ ที่ศาลวินิจฉัยปัญหาที่ว่าลายมือชื่อพยานปลอมหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตามคำฟ้องอันเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเน้นหรือเด็นหรือเน๊นอรนพหรืออระนพ ผู้ตาย กับนางสุข อรนพ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2518 ผู้ตายถึงแก่กรรมโดยมิได้ทำพินัยกรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำร้องขอของโจทก์เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2538 ต่อมาวันที่ 27 เมษายน 2538 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งเดิมโดยตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกแทน อ้างว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2512 ยกทรัพย์มรดก คือที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 135 หมู่ที่ 6 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และที่ดินสวนยางพาราเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวม 2 แปลงให้แก่จำเลย ความจริงพินัยกรรมดังกล่าวทำในขณะที่ผู้ตายชรามากแล้ว สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ หูไม่ได้ยิน ตาฝ้าฟาง พูดจาไม่รู้เรื่องไม่สามารถแสดงเจตนาทำพินัยกรรมและไม่สามารถพิมพ์ลายนิ้วมือในพินัยกรรมได้ทั้งพยานในพินัยกรรมลงลายมือชื่อโดยไม่เห็นผู้ทำพินัยกรรมพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้าพยานพินัยกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ปัจจุบันจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 137หมู่ที่ 6 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นที่ดินสวนยางพารา ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2512 เป็นโมฆะ ให้จำเลยส่งมอบที่ดินส.ค.1 เลขที่ 137 หมู่ที่ 6 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แก่โจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2512 ผู้ตายได้ไปทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดิน 2 แปลง คือที่ดินนาตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 135เนื้อที่ 3 ไร่เศษ กับที่ดินสวนเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ ให้แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตรเลี้ยงพินัยกรรมดังกล่าวทำถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด ทั้งขณะที่ทำพินัยกรรมนั้นผู้ตายมีสติสัมปชัญญะดี หูได้ยิน ตามองเห็น พูดจารู้เรื่อง มิได้หลงลืม และได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานรวม 3 คน ดังนั้นเมื่อผู้ตายถึงแก่กรรม พินัยกรรมจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกเทศบาลนครหาดใหญ่ ผู้ซึ่งซื้อที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 137 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา บางส่วนจากจำเลยเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยโดยสุจริตมีค่าตอบแทนจำเลยร่วมเข้าครอบครองที่ดินตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2538 และนับแต่นั้นจำเลยร่วมได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสวนสาธารณะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ลายมือชื่อของนายตั้ง ปานะบุตรกับนายสุนันท์ บุญชุบ พยานในพินัยกรรมเป็นลายมือชื่อปลอม พินัยกรรมเอกสารหมายจ.5 จึงมีนายดุรงค์ ชัยพฤกษ์กุล เป็นพยานเพียงคนเดียว และตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องอ้างว่าพินัยกรรมของผู้ตายเป็นโมฆะเนื่องจากพยานในพินัยกรรมลงลายมือชื่อโดยไม่เห็นผู้ตายพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้า โดยโจทก์มิได้ปฏิเสธความถูกต้องของลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตาย ตลอดจนลายมือชื่อของพยานในพินัยกรรมแต่อย่างใด ประเด็นตามคำฟ้องจึงมีว่าพินัยกรรมของผู้ตายเป็นโมฆะเนื่องจากพยานในพินัยกรรมลงลายมือชื่อโดยไม่เห็นผู้ตายพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้าหรือไม่ และไม่มีประเด็นว่าลายมือชื่อของพยานในพินัยกรรมบางคนเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ การที่โจทก์นำสืบว่าลายมือชื่อของนายตั้งกับนายสุนันท์ พยานสองในสามคนในพินัยกรรม เอกสารหมาย จ.5 เป็นลายมือชื่อปลอมย่อมเป็นการนำสืบนอกประเด็น ตามคำฟ้องรับฟังไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองรับวินิจฉัยในปัญหาที่ว่าลายมือชื่อของนายตั้งกับนายสุนันท์เป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตามคำฟ้องอันเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเมื่อโจทก์มิได้ฎีกาว่าพินัยกรรมของผู้ตายเป็นโมฆะด้วยสาเหตุที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ย่อมไม่มีทางที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาในประเด็นข้อนี้ให้เป็นคุณแก่โจทก์ได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องเสียนั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1656
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายว่อน อระนพหรืออรนพ
จำเลย — นางเห้ง แสงศรีหรืออระนพ
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — เทศบาลนครหาดใหญ่
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5560/2545
#99809
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าพินัยกรรมของผู้ตายเป็นโมฆะเนื่องจากพยานในพินัยกรรมลงลายมือชื่อโดยไม่เห็นผู้ตายพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้า โดยโจทก์มิได้ปฏิเสธความถูกต้องของลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายตลอดจนลายมือชื่อของพยาน ประเด็นตามคำฟ้องจึงมีว่าพินัยกรรมของผู้ตายเป็นโมฆะเนื่องจากพยานในพินัยกรรมลงลายมือชื่อโดยไม่เห็นผู้ตายพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้าหรือไม่ และไม่มีประเด็นว่าลายมือชื่อของพยานในพินัยกรรมบางคนเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ การที่โจทก์นำสืบว่าลายมือชื่อของพยานสองในสามคนในพินัยกรรมเป็นลายมือชื่อปลอม ย่อมเป็นการนำสืบนอกประเด็นตามคำฟ้อง และเมื่อโจทก์มิได้ฎีกาว่าพินัยกรรมของผู้ตายเป็นโมฆะด้วยสาเหตุที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ย่อมไม่มีทางที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาในประเด็นดังกล่าวให้เป็นคุณแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมฉบับลงวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๑๒ เป็นโมฆะ ให้จำเลยส่งมอบที่ดิน ส.ค.๑ เลขที่ ๑๓๗ แก่โจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๑๒ ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดิน ๒ แปลง คือที่ดินนาตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) เลขที่ ๑๓๕ เนื้อที่ ๓ ไร่เศษ กับที่ดินสวนเนื้อที่ประมาณ ๘ ไร่ ให้แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตรเลี้ยง พินัยกรรมดังกล่าวทำถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด ทั้งขณะที่ทำพินัยกรรมนั้นผู้ตายได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานรวม ๓ คน ดังนั้นเมื่อผู้ตายถึงแก่กรรม พินัยกรรมจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หลังจากที่ผู้ตายถึงแก่กรรม จำเลยครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามพินัยกรรมดังกล่าวจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒๑ ปี โจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินเกินกว่า ๑ ปี จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์ฟ้องขอเพิกถอนพินัยกรรมล่วงพ้นระยะเวลา ๑๐ ปี นับแต่ผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่กรรม จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกเทศบาลนครหาดใหญ่ ผู้ซึ่งซื้อที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.๑) เลขที่ ๑๓๗ บางส่วนจากจำเลยเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยโดยสุจริตมีค่าตอบแทน จำเลยร่วมเข้าครอบครองที่ดินตั้งแต่วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๓๘ และนับแต่นั้นจำเลยร่วมได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสวนสาธารณะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โจทก์ฟ้องคดีเกิน ๑ ปี นับแต่วันที่จำเลยสละการครอบครองที่ดินพิพาทแก่จำเลยร่วม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกที่ดินพิพาทคืน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า พินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยและจำเลยร่วม

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมผู้ตายกับนางสุขเป็นสามีภริยากัน มีบุตรด้วยกัน ๑ คน คือโจทก์ เมื่อโจทก์อายุประมาณ ๕ ปี ผู้ตายเลิกร้างกับนางสุข ต่อมาผู้ตายได้นางเหนียวเป็นภริยา โดยนางเหนียวมีบุตรติดมา ๑ คน คือจำเลย ผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อปี ๒๕๑๘ มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินนา ๑ แปลง เนื้อที่ ๓ ไร่เศษ และที่ดินสวนยางพารา ๑ แปลง เนื้อที่ประมาณ ๘ ไร่ ตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.๑) เลขที่ ๑๓๕ และเลขที่ ๑๓๗ ตามลำดับ ที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ที่ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๓๘ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกซึ่งไม่มีพินัยกรรมของผู้ตาย

ที่โจทก์ฎีกาว่า ลายมือชื่อของนายตั้ง ปานะบุตร กับนายสุนันท์ บุญชุบ พยานในพินัยกรรมเป็นลายมือชื่อปลอม พินัยกรรมเอกสารจึงมีนายดุรงค์ ชัยพฤกษ์กุล เป็นพยานเพียงคนเดียว และตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าพินัยกรรมของผู้ตายเป็นโมฆะเนื่องจากพยานในพินัยกรรมลงลายมือชื่อโดยไม่เห็นผู้ตายพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้า โดยโจทก์มิได้ปฏิเสธความถูกต้องของลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายตลอดจนลายมือชื่อของพยานในพินัยกรรมแต่อย่างใด ประเด็นตามคำฟ้องจึงมีว่าพินัยกรรมของผู้ตายเป็นโมฆะเนื่องจากพยานในพินัยกรรมลงลายมือชื่อโดยไม่เห็นผู้ตายพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้าหรือไม่ และไม่มีประเด็นว่าลายมือชื่อของพยานในพินัยกรรมบางคนเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ การที่โจทก์นำสืบว่าลายมือชื่อของนายตั้งกับนายสุนันท์ พยานสองในสามคนในพินัยกรรม เอกสารหมาย จ.๕ เป็นลายมือชื่อปลอมย่อมเป็นการนำสืบนอกประเด็นตามคำฟ้อง รับฟังไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองรับวินิจฉัยในปัญหาที่ว่าลายมือชื่อของนายตั้งกับนายสุนันท์เป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตามคำฟ้องอันเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาว่าพินัยกรรมของผู้ตายเป็นโมฆะด้วยสาเหตุที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ย่อมไม่มีทางที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาในประเด็นข้อนี้ให้เป็นคุณแก่โจทก์ได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องเสียนั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นายเปรมศักดิ์ ชวนชื่น ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
อระนพหรืออรนพ — นายว่อน
แสงศรีหรืออระนพ — นางเห้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสมชาติ สารธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5557/2545
#49069
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อขายอาคารอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่คู่สัญญามีความประสงค์จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 นั้น ถ้าตราบใดที่ยังมิได้มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าทีให้เสร็จเรียบร้อย การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นย่อมไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง เว้นแต่จะปรากฏว่าอาคารได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคสอง เมื่อจำเลยมีสิทธิที่จะปลูกสร้างในที่ดินได้ อาคารที่จำเลยปลูกสร้างจึงมิได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 ดังนั้น นิติกรรมการซื้อขายระหว่างผู้ร้องและจำเลยคงมีฐานะเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขายซึ่งสามารถใช้บังคับกันต่อไปได้เท่านั้น กรรมสิทธิ์ในอาคารพิพาทจึงยังไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดิน ดังเช่นกรณีการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่คู่สัญญามิได้มีความประสงค์ที่จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และแม้จำเลยจะมอบอาคาให้ผู้ร้องครอบครองก็ถือว่าเป็นการครอบครองแทนจำเลยกรรมสิทธิ์ในอาคารยังคงเป็นของจำเลยอยู่ยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 เพราะยังชำระราคากันไม่ครบผู้ร้องจึงยังไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 287 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธินำยึดอาคารขายทอดตลาดชำระหนี้ได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ซึ่งมีมูลหนี้เดิมมาจากสัญญาซื้อขายวัสดุก่อสร้าง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,173,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยไม่ชำระโจทก์จึงขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดอาคารพาณิชย์ 5 ชั้น รวม 2 คูหา คืออาคารเลขที่ 53/6 และ 53/7 หมู่ที่ 13 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานครเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้อง ขอให้ปล่อยอาคารพิพาทที่โจทก์นำยึดคืนแก่ผู้ร้อง

โจทก์ให้การ ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยอาคารพิพาทเลขที่ 53/6 และ 53/7 หมู่ที่ 13แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์นำยึดคืนให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า อาคารพิพาททั้งสองคูหาที่โจทก์นำยึดปลูกสร้างอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 161 และ 54236 ตำบลลาดพร้าว อำเภอลาดพร้าว (บางกะปิ)กรุงเทพมหานคร เดิมที่ดินดังกล่าวเป็นของนางพรรณี กาญจนะคูหา หรือกาญจนะคูหะแต่นางพรรณีได้จดทะเบียนขายฝากไว้กับผู้ร้องเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2535 มีกำหนด1 ปี ในขณะที่นางพรรณี จดทะเบียนขายฝากที่ดินดังกล่าวแก่ผู้ร้อง จำเลยกำลังปลูกสร้างอาคารพิพาททั้งสองคูหาในที่ดินดังกล่าว โดยได้รับความยินยอมจากนางพรรณี ซึ่งนางพรรณีก็มิได้จดทะเบียนขายฝากอาคารพิพาทให้แก่ผู้ร้องด้วย เมื่อครบกำหนดเวลาไถ่ นางพรรณีมิได้ไถ่คืน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่ากรรมสิทธิ์ในอาคารพิพาททั้งสองคูหาที่โจทก์นำยึดเป็นของจำเลยหรือผู้ร้อง ได้ความว่าเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2539 จำเลยได้ไปยื่นคำขอจดทะเบียนอาคารพิพาททั้งสองคูหาให้แก่ผู้ร้อง และมอบอาคารพิพาทให้ผู้ร้องเข้าครอบครองแล้ว แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ยังมิได้ดำเนินการจดทะเบียนซื้อขายให้ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ปิดประกาศแจ้งการทำนิติกรรมดังกล่าวให้ทราบทั่วกันว่า ถ้าผู้ใดจะคัดค้านประการใดให้ยื่นคำคัดค้านต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วัน ปรากฏว่าก่อนกำหนด 30 วัน คือศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยทำนิติกรรมขายอาคารพิพาทเสียก่อนพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่อาจดำเนินการจดทะเบียนโอนขายอาคารพิพาทให้แก่ผู้ร้องได้เห็นว่า การซื้อขายอาคารพิพาทอันเป็นอสังหาริมทรัพย์รายนี้ คู่สัญญามีความประสงค์ที่จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ดังนั้น ตราบใดที่ยังมิได้มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เสร็จเรียบร้อย การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น ย่อมไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง เว้นแต่จะปรากฏว่าอาคารพิพาทได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคสอง สำหรับอาคารพิพาทของจำเลยซึ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของผู้ร้องนั้น ได้ความตามทางพิจารณาว่า จำเลยมีสิทธิที่จะปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าวได้ อาคารพิพาทที่จำเลยปลูกสร้างจึงมิได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 บัญญัติไว้ ส่วนนิติกรรมซื้อขายอาคารพิพาทระหว่างผู้ร้องและจำเลย ซึ่งผู้ร้องนำสืบว่า จำเลยได้รับชำระราคาไปบางส่วนแล้ว และคู่สัญญาก็มีความประสงค์ที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันนั้น เมื่อยังมิได้มีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จนแล้วเสร็จ ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดและศาลฎีกา เห็นว่า แม้คดีจะฟังตามที่ผู้ร้องนำสืบ แต่นิติกรรมระหว่างผู้ร้องและจำเลยดังกล่าวคงมีฐานะเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขาย ซึ่งสามารถใช้บังคับกันต่อไปได้เท่านั้น กรรมสิทธิ์ในอาคารพิพาทจึงยังไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดเลขที่ 161 และ 54236 ของผู้ร้องดังเช่นกรณีการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่คู่สัญญามิได้มีความประสงค์ที่จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และแม้จำเลยจะมอบอาคารพิพาทให้ผู้ร้องครอบครอง ก็ถือว่าเป็นการครอบครองแทนจำเลย กรรมสิทธิ์ในอาคารพิพาทจึงยังคงเป็นของจำเลยอยู่ ทั้งกรณีเช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะทำให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 เพราะยังชำระราคากันไม่ครบผู้ร้องจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธินำยึดอาคารพิพาทขายทอดตลาดชำระหนี้ได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ เมื่อวินิจฉัยดังนี้ ปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของผู้ร้องจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไปเพราะไม่ว่าจะวินิจฉัยไปในทางใดก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษานี้ได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ แต่มิได้พิพากษาเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นพิจารณาในศาลชั้นต้นมาด้วย เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 167 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นพิจารณาในศาลชั้นต้นให้เป็นพับนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 ม. 146 ม. 456 ม. 1299 ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.สมเจริญ
ผู้ร้อง — นาย วรพจน์ พิทยธนากุล
จำเลย — นาง สมาน เริงจิตต์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5554/2545
#45772
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กไปจากบิดามารดาผู้ปกครองและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 313 และ 317 จำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์เรียกค่าไถ่เป็นสำคัญ จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 313 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2542 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองโดยปราศจากเหตุอันสมควร ได้ร่วมกันพรากเด็กหญิงศศิธรหรือน้องเมย์ ทองเพชร อายุ 6 ปีเศษ ซึ่งยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากนายวีรวัฒน์ ทองเพชร และนางศิริยาภรณ์ เอกญาณกุล บิดามารดาเพื่อหากำไร เหตุเกิดที่แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร และเมื่อระหว่างวันที่ 22กันยายน 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 23 กันยายน 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงติดต่อกัน จำเลยทั้งสองเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ได้ร่วมกันนำตัวเด็กหญิงศศิธรหรือน้องเมย์ อายุไม่เกิน 15 ปี ไปหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ที่บ้านไม่มีเลขที่ ถนนคอนแวนต์ แขวงสีลม เขตบางรักกรุงเทพมหานคร แล้วเรียกเอาค่าไถ่เป็นเงิน 700,000 บาท จากนางศิริยาภรณ์ มารดาของเด็กหญิงศศิธรหรือน้องเมย์ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 313, 317

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 313 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (ที่ถูกมาตรา 317 วรรคสาม) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป ให้จำคุก 15 ปี ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อหากำไร ให้จำคุก 5 ปี รวมจำคุกคนละ 20 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสืบพยานจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กระทงละสองในห้าส่วน คงจำคุกคนละ 12 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แต่อย่างไรก็ตาม การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กไปจากบิดามารดาผู้ปกครองและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ โดยจำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์เรียกค่าไถ่เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรกซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษมาไม่ แม้จำเลยทั้ง 2จะไม่ได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าวขึ้นมาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225และมีอำนาจวินิจฉัยตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้ฎีกาขึ้นมาด้วย เนื่องจากเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 15 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้สองในห้าส่วน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย วรพันธ์หรือบอย ทองเพชร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5554/2545
#46585
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุเพียง 6 ปีเศษไปจากบิดามารดา ผู้ปกครอง และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ โดยจำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์เรียกค่าไถ่เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่ความผิดหลายกรรมไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2542 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองโดยปราศจากเหตุอันสมควร ได้ร่วมกันพรากเด็กหญิงศศิธร ทองเพชร อายุ 6 ปีเศษ ซึ่งยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากนายวีรวัฒน์ ทองเพชร และนางศิริยาภรณ์ เอกญาณกุล บิดามารดาเพื่อหากำไร และเมื่อระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 23 กันยายน 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงติดต่อกัน จำเลยทั้งสองเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ได้ร่วมกันนำตัวเด็กหญิงศศิธร อายุไม่เกิน 15 ปี ไปหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ที่บ้านไม่มีเลขที่ ถนนคอนแวนต์ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร แล้วเรียกเอาค่าไถ่เป็นเงิน 700,000 บาท จากนางศิริยาภรณ์มารดาของเด็กหญิงศศิธรหรือน้องเมย์ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 313, 317

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 313 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม (ที่ถูกมาตรา 317 วรรคสาม) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป ให้จำคุก 15 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อหากำไร ให้จำคุก5 ปีรวมจำคุกคนละ 20 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสืบพยานจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละสองในห้าส่วน คงจำคุกคนละ 12 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าสมควรลงโทษจำเลยที่ 2 สถานเบาลงอีกหรือไม่ เห็นว่า ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อหากำไรนั้น ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 2 หลังจากลดโทษให้แล้วคงจำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานดังกล่าว เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลในการลงโทษจำเลยที่ 2 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 มานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกันเอาตัวเด็กอายุเพียง 6 ปีเศษ ไปจากบิดามารดาแล้วเรียกค่าไถ่จากบิดามารดาเด็กเช่นนี้เป็นพฤติการณ์ที่อุกอาจโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองเป็นการทรมานจิตใจผู้ที่เป็นบิดามารดาและญาติใกล้ชิด อีกทั้งก่อให้เกิดความหวาดเกรงแก่ประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก กำหนดโทษสำหรับความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องต่อศาล ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ 2 ฟัง และถามว่าได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แสดงว่าจำเลยที่ 2 มิได้รู้สำนึกในการกระทำความผิดแต่อย่างใด ทั้งหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยที่ 2 จึงขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธฟ้องโจทก์และให้การใหม่เป็นการให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปจำคุก 15 ปี จึงเป็นการลงโทษจำคุกในอัตราขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดโทษไว้ อีกทั้งไม่มีเหตุที่จะลดมาตราส่วนโทษให้ประกอบกับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ลดโทษในความผิดฐานนี้ให้สองในห้าส่วนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้เพียง 9 ปี จึงนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากแล้ว แต่อย่างไรก็ตามการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กไปจากบิดามารดาผู้ปกครองและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ โดยจำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์เรียกค่าไถ่เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นความผิดกรรมเดียวต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษมาไม่ แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าวขึ้นมาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และมีอำนาจวินิจฉัยตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้ฎีกาขึ้นมาด้วย เนื่องจากเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ15 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้สองในห้าส่วนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 90 ม. 91 ม. 313 ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย วรพันธ์หรือบอย ทองเพชร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5554/2545
#99800
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากเด็กอายุ 6 ปีเศษ ไปจากบิดามารดาผู้ปกครองเพื่อหากำไรและร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังเด็กไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ โดยจำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์เรียกค่าไถ่เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทคือ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 313 วรรคแรก บทหนึ่ง และตามมาตรา 317 วรรคสาม อีกบทหนึ่ง ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันไม่

ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าวขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225 และมีอำนาจวินิจฉัยตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้ฎีกาขึ้นมาด้วย เนื่องจากเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วย มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๙๑ , ๓๑๓ , ๓๑๗

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓ วรรคหนึ่ง , ๓๑๗ วรรคหนึ่ง วรรคสาม (ที่ถูกมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม) ประกอบมาตรา ๘๓ เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป ให้จำคุก ๑๕ ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อหากำไร ให้จำคุก ๕ ปี รวมจำคุกคนละ ๒๐ ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสืบพยานจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กระทงละสองในห้าส่วน คงจำคุกคนละ ๑๒ ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว? สำหรับความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๒ ร่วมกันเอาตัวเด็กอายุเพียง ๖ ปีเศษ ไปจากบิดามารดาแล้วเรียกค่าไถ่จากบิดามารดาเด็กเช่นนี้ เป็นพฤติการณ์ที่อุกอาจโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองเป็นการทรมานจิตใจผู้ที่เป็นบิดามารดา อีกทั้งก่อให้เกิดความหวาดเกรงแก่ประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓ วรรคแรก กำหนดโทษสำหรับความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่จำเลยที่ ๒ ถูกฟ้องต่อศาล ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ ๒ ฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ แสดงว่า จำเลยที่ ๒ มิได้รู้สำนึกในการกระทำความผิดแต่อย่างใด ทั้งหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปจำคุก ๑๕ ปี จึงเป็นการลงโทษจำคุกในอัตราขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดโทษไว้ อีกทั้งไม่มีเหตุที่จะลดมาตราส่วนโทษให้ประกอบกับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ลดโทษในความผิดฐานนี้ให้สองในห้าส่วนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๒ ในความผิดฐานนี้เพียง ๙ ปี จึงนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ ๒ มากแล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กไปจากบิดามารดาผู้ปกครองและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ โดยจำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์เรียกค่าไถ่เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓ วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษมาไม่ แม้จำเลยที่ ๒ จะไม่ได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าวขึ้นมาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ และมีอำนาจวินิจฉัยตลอดไปถึงจำเลยที่ ๑ ซึ่งไม่ได้ฎีกาขึ้นมาด้วย เนื่องจากเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓ วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๑๕ ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้สองในห้าส่วน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๙ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 313 วรรคแรก ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวรพันธ์หรือบอย ทองเพชร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมเกียรติ เมาลานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5548/2545
#49068
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารอาคารสงเคราะห์จ้างโจทก์สำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินของผู้กู้ยืมเงิน ซึ่งกำหนดให้โจทก์ต้องควบคุมดูแลลูกจ้างหรือพนักงานหรือตัวแทนของโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และต้องส่งผลการสำรวจและประเมินราคาแก่ธนาคารภายในระยะเวลาที่กำหนด การที่จำเลยที่ 3 กรอกข้อความในแบบสรุปผลการประเมินราคา และการที่จำเลยที่ 2 ลงชื่อในฐานะผู้ประเมินราคาและฐานะผู้จัดการสาขาเพื่อจัดส่งให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ในนามของโจทก์ล้วนแต่เป็นขั้นตอนในการปฏิบัติงานของพนักงานโจทก์ ผู้ที่ประเมินราคาหรือทำคำรับรองเอกสารตามสัญญาจ้างก็คือโจทก์ จำเลยที่ 3 มิได้ลงชื่อเป็นผู้ประเมินราคาในเอกสารดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงมิใช่ผู้ทำคำรับรองเอกสารอันเป็นเท็จแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ธนาคารอาคารสงเคราะห์จ้างโจทก์สำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินของผู้กู้ยืมเงินธนาคารดังกล่าว จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการสาขาของโจทก์มีหน้าที่ควบคุมสั่งการพนักงานประเมินราคาตรวจสอบรายงานการสำรวจ ประเมินราคาทรัพย์สิน และเสนอรายงานการสำรวจประเมินราคาทรัพย์สินแก่โจทก์และแก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จำเลยที่ 3 เป็นพนักงานประเมินราคาทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำการสำรวจและประเมินราคาที่ดินของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเลยที่ 1 นำมาใช้เป็นหลักประกันในการขอกู้ยืมเงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันใช้คำรับรองอันเป็นเอกสารเท็จ เพื่อให้ธนาคารหลงเชื่อว่าหลักทรัพย์มีราคาประเมินตามคำรับรองที่จำเลยทั้งสามร่วมกันทำขึ้น จนทำให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269 และมาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความชั่วคราว

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 269 ทั้งสองวรรค ให้จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78หนึ่งในสาม คงจำคุก 5 เดือน ไม่มีเหตุรอการลงโทษ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 เสียด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า ธนาคารอาคารสงเคราะห์จ้างโจทก์สำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินของผู้กู้ยืมเงินที่จะนำมาจำนองเป็นประกันเงินกู้ยืมกับธนาคารตามสัญญาจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.4 จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ได้ไปสำรวจและทำสรุปผลการประเมินราคาตามเอกสารหมาย จ.5 ให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อในฐานะผู้จัดการโจทก์สาขานครปฐมและฐานะผู้ประเมินราคา โดยประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 9,574,000 บาท โจทก์ให้พนักงานของโจทก์ไปสำรวจและประเมินราคาใหม่ พนักงานของโจทก์ประเมินราคาเพียง 3,630,000 บาท และธนาคารอาคารสงเคราะห์ประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นเงิน 5,248,882บาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดเกี่ยวกับเอกสารตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ธนาคารอาคารสงเคราะห์จ้างโจทก์สำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินของผู้กู้ยืมเงินตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งกำหนดให้โจทก์ต้องควบคุมดูแลลูกจ้างหรือพนักงาน หรือตัวแทนของโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และต้องส่งผลการสำรวจและประเมินราคาแก่ธนาคารภายในระยะเวลาที่กำหนด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 กรอกข้อความในแบบสรุปผลการประเมินราคาเอกสารหมาย จ.5 ก็ดี และการที่จำเลยที่ 2 ลงชื่อในฐานะผู้ประเมินราคาและฐานะผู้จัดการสาขาในเอกสารหมาย จ.5 เพื่อจัดส่งให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ในนามของโจทก์ก็ดี ล้วนแต่เป็นขั้นตอนในการปฏิบัติงานของพนักงานของโจทก์ ผู้ที่ประเมินราคาหรือทำคำรับรองเอกสารตามสัญญาจ้างก็คือโจทก์ประกอบกับจำเลยที่ 3 มิได้ลงชื่อเป็นผู้ประเมินราคาในเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 3 จึงมิใช่ผู้ทำคำรับรองเอกสารอันเป็นเท็จแต่อย่างใด จำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 269 ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 269
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พสุพัฒน์ เรียลตี้ จำกัด
จำเลย — นาย สมบูรณ์ ทรัพย์ถวิลหา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5541/2545
#47404
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการหมู่บ้านซื้อที่ดินพิพาทเพื่อให้ราษฎรในหมู่บ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คณะกรรมการหมู่บ้านจึงไม่สามารถนำออกขายให้โจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ไม่ได้บัญญัติให้อำนาจสภาตำบลเป็นผู้ดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สภาตำบล ผู้ร้องสอดจึงไม่มีอำนาจขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่า จำเลยออกโฉนดทับที่ดินของโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ทับที่ดินพิพาทของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยขายที่ดินพิพาทให้สภาตำบลหย่วน โจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทและจำเลยไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกสภาตำบลหย่วนเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3)(ข) และเรียกสภาตำบลหย่วนว่าผู้ร้องสอด

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์บุกรุกเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 34600 อำเภอเชียงคำจังหวัดพะเยา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500บาท แทนผู้ร้องสอด

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิครอบครองหรือไม่ เห็นว่า แม้เงินที่นำมาซื้อที่ดินทั้งแปลงซึ่งรวมที่ดินพิพาทอยู่ด้วยจะไม่ใช่เป็นเงินของทางราชการและขณะนั้นยังไม่สภาตำบลหย่วนก็ตาม แต่เงินดังกล่าวก็เป็นเงินที่ชาวบ้านกอมรับจ้างขุดดินตามโครงการที่ทางรัฐบาลจัดสรรเงินจำนวนดังกล่าวมาให้ในรูปค่าจ้างเพื่อพัฒนาหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านกอมได้ร่วมกันสละเงินค่าจ้างส่วนของตนแล้วได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อให้จัดการซื้อที่ดินแปลงนี้โดยมีวัตถุประสงค์จะให้ที่ดินที่ซื้อมาเพื่อใช้เป็นประโยชน์ร่วมกัน หลังจากซื้อที่ดินมาก็ได้สร้างเป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกับขุดบ่อเลี้ยงปลาทำการประมงของหมู่บ้าน และอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นที่ดินพิพาทจะใช้เป็นสถานที่สร้างวัดบ้านกอมเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์ในการซื้อที่ดินทั้งแปลงมานั้นก็เพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์ที่ราษฎรบ้านกอมจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งรูปแบบการจัดซื้อและเจตนาของการจัดซื้อของชาวบ้านกอมดังกล่าว จึงมีผลทำให้ที่ดินทั้งแปลงที่ชาวบ้านกอมซื้อมาตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) ฉะนั้นเมื่อที่ดินทั้งแปลงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยผลของกฎหมายแล้ว คณะกรรมการหมู่บ้านกอมจึงไม่มีอำนาจจะขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตน โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในปัญหาต่อไปว่า ผู้ร้องสอดมีอำนาจขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ โดยศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตองค์การบริหารตำบลหย่วน ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ร้องสอดเป็นผู้คุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 68 นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 68 ดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล มิใช่เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของสภาตำบลแต่อย่างใด ทั้งประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8บัญญัติว่า บรรดาที่ดินทั้งหลายอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้อธิบดีกรมที่ดินเป็นผู้มีอำนาจดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันได้ตามควรแก่กรณี แต่ในเรื่องที่ดินสาธารณประโยชน์อันเป็นที่ดินที่พลเมืองใช้ร่วมกันได้มีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 122บัญญัติไว้ให้เป็นหน้าที่ของกรมการอำเภอ ซึ่งต่อมาได้โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 62วรรคสาม นายอำเภอจึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินพิพาท ผู้ร้องสอดจึงไม่มีอำนาจขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องสอดที่ขอให้โจทก์พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2)
ป.ที่ดิน ม. 8
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ม. 23 ม. 68 (8)
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 62
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิชาธร นาสินสร้อย
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — สภาตำบลหย่วน
จำเลย — นาง ศรีเพ็ญ จิตตะมาลา
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5541/2545
#99880
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการหมู่บ้านซื้อที่ดินพิพาทเพื่อให้ราษฎรในหมู่บ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คณะกรรมการหมู่บ้านจึงไม่สามารถนำออกขายให้โจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ไม่ได้บัญญัติให้อำนาจสภาตำบลเป็นผู้ดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สภาตำบล ผู้ร้องสอดจึงไม่มีอำนาจขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่า จำเลยออกโฉนดทับที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ทับที่ดินพิพาทของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยขายที่ดินพิพาทให้สภาตำบลหย่วน โจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทและจำเลยไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกสภาตำบลหย่วนเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) (ข) และเรียกสภาตำบลหย่วนว่าผู้ร้องสอด

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์บุกรุกเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินสาธารณะสมบัติของแผ่นดินที่พิพาทโฉนดเลขที่ ๓๔๖๐๐ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๕๐๐ บาท แทนผู้ร้องสอด

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิครอบครองหรือไม่ เห็นว่า แม้เงินที่นำมาซื้อที่ดินทั้งแปลงซึ่งรวมที่ดินพิพาทอยู่ด้วยจะไม่ใช่เป็นเงินของทางราชการและขณะนั้นยังไม่มีสภาตำบลหย่วนก็ตาม แต่เงินดังกล่าวก็เป็นเงินที่ชาวบ้านกอมรับจ้างขุดดินตามโครงการที่ทางรัฐบาลจัดสรรเงินจำนวนดังกล่าวมาให้ในรูปค่าจ้างเพื่อพัฒนาหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านกอมได้ร่วมกันสละเงินค่าจ้างส่วนของตนแล้วได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อให้จัดการซื้อที่ดินแปลงนี้โดยมีวัตถุประสงค์จะให้ที่ดินที่ซื้อมาเพื่อใช้เป็นประโยชน์ร่วมกัน หลังจากซื้อที่ดินมาก็ได้สร้างเป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กับขุดบ่อเลี้ยงปลาทำการประมงของหมู่บ้าน และอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นที่ดินพิพาทจะใช้เป็นสถานที่สร้างวัดบ้านกอม เห็นได้ว่าวัตถุประสงค์ในการซื้อที่ดินทั้งแปลงมานั้นก็เพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์ที่ราษฎรบ้านกอมจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งรูปแบบการจัดซื้อและเจตนาของการจัดซื้อของชาวบ้านกอมดังกล่าว จึงมีผลทำให้ที่ดินทั้งแปลงที่ชาวบ้านกอมซื้อมาตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ฉะนั้นเมื่อที่ดินทั้งแปลงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยผลของกฎหมายแล้ว คณะกรรมการหมู่บ้านกอมจึงไม่มีอำนาจจะขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตน โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในปัญหาต่อไปว่า ผู้ร้องสอดมีอำนาจขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ โดยศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตองค์การบริหารตำบลหย่วน ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ร้องสอดเป็นผู้คุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๖๘ นั้น เห็นว่า ตามมาตรา ๖๘ ดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล มิใช่เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของสภาตำบลแต่อย่างใด ทั้งประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘ บัญญัติว่า บรรดาที่ดินทั้งหลายอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้อธิบดีกรมที่ดินเป็นผู้มีอำนาจดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันได้ตามควรแก่กรณี แต่ในเรื่องที่ดินสาธารณประโยชน์อันเป็นที่ดินที่พลเมืองใช้ร่วมกันได้มีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ มาตรา ๑๒๒ บัญญัติไว้ให้เป็นหน้าที่ของกรมการอำเภอ ซึ่งต่อมาได้โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖๒ วรรคสาม นายอำเภอจึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินพิพาท ผู้ร้องสอดจึงไม่มีอำนาจขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องสอดที่ขอให้โจทก์พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2)
ป.ที่ดิน ม. 8
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ม. 23 ม. 68 (8)
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 62
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชาธร นาสินสร้อย
ผู้ร้องสอด — สภาตำบลหย่วน
จำเลย — นางศรีเพ็ญ จิตตะมาลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายเดชา คำสิทธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายทวีป ตันสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักด์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5539/2545
#49067
เปิดฉบับเต็ม

รายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติถือเป็นรายงานของเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติไปตามคำสั่งของศาล ไม่เป็นพยานหลักฐานของโจทก์หรือจำเลยในคดี ข้อเท็จจริงตามรายงานดังกล่าวที่ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย จึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่จำเลยได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ไม่จำต้องรับวินิจฉัยให้

ผู้กระทำความผิดในฐานะกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและหลบหนีไม่แจ้งเหตุ ไม่ถือว่าเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง เมื่อตามรายงานของพนักงานคุมประพฤติปรากฏว่ามารดาของผู้ตายและ บ. ได้รับชดใช้ค่าเสียหายเป็นที่พอใจและต่างไม่ติดใจที่จะดำเนินการในทางแพ่งอีก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยขับรถยนต์ไปตามถนนเจิมปัญญาจากทิศเหนือมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งด้วยความประมาท จำเลยขับรถยนต์คันดังกล่าวด้วยความเร็วสูงเกินสมควรโดยไม่ชะลอความเร็วให้ช้าลง และขับรถไปในทางเดินรถที่ผู้ตายขับสวนทางมาด้วยความประมาทของจำเลยเป็นเหตุให้รถคันที่จำเลยขับชนกับรถที่ผู้ตายขับ ทำให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและเมื่อจำเลยขับรถยนต์ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินของบุคคลอื่นแล้ว จำเลยไม่กระทำการหยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร และไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4)(8), 78 (ที่ถูก 78วรรคหนึ่ง), 157, 160 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งมีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานไม่หยุดรถช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก2 ปี 2 เดือน พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว จำเลยเองชดใช้เงินแก่ญาติผู้ตายเพียง 10,000 บาท พฤติการณ์แห่งคดีจำเลยขับรถในเมืองด้วยความเร็วสูงจนเกิดเหตุชนด้วยความแรง เมื่อเกิดเหตุแล้วจำเลยหลบหนีหาได้หยุดรถช่วยเหลือผู้ถูกชนในทันทีไม่ ส่วนการชดใช้เงินของบริษัทประกันภัยก็หาใช่การบรรเทาผลร้ายของจำเลยโดยตรง ไม่สมควรรอการลงโทษให้จำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจราทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสาม ซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 อีกมาตราหนึ่ง สำหรับความผิดฐานไม่หยุดรถช่วยเหลือและไม่แสดงตัวแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงาน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วจำคุก 1 เดือน 15 วัน รวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกทั้งสิ้น 2 ปี 1 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในข้อแรกว่า ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติจังหวัดตรังว่าจำเลยได้ต่อสู้ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยซึ่งรายงานการสืบเสาะและพินิจก็เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาพิพากษา จึงถือว่าจำเลยได้ยกข้อต่อสู้ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นแล้วโดยชอบศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า รายงานการสืบเสาะและพินิจถือเป็นรายงานของเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติไปตามคำสั่งของศาล จึงไม่นับเป็นพยานหลักฐานของโจทก์หรือจำเลยในคดี ข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติจังหวัดตรังที่ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย จึงมิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่าสมควรรอการลงโทษแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้กระทำความผิดในฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและหลบหนีไม่แจ้งเหตุตามฟ้อง ไม่ถือเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงและตามรายงานของพนักงานคุมประพฤติจังหวัดตรังก็ปรากฏว่านางปราณี สมบูรณ์มารดาของผู้ตาย และนางสาวบุญยืน ปานรังสี ได้รับชดใช้ค่าเสียหายเป็นที่พอใจต่างไม่ติดใจที่จะดำเนินการในทางแพ่งอีก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กรณีจึงสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย เพราะการลงโทษจำคุกในระยะสั้นนอกจากจะไม่เกิดผลในการแก้ไขฟื้นฟูจำเลยให้กลับตัวเป็นคนดีได้แล้ว ยังทำให้จำเลยมีประวัติเสื่อมเสียยากที่จะกลับตนเป็นพลเมืองดี ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษให้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำจึงให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติไว้ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งโดยความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้ปรับ 10,000 บาท ความผิดฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุ ให้ปรับ 2,000 บาท รวมปรับ 12,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปีนับตั้งแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 291
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นาย สุรศักดิ์ จุฑารัตน์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5515/2545
#46173
เปิดฉบับเต็ม

ส. เป็นผู้พิพากษาที่เพียงแต่มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำร้องของจำเลยเท่านั้น อันเป็นคำสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จแล้ว และก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งการมีคำสั่งดังกล่าว ส. ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นเลย ส. จึงไม่มีอำนาจรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ การที่ ส. รับรองให้ฎีกาจึงไม่ชอบ ถือว่าคดีนี้ยังคงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่เป็นที่หนองน้ำสาธารณประโยชน์ เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ซึ่งวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่หนองน้ำสาธารณประโยชน์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เลขที่ 270 เนื้อที่ 22 ไร่เศษ โดยซื้อมาเมื่อปี 2527 จำเลยที่ 1 เป็นกระทรวงในรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ และขึ้นทะเบียนเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองศรีสะเกษเป็นข้าราชการสังกัดจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลรักษาหนองน้ำสาธารณประโยชน์ในเขตอำเภอเมืองศรีสะเกษ จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลน้ำคำอำเภอเมืองศรีสะเกษ และเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการดูแลรักษาที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าว เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 2 สั่งให้จำเลยที่ 3 พร้อมลูกบ้าน 4 ถึง 5 คน นำหลักหมุดไปปักในที่สาธารณะและปักรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ ทั้งนำป้ายขนาดใหญ่แสดงเขตหนองน้ำสาธารณประโยชน์ปักรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 94 ตารางวา โจทก์บอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3ให้ถอนหลักหมุดออกไปจากที่ดินโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิกเฉยอ้างว่าต้องมีคำสั่งจากจำเลยที่ 1 ก่อน ทำให้โจทก์เสียหาย ที่ดินพิพาทดังกล่าวใช้ปลูกข้าวมีรายได้เฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสามเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขุดหลักหมุดออกจากที่ดินพิพาท หากไม่ดำเนินการให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายปีละ 3,000 บาท นับแต่ปี2536 ไปจนกว่าจะดำเนินการดังกล่าวเสร็จและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์หนองโดนน้อย ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำคำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และมีการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเมื่อปี 2535 แม้ที่ดินโจทก์จะมีหลักฐานเป็น น.ส.3 ซึ่งออกโดยอาศัย ส.ค.1 เลขที่ 270 แต่ น.ส.3 ดังกล่าวมีเนื้อที่มากกว่าที่ระบุใน ส.ค.1 และออกครอบคลุมที่ดินพิพาทเป็นการออกโดยไม่ชอบ อย่างไรก็ตามที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นหนองน้ำใช้ทำนาไม่ได้ ประกอบกับโจทก์ไม่มีอาชีพทำนา จึงไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามดำเนินการรื้อถอนหลักหมุดและป้ายแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามจำเลยทั้งสามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยนางสาวสุนทรี อัจฉริยพฤกษ์ ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีนี้ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้นางสาวสุนทรี อัจฉริยพฤกษ์ ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งนางสาวสุนทรีได้ลงชื่อรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้นั้น มีเจตนารมณ์ให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นเองเป็นผู้รับรองให้ฎีกาเพราะเป็นผู้ทราบดีว่ามีเหตุสมควรที่จะรับรองให้ฎีกาหรือไม่ แต่ปรากฏว่านางสาวสุนทรีเป็นผู้พิพากษาที่เพียงแต่มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำร้องของจำเลยทั้งสามเท่านั้น อันเป็นคำสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จแล้ว และก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม ซึ่งการมีคำสั่งดังกล่าวนางสาวสุนทรีไม่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นเลย นางสาวสุนทรีจึงไม่มีอำนาจรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ การที่นางสาวสุนทรีรับรองให้ฎีกาจึงไม่ชอบ ถือว่าคดีนี้ยังคงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่เป็นที่หนองน้ำสาธารณประโยชน์เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่หนองน้ำสาธารณประโยชน์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย โกวิท โอภาสนวคุณ
จำเลย — กระทรวงมหาดไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5515/2545
#46584
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่ให้อำนาจผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้นั้น มีเจตนารมณ์ให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นเองเป็นผู้รับรองให้ฎีกาเพราะเป็นผู้ทราบดีว่ามีเหตุสมควรที่จะรับรองให้ฎีกาหรือไม่ ดังนั้น ผู้พิพากษา ส. ที่เพียงแต่มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสามขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ อันเป็นคำสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จแล้ว จึงไม่มีอำนาจรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ การที่ ส. รับรองให้ฎีกาจึงไม่ชอบ ถือว่าคดียังคงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง การที่โจทก์ฎีกาโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามมาตราดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เลขที่ 270 หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำคำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ 22 ไร่เศษ โดยซื้อมาเมื่อปี 2527 จำเลยที่ 1 เป็นกระทรวงในรัฐบาล มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ และขึ้นทะเบียนเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองศรีสะเกษ เป็นข้าราชการสังกัดจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลรักษาหนองน้ำสาธารณประโยชน์ในเขตอำเภอเมืองศรีสะเกษ จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลน้ำคำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ และเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการดูแลรักษาที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าว เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 2 สั่งให้จำเลยที่ 3 พร้อมลูกบ้าน 4 ถึง 5 คน นำหลักหมุดไปปักในที่สาธารณะและปักรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ ทั้งนำป้ายขนาดแสดงเขตหนองน้ำสาธารณประโยชน์ปักรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 94 ตารางวา โจทก์บอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ถอนหลักหมุดออกไปจากที่ดินโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิกเฉยอ้างว่าต้องมีคำสั่งจากจำเลยที่ 1 ก่อน ทำให้โจทก์เสียหาย ที่ดินพิพาทดังกล่าวใช้ปลูกข้าวมีรายได้เฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสามเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขุดหลักหมุดออกจากที่ดินพิพาท หากไม่ดำเนินการให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายปีละ 3,000 บาท นับแต่ปี 2536 ไปจนกว่าจะดำเนินการดังกล่าวเสร็จและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์หนองโดนน้อย ซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันและมีการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเมื่อปี 2535 แม้ที่ดินโจทก์จะมีหลักฐานเป็น น.ส.3 ซึ่งออกโดยอาศัย ส.ค.1 เลขที่ 270 แต่ น.ส. 3 ดังกล่าว มีเนื้อที่มากกว่าที่ระบุใน ส.ค. 1 และออกครอบคลุมที่ดินพิพาทเป็นการออกโดยไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามดำเนินการรื้อถอนหลักหมุดและป้ายแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ออกไปจากที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยทั้งสามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยนางสาวสุนทรี อัจฉริยพฤกษ์ ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีนี้ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้นางสาวสุนทรี อัจฉริยพฤกษ์ ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งนางสาวสุนทรี ได้ลงชื่อรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้นั้น มีเจตนารมณ์ให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นเองเป็นผู้รับรองให้ฎีกา เพราะเป็นผู้ทราบดีว่ามีเหตุสมควรที่จะรับรองให้ฎีกาหรือไม่ แต่ปรากฏว่านางสาวสุนทรีเป็นผู้พิพากษาที่เพียงแต่มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำร้องของจำเลยทั้งสามเท่านั้น อันเป็นคำสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จแล้ว และก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม ซึ่งการมีคำสั่งดังกล่าวนางสาวสุนทรีไม่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นเลย นางสาวสุนทรีจึงไม่มีอำนาจรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ การที่นางสาวสุนทรีรับรองให้ฎีกาจึงไม่ชอบถือว่าคดีนี้ยังคงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่เป็นที่หนองน้ำสาธารณประโยชน์ เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่หนองน้ำสาธารณประโยชน์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย โกวิท โอภาสนวคุณ
จำเลย — กระทรวงมหาดไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5515/2545
#99845
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งที่บัญญัติให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงนั้น มีเจตนารมณ์ให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นเองเป็นผู้รับรองให้ฎีกา เพราะเป็นผู้ทราบดีว่ามีเหตุสมควรที่จะรับรองให้ฎีกาหรือไม่ แต่ ส. เป็นผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่เพียงแต่มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยเท่านั้น อันเป็นคำสั่งภายในจากที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จแล้ว และก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งการมีคำสั่งดังกล่าว ส.ไม่ได้เข้าไปนั่งพิจารณาคดีนั้นเลย ส.จึงไม่มีอำนาจรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ การที่ ส.รับรองให้ฎีกาจึงไม่ชอบ ถือว่าคดีนี้ยังคงห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสามเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ขุดหลักหมุนออกจากที่ดินพิพาท หากไม่ดำเนินการให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายปีละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่ปี ๒๕๓๖ ไปจนกว่าจะดำเนินการดังกล่าวเสร็จและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์หนองโดนน้อย ซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และมีการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเมื่อปี ๒๕๓๕ แม้ที่ดินโจทก์จะมีหลักฐานเป็น น.ส.๓ ออกโดยอาศัย ส.ค.๑ เลยที่ ๒๗๐ แต่ น.ส.๓ ดังกล่าวมีเนื้อที่มากกว่าที่ระบุใน ส.ค.๑และออกครอบคลุมที่ดินพิพาทเป็นการออกโดยไม่ชอบ อย่างไรก็ตามที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นหนองน้ำใช้ทำนาไม่ได้ ประกอบกับโจทก์ไม่มีอาชีพทำนา จึงไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามดำเนินการรื้อถอนหลักหมุดและป้ายแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ออกไปจากที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยทั้งสามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลเป็นเงิน ๒,๐๐๐ บาท

โจทก์ฎีา โดยนางสาวสุนทรี อัจฉริยพฤกษ์ ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีนี้ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้นางสาวสุนทรี อัจฉริยพฤกษ์ ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งนางสาวสุนทรีได้ลงชื่อรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้นั้นมีเจตนารมณ์ให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาได้นั่งพิจารณาคดีนั้นเองเป็นผู้รับรองให้ฎีกา เพราะเป็นผู้ทราบดีว่ามีเหตุสมควรที่จะรับรองให้ฎีกาหรือไม่ แต่ปรากฏว่านางสาวสุนทรีเป็นผู้พิพากษาที่เพียงแต่มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำร้องขอของจำเลยทั้งสามเท่านั้น อันเป็นคำสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จแล้ว และก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม ซึ่งมีคำสั่งดังกล่าวนางสาวสุนทรีไม่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นเลย นางสาวสุนทรีจึงไม่มีอำนาจรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ การที่นางสาวสุนทรีรับรองให้ฎีกาจึงไม่ชอบ ถือว่าคดีนี้ยังคงต้องห้ามในข้อเท็จจริง ที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช้เป็นที่หนองน้ำสาธารณประโยชน์ เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ซึ่งวินิจฉัยว่า ที่ดินพาทเป็นที่หนองน้ำสาธารณประโยชน์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นต้นทั้งหมดแก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกวิท โอภาสนวคุณ
จำเลย — กระทรวงมหาดไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายณรงค์ ไพบูลย์วัฒนกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5510/2545
#46583
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือที่กรมการผังเมืองมีถึงโจทก์ระบุว่ากฎกระทรวง ฉบับที่ 63(พ.ศ. 2532) มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2532 ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2537 และมีการประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 169(พ.ศ. 2537) และฉบับที่ 211 (พ.ศ. 2538) ขยายอายุการใช้บังคับกฎกระทรวง ฉบับที่ 63ฯ ออกไปอีกฉบับละ 1 ปี รวม 2 ปี ซึ่งมีผลใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 63ฯ มีผลใช้บังคับถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2539 โจทก์ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารบนที่ดินโฉนดเลขที่ 20585 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2540 การยื่นคำขอของโจทก์จึงเป็นการยื่นภายหลังจากที่กฎกระทรวง ฉบับที่ 63ฯ สิ้นผลบังคับใช้ไปแล้ว พื้นที่บริเวณที่ดินของโจทก์ที่ขออนุญาตก่อสร้างอาคารจึงไม่มีกฎหมายใด ๆ กำหนดว่าที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตพื้นที่สีเขียวอ่อน ซึ่งห้ามเจ้าของที่ดินก่อสร้างอาคาร โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมมีสิทธิที่จะใช้สอยที่ดินของโจทก์ได้ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นชอบที่จะอนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารบนที่ดินของโจทก์ หากโจทก์ได้ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารโดยถูกต้อง

ตามโฉนดเลขที่ 20585 มีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม 2 คน คือ โจทก์กับ บ. ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ แต่ บ. ได้ถึงแก่กรรมแล้ว และโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ บ. แม้โจทก์จะลงลายมือชื่อในฐานะผู้ขออนุญาตก่อสร้างอาคาร โดยไม่ได้ระบุว่าลงชื่อในฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมด้วย แต่จำเลยรับคำขอของโจทก์ไว้พิจารณาพร้อมทั้งสั่งให้โจทก์แก้ไขแบบและส่งหลักฐานเพิ่มเติม โดยมิได้โต้แย้งว่าผู้ขออนุญาตลงลายมือชื่อไม่ครบ แสดงว่าจำเลยมิได้ถือเรื่องเจ้าของที่ดินลงลายมือชื่อไม่ครบทุกคนเป็นสาระสำคัญทั้งเป็นเรื่องที่จำเลยสามารถสั่งให้โจทก์จัดการแก้ไขให้ถูกต้อง จำเลยจะอาศัยเหตุนี้ออกคำสั่งไม่อนุญาตตามคำขอของโจทก์โดยไม่ให้โอกาสโจทก์แก้ไขข้อบกพร่องไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองกำแพงเพชร เป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นผู้มีอำนาจหน้าที่อนุญาตให้ปลูกสร้างบ้านเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างในเขตเทศบาลเมืองกำแพงเพชร โจทก์และมารดาโจทก์ซึ่งถึงแก่กรรมแล้วมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 20585 โจทก์ได้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น เพื่อขออนุญาตก่อสร้างอาคารพาณิชย์ลงบนที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยไม่อนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างโดยให้เหตุผลว่าที่ดินของโจทก์เป็นพื้นที่สีเขียวอ่อน ต้องห้ามปลูกสร้างอาคารที่อยู่อาศัยตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 63 (พ.ศ. 2532) ออกตามความในพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 ซึ่งมีผลใช้บังคับถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2539 ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 211 (พ.ศ. 2538) โดยในขณะที่โจทก์ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารนั้น กฎกระทรวง ฉบับที่ 63 (พ.ศ. 2532) ไม่ปรากฏว่ามีการขายอายุการใช้บังคับออกไปแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุทางกฎหมายที่จำเลยจะไม่อนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารตามคำขอ โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการดังกล่าวได้วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 20585 หากจำเลยไม่อนุญาตให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า การขออนุญาตก่อสร้างอาคารพาณิชย์ของโจทก์เป็นการขออนุญาตก่อสร้างที่จำเลยมิอาจออกใบอนุญาตให้ได้เพราะเป็นที่ดินติดบริเวณสวนสิริจิตอุทยาน อันเป็นสวนสาธารณะของเทศบาลเมืองกำแพงเพชรที่จัดไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจแก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นที่ดินประเภทที่โล่งเพื่อนันทนาการและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือเพื่อสาธารณประโยชน์ตามผังเมือง รวมที่ใช้บังคับโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 63 (พ.ศ. 2532) ออกตามความในพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 และตามแผนผังแสดงการใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคตและโครงการคมนาคมและขนส่งและจากข้อกำหนดผังเมืองรวมเมืองกำแพงเพชร (ปรับปรุงครั้งที่ 1) ให้ใช้ประโยชน์เพื่อนันทนาการหรือเกี่ยวข้องกับนันทนาการ การรักษาคุณภาพ และคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารของโจทก์ไม่ชอบ เนื่องจากที่ดินตามที่โจทก์ขออนุญาตก่อสร้างอาคารมีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม 2 คน แต่โจทก์ลงชื่อในคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารเพียงคนเดียว โดยไม่ปรากฏหนังสือมอบอำนาจหรือหนังสือยินยอมของผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมอีกคนหนึ่ง จึงไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คำสั่งของจำเลยที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าคำสั่งของจำเลยที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ของโจทก์โฉนดเลขที่ 20585 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวโจทก์ฎีกาว่า ที่ดินของโจทก์ที่ขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ในขณะที่โจทก์ยื่นคำขออนุญาตไม่มีบทกฎหมายใดห้ามก่อสร้างไว้ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะก่อสร้างอาคารได้ตามที่ขออนุญาต คำสั่งของจำเลยที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยแก้ฎีกาในปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่า บริเวณที่โจทก์ขออนุญาตก่อสร้างอาคารนั้น อยู่ในเขตที่ได้มีกฎกระทรวง ฉบับที่ 63 (พ.ศ. 2532) กำหนดให้เป็นพื้นที่สีเขียวอ่อน ซึ่งเป็นที่ดินประเภทที่โล่ง เพื่อนันทนาการและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เมื่อพิจารณาตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 63 (พ.ศ. 2532) ตามเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 1 ที่กำหนดว่า "กฎกระทรวงนี้ให้มีอายุห้าปี" ซึ่งตามหนังสือที่กรมการผังเมืองมีถึงโจทก์เอกสารหมาย จ.7 ระบุว่ากฎกระทรวง ฉบับที่ 63 (พ.ศ. 2532) มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2532 ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2537 และมีการประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 169 (พ.ศ. 2537)และฉบับที่ 211 (พ.ศ. 2538) ขยายอายุการใช้บังคับกฎกระทรวง ฉบับที่ 63 (พ.ศ. 2532) ออกไปอีกฉบับละ 1 ปี รวม 2 ปี ซึ่งมีผลให้กฎกระทรวง ฉบับที่ 63 (พ.ศ. 2532) มีผลใช้บังคับถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2539 โจทก์ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารบนที่ดินโฉนดเลขที่ 20585 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2540 การยื่นคำขอของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการยื่นภายหลังจากที่กฎกระทรวง ฉบับที่ 63 (พ.ศ. 2532) สิ้นผลบังคับใช้ไปแล้ว พื้นที่บริเวณที่ดินของโจทก์ที่ขออนุญาตก่อสร้างอาคารจึงไม่มีกฎหมายใด ๆ กำหนดว่าที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตพื้นที่สีเขียวอ่อน ซึ่งห้ามเจ้าของที่ดินก่อสร้างอาคาร หนังสือที่จำเลยแจ้งคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารเอกสารหมาย จ.18 ก็มิได้ระบุว่าที่ดินที่โจทก์ขออนุญาตก่อสร้างอาคารตั้งอยู่ในเขตพื้นที่สีเขียวอ่อน คงอ้างแต่เพียงว่าไม่สามารถอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารได้ จะอนุญาตได้ต่อเมื่อมีกฎกระทรวงใหม่ประกาศว่าที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตพื้นที่ก่อสร้างอาคารได้เท่านั้น อันเป็นการยืนยันว่าในขณะที่โจทก์ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารจนกระทั่งจำเลยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารตามที่โจทก์ขอ ไม่มีกฎหมายห้ามก่อสร้างอาคารบนที่ดินของโจทก์ ฉะนั้นโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมมีสิทธิที่จะใช้สอยที่ดินของโจทก์ได้ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงชอบที่จะอนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารบนที่ดินของโจทก์หากโจทก์ได้ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารโดยถูกต้อง ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารตามเอกสารหมาย จ.5 ไม่เป็นไปตามเทศบัญญัติของเทศบาลเมืองกำแพงเพชร เรื่อง การควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2500 เพราะคำขออนุญาตของเจ้าของที่ดินลงลายมือชื่อไม่ครบทุกคนนั้น เห็นว่า ตามโฉนดเลขที่ 20585 เอกสารหมาย จ.1 มีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม 2 คน คือโจทก์กับนางบุญเชย แซ่อึ้ง มารดาโจทก์ แต่นางบุญเชยได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 และโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางบุญเชยตามคำสั่งศาลชั้นต้นเอกสารหมาย จ.2 แม้โจทก์จะลงลายมือชื่อในฐานะผู้ขออนุญาตก่อสร้างอาคารเอกสารหมาย จ.5 โดยมิได้ระบุว่าลงชื่อในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญเชยผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมด้วยก็ตาม แต่จำเลยรับคำขอของโจทก์ไว้พิจารณาพร้อมทั้งสั่งให้โจทก์แก้ไขแบบและส่งหลักฐานเพิ่มเติมตามหนังสือเอกสารหมาย จ.13 โดยมิได้โต้แย้งว่า ผู้ขออนุญาตลงลายมือชื่อไม่ครบ แสดงว่าจำเลยมิได้ถือเรื่องเจ้าของที่ดินลงลายมือชื่อไม่ครบทุกคนเป็นสาระสำคัญ ทั้งเป็นเรื่องที่จำเลยสามารถสั่งให้โจทก์จัดการแก้ไขให้ถูกต้องได้ จำเลยจะอาศัยเหตุเพียงการลงลายมือชื่อไม่ครบออกคำสั่งไม่อนุญาตตามคำขอของโจทก์ โดยไม่ให้โอกาสแก่โจทก์ได้แก้ไขข้อบกพร่อง ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญเชยสามารถแก้ไขข้อบกพร่องได้โดยง่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยเหตุนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นิทัศน์ สุวรรณวัฒนา
จำเลย — นาย บุญช่วย ศิริสาร
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5510/2545
#99873
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารภายหลังจากที่กฎกระทรวงกำหนดให้พื้นที่บริเวณที่ดินที่โจทก์ขออนุญาตก่อสร้างอาคารเป็นเขตพื้นที่สีเขียวอ่อนสิ้นผลบังคับใช้ไปแล้ว จึงไม่มีกฎหมายใด ๆ กำหนดว่าที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตพื้นที่สีเขียวอ่อนซึ่งห้ามเจ้าของที่ดินก่อสร้างอาคาร ฉะนั้นเมื่อโจทก์ยื่นคำขออนุญาตโดยถูกต้อง จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงชอบที่จะอนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารบนที่ดินของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๕๘๕ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร หากจำเลยไม่อนุญาตให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คำสั่งของจำเลยที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๕๘๕ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีปกครองวินิจฉัยว่า? ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คำสั่งของจำเลยที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ของโจทก์โฉนดเลขที่ ๒๐๕๘๕ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวโจทก์ฎีกาว่า ที่ดินของโจทก์ที่ขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ในขณะที่โจทก์ยื่นคำขออนุญาตไม่มีบทกฎหมายใดห้ามก่อสร้างไว้ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะก่อสร้างอาคารได้ตามที่ขออนุญาต คำสั่งของจำเลยที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยแก้ฎีกาในปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่า บริเวณที่โจทก์ขออนุญาตก่อสร้างอาคารนั้น อยู่ในเขตที่ได้มีกฎกระทรวง ฉบับที่ ๖๓ (พ.ศ. ๒๕๓๒) กำหนดให้เป็นพื้นที่สีเขียวอ่อน ซึ่งเป็นที่ดินประเภทที่โล่งเพื่อนันทนาการและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เมื่อพิจารณากฎกระทรวง ฉบับที่ ๖๓ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ที่กำหนดว่า "กฎกระทรวงนี้ให้มีอายุห้าปี" ซึ่งตามหนังสือที่กรมการผังเมืองมีถึงโจทก์ระบุว่ากฎกระทรวง ฉบับที่ ๖๓ (พ.ศ. ๒๕๓๒) มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๓๒ ถึงวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๓๗ และมีการประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๖๙ (พ.ศ. ๒๕๓๗) และฉบับที่ ๒๑๑ (พ.ศ. ๒๕๓๘) ขยายอายุการใช้บังคับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๖๓ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ออกไปอีกฉบับละ ๑ ปี รวม ๒ ปี ซึ่งมีผลให้กฎกระทรวง ฉบับที่ ๖๓ (พ.ศ. ๒๕๓๒) มีผลใช้บังคับถึงวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๓๙ โจทก์ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๕๘๕ เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ การยื่นคำขอของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการยื่นภายหลังจากที่กฎกระทรวง ฉบับที่ ๖๓ (พ.ศ. ๒๕๓๒) สิ้นผลบังคับใช้ไปแล้ว พื้นที่บริเวณที่ดินของโจทก์ที่ขออนุญาตก่อสร้างอาคารจึงไม่มีกฎหมายใด ๆ กำหนดว่าที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตพื้นที่สีเขียวอ่อนซึ่งห้ามเจ้าของที่ดินก่อสร้างอาคาร หนังสือที่จำเลยแจ้งคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารก็มิได้ระบุว่าที่ดินที่โจทก์ขออนุญาตก่อสร้างอาคารตั้งอยู่ในเขตพื้นที่สีเขียวอ่อน คงอ้างแต่เพียงว่าไม่สามารถอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารได้ จะอนุญาตได้ต่อเมื่อมีกฎกระทรวงใหม่ประกาศว่าที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตพื้นที่ก่อสร้างอาคารได้เท่านั้น อันเป็นการยืนยันว่าในขณะที่โจทก์ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารจนกระทั่งจำเลยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารตามที่โจทก์ขอ ไม่มีกฎหมายห้ามก่อสร้างอาคารบนที่ดินของโจทก์ ฉะนั้นโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมมีสิทธิที่จะใช้สอยที่ดินของโจทก์ได้ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงชอบที่จะอนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารบนที่ดินของโจทก์หากโจทก์ได้ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารโดยถูกต้อง? ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2518 ม. 5 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิทัศน์ สุวรรณวัฒนา
จำเลย — นายบุญช่วย ศิริสาร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางสาววาสนา บุญทรงสันติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5509/2545
#48681
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยทั้งสี่พิพาทกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายที่ดินฯ มาตรา 60 เมื่อจำเลยทั้งสี่ได้รับโฉนดที่ดินแล้วอาจมีการโอนที่ดินพิพาทต่อไป ซึ่งหากศาลพิพากษาในภายหลังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์อาจได้รับความเสียหาย กรณีมีเหตุสมควรกำหนดวิธีการคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และนางเอื่อนโตสุวรรณ มารดาจำเลยที่ 3 ขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์คัดค้านเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีสอบสวนเปรียบเทียบแล้วสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสี่ ห้ามจำเลยทั้งสี่เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(3) โดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ ระงับการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสี่ไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีถึงที่สุด

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีสอบสวนเปรียบเทียบตามพยานหลักฐานและมติของคณะรัฐมนตรีกับไกล่เกลี่ยโจทก์และจำเลยทั้งสี่แล้วไม่อาจตกลงกันได้ เจ้าพนักงานที่ดินจึงมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 60ให้ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสี่ โจทก์นำคดีสู่ศาลโดยฟ้องจำเลยทั้งสี่ภายในหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำจึงระงับการออกโฉนดที่ดินไว้ชั่วคราว ต่อมาโจทก์ถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีจึงมีอำนาจดำเนินการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสี่ โจทก์ฟ้องคดีใหม่เป็นคดีนี้เกินกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดิน โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีระงับการออกโฉนดที่ดินชั่วคราว กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 60 โจทก์จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ ระงับการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ปัญหาว่าสมควรมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างการพิจารณาหรือไม่ แม้คำร้องของโจทก์จะขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(3) แต่เนื้อหาของคำร้องและวัตถุประสงค์ของโจทก์ก็เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ รอเรื่องการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสี่ไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดว่าเป็นประการใด ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาในกรณีที่โจทก์ชนะคดี เห็นว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสี่พิพาทกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีสอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 60 เมื่อจำเลยทั้งสี่ได้รับโฉนดที่ดินแล้วอาจมีการโอนที่ดินพิพาทต่อไปซึ่งหากศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์อาจได้รับความเสียหาย กรณีมีเหตุสมควรกำหนดวิธีการคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 ม. 264
ป.ที่ดิน ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอำเภอชะอำ
จำเลย — นาย วิศิษฐ์ มีจิตต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5508/2545
#48680
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายกำหนดวันให้โจทก์เริ่มการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายโดยไม่พิจารณาความพร้อมของโรงงานน้ำตาลทราย ชาวไร่อ้อย และความหวานของอ้อย แต่มิได้บรรยายฟ้องกล่าวอ้างถึงวันประกาศราชกิจจานุเบกษาของประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายว่าเกิดขึ้นหลังวันที่กำหนดให้โจทก์เริ่มการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทราย และหลังจากวันที่โจทก์เริ่มการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายแล้วหรือไม่ ประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายฯ มีผลใช้บังคับเมื่อใด จะมีผลย้อนหลังบังคับโจทก์ได้หรือไม่ โจทก์มิได้บรรยายไว้ในคำฟ้องทั้งสิ้น ฎีกาโจทก์จึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแต่ศาลชั้นต้นแม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง

พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายฯ มาตรา 9 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย มิได้มีข้อกำหนดให้ระบุชื่อเฉพาะของข้าราชการและไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นใดบังคับว่าการแต่งตั้งข้าราชการให้เป็นกรรมการจะต้องระบุชื่อโดยเฉพาะ ทั้งตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน การแต่งตั้งข้าราชการให้ปฏิบัติหน้าที่พิเศษอื่นใดย่อมแต่งตั้งโดยระบุตำแหน่งได้โดยถือว่าผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นเป็นตัวแทนของส่วนราชการหน่วยนั้น ๆและเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตำแหน่งไม่ติดตัวและสิ้นสภาพไปเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งนั้น ตาย โอนย้ายหรือลาออกจากราชการไป ฉะนั้น หากผู้ดำรงตำแหน่งไม่อยู่ผู้อยู่ในลำดับรองลงไปก็สามารถรับมอบหมายให้รักษาราชการแทนหรือปฏิบัติราชการแทนในตำแหน่งนั้น ๆ ได้ ทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งโดยตำแหน่งหน้าที่ราชการดังกล่าว ไม่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องประชุมด้วยตนเองและไม่มีกฎหมายห้ามมิให้แต่งตั้งผู้อื่นปฏิบัติหน้าที่แทนกรรมการดังกล่าวย่อมมอบหมายให้ข้าราชการในกรมที่ตนสังกัดอยู่ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยเข้าประชุมแทนได้

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดระยะเวลาที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามมาตรา 198วรรคสอง คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์มิได้โต้แย้งคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ได้ คำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของโจทก์มิใช่คำโต้แย้งคัดค้านคำสั่งระหว่างพิจารณาเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ลงวันที่ 24 กันยายน2527 เรื่อง แต่งตั้งผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นกรรมการในคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายเฉพาะรายนายประภาสจักกะพาก เพิกถอนประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม ลงวันที่ 24 กันยายน 2527 เรื่องแต่งตั้งผู้แทนชาวไร่อ้อยเป็นกรรมการในคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (แต่งตั้ง 9 คน) ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2527 เรื่องแต่งตั้งผู้แทนชาวไร่อ้อยเป็นกรรมการในคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1) ที่แต่งตั้งนายราชัย ชูศิลป์กุล เป็นกรรมการแทนนายยงยุทธ ตันพิริยะกุลผู้ลาออก ลงวันที่ 21 มกราคม 2528 เรื่องแต่งตั้งผู้แทนชาวไร่อ้อยเป็นกรรมการในคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2528) ที่แต่งตั้งนายสมภาพ ศรีวรขาน แทนนายประสาน โอภาสปกรณ์กิจ เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ว่าด้วยเบี้ยปรับสำหรับโรงงานน้ำตาลทรายที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศระเบียบหรือพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2528 เพิกถอนประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ฉบับที่ 18 พ.ศ. 2533 เรื่อง กำหนดวันเริ่มต้นการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายของโรงงานน้ำตาลต่าง ๆ ในฤดูการผลิตปี2533/2534 เฉพาะรายของโจทก์ และแก้ไขวันเปิดหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายของโจทก์ตามที่โจทก์ได้เปิดดำเนินการไปแล้ว เพิกถอนบันทึกการประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งที่ 4/2534 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2534 เฉพาะวาระที่มีมติให้ลงโทษปรับโจทก์ เพิกถอนหนังสือของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายที่ กบ 2365/2534 ลงวันที่ 27มีนาคม 2534 เรื่อง ให้นำเงินไปชำระเบี้ยปรับเพิกถอนบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ครั้งที่ 9/2534 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2534 เฉพาะวาระที่มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ และเพิกถอนหนังสือของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ อก 0206/2138 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2534 เรื่อง อุทธรณ์คำสั่งหรือมติคณะกรรมการบริหาร

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่าประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ฉบับที่ 18 พ.ศ. 2533 เรื่อง กำหนดวันเริ่มต้นการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายของโรงงานน้ำตาลต่าง ๆ ในฤดูการผลิตปี 2533/2534 มีผลใช้บังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตามหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ฉบับที่ 18 พ.ศ. 2533 ประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2533มีผลใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โจทก์เริ่มต้นการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2533 ก่อนประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ฉบับที่ 18 พ.ศ. 2533 จะมีผลใช้บังคับ จึงไม่มีผลย้อนหลังบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติตามนั้น โจทก์ฟ้องและนำสืบเพียงว่าคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายมีหน้าที่กำหนดวันเริ่มต้นการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทราย อัตราการหีบอ้อยปกติต่อวันของแต่ละโรงงานและวันสิ้นสุดการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 17(11) ซึ่งคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายประกาศเรื่อง กำหนดวันเริ่มต้นการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายของโรงงานน้ำตาลต่าง ๆ ในฤดูการผลิตปี 2533/2534 กำหนดให้โจทก์เริ่มการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2533 โดยไม่พิจารณาความพร้อมของโรงงานน้ำตาลทราย ความพร้อมของชาวไร่อ้อยที่จะต้องส่งอ้อยให้แก่โรงงาน และความหวานของอ้อย เป็นผลให้โรงงานของโจทก์ต้องเริ่มการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายภายหลังโรงงานของผู้อื่น โจทก์พิจารณาหลักเกณฑ์ดังกล่าวและแจ้งให้จำเลยที่ 4 และคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายทราบว่า โจทก์จะเริ่มต้นการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายก่อนกำหนดแต่จำเลยที่ 4 และคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายไม่ยินยอม โจทก์ถือว่าโจทก์มีสิทธิเริ่มการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายก่อนกำหนดโดยมีเหตุผลสมควร จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 44(5) ไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบและประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินเบี้ยปรับตามคำสั่งของจำเลยที่ 5 เห็นได้ว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องกล่าวอ้างถึงวันประกาศราชกิจจานุเบกษาของประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายว่าเกิดขึ้นหลังวันที่กำหนดให้โจทก์เริ่มการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายและหลังจากวันที่โจทก์เริ่มการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายแล้วหรือไม่ ประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ฉบับที่ 18 พ.ศ. 2533 มีผลใช้บังคับเมื่อใด จะมีผลย้อนหลังบังคับโจทก์ได้หรือไม่ โจทก์มิได้บรรยายไว้ในคำฟ้องทั้งสิ้น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแต่ศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็ถือมิได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการที่สองมีว่า การประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ครั้งที่ 9/2534 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2534 ตกเป็นโมฆะเพราะนายปรีชาสุมาวงศ์ ที่ปรึกษากฎหมายไม่ใช่พนักงานของบริษัทโรงงานน้ำตาลทรายตามกฎหมายแรงงานและนายวีระ บุญศรี รองอธิบดีกรมการค้าภายในผลัดเปลี่ยนเข้าประชุมแทนกันกับนายประเทือง ศรีรอดบาง รองอธิบดีกรมการค้าภายในอีกคนหนึ่งนั้นได้ความตามพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ว่า คณะกรรมการบริหารร่วมของบริษัทในเครือไทยรุ่งเรืองฯ มีมติให้บรรจุนายปรีชาเป็นพนักงานของบริษัทไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรมจำกัด เพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมาย โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินปีละ 100,000บาท ตามคำสั่งบรรจุพนักงานเอกสารหมาย ล.42 แผ่นที่ 2 ดังนี้ นายปรีชาจึงเป็นพนักงานของบริษัทไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด ตามกฎหมายแรงงาน เมื่อบริษัทไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด เป็นสมาชิกโรงงานน้ำตาลไทย นายปรีชาจึงมีคุณสมบัติเป็นกรรมการฝ่ายผู้แทนโรงงานในคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 11 วรรคสาม ส่วนนายวีระรองอธิบดีกรมการค้าภายในผลัดเปลี่ยนเข้าประชุมแทนกันกับนายประเทือง นั้นพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 10 กำหนดคุณสมบัติของข้าราชการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จะแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายว่า ผู้ได้รับแต่งตั้งดังกล่าวจะต้องไม่เป็นชาวไร่อ้อย กรรมการ ผู้จัดการหรือพนักงานหรือลูกจ้างของโรงงานเท่านั้น ส่วนมาตรา 11 เป็นบทกำหนดคุณสมบัติของผู้แทนชาวไร่อ้อย และผู้แทนโรงงานที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายว่าด้วยคุณสมบัติ ฯลฯ (5) ไม่เป็นข้าราชการการเมืองหรือดำรงตำแหน่งในทางการเมือง(6) ไม่เป็นกรรมการพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง ฯลฯ กรรมการที่มาจากข้าราชการ 3 กระทรวง ซึ่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแต่งตั้งนั้น พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 9 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกรณีการแต่งตั้งดังกล่าวมิได้มีข้อกำหนดว่าให้ระบุชื่อเฉพาะของข้าราชการนั้น ๆ และไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นใดบังคับว่าการแต่งตั้งข้าราชการให้เป็นกรรมการจะต้องระบุชื่อโดยเฉพาะ ทั้งตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน การแต่งตั้งข้าราชการให้ปฏิบัติหน้าที่พิเศษอื่นใดย่อมแต่งตั้งโดยระบุตำแหน่งได้โดยถือว่าผู้ได้รับแต่งตั้งโดยตำแหน่งนั้นเป็นตัวแทนของส่วนราชการหน่วยนั้น ๆ และเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตำแหน่ง ไม่ติดตัวและสิ้นสภาพไปเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งนั้น ตาย โอนย้ายหรือลาออกจากราชการไป ฉะนั้น หากผู้ดำรงตำแหน่งไม่อยู่ ผู้อยู่ในลำดับรองลงไปก็สามารถรับมอบหมายให้รักษาราชการแทนหรือปฏิบัติราชการแทนในตำแหน่งนั้น ๆ ได้ ทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งโดยตำแหน่งหน้าที่ราชการดังกล่าว ไม่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องประชุมด้วยตนเองและไม่มีกฎหมายห้ามมิให้แต่งตั้งผู้อื่นปฏิบัติหน้าที่แทน กรรมการดังกล่าวย่อมมอบหมายให้ข้าราชการในกรมที่ตนสังกัดอยู่ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยเข้าประชุมแทนได้ นายวีระหรือนายประเทือง รองอธิบดีกรมการค้าภายในจึงมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเข้าประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายแทนอธิบดีกรมการค้าภายในได้ การประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ครั้งที่ 9/2534 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2534 จึงไม่ตกเป็นโมฆะดังที่โจทก์ฎีกา

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1ออกจากสารบบความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดระยะเวลาที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามวรรคสองของมาตรา 198 คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์มิได้โต้แย้งคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) และคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ลงวันที่ 18 กันยายน 2534 ของโจทก์มิใช่คำโต้แย้งคัดค้านคำสั่งระหว่างพิจารณาเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาต่อไป โจทก์อุทธรณ์ฎีกาคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความมิได้ ส่วนฎีกาของโจทก์ที่กล่าวอ้างว่า คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายมีฐานะเป็นนิติบุคคลก็เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 198 ม. 226 (2)
พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อุตสาหกรรมน้ำตาล ที.เอ็น. จำกัด
จำเลย — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5501/2545
#47006
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำสั่งระหว่างพิจารณาจะต้องพิจารณาจากคดีเดิมเป็นสำคัญ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้งดการพิจารณาคดีชั่วคราวและให้งดสืบพยานจำเลยไม่ชอบนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการดำเนินคดีของศาลชั้นต้น จึงเป็นข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เรื่องผิดสัญญาเล่นแชร์รวมเป็นเงิน 11,812.50 บาท จำเลยให้การต่อสู้ ขอให้ยกฟ้อง สืบพยานโจทก์เสร็จแล้วสืบพยานจำเลยได้ 2 ปาก ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นนัดสืบพยานจำเลยนัดที่ 4 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการพิจารณาคดีชั่วคราวโดยอ้างเหตุว่าได้ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีอาญาที่ศาลจังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวพันกันและแถลงว่าวันนี้ไม่มีพยานมาสืบ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า คดีอาญาที่จำเลยอ้างว่าฟ้องโจทก์เป็นคนละประเด็นกับคดีนี้ จึงไม่อนุญาตให้งดการพิจารณาคดีชั่วคราว และวันนี้จำเลยมีหน้าที่จะต้องเตรียมพยานมาสืบ เมื่อไม่นำพยานมาสืบจึงให้งดสืบพยานจำเลยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง การอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำสั่งระหว่างพิจารณาจะต้องพิจารณาจากคดีเดิมเป็นสำคัญ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้งดการพิจารณาคดีชั่วคราวและให้งดสืบพยานจำเลยไม่ชอบนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการดำเนินคดีของศาลชั้นต้น จึงเป็นข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ และคดีไม่อาจขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกอุทธรณ์และยกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สิบเอกนพพล วัฒนสุนทร
จำเลย — นางเยี่ยม อมฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5501/2545
#55462
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำสั่งระหว่างพิจารณาจะต้องพิจารณาจากคดีเดิมเป็นสำคัญ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้งดการพิจารณาคดีชั่วคราวและให้งดสืบพยานจำเลยไม่ชอบนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการดำเนินคดีของศาลชั้นต้น จึงเป็นข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เรื่องผิดสัญญาเล่นแชร์รวมเป็นเงิน 11,812.50 บาท จำเลยให้การต่อสู้ ขอให้ยกฟ้อง สืบพยานโจทก์เสร็จแล้วสืบพยานจำเลยได้ 2 ปาก ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นนัดสืบพยานจำเลยนัดที่ 4 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการพิจารณาคดีชั่วคราวโดยอ้างเหตุว่าได้ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีอาญาที่ศาลจังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวพันกันและแถลงว่าวันนี้ไม่มีพยานมาสืบ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า คดีอาญาที่จำเลยอ้างว่าฟ้องโจทก์เป็นคนละประเด็นกับคดีนี้ จึงไม่อนุญาตให้งดการพิจารณาคดีชั่วคราว และวันนี้จำเลยมีหน้าที่จะต้องเตรียมพยานมาสืบ เมื่อไม่นำพยานมาสืบจึงให้งดสืบพยานจำเลยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง การอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำสั่งระหว่างพิจารณาจะต้องพิจารณาจากคดีเดิมเป็นสำคัญ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้งดการพิจารณาคดีชั่วคราวและให้งดสืบพยานจำเลยไม่ชอบนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการดำเนินคดีของศาลชั้นต้น จึงเป็นข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ และคดีไม่อาจขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกอุทธรณ์และยกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สิบเอก นพพล วัฒนสุนทร
จำเลย — นาง เยี่ยม อมฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ