คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3542/2545
#45239
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนจะเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ก็มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยนั้นได้ หากเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการใช้สิทธิทางศาลในกรณีเช่นนี้ ไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ หรือในกฎหมายอื่นใดบัญญัติให้โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลหรือฟ้องคดีภายใน 90 วันนับแต่วันทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องคดีนี้โดยไม่จำต้อง ขอให้ศาลขยายกำหนดระยะเวลาในการยื่นคำฟ้องแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "กลุ่มสี่ประดิษฐ์"ในประเทศไทยต่อจำเลยที่ 1 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยแจ้งคำวินิจฉัยให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2544

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2544 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพร้อมกับคำฟ้องคดีนี้ลงวันที่ 12 กันยายน 2544 ที่ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า กับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียน เครื่องหมายการค้า "กลุ่มสี่ประดิษฐ์" ของโจทก์ โดยคำร้องของโจทก์มีใจความว่าคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจะต้องเสนอต่อศาลภายในวันที่ 12 กันยายน 2544 ซึ่งในวันดังกล่าวทนายโจทก์เพิ่งได้รับอนุมัติจากโจทก์ซึ่งอยู่ต่างประเทศให้ฟ้องคดีนี้เมื่อเวลา 14 นาฬิกาเศษ ทนายโจทก์ได้จัดเตรียมคำฟ้องเพื่อยื่นต่อศาลเสร็จเรียบร้อยในเวลา 15 นาฬิกาเศษ และได้เดินทางมาเพื่อยื่นคำฟ้องแต่เนื่องจากสภาพการจราจรที่ติดขัดเพราะใกล้เวลาเลิกงานเสมียนทนายโจทก์เดินทางไปถึงศาลเมื่อเวลา 16.32 นาฬิกา และได้พบกับเจ้าหน้าที่รับฟ้องของศาลเมื่อเวลาประมาณ 16.40 นาฬิกา เจ้าหน้าที่รับฟ้องปฏิเสธไม่ยอมรับคำฟ้องของโจทก์โดยอ้างว่าหมดเวลาราชการแล้ว โจทก์ไปถึงศาลเกินเวลาราชการไปเพียงเล็กน้อย เจ้าหน้าที่ศาลไม่ควรใช้ดุลพินิจในทางที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและไม่ได้รับความเป็นธรรม เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ โดยถือว่าโจทก์ได้ยื่นคำฟ้องไว้ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2544 หรือมิฉะนั้น ขอให้ถือคำร้องฉบับนี้เป็นคำร้องขอขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องในวันนี้ได้

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวน จึงให้งดการไต่สวน แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2544 เมื่อพ้นเวลาทำการของทางราชการแล้ว การยื่นคำฟ้องของโจทก์จึงมิได้ยื่นในวันที่ 12 กันยายน 2544 ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/4 ศาลจึงไม่อาจมีคำสั่งให้รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาได้ส่วนที่โจทก์ขอให้มีคำสั่งขยายกำหนดระยะเวลาฟ้องคดีเพื่อขอให้โจทก์ฟ้องคดีได้ภายในวันที่ 12 กันยายน 2544 โดยอ้างเหตุสุดวิสัยนั้น ศาลไม่มีอำนาจขยายระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ได้ จึงให้ยกคำร้องของโจทก์และมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ เนื่องจากยื่นเมื่อหมดเวลาทำการของทางราชการแล้ว

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"แม้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนจะเป็นที่สุดตามบทบัญญัติมาตรา 18วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แต่โจทก์ก็มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยนั้นได้ หากเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการใช้สิทธิทางศาลในกรณีเช่นนี้ไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 หรือในกฎหมายอื่นใดบัญญัติให้โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลหรือฟ้องคดีภายใน 90 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 13 กันยายน2544 หรือวันใดวันหนึ่งหลังวันที่ 12 กันยายน 2544 โดยไม่จำเป็นต้องขอให้ศาลขยายกำหนดระยะเวลาในการยื่นคำฟ้องแต่อย่างใดคดีนี้คำฟ้องของโจทก์ลงวันที่ 12 กันยายน2544 แต่โจทก์นำมายื่นต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในวันที่ 13 กันยายน 2544 พร้อมกับคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งเป็น 2 กรณีกรณีที่ 1 ขอให้สั่งรับคำฟ้องของโจทก์ในวันที่ 12 กันยายน 2544 เพราะโจทก์ไปยื่นคำฟ้องต่อศาลในวันดังกล่าวแต่ไปถึงศาลเมื่อเวลา 16.32 นาฬิกา เจ้าหน้าที่รับฟ้องไม่รับอ้างว่าหมดเวลาราชการแล้ว กรณีที่ 2 หากศาลเห็นว่าไม่สมควรรับคำฟ้องของโจทก์ในวันที่ 12 กันยายน 2544 ก็ขอให้ถือว่าคำร้องนี้เป็นคำร้องขอขยายกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ในกรณีมีเหตุสุดวิสัย โดยขอให้ศาลขยายกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ยื่นฟ้องในวันนี้ได้ ซึ่งวันนี้หมายถึงวันที่ 13 กันยายน 2544 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องในวันที่ 12 กันยายน 2544 เมื่อพ้นเวลาราชการ จึงไม่อาจมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย แต่การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์โดยอ้างว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ยื่นต่อศาลภายในวันที่ 12 กันยายน 2544 เนื่องจากยื่นเมื่อหมดเวลาทำการของทางราชการแล้วนั้น เห็นว่า เมื่อคำฟ้องของโจทก์คดีนี้อาจยื่นในวันที่ 13 กันยายน 2544 หรือวันถัดไปวันใดวันหนึ่งก็ได้ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ทั้งโจทก์ก็ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ในวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลด้วยคือวันที่ 13 กันยายน2544 แม้คำฟ้องของโจทก์จะลงวันที่ 12 กันยายน 2544 ก็ต้องถือว่าโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลในวันที่ 13 กันยายน 2544 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงชอบที่จะมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ที่ได้ยื่นเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2544 จึงไม่ชอบ กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา แล้วให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 18 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เยเนอราล บีสกิต
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3542/2545
#45723
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ายืนตามคำสั่งของนายทะเบียน การใช้สิทธิทางศาล ในกรณี เช่นนี้ ไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 หรือในกฎหมายอื่นใด บัญญัติให้โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลหรือฟ้องคดีภายใน 90 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ดังนั้นโจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องภายหลังกำหนดดังกล่าวได้โดยไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลขยายกำหนดระยะเวลาให้แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "กลุ่มสี่ประดิษฐ์"ในประเทศไทยต่อจำเลยที่ 1 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนที่ปฏิเสธไม่ยอมรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยแจ้งคำวินิจฉัยให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2544 โจทก์ยื่นคำฟ้องฉบับลงวันที่ 12 กันยายน 2544 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า กับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "กลุ่มสี่ประดิษฐ์" ของโจทก์แต่เจ้าหน้าที่รับฟ้องปฏิเสธไม่ยอมรับคำฟ้องของโจทก์โดยอ้างว่าหมดเวลาราชการแล้ว

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มีคำสั่งให้งดการไต่สวน และยกคำร้องของโจทก์ และสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง วินิจฉัยว่า แม้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนจะเป็นที่สุดตามมาตรา 18วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แต่โจทก์ก็มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยนั้นได้ และการใช้สิทธิทางศาลในกรณี เช่นนี้ไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 หรือในกฎหมายอื่นใด บัญญัติให้โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลหรือฟ้องคดีภายใน 90 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 13 กันยายน 2544 หรือวันใดวันหนึ่งหลังจากวันที่ 12 กันยายน 2544 ก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลขยายกำหนดระยะเวลายื่นคำฟ้องแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องในวันที่ 12กันยายน 2544 เมื่อพ้นเวลาราชการจึงไม่อาจมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาได้นั้น จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นพ้องด้วย เมื่อคำฟ้องของโจทก์คดีนี้อาจยื่นในวันที่ 13 กันยายน 2544 หรือวันถัดไปวันใดวันหนึ่งก็ได้ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ทั้งโจทก์ก็ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ในวันที่ 13 กันยายน 2544 แม้คำฟ้องของโจทก์จะลงวันที่ 12 กันยายน 2544ก็ต้องถือว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลในวันที่ 13 กันยายน 2544 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงชอบที่จะมีคำสั่ง รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ที่ได้ยื่นในวันที่ 13 กันยายน 2544 จึงไม่ชอบ

พิพากษายกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา แล้วให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 18
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เยเนอราล มีสถิต
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวกรวม 10 คน
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3542/2545
#99657
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ายืนตามคำสั่งของนายทะเบียน การใช้สิทธิทางศาล ในกรณี เช่นนี้ ไม่มีบทบัญญัติใดใน พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 หรือในกฎหมายอื่นใด บัญญัติให้โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลหรือฟ้องคดี ภายใน 90 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ดังนั้นโจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องภายหลังกำหนดดังกล่าวได้โดยไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลขยายกำหนดระยะเวลาให้แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า " กลุ่มสี่ประดิษฐ์" ในประเทศไทยต่อจำเลยที่ ๑ แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนที่ปฏิเสธไม่ยอมรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยแจ้งคำวินิจฉัยให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๔ โจทก์ยื่นคำฟ้องฉบับลงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๔ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า กับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "กลุ่มสี่ประดิษฐ์" ของโจทก์แต่เจ้าหน้าที่รับฟ้องปฏิเสธไม่ยอมรับคำฟ้องของโจทก์ โดยอ้างว่าหมดเวลาราชการแล้ว

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มีคำสั่งให้งดการไต่สวน และยกคำร้องของโจทก์ และสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง วินิจฉัยว่า แม้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนจะเป็นที่สุดตาม มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ แต่โจทก์ก็มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยนั้นได้ และการใช้สิทธิทางศาลในกรณี เช่นนี้ ไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ หรือ ในกฎหมายอื่นใด บัญญัติให้โจทก์ ต้องใช้สิทธิทางศาลหรือ ฟ้องคดีภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๔ หรือวันใดวันหนึ่งหลังจากวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๔ ก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลขยายกำหนดระยะเวลายื่นคำฟ้องแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องในวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๔ เมื่อพ้นเวลาราชการ จึงไม่อาจมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา ได้นั้น จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นพ้องด้วย เมื่อคำฟ้องของโจทก์คดีนี้อาจยื่นในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๔ หรือวันถัดไปวันใดวันหนึ่งก็ได้ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ทั้งโจทก์ก็ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ ในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๔ แม้คำฟ้องของโจทก์จะลงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๔ ก็ต้องถือว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาล ในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๔ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงชอบที่จะมีคำสั่ง รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องขอโจทก์ที่ได้ยื่นในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๔ จึงไม่ชอบ

พิพากษายกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา แล้วให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.

นายไมตรี สุเทพกุล ผู้ช่วย

นายเอก ขำอินทร์ ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เยเนอราล มีสถิต
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวกรวม 10 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ — นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3540/2545
#46119
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ไปแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ตามประกาศคณะกรรมการประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการลดส่วนอัตราเงินสมทบเกี่ยวกับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บปวด กรณีทุพพลภาพ กรณีคลอดบุตร และกรณีตาย พ.ศ. 2534 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขอลดส่วนและการพิจารณาหักส่วนลดอัตราเงินสมทบที่รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้างจะต้องส่งเข้ากองทุนประกันสังคมโดยให้พิจารณาเปรียบเทียบระหว่างสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้างกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และตามประกาศคณะกรรมการประกันสังคมดังกล่าวได้ระบุเกี่ยวกับหลักเกณฑ์หรือปัจจัยที่ใช้พิจารณาให้คะแนนในเรื่องสวัสดิการกรณีเจ็บป่วย แบ่งเป็น 9 หัวข้อ โจทก์ได้คะแนนรวมเท่ากับ 0 ใน 8 หัวข้อ อีก 1 หัวข้อ คือ ระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลปรากฏว่า ประกาศสำนักงานประกันสังคมมีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้งในกรณีฉุกเฉิน แต่ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาการรักษาพยาบาล ส่วนระเบียบของโจทก์ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้งแต่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาการรักษาพยาบาลถือได้ว่าสวัสดิการเกี่ยวกับระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จัดให้อยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ได้คะแนน0 คิดเป็นคะแนนรวมทั้งสิ้นเท่ากับ 0 จึงต้องถือว่าสวัสดิการที่โจทก์จัดให้พนักงานอยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โจทก์จึงไม่ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์ ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมจำเลยที่ 2 ในฐานะเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมมีหน้าที่ควบคุมดูแลทั่วไปเดิมโจทก์ได้รับสิทธิลดส่วนอัตราเงินสมทบตามประกาศของคณะกรรมการประกันสังคมในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยในอัตราร้อยละ 0.88 ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์กรอกรายละเอียดแบบขอลดส่วนอัตราเงินสมทบ (ต่อ) หรือขอยกเลิก และโจทก์ได้ส่งหนังสือขอลดส่วนอัตราเงินสมทบในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2542 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้ทราบว่าโจทก์ไม่ได้รับสิทธิลดส่วนอัตราเงินสมทบ โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า ในเรื่องจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาลได้คะแนน -1 เนื่องจากสวัสดิการของโจทก์พนักงานสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลของทางราชการได้ทุกแห่งโดยไม่จำกัดจำนวนค่ารักษาพยาบาล เว้นแต่ค่าห้องและค่าอาหารเบิกได้เท่ากับที่ทางราชการกำหนด แต่ในกรณีเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนจะได้รับค่ารักษาพยาบาลครึ่งหนึ่งแต่ไม่เกินสมพันบาท ส่วนประโยชน์ทดแทนของจำเลยที่ 1 ผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้เพียงอย่างเดียว แต่ไม่จำกัดจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาล ในเรื่องระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลได้คะแนน 0 เนื่องจากสวัสดิการของโจทก์ พนักงานสามารถเข้ารับการรักษาจากสถานพยาบาลของทางราชการและสถานพยาบาลเอกชนได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งและจำนวนเงิน แต่ถ้าเป็นกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ปีละ 2 ครั้ง และกรณีอุบัติเหตุไม่จำกัดจำนวนครั้งแต่เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ในเรื่องขอบข่ายการให้ความคุ้มครองได้คะแนน +1 เนื่องจากระเบียบของโจทก์ไม่ได้ระบุกลุ่มโรคของผู้ประกันตนที่ไม่มีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์ ในเรื่องการครอบคลุมโรคเรื้อรังได้คะแนน 0 เนื่องจากระเบียบของโจทก์ไม่ได้ระบุกลุ่มโรคเรื้อรังที่ยกเว้นไว้เช่นเดียวกับของจำเลยที่ 1 ในเรื่องการยกเว้นโรคที่เป็นอยู่ก่อนได้คะแนน -1 เนื่องจากระเบียบการสมัครเข้าเป็นพนักงานของโจทก์มีการยกเว้นโรคที่ไม่รับสมัครเข้าทำงานแต่ของจำเลยที่ 1 ไม่มีการยกเว้น ในเรื่องวิธีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้คะแนน -1 เนื่องจากพนักงานจะต้องทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อนจึงจะสามารถเบิกคืนได้ ในเรื่องระยะเวลารอการมีสิทธิได้คะแนน +1 เนื่องจากระเบียบของโจทก์ให้ความคุ้มครองทันทีเมื่อได้รับการบรรจุเข้าเป็นพนักงาน ในเรื่องผู้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลได้คะแนน +1 เนื่องจากโจทก์เป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พนักงานทั้งหมด ในเรื่องเงินทดแทนการขาดรายได้ได้คะแนน -1 เนื่องจากระเบียบของโจทก์จ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งน้อยกว่าเงินทดแทนการขาดรายได้ของจำเลยที่ 1 เมื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์ การให้คะแนนแล้วได้คะแนนรวมเท่ากับ 0 คือ มีมาตรฐานเท่ากับสำนักงานประกันสังคม จึงถือว่าสวัสดิการที่โจทก์จัดให้แก่พนักงานไม่สูงกว่าประโยชน์ทดแทนของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่ได้รับลดส่วนอัตราเงินสมทบ คณะกรรมการอุทธรณ์จึงมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เห็นว่าการให้คะแนนของคณะกรรมการอุทธรณ์ไม่เป็นธรรม เนื่องจากโจทก์จัดสวัสดิการให้แก่พนักงานในระดับที่สูงกว่าประโยชน์ทดแทนของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ให้สิทธิในการรักษาพยาบาลแก่พนักงานรวมทั้งครอบครัวและหากพนักงานใช้สิทธิทางประกันสังคมแล้วจะทำให้พนักงานรวมทั้งครอบครัวเสียสิทธิในการเบิกจ่ายจากโจทก์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ รส 0704/1135 ฉบับลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2542 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1/2543 ฉบับลงวันที่ 13 มกราคม 2543

จำเลยทั้งสองให้การว่า เดิมโจทก์ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย แต่ต่อมาในปี 2542 โจทก์ไม่ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบอีกต่อไป และจำเลยที่ 1 ได้ขยายประโยชน์ทดแทนในเรื่องเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตรและตาย อีกทั้งตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 55 บัญญัติให้การขอลดส่วนอัตราเงินสมทบและการพิจารณาหักส่วนลดอัตราเงินสมทบให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2534 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขอลดส่วนและการพิจารณาหักส่วนลดอัตราเงินสมทบที่รัฐบาล นายจ้างและลูกจ้างจะต้องส่งเข้ากองทุนประกันสังคมโดยให้พิจารณาเปรียบเทียบระหว่างสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้างกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โดยให้คะแนน 3 ระดับดังนี้ คะแนน 0 หมายถึงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้อยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทน คะแนน -1 หมายถึงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้อยู่ในระดับต่ำกว่าประโยชน์ทดแทนและคะแนน +1 หมายถึงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้อยู่ในระดับสูงกว่าประโยชน์ทดแทนผลลัพธ์การให้คะแนนถ้าได้คะแนน 0 และ -1 หมายถึงนายจ้างไม่ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบ ถ้าได้คะแนน +1 หมายถึงนายจ้างได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบ จากการพิจารณาสวัสดิการของโจทก์เปรียบเทียบกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 แล้ว ในเรื่องจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาลได้คะแนน -1 เรื่องระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลได้คะแนน 0 เรื่องขอบข่ายการให้ความคุ้มครองได้คะแนน +1 เรื่องการครอบคลุมถึงโรคเรื้อรังได้คะแนน 0 เรื่องการยกเว้นโรคที่เป็นอยู่ก่อนได้คะแนน -1 เรื่องวิธีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้คะแนน 0 เรื่องระยะเวลารอการมีสิทธิได้คะแนน +1 เรื่องผู้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลได้คะแนน +1 และเรื่องเงินทดแทนการขาดรายได้ได้คะแนน -1 เมื่อรวมคะแนนทั้งหมดโจทก์ได้คะแนนเท่ากับ 0 คือ มีมาตรฐานเท่ากับจำเลยที่ 1 จึงถือว่าสวัสดิการที่โจทก์จัดให้แก่พนักงานไม่สูงกว่าประโยชน์ทดแทนของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่ได้รับลดส่วนอัตราเงินสมทบในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย คำสั่งของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย อนึ่งจำเลยที่ 2 มิได้เป็นคณะกรรมการอุทธรณ์และมิได้กระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ รส 0704/1135 ฉบับลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2542 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1/2543ฉบับลงวันที่ 13 มกราคม 2543 และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ไปแล้ว อุทธรณ์เฉพาะของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อ 2.1 ว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ รส 0704/1135 ฉบับลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2542 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1/2543 ฉบับลงวันที่ 13 มกราคม 2543 ตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางหรือไม่ ปรากฏว่า ตามประกาศคณะกรรมการประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการลดส่วนอัตราเงินสมทบเกี่ยวกับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยกรณีทุพพลภาพ กรณีคลอดบุตร และกรณีตาย พ.ศ. 2534 ตามเอกสารหมาย ล.6 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอลดส่วนและการพิจารณาหักส่วนลดอัตราเงินสมทบที่รัฐบาล นายจ้างและลูกจ้างจะต้องส่งเข้ากองทุนประกันสังคมโดยให้พิจารณาเปรียบเทียบระหว่างสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้างกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โดยให้คะแนน 3 ระดับ คือ คะแนน 0 หมายถึงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้อยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทน คะแนน -1 หมายถึงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้อยู่ในระดับต่ำกว่าประโยชน์ทดแทน และคะแนน +1 หมายถึงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้อยู่ในระดับสูงกว่าประโยชน์ทดแทนผลลัพธ์การให้คะแนนถ้าได้คะแนน 0 และ -1 หมายถึงนายจ้างไม่ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบ ถ้าได้คะแนน +1 หมายถึงนายจ้างได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบ และตามประกาศคณะกรรมการประกันสังคมดังกล่าวได้ระบุเกี่ยวกับหลักเกณฑ์หรือปัจจัยที่ใช้พิจารณาให้คะแนนในเรื่องสวัสดิการกรณีเจ็บป่วย แบ่งเป็น 9 หัวข้อ คือ จำนวนเงินค่ารักษาพยาบาลระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลขอบข่ายการให้ความคุ้มครอง การครอบคลุมถึงโรคเรื้อรังการยกเว้นโรคที่เป็นอยู่ก่อน วิธีการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล ระยะเวลารอการมีสิทธิ ผู้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล และเงินทดแทนการขาดรายได้ศาลแรงงานกลางพิจารณาตามหลักเกณฑ์การให้คะแนนในการลดส่วนอัตราเงินสมทบตามประกาศของจำเลยที่ 1 ทุกหัวข้อแล้ว ปรากฏว่าใน 8 หัวข้อ โจทก์ได้คะแนนรวมเท่ากับ 0 คงมีปัญหาอีกเพียง 1 หัวข้อ คือ ระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาล ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์สมควรได้คะแนนในหัวข้อนี้เพียงใด เห็นว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตามระเบียบของโจทก์พนักงานสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชนได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง ส่วนตามประกาศของจำเลยที่ 1 แม้ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตามสิทธิได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่จำกัดจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาล แต่ในกรณีฉุกเฉินและผู้ประกันตนไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดได้สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เพียงระยะเวลา 72 ชั่วโมงปีละไม่เกิน 2 ครั้ง และในกรณีอุบัติเหตุแม้จะสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่ก็เบิกได้เพียงระยะเวลา 72 ชั่วโมง ตามประกาศสำนักงานประกันสังคมเอกสารหมาย ล.3 ข้อ 4.1 และ 4.2 ซึ่งการมีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้งและระยะเวลาการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนดังกล่าว แสดงว่าสวัสดิการเกี่ยวกับระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์กำหนดอยู่ในระดับสูงกว่าประโยชน์ทดแทนตามประกาศของจำเลยที่ 1 นั้น ปรากฏว่าตามประกาศฉบับเดียวกัน ข้อ 6 ได้กำหนดผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการให้บริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลอื่นต่อผู้ประกันตนไว้ว่าให้สถานพยาบาลที่กำหนดไว้ในบัตรรับรองสิทธิเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการให้บริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลอื่นที่ทำการรักษาผู้ประกันตนไว้ ซึ่งเป็นการรองรับค่าใช้จ่ายของผู้ประกันตนจากข้อ 4.1 และ 4.2 โดยไม่มีการจำกัดจำนวนครั้งและระยะเวลาการรักษาพยาบาลในกรณีอุบัติเหตุ แม้จะมีการจำกัดจำนวนครั้งคือปีละไม่เกิน 2 ครั้ง ในกรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลอื่นเนื่องจากเหตุฉุกเฉินตามข้อ 4.1 ซึ่งไม่ได้รับการยกเว้นตามข้อ 6 ของประกาศดังกล่าวให้สถานพยาบาลที่กำหนดในบัตรรับรองสิทธิเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของการรักษาพยาบาลที่เกินกว่าปีละ 2 ครั้ง ไว้ด้วยก็ตาม แต่ตามระเบียบของโจทก์เอกสารหมาย จ.2 ชุดที่ 3 ข้อ 10 ก็ระบุว่าให้เบิกค่ารักษาพยาบาลตามที่กำหนดไว้ได้สำหรับระยะเวลาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เข้ารับการรักษาพยาบาล ในกรณีที่เข้ารับการรักษาพยาบาลเกิน 30 วัน ให้เบิกได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง แต่ต้องไม่เกินวันละ 100 บาท ในกรณีที่เข้ารับการรักษาพยาบาลหลายครั้งแต่ละครั้งในระยะเวลาห่างกันไม่เกิน 15 วัน ให้นับระยะเวลาเข้ารับการรักษาพยาบาลครั้งหลังติดต่อกับการเข้ารับการรักษาพยาบาลในครั้งก่อน ซึ่งตามประกาศสำนักงานประกันสังคมมิได้มีข้อจำกัดดังกล่าวแต่อย่างใด จึงเห็นได้ว่าประกาศสำนักงานประกันสังคมมีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้งในกรณีฉุกเฉิน แต่ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาการรักษาพยาบาล ส่วนระเบียบของโจทก์ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้ง แต่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาการรักษาพยาบาล เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วถือได้ว่าสวัสดิการเกี่ยวกับระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จัดให้อยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 สมควรได้คะแนน 0 เมื่อรวมคะแนนกับอีก 8 หัวข้อซึ่งมีคะแนนรวมเท่ากับ 0 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว คิดเป็นคะแนนรวมทั้งสิ้นเท่ากับ 0 จึงต้องถือว่าสวัสดิการที่โจทก์จัดให้พนักงานอยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โจทก์จึงไม่ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบ คำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ รส 0704/1135 ฉบับลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2542 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ ที่ 1/2543 ฉบับลงวันที่ 13 มกราคม 2543 ชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเสียทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุราษฎร์ธานี จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3540/2545
#46120
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศคณะกรรมการประกันสังคมฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอลดส่วนและการพิจารณาหักส่วนลดอัตราเงินสมทบที่รัฐบาลนายจ้างและลูกจ้างจะต้องส่งเข้ากองทุนประกันสังคม โดยให้พิจารณาเปรียบเทียบระหว่างสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้างกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ โดยให้คะแนน 3 ระดับ คือ 0,-1,+1 ผลลัพธ์การให้คะแนน ถ้าได้คะแนน 0 และ -1 หมายถึงนายจ้างไม่ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบถ้าได้คะแนน +1 หมายถึงนายจ้างได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบ และตามประกาศของคณะกรรมการประกันสังคมดังกล่าวได้ระบุเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ หรือปัจจัยที่ใช้พิจารณาให้คะแนนในเรื่องสวัสดิการกรณีเจ็บป่วยแบ่งเป็น 9 หัวข้อ โดยใน 8 หัวข้อโจทก์ได้คะแนนรวมเท่ากับ 0 ส่วนหัวข้อเกี่ยวกับระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลนั้นตามประกาศสำนักงานประกันสังคมมีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้งในกรณีฉุกเฉินแต่ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาการรักษาพยาบาล ส่วนระเบียบของโจทก์ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้ง แต่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาการรักษาพยาบาล ถือได้ว่าสวัสดิการเกี่ยวกับระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จัดให้อยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ สมควรได้คะแนน 0 เมื่อรวมคะแนนกับอีก 8 หัวข้อ คิดเป็นคะแนนรวมทั้งสิ้นเท่ากับ 0 จึงถือว่าสวัสดิการที่โจทก์จัดให้พนักงานอยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯโจทก์จึงไม่ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ รส 0704/1135 ฉบับลงวันที่ 15กุมภาพันธ์ 2542 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1/2543 ฉบับลงวันที่ 13มกราคม 2543

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ รส 0704/1135ฉบับลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2542 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1/2543ฉบับลงวันที่ 13 มกราคม 2543 และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ไปแล้ว อุทธรณ์เฉพาะของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อ 2.1 ว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ รส 0704/1135 ฉบับลงวันที่ 15กุมภาพันธ์ 2542 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1/2543 ฉบับลงวันที่ 13มกราคม 2543 ตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางหรือไม่ ปรากฏว่าตามประกาศคณะกรรมการประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการลดส่วนอัตราเงินสมทบเกี่ยวกับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพกรณีคลอดบุตร และกรณีตาย พ.ศ. 2534 ตามเอกสารหมาย ล.6 กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการขอลดส่วนและการพิจารณาหักส่วนลดอัตราเงินสมทบที่รัฐบาลนายจ้าง และลูกจ้างจะต้องส่งเข้ากองทุนประกันสังคมโดยให้พิจารณาเปรียบเทียบระหว่างสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้างกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โดยให้คะแนน 3 ระดับ คือ คะแนน 0 หมายถึงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้อยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทน คะแนน -1 หมายถึงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้อยู่ในระดับต่ำกว่าประโยชน์ทดแทน และคะแนน +1 หมายถึงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้อยู่ในระดับสูงกว่าประโยชน์ทดแทน ผลลัพธ์การให้คะแนนถ้าได้คะแนน0 และ -1 หมายถึง นายจ้างไม่ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบ ถ้าได้คะแนน +1หมายถึงนายจ้างได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบ และตามประกาศคณะกรรมการประกันสังคมดังกล่าวได้ระบุเกี่ยวกับหลักเกณฑ์หรือปัจจัยที่ใช้พิจารณาให้คะแนนในเรื่องสวัสดิการกรณีเจ็บป่วยแบ่งเป็น 9 หัวข้อ คือ จำนวนเงินค่ารักษาพยาบาล ระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลขอบข่ายการให้ความคุ้มครอง การครอบคลุมถึงโรคเรื้อรังการยกเว้นโรคที่เป็นอยู่ก่อน วิธีการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล ระยะเวลารอการมีสิทธิผู้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลและเงินทดแทนการขาดรายได้ ศาลแรงงานกลางพิจารณาตามหลักเกณฑ์การให้คะแนนในการลดส่วนอัตราเงินสมทบตามประกาศของจำเลยที่ 1ทุกหัวข้อแล้วปรากฏว่าใน 8 หัวข้อ โจทก์ได้คะแนนรวมเท่ากับ 0 คงมีปัญหาอีกเพียง 1 หัวข้อคือ ระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาล ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์สมควรได้คะแนนในหัวข้อนี้เพียงใด เห็นว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตามระเบียบของโจทก์พนักงานสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชนได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง ส่วนตามประกาศของจำเลยที่ 1 แม้ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตามสิทธิได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่จำกัดจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาล แต่ในกรณีฉุกเฉินและผู้ประกันตนไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดได้ สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เพียงระยะเวลา 72 ชั่วโมง ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง และในกรณีอุบัติเหตุแม้จะสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่ก็เบิกได้เพียงระยะเวลา 72 ชั่วโมง ตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เอกสารหมาย ล.3 ข้อ 4.1 และ 4.2 ซึ่งการมีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้งและระยะเวลาการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนดังกล่าว แสดงว่าสวัสดิการเกี่ยวกับระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์กำหนดอยู่ในระดับสูงกว่าประโยชน์ทดแทนตามประกาศของจำเลยที่ 1 นั้น ปรากฏว่าตามประกาศฉบับเดียวกัน ข้อ 6ได้กำหนดผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการให้บริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลอื่นต่อผู้ประกันตนไว้ว่าให้สถานพยาบาลที่กำหนดไว้ในบัตรรับรองสิทธิเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการให้บริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลอื่นที่ทำการรักษาผู้ประกันตนไว้ ซึ่งเป็นการรองรับค่าใช้จ่ายของผู้ประกันตนจากข้อ 4.1 และ 4.2 โดยไม่มีการจำกัดจำนวนครั้งและระยะเวลาการรักษาพยาบาลในกรณีอุบัติเหตุ แม้จะมีการจำกัดจำนวนครั้งคือปีละไม่เกิน 2 ครั้ง ในกรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลอื่นเนื่องจากเหตุฉุกเฉินตามข้อ 4.1 ซึ่งไม่ได้รับการยกเว้นตามข้อ 6 ของประกาศดังกล่าวให้สถานพยาบาลที่กำหนดในบัตรรับรองสิทธิเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของการรักษาพยาบาลที่เกินกว่าปีละ 2 ครั้งไว้ด้วยก็ตาม แต่ตามระเบียบของโจทก์ เอกสารหมาย จ.2 ชุดที่ 3 ข้อ 10 ก็ระบุว่าให้เบิกค่ารักษาพยาบาลตามที่กำหนดไว้ได้สำหรับระยะเวลาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เข้ารับการรักษาพยาบาล ในกรณีที่เข้ารับการรักษาพยาบาลเกิน 30 วัน ให้เบิกได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง แต่ต้องไม่เกินวันละ100 บาท ในกรณีที่เข้ารับการรักษาพยาบาลหลายครั้ง แต่ละครั้งในระยะเวลาห่างกันไม่เกิน 15 วัน ให้นับระยะเวลาเข้ารับการรักษาพยาบาลครั้งหลังติดต่อกับการเข้ารับการรักษาพยาบาลในครั้งก่อน ซึ่งตามประกาศสำนักงานประกันสังคมมิได้มีข้อจำกัดดังกล่าวแต่อย่างใด จึงเห็นได้ว่าประกาศสำนักงานประกันสังคมมีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้งในกรณีฉุกเฉินแต่ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาการรักษาพยาบาล ส่วนระเบียบของโจทก์ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้ง แต่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาการรักษาพยาบาลเมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วถือได้ว่าสวัสดิการเกี่ยวกับระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จัดให้อยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 สมควรได้คะแนน 0 เมื่อรวมคะแนนกับอีก 8 หัวข้อ ซึ่งมีคะแนนรวมเท่ากับ 0ดังกล่าวข้างต้นแล้ว คิดเป็นคะแนนรวมทั้งสิ้นเท่ากับ 0 จึงต้องถือว่าสวัสดิการที่โจทก์จัดให้พนักงานอยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 โจทก์จึงไม่ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบ คำสั่งของจำเลยที่ 2ที่ รส 0704/1135 ฉบับลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2542 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1/2543 ฉบับลงวันที่ 13 มกราคม 2543 ชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเสียทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุราษฎร์ธานี จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3540/2545
#108732
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศคณะกรรมการประกันสังคม ฯ พ.ศ. 2534มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้งในกรณีฉุกเฉินแต่ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาการรักษาพยาบาล ส่วนระเบียบของโจทก์ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้ง แต่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาการรักษาพยาบาล เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วถือได้ว่าสวัสดิการเกี่ยวกับระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จัดให้ อยู่ในระดับเดียวกัน ประโยชน์ทดแทนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 สมควรได้ 0 คะแนน เมื่อรวมคะแนนกับอีกแปดหัวข้อซึ่งมีคะแนนรวมเท่ากับ 0 คิดเป็นคะแนนรวมทั้งสิ้นเท่ากับ 0 จึงต้องถือว่าสวัสดิการที่โจทก์จัดให้พนักงานอยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 โจทก์จึงไม่ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ รส ๐๗๐๔/๑๑๓๕ ฉบับลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ ๑/๒๕๔๓ ฉบับลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๓

จำเลยทั้งสองให้การว่า เดิมโจทก์ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย แต่ต่อมาในปี ๒๕๔๒ โจทก์ไม่ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบอีกต่อไป และจำเลยที่ ๑ ได้ขยายประโยชน์ทดแทนในเรื่องเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตรและตาย อีกทั้งตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๕๕ บัญญัติให้การขอลดส่วนอัตราเงินสมทบและการพิจารณาหักส่วนลดอัตราเงินสมทบให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขอลดส่วนและการพิจารณาหักส่วนลดอัตราเงินสมทบที่รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้างจะต้องส่งเข้ากองทุนประกันสังคมโดยให้พิจารณาเปรียบเทียบระหว่างสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้างกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ โดยให้คะแนน ๓ ระดับดังนี้ คะแนน ๐ หมายถึงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้อยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทน คะแนน -๑ หมายถึงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้อยู่ในระดับต่ำกว่าประโยชน์ทดแทน และคะแนน +๑ หมายถึงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้อยู่ในระดับสูงกว่าประโยชน์ทดแทน ผลลัพธ์การให้คะแนนถ้าได้คะแนน ๐ และ -๑ หมายถึงนายจ้างไม่ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบ ถ้าได้คะแนน +๑ หมายถึงนายจ้างได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบจากการพิจารณาสวัสดิการของโจทก์เปรียบเทียบกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ แล้ว ในเรื่องจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาลได้คะแนน -๑ เรื่องระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลได้คะแนน ๐ เรื่องขอบข่ายการให้ความคุ้มครองได้คะแนน +๑ เรื่องการครอบคลุมถึงโรคเรื้อรังได้คะแนน ๐ เรื่องการยกเว้นโรคที่เป็นอยู่ก่อนได้คะแนน -๑ เรื่องวิธีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้คะแนน ๐ เรื่องระยะเวลารอการมีสิทธิได้คะแนน +๑ เรื่องผู้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลได้คะแนน +๑ และเรื่องเงินทดแทนการขาดรายได้ได้คะแนน -๑ เมื่อรวมคะแนนทั้งหมดโจทก์ได้คะแนนเท่ากับ ๐ คือมีมาตรฐานเท่ากับจำเลยที่ ๑ จึงถือว่าสวัสดิการที่โจทก์จัดให้แก่พนักงานไม่สูงกว่าประโยชน์ทดแทนของจำเลยที่ ๑ โจทก์จึงไม่ได้รับลดส่วนอัตราเงินสมทบในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย คำสั่งของจำเลยที่ ๒ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย อนึ่ง จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นคณะกรรมการอุทธรณ์และมิได้กระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ที่ รส ๐๗๐๔/๑๑๓๕ ฉบับลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ ๑/๒๕๔๓ ฉบับลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๓ และให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๑ ไปแล้ว อุทธรณ์เฉพาะของจำเลยที่ ๑ จึงไม่เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ข้อ ๒.๑ ว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ที่ รส ๐๗๐๔/๑๑๓๕ ฉบับลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ ๑/๒๕๔๓ ฉบับลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๓ ตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางหรือไม่ ปรากฏว่า ตามประกาศคณะกรรมการประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการลดส่วนอัตราเงินสมทบเกี่ยวกับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีคลอดบุตร และกรณีตาย พ.ศ. ๒๕๓๔ ตามเอกสารหมาย ล.๖ กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอลดส่วนและการพิจารณาหักส่วนลดอัตราเงินสมทบที่รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้างจะต้องส่งเข้ากองทุนประกันสังคมโดยให้พิจารณาเปรียบเทียบระหว่างสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้างกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ โดยให้คะแนน ๓ ระดับ คือ คะแนน ๐ หมายถึงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้อยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทน คะแนน -๑ หมายถึงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้อยู่ในระดับต่ำกว่าประโยชน์ทดแทน และคะแนน +๑ หมายถึงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้อยู่ในระดับสูงกว่าประโยชน์ทดแทน ผลลัพธ์การให้คะแนนถ้าได้คะแนน ๐ และ -๑ หมายถึงนายจ้างไม่ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบ ถ้าได้คะแนน +๑ หมายถึงนายจ้างได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบ และตามประกาศคณะกรรมการประกันสังคมดังกล่าวได้ระบุเกี่ยวกับหลักเกณฑ์หรือปัจจัยที่ใช้พิจารณาให้คะแนนในเรื่องสวัสดิการกรณีเจ็บป่วย แบ่งเป็น ๙ หัวข้อ คือ จำนวนเงินค่ารักษาพยาบาล ระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาล ขอบข่ายการให้ความคุ้มครอง การครอบคลุมถึงโรคเรื้อรัง การยกเว้นโรคที่เป็นอยู่ก่อน วิธีการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล ระยะเวลารอการมีสิทธิ ผู้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล และเงินทดแทนการขาดรายได้ ศาลแรงงานกลางพิจารณาตามหลักเกณฑ์การให้คะแนนในการลดส่วนอัตราเงินสมทบตามประกาศของจำเลยที่ ๑ ทุกหัวข้อแล้ว ปรากฏว่าใน ๘ หัวข้อ โจทก์ได้คะแนนรวมเท่ากับ ๐ คงมีปัญหาอีกเพียง ๑ หัวข้อ คือ ระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาล ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ว่า โจทก์สมควรได้คะแนนในหัวข้อนี้เพียงใด เห็นว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตามระเบียบของโจทก์พนักงานสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชนได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง ส่วนตามประกาศของจำเลยที่ ๑ แม้ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตามสิทธิได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่จำกัดจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาล แต่ในกรณีฉุกเฉินและผู้ประกันตนไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดได้ สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เพียงระยะเวลา ๗๒ ชั่วโมง ปีละไม่เกิน ๒ ครั้ง และในกรณีอุบัติเหตุแม้จะสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่ก็เบิกได้เพียงระยะเวลา ๗๒ ชั่วโมง ตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เอกสารหมาย ล.๓ ข้อ ๔.๑ และ ๔.๒ ซึ่งการมีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้งและระยะเวลาการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนดังกล่าว แสดงว่าสวัสดิการเกี่ยวกับระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์กำหนดอยู่ในระดับสูงกว่าประโยชน์ทดแทนตามประกาศของจำเลยที่ ๑ นั้น ปรากฏว่าตามประกาศฉบับเดียวกัน ข้อ ๖ ได้กำหนดผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการให้บริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลอื่นต่อผู้ประกันตนไว้ว่า ให้สถานพยาบาลที่กำหนดไว้ในบัตรรับรองสิทธิเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการให้บริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลอื่นที่ทำการรักษาผู้ประกันตนไว้ ซึ่งเป็นการรองรับค่าใช้จ่ายของผู้ประกันตนจาก ข้อ ๔.๑ และ ๔.๒ โดยไม่มีการจำกัดจำนวนครั้งและระยะเวลาการรักษาพยาบาลในกรณีอุบัติเหตุ แม้จะมีการจำกัดจำนวนครั้งคือปีละไม่เกิน ๒ ครั้ง ในกรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลอื่นเนื่องจากเหตุฉุกเฉินตาม ข้อ ๔.๑ ซึ่งไม่ได้รับการยกเว้นตามข้อ ๖ ของประกาศดังกล่าวให้สถานพยาบาลที่กำหนดในบัตรรับรองสิทธิเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของการรักษาพยาบาลที่เกินกว่าปีละ ๒ ครั้ง ไว้ด้วยก็ตาม แต่ตามระเบียบของโจทก์ เอกสารหมาย จ.๒ ชุดที่ ๓ ข้อ ๑๐ ก็ระบุว่าให้เบิกค่ารักษาพยาบาลตามที่กำหนดไว้ได้สำหรับระยะเวลาภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่เข้ารับการรักษาพยาบาล ในกรณีที่เข้ารับการรักษาพยาบาลเกิน ๓๐ วัน ให้เบิกได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง แต่ต้องไม่เกินวันละ ๑๐๐ บาท ในกรณีที่เข้ารับการรักษาพยาบาลหลายครั้ง แต่ละครั้งในระยะเวลาห่างกันไม่เกิน ๑๕ วัน ให้นับระยะเวลาเข้ารับการรักษาพยาบาลครั้งหลังติดต่อกับการเข้ารับการรักษาพยาบาลในครั้งก่อน ซึ่งตามประกาศสำนักงานประกันสังคมมิได้มีข้อจำกัดดังกล่าวแต่อย่างใด จึงเห็นได้ว่าประกาศสำนักงานประกันสังคมมีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้งในกรณีฉุกเฉินแต่ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาการรักษาพยาบาล ส่วนระเบียบของโจทก์ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้ง แต่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาการรักษาพยาบาล เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วถือได้ว่าสวัสดิการเกี่ยวกับระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จัดให้อยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ สมควรได้คะแนน ๐ เมื่อรวมคะแนนกับอีก ๘ หัวข้อซึ่งมีคะแนนรวมเท่ากับ ๐ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว คิดเป็นคะแนนรวมทั้งสิ้นเท่ากับ ๐ จึงต้องถือว่าสวัสดิการที่โจทก์จัดให้พนักงานอยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ โจทก์จึงไม่ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบ คำสั่งของจำเลยที่ ๒ ที่ รส ๐๗๐๔/๑๑๓๕ ฉบับลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ ที่ ๑/๒๕๔๓ ฉบับลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๓ ชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ข้อนี้ฟังขึ้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออื่นของจำเลยที่ ๒ ที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ หรือไม่ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเสียทั้งหมด.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 46 ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุราษฎร์ธานี
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ลีฬหาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายแถม สิริสาลี
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3538/2545
#99794
เปิดฉบับเต็ม

ส. ผู้แทนโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2530 โดยหนังสือดังกล่าวได้กล่าวถึงพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหายและระบุชื่อจำเลยที่ 1 ว่าเป็นผู้ทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย ทั้งขอให้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ด้วย ดังนั้นอายุความฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดจากจำเลยที่ 1 จึงเริ่มนับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2530 แม้ในวันดังกล่าวโจทก์จะยังมิได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งก็ตาม หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว อายุความฟ้องร้องย่อมเริ่มนับแล้ว มิใช่ว่าจะต้องรอให้ได้รับรายงานผลการสอบสวนเพื่อพิจารณาหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งก่อนเสมอไป โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2532 เกินกว่า 1 ปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่สั่งปลดจำเลยที่ 1 ออกจากราชการเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2530 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 2 ต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์แล้ว โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะฟ้องเมื่อพ้น 1 ปี นับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้กระทำละเมิด จำเลยที่ 3 กระทำตามคำสั่งของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ภายหลังโจทก์ได้รับแจ้งเรื่องที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการจัดจ้างปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียน อาคารประกอบ เพื่อเป็นศูนย์วิชาการกลุ่มโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคามส่อไปในทางทุจริตแล้ว โจทก์ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยจำเลยที่ 1 คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนแล้วรายงานผลแก่โจทก์ ต่อมานาย ส. เลขาธิการคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ มีหนังสือลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2530 ถึงจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคามแจ้งผลการสอบสวนวินัยข้าราชการโดยหนังสือดังกล่าวมีข้อความในย่อหน้าที่ 3 ว่า "อนึ่ง สำหรับกรณีที่ทางราชการได้รับความเสียหายสืบเนื่องจากการกระทำของนายทองพูนที่กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ จัดจ้างในราคาที่แพงกว่าราคาท้องตลาด ไม่เรียกค่าปรับในกรณีผู้รับจ้างส่งงานล่าช้าเกินกำหนดและอื่น ๆ นั้น ให้สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคามดำเนินการทางแพ่งแก่ผู้ที่ทำให้ทางราชการได้รับความเสียหายทุกคน? กรณีนายทองพูน จิมากร ทุจริตต่อหน้าที่ราชการนั้น ขอให้สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคามได้ร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนด้วย?" ข้อความดังกล่าวนี้ แสดงว่าอย่างช้าที่สุดในวันที่ 17 กรกฎาคม 2530 โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว โดยหนังสือดังกล่าวได้กล่าวถึงพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหายและระบุชื่อจำเลยที่ 1 ว่าเป็นผู้กระทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย ทั้งขอให้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ด้วย ดังนั้นอายุความฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดจากจำเลยที่ 1 จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2530 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2532 เกินกว่า 1 ปี คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง แม้ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2530 โจทก์จะยังมิได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาหาตัวผู้รับผิดในทางแพ่งก็ตาม หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว อายุความฟ้องร้องย่อมเริ่มนับแล้ว มิใช่ว่าจะต้องรอให้ได้รับรายงานผลการสอบสวนเพื่อพิจารณาหาตัวผู้รับผิดในทางแพ่งก่อนเสมอไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
จำเลย — นายทองพูน จิมากร ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นางปวีณา เจดีย์วงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางเมทินี ชโลธร
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
เดิมพัน จรรยามั่น
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3535/2545
#45722
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาซื้อขายระบุว่า ป. ซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุในฐานะส่วนตัว มิได้ซื้อแทนห้างโจทก์หรือในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ ซึ่งย่อมเป็นสิทธิที่ ป. จะจัดการทรัพย์สินของตนเองได้ หาใช่ว่าหาก ป. ลงนามในนิติกรรมหรือสัญญาใด ๆ ทั้งที่มิได้ระบุว่าทำแทนโจทก์หรือในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์แล้วจะต้องถูกผูกพันว่าเป็นการกระทำการแทนโจทก์แต่อย่างใดไม่ และการที่ ป. นำรถยนต์คันเกิดเหตุไปประกันวินาศภัยไว้กับบริษัท ส. หรือนำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าแล่นในเส้นทางสายเชียงใหม่ - ขอนแก่นนั้น อาจเป็นวิธีจัดการทรัพย์สินส่วนตัวของ ป. ก็เป็นได้ ประกอบกับคำบรรยายฟ้องโจทก์ยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุมาโดยตรง โดยมิได้บรรยายว่าโจทก์ซื้อรถดังกล่าวโดยให้ ป. เป็นคู่สัญญาแทนแต่ประการใด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดในค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความประมาท ตัดหน้ารถยนต์โดยสารของโจทก์ในระยะกระชั้นชิด เป็นเหตุให้รถยนต์โดยสารของโจทก์พุ่งเฉี่ยวชนรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ทำให้คนขับรถยนต์โดยสารของโจทก์ถึงแก่ความตาย และรถยนต์โดยสารของโจทก์เสียหาย จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 1,856,523.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 1,731,300.78 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10-2958 ขอนแก่น จึงไม่มีอำนาจฟ้องเหตุเกิดจากความประมาทของลูกจ้างโจทก์ หากจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดก็ไม่เกินวงเงินประกันภัยจำนวน250,000 บาท และเหตุครั้งนี้จำเลยที่ 2 ถูกบริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นเงิน 43,537 บาท ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ต้องชดใช้ให้ก็ต้องนำมาหักออกจากวงเงินประกันภัยดังกล่าวด้วยรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เสียหายต้องซ่อมเป็นเงิน 200,000 บาท หากจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทด้วย ค่าเสียหายต้องเฉลี่ยไปตามส่วน และบริษัทสหร่วมกิจเดินรถ จำกัด เจ้าของรถยนต์โดยสารมอบอำนาจให้นายประสันต์ เขมะประสิทธิ์ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับภริยาจำเลยที่ 1 ทำให้มูลละเมิดระงับ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10-2958 ขอนแก่น คันเกิดเหตุหรือไม่ คดีได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า เดิมนายสราวุธ ยุทธพงศ์สุนทร เป็นเจ้าของรถยนต์คันเกิดเหตุ และนายสราวุธได้นำรถคันดังกล่าวเข้าแล่นร่วมกับบริษัทขนส่ง จำกัดในเส้นทางสาย 633 เชียงใหม่ - ขอนแก่น ในนามของบริษัทสหร่วมกิจเดินรถ จำกัดซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิจากบริษัทขนส่ง จำกัด โดยนายสราวุธต้องซื้อสิทธิในการแล่นรถร่วมดังกล่าวจากบริษัทสหร่วมกิจเดินรถ จำกัด และต้องจดทะเบียนใส่ชื่อบริษัทสหร่วมกิจเดินรถ จำกัด เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถคันดังกล่าวตามระเบียบของบริษัทขนส่ง จำกัดต่อมานายสราวุธได้ขายรถยนต์คันเกิดเหตุและสิทธิในการเดินรถให้แก่นายประสันต์ เขมะประสิทธิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ แล้วนายประสันต์ได้นำรถคันดังกล่าวเข้าแล่นในเส้นทางเชียงใหม่ - ขอนแก่น ในนามของโจทก์ และได้จดทะเบียนโอนชื่อเจ้าของรถยนต์โดยสารอีกคันหนึ่งที่ซื้อมา พร้อมกับรถยนต์คันเกิดเหตุไปเป็นชื่อโจทก์แล้ว แต่รถยนต์คันเกิดเหตุยังเปลี่ยนชื่อไม่ได้เนื่องจากติดพันคดีนี้อยู่ เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายระบุว่านายประสันต์ซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุกับรถยนต์โดยสารอีกคันหนึ่งในฐานะส่วนตัวมิใช่ซื้อแทนโจทก์หรือในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ซึ่งเป็นสิทธิที่นายประสันต์จะดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินส่วนของตนได้หาใช่ว่าหากนายประสันต์ลงนามในนิติกรรมหรือสัญญาใด ๆ ทั้งที่มิได้ระบุว่าทำแทนโจทก์หรือในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์แล้วก็จะต้องถูกผูกพันว่าเป็นการกระทำแทนโจทก์เนื่องจากนายประสันต์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์แต่ประการใดไม่ และการที่นายประสันต์นำรถยนต์คันเกิดเหตุไปประกันวินาศภัยไว้กับบริษัทสุขุมวิทย์ประกันภัย จำกัด หรือนำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าแล่นในเส้นทางสายเชียงใหม่ - ขอนแก่น ในนามของโจทก์ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกานั้น ก็อาจเป็นวิธีการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนตัวของนายประสันต์ดังเช่นที่นายสราวุธเคยกระทำก่อนที่จะโอนขายรถยนต์คันเกิดเหตุให้แก่นายประสันต์ก็เป็นได้ ประกอบกับตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ก็ระบุยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุมาโดยตรงมิได้บรรยายว่าโจทก์ซื้อรถยนต์คันดังกล่าวโดยให้นายประสันต์เป็นคู่สัญญาแทนแต่ประการใดแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์คันเกิดเหตุ โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70 ม. 420 ม. 453 ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด วสันต์ทัวร์ 1990
จำเลย — นาย ณรงค์ พาลี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สายันต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3534/2545
#46523
เปิดฉบับเต็ม

พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความสอดคล้องต้องกัน เมื่อไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุอันควรระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำหรือใส่ร้ายจำเลยให้ต้องได้รับโทษ โดยเฉพาะ ส. ไม่เคยรักใคร่ชอบพอกับจำเลยมาก่อนหากไม่เป็นความจริงแล้ว ส. คงจะไม่เบิกความถึงเรื่องน่าอับอายเช่นนี้จึงไม่น่าเชื่อว่าส. จะยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ เหตุที่ ส. ไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเพราะจำเลยขู่ว่าจะฆ่า ส. ย่อมจะเกิดความกลัว จึงหาใช่เป็นข้อพิรุธแต่อย่างใด

แม้ บ. ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมและพักอาศัยในร้านโจทก์ร่วมจะเปิดประตูให้จำเลยเข้าไปในร้านโจทก์ร่วมเนื่องจากจำเลยเป็นเพื่อนของ บ. ก็ตาม แต่การที่จำเลยออกมายืนอยู่ที่บันไดในร้านโจทก์ร่วมระหว่างชั้นที่ 3 กับชั้นที่ 4 เป็นการคอยเวลาและหาโอกาสก่อเหตุร้าย จึงเป็นการเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในเคหสถานของโจทก์ร่วม และเมื่อสบโอกาสโดยจำเลยพบเห็น ส. ที่บริเวณหน้าห้องน้ำจำเลยก็เข้ามาใช้มือปิดปากและลากตัว ส. เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราในห้องทำแผ่นเทปภายในร้านโจทก์ร่วม ถือได้ว่าจำเลยเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในเคหสถานของโจทก์ร่วมโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงมีความผิดฐานบุกรุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365(3)

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายเทียนชัย พงศ์พลาญชัย ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 365(3) ประกอบมาตรา 364 จำคุก 1 ปี

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ร้านโจทก์ร่วมที่เกิดเหตุเป็นตึกแถว 1 คูหา มี 6 ชั้น โดยโจทก์ร่วมเปิดกิจการรับบันทึกเทปเพลงและให้ลูกจ้างพักอาศัยอยู่ด้วย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายเข้าไปในร้านโจทก์ร่วมแล้วคนร้ายได้ข่มขืนกระทำชำเรานางสาวสุลัดดา วงษ์เจริญ ลูกจ้างของโจทก์ร่วมซึ่งพักอาศัยในร้านโจทก์ร่วมชั้นที่ 3 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายเกียรติศักดิ์วงศ์ภักดี และนางสาวสุลัดดาเป็นพยาน โดยนายเกียรติศักดิ์เบิกความว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา พยานซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมและพักอาศัยในร้านโจทก์ร่วมชั้นที่ 2 ได้ออกไปหาเพื่อที่ท่าดินแดงแล้วกลับเข้ามาในร้านโจทก์ร่วมเวลาประมาณ 1 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น โดยมีนายบรรจง ดวงนิล ลูกจ้างของโจทก์ร่วมอีกคนหนึ่งซึ่งพักอยู่ในร้านโจทก์ร่วมชั้นที่ 4 มาเปิดประตูให้ พยานเห็นรองเท้าทหาร 1 คู่ วางอยู่ที่ชั้นวางรองเท้าของลูกจ้าง จำได้ว่าเป็นของจำเลย เพราะก่อนหน้านี้พยานเคยเห็นจำเลยใส่รองเท้าดังกล่าวและจำเลยเคยเข้าไปในร้านโจทก์ร่วม 7 ถึง 8 ครั้ง ต่อมาเวลาประมาณ8 นาฬิกา พยานตื่นมาเห็นจำเลยเดินลงบันไดไปกับนายบรรจง พยานไม่ได้บอกให้โจทก์ร่วมทราบเพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย แต่เมื่อทราบว่าโจทก์ร่วมไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย พยานจึงไปเป็นพยานให้แก่โจทก์ร่วมโดยให้การต่อพนักงานสอบสวน นางสาวสุลัดดาเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานกับลูกจ้างผู้หญิงอีก 3 คน พักอาศัยในร้านโจทก์ร่วมชั้นที่ 3 ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 2 นาฬิกา พยานตื่นมาเข้าห้องน้ำในร้านโจทก์ร่วมชั้นที่ 4 ซึ่งมีนายบรรจงพักอาศัยอยู่ที่ชั้นดังกล่าว เมื่อพยานออกจากห้องน้ำเห็นจำเลย ซึ่งรู้จักมาก่อนยืนอยู่ที่บันไดระหว่างชั้นที่ 3 กับชั้นที่ 4 เห็นโดยอาศัยแสงสว่างจากไฟนีออน 2 หลอดที่ติดอยู่บนเพดานตรงกับบันได จำเลยเข้ามาใช้มือปิดปากและลากตัวพยานเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราในห้องทำแผ่นเทปซึ่งอยู่ในร้านโจทก์ร่วมชั้นที่ 4 พร้อมกับขู่ว่าหากพยานบอกให้ผู้อื่นรู้ จะคอยมาตามรังควานและจะฆ่าพยานพยานกลัวจึงไม่กล้าบอกผู้ใด นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีร้อยตำรวจเอกบุญมีจันทร์จวง ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยยอมรับต่อหน้าพยานว่าได้เข้าไปในร้านโจทก์ร่วมแล้วข่มขืนกระทำชำเรานางสาวสุลัดดาจริง และได้ขอขมาโดยยกมือไหว้โจทก์ร่วมกับนางสาวสุลัดดาและบอกว่าจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับนางสาวสุลัดดาจะไปเสียให้พ้น เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวเบิกความสอดคล้องต้องกันเมื่อไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุอันควรระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำหรือใส่ร้ายจำเลยให้ต้องได้รับโทษ โดยเฉพาะนางสาวสุลัดดาไม่เคยรักใคร่ชอบพอกับจำเลยมาก่อน หากไม่เป็นความจริงแล้วนางสาวสุลัดดาคงจะไม่เบิกความถึงเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ จึงไม่น่าเชื่อว่านางสาวสุลัดดาจะยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ เหตุที่นางสาวสุลัดดาไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดข้อหาข่มขืนกระทำชำเราก็ได้ความว่าจำเลยขู่ว่าจะฆ่า นางสาวสุลัดดาย่อมจะเกิดความกลัว จึงหาใช่เป็นข้อพิรุธแต่อย่างใด พยานฐานที่อยู่ของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ แม้นายบรรจงซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมและพักอาศัยในร้านโจทก์ร่วมจะเปิดประตูให้จำเลยเข้าไปในร้านโจทก์ร่วม เนื่องจากจำเลยเป็นเพื่อนของนายบรรจงก็ตาม แต่การที่จำเลยออกมายืนอยู่ที่บันไดในร้านโจทก์ร่วมระหว่างชั้นที่ 3 กับชั้นที่ 4 เป็นการคอยเวลาและหาโอกาสก่อเหตุร้าย จึงเป็นการเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในเคหสถานของโจทก์ร่วม และเมื่อสบโอกาสโดยจำเลยพบเห็นนางสาวสุลัดดาที่บริเวณหน้าห้องน้ำ จำเลยก็เข้ามาใช้มือปิดปากและลากตัวนางสาวสุลัดดาเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราในห้องทำแผ่นเทปภายในร้านโจทก์ร่วมกรณีถือได้ว่าจำเลยเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในเคหสถานของโจทก์ร่วมโดยไม่มีเหตุอันสมควรจึงมีความผิดฐานบุกรุกตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 365 (3)
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย เทียนชัย พงศ์พลาญชัย
จำเลย — นาย จิระพงษ์หรือเดี่ยว ทองทำนุ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524/2545
#44791
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ 500,000 บาทโดยมิได้ระบุให้ใช้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐแต่อย่างใด ส่วนข้อความที่ระบุว่า "วันนี้ 1 อัตราดอลลาร์อเมริกันเท่ากับ24.29บาทในกรณีที่เงินดอลลาร์อเมริกันมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นผู้กู้ยอมชำระอัตราเพิ่มขึ้นด้วย" นั้น เป็นเพียงข้อตกลงที่ให้ผู้กู้ชำระเงินเพิ่มในกรณีที่เงินดอลลาร์สหรัฐมีอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มสูงขึ้น หาใช่เป็นการแสดงว่าเป็นการกู้เงินหรือต้องใช้เงินกู้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐไม่ จำเลยต้องชำระหนี้ตามจำนวนในสัญญาให้โจทก์เป็นเงินไทย ทั้งข้อตกลงดังกล่าวก็มิใช่เป็นเบี้ยปรับหรือการกำหนดค่าเสียหาย แต่เป็นการกำหนดให้ผู้กู้ต้องรับผิดเกินกว่าหนี้ที่ผู้กู้จะต้องชำระให้แก่ผู้ให้กู้อันเป็นการให้ค่าตอบแทนเพิ่มจากดอกเบี้ยที่ตกลงกันไว้ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน กรณีจึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 จึงตกเป็นโมฆะมิอาจบังคับได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยมิได้ฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 500,000 บาท (ขณะกู้ยืมเงิน ดอลลาร์สหรัฐ ดอลลาร์ละ 24.29 บาท เท่ากับกู้ยืม 20,584.60 ดอลลาร์สหรัฐ) ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ตกลงกันว่าในวันกู้ยืมเงินกันอัตราดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ24.29 บาท ในกรณีที่เงินดอลลาร์สหรัฐมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น จำเลยยอมชำระอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย จำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว หลังกู้ยืมเงินจำเลยไม่เคยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถาม ทั้งให้ทนายความบอกกล่าวทวงถาม แต่จำเลยไม่ชำระ อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 10เมษายน 2541 ซึ่งเป็นวันใกล้เคียงที่สุดกับวันที่ทนายความโจทก์บอกกล่าวทวงถามครั้งสุดท้ายและวันฟ้องดอลลาร์ละ 40.25 บาท คิดเป็นเงินไทยได้ 828,530.15 บาทดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันกู้ยืมจนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 362,481.92 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 20,584.60 ดอลลาร์สหรัฐ หรือจำนวน 828,530.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันที่กู้ยืมจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 362,481.92 บาท

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์เป็นเงินไทย 500,000 บาท จริงโจทก์ส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลยเป็นเงินไทย ไม่ได้ส่งมอบให้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินคืนโดยอ้างอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น คงมีสิทธิฟ้องเรียกต้นเงิน 500,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเท่านั้น โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน เท่ากับอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เป็นการเรียกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกจึงตกเป็นโมฆะโจทก์จึงมีสิทธิเรียกเฉพาะเงินต้น 500,000บาท เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 20,584.60 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับเงินดอลลาร์สหรัฐให้คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษา ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวไม่มีก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2538 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 500,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน และในสัญญากู้เงินข้อ 9 ระบุว่า "วันนี้ 1 อัตราดอลลาร์อเมริกันเท่ากับ 24.29 บาท ในกรณีที่เงินดอลลาร์อเมริกันมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น ผู้กู้ยอมชำระอัตราเพิ่มขึ้นนี้ด้วย" จำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้วตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 หลังกู้ยืมเงินจำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้จำเลยได้รับหนังสือทวงถามแล้วเพิกเฉย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยต้องชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้โจทก์เป็นเงินไทยหรือเงินดอลลาร์สหรัฐ เห็นว่า ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ระบุว่า จำเลยกู้เงินโจทก์จำนวน 500,000 บาท ซึ่งไม่มีการระบุว่า ให้ใช้หนี้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐแต่อย่างใดส่วนตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ข้อ 9 นั้น เป็นเพียงข้อตกลงที่ให้ผู้กู้ชำระเงินเพิ่มในกรณีที่เงินดอลลาร์สหรัฐมีอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มสูงขึ้น หาใช่เป็นการแสดงว่าเป็นการกู้เงินหรือต้องใช้เงินกู้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐไม่ จำเลยจึงต้องชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้โจทก์เป็นเงินไทยจำนวน 500,000 บาท ตามสัญญากู้ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปในปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อตกลงในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ข้อ 9 ที่ระบุว่า "วันนี้ 1 อัตราดอลลาร์อเมริกันเท่ากับ24.29 บาท ในกรณีที่เงินดอลลาร์อเมริกันมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น ผู้กู้ยอมชำระอัตราเพิ่มขึ้นนี้ด้วย" ใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวมิใช่เป็นเบี้ยปรับหรือการกำหนดค่าเสียหาย แต่เป็นการกำหนดให้ผู้กู้จะต้องรับผิดเกินกว่าหนี้ที่ผู้กู้จะต้องชำระให้แก่ผู้ให้กู้ตามสัญญากู้เงินเป็นการให้ค่าตอบแทนเพิ่มจากดอกเบี้ยที่คู่สัญญากำหนดกันไว้ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ตามสัญญากู้เงินในข้อ 4 จึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 จึงตกเป็นโมฆะมิอาจบังคับได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ส่วนฎีกาของจำเลยในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่อาจทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 20,584.60 ดอลลาร์สหรัฐแก่โจทก์นั้นหาชอบไม่ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 653 ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย คอนสตันตินอส ดิมัส
จำเลย — นาย เลิศศักดิ์ เจริญสุข
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3523/2545
#44790
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลพิพากษาเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2543 ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 9 เดือนและปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี แต่คดีนี้จำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่18 กรกฎาคม 2543 อันเป็นเวลาก่อนที่ศาลในคดีก่อนจะพิพากษา แม้คดีนี้ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยถึงจำคุกก็ตาม ศาลในคดีนี้ก็ไม่มีอำนาจที่จะนำโทษจำคุกในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ได้เพราะมิใช่เป็นการกระทำความผิดภายในระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษกรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้นำโทษจำคุกในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1,003 เม็ดน้ำหนักรวม87.56 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนส่วนหนึ่งในจำนวนดังกล่าว ให้แก่สายลับที่ล่อซื้อจำนวน 3 เม็ดในราคา 150 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,003 เม็ดและธนบัตรจำนวน 150 บาท ที่เจ้าพนักงานตำรวจใช้ล่อซื้อเป็นของกลาง ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุก 9 เดือนและปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5033/2543 ของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2543 ภายในกำหนดเวลาที่ศาลรอการลงโทษจำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและบวกโทษจำคุกจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5033/2543 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษจำคุก 16 ปี และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนลงโทษจำคุก 5 ปีรวมโทษจำคุก 21 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก10 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5033/2543 ของศาลชั้นต้น รวมจำคุก 11 ปี 3 เดือน ริบของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน เมื่อรวมโทษจำคุกในข้อหาอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่5033/2543 ของศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 15 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบา เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษจำเลย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายว่า มีเหตุสมควรลดโทษจำคุกจำเลยให้ต่ำกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดหรือไม่เห็นว่า คดีนี้นอกจากจำเลยจะให้การรับสารภาพแล้ว จำเลยยังได้แถลงรับต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2544 ว่า จำเลยเคยกระทำความผิดตามประวัติกองทะเบียนประวัติอาชญากรเอกสารหมาย จ.7 จริง ซึ่งเป็นการกระทำความผิดอันเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทั้งสิ้น สำหรับคดีนี้จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายถึงจำนวน 1,003 เม็ด และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอีกข้อหาหนึ่งล้วนแล้วแต่เป็นข้อหาที่หนักขึ้นกว่าความผิดฐานเดิมที่เคยกระทำมา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยเพิ่มขึ้นในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำคุก 25 ปี นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5033/2543 ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2543 ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 9 เดือนและปรับ 20,000บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่สำหรับคดีนี้จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2543 อันเป็นเวลาก่อนที่ศาลในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5033/2543 จะพิพากษา แม้คดีนี้ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยถึงจำคุกก็ตาม ศาลในคดีนี้ก็ไม่มีอำนาจที่จะนำโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5033/2543 ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ได้เพราะมิใช่เป็นการกระทำความผิดภายในระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษ กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้นำโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5033/2543 มาบวกเข้ากับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้จึงไม่ชอบปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 12 ปี 6 เดือน ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมโทษจำคุก 15 ปี ให้ยกคำขอที่ให้บวกโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5033/2543 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นาย ดงเย็นหรือทองเย็น อยู่เย็น
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3522/2545
#45238
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยในประเด็นที่ว่าจำเลยได้สั่งซื้อและได้รับสินค้าไปจากโจทก์แล้วหรือไม่ จำเลยอ้างว่า เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างจำเลยปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ แต่โจทก์นำกรรมการโจทก์มาเบิกความประกอบเอกสาร ไม่ได้นำพนักงานขายและพนักงานส่งสินค้าของโจทก์ซึ่งรู้เห็นโดยตรงเข้าเบิกความ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนและเป็นการรับฟังพยานบอกเล่าเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ว่าไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอแก่การจะรับฟังเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง

ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 คำว่า "ได้มีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว" ตามวรรคสองนั้นกฎหมายมุ่งบัญญัติให้ใช้บังคับแก่คู่สัญญาทั้งฝ่ายผู้ขายและผู้ซื้อดังนั้น หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ชำระหนี้ส่วนของตนไปแล้วก็ย่อมจะเรียกร้องเอาสิทธิที่ตนจะได้รับจากอีกฝ่ายหนึ่งได้ เพราะสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน ผู้ขายย่อมมีหนี้ที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ ส่วนผู้ซื้อก็มีหนี้ที่ต้องใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขายเมื่อโจทก์ผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าของตนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายผู้ซื้อแล้วจึงถือได้ว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ส่วนของตนแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระราคาสินค้าแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เป็นเงิน112,361.32 บาท ครบกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 29 มิถุนายน 2540 หลังจากครบกำหนดชำระหนี้จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 112,361.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18ต่อปี นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 18,507.29 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 130,868.61 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 112,361.32 บาท แก่โจทก์นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ และการซื้อขายสินค้าดังกล่าวเป็นเงินกว่า 500 บาท แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 112,361.32 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเป็นเงินเพียง 120,073 บาท จึงเป็นคดีที่มีราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง เห็นว่า ตามฎีกาของจำเลยในข้อ 2(1) ในประเด็นที่ว่าจำเลยได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์และได้รับสินค้าไปจากโจทก์แล้วหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง จำเลยปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ แต่โจทก์นำนายมอร์เท่น พอร์ซิลด์กรรมการโจทก์มาเบิกความประกอบเอกสาร แต่ไม่ได้นำพนักงานขายและพนักงานส่งสินค้าของโจทก์ซึ่งรู้เห็นโดยตรงเข้าเบิกความ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนและเป็นการรับฟังพยานบอกเล่านั้น ตามฎีกาของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ว่าไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอแก่การจะรับฟังฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้มาโดยเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่โจทก์ส่งมอบสินค้าให้จำเลยในคดีนี้ไม่ถือเป็นการชำระหนี้บางส่วน ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยให้จำเลยชำระหนี้ได้นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสองและสามนั้น คำว่า "ได้มีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว" ตามวรรคสองนั้น กฎหมายมุ่งบัญญัติให้ใช้บังคับแก่คู่สัญญาทั้งฝ่ายผู้ขายและผู้ซื้อ ดังนั้น หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ชำระหนี้ส่วนของตนไปแล้วก็ย่อมจะเรียกร้องเอาสิทธิที่ตนจะได้รับจากอีกฝ่ายหนึ่งได้ เพราะสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทนผู้ขายย่อมมีหนี้ที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อส่วนผู้ซื้อก็มีหนี้ที่ต้องใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า โจทก์ผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าของตนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายผู้ซื้อแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ส่วนของตนแล้วโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระราคาสินค้าแก่โจทก์ได้ ที่จำเลยฎีกาว่า การชำระหนี้บางส่วนหมายความว่า เฉพาะจำเลยได้ชำระค่าสินค้าให้โจทก์แล้วจึงฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อกฎหมายนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เฮ็มเพ็ล โค้ทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท กันกุล มารีนไลน์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3522/2545
#99735
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ได้มีการชำระหนี้บางส่วน" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม กฎหมายมุ่งบัญญัติ ให้ใช้บังคับแก่คู่สัญญาทั้งฝ่ายผู้ขายและฝ่ายผู้ซื้อ ดังนั้น หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ชำระหนี้ส่วนของตนไปแล้วก็ย่อมจะเรียกร้องเอาสิทธิที่ตนจะได้รับจากอีกฝ่ายหนึ่งได้ เพราะสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน ผู้ขายย่อมมีหนี้ที่ ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ ส่วนผู้ซื้อก็มีหนี้ที่ต้องใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ ความว่า โจทก์ผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายผู้ซื้อแล้ว จึงถือว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ส่วนของตนแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระราคาสินค้าแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าไปจากโจทก์ หลังจากครบกำหนดชำระหนี้จำเลยไม่ได้ ชำระหนี้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๑๓๐,๘๖๘.๖๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การซื้อขายสินค้าดังกล่าวเป็นเงินกว่า ๕๐๐ บาท แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลาย มือชื่อจำเลยมาแสดงโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๑๒,๓๖๑.๓๒ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่โจทก์ส่งมอบสินค้าให้จำเลยในคดีนี้ ไม่ถือเป็นการชำระหนี้บางส่วน ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๖ วรรคสองและวรรคสาม อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยให้จำเลยชำระหนี้ได้นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๖ วรรคสองและสามนั้น คำว่า "ได้มีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว" ตามวรรคสองนั้น กฎหมายมุ่งบังคับให้ใช้บังคับแก่คู่สัญญาทั้งฝ่ายผู้ขายและ ฝ่ายผู้ซื้อ ดังนั้น หากฝ่ายใดได้ชำระหนี้ส่วนของตนไปแล้วก็ย่อมจะเรียกร้องเอาสิทธิที่ตนจะได้รับจากอีกฝ่ายหนึ่งได้ เพราะสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน ผู้ขายย่อมมีหนี้ที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ ส่วนผู้ซื้อก็มีหนี้ ที่ต้องใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า โจทก์ผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าของตน ให้แก่จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายผู้ซื้อแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ส่วนของตนแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระราคาสินค้าแก่โจทก์ได้ ที่จำเลยฎีกาว่า การชำระหนี้บางส่วนหมายความว่า เฉพาะจำเลยได้ชำระค่าสินค้าให้โจทก์แล้ว จึงฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฮ็มเพ็ล โค้ทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทกันกุล มารีนไลน์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3514/2545
#45721
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1) คำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ตั๋วสัญญาใช้เงิน ค้ำประกันและจำนอง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การต่อสู้คดีจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกนายพรเทพแซ่โค้ว นายสมศักดิ์ ประภาสพงษ์ นายชัยวงศ์ จันทร์รุจิพัฒน์ และนายสุทธิ ตันติพิสิฐกุลเข้ามาเป็นจำเลยร่วม เพื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะใช้สิทธิไล่เบี้ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2543 จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง แต่ให้รับเป็นคำโต้แย้งคัดค้าน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ฉบับวันที่ 9 มกราคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารับเป็นคำโต้แย้งคัดค้านคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์อีกครั้งฉบับวันที่ 25 มกราคม 2544 และขอให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 และที่ 3ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ขอให้เรียกนายพรเทพ แซ่โค้ว นายสมศักดิ์ ประภาสพงษ์นายชัยวงศ์ จันทร์รุจิพัฒน์ และนายสุทธิ ตันติพิสิฐกุล เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1) จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ดังกล่าว ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์เช่นกัน ย่อมมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์นี้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 (1) ม. 236 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท พันธ์ทิพย์เทรดดิ้ง จำกัดที่ 1 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3514/2545
#99702
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่3 โดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226(1) คำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ตั๋วสัญญาใช้เงิน ค้ำประกัน และจำนอง จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การต่อสู้คดี จำเลยที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกนายพรเทพ แซ่โค้ว นายสมศักดิ์ ประภาสพงษ์ นายชัยวงศ์ จันทร์รุจิพัฒน์ และนายสุทธิ ตันติพิสิฐกุล เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เพื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จะใช้สิทธิไล่เบี้ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๕๗ (๓)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ต่อมาวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง แต่ให้รับเป็นคำโต้แย้งคัดค้าน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ฉบับวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๔๔ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับเป็นคำโต้แย้งคัดค้านคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์อีกครั้งฉบับวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๔ และขอให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ ๒ และที่๓ อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ที่ขอให้เรียกนายพรเทพ แซ่โค้ว นายสมศักดิ์ ประภาสพงษ์ นายชัยวงศ์ จันทร์รุจิพัฒน์ และนายสุทธิ ตันติพิสิฐกุล เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ (๑) จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ดังกล่าว ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ โดยเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์เช่นกัน ย่อมมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์นี้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๖ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ

นายทวี ประจวบลาภ ผู้ช่วย

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 (1) ม. 236 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
จำกัด(มหาชน) — ธนาคารนครหลวงไทย
กับพวก — บ. พันธ์ทิพย์เทรดดิ้ง จำกัดที่1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประเสริฐ โกวิทยา
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3512/2545
#44789
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยฐานผิดสัญญากู้เงิน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและบังคับจำนอง จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญาดังกล่าวกับโจทก์ โจทก์เป็นฝ่ายละเมิดสัญญาและประเพณีที่ธนาคารยึดถือปฏิบัติต่อลูกค้า โจทก์ตกลงจะลดยอดหนี้ลงให้ถูกต้อง ถ้าหากจำเลยขายที่ดินบางส่วนมาชำระหนี้ ทำให้จำเลยต้องขายที่ดินในราคาต่ำกว่าในท้องตลาด จำเลยต้องเสียหายสูญเสียโอกาสและราคาที่ดินที่ควรจะได้รับ แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายประมาณ 4,000,000 บาท เมื่อหักกับยอดหนี้ที่ถูกต้องประมาณ 3,600,000 บาท โจทก์จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย 400,000 บาท ขอบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 400,000บาท แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ย คำฟ้องแย้งดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ประพฤติผิดสัญญาที่ตกลงไว้กับจำเลย ซึ่งเป็นเรื่องใหม่นอกเหนือจากคำฟ้องเดิม จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปในคดีเดียวกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 11,306,418.79 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,859,844.96 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงิน 8,765,426.81 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,490,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ ไม่เคยทำสัญญากู้เงินโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ลายมือชื่อในสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมิใช่ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่เคยนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองตามฟ้อง โจทก์คิดคำนวณดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามและให้ไถ่ถอนจำนองจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง กับฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและทำผิดประเพณีที่ธนาคารถือปฏิบัติต่อลูกค้ากับฝ่าฝืนระเบียบตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายเป็นเงินประมาณ 4,000,000 บาท เมื่อหักกับยอดหนี้ที่ถูกต้องประมาณ 3,600,000 บาท แล้วโจทก์จึงต้องรับผิดชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1อีก 400,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชำระเงิน 400,000 บาท แก่จำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จึงไม่รับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าโจทก์สร้างเงื่อนไขจูงใจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินหลายแปลงเพื่อปลดหนี้แยกเป็นบัญชีไป ทำให้จำเลยที่ 1 สูญเสียประโยชน์จากราคาที่ดินตามราคาในท้องตลาด แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งเกี่ยวกับค่าเสียหายดังกล่าวจึงเกี่ยวกับฟ้องเดิม ชอบที่ศาลจะรับไว้พิจารณาต่อไป เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองฐานผิดสัญญากู้เงิน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและบังคับจำนอง จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญากู้เงิน ไม่เคยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และไม่เคยทำสัญญาจำนองที่ดินกับโจทก์ การคิดคำนวณดอกเบี้ยของโจทก์ไม่ถูกต้อง โจทก์เป็นฝ่ายละเมิดสัญญาและประเพณีที่ธนาคารยึดถือปฏิบัติต่อลูกค้า โจทก์ตกลงจะลดยอดหนี้ลงให้ถูกต้อง ถ้าหากจำเลยที่ 1 ขายที่ดินบางส่วนมาชำระหนี้ ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องขายที่ดินในราคาต่ำกว่าในท้องตลาด จำเลยที่ 1 ต้องเสียหายสูญเสียโอกาสและราคาที่ดินที่ควรจะได้รับ แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายเป็นเงินประมาณ 4,000,000 บาท เมื่อหักกับยอดหนี้ที่ถูกต้องประมาณ 3,600,000 บาท โจทก์จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 400,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ขอถือเอาเป็นทุนทรัพย์ฟ้องแย้ง ขอศาลบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 400,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จคำฟ้องแย้งดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ประพฤติผิดสัญญาที่ตกลงไว้กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเรื่องใหม่นอกเหนือจากคำฟ้องเดิม ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปในคดีเดียวกันได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สุวัฒน์ มาพบสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3512/2545
#109420
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ฐานผิดสัญญากู้เงิน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และบังคับจำนอง จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งว่า ไม่เคยทำสัญญากู้เงินไม่เคยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและไม่เคยทำสัญญาจำนองที่ดินกับโจทก์ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ตกลงจะลดยอดหนี้ลงถ้าหากจำเลยที่ 1 ขายที่ดินบางส่วนมาชำระหนี้ ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องขายที่ดินในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ต้องสูญเสียโอกาสและราคาที่ดินที่ควรจะได้รับ แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 1 เห็นได้ว่า คำฟ้องแย้งดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ประพฤติผิดสัญญาที่ตกลงไว้กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเรื่องใหม่นอกเหนือจากคำฟ้องเดิม ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเรื่องอื่น ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปในคดีเดียวกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี โดยให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๑,๓๐๖,๔๑๘.๗๙ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๔.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๙,๘๕๙,๘๔๔.๙๖ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดชำระเงิน ๘,๗๖๕,๔๒๖.๘๑ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๔.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗,๔๙๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๑ ไม่เคยทำสัญญากู้เงินโจทก์ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ลายมือชื่อในสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมิใช่ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ไม่เคยนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองตามฟ้อง โจทก์คิดคำนวณดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง จำเลยที่ ๑ ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามและให้ไถ่ถอนจำนอง จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง กับฟ้องแย้งว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและทำผิดประเพณีที่ธนาคารถือปฏิบัติต่อลูกค้ากับฝ่าฝืนระเบียบตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้จำเลยที่ ๑ เสียหาย เป็นเงินประมาณ ๔,๐๐๐ ,๐๐๐ บาท เมื่อหักกับยอดหนี้ที่ถูกต้องประมาณ ๓,๖๐๐,๐๐๐ บาท แล้วโจทก์จึงต้องรับผิดชำระเงินให้แก่จำเลยที่ ๑ อีก ๔๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชำระเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยที่ ๑

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จึงไม่รับ คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ ๑ ทั้งหมด

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองฐานผิดสัญญากู้เงิน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและบังคับจำนอง จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยที่ ๑ ไม่เคยทำสัญญากู้เงิน ไม่เคยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และไม่เคยทำสัญญาจำนองที่ดินกับโจทก์ การคิดคำนวณดอกเบี้ยของโจทก์ไม่ถูกต้อง โจทก์เป็นฝ่ายละเมิดสัญญาและประเพณีที่ธนาคารยึดถือปฏิบัติต่อลูกค้า โจทก์ตกลงจะลดยอดหนี้ลงให้ถูกต้อง ถ้าหากจำเลยที่ ๑ ขายที่ดินบางส่วนมาชำระหนี้ ทำให้จำเลยที่ ๑ ต้องขายที่ดินในราคาต่ำกว่าในท้องตลาด จำเลยที่ ๑ ต้องเสียหายสูญเสียโอกาสและราคาที่ดินที่ควรจะได้รับ แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ทำให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหายเป็นเงินประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อหักกับยอดหนี้ที่ถูกต้องประมาณ ๓,๖๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ ๑ จำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจำเลยที่ ๑ ขอถือเอาเป็นทุนทรัพย์ฟ้องแย้ง ขอศาลบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยที่ ๑ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำฟ้องแย้งดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๑ อ้างว่าโจทก์ประพฤติผิดสัญญาที่ตกลงไว้กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่นอกเหนือจากคำฟ้องเดิม ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเรื่องอื่น ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปในคดีเดียวกันได้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุวัฒน์ มาพบสุข ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี -
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปรีชา เชิดชู
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3511/2545
#45236
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมผูกพันคู่ความตามนั้น และแม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาก็ตาม แต่จะแก้ไขข้อผิดพลาดได้ก็ต่อเมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง เท่านั้น เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองขอเพิ่มเติมหมายเลขโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินอีก 1 แปลง เข้ามาใหม่ จึงมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยที่ศาลมีอำนาจแก้ไขได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 โดยเฉพาะสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5 ความว่า หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้... ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5700, 5701, 5702 ตำบลคลองหนึ่ง (คลอง 1 ตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ... ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2542 อ้างว่า ในการพิมพ์สัญญาประนีประนอมยอมความ มิได้ระบุโฉนดที่ดินเลขที่ 5703 ไว้ด้วย จึงขอเพิ่มเติมแก้ไขในสัญญาประนีประนอมยอมความโดยเติมโฉนดที่ดินเลขที่ 5703 ในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 และให้โจทก์กับจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อกำกับต่อหน้าศาล เพื่อให้ถูกต้องตรงตามเจตนาของคู่ความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การขอแก้ไขตามคำร้องเป็นการแก้ไขในส่วนสำคัญ ทั้งไม่มีกฎหมายให้อำนาจศาลทำการแก้ไขได้

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เมื่อได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมผูกพันคู่ความตามนั้นและแม้สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจะถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาก็ตาม แต่การจะแก้ไขข้อผิดพลาดได้ก็ต่อเมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง เท่านั้น แต่ข้อที่โจทก์และจำเลยทั้งสองขอเพิ่มนั้น เป็นการเพิ่มเติมหมายเลขโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินอีก1 แปลง เข้ามาใหม่ ซึ่งผิดไปจากเดิม กรณีจึงมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยที่ศาลมีอำนาจแก้ไขได้ โจทก์และจำเลยทั้งสองจึงไม่อาจแก้ไขได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ประยุทธ ศิริภาพ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3511/2545
#45719
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้วย่อมผูกพันคู่ความตามนั้น และแม้สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจะถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาก็ตาม แต่การจะแก้ไขข้อผิดพลาดได้ก็ต่อเมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง เท่านั้น แต่ข้อที่โจทก์หรือจำเลยทั้งสองขอเพิ่มนั้นเป็นการเพิ่มเติมหมายเลขโฉนดที่ดิน สำหรับที่ดินอีก 1 แปลงเข้าใหม่กรณีจึงมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยที่ศาลมีอำนาจแก้ไขได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง

โจทก์และจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2542 อ้างว่า ในการพิมพ์สัญญาประนีประนอมยอมความมิได้ระบุโฉนดที่ดินเลขที่ 5703 ไว้ด้วย จึงขอเพิ่มเติมแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความโดยเติมโฉนดที่ดินเลขที่ 5703 ในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 และให้โจทก์กับจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อกำกับต่อหน้าศาล เพื่อให้ถูกต้องตรงตามเจตนาของคู่ความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การขอแก้ไขตามคำร้องเป็นการแก้ไขในส่วนสำคัญทั้งไม่มีกฎหมายให้อำนาจศาลทำการแก้ไขได้

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมผูกพันคู่ความตามนั้น และแม้สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจะถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาก็ตาม แต่การจะแก้ไขข้อผิดพลาดได้ก็ต่อเมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง เท่านั้น แต่ข้อที่โจทก์และจำเลยทั้งสองขอเพิ่มนั้น เป็นการเพิ่มเติมหมายเลขโฉนดที่ดิน สำหรับที่ดินอีก 1 แปลงเข้ามาใหม่ ซึ่งผิดไปจากเดิม กรณีจึงมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยที่ศาลมีอำนาจแก้ไข โจทก์และจำเลยทั้งสองจึงไม่อาจขอแก้ไขได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 143 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ประยุทธ ศิริภาพที่ 1 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3511/2545
#45720
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้วย่อมผูกพันคู่ความตามนั้น และแม้สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอมก็ตาม แต่การจะแก้ไขข้อผิดพลาดได้ก็ต่อเมื่อเป็นข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 143 เท่านั้น การที่โจทก์และจำเลยทั้งสองขอเพิ่มเติมหมายเลขโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินอีก 1 แปลงเข้ามาใหม่ ซึ่งผิดไปจากเดิม จึงมิใช่ข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยที่ศาลมีอำนาจแก้ไข โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่อาจขอแก้ไขได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 โดยเฉพาะสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 ความว่า หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้... ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5700, 5701, 5702 ตำบลคลองหนึ่ง (คลอง 1 ตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์...

โจทก์และจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2542 อ้างว่า ในการพิมพ์สัญญาประนีประนอมยอมความมิได้ระบุโฉนดที่ดินเลขที่ 5703 ไว้ด้วย จึงขอเพิ่มเติมแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความโดยเติมโฉนดที่ดินเลขที่ 5703 ในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5และให้โจทก์กับจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อกำกับต่อหน้าศาล เพื่อให้ถูกต้องตรงตามเจตนาของคู่ความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมผูกพันคู่ความตามนั้น และแม้สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจะถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาก็ตาม แต่การจะแก้ไขข้อผิดพลาดได้ก็ต่อเมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง เท่านั้น แต่ข้อที่โจทก์และจำเลยทั้งสองขอเพิ่มนั้น เป็นการเพิ่มเติมหมายเลขโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินอีก 1 แปลงเข้ามาใหม่ ซึ่งผิดไปจากเดิม กรณีจึงมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยที่ศาลมีอำนาจแก้ไขได้ โจทก์และจำเลยทั้งสองจึงไม่อาจขอแก้ไขได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 143 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ประยุทธ ศิริภาพ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ