คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3427/2545
#46118
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 มีความหมายถึงกรณีที่มีปัญหาข้อสงสัยยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่าคดีนั้นเป็นคดีประเภทใดประเภทหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7(1) ถึง (11) หรือเป็นเรื่องที่ไม่แน่ชัดหรือเป็นที่สงสัยว่าเนื้อหาของข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การนั้นเกี่ยวกับเรื่องที่ถือว่าเป็นคดีประเภทใดประเภทหนึ่งตามมาตรา 7(1) ถึง (11) ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ จึงจะเป็นปัญหาที่ต้องเสนอให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศและโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่ผู้ขายสินค้าให้จำเลยที่ 1 ในต่างประเทศแล้ว เมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระให้โจทก์ จึงได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ จึงขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทกับให้จำเลยที่ 2และที่ 3 ร่วมรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสามให้การเพียงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยด้วยกันเท่านั้น ทั้งที่โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ หากแต่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ออกให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 เพื่อใช้ในการซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศกับรับผิดตามสัญญาทรัสต์รีซีทอันเป็นคำฟ้องที่มีลักษณะเป็นคดีตามมาตรา 7(6) จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเสนอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามมาตรา 9

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศ โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศแล้ว และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์หลายฉบับเพื่อขอรับเอกสารการขนส่งสินค้านำไปขอรับสินค้าก่อนแล้วจะชำระหนี้แก่โจทก์ในภายหลังตามที่กำหนดกันไว้ โดยจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ และมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย แต่เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ผิดนัด คงชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วน โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 170,259,563.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 124,588,828.61 บาท นับแต่ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นหากจำเลยทั้งสามชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินจำนองตามโฉนดที่ดินเลขที่ 81812 เลขที่ดิน 263 ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างตลอดทั้งทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การว่า คดีนี้เป็นการพิพาทกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามเลตเตอร์ออฟเครดิต ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ไม่เกี่ยวกับผู้ขายสินค้าให้จำเลยที่ 1 ที่อยู่ต่างประเทศ ไม่ใช่การซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้คือศาลแพ่ง ไม่ใช่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม คดีของโจทก์ขาดอายุความสัญญาจำนองเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชี้สองสถานแล้ว ได้วินิจฉัยประเด็นข้อแรกเกี่ยวกับอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า ตามคำฟ้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกเกี่ยวเนื่องกับการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ ทรัสต์รีซีท และการประกันเกี่ยวกับกิจการที่กล่าวถึง จึงเป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 7(6)

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มิได้บัญญัติให้คำนิยามเกี่ยวกับ การซื้อขายระหว่างประเทศไว้ว่าหมายถึงอะไร จึงต้องอาศัยหลักทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ซึ่งหลักทั่วไปในเรื่องสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศได้บัญญัติไว้ในมาตรา 26(3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติดิ อันแฟร์ คอนแทรค เทอม แอค 1977 (TheUnfair Contract Term Act 1977) ของประเทศอังกฤษ หรือตามหลักกฎหมายการค้าระหว่างประเทศที่บัญญัติถึงหลักทั่วไปในการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศว่า ต้องเป็นสัญญาซื้อขายหรือเป็นสัญญาที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในตัวสินค้าและคู่สัญญาจะต้องมีสถานประกอบการอยู่คนละประเทศหรือมีถิ่นที่อยู่คนละประเทศ แต่ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ไม่เกี่ยวกับผู้ขายสินค้าให้จำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในต่างประเทศ คดีเรื่องนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ทั้งการวินิจฉัยว่าคดีเรื่องนี้อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่นั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 บัญญัติให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียเองจึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ในการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ก็ด้วยมีจุดประสงค์เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับข้อพิพาททางทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็ว เที่ยงธรรม มีประสิทธิภาพและเหมาะสมยิ่งขึ้นเพราะคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีอาญาและคดีแพ่งโดยทั่ว ๆ ไป พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 จึงบัญญัติเป็นการเฉพาะเจาะจงไว้ใน มาตรา 7(1)ถึง (11) ให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าคดีประเภทใดบ้างที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น หากตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยเห็นได้ชัดแจ้งว่าเป็นคดีประเภทหนึ่งประเภทใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7(1) ถึง (11) แล้วก็ต้องอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ส่วนกรณีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้นในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือศาลยุติธรรมอื่นให้ศาลนั้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวแล้วเสนอปัญหานั้นให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด" นั้น ตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายถึงกรณีที่มีปัญหาข้อสงสัยยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่าคดีนั้นเป็นคดีประเภทใดประเภทหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7(1) ถึง (11) ดังกล่าว หรือเป็นเรื่องที่ไม่แน่ชัดหรือเป็นที่สงสัยว่าเนื้อหาของข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การนั้นเกี่ยวกับเรื่องที่ถือว่าเป็นคดีประเภทใดประเภทหนึ่งตามมาตรา 7(1) ถึง (11) ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่จึงจะเป็นปัญหาที่ต้องเสนอให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 ซึ่งเกี่ยวกับคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศและโจทก์ได้รับชำระเงินให้แก่ผู้ขายสินค้าให้จำเลยที่ 1ในต่างประเทศแล้ว แต่เมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระให้โจทก์ จึงได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อขอรับเอกสารเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าไปขอรับสินค้านำไปจำหน่ายก่อน แล้วจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในภายหลังแต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ จึงขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทกับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน และจำเลยทั้งสามก็ให้การรับว่า หนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อ และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ด้วย จึงเห็นได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและต่อมาได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์นั้นเป็นกรณีเกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ได้โต้แย้งในข้อนี้ จึงเป็นที่ยุติว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศและทรัสต์รีซีทโดยชัดแจ้ง ซึ่งคดีลักษณะเช่นนี้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 บัญญัติให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ตามมาตรา 7(5) ที่บัญญัติว่า "คดีแพ่งเกี่ยวกับการซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้าหรือตราสารการเงินระหว่างประเทศ หรือการให้บริการระหว่างประเทศ การขนส่งระหว่างประเทศ การประกันภัยและนิติกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่อง" และ "(6) คดีแพ่งเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมตาม (5) การส่งเงินเข้ามาในราชอาณาจักรหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ทรัสต์รีซีท รวมทั้งการประกันเกี่ยวกับกิจการดังกล่าว" ส่วนที่จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่าคดีไม่ได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น จำเลยทั้งสามอ้างแต่เพียงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยด้วยกันเท่านั้น ทั้งที่ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศแต่อย่างใด หากแต่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ออกให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 เพื่อใช้ในการซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศกับรับผิดตามสัญญาทรัสต์รีซีทอันเป็นคำฟ้องที่มีลักษณะเป็นคดีตามบทบัญญัติมาตรา 7(6) ดังกล่าวข้างต้น และจำเลยทั้งสามก็ไม่ได้โต้แย้งว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกเกี่ยวเนื่องกับการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศจำเลยที่ 1 กับผู้ขายสินค้าให้จำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ต่างประเทศ หรือไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวกับทรัสต์รีซีทตามมาตรา 7(6) ดังกล่าวแล้วแต่อย่างใด ดังนี้ แม้ตามข้ออ้างของจำเลยทั้งสามนี้จะเป็นจริงเช่นนั้น ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงในเรื่องอำนาจศาลแต่อย่างใดจึงไม่จำเป็นที่จะต้องเสนอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 และเมื่อจำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขึ้นมาโดยอ้างว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยเหตุเดิมดังกล่าวแล้ว ย่อมเห็นได้ชัดแจ้งว่าแม้จะวินิจฉัยข้ออุทธรณ์นั้นให้และได้ความดังอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม ก็ไม่ทำให้ผลในเรื่องอำนาจศาลในคดีนี้เปลี่ยนแปลงเช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นนี้ให้จำเลยทั้งสามค่าทนายความให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท โอเรียนเต็ลคอปเปอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
ประชา ประสงค์จรรยา
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3427/2545
#46522
เปิดฉบับเต็ม

ในการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ มีจุดประสงค์เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับข้อพิพาททางทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว เที่ยงธรรม มีประสิทธิภาพและเหมาะสมยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีอาญาและคดีแพ่งโดยทั่วไป ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯมาตรา 7(1) ถึง (11) ได้บัญญัติเป็นการเฉพาะเจาะจงว่ามีคดีประเภทใดบ้างที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ดังนั้น หากคำฟ้องและคำให้การเห็นได้ชัดว่าเป็นคดีประเภทที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7(1) ถึง (11) แล้ว ก็ต้องอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ส่วนกรณีตามมาตรา 9นั้น เป็นเรื่องที่มีปัญหาสงสัยไม่ชัดแจ้งว่าคดีนั้นเป็นคดีประเภทใดหรือสงสัยในเนื้อหาของข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การว่าจะเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ หรือไม่ จึงจะเสนอให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยเมื่อคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศและทรัสต์รีซีทโดยชัดแจ้ง ซึ่งเป็นคดีที่มีลักษณะตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 7(6) กรณีจึงไม่จำต้องเสนอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศ โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศแล้ว และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์หลายฉบับ เพื่อขอรับเอกสารการขนส่งสินค้านำไปขอรับสินค้าก่อนแล้วจะชำระหนี้แก่โจทก์ในภายหลังตามที่กำหนดกันไว้ โดยจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ และมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย แต่เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ผิดนัดคงชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วนโจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน170,259,563.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน124,588,828.61 บาท นับแต่ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นหากจำเลยทั้งสามชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินจำนองตามโฉนดที่ดินเลขที่ 81812 เลขที่ดิน 263 ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างตลอดทั้งทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การว่า คดีนี้เป็นการพิพาทกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามเลตเตอร์ออฟเครดิต ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ไม่เกี่ยวกับผู้ขายสินค้าให้จำเลยที่ 1 ที่อยู่ต่างประเทศ ไม่ใช่การซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้คือศาลแพ่ง ไม่ใช่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมคดีของโจทก์ขาดอายุความ สัญญาจำนองเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชี้สองสถานแล้ว ได้วินิจฉัยประเด็นข้อแรกเกี่ยวกับอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า ตามคำฟ้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกเกี่ยวเนื่องกับการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ ทรัสต์รีซีทและการประกันเกี่ยวกับกิจการที่กล่าวถึง จึงเป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 7(6)

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มิได้บัญญัติให้คำนิยามเกี่ยวกับการซื้อขายระหว่างประเทศไว้ว่าหมายถึงอะไร จึงต้องอาศัยหลักทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ซึ่งหลักทั่วไปในเรื่องสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศได้บัญญัติไว้ในมาตรา 26(3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติดิ อันแฟร์ คอนแทรค เทอม แอค1977 (The Unfair contract Term Act 1977) ของประเทศอังกฤษ หรือตามหลักกฎหมายการค้าระหว่างประเทศที่บัญญัติถึงหลักทั่วไปในการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศว่า ต้องเป็นสัญญาซื้อขายหรือเป็นสัญญาที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในตัวสินค้าและคู่สัญญาจะต้องมีสถานประกอบการอยู่คนละประเทศหรือมีถิ่นที่อยู่คนละประเทศแต่ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ไม่เกี่ยวกับผู้ขายสินค้าให้จำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในต่างประเทศ คดีเรื่องนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ทั้งการวินิจฉัยว่าคดีเรื่องนี้อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่นั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 บัญญัติให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียเองจึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ในการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็ด้วยมีจุดประสงค์เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับข้อพิพาททางทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็ว เที่ยงธรรมมีประสิทธิภาพและเหมาะสมยิ่งขึ้น เพราะคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีอาญาและคดีแพ่งโดยทั่ว ๆ ไปพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 จึงบัญญัติเป็นการเฉพาะเจาะจงไว้ในมาตรา 7(1) ถึง (11) ให้เห็นโดยชัดแจ้งว่ามีคดีประเภทใดบ้างที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น หากตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยเห็นได้ชัดแจ้งว่าเป็นคดีประเภทหนึ่งประเภทใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7(1) ถึง (11) แล้วก็ต้องอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ส่วนกรณีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 9ที่บัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้นในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ศาลนั้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวแล้วเสนอปัญหานั้นให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด" นั้น ตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายถึงกรณีที่มีปัญหาข้อสงสัยยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่าคดีนั้นเป็นคดีประเภทใดประเภทหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7(1) ถึง (11) ดังกล่าว หรือเป็นเรื่องที่ไม่แน่ชัดหรือเป็นที่สงสัยว่าเนื้อหาของข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การนั้นเกี่ยวกับเรื่องที่ถือว่าเป็นคดีประเภทใดประเภทหนึ่งตามมาตรา 7(1) ถึง (11) ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ จึงจะเป็นปัญหาที่ต้องเสนอให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 ซึ่งเกี่ยวกับคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศและโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่ผู้ขายสินค้าให้จำเลยที่ 1 ในต่างประเทศแล้ว แต่เมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระให้โจทก์ จึงได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อขอรับเอกสารเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าไปขอรับสินค้านำไปจำหน่ายก่อน แล้วจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในภายหลัง แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ จึงขอให้บังคับจำเลยที่ 1ชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทกับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน และจำเลยทั้งสามก็ให้การรับว่า หนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อและจำเลยที่ 1ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ด้วย จึงเห็นได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและต่อมาได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์นั้นเป็นกรณีเกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ได้โต้แย้งในข้อนี้ จึงเป็นที่ยุติว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศและทรัสต์รีซีทโดยชัดแจ้งซึ่งคดีลักษณะเช่นนี้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539บัญญัติให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตามมาตรา 7(5) ที่บัญญัติว่า "คดีแพ่งเกี่ยวกับการซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้า หรือตราสารการเงินระหว่างประเทศหรือการให้บริการระหว่างประเทศ การขนส่งระหว่างประเทศ การประกันภัยและนิติกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่อง" และ "(6) คดีแพ่งเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมตาม (5) การส่งเงินเข้ามาในราชอาณาจักรหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรทรัสต์รีซีท รวมทั้งการประกันเกี่ยวกับกิจการดังกล่าว"ส่วนที่จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่าคดีไม่ได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น จำเลยทั้งสามอ้างแต่เพียงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยด้วยกันเท่านั้น ทั้งที่ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศแต่อย่างใด หากแต่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่จำเลยที่ 1ขอให้โจทก์ออกให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 เพื่อใช้ในการซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศกับรับผิดตามสัญญาทรัสต์รีซีท อันเป็นคำฟ้องที่มีลักษณะเป็นคดีตามบทบัญญัติมาตรา 7(6) ดังกล่าวข้างต้น และจำเลยทั้งสามก็ไม่ได้โต้แย้งว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกเกี่ยวเนื่องกับการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ขายสินค้าให้จำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ต่างประเทศ หรือไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวกับทรัสต์รีซีทตามมาตรา 7(6) ดังกล่าวแล้วแต่อย่างใด ดังนี้ แม้ตามข้ออ้างของจำเลยทั้งสามนี้จะเป็นจริงเช่นนั้น ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงในเรื่องอำนาจศาลแต่อย่างใดจึงไม่จำเป็นที่จะต้องเสนอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 และเมื่อจำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขึ้นมาโดยอ้างว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยเหตุเดิมดังกล่าวแล้ว ย่อมเห็นได้ชัดแจ้งว่าแม้จะวินิจฉัยข้ออุทธรณ์นั้นให้และได้ความดังอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม ก็ไม่ทำให้ผลในเรื่องอำนาจศาลในคดีนี้เปลี่ยนแปลงเช่นกันอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจึงไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร เพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท โอเรียนเต็ลคอปเปอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
ประชา ประสงค์จรรยา
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3427/2545
#99773
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่ประธานศาลฎีกาจะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศหรือไม่ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 9 นั้น จักต้องเป็นกรณีที่มีข้อสงสัยยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่า คดีนั้นเป็นคดีประเภทใดประเภทหนึ่ง ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 7 (1) ถึง (11) เมื่อคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมการซื้อขายระหว่างประเทศและทรัสต์รีซีทโดยแจ้งชัด จึงอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สิน ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 7 (5), (6) ไม่มีปัญหาอันต้องเสนอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ ๑ ได้ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้า โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศแล้ว ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์หลายฉบับ โดยจำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าว และมีจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอม รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ผิดนัด คงชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วน โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน ๑๗๐,๒๕๙,๕๖๓.๕๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๑๒๔,๕๘๘,๘๒๘.๖๑ บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งสามชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจำนองตลอดทั้งทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การว่า คดีนี้เป็นการพิพาทกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามเลตเตอร์ออฟเครดิต ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ไม่เกี่ยวกับผู้ขายสินค้าให้จำเลยที่ ๑ ที่อยู่ต่างประเทศ ไม่ใช่การซื้อขายสินค้า ระหว่างประเทศ ศาลแพ่งคือศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ไม่ใช่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม คดีของโจทก์ขาดอายุความ สัญญาจำนองเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยในประเด็นอำนาจพิจารณาพิพากษาว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกเกี่ยวเนื่องกับการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ ทรัสต์รีซีท และ การประกันเกี่ยวกับกิจการดังกล่าว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษา ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๗ (๖)

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ตามที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มิได้บัญญัติให้คำนิยามเกี่ยวกับการซื้อขายระหว่างประเทศไว้ จึงต้องอาศัยหลักทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔ ซึ่งหลักทั่วไปในเรื่องสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. ดิ อันแฟร์ คอนแทรค เทอม แอค ๑๙๗๗ (The Unfair Contract Term Act ๑๙๗๗) ของประเทศอังกฤษ มาตรา ๒๖ (๓) และ (๔) หรือตาม หลักกฎหมายการค้าระหว่างประเทศที่บัญญัติถึงหลักทั่วไปในการซื้อขายระหว่างประเทศว่า ต้องเป็นสัญญาที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในตัวสินค้าและคู่สัญญาจะต้องมีสถานประกอบการอยู่คนละประเทศหรือมีถิ่นที่อยู่คนละประเทศ แต่ข้อพิพาทระหว่างโจทก์ และจำเลยที่ ๑ ต่างมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ไม่เกี่ยวกับผู้ขายสินค้าที่อยู่ต่างประเทศ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ทั้งการวินิจฉัยว่าคดีใดอยู่ในอำนาจพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของประธานศาลฎีกา ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๙ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียเองจึงเป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศนั้นได้แก่คดีตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สิน ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๗ (๑) ถึง (๑๑) เมื่อคดีนี้จำเลยที่ ๑ ได้ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและต่อมาได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์นั้น เป็นกรณีเกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ ๑ สั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศ โดยมีจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศและทรัสต์รีซีทโดยชัดแจ้ง จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๗ (๕) และ (๖) ส่วนกรณีตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๙ นั้นหมายถึงกรณีที่มีปัญหาข้อสงสัยยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่าคดีนั้นเป็นคดีประเภทใดประเภทหนึ่งตามมาตรา ๗ (๑) ถึง (๑๑) ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ จึงจะเป็นปัญหาที่จะต้องเสนอให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยอ้างแต่เพียงว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ ต่างมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยด้วยกันเท่านั้นทั้งที่โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศแต่อย่างใด หากแต่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกตามคำขอของจำเลยที่ ๑ กับรับผิดตามสัญญาทรัสต์รีซีท อันเป็นคำฟ้องที่มีลักษณะเป็นคดีตามบทบัญญัติ มาตรา ๗ (๖) ดังกล่าวข้างต้น และจำเลยทั้งสามมิได้โต้แย้งว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่ง เกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิต หรือไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวกับทรัสต์รีซีทแต่อย่างใด ดังนี้ แม้ข้ออ้างของจำเลยเป็นจริงก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงอำนาจศาลแต่อย่างใด จึงไม่จำต้อง เสนอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย และเมื่อจำเลยทั้งสามอุทธรณ์โดยอ้างว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยเหตุเดิม ดังกล่าวแล้ว ย่อมเห็นได้ชัดแจ้งว่าแม้จะวินิจฉัยข้ออุทธรณ์นั้นให้และวินิจฉัยได้ความดังอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม ก็ไม่ทำให้ผลในเรื่องอำนาจศาลในคดีนี้เปลี่ยนแปลงเช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาให้จำเลยทั้งสาม ค่าทนายความให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท โอเรียนเต็ลคอปเปอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
ประชา ประสงค์จรรยา
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3426/2545
#48655
เปิดฉบับเต็ม

แม้มีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์มีสิทธินำเงินตามบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 หักใช้หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทที่ถึงกำหนดได้แต่บัญชีกระแสรายวันดังกล่าวไม่มีเงินในบัญชีที่จะหักมาชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท การที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทโดยมิได้หักหนี้ จึงไม่ถือว่าโจทก์กระทำผิดข้อตกลงอันจะมีผลให้จำเลยที่ 1 อยู่ในฐานะเป็นผู้ไม่ผิดนัด โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทได้

ผลประโยชน์ที่โจทก์เรียกเก็บในอัตราร้อยละ 1/8 ต่อระยะเวลา 90 วัน นั้นคำนวณแล้วเท่ากับอัตราร้อยละ 0.125 ต่อระยะเวลา 90 วัน หรือร้อยละ 0.5 ต่อระยะเวลา 360 วัน จึงไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี และผลประโยชน์ที่โจทก์เรียกเก็บดังกล่าวก็ระบุว่าเป็นค่าธรรมเนียมมิใช่เรื่องดอกเบี้ย ข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับดอกเบี้ยจึงไม่ตกเป็นโมฆะ

สัญญาค้ำประกันระบุว่า เพื่อตอบแทนการที่โจทก์ได้ตกลงยินยอมให้ลูกหนี้(จำเลยที่ 1) ทำนิติกรรมอันเป็นมูลหนี้กับโจทก์ ไม่ว่าจะเป็นมูลหนี้ในนิติกรรมใด ๆ ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญานี้หรือที่จะมีขึ้นในภายหน้า ผู้ค้ำประกัน (จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6)ยอมรับเป็นผู้ค้ำประกันและเป็นลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ในการชำระหนี้ดังกล่าว ซึ่งข้อความดังกล่าวมีความหมายว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ค้ำประกันหนี้ทุกอย่างที่จำเลยที่ 1 มีอยู่แก่โจทก์ จึงต้องรับผิดตามสัญญาทรัสต์รีซีทร่วมกับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 โต้แย้งว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากหนี้สินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่ใช่หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท แต่เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าการที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทโดยไม่นำไปหักทอนเป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่เป็นการปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยที่ 1จึงต้องรับผิดตามสัญญาทรัสต์รีซีท ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ นอกจากนี้ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกก็เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่แตกต่างจากเหตุการณ์ที่อ้างไว้ในคำให้การ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 38ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ 4 ฉบับ เพื่อรับมอบเอกสารสิทธิในสินค้าที่ส่งมาจากต่างประเทศ ซึ่งโจทก์ได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 1 ไปรับสินค้านำออกจำหน่ายแล้วนำเงินมาชำระพร้อมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แก่โจทก์ โดยตกลงให้คิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันครบกำหนดชำระเงินและหากไม่ชำระเงินตามกำหนด จำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่โจทก์กำหนดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1ไม่ชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งหมดให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินรวม 6 ฉบับ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งหกชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 5 แล้ว แต่จำเลยทั้งหกเพิกเฉยจึงขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 191,568,502.45 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 174,683,903.01 บาทนับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 4และที่ 6 ร่วมรับผิดชำระเงินดังกล่าวจำนวน 155,895,395.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 140,000,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงินดังกล่าวจำนวน 90,831,780.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 80,000,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 5ออกขายทอดตลาดและยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 มีสัญญาบัญชีเดินสะพัดอยู่กับโจทก์ โจทก์จึงต้องนำหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเข้าตัดทอนบัญชีแล้วเรียกเก็บเงินตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดซึ่งจะทำให้มูลหนี้เดิมระงับลง โจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยในอัตราสูงเกินกว่าความเป็นจริง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่มีเจตนาค้ำประกันและจำนองเพื่อประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ คดีโจทก์ขาดอายุความ

จำเลยที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 191,568,502.45 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 174,683,903.01 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 ร่วมรับผิดชำระเงินดังกล่าวจำนวน 155,895,395.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 140,000,000 บาท และให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงินดังกล่าวจำนวน 90,831,780.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 80,000,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองนำออกขายทอดตลาดและยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบ กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยทั้งหกไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีท กับโจทก์จำนวน 4 ฉบับ โดยโจทก์ได้มอบเอกสารการขนส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อนำไปรับสินค้าตามสัญญาดังกล่าวแล้ว สัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 1 คือ เอกสารหมาย จ.8 ฉบับที่ 2 คือ เอกสารหมาย จ.11 ฉบับที่ 3 คือ เอกสารหมาย จ.13 และฉบับที่ 4 คือ เอกสารหมาย จ.15การชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีท ที่ถึงกำหนดมีข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1ให้โจทก์หักเงินในบัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 010 - 19224 - 8046 ของจำเลยที่ 1 ได้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.18 ถึง จ.21 จำเลยที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.22 และ จ.23 จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.24 จำเลยที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 1ตามเอกสารหมาย จ.25 และจำเลยที่ 5 นำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.26 คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกประการแรก โดยจำเลยทั้งหกอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์ผิดสัญญาโดยไม่นำหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาทรัสต์รีซีทมาหักทอนกับหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด ถือว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัด ในข้อนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นว่า แม้มีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์มีสิทธินำเงินตามบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 หักใช้หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทที่ถึงกำหนดได้ แต่ก็ได้ความจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งหกว่า บัญชีกระแสรายวันดังกล่าวมีวงเงินจำนวนเพียง 1,000,000 บาท และจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีพอที่จะหักมาชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท ดังนั้น การที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทโดยมิได้หักหนี้ จึงไม่ถือว่าโจทก์กระทำผิดข้อตกลงอันจะมีผลให้จำเลยที่ 1 อยู่ในฐานะเป็นผู้ไม่ผิดนัด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์ในข้อ 2.2 และข้อ 2.4 ว่าการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1/8ต่อระยะเวลา 90 วัน ซึ่งเท่ากับอัตราร้อยละ 25 ต่อปี ผิดกฎหมายและเป็นโมฆะ โจทก์ชอบที่จะคิดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำเลยทั้งหกรับผิดเต็มตามคำฟ้องจึงไม่ชอบ ในข้อนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นว่า ผลประโยชน์ที่โจทก์เรียกเก็บในอัตราร้อยละ 1/8 ต่อระยะเวลา 90 วัน นั้น คำนวณแล้วเท่ากับอัตราร้อยละ 0.125ต่อระยะเวลา 90 วัน หรือร้อยละ 0.5 ต่อระยะเวลา 360 วัน เท่านั้น จึงไม่เกินร้อยละ7.5 ต่อปี ดังที่จำเลยทั้งหกอ้าง และที่สำคัญผลประโยชน์ที่โจทก์เรียกเก็บดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.17 ก็ระบุว่าเป็นคาธรรมเนียมมิใช่เรื่องดอกเบี้ยแต่อย่างใด ข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับดอกเบี้ยดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นโมฆะ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์ในข้อ 2.3 ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ค้ำประกันหนี้ทั่วไปมิได้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาทรัสต์รีซีทร่วมกับจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่าสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.18 ถึง จ.25 ระบุในข้อ 1 ว่าเพื่อตอบแทนการที่โจทก์ได้ตกลงยินยอมให้ลูกหนี้ (จำเลยที่ 1) ทำนิติกรรมอันเป็นมูลหนี้กับโจทก์ ไม่ว่าจะเป็นมูลหนี้ในนิติกรรมใด ๆ ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญานี้หรือที่จะมีขึ้นในภายหน้า ผู้ค้ำประกัน (จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6) ยอมรับเป็นผู้ค้ำประกันและเป็นลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ในการชำระหนี้ดังกล่าว ซึ่งข้อความดังกล่าวมีความหมายชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2ถึงที่ 6 ค้ำประกันหนี้ทุกอย่างที่จำเลยที่ 1 มีอยู่แก่โจทก์ ข้ออุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มิได้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทที่จำเลยที่ 1มีอยู่แก่โจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งหกอุทธรณ์ในข้อ 2.5 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าโจทก์มานานหนี้สินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ใช้วิธีหักทอนบัญชีกันมาโดยไม่มีการแยกฟ้องบังคับชำระหนี้เป็นราย ๆ ไป การค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ก็เป็นการค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1ทั้งหมดเป็นจำนวนเดียวกัน การที่โจทก์แยกเป็นหนี้ 2 อย่าง แล้วเอามาฟ้องแยกศาลกันคือ นำหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดไปฟ้องที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้และนำหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทมาฟ้องที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทำให้จำเลยทั้งหกเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น โจทก์ควรฟ้องจำเลยทั้งหกที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้แต่เพียงศาลเดียว คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 โต้แย้งว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไว้ในคำให้การเพียงว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดไว้กับโจทก์ โดยตกลงให้นำหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทมาหักทอนเป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด ทำให้หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทระงับลงหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นหนี้กันตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่ใช่หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งก็ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่าการที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทโดยไม่นำไปหักทอนเป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่เป็นการปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามสัญญาทรัสต์รีซีท คดีนี้จึงมิได้เป็นเรื่องหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดดังที่จำเลยที่ 1ถึงที่ 5 ให้การไว้ดังกล่าวนอกจากนี้ข้ออ้างตามอุทธรณ์ข้อ 2.5 ของจำเลยทั้งหกนี้ก็เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่แตกต่างจากเหตุการณ์ที่อ้างไว้ในคำให้การ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 224 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร เอเชีย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท จิวัฒน์ธนา จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3425/2545
#45230
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเข้าทำสัญญาค้ำประกันบริษัท ส. ผู้กู้เงินจากโจทก์ โดยไม่ได้ฟ้องบริษัท ส. ด้วย แต่เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ให้การโต้แย้งว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงไม่มีปัญหาดังกล่าวในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ต้องส่งเรื่องไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 ทั้งจำเลยทั้งสองได้นำพยานเข้าสืบอันแสดงการยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมาแต่แรกจนเป็นการล่วงเลยขั้นตอนที่จะโต้แย้งแล้ว อันถือได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์มาในชั้นนี้ที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะวินิจฉัยให้อีกต่อไป จึงไม่รับวินิจฉัยให้

การที่คู่กรณีมีข้อสัญญากันไว้ว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ มิได้หมายความว่าจะตัดสิทธิให้คู่กรณีนำคดีฟ้องต่อศาลเสียทีเดียวเพราะอาจมีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่นหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้น ที่เป็นเหตุให้ไม่สามารถนำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการได้ ดังนั้น ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ตกลงกันให้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดระหว่างกันแล้ว หากคู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าฝ่ายนั้นไม่ปฏิบัติตามสัญญาในการที่จะต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ก็ชอบที่ให้การโต้แย้งหรือยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยานหรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน เมื่อศาลทำการไต่สวนแล้วไม่ได้ความว่ามีเหตุดังกล่าวศาลจึงจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการต่อไป ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530มาตรา 10

จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัท ส. มีสิทธิยกข้อต่อสู้เกี่ยวกับข้อสัญญาการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้เป็นผู้ชี้ขาดระหว่างโจทก์และบริษัท ส. ที่บริษัท ส. มีอยู่ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้แต่จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นให้การโต้แย้งทั้งมิได้ยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก่อนวันสืบพยานเพื่อให้ไต่สวนถึงเหตุที่โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยมิได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้นว่าชอบหรือไม่ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1ได้สละสิทธิเกี่ยวกับข้อสัญญาเรื่องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดระหว่างกันแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์กับบริษัท ส. ต่อโจทก์โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานและเป็นผู้ให้ความยินยอมในฐานะเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 มิใช่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ จำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนรับเงินไปใช้เป็นการส่วนตัวหรือกิจการของครอบครัว แต่หนี้ที่เกิดขึ้นจากสัญญาค้ำประกันก็ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยที่ 1 สามีก่อขึ้นในระหว่างสมรสเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวที่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นภริยาได้ให้สัตยาบันแล้ว จึงเป็นหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(4) จำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้หนี้ตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ร่วมกัน

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าในกรณีที่จำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินบาทให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ นั้น เป็นการแสดงให้จำเลยทั้งสองทราบถึงสิทธิของจำเลยทั้งสองที่จะชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเงินไทยก็ได้ โดยถืออัตราแลกเปลี่ยนเงินตามสถานที่และวันที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง นั้นเอง มิได้ก่อให้ฝ่ายใดได้เปรียบในอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่อกัน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์หรือขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์และได้รับอนุญาตให้ตั้งสำนักงานวิเทศธนกิจกรุงเทพ โดยมีนายฟรองซัว แวน เดน บอช เป็นผู้รับมอบอำนาจ เมื่อวันที่ 28กรกฎาคม 2538 ธนาคารโจทก์ สำนักงานวิเทศธนกิจกรุงเทพ ให้บริษัทสยามอินดัสเทรียลคอร์ปอเรชั่น จำกัด กู้ยืมเงินจำนวน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ย กำหนดเวลาชำระหนี้และการผิดนัด ผู้กู้ได้รับมอบเงินกู้ไปจากโจทก์แล้วในวันที่ 10 สิงหาคม 2538 ในการกู้ยืมเงินมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อครบกำหนดผู้กู้ชำระหนี้เพียงบางส่วนแล้วผิดนัด คงค้างชำระต้นเงินจำนวน 1,540,000 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยจำนวน 30,410.50 ดอลลาร์สหรัฐจำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 และได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ ถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ซึ่งโจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,570,410.50 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.0847 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 1,540,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ลูกหนี้ของโจทก์ไม่เคยผิดนัด โจทก์ไม่เคยบอกเลิกสัญญาและไม่เคยบอกกล่าวทวงถามให้ผู้กู้ชำระหนี้แก่โจทก์ ผู้กู้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้วคงเหลือจำนวนไม่เกิน 20,000,000 บาท โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี เท่านั้น ไม่ใช่อัตราตามคำฟ้อง ผู้กู้มีตัวตนและมิได้ล้มละลาย ทั้งมีทรัพย์สินจำนวนมากพอชำระหนี้ได้ โจทก์ควรเรียกร้องให้ผู้กู้ชำระหนี้คืนโจทก์โดยตรงซึ่งไม่เป็นการยาก ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ต่อโจทก์เลย จำเลยที่ 2 เพียงลงลายมือชื่อเป็นพยานในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ของบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,540,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ10.0847 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่เฉพาะ (1) ดอกเบี้ยคำนวณตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2541ต้องไม่เกินจำนวน 10,785.83 ดอลลาร์สหรัฐ (2) ดอกเบี้ยคำนวณตั้งแต่วันที่ 22สิงหาคม 2541 ถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 ต้องไม่เกินจำนวน 32,355.08 ดอลลาร์-สหรัฐ (3) ดอกเบี้ยทั้งสองรายการตาม (1) และ (2) รวมกันต้องไม่เกินจำนวน43,140.91 ดอลลาร์สหรัฐ และ (4) เมื่อนำเงินจำนวน 12,730.41 ดอลลาร์สหรัฐไปหักออกจากผลรวมของ (1) และ (2) ตามรายการ (3) แล้วต้องไม่เกินจำนวน30,410.50 ดอลลาร์สหรัฐ ในกรณีที่จำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริงถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าวในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส โจทก์ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจการวิเทศธนกิจในประเทศไทย โดยตั้งเป็นสำนักงานวิเทศธนกิจกรุงเทพมีนายฟรองซัว แวน เดน บอช เป็นผู้จัดการ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2538 โจทก์ให้บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กู้ยืมเงินจำนวน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐตามหนังสือให้สินเชื่อ (Letter of offer) ทั้งนี้มีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เข้าทำสัญญาค้ำประกันบริษัทสยามอินดัสเทรียลคอร์ปอเรชั่น จำกัด ต่อโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นพยานและให้ความยินยอม จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.8 ต่อมาบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามสัญญา โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

สำหรับปัญหาตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ประการแรกว่าตามข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ให้บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ยืมเงินจากโจทก์และเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันให้รับผิดต่อโจทก์ โดยไม่ได้ฟ้องบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 จึงเป็นมูลหนี้ที่เกิดจากค้ำประกันการกู้ยืมเงินกันธรรมดาเท่านั้นที่ทำกันในประเทศไทย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 7 นั้นเห็นว่า แม้ตามคำฟ้องจะได้ความว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่เป็นผู้เข้าทำสัญญาค้ำประกันบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้กู้เงินจากโจทก์เท่านั้นโดยไม่ได้ฟ้องบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด มาด้วยก็ตาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำฟ้อง จนกระทั่งยื่นคำให้การแล้ว จำเลยทั้งสองก็มิได้โต้แย้งว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 7แต่อย่างใด ดังนั้น กรณีจึงไม่มีปัญหาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า คดีเรื่องนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งหมายถึงศาลชั้นต้นในระดับเดียวกัน อันเป็นเหตุที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องส่งเรื่องไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 หรือไม่ ทั้งปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยอมรับดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นสืบพยานโจทก์และนำพยานจำเลยทั้งสองเข้าสืบอีกด้วยอันแสดงว่า จำเลยทั้งสองยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมาแต่แรกจนเป็นการล่วงเลยขั้นตอนหรือกระบวนการพิจารณาที่จะโต้แย้งในปัญหาเกี่ยวกับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว อันถือได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์มาดังกล่าวในชั้นนี้ที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะวินิจฉัยให้อีกต่อไป จึงไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ประการที่ 2 ว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่นจำกัด หน้า 6 ในข้อ "กฎหมายและศาลที่ให้บังคับ" กำหนดว่า "หนังสือสัญญาการให้ใช้วงเงินสินเชื่อฉบับนี้ เอกสารอื่นใดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาให้อยู่ภายใต้ข้อบังคับและกฎหมายของประเทศไทย ข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทใดที่เกิดขึ้นจากหนังสือให้สินเชื่อนี้ให้ดำเนินการระงับข้อพิพาทดังกล่าวในประเทศไทยตามกฎข้อบังคับด้วยวิธีการระงับข้อพิพาท โดยการประนอมข้อพิพาทและอนุญาโตตุลาการของหอการค้าระหว่างประเทศ โดยแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการจำนวน 3 ท่านขึ้นตามกฎข้อบังคับเช่นว่านั้น"อันเป็นการกำหนดให้ระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่นจำกัด โดยการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นมาวินิจฉัยเท่านั้น จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันจึงมีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 ที่บัญญัติว่า"นอกจากข้อต่อสู้ซึ่งผู้ค้ำประกันมีต่อเจ้าหนี้นั้น ท่านว่า ผู้ค้ำประกันยังอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย" โจทก์จึงต้องแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นมาวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเช่นกัน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลได้นั้น เห็นว่า การที่คู่กรณีมีข้อสัญญากันไว้ว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการนั้น ก็มิได้หมายความว่าจะตัดสิทธิให้คู่กรณีนำคดีฟ้องต่อศาลเสียทีเดียว เพราะอาจมีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่นหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นก็เป็นได้ ที่เป็นเหตุให้ไม่สามารถนำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการได้ ดังนั้น ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ตกลงกันให้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดระหว่างกันแล้ว หากคู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าฝ่ายนั้นไม่ปฏิบัติตามสัญญาในการที่จะต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ก็ชอบที่ให้การโต้แย้งหรือยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยานหรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน เมื่อศาลทำการไต่สวนแล้วไม่ได้ความว่ามีเหตุทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่นหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้แล้ว ศาลจึงจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการต่อไป ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530มาตรา 10 เกี่ยวกับคดีนี้ แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันอาจจะมีสิทธิยกข้อต่อสู้เกี่ยวกับข้อสัญญาการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้เป็นผู้ชี้ขาดระหว่างโจทก์และบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่นจำกัด มีอยู่ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ดังเช่นจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้ให้การโต้แย้งถึงอำนาจฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้เป็นผู้ชี้ขาดก่อนแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก่อนวันสืบพยานเพื่อให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ไต่สวนถึงเหตุที่โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยมิได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้นว่าชอบหรือไม่แต่อย่างใด ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1ได้สละสิทธิเกี่ยวกับข้อสัญญาเรื่องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดระหว่างกัน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ประการที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2เป็นเพียงผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมระหว่างโจทก์กับบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เท่านั้น มิได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ ทั้งเงินตามสัญญาบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ก็นำไปใช้ในกิจการของบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำเลยที่ 1 มิได้นำไปใช้เป็นการส่วนตัวหรือกิจการของครอบครัว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำฟ้องให้แก่โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์กับบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่นจำกัด ต่อโจทก์โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานและเป็นผู้ให้ความยินยอมในฐานะเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.8 มิใช่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์แต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ต่อโจทก์ในการที่บริษัทสยามอินดัสเทรียลคอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ดังกล่าวนั้น แม้บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้รับเงินไปใช้ในกิจการของบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยที่จำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนรับเงินไปใช้เป็นการส่วนตัวหรือกิจการของครอบครัวดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ก็ตาม แต่หนี้ที่เกิดขึ้นจากสัญญาค้ำประกันก็ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยที่ 1 สามีก่อขึ้นในระหว่างสมรสเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวที่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นภริยาได้ให้สัตยาบันแล้ว จึงเป็นหนี้ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(4) จำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้หนี้ตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ร่วมกัน การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำฟ้องให้แก่โจทก์จึงเป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น....

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า ตามคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน 1,570,410.50 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.0847 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 1,540,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดในจำนวนเงินดังกล่าวแล้ว ยังพิพากษาต่อไปอีกว่า ในกรณีที่จำเลยทั้งสองชำระเป็นเงินบาทให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริงถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นนั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์(อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณนั้น เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐอันเป็นเงินตราต่างประเทศ ซึ่งในการชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศดังกล่าวนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า"ถ้าหนี้เงินได้แสดงไว้เป็นเงินต่างประเทศท่านว่าจะใช้เป็นเงินไทยก็ได้" อันเป็นการให้สิทธิแก่จำเลยทั้งสองผู้เป็นลูกหนี้ที่จะเลือกชำระเงินให้โจทก์ด้วยเงินตราต่างประเทศตามที่โจทก์ขอหรือจะชำระด้วยเงินไทยก็ได้ตามแต่จำเลยทั้งสองจะสมัครใจหากจำเลยทั้งสองเลือกจะชำระเป็นเงินไทย จำเลยทั้งสองก็ต้องชำระเงินไทยให้โจทก์ตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินในสถานที่และเวลาใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196วรรคสองที่บัญญัติว่า "การเปลี่ยนเงินนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน" เมื่อพิจารณาคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ที่ว่า "ในกรณีที่จำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริงให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ"ก็เป็นการแสดงให้จำเลยทั้งสองทราบถึงสิทธิของจำเลยทั้งสองที่จะชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเงินไทยก็ได้ โดยถืออัตราแลกเปลี่ยนเงินตามสถานที่และวันที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง นั้นเอง มิได้ก่อให้ฝ่ายใดได้เปรียบในอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่อกันแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวนั้นจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์หรือขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196 ม. 694 ม. 1490
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 ม. 9
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารแห่งชาติของปารีส
จำเลย — นาย กฤษณะ ศิวะกฤษณ์กุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3425/2545
#45231
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารโจทก์ให้บริษัท ส. กู้ยืมเงิน โดยมีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ส. เป็นผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 2 ภริยาจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นพยานและให้ความยินยอมต่อมาบริษัท ส. ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 โดยมิได้ฟ้องบริษัท ส. เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสองรับสำเนาคำฟ้องและยื่นคำให้การแล้ว มิได้โต้แย้งว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 7แต่อย่างใด ดังนั้น จึงไม่มีปัญหาว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใดอันเป็นเหตุที่จะต้องส่งเรื่องไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามมาตรา 9 ทั้งจำเลยทั้งสองก็ยอมรับดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นสืบพยานโจทก์และนำพยานจำเลยทั้งสองเข้าสืบอีกด้วย แสดงว่าจำเลยทั้งสองยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาแต่แรกจนเป็นการล่วงเลยขั้นตอนหรือกระบวนการพิจารณาที่จะโต้แย้งในปัญหาดังกล่าวแล้ว ถือได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลอีกต่อไป

การที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการนั้น มิได้หมายความว่าจะตัดสิทธิคู่กรณีมิให้นำเสนอต่อศาลเสียทีเดียว เพราะอาจมีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่น หรือทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นก็ได้ ดังนั้น การที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ตกลงกันให้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดกันแล้ว หากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามสัญญา ก็ชอบที่จะให้การโต้แย้งหรือยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยานหรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีไม่มีการสืบพยาน เมื่อศาลไต่สวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ ก็จะสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการต่อไปตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 10 แต่คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 ผู้ค้ำประกันอาจมีสิทธิยกข้อต่อสู้เกี่ยวกับข้อสัญญาการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้เป็นผู้ชี้ขาดระหว่างโจทก์กับบริษัท ส. ซึ่งเป็นข้ออ้างที่บริษัท ส. มีอยู่ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ก็ตามแต่จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งถึงอำนาจฟ้องของโจทก์ในเรื่องดังกล่าว ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ก่อนวันสืบพยานเพื่อให้ศาลไต่สวนถึงเหตุที่โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยมิได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้นว่าชอบหรือไม่แต่อย่างใดถือว่าจำเลยที่ 1 ได้สละสิทธิเกี่ยวกับข้อสัญญาเรื่องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดระหว่างกันแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

การที่จำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นพยานและเป็นผู้ให้ความยินยอมในฐานะภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัท ส. แม้ว่าจำเลยที่ 1 จะมิได้มีส่วนรับเงินไปใช้เป็นการส่วนตัวหรือกิจการของครอบครัวก็ตามแต่หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยที่ 1 สามีก่อขึ้นในระหว่างสมรส เพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวโดยจำเลยที่ 2ผู้ภริยาได้ให้สัตยาบันแล้ว จึงเป็นหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1490(4) จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์

แม้ทางนำสืบของโจทก์จะไม่มีหลักฐานใดมาแสดงว่าอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่มีการเสนอกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ (SingaporeInterbank OfferedRate:SIBOR) คิดกันในอัตราร้อยละเท่าใดต่อปีก็ตามแต่อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวนั้นเป็นเพียงตัวตั้งเบื้องต้นของสูตรคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์และบริษัท ส. ตกลงกัน โดยเขียนเป็นสูตรคำนวณอัตราดอกเบี้ยต่อปีได้ว่า SIBOR+0.8%+11.111%(SIBOR) ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่บริษัท ส. จะรับผิดชดใช้ให้โจทก์มากน้อยเท่าใดจึงขึ้นอยู่กับ SIBOR เท่านั้นหาได้หมายความว่าเมื่อโจทก์ไม่นำสืบถึงอัตราดอกเบี้ย SIBOR ว่าเป็นเท่าใดแล้ว จะให้ถือว่าการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และบริษัท ส. ไม่ได้กำหนดดอกเบี้ยกันไว้ไม่เพราะหลังจากที่บริษัท ส. รับเงินที่กู้ยืมจากโจทก์แล้ว มีการคิดคำนวณดอกเบี้ยตามสูตรดังกล่าว ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตลอดมาตามอัตราดอกเบี้ยของ SIBOR ที่เป็นฐานคิดคำนวณนั้นเอง โดยที่บริษัท ส. มิได้โต้แย้งแต่ประการใด ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตรา 10.0847 ต่อปีหลังจากที่บริษัท ส. ผิดนัด จึงชอบแล้ว

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐอันเป็นเงินตราต่างประเทศ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิแก่จำเลยทั้งสองเลือกที่จะชำระเงินด้วยเงินตราต่างประเทศหรือเงินไทยก็ได้ตามแต่จะสมัครใจ หากจำเลยทั้งสองเลือกชำระเป็นเงินไทยก็ต้องชำระเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินในสถานที่และเวลาใช้เงินตามมาตรา 196 วรรคสอง ฉะนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ พิพากษาว่าในกรณีที่จำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินบาทให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าวในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณนั้น ย่อมเป็นการแสดงให้จำเลยทั้งสองทราบถึงสิทธิของตนที่จะชำระหนี้ด้วยเงินไทยก็ได้ มิได้ก่อให้ฝ่ายใดได้เปรียบในอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่อกันแต่อย่างใด คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯมาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์และได้รับอนุญาตให้ตั้งสำนักงานวิเทศธนกิจกรุงเทพ โดยมีนายฟรองซัว แวน เดน บอช (Mr. Francois van den Bosch) เป็นผู้รับมอบอำนาจ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2538ธนาคารโจทก์สำนักงานวิเทศธนกิจกรุงเทพ ให้บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กู้ยืมเงินจำนวน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ย กำหนดเวลาชำระหนี้และการผิดนัด ผู้กู้ได้รับมอบเงินกู้ไปจากโจทก์แล้วในวันที่ 10 สิงหาคม 2538 ในการกู้ยืมเงินมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อครบกำหนดผู้กู้ชำระหนี้เพียงบางส่วนแล้วผิดนัด คงค้างชำระต้นเงินจำนวน 1,540,000 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยจำนวน 30,410.50 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 และได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ ถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ซึ่งโจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,570,410.50 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.0847 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 1,540,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ซึ่งทำขึ้นในต่างประเทศไม่ใช่เอกสารที่แท้จริง ลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และไม่มีกงสุลไทยหรือเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกหรือแมยิสเตร็ดหรือบุคคลอื่นซึ่งกฎหมายแห่งท้องถิ่นตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจเป็นพยานในเอกสาร ทั้งไม่มีใบสำคัญของรัฐบาลประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสแสดงว่าบุคคลที่เป็นพยานนั้นเป็นผู้มีอำนาจกระทำการได้ การมอบอำนาจไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 47 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง หนังสือให้สินเชื่อ สัญญาค้ำประกันและหนังสือแก้ไขหนังสือให้สินเชื่อซึ่งเป็นเอกสารแนบท้ายคำฟ้องโจทก์ไม่ได้ส่งคำแปลให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าลูกหนี้ของโจทก์กู้เงินไปเมื่อใด จำนวนเท่าใด รับเงินไปครบถ้วนอย่างไรหรือไม่ ชำระหนี้อย่างไร และคิดดอกเบี้ยอัตราเท่าใดตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งทำให้จำเลยที่ 1 ไม่เข้าใจสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับของโจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุมลูกหนี้ของโจทก์ไม่เคยผิดนัด โจทก์ไม่เคยบอกเลิกสัญญาและไม่เคยบอกกล่าวทวงถามให้ผู้กู้ชำระหนี้แก่โจทก์ ผู้กู้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้วคงเหลือจำนวนไม่เกิน 20,000,000 บาท โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเท่านั้น ไม่ใช่อัตราตามคำฟ้อง ผู้กู้มีตัวตนและมิได้ล้มละลาย ทั้งมีทรัพย์สินจำนวนมากพอชำระหนี้ได้โจทก์ควรเรียกร้องให้ผู้กู้ชำระหนี้คืนโจทก์โดยตรงซึ่งไม่เป็นการยาก ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ต่อโจทก์เลย จำเลยที่ 2 เพียงลงลายมือชื่อเป็นพยานในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ของบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,540,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ10.0847 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่เฉพาะ(1) ดอกเบี้ยคำนวณตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2541 ต้องไม่เกินจำนวน 10,785.83 ดอลลาร์สหรัฐ (2) ดอกเบี้ยคำนวณตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม2541 ถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 ต้องไม่เกินจำนวน 32,355.08 ดอลลาร์สหรัฐ (3) ดอกเบี้ยทั้งสองรายการตาม (1) และ (2) รวมกันต้องไม่เกินจำนวน 43,140.91ดอลลาร์สหรัฐ และ (4) เมื่อนำเงินจำนวน 12,730.41 ดอลลาร์สหรัฐ ไปหักออกจากผลรวมของ (1) และ (2) ตามรายการ (3) แล้วต้องไม่เกินจำนวน 30,410.50 ดอลลาร์สหรัฐในกรณีที่จำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริงให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง)ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส โจทก์ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจการวิเทศธนกิจในประเทศไทย โดยตั้งเป็นสำนักงานวิเทศธนกิจกรุงเทพมีนายฟรองซัว แวน เดน บอช เป็นผู้จัดการ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2538 โจทก์ให้บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กู้ยืมเงินจำนวน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐตามหนังสือให้สินเชื่อ (Letter of offer) ทั้งนี้มีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เข้าทำสัญญาค้ำประกันบริษัทสยามอินดัสเทรียลคอร์ปอเรชั่น จำกัด ต่อโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นพยานและให้ความยินยอม จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.8 ต่อมาบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามสัญญา โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

สำหรับปัญหาตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ประการแรกว่า ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ให้บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ยืมเงินจากโจทก์และเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันให้รับผิดต่อโจทก์ โดยไม่ได้ฟ้องบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 จึงเป็นมูลหนี้ที่เกิดจากค้ำประกันการกู้ยืมเงินกันธรรมดาเท่านั้นที่ทำกันในประเทศไทย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 7 นั้นเห็นว่า แม้ตามคำฟ้องจะได้ความว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่เป็นผู้เข้าทำสัญญาค้ำประกันบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้กู้เงินจากโจทก์เท่านั้น โดยไม่ได้ฟ้องบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด มาด้วยก็ตาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำฟ้อง จนกระทั่งยื่นคำให้การแล้ว จำเลยทั้งสองก็มิได้โต้แย้งว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 7แต่อย่างใด ดังนั้น กรณีจึงไม่มีปัญหาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า คดีเรื่องนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งหมายถึงศาลชั้นต้นในระดับเดียวกัน อันเป็นเหตุที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องส่งเรื่องไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 หรือไม่ ทั้งปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยอมรับดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นสืบพยานโจทก์และนำพยานจำเลยทั้งสองเข้าสืบอีกด้วย อันแสดงว่าจำเลยทั้งสองยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมาแต่แรกจนเป็นการล่วงเลยขั้นตอนหรือกระบวนพิจารณาที่จะโต้แย้งในปัญหาเกี่ยวกับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว อันถือได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์มาดังกล่าวในชั้นนี้ที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะวินิจฉัยให้อีกต่อไป จึงไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ประการที่ 2 ว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัดหน้า 6 ในข้อ "กฎหมายและศาลที่ให้บังคับ" กำหนดว่า "หนังสือสัญญาการให้ใช้วงเงินสินเชื่อฉบับนี้ เอกสารอื่นใดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาให้อยู่ภายใต้ข้อบังคับและกฎหมายของประเทศไทย ข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทใดที่เกิดขึ้นจากหนังสือให้สินเชื่อนี้ให้ดำเนินการระงับข้อพิพาทดังกล่าวในประเทศไทยตามกฎข้อบังคับว่าด้วยวิธีการระงับข้อพิพาทโดยการประนอมข้อพิพาทและอนุญาโตตุลาการของหอการค้าระหว่างประเทศโดยแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการจำนวน 3 ท่าน ขึ้นตามกฎข้อบังคับเช่นว่านั้น" อันเป็นการกำหนดให้ระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับบริษัทสยามอินดัสเทรียลคอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นมาวินิจฉัยเท่านั้นจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันจึงมีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 ที่บัญญัติว่า "นอกจากข้อต่อสู้ซึ่งผู้ค้ำประกันมีต่อเจ้าหนี้นั้น ท่านว่าผู้ค้ำประกันยังอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย" โจทก์จึงต้องแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นมาวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเช่นกัน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลได้นั้น เห็นว่า การที่คู่กรณีมีข้อสัญญากันไว้ว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการนั้น ก็มิได้หมายความว่าจะตัดสิทธิมิให้คู่กรณีนำคดีฟ้องต่อศาลเสียทีเดียว เพราะอาจมีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่นหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นก็เป็นได้ ที่เป็นเหตุให้ไม่สามารถนำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการได้ ดังนั้น ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ตกลงกันให้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดระหว่างกันแล้ว หากคู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าฝ่ายนั้นไม่ปฏิบัติตามสัญญาในการที่จะต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ก็ชอบที่ให้การโต้แย้งหรือยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยานหรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน เมื่อศาลทำการไต่สวนแล้วไม่ได้ความว่ามีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่นหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้แล้ว ศาลจึงจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการต่อไปตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 เกี่ยวกับคดีนี้แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันอาจจะมีสิทธิยกข้อต่อสู้เกี่ยวกับข้อสัญญาการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้เป็นผู้ชี้ขาดระหว่างโจทก์และบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่นจำกัด ที่บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด มีอยู่ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ดังเช่นจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้ให้การโต้แย้งถึงอำนาจฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้เป็นผู้ชี้ขาดก่อนแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก่อนวันสืบพยานเพื่อให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ไต่สวนถึงเหตุที่โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยมิได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้นว่าชอบหรือไม่แต่อย่างใดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการพ.ศ. 2530 มาตรา 10 กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้สละสิทธิเกี่ยวกับข้อสัญญาเรื่องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดระหว่างกันแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ประการที่ 3 ว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมระหว่างโจทก์กับบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เท่านั้น มิได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ ทั้งเงินตามสัญญาบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ก็นำไปใช้ในกิจการของบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำเลยที่ 1 มิได้นำไปใช้เป็นการส่วนตัวหรือกิจการของครอบครัว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำฟ้องให้แก่โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์กับบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ต่อโจทก์โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานและเป็นผู้ให้ความยินยอมในฐานะเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.8 มิใช่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์แต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ต่อโจทก์ในการที่บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ดังกล่าวนั้น แม้บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้รับเงินไปใช้ในกิจการของบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยที่จำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนรับเงินไปใช้เป็นการส่วนตัวหรือกิจการของครอบครัวดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ก็ตาม แต่หนี้ที่เกิดขึ้นจากสัญญาค้ำประกันก็ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยที่ 1 สามีก่อขึ้นในระหว่างสมรสเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวที่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นภริยาได้ให้สัตยาบันแล้ว จึงเป็นหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1590(4) จำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้หนี้ตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ร่วมกัน การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำฟ้องให้แก่โจทก์จึงเป็นการชอบแล้วอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ประการที่ 4 ว่า ที่โจทก์อ้างว่าคิดดอกเบี้ยคำนวณจากอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมเงินที่เสนอกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ (Singapore Interbank offered Rate : SIBOR) บวกด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.8 ต่อปี และบวกด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 11.111 ของ SIBORต่อปีนั้น ทางพิจารณาโจทก์มิได้นำหลักฐานใด ๆ มาแสดงให้เห็นถึงอัตราดอกเบี้ยที่เสนอกันดังกล่าวเลยว่าได้มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ร้อยละเท่าใด เมื่อโจทก์พิสูจน์ถึงอัตราดอกเบี้ยที่เรียกร้องดังอ้างไม่ได้ ต้องถือว่าไม่ได้มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.0847 ต่อปี จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ตามทางนำสืบของโจทก์จะไม่ได้มีหลักฐานใด ๆ มาแสดงว่าอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่มีการเสนอกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์(Singapore Interbank offered Rate : SIBOR) คิดกันในอัตราร้อยละเท่าใดต่อปีก็ตามแต่อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่มีการเสนอกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ (SIBOR) นั้นเป็นเพียงตัวตั้งเบื้องต้นของสูตรคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์และบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ตกลงกันไว้ในหนังสือให้สินเชื่อ (Letterof Offer) ที่เขียนเป็นสูตรคำนวณอัตราดอกเบี้ยต่อปีได้ว่า SIBOR + 0.8% + 11.111 %(SIBOR) ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด จะรับผิดชดใช้ให้โจทก์จะมากน้อยเท่าใดจึงขึ้นอยู่กับ SIBOR เท่านั้น มิได้หมายความว่าเมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงอัตราดอกเบี้ยของ SIBOR เป็นเท่าใดแล้ว จะให้ถือว่าการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ไม่ได้กำหนดดอกเบี้ยกันไว้ดังเช่นที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ เพราะหลังจากที่บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด รับเงินที่กู้ยืมจากโจทก์แล้ว ก็ได้มีการคิดคำนวณอัตราดอกเบี้ยตามสูตรดังกล่าว ซึ่งบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม 2538 ตกลงชำระดอกเบี้ยให้โจทก์อัตราร้อยละ 7.3972 ต่อปีตามเอกสารหมาย จ.11 หลังจากนั้น โจทก์มีหนังสือถึงบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2539 กำหนดให้บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.1368 ต่อปีตามเอกสารหมาย จ.14 และจากนั้นอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องจากบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ก็มีการเปลี่ยนแปลงกันตลอดมา ซึ่งก็คงขึ้นลงตามอัตราดอกเบี้ยของ SIBOR ที่เป็นฐานคิดคำนวณนั้นเอง โดยที่บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด มิได้โต้แย้งแต่อย่างใดตาม เอกสารหมาย จ.17,จ.18, จ.20, จ.21, จ.23, จ.24, จ.26, จ.27, จ.29, จ.30, จ.32 ถึง จ.39, จ.41, จ.42และ จ.44 ถึง จ.49 ซึ่งตามเอกสารหมาย จ.49 เป็นหนังสือของโจทก์ฉบับลงวันที่ 26มิถุนายน 2541 แจ้งให้บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ชำระหนี้ภายในวันที่26 กรกฎาคม 2541 กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 10.0847 ต่อปี อันเป็นอัตราดอกเบี้ยปกติตามหนังสือให้สินเชื่อ (Letter of Offer) การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10.0847 ต่อปีหลังจากที่ริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผิดนัดตามที่โจทก์ขอนั้นชอบแล้วอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า ตามคำฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,570,410.50 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.0847 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 1,540,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดในเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว ยังพิพากษาต่อไปอีกว่า ในกรณีที่จำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินบาทให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นนั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณนั้น เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นั้น เห็นว่าตามคำฟ้องของโจทก์ได้ขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐ อันเป็นเงินตราต่างประเทศ ซึ่งในการชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศดังกล่าวนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ถ้าหนี้เงินได้แสดงไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ ท่านว่าจะใช้เป็นเงินไทยก็ได้" อันเป็นการให้สิทธิแก่จำเลยทั้งสองผู้เป็นลูกหนี้ที่จะเลือกชำระเงินให้โจทก์ด้วยเงินตราต่างประเทศตามที่โจทก์ขอหรือจะชำระด้วยเงินไทยก็ได้ตามแต่จำเลยทั้งสองจะสมัครใจ หากจำเลยทั้งสองเลือกจะชำระเป็นเงินไทย จำเลยทั้งสองก็ต้องชำระเงินไทยให้โจทก์ตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินในสถานที่และเวลาใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตา 196 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "การเปลี่ยนเงินนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน" เมื่อพิจารณาคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ที่ว่า"ในกรณีที่จำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริงให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าวในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ" ก็เป็นการแสดงให้จำเลยทั้งสองทราบถึงสิทธิของจำเลยทั้งสองที่จะชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเงินไทยก็ได้ โดยถืออัตราแลกเปลี่ยนเงินตามสถานที่และวันที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสองนั้นเอง มิได้ก่อให้ฝ่ายใดได้เปรียบในอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่อกันแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวนั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์หรือขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196 ม. 653 ม. 655 ม. 680 ม. 1490
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 ม. 9 ม. 26
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารแห่งชาติของปารีส
จำเลย — นายกฤษณะ ศิวะกฤษณ์กุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3425/2545
#110351
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 7 ถือได้ว่าไม่มีปัญหาดังกล่าวในชั้นนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่จำต้องส่งเรื่องไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 9

การที่คู่กรณีมีข้อสัญญากันไว้ว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้เสนอข้อพิพาทต่อนุญาโตตุลาการนั้น ก็มิได้หมายความว่าจะตัดสิทธิมิให้คู่กรณีนำคดีฟ้องต่อศาลเสียทีเดียว เพราะอาจมีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่น หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติสัญญานั้นก็เป็นได้ หากคู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาในการที่จะต้องเสนอข้อพิพาทต่อนุญาโตตุลาการ ก็ชอบที่จะให้การโต้แย้งหรือยื่นคำร้องต่อศาลตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 แต่จำเลยที่ 1มิได้ให้การโต้แย้งหรือยื่นคำร้องดังกล่าวแต่อย่างใด กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้สละสิทธิเกี่ยวกับข้อสัญญาเรื่องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดระหว่างกันแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

การที่จำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของบริษัท ส . ต่อโจทก์ แม้บริษัท ส. เป็นผู้รับเงินไปใช้ในกิจการของบริษัท ส. โดยจำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนรับเงินไปใช้เป็นการส่วนตัวหรือกิจการของครอบครัวก็ตาม แต่หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 สามีก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว ที่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นภริยาได้ให้สัตยาบันแล้ว จึงเป็นหนี้ร่วม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4)

อัตราดอกเบี้ย SIBOR (Singapore Inter - bank Offered Rate หมายถึงอัตราดอกเบี้ยที่ให้กู้ยืมเงินกันระหว่างธนาคารด้วยกันในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์) นั้นเป็นเพียงตัวตั้งเบื้องต้นของสูตรคำนวณอัตราดอกเบี้ย แม้โจทก์จะมิได้นำสืบถึงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวก็ตาม ก็จะถือว่าการกู้ยืมเงินไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แล้วให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 ไม่ได้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10.0847 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนั้นชอบแล้ว

ในการชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศนั้น ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้เงินได้แสดงไว้เป็นเงินต่างประเทศ ท่านว่าจะใช้เป็นเงินไทยก็ได้" อันเป็นการให้สิทธิแก่จำเลยทั้งสองผู้เป็นลูกหนี้ที่จะเลือกชำระเงินให้โจทก์ด้วยเงินตราต่างประเทศตามที่โจทก์ขอหรือจะชำระด้วยเงินไทยก็ได้ตามแต่จำเลยทั้งสองจะสมัครใจ หากจำเลยทั้งสองเลือกจะชำระเป็นเงินไทย จำเลยทั้งสองก็ต้องชำระเงินไทยให้โจทก์ตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินในสถานที่และเวลาใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "การเปลี่ยนเงินนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลา ที่ใช้เงิน" ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดใน เงินจำนวนดังกล่าวแล้ว ยังพิพากษาต่อไปอีกว่า "ในกรณีที่จำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินบาทให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง?" ก็เป็นการแสดงให้จำเลยทั้งสองทราบถึงสิทธิของ จำเลยทั้งสองที่จะชำระหนี้ด้วยเงินไทยก็ได้ โดยถืออัตราแลกเปลี่ยนเงินตามสถานที่และวันที่ใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง นั้นเอง มิได้ก่อให้ฝ่ายใดได้เปรียบในอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่อกันแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวนั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์หรือขัดต่อ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้า ระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ธนาคารโจทก์ให้บริษัทสยามอินดัสเทรียลคอร์ปอเรชั่น จำกัด กู้ยืมเงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ในการกู้ยืมเงินมีจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อครบกำหนดผู้กู้ชำระหนี้เพียงบางส่วนแล้วผิดนัด คงค้างชำระต้นเงินจำนวน ๑,๕๔๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยจำนวน ๓๐,๔๑๐.๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ ๒ เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ ๑ และได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๑ ทำกับโจทก์ ถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ซึ่งโจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๕๗๐,๔๑๐.๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๐.๐๘๔๗ ต่อปี ในต้นเงินจำนวน ๑,๕๔๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ต่อโจทก์เลย จำเลยที่ ๒ เพียงลงลายมือชื่อเป็นพยานในการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ของบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑,๕๔๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๐.๐๘๔๗ ต่อปี? ในกรณีจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรังเศส มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส โจทก์ให้บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กู้ยืมเงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้มีจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เข้าทำสัญญาค้ำประกันสยามอินดัสเตรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ต่อโจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อเป็นพยานและให้ความยินยอม จำเลยที่ ๑ เข้าทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าว ต่อมาบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามสัญญา โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

สำหรับปัญหาตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ประการแรกว่า ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ให้ บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ยืมเงินจากโจทก์และเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะ ผู้ค้ำประกันให้รับผิดต่อโจทก์ โดยไม่ได้ฟ้องบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ จึงเป็นมูลหนี้ที่เกิดจากค้ำประกันการกู้ยืมเงินกันธรรมดาเท่านั้นที่ทำกันในประเทศไทย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา ๗ นั้น เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องจะได้ความว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่เป็นผู้เข้าทำสัญญาค้ำประกันบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้กู้เงินจากโจทก์เท่านั้น โดยไม่ได้ฟ้องบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด มาด้วยก็ตาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำฟ้อง จนกระทั่งยื่นคำให้การแล้ว จำเลยทั้งสองก็มิได้โต้แย้งว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา ๗ แต่อย่างใด ดังนั้น กรณีจึงไม่มีปัญหาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า คดีเรื่องนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หรือ ศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งหมายถึงศาลชั้นต้นในระดับเดียวกัน อันเป็นเหตุที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องส่งเรื่องไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา ๙ หรือไม่ ทั้งปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยอมรับดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นสืบพยานโจทก์และนำพยานจำเลยทั้งสอง เข้าสืบอีกด้วย อันแสดงว่าจำเลยทั้งสองยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศกลางมาแต่แรกจนเป็นการล่วงเลยขั้นตอนหรือกระบวนพิจารณาที่จะโต้แย้งในปัญหาเกี่ยวกับอำนาจพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว อันถือได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์มาดังกล่าวในชั้นนี้ที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะวินิจฉัยให้อีกต่อไปจึงไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ประการที่ ๒ ว่า ตามสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับ บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น กำหนดว่า "ข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทใดที่เกิดขึ้นจากหนังสือให้สินเชื่อนี้ให้ดำเนินการระงับข้อพิพาทดังกล่าวในประเทศไทยตามกฎข้อบังคับว่าด้วยวิธีการระงับข้อพิพาท โดยการประนอม ข้อพิพาทและอนุญาโตตุลการของหอการค้าระหว่างประเทศโดยแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการจำนวน ๓ ท่าน ขึ้นตามกฎ ข้อบังคับเช่นว่านั้น" อันเป็นการกำหนดให้ระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นมาวินิจฉัยเท่านั้น จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันจึงมีสิทธิตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๔ ที่บัญญัติว่า "นอกจากข้อต่อสู้ซึ่งผู้ค้ำประกันมีต่อเจ้าหนี้นั้น ท่านว่า ผู้ค้ำประกันยังอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย" โจทก์จึงต้องแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นมาวินิจฉัย ชี้ขาดเรื่องนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเช่นกัน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลได้นั้น เห็นว่า การที่คู่กรณีมีข้อสัญญากันไว้หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการนั้น ก็มิได้หมายความว่าจะตัดสิทธิมิให้คู่กรณีนำคดีฟ้องต่อศาลเสียทีเดียว เพราะอาจมีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ หรือ ใช้บังคับไม่ได้ด้วย เหตุประการอื่นหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นก็ได้ ที่เป็นเหตุให้ไม่สามารถนำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการได้ ดังนั้น ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ตกลงกันให้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดระหว่างกันแล้ว หากคู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าฝ่ายนั้นไม่ปฏิบัติตามสัญญาในการที่จะต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ก็ชอบที่ให้การโต้แย้งหรือยื่นคำร้องต่อศาลวันสืบพยานหรือก่อนมี คำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน เมื่อศาลทำการไต่สวนแล้วไม่ได้ความว่ามีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาตโตตุลการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่นหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้แล้ว ศาลจึงจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการต่อไป ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ มาตรา ๑๐ เกี่ยวกับคดีนี้ แม้จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ค้ำประกันอาจจะมีสิทธิยกข้อต่อสู้ เกี่ยวกับข้อสัญญาการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้เป็นผู้ชี้ขาดระหว่างโจทก์และบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด มีอยู่ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ดังเช่นจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ก็ตาม แต่จำเลยที่ ๑ ก็มิได้ให้การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลการให้เป็นผู้ชี้ขาดก่อนแต่อย่างใดทั้งจำเลยที่ ๑ มิได้ยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก่อนวันนัดสืบพยานเพื่อให้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ไต่สวนถึงเหตุที่โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยมิได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้นว่าชอบหรือไม่แต่อย่างใด ตามพระราชบัญญัติอนุญาตโตตุลาการฯ มาตรา ๑๐ กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ ได้สละสิทธิเกี่ยวกับข้อสัญญาเรื่องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลการเป็นผู้ชี้ขาดระหว่างกันแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ประการที่ ๓ ว่า จำเลยที่ ๒ เป็นเพียงผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมระหว่างโจทก์กับบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เท่านั้น มิได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ ทั้งเงินตามสัญญาบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ก็นำไปใช้ในกิจการของบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำเลยที่ ๑ มิได้นำไปใช้เป็นการส่วนตัวหรือกิจการของครอบครัว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามคำฟ้องให้แก่โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ ๑ ได้เช่าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์กับบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ต่อโจทก์โดยจำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อเป็นพยานและเป็นผู้ให้ความยินยอมในฐานะเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ ๑ มิใช่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์แต่อย่างใด การที่จำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ ๑ เข้าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ต่อโจทก์ในการที่บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ดังกล่าวนั้น แม้บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้รับเงินไปใช้ใน กิจการของบริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยที่จำเลยที่ ๑ มิได้มีส่วนรับเงินไปใช้เป็นการส่วนตัวหรือกิจการของครอบครัวดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ก็ตาม แต่หนี้ที่เกิดขึ้นจากสัญญาค้ำประกันก็ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยที่ ๑ สามีก่อขึ้นในระหว่างสมรสเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวที่จำเลยที่ ๒ ผู้เป็นภริยาได้ให้สัตยาบันแล้ว จึงเป็นหนี้ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ (๔) จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้หนี้ตาม สัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ร่วมกัน การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามคำฟ้องให้แก่โจทก์จึงเป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ประการที่ ๔ ว่า ที่โจทก์อ้างว่าคิดดอกเบี้ยคำนวณจากอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมเงินที่เสนอกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ (Singapore Interbank offered Rate: SIBOR) บวกด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๐.๘ ต่อปี และบวกด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๑.๑๑๑ ของ SIBOR ต่อปี นั้น โจทก์มิได้นำหลักฐานใด ๆ มาแสดงให้เห็นถึงอัตราดอกเบี้ยที่เสนอกันดังกล่าวเลยว่าได้มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ร้อยละเท่าใด เมื่อโจทก์พิสูจน์ถึงอัตราดอกเบี้ยที่เรียกร้องดังอ้างไม่ได้ ต้องถือว่าไม่ได้มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๐.๐๘๔๗ ต่อปี จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ตามทางนำสืบของโจทก์จะไม่ได้มีหลักฐานใด ๆ มาแสดงว่าอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่มีการเสนอกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ (Singapore Interbank offered Rate: SIBOR) คิดกันในอัตราร้อยละเท่าใดต่อปีก็ตาม แต่อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่มีการเสนอกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ (SIBOR) นั้นเป็นเพียงตัวตั้งเบื้องต้นของสูตรคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ และ บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ตกลงกันไว้ในหนังสือสินเชื่อ (Letter of Offer) ที่เขียนเป็นสูตรคำนวณอัตราดอกเบี้ยต่อปีได้ว่า SIBOR + ๐.๘% + ๑๑.๑๑๑% (SIBOR) ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด จะรับผิดชดใช้ให้โจทก์จะมากน้อยเท่าใดจึงขึ้นอยู่กับ (SIBOR) เท่านั้น มิได้หมายความว่า เมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงอัตราดอกเบี้ยของ SIBOR เป็นเท่าใดแล้ว จะให้ถือว่าการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และ บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ไม่ได้กำหนดดอกเบี้ยกันไว้ดังเช่นที่จำเลยทั้งอุทธรณ์ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๐.๐๘๔๗ ต่อปี หลังจากที่บริษัทสยามอินดัสเทรียล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผิดนัดตามที่โจทก์ขอนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของ จำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า นอกจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศกลางได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดในเงินจำนวนตามที่โจทก์แล้ว ยังพิพากษาต่อไปอีกว่า ในกรณีที่จำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินบาทให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นนั้นก่อนดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถือว่าอัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณนั้น เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา ๒๖ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐอันเป็นเงินตราต่างประเทศ ซึ่งในการชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศดังกล่าวนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้เงินได้แสดงไว้เป็นเงินต่างประเทศ ท่านว่าจะใช้เป็นเงินไทยก็ได้" อันเป็นการให้สิทธิแก่ จำเลยทั้งสองผู้เป็นผู้ลูกหนี้ที่จะเลือกชำระเงินให้โจทก์ด้วยเงินตราต่างประเทศตามที่โจทก์ขอหรือจะชำระด้วยเงินไทย ก็ได้ตามแต่จำเลยทั้งสองจะสมัครใจ หากจำเลยทั้งสองเลือกจะชำระเป็นเงินไทย จำเลยทั้งสองก็ต้องชำระเงินไทยให้โจทก์ตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินในสถานที่และเวลาใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๖ วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "การเปลี่ยนเงินนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน" ดังนั้น คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นการแสดงให้จำเลยทั้งสองทราบถึงสิทธิของ จำเลยทั้งสองที่จะชำระหนี้ให้โจทก์ด้วยเงินไทยก็ได้ โดยถืออัตราแลกเปลี่ยนเงินตามสถานที่และวันที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๖ วรรคสอง นั้นเอง มิได้ก่อให้ฝ่ายใดได้เปรียบในอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่อกันอย่างใด คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวนั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการพิจารณาเกินคำขอของโจทก์หรือขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา ๒๖ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 196 ม. 1490 (4)
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารแห่งชาติของปารีส
จำเลย — นายกฤษณะ ศิวะกฤษณ์กุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค -
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3421/2545
#44787
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นภริยาของ บ. ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันหลังจาก บ. ถึงแก่ความตาย โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นของตนเองตลอดมา จำเลยซึ่งเป็นพี่ของ บ. มิได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลย ต่อมาโจทก์ต้องการเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาททางทะเบียนให้ถูกต้อง แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจดำเนินการให้ได้เพราะโจทก์กับ บ. มิได้จดทะเบียนสมรสกันจึงแนะนำให้โจทก์ไปตามจำเลยมาขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาทของ บ. แล้วให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ภายหลัง ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องเพราะขณะนั้นที่ดินพิพาทไม่เป็นทรัพย์มรดกของ บ. แล้ว การที่จำเลยทำหนังสือสัญญาว่าจะให้ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ก่อนไปจดทะเบียนโอนมรดกจึงมิใช่สัญญาจะให้ที่ดิน แต่เป็นสัญญาที่ไม่มีชื่ออย่างหนึ่งที่ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 526 ดังนั้น ที่จำเลยยื่นคำขอรับมรดกที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นการดำเนินการตามสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์นั่นเอง จำเลยต้องโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยไปยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาท แล้วแบ่งให้โจทก์เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 50 ตารางวา ภายใน 7 วันตามสัญญา หากไม่สามารถกระทำได้ให้จำเลยโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 55 ตำบลวัดขวาง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 50 ตารางวา แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์มิได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนายบุญยงค์ ยาสุข โจทก์ฟ้องคดีเกินหนึ่งปีนับแต่นายบุญยงค์ถึงแก่ความตายและโจทก์ฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทคืนเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยจำเลยเข้าครอบครองหลังจากนายบุญยงค์ถึงแก่ความตายตลอดมาถึงปัจจุบันโจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาท สัญญาจะให้ที่ดินตามฟ้องมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่สมบูรณ์ โจทก์ไม่อาจบังคับจำเลยให้โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินตาม น.ส. 3 เลขที่ 55 ตำบลวัดขวางอำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 50 ตารางวา แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถโอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาด นำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 55 ตำบลวัดขวาง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร แก่โจทก์โดยคงเหลือเนื้อที่ 1 งาน ด้านทิศเหนือแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับนายบุญยงค์ ยาสุข โดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยเป็นพี่ชายของนายบุญยงค์ นายบุญยงค์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส. 3 ก.) เล่ม 13 หน้า (11) 19 สารบบ เล่มเลขที่หน้า 55 ตำบลวัดขวาง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร นายบุญยงค์ถึงแก่ความตายเมื่อ 20 ปีมาแล้ว โจทก์กับจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.2 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2540 ต่อมาจำเลยได้รับโอนมรดกที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2540 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าตามคำเบิกความของจำเลยนายบุญยงค์ซื้อที่ดินพิพาทในปี 2514 โดยขณะนั้นยังไม่มีภริยา หลังจากนั้นนายบุญยงค์จึงได้โจทก์เป็นภริยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันและโจทก์ไม่สืบพยานว่า ได้ซื้อที่ดินพิพาทระหว่างอยู่กินกับนายบุญยงค์ แสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนายบุญยงค์ผู้เดียว เมื่อนายบุญยงค์ถึงแก่ความตายจึงตกเป็นมรดกของจำเลย และจำเลยครอบครองจนปัจจุบัน โจทก์มาฟ้องเกิน 1 ปี ขาดอายุความนั้น เห็นว่า ข้อนี้จำเลยให้การเพียงว่าโจทก์มิได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนายบุญยงค์ ฟ้องโจทก์คดีขาดอายุความ 1 ปี นับแต่นายบุญยงค์ถึงแก่ความตายโจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาท แต่ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยกลับเบิกความยอมรับว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับนายบุญยงค์โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ทั้งคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเอาที่ดินซึ่งอ้างว่าเป็นของโจทก์เองแต่มีเหตุขัดข้องทางกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจโอนที่ดินพิพาทซึ่งมีชื่อนายบุญยงค์เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองทางทะเบียนมาเป็นของโจทก์ได้ จึงให้จำเลยไปดำเนินการขอรับโอนมรดกของนายบุญยงค์ไว้ก่อน แล้วจึงให้จำเลยโอนคืนแก่โจทก์ภายหลัง เช่นนี้มิใช่เป็นการฟ้องคดีเรียกเอาทรัพย์มรดก จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ทั้งกรณีนี้มิใช่การฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า สัญญาตามเอกสารหมายจ.2 มีผลสมบูรณ์หรือไม่ ข้อเท็จจริงมีเหตุผลน่าเชื่อว่า หลังจากนายบุญยงค์สามีโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นที่ดินของตนเองตลอดมาโดยที่จำเลยมิได้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทมาก่อน ดังนั้น ที่จำเลยอ้างว่าขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์คงมีตัวจำเลยอ้างตนเองเบิกความลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อได้ความว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของตลอดมานับแต่วันที่นายบุญยงค์สามีโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่เหตุที่โจทก์ต้องยอมให้จำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ก็เป็นเพราะโจทก์ต้องการเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาททางทะเบียนให้ถูกต้องต่อไป แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจดำเนินการให้ได้ และแนะนำให้โจทก์ไปตามจำเลยมาเพื่อดำเนินการขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาทของนายบุญยงค์ แล้วจึงให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ภายหลัง จึงไม่เป็นการถูกต้อง เพราะขณะนั้นที่ดินพิพาทไม่เป็นทรัพย์มรดกของนายบุญยงค์อีกต่อไปดังนั้น การที่จำเลยทำหนังสือสัญญาว่าจะให้ที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 ก่อนไปดำเนินการจดทะเบียนโอนมรดก จึงมิใช่สัญญาจะให้ที่ดิน แต่เป็นสัญญาที่ไม่มีชื่ออย่างหนึ่งจึงหาต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 526 ดังที่จำเลยฎีกาไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 586/2538 ที่จำเลยอ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกันการที่จำเลยไปยื่นคำขอรับมรดกที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นกรณีที่จำเลยไปดำเนินการตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 นั่นเอง ดังนั้น จำเลยจึงต้องโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาดังกล่าว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 526 ม. 1599
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว เชิง พุ่มไพจิตร
จำเลย — นาย บุญยืน ยาสุข
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3411/2545
#46521
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ทั้งสามในอัตราค่าเช่าเดือนละ 2,100 บาท แม้โจทก์ทั้งสามจะเรียกค่าเสียหายหลังจากครบกำหนดสัญญาเช่าเดือนละ 11,700 บาท มาด้วย ก็ไม่ใช่ว่าอาคารพิพาทอาจให้เช่าได้เกิน 4,000 บาท กรณีที่จะต้องใช้เกณฑ์ "อาจให้เช่า"นั้น จะต้องเป็นกรณีฟ้องผู้อาศัยหรือผู้กระทำละเมิดอันกำหนดค่าเช่าไม่ได้ คดีนี้เป็นการฟ้องขับไล่ผู้เช่าซึ่งกำหนดค่าเช่าไว้ชัดแจ้ง เมื่อค่าเช่าไม่เกิน 4,000 บาท จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวเลขที่ 23/34-36 ไปจากโจทก์ทั้งสาม มีกำหนดเวลาเช่า 3 ปี ครั้นครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้วโจทก์ทั้งสามไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าตึกแถวของโจทก์ทั้งสามอีกต่อไป โจทก์ทั้งสามจึงบอกกล่าวให้จำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกแถวของโจทก์ทั้งสาม แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกแถวเลขที่ 23/34-36 พร้อมกับส่งมอบตึกแถวดังกล่าวให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 35,100 บาท แก่โจทก์พร้อมค่าเสียหายอีกเดือนละ11,700 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวดังกล่าว พร้อมกับส่งมอบตึกแถวดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวเลขที่ 23/34-36 ถนนวุฒากาศ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร พร้อมกับส่งมอบแก่โจทก์ทั้งสามในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 27,000 บาทแก่โจทก์ทั้งสาม และใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 9,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง(1 สิงหาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวดังกล่าว พร้อมกับส่งมอบตึกแถวดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสามในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า คดีนี้เป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ทั้งสามในอัตราค่าเช่าเดือนละ 2,100 บาท ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 แม้โจทก์ทั้งสามจะเรียกค่าเสียหายหลังจากครบกำหนดสัญญาเช่าเดือนละ 11,700 บาท มาด้วย ก็มิใช่ว่าอาคารพิพาทอาจให้เช่าได้เกิน 4,000 บาท ตามที่จำเลยฎีกา กรณีที่จะต้องใช้เกณฑ์ "อาจให้เช่า"นั้น จะต้องเป็นกรณีฟ้องผู้อาศัยหรือผู้กระทำละเมิดอันกำหนดค่าเช่าไม่ได้เท่านั้น คดีนี้เป็นการฟ้องขับไล่ผู้เช่าซึ่งกำหนดค่าเช่าไว้ชัดแจ้ง เมื่อค่าเช่าไม่เกิน 4,000 บาท จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยต่อไปว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ การที่จำเลยอุทธรณ์ว่า หลังจากครบกำหนดตามสัญญาเช่าโจทก์ทั้งสามมาเก็บค่าเช่าจากจำเลย ย่อมถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลานั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่า เงินค่าเช่าที่จำเลยชำระให้โจทก์ทั้งสามเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2541 ภายหลังครบกำหนดสัญญาเช่านั้นเป็นการชำระค่าเช่าตามสัญญาเช่าของเดือนเมษายน2541 ไม่ใช่เป็นการชำระค่าเช่าภายหลังครบกำหนดสัญญาเช่า อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น อันเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยนั้นเป็นการชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป มิได้ขอให้จำเลยชนะคดี จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง200 บาทตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ ทั้งคำนวณค่าเสียหายมาจนถึงวันยื่นฎีกาเป็นทุนทรัพย์ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — แพทย์หญิง กิตติยา ศรีเลิศฟ้า กับพวก
จำเลย — นาย มนตรี เลิศวิกัย
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3409/2545
#99761
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเช่าช่วงที่ดินพิพาทจากโจทก์ครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาแล้ว จำเลยผิดสัญญาไม่ก่อสร้างอาคารตามสัญญา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงแก่จำเลยและฟ้องขับไล่กับเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การและต่อสู้ว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาและโจทก์ตกลงจะให้จำเลยเช่าช่วงมีกำหนดเวลา 30 ปี บัดนี้ยังไม่ครบกำหนดเวลาตามสัญญา จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญา การที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยไม่ได้สนองคำมั่นของโจทก์ก่อนสิ้นกำหนดเวลาเช่า คำมั่นจึงสิ้นผลโดยมิได้เป็นประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้น ถือว่าเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า เมื่อสิ้นกำหนดเวลาเช่าโจทก์จำเลยไม่ได้ทำสัญญาเช่าช่วงกันอีก การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินที่เช่าและชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ผู้ให้เช่าตลอดมา ถือว่าโจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาเช่าช่วงใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดเวลาตามป.พ.พ. มาตรา 570 เมื่อโจทก์บอกเลิกการเช่าโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วสัญญาเช่าช่วงย่อมระงับลงจำเลยไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินที่เช่าอีกต่อไป การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินที่เช่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้

โจทก์อ้างว่าการที่จำเลยยังคงประกอบกิจการอยู่ในที่ดินที่เช่า ทำให้โจทก์ไม่สามารถส่งมอบที่ดินคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนนั้น เห็นว่า ค่าเสียหายดังกล่าวมิใช่ค่าเสียหายโดยตรงจากการที่จำเลยคงอยู่ในที่ดินที่เช่าแต่เป็นค่าเสียหายอันเกิดแก่พฤติการณ์พิเศษในกรณีไม่ชำระหนี้ ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้คาดเห็น หรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์ล่วงหน้าก่อนแล้ว ตามป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคสองบัญญัติไว้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่เช่า และรื้อย้ายสิ่งของออกจากที่ดินที่เช่าและปรับพื้นที่ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย และให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๘๘๑,๒๕๐ บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ ๒๙๓,๗๕๐ บาท นับแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะรื้อย้ายสิ่งของและปรับพื้นที่ส่งมอบคืนแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า นายนิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา จำเลยมิได้ผิดสัญญาเช่า การบอกเลิกสัญญาเช่าของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ยกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๔๐,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย มีกำหนดเวลา ๓๐ ปี โจทก์ให้จำเลยเช่าช่วงที่ดินดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ ๕ ไร่ มีกำหนดเวลา ๒ ปี โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์จะพิจารณาต่อสัญญาให้ตามเงื่อนไขอายุสัญญาที่โจทก์ทำไว้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าช่วงหากจำเลยมีความประสงค์จะเช่าช่วงต่อไปอีกจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร และจำเลยต้องสร้างอาคารแถวเดี่ยวชั้นเดียวจำนวน ๖๐ คูหา เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วอาคารก่อสร้างให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ อันเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาต่อมาเมื่อครบกำหนดเวลาเช่าช่วงดังกล่าวแล้ว โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยเช่าช่วงที่ดินต่อไปอีกมีกำหนดเวลา ๒ ปี ส่วนข้อตกลงอื่น ๆ ให้เป็นไปตามสัญญาเช่าช่วงเดิม เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าช่วงฉบับนี้แล้ว จำเลยมีหนังสือขอต่อสัญญาเช่าช่วง แต่โจทก์จำเลยไม่ได้ทำสัญญาเช่าช่วงกันอีก และจำเลยยังครอบครองที่ดินทีเช่าและชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ตลอดมาจนวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๒๗ โจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลย แต่จำเลยยังครอบครองที่ดินที่เช่าและชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์เรื่อยมาจนวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงแก่จำเลยอีกโดยให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๘ และไม่ยอมรับชำระค่าเช่าจากจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า หลังจากครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเช่าช่วงที่ดินแล้ว จำเลยไม่ได้สนองคำมั่นของโจทก์ก่อนสิ้นกำหนดเวลาเช่า คำมั่นจึงสิ้นผลจำเลยยังคงอยู่ในที่ดินที่เช่าต่อมาโดยโจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำสัญญาเช่าใหม่ ถือว่าเป็นการเช่าโดยไม่มีกำหนดเวลา เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไป และได้บอกเลิกสัญญาแล้วโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเช่าช่วงที่ดินพิพาทจากโจทก์ บัดนี้ครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเช่าช่วงแล้ว และจำเลยผิดสัญญาไม่ก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้นตามสัญญา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงแก่จำเลย และฟ้องขับไล่กับเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา และโจทก์ตกลงจะให้จำเลยเช่าช่วงมีกำหนดเวลา ๓๐ ปี บัดนี้ยังไม่ครบกำหนดเวลาตามสัญญาและจำเลยไม่ได้ผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญาศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ๑. สัญญาเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา โดยมีกำหนดเวลาเช่าถึงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๘ หรือไม่ ๒. จำเลยผิดสัญญาหรือไม่ และโจทก์บอกเลิกสัญญาชอบหรือไม่ ๓. โจทก์เสียหายเพียงใด คดีไม่มีประเด็นว่าโจทก์ให้คำมั่นจะให้เช่าหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ให้คำมั่นจะให้เช่าต้องผูกพันตามคำมั่นจึงไม่อาจถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ฉะนั้นการที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้สนองคำมั่นของโจทก์ก่อนสิ้นกำหนดเวลาเช่าคำมั่นจึงสิ้นผลอีก จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า เมื่อสิ้นกำหนดเวลาเช่า โจทก์จำเลยไม่ได้ทำสัญญาเช่าช่วงกันอีกแต่ประการใด การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินที่เช่า และชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ผู้ให้เช่าตลอดมาถือว่าโจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาเช่าช่วงใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดเวลา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๐ เมื่อโจทก์ได้บอกเลิกการเช่าโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว โดยให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๘ สัญญาเช่าช่วงย่อมระงับลงตั้งแต่วันดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินที่เช่าอีกต่อไป การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินที่เช่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์เสียหายหรือไม่เพียงใด สำหรับที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการที่จำเลยยังคงประกอบกิจการอยู่ในที่ดินที่เช่า ทำให้โจทก์ไม่สามารถนำที่ดินไปให้บุคคลอื่นเช่าในอัตราค่าเช่าเดือนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่เดือนเมษายน ๒๕๓๘ จนกว่าจำเลยจะขนย้ายสิ่งของออกไปจากที่ดินที่เช่านั้น พยานโจทก์ซึ่งล้วนเป็นพนักงานของโจทก์เบิกความลอย ๆ ว่าหากโจทก์นำที่ดินที่เช่าออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้เท่ากับอัตราค่าเช่าในขณะเลิกสัญญา คือเดือนละ ๘๘,๗๖๘ บาท นับแต่เดือนเมษายน ๒๕๓๘ จนกว่าจำเลยจะขนย้ายสิ่งของออกไปจากที่ดินที่เช่า แต่ที่โจทก์อ้างว่า การที่จำเลยยังคงประกอบกิจการอยู่ในที่ดินที่เช่า ทำให้โจทก์ไม่สามารถส่งมอบที่ดินคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งหากโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวมา โจทก์สามารถนำไปฝากธนาคารประเภทฝากประจำ จะได้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๑.๒๕ ต่อปี เป็นเงินเดือนละ ๙๓,๗๕๐ บาท นั้น เห็นว่า ค่าเสียหายดังกล่าวมิใช่ค่าเสียหายโดยตรงจากการที่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินที่เช่า แต่เป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษในกรณีไม่ชำระหนี้ ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์ล่วงหน้าก่อนแล้ว ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๒๒๒ วรรคสอง บัญญัติไว้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษนี้ได้ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยพร้อมบริวารขนย้ายสิ่งของออกไปจากที่ดินที่เช่า และส่งมอบที่ดินที่เช่าคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยพร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยชำระเงินเดือนละ ๘๘,๗๖๘ บาท นับแต่เดือนเมษายน ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายสิ่งของและส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

นายนิพันธ์ ช่วยสกุล ผู้ช่วยฯ

ร.ท. นิตินาถ บุญมา ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 ม. 370 ม. 387 ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 249
ชื่อคู่ความ
จำกัด — สหกรณ์ผู้ผลิตไม้ดอกและไม้ประดับแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวน เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3403/2545
#46116
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเช่าให้โจทก์ปรากฏว่าบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลแพ่ง จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12(4) แต่ผู้เดียวเพราะเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12(4)เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้มีฐานะเป็นผู้ร่วมร้องขอหรือลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ได้รับประโยชน์จากการที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต่อไปได้ แม้ศาลแพ่งจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการจำเลยที่ 1 ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็ตาม

จำเลยที่ 4 กล่าวมาในคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เพียงว่าจำเลยที่ 4 ขอแสดงข้อคัดค้านตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นว่า หากจำเลยที่ 4 มีโอกาสต่อสู้คดี ย่อมทำให้ผลคำตัดสินหรือคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญาไม่ถูกต้องเป็นโมฆะ ทำขึ้นโดยกลฉ้อฉลและโจทก์ไม่เสียหายใด ๆ จากสัญญาเท่านั้น โดยจำเลยที่ 4 มิได้แสดงรายละเอียดว่าสัญญาฉบับไหนไม่ถูกต้องเป็นโมฆะเพราะเหตุใด ทำขึ้นโดยกลฉ้อฉลอย่างไรและเหตุใดโจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายจากสัญญา เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ หาได้คัดค้านในเนื้อหาแห่งคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร หากมีการพิจารณาพิพากษาใหม่แล้วจำเลยที่ 4 จะชนะคดีอย่างไร ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208วรรคสุดท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่ารถยนต์จากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกัน แล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์รวมทั้งจำเลยที่ 1 มิได้สงวนรักษาทรัพย์ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของทรัพย์ที่เช่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชำระค่าเช่ากับค่าเสียหาย รวมเป็นเงิน 92,625 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 52,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่และขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยอ้างว่า จำเลยทั้งสี่ไม่เคยทราบหรือเห็นหมายเรียก สำเนาคำฟ้อง และหมายนัดในคดีนี้มาก่อน จำเลยทั้งสี่เพิ่งทราบว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 3พฤศจิกายน 2542 จำเลยที่ 4 ขอคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล หากจำเลยที่ 4 มีโอกาสต่อสู้คดี ย่อมทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป เพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญาไม่ถูกต้องเป็นโมฆะ ทำขึ้นโดยกลฉ้อฉล นอกจากนี้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ก็เป็นการผิดระเบียบ เพราะเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอฟื้นฟูกิจการและศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.ฟ.8/2542 ของศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2542 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่ คดีนี้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2542 และหนี้คดีนี้เป็นหนี้ไม่อาจแบ่งแยกชำระได้ ศาลชอบที่จะไม่รับคำฟ้องหรืองดการพิจารณาคดีนี้ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12(4) ที่แก้ไขใหม่

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของจำเลยทั้งสี่มิได้บรรยายข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลโดยละเอียด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 อีกทั้งการขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบต้องยื่นก่อนศาลมีคำพิพากษาจึงให้ยกคำร้องค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ทั้งหมด สำหรับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลและค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกาขอให้ไม่รับฟ้องจำเลยทั้งสี่และเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่กระทำหลังจากรับฟ้องทั้งหมดกับอนุญาตให้พิจารณาคดีของจำเลยทั้งสี่ใหม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า สำหรับคดีของจำเลยที่ 1 นั้นศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ไม่ฎีกา ดังนี้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 อย่างยิ่ง ทั้งยังตรงกับความประสงค์ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ในข้อที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่ถูกต้องด้วย จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2ถึงที่ 4 ซึ่งศาลฎีกาได้สั่งรับมาเป็นข้อแรกว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีเดียวกัน การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จะมีผลถึงกระบวนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ด้วยหรือไม่ ได้ความจากคำร้องของจำเลยทั้งสี่ว่า ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.ฟ. 8/2542 ของศาลแพ่งซึ่งศาลแพ่งได้รับคำร้องขอของผู้ร้องขอไว้พิจารณานั้น คงมีแต่จำเลยที่ 1 คดีนี้ที่เป็นผู้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการจำเลยที่ 1 จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12(4) แต่ผู้เดียวหรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 และโจทก์ก็สามารถแยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้อยู่แล้ว ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะถูกโจทก์ฟ้องให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1ในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นคดีเดียวกันกับคดีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก็ไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12(4) ที่แก้ไขใหม่เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้มีฐานะเป็นผู้ร่วมร้องขอหรือลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ได้รับประโยชน์จากการที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้ใหม่นั้นก็ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เองได้ยอมรับอยู่ในตัวแล้วว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ คดีจึงฟังได้ว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต่อไปได้แม้จำเลยที่ 1 คดีนี้ศาลแพ่งจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็ตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ศาลฎีกาสั่งรับไว้ข้อต่อไปว่าคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 วรรคสุดท้ายหรือไม่ ศาลฎีกาได้ตรวจคำร้องของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้กล่าวมาในคำร้องเป็นข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นเลย คำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสุดท้าย ส่วนจำเลยที่ 4 ก็กล่าวมาในคำร้องเพียงว่าจำเลยที่ 4 ขอแสดงข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นว่า หากจำเลยที่ 4มีโอกาสต่อสู้คดี ย่อมทำให้ผลคำตัดสินหรือคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญาไม่ถูกต้องเป็นโมฆะ ทำขึ้นโดยกลฉ้อฉลและโจทก์ไม่เสียหายใด ๆจากสัญญาเท่านั้น โดยจำเลยที่ 4 มิได้แสดงรายละเอียดว่าสัญญาฉบับไหนไม่ถูกต้องเป็นโมฆะเพราะเหตุใด ทำขึ้นโดยกลฉ้อฉลอย่างไรและเหตุใดโจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายจากสัญญา ถือว่าเป็นคำร้องที่ไม่มีรายละเอียดชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 4 แพ้คดีไม่ถูกต้องอย่างไรบ้าง แม้จำเลยที่ 4 จะกล่าวมาด้วยว่า จำเลยที่ 4 ขอแสดงข้อคัดค้านคำชี้ขาดตัดสินของศาลชั้นต้น หากจำเลยที่ 4 มีโอกาสต่อสู้คดีย่อมทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ หาได้คัดค้านในเนื้อหาแห่งคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร หากมีการพิจารณาพิพากษาใหม่แล้ว จำเลยที่ 4 จะชนะคดีอย่างไร ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสุดท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคำร้องของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 วรรคสุดท้าย จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายหลังจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และศาลชั้นต้นรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษา ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12(4) แล้วมีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 โดยมิได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาแก้ไขเป็นว่าไม่รับคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 มาด้วยยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รับคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 208 เดิม ม. 243
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จีอีแคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท เกษมกิจคอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3403/2545
#46117
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะถูกโจทก์ฟ้องให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นคดีเดียวกันกับคดีของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการแต่ผู้เดียวจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/12(4) เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นผู้ร่วมร้องขอหรือลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ได้รับประโยชน์จากการที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต่อไปได้แม้จำเลยที่ 1 ศาลแพ่งจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็ตาม

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้กล่าวในคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เป็นข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้น คำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคท้าย ส่วนจำเลยที่ 4 ก็กล่าวมาในคำร้องว่าจำเลยที่ 4 ขอแสดงข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นว่า หากจำเลยที่ 4 มีโอกาสต่อสู้คดีย่อมทำให้ผลคำตัดสินหรือคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปซึ่งเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ หาได้คัดค้านในเนื้อหาแห่งคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร หากมีการพิจารณาพิพากษาใหม่แล้วจำเลยที่ 4 จะชนะคดีอย่างไรถือไม่ได้ว่าเป็นข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคท้าย คำร้องของจำเลยที่ 2ถึงที่ 4 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่ารถยนต์จากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกัน แล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชำระค่าเช่าจำนวน 39,625 บาท กับค่าเสียหายจำนวน 53,000 บาท รวมเป็นเงิน 92,625 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 52,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่และขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอฟื้นฟูกิจการและศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.ฟ. 8/2542 ของศาลแพ่งเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2542 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่คดีนี้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2542และหนี้คดีนี้เป็นหนี้ไม่อาจแบ่งแยกชำระได้ ศาลชอบที่จะไม่รับคำฟ้องหรืองดการพิจารณาคดีนี้ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12(4) ที่แก้ไขใหม่

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของจำเลยทั้งสี่มิได้บรรยายข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลโดยละเอียดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208อีกทั้งการขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบต้องยื่นก่อนศาลมีคำพิพากษาจึงให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ทั้งหมด สำหรับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกาขอให้ไม่รับฟ้องจำเลยทั้งสี่และเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่กระทำหลังจากรับฟ้องทั้งหมด กับอนุญาตให้พิจารณาคดีของจำเลยทั้งสี่ใหม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า สำหรับคดีของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ไม่ฎีกา ดังนี้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 อย่างยิ่ง ทั้งยังตรงกับความประสงค์ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ในข้อที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่ถูกต้องด้วย จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2ถึงที่ 4 ซึ่งศาลฎีกาได้สั่งรับมาเป็นข้อแรกว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีเดียวกันการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จะมีผลถึงกระบวนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2ถึงที่ 4 ด้วยหรือไม่ ได้ความจากคำร้องของจำเลยทั้งสี่ว่าตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.ฟ. 8/2542 ของศาลแพ่ง ซึ่งศาลแพ่งได้รับคำร้องขอของผู้ร้องขอไว้พิจารณานั้นคงมีแต่จำเลยที่ 1 คดีนี้ที่เป็นผู้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ จำเลยที่ 1 จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12(4) แต่ผู้เดียวหรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 และโจทก์ก็สามารถแยกฟ้องจำเลยที่ 2ถึงที่ 4 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้อยู่แล้ว ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะถูกโจทก์ฟ้องให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นคดีเดียวกันกับคดีของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก็ไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/12(4) ที่แก้ไขใหม่เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้มีฐานะเป็นผู้ร่วมร้องขอหรือลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4จึงไม่ได้รับประโยชน์จากการที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4มายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้ใหม่นั้นก็ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เองได้ยอมรับอยู่ในตัวแล้วว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ คดีจึงฟังได้ว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต่อไปได้ แม้จำเลยที่ 1 คดีนี้ศาลแพ่งจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็ตาม ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ศาลฎีกาสั่งรับไว้ข้อต่อไปว่าคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้ง ซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 วรรคสุดท้าย หรือไม่ ศาลฎีกาได้ตรวจคำร้องของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้กล่าวมาในคำร้องเป็นข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นเลย คำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสุดท้าย ส่วนจำเลยที่ 4 ก็กล่าวมาในคำร้องเพียงว่า จำเลยที่ 4 ขอแสดงข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นว่า หากจำเลยที่ 4มีโอกาสต่อสู้คดี ย่อมทำให้ผลคำตัดสินหรือคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญาไม่ถูกต้องเป็นโมฆะ ทำขึ้นโดยกลฉ้อฉลและโจทก์ไม่เสียหายใด ๆจากสัญญาเท่านั้น โดยจำเลยที่ 4 มิได้แสดงรายละเอียดว่าสัญญาฉบับไหนไม่ถูกต้องเป็นโมฆะเพราะเหตุใด ทำขึ้นโดยกลฉ้อฉลอย่างไร และเหตุใดโจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายจากสัญญา ถือว่าเป็นคำร้องที่ไม่มีรายละเอียดชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 4 แพ้คดีไม่ถูกต้องอย่างไรบ้าง แม้จำเลยที่ 4 จะกล่าวมาด้วยว่า จำเลยที่ 4ขอแสดงข้อคัดค้านคำชี้ขาดตัดสินของศาลชั้นต้น หากจำเลยที่ 4 มีโอกาสต่อสู้คดีย่อมทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ หาได้คัดค้านในเนื้อหาแห่งคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร หากมีการพิจารณาพิพากษาใหม่แล้วจำเลยที่ 4 จะชนะคดีอย่างไร ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสุดท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคำร้องของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสุดท้าย จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ภายหลังจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และศาลชั้นต้นรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษา ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12(4) แล้วมีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 โดยมิได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาแก้ไขเป็นว่าไม่รับคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1มาด้วยยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รับคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 208
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จีอีแคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท เกษมกิจคอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3403/2545
#99667
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีเดียวกันภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เมื่อมีแต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ จำเลยที่ 1 จึงได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (4) แต่ผู้เดียวโดยเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 ทั้งโจทก์ก็สามารถแยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้อยู่แล้ว ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะถูกโจทก์ฟ้องให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นคดีเดียวกันกับคดีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก็ไม่อาจได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (4) เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ได้ เพราะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้มีฐานะเป็นผู้ร่วมร้องขอหรือเป็นลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ได้รับประโยชน์จากการที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1

การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้กล่าวมาในคำร้องเป็นข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นเลย คำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคท้าย ส่วนคำร้องของจำเลยที่ 4 มิได้แสดงรายละเอียดชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 4 แพ้คดีไม่ถูกต้องอย่างไรบ้าง ทั้งหาได้คัดค้านในเนื้อหาแห่งคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร หากมีการพิจารณาพิพากษาใหม่แล้วจำเลยที่ 4 จะชนะคดีอย่างไร จึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาเช่ารถยนต์จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นผู้ค้ำประกัน แล้วจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ รวมทั้งจำเลยที่ ๑ มิได้สงวนรักษาทรัพย์ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของทรัพย์ที่เช่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชำระค่าเช่าจำนวน ๓๙,๖๒๕ บาท กับค่าเสียหายจำนวน ๕๓,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๙๒,๖๒๕ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๕๒,๑๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่และขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยอ้างว่า เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอฟื้นฟูกิจการและศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ ๑ ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.ฟ.๘/๒๕๔๒ ของศาลแพ่ง เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๒ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่คดีนี้เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๒ และหนี้คดีนี้เป็นหนี้ไม่อาจแบ่งแยกชำระได้ ศาลชอบที่จะไม่รับคำฟ้องหรืองดการพิจารณาคดีนี้ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๑๒ (๔) ที่แก้ไขใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ตามคำร้องของจำเลยทั้งสี่มิได้บรรยายข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลโดยละเอียด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ อีกทั้งการขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบต้องยื่นก่อนศาลมีคำพิพากษา จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ทั้งหมด สำหรับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทั้งสองศาลและค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกาขอให้ไม่รับฟ้องจำเลยทั้งสี่และเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่กระทำหลังจากรับฟ้องทั้งหมด กับอนุญาตให้พิจารณาคดีของจำเลยทั้งสี่ใหม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคดีของจำเลยที่ ๑ นั้น ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ไม่ฎีกา ดังนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นคุณแก่จำเลยที่ ๑ อย่างยิ่ง ทั้งยังตรงกับความประสงค์ตามคำร้องของจำเลยที่ ๑ ในข้อที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่ถูกต้องด้วย จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ อีกต่อไป คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งศาลฎีกาได้สั่งรับมาเป็นข้อแรกว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีเดียวกัน การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ จะมีผลถึงกระบวนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ด้วยหรือไม่ ได้ความจากคำร้องของจำเลยทั้งสี่ว่า ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.ฟ.๘/๒๕๔๒ ของศาลแพ่งซึ่งศาลแพ่งได้รับคำร้องขอของผู้ร้องขอไว้พิจารณานั้น คงมีแต่จำเลยที่ ๑ คดีนี้ที่เป็นผู้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ จำเลยที่ ๑ จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๑๒ (๔) แต่ผู้เดียวหรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่ ๑ และโจทก์ก็สามารถแยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้อยู่แล้ว ดังนั้น แม้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จะถูกโจทก์ฟ้องให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นคดีเดียวกันกับคดีของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ก็ไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๑๒ (๔) ที่แก้ไขใหม่เช่นเดียวกับจำเลยที่ ๑ เพราะจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มิได้มีฐานะเป็นผู้ร่วมร้องขอหรือลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวด้วย ดังนั้น จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงไม่ได้รับประโยชน์จากการที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งการที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้ใหม่นั้นก็ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เองได้ยอมรับอยู่ในตัวแล้วว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ได้ คดีจึงฟังได้ว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ต่อไปได้ แม้จำเลยที่ ๑ คดีนี้ศาลแพ่งจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็ตาม ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ที่ศาลฎีกาสั่งรับไว้ข้อต่อไปว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคสุดท้ายหรือไม่ ศาลฎีกาได้ตรวจคำร้องของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ แล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มิได้กล่าวมาในคำร้องเป็นข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นเลย คำร้องของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคสุดท้าย ส่วนจำเลยที่ ๔ ก็กล่าวมาในคำร้องเพียงว่า จำเลยที่ ๔ ขอแสดงข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นว่า หากจำเลยที่ ๔ มีโอกาสต่อสู้คดี ย่อมทำให้ผลคำตัดสินหรือคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญาไม่ถูกต้องเป็นโมฆะ ทำขึ้นโดยกลฉ้อฉลและโจทก์ไม่เสียหายใด ๆ จากสัญญาเท่านั้น โดยจำเลยที่ ๔ มิได้แสดงรายละเอียดว่าสัญญาฉบับไหนไม่ถูกต้องเป็นโมฆะเพราะเหตุใด ทำขึ้นโดยกลฉ้อฉลอย่างไรและเหตุใดโจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายจากสัญญา ถือว่าเป็นคำร้องที่ไม่มีรายละเอียดชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ ๔ แพ้คดีไม่ถูกต้องอย่างไรบ้าง แม้จำเลยที่ ๔ จะกล่าวมาด้วยว่าจำเลยที่ ๔ ขอแสดงข้อคัดค้านคำชี้ขาดตัดสินของศาลชั้นต้น หากจำเลยที่ ๔ มีโอกาสต่อสู้คดีย่อมทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ หาได้คัดค้านในเนื้อหาแห่งคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร หากมีการพิจารณาพิพากษาใหม่แล้วจำเลยที่ ๔ จะชนะคดีอย่างไร ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคสุดท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคำร้องของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคสุดท้าย จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีในส่วนของจำเลยที่ ๑ ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายหลังจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ ๑ และศาลชั้นต้นรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษา ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๑๒ (๔) แล้วมีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ โดยมิได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาแก้ไขเป็นว่าไม่รับคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ มาด้วยยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รับคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 208
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีอีแคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทเกษมกิจคอนสตรัคชั่น จำกัด ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายตรัสร์ บวรวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3398/2545
#45711
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 เดิม เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่จำเลยผู้ขาดนัดพิจารณาที่จะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ โดยต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่เมื่อได้มีการส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้แก่จำเลย หรือภายใน 15 วัน นับแต่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลง ซึ่งในการส่งคำบังคับนั้น ต้องเป็นการส่งให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74(2) หากการส่งคำบังคบให้แก่จำเลยไม่ใช่เป็นการส่งไปยังสถานที่ดังกล่าวแล้ว ก็ถือว่าเป็นการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยมิชอบ เมื่อยังไม่มีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยชอบ กำหนดระยะเวลา 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 208 วรรคหนึ่ง(เดิม)แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงยังไม่เริ่มนับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าอาคารสำนักงานของโจทก์แล้วผิดสัญญาค้างชำระค่าเช่าและค่าเสียหายต่าง ๆ ซึ่งโจทก์ได้ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 968,735.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 823,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤษภาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว โดยการปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2541 ที่บ้านเลขที่ 400 อาคารไพโรจน์กิจจา ชั้น 18 ถนนบางนา -ตราด แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ครบกำหนดตามคำบังคับแล้ว ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2541 ศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้นั้นจำเลยไม่ทราบมาก่อน เพราะมีการนำหมายเรียก สำเนาคำฟ้อง คำบังคับ หนังสือแจ้งการยึดที่ดินของจำเลยส่งให้แก่จำเลยโดยการปิดไว้ที่อาคารที่จำเลยเช่าจากโจทก์ตามฟ้อง ซึ่งจำเลยมิได้ใช้เป็นสถานที่ดำเนินกิจการต่อไปแล้วจำเลยเพิ่งทราบว่าถูกฟ้องคดี ดังนั้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2543 จำเลยจึงแต่งตั้งทนายความไปขอตรวจสำนวนที่ศาลชั้นต้น จำเลยได้ใช้สถานที่ในอาคารที่เช่าจากโจทก์ถึงเพียงเดือนธันวาคม 2539 แล้วก็หยุดดำเนินกิจการในอาคารที่เช่าจากโจทก์ เป็นแต่เพียงจำเลยยังมิได้แจ้งย้ายภูมิลำเนาออกไปเท่านั้น จำเลยมิได้มีเจตนาขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาแต่อย่างใด จำเลยไม่ได้ค้างชำระค่าเช่าและค่าบริการส่วนค่าเสียหายที่เรียกมาก็สูงเกินไป หากจำเลยได้ให้การต่อสู้คดีแล้ว จำเลยมีทางชนะคดีได้ขอศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ให้งดไต่สวนและวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของจำเลยอ้างว่าได้ทราบว่าโจทก์ฟ้องในวันที่ 3 มีนาคม 2543 นั้น ถือว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ได้สิ้นสุดลงในวันดังกล่าว จำเลยต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 15 วัน เมื่อพฤติการณ์เช่นนั้นได้สิ้นสุดลง การที่จำเลยมายื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เมื่อวันที่ 21มีนาคม 2543 ซึ่งเป็นระยะเวลาเกิน 15 วันแล้ว คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 เดิม มีคำสั่งให้ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า...ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่บัญญัติว่า "คำขอให้พิจารณาใหม่นั้น ให้ยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลย แต่ถ้าศาลได้กำหนดการอย่างใด ๆ เพื่อส่งคำบังคับเช่นว่านี้ โดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทน จะต้องได้มีการปฏิบัติตามคำกำหนดนั้นแล้ว อนึ่งถ้าคู่ความที่ขาดนัดไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่บัญญัติไว้ข้างบนนี้โดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ คู่ความฝ่ายนั้นอาจยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลงแต่กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ห้ามมิให้ยื่นคำขอเช่นว่านี้เมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์หรือได้มีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธีอื่น" เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่จำเลยผู้ขาดนัดพิจารณาที่จะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ โดยต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่เมื่อได้มีการส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้แก่จำเลยหรือภายใน 15 วัน นับแต่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ได้สิ้นสุดลง ซึ่งในการส่งคำบังคับดังกล่าวนั้นต้องเป็นการส่งให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74(2) หากการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยไม่ใช่เป็นการส่งยังสถานที่ดังกล่าวแล้วก็ถือว่าเป็นการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยมิชอบ เมื่อยังไม่มีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยชอบ กำหนดระยะเวลา 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงยังไม่เริ่มนับ ซึ่งตามคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย แม้จำเลยจะยอมรับว่าจำเลยเคยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 400 อาคารไพโรจน์กิจจา ชั้น 18 ถนนบางนา - ตราดแขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ก็ตาม แต่จำเลยก็ได้กล่าวอ้างในคำร้องว่าได้ใช้สถานที่ดังกล่าวถึงเดือนธันวาคม 2539 เท่านั้น โดยจำเลยได้มีหนังสือแจ้งโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าสถานที่ดังกล่าวแล้ว เป็นแต่เพียงจำเลยยังมิได้แจ้งย้ายภูมิลำเนาออกไปเท่านั้น ซึ่งอาคารที่เป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามหลักฐานทางทะเบียนดังกล่าวนี้เป็นอาคารของโจทก์เอง โจทก์จึงทราบดีว่าจำเลยยังอยู่อาศัยหรือได้ออกไปจากอาคารของโจทก์แล้วตั้งแต่เมื่อใด เพราะโจทก์ดำเนินกิจการให้เช่าอาคารนี้เป็นธุรกิจของโจทก์ ดังนั้นหากเป็นไปตามคำร้องของจำเลยว่าจำเลยได้ใช้อาคารของโจทก์ดำเนินกิจการถึงเดือนธันวาคม 2539 เท่านั้นแล้วย้ายออกไป การที่โจทก์นำคำบังคับไปปิดที่บ้านเลขที่ 400อาคารไพโรจน์กิจจา ชั้น 18 ถนนบางนา - ตราด แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2541 โดยที่โจทก์ก็ทราบดีว่าจำเลยมิได้อยู่ในอาคารดังกล่าวเช่นนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ทำให้จำเลยเสียเปรียบ อันถือได้ว่ายังไม่มีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยชอบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของจำเลยให้ได้ความแน่ชัดก่อนที่จะมีคำสั่งใด ๆ การที่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่ให้งดไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จึงให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยแล้วมีคำสั่งตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 74 (2) ม. 208 เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไพโรจน์กิจจา จำกัด
จำเลย — บริษัทภูมิภัทรเรียลเอสเตท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3398/2545
#99715
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ.มาตรา 208 เดิม เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่จำเลยผู้ขาดนัดพิจารณาที่จะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ โดยต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่เมื่อได้มีการส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้แก่จำเลย หรือภายใน 15 วัน นับแต่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลง ซึ่งในการส่งคำบังคับนั้น ต้องเป็นการส่งให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 74 (2) หากการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยไม่ใช่เป็นการส่งไปยังสถานที่ดังกล่าวแล้ว ก็ถือว่าเป็นการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยมิชอบ เมื่อยังไม่มีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยชอบ กำหนดระยะเวลา 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) แห่ง ป.วิ.พ. จึงยังไม่เริ่มนับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าอาคารสำนักงานของโจทก์แล้วผิดสัญญาค้างชำระค่าเช่าและค่าเสียหายต่างๆ ซึ่งโจทก์ได้ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๙๖๘,๗๓๕.๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๘๒๓,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๐) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว โดยการปิดคำบังคับเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๑ ที่บ้านเลขที่ ๔๐๐ อาคารไพโรจน์กิจจา ชั้น ๑๘ ถนนบางนา - ตราด แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ครบกำหนดตามคำบังคับแล้ว ต่อมาวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๑ ศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์

เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๓ จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้นั้น จำเลยไม่ทราบมาก่อน เพราะมีการนำหมายเรียก สำเนาคำฟ้อง คำบังคับ หนังสือแจ้งการยึดที่ดินของจำเลยส่งให้แก่จำเลยโดยการปิดไว้ที่อาคารที่จำเลยเช่าจากโจทก์ตามฟ้อง ซึ่งจำเลยมิได้ใช้เป็นสถานที่ดำเนินกิจการต่อไปแล้ว จำเลยเพิ่งทราบว่าถูกฟ้องคดี ดังนั้นเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๓ จำเลยจึงแต่งตั้งทนายความไปขอตรวจสำนวนที่ศาลชั้นต้น จำเลยได้ใช้สถานที่ในอาคารที่เช่าจากโจทก์ถึงเพียงเดือนธันวาคม ๒๕๓๙ แล้วก็หยุดดำเนินกิจการในอาคารที่เช่าจากโจทก์ เป็นแต่เพียงจำเลยยังมิได้แจ้งย้ายภูมิลำเนาออกไปเท่านั้น จำเลยมิได้มีเจตนาขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาแต่อย่างใด จำเลยไม่ได้ค้างชำระค่าเช่าและค่าบริการ ส่วนค่าเสียหายที่เรียกมาก็สูงเกินไป หากจำเลยได้ให้การต่อสู้คดีแล้ว จำเลยมีทางชนะคดีได้ขอศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ให้งดไต่สวนและวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของจำเลยอ้างว่าได้ทราบว่าโจทก์ฟ้องในวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๓ นั้น ถือว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ได้สิ้นสุดลงในวันดังกล่าว จำเลยต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน ๑๕ วัน เมื่อพฤติการณ์เช่นนั้นได้สิ้นสุดลง การที่จำเลยมายื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นระยะเวลาเกิน ๑๕ วันแล้ว คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ เดิม มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า...ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่บัญญัติว่า "คำขอให้พิจารณาใหม่นั้น ให้ยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลย แต่ถ้าศาลได้กำหนดการอย่างใด ๆ เพื่อส่งคำบังคับเช่นว่านี้ โดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทน จะต้องได้มีการปฏิบัติตามคำกำหนดนั้นแล้ว อนึ่งถ้าคู่ความที่ขาดนัดไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่บัญญัติไว้ข้างบนนี้โดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ คู่ความฝ่ายนั้นอาจยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง แต่กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ห้ามมิให้ยื่นคำขอเช่นว่านี้เมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์หรือได้มีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธีอื่น" เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่จำเลยผู้ขาดนัดพิจารณาที่จะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ โดยต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน ๑๕ วัน นับแต่เมื่อได้มีการส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้แก่จำเลย หรือภายใน ๑๕ วัน นับแต่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ได้สิ้นสุดลง ซึ่งในการส่งคำบังคับดังกล่าวนั้นต้องเป็นการส่งให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๔ (๒) หากการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยไม่ใช่เป็นการส่งยังสถานที่ดังกล่าวแล้ว ก็ถือว่าเป็นการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยมิชอบ เมื่อยังไม่มีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยชอบ กำหนดระยะเวลา ๑๕ วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่ง (เดิม) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงยังไม่เริ่มนับ ซึ่งตามคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย แม้จำเลยจะยอมรับว่าจำเลยเคยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ ๔๐๐ อาคารไพโรจน์กิจจา ชั้น ๑๘ ถนนบางนา - ตราด แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ก็ตาม แต่จำเลยก็ได้กล่าวอ้างในคำร้องว่าได้ใช้สถานที่ดังกล่าวถึงเดือนธันวาคม ๒๕๓๙ เท่านั้น โดยจำเลยได้มีหนังสือแจ้งโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าสถานที่ดังกล่าวแล้ว เป็นแต่เพียงจำเลยยังมิได้แจ้งย้ายภูมิลำเนาออกไปเท่านั้น ซึ่งอาคารที่เป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามหลักฐานทางทะเบียนดังกล่าวนี้เป็นอาคารของโจทก์เอง โจทก์จึงทราบดีว่าจำเลยยังอยู่อาศัยหรือได้ออกไปจากอาคารของโจทก์แล้วตั้งแต่เมื่อใด เพราะโจทก์ดำเนินกิจการให้เช่าอาคารนี้เป็นธุรกิจของโจทก์ ดังนั้นหากเป็นไปตามคำร้องของจำเลยว่าจำเลยได้ใช้อาคารของโจทก์ดำเนินกิจการถึงเดือนธันวาคม ๒๕๓๙ เท่านั้นแล้วย้ายออกไป การที่โจทก์นำคำบังคับไปปิดที่บ้านเลขที่ ๔๐๐ อาคารไพโรจน์กิจจา ชั้น ๑๘ ถนนบางนา - ตราด แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๑ โดยที่โจทก์ก็ทราบดีว่าจำเลยมิได้อยู่ในอาคารดังกล่าวเช่นนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ทำให้จำเลยเสียเปรียบ อันถือได้ว่ายังไม่มีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยชอบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของจำเลยให้ได้ความแน่ชัดก่อนที่จะมีคำสั่งใด ๆ การที่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่ให้งดไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนด ๑๕ วัน นับแต่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จึงให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยแล้วมีคำสั่งตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ.

นายกษิดิศ มงคลศิริภัทรา ผู้ช่วยฯ

นางสาวอังคณา สินเกษม ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 74 (2) ม. 208 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทไพโรจน์กิจจา
จำกัด — บริษัทภูมิภัทรเรียลเอสเตท
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายภคเชษ มีพันลม
ศาลอุทธรณ์ — นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 3392/2545
#44786
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ทำแผนจัดให้เจ้าหนี้อยู่ทั้งกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันในกลุ่มที่ 2 และกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกันในกลุ่มที่ 3 โดยแบ่งเป็นหนี้ที่มีประกัน 7,025,000 บาท และเป็นหนี้ที่ไม่มีประกัน 10,862,024.74 บาท แต่เจ้าหนี้เห็นว่าผู้ทำแผนควรจัดให้เจ้าหนี้อยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันเพียงกลุ่มเดียว จึงไม่ยอมรับแผนในที่ประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2544 และยื่นคำคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2544 โดยคัดค้านว่า เจ้าหนี้ไม่ยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้เพราะเห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ทวิดังนี้ คำคัดค้านของเจ้าหนี้จึงเป็นการยื่นคำร้องขอต่อล้มละลายกลางเพื่อให้มีคำสั่งจัดกลุ่มเสียใหม่ให้ถูกต้องตามมาตรา 90/42 ทวิ วรรคสอง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งหมายแจ้งวันนัดประชุมเจ้าหนี้พร้อมแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทางไปรษณีย์ตอบรับลงวันที่ 4 มกราคม 2544 เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไว้แล้ว การที่เจ้าหนี้ได้รับแผนฟื้นฟูกิจการย่อมแสดงว่าเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว หากเจ้าหนี้ประสงค์ที่จะคัดค้านเพราะเห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่ได้เป็นไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ทวิ วรรคหนึ่ง เจ้าหนี้ก็ต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่ม ถ้ามีพฤติการณ์พิเศษที่เจ้าหนี้ไม่อาจยื่นคำร้องขอได้ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ก็อาจขอขยายเวลาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 แต่เจ้าหนี้ก็หาได้ทำเช่นนั้นไม่ เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอต่อศาลในวันที่ 22 มกราคม 2544 จึงพ้นกำหนดเวลาที่อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ทวิ วรรคสอง

ศาลล้มละลายกลางมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการเป็นการไม่ชอบด้วยข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542ข้อ 24

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งให้นางสาวพีพร กิตติวงศ์โสภณ เป็นผู้ทำแผนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่าในการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2544 เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนหรือไม่หรือจะแก้ไขอย่างไร ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษรับแผนที่ได้มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46(2) ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/56

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกันในมูลหนี้ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 14 ธันวาคม 2538 วงเงิน 17,000,000 บาท ยอดหนี้ค้างชำระ ณ วันที่29 มิถุนายน 2543 จำนวน 17,887,024.74 บาท การที่ผู้ทำแผนจัดกลุ่มเจ้าหนี้โดยถือเอาราคาประเมินเป็นเกณฑ์ในการจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกัน (หนี้กลุ่ม ก.) และหนี้ไม่มีประกัน (หนี้กลุ่ม ข.) โดยคำนวณจากหนี้ทั้งหมดหักด้วยหนี้ที่มีประกัน (หนี้กลุ่ม ก.) หนี้ของเจ้าหนี้ จำนวน 17,887,024.74 บาท แบ่งเป็นหนี้ที่มีประกันจำนวน 7,025,000 บาท และหนี้ที่ไม่มีประกัน จำนวน 10,862,024.74 บาท ทำให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรมและเสียเปรียบในการจัดสรรตามสัดส่วนในการชำระหนี้ตามกระแสเงินสดวิธีการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามที่ผู้ทำแผนจัดกลุ่มหนี้ที่มีประกันและหนี้ที่ไม่มีประกันดังกล่าวข้างต้นเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการโอนหลักทรัพย์ชำระหนี้เท่านั้น มิใช่เป็นเกณฑ์กำหนดจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการเจ้าหนี้ควรจัดอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้มีประกัน (หนี้กลุ่ม ก.)ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนจัดกลุ่มเจ้าหนี้ในส่วนของเจ้าหนี้เป็นหนี้ที่มีประกันทั้งหมด

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า เจ้าหนี้ไม่ได้ร้องคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ต่อศาลภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ทวิ วรรคสอง การคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ล่วงเลยกำหนดเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ขอศาลมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงว่า ผู้ทำแผนได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้ออกเป็น 6 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เจ้าหนี้มีประกันที่มีจำนวนหนี้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนหนี้ทั้งหมด กลุ่มที่ 2 เจ้าหนี้มีประกันที่ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ 3 เจ้าหนี้ไม่มีประกัน(สถาบันการเงิน) กลุ่มที่ 4 เจ้าหนี้ไม่มีประกัน (บริษัทในเครือบี.เอส.วี) กลุ่มที่ 5 เจ้าหนี้ไม่มีประกัน (เจ้าหนี้การค้า) กลุ่มที่ 6 เจ้าหนี้ไม่มีประกัน (กรมศุลกากรและกรมสรรพากร)ผู้ทำแผนได้แยกหนี้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ หนี้กลุ่ม ก. (หนี้มีประกัน) โดยถือเอาตามราคาประเมินทรัพย์สินที่เป็นประกัน โดยใช้ราคาประเมินถัวเฉลี่ยของผู้ประเมินอิสระ2 ราย ในกรณีที่หลักประกันเป็นอสังหาริมทรัพย์และใช้ราคาประเมินของผู้ประเมินอิสระ 1 ราย ในกรณีที่หลักประกันไม่เป็นอสังหาริมทรัพย์ หนี้กลุ่ม ข. (หนี้ไม่มีประกัน)คำนวณจากหนี้ของเจ้าหนี้หักด้วยหนี้กลุ่ม ก. (หนี้มีประกัน) สำหรับหลักประกันของเจ้าหนี้ผู้ประเมินอิสระ 2 ราย ได้ประเมินราคาถัวเฉลี่ยไว้จำนวน 7,025,000 บาท การคำนวณราคาหลักประกันชำระหนี้กลุ่ม ก.(หนี้มีประกัน) ของเจ้าหนี้ จึงเป็นเงินจำนวน 7,025,000 บาท ซึ่งเมื่อหักออกจากจำนวนหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้แล้วหนี้กลุ่ม ข. (หนี้ไม่มีประกัน) จึงเป็นเงินจำนวน 10,862,025 บาท

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน

เจ้าหนี้อุทธรณ์ โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้เพียงประการเดียวเกี่ยวกับการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ โดยเจ้าหนี้อุทธรณ์สรุปเป็นใจความว่า เจ้าหนี้ไม่อาจคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ได้ทันเพราะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดวันนัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนในวันที่ 16 มกราคม 2544 แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ส่งหมายนัดพร้อมแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วก็ตาม เจ้าหนี้ต้องใช้เวลาในการพิจารณาแผน จึงขอเลื่อนการประชุม แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่ให้เลื่อน เจ้าหนี้จึงต้องยื่นคำคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ตามมาตรา 90/57 นอกจากนี้หากเจ้าหนี้ยื่นคำขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการในเรื่องการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ คำขอแก้ไขแผนดังกล่าวก็คงไม่ผ่านการพิจารณาลงมติในที่ประชุมเจ้าหนี้เพราะเจ้าหนี้มิได้มีคะแนนเสียงเพียงพอที่จะเป็นเจ้าหนี้ฝ่ายข้างมากนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า"การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/42(3)(ข) ให้จัดดังต่อไปนี้

(1) เจ้าหนี้มีประกันแต่ละรายที่มีจำนวนหนี้มีประกันไม่น้อยกว่าร้อยละสิบห้าของจำนวนหนี้ทั้งหมดที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ให้จัดเป็นรายละกลุ่ม

(2) เจ้าหนี้มีประกันที่ไม่ได้จัดกลุ่มไว้ใน (1) ให้จัดเป็นหนึ่งกลุ่ม

(3) เจ้าหนี้ไม่มีประกัน อาจจัดได้เป็นหลายกลุ่ม โดยให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน

(4) เจ้าหนี้ตามมาตรา 130 ทวิ ให้จัดเป็นหนึ่งกลุ่ม"

สำหรับเจ้าหนี้ผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2538 ในวงเงิน 17,000,000 บาท โดยมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามสัญญาจำนองที่ดินของลูกหนี้เป็นประกันรวม 10 โฉนด รวมยอดหนี้ ณ วันที่ 29มิถุนายน 2543 เป็นจำนวน 17,887,024.74 บาท ผู้ทำแผนจัดให้เจ้าหนี้อยู่ทั้งกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันในกลุ่มที่ 2 และกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกันในกลุ่มที่ 3 โดยแบ่งเป็นหนี้ที่มีประกัน จำนวน 7,025,000 บาท และเป็นหนี้ที่ไม่มีประกัน จำนวน 10,862,024.74 บาท แต่เจ้าหนี้เห็นว่าผู้ทำแผนควรจัดให้เจ้าหนี้อยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันเพียงกลุ่มเดียวจึงไม่ยอมรับแผนในที่ประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2544 และยื่นคำคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2544 โดยคัดค้านว่า เจ้าหนี้ไม่ยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้เพราะเห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่เป็นไปตามมาตรา 90/42 ทวิ ดังนี้ คำคัดค้านของเจ้าหนี้จึงเป็นการยื่นคำร้องขอต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อให้มีคำสั่งจัดกลุ่มเสียใหม่ให้ถูกต้องตามมาตรา 42 ทวิ วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "เจ้าหนี้รายใดเห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่ได้เป็นไปตามวรรคหนึ่งอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มและศาลอาจมีคำสั่งให้จัดกลุ่มเสียใหม่ให้ถูกต้องโดยเร็ว คำสั่งศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด" คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มหรือไม่นั้น ตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ระบุว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งหมายแจ้งวันนัดประชุมเจ้าหนี้พร้อมแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทางไปรษณีย์ตอบรับลงวันที่ 4 มกราคม2544 และเจ้าหนี้ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2544 ก่อนการประชุมเจ้าหนี้ 4 วัน โดยให้เหตุผลว่า แผนฟื้นฟูกิจการมีรายละเอียดและสาระสำคัญหลายเรื่องซึ่งจะต้องมีผลและมีส่วนได้เสียต่อบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายรวมทั้งเจ้าหนี้ผู้คัดค้านด้วย การพิจารณาแผนจึงจำเป็นต้องใช้ความรอบคอบและระยะเวลาพอสมควรเพื่อประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของเจ้าหนี้ แต่ในวันประชุมเจ้าหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่ให้เลื่อนการประชุม เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไว้แล้ว การที่เจ้าหนี้ได้รับแผนฟื้นฟูกิจการจึงแสดงโดยแจ้งชัดว่าเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว หากเจ้าหนี้ประสงค์ที่จะคัดค้านเพราะเห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่ได้เป็นไปตามมาตรา 90/42 ทวิ วรรคหนึ่ง เจ้าหนี้ก็ต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่ม ถ้ามีพฤติการณ์พิเศษที่เจ้าหนี้ไม่อาจยื่นคำร้องขอได้ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ก็อาจขอขยายเวลาได้ก่อนสิ้นระยะเวลาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 แต่เจ้าหนี้ก็หาได้ทำเช่นนั้นไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอต่อศาลในวันที่ 22 มกราคม 2544 ย่อมพ้นกำหนดเวลาที่อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งจัดกลุ่มเสียใหม่ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ทวิ วรรคสอง ที่ศาลล้มละลายกลางไม่รับวินิจฉัยในปัญหาที่เกี่ยวกับการจัดกลุ่มเจ้าหนี้เพราะเห็นว่ามิได้เป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลล้มละลายกลางยังมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ กรณีเป็นการไม่ชอบด้วยข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 24 ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/42 ทวิ
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทโรงพยาบาลเพชรพระยา จำกัด
เจ้าหนี้ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้สวมสิทธิ
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3392/2545
#99611
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/42 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้รายใดเห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่ได้เป็นไปตามวรรคหนึ่งอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มและศาลอาจมีคำสั่งให้จัดกลุ่มเสียใหม่ให้ถูกต้องโดยเร็ว คำสั่งศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด" ตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ระบุว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งหมายแจ้งวันนัดประชุมเจ้าหนี้พร้อมแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทางไปรษณีย์ตอบรับลงวันที่ 4 มกราคม 2544 และเจ้าหนี้ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการประชุมเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2544 อ้างว่า แผนฟื้นฟูกิจการมีรายละเอียดและสาระสำคัญหลายเรื่องต้องใช้ความรอบคอบ เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไว้แล้ว การที่เจ้าหนี้ได้รับแผนฟื้นฟูกิจการจึงแสดงโดยแจ้งชัดว่าเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อเจ้าหนี้ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลในวันที่ 22 มกราคม 2544 ย่อมพ้นกำหนดเวลาที่อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งจัดกลุ่มเสียใหม่ได้แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งให้นางสาว ร. เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า ในการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๔ เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนหรือไม่ หรือจะแก้ไขอย่างไร ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนที่ได้มีการแก้ไขแล้วตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๔๖ (๒) ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๕๖

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกันในมูลหนี้ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๓๘ วงเงิน ๑๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท ยอดหนี้ค้างชำระ ณ วันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๓ จำนวน ๑๗,๘๘๗,๐๒๔.๗๔ บาท การที่ผู้ทำแผนจัดกลุ่มเจ้าหนี้ โดยถือเอาราคาประเมินเป็นเกณฑ์ในการจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกัน (หนี้กลุ่ม ก.) และหนี้ไม่มีประกัน (หนี้กลุ่ม ข.) โดยคำนวณจากหนี้ทั้งหมดหักด้วยหนี้ที่มีประกัน (หนี้กลุ่ม ก.) หนี้ของเจ้าหนี้จำนวน ๑๗,๘๘๗,๐๒๔.๗๔ บาท แบ่งเป็นหนี้ที่มีประกันจำนวน ๗,๐๒๕,๐๐๐ บาท และหนี้ที่ไม่มีประกัน จำนวน ๑๐,๘๖๒,๐๒๔.๗๔ บาท ทำให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรมและเสียเปรียบในการจัดสรรตามสัดส่วนในการชำระหนี้ตามกระแสเงินสด วิธีการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามที่ผู้ทำแผนจัดกลุ่มหนี้ที่มีประกันและหนี้ที่ไม่มีประกันดังกล่าวข้างต้นเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการโอนหลักทรัพย์ชำระหนี้เท่านั้น มิใช่เป็นเกณฑ์กำหนดจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้ควรจัดอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้มีประกัน (หนี้กลุ่ม ก.) ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนจัดกลุ่มเจ้าหนี้ในส่วนของเจ้าหนี้เป็นหนี้ที่มีประกันทั้งหมด

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า ในแผนหน้า ๒๕ เรื่อง แนวทางการชำระหนี้ได้กล่าวถึงวิธีการแยกหนี้มีประกัน (หนี้กลุ่ม ก.) ไว้ชัดเจนแล้วว่า "ถือเอาตามราคาประเมินทรัพย์สินที่เป็นประกันโดยใช้ราคาประเมินของผู้ประเมินอิสระ ๒ ราย ถัวเฉลี่ย..." โดยหนึ่งในบริษัทประเมินคือบริษัทเบล เซอร์เวย์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประเมินให้แก่เจ้าหนี้เดิมก่อนที่จะโอนสิทธิเรียกร้องมาเป็นของเจ้าหนี้ ดังนั้น การประเมินราคาจึงไม่ใช่เป็นไปเพื่อการโอนหลักประกันใช้หนี้แก่เจ้าหนี้กลุ่ม ก. แต่ประการเดียว ในส่วนการโอนหลักประกันใช้หนี้แก่เจ้าหนี้กลุ่ม ก. จะปรากฏรายละเอียดในตารางที่ ๓ ท้ายแผน ในการจัดกลุ่มเจ้าหนี้จึงถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๐/๔๒ และมาตรา ๙๐/๔๒ ทวิ แล้ว ทั้งเจ้าหนี้หาได้ร้องคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ต่อศาลภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๔๒ ทวิ วรรคสอง การคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ล่วงเลยกำหนดเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ขอศาลมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงว่า ผู้ทำแผนได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้ออกเป็น ๖ กลุ่ม คือ กลุ่มที่ ๑ เจ้าหนี้มีประกันที่มีจำนวนหนี้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๕ ของจำนวนหนี้ทั้งหมด กลุ่มที่ ๒ เจ้าหนี้มีประกันที่ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มที่ ๑ กลุ่มที่ ๓ เจ้าหนี้ไม่มีประกัน (สถาบันการเงิน) กลุ่มที่ ๔ เจ้าหนี้ไม่มีประกัน (บริษัทในเครือบี.เอส.วี) กลุ่มที่ ๕ เจ้าหนี้ไม่มีประกัน (เจ้าหนี้การค้า) กลุ่มที่ ๖ เจ้าหนี้ไม่มีประกัน (กรมศุลกากรและกรมสรรพากร) ผู้ทำแผนได้แยกหนี้ออกเป็น ๒ กลุ่ม ได้แก่ หนี้กลุ่ม ก. (หนี้มีประกัน) โดยถือเอาตามราคาประเมินทรัพย์สินที่เป็นประกัน โดยใช้ราคาประเมินถัวเฉลี่ยของผู้ประเมินอิสระ ๒ ราย ในกรณีที่หลักประกันเป็นอสังหาริมทรัพย์ และใช้ราคาประเมินของผู้ประเมินอิสระ ๑ ราย ในกรณีที่หลักประกันไม่เป็นอสังหาริมทรัพย์ หนี้กลุ่ม ข. (หนี้ไม่มีประกัน) คำนวณจากหนี้ของเจ้าหนี้หักด้วยหนี้กลุ่ม ก. (หนี้มีประกัน) สำหรับหลักประกันของเจ้าหนี้ผู้ประเมินอิสระ ๒ ราย ได้ประเมินราคาถัวเฉลี่ยไว้จำนวน ๗,๐๒๕,๐๐๐ บาท การคำนวณราคาหลักประกันชำระหนี้กลุ่ม ก. (หนี้มีประกัน) ของเจ้าหนี้ จึงเป็นเงินจำนวน ๗,๐๒๕,๐๐๐ บาท ซึ่งเมื่อหักออกจากจำนวนหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้แล้วหนี้กลุ่ม ข. (หนี้ไม่มีประกัน) จึงเป็นเงินจำนวน ๑๐,๘๖๒,๐๒๕ บาท

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน

เจ้าหนี้อุทธรณ์ โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยแล้วว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้เพียงประการเดียวเกี่ยวกับการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ โดยเจ้าหนี้อุทธรณ์สรุปเป็นใจความว่า เจ้าหนี้ไม่อาจคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ได้ทันเพราะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดวันนัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนในวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๔ แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ส่งหมายนัดพร้อมแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วก็ตาม เจ้าหนี้ต้องใช้เวลาในการพิจารณาแผน จึงขอเลื่อนการประชุม แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่ให้เลื่อน เจ้าหนี้จึงต้องยื่นคำคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ตามมาตรา ๙๐/๕๗ นอกจากนี้หากเจ้าหนี้ยื่นคำขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการในเรื่องการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ คำขอแก้ไขแผนดังกล่าวก็คงไม่ผ่านการพิจารณาลงมติในที่ประชุมเจ้าหนี้เพราะเจ้าหนี้มิได้มีคะแนนเสียงเพียงพอที่จะเป็นเจ้าหนี้ฝ่ายข้างมากนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๔๒ ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามมาตรา ๙๐/๔๒ (๓) (ข) ให้จัดดังต่อไปนี้

(๑) เจ้าหนี้มีประกันแต่ละรายที่มีจำนวนหนี้มีประกันไม่น้อยกว่าร้อยละสิบห้าของจำนวนหนี้ทั้งหมดที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ให้จัดเป็นรายละกลุ่ม

(๒) เจ้าหนี้มีประกันที่ไม่ได้จัดกลุ่มไว้ใน (๑) ให้จัดเป็นหนึ่งกลุ่ม

(๓) เจ้าหนี้ไม่มีประกัน อาจจัดได้เป็นหลายกลุ่ม โดยให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน

(๔) เจ้าหนี้ตามมาตรา ๑๓๐ ทวิ ให้จัดเป็นหนึ่งกลุ่ม"

สำหรับเจ้าหนี้ผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๓๘ ในวงเงิน ๑๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามสัญญาจำนองที่ดินของลูกหนี้เป็นประกันรวม ๑๐ โฉนด รวมยอดหนี้ ณ วันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๓ เป็นจำนวน ๑๗,๘๘๗,๐๒๔.๗๔ บาท ผู้ทำแผนจัดให้เจ้าหนี้อยู่ทั้งกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันในกลุ่มที่ ๒ และกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกันในกลุ่มที่ ๓ โดยแบ่งเป็นหนี้ที่มีประกัน จำนวน ๗,๐๒๕,๐๐๐ บาท และเป็นหนี้ที่ไม่มีประกัน จำนวน ๑๐,๘๖๒,๐๒๔.๗๔ บาท แต่เจ้าหนี้เห็นว่าผู้ทำแผนควรจัดให้เจ้าหนี้อยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันเพียงกลุ่มเดียว จึงไม่ยอมรับแผนในที่ประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๔ และยื่นคำคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๔ โดยคัดค้านว่า เจ้าหนี้ไม่ยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้เพราะเห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่เป็นไปตาม มาตรา ๙๐/๔๒ ทวิ ดังนี้ คำคัดค้านของเจ้าหนี้จึงเป็นการยื่นคำร้องขอต่อศาลล้มลายกลางเพื่อให้มีคำสั่งจัดกลุ่มเสียใหม่ให้ถูกต้องตามมาตรา ๔๒ ทวิ วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "เจ้าหนี้รายใดเห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่ได้เป็นไปตามวรรคหนึ่งอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่ม และศาลอาจมีคำสั่งให้จัดกลุ่มเสียใหม่ให้ถูกต้องโดยเร็ว คำสั่งศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด" คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มหรือไม่นั้น ตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ระบุว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งหมายแจ้งวันนัดประชุมเจ้าหนี้พร้อมแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทางไปรษณีย์ตอบรับลงวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๔ และเจ้าหนี้ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๔ ก่อนการประชุมเจ้าหนี้ ๔ วัน โดยให้เหตุผลว่า แผนฟื้นฟูกิจการมีรายละเอียดและสาระสำคัญหลายเรื่องซึ่งจะต้องมีผลและมีส่วนได้เสียต่อบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายรวมทั้งเจ้าหนี้ผู้คัดค้านด้วย การพิจารณาแผนจึงจำเป็นต้องใช้ความรอบคอบและระยะเวลาพอสมควรเพื่อประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของเจ้าหนี้ แต่ในวันประชุมเจ้าหนี้เจ้าพนักงานพิทัษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่ให้เลื่อนการประชุม เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไว้แล้ว การที่เจ้าหนี้ได้รับแผนฟื้นฟูกิจการจึงแสดงโดยแจ้งชัดว่าเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว หากเจ้าหนี้ประสงค์ที่จะคัดค้านเพราะเห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่ได้เป็นไปตามมาตรา ๙๐/๔๒ ทวิ วรรคหนึ่ง เจ้าหนี้ก็ต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่ม ถ้ามีพฤติการณ์พิเศษที่เจ้าหนี้ไม่อาจยื่นคำร้องขอได้ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ก็อาจขอขยายเวลาได้ก่อนสิ้นระยะเวลาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ แต่เจ้าหนี้ก็หาได้ทำเช่นนั้นไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอต่อศาลในวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๔ ย่อมพ้นกำหนดเวลาที่อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งจัดกลุ่มเสียใหม่ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๔๒ ทวิ วรรคสอง ที่ศาลล้มละลายกลางไม่รับวินิจฉัยในปัญหาที่เกี่ยวกับการจัดกลุ่มเจ้าหนี้เพราะเห็นว่ามิได้เป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลล้มละลายกลางยังมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ กรณีเป็นการไม่ชอบด้วยข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๒๔ ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/42 ทวิ
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทโรงพยาบาลเพชรพระยา จำกัด
เจ้าหนี้ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้สวมสิทธิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3391/2545
#48654
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้มีคำสั่งทุเลาการบังคับไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับคำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลย แปลได้ว่าจำเลยมุ่งประสงค์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้เป็นการชั่วคราว ซึ่งศาลชั้นต้นอาจใช้ดุลพินิจสั่งให้งดการบังคับคดีได้ตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292(2) แต่การบังคับคดีนั้นงดได้เฉพาะการบังคับคดีที่ยังไม่ได้กระทำหรือที่จะต้องกระทำต่อไป จะงดการบังคับคดีที่ได้ปฏิบัติมาแล้วไม่ได้ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการยึดทรัพย์บางส่วนมอบให้โจทก์ถือว่าการบังคับคดีในส่วนนี้เสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งให้งดการบังคับคดีในส่วนนี้ ส่วนทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียังไม่ได้ยึด ศาลชั้นต้นมีอำนาจให้งดการบังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 9,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 3,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มิถุนายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 500,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ โดยขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ระหว่างไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งทุเลาการบังคับคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะมีคำสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีมีเหตุอันสมควรให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292(2)

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้งดการบังคับคดี และจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้โจทก์นำทรัพย์รายการที่ 1 ถึงที่ 4 และทรัพย์รายการที่ 5 บางส่วนที่โจทก์นำยึดไปแล้วไปติดตั้ง ณ ที่ทำการของจำเลยที่ 1 ในสภาพเดิม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีมีเหตุผลเพียงพอและจำเป็นจึงให้งดการบังคับคดีของโจทก์ไว้ชั่วคราว แต่เพื่อไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องเสียหายให้จำเลยทั้งสองวางเงินหรือหลักประกันจำนวน 4,500,000 บาทภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง และให้โจทก์นำอุปกรณ์การแพทย์ที่เช่าซื้อรวม 4 รายการ ที่ได้รับมอบการครอบครองแทนเจ้าพนักงานบังคับคดีไปติดตั้ง ณ สถานที่ทำการของจำเลยที่ 1 ภายใน15 วัน เพื่อให้อุปกรณ์การแพทย์สามารถใช้งานได้ตามปกติ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้มีคำสั่งทุเลาการบังคับไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับคำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลยที่ 1 ตามคำร้อง ฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2543 พอแปลได้ว่าจำเลยที่ 1มุ่งประสงค์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้เป็นการชั่วคราว ซึ่งศาลชั้นต้นอาจใช้ดุลพินิจสั่งให้งดการบังคับคดีได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ โดยอาศัยอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292(2) ไม่เป็นการไม่ชอบหรือเกินคำขอตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง แต่การบังคับคดีนั้นงดได้เฉพาะการบังคับคดีที่ยังไม่ได้กระทำหรือที่จะต้องกระทำต่อไป จะงดการบังคับคดีที่ได้ปฏิบัติมาแล้วไม่ได้ เมื่อปรากฏตามรายงานการยึดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าได้ดำเนินการยึดทรัพย์รายการที่ 1 ถึงที่ 4 และรายการที่ 5 บางส่วน มอบให้แก่โจทก์ไปแล้ว ถือว่าการบังคับคดีในส่วนนี้เสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจสั่งให้งดการบังคับคดีในส่วนนี้ และให้โจทก์นำทรัพย์ดังกล่าวไปติดตั้งดังเดิมอีกได้แต่ทรัพย์รายการที่ 5 บางส่วน และรายการที่ 6ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียังไม่ได้ยึดศาลชั้นต้นมีอำนาจให้งดการบังคับคดีได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 วางเงินหรือหลักประกันจำนวน4,500,000 บาท ต่ำไปนั้น เห็นว่า เมื่อทรัพย์ที่งดการบังคับคดีคงเหลือแต่รายการที่ 5บางส่วน และรายการที่ 6 หลักประกันดังกล่าวจึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดการบังคับคดีเฉพาะทรัพย์ตามรายการที่ 1 ถึงที่ 4 และรายการที่ 5 บางส่วนที่บังคับคดีเสร็จแล้ว และยกคำขอของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้โจทก์นำทรัพย์ดังกล่าวไปติดตั้งตามเดิม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231 ม. 278 ม. 292
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จีอี แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท ราชเวชอุบลราชธานี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3391/2545
#109397
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้มีคำสั่งทุเลาการบังคับไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับคำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลย พอแปลได้ว่าจำเลยมุ่งประสงค์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้เป็นการชั่วคราว ซึ่งศาลชั้นต้นอาจใช้ดุลยพินิจสั่งให้งดการบังคับคดีได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 292 (2) ไม่เป็นการไม่ชอบหรือเกินคำขอ แต่การบังคับคดีนั้นงดได้เฉพาะการบังคับคดีที่ยังไม่ได้กระทำหรือที่จะต้องกระทำต่อไป จะงดการบังคับคดีที่ได้ปฏิบัติมาแล้วไม่ได้ เมื่อปรากฏตามรายงานการยึดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าได้ดำเนินการยึดทรัพย์รายการที่ 1 ถึงที่ 4 และรายการที่ 5 บางส่วนมอบให้แก่โจทก์ไปแล้ว ถือว่าการบังคับคดีในส่วนนี้เสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจสั่งให้งดการบังคับคดีในส่วนนี้ และให้โจทก์นำทรัพย์ดังกล่าวไปติดตั้งดังเดิมอีกได้ แต่ทรัพย์รายการอื่นที่เจ้าพนักงานบังคับคดียังไม่ได้ยึด ศาลชั้นต้นมีอำนาจให้งดการบังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์ โดยขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ระหว่างไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งทุเลาการบังคับคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๓ จะมีคำสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลยที่ ๑

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีมีเหตุอันสมควรให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๒ (๒)

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้งดการบังคับคดี และจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้โจทก์นำทรัพย์รายการที่ ๑ ถึงที่ ๔ และทรัพย์รายการที่ ๕ บางส่วนที่โจทก์นำยึดไปแล้วไปติดตั้ง ณ ที่ทำการของจำเลยที่ ๑ ในสภาพเดิม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีมีเหตุผลเพียงพอและจำเป็นจึงให้งดการบังคับคดีของโจทก์ไว้ชั่วคราว แต่เพื่อไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องเสียหายให้จำเลยทั้งสองวางเงินหรือหลักประกันจำนวน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันมีคำสั่ง และให้โจทก์นำอุปกรณ์การแพทย์ที่เช่าซื้อรวม ๔ รายการ ที่ได้รับมอบการครอบครองแทนเจ้าพนักงานบังคับคดีไปติดตั้ง ณ สถานที่ทำการของจำเลยที่ ๑ ภายใน ๑๕ วัน เพื่อให้อุปกรณ์การแพทย์สามารถใช้งานได้ตามปกติ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้มีคำสั่งทุเลาการบังคับไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับคำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลยที่ ๑ ตามคำร้องฉบับลงวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๓ พอแปลได้ว่าจำเลยที่ ๑ มุ่งประสงค์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้เป็นการชั่วคราว ซึ่งศาลชั้นต้นอาจใช้ดุลพินิจสั่งให้งดการบังคับคดีได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๒ (๒) ไม่เป็นการไม่ชอบหรือเกินคำขอตามที่จำเลยที่ ๑ อ้าง แต่การบังคับคดีนั้นงดได้เฉพาะการบังคับคดีที่ยังไม่ได้กระทำการหรือที่จะต้องกระทำต่อไป จะงดการบังคับคดีที่ได้ปฏิบัติมาแล้วไม่ได้ เมื่อปรากฏตามรายงานการยึดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าได้ดำเนินการยึดทรัพย์รายการที่ ๑ ถึงที่ ๔ และรายการที่ ๕ บางส่วน มอบให้แก่โจทก์ไปแล้ว ถือว่าการบังคับคดีในส่วนนี้เสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจสั่งให้งดการบังคับคดีในส่วนนี้ และให้โจทก์นำทรัพย์ดังกล่าวไปติดตั้งดังเดิมอีกได้ แต่ทรัพย์รายการที่ ๕ บางส่วน และรายการที่ ๖ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียังไม่ได้ยึด ศาลชั้นต้นมีอำนาจให้งดการบังคับคดีได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ วางเงินหรือหลักประกันจำนวน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท ต่ำไปนั้น เห็นว่า เมื่อทรัพย์ที่งดการบังคับคดีคงเหลือแต่รายการที่ ๕ บางส่วน และรายการที่ ๖ หลักประกันดังกล่าวจึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดการบังคับคดีเฉพาะทรัพย์ตามรายการที่ ๑ ถึงที่ ๔ และรายการที่ ๕ บางส่วนที่บังคับคดีเสร็จแล้ว และยกคำขอของจำเลยที่ ๑ ที่ขอให้โจทก์นำทรัพย์ดังกล่าวไปติดตั้งตามเดิม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 292 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีอี แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทราชเวชอุบลราชธานี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางวรานุช ภูวรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3388/2545
#45229
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ต้องมาศาลในวันนัดสืบพยาน โจทก์ต้องมาตรงตามเวลานัดด้วยมิใช่ว่าโจทก์จะมาศาลในเวลาใดก็ได้ก่อนสิ้นเวลาทำการของศาล เมื่อศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาในวันนัดสืบพยานโจทก์เวลา 10.30 นาฬิกา เกินเวลานัดไปถึง 1 ชั่วโมง 30 นาทีฝ่ายโจทก์ก็ยังไม่มา โดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องจึงต้องถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคสอง (เดิม) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความอันเป็นคำสั่งตามบทบัญญัติมาตรา 132(2) ประกอบมาตรา 201 วรรคหนึ่ง (เดิม) จึงชอบแล้ว หลังจากนั้นโจทก์มาศาลและยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นนำคดีขึ้นมาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปย่อมมีผลเท่ากับการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 201 วรรคหนึ่ง (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดแก่โจทก์ จำเลยให้การปฏิเสธความรับผิด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดสืบพยานโจทก์ ถึงวันนัดทนายจำเลยมอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่า ทนายจำเลยป่วยศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 1 มิถุนายน 2542 เวลา 9 นาฬิกาครั้งถึงวันนัด ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาเวลา 10.30 นาฬิกา ฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี ส่วนทนายจำเลยมาศาลและแถลงว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ยื่นคำร้องในวันเดียวกันนั้น อ้างว่าจดเวลานัดผิดไป โจทก์ไม่มีเจตนาที่จะไม่มาศาลตามนัด ขอให้นัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้อง แต่เมื่อถึงวันนัดศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 ที่ห้ามมิให้โจทก์มีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ งดไต่สวนคำร้องและยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มาศาลในวันนัดสืบพยานแล้ว เพียงแต่ไม่ตรงตามกำหนดเวลานัดเท่านั้น และยังอยู่ในเวลาทำการของศาล คำร้องของโจทก์ที่ยื่นในวันเดียวกันจึงถือไม่ได้ว่าเป็นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้น เห็นว่า การที่โจทก์จะต้องมาศาลในวันนัดสืบพยานย่อมมีความหมายว่า โจทก์ต้องมาตรงตามเวลานัดด้วย มิใช่ว่าโจทก์จะมาศาลในเวลาใดก็ได้ก่อนสิ้นเวลาทำการของศาล ในวันนั้นดังที่โจทก์อ้างในฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาในวันนัดสืบพยานโจทก์เวลา 10.30 นาฬิกา เกินเวลานัดไปถึง 1 ชั่วโมง 30 นาที ฝ่ายโจทก์ก็ยังไม่มาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้อง จึงต้องถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 197 วรรคสอง (เดิม) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความอันเป็นคำสั่งตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132(2)ประกอบมาตรา 201 วรรคหนึ่ง (เดิม) จึงชอบแล้ว หลังจากนั้นเมื่อโจทก์มาศาลและยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นนำคดีขึ้นมาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปย่อมมีผลเท่ากับการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 วรรคหนึ่ง (เดิม) นั่นเอง เมื่อคำร้องของโจทก์ต้องห้ามไว้ชัดแจ้งตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว ศาลย่อมไม่อาจดำเนินการตามความประสงค์ของโจทก์ได้ โจทก์จะอ้างความยุติธรรมเพื่อประโยชน์ของโจทก์ฝ่ายเดียว โดยปราศจากกฎหมายสนับสนุนหาได้ไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกาเป็นกรณีที่มีการสืบพยานของคู่ความไปบ้างแล้ว มิใช่เรื่องที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาที่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงนำมาเทียบเคียงกับคดีนี้มิได้ คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 197 เดิม ม. 201 เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สันติสุข โสภณสิริ
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา